สุรพศ ทวีศักดิ์: ธรรมะคือเสรีภาพ

คำว่า “ธรรมะ” เป็นคำที่ใช้กันในวัฒนธรรมทางศาสนาหลายศาสนาของอินเดียมายาวนานกว่า 5,000 ปี ก่อนสมัยพุทธกาล ฉะนั้นจึงเป็นคำที่มีความหมายซับซ้อนมาก และมีวิธีทำความเข้าใจหลายวิธี

ผมคิดว่าวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจความหมายของธรรมะที่น่าจะตรงตามความหมายของพุทธศาสนามากที่สุด คือ “วิธีถอดความหมายของธรรมะจากบุคลิกภาพของพุทธะ”

เมื่อพิจารณาจากบุคลิกภาพของพุทธะ สิ่งที่เราเห็นได้ชัดที่สุดคือ “เสรีภาพ”

เสรีภาพที่ว่านี้ หมายถึงความเป็นอิสระในการกำหนดตนเอง หรือความเป็นอิสระในการปกครองตนเองด้วยการเลือกการกระทำ หรือวิถีชีวิตที่ถูกต้องสำหรับตนเอง ซึ่งแสดงออกโดยการมีอิสระของเจตจำนง (freedom of the will) หรือมีเจตนาอิสระในการเลือกการกระทำที่เหตุผลหรือปัญญาบอกว่าถูกต้อง

เช่น ที่ราเห็นได้จากบุคลิกภาพของพุทธะ (ตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ) เมื่อท่านใช้เหตุผลพิจารณาเรื่องความแก่ ความเจ็บป่วย ความตาย และวิถีชีวิตสมณะ แล้วเห็นว่า “การแสวงหาอิสรภาพทางจิตวิญญาณ (นิพพาน) เป็นสิ่งที่ถูกต้อง” และเป็น “ความถูกต้องที่ต้องทำอย่างปราศจากเงื่อนไข” ซึ่งหมายความว่า แม้จะต้องเจ็บปวดจากการฝืนความต้องการของพ่อที่อยากให้เป็นกษัตริย์ จากการพลัดพรากครอบครัว คนรัก ลูก หรือความสุขสบายใดๆ ก็ต้องเลือก “การแสวงหาอิสรภาพทางจิตวิญญาณ” เพราะนี่คือ “ความถูกต้องที่ต้องทำ”

ฉะนั้น การตัดสินใจเลือกทำสิ่งที่เหตุผลหรือปัญญาเห็นว่าถูกต้อง จึงหมายความว่าสิทธัตถะมี “เสรีภาพของเจตจำนง” หรือมี “อิสระในการตัดสินใจ” ซึ่งเป็นเสรีภาพจากอิทธิพลของพ่อ (หรือรัฐ) ฐานันดร ครอบครัว และอื่นๆ

เมื่อสิทธัตถะ ไปเรียนรู้และปฏิบัติตามสำนักของอาจารย์ต่างๆ แล้วพบว่า แนวทางที่ศึกษาและปฏิบัติกันอยู่นั้นไม่ได้ก่อเกิดอิสรภาพที่แท้จริง ก็จึงตัดสินใจเลือกทางอื่นๆ ซึ่งหมายถึงมีเสรีภาพจากอิทธิพลของอาจารย์ หรือจากการยึดติดในความคิด หลักคำสอนของอาจารย์

จากนั้นจึงนำลัทธิความเชื่อต่างๆ มาทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง เช่น ความเชื่อเรื่องการแสวงหาความสุขทางกามารมณ์อย่างเต็มที่แล้วพ้นทุกข์ได้ (ลัทธิกามสุขัลลิกานุโยค-พุทธประวัติฉบับมหายานระบุว่าพุทธะเคยทดลองปฏิบัติลัทธินี้ และลัทธิอัตตกิลมถานุโยคด้วย) และความเชื่อเรื่องการทรมานร่างกายอย่างถึงที่สุดแล้วจะหลุดพ้นได้ (อัตตกิลมถานุโยค-พุทธประวัติเถรวาทพูดถึงการทดลองลัทธินี้)  

เมื่อทดลองแล้วไม่ก่อเกิดอิสรภาพทางจิตวิญญาณ จึงตัดสินใจ “เลิกเดินตาม” ลัทธิความเชื่อใดๆ ซึ่งหมายถึง มีเสรีภาพจากระบบความเชื่อ จารีตปฏิบัติทางศาสนาที่เคยเดินตาม

และเมื่อมีเสรีภาพจากการเดินตามก็พบ “ทางที่ถูกต้อง” ของตนเอง เมื่อเห็นว่าทางนั้นคือความถูกต้องก็ต้องทำอย่างปราศจากเงื่อนไข ดังที่สิทธัตถะตั้งปณิธานก่อนตรัสรู้ (ประมาณ) ว่า “จะทำความเพียรจนกว่าจะบรรลุโพธิญาณ จะไม่ยอมหยุดแม้ว่าเลือดเนื้อในร่างกายจะแห้งเหือดไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตาม”

ฉะนั้น แม้ความตายก็ไม่ใช่เงื่อนไขให้หยุดกระทำสิ่งที่ถูกต้อง การไม่ยอมรับและการทอดทิ้งของศิษย์ทั้งห้าคน (ปัญจวัคคีย์) จึงยิ่งไม่ใช่เงื่อนไขให้หยุดทำสิ่งที่ถูกต้องได้เลย เพราะความถูกต้องเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างปราศจากเงื่อนไข

แล้วเมื่อ “เดินตามทางของตนเอง” ในที่สุด อิสรภาพทางจิตวิญญาณก็ปรากฏ นั่นคือเสรีภาพเดินทางมาจุดสูงสุด คือความเป็นอิสระจากกิเลสและความทุกข์ทางจิตใจ หรืออิสรภาพทางจิตวิญญาณ (นิพพาน)

ปรากฏการณ์ของเสรีภาพที่เริ่มจากความเป็นอิสระจากอิทธิพลของพ่อ (รัฐ) ครอบครัว อาจารย์ ลัทธิ จารีตปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนาต่างๆ การค้นพบ “ทางของตนเอง” จนกระทั่งพัฒนามาถึง “อิสรภาพทางจิตวิญญาณ” สะท้อนให้เห็นว่า เสรีภาพมีพัฒนาการผ่านการใช้ชีวิตเรียนรู้จากประสบการณ์ต่างๆ และเสรีภาพเจริญงอกงามและเบ่งบานเต็มที่ได้

เสรีภาพที่เบ่งบานเต็มที่พุทธะเรียกว่า “วิมุติ” หมายถึง ความเป็นอิสระจากกิเลสและความทุกข์ทั้งปวง วิมุตินี่เองที่พุทธะเรียกว่าเป็น “แก่นแท้” ของธรรม หรือคำสอนของท่าน  

ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ธรรมะที่เราพบจากบุคลิกภาพของพุทธะคือเสรีภาพ เริ่มจากเสรีภาพที่จะเลือกทำสิ่งที่เหตุผลหรือปัญญาเห็นว่าถูกต้อง ซึ่งเป็นเสรีภาพจากการครอบงำของเงื่อนไขภายนอกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว รัฐ ศาสนา ฯลฯ จนพัฒนามาสู่ “เสรีภาพทางจิตวิญญาณ” หรือเสรีภาพภายในที่เบ่งบานเต็มที่ หรือเสรีภาพที่เป็นอิสระจากเงื่อนไขภายในคือกิเลสและความทุกข์ต่างๆ อย่างสิ้นเชิง

(นักปรัชญาบงคน เช่น ค้านท์ก็เห็นว่า คนที่มีศีลธรรมคือบุคคลที่มี autonomous หรือ autonomy ในการกำหนดหลักการทางศีลธรรมสำหรับตนเองนั้น ต้องเป็นอิสระจากความปรารถนา ความโน้มเอียงทางสัญชาตญาณ อารมณ์ และอิทธิพลของครอบครัว รัฐ ศาสนา เป็นต้นด้วย)

หากพิจารณาจากบุคลิกภาพแห่งพุทธะ จะเห็นว่าเสรีภาพทุกขั้นตอนเป็น “สิ่งที่มีค่าในตัวของมันเอง” (intrinsic value or intrinsic good) ฉะนั้น เสรีภาพจากอิทธิพลครอบงำทั้งจากเงื่อนไขภายนอกและภายในคือสิ่งจำเป็น

หมายความว่า ชีวิตที่มีเสรีภาพจากทั้งอิทธิพลครอบงำภายนอกและภายใน คือชีวิตที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง พูดด้วยสำนวนทางพุทธศาสนาก็คือ “ชีวิตที่มีเสรีภาพคือชีวิตที่มีธรรมะที่แท้จริง”

ฉะนั้น ธรรมะคือเสรีภาพ หรือเสรีภาพคือธรรมะ!

แน่นอนว่า เสรีภาพที่เราพบจากการพิจารณาบุคลิกภาพของพุทธะดังที่ว่ามาอาจจะไม่ได้ตรงกับเสรีภาพในความหมายของเสรีภาพทางสังคมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ แต่แม้จะต่างกันใน “รายละเอียด” ก็ตาม ทว่าที่ตรงกันแน่นอนก็คือ “เสรีภาพเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวมันเอง” การมีเสรีภาพจึงเป็นสิ่งแสดงถึงการมีชีวิตที่มีค่า

ปัญหาที่น่าคิดคือ เมื่อมองจากบุคลิกภาพของพุทธะแล้ว เราพบว่าจะไม่มีพุทธะเกิดขึ้นในโลกได้เลยหากมนุษย์ไม่สามารถจะมีเสรีภาพจากการครอบงำของอิทธิพลต่างๆ ทั้งภายนอกและภายใน ฉะนั้น เราจึงอาจเข้าใจได้ว่า ตามทัศนะของพุทธศาสนาเสรีภาพคือสิ่งที่มีค่าสูงสุด หรือคือ “ธรรมะที่แท้”

แต่เหตุใดการอ้าง “ธรรมะ” ของชาวพุทธปัจจุบัน จึงนอกจากจะไม่ได้ยกย่องคุณค่าของเสรีภาพแล้วยังอ้างเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับเสรีภาพอีกด้วย

ผมคิดว่า แม้พูดอย่างถึงที่สุดพุทธศาสนาจะเน้น “เสรีภาพภายใน” และพุทธะเองก็ไม่ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับสังคม-การเมืองที่มีเสรีภาพอย่างเป็นระบบเหมือนนักปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่

แต่จากบุคลิกภาพของพุทธะที่แสดงให้เห็นว่า การมีเสรีภาพจากอิทธิพลภายนอกและภายในเป็นสิ่งมีค่า ย่อมไม่มีเหตุผลที่ถูกต้องรองรับเลยที่พุทธศาสนาควรจะสนับสนุนระบบสังคมการเมืองที่เป็น “เผด็จการ”

ฉะนั้น ในบริบทของโลกประชาธิปไตยสมัยใหม่ซึ่งยกย่องเสรีภาพ น่าจะเป็นโอกาสมากกว่าที่พุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองไปด้วยกันอย่างเกื้อกูลกับ “สังคมเสรีภาพ”

จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะอ้างอิงพุทธศาสนาสนับสนุน “ระบบอำนาจใดๆ” ให้อยู่เหนือเสรีภาพในวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ และยิ่งไม่ควรอย่างที่สุดที่ชาวพุทธจะบัญญัติกฎหมายใดๆ ให้ “ศาสดา” หรือ “ธรรมะ” อยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ หรือแม้แต่การจาบจ้วง ล่วงละเมิด ก็ตาม

ดังท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “การเมืองในอุดมคติแบบพุทธศาสนา คือการจัด การทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างปราศจากการใช้อาชญา”

ฉะนั้น จะอ้างอิงการปกป้องพุทธะ ธรรมะ เพื่อใช้ “อาชญา” จับคนเข้าคุกไม่ได้!

ธรรมะคือเสรีภาพ เสรีภาพคือธรรมะ จงปกป้องธรรมะอันเป็น “บุคลิกภาพ” ของ “พุทธะ” ด้วยการปกป้อง “เสรีภาพ” เถิดชาวพุทธผู้รักพุทธศาสนาทั้งหลาย!

 

Comments

ธรรมะศาสนาพุทธแบบของสุรพศนี่อ

ธรรมะศาสนาพุทธแบบของสุรพศนี่ออกจะขำๆอยู่นะครับ...

พระไตรปิฎกนั้น ประกอบด้วย พระวินัย พระวูตร และพระอภิธรรม ไม่มี พระเสรีภาพอย่างที่สุรพศเข้าใจไปประกอบด้วยแต่ประการใด...

แค่พระธรรมวินัย กับศีล๒๒๗ข้อ ก็กลบพระเสรีภาพของสุรพศมิดแล้ว..ศานาพุทธนั้น การศึกษาธรรมะขั้นสูงต้องบวชเป็นพระ ปฏิบัติตามพระวินัยก่อนอื่นใดทั้งสิ้น..

ส่วนคนประเภทเน้นหนักไปทางบูชาเสรีภาพนั้น ศึกษาธรรมะขั้นสูงอะไรก็คงไม่ก้าวหน้าเอาดีทางธรรมไม่ได้หรอกครับ..ต้องไปเป็นฮิปปี้ อาจรุ่งได้

อย่างมากก็สึกออกมาหาเมียมีลูกแล้วก็มาเขียนบทความเรียบเคียงกับพุทธศาสนา หารับประทานไปวันๆแบบสุรพศปฏิบัติอยู่นี่ไง.....

การเมืองการปกครองก็เช่นกัน ผู้บริหารชั้นดีนั้นต้องสร้างวินัยให้แก่ประชาชนในชาติ ไอ้ประเภทลดแรกแจกแถมแบบประชานิยมนั้น เขาเรียกว่า นักเลือกตั้งครับ ไม่ใช่นักปกครอง.....

ศาสนาพุทธนั้นให้เสรีภาพในแง่มุมที่ไม่บังคับให้ใครผู้ใดต้องนับถือ ใครสนใจอยากนับถืออยากปฎิบัติก้ว่ากันไป ใครไม่สนใจก็ช่างมัน....แต่

หากจะสนใจปฎิบัติธรรมที่ตถาคตสั่งสอนมาให้ลึกซึ้ง ก่อนอื่นใดเลยต้องลืมคำว่าเสรีภาพ และปฎิบัติตนในกรอบพระวินัยและศีลเสียก่อน.....

เหมือนในประเทศคอมมูนิสต์ในแง่ที่ว่า หากอยากเติบโตเป็นคณะกรรมการกลางพรรค ก่อนอื่นต้องสมัครเป้นสมาชิกพรรค ปฏิบัติตนตามกฏระเบียบของพรรคเสียก่อน.....

ธรรมะศาสนาพุทธแบบของสุรพศนี่อ

ธรรมะศาสนาพุทธแบบของสุรพศนี่ออกจะขำๆอยู่นะครับ...

พระไตรปิฎกนั้น ประกอบด้วย พระวินัย พระวูตร และพระอภิธรรม ไม่มี พระเสรีภาพอย่างที่สุรพศเข้าใจไปประกอบด้วยแต่ประการใด...

แค่พระธรรมวินัย กับศีล๒๒๗ข้อ ก็กลบพระเสรีภาพของสุรพศมิดแล้ว..ศานาพุทธนั้น การศึกษาธรรมะขั้นสูงต้องบวชเป็นพระ ปฏิบัติตามพระวินัยก่อนอื่นใดทั้งสิ้น..

ส่วนคนประเภทเน้นหนักไปทางบูชาเสรีภาพนั้น ศึกษาธรรมะขั้นสูงอะไรก็คงไม่ก้าวหน้าเอาดีทางธรรมไม่ได้หรอกครับ..ต้องไปเป็นฮิปปี้ อาจรุ่งได้

อย่างมากก็สึกออกมาหาเมียมีลูกแล้วก็มาเขียนบทความเรียบเคียงกับพุทธศาสนา หารับประทานไปวันๆแบบสุรพศปฏิบัติอยู่นี่ไง.....

การเมืองการปกครองก็เช่นกัน ผู้บริหารชั้นดีนั้นต้องสร้างวินัยให้แก่ประชาชนในชาติ ไอ้ประเภทลดแรกแจกแถมแบบประชานิยมนั้น เขาเรียกว่า นักเลือกตั้งครับ ไม่ใช่นักปกครอง.....

ศาสนาพุทธนั้นให้เสรีภาพในแง่มุมที่ไม่บังคับให้ใครผู้ใดต้องนับถือ ใครสนใจอยากนับถืออยากปฎิบัติก้ว่ากันไป ใครไม่สนใจก็ช่างมัน....แต่

หากจะสนใจปฎิบัติธรรมที่ตถาคตสั่งสอนมาให้ลึกซึ้ง ก่อนอื่นใดเลยต้องลืมคำว่าเสรีภาพ และปฎิบัติตนในกรอบพระวินัยและศีลเสียก่อน.....

เหมือนในประเทศคอมมูนิสต์ในแง่ที่ว่า หากอยากเติบโตเป็นคณะกรรมการกลางพรรค ก่อนอื่นต้องสมัครเป้นสมาชิกพรรค ปฏิบัติตนตามกฏระเบียบของพรรคเสียก่อน.....

