"เผาป่าเพื่อหาผักหวานและเห็ดเผาะ" ตัวการขัดขวางกระบวนการเป็นประชาธิปไตย

ชุดความรู้คำอธิบายต่อปัญหา “หมอกและควัน” ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีของทุกปี มักจะมีคำอธิบายเดิมๆ ซ้ำๆ เช่นไฟป่าตามธรรมชาติ[1] ไฟจากน้ำมือมนุษย์ และแน่นอนว่าปรากฏการณ์ไฟจากน้ำมือมนุษย์น่าจะเป็นชุดความรู้คำอธิบายที่ เกิดขึ้นหลังจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ชนบท ซึ่งอย่างน้อยก็เข้มข้นและหนักหน่วงขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา[2] ชุดความรู้คำอธิบายจากช่วงเวลาดังดังกล่าวก็อาจมาจาก “วาทกรรมการพัฒนา”[3] ด้วย ที่ได้จัดวางตำแหน่งแห่งที่ให้ผู้คนในสังคมเป็น 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่ม “คนในเมือง” ซึ่งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมหรือพื้นที่เจริญกว่าคนอีกกลุ่มคือ “คนชนบท” ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่เกษตรกรรม

ภาคเหนือและภาคอีสานกลายเป็นพื้นที่ๆ ถูกจัดวางไว้ในเขตชนบท แม้ว่าปัจจุบันชนบทจะเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วก็ตาม แต่ในจินตนาการของ “คนชั้นกลางในเมือง” ชนบทก็ยังเป็นชนบทแบบในละครอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ในความเป็นจริงถึงแม้ว่าพื้นที่ในภาคเหนือและภาคอีสานจะเป็นเขตเกษตรกรรม แต่ก็ไม่ใช่การทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม (ที่ทำเพื่อยังชีพ) เพราะพวกเขาที่เป็นเกษตรกรจะต้องข้องเกี่ยวกับทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระบวนการผลิตทุกขั้นตอนต้องคำนวณต้นทุนอย่างเป็นระบบ และอีกอย่าง พืชเงินสด (cash crops) ทั้งหลาย ที่ปลูกกันในภาคเหนือภาคอีสานก็เป็นพืชเศรษฐกิจที่สะท้อนความต้องการบริโภค แบบสังคมสมัยใหม่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในการผลิตโปรตีนจากสัตว์ และน้ำตาลก็เป็นพืชที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตอาหารอีกหลากหลายชนิดที่ ตอบสนองต่อความต้องการการบริโภคแบบสมัยใหม่ เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงบอกได้ว่าภาคเหนือและภาคอีสานคือพื้นที่รองรับการ ผลิตอาหารเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของ “คนในเมือง” ที่ไม่สามารถผลิตอาหารเองได้

“การเผา” เพื่อผลิตพืชเงินสดทั้งหลาย ก็เป็นหนึ่งในกระบวนการตอบสนองการบริโภคแบบสังคมสมัยใหม่ที่คำนวณต้นทุนการ ผลิตอย่างดีแล้วว่า “คุ้มค่า” มากที่สุด อย่างน้อยก็ในระบบคิดของเกษตรกรซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับระบบคิดของนัก เศรษฐศาสตร์ทั่วไป

“คนชั้นกลางในเมือง” ที่อ่อนไหวต่อปัญหานี้ตามหลักสากล หรือไม่ก็อ่อนไหวเพราะรู้สึกว่าขาดแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมไป 2 พื้นที่ หรือพวกเขาแกล้งลืมไปว่าพวกเขาก็เป็นต้นตอของปัญหา ซึ่งพวกเขาเป็นแหล่งกำเนิดของอุปสงค์ต่อสินค้าที่สนองตอบต่อรูปแบบการบริโภค สมัยใหม่ จึงทำให้พวกเขาหลับหูหลับตาและเชื่อว่าสาเหตุหลักของการเกิดหมอกควันคือเป็น เพราะชาวบ้าน “เผาป่าเพื่อหาผักหวานและเห็ดเผาะ” ว่าเป็นสาเหตุหลัก

“เผาป่าเพื่อหาผักหวานและเห็ดเผาะ” ช่างเป็นคำอธิบายถึงสาเหตุควันไฟที่ดูถูกวิถีชีวิตของคนเหนือและอีสานจริงๆ ในที่นี้ไม่แน่ใจว่าคำกล่าวอ้างนั้นเป็นจริงหรือไม่ แต่ดูโดยเหตุผลแล้วมันไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดหมอกควันได้เลย เพราะจากรูปที่1 ภาพถ่ายแสดงพื้นที่ไฟป่าปีพ.ศ.2545 – 2550

รูปที่ 1 ภาพถ่ายแสดงพื้นที่ไฟป่าปี พ.ศ.2545 – 2550[4]

 

จากรูปที่ 1 แสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาเดียวในระยะเวลาห่างกัน 5 ปีการเกิดไฟป่ากินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างมากจากปีพ.ศ.2545 – 2550 จึงทำให้เกิดคำถามว่า ในเมื่อสังคมใน 5 ปีมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การบริโภคแบบสมัยใหม่ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น แล้วการบริโภคในรูปแบบสมัยใหม่เข้มข้นขึ้นมันจะกระตุ้นอุปสงค์ต่อของป่า อย่างผักหวานและเห็ดเผาะให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร? จนทำให้ชาวบ้านเกษตรกรซึ่งก็มีรูปแบบการผลิตที่ใช้ทุนเข้มข้นขึ้นทุกวัน รู้สึกว่าการเผาเพื่อหาของป่านอกฤดูทำนามันคุ้มค่าได้อย่างไรในเมื่ออุปสงค์ ต่อรูปแบบการบริโภคสมัยใหม่เพิ่มขึ้น? คำตอบในขั้นต้นคือ อุปสงค์ต่อของป่าน่าจะลดลงตามความเปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทไปสู่สังคมเมือง ดังนั้น เผาป่าเพื่อหาผักหวานและเห็ดเผาะ” จึงไม่น่าจะใช่สาเหตุหลักแน่นอน แต่การเผาเพื่อผลิตพืชเงินสดเช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อยยังจะฟังมีเหตุผล มากกว่า

