ธงชัย วินิจจะกูล : เริ่มต้นประชาธิปไตยแบบภูมิปัญญาไทยหรืออภิชนาธิปไตยขบวนสุดท้าย (ฉบับสมบูรณ์)

ธงชัย วินิจจะกูล


 


 


 


ภาพจาก www.bangkokbiznews.com


 


 


ข้อโจมตีผู้คัดค้านการรัฐประหารที่แพร่หลายที่สุดคือข้อกล่าวหาว่าคนเหล่านั้น...


       ยึดติดกับมาตรฐานฝรั่ง - ไม่เข้าใจสังคมไทย


       ยึดประชาธิปไตยแต่รูปแบบ - ไม่เข้าใจสาระที่แท้จริงของประชาธิปไตย


       กอดคัมภีร์ - ไม่รู้จักความเป็นจริง


       บ้าทฤษฎี - ไม่เข้าใจปฏิบัติ


       เถรตรง - แต่ไม่เที่ยงตรง


สรุปได้ว่า ผู้คัดค้านการรัฐประหารไม่เข้าใจประชาธิปไตยตามความเป็นจริงที่เหมาะสมกับประเทศไทย


ผู้เขียนเห็นว่า ข้อโจมตีข้างต้นเป็นแค่โวหารตื้นเขินที่โต้แย้งได้ง่ายๆ ทุกประเด็น ผู้ที่โจมตีด้วยข้อกล่าวหาดังกล่าวคงไม่เคยคิดให้ตลอดรอดฝั่งว่า เหตุผลของตนหนักแน่นเพียงใด เพราะหวังผลแค่การโฆษณาชวนเชื่อแค่นั้น น่าเสียใจที่ปัญญาชนชั้นนำบางคนไม่คิดอะไรมากไปกว่านั้น กลับช่วยกันผลิตซ้ำโวหารโฆษณาชวนเชื่อต่อๆ ไป แทนที่จะถกเถียงกันในสาระสำคัญที่ผู้คัดค้านการรัฐประหารเสนอ คำแถลงของธีรยุทธ บุญมี เมื่อ 11 ตุลาคม (ข่าวประกอบด้านล่าง) น่าจะเป็นตัวแทนของความคิดชนิดนี้ได้ดี กล่าวคือ ธีรยุทธ เสนอให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับภูมิปัญญาไทย จึงขออนุโลมเรียกความคิดประชาธิปไตยทำนองนี้ว่า ประชาธิปไตยแบบภูมิปัญญาไทย


 


ประชาธิปไตยไทยเป็นแบบไทยมาตลอดไม่เคยคล้ายฝรั่งเลย ในบรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร มี นิธิ เอียวศรีวงศ์ และชาญวิทย์ เกษตรศิริ รวมอยู่ด้วย ผู้สนับสนุนการรัฐประหารอาจเห็นต่างจากทั้งสองท่าน แต่กล้าพูดเชียวหรือว่าตนเข้าใจสังคมไทย รู้จักวัฒนธรรมไทย เข้าใจความเป็นจริงดีกว่าและเที่ยงตรงกว่านิธิและชาญวิทย์ซึ่งเอาแต่กอดตำราฝรั่งไม่เข้าใจสาระที่แท้จริงของประชาธิปไตย ความเห็นต่างกันต่อการรัฐประหารมิได้เป็นเพราะฝ่ายหนึ่งเป็นไทยอีกฝ่ายเป็นฝรั่งเลย แต่อยู่ที่สาระสำคัญของประเด็นต่างๆ


 


ปัญญาชนหลายคนรวมทั้งธีรยุทธเสนอความคิดมาหลายปีแล้วว่าความรู้ของคนไทยตามฝรั่งมากเกินไป คราวนี้ก็โทษอีกว่าปัญหาของประชาธิปไตยไทยเกิดจากการที่ตามฝรั่งมากไป ผู้เขียนโต้แย้งมาหลายปีแล้วเช่นกันว่าความคิดเหล่านั้นเข้าใจผิดทั้งเพ ความเชื่อว่าเราผิดพลาดเพราะเป็นฝรั่งมากไปนั้น เป็นความเข้าใจที่ฟังดูเข้าท่าเข้าหูคนไทยดี พูดที่ไหนคนไทยก็นิยมเห็นด้วยได้ง่ายๆ แต่ความเชื่อนั้นผิดในข้อเท็จจริง และมักจะเป็นผลของการคิดสรุปเอาง่ายๆ จากปรากฏการณ์ผิวเผิน


 


สังคมวัฒนธรรมไทยผสมปนเปความรู้ค่านิยมฝรั่งมานานแล้วด้วยการเลือกคัดดัดแปลงธาตุใหม่ๆ ตามความต้องการและบนฐานความรู้ของสังคมไทยเอง แล้วพัฒนาสิ่งเหล่านั้นต่อมาตามสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของสังคมไทยเอง ความรู้และวัฒนธรรมบางอย่างอาจมีเชื้อมูลของไทยน้อยหน่อย เป็นฝรั่งมากหน่อย อีกหลายอย่างมีทั้งฐานและเชื้อมูลเดิมที่แข็งแกร่ง ธาตุฝรั่งเข้ามาก็ถูกกลายพันธุ์แปลงภาษาจนเป็นไทยไปหมด บางแง่ดูเป็นฝรั้งฝรั่งแบบที่ฝรั่งเองก็ไม่เคยเป็น บางแง่เป็นไท้ยไทยแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย


 


สังคมวัฒนธรรมที่ผสมปนเปความรู้ค่านิยมฝรั่งตามแบบไทยๆ นี่แหละคือสังคมไทย ภูมิปัญญาและความเป็นไทยไม่ใช่มรดกดั้งเดิมที่แช่แข็ง แต่คือความเป็นจริงตามที่เป็นอยู่ ซึ่งต้อนรับดัดแปลงธาตุใหม่ๆ ให้กลายเป็นแบบไทยๆ ตลอดเวลาด้วย เช่นกันระบอบการเมืองประชาธิปไตยของไทยตั้งแต่สถาบัน ค่านิยม พฤติกรรม จนถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองล้วนสืบทอดมรดกวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยมาทั้งนั้น แม้จะมีพรรคการเมือง การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญตามอิทธิพลประชาธิปไตยในโลก สถาบันการเมืองเหล่านี้กลายเป็นแบบไทยๆ ตั้งแต่เริ่ม แล้วพัฒนาต่อมาตามเงื่อนไขของสังคมไทยอีกเป็นเวลานาน พอๆ กับที่เราสามารถกล่าวได้ว่ากองทัพ กระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัย วิชาการ สื่อมวลชนได้รับอิทธิพลฝรั่ง แต่กลายเป็นแบบไทยๆ ตั้งแต่เริ่ม แล้วพัฒนามาตามเงื่อนไขของสังคมไทยเองต่อมาอีกนาน


 


ประชาธิปไตยไทยจึงมีลักษณะเฉพาะตามประวัติศาสตร์ของตน เหมือนทุกสังคมมีลักษณะเฉพาะทั้งนั้น แต่ทุกแห่งมีลักษณะร่วมของสังคมมนุษย์และวิถีประวัติศาสตร์ที่ประสานสอดคล้องกันไปหมดด้วยในเวลาเดียวกัน จนไม่มีสังคมใดเลยที่แตกต่างพิลึกพิลั่นจนประสบการณ์ร่วมของมนุษย์ประยุกต์ใช้ไม่ได้ ประชาธิปไตยไทยก็เช่นกัน ประชาธิปไตยไทยไม่เคยเป็นแบบฝรั่งเลย แต่เป็นประชาธิปไตยตามภูมิปัญญาไทยมาแต่ไหนแต่ไร ความดีความชั่วระหกระเหินที่ผ่านมา ก็เพราะภูมิปัญญาไทยในระบอบการเมืองของเราเองนี่แหละ แต่ประชาธิปไตยไทยไม่ได้ต่างเสียจนกลายเป็นข้อยกเว้นหรือกลับตาลปัตรจากที่อื่นๆ การอ้างเอาความต่างเป็นเหตุผลเพื่อทำลายประชาธิปไตย หรืออ้างว่าการรัฐประหารเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ จึงเป็นการเล่นแร่แปรธาตุทางปัญญาที่ดูถูกประชาชนอย่างแรง เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ไร้ความรับผิดชอบ


 


ข้อเสนอให้ทำประชาธิปไตยเป็นแบบไทยๆ แทนการตามก้นฝรั่ง ดูเผินๆจึงฟังเข้าที แต่ที่จริงเป็นโฆษณาชวนเชื่อให้เข้าใจผิดๆ ว่าปัญหาอยู่ที่ความเป็นไทยไม่พอ ทั้งๆ ที่จริงอาจตรงกันข้าม โฆษณาชวนเชื่อนี้ยังหลีกเลี่ยงการถกเถียงในสาระสำคัญ (เช่น อภิชนคือใคร ควรยอมให้มีอำนาจแค่ไหน ประชาชนไว้ใจไม่ได้ จริงหรือ เป็นเพราะอะไร ควรทำยังไงให้ไว้ใจได้ ฯลฯ) อีกด้วย อย่าลืมว่าการกล่าวหาว่าผู้นิยมประชาธิปไตยไม่ใช่ไทยแท้หรือเป็นไทยไม่พอ เป็นข้อกล่าวหาอัปลักษณ์ที่ใช้มาหลายครั้งเต็มที สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็หาว่าผู้ต้องการปาลิเมนต์เป็นพวกต้องการเอาข้าวสาลีมาปลูกแทนข้าวเจ้า สมัยกบฏ ร.ศ.130 ก็ถูกหาว่าเป็นแค่พวกเอาอย่างปฏิวัติจีน การปฏิวัติ 2475 ก็ถูกฝ่ายนิยมระบอบเดิมและนักวิชาการนิยมเจ้าหาว่าเป็นแค่นักเรียนนอกหัวรุนแรงไม่กี่คน


 


คราว 14 ตุลา ก็ถูกหาว่าคอมมิวนิสต์ยุยง คราวนี้เอาอีกแล้ว - ตามก้นฝรั่ง กอดคัมภีร์ฝรั่ง น่าเสียใจว่าคนที่กล่าวหาคราวนี้เคยถูกเข่นฆ่ามาก่อนเพราะถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นไทย แต่กลับมาใช้ข้อกล่าวหาอัปลักษณ์เช่นนี้เสียเอง ไม่ว่าจะเกิดจากความจงใจหรือสัมฤทธิผลทางการเมือง หรือเกิดจากความไม่รู้จักสังคมประวัติศาสตร์ไทยเอง หรือเกิดจากความเผอเรอก็ตาม...โปรดหยุดการกล่าวหาอย่างนี้เสียทีเถิด


 


ขอร้องครับ จะทะเลาะกันขนาดไหนก็ขอความกรุณาอย่าใช้วิธีการน่ารังเกียจเช่นนี้เลย น่าเสียใจที่นักวิชาการหลายคนเป็นผู้ผลิตวาทกรรมโฆษณาชวนเชื่อนี้เสียเอง หรือถ้านักวิชาการเชื่อตามที่ตนพูดจริงๆ ก็น่าจะเป็นดรรชนีชี้คุณภาพของวิชาการไทยได้ดีกว่าการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดยสำนักใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราจะได้เห็นต่อไปว่า ธีรยุทธ ยังกล้าพูดความจริงเกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบไทยมากกว่าอีกหลายคน


 


คุณสมบัติสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยที่ยังฝังรากลึกมาก คือ ความเชื่อใน "บารมี" ของอภิชน เชื่อว่าผู้มีบารมีย่อมอยู่เหนือคนธรรมดา สมควรมีสิทธิมีอำนาจมากกว่า บารมี คือ อำนาจอันเกิดจากศีลธรรมที่สูงส่งกว่า (ซึ่งธีรยุทธอาจลืมไปหรืออาจเป็นฝรั่งมากไปหน่อยจนไม่รู้จักคำนี้ดีพอ จึงต้องใช้ภาษาไทยปนเขมรปนแขกว่า "อำนาจศีลธรรม" แล้วกำกับด้วยภาษาอังกฤษว่า "Moral Authority") บารมีเกิดได้มีได้หลายรูปแบบตามสังคมวัฒนธรรมที่ต่างกันและเปลี่ยนไป เช่น การครอบครองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การประพฤติธรรม สมณเพศ ความอยู่เย็นเป็นสุขของลูกน้อง หรือบุคลิกภาพที่ดูซื่อสัตย์ทรงธรรม อภิชนก็เกิดได้มีได้หลายรูปโฉม เช่น กษัตริย์ ขุนนาง นักรบ เศรษฐี ข้าราชการ นักการเมือง ราษฎรอาวุโส หลวงปู่ เกจิอาจารย์ท่านต่างๆ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย


 


การเมืองไทยแต่โบราณ ก็คล้ายๆ สังคมโบราณที่อื่นๆ ในโลก กล่าวคือ เป็นเรื่องของอำนาจบารมี เชื่อกันว่าถ้าผู้นำมีบารมีทุกอย่างจะดีเอง ไม่ใช่เรื่องของนโยบาย หรือทิศทางการบริหารประเทศ วัฒนธรรมการเมืองแบบนี้ยังเห็นได้ตลอดเวลาในปัจจุบัน เช่น การเน้นที่ศีลธรรม คุณธรรม ความซื่อสัตย์ อันที่จริงประชาธิปไตยในโลกตะวันตกก็มีวิวัฒนาการมานานในครรลองคล้ายๆ กัน กล่าวคือ มิได้นับว่าประชาชนทุกคนเท่าเทียมกันแต่อย่างใด จนกระทั่งประมาณกว่า 100 ปี ที่ผ่านมานี้เอง ประชาธิปไตยโบราณจึงหมายถึงอำนาจของเจ้าทาสและปัญญาชนเมืองเท่านั้น ประชาธิปไตยยุคต้นสมัยใหม่หมายถึง อำนาจของผู้ชายผิวขาวผู้มีทรัพย์และเสียภาษีเท่านั้น ฝรั่งเองก็ใช้เวลาหลายร้อยปี กว่าจะยอมรับว่า ประชาชนทุกคนเท่าเทียมกัน


 


ดังนั้น สังคมไทยจึงเลือกรับดัดแปลงประชาธิปไตยให้เข้ากับวัฒนธรรมอภิชนแบบไทยๆ ซะ ผลก็คือ ประชาธิปไตยที่ยังคงความเชื่อในผู้มีบารมี ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ พ่อขุน นาย<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />พล อธิการบดี อาจารย์มหาวิทยาลัย นักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ และราษฎรอาวุโส ประชาชนเป็นใหญ่ในระบอบนี้ แต่มีบางคนใหญ่กว่าประชาชน วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยจึงให้อภิชนเหล่านี้มีอำนาจหรืออิทธิพลเหนือประชาชนธรรมดาในรูปแบบต่างๆ บางทีก็สร้างสมจนกลายเป็นสถาบันถาวรไปเลย


 


รัฐบาลประชาธิปไตยที่ออกนอกลู่นอกทางวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ จึงต้องถูกขจัด และต้องพยายามเอาคุณธรรมแบบไทยๆ กลับเข้ามานำประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่ตลอดระยะประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของไทย ก็มีความคิดเห็นแตกต่างอยู่เสมอว่า ใครคือ อภิชนที่ควรมีอำนาจมากกว่ากัน ประชาชนควรได้อำนาจมากขึ้นหรือยัง ประชาชนพร้อมหรือยัง ประชาชนควรมีเสรีภาพหรือยัง มีมากไปไหม คนชนบทยังโง่อยู่จะทำยังไง


 


ความแตกต่างเหล่านี้เกิดจากสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จนแตกต่างหลากหลายเกินกว่าวัฒนธรรมแบบสังคมหมู่บ้านหรือเมืองเล็กๆ จะรับมือไหว คนไทยต่างสถานะต่างชนชั้นต่างอุดมการณ์ความคิด จึงมีความปรารถนาจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต่างกัน นิยามความเป็นประชาชนต่างกัน ไว้ใจประชาชนมากน้อยไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มเจ้าย่อมต้องการระบอบที่คงสถานะของพวกตนไว้ด้วยการอ้างอิงวัฒนธรรมไทยตามทัศนะของตน เป็นต้น


 


การรัฐประหาร 19 กันยายน คือ การสืบทอดวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ กระแสครอบงำ แถมคราวนี้ทำกันอย่างโจ่งแจ้งชัดเจนไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน ธีรยุทธ บุญมี เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดอีกแล้ว กล่าวคือ ธีรยุทธเรียกร้องว่า การเมืองของนักการเมืองควรถูกถ่วงดุลกำกับด้วยผู้มีอำนาจทางศีลธรรมที่สูงส่งกว่า เป็นพลังคุณธรรมของบ้านเมือง เขาระบุตรงไปตรงมาว่าพลังนี้ได้แก่ สถาบันยุติธรรม ทหาร นักวิชาการ กลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ ชนชั้นสูง องคมนตรี เป็นต้น เขาระบุถึงขนาดว่านักวิชาการควรมาจากมหาวิทยาลัยเก่าๆ


 


ธีรยุทธ เห็นว่า นี่คือประชาธิปไตยที่เป็นแก่นสาร ไม่ใช่แค่รูปแบบ ในทางตรงกันข้าม เขาเห็นว่าการเน้นสิทธิของปัจเจกบุคคลผ่านการเลือกตั้งเป็นที่มาของประชาธิปไตยที่ล้มเหลว เพราะปัจเจกชนถูกทุนครอบงำง่าย ไว้ใจไม่ได้ มีแต่อภิชนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่รู้เท่าทันทุนและไม่ถูกครอบงำ จึงต้องสร้างสถาบันของผู้มีศีลธรรมมากำกับ


 


อาจกล่าวได้ว่า พวกแรกควรถูกลดทอนสิทธิอำนาจ หรือกล่าวให้ถูกต้องกว่าก็คือ พวกหลังควรมีอภิสิทธิ์และอำนาจเหนือคนอื่น เพราะมีคุณธรรมสูงกว่า ธีรยุทธยังผลิตซ้ำความเข้าใจง่ายๆ ที่ผิดว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก ดังนั้นผู้มีอำนาจทางศีลธรรมที่กำกับการเมืองจึงควรปลอดการเมือง ควรยุ่งแต่เรื่องจริยธรรมเท่านั้น



ประชาธิปไตยแบบภูมิปัญญาไทยของธีรยุทธ จึงหมายถึง ระบอบการเมืองที่ประชาชนผู้อ่อนศีลธรรม สมควรถูกกำกับด้วยผู้มีบารมีสูงกว่า เป็นประชาธิปไตยแบบมีอภิชนอยู่เหนือประชาชนทั่วไป ความชอบธรรมของพวกเขาคือ มีศีลธรรมคุณธรรมสูงกว่าประชาชนธรรมดา ตรงตามวัฒนธรรมทางการเมืองตามทัศนะของชนชั้นนำไทยเป๊ะ แต่คราวนี้เสนอกันออกมาตรงๆ โจ่งแจ้งกันไปเลย นี่คือประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ใช่แค่เปลือก คือประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับความเป็นจริงของไทย ไม่ยึดติดคัมภีร์ หรือว่านี่คืออภิชนาธิปไตยขนานแท้ ตอกย้ำความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบโบราณซึ่งเชิดชูอภิชนและให้อำนาจแก่อภิชน เป็นประชาธิปไตยเป็นแค่เปลือกแค่รูปแบบแค่นั้นเอง แต่อภิชนาธิปไตยแบบวัฒนธรรมไทยตามข้อเสนอของธีรยุทธไม่ใช่แบบเดิม ๆ สมัยสฤษดิ์อีกต่อไป 


ประชาธิปไตยแบบภูมิปัญญาไทยของธีรยุทธคือ การทำให้ความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบหลัง 14 ตุลา กลายเป็นสถาบันทางการเมืองอย่างเป็นทางการเปิดเผยกันไปเลย กล่าวคือ เป็นระบบการเมือง 2 ชั้น ชั้นล่างได้แก่นักการเมือง ประชาชนปกติธรรมดา ซึ่งก็ควรเลือกตั้งกันต่อไป ซื้อขายเสียงและทะเลาะกันต่อไปตามปรกติ



ส่วนชั้นบนได้แก่ผู้มีบารมีทั้งหลาย ที่คอยกำกับชั้นล่างให้อยู่ในร่องรอย ต้องขอขอบคุณธีรยุทธที่ช่วยทำให้ภาวะอย่างนี้โจ่งแจ้งเห็นกันชัด ๆ แทนที่จะมัวแอบอ้างลอยตัวทำเป็นคนดีมีคุณธรรมแบบเงียบ ๆ อย่าง 30 กว่าปีที่ผ่านมา ธีรยุทธยังกล้าหาญขอขยายแวดวงของชั้นบนออกไป กล่าวคือ อภิสิทธิชนไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ดีมีสกุลและองคมนตรี แต่จะมีจำนวนมากขึ้นและเห็นกันชัด ๆ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย (เก่าๆ ) ผู้อาวุโสที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ และคนในสถาบันตุลาการ


หากทำตามข้อเสนอของธีรยุทธ อภิชนาธิปไตยคงจะเปิดเผยตรงไปตรงมาว่าใครบ้างอยู่เหนือหัวประชาชน สถาบันของสังคมทั้งทหาร ตุลาการ ข้าราชการ มหาวิทยาลัยก็ควรจะประกาศให้ชัดไปเลยว่าตนไม่อยู่ใต้อำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะตนสังกัดชนชั้นบนเหล่านั้น ทำเช่นนี้ประชาชนจะได้ตรวจสอบตรงไปตรงมาเช่นกัน


หากจะยกระดับข้อเสนอของธีรยุทธให้ดียิ่งขึ้น (ขอย้ำเสียก่อนว่านี่มิใช่การประชดประชันเลยสักนิด) ควรบัญญัติให้เป็นกฎหมายหรือลงไปรัฐธรรมนูญเลยว่า พลเมืองไทยมีสิทธิไม่เท่ากันต่างกันตามระดับของการรับรู้ข่าวสารและระดับศีลธรรม ควรระบุให้ชัดเจนว่าอภิชนมีสิทธิและอำนาจมากกว่าอย่างไร จะให้อำนาจคนกรุงผู้มีการศึกษาเหนือคนชนบทและคนจนในกรุงไหม ควรระบุลงไปเลยดีไหมว่าองคมนตรีและราษฎรอาวุโสทั้งหลายเป็นสภาอัครมหาคุณธรรมเหนือการเมือง เหนือสถาบันทางการเมืองทั้งหลาย


ควรระบุด้วยว่า ภูมิปัญญาและศีลธรรมวัดกันตรงไหน ควรมีการประกวดระหว่างอภิชนชั้นบนว่า ใครมีศีลธรรมมากกว่ากัน เพื่อให้สังคมมีโอกาสรับรู้และร่วมตัดสินใจว่า ความมีศีลธรรมวัดกันตรงไหนดีกว่ากัน



เพราะสังคมไทยปัจจุบันมีความสับสนมากในเรื่องนี้ ไม่เพียงแต่การนับถือเงินและหลงใหลวัตถุเป็นพระเจ้าเท่านั้น แต่แม้กระทั่งนักประชาธิปไตยยังยอมรับผู้มีส่วนในการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม และพฤษภา 35 ว่าเป็นคนดีมีคุณธรรม นักวิชาการผู้ทรงภูมิปัญญาพากันเข้านอบน้อมผู้มีมลทินท่วมตัวในฐานะผู้มีบารมีมีคุณธรรม



ถ้าต้องการคุณธรรมนำประชาธิปไตย ก็ควรอธิบายให้ได้ว่า อะไรคือความมีคุณธรรมที่ไม่ใช่หน้าไหว้หลังหลอก ไม่ใช่มือถือสากปากถือศีล และไม่ใช่สอง-สาม-สี่มาตรฐานตามใจชนชั้นกฎุมพีเมือง ถ้าอภิชนทั้งหลายตกลงกันได้ว่าจะตัดสินความมีศีลธรรมกันตรงไหน การตรวจสอบก็ง่ายขึ้น จะได้ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนทำตัวเป็นอีแอบในระบบการเมืองอีกต่อไป



ทั้งหมดไม่ใช่การประชดประชันแต่อย่างใด แต่เป็นข้อเสนอต่อยอดของธีรยุทธเพื่อให้อภิชนาธิปไตยหรือประชาธิปไตยแบบภูมิปัญญาไทยมีความโปร่งใสตรงไปตรงมาที่สุด เพื่อให้ประชาชนเห็นชัด ๆ แล้วตัดสินว่าต้องการแบบนี้หรือไม่ เอาไหม ถ้าประชาชนต้องการอภิชนาธิปไตยที่มีประชาธิปไตยเป็นเปลือก พอใจประชาธิปไตย 2 ชั้นที่มีอภิชนอยู่ชั้นบนก็ควรจะเอาตามประชาชนต้องการ



วาทกรรมที่เป็นเครื่องมือของอภิชนาธิปไตย ประชาธิปไตยแบบภูมิปัญญาไทยที่ผ่านมาสร้างพื้นที่ให้แก่อภิชนและผู้มีบารมีทั้งหลายด้วยวาทกรรมการเมือง 3 ประการ



หนึ่ง ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง



สอง การเมืองไร้คุณธรรม



โดยมีวาทกรรมทรงพลังที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด ได้ผลที่สุดที่เชื่อมโยงสองข้อแรกเข้าด้วยกันคือ วาทกรรมว่าด้วยนักการเมืองคอร์รัปชั่น



คำกล่าวที่ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ย่อมถูกต้องเสมอไม่มีทางปฏิเสธได้เลย ในระบบประชาธิปไตยที่เชื่อมั่นในประชาชน คำกล่าวนี้มีผลเชิงสร้างสรรค์ คือ เป็นการสร้างความชอบธรรมที่ประชาสังคมและประชาชนจะต้องรวมตัวกัน สร้างอำนาจของตนเองจนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกตั้ง



แต่คำกล่าวนี้มิใช่เพื่อปฎิเสธการเลือกตั้ง การเลือกตั้งยังคงเป็นความชอบธรรมสูงสุดในการตัดสินอำนาจทางการเมือง ทว่าในประชาธิปไตยไทยที่ผ่านมาวาทกรรมดังกล่าวถูกใช้ใน 2 ทาง กล่าวคือในขณะที่บางคนใช้อย่างถูกต้องเพื่อสนับสนุนการสร้างอำนาจประชาชน แต่หลายคนใช้เพื่อปฏิเสธการเลือกตั้ง ปฏิเสธความชอบธรรมของเสียงของประชาชนที่ถูกหาว่าโง่ ขาดข้อมูลข่าวสาร หรือถูกครอบงำโดยอำนาจเงิน เป็นการใช้คำกล่าวนี้ในทางทำลาย



และเมื่อบวกกับวาทกรรมประเภทที่สองและสามดังจะกล่าวต่อไป วาทกรรมประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งจึงกลายเป็นการเปิดประตูแก่อภิชนในที่สุด



วาทกรรมที่ว่าการเมืองของนักการเมืองสกปรกไร้คุณธรรม เป็นทัศนะของอนุรักษ์นิยมไทยมาตลอดที่พยายามปฏิเสธว่านักการเมืองเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มีการปะทะต่อสู้ต่อรองผลประโยชน์และแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติในสังคมที่แตกต่างหลากหลายเกินกว่าจะอาศัยเพียงบารมีของอภิชนมาแก้ปัญหา พวกอนุรักษ์นิยมยังเห็นการเมืองเป็นเรื่องของผู้ปกครองผู้ทรงธรรมที่จะบันดาลความร่มเย็นเป็นสุขแก่ราษฎร



คงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า การเมืองต้องมีคุณธรรมหรือจริยธรรมทางโลกย์กำกับอยู่ แต่การเมืองเรื่องของคุณธรรมเป็นอุดมคติของอภิชนเพื่อเน้นย้ำทุนทางวัฒนธรรมที่ตนสะสมและอ้างอิงอยู่เสมอ ทว่าคุณธรรมหรือบารมี ที่วาทกรรมนี้อ้างอิงกลับอยู่ในกรอบความคิดของกฎุมพีเมืองและอภิชนเท่านั้น



ดังนั้น วาทกรรมหลักที่ใช้ปฏิเสธอำนาจประชาชนและเสริมอำนาจอภิชน จึงได้แก่วาทกรรมนักการเมืองคอร์รัปชัน เราปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า คอร์รัปชันระบาดทั่วไปในวงการเมือง และประชาชนต้องการขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน



แต่วาทกรรมนี้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมากลายเป็นหัวหอกแก่ประชาธิปไตยของอภิชน ด้วยการทำให้วาทกรรมนี้กลายเป็นอาวุธทางการเมืองโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่านักการเมืองทุจริตแหง ๆ ทุจริตรุนแรงเสียด้วย และการเลือกตั้งเต็มไปด้วยการซื้อเสียง เสียงของประชาชนจึงเชื่อถือไม่ได้



นักการเมืองกลายเป็นบุคคลน่ารังเกียจจนผู้คนสงสัยว่า จะมีประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งไปทำไมกัน วาทกรรมนักการเมืองคอร์รัปชัน แทบจะกลายเป็นภารกิจด้านเดียวของสื่อมวลชน เพราะช่วยให้ขยายได้ มีเกียรติภูมิ และทำให้ตนเองพลอยมีคุณธรรมสูงส่งไปด้วย



วาทกรรมทั้งสามช่วยกันสร้างความเกลียดชังนักการเมืองจนมีแต่ความระแวงไม่ไว้ใจ ซึ่งยังผลขับไสให้อภิชนสูงเด่นขึ้น โดยเฉพาะอภิชนชั้นบนเหนือปริมณฑลทางการเมือง



ยิ่งมีระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง กลายเป็นว่าสถานะของอภิชนในระบบการเมืองกลับยิ่งเด่นเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ความมีบารมีของอภิชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นองคมนตรี จนกระทั่งราษฎรอาวุโส และนักวิชาการบางคนกลับสูงเด่นยิ่งขึ้น พันธมิตรระหว่างภาคประชาชนกับอภิชนจึงก่อตัวขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อจำกัดทำลายความชอบธรรมของประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง



ฤาจะเป็นอภิชนาธิปไตยขบวนสุดท้าย


ผู้สนับสนุนรัฐประหารมักหาว่าผู้คัดค้านไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นจริงของสังคมไทย ความจริงคือผู้กล่าวเช่นนั้นส่วนมากไม่เคยเข้าใจประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยเลย คิดง่าย ๆ เข้าใจหยาบ ๆ แค่ว่าประชาธิปไตยคือการต่อต้านอำนาจฉ้อฉล ความเข้าใจนี้ไม่ผิดแต่ไม่พอและฉาบฉวย มีสักกี่คนที่พยายามเข้าใจวิวัฒนาการความสัมพันธ์ทางอำนาจของกลุ่มพลังทางสังคมตลอดร้อยปีที่ผ่านมา



หากคนเหล่านี้คิดและเข้าใจประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของไทยมากขึ้น คิดให้พ้น Pragmatism มีสติพ้นจากความเกลียดโกรธจนหน้ามืด จะพบว่าการรัฐประหารครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดเริ่มของประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม แต่อาจเป็นจุดเริ่มของอภิชนาธิปไตยขบวนสุดท้าย



ผู้เขียนเคยอธิบายประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยตามความความคิดของตนเองไว้ในที่อื่น (ดู ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา และ บทบันทึกการสัมมนา "โครงการเปลี่ยนประเทศไทย" ในฟ้าเดียวกัน ฉบับ กรกฎาคม - กันยายน 2549) น่าเสียดายที่คำเตือนของผู้เขียนเมื่อ 14 ตุลา ปีก่อน และข้อเรียกร้องให้ไปให้พ้นอภิชนาธิปไตยแบบแอบแฝงตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมาถูกเมินเฉย ซ้ำปัญญาชนนักประชาธิปไตยไทยกลับเป็นผู้สนับสนุนอภิชนาธิปไตยอย่างเอิกเกริกเปิดเผย



แต่ตามเค้าโครงประวัติศาสตร์ดังกล่าว รัฐประหาร 19 กันยา จึงไม่ใช่การถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเริ่มประชาธิปไตยแบบแท้จริง แต่กลับเป็นการถลำลึกยิ่งขึ้นไปในระบอบประชาธิปไตยแบบอภิชน ซึ่งเติบโตมาตลอดนับจาก 14 ตุลา 2516 น่าเสียดายที่นักวิชาการจำนวนมากไม่เห็นประวัติศาสตร์ หรือเห็นแค่ฉาบฉวยตื้น ๆ จนทำตัวรับใช้ระบอบอภิชนาธิปไตยกันไปหมด



ตามเค้าโครงประวัติศาสตร์ดังกล่าว มีความเป็นไปได้สูงที่อำมาตยาธิปไตยแบบเดิม ๆ จะไม่หวนกลับมา ดังที่ธีรยุทธคาดการณ์ไว้ เพราะประชาธิปไตยแบบอภิชนศักราชนี้ สามารถอยู่ร่วมกับประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนพอสมควร เพราะประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งและเสรีภาพดังกล่าวไม่เป็นภัยต่ออภิชนชั้นบน การต่อต้านทักษิณที่ผ่านมาก็เป็นความร่วมมือกันระหว่างอภิชนทั้งหลายรวมทั้ง



รัฐประหารคราวนี้และระบอบประชาธิปไตยหลังจากนี้จึงอาจไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการเดินหน้าสู่อภิชนาธิปไตยที่โจ่งแจ้งล่อนจ้อนอย่างที่คนรุ่นปัจจุบันไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน อภิชนทั้งหลายเดินแถวอย่างออกหน้าออกตาเปิดเผย รวมทั้งอภิชนหน้าใหม่เช่นอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งหลายที่ออกมาทำตัวเป็นผู้มีคุณธรรมความดีและเป็นหัวหอกให้แก่อุดมการณ์หลักของเหล่าอภิชนเสียยิ่งกว่าอภิชนทำเองเสียอีกแบไพ่ในมือแทบจะหมดหน้าตักแล้ว นึกไม่ออกว่าจะเหลืออะไรในมือให้เล่นกันอีกในอนาคต



ภาวะเช่นนี้คือจุดเริ่มของประชาธิปไตยแท้จริง (ตามวัฒนธรรมไทยในทัศนะของอภิชน) หรือเป็นจุดเริ่มของอภิชนาธิปไตยขบวนสุดท้าย ?



