ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน: กรณีศึกษาประเทศอาร์เจนตินา

การเกิดขึ้นของแนวคิดและกระบวนการ “ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Justice) มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับประวัติศาสตร์การเมืองของหลาย ๆ ประเทศ และหนึ่งในนั้นก็คือประเทศอาร์เจนตินา อาร์เจนตินาตกอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการทหารในช่วง ค.ศ. 1976-1983 ช่วงระยะเวลาเพียง 7 ปีนี้ มีประชาชนตกเป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรงของรัฐหลายหมื่นคน หลังจากอาร์เจนตินา “เปลี่ยนผ่าน” ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยพลเรือนใน ค.ศ. 1983 มีการพยายามสร้างกระบวนการแสวงหาความจริงและความยุติธรรมให้แก่ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อทันที ด้วยเหตุนี้เอง แนวคิดและกระบวนการนี้จึงถูกขนานนามว่า “ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน” อันหมายถึงการแสวงหาความยุติธรรมที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านของระบอบการปกครอง

ถึงแม้ว่าเส้นทางในการแสวงหาความจริงและความยุติธรรมของประชาชนชาวอาร์เจนตินาจะระหกระเหินและใช้เวลานานไม่น้อย แต่องค์กร International Center for Transitional Justice (ICTJ) ก็อ้างว่า อาร์เจนตินาน่าจะเป็นประเทศที่มีกระบวนการความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง[1] การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านในอาร์เจนตินาสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดกระบวนการแบบเดียวกันในประเทศอื่น การต่อสู้ขององค์กรและขบวนการประชาชนในอาร์เจนตินามีความโดดเด่นตรงที่มีความต่อเนื่อง ยืดหยุ่นและมั่นคงมากกว่าในหลาย ๆ ประเทศ แม้จะต้องเผชิญอุปสรรคนานัปการ[2] ประสบการณ์ของประเทศอาร์เจนตินาจึงเป็นต้นแบบหนึ่งที่ประเทศต่าง ๆ นิยมนำมาศึกษา

ระบอบเผด็จการทหารและรัฐก่อการร้าย ค.ศ. 1976-1983

ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ประเทศอาร์เจนตินาผ่านวงจรของการมีระบอบเผด็จการทหารสลับกับรัฐบาลพลเรือนเป็นระยะ ๆ ระบอบเผด็จการทหารครั้งล่าสุดที่สถาปนาขึ้นจากการรัฐประหารในวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1976 เกิดขึ้นพร้อมกับระบอบเผด็จการทหารในเกือบทุกประเทศทั่วทั้งภูมิภาคละตินอเมริกา อันเป็นผลพวงจากสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาหวาดกลัวการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีโดมิโน สหรัฐฯ จึงส่งเสริมให้กองทัพเข้ามาแทนที่รัฐบาลพลเรือนในพื้นที่ทั่วโลกที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของตน

วอชิงตันส่งเสริมแนวคิดที่มุ่งมั่นใน “หลักการความมั่นคงแห่งชาติ” (Doctrine of National Security) ซึ่งเป็นอุดมการณ์ต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ ซีไอเอใช้ปฏิบัติการ Operación Cóndor สร้างความร่วมมือแบบพหุภาคีในหลายประเทศ กล่าวคือ อาร์เจนตินา บราซิล โบลิเวีย ชิลี อุรุกวัยและปารากวัย ปฏิบัติการนี้สร้างความร่วมมือในด้านข่าวกรองและการกวาดล้างประชาชนที่มีความคิดเห็นตรงกันข้ามกับรัฐบาล

ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ตั้งแต่ก่อนสถาปนาระบอบเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ กองทัพอาร์เจนตินาได้จ้างคณะทำงานชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนและแอลเจียร์ เทคนิคการต่อต้านการก่อความไม่สงบของรัฐบาลทหารอาร์เจนตินาจึงเป็นการผสมผสานภายใต้การชี้นำของผู้เชี่ยวชาญจากอเมริกาและฝรั่งเศส โดยเฉพาะหลัก “doctrine de guerre revolutionnaire” ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนสมมติฐานว่า การทำสงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบคือ สงครามที่ต้องเอาชนะจิตใจและความต้องการของประชากรในทุก ๆ ด้าน กองทัพต้องใช้ทุกวิธีการ แม้กระทั่งภัยสยองโดยรัฐหรือรัฐก่อการร้าย เพื่อทำลายแรงสนับสนุนศัตรูในทุกหนทาง[3]

ในขณะเดียวกัน อาร์เจนตินาก็มีกองทัพจรยุทธ์ติดอาวุธที่ดำเนินตามแนวทางมาร์กซิสต์และเปรอนนิสต์หลายกลุ่ม กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ ขบวนการ Montoneros และ ERP ซึ่งมีการโจมตีทหารและตำรวจด้วยอาวุธในพื้นที่ชนบท กองทัพมักอ้างว่า ขบวนการเหล่านี้มีสมาชิกเป็นหมื่นคน แต่ข้อมูลที่เปิดเผยในภายหลังพบว่า ขบวนการเหล่านี้มีสมาชิกรวมกันไม่เกินสองพันคนและมีแค่ประมาณ 400 คนเท่านั้นที่ติดอาวุธ ในขณะที่ทหารในกองทัพอาร์เจนตินามีถึงประมาณ 200,000 คน[4] อีกทั้งขบวนการเหล่านี้ยังอ่อนแรงจนหมดพลังไปตั้งแต่ ค.ศ. 1977 แต่ก็กลายเป็นข้ออ้างให้กองทัพทำ “สงครามสกปรก” (dirty war) เพื่อกวาดล้างฝ่ายก่อความไม่สงบที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ

ตาม “หลักการความมั่นคงแห่งชาติ” การต่อสู้กับกลุ่มก่อความไม่สงบไม่ใช่แค่การต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธเท่านั้น แต่ต้องกวาดล้างปัจเจกบุคคลที่มีแนวความคิดก้าวหน้าเสรีนิยมไปพร้อม ๆ กัน ดังที่นายพลวิเดลา ประธานาธิบดีคนแรกในยุคเผด็จการทหาร (ค.ศ. 1976-1981) กล่าวไว้ว่า “ผู้ก่อการร้ายไม่ใช่แค่คนที่ฆ่าด้วยปืนหรือวางระเบิด แต่หมายถึงใครก็ตามที่ให้ท้ายการกระทำนี้ด้วยแนวคิดที่ต่อต้านตะวันตกและต่อต้านอารยธรรมคริสต์ศาสนาของเรา”[5]

การกวาดล้างประชาชนที่มีแนวคิด “อันตราย” เหล่านี้ จึงลงมือกระทำกันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะวิธีการที่เรียกกันว่า “การทำให้สาบสูญ” (disappearances) ประชาชนจำนวนมากถูกกองกำลังติดอาวุธทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบบุกเข้าไปจับกุมตัวในบ้านยามวิกาล ถูกนำตัวไปไว้ในค่ายกักกันลับที่มีถึง 250 แห่ง ถูกทรมานอย่างทารุณ ก่อนจะถูกฆ่าทิ้ง ศพถูกนำไปทิ้งในหลุมฝังและมีจำนวนมากถูกยัดกระสอบทิ้งจากเครื่องบินลงในทะเล มีรายงานด้วยว่า มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ถูกทิ้งลงทะเลทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่[6]

ตัวเลขของผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายในสถานการณ์รัฐก่อการร้ายนี้ ยังมีตัวเลขที่ไม่แน่ชัด ตามตัวเลขของคณะกรรมการติดตามสอบสวนกรณีผู้สูญหายแห่งชาติ (CONADEP) ระบุไว้ที่ 8,961 ราย แต่ CONADEP เองก็ประเมินไว้ว่าน่าจะมีมากกว่า 9,000 ราย องค์กรนิรโทษกรรมสากลประเมินไว้ว่ามีมากกว่า 15,000 ราย ส่วนองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ประเมินไว้ที่ประมาณ 30,000 ราย[7] ตัวเลข 30,000 คนนี้เป็นตัวเลขที่ได้รับการอ้างอิงถึงบ่อยที่สุดในเอกสารต่าง ๆ

การกวาดล้างประชาชนอย่างเป็นระบบของรัฐบาลทหารก่อให้เกิดความกลัวไปทั่วทั้งสังคมอาร์เจนตินา มีความเชื่อที่มีมูลความจริงอยู่ไม่น้อยว่า ประชาชนคนใดก็ตามอาจถูก “ทำให้สาบสูญ” ไป หากเขาคนนั้นมีชื่ออยู่ในสมุดจดที่อยู่/เบอร์โทรศัพท์ของคนที่ถูกกองทัพ “ทำให้สาบสูญ” ไปก่อนหน้านั้น ประชาชนที่ถูกจับไปจำนวนมากเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี อีกทั้งทารกของผู้หญิงที่ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ในค่ายกักกัน จะถูกพรากจากมารดาและนำไปยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวนายทหาร คาดกันว่าจำนวนทารกเหล่านี้มีถึง 500 คน[8]

รัฐบาลเผด็จการทหารของอาร์เจนตินา มีประธานาธิบดีที่เป็นนายทหารจากกองทัพ 4 คนคือ ประธานาธิบดีฆอร์เก ราฟาเอล วิเดลา (1976-1981) ประธานาธิบดีโรแบร์โต เอดูอาร์โด วิโอลา (มีนาคม-ธันวาคม ค.ศ. 1981) ประธานาธิบดีเลโอโปลโด กัลตีเอรี (ธันวาคม 1981-มิถุนายน 1982) และประธานาธิบดีเรย์นัลโด บิจโนเน (1982-1983) ระบอบเผด็จการทหารของอาร์เจนตินาเริ่มสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งต้องปิดฉากและหลีกทางให้ระบอบประชาธิปไตยในที่สุด

ปัจจัยที่ทำให้ระบอบเผด็จการทหารของอาร์เจนตินาสิ้นสุดลงมีหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายในและภายนอกประเทศเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน กลุ่มแม่แห่งพลาซาเดมาโย (Mothers of the Plaza de Mayo) เป็นองค์กรประชาชนของกลุ่มแม่ที่ตามหาลูกที่สูญหายไป ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1977 และประท้วงทุกวันพฤหัสบดีหน้าทำเนียบรัฐบาล องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศก็ส่งตัวแทนมาที่อาร์เจนตินาหลายครั้ง ปัญหาเศรษฐกิจและการคอร์รัปชั่น ตลอดจนการตัดสินใจผิดพลาดของรัฐบาลและกองทัพในการทำสงครามเกาะมัลวินัส/ฟอล์กแลนด์กับประเทศอังกฤษ ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้รัฐบาลทหารตัดสินใจคืนอำนาจให้ประชาชน แต่ก่อนจะถ่ายโอนอำนาจให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง กองทัพได้ออกกฤษฎีกานิรโทษกรรมให้ตัวเอง รวมทั้งสั่งให้ทำลายเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกวาดล้างประชาชนในช่วงที่ตนเองอยู่ในอำนาจด้วย[9]

ประธานาธิบดีราอูล อัลฟอนซินและ CONADEP

ราอูล อัลฟอนซิน นักการเมืองจากพรรค Radical Party หาเสียงจนชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกหลังยุคเผด็จการทหาร คำมั่นสัญญาประการหนึ่งที่เขาใช้ในการหาเสียงจนได้คะแนนจากฐานเสียงชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานก็คือ เขาจะดำเนินคดีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหารหมู่ประชาชน เมื่อได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อัลฟอนซินต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคือประชาชนที่คาดหวังให้เขาทำตามสัญญา ส่วนอีกด้านหนึ่งคือกองทัพที่ยังคงเข้มแข็งและทรงอิทธิพลอำนาจ อัลฟอนซินจึงจำเป็นต้องแสวงหายุทธศาสตร์บางอย่างที่จะรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลพลเรือน รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพเอาไว้ และตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชนไปพร้อม ๆ กัน รัฐบาลอัลฟอนซินจึงดำเนินนโยบายที่ต่อมาจะถูกเรียกกันแพร่หลายในชื่อว่า “ทฤษฎีสองปิศาจ”

“ทฤษฎีสองปิศาจ” เป็นวาทกรรมทางการเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อชักนำให้ประชาชนเชื่อว่า การกวาดล้างประชาชนของกองทัพในยุคเผด็จการทหารนั้น เกิดมาจากความจำเป็นที่ต้องตอบโต้ต่อการก่อการร้ายของฝ่ายซ้ายและขบวนการติดอาวุธ กระนั้นก็ตาม กองทัพได้กระทำการเกินกว่าเหตุในปฏิบัติการดังกล่าว จึงควรมีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาไต่สวนหาข้อเท็จจริงเพื่อนำตัวผู้กระทำการเกินกว่าเหตุนั้นมาลงโทษ แต่กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ควรสั่นคลอนต่อเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งตั้งมั่น ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดที่จะนำไปสู่ความสงบและความปรองดองของสังคมก็คือ จำกัดเวลาและจำนวนผู้ที่จะนำมาดำเนินคดี โดยเน้นลงโทษเฉพาะผู้บังคับบัญชาเท่านั้น

การสร้างวาทกรรม “ทฤษฎีสองปิศาจ” ขึ้นมา ทำให้รัฐบาลอัลฟอนซินสามารถหลีกเลี่ยงไม่ต้องท้าทายตั้งคำถามต่อปฏิบัติการกวาดล้างประชาชนของรัฐบาลเผด็จการทหาร ไม่ต้องตั้งคำถามต่อกองทัพในฐานะสถาบัน ยอมรับว่ามีความผิดเกิดขึ้นเฉพาะในบางกรณีที่ถือว่ากองทัพกระทำเกินกว่าเหตุ แล้วโยนความรับผิดไปที่ตัวบุคคลบางคนแทน โดยเน้นความผิดของผู้บังคับบัญชาเป็นหลัก รวมทั้งต้องเอานำตัวผู้นำกองกำลังจรยุทธ์มาดำเนินคดีด้วย แนวคิดนี้ตรงกันข้ามกับข้อเรียกร้องขององค์กรประชาชนในอาร์เจนตินา เช่น กลุ่มแม่แห่งพลาซาเดมาโย กลุ่มสิทธิมนุษยชน CELS (Center for Legal and Social Studies) ฯลฯ ซึ่งเรียกร้องให้ลงโทษทหารทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยไม่คำนึงว่ารับคำสั่งมาหรือไม่ การไต่สวนดำเนินคดีไม่ควรจำกัดแค่ตัวบุคคล แต่ควรตรวจสอบไปถึงโครงสร้างพื้นฐานของสถาบันกองทัพ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก แต่สังคมอาร์เจนตินาโดยรวมก็ยอมรับวาทกรรมของรัฐบาลอัลฟอนซินในระดับหนึ่ง[10]

ประธานาธิบดีอัลฟอนซินดำเนินตามยุทธศาสตร์นี้ด้วยการเสนอให้กองทัพชำระตัวเองในระดับจำกัด มีการตกลงลับ ๆ ระหว่างรัฐบาลกับผู้นำกองทัพว่า กองทัพดำเนินการสอบสวนและส่งรายชื่อผู้กระทำผิดให้แก่รัฐบาลประมาณ 30 ชื่อ แลกกับการที่ประธานาธิบดีจะต้องอภัยโทษให้แก่ผู้ถูกลงโทษเหล่านี้ก่อนสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่ง นั่นคือ ภายใน ค.ศ. 1989 หมายความว่านายทหารเหล่านี้จะต้องโทษราว 6 ปี รัฐบาลหวังว่าวิธีการนี้จะทำให้รัฐบาลทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียง ในขณะเดียวกันก็ไม่กระทำการที่เป็นการคุกคามต่อกองทัพจนเสถียรภาพของรัฐบาลต้องสั่นคลอน

แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง กองทัพกลับส่งรายชื่อมาแค่ 9 ชื่อ ซึ่งเป็นนายทหารที่อยู่ในคณะรัฐบาลทหารเผด็จการ ส่วนรัฐบาลต้องการลงโทษทั้งบุคคลในรัฐบาลไปจนถึงนายทหารตำรวจที่เป็นสัญลักษณ์ของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในปีแรกของการเป็นรัฐบาล (ค.ศ. 1983) รัฐบาลอัลฟอนซินรุกคืบด้วยการยกเลิกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองของกองทัพ ด้วยเหตุผลว่ากฎหมายนิรโทษกรรมนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกันก็ประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ที่จำกัดการรับผิดทางอาญาต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจำกัดเขตอำนาจศาลที่พิจารณาคดีเหล่านี้[11]

นับตั้งแต่รัฐบาลทหารพ้นจากอำนาจไป ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ปรากฏต่อสาธารณชนมากขึ้นเรื่อย ๆ มีการค้นพบหลุมฝังศพของเหยื่อที่ถูกสังหารหมู่ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนพยายามกดดันรัฐบาลมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการร่วมสองสภา และให้อำนาจพิเศษแก่คณะกรรมการชุดนี้ในการสืบสวน รัฐบาลอัลฟอนซินเกรงว่า หากมีการตั้งคณะกรรมการร่วมสองสภาขึ้นจริง อาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับกองทัพขึ้น รัฐบาลจึงหาทางออกด้วยการชิงตัดหน้าตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาก่อนในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1983 โดยแต่งตั้งบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากสังคมเข้ามาดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการที่รัฐบาลอัลฟอนซินแต่งตั้งขึ้นมีชื่อว่า “คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อไต่สวนกรณีที่บุคคลถูกทำให้สาบสูญ” (National Commission on the Disappearance of Persons) หรือที่มักเรียกกันด้วยอักษรย่อจากชื่อในภาษาสเปนว่า CONADEP

CONADEP เป็นคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งมาทั้งหมด ในตอนแรกนั้น ประธานาธิบดีอัลฟอนซินต้องการให้ผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนเข้ามาร่วมดำรงตำแหน่ง แต่เนื่องจากอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้มีจำกัด เช่น ไม่สามารถออกหมายเรียกพยานมาให้ปากคำ เป็นต้น ผู้นำด้านสิทธิมนุษยชน เช่น อะโดลโฟ เปเรซ เอสกีเวล เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ รวมทั้งผู้นำองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ จึงประท้วงด้วยการปฏิเสธคำเชิญ สุดท้ายแล้ว ผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธาน CONADEP คือเอร์เนสโต ซาบาโต นักเขียนนวนิยายผู้มีชื่อเสียง ส่วนสมาชิกคนอื่น ๆ มาจากหลายภาคส่วน ทั้งด้านสื่อมวลชน กฎหมาย วัฒนธรรม ศาสนา ฯลฯ[12]

อำนาจหน้าที่ของ CONADEP จึงเป็นเพียงแค่คณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง แต่ผลงานของ CONADEP กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างที่รัฐบาลอัลฟอนซินนึกไม่ถึง แม้จะมีขอบเขตอำนาจจำกัด แต่คณะกรรมการ CONADEP ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการทำงานอย่างแข็งขันและทุ่มเทในระดับสูง เพียงไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากได้รับการแต่งตั้ง ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1984 CONADEP ก็จัดทำรายงานชุด Nunca Más (Never Again) ออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชน รายงานฉบับนี้กลายเป็นหนังสือขายดีสูงสุดในประเทศอาร์เจนตินาภายในชั่วข้ามคืน เนื้อหาในรายงานรวบรวมรายชื่อของบุคคลที่ถูกกองทัพและตำรวจจับไปกักขังในค่ายกักกัน ทรมานและฆาตกรรม มีรายละเอียดของเวลาและสถานการณ์แวดล้อม เช่น สถานที่ที่ถูกคร่ากุมตัว ปากคำของพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ ฯลฯ แต่ละคดีถูกบันทึกไว้เป็นแฟ้มแยกต่างหากอย่างละเอียด รวมแล้วเป็นเอกสารทั้งหมดหนากว่า 50,000 หน้า

ถึงแม้เอกสารของ CONADEP จะครอบคลุมได้ไม่ถึงเก้าพันคดีดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น แต่ความละเอียดถี่ถ้วนและหนักแน่นของข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการชุดนี้จัดทำได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้รายงาน Nunca Más มีบทบาทอย่างยิ่ง ประการแรกคือ ข้อเท็จจริงที่รายงานฉบับนี้เปิดเผยให้สังคมอาร์เจนตินาได้รับรู้ ยิ่งทำให้เกิดกระแสกดดันจากประชาสังคมให้ดำเนินคดีต่อกองกำลังฝ่ายความมั่นคงที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ประการที่สอง รายงานของ CONADEP สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีในศาลได้อย่างน่าเชื่อถือ แม้จนเมื่อเวลาผ่านมากว่ายี่สิบปีแล้ว รายงานของ CONADEP ก็ยังถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการดำเนินคดีในปัจจุบัน ประการที่สาม รายงานของ CONADEP มีความเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์เท่า ๆ กับหลักฐานทางกฎหมาย และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้าง “ความทรงจำ” เกี่ยวกับยุครัฐก่อการร้าย ประการที่สี่ ผลงานของ CONADEP ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการก่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงในอีกมากมายหลายประเทศ ทั้งในภูมิภาคละตินอเมริกา เช่น ประเทศอุรุกวัย ชิลี เอลซัลวาดอร์ เอกวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัสและเปรู ตลอดจนในภูมิภาคอื่นของโลก โดยเฉพาะในประเทศแอฟริกาใต้[13]

อาจกล่าวได้ว่า ถึงแม้ CONADEP เป็นคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้ง และอันที่จริงก็เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลอัลฟอนซินคาดหมายว่าจะใช้จำกัดการดำเนินคดีไม่ให้กระทบกระเทือนกองทัพในฐานะสถาบัน แต่คณะกรรมการ CONADEP สามารถรักษาความเป็นอิสระของตนและสร้างผลงานได้อย่างน่ายกย่อง แม้จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขจำกัดก็ตาม

ใน ค.ศ. 1985 มีการนำตัวนายทหาร 9 คนที่เคยอยู่ในรัฐบาลทหารมาดำเนินคดีเป็นผลสำเร็จ การดำเนินคดีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทหารเพิ่งพ้นอำนาจไปเพียง 18 เดือน มีพยานมาให้ปากคำถึง 800 ราย ครอบคลุมประมาณ 700 คดีในแฟ้มของ CONADEP นายทหารทั้ง 9 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมีอดีตประธานาธิบดีวิเดลา ประธานาธิบดีวิโอลาและประธานาธิบดีกัลตีเอรี รวมอยู่ด้วย ทั้งหมดถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ในข้อหาลักพาตัว ฆาตกรรม ทรมาน ฯลฯ

การดำเนินคดีครั้งประวัติศาสตร์นี้ แม้ได้รับความสนใจและคำชมเชยมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงจากหลาย ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะองค์กรสิทธิมนุษยชนและขบวนการประชาชน ซึ่งเห็นว่าควรนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใต้บังคับบัญชา โดยอ้างหลักการพิจารณาคดีอาชญากรสงครามที่นูเรมเบิร์ก ซึ่งศาลไม่ยอมรับข้อแก้ตัวของจำเลยว่าได้รับคำสั่งมา

ถึงแม้ในด้านหนึ่ง ประธานาธิบดีอัลฟอนซินจะยอมอ่อนข้อให้กองทัพค่อนข้างมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็สร้างคุณูปการหลายอย่าง เรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เขาริเริ่มไว้ก็คือ การปฏิรูปกองทัพ เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพกลับมาทำรัฐประหารยึดอำนาจอีก เขาได้พยายามปฏิรูปกองทัพในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1) จำกัดความรับผิดชอบของกองทัพไว้เฉพาะการป้องกันประเทศจากศัตรูภายนอกเท่านั้น ห้ามมิให้กองทัพมีบทบาทในด้านความมั่นคงภายในประเทศ 2) ย้ายการทำงานด้านหน่วยข่าวกรองและการปราบจลาจลออกไปจากความรับผิดชอบของกองทัพ 3) ปรับระบบการศึกษาภายในวิทยาลัยกองทัพ ยกเลิกการปลูกฝังอุดมการณ์แบบเดิม ๆ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาทหารได้ศึกษาวิชาของฝ่ายพลเรือน 4) กองทัพต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน ประธานาธิบดีจะดำรงตำแหน่งผู้นำเหล่าทัพ รัฐมนตรีกลาโหมและเสนาธิการแต่ละเหล่าทัพเป็นพลเรือน 5) ลดจำนวนนายทหารระดับสูง 6) ลดงบประมาณป้องกันประเทศลงครึ่งหนึ่งเพื่อลดการใช้จ่ายของกองทัพ 7) ลดจำนวนการเกณฑ์ทหารลงเหลือหนึ่งในสาม 8) ปลดนายทหารจำนวนมากออกจากตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ

ก้าวถอยหลังของความยุติธรรม

การดำเนินคดีนายทหารและความพยายามปฏิรูปกองทัพของรัฐบาลอัลฟอนซินทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้น มีการสร้างความปั่นป่วนไปทั่ว เช่น การลอบวางระเบิดในสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งการก่อกบฏของหน่วยทหารต่าง ๆ ถึง 3 ครั้งใน ค.ศ. 1986-7 เพื่อประนีประนอมกับกองทัพและรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ ในที่สุดรัฐบาลอัลฟอนซินก็จำต้องออกกฎหมาย 2 ฉบับ ซึ่งทำให้การแสวงหาความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านของอาร์เจนตินาต้องก้าวถอยหลัง

กฎหมาย “Full Stop” และ “Due Obedience” ที่ออกมาใน ค.ศ. 1986 และ 1987 ตามลำดับ คือความพยายามที่จะผ่อนปรนให้กองทัพและยับยั้งมิให้เกิดการกบฏของทหารขึ้นอีก กฎหมาย “Full Stop” กำหนดเวลาเส้นตาย 60 วัน พ้นจากนี้ไปแล้ว ศาลจะไม่รับฟ้องคดีละเมิดสิทธิมนุษยชนในยุคเผด็จการเพิ่มเป็นคดีใหม่อีก ส่วนกฎหมาย “Due Obedience” คือการคุ้มครองทหารระดับกลางและระดับล่างให้ไม่ต้องรับผิด โดยอาศัยข้ออ้างว่าเป็นการทำตามคำสั่งของนายทหารระดับสูง กฎหมาย 2 ฉบับนี้เปรียบเสมือนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมกลาย ๆ นั่นเอง ส่งผลให้การไต่สวนดำเนินคดีต้องหยุดชะงักไปหลายร้อยคดี

ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านของอาร์เจนตินายังต้องเผชิญอุปสรรคขวากหนามอีกมาก ใน ค.ศ. 1989 ปัญหาเศรษฐกิจทำให้ประธานาธิบดีอัลฟอนซินต้องลาออกจากตำแหน่งก่อนกำหนด เปิดทางให้การ์โลส เมเนมจากพรรค Justcialist ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน ถึงแม้อัลฟอนซินต้องหลุดจากตำแหน่งไปก่อนที่จะทันได้ทำตามข้อแลกเปลี่ยนที่ให้ไว้กับกองทัพ แต่เมเนมก็ทำให้แทนด้วยการใช้อำนาจประธานาธิบดีอภัยโทษให้แก่นายทหารทั้ง 9 คนที่เคยถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตไปก่อนหน้านี้ คนเหล่านี้จึงใช้โทษในคุกไปเพียงประมาณ 4 ปีเท่านั้น เงื่อนไขทั้งหมดดูเหมือนจะดับความหวังของประชาชนที่มุ่งหมายจะเห็นแสงสว่างของความยุติธรรม

การค้นหาช่องทางและพื้นที่ของขบวนการประชาชน

ถึงแม้กฎหมายนิรโทษกรรมและการอภัยโทษของประธานาธิบดีทำให้นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษไม่ได้ แต่องค์กรและขบวนการประชาชนในอาร์เจนตินาไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1990 การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านในอาร์เจนตินาอาศัยช่องทางและพื้นที่อื่น ๆ เข้ามาทดแทน ซึ่งประกอบด้วย 4 ช่องทางหลัก ๆ คือ 1) การเรียกร้องค่าชดเชยให้เหยื่อ 2) การแสวงหาความจริงและรวบรวมข้อมูลของผู้ถูกทำให้สาบสูญ 3) การตามหาและลงโทษผู้ลักพาตัวทารก และ 4) การแทรกแซงจากต่างประเทศ

การเรียกร้องให้ชดเชยค่าเสียหายต่อเหยื่อเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ยุครัฐบาลอัลฟอนซินแล้ว ประเด็นนี้มีผลลัพธ์ชัดเจนในยุครัฐบาลเมเนม เมื่อประธานาธิบดีออกกฤษฎีกาใน ค.ศ. 1991 ให้รัฐจ่ายเงินค่าชดเชยต่อประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ถึงแม้นโยบายจ่ายเงินชดเชยของเมเนมจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการตบหัวแล้วค่อยลูบหลังประชาชนหลังจากออกอภัยโทษให้นายทหารไปก่อนหน้านี้ กระนั้นก็ตาม การชดเชยค่าเสียหายก็คือการตอกย้ำความรับผิดชอบของรัฐต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น

นอกจากภาคประชาชนแล้ว หน่วยงานรัฐบางหน่วยก็มีบทบาทด้วย สำนักสิทธิมนุษยชนในสังกัดกระทรวงมหาดไทยยังคงดำเนินการแสวงหาความจริงต่อไป ข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจากปากคำของเหยื่อและครอบครัว ถึงแม้การดำเนินคดีในศาลจะยุติลง แต่แรงกดดันจากกระแสสังคมทำให้นายทหารระดับกลางเริ่มรู้สึกตัวเองตกเป็นแพะรับบาป มีทหารบางคนออกมาสารภาพความผิดที่ตนเองเคยก่อไว้ในยุคเผด็จการทหาร และที่สำคัญที่สุดคือ ใน ค.ศ. 1995 ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพอาร์เจนตินาออกมายอมรับความผิดของกองทัพอย่างเป็นทางการ

ระหว่างที่การสารภาพความผิดดำเนินไป กลุ่มแม่แห่งพลาซาเดมาโย องค์กรสิทธิมนุษยชน CELS และองค์กรประชาชนอื่น ๆ ก็เคลื่อนไหวเรียกร้องให้มี “การไต่สวนหาความจริง” (truth trials) ในศาล โดยอ้างว่าญาติมิตรของเหยื่อมีสิทธิรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่พวกเขารัก ในที่สุด กลุ่มทนายความด้านสิทธิมนุษยชนก็เรียกร้องเป็นผลสำเร็จ ศาลกลางในบัวเนสไอเรสเปิดการพิจารณาคดีเพื่อไต่สวนหาความจริง ในการพิจารณาคดีแบบนี้ ศาลมีอำนาจเต็มในการเรียกตัวพยานหรือจำเลยมาสอบสวนให้ปากคำ แม้ไม่มีอำนาจในการตั้งข้อกล่าวหาหรือลงโทษก็ตาม “การไต่สวนหาความจริง” เช่นนี้เป็นการรวบรวมหลักฐานเก็บไว้ ซึ่งอาจนำมาใช้ได้ในอนาคตเมื่อสถานการณ์แวดล้อมเปลี่ยนไป มันช่วยกระตุ้นการรับรู้ของสังคมและเป็นการปรับการต่อสู้ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในภายหลัง กระบวนการนี้ได้รับการยอมรับว่า เป็นเครื่องมือที่ดีอย่างหนึ่งของการแสวงหาความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน ในยามที่ผู้กระทำผิดได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายนิรโทษกรรม

