พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท - แรงงานไทยไม่ใช่แรงงานทาส

ในที่สุด มาตรการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ก็เริ่มปฏิบัติเป็นจริงตามมติคณะรัฐมนตรี โดยมีผลบังคับใช้ใน 7 จังหวัด รวมกรุงเทพ จังหวัดโดยรอบ และภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ส่วนที่เหลืออีก 70 จังหวัด ในเบื้องต้น ให้ขึ้นค่าจ้างตามสัดส่วนเดียวกัน คือเพิ่มร้อยละ 40 จากอัตราเดิม แต่จะต้องปรับเป็น 300 บาทต่อวันเช่นกันตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป

เนื่องจากเป็นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งใหญ่ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเพิ่มเติมให้คงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทไว้เป็นเวลาสองปี ซึ่งก็คือปี 2556 และปี 2557 จะไม่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีก ยกเว้นในกรณีภาวะเศรษฐกิจผันผวนอย่างรุนแรงจนกระทบต่อการครองชีพของลูกจ้างเท่านั้น

มาตรการดังกล่าวเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยใช้หาเสียงมาตั้งแต่แรก และถูกต่อต้านอย่างหนักถึงปัจจุบันจากนายจ้างบางกลุ่ม รวมทั้งจากสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

เสียงคัดค้าน นอกจากจะมาจากนายจ้างที่เดือดร้อนจริงแล้ว ยังมาจากกลุ่มนายจ้างนายทุนใหญ่ที่อิงแอบอยู่กับกลุ่มทุนขุนนางเก่า ทำมาหากินกับระบอบจารีตนิยมของไทยมานานหลายชั่วคน ผูกขาดตัดตอน เอารัดเอาเปรียบแรงงานไทยและผู้บริโภคไทยมานานจนเคยตัว แม้ในระบบการเมืองแบบเลือกตั้ง กลุ่มทุนพวกนี้ ซึ่งรวมศูนย์กันอยู่ในกรุงเทพ ก็มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็เป็นพรรคการเมืองมือเท้าของพวกจารีตนิยมอีกเช่นกัน

ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มอันธพาลเสื้อเหลืองข้างถนนที่ขับไล่รัฐบาลไทยรักไทยปี 2549 และรัฐบาลพลังประชาชนปี 2551 ก็มีกลุ่มทุนเก่าพวกนี้บางส่วนเข้าไปให้การสนับสนุนทั้งอย่างลับ ๆ และเปิดเผย สอดประสานกับองคาพยพอื่น ๆ ของพวกจารีตนิยม จึงไม่น่าแปลกใจว่า ในทางกลับกัน คนพวกนี้จึงออกมาเชียร์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงปี 2552-53 แต่กลับแสดงอาการผิดหวังอย่างออกนอกหน้าเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งเมื่อกรกฎาคม 2554 หลังจากนั้น คนพวกนี้ก็พากันเรียงหน้าออกมา “เตือนรัฐบาล” ในแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่การต่อสู้กับภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ นโยบายรถคันแรก การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การลอยตัวราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้

ความจริงข้อหนึ่งที่นายจ้างกลุ่มทุนเก่าเหล่านี้ไม่ยอมพูดถึงคือ นับแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา ค่าจ้างแรงงานไทยมีการปรับขึ้นช้ามากคือไม่ถึงร้อยละ 2 ต่อปี ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยสูงถึงร้อยละ 3-4 ต่อปี ผลก็คือ ค่าจ้างของคนงานไทยล้าหลัง ไล่ตามไม่ทันค่าครองชีพต่อเนื่องมากว่าสิบปีแล้ว

สิ่งที่เราสังเกตได้ตลอดหลายปีมานี้คือ คนงานลูกจ้างมีแนวโน้มต้องทำงานเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้ได้รายได้เสริม ทั้งทำงาน “ล่วงเวลา” หรือ “โอที” ในที่ทำงานประจำ ไปจนถึงทำงานรับจ้างที่อื่นหรือค้าขายรายย่อยนอกเวลางานและในวันอาทิตย์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้รายได้ที่ไล่ทันกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นทุกปีนั่นเอง

ยิ่งกว่านั้นคือ รายได้ประชาชาติของไทยที่วัดโดย ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตลอดกว่าสิบปีมานี้ ก็เติบโตขึ้นในอัตราร้อยละ 4-5 ต่อปี สูงกว่าการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำอีกเช่นกัน ซึ่งหมายความว่า ผู้ใช้แรงงานไทยได้รับส่วนแบ่งรายได้ของประเทศที่น้อยลงเรื่อย ๆ และมีรายได้เพิ่มขึ้นที่ช้ากว่าผู้ประกอบอาชีพและรายได้กลุ่มอื่น ๆ อีกด้วย

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงกว่าสิบปีมานี้จึงยืนอยู่บนฐานของการเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานอย่างมาก โดยให้คนงานทำงานเพิ่มมากขึ้น แต่กลับมีรายได้ที่ไล่ไม่ทันค่าครองชีพและรายได้ของกลุ่มอาชีพอื่น ๆ

การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้จึงมีเหตุผลในแง่ความเป็นธรรมทางสังคมอยู่ด้วย เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานไทยได้รับผลตอบแทนและส่วนแบ่งในความเจริญของประเทศกับเขาบ้าง

ความจริงแล้ว การขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงานถือว่า เป็นแนวโน้มสำคัญที่ถึงอย่างไรก็ต้องเกิดขึ้นกับประเทศที่กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมดังเช่นประเทศไทย ซึ่งทั้งรัฐบาลและนายจ้างเอกชนจะต้องรับมือและปรับตัวให้ได้

ประเทศไทยก็เช่นเดียวกับประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ คือ เริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจจากพี้นภูมิหลังที่เป็นเกษตรกรรม มีแรงงานเหลือเฟือ การพัฒนาเศรษฐกิจยุคแรกของไทยในยุค 2500-2520 จึงเน้นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น จ้างคนงานไร้ฝีมือและค่าแรงต่ำ ต่อเมื่อแรงงานล้นเกินเริ่มหมดไป คนงานมีการศึกษาและทักษะสูงขึ้น ค่าจ้างแรงงานก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย อุตสาหกรรมก็จะต้องปรับตัวไปสู่การใช้กระบวนการผลิตที่ใช้แรงงานทักษะสูง ค่าจ้างสูง หันมาใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ที่ประหยัดแรงงาน เน้นทุนเข้มข้นและเทคโนโลยีเข้มข้นมากขึ้น ชดเชยกับค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น ดังเช่นที่เกิดขึ้นแล้วในญี่ปุ่น เกาหลี ใต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และกำลังเกิดขึ้นในจีนปัจจุบัน

อุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ยุคขาดแคลนแรงงานในช่วง 2530-40 เมื่อแรงงานไทยส่วนเกินเริ่มหมดไป คนงานไทยมีการศึกษาสูงขึ้นมาก ค่าจ้างก็เริ่มสูงขึ้น นายจ้างจึงหันไปใช้แรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงปัจจุบัน มีแรงงานต่างชาติทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายนับล้านคน แรงงานเหล่านี้เป็นการต่อชีวิตให้กับอุตสาหกรรมไทยที่ใช้แรงงานเข้มข้นราคาถูก นายจ้างนายทุนจำนวนมากคิดแต่ที่จะแสวงประโยชน์จากแรงงานราคาถูกไปเรื่อย ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ยอมปรับตัวไปสู่ยุคอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าขึ้น ขณะที่กลุ่มทุนเก่าบางจำพวกหากินอยู่กับพวกจารีตนิยมตลอดมา ก็หวังพึ่งแต่การคุ้มครองและสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่ตนจะได้จากระบอบการเมืองเผด็จการ เห็นผู้ใช้แรงงานและผู้บริโภคเป็นเพียงแค่บ่อเงินบ่อทองให้ขุดลอกไม่รู้จบเท่านั้น อีกต่อยังต่อต้านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ตั้งแต่ยุครัฐบาลไทยรักไทยถึงปัจจุบันอีกด้วย

ถึงเวลาแล้วที่นายจ้างและอุตสาหกรรมไทยจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ หยุดคร่ำครวญเรื่องการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้ได้แล้ว หยุดแบมือขอเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ยอมรับความจริงที่ว่า การเมืองประชาธิปไตยและทุนนิยมแข่งขันโลกาภิวัฒน์คือปัจจุบันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มองเห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับองค์กร กระบวนการผลิตและการตลาดไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานทักษะสูง จ่ายค่าจ้างแรงงานสูง กระบวนการผลิตเน้นการใช้ทุนและเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพราะอีกไม่นาน แม้แต่แรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านก็จะหมดไปเช่นกันเมื่อเศรษฐกิจประเทศเหล่านั้นพัฒนามากขึ้น ในขณะที่อุตสาหกรรมไทยก็ต้องยกระดับไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าสูงขึ้นด้วยแรงงาน ทุน และเทคโนโลยี เพื่อความอยู่รอดในยุคทุนนิยมโลกาภิวัฒน์

Comments

นักการเมืองยังขึ้นเงินเลย

นักการเมืองยังขึ้นเงินเลย แล้วทำไมพวกผมจะขึ้นไม่ได้
ไอ้คนค้านมันทำธุรกิจมันหวังกำไรสูงๆ แต่ไม่เคยมองถึงระดับแรงงานที่มีพระคุณกับมัน

ขอเสนอสถิติเพื่อสนับสนุนบทควา

ขอเสนอสถิติเพื่อสนับสนุนบทความนี้ของอ.พิชิตค่ะ

1. เอาข้อมูลเงินบำนาญของนายพลมาให้ดูกันให้ซาบซึ้งตรึงดวงจิตค่ะ

http://www.nacc.go.th/download_acc/asset_report/e_201109281311210.pdf

ความแตกต่างระหว่างนายพลที่เลิกทำงานแล้ว กะค่าแรงขั้นต่ำ มันมากจนยากจะคิดได้ว่าระบบศักดินาจบไปแล้ว ระบบทุนนิยมก็ไม่ให้เงินทหารมากมายแบบนี้นะคะ คงจะมีแต่กึ่งทุนนิยมกึงศักดินาแบบไทยๆนี่ล่ะค่ะที่นักวิชาการไม่เสียจริตกับเงินบำนาญระดัับนี้ของทหาร แต่ดันเสียจริตกะค่าแรงขั้นต่ำ

2. ดิฉันลองคำนวณดูแ้ล้ว การปรับค่าแรงไมไ่ด้ลดความสามารถในการแข่งขันของไทยหลังวิกฤตเงินบาท คือแปลว่าปรับน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อโดยเฉพาะเมือเทียบกับอัตราเงินเฟ้อในประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ ใครสนใจตามไปอ่านผลงานวิจัยได้ทีนี่ค่ะ กำัลังจะออกมาเป็นหนังสือจากธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย

http://beta.adb.org/publications/competition-labor-intensity-and-specialization-structural-changes-postcrisis-asia?ref=data/publications

หนังสือออกเมื่อไรจะสรุปเป็นภาษาไทยมาให้ถกกันบนประชาไทค่ะ ใครไม่เห็นด้วยก็จะได้เอาสถิติมาให้ดูกันได้ว่าทำไมเขาถึงเสียจริตกะการปรับค่าแรงขั้นต่ำกัน

แค่เอ่ยปากว่าจะขึ้นค่าแรงกระบ

แค่เอ่ยปากว่าจะขึ้นค่าแรงกระบวนการสูบเลือก ปชช มันก็เริ่มตั้งแต่นั้นแล้วข้าวของขึ้นราคาสุดกู่ไม่มีทางลงแค่ก๋วยเตี๋ยวก็ 40 เข้าไปแล้วกรรมของคนไทยที่ต้องมาทนรับกับใอ้พวก อมาตย์หน้าเลือด

ขึ้นได้แต่ไม่จ่าย จะทำไม

ขึ้นได้แต่ไม่จ่าย จะทำไม เอาใบลาออกไหม
คุณไม่พอใจเงินเดือนก็ออกไป
นี่คือความจริง แต่นักวิชาการหน้าโง่กับไม่รู้เรื่อง..............
บ้าทฤษฏี ไอคนคิดนโยบายก็บ้าสิ้นดี คิดแต่หาเสียง แต่ทำไม่ได้จริง
เพราะไม่มีนักธุรกิจคนไหนที่ยอมขาดทุนหรอก
ยิ่ง sme เจ๋งสถานเดียว พิชิต

MI6 wrote:ขึ้นได้แต่ไม่จ่าย

[quote=MI6]ขึ้นได้แต่ไม่จ่าย จะทำไม เอาใบลาออกไหม
คุณไม่พอใจเงินเดือนก็ออกไป
นี่คือความจริง แต่นักวิชาการหน้าโง่กับไม่รู้เรื่อง..............
บ้าทฤษฏี ไอคนคิดนโยบายก็บ้าสิ้นดี คิดแต่หาเสียง แต่ทำไม่ได้จริง
เพราะไม่มีนักธุรกิจคนไหนที่ยอมขาดทุนหรอก
ยิ่ง sme เจ๋งสถานเดียว พิชิต[/quote]

ใครเจ๊งก็ปิดไป ให้คนที่เก่งกินส่วนแบ่งตลาดไปละกัน ไม่ก็ย้ายโรงงานไปกัมพูชาไปลาวก็ได้ถ้าไม่อยากจ้างคนไทย ให้มันรู้ไปว่าจะเจ๊งกันทั้งประเทศ ประเทศอื่นมันขึ้นค่าแรงกกันก็เห็นอยู่กันได้ มันเป็นยังไงบริษัทไทยถึงจะอยู่กันไม่ได้ ถ้าอยู่ไม่ได้ก็แสดงว่านักธุรกิจไทยไร้ฝีมือจริงๆ

เวลาไล่ออกก็ต้องจ่ายเงินชดเชยด้วยนะคะ ไม่งั้นก็ฟ้องร้องกันตามกฎหมายแรงงานไป ศาลไม่ขยับก็ลงสื่อกดดันกันไป โลกสมัยนี้เปลี่ยนแล้วนะคุณ

ถูกนะที่คนรวยนั้นมีแต่อยากจะร

ถูกนะที่คนรวยนั้นมีแต่อยากจะรวย ส่วนคนจนเขาก็ไม่อยากจะจน มิฉะนั้นโรงงานที่ไม่จ่ายค่าแรงผิดทั้งกฎหมาย และเตรียมตัวย้ายฐานการผลิตได้เลย เพราะอะไร ก็เพราะว่าคนจนเขาก็ไม่อยากจนไง

ขอบคุณสำหรับค่าแรง300

ขอบคุณสำหรับค่าแรง300 ที่ทำให้คนตกงาน คนงาน1500 ลดเหลือ800 อยากได้300ก็ต้องทำใจ

เด็กช่าง

[quote=เด็กช่าง]ขอบคุณสำหรับค่าแรง300 ที่ทำให้คนตกงาน คนงาน1500 ลดเหลือ800 อยากได้300ก็ต้องทำใจ[/quote]

ลุงคะ ไม่เนียนเลยค่ะลุง ค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ขึ้นเป็น 2 เท่า ลุงจะลดคนงานได้ไงให้เหลือเกือบครึ่ง ?

ลุงจะทำเนียนว่าเป็น"เด็กช่าง"ที่น่าสงสารก็ต้องคำนวณตัวเลขให้สมจริงกว่านี้นะคะ

ลงทุนหน่อยสิคะ ไปจ้างนักวิชาการที่คิดเลขเป็นมาโต้กันจะดีกว่านะคะ เอาแบบหน้าหนาๆหน่อยนะคะ จะได้ไม่โดนฉีกหน้ากากง่ายๆ

เสือนอนกินตัวจริงเลยนะ

เสือนอนกินตัวจริงเลยนะ ธนาคารนิ พวกนายจ้างรัฐบาลเขาช่วยสารพัดยังโอดครวญไม่รู้จักจบจักสิ้นขู่ว่าจะย้ายฐานการผลิตไปบ้างหละ หากแน่จริงขอเชิญย้ายให้ไวๆเลยนะจะไป ลาว เขมร พม่า เวียตนามก็เชิญ ประเทศไทยจะได้หมดนายทุนประเภทนี้กันซะที จะปรับค่าแรงขั้นต่ำครั้งใดเขาก็ร้องโวยวายเช่นนี้ทุกครั้ง ก็ไม่เคยเห็นนายทุนกลุ่มนี้มันหนีไปไหน ระบบทาสสมัยใหม่ยังดำรงเจริญงอกงามอยู่ในประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปเสมอแหละ.

ขอบคุณข้อมูลที่อาจารย์กานดา

ขอบคุณข้อมูลที่อาจารย์กานดา link ไว้ให้ครับ

น่าเสียดายที่นักวิชาการบ้านเรา โดยเฉพาะขาใหญ่ที่พยายามวางตัวเป็น นักเศรษฐศาสตร์การเมืองมือหนึ่งสังกัดจูงลา ที่เวลาออกงานไหนก็เอาตัวเลข Gini Co-efficient มาแสดงถึงความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในไทย โดยไม่เห็นมีงานวิจัยอื่นที่ทำให้เห็นประจักษ์ว่าการสะสมทุนของระบบทุนเก่ามีฐานอยู่ฐานเดียวคือการกดขี่ค่าจ้างแรงงาน

คำถามผมต่อนักวิชาการไทยคือนี้ครับ ตั้งแต่ไทยเปลี่ยนการพัฒนาไปพึ่งการส่งออก มีงานวิจัยสักกี่ชิ้นครับที่แสดงให้เห็นภาพรวมว่า 40 ปีของการส่งออก มันสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศเป็นมูลค่าเท่าไหร่ แล้วใคร (factors of production) ได้ส่วนแบ่งอย่างไร มี trend analysis ไหม ว่าแต่ละทศวรรษ ส่วนแบ่งของนายทุน และของแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีงานวิจัยแบบเปรียบเทียบกี่ชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการส่งออกอุตสาหกรรมภาคใหน (อีเลขโทรนิคส์ สิ่งทอ อาหาร รถยนตร์ เป็นต้น) มีการกระจายรายได้ดีเลวกว่ากัน มิพักว่ามีหรือไม่ การวิจัยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น เกาหลี ไต้หวัน ตอนที่มีระดับการพัฒนาเท่ากับไทยตอนนี้ ว่า ส่วนแบ่งของรายได้แรงงานของเขาดีเลวกว่าของเราอย่างไร และทำไมรายได้แรงงานของเขาสูงกว่าไทยในปัจจุบันได้อย่างไรโดยไม่เป็นอุปสรรคการส่งออก อย่างที่นายทุนไทยกำลังร้องโวยวาย

ทำไมนักเศรษฐศาสตร์การเมืองตัวแม่ตัวพ่อไม่มีงานวิจัยที่จะ equip ให้คนไทยเห็นภาพชัด ๆ ของความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ ในขณะที่นายทุนร้องว่าขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวันจะทำให้เขาต้องปิดกิจการ ทำไมไม่มีนักวิชาการลองเอาตัวเลข 300 ใส่เข้าไปใน model แล้วบอกเราว่า all things being equal นายทุนจะขาดทุนย่อยยับ หรือจะขาดทุนกำไร แล้วไอ้ 300 บาท มีผลอย่างไรในแง่ส่วนแบ่งของ labor ต่อมูลค่าที่สร้างขึ้น เทียบกับอุตสาหกรรมส่งออกของประเทศอย่าง ไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลี ส่วนแบ่งของ labor ต่อมูลค่าส่งออกของเขา ดีร้าย กว่าของเราอย่างไร เท่าไหร่

นอกจากเบียดบังและกดค่าแรงให้ต่ำ นายทุนส่งออกยังเรียกร้องจากรัฐให้กดค่าเงินบาทให้อ่อนไว้ตลอดเวลา เลยอยากรู้ว่านักวิชาการชั้นนำของไทยมีผลผลิตวิจัย (หรือไม่ เท่าไหร่) ที่เทียบระดับการพัฒนาของทุนส่งออกไทยกับของประเทศใน East Asia ให้เห็นว่าทำไมนายทุนประเทศเหล่านั้นสามารถก้าวข้ามค่าแรงต่ำค่าเงินอ่อน แต่ของเรายังจมอยู่กับปัจจัยสองอย่างนี้ 40 ปีให้หลัง

ผมไม่ค่อยเรียกร้องจากนักเศรษฐศาสตร์ เพราะผมคิดว่าคำถามต่าง ๆ โดยเฉพาะคำถามสุดท้ายต้องอาศัยมุมอธิบายของเศรษฐศาสตร์การเมือง

ทั้งหมดทั้งปวงถ้าเป็นความโง่เขลาของผมเอง (เฮ้ย เขามีงานวิจัยเป็นกระบุงที่ตอบคำถามข้างบน) ก็ขออภัยและหวังว่าอาจาร์ยกานดาหรือใครก็ได้ช่วยชี้ทางไปเสพย์งานเหล่านั้น

