โสภณ พรโชคชัย: ศาสนาไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่างเดียวในการปราบปรามการทุจริต

        ประเทศที่ประชากรเกือบทั้งหมดนับถือศาสนากลับมีดัชนีความโปร่งใสต่ำ แต่หลายประเทศที่ประชากรจำนวนมากระบุว่า “ไม่มีศาสนา” กลับมีความโปร่งใสสูง  ศาสนาจึงไม่ใช่เครื่องมือที่จะสามารถใช้เพื่อการปราบทุจริตและประพฤติมิชอบ  กระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจนต่างหากที่เป็นหลักประกันความโปร่งใส

        ผมได้เดินทางไปทัศนศึกษายังประเทศอินเดียในฐานะนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส) รุ่นที่ 2 ของสำนักงานคณะกรรมการ ปปช  ผมสังเกตว่าประชาชนที่นั่นส่วนใหญ่ต่างยึดถือศาสนาอย่างเหนียวแน่น  แต่กลับมีการทุจริตเกิดขึ้นมากมาย ดัชนีความโปร่งใส หรือ Corruption Perception Indexs (CPI) ก็ค่อนข้างต่ำ คือได้คะแนนเพียง 3.1 เต็ม 10 

        ผมได้เรียนถามท่านวิชา มหาคุณ กรรมการ ปปช.  ซึ่งเป็นอาจารย์ที่นำคณะทัศนศึกษาในครั้งนี้  ท่านให้ความกระจ่างว่า ศาสนานั้นน่าจะมีส่วนในแง่ของการป้องกัน  แต่เรื่องปราบปรามแล้วใช้ศาสนาอย่างเดียวน่าจะไม่เพียงพอ ต้องมีปัจจัยอื่นเสริมความเข้มแข็งด้วย

        ผมได้นำข้อมูลดัชนีความโปร่งใสประจำปี 2554 <1> มาพิจารณาร่วมกับอัตราของผู้ไม่มีศาสนาในแต่ละประเทศ <2> พบว่าประเทศที่มีการทุจริต ขาดความโปร่งใสที่สุด 20 ประเทศแรก (ยกเว้นเกาหลีเหนือ) ประชากรเกือบทั้งหมด (99.4%) ต่างนับถือศาสนา มีเพียง 0.6% เท่านั้นที่ระบุว่าไม่มีศาสนา  แต่ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่มีความโปร่งใสที่สุด 20 ประเทศแรก (ยกเว้นนอร์เวย์และเดนมาร์ก) ปรากฏว่ามีประชากรถึง 30% ที่ไม่ได้นับถือศาสนาใด

        เมื่อพิจารณาในรายละเอียด เช่นในกรณีศาสนาพุทธที่ไทยคุ้นเคย จะพบว่าประเทศพม่า ลาว กัมพูชา ล้วนเป็นประเทศที่ประชากรเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธเช่นประเทศไทย แต่ก็มีดัชนีความโปร่งใสต่ำมาก  ประเทศที่เหนียวแน่วในศาสนาฮินดู เช่น เนปาล และอินเดีย ก็มีปัญหาการทุจริตมากมายเช่นกัน  แต่ประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ระบุว่า ‘ไม่นับถือศาสนา’ กลับมีดัชนีความโปร่งใสสูงอยู่ระดับต้น ๆ ของโลก ประกอบด้วย ประเทศญี่ปุ่น เชค เอสโทเนีย เนเธอร์แลนด์ ฮ่องกง และเกาหลีใต้  นอกจากนี้ ประเทศที่มีประชากรเกินหนึ่งในสามจนถึงเกือบครึ่งหนึ่งที่ไม่มีศาสนา แต่ประเทศโปร่งใสมากประกอบด้วย ฝรั่งเศส มาเก๊า เบลเยียม เยอรมนี นิวซีแลนด์ และสหราชอาณาจักร

        ประเทศที่ในอดีตขึ้นชื่อด้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ เช่น เกาหลีใต้ และโดยเฉพาะฮ่องกง <3> ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการ ปปช. ถึงกับเชิญมาแสดงปาฐกถาเมื่อปี 2553 นั้น ไม่ได้ใช้ศาสนามากล่อมเกลาให้หยุดการทุจริต  เพราะประชาชนส่วนใหญ่ระบุชัดว่าไม่ได้นับถือศาสนาไหน  ความสำเร็จของการปราบปรามการทุจริตเกิดจากการที่หน่วยงานปรามปรามการทุจริตเร่งดำเนินการอย่างจริงจังโดยมีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด ทำให้โอกาสการทุจริตมีน้อยลงและค่อย ๆ ลดลงไปในที่สุด

