สุรพศ ทวีศักดิ์: ปมความมั่นคงของพุทธศาสนา

ผมเคารพ ‘เจตนาดี’ ของพระสงฆ์และชาวพุทธที่รักพุทธศาสนา ต้องการปกป้องพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงคู่สังคมไทยและสังคมโลกตลอดไป ที่พยายามต่อสู้ขับเคลื่อนให้ระบุในรัฐธรรมนูญว่า ‘พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย’ และต่อสู้ผลักดันให้รัฐออกกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่องยาวนาว ผมเข้าใจดีว่า การต่อสู้ผลักดันเรื่องดังกล่าวทำกันมาอย่างเหนื่อยยาก และผมเองก็เคารพเสรีภาพ เหตุผล ของทุกฝ่ายที่พยายามผลักดัน 

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอุดมการณ์ เป้าหมาย แนวคิดเบื้องหลังของการต่อสู้ผลักดันเพื่อให้เกิดสิ่งที่เชื่อกันว่าเป็น ‘ความมั่นคงของพุทธศาสนา’ นั้น ผมกลับพบว่ามีปัญหาน่ากังวลซึ่งอยากตั้งข้อสังเกตไว้

ปัญหาน่ากังวลที่ว่านี้ คือ เรากำลังติด ‘ปมความมั่นคงของพุทธศาสนา’ ในจินตนาการแบบอดีต และกำลังผูกปมใหม่ๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่? ซึ่งในที่สุดปมต่างๆ ที่พยายามผูกเพิ่มขึ้นมากมายนั้น อาจไม่ได้ทำให้เกิด ‘ความมั่นคงของพุทธศาสนา’ เลยก็ได้

‘ปมความมั่นคงของพุทธศาสนา’ ที่ผมสังเกตเห็นในการแสดงออกของกลุ่มเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อความมั่นคงของพุทธศาสนาในบ้านเรามีสามปมหลัก คือ

ปมหนึ่ง - ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองมาได้เพราะกษัตริย์อุปถัมภ์ ฉะนั้น รัฐประชาธิปไตยปัจจุบันต้องทำหน้าที่อุปถัมภ์คุ้มครองพุทธศาสนาแทนรัฐราชาธิปไตย

แต่ปมนี้บดบังความจริงที่ว่า พุทธศาสนาที่ไม่ใช่ในเชิงพิธีการ แต่เป็นพุทธศาสนาในเชิงเนื้อหาสาระหรือเชิงวิถีชีวิตนั้น มักเป็นพุทธแบบบ้านๆ ที่เป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐ พระสงฆ์และชุมชนพุทธที่เข้มแข็งทางปัญญาและการปฏิบัติธรรมทั้งในอดีตและปัจจุบัน มักเป็นฝ่ายที่ขบถหรือเป็นอิสระจากอิทธิพลครอบงำของอำนาจรัฐส่วนกลาง

เช่น เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ที่อ้างหลักธรรมคัดค้านการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของ รัชกาลที่ 6 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา เรื่อยมาถึงพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลวงพ่อชา สุภัทโท พุทธทาสภิกขุ พระไพศาล วิสาโล สมณสันติอโศก และสำนักปฏิบัติธรรมอื่นๆ ที่เข้มแข็งได้ด้วยการสร้างตัวเองให้เป็นที่เชื่อถือ และได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

และบดบังความจริงว่า รัฐประชาธิปไตยไม่อาจทำหน้าที่เหมือนรัฐราชาธิปไตยได้ เพราะรัฐประชาธิปไตยอ้างอิงความเป็นกลางทางศาสนา (และทางอื่นๆ) โดยอิงแนวคิดแบบ secularism และ liberalism ซึ่งหมายถึงความเป็นกลางของรัฐอ้างอิง ‘ความชอบธรรม’ อยู่บนเสรีภาพของปัจเจกบุคคล เช่น เสรีภาพทางเพศ ทางการเมือง การนับถือศาสนาฯลฯ

ฉะนั้น รัฐประชาธิปไตยจึงมีหน้าที่เป็นกลางทางศาสนา โดยต้องพิทักษ์เสรีภาพของปัจเจกบุคคลในการนับถือศาสนาและอื่นๆ จะนำอุดมการณ์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่งมาเป็นอุดมการณ์ของรัฐในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมแก่พลเมืองไม่ได้

ปมสอง - ศาสนาพุทธถูกทำลายโดยกองทัพมุสลิมจึงสูญสิ้นจากอินเดีย ฉะนั้น ศาสนาอิสลามที่กำลังรุกในภาคใต้และภาคอื่นๆ ของประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของพุทธศาสนาในระยะยาว

แต่ปมนี้บดบังความจริงว่า ก่อนจะถูกกองทัพมุสลิมรุกรานนั้น พุทธศาสนาอ่อนแอมากแล้ว มีการแตกแยกเป็นนิกายต่างๆ การศึกษาสงฆ์ในมหาวิทยาลัยนาลันทาตัดขาดจากสังคม จากปัญหาของโลกภายนอก สนใจถกเถียงและชื่นชมความดีงามสูงส่งของหลักธรรมพุทธศาสนาเฉพาะในแวดวงเดียวกัน (เหมือนมหาวิทยาลัยสงฆ์ปัจจุบันที่แทบจะปิดกั้นตัวเองจากความเห็นต่าง ไม่มองฝ่ายที่ตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์เป็น ‘กัลยาณมิตร’ หรือ ‘ผู้ชี้ขุมทรัพย์’ อย่างที่พุทธะแนะนำให้มอง)

และบดบังความจริงว่า การเผยแผ่ศาสนาในโลกปัจจุบัน ไม่ได้ใช้กองทัพหรือความรุนแรงนำทางอีกแล้ว แต่เป็นการใช้เหตุผลเสรีภาพ ใช้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ความเคารพระหว่างศาสนาและเกิดความร่วมมือที่จะสนับสนุนความเป็นธรรมและสันติภาพใน ‘สังคมพหุวัฒนธรรม’ ร่วมกัน

ฉะนั้น ศาสนิกที่มีวุฒิภาวะทางศาสนาควร ‘ก้าวนำ’ ในการขจัดความหวาดระแวงระหว่างศาสนา สร้างความเข้าใจและความเคารพเชื่อถือระหว่างศาสนา อย่างที่ท่านพุทธทาสทำเป็นตัวอย่าง และอย่างที่พุทธะทำเป็นตัวอย่างมาแล้วในสมัยพุทธกาล

ปมสาม - ศาสนาอิสลามออกกฎหมายคุ้มครองตัวเอง ฉะนั้น พุทธศาสนาต้องมีกฎหมายคุ้มครองอย่างเขาบ้าง

แต่ปมนี้บดบังความจริงว่า หลักการพื้นฐานของศาสนาอิสลามกับพุทธศาสนานั้นแตกต่างกัน ขณะที่ศาสนาอิสลามไม่ได้แยกความเป็นนักบวชกับความเป็นฆราวาสออกจากกัน ไม่ได้แยกกฎของพระเจ้ากับกฎหมายอย่างเป็นอิสระจากกัน แต่พุทธศาสนาแยกเรื่องดังกล่าวออกจากกันอย่างชัดเจน

และบดบังความจริงว่า พุทธศาสนามี ‘จุดแข็ง’ ในเรื่องการแสวงหาสัจจะ เสรีภาพ และความเสมอภาค เพราะพุทธะถือว่า ปัจเจกบุคคลต้องมีเสรีภาพจึงจะค้นพบสัจจะได้ สัจจะที่ค้นพบทำให้พ้นทุกข์ได้ และทุกคนต่างมีความเสมอภาคในการใช้เสรีภาพแสวงหาสัจจะหรือคุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้พุทธศาสนาสามารถอยู่ร่วมในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ได้อย่างยืดหยุ่นและสร้างสรรค์

ฉะนั้น โดยหลักการพื้นฐานแล้ว พุทธศาสนาจึงไม่ควรมีกฎหมายเอาผิดในเรื่องลบหลู่ศาสดา หรือสอนผิดจากพระไตรปิฎก เพราะการมีกฎหมายเช่นนี้ย่อมขัดต่อความเสมอภาคในการใช้เสรีภาพแสวงหาสัจจะ เพราะการศึกษาและปฏิบัติธรรมย่อมเป็นเสรีภาพอย่างสูงสุดของปัจเจกบุคคลที่จะตีความคำสอนผ่านการเรียนรู้และประสบการณ์เฉพาะตน การออกกฎหมายให้อำนาจบางองค์กรมาคอยตรวจสอบเอาผิดจึงเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติของการแสวงหาสัจจะ และเป็นการทำลายมิติที่หลากหลาย มีชีวิตชีวาของพุทธศาสนาให้หายไป

