ปมที่ดินใต้ร้อน ชาวบ้านโร่ร้อง “กรรมการสิทธิฯ-สภาทนายความ” ถูกอุทยานฯ รุกไล่

เครือข่ายที่ดินใต้ร้องถูกอุทยานรุกฟันยาง-รื้อสะพาน-จับกุมในพื้นที่ทับซ้อนที่ทำกินและที่อยู่อาศัย บุกกรุงฯ ยื่นหนังสือกรรมการสิทธิฯ-สภาทนายความ หามาตรการช่วยเหลือ เผยเตรียมพบวุฒิสภา-ประธานรัฐสภา แกนนำจวกรัฐบาลเมินนโยบายโฉนดชุมชน

 
 
 
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 เม.ย.55 ที่สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ ชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด จาก จ.ตรัง จ.พัทลุง และจ.ประจวบคีรีขันธ์ ราว 50 คน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ละเมิดสิทธิชุมชนและหามาตรการคุ้มครองพื้นที่การดำเนินการโฉนดชุมชนต่อนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการสิทธิชุมชน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการ
 
หนังสือดังกล่าว ระบุว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด ได้ฟันทำลายต้นยางพาราและพืชผลเกษตรและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งพยายามจับกุมดำเนินคดีแก่สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัดในเขตพื้นที่ดำเนินการโฉนดชุมชน ดังนี้
 
1.วันที่ 25 มี.ค.55 หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัดได้จับกุมหมากแห้งของสมาชิกองค์กรชุมชนบ้านตระ ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ส่งสถานีตำรวจภูธรหนองเอื้อง อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง แต่สถานีตำรวจภูธรหนองเอื้องพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นวิถีชีวิตปกติของชาวบ้านจึงดำเนินการเจรจากับทางเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัดขอให้ผ่อนผัน
 
2.วันที่ 30 มี.ค.55 นายสมชัย แสงแก้ว หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ 50 นาย บุกฟันทำลายต้นยางพาราและพืชผลเกษตรอื่นๆ ของสมาชิกองค์กรชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู จำนวน 2 แปลง 7 ไร่ เป็นสวนยางของนายณรงค์ รอดรักษ์ 3 ไร่ สวนยางของนายเรวัตร รักษ์ทองจันทร์ 4 ไร่
 
3.วันที่ 6 เม.ย.55 นายเกรียงศักดิ์ ดีกล่อม หัวหน้าหน่วยปากแจ่ม อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า พร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และตำรวจตระเวณชายแดน รวมทั้งนายเจิม เส้งเอียด หรือ ไข่หมูก อดีตจอมโจรชื่อดังภาคใต้ ประมาณ 35 นาย พร้อมอาวุธปืนและเลื่อยยนต์ 2 เครื่อง เข้ารื้อถอนสะพานเข้าชุมชนบ้านหาดสูง รอยต่อระหว่าง ต.เขาปูน อ.ห้วยยอด กับ ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง จำนวน 2 สะพาน
 
4.วันที่ 16 เม.ย.55 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด ได้พยายามจับกุมชาวบ้านที่หาหน่อไม้ เห็ดแครง องค์กรชุมชนบ้านตระ ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง
 
 
คลิปเหตุการณ์โดย bandita92000
 
 
หนังสือดังกล่าว ระบุด้วยว่า จากลำดับเหตุการณ์การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ทำความเดือดร้อนกับประชาชนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ในเขตที่มีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างอุทยานฯ กับพี่น้องชาวบ้านทั้งๆ รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยยึดหลักสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 66 และมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโฉนดชุมชนเป็นแนวทางในการใช้สิทธิชุมชนในขณะนี้ เพื่อขจัดความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชน โดยให้เป็นไปตามวิถีชีวิตของชุมชน พร้อมกับการปฏิบัติตามกฎ กติกา และแผนการจัดการขององค์กรชุมชนนั้นด้วยดีตลอดมา แต่เหตุการณ์เหล่านี้ยังเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนซ้ำแล้วซ้ำอีก
 
“ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย จึงใคร่ขอให้ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน และหามาตรการคุ้มครองพื้นที่ที่ดำเนินการปฏิบัติการตามแนวทางโฉนดชุมชนภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 66 ว่าด้วยสิทธิชุมชนโดยเร่งด่วน” หนังสือดังกล่าว ระบุ
 
 
 
