เสวนา: 112 กับสิทธิพลเมืองไทย

บก.ลายจุด ชวนคิดฤาความกลัวในสังคมตอนนี้มีพื้นฐานจากความรัก? ปราบ นศ.นักกิจกรรม ชี้หลังมติผู้บริหาร มธ.ห้ามใช้พื้นที่ ส่งผล นศ.ตั้งคำถามมากขึ้น มองแนวโน้มขบวนการนักศึกษาเริ่มโต วาด รวี ชี้ยังมีคำถามที่ต้องตอบ ถ้ายังจะปกครองแบบประชาธิปไตย

(12 ก.พ.55) ที่ห้องประชุม 14 ตุลา อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา มีการเสวนาในหัวข้อ 112 กับสิทธิพลเมืองไทย ดำเนินรายการโดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์

สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด กล่าวว่า กระแสใหญ่ๆ ขณะนี้คนกำลังกลัวการปฏิวัติ คำถามอีกด้านคือคนที่จะทำรัฐประหารกลัวอะไร เราอยู่ในภาวะที่ต่างก็หวาดกลัว ซึ่งความกลัวจะพัฒนาไปสู่ความเกลียดและความเกลียดจะพัฒนาต่อเป็นความโกรธ คำถามคือแล้วความรักอยู่ตรงไหนของความจริงเหล่านี้ เป็นไปได้ไหมที่ในนามของความเกลียด มีพื้นฐานจากความรัก ทำไมจึงมีการอ้างความรักในการเกลียดคนอื่น

เขาเสนอว่า หากเรากลับไปพูดเรื่องความรักในบริบทที่กว้างกว่าที่คนเหล่านั้นคิดได้ เช่น ทำไมในนามของความรัก จึงกระทำหรือแสดงออกอย่างร้ายกาจได้ขนาดนั้น นี่อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ความแตกต่างในสังคมไม่พัฒนาสู่ความ เกลียดชังได้

สำหรับกระแสต่อต้านนิติราษฎร์นั้น เขารู้สึกแปลกใจ เพราะสิ่งที่นิติราษฎร์เสนอไม่ใช่ข้อเสนออย่างที่อ้างกันว่าจะล้มล้างสถาบัน เลย กฎหมายยังอยู่ ฟ้องได้ และต้องติดคุก มีทุกอย่างครบ น่าแปลกใจที่การแก้กฎหมายถูกกล่าวหาว่าเป็นการล้มสถาบัน พอๆ กับตอนที่เขาใส่เสื้อสีแดง แล้วถูกถามว่าต้องการล้มสถาบันหรือ ซึ่งก็ตอบไม่ถูกว่าเกี่ยวโยงกันอย่างไร

เขากล่าวว่า การแก้ไขมาตรา 112 เป็นเรื่องมนุษยธรรม ต้องทำความเข้าใจ ทำให้เห็นว่าเราเรียกร้องสิทธิเพียงให้ลดโทษให้สมเหตุสมผล พร้อมยกตัวอย่างถึงการกลั่นแกล้งกันด้วยมาตรา 112 เช่น กรณีสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกฟ้องจากการเปิดเทปเสียงของ ดา ตอร์ปิโด ว่า ในระดับสามัญสำนึก สนธิไม่ควรถูกฟ้อง เพราะขาดเจตนาที่จะหมิ่นสถาบัน หรืออีกคดีคือกรณีตำรวจหญิงคนหนึ่งแปลเนื้อหาในนิตยสารของต่างประเทศที่ กล่าวถึงสถาบัน เพื่อนำเสนอว่าไม่ให้นำเข้ามาในประเทศ แต่ปรากฏว่าคนแปลกลับติดคุก ซึ่งนี่เป็นเรื่องไม่มีเหตุผล พร้อมชี้ว่า กฎหมายนี้ไม่พิจารณาเจตนา ดูเพียงการกระทำเท่านั้น โดยเปรียบเทียบว่า หมอที่ผ่าตัดเพื่อรักษาคนไข้ ก็คงติดคุกเพราะถือว่าเอามีดแทงเข้าไปที่ร่างกายคนไข้ ดังนั้นแล้วกฎหมายแบบนี้จะอยู่ไม่ได้ ไม่สมเหตุสมผล

ผู้ดำเนินรายการถามถึงสถานการณ์หลังการปราบเมื่อ พ.ค. 53 กับกระแสที่ห้ามไม่ให้เคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 ว่าหนักเบาต่างกันอย่างไร สมบัติตอบว่า มีบรรยากาศที่เหมือนกันคือ อารมณ์ทั้งกลัวทั้งโกรธ หลังการปราบหนึ่งเดือน เขาต้องไปเชียงใหม่ ไม่สามารถอยู่ที่เดิมได้ บ้านก็ถูกค้น ไม่กล้าเดินทางโดยเครื่องบินเพราะกลัวถูกจับ แต่เมื่อความกลัวถึงจุดหนึ่ง เขาเกิดคำถามกับตัวเองว่าจะมีชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัวได้อย่างไร ที่สุดก็ตัดสินใจว่าไม่สามารถมีชีวิตอย่างปกติได้ภายใต้ความกลัว เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องหาพื้นที่ยืนในที่แจ้งและเป็นที่ของเราโดยบริบูรณ์ โดยที่ไม่ไปเหยียบหัวใคร และยืนยันสิทธิตรงนั้น พร้อมยกตัวอย่างช่วงที่เขากลับไปที่ราชประสงค์และถูกบอกว่าไม่ควร แต่เมื่อไปอีก ที่สุดก็ได้ยืนในที่ดังกล่าว

สมบัติเสนอว่า ในการต่อสู้ครั้งนี้ ให้ทำป่วน ทำให้งง แต่อย่าแหย่จนอีกฝั่งโกรธ พร้อมเสนอข้อเสนอซึ่งเขาบอกว่าอาจไม่ถูกใจกลุ่ม ครก.112 หลายคนว่า ในทางสาธารณะ วันนี้เราไม่ต้องพูดเรื่อง 112 แล้ว ไปพูดเรื่องอื่นแทน อาจฟังดูเหมือนถอย แต่เขามองว่าบอลได้ถูกเขี่ยออกไปแล้ว แม้ ครก. หรือนิติราษฎร์จะไม่เคลื่อนไหว แต่มันได้กลายเป็นประเด็นไปแล้ว แม้หยุดพูดแต่สถานการณ์เรื่องนี้ก็ไม่หยุดแล้ว ซึ่งนี่จะป่วนให้อีกฝั่งงง