 


 


 


ที่มา : เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ


 


 


 


 


ข่าวประกอบ


 


11 ต.ค.- "รัฐธรรมนูญและโครงสร้างการเมืองแบบภูมิปัญญาไทย" ของธีรยุทธ บุญมี


 


 


Comments

Green River

Here comes the real academic! Look what other academics will react to Acharn^*s Thongchai^*s article...As always, your comments are provokative, straight forward, and hit to the point. I am looking forward to reading more and hearing more feedbacks from readers. Thanks Thongchai, keep on producing good work. You are among very few academics who are honest to your professional and always stand up and fight for the rightousness. As an old pal from Suankularb, you earn my respect...

kc

Thank you Ajarn Thongchai, really appreciate your candid comment. Look forward to reading your future writing. Although, I am not from SK but as a member of Jaturamitr schools, I am proud to be associated with such academic person like you.

mong

ชัดเจนทุกอย่าง เรามันคนจนไม่มีสิทธ์เหมือนท่านนักวิชาการทั้งหลาย

Green River

Since the school days, Thongchai has showed his courage to speak up (although sometimes too aggressive). This time he has shown fake acharns that they are no longer pretend to be so smart anymore (or keep on telling lies to the public anymore). Acharn Thongchai^*s comments have probably made fake acharns think twice before making any public statement! Thanks again. You come out at the right time...

หัวรั้น ปากหวาน

จะประชาธิปไตยแบบฝรั่ง ประชาธิปไตยแบบไทยๆ จะประชาธิปไตยรวมศูนย์ของชนชั้นกรรมาชีพ หรือหนักแบบเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ......ได้ทั้งนั้น....ถ้าเป็นไปเพื่อ ชั้นปกครอง กดขี่(เอาเปรียบผลประโยชน์ส่วนกลาง) มอมเมา ประชาชนน้อยที่สุด ได้ทั้งนั้น........การปกครองใด เพื่อประโยชน์ประชาชนเอาทั้งนั้น อย่ามาอ้างตัวหนังสือมากนัก ลูกตามี จบป.ตรีบ้านนอกฟังแล้วงง ยิ่งตามีมาฟังยิ่งงงใหญ่.........แต่ที่แน่ๆ ประชาธิปไตยแบบหันก้นออกมาที่เพิ่งถูกเปิดโปงและขับไล่หมาดๆไม่เอานะ เพราะ
----ประชาธิปไตยแบบนั้นมันมอมเมาประชาชน(เอาหวยออกทีวีทุกวัน)ซึ่งเป็นการกดขี่แบบหนึ่ง
---ประชาธิปไตยแบบนั้นมัน "กระทืบ ทุบตี เด็ก สตรี คนชรา และผู้ที่คิดต่าง"
---ประชาธิปไตยแบบนั้นมัน เอาเศษเงินมาให้ ชาวบ้านกู้ แล้วก็เป็นหนี้มันตลอดชีวิต
----ประชาธิปไตยแบบนั้นมัน ขายสัมปทานที่เป็นแก่นของความมั่นคงชาติเช่น สปท.คลื่นสื่อสาร สปท.ดาวเทียม สปม.คลื่นทีวี ซึ่งต่างชาติคุมเมื่อไร ชาวบ้าน มวลชนในชนนบทจะถูกควบคุมความคิดได้ง่ายมาก
.......ประชาธิปไตยแบบเฟลี่ยมๆนี้ ตามีเอง ก็รับไม่ได้นะ ไปถามตามี ในเขตก้าวหน้าดูดิ

หัวรั้น

"ปัญหาการครอบงำประชาชนชั้นล่าง มิได้เป็นเหตุบังเอิญ แต่เป็นกระบวนการที่สั่งสม มาจากฐานคิด ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย...ธงชัยยอมรับว่าระบอบการเลือกตั้งที่ผ่านมาคือหนทางประชาธิปไตย..มันได้มาด้วยการซื้อเสียง ใช้เงินซื้ออำนาจ ใช้อำนาจหาเงิน ใช้อำนาจรัฐสร้างอาณาจักรแห่งความกลัว ใช้การข่มขู่ให้หวาดกลัวไปตีเมืองขึ้น สร้างกองกำลัง...ประชาธิปไตยซักกะบ๊วยแบบนี้หรือที่เรียกว่าแค่นอกลู่นอกทาง ธีรยุทธเขามองแบบหาสัจจะจากความเป็นจริง แต่ธง นั้น มองแบบมีธงอยู่ก่อนแล้ว ..ธง ปล่อยให้ความจงเกลียดจงชังพวกเจ้าศักดินามากเกินไป จนไม่เหลียวมองความเป็นจริงของสังคมที่ดำรงอยู่..แล้วเรียนรู้อยู่กับความเป็นจริง....."
.......จำเขามาจ๊ะ

reality

I am sure a compromise system would be enough.

For example, each region should be able to govern themselves. They centrally-appointed governor and PALAD should go away.

But the Bangkok warlords will not like this, of course. They have been living off resources and taxpayers from other regions.

Thailand economic "prosperity" is based on the working class from the rural area. Be it the prostitutes in the 1960s and 1970s who served the U.S. army and helped Thai government get dollars from the U.S. Be it the foreign factories hiring Thai workers. Be it Thai factories hiring Thai workers.

Seriously, what did those "scholarship students" in Thailand do to develop Thailand? As far as I know, they came back with Ph.D. degree and created curency crisis!

That sounds a little bit dramatic.

How about the Isarn+ people who clean streets for you in Bangkok? How about the janitors in your school?

If you really like "clean air" that much and think Isarn+ people are lucky, you should step out of your comfort zone and move to Isarn+.

Welcome to the reality!

What mother? As far as I know, Krungthep policy makers are so self-centered. They are even afraid of Sawannapoom Maha+Nakorn project. They are afraid the world won^*t evolve around shitty Bangkok!

จบป.2

เขียนภาษาไทยกันด้ายม้ายท่านๆ อ่านไม่ออก อยากรู้มั่ง [emo16.gif]

แตกต่าง

จะเห็นว่าความเห็นแต่ละท่านแตกต่างกัน และมีเหตุผลในส่วนตัว แต่จะสามารถยอมรับโดยส่วนรวม เพื่ออยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุขนั้น ท่านจะเลือกแบบท่านมีสิทธิเลือกเอง หรือ จะให้ผู้อื่นเลือกให้ท่านหล่ะ

So true !

ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ "ประชาชนเป็นใหญ่ในระบอบนี้ แต่มีบางคนใหญ่กว่าประชาชน "
[emo13.gif]

เพื่อนศูนย์นักเรียน

ขอบคุณ ธง มาก ที่ทำให้ภาพที่พร่ามัวของอำนาจบารมี ชัดเจน ภาพที่ผู้คนและนักวิชาการต่างช่วยระบายสีจนสวยใสและบริสุทธิ์ แต่ ธง ทำให้การลอกชั้นของภาพนั้นกระจ่าง และทำให้เรานึกย้อนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ อย่างเจ็บปวดกับการกระทำของผู้มีบารมี
เราเบื่อกับนักวิชาการที่พริ้วไปตามอำนาจและออกมาพูดแบบเอาตัวรอดและดูทางลม
เราจะรออ่านบทต่อไป
ลึกและคม จริงๆ ตรงกับความรู้สึกลึกๆ ของเรามาก
ให้กำลังใจ ธง นะ ใครจะว่าคุณว่าคุณอย่างไร เราขอให้กำลังใจ

เสรีภาพ

ความแตกต่างของปัญญาชนไทยถ้าจะเปรียบเทียบกับของสากลแล้ว แน่นอนที่สุดเป็นอย่างที่คุณธงชัยได้เขียนเป็นบทความออกมา ความนึกคิดของนัก ที่เรียกว่าวิชาการในประเทศไทยถูกอบรมสั่งสอนให้เป็นปัญญาชนเพียงพอในขอบเขตที่ บรรดาอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สร้างเขาขึ้นมาบนพื้นฐานที่เป็นการสืบคลอดกันของการเป็นอภิสิทธิชนในสังคมไทย ตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่คุณธงชัยอ้างถึง ธีรยุทธ บุญมี เราไม่แปลกใจที่ คุณธงชัย พูดถึง จุดตรงนี้ เราคอยติดตามดู
บทบาททางวิชาการ และพูดคุยกับชนข้นปัญญาชนไทยและเคยถกเถียงกันจนเราเข้าใจในความคิดของพวกเขา เหตุเพราะว่าเราอยู่ในแวดวงของอิสระภาพในความคิดมากกว่าพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่สามารถที่จะยอมรับความคิดที่เกินขอบได้มันเป็นเรื่องของคุณภาพ อย่างหนี่ง และนี่คือสิ่งที่น่าวิตกมากในหมู่นักวิชาการในประเทศไทย ดังนั้นมันไม่น่าแปลกใจอะไรที่หลายอย่างในประเทศนี้มั่วกันหมด

น้องใหม่

รู้กันเหลือเกิน พูดกันได้ดี แต่ถามจริงๆ เถอะ ประชาธิปไตย์คือ อะไรกัน ฯ ส่วน คห.ที่ 5 มีความคิดดีมาก ขอให้อยู่คนเดียวก็แล้วกัน เพราะอยู่ปนกับคนอื่นไม่ได้แน่ คนเราน๊ะถ้ามีความจริงใจต่อกัน ไม่เอาเปรียบกับ เข้าใจ เห็นใจกันและกัน สังคมก็มีความสุขแล้ว เพียงให้ทุกคนรู้จัดหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น ประเทศก็จะไปได้ดี แต่นี่ (ปัจจุบัน) ไม่มีใครรู้จัดหน้าที่ของตัวเองกันเลย มีแต่ความอยากเท่านั้น ประเทศจึงแย่ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันเรียนกันสูง ๆ ทั้งนั้น แต่ชอบเอาเปรียบชาวบ้านชาวนาชาวสวน ชอบว่าเค้าโง่ง่าเต่าตุ่น แต่จริงๆ แล้วสังคมบ้านนอนเป้นสังคมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันและกัน มีความสุขจริงใจต่อกัน มีแต่ความรู้สูง ๆ เข้าไปยุแหย่ให้เกิดขึ้นเท่านั้น แล้วขอถามว่าใครเป็นคนระยำกันแน่

อินทรีย์

ขอบคุณ คุณธงชัย
สำหรับบทความ ที่ให้แสงสว่างแก่สังคมไทย

ช่วยวิเคราะห์มาให้อ่านบ่อย ๆ ครับ

defacto

there is something fishy about thai-thai democratic culture.
when someone refers to "class"
in thai society conservatives will quickly reject
"oh no, there is no class in thailand"

but when we speak of "classless"
society, it is entirely different.
that same guy will take a horrible look at you.

so... anything starts with adjective "thai-thai" such as "thai-thai democracy", that adjective means
fake,flaw, and foolish.

the supporter himself never actually can or will define what it is.

ชีวิต

อธิบายได้ดีมากครับ
นี่และครับคือประชาธิปไตยแบบไทย
มันมีมานานแล้วจริงๆ อภิชนาธิปไตย
***โดยที่พวกนี้ยังมองว่าชนชั้นล่างกว่านี้โง่ไม่มีศีลธรรมสูงส่งซื้อง่ายไม่มีความรู้ต้อง
กำกับดูแลโดยอภิชนนี้ประเทศถึงจะอยู่ได้
ผมโคตรเจ็บใจจริงๆผมชานนาบางคนยังมีศีลธรรมสูงส่งกว่าอภิชนบางคนด้วยซ้ำไป

ฟ้าแดงเดือด

ขบวนสุดท้ายแน่นอนเพราะเบื่อเหลือเกินกับไอคำว่าคุณธรรม จริยธรรม ของพวกขุนนางศักดินา คุณธรรมและจริยธรรมของคนจนไม่เหมือนกับของพวกขุนนางศักดินา ลองไปส่องดูว่าเบื้องหลังของพวกที่อ้างว่ามีคุณธรรมและศีลธรรมนั้นสกปรกอย่างไร คอยดูเถอะสักวันหนึ่งความจริงจะต้องปรากฏว่าความจริงไอพวกนี้เบื้องหลังมันสกปรกอย่างไร

someone

I agree with you aj. Thongchai. Thank you for rarely good article like this.

In my opinion, you are outside the country. Therefore, you can think and write freely. Nothing will affect you.

iiy

ถ้าอยากให้เป็นขบวนสุดท้ายประชาชนคนไทยในประเทศต้องกล้าหาญที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับขบวนการนี้ ไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงและได้มาโดยง่ายๆโดยไม่มีการต่อสู้ทางอุดมการณ์หรือคัดค้าน ถ้าอยากให้ขบวนนี้อยู่คู่ไทยไปตราบชั่วลูกหลานเหลนตราบนานเท่านานก็จงก้มหน้าก้มตาหมอบคลานเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ในความสงบต่อไปเพื่อขบวนนี้ได้มีอำนาจสืบทอดต่อไป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับประชาชนคนไทยว่าต้องการแบบใหน จะเลือกเอาการปกครองแบบใหนเพื่อตัวเองและเพื่อลูกเพื่อหลานเพื่อความเป็นธรรมและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่สมควรจะมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในการอยู่ร่วมโลกร่วมประเทศในอนาคต เป็นสิทธิ์ของคนไทยทังประเทศที่จะต้องเลือกและพูดกันให้รู้เรื่องและทำให้ชัดเจน

A Thai

This is what I always think and Thanks that you wrote it out!! AJ. Thongchai.

Well DONE!! Keep going

เบื่อ

คำอธิบายของนักวิชาการ โดยเฉพาะบทความแบบนี้มักตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "คำ" มากกว่า ข้อเท็จจริง เป็นการเล่นแร่แปรธาตุในกระดาษ ที่ทุกคนพยายามบอกอาจารย์ธงชัยก็คือ ความเป็นจริงกับอุดมคติหรือหลักการที่ใช้อยู่มันสวนทางกัน
สังคมไทยเกิดภาวะอิหลักอิเเหลื่อ คนที่โดดอกมาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ก็เป็นนักวิชาการอินเทรนด์นะ คือ บอกว่าหลักการกูมันยิ่งใหญ่ แต่อาจารย์นิธิก็บกนี่ว่า ก็มันเกิดขึ้นแล้ว จะให้ทำอย่างไร แม้จะไม่เห็นด้วย ซึ่งเข้าข่ายหนึ่งในจำพวกไม่มหลักการข้อหนึ่งของอาจารย์ธงชัยด้วย มาครั้งนี้ก็เปลี่ยนแล้วว่า เออ ทั้งนิธิและใครน่ะ โอเคที่สละเรือทัน

อาจารย์ธงชัย ขอบอกว่า คุณกำลังเอาอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสังคมไทยมาเล่น โยนบาปให้คนนั้นคนี้มั่วไปหมด หนักนะด่าว่าคนที่เป็นหลักๆในสังคมไม่มีความคิดหรือไม่มีหลักการน่ะ จากสังคมดั้งเดิมที่มีผู้มีบุญเป็นฐานมาเป็นพันๆ ปี คุณก็รู้งานมากมายที่เขียนไว้ อยู่ๆ จะหมดไปจากสังคมไทยภายในร้อยปี สองร้อยปีก็ฝันไปเฮอะ มันมีข้อเสียแต่ขณะเดียวกันก็มีข้อดี
เล่นกับปัญหาไก่เกิด่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่อยู่นั่นแหละ อาจทำให้คุณดังดูดี เท่กว่านักวิชาการคนอื่นๆ ที่ไปชี้นิ้วว่าเขาไร้คุณธรรม อีกสี่นิ้วก็ย้อนกลับเข้าตัว สถานการณ์แบบนี้ออกมาติติงสังคมที่ระยำๆ แบบนี้ดีกว่าที่จะชี้อาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ให้กลายเป็นประเด็นทางวิชาการและจริยธรรม สนุกนักใช่ไหม ที่ว่าคุณตามฝรั่งก็เพระเหตุนี้ คือ ไม่รู้สถานการณ์หรือมืดบอดในวิชาของตนมากเสียจนไม่ฟังเหตุผลหรือสภาพสังคมในประเทศไทยที่เป็นจริง
นักประวัติศาสตร์มักขาดมิติมุมมองทางสังคมที่แหลมคม
ประเด็นแบบนี้แหละ มหาวิทยาลัยเมืองนอกดังๆ ถึงอยากได้ตัวนัก

Ivy

เบื่ออภิสิทธิชนมานานแล้ว พวกนี้ต่างหากที่ไม่มีความรู้ หาว่าคนต่างจังหวัดไร้การศึกษา ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรไปหมด พวกนี้แหละที่คิดว่าในชนบทไม่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ ไม่ต้องมีสาธารณูปโภค นักเรียนต่างจังหวัดที่เขาได้ทุนไปเรียนเมืองนอกก็หาว่าเขาจะปรับตัวไม่ได้ กีดกันเรื่องทุนเรียน เท่าที่เห็นมาเด็กนักเรียนพวกนี้เก่งๆทั้งนั้น พวกที่มาจากครอบครัวธรรมดาๆ นี่แหละ แต่ต่อไปเมื่อเขาเรียนจบ จะถูกกีดกันในเรื่องทำงานอีก รำคาญมากเวลาที่เห็นอภิสิทธิชนเข้าไปรับพรรคพวกในสนามบินถึงบริเวณที่เฉพาะผู้โดยสาร ไม่เคารพกติกาเลย เห็นมามากที่ดอนเมือง ทำเบ่งว่ามีเส้น ทั้งๆที่เป็นเรื่องน่าละอาย ให้คนลากกระเป๋าให้อีก เห็นว่าโก้เก๋ จริงๆก็คือทำตัวเหมือนมีทาสรับใช้ คนเขาไม่ได้ยกย่อง กลับดูถูกเอา บ่นแค่นี้ก่อนละกัน

ธงทิ่มดินเอ้ย....นับวัน....

ความคิดความอ่านยิ่งทุเรศทุรังกาขึ้นทุกวัน.....ขี้เกียจโต้เสียเวลาว่ะ....แค่อยากจะบอกความรูสึก...ว่าเองนั่นแหละขบวนสุดท้ายของปัญญาชนที่อับจนปัญญาแล้ว....

Ivy

อภิสิทธิชนทำให้ประเทศไทยไม่เจริญ เพื่อนๆอย่าหาว่ายกย่องฝรั่ง อะไรที่เขาดีเราก็ยกย่อง เด็กเส้นที่เมืองนอกก็มี แต่เด็กเก่งๆจากครอบครัวธรรมดา มีสิทธิ์ได้เรียนมหาลัยชั้นนำ เด็กเส้นบริจาคเงิน(ระดับสร้างตึกได้) เด็กเก่งได้ทุนเรียน มีเกียรติมาก เยล พรินซตัน โคลัมเบีย ฮาวาร์ด ถึงได้เต็มไปด้วยคนเก่งๆ ขาว เหลือง ดำ มีหมด เรื่องโอกาสทางการศึกษาจะไม่เกิดขึ้นถ้าพวกไม่มีกึ๋นบริหารประเทศไทย พูดไม่รู้เรื่อง หลายคนลืมอดีตตัวเอง เมื่อก่อนเคยถูกกดขี่ พอได้ดีกลับกลายเป็นผู้กดขี่ประชาชนไป เรียกตัวเองเป็นชนชั้นอีลิท น่ารังเกียจ ถ้ากลับตัวได้จะดี เขียนเยอะเครื่องจะรวน แต่ก็อยากเขียนภาษาไทยน่อ

Double Standard

“การเลือกตั้งยังคงเป็นความชอบธรรมสูงสุดในการตัดสินอำนาจทางการเมือง ทว่าในประชาธิปไตยไทยที่ผ่านมาวาทกรรมดังกล่าวถูกใช้ใน 2 ท าง กล่าวคือในขณะที่บางคนใช้อย่างถูกต้องเพื่อสนับสนุนการสร้างอำนาจประชาชน แต่หลายคนใช้เพื่อปฏิเสธการเลือกตั้ง ปฏิเสธความชอบธรรมของเสียงของประชาชนที่ถูกหาว่าโง่ ขาดข้อมูลข่าวสาร หรือถูกครอบงำโดยอำนาจเงิน เป็นการใช้คำกล่าวนี้ในทางทำลาย”

According to the logic of this article, Universities (especially U. of Wisconsin) should thus allow students to invite and elect their own professors, manage university budget, and appoint professors to tenure positions without having "อำนาจอภิชน" overseeing them!

Why should one assume that students are stupid, lacking information, or immature ?!

You could only convince the skeptics by setting yourself as an example.

abc

แล้วจะมีการให้ประชาชนชั้นล่างมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นระดับอภิสิทธิ์ชนกับเขาได้บ้างหรือปล่าวครับ?

อย่างเช่นกำหนดให้มีการสอบผ่านใบรับรองการเป็นอภิชนโดยองค์กรของเหล่าชนชั้นอภิชนในสังคมกำหนดข้อสอบลงมา(เหมือนการสอบใบประกาศนียบัตรวิชาชีพเช่นใบประสอบโรคศิลป์ในสาขาสุขภาพ )

ถ้ามีผมว่าจะขอใช้สิทธิไปสอบเอาใบประกาศเพื่อยกตัวเองให้เป็นชนชั้นอภิชนกับเขาบ้าง เผื่อจะได้มีสิทธิพิเศษเหนือประชาชนคนธรรมดาๆทั่วๆไป(ไม่รู้เขาจะตั้งเงินเดือนพิเศษให้หรือปล่าว) ถ้าอายุมากขึ้นเขาก็คงเลื่อนฐานะให้เป็นราษฎรอาวุโสไปในตัวหรือปล่าว?

[emo18.gif][emo12.gif][emo27.gif][emo3.gif]

นบพิตำ

นี่คือปัญญาชน ที่มีปัญญาจริงๆ ไม่งี่เง่า หลงประเด็น เชื่อข่าวลือ ข่าวลวง ของสื่อชั่ว และนักวิชาการภายใต้เสื้อคลุมของนักการเมือง
กลุ่มผลประโยชน์..

คนพิษ

ขอบคุณคุณธงชัยที่ปลอกเปลือกพวกอภิสิทธิชนทั้งหลายที่ชูคอกันในเวลานี้ ผมไม่แปลกใจเลยเพราะพวกนี้เติบโตมาโดยอภิสิทธิเหนือบุคคลอื่น ๆ ตั้งแต่การเริ่มรับราชการทหารที่ลูกทหารจะต้องมีอภิสิทธิเหนือกว่าลูกชาวนาทำให้เกิดการซึมซับเรียนรู้เรื่องอภิสิทธิชนมาตั้งแต่ต้น ปากก็อ้างคุณธรรมจริยธรรม สังคมแห่งการสมานฉันท์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาได้ไม่ยากเลยในสังคมชนบทที่มีความเอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากแต่ถูกกลุ่มอภิสิทธิชนกล่าวหาว่าเขาโง่เง่าเต่าตุ่น ไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตย ดูถูกเป็นประชาชนชั้นสามชั้นสี่ของประเทศที่เสียงไม่มีความหมายอันใด และอีกอย่างเหม็นขี้ฟันพวกนักวิชาเกินทั้งหลายรวมถึงพวกรัฐบาลที่พูดถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียงกันจัง เจ้าอุ๋ยสร้างภาพกินข้าวแกงวันรับตำแหน่งครั้งเดียวบอกว่าเป็นตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียงหลักเศรษฐกิจพอเพียงของล้นเกล้ามีให้เห็นทั่วไปในสังคมชนบทที่เป็นวิถีชีวิตปกติของเขาอยู่แล้ว จะมีอยู่บ้างที่ฟุ้งเฟ้อตามกระแสนิยมแต่ก็เป็นส่วนน้อยมาก ชาวชนบทขาดแต่เพียงโอกาสเท่านั้น ให้จำไว้

Green River

To # 25 (Double Standard)...The relationship between the university and the students is different from that between the citizen and the state. In a democratic society, people exercise their votes to select their representatives to act under the mandates of the people. In this case, the majority votes reflect the voice of the people. On the other hand, the university^*s role is to provide higher education to the students. There are rules and regulations of the univeristy where students must comply. In the braoder perspective, people who elected their representatives must also comply and obey the rules and regulations issued by their own representatives. This is called democracy where all people have the right to determine their own destiny. They have the right to choose their own representatives to issues the laws to regulate the behavior of members of the society. Comparing the general eleciton and the university administration is simply a comparision of an apple to an orange....It is totally wrong comparision...