ขณะที่นางสาววัชรี ทองพิทักษ์ เลขานุการเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น จ.สุราษฎร์ธานี  ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องขอร้องเรียนให้แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็นประกาศทับซ้อนที่ดินทำกินราษฎรต่อนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการ
 
หนังสือดังกล่าวระบุว่า เนื่องจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็นเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.34 เป็นการประกาศเขตอุทยานฯ ทับซ้อนที่อาศัย ที่ทำกินของชาวบ้านซึ่งอยู่มาก่อนปี 2500 สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน อ.กาญจนดิฐ อ.นาสาร อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งราษฎรได้รวมตัวกันเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปี 2546 ได้มีมติของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเห็นชอบให้เพิกถอนพื้นที่เพิ่มเติมจำนวน 28,770 ไร่ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงานเพื่อเสนอร่างพระราชกฤษฎีกา แต่จนบัดนี้ไม่มีการดำเนินการใดๆ ซ้ำยังมีการจับกุมปรับราษฎรหลายรายในหลายพื้นที่ อันเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนทุกข์ยากให้แก่ราษฎรเป็นอย่างยิ่ง
 
“ขอให้อนุกรรมการด้านที่ดินและป่า ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหารือกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี อุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น และผู้ที่ได้รับผลกระทบอันเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว ขอให้อุทยานฯ ชะลอการดำเนินการใดๆ ต่อราษฎร ในพื้นที่อุทยานทับซ้อนที่ทำกินและที่อยู่อาศัย และขอให้เร่งรัดการเพิกถอนพื้นที่ประกาศทับซ้อน 28,770 ไร่ ให้แก่ราษฎรที่อาศัยและทำกินมาก่อนการประกาศของอุทยานฯ” หนังสือดังกล่าวระบุ
 
 
ต่อมาเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน ที่ห้องชั้น 4 สำนักงานสภาทนายความ ถนนราชดำเนินกลาง ชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ร่วมกับเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น จ.สุราษฎร์ธานี และชาวบ้านผู้ประสบปัญหาเรื่องที่ดินจาก จ.ราชบุรี ประมาณ 60 คน ได้เดินทางไปพบนายวสันต์ พานิช ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
 
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัดได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ละเมิดสิทธิชุมชนและหามาตรการคุ้มครองพื้นที่การดำเนินการโฉนดชุมชนต่อนายวสันต์ พานิช ขณะที่เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น จ.สุราษฎร์ธานีได้ยื่นร้องเรียนเรื่องขอร้องเรียนให้แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็นประกาศทับซ้อนที่ดินทำกินราษฎรต่อนายวสันต์ พานิช โดยหนังสือร้องเรียนมีเนื้อหาเดียวกันกับที่ยื่นต่อนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ
 
 
นายบุญ แซ่จุ่ง ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปเทือกเขาบรรทัด เปิดเผยว่า ในเวลาประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 25 เม.ย.55 ชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น จ.สุราษฎร์ธานี และชาวบ้านผู้ประสบปัญหาเรื่องที่ดินจาก จ.ราชบุรี จะเดินทางไปที่รัฐสภาเพื่อเข้าพบและยื่นหนังสือร้องเรียนกับนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบถึงกรณีที่เกิดขึ้น
 
“กรณีที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกหนังสือเลขที่ นร 0118/1699 ลงวันที่ 12 มี.ค.55 เรื่องขอให้ชะลอการทำลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งอื่นใดที่ไม่ผิดไปจากสภาพเดิมในเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ลงลายมือชื่อโดยนายจำรัส ศักดิ์จิรพาพงษ์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ถือว่าอยู่ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ทำไมถึงไม่สามารถใช้กับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ ทำเป็นไม่ใส่ใจหรือไม่มีอำนาจสั่งการ ทั้งที่เคยประกาศนโยบายโฉนดชุมชนเอาไว้ด้วย” นายบุญ กล่าว
 
สำหรับหนังสือสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เลขที่ นร 0118/1699 ลงวันที่ 12 มี.ค.55 เรื่องขอให้ชะลอการทำลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งอื่นใดที่ผิดไปจากสภาพเดิมในเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ส่งถึงนายวิลาส สังข์ช่วย ประธานกรรมการชุมชนบ้านหาดสูง ลงลายมือชื่อโดยนายจำรัส ศักดิ์จิรพาพงษ์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุถึงกรณีที่ชุมชนบ้านหาดสูง ได้ยื่นคำขอดำเนินงานโฉนดชุมชนและขอให้ชะลอการทำลายหรือรื้อถอนสะพานข้ามคลองและพืชผลอาสินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ลงวันที่ 19 ม.ค.55
 
