สุรพศ ทวีศักดิ์: ความมั่นคงของพุทธศาสนาที่ (อาจ )ไม่ใส่ใจ ‘สัจจะ’ และ ‘เสรีภาพ’

เวลาเราพูดถึง “ความมั่นคงของพุทธศาสนา” คำถามที่ตามมาคือ พุทธศาสนาที่เราต้องการให้มีความมั่นคงนั้น คือพุทธศาสนาในความหมายใดกันแน่?

คือพุทธศาสนาในความหมายของเนื้อหาสาระ วิถีชีวิต หรือพุทธศาสนาในความหมายของพิธีกรรม สถาบัน หรืองค์กรสงฆ์?

หากเป็นพุทธศาสนาในความหมายของเนื้อหาสาระ วิถีชีวิต ที่พุทธะค้นพบและนำมาเผยแผ่ ก็ได้แก่ “สัจจะ” และ “เสรีภาพ” สัจจะคืออริยสัจสี่ที่เป็นความจริงของทุกข์และความดับทุกข์ ส่วนเสรีภาพนั้นเป็นทั้ง “วิถี” (means) และ “เป้าหมาย” (end) อยู่ในตัวเอง

เป็น “วิถี” หมายความว่า เราต้องมีเสรีภาพในการแสวงหาสัจจะ จึงจะค้นพบสัจจะหรือความจริงได้ และเป็น “เป้าหมาย” หมายความว่า ความจริงที่ค้นพบทำให้เรามีเสรีภาพ (วิมุติ-freedom) จากกิเลสและความทุกข์ได้ เช่น สิทธัตถะต้องมีความกล้าหาญในการสลัดพันธนาการต่างๆ เพื่อใช้เสรีภาพแสวงหาความจริง และเมื่อค้นพบความจริงแล้วจึงมีเสรีภาพจากกิเลสและความทุกข์

ในทำนองเดียวกัน ถ้าเป็นความจริงเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม เช่น ความจริงเบื้องหลังรัฐประหาร เป็นต้น ผู้คนในสังคมก็ต้องมีเสรีภาพในการแสวงหาความจริงดังกล่าว จึงจะค้นพบความจริงนั้นได้ และความจริงที่ค้นพบนั้นก็จะนำไปสู่การแก้ปัญหาของสังคมนั้นๆ ได้

ฉะนั้น “เสรีภาพ” กับ “สัจจะ” จึงมีความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นเงื่อนไขแก่กัน คือเราจะค้นพบความจริงไม่ได้ถ้าปราศจากเสรีภาพ ในขณะเดียวกันเมื่อเราใช้เสรีภาพแสวงหาความจริงที่จำเป็นแก่การดับทุกข์ทางจิตวิญญาณ ความจริงที่ค้นพบนั้นก็ทำให้ปัจเจกบุคคลมีเสรีภาพจากกิเลสและความทุกข์ และเมื่อเราใช้เสรีภาพแสวงหาความจริงที่จำเป็นแก่การแก้ปัญหาหรือทุกข์ทางสังคม ก็จะช่วยให้สังคมนั้นมีเสรีภาพจากปัญหาหรือความทุกข์ที่กดทับอยู่ เช่น ความอยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำของอำนาจต่อรองทางการเมือง เป็นต้น

จึงกล่าวได้ว่า ความมั่นคงของพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระก็คือ ความมั่นคงของ “สัจจะ” และ “เสรีภาพ” ที่แสดงให้เห็นผ่านวิถีชีวิตของผู้คนและวัฒนธรรมของชาวพุทธที่ส่งเสริมเสรีภาพในการแสวงหาสสัจจะเพื่อดับทุกข์ในมิติต่างๆ ของชีวิตและสังคมนั่นเอง

แต่ดูเหมือนว่า พุทธศาสนาในความหมายของการใช้เสรีภาพในการแสวงหาสัจจะเพื่อดับทุกข์ในมิติต่างๆ ของชีวิตและสังคมจะไม่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมเท่าที่ควรจะเป็น พุทธศาสนาที่กลายเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวพุทธปัจจุบันคือ พุทธศาสนาเชิงพิธีกรรมและเชิงสถาบัน

จริงๆแล้ว พุทธศาสนาเชิงพิธีกรรมและเชิงสถาบันมีความจำเป็นในแง่ว่าเป็น “รูปแบบ” หรือระบบรองรับการแสดงออกของพุทธศาสนาเชิงเนื้อหาสาระ

เช่น พุทธะก่อตั้งสังฆะขึ้นเพื่อให้เป็นชุมชนฝึกฝนตนเองตามแนวทาง “ไตรสิกขา” หรือมรรคมีองค์ 8 เพื่อค้นพบสัจจะและเสรีภาพจากกิเลสและความทุกข์ ฉะนั้น สังฆะจึงเป็นชุมชนที่สละพันธนาการแบบโลกย์ๆ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เบาสบาย เพื่อให้มีเสรีภาพมากที่สุดในการแสวงหาสัจจะ สังฆะที่พุทธะก่อตั้งขึ้นจึงไม่มีระบบชนชั้นแบบพราหมณ์ (วรรณะ 4) พุทธะสละฐานันดรศักดิ์ และทุกคนที่เข้ามาบวชไม่ว่าจะมาจากชนชั้นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร หรือจัณฑาล เมื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของสังฆะสถานะทางชนชั้นถือว่าสิ้นสุดลง คงมีอยู่เพียงสถานะของพระภิกษุ หรือสมณะที่มีความเสมอภาคกันภายใต้ธรรมวินัยอันเป็นธรรมนูญหรือ “ธรรมาธิปไตย” ของสังฆะที่ต้องยึดถือร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองกว้างออกไป ความมั่นคงของพุทธศาสนา (ธรรมวินัย) ย่อมขึ้นอยู่กับพุทธบริษัท 4 คือ กลุ่มชาวพุทธ 4 ฝ่าย ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่เอาใจใส่ในการศึกษาปฏิบัติ บรรลุผล (ปฏิเวธ) และการเผยแผ่ธรรมวินัย

พูดง่ายๆ คือ ชาวพุทธทุกฝ่ายมีความสามารถที่จะดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตแห่งการใช้เสรีภาพในการแสวงหาสัจจะเพื่อดับทุกข์ในมิติต่างๆ ของชีวิตและสังคมนั่นเอง

คำถามคือ เวลานี้เมื่อเราพูดถึงความมั่นคงของพุทธศาสนาในเชิงพิธีกรรมและในเชิงสถาบัน เรากำลังพูดกันในความหมายของความมั่นคงที่รองรับการแสดงตัวของวิถีชีวิตที่ใช้เสรีภาพในการแสวงหาสัจจะเพื่อดับทุกข์ในชีวิตของปัจเจก และทุกข์ทางสังคมหรือไม่?

หรือพูดอีกอย่างว่า ความมั่นคงของพุทธศาสนาเชิงพิธีกรรมและสถาบันสงฆ์ในแบบปัจจุบัน เป็นความมั่นคงที่สนับสนุนส่งเสริมวิถีชีวิต และ/หรือวัฒนธรรมทางความคิดความเชื่อที่มุ่งใช้เสรีภาพแสวงหาสัจจะเพื่อความดับทุกข์ในมิติต่างๆ ของชีวิตและสังคมหรือไม่?

เพราะในขณะที่สังฆะที่พุทธะก่อตั้งขึ้น เป็นสังฆะที่สละฐานันดรศักดิ์ แต่สังฆะปัจจุบันมีฐานันดรศักดิ์ สังฆะในอดีตเป็นสังฆะที่เน้นความเรียบง่าย ปล่อยวาง มีทรัพย์สินส่วนตัวเพียงไตรจีวร หรืออัฐบริขารที่จำเป็นแก่การดำรงชีพเพื่อแสวงหาสัจจะเท่านั้น แต่สังฆะในปัจจุบันมีทั้งทรัพย์สินของวัด มีที่ดินวัดให้เช่า มีผลประโยชน์ต่างๆ ที่เป็นรายได้ของวัด บางวัดมีทรัพย์สินหลายพันล้าน บางวัดก่อสร้างใหญ่โตเสมือนเป็นอาณาจักรทางศาสนามีเงินกว่าแสนล้าน ขณะที่พระบางรูปมีบัญชีเงินฝากส่วนตัวเป็นหลักล้าน หรือหลายสิบล้าน

ทั้งๆ ที่ข้อหนึ่งในวินัย 227 ข้อของพระนั้น “ห้ามภิกษุรับเงินและทอง” แต่สังฆะปัจจุบันก็อ้างความจำเป็นว่า โลกยุคนี้ต้องใช้เงินในทุกๆ เรื่อง ทว่าพระและวัดครอบครองเงิน “ตามความจำเป็น” จริงๆ หรือ? เหตุใดคณะสงฆ์ปัจจุบันจึงไม่มีระบบบริหารจัดการที่กระจายรายได้ระหว่างวัดต่างๆ เพื่อช่วยเหลือกันและกันตามความจำเป็น ทำไมบางวัดจึงใหญ่โต ร่ำรวยมหาศาล ขณะที่บางวัดขาดแคลนไปเสียทุกด้าน

ทำไมสถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นสถาบันที่รักษาธรรมวินัย เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมวินัยมากกว่าฆราวาส และต่างโปรโมทอยู่ตลอดเวลาว่า “ธรรมะแก้ปัญหาทุกอย่างได้” แต่ปัญหาเรื่องการกระจายรายได้และผลประโยชน์ของวัด หรือการจะจัดการให้วัดทั่วประเทศอยู่อย่างมั่นคงภายใต้ความเมตตาเอื้ออาทรสนับสนุนช่วยเหลือกันและกันกลับใช้ธรรมะมาแก้ไม่ได้

พูดตรงๆ คือถ้าธรรมะแก้ปัญหาทุกอย่างได้จริง ทำไมสังฆะปัจจุบันไม่ใช้ธรรมะแก้ปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ การเติบโตอย่างผิดรูปของบางวัด ความไม่สมดุลในด้านต่างๆของวัดโดยรวมๆ เป็นต้นเองก่อน หากธรรมะแก้ปัญหาของสังฆะเองยังไม่ได้ สังฆะจะนำธรรมะมาแก้ปัญหาของสังคมโลกที่ซับซ้อนยิ่งกว่าได้อย่างไร

ปัจจุบันทราบว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้งบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท และยังต้องการงบประมาณเพิ่มอีกมากในการอุปถัมภ์คุ้มครองพุทธศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่อุปถัมภ์คุ้งครองพุทธศาสนาด้วยการจัดงบสนับสนุนวัดต่างๆ

ถามว่า 4,000 ล้านบาท ที่เอาไปสนับสนุนวัดทั่วประเทศ (ซึ่งมีพระภิกษุสามเณรรวมทั้งสิ้นประมาณ 250,000 รูป และมีแนวโน้มลดลงทุกปี) ในการศึกษาปฏิบัติธรรมนั้น ก่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อการปกป้องพุทธศาสนาในเชิงเนื้อหาสาระที่เป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง

ที่เราเห็นๆ กันอยู่ มีเพียงความมั่นคงของพุทธศาสนาเชิงพิธีกรรม เชิงสถาบัน ที่เน้นเรื่องการหารายได้ ผลประโยชน์ ฐานันดรศักดิ์ของพระ มากกว่าที่จะเป็นความมั่นคงของพุทธศาสนาเชิงเนื้อหาสาระที่สนับสนุนส่งเสริมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการใช้เสรีภาพในการแสวงหาสัจจะเพื่อดับทุกข์ในมิติต่างๆ ของชีวิตและสังคม ดังที่พุทธะเคยทำเป็นแบบอย่าง!

