อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์: ทางเลือกสู่อนาคตของสังคมไทย

คำถามที่คนถามไถ่เพื่อนฝูงและตนเองมากที่สุด อันแสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งของคนจำนวนมากในสังคมไทยได้แก่ อนาคตของสังคมไทยจะเป็นอย่างไร ผมก็ตอบไม่ได้ว่าอนาคตสังคมไทยจะเดินไปทางไหน หากแต่ก่อนที่เราจะตอบคำถามนี้ได้บ้าง เราก็ต้องเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันให้ชัดเจน คนแต่ละกลุ่มก็จะต้องทบทวนตนเองว่าเหตุใดกลุ่มของตนจึงคิดในลักษณะอย่างที่คิด เพื่อที่จะทำให้เห็นและเข้าใจได้ว่าความคิดและความกังวลทั้งหมดเกิดขึ้นจากการดำรงอยู่ในเงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจและพัฒนาการความเป็นมาทางประวัติศาสตร์กลุ่มของตนมาอย่างไร การทำความเข้าใจระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนแต่ละกลุ่มให้แจ่มชัดก็จะช่วยทำให้แต่ละกลุ่มมองเห็นคนอีกกลุ่มหนึ่งชัดเจนมากขึ้นไปด้วย การ”เห็นซึ่งกันและกัน” ชัดเจนมากขึ้นของคนในสังคมก็จะทำให้การปลุกเร้าด้วยวาทกรรม (จูงใจ) เกิดได้ยากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวาทกรรม “ คนจนโง่และถูกซื้อเสียง” “ มีคนต้องการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์” หรือวาทกรรม “ ไพร่-อำมาตย์” วาทกรรมสั้นๆเหล่านี้มีพลังเพราะไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูดเท่านั้น หากแต่เป็นการยกระดับปรากฏการณ์ความสัมพันธ์ทางสังคมการเมืองตลอดชีวิตที่ผ่านมาของคนรุ่นหนึ่งๆให้กลายเป็นชุดความรู้ที่อธิบายความสัมพันธ์ทางสังคมการเมืองที่ดำเนินมาว่าเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมการเมืองที่เหมาะสมที่สุด ดีที่สุดเพื่อจะจรรโลงระบบที่เป็นอยู่ให้เดินหน้าต่อไปหรือเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมการเมืองที่เลวร้ายที่สุดเพื่อที่จะต้องเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ผมคิดว่าเราทั้งหลายไม่เคยถามตนเองเลยว่าทำไมเราถึงรู้สึก “อิน” กับวาทกรรมปลุกเร้าเหล่านี้ และเมื่อเราไม่ถามตนเองเช่นที่ว่า เราก็จะแสดงตนไปตามวาทกรรมนั้นโดยไม่รู้ตัวโดยยึดถือเอาแกนกลางของวาทกรรมนั้นมาเป็นแนวทางปฏิบัติการณ์ทางสังคมการเมืองและสามารถละทิ้งหลักการบางอย่างที่ตนเองเคยยึดถือไปได้ ความที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นการนำเสนอทบทวนเงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจและพัฒนาการความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของคนสองกลุ่มใหญ่ๆในสังคมว่ามีความเป็นมาอย่างไรจึงทำให้พวกเขามีความแตกต่างในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอย่างมากมายและลึกซึ้ง อันก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันนี้ แต่อย่างไรก็ตามต้องกล่าวในที่นี้ก่อนว่าแม้จะจัดแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ แต่ในความเป็นจริงนั้น แต่ละกลุ่มก็ไม่ได้มีเอกภาพทางความคิดกันอย่างแท้จริงหรือเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันทั้งหมด ในแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะเฉพาะของตนซึ่งคงจะต้องศึกษากันต่อไป เช่น การแยกแยะในลักษณะที่คนทั่วไปทราบกันดีอยู่แล้วว่าในกลุ่มสีแดงก็มีทั้งแดงเอาเจ้าและแดงไม่เอาเจ้าหรือกลุ่มสีเหลืองก็มีทั้งเหลืองเอาเจ้าทั้งหมดหรือเหลืองเอาเจ้าแต่ไม่ทั้งหมด เป็นต้น ดังนั้น การทำความเข้าใจระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนแต่ละกลุ่มภายใต้เงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจในที้นี้จึงจะเป็นการมองภาพรวมๆเท่านั้น คนสองกลุ่ม-สองสีที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเป็นกลุ่มก้อนในปัจจุบันนี้เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน กล่าวคือ ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนกลางคน โดยมีอายุประมาณสี่สิบปีขึ้นไป ( แน่นอนว่ามีวัยรุ่นร่วมด้วยแน่ๆ แต่ต้องบอกว่าการพิจารณาจำเป็นต้องพิจารณาคนส่วนใหญ่) ซึ่งคนทั้งสองกลุ่ม-สองสีมีชีวิตร่วมกันในช่วงเวลาความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างน้อยสามช่วงเวลา ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ทศวรรษ ๒๕๐๐ การเข้าสู่ชีวิตการทำงานในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐-๒๕๓๐ และช่วงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหลังทศวรรษ ๒๕๔๐ แม้ว่าในจังหวะของประวัติศาสตร์เป็นช่วงเวลาเดียวกันนี้ แต่คนสองกลุ่ม-สองสีอยู่กันคนละมุมของความเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ ความแตกต่างของคนสองกลุ่มสองสีได้แก่ ระยะเวลาที่ได้รับการศึกษา ลักษณะของงานที่ทำ และการปรับตัวหลังทศวรรษ ๒๕๔๐ การพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจทศวรรษ ๒๕๐๐ ไม่ได้เป็นการพัฒนาบนสูญากาศ หากแต่ทศวรรษ ๒๔๙๐ ได้เกิดการขยายตัวของการลงทุนทำพาณิชย์กรรมของกลุ่มคนจีนที่ต้องตัดสินใจที่จะอยู่ในเมืองไทยเพราะกลับประเทศจีนไม่ได้เนื่องจากจีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ กลุ่มพ่อค้าจีนเหล่านี้ได้ดัดแปลงตนเองกลายนมาเป็นไทยพร้อมกันนั้นก็ได้เริ่มส่งลูกเข้าสู่การศึกษาของไทยอย่างจริงจัง ( ผมสรุปความคิดและข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ปริญาโท ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ของอาจารย์ ณัฏฐพงษ์ สกุลเลี่ยว เรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมกับการเมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ถึงการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๒๐ ) นักเรียนที่สามารถเข้าสู่มหาวิทยาลัยในช่วงหลังทศวรรษ ๒๕๐๐ส่วนใหญ่แล้วเป็นลูกหลานคนจีนและลูกหลานข้าราชการที่อยู่ในเขตเมือง งานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐ พบว่าสัดส่วนนักศึกษาที่มาจากชนบทหรือคนจนนั้นมีเพียงร้อยละห้าเท่านั้น ช่วงเวลาที่คนกลุ่มนี้เข้าสู่มหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่จอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอมได้มีอำนาจเผด็จการครองประเทศ และรัฐบาลเผด็จการได้พยายามรักษาอำนาจของตนด้วยการประนีประนอมกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมโดยการถวายบทบาทให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์มากยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับพระมหากษัตริย์ใกล้ชิดกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อัตลักษณ์ของนักศึกษาขณะนั้นเป็นกลุ่มอภิสิทธิชนที่สามารถปิดถนนเพื่อร้องเพลงเชียร์ในงานแข่งบอลประเพณี ขณะเดียวกันก็ผูกตนเองเข้ากับสถาบันพระมหากษัตริย์มากยิ่งขึ้น ก่อนการเคลื่อนไหวเดือนตุลา ๒๕๑๖ ข่าวลือเรื่องจอมพลประภาสมีเจตนาร้ายต่อพระมหากษัตริย์ระบาดไปทั่วในทุกกลุ่มนักศึกษาซึ่งก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจในบทบาทของสองจอมพล-หนึ่งนายพันสูงยิ่งขึ้น ความรู้สึกสำนึกผูกพันระหว่างนักศึกษากับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังแสดงออกในการเคลื่อนขบวนในเหตุการณ์ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่เน้นการอัญเชิญพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์และพระราชินีนำขบวน รวมไปถึงการเคลื่อนขบวนไปพึ่งพระบารมีในช่วงที่วิกฤติสูงสุด ลูกหลานคนจีนที่เติบโตในสังคมไทยราวทศวรรษ ๒๔๙๐ ได้โอกาสในการศึกษาและการทำงานในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ บริษัทห้างร้าน รวมทั้งส่วนหนึ่งได้มีส่วนในการขยายบทบาทธุรกิจของครอบครัวตนเอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสังคมดำเนินมาอย่างดีตลอด คนกลุ่มนิ้จึงสามารถที่จะสร้างฐานทางเศรษฐกิจและสร้างสถานทางสังคมของตนได้อย่างมั่นคง การที่พวกเขาเติบโตมาในช่วงเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญการเมืองถูกทำให้นิ่งสงบด้วยอำนาจรัฐเผด็จการ แม้ว่าจะมีรอยปะทุของความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๙ แต่ก็เป็นเวลาสั้นๆ ความคิดทางการเมืองเรื่อง “ เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ( Stability ) จึงกลายมาเป็นหลักในการคิดและรู้สึก เพราะ “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” เป็นฐานที่สำคัญของชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมของพวกเขา “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ได้ถูกสร้างให้ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นหลังเหตุการณ์ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ โดยเริ่มจากการยุติการนองเลือดในปี พ.ศ. ๒๕๑๖, ยุติความขัดแย้ง พ.ศ. ๒๕๑๙, การต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่สำคัญ ภายหลังจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้สร้างระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบซึ่งต้องการความชอบธรรมลักษณะใหม่มารองรับ ระบอบการเมืองช่วงสมัยพลเอกเปรมจึงได้ทำให้เกิดการยึดโยงสถาบันพระมหากษัตริย์กับ “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ทางสังคมการเมืองมากขึ้น การยุติการต่อสู้ทางการเมืองของชนชั้นนำในระบบราชการระหว่างพลเอกเปรม กับกลุ่มทหารหนุ่มและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนายทหารรุ่นห้ากับบางส่วนของนายทหารรุ่นเจ็ดในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ยิ่งทำให้หลักการ “ เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ถูกโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ได้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในฐานะผู้ทรงรักษาเสถียรภาพทางการเมืองท่ามกลางความขัดแย้งภายในกองทัพในช่วงของรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ในหนังสือเรื่อง “พระผู้ทรงปกเกล้าฯประชาธิปไตย: ๖๐ ปี สิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทย” ความว่า “ชัยชนะของพลเอกเปรม และการดำรงอยู่ของดุลยภาพทางการเมืองที่ถูกคุกคามโดยคณะปฏิวัติคงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากการสนับสนุนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เหตุการณ์ความไม่สงบยุติลงอย่างรวดเร็วโดยปราศจากความรุนแรง” พร้อมกันนั้น หลังทศวรรษ ๒๕๐๐การอธิบายรวบยอด “ประวัติศาสตร์”ของคนจีน (ที่ตัดสินใจอยู่ในประเทศไทย) ก็ได้ปรากฏชัดเจนขึ้นในชุดคำกล่าวทำนองว่า “ คนไทยเชื้อสายจีนได้อพยพหนีความเดือดร้อนมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร “ การให้ความหมายแก่ประวัติศาสตร์ของกลุ่มพี่น้องจีนเช่นนี้มีพลังอย่างมากในการทุ่มตนเองเพื่อรักษา “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” อันมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลาง เพราะนี่คือการทดแทนบุญคุณที่บรรพบุรุษตนเองได้รับจากการพึ่งพระบรมโพธิสมภาร “เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ของสังคมการเมืองในระบบความคิดเห็นชุดนี้ไม่จำเป็นต้องเป็น “ประชาธิปไตย” และหลังทศวรรษ ๒๔๙๐ การสร้างความคิดความเชื่อที่ว่านักการเมืองเป็นคนเลวที่เห็นแก่ตัวและเป็นผู้ที่ก่อกวน “ เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ยิ่งทำให้ความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยที่ผู้ปกครองมาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวนั้นมีไม่มากนัก แต่หากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแสดงตนเองว่าเป็นผู้รักษา “ เสถียรภาพ-ความมั่นคง “ได้ด้วยการทำอะไรที่เป็นเผด็จการก็จะได้รับการยอมรับจากคนกลุ่มนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเคยได้รับความชื่นชมและชื่นชอบจากการปราบปรามยาเสพติด “ ฆ่าตัดตอน” เพราะคนกลุ่มนี้เห็นว่าการปราบยาเสพติดด้วยการ “ ฆ่าตัดตอน” เป็นการทำเพื่อรักษา “ เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ของรัฐ แต่เมื่อเกิดข่าวลือ/ข่าวปล่อยจากหลายฝ่ายว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเริ่มล้ำเส้นเข้ามาพื้นที่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้เกิดการปะทุขึ้นของความกังวลในเรื่อง “ เสถียรภาพ-ความมั่นคง” จากนั้น การสถาปนาตนเองเป็น “ลูกจีนรักชาติ-ลูกจีนกู้ชาติ” จึงก่อกำเนิดและแรงกล้าขึ้นทันที ปัญหาความกังวลในเรื่อง “ เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ที่ถูกทำให้ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนในเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องหลายประเด็น แต่ทั้งหมดถูกทำให้รวมศูนย์ไปอยู่ที่อดีตนายกรัฐมนตรี ในระบบคิดชุดนี้จะมองว่าหากไม่มีอดีตนายกรัฐมนตรีเสียคนเดียวแล้ว ความไม่แน่นอนเรื่องอื่นๆก็จะสามารถคลี่คลายไปได้ด้วยตัวเอง ความรู้สึกกังวลใน “ เสถียรภาพ-ความมั่นคง” ของสังคมการเมืองไทยกลายมาเป็นกรอบการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้นหลัง พ.