'ใบตองแห้งออนไลน์': ไหนว่าแค่การบังคับใช้

การอดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้พ่อ ของไท พฤกษาเกษมสุข ผ่านมา 4 วันแล้วยังไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ ขณะที่สมยศถูกนำตัวไปสืบพยานถึงจังหวัดสงขลา แต่พยานไม่มาศาล เพราะพักอยู่ปทุมธานี สะดวกให้ปากคำที่กรุงเทพฯ

ก่อนหน้านี้ สมยศถูกนำตัวไปสืบพยานที่จังหวัดสระแก้ว เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ โดยถูกนำตัวตระเวนไปฝากขังตามเรือนจำจังหวัดต่างๆ ทั้งที่พยานส่วนใหญ่พักอยู่ในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล สามารถออกหมายเรียกให้มาสืบพยานที่กรุงเทพฯ ได้ แต่จำเลยกลับถูกนำตัวใส่ขื่อคาตระเวนไปทั่วประเทศ จนทนายบอกว่าเหมือนกลั่นแกล้งกัน
 
ถามว่านี่ใช่ไหม ปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 ที่ใครต่อใครแห่ออกมาพูดกันเซ็งแซ่ ว่าไม่ต้องแก้ ม.112 ให้แก้การบังคับใช้ ตั้งแต่ทักษิณไปจนอภิสิทธิ์ ตั้งแต่ ดร.เหลิมไปจน ดร.สุวินัย ตั้งแต่มีชัยไปจนบวรสาก
 
แต่ไม่ยักมีใครกล้าพูดชัดเจนเหมือนธงชัย วินิจจะกูล ที่บอกว่า “การ ใช้มาตรา 112 ในแบบล่าสุดระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือใช้ทำลายจิตวิญญาณ หมายถึงการใช้อย่างไร้ความปรานีจนกว่าจะยอมรับสารภาพ คือมักจับไว้ก่อน ไม่ให้ประกันตัว พิจารณาลับ ลงโทษรุนแรง แต่ให้ความหวังว่าจะพ้นคุกได้เร็วถ้ายอมรับสารภาพ จนหลายคนยอมแพ้ในที่สุด นี่คือการทำร้ายถึงจิตวิญญาณ หากต้องการอิสรภาพทางกายต้องยอมแพ้ราบคาบทางมโนสำนึก ชีวิตที่มีอิสระทางกายต้องขังจิตวิญญาณเสรีไว้ข้างในตลอดไป”
 
ปัญหาการบังคับใช้ 112 จึงไม่ใช่แค่ใครก็แจ้งความร้องทุกข์ได้ ปัญหาการบังคับใช้ยังรวมถึงการที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยมักไม่ได้ประกัน โดยอ้างว่าเกรงจะหลบหนี ซึ่งก็เป็นปัญหาวัวพันหลัก ในเมื่อคดีนี้ มักไม่ให้ประกัน ใครโดนคนนั้นก็ต้องหนี ใครเล่าอยากสู้คดีโดยต้องตระเวนไปนอนเรือนจำ 77 จังหวัดอย่างสมยศ
 
และแน่นอน ยังเกี่ยวพันกับอัตราโทษ เพราะศาลมักอ้างว่าโทษสูง เกรงจำเลยหลบหนี
 
การไม่ได้ประกันตัวทำให้จำเลย 99.99% เลือกยอมรับสารภาพ เพื่อให้คดีถึงที่สุด เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งก็มักได้รับพระมหากรุณาธิคุณ แต่ผลทางกฎหมายคือ มีคดีน้อยมากที่ขึ้นถึงศาลฎีกาจนมีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐาน
 
พูดอีกอย่างคือ คำพิพากษาคดี 112 กว่า 99.99% ไม่ถือเป็นบรรทัดฐาน เพราะเป็นแค่คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยส่วนใหญ่ไม่สู้คดีด้วยซ้ำ หรือสู้ไปแล้วก็ต้องถอดใจ ทั้งที่เป็นคนมีจิตใจแข็งแกร่งอย่างดา ตอร์ปิโด
 
นั่นทำให้ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ยิ่งกว้างขวางคลุมเครือ เพราะเมื่อใครคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าทำผิด ใครคนหนึ่งไปแจ้งความร้องทุกข์ แล้วคนที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ได้ประกันตัว ศาลสืบพยานไป 2-3 ปาก จำเลยชิงรับสารภาพ คดีเป็นสิ้นสุด สรุปความได้ว่าพฤติกรรมเช่นนี้ ผิดตาม 112 ต่อมาใครทำอย่างนี้ก็โดนอีก
 
ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐานว่า พฤติกรรมเช่นนี้ ผิดจริงหรือไม่
 
พฤติกรรม A พฤติกรรม B พฤติกรรม C….. ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทั้งที่ถ้าคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา อาจมีเพียงพฤติกรรม C ที่ผิดจริง แต่แทบทุกคดีถูกยุติก่อนขึ้นศาลฎีกา
 
นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับมาตรา 112 ซึ่งต้องถามว่าเป็นแค่ปัญหาการบังคับใช้ หรือเกี่ยวกับตัวมาตรา หรือยิ่งกว่านั้นคืออุดมการณ์ “กษัตริย์นิยม” ของผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม
 
ในฐานะผู้สนับสนุนนิติราษฎร์ ผมไม่มีปัญหาเลยถ้าการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 คว้าน้ำเหลว แต่มีการแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น ยับยั้งการดำเนินคดีที่ไม่มีมูลเพียงพอ อย่างกรณีก้านธูป หรือนักปรัชญาชายขอบ ให้ประกันตัวผู้ที่ถูกดำเนินคดี หรืออยู่ระหว่างพิจารณาคดี ขณะเดียวกันก็เร่งกระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษ สำหรับผู้ที่คดีสิ้นสุดแล้ว
 
ถ้าปัญหาในทางปฏิบัติจบลง หรือลดลงไป ไม่มีใครถูกเล่นงานด้วย 112 อีก กระแสแก้ไขก็จะโทรมลงไป นี่คือวิถีของการเมือง แต่ตราบใดยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ เชื้อไฟนี้ก็ยังคุโชนอยู่ รอเวลาปะทุอีกครั้งเท่านั้น
 
อย่าลืมนะครับว่า พ้น 112 วัน ครก.อาจยื่นรายชื่อ 10,000 คนแล้วสภาไม่รับ ข้อเสนอตกไป แต่ตัวร่างของนิติราษฎร์ยังอยู่ 1 ปีข้างหน้า 2 ปีข้างหน้า 3 ปีข้างหน้า ใครก็หยิบไปล่ารายชื่อใหม่ได้ทุกเมื่อ
 
ไม่มีใครชนะ
 
การได้ฟังปาฐกถาของธงชัย วินิจจะกูล ถือเป็นการเปิดกะโหลกเติมปัญญาอย่างแท้จริง ทำให้มองทะลุสถานการณ์ที่วิสัยคนทำข่าวมักพัวพันแต่เฉพาะหน้า
 
นอกจากนั้นยังเป็นการสรุปประวัติศาสตร์ให้ชัดเจน เช่นการมองว่า ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์เพิ่งถือกำเนิดเมื่อ 14 ตุลา 2516 นี่เอง มิน่า รุ่นพี่ๆ เราที่ผ่าน 14 ตุลามา หลายคนถึงกลายเป็นผู้สนับสนุนประชาธิปไตยแบบอำมาตย์
 
น่าเสียดายที่สื่อกระแสหลักไม่กล้าเสนอประเด็นสำคัญในปาฐกถาธงชัย นั่นคือการกล่าวถึงประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ ภายใต้ “ลัทธิกษัตริย์นิยม” ว่าแยกไม่ออกจากตัวบุคคล ถ้าไม่ยอมปรับตัว ก็อาจทำให้สถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยไปด้วยกันไม่ได้
 
สื่อไม่กล้าแม้แต่จะเอาไปโจมตี ซึ่งจะทำให้ประเด็นของธงชัยขึ้นมาเป็นกระแสสนใจ นี่ก็เข้าตามที่ธงชัยพูดอีกนั่นแหละ สังคมไทยหลอกตัวเอง พวกลัทธิกษัตริย์นิยมหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าสภาพที่ดำรงอยู่นี้จะเป็นไปชั่วนิรันดร์ หรือชั่วชีวิตของตน (ถ้าเป็นชั่วชีวิตของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร คงไม่เถียง)
 
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ผมประทับใจในปาฐกถาของธงชัย ไม่ใช่จุดแตกหักระหว่างประชาธิปไตยกับ “กษัตริย์นิยม” แต่เป็นคำเตือนที่ว่า ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ก็แพ้กันหมด ไม่มีใครชนะ
 
หลายคนที่ฟังปาฐกถา สะใจว่างานนี้ธงชัย “แรง” “จัดหนัก” แต่สำหรับผม เห็นว่านี่คือความกล้าหาญ พูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา และไม่ใช่พูดให้สะใจ แต่พูดเพื่อเตือนสติ เพื่อให้พวกกษัตริย์นิยม “ปรับตัว”
 
ธงชัยย้ำอยู่ 2-3 ครั้งว่า ถ้าไปถึงจุดที่สถาบันกษัตริย์กับระบอบประชาธิปไตยไปด้วยกันไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ความสะใจ แต่มันคือสถานการณ์ที่ “แพ้กันหมด ไม่มีใครชนะ” ตอนหนึ่งยังกล่าวว่าเขามักถูกเพื่อนพ้องเก่าๆ มองว่าเขาเห็นอกเห็นใจรอแยลลิสต์ แต่ธงชัยยืนยันว่าไม่ใช่ เขาไม่ได้ห่วงใยอย่างนั้น แต่เขากลัวว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็เป็นอันตรายทั้งสถาบันและประชาธิปไตย และจะทำให้ทุกคนเสียหายหมด
 
ผมไม่เคยสนิทกับธงชัยสมัยเรียนธรรมศาสตร์ เพราะทำกิจกรรมคนละกลุ่ม ไม่เคยเจอกันจนวิกฤต 4-5 ปีที่ผ่านมา จึงได้ฟังได้คุยทั้งวงเล็กวงใหญ่ วงนอกวงใน แต่กระทั่งในวงที่คุยกันได้หมดเปลือก ธงชัยก็ย้ำเช่นนี้เสมอมา ช่วงหนึ่งที่เสื้อแดงพูดๆ กันถึง “ปฏิวัติประชาชน” ธงชัยก็ไม่ได้สนับสนุน เพราะเขาเห็นว่ามันจะสร้างความเสียหาย โดยเฉพาะชีวิตคนที่ไม่ควรสูญเสีย
 
แอคทิวิสต์รุ่นหลังที่เข้าข้างเสื้อเหลือง มักมองคนรุ่น 6 ตุลาว่ากลายเป็น “ตุลาแดง” เพราะความเคียดแค้นจากอดีต ผมไม่ปฏิเสธสำหรับบางคน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และน่าจะไม่ใช่ส่วนใหญ่ด้วย เพราะผมเชื่อว่ามีเพื่อนจำนวนมากคิดอย่างธงชัย
 
ในฐานะคนรุ่น 6 ตุลา เราคงไม่กระแดะพูดว่า “จงรักภักดี” คงไม่บอกว่าอยากให้แก้ 112 อยากให้ปฏิรูปสถาบัน “ด้วยความจงรักภักดี” แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าเราคิดตรงข้าม มันไม่ได้แปลว่าทุกคนในสังคมไทยต้องเลือกระหว่าง “รักเจ้า” กับ “ล้มเจ้า” ทางเลือกไม่ได้มีแค่นี้
 
คนรุ่น 6 ตุลาไม่ได้ตัดตอนความคิดอุดมการณ์แค่เพื่อนเราถูกฆาตกรรมกลางเมือง เพราะหลังจากนั้น เรายังเข้าสู่การสู้รบในสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พลีชีวิต เลือดเนื้อ หยาดเหงื่อ แรงใจ ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งกับ “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” ขบวนแตก อุดมการณ์ล่มสลาย กลับกลายเป็นมนุษย์รุ่นที่ผิดหวัง เคว้งคว้าง ว่างเปล่า
 