Comments

จริง

จริง

เนื่องจากหน้านี้ เข้าง่ายดี

เนื่องจากหน้านี้ เข้าง่ายดี ขออนุญาต ยกเอาของบทความที่แล้วมาตอบตรงนี้ ก็แล้วกัน.

"มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลางก็คือการปฏิบัติ หรือการดำเนินชีวิตที่พอเหมาะพอดีกับการเข้าถึงมัชเฌนธรรมนั่นเอง"

สุรพส

"ในทางพุทธศาสนาหมายถึงทางสายกลาง คือ อริยมรรคมีองค์ 8 เมื่อย่นย่อแล้ว เรียกว่า "ไตรสิกขา" ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ไม่ใช่ทางสายกลาง คือ สักแต่ว่ากลาง แต่ไม่กำหนดวิธีที่ถูกต้องเลย คือ การไม่ยึดถือสุดทางทั้ง 2 ได้แก่ อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบตนเองให้ลำบากเกินไป กามสุขัลลิกานุโยค คือ การพัวพันในกามในความสบาย"

วิกิพีเดีย

ภิกษุ ท.! มัชฌิมาปฏิปทานั้น เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! มัชฌิมาปฏิปทานั้น
คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบอยู่ด้วยองค์แปดประการ นี้แล;
กล่าวคือ ความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ความดำริถูกต้อง (สัมมาสังกัปโป) การ
พูดจาถูกต้อง(สัมมาวาจา) การทำงานที่ถูกต้อง (สัมมากัมมันโต) การอาชีพที่ถูกต้อง
(สัมมาอาชีโว) ความพากเพียรที่ถูกต้อง(สัมมาวายาโม) ความรำลึกที่ถูกต้อง
(สัมมาสติ) ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง(สัมมาสมาธิ). ภิกษุ ท.! นี้แล มัชฌิมาปฏิปทา
นั้น

_
-มหาวาร.สํ.๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔.

สรุป คือ สุรพสจะตีความเอง จะให้ทางสายกลาง มีความหมายที่กว้างขวาง หมายถึงของกลางๆทั้งหลาย และพยายามทำให้น่าเชื่อถือขึ้นโดยลาก ไปอิงกับ มัชเฌนธรรม หรือความรู้ทางศัพท์แสงวิชาการที่ตนมีอยู่ท่วมหัวท่วมหู แต่ละเลยประเด็นหลัก ยึดแค่คำศัพท์เฉพาะกิจ เพื่อประกอบการตีความ ให้ ทางสายกลาง กว้างขึ้น และอาจนำไปใช้ในทุกๆเรื่องของชีวิตได้ ซึ่งก็จะทำให้เราเวียนหัวไปอีกแบบ เพราะมันยิ่งกว้าง ยิ่งเสรีภาพ มันก็จะยิ่งไม่รู้เรื่องไปกันใหญ่ แต่จากพระสูตรข้างบน เราจะเห็นว่า พระพุทธองค์ตรัสบอกกำชับไว้แล้วว่า ทางสายกลางที่พระองค์หมายถึงนั้น คือ มรรคแปด อันทำให้เรา เหลือพื้นที่แคบเข้า ไม่ต้องไปตีความเอาใช้กับเรื่องอื่นๆแล้ว เอาแค่มรรคแปดพอ ง่ายขึ้น และ สะดวกต่อการทำความเข้าใจธรรมมะมากขึ้น.

ข้อความเดิม .
----------------------------------------------------------------------------------

[และ "ทางสายกลาง" เขาแปลจาก "มัชฌิมาปฏิปทา" (มัชฌิมา แปลว่า "กลาง" ปฏิปทา แปลว่าข้อปฏิบัติ หรือแนวทางดำเนินชีวิต ฉะนั้น มัชฌิมาปฏิปทาเขาจึงนิยมแปลให้เข้าใจกันง่ายๆว่าทางสายกลาง)

ทางสายกลางเชื่อมโยงกับสัจธรรมที่เรียกว่า "มัชเฌนธรรม" คือ ธรรมที่เป็นกลางๆ หมายถึงเป็นจริงตามที่มันเป็นไม่ขึ้นกับความเห็นหรือความต้องการของบุคคลเช่น สัจธรรมตามกฎธรรมชาติที่เรียกว่าไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท ฯลฯ

มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลางก็คือการปฏิบัติ หรือการดำเนินชีวิตที่พอเหมาะพอดีกับการเข้าถึงมัชเฌนธรรมนั่นเอง

แหมทำเป็นเหมือนรู้ แล้วรู้ตัวหรือเปล่าว่าเวลาอ้างพระไตรปิฎกภาษาไทยนี่มีเยอะแยะที่เขาแปลมาไม่ตรงกับต้นฉบับภาษาบาลี แล้วยังมาพูดว่าไม่ต้องตีคงตีความอีก ทั้งที่ตนเองตีความเพี้ยนๆ อย่างไม่รู้ที่มาที่ไปเอาเสียเลย

เบื่อ "ธรรมะหางอี่ง" ที่ชอบกระดิกโชว์โง่ว่ะ/คับ

สุรพส]

ทำให้ผมนึกถึงขันทีของจีน

ทำให้ผมนึกถึงขันทีของจีน เข้าวังได้ต้องตัดอวัยวะเพศพวกขันทีจึงมีแรงขับเคลื่อนสูงส่งถ่ายพลังงานด้วยการทำทุกอย่างให้ตัวเองมีอำนาจบารมี ยศ ศักดิ์ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ เพื่อชดเชยสิ่งที่ตนเองเสียไป ย้อนมานึกถึงพุทธศาสนาไม่จำเป็นต้องตัดอวัยวะเพศ แต่ด้วยระเบียบวินัยทำให้พระบางรูปมีแรงกดดัน ไม่ได้แสวงหาทางหลุดพ้น หรือแสวงหาแต่ไม่สำเร็จประกอบกับมีตำแหน่งเป็นเครื่องล่อหลอก ทำให้พระที่ไม่สำเร็จเร็จทางธรรมมุ่งสำเร็จทางโลกด้วยเครื่องหลอกนั้น เป็นที่ระบายแรงกดดัน ที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อมีอำนาจโดยไม่บรรลุธรรมมิหนำซ้ำกลับมาปกครองพระมันจะวุ่นวายเพียงไร เสมือนเป็นคนทางโลกมุ่งแสวงหาประโยชน์ทางธรรม รังแต่ทำให้ภาพลักษณ์ของพุทธศาสนาเสื่อม

ผมยังไม่อาจเข้าถึงศาสนาพุทธได

ผมยังไม่อาจเข้าถึงศาสนาพุทธได้ครับ
ทั้งๆที่สวดมนต์กันมาตั้งแต่อนุบาล
สมัยเด็กนั้นให้สวดก็สวดกันไป
แปลว่าอะไรก็ไม่รู้ สวดกันอยู่ได้ทุกเช้า

ตอนโตมาเห็นคำแปล ก็แค่บอกว่า
ขอกราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ไอ้ที่ให้สวดกันหน้าเสาธงทุกเช้าไมารู้กี่ปี
มีเนื้อหาอยู่แค่เนี้ยะนา...โถๆๆๆๆ...จำเริญๆ

สงสัยสวดเพื่อความมั่นคงเป็นหลัก
ไม่ได้สวดเพื่อประเทืองปัญญา

ตอนนี้เลยเบื่อศาสนามากๆเลยครับ
เบื่อมานาน...ไม่ยอมหายซักที

ตามประสาคนมีภูมิธรรมน้อยมาก

ตามประสาคนมีภูมิธรรมน้อยมาก แต่ขอหยิบยกกรณีความมั่นคงของพระพุทธศาสนามาให้พิจารณาตามความเป็นไปได้ว่า

ปัจจุบันเริ่มมีการมองว่าพระพุทธศาสนาในไทยกำลังอยู่ในความเสี่ยง เพราะเริ่มเห็นภัยเงียบจาการถูกลัทธิความเชื่ออื่นมาระรานและบ่อนทำลายให้คนไทยเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนาทุกรูปแบบ

สมมุติว่ามีการใช้การเมืองเป็นเครื่องมือปกป้องสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่มควบคู่ไปกับการเร่งขยายอิทธิพลไปทุกพื้นที่ที่ยังไม่มีศาสนิกของตนอยู่(เช่น มีการก่อสร้างศาสนสถานประชิดวัดทางพุทธศาสนาเหมือนไม่ได้เจตนา)

ควบคู่ไปกับการใช้กลยุทธ์สร้างความหวาดระแวงระหว่างศาสนิก มีการใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายโดยอ้างความอยุติธรรม มีการสนับสนุนให้ศาสนิกของตนย้ายถิ่นฐานกระจายไปในพื้นที่เป้าหมาย มีแหล่งเงินทุนสนับสนุนกิจการจากประเทศที่มีพลังทางเศรษฐกิจสูง ตลอดจนมีการแทรกแซงจากภายนอกประเทศด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด(มาตรฐานสินค้าบริโภคตามหลักศาสนา)มาเป็นเครื่องต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ เป็นต้น

ถ้าพุทธศาสนิกไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น(ตามหลักคำสอน) แต่ผู้อื่นกลับมุ่งเข้ามาเบียดเบียนเราตลอดเวลา(ได้คืบแล้วจะเอาศอกขยายไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด) ถ้าเป็นอย่างนี้ เราควรจะเอาทางสายกลางที่ถูกต้องนั้นมาช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของพระพุทธศาสนา(ตามสถานการณ์สมมุติที่อาจเป็นจริง)ได้อย่างไรครับ???