อีกช่องทางหนึ่งที่องค์กรประชาชนใช้ผลักดันความยุติธรรมก็คือ การตามหาตัวทารกจำนวนมากที่เกิดจากแม่ในค่ายกักกัน ซึ่งถูกลักพาตัวไปยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวอื่นอย่างผิดกฎหมาย เนื่องจากกฎหมาย “Full Stop” และ “Due Obedience” ไม่ได้ครอบคลุมความผิดพวกนี้ ประชาชนจึงสามารถฟ้องร้องเอาผิดนายทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการลักพาตัวเด็กได้ ด้วยวิธีการนี้เอง ใน ค.ศ. 1998 จึงมีการดำเนินคดีนายทหารหลายคนที่เคยได้รับอภัยโทษไปก่อนหน้านี้ เช่น อดีตประธานาธิบดีวิเดลา อดีตประธานาธิบดีบิจโนเน เป็นต้น นายทหารเหล่านี้จึงถูกพิพากษาลงโทษอีกครั้งจากความผิดฐานลักพาตัว

เนื่องจากในกลุ่มผู้ถูกทำให้สาบสูญมีชาวต่างชาติรวมอยู่ด้วย จึงมีการฟ้องร้องดำเนินคดีในต่างประเทศเป็นกรณี ๆ ไป ทั้งในประเทศสเปน อิตาลี สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี ฯลฯ ในอิตาลีและฝรั่งเศสมีการดำเนินคดีโดยจำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาล (in absentia) และใน ค.ศ. 1999 ผู้พิพากษาบัลทาซาร์ การ์โซนแห่งศาลประเทศสเปนออกหมายจับและขอให้รัฐบาลอาร์เจนตินาส่งตัวนายทหารหลายคนมาดำเนินคดีข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน แม้รัฐบาลอาร์เจนตินาไม่ยอมปฏิบัติตามด้วยข้ออ้างถึงอำนาจอธิปไตยของชาติ แต่แรงกดดันจากต่างประเทศก็ส่งผลกระทบต่อกระบวนการความยุติธรรมในอาร์เจนตินาไม่น้อยเช่นกัน[14]

เมื่อความยุติธรรมกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง

การต่อสู้ขององค์กรสิทธิมนุษยชนประสบผลสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ใน ค.ศ. 2001 ในคดีลักพาตัวทารกคดีหนึ่ง ซึ่งพ่อแม่ของเด็กถูกทรมานและฆาตกรรม องค์กร CELS ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้พิจารณาว่ากฎหมายนิรโทษกรรม (กฎหมาย “Full Stop” และ “Due Obedience”) ขัดต่อรัฐธรรมนูญอาร์เจนตินา ซึ่งมีการแก้ไขให้ยอมรับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมาตั้งแต่ ค.ศ. 1994 ผู้พิพากษากาบริเอล คาร์วาโญได้ตัดสินว่า กฎหมายสองฉบับนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญจริงและถือเป็นโมฆะ ในปลายปีนั้นเอง ศาลกลางแห่งบัวโนสไอเรสก็รับรองคำตัดสินของผู้พิพากษาคาร์วาโญ การตัดสินให้กฎหมายนิรโทษกรรมเป็นโมฆะไปนี้ ส่งผลให้สามารถดำเนินคดีนายทหารและตำรวจได้อีกครั้ง

หลังจากผ่านวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ไปแล้ว ใน ค.ศ. 2003 อาร์เจนตินาก็ได้ประธานาธิบดีคนใหม่คือนายเนสเตอร์ เคียร์ชเนอร์ ซึ่งให้คำมั่นสัญญาไว้ตั้งแต่ในคำปราศรัยรับตำแหน่งว่าจะผลักดันการดำเนินคดีผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน เขาทำตามที่สัญญาไว้ด้วยการประกาศยกเลิกกฎหมายนิรโทษกรรมและการอภัยโทษทั้งหมด สนับสนุนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีในประเทศอื่น ปรับระบบกองทัพด้วยการปลดนายทหารระดับสูงออกถึงสามในสี่ ปฏิรูปกรมตำรวจ และปฏิรูประบบศาลสูงสุด โดยผู้พิพากษาที่จะมาดำรงตำแหน่งศาลสูงสุดได้นั้น นอกจากต้องมีคุณธรรมและคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขแล้ว ยังต้องแสดงให้เห็นถึง “ความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน”[15]

ในปลายปี ค.ศ. 2008 มีคดีของผู้ถูกทำให้สาบสูญในยุคเผด็จการทหารคั่งค้างอยู่ในศาลกว่า 800 คดี ปัญหาความติดขัดเป็นคอขวดนี้ ทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนและทนายความพยายามหาทางแก้ไข ด้วยการจัดคดีเป็นกลุ่ม (group cases) และเรียงลำดับความสำคัญของคดี (significant trials) โดยดำเนินคดีที่จำเลยก่ออาชญากรรมร้ายแรงที่สุดและมีเหยื่อมากที่สุดก่อน

สรุป

ในบทความชื่อ “What is Transitional Justice: A Backgounder”[16] ของคณะทำงานส่งเสริมสันติภาพของสหประชาชาติ ได้กล่าวถึงความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านว่าควรมีองค์ประกอบดังนี้คือ 1) การดำเนินคดีทางอาญาต่อผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน 2) การแสวงหาความจริงและข้อเท็จจริง 3) การชดเชยต่อเหยื่อ 4)การปฏิรูปกองกำลังด้านความมั่นคงที่เป็นผู้ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน 5) การสร้างความทรงจำให้แก่สังคม

องค์ประกอบเหล่านี้ควรมีให้ครบถ้วนทุกด้าน เพราะหากปฏิบัติเพียงด้านใดด้านเดียว ย่อมไม่ก่อให้เกิดความยุติธรรมและการปรองดองในสังคมอย่างแท้จริง หากมีแต่การดำเนินคดีผู้กระทำผิด ก็อาจกลายเป็นการหาแพะรับบาปและล้างแค้น หากมีแต่คณะกรรมการแสวงหาความจริง ทุกอย่างก็เป็นแค่ลมปาก หากรัฐทำเพียงจ่ายเงินชดเชยต่อเหยื่อและญาติของเหยื่อ ก็จะมีข้อครหาถึงการใช้เงินเปื้อนเลือดซื้อความเงียบและความจำนนของเหยื่อ ส่วนเรื่องที่จะปฏิรูปสถาบันต่าง ๆ อย่างเดียวนั้น ไม่น่าจะมีรัฐใดสามารถทำสำเร็จได้โดยไม่ทำข้ออื่น ๆ ข้างต้น และหากปราศจากการสร้างความทรงจำต่อสังคม โอกาสที่การก่อการร้ายโดยรัฐจะย้อนกลับมาเกิดซ้ำอีกก็เป็นไปได้มาก

หากดูจากองค์ประกอบทั้งหมดนี้ อาร์เจนตินาจัดได้ว่าเป็นประเทศที่ปฏิบัติได้ค่อนข้างครบถ้วนเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถึงแม้จะต้องอาศัยระยะเวลายาวนานและเผชิญอุปสรรคมากมายก็ตาม แน่นอน ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านของอาร์เจนตินาไม่ได้สมบูรณ์แบบจนไม่มีข้อบกพร่อง ยังมีจุดบอดอีกหลาย ๆ จุด อาทิเช่น กระบวนการยุติธรรมยังไม่ได้ทำให้สถาบันหลักบางสถาบัน เช่น ศาสนจักรคาทอลิกและบรรษัทใหญ่ ๆ ซึ่งมีหลักฐานแน่ชัดว่าสนับสนุนการก่อการร้ายของรัฐ ต้องออกมารับผิดและรับโทษ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ของอาร์เจนตินาสามารถให้บทเรียนและแรงบันดาลใจแก่การสร้างความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านในที่อื่น ๆ มันบอกให้เรารู้ว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมไม่ได้เป็นหลักประกันถึงจุดสิ้นสุดของการแสวงหาความยุติธรรม อันเป็นสิ่งที่ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งหลายพึงสังวรไว้ นอกจากนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกช่องทางจะปิดตาย การแสวงหาหนทางอย่างสร้างสรรค์และพลิกแพลงเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของขบวนการประชาชน ความยุติธรรมอาจเป็นสิ่งที่ต้องรอนาน แต่ย่อมมาถึงเสมอ ถ้าเราไม่ย่อท้อและไม่หลงลืม

 

[1] ICTJ Briefing, “Criminal Prosecutions for Human Rights Violations in Argentina,” http://www.ictj.org/static/Publications/briefing_Argentina_prosecutions.pdf, p. 1.

[2] Louise Mallinder, The Ongoing Quest for Truth and Justice: Enacting and Annulling Argentina’s Amnesty Laws, http://ulster.academia.edu/documents/0060/2662/Argentina_19_May_2009.pdf, p. 135.

[3] Susana Kaiser, Postmemories of Terror, N.Y.: Palgrave Macmillan, p. 4-5.

[4] Mallinder, ibid., p. 10.

[5] Mallinder, ibid., p. 9.

[6] The Encyclopedia of Genocide and Crimes Against Humanity (Macmillan Reference USA, 2004), vol. 1, pp. 63-65. กระบวนการทำให้ประชาชนสาบสูญอย่างเป็นระบบนั้น โปรดดูรายงานของ CONADEP, Nunca Más (Never Again)¸ http://web.archive.org/web/20031004074316/nuncamas.org/english/library/nevagain/nevagain_001.htm

[7] Carlos H. Acuña, “Transitional Justice in Argentina and Chile: A Never-Ending Story?” in Retribution and Reparation in the Transition to Democracy, http://books.google.com/, p. 209.

[8] https://secure.wikimedia.org/wikipedia/en/wiki/Dirty_War

[9] ICTJ Briefing, ibid., p. 1.

[10] Mallinder, ibid., p. 22-23.

[11] Acuña, ibid., p. 209-210.

[12] Mallinder, ibid., p. 30-31.

[13] Kaiser, ibid., p. 5.

[14] ICTJ, “Accountability in Argentina: 20 Years Later, Transitional Justice Maintains Momentum,” August, 2005: http://www.ictj.org/images/content/5/2/525.pdf, p. 3-5.

[15] Mallinder, ibid., p. 117.

[16]http://www.un.org/peace/peacebuilding/Working%20Group%20on%20Lessons%20Learned/Justice%20in%20Times%20of%20Transition%20%2826.02.2008%29/26.02.2008%20%20Background%20note.pdf

Comments

ผมพยายามนึกมาหลายวัน

ผมพยายามนึกมาหลายวัน การสัมมนาครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงบทความนี้ เป็นการ[i]ตั้งใจ[/i] หรือจงใจให้เป็น irony หรือ joke หรือไม่ หรือเป็นเพียง unintended irony?

Transitional Justice (ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน) [b]ก่อนจะมีสิ่งนี้ได้ ต้องมี "การเปลี่ยนผ่าน" (Transition) ก่อนไม่ใช่หรือครับ? คือ ต้องมีการยุติระบอบทหาร และให้ระบอบที่เลือกตั้งเป็นใหญ่ เกิดขึ้นมาก่อน ไม่ใช่หรือ?[/b] (ดูตัวอย่างอาร์เจนติน่าที่พูดถึงในบทความนี้ก็ได้)

[b]กรณีของไทยนี่ จะอภิปราย Transitional Justice โดยไม่อภิปราย Transition อย่างไร ไม่ทราบได้ (นอกจากมองแบบเป็น irony หรือ joke ไปพลางๆ)[/b]

[color=#FF0000]และการอภิปรายปัญหา Transition จากระบอบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สุ่ประชาธิปไตยนั้น [b]แยกไม่ได้อย่างเด็ดขาด[/b] จากการอภิปรายปัญหา "[b]การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคมการเมืองไทย[/b]"[/color] (ดูประกอบ คลิ้ก[url=http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30639][b]ที่นี่[/b][/url] มีการระบุชื่อกลุ่มนักวิชาการที่ร่วมจัดงานวันนี้โดยตรงด้วย)

เรื่องนี้ ความจริง บรรดาคนเสื้อแดงระดับธรรมดาๆ ที่เขาสูญเสียเพื่อน ญาติมิตร เขารู้ดี ดูที่เขาเคลื่อนไหวอยู่สิ [b]เขารู้ว่า จะมีความยุติธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับ จะมีการเปลี่ยนระบอบการเมืองปัจจุบันหรือไม่ และฟังที่เขาตะโกนๆกัน หรือเขียนบนแผ่นผ้า ฝาผนัง เช่นคราวราชประสงค์ 19 กันยา ที่ผ่านมาสิ[/b]

ปัญหาคือ บรรดาปัญญาชนชั้นนำของประเทศที่เข้าร่วมจัดการวันนี้ต่างหาก ที่[b]ยังคง play safe ยังคงพูดอะไรในสิ่งที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไรกับตัวเอง[/b] (แต่ปล่อยให้ชาวบ้านพูด - ซึ่งมีข้อจำกัด ท้ังในแง่สถานะ และในแง่ทักษะ ในการพูด - แล้วก็โดนจับเข้าคุกกันไปพลางๆก่อน)

ไม่เคยเห็นยุคใดสมัยไหนในประวัติศาสตร์ไทย ที่ [b]ปัญญาชน[/b] ซึ่งความจริง มีหน้าที่คิดไปข้างหน้า (เพราะมีอภิสิทธิ์ในการคิดมากกว่าคนทั่วไป) กลับกลายเป็นพวก [b]คอยคิดตามหลัง คอยพูดตามหลัง (เพราะปลอดภัยดี) ปล่อยให้คนธรรมดา คิด พูด แสดงออก และตาย บาดเจ็บ เข้าคุก ไปก่อน ในขณะที่ปัญญาชน ก็ออกมา "แสดงตัว" ในลักษณะที่ ได้ชื่อ ได้หน้า ไป[/b]

ไม่ทราบจะเรียกว่าอะไรดี สภาพเช่นนี้? perverse? หรือ obscene?

ปล. ขออภัย ที่ผมพูดถึง

ปล. ขออภัย ที่ผมพูดถึง "การสัมมนาๅ[b]วันนี้[/b]" โดยตลอดข้างต้น ความจริง หมายถึง การสัมมนา[b]พรุ่งนี้ (พฤหัสที่ 4 พย.)[/b] - ดูหมายกำหนดการ

dark knight

[quote=dark knight]เชิญอาจารย์สมศักดิ์มาร่วมงานสัมมนาวันที่ 4 ค่ะจะได้ไม่รีบตัดสินอะไรแบบด่วนสรุป[/quote]
อันนี้ก็พูดให้ขำหรือเปล่าครับ?

"ตัดสินแบบด่วนสรุป" ยังไงครับ?

[b]พรุ่งนี้ จะมีการอภิปรายเรื่องจะ Transition ประเทศไทยยังไง โดยโฟกัสทีประเด็น ตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ ในสังคมการเมืองไทย ด้วยหรือครับ? โดยคนพูดตามรายชื่อนี้น่ะครับ?[/b] (นี่คือ argument ของผม ที่ถ้าคุณไม่เห็นด้วย น่าจะโต้ได้ โดยไม่ต้องรอพรุ่งนี้เลย เช่นเดียวกับที่ผมสามารถวิจารณ์ได้ โดยไม่ต้องรอพรุ่งนี้เลย)

คงไม่มีมั้ง พรุ่งนี้ น่ะ คงต้องรอชาติหน้าตอนบายๆมากกว่ากระมัง?