"ดังท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า

"ดังท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “การเมืองในอุดมคติแบบพุทธศาสนา คือการจัด การทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างปราศจากการใช้อาชญา”

ฉะนั้น จะอ้างอิงการปกป้องพุทธะ ธรรมะ เพื่อใช้ “อาชญา” จับคนเข้าคุกไม่ได้!"

ประโยคข้างบนนี้ ถูกต้อง

(แต่ ถ้าคนสอนผิด หรือบิดเบือนคำสอน สังคมหรือรัฐ ก็มีสิทธิใช้อาชญา เพื่อปกป้องตนเอง จากการตกเป็นเหยื่อ เรียกว่าต้องมีมาตการคุ้มครองผู้บริโภคด้วย เป็นการใช้อาชญาโดยอ้างอิงผลประโยชน์ตนเอง ไม่ได้อ้างอิงธรรมมะ (และโดยส่วนตัว ผมรู้ว่ารัฐไม่มีศักยภาพจะแยกแยะหรือใช้เครื่องมือไปแยกแยะได้ว่าไหนธรรมมะแท้ ไหนธรรมมะปลอม ในทางปฏิบัติ มันจึงไม่สามารถไปลงโทษใครได้ จึงต้องตัดปัญหา อย่ามีมันเลย))

ผมไม่เคยเห็นเลยว่าสุรพศจะรู้จักใช้เสรีภาพอย่างแท้จริงมาก่อน

ที่เห็นก็ทำนองเดียวกับ คำผกา คือทำแต่สิ่งมักง่าย หยาบๆ และไร้รสนิยม และคอยจ้องแต่จะแสดงตัวว่าเป็นขบถต่อแนวคิดเดิมๆ ด่าคนโน้น ค้านคนนี้ ทำซ้ำๆซากๆ แล้วก็คิดว่าเพียงพอแล้วที่จะยกตัวเองว่าเป็นนักเสรีนิยม

คำถามเก่าของผม จากบทความที่แล้ว ยังมีหลายประเด็นที่ค้างอยู่ แต่ตอนนี้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า สงสัย สุรพศคงนึกไม่ถึง เพราะสมองตกเป็นทาสตำรา ตกเป็นทาสครูบาอาจารย์มากไป นั่นก็คือ ผมรู้สึกคล้ายๆกับว่า สุรพศ กำลังงง ตอนที่ผมพูดถึงกาลามสูตร ว่า มีสิบสี่ข้อ ผมมั่นใจว่าสุรพศท่องจำมาว่า กาลามสูตรมีสิบข้อ นั่นจึงทำให้สุรพศไม่สามารถเข้าใจกาลามสูตรได้ ทำได้แค่เพียงไปอ้างอิงถ้อยคำครูบาอาจารย์ต่างๆนาๆ อันนี้ผมเดาเอานะ ว่าสุรพศคิดว่ากาลามสูตรมีสิบข้อ จึงทำให้ตีความกาลามสูตรเข้ารกเข้าพงไปเป็นมีเสรีภาพสูงสุด อะไรไปโน่น พอเจอท้วงก็เลยชักงง จนตอนนี้ ต้องเปลี่ยนมาเป็นธรรมมะคือเสรีภาพแทน เพราะไม่แน่ใจว่า กาลามสูตรนั้นให้เสรีภาพจริง หรือเปล่า โดยต้องอ้อมค้อมวกวนไปถึงกับต้องไป ถอดออกจากบุคคลิกภาพของพระพุทธเจ้าไปโน่น ดังนั้น

ถ้าสุรพศมีเสรีภาพจริง ก็กลับไปอ่านกาลามสูตรใหม่ แล้วดูอีกทีซิ ใช้สมองตัวเองคิดซิว่า จริงๆแล้วกาลามสูตร มีกี่ข้อกันแน่ ตรงนี้ง่ายมาก ไม่ได้เป็นเรื่องนามธรรมอะไร จับต้องได้ ตรวจดูได้ ไปเอามาดูใหม่ วางใจเป็นกลาง เอามารวบรวม แล้วจัดเรียบเรียง แล้วนับดู มีข้อไหนหายหกตกหล่นไปหรือเปล่า แค่นี้เอง ง่ายๆ ถ้าได้สิบข้อ ก็สิบข้อ ถ้าคิดว่าไม่จำเป็นต้องสิบข้อ แต่ควรจะสิบสาม สิบสี่ สิบห้าข้อ แบบนี้ ก็พอจะเข้าเค้าว่ารู้จักเสรีภาพขึ้นมาหน่อย ที่ไม่ยึดตำรา หรือครูอาจารย์แบบงมงาย อันนี้คือเสรีภาพภาคปฏิบัติ เป็นน้ำเป็นเนื้อ เป็นสาระ เป็นประโยชน์ ไม่ใช่คอยแต่ไปเที่ยวคัดค้าน หรือคอยแต่ใช้วาจาสามหาว จาบจ้วง ใครสวดมนต์ก็ว่าปัญญาอ่อน หรือคิดว่า การด่าศาสดาได้แปลว่ามีเสรีภาพ อะไรที่มันเพ้อเจ้อแบบนี้ นะ มันไม่เห็นจะเป็นบุญ เป็นกุศล ตรงตามกาลามสูตรเลย

และถ้า สุรพสคิดว่ากาลามสูตรมีสิบสี่ข้อ อันนี้ ตกลงเป็นลิขสิทธิ์ของผมนะ เพราะสุรพศบอกว่า อันนี้ผมตีความเอง ไม่มีครูบาอาจารย์คนไหนบอกแบบนี้. อิ อิ อิ

ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ

ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้
ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินว่าอย่างนี้ อย่าได้ยึดถือ
โดยอ้างตำรา อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดย
ตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตน อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่า
ผู้พูดสมควรเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา
เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรม
เหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้
บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้นท่าน
ทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

ผมขอแสดงความคิดเห็นว่า

ผมขอแสดงความคิดเห็นว่า ผู้ที่เข้ามา post ข้างต้นนี้ไม่ได้ใช้เหตุผลในการตอบโต้หรือโต้เถียงอย่างมีอารยะ เรื่องกามาละสูตร นั้นมี 10 ข้อ แต่ที่พระพุทธเจ้าได้ให้เป็นหลักที่ควรเชื่อหรือไม่เชื่อดังนี้ คือ ความเชื่อหรือการกระทำ(ทั้งกาย วาจา)นั้น เป็นอกุศล มีโทษ ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น วิญญูชนติเตียน ให้ละทิ้งการกระทำนั้นเสีย แต่ถ้า(ธรรม)กรรมนั้นเป็นกุศล มีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น วิญญูชนสรรเสริญ ให้เชื่อหรือเจริญให้มากทำให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป ในกรณีของคำผกา ผมว่า ผู้ที่ควรออกมาชี้แจงควรเป็นคณะสงฆ์หรือตัวแทนสงฆ์ ควรออกมาชี้แจงหรือตอบโต้กับคำผกา หรือวิญญูชนควรตำหนิติเตียนคำผกา และอธิบายเหตุปัจจัยของการกระทำนั้นหรือชี้แจงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมนั้นๆ(ในที่นี้คือ สวดมนต์ข้ามปี ) ซึ่งเชื่อว่า คำผกาก็ออกมายอมรับคำตำหนิ และรับผิดชอบโดยการหยุดรายการ "คิดเล่นเห็นต่าง" ไปแล้ว 1 เดือน ผมไม่เห็นด้วยกับ พศ ที่จะผลักดัน กฎหมายมาจำกัดเสรีภาพหรือจับ คำผกาเข้าคุก พศ กำลังเอา ธรรมวินัยทางพุทธ มาเป็นประโยชน์หรือสนองตัณหาตัวเองหรือเปล่า อย่าออกกฎหมาย 112 ทางศาสนาเลยครับ แค่ทางโลก(ม 112)แค่นี้ ก็ทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มากพอแล้ว ขอแสดงความคิดเห็นด้วยความเคารพมา ณ ที่นี้

ผมเชื่อว่าถ้าเจ้าชายสิทธัตถะ

ผมเชื่อว่าถ้าเจ้าชายสิทธัตถะ มาเกิดเป็นชาวพุทธในเมืองไทยในขณะนี้
ท่านก็คงต้องออกแสวงหาแนวทางหลุดพ้นใหม่อีกหนแน่ๆเลยครับ
ศาสนาพุทธในเมืองไทยปัจจุบัน อาจจะแตกต่างโดยสิ้นเชิง
กับสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการจะให้เป็นก็ได้ ใครจะรู้ ใครจะยืนยันได้

ดูๆแล้ว พระธรรมคำสอน บวกกับบทบัญญัติสาราพัดสารพันที่มีอยู่
เหมือนเป็นเรื่องราว เป็นตำนานที่บอกต่อๆกันมา
พระธรรมคำสอน พระไตรปิฎก พระอะไรต่อมิอะไรที่มีกันอยู่
ไม่ได้มีลายเซนต์ของพระพุทธเจ้ารับรองความถูกต้องสักหน่อย

ใครจะว่ายังไง ใครจะเขียนยังไง มันก็เป็นไปตามความเชื่อของแต่ละกลุ่มคนเป็นสำคัญ
เขียนแล้ว เชื่อแล้ว ก็มานั่งเถียงกันเอาเป็นเอาตาย ว่าของข้าถูก ของเองผิด
โลกของพระธรรมดูช่างสบสนเสียเหลือเกิน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโลกมนุษย์ปรกติเท่าใดนัก

ในสมัยของเจ้าชายสิทธัตถะนั้น ก็น่าจะมีลัทธิ น่าจะมีความเชื่อ
น่าจะมีศาสนาก่อนหน้านั้นแล้ว เพียงแต่เจ้าชายสิทธัตถะไม่ยอมรับความเชื่อนั้น
ท่านจึงออกแสวงหาแนวทางของท่านเอง และนำเสนอโซลูชั่นทางเลือกเพื่อการดำเนินชีวิตขึ้นมา
นั่นแสดงถึงตัวท่านเองมีเสรีภาพในการที่จะเลือกเชื่อในสิ่งใด ไม่จำเป็นต้องยึดถือศาสนาเดิม

แต่เมื่อท่านประกาศทางเลือกของท่านแล้ว หากท่านสร้างบทบัญญัติว่าจะต้องเชื่อถือท่านเท่านั้น
ก็เท่ากับว่าท่านได้กลายเป็นเผด็จการทางความคิด ไม่ยอมให้ผู้อื่นผู้ใดคิดต่อยอดออกไปอีกแล้ว
แล้วทำไมตัวท่านศาสดาเอง กลับดื้อต่อลัทธิอื่นที่บุพการีของท่านเคยนับถือกันมา
มันแปลได้ว่าตัวท่านศาสดาเอง ดื้อต่อบุพการี ผู้มีพระคุณของท่านเองด้วยใช่หรือไม่?

ถ้าหากตัวท่านศาสดามีความศักดิ์สิทธิ์ บุพการีของท่านศาสดาจะศักดิ์สิทธิ์กว่าได้ไหม?
ความศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ในยีน ในดีเอนเอ ที่สามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้หรือไม่?

ศาสนาในโลกนี้มีทั้งแบบเผด็จการในการนับถือ และแบบเสรีในการนับถือ ใช่หรือไม่?
ศาสนาที่มีลักษณะเผด็จการทางความคิด ดูจะประสพความสำเร็จมากกว่า ใช่หรือไม่?
เราจะวิจารณ์ศาสนามากไม่คอยได้ เพราะศาสนามีลักษณะของเผด็จการ ใช่หรือไม่?

ผมว่าคงเป็นเรื่องยากมากจริงๆ ที่จะให้ศาสนามีลักษณะเสรีในทางความคิด
ถ้าเรารับไม่ได้ เราก็คงต้องออกศาสนา เหมือนกับที่มีคนมาไล่ออกจากบ้านหลังใหญ่ ยังไงยังงั้น

ยังไมใ่ได้อ่านกระทู้เนื้อหานี

ยังไมใ่ได้อ่านกระทู้เนื้อหานี้ของสุรพศเพราะเงื่อนไขไม่มีเวลาแต่จับเอาจากการตั้งหัวข้อ แล้วพอจะจับทางได้จึงต้องใช้เนื้อหาคำอธบายที่ต้่อเนื่องจากกระทู้เก่าจึงยกมา เพื่อประกอบความเก็นในการลำดับเหตุผลที่มาในการอธิบายยแย้งตามนี้ีั

http://www.prachatai.com/journal/2012/04/40127#comment-439107

ยกมาข้อความล่าสุดผม บังเอิญว่าจะเป็นเฟสต่อไปในประเดผ้นการคุยอย่างบังเอิญมันมาตรงกันกับสุรพศตามนี้???

libra wrote:
ผมคิดว่าการบัญญัติกฎหมายในรัฐเสรีประชาธิปไตยนั้นการจะกำหนดให้การกระทำใดมีความผิดต้องรับโทษหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าการกระทำนั้นละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่? การกระทำนั้นเป็นภัยต่อรัฐหรือไม่เท่านั้น ไม่ควรกำหนดให้การกระทำใดที่ไม่ละเมิดหลักการ 2 ประการดังกล่าวเป็นความผิด แม้จะกระทำเพื่อปกป้องศาสนาก็ตาม ดังนั้น การกำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดจึงไม่ควรนำหลักการของศาสนานั้นมาอธิบายว่าเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักศาสนานั้นหรือไม่ เช่น การปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดา การวิจารณ์ ด่า สอนผิดสอนถูก ควรจะบัญญัติเป็นความผิดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับว่ามันเป็นไปตามหลักกาลามสูตรหรือไม่ เพราะถ้าเรานำหลักศาสนานั้นมากำหนดว่าการกระทำใดมีความผิด หากเป็นกรณีของศาสนาอื่น (เช่น อิสลาม) การกระทำดังกล่าวอาจมีโทษหนักกว่าศาสนาพุทธมากซึ่งขัดต่อหลักความเสมอภาค ดังนั้น การปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดา การวิจารณ์ ด่า สอนผิดสอนถูก จึงไม่ควรเป็นอาชญากรรมเพราะไม่ได้ละเมิดสิทธิของผู้อื่นและไม่ได้เป็นภัยแก่รัฐ
ครับ ประเด็นของคุณ"libra " นำเสนอน่าสนใจ แต่คุณต้องทำความเข้าใจเนื้อหา หมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป หมู่คณะ หรือองค์กรหนึ่งองค์กรใด ที่มีที่มาที่ไป มีจิตวิญญานเชิงอัตลักษณ์ความเชื่อ หรือศิลธรรมอันดี จนถึงความสงบเรียบร้อยทางสังคม ซึ่งเนื้อหาแบบนี้มันนิยามแบบมักง่ายตาม คุณลัีกษณะการนิยามเสรีภาพ หรือปชต. ในแบบมักง่ายต่อเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ ไม่ได้

เพราะมันเกี่ยวโยงด้านความมั่นคงของรัฐนั้น ที่ยึดโยงศรัทธาความเชื่อในเชิงศิลธรรมอันดีความสงบเรียบร้อยทางอัตลักษณ์นั้นๆ ที่กฎหมายเชิงหมิ่นประมาท ที่มีเนื้อหาเชิงสากล เช่น กรณีมสุลิม แต่เรื่องที่ทหารอเมริกา หรือมีการ์ตูนล้อศาสนดาและพระคำภีร์ ถ้ามองในมิติ ที่อินโนเช้นท์(ปชต.จ๋า? หรือไม่จ๋า? แต่ขาดกาละเทศะเช่นการละเมิดเชิงหมิ่นประมาท อัตลักษณ์ที่มีที่มาที่ไป มีเงื่อนไขเชิงศรัทธาความเชื่อ และสร้างให้เกิดศิลธรรมอันดีของสังคมนั้นอัตลักษณ์นั้น)ในการจัดระเบียบทางสังคมในสเกลละเอียดที่สุดนั้นคือลงลึกไปถึงระดับจิต วิญญานความเชื่อ จนได้สำนึกทางสังคมที่ดี ที่มันละเอียดอ่นเกินกว่ากลไกเครื่องมือแบบอื่นๆ จะวัดผลเชิงประจักษ์อย่างมักง่าย แบบนั้น???

