ศัพท์ภาษาอังกฤษที่น่ารู้เกี่ยวกับการเมืองไทยในปัจจุบันกาล (ภาค 2)

 Frankly, my dear, I don't give a damn!"
เอาแบบเปิดอกเลยที่รัก ว่า ผมแม่งไม่แคร์หรอก

เจ้าของคำพูด
1.  คลาร์ก เกเบิลในวิมานลอย (Gone with the Wind) 
2. ผู้นำม็อบเมื่อถูกสื่อสัมภาษณ์ว่าจะทำอย่างไรถ้าม็อบนำไปสู่ความวุ่นวายสับสนเช่นสงครามกลางเมือง

 

1.Coercive collective memory  -ความทรงจำรวมเชิงบีบบังคับ

เมื่อไม่นานมานี้ทางประชาไทได้เปิดเผยข้อมูลอันน่าตื่นตาตื่นใจว่าผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระมหากษัตริย์ในอดีตได้ถูกศาลตัดสินว่าเข้าข่ายความผิดอาญามาตรา 112 ทำให้เกิดความตื่นตัวและการวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรในเว็บไซต์ต่างๆ  (ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วเพราะกระแสความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันมากลบ) ซึ่งวิธีการตัดสินของศาลซึ่งไม่ได้อิงอะไรอยู่กับหลักความจริงนักแต่อิงอยู่กับพื้นฐานความเชื่อทั่วไปและปรากฏการณ์ทางสังคมที่ผิวเผินนั้นก็มีลักษณะคล้ายกับตำราเรียนที่เรียนในโรงเรียนทุกระดับชั้นที่พยายามปลูกฝังให้คนเกิดความเชื่อต่อประวัติศาสตร์หรืออีกนัยหนึ่งคือมีความทรงจำรวมต่ออดีตของไทยในมิติที่แบนราบ แต่ในกรณีนี้คือการใช้กำลังบังคับหากใครบรรยายความทรงจำรวมที่เบี่ยงเบนไปกว่าที่กำหนดไว้จะถูกลงโทษ ประวัติศาสตร์ไทยโดยเฉพาะเกี่ยวกับกษัตริย์ในอดีตจึงกลายเป็น "ความทรงจำรวมเชิงบีบบังคับ" ไปทั้งที่น่าจะเป็นการเปิดให้มีการถกเถียงและใช้การวิพากษ์อย่างเสรีโดยตั้งอยู่บนหลักของเหตุผล

2.Cyber mob -ม็อบในโลกไซเบอร์

คำนี้ผู้เขียนไม่ได้คิดเองเพราะเป็นคำแสลงที่ใช้เรียกสำหรับการรุมประชาทัณฑ์กันผ่านสื่อทางโซเชียลมีเดียเช่นเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก บล็อก ฯลฯ เช่นการรุมด่าผู้ที่เข้ามาเสนอความคิดในกระทู้ที่แตกต่างจากชาวบ้านเช่นเข้าไปเชียร์ทักษิณในเว็บผู้จัดการ หรือเข้าไปเชียร์ กปปส.ในห้องราชดำเนิน เว็บพันทิพย์ อันเป็นวิธีการป้องกันไม่ให้มีผู้เข้ามาทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของบทความในเว็บไซต์ตน  คำเรียกอังกฤษสำหรับคนเหล่านี้อีกคำน่าเป็นยามรักษาเว็บหรือ website guards   ตัวอย่างซึ่งชัดเจนมากคือเว็บผู้จัดการซึ่งมักมีผู้เสนอความคิดเห็นคล้ายกันจนน่าตกใจและสามารถสวนกลับผู้มีความเห็นต่างได้อย่างเจ็บแสบ หรือที่น่าจะเป็นไปได้อยู่หลายครั้งคือแอบแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างเสียเองเพื่อที่จะหลอกล่อให้คนอื่นด่าตัว อันเป็นการปรามไม่ให้มีผู้กล้าแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ผู้เขียนยังคิดว่าคำนี้น่าจะใช้เรียกปรากฏการณ์ที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้รวมตัวกันอย่างหนาแน่นในเว็บไซต์และในกระทู้ใดกระทู้หนึ่งในการแสดงความคิดเห็นที่คล้ายคลึงกันเช่นต่อต้านหรือสนับสนุนรัฐบาลด้วยความรู้สึกที่รุนแรงไม่แพ้กับการตั้งม็อบจริงๆ  เหมาะสำหรับไทยเฉยหรือไทยเกียจคร้านที่ไม่ต้องการออกไปไหนนอกจากอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือไอแพดโดยแท้