หนังสือดังกล่าว ระบุว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานโฉนดชุมชน ได้ตรวจสอบคำขอและเอกสารหลักฐานประกอบคำขอในเบื้องต้นแล้ว เห็นสมควรขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมตามประกาศคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการดำเนินงานโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ 1.เอกสารหลักฐานการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินไม่น้อยกว่า 3 ปีก่อนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 ใช้บังคับ 2.เอกสารแผนที่ที่มีขอบเขตชัดเจน โดยแสดงค่าพิกัดระวางแผนที่ด้วย 3.แนวทางการร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.เอกสารรับรองคุณสมบัติของคณะกรรมการชุมชน พร้อมให้ดำเนินการจัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมดังกล่าวให้กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ภายในวันที่ 10 เม.ย.55
 
ส่วนกรณีขอให้ชะลอการทำลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งอื่นใดที่ผิดไปจากสภาพเดิมในเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า อ.ห้วยยอด จ.ตรัง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่และตามนัยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 ต่อไปแล้ว
 
อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้มีบันทึกข้อความของสำนักอุทยาน กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เลขที่ ทส 0910503/5211 ลงวันที่ 26 มี.ค.55 ลงนามโดยนายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ออกไปดำเนินการติดตามและเร่งรัดการสำรวจ จัดตั้ง ขยายเขต หรือเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ การบังคับใช้กฏหมายในอุทยานแห่งชาติ ตรวจสอบการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการอนุญาตการใช้ประโยชน์ในอุทยานแห่งชาติ และติดตามโครงการหรือแผนงานเพื่อพัฒนาการจัดการอุทยานแห่งชาติอย่างมีส่วนร่วม
 
บันทึกข้อความดังกล่าว ส่งถึงรองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชทุกท่านผู้ตรวจราชการกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชผู้อำนวยการสำนักทุกสำนัก ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1-16 ผู้อำนวยการกองทุกกอง ผู้อำนวยการสำนักงานผู้ตรวจราชการกรม หัวหน้ากลุ่มตรวจสอบภายใน หัวหน้ากลุ่มพัฒนาระบบบริหาร
 
“กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ขอส่งสำเนาคำสั่งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ 562/2555 ลงวันที่ 26 มี.ค.55 เรื่องให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ออกไปดำเนินการติดตามและเร่งรัดการสำรวจ จัดตั้ง ขยายเขต หรือเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ การบังคับใช้กฏหมายในอุทยานแห่งชาติ ตรวจสอบการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการอนุญาตการใช้ประโยชน์ในอุทยานแห่งชาติ และติดตามโครงการหรือแผนงานเพื่อพัฒนาการจัดการอุทยานแห่งชาติอย่างมีส่วนร่วม มาเพื่อทราบ และให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1-16 แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและให้ความร่วมมือตามสมควร สำหรับสำนักอุทยานแห่งชาติให้แจ้งผู้มีรายชื่อในคำสั่งทราบและปฏิบัติต่อไป” บันทึกข้อความดังกล่าว ระบุ
 
 

Comments

พวกนี้ สมุนแมลงสาบทั้งนั้นละ

พวกนี้ สมุนแมลงสาบทั้งนั้นละ สวาปามบุกลุกกันตามอำเภอใจ แล้วขายให้นายทุนไว้ทำรีสอร์ท ไม่ก็เอาไว้ได้ค่ารื้อถอน ไปถามนักการเมืองแมลงสาบดูถี นักการเมืองท้องถิ่นนั่นละตัวดี ไอ้กรมที่ดินเอย อุทยานเอยก็เลี้ยงเสียข้าวสุก ไม่รู้มีพวกนี้ไว้ทำอะไร ก็รู้อยู่ไม่ป้องกันป้องปราม แล้วก็ปล่อยให้ครอบครอง ปลูกปาล์ม ปลูกยาง ลุกไว้ก่อนแล้วลงไม้พวกนี้ไว้ โตเขียวหน่อยก้บอกว่าอยู่มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย มันน่าไหมเล่า เมื่อไหร่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองมันจะกินข้าวบ้าง แล้วเมื่อไหร่มันจะฉลาดทันคน