สอง การพูดถึงประเด็นเรื่องรัฐประหาร เป็นความชอบธรรมที่ประชาชนจะพูดได้ เพราะอีกฝั่งนั้นมีแผล และแนวร่วมจำนวนมากไม่เอารัฐประหาร ไม่ว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือสลิ่มก็ตาม

นอกจากนี้ สมบัติเสนอวิธีการต่อสู้ในภาวะความกลัวขณะนี้ว่า ให้ถ่ายรูปตัวเอง โดยเอานิ้วชี้ที่ตาและแลบลิ้น แล้วไปโพสต์ในอินเทอร์เน็ต เพื่อเตือนสติสังคมว่า เรากำลังสร้างสังคมแห่งความหวาดกลัว โดยให้ช่วยกันสร้างสรรค์ เช่น ถ่ายในบริบทที่เจ๋งๆ อย่างที่หน้ากองทัพบก

ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ ตัวแทนกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงมติของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ที่ห้ามใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเคลื่อนไหวเรื่องกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ทำให้นักศึกษาซึ่งเป็นภาพสะท้อนของคนในสังคมที่ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางใน เมือง ไม่สนใจการเมือง หันมาตั้งคำถามกับความเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมอตโต้ว่าด้วยเสรีภาพที่ เป็นจุดขายของมหาวิทยาลัยมากขึ้น จนเกิดการถกเถียงและการเคลื่อนไหว ซึ่งนอกจากกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตยแล้ว ก็ยังมีองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวอีก ครั้ง

นอกจากนี้ จากกระแสเรื่องมาตรา 112 หากได้ดูรายการคมชัดลึกทางเนชั่นชาแนล หลายวันก่อนที่มีตัวแทนนักศึกษามาแสดงความเห็น ก็จะเห็นตัวละครใหม่ๆ ที่กล้าพูดถึงมาตรา 112 รวมถึงกล้าวิจารณ์สถาบันมากขึ้น ทั้งนี้ เขามองว่าการเติบโตของขบวนการนักศึกษาอาจต้องใช้เวลา เพราะต้องต่อสู้กับกระแสในมหาวิทยาลัยด้วย แต่ก็มองว่ามีอัตราเติบโตที่ค่อนข้างดี

สำหรับการเคลื่อนไหวในก้าวต่อๆ ไปของ ครก.112 นั้น ปราบเสนอว่า ต่อไปอาจต้องดึงความเป็นมนุษย์ออกมามากกว่านี้ พร้อมชี้ว่า ก่อนที่ไท หรือปณิธาน พฤกษาเกษมสุข สมาชิกของกลุ่มฯ จะประท้วงอดอาหาร 112 ชั่วโมงเพื่อเรียกร้องให้พ่อของเขา (สมยศ) ได้ประกันตัวนั้น ทางกลุ่มฯ ก็ถูกข้อกล่าวหาไม่ต่างนิติราษฎร์ แต่หลังจากที่ไทประกาศอดอาหาร กระแสในมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนทันที โดยถูกต่อว่าในอินเทอร์เน็ตน้อยลง ซึ่งเขามองว่าเป็นเพราะการสื่อสารถึงความเป็นมนุษย์ ความเป็นพ่อ-ลูก นั้นมีพลัง และทำให้คนเห็นปัญหาของมาตรานี้มากขึ้น

ด้าน วาด รวี คณะนักเขียนแสงสำนึก กล่าวถึงสิทธิเสรีภาพโดยเริ่มจากมิติทางประวัติศาสตร์ว่า เกิดจากการเรียกร้องสิทธิทางการเมืองของคนกลุ่มใหม่ หรือฐานันดรที่สาม ในฝรั่งเศส ใน ศต.ที่ 18 จากเดิมที่ฐานันดรที่หนึ่งและสองคือกษัตริย์กับขุนนางและพระมองว่าสิทธิทาง การเมืองเป็นเรื่องของพวกตัวเองเท่านั้น แม้จะใช้เวลา 10 ปีและล้มเหลว แต่สิ่งที่สำเร็จคือสำนึกใหม่ที่ว่าคนเท่ากัน เกิดมาพร้อมสิทธิเสรีภาพอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่มีใครศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจพิสดาร หรือมีคุณความดีพิเศษเหนือใครอื่น

ด้านประเทศไทย สำนึกที่เรียกว่าการปกครองสมัยใหม่ที่ไม่เชื่อในสิทธิธรรมแบบเก่าหรือระบอบ การปกครองที่ใช้อำนาจเหนือมนุษย์อื่นๆ เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สะท้อนจากประกาศของคณะราษฎรฉบับที่ 1 โดยเฉพาะประโยคว่า "ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง" และ "เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลกษัตริย์ที่เหนือกฎหมาย"

มิติด้านเนื้อหาของสิทธิเสรีภาพ วาด รวี อ้างถึงตอนต้นของคำประกาศอิสรภาพของอเมริกาที่ระบุว่า "เราถือว่านี่คือความจริงที่เป็นหลักฐานในตัวเองว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่า เทียมกันและมีสิทธิแต่กำเนิดอันไม่อาจพรากจาก" หมายถึงสิทธิเสรีภาพคือส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ หากไม่มีสิทธิเสรีภาพ ความเป็นมนุษย์จะขาดพร่องไปทันที นี่คือสำนึกของมนุษย์สมัยใหม่ เป็นหลักสากลที่บรรจุอยู่ในกฎบัตรสหประชาชาติ อยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยไปลงนามไว้จำนวนมาก สิทธิเสรีภาพนี้มีความเป็นสากล ซึ่งหมายความว่าไม่ขึ้นต่อจารีต ประเพณี วัฒนธรรม ดังนั้นจะอ้างว่าประเทศนี้มีลักษณะเฉพาะ ทำให้ไม่มีสิทธิเสรีภาพเหมือนประเทศอื่นไม่ได้