น้ำลัดนี่ น่าสงสารมากนะ

น้ำลัดนี่ น่าสงสารมากนะ

เบื่ออะไรไม่เบื่อ ดันมาเบื่อศาสนา ทางรอดของตนเอง ไม่ทำเอาไว้ ต่อเมื่อความเดือดร้อนมาเยือน จะไปร้องเรียกให้ใครช่วย

คราวที่แล้วที่ค้างเอาไว้ เข้าใจหรือยัง

ที่สงสัยว่า ศีลข้อห้า ห้ามกินเหล้า แต่ ทำไมประเทศไทย กลับติดอันดับโลกเรื่องคนกินเหล้า

ทั้งนี้เพราะ คนเอาสองสิ่งไปผูกกัน คือคิดว่า เป็นพุทธแล้ว ประเทศต้องดี สังคมต้องดี เมื่อไม่ดีอย่างที่คิด เลยเกิดความรู้สึกว่า ศาสนาพุทธล้มเหลว ไม่ดีจริง สู้ไม่มีศาสนาดีกว่า

ผมก็ถึงได้ถามไปว่า พระพุทธเจ้าให้สัญญาไว้แล้วหรือ ว่า ถ้าบอกว่านับถือพุทธแล้ว ประเทศจะเจริญ สังคมจะดี

ค่อยๆดูให้ดี ยกตัวอย่าง ศีลข้อห้า ตามที่ค้างไว้ก็ได้ เอามาดู

คุณจะเห็นได้ว่า ถ้าเป็นเรื่องจัดระเบียบบ้านเมืองแล้ว ศีลจะไปสู้กฏหมายได้อย่างไร ถ้าคุณไม่อยากให้คนกินเหล้า ก็แค่ออกกฏหมายว่าห้ามกินเหล้า ใครกิน จับติดคุก หกเดือน ใครค้า ใครขาย ประหาร แค่นี้ มาดูซิว่า อันดับโลกเราจะลดลงหรือเปล่า ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประเทศพุทธ จะมีทุจริตเยอะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของศาสนา มันเป็นเรื่องของคน เรื่องของกฏหมาย คนมันไม่ได้ทำตามที่ศาสนาบัญญัติ จะไปโทษศาสนาได้อย่างไร ถ้าคุณอยากจะปราบทุจริต ก็ไปดำเนินการทางกฏหมายหรือการบริหาร ให้เหมาะสม มันยังจะแก้ปัญหาได้เร็วกว่า และตรงกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าศาสนาพุทธไม่ดี ถามว่าศีลห้า มันดีหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่าดี ถ้ารู้ว่าดี ก็ทำเอาเองสิ จะต้องมารอออกกฏหมายอยู่หรือ กฏหมายก็กฏหมาย ศาสนาก็ศาสนา ประเทศที่เอาศาสนามาเป็นกฏหมาย มันก็เรื่องของเขา และถ้าเราเอาศาสนาพุทธมาเป็นกฏหมายนี่ ตายแน่ เพราะไม่มีบทลงโทษอะไรเลย หนักสุดแค่ไม่ให้พูดด้วยเท่านั้นมั๊ง รอกรรมอย่างเดียว

เรื่องที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนคือ เรื่องการพ้นทุกข์ เรื่องชาติ ชรา มรณะ ซึ่งก็คือ เรื่องใหญ่เรื่องสำคัญที่สุดของเรา ใหญ่กว่าเรื่องประเทศ เรื่องสังคม ใหญ่และรีบด่วนกว่าทุกๆเรื่อง

ภิกษุ ท. ! เมื่อไฟลุกโพลงๆอยู่ที่เสื้อผ้าก็ดีที่ศีรษะก็ดี บุคคลนั้น
ควรจะทำอย่างไร ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อไฟลุกโพลง ๆ อยู่ที่เสื้อผ้าก็ดีที่ศีรษะก็ดี, เพื่อจะ
ดับเสียซึ่งไฟ ที่เสื้อผ้าก็ดี ที่ศีรษะก็ดี สิ่งที่บุคคลนั้นพึงกระทำโดยยิ่งก็คือ ฉันทะ วายามะ
อุสสาหะ อุสโสฬ๎หี อัปปฏิวานี สติ และสัมปชัญญะ (เพื่อจะดับไฟนั้นเสีย).”
ภิกษุ ท. ! (แม้กระนั้นก็ดี) วิญญูชนจะไม่ใส่ใจ จะไม่เอาใจใส่กับ
เสื้อผ้าก็ดีศีรษะก็ดีที่ไฟกำลังลุกโพลงอยู่ ; แต่จะรู้สึกว่า สิ่งที่ควรกระทำโดยยิ่ง
ก็คือฉันทะ วายามะ อุสสาหะ อุสโสฬ๎หี (ขะมักเขม้น) อัปปฏิวานี (ไม่ถอยหลัง)
สติ และสัมปชัญญะ เพื่อรู้เฉพาะตามเป็นจริง ซึ่งอริยสัจทั้งสี่ที่ตนยังไม่รู้
เฉพาะ. อริยสัจสี่ อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ อริยสัจคือทุกข์ อริยสัจคือเหตุให้
เกิดขึ้นแห่งทุกข์ อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อริยสัจคือทางดำเนินให้
ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงประกอบโยคกรรมอัน
เป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า “ทุกข์เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,
ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้, ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่ง
ทุกข์ เป็นอย่างนี้” ดังนี้.
- มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๕๐/๑๗๑๗.

อิ อิ

อิ อิ

ถามคุณปู่หน่อย

"ทางสายกลางที่ถูกต้อง" ตามความเข้าใจของคุณ คืออย่างไร

ใช่เลยครับ...คนเข้าหาพระแล้วพ

ใช่เลยครับ...คนเข้าหาพระแล้วพระก็ขายของขลังให้
สุดท้ายคนก็เลยไปเข้าหาผีเป็นที่พึ่งไปด้วย...อาจจะขลังแรงพอกัน
เหมือนบรรพบุรุษดั้งเดิมของพวกเราที่นับถือผีกันมาแต่ไหนแต่ไร

เท่านั้นยังไม่พอ...สารพัดเทพเจ้าที่พอจะรู้จักพวกเราก็ไปกราบไปไหว้ขอโน่นขอนี่
จนไม่แน่ใจว่าขอกันมากๆแล้ว ท้ายที่สุดพวกเราจะต้องไปประกอบอาชีพขอทานกันหมด
บางคนหาที่พึ่งเยอะแยะเหลือเกิน แต่ลืมที่พึ่งไปอย่างเดียว คือการพึ่งตนเอง

การเมืองยังเบื่อกันได้ แล้วทำไมศาสนาจะถูกเบื่อมั่งไม่ได้...อย่าสงสารผมเลยครับ
ก็ผมมันคนขี้เบื่อ เบื่อโน่นเบื่อนี่ มีอะไรให้เบื่อก็เบื่อๆกันไป ดีกว่าไม่มีอะไรจะให้เบื่อ
แต่อย่าไปเบื่อหมาเบื่อปลานะครับ...มันเป็นบาป...พระท่านว่ามันผิดศีลข้อที่หนึ่ง

...ขอตัวไปทำผิดศีลข้อห้าก่อนนะครับ...เผื่อจะหายเบื่อศาสนาขึ้นมาบ้าง
แปลกเนาะ...เหม็นก็เหม็น...ขมก็ขม...แต่ทำไมคนไม่ยอมเบื่อที่จะดื่มกัน...แปลกจริงๆ
พอดื่มกันได้ที่...เราก็พากันไปทำผิดศีลข้อที่สามกัน...พอกลับบ้านก็จะได้ผิดศีลข้อที่สี่กับครอบครัว

เรื่องที่คุณปู่เป็นห่วงเกี่ยว

เรื่องที่คุณปู่เป็นห่วงเกี่ยวกับการรุกรานของศาสนาอื่นนั้น
ผมว่าไม่น่าเป็นห่วงครับ ทุกสิ่งย่อมมีเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน
เราจะหวงลัทธิ หวงศาสนาไว้เพื่ออะไรกัน วันหนึ่งอะไรๆมันก็ล้มหายตายจากได้ทั้งนั้น

ศาสนาพุทธของเราเองก็มีการไปเผยแผ่ในต่างแดนเช่นเดียวกัน
เราก็มีวัดพุทธในต่างแดนเยอะแยะ ก็ไม่รู้ว่าได้รับเงินช่วยเหลือในระดับใด
ก็เงินภาษีของเราๆท่านๆทั้งนั้นละครับ

ศาสนาคริสต์เข้ามาพร้อมการช่วยเหลือ การบริจาค และสิทธิพิเศษต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีลักษณะของแฟชั่นและค่านิยมมาเกี่ยวข้อง
อย่างพิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์นั้นดูทันสมัยดี วัยรุ่นอาจประทับใจมากกว่าก็ได้

ศาสนาอิสลามก็มีการขยายตัวแบบเข้มแข็งมาก
เมื่อคนนับถือศาสนาอิสลามแต่งงานกับศาสนาอื่น
คนศาสนาอื่นจะต้องเข้านับถือศานาอิสลาม
ผมก็มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นชาวพุทธ
ทีต้องไปนับถืออิสลามเพราะแต่งกับคนมุสลิม
แล้วเขาก็กลายเป็นมุสลิมที่กินหมูได้หน้าตาเฉยเลย

นี่ถ้าเราเป็นมุสลิมด้วย นับถือเจ้าแม่กวนอิมไปด้วย
เราคงไม่ได้กินทั้งเนื่อ ไม่ได้กินทั้งหมู แย่แน่ๆเลย
เดี๋ยวต้องหาศาสนาที่ห้ามกินไก่...เผื่อจะแก้ปัญหาสมภารกินไก่วัดได้

น้ำลัด ยังไม่ไปกินเหล้าหรือ

น้ำลัด

ยังไม่ไปกินเหล้าหรือ ถ้างั้นเอาตามที่คุณยกมาข้างบน

ไอ้ที่ค้าขายเครื่องรางของขลังนั้น มันไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้ว

ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้คนเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และใช่ที่ว่า บรรพบุรุษเรา เขาถือผีกัน ดังนั้น เขาก็เลยเอามาผสมกันกับพุทธเพราะ จะให้เขาทิ้งของเดิมดื้อๆเลย มันก็คงเป็นไปไม่ได้ และอีกอย่าง มันก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม พึ่งได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มัน ไม่ใช่แม้แต่เปลือกของพุทธ มันเป็นศาสนาไทย ใส่ปนๆไว้กับพุทธ เราจึงต้องกรองออกมา ว่า อันไหน คือพุทธ อันไหน คือความเข้าใจผิดของเรา ที่ไปพาลเหมาเอาว่า นั่นคือพุทธ ตามที่ตาเราเห็น

ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้นน่ะ มันถูกแล้ว แต่มันต้องหลังจาก พึ่งพระรัตนตรัย

พุทธธรรมคือ คู่มือในการพึ่งตนเองอย่างถูกต้อง ถ้าอยากจะพึ่งตนเองก็ต้องรู้วิธี
ต้องมีสัมมาทิฐิก่อน มันจึงจะพึ่งตนเองได้ หากตนเองยังเป็นมิจฉาอยู่ มันก็ยังไม่สามารถพึ่งได้ เพราะมันจะพาไปสู่อบาย ดังนั้นเริ่มต้น ต้องรู้ก่อนว่าอะไร คือ สัมมาทิฐิ

สัมมาทิฐิคือ อะไร ........ ...... อันนี้ ถามกูเกิลดูก็แล้วกัน

แต่ถ้ากลัวจะเสียเวลากินเหล้า ก็แล้วไป

ผมจะฝากธรรมมะไปพิจารณา ระหว่างกินเหล้า จะได้ลื่นๆคอหายขมนะ อิ อิ อิ.

ภิกษุ ท. ! การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย ที่เสพ
ทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก
เป็นไปเพื่อกำเนิดเดรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย วิบาก
แห่งการดื่มน้ำเมาของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง
คือวิบากที่เป็นไปเพื่อ ความเป็นบ้า (อุมฺมตฺตก)
อฏฐก. อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐.

