ร่าง พรบ.ปรองดองฯกับมาตรฐานและลำดับขั้นความเป็นคน

เช้าวันนี้ผมได้มีโอกาสอ่านร่าง พรบ.ว่าด้วยความปรองดอง (ต่อไปจะแทนด้วย "ร่าง พรบ.ปรองดอง") ฉบับเต็ม[1] แล้วก็เกิดความกระอักกระอ่วนใจ แต่ด้วยความที่ธรรมชาติของตัวผมเองไม่ได้ถูกฝึก และเรียนมาในฐานะนักกฎหมาย จึงต้องขอละเว้นไม่เข้าไปพูดในประเด็นด้านกฎหมาย และการตีความทางกฎหมายของ ร่าง พรบ.ปรองดองนี้ กระนั้นต่อให้เราตัดประเด็นเรื่องทางกฎหมายออกไปตัวเนื้อหาโดยรวมๆ และการมีอยู่ของ พรบ.ปรองดองนี้โดยตัวมันเองนั้นก็นับว่ามีปัญหามาก และในระดับรากฐานที่สุดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเลยก็ว่าได้ นั่นคือ "การทำให้ความเป็นคน ของคนแต่ละคนในสังคมไม่เท่ากัน"
               
คงเป็นการยากที่จะปฏิเสธว่าการเขียนถึงท่าทีต่อการ "ปรองดอง" และการ "สร้างบรรยากาศของความปรองดอง" ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์, ทักษิณ และ นปช. ว่า ปรองดองโดยจงใจหลงลืมผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรง และครอบครัวของเขาเหล่านั้น ให้ลืมไปเถิด แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ มีการเขียนถึงมาไม่น้อย โดยเฉพาะจากอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, อาจารย์พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ และอีกหลายท่าน แต่แน่นอนว่า ร่าง พรบ.ปรองดอง มันมีนัยยะสำคัญเกินกว่าการเป็น "ท่าที และการสร้างบรรยากาศ" อย่างที่ผ่านๆ มา ในทางหนึ่งมันย่อมหมายถึงการหักหลังความเชื่อใจทั้งหมดทั้งมวลที่มีต่อรัฐบาล ของเหล่าผู้ซึ่งสูญเสีย และครอบครัว สองมันคือการเรียกร้องอย่างไร้ยางอายต่อผู้ที่เสียสละมามากจนเกินกว่าจะเสียสละอะไรต่อไปได้อีก สามมันเสมือนการตอกตะปูปิดฝาโลงความหวังอันริบหรี่ในการเคลื่อนไหวเพื่อให้ความจริงปรากฏ และสี่มันคือการยัดเยียดมาตรฐานของความเป็นคนอันไม่เท่ากันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร (ซึ่งไม่ใช่ลักษณะใหม่ในสังคมไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นลักษณะที่ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่ง ที่ผู้มีใจใฝ่ประชาธิปไตยควรเกิดอาการคลื่นเหียนทุกครั้งที่พบเจอเสียด้วยซ้ำ)
               
ความผุพังทางความคิด และท่าทีที่มีต่อการเมืองสามประการแรกนั้นคงไม่ผิดที่จะกล่าวได้ว่า มันตอบอธิบายตัวมันเอง (self-explanatory) อยู่แล้ว เพราะผู้ซึ่งสละชีวิตให้กับการต่อสู้ทางการเมือง และครอบครัวของพวกเขาเหล่านั้นนั้น เป็นผู้ที่เสียสละเกินกว่าที่จะมีใครหน้าไหนมีสิทธิมาขอให้พวกเขาเสียสละอะไรเพิ่มเติมได้อีกแล้ว แต่ในขณะนี้ทางรัฐบาล และ นปช. กลับขอให้พวกเขาเสียสละยิ่งขึ้นไปอีก ขูดรีดให้พวกเขา "สละความทรงจำ และความเป็นธรรมทั้งปวงที่มีต่อการสูญเสียนั้น" อนึ่งหากนี่เป็นท่าที่ของรัฐบาล และรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย มันก็คงเป็นระบอบประชาธิปไตยในนัยยะที่ "ประชา" ไม่ได้สื่อถึง "ความเป็นคน" หากแต่สื่อถึง "วัตถุทางการเมือง (Political subject)" อันมีค่าต่ำกว่าคนเสียมากกว่า เป็นวัตถุทางการเมืองที่พวกเขา (รัฐ) สามารถเรียกร้อง และขูดเค้นทุกคุณค่าเหนือตัวตนนั้นๆ ออกมาเพื่อประโยชน์ขอพวกเขาได้อย่างเต็มที่
               