แต่การละเะมิดสิ่งที่มีที่มาที่ไปแบบนั้น ถ้ามักง่ายมองมิติสิทธิ,เสรีภาพ ในปชต.ขาเดียวหรือสองขาไม่ครบสามขา(สามก้อนเส้า)คุณละเลยการนิยามสิทธิ,เสรีภาพ แต่ละเลยขาของการเบียดเบียนหมิ่นประมาท กรณีแบบนี้(ที่ละเอียดอ่อนมาก) ที่ไม่ใช่การสร้างเงื่อนไขต่อสังคมรวม แต่เป็นเนื้อหาสากลที่ยอมรับ ทั่วไป ทั้งทางศาสนา(เช่นกรณีมุสลิมและเรื่องนี้) และหลักการแห่งเสรีภาพตามหลักปชต.ทั่วไป ที่ต้องประกอบ ไปด้วยเงื่อนไข หน้าที่ และความรับผิดชอบในเนื้อหาเชิงการเบียดเบียนบุคคล,คณะบุคคล,องค์กร(ในที่นี้หมายถึงพระศาสนาพุทธผม)หรือการหมิ่นอิสลามไปยังมุสลิมทัุ่วโลก ของบางงเื่อนไขความคิดต่างที่อ้างปชต. เช่นเผาพระคำภีร์อัลกุรอาน หรือพระปางแม้คโนัล

นั้นสะท้อนเสรีภาพแบบมักง่าย ไม่คำนึงถึงเงื่อนไขความเข้าใจที่ละเอียดอ่อนเชิงอัตลักษณ์ที่สร้างให้เกิดศิลธรรมอันดีทางสังคมในอีกเงื่อนไขศรัทธาความเชื่อหนึ่งที่ต่างไปจากคุณ จนเข้าข่าวหมิ่นประมาททางสากล นั้นคือที่มาของเจตนารมณ์เรื่องนี้มันไม่ได้คิดมักง่ายเด็กๆไร้สาระแบบพวกคุณ???

นั้นคือเสรีภาพต้องมีการกำกับมีปริมณฑลที่ชัดเจนว่ามันมีขอบเขตแบบไหน?อย่างไร? กระทบอะไรอย่างไร? แบบไหน? เช่นความมั่นคง เชิงศิลธรรมอันดี ที่มันคือ เนื้อหาทางจารีตประเพณี ที่ละเอียดอ่อนมีที่มาที่ไป ไม่ใช่อยู่ๆ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วดับไปจนถึงทำลายง่ายๆ แบบที่คุณเข้าใจในการใช้เสรีภาพตามนิยามนั้น ด้วยเงื่อนไขการหมิ่นประมาทไม่กี่คำ (ที่เกิดจากเนื้อหาที่ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ต่อสิ่งนั้น แต่เป็นการใช้เสรีภาพอย่างคึกคะนอง ขาดความรับผิดชอบจนไปสร้างผลกระทบต่อบุคคลอื่นในเงื่อนไขหมิ่นประมาทศาสนนาและหมิ่นประมาทเชิงสากล หรือหลักนิติธรรมสากลด้วย?

แต่มันใช้อยากมักง่ายขาดสติ หรือมีการทบทวน ศึกษาอย่างลึกซึ้งก่อนจะ ใช้เสรีภาพในการทำลายสิ่งนั้น อย่างง่ายๆมักง่าย ที่เขาสร้างมาร่วมพันปี แต่มันทำลายได้แค่วินาทีเดียวบนความปากเสีย หรือคึกคะนองทางความคิด แบบปชต.สมาธิสั้น อย่างเรื่องนี้กรณีนี้ แบบนี้?

จนไปทำลายเนื้อหาตรงนั้น อย่างมักง่ายภายในวินาทีนั้น ด้วยการอ้างสิทธิเสรีภาพทางปชต.อย่างมักง่าย(ที่คนใช้ยังนิยามปชตแค่กระพรี้เดียว ไม่ครบอวัยวะ) แต่หยิบมันมาอย่างมักง่ายขาดความรับผิดชอบแค่มิติสิทธิ,เสรีภาพ แต่ละเลย ความรับผิดชอบในเนื้อหาทางกกหมายเชิงการหมิ่ฯฯ แบบนั้นโดยละเลยเงื่อนไขในที่มาที่ไป ที่ผมพยายามนำเสนอ จากเงื่อนไขความละเอียดอ่อนตรงนั้น

ประเด็นที่จะต้องสรุปคือ นอกจากเนื้อหาทางศิล,ธรรมวินัย(ที่รองรับเงื่อนไขความต่างที่ำัพัฒนาการซับซ้อนเกินไปที่มาตรการทางศาสนาจะรับไหวอย่างที่ผมยกเหตุผลมา) นั้นคือที่มาเรื่องแบบนี้ เจตนารมณ์ตรงนี้ในเงื่อนไขที่มาที่ไปแบบนี้ ผมเห็นด้วยในหลักการณ์นี้ แต่วิธีการในรายละเอียดที่หลายท่านตั้งข้อสังเกตุ ทั้งสุรพศ และรักเสื้อเหลือง แม้จะมีเนื้อหาเหตุผลมุมมองที่น่าสนใจและต้องเอามาพิจารณาร่วมถึงความเหมาะสม?

แต่ ขาดความเข้าใจในเนื้อหาเจตนารมณ์ตรงนี้ อันนี้ อย่างเข้าใจและลึกซึ้งพอ จน สร้างเื่งื่อนไขลอยแพพระพุทธศาสนาผม เพราะตีความเข้าใจเจตนารมณ์นี้ผิดไป แม้หลายอย่างต้องช่วยกันออกแบบดูแลแม้ศาสนาผมไม่ได้อ่อนแอ แต่เงื่อนไขคือสังคมการตีความ ความเข้าใจบวกปัจจัยผสมหลายตัวแปรขณะนี้ ของผู้ที่เอาไปใช้ ใช้อย่างผิดๆถูกๆ(เอาเคาน์เตอร์เพนไปสีแทนยาสีฟัน)

นั้นคือเงื่อนไขที่ต้องอาศัยตัุวช่วย ทั้งที่เพชรหรือทอง จนถึงไข่มุกไม่ต้องไปเติมสีแต่งกลิ่น ในอมตะเลอค่าของ"สัจธรรม" ที่เป็นจริงเหนือกาลเวลา(อะกาลิโก) ที่คุณรักเสื้อเหลืองพยายามย้ำจุดนี้ และคือจุดเดียวกับผม? แต่ต้องเข้าใจเงื่อนไขความต่างของมนุษญ์ในการตีความ ทั้งเพชร ทั้งทองไข่มุก มันถูกนำไปใช้โดยคนที่มีเงื่อนไขความต่าง และพัฒนาการความต่างสมัยนี้ซับซ้อนกว่าสมัยพุทธกาลมาก

มันจึงมีเงื่อนไขใหม่ๆภาคเรียลไทม์ที่ต่างออกไปจากวิธีการเดิมๆในการรับมือตรงนี้ นั้นคือเนื้อหาสาระเจตนารมณ์ของเรื่องนี้ เพียงแต่เราอย่าคิดกันมักง่าย ลวกๆลกๆตามกระแสนี้ จนสร้างผลลัพธ์คือลอยแพ พระศาสนาผม ด้วยเงื่อนไขความหนาของกิเลสที่พอกหนาไว้ แล้วใช้กลไกตามน้ำ(ขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน)นั้นในการ พอกความหนานั้นซ้ำด้วยการกระทืบ ซ้ำในการไหลไปตามกระแสนั้น(กระแสพอกให้หนา ไม่ใช่ล้างให้ไส) แบบมักง่ายลวกๆลกๆ ซกม๊ก ด้วยวิธีคิดตามน้ำแบบนี้ของคุณ,สุรพศ,รักเสื้อเหลือง นั้นคือกาลวิบัติของพุทธศาสนาเพราะวิธีคิดแบบนี้???

อ้ออ่านอย่างเทอร์โบแล้วครับ(เ

อ้ออ่านอย่างเทอร์โบแล้วครับ(เวลาน้อย) ไม่มีเนื้อหาอะไรเกินไปกว่าเดิม ยังวนๆ และสับสน ทั้งเนื้อหา เสรีภาพทางปชต.อวัยวะเดียวหรือขาเดียว(นิยามปชต.ของสุพศไม่ได้กำกับอย่างถูกต้องด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบต่อกฏกติกาที่แม้แต่พระศาสนหรือพุทธที่ใช้มาตรการอ่อนสุดยังมีสิลมีข้อห้ามมีธรรมวินัย)

จนถึงข้อกำหนดบางศาสนา เช่นอิสลาม นั้นมีข้อบังคับ ไปถึงโครงสร้างการปกครองของฆาราวาส นั้นคือ มีรัฐศาสตร์ ในตัว ข้อกำหนดทางศาสนา ด้วย นั้นคือสภาพการณ์ในนิยาม"เสรีภาพทางจิติวิืญญาน" ที่สุรพศนำเสนอมันจึงไม่ครบขา เอามาแค่ขน ตามวิธีการเสิร์ฟแบบสุรพศ

นั้นคือเสรีภาพทางจิตวิญญาน ต้องมีเนื้อหามีสาระ มีที่มาที่ไป เพราะถ้านิยามหรืออ้างอย่างๆไม่รับผิดชอบในอีกมิติ เช่นละเลย เอามาเสิเร์ฟไม่ครบขา หรือเอาแค่ขนมาไม่เอาทั้งตัวตนมา จนละเลย กฏกติกา,ศิลพระวินัย,กฏหมาย

ที่เป็นทั้งหน้าที่ทางปชต. และทา่งศาสนาที่จะต้องปฎิบัติตาม ภายใต้นิยาม"ธรรมะคือเสรีภาพ" แต่เสรีภาพทั้งมิติศาสนา และปชต. มันมีเงื่อนไขในองค์ประกอบสำคัญระดับโครงสร้างหลักที่ละเลยไม่ได้ นั้นคือ หน้าที่ความรับผิดชอบ ในการที่จะต้องปฎิบัติตามศิล,ธรรม,หรือ"ธรรมวินัย" หรือปชต.ที่ต้องมีการเคารพกฎหมายนั้นคือเสรีภาพที่ถูกกำกับด้วยเหตุผลของ ความรับผิดชอบต่อการปฎิบัติตนภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ทุกประเทศปชต ที่ีไม่ว่าจะ อารยะ เต็มใบหรือหรือครึ่งใบแบบไทยๆ ก็มีหลักกติกากกหมายมาควบคุมความเกินเลยของการใช้ เสรีภาพจนไปเบียดเบียนคนอื่นทั้งสิ้น

ดังนั้น นิยามเสรีภาพของสุรพศตามบทความนี้ เหมือนนิยามเสรีภาพแบบเด็กแว๊น? นั้นคือเสรีภาพในการแสดงออกตามนิยามเสรีภาพแบบเขา ส่วนตัวเขา? จนซิ่งหลุดโค้งลงข้างทาง หรือต้องไปประกอบเหตุผลคำว่าเสรีภาพต่อ ในอีกโลกหนึ่ง? เพราะ นิยามเสรีภาพที่ีหลุดโค้งหลุดโลก จนตกข้างทาง ไปแล้ว? อย่างพวกเผาพระคำภีร์ฯหรือการล้อพุทธศาสนาด้วยพุทธรูปปางแม้คโดนัล นั้นหรือคือนิยาม"ศาสนาหรือธรรมะคือเสรีภาพ"ของคุณสุรพศ เพราะนิยามเสรีภาพไม่ครบมิติเอามาแค่บางมิติ บางอวัยวะแบบนี้ไง? มันจึงได้ผลลัพธ์ กลับไปแบบไม่ครบอวัยวะอย่างเด็กแว๊นไง???

นั้นคือเหตุผลข้อจำกัดว่า

นั้นคือเหตุผลข้อจำกัดว่า พระศาสนาหรือพุทธศาสนาลำพัง(พระวินัย,ศิล,ปาราชิก,คว่ำบาตร) เอาผิดเด็กแว๊นกลุ่มนี้ได้ไหม? กลุ่ีมที่ใช้เสรีภาพ ในการสร้างพระพุทธรูปปาง"แม็คโดนัล" หรือการ ให้ความเห็นแบบเด็กแว๊น ของนู๋"คำ ผกา" ล่าสุด แม้นั้นเชื่อว่าวิจารณ์โดยสุจริต? มีมุมมองส่วนตัุวน่าคิดและถ้าคิดตามมุมบวกคนพุทธแบบไทยๆต้องทบทวนตัวเองหลายอันในความเห็นมุมนั้นสะท้อนความเห็นเชิงเสรีภาพที่ใกล้เคียงนิยามของสุรพศในบทความนี้?

แต่ในทางกลับกันมุมที่อันตรายกว่านั้่นมาก บนความเข้าใจแบบนั้น แต่มันกระพรี้ไหน? เข้าใจถูกต้องลึกซึ้งในเหตุผลที่มาที่ไปในความหมาย ระดับจิตวิญญานคนพุทธแค่ไหน? ในคำวิจารณ์แบบเด็กแว๊นเรื่องบทสวดพิธีกรรม? คือเเหมือนเนียนๆในการให้เหตุผล แต่สร้างเื่งื่อนไขชี้นำทำลายพระศาสนาบนเงื่อนไขความต่างในสาวกเขาที่ชี้นำทางความเชื่อไปแล้ว แม้พุทธ,ธรรมะแค่เพ็ชร แต่จริตแบบลิงเห็นเพ็ชร จะตีความเพ็ชรแบบไหน? ตามความเห็นที่ชี้นำ ของเจ้าลัทธิ(พระพศธเจ้าหรือศาสนรใหม่ศาสนาพศแบบนี้) หรือความเห็นชี้นำของลิงจ๋าฝูงแบบนั้น???

จึงให้ความเห็นหลุดโค้งแบบเด็กแว๊นไปแบบนั้น? เพราะผลทางความเสียหายมหาศาลมากเพราะต้นทุนทางสังคมแบบนั้น บนต้นทุนทางสังคม ที่เป็นไอดอลของใครหลายๆคนในภาพหญิงมั่น,หญิงแกร่งหญิงกล้า แบบนั้น มันชี้นำไปไกลระดับไหน?กับคุณภาพปชต.แบบสมาธิสั้นผ่านสื่อยุคนี้แบบไทยๆ???

พุทธศาสนา แบบสมัยพุทธกาล

พุทธศาสนา แบบสมัยพุทธกาล จะเป็นเสรีภาพหรือไม่ ชั่งหัวมันเถอะวะ พุทธศาสนาแบบไทยๆ คือการบังคับให้เชื่ออย่างงมงาย ใครไม่เชื่อ มันโง่ เลว อย่างน้อยก็ โง่ เลว กว่าคนที่เชื่อ แค่นั้นล่ะ ไม่มีไรลึกซึ้ง

แปลกครับ

แปลกครับ คนพูดเรื่องธรรมะมากมายอย่างละเอียด(เหมือนผมเคยอ่านมามากมาย แต่พอปฏิบัติจึงจะได้รู้ว่ามันเกินความเข้าใจแบบการอ่านเยอะมาก) ทั้งที่ธรรมะเป็นเรื่องปฏิบัติมากกว่าที่จะเข้าใจจากการอ่าน สำหรับผมศึกษาทั้ง 2อย่างการอ่านอย่างเดียวเข้าใจก็สักแค่ 10% อยากถามว่าในบทความที่ศึกษาในตำราหนังสือมาเนี่ย ตอบตรงๆเคยทำจริงๆกี่เปอร์เซ็นต์

ไม่เคยเห็นคนเข้าใจหรือไบร์ทจร

ไม่เคยเห็นคนเข้าใจหรือไบร์ทจริงๆ จะอธิบายอะไรที่มากมายยืดยาวเลย แค่สั่นๆกระชับก็เข้าใจได้ฉับพลันไอ้ที่พยยามอะธิบายอะไรยืดยาวเวิ้นเว้อหลายๆคนนี่ เหมือนยังไม่เข้าใจอะไรดีพอหรือแค่คิดว่าเข้าใจ

ผมว่าการปกป้องศาสนาพุทธในเมือ

ผมว่าการปกป้องศาสนาพุทธในเมืองไทยนั้นทำกันแปลกๆ
เขาไม่ยอมรับการวิจารณ์ใดๆ แถมยังจะทำให้มีบทลงโทษการวิจารณ์ด้วย

แต่การกระทำที่มันผิดหลักการศาสนาอย่างชัดเจน
กลับถูกมองว่าไม่ใช่ความผิดอะไรเลย
ดูอย่างการผลิต การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
พวกเหรียญจตุคามฯอะไรทำนองนั้น
มันเกี่ยวกับพุทธศาสนาตรงไหน
เห็นแต่ละวัดกลับนำมาเป็นสินค้าหากินกันเป็นล่ำเป็นสัน
ไม่เห็นมีหน่วยงานใดทางพุทธศาสนาออกมาทักท้วงเลย
เห็นมีแต่พระพยอม ทำขนมจตุคำออกมาขายประชด

ให้ตายเถอะ...
วันหนึ่งวัดต่างๆอาจผลิตเหรียญบูชาผีแม่นาคมาขายกัน
ก็คงไม่มีใครออกมาทำอะไรอยู่ดีนั่นแหละครับ

แต่ลองมีใครออกมาพูดผิดหูหน่อยเดียวจะเป็นจะตายกัน

ก็เพราะพวกท่านตีความคำสอนของศ

ก็เพราะพวกท่านตีความคำสอนของศาสนาพุทธต่างกันนี่ไง แล้วของใครถูกของใครผิดล่ะ? พวกท่านต่างก็คิดว่าตนเองถูกทั้งนั้นไม่ใช่หรือ? พวกท่านจะมอบอำนาจตัดสินถูกผิดในเรื่องนี้ให้แก่รัฐตัดสินว่าใครคนหนึ่งผิดเป็นอาชญากรทางความคิดที่ต้องรับโทษตามกฎหมายของบ้านเมืองอย่างนั้นหรือ?