ดังนั้นจึงเกิดคำถามตามมาว่า แล้วทำไมคำอธิบายว่า เผา ป่าเพื่อหาผักหวานและเห็ดเผาะ” เป็นสาเหตุหลักของหมอกควันในปีพ.ศ.2555 จึงยังคงมีน้ำหนักอยู่? ดังเช่นคำอธิบายที่มาจากเจ้าหน้าที่รัฐ เช่นจากแหล่งข่าวหนึ่งว่า

อธิบดีกรมคบคุมมลพิษชี้สาเหตุคนเผาป่าภาคเหนือเพื่อหาเห็ดเผาะ และเก็บผักหวาน หากไม่เผาผักหวานจะไม่แตกยอด เผยปัญหาหมอกควันเริ่มลดลง แต่นิ่งนอนใจไม่ได้ กำชับผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดกวดขันเต็มที่[5]

ข้อความจากแหล่งข่าวดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคำอธิบายเผา ป่าเพื่อหาผักหวานและเห็ดเผาะ” อาจเกิดขึ้นในหัวของเจ้าหน้าที่รัฐหรือเป็นสมมติฐานเบื้องต้นที่เชื่ออย่าง สนิทใจว่าชาวบ้านเกษตรกรเป็นตัวปัญหาเนื่องจากพวกเขาไม่มีความรู้เรื่องสิ่ง แวดล้อม ไม่มีความรู้ในเรื่องการเกษตร และไม่คิดถึงผู้อื่นหรือคิดแต่ผลประโยชน์ระยะสั้นเป็นต้นดังข้อความจากแหล่ง ข่าวหนึ่งดังนี้

“…มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันไฟป่าในเขต ภาคเหนือมาให้ความรู้ว่า สาเหตุที่เกิดไฟไหม้ป่าหลายจุดทั่วไปในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง มีสาเหตุหนึ่งที่เป็นสาเหตุหลักมาจากคนท้องถิ่นบุคคลเหล่านี้ทำมาหากินอยู่กับการทำไร่ทำนาที่ติดกับป่าเขา เมื่อหมดหน้าไร่นาย่างเข้าสู่ฤดูแล้ง คนเหล่านี้จะออกหาของป่ามาขายอย่าง หนึ่งที่ชาวบ้านต้องการคือยอด ผักหวาน ที่เกิดขึ้นตามความเชื่อของชาวบ้าน คือภายหลังจากไฟไหม้ป่า... แต่ในความเป็นจริงนั้นเจ้าหน้าที่ป่าไม้บอกว่าแม้ไม่มีไฟไหม้ป่าผักหวานก็ ถอดยอดเมื่อมีฝนตกหลังฤดูแล้งอยู่ดี แต่ความรู้นี้บอกให้ตายก็ยังถอนความเชื่อผิดๆ ออกจาสมองชาวบ้านไม่ได้ จนเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไม่รู้จะทำยังไง ก็ได้แต่ระวังป้องกันและให้ความรู้กันต่อไปจนกว่าความรู้เรื่องผลเสียหายของ การเผาป่าจะเป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน…”[6]

ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะทำลายความเชื่ออัน หนัก แน่น” ดังกล่าวได้ ยิ่งคำอธิบายนั้นๆ ออกมาจากปากของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นผู้ที่มี “ความรู้” และ “ใกล้ชิดกับปัญหา” นอกจากนั้นคำอธิบายในหัวของ “คนชั้นกลางในเมือง” พวกเขาก็ยิ่งเชื่ออย่างสนิทใจว่า พวกคนชนบทชอบเผา เมื่อผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองในเดือนพฤษภาคมปีพ.ศ.2553 ที่มีเหตุการณ์เผากลางเมือง ด้วยอารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจต่อคนชนบทเดิมที่มีอยู่แล้วว่าเป็นพวก “โง่ จน เจ็บ” ป่าเถื่อน และ ไร้ “วุฒิภาวะทางการเมือง” ก็ยิ่งทำให้พวกเขาพร้อมที่จะโยนความผิดให้กับคนเหนือและอีสานว่าเป็นสาเหตุ ของมลพิษทางอากาศ

ประกอบกับหลังการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคมปี พ.ศ.2554 ได้มีการแสดงความคิดเห็นในเครือข่ายเฟสบุคของนักศึกษาระดับปริญญาเอกคนหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษต่อผลการเลือกตั้งผ่านรูปภาพเปรียบ เทียบระหว่าง GDP ต่อหัว หรือ (GDP per capita) กับจำนวนที่นั่ง ส.ส. ที่ได้รับเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคมปีพ.ศ.2554 ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ที่นั่ง ส.ส.เป็นเสียงข้างมากดังรูปที่2 GDP ต่อหัวเปรียบเทียบกับจำนวนที่จำนวนที่นั่ง ส.ส. (หมายเหตุ: สีแดงคือพรรคเพื่อไทย สีฟ้าคือพรรคประชาธิปัตย์ และสีน้ำเงินเข้มคือพรรคภูมิใจไทย)

 

รูปที่ 2 GDP ต่อหัวเปรียบเทียบกับจำนวนที่จำนวนที่นั่ง ส.ส.[7]