ในแง่นี้เองที่ความฟอนเฟะของ ร่าง พรบ.ปรองดอง นี้นำมาสู่ข้อสรุปข้อที่สี่ ที่ว่ามันกำลังยัดเยียดมาตรฐานของความเป็นคน ว่าตัวตนของผู้ซึ่งสูญเสีย และครอบครัวนั้นไม่ได้เป็นคนดั่งเช่นที่พวกเขาเป็น มันเป็นการบอกกล่าวอย่างทื่อมะลื่อ ผ่านตัวอักษรว่า เฉพาะตัวตนที่มีอำนาจในการลิดรอนสิทธิของผู้อื่นเท่านั้นจึงนับได้ว่าเป็นคน ส่วนตัวตนอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ก็จงอยู่ในกองของฝุ่นผงต่อไป ที่มีหน้าที่ (function) เพียงแค่รับเงินไปเมื่อลูกตาย แล้วก็เงียบๆ หายๆ ไปเสีย อย่าได้มาปรากฏตัวอย่างเป็นปฏิปักษ์ใดๆ อีก หากจะปรากฏก็อนุญาตให้ทำได้แต่ในเพียงบทบาทของการเชิดชูเท่านั้น ไม่สู้ต่างจากการเป็นเทพยดาที่ล่องลอยอยู่เหนือสามัญสำนึก ความรับผิดชอบชั่วดี และการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ นัก
               
ปัญหาสำคัญที่ ร่าง พรบ.ปรองดองก่อร่างภาวการณ์ดังกล่าวขึ้นมานั้น เห็นได้จากการ "กราดเกลี่ย (Generalise)" ให้เกิดการนิรโทษกรรม (ลบทิ้งกรรมอันเป็นโทษ ว่าเสมือนไม่เคยเกิดขึ้น) ของทุกๆ ฝ่าย นับแต่19 กันยายน 2549 - 10 พฤษภาคม 2554 หรือพูดง่ายๆ คือ "เก็บทุกอย่างไว้ใต้พรมเสีย เหมือนทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ทุกฝ่ายต่างหวังดีกับสังคมด้วยกันหมด"
               
การกราดเกลี่ยที่ว่านี้เองที่เป็นปัญหามากเพราะมันมีค่าเท่ากับการจัดวางโครงสร้างของความเป็นคนขึ้นมาใหม่ กล่าวคือ ความเป็นคนนั้น หาได้เกิดมีขึ้นตามธรรมชาติ มันต้องผ่านกระบวนการก่อสร้าง ลบทิ้ง ต่อเติมชุดคุณค่ามากมายบนตัวตนนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ คนจึงไม่ได้มีความหมายถึงมวลสารของเลือดเนื้อและกระดูก แต่มันต้องหมายรวมไปถึงคุณค่าอื่นๆ เช่น สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การยอมรับในสังคม ความยุติธรรม เป็นอาทิ ที่หลอมรวมเป็นตัวคนๆ นั้นขึ้นมาบนพื้นที่ของสังคมโลก ซึ่งการกราดเกลี่ยของ ร่าง พรบ.ปรองดองนี้เองมีนัยยะที่พิเศษอยู่ คือ โดยปกติการกราดเกลี่ย มักจะให้ภาพของการกระจายๆ ตัวออกไปอย่างเท่าๆ กัน แต่กับกรณีของ ร่าง พรบ.ปรองดองนี้ มันกลับตรงกันข้าม มันเป็นการกราดเกลี่ยที่ปัดคุณค่าของความเป็นคนให้กองไว้กับฟากหนึ่ง โดยที่ลดทอนอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไม่ปราณีปราศรัย เพราะมันเป็นการฉาบหน้าให้เท่ากัน จากฐานของความไม่เท่ากันแต่เดิมอยู่แล้ว
               