รักเสื้อเหลือง wrote:น้ำลัด

[quote=รักเสื้อเหลือง]น้ำลัด

ยังไม่ไปกินเหล้าหรือ ถ้างั้นเอาตามที่คุณยกมาข้างบน
ไอ้ที่ค้าขายเครื่องรางของขลังนั้น มันไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้ว

[/quote]

แสดงว่าวัดในเมืองไทยมากกว่า 90% ไม่ใช่วัดในศาสนาพุทธเนาะ

น้ำลัด wrote:รักเสื้อเหลือง

[quote=น้ำลัด][quote=รักเสื้อเหลือง]น้ำลัด

ยังไม่ไปกินเหล้าหรือ ถ้างั้นเอาตามที่คุณยกมาข้างบน
ไอ้ที่ค้าขายเครื่องรางของขลังนั้น มันไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้ว

[/quote]

แสดงว่าวัดในเมืองไทยมากกว่า 90% ไม่ใช่วัดในศาสนาพุทธเนาะ[/quote]

ต้องพูดว่า

แสดงว่าวัดในเมืองไทยมากกว่า 90% ไม่ใช่วัดในศาสนาพุทธแบบ 100 % จะถูกต้องกว่า

น้ำลัด

[quote=น้ำลัด]ใช่เลยครับ...คนเข้าหาพระแล้วพระก็ขายของขลังให้
สุดท้ายคนก็เลยไปเข้าหาผีเป็นที่พึ่งไปด้วย...อาจจะขลังแรงพอกัน
เหมือนบรรพบุรุษดั้งเดิมของพวกเราที่นับถือผีกันมาแต่ไหนแต่ไร

เท่านั้นยังไม่พอ...สารพัดเทพเจ้าที่พอจะรู้จักพวกเราก็ไปกราบไปไหว้ขอโน่นขอนี่
จนไม่แน่ใจว่าขอกันมากๆแล้ว ท้ายที่สุดพวกเราจะต้องไปประกอบอาชีพขอทานกันหมด
บางคนหาที่พึ่งเยอะแยะเหลือเกิน แต่ลืมที่พึ่งไปอย่างเดียว คือการพึ่งตนเอง

การเมืองยังเบื่อกันได้ แล้วทำไมศาสนาจะถูกเบื่อมั่งไม่ได้...อย่าสงสารผมเลยครับ
ก็ผมมันคนขี้เบื่อ เบื่อโน่นเบื่อนี่ มีอะไรให้เบื่อก็เบื่อๆกันไป ดีกว่าไม่มีอะไรจะให้เบื่อ
แต่อย่าไปเบื่อหมาเบื่อปลานะครับ...มันเป็นบาป...พระท่านว่ามันผิดศีลข้อที่หนึ่ง

...ขอตัวไปทำผิดศีลข้อห้าก่อนนะครับ...เผื่อจะหายเบื่อศาสนาขึ้นมาบ้าง
แปลกเนาะ...เหม็นก็เหม็น...ขมก็ขม...แต่ทำไมคนไม่ยอมเบื่อที่จะดื่มกัน...แปลกจริงๆ
พอดื่มกันได้ที่...เราก็พากันไปทำผิดศีลข้อที่สามกัน...พอกลับบ้านก็จะได้ผิดศีลข้อที่สี่กับครอบครัว[/quote]

รู้ว่า ขม ไม่ใช่ของดี แถมผิดศีล

แล้วเสือกไปแดกทำไมว๊ะ ไอ้ห่า...

กรณีที่ทำไมวัดส่วนใหญ่ถึงไม่ส

กรณีที่ทำไมวัดส่วนใหญ่ถึงไม่สอนธรรมมะแท้ๆ หรือ ทำไมวัดพุทธจึงมีลัทธิอื่นมาปลอมปน มากมายนั้นผมคิดว่า

การที่เป็นวัดพุทธ แต่มีสิ่งปลอมปนน่ะ มันไม่เท่าไหร่หรอก เพราะบางครั้งมันจำเป็น ชาวบ้านญาติโยม เขาจะให้เอาแบบนั้น และหลักการของพุทธก็ไม่ค่อยจะให้ยึดมั่นถือมั่นอะไรอยู่แล้ว และธรรมชาติของมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น จะให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เลยเห็นจะยาก ได้ซัก 50 - 70 % ก็เยี่ยมแล้ว แต่ตัวหลักธรรมจริงๆ น่ะ มันยังมีอยู่ และถูกห่อหุ้มเอาไว้ เหมือนอย่างเช่น หลวงพ่อวัดไตรมิตร ที่เป็นทองทั้งองค์ แต่เขาเอาปูนมาห่อหุ้มเอาไว้ เพื่อป้องกันพระองค์จริง ที่อยู่ข้างใน

พูดถึงหลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตร ทำให้ผมได้ข้อสมมุติฐานบางอย่าง

สมัยก่อนเราเอาปูนห่อหุ้มองค์พระทองคำเพื่อป้องกันศัตรู จะมาปล้นเอาทองคำไป ดังนั้น ฉันใดก็ฉันนั้น การห่อหุ้มพระธรรมของสยามประเทศนั้น ผมเข้าใจเอาเองว่า เพื่อป้องกันประเทศจากลัทธิล่าอาณานิคม เพราะข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษ ประจำพม่า เคยพูดอะไรบางอย่างสะท้อนความคิดว่า ถ้าบ้านเมืองพวกนี้ ไม่รู้จักขวนขวายขยันทำมาหากินแล้วล่ะก็ อังกฤษจะเข้ามาบริหารให้เอง และสาเหตุที่บ้านเมืองแถบถิ่นนี้ขวนขวายน้อย ก็เพราะความเป็นพุทธสายเถรวาทนั่นแหละ รัชกาลที่ 4 รู้ทันความคิดฝรั่ง เลยจำเป็นต้องเอาธรรมมะแท้ ไปซ่อนไว้กับพระสายธรรมยุต โดยทรงลงมือจัดตั้งขึ้นเอง (เราจึงได้เห็นพระธรรมยุตสายพระป่าสายปฏิบัติ (สายหลวงปู่มั่น) ได้รับความเคารพยกย่องจากในวังค่อนข้างมาก ) สมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระสังฆราช ในสมัย ร.4 ก็ต้องเปลี่ยนคำขานนากเสียใหม่ ให้ตัดคำว่า หวังจะให้ถึงซึ่งพระนิพพานออก โดย อ้างแบบอ้อมๆแอ้มๆ ว่า คนสมัยนี้ เขาไม่บวชเพื่อพระนิพพานกันแล้ว เลยให้ตัดออก แต่ที่จริงน่าจะมาจากแนวคิดว่า ถ้าคนในประเทศมัวแต่มุ่งนิพพานกัน เดี๋ยวก็จะไม่ได้พัฒนาประเทศ ส่วนข้างฝ่าย รัชกาลที่.5 ก็จัดแจงรวบรวมและ พิมพ์พระไตรปิฏกใหม่ เพือให้มั่นใจได้ว่า แม้คนจะไม่ได้บวชเพื่อปฏิบัติ เพื่อหวังนิพพานกันแล้ว แต่พระธรรมแท้ๆ ยังคงมีอยู่ในพระไตรปิฎก สืบต่อไป แต่พระไตรปิฎกก็โดนปลอมปนไปเยอะเหมือนกัน ปนมาตั้งแต่โบราณแล้ว จนกระทั่งมาถึงยุค ท่านพุทธทาส เริ่มเอะใจและลงมือสืบสวน ขุดเอาแต่ธรรมมะแท้ๆออกมาให้เราได้เห็นกันในปัจจุบันนี้

ตั้งแต่เผชิญหน้าพวกฝรั่งคราวนั้น พระก็เลยปรับตัว สอนกันแต่ ทำทาน รักษาศีล ไม่สอน ปรมัตถ์กันแล้ว (ยกเว้นสายธรรมยุตสายปฏิบัติ แอบสอนกันเงียบๆในป่าในเขา) ในเมื่อเน้นให้ทาน คนก็เลยต้องขวนขวาย หาเงิน เอามาทำบุญกัน ก็เกิดการขยันทำมาหาเงิน รัฐบาลก็กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี ส่งข้าวไปขาย ฝรั่งก็พอใจ ไม่ต้องยึดแล้ว เมืองสยาม มันรู้จักละโมบโลภมากแล้ว เอาเงินมาคุยกันได้แล้ว อยากได้อะไรก็เอาเงินมาซื้อ ก็อยู่ร่วมกันได้กับฝรั่ง เราก็เลยไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้น แต่ต้องแลกด้วยการ ให้วัด สอนธรรมมะแบบผิดๆถูกๆ ไม่งั้นจะเป็นแบบพม่า ไม่รู้ว่าคุ้มกันหรือเปล่า ดังเรา จะเห็นว่า เมื่อก่อนนี้ เราต้องอิมพอร์ตพระสายวิปัสสนามาจากพม่าบ่อยๆ คงเพราะพม่าเขาไม่ได้โดนปรับปรุงมั๊ง ตัวอย่างที่รู้กันดีก็คือ วัดมหาธาตุที่สอนแบบสายพม่า โดยพระอาจารย์ภัททันตะ พระอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่มากองค์หนึ่ง

ในยุคล่าอาณานิคมเราจำเป็นต้องปรับตัวให้เขากับกระแสเศรษฐกิจบริโภคนิยม การเน้นให้ทาน รักษาศีล ซึ่งเป็นธรรมมะระดับตื้นๆ แค่ชั้นศีลธรรม ไม่ได้ขัดแย้งกับลัทธิบริโภคนิยม และหลังจากนั้นจนบัดนี้ ทุกคนก็จมอยู่กับการคิดว่าธรรมมะแบ่งเป็นสองระดับ หรือสองอย่างคือ ของชาวบ้านเรียกว่าระดับโลกียะ และของพระ(บางรูป)เรียกว่าระดับโลกุตตระ แม้แต่อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ยังโดนปลูกฝังความคิดแบบนี้ จะเห็นได้ว่า เมื่อท่านพุทธทาส เอาความจริงเกี่ยวกับปรมัตถ์มาเปิดเผย ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ตกใจมาก ไม่ยอมรับว่า ธรรมมะระดับโลกุตตระนั้น พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนประชาชนชาวบ้านธรรมดาด้วย จึงเกิดเป็นวิวาทะอันโด่งดัง กับท่านพุทธทาส ที่ใครๆก็รู้กันดีในครั้งนั้น และเหตุที่อาจารย์คึกฤทธฺ์ไม่ยอมรับนั้น คงเพราะตระหนักดี ถึงผลกระทบ ต่อการพัฒนาประเทศ และระบบเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตแบบบริโภคนิยมว่าจะเดินหน้าไม่ได้

ทั้งหมดข้างบนนั้น คือ ข้อสันนิษฐานของผมเอง ผสมกับสารคดีที่ได้ดูในโทรทัศน์ จึงทำให้คิดว่า เพราะอะไร ทำไม วัดในประเทศไทย เกินกว่า 90 % จึงได้สอนผิดเพี้ยนกันมากมายเป็นระบบได้ถึงเพียงนี้ มันจะต้องมีสาเหตุ และสาเหตุ น่าจะจากเหตุผลเดิมๆ คือเพื่อปกป้องตัวเอง เหมือนเช่นที่เอาปูนมาห่อหุ้มองค์พระทองคำวัดไตรมิตร นั่นเอง.

