เหลียวหลัง-แลหน้า 'สันติวิธีแบบพระ'

เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา มีกิจกรรมสันติประชาธรรมเสวนา เรื่อง “สันติวิธี ความเป็นกลาง ธรรมะ และความเป็นธรรม: บทบาทของพุทธศาสนาท่ามกลางวิกฤตทางสังคมและการเมือง ควรเป็นอย่างไร” ที่ “สวนเงินมีมา” มีบางประเด็นที่ค้างคาอยู่ในใจซึ่งผมอยากนำมาเล่าต่อ

คือในช่วงแลกเปลี่ยน มีบางคำถามที่น่าสนใจ เช่น คุณบารมี ชัยรัตน์ ถามว่า “สันติวิธีบ้านเรามักเรียกร้องกับ ‘ฝ่ายผู้ถูกกระทำ’ มากกว่าที่จะเรียกร้องกับ ‘ฝ่ายผู้กระทำ’ อย่างเวลาชาวบ้านชุมนุมต่อต้านการสร้างเขื่อน นักสันติวิธีก็จะเข้าไปบอกชาวบ้านว่าอย่าใช้ความรุนแรงนะ หรือที่เคยมามาชุมนุมแล้วมีเหตุการณ์ทำนองว่าจะยึดทำเนียบ นักสันติวิธีก็เข้ามาเลย เข้ามาเตือน และติวชาวบ้านเลยว่า ทฤษฎีสันติวิธีมีอะไรบ้าง จะต้องปฏิบัติอย่างไร ทำไมนักสันติวิธีไม่เดินนำชาวต่อสู้กับอำนาจรัฐที่กดขี่ชาวบ้านบ้าง ไม่เรียกร้องสันติวิธี และความเป็นธรรมกับฝ่ายผู้มีอำนาจบ้าง?”

หรือที่อาจารย์เฟย์ถามว่า “ท่ามกลางความเป็นจริงของปัญหาขัดแย้งทางสังคมการเมืองที่มันมี imbalance of power หรือมีความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองทางการเมืองอย่างชัดเจน บทบาทของนักสันติวิธีควรจะอยู่ตรงไหน จำเป็นต้องอยู่ตรงกลางเท่านั้นหรือ นักสันติวิธีกล้าหรือไม่ที่จะตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ หรือถือธงนำชาวบ้านต่อสู้กับอำนาจที่กดขี่?”

ผมจึงถามหลวงพี่ไพศาล วิสาโล ต่อว่า “หลวงพี่กล้าหรือเปล่าครับ... ถ้าปี 53 ที่ผ่านมาหลวงพี่ถือธงสันติวิธีนำมวลชนเสื้อแดงต่อสู้กับอำมาตย์ คิดว่าปัญหาขัดแย้งทางสังคมจะเปลี่ยนไปไหม?”

หลวงพี่ไพศาลตอบ (ประมาณ) ว่า

“กล้า...แต่ว่าก็ต้องดูบริบทด้วย กรณีคนเสื้อแดงถ้าอาตมาไปถือธงนำก็ต้องถูก define ว่า เลือกฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งเรื่องนี้อาตมามีข้อสงวนส่วนตัวว่าไม่เลือกเพราะไม่ยอมรับแกนนำบางคนและยุทธวิธีบางอย่างที่ไม่ใช่สันติวิธี ในแง่หลักการอาตมาเลือกประชาธิปไตยไม่เอาเผด็จการ สนับสนุนเสรีภาพ และความเป็นธรรม

แต่ฝ่ายทางการเมืองอาตมามีข้อสงวนของตนเองที่จะไม่เลือกฝ่าย และเลือกทำงานสันติวิธีตามแนวทางนี้ ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของอาตมาที่จะเลือกได้ แต่อยากให้มองสันติวิธีกว้างๆ แบบหนูหริ่งก็สันติวิธี แบบนิติราษฎร์ก็สันติวิธี แม้แต่การใช้วิธีเลือกตั้งเพื่อกลับมามีชัยชนะทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยก็เป็นสันติวิธี...ฉะนั้น สันติวิธีหรือการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องจำเป็นในการต่อสู้ทางการเมืองและความขัดแย้งอื่นๆ”  ย์คิดว่าษ์วิจารณ์หรือถือธงนำชาวบ้านต่อสู้กับอำนาจ่วมต่อสู้กั

