วัฒนธรรมการเรียนแบบไทยๆ : ประเด็นปัญหาการศึกษาไทยคุณภาพต่ำสุดในอาเซียน

วงการศึกษาไทยต้องสะเทือนอีกครั้ง อันเนื่องมาจากผลสำรวจการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน คุณภาพการศึกษาไทยต่ำกว่า กัมพูชาและ เวียดนามตามลำดับ ซึ่งไทยรั้งอันดับแปด เป็นรองเวียดนามที่ได้อันดับ เจ็ด และกัมพูชาสูงกว่า อยู่ที่อันดับ หก 
 
ทำให้ผู้เขียนนึกถึงนิทานสุดคลาสสิคเรื่องหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน แต่คนไทยเองก็มิได้ตระหนักถึงสาระของนิทานเรื่องนี้มากนัก นอกจากเล่าต่อๆกันเพื่อความบันเทิงเท่านั้น นั้นก็คือ นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า 
 
หากเราสังเกตพฤติกรรมของคนในสังคมไทย เราจะเห็นคนไทยกลุ่มหนึ่งทำตัวเป็นกระต่ายโดยหยิบยื่นความเป็นเต่าให้กับ ลาว และ กัมพูชา ในนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า
 
กระต่ายจะดูถูกเต่าว่าเป็นสัตว์ที่เดินช้าเพราะขาสั้นจะมาวิ่งแข่งกับตนเองซึ่งขายาวและวิ่งเร็วกว่าได้อย่างไร พูดไปก็หัวเราะชอบใจ อย่างมีความสุข
 
พฤติกรรมดังกล่าวคล้ายกับคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ชอบล้อคนที่หน้าตาบ้านๆ หรือ พฤติกรรมเฉิ่มๆว่า ไอ้ลาว (แล้วก็หัวเราะ) วลีดูถูกที่หลายคนอาจคุ้นเคยกันดี
 
จากกรณีการสำรวจผลการศึกษาในเขตภูมิภาคอาเซียนที่ อันดับการศึกษาของประเทศกัมพูชาไต่อันดับสูงกว่าไทยส่วนประเทศลาวกับพม่านั้นไม่ได้สำรวจแต่ดูจากอันดับของกัมพูชาแล้วสามารถคาดคะเนได้ว่าประเทศลาวน่าจะอยู่สูงกว่าไทยการผลการสำรวจนี้
 
ดูคล้ายกับบทสรุป นิทานเรื่อง กระต่ายกับเต่า ที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงให้เราได้เห็นกันแล้วเมื่อ วลีดูถูกที่คนไทยกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ลาว นั้น ประกาศอย่างเป็นทางการว่าระบบโครงข่ายการสื่อสารของประเทศลาวนั้นใช้ 4 g อย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ไทยพึ่งได้สัมผัสกับระบบ 3 g จริงได้ไม่นานมานี้เอง 
 
และผลสำรวจการศึกษาที่พูดเกริ่นไว้ดังกล่าวข้างต้น เป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยเป็นกระต่ายในตัวละครหลักของนิทานเรื่อง กระต่ายกับเต่าไปแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้
 
ประเด็นที่จะเขียนถึงดังต่อไปนี้ เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับการศึกษาในมุมมองของผู้เขียนว่าสาเหตุและองค์ประกอบใด การศึกษาไทยถึงตกต่ำถึงขนาดต่ำกว่า ลาว และ กัมพูชา
 
สาเหตุและองค์ประกอบของวิกฤติการศึกษาที่ตกต่ำจนน่าตกใจทั้งที่ผ่านมาและที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ อาจมีสาเหตุมากมายเหลือคณาจะกล่าวถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ  หลักสูตรการศึกษา คุณภาพครู สภาพการศึกษาเรียนรู้แบบไทยๆ ที่เป็นอยู่ ฯลฯ เป็นต้น
 
สาเหตุดังกล่าวอาจเป็นสิ่งที่เรามองเห็นได้โดยทั่วไปทางกายภาพภายนอก หรือที่เรียกกันว่าเป็นระดับขั้นปรากฏการณ์ของปัญหา 
 