ครับคุณ"Libra" ครับ ประเด็น

ครับคุณ"Libra" ครับ ประเด็น จริงๆคือ เรื่องบางเรื่องมันชัดเจนไม่ต้องตีความเช่น พระพุทธรูป ปางแม็คโดนัล(ชัดเจนว่ามีการกระทำเกิดและมีประจักษพยานว่ามีสิ่งนั้น) แม้แต่กรณีคุณคำ ผกา(แม้เรื่องนี้คล้ายๆกับต้องตีความ)แต่จริงๆไม่ มันชัดเจนแล้วประเด้นเด้กแค่นี้มันชัดเจนแล้วไม่ต้องตีความ

แต่เนื้อหาแบบนี้ในเชิงคอมมอนเซ้นท์ ไม่ต้องถึงกับตีความก็ชัดเจนแล้วว่าเสียหายกับพุทธศาสนาระดับไหน? อย่างไร? นี่ง่ายๆแค่ระดับคอมอนเช้นท์ (สามัญสำนึก) ก็เข้าใจมองออกไม่ต้องตีความลึกซึ้งอะไร? อย่างไร?เพราะบางเรื่องประเด็นเนื้อหาการละเมิด บิดเบือนมันจะจะ ไม่ต้องตีความหลานผม(เรียนอนุบาล)ยังชี้ได้ชัดว่า มันคืออะไร? ระดับไหน?

เงื่อนไขคือเราเจตนาเลี่ยงบาลีหรือไม่? มันขึ้นกับตรงนี้ ส่วนเนื้อหาที่หลายท่าน เรื่องแขวะมาแบบอ้อมๆ(ไม่ชี้ชัดว่าพาดพิงใคร) แต่พาดพิงโดยเนื้อหาก็ถือว่ามาไม่เป็นไร? ผมถือว่าเสือกตอบแล้วกัน? เช่นกรณีคุณ"ong"

บางที่ วิธีการสื่อของ เครื่องมือและวิธีการ หรือเครืองมือรับสารอีกแบบหนึ่งต้องปรับจูน หรือเพื่อเนื้อหาความถี่ในลำดับที่มาที่ไป เพื่อหาข้อสรุปอย่างมีลำดับและให้เกียรติในการให้ความสำคัญเนื้อหาของคู่สนธนาเป็นหลัก(เช่นต้องเริ่มจากประเด็นกระทู้ก่อนตั้งโจทย์มาอย่างไร)

นั้นคือโจทย์ตั้งมาอย่างไร? ในปุจฉา จึงจะวิสัจสนาได้ถูก? ไม่ใช่เขาถามว่าไปไหนมา? ตอบ"อนัตตา"หรือธรรมขั่นสูงได้เลย? เพราะมันมีเงื่อนไขเหมือนกัน ในการรับสารจูนกันให้เข้าใจ จากพื้นฐานตัวโจทย์หรือประเด็นคำถามก่อนนั้นคือเงื่อนไขที่เราต้องใช้เวลากับสิ่งนั้น(ที่คุณตีความว่ามันเยิ่นเย้อ)

ส่วนคุณ"Monopot" ไม้บรรทัดจุ่มขี้แบบนั้น บางทีต้องเอาไปเช็ดก่อนเอามาวัดอะไร?ต่ออะไร ได้ ทั้งบรรยากาส กลิ่นของอัตตาอคติมันก็ไม่ได้แล้วในการวัดเหตุผลของความงมงายที่มีที่มาที่ไปมีพัฒนาการผ่านกลาลเวลา"อัตลักษณ์" ร่วมพันๆปี มันมีเนื้อหาสาระในเหตุผลที่มาที่ไปกว่านั้นเช่นง่ายๆเงื่อนไขในเชิงการจัดระเบียบทางสังคม ลงลึกไปถึงระดับสำนึกความรับผิดชอบชั่วดี

มีระดับ"หิริ,โอตัปปะ" เบื้องต้นในการ ละอายใจหรือเกรงกลัวต่อบาป ด้วยเงื่อนไขศรัทธาความเชื่อในวัตรปฎิบัตรที่มีพิมพ์เขียว แผนที่นำทาง การันตีความถูกต้องของทิศทาง ไว้แล้วมันจึงคือเครืองมือบริหารจัดการความต่างของกิเลศมนุษย์?ลงลึกระดับจิตสำนึก ที่มาจากสรัทธาความเชื่อ แบบนี้ตรงนี้จนลดเงื่อนไขการเบียดเบียนกันจากเงื่อนไขการรวมกันของความต่าง"อัตต"คราวละมากๆ

เพื่อลดเงื่อนไขการลองผิดลองถูกตามธรรมชาติความต่างของมนุษย์ บางที่ความชัดเจนตรงนี้มันแน่นอนกว่าเนื้อหาคำว่างมงายบนพื้นฐานความที่มาความไม่รู้แต่เลือกวิธีการลองผิดลองถูกด้วยความยึดมั่นถือมั่นใน"อัตตา"ตน(ตัวกูของกู)จึงเชื่อกูที่สุด???

ไม่เกิดจากเงื่อนไข ความไม่รู้ที่ ยังซุกซนผ่านการกระตุ้น อย่างมีทีท่มาที่ไปบนเงื่อนไขกิเลสมนุษย์ยังตามหาเส้นสุดขอบฟ้าอยู่?

ดังนั้นการมีแผนที่พิมเขียวที่มีการออกแบบ ที่จะผ่านการลองผิดลองถูกหรือไม่หรือเงื่อนไขการตรัสรู้ธรรมที่เป็น"อกาลิโก"(สัจจะธรรมที่มีค่าเป็นสัมบูรณ์แล้ว) มันจริงเหนือกาลเวลา พิสูจน์ตอนไหนก็จริง ว่ามีแนวทางสำเร็จรูปอยู่? แล้วจะซุกซนวิ่งหนีความจริงแบบลองผิดลองถูกไปทำไม?

และตอบไปถึงคุณ"น้ำลัด"ด้วย นั้นมันใช่แนวทางพุทธ หรือเป็นญาติกันก่แค่พวก พุทธแวะเยี่ยวข้างทางแล้วแอบอ้างว่าใช่?ว่าถึงแล้ว? จนตั้งอาศรมศาลาว่า ถึงแล้ว? ไม่ไปต่อแล้วทั้งที่นั้นแค่อาร์ซีหนึ่งของแรลลี่พุทธศาสตร์ที่แนวทางพุทธมองเห็นความเป็นเช่นนั้นของญาติกัน ทางเพื่อร่วมทาง เงื่อนไขระหว่างทาง ไม่ใช่ปลายทาง?

มันจึงเอาสิ่งนั้นที่เป็นแค่ระหว่างทางที่เกิดจากเงื่อนไขความต่างมาสรุปเป็นตัวตนของสิ่งนั้นไม่ได้? สิ่งที่ควรทำคือ กลับไปเชคให้ดีๆว่ามันแค่อาร์ซีไหน? มันกระพรี้ไหน? ในระหว่างทางของแรลลี่พุทธศาสตร์มันใช่ปลายทางหรือไม่?แล้วถ้าไม่?อย่าเอาไปเหมารวมแบบนั้นแบบจับแพะชนแกะอย่างนั้น???

คุณสุรพศ

คุณสุรพศ คุณเขียนบทความได้เนียนมาก คนอื่นที่โพสในบทความของคุณจับทางคุณไม่ได้จริงๆ แต่ผมอ่านเกมออกว่าเป้าประสงค์ในการเขียนของคุณหมายถึงอะไร ผมเสื้อเหลืองที่เคยไปชุมนุมไล่ทักษิณนะ แต่ผมก็คิดเหมือนคุณแหละครับสารภาพตรงๆเลยนะครับ ถ้าจะหวังเสรีภาพเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ผมเห็นว่ายังอีกนาน ต้องรอให้ ......ฮาๆๆๆๆๆ ผมจอมพลิ้วเช่นกัน

จะบอกว่าเหนื่อยแทนท่านสุรพศก็

จะบอกว่าเหนื่อยแทนท่านสุรพศก็คงไม่ได้ เพราะนั่นเขา ไม่ใช่เรา เมื่อเขาเลือกที่จะแบกก็ต้องปล่อยเขาไป แม้แต่ตัวเราเองก็แบกอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน แบกอะัไรก็คงแบกตัวกูละมั๊ง วาง ๆ แบก ๆ ปล่อย ๆ ถือ ๆ อยู่อย่างนี้ ท่านพุทธทาสก็สอนไว้แล้ว จะไปถือมันทำไมล่ะ "กู" น่ะ บอกให้ปล่อยก็ไม่ปล่อย ไปถึอมันอยู่ได้ แล้วจะรู้ไหม จะหลุดไหม

เมื่อสิ่งนี้มี

เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี,
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น,
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี,
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป

ตถตา = เป็นเช่นนั้นเอง
อวิตถตา = ไม่ผิดจากความเป็นอย่างนั้น
อนัญตถตา = ไม่เป็นไปโดยประการอื่น
อิทัปปจยตา = ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น

ขอบคุณคุณสุรพศ ที่เสนองานเขียนชิ้นนี้ขึ้นมา และขอบคุณทุกๆ คอมเม้นต์ นี่คือความสวยงามแห่งเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น ถึงแม้จะแตกต่าง แต่ก็แฝงธรรม (สิ่งไดมีการเกิด สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา) ด้วยกันทุกท่าน ขอขอบคุณประชาไทในการเปิดพื้นที่แห่งเสรีภาพแม้จะยังเป็นเสรีภาพในคุกแห่งวัฎฎสงสารก็ตาม

[quote=คน]คุณสุรพศ

[quote=คน]คุณสุรพศ คุณเขียนบทความได้เนียนมาก คนอื่นที่โพสในบทความของคุณจับทางคุณไม่ได้จริงๆ แต่ผมอ่านเกมออกว่าเป้าประสงค์ในการเขียนของคุณหมายถึงอะไร ผมเสื้อเหลืองที่เคยไปชุมนุมไล่ทักษิณนะ แต่ผมก็คิดเหมือนคุณแหละครับสารภาพตรงๆเลยนะครับ ถ้าจะหวังเสรีภาพเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ผมเห็นว่ายังอีกนาน ต้องรอให้ ......ฮาๆๆๆๆๆ ผมจอมพลิ้วเช่นกัน[/quo

ครับตอบคุณ"คน"สรุปว่า คุณคอนเฟิร์มตามข้อสังเกตุผลที่ต้องลงมาจับตาสุรพศเป็นพิเศษ ว่าเขามีธงทางการเมือง ในการยึดที่มั่นนี้ในการทำลายศรัทธาความเชื่อแบบดั้งเดิม เพื่อโค่นรากเหง้า ของทีึ่มาศรัทธาความเชื่อไปยังเป้าหมายทา่งการเมืองทำนองนี้(หมายถึงอาตมันใหญ่ในราชาธิปไตย)

และถ้าเป็นแบบนั้นจริง(ด้วยความเป็นธรรมกับสรุพศในข้อกล่าวหานี้ของผม เพราะยังไม่ชัดเจนในหลายพยานหลักฐานองค์ประกอที่จะชี้ชัดฟันธงแบบนั้นื บ แต่เจตนามันส่อมาทางนี้) และคุณ"คน"(หรือหลายๆคนในนี้ตีความเจตนาสุรพศมาทางนี้)

นั้นคือความมักง่ายในการเอาเงื่อนไขทางการเมืองไม่มั่วทุกเรื่อง แม้แต่พระศาสนาผม อย่างไม่แยกแยะ คือ เจตนายืมไปใช้ในเชิงกลยุทธ "ธง"กาสิโนอำนาจ แบบมักง่ายอย่างนี้ แต่ผลความเสียหายของมันมหาศาลต่อการชี้นำผิดๆ เช่นกรณี "คำ ผกา" และเชื่อว่าสรุพศมีเป้าหมายสัวนตัวเดียวกันกับเธอ? ผมถือเป็นความมักง่าย ในการใช้เครื่องนี้นี้อย่างบิดเบือน เพื่อเป้าหมายส่วนตัวทางการเมืองด้วยการเอาพระศาสนาผมเป็นแพะ???

เพราะการตั้งแต่ละประเด็นมาโต้แย้งมันมีเหตุผลหักล้างหมด เช่นเสรีภาพ ก็ต้องยกบทบาทหน้าที่ที่ต้องทำตามกฎกติกา,ศิล,ธรรมวินัย มันมีิปริมลฑล ของมัน ไม่ใช่ไร้ขอบเขตแบบที่อ้างมา ที่ส่อเจตนาที่ไม่บริสุทธิแบบไหนอย่างไรในตัวผู้นำเสนอ จนแม้แต่หลายคนยังจับเจตนาหรือจับผิด เป้าหมายแฝงของสุรพศถูก?

หรือไม่ถูกมันเป็นแค่คำกล่้าวหาที่น่าจะเป็นบนการตั้งข้อสังเกตุ ของผม กับหลายๆคนเริ่มตรงกัน ที่มีมันเหตุผลความน่าจะเป็นในหลายๆเจตนาที่บิดเบือนมาแบบหลุดๆไม่เนียน จนหลายคนจับเจตนาำได้ แล้วผมต้องตามมาจับตาเพื่อตอบคำถามหักล้างคำถามวางยาในวาระพิเศษตรงนั้น,แบบนั้น? ด้วยวาระพิเศษหรืออะไรหรือไม่แบบนั้น จนคนในนี้หลายท่านทักมาตรงกับข้อสงสัยผมในหน้าที่ปกป้องพระศาสนาของผม???

อ้อครับตอบคำถามไปถึงคุณ"port

อ้อครับตอบคำถามไปถึงคุณ"port stphen trip"ที่สรุปว่า เขา?ไม่ใช่เรา? มันสะท้อนอะไรกันในภาระกิจนี้ ที่ผมไม่ใช่ทั้งเขาและทั้งเรา แต่มาเพื่อปกป้องพระศาสนาผ? มไม่ให้ลงไปคลุกฝุ่นในเกมนี้ ผมไม่มีวาระซ่อนเร้นอะไร?กับใคร?จึงไม่ได้เป็นทั้ง"เขา"และทั้ง"เรา"ในเป้าหมายทางภาระกิจ พวกคุณ???

และเมื่อคุณตั้งประเด็นนี้มามันยิ่งชัดลงไปในข้อสังเกตุผม? ที่มองเห็นอันตรายในเป้าหมายแบบนั้น? นั้นคือเหตุผลที่ผมเข้ากระทู้แบบนี้ของสุรพศบ่อยๆ มีทั้งแขวะฯ ทั้งมุก เพื่อให้สติแบบเตือนกลายๆ ไม่ชี้ชัดฟันธง ว่าใช่หรือยังไม่ใช่? เพราะเขาเจตนามาแบบเนียนๆ แต่ตอนนี้มันเริ่มชัดแล้ว???

อ้อครับตอบคำถามไปถึงคุณ"port

อ้อครับตอบคำถามไปถึงคุณ"port stphen trip"ที่สรุปว่า เขา?ไม่ใช่เรา? มันสะท้อนอะไรกันในภาระกิจนี้ ที่ผมไม่ใช่ทั้งเขาและทั้งเรา แต่มาเพื่อปกป้องพระศาสนาผ? มไม่ให้ลงไปคลุกฝุ่นในเกมนี้ ผมไม่มีวาระซ่อนเร้นอะไร?กับใคร?จึงไม่ได้เป็นทั้ง"เขา"และทั้ง"เรา"ในเป้าหมายทางภาระกิจ พวกคุณ???

และเมื่อคุณตั้งประเด็นนี้มามันยิ่งชัดลงไปในข้อสังเกตุผม? ที่มองเห็นอันตรายในเป้าหมายแบบนั้น? นั้นคือเหตุผลที่ผมเข้ากระทู้แบบนี้ของสุรพศบ่อยๆ มีทั้งแขวะฯ ทั้งมุก เพื่อให้สติแบบเตือนกลายๆ ไม่ชี้ชัดฟันธง ว่าใช่หรือยังไม่ใช่? เพราะเขาเจตนามาแบบเนียนๆ แต่ตอนนี้มันเริ่มชัดแล้ว???

อ้อครับตอบคำถามไปถึงคุณ"port

อ้อครับตอบคำถามไปถึงคุณ"port stphen trip"ที่สรุปว่า เขา?ไม่ใช่เรา? มันสะท้อนอะไรกันในภาระกิจนี้ ที่ผมไม่ใช่ทั้งเขาและทั้งเรา แต่มาเพื่อปกป้องพระศาสนาผ? มไม่ให้ลงไปคลุกฝุ่นในเกมนี้ ผมไม่มีวาระซ่อนเร้นอะไร?กับใคร?จึงไม่ได้เป็นทั้ง"เขา"และทั้ง"เรา"ในเป้าหมายทางภาระกิจ พวกคุณ???

