นักวิจัยสหรัฐฯ เรียกร้องให้บรรจุ 'ความผิดพลาดในการรักษา' ในสถิติสาเหตุการเสียชีวิต

งานวิจัยของนักวิจัยสาขาแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ นำเสนอว่าสหรัฐฯ ควรระบุให้ความผิดพลาดในการรักษาพยาบาลถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นลำดับที่สามของประเทศ โดยในสหรัฐฯ มีการเก็บสถิติในเรื่องความผิดพลาดทางการแพทย์น้อยมากและไม่มีการเปิดเผยถึงปัญหานี้ให้สาธารณชนรับทราบมากพอ

มาร์ตี มาคารี ศัลยแพทย์ผู้นำการเขียนงานวิจัยชั้นนี้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในใบมรณะบัตรเพื่อให้ทราบถึงกรณีการเสียชีวิตเพราะความผิดพลาดในการรักษาพยาบาลมากขึ้น อีกทั้งยังมีการเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ให้มีการเติมเรื่องความผิดพลาดทางการแพทย์เป็นสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตในรายงานลำดับสาเหตุการเสียชีวิตในรอบปีโดยทันที

พวกเขาทำการวิจัยโดยวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยอื่นๆ ก่อนหน้านี้ทำให้ประเมินได้ว่ามีชาวอเมริกันมากกว่า 250,000 ราย เสียชีวิตจากความผิดพลาดทางการแพทย์ในทุกๆ ปี ซึ่งถือเป็นอันดับที่ 3 รองจากการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ (ราว 610,000 ราย) และมะเร็ง (ราว 590,000 ราย) จากการสำรวจในปี 2557 และมากกว่าการเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจซึ่งมีอยู่ราว 150,000 ราย

งานวิจัยระบุว่า ความผิดพลาดในการรักษาพยาบาลที่ทำให้คนไข้เสียชีวิตได้แก่ปัญหาในการผ่าตัดและการให้ยาผิดขนาดหรือผิดประเภทแก่คนไข้ แต่ก็ไม่มีข้อมูลจำแนกจำนวนความผิดพลาดของแต่ละประเภทไว้เนื่องจากระบบการบันทึกแจ้งตายของ CDC ไม่ได้ระบุเรื่องความผิดพลาดจากการสื่อสาร ความผิดพลาดจากการตรวจวินิจฉัยโรค และการตัดสินใจที่ไม่ดีจนทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตรวมไปด้วย

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ระบุว่า CDC จะระบุในใบแจ้งการเสียชีวิตของผู้เสียชีวิตจากสภาพทางการแพทย์อย่างอาการหรือโรคของผู้ป่วยแต่จะไม่ได้ระบุถึงความผิดพลาดทางการแพทย์ที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตเข้าไปด้วย แต่ถ้าหากมีการบันทึกเรื่องของความผิดพลาดทางการแพทย์ลงไปด้วย มันจะกลายเป็นสาเหตุการตายที่เกิดขึ้นมากกว่าการฆ่าตัวตาย โรคเบาหวาน และโรคอัลไซเมอร์

อย่างไรก็ตาม บ็อบ แอนเดอร์สัน หัวหน้าฝ่ายสถิติการเสียชีวิตของ CDC โต้แย้งงานวิจัยว่าทาง CDC มีการระบุถึงความผิดพลาดทางการรักษาพยาบาลไว้ในใบแจ้งตายแต่ไม่ได้มีการเผยแพร่ในสถิติคนเสียชีวิตเนื่องจากมีการนิยามคำว่า "สาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิต" หมายถึงสภาวะที่ทำให้บุคคลคนหนึ่งเข้ารับการรักษา จึงไม่นับรวมความผิดพลาดทางการรักษาพยาบาลเข้าไปด้วย แต่นับเฉพาะสาเหตุเช่นโรคต่างๆ ถึงแม้ว่าโรคเหล่านั้นจะไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนไข้เสียชีวิตเองก็ตาม

แอนเดอร์สันกล่าวว่าวิธีการนับสถิติของ CDC เป็นไปตามแนวทางของนานาชาติในการใช้เปรียบเทียบสถิติการเสียชีวิตของสหรัฐฯ กับที่อื่นๆในโลกได้และการจะเปลี่ยนแปลงวิธีการนี้เป็นไปได้ยากเว้นแต่จะมี "เหตุผลที่ส่งผลมากพอให้เปลี่ยน"

ผู้เขียนรายงานการวิจัยของจอห์น ฮอปกินส์ ระบุว่าการไม่กล่าวถึงผลกระทบจากความผิดพลาดในการรักษาพยาบาลส่งผลให้ประชาชนไม่มีความสนใจในเรื่องนี้มากพอและทำให้ไม่มีการลงทุนวิจัยเพื่อป้องกันเหตุในเรื่องนี้ การระบุถึงสาเหตุเรื่องความผิดพลาดในการรักษาพยาบาลจึงเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้เกิดความตระหนักในปัญหาตรงนี้

แอนเดอร์สันกล่าวว่าการแจ้งสาเหตุการเสียชีวิตของคนไข้ว่ามาจากความผิดพลาดในการรักษาพยายามจะทำให้เกิด "สถานการณ์ชวนให้ไม่สบายใจ" ต่อแพทย์และไม่เป็นการแก้ปัญหา เขาบอกว่าสิ่งที่จะแก้ปัญหาได้ดีกว่าคือการให้ความรู้แพทย์ในการรายงานความผิดพลาดเพื่อประโยชน์ด้านการสาธารณสุข

เตจาล คานธี ประธานมูลนิธิความปลอดภัยของคนไข้แห่งชาติสหรัฐฯ กล่าวว่าองค์กรของเขาระบุให้ความผิดพลาดในการรักษาคนไข้ถือเป็นสาเหตุอันดับที่ 3 ของการเสียชีวิต ถ้าหากมีการติดตามผลในเรื่องนี้ที่ดีขึ้นจะทำให้สาธารณชนเล็งเห็นปัญหานี้มากขึ้นและทำให้มีการพัฒนาทุนเพื่อวิจัยในเรื่องนี้มากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม อิริค โทมัส ศาตราจารย์แพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเท็กซัสฮุสตัน กล่าวว่างานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่แม่นยำมากพอจะใช้สนับสนุนว่าความผิดพลาดในการรักษาพยาบาลเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับที่ 3 แต่โทมัสก็สนับสนุนการเก็บข้อมูลเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตในเรื่องนี้ด้วยเพราะมีการรายงานเรื่องการเสียชีวิตจากความผิดพลาดในการรักษาพยาบาลน้อยเกินไป

เรียบเรียงจาก

Study Urges CDC to Revise Count of Deaths from Medical Error, ProPublica, 03-05-2016 https://www.propublica.org/article/study-urges-cdc-to-revise-count-of-deaths-from-medical-error