ธรรมยุกติ

ไม่ว่าจะหาเหตุหาผลกันอย่างไร
ทางเดียวที่จะพัฒนาการเมืองไทย ต่อไปได้
คือ ประชาชนคนทยที่มีอาชีพทางการทหาร จะต้องไม่คิดเข้ามา แทรกแซงอำนาจการปกครองแบบประชาธิปไตย ของประชาชนไทย

ทุกคนในประเทศนี้ เป็นประชาชนคนหนึ่งของขบวนการประชาธิปไตย
ไม่ว่าใครจะมีจริยธรรมมากกว่าใคร หรือใครจะมีอำนาจมากกว่าใคร

ถ้าทำได้ตามนี้ เชื่อว่า การพัฒนาการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย จะเกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติ มันจะเสริมสิ่งถูก ลด ละ เลิก สิ่งผิด สร้างสังคมที่ถูกต้องเหมาะสมตามสภาพแบบไทยๆ อันเกิดจากแนวคิด ร่วมกัน ของสังคมไทย
นี่ไม่ใช่หรือ คือความหมายของประชาธิปไตยแบบไทยๆ

การไปช้อทเซอร์กิต วงจรทางการเมืองด้วยวงจรอุบาทว์ ด้วยความใจร้อนด่วนได้ ไม่คิดถึงได้ผลเสียผลระยะยาวของบ้านเมือง ไม่เคยสร้างผลดี ดังที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ ครั้งแล้วครังเล่า (ไม่น่าเชื่อว่าคนปัญญาเลิศอย่าง ธีรยุทธ และนักวิชาการปัญญาเลิศ อีกหลายคน ไม่เข้าใจ)

ปัญหาอยู่ที่ว่า
ทำอย่างไร จึงจะเลิกละ "วงจรอุบาทว์กันได้เสียที"

เรื่องนี้เป็นหน้าที่ ของผู้มีบารมี ผู้มีจริยธรรมสูงสุดในบ้านเมือง จนถึง ไพร่ฟ้าประชาชนชั้นต่ำสุดในประเทศนี้ จะต้องช่วยกันคิด หาวิธีกันให้จงได้

kc

ปัญหาของคนไทยคือไม่รู้จักคำว่าอดทนครับ
ชอบหาทางออกง่ายๆ การปฏิวัติบ่งบอกถึงนิสััย
คนไทยอย่างดีว่าอดทนไม่เป็น
ดังนั้นผมหวังว่าการปฏิวัติครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
และสังคมโดยส่วนรวมจะได้บทเรียนที่ดีครับ
ว่าความมีวินัย/อดทนถึงจะทำให้ประเืทศอยู่รอด
ได้เหมือนนาๆอารยประเืทศอี่นๆ

บุญ

คุณธงชัย

ขอให้ทำใจกับเสียงด่าทอ
แนวร่วมของพวกรอยัลลิสต์กับ Junta เที่ยวนี้แข็งแรงจริงๆ

ดีไม่ดี เหตุการณ์ที่กำลังจะผลิกผันอีกครั้งไม่นานข้างหน้าอาจทำให้พวกรอยัลลิสต์กระชับอำนาจของตนเหนือกลุ่มพลังอื่นๆ ในสังคมยิ่งขึ้นไปอีก

การต่อสู้ระหว่างพลังทางสังคมฝ่ายต่างๆ ในประวัติศาสตร์ก็มักวกเวียนไปมาเยี่ยงนี้ครับ
บางครั้งรอยัลลิสต์ก็เพลี่ยงพล้ำอย่างเช่นในปี 2475-2476
บางครั้งก็เหมือนฟื้นคืนชีพมาอีกครั้งด้วยพลังและแนวทางที่สดใหม่กว่าเดิมในปี 2490 2500และ2519
ล่าสุด ในกระบวนหักโค่นกลุ่มทุนเก็งกำไรประชานิยม กระแสรอยัลลิสต์ดูเหมือนกำลังรุ่งเรืองสุดขีดในรอบ 74 ปีหลังจาก 2475

แน่นอนว่าณ.บริเวณ PEAK ของกระแสการเมืองย้อนยุคนี้ แนวร่วมของพลังหลากฝ่ายแห่งขบวนการประชาธิปไตย 14 ตุลาก็ได้ถึงกาลแตกสลายลงอย่างสิ้นเชิง โดยได้แยกย้ายเข้าร่วมฝักฝ่ายในพลังสังคมกลุ่มต่างๆ ซึ่งกำลังทยอยขึ้นสู่สมรภูมิทางการเมืองต่อไป

ป่วยการที่เราจะหวลอาลัยถึงเพื่อนในวัยเด็กซึ่งบัดนี้ต้องมาสวนสนามใต้ร่มธงของพลังการเมืองฝ่ายตรงข้าม
ขบวนการ 14 ตุลาเป็นแค่เพียงแนวร่วมหลวมๆ ที่รวมคนสาระพัดฝ่ายสาระพันความคิด แต่ความทรงจำในวัยเยาว์นั้นก็หวานชื่นจนเราทุกคนอดใจหายไม่ได้
ต่อไปก็ได้แต่เตรียมใจรับกับกฏอนิจจังแห่งสังคม

ยังคงห่วงใยคุณเสมอ
จาก บุญ เพื่อนอีกคนหนึ่งของคุณ

Chatchai

นี่ไม่ใช่การแก้ตัว หรือแก้ต่างให้กับการเลี่ยงไม่ได้ของการสนับสนุนการรัฐประหาร 19 กันยายน
ถ้าประชาธิปไตยที่สังคมไทยต้องการปกป้อง เพื่อต่อต้านกับอภิชนาธิปไตย ทำให้เราต้องปกป้องตัวแทนเช่นรัฐบาลที่เข่นฆ่าประชาชนที่กรือเซะ ตากใบ การตัดตอนฆ่าผู้ค้ายาบ้า การเล่นพรรคเล่นพวกในวงข้าราชการ การฆ่าทนายสมชาย การกระทืบประชาชนที่เวิร์ลเทรด และสยามพารากอน
ถ้าประชาธิปไตยเป็นรูปแบของวิถีชีวิต ที่ประชาชนมีความเท่าเทียมกัน มีการเคารพในสิทธิ์ เสรีภาพในความเห็นต่าง เป็นการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางสังคมที่รอบด้าน และมีความเสี่ยงหรือมีต้นทุนทางสังคมต่ำที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์ที่ยกมาก่อนการรัฐประหาร ก็ไม่มีความสอดคล้องกับหลักการที่กล่าวมาทั้งสิ้น
ทางเลือกทางการเมืองแบบหยาบๆ จึงอยูที่ การสนับสนุนทุนนิยมผูกขาดสามานย์ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง หรือทางออกอื่นที่ไม่มีทางอื่นให้เลือก
เราอาจเจ็บแค้นกับการเข่นฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ 6 ตค. 19 หรือ พค. 35 จนรับไม่ได้กับผู้ปกครองที่ “มือเปื้อนเลือด” แต่เหตุการณ์ที่ไม่ได้เลวน้อยกว่าที่รัฐบาลทักษิณทำ กลับกลายเป็นกลยุทธ์ของการต่อต้านอภิชนาธิปไตย?
การต้องเลือกทางที่ไม่มีทางอื่นให้เลือก หาใช่ความน่าภาคภูมิใจหรือชัยชนะ ทว่าเป็นความเศร้าที่สังคมไทยไม่เคยเรียนรู้ที่จะเข้ามามีส่วนรับรู้ปัญหาและแก้ปัญหาของสังคมเลย
คนชนบทไม่โง่ เพราะรัฐฯ ไม่เคยให้การศึกษาที่ต้องการให้เขาเติบโตเป็นพลเมืองที่มีความรู้ความเข้าใจในการมีส่วนร่วมในการปกครองเลย ทำให้อาจจริงว่า หลัง 14 ตค. 16 ประชาธิปไตยที่แท้จริงยังมิได้เริ่มต้น และอาจเป็นไปได้ว่า ไม่มีโอกาสเริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ
คนที่เข้าร่วมการขับไล่รัฐบาล ไม่ได้ชื่นชมกับรัฐบาลทหารซ่อนรูป และไม่ได้เข้าไปร่วมเสพสุขกับสภาวะ “ส้มหล่น” ทางการเมือง แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่ามีนักฉวยโอกาสเข้าไปร่วมทุรกรรมครั้งนี้เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ทางเลือกอื่นสำหรับการไล่รัฐบาลมือเปื้อนเลือดอยู่ที่ไหน ชนชั้นกลาง? ชนชั้นล่าง? กรรมกร? ชาวนา? หรือกระบวนการยุติธรรม?
เราคงไม่อยู่ห่างความเป็นจริงจนลืมคำขวัญของวันรพีที่ว่า ชนชั้นไหนเขียนกฎหมายก็เพื่อรับใช้ชนชั้นนั้น นี่ยังไม่นับจุดเริ่มต้นกระบวนการที่ข้าราชการตำรวจชั้นเลวไม่เคยส่งเรื่องพร้อมข้อมูลที่เป็นจริงไปสู่กระบวนการ “ยุติธรรม” เลย ลองดูกรณีสมชาย เจริญ พระสุพจน์
เราไม่ควรหลงประเด็นว่า มีระบบคานอำนาจกันจริงระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ในท้ายที่สุดแล้ว ทั้งหมดก็พวกเดียวกัน
ถ้าประชาธิปไตยเป็นการแบ่งสรรผลประโยชน์ระหว่างผู้กุมอำนาจในสังคม 3 พวก และคนก็รับรู้ว่ามี 3 พวก และตกลงกันว่า การเลือกตั้งเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการเข้าไปแบ่งผลประโยชน์กันโดยไม่ต้องมีการนองเลือด การเลือกตั้งจึงเป็นกระบวนการที่เสถียรในสังคมแบบที่กล่าว
แต่ในสังคมไทย อำนาจอยู่ที่ไหน มีมากกว่า 1 กลุ่มจริงหรือ การบูชาการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่ดูประหลาด จนคำอธิบายต่างๆ เป็นเพียงจำอวดเชิญยิ่มทางวิชาการ แต่เป็นโศกนาฏกรรมทางการเมือง
มวลชน รากหญ้า ชาวชนบทที่เคยถูกพิพากษาว่า มีจิตสำนึกที่ผิดพลาด หรือแปลกสภาวะ กลับกลายเป็นเสียงสวรรค์ที่สร้างความชอบธรรมให้กับทุนนิยมมือเปื้อนเลือดที่ใครๆ ก็แตะต้องไม่ได้
อย่าลืมพวกตุลาพันธุ์ทางได้ออกไปสร้างพวกจิตสำนึกผิดพลาดจำนวนมหาศาลที่สอดคล้องกับวงคอรัสเสียงสวรรค์แห่งประชาธิปไตย 19 ล้านเสียง!
อะไรเลวที่สุดสำหรับรากหญ้าในคราบเสียงสวรรค์แห่งประชาธิปไตย และอะไรดีที่สุดสำหรับมวลชนที่มีจิตสำนึกผิดพลาด ใครกล้าอวดอ้างว่าสามารถตัดสินได้อย่างยุติธรรมและไม่ผิดพลาด
ถ้ามวลชนและพวกทุนนิยมสามานย์หรือปัญญาชน ไม่สนใจปัญหาที่แท้จริงของคนส่วนใหญ่ ภัยแล้ง น้ำท่วม ขาดแคลนสาธารณูปโภค โอกาสทางการศึกษา สาธารณสุข ใครเข้าไปจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด
บารมีมิใช่สิ่งที่นึกอยากจะมีก็มี แต่พวกที่ไม่อยากให้รากหญ้าเชื่อในบารมี เคยทำอะไรบ้างที่ทำให้เขาเห็นว่า มีความหวังอื่นที่เข้าไปจัดการปัญหาจริงๆ ของเขาได้
ตราบเท่าที่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังวนเวียนในบ่อน้ำครำเสมือน สิ่งที่สอดคล้องกับชีวิตทางสังคมของคนส่วนใหญ่ที่พอรับได้อาจไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นอภิชนาธิปไตยที่ลงมาแก้ปัญหาให้สังคม อาจสบายใจขึ้นถ้าเรียกว่า ประชาธิปไตยฯ แบบที่เราก็เรียกกันอยู่แล้ว

คนธรรมดา

การวิเคราะห์ของ อาจารย์ธีรยุทธ และอาจารย์ธงชัย ผมได้อ่านแล้วอยากขอสรุปว่า ต่างคนต่างความคิด มีทั้งถูก และผิด

ที่ อจ.ธีรยุทธ กล่าวก็ถูก คือ ประชาชน แน่นอนไม่มีความเท่าเทียมกัน อย่าพูดว่าทุกคนเท่าเทียม ในโลกนี้ มนุษย์ทุกท่าน เกิดมา จะต่างความคิด ความป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม ไม่มีคนไหนเท่าเทียม ฉะนั้นแนวความคิดจึงต่างกัน เหมือนคำที่ว่า อภิชน คือคนที่เหนือกว่า...

ผมมองในแง่ความเป็นจริง..ไม่ได้เข้าข้างใคร..เราต้องยอมรับความเป็นจริง..การมีอภิสิทธิ์ในตัวบุคคล มันเกิดมาติดตัวของแต่ละคน หากเปรียบ กษัตริย์ กับ ชาวนา ทั้งสองสถานะก็ต่างกัน ความคิดก็อาจแตกต่างกัน สภาพแวดล้อมก็ต่างกัน..แต่หากอ้าง ปชต ที่ต้องลงคะแนน ก็คือ 1 เสียงเหมือนกัน..อย่างที่ อจ.ธีรยุทธ กล่าวอ้าง

ฉะนั้น อจ.ธงชัย ที่เขียนมาก็ถูกในแง่ความ พยายามยกชนชั้นของคน ให้ใกล้เคียงกัน การเคารพสิทธิ์ ของกันและกัน..และการปฏิวัติครั้งนี้ ก็คือการเปิดตัวของชนชั้นขุนนาง อภิชน..

แต่ผมขอตำหนิ ในข้อเขียนคือ...ผู้เขียนไม่ได้สร้างสรรค์ ไม่ได้มีวิธีการแก้ไข แต่เป็นการประชดประชัน ถึงแม้มีการเขียนมาว่าไม่ได้ประชด..แต่ในข้อเขียนมันบ่งบอกตัวมันเอง...

และในเมื่อ เราต้องการประชาธิปไตย จะแบบไทย หรือ ฝรั่ง หากเราทราบว่า ความคิด ชนชั้น มันต่างกัน มีการซื้อ-ขาย เสียงในชนชั้นล่าง แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร หาก คำว่าคุณธรรม จริยธรรม มันไม่มีในตัวบุคคล ปัญหาคอร์รัปชั่น เอื้อประโยชน์ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย..หากมีการปกครองด้วยนักการเมือง..อย่างนี้คงหาข้อสรุปไม่ได้แน่ เพราะระบบพรรคการเมือง ยังมีผู้สนับสนุนที่เป็น บริษัท ห้างร้าน และคนที่สนับสนุนเหล่านี้ไม่หวังผลตอบแทนหรืออย่างไร...

สรุป..ในความคิดเห็นส่วนตัว จะปกครองด้วยระบอบอะไร...ชนชั้นจะต่างกันอย่างไร..หากทุกคนมี คุณธรรม จริยธรรม ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และปัญหาทุกอย่างก็จะแก้ง่าย หากผู้นำที่มี 2 สิ่งนี้อยู่ในตัว ปัญหาทุกอย่างก็จะหมดไป...

ปริเยศ

บทความที่ดีมาก แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตอย่างหนึ่ง บทความของปัญญาชนสาธารณะที่(เคย หรือปัจจุบันยังคง)สังกัดแนวความคิดแบบมาร์กซิสต์ เช่นผู้เขียนบทความดังกล่าวนี้ มีพลังในการอธิบายรากเหง้า ปัญหาของสังคม ความขัดแย้งของชนชั้นอย่างมีพลังและสอดคล้องกันโดยตรรกะอย่างน่าจับใจ แต่พอถึงขั้นตอนทางออกหรือข้อเสนอที่ดีต่อระบบการปกครองและระบบเศรษฐกิจ ข้อเสนอของปัญญาชนกลุ่มดังกล่าวจะเป็นข้อเสนอที่เรียกว่าถอยหลังต่อระบบทุนนิยมและโลกาภิวัฒน์ทั้งนั้น เพราะข้อเสนอของคนกลุ่มนี้จะอิงกับสังคมที่ดีกว่า ในระบบคอมมิวนิสม์ โดยไม่ได้ดูว่าโลกเขาเดินหน้าไปถึงไหนแล้ว

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อดีตซ้ายเก่า เคยวิจารณ์ปัญญาชนสาธารณะพวกนี้ที่ต่อต้านทักษิณในบทความของพิชิตก่อนช่วงรัฐประหาร ว่าจุดยืนของคนกลุ่มนี้ที่มีต่อกระบวนการโลกาภิวัฒน์ และระบบทุนนิยมคนละขั้วกับนโยบายทางเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทย

ถ้าถามคนพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นธงชัย ให้ลองคิดต่อว่า ข้อเสนอที่ดีในการข้ามพ้นอภิชนาธิปไตยคืออะไร ไม่แคล้วให้มีการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมูน เพราะพวกนี้ไม่เคยเชื่อในระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าจะโดยชนชั้นกลาง ชนชั้นนำ หรือชนส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่กรรมกรและชาวนา

ผ่านมา 30กว่าปี และโลกปัจจุบันมีแต่คิวบาและเกาหลีเหนือที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมูน แต่พวกปัญญาชนพวกนี้ยังจมอยู่ในโลกทัศน์แบบเดิมว่าทางออกของสังคมไทยต้องปฎิวัติทางชนชั้น มีระบบเศรษฐกิจแบบคอมมูนที่ไม่ใช้กลไกตลาดและทุนนิยมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ความคิดของพวกอภิชนาธิปไตยชั้นสูงของไทย และพวกปัญญาชนฝ่ายซ้ายไทย ช่างเป็นความเหมือน ในเชิงโลกทัศน์แบบโบราณและล้าสมัย กล่าวคือ พวกอภิชนาธิปไตยชั้นนำของสังคมไทย ปฎิเสธอำนาจสูงสุดที่มาจากประชาชนผ่านระบบการเลือกตั้งและการตรวจสอบโดยรัฐสภา กับกลุ่มปัญญาชนฝ่ายซ้าย ที่ต่อต้านระบอบศักดินา ระบบทุนนิยม แต่สนับสนุนระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสม์และเน้นเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสม์โดยปฏิเสธกลไกตลาด

มองทะลุขิงแก่

"ดังนั้น วาทกรรมหลักที่ใช้ปฏิเสธอำนาจประชาชนและเสริมอำนาจอภิชน จึงได้แก่วาทกรรมนักการเมืองคอร์รัปชัน เราปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า คอร์รัปชันระบาดทั่วไปในวงการเมือง และประชาชนต้องการขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน

แต่วาทกรรมนี้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมากลายเป็นหัวหอกแก่ประชาธิปไตยของอภิชน ด้วยการทำให้วาทกรรมนี้กลายเป็นอาวุธทางการเมืองโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่านักการเมืองทุจริตแหง ๆ ทุจริตรุนแรงเสียด้วย และการเลือกตั้งเต็มไปด้วยการซื้อเสียง เสียงของประชาชนจึงเชื่อถือไม่ได้

นักการเมืองกลายเป็นบุคคลน่ารังเกียจจนผู้คนสงสัยว่า จะมีประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งไปทำไมกัน วาทกรรมนักการเมืองคอร์รัปชัน แทบจะกลายเป็นภารกิจด้านเดียวของสื่อมวลชน เพราะช่วยให้ขยายได้ มีเกียรติภูมิ และทำให้ตนเองพลอยมีคุณธรรมสูงส่งไปด้วย"

เป็นข้อโต้แย้งอันยอดเยี่ยมของขิงแก่
ยอมรับนับถือในพลังการคิดของธงชัย

บุญ

คุณ chatchai ความเห็น 33 และคุณปริเยศ ความเห็น 35

อำนาจรัฐในสังคมไทยภายใต้ฝ่ายพลังการเมืองต่างๆ ก็มือเปื้อนเลือดกันทั้งนั้นแหละครับ ไม่มีใครเขามานั่งแก้ตัวให้กลุ่มทุนเก็งกำไรทักษิณหรอก

แล้วที่คุณว่าบารมีไม่ใช่สิ่งที่นึกอยากจะมีก็มีได้ คุณคิดจริงๆ หรือครับว่าบารมีอะไรของคุณนั่นไม่ได้มาบนกองกระดูกและเลือดเนื้อของชาวบ้าน

ส่วนคุณปริเยศ คุณไม่น่าคิดเอาเองว่าคนที่ชิงชังผู้ก่อกรณีนองเลือด 6 ตุลา หรือไม่นิยมรอยัลลิสต์ หรือพวกเกลียด Junta ต้องเป็นพวกนิยมคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ เพราะวิธีมองของคุณแบบนี้มันก็ตกยุคพอๆ กับไอ้ป้ายที่คุณเที่ยวเอาไปแขวนคอคนอื่น

ผมเห็นแค่คุณธงชัยเขาแค่วิพากษ์อภิชนาธิปไตยและกษัตริย์นิยม ถ้าคุณเห็นว่าเขาไม่เสนอทางออกคุณก็แนะนำให้เขาเขียนทางออกของเขาสิครับ ไม่เห็นว่าต้องไปเที่ยวใส่หมวกคอมมิวนิสต์ให้เขาเลย หรือว่าคุณมีแฟ้มประวัติของธงชัยที่จัดทำโดยฝ่ายความมั่นคงอยู่ในมือตอนที่เขียนความเห็นนี้

นี่แค่การถกเถียงทางความคิดระหว่างคนเชื้อชาติศาสนาเดียวกันคุณก็เล่นอย่างนี้แล้ว ถ้าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ฆ่ากันยิ่งกว่าชายแดนใต้หรือไง

บุญ

คุณปริเยศ ความเห็น 35

ผมว่าคุณต่างหากที่ยังจมอยู่ในกองซากเถ้าถ่านทางความคิดของยุคสงครามเย็น

คุณยังพร่ำเพ้อแต่ผีคอมมูน ผีคอมมิวนิสต์ ผีกรรมาชีพ และหวงแหนสุดชีวิตกับสิ่งสุดวิเศษที่คุณเรียกว่า "ระบอบเศรษฐกิจแบบตลาด"

ผมว่าคุณน่าจะลุกขึ้นจากที่นอนเสียที แล้วโผล่หน้าออกไปดูและเงี่ยหูฟังชาวโลกเขาบ้าง ว่าคนอเมริกัน ยุโรป ลาตินฯ รัสเซีย จีน ในทุกวันนี้เขาคิดเรื่องเศรษฐกิจกันอย่างไรบ้าง

ผมไม่อยากบอกว่าคำพร่ำเพ้อของคุณนี่ ถ้าออกสู่สายตาสาธารณชนนานาชาติแล้ว เขาจะวิจารณ์คุณว่าอย่างไร คุณไปค้นคว้าเองจะลึกซึ้งกว่า แต่ผมบอกคุณได้เลยว่าขนาดในกองทัพไทยทุกวันนี้ คนที่พร่ำเพ้อแบบคุณ ก็ไม่น่าจะเหลือมากเท่าไรนัก

thierry

แด่ท่านทั้งหลาย เมื่อท่านเห็นด้วยกับการรัฐประหารในระบอบประชาธิปไตย ก็ควรจะใส่เข้าไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปด้วยว่า หากมีการคอรัปชั่นกันอย่างกว้างขวางเมื่อใด ก็สามารถให้ทหารออกมายึดอำนาจทำรัฐประหารได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อยากได้อย่างนี้ใช่ไหม ลองถามใจลึกๆของทุกคนดูสิ ไม่ต้องทำตัวเป็นอีแอบปิดบังตัวตนที่แท้จริงอีกต่อไปหรอก พวกปากประชาธิปไตยหัวใจเผด็จการ

a texas thai

excellent article, thanks for telling what i can not clearly describe.

Double Standard

To # 29

"There are rules and regulations of the univeristy where students must comply."

If you and Thongchai truly believe in an egalitarian society then the univeristy (part of the old society^*s ^*trenches^* in the ^*war of position^*) must also be made democratic.

There seems to be some contradiction in your analysis.

Ivy

#34, you don^*t understand ^*equality^*!!!

Green River

To #41, Thanks for your comments. Civil and political rights of citizen gauranteed by constitition is completly different from the rights and duties of a student in a university. Students^* rights and duties are "contractual rights" and "contractual" obligations arising from the contract or agreemnet made between the students and the education instituion on the date the students entered into education institution. Civil and political rights automatically belong to a citizen once they were born. Please do not make a misleading statement by mixing up the two diffferent sources of rights. Legal rights and duties are completely different from contractual rights and obligations. When students disagree with rules and regulations of the education institution, they can just simply deny such regulations by stepping out and find some other institutions. When a citizen^*s rights are violated, can such citizen just walk out and say good bye to his citizenship by his own free will?

THUNDERMARE

To# 29 With respect
I didnt mean to insult you in anyway, but I think I understand what #25 was trying to say.
The democracy that you are talking about is a form of democracy. If we are talking about Democracy we can split the idea in to 2 concepts, the "Representative" or the system that you were talking about. Next is the "Direct " system or in short, the system that let people vote on every micro decision. This concept is hard to encforce and expensive, but the contry that successfully employ this system is Switzerland. I think what #25 is talking about is this system, where students vote to elect their own professor. It is not double standard and it is a form of Democracy system.
PS. I was not insulting you in anyway, that^*s a very intellect statement but I think its not what #25 was trying to point out.

Chorus

ขอแสดงความเห็นและตั้งคำถามด้วยคนครับ

1)ประชาชนไทยทุกคนต้องเป็นผู้ตัดสินใจเลือกว่าต้องการให้ปกครองประเทศนี้ด้วยระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยหรืออภิชนาธิปไตย มิใช่ขุนทหาร อดีตข้าราชการ นายทุนธนาคาร หรือแม้แต่ปัญญาชน สื่อมวลชน ก็หามีความชอบธรรมใดมาเลือกให้ประชาชนไม่ จุดทางเลือกสองแพร่งนี้ ผมไม่เห็นแนวทางประนีประนอมอย่างรูปแบบประชาธิปไตย เนื้อในอภิชนาธิปไตยจะเป็นทางเลือกที่ดีได้ เราต้องเลือกว่าจะก้าวข้ามวงจรอุบาทว์ในวันนี้ หรือยอมรับและเปิดเผยอภิชนาธิปไตยมาเป็นทางเลือก และเลือกได้เพียงทางเลือกใดทางเลือกเดียวเท่านั้น

สำหรับผมเลือกประชาธิปไตยและพร้อมยอมรับถ้าประชาชนส่วนใหญ่เลือกอภิชนาธิปไตย แต่ไม่มีทางยอมรับอภิชน คุณพ่อรู้ดีมาเลือกให้ ไม่ว่าสรรหาเหตุผลสวรรค์สร้างมาจากไหนก็ตาม และไม่ใจแคบขนาดกลัวว่าประชาชนไม่เห็นด้วย ปิดประตูตีแมวตั้งเอง เลือกเอง เป็นเองเสร็จหมดหรอกครับ

2)การปกครองด้วยสภาทหาร แต่งตั้งรัฐบาล และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (คงไว้ซึ่งอำนาจแต่งตั้งประธานศาลฎีกาด้วย) และคงอำนาจไว้เสมอ

ขอถามว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบนี้มาแล้วสองเดือน ผลเป็นอย่างไร ถ้ามีเวลาปกครองเพิ่มขึ้นอีก 10 เดือนผลเป็นอย่างไร ถ้าปกครองต่อไปจนถึง 2 ปีหรือ 4 ปี ผลเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรที่แก้ได้ มีการริเริ่มอะไรใหม่ มีอะไรที่ทำสำเร็จบ้าง
3)การร่างรัฐธรรมนูญด้วยสมัชชาแห่งชาตินั้นมีประโยชน์อะไร การร่างกติกาใหม่จากกลุ่มเนติบริกร นักวิชาการ นักการเมือง ผู้รับใช้อภิชนทั้งหลายนั้นมีค่าอะไร ห้ามไม่ให้ทหารฉีกรัฐธรรมนูญก้ไม่ได้ ทั้งไม่ได้มาจากประชาชนและไม่ได้ร่างเพื่อประชาชนและไม่มีส่วนใดเป็นของประชาชน ถ้าการร่างกติกาครั้งนี้ด้วยการปล้นอำนาจไปจากประชาชนแล้วคืนของปลอมแปลงกลับมาเป็นการเสียเวลา เสียโอกาส และเสียดายเงินทองที่ต้องเสียไปเพิ่มเงินเดือน จ่ายเป็นเบื้ยประชุมบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ค่าหัวคิวจากการอนุมัติโครงการรัฐ การจัดซื้ออาวุธอีกเท่าไร

ถ้าไม่สามารถร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยได้ ก็ขอให้เปิดเผยไปเลยว่าต้องการปกครองประเทศนี้ในระบอบอภิชนาะปไตย เพราะเชื่อว่าดีกว่าและเหมาะสมกับประเทศไทย อย่ามาทำตัวเป็นอีแอบอีกต่อไป ร่างกติกาอภิชนาธิปไตยชัด ๆ ออกมา ไม่ต้องทำเป็นปล่อยให้มีประชาธิปไตยไปสักพัก พออำนาจหลุดมือ ก็ยึดอำนาจกระชับอำนาจกลับมาใหม่เป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำซากน่าเบื่อยังงี้

4)ถ้าสภาทหารและรัฐบาล จริงใจ ก็พิสูจน์ด้วยการกระทำที่คืนอำนาจให้ประชาชน โดยกระชับ ชัดเจน เป็นรูปธรรม มีกี่เรื่อง พอทำเสร็จแล้วก็เลิกเลย ไม่ใช้ตั้งเวลาเลื่อนลอยไปเรื่อย ๆ ผ่านไป 2 เดือนก็มีเวลาประมาณปีหนึ่ง นักข่าวถามมีเลือกตั้งใหม่ปลายปีหน้าใช่ไหม ก็ไม่ตอบอะไรชัดเจน มีแนวโน้มอยู่ต่อไปเรื่อย

ถ้าจริงใจทำเพื่อประเทศจริง ซึ่งสองเดือนที่ผ่านมายังไม่เห็นชัดเจน ผมพร้อมกลับมาสนับสนุนว่าไม่ได้ยึดอำนาจเพื่อตนและกลุ่ม และไม่ได้ถ่วงเวลากุมอำนาจไว้ไปเรื่อย ๆ และผมเชื่อว่าผลงานจะเป็นตัวตัดสินว่าการยึดอำนาจครั้งนี้คือการเสียสละหรือความเห็นแก่ตัว เมื่อมองจากผลที่เกิดกับประเทศที่เป็นของประชาชนทุกคน ไม่ใช่อภิชนกลุ่มหนึ่ง

คนนอกโลก

จะสูงจะต่ำจะดำจะขาว ผู้ดี มีจน ต่ำต้อยหรือสูงศักดิ์หากเป็นพุทธมามกะ ถ้ารับศีล ห้า ก็เริ่มต้นที่ปาณาติปาตาเวรมณีฯ เหมือนกัน ถ้าไม่มีศีลธรรม มันก็เท่ากับ ไม่มีทุกอย่างเกี่ยวกับธรรมะที่ชอบกล่าวอ้างถึง..ถ้าละอายต่อบาปอย่าอ้างสิ่งที่ตนเองประพฤติปฏิบัติบกพร่อง..

เป็นกำลังใจให้ อ.ธงชัย

เป็นกำลังใจให้กับอ.ธงชัย ซึ่งกล้าวิพากษ์ได้เพราะอยู่ต่างประเทศ คนในประเทศไทยไม่กล้าที่จะนำความจริงมาพูดกัน ถ้าพูดความจริงอาจถูกอุ้มไปก็ได้ ใครจะกล้าพูดความจริง สื่อโทรทัศน์เป็นเครื่องมือในการปลูกฝังค่านิยมความจงรักภักดีอย่างหัวปรักหัวปรำ ไม่มีใครกล้าบังอาจที่จะพูดติติงว่าทำไมต้องโฆษณาชวนเชื่อซ้ำๆซากๆ วันละหลาย ๆ เที่ยว นักวิชาการและนักการเมืองก็เก่งแต่วิพากษ์วิจารณ์โจมตีกัน เรื่องนี้ควรติติงได้บ้างก็เห็นหัวหดกันทั้งนั้น แล้วประชาชนอย่างเราใครจะกล้าไปแสดงออกล่ะ

นักวิชาการในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นทาสระบอบศักดินา มีสักกี่คนที่มองเห็นสังคมส่วนรวม เขาเอาตำแหน่งหัวโขนมาสวมใส่ให้ก็ยอมเป็นทาสอย่างถาวร

เสรีภาพ

ปัญญาชน อย่าง-34-35 คือตัวอย่างของการสืบคลอด วิชาการภายใต้ขอบเขตที่พวกเขาสร้างขึ้นมา สรุปผลจะออกมาในลักษณะเช่นนี้เสมอ อย่างนี้น่าเป็นห่วงประเทศไทย ไหมละ

Green River

To # 44. Thank you for your comments. From what you mentioned taking Switzerland for an example - that is called "Referendum" (I think you know the "REAL" meaning of referendum quite well). There are diferences between "referendum", "election", and "public hearings". The problem in Thailand is that Thai academics seem not or pretend not to understand the principle of democracy and try to mislead the public. Anyway, I sincerely thank you again for your comments that have provoked constructive arguments...