ทวีชัย

[quote=ทวีชัย]ขอบคุณข้อมูลที่อาจารย์กานดา link ไว้ให้ครับ

น่าเสียดายที่นักวิชาการบ้านเรา โดยเฉพาะขาใหญ่ที่พยายามวางตัวเป็น นักเศรษฐศาสตร์การเมืองมือหนึ่งสังกัดจูงลา ที่เวลาออกงานไหนก็เอาตัวเลข Gini Co-efficient มาแสดงถึงความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในไทย โดยไม่เห็นมีงานวิจัยอื่นที่ทำให้เห็นประจักษ์ว่าการสะสมทุนของระบบทุนเก่ามีฐานอยู่ฐานเดียวคือการกดขี่ค่าจ้างแรงงาน

คำถามผมต่อนักวิชาการไทยคือนี้ครับ ตั้งแต่ไทยเปลี่ยนการพัฒนาไปพึ่งการส่งออก มีงานวิจัยสักกี่ชิ้นครับที่แสดงให้เห็นภาพรวมว่า 40 ปีของการส่งออก มันสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศเป็นมูลค่าเท่าไหร่ แล้วใคร (factors of production) ได้ส่วนแบ่งอย่างไร มี trend analysis ไหม ว่าแต่ละทศวรรษ ส่วนแบ่งของนายทุน และของแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีงานวิจัยแบบเปรียบเทียบกี่ชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการส่งออกอุตสาหกรรมภาคใหน (อีเลขโทรนิคส์ สิ่งทอ อาหาร รถยนตร์ เป็นต้น) มีการกระจายรายได้ดีเลวกว่ากัน มิพักว่ามีหรือไม่ การวิจัยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น เกาหลี ไต้หวัน ตอนที่มีระดับการพัฒนาเท่ากับไทยตอนนี้ ว่า ส่วนแบ่งของรายได้แรงงานของเขาดีเลวกว่าของเราอย่างไร และทำไมรายได้แรงงานของเขาสูงกว่าไทยในปัจจุบันได้อย่างไรโดยไม่เป็นอุปสรรคการส่งออก อย่างที่นายทุนไทยกำลังร้องโวยวาย

ทำไมนักเศรษฐศาสตร์การเมืองตัวแม่ตัวพ่อไม่มีงานวิจัยที่จะ equip ให้คนไทยเห็นภาพชัด ๆ ของความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ ในขณะที่นายทุนร้องว่าขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวันจะทำให้เขาต้องปิดกิจการ ทำไมไม่มีนักวิชาการลองเอาตัวเลข 300 ใส่เข้าไปใน model แล้วบอกเราว่า all things being equal นายทุนจะขาดทุนย่อยยับ หรือจะขาดทุนกำไร แล้วไอ้ 300 บาท มีผลอย่างไรในแง่ส่วนแบ่งของ labor ต่อมูลค่าที่สร้างขึ้น เทียบกับอุตสาหกรรมส่งออกของประเทศอย่าง ไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลี ส่วนแบ่งของ labor ต่อมูลค่าส่งออกของเขา ดีร้าย กว่าของเราอย่างไร เท่าไหร่

นอกจากเบียดบังและกดค่าแรงให้ต่ำ นายทุนส่งออกยังเรียกร้องจากรัฐให้กดค่าเงินบาทให้อ่อนไว้ตลอดเวลา เลยอยากรู้ว่านักวิชาการชั้นนำของไทยมีผลผลิตวิจัย (หรือไม่ เท่าไหร่) ที่เทียบระดับการพัฒนาของทุนส่งออกไทยกับของประเทศใน East Asia ให้เห็นว่าทำไมนายทุนประเทศเหล่านั้นสามารถก้าวข้ามค่าแรงต่ำค่าเงินอ่อน แต่ของเรายังจมอยู่กับปัจจัยสองอย่างนี้ 40 ปีให้หลัง

ผมไม่ค่อยเรียกร้องจากนักเศรษฐศาสตร์ เพราะผมคิดว่าคำถามต่าง ๆ โดยเฉพาะคำถามสุดท้ายต้องอาศัยมุมอธิบายของเศรษฐศาสตร์การเมือง

ทั้งหมดทั้งปวงถ้าเป็นความโง่เขลาของผมเอง (เฮ้ย เขามีงานวิจัยเป็นกระบุงที่ตอบคำถามข้างบน) ก็ขออภัยและหวังว่าอาจาร์ยกานดาหรือใครก็ได้ช่วยชี้ทางไปเสพย์งานเหล่านั้น[/quote]

ตอบตรงๆก็คือว่าไม่ทราบเหมือนกันค่ะว่ามีอาจารย์ที่ไทยเขียนงานที่คุณถามหรือเปล่า !!! แต่ที่แน่ๆต่างประเทศทำกันถมถืด

งานวิจัยดิฉันที่ำทำอยู่ต่างประเทศเน้นหัวข้อไม่ได้เน้นประเทศ ใช้ข้อมูลหลายประเทศเพื่อหาข้อสรุปที่สามารถประยุกต์ได้หลายๆประเทศ แต่ปีที่แล้วหันมาสนใจสถิติค่าแรงไทยก็เพราะความงงเหมือนอย่างที่คุณงงนั่นล่ะค่ะ ว่าทำไมพูดเรื่องการกระจายรายได้แต่ดันไม่พูดกันเรื่องค่าแรงโดยเฉพาะในภาคส่งออก?

ก็คงจะตอบคำถามคุณได้บ้าง แต่ไม่ไ่ด้ย้อนกลับไปนานถึงหลายสิบปีนะคะ สิ่งที่คุณถาม คนที่ควรตอบคือผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ ดิฉันเชี่ยวชาญทางการเงินระหว่างประเทศมากกว่าการค้า แต่ก็พอรู้วิธีการหาข้อมูลการค้าบ้างเนื่องจากทำงานกะอาจารย์ด้านการค้าหลายประเทศหลายคนที่นี่

อย่างน้อยก็ตอบไ้ด้ว่าการขึ้นค่าแรงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ไทยแข่งขันได้น้อยลง ที่จะแข่งขันไม่ได้ก็เพราะเงินทุนแพง (คือดอกเบี้ยเงินกู้แพง)หรือประสิทธิภาพในการผลิตไม่สูงเท่าไร

ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยว่าแรงงานได้ส่วนแบ่งเท่าไรนายทุนได้เท่าไร เทียบกะประเทศอื่นเป็นยังไงไว้จะมาตอบเป็นบทความละกันค่ะ

อีกสาขาหนึ่งที่ควรตอบคำถามคนมากๆคือ labor economists บอกตรงๆว่าดิฉันก็ไม่รู้ว่าใครเป็น"มื่อหนึ่ง"สาขานี้ที่ไทยเหมือนกันค่ะ คงต้องรอให้คนในวงการมาตอบกันเองนะคะ

ถ้าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว(หรือใก

ถ้าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว(หรือใกล้จะพัฒนา) เวลาการขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำเป็นประเด็นสาธารณะ จะเกิดปรากฎการณ์ดังต่อไปนี้

1. นักเศรษฐศาสตร์แรงงาน (labor economists) ของทั้งสองฝ่ายจะออกมาประชันข้อมูลกันให้สาธารณะดูตามสื่อต่างๆ ต่างฝ่ายก็งัดสถิติและตัวเลขมาโชว์เพื่อสนับสนุนตรรกะ

2. ประชาชนได้ดูข้อมูลสารพัด สมาคมล็อบบี้ต่างๆก็ล็อบบี้กันไป นักข่าวทีสนับสนุนแรงงานก็วิ่งไปทำข่าวเสนอชีวิตแรงงานเพื่อเีรียกร้องความเห็นใจ แล้วก็เอาสถิติรายได้นักธุรกิจมาตีแผ่ให้คนร้องโอ้โหกันว่าทำไมมันได้เยอะจัง นักข่าวที่ไม่สนับสนุนก็ทำข่าวโต้แย้งว่าขึ้นค่าแรงแล้วคนจะตกงาน

ดิฉันก็รอดูอยู่ว่าเมื่อไรนักเศรษฐศาสตร์แรงงานที่เมืองไทยจะออกมาประชันข้อมูลกัน ก็ไม่รู้เขาประชันกันไปแล้วแต่ดิฉันตกข่าวหรือเปล่านะคะ ไม่มีเวลาอ่านข่าวเมืองไทยทุกวัน อาจตกข่าวค่ะ

กานดา นาคน้อย

[quote=กานดา นาคน้อย]ถ้าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว(หรือใกล้จะพัฒนา) เวลาการขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำเป็นประเด็นสาธารณะ จะเกิดปรากฎการณ์ดังต่อไปนี้

1. นักเศรษฐศาสตร์แรงงาน (labor economists) ของทั้งสองฝ่ายจะออกมาประชันข้อมูลกันให้สาธารณะดูตามสื่อต่างๆ ต่างฝ่ายก็งัดสถิติและตัวเลขมาโชว์เพื่อสนับสนุนตรรกะ

2. ประชาชนได้ดูข้อมูลสารพัด สมาคมล็อบบี้ต่างๆก็ล็อบบี้กันไป นักข่าวทีสนับสนุนแรงงานก็วิ่งไปทำข่าวเสนอชีวิตแรงงานเพื่อเีรียกร้องความเห็นใจ แล้วก็เอาสถิติรายได้นักธุรกิจมาตีแผ่ให้คนร้องโอ้โหกันว่าทำไมมันได้เยอะจัง นักข่าวที่ไม่สนับสนุนก็ทำข่าวโต้แย้งว่าขึ้นค่าแรงแล้วคนจะตกงาน

ดิฉันก็รอดูอยู่ว่าเมื่อไรนักเศรษฐศาสตร์แรงงานที่เมืองไทยจะออกมาประชันข้อมูลกัน ก็ไม่รู้เขาประชันกันไปแล้วแต่ดิฉันตกข่าวหรือเปล่านะคะ ไม่มีเวลาอ่านข่าวเมืองไทยทุกวัน อาจตกข่าวค่ะ[/quote]