ด้วยหลักนี้ ทำให้คำว่าพลเมืองหรือประชาชนในรัฐสมัยใหม่แตกต่างจากคำว่าราษฎรในรัฐสมัย เก่า เพราะเป็นประชาชนที่ประกอบด้วยสิทธิเสรีภาพ และสิทธิเสรีภาพเป็นที่มาของอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจปกครองประเทศ ซึ่งไทยก็อยู่ในหลักการเดียวกันนี้ ตามที่ระบุในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ

ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิเสรีภาพกับอำนาจปกครอง อำนาจสาธารณะ อำนาจทางการเมือง เป็นเหมือนกับสายใยที่ไม่อาจสะบั้นขาด เหมือนเราเอาด้ายโยงไปยัง ส.ส. ส.ส.โยงไปที่นายกฯ โยงไปยังข้าราชการต่างๆ ทั้งหมดนี้เมื่อสาวด้ายดู ที่สุดต้องกลับมาที่ประชาชนได้ ถ้าเมื่อใดที่ด้ายที่โยงมาสู่ประชาชนขาด อำนาจนั้นจะไม่ชอบธรรมทันที

วาด รวีกล่าวว่า ปัจจุบันสำนึกเรื่องสิทธิเสรีภาพและอำนาจอธิปไตยของสังคมไทยยังมีความไม่ เข้าใจ สำนึกจำนวนมากของฝ่ายที่คัดค้านการแก้ไข 112 ที่ว่า สิทธิเสรีภาพต้องมีขอบเขต ไม่ละเมิดสิทธิกษัตริย์ นี่สะท้อนความเข้าใจผิดๆ ถูกๆ ซ้อนกันเรื่องสิทธิเสรีภาพ เบื้องต้นคือแยกไม่ออกว่า รากฐานของสิทธิเสรีภาพเสมอภาค ซึ่งเป็นบ่อเกิดของสิทธิอื่น เป็นคนละอันกับสิทธิตามกฎหมายพื้นฐานที่มีแต่กำเนิด สิทธิที่มีขอบเขตคือสิทธิตามกฎหมายที่สามารถพรากจากได้ เช่น การยึดใบขับขี่ที่รัฐออกให้ เมื่อเราทำผิดกฎ แต่สิทธิเสรีภาพ เราไม่ได้รับมอบจากใคร ดังนั้น สิทธิตามกฎหมายจะมาละเมิดสิทธิพื้นฐานนี้ไม่ได้

ทั้งนี้ วาด รวีมองว่า ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพที่เกิดขึ้นมาตลอดในสังคมไทย ไม่ใช่เพราะมีการไม่ยอมรับสิทธิเสรีภาพ เพราะระบอบเผด็จการปกครองโดยทหาร หรือการปกครองโดยกษัตริย์แบบเก่า แต่เพราะหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีลักษณะของการใช้อำนาจ 2 ระนาบคู่กัน หนึ่ง อำนาจในระนาบเปลือกผิว คือ อำนาจในที่แจ้ง ใช้อย่างเป็นทางการ เช่น การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญสนธิสัญญา กฎหมาย สอง การใช้อำนาจอย่างไม่เป็นทางการ อยู่ในรูปของประเพณีการปกครอง จารีต ขนบ ไม่อยู่ในกฎหมาย อำนาจนี้เองขัดหลักประชาธิปไตยตรวจสอบไม่ได้ แต่แทรกแซง บงการและมีอำนาจเหนือการใช้อำนาจในระนาบหนึ่งได้ตลอด

เขาระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นที่พันธมิตรฯ ชอบพูดถึง หากมองให้สุด บ่อเกิดของปัญหาแบบนี้คือปัญหาที่อำนาจอธิปไตยที่มาจากสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนไม่ใช่อำนาจที่แท้จริงในสังคม ไม่สามารถให้คุณให้โทษคนที่อยู่ในโครงข่ายในระบบได้อย่างแท้จริง แต่มีอำนาจในระนาบที่สอง แทรกแซงอยู่ตลอด

วาด รวีกล่าวว่า หากดูจากวิกฤตการเมืองช่วงที่ผ่านมา แล้วตั้งคำถามกับการใช้อำนาจที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนตั้งแต่รัฐประหารเป็นต้นมาว่า อำนาจอะไรที่ค้ำจุน คมช. พล.อ.เปรม พล.อ.สุรยุทธ์ หรือค้ำจุน สนช. ให้ออกกฎหมายได้ ทั้งที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถ้าเราสังเกตดูการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นทางการ ในวัฒนธรรมอำนาจ ในจารีตประเพณีการใช้อำนาจ ประเพณีการปกครองของไทย ไล่ไปตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุด ตั้งแต่ข้าราชการชั้นผู้น้อย นักการเมือง ศาล จนถึงองคมนตรี จะพบว่านี่คือการใช้อำนาจแบบเดียวกับระบบทาสในสมัยก่อน มีกำกับว่าเด็กใคร เส้นใคร ใช้เส้นตีตราอำนาจ และหากไล่ไปจนชั้นบนสุดจะพบว่ามันคือการใช้อำนาจในลักษณะที่แวดล้อมและแอบ อิงกับสถาบันกษัตริย์ มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางในการแอบอิงและอ้างใช้และแวดล้อมอยู่

ด้านปัญหาของกฎหมายอาญา มาตรา 112 แบ่งเป็น หนึ่ง กลุ่มที่เป็นผลกระทบทางการเมือง และสอง กลุ่มที่เป็นผลกระทบทางสิทธิเสรีภาพ