แต่ที่ผู้เขียนสนใจและเห็นว่าเป็นปัญหาในระดับขั้นของอุดมการณ์ปัญหาคือ การที่ผู้หลักผู้ใหญ่และวัฒนธรรมการศึกษาแบบไทยๆ ที่ไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนนักศึกษาหรือเยาวชน 
 
วัฒนธรรมการศึกษาไทยเป็นลักษณะเป็นการศึกษาแบบชี้นำ ชี้นำทั้งในด้านความคิด การกระทำและชีวิตของนักเรียน ความคิดและการกระทำถูกกำหนดโดยวัฒนธรรมและผู้ที่แอบบ้าอำนาจในนามของบุคคลที่เรียกตนเองว่าผู้ใหญ่ 
 
ตัวอย่างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบชี้นำนี้ จะปรากฏชัดเช่น ในสังคมไทยจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกกันว่า  กรอบ  
 
กรอบเป็นตัวกำหนดว่าสิ่งนี้ทำได้และสิ่งนี้ทำไม่ได้ โดยบางเรื่องก็ขาดเหตุผลมารองรับ แต่ก็ต้องทำเนื่องมาจากว่า มันเป็นประเพณีที่ทำสืบๆกันมา
 
การไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนยังแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของสถาบันทางสังคม แม้กระทั่ง สถาบันสื่อ ที่เป็นประเด็นล่าสุดคือการ การจะเพิ่มเรต ละครซีรี่ส์วัยรุ่นที่กระแสฮิตติดลมบน อย่าง ฮอร์โมน์ วัยว้าวุ่น หรือการเซนเซอร์ ชุดว่ายน้ำของชิซุกะ ในการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน การกระทำดังกล่าวเป็นผลจากการไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนนักศึกษาหรืออีกสถานภาพหนึ่งคือ เยาวชน ซึ่งมองโดยผิวเผินแล้ว อาจจะเห็นว่าเป็นความปรารถนาดี
 
แต่ในทัศนะของผู้เขียน มองว่าการกระทำต่างๆที่กล่าวมาและที่ไม่ได้พูดถึงเหล่านี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของเยาวชนแล้วเกิดความระแวงและผลจากการการระแวงบางเรื่องก็เกินเลยจนดูเหมือนเป็นการดูถูกสติปัญญาของเยาวชน อย่างกรณี เซนเซอร์ชุดว่ายน้ำของ ชิซูกะ 
 
วัฒนธรรมการศึกษาแบบชี้นำ โดยใช้สิ่งที่เรียกว่า "กรอบ" เป็นเครื่องมือและการหาดระแวงจนเกินเหตุดังที่กล่าวมานั้น ส่งผลโดยตรงกับเยาวชน 
 
ผลก็คือ มันได้ทำให้เยาวชนขาดทักษะในการคิดเพราะมีคนคิดให้แล้วว่าดีไม่ดีควรไม่ควร เพียงแต่ปฏิบัติในสิ่งที่เรียกว่า  กรอบ ก็จะเป็นคนดีในสายตาของสังคม
 
หากใครคนใดบังอาจทำตัวหลุดกรอบ ก็จะถูกตราหน้าว่า เลว 
 
ด้วยเหตุดังกล่าว ความสร้างสรรค์จึงไม่ค่อยเกิดขึ้นกับสังคมไทยและผลสำรวจการศึกษาที่ทำให้เราตกใจนี้ ได้เตือนเราเป็นนัยๆว่า  การอ่านนิทานเรื่อกระต่ายกับเต่าของคนไทยนั้นไม่ได้ตระหนักถึงเนื้อหาสาระคติธรรมที่ซ่อนเร้นอยู่ในนิทานเรื่องนี้เลย สังคมไทยจึงเป็นสังคมด้อยพัฒนาอย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้ แม้หลายคนจะไม่ยอมรับก็ตาม
 
จากปัญหาต่างๆที่พูดถึงทั้งหมดอยากถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบการศึกษาว่า    ได้เวลาปฏิวัติวัฒนธรรมการเรียนแบบไทยๆ หรือยัง?