ขอบคุณอาจารย์กานดาที่ตอบอย่างรวดเร็ว

ในความคิดผม นักวิชาการมี obligation ต่อสังคมโดยเฉพาะต่อภาคส่วนที่ powerless and disadvantaged แต่ในเมืองไทยเรามีแต่ความเงียบ ผมค่อนข้างจะเชื่อว่างานวิจัยที่ผมถามหาไม่มีในวงวิชาการไทย คิดดูสิครับ ในขณะที่ฝ่ายทุน (หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม industrialists) ประสานเสียงคัดค้านค่าจ้าง 300 บาท/วัน ข่มขู่จะเลิกจ้าง ย้ายโรงงาน โอดครวญว่าธุรกิจจะล่ม แต่ไม่มีเสียงพูดแทนแรงงาน ที่จะท้าทายความมีเหตุมีผลของคำโอดครวญว่าธุรกิจจะอยู่กับค่าแรง 300 บาท/วันไม่ได้ คือการโต้ตอบต้องมากกว่า narrative ที่ว่าแรงงานไทยไม่ใช่ทาส ใครจะตอบครับถ้าไม่ใช่คนที่สังคมจ้างมาให้คิด ให้วิจัย

วันก่อนนายกิตติรัตน์ ก็ออกมาส่งสัญญาณว่าต้องการเห็นค่าเงินบาทอ่อน เพื่ออะไร ก็ต้องเพื่อเอี้อการส่งออก ความที่ว่าภาคส่งออกรวมแล้วมากกว่า 70% ของมลรวมผลผลิตประชาชาติน่าจะสร้างความกังวลไม่น้อยในแง่ของความพึ่งพา (จำไม่ได้ว่าอ่านจากไหน แต่ประเทศส่งออกยักษ์ใหญ่อย่างญี่ปุ่นที่มีมูลค่าส่งออกมากกว่าไทยหลายเท่า ยังพึ่งพาบริโภคภายในกว่า 70%) แต่ในบ้านเราไม่มีการถกเถียงเรื่องนี้ มีแต่แซ่สร้องกันทุกส่วนรวมทั้งสื่อเมื่อตัวเลขส่งออกเพิ่มขึ้นปีละ 15-20% (โอ้ จากบทความนี้ ค่าแรงเพิ่มขึ้นแค่ 2% เองนะครับตั้งแต่ปี 2540) คับคล้ายคับคราว่า TDRI มีพูดถึง rebalancing ในรายงานประจำปีอะไรอย่างนั้น แต่ถ้าเราคิดจะ rebalance มันต้องเริ่มต้นจากการกระจายรายได้ จะกระจายรายได้ก็ต้องเริ่มจากค่าจ้างแรงงาน

ขอบคุณอาจารย์อีกครั้ง และจะรออ่านบทความครับ

กานดา นาคน้อย wrote:MI6

[quote=กานดา นาคน้อย][quote=MI6]ขึ้นได้แต่ไม่จ่าย จะทำไม เอาใบลาออกไหม
คุณไม่พอใจเงินเดือนก็ออกไป
นี่คือความจริง แต่นักวิชาการหน้าโง่กับไม่รู้เรื่อง..............
บ้าทฤษฏี ไอคนคิดนโยบายก็บ้าสิ้นดี คิดแต่หาเสียง แต่ทำไม่ได้จริง
เพราะไม่มีนักธุรกิจคนไหนที่ยอมขาดทุนหรอก
ยิ่ง sme เจ๋งสถานเดียว พิชิต[/quote]

ใครเจ๊งก็ปิดไป ให้คนที่เก่งกินส่วนแบ่งตลาดไปละกัน ไม่ก็ย้ายโรงงานไปกัมพูชาไปลาวก็ได้ถ้าไม่อยากจ้างคนไทย ให้มันรู้ไปว่าจะเจ๊งกันทั้งประเทศ ประเทศอื่นมันขึ้นค่าแรงกกันก็เห็นอยู่กันได้ มันเป็นยังไงบริษัทไทยถึงจะอยู่กันไม่ได้ ถ้าอยู่ไม่ได้ก็แสดงว่านักธุรกิจไทยไร้ฝีมือจริงๆ

เวลาไล่ออกก็ต้องจ่ายเงินชดเชยด้วยนะคะ ไม่งั้นก็ฟ้องร้องกันตามกฎหมายแรงงานไป ศาลไม่ขยับก็ลงสื่อกดดันกันไป โลกสมัยนี้เปลี่ยนแล้วนะคุณ[/quote]

คุณกานดาก็พูดแรงไป... สำหรับบริษัทขนาดใหญ่นี่ชอบนะครับ เพราะตัวเขาเองก็ขึ้นค่าแรงได้อยู่แล้ว ส่วน SMEs ก็เจ๊งไป ลดพวกคู่แข่งกองโจร และสุดท้ายบริษัทขนาดใหญ่ก็สามารถที่จะยึดส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นไปได้ ส่วนบริษัทเมื่อเจ๊งไปแล้ว เรื่องจ่ายเงินชดเชยก็ต้องไปว่ากันตามกฏหมายเหมือนกัน

เอาเป็นว่าเราลองนึกถึงอุตสาหกรรมอาหารก่อนละกัน ลองใช้ทฤษฎี 2 สูงไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเริ่มเห็นว่าบริษัทอาหารขนาดใหญ่แค่หยิบมือเดียวก็จะเขี่ย SMEs ออกจากตลาดไปได้เกือบหมด และเรียกได้ว่าถึงเวลายึดครองตลาดแบบเบ็ดเสร็จ เมื่อวันนั้นมาถึง คนที่จะโอดครวญมากที่สุดก็จะเป็นคนที่เรียกร้องมากที่สุด ก่อนที่จะขึ้นค่าแรงแบบสุดโต่งอย่างนี้ ทำไมไม่ลองพิจารณามองให้รอบด้านก่อน ผมไม่อยากให้การขึ้นค่าแรงจะกลายเป็นเหตุการณ์คล้ายๆ ปัญหาไข่ไก่ สุดท้ายแล้วเกษตรกรไข่ไก่เองจะอยู่ไม่ได้ ไม่รอดและผู้ชนะตอนจบก็จะกลายเป็นผู้ผลิตไข่ไก่ในรูปแบบอุตสาหกรรม

แต่โดยส่วนตัวผมก็ชอบนะให้ค่าแรงสูงขึ้น... งานนี้รู้สึกว่าคู่แข่งของบริษัทผมน่าจะหายไประดับหนึ่ง เลิกที่จะหั่นราคาตัดราคาแข่งแล้ว ขืนตัดราคาแข่งกันซี้ซั้ว งานนี้จุกยาว... (",)

คนกรุง wrote:กานดา นาคน้อย

[quote=คนกรุง][quote=กานดา นาคน้อย][quote=MI6]ขึ้นได้แต่ไม่จ่าย จะทำไม เอาใบลาออกไหม
คุณไม่พอใจเงินเดือนก็ออกไป
นี่คือความจริง แต่นักวิชาการหน้าโง่กับไม่รู้เรื่อง..............
บ้าทฤษฏี ไอคนคิดนโยบายก็บ้าสิ้นดี คิดแต่หาเสียง แต่ทำไม่ได้จริง
เพราะไม่มีนักธุรกิจคนไหนที่ยอมขาดทุนหรอก
ยิ่ง sme เจ๋งสถานเดียว พิชิต[/quote]

ใครเจ๊งก็ปิดไป ให้คนที่เก่งกินส่วนแบ่งตลาดไปละกัน ไม่ก็ย้ายโรงงานไปกัมพูชาไปลาวก็ได้ถ้าไม่อยากจ้างคนไทย ให้มันรู้ไปว่าจะเจ๊งกันทั้งประเทศ ประเทศอื่นมันขึ้นค่าแรงกกันก็เห็นอยู่กันได้ มันเป็นยังไงบริษัทไทยถึงจะอยู่กันไม่ได้ ถ้าอยู่ไม่ได้ก็แสดงว่านักธุรกิจไทยไร้ฝีมือจริงๆ

เวลาไล่ออกก็ต้องจ่ายเงินชดเชยด้วยนะคะ ไม่งั้นก็ฟ้องร้องกันตามกฎหมายแรงงานไป ศาลไม่ขยับก็ลงสื่อกดดันกันไป โลกสมัยนี้เปลี่ยนแล้วนะคุณ[/quote]

คุณกานดาก็พูดแรงไป... สำหรับบริษัทขนาดใหญ่นี่ชอบนะครับ เพราะตัวเขาเองก็ขึ้นค่าแรงได้อยู่แล้ว ส่วน SMEs ก็เจ๊งไป ลดพวกคู่แข่งกองโจร และสุดท้ายบริษัทขนาดใหญ่ก็สามารถที่จะยึดส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นไปได้ ส่วนบริษัทเมื่อเจ๊งไปแล้ว เรื่องจ่ายเงินชดเชยก็ต้องไปว่ากันตามกฏหมายเหมือนกัน

เอาเป็นว่าเราลองนึกถึงอุตสาหกรรมอาหารก่อนละกัน ลองใช้ทฤษฎี 2 สูงไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเริ่มเห็นว่าบริษัทอาหารขนาดใหญ่แค่หยิบมือเดียวก็จะเขี่ย SMEs ออกจากตลาดไปได้เกือบหมด และเรียกได้ว่าถึงเวลายึดครองตลาดแบบเบ็ดเสร็จ เมื่อวันนั้นมาถึง คนที่จะโอดครวญมากที่สุดก็จะเป็นคนที่เรียกร้องมากที่สุด ก่อนที่จะขึ้นค่าแรงแบบสุดโต่งอย่างนี้ ทำไมไม่ลองพิจารณามองให้รอบด้านก่อน ผมไม่อยากให้การขึ้นค่าแรงจะกลายเป็นเหตุการณ์คล้ายๆ ปัญหาไข่ไก่ สุดท้ายแล้วเกษตรกรไข่ไก่เองจะอยู่ไม่ได้ ไม่รอดและผู้ชนะตอนจบก็จะกลายเป็นผู้ผลิตไข่ไก่ในรูปแบบอุตสาหกรรม

แต่โดยส่วนตัวผมก็ชอบนะให้ค่าแรงสูงขึ้น... งานนี้รู้สึกว่าคู่แข่งของบริษัทผมน่าจะหายไประดับหนึ่ง เลิกที่จะหั่นราคาตัดราคาแข่งแล้ว ขืนตัดราคาแข่งกันซี้ซั้ว งานนี้จุกยาว... (",)[/quote]

ยินดีที่คุณชอบค่ะ อย่างนี้น่ารัฐบาลน่าจะเชิญคุณไปเป็นอาสาสมัครกล่อมหอการค้าฯกะสภาอุตสาหกรรมนะคะ เขาจะได้เข้าใจว่าบริษัทใหญ่ๆในกลุ่มเขาจะได้ประโยชน์แบบคุณ