ปริเยศ

เรียนคุณบุญ
ผมเชื่อในบทความสัมฤทธิผลนิยม ของ ธงชัยว่าอย่างน้อย spirits ที่ธงชัยเขียนบทความดังกล่าว คือ spirits เดียวกับที่เขามีในฐานะผู้นำนักศึกษา 6ตุลา 2519 แล้วยังคงเส้นคงวาถึงปัจจุบัน เพราะถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ธงชัยเป็นพวกสัมฤทธิผลนิยมไปด้วยอีกคน เหมือนๆกับธีรยุทธและฝ่ายซ้ายจำนวนมากที่ธงชัยวิจารณ์ในบทความสัมฤทธิผลนิยมว่าไร้หลักการนั่นแหละ
ดังนั้น เมื่อผมอ่านบทความนี้ของธงชัย ผมอดอุทานในใจไม่ได้ว่าแม่เจ้าโว้ย นี่เราย้อนกลับไปอยู่ในสหัสวรรษที่แล้วหรือเปล่า นอกจากมีการรัฐประหารโดยทหาร ท่วงทำนองของผู้ค้านอย่างธงชัย ยังเหมือนๆกับงานเขียนฝ่ายซ้ายเดิมๆเมื่อ30กว่าปีที่แล้ว ในแง่นี้ผมยังนึกว่าประเทศจีน เวียดนาม ช่างโชคดีจริงๆที่ไม่มีผู้นำพรรคคอมมิวนิสม์ที่มีความคิดอย่างธงชัย ไม่งั้นประเทศอย่างเกาหลีเหนือ และคิวบา จะได้สหายแนวร่วมประเทศ ที่ปฏิเสธกลไกตลาดเพิ่มขึ้น
ผมเขียนข้างบน ผมอยากตั้งข้อสังเกตเท่านั้นแหละว่า อะไรคือทางออกของธงชัยที่ยังไม่ได้เขียนในการข้ามให้พ้นไปจากระบบอภิชนาธิปไตย เพราะดูจากตรรกะที่ใช้ในบทความดังกล่าวแล้ว
1.การวิจารณ์ระบอบอภิชนาธิปไตย คือท่วงทำนองการวิจารณ์ ศักดินา/ขุนศึก ในอดีต
2.การเน้นให้คนเข้าใจวิวัฒนาการความสัมพันธ์ทางอำนาจของกลุ่มพลังทางสังคมตลอดร้อยปีที่ผ่านมา นี่คือวัตถุนิยมวิภาษวิธีเชิงประวัติศาสตร์ ที่เน้นประวัติศาสตร์ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นและท้ายที่สุดชนชั้นกรรมาชีพจะเป็นผู้ชนะ
เหลือข้อที่3 หรือวาทกรรมที่3(ล้อกับวาทกรรม3ข้อของผู้สนับสนุนอภิชนาธิปไตยในบทความด้านบนของธงชัย) ที่ธงชัยยังไม่ได้บอกเท่านั้นเอง ว่าจะพ้นจากสังคมแบบอภิชนาธิปไตย ต้องทำอย่างไร
ถ้าธงชัยจะเขียน ต้องบอกให้ชัดด้วยว่าทางออกของธงชัยในการข้ามให้พ้นระบอบอภิชนาธิปไตยดังกล่าวเป็นระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ไม่ใช่เขียนแบบลอยๆและclaim ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยไม่ได้ขยายความว่า ระบอบดังกล่าวอันเป็นอุดมการณ์เมื่อ 30กว่าปีก่อนของธงชัย นั้นนำโดยอภิชนาธิปไตยอย่างพรรคคอมมิวนิสม์อันมีคณะกรมการเมืองหรือคณะโปลิตปูโรเป็น อภิชนาธิปไตยชั้นสูงสุด นอกจากนี้ ธงชัยต้องเขียนบอกด้วยว่าทางออกดังกล่าวใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด มีท่าทีต่อกระบวนการโลกาภิวัตน์อย่างไร การเปิดเสรี กลไกตลาด และการลงทุนระหว่างประเทศ อย่างไร และจะจัดการกับชนชั้นกลางหรือพวกกระฎุมพีอย่างไร จะเอาไปดัดแปลงตนเองด้วยการทำนาจนตายกันเป็นล้านๆคนในkilling fields เหมือนเขมรแดงทำหรือไม่ อยากธงชัยช่วยเขียนให้ชัดๆด้วย

V

Thai people are just ignorant of the essence of democracy where individual have fundamental rights and freedom while respecting the rights of others, also it is the duty to listen to the minority, not just abandon them.
At another layer, Thai people even do understand the essence of democracy, decide to ignore it and not protect it due to the laziness and the customary bad habit of "taking it easy". If Thais can get rid of the problem in any quick way, they tend to do it, even it is violent and against every kind of principle.
What can I say? Guess we just have to keep fighting for the right attitudes of Thai, no other ways.

คนไทยคนที่2

นับได้ว่าธงชัยเข้าใจถึงหัวใจของระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อาจเป็นเพราะธงชัยได้มีโอกาสเข้าไปใช้ชีวิตในโลกใหม่
ที่เป็นประชาธิปไตย และทุกคนมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถ โดยไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเด็กเส้น หรือเด็กในคาถา
ประชาธิปไตยนั้นมีเพียงมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก มันไม่มีประชาธิปไตย แบบไทยๆ หรือประชาธิปไตย แบบสหรัฐ แบบอังกฤษ เพราะระบอบประชาธิปไตยนั้น จะไม่มีอภิสิทธิชน ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน นี่เป็นหัวใจของมัน คนที่ล้มสามารถลุกขึ้นมา สุ้ใหม่ได้ ไม่เหมือนประชาธิปไตยแบบไทยๆที่กด กันเป็นทาสไปตลอดชนิดไม่ต้องแจ้งเกิด
มันไม่น่าเชื่อว่าคนที่เคยผ่านเหตุการณ์ที่รุนแรงอย่างตค16และตค19 คนหนึ่งรุนพี่คนหนึ่งรุนน้อง แต่ทว่ารุ่นน้องอย่างธงชัยจะกลายเป็นผู้ที่บรรลุถึงสัจธรรมหรือบรรลุวิถีของประชาธิปไตย แต่รุ่นพี่อย่างธีรยุทธ
กลับไม่บรรลุและยึดติดกับการทำสงครามโฆษณาชวนเชื่อและสุดท้ายตนเอง(ธีรยุทธ)ก็กลายเป็นเครื่องมือของทรราชที่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและยอมรับในเรื่องอภิสิทธิชนและทาส

คนธรรมดา

คห.42 48 ผมว่าคุณก็ไม่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตย ในความหมายหรอกน่ะ..
เรื่องความเสมอภาค ของตัวบุคคล ที่จริงแล้วทำไมพวกคุณไม่ยอมรับความจริงล่ะ ว่าความเท่าเทียม ความเสมอภาค มันไม่มีอยู่จริงในตัวมนุษย์ แล้วคำว่าประชาธิปไตย คือความเสมอภาค เท่าเทียม เสรีภาพ ทำไมต้องมีลงท้ายว่าแต่...ด้วยล่ะ..ที่บอกว่าแต่ต้องเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น ห้ามละเมิด..

คนที่เกิดมา ไม่มีใครเท่าเทียมกันหรอกน่ะ..อย่าพยายามโกหกตัวเอง เรียกร้องความเท่าเทียม เรียกร้องระบอบที่อ้างว่าเท่าเทียมคือประชาธิปไตย 1 คน 1 เสียงเท่ากัน แต่...ต้องมี..แต่ 1 เสียงหรือคุณภาพเสียง ไม่เท่ากัน หรือใครว่าไม่จริง..

ผมพูดตามเหตุผลของความเป็นจริง...การเลือก กับ การสรรหา มันต่างกันผลที่ได้รับก็ต่างกัน...ฉะนั้นคำว่า บารมี คงไม่ถูกบัญญัติศัพย์คำนี้ออกมาหรอก...

หากทุกคนเท่าเทียมกัน ก็คงไม่เกิดการจ้างงาน ความหลากหลาย สังคม หรือ ประเทศ..มนุษย์ก็เสมอภาคเท่ากันหมด ทั้งความคิด ความเป็นอยู่ แบบนี้มันเป็นไปไม่ได้...

ผมไม่ได้ต่อต้าน หรือดูหมิ่นคนอื่น ว่าดีกว่า ด้อยกว่า หากเราคิดจะปกครองคนที่มีหลากหลาย...เราต้องหาระบบ หรือระบอบที่สามารถทำให้ทุกคนในสังคมอยู่กันได้..โดยไม่ยึดว่าระบอบนี้ดีที่สุดแล้ว อย่างอื่นอย่าไปคิดเลย ตามเขาไปนั้นแหละถูกต้องแล้ว

ผมถามว่า..คนทั่วไป ก็ต่างกันอยู่ในตัวแล้ว ทำไมถึงมีนายแพทย์ ทำไมถึงมีวิศวกร ทำไมถึงมีนักวิชาการ และ ทำไมถึงมีกรรมกร ฉะนั้น แต่ละคนแต่ละความคิด การลงคะแนนเลือกตั้งในการปกครองที่ต้องอาศัย 1 คน 1 เสียง ถามว่าคุณภาพของความคิดความอ่านในการวิเคราะห์เลือกคน ระหว่างนักวิชาการที่มีความรู้ด้านการเมือง กับ กรรมกรก่อสร้าง ผมว่า 2 คนนี้คิด และวิเคราะห์ต่างกัน

ผมพูดถึงคุณภาพ อย่าเอาประเด็นเรื่องศักดินา มาพูดถึง....คุณภาพของเสียงส่วนมากในระบอบประชาธิปไตย ผมยกตัวอย่างในชนบท ในหมู่บ้าน ที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นแกนนำ เมื่อมีการเลือกตั้ง กำนัน สั่งให้ผู้ใหญ่บ้าน บอกลูกบ้านว่าให้เลือกคนนี้ เบอร์นี้ ชาวบ้านทั้งหมดส่วนมากก็เลือกตามที่ผู้ใหญ่ฯ บอก..
แต่ถามว่า แล้ว นายแพทย์ วิศวกร นักวิชาการ คนเหล่านี้มีใครมาบอกให้เลือกคนนี้ เบอร์นี้ไหม...นี่แหล่ะที่บอกว่า 1 เสียงเหมือนกัน แต่...คุณภาพเสียงต่างกัน..

ฉะนั้นอย่ามาอ้างว่า ปชช ต้องมีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน เรื่องจริงในความเป็นจริงมันไม่มีในโลกนี้หรอก อย่าโกหกตัวเองเลย ยอมรับในความเป็นจริงเสียเถอะ..ว่าทำอย่างไรขอให้ชีวิตของเราเป็นสุขก็พอแล้ว...เรื่องระบอบก็คือการหลอกตัวเอง...

ศิลปศาสตร์

ผมเองก็มิทราบว่าพวกเราเข้าใจสังคมไทยขนาดไหน เเต่ขอเตือนว่าสังคมไทยก็ไม่ได้เเตกต่างไปมากกว่าสังคมอื่นๆ ในเรื่องการเข้าใจประชาธิปไตย ประชาชนอินโดนีเซีย หรือมาเลเซียเข้าใจประชาธิปไตยดีกว่าเราหรือ ผมไม่เเน่ใจ ประเทศไทยคัดลอกความคิดตะวันตกเเบบว่าถูกต้องนั้นหรือ ก็คงไม่ใช่ เเต่จะบอกว่าไม่เข้าใจเลยก็คงเป็นการโกหกเกินไป เเต่ที่น่ากลัวที่สุดคือ การที่บอกว่าการเข้าใจประชาธิปไตยที่ถูกต้องนั้นต้องเหมือนสหรัฐอเมริกา นั้นก็ต้องดูความผิดพลาดของระบบสหรัฐ ซึ่งเเตกต่างจากอังกฤษ หรือ ยุโรป จะเอาเเบบไหนนั้นก็ต้องมาดูที่หลักการที่ผู้เสนอพูดด้วย
เพราะประชาธิปไตยนั้นใช้กันจนเกลื่อนตลาด จนขนาดว่าบรรดาอาจารย์ตะวันตกยังเถียงกันไม่ตก เหมือนรัฐชาติ อย่างไรจึงเรียกว่ารัฐชาติ ขนาดไหนเป็นรัฐชาติ รัฐชาติจำเป็นต้องมีประวัติศาสตร์ไหม หรือมีเเค่กระดาษเเผ่นเดียวที่เเสดงการยอมรับในสหประชาชาตินั้นก็พอ
คนที่ถูกใส่ร้ายว่าไม่เข้าใจประชาธิปไตยอาจเข้าใจประชาธิปไตยเเบบลึกซึ้งเเต่ไม่เห็นว่าคนส่วนมากจะเข้าใจ เเละไม่คิดว่าสังคมในเเบบปัจจุบันจะไม่มีการซื้อขายเสียง คนที่เคยร่างรัฐธรรมนูญสมัยก่อนหน้ากังวลว่าประเทศไทยจะไม่มีการเมืองเเบบพรรคใหญ่ เเต่ต่อมากลับมีความกังวลว่าการเมืองนั้นถูกครอบงำโดยพรรคเดียว ซึ่งต้องกลับมาทบทวนว่าเเบบเดิมอาจดีกว่าเเบบที่ผ่านมาหรือไม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการพัฒนายังต้องเดินต่อไป เเละสิ่งที่อ่อนเเออาจเป็นที่สังคม เพราะสังคมสร้างระบบการเมือง วิถีประชาหรือเปล่าที่อ่อนเเอ ควรมามองที่วิถีประชา
เเต่ปัญหาในกระบวนทัศน์คือ ชนชั้นที่กล่าวอ้างนั้น เช่น ชนชั้นกลาง เเละสูงนั้น จะวัดพลวัตรหรืออิทธิพลได้อย่างไร เพราะชนชั้นนั้นเคลื่อนไหวเเละเปลี่ยนเเปลงตลอดเวลา นั้นเป็นปัญหาของการกล่าวโดยทั่วๆไป กล่าโดยโยนผ้าครอบสังคมไทย ผมคิดว่าสังคมไทยมีความสลับซับซ้อนมากการสิ่งที่ผู้เสนอได้บรรยาหรือพยายามบรรยาย
ชนชั้นกลางมีตั้งเเต่ ฝ่ายขวาจัด ฝ่ายกลาง เเละฝ่ายซ้าย เเม้ฝ่ายซ้ายยังมีพวกใช้กรอบตะวันตก เเละพวกนิยมตะวันออก ภายในกลุ่มนั้ ยังมีพวกสนับสนุนระบอบทักษิณ เเละพวกประณามทักษิณ เเละมีพวกนิยมชนชั้นบน เเละพวกไม่เเยเเสเลย สังคมไทยกว้างใหญ่มาก เเละคนในสังคมมีจริตที่เเตกต่างมาก เเม้ในวงนักวิชาการก็มีจริตที่เเตกต่างมาก ดังนั้น คงยากที่จะสรุปว่าชนชั้นกลางกรุงเทพคิดเเบบใหนเป็นกระเเสหลักตราบใดที่ไม่มีการสำรวจเเบบจริงจัง ซึ่งคงไม่มีใครบ้าทำกันเพราะไม่มีทางทำได้เนื่องจากขอบเขตสำรวจนั้นคงกว้างใหญ่มาก
เเต่ขอเตือนว่าหากสังคมไทยไม่มีเเรงเหนี่ยวรั้งจากบางคน สังคมคงรบกันเองเเบบที่ผ่านมา โดยไม่มีองค์กรใดออกมาเผชิญหรือเเก้ไขความจริง การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯต้องทรงออกมาเเสดงท่าทีว่าศาลหรือคณะผู้พิพากษาควรทำอะไรนั้น นับว่าเป็นการเตือนว่าสังคมยังอ่อนเเอ คนที่น่าจะเเข็งเเรงเเบบศาลยังไม่อยากจะนำหรือเเก้ไขปัญหาการเมือง สิ่งเหล่านี่ต่างหากที่คนในสังคมไทยยังไม่ตระหนักบทบาทหน้าที่เเละจริยธรรมของสังคม จริยธรรมสังคมมิได้กำหนดหรือรักษาหรืออ้างไว้จากคนชั้นหนึ่งชั้นใด เเต่มักถูกอ้างเพื่อให้ตนรู้สึกดีขึ้น เเต่จริยธรรมก็จับต้องหรือเห็นได้จากประสบการณ์ การที่กล่าวว่าจริยธรรมถูกใช้อ้างเพียงอย่างเดียว คงเป็นการดูถูกความคิดปัญญาชนไทยเกินไปนัก เเละนำไปสูประเด็นว่าที่ใครที่มองเเละเข้าใจสังคมไทยเเละเพื่อนบ้านของไทยอย่างถ่องเเท้กันเเน่

System

ไชโยกับโครงสร้างผิด

โครงสร้างปฏิรูปการเมืองของไทยทุกวันนี้ล้าสมัยและมิใช่กระบวนทรรศน์ใหม่(New Paradigm)

หลักฐานความล้าสมัยเพราะเป็นโครงสร้างแบบโบราณที่มีเป้าหมายเพื่อยึดรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คนเดียวเช่นการปกครองแบบเผด็จการทั่วไป ผู้ที่ออกแบบโครงสร้างนี้คือ พระราเมศวร หรือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ(พ.ศ. 1977-2031)เมื่อกว่าห้าร้อยปีที่ผ่านมาเรียกว่า"จตุสดมภ์" มี 4 กระทรวง(สดมภ์) เวียง วัง คลัง นา

1 เมษายน พ.ศ. 2435 มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เพิ่มจำนวนสดมภ์ จาก 4 สดมภ์เป็น 12 สดมภ์และให้เปลี่ยนคำว่าสดมภ์เป็นกระทรวง โครงสร้างมีรูปเหมือนเดิม

พ.ศ. 2476 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมี พ.ร.บ.ตั้งกระทรวงแต่ยังคงรูปโครงสร้างโบราณเหมือนเดิม

พ.ศ. 2530 โลกโดยองค์กรมาตรฐานสากลที่เจนีวาได้ประกาศเปลี่ยนแปลงการบริหารครั้งยิ่งใหญ่โดยให้ทุกประเทศทั่วโลกทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องปฏิรูปสู่การบริหารที่มีคุณภาพ(Quality Management)...หมายถึงการบริหารทุกชนิดต้องมี"ระบบที่ดี"(Quality System หรือ Good Governance)รองรับ..การบริหารที่ไม่มีการจัดระบบรองรับ เช่น การบริหารราชการ ถือว่าเป็นการบริหารที่ไม่มีคุณภาพ

พ.ศ. 2540 มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติในมาตรา 75 ให้"จัดระบบงานราชการ...ให้มีประสิทธิภาพ"(Quality System) แต่รัฐบาลชวน หลีกภัย ยึดวัฒนธรรมตามใจคือไทยแท้ จึงแกล้งโง่หลีกเลี่ยงรัฐธรรมนูญยอมให้โลกประณามว่าปฏิรูปการเมืองล้มเหลวโดยให้ใช้การบริหารที่ไม่มีคุณภาพ คือ ละเว้นไม่ปฏิรูปราชการให้มีระบบตามรัฐธรรมนูญ

15 พฤศจิการยน 2545 มีการประกาศใช้โครงสร้างโบราณที่มีรูปร่างยุคจตุสดมภ์อีกครั้งหนึ่งโดยฝีมือ ก.พ.ร.ของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

19 กันยายน 2549 มีการปฏิวัติรัฐประหารและล้มเลิกรัฐธรรมนูญ 2540

15 พฤศจิกายน 2549 รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์และ ก.พ.ร.จัดงานใหญ่โตที่หอประชุมใหญ่ย่านอโศก-รัชดาฯ แสดงความยินดีที่สามารถสามารถตบตาประชาชนใช้โครงสร้างที่ผิดไม่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลมาจนครบ 4 ปี

โครงสร้างตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 เป็นโครงสร้างหลายลำดับชั้น(Multi organization structure)ที่ผิดเพราะมิใช่โครงสร้างที่เป็น"ระบบ"(Organization as a system)ตามการบริหารคุณภาพ Quality Management. จึงเป็นโครงสร้างที่ไม่มีคุณภาพ

น่ายินดีกับ ก.พ.ร.ที่ประสบความสำเร็จในการใช้การบริหารที่ไม่มีคุณภาพมาจนครบ 4 ปี หรือสามารถใช้การบริหารที่มิใช่เป็นการบริหารตามกระบวนทรรศน์ใหม่ตามข้อกำหนดของมาตรฐานสากล

คำว่ากระบวนทรรศน์ใหม่(New Paradigm)หมายถึงความรู้ใหม่(Profound Knowledge)ที่จำเป็นต้องปฏิบัติ มิฉะนั้นจะผิดหรือไม่มีคุณภาพ เช่นสมัยโบราณคนมีความรู้ว่าโลกแบน ต่อมามีความรู้ใหม่ว่าโลกกลม..โลกกลมคือ กระบวนทรรศน์ใหม่

พวกไฮโซอาจยังไม่เข้าใจ...ขอยกตัวอย่างใหม่ เช่น การ"ตีกอล์ฟฮุก"ลูกโค้งเข้าป่า อาจเกิดจากสาเหตุไม่ส่ง(Follow through) เมื่อปรับเปลี่ยนให้มีการตีส่งลูกไปในทิศทางตรงได้...ความรู้เรื่องการปรับวงให้ตีส่ง Follow through คือ New Paradigm. ถ้าไม่ปฏิรูปวงก็จะผิดอยู่ร่ำไป

ปฏิรูปเถอะครับทั้งระบบโครงสร้าง และจัดระบบเอกสาร(Documented procedures) เพื่อไม่ให้อายเด็กลูกหลานในอนาคต

ขอบใจธงชัย

ประชาธิปไตย์แบบไทยไทยที่ผมมองดูจากสายตาคนอยู่ชนบทมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว เห็นว่าง่ายๆ ว่า มันเริ่มจากคนไปเรียนเมืองนอกแล้วนำเข้าไทย เพ่อเปลี่ยนแปลงระบอปสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วก็เกิดรัฐประหารโดยคนมีสีที่คิดว่าตนเองมรบารมี ไม่ว่าใครจะขึ้นครองอำนาจต่างก็อ้างประชาธิปไตย แล้วก็คอรัปชั่นด้วยวิธีการต่างๆ ตอนหลังๆ มีการซ้อเสียงเพ่อให้ตนได้อำนาจขจองประชาชน ใครได้เสียงน้อยก็ตำหนิว่าฝ่านที่เป็นรัฐบาลซ้อเสียง มีความพยายามจะโค่นล้ม ถ้าไม่ไดเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก้เอาด้วยคาถา คนมีสีก็จ้องทวงอำนาจคืนโดยอาศัยที่นักการเมือง นักวิชาการปล่อยข่าว รือ ปล่อยกระแสข่าง นักหนังสือพิมพ์ก็เอาไปประโคม ผิดถูกม่รู้ขอให้ได้ขายข่าว นานเข้าสื่ก็มีอำนาจมาก ขนาดแบล็คเมล์ก็ทำกันอย่างไม่อาย นี่คือประชาธิปไตยแบบไทยไทย คราบประชาชธิปไตย์แบบฝร่งนั้นมักลอกไปเกือบหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ก็กำลังจะเกิดใหม่เป็นประชาธิปไตย์ไทยชาตที่เท่าไรแล้วก็ขี้เกียจนัย

ถั่มถุยฮั่ง

ขอบคุณ อ.ธงชัย สำหรับข้อเขียน อาหารสมอง

โครงสร้างอธรรมใครทำ ไม่ใช่นกกาแน่

"You are among very few academics who are honest to your professional and always stand up and fight for the rightousness."
"ปัญหาการครอบงำประชาชนชั้นล่าง มิได้เป็นเหตุบังเอิญ แต่เป็นกระบวนการที่สั่งสม มาจากฐานคิด ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย"
"การลอกชั้นของภาพนั้นกระจ่าง และทำให้เรานึกย้อนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ อย่างเจ็บปวดกับการกระทำของผู้มีบารมี"
"when we speak of "classless"
society, it is entirely different.
that same guy will take a horrible look at you."
"สักวันหนึ่งความจริงจะต้องปรากฏว่าความจริงไอพวกนี้เบื้องหลังมันสกปรกอย่างไร"
"ทุกอย่างขึ้นอยู่กับประชาชนคนไทยว่าต้องการแบบใหน"
"ผมไม่แปลกใจเลยเพราะพวกนี้เติบโตมาโดยอภิสิทธิเหนือบุคคลอื่น ๆ"
"In a democratic society, people exercise their votes to select their representatives to act under the mandates of the people."
"This is called democracy where all people have the right to determine their own destiny. They have the right to choose their own representatives to issues the laws to regulate the behavior of members of the society."
"ประชาชนคนทยที่มีอาชีพทางการทหาร จะต้องไม่คิดเข้ามา แทรกแซงอำนาจการปกครองแบบประชาธิปไตย ของประชาชนไทย"
"ไพร่ฟ้าประชาชนชั้นต่ำสุดในประเทศนี้ จะต้องช่วยกันคิด หาวิธีกันให้จงได้"
"พวกรอยัลลิสต์กระชับอำนาจของตนเหนือกลุ่มพลังอื่นๆ ในสังคมยิ่งขึ้นไปอีก"
"ป่วยการที่เราจะหวลอาลัยถึงเพื่อนในวัยเด็กซึ่งบัดนี้ต้องมาสวนสนามใต้ร่มธงของพลังการเมืองฝ่ายตรงข้าม"
"การปฏิวัติครั้งนี้ ก็คือการเปิดตัวของชนชั้นขุนนาง อภิชน.."
"คอร์รัปชันระบาดทั่วไปในวงการเมือง และประชาชนต้องการขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน"
"นักการเมืองกลายเป็นบุคคลน่ารังเกียจ"
"นี่แค่การถกเถียงทางความคิดระหว่างคนเชื้อชาติศาสนาเดียวกันคุณก็เล่นอย่างนี้แล้ว"
"Civil and political rights automatically belong to a citizen once they were born."
"When a citizen^*s rights are violated, can such citizen just walk out and say good bye to his citizenship by his own free will?"
"ประชาชนไทยทุกคนต้องเป็นผู้ตัดสินใจเลือกว่าต้องการให้ปกครองประเทศนี้ด้วยระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยหรืออภิชนาธิปไตย มิใช่ขุนทหาร อดีตข้าราชการ นายทุนธนาคาร หรือแม้แต่ปัญญาชน สื่อมวลชน"
"ไม่ต้องทำเป็นปล่อยให้มีประชาธิปไตยไปสักพัก พออำนาจหลุดมือ ก็ยึดอำนาจกระชับอำนาจกลับมาใหม่เป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำซาก"
"คนในประเทศไทยไม่กล้าที่จะนำความจริงมาพูดกัน ถ้าพูดความจริงอาจถูกอุ้มไปก็ได้ ใครจะกล้าพูดความจริง"
"The problem in Thailand is that Thai academics seem not or pretend not to understand the principle of democracy and try to mislead the public."
"Thai people are just ignorant of the essence of democracy where individual have fundamental rights and freedom while respecting the rights of others, also it is the duty to listen to the minority, not just abandon them."
"we just have to keep fighting for the right attitudes of Thai"
"ระบอบประชาธิปไตยนั้น จะไม่มีอภิสิทธิชน ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน นี่เป็นหัวใจของมัน"
"มหาบุรุษแท้จริงไม่เป็นนายใคร
และไม่เป็นสมุนบริวารใคร"
http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=943&page=5

สามัญชน

อาจารย์ ธงชัย วิเคราะห์ได้แหลมคมจริงๆครับแต่อ่านอยากหน่อยสำหรับผม ผมชื่นชมอาจารย์มานาน โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมากในทางสากลไม่เว้นแม้เมืองไทยของเรา เดี๋ยวนี้กับ30ปีก่อนต่างกันมาก ตอนนั้นเมืองไทยมีประชากรอยู่ประมาณ 45 ล้านคนๆชั้นกลางประมาณ4-5ล้านคน ผมพยายามมองภาพแบบรปูธรรม ปจบ ประชากรไทยประมาณเกือบ70ล้านคนๆชั้นกลางประมาณ16-17ล้านคน การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องนั้นจะงายกว่าเดิมกี่เท่า 30กว่าปีก่อนมีทีวีประมาณ3-4ช่องปจบมีทีวีอาจเพิ่มไม่กี่ช่องแต่เรามีเคเบี้ลทีวีมีอินเตอร์เนทออนไลท์ ประเทศเราเปิดกว้างขึ้นเราสามารถเลือกดูทีวีเกือบทุกช่องในโลกได้ไม่ยากนัก ในสามัญสำนึกผมคิดว่าถ้ามนุษย์เราได้เห็นโลกกว้างๆโดยทั่วๆไปถ้าเราเชื่อในประสบการณ์ที่มนุษย์เราวิวัฒนาการจากผู้ที่อ่อนแอน้อยกว่าสัตว์อื่นแต่ก็สามารถกลายมาเป็นผู้ครองโลกในปจบนี้ เราจะเห็นอนาคตข้างหน้าว่าในที่สุดชนส่วนใหญ่จะเห็นสัจจธรรม ควานมืดดำในอดีตจะโดนพลังแห่งอนาคตคือเทคโนโลยี่ข้อมูลข่าวสารฉายแสงส่องไปขจัดความฉ้อฉลในอดีตให้หมดไป ผมเชื่อว่ามนุษย์เรามีสัญชาตญาณที่ดีในการเลือกสี่งที่ดีกว่าของตัวเอง ในทีสุดคนเราจะเลือกสี่งที่ดีกว่าและจับต้องได้มากกว่า สี่งที่ชนชั้นอภิสิทธ์กลัวคือการหมดอภิสิทธ์นั่นก็คือการเติบโตและเติบใหญ่ของชนชั้นกลางทั้งในเมืองและต่างจังหวัดซึ่งไม่น่าจะมีอะไรมายับยั้งได้และในที่สุดคนส่วนใหญ่จะได้ความเป็นธรรมมากขึ้นเขาจะลุกขึ้นสู้ทวงสิทธิของพวกเขาเองโดยไม่ต้องให้นักอะไรต่อนักอะไรมาชี้นำ รปูธรรมชัดๆ อย่าง คุณนวมทอง ไพรวัลย์ วีรรชนของคนลากหญ้าคือตัวอย่าง ต่อไปพวกเขาจะไม่กลัวเผด็จการ รถถังและปืนอีกต่อไป เพราะเขารับรู้โดยสามัญสำนึกว่าพวกเขามีพลังอำนาจมากที่สุดในแผ่นดิน พลังที่ก้าวหน้าจะลบล้างพลังที่ล้าหลังในทีสุด

เเสงเทียนส่องทาง

มีชนชั้นจริงหรือ หรือว่าชนชั้นนั้นเปลี่ยนไปตามคน อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นอภิสิทธิ์ชนจริงหรือ ขอถามหน่อย คนที่ไม่จ่ายภาษีน่าจะเป็นอภิสิทธิ์ชนนะ ดามาพงศ์ก้อาจเป็นอภิสิทธิ์ชนได้เพราะไม่ต้องจ่ายภาษี สังคมไทยมีคนที่ชอบอภิสิทธิ์ อย่าวิจารณย์คนอื่นๆ ดูญาติพี่น้องตัวเองก่อนว่าชอบอภิสิทธิ์หรือไม่ ปากว่า ตาขยิบ เกือบทุกรัฐบาลก็ชอบอภิสิทธิ์ทั้งนั้น เพราะคนมันชอบในสันดาน อันนี้เป็นเรื่องการอบรมสั่งสอน หากไม่มีการโกงเลือกตั้ง หากไม่มีการขายหุ้นที่ไม่จ่ายภาษี หากไม่มีโนมินี ทหารจะเข้ามาไหม เพราะจะเข้ามาด้วยสาเหตุอะไร สิ่งเหล่านี้เท็จหรือ ยอมรับกันบ้างซิครับ ทั้งสองฝ่าย คือ ทักษิณ เเละบรรดาศักดิ์ต่างชอบอภิชนาธิปไตยทั้งคู่ เเต่ฝ่ายหนึ่งเขาเกิดมาโดยมีวัฒนธรรมตอนเกิดมาด้วย อีกฝ่ายพยายามได้มาโดยเเลกกับเงินผ่านระบบการเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้มันเรื่องเดียวกัน
อย่าโทษเเต่นักวิชาการ หรือชนชั้งสูง เพราะคนเหล่านี้ก้เป็นบุคคลที่ได้ผลกระทบจากนักการเมืองที่ไร้ศีลธรรมทั้งนั้น เปิดตา เปิดใจ มองโลกให้กว้างกว่าอินโดจีน เราจะพบว่าสังคมไทยก็ใช่ว่าเลวร้ายอะไร ทหารก็อยู่ไม่นาน เพราะอยู่นานทหารอาจลำบาก เเต่พยายามทำอย่างไรให้คนในสังคมรักษาจริยธรรมมากขึ้นดีกว่า สร้างกลไกที่ดีมีอำนาจสูงในการตัดสิน สร้างระบบราชการที่เข้มเเข็ง มิใช่เลียนักการเมืองอย่างเดียว นั้นคือความหวังสังคมไทย ชนชั้นนั้นเป็นเรื่องลอย เพราะเด็กวัดจากสงขลาก็ก้าวขึ้นชนชั้นสูงได้ สังคมไทยใจกว้างพอ มิได้ถูกสาปเเต่อย่างใด

THUNDERMAR

To #53
If we keep argue about the "equality" in that prospective we will have long last argument about what is the "quality" of a vote.
I got to admit that there is no equality in any society in the world BUT there is a certain degree of "equality" strong or weak.
society like America that you can call your superior by name, that^*s an example of stong sense of equality but if you talked about that society that, by our culture, we have to end with sir, we are on the weak side

Now we are living in a country with population about 65million people. We cannot please everyone.
That is why we have democracy in the first place, people judge government from their work. How much benefit they get. If you chose a guy who increase a price of a product say, milk, from 20 per litter to 55. You will choose that guy for sure because he will make the most benefit for you, regardless of what other people say
We have democracy in the first place because we have to choose what is best for the majority, and I believe that the last government is so famous because they^*ve done for the poor who are the largest portion population of thai^*s society.