เพราะยึดติด ‘สามปม’ ดังกล่าว (เป็นอย่างน้อย) จึงทำให้เกิดการพยายาม ‘ผูกปมใหม่ๆ’ ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เช่น ปมให้รัฐประชาธิปไตยต้องทำหน้าที่อุปถัมภ์คุ้มครองพุทธศาสนาแทนรัฐราชาธิปไตย ปมพุทธศาสนาประจำชาติ ปมให้มีกฎหมายคุ้มครองศาสดา ศาสนธรรม ศาสนบุคคล ศาสนพิธี ปมให้รัฐรับผิดชอบการจัดการศึกษาพุทธศาสนา การจัดกองทุนอุดหนุนต่างๆ การใช้อุดมการณ์พุทธศาสนาเป็นอุดมการณ์ในการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของประชาชน ปมจัดกิจกรรมทางศาสนาแบบมหกรรม ฯลฯ

ซึ่งการผูกปมเหล่านี้คือการทำให้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือของรัฐ องค์กรสงฆ์เป็นกลไกรัฐ ทำให้เสรีภาพในการศึกษา การตีความคำสอนพุทธถูกจำกัด คับแคบ ทำให้พุทธที่มีมิติหลากหลายมีสีสันมีชีวิตชีวาแบบชาวบ้านๆ กลายเป็น ‘พุทธทางการ’ แบบแข็งทื่อที่เน้นพิธีการ พิธีกรรมแบบแห้งแล้ง ไม่ประเทืองปัญญา และไร้ชีวิตชีวา

จะว่าไปแล้ว ความมั่นคงของพุทธศาสนาจะเป็นไปได้จริงเมื่อคลายปมเหล่านั้นเสีย ให้พุทธศาสนาเป็นอิสระจากรัฐให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าจะให้สอดคล้องกับแนวทางของพุทธะจริงๆ ควรยกเลิกระบบสมณศักดิ์ (ระบบขุนนางพระ) ยกเลิกกฎหมายปกครองสงฆ์ที่เป็นเผด็จการซึ่งขัดต่อหลักการของธรรมวินัยที่เป็นประชาธิปไตยเสีย

ให้คณะสงฆ์ปกครองตนเองด้วยหลักธรรมวินัย และให้พุทธศาสนาเป็นเรื่องของเอกชน เป็นเรื่องของชาวบ้านที่เขามีเสรีภาพจะศรัทธาเชื่อถือและสนับสนุนอุปถัมภ์ ไม่ต้องมีอำนาจศาสนจักรที่ใช้กฎหมายเป็น ‘ดาบ’ คอยควบคุม กำกับ และครอบงำทางความคิดของผู้คน

อย่างที่ไปบีบให้ปัจเจกบุคคลที่ใช้เสรีภาพตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ต้องออกมาขอโทษดังที่ทำกันอยู่!

 

 

หมายเหตุ: บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากที่ฟัง ‘วิจักขณ์ พานิช’ พูด ใน ‘สันติประชาธรรมเสวนา’ ที่ ‘สวนเงินมีมา’ เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา

Comments

บทความนี้ก็ยังต้องกล่าวอ้าง

บทความนี้ก็ยังต้องกล่าวอ้าง หลักพุทธธรรมอยู่อีก อยากให้มีบทความลักษณะนี้ ที่พูดถึง ศีลธรรม ความถูกต้อง ความดีงาม ความีเสรีภาพ มีศักดื์ศรีแบบปุถุชนล้วนๆบ้างครับ แบบไม่ต้องอ้างหลักพุทธธรรม

Monopot

[quote=Monopot]บทความนี้ก็ยังต้องกล่าวอ้าง หลักพุทธธรรมอยู่อีก อยากให้มีบทความลักษณะนี้ ที่พูดถึง ศีลธรรม ความถูกต้อง ความดีงาม ความีเสรีภาพ มีศักดื์ศรีแบบปุถุชนล้วนๆบ้างครับ แบบไม่ต้องอ้างหลักพุทธธรรม[/quote]

เขียนเรื่องพุทธ ก็ต้องอ้างหลักพุทธนั่นแหละครับ แต่ถ้าพูดอย่างซีเรียส แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเอง นักปรัชญาปัจจุบันบางคน (เช่น Michael J.Sandel ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาการเมืองมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด) เขายืนยันด้วยซ้ำว่าเห็นด้วยที่มีการอ้างอิงหลักการทางศาสนาในการแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างสังคมการเมืองที่ยุติธรรม

เพราะอย่างน้อยสังคมจะได้รู้ว่า ศาสนาต่างๆที่ผู้คนนับถือกันอยู่เขามีความคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม หรือประเด็นทางเศรษฐกิจสังคมอื่นๆอย่างไร และการปะทะสังสรรค์ทางความคิดมีแต่จะเกิดความงอกงามทางปัญญา

ขอคุณสำหรับบทความ

ขอคุณสำหรับบทความ ชาวพุทธควรทวบทวน อย่าให้ความคิดที่คับแคบของบางกลุ่ม มาบทบังครรลองพุทธที่แท้จริงเลย

พ.ร.บ.คุ้มครองพระพุทธศาสนาคงห

พ.ร.บ.คุ้มครองพระพุทธศาสนาคงหมายถึงพระพุทธศาสนาเชิงสถาบันที่่เชื่อกันว่าเจริญรุ่งเรืองควบคู่กันมากับสถาบันชาติและสถาบันกษัตริย์ การมีพ.ร.บ.ที่ว่านี้ก็ย่อมมุ่งผลเพื่อความมั่งคงสืบไปแห่งพระพุทธศาสนาในสังคมไทย เช่นเดียวกับกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของสถาบันชาติและสภาบันกษัตริย์ แน่นอนว่าเนื้อหาในพ.ร.บ.คุ้มครองพรพุทธศาสนาบางข้อ/มาตราอาจไม่สอดคล้อง/ขัดแย้งกับหลักการของรัฐประชาธิปไตยที่่มุ่งเน้นเสรีภาค ความยุติธรรม ความเสมอภาค ผมคิดว่า ในเมื่อพ.ร.บ.ได้รับการร่างขึ้นในสังคมที่ประชาธิปไตยยังไม่เบ่งบาน ซึ่งเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาคยังไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริง เนื้อหาของพ.ร.บ.คุมครองพระพุทธศาสนาก็ย่อมมีลักษณะที่ขัดแย้งกับหลักการของรัฐประชาธิปไตยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความหมายของผมก็คือ ตราบใดที่การร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพระพุทธศาสนายังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายคุ้มครอง(สถาบันชาติและ)สถาบันกษัตริย์ คงเป็นเรื่องยากที่พ.ร.บ.คุ้มครองพระพุทธศาสนาจะตอบสนองต่อเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาคได้ ผู้คนในสังคมไทยเรายังคงมีความคิดแบบเก่าที่คับแคบเกินไปจนเป็นอุปสรรคต่อการทำความเข้าใจและความงอกเงยของเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอ จึงทำให้ความคิดของคนเหล่านี้ไม่อาจพ้นไปจากการคิดคำนึงถึงผลประโยชน์ของตน และกลุ่มของตน ไม่เว้นแม้แต่คนในแวดวงพุทธศาสนา ทั้งสนง.พุทธ/มส.เจ้าคณะพระสังฆาธิการ และ ดังนั้น ประเด็นการยกเลิกสมณศักดิ์อะไรนั้นจึงแทบมองไม่เห็นทางที่จะทำให้เกิดขึ้นได้จริง ...จัดการกับกฎหมายบางมาตราได้ก่อน แล้วเราจะได้เห็นเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาคเบ่งบานในใจของผู้คนในสังคมรัฐประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