ถ้ามีอย่างที่ผมเสนอใน argument ข้างต้น คงมีไปนานแล้วในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา

เห็นมีแต่นักวิชาการแดง ความรู

เห็นมีแต่นักวิชาการแดง

ความรู้ผมหางอึ่ง เคยเห็นแต่ทฤษฏีรัฐก่อการร้ายเอง แล้วมันมีทฤษฏีรัฐนั่งบนภูดูประชาชนฆ่ากันมีใหมครับ
จากที่เจ้าของบทความว่ามามันเข้ากรณีแดงที่รัฐบาลปราบ แต่ไม่เข้ากรณีเหลือง ที่มวลแดงและแนวร่วมติดอาวุธลงมือปราบ

เรียนถามเป็นความรู้ จากคุณภัควดีว่า

ในกรณีเสื้อเหลืองถูกกองกำลังไม่ทราบฝ่ายและมวลชนเสื้อแดงโจมตี จะให้ความยุติธรรมอย่างไรครับ

ในยุครัฐบาลต่างๆที่ผ่านมาโดยเฉพาะรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสมัครกับสมชาย มันเกิดสถานการณ์สุดขั้วขึ้น คือ ไอ้แนวคิดที่ว่า "รัฐบาลทำร้ายประชาชนไม่ได้" มันทำให้เกิดการเก็งกำไรทางการเมือง(คล้ายคลึงกับธนาคารล้มไม่ได้ทางเศรษฐกิจ) คือทางรัฐบาลก็ไม่ยอมปราบเอง เหลืองก็ได้ใจอยากให้รัฐลงมือ แต่ไม่ปะทะหรือใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่รัฐก่อน

ในสมัยรัฐบาลทักษิณจึงมีอันธพาลการเมืองมาป่วนเหลืองอยู่เสมอ มีการฆ่าพวกเหลืองตามจังหวัดต่างๆ ต่อเนื่องมาเรื่อย จนชัดเจนขึ้นเมื่อมวลชนแดงยกพวกมาถล่มเหลืองจนรัฐบาลสมัครต้องประกาศพรก.ฉุกเฉิน จากนั้นก็เป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่ายถล่มเหลืองด้วยอาวุธสงครามต่อ ทั้งหมดนี้รัฐบาลนิ่งเฉยรวมถึงในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ด้วย

ผมเคยอ่านกรณีรวันดา ปรากฏว่าเอาผิดได้แค่ นักจัดรายการวิทยุไม่กี่คน รัฐบาลปฏิเสธไม่รู้เห็นอะไรถึงแม้ว่าจะถูกโค่นล้มไป
แล้วก็เอาผิดไม่ได้ ข้ออ้างว่าประชาชนฆ่ากันเอง ที่รัฐบาลทักษิณ สุรยุทธ์ สมัครจนถึงสมชายใช้อ้าง เหตุผลแบบนี้ที่รวันดาก็ใช้ มันก็เลยเป็นคดี ฆ่าคนตายแค่ 500,000 คดีไป

ส่วนกรณีเหลืองก็ตายเหมือนหมูเหมือนหมาข้างถนนไป ทุกวันนี้มีแต่พวกเหลืองช่วยกันเอง คดีก็ไม่คืบหน้าคืบหลังอะไรสักอย่าง

ขอนิดหนึ่ง
เรื่องสื่อ ผมพบว่าการปิดปากสื่อหรือปิดการแสดงความคิดเห็นนี่ปัจจุบันวิธีใช้มวลชนกดดันดีที่สุด แดงกดดันเหลืองจนพูดแนวความคิดเหลืองในที่สาธารณะไม่ได้ กดดันกันถึงบ้านถึงกิจการทันที แม้แต่เสื้อเหลืองก็ไม่กล้าใส่ ตอนนี้ทำได้อย่างเดียวคือเงียบ แสดงออกโดยใช้สติ๊กเกอร์ "เรารักในหลวง" ติดท้ายรถเท่านั้น(ในกรุงเทพติดกันมากจริงๆเดี๋ยวนี้) เมื่อเทียบกับทางแดงที่พูดคุยนินทาหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้อย่างอิสระ ทั้งๆที่เวลาสำรวจแดงก็มากกว่าเหลืองและแนวร่วมไม่เท่าไหร่ ยิ่งทางนักวิชาการแดงโวยวายเรื่องปิดกั้นสื่อแบบโบราณมากเท่าไร ทางเหลืองยิ่งคุกรุ่น อัดอั้น เพราะมันไม่ช่วยตอบโจทย์เสรีภาพในการพูดของมวลชนเหลือง และมองว่าเป็นแค่การหาเรื่องเล่นงานรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งเดี๋ยวก็หันไปใช้วิธีเดียวกันกับมวลชนแดงแล้วมันจะยุ่ง

นวนคร

[quote=นวนคร]ขอนิดหนึ่ง
เรื่องสื่อ ผมพบว่าการปิดปากสื่อหรือปิดการแสดงความคิดเห็นนี่ปัจจุบันวิธีใช้มวลชนกดดันดีที่สุด [b]แดงกดดันเหลืองจนพูดแนวความคิดเหลืองในที่สาธารณะไม่ได้[/b] กดดันกันถึงบ้านถึงกิจการทันที แม้แต่เสื้อเหลืองก็ไม่กล้าใส่ [b]ตอนนี้ทำได้อย่างเดียวคือเงียบ แสดงออกโดยใช้สติ๊กเกอร์ "เรารักในหลวง" ติดท้ายรถเท่านั้น[/b](ในกรุงเทพติดกันมากจริงๆเดี๋ยวนี้) เมื่อเทียบกับทางแดงที่พูดคุยนินทาหรือ[b]แสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้อย่างอิสระ[/b] ทั้งๆที่เวลาสำรวจแดงก็มากกว่าเหลืองและแนวร่วมไม่เท่าไหร่ ยิ่งทางนักวิชาการแดงโวยวายเรื่องปิดกั้นสื่อแบบโบราณมากเท่าไร ทางเหลืองยิ่งคุกรุ่น อัดอั้น เพราะมันไม่ช่วยตอบโจทย์เสรีภาพในการพูดของมวลชนเหลือง และมองว่าเป็นแค่การหาเรื่องเล่นงานรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งเดี๋ยวก็หันไปใช้วิธีเดียวกันกับมวลชนแดงแล้วมันจะยุ่ง[/quote]

นวนคร ท่าจะกำลังหลับฝันอยู่

ดูโดยเฉพาะข้อความตัว bold ที่ผมทำไว้ทั้ง 3 จุด:

ไอ้ที่ทำการ "ล่าแม่มด" อย่างเอาเป็นเอาตาย ใครพูดอะไรไม่ถูกหู พวก "รักในหลวง" หน่อย ก็โจมตี จนถึงแจ้งจับ (กรณี มาร์ค V11, ก้านธูป ฯลฯ นี่จำไม่ได้แล้ว?) นี่หรือ "พูดแนวคิดเหลืองในที่สาธารณะไม่ได้" ?? และ(ในทางกลับกัน) เป็นการ "แสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้อย่างอิสระ" ของแดง?

จะโต้อะไร ก็ควรวางอยู่บนข้อเท็จจริงมากกว่านี้ ไมใช่ความฝัน

อาจารย์สมศักดิ์ก็ออกจากมหาวิท

อาจารย์สมศักดิ์ก็ออกจากมหาวิทยาลัย มั่งสิ ไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ บ้าง คนไทยไม่ได้มีร่างอวตารในอินเตอร์เนตกันทุกคน

ขับรถออกนอกเมืองก็ถึงนิคมนวนคร เลยไปอีกหน่อยก็นิคมโรจนะแล้ว หรือจะลองแวะไปแถวบางพูนก็ได้ ลองไปฝังตัวดูชาวบ้าน แม่ค้า ในตลาดบ้าง

เดินดินหน่อยซิครับ เอะอะก็ Social media ไปดูชาวบ้านจริงๆ ที่เป็นรากฐานเสื้อแดงจริงๆบ้าง
ว่าเขาทำยังไงกับคนที่คิดต่างกัน ในทางปฏิบัติจริงคุกคามกันจริงๆ แค่ยืนพูดกันตามท้องถนนยังไม่ได้เลย

แดงยกพวกฆ่าเหลืองข่าวก็ลงตลอด3-4ปีมานี่ยังมองว่าไม่จริงอีก เฮ้อ เซ็ง

ผมไม่ได้ปฏิเสธว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้ความรุนแรงกับแดง
แต่ผมขอว่าในกรณีแดงใช้ความรุนแรงกับเหลืองจะใช้ทฤษฏีอะไร อธิบายอย่างไร

นวนคร

[quote=นวนคร]อาจารย์สมศักดิ์ก็ออกจากมหาวิทยาลัย มั่งสิ ไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ บ้าง คนไทยไม่ได้มีร่างอวตารในอินเตอร์เนตกันทุกคน

ขับรถออกนอกเมืองก็ถึงนิคมนวนคร เลยไปอีกหน่อยก็นิคมโรจนะแล้ว หรือจะลองแวะไปแถวบางพูนก็ได้ ลองไปฝังตัวดูชาวบ้าน แม่ค้า ในตลาดบ้าง

เดินดินหน่อยซิครับ เอะอะก็ Social media ไปดูชาวบ้านจริงๆ ที่เป็นรากฐานเสื้อแดงจริงๆบ้าง
ว่าเขาทำยังไงกับคนที่คิดต่างกัน ในทางปฏิบัติจริงคุกคามกันจริงๆ แค่ยืนพูดกันตามท้องถนนยังไม่ได้เลย

แดงยกพวกฆ่าเหลืองข่าวก็ลงตลอด3-4ปีมานี่ยังมองว่าไม่จริงอีก เฮ้อ เซ็ง

ผมไม่ได้ปฏิเสธว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้ความรุนแรงกับแดง
แต่ผมขอว่าในกรณีแดงใช้ความรุนแรงกับเหลืองจะใช้ทฤษฏีอะไร อธิบายอย่างไร[/quote]
** เห็นด้วยตรงที่ว่า อยู่แต่ในห้องแอร์ เก่งแต่ทฤษฎี ไม่กล้าออกไปหรอกครับ อย่างมากก็แค่ วิจารณ์ วิเเคราะห์ แบบนี้ไปจนตาย เพราะเขาเป็นนักวิชาการ ***

นวนคร

[quote=นวนคร]
แต่ผมขอว่าในกรณีแดงใช้ความรุนแรงกับเหลืองจะใช้ทฤษฏีอะไร อธิบายอย่างไร[/quote]

อยากทราบว่าเหตุการณ์ไหน? จำไม่ได้

ไม่ใช่มีแต่แดงฆ่าเหลือง

ไม่ใช่มีแต่แดงฆ่าเหลือง พวกเหลืองในแบบฟอร์มเขียวมันก็ไล่ล่าฆ่าแดงเช่นกัน ก่อนมาถึงการไล่ฆ่ากันวันนี้ลองทบทวนสาเหตุ

ผมได้ยินว่าช่วงนี้จะมีงานเสวน

ผมได้ยินว่าช่วงนี้จะมีงานเสวนาทำนองนี้ มาได้สักพักแล้ว และก็มีจริงๆ นับเป็นความกล้าหาญที่ต้องชื่นชมผู้จัด คือกล้าหาญ
ทำให้เรื่องซีเรียสอย่าง transitional justice กลายเป็นเรื่องตลกไปได้

ในขณะที่คนเสื้อแดงกำลังจะโดนจับคดีหมิ่นเพิ่มอีก 2 คน (ไม่รวม สุชาติ นาคบางไทรที่โดนจับไปก่อนแล้ว) และเชื่อว่าในอนาคตคงจะมีการ 'เชือดไก่ให้ลิงดู' เพิ่มขึ้นเรี่อยๆ ไปพร้อมๆ กับที่ทหารก็แห่ก็ออกมาพูดเรื่อง 'คนเลวหมิ่นสถาบันฯต้องถูกกำจัด' นักวิชาการ และ 'ปัญญาชน' ก็พากันมาพูดเรื่อง transitional justice โดยไม่พูดถึงการ transiton เข้าเสียแล้ว

เมื่อมีคนติดคุก คนตาย ฯลฯ คงเป็นหน้าที่นักวิชาการประเภทนี้เสียอีกที่จะได้ organize โครงการนั่นนี่ เสียดายคนติดคุกไม่ได้เงิน

นวนคร

[quote=นวนคร]แดงยกพวกฆ่าเหลืองข่าวก็ลงตลอด3-4ปีมานี่ยังมองว่าไม่จริงอีก เฮ้อ เซ็ง

ผมไม่ได้ปฏิเสธว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้ความรุนแรงกับแดง
แต่ผมขอว่าในกรณีแดงใช้ความรุนแรงกับเหลืองจะใช้ทฤษฏีอะไร อธิบายอย่างไร[/quote]

ก็ไม่ได้ติดตามทุกข่าวหรอกนะ แต่เขียนแบบนี้ก็โอเวอร์สิ้นดี
ที่เป็นข่าวคุ้นตาคือที่เชียงใหม่มีเสื้อเหลืองถูกยิงตาย แล้วก็มีการดำเนินคดีผู้ยิงตามกฎหมาย

ข่าวที่ผ่านตาอีกอันนึงคือ เสื้อเหลืองเสื้อแดงอยู่ละแวกเดียวกันคุยกันเถียงกัน เสื้อเหลืองวิ่งเข้าไปในบ้านคว้าปืนออกมายิงเสื้อแดงตาย

ทุกอย่างก็เอาหลักการ กฎกติกา เข้ามาจับ ใครทำผิดอะไรก็ลงโทษตามกฎหมาย

การบันดาลโทสะมันก็มีอยู่เสมอ ในบาร์ร้านเหล้าเหม็นหน้าดันด้วยเรื่องี่เง่า เด็กอาชีวะยิงกันด้วยเรื่องงี่เง่า มันมีตลอด นับประสาอะไรกับความขัดแย้งอุดมการณ์การเมือง

ก็ไม่ได้บอกว่าฆ่ากันได้ แต่ห้ามกันมันจะฟังป่าว ห้ามเด็กอาชีวะมันเลิกป่าว สุดท้ายใครทำผิดอะไร ก็ไปนั่งสงบสติอารมณ์ในคุกหลาย10ปี นี่ก็คือกติกาสำหรับการห้ามแล้วไม่ฟัง ยังดันทุรังผิดกฎหมาย

เสื้อเหลืองจะล้างแค้นเสื้อแดงด้วยข้อหาหมิ่นก็แล้วแต่มรึง แต่มรึงต้องรู้ไว้มรึงก็มี'[u]ราค่าที่ต้องจ่าย[/u]'ทุกครั้งที่มรึงเอาคนเข้าตารางด้วยข้อหานี้

พวกมรึงมันหมาบ้า มรึงก็รู้ว่าเสื้อแดงไม่ได้ไปยิงm-79 ไม่ได้ไปยิงไอมหาศาสดามหาบิดาลิ้มของมรึง เสื้อแดงชาวบ้านยกพวกตีเสือ้เหลืองกันนี่ก็แค่ระดับอาชีวะตีกัน หรือตอนที่เสื้อแดงดักปาหินตอนเสื้อเหลืองไปยึดสนามบิน ห้ามกันเขาจะฟังหรือ พวกที่เล่นเสื้อเหลืองถึงตายเป็นพวกระดับบนมีสีที่เขาขัดแย้งกัน มรึงก็รู้แก่ใจดี แต่มรึงเล่นพวกเขาไม่ได้ มรึงเลยมาเล่นชาวบ้านธรรมดา มรึงมันไอกระจอก อย่าสำออยเลย ขี้เกียจพูดนะว่าพวกมรึงไปยึดทำเนียบไปยึดอะไร คงไม่มีใครบันดาลโทสะหรอกนะ

ชื่นความเห็นอติเทพที่ต่อสู้แถ

ชื่นความเห็นอติเทพที่ต่อสู้แถวหน้าเพื่อคนเสื้อแดงมาตลอดตั้งแต่ปี 2549 จนเป็นสนนท.และเป็นแกนนำขบวนการนักศึกษา อยากให้อติเทพเป็นผู้นำในการปลุกเร้านักศึกษาให้ต่อสู้เรื่อง Transition ในปัจจุบันทันที