ร่าง พรบ.ปรองดองนี้ ทำตัวดัดจริตเสมือนว่า คณะรัฐประหาร (คปค./คมช.) และผู้สังหารประชาชน กับครอบครัวผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมเป็นผู้ซึ่งเสียหายอย่างเท่ากัน ในระนาบเดียวกันแต่ต้น จึงจะมาสามารถ "เกลี่ยทุกอย่าง" (นิรโทษกรรม) ได้เหมือนๆ กันไปหมด ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งก่อความผิดระดับโทษประหารชีวิต แต่กลับได้กินดี อยู่ดี รับตำแหน่งสูงๆ ทั้งทางการเมือง และสังคม โดยไม่เคยต้องรับโทษในทางกฎหมายใดๆ เลย ในขณะที่ผู้เสียชีวิตในการชุมนุม และครอบครัวนั้นแม้จะไม่ได้กระทำผิดอะไร (หรือหากจะผิด ก็เป็นความผิดที่มีโทษเล็กน้อยกว่าการรัฐประหาร หรือการสั่งปราบปรามประชาชนมากอย่างเทียบไม่ได้) แต่พวกเขานั้นกลับได้รับความเสียหายอย่างไม่อาจจะประเมินได้อยู่แล้วแต่ต้น นี่มันคือระนาบของความต่างที่เกิดขึ้นแต่แรกอยู่แล้วที่หากตาไม่มืดบอดย่อมมองเห็นได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด ฉะนั้นการจะมาฉาบเกลี่ยผิวหน้าให้ทุกอย่างมันหายไปหมด เหมือนๆ กัน โดยไม่สนใจความไม่เท่ากันอย่างสิ้นเชิงของรากฐานของปัญหาใดๆ เลยนั้น จึงทั้งเป็นความมักง่าย และเป็นการบอกให้รู้อย่างชัดแจ้งด้วยว่า สำหรับรัฐบาลแล้ว "คนที่ตายไป เป็นเพียงมวลสารของเลือดและก้อนเนื้อที่เคยขยับได้เท่านั้น" ไม่ได้เป็นอะไรที่เกินเลยไปกว่านั้น โครงสร้างของความเป็นคนของเขาเหล่านี้จึงถูกรื้อถอนออกมา อย่างไม่ใยดี
               
สำหรับร่าง พรบ.ปรองดองนี้ ความเป็นคนมันจึงกลายเป็นสิ่งที่มีลำดับขั้น หากแต่เป็นลำดับขั้นที่จะมองไม่เห็นจากภายนอก เพราะโดนฉาบเกลี่ยเอาไว้ ให้ดูเท่าๆ กันไปเสียหมดจากการนิรโทษกรรมทุกฝ่าย ลำดับขั้นของความเป็นคนจึงแสดงออกอยู่แต่เพียงที่ฐานรากของปัญหาอันขรุขระไม่มีเท่าเทียม ที่ ร่าง พรบ.นี้พยายามจะกลบปิดเอาไว้ ความเป็นคนถูกตัดสินผ่านมาตรฐานชุดใหม่ นั่นคือ การดูจากความมีอำนาจเหนือการตัดสินคุณค่าของความเป็นคนนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มบุคคลซึ่งครั้งหนึ่งเราเคยคิดว่าเค้าเป็นคนเหมือนๆ กับเรา เพราะเขาเรียกร้องหาความเท่าเทียม และปัญหาเรื่องการมีหลายมาตรฐานเหมือนกับเรากลับไม่มีอยู่แล้ว เพราะเค้ากลับกลายเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินคุณค่าเหนือความเป็นคนได้แล้ว (และด้วยเสียงของพวกเราๆ เองด้วยนี่แหละ) ความเป็นคนของพวกเค้าหาได้หายไป แต่สิ่งที่ถูกทำให้หายไปนั้นคือความเป็นคนของพวกเรา ที่จะถูกกลบทับไปให้กลายเป็นวัตถุทางการเมือง เพื่อตอบสนองฟังก์ชั่นการทำงานตามวิถีของความปรองดองต่อไป กล่าวอีกอย่างก็คงไม่ผิดที่จะบอกว่า "หากเราเลือกที่จะปรองดองในรูปแบบนี้แล้ว แปลว่าเรากำลังเลือกที่จะละทิ้งความเป็นคนด้วยมือเราเองอีกถ่ายหนึ่งด้วย" หากเรายังหวังจะอยู่อย่างคนที่เท่าเทียมกันต่อไป คงหนีไม่พ้นให้ทำการเสริมรากฐานอันขรุขระไม่เสมอกันนี้ให้ได้ระดับใกล้เคียงกันก่อน และการณ์นี้จะขาดไม่ได้เลยซึ่ง "การได้มาซึ่งความจริง" และไปสู่การคืนความเป็นธรรมให้กับผู้สูญเสียอย่างยุติธรรมเสียก่อน ความปรองดองนี้จึงจะมีสิทธิเกิดขึ้นได้
               
ผมรู้สึกคลื่นเหียนมากจริงๆ กับร่าง พรบ.ปรองดองนี้...   
               