ศ. ๒๕๔๕ และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน กรณีล่าสุด ได้แก่ การต่อต้านข้อเสนอของกลุ่มอาจารย์ “ นิติราษฏร” ซึ่งหากอ่านและคิดกันให้ดีแล้ว ข้อเสนอนี้เป็นการเสนอที่ต้องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ปลอดจากการถูกดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมือง เพราะนิติราษฏรเห็นว่าการถูกดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ว่าลักษณะใดก็ตาม ก็จะทำให้มีคนที่เสียประโยชน์และไม่พอใจ อันจะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งต้องการป้องกันการฟ้องร้องโดยใครก็ได้ซึ่งทำให้การฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งกันเกิดได้ง่ายมากขึ้น แต่ข้อเสนอนี้กลับถูกโจมตีอย่างรุนแรง เพราะความปรารถนาดีของนิติราษฏรนี้ที่จะคลี่คลายปัญหา จำเป็นต้องยกเลิก/ตัดสายโยงใยสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกใช้ไปในเรื่องการรักษา “เสถียรภาพ-ความมั่นคง “ทางสังคมการเมืองเสีย ซึ่งกลุ่มคนที่ต่อต้านดังกล่าวต่างวิตกกังวลกันมากในประเด็นที่หากไม่สร้างสายสัมพันธ์ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงคอยรักษาเสถียรภาพแล้ว บ้านเมืองก็จะวุ่นวายและปั่นป่วน หากคนกลุ่มนี้พยายามทำความเข้าใจระบบการเมืองและความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายให้ดี ก็จะพบว่าหากจะถวายความจงรักภักดีเพื่อที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่แผ่นดินไทยก็จำเป็นที่จะต้องทำให้การเมืองเข้าไปแปดเปื้อนสถาบันฯให้น้อยที่สุด ซึ่งทางออกในเรื่องนี้มีไม่มากนัก และหนึ่งก็คือข้อเสนอของนิติราษฏร์ จำเป็นที่จะต้องเตือนกันว่าในวันนี้ สังคมไทยต้องช่วยกันรักษา “ เสถียรภาพ-ความมั่นคง “สังคมการเมืองด้วยมือของพวกเราเองครับ อย่าทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องเหนื่อยกับปัญหาของพสกนิกรอีกเลยครับ อีกภาคส่วนหนึ่งของสังคมไทยในช่วงเวลาเดียวกัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสังคมไทยในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใน “พื้นที่ชนบท” อย่างลึกซึ้ง การทำการเกษตรทั้งหมดไม่ใช่การทำการเกษตรในลักษณะเดิมที่ใช้แรงงานครอบครัวเป็นฐานและทำเพื่อบริโภคเองอีกต่อไปแล้ว การทำการเกษตรที่ดำเนินมาล้วนแล้วแต่เป็นการผลิตเพื่อขายและใช้แรงงานจ้าง/เครื่องจักรในทุกระดับ ขณะเดียวกัน รายได้หลักของครัวเรือนทั้งหมดที่ใช้ทั้งเลี้ยงชีพและจ้างแรงงานในไร่นานั้นมาจากนอกการทำงานนอกภาคการเกษตร กล่าวได้ว่าคนส่วนใหญ่ก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กล่าวข้างต้น แต่ปัญหาสำคัญก็คือว่าเราจะเข้าใจทางเลือกสู่อนาคตของคนกลุ่มที่กำลังอยู่ในช่วงความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของชีวิตเขาได้อย่างไร หากแบ่งคนในสังคมไทยออกเป็นสองกลุ่มอย่างหยาบๆ คนกลุ่มแรกคือคนชั้นกลางรุ่นเก่าที่ได้รับผลพวงจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในทศวรรษ ๒๕๑๐ มาก่อนดังได้กล่าวมาข้างต้น คนรุ่นราวคราวเดียวกันที่เติบโตมากับคตวามเปลี่ยนแปลงในชนบท ได้แก่ คนชั้นกลางกลุ่มใหม่ซึ่งเป็นคนรุ่นเดียวกัน( อายุสี่สิบขึ้นไป ) ส้วนใหญ่แล้วได้รับการศึกษาระดับภาคบังคับ ( ป.๔ และ ป.๗ ) ในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ พวกเขาเป็นเพียงแรงงานระดับล่างที่เข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯหรือเมืองใหญ่ๆในช่วงว่างจากการเพาะปลูกแล้วก็กลับบ้านกลับสู่ไร่นาเหมือนเดิม ต่อมาพวกเขาได้พบว่าช่องทางในการเลื่อนฐานะนั้นอยู่ที่การออกไปทำงานนอกภาคเกษตร ในทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา การอพยพเพื่อทำงานนอกภาคเกษตรจึงเข้มข้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานขายแรงงานต่างประเทศหรือในประเทศ จนกระทั่งในสองทศวรรษหลัง ( ๒๕๓๐-๒๕๔๐ ) งานนอกภาคเกษตรเป็นหนทางเดียวในการเลื่อนชนชั้นหรือเปลี่ยนสถานะของพวกเขา ความเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงยี่สิบปีที่ผ่าน ได้ทำให้สังคมชาวนาที่ผลิตแบบชาวนาไม่เหลืออยู่แล้วในสังคมไทย คนกลุ่มใหม่นี้ได้เปลี่ยนตนเองจากชาวนาในสังคมชาวนามาสู่การดำรงชีวิตอยู่บนระบบเศรษฐกิจนอกภาคเกษตรกรรม ซึ่งได้ส่งผลอย่างน้อยห้าด้านด้วยกัน ด้านแรก คนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ ต้องมี “ ทักษะ” ส่วนตัวระดับหนึ่งเพื่อที่จะ “ขาย” หรือผลิตสินค้า การที่จะต้องมีและสร้าง “ ทักษะหรือความสามารถ” เฉพาะตัวเช่นนี้ ได้ทำให้เกิดความสำนึกในศักยภาพของปัจเจกบุคคลสูงมากกว่าการทำงานร่วมหมู่ปลูกข้าวเพื่อกินแบบเดิม ไม่ว่า “ ทักษะ” ส่วนตัวนี้จะอยู่ในระดับธุรกิจระดับกลางหรือ เล็ก ก็ล้วนแล้วแต่เป็นพลังของสำนึกในศักยภาพของบุคคลอย่างเต็มเปี่ยม ด้านที่สอง การเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ ได้ทำให้พวกเขาได้มองเห็นธุรกิจของตนเองเชื่อมต่อกับส่วนรวมของสังคมมากขึ้น คนทำงานอาชีพต่างๆในชุมชนแออัดได้พบว่าในยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้น พวกเขาทั้งหลายต่างหากที่ได้ทำงานหล่อเลี้ยงทุกชีวิตในเมือง แท็กซี่ย้อมตระหนักดีว่าหากปราศจากพวกเขาแล้ว การเดินทางในกรุงเทพฯก็จะหยุดชะงักทันที สายใยแห่งจินตนาการเชื่อมต่อตนเองกับการผลิตส่วนรวมของสังคมเช่นนี้ ย่อมทำให้พวกเขาสำนึกได้อย่างแจ่มชัดถึงความเท่าเทียมกันในฐานะพลเมืองที่ทำงานในระบบเศรษฐกิจของสังคม ด้านที่สาม การเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงของการประกอบการหรือความเสี่ยงของการดำรงชีวิต เช่น เรื่องสุขภาพ ดังนั้นคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ต้องการให้รัฐเข้ามาช่วยรับภาระความเสี่ยงนี้ในฐานะพลเมืองที่เท่าเทียมกัน เพื่อที่พวกเขาจะได้ดำรงชีวิตดำเนินธุรกิจต่างๆได้อย่างสบายใจมากขึ้น เดิมนั้น พวกเขาต้องแบกรับความเสี่ยงทุกด้านด้วยตนเองในขณะที่ข้าราชการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในเรื่องนี้สูงมากกว่า พวกเขาในฐานะที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของจักรกลทางเศรษฐกิจแบบใหม่จึงเรียกร้องรัฐให้เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น