มองทั่วฟ้าทั่วแผ่นดินแล้ว นอกจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็มีแต่อติเทพที่จะกอบกู้ขบวนการนักศึกษาปัญญาชนให้เป็นประกาย อาจไฟเผาไหม้สังคมทราม จะตั้งเป็นองค์กรที่มีอาจจารย์สมศักดิ์และอติเทพเป็นหัวหอกร่วมกันก็ได้ ใช้ชื่อว่าสมาพันธ์ปัญญาชนเพื่อเปลี่ยนสู่นาระบอบใหม่ก็ไม่เลว เขื่อว่าคงมีคนรอและสนับสนุนทั้งบ้านทั้งเมือง

ชื่นความเห็นอติเทพที่ต่อสู้แถ

ชื่นความเห็นอติเทพที่ต่อสู้แถวหน้าเพื่อคนเสื้อแดงมาตลอดตั้งแต่ปี 2549 จนเป็นสนนท.และเป็นแกนนำขบวนการนักศึกษา อยากให้อติเทพเป็นผู้นำในการปลุกเร้านักศึกษาให้ต่อสู้เรื่อง Transition ในปัจจุบันทันที

มองทั่วฟ้าทั่วแผ่นดินแล้ว นอกจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็มีแต่อติเทพที่จะกอบกู้ขบวนการนักศึกษาปัญญาชนให้เป็นประกาย อาจไฟเผาไหม้สังคมทราม จะตั้งเป็นองค์กรที่มีอาจจารย์สมศักดิ์และอติเทพเป็นหัวหอกร่วมกันก็ได้ ใช้ชื่อว่าสมาพันธ์ปัญญาชนเพื่อเปลี่ยนสู่นาระบอบใหม่ก็ไม่เลว เขื่อว่าคงมีคนรอและสนับสนุนทั้งบ้านทั้งเมือง

ชื่นความเห็นอติเทพที่ต่อสู้แถ

ชื่นความเห็นอติเทพที่ต่อสู้แถวหน้าเพื่อคนเสื้อแดงมาตลอดตั้งแต่ปี 2549 จนเป็นสนนท.และเป็นแกนนำขบวนการนักศึกษา อยากให้อติเทพเป็นผู้นำในการปลุกเร้านักศึกษาให้ต่อสู้เรื่อง Transition ในปัจจุบันทันที

มองทั่วฟ้าทั่วแผ่นดินแล้ว นอกจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็มีแต่อติเทพที่จะกอบกู้ขบวนการนักศึกษาปัญญาชนให้เป็นประกาย อาจไฟเผาไหม้สังคมทราม จะตั้งเป็นองค์กรที่มีอาจจารย์สมศักดิ์และอติเทพเป็นหัวหอกร่วมกันก็ได้ ใช้ชื่อว่าสมาพันธ์ปัญญาชนเพื่อเปลีียนแปลงสังคมสู่ระบอบใหม่ก็เข้าที

เชื่อว่าจังหวะก้าวนี้ของอาจารย์ทั้งสองท่านจะเป็นการสถาปนายุคสมัยใหม่ของปรวะัติศาสตร์ไทยจริงๆ

ชื่นความเห็นอติเทพที่ต่อสู้แถ

ชื่นความเห็นอติเทพที่ต่อสู้แถวหน้าเพื่อคนเสื้อแดงมาตลอดตั้งแต่ปี 2549 จนเป็นสนนท.และเป็นแกนนำขบวนการนักศึกษา อยากให้อติเทพเป็นผู้นำในการปลุกเร้านักศึกษาให้ต่อสู้เรื่อง Transition ในปัจจุบันทันที

มองทั่วฟ้าทั่วแผ่นดินแล้ว นอกจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็มีแต่อติเทพที่จะกอบกู้ขบวนการนักศึกษาปัญญาชนให้เป็นประกาย อาจไฟเผาไหม้สังคมทราม จะตั้งเป็นองค์กรที่มีอาจจารย์สมศักดิ์และอติเทพเป็นหัวหอกร่วมกันก็ได้ ใช้ชื่อว่าสมาพันธ์ปัญญาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบใหม่ก็เข้าที

เชื่อว่าจังหวะ้ก้าวของปัญญาชนของแท้สองท่านจเป็นการสถาปนายุคใหม่ให้สังคมไทย พี่น้องเสื้อแดงทั่วแผ่นดินกำลังรอคอยท่านอยู่ด้วนใจจดจ่อ

จริงๆก็ทำเขาเยอะเหมือนกันยังม

จริงๆก็ทำเขาเยอะเหมือนกันยังมาสำออยว่าเลยต้องทำต่อไปอีก ไอ้งานที่เสื้อแดงยกไปตีเสื้อเหลืองมีเสื้อแดงตาย1บาดเจ็บกระโหลกแตกหลายคน

หลังเปลี่ยนรัฐบาลถึงเสื้อเหลืองไม่ได้ไปฆ่าพวกมีสีคืน แต่ก็เล่นงานปลดย้ายเยอะ จริงไหม?

ปี2522เสื้อแดงโดนเยอะ

ปีนี้นับเสธแดงก่อนเอาคืนถึงตายกลางถนน แล้วเอาทหารยิงเสื้อแดงตายร่วม100บาดเจ็บหลายพัน

ยังสำออยอีก

ถามว่าพวกมรึงฉลาดๆเอาแนวคิด'อธิปไตยนอกสภา' เอา'ทฤษฎีโกลาหล'เข้ามาใช้ไช่ไหม?

พวกมรึงก็รู้แก่ใจว่าสังคมจะปั่นป่วน แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆใช่ไหม?

ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่พวกมรึงต้องการแล้วไม่ใช่หรือ?

พวกมรึงกำหนดเกมไว้อย่างนี้ แล้วยังมาสำออยชวนอ๊วกอีก!

ขอแสดงความนับถือความเห็นของทุ

ขอแสดงความนับถือความเห็นของทุกท่านโดยเฉพาะอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่แนวทางเป็นกลางและไม่เข้าข้างฝ่ายใดจริงอยู่ที่ไม่ว่า เหลือง แดง เขียว อะไรตอนนี้ดิฉันว่าพวกเราอาจจะลืมไปว่าทุกคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นอยู่เบื้องหน้าแต่สิ่งที่พวกเราแก้ไม่ได้ มี 2 สิ่งคือ อำนาจ และ ผู้มีอำนาจ ที่อยู่เบื้องหลังทุกคนต่างรู้ดี แดง เหลือง อาจขัดแย้งขัดแบ่งสีแบ่งข้างแม้แต่ที่ทำงานของดิฉันก็มีการแบ่งข้างแต่เมื่อเวลาผ่านมาระยะหนึ่งถึงตอนนี้ทุกคนมานั่งทานข้าวและคุยกันว่าไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่พวกเราจะมาแบ่งสีกันเพราะไม่ได้ช่วยให้บ้านเมืองเรากลับมาสงบกันเหมือนเดิมเพราะคนที่อยู่เบื้องหลังเขายังไม่ได้ทำอะไรที่จะให้บ้านเมือง หยุดความขัดแย้ง สร้างสิ่งกระตุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะยกระดับตนเองขึ้นไปอีกแต่พวกเรามีแต่ความเครียดและความขัดแย้งและโดนภัยธรรมชาติโถมเข้าใส่อีก..

555 รอด้วยใจจดใจจ่อ

555 รอด้วยใจจดใจจ่อ ที่สมศักดิ์ เจียมฯ และอติเทพ จัดเวทีร่วมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เป็นหัวหอกที่แหลมเปี๊ยวววว ไม่มีใครเทียบได้ เชียร์ๆๆๆ

naorn wrote:555

[quote=naorn]555 รอด้วยใจจดใจจ่อ ที่สมศักดิ์ เจียมฯ และอติเทพ จัดเวทีร่วมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เป็นหัวหอกที่แหลมเปี๊ยวววว ไม่มีใครเทียบได้ เชียร์ๆๆๆ[/quote]

ขยับเชียร์กันนักนะ พวกเนี๊ยะ
อิ อิ ไม่ไหวจะคุก :)

เรียนอาจารย์สมศักดิ์ และ

เรียนอาจารย์สมศักดิ์ และ ท่านอื่นๆ ที่เคารพ

ในฐานะคนจัดงานคนหนึ่งอยากชี้แจงว่า การจัดงานในหัวข้อนี้ สืบเนื่องจาก คอป. นำเข้าไอเดียนี้ มาอธิบายการทำงานของพวกเขา ดังนั้น เราจึงจัดงานขึ้นเพื่อต้องการให้เห็นว่า ไอเดีย ของ คอป. มีปัญหาอย่างไร

โดยในส่วนแรก จะพูดถึงกรณีต่างประเทศ (ซึ่งอย่างที่อาจารย์ยกบางส่วนของภัควดีมาว่ามีปัญหาอย่างไร) เพื่อชี้ให้เห็นปัญหา

ส่วนที่ 2 ก็เชิญคนอื่นที่เกี่ยวข้องมา พูดถึงเรื่องเหล่านี้ เพื่อที่จะถกเถียงกัน

ไม่มีใครไม่รู้หรอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีปัญหา แต่เพราะรู้ว่ามีปัญหาจึงจัดต่างหาก เพื่อชี้ให้เห็นปัญหา

ที่อยากชี้แจ้งเรื่องนี้เป็นพิเศษ ก็เพื่อไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิดว่า เราไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย และจัดเพื่อสนับสนุนไอเดียนี้ของรัฐบาล

อันนี้ประเด็นเล็กน้อย คือ นักวิชาการที่มาร่วมนี่ ก็ขอความช่วยเหลือกันมา ไม่มีใครได้เงินทอง ประโยชน์หรือเขียนโครงการขอเงินอะไรทั้งสิ้น ซึ่งในฐานะ staff ของ ศปช. จึงขอออกมาชี้แจง ไม่อยากให้เอาเรื่องบิดเบื่อน โจมตีพวกเขาเหล่านั้น โดยปราศจากหลักฐานข้อเท็จจริง หรือโดยตั้งใจบิดเบื่อน

ส่วนเรื่องความเห็นของแต่ละคนก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป ผมไม่ได้มีปัญหาอะไร

สำหรับการทำงาน ของ ศปช. สำหรับท่านที่เป็นสมาชิกหรือติดตามประชาไทเป้นประจำ คงพอจะทราบบ้างเรา ศปช. นอกจากจะทำเรื่อง fact finding และงานวิชาการเพื่อรองรับเรื่องนี้แล้ว ยังมีกิจกรรมเข้าไปช่วยเหลือทางด้านทนายให้กับผู้ถูกจับกุมบางส่วนด้วย โดยมีทนายอาสาได้ติดตามเรื่องนี้ และมีหลายกรณีที่ทนายอาสาของศูนย์ ได้เป็นทนายให้กับเหยื่อเหล่านี้ และประสานความช่วยเหลืออื่นที่ทำได้ตามสภาพ

จึงเรียนมาเพื่อทราบ
อุเชนทร์ เชียงเสน

สำหรับท่าน

สำหรับท่าน ที่ยังไม่ทราบเรื่องการทำงานของคอป. ในแง่ไอเดียนี้ ขอนำ link ที่เกี่ยวข้องข้างล่างมาให้ดู นอกจากนั้นเขามีการอบรมสัมมนากันด้วยในเรื่องนี้

เนื้อหาของภัควดี ที่เผยแผร่ในประชาไทนี้ เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งที่จะพูด-วิจารณ์-เกี่ยวกับเรื่องนี้ในงานสัมมนาวันพรุ่งนี้
ส่วนของคนอื่น สำหรับช่วงเช้า ไม่ว่าจะเป็นของธงชัย ประจักษ์ พิชญ์ แดนทอง บรีน ก็รอดูพรุ่งนี้ละกัน ทุกคนมีเปเปอร์และเตรียมมาล่วงหน้าทั้งหมดครับ

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20100908/351951/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%9B.%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87.html

เรื่องที่ อ.สมศักดิ์

เรื่องที่ อ.สมศักดิ์ วิจารณ์นั้น ดิฉันเข้าใจและรับได้ค่ะ

แต่ในส่วนที่คุณอติเทพกล่าวหานั้น ดิฉันรับไม่ได้ ดิฉันไม่ได้รับจ้างเขียนบทความ ไม่ได้คิดแม้แต่จะเบิกค่าเดินทางด้วยซ้ำไป

ขอชี้แจงต่อท่านผู้อ่านว่า ในการเขียนบทความนี้ ดิฉันไม่ได้คิดว่าเมืองไทยมี "การเปลี่ยนผ่าน" ไปแล้ว บทความนี้มุ่งหมายจะบอกว่า ในเมื่อไม่มี "การเปลี่ยนผ่าน" แล้วจะมีความยุติธรรมได้อย่างไร โดยเฉพาะในแง่ของการปฏิรูปสถาบัน ดิฉันเห็นว่า การปฏิรูปสถาบันเป็นแง่มุมสำคัญมากของความยุติธรรม ในกรณีของอาร์เจนตินาคือสถาบันกองทัพ ตำรวจ ศาล ฯลฯ ส่วนในกรณีของประเทศไทย ก็ต้องรวมถึงสถาบันกษัตริย์ดังที่ อ.สมศักดิ์ได้พูดไว้ข้างต้นค่ะ

เรียน

เรียน คุณอุเชนทร์

ขอบคุณที่กรุณามาชี้แจง

แต่ผมเกรงว่า ประเด็นที่คุณชี้แจง จะไม่ตรงกับที่ผมวิจารณ์แต่อย่างใด

คุณชี้แจงการทำงานของ ศปช. ซึ่งผมเองไม่ได้วิจารณ์ไว้

ผมขอย้ำประเด็นที่ผมวิจารณ์อีกครั้ง สิ่งที่ผมวิจารณ์ไม่ใช่เรื่องการทำงานของของ ศปช แต่คือ "ไอเดีย" ของการจัดอภิปรายเรื่อง Transitonal Justice ซึงเกี่ยวพันถึงบทบาทของนักวิชาการที่กำลังจะเสนอไอเดียเรืองนี้พรุ่งนี้

[b]ไอเดียเรื่อง "ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน" หรือ Transitional Justice เป็นไอเดียที่ (คิดแบบในแง่ดี) ออกจะ "ชวนขัน" อยู่

[color=#FF0000]เพราะ ก่อนจะมี Transitonal Justice ได้ ต้องมี Transition ก่อน[/color][/b]

(กรณีอาเจนติน่า ที่ภัควดีกล่าวถึงในบทความนี้ ยืนยันเรื่องนี้ ถ้าไม่มีการ Transiton จากระบอบทหารเป็นระบอบเลือกตั้งเป็นใหญ่ จะมี Transitional Justice ได้อย่างไร)

[b]และ สำหรับประเทศไทย จะไม่มี Transition ได้เลย ถ้าไม่มีการจัดการปัญหาตำแหน่งแหล่งทีของสถาบันกษัตริย์ในสังคมการเมืองไทย[/b]

ทีนี้ ก่อนอืน่ เห็นได้ชัดว่า ผุ้อภิปรายชุดหลัง (ถ้ามากันตามที่ประกาศติดต่อ) คงไม่มีทางที่จะอภิปรายเรื่อง Transition อยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์

"ภาระ" จึงควรอยู่ที่นักวิชาการชุดแรก

แต่ตั้่งแต่ ไอเดียเริ่มต้น ก็ "ชอบกล" เสียแล้ว (อภิปรายเรื่อง Transitional Justice โดยไม่มี Transition)

[b]ยิ่งกว่านั้น ที่สำคัญมากๆคือ นักวิชาการชุดเดียวกันนี้ เรียกว่าทุกคน ในรอบ 6 เดือนทีผ่านมา มีโอกาส อภิปราย ออกสื่อ ออกทีวี นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียว (อาจจะยกเว้น กรณีประจักษ์ พูดครั้งนึงที่เชียงใหม่ แบบนามธรรม) ที่จะได้หยิบยกประเด็น Transition ในแง่ของตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันฯในการเมืองไทยขึ้นมาเลย และผมไม่ expect ว่าจะมีการพูดขึ้นมาด้วยวันพรุ่งนี้ (บทความภัควดีข้างต้นก็ไม่มี)[/b]