ขณะที่ วิจักขณ์ พานิช มองว่า

“สันติวิธีบ้านเรามันเป็น “สันติวิธีแบบพระ” คือเป็นสันติวิธีที่พยายามหาจุดหรือตำแหน่งที่แน่นอนของสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นกลาง” และความเป็นกลางก็มักอ้างอิงความเชื่อเรื่อง “ทางสายกลาง” ของพุทธศาสนาเถรวาทในบ้านเราที่ถือว่าเป็นกลางคือถูกต้อง ไม่เป็นกลางคือผิด จะเห็นได้ตั้งแต่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาแล้วที่ยืนยันว่า มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลางถูก กามสุขัลลิกานุโยค กับอัตตกิลมถานุโยคผิด

แต่ความเป็นกลางแบบมหายานจะไม่แยกถูก-ผิดแบบขาว-ดำเช่นนี้ เช่น เป็นกลางตามหลักปรัชญามาธยมิกจะชวนให้เราคิดเชิงวิพากษ์เลยว่า อย่างนี้ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ หมายความว่า ถ้าคุณบอกว่าปัญหาทั้งหมดมาจากทักษิณคนเดียวมันย่อมไม่ใช่แน่ๆ ถ้าบอกว่ามาจากอำมาตย์ฝ่ายเดียวก็ไม่ใช่อีก หรือจะบอกว่าไม่ใช่ทั้งหมดเลย ปัญหาไม่ได้มาจากทักษิณ อำมาตย์หรือฝ่ายไหนๆ เลย ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ

ประเด็นคือ หลักความเป็นกลางแบบมาธยมิก มันช่วยให้เราเป็นอิสระที่จะวิเคราะห์เหตุปัจจัยทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฝักฝ่าย หลักการ และฯลฯ เมื่อเรารู้ว่าความถูกต้องอยู่ตรงไหน อยู่ฝ่ายไหน เราก็สามารถเลือกยืนอยู่ตรงนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ตรงกลางระหว่างฝ่ายต่างๆ เสมอไป”

ส่วนตัวผมเองมอง (และเพิ่มเติม ณ ที่นี้) ว่า สันติวิธีต้องสนับสนุนสัจจะ เสรีภาพ และความเป็นธรรม แต่สันติวิธีที่พยายาม “เป็นกลาง” ในความขัดแย้งที่ผ่านมา เป็นสันติวิธีที่เรียกร้องกับฝ่ายผู้ถูกกระทำมากกว่า พยายามที่จะเป็นกลางในสถานการณ์ที่อำนาจต่อรองทางการเมืองไม่เท่าเทียมอย่างยิ่ง และเป็น “สันติวิธีแบบพระ” ที่ยังไงก็ต้องเป็นกลางระหว่างฝ่ายต่างๆ คอยเตือนสติฝ่ายต่างๆ ไม่ให้ใช้ความรุนแรงเท่านั้น น่าตั้งคำถามว่าสันติวิธีแบบนี้เป็นสันติวิธีที่สนับสนุนสัจจะ เสรีภาพ และความเป็นธรรมหรือไม่?

เพราะเป็นสันติวิธีที่ไม่ได้ต่อสู้เพื่อสัจจะ เช่น ไม่ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความจริงเบื้องหลังรัฐประหาร หรือต่อสู้เพื่อให้พูดความจริงดังกล่าวได้ ไม่ใส่ใจความจริงเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมเพื่อนำไปสู่ความยุติธรรม ไม่ได้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพจากการครอบงำกดขี่ของอำนาจนอกระบบ ไม่ได้เรียกร้องให้เอาผิดใดๆ กับฝ่ายทำรัฐประหาร เป็นต้น

จะว่าไปแล้ว “ความเป็นกลาง” แบบนักสันติวิธี หรือแม้แต่แบบสถาบันวิชาการในบ้านเราล้วนแต่ควรถูกตั้งคำถาม เช่น ล่าสุดรายงานของสถาบันพระปกเกล้าที่มุ่งแสวงหาทางปรองดอง ถูกโจมตีว่า “เป็นเครื่องมือช่วยทักษิณ” ทั้งที่ตามรายงานนั้นมีข้อเสนอให้เอาผิดทักษิณอยู่ด้วย แต่เสนอว่าไม่ควรรื้อฟื้นเอาผิดฝ่ายผู้ก่อรัฐประหาร ไม่ควรพูดเรื่องการแก้ไข ม.112 หรือประเด็นสถาบันโดยอ้างว่าเป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อน”