แต่บางทีเหตุผลอาจจะง่ายๆไม่ได้ซับซ้อนอะไรก็ได้ บางที่อาจจะเพราะ คนไทยมันได้แค่นี้เองมากกว่า เพราะมีคำของพระพุทธองค์ กล่าวถึงพุทธธรรมไว้คือ

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้มีความดำริดังนี้ว่า ธรรมที่เราได้บรรลุนี้แล ลึก เห็น
ได้โดยยาก รู้ตามได้โดยยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต อันความตรึกหยั่งไม่ถึง ละเอียด รู้ได้
แต่บัณฑิต ส่วนประชาชนนี้ เป็นผู้ยินดี เพลิดเพลินใจในอาลัย เป็นผู้เห็นปฏิจจสมุปบาทที่เป็น
ปัจจัยแห่งธรรมเหล่านี้ได้โดยยาก และเห็นได้โดยยากซึ่งธรรมที่สงบสังขารทั้งปวง สลัดอุปธิ
ทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหาเป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ เป็นที่ออกจากตัณหา ก็ถ้าเราพึงแสดงธรรม
และคนอื่นไม่รู้ตามธรรมของเรา ก็จะเป็นความลำบาก เหน็ดเหนื่อยแก่เราเปล่า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ทั้งคาถาที่เป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่เคยได้สดับมาแต่ก่อน ก็ได้แจ่มแจ้งแก่เราดังนี้
ธรรมนี้เราบรรลุได้โดยยาก บัดนี้ ไม่ควรประกาศ ธรรมนี้ไม่เป็นธรรมที่ชน
มีราคะโทสะหนาแน่นตรัสรู้ได้โดยง่าย ชนผู้มีราคะกล้า ถูกกองความมืดหุ้มห่อ
ไว้ ย่อมไม่เห็นธรรมที่ยังสัตว์ให้ถึงที่ทวนกระแสโลก ละเอียด ลึก เห็นได้
โดยยากเป็นอณู.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราคิดเห็นเช่นนี้ ก็มีจิตน้อมไปเพื่อความเป็นผู้ขวนขวายน้อย
ไม่น้อมไปเพื่อแสดงธรรม."

จะมาสารภาพบาป คือเมื่อวานผมทำ

จะมาสารภาพบาป
คือเมื่อวานผมทำผิดศีลข้อสี่

จริงๆแล้วไม่ใช่คนกินเหล้าแล้ว
แต่โกหกว่ากินเหล้า...
ต้องการดูปฏิกิริยาจากผู้ทรงศีล...นะครับ

เหล้า-เบียร์นะเคยกินอยู่ เคยติดแบบกินทุกเย็นก็เคย
ขมก็ขม...แต่เวลาติดแล้วจะไม่รู้สึกขมเลย
แต่ถ้านานๆมากินอีกมันก็จะขม ไม่อร่อยเหมือนเดิม

ว่าจะลองยาบ้าดูสักหน่อย...ไม่เห็นมีศีลข้อไหนห้ามเสพยาบ้า

ครับบทความนี้สุรพศ

ครับบทความนี้สุรพศ นำเสนอข้อเท็จจริงในทิศทางพัฒนาการในตัวสังฆะ ต่อโจทย์พัฒนาการความมั่นคงของพุทธศาสนา ผมยอมรับว่าเขานำเสนอได้ค่อนข้างตรงข้อเท็จจริง แต่เป็นข้อเท็จจริงในอีกมุมในกลุ่มนอกรีต หรือทางบิดเบือนหรือเริ่มนอกลู่นอกทางจากเจตนาหลัก ซึ่งเกิดได้ทุกๆศาสนา อย่างอิสลามก็เช่นก่อการร้ายสากลมุสลิมหัวรุนแรง

ในไทยก็พวกวาฮาบีรุ่นใหม่รุ่นเก่า ที่แม้แต่รุ่นใหม่รุ่นเก่าของวาฮาบีในไทยยังไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันในทิศทางแนวทางการต่อสู้ของตัวเอง(คือเงื่อนไขที่ทำให้เกิดระเบิดใหญ่ทางใต้ล่าสุด) นั้นคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ในเดชิงการบิดเบือนหาประโยชน์ต่อพระศาสนา เช่นพุทธพาณิชย์ในไทยมีจริงเกิดขึ้นจริง และเริ่มเป็นแนวทางหลัก

ที่แนวทาง"สังฆะ" เริ่มจะเป็นเนื้อเดียวกับ"ฆาราวาส" ที่ผิดหลักหรือทิศทางต้นฉบับ ที่เกิดจากความพยายามจะประยุกต์ ให้เข้าหาศาสนิกฯให้มากขึ้น ในการใช้เป็นแนวทางให้มีคนปรับตัวเข้าหาศาสนาหรือแนวทางต้นฉบับมากขึ้น แต่ถ้าไปแนวทางปัจเจค"ฮีนยาน"มากไป มันก็มีคนไปได้แค่ปัจเจค(คนที่ไม่พร้อมมากเท่านั้น)

แต่เงื่อนไขคือความต่างของหลักดอกบัวสี่เหล่า ทำให้ต้องใช้แนวทางอุบายธรรมมากขึ้นประยุกต์เพื่อให้เข้าหาวิถีชีวิติดั่งเดิม ของฆาราวาสมากขึ้นหรือเข้าหาสัดส่วนประชากรในสังคมนั้นๆ แม้แต่สังฆะเอง ก็ต้องปรับตัวให้เข้าหา ชุมชน จนเกิดแนวทางพระวัดป่า และพระนักพัฒนาวัด(หรือวัดบ้าน) แนวทางวัดบ้าน มันจึงพัฒนาการที่ผิดเพี้ยนไปตาม เนื้อหาที่สุรพศนำเสนอ(ตรงนี้จริง)

และเป็นปัญหาจริงๆที่พุทธ"เถระวาท"ในไทยแนวทางเริ่มพอกหนาให้กับสีสัน ที่เจตนาเป็นอุบายธรรม ตรงนั้นมันให้สาระตรงนั้นมากเ้กินเนื้อหาที่เป็นแก่นเนื้อในของ"ปรมัตถ์สัจจะ" เหตุ หนึ่งเพราะตัวตนวิถีชีวิติแบบไทยๆมันบรรจุเงื่อนไขความต่างในหลักดอกบัวสี่เหล่า มันมีจำนวนฐานพุทธศาสนิกฯที่ยังต้องอาศัยอุบายธรรมส่วนนั้นเยอะมากกว่า?แนวทา่งแบบ"เซน"ที่ไม่เน้นสีสันสัมภาระในการเดินทางในแรลลี่พุทธศาสตร์มากนัก

จึงเดินตัวปลิวกว่า แต่ก็จะขาดเนื้อหา สีสันพิธีกรรมพิธีการ ในแบบพุทธเถรวาทแบบไทยๆที่เกิดสีสันประเพณีเกี่ยวกับตรงนี้ เป็นความสวยงามของสังคมในจารีตประเพณีอีกแบบ? กว่าแนวทา่งแบบ"เซน"ที่ไม่เน้นตรงนั้น และตรงกับเป้าหมายปลายทางมากกว่า แต่มันมีคนพร้อมกับแนวทางแบบนั้นน้อยกว่าในฐานพุทธศาสนิกฯในไทย?แบบไทยๆ

แต่เนื้อหาที่สุรพสนำเสนอผมเห็นด้วยว่าคือประเด็นปัญหาที่จะทำให้พุทธเถรวาทดั้งเดิมเราเสื่อมเร็วขึ้นที่มันประยุคเข้าหาฆาราวาส ของสังฆะ มันมากไป จนพระกับฆาราวาส แทบไม่ต่างกัน ในหลายๆมิติจนเกิดเสื่อมในศรัทธาเดิมๆไป

ผมว่าเราไปแก้ปัญหาตรงการบิดเบือน หรือเลยเถิดมากกว่าสาระในตัวเป้าหมายทางอุบายธรรม เพราะเป้าหมายเนื้อหาตรงอุบายธรรม มีความงดงาม และสร้างให้เกิดสีสันประเพณีที่สวยงามเยอะแยก นั้นคือผลทางบวกต่อวิธีการแบบนั้น แต่ผลทางลบที่สุรพศนำเสนอก็มีและเป็นปัญหาซีเรียสต่อความเสื่อมของพระศาสนาเหมือนกัน

หน้าที่คนพุทธจึงต้องหารทางแยกแยะส่วนที่บิดเบือนออกจากเนื้อหาในเจตนาแบบ"สีสันเพื่อสร้างอุบายธรรม" ในการประกอบศรัทธา ที่เน้นการประยุกต์เข้าหาศาสนนิกฯ เจตนารมณ์ที่ถูกต้องของแนวทางนั้น แต่ไม่ใช่แนวทางนั้นล้มเหลว?ทั้งหมด หรือไปสู่ทาทงความเสื่อมทั้งหมด เพราะมุมบวกมากกว่ามุมลบ แต่เราใช้ผิดวัตถุประสงค์เจตนารมณ์มันเลยไปไกลแบบที่สุรพศนำเสนอนั้น เช่นแนวทางสมาณศักดิ์สงฆ์ ไปใช้แนวคิดการปกครองของอาณาจักรมาครอบงำศาสนจักรเกินไปจนผิดหลักวัตรปฎิบัติสังฆะในต้นฉบับหรือเจตนารมณ์ต้นฉบับที่ถูกต้องที่สำคัญมันยึดโยงหลักปกครองสมัยราชาธิปไตย ไม่ตรงยุคสมัยแบบปชต.

ผมเห็นด้วยว่าโครงสร้างปกครองสงฆ์ในไทยอย่างที่สุรพศเสนอไว้มีปัญหาจริง? ที่นำมาสู่ปลายน้ำปัญหาแบบนี้ ผมรู็้สึกดีที่สุรพศนำเสนอบทความนี้ได้ดีและแยกแยะมากขึ้น แม้จะผสมวิธีการปรุงคหกรรมที่เป็นส่วนตัว ในภาษาที่ยังคลุมๆเหมารวมอยู่บ้าง? ผมจึงต้องลงความเห็นแยกส่้วนตรงนั้นออกมาเพื่อความเป็นธรรมต่อพุทธศาสนาภาพรวมกว่านั้น???