[b][color=#FF0000]นี่เป็นภาวะที่ perverse (วิปริต) มากๆ เรียกว่าถึงขั้น อุจาด (obscence) เลย ซึงนักวิชาการเหล่านี้ ไม่สามารถมีข้อแก้ตัวได้เด็ดขาด (การปล่อยให้ชาวบ้าน ตาย เจ็บ ติดคุก ไม่ต้องพูดถึงปรากฏการณ์เรื่อง "ตะโกน" เรื่อง "เขียน graffiti" ที่รู้กันดี[/color][/b]

ขอบคุณคุณถัควดีที่มาแสดงความเ

ขอบคุณคุณถัควดีที่มาแสดงความเห็น คุณภัควดี เขียน "ชน" หรือ "สวน" กับผมพอดี ตอนผมโพสต์ข้างต้น ยังไม่เห็นของคุณภัควดี ต่อเมื่อกดส่งแล้ว จึงเห็นของคุณภัควดี แสดงว่า คงเขียนและส่งใกล้กัน (จริงๆแล้ว ขณะเขียนบรรทัดนี้) โพสต์ของผมยังไม่ขึ้นมา มีการ "ดีเลย์" อยู่)

ก็ดีใจที่คุณภัควดี เห็นด้วยว่า

ก. ไม่มี Transition ก็ไม่มี Transitional Justice
ข. Transition ในบริบทประเทศไทย แยกไม่ออกเด็ดขาดกับปัญหาการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์

ปัญหาที่ผมมีกับการอภิปรายครั้งนี้ ตั้งแต่เมือ่แรกเห็นหมายกำหนดการ และเมือ่ได้อ่านบทความคุณภัควดีเมื่อเช้า ก็ยิ่งรู้สึก confirm ในความรู้สึกมีปัญหานั้น ก็คือ

1. ไอเดียทีว่า เราควรมาอภิปรายกันเรื่อง Transitional Justice โดยไม่อภิปรายเรื่อง Transiton (ในความหมายที่เขียนใน ข ข้างต้น)
2. และทีว่า "ไม่อภิปรายเรื่อง Transition" นั้น ไม่เฉพาะเพียงพรุ่งนี้เท่านั้น [b]แต่ทีสำคัญ กินความถึงสิ่งทีผ่านมาตลอด 6 เดือนด้วย[/b] (และผมไม่คิดว่า พรุ่งน้จะเปลียน)

ภาวะที่เราเห็นที่ราชประสงค์ 19 กันยา ที่ผ่านมา ตาม fb ตามบอร์ด (ยังไม่ต้องพูดถึง popularity ของ ชูพงศ์ ในหมู่คนระดับมวลชนจำนวนมาก) รวมไปถึง กรณีทีเป็นปฏิกิริยา ของ ประยุทธ และอีกหลายคนทีออกมาในช่วงนี้ การจับคนระดับชาวบ้าน ในทีต่างๆในเรื่องนี้

contrast อย่างรุนแรง กับการที่นักวิชาการ[b]ที่เชื่อว่าตัวเองยืนอยู่ข้างประชาไทย[/b] แต่ไม่ยอม take up ภาระ อภิปรายเรื่อง Transition (ผมพยายาม keep อยู่ในเรื่องไอเดียนี้ จึงใช้คำนี้ตลอด) ในความหมาย ข (ซึ้่งเป็นเรืองหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าต้องการเรื่อง Transition จริงๆ) ตลอดระยะ 6 เดือนทีผ่านมา

ผมคงไม่จำเป็นต้องเตือนความจำอุเชนทร์ว่า เมื่ออุเชนทร์ ถาม ดร.พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์ แบบ direct question คือถามตรงๆเลยว่า ทำไมอภิปรายในหัวข้อ "เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร" ทำไมจึงไมมีการอภิปรายปัญหาสถาบันฯ ดร.พิชญ์ ตอบว่าอย่างไร จนบัดนี้ หลายเดือนผ่านมา ดร.พิชญ์ ที่ประกาศว่าจะ "ตอบ" ข้อวิจารณ์การพูดครั้งนั้นของผม ก็ยังไม่ได้ทำออกมาให้เห็น (ผมจะเซอร์หไพรส์มากๆ ถ้า ดร.พิชญ์ ตอบได้ เพราะจริงๆ ไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่ไม่ยอมอภิปรายเรื่องสถาบันฯ ภายใต้ข้ออ้างพร้อมๆกันเรื่องสนับสนุนประชาธิปไตย)

กรณีศิโรตม์ เมื่อเร็วๆนี้ (เรื่อง "แดงสลิ่ม") แม้แต่ คำว่า "สถาบันกษัตริย์" ในบริบทของประโยค[b]ที่ไมมีความเดือดร้อนเด็ดขาดที่จะใส่ไว้[/b] ก็ยังอุตส่าห์ ใช้คำประเภท "เรื่องนั้น" (หัวเราะยังหัวเราะไม่ออกเลยตัวอย่างนี้)

ฯลฯ ฯลฯ

ไม่ต้องพูดถึงการอภิปราย การสัมมนา อีกนับครั้งไม่ถ้วน ของนักวิชการในระยะ 6 เดือนทีผ่านมา ทั้งกรุงเทพ เชียงใหม่ และทีอื่นๆ เรียกได้ว่า ABSOLUTE ZERO เรื่องประเด็น Transition ในกรณีฐานะและตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันฯ

ขณะเดียวกัน เราก็เห็น (ดังที่บอก) คนระดับ "มวลชน" risk ความปลอดภัย ต่างๆ แสดงออกในลักษณะทีเรียกว่า suicidal บ่อย และมากขึั้นๆเรื่อยๆ

นี่คือภาวะ ที่ผมเรียกว่า perverse ถึงขั้น obscence มากๆ

ภาวะนี้ จะเปลี่ยนในการอภิปรายพรุ่งนี้หรือ?

ผมไม่เชื่อ (ผมจะดีใจมากๆเลย ถ้าได้รับการพิสูจน์ว่าผิด) เพราะ "ไอเดียเริ่มต้น" ที่อภิปรายใหญ่โตเรื่อง Transitiona Justice โดยไม่อภิปรายเรื่อง Transtition ในเรื่องสถาบันฯ มันผิดแต่แรกแล้ว

ผมเขียนความเห็นเรื่องงานนี้ไว

ผมเขียนความเห็นเรื่องงานนี้ไว้ที่นี่ http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=49841&st=0&gopid=675458&#entry675458

สำหรับประโยคตอนท้ายที่ถูกกล่าวถึงอย่างเป็นปัญหาของผมนั้น "ไม่ได้หมายถึงวิทยากร/ หรือคนเขียนบทความ(ทุกคน)" เรื่องนี้เป็นทั้งเรื่องออกจะ 'ส่วนตัว' ผสมกับเรื่องสาธารณะ มีทั้งเรื่องที่ 'สามารถเล่าได้' และ 'ไม่สามารถเล่าได้' เพราะต้องรักษา 'ความลับ' ให้คนอื่นด้วย - ความจริงผมก็ไม่ใช่เด็กอนุบาล ที่จะไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย บางครั้ง "ผมก็นั่งอยู่ในที่นั่นเสียเองด้วยซ้ำไป"

อย่างไรก็ตาม, การตรวจสอบด้วยการชี้แจ้งรายละเอียดเรื่องงบประมาณ รายรับ-รายจ่าย รวมถึงกิจกรรมที่ถูกใช้เงินไป จะช่วยทำให้สาธารณะชนเข้าใจความสมเหตุสมผลเอง ว่าข้อมูลจะพิสูจน์ว่าคำวิจารณ์ของผมสมเหตุสมผลหรือไม่ เข้าใจว่าใน ศปช. น่าจะมีนักเศรษฐศาสตร์ ที่สามารถประเมินความเหมาะสมของการทำโครงการได้ ไม่มากก็น้อย ผลงานของ ศปช. ตลอดตั้งแต่ที่ตั้งมามีอะไรบ้าง งบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่กิจกรรมประเภทไหน ผมหวังว่าคนบริจาคก็คงจะอยากเห็นข้อมูลทำนองนี้เช่นกัน - ถ้าข้อมูลไม่กลายเป็นว่า ศปช. ใช้เงินไม่เหมาะสมสัดส่วน และคนที่ได้ประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่ผู้ได้รับผล
กระทบ ผมก็ยอมขอโทษ

ปล. มีเรื่องติดตลกอยากเตือน - โปรดอย่าได้เบี่ยงเบนประเด็น ผมเรียนวิทยาศาสตร์มา วิธีการแบบศรีธนชัย ใช้ไม่ได้ผล

สำหรับผม

สำหรับผม เห็นว่าบทความนี้ถูกต้องแล้วสำหรับประเทศอาร์เจนตินา ดังที่"ภัควดี"ต้องการสื่อสาร

แต่มันดูเป็นเรื่องติดตลกและเพ้อฝันเกินไปสำหรับผม ถ้าจะโยงเข้ามาถึงประเทศไทย
ผมไม่เคยมองว่าเมืองไทยอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน
ระยะเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นได้ เมื่อประชากรส่วนใหญ่ในประเทศเรียกร้องและต้องการ
มองไปรอบๆทั่วๆ ผมยังไม่เห็นประชาชนไทยส่วนใหญ่ที่ออกมาแหก(แต่)ปากเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนผ่านแต่อย่างใด
ประชาชนไทยเกือบทั้งประเทศเป็นสุขกับการมีสถาบันและระบอบแบบเดิม
นอกจากห..กลุ่มหนึ่งที่เห่..และกั..ประเทศของตัวเองอย่างไร้สติด้วยเหตุผล(ส่วนตัว)ต่างๆกัน
บ้างเพราะต้องการตั้งตนเป็นสถาบันธน...เสียเอง
บ้างเพราะอคติส่วนตัว
บ้างเพราะความอิจฉาริษยา
บ้างเพราะถูกสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า "การศึกษา"ล้างสมองมา
บ้างเพราะไร้สมองและมองเงิ..เป็นเรื่องใหญ่ อะไรจะฉิ..หา..วายป่วง..ช่างแม่ง..มัน
ในเมื่อเป็นเพียงเสียงส่วนน้อย ก็ด้อยค่าครับในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย(อัน "นักวิชาการ" ตาบอดตาใส หูหนวก มองไม่เห็น และไม่ได้ยิน พร่ำเพ้อเพรียกหา)

ประเทศไทยไม่มีระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่เฉพาะเพียงวันนี้พรุ่งนี้เท่านั้น แต่ทีสำคัญ กินความถึงสิ่งทีผ่านมาตลอดในอดีต และต่อไปในอนาคตนานเนื่องนับอนันตกาลด้วย (ขอลอกเลียนสำนวนสวยๆ ของนักวิชาการปัญญาชน หน้อยยเด้อครับ)
เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการระยะเปลี่ยนผ่านที่หมายถึงการล้มล้างสถาบันฯใดๆ
ประเทศไทยไม่เรียกหาความยุติธรรมในระยะใดๆ เพราะหลักธรรมาภิบาลที่เราใช้ คือความยุติธรรมนั้นแล้ว
แต่ตาและสมองของคนถูกโมหะ โทสะ โลภะครอบงำย่อมมองไม่เห็นและไม่รับรู้ถึงความยุติธรรมนั้นเอง

more than half way through

more than half way through the morning session.

Once again Thongchai "came to the recue", providing "cover"/ "respectibility" / "credibility" to timid, cowardise, even contemptible practices of "fellow academic".

I'll provide criticism of the whole seminar later when it finished.

Somsak knows what to say,

Somsak knows what to say, what can say. Atithep has an organisation and people who can do it.
Why don't Somsak and Atithep organise many public form -- a campaign-- to discuss the role of the monarchy?

Instead of demanding other people to take a risk, Somsak and Atithep should do it to show examples of what can and should be said/done. Instead of bullying other people on webboards, they should show by examples.
Yes, do it like Chupong and others that Somsak mentions instead of watching them getting arrests. Please do something they think necessary within their capacities and within the risks they can take.

This is not a sarcasm. It is the right way to help push the limits of public discussion on the monarchy.

People have to make decisions on what they can do, esp when it involves risks to themselves, their families, their jobs, and so on. Their evaluations of risk may be right or wrong; everybody may have things to care for that we do not know and should not pre-judge. The decisions are theirs.

We should not blame people for not taking a risk, but we can/should admire and support people who decide to do so. (This is from Sirote, and I agree.)

As for now, many people are trying to do many things in dealing with difficult and risky issues. They do what they think they can and should within the limts of their capacities and the risks they can take.

Instead of supporting those people and activities, Somsak et al. keep discrediting them, undermining and misrepresenting their efforts. Even planting suspitions and misleading info about their event. Somsak et al. demand them to take more risks, insulting them and daring them to do what Somsak et al. have not done so themsleves.

If Somsak and Atithep are confident that other people overestimate the risk thereby not doing enough, they can prove by organising a campaign that they themselves speak to the limit they think should be and to the risk Somsak et al. can take.

PLEASE ORGANISE A PUBLIC CAMPAIGN ON THE MONARCHY IN THE WAYS YOU DEMAND OHERS TO DO.

True, a ctritic doesn't have to do things themselves. But a critic who demands other people to take risks that he himself is not willing to take is an irresponsible critic. He is still a critic, but one whom we should not listen to.

If a critic wants to point out the shortfalls of others that involves risk that the critic himself is not willing to take (or has not shown it yet), he can still make a comment with consideration for others, not by insulting and daring others childishly to take the risks for his (the critic's) ideas.

Once Somsak et al organise a public campaign to demand for changes about the monarchy that they want to see, taking the risks that others overestimate or are not willing to take, then their criticism of others will be validated; They will be listened to and respected. Somsak and others can prove others wrong and convince others to follow the example and leadership of Somsak et al.. In this way, there is no need for insults, misrepresentations, ... no need for childish bullying and daring others to take the risks for Somsak's ideas.

เกือบจบแล้ว บอกตรงๆว่า

เกือบจบแล้ว บอกตรงๆว่า ยิ่งฟังยิ่งเบื่อ เหมือนการสัมมนานับสิบๆครั้ง ของนักวิชาการหลัง พค.
แม้จะมี here and there บางจุด ที่คนพูด พูด "ถูกประเด็น" บางส่วน (เช่นกรณีประจักษ์ที่กำลังพูดอยู่นี้) แต่ต้องดูภาพรวมทั้งหมด และต้องดู ภาพรวมทั้งหมด ของบรรดาการสัมมนา ของนักวิชาการ ทั้งกลุ่มนี้ และกลุ่มอื่น ในระยะทีผ่านมาก

ซึ่งโดยรวมแล้ว ไม่ต่างจากที่ผมวิจารณ์ไปตั้งแต่เมือวานนี้ คือ อีกครั้งที่ นักวิชาการ "คิดตามหลัง" ทำตามหลัง ทำอะไรที safe สำหรับตัวเอง ที่รัฐบาลเอง ไม่ mind ที่จะให้พูด ในขณะเดียวกัน ก็ปล่อยให้คนระดับชาวบ้าน คนธรรมดา เสี่ยงภัย เสี่ยงชีวิต ต่อไป (เพื่อให้นักวิชาการ ได้ "ออกหน้า" มา "สรุป" (แบบไม่ได้เรื่องเท่าไร) อีก

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล]more than half way through the morning session.

Once again Thongchai "came to the recue", providing "cover"/ "respectibility" / "credibility" to timid, cowardise, even contemptible practices of "fellow academic".

I'll provide criticism of the whole seminar later when it finished.[/quote]

I’ll enjoy when you mark those markers, make sure you decompose them.

Thongchai wrote: Instead of

[quote=Thongchai]
Instead of demanding other people to take a risk.[/quote]

เพิ่งเห็นธงชัยมาโพสต์ หลังผมคลิ๊ก ส่งโพสต์ของตัวเองอันหลังสุด

"demanding other people to take a risk"???