และเมื่อคุณตั้งประเด็นนี้มามันยิ่งชัดลงไปในข้อสังเกตุผม? ที่มองเห็นอันตรายในเป้าหมายแบบนั้น? นั้นคือเหตุผลที่ผมเข้ากระทู้แบบนี้ของสุรพศบ่อยๆ มีทั้งแขวะฯ ทั้งมุก เพื่อให้สติแบบเตือนกลายๆ ไม่ชี้ชัดฟันธง ว่าใช่หรือยังไม่ใช่? เพราะเขาเจตนามาแบบเนียนๆ แต่ตอนนี้มันเริ่มชัดแล้ว???

อ้อครับตอบคำถามไปถึงคุณ"port

อ้อครับตอบคำถามไปถึงคุณ"port stphen trip"ที่สรุปว่า เขา?ไม่ใช่เรา? มันสะท้อนอะไรกันในภาระกิจนี้ ที่ผมไม่ใช่ทั้งเขาและทั้งเรา แต่มาเพื่อปกป้องพระศาสนาผ? มไม่ให้ลงไปคลุกฝุ่นในเกมนี้ ผมไม่มีวาระซ่อนเร้นอะไร?กับใคร?จึงไม่ได้เป็นทั้ง"เขา"และทั้ง"เรา"ในเป้าหมายทางภาระกิจ พวกคุณ???

และเมื่อคุณตั้งประเด็นนี้มามันยิ่งชัดลงไปในข้อสังเกตุผม? ที่มองเห็นอันตรายในเป้าหมายแบบนั้น? นั้นคือเหตุผลที่ผมเข้ากระทู้แบบนี้ของสุรพศบ่อยๆ มีทั้งแขวะฯ ทั้งมุก เพื่อให้สติแบบเตือนกลายๆ ไม่ชี้ชัดฟันธง ว่าใช่หรือยังไม่ใช่? เพราะเขาเจตนามาแบบเนียนๆ แต่ตอนนี้มันเริ่มชัดแล้ว???

คุณอะตอม

คุณอะตอม คนที่เล่นกับอุจจาระปัสสาวะ เราก็ทำได้แค่เตือนเขาว่ามันไม่ดีใช่ไหม ฉันใดก็ฉันนั้น คนที่ตั้งใจเข้าใจผิด เราเดือนอย่างไรก็ไม่ฟังหรอก เหนื่อยการที่จะไปต่อล้อต่อเถียงนะ แค่แสดงความเห็นปราม ๆ ก็คงพอสมควรแก่เหตุแล้วล่ะ "ทางไปนรกมันลาดยาง ทางไปสวรรค์มันต้องลุยเอา"

"...ผมเชื่อว่าถ้าเจ้าชายสิทธั

"...ผมเชื่อว่าถ้าเจ้าชายสิทธัตถะ มาเกิดเป็นชาวพุทธในเมืองไทยในขณะนี้
ท่านก็คงต้องออกแสวงหาแนวทางหลุดพ้นใหม่อีกหนแน่ๆเลยครับ..."
........
อูย ย ย..ชอบมุขนี้ของคุณน้ำลัดมากๆ เลยครับ

^J^

คุณอะตอมครับ

คุณอะตอมครับ กรณีพระพุทธรูปปางแม็คโดนัลนั้นหากจะให้มีความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง เราจะตั้งข้อหาอะไรกับผู้กระทำการดังกล่าว ข้อหาลบหลู่ศาสนาหรือ? แล้วเราจะถืออะไรเป็นบรรทัดฐานว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องตามหลักศาสนา ถ้าจะถือเอาพระไตรปิฎกเป็นบรรทัดฐาน ผมขอถามผู้รู้ทางศาสนาหน่อยว่าในพระไตรปิฎกมีกำหนดไว้หรือไม่ว่าพระพุทธรูปมีได้กี่ปาง? จริงๆ แล้วผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังดังกล่าว เห็นว่าไม่เหมาะสมไม่ควร แต่ถ้าจะให้การกระทำดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมายบ้านเมืองนี่ทำให้ผมคิดหนักครับ ส่วนกรณีคุณคำ ผกา นั้น ผมเห็นว่าเธอแสดงความคิดเห็นโดยมีอคติและมีความรู้ทางศาสนาน้อย เหตุผลที่เธออ้างจึงไม่ค่อยมีน้ำหนัก ผมเองมีความรู้ทางศาสนาน้อยก็สามารถโต้แย้งเหตุผลของเธอได้ แต่แปลกที่วงการศาสนาไม่มีใครออกมาตอบโต้ด้วยเหตุผลให้กระจ่างชัด มีแต่ออกมาบอกว่าคำผกาเป็นคนไม่ดีเพราะนมยานนมดำ กรณีของคำผกานั้น หากจะให้เป็นความผิดตามกฎหมายบ้านเมืองโดยบัญญัติข้อหาดูหมิ่นศาสนา หรือบิดเบือนคำสอนนั้น ผมเห็นว่าไม่ควร เพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความกลัวที่จะวิพากษ์วิจารณ์ศาสนา และอย่าลืมว่าคำสอนทางศาสนามากมายที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันก็ไม่มีปรากฎในพระไตรปิฎก แล้วจะเอาอะไรมาตัดสินว่าใครบิดเบือน ใครดูหมิ่น หากบัญญัติความผิดข้อหานี้สุดท้ายต้องมอบอำนาจในการตัดสินให้แก่รัฐซึ่งเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ารู้เรื่องศาสนาดีกว่าประชาชน สุดท้ายกฎหมายนี้ก็เป็นเครื่องมือให้คนที่อ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของศาสนาใช้ห้ำหั่นคนอื่นที่คิดต่างจากตน ผมกลัวว่าคุณอะตอมจะเป็นหนึ่งในจำนวนคนที่อ้างว่าเป็นเจ้าของศาสนา เห็นใช้คำว่า "ศาสนาผม" บ่อยมาก

Libra wrote:คุณอะตอมครับ

[quote=Libra]คุณอะตอมครับ กรณีพระพุทธรูปปางแม็คโดนัลนั้นหากจะให้มีความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง เราจะตั้งข้อหาอะไรกับผู้กระทำการดังกล่าว ข้อหาลบหลู่ศาสนาหรือ? แล้วเราจะถืออะไรเป็นบรรทัดฐานว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องตามหลักศาสนา ถ้าจะถือเอาพระไตรปิฎกเป็นบรรทัดฐาน ผมขอถามผู้รู้ทางศาสนาหน่อยว่าในพระไตรปิฎกมีกำหนดไว้หรือไม่ว่าพระพุทธรูปมีได้กี่ปาง? จริงๆ แล้วผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังดังกล่าว เห็นว่าไม่เหมาะสมไม่ควร แต่ถ้าจะให้การกระทำดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมายบ้านเมืองนี่ทำให้ผมคิดหนักครับ ส่วนกรณีคุณคำ ผกา นั้น ผมเห็นว่าเธอแสดงความคิดเห็นโดยมีอคติและมีความรู้ทางศาสนาน้อย เหตุผลที่เธออ้างจึงไม่ค่อยมีน้ำหนัก ผมเองมีความรู้ทางศาสนาน้อยก็สามารถโต้แย้งเหตุผลของเธอได้ แต่แปลกที่วงการศาสนาไม่มีใครออกมาตอบโต้ด้วยเหตุผลให้กระจ่างชัด มีแต่ออกมาบอกว่าคำผกาเป็นคนไม่ดีเพราะนมยานนมดำ กรณีของคำผกานั้น หากจะให้เป็นความผิดตามกฎหมายบ้านเมืองโดยบัญญัติข้อหาดูหมิ่นศาสนา หรือบิดเบือนคำสอนนั้น ผมเห็นว่าไม่ควร เพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความกลัวที่จะวิพากษ์วิจารณ์ศาสนา และอย่าลืมว่าคำสอนทางศาสนามากมายที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันก็ไม่มีปรากฎในพระไตรปิฎก แล้วจะเอาอะไรมาตัดสินว่าใครบิดเบือน ใครดูหมิ่น หากบัญญัติความผิดข้อหานี้สุดท้ายต้องมอบอำนาจในการตัดสินให้แก่รัฐซึ่งเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ารู้เรื่องศาสนาดีกว่าประชาชน สุดท้ายกฎหมายนี้ก็เป็นเครื่องมือให้คนที่อ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของศาสนาใช้ห้ำหั่นคนอื่นที่คิดต่างจากตน ผมกลัวว่าคุณอะตอมจะเป็นหนึ่งในจำนวนคนที่อ้างว่าเป็นเจ้าของศาสนา เห็นใช้คำว่า "ศาสนาผม" บ่อยมาก[/quote]

ปางของพระพุทธเจ้านั้น เกิดจากท่วงท่าอิริยาบทที่พระองค์ทรงเทศนาหรือทรงกระทำ เช่นปางตะเบะหรือบางท่านที่ไปค้นพุทธประวัติ ได้ความว่าเป็นอิริยาบทที่มีพราหมณ์ถวายอาหารพระพุทธเจ้าแล้วทูลของสิ่งของยางอย่าจากพระองค์เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวศรัทธา พระองค์จึงทรงลูบหัวได้พระเกศามา 3 เส้น ท่วงท่าลูบหัวนี้จึงกลายมาเป็นปางตะเบะ แล้วมีอิริยาบทไหนของพระพุทธเจ้าที่เป็นแมคโดนัลบ้าง

กับข้อความนี้ของคุณ"Libra

กับข้อความนี้ของคุณ"Libra "

"คุณอะตอมครับ กรณีพระพุทธรูปปางแม็คโดนัลนั้นหากจะให้มีความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง เราจะตั้งข้อหาอะไรกับผู้กระทำการดังกล่าว ข้อหาลบหลู่ศาสนาหรือ? แล้วเราจะถืออะไรเป็นบรรทัดฐานว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องตามหลักศาสนา ถ้าจะถือเอาพระไตรปิฎกเป็นบรรทัดฐาน"

ตอบ

คือถ้าคุณได้อ่านบทความเก่าก่อนหน้านี้ ของสุรพศ ที่ผมให้ความเห็นไว้ตรงประเด็นนั้นของสรุพศตั้งแล้ว(กรณีที่ไปออกรายการคมชัดลึกร่วมกับผอ.หน่วยงานที่ตั้งใหม่เพื่อภาระกิจนี้) มันตรงคำถามตรงนี้คุณมาก ผมตอบไปแล้ว และ ผมยกซ้ำในเนื้อหากระทู้นี้เรื่องคำถามย้ำไปอีกที

เรื่องนี้

"นั้นคือเหตุผลข้อจำกัดว่า พระศาสนาหรือพุทธศาสนาลำพัง(พระวินัย,ศิล,ปาราชิก,คว่ำบาตร) เอาผิดเด็กแว๊นกลุ่มนี้ได้ไหม? กลุ่ีมที่ใช้เสรีภาพ ในการสร้างพระพุทธรูปปาง"แม็คโดนัล" หรือการ ให้ความเห็นแบบเด็กแว๊น ของนู๋"คำ ผกา" ล่าสุด " นั้นคือเนื้อหาที่กำลังพูดถึงหน่วยงานใหม่และกฎหมายใหม่เพื่อภาระกิจในหน้าที่ที่คุณถามที่ศาสนาพุทธไม่มีอำนาจหน้าที่ตรงนั้นแบบนั้น?

จึงต้องสร้างหน่วยงานมารองรับเรื่องนี้ เพราะถ้าเทียบเคียงหลักยุติธรรมทั่วไป ในกรณีเนื้อหาหมิ่นบุคคล คณะบุคคล หรือในที่นี้หมายถึงศาสนา มันมีเนื้อหาหมิ่นเชิงสากลอยู่ เป็นทั้งหลักกฎหมายสากล หลักนิติธรรมสากล,ปชต.สากล, ในการออกกฎหมาย มาควบคุมเนื้อหาในทางหมิ่นประมาทประเภทนี้แบบนี้? ไม่ใช่อยู่ตั้งกันเอาเองไม่มีที่มาที่ไป?

ดังนั้นข้อท้วงติงคุณ ที่เป็นห่วงผมผูกขาดการเป็นเจ้าของศาสนาในการไปเอาผิดใคร มันจึงไม่ใช่ แต่ยึดโยงหลักกฎหมายสากล ปชต.สากล อยู่ที่ีมาที่ไป? ในเนื้อหาเจตนารมณ์ กรณีกฎหมายแบบนี้ในทางสากล นั้นคือเราเขียนกฎหมายอย่างไร? ให้ยึดโยงหลักนิติธรรมสากล ปชต.สากล ที่เนื้อหาของกฎหมายแบบนี้ในทางนิติธรรมสากลทั่วโลกมียอมรับแล้ว

นั้นคือ เนื้อหาในเจตนารมณ์นี้แบบนี้ ส่วนจะผิดเพี้ยนหรือไม่ตามข้อสังเกตุคุณ ตรงนั้นมาดูในรายละเอียดเชิงการเขียนกฎหมายในทางปฎิบัติ ที่คุณ สุรพศตั้งข้อท้วงติงไว้น่าสนใจหลายอัน? ตรงนั้นคือเนื้อหาที่ต้องมาช่วยกันดูตรวจสอบความถุกต้องตรงนั้นใช่? แต่เนื้อหาที่ไกลออกไปในการนำเสนอที่ผิดเพี้ยนบิดเบือนอย่างอื่นของสุรพศและ คำ ผกาที่เกินเลยจากเนื้อตรงนี้อันนี้

เช่นการอ้างสิทธิเสรีภาพมาไม่ครบอวัยวะ(ละเลยบทบาททหน้าที่ ที่ต้องปฎิบัติตามกฎหมาย,กติกา หรือพระวินัย)นั้นคืออ้างสิทธิต้องประกอบเนื้อหาความรับผิดชอบในผลทางการเบียนเบียนบิดเบือนจากการใช่สิทธิตรงนั้นเกินเลยจนคนอื่นองคกรอื่นเสียหาย เช่นพุทธรูปปางแม็คโดนัล หรือแม้แต่คำวิจารณ์ แบบไม่ครบหรือบิดเบือนจากเนื้อหาที่มาที่ไปที่ถุกต้อง ของคำ ผกา จนชี้นำเสียหายต่อพระศาสนา?

จนถึงที่สำคัญที่สุด มันมาจากสาเหตุ การตีความพุทธแค่เชิง"อภิปรัชญา" ไม่ใช่"ศาสนา" จนไปปฎิเสธดูถูกมองว่าล้าหลังหรือไม่ใช่แนวทางพุทธแบบเหมารวม ไม่เข้าใจเหตุผลที่มาที่ไป เชิงอุบายธรรม หรือเปลือกที่จพเป็นในตัวโครงสร้างหลักเพื่อเป็นสีสันหลอกล่กกิเลศมนูษย์ให้เข้าหาจิต"พุทธะ" นั้นคืออุบายธรรมตามโครงสร้างหลักองค์ประกอบหลักของการมีการเกิดศาสนา และลืมไปว่าพุทธคือ"ศาสนา" ไม่ใช่แค่"อภิปรัชญา" จึงต้องมีองค์ประกอบโครงสร้างหลักทางศาสนา นั้นคือ"ศรัทธา","ความเชื่อ","พิธีกรรม"

ที่ีหลายคนแม้แต่พระอ.วฯ ท่านพุทธทาส ยังตีความเรื่องนี้ผิดพลาด ในการพยายาม ตีความหมายให้พุทธเป็นแค่"อภิปรัชญา" ซึ่งไปในแนวทางท่านตีชฮันท์(ผู้นำทางจิตวิญญานในเวียตนามในนิยากายพุทธทางเซน)

แม้จะคือนิกายหนึ่ง แต่เราตีความศาสนาแค่"อภิปรัชญา" จึงไม่น่าใช่ทั้งหมด หรือจะไปดูถูกแนวทางต้นฉบับนั้น แม้แนวทางแบบนั้น มันแค่อวัยวะหนึ่งหรือนิกายหนึ่งของพระพุทธศาสนา ที่ลดทอนเนื้อหาโครงสร้างหลักของการมีการเกิด หรือองค์ประกอบหลักของศาสนา เช่นศรัทธา,ความเชื่อ พิธีกรรม มันจึงชี้นำไปในแนวทางว่าพุทธแค่"อภิปรัชญญา" ไม่ใช่ศาสนา นั้นคือข้อท้วงติงของผมไปยัง สุรพศ,พระอ.วฯ หรือแม้แต่ท่านพุทธทาส ตีความให้ศาสนาพุทธเป็นแค่"อภิปรัชญญา" ไม่ใช่ศาสนา แล้วดูถูกหรือล้อวิถีพุทธดั้งเดิมของแนวทาง"เถรวาท"ว่า งมงายล้าหลังอย่างเข้าใจไม่ครบถ้วน???

และหรือ มองว่านั้นคือการหลงทางของพระพุทธศาสนา? แต่คนที่ตำหนิคนอื่นแบบนั้นกลับมองโครงสร้างองค์ประกอบของการเป็นศาสนาไม่ครบอวัยวะ หรือเอามาครบตัวตน หรือไม่?อย่างไร? เพราะพุทธ ไม่ใช่แค่"อภิปรัชญา" ในการตีความแบบนั้น แต่พุทธคือ"ศาสนา"ที่มีโครงสร้างหลักครบองค์ประกอบของการมีศาสนาทั้งหมด และตรงที่ว่าทั้งหมดนั้นมีหลายท่านดูถูกดูแคลนว่าล้าหลังงมงาย?แต่ตีความจา่กการหยิบแค่อวัยวะมาเหมารวม?

