ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกทีมจ้างงานฆ่าองคมนตรี "ชาญชัย ลิขิตจิตถะ" 16 ปี 8 เดือน

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 55 ที่ผ่านมามติชนออนไลน์รายงานว่าที่ห้องพิจารณาคดี 310 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 มีนาคม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อ่านคำพิพากษาผ่านการถ่ายทอดโดยระบบสื่อสารทางไกลผ่านจอภาพ (วิดีโอ คอนเฟอเรนซ์) ไปยังศาลจังหวัดสมุทรปราการ ในคดีหมายเลขดำ อ.2819/2552 ที่พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นโจทก์ ฟ้องนายภานุพงศ์ หรือกอล์ฟ รัตนาไพบูลย์ คนขี่รถจักรยานยนต์, นายศักดิ์ชาย หรือแบงก์ แซ่ลิ้ม มือปืน, นายคมิก หรือเหน่ง สุขภาญจนากาศ คนชี้เป้าและติดต่อมือปืน, พ.ต.เทียนชัย หรืออ๊อด เมืองจันทึก นายทหารบรรณารักษ์ ประจำศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้ากองทัพบก ผู้จ้างวาน, นายสุชาติ หรือแจ๊ก ทรัพย์มณี ผู้จ้างวาน และ พ.จ.อ.สุกกรีย์ ขาวผ่อง สังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ กองบัญชาการทหารสูงสุด เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันใช้จ้างวานให้จำเลยที่ 1-2 ไปลอบสังหาร นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี อดีตประธานศาลฎีกา และอดีต รมว.ยุติธรรม โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-5 เม.ย.52 เมื่อระหว่างเดือน ม.ค.52-5 เม.ย.52 เวลากลางวัน จำเลยที่ 3-6 ร่วมกับ พ.อ.สกล พันธุ์หงษ์ อดีตนายทหารกองปราบปรามการก่อการร้าย ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี ร่วมกันใช้จ้างวานให้จำเลยที่ 1-2 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดย พ.อ.สกล เป็นผู้บงการใช้จ้างวานจำเลยที่ 6 ให้จัดหาบุคคลไปฆ่านายชาญชัย ให้ค่าจ้าง 1,500,000 บาท จากนั้นจำเลยที่ 6 ได้ใช้จ้างวานจำเลยที่ 5 และมีการว่าจ้างต่อกันเป็นทอดๆ กระทั่งจำเลยที่ 3 จ้างวานจำเลยที่ 1-2 ให้จัดหาอาวุธปืนรีวอลเวอร์ เครื่องกระสุนปืนขนาด .38 และรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน วางแผนลอบสังหารนายชาญชัย โดยขี่รถจักรยานยนต์ไปดูลาดเลา ที่บ้านพักของนายชาญชัย เลขที่ 109/16 ซอยสุขสวัสดิ์ 66 แยก 8 ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเบาะแสก่อน จึงจัดกำลังเฝ้ารักษาความปลอดภัยให้แก่นายชาญชัย ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้จำเลยที่ 1-2 ไม่สามารถลงมือสังหารได้ตามที่รับใช้จ้างวาน เหตุเกิดที่แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จ.สมุทรปราการ เกี่ยวพันกัน จำเลยทั้ง 6 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่ให้การปฏิเสธในชั้นศาล

คดีนี้ศาลจังหวัดสมุทรปราการ มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 20 ต.ค.53 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุก 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-6 มีความผิดฐานร่วมกันใช้จ้างวานฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุก 25 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนมีประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3-6 เป็นเวลา 16 ปี 8 เดือน ริบของกลาง กระเป๋าสะพาย อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1-2 ทำให้ผลคดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขณะที่จำเลยที่ 3-6 ยื่นอุทธรณ์ วันนี้จึงมีเพียงจำเลยที่ 3-6 ไปฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการเท่านั้น

ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า โจทก์มีพนักงานสอบสวนเบิกความเป็นลำดับขั้นตอนตั้งแต่ทราบเบาะแส จากสายลับ ที่เป็นพี่ชายของจำเลยที่ 1 ว่า น้องชายรับงานให้ไปฆ่านักธุรกิจที่มาจากทางภาคเหนือ พร้อมระบุว่า เหยื่อสังหารใช้รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ สีดำ หมายเลขทะเบียน ดส 4777 กรุงเทพมหานคร เป็นพาหนะ เมื่อเจ้าหน้าที่นำทะเบียนรถไปตรวจสอบพบว่า เป็นรถยนต์ที่สำนักราชเลขาธิการ มอบให้นายชาญชัยไว้ใช้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจัดทีมรักษาความปลอดภัยให้แก่นายชาญชัย พร้อมจับกุมจำเลยที่ 1-2 ในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1-2 รับสารภาพว่า ตกลงรับค่าจ้างจำนวน 30,000 บาท ในการสังหารนายชาญชัย โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ติดต่อ โดยมอบรูปถ่าย รูปพรรณรถยนต์ และที่อยู่นายชาญชัยไว้เป็นข้อมูล จำเลยที่ 1-2 ได้รับโอนเงินจากจำเลยที่ 4 จำนวน 15,000 บาท เพื่อนำไปซื้ออาวุธปืนของกลาง มีการซ้อมยิงไป 4 นัด พร้อมขี่รถจักรยานยนต์ไปดูลาดเลาที่บ้านพักนายชาญชัย 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถลงมือได้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามจับกุมจำเลยทั้งหมดที่ต่างซัดทอดกันว่า ได้รับการใช้จ้างวานมาเป็นทอดๆ ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 6 บังคับให้จำเลยที่ 5 มีศักดิ์เป็นหลาน ให้ดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำฆ่าตัวตาย พร้อมเขียนจดหมายลาตาย เพื่อตัดตอนไม่ได้ซัดทอดมาถึงจำเลยที่ 6 แต่จำเลยที่ 5 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมก่อน โดยจำเลยที่ 6 รับสารภาพว่า แผนการสังหารนายชาญชัย มี พ.อ.สกล เป็นผู้บงการ แต่ พ.อ.สกลไหวตัวทันหลบหนีไปก่อน

ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง 6 ให้การรับสารภาพ ลงลายมือชื่อไว้ในสำนวนการสอบสวนหลายฉบับ เชื่อว่าจำเลยที่ 3-6 ให้การไปด้วยความสมัครใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวจำเลยไปชี้จุดเพื่อบันทึกภาพประกอบคำรับสารภาพ ทั้งที่บริเวณร้านอาหารที่ห้างเทสโก้ โลตัส สาขาสะพานใหม่ ร้านอาหารข้างสนามมวยราชดำเนิน ที่จำเลยนัดหมายติดต่อวางแผนกันเรื่อยมา นอกจากนี้ ยังได้เบิกความของจำเลยที่ 4 ว่า สาเหตุของการลอบสังหารนายชาญชัย มาจากเรื่องการเมือง เมื่อ พ.อ.สกลเคยระบุว่า นายชาญชัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 อีกทั้ง พ.อ.สกล เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง จากการตรวจค้นบ้านพัก และรถยนต์ของ พ.อ.สกล พบประวัติการทำงาน และรูปภาพของนายชาญชัย นอกจากนี้ ยังพบตีนตบ ที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย นายชาญชัยไม่เคยรู้จัก หรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้ง 6 มาก่อน ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงที่นายชาญชัย ไปดำรงตำแหน่งเป็น รมว.ยุติธรรม จากพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่า เหตุลอบสังหารนายชาญชัย มีสาเหตุมาจากเรื่องการเมืองจริง

เห็นว่าจากคำรับสารภาพของจำเลยทั้ง 6 ในชั้นสอบสวน ประกอบกับคำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจ มีความเชื่อมโยงสอดคล้องกันเป็นลำดับ จำเลยที่ 3-6 ให้การรับสารภาพภายหลังถูกจับกุม โดยไม่มีการคิดไตร่ตรองเป็นอย่างอื่นเพื่อจะต้องสู้คดี เชื่อว่าจำเลยที่ 3-6 เบิกความในชั้นสอบสวนไปตามจริง มิเช่นนั้นคงไม่ซัดทอดกันเช่นนี้

ทั้งนี้ จำเลยที่ 4 และ 6 เป็นนายทหารไม่น่าเชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะกล้าขู่เข็ญบังคับให้รับสารภาพตามที่จำเลยกล่าวอ้าง แม้ภายหลังจำเลยที่ 3-6 จะร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นเพียงชั้นเชิงในการต่อสู้คดีเท่านั้น ส่วนที่จำเลยที่ 3-6 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1-2 ยังไม่ได้ลงมือฆ่านั้น จำเลยที่ 3-6 จึงยังไม่มีความผิดใดๆ เห็นว่า จำเลยที่ 1 นำเงินไปจัดซื้อปืน พร้อมชักชวนจำเลยที่ 2 ไปร่วมลงมือด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงถึงการยอมรับที่จะทำงานแล้ว ผู้ใช้จ้างวานจึงต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ แต่การกระทำความผิดไม่สำเร็จ จำเลยที่ 3-6 จึงต้องรับโทษ 1 ใน 3 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3-6 ใช้จ้างวานกันเป็นทอดๆ ให้จำเลยที่ 1-2 ลอบยิงนายชาญชัย โดยความผิดยังไม่ได้กระทำ พยานจำเลยที่ 3-6 ไม่มีน้ำหนัก หักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน