คนทำหนังไทยเรียกร้องจัดสัดส่วนโรงฉาย-แก้ปมผูกขาดธุรกิจโรงหนัง

เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์เรียกร้องแบ่งสัดส่วนฉาย-ระยะเวลาฉายหนัง ยกเลิกค่าธรรมเนียมการฉายและแก้ไขระบบผูกขาดในธุรกิจโรงภาพยนตร์

11 ม.ค.2560 เวลา 14.00 น. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ไทยแถลงข่าว ยื่นข้อเรียกร้อง เร่งพาหนังไทยออกพ้นวิกฤติการณ์ โดยมีข้อเรียกร้องต่อสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ให้แสดงบทบาทในการกอบกู้วงการภาพยนตร์ไทย ด้วยการกำหนดสัดส่วนการฉายภาพยนตร์ จำนวนรอบและระยะเวลาฉายให้เหมาะสม ยกเลิกค่าธรรมเนียมการฉายดิจิตอลและค่าธรรมเนียมค่าให้จ่ายอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการฉายทั้งหมดสำหรับภาพยนตร์ทุกเรื่อง แก้ไขปัญหาการผูกขาดในธุรกิจโรงภาพยนตร์ ตลอดจนสร้างกลไกเพื่อการพัฒนาคุณภาพของทั้งผู้สร้างภาพยนตร์ไทยและผู้ชมภาพยนตร์ไทย ผ่านวิธีการและการดำเนินในลักษณะต่างๆ โดยให้ผู้สร้างภาพยนตร์เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ 

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีตนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์แห่งประเทศไทยและผู้กำกับภาพยนตร์ “ปั๊มน้ำมัน” เล่าถึงภาพยนตร์ล่าสุดของตนเองว่า ไม่ได้เป็นหนังที่ดูยากมีความบันเทิง ถูกนำไปฉายในระดับโลกก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากแต่เมื่อนำเข้าฉายในไทย ในวันเปิดตัวกลับมีรายได้เพียง 9,000 บาท และเมื่อหนังเริ่มเป็นที่พูดถึง ก็กลับถูกถอดออกจากโรงหมดแล้ว

“คือการที่เราออกมาพูดวันนี้เราไม่ได้มาสร้างศัตรู เรามาหาทางออกทางรอดอย่างไทยด้วยกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามาคือ เรามาหาแนวร่วมที่เราจะทำยังไงให้หนังไทยซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมของชาติไม่ตายไปไหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากำลังเรียกร้องไม่ได้ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนดูแต่อย่างใดทุกคนยังสามารถเลือกดูหนังฮอลลีวูดได้อยู่ เพียงแต่เราต้องการสร้างพื้นที่ให้มีทางรอดให้หนังไทย"

ทางด้าน บุญส่ง นาคภู่ ผู้กำกับภาพยนตร์ บอกว่า วงการหนังไทยในตอนนี้ต่างคนต่างอยู่ บ้านใครบ้านมันมือยาวสาวได้สาวเอา ไม่มีใครลุกขึ้นมาสู้เพื่อใครเลย และตอนนี้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว จึงต้องมีอะไรบางอย่างมาช่วยกันอย่างจริงจัง

เจนไวยย์ ทองดีนอก ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย บอกว่า อยากจะเห็นการพัฒนาวงการภาพยนตร์ที่เขาเรียกกันว่าตายไปแล้วแต่ยังไม่ตายสนิท วันนี้เราอยากจะทำให้ภาพยนตร์ไทยฟื้นขึ้นมาและผลักดันให้แก้กฎหมายให้ภาพยนตร์เป็นสื่อมวลชน

ด้านพัชร เอี่ยมตระกูล ตัวแทน HAL ผู้จัดจำหน่ายอิสระ กล่าวว่า มีคำถามว่ารายได้ของทุกคนมันเท่ากันหรือเปล่า เพราะว่าภาพยนตร์ที่เข้าฉายในโรงใหญ่ อัตราส่วนรายได้ระหว่างโรงหนังกับผู้กำกับหนัง จะอยู่ที่ 55:45 ในสัปดาห์แรก จากนั้นในสัปดาห์ที่ 2 จะอยู่ที่ 60:40 ยังไม่รวมกับค่าใช้จ่ายจากภาษี ขณะที่เฮ้าส์ อาร์ซีเอ เป็นโรงเล็ก จะอยู่ที่ 50:50 และนำค่าภาษีมาหักรวมกัน ตั้งคำถามว่า คนทำหนังควรได้ทำธุรกิจแบบเท่าเทียมกับทุกโรงหนังหรือไม่