Lastly, I think the only way to get rid of sell/buy vote is to make poor people richer right?

THUNDERMARE

Sorry that I double post but I really want to ask # 60 a queation.

Why do you think that this government can solve that so call "moral issue"? if you said it yourself that it is in our culture.
Can someone change something that is well emblem in our blood?
Not to mention that they will be here for a year, according to what they said. I think we need a century to do that, if we really do it.

There are a lot of assumptions in your statement.
1. You assume that soldier are uncorruptable. 2. You assume that last governement won because they cheat.
Because of those assumption in your mind you get carry away really easily.

by the way, there is a law the written in 1999-2000 states that one does not need to pay tax from common stock trade. I dont know the detail of how to get exempt from that law.The law is written by Democrat party to encourage foreign direct investment. If Thaksin broke that law by payine tax, then should he get arrest because he broke the law? please someone answer me......

ตุลานิรนาม

ถึงคุณธงชัย วินิจจะกูล

ผมยอมรับครับว่า คุณมีความสามารถในสร้างตรรกะผูกเรื่องราวอย่างเป็นระบบเพื่อให้ผู้อ่านเห็นคล้อยตามคุณอย่างน่าทึ่ง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า บทความของคุณเขียนขึ้นบนพื้นฐานของความมีอคติในใจมากกว่าการอ้างอิงหลักฐานงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ ทำให้เนื้อหาของบทความมีคุณค่าด้อยลงและดูจะไม่เป็นธรรมต่อบุคคลที่คุณกล่าวถึง

อย่างกรณีบทความก่อนหน้านี้ คุณเขียนถึงบุคคลประเภท Pragmatism ทำให้ผมย้อนระลึกไปถึงพวกชอบใส่หมวกแบ่งแยกผู้คนในยุคปี 16-19 พวกซ้ายจัดบ้าง ขวาจัดบ้าง พวกปฏิกิริยาบ้าง ไร้เดียงสาบ้าง ฯลฯ กล่าวหาป้ายสีกันจนเสียมิตรไปเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่ออวดอ้างว่าตนเองดีหรือแน่กว่าใครๆ ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่นักศึกษาก่อนเข้าป่าก็ชื่นชมพรรคคอมมิวนิสต์อย่างสุดจิตสุดใจ แต่พอออกมาก็ก่นโครตอย่างเสียหาย ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะของพวกจิตนิยมอัตตวิสัยรุนแรง

ผมขอถามคุณธงชัยหน่อยครับ กรณีอเมริกันบุกอัฟกานิสถาน และอิรัก ถือเป็นพวก Pragmatism หรือไม่ ประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จำนวนนับล้านที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับความกระหายสงครามของบุช เพื่อสนองความต้องการสัมฤทธิผลในการขจัดผู้ก่อการร้าย คุณมีทัศนะเช่นไร

คนอเมริกันเลือกบุชขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ รัฐบาลอเมิกันก็สามารถเข่นฆ่าใครต่อใครในโลกนี้ก็ได้กระนั้นหรือ เมื่อยึดประเทศและแย่งชิงทรัพยากรคนอื่นได้แล้ว ก็เปลี่ยนนโยบายถอนทหารให้คนอิรักฆ่ากันเอง อยากถามคุณว่าหลักการประชาธิปไตยคืออะไรครับ

คุณอาจจะยึดติดกับคำว่าประชาธิปไตย จนลืมสภาพข้อเท็จจริงที่ว่า ที่ไหนมีการกดขี่ที่นั่นยอมมีการต่อสู้ รัฐบาลทักษิณได้กระทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาขับไล่ ทั้งๆที่ประชาชนกลุ่มนั้นเป็นผู้ให้โอกาสคุณทักษิณ ขึ้นมาบริหารประเทศ คนเหล่านั้นกระทำด้วยเจตนาที่หวังดีต่อประเทศชาติ ผิดด้วยหรือ และผมยังมีความเชื่อมั่นว่ากลุ่มคนเหล่านี้ จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรมอีกครั้ง หากคณะรัฐประหารกระทำการอันมิชอบ นี่คือกระบวนการเปลี่ยนผ่านและเรียนรู้ประชาธิปไตยที่ปราศจากการนองเลือด ซึ่งชนชั้นปกครองและกลุ่มทุนทั้งหลายต้องเรียนรู้ และปรับตัวเอง

ตุลานิรนาม

Green River

Khun Tula Nilanam: Thank you for your comment. I think Acharn Thongchai^*s comments are about a so-called "superior class" who always think that they somehow have more priviledge than general people and about the basic democratic principle where the majority votes are recognized and respected. Nowhere in his article has he justified American invasion to Iraq...(what you have mentioned are irrelevant to Khun Thongchai^*s points). Also, I agree that it is true we have the right to fight for the righteousness BUT such fight must be lawful, legitimate, under the rule of law and through judiciary and democratic system. Accusing someone without proof and destroying the people^*s constitution and the legitimate government, staging a coup d^* tat are undemocratic and considered criminal acts. Do we want to live in a society where a group of people can easily accuse someone they do not like with false allegations adn shamelessly make their own self-proclaimed righteousness or do we want to live in a society where the mandates of the majority rule under the rule of law? What did the October and May heroes fight for? - Liberty, freedom, and democracy?

กัมพูชา

จากที่ได้อ่านบทความนี้ ทำใหห้ผมเข้าใจอย่างหนึ่งว่าทำไม พลพอตถึงต้องสั่งให้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ที่มีคนตายมากมายขนาดนี้

อีกหนึ่ง

มีความรู้สึกว่า เที่ยวนี้ธงชัยและกลุ่มเข้าใจอะไรๆ แบบไม่ค่อยจะตรงนัก เช่น 1. ในบทความ เหมือนแบ่งชัดเจนว่า คนที่โจมตีกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร คือ กลุ่มที่ชอบและสนับสนุนรัฐประหาร อันนี้ธงชัยเข้าใจผิดมากๆ มันไม่ใช่ขาวดำอย่างนั้น จริงๆนะ คนจำนวนมากออกมาติงกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร แต่ไม่ได้หมายถึงว่า เขารักชอบสนับสนุนรัฐประหาร หรือ ชอบผู้มีบารมี (อ่านบทความตรงนี้แล้ว คิดถึงทักษิณเพราะเขาชอบใช้วาทกรรมคำว่า ผู้มากบารมีเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ยังนึกงงว่า ธงชัยก็รับเอาเทคนิคนี้มาด้วย) แต่ส่วนหนึ่งคนไทยหลายคนเห็นว่า ในยุคทักษิณนั้น เมืองไทยอยู่ในช่วงที่ตกต่ำสุดๆแล้ว ประชาธิปไตยมันอยู่ในช่วงที่จอมปลอมสามานย์ที่สุดแล้ว การเอารัดเอาเปรียบมีมากและชัดเจน แล้วทักษิณเองก็อ้างความเป็นประชาธิปไตยนี่แหละ ทำลายบ้านเมือง ความมั่นคง เข่นกรณีวิกฤติภาคใต้ ฉะนั้น คนกลุ่มนี้จึงมอง "ประโยชน์ของชาติและส่วนรวม" เป็นหลัก มิได้สนับสนุนการรัฐประหาร หรือรักชอบผู้บารมีเลย อันนี้ คนละเรื่องเลย
2. ความจริงเรื่องอภิชน เราก็มีมาทุกยุคทุกสมัย และมีอย่างรุนแรงมากในยุคทักษิณ เพียงแต่ว่า มันคนละรูปแบบกับอภิชนอย่างที่ในบทความว่า มันเป็นอภิสิทธิ์ทุนโลกาภิวัฒน์ ที่ยังไงๆ คนจนๆ ในโลกเสรีประชาธิปไตย แบบที่ธงชัยชอบก็เสียเปรียบวันยังค่ำ ฉะนั้น มันจึงมี
3. กลุ่มที่ประกอบกันขึ้นมา คล้ายๆ กับต่อต้านอภิสิทธิ์โลกาภิวัฒน์แบบทักษิณ ที่ชาญฉลาดมากและใช้วาทกรรมประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ หาประโยชน์ และทำลายรากฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนและการตรวจสอบตามหลักการประชาธิปไตยทั้งหมด มันเป็นแนวร่วมที่ไม่ใช่ขาวดำนะ ธงชัย ไม่ใช่ว่าคนที่เขาไม่เห็นด้วยกับธงชัยคือกลุ่มที่หลงใหลรักใคร่ทหารหรือผู้มีอำนาจ อันนี้เป็นการตีขลุมและเข้าใจผิดอย่างมาก แต่อย่างน้อยที่สุด เขามองว่า กลุ่มที่มีอำนาจในตอนนี้ก็กำลังดิ้นรนให้ไทยอยู่รอดให้ได้ในกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่ทุนข้ามชาติ ระบบเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง ปัญหาความมั่นคง และผลประโยชน์ของอภิชนระดับโลก (ทักษิณเองก็เป็นกลไกสำคัญ) กลายเป็นเรื่องเดียวกันหมด
4. มันก็เลยไม่กังวลว่าจะมีการสืบทอดอำนาจเก่า หรือผู้มีบารมีอะไรเทือกนั้น เพราะหมดยุคแล้ว และเป็นไปไม่ได้แล้ว ที่ชนชั้นปกครอง ทหารหรือขุนนางเก่าจะก้าวขึ้นมามีอำนาจได้ หรือหากมีได้ ก็แค่ชั่วประเดี๋ยวไม่ยั่งยืน (เพราะเงื่อนไขหลายอย่างของไทยและโลก ไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น) ฉะนั้น สิ่งที่กังวลยิ่งกว่าเรื่องทหารจะสืบทอดอำนาจ หรืออภิชนขุนนางเก่าจะเรืองอำนาจ กดขี่อะไรเทือกนั้น คือ ไทยจะก้าวข้ามเรื่องความล่อแหลมในกระแสทุนโลกาภิวัฒน์ที่แสนจะเอาเปรียบคนธรรมดา และคนระดับล่าง คนเล็กคนน้อยได้อย่างไร อันนี้น่ากังวลมากกว่า

อยากให้ธงชัย ลองวิเคราะห์วิกฤติภาคใต้ กับการแก้ไขปัญหาด้วยประชาธิปไตยแบบทักษิณบ้าง จะรออ่าน

ระบบ

รัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายเกี่ยวกับ"การบริหาร"ประเทศ

หากรัฐธรรมนูญเป็นสัญญลักษณ์ของประชาธิปไตย...ประเทศไทยก็มี"ประชาธิปไตยเถื่อน"ที่สามารถตบตาบรรดาอาจารย์ทางรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศมาได้เป็นระยะเวลายาวนานเกือบ 20 ปี

ทั้งนี้เพราะองค์กรมาตรฐานสากล(International Organization for Standardization)ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก บัญญัติให้การบริหารทุกเรื่องของทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนต้องมี"ระบบที่ดี"รองรับ(Quality Management System)เมื่อปี 1987

การแก้ปัญหาไม่ให้เกิดข้อครหาว่าประเทศไทยมีประชาธิปไตยเถื่อน...รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะประกาศใช้ในปี 2550 จำเป็นต้องมี"ระบบ"รองรับแสดงความชัดเจนในวิธีปฏิบัติ(Procedures)ทุกเรื่องในรูปคู่มือ(Manual)ประกอบรัฐธรรมนูญ

อ้างอิง: ISO/TC 176, Geneva.

MK2

นี่แหละคำตอบของ
เสียง 1 เสียงมันไม่เท่ากัน ของแต่ละคน
เลือกตั้งไปก็ไม่มีความหมาย
แล้วจะไปเลือกกันทำไม ไร้ค่า

Ivy

#53, let me try this, about equality. Yes, professors, engineers, farmers, laborers etc. are all part of society (and of course they have different skills, and lifestyles). That^*s quite normal. The idea of equal opportunity is very hard to understand for people with privileges. How about a little example here? The children of farmers or laborers do not have opportunity to subsidised secondary and/or post-secondary schooling. Why do they have to pay, whereas only those work with the government (and state enterprise) get full compensation? Isn^*t that an irony? Poor people pay, rich people free! When are the poor going to break away from poverty? They can^*t pay, so their kids then are forced into dark area, eg. child labor or prostitution... They will never have a job with Thai Airways... ; )

This is only one example, education opportunity, which is in turns leading to job opportunity. Leading to quality votes, if you^*d like. This is a democratic right we are talking about.

ANTI-COUP

พูดแต่เรื่องคุณธรรม จริบธรรม อยากตั้งประเด็นว่า ปัญญาชนอภิสิทธิ์ชนกับชาวนากรรมกร ผู้ใดมีความโลภและตันหามากกว่ากัน? หรือพอๆกัน อยู่ที่ใครแนบเนียนกว่ากันต่างหาก หรือยิ่งฉลาดยิ่งเนียน ยิ่งเจ้าเล่ห์

คนไทย

พึ่งจะไล่จอมเผด็จการไป พวกลิ่วล้อออกมาพร่ำหาทฤษฎีต่างๆ ประเด็นมันไม่ซับซ้อนหรอก
พลังตรวจสอบของชนชั้นกลางมันแรงขึ้นมาเรื่อยๆ บวกกับเทคโนโลยีแล้ว มันเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ เหลี่ยม ย่ามใจคิดว่าจะทำอะไรก้อได้

จะเลือก หรือไม่เลือกไม่กังวล ตราบใดที่เห็นแก่ประโยชน์ประเทศ คนชั้นกลางทำธุรกิจเข้ารู้เรื่องดีว่าอย่างไหนเพื่อประเทศ อย่างไหนเพื่อตนเอง แต่เมื่อไหร่ที่ประชาชนไม่ไว้วางใจ จะรัฐบาลก้อไปทั้งนั้น ประวัติศาสตร์มีทุกประเทศ

ตามี

อยากให้นักวิชาการ อาจมอาจารย์มหาลัยเก่า ๆ ที่ความคิดแก่ ๆ ราษฎรอาวุโสหน้าเดิม ๆ หัวหน้าม๊อบรับจ้าง ทั้งเจ๊กทั้งไทยนักธุรกิจสีลม NGO นายพล นายพันผู้มีอำนาจ บารมี ที่เหนือกว่าประชาชน พวกหมอบราบคาบสนองผู้มีอำนาจจนลนลานไม่อายปากตัวเอง พวกที่คิดว่าคนอื่นโง่ อยากเข้าครอบงำวิถีชีวิตและความคิดของประชาชนมีโอกาสได้อ่านได้รู้ความคิดของคนอื่นซะบ้าง อย่าคิดแต่เพียงว่าอั๊วคิกอั๊วทำลีกั่ว พวกแสวงหาอำนาจ พวกอดอยากปากแห้งมานาน พอหัวหอกกระดิกหางก็ฟาดพวกท่านอย่าเพิ่งดีใจหหัวเราะเอิ้กอ้าก น่าสงสารประเทศไทยตกอยู่ใด้อำนาจเก่า ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ น่าละอายเหลือเกินที่ประเทศไทยมีคนเช่นพวกท่าน มาดูซิว่าถ้าพวกท่านไม่เชื่อลองฆ่าตัวตายซิ ประเทศไทยจะดับสูญไปกับพวกท่านหรือไม่ อาเมน! อมิตพุทธ! สาธุ!

คนธรรมดา

คห.62,70 ที่คุณโพสมามันก็ถูกต้องในภาคทฤษฏี..คำว่า ปชช 65 ล้านคน คงไม่มีใครทำให้ทุกคนพอใจ..ทำไมคุณ ไม่เอาไปเทียบกับ อินเดีย จีน ซึ่งมีประชากร 100 ล้าน 1,000 ล้าน จริงอยู่คนจำนวนมาก การควบคุม การทำให้มีความเสมอภาค เท่าเทียม มันเป็นไปไม่ได้

หรือ การให้การศึกษาที่เท่าเทียม จะทำให้ ปชช มีคุณภาพของความคิด การวิเคราะห์ เป็นไปอย่างมีคุณภาพ..ทั้งหมดคือทฤษฎี แต่การปฎิบัติ มันคนละเรื่องกัน

ที่คุณโพสมา ผมยอมรับว่า ปชต เป็นระบอบที่ดี มีการให้สิทธ์ เสรีภาพ แก่ ปชช แต่ก็มีข้อเสียมากมายตามมา (ไม่ใช่ว่าประเทศไทย มีประชาธิปไตยแบบเริ่มต้น) หากประเทศไทยต่อไปในอนาคต ปชช เริ่มเข้าใจ มีการศึกษาที่ดี การ ซื้อ/ขาย เสียงไม่มี ทุกอย่างก็จะสมบูรณ์..

ผมในฐานะที่ศึกษาระบอบ ประชาธิปไตย มาพอสมควร และเมื่อ เอามาเปรียบเทียบกับระบอบการปกครองอื่นๆ..ผมจึงไม่เห็นด้วยกับ อจ.ธงชัย เพราะหลายๆระบอบการปกครองมีข้อดี และข้อเสีย อยู่ในระบบ

จริงอยู่สัญชาติญานของมนุษย์ และสัตว์ ต้องการอิสระ เสรี และมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งบัญญัติ กฎ ระเบียบ ในการปกครองที่ชื่อว่า ประชาธิปไตย หลายประเทศให้การยอมรับ ว่าดี ตรงใจ เพราะให้ความเป็นอิสระ และเสรีภาพ...เหมือนคุณธงชัย คห.62 , 70 และหลายๆคนในนี้..

ผมไม่ได้ต่อต้านระบอบ ปชต แต่ผมต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง ทำไมเมื่อมีใครทำอะไรมาหนึ่งอย่าง ทุกคนบอกว่าดี แต่ทำไมเราไม่คิดว่า จะทำให้ดีกว่า ที่ดีกว่าเดิมได้ไหม...อะไรคือข้อเสีย เราแก้ไข หรืออีกอย่างคือ เปลี่ยนแปลง..จริงอยู่ ปชต แบบฝรั่ง กับ ปชต แบบไทย ปัจจุบันมันก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว..แต่ในความคิดของผม คือ ต้องการความเปลี่ยนแปลงในแง่ สังคม วัฒนธรรม และคุณธรรม

เพราะปัจจุบันนี้ ปชต คือคนที่มีอำนาจ บารมี อภิสิทธ์ชน นายทุน เป็นผู้วางระบอบ วางกฎเกณท์ ฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคำว่า ประชาธิปไตย ที่ให้สิทธิ เสรีภาพ ปชช ทุกคนเท่าเทียมกัน..มีแต่จะต้องใช้คำว่า..ประชาทุนนิยม

ในหลายประเทศ หรือในสังคมโลก ทุกวันนี้คือการปกครองที่นำมาใช้ เป็นระบบทุนนิยม ใครมีเงิน ก็มีอำนาจ มีอภิสิทธ์ มีข้อได้เปรียบ...

ทำไมต้องมี ที่นั่งชั้น 1 และที่นั่งชั้นประหยัด..ใครมีรถยุโรป มีคนชื่นชม หากมีรถญี่ปุ่นราคาถูก ก็เป็นแค่คนธรรมดา..ทำไมต้องมีพาราก้อน เอมโพเรี่ยม และมีโบ้เบ้..นี่คือความต่างของสังคม

ในโลก..ทำไมอเมริกา ต้องมีอำนาจอยู่เหนือนาๆประเทศทั่วโลก..ในเมื่อเป็นประเทศประชาธิปไตย เหมือนกัน..นี่คือความต่างของความมีอำนาจ

ผมอยากให้ทุกคนยอมรับความเป็นจริง ระบอบคือการกำหนดของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ที่มีอภิสิทธ์ อย่าเอาประเทศไทยไปเปรียบกับประเทศอื่น เหมือนแต่ละบ้าน ในบ้านแต่ละบ้านก็ปกครองคนในบ้านไม่เหมือนกัน บางบ้านลูกๆเป็นเด็กดี เพราะพ่อแม่เคร่งคัดมีกฎ มีระเบียบ แต่บางบ้านลูกๆไม่เชื่อฟังพ่อแม่เพราะ พ่อแม่ปล่อยให้ลูกๆมีอิสระ เสรี มากเกินไป..เหมือนสังคม ปชต ของฝรั่ง ที่เราตามเค้าอยู่นี่ไง....

Green River

Agreed with Khun Kon Thamada # 74 but what you mentioned is the uneguality in terms of financial status..(1st class ticket - economy class ticket, European - Japaness cars..). The proposal in this issue is the unequility of "people^*s fundamental rights" (civil, and political rights). Being rich or being poor is a common thing in every country but at least people should have equal rights to exercise their admistrative and legistrative pwoer through casting their votes to elect their own representatives to become members of parliament and the government. commentators

Srithanonchai

To 41 etc.: This is a typical confusion when general concepts, such as egalitarianism, are applied to a functionally diffentiated society. The political system and the educational system, in their operations, follow different logics. Or to put it another way, it makes very little sense to "democratically" determine the right way to treat a root canal, to repair a bridge, to decide whether an academic research report is correct or not, what a newspaper should print, or whether this or that person should have the right to buy a par of soap or a car. This is the same with "democratic" decisions regarding what research a university should conduct, what courses it should offer, who will pass the final exame, or who will be admitted as a student or a professor. Just remain within the logic of the respective system. Otherwise you will only confuse yourself.

ศักดิ์ ไม่มีศรี

ประเทศเพื่อนบ้านเราก็มีแบบฉบับประชาธิปไตยของตนเองเหมือนกัน .... สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ก็คล้ายๆกับอภิชนาธิปไตยเหมือนกันนะ.... ปัจจุบันก็ยังอยู่สงบเรียบร้อยดีนี่

โจนาธาน

อ่านคอมเมนต์แล้ว รู้สึกทึ่งในความรู้ความสามารถของคนไทยเหล่านี้ จะวิเคราะห์ข้างใดก็ดูดีทั้งนั้น ไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่มีทรัพยากรมนุษย์ยอดเยี่ยมแบบพวกท่านมากมายก่ายกองถึงเพียงนี้ แต่กลับหาทางออกให้ประเทศไม่ได้เลย ปล่อยให้เป็นแบบที่ชวนอับอายขายหน้าชาวพาราอยู่ทุกวันนี้ น่าคิดจริงๆ

อคติในใจ

อภิชนาธิปไตยมีด้วยหรือ เพราะทุกวันนี้ทุกคนสามารถกลายมาเป็นดาวเด่นประจำสังคมได้หากมีเงิน ศักดินาอยู่ตรงไหน หากคุณไม่มีเงินซื้อโฉนดที่ดินเพื่อครอบครองบ้านเเลนด์เเอนด์เฮ้าส์ ทำไมนักวิชาการไทยยังจมปรักอยู่ในศัพท์ของยุค 60 ทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิก็เปิดเเล้ว เงินเท่านั้นเเละโลกาภิวัฒน์ต่างชาติที่น่ากลัว ระบบเจ้าขุนมูลนายนั้นเรียงลงทุกวัน มีเเต่ระบบเจ้าสัวเจริญขึ้นทุกจังหวัด ไม่น่าเอาอคติเรื่องหนึ่งมาบดบังการวิเคราะห์สังคมไทยที่เเท้จริงเลย หรือจะเป็นประวัติศาสตร์ตกโลกจริงๆ
พูดอะไรก็ไม่รู้ เพราะไม่เห็นจะจริงสักอย่าง สิ่งที่น่าวิเคราะห์เช่นทำอย่างไรให้ประชาชนในระดับล่างสามารถลืมตาอ้าปากต่อสู่ในสังคมนานาชาติได้ ต่อไปชาวบ้านคงขายตัวกินเพราะเป็นอาชีพประจำชาติ
นักวิชาการเเบบนี้ยังมีอีกมากไหม ตกโลกจริงๆ

goh

อภิชนาธิปไตย แปลว่าอะไร? ประชาธิปไตย คือ ความเสมอภาค และเทียมเท่ากัน ในสิทธิและความเป็นคนมั้ง แต่คนที่มีอำนาจและมีการศึกษา ในสุงคมชั้นสูง จะยอมให้ และยอมรับ และจะยอมให้เกิดจริงๆ มากน้อยเพียงใด ในเมืองไทย?

และหากมันไม่เป็นไป และอย่างเทียมเม่าจริงแล้ว มันคงจะมีการซื้อเสียง ล่อใจ หาประชานิมยมแบบใหม่ๆเสมอๆ และทุกครั้ง เพื่อหาทางเข้าทำงานในรัฐสภาฯ

ชาเขียว

อดข้าวดอกนะเจ้าชีวาวาย
ไม่ตายเพราะอดเสน่หา [emo12.gif]
แมวสีอะไรไม่ว่า
ขอให้ข้ามีข้าวกิน

แค่..อย่าลืมกำพืดของตัวเอง

Re: whosoever u think u r, …….. A Thai?

A spoiled blooded chameleon

A half blonde haired

A person of one left eye is blue or grief green

Sorry to say that it’s time to scrape off the loose flakes of filthy thought before redecorating a sincere democratic look.

A hiding plague overseas,
What r u fighting for?
What’s all about?

Bullshit idea of segregated society?
Presidential premiership need?
Or just a simplicity revenge of good-looking generation descendant!

The blue blooded of crooked gene eventually shows up
What u had in mind was not successful 100 yrs ago until now and most likely will be in a forever run of yr uglier generation.
U r just a doodling writer in yr community of vague and dissolved nationality
Belong to nothing but hatred of Siamese.

A born loser,

What is so elegance of your brain?
Eating any kind of rice or consuming the hotdog, later all eat in and shit out the same excretion system as well as the political corrupted creed!
But it belongs to Thailand, my homeland.

Is Thailand still yr country?
What makes u think u r………………… A Thai !?
Scrape some devil disease off
Otherwise, for Buddha sake, please call yourself………….A Plague
And bark yr half head off.

Keep imagine that u r the smart ass chameleon
Fairer, better environment of living selfish life
Lurking and creeping in this web board insulting the poor troubled nation, brain of Thai student and the Pride of Thais Soul.

Keep believing the scent of treacherous crime and enjoy the flame of unhappiness disappointed part of yr internal need.
Enjoy yr writing
Enjoy yr society of the pathetic creature.