อืม! ก็คงพูดเหมือนเดิม

อืม! ก็คงพูดเหมือนเดิม คือไม่ว่ายังไงพุทธะก็ไม่เคยหายไปไหน อยู่ตรงหน้าตลอดเวลา สัจจะอยู่คู่กับคนที่มีธรรม ถ้าเราเป็นผู้ที่ีธรรม เราคือผู้มีสัจจะ เราคือผู้ที่รู้พุทธะ เราคือพุทธศาสนิกชน เราคือผุ้เดินตามมรรคหรือมรรคานุคา เช่นนั้นแล้วเราจะกลัวไปใยว่าพุทธศาสนาจะไม่มั่นคง ก็ในเมื่อเราคอยเคาะประตูฟังธรรมจากพุทธะตลอดเวลา แล้วเราจะกลัวอะไรเล่ากับการที่ต้องไขว่คว้าเสรีภาพ ก็ในเมื่อเราเป็นผู้มีสัจจะ เราย่อมมีเสรีภาพทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เว้นแต่ว่าเราจะสักแต่ว่ารับปากไปงั้นเอง สักแต่ว่าพูดให้ได้ความเชื่อถือ ทำบ้างเืพื่อรักษาเสถียรภาพทางสังคม ไม่ใช่เสถียรภาพทางธรรม เช่นนี้แล้วต่อให้เรียกร้องเท่าใดก็ไม่ได้พบ ได้เจอพุทธะที่จำศีลอยู่ในตัวเอง เสมือนคนที่โจรที่ถูกขโมยของ วิ่งไปฟ้องตำรวจ ตำรวจจำได้ว่ามีหมายจับ จึงจับไปเข้าคุก แล้วมาฟ้องว่าตำรวจไม่มีความเป็นธรรม

วันนี้คุัณได้เคาะประตูฟังธรรมจากพุทธะแล้วหรือยัง

น้ำลัด

[quote=น้ำลัด]จะมาสารภาพบาป
คือเมื่อวานผมทำผิดศีลข้อสี่

จริงๆแล้วไม่ใช่คนกินเหล้าแล้ว
แต่โกหกว่ากินเหล้า...
ต้องการดูปฏิกิริยาจากผู้ทรงศีล...นะครับ

เหล้า-เบียร์นะเคยกินอยู่ เคยติดแบบกินทุกเย็นก็เคย
ขมก็ขม...แต่เวลาติดแล้วจะไม่รู้สึกขมเลย
แต่ถ้านานๆมากินอีกมันก็จะขม ไม่อร่อยเหมือนเดิม

ว่าจะลองยาบ้าดูสักหน่อย...ไม่เห็นมีศีลข้อไหนห้ามเสพยาบ้า[/quote]

เอาจริงรึ แหม! ถามทั้งที่รู้คำตอบนะคุณน้ำลัด อันศึลข้อ 5 นี่หลายคนนะที่เอาสีข้างเข้าแถก เหตุที่ศึลข้อ 5 กำหนดว่าเป็นสุรา เมรัยนั้น เพราะในสมัยพุทธกาลเหล้าเป็นสิ่งที่ทำให้คนขาดสติ แต่ในสมัยนี้ศีลข้อ 5 รวมถึงสิ่งมีนเมาทุกชนิด สิ่งที่เสพไปแล้วทำให้ขาดซึ่งสติทั้งหลาย เรียกว่าประคองสติไม่อยู่นั่นล่ะนะ แหม! สอนหนังสือสังฆราสซะแล้วเรา

รักเสื้อเหลือง

[quote=รักเสื้อเหลือง]ใครช่วยบอกหน่อย ทางสายกลาง ตามหลักศาสนาพุทธ คืออะไร?[/quote]

จากการที่เราได้ศึกษาจากปฏิบัติโดยยึดหลักปริยัติเป็นเครื่องบ่งชี้ ทางสายกลางคือการที่รู้จิตโดยความเป็นจริงโดยไม่หลงติดดี หรือติดชั่ว คนส่วนใหญ่เมื่อเริ่มปฏิบัติจะเห็นว่าสิ่งนี้ไม่ดี สิ่งนี้ควรละ แต่เมื่อปฏิบัติไปเรื่อย ๆ โดยไม่พิจารณาว่าสิ่งใดที่ดี ก็ไม่ควรยึดไว้ด้วยเช่นกัน ก็จะกลายเป็นพวกติดดี อันติดดีนั้นมีความสำคัญมากกว่าติดชั่ว เพราะคนที่ติดดีจะเป็นพวกที่ฉันดีแล้ว ดีกว่าเธอทั้งหลาย ดังนั้นอย่าได้มาเตือนฉันเลย กล่าวคือเส้นทาง 2 สายที่พระพุทธองค์ทรงห้ามมิให้เดินคือเส้นทางที่ห้ามมิให้จิตเข้าไปข้องแวะคือ

-กามสุขัลลิกานุโยค คือ การปล่อยให้จิตเข้าไปข้องแวะกับสิ่งต่าง ๆ หลงไปกับสิ่งต่าง ๆ โดยไม่มีการรู้ว่าหลง เช่นปล่อยจิตไปกับความโลภ โดยหลงว่าความโลภนี้นำประโยชน์ นำเอาทรัพย์ทั้งหลายมาให้ตามที่เราใฝ่ฝันไว้ แต่ถ้ามีใครมาขวางความโลภ โดยการเตือนว่านี่มันเกินว่าสมควรแล้ว เพราะไปเบียดเบียนทรัพย์ผู้อื่นด้วยก็ไม่ฟัง ดังนี้แล้วพระพุทธองค์จึงกล่าวว่าทางสายนี้นำไปสู่อบายภูมิอันมีเตรัจฉานเป็นเบื้องสูง

-อัตกิลมถานุโยค คือการเพ่งจิต บังคับจิต ไม่ให้หลงไปไหนเลย เพ่งไว้ ข่มไว้ กล่าวคือเมื่อรู้ว่าเกิดความโลภก็เพ่งก็ข่มไว้ไม่ให้ความโลภนั้นเกิดขึ้น ข่มไว้จนความโลภนั้นดับไป การทำเช่นนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ทางสายนี้มีสุขคติภูมิเป็นที่หมาย

มัชฌิมาปฏิปทา คือทางที่อยู่ระหว่างเส้นทางทั้ง 2 สาย คือเมื่อความโลภเกิดขึ้นก็รู้ว่าโลภ แต่ไม่หลงไปกับความโลภ เมื่อความรู้ในโลภเกิดขึ้น จิตจะตั้งมั่นความหลงโลภจะสั้นลง

นี่คือสิ่งที่เราตอบได้เท่านี้ เราเองเป็นผู้ปฏิบัติปลายแถวความโลภ โกรธ และหลงยังมีมากอยู่ จึงกล่าวได้เพียงเท่านี้

ทางสายกลางนั้น

ทางสายกลางนั้น พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่าทางสายนี้แลที่จะนำไปสู่ทางพ้นแห่งทุกข์ ที่สุดแห่งทุกข์ได้ ทางสายนี้มีมนุษยภูมิเป็นเบื้องต่ำ มีนิพพานเป็นเบื้องสูง

'ทางสายกลาง' ไม่ใช่

'ทางสายกลาง' ไม่ใช่ 'บวกกันหารสอง' นะเฟ้ย

และก็ไม่ใช่ 'อยู่ตรงกลางระหว่างซ้ายกับขวา' ด้วยว่ะ

คือ 'อยู่ตรงที่มันควรจะอยู่' อ่ะ

ตรงไหนก็ตรงนั้น แหละ

(ฮา...)

แช่ม wrote:'ทางสายกลาง'

[quote=แช่ม]'ทางสายกลาง' ไม่ใช่ 'บวกกันหารสอง' นะเฟ้ย
และก็ไม่ใช่ 'อยู่ตรงกลางระหว่างซ้ายกับขวา' ด้วยว่ะ
คือ 'อยู่ตรงที่มันควรจะอยู่' อ่ะ
ตรงไหนก็ตรงนั้น แหละ
(ฮา...)[/quote]

ทางสายกลางมันอยู่ข้างๆไอ้แช่มนั่นแหละ
แต่รับรองได้ว่ามันไม่ใช่ไอ้แช่มก็แล้วกัน

ทางสายกลางพี่แช่มนี่

ทางสายกลางพี่แช่มนี่ มันน่าหวาดเสียวยังไงๆพิกลไม่รู้

คุณ stephen trip

คำอธิบาย ฟังแล้ว รู้สึกว่าค่อนข้างจะกว้าง แต่มันยังไม่ชัด พอดี มีมาเสริม ความว่า

"ทางสายกลางนั้น พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่าทางสายนี้แลที่จะนำไปสู่ทางพ้นแห่งทุกข์ ที่สุดแห่งทุกข์ได้"

อย่างนี้ มันก็น่าจะใช่ มรรคแปด อริยสัจจ์ข้อที่สี่ จริงไหม.

มันตรงกับพระสูตร ที่ผมยกมา คือ

ภิกษุ ท.! มัชฌิมาปฏิปทานั้น เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! มัชฌิมาปฏิปทานั้น
คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบอยู่ด้วยองค์แปดประการ นี้แล;
กล่าวคือ ความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ความดำริถูกต้อง (สัมมาสังกัปโป) การ
พูดจาถูกต้อง(สัมมาวาจา) การทำงานที่ถูกต้อง (สัมมากัมมันโต) การอาชีพที่ถูกต้อง
(สัมมาอาชีโว) ความพากเพียรที่ถูกต้อง(สัมมาวายาโม) ความรำลึกที่ถูกต้อง
(สัมมาสติ) ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง(สัมมาสมาธิ). ภิกษุ ท.! นี้แล มัชฌิมาปฏิปทา
นั้น

ผมสรุปว่า ทางสายกลางของศาสนาพุทธ คือ มัชฌิมาปฏิปทา

มัชฌิมาปฏิปทา คือ มรรคแปด(จากพระสูตรข้างบน)

ดังนั้น ทางสายกลางของพุทธ คือ มรรคแปด

แค่นั้น ง่ายๆ มรรคแปด คือ อะไร ก็ชัดเจน มีนิยามระบุไว้ในที่อื่นๆแล้ว หาดูเอาเองได้ แต่ถ้าย่อลง สาม ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อลง สอง ก็คือ สมถะ กับ วิปัสสนา

พอย่อเหลือสอง ก็จะตรงกับที่คุณ stephen trip อธิบาย ว่าเห็นสักแต่ว่าเห็น ซึ่งเป็นวิปัสสนา

จะเห็นว่าแม้จะพูดไปเป็นอย่างอื่น แต่ในที่สุด มันก็ไล่กลับมาที่มรรคแปดจนได้

มรรคแปดเป็นอริยสัจจ์สี่ เป็นแก่นของศาสนาพุทธ ในเมื่อ ทางสายกลางคือมรรคแปด เราจะมัวไปเสียเวลา พูดว่าทางสายกลาง ให้มันสับสนทำไม

คำว่าทางสายกลาง ไม่ใช่อริยสัจจ์ แต่คำว่า มรรคแปด เป็นหนึ่งใน อริยสัจจ์

คำว่า ทางสายกลาง หากเราไม่ได้เจาะจงลงไปว่า คือ มรรคแปดเท่านั้น มันจะเป็นคำเปิดทันที มันไม่รู้ว่ากลางของใคร นอกจากมันจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้เราแล้ว มันจะทำให้เรา มีปัญหาต้องเลือกว่า ตรงกลางมันคือตรงไหน ถูกผิด คือ อะไร แล้วมันก็จะว่ากันไปตามใจชอบ กลายเป็นลำเอียงไป เพราะตรงกลางมันมักจะไม่ใช่ บวกกันหารสอง อย่างที่พี่แช่มว่านั่นแหละ แต่ถ้าเอามรรคแปดเป็นเกณฑ์ มันก็ชัดเจน ปัญหาทุกอย่างจบ

ดังนั้น
ผมจึงเห็นว่า การกระทำอะไรก็ตาม ที่ประกอบไปด้วย องค์แปดประการตามที่ระบุในมรรค นั้นแล คือ ทางสายกลาง ตามหลักพุทธศาสนา

ใครจะค้านก็ว่าไปตามสบาย (แต่ของ คุณ stephen trip นี่ตรงกับของผม เพียงแต่ใช้คำพูดไม่เหมือนกันแค่นั้น ดังแสดงไปแล้วนะครับ)

เรื่องของทางสายกลาง ถ้าเป็นถน

เรื่องของทางสายกลาง

ถ้าเป็นถนนสองเลนสวนกัน ทางสายกลางคือเส้นแบ่งกึ่งกลางถนน
เป็นเส้นประก็ดี เป็นเส้นทึบก็ดี เป็นเส้นลางๆเลือนๆก็ดี อะไรๆมันก็ดีทั้งนั้น

ถ้าเป็นถนนสี่เลนขึ้นไป ทางสายกลางมันชักมีปัญหา
มันเป็นเกาะกลางถนนบ้าง มีเสาไฟ มีต้นไม้ บางทีเป็นร่องน้ำแทน...อมิตาพุทธ

อันนี้ขอย้ำต่อเลย ไหนๆก็ไหนๆ

อันนี้ขอย้ำต่อเลย ไหนๆก็ไหนๆ เพราะ คนไทยเราชอบอ้างกันนัก ไอ้เรื่องทางสายกลางนี่น่ะ.