 
               
 
 
จากบทความเดิมชื่อ:ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ กับมาตรฐาน และลำดับขั้นความเป็นคน
 

[1]สามารถเข้าถึงได้จาก http://www.mediafire.com/view/?acdn1nbxihn66hi
 
 

Comments

พอนึกถึงและลองคิดเปรียบเทียบเ

พอนึกถึงและลองคิดเปรียบเทียบเรื่องทำนองนี้ที่เคยเกิดในอาร์เจนติน่าหรืออินโดนีเซียแล้ว ทำให้รู้สึกวังเวงว่า ไทยยังอยู่ในขั้นตอนยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์เลยละกระมัง สำหรับลำดับวิวัฒนาการการชดเชย ลงโทษผู้กระทำผิด และทำความจริงให้ปรากฏ...
.......

"ร่าง พรบ.ปรองดองนี้

"ร่าง พรบ.ปรองดองนี้ ทำตัวดัดจริตเสมือนว่า คณะรัฐประหาร (คปค./คมช.) และผู้สังหารประชาชน กับครอบครัวผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมเป็นผู้ซึ่งเสียหายอย่างเท่ากัน ในระนาบเดียวกันแต่ต้น จึงจะมาสามารถ "เกลี่ยทุกอย่าง" (นิรโทษกรรม) ได้เหมือนๆ กันไปหมด ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งก่อความผิดระดับโทษประหารชีวิต แต่กลับได้กินดี อยู่ดี รับตำแหน่งสูงๆ ทั้งทางการเมือง และสังคม โดยไม่เคยต้องรับโทษในทางกฎหมายใดๆ เลย ในขณะที่ผู้เสียชีวิตในการชุมนุม และครอบครัวนั้นแม้จะไม่ได้กระทำผิดอะไร (หรือหากจะผิด ก็เป็นความผิดที่มีโทษเล็กน้อยกว่าการรัฐประหาร หรือการสั่งปราบปรามประชาชนมากอย่างเทียบไม่ได้) แต่พวกเขานั้นกลับได้รับความเสียหายอย่างไม่อาจจะประเมินได้อยู่แล้วแต่ต้น.."

รู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ เห็นด้วยกับบทความนี้

คุณทักษิณและพรรคพวกจะทำอะไรก็ใช้สมองคิดเยอะๆ ครับ เพราะสุดท้าย หากคุณปรองดองแบบไร้สมองและไร้หัวใจแบบนี้ หลงคารมและเดินตามเกมฝ่ายตรงข้ามจนเสียมวลชน ในที่สุดคุณจะไม่มีที่ยืนบนผืนแผ่นดินนี้ ยุคนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป คอนเท็กซ์ของเรื่องไม่ใช่เหมือนการต่อสู้สมัยปี 34, 19 หรือ 16 ณ สมัยนั้นคนส่วนใหญ่ยังไม่ "ตาสว่าง" ฉะนั้น การที่คุณจะคิดปรองดองเพื่อเอาใจอีกฝ่ายอาจเป็นสิ่งที่ทำแล้วคุณได้ใจคุณส่วนใหญ่ของประเทศ แต่วันนี้ ต่างจากวันนั้น "ฟ้ากับเหว" เพราะประชาชนส่วนใหญ่ตาสว่างและรู้ว่าใครทำอะไรอยู่เบื้องหลัง ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็บอกคุณแล้วว่าประชาชนเขาคิดอย่างไร ฉะนั้น การที่คุณคิดปรองดองแบบนี้ ไม่ได้ทำให้คุณได้ใจประชาชน แต่กลับทำให้คุณ "เสียมวลชน" ไปทุกวันๆ จนในที่สุดจะไม่มีประชาชนสนับสนุนคุณอีกต่อไป เลือกตั้งต่อไปคุณก็จะแพ้ไปเรื่อยๆ จนสูญพันธุ์ ตอนนี้คุณยังมีโอกาสคิดใหม่และปรับปรุงอะไรที่เดินมาผิดพลาด