วิธีพิสูจน์ง่ายๆ

วิธีพิสูจน์ง่ายๆ ที่ทุกฝ่ายจะต้องยอมรับ
เอาพิกัดจีพีเอสในที่ที่เชื่อว่าอยู่มานาน ไปขอซื้อภาพถ่ายทางอากาศในช่วง
ปีต่างๆ ที่กรมแผนที่ทหารหลังกระทรวงกลาโหม ขายแผ่นละ 130 บาท
จะเห็นได้ว่า บริเวณนั้นเป็นป่าหรือที่ทำกินในปีพ.ศ.ที่ถ่ายภาพ

หรือผู้สื่อข่าวก็น่าจะทำรายการพิสูจน์ให้รู้กันไปเลย

กลัวแต่จะเป็นการบุรุกป่ากันเมื่อไม่นาน ทั้งนั้นๆ

ความเห็นทางวิชาการ: คุณจินตนา

ความเห็นทางวิชาการ: คุณจินตนา แก้วขาว กับกฎหมู่
25 ตุลาคม 2554
ดร.โสภณ พรโชคชัย
http://www.facebook.com/dr.sopon

ไม่มีใครปฏิเสธว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ดี แต่การต่อสู้ของกลุ่มคุณจินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด และพวกจนถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 4 เดือนนั้นแสดงให้เห็นชัดว่าเป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตจนละเมิดอาญาแผ่นดิน ความผิดเช่นนี้ควรได้รับการน้อมตระหนัก
อนุสนธิจากมูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้เขียนบทความ “ความเห็นทางวิชาการคดีจินตนา แก้วขาว” ใน ‘ประชาไท’ ยกย่องการทำดีเพื่อสิ่งแวดล้อมจนติดคุก โดยได้ตั้งคำถามว่าการตัดสินนี้ถือเป็น “การขัดกันของการบังคับใช้กฎหมาย (อาญา) กับหลักสิทธิมนุษยชน (ตามรัฐธรรมนูญ)” <1> หรือไม่ ผมเห็นว่านี่เป็นการบิดเบือนความจริง ไม่มีกลุ่มหรือบุคคลใดสามารถใช้สิทธิชุมชนหรือสิทธิมนุษยชนจนผิดอาญาแผ่นดินได้ การใช้กฎหมู่และความรุนแรงเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ ผมจึงขอมองต่างมุม แต่ไม่ได้มุ่งหวังหาเรื่องหรือขุดคุ้ยใคร แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการโฆษณาชวนเชื่อยกย่องเกินจริง

ศาลฎีกาจำคุกคุณจินตนา
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2554 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคุณจินตนาในข้อหาบุกรุกและรบกวนการครอบครองที่ดินของเอกชน และนำของโสโครกเปรอะเปื้อนบุคคลและทรัพย์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หลังจากคุณจินตนาได้นำชาวบ้านกลุ่มเสื้อเขียวบุกรุกเข้าไปในงานเลี้ยงโต๊ะจีน จำนวน 2,000 โต๊ะ ของบริษัท ยูเนี่ยน พาวเวอร์ ดีวีลอปเม้นท์ จำกัด เจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2544 ทำให้ทรัพย์สินเสียหายและบริษัทต้องยกเลิกการจัดงานดังกล่าว <2>
ก่อนหน้าศาลฎีกาตัดสินเพียงไม่กี่วัน (5 ตุลาคม 2554) ยังมีการจัดอภิปรายเรื่อง “เป็นอาชญากร หรือนักสู้เพื่อชุมชน” ในงานมีนักวิชาการมาให้กำลังใจและสนับสนุนคุณจินตนาด้วยการอ้างสิทธิชุมชน โดยไม่คำนึงถึงความผิดที่คุณจินตนาก่อไว้ข้างต้น คุณจินตนายังกล่าวด้วยว่า (หากตัดสินว่าตนผิด) “ชาวบ้านจะใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟันหรือเปล่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมมันไม่ได้เป็นที่พึ่งที่แท้จริง” <3>
ปรากฏว่าหลังจากคำตัดสิน กรรมการสิทธิมนุษยชนยังนำคณะไปเยี่ยมคุณจินตนา <4> และได้ให้สัมภาษณ์ในว่า “ . . . ต้องหาเหตุผลมาอธิบายให้คนในสังคมเข้าใจ สำหรับการใช้ศาลสิ่งแวดล้อมเข้ามาพิจารณาคดี แต่ประเด็นที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลได้เข้าใจคือการบังคับใช้กฎหมายเชิงเดี่ยวที่มองเฉพาะมิติของกฎหมายแพ่งหรือกฎหมายอาญา แต่ทุกฝ่ายควรจะมองถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องของกฎหมายเชิงซ้อนที่มองว่าคดีแพ่งและคดีอาญาที่เกิดขึ้น” การมองในแง่นี้ก็เท่ากับการไม่ได้สำนึกถึงความผิดที่เกิดขึ้น