ที่จริง คำว่าทางสายกลางที่เราพูดๆกันอยู่นั้น เพราะเราไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว คำว่าทางสายกลางนั้นหมายถึงอะไรมากกว่า มันจึงมีปัญหา เพราะแต่ละคนก็เข้าใจ คำว่ากลางไปคนละทิศละทาง และไม่รู้ว่ากฏเกณฑ์ในการพิจารณาว่าอะไรกลางนั้นเป็นอย่างไร พากันไปยึดกฏเกณฑ์ที่ออกนอกไปจากแนวทางของพุทธศาสนา ผมถึงได้เน้นว่า ทางสายกลางของพุทธ ส่วนทางสายกลางของคนอื่นนั้น ผมไม่รู้ว่า ทางสายกลางของใคร ถ้าทางสายกลางของผมเอง ก็มี และส่วนมากเลย ที่มันไม่ตรงกับของพุทธ ซึ่ง ผมก็พยายามจะจูนให้มันมาตรงกันอยู่นี่แหละ

บางคนพยายาม จะเน้นแค่คำว่าทางสายกลาง แล้วก็ไปทำอะไรก็ไม่รู้ กลางหรือเปล่าก็ไม่รู้ เสร็จแล้วก็มา บอกว่า นี่แหละทางสายกลาง ทำตามพุทธพจน์แล้ว แต่ ถามว่ายึดอะไรเป็นเกณฑ์ ก็ตอบว่า ก็ดุลยพินิจผมเองไง ผมเป็นปัจเจก ผมมีเสรีภาพ พระพุทธเจ้า ท่านเน้นเสรีภาพ ผมจึงมีสิทธิ ที่จะเลือกเองได้ ตัดสินใจเองได้ ลองผิดลองถูกได้ ท่านสนับสนุนให้ทำแบบนี้ และผม คือคนเดียวในโลกที่บรรลุธรรมแบบนี้ ผมเข้าถึงธรรมของตถาคตแล้ว คือ ทดลองไปเรื่อยๆ ไปมั่วๆ ถ้ามันดี ก็แสดงว่ามันถูก มันใช่ แค่นี้แหละ จะไปยากอะไร ทางสายกลาง

ก็นั่นแหละ ลองดูพระสูตร ที่ผมยกมาดูซิ ท่านบอกว่า

"มัชฌิมาปฏิปทานั้น คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบอยู่ด้วยองค์แปดประการ นี้แล......................
................................................. นี้แล มัชฌิมาปฏิปทา นั้น."

ผมอ่านดูแล้ว รู้สึกว่าท่านจะย้ำชัดเจนนะว่า มัชฌิมาปฏิปทานั้น คือ นี้แล (8 ข้อ) และ (8ข้อ) นี้แล คือ มัชฌิมาปฏิปทา นั้น

และมีตรงไหน ใครอื่นอีกไหม ที่ ระบุไว้ว่า ทางสายกลางคือ การทำอย่างไรก็ได้ ที่ดูๆเดาๆเอาแล้วรู้สึกว่ากลางๆก็พอแล้ว ก็โอเคแล้ว ตัดสินใจเอาเอง เสรีภาพอยู่ในมือคุณ ส่วนใครไม่รู้สึกว่ากลางพอก็เรื่องของมันเถอะ ทำอะไรกลางๆไว้ ก็ถือได้ว่า เป็นพุทธแล้ว กินเหล้า ก็กินกลางๆ โกหก ก็โกหกกลางๆ ไม่มาก ไม่น้อย ของอย่างนี้ มันต้องมีบ้าง อย่าตึงนัก อย่าหย่อนนัก ฟังแล้ว มันรู้เรื่อง หรือ มันมั่วๆ มากกว่ากัน กันแน่

อิ อิ อิ.

555คุณ"รักเสื้อเหลือง"

555คุณ"รักเสื้อเหลือง" ทางสายกลางคือทาง"โทเวย์"(วิภาฯ) หรือ"สะพานลอยฟ้า"(ปิ้นเกล้านครชัยศรี) หรือเปล่าครับ?555

กะจะไม่ลงความเห็นเพิ่ม เข้ามาอ่านนานๆที่ แต่พอดีคุณ"port stphen trip" ตั้งประเด็นน่าสนใจ ให้ต้องเสวนา กรณี"จิตพุทธะ" หรือพุทธะ ในความหมายของ "เสรีภาพอิสระภาพทางจิตวิญญาน"ในสภาะธรรมความเป็นเช่นนั้น ในจิตเดิมของมนุษย์ ที่เป็นพื้นเดิมที่ไสบริสุทธิ์

แต่กิเลส หรือการสะสมผ่านรัสมีเส้นรอบกรรมทางผัสสะอายตนะ จากประสบการณ์ประสบกรรมส่วนตัวสะสมไปตามรอบวัฏฯเฉพาะตัวจนกลายเป็นผลรวมของการกระทำหนึ่งอัตตา หรือ"หนึ่งจิตวิญญาน"ที่มีพันธนาการของกิเลสต่างกัน ที่ก็อปปี้หรือโคลนนิ่ง ทางกายภาพในกายหยาบแบบการโคลิ่นนิ่งทางกายภาพกายหยาบกรณีก็อปปี้มนุษย์ได้ แต่ก็อปปี้จิตวิญญานกันไม่ได้???

แต่อิสระภาพทางจิตวิญญญานมันมีความไส ไม่เท่ากัน เพราะการสะสมหรือกิเลสที่พอกหนาสะสมจนสร้างให้มันขุ่นไม่เท่ากัน มันจึงทำให้คนเข้าหา"จิตพุทธะ" ไม่เท่ากันหรือต่างกันตาม พุทธวจนะเรื่อง"ดอกบัวสี่เหล่า่" จึงได้สร้างเครื่องมือตัวช่วยเป็นแปดหมื่นสี่พันพระคาถาคำสอน ในเจตนาเพื่อเป็นอุบายธรรมหลอกล่อกิเลสมนุษย์ให้เข้าหาจิตพุทธะ(แม้แต่พุทธองค์ยังต้องหาตัวช่วยหรือเครื่องมือตัวช่วยตั้งแปดหมื่นสี่พันพระคาถาคำสอน)ในการหลอกล่อกิเลสมนุษญ์เข้าหาจิตพุทธะ หรือหลุดพ้นทางจิตวิญญาน

นั้นคือที่มาของ สีสันพิธีกรรมที่พีธีการ มากมายในพิธีกรรมทางศาสนาพุทธแบบเถรวาท และที่มาแบบนี้มันจึงส่งให้เกิดประเด็นที่เรากำลังเสวนาเรื่อง"ความมั่นคงทางพุทธศาสนา" เพราะเงื่อนไขความต่างแบบนี้ เพราะความเสื่อมมันเกิดจากเงื่อนไขความต่างและวิธีการที่ผิด หรือเสื่อมที่คน ไม่ใช่ธรรมะหรือสัจจะธรรม แล้วมีการชี้นำแบบผิดๆ

แม้ธรรมะ หรือสัจจะธรรมมันจริงเหนือกาลเวลา(อะกาลิโก เช่นกฏไตรลักษณ์จริงตั้งแต่การเกิดดับของอะตอมจนถึงจักรวาล) ไม่ต้องไปปรุงแต่งหรือสร้างสีสันใดใด แต่เงื่อนไขความต่างของจริตมนุษย์จนเกิดการ"แต่งหน้าให้แม่ชีหรือเขียนสีให้ไข่มุก"(บิดเบือนศาสนา) ทั้งที่ความเป็นเช่นนั้นของธรรมะหรือธรรมะชาติ มันจริงอยู่แล้ว ไม่ต้องไปปรุงแต่งอะไร

แต่เงื่อนไขเพราะมีการปรุงแต่งแล้วชี้นำผิดๆ แถมปริมาณคนหลงผิด,มิจฉาฯ มันไปทางนั้นแยอะมาก มันจึงเกิดผลรวม หรือมวลรวมความเสื่อมของสังคมนั้น? ที่ประกาศตนว่าเป็นสังคมพุทธ แต่วัตรปฎิบัติตรงข้ามกับพุทธ มันจึงเสื่อมที่คนที่สังคม ไม่ใช่เสื่อมที่ตัวพระพุทธศาสนา ตรงนี้ใช่ครับ?

เนื้อหาที่ผมเสวนาทั้งหมด จึงเป็นเรื่องคน และสังคมครับ ไม่ใช่ไปจับผิดศาสนาหรือพุทธศาสนา ตรงนี้ต้องแยกแยะครับ???

