เครือข่ายประชาชนปฎิรูปตำรวจ ร้อง ผบ.ตร.ยุติดำเนินคดี 'สังศิต-พ.ต.อ.วรุตม์'

เครือข่ายประชาชนปฎิรูปตำรวจ ร้อง ผบ.ตร. หยุดฟ้องหมิ่นฯ กับ 'สังศิต-พ.ต.อ.วรุตม์' ปมพูดในวงเสวนา 'ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร' แนะ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ควรแจงว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริง เพื่อหนุนการปฏิรูปตำรวจให้เดินหน้าไป และเสนอแยกอำนาจสอบสวนออกจากตำรวจ 

ที่มาภาพ เพจ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

16 ก.พ. 2560 จากกรณี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทำหนังสือมอบอำนาจให้ พ.ต.อ.วรวิทย์ ญาณจินดา รักษาราชการแทนผู้กำกับฝ่ายอำนวยการกองบัญชาการตำรวจนครบาล เข้าพบ พ.ต.ท.ยุต ทองอยู่ รองผู้กำกับการสอบสวนตำรวจนครบาลลุมพินี ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ให้แจ้งความดำเนินคดี สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณะบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และ พ.ต.อ.วรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา หลังพูดในงานเสวนาหัวข้อเรื่อง “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุดวันนี้ เครือข่ายประชาชนปฎิรูปตำรวจ  (Police Watch) ได้ออกแแถลงการณ์เรียกร้องให้หยุดดำเนินคดีดังกล่าว เสนอให้ ผบ.ตร. ชี้แจงว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปตำรวจให้เดินหน้าไป และเสนอด้วยว่าต้องแยกอำนาจสอบสวนออกจากตำรวจ 

โดยรายละเอียดของแถลงการณ์มีดังนี้

 

แถลงการณ์ คป.ตร.
เครือข่ายประชาชนปฎิรูปตำรวจ  (Police Watch)
“หยุดคุกคามยัดข้อหาประชาชน  แยกอำนาจสอบสวนออกจากตำรวจ”

สืบเนื่องจากการที่ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ ผบช.น.ดำเนินคดีประชาชนในเวทีเสวนาปฏิรูปตำรวจล่าสุดขององค์กรต่อต้านคอรัปชั่นนั้น เครือข่ายประชาชนปฎิรูปตำรวจ (Police Watch) หรือ คป.ตร. เห็นว่า เป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจเพื่อปิดปากประชาชน ไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือผลักดันการปฏิรูปต่อไป

ระบบงานตำรวจไทยปัจจุบันมีปัญหาอย่างร้ายแรง อันเนื่องมาจากโครงสร้างการจัดองค์กรที่ต้องแก้ไข ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล จึงต้องปฏิรูปให้บุคลากรตำรวจสามารถทำงานได้ด้วยความสุจริตและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง  ดังนั้น นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จะต้องไม่แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนเพื่อหาทางออกให้แก่สังคม หรือคุกคามผู้ที่หวังดีชาติบ้านเมืองต้องการให้มีการปฎิรูปตำรวจอย่างแท้จริง ซึ่ง ผบ.ตร.มีหน้าที่เพียงชี้แจงว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปตำรวจให้เดินหน้าไปให้ได้เท่านั้น

นอกจากนั้น  ระบบการสอบสวนของไทยก็มีปัญหามานานมากแล้ว เพราะไม่ยอมปฏิรูปโดยแยกออกตำรวจเหมือนนานาอารยะประเทศ กระบวนการยุติธรรมจึงถูกเลือกปฏิบัติมาโดยตลอดระหว่างคนจนกับคนรวยและผู้มีอำนาจ และทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจมากเกินไป ในทางพฤตินัยแล้วผู้บังคับบัญชาตำรวจสามารถใช้อำนาจสั่งการให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยมิชอบได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างหลักฐานเท็จเพื่อกลั่นแกล้ง แจ้งข้อหา จัดฉาก เร่งรัดคดีโดยจับผู้ต้องหาที่เป็นแพะ หรือสอบสวนทำลายพยานหลักฐานเป็นสำนวนไม่รู้ตัวผู้กระทำผิดเสนออัยการเพื่อสั่งงดสอบสวน หรือแม้กระทั่งบิดเบือนพยานหลักฐานช่วยผู้กระทำผิดทางอาญาให้สั่งไม่ฟ้องก็ได้

ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรผูกขาดการสอบสวนทั้งหมด แต่เต็มไปด้วยสายบังคับบัญชาและชั้นยศเช่นเดียวกับกองทัพ แล้วพนักงานสอบสวนจะมีอิสระในการทำงานตามกฎหมายได้อย่างไร หากต้องรอผู้บังคับบัญชาให้ไฟเขียว-ไฟแดงอยู่ ขณะที่ทั่วโลกถือว่างานตำรวจเป็นงานพลเรือน เจ้าหน้าที่จึงไม่จำเป็นต้องมีชั้นยศเหมือนกับกองทัพ และจำเป็นต้องแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจ เพื่อป้องกันการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม

การที่ ผบ.ตร. สั่งการให้มีการดำเนินคดีประชาชนและยังเป็นผู้มีอำนาจกำกับควบคุมพนักงานสอบสวนเสียด้วย  ทำให้กระบวนการยุติธรรมชั้นต้นไม่มีความเป็นอิสระ และผู้ถูกกล่าวหายากที่จะได้รับความยุติธรรม

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องแยกอำนาจสอบสวนออกจากตำรวจ เป็นทางออกในการปฏิรูปตำรวจอย่างแท้จริง

16 กุมภาพันธ์ 2560