ฉะนั้น รายงานวิจัยนี้จึง “ไม่เป็นกลาง” อยู่แล้ว เพราะเป็นรายงานที่กันฝ่ายทำรัฐประหารให้พ้นผิดไปเลย กันสังคมว่าไม่ควรเรียกร้องอะไรกับฝ่ายอำมาตย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแก้ไข-เลิก ม.112 หรือเรื่องใดๆ แต่ยังให้เอาผิดกับทักษิณได้ กระนั้น “ความไม่เป็นกลาง” ของรายงานนี้ที่โจมตีกันนั้นกลับหมายถึงการเปิดช่องให้มีทางเลือกในการดำเนินการกับทักษิณได้ว่า จะนิรโทษกรรมหรือให้นำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมใหม่ ซึ่งเป็นทัศนะที่บิดเบี้ยว

แต่ความเป็นกลางแบบนิติราษฎร์ คือ

1. การยืนยันหลักการที่ถูกต้อง ถ้ายืนยันหลักการที่ถูกต้องแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้หรือเสียประโยชน์ก็ต้องยืนยัน เพราะความถูกต้องย่อมถูกในตัวมันเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดจะได้หรือเสียประโยชน์ไปเลย กันสังคมว่าไม่ควรเรียกร้องอะไรกับ

2. เป็นความเป็นกลางที่ยืนยันสัจจะ เสรีภาพ และความเป็นธรรม เช่น การเสนอแก้ ม.112 ก็คือเป็นการเปิดช่องทางให้พูดความจริงได้ มีเสรีภาพมากขึ้น การลบล้างผลพวงรัฐประหารก็คือการยืนยันความเป็นธรรมบน “ความเสมอภาคทางกฎหมาย” อันเป็นหลักสำคัญของนิติรัฐ

แน่นอน ผมเห็นด้วยกับหลวงพี่ไพศาลว่า แนวทางของนิติราษฎร์คือ “แนวทางสันติวิธี” เพราะเป็นการใช้เหตุผลเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกฎหมายให้เป็นประชาธิปไตย เป็นการกระตุกสังคมให้หันมาถกเถียงปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งในระดับตัวบทกฎหมาย และระดับอุดมการณ์

ทว่า “สันติวิธีแบบพระ” เท่าที่เป็นมา กลับไม่ชัดเจนว่ามีเป้าหมายอะไร ไม่ชัดเจนว่าให้ความสำคัญแค่ไหนกับการต่อสู้เพื่อสัจจะ เสรีภาพ และความเป็นธรรม

ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตหาก “สันติวิธีแบบพระ” (ไม่ได้หมายเฉพาะแบบหลวงพี่ไพศาล แต่หมายถึงสันติวิธีที่พยายาม “เป็นกลาง” ในภาวะที่ไม่สมดุลของอำนาจต่อรองทางการเมือง และเน้นการเทศนาเตือนสติเป็นหลัก) ไม่ยอมปรับเปลี่ยนทัศนะ ถ้ามีความขัดแย้งขึ้นอีกเราก็จะเห็นนักสันติวิธีออกมาส่งเสียงว่า “อย่าตีกันๆ” และเป็นซุ่มเสียงที่เรียกร้องกับ “ฝ่ายผู้ถูกกระทำ” มากกว่าอีกตามเคย

สันติวิธีที่ไม่ต่อสู้เพื่อสัจจะ เสรีภาพ และความเป็นธรรมอย่างจริงจังเช่นนี้ ย่อมกลายเป็นแนวร่วมของ “ฝ่ายผู้กดขี่” ไปโดยปริยาย!

Comments

ผมไม่อยากเรียกว่า"พระ"เลยครับ

ผมไม่อยากเรียกว่า"พระ"เลยครับอาจารย์

โล้นห่มเหลืองพวกนี้มันก็ต้องเป็นแนวร่วมฝ่ายผู้กดขี่อยู่แล้วครับ
เหตุผลเพราะฝ่ายผู้กดขี่ย่อมมีอำนาจมากกว่ากว่าฝ่ายผู้ถูกกดขี่

ฉะนั้นพวกโล้นห่มเหลืองที่มากไปด้วยกิเลสตัณหา มันอยากเป็นใหญ่ได้ดีมียศศักดิ์
มันก็ต้องเลียต้องประจบเอาใจฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่า เป็นธรรมดาครับ