รู้ให้ชัดว่าผิดอย่างไร
สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกา <5> ระบุว่า ในวันเกิดเหตุ “จำเลยกับพวกรวม 100 คน ได้เดินเข้าไปในบริเวณที่จัดงานแล้วพูดว่า พวกเราเอาน้ำปลาวาฬใส่เลย จากนั้นชี้นิ้วไปตามโต๊ะอาหารของพวกจำเลยประมาณ 50 คน ต่างแยกย้ายกันนำถุงน้ำปลาวาฬไปบีบใส่โต๊ะอาหาร ถังน้ำแข็ง และขว้างไข่เน่าใส่เวที” แต่คุณจินตนากลับให้การว่า “วันเกิดเหตุจำเลยกับพวกรวมประมาณ 30 คน พากันไปที่สำนักงานของผู้เสียหายเพื่อยื่นหนังสือคัดค้าน เมื่อไปถึงพบกลุ่มชายฉกรรจ์รวมประมาณ 50 คน จำเลยกับพวกเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยจึงพากันเดินเลี่ยงขอผ่านไปหน้าเวทีงาน เห็นชาวบ้านทะเลาะกับผู้จัดเวทีจำเลยจึงเข้าไปห้ามปราม จากนั้นจำเลยกับพวกดังกล่าวพากันกลับบ้าน”
ศาลพิเคราะห์จากหลักฐานแล้วไม่เชื่อคำให้การของจำเลย แต่เห็นพ้องตามโจทย์ รวมทั้งพยานก็ให้การตรงกัน เหตุเกิดเวลากลางวัน จึงเห็นได้ชัด และพยานโจทก์ก็รู้จักและจดจำจำเลยได้ และไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เหล่านั้นเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุชวนให้ปรักปรำโจทก์ ศาลยังระบุว่า “. . .ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่าธรรมชาติของคดีที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดมิใช่การกระทำความผิดอย่างคดีอาญาสามัญ การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น ไม่เป็นสาระแก่คดี”

สิทธิชุมชนหรือกฎหมู่
จากคำพิพากษาข้างต้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการใช้หรือการอ้างสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถนำมาหักล้างความผิดที่ได้ก่อไว้อันเป็นอาญาแผ่นดิน ไม่เช่นนั้นประเทศชาติก็คงไร้ขื่อแป เพราะถือตนว่ากระทำการเพื่อพิทักษ์สิทธิของชุมชน ก็สามารถละเมิดหรือทำร้ายผู้อื่นได้อย่างอุกอาจ แม้รัฐธรรมนูญจะเป็นกฎหมายสูงสุด แต่ก็ไม่อาจอ้างเพื่อละเมิดต่อสิทธิของผู้ใดได้
หากประชาชนในแต่ละพื้นที่ของประเทศพากันจับจองทรัพยากรของส่วนรวม เช่น ทะเล ลำคลอง หรือป่าเขา มาเป็นของตนด้วยถือว่าตนอยู่ใกล้และได้ใช้ประโยชน์มานาน ประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรเหล่านี้ก็คงกลายเป็นผู้ด้อยโอกาส ถ้าการปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นบรรทัดฐาน ก็คงทำให้ประเทศแตกแยกกันไปหมด และเกิดความวุ่นวายแย่งชิงทรัพยากรของส่วนรวมไม่มีที่สิ้นสุด บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องนี้จะพันธนาการประเทศของเราให้ถอยหลังเข้าคลอง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหรือทั่วโลกต่างพัฒนาไปไกลโดยไม่ติดกับปัญหานี้เพราะต่างยอมรับในสิทธิของชาติเหนือสิทธิส่วนบุคคล กลุ่มหรือชุมชน
ในการลงทุนโรงไฟฟ้าในพื้นที่บ่อนอกนั้น หากแม้รัฐบาลมาลงทุนเองโดยไม่มีภาคเอกชน บางท่านก็ยังคงไม่ยินดี บางครั้งอาจมีข้อคำนึงว่า การดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่อาจเป็นการเปิดโอกาสการฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้อนี้คงต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างจริงจังของทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาชนที่มุ่งหวังจะสอดส่องเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามเราคงไม่สามารถอาศัยข้ออ้างเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ มาถือครองทรัพยากรของประเทศเป็นของตนเองหรือกลุ่มชน