เราผ่านอะไรมามากกว่าที่คนคิด เจ็บปวดมากกว่าที่คนรู้ สูญเสียมากกว่าชีวิต ร่างกาย หรือสถานะทางสังคม นั่นคือบทเรียนที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่ากับใคร ไม่อยากเห็นความสุดขั้วสุดโต่ง ไม่ว่าฝ่ายไหน
 
ฉะนั้น ในขณะที่เราจะไม่กระแดะพูดว่า “จงรักภักดี” แต่เราก็พูดได้เต็มปากว่าเราไม่ต้องการเห็นจุดที่สถาบันกษัตริย์กับระบอบ ประชาธิปไตยไปด้วยกันไม่ได้ เพราะถ้าเกิดสถานการณ์อย่างนั้น ก็คือหายนะของประเทศ จะเกิดความสูญเสีย ทั้งชีวิต เลือดเนื้อ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกว้างขวางต่อชะตากรรมของคนไทย 70 ล้านคน
 
แต่ถ้าจะไม่ให้เราผลักดันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ ก็เป็นไปไม่ได้ จะให้มวลชนที่เติบโตเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ เสมอภาค ถอยหลังเข้าคลอง ก็เป็นไปไม่ได้ ธงชัยจึงเรียกร้องให้ฝ่ายกษัตริย์นิยม “ปรับตัว” เพื่อการอยู่ร่วมกัน ก่อนที่จะ “แพ้ด้วยกันทั้งหมด” ไม่มีใครได้ มีแต่ความสูญเสีย
 
นี่คือสิ่งที่ผมประทับใจจากการฟังธงชัยเสมอมา ไม่ว่าเนื้อหา “จัดหนัก” อย่างไรแต่เป้าหมายของเขาชัดเจน
 
 

Comments

ขอถามผู้รู้หน่อย 1

ขอถามผู้รู้หน่อย
1 ไม่มีระบบอะไรหรือ ที่ให้รวมข้อกล่าวหาไว้ที่ที่เดียว ให้แก้ต่างที่เดียว เช่น ที่ศาลอาญากลาง กทม อะไร ทำนองนี้ ไม่ต้องเสียทรัพยากร ค่ารถ ค่าเรือ ค่าศาล ค่านู่น นี่ หลายที
2 ที่งงอีกอย่าง คือ ส่งข้อความเดียวกัน ถึงคนเดียวกัน หลายครั้ง ไม่ใช่ความผิดเดียวหรือ หรือลดได้มั่งมั้ย เพราะไม่น่าจะเกิดความเสียหายหลายเท่า เท่าจำนวนที่ส่งนะ
3 ย้อนข้อแรก กับข้อสอง ทีร่างกฎหมายยังเอามารวมกันได้เลย
4 อีกนิสนุงนะ ถ้ารักสถาบัน ชาติศาสน์กษัตริย์ กับรักยิ่งรักทักษิณ ไปพร้อม ๆ กัน ได้ป่าว ผิดอะไรมั้ย

ไม่ว่าคุณธงชัย

ไม่ว่าคุณธงชัย หรือคุณใบตองแห้งแสดงเหตุผลครั้งใด ล้วนแล้วแต่น่าฟังควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ
ท่านทั้งสองเป็นผู้ที่มองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์กว้างไกล หาทางออกให้สังคมโดยแท้
ในขณะที่คนบางส่วนยังไม่ตื่น ท่านเห็นไฟลุกลามเข้ามาใกล้จึงปลุกให้ตื่นและชี้ให้เห็นภัย

คนบางคนตื่นขึ้นมาแล้วเอะอะโวยวายเพราะง่วงนอน
บางคนสายตาสั้นทำนอง ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา

ภูไท ณ ภูพาน

[quote=ภูไท ณ ภูพาน ]ไม่ว่าคุณธงชัย หรือคุณใบตองแห้งแสดงเหตุผลครั้งใด ล้วนแล้วแต่น่าฟังควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ
ท่านทั้งสองเป็นผู้ที่มองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์กว้างไกล หาทางออกให้สังคมโดยแท้
ในขณะที่คนบางส่วนยังไม่ตื่น ท่านเห็นไฟลุกลามเข้ามาใกล้จึงปลุกให้ตื่นและชี้ให้เห็นภัย

คนบางคนตื่นขึ้นมาแล้วเอะอะโวยวายเพราะง่วงนอน
บางคนสายตาสั้นทำนอง ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา[/quote]
ลิ่วล้อกลัวหล่นเก้าอี้ เทียวมาบอกคนอื่นว่าอย่าโวยวาย อย่าเอ็ดไป
ยังไงก็คงห้ามมวลชนไม่ได้ใครก็หยุดไม่ได้มันเปนธรรมชาติ ลูกอากงยังไปเยี่ยมลูกสมยศเลย แล้วใครจะห้ามได้

,ม wrote:ภูไท ณ ภูพาน

[quote=,ม][quote=ภูไท ณ ภูพาน ][/quote]
ลิ่วล้อกลัวหล่นเก้าอี้ เทียวมาบอกคนอื่นว่าอย่าโวยวาย อย่าเอ็ดไป
ยังไงก็คงห้ามมวลชนไม่ได้ใครก็หยุดไม่ได้มันเปนธรรมชาติ ลูกอากงยังไปเยี่ยมลูกสมยศเลย แล้วใครจะห้ามได้[/quote]

คุณ ,ม ครับ ทำไมไม่คุยกันด้วยเหตุผลครับ ก็บอกคุณหลายครั้งแล้วว่าผมก็คนเดินดินไม่มีเก้าอี้
หรือโพเดี้ยมให้เกาะครับ
ผมอยากรู้จักคุณจังเลย โทรหาหน่อยสิครับ อยากคุยด้วย

Tel. 0-2149-5555-60 ถ้าไม่มีคนรับลองเบอร์นี้นะครับ 1667
ขอบคุณล่วงหน้า

เมื่อทุนเก่าผูกขาด(ทุนสามานย์

เมื่อทุนเก่าผูกขาด(ทุนสามานย์) เผชิญกับ ทุนใหม่ (ทุนโลกาภิวัฒน์)
ก็ย่อมเกิดการต่อสู้กันแบบใครดีใครอยู่ แต่ธรรมชาติไม่น่าจะสู้ทุนใหม่ได้
เพราะทุนใหม่ให้ประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่า ดังนั้นจึงมีบางคนในกลุ่มเหลือง ออกมาชี้ว่า ทุนใหม่ เป็น "สมบูรณาญาสิทธิทุน" ทั้งๆที่คำนี้น่าจะเป็นชื่อของกลุ่มทุนเก่ามากกว่า

,ม wrote:ภูไท ณ ภูพาน

[quote=,ม][quote=ภูไท ณ ภูพาน ]ไม่ว่าคุณธงชัย หรือคุณใบตองแห้งแสดงเหตุผลครั้งใด ล้วนแล้วแต่น่าฟังควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ
ท่านทั้งสองเป็นผู้ที่มองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์กว้างไกล หาทางออกให้สังคมโดยแท้
ในขณะที่คนบางส่วนยังไม่ตื่น ท่านเห็นไฟลุกลามเข้ามาใกล้จึงปลุกให้ตื่นและชี้ให้เห็นภัย

คนบางคนตื่นขึ้นมาแล้วเอะอะโวยวายเพราะง่วงนอน
บางคนสายตาสั้นทำนอง ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา[/quote]
ลิ่วล้อกลัวหล่นเก้าอี้ เทียวมาบอกคนอื่นว่าอย่าโวยวาย อย่าเอ็ดไป
ยังไงก็คงห้ามมวลชนไม่ได้ใครก็หยุดไม่ได้มันเปนธรรมชาติ ลูกอากงยังไปเยี่ยมลูกสมยศเลย แล้วใครจะห้ามได้[/quote]
ไอ้หนู ไปกินนมไป๊ ไร้สาระไม่ได้เรื่องได้ราว ไปนั่งคุกเข่ากราบกรานรุขเทวดาโน่นเลย ดอกไม้ธูปเทียนนั่งพับเพียบพนมมือจะได้ความรักมาก ๆหน่อย วันวาเลนไทน์นีนา

ถีบหัว wrote:,ม wrote:ภูไท

[quote=ถีบหัว][quote=,ม][quote=ภูไท ณ ภูพาน ]ไม่ว่าคุณธงชัย หรือคุณใบตองแห้งแสดงเหตุผลครั้งใด ล้วนแล้วแต่น่าฟังควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ
ท่านทั้งสองเป็นผู้ที่มองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์กว้างไกล หาทางออกให้สังคมโดยแท้
ในขณะที่คนบางส่วนยังไม่ตื่น ท่านเห็นไฟลุกลามเข้ามาใกล้จึงปลุกให้ตื่นและชี้ให้เห็นภัย

คนบางคนตื่นขึ้นมาแล้วเอะอะโวยวายเพราะง่วงนอน
บางคนสายตาสั้นทำนอง ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา[/quote]
ลิ่วล้อกลัวหล่นเก้าอี้ เทียวมาบอกคนอื่นว่าอย่าโวยวาย อย่าเอ็ดไป
ยังไงก็คงห้ามมวลชนไม่ได้ใครก็หยุดไม่ได้มันเปนธรรมชาติ ลูกอากงยังไปเยี่ยมลูกสมยศเลย แล้วใครจะห้ามได้[/quote]
ไอ้หนู ไปกินนมไป๊ ไร้สาระไม่ได้เรื่องได้ราว ไปนั่งคุกเข่ากราบกรานรุขเทวดาโน่นเลย ดอกไม้ธูปเทียนนั่งพับเพียบพนมมือจะได้ความรักมาก ๆหน่อย วันวาเลนไทน์นีนา[/quote]

คนที่มีสำนึกว่าต้องคอยกราบผู้อื่นคงไม่ใช่เสรีชนแน่

คนที่คอยบอกว่ายังไม่ถึงเวลา
ไม่ถูกเวลา ต้องคอยนั่น คอยนี่ ใครเขาจะฟัง ยกเว้นจะคุยในวงกันเอง
ชาวบ้านชาวช่องเขาคงจะฟังหรอกมั้ง
ลูกสมยศ เขาเคยมาถามพวกคุณว่าเฮ้ยถึงเวลาฉันจะอดข้าวได้ยัง ถึงจังหวะยัง

สำหรับท่านที่สนใจ

สำหรับท่านที่สนใจ ดูความเห็นผมต่อบทความนี้ (และบางตอนของปาฐกถาธงชัย ที่บทความนี้ เอามาขยายความ) ได้ที่ facebook ผม

https://www.facebook.com/profile.php?id=100001298657012

ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นนุษ

ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์

Quote: ในฐานะคนรุ่น 6 ตุลา

[quote]
ในฐานะคนรุ่น 6 ตุลา เราคงไม่กระแดะพูดว่า “จงรักภักดี” คงไม่บอกว่าอยากให้แก้ 112 อยากให้ปฏิรูปสถาบัน “ด้วยความจงรักภักดี” แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าเราคิดตรงข้าม มันไม่ได้แปลว่าทุกคนในสังคมไทยต้องเลือกระหว่าง “รักเจ้า” กับ “ล้มเจ้า” ทางเลือกไม่ได้มีแค่นี้

คนรุ่น 6 ตุลาไม่ได้ตัดตอนความคิดอุดมการณ์แค่เพื่อนเราถูกฆาตกรรมกลางเมือง เพราะหลังจากนั้น เรายังเข้าสู่การสู้รบในสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พลีชีวิต เลือดเนื้อ หยาดเหงื่อ แรงใจ ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งกับ “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” ขบวนแตก อุดมการณ์ล่มสลาย กลับกลายเป็นมนุษย์รุ่นที่ผิดหวัง เคว้งคว้าง ว่างเปล่า
[/quote]

ใบตองแห้งกล้าดีอย่างไร ถึงกับอ้างความเห็นตัวเองว่าเป็นความเห็นของ"คนรุ่น 6 ตุลา"

ลองไล่เรียงดูพวก "คนรุ่น 6 ตุลา" ดูสิ มี 3 พวกเท่านั้นคือ
1.พวกกลายเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ ไม่กล้าเผยอหน้ามาออกความเห็นใดๆ แม้แต่ลงชื่อในแถลงการณ์ ยังอ้างว่าลงเพราะเกรงใจ"ผู้ใหญ่"
2.พวกฝักใฝ่ทุนนิยม ตั้งหน้ากอบโกย หรือไม่ ก็ไปเป็นสมุนของนายทุน
3.พวกวิ่งไปซุกอยู่ใต้ระบอบอุปถัมภ์ของขุนศึก-ศักดินา-อำมาตย์

ส่วนใบตองแห้งนั้น ถือว่าเป็น"พวกนอกคอก" จึงไม่ควรบังอาจอ้างความเห็นตัวเองว่าเป็นความเห็นของ"คนรุ่น 6 ตุลา"

ฉะนั้น

ฉะนั้น ในขณะที่เราจะไม่กระแดะพูดว่า “จงรักภักดี” แต่เราก็พูดได้เต็มปากว่าเราไม่ต้องการเห็นจุดที่สถาบันกษัตริย์กับระบอบประชาธิปไตยไปด้วยกันไม่ได้ เพราะถ้าเกิดสถานการณ์อย่างนั้น ก็คือหายนะของประเทศ จะเกิดความสูญเสีย ทั้งชีวิต เลือดเนื้อ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกว้างขวางต่อชะตากรรมของคนไทย 70 ล้านคน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ผมว่า....คนหกตุลาคงไม่ทุกคนที่เห็นว่า การพูดว่า.จงรักภักดี...ต่อในหลวงนั้นเป้นการกระแดะ...อย่างที่ใบตองแห้งว่าไว้เองข้างต้น

ส่วนคนที่คิดเห็นเห็นอย่างใบตองแห้งและไม่ต้องการเห็นจุดที่กษัตริย์กับระบอบประชาธิปไตยไปกันไม่ได้....