ไอ้โล้นห่มเหลืองพวกนี้มันไม่ได้อยู่กับร่องกับรอยคำสอนของพระศาสดาเลย

ศาสนาควรมีอิสระ แต่พวกโล้นห่มเหลืองถูกควบคุมโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมาตั้งนานแล้ว
ซึ่งพวกมันก็ไม่ปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากการถูกควบคุมนั้น
ตรงข้ามต่างแย่งกันถูกควบคุม หลงไหลได้ปลื้มกับปลอกคอสวยที่เขาสวมให้

อย่างนี้จะให้เรียกว่า"พระ" ก็คงต้องเรียกว่า "พระพิเรน"
จัดเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเหลือบของชาติที่รอวันจะต้องแก้ไขครับ

(พระที่ยึดคำสอนของพระศาสดาเป็นสรณะไม่เกี่ยวนะครับ)

คำ"สัจจะ" กับมี

คำ"สัจจะ" กับมี "เสรีภาพ"
เพื่อโปรดทราบ เรียนมา หาทุกท่าน
มันกว้างไกล ใหญ่โต มโหฬาร
สุรพศ พร้อมวงศ์วาน โปรดเข้าใจ

สัจจะใน หมู่โจร ตะโกนเบ่ง
บอกสัญชาติ นักเลง ไม่ลักไก่
ในเล้าคน กันเอง ด้วยเกรงใจ
แต่เพื่อนบ้าน โจรไทย ไม่รับรอง

สันดานโจร อ้างมี เสรีภาพ
ออกปล้นฆ่า เรียบราบ เพียงสนอง
แผ่นดินนี้ คือที่ โจรเคยครอง
มีพรรคใหญ่ พี่น้อง รับของโจร

แล้วตั้งฝ่าย สมี ตีหัวพระ
อ้างสัจจะ กันบ่อย พวกห้อยโหน
เสรีภาพ มักง่าย ใช้ตะโกน
กับชอบโพน ทะนา ด่าเถรชี

สันติวิธีเพื่อใคร?

สันติวิธีเพื่อใคร? คือคำตอบที่ดี สำหรับคนเสื้อแดงการออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสงบ มีการกีดขวางการจราจรบ้างแต่ก็เปิดทางให้มีการสัญจรได้ คือสันติวิธี แต่ใครคือผู้ทำให้เกิดความรุนแรง ใครที่ปิดปากชาวบ้านไม่ให้รับรู้ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ และที่สำคัญใครคือผู้ทำให้คนตาย พวกนี้ไม่เห็นนักสัีนติวิธีพูดถึง ไม่เห็นนักสันติวิธีคนไหนในประเทศกล้าบอกว่ามาร์คฯทำไม่ถูก ไม่เห็นมีใครกล้ายับยั้งไม่ให้กองทัพเคลื่อนเข้าหาประชาชนทั้งๆที่สามารถเล็งผลได้ว่า จะเกิดการบาดเจ็บล้มตาย ใครกันแน่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์และประเมินประชาชนอย่างผิดพลาดต่ำต้อยเกินไป

สันติวิธีแบบพระ เรียบๆง่ายๆ ป

สันติวิธีแบบพระ
เรียบๆง่ายๆ
ปลงซะ...โยมเอ้ยยย

เขาฆ่าเราตาย
เราก็หมดเวรหมดกรรมไป
เขาก็รอใช้เวรใช้กรรมกันไป

เวนนนน...ละสิ
ฆ่ามาไม่รู้เท่าไหร่
ยังไม่ไม่ได้ใช้กรรมใช้เวรซักที
(ฆ่าลูกอ๊อดคางคกมันนะ...)

salaya

[quote=salaya]สันติวิธีเพื่อใคร? คือคำตอบที่ดี สำหรับคนเสื้อแดงการออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสงบ มีการกีดขวางการจราจรบ้างแต่ก็เปิดทางให้มีการสัญจรได้ คือสันติวิธี แต่ใครคือผู้ทำให้เกิดความรุนแรง ใครที่ปิดปากชาวบ้านไม่ให้รับรู้ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ และที่สำคัญใครคือผู้ทำให้คนตาย พวกนี้ไม่เห็นนักสัีนติวิธีพูดถึง ไม่เห็นนักสันติวิธีคนไหนในประเทศกล้าบอกว่ามาร์คฯทำไม่ถูก ไม่เห็นมีใครกล้ายับยั้งไม่ให้กองทัพเคลื่อนเข้าหาประชาชนทั้งๆที่สามารถเล็งผลได้ว่า จะเกิดการบาดเจ็บล้มตาย ใครกันแน่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์และประเมินประชาชนอย่างผิดพลาดต่ำต้อยเกินไป[/quote]