พ.ร.บ.คุ้มครองพระพุทธศาสนาคงห

พ.ร.บ.คุ้มครองพระพุทธศาสนาคงหมายถึงพระพุทธศาสนาเชิงสถาบันที่่เชื่อกันว่าเจริญรุ่งเรืองควบคู่กันมากับสถาบันชาติและสถาบันกษัตริย์ การมีพ.ร.บ.ที่ว่านี้ก็ย่อมมุ่งผลเพื่อความมั่งคงสืบไปแห่งพระพุทธศาสนาในสังคมไทย เช่นเดียวกับกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของสถาบันชาติและสภาบันกษัตริย์ แน่นอนว่าเนื้อหาในพ.ร.บ.คุ้มครองพรพุทธศาสนาบางข้อ/มาตราอาจไม่สอดคล้อง/ขัดแย้งกับหลักการของรัฐประชาธิปไตยที่่มุ่งเน้นเสรีภาค ความยุติธรรม ความเสมอภาค ผมคิดว่า ในเมื่อพ.ร.บ.ได้รับการร่างขึ้นในสังคมที่ประชาธิปไตยยังไม่เบ่งบาน ซึ่งเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาคยังไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริง เนื้อหาของพ.ร.บ.คุมครองพระพุทธศาสนาก็ย่อมมีลักษณะที่ขัดแย้งกับหลักการของรัฐประชาธิปไตยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความหมายของผมก็คือ ตราบใดที่การร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพระพุทธศาสนายังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายคุ้มครอง(สถาบันชาติและ)สถาบันกษัตริย์ คงเป็นเรื่องยากที่พ.ร.บ.คุ้มครองพระพุทธศาสนาจะตอบสนองต่อเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาคได้ ผู้คนในสังคมไทยเรายังคงมีความคิดแบบเก่าที่คับแคบเกินไปจนเป็นอุปสรรคต่อการทำความเข้าใจและความงอกเงยของเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาค จึงทำให้ความคิดของคนเหล่านี้ไม่อาจพ้นไปจากการคิดคำนึงถึงผลประโยชน์ของตน และกลุ่มของตน ไม่เว้นแม้แต่คนในแวดวงพุทธศาสนา ทั้งสนง.พุทธ/มส.เจ้าคณะพระสังฆาธิการ และ ดังนั้น ประเด็นการยกเลิกสมณศักดิ์อะไรนั้นจึงแทบมองไม่เห็นทางที่จะทำให้เกิดขึ้นได้จริง ...จัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราให้ได้ก่อน แล้วเราอาจพอมีหวังที่จะได้เห็นเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาคเบ่งบานในใจของผู้คนในสังคมรัฐประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

สิ่งที่คุณสุรพศต้องการจะเห็นน

สิ่งที่คุณสุรพศต้องการจะเห็นนั้น คงยังไม่เกิดขึ้นในเมืองไทยในเร็วๆนี้
แต่อย่างไรก็ตามบทความของคุณสุรพศ ก็คงสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้บ้าง
ถึงแม้ในที่สุดมันก็จะจางหายไป เหมือนแรงกระเพื่อมในบึงกว้างเมื่อคุณสุรพศโยนก้อนหินลงไป

สิ่งที่คุณสุรพศต้องการจะให้เป็นนั้นอาจเป็นได้ สำหรับในเมืองไทยแล้วอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี
เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังคงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มากกว่าจะมองหาตรรกะและเหตุผลกันจริงๆจังๆ
เราคงฝากความหวังไว้ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่จะต้องรู้จักคิด รู้จักพิจารณากันให้มากกว่าปัจจุบัน

ในความเห็นส่วนตัวของผมเห็นด้วยกับคุณสุรพศ ปัจจุบันศาสนาในเมืองไทยมีความหลากหลาย
มากพอที่จะให้เสรีในการนับถือศาสนาเหมือนอย่างประเทศตะวันตกได้แล้ว
ศาสนาอาจจะลดบทบาทตนเองลงไป เป็นหน่วยงานธุรกิจเต็มตัวก็น่าจะได้นะครับ

ไม่ใช่ปล่อยให้เอากฏเหล็กคุ้มครองศาสนา มาคุ้มหัวตัวเองแล้วทำกันเหมือนธุกิจหาเงินดังปัจจุบัน
ไหนๆก็มีหลากหลายศาสนา หลากหลายนิกาย หลากหลายความเชื่ออยู่แล้ว
ก็ปล่อยให้แข่งขันกันไปอย่างเสรี ก็หมดเรื่อง อำนาจรัฐไม่น่าจะมายุ่งอะไรกับความเชื่อส่วนบุคคล

ในทรรศนะของผม ศาสนาในอนาคตจะเป็นเพียงธุรกิจบริการชนิดหนึ่งเท่านั้น
(จะโดนฟ้องหมิ่นศาสนาไหมเนี่ยะ) ไม่ต่างอะไรกับอาชีพแพทย์
ซึ่งครั้งหนึ่งในอดีตนานๆๆๆๆมากๆมาแล้ว ก็เป็นอาชีพที่ไม่มีอัตราค่ารักษามาก่อน
ก็เหมือนกับพระหรือนักบวชในแต่ละศาสนา ไม่มีอัตราค่าบริการในการทำพิธีมาก่อน
แต่ปัจจุบันก็คงเริ่มมีกันแล้ว ถึงจะไม่ได้ประกาศเป็นทางการเหมือนค่าแรงขั้นต่ำก็เหอะ

พระหรือนักบวชแต่ละท่าน ต่อไปก็ต้องแยกแยะแผนกกัน เหมือนหมอในโรงพยาบาล
นักบวชฝ่ายพิธีกรรม ก็ทำหน้าที่ของตนไป อัตราค่าบริการเท่าโน้นเท่านี้ก็ว่ากันไป
นักบวชฝ่ายให้คำปรึกษาการดำเนินชีวิต ก็คล้ายกับจิตแพทย์ ก็ทำหน้าที่ของตนไป

ท่านเชื่อไหมครับ...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ

ท่านสุรพศก็เตรียมตัวจัดตั้งบริษัทได้แล้ว
...บริษัทกำจัดกิเลสจำกัด
...รับบริการกำจัดกิเลสทั่วราชอาณาจักร
...ทั้งหญิงและชาย (ผู้หญิงหน้าตาดี ลดค่าบริการให้เป็นพิเศษ ถ้าถูกใจให้บริการฟรี)
...ทั้งในและนอกสถานที่
...ทั้งภพนี้และภพหน้า
....เหอๆๆๆๆๆ

ผมเคยเห็นสติ๊กเกอร์ติดหลังรถใ

ผมเคยเห็นสติ๊กเกอร์ติดหลังรถในอเมริกาเมื่อหลายปีก่อน

"Last time we mixed politics with religion people got burned at the stake."

"ครั้งสุดท้ายที่เราเอาศาสนามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผลลัพธ์คือมีคนถูกเผาทั้งเป็น"

เมื่อใดที่เอาศาสนามาเกี่ยวกับการเมือง เมื่อนั้นย่อมมีการใช้ศาสนาเพื่ออำนาจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ศาสนาจะได้รับความเชื่อถือหรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวกับกฏหมายบังคับ แต่มาจากการค้นพบศาสนาของแต่ละบุคคลต่างหาก

ความมั่นคงของพุทธศาสนาในความเ

ความมั่นคงของพุทธศาสนาในความเห็นของผมอยู่ที่การประพฤติปฏิบัติตนของพระสงฆ์ ว่าจริงใจกับพระพุทธเจ้าเพียงใด รู้ซึ้งต่อแนวทางพุทธอย่างไร มิใช่บวชแล้วใจจดจ่ออยู่ที่ว่าเป็นเป็นโน่นนี่ เลื่อนชั้นไปโน่นสูงไปเรื่อยๆ หลายสิบชั้นกว่าจะถึงยอด

อย่าลืมว่าพระเมื่อบวชเรียนจิตยังไม่ได้ตั้งมั่นก็ยังคงเป็นคนในผ้าเหลือง มีข้อปฏิบัติมีกฏเกณฑ์มากมาย ทำให้ถ้าเป็นคนปกติอยู่ยังมิได้ยกระดับจิตใจ ก็จะรู้สึกเหมือนอยู่ในกรอบบังคับอึดอัด ดังนั้นส่วนหนึ่งจึงหาทางออกโดยการแสวงหายศศักดิ์เพื่อผ่อนคลายความคับข้องใจในฐานะคนในผ้าเหลือง กลุ่มนีตะหากที่ทำลาย กัดกร่อนพุทธศาสนาแบบเงียบๆ ลึกๆ ทำให้โครงสร้างทางพุทธศาสนาสึกกร่อนในลักษณะของรูปลักษณ์ภายนอก แม้ว่าภายในพุทธที่แท้ยังคงเป็นพุทธคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่นั่นคือการทำลายโอกาสของผู้แสวงหาเพราะเขาขาดศรัทธาต่อระบบที่ดำเนินอยู่

คนอาจเข้าวัดน้อยลง แต่มิได้หมายถึงคนไม่เข้าวัดเป็นคนไม่ดี เขาอาจเป็นมนุษย์ใจสูงที่หาสถานที่ที่เป็นแก่นแท้ของพุทธไม่ได้ก็ได้