จากรูปที่ 2 จะเห็นได้ว่าพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยเท่ากับพื้นที่ๆ มี GDP ต่อ หัวต่ำ นั่นก็คือพื้นที่ภาคเหนือกับภาคอีสาน หากนำรูปที่1 กับรูปที่2 มาเทียบกันก็จะเห็นว่าพื้นที่ๆ เกิดไฟป่ากับพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยคือพื้นที่ๆ เดียวกัน จึงทำให้มีถ้อยคำแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ดของเสรีไทย (webboard.serithai.net) ในหัวข้อชื่อกระทู้ เชียงใหม่ วันนี้” โดย 1[8] 26 กุมภาพันธ์ 2555 20:07 ซึ่งมีคำอธิบายเกี่ยวกับหมอกควันเชื่อมโยงกับ “อคติทางการเมือง” เข้าด้วยกันดังข้อความที่จะยกมาต่อไปนี้

“1 : พอดีมีธุระด่วนที่เชียงใหม่ เกี่ยวกับผักของโครงการ ได้เห็นสภาพของป่าไม้ นั่งดื่มกาแฟกับเพื่อนที่ริมเขื่อนแม่กวง เห็นไฟไหม้ป่า จึงถามมันว่าไฟมาจากไหน ชาวบ้านเผา เพราะต้องการให้หวานมันแตกยอด เพราะคิดอย่างนี้จึงเลือกทักษิณ... คิดแต่ผลประโยชน์สั้นๆ วันนี้ แต่วันหน้าต้องแลกกับอะไรไม่สนใจ  

1 : ชาวบ้านอีสานก็คิดเหมือนกัน ป่าสงวนที่เป็นป่าเต็งรังที่ชาวบ้านเข้าถึงโดนเผาก็เพราะเหตุผลนี้ ต้นไม้ในป่าเต็งรับโดนไฟลวกจะใบร่วงแล้วแตกใบใหม่ ไม้พื้นล่างของป่า ส่วนใหญ่จะเป็นต้นเพ็ก (เหมือนต้นไผ่แต่สูงประมาณเอว) พอไหม้เตียนแล้วจะเดินหาของป่าสะดวก

2 : ตายห่ายกจังหวัดเลยก็ได้ครับ ผมจำได้ม่ะเหตุการณ์เผาเมือง ผมเรียนอยู่เค้าเดินถือขวดเอ็ม 150 มาพร้อมน้ำมัน มาหน้าตึกเรียนพิเศษแล้วยามถามว่ามาจากไหนกันเนี๊ย เค้าบอกว่ามาไกลจากเชียงใหม่แน่ะ เค้าบอกว่ามาเพื่อความยุติธรรม ผมล่ะเห้อสมองเน้อ สมอง

3 : แรงไปครับ อย่างเหมารวมดิครับเชียงใหม่ฉลาดๆ ก็มีนะครับ

4 : แดงควายเยอะ ถนัดเรื่องเดียว เรื่องเผา อ้ายโปก อยากตาย

1 : ไม่เป็นไร เดี๋ยวพ่อแม้วเนรมิตทีมบอลเชียงใหม่ให้ (ทั้งที่มันทำแมนซิร่อแร่ คิดดู) ไม่เป็นไร เดี๋ยวพ่อแม้วโยกเงินมาลงทุนรถไฟไปเมืองจีนให้ (ระวังจะเหมือนโครงการถมทะเล ป่านนี้ไปลงหลุมไหนแล้วล่ะ) ไม่เป็นไร เดี๋ยวพ่อแม้วจะสร้างความเจริญทดแทนให้ (ทุ้ยยยย) เบื่อจะเคลียร์ อ่อนเพลียจะพูด หน้าผมเป็นตรูดทุกครั้งที่พูดถึงไอ้แม้วมัน

5 : ต้องขอโทษคนเหนือที่ยังเป็นคนอยู่ ผมและครอบครัวหลงใหลเชียงใหม่และภาคเหนือ ปีหนึ่งๆ ต้องไปไม่ต่ำกว่าสี่ครั้ง แต่ละครั้งจะพักหลายวันเพราะมีที่พักดีๆ เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอด ตั้งแต่ปีที่แล้วไม่ได้ไปเลย เพราะไม่ชอบแนวความคิดนิยมเผาบ้านเผาเมืองและเห็นการจาบจ้วงสถาบันฯ อย่างเปิดเผย คนที่เคยหลงใหลภาคเหนือเป็นเหมือนผมหลายคน คงมีคนนิยมเผาฯ หลายคนพูดว่าไม่เห็นต้องง้อให้ผมไปเที่ยวเชียงใหม่เลย ซึ่งผมก็ว่าไม่ผิดอะไรเพราะเป็นท้องที่ของท่าน แต่ที่อยากจะฝากบอกคือเงินที่มันได้มาง่ายๆ มักหมดเร็ว ไม่ว่าจะมีบางตระกูลหยิบยื่นให้เพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า หรือการลงทุนเผาป่าให้ได้ผักหวานและให้เดินเข้าไปเก็บของป่าโดยสะดวกที่จะ หมดไปพร้อมเงินคือความรู้ผิดชอบชั่วดี ถึงตอนนั้นจะไม่มีใครสงสารเห็นใจ”[9]

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าแม้แต่คำอธิบายที่ว่า เผา ป่าเพื่อหาผักหวานและเห็ดเผาะ” ก็ได้กลายเป็นสาเหตุหลักของหมอกควันซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกเหยียดหยามราว กับว่าประเทศเรายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชีวิตหาของป่าล่าสัตว์ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และนอกจากนั้นคนกลุ่มดังกล่าวยังเป็นฐานเสียงให้กับพรรคการเมืองที่พวกเขา (คนชั้นกลางในเมือง) “ไม่รัก