ทวีชัย wrote:กานดา นาคน้อย

[quote=ทวีชัย][quote=กานดา นาคน้อย]ถ้าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว(หรือใกล้จะพัฒนา) เวลาการขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำเป็นประเด็นสาธารณะ จะเกิดปรากฎการณ์ดังต่อไปนี้

1. นักเศรษฐศาสตร์แรงงาน (labor economists) ของทั้งสองฝ่ายจะออกมาประชันข้อมูลกันให้สาธารณะดูตามสื่อต่างๆ ต่างฝ่ายก็งัดสถิติและตัวเลขมาโชว์เพื่อสนับสนุนตรรกะ

2. ประชาชนได้ดูข้อมูลสารพัด สมาคมล็อบบี้ต่างๆก็ล็อบบี้กันไป นักข่าวทีสนับสนุนแรงงานก็วิ่งไปทำข่าวเสนอชีวิตแรงงานเพื่อเีรียกร้องความเห็นใจ แล้วก็เอาสถิติรายได้นักธุรกิจมาตีแผ่ให้คนร้องโอ้โหกันว่าทำไมมันได้เยอะจัง นักข่าวที่ไม่สนับสนุนก็ทำข่าวโต้แย้งว่าขึ้นค่าแรงแล้วคนจะตกงาน

ดิฉันก็รอดูอยู่ว่าเมื่อไรนักเศรษฐศาสตร์แรงงานที่เมืองไทยจะออกมาประชันข้อมูลกัน ก็ไม่รู้เขาประชันกันไปแล้วแต่ดิฉันตกข่าวหรือเปล่านะคะ ไม่มีเวลาอ่านข่าวเมืองไทยทุกวัน อาจตกข่าวค่ะ[/quote]

ขอบคุณอาจารย์กานดาที่ตอบอย่างรวดเร็ว

ในความคิดผม นักวิชาการมี obligation ต่อสังคมโดยเฉพาะต่อภาคส่วนที่ powerless and disadvantaged แต่ในเมืองไทยเรามีแต่ความเงียบ ผมค่อนข้างจะเชื่อว่างานวิจัยที่ผมถามหาไม่มีในวงวิชาการไทย คิดดูสิครับ ในขณะที่ฝ่ายทุน (หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม industrialists) ประสานเสียงคัดค้านค่าจ้าง 300 บาท/วัน ข่มขู่จะเลิกจ้าง ย้ายโรงงาน โอดครวญว่าธุรกิจจะล่ม แต่ไม่มีเสียงพูดแทนแรงงาน ที่จะท้าทายความมีเหตุมีผลของคำโอดครวญว่าธุรกิจจะอยู่กับค่าแรง 300 บาท/วันไม่ได้ คือการโต้ตอบต้องมากกว่า narrative ที่ว่าแรงงานไทยไม่ใช่ทาส ใครจะตอบครับถ้าไม่ใช่คนที่สังคมจ้างมาให้คิด ให้วิจัย

วันก่อนนายกิตติรัตน์ ก็ออกมาส่งสัญญาณว่าต้องการเห็นค่าเงินบาทอ่อน เพื่ออะไร ก็ต้องเพื่อเอี้อการส่งออก ความที่ว่าภาคส่งออกรวมแล้วมากกว่า 70% ของมลรวมผลผลิตประชาชาติน่าจะสร้างความกังวลไม่น้อยในแง่ของความพึ่งพา (จำไม่ได้ว่าอ่านจากไหน แต่ประเทศส่งออกยักษ์ใหญ่อย่างญี่ปุ่นที่มีมูลค่าส่งออกมากกว่าไทยหลายเท่า ยังพึ่งพาบริโภคภายในกว่า 70%) แต่ในบ้านเราไม่มีการถกเถียงเรื่องนี้ มีแต่แซ่สร้องกันทุกส่วนรวมทั้งสื่อเมื่อตัวเลขส่งออกเพิ่มขึ้นปีละ 15-20% (โอ้ จากบทความนี้ ค่าแรงเพิ่มขึ้นแค่ 2% เองนะครับตั้งแต่ปี 2540) คับคล้ายคับคราว่า TDRI มีพูดถึง rebalancing ในรายงานประจำปีอะไรอย่างนั้น แต่ถ้าเราคิดจะ rebalance มันต้องเริ่มต้นจากการกระจายรายได้ จะกระจายรายได้ก็ต้องเริ่มจากค่าจ้างแรงงาน

ขอบคุณอาจารย์อีกครั้ง และจะรออ่านบทความครับ[/quote]

ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่า rebalance ที่ TDRI พูดถึงคืออะไรหรอกนะคะ จะ rebalance ก็ต้องนิยามก่อนว่าอะไรมัน imbalance ที่ตลาดไหน แล้วจะ rebalance ให้เหลือส่วนต่างเท่าไร

การเพิ่มค่าแรงคือการเพิ่มกำลังซื้อ ว่าตามผลงานเชิงประจักษ์แ้ล้ว การเพิ่มค่าแรงหลังจากส่งออกมานานเป็นบันไดไปสู่การขยายภาคบริการในประเทศ รายได้ประชาชาติที่เพิ่มขึ้นก็จะลดความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศ จะเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจานโยบายทั้งการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ

การบริหารประเทศแบบอนุรักษ์นิยมแบบไทยๆที่ผ่านมาจริงๆก็คือนโยบายกึ่งเมืองขึ้นนั่นแหละค่ะ คืือไม่คิดจะยกระดับประเทศเพื่อให้ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์หรอกนะคะ นายทุนไทยขอเพียงได้คุมแรงงานแล้วขายแรงงานราคาถูกเพื่อส่วนแบ่งกำไรจากทุนนอกเท่านั้น

สำหรับนายทุนเก่าแล้วไม่สำคัญหรอกค่ะว่าทุนนอกจะใหญกว่าเขาหรือเปล่า ขอแค่เขาได้คุมแรงงานในไทยแล้วเป็นต่อรองกะทุนนอกต่อไปก็พอใจ ขอแค่ทุนใหม่หย่ามาแหยมก็พอ

อย่าว่าแต่นายทุนเก่าเลยค่ะ

อย่าว่าแต่นายทุนเก่าเลยค่ะ มหาลัยไทยที่เก่าแก่ที่สุดอย่างจุฬาฯ (แต่ก็ยังอายุไม่มากตามมาตรฐานสากล คือเกิดหลังยุคล่าอาณานิคมหลายทศวรรษ) ยังไม่พยายามสร้างทรัพยากรบุคคลเลยค่ะ เห็นวุ่นวายแต่กะธุรกิจขายปลีกแถวสยามแถวสามย่าน รถไฟฟ้าก็ช่วยขนนักศึกษาไปช็อปปิ้ง แทนที่จะสร้างแรงงานมีทักษะ ดันสร้างแต่ผู้บริโภค แต่ก็ชอบด่าฝรั่งว่าสอนให้คนไทยบริโภคนิยม ดิฉันเป็นอาจารย์ไปสัมมนามาหลายประเทศ ก็ไม่เห็นมหาลัยประเทศไหนจะส่งเสริมนักศึกษาให้ไปช็อปปิ้งเท่าจุฬาฯนะคะ มหาลัยเอกชนสหรัฐฯหลายแห่งมีตึกให้เช่ามีที่ดินให้ห้างเช่า แต่ก็เอารายได้มาเป็นทุนการศึกษาทุนวิจัยมากมาย ไ่ม่ได้ผลิตแต่ผู้บริโภคส่งให้ห้างแบบจุฬา

แล้วพอจบมาทำไมแรงงานจากรั้วมหาลัยถึงได้ค่าแรงมากกว่าแรงงานไม่มีทักษะมากมาย ก็เพราะกดค่าแรงขึ้นต่ำให้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ

นอกจากส่งออกแล้ว

นอกจากส่งออกแล้ว บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยเพราะไทยคือตลาดใหญ่ด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะหนีหายไปไหนหรอกค่ะ จะไปหาประเทศไหนในอุษาคเนย์ที่บริโภคนิยมเท่าไทย?

ประชากรอินโดนีเซียใหญ่กว่าไทยก็จริง แต่อินโดเป็นประเทศเกาะ ขนส่งไม่สะดวกเท่าไทย นายทุนไทยก็รู้ๆอยู่ว่าบริษัทต่างชาติที่ขายสินค้าในไทยไม่หนีไปไหนกันหรอก

ตัวอย่า่งบริษัทต่างชาติที่ลงท

ตัวอย่า่งบริษัทต่างชาติที่ลงทุนเพื่อการบริโภคในประเทศไทยก็อุตสาหกรรมยานยนต์ (ส่งออกด้วยแต่ก็ส่งออกประเทศเพื่อนบ้านไทยมากมาย ส่งอะไหล่ไปต่างประเทศบ้างแต่ก็พึ่งตลาดในไทยมากๆค่ะ) เครื่องดื่ม ร้านอาหารเชน บริษัทยา (บางยี่ห้อมีโรงงานในไทยด้วย) ฯลฯ

ยกตัวอย่าง โค้กกะแม็คโดนัลด์ คุณจะขึั้นค่าแรงขึ้นต่ำเท่าไรก็ไม่หนีไปไหนหรอกค่ะ อีกร้อยปีไทยค่าแรงปรับสูงขึ้นเท่าไรคนไทยก็จะมีโค้้กกินกันอยู่ค่ะ เขาก็ขึั้นราคาสินค้าตาม ผู้บริโภคที่เงินเดือนปรับสูงขึ้นก็กินโค้กต่อไปได้ ถ้าเงินเดือนไม่ขึั้นเท่าราคาโค้ก ก็หันไปกินอย่างอื่นที่ราคาถูกกว่าได้

ความจริงแล้ว ไม่ว่าสหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ก็เคยเป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาแบบไทย แล้วใช้การส่งออกเป็นฐานผันตัว กลไกสำคัญคือการขึ้นค่าแรงและทำให้ภาคบริการขยายตัวในประเทศ จนสัดส่วนการส่งออกในรายได้ประชาชาติลดลง ถ้าคุณทวีชัยสนใจ ลองอ่านบทความนี้ดูนะคะ เขียนไว้นานแล้วเผื่อคุณยังไม่เคยอ่าน

http://prachatai.com/journal/2010/09/31191

กลไกที่ว่านี้มันคลาสสิคมาก ใครลงวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศแม้แต่ระดับป.ตรี(ที่ญี่ปุ่นหรือสหรัฐฯ ที่ไทยไม่รู้ค่ะ) ก็ต้องเคยเรียนว่าทำไมค่าแรงต้องปรับตัวขึ้นเมื่อการส่งออกขยายตัว มันเบสิคมากๆจนดิฉันรำคาญมากว่าเวลาปรับค่าแรงกันที่หอการค้ากะสภาอุตสาหกรรมก็ดีดดิ้นกันพรวดพราด