ผมว่าให้ดี..หุบปากไว้...

นักการเมืองจะดีจะเลวชั่วช้าสามานย์เพียงไหน ผมรับรองว่า ไม่มีสักคนกล้าพูดต่อสาธารณะชนว่า ไม่อยากกระแดะพูดว่าตัวเองจงรักภักดี อย่างที่ใบตองแห้งทำอยู่...

ประชาชนเลือกนักการเมืองเหล่านี้เข้าไปเพื่อทำให้ กษัตริย์กับระบอบประชาธิปไตยจะต้องไปกันได้....

ตราบใดที่ ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเห็นเช่นนี้ ตราบนั้นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไม่กล้าขัดมติมหาประชาชน

รัฐธรรมนูญและกม.ก็จะอยู่เกินเอื้อมเกินแก้ไขเสมอ สำหรับผู้ที่เห็น การจงรักภักดี เป็นการกระแดะทั้งหลาย......

สื่อสายหลัก ที่เขาไม่ให้เครดิตเสนอข่าวสาย ผู้ไม่อยากกระแดะทั้งหลาย...ก็เพราะ งานของเขาต้องใกล้ชิดและเข้าใจจิตเจตนาและอารมณ์มหาประชาชนดี ดังนั้น เขาย่อมไม่อยากวิบัติไปก่อน ผู้ไม่อยากกระแดะทั้งหลาย ด้วยการลงโทษของประชาชน..

ผมต้องขอชมเชยว่า...ใบตองแห้งเขียนแสดงจิตเจตนาของหมู่พวกได้ชัดเจนกว่าธงชัยอีกครับ ขานั้นถนัดแต่อ้อมไปอ้อมมาชักแม่น้ำทั้งห้า จะกล้าหาญกล้าแสดงออกแบบใบตองแห้งเป็นไม่ได้เห็น...

ผลงานนี้ก้าวหน้าขึ้นใกล้เคียงสมศักดิ์เจียมแล้ว ขาดแต่เอกสารประกอบและข้อสรุปแบบเอาสีข้างเข้าถู ซึ่งยากนักที่ใครจะเลียนแบบแกได้....

รู้ทั้งรู้ว่าเป็นมะเร็ง

รู้ทั้งรู้ว่าเป็นมะเร็ง สิไม่ยอมรักษากลับกินเหล้า สูบบุหรี่หนักกว่าเก่า เพิ้นสิรอให้ถึงระยะสุดท้ายแล้วค่อยรักษา ข่อยสงสัยว่ามั้นสิบ่รอดเด้อ
เพิ้นบอกว่า ยังบ่เถิงเวลา อยากถามว่าแล้วมื้อใดจึงจะถึงเวลาล่ะท่าน
อ้อ! รอให้ตายก่อนใช่บ่

อืม! ดีเหมือนกัน เพราะอาจจะถึงขั้นสูญพันธุ์กันไปเลย

- ปัญหาแจ้งความร้องทุกข์

- ปัญหาแจ้งความร้องทุกข์ บังคับใช้กฏหมายเกี่ยวกับ ม.112 คงไม่ใช่อย่างที่เข้าใจ ต้อเข้าใจกระบวนการยุติธรรม ขั้นตอน การคิดแต่จะเอาอย่างเดียวผลก็ออกมาในแง่เข้าข้างพรรคพวกตัวเอง หรือบิดเพือให้เข้ากับสิ่งที่ตัวเอง หลาย ๆ กรณีก็มีความเห็นแก้ที่น่าสนใจ ก็ยังเอาประเด็นเดิม ๆ มาอ้าง กลายเป็นคนรุ่นใหม่รู้แต่ที่อยากได้ แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย เรื่องการแจงความร้องทุกข์ กรณี ม.112 จะมีขบวนการพอสมควรก่อนที่จะมีการออกหมายจับ ไม่ใช่จับทุกกรณี หลังจากนั้นจำเลยส่วนใหญ่ก็ต้องการจะประกันตัว โจทยก็จะเอาหลักฐานเพื่อคัดค้านการประกันตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของสื่ออิเล็กทรอนิค เช่น เสียง หรือวิดีโอ ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกันตัวเพราะหลาย ๆ กรณีจะหลุดตั้งแต่ขั้นตอนการแจ้งความร้องทุกข์ เช่นคุณทักษิน คุณพงษพัฒน์ ฯลฯ ที่ไม่ให้ประกันตัวส่วนใหญ่ก็จะมีหลักฐานชัดเจน เช่น ภาพวีดีโอ หรือบางกรณีเช่น อากง ฝ่ายโจทย์สามารถนำหลักฐานการส่งจากเครื่องมือถือ ซิม และพิกัดการใช้งาน ฝ่ายจำเลยสู้คดีเอาเครื่องมือถือไปซ่อม แต่กลับจำร้านซ่อมไม่ได้ ทั้ง ๆที่ต้องเอาไปส่งซ่อมและรับเครื่อง ที่มักจะให้เหตุผลเป็นโทษสูงกลัวจำเลยหลบหนี ก็ต้องเห็นใจศาลท่านทีหลัง ๆ มีหลายกรณีที่จำเลยหลบหนีคดี โดนยึดเงินประกัน แต่เป็นรอยด่างของกระบวนการยุติธรรม หลายคนคงจำได้กรณีอดีตนายกที่ได้รับการประกันตัว สูคดีตามขบวนการจนถึงช่วงที่รอคำพิพากษา กรณีนั้นโทษไม่กี่ปี อ้างรับเสด็จเชื่อพระวงศ์ อ้างถึงการมีหน้าตาเป็นที่ยอมรับในสังคม เป็นถึงอดีตนายก สุดท้ายก็หนีคดีจนถึงปัจจุบัน บางกรณีที่มีการให้ประกันตัว จำเลยก็ใช้วิธีอ้างต่างๆ นา ๆ เพื่อเข้าสู่กระบวนการสืบพยาน ดึงคดีจนสุดท้ายคดีหมดอายุความก็มี ผิดกับกรณีที่จำเลยถูกควบคุมตัว สามารถนำส่งศาลได้ตามกำหนด คดีจบเร็ว ย่ำว่าศาลท่านดูที่หลักฐานเป็นหลัก ไม่ใช่ความหนักเบาของโทษ หรือ ถ้าเป็น ม.112 แล้วจะไม่ให้ประกันตัว เป็นแค่ปัจจัยในการตัดสินเท่านั้น บางกรณีที่จำเลยสุขภาพไม่ดีต้องเข้าออกโรงพยาบาลประจำ ก็มีการให้ประกันตัวโดยมีเงื่อนไขก็มี

- คนรุ่น 6 ตุลา ถ้าไม่ใช่ประเภทที่หนีตายเพราะปราบปรามจากทหารอย่างเดียวก็น่าจะมีประสบการณ์ดี ๆ และน่าจะเข้าใจโลกมากกว่านี้ กรณีเดือนตุลา กับกรณีการแก้ไข ม.112 มีหลาย ๆ สถานการณ์ใกล้เคียงกัน มีบางส่วนจุดมุ่งหมายเหมือนเดิมคือเปลี่ยนระบอบการปกครอง ใครที่อยู่ในยุคนั้นก็น่าจะเข้าใจดีถึงระบอบคอมมิวนิสต์ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ ทหารใช้เอามาเป็นข้ออ้างหนึ่งในการปราบปราม แต่ไม่ใช่ไม่มี นักศึกษายุคนั้นก็ไม่สามารถแยกตัวเองออกจากคอมมิวนิสต์ได้ชัดเจน เหมือนยุคนี้ที่อ้าง ม.112 แต่กลับไม่สามารถแยกตัวเองออกจากพวกล้มเจ้าได้ และใครที่คิดจะอ้างตัวเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยเดือนตุลา อย่าลืมวีรกรรมช่วงที่อยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วย มันเป็นความเศร้าของประเทศในแต่ละยุค กลายเป็นเหยือโดยไม่รู้ตัวเพือสร้างความแตกแยกในสังคม หลายคนชอบอ้างเหตุการณ์เดือนตุลา เพื่อปกป้องตัวเอง จากคนที่ไม่เห็นด้วย เพราะความกลัวในสิ่งที่ตัวเองทำจะทำให้ตัวเองเป็นเหยือซะเองไม่ใชหรือ ก่อนที่จะให้คนอื่นก้าวความกลัว ต้องสร้างความกล้าให้ตัวเองก่อน กล้าที่จะเดินออกจากส่งที่ตัวเองงมงายอยู่ ไปฟังคนอื่นรอบนอก ๆ บาง จะทำอะไรหัดเริ่มที่ตัวเองบ้างไม่ใช่สร้างปัญหาแล้วโยกไปให้คนอื่นแก้ คิดถึงชาติให้มาก ๆ ประชาธิปไตยมันแค่หนึ่งในหลาย ๆ วิธีที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ในสังคม แต่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ สถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยอยู่คุ่กันมานานจนมีคนกลุ่มหนึ่งทำให้มันเป็นปัญหาไม่ใชหรือ อยู่ด้วยความเชื่อที่มันพิสูจน์ไม่ได้ อยู่ด้วยกระแสที่สร้างมายังไงก็ต้องไป หลาย ๆ ความเห็นกรณีแก้ ม.112 น่ารับฟัง แต่ถ้าคิดจะเล่นการเมืองด้วย สุดท้ายมันก็จะเป็นอีกหนึ่งในความเศร้าของประเทศในแต่ละยุค

