May Day 2012 : ขบวนการแรงงานไทย ‘นับถอยหลังสู่จุดจบ’

ผู้เขียนเขียนบทความชิ้นนี้ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ‘ขบวนการแรงงาน’ ซึ่งไม่ใช่เป็นมุมมองของตัวคนงาน นักสหภาพ หรือนักกิจกรรมด้านแรงงาน อาจจะมองประเด็นไม่ครบถ้วน และพร้อมแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อขบวนการแรงงานไทย

โดยทรรศนะของผู้เขียนคิดว่า  ขบวนการแรงงานไทยกำลัง ‘นับถอยหลังสู่จุดจบ’ โดยมีปัจจัยดังต่อไปนี้

ความอ่อนแอของสหภาพแรงงานเอง

ปัจจุบันพบว่าการริเริ่มรวมตัวก่อตั้งสหภาพแรงงาน มักจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่คนงานพบปัญหาก่อน เช่น นายจ้างไม่จ่ายโบนัส หรือนายจ้างปรับลดสวัสดิการต่างๆ และเมื่อตั้งสหภาพแล้ว นายจ้างยังใช้มาตรการโต้กลับต่างๆ เช่น การเลิกจ้างแกนนำ ไม่ให้ความร่วมมือในการเจรจาต่อรองกับสหภาพแรงงาน สิ่งเหล่านี้มักจะทำให้คนงานเกิดอาการ ‘ถอดใจ’

รวมถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจและความเข้าใจต่อสหภาพแรงงานในแง่ลบ ก็เป็นปัจจัยที่ทำคนงานไม่ค่อยให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมสหภาพแรงงาน

ทั้งนี้หากจะมีการตั้งสหภาพแรงงาน จะต้องคำนึงถึงการดำเนินการระยะยาว รวมถึงการประคองให้สหภาพแรงงานคงอยู่และดำเนินกิจกรรมได้เท่านั้น ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างในปัจจุบัน

การรุกคืบของ ‘ลัทธิเอ็นจีโอ’

การรุกเข้ามาขององค์กรให้ทุนต่างๆ เช่น ทุนทางด้านสุขภาพ (ที่เรียกรวมๆ ว่าเรื่อง ‘สุขภาวะ’ ) ทุนด้านการเมืองต่างๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ได้สร้างวัฒนธรรมการเขียนขอทุนให้กับองค์กรแรงงานหรือนักสหภาพแรงงานแทน

ทั้งนี้วัฒนธรรม ‘การจ่ายเงินเพื่อสร้างความเข้มแข็ง’ ของสหภาพแรงงาน ถูกกลับหัวกลับหางมาเป็น วัฒนธรรม ‘การขอเงินเพื่อสร้างความเข้มแข็ง’ แทน ซึ่งจะเป็นผลเสียในระยะยาวขององค์กรสหภาพแรงงาน ละเลยการจัดการบริหารองค์กรที่สำคัญ เช่น การจัดตั้งสมาชิกใหม่ๆ การจัดการศึกษา และการเก็บค่าสมาชิกเป็นต้น

รวมถึงความต่อเนื่องในการให้ทุนการต่อทุนโครงการปีต่อปี (หรือมากกว่านั้น) ซึ่งหากองค์กรแรงงานแขวนชีวิตไว้กับการขอทุนก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้เมื่อ ‘แหล่งทุนไม่ต่อโครงการ’

ทั้งนี้องค์กรสหภาพแรงงานเป็นองค์กรที่ต้องมีเป้าหมายในระยะยาว ดำเนินกิจกรรมด้วยลำแข้งตนเอง การเพิ่มปริมาณสมาชิกและการจัดเก็บค่าสมาชิกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ทรัพยากร ‘นักสหภาพแรงงาน’ ถูกดึงเข้าสู่ภาค ‘เอ็นจีโอ’