Dusty Article
What a writer!

Srithanonchai

To #82: Are you a brain-amputated nationalist psychopath whose heart is filled with hatred, or what?

สุดยอด จริงๆครับ

สุดยอดจริงๆครับ อ.ธงชัย วินิจจะกูล ผมครูบ้านนอกขอเป็นกำลังใจ ผมว่าผมเข้าใจความรู้สึกของอาจารย์ที่กลั่นออกมาในบทความข้างต้น และขอยกย่องการแสดงออกถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพอันบริสุทธิ์ โดยไม่กลัวอันตรายที่อาจตอบโต้ของผู้มีอำนาจในรูปแบบต่างๆ ผมขอยกท่านได้ทำสิ่งที่วีระบุรุษแห่งการต่อสู้ทางสังคมได้ทำมาแล้วในอดีต ซึ่งรางวัลของการต่อสู้อาจจะต้องเดิมพันด้วยชีวิต

มะไฟ

เออ เก่งกันทุกคนเลย เมืองไทยเนี่ยะความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอดว่ะ เซ็งจริง ๆ [emo23.gif][emo23.gif][emo23.gif]

Ivy

I agree with you Green River. Khon Thammada is confused about the concept of ^*equality^* and/or ^*equal right^*. According to his/her example, nobody has a problem with first class v^*s economy class. i.e. it is normal that people ^*rightfully^* pay more for better grade of goods and services!!! NEWSFLASH: we have ^*freeloaders^* in this society!

Double Standard

To Srithanonchai, yes our existing educational system does seem to follow your logic of being separate from the political system. But it is so?

The educational system is indeed a ^*fractal^* branch of its larger political system. Making the political system ^*democratic^* means nothing without changing the civic institutions (trenches) that are running the system.

That’s why Thongchai’s argument against the ‘elites class’ could never convince the skeptics because Thongchai himself is acting like an ‘elite class’.

Did the students elect Thongchai as a professor? Or was he ‘appointed’, like general Surayuth, in a closed door meeting?

Action speaks louder than words.

x

ชอบบทความนี้มาก แต่บัวใต้น้ำจะไม่เข้าใจ คนยอมรับความจริงไม่เป็นไม่สามารถเข้าใจบทความนี้ได้ ขอบคุณคนเขียน อย่าไปสนใจคนวิจารณ์รุนแรง ถือว่าเป็นวิทยาทาน คนมีความสามารถในการคิดไม่เหมือนกัน มาเขียนบ่อยๆนะ ชอบอ่าน อ่านแล้วทำให้ดีใจว่าคนไม่กลัวความจริงยังมีอยู่

x

ก็หวังว่าสังคมไทยจะเข้าใจว่าอยากก้าวหน้าต้องปฏิวัติจิตใจก่อน จริยธรรมเป็นเรื่องอยู่ในใจ อยากก้าวหน้าก็ต้องหัดเปลี่ยนความคิด หาวิธีการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ ให้ดีขื้นไปเรื่อยๆ เอะอะก็เอารถถังออกมาก็ไม่ไปไหน ไม่ต้องส่งนักเรียนไทยไปเรียนเมืองนอกหรอก ถ้าคิดได้แค่นี้ก็ไม่มีทางพํฒนา เปล้องภาษีเปล่าๆ

x

Double Standard:

ระบบอาจารย์ที่อเมริกาไม่เหมือนเมืองไทยนะ เมืองไทยอาจารย์เป็นเจ้าคนนายคน อย่างที่คุณพูดจริง แต่ที่อเมริกาเค้าประชาธิปไตยนะ ถ้าคนที่มีความรู้อ่านงานเขียนแล้วไม่ถืงกื๋น เค้าไม่ vote ให้เป็นอาจารย์นะ ไม่เห็นเหรอว่านักเีรียนไทยไปเรียนเมืองนอกแล้วก็หางานกันทำไม่ค่อยได้ อย่าว่าแต่จะเขียนวิทยานิพนธ์ให้ดีขนาดว่าเค้าเลือกให้เป็นอาจารย์เลย คุณก็คิดดูแล้วกัน ว่า อาจารย์เมืองไทยคุณภาพเป็นอย่างไร คนที่ถืงกื่นขนาดเขียนเ่ก่งจนไปสอนคนต่างชาติได้มีอยู่อยู่กลุ่มนึง ก็กลุ่มที่คุณมานั่งด่าปาวๆนี่ไงล่ะคุณ ก็ดูสิว่ารัฐบาลไทยป่านนี้เค้ายังไม่ยอมรับกันเลย คุณจะมาบอกว่าไม่สนต่างชาติไม่ได้หรอก รถถังที่วิ่งอยู่ในเมืองไทยนี่ก็ไม่ได้ทำในเมืองไทย

x

Double Standard:

คุณมาถามสั่วๆได้งั้นว่านักเีรียนไม่ได้เลือกเค้ามาเป็นอาจารย์ อ้าว คิดแบบนี้ก็เอาเงินมาเชิดปริญญากันง่ายๆสิ มีหน้าที่ไหนให้นักเรียนเลือกอาจารย์

ก็ไ่มรู้ว่าคุณเรียนเมืองไทยหรือเมืองนอก ใช้ภาษาอังกฤษแต่ว่าความคิดเหมือนเด็กประถม นี่แหละ เมืองไทยถืงได้ไม่ไปไหน

x

Double Standard:

คุณ อาจารย์อเมริกาเค้าไม่ดัดจริตเหมือนอาจารย์เมืองไทยด้วยนะ แต่งตัวง่ายๆ ไม่ต้องใส่สูทผูกไทเป็นเจ้าคนนายคน คุณไปบอกฝรั่งว่าอาจารย์เป็นคนชั้นสูงนะฝรั่งมันหัวเราะฟันหัก สงสัยคุณจะเอามาจากอาจารย์คุณที่เมืองไทย ไปเรียนต่างประเทศเนี่ย ก็เอาโลกทัศน์ก็สมองติดตัวไปด้วย อย่าสักแต่ว่าเอาปริญญามาประดับบารมี อาจารย์ที่เมืองนอกเค้าไม่ไปเที่ยวบังคับคนให้เรียกตัวเองว่าด็อกเตอร์นะ พูดจากะเด็กนะเรียนก็ต้องสุภาพ ไม่ใช่เห็นนักเรียนเหมือนไพร่ที่เมืองไทย คนละเรื่องกัน

x

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไรจะมียารักษาโรคปัญญาชนที่ระบาดที่เมืองไทย โรคนี้เป็นแล้วหายยาก พอเรียนจบดอกเตอร์แล้วเป็นเลย มีอาการชอบเอาปริญญามาข่มคนอื่น อาการอีกอย่างก็คือปุ่นประสาทรับการเรียนรู้ตายสนิท แล้วก็ดื้อด้วย อ้างว่าเป็นด็อกเตอร์แล้วคนต้องฟัง โรคนี้ติดต่อไปยังนักเรียนไทยง่ายด้วย เหมือนอย่างคุณ Double Standard นี่แหละ ติดโรคปัญญาชนไปแล้วยังไม่รู้ตัวอีก

เห็นคนเป็นโรคนี้ทีไรนืกถืงหนังจีนกำลังภายในที่ดูตอนเด็กๆ ในหนังจีน พอสอบจอหงวนผ่านกันเสร็จก็กลายเป็นปัญญาชนกันเหมือนกัน เหมือนกันเลย เมืองไทยก็ยังไม่ไปไหน ยังส่งนักเรียนไทยไปสอบจอหงวนที่เมืองนอกกันอยู่ สอบเสร็จก็กลับมาเป็นปัญญาชนตามก้นรถถังได้ทันที

x

มีความรู้สืกว่าคนไทยโดนอำให้คิดกันง่ายๆว่า เราเป็นชาติต้องมีเอกลักษณ์ ฉะนั้นเราไม่ต้องใช้ประชาธิปไตยเราก็อยุ่ได้ ไม่ได้เรียนรู้ว่านี่เป็นส่วนหนึื่งของวิวัฒนาการทางสังคม ว่าที่มีอยู่ทีเมืองไทยก็เป็นระบบที่ประเทศอื่นเคยมีแต่เค้าหมดยุคกันแล้ว ถ้าได้รับข่าวสารก็คงช่วยได้บ้าง ถ้ายังปิดหูปิดตาก็สงสัยต้องเป็นแบบญี่ปุ่น ต้องรอให้ท่านผูน้าพาไปอดหยากกันอย่างสาหัสก่อน ถืิงอยากเลิกระบบบุญนิยมกัน

x

มีความรู้สืกว่าคนไทยโดนอำให้คิดกันง่ายๆว่า เราเป็นชาติต้องมีเอกลักษณ์ ฉะนั้นเราไม่ต้องใช้ประชาธิปไตยเราก็อยุ่ได้ ไม่ได้เรียนรู้ว่านี่เป็นส่วนหนึื่งของวิวัฒนาการทางสังคม ว่าที่มีอยู่ทีเมืองไทยก็เป็นระบบที่ประเทศอื่นเคยมีแต่เค้าหมดยุคกันแล้ว ถ้าได้รับข่าวสารก็คงช่วยได้บ้าง ถ้ายังปิดหูปิดตาก็สงสัยต้องเป็นแบบญี่ปุ่น ต้องรอให้ท่านผูน้าพาไปอดหยากกันอย่างสาหัสก่อน ถืิงอยากเลิกระบบบุญนิยมกัน

RIP

แสดงความเห็นหน่อย เรื่อง ธงชัย-ธีรยุทธ ร้อนๆๆที่www.bangkokbiznews.com/level3/news_124083.jsp

Thongchai

Dear Khun Pariyes,
You totally misunderstood me and many in my generation. With your own bias against the former radical students, I think you see many things that are not Marxist at all as Marxist remnants.

- I am surprised that you see my language similar to the old left. Ask other people who know the old left jargons. They^*ll tell you how different.
- An analysis of power relations among social groups does not belong to Marxist alone. In fact I didn^*t analyse by the Marxist notion of "class" at all.
- Yes, democracy is the only way out. If you are not so biased, you can see it easily in this and previous article.

Hope you can discuss my comments without simply accusing me for being a communist. You are smarter than that.

x

มีหนังเรื่อง Good Night and Good Luck ดูเปล่า เผื่อว่าคนจะแยกแยกอะไรออกขึ้น ....

x

#96:

ขอบคุณที่มาบอก แต่ว่าเดี๋ยวนี้เลิกอ่านธีรยุทธไปแล้ว เสียเวลา ไม่สร้างสรรค์ อยากเขียนก็เขียนไป ใครอยากเถียงด้วยก็ไปเถียงด้วยแล้วกัน เอาเวลาไปอ่านอย่างอื่นดีกว่า

นกเอี้ยง

คุณธงชัยเขียนมาให้อ่านกันได้ดีมาก ก็อย่างว่าความเห็นแต่ละคนก็หลากหลายแตกต่างกันออกไปตามมุมมอง แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขอให้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงของชีวิต เรื่องผู้มากบารมีที่อดีตนายกทักษิณว่าไว้สุดท้ายก็โผล่ออกมาเป็นเรื่องจริง แล้วจะให้ชาวบ้านนอกเข้าใจว่าอย่างไรหรือ แล้วเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นพวกเจ๊กกบฎแอบอ้างว่าขับไล่เพื่อความถูกต้อง ชาวบ้านนอกอย่างพวกผมไม่เข้าใจหรอกครับว่าทักษิณไม่ดีอย่างไร เห็นมีแต่ทำให้ชีวิตคนบ้านนอกดีขึ้น ส่งเสริมคนบ้านนอกให้ลืมตาอ้าปาก และก็ไม่เห็นมีการซื้อเสียงตรงไหน พวกผมไม่เคยเห็นได้รับสักบาท จะว่าคนบ้านนอกโง่งมถูกจูงจมูกพอถึงณ.จุดนี้ผมว่าคนกรุงเทพซะมากกว่าละมั้งที่ถูกจุงจมูก สมน้ำหน้าแล้วละครับ ขอเชียร์คุณธงชัยก่อนก็แล้วกัน พยายามลากไส้พวกอภิชนออกมาเรื่อย ๆ จะเป็นกำลังใจให้

Green River

As mentioned, Acharn Thongchai^*s comments have provoked so much thoughts and feedbacks. At least, some can realize that there are some "real" professional academics out there watching. "Fack" academics should know that they must be accountable and responsible for what they presented.

Green River

As mentioned, Acharn Thongchai^*s comments have provoked so much thoughts and feedbacks. At least, some can realize that there are some "real" professional academics out there watching. "Fack" academics should know that they must be accountable and responsible for what they presented.

อาจารย์มหาวิทยาลัยในไทย

ขอบคุณจริงๆที่ชี้ความถูก ให้คนไทยตาสว่างขึ้นบ้าง
ข้อเสียของคนไทย คือกลัวเสียหน้า กลัวคนอื่นรู้ว่าโง่ ดังนั้นถ้าเห็นใครเสียงดังก็รีบเกาะกระแสตามไปด้วย และชอบทำแต่เรื่องง่ายๆ แม้แต่ความคิดก็ไม่อยากจะคิดเชื่อเขาง่ายกว่า สังคมไทยเลยจูงง่าย แถมยังอวดเก่งอีกต่างหาก อย่างไรก็ตามช่วยๆกันสอนเขาไปเรื่อยๆอย่าหมดกำลังใจซะก่อนนะ

silapasart

Thongchai did not clearly define what comes to constitute what is called aristocracy in his conception of Thai society here and elsewhere. He did not point out how the consciousness of the Thai charismatic class and the so called Thai aristocracy work. Consciousness is central to the existence of the classes, thus promoting the continuity and even prosperity of the classes, especially from the early dates of the Siamese revolution. This is very important issue raised in sociological circles. Without the delineation of the concepts, the whole logic could easily collapse.

ปริเยศ

เรียนอาจารย์ ธงชัย

ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ ผมจะกลับไปทำการบ้านใหม่ .

ปวัฒน์

ขอให้เกลังใจ อ.ธงชัย ขอบคุณครับ

Ivy

คิดว่าจริงที่คนกลัว"คอมมะนิด" พอพูดเรื่องความเท่าเทียมกันในสังคม เลยพาลกลัวว่าเดี๋ยวจะต้องไปไถนา ตายแน่ ไหนจะอดใส่กุงเกงลีวาย ต้องใส่ชุดชาวนาขาก๊วยทุกวัน ... เกร็ดขำๆเกี่ยวกับอาจารย์ที่เมืองนอกนะ เห็นรถที่ลานจอดรถเก่าๆ นั่นแหละรถอาจารย์ โฟร์วีลคันใหญ่ๆใหม่ๆรถภารโรงค่ะ หรือไม่ก็ของคนขายอาหารในคาเฟททีเรีย เสาร์อาทิตย์ภารโรงเขาไปตีกอล์ฟกัน ...อาจารย์ตัดหญ้าหน้าบ้าน เอาเทปมาวัดแนวด้วยเพราะออกจะแก่ทฤษฎีหน่อย ไม่อภิสิทธิชนแต่มีสุขดี

Ivy

คุณนายน้อยๆจากเมืองไทยมาหัดขอบคุณคนขับรถเมล์ คนเสร์ฟอาหาร ฯลฯ ที่เมืองนอกนี่เอง ... คุณค่าของคนอยู่ที่ความสุจริตในการประกอบอาชีพ (ไม่ใช่ที่ยศถาบรรดาศักดิ์) ความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่ มาจาก ความรู้ความสามารถ (meritocracy) อ้อ อย่าไปเวอร์ไหว้คนแล้วกัน พาเพื่อนไปเที่ยว ดันไปไหว้คนขับตุ๊กๆ พี่แกตกใจขับรถหนีเตลิดเปิดเปิงไปเลย

Ivy

ความเห็นคือคงจะยากมากที่จะเป็น classless society อย่างแท้จริง (เราคงจะไม่มีวันที่จะเรียกอาจารย์เราว่าธีรยุทธ์เฉยๆ) แต่เราคิดได้ทำได้ในเรื่องของสิทธิอันพึงมีพึงได้ของประชาชน โอกาสทางการศึกษา และการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ณ จุดนี้ ไม่เห็นว่าเผด็จการทหารจะช่วยได้แม้จะอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ คงต้องลาไปก่อนแล้ว (ขอบคุณสำหรับบทความดีๆของอ.ธงชัย วันนี้อ่านของอ.ศิโรตน์ด้วย ดีเช่นกัน)

x

อาจารย์มหาวิทยาลัยในไทย:

พูดได้ถูกใจจริงๆคุณ ควรพูดให้นักเรียนไทยฟังบ่อนๆนะคุณ อนาคตของชาติได้ไม่มืดมนไปกว่านี้

x

To silapasart:

คุณ เด็กอมมือมันยังรู้เลยว่าขุนนางเมืองไทยคืออะไร ยังต้องมาตั้งคำจำกัดความกันด้วยหรือ มา เดี๋ยวตั้งให้ จะเอาแบบหรูหรือเอาแบบตัวจริงเสียงจริง

ก็พวกหลืบริ้นไรที่หากินกะสถาบันไงคุณ (เว็บมาสเตอร์ ถ้าอันนี้โหดไปก็ลบไปเลยนะ เราอยู่เมืองนอกทนคนไทยดัดจริตไม่ได้) ก็พวกมี ยศถาบรรดาศักด์ไงคุณ ทำเป็นแกล้งโง่ไปได้ (เอ๊ะ หรือว่าโง่จริง ชักไม่แน่ใจ)

x

ก็ไม่เคยเห็นประเทศทุนนิยม ประชาธิปไตยที่ไหนมีรัฐบาลที่ต้องมาจ่ายค่าเช่าที่ ที่ดินก็เป็นของคนกระหยิบมือนึง สายการบินทหารก็มาคุม ทีวีทหารก็มาคุม ธนาคารทหารก็มี ยังมีหน้ามาบอกชาวโลกอีกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทย อายกันไม่เป็นจริงๆ

แล้วก็มาบอกว่าทุนนิยมไม่ดี ให้พอเพียง ที่เมืองไทยไม่เจริญอยู่เนี่ยไม่ใช่ว่าเพราะทุนนิยมไม่ดี แต่ว่าเพราะไม่ได้มีความเป็นทุนนิยมกะเค้าเลย อย่างนี้ต้องเรียกว่าบุญนิยม อยากได้อะไรแทนที่จะทำมาหากินเอารายได้ตัวเองไปซื้อ เอาแต่บุญมาซื้อ เซ็งจริงๆ

x

เห็นด้วยกะคุณ Ivy ไม่มีทางที่ทุกคนจะเท่าเทียมกันหมดทางฐานะเศรษฐกิจและสังคม แต่ก็ไม่ไใช่เรื่องเสียหาย ที่จำเป็นคือความเท่าเทียมทางมนุษยธรรม ให้มีสิทธิส่วนบุคคลเท่ากัน ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ใช่สิทธิ แต่รัฐบาลสามารถให้ทุึนทางสังคมได้ แล้วใครอยากรวยอยากดังก็พยายามเอาเอง ใครไม่อยากรวยอยากดังก็ไม่ต้องพยายามมาก คนพยายามมากได้มากก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่งั้นใครมันจะขยัน ระบบสังคมนิยมรุนแรงถึงได้ไปไม่รอด แต่ว่าระบบกึ่งสังคมนิยมกึ่งทุนนิยมก็เห็นเค้าอยู่กันปกติสุข ที่ยุโรปกะที่ญี่ปุ่น แน่นอนว่าเค้าก็มีปัญหาของเค้า แต่ปัญหามันเทียบไ่ม่ได้กะเมืองไทยที่ยังอยู่ในระบบศักดินาเผด็จการ

x

To silapasart:

ขออีกหน่อย

สมัยก่อนมีอารยธรรม ใครอยากเป็นผู้ปกครอง ก็ต้องจับอาวุธ ป้องกันตัวเองอย่างเดียวไม่ได้เป็นผู้ปกครองนะคุณ ต้องฆ่าคนเ่ก่งด้วยนะ ไม่งั้นคนไม่ยกย่องบูชา พอฆ่าเยอะได้เป็นผู้ปกครองแล้ว ก็เอาบริวารมายกตำแหน่งให้ ให้ช่วยบริหารงานด้านนี้ด้านนี้ บริวารพวกนี้ ก็เรียกว่าขุนนาง

สวนขุึนนางที่เมืองไทย ก็เหมือนกันแหละคุณ เพราะเมืองไทยก็ยังไม่ได้มีอารยธรรมเหมือนกัน แค่เอาจริยธรรมมากรอกหูคนทุกวันแค่นั้นแหละ คนก็อิ่มบุญ ดีใจว่ามีอารยธรรม เดินตามรถถังไป ยิงปืนไป อบรมจริยธรรมไป แบบนี้เค้าไม่เรียกอารยธรรมนะคุณ รถถังยังทำเองไม่ได้เลย มีหน้ามาบอกว่าพอเพียง

peace

To Mr.X

You seem to be very biased, imbecile and pervert. Go and die in peace.

หึหึหึ..จากเพื่อนธงชัยที่ไม่ได้ไปหากินเมืองนอก

ใจจริงแล้วไม่อยากจะอ่านบทความของด็อกเตอร์ธง ที่ออกความเห็นทางการเมืองอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ทำไม่ได้เพราะมันอาจจะเป็นการปิดกั้นตัวเองไม่ให้ได้รับรู้ถึงมูลความจริงที่เกิดขึ้นจากความคิดอ่านของด็อกเตอร์ธงไปอย่างน่าเสียดาย

นับแต่บทความชิ้นที่ผ่าน ๆ มา มองเห็นถึงความพยายามของเขาที่มองหาช่องทางและชี้ให้เห็นจุดอ่อนของฝ่ายต่อต้านทักษิณ โดยไม่ได้เป็นมุมมองที่แตกต่างและเหนือไปกว่าความเห็นของบรรดาแนวร่วมทักษิณคนอื่นแต่อย่างใด เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดลำดับความคิดอย่างเป็นระบบมากกว่าคนอื่น ๆ เท่านั้น

แต่มันจะมีประโยชน์ และมีคุณค่ามากไปกว่าอาจมได้อย่างไร เพราะเนื้อแท้ของกระบวนความล้วนแต่ผ่านการสำรอกมาจากปากคนอื่นแล้วทั้งสิ้น

ถึงวันนี้ด๊อกเตอร์ธงก็ยังคงถนัดใช้ความชำนาญเดิม ๆ มองหาจุดอ่อน นำมาขยายความทั้ง ๆ ที่มันยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ด๊อกเตอร์ผู้นี้ตั้งใจมองข้าม

ทั้ง ๆ พันธมิตรฯ ทั้งมวลมิตรสหายคนเดือนตุลาฯ จำนวนมาก รวมทั้งอาจารย์ธีรยุทธต่างก็เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้ “อย่างมีเงื่อนไข”

และเงื่อนไขเหล่านี้ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าพวกเราหาได้ยอมรับในการรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้อย่างภักดี

แต่ธงชัย วินิจจะกูล ก็หาได้ให้เกียรติชายตามองมายัง “เงื่อนไข” ที่ว่านี้

เราจึงสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า บทความของธงชัย วินิจจะกูลชิ้นนี้มันก็ไม่ต่างไปจากการเก็บเอาเศษซากกากอาหารที่คนอื่นสำรอกไปอมไว้ แล้วพ่นออกมาใหม่อย่างเป็นระบบและให้ดูดีผ่านปากคนระดับด๊อกเตอร์อย่างชำนาญ

แต่ไม่ว่ามันจะพ่นจากปากของคนระดับไหน อาจมก็ย่อมเป็นอาจมอยู่วันยังค่ำครับ !!

Prozac

Here come an anxiety academic..

ขอบคุณ อ.ธงชัย

ขอบคุณ อ.ธงชัย และเห็นด้วยอย่างแรง กับ คุณ X [emo2.gif]

foreigner

Should Thai academics raise this issue: amend their constitution, let the King or Royal family go for an election! Will it be more obviously and "practicle" for Thai society?

lecturer

Mr.Foreigner

Ask Queen Elizabether II whether she has to go for the election. Imbecile foreigner. You are very Thai because your English is absolutely Thai.

เสรีชน

จดหมายถึง ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ว่าเรื่อง วาทกรรมของพวกไร้หลักการ

จากกบทความของ ดร.ธงชัย เรื่อง สัมฤทธิผลนิยม (Pragmatism ) ของปัญญาชนไทยกับการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และ เริ่มต้นประชาธิปไตยแบบภูมิปัญญาไทย หรืออภิชนาธิปไตยขบวนสุดท้าย เร็วๆนี้ ผมคิดว่า ดร.ธงชัย เน้นการเกิดรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย 49 เป็นหลักเพราะต้องการสะท้อนให้จับตามองการดำรงอยู่ของอภิชนสูงสุดที่ ดร.ธงชัย เข้าใจว่าอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารครั้งนี้ ไม่ว่าจะมองในมุมใดในข้อเขียนแต่ละบันทัด และ ทุกๆถ้อยคำล้วนสะท้อนบาดแผลลึกที่ยังไม่ตกสะเก็ดจาก 6 ต.ค 19

ซึ่งอาจตีความและสื่อความหมายที่ ดร.ธงชัย ต้องการได้ว่า อภิชนสูงสุด+อำนาจศีลธรรมไม่ควรได้รับการยอมรับและไม่มีความชอบธรรมเพราะ เป็น"ผู้มีส่วนในการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม และพฤษภา 35”

ข้อเขียนจึงขาดเสน่ห์และไม่สนใจเพราะมุ่งโจมตี อภิชนสูงสุด หรือ ผู้มีบารมี อย่างจงใจมากเกินไป ซึ่งเป็นที่รู้อยู่ว่านี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ ดร.ธงชัยไม่ต้องการกลับมาอยู่ประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

ส่วนเนื้อหาที่พาดพิง อ.ธีรยุทธ หรือที่ใช้คำว่า อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเก่าๆ ก็พลอยทำให้ไม่ชวนน่าติดตามเพราะรู้พล็อตเรื่องอยู่แล้วว่าต้องการสะท้อนอะไร

และ ดูเหมือน ดร.ธงชัย จะเน้นอธิบายในสิ่งที่เป็นความเข้าใจผิดๆของ อ.ธีรยุทธ และกำลังกระชากหน้ากากความเป็นนักประชาธิปไตยจอมปลอมหรือ เปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของอภิชนสูงสุดผ่านหน้ากาก ของ อ.ธีรยุทธ ออกมา

รวมถึง มีบางคำที่ประชดประชันทั้งๆที่ ดร.ธงชัยเองบอกว่าไม่ใช่ (แต่เราคิดว่ายังไงมันก็หลีกหนีไม่พ้นอยู่ดี) เพราะมันเป็นการกระแนะกระแหนอยู่ในที เช่น ที่บอกว่า “ควรระบุให้ชัดเจนว่าอภิชนมีสิทธิและอำนาจมากกว่าอย่างไร จะให้อำนาจคนกรุงผู้มีการศึกษาเหนือคนชนบทและคนจนในกรุงไหม”

และที่หนักที่สุดคือการตั้งคำถามต่อ อ.ธีรยุทธ และ นักวิชาการอื่นๆ และ เพื่อนเก่าๆ เมื่อ 30 ปี ก่อน ว่าละทิ้งหลักการไปได้อย่างไร และ ไม่สามารถก้าวพ้นสัมฤทธิผลนิยม (Pragmatism) หรือมีกระบวนทัศน์ที่ถูกต้องต่อระบอบประฃาธิปไตย ต่อ ม.7 หรือ มีสติปัญญามากกว่านี้ก็แล้วแต่จะคิด เถอะ

สรุป ผมว่า ดร.ธงชัยเขียนบทความเหล่านี้ด้วยความชิงชัง ต่อ อภิชนสูงสุดเป็นอย่างเกินพอดี จนรู้สึกว่าทุกๆอนูในลมหายใจเข้าออก และ ทุกขณะจิต ดร.ธงชัยยังมิอาจให้อภัยต่อการกระทำของอภิชนสูงสุดเลย และไม่เคยลืมความเจ็บปวดในอดีต เมื่อ 30 ปี ก่อนได้

ทำให้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเมื่อจิตมนุษย์อันเต็มไปด้วย กิเลส โมหะ และหากไม่ปลอยให้เกิดความว่าง สงบ แล้วตั้งมั่นในสมาธิ มนุษย์จะเกิดความสว่างแห่งปัญญาที่แท้จริงได้อย่างไร
ในบทความกล่าวทำนองว่าพวกละทิ้งหลักการ หรือ พวกโค่นระบอบทักษิณนำเครื่องมือ หรือ ใช้วาทกรรมที่มีประสิทธิภาพ 3 ประการ มาทิ่มแทงระบอบประชาธิปไตยของทักษิณ หรือ ตั้งแต่ ปี 2475 ก็ได้ คือ 1) ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง 2) การเมืองไร้คุณธรรม และ 3) นักการเมืองคอร์รัปชั่น และ เครื่องมือ ทั้งสามนี้เองที่พวกไร้หลักการประชาธิปไตยนำมาสู่การปฎิเสธการเลือกตั้ง และ สร้างความชอบธรรมให้เกิด อภิชนาธปไตย โดย อภิชนสูงสุด และ วาทกรรมทั้งสามช่วยกันสร้างความเกลียดชังนักการเมืองจนมีแต่ความระแวงไม่ไว้ใจ ซึ่งยังผลขับไสให้อภิชนสูงเด่นขึ้น
นี่คือสิ่งที่ อาจารย์ ระดับด็อกเตอร์แห่ง มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งสหรัฐอเมริกา นำเสนอซึ่งคล้ายๆกับว่า พวกไร้หลักการ ซึ่งรวมถึงพวกอภิชนชั้นสูง พวก อนุรักษ์นิยม พวกจารีตนิยม ศักดินา นำมาใช้เป็นเครื่องมือ หรือ อีกนัยหนึ่งกลุ่มทุนเก่า ซึ่งรวมถึงอภิชนสูงสุดที่แปลงรูปเป็นกึ่งทุนด้วย รวมหัวกันใช้อาวุธร้ายทั้ง 3 ประการ ทำลายกลุ่มทุนใหม่ที่มาพร้อมระบอบการเมืองระบอบประชาธิปไตยว่าด้วยการเลือกตั้งลงไปได้ และ เป็นชัยชนะ ที่ ดำมืดเพราะประเทศกำลังถอยหลังเข้าคลองกลับไปสู่อภิชนาธิปไตยของผู้มีบารมีอย่างสุดขั้ว