Peter wrote:-

[quote=Peter]- ปัญหาแจ้งความร้องทุกข์ บังคับใช้กฏหมายเกี่ยวกับ ม.112 คงไม่ใช่อย่างที่เข้าใจ ต้อเข้าใจกระบวนการยุติธรรม ขั้นตอน การคิดแต่จะเอาอย่างเดียวผลก็ออกมาในแง่เข้าข้างพรรคพวกตัวเอง หรือบิดเพือให้เข้ากับสิ่งที่ตัวเอง หลาย ๆ กรณีก็มีความเห็นแก้ที่น่าสนใจ ก็ยังเอาประเด็นเดิม ๆ มาอ้าง กลายเป็นคนรุ่นใหม่รู้แต่ที่อยากได้ แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย เรื่องการแจงความร้องทุกข์ กรณี ม.112 จะมีขบวนการพอสมควรก่อนที่จะมีการออกหมายจับ ไม่ใช่จับทุกกรณี หลังจากนั้นจำเลยส่วนใหญ่ก็ต้องการจะประกันตัว โจทยก็จะเอาหลักฐานเพื่อคัดค้านการประกันตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของสื่ออิเล็กทรอนิค เช่น เสียง หรือวิดีโอ ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกันตัวเพราะหลาย ๆ กรณีจะหลุดตั้งแต่ขั้นตอนการแจ้งความร้องทุกข์ เช่นคุณทักษิน คุณพงษพัฒน์ ฯลฯ ที่ไม่ให้ประกันตัวส่วนใหญ่ก็จะมีหลักฐานชัดเจน เช่น ภาพวีดีโอ หรือบางกรณีเช่น อากง ฝ่ายโจทย์สามารถนำหลักฐานการส่งจากเครื่องมือถือ ซิม และพิกัดการใช้งาน ฝ่ายจำเลยสู้คดีเอาเครื่องมือถือไปซ่อม แต่กลับจำร้านซ่อมไม่ได้ ทั้ง ๆที่ต้องเอาไปส่งซ่อมและรับเครื่อง ที่มักจะให้เหตุผลเป็นโทษสูงกลัวจำเลยหลบหนี ก็ต้องเห็นใจศาลท่านทีหลัง ๆ มีหลายกรณีที่จำเลยหลบหนีคดี โดนยึดเงินประกัน แต่เป็นรอยด่างของกระบวนการยุติธรรม หลายคนคงจำได้กรณีอดีตนายกที่ได้รับการประกันตัว สูคดีตามขบวนการจนถึงช่วงที่รอคำพิพากษา กรณีนั้นโทษไม่กี่ปี อ้างรับเสด็จเชื่อพระวงศ์ อ้างถึงการมีหน้าตาเป็นที่ยอมรับในสังคม เป็นถึงอดีตนายก สุดท้ายก็หนีคดีจนถึงปัจจุบัน บางกรณีที่มีการให้ประกันตัว จำเลยก็ใช้วิธีอ้างต่างๆ นา ๆ เพื่อเข้าสู่กระบวนการสืบพยาน ดึงคดีจนสุดท้ายคดีหมดอายุความก็มี ผิดกับกรณีที่จำเลยถูกควบคุมตัว สามารถนำส่งศาลได้ตามกำหนด คดีจบเร็ว ย่ำว่าศาลท่านดูที่หลักฐานเป็นหลัก ไม่ใช่ความหนักเบาของโทษ หรือ ถ้าเป็น ม.112 แล้วจะไม่ให้ประกันตัว เป็นแค่ปัจจัยในการตัดสินเท่านั้น บางกรณีที่จำเลยสุขภาพไม่ดีต้องเข้าออกโรงพยาบาลประจำ ก็มีการให้ประกันตัวโดยมีเงื่อนไขก็มี

- คนรุ่น 6 ตุลา ถ้าไม่ใช่ประเภทที่หนีตายเพราะปราบปรามจากทหารอย่างเดียวก็น่าจะมีประสบการณ์ดี ๆ และน่าจะเข้าใจโลกมากกว่านี้ กรณีเดือนตุลา กับกรณีการแก้ไข ม.112 มีหลาย ๆ สถานการณ์ใกล้เคียงกัน มีบางส่วนจุดมุ่งหมายเหมือนเดิมคือเปลี่ยนระบอบการปกครอง ใครที่อยู่ในยุคนั้นก็น่าจะเข้าใจดีถึงระบอบคอมมิวนิสต์ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ ทหารใช้เอามาเป็นข้ออ้างหนึ่งในการปราบปราม แต่ไม่ใช่ไม่มี นักศึกษายุคนั้นก็ไม่สามารถแยกตัวเองออกจากคอมมิวนิสต์ได้ชัดเจน เหมือนยุคนี้ที่อ้าง ม.112 แต่กลับไม่สามารถแยกตัวเองออกจากพวกล้มเจ้าได้ และใครที่คิดจะอ้างตัวเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยเดือนตุลา อย่าลืมวีรกรรมช่วงที่อยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วย มันเป็นความเศร้าของประเทศในแต่ละยุค กลายเป็นเหยือโดยไม่รู้ตัวเพือสร้างความแตกแยกในสังคม หลายคนชอบอ้างเหตุการณ์เดือนตุลา เพื่อปกป้องตัวเอง จากคนที่ไม่เห็นด้วย เพราะความกลัวในสิ่งที่ตัวเองทำจะทำให้ตัวเองเป็นเหยือซะเองไม่ใชหรือ ก่อนที่จะให้คนอื่นก้าวความกลัว ต้องสร้างความกล้าให้ตัวเองก่อน กล้าที่จะเดินออกจากส่งที่ตัวเองงมงายอยู่ ไปฟังคนอื่นรอบนอก ๆ บาง จะทำอะไรหัดเริ่มที่ตัวเองบ้างไม่ใช่สร้างปัญหาแล้วโยกไปให้คนอื่นแก้ คิดถึงชาติให้มาก ๆ ประชาธิปไตยมันแค่หนึ่งในหลาย ๆ วิธีที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ในสังคม แต่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ สถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยอยู่คุ่กันมานานจนมีคนกลุ่มหนึ่งทำให้มันเป็นปัญหาไม่ใชหรือ อยู่ด้วยความเชื่อที่มันพิสูจน์ไม่ได้ อยู่ด้วยกระแสที่สร้างมายังไงก็ต้องไป หลาย ๆ ความเห็นกรณีแก้ ม.112 น่ารับฟัง แต่ถ้าคิดจะเล่นการเมืองด้วย สุดท้ายมันก็จะเป็นอีกหนึ่งในความเศร้าของประเทศในแต่ละยุค[/quote]

นึกว่าตาบอดอย่างเดียว แต่นี้สมองและความเป็นคนยังบอดอีกด้วย น่าสงสารจริ่งๆครับ

การสั่งคดีให้สืบพยานที่ต่างๆใ

การสั่งคดีให้สืบพยานที่ต่างๆในชั้นศาล
เป็นอำนาจของผู้พิพากษาซึ่งทำในนามในหลวง
ย่อมอยู่เหนือคำติชมใดๆ อันเป็นการก้าวล่วงให้เป็นที่ระคายเคือง

ก่อนหน้านี้

ก่อนหน้านี้ สมยศถูกนำตัวไปสืบพยานที่จังหวัดสระแก้ว เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ โดยถูกนำตัวตระเวนไปฝากขังตามเรือนจำจังหวัดต่างๆ ทั้งที่พยานส่วนใหญ่พักอยู่ในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล สามารถออกหมายเรียกให้มาสืบพยานที่กรุงเทพฯ ได้

แต่จำเลยกลับถูกนำตัวใส่ขื่อคาตระเวนไปทั่วประเทศ จนทนายบอกว่าเหมือนกลั่นแกล้งกัน ถามว่านี่ใช่ไหม ปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112

ที่ใครต่อใครแห่ออกมาพูดกันเซ็งแซ่ ว่าไม่ต้องแก้ ม.112 ให้แก้การบังคับใช้ ตั้งแต่

ทักษิณไปจน

อภิสิทธิ์ ตั้งแต่

ดร.เหลิมไปจน

ดร.สุวินัย ตั้งแต่มีชัยไปจน

บวรสาก

(เพราะพวกนี้มมันรู้จัก คำว่า กาละเทสาก.ไง...มันจึงยังไม่พูดทั้งที่มันอาจอยาก..มาก ๆ )

ใช้ทำลายจิตวิญญาณ หมายถึงการใช้อย่างไร้ความปรานีจนกว่าจะยอมรับสารภาพ คือมักจับไว้ก่อน ไม่ให้ประกันตัว พิจารณาลับ ลงโทษรุนแรง แต่ให้ความหวังว่าจะพ้นคุกได้เร็วถ้ายอมรับสารภาพ

จนหลายคนยอมแพ้ในที่สุด นี่คือการทำร้ายถึงจิตวิญญาณ หากต้องการอิสรภาพทางกายต้องยอมแพ้ราบคาบทางมโนสำนึก ชีวิตที่มีอิสระทางกายต้องขังจิตวิญญาณ

(อนาคตข้าง หน้า คงมีคนบ้าดีเดือด กล่าวหาฝ่ายที่ไม่ชอบด้วย 112 ฟ้องทั้ง 78 จังหวัด...ให้ไปสืบพยานทุกจังหวัด)

ปีเตอร์ บางกอก

ปีเตอร์ บางกอก ไม่รู้ว่าเกิดปีไหนทำไม แม่ง เข้าใจอะไรเข้าข้างความอยุติธรรมเห็นๆ ถามหน่อยถ้าญาติหรือโยมแกโดนบ้างแกจะพูดอย่างนี้ไหม เด็กเมือวานซืนมันยังเข้าใจว่าส่วนไหนผิดส่วนไหนถูก เสียดายไอ้พวกหัวหงอกมันยังดื้อด้านเอาข้างเข้าถู ไอ้เวร

ดีเหมือนกันนะ

ดีเหมือนกันนะ ที่ได้เห็นผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายออกมาเถียงกัน แต่ดูเหมือนฝ่ายค้านยังอ่อนข้อมูลกว่าฝ่ายเสนออย๋นะ ช่วยปรับปรุงหน่อย

,ม wrote:ถีบหัว wrote:,ม

[quote=,ม][quote=ถีบหัว][quote=,ม][quote=ภูไท ณ ภูพาน ][/quote]
ลิ่วล้อกลัวหล่นเก้าอี้ เทียวมาบอกคนอื่นว่าอย่าโวยวาย อย่าเอ็ดไป
ยังไงก็คงห้ามมวลชนไม่ได้ใครก็หยุดไม่ได้มันเปนธรรมชาติ ลูกอากงยังไปเยี่ยมลูกสมยศเลย แล้วใครจะห้ามได้[/quote]
ไอ้หนู ไปกินนมไป๊ ไร้สาระไม่ได้เรื่องได้ราว ไปนั่งคุกเข่ากราบกรานรุขเทวดาโน่นเลย ดอกไม้ธูปเทียนนั่งพับเพียบพนมมือจะได้ความรักมาก ๆหน่อย วันวาเลนไทน์นีนา[/quote]

คนที่มีสำนึกว่าต้องคอยกราบผู้อื่นคงไม่ใช่เสรีชนแน่
คนที่คอยบอกว่ายังไม่ถึงเวลา
ไม่ถูกเวลา ต้องคอยนั่น คอยนี่ ใครเขาจะฟัง ยกเว้นจะคุยในวงกันเอง
ชาวบ้านชาวช่องเขาคงจะฟังหรอกมั้ง
ลูกสมยศ เขาเคยมาถามพวกคุณว่าเฮ้ยถึงเวลาฉันจะอดข้าวได้ยัง ถึงจังหวะยัง[/quote]

คุณ ม.ม้าคึกคัก ผมรอคุณทั้งคืน ไม่เห็นโทร.หาผมเลย

ต่างคนต่างเห็นตไปคนละทางในเงื่อนของเวลา ถ้าจุดยืนตรงกันแล้วก็ไม่ควรใช้คำพูดต่ำๆ มาถางถางกันนะครับ หากคุณรีบร้อน ก็รีบลงชื่อกับเขาไป จะได้แก้เร็วๆ ก็ไม่ว่ากัน ก็ขอให้คุณประสบผลสำเร็จ ขอเอาใจช่วยนะตรับ

คุณจะใช้คำพูดมาบังคับให้ผมคิดเหมือนคุณ ก็คงไม่ได้ ขอให้โชคดีนะเพื่อน

บางกอก wrote:ฉะนั้น

[quote=บางกอก]ฉะนั้น ในขณะที่เราจะไม่กระแดะพูดว่า “จงรักภักดี” แต่เราก็พูดได้เต็มปากว่าเราไม่ต้องการเห็นจุดที่สถาบันกษัตริย์กับระบอบประชาธิปไตยไปด้วยกันไม่ได้ เพราะถ้าเกิดสถานการณ์อย่างนั้น ก็คือหายนะของประเทศ จะเกิดความสูญเสีย ทั้งชีวิต เลือดเนื้อ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกว้างขวางต่อชะตากรรมของคนไทย 70 ล้านคน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ผมว่า....คนหกตุลาคงไม่ทุกคนที่เห็นว่า การพูดว่า.จงรักภักดี...ต่อในหลวงนั้นเป้นการกระแดะ...อย่างที่ใบตองแห้งว่าไว้เองข้างต้น

ส่วนคนที่คิดเห็นเห็นอย่างใบตองแห้งและไม่ต้องการเห็นจุดที่กษัตริย์กับระบอบประชาธิปไตยไปกันไม่ได้....