อคติทางการเมืองเหล่านี้ใช่หรือไม่? ที่ทำให้เรายังไม่เข้าใจกันและเป็นตัวการณ์สำคัญในการกลบเกลื่อนปัญหาที่แท้ จริงของหมอกควันอันจะทำให้ภาครัฐและสังคมเข้าใจและร่วมกันแก้ปัญหาอย่างตรง จุด อีกทั้งปัญหาหมอกควันจากการชุดความรู้คำอธิบาย “เผาป่าเพื่อหาผัก หวานและเห็ดเผาะ” ยังเป็นคำอธิบายที่ตลกร้ายซ่อนนัยขัดขวางความเป็นประชาธิปไตยซึ่งควรจะเป็น สังคมที่มนุษย์มองมนุษย์ด้วยกันอย่างมีคุณค่าเท่าเทียม


[1] เป็น หนึ่งในสาเหตุสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากสภาพอากาศในช่วงต้นปีค่อนข้างจะแห้ง ประกอบกับป่าไม้สะสมเชื้อเพลิงไว้ในตัวเองในระดับ แต่สาเหตุนี้เหมือนกับว่าถูกลืมไป และถูกกลบเกลื่อนด้วยคำอธิบาย “เผาป่าเพื่อหาผักหวานและเห็ดเผาะ”
[2] โปรดดู ผาสุก พงษ์ไพจิตร คริส เบเคอร์. เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ. เชียงใหม่: ซิลค์วอร์ม. 2546, หน้า 65 ตารางแสดงเนื้อที่ปลูกพืชไร่แยกรายภาคปีพ.ศ.2493 – 2542 แสดงให้เห็นว่าการขยายตัวของเนื้อที่ปลูกไร่เช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และปลูก อ้อยในภาคเหนือและภาคอีสาน ขยายตัวในอัตราที่ก้าวหน้าหากเทียบกับภาคอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ฤดูกาลผลิตปีพ.ศ.2523/2524 เป็นต้นมาถึงปีพ.ศ.2542 ในที่นี้ไม่มีตัวเลขใกล้เคียงกับปัจจุบันแต่คาดว่าอาจมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น
[3] วาท กรรมการพัฒนาของไทยเกิดขึ้นในทศวรรษ 2500 เป็นต้น ซึ่งมีผู้ผลิตคำอธิบายและเริ่มจัดวางตำแหน่งแห่งที่ให้กับคนในสังคมเป็น 2 กลุ่มดังกล่าวคือพระยาอนุมานราชธนวิเคราะห์จากงาน สายชล สัตยานุรักษ์. ประวัติศาสตร์วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทยของปัญญาชน (พ.ศ.2435-2535). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ สกว. 2550, หน้า 309 - 455
[4] ไฟมา-ป่าหมด ไฟป่าปี 50 รุนแรงที่สุด...มีหลักฐาน [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา http://www.gotoknow.org/blogs/posts/84281 (3 มีนาคม 2555)
[5] แฉสาเหตุใหญ่เผาป่าภาคเหนือหวังหาเห็ด-ผักหวาน (จริงไหมครับ?) [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา Chttp://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=191754.0 (3 มีนาคม 2555)
[6] ฤาจะเผาป่าเพียงเพราะให้ได้ผักหวาน !!!! [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=409798 (3 มีนาคม 2555)
[7] จาก เฟสบุคของนักศึกษาระดับปริญญาเอกคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศ อังกฤษ ซึ่งเป็นการแชร์ลิงค์กันหลังผลการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 3 กรกฎาคมปีพ.ศ.2554
[8] นามสมมติ
[9] เชียงใหม่ วันนี้ [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา เสรีไทย (3 มีนาคม 2555)

Comments

ผมก็เคยตั้งคำถามต่อประเด็นนี้

ผมก็เคยตั้งคำถามต่อประเด็นนี้มานานแล้วเหมือนกันว่าสาเหตุที่แท้จริงจากปัญหาวิกฤตหมอกควันในล้านนา ปัญหาหลักไม่ได้มาจากกิจกรรมการเผาที่เป็นเรื่องของวิถีชีวิตของสังคมท้องถิ่นอย่างแน่นอน เพราะกิจกรรมการเผาตามวิถีชีวิตชนถิ่นนี้เขากระทำกันมานแล้ว ตั้งแต่สมัยก่อนของพ่อแม่ของคุณตาคุณยายของคุณทวดพวกคุณเสียอีก แต่ทำไมเพิ่งจะมาส่งผลกระทบรุนแรงเอาในช่วงห้าหกปีที่ผ่านมานี้เองล่ะ!!!

เผาป่าในภาคเหนือ

เผาป่าในภาคเหนือ ไม่เกี่ยวการเมือง
เผาถ่าน เผาใบไม้หญ้าฟางกิ่งไม้ในภาคอิสาน ไม่เกี่ยวการเมือง
เป็นสิ่งที่ทำกันมาเรื่อย

คนทำไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อน
กฎหมายไม่เห็นมี
ท้องถิ่นทุกที่แก้ไขเองไม่ได้ ได้แต่ขอความร่วมมือ
เขาเผาถ่านได้กองละพันกว่าบาท เดือดร้อนทั้งหมู่บ้าน
ไม่มีใครทำอะไรได้

บางทีผมก็ดีใจที่ปัญหามันลุกลามไปทั่วประเทศ
เมืองไทยรวมศูนย์อำนาจ ปัญหาอะไรที่ไม่ใหญ่ระดับชาติคุณจะไม่ได้รับการแก้ไข
บางเรื่องต้องปล่อยให้ชาวบ้านฆ่ากันตาย เพราะท้องถิ่นแก้ไขอะไรไม่ได้

ในฐานะที่ดิฉันเป็นคนจุดประกาย

ในฐานะที่ดิฉันเป็นคนจุดประกายให้มีการแก้ไขเรื่องคุณภาพอากาศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ทำวิจัยและรณรงค์อย่างเข้มข้นมาในช่วง พ.ศ. 2547-2550 ขอชี้แจง เืพื่อให้เข้าใจโดยทั่วกัน ดังนี้