ด้านที่สี่ การทำงานในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ได้ทำให้เกิดการจัดตั้งองค์กรหรือเครือข่ายอีกลักษณะหนึ่งที่มีความสัมพันธ์เชิงเสมอภาคและร่วมมือกัน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองท้องถิ่นที่ทำให้พวกเขาสามารถเข้าไปมีบทบาทในหน่วยการปกครองที่เท่าเทียมกันมากขึ้น การจัดตั้งองค์กรหรือเครือข่ายที่มีลักษณะความสัมพันธ์เสมอภาคนี้ได้ทำให้เขามองย้อนกลับไปในอดีตที่พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่ภายใต้องค์กรที่ไม่เสมอภาคและมีลำดับชั้นที่ชัดเจนและพบว่าชีวิตของพวกเขาดีขึ้นเมื่ออยู่ในองค์กรลักษณะใหม่ ด้านที่ห้า ความสามารถในการสร้างความเท่าเทียมกันในการบริโภค การขยายตัวของการผลิตอุตสาหกรรมที่ใช้ในชีวิตประจำวันทำให้สินค้าต่างๆราคาถูกลงมาก ประกอบกับการทำงานในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่เอื้ออำนวยให้คนทั้งหมดสามารถที่ครอบครองสินค้าต่างๆได้อย่างเท่าเทียมกัน พลังของการบริโภคที่เท่าเทียมกันนี้ได้ทำให้ความรู้สึกถุงการที่จะต้องยอมรับความแตกต่างทางสถานะภาพลดลงอย่างรวดเร็ว ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างน้อยห้าด้านที่กล่าวมานี้ ได้ส่งผลให้คนจำนวนมากในสังคมไทยที่ครั้งหนึ่งเคยยินยอม/ยอมรับ/สยบยอมกับความสัมพันธ์ทางสังคมและความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน ไม่สามารถที่จะยอมรับและอยู่กับความไม่เท่าเทียมกันอีกต่อไป ความเปลี่ยนแปลงในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมไม่ได้เกิดขึ้นในสูญญากาศหรือเกิดขึ้นเพียงเพราะถูกใครคนใดคนหนึ่งชักจูง การที่ความคิดและความรู้สึกต่อบางสิ่งบางอย่างของเราเปลี่ยนแปลงไปก็เพราะเราอยู่ในเงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจและการเมืองที่แตกต่างจากเดิมมากจนเราได้รู้สึกถึงความหมายใหม่ของตัวของเราในตำแหน่งแห่งที่ใหม่ในเงื่อนไขของสังคม และความหมายใหม่ของตัวตนของเรานี่เองได้นำให้เราต้องตีความและให้ความหมายแก่สรรพสิ่งรอบตัวแบบใหม่ให้สอดคล้องกันไป เมื่อการทำงานนอกภาคเกษตรของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้เป็นงานที่ต้องเข้าไปสัมพันธ์กับรัฐมากขึ้น และมักจะละเอียดอ่อนกับการถูก/ผิดกฏหมายหรือถูกเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการตามกฏหมาย เช่น การทำการค้าตามท้องถนน การขนส่งอย่างไม่เป็นทางการ ( รถตู้ รถจักรยานยนต์รับจ้าง) ร้านค้าย่อย ( ร้านเสริมสวยเล็กๆในหมู่บ้าน ฯลฯ ) ความจำเป็นที่ต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับรัฐมากขึ้นกว่าชีวิตของชาวไร่ชาวนาปรกติ ทำให้พวกเขาพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมักจะใช้กฏหมายหรือการวินิจฉัยกฏหมายอย่างลูบหน้าปะจมูก เอกสารการวิจัยเรื่องสภาพปัญหาทางกฏหมายในชีวิตประจำวันของประชาชนและแนวทางการใช้กฏหมายเบิ้องต้นในการแก้ไขปัญหา ของอาจารย์ทศพล ทรรศกุลพันธ์ แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าชาวบ้านจำนวนมากมีความเห็นว่าการวินิจฉัยกฏหมายของเจ้าหน้าที่นั้นมีความไม่ถูกต้องมากมาย และเป็นไปอย่างเข้าข้างคนบางกลุ่มมากว่าชาวบ้านธรรมดา การดำเนินชีวิตนอกภาคเกษตรกรรมของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้จึงประสบกับความ “ เสี่ยง” หลายประการด้วยกัน นอกจากที่มาจากทางด้านเจ้าหน้าที่และกฏหมายของรัฐแล้ว ความไม่มั่นคงและแน่นอนของการค้าขายรายย่อยก็เป็นปัจจัย “เสี่ยง” อีกด้านหนึ่ง เพราะพวกเขาไม่สามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่าการค้าในวันรุ่งขึ้นจะดีหรือเลวอย่างไร และหากเลวแล้ว พวกเขาจะไปหาเงินทุนมาลงทุนต่อในวันต่อไปอย่างไร ในช่วงแรกของการเข้าไปสัมพันธ์กับรัฐที่ถี่ขึ้นและเข้มข้นมากขึ้นและการดำรงอยู่ในสภาวะ “ คงวามเสี่ยงสูง” เช่นนี้ก่อให้เกิดความ “ตึงเครียด”ทางสังคมสูวขึ้น ลัทธิพิธีจำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อผ่อนคลายความ “ ตึงเครียด” ทางสังคมนี้ เช่น ลัทธิพิธีเสด็จพ่อ ร. ๕ ลัทธิพีธีจาตุคามรามเทพ ลัทธิพิธีแก้กรรม ฯลฯ เพราะพวกเขาไม่สามารถจะต่อรองและจัดการกับปัญหาต่างๆที่มีต้นต่อมาจากรัฐได้ เช่น กฎหมายเทศกิจกฏหมายการจราจร กฏหมายภาษีรายได้ ฯลฯ หรือ ปัญหาที่มาจากความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจรายย่อย แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นก้าวพ้นกรอบของการสร้างความคิดนามธรรมมาสู่ความคิดรูปธรรมชัดเจนขึ้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบอารมณ์ความรู้สึกของคนจำนวนมากในสังคมไทยที่ได้เคลื่อนตนเองออกจากการเป็นชาวนานั้นทั้งห้าด้าน ได้แก่ ความสำนึกในศักยภาพหรือทักษะเฉพาะด้านของตนเองในการดำเนินชีวิตทางเศรษฐกิจ, การจินตนาการเชื่อมต่อระหว่างกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตนเข้ากับส่วนรวมของสังคมมากขึ้น, การแบกรับความเสี่ยงของการดำเนินชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง, การจัดตั้งองค์กรหรือเครือข่ายที่มีลักษณะความสัมพันธ์ที่เสมอภาคมากขึ้นและความสามารถในการบริโภคที่เท่าเทียมกัน จึงได้ส่งผลให้คนเหล่านี้เกิดความสำนึกว่าตนเองในสถานะปัจเจกบุคคลได้มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของชาติบนฐานความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันขณะเดียวกันก็ต้องการการ”ปกป้อง” ความเสี่ยงต่างๆจากรัฐอย่างเท่าเทียมกับคนอื่นๆในสังคม ความสำนึกเช่นนี้ได้ประกอบกันทำให้เกิดความหวังที่จะสร้างชีวิตของตนให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นด้วยศักยภาพของตน เครือข่ายที่ตนมีส่วนร่วม และมี “ หลังพิง” หลบเลี่ยงความเสี่ยงได้ด้วยการบริการและการควบคุมโดยรัฐ ความสำนึกต่อตัวตนและความสัมพันธ์ทางสังคมที่ก่อเกิดขึ้นในช่วงปัจจุบันเช่นนี้ ได้กลายเป็นฐานของการคิดและรู้สึกแบบใหม่ที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ โดยความสำนึกนี้ทำให้คนจำนวนมากในสังคมไทยได้เริ่มทบทวนและอธิบายระบบความสัมพันธ์แบบเดิมที่ตนคุ้นเคยและอยู่ร่วมมาเนิ่นนานด้วย “ สายตา” ใหม่ ความไม่เท่าเทียมในเรื่องต่างๆที่ตนเองเคยได้รับจากการบริการของรัฐ หรือ การที่ไม่เคยได้รับการบริการจากรัฐซึ่งเดิมนั้นจะถูกอธิบายให้ยอมรับได้ว่า “เพราะเรามันจน” หรือ “เพราะเรามันเป็นชาวบ้าน“ การยอมรับความไม่เท่าเทียมด้วยความคิดนามธรรมว่า “เพราะเรามันจน” หรือ “เพราะเรามันเป็นชาวบ้าน“ มาจากมรดกทางความคิดและทางสังคมไทยหลายประการ ได้แก่ ความคิดเรื่องบุญ-กรรมตามศาสนาพุทธ, การดำรงอยู่ในระบบอุปถัมภ์มาเนิ่นนานจนยอมรับความไม่เท่าเทียมกันว่าเป็นปรกติธรรมดาธรรมชาติของสังคมไทย, การอยู่ในระบบความคิดการอธิบายรัฐด้วยทฤษฏีองคาพยพที่ชาวบ้านธรรมดาแม้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐหรือชาติ แต่ก็เป็นส่วนที่ไม่สำคัญแต่อย่างใด เช่น เป็นขนหรือผม, การมี” โลก” หรือ “ พื้นที่ ”ของชาวบ้านที่แยกออกจาก “พื้นที่” ของรัฐซึ่งนานๆครั้งชาวบ่นจะเข้ามาเผชิญหน้ากับรัฐ ดังนั้นจึงยอมทนได้. แม้ว่าในช่วงก่อนหน้าการยอมรับความไม่เท่าเทียมนี้จะก่อให้เกิดความตึงเครียดอยู่ไม่น้อย แต่ชาวบ้านก็ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้าหรือทุ่มกำลังเข้าแก้ไขความไม่เท่าเทียมกัน ชาวบ้านมักจะเลือกใช้ “อาวุธของผู้อ่อนแอ” ( Weapon of the weak) ได้แก่การเสียดสีนินทาในเพลงพื้นบ้านหรือในที่ลับตา แต่เมื่อคนจำนวนมากในชนบทหรือชาวบ้านทั่วไปเริ่มเกิดความสำนึกแบบใหม่จึงได้ทำให้เกิดการหลุดพ้นออกจากกรอบการอธิบายความไม่เท่าเทียมด้วยความคิดว่า “ เพราะเรามันจน” หรือ “เพราะเรามันเป็นชาวบ้าน” กระบวนการการสสัดหลุดออกจากกรอบนี่เริ่มต้นในราวทศวรรษ ๒๕๓๐ ที่เด่นมากที่สุดได้แก่ การแสดงออกในเพลง “ คนจนมีสิทธิไหมครับ” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนศิลปินดนตรีหลายประเภทนำไปขับร้องใหม่ เพลง “คนจนมีสิทธิไหมครับ” ได้เชื่อมต่อให้เห็นถึงการอธิบายโอกาสของคนจนที่มีน้อยนั้นไม่ใช่เพราะไม่มีความสามารถ หากแต่ระบบอุปถัมภ์ทำให้กลับทำให้ไม่มีโอกาส ที่สำคัญของเพลงนี้ได้สะท้อนให้เห็นการเชื่อมต่อระหว่าง “คนจน” กับ “สิทธิ” ขึ้นมาอย่างแจ่มชัดขึ้น ความสำนึกแบบใหม่ที่ก่อกำเนิดขึ้นมาเริ่มแรงกล้ามากขึ้นและได้เปลี่ยนความหมายของ “ คนจน” ว่าไม่ใช่เกิดมาจนเพราะเหตุผลแบบเดิมอีกต่อไป แต่ว่า “ จน “ เพราะระบบของสังคมที่ทำให้คนจนไม่ได้สิทธิอย่างที่ควรจะได้ หากคนจนได้รับสิทธิตามที่ควรจะได้ก็ย่อมที่จะ “ ลืมตาอ้าปาก” ได้ตามสมควร ความสำนึกใหม่ที่ก่อเกิดขึ้นเช่นนี้ได้ทำให้คนจำนวนมากในสังคมไทยหวนกลับไปให้ความหมายต่อ “ อดีต” ของตนและของสังคมใหม่ “อดีต” ของตนจึงเป็นโครงเรื่องของการถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มผู้มีอำนาจและอิทธิพล ซึ่งพวกตนจะต้องช่วยกันขจัดการเอารัดเอาเปรียบนี้ให้ได้เพื่อที่จะได้ก้าวหน้าต่อไป หลังทศวรรษ ๒๕๔๐ การขยายตัวของรัฐทางด้านการบริการ ได้ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าตนเองมี “หลังพิง” ที่จะต่อสู้/ต่อรองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกับ “ ความเสี่ยง” ที่ต้องเผชิญทุกเมื่อเชื่อวันได้ การจัดการในเรื่องคิวรถจักรยานยนต์รับจ้างทำให้คนขัยรถจักรยานยนต์รับจ้างลดต้นทุนที่จะต้องจ่ายรายเดือนและรายวันลงไปทันที การแปลงสินทรัพย์และเปิดธนาคารออมสินให้แก่สินเชื่อประชาชนเป็นการเอื้อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่อนคลายความเสี่ยงของการค้าขายรายย่อย รวมทั้ง “หลังพิง” ที่สำคัญได้แก่ การรักษาพยาบาลที่ถูกลงอย่างมากที่ทำให้พวกเขามีโอกาสได้เข้ารับการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น ทางเลือกของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่ไม่ใช่การแบมือของจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความต้องการที่จะให้รัฐบาลสร้าง “ หลังพิง” ให้แก่การลงแรงในการดำรงชีวิตและเพื่อที่จะสร้างสรรค์ชีวิตให้ก้าวหน้ามากขึ้นต่อไป คนชั้นกลางกลุ่มนี้ไม่ใช่เรียกร้องต่อรัฐเหมือนคนในประเทศที่ขอความช่วยเหลือจากสวัสดิการของรัฐแล้วไม่ทำอะไร หากแต่คนกลุ่มนี้ได้พยายามเลื่อนฐานะตนเองด้วยแรงกายและแรงใจอย่างมากทีเดียว ลองคิดถึงเจ้าของอู่แท็กซี่ดูซิครับ เมื่อยี่สิบปีก่อนนั้น เป็น “ เจ๊กดาวน์ ลาวผ่อน ” ตอนนี้กว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็น “ ลาวดาวน์ พี่น้องลาวผ่อน ” ครับ ทางเลือกที่สำคัญของคนชั้นกลางใหม่กลุ่มนี้ ได้แก่ ความต้องการได้รับการบริการจากรัฐที่แตกต่างออกไป เพราะเมื่อก่อนนั้น การบริการของรัฐจะจำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่มีรายได้สูงหรือข้าราชการเท่านั้น แต่หลังจากพวกเขาได้สร้างเนื้อสร้างตัวได้ระดับหนึ่งแล้ว พวกเขาเริ่มตระหนักว่าได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่มีความหมายต่อรัฐ พวกเขาจึงควรได้รับการบริการที่ดีขึ้นกว่าเดิม การสร้าง “ หลังพิง” ให้แก่คนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้ไม่ได้ทำให้คนชั้นกลางรุ่นเก่าเสียผลประโยชน์แต่ประการใด ในทางกลับกัน หากคนชั้นกลางใหม่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจมากขึ้น พวกเขาก็จะค่อยๆเลื่อนตนเองเข้าสู่ภาคการผลิตที่เป็นทางการและเข้ามาร่วมสร้างสรรค์ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของสังคม ซึ่งก็จะทำให้กลุ่มคนชั้นกลางเก่าได้รับผลประโยชน์ร่วมเพิ่มมากขึ้นไป ทางเลือกของคนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้จึงไม่ใช่การเปลี่ยนสังคมให้ผลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เพราะพวกเขาเองก็ตระหนักดีว่าชีวิตที่ดีกว่าเดิมของพวกเขารออยู่ข้างหน้าในสังคมนี้ ไม่ใช่สังคมที่เป็น “ สังคมนิยม” หรือ “สังคมเพ้อฝัน” อะไรทั้งสิ้น เพียงแต่พวกเขากำลังต้องการความเท่าเทียมจากการบริการจากรัฐเท่านั้นเอง หากเราเข้าใจในทางเลือกของคนชั้นกลางรุ่นใหม่นี้ พยายามให้กลไกอำนาจรัฐทุกระดับโปร่งใส และปฏิบัติต่อคนทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมไม่ลูบหน้าปะจมูก ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มก็จะลดลงทันที เราไม่มีทางที่จะแช่แข็งสังคมเอาไว้ให้อยู่ในระบบความสัมพันธ์ทางสังคมหรือความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบเดิมที่เคยจรรโลงความไม่เท่าเทียมไว้ได้ ความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นแล้วและได้กำลังก่อตัวแรงมากขึ้นเพี่อจัดความสัมพันธ์ทางสังคมและอำนาจกันใหม่ หากเราทั้งหมดต้องการจะนำพาสังคมให้ก้าวพ้นความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังปะทุอยู่นี้ ทางใดที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมและเสมอภาคก็จะต้องทำกันในเร็ววัน