พุทธศาสนาต้องดำเนินตามหลักของพุทธมิใช่เอาพราหม์มาเป็นเครื่องมือจัดระเบียบ มุ่งเน้นให้ปัญญาด้วยหลักเหตุและผลจริงๆ มิใช่มอมเมาด้วยคำว่าจงเชื่อ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ และต้องมีการวิจารณ์ถึงโครงสร้างในพระไตยปิฏกอย่างบริสุทธิ์ใจ ให้คนได้รู้ว่าเป็นศาสนามุ่งเน้นการปุจฉา เพื่อให้เกิดปัญญาอย่างแท้จริง ไม่ต้องกลัวเสื่อม ความคับแคบต่างหากที่เป็นสาเหตุของความเสื่อม ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ผมมั่นใจว่าการเปลี่ยนจะนำไปสู่ความดียิ่งขึ้นเสมอ

ในอนาคต

ในอนาคต ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์
จะสามารถมีเครื่องอ่านความคิดของคนได้ครับ
จะสามารถวิเคราะห์สมองของแต่ละคนว่ามีความทรงจำอะไรอยู่
รักใคร เกลียดใคร นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดหรือไม่ ฯลฯ
และสามารถที่จะจัดการเปลี่ยนแปลงเคมีในสมองที่เกี่ยวกับ
ความคิดความทรงจำ ให้เปลี่ยนไปในสิ่งที่ต้องการจะให้เป็นได้

ถ้าหากไม่มีกฎหมายสากลรองรับโลกในอนาคต
ผู้คนอาจจะถูกจับตัวไปทำการเปลี่ยนแปลงสมอง
ให้กลายเป็นทาสรับใช้ที่ซื่อสัตย์ เป็นสมุนรับใช้ตลอดชีวิต
ให้เป็นประโยชน์กับผู้มีอิทธิพล ที่เป็นเจ้าของเครื่องดังกล่าว

ถึงแม้อดีตและปัจจุบันที่ผ่านมา จะไม่มีเครื่องที่มีวิทยาการก้าวหน้าดังกล่าว
แต่ก็เคยมีวิธีการ "ล้างสมอง" ในหลากหลายวิธี โดยเฉพาะประเทศรัศเซีย จะเชี่ยวชาญเรื่องนี้เป็นพิเศษ
ส่วนประเทศเผด็จการทั้งหลายจะใช้วิธี การสื่อสารซ้ำๆ เพื่อให้คนของตนเชื่อในสิ่งที่ต้องการจะให้เชื่อ
และก็สามารถทำให้ประชาชน เป็นไปในทิศทางที่ตนต้องการได้ เหมือนอย่างเกาหลีเหนือ

ขอเพิ่มให้อีก 3 ปม ปมที่ 4

ขอเพิ่มให้อีก 3 ปม

ปมที่ 4 ศาสนาพุทธเป็นหนึ่งในสามสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังนั้นความมั่นคงของศาสนาพุทธ คือความมั่นคงของชาติ

ปมที่ 5 ประเทศไทยเป็นเจ้าของศาสนาพุทธ

ปมที่ 6 มีขบวนการทำลายพระพุทธศาสนา

คือนะ

คือนะ พระสงฆ์แท้จริงแล้วมักจะมีความสำนึกและน้อยใจในระบบการเมืองรัฐเป็นทุนเดิม ที่รัฐไม่ใช่รัฐพุทธมีมีอำนาจครอบงำองค์กรพุทธ องค์กรพุทธมิใช่สิ่งที่ถูกสถาปนาโดยนักบวชพุทธเลย หากแต่มาแต่อำนาจรัฐทั้งสิ้น

รัฐที่ไม่ใช่รัฐนับถือพุทธ (โดยนิตินัย) ถือเอาวัดเป็นที่ที่ต้องร่วมกระทำตามนโยบายต่าง ๆ ของรัฐ เช่น การจัดสรรการศึกษา การร่วมกันบำบัดผู้ติดตาเสพติด การที่จะต้องแบ่งปันที่ดินให้แก่รัฐ(โดยมิได้รับสิ่งตอบแทน) และการต้องยอมรับผู้มีอำนาจปกครองโดยรัฐ

เหล่านี้ถูกเรียกร้องสิทธิโดยรัฐที่ทำประหนึ่งว่าคือกลุ่มของชาวพุทธ ที่บำรุงวัดมาตลอด ดังนั้นรัฐจึงขอบางสิ่งตอบแทนจากวัด แต่เมื่อคราวอ้างถึงว่ารัฐนี้คือรัฐพุทธรัฐกลับปฏิเสธ

รัฐนี้ริดรอนสิทธิพระและสิทธิประโยชน์ของวัดและองค์กรการปกครองพระ เช่น ไม่อนุญาติให้พระเลือกตั้ง และวัฒนธรรมเรายังริดรอนสิทธิพระว่าไม่อาจด่าหรือตอบโต้ฆราวาสอย่างรุนแรงได้ (ถ้าทำจะถูกด่า ว่าพระห่าไรว่ะ)

ปม ต่าง ๆ ที่ท่านตั้งข้อสังเกตนั้นมีจริง แต่ก็เป็นปมของสงฆ์กลุ่มหนึ่งหรือกลุ่มชาวพุทธกลุ่มหนึ่ง (เล็กๆ ) ที่พยายามจะมีบทบาทและร่วมแสดงออกทางกิจกรรมทางการเมือง (แบบอนุรักษ์นิยมก็ตาม) แต่นั้นก็คือการแสดงออกที่ซื้อสัจจริง ๆ มิได้มีนัยยะซ่อนเร้นเหมือนการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มอื่น การเรียกร้องให้มี กฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนาของกลุ่มหนึ่ง ถ้ามองในแง่ของคตินิยมทางการเมืองแบบเสรีนิยมมันก็ไม่ผิดอะไร (กระเทย เกย์ เลสเบี้ยนส์ ยังเรียกร้องได้เลย ) ซึ่งสิงที่เรียกร้องจะผ่านรึไม่ผ่านนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของตัวแทนประชาชนในชาติ (ส.ส.) ในสภา ส.ส.มาจากไหน ทัศนคติทางการเมืองเป็นเช่นไร ก็คือภาพสะท้อนของสังคมไทย

นักวิชาการ (?) คิดวิเคราะห์ตามได้ แต่ไม่ใช่คอยสร้างกระแสต่อต้าน หรือสร้างพลังหนุนเพื่อต่อต้าน

(ที ก.ม.คุ่มครองอิสลาม วางเฉยกัน ทั้งยังบางคนสนับสนุน นี้อิสลามเค้าก็ไม่เห็นว่าอะไร แต่ไอ้ไทยพุทธ(?) นี้แหละตัวดี โดยเฉพาะไอ้พวหหมาขี้เรื่อนมหาลาพรตนี้แหละ )

อิอิ ไม่มีฝ่ายค้านนาน ๆ

อิอิ ไม่มีฝ่ายค้านนาน ๆ เด๋วมันจะไม่หนุก หลายคนสุรพจน์กล่อมซะเคลิ้มจนเยี่ยวเหนียว

บำเพ็ญสมาธิ วิปัสนา =

บำเพ็ญสมาธิ วิปัสนา = โยคะ
หลักธรรม คำสอน = quote ของคนดัง อริสโตเติ้ล เพลโต้ ขงจื้อ
พิธีกรรม = ออกค่ายอาสา ปิคนิค ท่องเที่ยว
ทำบุญ ทำนุบำรุง ผ้าป่า = สโมสระดมทุน มูลนิธิ

เพิ่มกิจกรรมทางศาสนา = ลดกิจกรรมทางด้านอื่น
เพิ่มกิจจกรรมทางด้านอื่น = ลดกิจกรรรมทางศาสนา

ครับ เนื่องจาก

ครับ เนื่องจาก ไม่ได้เข้าเน็ตมาหลายวัน(มีปัญหากระทบด้านจิตใจส่วนตัวเรื่องใหญ่มากในการสูญเสีย) จึงไม่มีเวลาเข้าเน็ตและตอบคำถามพาดพิงหลายอันที่คลาดเคลื่อน จากคุณ"รักเสื้อเหลือง"ในกระทู้นี้

http://www.prachatai3.info/journal/2012/04/40181

จะไม่ขอยกมาทั้งหมดในข้อความคุณ"คนรักเสื้อเหลือง"ที่พาดพิงไว้ตอนท้ายๆ)เพราะจะใช้พื้นที่มากแต่จะยกเป็นประเด็นๆไป เช่น

"ผมไม่เคยสนใจเลยว่า พุทธธรรม จะเป็นศาสนาหรือ ปรัชญา"