นี่ไงครับคุณ"Libra" ผมต้องเสียเวลาสรุปสิ่งที่พูดไว้อภิปรายไว้ใหม่? ให้คุณฟัง สาเหตุเพราะคุณอ่านหนังสือไม่แตกจับประเด็นไม่เป็น? หรือผมสื่อสารสับสน? จนถึงคุณไม่ได้อ่านมันเลย(ผมสงสัยอย่างหลังมากกว่า) มันจึงเหมือนหนวกกับบอดคุยกัน ถามไปไหนมาตอบสามวาสองศอกแบบนี้

ผมขอโทษที่ต้องรบกวนพื้นที่ท่านอื่นในการสรุปซ้ำแบบนี้???

"แม้แต่พระ อ.วฯ ท่านพุทธทาส

"แม้แต่พระ อ.วฯ ท่านพุทธทาส ยังตีความเรื่องนี้ผิดพลาด ในการพยายาม ตีความหมายให้พุทธเป็นแค่"อภิปรัชญา" ซึ่งไปในแนวทางท่านตีชฮันท์"
สรุปว่าตามความคิดของคุณอะตอมการตีความของท่านเหล่านี้ผิดพลาด เป็นการบิดเบือนคำสอน ที่สมควรได้รับโทษตามกฎหมายบ้านเมืองหรือครับ? แล้วคุณอะตอมคิดว่าต้องมีองค์กรที่เข้ามาตัดสินในเรื่องนี้เพื่อเอาผิดผู้ที่ตีความเช่นนี้ใช่มั๊ยครับ? แล้วคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ที่เข้ามาตัดสินปัญหานี้จะตีความเหมือนกับคุณ? ถ้ามีผู้มีอำนาจตัดสินเรื่องนี้ตีความต่างจากคุณ คุณก็จะบอกว่าเขาตีความผิดอีกใช่มั๊ยครับ? ขอโทษนะครับผมยิ่งอ่านความเห็นของคุณยิ่งรู้สึกว่าคุณยิ่ง"เผด็จการทางความคิด"
ผมยอมรับครับว่าอ่านความเห็นยาวๆของคุณยิ่งงง หาข้อสรุปไม่เจอ ต่างจากอ่านความเห็นของคนอื่นที่สั้นๆ แต่กระชับได้ใจความ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมอ่านหนังสือไม่แตกจับประเด็นไม่เป็น? หรือคุณสื่อสารสับสน? แต่ยืนยันว่าผมพยายามอดทนอ่านความเห็นยาวๆ ของคุณจนจบครับ

Libra wrote:"แม้แต่พระ อ.วฯ

[quote=Libra]"แม้แต่พระ อ.วฯ ท่านพุทธทาส ยังตีความเรื่องนี้ผิดพลาด ในการพยายาม ตีความหมายให้พุทธเป็นแค่"อภิปรัชญา" ซึ่งไปในแนวทางท่านตีชฮันท์"
สรุปว่าตามความคิดของคุณอะตอมการตีความของท่านเหล่านี้ผิดพลาด เป็นการบิดเบือนคำสอน ที่สมควรได้รับโทษตามกฎหมายบ้านเมืองหรือครับ? แล้วคุณอะตอมคิดว่าต้องมีองค์กรที่เข้ามาตัดสินในเรื่องนี้เพื่อเอาผิดผู้ที่ตีความเช่นนี้ใช่มั๊ยครับ? แล้วคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ที่เข้ามาตัดสินปัญหานี้จะตีความเหมือนกับคุณ? ถ้ามีผู้มีอำนาจตัดสินเรื่องนี้ตีความต่างจากคุณ คุณก็จะบอกว่าเขาตีความผิดอีกใช่มั๊ยครับ? ขอโทษนะครับผมยิ่งอ่านความเห็นของคุณยิ่งรู้สึกว่าคุณยิ่ง"เผด็จการทางความคิด"
ผมยอมรับครับว่าอ่านความเห็นยาวๆของคุณยิ่งงง หาข้อสรุปไม่เจอ ต่างจากอ่านความเห็นของคนอื่นที่สั้นๆ แต่กระชับได้ใจความ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมอ่านหนังสือไม่แตกจับประเด็นไม่เป็น? หรือคุณสื่อสารสับสน? แต่ยืนยันว่าผมพยายามอดทนอ่านความเห็นยาวๆ ของคุณจนจบครับ[/quote]

ท่าน Libra เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าท่านกับท่านอะตอมถกกันด้วยเรื่องอะไรอยู่ แต่ในเรื่องที่ทำไมท่านพุทธทาสถึงตีความให้พุทธเป็น "อภิปรัชญา" นั้น เพราะถ้าถามว่าพุทธเป็นศาสนาหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ เพราะพุทธคือความจริงที่ประกฏอยู่ต่อหน้าต่อตาในทุกขณะ ไม่มีทั้งความเชื่อและศรัทธา จะเป็นวิทยาศาสตร์หรือก็ไม่ เพราะวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายนามธรรมได้ แต่ก็ไม่มีอะไรมากำกับได้ ท่านจึงใช้คำว่าปรัชญามากำกับ เพราะปรัชญาคือวิชาที่ว่ากันด้วยความเป็นจริง ก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงเอาสมมติสัจจะมาอธิบายปรมัตถ์สัจจะนั่นเอง

ตอนแรกกะจะจบบทสนทนาแต่เจอกรณี

ตอนแรกกะจะจบบทสนทนาแต่เจอกรณีคุณ"Libra" จับแพะชนแกะมายิ่งต้องชี้แจงไม่งั้นผมเสียหายอย่างมาก?

นั้นคือกรณีการตีความของท่านวฯ, พุทธทาส,ตีชฮันท์ คนละกรณีกับเรื่องนี้(เรื่องกฏหมายใหม่คุ้มครองพุทธศาสนากรณ๊ีกระทู้เก่าของสุรพศ) เพราะนั้น(หมายถึงท่านวฯตีความแบบนั้น)คือปริมลฑล ทางศาสนา ตรงนั้นใช้เครืองมือทางศาสนา ปุจฉา, วิสัชณา ในเชิงศาสนา หรือปรัชญาได้ อยู่ในขอบเขตอำนาจ บทบาทของศาสนาเขาตีความกัน บนเงื่อนไขความต่างที่แตกแขนงมาเช่น กรณีความต่างของนิกาย

มันคนละเรื่องกับฐานความผิดหมิ่นทางมิติ"นิติศาสตร์" (ของเรื่องนี้ที่บทบาทแบบศาสนาไม่สามารถทำได้ในทางโลกเช่นจับใครติดคุกในมาตรการทางนิติศาสตร์ที่อีกหน้าที่หนึ่งที่ฆาราวาสจะต้องเป็นคนทำเพื่อดุแลปกป้องศาสนา) มันคนล่ะหน้าที่กัน ที่เป็นทางโลกนั้นคือกรณีที่ผมยกและเป็นประเด็นกระทู้ก่อนหน้านั้น แต่เนื้อหาทีมันเกี่ยวเนื่องมันมาจาก กรณีที่สุรพศ และคำ ผกา ตีความ เรื่องนี้ ละเลยมิติในตัวโครงสร้างหลักการเกิดการเป็นศาสนา

จนมาเพ่งโทษจับผิด รูปแบบพุทธทางเถรวาทดั่งเดิมแบบไทยๆที่เน้นพิธีกรรมและศรัทธาความเชื่อ แบบเถรวาท ว่าเป็นเรื่องงมงายล้าหลัง แต่มันโยงแนวคิดของพุทธแบบมหานิกายอย่างท่านพุทธทาส,ท่านวฯ มาถึงท่านตีชฮันท์ที่ตีความ พุทธแค่"อภิปรัชญา"

ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อคนกลุ่มนี้ ที่พยายามตีความพุทธเถรวาทในวัตรปฎิบัติแบบนั้นว่างมงาย เนื้อหาตรงนี้คนละส่วนกับหมิ่ทางโลก ในแบบพระปางแม็คโดนัล คุณ อ่านหนังสือไม่แตกและแยกแยะไม่เป็นจริงๆ? ไม่ใช่ ไม่ได้อ่าน (ตามความเข้าใจผมตอนแรกว่าคุรไม่เข้าใจเพราะไม่ได้อ่าน แต่นี่ชัดแล้วไม่เข้าใจเพราะอ่านหนังสือไม่แตก)ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมผมต้องมาเล่าซ้ำเนื้อหาเดิมๆบ่อยๆ???

ส่วนคุณ"port stphen

ส่วนคุณ"port stphen trip"กับข้อความนี้

"แต่ในเรื่องที่ทำไมท่านพุทธทาสถึงตีความให้พุทธเป็น "อภิปรัชญา" นั้น เพราะถ้าถามว่าพุทธเป็นศาสนาหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ เพราะพุทธคือความจริงที่ประกฏอยู่ต่อหน้าต่อตาในทุกขณะ ไม่มีทั้งความเชื่อและศรัทธา จะเป็นวิทยาศาสตร์หรือก็ไม่ เพราะวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายนามธรรมได้ แต่ก็ไม่มีอะไรมากำกับได้ ท่านจึงใช้คำว่าปรัชญามากำกับ เพราะปรัชญาคือวิชาที่ว่ากันด้วยความเป็นจริง ก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงเอาสมมติสัจจะมาอธิบายปรมัตถ์สัจจะนั่นเอง"

ตอบ

นี่ล่ะคือประเด็นส้รางความสับสน และคือประเด็นผมเลย เรื่องพุทธแค่"อภิปรัชญ"หรือพุทธคือ"ศาสนา"แต่คุณ"port stphen trip"ฟันธงว่าคือ"อภิปรัชญา" ตามเนื้อหาที่ผมชี้ว่ามันสร้างความสับสน ต่อประเด็นนี้ที่ผมชี้ว่าท่านพุทธทาส และท่านว.ฯ ตีความผิดพลาด จนสร้างสำนักคิดที่ล้อเลียนพุทธเถรวาทดั่งเดิม ว่าล้าหลังหลงทางไร้สาระ?

เพราะมองวิธีทางแบบพุทธแค่"อภิปรัชญญา" ไม่ใช่"ศาสนา" แต่คุณลักษณะศาสนาพุทธทางเถรวาทแบบไทยๆ หรืออาเซียน(ลาว,เขมร,พม่า) คือ"ศาสนา" เพราะมีโครงสร้างหลักแบบ"ศาสนา" นั้นคือมันศรัทธา,ความเชื่อ,พิธีกรรม นั้นคือองค์ประกอบโครงสร้างหลักที่จะถือว่าพุทธคือ"ศาสนา" ไม่ใช่แค่"อภิปรัชญา"

เพราะโครงสร้างแบบนี้ เพื่อประกอบแก่น ให้เป็นอุบายธรรมสีสันในการหลอกล่อกิเลสมนุษย์หรือปถมนิเทศน์ความต่างของมนุษย์ในพื้นฐานดั่งเดิม(ศาสนาเกิดจากความไม่รู้,ความเชื่อ,ศรัทธา)เป็นอุบายธรรมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ หรือความเชื่อที่ไร้เหตุผล ส่วนปลายทางเชิง"ปรมัตถ์สัจจะ"นั่น เป็นแก่นหรือปลายทางสุดท้าย

แต่ระหว่างทางที่จะ ต้องมีเงื่อนไขความต่างที่จะใช้ยานพาหนะส่วนตัวอย่างไรแบบไหน? เช่น มหายาน(ยานลำใหญ่) หรือฮีนยาน(ยานลำเล็กแบบเถรวาท) เงื่อนไขแบบนี้พระพุทธองค์จึงทรงยกเงื่อนไขแบบนี้ไว้ในพุึทธพจน์เรื่อง"ดอกบัวสี่เหล่า" นั้นคือปัญหาพื้นฐานของความต่าง

นั้นคือเหตุผลที่มาที่ไป ว่าทำไมต้องมีตั้งสี่หมื่นแปดพันพระคาถาคำสอน เพื่อเจตนาสร้างเป็นอุบายธรรม หรือหลอกล่อกิเลสมนุษย์ในความต่างเข้าหาจิตพุทธะ นั้นคือที่มาของสันสันพิธีกรรมความเชื่อ ที่ต้องปลูกให้เกิดศรัทธาก่อน ที่เป็นหรือไปถึงระดับปรมัตถ์สัจจะในขั้นสูงขึ้นไป ที่มีแก่นนิดเดียวเอง ทำไม่ต้องประกอบแก่นตั้งสีหมื่นแปดพันพระคาถาคำสอน ทั้งที่แก่นเชิงปรมัตถ์สัจจะ นิดเดียวเองนี่คือเหตุผลในที่มาที่ไป ไม่ใช่ไร้สาระอย่างพวกที่ตีความว่าพุทะแค่"อภิปรัชญญา"ไม่ใช่"ศาสน"???

แต่เหตุผลที่ผมยกมานั้นคือสิ่งชี้ว่าพุทธ คือ"ศาสนา" ไม่ใช่"อภิปรัชญญา" เพราะครบองค์ประกอบทั้งศรัทธา,ความเชื่อ,พิธีกรรม แต่"อภิปรัชญา" จะไม่มีก็ได้ เช่นแนวทางแบบตีชฮันท์ เป็นอภิปรัชญญาไม่ใช่ศาสนา แล้วการที่แนวทางพุทธทาสล้อเลียน ดูถูกวัตรปฎิบัติแบบเถระวาทดั่งเดิมว่างมงาย ไร้สาระเพราะเน้นศรัทธาความเชื่อพิธีกรรม เพราะนิยามเรื่องนี้ต่างกัน?

แต่เรื่องนี้ยังอยู่ในบริบทของศาสนาที่จะปุจฉา ,วิสัชณา ได้แบบศาสนา เป็นมาตรการทางศาสนาได้ ไม่ใช่นิติศาสตร์แบบที่คุณ"Libra" จับแพะชนแกะมาอย่างไม่แยกแยะ???

อะตอม wrote:ส่วนคุณ"port

[quote=อะตอม]ส่วนคุณ"port stphen trip"กับข้อความนี้

"แต่ในเรื่องที่ทำไมท่านพุทธทาสถึงตีความให้พุทธเป็น "อภิปรัชญา" นั้น เพราะถ้าถามว่าพุทธเป็นศาสนาหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ เพราะพุทธคือความจริงที่ประกฏอยู่ต่อหน้าต่อตาในทุกขณะ ไม่มีทั้งความเชื่อและศรัทธา จะเป็นวิทยาศาสตร์หรือก็ไม่ เพราะวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายนามธรรมได้ แต่ก็ไม่มีอะไรมากำกับได้ ท่านจึงใช้คำว่าปรัชญามากำกับ เพราะปรัชญาคือวิชาที่ว่ากันด้วยความเป็นจริง ก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงเอาสมมติสัจจะมาอธิบายปรมัตถ์สัจจะนั่นเอง"

ตอบ

นี่ล่ะคือประเด็นส้รางความสับสน และคือประเด็นผมเลย เรื่องพุทธแค่"อภิปรัชญ"หรือพุทธคือ"ศาสนา"แต่คุณ"port stphen trip"ฟันธงว่าคือ"อภิปรัชญา" ตามเนื้อหาที่ผมชี้ว่ามันสร้างความสับสน ต่อประเด็นนี้ที่ผมชี้ว่าท่านพุทธทาส และท่านว.ฯ ตีความผิดพลาด จนสร้างสำนักคิดที่ล้อเลียนพุทธเถรวาทดั่งเดิม ว่าล้าหลังหลงทางไร้สาระ?