ในอดีต มีการเผาในที่โล่งทั้งในเมืองและชนบท แต่ตอนนี้ การเผาในเขตเทศบาลต่างๆนับว่าดีขึ้นมาก
เพราะมีการออกเทศบัญญัติ ปรับและดำเนินคดีผู้เผาขยะ และใบไม้กิงไม้ในเขตเมือง

เมื่อ พ.ศ. 2548 มีคนพยายามเผาป่าแถวแม่เหียะ เืพื่อให้เป็นป่าเสื่อมโทรม จะได้ขอเอกสารสิทธิ์ได้ง่าย ซึ่งไม่แน่ใจว่า เป็นออเดอร์ของใครหรือเปล่า และปีก่อนหน้านั้น มีชายคนหนึ่ง อยากจับเขียดแลว จึงเผาป่าดอยสุเทพเสียโชติช่วง

แต่ยังมีปัญหาการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่ชนบท ไม่ใช่เฉพาะในเชียงใหม่และภาคเหนือ
ในปีนี้ มีการเผาในภาคเหนือตอนล่าง เช่น ที่กำแพงเพชร จำนวนกว้าง เคยมีกรณีที่พิษณุโลเผาพื้นที่เกษตรจำนวนหลายร้อยไร่ใช้เวลา 3 วันกว่าหมอกควันจะลอยมาถึงเชียงใหม่ ถ้าดู hot spot ในช่วงเวลานี้ (ข้อมูลที่ใช้ พ.ศ. 2550 เก่ามากไป) จะเห็นจุดสีแดงทั้งในและนอกประเทศ จุดนี้ กินพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร คิดดูก็แล้วกันว่าื เป็นพื้นที่มากมายมหาศาลเพียงใดที่ถูกเผาทำลาย

บริเวณชายขอบของประเทศก็มีการเผาอย่างดุเดือด เหตุการณ์นี้เริ่มรุนแรงขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 เมื่อมีการรณรงค์ให้ปลูกพืชน้ำมันเืพื่อทำไบโอดีเซล ผู้ประกอบการชาวไทย (ไม่รู้ว่าสังกัดพรรคไหน แต่เป็นบริษัทใหญ่มาก) ก็ไปส่งเสริมให้คนในชนบท และเพื่อนบ้าน ทั้งพม่าและลาวเผาป่า เปิดพื้นที่เืพื่อปลูกพืชน้ำมัน

รัฐบาลพม่าเองก็ส่งเสริมให้ปลูกสบู่ดำ เส้นทางจากแม่สายถึงเชียงตุง (บริเวณอื่นๆคงมีอีก แต่ไม่ได้ไปเห็นกับตา) จึงมีแต่ร่องรอยของการเผาป่าเพื่อเปิดพื้นที่ ทั้งหมดนี้ เืพื่อสนองความต้งอการของผู้ดีในเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ขับรถยนต์ และคิดว่าตัวเอง "สีเขียว" (Green) เสียเต็มที่ ในการหันมาใช้แกสโซฮอล หรือไบโอดีเซล แต่หารู้ไม่ว่า ตนเป็นผู้เร่งให้มีการทำลายสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆมากมาย

การเผาในพื้นที่ป่า อาจมาจากความสะเพร่าของคนในเมืองเองก็ได้ เมื่อหลายวันก่อน มีรายงานว่า เกิดไฟไหม้กองใบไม้บริเวณหลังคณะสื่อสารมวลชน ใน มช กว่้าเจ้าหน้าที่จะไปดับไฟใช้เวลานานมาก ไฟลุกลามขึ้นไปบนดอย กว่าจะดับ ใช้เวลา 3 วัน ทำให้เมืองเชียงใหม่ทั้งเมืองเต็มไปด้วยหมอกควัน

แต่ที่เกิดขึ้นทุกปี และมีคนตั้งข้อสังเกตก็คือ มีการเผาเื่พอให้ได้งบดำเนินการ ไปทางแม่ริม เชียงดาว ฝาง ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน พื้นที่ที่ถูกเผาบางทีอยู่ข้างถนน ซึ่งไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่กันไฟ เพราะมีถนนกันอยู่แล้ว แต่จะถูกเผานานมาก และดูชั้นความสูงของพื้นที่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ที่ผักหวานกับเห็ดถอบจะขึ้นได้ ดังนั้นการกล่าวหาชาวบ้านเรื่องเผาเอาเห็ดเอาหน่อในขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์
เพราะเมื่อกลางเดือนที่แล้ว ไปฝาง มีการเผาทั้งวันทั้งคืน เห็นอนาคตชัดเจนว่า ต่อไปคงเป็นสวนส้ม เพราะละแวกนั้นเป็นสวนส้มหมด ไม่มีเห็ดถอบให้เก็บแน่นนอน

อย่างไรก็ดี เราปฏิเสธไม่ได้ว่า การเผาเอาเห็ดเอาผักหวานนั้นมีจริง แต่เป็นระดับชั้นความสูงที่ไม่มาก เป็นลักษณะป่าแพะ ไม่ใช่ป่าทึบ เขาไม่ได้เผาเืพื่อให้เห็ดขึ้น แต่เพื่อเข้าไปเก็บง่าย เพราะพื้นที่โล่งดี แต่เนื่องจากเห็ดมีราคาแพง จะเผาเฉพาะแห่งก็จะเป็นที่สังเกตของคนอื่น จึงเผาเป็นบริเวณกว้าง เราอย่าทำเป็นว่าเหตุการณ์อย่างนี้ไม่มีเลย เมื่อมันเป็นอย่างนี้ ก็เป็นหน้าที่ที่คนในเมืองต้องหาทางเพาะเห็ดถอบให้ได้ จะได้ไม่ต้องไปคอยของป่า