คาดหวังจากพระมากเกินไปหรือเปล่าครับ? มันไม่ง่ายเหมือนสันติวิธีแบบเดินธุดงค์บนกลีบกุหลาบนะ

"สันติวิธีต้องสนับสนุนสัจจะ

"สันติวิธีต้องสนับสนุนสัจจะ เสรีภาพ และความเป็นธรรม" เป็นประเด็นที่ดี แต่ผมเห็นว่า ควรมีรายละเอียดให้เห็นชัดเป็นรูปธรรม คือ ต้องมีประโยชน์ต่อมวลมหาชนส่วนใหญ่ ต้องไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น โดย เฉพาะต้องไม่ฆ่า ทำร้าย ไม่ลักทรัพย์หรือทำลายทรัพย์สิน รัฐบาลชุดที่แล้วทั้งฆ่า ทังลักทรัพย์ ทำลายทรัพย์สินของประชาชน และ ของผู้อืน โกหก หลอกลวง ใช้อำนาจ ตกอยู่ในมิจฉาทิฐิ และมิจฉาอาชีวะ ผมเห็นว่า พระหรือนักบวช ไม่ควรมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือไม่ควรเข้ามายุ่งกับการเมืองเลย และไม่ควรตอบคำถามหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กรใดใดทางการเมืองเลยเช่นกัน เพราะถ้าการมาบวชเป็นพระก็เพื่อเห็นโทษภัยในวัฏฏสงสาร ต้องการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว แต่คณะสงฆ์ไทยถูกครอบงำจากอำนาจทางการเมือง ถ้าคณะสงฆ์ไทยรักสันติวิธี ต้องกล้าออกมาคัดค้านการฆ่าหรือทำลายกันก่อนแล้วในช่วง เม.ย พ.ค 53 อยากฝากถึงผู้บริหารคณะสงฆ์ไทยว่า พรบ.สงฆ์ ที่จะให้ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาตินั้น อย่าให้มีเลยครับ มันน่าจะส่งผลลบต่อศาสนาพุทธแน่ ศาสนาหรือธรรมวินัยจะเสื่อมหรือสูญสิ้นไปก็เพราะ ภิกษุ ภิกษุณี สาวก และ สาวิกา
มากกว่าครับ ไม่ใช่คนนอกศาสนา หรือการลงลายลักษณ์อักษรเป็นกฎหมายหรอกครับ

tathapon

[quote=tathapon]"สันติวิธีต้องสนับสนุนสัจจะ เสรีภาพ และความเป็นธรรม" เป็นประเด็นที่ดี แต่ผมเห็นว่า ควรมีรายละเอียดให้เห็นชัดเป็นรูปธรรม คือ ต้องมีประโยชน์ต่อมวลมหาชนส่วนใหญ่ ต้องไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น โดย เฉพาะต้องไม่ฆ่า ทำร้าย ไม่ลักทรัพย์หรือทำลายทรัพย์สิน รัฐบาลชุดที่แล้วทั้งฆ่า ทังลักทรัพย์ ทำลายทรัพย์สินของประชาชน และ ของผู้อืน โกหก หลอกลวง ใช้อำนาจ ตกอยู่ในมิจฉาทิฐิ และมิจฉาอาชีวะ ผมเห็นว่า พระหรือนักบวช ไม่ควรมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือไม่ควรเข้ามายุ่งกับการเมืองเลย และไม่ควรตอบคำถามหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กรใดใดทางการเมืองเลยเช่นกัน[/quote]