การใช้ความรุนแรง
ที่ผ่านมาการต่อสู้ของกลุ่มมักเกิดเหตุรุนแรงจนบาดเจ็บ เสียทรัพย์และเสียชีวิต เช่น เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2548 ศาลอาญาพิพากษาคดีที่ฟ้องคุณเจริญ วัดอักษร จำเลยที่ 1 คุณวิลัย สัตย์ซื่อ จำเลยที่ 2 คุณลัดดา สิงห์เล็ก จำเลยที่ 3 คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย จำเลยที่ 4 และคุณชัยยศ แก่นทอง เป็นจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังร่วมกันทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ บ.กัลฟ์ เพาเวอร์ จำกัด จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2544. . . <6> และต่อมา เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 ศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 3, 4 มีความผิด . . . ลงโทษจำคุก เป็นเวลา 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี . . . <7>
แม้แต่กับชาวบ้านกันเองแต่เป็นกลุ่มที่เห็นต่างก็ได้รับความรุนแรงเช่นกัน โดยคุณณรงค์ พุกจันทร์ ตัวแทนฝ่ายสนับสนุนโรงไฟฟ้า กล่าวว่า “. . . มีการสร้างภาพให้เห็นว่าเกิดความรุนแรงขึ้น เพื่อให้รัฐบาลลงมาดูแล และผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมคนเราต้องทำร้ายกัน . . . และที่เริ่มรุนแรงกันหนักๆ ก็คือช่วงประชาพิจารณ์นี้เอง” ในขณะที่คุณจินตนา แก้ว่า “. . . ชาวบ้านที่นี่ก็เริ่มต้นเรียกร้องตั้งแต่ ยื่นหนังสือ ก่อนทั้งนั้น ไม่มีชาวบ้านที่ไหนหรอกค่ะ ที่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาทุบตีกัน” <8> แต่การทำร้ายร่างกายกันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอาญาอย่างปฏิเสธไม่ได้ และไม่อาจนำสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาแก้ต่างได้
อีกตัวอย่างหนึ่งคือเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 คุณนาวิน อายุ 16 ปี ก็ถูกระเบิดปิงปองได้รับบาดเจ็บ คุณมานิตย์ (บิดาคุณนาวิน) กล่าวว่า “ตนเคยเป็นแกนนำฝ่ายอนุรักษ์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม แต่ภายหลังเหตุการณ์ปะทะเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีพนักงานโรงงานสหวิริยาถูกยิงเสียชีวิต <9> ตนก็ขอถอยออกมา เพราะเริ่มรู้สึกรับไม่ได้กับแนวทางที่มีลักษณะของการปลุกระดม กดดันมากกว่าการอนุรักษ์และในบางครั้งที่ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เพราะต้องทำงานหาเลี้ยงชีพก็ถูกโจมตี . . .” <10>
และเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 “นางธัญญาพร หรือปลิว จันทร์พิทักษ์ อายุ 60 ปี . . . ได้เข้าแจ้งความว่า ถูกนางสุธาทิพย์ คชชา . . . ซึ่งเป็นกลุ่มคัดค้านโรงถลุงเหล็ก ทำร้ายร่างกายจนไหล่หลุดทั้ง 2 ข้าง และกระดูกแขนด้านซ้ายร้าว . . . . ด้านนางสุธาทิพย์ กล่าวยอมรับมีการทำร้ายร่างกายจริง แต่ไม่เชื่อว่านางธัญญาพรจะไหล่หลุด เพราะยังสามารถถือมีดออกมาท้าทายตนหลังเกิดเหตุได้ . . . นางธัญญาพรเคยร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด และมีความสนิทสนมกับนางจินตนา แก้วขาว . . .” <11> อย่างไรก็ตามการเกิดความรุนแรงเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดีกับกลุ่มอนุรักษ์เอง เพราะแม้แต่คุณเจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก (ขณะยังมีชีวิตอยู่) ยังได้ออกมาชี้แจงว่า “ผมเข้าใจว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านหินกรูด ติดลบต่อสายตาสาธารณชนทั่วไปมากที่ใช้ความรุนแรงในครั้งนี้ . . .” <12>