การเผาป่าเพื่อทำเกษตรของชาวบ้านก็ไม่ใช่ไม่มี แต่เขาจะเผาเมื่อฝนเริ่มโปรยแล้ว เพราะถ้าเผาตอนหน้าแล้งก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น ก่อนจะประนามชาวบ้านก็ต้องหาข้อเท็จจริงให้แน่ชัดก่อน ไม่ใช่เหมารวม

แต่ที่แน่ๆ มลพิษทางอากาศ ซึ่งสะสมเป็นหมอกควันเวลานี้ มาจากการเดินทางด้วยเครื่องบินจำนวนมาก ที่ร่อนลงเชียงใหม่ และเมืองอื่นๆในภาคเหนือ หากจะช่วยกันลดปัญหา ก็งดการมาเถอะค่ะ ข้าราชการ และนักการเืมือง ทั้งหลายก็ไม่ต้องมาช่วงนี้บ่อยหรอกค่ะ มาทำให้ปัญหาเพิ่มเปล่าๆ

องค์กรที่รับงบมารณรงค์เพื่อแก้ปัญหา ก็กรุณาทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพนะคะ มันมาจากภาษีของประชาชนทั้งนั้น และโปรดจำไว้ว่า ทุกลมหายใจเข้าออกของพวกเรา ก็ถูกบั่นทอนให้อายุสั้นลงจากมลพิษเหล่านี้แหละค่ะ

ในฐานะคนที่เคยไปทำงานอยู่ในพื

ในฐานะคนที่เคยไปทำงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ผมไม่เคยเห็นการจุดไฟเผาป่าด้วยตาของตนเอง แต่มันทำให้เกิดปัญหาหลายๆอย่างตามมาเช่น เครื่องบินไม่สามารถขึ้นลงได้ เป็นสาเหตุของโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และสภาพอากาศที่แย่มากๆ จังหวัดได้ขอร้องให้ประชาชนงดจุดไฟเผาหญ้าแห้ง ขยะตามบ้านเรือน แต่ไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าสาเหตุหนึ่ง เกิกจากการเผาเพื่อทำให้สภาพป่าเกิดการเสื่อมโทรม และนำไปสู่การขอออกเอกสารสิทธิ์เพื่อขายต่อให้นายทุนมาทำเป็นรีสอร์ท หากเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าหน้าที่ของรัฐก็น่าจะมีส่วนทำให้เกิดการเผาป่าทางอ้อมด้วยนะ

เฮ้อ...นึกว่าจะมีอะไรใหม่ๆ

เฮ้อ...นึกว่าจะมีอะไรใหม่ๆ แต่เขียนด้วยสมมติฐานหรือ "อคติ" ที่ตั้งอยู่ำบนฐานความเชื่อว่าชนชั้นกลางในเมืองนั้น "เหยียดถิ่น-เหยียดชาวบ้าน" ที่หาอยู่หากินตามท้องนาป่าดอยป่าแทบทั้งนั้น

อันที่จริงคนเชียงใหม่โดยทั่วไปเขาก็รับรู้กันอยู่แล้วว่าชาวบ้านก็เผากันเป็นปกติมาแต่โบร่ำโบราณแล้ว และเขาก็ทราบด้วยว่าที่มีหมอกควันมากมันไม่ได้มาจากการเผาป่าหาเห็ดถอบ แต่มาจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรมากกว่า ที่เริ่มหนักขึ้นก็ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ จนต้นปี 50 หนักที่สุด เหตุผลก็คงเป็นอย่างผู้เขียนอธิบายเรื่องการขยายตัวของระบบการผลิตพืชเชิงพาณิชย์ แต่ถ้าพยายามไปโยงมิติทางการเมืองมากไป ผมเกรงว่ามันจะทำให้ท่านตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาด ทำให้วิเคราะห์เรื่องนี้ผิดพลาด จึงนำไปสู่บทสรุปที่ผิดพลาดไปด้วย

ผมจึงอยากรู้ว่าจริงๆ แล้วมีใครบ้างที่ชอบโทษว่าหมอกควันมาจากการเผาป่าหาเห็ดถอบ นอกจากที่ยกเอาคำพูดของหัวหน้าหน่วยงานราชการบางส่วน แล้วก็วาทะบนบอร์ดของคนไม่กี่คนมาเหมารวมว่านี่เป็นตัวแทนชุดความคิดของ "ชนชั้นกลางในเมือง" ซึ่งผมสันนิษฐานว่าผู้เขียนหมายถึงชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่แห่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฐานเสียงหรือมีความคิดเห็นตรงข้ามพรรครบ. แต่ถ้าหมายถึงชนชั้นกลางในเมืองเชียงใหม่หรือเมืองในภาคเหนือ คำอธิบายของผู้เขียนไม่น่าจะใช้ได้ โดยเฉพาะคนใน(เวียง)เชียงใหม่ เขารับรู้ปัญหานี้มานานมากแล้ว ถ้าท่านจะลองไปติดตามงานเขียนของอ.ดวงจันทร์และกลุ่มของอาจารย์ฯ ที่พยายามติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ท่านอาจจะเข้าใจมากกว่านี้ จนถึงขั้นที่ว่าบทความชิ้นนี้ที่อาจจะไม่ได้เขียนออกมาแบบนี้เลยก็ได้

แต่ถ้าจะอ้างว่าเขียนเพราะเทียบกับคนชั้นกลางในเมืองหลวงก็โอเคครับ อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ เพราะคนเมืองหลวงบางท่านกระทั่งต้นข้าวของจริงยังไม่เคยเห็น.....