3.Fragmentizing Thainess-การทำให้ความเป็นไทยแตกเป็นเสี่ยงๆ

แน่นอนว่าเทคโนโลยีย่อมเป็นตัวเร่งในการแบ่งปันข้อมูลหรือความคิดในระหว่างชาวไทยได้อย่างเสรี ย่อมไม่มีใครสามารถกุมอำนาจได้แต่เพียงผู้เดียวแม้ว่ารัฐจะมีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีกฎหมายเข้มงวดก็ตาม การแบ่งปันข้อมูลหรือความคิดย่อมเปิดให้กับกลุ่มวัฒนธรรมรองซึ่งแนวคิดของความเป็นไทยกระแสหลักไม่ยอมรับไม่ว่าพวกนิยมวัฒนธรรมต่างชาติ พวกรักร่วมเพศ พวกวัยรุ่นที่ใช้คำแสลงหรือมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง (เช่นแก๊งโอรส) พวกหมิ่นเจ้า ฯลฯ ได้มีพื้นที่ในการส่งเสียงมากขึ้น

แม้ว่าคนไทยจำนวนมากยังคงยึดถือความเป็นไทยตามแบบที่รัฐได้ส่งเสริมหรือบังคับขู่เข็ญก็ตาม แต่ความเป็นไทยไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวอย่างในอดีตอีกต่อไป อย่างเช่นนักปราชญ์อาวุโสหรือพระซึ่งในอดีตได้รับการเคารพก็ถูกด่าทอ เสียดสีอย่างมากมายผ่านเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ก  ครูบาอาจารย์เองก็ถูกลูกศิษย์นินทากันอย่างสนุกสนานผ่านเซฟบุ๊ค

4.Celebrity war –สงครามที่ใช้คนดังเป็นเครื่องมือ

ม็อบหรือกลุ่มทางการเมืองไม่ว่าเสื้อแดงหรือเสื้อเหลืองมักจะมีการระดมพลคนดังไม่ว่าพวกไฮโซหรือดาราภาพยนตร์ (หรือแม้แต่คนหน้าตาดี บุคลิกดีหรือพวกบริจาคเงินให้กับม็อบเป็นล้าน) เพื่อจะดึงดูดความสนใจจากประชาชนและมักจะได้รับความสนใจจากสื่อมากกว่าประชาชนทั่วไปในฐานะมวลชนซึ่งไร้ใบหน้า (faceless) ซึ่งอาจเดินทางมาร่วมการประท้วงเป็นเวลานานและจิตใจมุ่งมั่นกว่าพวกคนดังซึ่งบางคนอาจเข้าร่วมประท้วงแบบฉาบฉวยแต่อาจกลายเป็นผู้นำม็อบไปทั้งที่ไม่ได้มีความสามารถอย่างแท้จริง อันกลายเป็นการกระทำที่ขัดแย้งในตัวเองว่าม็อบซึ่งเรียกร้องหรือมองว่าตนเป็นตัวแทนของประชาธิปไตยกลับให้ความสนใจต่อลัทธิเชิดชูบุคคลหรือให้ความสำคัญต่อชนชั้นสูงหรือว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้เอง ?