นอกจากนี้ยังกล่าวทำนองว่านักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งหลาย และ นักวิชาการซึ่งเติบโตมาตลอดนับจาก 14 ตุลา 2516 ไม่มีปัญญาเพียงพอที่เห็นประวัติศาสตร์ หรือเห็นแค่ฉาบฉวยตื้นๆ จนทำตัวรับใช้ระบอบอภิชนาธิปไตยกันไปหมด

ผมว่า ดร.ธงชัยมีอคติต่ออภิชนสูงสุดเกินไป ทำให้บดบังปัญญาที่มีเพื่อสามารถนำเสนอปัญหาที่แท้จริงด้วยปัญญาที่แท้จริงมากกว่านี้

ยิ่งอ่านทบทวนแล้วก็เสียดายอดีตที่ผ่านมากว่า 30 ปี เพราะ ดร.ธงชัยกลับมองปัญหาแบบตื้นๆเพียงเท่านี้เอง ที่บอกตื้นเพราะ

1) ดร.ธงชัยไม่รู้ว่ากลุ่มคนที่โค่นทักษิณ เขาคิดอย่างไร และ การที่ใช้ อาวุธ หรือ วาทะกรรม 3 ประการนั้นพวกเขาไม่จำเป็นต้อง เป็น Royalist หรือ สนับสนุน Coup เสมอไป มันง่ายและหยาบเกินไปที่วิจารณ์ว่า นักวิชาการ นักประชาธิปไตย และ ฝ่ายซ้าย หรือ activists เก่าตั้งแต่ 14 ตุลา 2516 เชิดชู หรือ เป็นพวกจารีต หรือ ถูกป้ายสีและตราหน้าเป็นพวกอนุรักษ์นิยมไปหมด

2) ดร.ธงชัย บอกว่าคนเหล่านั้นไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ หรือ เพียงฉาบฉวย ในข้อนี้ต้องขอโต้แย้งอย่างที่สุด เพราะ พวกไร้หลักการที่ ดร.ธงชัย ป้ายสีไว้นั้นเข้าใจประวัตศาสตร์เป็นอย่างดี ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้ของประชาชนที่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะพวกไร้หลักการเหล่านั้นไม่ต้องการให้มีการซ้ำรอยการฆ่าเกิดขึ้น มันไม่ใช่เหตุบังเอิญแน่นอนเพราะการเคลื่อนไหวมากกว่า 1 ปี มีการเดินขบวนและชุมนุมใหญ่มากกว่า 5 ครั้งที่มีมวลชนเข้าร่วมเป็นแสน แต่เป็นเพราะประชาชนและเหล่านักต่อสู้ไร้หลักการพวกนั้นเข้าใจและเรียนรู้ประวัตฺศาสตร์ต่างหากจึงสามารถหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้

การเข่นฆ่ากลางเมืองที่ผ่านมา ดร.ธงชัย กล่าหาว่าอภิชนสูงสุดมีส่วนร่วม แต่ การหลีกเลี่ยงการนองเลือดวันที่ 19 ก.ย. 49 ดร.ธงชัยไม่ให้เครดิตเลยหรือ ในทางกลับกัน หากชนชั้นปกครองทีมีรัฐตำรวจ และ อันธพาล และ ลูกจ้างป่าไม้ และ สหายเก่า เป็นเครื่องมือ สร้างเหตุการณ์ขึ้นและเกิดเหตุนองเลือด และ ปราบปราม ดร.ธงชัยจะอธิบาย การกระทำของอำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้งอย่างไร โปรดอย่าอ้างว่าระบอกทักษิณจะไม่มีทางทำรัฐประหารเอง และกวาดล้างประชาชนได้ซึ่งจะอธิบายต่อไปว่าทักษิณทำได้เพราะ

3) ดร.ธงชัยละเลยวาทกรรมที่สำคัญอีกหนึ่งข้อ กล่าวคือวาทกรรมที่พวกปัญญาชน นักวิชาการไร้หลักการ เหล่านั้นนำมาใช้ทิ่มแทง อำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้ง และสร้างความชอบธรรมในการโค่นล้มระบอบทักษิณ ดร.ธงชัยละเลยวาทกรรมข้อนี้ไปได้อย่างไรทั้งๆที่วาทกรรมนี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์โดยตรงคือ การฆ่า แบบ genocide ที่ กรือแซะ และ ตากใบ และ ที่เรียกว่า extra judicial killing ต่อพวกที่โดนกล่าวหาว่าอยู่ในขบวนการค้ายาเสพติด กว่า 2500 ศพ นี่คือ ประวัติศาสตร์ ที่ต้องมีการชำระ ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่า 6 ต.ค 19 และ 17 พ.ค 35

โดยเฉพาะวาทกรรมข้อสุดท้ายนี้ซึ่งในความเข้าใจของ ดร.ธงชัย อาจจะมีความสำคัญน้อยกว่ากระบวนทัศน์ หรือ Paradigm ที่ถูกต้องที่พวกนักไร้หลักการพึงมีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ ดร.ธงชัย อยากให้พวกเขามีมากกว่าที่มีอยู่หรือหัดคิดให้เป็นเสียบ้างบ้านเมืองจึงจะไม่ไปสู่ระบบอภิชนาธิปไตย

แต่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอนที่คนระดับดีกรีด็อกเตอร์ จะะตกประเด็นนี้ไป เพราะอย่างน้อย ดร.ธงชัยเองก็สอนวิชา ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และ สิทธิมนุษยชนอยู่บ้างในสหรัฐอเมริกา แต่ ดร.ธงชัย ไม่รับทราบเลยหรือไรว่า การกระทำ genocide หรือ extra judicial killing โดยรัฐตำรวจ ของระบอบทักษิณ เป็นสิ่งที่มนุษยชาติไม่อาจยอมรับได้เช่นเดียวกับ 6 ต.ค 19 และ 17 พ.ค 35 ที่ ดร.ธงชัยกล่าวหาว่าคนผิดยังลอยนวล

การวิเคราะห์กระบวนทัศน์ของพวกไร้หลักการตามที่ ดร.ธงชัย กล่าวอ้าง และโดย ยกประเด็นวาทกรรมหรือเครื่องมือที่เจ็บแสบเพียงสามประการ แต่กลับละเลยตกหล่นวาทกรรมสำคัญเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลที่มีรัฐตำรวจเป็นเตรื่องมือ รวมทั้ง ป้ายสีคนอื่น เช่น อ.ธีรยุทธ นี่ยังไม่รวมกรณี ทนายสมชาย วาทกรรมว่าด้วยทุนนิยมสามานย์ ประชานิยมเสพติด การแทรกแซงองค์กรอิสระทำให้กระบวนการตรวจสอบพิกลพิการ ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญอย่างแน่นอน ดังนั้นไม่ว่าจะอ่านบทความที่นำเสนอในสถานการณ์ที่เกิดคลื่นใต้น้ำนี้อย่างไรมันก็ไม่มีน้ำหนักและจูงใจเพียงพอที่จำทำให้คล้อยตามสิ่งที่ ดร.ธงชัย นำเสนอมาได้ แต่กลับคิดว่า ดร.ธงชัย กำลังเคลื่อนไหวอะไรหนอ มันช่างสอดคล้อง และเป็นท่วงทำนองเดียวกับพวกใครบางคน

และสุดท้ายคงต้องสรุปว่าเพราะวาทกรรมทั้งสี่ประการที่ทิ่มแทงระบอบประชาธิปไตยของทักษิณอย่างหนักหน่วงรุนแรงซึ่งมีอย่างน้อยวาทกรรมสามประการข้างต้นในความเข้าใจของ ดร.ธงชัย นั่นเองที่ทำให้ระบอบอภิชนสูงสุดแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอย่างยิ่งจนในสุดระบอบทักษิณต้องพังทลายไป
ส่วนการที่ประเทศไทยจะไปสู่อภิชนาธิปไตยขบวนสุดท้ายหรือไม่เป็นเรื่องที่ผู้รู้ต้องหาคำตอบเอาเอง

เสรีชน

real peace

To (phony) peace #115:

Real peaceful people do not wish other die. :)

Is truth too much for you to handle?

x

สำหรับคนที่อิจฉาในความดังแล้วความนับถือที่คนต่างชาติให้มีให้อาจารย์ธงชัย

คุณจะมีคนนับถือคุณถ้าคุณหัดวิจารณ์งานเเขียนของเค้า ไม่ใช่ตัวเค้า อยากให้มีคนนับถือ ก็เขียนมาแข่งกะเค้าสิ เขียนดีมีคนอ่านเอง

ไม่เห็นมีหลักฐานอะไรว่ารัฐประหารมาป้องกันการนองเลือด พูดลมๆแล้งๆ

x

To lecturer:

Q Elizebeth does not invent economics theory or preach morality, at the very least.

If one invents a new economics theory, one should present it to an economics conferences to receive feedback, if one is really serious about it.

x

อาจารย์ธงชัย ชอบงานเขียนของอาจารย์ เห็นด้วยทุกอย่าง แต่ว่าพูดไปก็เท่านั้น ใครก็ไปทำให้ทาสเป็นอิสระไม่ได้ ถ้าทาสไม่รู้ตัวว่าเป็นทาสแล้วหาทางปลดปล่อยตัวเอง ทาสก็วนเวียนอยู่เช่นนั้น อาจารย์ก็ต่อสู้มามากแล้ว ปลงกะคนที่เมืองไทยเค้าเถอะ ก็ต้องให้เค้าอยู่อย่างนี้กันต่อไป พอมีวิกฤติเศรษฐกิจทีก็จ๋อยกันทำ ก็ต้องปล่อยเค้าไป ก็ขอให้อาจารย์ปลงตกแล้วมีความสุขกะครอบครัวที่อมริกาให้มากๆ ประชาธิปไตยเอาไปให้คนไม่อยากได้เค้่าก็เก็นไว้ไม่ได้ ต้องให้เค้าหามาเอง ไม่อดอยากถึงที่สุด คนไม่ต้องการประชาธิปไตยหรอก ก็ดูประวัติศาสตร์ ชาติไหนมีประชาธิปไตยเพราะคนเค้าสู้เพื่อตัวเอง คนไทยคิดกันยังงี้จะไปสู้ได้ยังไง แค่ความคิดยังไม่เป็นอิสระ ก็ปล่อยให้เค้ามะงุมมะหงาหราหาเงินส่งลูกเรียนให้เป็นเจ้าคนนายคนกันต่อไป

x

เราไม่ชอบเมืองไทยที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เราก็หาทางมาอยู่ประเทศประชาธิปไตย ก็คนส่วนใหญ่ของประเทศชอบระบบเจ้าคนนายคน ก็ต้องปล่อยเค้าไป นี่้ย้ายมาแล้วยังตามมาเรียกเราว่าสมองไหล ไม่อยากให้สมองไหลก็ทำระบบให้คนมีสมองอยากอยู่สิ

ก็โชคดีนะท่านทั้งหลาย เราไม่ได้เอาภาษีคนไทยมาผลาญ ตอนอยู่เมืองไทยก็เสียภาษี พวกคุณก็พัฒนาเมืองไทยกันเอาเองก็แล้วกันนะ เราไม่เอาด้วย เมื่อไรเลิกระบบศักดินา เจ้าคนนายคนจะเปลี่ยนใจ ใครอยากด่าว่าพวกสมองไหลไม่รักชาติก็ด่าไป ไม่สน เรารักพ่อแม่ พ่อแม่ให้ชีวิต ให้การศึกษา ไม่เห็นมานั่งทวงบุญคุณทุกเมื่อเชื่อวัน

โถ คุณ พวกอาจารย์ที่มาตามสมองไหลให้กลับเมืองไทยน่ะ จะนั่งรอให้ใครกลับไปพัฒนาเมืองไทย อยากให้พัฒนาก็พัฒนากันไปสิ ตามสบาย ตัวเองเอาเงินภาษีประชาชนมาเรียนเมืองนอกกลับไปพัฒนาไม่ไหวยังมาโวยวายกันอีก ไร้สาระจริงๆ

x

อาจารย์ต้องปลง ต้องยอมรับว่าการที่เราอยู่เมืองนอกพูดไปก็เท่านั้น แค่อยู่เมืองนอกมีชิวิตสบายกว่าก็โดนอิจฉาแล้ว โธ่ ทำไมพวกนี้จะไม่อิจฉาอาจารย์ ถามตรงๆ ถ้าลูกเค้ามีคนมาให้ทุนมาเรียนเมืองนอกฟรีเค้าจะมาไหม มากันทั้งนั้นแหละ แค่นี้ พวกอาจารย์เมืองไทยเค้าก็ฟัดเอาทุันไว้ให้ลูกตัวเรียนกันทั้งนั้น เป้นความจริงที่ไม่ยอมรับกัน ไม่ยอมรับความจริงก็พัฒนาไม่ได้หรอก คนเค้ากลับมาบอกความจริงยังไปด่าเค้าอีก

แทนที่จะไปนั่งสอนนักเรียนให้เป็นเรื่องเป็นราวในห้องเรียน ดันมาเดินตามรถถังก่อนความเดือดร้อนให้สังคมกันซักอีก ไม่ต้องเอามาก ดูแค่คุณภาพนักเรียนไทยก็เห็นๆว่าอาจารย์ที่มาเดินตามรถถังมีความจริงใจต่อประเทศชาติแค่ไหน หน้าที่สอนนักเรียนยังไม่ทำกันเลย นักเรียนไทยเลยสมองหวานอยู่เท่านี้

x

ก็ตามสบายนะท่านทั้งหลาย บอกตรงๆ ระบบศัิกดินานี่ทำไงก็พัฒนาไม่ได้หรอก ตอนนี้ก็ทำปากแข็งว่าเราดีกว่าเขมรกะเวียดกนาม ก็ปากแข็งกันไป อีกยี่สิบสามสิบปีจะเหลือแต่เขมรที่ยังตามหลังเราอยู่ ก็เิท่านั้น

ไปไหนก็เอาปี๊บคลุมหัวต่อไป ประเทศไหนก็รู้ว่าเมืองไทยหารายได้เข้าประเทศด้วยการขายผู้หญิงกะยาเสพติด ดัดจริตว่าเรามีประวัติศาสตร์วัิฒนธรรมแสนดีงามราวสวรรค์ คนมีความคิดคิดออกว่าการปากว่าตาขยิบไม่ใช่วัฒนธรรม เป้นการดัดจริต การยอมรับความจริงแล้วเขียนประวัติศาสตร์อย่างยอมรับความจริงนั่นแหละคือวัฒนธรรม ขายคนเป็นผักเป็นปลาเป็นวัฒนธรรมที่ดีตรงไหน แล้วก็บอกว่าเป็นเมืองพุทธ ให้อยู่อย่างพอเพียง นี่คือประชาธิปไตยแบบไทย พูดกันไม่อายจริงๆ

x

สำหรับคุณที่เห็นด้วยกะอาจารย์ธงชัย

เราคนอยู่เมืองนอกก็พยายามพูดเท่าที่ทำได้ ลูกหลานไทยมาเรียนเมืองนอกเราก็พูดให้เค้าคิดได้บ้าง แต่ว่าเราทำไม่ได้มากเท่าพวกคุณที่อยู่เมืองไทยนะ คนอยู่ีเมืองนอกพัฒนาเมืองไทยไม่ได้หรอก การพัฒนาต้องเริ่มต้นเมืองไทย

เราก็เป็นอาจารย์เหมือนกัน ทนอาจารย์เมืองไทยไม่ได้ เป็นอาจารย์เมืองนอกดีกว่า ระบบศักดินาทั้งนอกทั้งในมหาลัยแบบนี้คนที่อยู่ได้สบายใจก็มีแต่ศักดินาด้วยกันทั้งนั้น ก็ขอบคุณคุณอาจารย์ที่เมืองไทยที่ออกมาส่งเสียเชียร์กัน

เวลามีเด็กไทยมาเรียนกะเรา เราก็จะสอนให้เด็กไทยดัดจริตให้น้อยลงนะ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสังคมไทยดัดจริต ดัดกันมาหลายร้อยปี เด็กรุ่นหลังเลยคิดแบบไม่ดัดจริตไม่เคยเป็น

x

อยู่กับความจริงไม่เป็นก็อย่าหวังว่าจะได้พัฒนา ก็ไม่รู้พวกอาจารย์นี้ไปตามรถถังกันได้ไง ทหารนี้เงินบาทก็ทำตกมาแล้ว ยุคชวลิตไม่้ใช่ยุคแรก อุ้มแบงค์ก็อุ้มมาแล้วเละเทะ คนขโมยเงินมายังอยู่แคนาดาอยู่เลย เราก็ไม่ได้ชอบทักษิณอะไรนักหนา แต่ว่าไม่ชอบทักษิณยังไงก็เอารถถังมาเสยหน้าตาเ้ฉยไม่ได้ ยี่สิบปีที่แล้วเงินบาทตก แบงค์เจ๊ง แชร์แม่ชม้อย ราชาเงินทุน เรื่องราวพวกนี้ก็ยุคทหารครองเมืองทั้งนั้น

ก็ยังไม่เข็ดกันอีก ยังไปเรียกทหารกลับมาอีก พวกนี้ยิ่งไม่ไส่ไม่ไปอยู่ ไล่แล้่วยังไม่ค่อยจะไปเลย เมื่อไรจะได้ลดงบทหารเอาไปพัฒนาบ้านเมืองกัน โรงเรียนเตรียมทหารก็ลดๆการผลิตมั่งได้แล้ว แค่นี้จำนวนทหารต่อประชากรก็จะเท่าพม่าอยู่แล้ว

นี่แหละนะ แล้วก็มากรี๊ดกร๊าดว่าจะพัฒนา เอาแค่ืว่าไม่ให้เขมรแซงหน้าก็พอนะ อีกหน่อยเวียดนามไปฉลุยแน่

silapasart

I totally agree with Sereechon that the article is clouded with hatred of the royal class. The real issues have not been tackled.
The widespread genocide during Thaksin era has not been mentioned. And this is the real factor leading to the public dissatisfaction with the previous administration. Corruption is one thing. Killing people is another. The degrees of shame are visibly different.

free thai

To Mr.X

Your mindset is bogged down in the 70s when Thailand just started its stock market, when Bangkok is as small as Chiangmai today and when you were treaded down by soldiers in the street. Thailand today changed beyong your recognition. Bangkokian students now are smarter than your generation. You are the legacy of the 70s and still cling with it no matter how fast the world changes. We do not need to go abroad to get recognition. We work here long enough to get reputation from various organizations worlwide. We are independent, rich and free from any ideology from other super power. Our children are smart enough to see what is right and what is wrong on their own.

x

To Free Thai:

I am sorry. I am not from the 1970s generation. I am from the very present generation, and do not live in the illusion that Thailand has gone very far from the 1970s.

I am sorry. Having stock market do not mean prosperity or civilization.

Just pull out foreign capitals, and you will see chaos and collapses. Thailand is as addicted as foreign capitals as it was decades ago.

X

You can talk about being free from foreign ideology and such, but that is simply a "cheap talk. "

How can you be freed from foreign ideology when you cannot live without foreign money pumping the economy in and out?

I hope you are not one of those who sent your children to "international schools" with the hope to get internationalized too. It will be a big waste of money for you.

X

Free Thai:

I am sorry. Thai students I met, in and out of Thailand, is a good indicator of what Thai education system has produced.

What has it prorduced? It produced people who are good at cheap talks without substance, just like you.

Some are creative. But they are not necessarily Bangkokian students as you claim. Bangkokian students are by far ignorant and complacent. They couldn^*t care less about Thailand, but to look for foreign companiest to join, with their MBA.

Is reality too much for you? Why don^*t you open your eyes or interview Thai stuidents and ask them what they consider their "goal"?

X

For those who worry about "genocide":

You can visit the north and the northeastern now, to see what genocide is all about. Or you can go to the border towns which have refugee camps.

Then come back to preach me about "genocide."

We do not wish people to get killed. Of course I would love to see someone being held responsible for "genocide."

However, it is entirely wrong to expect this interim government to seriously find someone accountable.

How can you expect power that rises out of the bound of rule of law to enforce rule of law? How do you expect hand with bloods to clean up bloodshed history?

Who are in fact not realistic? Who are in fact not living in reality?

X

To Silapasart:

What planet on earth are you on?

Did you just grow up one day and saw genocide taking place in Thaksin^*s era in Thailand?

Find some books to read. Get some real education.

I am not saying that Thaksin is a saint. What I try to say is that it is a flat to claim that moral deterioration and mass genonide "began" under Thaksin^*s rule.

The Green Uniform people in Thailand during the 1950s-1970s won gold medal in this genocide contest.

X

Free Thai:

I am still young, perhaps even younger than you.

However, I do not believe everything my teachers taught me. I question. I read, I watch documentary, I talk to people who "lived" through the past.

History is lived through people. History is not something you can invent simply because you have power to write a history textbook. Okay?

You can open you eyes and begin to change to.

Do you really think the rest of the world measures the degree of development of stock markets? Is that what your Thai teachers tell you?

If that is the case, you are in trouble. Your children are also in trouble.

X

There is so much information you can find over the web, if you are willing to open your eyes.

You can go to the UN websites or the World Bank websites to see who is really funding any "development projects" in Thailand. You can go to the Pentagon website to read about history of military aids and aid flows to Thailand.

You can also go to the Bank of Thailand website to read about long history of bank bailouts and currency crises in Thailand.

There are a lot of information available, if ones are serious about doing research.

Reading newspapers and recyclying information is not research.

x

Free Thai:

I can see why many Thais like to live in denial.

Denial is comforting, particularly when the reality is depressing and dark.

But, you cannot make progress without stepping out of your denial.

x

Free Thai:

Even the most capitalist country in the world cares about other things beyond GDP or stock markets.

I guess this is what Thai professors teach students what economics is all about, so that they can advertise sufficiency economics.

Go to PAT PONG to get some reality check, before even dreaming about development.

x

Free Thai:

I do not know why Thai buys it when someone said, "foreigners do not understand Thailand?"

They understood well that Thailand has been a tiny country which would not survive communism without CIA and military aids from the U.S.

They understand well that Thai economy will collapse if they pull the plug, like in 1997.

They understand well that Thai banks are well protected and would be bailed out with tax money, just like when it began in the 1980s during Prem^*s era, and until recently in 1997.

They understand well that Thai ruling class has no intention to develop Thailand, as many development projects are funded by the United Nation and the World Bank.

They understand that Thailand will also collapse without sex tourism and drug trades.

They understand well. But they don^*t care too much, as long as Thailand produces profits and delivers profit for them.

When you criticize that foreigners do not understand Thailland, you should think again.

They had the same system before, but they just decided they had enough. That^*s all.

It is really none of their business to tell Thai people the truth, as they are not victims.

Remember 1997 crisis? It will come back again, as long as Thais do not learn from the past lesson.

Thongchai

เรียน คุณเสรีชน และ อื่นๆ,

ข้อวิจารณ์ของคุณที่มีต่อผมว่าผมไม่แคร์ความผิดของทักษิณและรัฐบาลทักษิณนั้นผิดเต็มประตูครับ ผมเขียนลงนสพ.ประณามความผิดพลาดของทักษิณในหลายกรณีรวมทั้งการฆ่าตัดตอนและปัญหาชายแดนใต้ วิจารณ์รัฐบาลทักษิณในกรณีทำร้ายทำลายประชาธิปไตยอีกหลายเรื่อง

ผมไม่เคยคิดจะปกป้องรัฐบาลทักษิณ แต่ผมวิจารณ์พันธมิตรฯเพราะไม่เห็นด้วยกับการอิงพระราชอำนาจ ผมวิจารณ์คราวนี้เพราะผมไม่เห็นด้วยกับทางออกด้วยการรัฐประหาร ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ

Thongchai

เรียน คุณเสรีชน และ อื่นๆ
ที่ว่าผมเขียนด้วยความเกลียดxxxฝังใจนั้นก็ไม่จริงครับ ผมเลิกรู้สึกเกลียดมานานหลายปีแล้ว ตั้งแต่ก่อน 20 ปี 6 ตุลาเสียอีก ผมจึงเขียนถึงอดีตได้อย่างวิเคราะห์ตามเหตุผล แต่ผมไม่ปฏิเสธว่าผมย่อมมีความคิดมองสังคมการเมืองไทยไปในแบบหนึ่งเพราะไม่มีมายาคติอย่างที่หลายคนยังอาจจะมีอยู่
ผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารเพราะผมมีความเข้าใจประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยในแบบหนึ่งตามที่อธิบายในที่ต่างๆ (ปาฐกถา 14 ตุลา, ฟ้าเดียวกันฉบับก่อน และฉบับหน้า, ฯลฯ) เป็นเรื่องของทัศนะประวัติศาสตร์เนื้อๆทั้งนั้น ไม่ใช่ด้วยความเกลียดฝังใจต่อใครทั้งสิ้น และผมเห็นว่าคราวนี้นักวิชาการและศาลทำตัวน่าเกลียดน่าผิดหวังอย่างยิ่ง

ถ้าคุณเห็นว่านักวิชาการและศาลทำตัวน่าเคารพเชื่อถือก็อธิบายมา ถ้าคุณเห็นด้วยกับทางออกด้วยการรัฐประหารก็อธิบายมา

x

On competition:

I am also sick with the Thai academics criticizing Thaksin for his monopoly.

I do not like Thaksin or Monopoly either. But was Thailand in perfect competition until Thaksin came along?

Will Thailand have perfect competition after the coup?

Sorry, nothing will change as long as people who claim to have all the wisdoms and knowledges are still acting like this.

If you want to engage in constructive cristicism, then criticize monopoly and long history of monopoly in Thailand.

Otherwise, your children will still live in the same Thailand or even darker Thailand.

You^*d better enjoy the stock market before the capitals get relocated to higher return location in the near future!

x

On future Thai academics:

นักเรียน(ทุน)ไทยเค้าก็พอเพียง เค้าไม่เอามาก กินซุปตอนเช้าชาม ตอนเย็นชาม ที่เหลือเอาเวลาไปปาร์ตี้หาเส้นเข้าไว้ เค้าฝึกเป็นข้าราชการเมืองไทยกันอย่างทุ่มเท โดยเฉพาะเวลามีผู้มีบารมีมาจากเมืองไทยล่ะก็ ให้โดดเรียนไปรับใช้นี้ถึงไหนถึงกัน ขอให้เอาปริญญากลับไปกันหมากัดที่เมืองไทยได้เป็นพอ

ตอนไปเรียนก็ไม่เถียงนะว่าเป็นคนฉลาด แต่อยู่เมืองนอกไปสมองฝ่อลงทุกวัน เพราะไม่ได้ใช้ความคิดทำมาหากิน เมือกลับไปประเทศไทยก็พร้อมจะเกาะผู้มีอำนาจได้ทันใจนึก

ประเทศชาติถึงได้มืดมนโดยประการฉะนี้

ชายธง-เพื่อนธงชัย มิตรชายกระโปรง

วาทกรรมทั้งสามช่วยกันสร้างความเกลียดชังนักการเมืองจนมีแต่ความระแวงไม่ไว้ใจ ซึ่งยังผลขับไสให้อภิชนสูงเด่นขึ้น โดยเฉพาะอภิชนชั้นบนเหนือปริมณฑลทางการเมือง

รัฐประหารคราวนี้และระบอบประชาธิปไตยหลังจากนี้จึงอาจไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการเดินหน้าสู่อภิชนาธิปไตยที่โจ่งแจ้งล่อนจ้อนอย่างที่คนรุ่นปัจจุบันไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน อภิชนทั้งหลายเดินแถวอย่างออกหน้าออกตาเปิดเผย รวมทั้งอภิชนหน้าใหม่เช่นอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งหลายที่ออกมาทำตัวเป็นผู้มีคุณธรรมความดีและเป็นหัวหอกให้แก่อุดมการณ์หลักของเหล่าอภิชนเสียยิ่งกว่าอภิชนทำเองเสียอีกแบไพ่ในมือแทบจะหมดหน้าตักแล้ว นึกไม่ออกว่าจะเหลืออะไรในมือให้เล่นกันอีกในอนาคต

ภาวะเช่นนี้คือจุดเริ่มของประชาธิปไตยแท้จริง (ตามวัฒนธรรมไทยในทัศนะของอภิชน) หรือเป็นจุดเริ่มของอภิชนาธิปไตยขบวนสุดท้าย ?

[emo5.gif][emo5.gif][emo5.gif]

ตกลงว่า "เป็นประชาธิปไตยของผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" อย่างที่ท๊าก..สิน...ว่า งั้นเถอะ

เออ - เข้าท่า แฮะ...คุณธงชัย เอ้ย..ดร. โปรเฟสเซ่อ ธงชัย คนเก่งแห่ง ๖ ตุลาเลือด

คุณช่วยกลับมาพูดดังๆที่สนามหลวง

ลานพระรูปฯ

ลานโพธิ์

ธรรมศาสาตร์ และ ฯลฯ

อย่ามัวเก่งที่ "วิสคอนซิน" ดีไหมฮะ...