ต่ออีกนิด

ต่ออีกนิด

ถ้าท่านอยากจะเขียนบทความเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทำนองนี้ออกมาให้ดีกว่านี้จริงๆ น่าจะใช้กรอบความคิดแบบเศรษฐศาสตร์การเมืองหรือนิเวศวิทยาการเมืองมาช่วยวิเคราะห์ช่วยอธิบายจะดีกว่าและมีประโยชน์กว่านี้มาก

ถ้าเอาแต่ไปยกคำพูดของหน่วยงานรัฐหรือคำพูดไร้สาระบนบอร์ดแบบนั้น แล้วก็เอามาตัดแปะแบบนี้ขอบอกว่าจะไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อการแก้ไขปัญหาหมอกควัน แถมยังตอกย้ำลงไปอีกว่าปัญหาหมอกควันต้นตอมาจากเรื่องปัญหาปชต.+การเมือง ทำให้อาจมองได้ว่ามันเป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไปด้วย ซึ่งไม่น่าจะใช่ เพราะมันเป็นเรื่องอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้นมากครับ

แต่ถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หมอกควันในภาคเหนือคงอยู่ มาจากข้อสรุปง่ายๆ คือ สภาพทางภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ กระแสลม ความกดอากาศและฤดูกาล ที่เป็นปัจจัยหลัก เพราะทุกๆ ที่ในประเทศชาวบ้านเขาก็เผาเหมือนกันครับ แต่กลับมีปัญหาเฉพาะในภาคเหนือเพราะอะไร คงคิดเองได้นะครับ

สิน สันป่ายาง

[quote=สิน สันป่ายาง]เฮ้อ...นึกว่าจะมีอะไรใหม่ๆ แต่เขียนด้วยสมมติฐานหรือ "อคติ" ที่ตั้งอยู่ำบนฐานความเชื่อว่าชนชั้นกลางในเมืองนั้น "เหยียดถิ่น-เหยียดชาวบ้าน" ที่หาอยู่หากินตามท้องนาป่าดอยป่าแทบทั้งนั้น

อันที่จริงคนเชียงใหม่โดยทั่วไปเขาก็รับรู้กันอยู่แล้วว่าชาวบ้านก็เผากันเป็นปกติมาแต่โบร่ำโบราณแล้ว และเขาก็ทราบด้วยว่าที่มีหมอกควันมากมันไม่ได้มาจากการเผาป่าหาเห็ดถอบ แต่มาจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรมากกว่า ที่เริ่มหนักขึ้นก็ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ จนต้นปี 50 หนักที่สุด เหตุผลก็คงเป็นอย่างผู้เขียนอธิบายเรื่องการขยายตัวของระบบการผลิตพืชเชิงพาณิชย์ แต่ถ้าพยายามไปโยงมิติทางการเมืองมากไป ผมเกรงว่ามันจะทำให้ท่านตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาด ทำให้วิเคราะห์เรื่องนี้ผิดพลาด จึงนำไปสู่บทสรุปที่ผิดพลาดไปด้วย

ผมจึงอยากรู้ว่าจริงๆ แล้วมีใครบ้างที่ชอบโทษว่าหมอกควันมาจากการเผาป่าหาเห็ดถอบ นอกจากที่ยกเอาคำพูดของหัวหน้าหน่วยงานราชการบางส่วน แล้วก็วาทะบนบอร์ดของคนไม่กี่คนมาเหมารวมว่านี่เป็นตัวแทนชุดความคิดของ "ชนชั้นกลางในเมือง" ซึ่งผมสันนิษฐานว่าผู้เขียนหมายถึงชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่แห่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฐานเสียงหรือมีความคิดเห็นตรงข้ามพรรครบ. แต่ถ้าหมายถึงชนชั้นกลางในเมืองเชียงใหม่หรือเมืองในภาคเหนือ คำอธิบายของผู้เขียนไม่น่าจะใช้ได้ โดยเฉพาะคนใน(เวียง)เชียงใหม่ เขารับรู้ปัญหานี้มานานมากแล้ว ถ้าท่านจะลองไปติดตามงานเขียนของอ.ดวงจันทร์และกลุ่มของอาจารย์ฯ ที่พยายามติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ท่านอาจจะเข้าใจมากกว่านี้ จนถึงขั้นที่ว่าบทความชิ้นนี้ที่อาจจะไม่ได้เขียนออกมาแบบนี้เลยก็ได้

แต่ถ้าจะอ้างว่าเขียนเพราะเทียบกับคนชั้นกลางในเมืองหลวงก็โอเคครับ อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ เพราะคนเมืองหลวงบางท่านกระทั่งต้นข้าวของจริงยังไม่เคยเห็น.....[/quote]

ผมเพิ่งฟังรายการวิทยุ อสมท.วันนี้เอง ที่ว่าชาวบ้านเผาป่าเพื่อเอาเห็ดถอบและผักหวาน ฉะนั้นที่ผู้เขียนบอกว่าความคิดนี้แพร่หลายอยู่ในชนชั้นกลางก็เป็นความจริง ตอนฟังผมก็ยังประหลาดใจว่ามันจริงหรือ เพราะผมเคยเก็บเห็ดถอบสมัยอยู่ป่าเชียงราย เห็ดถอบส่วนใหญ่ขึ้นในป่าแพะ ไม่ใช่ป่าหญ้าหรือป่าทึบ พอดีเปิดประชาไทเจอบทความนี้ จึงอ่านด้วยความสนใจ และทึ่งมาก ที่เพิ่งทราบว่า ความคิดดูถูกชาวบ้านแบบนี้แพร่หลายไปในหมู่ชนชั้นกลางชาวกรุง กระทั่งเอาไปโพสต์ในเว็บบอร์ดเสรีไทย

ผมก็ไม่ทราบว่าคุณสินโวยผู้เขียนด้วยสาเหตุใด เพราะที่เขียนมา่เป็นความจริง มีการแพร่ข่าวเช่นนี้ไปทั่ว แต่คุณอ้างว่าเป็นแค่คำพูดข้าราชการบางคน แล้วก็เหมาเอาว่าผู้เขียนมีอคติ กับคนชั้นกลางในเมือง ซึ่งลงท้ายคุณก็บอกว่าถ้าเป็นคนชั้นกลางในเมืองก็โอเค อ้าว คนเมืองหลวงที่ไม่เคยเห็นต้นข้าวนี่แหละที่ดูถูกเหยียดหยามชาวบ้าน จนพร้อมจะรับเอาความเชื่อที่ว่าชาวบ้านโง่เผาป่า แบบเดียวกับโง่เลือกทักษิณ