Comments

เรียนตามตรง อ่านแค่ 3

เรียนตามตรง อ่านแค่ 3 วรรคแรก
ช่วงนี้รู้สึกว่าบทความที่เขียนมันมาทางเดียวกัน "เปิดใจ รับฟังคนอื่น ความรัก เห็นอกเห็นใจ"
ส่วนตัวอ่านเรื่องทำนองนี้มาหลายรอบ จนหลังๆมานี้ อ่านแค่ส่วนหัว กับท้ายๆ หรือไม่ก็สุ่มๆ อ่านเอา

สงสัยอย่างหนึ่งครับ คนที่เราต้องการจะสื่อไปถึงนะครับ เขาจะได้มีโอกาสมาอ่านหรือเปล่า
ผมเดาว่าอย่างมากที่สุด อาจจะมีคนไปบอกเขา(พวกเขา กลุ่มเป้าหมาย) บ้างว่า
ช่วงนี้มีคนรณรงค์ให้เห็นอกเห็นใจกันเข้าใจกัน

แต่ปัญหาที่ผมมองก็ คือ มันจะเป็นแค่การเขียนบทความ หรือ ผลิตข้อความ
เพื่อให้ชโลมจิตใจ เฉพาะพวกเดียวกันหรือไม่ โดยอีกฝากหนึ่งไม่ได้รับรู้อะไรกับเราด้วยเลย

อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เจ้

อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
เจ้าไปขัดขวางการทำมากินเหรอ ก็ไม่ใช่อีก เจ้าไม่ให้ปล่อยเงินกู้ให้ชาวบ้านเหรอก็ไม่ใช่อีก

ข่าวล่าสุด เรื่อง แผนที่ฟลัดเวย์ นี่ของร้อน สร้างความขัดแย้งสูง จะเอาไปทูลเกล้าถวายทำไม ตีข่าวเสียดังเลย อาจารย์จะอธิบายยังไงครับ

เรื่องชนชั้นกลางใหม่
มีมวลชนกลุ่มใหนเหรอครับ ที่ ต่อต้านการให้เงินกู้ยืมต่างๆ ต่อต้านการทำมาหากิน ต่อต้านการกินดีอยู่ดีของประชาชนเหมือนๆกัน
มันไม่มีไงครับ ที่เขาทำแค่ขอตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการทำงานการบริการเงินพวกนี้ ก็เท่านั้น อาจารย์ลากความไปเองใหมครับ