เพราะมองวิธีทางแบบพุทธแค่"อภิปรัชญญา" ไม่ใช่"ศาสนา" แต่คุณลักษณะศาสนาพุทธทางเถรวาทแบบไทยๆ หรืออาเซียน(ลาว,เขมร,พม่า) คือ"ศาสนา" เพราะมีโครงสร้างหลักแบบ"ศาสนา" นั้นคือมันศรัทธา,ความเชื่อ,พิธีกรรม นั้นคือองค์ประกอบโครงสร้างหลักที่จะถือว่าพุทธคือ"ศาสนา" ไม่ใช่แค่"อภิปรัชญา"

เพราะโครงสร้างแบบนี้ เพื่อประกอบแก่น ให้เป็นอุบายธรรมสีสันในการหลอกล่อกิเลสมนุษย์หรือปถมนิเทศน์ความต่างของมนุษย์ในพื้นฐานดั่งเดิม(ศาสนาเกิดจากความไม่รู้,ความเชื่อ,ศรัทธา)เป็นอุบายธรรมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ หรือความเชื่อที่ไร้เหตุผล ส่วนปลายทางเชิง"ปรมัตถ์สัจจะ"นั่น เป็นแก่นหรือปลายทางสุดท้าย

แต่ระหว่างทางที่จะ ต้องมีเงื่อนไขความต่างที่จะใช้ยานพาหนะส่วนตัวอย่างไรแบบไหน? เช่น มหายาน(ยานลำใหญ่) หรือฮีนยาน(ยานลำเล็กแบบเถรวาท) เงื่อนไขแบบนี้พระพุทธองค์จึงทรงยกเงื่อนไขแบบนี้ไว้ในพุึทธพจน์เรื่อง"ดอกบัวสี่เหล่า" นั้นคือปัญหาพื้นฐานของความต่าง

นั้นคือเหตุผลที่มาที่ไป ว่าทำไมต้องมีตั้งสี่หมื่นแปดพันพระคาถาคำสอน เพื่อเจตนาสร้างเป็นอุบายธรรม หรือหลอกล่อกิเลสมนุษย์ในความต่างเข้าหาจิตพุทธะ นั้นคือที่มาของสันสันพิธีกรรมความเชื่อ ที่ต้องปลูกให้เกิดศรัทธาก่อน ที่เป็นหรือไปถึงระดับปรมัตถ์สัจจะในขั้นสูงขึ้นไป ที่มีแก่นนิดเดียวเอง ทำไม่ต้องประกอบแก่นตั้งสีหมื่นแปดพันพระคาถาคำสอน ทั้งที่แก่นเชิงปรมัตถ์สัจจะ นิดเดียวเองนี่คือเหตุผลในที่มาที่ไป ไม่ใช่ไร้สาระอย่างพวกที่ตีความว่าพุทะแค่"อภิปรัชญญา"ไม่ใช่"ศาสน"???

แต่เหตุผลที่ผมยกมานั้นคือสิ่งชี้ว่าพุทธ คือ"ศาสนา" ไม่ใช่"อภิปรัชญญา" เพราะครบองค์ประกอบทั้งศรัทธา,ความเชื่อ,พิธีกรรม แต่"อภิปรัชญา" จะไม่มีก็ได้ เช่นแนวทางแบบตีชฮันท์ เป็นอภิปรัชญญาไม่ใช่ศาสนา แล้วการที่แนวทางพุทธทาสล้อเลียน ดูถูกวัตรปฎิบัติแบบเถระวาทดั่งเดิมว่างมงาย ไร้สาระเพราะเน้นศรัทธาความเชื่อพิธีกรรม เพราะนิยามเรื่องนี้ต่างกัน?

แต่เรื่องนี้ยังอยู่ในบริบทของศาสนาที่จะปุจฉา ,วิสัชณา ได้แบบศาสนา เป็นมาตรการทางศาสนาได้ ไม่ใช่นิติศาสตร์แบบที่คุณ"Libra" จับแพะชนแกะมาอย่างไม่แยกแยะ???[/quote]

นั่นล่ะคือปัญหา จริงอยู่ที่พุทธมีสิ่งที่เรียกว่า "โยนิโสมนสิการ" แปลแบบท่าน ว. ก็คือคิดถูก คิดดี และคิดมีประโยชน์ ซึ่งโดยรวมแล้ว คล้ายกับสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อ จึงไม่แปลกที่จะเรียกว่าความเชื่อ ส่วนศรัทธานั้นเป็นสิ่งที่เกิดจากโยนิโสมนสิการก็ว่าได้(ตามความเข้าใจของเรา) เราเพราะถ้ากล่าวในส่วนความเชื่อ เราต้องมีความเชื่อในสิ่งนั้นก่อนจึงจะมีศรัทธาได้ แต่ถ้าเข้าถึงพุทธะจริง ๆ แล้ว แม้แต่ศรัทธาเองก็ไม่ใช่พุทธ ส่วนเรื่องพิธีกรรมนั้น ถ้าศึกษาดู(เราไม่ได้ว่าท่านอะตอมนะ) จะพบว่าพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นสิ่งที่กระทำกันในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งสิ่งนี้พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ เป็นสิ่งช่วยปรุงใจให้คนเข้าถึงธรรมได้ จึงทรงไม่ห้ามแต่อย่างใด เพราะแม้แต่การนั่งสมาธิก็เป็นของพราหมณ์เช่นกัน นั่นเป็นสมถกรรมฐาน ถ้าพูดถึงบทสวดต่าง ๆ ในงานต่าง ๆ ถ้าหากว่าได้รู้คำแปลจะทราบว่ามันเป็นเพียงแค่สิ่งที่เอาไว้สอนให้ปลง ให้ออกจากความหลงต่าง ๆ เท่านั้น เราขอตอบในแบบของเราตามนี้นะ จะได้ความแจ้งอย่างไรก็ดี ไม่ได้ความแจ้งอย่างใดก็ดี ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น เพราะเป็นการถกธรรมในธรรม

ครับคุณ"port stphen trip"

ครับคุณ"port stphen trip" เบื้องต้น คุณต้องตอบให้ชัดก่อนว่าพุทธศาสนาในแบบเถรวาท ของแบบไทยๆ เป็น"อภิปรัชญา" หรือเป็น"ศาสนา" เอาประเด็นนี้ให้ชัดก่อน? เพราะมันต้องชัดเจนก่อนที่จะไหลไปยังเรื่อง"โยนิโสมนสิการ"

เพราะ ไม่งั้นเราแยกแยะประเด็นไม่ถูก? แม้ปลายทางพุทธขั้นสูงคือหลุดพ้นจากคำว่ามี?ไม่มีศาสนา(อนัตตา) แต่ระหว่างทางของแนวทางพุทธทางเถรวาท คือ"ศาสนา"หรือ"อภิปรัชญา"

แม้"โยนิโสมนสิการ" นั้นคือการให้ยอมรับยานส่วนตัวของใคร?ไม่ควรไปดูถุกกันแบบดุถุกตัวเองของเถรวาทเหมือนกันเองแบบนี้? ที่แตกย่อยมาเป็นนิกายที่ไม่มี ยานลำไหนถูกที่สุด? ดีที่สุดในการเดินทางแรลลี่พุทธศาสตร์ แต่เราต้องทำความเข้าใจยานลำที่นิกายเถราวาทในไทย ใช้ให้ชัดก่อน จะไปเพ่งโทษดูถูกว่าคือทางเกวียนทางเก่า(มหานิกายล้อเถรวาทผ่านคนพุทธเถรวาทด้วยกันว่าล้าหลังงมงาย)

แม้"โยนิโสมนสิการ"คือการยอมรับเงื่อนไขความต่างของการเลือกใช้ยาน ในเป้าหมายปลายทางเดียวกัน แต่ก่อนที่จะดูถูกยานลำอื่น เราต้องทำความเข้าใจให้ท่องแท้ก่อนว่าขณะเราอยู่ในยานลำไหน?มีเหตุผลที่มาที่ไปอย่างไร?ในการต้องใช้ยานลำนี้

บนเงื่อนไขความตางทาง"อัตลักษณ์" สังคมวัฒนธรรมดั่งเดิมที่ต้องใช้เป็นเงื่อนไขในการประกอบยาน ไปตามเงื่อนไขพัฒนาการความต่าง ที่ใกล้เคียงอัตลักษณ์ดั้งเดิมนั้นหรือไม่?ในการทำความเข้าใจเงื่อนไขของ"ฮีนยาน" หรือเถรวาทแบบไทยๆ

ก่อนไปถ่มน้ำลายใส่ว่ามันล้าหลัง ไร้สาระ และงมงาย ของคนที่นั่งยานเถรวาทเดียวกัน แต่มองความหมายวิธีการประกอบยานแบบนั้น(พิธีกรรม,ศรัทธา,ความเชื่อ แม้แต่บทสวด)แต่ดูถูกกัน ว่ามันงมงายล้าหลัง ของสำนักคิดแบบมหายาน(ท่านพุทธทาสและท่านว.ฯ) แต่การประกอบยานแบบนี้ เพื่อปรับเงื่อนไขความต่างให้คนขึ้นยานไปด้วยกันได้ ไม่ใช่รถสปอร์ตนั่งได้คนเดียว วิ่งเฉียวปาดหน้าคนอื่นแบบนั้น แต่หลุดโค้งลงข้างทางก่อนเพราะถือดี แบบกระต่ายกับเต่า? นั้นคือประเด็นผม คือต้องมองให้เข้าใจในเงื่อนไขที่มาที่ไปของเงื่อนไขแต่ละยานให้ เข้าใจท่องแท้ในที่มาที่ไป

หรือให้ครบก่อนว่ามันมีที่มาที่ไปแบบไหน?อย่างไร? ไม่ควรไปดูถูกหรือถ่มน้ำลายใส่ รถอีแต๋นเพราะถือมั่น ว่ายานแบบรถสปอร์ต หรือมอร์ไชด์เด็กแว๊น เจ๋งกว่า?ทั้งที่ไปถึงเหมือนกัน? และบางที่เงื่อนไขช้าแต่ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ ระหว่างการเดินทางถ้ามันไม่หลุดโค้งลงข้างทางก่อน? เพราะถือมั่นแบบนั้น บางทีหลุดโค้งแอ้งแม้งข้างทางแบบนู๋คำ ผกา เสียก่อน???

อิ อิ อิ

อิ อิ อิ

อย่าหาว่าทะลุกลางป้องเลยนะครับ

เอาเป็นว่า สำหรับผม

ผมไม่เคยสนใจเลยว่า พุทธธรรม จะเป็นศาสนาหรือ ปรัชญา

เพื่อประกอบความเข้าใจในศาสนาพุทธ ผมจะไม่อธิบายว่าศาสนาพุทธคืออะไร แต่จะลองยกตัวอย่างว่าชาวพุทธที่จริงนั้นเขามีความเห็นอย่างไรในเรื่องต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องสวดมนต์ข้ามปี และ พระพุทธรูปปางแมคโดนัล ก็แล้วกัน อิ อิ

เอาเรื่องสวดมนต์ก่อน คือว่า พูดตามจริงแล้ว ชาวพุทธเขาไม่สนหรอกว่ามันจะต้องไปสวดมนต์กันทำไม กลางค่ำกลางคืน ยามวิกาลอย่างนั้น ซึ่งมันเป็นเวลาที่ควรจะไปหลับไปนอน ไปพักผ่อน เก็บแรงไว้ไปบิณฑบาตร ตอนเช้ามากกว่า อันที่จริง การสวดมนต์ก็คือการสาธยายธรรม เพื่อท่องจำ ถ้อยคำของพระพุทธเจ้าแล้วเอามาใคร่ครวญ เผื่อจะเห็นช่องทางในการหลุดพ้น หรือเข้าใจธรรมมะได้ดียิ่งขึ้น จะมาท่องเอาศักดิ์สิทธิ์อะไรได้ แต่การสวดมนต์โดยรวมก็เป็นเรื่องดีนะครับ เป็นเรื่องมีประโยชน์ แต่ไม่ใช่มีประโยชน์อย่างที่คิดว่า จะทำให้หมดทุกข์หมดโศก เสดาะเคราะห์ เสริมโชค พาประเทศชาติพ้นภัยได้ โดยเหตุที่เพียงสักแต่ว่าฟัง สักแต่ว่าสวด แล้วก็ไม่รู้เรื่องว่าสวดอะไร บทสวดไม่ได้มีอิทธิฤทธฺ์อะไรแบบนั้น แต่ที่จริง มีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่านั้น คือถ้าเลือกบทถูกและคนสวดสามารถเข้าใจข้อธรรมนั้นได้ ก็จะทำให้คนสวด หรือคนได้ยินได้ฟัง บรรลุพระอรหันต์ได้เลยทีเดียว

ดังนั้น การสวดมนต์เป็นเรื่องดี แต่ไม่จำเป็นต้องสวดตอนเที่ยงคืนเท่านั้น จะสวดตอนไหนก็ได้ ไม่สวดก็ได้ ไม่สวดตลอดชีวิตเลยก็ได้ ไม่ผิดศีล และไม่บาปอะไร เขาไม่ปลดออกจากการเป็นชาวพุทธหรอกเรื่องแค่นี้ แต่การที่ไปจัดงานสวดแบบนั้น เข้าใจว่าน่าจะผิด เพราะทำให้ผม(และใครๆ) เดาได้ว่า คนจัด เจตนาให้เข้าใจไปทางเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ซึ่งจะทำให้เข้าใจศาสนาผิดและสับสนได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีนี้ มีที่ผิดสังเกตุ คือ มีการออกมาโวยวายตอกย้ำ โดยคำผกา มันเลยยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาพพจน์ของพระศาสนาให้ดูย่ำแย่ไปกันใหญ่ ที่จริงไอ้คนคิดจัด ถ้ามีเจตนาอกุศลแฝงเร้นอยู่ก็แย่อยู่แล้ว ไอ้คนออกมาด่า ยิ่งขาดวิจารณญาน หาว่าศาสนาพุทธงมงาย ก็เพราะไม่รู้จักแยกแยะเองเอาศาสนาไปปะปนกับคนทำผิด ขาดๆ เกินๆ การสวดมนต์โดยตัวของมันเองไม่ได้เป็นเรื่องดีหรือเลว (ที่จริงค่อนไปทางดีนิดหน่อย) แต่วิธีการจัดต่างหาก ที่เจ้าภาพไปนิมนต์พระมา พระท่านก็ต้องมา แล้วดันมาโมเมโมมะว่านี่คือศาสนาพุทธโดยรวม ที่จริงมันคนละเรื่องกันเลย ต่อให้พระท่านมาเอง ก็แค่พระกลุ่มหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับศาสนาพุทธเลย เพราะคุณไม่รู้ไม่เข้าใจศาสนาพุทธ แล้วออกมาวิจารณ์ พูดจาชี้นำ ให้ดูเหมือนว่าทั้งหมดนี่คือศาสนาพุทธ ก็เลยยิ่งกลายเป็นโน้มน้าวให้คนเข้าใจศาสนาพุทธแบบผิดๆไปกันใหญ่

แต่ในฐานะชาวพุทธเรื่องแค่นี้เฉยๆ เพราะเป็นเรื่องที่เดียรถีสร้างเรื่องกันขึ้นมาเอง เรียกว่า ชงเอง ฟาดเอง ตบเอง ชาวพุทธแท้ๆไม่เกี่ยว อิ อิ อิ

ต่อไป พระปางแมคโดนัล นี่ยิ่งไม่มีอะไรเลย ก็พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นมาซักหน่อย จะปางอะไรก็เถอะ ก็นี่เล่นมาสร้างกันเอง แล้วพอมีคนมาสร้างล้อเลียนก็เป็นเดือดเป็นแค้น ยิ่งไปกันใหญ่ ก็ถ้าเรานับถือศาสนาพุทธจริงเรื่องแค่นี้ จะต้องไปเดือดร้อนอะไร ต่อให้มันมาทำลายพระพุทธรูปเรายังเฉยๆเลย ดูอย่างพระเกษมสิ ท่านยังออกมาทุบเองเลย นี่ไม่ได้เห็นด้วยนะ แต่เฉยๆ เพียงแต่ยกมาให้ดูว่า แม้แต่พระในศาสนาพุทธเอง ยังไม่ใช่จะต้องกราบไหว้พระพุทธรูปเสมอไป เพราะท่านไปค้นเจอในพระไตรปิฏกมาว่าไม่ต้องไปยึดถือ เราก็แค่ทำตามพระศาสดา ปัญหาต่างๆก็จะหมดไปเอง แต่ส่วนตัวผมก็กราบไหว้พระพุทธรูป เพราะเอาไว้เป็นอนุสสติ เป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ไม่ได้กราบไหว้เพราะเห็นว่าศักดิ์สิทธิ หรือคิดว่าจะมีฤทธิ์ดลบรรดาลอะไรให้เราได้ ถ้าใครมาทำลาย เราอยากจะกราบไหว้ เราก็สร้างขึ้นมาใหม่ พระจริงๆอยู่ในใจเรา คือ เรารู้อยู่แล้วว่าพระพุทธเจ้าไม่ให้สร้าง แต่เมื่อมีคนสร้างขึ้นมา เราเห็นแล้ว คิดถึงพระศาสดา เราก็ไหว้ พอมีคนทำลาย เราก็เฉยๆ เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้สร้างแต่แรกอยู่แล้ว เราไม่ต้องทำลายเอง ไม่ต้องเหนื่อย ดีซะอีก

นี่คือ ความแข็งแกร่งของศาสนาพุทธที่ผมบอกไว้ คือเราไม่มีจุดอ่อนใดๆ พระอยู่ในใจเรา ศาสนาอยู่ในใจเรา ไม่ได้อยู่ที่สิ่งบอบบางอย่างเช่นอิฐหักกากปูน ศาสนาเราไม่พังทะลายลงง่ายๆเพียงเพราะแค่มีคนมาล้อเลียน มาทุบ มาระเบิดทำลายพระพุทธรูปของเรา เราสร้างขึ้นมาเล่นๆ พวกศาสนาอื่น คิดจะยั่วให้เราโกรธ ก็เข้ามาระเบิดองค์พระทิ้ง เพราะเขาไม่รู้ เขาคิดอกุศลคิดจะทำร้ายจิตใจเรา แต่ปรากฏว่าผิดคาด เราไม่ได้ยึดมั่นในสิ่งนั้นอยู่แล้ว ที่ไม่ยึดมั่นเพราะศาสดาสั่งไว้อยู่แล้ว ว่าอย่าสร้าง เราก็เลยไม่เห็นความสำคัญมาแต่แรกอยู่แล้ว พอเขามาทุบ มันก็ไม่มีปัญหาสำหรับเรา แต่ไอ้เจ้าคนทำร้ายทำลายต่างหากที่เผยธาตุแท้ เผยตัวตนอันชั่วร้ายออกมา คิดร้าย ประสงค์ร้ายต่อสิ่งเคารพของคนอื่น คนอย่างนั้น จิตใจจะต้องทุรนทุรายมาก จึงคิดสิ่งเลวร้ายต่างๆนาๆได้ ไม่ได้ว่ากระแทกใครนะครับ แค่ไปตามน้ำ อิ อิ อิ