ชาวโลกเเขาก็ปรับค่าแรงกันจนเป็นประเทศมหาอำนาจ จนมาแบ่งเศษเงินทุนให้หอการค้ากะสภาอุตสาหกรรมไทย แล้วทำไมนักวิชาการไทยจึุงปล่อยให้หอการค้ากะสภาอุตสาหกรรมดีดดิ้นเป็นไส้เดือนโดนขี้เถ้าทุกทีเวลาขึ้นค่าแรง

ความงกของนายทุนไทยนี่อย่าให้เซดค่ะ ประเทศมหาอำนาจพัฒนาได้เพราะนายทุนเขาไม่งกเท่านายทุนไทยค่ะ บริจาคเพื่อการศึกษาเพื่อสังคมมากมาย บริจาคกันแบบไม่ต้องออกสื่อเอาหน้ากันด้วยซ้ำ

ขออีกหน่อยค่ะ เงิน 300

ขออีกหน่อยค่ะ
เงิน 300 บาทซื้อไม่ได้แม้กระั่ทั่งแกงส้มหนึ่งหม้อในร้านอาหารไทยในสยามพารากอนหรือเซ็นทรัลเวิร์ลด์นะคะ

น่าจะมีใครไปถ่ายรูปเมนูร้านอาหารตามห้างเหล่านี้มาโชว์เป็นเว็บประชาไทนะคะ ให้เห็นกันไปว่าลูกหลานสภาอุตสาหกรรม ลูกหลานผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลายกินแกงส้มหม้อนึงก็มากกว่าค่าแรงขึ้นต่ำทำงานทั้งวัน เงินเท่านี้ซื้อไวน์ดีๆซักแก้วยังไม่ได้เลย ราคาความดัดจริตที่ไทยสูงกว่านี้มากมาย ไม่เชื่อก็ลองไปดูเมนูร้านอาหารสปอร์ตคลับข้างจุฬาฯได้ค่ะ ค่าแรงขั้นต่ำสหรัฐฯ นี่ถ้าทำงานทั้งวันก็เข้าร้านสเต็กระดับ 3 ดาวค่ะ ไม่ได้ 4 ดาวหรือ 5 ดาวแต่ก็ัยังกินเสต็กได้

ประเทศไทยมันเอน็จอนาถก็ตรงนี้ค่ะ ฝรั่งเืพื่อนๆดิฉันหลายคนไปมาแล้วบอกว่าไม่อยากไปอีกแล้วเพราะไปแล้วหดหู่ ฝรั่งที่ไปไทยแล้วแฮ็ปปปี้ขอบไปบ่อยๆคือชอบที่่่่ได้ใช้เงินฝรั่งซื้อบริการถูกๆจากคนไทย

คนรวยที่ไทยเขาคิดไม่ได้หรอกค่ะว่าสิ่งที่เขาคิดหรือทำน่ะมันเอน็จอนาถในสายต่าฝรั่งที่มีศีลธรรม เพราะเขาเคยชินแต่กะฝรั่งที่หลอกเอาผลประโยชน์จากไทยในสภาวะกึ่งเืมืองขึ้น

เอา"เมนูเลี้ยงลูก"ในสปอร์ตคลั

เอา"เมนูเลี้ยงลูก"ในสปอร์ตคลับข้างจุฬาฯมาฝากค่ะ

http://www.fallabellabangkok.com/fallabella_promotions_detail.php?promotionid=5

อาหารสเปนกินเรียกน้ำย่อยเล่นๆ 129 บาท (ราคาพิเศษทุกวันพุธ 99 บาท)
น้ำซุป สลัดผักและพิซซา 350 บาท (ราคาพิเศษทุกวันพุธ 299 บาท)
พาสต้า(ก๋วยเตี๋ยวอิตาลี) 290 บาท (ราคาพิเศษทุกวันพุธ 169 บาท)

"คนมีรสนิยม"ในไทยนี่ไม่นิยมไทยนะคะ เห็นฝรั่งขี่ม้าเล่นโปโลก็อยากเลียนแบบฝรั่ง ถึงได้สร้างสปอร์ตคลับกันก่อนสร้างจุฬาฯอีกค่ะ แต่พอคนจนในไทยอยากศิวิไลซ์มั่งกลับโดนด่าว่าฟุั้งเฟ้อ !!!

ค่าแรง 300 บาทนี่ไม่ต้องหวังลืมตาอ้าปากผ่อนคอนโดรูหนูหรอกนะคะ ค่าแรงเท่านี้ก็ต้องเช่าบ้านตลอดชีิวิต แค่แฟลตก็ผ่อนไม่ได้ค่ะ

นีล่ะ่ค่ะ ระบบเศรษฐกิจแบบกึ่งทุนนิยมกึ่งศักดินากึ่งเมืองขึ้น

วิธีคิดที่ดิฉํนคิดก็ไม่ได้แปล

วิธีคิดที่ดิฉํนคิดก็ไม่ได้แปลกประหลาด ประเทศไหนเขาก็คิดเรื่องค่าครองชีพพื้นฐานกันทั้งนั้น

คิดว่าคนเราจะอยู่ได้แบบพึ่งตัวเองได้น่ะต้องกินต้องใช้ยังไง ค่าขนส่ง ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย ฯลฯ มีนักวิจัยในกระทรวงการค้าทุกประเทศที่ต้องสำรวจราคาสินค้า แน่นอนว่าคนรวยบริโำภคไม่เหมือนคนจน แต่ใครคัดค้านค่าแรง 300 บาทก้น่าจะทดลองใช้ชีวิต 300 ต่อวันซักเดือนนึง จะได้รู้ว่ามันเอน็จอนาถแค่ไหน

ระบบไทยนี่ไม่ยอมคิดเผื่อค่าที่อยู่อาศัย จะให้อาศัยซุกหัวนอนในห้องเช่ารูหนูไปตลอดชีวิต ให้แ่่ค่้กิน ค่าการศึกษาลูกก็ไม่ให้ ให้ส่งลูกเรียนโรงเรียนวัดข้างบ้านไปชั่วชีวิตมังคะ

ขนาดคนชั้นกลางซื้อคอนโดยังรูหนูเลยค่ะ ดิฉันเห็นคอนโดสำหรับคนชั้นกลางที่เมืองไทยแล้วตกใจ คับแคบยิ่งกว่าคอนโดที่ญี่ปุ่น

นี่แหละประเทศที่ไม่เป็นประชาธ

นี่แหละประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย พอคนเขาลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อการมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ก็จะถูกใส่ร้ายสารพัดสมัยก่อนก็จะกล่าวหาว่าเป็นพวกคอมมูนิสต์ พอมายุคปัจจุบันก็กล่าวหาว่า ล้มเจ้า โครงสร้างสังคมทาสยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปประเทศจึงล้าหลัง ประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเขาไปถึงไหนกันแล้ว อำมาตย์ในญี่ปุ่นเขาไม่มาจุ้นกับงานการบ้านการเมืองเหมือนอย่างประเทศไทยจนคนแบ่งสีเหลือง สีแดง หลากสี สีเหย..วุ่นวายฆ่ากันเหมือนมุษุย์ป่าเถือน แค่ปรับค่าจ้าง 300 บาทก็จะเป็นจะตาย กลุ่มศักดินา นายทุนหน้าม้าโวยวายเหมือนอยากจะให้คนไทยเป็นทาสไปนานเท่าที่มันจะแข็งขืนต่อไปได้ เซ็งนะ.

ขอบคุณอาจารย์กานดา

ขอบคุณอาจารย์กานดา อ่านแล้วได้มุมมองที่เป็นประโยชน์ จะติดตามอ่านบทความของอาจารย์ต่อ

ผมว่าค่าแรง 300

ผมว่าค่าแรง 300 บาทมันยังน้อยไปด้วยซ้ำ
ธุรกิจต้องปรับตัวครับ ไม่ใช่ให้คนงานระดับล่างตายแหล่มิตายแหล่
อีกอย่างมันอาจจะช่วยลดช่องว่างในสังคมได้บ้าง เล็กน้อยก็ยังดี
ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กจบจากจุฬาออกมารับเงินเดือนสูงลิ่วอย่างเดียว
ทั้งๆที่เด็กจบใหม่ที่ไหนๆ ใครๆมันก็ยังทำงานไม่เป็นเหมือนๆกันนั่นแหละ

ส่วนการเปิดโอกาสให้ SME มันยังมีปัจจัยอื่นที่จะเกื้อหนุนอีกเยอะ
ค่าแรงไม่ใช่ปัจจัยเดียวของการทำธุรกิจ ถ้าคิดว่าธุรกิจนั้นต้องใช้ค่าแรงถูกเท่านั้น
ก็สมควรต้องย้ายฐานการผลิตไปที่ประเทศเพื่อนบ้านแทน
อย่างพวกรองเท้า-สิ่งทอ เขาก็ย้ายไปเวียดนาม-ลาว-เขมร ก็แค่นั้นเอง
ธุรกิจที่จะทำกันได้มันยังมีอีกตั้งเยอะตั้งแยะ ไม่ใช่จะมาคอยแต่ขูดรีดจากแรงงาน

การที่เกิดการผูกขาดโดยบริษัทใหญ่ในเมืองไทยนั้น
มันแทบจะไม่เกี่ยวอะไรกันกับค่าแรงเลย
แต่การสร้างเงื่อนไขการลงทุน การให้โควต้า
มาตรการทางด้านภาษี ทางด้านกฏหมาย ต่างหาก
ที่เอื้อและก่อให้เกิดธุรกิจผูกขาดในไทย

อย่างปัจจุบันอุตสาหกรรมเหล็กในไทยก็ยังคงถูกอุ้มสุดฤทธิ์สุดเดช
อย่างกลุ่มผู้ผลิตเหล็กสหวิริยางี้ เอะอะอะไรก็ขาดทุนๆ
สู้เขาไม่ได้ ต้องมีมาตรการทางภาษี ทางกฎหมายช่วยไม่ให้นำเข้าเหล็ก
ไปๆมาๆก็เลยจนแย่ จนมีเงินไปซื้อโรงเหล็กถึงอังกฤษโน่น...เป็นไง