หนึ่ง กลุ่มที่เป็นผลกระทบทางการเมือง อ้างจากหนังสือ A Life's Work ซึ่งดูแลโดยอานันท์ ปันยารชุน และสุเมธ ตันติเวชกุล ที่ยอมรับว่าปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา ไม่ว่าบทบาทองคมนตรี ชนชั้นนำอื่น หรือ ที่สำนักพระราชวังออกหนังสือว่า คมช.เป็นรัฎฐาธิปัตย์ ไม่ต้องโปรดเกล้าก็ได้ สิ่งเหล่านี้ สะท้อนกลับไปยังประเด็นบทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ทั้งสิ้น ปัญหาคือมีอำนาจสาธารณะ มีประเพณีการปกครองที่ไม่ถูกตรวจสอบ ตรวจสอบไม่ได้อยู่ในระบบการเมือง ถ้าเราจะก้าวต่อไปข้างหน้า ถ้าเราจะปกครอง้วยระบอบประชาธิปไตย เราหลีกเลี่ยงปัญหานี้ไม่ได้ไม่ว่าเราจะเป็นเหลืองหรือแดง มาตรา 112 เป็นจระเข้ขวางคลองในการแก้ปัญหานี้

วาด รวี กล่าวว่า คดีหมิ่นที่เกิดขึ้นตลอดช่วงวิกฤตการเมือง จากข้อเท็จจริง ถามว่าเป็นสิ่งที่อยู่ดีๆ ทุกคนก็ลุกขึ้นหมิ่นหรือ อยู่ดีๆ คนก็ลุกขึ้นมาเขียนฝาผนังหรือ เป็นสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจ แต่เราไม่เผชิญปัญหา ไม่แก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา

"คำถามมากมายต้องการคำตอบ ต้องการการแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผล ไม่ใช่ว่าจะล้มเจ้า แต่เราต้องการคำตอบของคำถามที่เกี่ยวกับระบอบการปกครองว่าจะเอาอย่างไรกัน แน่" วาด รวี กล่าวและว่า ตัวอย่างคำถามมากมาย ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดคำถาม มากมาย ตัวอย่างประเพณีการปกครองที่ไม่เป็นทางการที่เราควรจะถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน ได้ในระบอบประชาธิปไตย เช่น การที่มีพระราชดำรัสในทางสาธารณะจะส่งผลทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กล่าวอ้างพระราชสำนักจริงเท็จแค่ไหน คำถามเกี่ยวกับเรื่องสองมาตรฐาน เรื่องทางการเมืองที่เกี่ยวพันไปถึงสถาบันกษัตริย์ควรจะต้องถูกพูดถึงแลก เปลี่ยนอย่างโปร่งใส แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐประหารกับสถาบันกษัตริย์ เช่น เมื่อรัฐประหารแล้วไปเข้าเฝ้าทุกครั้งเหมาะสม สมควรแค่ไหน เราไม่เคยพูดถึงได้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา นี่คือผลกระทบทางการเมืองที่จำเป็นต้องได้รับคำตอบถ้าจะก้าวไปข้างหน้า เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ไม่ว่าอยากปรองดองหรือไม่ปัญหานี้ก็จะยังอยู่หากไม่แก้ไข ไม่ใช่เรื่องล้มเจ้าไม่ล้มเจ้า แต่เป็นเรื่องของคนไม่อยากแก้ปัญหา เอาการล้มเจ้าเข้ามาอ้าง

สอง ผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ทั้งตามหลักสากล กฎหมายในประเทศ รัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่ลงนามไว้ในต่างประเทศ หนึ่ง กระบวนการบังคับใช้ การประกันตัว ปิดลับการพิจารณาคดี การไม่สันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนในคดีอาญา สอง อัตราโทษ - 3-15 ปี กับการกระทำผิดโดยวาจา-ตัวหนังสือ สาม ใครก็ฟ้องได้ ไม่มีเหตุยกเว้นความผิด และยกเว้นโทษ เหมือนกฎหมายที่บังคับใช้กับบุคคลทั่วไป ทำให้วิจารณ์และพูดถึงไม่ได้เลย ที่ว่าวิจารณ์ได้นั้นไม่จริง โดยมีแนวทางคำพิพากษาแล้วว่าไม่จริง

ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ผิดทั้งต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศที่ลงนาม ไว้ และผิดหลักสากล ละเมิดสิทธิเสรีภาพที่เป็นบ่อเกิดของสิทธิตามกฎหมายทั้งปวง และถ้าไม่แก้ไข และปล่อยต่อไปเรื่อยๆ อำนาจอธิปไตยจะชนกัน เป็นสิ่งที่ใครก็บังคับควบคุมไม่ได้ ไม่มีผู้นำม็อบคนไหนจะบังคับได้ นี่เป็นความเคลื่อนไหวที่ใหญ่มากๆ เป็นแรงโน้มถ่วงทางประวัติศาสตร์ จะชนกันถ้าไม่แก้ ไม่ใช่อยากให้เกิดการปะทะกัน แต่เราต้องการแก้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ควรจะเกิด ให้เปลี่ยนผ่านอย่างสมูท นี่เป็นเหตุผลของ ครก.112

 

Comments

คนเราทั่วไปมันจะคิดอะไรกันสัก

คนเราทั่วไปมันจะคิดอะไรกันสักกี่เรื่อง

ความรักศรัทธา ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา

มองโลกอย่างความเป็นจริง เอาเงินไปทำบุญที่วัดยังอยากได้บุญเลย เงินแลกบุญแลกความสบายใจ

มนุษย์เราหลายๆ อย่างมันก็ดูงงๆ

"กรณีสนธิ ลิ้มทองกุล

"กรณีสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกฟ้องจากการเปิดเทปเสียงของ ดา ตอร์ปิโด ว่า ในระดับสามัญสำนึก สนธิไม่ควรถูกฟ้อง เพราะขาดเจตนาที่จะหมิ่นสถาบัน หรืออีกคดีคือกรณีตำรวจหญิงคนหนึ่งแปลเนื้อหาในนิตยสารของต่างประเทศที่กล่าวถึงสถาบัน เพื่อนำเสนอว่าไม่ให้นำเข้ามาในประเทศ แต่ปรากฏว่าคนแปลกลับติดคุก ซึ่งนี่เป็นเรื่องไม่มีเหตุผล "