แต่สาเหตุที่ผมเน้น แต่คน"รักเสื้อเหลือง" กลับมองข้าม? เพราะ เราตีโจทย์ตีความเรื่องนี้ต่างกัน คุณมองไปตีความไปในระดับปรมัตถ์สัจจะหรือ ข้ามไปอภิปรัชญาเลย(ที่ไม่10%ที่คนพุทธ ไม่ถึงตรงนั้น)หรือเนื้อหามันยังไกลจากตรงนั้นมาก นั้นคือผมกำลัง พุดเนื้อหาส่วน90%นั้น เนื้อหาตรงนี้ เพื่อให้เราตอบให้ตรงคำถาม ไม่ใช่ถามไปไหน?(ศาสนาแบบบ้านๆหรือแบบทั่วๆ)กลับตตอบเรามาว่า"อนัตตา" (ปรมัตถ์สัจจะ)ไปตอบเลยคือผมยกเนื้อหาเรืองนี้มาที่เป็นข้อเท็จจริงระหว่างทางแต่คุณกลับเอาเนื้อหาปลายทางมาตอบกลบปัยหาไปเลยว่ามันไม่มี(ยกธรรมข่มท่านด้วย"อนัตตา"มากลบเนื้อหาเลย)

สรุปก็คือ ถ้าตีความเรื่องที่สนทนานี้คือแค่"อภิปรัชญญา" จะทำให้ละเลย มองข้าม ,จนถึงดูถูก,ล้อเลียนว่างมงายไร้สาระ,ล้าหลัง เช่นกรณีคุณคำ ผกา คุณสรพศ แล้วความเข้าใจที่แยกแยะไม่ชัดของคุณ"รักเสื้อเหลือง" แม้จะเปิดประเด็นแย้งเหมือนน่าสนใจ? มีแง่มุม ทั้งกรณีคำ ผกา และพระปางแม็คโดนัล ว่ามัน"อนัตตา"

แต่จับประเด็นเนื้อหาแยกแยะใม่ชัดไม่เข้าประเด็น เนื้อหาที่กำลังคุยกัน จึงแยกไม่ออกว่าที่คำ ผกา ,พระอ.วฯ,พุึทธทาส,สุรพศ เขาตีความให้น้ำหลักศาสนาพุทธแบบไทยๆคือแค่"อภิปรัชญา" จึง มองเนื้อหาที่เป็นจริงกว่านั้น ว่าพุทธทางเถรวาท คือ"ศาสนา"ที่ยังเน้นพิธีกรรมความเชื่อเพื่อปลูกศรัทธา เป็นอุบายธรรม และ เพื่อประกอบโครงสร้างให้ศาสนาพุทธคือ"ศาสนา" ไม่ใช่แค่"อภิปรัชญา"

พุทธทาง"เถรวาท" จึงมีเนื้อหา และหลายๆอย่าง มันผิดแนวทาง ของคนกลุ่มนี้ที่ตีความเอาแค่นั้น?(มันคือหัวใจบทสนทนา) แต่เนื้อหามันคือข้อเท็จจริงสังคมไทยพุทธแบบไทยๆเป็นแบบนี้มาทางนี้ ทำให้การตีความบางเนื้อหา เช่น สวดมนต์ข้ามปี อย่างคำ ผกา ตีความทางพุทธทางอภิปรัชญาว่า ไร้สาระ หรือเป็นการมองว่ามอมเมา หรือสารเสพติดทางสังคม

ทั้งที่ถ้าตีความเรื่องนั้นว่าพุทธ คือ"ศาสนา"มันจะมองเนื้อหาสาระการประกอบพิธีกรรมแบบนั้น ในอีกมุมหนึ่งที่กว้างเข้าใจกว่านั้น ว่าวิธีการนั้นมีนัยยะ มีเนื้อหามีสาระ เช่นเชิงอุบายธรรม และเป็นอุบายธรรมเพื่อประกอบพิธีกรรมความเชื่อ ตัวช่วยในการประกอบศรัทธา หลอกล่ำกิเลสมนุษย์ให้เข้าหา"จิตพุทธะ"ด้วยวิธีการแบบนั้น และไม่ผิดหลักที่สมัยพุทธกาลยังต้องใช้วิธีการนี้(หลักฐานคือแปดหมืนสี่พันพระคาถาคำสอน) ด้วยเงื่อนไขทางอุบายธรรมแบบนี้นั้นคือต้องประกอบสิ่งเหล่านี้ให้เข้าใจ ก่อนจะไปถึงแก่นที่นิดเดียวเอง???

แม้บางท่านมองเป็นเรื่องทางพุทธพาณิชย์ที่มีได้และหลายๆกรณีตัวอย่าง แต่นั้นคือ เรื่องนอกรีต ไม่ได้ใช่เจตนารมณ์ ในตัวเนื้อหา แต่ถ้าตีความว่าพุทธแค่"ปรัชญา" จะมองเนื้อหาเรื่องนี้ว่าไร้สาระงมงาย ล้าหลัง, ตามนิยามกลุ่มนั้นโดยทันที อย่างซีเรียส แบบที่คำ ผกา ฟันธงมา(หรือสุรพศพูดอ้อมๆแอ้มๆ ไม่รู้ัที่เอาจนเมาประเด็นตัวเองแบบนั้น)

ดังนั้นผมจึงตั้งประเด็นนี้พุทธแบบ"เถรวาท"ในไทยเป็น"อภิปรัชญา"หรือ"ศาสนา"เพราะเนื่องจากถ้าแยกประเด็นไม่ชัดมันจะตอบมาคลุมๆ จับแพะชนแกะแบบที่คุณเสื้อเหลืองตอบผมกรณีคำ ผกา ทันที นั้นคือถามว่าไปไหนมา เขาตอบ "อนัตตา"เลย เพราะ ตีโจทย์หรือ"ปุจฉา" ไม่แตก แต่รีบ"วิสัชณา" ออกมา มันจึง เหมือนพูดคนละเรื่องเดียวกัน หรือไม่รู้ตัวเองนั่งอยู่ในรถแบบไหน ยานอย่างไร(เถรวาทหรือมหายาน,เซน)เพราะเงื่อนไขของแต่ล่ะยานมีระบบขับเคลื่อนในรายละเอียดไม่เหมือนกัน

ส่วน พระปางแม็คโดนัล เหมือนกัน เบื้องต้น ต้องเข้าใจก่อนว่าพุทธเถรวาทในไทย เชื่อนับถือ หรือมีแนวทา่งแบบไหน? ให้เข้าใจก่อน เพราะ ถ้าไม่เข้าใจเราจะไปตีควาสมัยพุทธกาลที่ไม่มีรูปเคารพ แต่เกิดเรื่องนี้หลังจากได้อิทธิพลทางกรีกโรมันโบราณและเราไม่มีพระพุทธเจ้ายังเป็นๆให้เคารพจึงเป็นเหตุผลให้ต้องมีรูปเคารพ เหมือนคุณทำไมต้องมีรูปถ่าย หรือหลักฐานอัตลักษณ์บุคคลตลอดจนรายเซ็นต์ตัวแทนคุณบางขณะ ก็คือที่มาคล้ายกันเพียงแต่พัฒฯาการวิวัฒนาการต่างกัน(หมายถึงเรืองนี้น่ะไม่ใช่หลักธรรมพระพุทธองคมีพัฒนาการวิวัฒนาการน่ะแบบนั้นพุทธเพี้ยนแล้ว)

จนเกิดพระพุทธรูป ก็ด้วยอุบายธรรมในการปลูกศรัทธา ด้วยความเชื่อมีที่ยึด มีตัวช่วย เช่นการทำสาธิทำไมต้องมีลูกประคำ ในพระบางนิกายใช้เจริญสติสมาธิ นั้นคือ สร้างให้เกิด หลักยึดเหนี่ยว หรือจุดศูนย์กลางการยึดเหนี่ยวจิตใจ ในตัวแทน ทางโครงสร้างทางศาสนา เช่น พิธีกรรมความเชื่อ

เพราะปริมาณความต่างของความเชื่อที่มากจึงต้องใช้จุดศูนย์กลางร่วม เช่น มุมสลิมที่เมกกะ(แม้จะได้ชื่อว่าไม่นับถือรูปเคารพ) ยังต้องใช้หลักยึดแบบเดียวกับรูปเคารพเพียงแต่ต่างกันในรายละเอียดของเนื้อหากลายมาเป็นหินศักดิ์สิทธิ เอาง่ายๆ พูดเพื่อให้มันชัดๆไม่ได้เจตนาล้อเลียนศาสนาใคร? เกิดมีมือดีแบบทหารอเมริกา ขยายผลจากเผาพระคำภีร์อัลกุรอาน อุตริ แบบเดียวกับพระปางแม็คโดนัล เอา"โทมาฮอร์ค"ยิง ถล่มหินสักการระที่เมกกะขึ้นมาล่ะ???