กลุ่มบริษัทผลิตเหล็กรูปพรรณก็ใช่ย่อย
มีการออกกฎหมายช่วยไม่ให้มีการนำเข้าเหล็กรูปพรรณ
ด้วยการหลบไปใช้มาตรการทางกระทรวงอุตสาหกรรม
เหล็กต้องมี marking ยังโง้นยังงี้ และเป็นตัวนูน ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกัน
เหล็กจากประเทศอื่นๆ ก็เลยนำเข้ามาไม่ได้ ผู้ผลิตเหล็กในไทยก็ขายกันแพงสบายใจไป
ผู้เสียประโยชน์ก็คือประชาชนทั้งประเทศ ที่ต้องซื้อเหล็กแพงทั้งปีทั้งชาติ ปีๆไม่รู้เท่าไหร่
ก็คงต้องซื้อเหล็กแพงกันไปทั้งชาตินี้ชาติหน้า และชาติต่อๆไป...ก็ทุกๆชาติไปนั่นแหละครับ

ในอดีตเคยมีโรงงานผลิตหลอดภาพทีวีในไทยผูกขาดอยู่เจ้าเดียว
ผลิตส่งขายให้กับทุกยี่ห้อสบายใจเฉิบ ไร้คู่แข่งเพราะบริษัทอื่นผลิตไม่ได้
ไม่ใช่เพราะคนอื่นเขาผลิตกันไม่เป็นหรอกนะ แต่เงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนไม่เหมือนกัน
ทั้งๆที่บริษัทของไทยเราต้องซื้อโนฮาวจากมิตซูบิชิมาทำการผลิต
สงสัยเป็นเพราะบริษัทที่ว่าอยู่ในเครือซีเมนต์ไทยมั้ง ก็เลยเส้นใหญ่กว่าใครเขา
สมัยนั้นภาคเศรษฐกิจของไทยถูกกุมชะตาโดยทุนใหญ่ ทุนหนัก ทุนโคตรเก่าแก่
อะไรๆจึงเอื้อให้กลุ่มของตนเองเต็มที่ อย่างรมว.คลังต้องมาจากนายแบงค์ในกลุ่มงี้...เป็นสูตรสำเร็จ
ยังดีนะตอนนี้ เขาไม่ได้ซื่อโนฮาวจอทีวี Plasma, LCD หรือ LED มาทำการผลิต
ไม่งั้นเมืองไทยต้องซื้อทีวีกันแพงลิ่วอีกรอบแน่ๆเลย สงสัยทุนใหญ่นึกไม่ถึง
ว่าเทคโนโลยีจอภาพของเกาหลีและไต้หวันมันจะไปเร็วได้ขนาดนี้

บ่นไปก็เท่านั้นแหละ(วะ) ไอ้คนที่มันไม่สนใจมันก็ไม่สนใจวันยังค่ำ
ก็ช่างหัวมันเถอะ ประเทศไทยไม่ใช่ของเรา(นี่หว่า) ใครเป็นเจ้าของ(วะ)

กานดา นาคน้อย

[quote=กานดา นาคน้อย]ตัวอย่า่งบริษัทต่างชาติที่ลงทุนเพื่อการบริโภคในประเทศไทยก็อุตสาหกรรมยานยนต์ (ส่งออกด้วยแต่ก็ส่งออกประเทศเพื่อนบ้านไทยมากมาย ส่งอะไหล่ไปต่างประเทศบ้างแต่ก็พึ่งตลาดในไทยมากๆค่ะ) เครื่องดื่ม ร้านอาหารเชน บริษัทยา (บางยี่ห้อมีโรงงานในไทยด้วย) ฯลฯ

ยกตัวอย่าง โค้กกะแม็คโดนัลด์ คุณจะขึั้นค่าแรงขึ้นต่ำเท่าไรก็ไม่หนีไปไหนหรอกค่ะ อีกร้อยปีไทยค่าแรงปรับสูงขึ้นเท่าไรคนไทยก็จะมีโค้้กกินกันอยู่ค่ะ เขาก็ขึั้นราคาสินค้าตาม ผู้บริโภคที่เงินเดือนปรับสูงขึ้นก็กินโค้กต่อไปได้ ถ้าเงินเดือนไม่ขึั้นเท่าราคาโค้ก ก็หันไปกินอย่างอื่นที่ราคาถูกกว่าได้

ความจริงแล้ว ไม่ว่าสหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ก็เคยเป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาแบบไทย แล้วใช้การส่งออกเป็นฐานผันตัว กลไกสำคัญคือการขึ้นค่าแรงและทำให้ภาคบริการขยายตัวในประเทศ จนสัดส่วนการส่งออกในรายได้ประชาชาติลดลง ถ้าคุณทวีชัยสนใจ ลองอ่านบทความนี้ดูนะคะ เขียนไว้นานแล้วเผื่อคุณยังไม่เคยอ่าน

http://prachatai.com/journal/2010/09/31191

กลไกที่ว่านี้มันคลาสสิคมาก ใครลงวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศแม้แต่ระดับป.ตรี(ที่ญี่ปุ่นหรือสหรัฐฯ ที่ไทยไม่รู้ค่ะ) ก็ต้องเคยเรียนว่าทำไมค่าแรงต้องปรับตัวขึ้นเมื่อการส่งออกขยายตัว มันเบสิคมากๆจนดิฉันรำคาญมากว่าเวลาปรับค่าแรงกันที่หอการค้ากะสภาอุตสาหกรรมก็ดีดดิ้นกันพรวดพราด

ชาวโลกเเขาก็ปรับค่าแรงกันจนเป็นประเทศมหาอำนาจ จนมาแบ่งเศษเงินทุนให้หอการค้ากะสภาอุตสาหกรรมไทย แล้วทำไมนักวิชาการไทยจึุงปล่อยให้หอการค้ากะสภาอุตสาหกรรมดีดดิ้นเป็นไส้เดือนโดนขี้เถ้าทุกทีเวลาขึ้นค่าแรง

ความงกของนายทุนไทยนี่อย่าให้เซดค่ะ ประเทศมหาอำนาจพัฒนาได้เพราะนายทุนเขาไม่งกเท่านายทุนไทยค่ะ บริจาคเพื่อการศึกษาเพื่อสังคมมากมาย บริจาคกันแบบไม่ต้องออกสื่อเอาหน้ากันด้วยซ้ำ[/quote]

ได้อ่านตั้งแต่ประชาไทตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้ว เก็บไว้ใน folder กานดา นาคน้อย มีบทความเศรษฐศาสตร์สามัญสำนึกอยู่ด้วย 5 บทความ แก่แล้วเลยจำไม่ค่อยแม่น ตอนอ่านยังชื่นชมว่ามีนักเศรษฐศาสตร์ไทยที่ใช้วิธีวิเคราะห์ของเศรษฐศาสตร์การเมือง และมีจุดยืนสังคมการเมืองคล้ายตัวเอง เศรษฐศาสตร์ล้วน ๆ ในอคติของผมเป็น dismal science ;)

นายทุนไทยก็ "บริจาค" นะครับ ไม่เชื่อเปิดโทรทัศน์ตอน 8 โมงเย็นดูสิครับ แอนดรูว์ คาร์เนกี้เคยเขียนไว้ว่าเขาใช้ครึ่งชีวิตช่วงแรกสะสมเงินให้มากที่สุด แล้วใช้ชีวิตที่เหลือบริจาคเงินที่มีให้หมด คาร์เนกี้ไม่ใช่ตัวอย่างเดียวนะครับ นายทุนไทยรู้แล้วจะสดุดใจบ้างไหม ถ้าบังเอิญไปแตะต่อมคุณธรรมเข้าบ้าง ลองบริจาคโดยตรง กุศลจากการบริจาคจะอิ่มเอิบกว่า ผมรับรองครับ

เอาเป็นว่าจะติดตามงานของอาจารย์ และขอบคุณที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดความเห็น

กานดา นาคน้อย

[quote=กานดา นาคน้อย][quote=คนกรุง

ใครเจ๊งก็ปิดไป ให้คนที่เก่งกินส่วนแบ่งตลาดไปละกัน ไม่ก็ย้ายโรงงานไปกัมพูชาไปลาวก็ได้ถ้าไม่อยากจ้างคนไทย ให้มันรู้ไปว่าจะเจ๊งกันทั้งประเทศ ประเทศอื่นมันขึ้นค่าแรงกกันก็เห็นอยู่กันได้ มันเป็นยังไงบริษัทไทยถึงจะอยู่กันไม่ได้ ถ้าอยู่ไม่ได้ก็แสดงว่านักธุรกิจไทยไร้ฝีมือจริงๆ

เวลาไล่ออกก็ต้องจ่ายเงินชดเชยด้วยนะคะ ไม่งั้นก็ฟ้องร้องกันตามกฎหมายแรงงานไป ศาลไม่ขยับก็ลงสื่อกดดันกันไป โลกสมัยนี้เปลี่ยนแล้วนะคุณ[/quote]

คุณกานดาก็พูดแรงไป... สำหรับบริษัทขนาดใหญ่นี่ชอบนะครับ เพราะตัวเขาเองก็ขึ้นค่าแรงได้อยู่แล้ว ส่วน SMEs ก็เจ๊งไป ลดพวกคู่แข่งกองโจร และสุดท้ายบริษัทขนาดใหญ่ก็สามารถที่จะยึดส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นไปได้ ส่วนบริษัทเมื่อเจ๊งไปแล้ว เรื่องจ่ายเงินชดเชยก็ต้องไปว่ากันตามกฏหมายเหมือนกัน

เอาเป็นว่าเราลองนึกถึงอุตสาหกรรมอาหารก่อนละกัน ลองใช้ทฤษฎี 2 สูงไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเริ่มเห็นว่าบริษัทอาหารขนาดใหญ่แค่หยิบมือเดียวก็จะเขี่ย SMEs ออกจากตลาดไปได้เกือบหมด และเรียกได้ว่าถึงเวลายึดครองตลาดแบบเบ็ดเสร็จ เมื่อวันนั้นมาถึง คนที่จะโอดครวญมากที่สุดก็จะเป็นคนที่เรียกร้องมากที่สุด ก่อนที่จะขึ้นค่าแรงแบบสุดโต่งอย่างนี้ ทำไมไม่ลองพิจารณามองให้รอบด้านก่อน ผมไม่อยากให้การขึ้นค่าแรงจะกลายเป็นเหตุการณ์คล้ายๆ ปัญหาไข่ไก่ สุดท้ายแล้วเกษตรกรไข่ไก่เองจะอยู่ไม่ได้ ไม่รอดและผู้ชนะตอนจบก็จะกลายเป็นผู้ผลิตไข่ไก่ในรูปแบบอุตสาหกรรม