บก.ลายจุด พูดได้ดีมีเหตุผลมาก แม้สนธิจะอยู่ต่างขั้วแต่ก็ก้าวข้ามได้อย่างน่าชื่นชม
ขอให้กำลังใจ แกนนอนต่อไปครับ

ภูไท ณ ภูพาน

[quote=ภูไท ณ ภูพาน ]"กรณีสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกฟ้องจากการเปิดเทปเสียงของ ดา ตอร์ปิโด ว่า ในระดับสามัญสำนึก สนธิไม่ควรถูกฟ้อง เพราะขาดเจตนาที่จะหมิ่นสถาบัน หรืออีกคดีคือกรณีตำรวจหญิงคนหนึ่งแปลเนื้อหาในนิตยสารของต่างประเทศที่กล่าวถึงสถาบัน เพื่อนำเสนอว่าไม่ให้นำเข้ามาในประเทศ แต่ปรากฏว่าคนแปลกลับติดคุก ซึ่งนี่เป็นเรื่องไม่มีเหตุผล "

บก.ลายจุด พูดได้ดีมีเหตุผลมาก แม้สนธิจะอยู่ต่างขั้วแต่ก็ก้าวข้ามได้อย่างน่าชื่นชม
ขอให้กำลังใจ แกนนอนต่อไปครับ[/quote]
มองในแง่นี้ ก็ถูกต้อง สนธิไม่ควรถูกฟ้อง .....แต่ถ้ามองในแง่ที่สนธินำคำดาตอปิโดไปขยายผล เพื่อหวังผลในการชุมนุมหรือหวังผลอย่างอื่นละ ซึ่งมากกว่าการปกป้องสถาบันฯแบบสุจริตใจ .....เพราะวิธีการนำข้อมูลหมิ่นไปขยายความในเวทีชุมนุม และมีการถ่ายทอดออกเคเบิลไปทั่วโลก แทนที่จะนำไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งมีผลต่อคดีเท่ากัน แต่ตัดปัญหาเรื่องหมิ่นไม่หมิ่น ที่สนธิจะโดนด้วย
ส่วนเรื่องการแปล เนื้อหาบทความ ต้องดูที่เจตนาและวิธีการนำเสนอออกสู่สังคม หลังการแปลแล้วเขาจัดการกับเนื้อหาที่แปลเป็นภาษาไทยอย่างไร เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณ หรือแจ้งต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ
การจะตีความว่าหมิ่นหรือไม่หมิ่นคงไม่ยากที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจะพิจารณา

ภูไท ณ ภูพาน

[quote=ภูไท ณ ภูพาน ]"กรณีสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกฟ้องจากการเปิดเทปเสียงของ ดา ตอร์ปิโด ว่า ในระดับสามัญสำนึก สนธิไม่ควรถูกฟ้อง เพราะขาดเจตนาที่จะหมิ่นสถาบัน หรืออีกคดีคือกรณีตำรวจหญิงคนหนึ่งแปลเนื้อหาในนิตยสารของต่างประเทศที่กล่าวถึงสถาบัน เพื่อนำเสนอว่าไม่ให้นำเข้ามาในประเทศ แต่ปรากฏว่าคนแปลกลับติดคุก ซึ่งนี่เป็นเรื่องไม่มีเหตุผล "

บก.ลายจุด พูดได้ดีมีเหตุผลมาก แม้สนธิจะอยู่ต่างขั้วแต่ก็ก้าวข้ามได้อย่างน่าชื่นชม
ขอให้กำลังใจ แกนนอนต่อไปครับ[/quote]

ต้องดูที่เจตนา

กาลครั้งหนึ่ง คุณนพพร บุณญฤทธิ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ รายวัน (ยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)
ได้ตีพิมพ์ข้อความโจมตีสถาบันฯ จากแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ
คุณนพพร ถูกดำเนินคดี
คึกฤทธิ์ ได้แย้งว่า จำต้องตีพิมพ์ข้อความนั้น เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่า มีคนคิดร้ายต่อสถาบัน
จะได้ช่วยกันป้องกันไม่ให้สิ่งร้ายเกิดขึ้นได้
คุณนพพร รอดพ้นจากคดีความ

หากมองด้วยสายตาเป็นกลาง
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แจ้งข่าวแก่ประชาชน ให้รู้ว่าใครทำอะไร จะได้ช่วยกันป้องกัน

ส่วนการแปลข้อความจากภาษาต่างประเทศด้วยเนื้อหาอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันออกเป็นภาษาไทย
ย่อมมีความผิดตามกฎหมายไทย
เพราะมีเจตนาเผยแพร่ข้อความอันเป็นปฏิปักษ์นั้น

กฎหมายอาญา โทษหนักเบา อยู่ที่เจตนา
หากแสดงว่ามีเจตนาอันดี แต่สองแง่สองมุม โจทย์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดแจ้งว่า
จำเลยมีเจตนาทำผิดจริง ศาลย่อมยกประโยชน์ให้จำเลย

ดังนั้น ก่อนเขียน พูด หรือแสดงออกต่อสาธารณะ ต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน
ต้องพิจารณา "เจตนา" ของตนเองให้รอบคอบ ต้องมีสติในการแสดงออก

หากกระทำการด้วยอารมณ์ของตนเอง หรือ ต้องการปลุกเร้าอารมณ์ของคนอื่น
ย่อมเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี

กฎหมายอาญาบางมาตรา ต้องมีบทลงโทษหนัก
เพื่อเป็นเกราะกำบังการประทุษร้ายจากทุจริตชน

ซึ่งเป็นการสะกิดเตือนสุจริตชนว่า
ควรใช้ความรอบคอบในการแสดงออกของตนเอง

ภูไท ณ ภูพาน wrote: "กรณีสนธิ

ภูไท ณ ภูพาน wrote:
"กรณีสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกฟ้องจากการเปิดเทปเสียงของ ดา ตอร์ปิโด ว่า ในระดับสามัญสำนึก สนธิไม่ควรถูกฟ้อง เพราะขาดเจตนาที่จะหมิ่นสถาบัน หรืออีกคดีคือกรณีตำรวจหญิงคนหนึ่งแปลเนื้อหาในนิตยสารของต่างประเทศที่กล่าวถึงสถาบัน เพื่อนำเสนอว่าไม่ให้นำเข้ามาในประเทศ แต่ปรากฏว่าคนแปลกลับติดคุก ซึ่งนี่เป็นเรื่องไม่มีเหตุผล "
บก.ลายจุด พูดได้ดีมีเหตุผลมาก แม้สนธิจะอยู่ต่างขั้วแต่ก็ก้าวข้ามได้อย่างน่าชื่นชม
ขอให้กำลังใจ แกนนอนต่อไปครับ

ต้องดูที่เจตนา

กาลครั้งหนึ่ง คุณนพพร บุณญฤทธิ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ รายวัน (ยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)
ได้ตีพิมพ์ข้อความโจมตีสถาบันฯ จากแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ
คุณนพพร ถูกดำเนินคดี
คึกฤทธิ์ ได้แย้งว่า จำต้องตีพิมพ์ข้อความนั้น เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่า มีคนคิดร้ายต่อสถาบัน
จะได้ช่วยกันป้องกันไม่ให้สิ่งร้ายเกิดขึ้นได้
คุณนพพร รอดพ้นจากคดีความ

หากมองด้วยสายตาเป็นกลาง
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แจ้งข่าวแก่ประชาชน ให้รู้ว่าใครทำอะไร จะได้ช่วยกันป้องกัน
......กรณีของดาตอปิโด แตกต่างจากคุณนพพรโดยสิ้นเชิง เพราะดาตอปิโด มีตัวตนชัดเจน และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งในประเทศไทย สามารถแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ทุกเมื่อ ไม่จำเป็นต้องเผยแพร่คำที่เขาหมิ่น ......ถ้าคนทำหน้าที่สื่อทุกคน ทำอย่างสนธิ นำคำพูดหมิ่นของผู้ต้องหา ออกเผยแพร่ก่อนดำเนินคดี โดยสื่อคนนั้นไม่จำเป็นต้องรับผิด ....คำผูดจาดูหมิ่นเหยียดหยาม คงเผยแพร่ในหน้าสื่อได้เป็นหลายร้อยเป็นพันครั้ง ตามทุกๆคดีที่มีผู้หมิ่น แล้วอย่างนี้จะมีกฏหมายเขียนป้องกันเหตุทำนองนี้ไว้ทำไม ก็ยกเลิกไปเสีย สื่อจะได้ยึดแนวทางสนธิ เป็นแบบอย่างเพื่อปกป้องสถาบันฯ อีกหลายๆด้าน
......ถ้าจะเทียบเคียง คุณนพพร กับนายสมยศ ที่กำลังถูกจองจำ ทั้งที่ยังไม่ตัดสินความผิด น่าจะใกล้เคียงกว่า

The World Is Not

The World Is Not Enough.

Adios.

ต้องขอบคุณ ทั้งคุณรู้ทันและ

ต้องขอบคุณ ทั้งคุณรู้ทันและ Maximus ที่ให้ความรู้แก่ผม อย่างชัดเจน
พร้อมยกตัวอย่างประกอบ ท่านทั้งสองคือผู้เจริญแล้วจริงๆ

ในยามปกติธรรมดา...บุคคลทั้วไป

ในยามปกติธรรมดา...บุคคลทั้วไปไห้เกียรติยกย่อง...ธรรมศาสตร์และจุฬา..เป็นสถาบันชั้นสูง..มีเกียรติมีศักศรี...รวมทั้งนักศึกษาของสถาบันด้วย..

สถาบันที่สอนกฏหมายเพื่อไห้ทุกคนเข้าใจหลักกฏหมายที่เน้น..ที่ตัวกฏหมายต้องเป็นกฏหมายที่เป็นธรรม..และต้องเสมอภาคกัน...และกฏหมายต้องเคารพ"อิสระภาพเสรีภาพ"ของประชาชน...

แล้วทำไมสถาบันศึกษาชั้นสูงสุดของประเทศ...จึงควบคุมอิสระภาพเสรี..การแสดงความคิดเห็นด้วยหรือ..หรือว่าเป็นสถาบันจอมปลอมหลอกต้มคนดู..คนสั่งห้าม...เป็นบุคคลระดับสูงสุดของสถาบันด้วย...แค่นี่ก็สอบตกทั้งสถาบันแล้ว..แล้วจะมาคุยเสรีภาพทุกตารางนิ้วไห้อายชาวบ้านทำไม...ลบคำว่าเสรีภาพทุกตารางนิ้วไห้หน่อย...รู้สึกอายแทน...ไม่กล้าสู้หน้าคน...ถ้าไม่ลบออก..จะหน้าด้านหน้าทนก็เชิญตามสบาย...5555เอ๋ง...

และยังมีอีกสถานบันที่อาจารณ์ฉีกบัตรเลือกตั้ง...จงใจทำผิดกฏหมาย...พูดจาเลอะเทอะ..ยังเป็นอาจารณ์สอนได้...ถ้านักศึกษาทนเรียนจบ...ก็ได้แค่เศษกระดาษ..มากกว่าที่จะได้วุฒิบัตร...ที่แสดงถึงความเป็นคน...อาจารณ์นักเลงอันธพาลอย่างนี่จะมีนักศึกษาเป็นบันดิษย์ได้ยังไง...

ถ้าเกิดว่าเป็นผู้พิพากษา...ตัดสินคดีความตามกฏหมาย...ถ้าเกิดกฏหมายนั้นเป็นกฏหมายที่ไม่เป็นธรรม...ตรงข้ามกับความเป็นธรรม..มันก็คือกฏหมายเถื่อนในยุคมืด..แล้วทำไมผู้พิพากษาจะต้องเอากฏหมายนี่มาตัดสิน...ลงโทษสุจริตชน...ในเมื่อมีหน้าที่ทำดีแต่ไปทำชั้ว..แล้วจะเป็นผู้พิพากษาที่ดีได้ยังไง...