 

11 มกราคม 2560

เรื่อง ข้อเรียกร้องจากกลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ เพื่อการแก้ไขวิกฤติวงการภาพยนตร์ไทยอย่างเร่งด่วนที่สด

เรียน ประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ

ตามข้อเท็จจริงที่ทราบกันดีว่า ปี พ.ศ. 2557 ภาพยนตร์ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดภาพยนตร์ทั้งประเทศ 22% โดยมีภาพยนตร์ต่างประเทศเข้าฉายทั้งสิ้น 166 เรื่อง ทำรายได้จากโรงภาพยนตร์รวมกว่า 3,372 ล้านบาท ส่วนภาพยนตร์ไทยเข้าฉาย 39 เรื่อง ทำรายได้จากโรงภาพยนตร์รวมกัน 927 ล้านบาท โดยประมาณ

จากนั้นได้ลดลงในปี พ.ศ. 2558 ภาพยนตร์ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในภาพยนตร์ทั้งประเทศ 18% และในปี พ.ศ. 2559 ภาพยนตร์ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดภาพยนตร์ทั้งประเทศเหลือเพียง 13% เท่านั้น ซึ่งในปี พ.ศ. 2559 ภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้าฉายโรงภาพยนตร์ทั้งปีนับถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 มีจำนวนทั้งสิ้น 245 เรื่อง ทำเงินรวมกันได้ราว 4,127 ล้านบาท ในขณะที่ภาพยนตร์ไทยเข้าฉายทั้งปี 38 เรื่อง ทำเงินรวมทั้งสิ้น 565 ล้านบาท โดยประมาณ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาที่เกิดกับภาพยนตร์ไทยในขณะนี้ มีความเกี่ยวข้องกับโรงภาพยนตร์โดยตรง กล่าวคือ โรงภาพยนตร์ไทยในประเทศไทยเกือบทั้งหมดเป็นระบบมัลติเพล็กซ์ ครอบครองจอฉายจำนวนมาก และอยู่ภายใต้การดำเนินงานของเครือใหญ่เพียงสองเครือ ส่งผลให้มีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกและจัดฉายภาพยนตร์ในทุกช่วงเวลา เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ที่โรงภาพยนตร์โดยมากทั่วประเทศ จัดฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่ (Block Buster) จากฮอลลีวูด ในเวลาพร้อมๆ กัน และเหลือพื้นที่ให้แก่ ภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์ประเทศอื่นๆ เพียงเล็กน้อย ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของภาพยนตร์เหล่านั้นอย่างร้ายแรง

ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ผู้ดำเนินกิจการโรงภาพยนตร์มักจะมีคำอธิบายให้แก่สังคมในลักษณะที่ว่า โรงภาพยนตร์เป็นธุรกิจจำเป็นต้องสร้างรายได้ ภาพยนตร์เรื่องใดที่มีศักยภาพทำรายได้ ก็ย่อมจะได้รับโอกาสจากโรงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ไทยหรือต่างประเทศ นอกจากนั้นหากภาพยนตร์ไทยสามารถสร้างอย่างมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของผู้ชม โรงหนังก็ยินดีจะนำเข้าฉายและย่อมจะสามารถทำรายได้เป็นที่พอใจแน่นอน

ทว่า ในความเป็นจริง ผู้สร้างภาพยนตร์ท้องถิ่นในทุกประเทศทั่วโลกรู้ซึ้งดีว่าคำอธิบายเหล่านี้ไม่ได้สร้างพื้นที่การแข่งขันยุติธรรมอย่างแท้จริงขึ้นในตลาด เนื่องจาก

ในความเป็นจริงภาพยนตร์ย่อมมีความหลากหลาย เป็นไปไม่ได้ที่ภาพยนตร์ทุกเรื่องจะสามารถลงทุนอย่างมหาศาลจนมีศักยภาพด้านทำรายได้เทียบเท่าภาพยนตร์ Block Buster ในสายตาของโรงภาพยนตร์ และแม้จะเป็นภาพยนตร์ที่ดูมีศักยภาพพอสมควร ทว่า เมื่อต้องถูกเบียดบังพื้นที่และระยะเวลาในการฉายจากภาพยนตร์ที่ใหญ่กว่าอยู่เป็นประจำ ก็ย่อมยากจะสามารถทำรายได้ระดับสูงหรือแม้ระดับคุ้มทุน จนเอื้อต่อการพัฒนาต่อๆ ไปให้ยิ่งใหญ่ขึ้น หรือดึงดูดผู้ชมให้มากขึ้นได้ อย่างที่กลุ่มต้องกล่าวปัญหาเชิงระยะยาวด้านวัฒนธรรม ที่ผู้ชมชาวไทยจะถูกบั่นทอนโอกาสในการได้รับชมภาพยนตร์อย่างหลากหลายลงเรื่อยๆ เนื่องจากนักการโรงภาพยนตร์ก็จะกลายเป็นพื้นที่ของภาพยนตร์ขนาดใหญ่ยักษ์มากขึ้นทุกทีและมีทางเลือกอื่นน้อยลงทุกขณะ