จะเกิดอะไรขึ้น มันลุกฮือของมุสลิมทั่วโลกไหม? แม้เนื้อหาจะเทียบเคียงกันไม้ได้เลยทีเดียว แต่พุทธทางเถรวาท เชื่อพระพุทธรูป ระดับเดียวกับเรื่องนั้นของมุสลิม ดังนั้นการทำลายศูนย์กลางของจิตวิญญานศรัทธาความเชื่อที่สะสมมายาวนาน ของใครหรือศาสนาใดๆ จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ของ"อัตลักษณ์"นั้นๆ แม้แนวทางพุทธระดับ"ประมัตถ์สัจจะ" จะข้ามพ้นเรื่องนั้นแล้ว แต่พุทธทางเถรวาทหรือพุทธสาสนานิกชนคนไทย 90%ยัง ไม่ข้ามพ้นเรื่องนั้นแล้วเนื้อหาประเด้นจริง90%อยู่ตรงนั้นแต่คุณรักเสื้อเหลืองเลือกยกธรรม(ปรมัตถ์)มาข่มท่านว่ามัน"อนัตตา" เพื่อกลบเนื้อหานี้

และ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ไร้สาระ หรือล้าหลัง แต่มันกระทบจิตวิญญานความคิดความเชื่อ ตามกรอบนั้นมานานเพราะวิธีการประกอบยานต่างกัน บางคนเน้นไม้(เพราะล้อเกวียน) บางนิกายเน้นเครื่องยนต์จนถึงบางคนเน้นไอพ่น หรือขาเพราะเดินเท้า แปรไปตามเงื่อนไขความต่างของนายพาหนะส่วนตัว

แต่การเอารถมอร์ฯไซด์ วิธีการวิจารณ์แบบเด็กแว๊น ทั้งคำ ผกา และคนผลิตพระปางแม็คโดนัล แบบนั้นมันได้ลบลู่จิตวิญญานความเชื่อดั่งเดิมนั้น ของ"อัตลักษณ์"นั้นเสียแล้ว ผลในไทยอาจจะแค่นี้ แต่ถ้ามุสลิมโลกกรณีตัวอย่างที่ยกสมมุติมาเกิดขึ้นล่ะ?

นั้นคือสรุปมันจะเกิดผลกระทบ รวมมหาศาล ต่อความสงบเรียบร้อยทางสังคม ความมั่นงคงในรัฐนั้นๆต่อความละเอียดอ่อนเรืองแบบนี้ นั้นคืออีกหน้าที่หนึ่ง ของเงื่อนไขสังคมแต่ล่ะหน้าที่ เช่นทางรัฐศาสตร์,นิติศาสตร์ ต่อเรื่องนี้ และประเด็นนี้ สถาบัน(ศาสนาไทยให้ความสำคัญระดับสาบันฯ) ใหญ่กว่าองค์กรตำรวจเชิงนิติฯ หรือแม้แต่รัฐศาสตร์ รัฐสภา ยังไม่สำคัญจนยกเป็นสถาบันได้

เรื่องนี้ผมจึงจะสรุปอีกทีรวมไปถึงกระทู้ใหม่ ของสรุพศ เลย สิ่งที่คุณสับสนตอนนี้( แม้ข้อท้วงติงมีประโยชน์ในรายละเอียดที่ต้องช่วยกันหาความลงตัว) แต่ ไม่ใช่ไปติแค่เม็ดทราย,หรืออิฐก้อนเดียวจนทำลายปฎิมากรรมที่มีค่ามหาศาลงดงาม ทั้งจิตใจ สาระต่อหลักคิดการหลอมรวมความเป็นศูนย์รวมจิตใจ ในหลักคิดแบบรูปเคารพ(พระพุทธรูป) อนุเสาวรีย์ ตลอดจนก้อนหินศ้กดิ์สิทธิในศาสนา อิสลาม

ล้วนเกิดจากที่มาสิ่งที่มีเหตุผลในที่มา จนกำหนดที่ไป ได้เรื่องแบบนี้ขึ้นมา แต่การขาดความเข้าใจในเนื้อหาที่มาที่ละเอียดอ่อนแบบนั้น บนเงื่อนไขที่เราต้องแยกแยะบทบาทของแต่ละหน้าที่เช่นศาสนา ทำหน้าที่อะไรทางสังคม มีมาตรการทางสังคมแค่ไหน? อย่างไร? ทำไมมาตรการทางพุทธ แค่อาบัติ ปาราชิก,คว่ำบาตร แล้วทำไมบางเคส เสร็จแล้วต้องไปติดคุกต่อ???

นี่ไงครับมันอธิบายสิ่งที่สรุพศพูดย้ำๆซ้ำๆ วนมาวนไป เพราะไม่เข้าใจตีโจทย์เรื่องนี้ที่ผมชี้ไม่แตก? เรื่องนี้ได้ดีที่สุดนั้นคือเข้าใจบทบาทหน้าที่ ของเครื่องมือกลไก แต่ละอย่างแต่ล่ะชิ้นให้ดี อย่าเอามามั่วกันจับแพะชนแกะจนสร้างประเด็น มัดรวมกันแล้วมาคลุกรวมกันเสิร์ฟ ชี้ปัยหาแบบจับแพะชนแกะ เหตุเพราะขาดการแยกแยะเรื่องนี้ให้ชัดเจน

มันไม่ใช่มีหรือมีไม่ได้ หรือต้องเป็นการต่อต้าน หรือคัดค้าน อะไรเลย เพียงแต่พยายามหาความชัดเจนมันให้ชัดว่า แต่ละองค์กรมีบทบาทมีหน้าที่อย่างไร? อันไหนใช่ ทำไปเลย? พระปาราชิกแล้วติดคุกต่อก็มีแล้ว? หลายองค์โทษระดับประหาร ยังมี เลย แล้วใครจับพระที่ต้องอาบัติปาราชิก ติดคุกล่ะ พุทธศาสนาเหรอ?เปล่าเลย? ตำรวจนิติฯต่างหาก

เรื่องนี้เหมือนกันพุทธวินัยสงฆ์ ก็ทำหน้าที่นั้นไป หน้าที่หน่วยงานนี้(ที่สุรพสหรือกำลังเป็นประเด้นเรื่องนี้) ก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป ตรงไหนล้ำเส้นบทบาทใครองค์กรใด ละเมิด ก้าวล่วงไปถึง ระดับตัวตนในบทบาทหน้าที่ของหน่วงงานนั้นๆองค์กรนั้น ๆถือว่าทำไม่ได้(กฎหมายหมิ่นเชิงเนื้อหาสากลเป้นเรื่องสากลมีแม้แต่กรณีศาสนา)และเป็นปชต.ด้วยที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการปฎิบัติต่ิอกฎกติกา,พระวินัย?

เรื่องนี้ง่ายๆนิดเดียวครับ สรุพศ ไปหาความชัดเจน เหมาะสม ชี้ว่าตรงไหน? ได้ไม่ได้? อย่างไร?ที่ไม่ตรงไปตามบทบาทหน้าที่ใครอะไรอย่างไร? หรือใครระเมิดใคร เนื้อหาเสียหายอย่างไร ต้องมีผู้รับผิดชอบไหม? ใครต้องปฎิบัติ ง่ายกว่ามาเขียนบทความ จับผิดแบบจับแพะมาชนแกะ แล้วมีเป้าหมาย คล้ายๆ มีวาระพิเศษทางการเมืองแบบนี้?

โดยมีคุณ"รักเสื้อเหลือง"ผสมโรงในการขยายประเด็น หรือพูดในประเด็น แบบไม่เอาเนื้อหาในประเด็นคือแตกประเด็นไปคนละเรื่อง แบบถามไปไหนมา ตอบสามวาสองศอก หรือ"อนัตตา"เลย ไม่ตีโจทย์ให้แตกก่อนว่าเขา"ปุจฉา"อย่างไร? และเขายกอะไรมา? คุณก็ยก"ปรมัตถ์สัจจะ"(ยกธรรมมาข่มท่าน)ที่เหนือกว่ามากลบ เนื้อตรงนั้นไว้ แบบตะวันต้องขึ้นทางทิศตะวันออกก่อนลงตะวันตก? สัจจะแบบนั้น นั่งแคะขี้มูกยังดีกว่า???