อย่าลืม..ว่าประชาชนเท่านั้นที่ยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน ไม่ใช่อย่างอื่น ผมรู้สึกผิดหวังมากที่คุณทักษิณและพรรคพวกเลือกทางปรองดองแบบนี้ เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่ลงคะแนนให้เพื่อไทยเมื่อตอนเลือกตั้ง ผมก็คงต้องโทษตัวเองเหมือนกันที่มองอะไรในแง่ดีเกินไป ที่คิดฝันไปว่า คุณทักษิณจะมี "หัวใจและความเป็นมนุษย์" มากกว่านี้

ท่าจะเป็นแดงเทียม ถ้าแดงแท้เข

ท่าจะเป็นแดงเทียม
ถ้าแดงแท้เขาก็จะ..แล้วแต่ท่านทักษิณ..ทั้งนั้นแหละ
ดูอย่างเต้น กับ ตู่ ซิ นั่นหละตัวอย่างแดงจริง

.......ปลดปล่อยนักโทษการเมือง

.......ปลดปล่อยนักโทษการเมืองถ้าคุณคิดว่าประเทศคุณเป็นประชาธิปไตย.....

.............

......ความขัดแย้งทางชนชั้นอันจริงแท้.............เริ่มจะแผ่แบหรามาให้เห็น
พี่น้องมองผองนายทุนหมุนเงินเป็น.................แม้จะเล่นมุกไหนไม่พ้นเงิน
ผองอำมาตย์ฆาตกรซ่อนเงื่อนงำ....................ทำระยำก็ยังดูพวกหมู่เปิ้น
คิงก็บ่ฮู้ฮาหารวยเกิน..................................มันบังเอิญเพลินฮาก็บ่ฮู้คิง
......แต่ผองไพร่ถูกใครจ้างข้างคูหา...............ยังคิดว่าฮาจะให้ได้ทุกสิ่ง
ระบบอุปถัมภ์นำพึ่งพิง.................................แต่ถูกทิ้งอยู่ที่คุกสนุกมัน
รื้อกำแพงคุกสักทีจะดีไหม..............................ดูว่าใครต่อใครในที่นั่น
ถ้านักโทษการเมืองเปลื้องออกพลัน.................ถ้าฆ่าฟันกั้นไว้ไร้เมตตา
......คุณเกี้ยเซี้ยกันกอดยอดปิรามิด..............ไพร่สถิตอยู่ที่ฐานพล่านค้นหา
คุณขึ้นฝั่งใครขังคุกขลุกโจรา..................คุณคิดว่าประชาธิปไตยใครสู้จริง
เขาขับเรือเพื่อส่งใครใช่แค่คุณ...................เขาคือฝุ่นทรหดอดทนยิ่ง
ยอดเขาปิรามิดอาจปลิดทิ้ง.........................สะดวกวิ่งฉิวไปให้คุณพลัน
.......เขามาหยุดอยุติธรรมกรรมต่างหาก.........ที่มามากอยากให้หยุดมันสุดกลั้น
สองมาตรฐานบันดาลใจไปโจษจัน...............จึงช่วยกันผลักไสไม่อยากดู
เอารถถังสตังค์กูมาขู่ฆ่า..........................เอาปืนผามาปังหนังสติ๊กสู้
คนไทยใจดีแท้แม้เจองู...........................เห่าหดหู่รู้ว่าสัตว์กัดถึงตาย
.......เพราะประชามีเมตตามหานิยม.............ใครที่ถ่มถุยใส่ให้ฉิบหาย
ใครดูหมิ่นหมองหม่นมีกลอุบาย..................เห็นเป็นควายหมายจูงก็จงจำ
อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง*......................เป็นพลังแกร่งกล้าจะคลาคล่ำ
อยากให้คนเสื้อแดงสิ้นแรงนำ....................ก็อย่าทำกรรมชั่วยั่วต่อไป
......หลังส่งคุณขึ้นฝั่งยังไม่จบ...........สนามรบปรบมือเรียกสำเหนียกได้
นักโทษการเมืองเรื่องปรองดองต้องยังไง.....และลากไส้ใครฆาตกรมานอนคุก
ฝูงเครือข่ายฆาตกรหวังย้อนรอย................ยังเฝ้าคอยกลับคืนวันชื่นสุข
แต่เมืองไทยเปลี่ยนไปแล้วไม่แคล้วยุค........ยักษ์หลับลุกปลุกกระเบื้องเฟื่องฟูเอย.......