จะเห็นได้ว่าการดำเนินธุรกิจในลักษณะดังกล่าวของโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยไม่เพียงไม่ส่งเสริมให้วงการภาพยนตร์ไทยได้เติบโตอย่างเป็นระบบเท่านั้น หากยังกัดกร่อนโอกาสที่วงการภาพยนตร์ไทยจะได้บ่มเพาะสร้างผู้ชมภาพยนตร์ของตนเอง และโอกาสที่สร้างรายได้ตอบแทนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดคุณภาพให้เติบโตทัดเทียมวงการภาพยนตร์ในต่างประเทศ

ซึ่งหากปัญหานี้ยังถูกปล่อยปละละเลยโดยทุกฝ่ายต่อไป ก็ไม่ต้องสงสัยว่า วงการภาพยนตร์ไทยจะตกอยู่ในภาวะถดถอยล้าหลังประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในเวลาอันใกล้ แม้ว่าเราจะมีบุคลากรที่มีความสามารถในหลากหลายด้านของงานสร้างภาพยนตร์ก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์จึงเห็นพ้องต้องกัน ที่จะไม่ปล่อยให้วิกฤตินี้ดำเนินต่อไป เราขอเรียกร้องสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ให้แสดงบทบาทในการกอบกู้วงการภาพยนตร์ไทย ตามข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ข้อเรียกร้องสำหรับการดำเนินการระยะเร่งด่วน

ข้อ 1.1 กำหนดสัดส่วนการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์มัลติเพลกซ์ ในพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. 2541 มาตรา 9 (5) ได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติไว้ว่า ออกประกาศกำหนดสัดส่วนระหว่างภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์ต่างประเทศที่จะนำออกฉายในโรงภาพยนตร์ตาม (1) บทของนิยามคำว่าโรงภาพยนตร์ ในมาตรา 4 แต่ที่ผ่านมา มาตราดังกล่าวนี้ได้ถูกละเลยปฏิบัติมาโดยตลอด เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์จึงขอเรียกร้องให้มีการกำหนดสัดส่วนการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์มัลติเพลกซ์ เพื่อสร้างสภาวะการณ์แข่งขันทางการตลาดที่เป็นธรรมต่อผู้สร้างทั้งหลาย โดยกำหนดให้โรงภาพยนตร์ทุกเครือในประเทศไทยต้องจัดสัดส่วนการฉายของภาพยนตร์แต่ละเรื่องไม่เกิน 20% ของจำนวนจอทั้งหมดของเครือนั้น (ยกตัวอย่างเช่น โรงภาพยนตร์เครือ A มีจอฉายทั้งหมด 100 จอ จะต้องจัดฉายภาพยนตร์แต่ละเรื่องไม่เกิน 20 จอต่อเรื่อง ตลอดระยะเวลาการฉาย)

ข้อ 1.2 กำหนดจำนวนรอบและระยะเวลาการฉายในประเทศไทย เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์เรียกร้องให้โรงภาพยนตร์มัลติเพลกซ์ ต้องวางโปรแกรมฉายให้แก่ภาพยนตร์ไทยทุกเรื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อยที่สุดสองสัปดาห์เต็ม นับแต่วันที่เริ่มฉายภาพยนตร์ตามปกติ ไม่นับรวมระยะเวลาการทดลองฉาย หรือที่เรียกว่าระบบ Sneak Peek และในการฉายโปรแกรมปกตินั้นต้องให้รอบการฉายวันละห้ารอบเป็นอย่างน้อย ตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้ภาพยนตร์ไทยได้มีโอกาสสร้างรายได้ตอบแทนทันเวลา และได้มีเวลาบ่มเพาะกลุ่มผู้ชมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ข้อ 1.3 ยกเลิกค่าธรรมเนียมการฉายดิจิตอลหรือ VPF และ/หรือ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการฉายภาพยนตร์ทั้งหมดของภาพยนตร์ทุกเรื่อง ค่า VPF เป็นค่าชดเชยการลงทุนเปลี่ยนเครื่องฉายที่โรงภาพยนตร์โยนภาระให้แก่ผู้สร้างภาพยนตร์มาเป็นเวลานาน ปัจจุบันได้เริ่มมีการยกเลิกการเก็บจากผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์จากต่างประเทศแล้ว แต่บริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ระดับรองและภาพยนตร์ไทยกลับยังถูกเรียกเก็บอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สมควรเก็บในทุกกรณี เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์จึงเรียกร้องให้โรงภาพยนตร์มัลติเพลซ์ยกเลิกการเก็บค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับระบบฉายภาพยนตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะถูกเรียกด้วยชื่อใดจากผู้จัดจำหน่ายทุกรายและกับภาพยนตร์ทั้งหมดโดยทันที