รักเสื้อเหลือง wrote:อิ อิ

[quote=รักเสื้อเหลือง]อิ อิ

ถามคุณปู่หน่อย

"ทางสายกลางที่ถูกต้อง" ตามความเข้าใจของคุณ คืออย่างไร[/quote]

เป็นทางสายกลางที่อยากได้คำตอบจากอาจารย์สุรพศน่ะครับ ก็ออกตัวแต่แรกแล้วว่าถามเพราะมีภูมิธรรมน้อยและอยากรู้ แต่อยากให้ยกสถานการณ์จริงมาชี้แนะมากกว่าจะเอาปรัชญามาถกเถียงให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดโดยหาข้อยุติไม่ได้

หรือถ้าจะให้ตอบด้วยความเข้าใจแบบคนรู้น้อยก็จะบอกว่า ทางสายกลาง ก็คือ การใช้ความเมตตากรุณามุทิตาเป็นปัจจัยหนุนเนื่องให้เกิดอุเบกขาในการดำเนินชีวิตให้มากที่สุดครับ (ถ้าคนรุ่นใหม่ก็จะบอกว่าใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง)

ที่จริงพุทธศาสนาเป็นกฎธรรมชาติที่เข้าใจได้ง่ายหากไม่มีการทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ปัญหาหลักจะจึงอยู่ที่ผู้ถ่ายทอดมากกว่า ถ้าผู้ถ่ายทอดรู้จริงก็จะอธิบายให้เข้าใจได้ไม่ยาก(ตามจริตของผู้ฟัง) ตัวอย่างเช่น พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต) เป็นต้น แต่ที่ยากก็ตรงที่การปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ให้รู้เห็นความจริงด้วยตนเองมากกว่า

อย่าเพิ่งเบื่อ(ลำต้นและเปลือก)ศาสนาเลยครับ แก่นกระพี้ของพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น(และทุกศาสนา)มีคุณประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างประเมินค่าไม่ได้ ขอเพียงเริ่มศึกษาเรียนรู้จากแหล่งความรู้ที่ถูกต้องแล้วนำไปปฏิบัติจนกว่าจะประจักษ์แจ้งด้วยตนเองเสียก่อน ถึงตอนนั้นถ้าจะเบื่อก็คงไม่เสียหายอะไรครับ

ด้วยความปราถนาดีครับ

ความดีไม่มีสายกลางนะ

ความดีไม่มีสายกลางนะ ดีมากก็บรรลุโสดาบัน ดีที่สุดก็เป็นอรหันต์ อายุ 15 ขึ้นไปก็รู้แล้วว่า อะไรดีอะไรชั่ว ไม่ต้องสายกลางดี ๆ ชั่ว ๆ กินถั่วแกล้มเหล้าหรอก ระหว่างขาวกับดำ แดงกับเหลือง ไม่ใช่ต้องเอาเทา ๆ หรือ บวกแดงเหลืองให้เอาส้มก็แล้วกัน แต่เพราะโลกนี้ หรือทางแห่งโลกย์ โลกียะ ไม่มีทางที่คนจะดีได้ร้อยเปอร์เซ็น เพราะสภาพแวดล้อมตั้งแต่เกิด การศึกษา สังคม การเอาตัวรอด พระพุทธท่านก็รู้ จึงให้ทำแต่พอดี ที่ไม่กดดันตัวเองเกินไป ไม่งั้นก็ต้องออกบวช เข้าป่า เอาเสื้อผ้าผีมาใส่ หรือ สุดโต่งแบบเชนไปเลย นุ่งลมห่มฟ้าไปนั่น กินเนื้อก็ไม่น่าได้ เพราะเบียดเบียนสัตว์ร่วมโลก กินพืชผัก ก็รบกวนสิ่งแวดล้อม พืชผักก็มีจิตวิญญาณเช่นกัน แม้แต่ในน้ำก็ยังมีสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นในนั้น ในโลกียะ คุณไม่คิดร้าย ทำร้าย พูดจาให้ร้ายใคร ก็ถือว่าดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องจิตบริสุทธิ์ผ่องใสเป็นแก้วเจียระไน นี่คือทางออกของพุทธะ ผู้ตื่นแล้วจากมายา ความเขลาทั้งปวง

ทางสายกลาง ของบางคน คือ

ทางสายกลาง

ของบางคน คือ พรหมวิหารสี่
ของบางคน คือ ไม่คิดร้าย ไม่ทำร้าย ไม่พูดร้าย ก็พอแล้ว
ของบางคน คือ ไม่บวกกันหารสอง
ของบางคน คือ โทลเวย์
ของบางคน คือ เส้นแบ่งกึ่งกลางถนน
ของบางคน คือ ตรงกลางระหว่าง สุข กับ ทุกข์
ของบางคน คือ ตรงกลางระหว่าง ดี กับ เลว
ของบางคน คือ ตรงกลางระหว่าง ถูก กับ ผิด

ถ้าทางสายกลางคือ เสรีภาพ ทุกคนก็ถูกหมด

ถ้าทางสายกลาง คือ อริยมรรค ทุกคนก็ผิดหมด

ครับคุณ"คนไทยไม่ดราม่า"

ครับคุณ"คนไทยไม่ดราม่า" คมมากครับโดยเฉพาะคำว่า

"""ถ้าทางสายกลาง คือ อริยมรรค ทุกคนก็ผิดหมด"""???

ถ้าให้ผมวิเคราะห์ต่อตามที่คุณนำเสนอผมเห็นว่ามาตรฐานทางไม้บรรทัดเราใช้สเกลต่างกันครับ? เช่นศาลหรือตราชูตราชั่ง แค่มองให้มันตรงระหว่างสองข้าง ก็คือกลาง? หรือสายกลางตามบทบาทหน้าที่หรือไม้บรรทัดประจำตัวเขาแล้ว?

แม้ความจริงในที่ลึกซึ้งเชิง "ปรมัตถ์สัจจะ" ก็มีเงื่อนไขว่ามีบางคนเท่านั้นที่เข้าใจเข้าถึง ในความหมายที่ลึกซึ้งนั้น? เพราะคนเรามีไม้บรรทัดส่วนตัวไม่เหมือนกัน?หรือจูนความถี่ความละเอียด ในการสื่อสารต่างกันจนเกิดความหมายความเข้าใจไปตามจริตตน มากกว่าเนื้อหาสาระในสัจจะธรรมอันนั้น ที่แปรผันตามจริตและบทบาทหน้าที่ จริตที่ต่างกันออกไป ในการให้ความหมายและนิยาม "กลาง" หรือ"สายกลาง"ที่ต่างกันออกไป

แม้แต่เศรษฐกิจพอเพียง(แอบตอบคุณพญาไท) ถ้าคิดในเชิงปรัชญาก็ผิด?(ท้าดีเบตได้ทุกคนว่าผิดจริงเพราะขัดแย้งกับหลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นหลักอุปสงค์อุปทาน ทางเศรษฐศาสตร์ที่เล็กกว่าปรัชญา) หรือถ้ามองว่าเป็นศาสตร์ก็ผิด?(เศรษฐศาสตร์เบื้องต้นเรื่องอุปสงค์อุปทาน) และเพราะผิดทั้งการใช้ภาษาที่สื่อผิดเจตนา(อ้างอิงหลักพุทธในทางสายกลางต้องใช้คำว่า"พอดี(สมดุล) ไม่ใช่"พอเพียง"(สมถะ)")

เพราะ ถ้า"สมถะ"(พอเพียง)เป็นเรื่อง"ปัจเจก" เช่นการชั่งน้ำหนักให้ยุติของสองอัตตความต่างที่มากกว่าหนึ่ง(ปัจเจก) ผลในทางยุติในอัตตาที่มากกว่าหนึ่งต้อง"พอดีเป๊ะ" แต่"พอเพียงเป๊ะ" ไม่มีไม่ยุติทางศาสตร์หรือทางเศรษฐศาสตร์เหมือนกัน เป็นการบริหารจัดการความต่างของอัตตา(ปัจเจก) ที่มากกว่าหนึ่งการตัดสินเชิงไม้บรรทัดจึงต้องตัดสินร่วมเป็นพหุฯไม่ใช่ปัเจกฯ???

ดังนั้นทางยุติแบบนั้นมันจึงต้องใช้คำว่า"พอดี"(สมดุล) ไม่ใช่"พอเพียง"(สมถะ) ยิ่งคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง นี้ผิดทั้งหลักภาษาและผิดทั้งหลักปรัชญาและศาสตร์(มั่ว) แต่คนไทยรับรู้ รับฟังในแบบมั่วๆมา มันจึงมั่วทั้งแผ่นดินแบบนี้? ยิ่งในในนิยามทางสายกลางยิ่งมั่ว? เพราะ "เศรษฐกิจพอเพียง"มันคือปัจเจก ไม่ใช่พหุฯ? ที่สำคัญมันเถียงกับแค่ระดับเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นอุปสงค์อุปทานแค่นั้น? ยังไม่ผ่านมันไม่ใช่ทางสายกลางทางเศรษฐศาสตร์(แต่แนวทางพอเพียงคือ"สมถะ"มันคือปัจเจกที่ต้องวัดทางปัจเจก หรือศาสนา? )วัตรปฎิบัติเพื่อการหลุดพ้น?มันคนละเรื่องกัน จะเอามามั่วกับเสกลพหุฯแบบนี้ไม่ได้?มันผิดฝาผิดตัวผิดบทบาทหน้าที่กัน(มั่ว)???

แม้แต่จะเอาแบบขำๆ ตามที่ผมชี้ว่าทางสายกลางคือโทล์เวย์(ไม้บรรทัดแบบตลกคาเฟ่เน้นขำๆ) แต่ถ้าจะะเอาให้ขำกว่านั้น ทางสายกลางของผู้กุมอำนาจรัฐไทยขณะนี้คือ"เหน่งๆกลางกะบาลมัน" ต่อนิยามคำว่า"สมานฉันท์"เพราะ เขาตีความตรงนั้นคือ"ขมาณ.ฉัน"เพราะอัตตาแบบข้าคือความถูกต้อง เงื่อนไขเพราะไม้บรรทัดที่ใช้ต่างกัน? บางคนบางทีมีการใช้ไม้บรรทัดจุ่มขี้(อัตตาอคติ)

ทางสายกลางแบบนั้นมันจึงแปลไทยเป็นไทยว่า"เหน่งๆกลางกะบาลมัน" หรือ"ขมาณ.ฉัน" แต่ปากผลิตวาทะกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองดูดีว่า"สมานฉันท์" เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเช่นกันมั่วครับ? แต่ถ้า"ความพอเพียง" ตรงนี้ผมยอมรับว่าใช่? และไม่ขัดทั้งหลักภาษา,เจตนา และศาสตร์แบบเศรษฐศาสตร์เพราะแยกแยะแล้ว? ไม่เอาเศรษฐกิจไปมั้วกับความพอเพียง เรื่องนี้เถียงถึงฎีกาไม่ว่าหน้าไหน? จะต้นฉบับแบบใด? มาดีเบตกันได้???

พระพุทธองค์ตรัสว่า

พระพุทธองค์ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ตราบใดทีโลกนี้ยังมีผู้ที่เดินทางตามมรรค ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกิธาคา พระโสดาบัน และพระปัจเจกพุทธเจ้า" นี่เป็นการแสดงว่าหากเดินทางตามมรรคแล้วย่อมมีที่หมายอันแน่ชัด

คนไทยไม่ดราม่า มรรคแปดไม่ใช่

คนไทยไม่ดราม่า

มรรคแปดไม่ใช่ ตรงกลางระหว่าง ถูก กับ ผิด นั่นถูกต้อง

แต่ มันอาจจะ ตรงกลางระหว่าง ดี กับ เลว สุข กับ ทุกข์ บุญ กับ บาป ก็ได้

ลองเทียบกับ องค์ทั้งแปดดู

คือ พูด

คือ พูด ง่ายๆว่า

ชาวพุทธเราถือว่า มรรค คือทางอันประเสริฐ เป็นหนทางที่ถูกต้อง (แม้จะพูดอย่างใจกว้างแล้ว ก็ ยังต้องพูดว่า ถ้าไม่ใช่ทางที่ถูกต้องทางนี้ทางเดียว ก็เป็นทางที่ถูกต้องทางหนึ่งล่ะ) ในการไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์

ซึ่ง นั่นจะต้องไปให้ พ้นบุญ พ้นบาป พ้นสุข พ้นทุกข์ พ้นดี พ้นชั่ว ด้วย