ผู้นำสหภาพและแกนนำคนงาน ถูกดึงไปร่วมโครงการต่างๆ ของเอ็นจีโอ เช่น การปฎิรูปกฎหมายในภาพกว้าง เวทีเสวนาในส่วนกลาง ทำให้ผู้นำสหภาพและแกนนำคนงานทิ้งพื้นที่ปัญหา ละเลยการจัดตั้งในพื้นที่ของตัวเอง ละเลยการทำงานให้กับสหภาพแรงงานหรือกลุ่มแรงงานฐาน เป็นต้น

เล่นบทบาทที่ผิดฝาผิดตัว

ตัวอย่างเช่น บทบาทของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ที่มาเล่นบทบาทการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ ผลักดันนโยบายเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ ส่วนปัญหาหลักของคนงานในภาครัฐวิสาหกิจไทยคือการแปรรูป และประสิทธิภาพขององค์กรรัฐวิสาหกิจ และการเข้ามาของคนงานจ้างเหมาช่วงในกิจการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งควรขับเคลื่อนปัญหาหลักขององค์กรก่อน

ทั้งนี้องค์กรสหภาพแรงงานควรทำการจัดตั้งเอาแรงงานข้ามชาติเข้าสู่สหภาพแรงงาน เช่นเดียวกับคนงานจ้างเหมาช่วง คนงานสัญญาระยะสั้นต่างๆ ส่วนบทบาทนักสังคมสงเคราะห์ควรให้องค์กรสิทธิมนุษยชนด้านแรงงานข้ามชาติทำแทน (ร้องเรียนเรื่องปัญหาปัจเจกต่างๆ)

หรือประเด็นการนำองค์กรแรงงานเข้าไปทำงานร่วมในประเด็นที่กว้างเกินไป เช่น ปัญหาสุขภาพ หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ เป็นต้น

ไม่มีการสร้างองค์ความรู้ด้าน ‘สหภาพแรงงาน’

สถาบันการศึกษาต่างๆ ไม่มีหลักสูตรการสอนเรื่องสหภาพแรงงานอย่างชัดเจน มีแต่เป็นหัวข้อในวิชารัฐศาสตร์ หรือในวิชาบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์

ปัญหาการจ้างงานไม่มั่นคง

เทรนด์ในระดับโลกสำหรับเรื่องการจ้างงานในภาคธุรกิจอุตสาหกรรม คือการจ้างงานที่มีความยืดหยุ่น การทำให้ต้นทุนในการจ้างเป็นต้นทุนที่ไม่คงที่ นายจ้างสามารถปรับลดคนงานออกได้ตลอดเวลา การจ้างงานแบบประจำจะหายไป เนื่องจากการทำงานในระยะเวลาที่นานขึ้น สวัสดิการต่างๆ ก็จะสูงขึ้น

การจ้างงานไม่มั่นคงแบบนี้เป็นผลเสียต่อองค์กรสหภาพแรงงานเนื่องจากมีการเปลี่ยนคนงานเข้าออกตลอดเวลา ส่งผลกระทบให้จำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานลดลง และความเข้มแข็งของสหภาพแรงงานก็จะหายไป 

Comments

การต่อสู้ของขบวนการแรงงานไทยจ

การต่อสู้ของขบวนการแรงงานไทยจบสิ้นไปนานแล้ว ผู้นำขบวนการแรงงานไทยไม่สามารถจะต่อสู้กับเผด็จการศํกดินาได้พวกเขาจึงต้องผันตัวกระจัดกระจายทั่วไป ตราบใดที่ประเทศๆนี้ยังไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยได้จริงๆ การร่วมมือระหว่างนายทุนกับกองทัพและศักดินา(ที่เป็นนายทุน)ก็ยังคงแน่นแฟ้นเหมือนเดิม แรงงานไทยก็ยังไม่มีปากมีเสียงต่อไป ต่อไป.