ข้อ 1.4 แก้ไขระบบผูกขาดในระบบธุรกิจโรงภาพยนตร์ นอกเหนือจากโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะอยู่ภายใต้การบริหารในเครือใหญ่เพียงสองเครือแล้ว ไทยยังมีระบบ สายหนัง ซึ่งควบคุมการจัดจำหน่ายในพื้นที่ภูมิภาคนอกกรุงเทพ และ ปริมณฑล ผลที่เกิดขึ้นคือ การที่โรงภาพยนตร์มีแต่ภาพยนตร์ที่ถูกเลือกเข้าฉายด้วยทัศนะคติและมุมมองอันจำกัดของเจ้าของโรงและสายหนัง ผู้ชมถูกทำให้อยู่ในฐานะผู้บริโภคที่ไม่มีทางเลือกอันหลากหลายอย่างแท้จริง ยังไม่นับรวมถึงการผูกขาดที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น การกำหนดราคาบัตรของภาพยนตร์ที่สูงขึ้นทุกขณะ ราคาสินค้าอาหารที่สูงขึ้นทุกขณะ การจัดกิจกรรมเสริมของโรงภาพยนตร์ในลักษณะของการค้า เช่น การทำบัตรสมาชิก บัตรลดราคา ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ผู้บริโภคไม่อาจรู้เท่าทัน สภาพการผูกขาดทั้งหมดนี้กำลังทำลายตลาดและวัฒนธรรมของการชมภาพยนตร์ของประเทศไทยอย่างรวดเร็ว เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ จึงเรียกร้องให้ คณะกรรมการการแข่งขันการค้าผู้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติการค้า พ.ศ. 2542 เข้ามากำกับดูแลให้การแข่งขันของธุรกิจภาพยนตร์ให้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมทั้งระบบ เพื่อประโยชน์ของผู้สร้างและผู้ชมภาพยนตร์โดยตรง

ข้อ 2. ข้อเรียกร้องสำหรับการดำเนินการระยะต่อไป เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์เรียกร้องให้สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติมีบทบาทอย่างจริงจัง ในการสร้างกลไกเพื่อการพัฒนาคุณภาพของทั้งผู้สร้างภาพยนตร์ไทยและผู้ชมภาพยนตร์ไทย ผ่านวิธีการและการดำเนินในลักษณะต่างๆ โดยให้ผู้สร้างภาพยนตร์เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ อาทิเช่น การตั้งกองทุนส่งเสริมผู้สร้างภาพยนตร์ไทย ที่มีเกณฑ์การพิจารณาอย่างถูกต้องเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลงานภาพยนตร์ไทย ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาด ขณะเดียวกันก็เกิดผู้ชมที่มีรสนิยมอันหลากหลาย มีจิตใจที่เปิดกว้าง สามารถเพาะบ่มวัฒนธรรมของการชมภาพยนตร์ของประเทศไทยได้อย่างแข็งแรง ทัดเทียมประเทศอื่นทั่วโลกอย่างแท้จริง

ในนามของ เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ จึงเรียนมาเพื่อขอเรียกร้องให้สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ในฐานะผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ไทยโดยตรง โปรดแสดงบทบาทในการผลักดัน ให้ข้อเรียกร้องทั้งหมดนี้ ได้ถูกปฏิบัติให้เป็นจริงอย่างเร่งด่วน เพื่อนำพาวงการภาพยนตร์ไทยให้หลุดพ้นจากวิกฤติที่ร้ายแรง และสามารถเริ่มต้นพัฒนาตนเองอย่างแท้จริงและจริงจัง

ทั้งนี้ เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการในประการอื่นต่อไป หากพบว่า สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ยังคงไม่ตอบสนองต่อเรื่องดังกล่าวภายในระยะอันเหมาะสม

ขอแสดงความนับถือ
เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์