ผมว่าให้ดี..หุบปากไว้...

นักการเมืองจะดีจะเลวชั่วช้าสามานย์เพียงไหน ผมรับรองว่า ไม่มีสักคนกล้าพูดต่อสาธารณะชนว่า ไม่อยากกระแดะพูดว่าตัวเองจงรักภักดี อย่างที่ใบตองแห้งทำอยู่...

ประชาชนเลือกนักการเมืองเหล่านี้เข้าไปเพื่อทำให้ กษัตริย์กับระบอบประชาธิปไตยจะต้องไปกันได้....

ตราบใดที่ ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเห็นเช่นนี้ ตราบนั้นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไม่กล้าขัดมติมหาประชาชน

รัฐธรรมนูญและกม.ก็จะอยู่เกินเอื้อมเกินแก้ไขเสมอ สำหรับผู้ที่เห็น การจงรักภักดี เป็นการกระแดะทั้งหลาย......

สื่อสายหลัก ที่เขาไม่ให้เครดิตเสนอข่าวสาย ผู้ไม่อยากกระแดะทั้งหลาย...ก็เพราะ งานของเขาต้องใกล้ชิดและเข้าใจจิตเจตนาและอารมณ์มหาประชาชนดี ดังนั้น เขาย่อมไม่อยากวิบัติไปก่อน ผู้ไม่อยากกระแดะทั้งหลาย ด้วยการลงโทษของประชาชน..

ผมต้องขอชมเชยว่า...ใบตองแห้งเขียนแสดงจิตเจตนาของหมู่พวกได้ชัดเจนกว่าธงชัยอีกครับ ขานั้นถนัดแต่อ้อมไปอ้อมมาชักแม่น้ำทั้งห้า จะกล้าหาญกล้าแสดงออกแบบใบตองแห้งเป็นไม่ได้เห็น...

ผลงานนี้ก้าวหน้าขึ้นใกล้เคียงสมศักดิ์เจียมแล้ว ขาดแต่เอกสารประกอบและข้อสรุปแบบเอาสีข้างเข้าถู ซึ่งยากนักที่ใครจะเลียนแบบแกได้....[/quote]
ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์ ราษฏรไทยกำลังถูกลดความเป็นมนุษย์

เจ้าน่ะเเหละ

เจ้าน่ะเเหละ เเหลมน้อย...ใจบอด สมองปิด มืดมัว พวกลัทธิบูชาเทวดา พึ่งแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนาจพิเศษ (ไม่ใชวิเศษนะ)

ไพร่ ไม่ยอมเป็นทาส

[quote=ไพร่ ไม่ยอมเป็นทาส]รู้ทั้งรู้ว่าเป็นมะเร็ง สิไม่ยอมรักษากลับกินเหล้า สูบบุหรี่หนักกว่าเก่า เพิ้นสิรอให้ถึงระยะสุดท้ายแล้วค่อยรักษา ข่อยสงสัยว่ามั้นสิบ่รอดเด้อ
เพิ้นบอกว่า ยังบ่เถิงเวลา อยากถามว่าแล้วมื้อใดจึงจะถึงเวลาล่ะท่าน
อ้อ! รอให้ตายก่อนใช่บ่
อืม! ดีเหมือนกัน เพราะอาจจะถึงขั้นสูญพันธุ์กันไปเลย[/quote]

ฮ่าาาาาาาา
คุณไพร่ฯ ชักโมโหแล้ว ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ผมรักคุณ
และเห็นใจคุณไพร่ จริง ๆ ครับ

หลักการของประชาธิปไตยนั้น

หลักการของประชาธิปไตยนั้น อำนาจมันต้องมาจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
แต่ไม่รู้อีท่าไหน ไปๆมาๆ อำนาจจากประชาชนเหลือเพียงอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร
ส่วนอำนาจตุลาการไม่รู้มาจากรูไหน มองยังไงก็ไม่ได้มาจากประชาชน

แล้ววันดีคืนดี ก็มาปลุกระดมว่า อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร
ที่มาจากประชาชนนั้นไม่ดี มันห่วยแตก ก็แปลว่าประชาชนมันไม่ดี
ประชาชนมันห่วยแตก ประชาชนมันโง่ ประชาชนมันเป็นควายทั้งแผ่นดิน
ว่าแล้วก็ให้ทหารยึดอำนาจจากประชาชนเสีย เพื่อจะปกครองควายว่างั้นเถอะ

ขอเหอะ...ขอให้ควายปกครองควายจะได้ไหม?
ขอให้เป็นอำนาจจากควาย โดยควาย และเพื่อควายเท่านั้น

ควายอย่างกระผมนี่อย่างเก่งก็โดนจูงจมูก แล้วก็ให้ลากคันไถในนาข้าว
แล้วก็มีคนออกเสียงฮึ่ยๆ...ขวาๆ ให้ผมเดิน ไม่ว่ากระผมจะเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา
ยังไงๆ เขาก็ออกเสียงขวาๆ อยู่นั่นแหละ สงสัยเจ้าของกระผมเป็นคนขวาจัดแน่ๆเลย
ส่วนตัวกระผมนั้นเป็นเพียงควายธรรมดาสามัญประจำไร่นา เดินซ้ายบ้างขวาบ้าง
ถ้าขวาจัด...ก็คงได้แต่เดินเป็นวงกลม...ไม่ต้องได้ไปไหนกัน

ความฝันอันสูงสุดในชีวิตของควายอย่างกระผม
ก็ยังหวังไว้ลึกๆ ว่าสักวันหนึ่ง...กระผมหรือลูกหลานเหลนโหลนของกระผม
อาจมีโอกาสใช้ชีวิตเยี่ยงเทวดาบ้าง...คงมีสักวัน...คงมีสักวัน

ก็ได้แต่ขอๆมันเข้าไป ควายอย่างกระผมนี่นะ ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องไปขอกับใคร
เทวดาหน้าไหนรู้เข้า เขาคงหัวเราะเยาะกระผมจนฟันหักตาย...เฮ้อ

นายกระบือ สะดือจุ่น

[quote=นายกระบือ สะดือจุ่น]หลักการของประชาธิปไตยนั้น อำนาจมันต้องมาจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
แต่ไม่รู้อีท่าไหน ไปๆมาๆ อำนาจจากประชาชนเหลือเพียงอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร
ส่วนอำนาจตุลาการไม่รู้มาจากรูไหน มองยังไงก็ไม่ได้มาจากประชาชน

แล้ววันดีคืนดี ก็มาปลุกระดมว่า อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร
ที่มาจากประชาชนนั้นไม่ดี มันห่วยแตก ก็แปลว่าประชาชนมันไม่ดี
ประชาชนมันห่วยแตก ประชาชนมันโง่ ประชาชนมันเป็นควายทั้งแผ่นดิน
ว่าแล้วก็ให้ทหารยึดอำนาจจากประชาชนเสีย เพื่อจะปกครองควายว่างั้นเถอะ

ขอเหอะ...ขอให้ควายปกครองควายจะได้ไหม?
ขอให้เป็นอำนาจจากควาย โดยควาย และเพื่อควายเท่านั้น

ควายอย่างกระผมนี่อย่างเก่งก็โดนจูงจมูก แล้วก็ให้ลากคันไถในนาข้าว
แล้วก็มีคนออกเสียงฮึ่ยๆ...ขวาๆ ให้ผมเดิน ไม่ว่ากระผมจะเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา
ยังไงๆ เขาก็ออกเสียงขวาๆ อยู่นั่นแหละ สงสัยเจ้าของกระผมเป็นคนขวาจัดแน่ๆเลย
ส่วนตัวกระผมนั้นเป็นเพียงควายธรรมดาสามัญประจำไร่นา เดินซ้ายบ้างขวาบ้าง
ถ้าขวาจัด...ก็คงได้แต่เดินเป็นวงกลม...ไม่ต้องได้ไปไหนกัน

ความฝันอันสูงสุดในชีวิตของควายอย่างกระผม
ก็ยังหวังไว้ลึกๆ ว่าสักวันหนึ่ง...กระผมหรือลูกหลานเหลนโหลนของกระผม
อาจมีโอกาสใช้ชีวิตเยี่ยงเทวดาบ้าง...คงมีสักวัน...คงมีสักวัน

ก็ได้แต่ขอๆมันเข้าไป ควายอย่างกระผมนี่นะ ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องไปขอกับใคร
เทวดาหน้าไหนรู้เข้า เขาคงหัวเราะเยาะกระผมจนฟันหักตาย...เฮ้อ[/quote]

ไม่ต้องน้อยใจ ฟังๆไว้ ไม่ว่าเสียง หมา เสียงเทวดา เราก็นำมาวิเคราะห์ แล้วสมัคคีควายกันไว้ หันหลังจรดกัน ควายใดเขาแหลมอยู่หน้า เขาทู่ อยู่ถัดไป ไม่มีเขาอยู่กลางวง เมื่อหมาจิ้งจอก (ตัวเล็กไป) เมิ่อเสือโคร่งจะเข้าใกล้สั่งเขาแหลมเตรียมขวิด เขาทู่เตรียมชน ไม่มีเขาใช้เท้าย่ำ ขออย่างเดียวสามัคคีควายกันไว้ เราจะได้สิ่งที่ต้องการ

นายกระบือ สะดือจุ่น

[quote=นายกระบือ สะดือจุ่น]หลักการของประชาธิปไตยนั้น อำนาจมันต้องมาจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
แต่ไม่รู้อีท่าไหน ไปๆมาๆ อำนาจจากประชาชนเหลือเพียงอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร
ส่วนอำนาจตุลาการไม่รู้มาจากรูไหน มองยังไงก็ไม่ได้มาจากประชาชน

แล้ววันดีคืนดี ก็มาปลุกระดมว่า อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร
ที่มาจากประชาชนนั้นไม่ดี มันห่วยแตก ก็แปลว่าประชาชนมันไม่ดี
ประชาชนมันห่วยแตก ประชาชนมันโง่ ประชาชนมันเป็นควายทั้งแผ่นดิน
ว่าแล้วก็ให้ทหารยึดอำนาจจากประชาชนเสีย เพื่อจะปกครองควายว่างั้นเถอะ

ขอเหอะ...ขอให้ควายปกครองควายจะได้ไหม?
ขอให้เป็นอำนาจจากควาย โดยควาย และเพื่อควายเท่านั้น

ควายอย่างกระผมนี่อย่างเก่งก็โดนจูงจมูก แล้วก็ให้ลากคันไถในนาข้าว
แล้วก็มีคนออกเสียงฮึ่ยๆ...ขวาๆ ให้ผมเดิน ไม่ว่ากระผมจะเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา
ยังไงๆ เขาก็ออกเสียงขวาๆ อยู่นั่นแหละ สงสัยเจ้าของกระผมเป็นคนขวาจัดแน่ๆเลย
ส่วนตัวกระผมนั้นเป็นเพียงควายธรรมดาสามัญประจำไร่นา เดินซ้ายบ้างขวาบ้าง
ถ้าขวาจัด...ก็คงได้แต่เดินเป็นวงกลม...ไม่ต้องได้ไปไหนกัน

ความฝันอันสูงสุดในชีวิตของควายอย่างกระผม
ก็ยังหวังไว้ลึกๆ ว่าสักวันหนึ่ง...กระผมหรือลูกหลานเหลนโหลนของกระผม
อาจมีโอกาสใช้ชีวิตเยี่ยงเทวดาบ้าง...คงมีสักวัน...คงมีสักวัน

ก็ได้แต่ขอๆมันเข้าไป ควายอย่างกระผมนี่นะ ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องไปขอกับใคร
เทวดาหน้าไหนรู้เข้า เขาคงหัวเราะเยาะกระผมจนฟันหักตาย...เฮ้อ[/quote]
เห็นด้วย 100 เปอร์เซนต์ครับ
โดยเฉพาะ
ขอให้เป็นอำนาจจากควาย โดยควาย และเพื่อควายเท่านั้น
55555+
หรือถ้าเรามันเลวทรามทุนนิยมนัก ก็ให้มันเกิดกลียุคไปเลย เพราะเราสมควรได้รับอย่างนั้น

แอบลุ้น... ซักวันเชื่อว่าต้อง

แอบลุ้น...