การทำเช่นนี้คือความขลาดของพรร

การทำเช่นนี้คือความขลาดของพรรคเพื่อไทย
มิหนำซ้ำยังเขลาอีกด้วย
มองระยะสั้นเพียงแต่จะช่วยคุณทักษิณกลับบ้านอย่างมืดบอด
นึกหรือว่ากลุ่มพวกที่ตนไปเอาอกเอาใจปรองดองด้วยนั้น
เขาจะสำนึกในพระคุณและหันกลับมาเอื้ออาทร..
...ประมาทไปแล้ว...
พรรคเพื่อไทยคงนึกละซีว่าจะเป็นวีรบุรุษทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย
แท้จริงกลับเป็นการสุมไฟกองใหญ่กว่าเก่าเสียด้วยซ้ำ
คุณทักษิณเองมีเงินทองมากมาย
อยู่เมืองนอกก็ไม่ถึงกับจะลำบากนัก
แทนที่จะทนอยู่เมืองนอกไปอีกสักระยะ
ปล่อยให้บ้านเมืองได้หาความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพื่อมาเปิดเผยให้กระจ่าง
แล้วค่อยกลับมาก็ยังไม่สาย
แล้วตัวเองก็ยังสง่ากว่านี้อีกด้วย
ณ วันนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมตัวเตรียมใจได้เลยว่า
ฐานมวลชนที่เคยสนับสนุนคุณ จะไม่เอาด้วยกับคุณอีก
และนี่มิใช่แค่การสั่งสอนแบบดาษๆ อย่างที่คิดกัน
หากแต่เป็นการลงโทษในทางประวัติศาสตร์การปกครองเลยทีเดียว
น่าเสียดายและชวนสังเวชใจมากสำหรับพรรคการเมืองหนึ่ง
ที่หายากมากที่จะได้ทั้งใจและวิญญาณของประชาชนเช่นที่ผ่านมา
แต่ถึงเวลานี้ก็คงต้องทำใจ
เพราะพรรคเพื่อไทยเลือกทางเดินของตนเองอย่างนี้แล้ว

ในเมื่อคุณอยากปรองดองโดยไม่เห

ในเมื่อคุณอยากปรองดองโดยไม่เห็นคุณค่าของประชาชน ที่เสียสละทุก ๆ อย่างไปแล้วแม้กระทั่งชีวิต

คุณทนเห็นความอยุติธรรมหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นได้ แล้วบอกให้มวลชนที่คุณคิดว่าเขาออกมาต่อสู้เพื่อ

คุณให้ลืมๆ มันไปซะ พวกผมก็จะทำใจลืมๆ มันไป อย่างที่คุณต้องการ

แต่ไม่ใช่ลืมความอยุติธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นนะ

แต่จะลืมพวกคนอย่างคุณ ที่ทำให้เราเจ็บแล้วเจ็บอีก ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก ศัตรูทำร้ายพวกเรายังไม่เจ็บ

เท่าโดนพวกเรากันเองหักหลัง

คุณอยากเดินขึ้นเขาคนเดียวโดยไม่ต้องมีคนอุ้มหรือคอยดันหลัง..

ก็เรื่องของคุณ

คือ ผมมองว่า (ร่าง) พรบ.

คือ ผมมองว่า (ร่าง) พรบ. นี้มันแย่มาก คือ มันไม่ใช่การมา "เอามือปิดตาแล้วบอกว่าท้องฟ้าไม่มีอยู่" อะไรอย่างงั้น แต่มันเป็นเหมือนการ "เอาปืนจี้คนที่เรารัก แล้วบอกว่าคนรักเราจะปลอดภัยก็ต่อเมื่อเราต้องเชื่อตามมันว่าท้องฟ้าไม่มีอยู่จริง"

คือ มันเป็นการกรรโชกทางความคิดที่โหดร้ายเสียยิ่งกว่าการเอามือปิดตาซะอีก เพราะหากไม่เอา ร่าง พรบ. นี้พี่น้อง ผองเพื่อนที่นอนอยู่ในคุกอยู่ "จริงๆ" ณ ขณะนี้ก็ต้องค้างเติ่งเช่นนั้นนานขึ้นไปอีก (และหากไม่เอา พรบ. นี้ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหรจะได้ช่วยให้พวกเค้าออกมาได้ "จริงๆ")

ฉะนั้น ร่าง พรบ. นี้มันจึงเป็นการ "บังคับ" อย่างอุกอาจ เหมือนการเอาปืนจี้หัวคนรักเรา ในฐานะตัวประกัน แล้วบังคับให้เรา เชื่อ และเห็นทุกอย่างตามที่มันเห็น

ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขียนบทความนี้มา ผมก็กระอักกระอ่วนใจ เพราะใจหนึ่งผมก็อยากให้คนในคุกได้ออกมา พวกเค้าทรมาณ และเสียสละมามากจนเกินกว่าคำว่าเกินพอไปมากแล้ว พวกเขาไม่ควรจะต้องเสียสละเพิ่มอีกแม้แต่วินาทีเดียวในคุก แต่หากพวกเค้าต้องออกมาด้วยเงื่อนไข และวิธีการแบบนี้ ที่บั่นทอนคุณค่าทุกอย่างเช่นนี้ (รวมถึงคุณค่าความเป็นคนของพวกเขาเหล่านั้นเองด้วย) ผมเองก็ไม่คิดว่ามันจะเรียกได้โดยตัวมันเองว่าจะเรียกได้ว่าเป็นการช่วย...คือ หากพวกเขาได้ออกจากคุกด้วยวิธีนี้ มันเหมือนกับการปล่อยตัวเองจากกรงขัง โดยปลดความเป็นคนของตนทิ้งออกไปด้วยพร้อมๆ กัน

มันก็เป็นเรื่องน่าขำที่แสนเศร้า ที่การอยู่ในคุกทำให้มีความเป็นคนมากขึ้นในกรณีนี้ ทั้งๆ ที่โดยตัวมันเองการอยู่ในคุกมันคือการลดทอนความเป็นมนุษย์โดยตัวมันเอง แต่ พรบ.นี้ มันทำให้การได้ออกจากคุกเป็นการ "ล้มล้างความเป็นคน" ออกไปเลย

...ผมไปไม่ถูกจริงๆ ว่าจะอย่างไรดี เสรีภาพทางกาย หรือสิทธิในการเป็นคน ที่เราควรจะเลือก? แน่นอนในประเทศประชาธิปไตยโดยทั่วไปมันควรเป็นคุณค่าพื้นฐานที่ได้มาพร้อมๆ กัน แต่ประเทศไทยเกรงจะไม่ใช่ประเทศอย่างนั้น

ถ้าจะปรองดองกันโดยขอให้ทุกฝ่า

ถ้าจะปรองดองกันโดยขอให้ทุกฝ่ายลืมเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ฝ่ายที่กระทำกับคนเสื้อแดงคงลืมได้ไม่ยากเพราะตนไม่ได้เสียอะไร แต่คนเสื้อแดงที่เป็นฝ่ายสูญเสียละ ชีวิต และอิสระภาพจะปล่อยให้มันสูญหายไปกับสายลมรึ มันคงไม่ง่ายอย่างนั้นแน่

เรื่องนี้มีคนตายใจกลางเมืองหล

เรื่องนี้มีคนตายใจกลางเมืองหลวง ขึ้นอยู่กับขบวนการยุติธรรม และทุกฝ่ายที่บริหารในประเทศ ว่าจะเอากันอย่างไร ให้มีความยุติธรรมกันทุกฝ่ายเพื่อไม่ให้มีการเลื่อมล้ำ จะไปโทษคนเดียวที่ออกมาพูดคงจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับระบบทั้งหมดที่อยู่ในประเทศไทยที่จะทำให้ประชาชนมีความยุติธรรมกันทุกฝ่าย

เรียน ท่านผู้ใหญ่ของรัฐบาล

เรียน ท่านผู้ใหญ่ของรัฐบาล

ผมในฐานะคนเสื้อแดงคนหนึ่งจะใส่เสื้อแดงไปร่วมประท่วงกับพันธมิตร ฯ เพราะเราผิดหวังกับรัฐบาลที่เราเลือกมาหลายครั้ง โดยเฉพาะเรื่อง พรบ.ปรองดองฯ

เรามั่นใจว่าท่านไม่ได้ทำ เพื่อประชาชน (คนเสื้อแดง) ที่เลือกท่าน ถ้าท่านแน่ใจว่าท่านทำถูกต้องท่านทำเลย เราก็แน่ใจว่าเราทำถูก เราก็จะทำ แล้วท่านก็จะได้รู้ว่า

เราคือคนเสื้อแดงที่ตาสว่างมีจิตวิญาณประชาธิปไตย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
นายกล้วย

