โต้ไทย มุสลิมกัมพูชาเข้ามาทำงานไม่มีเอี่ยวก่อการร้าย

โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชาโต้ไทยมุสลิมกัมพูชาไม่มีส่วนรู้เห็นก่อการร้ายภาคใต้ แจงแค่เข้ามาทำงาน ตรวจสอบได้ ด้านตำรวจทหารสระแก้วตรวจค้นเข้ม 31 มุสลิมกัมพูชาที่จะเดินทางลงชายแดนใต้

 

Koy Kuong โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ระบุมุสลิมกัมพูชาเข้ามาทำงาน ไม่มีเอี่ยวก่อการร้าย (ที่มาภาพ: http://khmerization.blogspot.com)

23 ส.ค. 55 – สืบเนื่องจากกรณีที่มีรายงานข่าวแจ้งว่าชาวมุสลิมกัมพูชาจำนวนมากขอใช้เส้นทางประเทศไทยทางจังหวัดชายแดนภาคใต้เดินทางไปยังมาเลเซีย แต่เมื่อเข้ามาแล้วไม่ปรากฏว่าเดินทางออกจากประเทศไทย จากนั้นก็มีการนำประเด็นนี้ไปโยงกับการก่อความไม่สงบในภาคใต้ และพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตรวจสอบชาวมุสลิมกัมพูชาที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 1,000 คนนั้น

ล่าสุดเว็บบลอก khmerization ของกัมพูชาได้อ้างข่าวสำนักข่าว Xinhua ว่านาย Koy Kuong โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ได้ออกแถลงข่าวแสดงความไม่พอใจต่อปฏิกิริยานี้ของไทย โดยนาย Koy Kuong ระบุว่าชาวกัมพูชาเหล่านี้เข้ามาหางานทำในประเทศไทยเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ของไทย และยังระบุว่ากระแสข่าวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอคติมากกว่า และเจ้าหน้าที่ไทยก็สามารถตรวจสอบชาวกัมพูชาเหล่านี้ได้ในขณะที่พวกเขาอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว

ค้นเข้ม 31 มุสลิมกัมพูชาจะเดินทางลงชายแดนใต้

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (23 ส.ค. 55) เนชั่นทันข่าวรายงานว่าพ.อ.มล.ประวีร์ จักรพันธ์ ผบ.ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา (ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 12 กองกำลังบูรพา) ได้สั่งการให้ ร.อ.อภินันท์ สงครามชัย ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา(ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 1206 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 12 กองกำลังบูรพา) ประสานความร่วมมือกับ พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ตม.จว.สระแก้ว และ พ.ต.ท.จตุรภัทร สิงหัษฐิต สวป.สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว นำกำลังร่วมกันตั้งจุดตรวจค้น บริเวณจุดตรวจร่วมทางเข้าตลาดโรงเกลือ หน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อตรวจสอบการเดินทางเข้าประเทศของชาวเขมรมุสลิม ต่อมา จนท.ได้ตรวจพบแรงงานต่างด้าวชาวเขมรตามข้อตกลง MOU ประมาณ 300 คน เดินทางข้ามด่านพรมแดนอรัญประเทศ จากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย โดยมีตัวแทนบริษัทฯ ในประเทศไทยมารอรับเพื่อพาเดินทางไปทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยกว่า 10 บริษัทฯมารอรับถึงหน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ เมื่อถึงจุดตรวจ จนท.ได้ตรวจสอบพบว่าในกลุ่มของแรงงานต่างด้าวชาวเขมรตาม MOU ได้มีชาวเขมรมุสลิมที่จะเดินทางไปชายแดนภาคใต้ของไทยเดินทางปะปนเข้ามาด้วย จนท.จึงได้นำตัวชาวเขมรทั้งหมดลงมาตรวจสอบและคัดแยกชาวเขมรมุสลิมออกมาจากกลุ่มแรงงานฯตาม MOU ที่กองร้อยทหารพรานบ้านคลองลึก หน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว

จากการคัดแยกพบว่ามีชาวเขมรมุสลิมที่เดินทางปะปนมากับแรงงานเขมรฯตามMOU จำนวน 31 คน เป็นชาย 19 คน หญิง 12 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกจำนวน 13 คน เป็นชาย 10 คน หญิง 3 คน อ้างว่าจะเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ชายแดน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อ จนท.ตรวจสอบพบว่ามีหนังสือเดินทาง(พาสปอร์ต)ใหม่เอี่ยมพึ่งเดินทางครั้งแรก กันทุกคน จนท.จึงทำการตรวจค้นพร้อมทั้งถ่ายภาพทำประวัติเก็บไว้ ส่วนชาวเขมรมุสลิมอีกกลุ่มจำนวน 18 คน เป็นชาย 9 คน หญิง 9 คน พฤติกรรมต้องสงสัยเนื่องจากไม่มีกระเป๋าเสื้อผ้ามาให้ จนท.ตรวจค้นและพูดไม่ตรงกันโดยบางคน อ้างว่าจะเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศมาเลเซีย แต่บางคนอ้างว่าจะไปท่องเที่ยวที่ จ.ภูเก็ต แต่เนื่องจากสภาพการแต่งตัวไม่น่าจะใช่นักท่องเที่ยวอีกทั้งในตัวมีเงินคนละไม่กี่ร้อยบาท และไม่มีกระเป๋าเสื้อผ้ามาให้ จนท.ตรวจค้น จนท.จึงทำการกักตัวไว้ จากนั้นได้แจ้งประสานไปยัง จนท.ชุดปฎิบัติการข่าวที่ 3 กองกำลังบูรพา มาร่วมกันสอบสวน นานกว่า 2 ชม.ชาวเขมรมุสลิมทั้ง 18 คน จึงยอมนำกระเป๋าเสื้อผ้ามาให้ จนท.ทำการตรวจค้นอย่างละเอียด แต่ไม่พบสิ่งผิดกฏหมายใดๆ

นอกจากนี้ ขณะ จนท.ตรวจค้น พบว่านายมาร์ช โรแฟต อายุ 29 ปี ชาวกัมพูชามุสลิม มีพาสปอร์ตคนเดียวถึง 2 เล่ม มีชื่อที่อยู่เหมือนกัน พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ตม.จว.สระแก้ว จึงตรวจสอบไปยัง จนท.ตม.ปอยเปต ของกัมพูชา โดย จนท.ตม.ปอยเปต ของกัมพูชายืนยันว่ารัฐบาลกัมพูชามีสิทธิออกพาสปอร์ตให้ชาวกัมพูชา 2 เล่มได้ โดยเฉพาะนายมาร์ช โรแฟต เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่รัฐบาลกัมพูชาส่งไปศึกษาที่ประเทศเกาหลี แต่นายมาร์ช โรแฟต มีลุงอยู่ประเทศมาเลเซีย นายมาร์ช โรแฟต จึงทำพาสปอร์ตใหม่อีกเล่มเพื่อเดินทางไปเยี่ยมลุงที่ประเทศมาเลเซีย หลัง จนท.ตรวจสอบเอกสารแล้วพบว่ามีการประทับตราเข้าประเทศอย่างถูกต้องจึงอนุญาตให้เดินทางต่อไปได้ โดยได้ถ่ายภาพทำประวัติไว้ทุกคน หากชาวเขมรมุสลิมเหล่านี้ไปก่อเหตุหรือไปร่วมสนับสนุนกับกลุ่มโจรภาคใต้ จะได้มีหลักฐานและประวัติไว้ตรวจสอบได้