ซักวันเชื่อว่าต้องได้แก้ ถ้าน้ำไม่ท่วมโลกซะก่อน ดูแล้วคนที่เลือกเข้าไป...ยังไม่กล้าพอ

นายกระบือ สะดือจุ่น

[quote=นายกระบือ สะดือจุ่น]หลักการของประชาธิปไตยนั้น อำนาจมันต้องมาจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
แต่ไม่รู้อีท่าไหน ไปๆมาๆ อำนาจจากประชาชนเหลือเพียงอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร
ส่วนอำนาจตุลาการไม่รู้มาจากรูไหน มองยังไงก็ไม่ได้มาจากประชาชน

แล้ววันดีคืนดี ก็มาปลุกระดมว่า อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร
ที่มาจากประชาชนนั้นไม่ดี มันห่วยแตก ก็แปลว่าประชาชนมันไม่ดี
ประชาชนมันห่วยแตก ประชาชนมันโง่ ประชาชนมันเป็นควายทั้งแผ่นดิน
ว่าแล้วก็ให้ทหารยึดอำนาจจากประชาชนเสีย เพื่อจะปกครองควายว่างั้นเถอะ

ขอเหอะ...ขอให้ควายปกครองควายจะได้ไหม?
ขอให้เป็นอำนาจจากควาย โดยควาย และเพื่อควายเท่านั้น

ควายอย่างกระผมนี่อย่างเก่งก็โดนจูงจมูก แล้วก็ให้ลากคันไถในนาข้าว
แล้วก็มีคนออกเสียงฮึ่ยๆ...ขวาๆ ให้ผมเดิน ไม่ว่ากระผมจะเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา
ยังไงๆ เขาก็ออกเสียงขวาๆ อยู่นั่นแหละ สงสัยเจ้าของกระผมเป็นคนขวาจัดแน่ๆเลย
ส่วนตัวกระผมนั้นเป็นเพียงควายธรรมดาสามัญประจำไร่นา เดินซ้ายบ้างขวาบ้าง
ถ้าขวาจัด...ก็คงได้แต่เดินเป็นวงกลม...ไม่ต้องได้ไปไหนกัน

ความฝันอันสูงสุดในชีวิตของควายอย่างกระผม
ก็ยังหวังไว้ลึกๆ ว่าสักวันหนึ่ง...กระผมหรือลูกหลานเหลนโหลนของกระผม
อาจมีโอกาสใช้ชีวิตเยี่ยงเทวดาบ้าง...คงมีสักวัน...คงมีสักวัน

ก็ได้แต่ขอๆมันเข้าไป ควายอย่างกระผมนี่นะ ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องไปขอกับใคร
เทวดาหน้าไหนรู้เข้า เขาคงหัวเราะเยาะกระผมจนฟันหักตาย...เฮ้อ[/quote]

[quote=นายกระบือ สะดือจุ่น]หลักการของประชาธิปไตยนั้น อำนาจมันต้องมาจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
แต่ไม่รู้อีท่าไหน ไปๆมาๆ อำนาจจากประชาชนเหลือเพียงอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร
ส่วนอำนาจตุลาการไม่รู้มาจากรูไหน มองยังไงก็ไม่ได้มาจากประชาชน

แล้ววันดีคืนดี ก็มาปลุกระดมว่า อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร
ที่มาจากประชาชนนั้นไม่ดี มันห่วยแตก ก็แปลว่าประชาชนมันไม่ดี
ประชาชนมันห่วยแตก ประชาชนมันโง่ ประชาชนมันเป็นควายทั้งแผ่นดิน
ว่าแล้วก็ให้ทหารยึดอำนาจจากประชาชนเสีย เพื่อจะปกครองควายว่างั้นเถอะ

ขอเหอะ...ขอให้ควายปกครองควายจะได้ไหม?
ขอให้เป็นอำนาจจากควาย โดยควาย และเพื่อควายเท่านั้น

ควายอย่างกระผมนี่อย่างเก่งก็โดนจูงจมูก แล้วก็ให้ลากคันไถในนาข้าว
แล้วก็มีคนออกเสียงฮึ่ยๆ...ขวาๆ ให้ผมเดิน ไม่ว่ากระผมจะเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา
ยังไงๆ เขาก็ออกเสียงขวาๆ อยู่นั่นแหละ สงสัยเจ้าของกระผมเป็นคนขวาจัดแน่ๆเลย
ส่วนตัวกระผมนั้นเป็นเพียงควายธรรมดาสามัญประจำไร่นา เดินซ้ายบ้างขวาบ้าง
ถ้าขวาจัด...ก็คงได้แต่เดินเป็นวงกลม...ไม่ต้องได้ไปไหนกัน

ความฝันอันสูงสุดในชีวิตของควายอย่างกระผม
ก็ยังหวังไว้ลึกๆ ว่าสักวันหนึ่ง...กระผมหรือลูกหลานเหลนโหลนของกระผม
อาจมีโอกาสใช้ชีวิตเยี่ยงเทวดาบ้าง...คงมีสักวัน...คงมีสักวัน

ก็ได้แต่ขอๆมันเข้าไป ควายอย่างกระผมนี่นะ ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องไปขอกับใคร
เทวดาหน้าไหนรู้เข้า เขาคงหัวเราะเยาะกระผมจนฟันหักตาย...เฮ้อ[/quote]

ถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งต้องการแก้/ยกเลิก ม.112 แต่ผู้แทนส่วนใหญ่ในบริหารและนิติบัญญัติ บอกชัดเจน ไม่ต้องการแตะ ม.112 คนกลุ่มแรกควรถอยได้หรือยัง? เขามองอำนาจที่เหลือเป็นของประชาชนจริงหรือ ที่ตลกสนุกสนาน คือดนกลุ่มแรกก็อ้างประชาธิปไตย(ฉบับชนกลุ่มน้อย)จนถึงทุกวันนี้ ประเทศนี้นอกจากมีนายกหลายคน ก็ยังมีประชาธิปไตยหลายแบบจริง ๆ

คุณปีเตอร์ การที่ สส.

คุณปีเตอร์
การที่ สส. หรือรัฐมนตรีไม่พร้อมหรือไม่กล้าในการเปิดประเด็นหรือแตะประเด็นอะไร ไม่ใช่เหตุผลในตัวของมันเองเด็ดขาดที่จะล้มล้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ของ "คนกลุ่มหนึ่ง" ซึ่งเป็นคนไทย มีสิทธิโดยชอบธรรมทุกประการที่จะเข้าชื่อกันเสนอแก้ไขกฏหมาย ตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ไม่จำเป็นต้องรอ สส. หรือสมาชิกใน ครม. ว่ากันตามกระบวนการขั้นตอนที่ถูกต้องสิครับ ผมเชื่อว่า แม้กระทั่งว่าข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์นั้นถ้าสมมติว่าผ่านเข้าไปในกระบวนการได้ แล้วแพ้โหวตตามกระบวนการ ทางผู้เคลื่อนไหวก็คงใจกว้างพอที่จะเข้าใจและยอมรับกระบวนการ คุณใจกว้างพอหรือเปล่า?

และใช่อย่างที่ใบตองแห้งหรืออาจารย์ธงชัยพูด ข้อเสนอที่มันมีอยู่แล้ว ถ้าว่าตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญรับรอง กลุ่มนี้เสนอเข้าไปตามกระบวนการแล้วแพ้ตามกระบวนการวันนี้ ก็ว่าไป แพ้ก็แพ้ อีกห้าปีสิบปีถ้าประชาชนอีกกลุ่มเขาเห็นว่าอยากใช้สิทธิขอเสนอแก้อีก ก็ต้องทำได้อีก ตัดสิทธิการเสนอไม่ได้หรอกครับ

อยากรู้อีกข้อว่า เมื่อทหารบางคนคิดจะฉีกรัฐธรรมนูญและก่อกบฎนั้น แต่ละครั้ง เขาเคยคิดจะฟังเสียงประชาชนบ้างไหม เคยถาม สส. หรือฝ่ายบริหาร (ที่เขาจะล้ม) บ้างไหม เขาเคยติดต่อมาถามคุณปีเตอร์บ้างไหม ไม่เห็นเขาตะขิดตะขวงใจในการทำอะไรตามใจอย่างที่กลุ่มเล็กๆ ของเขาต้องการ ซ้ำพอทำรัฐประหารก่อกบฏเสร็จ ดันได้เป็น "รัฐาธิปัตย์" เสียอีก (ฝ่ายตุลาการบางคนของเรานะแหละ ตีความให้เขาเป็น) ตลกสนุกสนานกว่าไหมครับ

รู้สึกอะไรเหมือนผมไหมว่า...หล

รู้สึกอะไรเหมือนผมไหมว่า...หลายสิบปีมานี้ ด้วยความไม่เดียงสาของสังคม
จิตสำนึกของสังคมนี้ติดได้เชื้อโรคร้ายอำมหิตจากลูกพี่ (เว้ากันซื่อๆ..เรามีลูกพี่เป็นฆาตรกรต่อเนื่องว่ะฮ่ะ!)
โดยเฉพาะพวก"ขวา,อำนาจนิยม"นี่แหละ ที่รับเชื้อโรคอำมหิตไปเต็มๆ พวกนี้มีสองประเภทคือ..

1.พวกขวาโดยธรรมชาติ พออกพอใจในสถานภาพของตนเอง และถือว่าลูกพี่เป็นไอดอล เป็นตัวแทนของการเข้าถึงทรัพยากร
พวกนี้ไปตีขลุมเอาว่าความอยู่ดีกินดีของตนขึ้นอยู่กับความมั่นคงของลูกพี่
การที่พวกนี้ปกป้องลูกพี่=การปกป้องสถานภาพของตน แสดงออกจนเลยเถิดเป็นความเย็นชาใจดำ
(มองเห็นคนที่เห็นต่างถูกฆ่าโดยไม่สะเทือนใจ อาทิเช่น..ปทท.ร่มเย็นเป็นสุขเสมอมาแต่กูก็พร้อมจะเอาเก้าอี้ฟาดมึง!)
หยาบคาย คุ้มคลั่ง พวกนี้แก้ได้ด้วยการให้ข้อมูลจนตาสว่าง แต่ค่อนข้างยาก..
เพราะพวกนี้พอใจในสถานภาพของตนเองแล้ว ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร เดี๋ยวจะไปสะเทือนสถานะของตน

2.พวกที่เข้าไปใกล้รัศมีของลูกพี่จนกระทั่งร่วมหัวจมท้ายแบบเต็มตัว ไปรู้ไปเห็นอะไรที่คนทั่วไปไม่เห็น
ถอนก็ตัวไม่ได้ เพราะอาจถูกกำจัด ดังนั้นจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อกำจัดสิ่งที่จะมาคุกคามสถานะของลูกพี่
เพราะถ้าลูกพี่ถูกกำจัด ตัวเองก็จะอยู่ไม่ได้ เลยต้องเลวแบบสุดความสามารถ..
พวกนี้ไม่มีทางเปลี่ยนมาอยู่ฝ่ายปชต.หรอก อย่าได้หวัง และอย่าไว้ใจ
เพราะพวกนี้ได้ตกกระไดพลอยโจรไปแล้ว เป็นฆาตกรไปครึ่งค่อนตัวแล้ว ต้องตายในหน้าที่สถานเดียว!

ดังนั้น..ความอำมหิตใจดำที่แผ่รัศมีมาจากลูกพี่ของมัน...
จึงตลบอบอวลอยู่ในสังคมผ่านกลุ่มคนสองจำพวกดังนี้แล.

ไม่เชื่อว่าว่า

ไม่เชื่อว่าว่า การปกครองประเทศระบอบใดจะอยู่ได้นานโดยไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง.