What I've been doing for over ten years, and increasing these past few years, isn't risky?

ที่สำคัญ การพูดเช่นนี้ ถามเช่นนี้ เป็นการผิดประเด็นที่ธงชัยควรรู้ดีกว่าใครๆ

ทีผมเสนอนี้่เป็นการ take a risk มากมายหรือ? แค่พูดอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์นี่น่ะ? เปรียเบทียบกับที่ไม่ยอมพูดเลยแม้แต่ครั้งเดียว?

อย่างที่ผมชี้ให้เห็นไม่รู้กี่กรณีแล้ว (ศิโรตม์ กรณีล่าสุด "สถาบันกษัตริย์" ต้องใช้คำว่า "เรื่งอแบบนั้น" พิชญ์ กรณีอภิปรายเดือนมิถุนายน) ส่ิงที่นักวิชาการเหล่านี้ทำ แล้วคุณ provide cover - respectibility ให้ มันไม่ใช่ แค่เรื่อง กลัวการ risky เลย มันไมเอาไหนเลย แม้แต่เรื่องที่สามารถพูดได้เลย

วิจารณ์ครั้งนี้ของธงชัยนี่ ห่วย จนไม่รู้จะพูดยังไง กระทันหันพูดไม่ออกเลยพูดจริงๆ

If a critic wants to point

If a critic wants to point out the shortfalls of others that involves risk that the critic himself is not willing to take (or has not shown it yet),

ถ้านี่เป้นคนอื่นพูด ผมต้องบอกว่า ถ้าไม่บ้า สติเสีย ก็บัดซบมากๆ

ที่ผมทำ นี่จัดว่า not willing to take (or has not shown it yet) หรือ?

ธงชัย บ้าไปแล้วกระมัง?

ในแผนผัง ศอฉ ขึ้นชื่อผมอยู่ การดำเนินการ ต่อผม ยังดำเนินอยู่ (และที่ไม่ได้บอกเป็นข่าวยังมีอีก) นี่ยังเป็นการ "not willing to take [risk] or has not shown it yet หรือ?

บอกตรงๆว่า พูดไม่ออก ในความห่วยแตกในการเขียนของธงชัยครั้งนี้จริงๆ

Somsak .... should do it to

Somsak .... should do it to show examples of what can and should be said/done. Instead of bullying other people on webboards, they should show by examples.

???

I did not "show examples of what can and should be said/ done"?

[b]ARE YOU GOING INSANE?[/b]

ขนาดพันธมิตรอย่างคำนูญ / ผุ้จัดการ / TNN News , ศอฉ. ฯลฯ ยังไม่พูดอะไรโง่ๆแบบนี้เลยครับ

พูดจริงๆ กระทันหัน

พูดจริงๆ กระทันหัน นี่ผมเขียนแทบไม่ออกจริงๆ

คือขนาดพันธมิตรที่งี่เง่าที่สุด ก็ไม่มีใครงี่เง่าพอ จะย้อน การวิจารณ์ผมว่า นักวิชากาารไม่ยอม raise ประเด็นสถาบันกษัตริย์ แบบเดียวก้ับธงชัยกำลังทำนี้ "ทำไม ไม่เสี่ยงเสียเอง ทำเสียเอง ในสิ่งที่วิจารณ์อืน" (อันนี้ผมสรุปสิ่งที่ธงชัยโต้มานี้)

ธงชัยสิ้นไร้ไม้ตอก ขนาดนี้จริงๆ?

ถ้า arguement งี่เง่า แบบนี้ work กับผม ป่านนี้ ภัควี ศิโรตม์ พิชญ์ ฯลฯ ใครต่อใคร (ไม่ต้องพูดถึงพวกพันธมิตร) คงใช้ไปนานแล้ว ไม่ต้องรอให้ธงชัยแบบแสดงความงี่เง่าให้ขายหน้าหรอก

True, a ctritic doesn't have

True, a ctritic doesn't have to do things themselves. But a critic who demands other people to take risks that he himself is not willing to take is an irresponsible critic.

นี่ธงขัยจริงๆ?

[b]ผม "เรียกร้องคนอื่นให้เสี่ยง แต่ตัวเองไม่เต็มใจจะเสี่ยง"[/b] (และดังน้น จึงเป็น "นักวิจารณ์ที่ไม่รับผิดชอบ")???

เหลือเชื่อจริงๆ

พูดตรงๆ ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดจะได้เห็นธงชัย ห่วยขนาดนี้เลย

ผมนี่นะ "demands other people

ผมนี่นะ "demands other people to take risks" (เรียกร้องคนอื่นให้เสียง) ที่ตัวเอง "himself is not willing to take" (ไม่เต็มใจที่จะเสี่ยงเอง) ????

ต้องเขียนซ้ำๆ เพื่อจะบอกตัวเองว่า นี่คือ ธงชัยเขียน เพราะเหลือเชื่อจริงๆ

ผมไปเดินเล่น ไปกินข่าว

ผมไปเดินเล่น ไปกินข่าว เพื่อเคลียร์หัว เคลียร์ความรู้สึกโกรธชนิดบรรยายไม่ได้ ก่อนดีกว่า บ่ายจะกลับมาใหม่

ในบรรดาคำวิจารณ์ที่จะโต้ผมเรื่อง "ทำไมนักวิชาการไม่ยอม raise ประเด็นสถาบันกษัตริย์" นั้น

มีประเด็นเดียว ที่ ไม่แม้แต่จะ ฟังรู้เรื่องเป็นภาษาคน เลย คือประเด็นแบบที่ธงชัยเพิ่งเขียนนี่แหละ "ทำไมสมศักดิ์ไม่ยอมเต็มใจจะเสี่ยงเสียเอง แต่ไปวิจารณ์ให้คนอื่นเสียง" "ทำไมสมศักดิ์ ไม่แสดงให้คนเห็นว่าอะไรที่พูดได้พูดไม่ได้" เรื่องสถาบันกษัตริย์ ฯลฯ ฯลฯ

อย่างที่บอกว่า ถ้าเป็นคนอื่น ผมต้องว่า นี่เป็นการพูดแบบบัดซบจนสุดขีด อันที่จริง ยิ่งกว่าบัดซบด้วย เพราะ ไม่เป็นภาษาคน ไม่ make sense แม้แต่กระผีกเดียวเลย

แต่นี่มาจากธงชัย!!!!

Somsak: "What I've been doing

Somsak: "What I've been doing for over ten years, and increasing these past few years, isn't risky?"

While you may think you have taken a lot of risky acts, others may see otherwise. What you see as cowardice of others, it may be unfair. When it comes to taking a risk, we must allow people to decide for their own. A considerate criticism helps. But bullying and daring them doesn't.

However, if you think people overestimate the risk, therefore not doing enough, the best way is to show to others what can/should be done. Bullying other people doesn't help, and wrong.

To point out what can be done further is good. But to insult other people that they are worthless unless they do what you tell them to, is pitiful arrogance.

You shouldn't overestimate your own accomplishments and risks, and underestimate ones by others. Leave it to others to judge. You should not judge other people's tolerance to risk by using your estimation of your risk-taking as the benchmark either, sin-mply because we are usually overestimate the risk we have taken and underestimate the ones others have. Your incurable ego-centrism also makes your estimate unreliable, even though you may be right sometimes.

Calling attention to one's own courage is unnecessary. People see it if it is true. On the other hand, it is demoralizing when you don't see the worth in other people and what they are trying to do, when you undermining their good efforts. Your judgment on other people, fellows and opponents are hopelessly poor.

Instead of your self-congratulations but looking down on others, prove to them that you are right by keep doing what you believe. Instead of bullying and insulting other people, you can validate your call by showing them how to do it.

If you can't or if you have limits in one way or another (e.g. inability to organise anything with anybody else), then be aware that others have limits too.

"Shut up" more and talk less if you cannot do as much by yourself. This is not a censorship since I have no authority over you and I don't bully. It is an advice.

One more point: You should be smart enough to wonder that the authorities' tolerance to your comments on the monarchy is unusual. Sorry, Somsak, it is not all your ability to walk a fine line or a tight rope. There is something else that allows you and "your" webboard to enjoy some leeways that others may not have. The risk you think you are taking may not be the same as others would face. This fuzzy line makes people more cautious.

The line between being prudent and being coward is never clear. You can make comments where the line is. But bullying others and putting blame on them when they see the line differently is another poor judgment.

Thongchai wrote:Somsak: "What

[quote=Thongchai]Somsak: "What I've been doing for over ten years, and increasing these past few years, isn't risky?"

While you may think you have taken a lot of risky acts, others may see otherwise. What you see as cowardice of others, it may be unfair. When it comes to taking a risk, we must allow people to decide for their own. A considerate criticism helps. But bullying and daring them doesn't.

However, if you think people overestimate the risk, therefore not doing enough, the best way is to show to others what can/should be done. Bullying other people doesn't help, and wrong.

To point out what can be done further is good. But to insult other people that they are worthless unless they do what you tell them to, is pitiful arrogance.

You shouldn't overestimate your own accomplishments and risks, and underestimate ones by others. Leave it to others to judge. You should not judge other people's tolerance to risk by using your estimation of your risk-taking as the benchmark either, sin-mply because we are usually overestimate the risk we have taken and underestimate the ones others have. Your incurable ego-centrism also makes your estimate unreliable, even though you may be right sometimes.

Calling attention to one's own courage is unnecessary. People see it if it is true. On the other hand, it is demoralizing when you don't see the worth in other people and what they are trying to do, when you undermining their good efforts. Your judgment on other people, fellows and opponents are hopelessly poor.

Instead of your self-congratulations but looking down on others, prove to them that you are right by keep doing what you believe. Instead of bullying and insulting other people, you can validate your call by showing them how to do it.

If you can't or if you have limits in one way or another (e.g. inability to organise anything with anybody else), then be aware that others have limits too.

"Shut up" more and talk less if you cannot do as much by yourself. This is not a censorship since I have no authority over you and I don't bully. It is an advice.

One more point: You should be smart enough to wonder that the authorities' tolerance to your comments on the monarchy is unusual. Sorry, Somsak, it is not all your ability to walk a fine line or a tight rope. There is something else that allows you and "your" webboard to enjoy some leeways that others may not have. The risk you think you are taking may not be the same as others would face. This fuzzy line makes people more cautious.

The line between being prudent and being coward is never clear. You can make comments where the line is. But bullying others and putting blame on them when they see the line differently is another poor judgment.[/quote]

ถ้าผมจะเขียนตอบแบบสั้นๆ ก็เพราะหุตเดียวคือ สิ่งที่ธงชัยเขียน ไม่ make sense ในภาษาคนสำหรับผมเลย

ที่เขียนไปข้างบน แบบ ไม่รับผิดชอบ แบบบัดซบ ก็ไม่ได้ดอธิบายมา ที่เพิ่งเขียนมานี้ เป็นการอธิบายยังไง ผมก็ไม่ทราบ

- ประเด็นเรื่อง "เสี่ยง" ผมไม่ทราบว่า ที่ทำอยู่เสี่ยงระดับไหน ไม่มีมาตรการวัด แต่รับรองว่า ไมใข่ "ไม่ยอมเสี่ยงทำในสิ่งทีตัวเองวิจารณ์คนอืน" แบบที่คุณพูดมาตอนแรกแน่นอน มีแต่คนบ้าเท่านัีน ที่ใช้ argument นี้กับผม และคิดว่า make sense

ความเป็นจริงคือ บรรดานักวิชาการที่ตอนนี้คุณออกหน้ามาดีเฟนด์นั้น ไม่ได้ทำเลย ไม่ใช่ ปัญหา "ระดับการประเมินความเสี่ยง" ที่คุณเขียนมา นี่กำลังบอกว่า อย่าพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ตรงๆ อย่างที่พวกนี้ทำอยู่น่ะดีแล้ว โอเคแล้ว? แล้วไอ้ที่ตัวเองเขียน เคยเสนอว่า เรื่องสถาบันกษัตริย์อภิปรายได้ ควรอภิปรายนี่ เป็นการพ่นๆไปยังงันเอง?

the best way is to show to others what can/should be done.
เช่นเดียวกับอีกหลายประโยค (ทียกตัวอย่างมาบ้างแล้วข้างต้น) ประโยคนี้ make sense หรือ ถามจริงๆ?

One more point: You should be smart enough to wonder that the authorities' tolerance to your comments on the monarchy is unusual.

ตกลง การที่ พวกเขา "tolerate" ที่ผมเขียน กลายเป็นเรื่อง unusual แล้ว ไมใช่ การที่ผมได้แสดงให้เห็นว่า มีอะไรที่ "เขียนได้ / เขียนไม่ได้" อย่างที่คุณหาว่าผมไม่ได้ทำ?? การใช้เหตุผลของคุณมันหายไปไหน?

(ปล. "tolerate" ??? ไอ้ที่เขากำลังดำเนินการอยู่นี่กลายเป็น tolerate ไปแล้ว? อย่างที่บอกว่า มีกรณีอื่นอีกทีไม่ได้เป็นข่าว)

You shouldn't overestimate your own accomplishments and risks, and underestimate ones by others.

ones by others? which ones? PLEASE TELL ME. PLEASE.
อันไหน ที่"คนอื่น" โดยเฉพาะคนที่คุณกำลังดีเฟนด์อยู่นี้ ที่พูดเรืองสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา (ก่อนนั้นก็ได้) ที่ไหนครับ? ช่วยบอกมาที ท้าด้วย
ผม accomplish เรือ่งการ raise ประเด็นสถาบันฯให้เป็นเรื่องสาธารณะแค่ไหน ผมไม่ทราบ เพราะไม่มีอะไร มาให้เปรียบเทียบ เพราะ others ที่คุณกำลังดีเฟนด์นี้ ทำเท่ากับศูนย์ ถ้าคุณเห็นว่า นี่เป็นการ ประเมินตัวเองผมสูงไป ประเมินคนอื่นตำไป ก็ไมใช่ด้วยการพูดเฉยๆ [b]ยกตัวอย่างมากให้ดูสิ[/b]

บอกตรงๆว่า เขียนไม่ออกเลย

บอกตรงๆว่า เขียนไม่ออกเลย ไม่มีอารมณ์เขียนเลย เพราะ unbelievable มากๆ

[b]ถามแบบสรุปเหมือนที่ถามมาตั้งแต่ข้างบนว่า

ทีว่า ผม "demands other people to take risks" (เรียกร้องคนอื่นให้เสียง) ที่ตัวเอง "himself is not willing to take" (ไม่เต็มใจที่จะเสี่ยงเอง)" - และนี่คือหัวใจของข้อวิจารณ์ของคุณ

มัน แม้แต่จะ make sense ตรงไหน?[/b]

............

ผม demands ว่า ให้พูดเรือ่งสถาบันกษัตริย์ คุณบอกว่า นี่เป็นการเสี่ยง ที่ผมไม่เต็มใจ่ทำเอง ผมควรทำให้ดู แสดงให้ดู (ผมไม่เคยแสดงให้ดู?)

ผม demand ให้"เสียง" ในระดับทีตัวเองไม่ทำ?