        กลับกันมาดูประเทศที่อุดมด้วยศาสนา ไม่ว่าจะเป็นไทย ลาว พม่า เขมร เนปาล อินเดีย  ศาสนสถานก็มีอยู่แทบทุกหมู่บ้าน  มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่องเคร่งครัด  แต่การที่ประชากรในประเทศเหล่านี้ระบุว่าตนเป็นศาสนิกชนก็ใช่ว่าจะปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีที่ไม่กระทำการทุจริต  บางครั้งศาสนิกชนที่ดีบางส่วนก็อาจถือว่า ‘ธุระไม่ใช่’ จึงไม่ขัดขวางการทุจริตหรือไม่ร่วมกับสังคมต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ  การทุจริตจึงเกิดขึ้นดาดดื่นในประเทศเหล่านี้เสมือนหนึ่งเป็นประเทศที่ไร้ศีลธรรมจรรยา

        ในอีกนัยหนึ่ง ศาสนาอาจเป็นเพียงเครื่องมือในการปกครองประเทศ ดูอย่างในประเทศอินเดีย ความเชื่อทางศาสนาสามารถใช้ควบคุมประชาชนให้อยู่ในกรอบ  แม้ประชาชนผู้อยู่ในวรรณะระดับล่างสุดก็ยังยึดถือในคำสอนของศาสนาโดยเคร่งครัดโดยไม่กล้ากบฏหรือปฏิวัติความคิดของตนเอง  การยึดมั่นในชนชั้นวรรณะตามหลักศาสนากลับเป็นการช่วยชนชั้นผู้ได้เปรียบได้มีโอกาสอยู่ในสถานะนี้นาน ๆ มากกว่าจะเพื่ออำนวยประโยชน์ทางโลกแก่ประชาชนส่วนใหญ่

        อย่างไรก็ตามบางท่านอาจโต้แย้งว่า คนที่ระบุตนว่าเป็นศาสนิกชนนั้น อาจเป็นเฉพาะในนามเท่านั้น แต่ไม่ปฏิบัติธรรม จึงไม่ได้นำคำสอนที่ดีงามต่าง ๆ ตามหลักศาสนาของตนมาใช้  แต่ก็น่าแปลกที่บุคคลที่ระบุว่าตนว่าไม่นับถือศาสนาใด กลับดูประหนึ่งมีธรรมในหัวใจ ปฏิบัติตนตามทำนองคลองธรรมได้อย่างไร 

        การรณรงค์กล่อมเกลาคนด้วยศาสนานั้น คงได้ผลกับเยาวชนเป็นหลัก  ถือเป็นการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมที่ดี เป็นมาตรการป้องกันในระยะยาว แต่ในท่ามกลางการทำสงครามกับการปรามปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการที่ประเทศชาติต้องเอาชนะให้ได้โดยเร็วก่อนจะสายเกินแก้นั้น  การปราบปรามมีความสำคัญที่สุด และเครื่องมือในการปราบปรามรวมทั้งการป้องกันก็คือ การมีระบบตรวจสอบการทุจริตที่มีประสิทธิภาพสูง ทันการและเที่ยงธรรม

        ยิ่งกว่านั้น ท่านอาจารย์วิชา มหาคุณ ยังได้ให้ข้อคิดสำคัญว่านอกจากการตรวจสอบแล้วก็ยังมีเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด  การให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เพียงพอแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งการคุ้มครองพยาน และการไม่มีอายุความในคดีทุจริต เป็นต้น

        ประเทศไทยต้องเร่งรณรงค์ปราบปรามการทุจริตให้เข้มแข็ง ต้อง ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ คอยตรวจสอบ ตรวจจับการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างต่อเนื่อง-เกาะติด เผยแพร่ความรู้และเร่งสร้างความตระหนักรู้ของประชาชนต่อการร่วมต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ  การจุดไฟให้สว่าง สร้างความโปร่งใสให้ขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ ความมืดก็จะหมดไป

        ผีย่อมกลัวแสงสว่าง!