แต่โดยส่วนตัวผมก็ชอบนะให้ค่าแรงสูงขึ้น... งานนี้รู้สึกว่าคู่แข่งของบริษัทผมน่าจะหายไประดับหนึ่ง เลิกที่จะหั่นราคาตัดราคาแข่งแล้ว ขืนตัดราคาแข่งกันซี้ซั้ว งานนี้จุกยาว... (",)[/quote]

ยินดีที่คุณชอบค่ะ อย่างนี้น่ารัฐบาลน่าจะเชิญคุณไปเป็นอาสาสมัครกล่อมหอการค้าฯกะสภาอุตสาหกรรมนะคะ เขาจะได้เข้าใจว่าบริษัทใหญ่ๆในกลุ่มเขาจะได้ประโยชน์แบบคุณ[/quote]

ผมมิอาจเอื้อมครับ ผมรู้แต่ว่า คนที่ออกมาประกาศปาวปาวเรื่องปัญหาที่จะเกิดเมื่อขึ้นค่าแรง กลับไม่ใช่กลุ่มที่เดือดร้อน (ไม่เห็นมี SME ซักเจ้าหนึ่ง) สื่อก็เหมือนกัน ทุกเล่ม ทุกช่อง ไม่เห็นจะถาม SME ซักเจ้า แล้วให้บริษัทใหญ่บอกว่า SMEs จะเดือดร้อน สื่อก็เขียนเสนอไปตามนั้น สรุปแล้ว SMEs เดือดร้อนจริงรึเปล่าหล่ะ

แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในบางอุตสาหกรรม เราไม่สามารถขายของแข่งกับ จีน อินเดีย บังคลาเทศ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ แล้วเราจะช่วยผู้ประกอบการเหล่านั้นอย่างไร หรือเราต้องปล่อยให้เขาเป็นบุคคลล้มละลาย ภาระให้กับสังคมหรือ

คุณกานดาครับ เรื่องคนตกงานเพราะค่าแรงขึ้นไม่ใช่ประเด็นหรอก เพราะถ้าไม่เลือกงาน มีงานแน่นอน เช่น เฝ้า เซเว่น ทำงานห้างที่เกิดทุกหัวมุมเมือง ทุกวันนี้ไม่ต้องหาแล้วแรงงานไทยในภาคอุตสาหกรรม เพราะภาคบริการกวาดเรียบ เด็กปั๊มยังขาดเลย

เหรียญมีอยู่ 2 ด้าน

เหรียญมีอยู่ 2 ด้าน อย่ามองแค่ด้านเดียว หรืออย่าดันทุรังเอาเหรียญหน้าเดียวกันมาแปะกาวตาช้างแล้วมอง ธุรกิจบางตัว บางอย่างก็มีอำนาจในการจ้างแรงงานในอัตราที่ด่างกัน ถ้าต้องการให้ทุกคนอยู่ได้มีสุข ควรจะตรวจผลประกอบการของทุกบริษัทเลยดีไหมว่ามีผลประกอบการ มีจำนวนสินทรัพย์และหนี้สินหรือมีปัจจัยอะไรของในวงธุรกิจนั้น ๆ ธุรกิจไหนที่มีศักยภาพขึ้นค่าแรงได้ ก็ให้ขึ้น ธุรกิจไหนที่ขึ้นไม่ได้ก็อนุโลม เจ้าของธุรกิจบางที่หรือบางประเภท ก็มีที่พักให้กับพนักงานแล้ว ทั้งค่าน้ำและค่าไฟก็จ่ายให้ จ่ายอัตราค่าแรงตามที่กฏหมายเดิมกำหนด คนที่มีเหลือใช้ก็เยอะ แต่คนที่บอกว่าไม่พอก็เพราะเอาเงินส่วนที่เหลือไปลงกับการพนัน วงเหล้า แบบนี้แล้วแม้ให้ค่าแรงเท่านายกรัฐมนตรีก็เห็นจะบอกว่าเงินไม่พอใช้อยู่ดี

กานดา นาคน้อย

[quote=กานดา นาคน้อย]เอา"เมนูเลี้ยงลูก"ในสปอร์ตคลับข้างจุฬาฯมาฝากค่ะ

http://www.fallabellabangkok.com/fallabella_promotions_detail.php?promotionid=5

อาหารสเปนกินเรียกน้ำย่อยเล่นๆ 129 บาท (ราคาพิเศษทุกวันพุธ 99 บาท)
น้ำซุป สลัดผักและพิซซา 350 บาท (ราคาพิเศษทุกวันพุธ 299 บาท)
พาสต้า(ก๋วยเตี๋ยวอิตาลี) 290 บาท (ราคาพิเศษทุกวันพุธ 169 บาท)

"คนมีรสนิยม"ในไทยนี่ไม่นิยมไทยนะคะ เห็นฝรั่งขี่ม้าเล่นโปโลก็อยากเลียนแบบฝรั่ง ถึงได้สร้างสปอร์ตคลับกันก่อนสร้างจุฬาฯอีกค่ะ แต่พอคนจนในไทยอยากศิวิไลซ์มั่งกลับโดนด่าว่าฟุั้งเฟ้อ !!!

ค่าแรง 300 บาทนี่ไม่ต้องหวังลืมตาอ้าปากผ่อนคอนโดรูหนูหรอกนะคะ ค่าแรงเท่านี้ก็ต้องเช่าบ้านตลอดชีิวิต แค่แฟลตก็ผ่อนไม่ได้ค่ะ

นีล่ะ่ค่ะ ระบบเศรษฐกิจแบบกึ่งทุนนิยมกึ่งศักดินากึ่งเมืองขึ้น[/quote]

แพงจังเลยร้าน fellacio
เอพิมพ์อะไรผิดหรือป่าว

กานดา นาคน้อย

[quote=กานดา นาคน้อย]เอา"เมนูเลี้ยงลูก"ในสปอร์ตคลับข้างจุฬาฯมาฝากค่ะ

http://www.fallabellabangkok.com/fallabella_promotions_detail.php?promotionid=5

อาหารสเปนกินเรียกน้ำย่อยเล่นๆ 129 บาท (ราคาพิเศษทุกวันพุธ 99 บาท)
น้ำซุป สลัดผักและพิซซา 350 บาท (ราคาพิเศษทุกวันพุธ 299 บาท)
พาสต้า(ก๋วยเตี๋ยวอิตาลี) 290 บาท (ราคาพิเศษทุกวันพุธ 169 บาท)

"คนมีรสนิยม"ในไทยนี่ไม่นิยมไทยนะคะ เห็นฝรั่งขี่ม้าเล่นโปโลก็อยากเลียนแบบฝรั่ง ถึงได้สร้างสปอร์ตคลับกันก่อนสร้างจุฬาฯอีกค่ะ แต่พอคนจนในไทยอยากศิวิไลซ์มั่งกลับโดนด่าว่าฟุั้งเฟ้อ !!!

ค่าแรง 300 บาทนี่ไม่ต้องหวังลืมตาอ้าปากผ่อนคอนโดรูหนูหรอกนะคะ ค่าแรงเท่านี้ก็ต้องเช่าบ้านตลอดชีิวิต แค่แฟลตก็ผ่อนไม่ได้ค่ะ

นีล่ะ่ค่ะ ระบบเศรษฐกิจแบบกึ่งทุนนิยมกึ่งศักดินากึ่งเมืองขึ้น[/quote]

เอาเมนูนี้มาให้ดูเพื่อ?
ยอมรับว่าค่าแรง 300 นั้นก็ดูไม่มากและไม่น้อย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าธุรกิจแต่ละชนิดนั้นไม่เหมือนกัน บางชนิดมีกำไรต่อหน่วยน้อย เพื่อให้ขายได้ปริมาณมาก เช่นขนม และอาหาร แต่บางชนิดต้องมีกำไรมาก เพราะเป็นสิ่งที่นาน ๆ คนจะซื้อใช้ซักที เช่นเครื่องมือช่างประเภทเครื่องกลึงเหล็ก ดังนั้นการที่มีคนออกมาบอกว่าการขึ้นค่าแรง 300 บาทอย่างทั่วถึงไม่เป็นธรรมนั้นมันถูกแล้ว จึงมีการเสนอให้มีการผ่อนผันกันเป็นรายธุรกิจไป

พวกทุนนิยมกำมะลอศักดินาก็เงี้

พวกทุนนิยมกำมะลอศักดินาก็เงี้ยะ.......

บ้านนี้เมืองนี้...จำเนียรกาลผ่านไป5-60ปี มันเป็นได้แค่ขี้ข้าสายพานการผลิต แค่นั้นเองหรือ?
มันรวยอยู่แต่พวกเจ้าของบริษัทส่งออก เจ้าของนิคม นายทุนธนาคาร แลนด์ลอร์ด
แล้วไอ้พวกอีลีตทั้งเจ้าทั้งเจ๊ก ก็พาก็สร้างโร้ดแมปแห่งความงมงาย เพื่อไม่ให้ปชช.ฉลาด
จะได้สูบเลือดแรงงานราคาถูกต่อไปนานๆ

พอปชช.จะลืมตาอ้าปาก พอตัวเองเริ่มจะเสียผลประโยชน์
พวกมันก็ออกมาแหกปาก ร้องแรกแหกกระเฌอ
มันจะกอบโกยกันไปถึงไหน!!!

ขึ้นค่าแรงอย่างเดียวยังไม่พอหรอก จะเห็นประสิทธิภาพของทุนนิยมที่แท้ ต้องทำให้สังคมมีกติกาเท่าเทียมกันเสียก่อน
จะต้องไปทุบกล่องดวงใจของไอ้พวกอีลีต คือ...

1.ทำลายโครงสร้างอำนาจนอกระบบ ที่ทำตัวเป็นบิ๊กบราเธอร์
นี่แหละคือต้นตอแห่งคอร์รัปชั่นทั้งหลายทั้งภาครัฐ การเมือง เอกชน

2.ปฎิรูปที่ดิน

3.จัดเก็บภาษีมรดก

เป็นโอกาสทองของแรงงานต่างชาติ

เป็นโอกาสทองของแรงงานต่างชาติแล้วเมื่อก่อนนั้นไปตีเมืองกันก็กวาดต้อนคนมาใช้แรงงานแต่ทุกวันนี้ไม่ต้องเขามาเองดูแลพวกเขาหน่อยหากไม่มีพวกเขาประเทศเราแย่นะเพราะแรงงานไทยแม้จะจ้าง 300 บาท/วันไม่พอใจขึ้นมาพวกหยุดงานประท้วงเอาดื้อๆทำให้ธุรกิจเจ้งบ๊องส์เอาง่ายๆ