และยังมีอดีตนักศึกษาคนหนึ่ง...เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของคนไทย...พูดจาดูถูกเหยียดหยาม...เย้ยหยัน..กระแหน่ะกระแหน่...ญาติพี่น้องผู้เสียชีวิตและผู้ตาย...ไห้ไปเอาเงินชดเชยจากทักษิน...คนพูด..พูดได้ยังไง..ในฐานะอดีตนายกที่เป็นรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบการเสียชีวิตของประชาชน...แต่โยนความรับผิดชอบไห้คนอื่น...

คำพูดที่จะต้องถาม..ถามว่าในฐานะผู้นำชาวไทย...คุณพูดจาเยาะเย้ยเขาได้ยังไง..หรือจะถามกันอย่างลูกผู้ชาย...ลูกผู้ชายเขาทำกันอย่างนี่หรือ...หรือว่าคุณมองว่าประชาชนที่ไม่เลือกรัฐบาลคือศัตรู...

*******ในสถานการณ์โลกที่เปลี่

*******ในสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในโลก ย่อมรู้กันหมดอย่างรวดเร็ว การเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์มีความหมายต่อมนุษยชาติโลก พยายามให้คนทุกคนที่เกิดบนโลกมีความเท่าเทียมกัน (คน=ไข่จากแม่+อสุจิจากพ่อ) แต่ก็ยังยกย่องและยอมรับตัวแทนของตนเองโดยอาศัยคนหมู่มาก ให้บุคคลนั้นและกลุ่มบุคคลนั้น ๆ เข้าไปแบ่งปันทรัพยากรณ์ของเขตแดนให้เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน
********ปัจจุบันไทยปกครองแบบยอมรับสิทธิประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเรียกว่าประชาธิปไตย สิทธิคนส่วนใหญ่ของประเทศให้กลุ่มบุคลกลุ่มหนึ่งเป็นผู้บริหารจัดการทรัพยากรณ์ของประเทศอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ถ้าหากบริหารจัดการไม่ดีก็จะเกิดความเสื่อมเอง ประชาชนกลุ่มใหญ่ก็ใช้สิทธิเลือกบุคคลกลุ่มใหม่เข้ามา ถ้าหากปล่อยไปตามวิถีการเมืองก็จะเกิดการพัฒนาเอง (การสื่อสารรวดเร็วมาก) ทุกวันนี้ การใส่ความ การยัดเยียดความผิด การปลุกระดม หากขาดข้อเท็จจริงก็คงจะยาก เพราะประชาชนมีแหล่งสืบเสาะข้อเท็จจริงมาก (ไร้พรมแดนจริง ๆ) ซึ่งนำมาวิเคราะห์สังเคราะห์ร่วมกัน (แม้อยู่คนละซีกโลก) เพื่อหาข้อสรุปที่ถูกต้องได้ ดังนั้นเหตุการณ์ ปฏิวัติ ปี 2549 การยุบพรรคบางพรรค ตั้ง 2 หน การไม่ยอมลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส สมัยทั่วไปของพรรคบางพรรค (ผู้ซื้อไม่ผิด สามีผู้ซื้อผิด) การยึดทรัพย์ของอดีตนายกบางคน ที่มีเงินจำนวนหนึ่งมาก่อนการเป็นนายก เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนส่วนใหญ่เขายังงุนงงอยู่ ซึ่งแสดงถึงสิทธิที่ประชนส่วนใหญ่เขายังมีโอกาสได้รับทรัพยากรณ์อย่างเป็นธรรมจาก ผู้นำที่เขาใช้สิทธิเลือกเข้าไป
******** สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันหลักที่ปวงชนชาวไทยยึดมั่น อยากจะให้สถาบันกษัตริย์ ดำรงอยู่คล้ายกับศาสนา กล่าวคือ ผู้ที่เป็นบรรพชิตหากปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด ก็จะเกิดความศรัทธและประชาชนเลื่อมใส เช่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่หมั้น พุทธทาษภิกขุ ฯลฯ หากภิษุใดประพฤติไม่เหมาะสมศัทธาก็เสื่อม เช่น พรนิกร พระกู้ เป็นต้น ซึ่งสถาบันศาสนามีการวิพากษ์ เข้าถึงได้ จนเกิดมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวการณ์ตลอดเวลาแต่หลักคำสอนยังมีเช่นเดิม ตามนัยเดิม และสามรถดัดแปลงให้เหมาะกับสังคมได้ด้วย จนมีผู้เลื่อมใสศรัทธาคำสอนของศาสนาตามบริบทของสังคมไม่เสื่อมคลาย
******** ผู้ที่อ้างความจงรักภักดีอย่างสูงสุด พึงเข้าใจว่าบุคคลอื่นก็มีความจงรักภักดีเช่นกัน ในสภาวะสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงบ้าง อย่าเอาความไม่เปลี่ยนแปลงไปหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลง จนเกิดผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง ต่อไป จงให้มันเป็นไปตามความเป็นอนิจจังเถอะ ท่าน ผบ.ทบ.

ที่

ที่ บก.ลายจุดพูดไว้ช่วงแรกนั้น น่าคิด
ผมขอขยายความตามความรู้สึกส่วนตัวและความรู้งูๆ ปลาๆ ดังนี้
ทำไมความรักถึงนำไปสู่ความเกลียดได้ ถ้าความรักนั้นไม่ประกอบด้วยปัญญา รักอย่างมืดบอด รักอย่างหลง ก็ยังสามารถนำไปสู่สิ่งที่ทางพุทธเรียกว่า อคติ 4 ได้เสมอ อคติที่มีสี่กลุ่มนี่ผลที่สุดมันก็คือพวกเดียวกัน จึงไหลจากอคติรูปหนึ่งไปสู่อีกรูปได้ตลอด