5. Punk celebrity - เซเลบเด็กนรก (punk  ในที่นี้เป็นคำสแลงหมายถึง เด็กเลว เด็กไร้สาระ)

นิยามนี้ผู้เขียนขอยกให้กับเซเลบหรือคนดังคนหนึ่งคือหมอรูปหล่อผู้ผันตัวมาเป็นพิธีกรและดาราได้ตอบโต้อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์อย่างรุนแรง หาไร้สาระหรือความสร้างสรรค์อะไรไม่ได้แถมยังใช้คำส่อเสียดถึงบุพการี ผู้เขียนนั้นคิดว่าเรานั้นมีสิทธิที่โต้แย้งและชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของผู้อาวุโสกว่าได้ แต่น่าจะตั้งอยู่หลักของเหตุและผลไม่ใช่เอามัน  ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผู้เขียนเคยได้ฟังนักวิชาการของกลุ่มที่อยู่ตรงกันข้ามกับกลุ่มนิติราษฎร (ซึ่งส่วนใหญ่สูงอายุกว่า)ได้เสวนาหาข้อหักล้างแนวคิดของอีกฝ่ายอย่างตื้นเขินแล้วยังโจมตีกลุ่มนิติราษฎรในเรื่องส่วนตัวหรือใช้คำด่าทำนองเดียวกับคุณหมอเซเลบคนนี้ ทำให้กลุ่มนักวิชาการกลุ่มนั้นขาดพลังและความน่าเชื่อถือไปโดยปริยายในวงวิชาการ

6.Tip of the iceberg-ปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง

อันนี้เป็นสำนวนภาษาอังกฤษอันหมายถึงการเห็นความเป็นจริงเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ แล้วทึกทักว่าเป็นความจริงทั้งหมด ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นสำนวนที่สะท้อนถึงแนวคิดของกลุ่ม กปปส.ที่เห็นว่าระบอบทักษิณคือที่มาของความฉ้อฉลและความชั่วร้ายทั้งมวลของสังคมไทย ทั้งที่ระบอบทักษิณหากมีจริงก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคมไทยซึ่งเต็มไปด้วยการฉ้อราษฎรบังหลวงทุกระดับและการแสวงหาผลประโยชน์ของชนชั้นที่มีอำนาจนอกเหนือจากกลุ่มทักษิณเปรียบได้ดังภูเขาน้ำแข็งก้อนมหึมาที่อยู่ใต้ทะเล ดังนั้นจึงกลายเป็นข้อหวาดระแวงของใครหลายคนว่า หากได้หยุดประเทศไทยเพื่อการปฏิรูปตามแนวคิดของกปปส.แล้วไซร์แท้ที่จริงคือการถอนรากเครือข่ายทักษิณและวางเครือข่ายของตน รวมถึงกลุ่มอำนาจอื่นที่อยู่เบื้องหลัง เข้ามาแทนแบบเนียนๆ  ไว้ใต้ทะเลเพื่อให้คนเข้าใจกันว่าประเทศไทยได้ก้าวสู่ประชาธิปไตยและความสงบสุขของชีวิตเหมือนเดิม

7. Femininity War –สงครามความเป็นผู้หญิง


เช่นเดียวกับ Celebrity war ที่คู่ขัดแย้งทั้ง  2  ฝ่ายพยายามใช้ความเป็นผู้หญิงเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับตัวเอง รัฐบาลใช้ความเป็นผู้หญิงของนายกรัฐมนตรีในการสร้างคะแนนความนิยมเช่นเน้นความเป็นแม่และความสามารถในการประสานการร่วมมือของทุกฝ่าย (ยกเว้นกปปส.)ด้วยความนุ่มนวลของผู้หญิง หรือแม้แต่การร้องไห้ขณะแถลงการณ์เพื่อสร้างความสงสาร   กลุ่มกปปส.จึงวางกลยุทธใหม่เพื่อ     หลีกเลี่ยงการถูกโจมตีว่ารังแกผู้หญิง โดยใช้กลุ่มผู้หญิงที่นำโดยคนที่มีเฉพาะจิตใจเป็นผู้หญิงไปประท้วง ด่าทอนายกรัฐมนตรีถึงบ้าน  นัยว่าความขัดแย้งนี้คงทำให้นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี  (Feminist) เกิดความงุนงงอย่างมาก  เพราะการเมืองสามารถระดมทุกสิ่งทุกอย่างในการเข้าต่อสู้ ห้ำหันกันได้  จึงเป็นที่น่าสนใจว่าในอนาคต จะมีการใช้อะไรเป็นเครื่องมือกันอีก