พูดหัวข้อซะ อ้างกันๆไป 3 - 4

พูดหัวข้อซะ อ้างกันๆไป 3 - 4 ชั้น กว่าผมจะนึกออก ผมว่า ยังงัยก็ควรจะตั้งที่มันไม่งง หรือเอาให้ชัดไปเลย ว่า วาทะกรรม สร้างความเกียจชัง หรือ เผาป่า โดยคนชั้นล่าง จากแนวคิดคนชั้นกลาง หรือ คนเหนือ เผาป่า แล้ว ประเทศแย่ เอาให้ชัดกว่านี้อีกสักนิดก็ดีนะครับ 555 ผมว่าก็อาจจะคิดมากไป หรือ คุณอาจจะคิดเผื่อสลิ่ม ผมว่า ประเด็นนี้ มันฝังรากลึกลงไปจนที่จะแก้ไม่ได้แล้ว ยังงัยก็ตีแผ่เยอะๆ ครับ เรื่องการเหก้นใจ คนไม่รู้ คนไม่มีโอกาส คนจน ผมเห้นใจ แต่บางครั้ง แบบประเด็นจตุจักรก็ไม่ไหวนะ สู้ๆๆ อุส่าหาข้อมูลมาอ้างอิง ก็ดีครับ

ในกรณีที่ชาวบ้านเผา

ในกรณีที่ชาวบ้านเผา แล้วใครไปบอกให้เขาเผาล่ะครับ หรือมีใครไปบังคับ
เป็นคนเกิดมาก็ลำบากอยู่แล้ว ยังจะมีคนในเมือง คนชนบท ให้ลำบากและมีความผิดติดตัวมากขึ้นไปอีก

จากจุดเล็กๆจุดเดียว คนเขียนขยายออกมาเป็นโดยใช้มุมมองทางการเมืองในการวิเคราะห์เป็นหลัก ซึ่งจริงๆแล้วมันมีตัวแปรและอะไรอีกมากมาย หาใช่อคติทางการเมืองไม่ ผู้เขียนตั้งธงจะแสดงความคิดเรื่องอคติทางการเมือง ชุดความรู้ตลอดจนเรื่องชนชั้นทำนองนี้อยู่แล้วหรือเปล่า เมื่อมีวาทกรรมใดออกมาก็เลยวิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องการดูถูกทางชนชั้น
ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าจะวิจารณ์อะไรที่เป็นภาพกว้าง ก็ควรวิจารณ์กฏหรือหลักการหรือแนวคิด อย่าเหมารวมเป็นกลุ่มคน ทำให้คนถูกผลักหรือถูกดีงเป็นพวกๆ มันจะแยกคนให้เป็นนั่นเป็นนี่ทั้งๆที่คนๆหนึ่งมันก็เป็นอะไรบางอย่างในบางเวลา
หรือถ้าจะจัดการอะไรให้ดีขึ้นในภาพรวมก็ต้องแก้ที่กฏระเบียบ การแก้ที่คนต้องคนๆนั้นแก้เอง

สิน สันป่ายาง wrote:... จริงๆ

[quote=สิน สันป่ายาง]... จริงๆ น่าจะใช้กรอบความคิดแบบเศรษฐศาสตร์การเมืองหรือนิเวศวิทยาการเมืองมาช่วยวิเคราะห์ช่วยอธิบาย จะดีกว่าและมีประโยชน์กว่านี้มาก ...[/quote]

การยก hot issue เรื่องการเผาป่า มาเป็นประเด็นวิเคราะห์ "ความสัมพันธ์ระหว่างคนเมืองกับคนชนบทในมิติการเมือง" บทความนี้ แม้ผมยังรู้สึกไม่ชัดเจนไม่สะใจ แต่ชื่อหลักสูตรของผู้เขียน ชี้สถานะทางแนวคิด ทฤษฎี วิธีวิทยา เครื่องมือที่ใช้ การเสนอสาระนี้ ด้วยแนวทางตัดแปะแบบนี้ ผมจึงไม่เห็นว่ามันแย่มากมาย ข้อวิพากษ์ของคุณ ตามข้อจำกัดด้านวิธีวิทยา น่าจะอยู่ที่ ข้อมูลที่ยกมา มันผิดตรงไหน ผิดอะไร เพียงพอหรือไม่ น่าเชื่อถือมั้ย

นอกจากนี้ ทุกปรากฏการณ์ย่อมสามารถอธิบายได้หลากหลายแง่มุม จะแยกอธิบายเชิงเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม หรือ เฉพาะกลไกการทำงาน ตลอดจนอธิบายแบบองค์รวม ล้วนน่าจะทำได้ และนี่คือประโยชน์ทางปัญญา ตัวอย่างเช่น ปรากฎการณ์เสื้อเหลือง-เสื้อแดง เกษียร เตชะพีระ อนุสรณ์ ธรรมใจ และยุกติ มุกดาวิจิตร ต่างสามารถอธิบาย เชื่อมโยงจากจุดยืนของตัว จึงออกมากันคนละแง่มุม หากพูดถึงเรื่อง "ความจริง" ยังต้องมีคำถามต่อว่า ความจริงอะไร ได้มาจากไหน อย่างไร และของใคร ใครเป็นคนบอกว่า นั่นเป็นความจริง ใช้่วิธีอะไร ไปรวบรวมข้อมูลแบบไหน จากไหน แล้วประกอบสร้างข้อมูลมาพรรณาอย่างไร ด้วยจุดมุ่งหมายอะไร มันเป็นอีกเรื่อง