ส่วนประเด็น

ส่วนประเด็น "พุทธเป็นศาสนาประจำชาติ" หรือกระทรวงพุทธศาสนาเรื่องนี้มีการผลักดันกันอย่างผิดๆ ตามที่สุรพศนำเสนอจริง(ถึงขนาดมีม็อบพระคราวนั้น)ผมติงเรื่องกระทรวงพุทธหนัก

จนผมให้เหตุผลว่า การมองว่าคอนโดใหญ่(โครงสร้างกระทรวงใหญ่แต่รายละเอียดในเนื้อหามันคือการประกอแบด้วยห้องแต่ละห้องเล็กๆ ที่กว่าบ้านเดียวชั้นเดียวด้วย) จะพากันดิ้นรนไปอยู่คอนโดที่มองว่าโครงสร้างคอนโด ใหญ่กว่าวัดทำไม

เพราะในโครงสร้างกระทรวงพุทธ นั้นคนดูแลคนโดฯนั้นคือสาธารณูปโภคกลาง น่ะไม่ใช่เราน่ะ (นั้นคือจะทำให้รัฐปกครองสงฆ์มากขึ้น) นั้นคือบทสรุปเราได้สำนักฯ ที่แม้จะกำกับโดยรัฐ แต่ไม่ได้ขึ้นตรงแบบกระทรวง จนยุติตามนั้น

แต่ประเด็นรณรงค์ให้พุทะ คือศาสนาประจำชาติ เรื่องนี้ส่วนใหญ่ผมเห็นด้วยกับสุรพศ แต่ ถ้าพูดในเชิง ชื่อหรือการประกาศแบบนั้นกำหนดแบบนั้นออกไป ไม่สำคัญเท่าเนื้อหา เพราะนิตินัย พุทธคือศาสนาประจำชาติไทยอยู่แล้วโดยสัดส่วน

แต่ผมให้ความสำคัญ เนื้อหาเชิงนิตินัย มันกำกับอย่างไร มันคงหลักการรัฐ ปชปต.ทางศาสนาหรือไม่?(ผมอธิบายว่าไม่ใช่อย่างไรไปแล้วในกระทู้ที่เขาด่าคำ ผกา) เพราะ การประกาศพุทธคือศาสนาประจำชาติ บางที่ไม่ได้ไปเอาเปรียบเลือกปฎิบัติเชิงปชต กับศาสนาอื่นเท่าไม่ประกาศ(เพราะสัดส่วน,สังคมวัฒฯธรรมทางศาสนาโดยพฤตินัยมันเยอะแล้วหรือใหญ่กว่าการประกาศฯ)

แต่ถ้าประกาศแล้วมีเนื้อหาแยกแยกความเป็นรัฐทางปชต.ทางศาสนาในตัวเนื้อหาทางนิตินัย ที่รับเขียนบทบาทรัฐในการกำกับดูและศาสนาอื่นให้เสรีภาพอื่นๆเท่าเทียบพุทธทุกอย่าง ยกเว้นเชิงปริมาณ์ทางประชากรคนพุทธเท่านั้นที่ต่าง

ดังนั้นเงื่อนไขทางพฤตินัยเชิงปริมาณแบบนี้ ไม่ผิดหลักการ เสียงข้างมากนัก แต่เนื้อหาตัวนิตินัยกำกับตรงนี้ต่างหาก จะบ่งชี้ว่ารับไทยไม่มีลักษณะรัฐศาสนา ยิ่งถ้าประกาศ ให้"พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" เพราะเงือนไขเชิงปริมาณประชากร แต่รับกำกับหลักพื้นฐานทั่วไปในการให้เสรีภาพ หลักปฎิบัติของรัฐต่อแต่ละศาสนามีการให้เสรีภาพ หรือการ ดูแลจากภาครัฐเท่าเทียมกัน

แต่ต้องเข้าใจในเงื่อนไขเชิงปริมาณ เท่านั้น คือเนื้อหาที่ประกาสเป็นศาสนาประจำชาติ มันอาจจะมีปัญหาเชิงความรู้สึกจากปริมาณตรงนี้เท่านั้นที่รู้สึกไม่เท่าเทียมกัน แต่หลักการเสียงข้างมากก้คือปชต.ในอีกมิติหนึ่งแม้ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็ต้องเคารพมิตินั้นด้วย

ผมจึงสรุปส่วนตัว(ไม่ใช่กระแสความรู้สึกคนอื่นที่ห้ามยาก)ว่าประกาศหรือไม่ประกาศ ไม่มีผล(เพราะไม่ประกาศก็ยิ่งมีผล) แต่ถ้าประกาศ และกำหนด หลักปฎิบัติต่อศาสนาอื่นๆในไทย ตามหลักชาติปชต.ทางศาสนาชัดเจนว่า ไม่เลือกปฎิบัติจนเกิดการยอมรับของศาสนาอื่นๆในไทย ก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะประกาศ

แต่ประเด็นนี้ในไทย ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลแบบที่สุรพศนำเสนอ ถึงประกาศหรือไม่ประกาศ ก็ไม่มีเงื่อนไขแบบที่อินเดียในไทย แน่นอนครับ ผมจึงไม่ห่วงเรื่อง การประกาศหรือไม่ประกาศเท่าวิะีการปฎิบัติในเนื้อหาต่อตรงนั้นมากกว่า

พิมพ์ผิดครับ "ประกาศแบบนั้นกำ

พิมพ์ผิดครับ

"ประกาศแบบนั้นกำหนดแบบนั้นออกไป ไม่สำคัญเท่าเนื้อหา เพราะนิตินัย พุทธคือศาสนาประจำชาติไทยอยู่แล้วโดยสัดส่วน"

แก้เป็น"พฤตินัย"

อยากขอให้รัฐบาลกวดขันให้พระเค

อยากขอให้รัฐบาลกวดขันให้พระเครื่องและเครื่องรางของขลังมีคุณภาพสูงขึ้นจนสามารถป้องกันจรวดและหัวรบนิวเคลียร์ได้ นอกจากนี้ขอให้จัดการกับพระเคืรองบางยี่ห้อที่ขายตัดราคาโดยขายกิโลละไม่ถึงบาท

อยากขอให้รัฐบาลกวดขันให้พระเค

อยากขอให้รัฐบาลกวดขันให้พระเครื่องและเครื่องรางของขลังมีคุณภาพสูงขึ้นจนสามารถป้องกันจรวดและหัวรบนิวเคลียร์ได้ นอกจากนี้ขอให้จัดการกับพระเคืรองบางยี่ห้อที่ขายตัดราคาโดยขายกิโลละไม่ถึงบาท

ปจัจุบันนี้พะสงฆ์ทำกิจเพื่อสั

ปจัจุบันนี้พะสงฆ์ทำกิจเพื่อสังคมมากขึ้นเช่นจัดนำเที่ยว ทำเสน่ห์ยาแฝดทางการน่าจะส่งเสริมให้มีสมณศักดิ์เช่นสมเด็จพระธรรมทัศนาจร สมเด็จพระปดิพัธเสน่หาอาลัยและอื่น โปรดดำเนินการด่วนเพื่อความรุ่งริ่งของพะพุทธศาสนา

ปจัจุบันนี้พะสงฆ์ทำกิจเพื่อสั

ปจัจุบันนี้พะสงฆ์ทำกิจเพื่อสังคมมากขึ้นเช่นจัดนำเที่ยว ทำเสน่ห์ยาแฝดทางการน่าจะส่งเสริมให้มีสมณศักดิ์เช่นสมเด็จพระธรรมทัศนาจร สมเด็จพระปดิพัธเสน่หาอาลัยและอื่น โปรดดำเนินการด่วนเพื่อความรุ่งริ่งของพะพุทธศาสนา

ปจัจุบันนี้พะสงฆ์ทำกิจเพื่อสั

ปจัจุบันนี้พะสงฆ์ทำกิจเพื่อสังคมมากขึ้นเช่นจัดนำเที่ยว ทำเสน่ห์ยาแฝดทางการน่าจะส่งเสริมให้มีสมณศักดิ์เช่นสมเด็จพระธรรมทัศนาจร สมเด็จพระปดิพัธเสน่หาอาลัยและอื่น โปรดดำเนินการด่วนเพื่อความรุ่งริ่งของพะพุทธศาสนา

ไอ้"อะตอม"นี่มึงไปเขียนบทความ

ไอ้"อะตอม"นี่มึงไปเขียนบทความของมึงเองดีกว่า เห็นเขียนวกวนซ้ำซากไม่ตรงประเด็นของบทความอยู่บ่อยๆ น่ารำคาญ