งั้นก็ได้คุณอะตอม

งั้นก็ได้คุณอะตอม สำหรับเราแล้ว พุทธของไทยเริ่มด้วยปรัชญา ตอนเข้ามาสอนให้ประชาชนหลุดพ้น ต่อมากลายเป็นศาสนา เพราะคนเริ่มวิ่งหาสิ่งพักพิงทางใจ เหมือนกับศาสนาอื่น มาตอนนี้กลายเป็นลัทธิไปแล้วล่ะ คนเริ่มวิ่งหาสิ่งวิเศษมาใส่ตัว โดยคิดว่ามีัแล้วจะดี มีแล้วจะรวย แต่ลืมไปว่าถ้าไม่ทำดีก็ไม่มีทางได้ดี หรือถ้าไม่ทำกินก็ไม่มีทางมีเงิน เหมือนคนที่อยากถูกหวยแต่ไม่ซื้อหวย

ฟัง stphen trip แล้ว

ฟัง stphen trip แล้ว รู้สึกว่า (แค่รู้สึกว่านะ ไม่ได้ฟันธงว่าเป็นแบบนั้น) เหมือนจะคิดออกไปแนวเดียวกับสุรพศ ซึ่งออกจะไปทางมิฉาทิฐิเข้าไปทุกที

ส่วนของอะตอมยังอยู่ในกรอบของสัมมาทิฐิ

หรือไม่ก็สับสน คือ ไม่รู้ว่าพูดเรื่องศาสนาพุทธหรือเรื่องคนไทยกันแน่ ศาสนาพุทธของไทย ศาสนาพุทธของลาวอะไรที่ไหน ผมว่า พุทธมีพุทธเดียวนี่แหละ แต่คนนับถีอคลาดเคลื่อนน่ะ มีได้ทุกประเทศ แนวคิดว่าศาสนาพุทธมีวิวัฒนาการได้ เดี๋ยวเป็นนู่น เดี๋ยวเป็นนี่ นี่มันฟังดูเหมือนของสุรพศนะ ซึ่งตั้งอยู่บนความเข้าใจผิด ไปจับเอาคนเป็นหลัก แทนที่จะเอาคำสอนของศาสดาเป็นหลัก

กรอบบนของผม เคยพิมพ์ว่า ไม่ว่าคุณจะคิดว่าพุทธธรรมเป็น ศาสนา หรือ ปรัชญาก็ตาม มันไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงความจริงเกี่ยวกับอริยสัจจ์4 ได้เลย ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงมรรค8 ได้เลย ( อะไรประมาณนี้ แล้วลบทิ้งไป ไม่อยากให้ดูดุเดือดเกิน แต่ตอนนี้คงต้องย้ำอีกนิดแล้ว) และนั่นคือแก่นของศาสนาพุทธ และคุณอยากจะเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ แต่ชาวพุทธจะนับถือของเราแบบนี้ เราเรียกว่านี่คือศาสนาพุทธ จบ ถ้าคำว่า "ศาสนา" ไม่ได้มีความหมายแบบนี้ ก็ไปบัญญัติใหม่ ให้คำว่าศาสนาครอบคลุมพุทธธรรมเข้าไปด้วย จะได้จบเรื่อง ไม่เห็นจะมีอะไร ส่วนคำว่า religous จะแปลว่าอะไรก็ให้เป็นเรื่องของฝรั่งมันเถอะ ประเด็นคือ

ผมว่าพุทธธรรมเป็นตัวตั้ง นิยามหรือคำอธิบาย การจัดหมวดหมู่ มาทีหลัง พุทธธรรมไม่เปลี่ยนไปตามนิยามนั้นๆ คุณจะเรียกว่าอะไร จะบัญญัติให้เป็นอะไร ไม่ว่าคุณจะทำอะไรๆก็ตาม ไม่สามารถไปเปลี่ยน ความหมาย เปลี่ยนวิธีการเข้าถึง เปลี่ยนการบรรลุธรรม หรือเปลี่ยนคุณค่าของศาสนาพุทธได้.

รักเสื้อเหลือง wrote:ฟัง

[quote=รักเสื้อเหลือง]ฟัง stphen trip แล้ว รู้สึกว่า (แค่รู้สึกว่านะ ไม่ได้ฟันธงว่าเป็นแบบนั้น) เหมือนจะคิดออกไปแนวเดียวกับสุรพศ ซึ่งออกจะไปทางมิฉาทิฐิเข้าไปทุกที

ส่วนของอะตอมยังอยู่ในกรอบของสัมมาทิฐิ

หรือไม่ก็สับสน คือ ไม่รู้ว่าพูดเรื่องศาสนาพุทธหรือเรื่องคนไทยกันแน่ ศาสนาพุทธของไทย ศาสนาพุทธของลาวอะไรที่ไหน ผมว่า พุทธมีพุทธเดียวนี่แหละ แต่คนนับถีอคลาดเคลื่อนน่ะ มีได้ทุกประเทศ แนวคิดว่าศาสนาพุทธมีวิวัฒนาการได้ เดี๋ยวเป็นนู่น เดี๋ยวเป็นนี่ นี่มันฟังดูเหมือนของสุรพศนะ ซึ่งตั้งอยู่บนความเข้าใจผิด ไปจับเอาคนเป็นหลัก แทนที่จะเอาคำสอนของศาสดาเป็นหลัก

กรอบบนของผม เคยพิมพ์ว่า ไม่ว่าคุณจะคิดว่าพุทธธรรมเป็น ศาสนา หรือ ปรัชญาก็ตาม มันไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงความจริงเกี่ยวกับอริยสัจจ์4 ได้เลย ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงมรรค8 ได้เลย ( อะไรประมาณนี้ แล้วลบทิ้งไป ไม่อยากให้ดูดุเดือดเกิน แต่ตอนนี้คงต้องย้ำอีกนิดแล้ว) และนั่นคือแก่นของศาสนาพุทธ และคุณอยากจะเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ แต่ชาวพุทธจะนับถือของเราแบบนี้ เราเรียกว่านี่คือศาสนาพุทธ จบ ถ้าคำว่า "ศาสนา" ไม่ได้มีความหมายแบบนี้ ก็ไปบัญญัติใหม่ ให้คำว่าศาสนาครอบคลุมพุทธธรรมเข้าไปด้วย จะได้จบเรื่อง ไม่เห็นจะมีอะไร ส่วนคำว่า religous จะแปลว่าอะไรก็ให้เป็นเรื่องของฝรั่งมันเถอะ ประเด็นคือ

ผมว่าพุทธธรรมเป็นตัวตั้ง นิยามหรือคำอธิบาย การจัดหมวดหมู่ มาทีหลัง พุทธธรรมไม่เปลี่ยนไปตามนิยามนั้นๆ คุณจะเรียกว่าอะไร จะบัญญัติให้เป็นอะไร ไม่ว่าคุณจะทำอะไรๆก็ตาม ไม่สามารถไปเปลี่ยน ความหมาย เปลี่ยนวิธีการเข้าถึง เปลี่ยนการบรรลุธรรม หรือเปลี่ยนคุณค่าของศาสนาพุทธได้.[/quote]

คุณรักเสื้อเหลือง เราตอบตามที่คุณอะตอมต้องการให้เราตอบว่าตอนนี้พุทธในเมืองไทยเป็นอะไร เราก็๖อบไปตามที่เห็นในสังคมไทยเท่านั้น แต่ก็อาจจะจริงอย่างที่คุณกล่าว ขอบคุณที่ตักเตือน เราจะสัมรวมและระวังไว้ ความจริงมันก็เป็นอย่างที่คุณกล่าวนั้นเอง ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร อริยสัจย์ มรรคก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม คนที่เดินตามมรรคหรือมัคคานุคาก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

ครับผม คุณ stphen trip

ครับผม คุณ stphen trip

ไม่รู้ว่ากำลังไปตามน้ำ ไอ้ผมก็คิดว่าจะไปทางแนวสุรพศซะอีก ก็เลยอดไม่ได้ ขอโทษทีครับ.

อะตอม

[quote=อะตอม]ตอนแรกกะจะจบบทสนทนาแต่เจอกรณีคุณ"Libra" จับแพะชนแกะมายิ่งต้องชี้แจงไม่งั้นผมเสียหายอย่างมาก?

นั้นคือกรณีการตีความของท่านวฯ, พุทธทาส,ตีชฮันท์ คนละกรณีกับเรื่องนี้(เรื่องกฏหมายใหม่คุ้มครองพุทธศาสนากรณ๊ีกระทู้เก่าของสุรพศ) เพราะนั้น(หมายถึงท่านวฯตีความแบบนั้น)คือปริมลฑล ทางศาสนา ตรงนั้นใช้เครืองมือทางศาสนา ปุจฉา, วิสัชณา ในเชิงศาสนา หรือปรัชญาได้ อยู่ในขอบเขตอำนาจ บทบาทของศาสนาเขาตีความกัน บนเงื่อนไขความต่างที่แตกแขนงมาเช่น กรณีความต่างของนิกาย

มันคนละเรื่องกับฐานความผิดหมิ่นทางมิติ"นิติศาสตร์" (ของเรื่องนี้ที่บทบาทแบบศาสนาไม่สามารถทำได้ในทางโลกเช่นจับใครติดคุกในมาตรการทางนิติศาสตร์ที่อีกหน้าที่หนึ่งที่ฆาราวาสจะต้องเป็นคนทำเพื่อดุแลปกป้องศาสนา) มันคนล่ะหน้าที่กัน ที่เป็นทางโลกนั้นคือกรณีที่ผมยกและเป็นประเด็นกระทู้ก่อนหน้านั้น แต่เนื้อหาทีมันเกี่ยวเนื่องมันมาจาก กรณีที่สุรพศ และคำ ผกา ตีความ เรื่องนี้ ละเลยมิติในตัวโครงสร้างหลักการเกิดการเป็นศาสนา

จนมาเพ่งโทษจับผิด รูปแบบพุทธทางเถรวาทดั่งเดิมแบบไทยๆที่เน้นพิธีกรรมและศรัทธาความเชื่อ แบบเถรวาท ว่าเป็นเรื่องงมงายล้าหลัง แต่มันโยงแนวคิดของพุทธแบบมหานิกายอย่างท่านพุทธทาส,ท่านวฯ มาถึงท่านตีชฮันท์ที่ตีความ พุทธแค่"อภิปรัชญา"

ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อคนกลุ่มนี้ ที่พยายามตีความพุทธเถรวาทในวัตรปฎิบัติแบบนั้นว่างมงาย เนื้อหาตรงนี้คนละส่วนกับหมิ่ทางโลก ในแบบพระปางแม็คโดนัล คุณ อ่านหนังสือไม่แตกและแยกแยะไม่เป็นจริงๆ? ไม่ใช่ ไม่ได้อ่าน (ตามความเข้าใจผมตอนแรกว่าคุรไม่เข้าใจเพราะไม่ได้อ่าน แต่นี่ชัดแล้วไม่เข้าใจเพราะอ่านหนังสือไม่แตก)ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมผมต้องมาเล่าซ้ำเนื้อหาเดิมๆบ่อยๆ???[/quote]

ก็เพราะบทความคุณสุรพศสรุปว่า "ฉะนั้น จะอ้างอิงการปกป้องพุทธะ ธรรมะ เพื่อใช้ “อาชญา” จับคนเข้าคุกไม่ได้!" แล้วคุณอะตอมก็พูดถึงคนโน้นคนนี้ว่าตีความศาสนาผิด ผมก็เลยเข้าใจว่าคุณอะตอมต้องการให้คนที่ตีความศาสนาผิด(ในทัศนะของคุณอะตอม) ได้รับโทษ แต่ถ้าคุณอะตอมบอกว่าไม่ได้หมายความอย่างนั้นผมก็ขอโทษที่เข้าใจผิดและหลงอ่านความเห็นยาวๆและวกวนของคุณซึ่งไม่ได้อยู่ในประเด็นของบทความของคุณสุรพศเลย ที่อ่านมาทั้งหมดทำให้เห็นได้ว่าเป็นเพียงแค่เป็นการอวดภูมิรู้เรื่องศาสนาและทำตัวเป็นเจ้าของศาสนาของคุณเท่านั้นไม่เกี่ยวกับประเด็นในบทความเลย ผมขอยุติการอ่านความเห็นของคุณเพียงเท่านี้และไม่ขอแสดงความเห็นเกี่ยวกับความเห็นของคุณอีก

รักเสื้อเหลือง wrote:ครับผม

[quote=รักเสื้อเหลือง]ครับผม คุณ stphen trip

ไม่รู้ว่ากำลังไปตามน้ำ ไอ้ผมก็คิดว่าจะไปทางแนวสุรพศซะอีก ก็เลยอดไม่ได้ ขอโทษทีครับ.[/quote]

ไม่หรอก คุณรักเืสื้อเหลือง เราเองก็ออกจะเป็นพวกมิจฉาทิฐิ อยู่บ้าง เพราะเรายังไม่มีสัมมาสติ จึงมีการเห็นผิดบ้าง เป็นมิจฉาทิฐิบ้าง ต่อเมื่อเรามีสัมมาสตินั่นแหล่ะ จึงจะมีสัมมาทิฐิ ก่อให้เกิดสัมมาสติ มีกำลังไปประกอบมรรคองค์อื่น ๆ ต่อไป

บทความนี้อันที่จริงก็เขียนได้

บทความนี้อันที่จริงก็เขียนได้ดี แต่มุ่งที่จะให้คนที่อ่านเข้าใจผิด และตีความผิด โดยเฉพาะผู้คลั้งเสรีภาพ โดยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีเสรีภาพ ได้อ่านบทความและการนำเสนอของคุณโยมสุรพศ หลายๆบทความก็ถือว่าเป็นผู้มีความรู้ทางพระพุทธศาสนาพอสมควร สมกับที่เคยเป็นพระ และได้อาศัยวัดจนเป็นมหา แต่ประเด็นที่โยมพูดถึงเสรีภาพในการแสวงหาคามและทางพ้นทุกข์ ของเจ้าชายสิทธัตถะ นั่นมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ พรบ.คุ้มครองพระพุทธศาสนา และไม่เกี่ยวอะไรกับการที่จะบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พระเจ้าไม่จำกัดเสรีทางความคิดเห็น ดังที่เคยถามพระสารีบุตร ก็ได้ เคยถามพระเรื่องการอยุ่ในป่าสิงคาละ ก็ดี นั่นคืออิสระทางความคิด แต่ทางด้านการบริหาร และการปกป้องศาสนาของพระองค์ พระองค์กับวางกรอบไว้อย่างเข้มงวด มีบทลงโทษลงพระวินัยที่ร้ายแรงถึงขั้นให้สละเพศ และเมื่อพระสารีบุตรถามถึงว่าทำศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ จึงตั้งอยู่ไม่ได้เมื่อพระศาสดาปรินิพพานไป พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าเพราะเขาไม่มีพระมีพระวินัย พระวินัย ก็คือกฎห้าม และ สิ่งที่อนุญาติให้ทำได้ นั่นก็คือกฎหมายนั่นเอง และ พรบ.คุ้มครองพระพุทธศาสนา ก็มีไว้เพื่อแก้ปัญหากรณีที่กลุ่มโยมเอามาพูดเอามาโจมตีพระกันอยู่นี้ละ ด่าท่านว.วชิระ ว่าสร้างวาทะกรรมแบบผิดๆทำไมไม่ลงโทษ พระสร้างของขัง ดูหมอ ให้ห้วยหลอกล่วงชาวบ้าน มีเงินมีทองเป็นพันล้านโยมก็เอามาโจมตี และถามว่าทำไมไม่จัดการ พอเขาจะสร้างกติกาขึ้นมา เพื่อที่จะไม่ให้คนทำศาสนบัญญัติ ให้เสือม และเพื่อป้องกันเอาผิดกับพวกตัดคอพระเอาเงินรางวัล เผาพระทั้งเป็น และเพื่อสิทธิที่ชาวพุทธสมควรจะได้ เพื่อให้เสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย เพราะศาสนาอิสลามเขาก็ยังมี พรบ.บริหารองค์กรค์อิสลาม เขามีธนาคารอิสลาม แต่ชาวพุทธจะขอตั้งบาง ออกมาค้านตั้งแต่ยังไม่ได้เขียนร่าง (เราเรียกร้องประชาธิปไตยแต่ทำไม ทำตรงข้ามกัน)