 

 

หมายเหตุ

<1> ดัชนีความโปร่งใส หรือ Corruption Perceptions Index (CPI) ซึ่งดำเนินการทุกปีโดย the Transparency International โดยผลการสำรวจปีล่าสุด ปรากฏที่ http://cpi.transparency.org/cpi2011/results/#CountryResults

<2> Wikipedia. Religions by Country. http://en.wikipedia.org/wiki/Religions_by_country

<3> Change Fusion. แนวทางต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น กรณีศึกษา : ฮ่องกง & เกาหลีใต้ ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ http://www.spt-th.com/attachments/2403_8_%20Change%20Fusion.pdf

Comments

การรณรงค์กล่อมเกลาคนด้วยศาสนา

การรณรงค์กล่อมเกลาคนด้วยศาสนานั้น คงได้ผลกับเยาวชนเป็นหลัก ถือเป็นการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมที่ดี เป็นมาตรการป้องกันในระยะยาว แต่ในท่ามกลางการทำสงครามกับการปรามปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการที่ประเทศชาติต้องเอาชนะให้ได้โดยเร็วก่อนจะสายเกินแก้นั้น การปราบปรามมีความสำคัญที่สุด และเครื่องมือในการปราบปรามรวมทั้งการป้องกันก็คือ การมีระบบตรวจสอบการทุจริตที่มีประสิทธิภาพสูง ทันการและเที่ยงธรรม

ยิ่งกว่านั้น ท่านอาจารย์วิชา มหาคุณ ยังได้ให้ข้อคิดสำคัญว่านอกจากการตรวจสอบแล้วก็ยังมีเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เพียงพอแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งการคุ้มครองพยาน และการไม่มีอายุความในคดีทุจริต เป็นต้น

ประเทศไทยต้องเร่งรณรงค์ปราบปรามการทุจริตให้เข้มแข็ง ต้อง ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ คอยตรวจสอบ ตรวจจับการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างต่อเนื่อง-เกาะติด เผยแพร่ความรู้และเร่งสร้างความตระหนักรู้ของประชาชนต่อการร่วมต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ การจุดไฟให้สว่าง สร้างความโปร่งใสให้ขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ ความมืดก็จะหมดไป

____ เดี๋ยวนี้กำลังมีการระบาด อย่างมากในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะใน อบต. เช่น การก่อสร้างถนนในหมู่บ้าน ทำได้ ไม่ถึงปี ร่อนหมด การรับพนักงาน เลขหกหลัก และกำลังดำเนินการ การบันจุ(ครู) ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน ของอบต. 2xx.xxx อัป ทำงานจน หกสิบปี บางคนยังไม่ได้คืนเลย และเดี๋ยวนี้ การบรรจุดังกล่าว กำลังมีรอบสอง ท่านช่วยตรวจสอบด้วย มีผู้สอบถาม ทางส่วนกลาง ในกรุงเทพฯ หงายผึ่ง "เขาใช้ทั้งนั้นแหละ ถ้าคุณไม่อยากบรรจุก็ไม่ต้องใช้" นี่คือคำตอบ
------ จริง ๆ ด้วยกับการที่ว่าไม่อยากยุ่ง เฉยไว้ดีกว่า กลัวเดือดร้อน

ผมคิดว่า...ถ้าไม่มีปัจจัยอื่น

ผมคิดว่า...ถ้าไม่มีปัจจัยอื่นภายนอกเข้ามารบกวน
ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ในสังคมหนึ่งๆ
จะเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพ ในการควบคุมสังคมนั้นๆ

แต่เมื่อสังคมมีวิวัฒนาการเปลี่ยนไปมากมายแล้ว
แต่ละสังคมก็ไม่ได้มีศาสนาเดียว ในการควบคุมสังคม
ความเชื่อแตกต่างกันไป สะเปะสะปะ แล้วแต่ใครจะเชื่อ

ผมว่าเราจะใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือควบคุมสังคมไม่ได้ผลแล้ว
มันจะกลายเป็นเตรื่องมือที่ตกรุ่นไป ผู้คนมีความเชื่อถือน้อยลง
มันอาจใช้ได้ผลกับคนบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่ทุกกลุ่ม แล้วจำนวนคนที่เชื่อก็จะน้อยลง

เมื่อมีพัฒนาการของการสื่อสารและยานพาหนะ ทำให้โลกมันแคบลงไปทุกที
เขตแดนของแต่ละประเทศมันจะเลือนลางลงไปทุกที จนอาจหมดความหมายในสักวัน
เราต้องมีภาษาสากลเพื่อการสื่อสาร เราจำเป็นต้องมีวัฒนธรรมสากลเพื่อการอยู่ร่วมกัน