ชอบคุณจังเลยหละ.....[emo5.gif]

เออ...คุณจะรู้ว่า ทำมั๊ย..ทำไม ธีรยุทธิ์

และอภิชนทั้งหลายจึงต้องทำอย่างที่คุณกระแนะกระแหนแต่(คุณทะลึ่งพูดว่า)คุณไม่ได้เป็น..งั้น[emo5.gif]

x

#148:

แล้วทำไม นิธิ เอียวศรีวงศ์ และชาญวิทย์ เกษตรศิิริไม่้ต้องขายวิญญาณอย่างคนอื่น คิดออกไหม

x

#148 อย่าลืมว่ามีอาจารย์หลายคนไม่เอาด้วย คุณอย่ามาพูดมั่วว่าสถานการณ์บังคับ

x

พวกนี้ล่ะนะ พูดจามั่วๆแล้วจะให้เด็กนักเรียนมากราบไหว้ เด้กไทยจะไม่สมองบอดได้อย่างไร

x

ก็ดี เป็นการวัดใจคนรุ่นนี้ อีกไม่น่านก็ลงโลงกันหมดแล้ว เด็กรุ่นหลัง (ที่ยังพอมีความคิด) ไ้ด้คิดออกว่าจะตามผู้ใหญ่หมาไม่กัดน่ะ ต้องตามให้ถูกคน ตามผิดก็เสียคนไปเลย อีกหน่อยคนรุ่้นหลังที่คิดออกตามมาถอนหงอกทีหลัง จะราษฎรอาวุโสไงก็ไม่อยู่ค้ำฟ้าเหมือนกัน

อย่าลืมว่าทุกคนอีกหน่อยก็ลงโลงกันแล้ว ขอโทษทีนะคุณเสรีชน วันหลังอารมณ์ดีเราจะไปสอนเด้กไทยให้ช่วยกันถอนหงอกพวกคุณ ยังไงก็ขอบคุณที่คิดว่าเราเป็นคนยุค 1970s. ถือว่าเป็นคำชม แสดงว่าเราเตรียมตัวไปถอนหงอกคนแ่ก่เลอะเทอะได้

x

ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งที่กล้าคิดกล้าเขียน เด็กรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศด้วยความหวังซักวันนึงเมืองไทยจะเน่าน้อยลงพอที่สมองจะไหลกลับได้บ้างก็พอมีกำลังใจ มีเด้กรุ่นใหม่อยากกลับไปทำธุรกิจเมืองไทยเยอะแยะ คนที่อยู่เมืองนอกสมัยนี้ไม่ได้มีแต่พวกเด้กนักเรียนยุคหิน แต่ว่ากลับไปตอนนี้ก็โดนพวกราษฏรยุคหินไร้สาระเอาหินปาหัวแตกอยู่ดี หมดสมัยศักดินาแล้ว เด็กต่างจังหวัดก็มาเรียนต่างประเทศโดยไม่ได้เอาทุนมาก็มีพอสมควร

ก็พวกราษฏรยุคหินนี่แหละตัวดี ใครมันจะอยากกลับไปปวดหัวกะคนพวกนี้ เอะอะก็จริยธรรม เอะอะก็ความเป็นไทย คนประเทศอื่นเค้าไม่เอาจริยธรรมกรอกหูทำไมเค้าอยู่กันปกติสุขได้ ใครกันแน่ที่ต้องไปรับการอบรมจริยธรรม

เมื่อยังทำตัวยุคหินกันแบบนี้ สมองก็ไหลต่อไป ไม่ต้องเอาเงินภาษีมาโปรโมทให้สมองไหลกลับให้เสียเวลา ไปไหนเด็กยุคใหม่เค้าก็ร้องยี้แล้ว พวกที่ไปฟังราษฎรยุคหินทั้งหลายพูดต่างประเทศนี่ส่วนใหญ่ก็กะไปเกาะหาเส้นด้วยวิธิการยุคหินเดิมๆทั้งนั้น เด็กยุคใหม่คุณภาพเค้าไม่ยุ่งกะคนพวกนี้หรอก

บางคนหลงคารมกลับไป ต้องร้องให้ร้องยี้กลับมาอยู่ต่างประเทศอีก มาเล่าเรื่องฝันร้ายกะการทำงานกะราษฎรยุคิหินให้เพื่อนที่่นี่ฟัง แล้วแบบนี้ใครมันจะอยากกลับเมืองไทย

เราก็ไปโพสต์มาเยอะเป็นการให้กำลังใจเด็กยุคใหม่้ด้วยกัน ก็ไม่เห็นเหรอ ออกมาโพสต์กันเยอะแยะ ก็รอแค่พวกยุคหินลงโลงกันแค่นั้น

ลูกหลานพวกยุคหินจะไปน่ากลัวอะไร ไปประเทศไหนเค้าก็ร้องยี้แล้ว อีกหน่อยก็ำทำเมืองไทยเละเทะจนชาวบ้านเอาหินมาปาไล่เอง

x

ไม่ต้องอบรมจริยธรรมเด็กมันก็นับถือ ถ้าพูดจาให้มันอยุ่กะร่องกะรอยหน่อย ไม่ใช่วันๆเอาสะดวกเปลี่้ยนไปตามชอบใจ คนแ่ก่เลอะเทอะ

ก็ไม่ใช่บรรดาราษฎรยุคหินเนี่ยเหรอ ทีำทำให้ทักษิณได้ขึ้นมาห้าปีที่แล้ว ตอนนี้เปลี่ยนใจกันซะแล้ว ถ้าเคารพกฏกันเป็นตั้งแต่ตอนนั้นทักษิณก็ไม่ได้ขึ้นแล้ว

เอาทหารออกมาก็ช่วยเอาไปเก็บให้ด้วยนะ ไล่แล้วไม่ค่อยไปนะจะบอกให้ เดี๋ยวต้องมานั่งแยกตัวจากทหารเหมือนอย่างที่แยกตัวจากทักษิณอีก ไม่งั้นอาจโดนคนต่างจังหวัดร้องยี้ใส่เวลาเอาโครงการงดงามไปเสนอเค้า

ทำไมถึงไม่ให้โอกาสคนต่างจังหวัดพัฒนาตัวเอง ทำไมถึงคิดว่าเค้าโง่ ทำไมถึงคิดว่าความรู้ตัวเองดี่ี่สุด

ที่ทำกินไม่ให้เค้าแล้วยังไปสอนให้เค้าพอเพียงอีก อายเป็นกันหรือเปล่า

x

เราก็ไม่ได้นับถือทักษิณ แต่ว่าำทำไงก็ศรัทธาพวกข้างๆคูๆข้างโลงนี่ไม่ลงจริงๆ ด่าเค้าว่าเค้าผูกขาด แล้วที่มีหน้ามาแย่งประชาธิปไตยไปจากชาวบ้านแล้วไม่ผูกขาดเหรอ เอะอะก็ว่าชาวบ้านไม่มีการศึกษา แล้วพวกนี้ทำตัวเหมือนคนมีการศึกษานักเหรอ พูดเอาแต่ได้ไม่อายเด็ก

ไม่ต้องไปสอนกำกับชีวิตชาวบ้านมากหรอก แค่หาที่ทำกินให้เค้าเค้าก็อยู่กันได้ ปล่อยให้เค้ามีอิสระทางความคิดกันมาก ว่างกันมากนักก็ไปอบรมลูกหลานตัวเองเรื่องจริยธรรมซะ ส่งลูกหลานมาอยู่เมืองนอกก็ไม่เห็นจริยธรรมสูงส่งกันนัก ลูกหลานตัวเองยังอบรมให้มีจริยธรรมไม่ได้ ยังมานั่งสั่งสอนลูกหลานคนอื่นให้มีจริยธรรมอีก

x

คุณสมบัติสำคัญของพวกราษฎรยุคหินคือชอบเน้น เรือง ความเป็นไทย

แล้วเป็นไทยนี่ต้องบ้าอำนาจอย่างพวกคุณด้วยเหรอ เป็นไทยนี่ฟังเสียงข้างมากไม่ได้เหรอ เป็นไทยที่ต้องข้างๆคูๆข้างโลงด้วยเหรอ ก็เห็นอบรมจริยธรรมกันนัก แล้วมาขโมยสิทธิไปจากคนไทยทั้งประเทศโดยการเอาทักษิณมาเป็นข้ออ้างนี่มันจริยธรรมดีตรงไหน

เราก็ไม่ชอบระบบผูกขาด แล้วทักษิณออกไปแล้วเมืองไทยจะหายผูกขาดเหรอ ก็แค่กลับมาโดนผูกขาดด้วยพวกยุคหินนี้ทั้งนั้น

กลัวเด็กไม่นับถือเหรอ ถือต้องอบรมจริยธรรมอยู่ได้ มือถือสากปากถือศีลแบบนี้ก็มีแต่เด็กยุคหินนับถือ

สงสัยการที่เด็กยุคใหม่อย่างเราไม่ไปฟังเค้าพูดแล้วขัดคอเค้าบ้าง เลยทำให้เค้าเชื่อสนิทว่ามีแต่เด็กยุคหิน

แต่ก็ไม่รู้จะเสียเวลาไปฟังทำไม อีกหน่อยก็ลงโลงกันแล้ว ทะเลาะกะคนแ่ก่ไปก็เท่านั้น

x

เอาล่ะเพื่อนๆ ว่างๆจะมาให้กำลังใจเด้กยุคใหม่ที่เมืองไทยอีก เราเจอคนด่าจนชินแล้วว่าทำไมไม่กลับไปพัฒนาเมืองไทย เราก็ตอบตรงๆว่าพัฒนาไม่ได้หรอก เป็นศักดินาแบบนี้

ทวงบุญคุณกันมากเราก็บอกว่าเราไม่ได้เอาเงินภาษีพี่น้องประชาชนมาเรียน อยากทวงบุญคุณให้แวะไปที่หน่วยราชการไทยต่างๆ มีคนให้ทวงบุญคุณเยอะ พวกเอาภาษีมาผลาญก็หัดคิดพัฒนาตัวเองกันบ้างแล้วกัน ไม่ใช่ว่าเอาแต่รอคิวเป็นราษฎรอาวุโสในภายภาคหน้า

ก็ไม่รู้ทำไมต้องดูถูกคนต่างจังหวัด หาที่ทำกินให้เค้าก็พอแล้ว เค้าปกครองตัวเองได้

พวกอาวุโสทั้งหลายนี่แหละ จับไปปล่อยป่าเขาหน่อยก็อดตายแล้ว แล้วยังไปสอนชาวบ้านอีก

เฮ้ย...

+คห ๑๔๙+ ไมใช่สถานะการณ์บังคับ
แต่สถานะการทำเป็นเก่งนอกรู
เหมือนอย่างคุณนะแหละ แน่จริง
ออกไปเดินกะพวกผมซิ-

อย่าซ่าแต่ในเวป...

คนอยู่นอกกะลาคิดว่าเก่งนักรึ..

อย่างมากก็อยู่ใต้ฝากระโปรงรถ(หรืเปล่าละ)

ไปเจอกะผมที่ที่มีการต่อต้านคณะรัฐประหารทุกที่ซิ

ทำอยย่างอาจารย์ใจพวกคุณก็หดไม่เห็นออกมา

เฮ้ย..เหม็นขี้ฟัน

x

อ้าว ก็บอกแล้วไงว่าเราหนีมาอยู่เมืองนอกแล้ว คนเลือกที่จะอยู่เืืมืองไทยกะผู้นำแบบนั้นก็อยู่ไปสิ นี่แหละ ประชาธิปไตยของจริง คุณอยากหนีมาเมืองนอกก็หนีมาได้ ไม่มีใครว่ากัน

เราเข้าไปเขียน คนชอบอ่านก็มี คนไม่ชอบอ่านก็มี นานาจิตตัง เราก็มาให้กำลังใจคนชอบอ่านกัน

วันหลังพวกราษฎรยุคหินสิ้นกันหมดเราอยากกลับก็กลับไป บอกแล้วว่าโลกนี้ประชาธิปไตยของจริง ถ้าคุณเบื่อมาก็หนีมาก็ได้ รบกันพวกนั้นยากกว่าหนีไปทำมาหากินที่อื่น คุณหนีเค้าหมดเค้าก็ไม่มีคนให้กดขี่ ก็เท่าน้้น

x

ก็ประชาธิปไตยไง ระบบปัญญาอ่อนเราก็ไม่เอาด้วย อยากให้คนมีปัญญาเอาด้วยก็ทำตัวให้มันอาวุโสหน่อย

เราก็ลงคะแนนเสียงของเราแบบนี้ จะมาบังคับเราได้ยังไง

เรื่องอะไรเราจะไปนั่งจ่ายภาษีให้ บรรพบุรุษเราจ่ายมาเยอะแล้วยังไม่เห็นพอเพียงเลย

xmen

อาจารย์เสื้อกั้กที่แท้เป็นเพื่อวิชามาร เอาประชาธิปไตยบังหน้า เอาสถาบันมาข่มเหงประชาชน ถึงเวลาแล้วที่ทุกท่านต้องลุกขึ้นต้านพวกนี้....

x

นี่พวกเราก็ช่วยกันล่าลายเซ็นแล้วนะ ก็ตอนจะประท้วงกันที่พารากอนน่ะ ก็ช่วยเต็มที่แล้ว แต่ทุกคนต้องหัดช่วยตัวเอง รอให้เทวดามาโปรดไมไ่ด้กิน

x

ก็ช่วยพูดให้คนต่างชาติรู้เรื่อง พวกทหารถึงได้ปากกล้าขาสั่นกันอยู่นี่ไง วันหลังอายุมากขึ้นเพื่อนๆคนต่างชาติมีอำนาจมากขึ้นก็จะช่วยได้มากขึ้น ก็หวังได้แค่นั้น พวกคุณเลือกที่จะอยุ่เมืองไทยก็หาวิธีการแบบของคุณไป เราไม่ได้ประชด

ถ้าคิดเหมือนกันหมดจะไปสร้างสรรค์ได้อย่างไร คุณมีแรงทำอะไรได้ก็ทำไป เราทำอะไรได้เราก็ทำของเราทางนี้ ก็เท่านั้น

x

บอกแล้ว เราก็ไม่ได้ชอบทักษิณอะไรนักหนา แต่มาอ้างว่าเอาทักษิณออกไปแล้วปัญหาหมดมันก็เกินไป

ประชาธิปไตยแบบซื้อง่ายขายคล่องแบบนี้น่ะ เอาคนซื้อคนนึงออกไป เดี๋ยวก็มีคนซื้อคนใหม่่มา ก็คนเร่ขายเต็มเมืองอยู่อย่างนั้น รับรอง ขายกันคล่องแคล่วแน่นอน

x

น่าจะมีการสอบเป็นราษฎรอาวุโส

ให้ไปอยู่ป่าเขาสองอาิทิตย์ ให้เอาไปแค่เสื้อผ้ากะน้ำดื่ม ใครรอดออกมาถือว่าสอบผ่าน แล้วให้ดีกรีราษฎรอาวุโส ให้ไปสอนชาวบ้านทำมาหากินได้ ถ้าสอบไม่ผ่านก็ให้กลับไปเลี้ยงหลานอบรมหลานอยู่บ้าน

เห็นชอบมาแนะกันนักว่าทำงั้นทำงี้ชุมชนจะแข็งแรง จะไปแข็งแรงได้ไง พวกราษฎรยุคหินนอกชุมชนมากวนใจอยู่แบบนี้

x

ไม่ชอบทักษิณยังไงชาวบ้านเค้าจะเอาก็ต้องยอมให้อยูี่ให้ครบเทอม

กลัวหนี้เสียหนี้สูญก็ไปบอกแบงค์ชาติให้คมกฎสิ ตอนธนาคารไทยทำหนี้เสียไม่เห็นกรี๊ดกร๊าดกันเลย หนี้เสียไปอยู่ต่างจังหวัดหน่อยก็กรี๊ดกร๊าดกันแล้ว แล้วแบงค์ชาติมีไว้ทำไรเหรอ คุมหนี้เสียไม่เป็นน่ะ ก็เห็นอาจารย์ความรู้กันเยอะแยะเมืองไทย ไม่เห็นใครออกมาพูดให้เป็นเรื่องเป็นราวเลย

แล้วเรื่องภาษีทักษิณก็พูดกันอยู่ได้ เมืองไทยขายหุ้นมีใครเสียภาษีกันมั่ง ทีเงินดอลลาร์แบงค์ชาติทำหายไปตอนเงินบาทตกมากกว่ายี่สิบสามสิบเท่าไม่เห็นออกมาพูดกัน เข้าคุกกันไปบ้างหรือยังนี่

ก็อย่างงี้แหละ่ท่านผู้อาวุโส ไปประเทศไหนเค้าจะไม่ร้องยี้กันได้อย่างไร

happy

To Mr.X

I am afraid that you would not go far in your career as you take pleasure from criticizing other people. You enjoy criticizing your classmates, your friends, your collegues and your peers. This reflects that you are not happy with your life. You are not satisfied with this world. You live in the idealistic world. So, you may die young or feel unhappy with anything that comes to your mind.
It is better to see the world with optimism. Do not think that everyone is inferior to you. I found Thai students are very smart or even genius. They went to Oxford, Cambridge or Havard. They are much smarter that what you saw in the States. They are real genius and ready to be picked up by any world class universities. But they are humble and optimistic.
Thai society actually is not terrible as you thought. Thai economy is not poorly managed as you claim. You advised us to look at the websites. But we found that you are very ignorant of your own country. As the statistics you claimed are not correct.
You cannot write these in academic terms.

x

To Happy:

I actually agree I will not be able to write this in academic term, as I am not interested in spending time buildling my career in Thai studies.

I am just chatting with lay language, to expose the "serious" scholars in Thai studies. I do admire certain scholars, as you can see I admire Aj. Thongcha and Aj. Pichit.

Serious pieces of studies must be easily transformed to sensible lay languages.

Then what is the correct statistcis? Statistics produced by Thai authority?

Of course I know you have many "OxCam" crowd to brag about.

Poorly managed or not, why don^*t somebody tell Thais how much money was lost from Bank of Thailand in 1997???

x

To Happy:

Do Thai-studies scholars have monopoly license to exchange opinions about Thailand?

You can look at me as someone who is in an entirely different field, and speak from "common sense."

Good theory doesn^*t lack common sense...

x

To Happy:

You can rest in peace I have no plan to join your field. I am not your career rival.

I simply want to point that it is not cool for scholars to use technical terms to confuse the public.

Aj. Thongchai and Aj. Pichit are great in sending the message out with "common sense."

Why can they do that? Why can^*t you?

x

To Happy:

I take pleasure in provoking questions and stirring up controversial subjects. Isn^*t that creativity?

Now I have throw many questions. Some people like my quetions, some don^*t.

That^*s good enough for me.

I think the task of professors is to give questions, rather than to give answers.

x

To Happy:

I also enjoy speaking the truth. You are right that I may die young, that^*s why I am not in Thailand.

I do not think unversity name is an indicator of genius or not. I consider Aj. Thongchai and Aj. Pichit genius.

I myself may continue or may quit academic writing. But I will not stop searching for the truth.

Nobody should need a license to be able to write about truth.

x

To Happy:

You made me feel the deep problem in Thailand even further.

Young Thai scholars are rewarded only when they are "humble and optimistic" as you put it.

I am sure there are many bright Thais destroyed by this mentality of judgement system. A lot of them came out of Thailand with optimism, and went back to be toned down by someone like you.

We are in different fields. You will not referee my papers, and I will no referee yours. That^*s all good for me.

I wish your students the best. I hope they have not only talent, but courage to speak the truth.

That^*s what Thailand needs: truth.

x

เอาล่ะืเพื่อนๆ ผู้อาวุโสออกมาอบรมเป็นภาษาอังกฤษ แล้ว ก็คิดเอากันเอาตามใจชอบ เรายังไม่ได้เอาชื่อมหาลัยไปขู่ท่านเลย ท่านรีบอ๊อกฟอร์ด เคมบริดจ์ กะฮาร์วาร์ดมากันใหญ่ สงสัยเราจะกัดแรงจริงๆ

ดีใจจริงๆไม่้ต้องเอางานเขียนไปบูชาให้ผู้อาวุโสอ่าน ไม่งั้นต้องคำนับท่านเพื่อให้อยู่รอดในเมืองไทยได้

นี่ก็ไม่ใช่สัมมนาวิชาการซักหน่อย ทำไมต้องมาอ้างว่าเราเขียนภาษาวิชาการไม่ได้ เราก็เขียนไม่ได้ล่ะนะ เพราะไม่รู้จะไปเขียนแข่งกะท่านทำไม เ ราเอาเนื้อหาดีกว่า ดีใจจริงๆที่งานวิชาการเราอบู่คนละภาษาคนละมุมกะท่าน ไม่งั้นไมไ่ด้เกิดจริงๆ

ว่างๆจะมาก่อกวนให้ผู้อาวุโสสะดุ้งใหม่นะเพื่อนๆ เพื่อนๆอย่าไปเชื่อเค้าละกันเรื่องภาษาวิชาการน่ะ ถ้างานเขียนเอากลับไปอธิบายให้พ่อแม่พี่น้องฟังง่ายๆก็แสดงว่าไม่แน่จริง

x

อันนี้เราก็เจตนามาก่อกวนล่ะนะ เจตนามาใช้ภาษาคนธรรมดา นักวิชาการอาวุโสได้สะดุ้งสะเทือนกันซะบ้าง การใช้ภาษาวิชาการก็เป็นการข่มคนนอกแบบนึง

ก็งั้นแหละ ก็เห็นๆ รีบงัดมหาลัยมาขุ่เราใหญ่ โธ่ ถ้าเราไปไม่รอด เราก็ไปทำมาหากินอย่างอื่น ไปเขียนหนังสือไม่ต้องวิชาการขายก็ได้ ทำธุรกิจก็ได้ อย่างเดียวทีเราไม่ทำคือไปรับใช้ผู้มีอำนาจ ทำอย่างอื่นกินเป็น ไม่ต้องเอาภาษาิวิชาการมาบังหน้า

แค่นี้สงสัยอยู่บนแบลกลิสต์ผู้อาวุโสซะแล้ว ไม่เป็นไร คนละวงการกัน ตัวใครตัวมัน

x

เราเป็นนักวิชาการ คนละมุม กะท่านผู้อาวุโส ก็พอเข้าใจว่าทำไมทักษิณถึงได้ด่าว่าพวกนี้ำทำมาหากินไม่เป็น
ก็ดูสิ เด้กรุ่นหลังมาพูดไม่เข้าหู ออกมาขุ่เลยว่าอาชีพเราจะไปไม่รอด

ไปไม่รอดก็ไม่ไปร้องขอหาบารมีผู้อาวุโสหรอกนะ เอาตัวรอดได้ ความรู้ท่วมหัวยังไปเอาตัวรอดได้ คนที่นี่ไม่ทำตัวอาวุโสเกะกะกันแบบที่เมืองไทย เราก็อยู่ของเราได้

ป่านนี้โกรธหน้าเขียวไปแล้ว ดีเหมือนกัน เสร็จไปหนึ่งคน

x

ก็นี่ประชาธิปไตยของจริงน่ะท่านผู้อาวุโส อยากให้เด็กเคารพก็พูดจาให้น่าเคารพหน่อย

เราก็ไม่สน ใครอ่านทีเราเขียนไม่ชอบก็ไม่ชอบ ไม่ได้มาเรียกคะแนนเสียงเอาตำแหน่งการเมือง หิๆๆๆ

x

ก็คิดกันตามใจชอบนะ

ประชาธิปไตยของจริงไม่เลือกความอาวุโส
ประชาธิปไตยของจริงไม่เลือกภาษา วิชาการไม่วิชาการ ทุกคนหนึ่งเสียงเหมือนกัน
ประชาธิปไตยของจริงคนทำอะไรอยากทำ ไม่ได้ไปเบียดเบียนคนอื่นก็ทำไป
ประชาธิปไตยของจริงจับต้องได้ ไม่ได้อยู่แต่ในสัมมนาวิชาการ
ประชาธิปไตยไม่เลือกมหาลัย เราก็ไม่ได้พุดซักคำว่าเราอยู่มหาลัยไหน ผู้อาวุโสรีบงัดมาขู่ซะแล้ว
ประชาธิปไตยของจริงเลือกได้ว่าอยากเคารพใคร ไม่เคารพใครเป็นสิทธิส่วนบุคคล

ก็นี่แหละ มีผู้อาวุโสครองเมืองก็เป็นประชาธิปไตยแบบนี้ เบื่อผู้อาวุโสเมื่อไรหนีออกนอกประเทศได้นะเพื่อนๆ

x

ก็หวังว่าลูกศิษย์อัจฉริยะของท่านผู้อาวุโสจะมาเขียนเล่าให้คนไทยฟังกันบ้างนะ ว่าเงินทุนสำรองหายไปเยอะแยะ จะสิบปีแล้ว หายไปเ่ท่าไร ใครเอาไป ใครติดคุกบ้าง

ก็อำคนไทยว่าฝรั่งทุบค่าเงินบาท ฝรั่งมันจะเอาเงินไทยมาขายได้อย่างไรถ้าไม่มีคนไทยเอาให้ไป ก็รู้ๆกันอยู่ ก็ไม่เห็นผู้บริหารเก่งกาจที่ไหนออกมารับผิดชอบ

ก็เถียงข้างๆคูๆไปงั้นว่าบริหารกันเก่งกาจ บริหารกันจนเงินหายยังไม่ยอมรับกันอีก

คนพูดความจริงเก่งอยู่เมืองไทยไม่ได้หรอก เราก็ต่างคนต่างอยู่แล้วกันนะผู้อาวุโส

แต่ว่าเวลาไปขอกู้เงินต่างชาติน่ะ ไม่พูดความจริงเค้าไม่ค่อยให้กู้กันนะ ก็หัดพูดความจริงกันไว้บ้าง

สวัสดีธงชัยใจไม่ค่อยดี

ยิ่งอ่านทบทวนแล้วก็เสียดายอดีตที่ผ่านมากว่า 30 ปี เพราะ ดร.ธงชัยกลับมองปัญหาแบบตื้นๆ เพียงเท่านี้เอง ที่บอกตื้นเพราะ

1) ดร.ธงชัยไม่รู้ว่ากลุ่มคนที่โค่นทักษิณ เขาคิดอย่างไร และ การที่ใช้อาวุธ หรือวาทกรรม 3 ประการนั้นพวกเขาไม่จำเป็นต้องเป็น Royalist หรือสนับสนุน Coup เสมอไป มันง่ายและหยาบเกินไปที่วิจารณ์ว่า นักวิชาการ นักประชาธิปไตย และ ฝ่ายซ้าย หรือ activists เก่าตั้งแต่ 14 ตุลา 2516 เชิดชู หรือเป็นพวกจารีต หรือถูกป้ายสีและตราหน้าเป็นพวกอนุรักษนิยมไปหมด

2) ดร.ธงชัย บอกว่าคนเหล่านั้นไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ หรือเพียงฉาบฉวย ในข้อนี้ต้องขอโต้แย้งอย่างที่สุด เพราะพวกไร้หลักการที่ ดร.ธงชัย ป้ายสีไว้นั้นเข้าใจประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้ของประชาชนที่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะพวกไร้หลักการเหล่านั้นไม่ต้องการให้มีการซ้ำรอยการฆ่าเกิดขึ้น มันไม่ใช่เหตุบังเอิญแน่นอนเพราะการเคลื่อนไหวมากกว่า 1 ปี มีการเดินขบวนและชุมนุมใหญ่มากกว่า 5 ครั้งที่มีมวลชนเข้าร่วมเป็นแสน แต่เป็นเพราะประชาชนและเหล่านักต่อสู้ไร้หลักการพวกนั้นเข้าใจและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ต่างหากจึงสามารถหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้

การเข่นฆ่ากลางเมืองที่ผ่านมา ดร.ธงชัย กล่าวหาว่าอภิชนสูงสุดมีส่วนร่วม แต่การหลีกเลี่ยงการนองเลือดวันที่ 19 ก.ย. 49 ดร.ธงชัยไม่ให้เครดิตเลยหรือ ในทางกลับกัน หากชนชั้นปกครองที่มีรัฐตำรวจ และอันธพาล และลูกจ้างป่าไม้ และสหายเก่า เป็นเครื่องมือ สร้างเหตุการณ์ขึ้นและเกิดเหตุนองเลือด และปราบปราม ดร.ธงชัยจะอธิบายการกระทำของอำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้งอย่างไร โปรดอย่าอ้างว่าระบอกทักษิณจะไม่มีทางทำรัฐประหารเอง และกวาดล้างประชาชนได้ซึ่งจะอธิบายต่อไปว่าทักษิณทำได้เพราะ

3) ดร.ธงชัยละเลยวาทกรรมที่สำคัญอีกหนึ่งข้อ กล่าวคือวาทกรรมที่พวกปัญญาชน นักวิชาการไร้หลักการเหล่านั้นนำมาใช้ทิ่มแทง อำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้ง และสร้างความชอบธรรมในการโค่นล้มระบอบทักษิณ ดร.ธงชัยละเลยวาทกรรมข้อนี้ไปได้อย่างไร ทั้งๆ ที่วาทกรรมนี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์โดยตรงคือ การฆ่าแบบ genocide ที่กรือแซะ และตากใบ และที่เรียกว่า extra judicial killing ต่อพวกที่โดนกล่าวหาว่าอยู่ในขบวนการค้ายาเสพติดกว่า 2,500 ศพ นี่คือ ประวัติศาสตร์ ที่ต้องมีการชำระ ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่า 6 ต.ค. 19 และ 17 พ.ค. 35

โดยเฉพาะวาทกรรมข้อสุดท้ายนี้ซึ่งในความเข้าใจของ ดร.ธงชัย อาจจะมีความสำคัญน้อยกว่ากระบวนทัศน์ หรือ Paradigm ที่ถูกต้องที่พวกนักไร้หลักการพึงมีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ ดร.ธงชัย อยากให้พวกเขามีมากกว่าที่มีอยู่หรือหัดคิดให้เป็นเสียบ้างบ้านเมืองจึงจะไม่ไปสู่ระบบอภิชนาธิปไตย

แต่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอนที่คนระดับดีกรีด็อกเตอร์ จะตกประเด็นนี้ไป เพราะอย่างน้อย ดร.ธงชัยเองก็สอนวิชาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และสิทธิมนุษยชนอยู่บ้างในสหรัฐอเมริกา แต่ ดร.ธงชัย ไม่รับทราบเลยหรือไรว่า การกระทำ genocide หรือ extra judicial killing โดยรัฐตำรวจของระบอบทักษิณ เป็นสิ่งที่มนุษยชาติไม่อาจยอมรับได้เช่นเดียวกับ 6 ต.ค. 19 และ 17 พ.ค. 35 ที่ ดร.ธงชัยกล่าวหาว่าคนผิดยังลอยนวล

การวิเคราะห์กระบวนทัศน์ของพวกไร้หลักการตามที่ ดร.ธงชัย กล่าวอ้าง และโดยยกประเด็นวาทกรรมหรือเครื่องมือที่เจ็บแสบเพียงสามประการ แต่กลับละเลยตกหล่นวาทกรรมสำคัญเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลที่มีรัฐตำรวจเป็นเครื่องมือ รวมทั้งป้ายสีคนอื่น เช่น อ.ธีรยุทธ นี่ยังไม่รวมกรณีทนายสมชาย วาทกรรมว่าด้วยทุนนิยมสามานย์ ประชานิยมเสพติด การแทรกแซงองค์กรอิสระทำให้กระบวนการตรวจสอบพิกลพิการ ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญอย่างแน่นอน ดังนั้นไม่ว่าจะอ่านบทความที่นำเสนอในสถานการณ์ที่เกิดคลื่นใต้น้ำนี้อย่างไรมันก็ไม่มีน้ำหนักและจูงใจเพียงพอที่จะทำให้คล้อยตามสิ่งที่ ดร.ธงชัย นำเสนอมาได้ แต่กลับคิดว่า ดร.ธงชัย กำลังเคลื่อนไหวอะไรหนอ มันช่างสอดคล้อง และเป็นท่วงทำนองเดียวกับพวกใครบางคน

[emo2.gif][emo2.gif]

For Mr X

For Mr.X Very good Ja