ถ้าเริ่มจากความลำเอียง ความมีอคติเพราะชอบเพราะรัก เสียแล้ว ก็กลายเป็นฉันทาคติ อคติเพราะรัก สาวลงไปลึกๆ ประกอบด้วยโมหะความมืดความหลงผิดไหม ใช่ ก็เป็นโมหาคติด้วย แล้วพอเห็นอะไรที่ต่างไปจากอคติของตัว เกิดโกรธแค้นชิงชังใช้ความรุนแรงอาละวาดใส่ด้วยโทสะ ก็กลายเป็นโทสาคติ ลำเอีงเพราะความโกรธเกลียด ซึ่งลงว่าพอมีการใช้กำลังใช้ความโกรธขึ้นมาได้ก็ต้องมีคนที่กลัว กลัวแล้วก็ปรับอคติของตัวไปตามความกลัวนั้น กลายมาเป็นภยาคติ ลำเอียงเพราะความกลัว เป็นเรืองของ self-censoring และอื่นๆ

ถ้าทุกอย่างเป็นอคติไปหมด มันจะทนทานแสงสว่างของการพิสูจน์ไปไม่ได้นานหรอก อยู่ได้ไม่ยืนยาวหรอก

ท่านผู้จงรักสถาบันทั้งหลาย ท่านได้ช่วยกันทำอะไรลงไปกับสถาบันที่ท่านอ้างว่ารักกันเนี่ย

"กระแสใหญ่ๆ

"กระแสใหญ่ๆ ขณะนี้คนกำลังกลัวการปฏิวัติ" ?

เมื่อ ปชช เลือกเข้ามาบริหารประเทศ ก็บริหารให้ดี
เมื่อ ปชช มีความสุข เขาก็เลือกเข้ามาอีก ปฏิวัติอีกกี่รอบ ปชช ก็เลือกเข้ามาอีก
คนทำปฏิวัติ ยิ่งทำก็ยิ่งเสื่อม สังคมจะเริ่มตั้งคำถามมากขึ้น
คนทำปฏิวัติเองนั่นแหละจะเดือดร้อน อยู่ไม่ได้

ชาวบ้านชาวช่องเขาทำมาหากิน เขาไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรเลย กับ ม112
คุณยิ่งไปแตะ คุณนั่นแหละจะสร้างเงื่อนไขความแตกแยก
ให้ทหารมันมีความชอบธรรมในการปฏิวัติ

ถ้าคุณคิดว่า แก้ ม112 ได้จะได้เปิดโปงอำมาตย์ได้ คุณคิดผิดแล้ว

นิติคือกฎหมายไม่สับสน ราษฎร์ค

นิติคือกฎหมายไม่สับสน
ราษฎร์คือชาติประชาชนเที่ยงแท้
นิติราษฎร์เดินหน้าอย่าอ่อนแอ
หวังเพียงแค่นิติธรรมนำสังคม

Submitted by Maximus

Submitted by Maximus (visitor) on Mon, 2012-02-13 10:40.
ภูไท ณ ภูพาน

ภูไท ณ ภูพาน wrote:
"กรณีสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกฟ้องจากการเปิดเทปเสียงของ ดา ตอร์ปิโด ว่า ในระดับสามัญสำนึก สนธิไม่ควรถูกฟ้อง เพราะขาดเจตนาที่จะหมิ่นสถาบัน หรืออีกคดีคือกรณีตำรวจหญิงคนหนึ่งแปลเนื้อหาในนิตยสารของต่างประเทศที่กล่าวถึงสถาบัน เพื่อนำเสนอว่าไม่ให้นำเข้ามาในประเทศ แต่ปรากฏว่าคนแปลกลับติดคุก ซึ่งนี่เป็นเรื่องไม่มีเหตุผล "

บก.ลายจุด พูดได้ดีมีเหตุผลมาก แม้สนธิจะอยู่ต่างขั้วแต่ก็ก้าวข้ามได้อย่างน่าชื่นชม
ขอให้กำลังใจ แกนนอนต่อไปครับ

ต้องดูที่เจตนา

กาลครั้งหนึ่ง คุณนพพร บุณญฤทธิ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ รายวัน (ยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)
ได้ตีพิมพ์ข้อความโจมตีสถาบันฯ จากแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ
คุณนพพร ถูกดำเนินคดี
คึกฤทธิ์ ได้แย้งว่า จำต้องตีพิมพ์ข้อความนั้น เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่า มีคนคิดร้ายต่อสถาบัน
จะได้ช่วยกันป้องกันไม่ให้สิ่งร้ายเกิดขึ้นได้
คุณนพพร รอดพ้นจากคดีความ

หากมองด้วยสายตาเป็นกลาง
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แจ้งข่าวแก่ประชาชน ให้รู้ว่าใครทำอะไร จะได้ช่วยกันป้องกัน

ส่วนการแปลข้อความจากภาษาต่างประเทศด้วยเนื้อหาอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันออกเป็นภาษาไทย
ย่อมมีความผิดตามกฎหมายไทย
เพราะมีเจตนาเผยแพร่ข้อความอันเป็นปฏิปักษ์นั้น

กฎหมายอาญา โทษหนักเบา อยู่ที่เจตนา
หากแสดงว่ามีเจตนาอันดี แต่สองแง่สองมุม โจทย์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดแจ้งว่า
จำเลยมีเจตนาทำผิดจริง ศาลย่อมยกประโยชน์ให้จำเลย

ดังนั้น ก่อนเขียน พูด หรือแสดงออกต่อสาธารณะ ต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน
ต้องพิจารณา "เจตนา" ของตนเองให้รอบคอบ ต้องมีสติในการแสดงออก

หากกระทำการด้วยอารมณ์ของตนเอง หรือ ต้องการปลุกเร้าอารมณ์ของคนอื่น
ย่อมเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี

กฎหมายอาญาบางมาตรา ต้องมีบทลงโทษหนัก
เพื่อเป็นเกราะกำบังการประทุษร้ายจากทุจริตชน

ซึ่งเป็นการสะกิดเตือนสุจริตชนว่า
ควรใช้ความรอบคอบในการแสดงออกของตนเอง

วันนี้น่ารักค่อยมีเหตุมีผลหน่อย ความเห็นต่างไม่ใช่ปัญหาขอให้พูดกันด้วยเหตุผลและมีเมตตาต่อกันเราคนชาติเดียวกันไม่ใช่ศัตรูคู่แค้นกันที่ใหน