ระบอบใดยิ่งมีการปกป้องคุ้มครอง คอยกลั่นแกล้ง กล่าวหา โดยไม่เป็นธรรม จะเกิดแรงต่อต้าน ขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด ระบอบนั้นจะถึงวันสิ้นสุด ถึงจุดระเบิด เกิดความเปลี่ยนแปลง

เห็นมาแล้วจากประวัติศาสตร์ ไม่ว่าชาติใด ทวีปใด ล้วนมีการปฏิวัติ อภิวิัฒน์ มีการแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ไปตามสถานการณ์ ความเจริญของวิทยาการ เทคโนโลยี่.หามีใครต้านทานได้ไม่

ความยุติธรรมที่แท้จริง การแข่งขันที่สมบูรณ์ การปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ ไม่มีทางจะเกิดขึ้น ถ้าไม่มีการวิเคราะห์ สังเคราห์ เปรียบเทียบ

ความอวดดื้อถือดี ความมีมิจฉาทิฏฐิ ความไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่ยอมรับฟังความเห็นของคนอื่น ยืนกระต่ายขาเดียว หัวชนฝา ไม่ยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ คิดได้อย่างเดียวว่าคนอื่นผิดหมด

ไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งที่มีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข ...ไม่ยอมให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยไม่สนใจรายละเอียด ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ไม่ยอมรับรู้ความจริง แอบอ้างว่าปกป้องสถาบันฯ ห้ามใครแตะต้อง ทั้งที่ใคร ๆ ก็รู้ว่า พวกที่คัดค้านการแก้ไข เป็นพวกไหน-เป็นพวกที่ต้องการใ้ช้มาแอบอ้างเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองในการยึดอำนาจรัฐ ในการกระทำความผิดกฎหมาย หลอกลวงประชาชน-สังคมไปวัน ๆ ว่า พวกเขานั้นจงรักภักดี ไม่มีใครเกิน.พอมีใครสักคนที่รู้เท่าทัน ก็ปิดปากมันเสีย ยัดข้อหาหมิ่นสถาบัน จำขังลืม ห้ามประกันตัว การพิจารณาคดีล่าช้า ขังคุกฟรี ถูกข่มขู่ เกลี้ยกล่อม ซ้อม ให้ยอมรับสารภาพ หนักจะได้เป็นเบา ทั้งที่เขาอาจไม่ได้กระทำความผิดดังที่ถูกกล่าวหา.

พวกที่ออกมาต่อต้านคัดค้านการยกเลิก การแก้ไขกฎหมาย/รัฐธรรมนูญ ทำไปเพื่อประโยชน์อันใด -มันทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง..

ใครจะเชื่อว่า อิตาลี ตุรกี เยอรมัน ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน เกาหลี เวียดนาม ลาว พม่า ที่เคยมีกษัตริย์เป็นประมุขปกครองประเทศ จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐมีประธานาธิบดีเป็นประมุข

ใครจะเชื่อว่า ประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากราชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตย ใน ปี 2475

ใครที่ไหนจะกล้ายืนยันว่า ประเทศไทยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากมีการปกครองในลักษณะที่กดหัวข่มเหงประชาชน บังคับใช้กฎหมายผิดหลักนิติธรรม ไม่เที่ยงธรรม ไม่เสมอภาค คนกลุ่มหนึ่งยังคงดูถูกคนอิกกลุ่มหนึ่ง/ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอิกกลุ่มหนึ่ง -ยังคิดว่าตนมี่อำนาจเหนือคนอิกกลุ่มหนึ่ง

ไม่ชอบล่าแม่มด

[quote=ไม่ชอบล่าแม่มด]คุณปีเตอร์
การที่ สส. หรือรัฐมนตรีไม่พร้อมหรือไม่กล้าในการเปิดประเด็นหรือแตะประเด็นอะไร ไม่ใช่เหตุผลในตัวของมันเองเด็ดขาดที่จะล้มล้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ของ "คนกลุ่มหนึ่ง" ซึ่งเป็นคนไทย มีสิทธิโดยชอบธรรมทุกประการที่จะเข้าชื่อกันเสนอแก้ไขกฏหมาย ตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ไม่จำเป็นต้องรอ สส. หรือสมาชิกใน ครม. ว่ากันตามกระบวนการขั้นตอนที่ถูกต้องสิครับ ผมเชื่อว่า แม้กระทั่งว่าข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์นั้นถ้าสมมติว่าผ่านเข้าไปในกระบวนการได้ แล้วแพ้โหวตตามกระบวนการ ทางผู้เคลื่อนไหวก็คงใจกว้างพอที่จะเข้าใจและยอมรับกระบวนการ คุณใจกว้างพอหรือเปล่า?[/quote]

การไม่พร้อมคงไม่น่าใช่ประเด็น สิ่งที่ ส.ส.ทุกคนต้องทำคือรักษาฐานเสียงของตัวเอง ถ้าค้านกับเสียงที่เลือกตัวเองโดยตรงเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีโอกาสได้เป็น สส.อีกรอบหรือ? หลายคนที่ได้เป็น สส.ก็เพราะชื่อเสียงของพรรค แต่ที่ออกมามีทั้งนายกทั้ง 3 คน ยังมีออกมาในนามของพรรคเพื่อไทย หมายถึงเขาไม่พร้อมทั้งหมดจริงหรือ หรือเขาทำตามกระแสที่รู้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย ถ้าทุกอย่างเข้าสู้กระบวนการก็อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับ ถ้าดูตามรูปการณ์มันก็ยากอยู่แล้วที่จะผ่าน เพราะเขาก็ประกาศหลายคนอยู่ เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่เสี่ยงแน่นอน การแก้ ม.112 ตามที่นิติราษฎ์เสนอ เป็นเหตุให้การลงมติตกทั้งฉบับ (ซึ่งผมอยากให้ทำ) รัฐบาลก็อยู่ลำบาก ไม่เชื่อว่าคนที่เคยรณรงต์มาจะยอมรับ ถ้ามองจากส่งที่เคย ๆ อ้างกันมาเขาก็ไม่หยุตแน่นอน และที่ย้ำคือคนกลุ่มนี้กำลังอ้างประชาธิปไตย กำลังอ้างสิทธิ์ของตัวเอง โดยไม่เคยสนใจสิทธิ์ของคนอื่น ด้วยการอ้างเป็นพวกล้าหลัง พวก Royalist พวกคลั่ง/งมงาย ฯลฯ ไม่ใช่หรือ!!

[quote=ไม่ชอบล่าแม่มด]
และใช่อย่างที่ใบตองแห้งหรืออาจารย์ธงชัยพูด ข้อเสนอที่มันมีอยู่แล้ว ถ้าว่าตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญรับรอง กลุ่มนี้เสนอเข้าไปตามกระบวนการแล้วแพ้ตามกระบวนการวันนี้ ก็ว่าไป แพ้ก็แพ้ อีกห้าปีสิบปีถ้าประชาชนอีกกลุ่มเขาเห็นว่าอยากใช้สิทธิขอเสนอแก้อีก ก็ต้องทำได้อีก ตัดสิทธิการเสนอไม่ได้หรอกครับ [/quote]

ถ้าอย่าลืมสิทธิ์ของคนอื่นอีก ก็ยินดี ถ้าคิดว่าไม่มีอะไรที่ทำให้ประเทศนี้ดีขึ้นนอกจากการแก้ ม.112 ถ้าคนที่ชอบอ้างเป็นหัวก้าวหน้าจะวนเวียงกับเรื่องเดิม ๆ ก็... แต่ไม่รู้ถึงวันนั้นประชาชนอาจจะไม่มีอะไรเหลือนอกจากก้มหน้า ก้มตาใช้หนี้หัวโตก็ได้

[quote=ไม่ชอบล่าแม่มด]
อยากรู้อีกข้อว่า เมื่อทหารบางคนคิดจะฉีกรัฐธรรมนูญและก่อกบฎนั้น แต่ละครั้ง เขาเคยคิดจะฟังเสียงประชาชนบ้างไหม เคยถาม สส. หรือฝ่ายบริหาร (ที่เขาจะล้ม) บ้างไหม เขาเคยติดต่อมาถามคุณปีเตอร์บ้างไหม ไม่เห็นเขาตะขิดตะขวงใจในการทำอะไรตามใจอย่างที่กลุ่มเล็กๆ ของเขาต้องการ ซ้ำพอทำรัฐประหารก่อกบฏเสร็จ ดันได้เป็น "รัฐาธิปัตย์" เสียอีก (ฝ่ายตุลาการบางคนของเรานะแหละ ตีความให้เขาเป็น) ตลกสนุกสนานกว่าไหมครับ[/quote]

เท่าที่เกิดมาทุกรัฐธรรมนูญ กฎหมายทุกฉบับ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ไม่มีคือเคยมีส่วนร่วมเลย แม้แต่นิติราษฎร์ที่จะแก้ ม.112 ก็ไม่เคยโทรมาถาม สิทธิ์ที่เคยใช้มากสุดก็แค่ลงมติ รับ/ไม่รับ รัฐธรรมนูญปี 50 เท่านั้น และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่มาก ๆ ในประเทศนี้ก็ไม่ต่างอะไรกัน แต่ถ้าคิดแค่จะดูที่มา ก็ไม่ต้องทำอะไร อยากให้ลองกลับไปคิด วันนี้ที่ทุกคนดำรงชีวิตอยู่ด้วยอะไร สิ่งที่ทำ วิธีการ หรือต้นกำเนิด วันนี้ก็มีคนบอกให้เถียงด้วยเหตุผล แต่ถ้าทุกคนดูชื่อคนเขียนว่าเขาเป็นใคร เป็นฝ่ายตรงข้ามหรือปล่าว จิตใจคับแคบไปหรือปล่าว ทหารฉีกรัฐธรรมมนูญ เคยตั้งคำถามทำไมต้องฉีก? หรือปล่าว รัฐธรรมนูญใหม่ใครร่าง ต่างจากของเก่าอย่างไร? เคยอ่านกันบ้างหรือปล่าว ทุกครั้งก็มีแค่ทหารหัว ๆ ไม่กี่คนที่ทำ ไปอ้าง "ทหาร" ไม่แยกแยะถูกต้องหรือปล่าว การทำรัฐประหารช่วงเวลานั้นต้องถามว่ามีคนต่อต้านบ้าง!! ทุกครั้งที่มีการปฎิวัติคือการแย้งอำนาจจากฝ่ายที่มีอำนาจ ถ้าควบคุมอำนาจโดยเบ็ดเสร็จ มันก็ชอบถ้าเขาสามารถใช้อำนาจรัฐได้ แต่ถ้าควบคุมไม่ได้ไม่มีปัญญาที่จะใช้อำนาจรัฐก็คือ กบฎต้องโทษตามรัฐธรรมนูญฉบับเก่าไม่ใชหรือ มันต้องดูอำนาจรัฐอยู่ที่ใคร กฎหมาย ณ เวลานั้นคืออะไร มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ถ้าวันนั้นประชาชนเสื้อแดงลุกขึ้นสู้อำนาจรัฐประหารจนเขาไม่สามารถใช้อำนาจรัฐได้ ก็เป็นกบฎ!! มันไม่สำคัญถึงที่มาของรัฐธรรมนูญ สิ่งที่สำคัญคือเนื้อหาที่ทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันมากกว่า การที่รัฐธรรมนูณตั้งองค์กรอิสละเพื่อตรวจสอบแต่ละองค์กรของรัฐ แล้วมันไม่สามารถทำงานได้ การยอมรับการโกงของนักการเมือง การเลียงกฎหมายต่าง ๆ ของนักการเมือง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ เช่นการขายหุ้น การโอนหุ้น หรือธุรกรรมที่สามีเป็นนายกแต่ภรรยาหากินกับหน่วยงานของรัฐ นายกที่ดีควรทำหรือปล่าว มันไม่มีแหล่งที่ทำกินอื่นแล้วหรือ การทีมีนายกเป็นผู้หญิงคนแรกที่ก่อนเข้ารับตำแหน่งก็อ้างเพศไม่ใช่อุปสรรค์ แต่ทำงานไปเอาเพศมาอ้าง หน่วยงานของรัฐบาลที่ทำงานผิดพลาดมากมายตอนน้ำท่วม วันนี้ยังตั้งวงเงินที่จะกู้สูงมากแต่ไม่มีรายละเอียดโครงการ แทนที่จะออกพรบ.ก็ดันทุรังจะออก พรก. แต่ถ้าผิด ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร รู้สึกตะขิดตะขวงใจบ้างหรือปล่าว!! หรืออาการนี้จะออกก็ต่อเมื่อคนที่ทำคือฝ่ายตรงข้ามที่มีแค่แนวความคิดไม่เหมือนตัวเอง!!