ผมเชื่อว่าการตั้งข้อสังเกตุ/ต

ผมเชื่อว่าการตั้งข้อสังเกตุ/ตั้งคำถามเรื่องศาสนาต่างๆ, เรื่องกิจกรรมของพระของวัดเป็นเรื่องดี
แต่การปกป้องศาสนาที่ถูกต้องน่าจะเป็นการค่อยๆพูดค่อยจากัน การเอาแต่ด่าไม่ได้ช่วยปกป้องศาสนา ซ้ำร้ายอาจเกิดผลในทางต...รงกันข้ามดังเช่น

ตัวอย่างการปกป้องมากเกินไปหรือการมุ่งขยายศาสนามากเกินไปจนส่งผลลบต่อศ่าสนา
- กรณี ซาอุมีกฎหมายประหารชีวิตผู้ที่เลิกนับถือศาสนาอิสลาม: เมื่อก่อนกฎหมายแบบนี้คุมประชาชนให้กลัวได้
แต่ในปัจจุบัน กฎหมายที่คุกคามประชาชนแบบนี้ทำให้สังคมโลกมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อศาสนาอิสลาม ว่ากันโดยCommon senseแล้ว“ถ้าศาสนานั้นดีจริง ก็คงไม่ต้องบังคับคนมาให้นับถือศาสนา”

- กรณี ศาสนาอิสลามให้คนศาสนาอื่นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเมื่อมาต่งงานกับชาวมุสลิม และให้ผู้ชายมีภรรยาได้4คน สังคมโลกก็รับไม่ได้กับกฎแบบนี้ เค้ามองกันว่า “ถ้าศาสนานั้นดีจริง ทำไมต้องใช้sexในการขยายศาสนา”
การเลือกนับถือศาสนาเป็นเสรีภาพของแต่ละคน

- กรณีที่ตอนนี้ กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงใช้ความรุนแรงก่อการร้าย วางระเบิด คุกคามคนศาสนาอื่น เช่น 3จังหวัดใต้,อินเดีย, จีน, ฟิลิปปินส์, บังคลาเทศ, ศรีลังกา ฯลฯ แม้ว่าจะทำให้คนศาสนาอื่นตายเป็นจำนวนมาก หลายคนก็ย้ายบ้านหนีออกมาจากเขตนั้น แต่ก็ทำให้ศาสนามุสลิมไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมโลก (วิธีการใช้ความรุนแรงในการขยายศาสนาแบบนี้มันไม่work ศาสนาคริสต์ก็เลิกใช้กันตั้งนานแล้ว ตั้งแต่จบยุคกลางยุคล่าแม่มด)

-กรณีที่สื่ออังกฤษเสนอข่าวบิดเบือนเจตนาของอดีตผู้จัดการทีมชาติฟุตบอลอังกฤษ ที่จริงๆพูดว่าคนเราไม่ควรฆ่ากันทำร้ายกันเพราะจะส่งผลให้ชาติหน้าเกิดมาจะมีสุขภาพไม่แข็งแรง พิการ แต่สื่อและผู้หลักผู้ใหญ่ไปใส่ร้ายว่าผู้จัดการทีมชาติพูดจาดูแคลนดูหมิ่นคนพิการ
การที่อังกฤษพยามปกป้องศาสนาด้วยการใส่ร้ายคนดังๆที่นับถือศาสนาอื่นนั้น แม้ในระยะแรกๆผู้จัดการก็โดนคนอังกฤษเข้าใจผิดและเกลียดชัง แต่ในที่สุดผลลบก็ย้อนกลับไปที่กับศาสนาคริสต์เอง

ดังนั้นในยุคที่คนมีเหตุมีผล การเอาแต่ด่าวัดนั้นวีดนี้ จะเป็นการทำร้ายศาสนาที่ท่านนับถืออยู่ทางอ้อม
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ต้องลองทำดู แล้วจะรู้จะเข้าใจ ถ้าท่านอยากปกป้องพุทธศาสนา ผมอยากชวนให้ท่านทำกิจการรมทางศาสนาเพิ่ม จากที่ท่านเคยปฎิบัติอยู่ เช่นการทำทาน รักษาศีล5ศีล8 ปฏิบัติธรรมกันเพิ่มขึ้นดีกว่านะครับ

ครับกรณีคุณXXXโต้แย้งมา(บ้านผ

ครับกรณีคุณXXXโต้แย้งมา(บ้านผมเรียกพ่นอุจาระวาจา) เรื่องผม ไม่เข้าประเด็น? ตรงนั้นเขาติงถูก? เพราะ ผมไม่มีเวลาเข้าเน็ต จนละเลยสิ่จำเป็นต้องตอบกับคุณ"คนรักเสื้อเหลือง"(แต่ถ้าไม่ตอบเสียหายมากเพราะเขาพาดพิงมาผิดๆถูกๆจนต้องชี้แจง) มันจึงเหมือนย้อนเวลาเข้าเนื้อหากระทู้เก่า(ตอบย้อนหลัง)มันจึงดูเหมือนตามที่XXXติงมา ด้วยเข้าใจว่าถ้าใครคลิกมาอ่านกระทู้แบบนี้(สุรพศ)ต้องอ่านมาตลอด

และด้วยเนื้อหามันต่อเนื่องเขาจะเข้าใจ? แต่ถ้าใครไม่ได้อ่านมาตลอดจะเข้าใจแบบคุณXXXติงมา? แต่ไม่เป็นไรครับ? ผมข้ามพ้นประเด็นเล็กๆของคุณสุรพศไปไกลมาก สาเหตุเพราะเนื้อหามันไม่มีอะไรให้สนทนานัก ผมจึงใช้การสรุปที่ไปไกลกว่านั้น ในตัวเนื้อหา

เสียมารยาทในการเข้ามาในกระทู้เขาไหม?มีบ้างครับ? แต่ต้องยอมเสีย เพราะเบื้องต้นเสียเวลาอ่านแล้ว? ที่สำคัญมันเข้าประเด็นต่อสาธารณะแล้วต้องยอมรับความเป็นสาธารณะจากประเด็นที่มันเป็นสาธารณะ และเชื่อว่า(ถ้าไม่ใช่คุณสรุพศเสียหายชี้แจงด่วน) xxxคือสุรพศหรือคุณคนรักเสื้อเหลืองครับ?

คือเรารับผิดชอบดีกว่าอย่าเล่นตีหัวเข้าบ้าน แบบนี้ มันเสียมารยาทเสียเกียรติตัวเอง? การเชิญให้ผมไปตั้งกระทุ้ใหม่? หรือเขียนบทความในนี้ มันเหมือนคับแคบ เอาของมาวางขายในห้างกลางห้างแล้วห้ามดูห้ามต่อห้ามติ อยากได้ให้ไปหาเอาเอง?หรือตั้งแผงขายเอง?

ผมว่าการคับแคบแบบนี้? ไงคือครับ? เงื่อนไขที่เป็นภัยทางเวทีแบบนี้ เวทีแลกหมัดทางความคิด หรือตลาดความคิด ผมไม่มีสิทธิในการเขียนบทความในนี้ เพราะผมไม่ได้เซ้งแผงขายในนี้ ผมมีสิทธิมาเดินชื้อเดินดูของ หรือแค่มาแค่มาเดินตลาดหาซื้อเข้าของในตลาดความคิด แล้วโดนบางคนด่าตะโกนว่า ถ้าอยากได้ของดังใจ? ก็มาขายเองเป็นแม่ค้าเองสิ?

คุณxxxครับ มันผิดประเด็นแล้วครับ ผมไม่ใช่แม่ค้าพ่อค้า ผมแค่คนเดินตลาด และผมยังไม่สนใจไปเซ้งแผงขาย(สมัครเป็นคอลัมฯ)ดังนั้นสิ่งที่คุณพูด แม้ผมอยากทำคันมืออยู่บ้าง(นิดๆ)แต่โดยตัวตนผมไม่ชอบไล้ท์สไตล์แม่ค้าพ่อค้า(ตอนนี้สื่ิอกระแสหลักกระแสรองโดนจับเป็นตัวประกันคอกใครคอกมันอยู่) ผมแอนตี้การยอมจำนนแบบนั้น คอกแบบนั้นขังผมไม่ได้

แต่การให้ความเห็นนอกกรอบหรือกรงระบอบสวนสัตว์แบบนี้มันคือตัวตนผมที่สุดครับ???

คุณอะตอม ผมไม่ใช่

คุณอะตอม ผมไม่ใช่ xxx

ตัดไปหนึ่งนะครับ อิ อิ อิ.