เราชอบใจในเรื่องที่ท่านกล่าวข้างต้นนี้ แต่เราลองเหลียวหลังกลับไป ไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนเลยที่ไม่ทำเพื่อตนเองและพวกพ้อง ถ้าท่านทราบลองบอกเราซักชุดเถอะว่ามีชุดไหนบ้างที่ทำเพื่อประชาชนและเพื่อธรรมอย่างแท้จริง โดยไม่แฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ ในส่วนของสงฆ์ไม่ควรยุ่งกับเรื่องการเมือง เรื่องทางโลกนั้น แม้ในครั้งที่พระพุทธองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ก็เคยกษัตริย์มาทูลถามเรื่องนี้ก็หลายครั้ง และทรงให้เทศน์เพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือด เพื่อมิให้กษัตริย์เหล่านั้นได้ก่อภพชาติแห่งอบายภูมิก็หลายครา แม้แต่ทรงเดินทางไปห้ามศึกกลางสมรภูมิก็ยังมี การเมืองนั่นไม่ว่าสงฆ์หรือฆารวาสถ้ายุ่งอย่างถูกที่ ถูกธรรม ก็จะเป็นประโยขน์แก่มหาชนทั้งนั้น การจะตอบคำถามนั้นก็เป็นเรื่องของท่านและเรื่องของคนที่ตีความ ถ้าท่านกล่าวถูกแต่คนดีความผิด มันก็เกิดปัญหา ได้เช่นกัน ส่วนเรื่องที่ท่านกล่าวถึงมิจฉาทิฐินั้น ทั้งเราและท่าน คนทุกคนต่างก็มีมิจฉาทิฐิทั้งนั้นล่ะนะ ถ้าไม่เห็นโมคธรรม คือยังไม่เห็นว่าวัฏสงสารนี้มันเป็นทุกข์ ขันธ์ 5 นี้มันเป็นทุกข์เหลือแสน ตราบใดที่ยังเห็นว่าขันธ์ 5 นี้มันเป็นทุกข์บ้าง สุขบ้าง เราก็ยังไม่เห็นสัมมาทิฐิหรอกนะ ต่อเมื่อมีสัมมาทิฐิแล้วนั่นแหล่ะ ถึงจะมีสัมมาสติ และมีสัมมาสมาธิ แล้วก็จะเกิดมรรคองค์อื่น ๆ ตามมาในที่สุด

อ่านบทความของคุณสุรพศและผู้ร่

อ่านบทความของคุณสุรพศและผู้ร่วมออกความคิดเห็นหลายท่านแล้วก็ได้ความรู้ประดับสติปัญญาแก่คนไทยที่มีจิตใจเป็นธรรม ไม่ฝักฝ่ายค่ายใดสีใดๆ ซึ่งน่าจะมีจำนวนมากกว่าทั้งพวกสีต่างๆรวมกันเสียอีก เขาเหล่านี้ทุกวันก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีวิตและครอบครัวด้วยความยากลำบาก คนยากจนมีมากมายทั่วโลก ผมใช้ชีวิตในต่างประเทศมากกว่าในประเทศไทยเสียอีกแต่ก็ยังรักและห่วงใยบ้านเกิดเมืองนอนเสมอในประเทศที่ผมอยู่ก็มีปัญหาช่องว่างระหว่างชนชั้นเหมือนบ้านเราไม่น้อยเลย แต่เขารักษากฏหมายอย่างเคร่งครัด พลเมืองทุกคนทุุกสีผิวมีสิทธิเท่าเทียมกันหมด เขามีสิทธิ์ออกความคิดเห็นที่ต่างกันได้วิพากษ์วิจารย์ได้แม้แต่ประธานาธิบดี นายกฯ หรือกษัตริย์ โดยไม่ต้องหวั่นว่าจะถูกจับกุมหรือจองจำ
ผู้นำทางศาสนาเขาก็ไม่ออกมาวิจารณ์การเมืองอย่างออกหน้าออกตาอย่างพระสงฆ์ไทย (บางรูป ) การควบคุมนักบวชก็ทำโดยพระด้วยกันโดยไม่ต้องขึ้นกับจ้าวหรืออำนาจรัฐ พวกเราที่หลอกตัวเองและชาวโลกว่าเป็นกลางไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใดแต่ถ้าใครชนะข้าฯเอาด้วยมีอยู่ไม่น้อย พระไทย(ไม่ทุกรูปนะครับ) ก็ยังติดอยู่กับระบบยศช้างขุนนางพระอีกไม่น้อยเลยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เคยมีอดีตทูตไทยออกมาวิจารณ์
ความประพฤติของพระไทยในต่างแดนอย่างตรงไปตรงมาก็ถูกพวกท่านออกมาโต้แย้งอ้างสิทธิของท่านอย่างถึงพริกถึงขิงกันเลยครับ ขอให้ดอกไม้แห่งประชาธิปไตยและเสรีภาพจงเบ่งบานในประเทศไทย