ประชาชาติฯ ตามไปดู เศรษฐีใหม่

ประชาชาติฯ ตามไปดู เศรษฐีใหม่ ที่ร่ำรวยหลังยึดอำนาจ จากยุค จอมพลผ้าขาวม้าแดง ถึง ยุค บิ๊กบัง ทรัพย์สินและความมั่งคั่ง ท่านได้แต่ใดมา ? พลเอกสนธิ เบาะ ๆ แค่ 90 ล้าน บิ๊กจ๊อดและเมีย เรียบโร้ยระดับ พันล้าน 3 จอมพลกิตติขจร-จารุเสถียร รวมกันพันล้าน สุดยอดต้องยกให้ จอมพลสฤษดิ์ ทะลุ 2,800 ล้าน

...น่าแปลกที่ นายพล และพลเอก หลายคน ยิ่งพูดเรื่องรักชาติ มากครั้ง และเสียงดัง มากขึ้นเท่าใด พวกเขา ยิ่งร่ำรวย ยิ่งมั่งคั่ง

และยิ่งถ้า พวกเขาตบโต๊ะ ประกาศลั่นว่า อั้ว รักชาติ นั่นแสดงว่า สินทรัพย์ของ ฯพณฯ ทะลุ พันล้านแล้ว

ในยุคเผด็จการที่ นายพล กับ เจ้าสัว เชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกัน ช่วงกลางทศวรรษ 2490

พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ เป็นกรรมการบริหารบริษัท 26 แห่ง ซึ่งมีทั้ง ธนาคาร บริษัทภาพยนตร์ โรงแรม โรงงานน้ำตาล ธุรกิจนำเข้าส่งออก และธุรกิจเครื่องจักรกล

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั่งเป็นกรรมการบริหาร 22 บริษัท

ปี 2512 จอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นกรรมการบริษัท 44 แห่ง พลเอกกฤษณ์ สีวะรา 50 แห่ง

อธิบดีกรมตำรวจ พลตำรวจเอก ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ถูกเชิญเป็นกรรมการบริษัท 33 แห่ง

หลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤดิ์ มีข้อมูลระบุว่า จอมพลผ้าขะม้าแดงสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองและครอบครัวถึง 2,800 ล้านบาท
นี่คือ ผลตอบแทนความรักชาติ ที่สงวนสิทธิ์เฉพาะ ผู้สวมท็อปบู๊ต เท่านั้น

@ ผู้รักชาติ นักปฎิวัติ และเศรษฐีใหม่

ในวาระครบรอบ 3 ปี แห่งการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกปล้นอำนาจ ออกมาแฉว่า การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน คนไทยไม่ได้อะไรเลย นอกจากได้เศรษฐีใหม่ส่วนใหญ่เป็นยศพลเอกและได้ทหารที่เข้มแข็งมีอาวุธมากขึ้น

แม้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เจาะจงชื่อผู้โค่นอำนาจเขา แต่ถ้าจับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพรรคเพื่อไทยที่ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบความมั่งคั่งของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เครือญาติ ตลอดจนนายทหารร่วมกันยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเข้าใจนัยของอดีตนายกฯทันที

ขณะที่ พล.อ.สนธิซึ่งมีทีท่าว่าจะลงสนามการเมืองได้ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่าพร้อมให้ตรวจสอบ เพราะได้แจ้ง ป.ป.ช.ไปหมดแล้ว

เท่ากับจนถึงขณะนี้ภาระการพิสูจน์ความจริงถูกโยนไปที่ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว

จากกรณีดังกล่าว หากเปิดกรุสมบัติของอดีตผู้นำ คมช.ที่ยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช. ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พบข้อมูลที่น่าสนใจ

เพราะว่านายทหารอาชีพ 1 คน ภรรยา 2 คนไม่ได้ทำธุรกิจ และ บุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน รวม 4 คน มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 90 ล้านบาท (ไม่รวมบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว 4 คน) ถือว่าไม่น้อย เมื่อเทียบกับนายทหารชั้นยศพลอากาศเอก และ พลเรือเอก ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่มีทรัพย์สินแค่ 30 ล้านบาท

ทั้งนี้ วันที่ 5 ต.ค. 2550 ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ พล.อ.สนธิแจ้งว่ามีทรัพย์สิน 38.7 ล้านบาท นางสุกัลยา คู่สมรส คนที่หนึ่ง 14 ล้านบาท นางปิยะดา คู่สมรส คนที่สอง 36.9 ล้านบาท น.ส.ศศินภา บุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 3 แสนบาทเศษ รวม พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา 53.1 ล้านบาท แต่ถ้ารวมนางปิยะด้วยเท่ากับ 90.1 ล้านบาท

วันที่ 6 ก.พ.2551 ตอนพ้นตำแหน่ง ทรัพย์สินของ พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา เพิ่มเป็น 60.1 ล้านบาท

กระทั่งพ้นตำแหน่งครบ 1 ปีวันที่ 5 ก.พ. 2552 ทรัพย์สินของพล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา เพิ่มเป็น 62.2 ล้านบาท น่าสังเกตว่าการยื่นบัญชีฯ 2 ครั้งหลัง พล.อ.สนธิ มิได้แจ้งทรัพย์สินของภรรยาคนที่สอง แต่อย่างใด

หากเปรียบเทียบครั้งแรก กับ ครั้งหลัง ช่วงเวลาเพียงปีเศษ เพิ่มประมาณ 9 ล้านบาท ถือว่าพอสมควร (ถ้าการยื่นบัญชีฯครั้งแรก ไม่คลาดเคลื่อนหรือหลงลืม)

เมื่อเจาะลึกพบว่า พล.อ.สนธิมีเงินลงทุน ได้แก่ หุ้นการบินไทย ,กองทุนเปิดทหารไทยพันธบัตร และ หุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ นสค. รวม 11.2 ล้านบาท ไม่เปลี่ยนแปลง แต่รายการที่เพิ่มขึ้นคือ "ที่ดิน " และ "เงินฝาก"

เงินฝาก ตอนรับตำแหน่ง พล.อ.สนธิแจ้งว่ามี 23.5 ล้านบาท นางสุกัลยา 3.9 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่งพล.อ.สนธิมี 29.3 ล้านบาท นางสุกัลยาลดลงเหลือ 1.3 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สนธิมี 26.6 ล้านบาท นางสุกัลยาเพิ่มเป็น 1.6 ล้านบาท

ส่วนที่ดิน ตอนรับตำแหน่ง พล.อ.สนธิแจ้งว่าไม่มี นางสุกัลยามี 1 แปลง 1.3 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง พล.อ.สนธิ มี 1 แปลง มูลค่า 3.3 ล้านบาท นางสุกัลยา 4 แปลง 5.2 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สนธิมีที่ดิน 6 แปลง 6.3 ล้านบาท ส่วนนางสุกัลยามี 4 แปลง

เบ็ดเสร็จที่ดินของคนทั้งสองเพิ่มขึ้นประมาณ 9 แปลง

@ บิ๊กบัง หรือ จะสู้ บิ๊ก จ๊อด

ขุมทรัพย์ของ "บิ๊กบัง" เท่าที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ถ้าวางเทียบกับ บุรุษเสื้อคับอย่าง พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่โค่นอำนาจ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ถือว่าจิ๊บจ๊อยเป็นอย่างยิ่ง

มีข้อมูลระบุว่า "บิ๊กจ๊อด" ผู้ให้สัมปทาน "ดาวเทียมสื่อสาร"แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ รวยนับพันล้านบาท

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของ พล.อ.สุนทร ชุดนายทองใบ ทองเปาด์ อดีตส.ว.มหาสารคาม ได้ตรวจสอบพบว่า "บิ๊กจ๊อด" มีทรัพย์สินอยู่ในการครอบครองของนางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยา (อีกคน) ของ พล.อ.สุนทร ประมาณ 1,000 ล้านบาท

ภายหลังจาก พล.อ.สุนทรเสียชีวิตเกิดศึกแย่งชิงมรดกระหว่าง นางอัมพาพันธ์ กับ พ.อ.(หญิง) คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ ภรรยาของพล.อ.สุนทร นางอัมพาพันธ์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแห่งกรุงเทพใต้ ขอให้มีคำสั่งเป็นผู้จัดการมรดก โดย พ.อ.(หญิง) คุณหญิงอรชร และบุตรชาย 2 คน ยื่นคัดค้าน พร้อมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางอัมพาพันธ์ กับพวก รวม 12 คน เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรม และเรียกคืนทรัพย์สินประมาณ 3,900 ล้านบาท

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯเข้าไปตรวจสอบสินมูลค่า 1,000 ล้านบาท และมีข้อสังเกตว่า ช่วงก่อน-หลัง เป็นประธาน รสช. บัญชีเงินฝากของ พล.อ.สุนทร มีกระแสเงินไหลเวียนเข้า-ออก สูงถึง 122.6 ล้านบาท และ จำนวน 127.3 ล้านบาท ตามลำดับ

นางอัมพาพันธ์ ไม่ได้ประกอบธุรกิจ นอกจากเล่นหุ้นในบางครั้งแต่กลับมีทรัพย์สินในครอบครองมูลค่าถึง 1,000 ล้านบาท และไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าได้ทรัพย์สินมาอย่างไร

ต่อมากรมสรรพากรได้เรียกนางอัมพาพันธ์มาชี้แจงแหล่งที่มาของเงินฝากใน 29 บัญชี ประมาณ 500 ล้านบาท ปรากฏว่านางอัมพาพันธ์ ชี้แจงได้ประมาณ 400 ล้านบาท อีก 100 ล้านบาทชี้แจงไม่ได้ กรมสรรพากรจึงเรียกเก็บเสียภาษี พร้อมชดเชยค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายกำหนด รวม 75 ล้านบาท

@ บิ๊กจ๊อด หรือ จะสู้ 2 จอมพล

อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งของ "บิ๊กจ๊อด" ถ้าเทียบกับ จอมพลสฤดิ์ ธนะรัชต์ กับ จอมพลถนอม กิตติขจร อาจใกล้เคียงกัน

ภายหลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤดิ์ มีข้อมูลระบุว่า จอมพลผ้าขะม้าแดงสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองและครอบครัวถึง 2,800 ล้านบาท

จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเคยเป็นลูกน้องจอมพลสฤษดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในขณะนั้นถึงเหตุผลในการยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2507 จำนวน 604.5 ล้านบาท ว่าอดีตเจ้านายของเขาใช้อำนาจโดยมิชอบกระทำการเบียดบังและยักยอกทรัพย์สินของรัฐ

และให้เหตุผลในการประกาศใช้ มาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ว่าต้องการมาใช้หนี้รัฐ เพราะจอมพลสฤษดิ์นำเงินของรัฐไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเป็นเงินฝากในธนาคารประมาณ 400 ล้านบาท ไม่รวมเงินฝากในต่างประเทศอีกหลายร้อยล้านบาท

ขณะที่จอมพลถนอมซึ่งถูกนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกฯคนที่ 12 ใช้อำนาจตามมาตราเดียวกันยึดทรัพย์พร้อมกับจอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2517 มีมากกว่าพันล้านบาท

ในจำนวนนี้เป็นเงินฝากกว่า 472 ล้านบาท แบ่งเป็นจอมพลถนอม 24 ล้านบาท ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร 98 ล้านบาท พ.อ.ณรงค์ 32 ล้านบาท นางสุภาภรณ์ กิตติขจร 32 ล้านบาท ไม่รวมทรัพย์สินอื่น 700-800 ล้านบาท

เห็นได้ว่าผู้โค่นอำนาจในยุคอดีตแต่ละคนล้วนมั่งคั่ง ขณะที่นายทหาร คมช.ผู้โค่นอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณเมื่อวันที่ 19 กันยายน หลายคนอู้ฟู่

การจัดซื้ออาวุธนับหมื่นล้านบาทถูกวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งเมือง

เพราะรักชาติ กันทีไร ก็ร่ำรวยกันทันตาเห็น !!!