พรบ.ปรองดองที่รัฐบาลกำลังทำคล

พรบ.ปรองดองที่รัฐบาลกำลังทำคลอดกันอยู่นั้น แท้จริงแล้วมันไม่ใช่พรบ.ปรองดอง

แต่มันคือพรบ.เสริมสร้างความแตกแยก

เมื่อพรบ.ปรองดองฉบับนี้คลอดออกมา
จะส่งเสริมความแตกแยกของผู้คนในชาติให้ร้าวลึกขึ้นและกว้างขึ้น

อามิตตพุด...เอวัง

การแดกแยก หรือ

การแดกแยก หรือ การเห็นไม่ตรงกัน คงเป็นเรื่องปรกติ
เป็นไปไม่ได้ที่คนกลุ่มใหญ่ ระดับชาติ จะเห็นตรงกัน
ต้องรับฟังมติคนส่วนใหญ่ และ ยอมรับมตินั้น
ว่าแต่ แม้มีการเลือกตั้ง ก็ยังมีกลุ่มที่ไม่ฟังเสียงส่วนใหญ่
ออกมาปั่นป่วนบ้านเมือง ราวกับว่า พวกเขาเป็นผู้นำที่น่ายกย่องสรรเสริญ ..

ผมอยากพูดสั้นๆ เรื่อง ร่าง

ผมอยากพูดสั้นๆ เรื่อง ร่าง พรบ.ปรองดองอีกสักครั้ง โดยเฉพาะกับคนที่สนับสนุนร่างนี้ว่า สุดท้ายแล้วการปัดเศษฝุ่นทุกอย่างลงไว้ใต้พรม แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะความจริงที่ว่าความสกปรกของฝุ่นผงมันยังคงมีอยู่จริง ฉะนั้นเมื่อท่านอาศัยอยู่ในห้องนั้นนานไปเรื่อยๆ ผลจากการดำรงอยู่ของฝุ่นผงและความโสมมที่ซุกไว้นั้น ย่อมส่งผล ท่านอาจจะเป็นภูมิแพ้ เป็นหวัด เป็นไข้ สุดท้ายแล้วมันก็หนีไม่พ้นการต้องเก็บกวาด "ครั้งใหญ่" ที่จะต้องรื้อห้องออกมาปัดกวาดใหม่ทั้งหมด เพื่อในคนในห้องสามารถอยู่ได้อย่างสุขสบาย

ฉะนั้นแล้ว สู้เก็บกวาดให้ห้องมันสะอาดแต่แรกไม่ดีกว่าหรือ? นี่ผมอยากสื่อสารถึงด้วยความหวังดีจริงๆ ว่า เลิกเถอะ ไอ้ (ร่าง) พรบ. แบบนี้ มันทำได้แต่การแช่แข็งปัญหา เพื่อรอการระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งคงไม่มีใครปราถนาให้เป็นเช่นนั้น

ด้วยความหวังดี

ยุติธรรมไม่มีสามัคคีไม่เกิด

ยุติธรรมไม่มีสามัคคีไม่เกิด ยุติธรรมดีสามัคคีเป็นเลิศ สามัคคี คือ หากเป็นความปรองดอง ก็ต้องสร้างยุติธรรมให้เกิดผลยุติที่ธรรมก่อน เพราะความยุติธรรมเป็นตัวนำมาซึ่งความปรองดอง ผลของการยุติ ต้องกำหนดที่ หนึ่งกฎหมายรัฐ หนึ่งธรรมะศาสนาของรัฐ รัฐ+ราษฎร คือ พลเมืองของประเทศชาติบนแผ่นดินของราชอาณาจักร กฎหมายปรองดอง ต้องบัญญัติให้เกิดยุติธรรมก่อน จึงเกิดปรองดองตามมา หากมีกฎหมายไม่ตรงกับยุติธรรม ก็เป็นปรองดองกำมะลอ และความยุติธรรมก็เป็นยุติธรรมกำมะลอ ฉะนั้น สิ่งที่เป็นกำมะลอนั้น ย่อมเป็นสิ่งหลอกลวง สังคมไทย ก็จะอยู่ด้วยสิ่งกำมะลอ/หลอกลวงกันตลอดไป ขณะ ที่อยู่ในสิ่งกำมะลอระยะหนึ่งนั้น ต้องเพียรแก้ไขกฎกติกาทั้งหลายให้เป็นสัจจธรรม คือ ของแท้ จึงจะเรียกเอาคืนความยุติธรรมได้ เมื่อได้ยุติธรรมแท้คืนมาก็เร่งส่งเสริมความปรองดองเพิ่มขึ้น จึงจะลบล้างสิ่งกำมะลอออกไปได้สิ้นครับท่าน