การสร้างภาพเพื่อสร้างความยอมรับ
ที่ผ่านมามีการยกย่องคุณจินตนาถึงขนาดแต่งเพลงสรรเสริญความดี และเมื่อได้เข้ารับพระราชทานรางวัล “แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดีเด่น” จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ คุณจินตนาให้สัมภาษณ์ว่า “ได้เลี้ยงดูปลูกฝังลูกๆ ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยสั่งสอนให้ตระหนักถึงปัญหาของทรัพยากรที่ลดลงเพราะระบบทุนนิยมได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และการเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ยังปลูกฝังให้ลูกรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ให้เป็นนักต่อสู้ โดยจะพาลูกไปสัมผัสจากสถานการณ์จริง เช่นการชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้าหินกรูด เพื่อเป็นแบบอย่าง และเข้าใจการทำงาน” <13>
แต่ในเวลาไล่เลี่ยกัน ลูกชายของคุณจินตนา ก็ถูกจับพร้อมยาบ้า 17 เม็ด จึงถูกตั้งข้อหาว่ามียาเสพติด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย <14> และต่อมาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2552 ศาลจังหวัดเพชรบุรีได้พิพากษารับโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 2 แสนบาทโดยรับโทษทันทีไม่รอลงอาญา <15> กรณีนี้เป็นเรื่องส่วนตัวก็จริง แต่ก็เป็นข้อคิดให้เห็นถึงความพยายามในการยกย่องคุณจินตนาในทางส่วนตัวจนเกินจริงเพื่อหวังผลในการสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหว

คัดค้านเพื่อใคร
บางคนตั้งข้อสังเกตว่าการคัดค้านอาจเป็นเพื่อผลประโยชน์ของแกนนำที่เป็นนายทุนท้องถิ่นที่ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่ประกอบกิจการร้านอาหารและรีสอร์ตตากอากาศอยู่ในพื้นที่ซึ่งเกรงจะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้า กลุ่มท้องถิ่นก็มีปัญหาการนำเอาสมบัติของส่วนรวมมาใช้ประโยชน์ ดังที่ “. . . เทศบาลตำบลบ้านกรูด ได้ฟ้องร้องนายอิศรา แก้วขาว สามีนางจินตนา ตามคดีดำเลขที่ 2767/50 ข้อหาบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ บริเวณชุมชนดอนศาลเจ้า ซึ่งล่าสุดนางจินตนา ร่วมกับชาวบ้านประมาณ 30 ครัวเรือนที่บุกรุกที่ดินดังกล่าว . . . นายจีรวุฒิ เคยแสดงความเห็นคัดค้านการเช่าที่ดังกล่าว เนื่องจากการบุกรุกสร้างชุมชนกีดขวางการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลากและเป็นสาเหตุของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่” <16>
มีความเป็นไปได้ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้คัดค้านโรงไฟฟ้า โดยสังเกตได้จากการที่บริษัทโรงไฟฟ้าจัดงานเลี้ยงถึง 2,000 โต๊ะ สำหรับผู้รับเชิญราว 20,000 คนที่คงเห็นด้วยกับโรงไฟฟ้าจึงมาร่วมงาน แต่ถูกคุณจินตนาทำลายงานเลี้ยงเสียก่อน นอกจากนี้คำสัมภาษณ์ของคุณณรงค์ พุกจันทร์ ข้างต้นยังระบุว่าความรุนแรงมักเริ่มหนักข้อขึ้นในช่วงการทำประชาพิจารณ์ หากให้มีการทำประชาพิจารณ์หรือทำประชามติกับชาวบ้านทุกคนในพื้นที่ ก็เป็นไปได้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่สนับสนุนโรงไฟฟ้า นี่จึงคงเป็นสาเหตุที่มีการใช้ความรุนแรงหรือความพยายามในการไม่ยอมรับผลการประชาพิจารณ์หรือไม่
บางคนอาจอ้างว่าการต่อสู้ของกลุ่มอนุรักษ์ด้วยกำลัง ก็คล้ายกับคณะราษฎรหรือพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่ใช้กำลังอาวุธปฏิวัติโค่นล้มอำนาจรัฐเช่นกัน แต่กรณีกลุ่มอนุรักษ์นี้ต่างกันโดยสิ้นเชิงเพราะเป็นการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์เฉพาะตน กลุ่มหรือชุมชน ไม่ใช่ผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม

ประชาชนจึงควรได้มีโอกาสไตร่ตรองด้วยข้อมูลหลาย ๆ ด้านเพื่อไม่ตกอยู่ในภวังค์ของการโฆษณาชวนเชื่อ และอย่าให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย เพื่อความผาสุกของสังคมโดยปราศจากความรุนแรงและการใช้อำนาจในทางมิชอบจากทุกฝ่าย