ศาสนาอาจจะไม่เหมาะที่จะเป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคมโลกอีกต่อไป
ทุกคนมีสิทธิ์รับรู้ข้อมูลข่าวสารพอๆกัน ความรู้สามารถถ่ายทอดหากันได้ภายในพริบตา
ทุกคนสมารถเป็นอรหันต์ได้ภายในพริบตาเดียว แล้วเราจะมีศาสนาไปเพื่ออะไรกัน

แต่ที่แน่ๆในปัจจุบัน คนบางกลุ่มใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือเพื่อรักษาอำนาจของตน
คนบางกลุ่มใช้ศาสนาเป็นส่วนประกอบในอาชีพในธุรกิจของตน
แล้วศาสนาจะมาช่วยปราบปรามทุจริตได้อย่างไร...ในเมื่อคนจำนวนมากใช้ศาสนาเพื่อการหาเงินกันอยู่

รักเสื้อเหลือง

[quote=รักเสื้อเหลือง]พระพุทธเจ้าบอกไว้แต่เมื่อไหร่ว่า ธรรมมะนี้มีไว้เพื่อ เป็นปัจจัยในการปราบปรามการทุจริต[/quote]

ใช่ครับ...ถ้าจะให้ศาสนาช่วยลดการทุจริต
เราต้องเพิ่มศีลข้อที่หกแล้วหละครับ
เพราะบางที่การทุตจริตมันก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นการลักทรัพย์หรือโกหก

แต่เอ...เปลี่ยนใจดีกว่าครับ...สงสัยไม่ได้ผล
แค่เรามีศีลข้อห้า...ให้ละเว้นการดื่มสุรา
แต่ประเทศไทยเรากลับติดอันดับต้นๆในการดื่มสุรา

คิดว่า ในประเทศไทยนี้นั้น

คิดว่า ในประเทศไทยนี้นั้น คนที่ถืออำนาจก็คือคนที่กำหนดชะตาชีวิตของคนในประเทศ
เนื่องจาก ในระบบการปกครองของไทย อาศัยอำนาจนิยม และระบบอุปถัมถ์ การตรวจสอบจากประชาชน การมีส่วนร่วม การมีความเสมอภาคในทางกฏหมาย ระบเบียบต่างๆ ตามหลักธรรมาภิบาล นั้นไม่มีในประเทศนี้
จึงเกิดช่องโหว่ ของโอกาสอันเกิดจากอำนาจของผู้ถืออำนาจและใช้ ตามกฏหมายในระบบอุปถัมภ์ อำนาจนิยม
เกิดมาเฟีย เกิดการสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบ ซึ่งคงป่วยการที่จะพูดถึงว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง เพราะยุ่งไปก็เท่านั้น
แล้วคนไทยก็จะมาบ่นว่าเบื่อ เบื่อระบบแบบนี้ เบื่อรูปแบบอย่างนี้ แล้วหลังจากที่บ่นว่าเบื่อ เขาก็ก้มหน้ารับใช้ระบบอุปถัมภ์อำนาจนิยมต่อไป เพราะไม่อย่ากเอาตัวเข้ามาเสี่ยง หรือเรียกได้ว่ารักตัวกลัวตาย ก็ว่าได้
คนดีดี ผู้นำที่นับถือศาสนา(พุทธ)อย่างเคร่งครัด จึงเป็นทางออกเดียวของคนกลุ่มนี้ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่สามารถเกิดผู้นำเหล่านี้ขึ้นมาได้ เนื่องจากคนเหล่านีไม่สามารถปกครองคนรอบข้างในสถานการณ์ที่เป็นระบบอุปถัมภ์อำนาจนิยมนี้ได้ หรือไม่สามารถขึ้นมาสู่อำนาจได้เนื่องจากถูกระบบอุปถัมภ์และเครือข่ายสกัดกั้นไว้
ระบบคุณธรรม วัดคนที่ความสามารถ การทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วม ความเสมอภาคในกฏหมาย ระเบียบต่างๆ คือสิ่งที่คนเหล่านี้มองข้ามไปขณะที่เขากำลังหมดหวังในการควานหาคนดี
ธรรมภิบาล อาจเป็นทางออกที่ดีกว่า แต่ระบบนี้จะดำรงค์อยู่ไม่ได้ในระบอบที่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย