หลานพลทหารวิเชียรเผยพร้อมสู้คดี องค์กรสิทธิเรียกร้องรัฐดำเนินการรอบคอบ-ปกป้องสิทธิ

นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ ระบุพร้อมให้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบ หากผิดจริง ยินดีรับโทษ แต่ถ้าพิสูจน์แล้วไม่ผิด จะฟ้องกลับทั้งทางแพ่งและอาญา ด้านมูลนิธิผสานวัฒนธรรมชี้แม้เป็นการแจ้งความส่วนตัว แต่ราชการควรดำเนินการให้รอบคอบ ปกป้องสิทธิของประชาชน รวมทั้งอำนวยความเป็นธรรมต่อญาติของผู้ที่ตกเป็นผู้เสียหายของการกระทำทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐไปพร้อมๆ กันด้วย 



แฟ้มภาพ 26 ก.ค. 2559

27 ก.ค. 2559 กรณี นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ ซึ่งถูกจับกุมวานนี้ โดยถูกนำตัวจากสถานีตำรวจมักกะสัน กรุงเทพฯ ไปยัง สภ.เมืองนราธิวาส เพื่อสอบปากคำในข้อหา "หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน"

มีรายงานว่า เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 27 กรกฎาคม  2559 นริศราวัลย์และผู้ติดตามจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม รวมทั้งตำรวจชุดจับกุมสองนายได้เดินทางมาถึง สภ.เมืองนราธิวาส ผู้ต้องหาถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.สมภาร ชะพินใจ และมีทนายความจำนวน 3 คนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเข้าเป็นทนายความให้แก่ผู้ต้องหาในชั้นนี้ด้วย
ผู้ต้องหาได้รับทราบข้อกล่าวหาพร้อมทั้งให้การปฏิเสธว่าตนไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และจะขอให้การโดยละเอียดพร้อมเสนอพยานหลักฐานต่างๆ ต่อพนักงานสอบสวนในภายหลัง จากนั้นจึงได้ขอประกันตัวโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดได้ออกหนังสือรับรองให้ประกอบการประกันตัว พนักงานสอบสวนอนุญาตและดำเนินการให้ตามคำขอของผู้ต้องหา

ล่าสุด เมื่อเวลา 10.03 น. นริศราวัลถ์ โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า รับทราบข้อกล่าวหาและประกันตัวเรียบร้อยแล้ว โดยกำลังเดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมระบุด้วยว่า ผู้ฟ้องเป็นนายทหารระดับพันตรี สำหรับขั้นตอนต่อไปทนายจะทำเรื่องแก้ต่าง และรวบรวมหลักฐานส่งให้พนักสอบสวนภายหลัง เพื่อส่งอัยการพิจารณาจะรับสั่งฟ้องหรือไม่

"เมย์ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นเมย์ก็พร้อมให้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบเช่นกัน หากเมย์ทำผิดจริง เมย์ก็ยินดีรับโทษตามกฎหมายค่ะ แต่ถ้าพิสูจน์แล้วไม่ผิด เจอฟ้องกลับทั้งทางแพ่งและอาญา ‪#‎นอกเหนือจากคดีพลทหารวิเชียรฯ‬" นริศราวัลถ์ ระบุ

ด้าน พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภ.4 สน.) ให้สัมภาษณ์สื่อว่า กรณีดังกล่าวทางญาติพลทหารวิเชียร จะเป็นคู่ความกับใครเราไม่รู้ แต่ไม่ได้เป็นคู่ความกับกองทัพ กองทัพไม่เคยแจ้งความดำเนินคดีกับเขาแน่นอน ส่วนเขาจะถูกดำเนินคดีกับใคร มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล เราไม่รู้ 

สำหรับคดีนี้สืบเนื่องมาจากกรณีมีการโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับการซ้อมทรมาน พลทหารวิเชียร เผือกสม น้าชายของนางสาวนริศราวัลถ์ แจ้งความร้องทุกข์โดยร้อยเอกภูริ เพิกโสภณ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2558 กล่าวหาว่านางสาวนริศราวัลถ์ ใช้เฟซบุ๊กโพสต์และแชร์รูปพร้อมข้อความหมิ่นประมาทร้อยเอกภูริ ผู้กล่าวหา ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2558 ถึงปัจจุบัน (ณ วันที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์) เหตุเกิดที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ต่อเนื่องถึง อ.เมือง จ.นราธิวาส  เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง  ต่อมาพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นท้องที่รับผิดชอบตามที่อ้างถึงที่เกิดเหตุ ได้รับเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558

ร้อยเอกภูริ เพิกโสภณ ปัจจุบันมียศพันตรี เป็นผู้บังคับบัญชาในกองร้อยที่ถูกกล่าวหาว่ามีการทำร้ายพลทหารวิเชียร เผือกสม จนเสียชีวิต

ด้านมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่า มูลนิธิฯ ได้ให้ความช่วยเหลือคดีต่อญาติของพลทหารวิเชียร เผือกสม มานับแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อปี 2554  โดยเป็นทนายความของญาติในคดีไต่สวนการตาย และคดีแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายทางละเมิดจากหน่วยงานต้นสังกัดจนได้รับการเยียวยาเป็นจำนวนเงินที่ผู้เสียหาย ส่วนในคดีอาญาพนักงานสอบสวนได้มีการส่งสำนวนการสอบสวนให้กับสำนักงานปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)  มีการชี้มูลความผิดต่อเจ้าหน้าที่ทหารที่ร่วมกันทำร้ายร่างกายพลทหารวิเชียรจนถึงแก่ความตายไปแล้ว และ ป.ป.ท.ได้ส่งสำนวนคดีอาญาดังกล่าวให้แก่พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสไปแล้ว ซึ่งต่อมาทราบว่ามีการสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมจนกระทั่งทราบตัวเจ้าหน้าที่ทหารผู้ร่วมกระทำความผิดเพิ่มจากจำนวน 9 นายเป็น 10 นาย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการประสานความร่วมมือในการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสกับ ป.ป.ท. แม้จะมีระยะเวลานานแต่ทางญาติก็ยังมีความหวังกับความเป็นธรรมที่รอคอยเกือบ 5 ปี

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า การจับกุมและดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแม้จะดำเนินถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายแต่มิได้คำนึงถึงความปลอดภัยและชื่อเสียงของนางสาวนริศราวัลย์ เนื่องจากนางสาวนริศราวัลถ์ มีที่อยู่และสถานที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง โดยทำงานเป็นข้าราชการของกองกิจการเด็กและเยาวชน กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงไม่น่าจะมีปัญหาในการส่งหมายเรียกตัวไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยแม้การแจ้งความร้องทุกข์ในคดีนี้จะเป็นการดำเนินการเป็นคดีส่วนตัว ทางฝ่ายราชการก็ควรดำเนินการให้รอบคอบและปกป้องสิทธิของประชาชน รวมทั้งอำนวยความเป็นธรรมต่อญาติของผู้ที่ตกเป็นผู้เสียหายของการกระทำทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐไปพร้อมๆ กันด้วย

“การฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญาและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต้องไม่เป็นเครื่องมือของผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทรมาน ในกรณีนี้นางสาวนริศราวัลถ์เป็นญาติผู้เสียหาย ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมและใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นได้ตามสมควร การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต้องมีความเป็นธรรมและไม่ส่งเสริมให้มีการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในทางการกลั่นแกล้งประชาชน” สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าว

ด้านองค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการยุติดำเนินคดีอาญากับหลานของพลทหารวิเชียร ซึ่งออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับน้าชายที่ถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิต เมื่อปี 2554 โดยแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชีย ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า ความพยายามของตำรวจไทยในการข่มขู่และตอบโต้ญาติของเหยื่อที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ต่างจากการให้ความเห็นชอบกับการทรมาน