8. Specter of civil war –ภาพหลอนสงครามกลางเมือง

เข้าใจว่าคงมีใครหลายคนรวมไปถึงผู้เขียนคิดว่าสงครามกลางเมืองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อสองสามอาทิตย์ก่อนโดยมีฉากโหมโรงคือการต่อสู้กันหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง  แต่ตามความจริงแล้วการรับรู้ของพวกเราผ่านสื่อต่างๆ ต่อเหตุการณ์และบทบาทของตัวละครต่างๆ เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความเป็นความเป็นจริง เพราะมีการเคลื่อนไหวและการเจรจากันหลังฉากการเมืองกันเป็นจำนวนมาก (ขอบคุณความคิดส่วนนี้ของ รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข)   ผู้เขียนคิดว่าบางทีการคาดคิดว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองอาจจะเกิดการนำเสนอของสื่อที่เกินจริงหรือเป็นฉากทางการเมืองที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการสร้างเพื่อความทำให้เกิดความตื่นตระหนกหรือความพยายามล้มรัฐบาลโดยการบีบให้รัฐบาลยอมแพ้หรือ ฯลฯ

สมมติว่าฉากทางการเมืองที่เราเห็นนั้นมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริง แต่เราก็ไม่ทราบการเคลื่อนไหวของตัวละครที่อยู่หลังฉากซึ่งอาจจะพยายามให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมาจริงๆ เพื่อตัวเองจะได้ผลประโยชน์หรือในทางกลับกันอาจจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสงครามกลางเมืองในตอนท้ายก็ได้แต่ไม่ใช่เพราะหวังดีต่อประชาชนแต่อาจเกิดจากความหวาดกลัวว่าจะนำไปสู่การพ่ายแพ้กันทั้งคู่ กระนั้นถึงแม้ว่าตัวละครจะมีการเดินกลยุทธ์กันอย่างดี แต่อย่าลืมว่าอาจมีปัจจัยภายนอกเช่นมือที่ 3  หรืออะไรก็ตามแต่ที่อาจทำให้มวลชนเกิดการอยู่เหนือการควบคู่ ซึ่งอาจจะบานปลายไปสู่สงครามกลางเมืองก็ได้ ถึงแม้ทุกฝ่ายจะไม่ต้องการเช่นนั้น

นอกจากนี้ยังมีคนกลัวว่าสงครามกลางเมืองจะกระจายไปทั่วประเทศเหมือนซีเรีย เราก็ต้องมาดูอีกว่าสงครามกลางเมืองจะมีขอบเขตระดับไหน จะกินพื้นที่เฉพาะกรุงเทพฯ  หรือว่ากระจายไปทั่วประเทศ สิ่งนี้ก็พยากรณ์ได้ค่อนข้างยากเหมือนกันเพราะต้องดูกลุ่มผลประโยชน์เช่นทหาร กลุ่มเสื้อแดงและเสื้อเหลืองในท้องถิ่นว่าจะทำอย่างไรรวมไปถึงพลังการรวมตัวของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ว่าจะร่วมใจกันป้องกันคลื่นกระแสของความขัดแย้งจากกรุงเทพฯ อย่างไร หรือมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาแทรกอย่างไร ถึงแม้สงครามกลางเมืองจะเป็นสิ่งที่ทำนายได้ยาก แต่ที่แน่ๆ  มันใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

9. Collapse of Thailand-การล่มสลายของประเทศไทย

อาจารย์สุรชาติท่านเดิมได้แสดงความรู้สึกอันน่ากลัวไม่น้อยว่าประเทศไทยในอนาคตอาจมีลักษณะเหมือนอดีตประเทศยูโกสลาเวีย และอดีตสหภาพโซเวียตที่ล่มสลายซึ่งก็สอดคล้องกับความเชื่อของใครหลายคนที่ว่าไทยอาจจะแตกเป็นไทยเหนือ ไทยใต้ ไทยเสื้อแดง ไทยเสื้อเหลือง หากความขัดแย้งทางการเมืองยังคงอยู่เช่นนี้ไปเกินทศวรรษ (ตอนนี้กินเวลามาแล้ว 7 ปี) แม้ว่ารัฐธรรมของไทยมาตราหนึ่งจะระบุไว้ว่าไทยจะแบ่งแยกไม่ได้ก็ตาม แต่ถ้าเกิดสงครามกลางเมืองจริงๆ แล้ว รัฐธรรมนูญก็กลายเป็นแค่กระดาษกับน้ำหมึก  สำหรับผู้เขียนมีตัวอย่างที่ใหม่กว่าอาจารย์สุรชาติ ก็คือประเทศซูดานที่ต่อมาแยกเป็น ซูดานและซูดานใต้ และปัจจุบันซูดานใต้ก็เกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงของชนเผ่าจนเกิดสงครามกลางเมืองอีก ผู้เขียนคิดว่าถึงแม้จะมีการแยกเป็นประเทศย่อยๆ แต่ก็อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งได้เรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้นเพราะอัตลักษณ์ของมนุษย์มีความละเอียดซับซ้อนและแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ  อันเป็นสาเหตุว่าทำไมรัฐชาติ หรือ Nation-state ในปัจจุบันถึงล้มเหลวในการพยายามทำให้อัตลักษณ์ของมนุษย์หรือกลุ่มทางสังคมมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน

10.Failed State-รัฐล้มเหลว

ถึงแม้เหตุการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปหรือเกิดความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจได้ว่าหากความขัดแย้งเช่นนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ เกินทศวรรษ  รัฐไทยจะก้าวไปสู่ความเป็นรัฐล้มเหลว อย่างแน่นอน ผู้เขียนขอให้คำนิยามแก่รัฐล้มเหลวโดยคร่าวๆ ว่าหมายถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการมีความชอบธรรมและอำนาจเหนือรัฐของตัวเอง  แน่นอนว่าหากมองตามสายตาของ กปปส.ว่าเป็นสิ่งที่ดีว่าการทำให้รัฐบาลที่ฉ้อฉลถูกลดทอนหรือหมดจากอำนาจไปเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือมันกลายเป็นการทำลายพื้นฐานหรือหลักการที่สำคัญของการปกครองประเทศอันเป็นตัวปกป้องรัฐไม่ให้ล้มเหลว ดังนั้นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและการพยายามตีความรัฐธรรมนูญเข้าข้างตัวเองอาจเป็นการปล่อยยักษ์จินนีออกจากขวดนั้นคือเปิดช่องให้กลุ่มอำนาจอื่นเข้าล้มรัฐบาลโดยวิธีเดียวกันและข้ออ้างแบบเดียวกัน ซึ่งคนจำนวนมากไม่เห็นด้วยอย่างมากกับ สมบัติ  ธำรงธัญวงศ์ที่เห็นว่าเหตุการณ์ “มวลมหาประชาชน” เช่นนี้คงเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวอันเป็นการมองข้ามถึงความแตกแยกทางอัตลักษณ์และชนชั้นครั้งใหญ่ของคนไทย