ทุกวันนี้ไอ้ชนชั้นกลางเก่าของอาจารย์ มันก็ยังเกาหัวแกรกๆ งุนงงสงสัยว่า ตัวเองไปต่อต้านการให้ความช่วยเหลือของรัฐและการทำมาหากินของชนชั้นกลางใหม่ตรงใหน แค่ไม่ให้แก้กฏหมายเกี่ยวกับเจ้าเท่านั้น

จะให้ดีอาจารย์ช่วยเชื่อมโยง การวิจารณ์เจ้า กับการทำมาหากิน ให้หน่อย
บอกเหตุผลประเภทเห็นชัดๆ ว่าถ้าวิจารณ์เจ้าได้ จะทำให้ชนชั้นกลางใหม่ลดต้นทุนการผลิตลง คุณภาพสินค้าและบริการดีขึ้น เพราะสามารถวิจารณ์บริษัทรถให้รับวางเงินดาว์นน้อยๆ ชนชั้นกลางใหม่ก็ถอยรถเพื่อให้บริการดีขึ้น ทั้งหมดนี้เกิดได้เพราะวิจารณ์เจ้าได้ อะไรเทือกนี้

อ่านแล้วรู้สึกว่าผู้เขียนบทคว

อ่านแล้วรู้สึกว่าผู้เขียนบทความและคนรอบข้างจะเป็นกังวลกับอนาคตของประเทศมาก
ลองคิดถึงตัวเองในมุมกลับว่า เราไม่กังวล แต่จะกังวลกับรัฐบาลที่จะเข้ามาในอนาคตข้างหน้ามากกว่า
และได้ตั้งคำถามว่า ทำไมเราถึงไม่กังวล ในขณะเดียวกันมีกลุ่มคนที่กังวลมากๆ
และเป็นพวกบนยอดสามเหลี่ยม ซึ่งมีความรู้ เศรษฐกิจดี มีชีวิตที่ดี
หลังวิกฤติน้ำท่วม เราได้พบคำตอบ อย่างนึกไม่ถึง
คือ เรื่องประสิทธิภาพการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะการณ์ต่างๆนั้นแตกต่างกันมาก
พวกคุณเป็นคนกรุงเทพฯ มีชีวิตในกรุงเทพฯ แบบคนกรุงเทพฯ ล้วนๆ
ส่วนเราเคยอยู่กรุงเทพฯ 25 ปีเต็ม ครึ่งชีวิต อีกส่วนเกิดและวัยเด็กที่ต่างจังหวัด และอยู่ ตปท แค่ 4 ปี
เราจึงเรียนรู้ถึงการปรับตัวและทำได้ได้ค่อนข้างดีมาก
ในต่างจังหวัด ต้องพบเห็นมีปฎิสัมพันธ์กับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ เช่น ชาวเขา ชาวบ้านที่พูดภาษาด้วย
สำเนียงแต่ละท้องถิ่น dialect แตกต่างกัน เป็นต้น
ความแตกต่าง เป็นแบบฝึกหัดชั้นดีให้คนต่างจังหวัด อาจรวมไปถึง สภาพภูมิประเทศแตกต่างมากมายด้วยจึงทำให้เราไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง และจะสามารถรับมือได้อย่างดีเยี่ยม
ส่วนคนกรุงเทพฯ ก็มีชีวิตในแบบที่คุณคุ้นเคยมาแต่ยังเด็ก
หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่คุณต้องรู้สึกกังวล
เห็นได้ชัดเจน ตอนน้ำท่วม คนกรุงจะ panic มาก และแสดงอาการตอบโต้อย่างรุนแรง
เมื่อมีข้อจำกัดจากธรรมชาติ
สิ่งที่เรากังวลมากกว่า คือ การมีรัฐบาลที่ไม่เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงและไม่รู้จักการปรับตัว
การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ แทบเหมือนลูกข่าง ห้ามไม่ได้
เพราะโลกจะเชื่อมโยงกัน
ด้วยประวัติศาสตร์และการปลูกฝัง โดยเฉพาะคนเกาะรัตนโกสินทร์ ตลอดจนปรัชญาวิธีการใช้ชีวิต
เช่น ประวัติศาสตร์มีบีดเบือน หรือเขียนขึ้นใหม่เพื่ออะไรก็ตามแต่ เด็กอ่านหนังสือน้อย อ่านแต่
ปวศ ไทย เท่าที่ครูสั่ง ไม่กี่เล่ม แม้ไม่กี่บทด้วยซ้ำ ทั้งทีจำเป็นต้องอ่าน ปวส ปท เพื่อนบ้าน ประกอบด้วย
ถูกผิด ตรงกันหรือไม่ ค่อยวิเคราะห์ตามเหตุและผล เพียงเพื่อให้เข้าใจ ปทไทย ได้ลึกที่สุด
คนไทยไม่ทำ เมื่อโลกเปลี่ยนตลอดเวลา ก็ตามไม่ทัน ไม่รู้จักตัวเอง และ ไม่เคยอ่านเรื่อง
ของคนอื่น ก็ไม่รู้จักคนอื่น และน่ากลัวถ้ายิ่งไปคิดว่า เราแน่กว่าคนอื่นๆ ดีกว่าคนอื่น จะเหมือนน้ำที่ปริ่มแก้ว และไม่มีที่ว่างให้เติมเต็มได้อีก
ส่วนคนต่างจังหวัด ไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัว และ การอยู่ร่วมกับความแตกต่างได้ ทั้งผู้คน ภูมิอากาศ จึงไม่ทำให้วิตกกังวล
จะกังวลมาก ถ้ามีรัฐบาลที่ไม่เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัว ยึดถือที่ตนเองเป็นหลัก โดยไม่รู้ว่า ตนเองมีจุดอ่อน หรืออาจคิดว่าตนเองแน่กว่าคนอื่น ดีกว่าคนอื่น การบริหารก็จะไม่ทั่วถึง
เมื่อเป็นเช่นนี้ อนาคตของประเทศไทย น่าจะต้องเป็นแนวนี้
1. ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง และต้องให้ฝ่ายที่มีคะแนนเสียงมากจัดตั้งรัฐบาลจนครบวาระ และมีการเลือกตั้งใหม่
2. ไม่มีรัฐประหาร เพราะไม่เคยช่วยประเทศชาติได้
3. คนกรุงฯ ต้องเรียนรู้การยอมรับคนต่างจังหวัด อย่านึกว่าตนนั้นฉลาดที่สุด ตอนน้ำท่วมเห็นเลยว่า ไม่จริง ตรงกันข้าม อย่างนึกไม่ถึง มี opened mind ยอมและรับฟังเสียงคนหมู่มาก
4. รัฐบาลที่ปรับตัวเก่ง จะบริหารประเทศได้ดีกว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาทั้งในประเทศและต่างประเทศ
5. มีจิตใจดีงาม จะพลอยทำให้คนรอบข้างมีความสุข แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง

การไม่รู้จักรากเหง้าที่แท้จริง ไม่ว่าจะเลิศหรูหรือกระจอกงอกง่อย จะทำให้เราไม่สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตนเองได้อย่างถูกจุด
เช่น คุณเรียนอ่อน ทั้งที่เห็นมีคนเรียนเก่งกว่า พ่อ-แม่คุณยัง'ปลอบประโลมว่า คนนั้นอาจรู้ข้อสอบหรือไม่ก็ซื้อของแพงๆทดแทนให้ตัดหน้าคนอืน แทนที่จะช่วยลูก บอกลูกว่า เขาเก่งจริงแต่เราจะสู้ใหม่ ตอนนี้เราสู้เขาไม่ได้จริงๆ และหาครูสอนพิเศษ หาหนังสือเพิ่ม เป็นต้น ให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ทำแทนลูก
หรือเอออวยไปแบบผิดวิธีการที่สร้างสรรค์

วันนี้

วันนี้ เป็นเพียงวันพรุ่งนี้ของวันวาน

ข้อยไม่กลัววันพรุ่งนี้

ห่วงอย่างเดียว

ห่วงว่า อนาคตของชาวไทยจะเป็นอย่างไร ถ้าพวกประชาธิปัตย์มีความประพฤติแบบนี้

Maximus wrote:วันนี้

[quote=Maximus]วันนี้ เป็นเพียงวันพรุ่งนี้ของวันวาน

ข้อยไม่กลัววันพรุ่งนี้

ห่วงอย่างเดียว

ห่วงว่า อนาคตของชาวไทยจะเป็นอย่างไร ถ้าพวกประชาธิปัตย์มีความประพฤติแบบนี้[/quote]

แดงว่าเจ้ายังฝากความหวังไว้กับประชาธิปัตย์ (เหมือนคนหลงรักเขาข้างเดียว)
แม่นบ่

ข้อยก็เคยฮักเปิ้น แต่บ่ได้ฮักจนหัวปักหัวปำ

ตอนนี้ เห็นอภิสิทธิ์แล้ว สงสารจัง
สภาพเธอเหมือนดังเทพบุตรตกลงมาในคอกหมูของข้อย เมื่อ 40 ปี ก่อน

(ตกลงมาตรงแอ่งขี้หมู พอดี้ พอดี)

นับวันประชาชนก็จะจับพวกอีแอบแ

นับวันประชาชนก็จะจับพวกอีแอบแก้ผ้าวันชิ้นสองชิ้น จับแก้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะหรือแต่ตัวล่อนจ่อน
แล้วจะรู้คำตอบว่า ประเทศไทยมันเป็นอย่างนี้นี้เอง พ่อแม่ปูย่าตายายบรรพบุรุษถึงได้จนซ้ำจนซาก
เพราะมัวแต่ทำนา รู้อย่างนี้จับจองเป็นเจ้าของที่ในกรุงเทพเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ลูกหลานชาวนาทั้ง
โครตก็คงจะรวยเหมื่อนพวกผู้ดีอายุ 20 - 30 ปีทุกวันนี้ ที่เกิดมาก็เป็นคุณหนู เพราะพ่อแม่รวยหาไว้ให้
หมดแล้ว แล้วคนในสนาม กทม. ลูกท่านเจ้าสัวทั้งรวยทั้งหล่อทั้งการศึกษาดี( ดีแต่กลวง) แต่หุงข้าวกินเองไม่ป็น อนาคตคลื่นลูกใหม่( อั๊ว) พวกนักข่าวสมองขี้เลื่อยเขายอกันเองในหมู่คนกรุงเทพ หรือที่เขาเรียกว่าผู้ดีเก่า...แต่ตีนไม่เคยติดดิน ความดีความเก่งที่มีก็แค่โฆษณาชวนเชื่อ

คนกรุงเทพฯ

คนกรุงเทพฯ ต้องยอมรับเสียทีเถอะว่าถ้าขาดพวกรากหญ้าแล้ว พวกท่านตายแน่ อย่างน้ำท่วมรถก็ไม่กล้าขับเอง ก็ได้พวกคนใช้ขับให้เพราะเป็นคนกรุงเทพฯจริง แต่ไม่รู้ว่าท่ออยู่ตรงไหนบ้าง

การก้าวข้ามของประเทศ ต้องยอมรับกันทุกภาคส่วน เช่น ยอมรับความคิดอ่านของกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยอมรับเถอะว่ากลุ่มคนรากหญ้ามีทั้งคนรวยล้นฟ้า คนจนติดดิน คนมีความรู้สูง และคนมีความรู้ต่ำแต่ไม่ไร้ฝีมือ เขาเหล่านี้พร้อมที่จะนำพาประเทศผ่านพ้นไปได้ ขออย่าขัดขาขัดแข้งกันเกินไปนัก ให้โอกาสเต็มห้วงเวลา ๔ ปี ในการบิหารจัดการ ถ้าไม่ดีถูกเปลี่ยนแน่นอน ขอให้ซาบซึ้งเถอะว่าเงินเขาเอา เหล้าเขากิน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

คนบ้านนอก

[quote=คนบ้านนอก]นับวันประชาชนก็จะจับพวกอีแอบแก้ผ้าวันชิ้นสองชิ้น จับแก้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะหรือแต่ตัวล่อนจ่อน
แล้วจะรู้คำตอบว่า ประเทศไทยมันเป็นอย่างนี้นี้เอง พ่อแม่ปูย่าตายายบรรพบุรุษถึงได้จนซ้ำจนซาก
เพราะมัวแต่ทำนา รู้อย่างนี้จับจองเป็นเจ้าของที่ในกรุงเทพเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ลูกหลานชาวนาทั้ง
โครตก็คงจะรวยเหมื่อนพวกผู้ดีอายุ 20 - 30 ปีทุกวันนี้ ที่เกิดมาก็เป็นคุณหนู เพราะพ่อแม่รวยหาไว้ให้
หมดแล้ว แล้วคนในสนาม กทม. ลูกท่านเจ้าสัวทั้งรวยทั้งหล่อทั้งการศึกษาดี( ดีแต่กลวง) แต่หุงข้าวกินเองไม่ป็น อนาคตคลื่นลูกใหม่( อั๊ว) พวกนักข่าวสมองขี้เลื่อยเขายอกันเองในหมู่คนกรุงเทพ หรือที่เขาเรียกว่าผู้ดีเก่า...แต่ตีนไม่เคยติดดิน ความดีความเก่งที่มีก็แค่โฆษณาชวนเชื่อ[/quote]

ชอบคะ กด like ล้านครั้ง

สงสารนะแต่งตัวหล่อสวย

สงสารนะแต่งตัวหล่อสวย การศึกษาดี ทีว่ากลวงน่าจะจริง คนรอบนอกเขาอยู่ท่ามกลางน้ำท่วมนานสามเดือน หรือเป็นปีเขาอยู่ได้