ขอบคุณคุณวิทยากร

ขอบคุณคุณวิทยากร ที่เขียนบทความดี ๆ มาให้อ่านครับ ขอร่วมคิดด้วยคนครับ

ผมเห็นด้วยว่าขบวนการแรงงานไทย อยู่ในสภาพที่จัดว่าอ่อนแอ ไม่ว่าจะพิจารณาจากในแง่ของปริมาณและคุณภาพ
ปริมาณ เราผู้ใช้แรงงานเป็นสมาชิกสหภาพเพียงราว 5 แสนคน จากผู้มีงานทำกว่า 38 ล้านคน หรือราว 1.5 % ซึ่งถือว่าเป็นอันดับท้าย ๆ ของโลก ในเชิงคุณภาพ ขบวนการแรงงานไทยถูกทำให้แตกแยก ไร้เอกภาพมาอย่างยาวนาน เรามีองค์กรแรงงานระดับสภามากถึง 13 แห่ง ซึ่งทำให้เสียงแตก ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการนำเสนอปัญหาและขาดพลังในการปกป้องผลประโยชน์ของแรงงานโดยรวม ยังมีข้อจำกัดอีกมากมายที่ทำให้ขบวนการแรงงานไทย ไม่สามารถทำภารกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือเราอยู่ในประเทศซึ่ง มีวัฒนธรรมการเมืองแบบ อุปถัมป์ นายกับบ่าว วัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับว่าทุกคนเสมอภาคเท่าเทียมกัน อีกทั้งกฎหมายแรงงานที่ล้าหลัง ประกอบกับเราอยู่ในการปกครองแบบอำนาจนิยมอย่างยาวนาน และรัฐบาลต่างๆ ในรอบ 50 ปี ล้วนมีนโยบายเอาใจนายทุนอย่างสุดลิ่ม ดังนั้นสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองซึ่งเป็นสิ่ทธิขั้นพื้นฐานจึงถูกปฏิเสธ ในสังคมเช่นนี้ ยากที่ขบวนการแรงงานจะเข้มแข็งได้

แม้ขบวนการแรงงานไทยจะไม่เข้มแข็ง แต่คงไม่ถึงกับนับถอยหลังสู่จุดจบครับ เพราะตราบที่มีผู้ใช้แรงงานอยู่ ขบวนการแรงงานก็จะยังเป็นเครื่องมือที่พวกเขาจะต้องใช้เพื่อต่อสู้ปกป้องผลประโยชน์ของเขาอยู่

อันที่จริงสถานการณ์ของขบวนการแรงงานโดยทั่วไป ทั่วโลก อยู่ในสภาวะถดถอย อันเป็นผลมาจากชัยชนะโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ ที่ทำให้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไปมาก แรงงานจำนวนมากถูกกันออกจากขบวนการแรงงานด้วยข้อจำกัดมากมาย ทำให้สมาชิกสหภาพลดน้อยถอยลงในทุกที่ แต่แม้จะถดถอย ขบวนการแรงงานในที่ต่าง ๆ ก็พยายามปรับตัว ด้วยหลายกลยุทธเพื่อที่จะไม่ให้ไปถึงจุดจบ เช่นใช้วิธีการควบรวมองค์กรบ้าง การพยายามจัดตั้งแรงงานกลุ่มใหม่ ๆ ที่แต่เดิมสหภาพแรงงานมองข้ามไปเช่น แรงงานนอกระบบ เป้นตัน หลายแห่ง หันไปทำให้ขบวนการแรงงานกลายเป็นขบวนการทางสังคม ทำพันธมิตรกับ องค์กรภาคประชาชนอื่นๆ ขยายประเด็นเคลื่อนไหว ออกไปยังประเด็นทางสังคม ประเด็นส่วนรวมมากขึ้น
กรณีประเทศไทย ประวัติศาสตร์ขบวนการแรงงานมีขึ้นมีลงหลายครั้ง บางครั้งถูกปราบปรามจนทำอะไรไม่ได้ บางครั้งเข้มแข็งจนเป็นพลังถ่วงดุลย์ที่สำคัญของสังคม