อ้างอิง
<1> มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน. ความเห็นทางวิชาการคดีจินตนา แก้วขาว http://www.prachatai3.info/journal/2011/10/37509
<2> ข่าว “สั่งจำคุก ‘จินตนา แก้วขาว ปธ.อนุรักษ์บ้านกรูด’ 4 เดือน คดีบุกรุกงานเลี้ยงโรงไฟฟ้า” http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1318334223&grpid=00&catid=&subcatid=
<3> โปรดดูคลิปงานสัมมนา “อาชญากรหรือนักสู้ชุมชน?.wmv” ที่ http://www.youtube.com/watch?v=seYwz8Z2nBM (นาทีที่ 2:55 – 3:00) และดูข่าว “เป็นอาชญากร หรือนักสู้เพื่อชุมชน” http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROb1lYQXdNekE1TVRBMU5BPT0=
<4> ข่าว “กสม.รุดเยี่ยม ‘จินตนาแก้วขาว’” http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01EVXdOREl4TVRBMU5BPT0=&sectionid=TURNek5RPT0=&day=TWpBeE1TMHhNQzB5TVE9PQ==
<5> คำพิพากษาศาลฎีกา กรณีคุณจินตนา แก้วขาว ข้อหาบุกรุก http://www.enlawthai.org/data/decision/Jintana%20Baangrood_SupremeCourtDecision.pdf
<6> ข่าว “บ่อนอกเฮ! ศาลสั่งรอลงอาญา คดีแกนนำทำร้ายนายทุน” http://mgr.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9480000110978
<7> ข่าว “พิพากษาแก้ลดโทษบ่อนอก-หินกรูดชน บ.กัลฟ์ฯ” http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/life/20100917/353481/พิพากษาแก้ลดโทษบ่อนอก-หินกรูดชนบ.กัลฟ์ฯ.html
<8> ทีมงาน ThaiNGO “บทบาทความรุนแรงในการแก้ไขข้อขัดแย้ง” http://www.thaingo.org/story3/news_volunteer_23945.html
<9> คุณรักศักดิ์ คงตระกูล พนักงานสหวิริยาถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2551 ต่อมา เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2552 ศาลสั่งฟ้องคุณบำรุง สุดสวาท แกนนำกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง โดยฝ่ายจำเลยมีพยาน 10 ปาก เช่น คุณวิฑูรย์ บัวโรย คุณกรณ์อุมา รักษ์อักษร (ภรรยาคุณเจริญ วัดอักษร) ระหว่างที่ศาลเปิดพิจารณาคดีได้มีแกนนำพาชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ประมาณ 40 คนเดินทางมาให้กำลังใจผู้ต้องหาด้วย ทั้งนี้ผู้ต้องหาอยู่ระหว่างประกันตัว โดยนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส.ประกันตัวออกมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2552 http://www.innnews.co.th/เปิดคดีแกนนำม็อบประจวบฯยิงคนงานสหวิริยา--163442_06.html
<10> ข่าว “เหยื่อม็อบค้านโรงเหล็กพ้อถูกทำร้ายกลายเป็นฝ่ายผิด” http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071722
<11> ข่าว “กลุ่มต่อต้านโรงถลุงเหล็กดุทำร้ายม็อบกลับใจจนไหล่หลุด” http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000090470
<12> ทีมงาน ThaiNGO “‘แกนนำหินกรูด-บ่อนอก’ ยันชาวบ้านกดดันมานาน” http://www.thaingo.org/story/news_hingrood_181044.htm
<13> ข่าว “สอนลูกให้รัก ‘ธรรมชาติ’ อีกหน้าที่ของแม่ดีเด่น” จากมติชนรายวันออนไลน์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2550 หน้า 35 http://www.dmh.go.th/sty_libnews/news/view.asp?id=7547
<14> ข่าว “จับลูกชายแกนนำบ้านกรูดพร้อมยาบ้า” http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000023622
<15> ข่าว “ศาลสั่งจำคุก2ปีลูกชาย ‘จินตนา แก้วขาว’ คดีซื้อยาบ้า” http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1249457082&grpid=03&catid=03
<16> ข่าว "จินตนา" ร้อง ป.ป.ช. หวั่น "จีรวุฒิ" คืนเก้าอี้ ส.ท.บ้านกรูด http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000147423