ความอ่อนแอในปีจจุบัน มีปัจจัยหลายประการ เริ่มแต่การใช้กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ปี 2518 ที่ได้ตีกรอบให้ขบวนการแรงงานไทยกลายเป้นขบวนการของแรงงานที่มีนายจ้างเท่านั้น แต่เดิมขบวนการแรงงานประกอบด้วย ผู้คนมากมาย ปัญญาชน ตนตกงาน นักกฎหมาย คนถีบสามล้อ อย่างประเสริฐ ขำปลื้มจิต เป็นผู้นำแรงงานหมายเลขหนึ่ง ในยุคกรรมกร 16 หน่วย ที่นำการต่อสู้เรียกร้องให้มีกฎหมายแรงงานฉบับแรกในปี 2499 แต่ก.ม. แรงงาน 2518 แรงงานประเภทนี้ ถูกกันออกจาก ขบวนการแรงงาน และหลัง 6 ต.ค.2519 รัฐประสบความสำเร็จในการตีกรอบให้ขบวนการแรงงานต้องสารวนกับการต่อสู้เพื่อปากท้องในรั้วโรงงาน หรือในระบบไตรภาคี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเชิงนโยบาย ประกอบกับกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ทำให้ประเภทของอุตสาหกรรมและรูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไปยิ่งซ้ำเติมให้ขบวนการแรงงาน ขยายตัวยาก

บทบาทของ NGOs ในขบวนการแรงงาน
ด้วยเหตุที่ขบวนการแรงงานอ่อนแอ มีบุคคลากรน้อย สหภาพแรงงานในประเทศไทยเป็นสหภาพขนาดเล็กเรียกว่าสหภาพสถานประกอบการ และเก็บค่าบำรุงในอัตราที่ต่ำมาก ไม่ได้เก็บเป็น % ทำให้สหภาพมีรายได้น้อย ทำให้ขบวนการแรงงานไม่สามารถจ้างคนทำงานเต็มเวลาได้ งานสหภาพส่วนใหญ่จะเป็นงานหลังเลิกงานหรือวันหยุด แต่ปัญหาแรงงานมีเยอะมาก การขาดบุคคลากรทำให้ NGOs ซึ่งมีความพร้อมกว่าได้เข้ามาทำหน้าที่บางประการที่ขบวนการแรงงานทำไม่ไหว แต่ความพร้อมกว่าของ NGOs บางครั้งอาจทำให้เกิดการครอบงำ พึ่งพิง แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป โดยทั่วไปแล้ววันนี้ผมยังมองว่า ความร่วมมือระหว่างขบวนการแรงงานกับNGOs และขบวนการภาคประชาชนอื่น ๆ เป็นสิ่งจำเป้น แต่ต้องเป็นความร่วมมือที่นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพิงตนเองของขบวนการแรงงาน

ด้วยข้อจำกัดของขบวนการแรงงานในด้านการเงิน ทำให้มีการรับการสนับสนุน จากองค์กรภายนอก เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรับการสนับสนุนจากองค์กรภายนอก บางครั้งอาจนำไปสู่การครอบงำและพึ่งพิงได้ ขบวนการแรงงานจำเป็นต้องชัดเจนว่าการสนับสนุนต้องนำสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของขบวนการแรงงาน ไม่ใช่วัตถุประสงค์ขององค์กรสนับสนุน และการสนับสนุนนั้นต้องนำไปสู่การพัฒนาองค์กรให้สามารถพึ่งพิงตนเองได้ในที่สุด

ผมยังมองว่าขบวนการแรงงานไทย แม้จะไม่เข้มแข็งในวันนี้ แต่ผมพอมองเห็นว่าพวกเขากำลังหาหนทางที่จะปรับปรุง เสริมความเข้มแข็ง และเชื่อว่าปัญหาที่คุณวิทยากร ชี้มานั้น เป็นสิ่งที่หลายคนในขบวนการแรงงานตระหนักอยู่ ผมยังเชื่อมั่นว่า ขบวนการแรงงานไทยจะไม่ถึงจุดจบ แต่จะเข้มแข็งขึ้นในอนาคตครับ