จริงๆแล้ว เอาแค่ให้ raise ประเด็นนี้แหละ (บทบาทสถาบันฯ) ในทีสาธารณะ นี่ คนที่คุณกำลังดีเฟนด์ ทำที่ไหนเมือ่ไร ไม่ทราบ? ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรแบบนามธรรม หรุๆมาเลยครับ ชี้ให้ผมเห็นหน่อย

เมื่อสักครู่ อ.กฤติยา

เมื่อสักครู่ อ.กฤติยา นำเอาที่ผมเขียน ไปพูดทีเวที

ถึง อ.กฤตยา

ถ้าจะเอ่ยถึงผมว่า ผมเขียนอะไร
อย่างน้อย กรุณามีความกล้า และแฟร์ ที่จะบอกไปจริงๆว่า ผมเขียนอะไร
[b]ถ้าแม้แต่จะสรุปว่า ผมเสนอเรื่องประเด็นสถาบันกษัตริย์ ยังไม่กล้าพูดออกไป ก็ไม่ควรจะพูดเลย

[color=#FF0000]ที อ.กฤติยาพูดออกไป เพียงแต่พิสูจน์ยืนยันคำวิจารณ์ของผมเรื่อง "กระจอก" เท่านั้น [/color](กระทั่ง เรืองที่ผมพูดตรงๆแท้ๆ - ประเด็นสถาบันกษัตริย์ - ยังไม่กล้าสรุปตรงๆเลย)[/b]

อันนี้ ถึงธงชัย comment

อันนี้ ถึงธงชัย

comment หลังสุด คงเริ่มรุ้ตัวว่าพูดอะไรที่ไม่ make sense เลย งี่เง่าสุดๆที่ว่า ผม "[b]ไม่เต็มใจ (willing)[/b] ยอมเสี่ยงพูดประเด็นสถาบันฯ แต่กลับวิจารณ์คนอืนเสียงเอง" หลังสุดจึงพยายามมา "nuance" พูดเรื่อง "ระดับการประเมิน" ประเมินสูงต่ำ ฯลฯ

ถามจริงๆ คุณเองประเมินว่า คนที่คุณดีเฟนด์อยู่นี้ ทำในระดับที่โอเคแล้ว?

จริงๆ ต้องถามว่า พวกเขาทำที่ไหน เมือ่ไร ช่วยบอกที - การ raise ประเด็นเรืองสถาบันฯ เป็นประเด็นสาธารณะ น่ะ?

ที่ "ตลก" คือ แม้แต่คนเหล่านี้่เอง (พิชญ์ ศิโรตม์ ภัควดี ฯลฯ) ยังไม่กล้า ยกมาว่า "ตัวเองได้ทำแล้ว" ในเรื่องนี้เลย (ต้องให้คุณออกมาขายหน้าพูดแทนในสิ่งที่พวกเขาไม่กล้าพูดเองด้วยซ้ำ)

ปล. เรื่องเชิงประชดเรื่อง "เว็บบอร์ด" อะไรนั่น ขอทีเหอะ มัน beneath คุณจริงๆ (เหมือนกับที่พูดคำว่า "ไซเบอร์เซียน" ในบทความ ใน "อ่าน"

หลายปีนี้ คนที่โดนเล่นงานเรื่อง 112 ประจำนี่คือคนทีออกหน้า มาทำเวที แบบนี้หรือ? หรือส่วนใหญ่คือคนที่ใช้สื่ออื่นๆ โดยเฉพาะสื่อทางเว็บ? ที่จัดงานแบบที่กำลังจัดนี่ โคตร "เสี่ยง" (กว่าเรื่องเขียนทางอื่น เช่นทางเว็บ)?

อย่างที่บอกว่า ถ้าเป็นคนอื่น ผมต้องว่า สติเสียแน่นอน

you can validate your call by

you can validate your call by showing them how to do it.

เฮ้อ ไอ้ประโยคประเภทนี้ จริงๆนะ เวลาเขียนนี่ใช้ส่วนไหนของร่างกายคิด?

[b]กี่บทความที่ผมเขียน เฉพาะที่ประชาไทนี้ แห่งเดียว (ไมใช่บอร์ดฟ้าเดียวกัน ที่คุณว่า มีสถานการณ์พิเศษด้วย)?

แล้วมีบทความอะไรสักบทความที่บรรดาคนที่กำลังดีเฟนด์อยู่นี้ เขียนออกมาบ้างนะ เรื่องสถาบัฯนี่นะ ไม่ว่าทีนี้่หรือที่ไหน?[/b]

ธง อีกครั้ง

ธง

อีกครั้ง ที่ผมเศร้าและผิดหวังมาก กับคุณ

แทนที่คุณจะใช้ "อิทธิพลความคิด" ที่มีอยู่ในหมู่"นักวิชาการ"(โดยเฉพาะบรรดา"รุ่นใหม่")เหล่านั้น

กระตุ้นและ[b][color=#FF0000]วิจารณ์[/color][/b] ให้เขาทำ ในสิ่งที่[b][color=#FF0000]คุณเอง[/color][/b]เคยบอกว่า ควรทำ (อภิปรายสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องสาธารณะ)

คุณกับมาดีเฟนด์พวกเขา ในลักษณะที่ดีเฟนด์ไม่ได้ และไม่ควรดีเฟนด์เลย

มันจะอะไรกันนักหนานะ ถ้าจะวิจารณ์พวกเขา

ทำให้พวกเขา "respect" คุณน้อยลง? ทำให้ "popularity" และ "prestige" คุณ ในหมู่พวกเขาน้อยลง?

ผู้อภิปรายช่วงบ่ายหลายคนพูดเร

ผู้อภิปรายช่วงบ่ายหลายคนพูดเรื่อง "แบบไทยๆ"

[color=#FF0000][b]ครับ "แบบไทยๆ" จริงๆ คือ นักวิชาการทีอ้างประชาธิปไตย ปล่อยให้ระดับชาวบ้าน ระดับมวลชน เสี่ยงไปตะโกน เสี่ยงไปเขียนกราฟฟิตี้ เสี่ยงไปเขียนบอร์ด เขียน fb เสียงไปติดคุก ฯลฯ แล้วตัวเอง play safe ตามหลัง เอาหน้าตามหลัง[/b][/color]

ยุกติ "ถามดี" นะ

ยุกติ "ถามดี" นะ ถามหาความกล้าหาญในการจัดการทหาร ของ พรรคเพื่อไทย

แต่เมื่อไรจะถามต้ัวเอง ในฐานะนักวิชาการ เรือ่งสถาบันฯ สักทีครับ?

เห็นพูดการเมืองมาไม่รู้กี่งานแล้ว รวมทั้งหลายงานหลัง 19พฤษภา

นักวิชาการที่ถามเรื่อง "ความกล้า" กับนักการเมือง ถ้าไม่ถาม "ความกล้า" ของตัวเอง ผมว่า อย่าถามดีกว่า

อีกครั้ง ที่ นักวิชาการ

อีกครั้ง ที่ นักวิชาการ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ต้องรอให้คนฟังข้างล่าง (ขออภัย ผมฟังชื่อไม่ทัน ผู้หญิงท่านหนึ่ง ถามหลังจาก Dr.Coeli) เรื่องสถาบันกษัตริย์
(ชวนให้นึกถึงเมื่ออุเชนทร์ ถามพิชญ์ ในการสัมมนา "เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร" เดือนมิย.)

ครับ "แบบไทยๆ" จริงๆ

จบไปได้อีกงานหนึ่ง

จบไปได้อีกงานหนึ่ง (นับจำนวนไม่ถ้วนแล้ว หลัง 19 พฤษภา)

.........

ผมไปละ ขอ"ทิ้งท้าย" ตอนนี้สักหน่อย เรื่องธงชัยอีกครั้ง

สมศักดิ์ "[i]วิจารณ์นักวิชาการอื่นให้ไปเสี่ยงพูดเรื่องสถาบันฯ แต่ตัวเอง ไม่เต็มใจจะไปเสี่ยงเอง[/i]"
สมศักดิ์ "[i]ควรแสดงให้คนอื่นเห็นว่า สามารถพูดอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เกี่ยวกับสถาบันฯ[/i]"
สมศักดิ์ "[i]ควรแสดงความมีเหตุผลของข้อวิจารณ์ของตน ด้วยการแสดงให้พวกนักวิชาการคนอื่นดู[/i]"
ฯลฯ ฯลฯ

นีคือบรรดา "ข้อวิจารณ์" ของธงชัย

ผ่านไปหลายชั่วโมง หลังจากอ่านครั้งแรก

บอกตรงๆอีกครั้งว่า ยังไม่ make sense เป็นภาษาคน ที่มีความหมายที่ผมเข้าใจได้เลยว่ะ

มันเหมือนกับว่า ถ้าวันดีคืนดีมีคนวิจารณ์ธงชัยว่า "[i]ธงชัยเอาแต่วิจารณ์ว่าคนอื่นไม่ยอมเขียนบทความวิชาการ แต่ตัวเองก็ไม่ยอมเขียนเอง[/i]" หรือ "[i]ธงชัย ควรแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเขียนบทความวิชาการยังไง[/i]" ฯลฯ คือมันเป็นอะไรบางอย่างที่ ไมใช่เรียกว่า"ผิด"ด้วยซ้ำนะ มันถึงขั้น ไม่ make sense คือ ไม่สื่อความหมายอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ในภาษาคน ไม่ว่าภาษาอะไร

เอ้อ!

[color=brown][size=14]เอ้อ! ใครช่วยเบรกไอ้หัวโตให้ทีได้มะ กลัวมันหัวใจวายตาย แล้วผมจะไม่ได้ฟ้องมัน เซ็งเป็ดกันเลย ถ้างั้น! :)~ อุตส่าห์เตรียมข้อมูลตั้งเยอะแยะเสือกมาตัยห่าหนีไปก่อน ก็เซ็งแย่ดิ้! ;D~

ปล. หัวโตเท่าที่ดูโพสต์โต้ตอบฟาดงวงฟาดงามานี่ ดูไม่สมเป็นหัวโตเลยเพราะขาดอาการจาบจ้วง เหมือนเมื่อก่อน พาลให้คิดว่าที่ลดดีกรี 'แนว ลงเป็นแบบนี้ (ที่สารภาพตรงๆ ดูแล้วเหมือนเอาน้ำล้างแก้วมาเสริ์ฟแล้วบอกเป็นกาแฟ ทั้งเฝื่อนทั้งห่วย) ไม่รู้เป็นเพราะกลัว ผบ.ทบ. คนใหม่ หรือเปล่า?

จึงอยากท้าทายให้ทำการแสดง คห. ตาม แนวเดิมๆ ตย. ก็เช่นที่แสดงไว้ในกระทู้ จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่..... ที่เคยแสดงไว้ก่อนหน้า ท่านประยุทธ์ จะเป็น ผบ.ทบ. ให้ดูอีกทีดิ้ เร็วดิ้!

กล้าป่ะ! :D~[/color][/size]

เรียนคนอื่นๆ

เรียนคนอื่นๆ และอาจารย์สมศักดิ์

ก่อนอื่นอยากบอกว่า โำพสต์นี้ของผม ไม่มีเจตนาที่จะ "เอาใจ" สมศักดิ์ หรือ "น้อยใจ" อะไรประการใด แต่อยากจะพูดแบบที่เคยพูดกันไว้บ้างแล้ว (ส่วนคนอื่นจะว่าอย่างไรก็ห้ามไม่ได้ แต่สิ่งที่อยากคือ คุยกันตรงๆ รับรู้กัน) คือ

ในฐานะส่วนตัวนี่ ผม "กระจอก" กว่าที่หลายท่านได้วิจารณ์ไว้เยอะ ผมไม่ใช่ "นักวิชาการ" ไม่ใช่ "ผู้นำนักศึกษา" หรือ ผู้นำขบวนการอะไรทั้งสิ้น เมื่อเปรียบเทียบกับอาจารย์ หรือ สนนท. หรืออื่นๆ และก็ไม่ได้มีคอนเน็คชั่นอะไรเลย เมื่อเปรียบเทียบกับพวกท่าน

หลังจากหมดวาระ สนนท. ผมก็ไม่ได้มีฐานะอะไร หรือจะดิวกับใครได้ ในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ

แต่ผมมีประเด็นสำคัญ ที่เคยคุยกับอาจารย์ต่อหน้าและหลับหลังอาจารย์ เหมือนกันทั้งสองอย่าง ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ธงชัยถามคือ "Why don't Somsak and Atithep organise many public form -- a campaign-- to discuss the role of the monarchy?"

(ปล. อย่างน้อย ความต่างที่เป็นรูปธรรมเลยนี่ ในธรรมศาสตร์ อย่างน้อยในคณะผม การขอใช้ห้อง ระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาอย่างผมนี่ ความยากง่ายต่างกันมากเลยนะครับ และคิดว่าที่คณะอาจารย์ก็เช่นเดียวกัน)

คือ ผมคิดว่า อาจารย์ หรือ สนนท.มีความสามารถที่จะทำได้ และมีเครดิตกว่าพวกผมเยอะ อย่างน้อย ในหมู่คนเสื้อแดง เมื่อเปรียบเที่ยบกับผม (มี่กี่คนที่รู้จักผม -นอกจากในวงเพื่อนฝูง- เมื่อเปรียบเทียบกับพวกท่าน)

คือ ที่อาจารย์ทำนะ ผมเห็นหมดแล้ว แผนพัง ศอฉ. ก็เห็นแล้ว และก็ชื่นชมไม่น้อย

และอย่างที่กล่าวมาแล้ว และขอบอกและท้าทายตรงนี้เลยว่า อาจารย์เอาไหม ถ้าอาจารย์เอา ผมก็จะทำ-สนับสนุน ตามศักยภาพที่ทำได้ เหมือนที่ทำอยู่ตอนนี้

ส่วนเรื่องที่อาจารย์เถียงกะคนอื่น ผมคงตอบได้ยาก

Atitheb Chaiyasitdhi

[quote=Atitheb Chaiyasitdhi]ผมเขียนความเห็นเรื่องงานนี้ไว้ที่นี่ http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=49841&st=0&gopid=675458&#entry675458

สำหรับประโยคตอนท้ายที่ถูกกล่าวถึงอย่างเป็นปัญหาของผมนั้น "ไม่ได้หมายถึงวิทยากร/ หรือคนเขียนบทความ(ทุกคน)" เรื่องนี้เป็นทั้งเรื่องออกจะ 'ส่วนตัว' ผสมกับเรื่องสาธารณะ มีทั้งเรื่องที่ 'สามารถเล่าได้' และ 'ไม่สามารถเล่าได้' เพราะต้องรักษา 'ความลับ' ให้คนอื่นด้วย - ความจริงผมก็ไม่ใช่เด็กอนุบาล ที่จะไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย บางครั้ง "ผมก็นั่งอยู่ในที่นั่นเสียเองด้วยซ้ำไป"

อย่างไรก็ตาม, การตรวจสอบด้วยการชี้แจ้งรายละเอียดเรื่องงบประมาณ รายรับ-รายจ่าย รวมถึงกิจกรรมที่ถูกใช้เงินไป จะช่วยทำให้สาธารณะชนเข้าใจความสมเหตุสมผลเอง ว่าข้อมูลจะพิสูจน์ว่าคำวิจารณ์ของผมสมเหตุสมผลหรือไม่ เข้าใจว่าใน ศปช. น่าจะมีนักเศรษฐศาสตร์ ที่สามารถประเมินความเหมาะสมของการทำโครงการได้ ไม่มากก็น้อย ผลงานของ ศปช. ตลอดตั้งแต่ที่ตั้งมามีอะไรบ้าง งบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่กิจกรรมประเภทไหน ผมหวังว่าคนบริจาคก็คงจะอยากเห็นข้อมูลทำนองนี้เช่นกัน - ถ้าข้อมูลไม่กลายเป็นว่า ศปช. ใช้เงินไม่เหมาะสมสัดส่วน และคนที่ได้ประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่ผู้ได้รับผล
กระทบ ผมก็ยอมขอโทษ

ปล. มีเรื่องติดตลกอยากเตือน - โปรดอย่าได้เบี่ยงเบนประเด็น ผมเรียนวิทยาศาสตร์มา วิธีการแบบศรีธนชัย ใช้ไม่ได้ผล[/quote]

คุณกล่าวหาคนอื่นแบบใส่ไคล้ลอย ๆ เสร็จแล้ว คุณก็มาบอกว่าไม่ได้หมายถึงทุกคน แล้วมาอ้างเรื่อง "ความลับ" บ้าง "สาธารณะ" บ้าง "ส่วนตัว" บ้าง ดิฉันอยากถามคุณว่า การที่คุณลุกขึ้นมากล่าวหาคนอื่นนั้น คุณทำไปเพราะมีหลักฐานจริง ๆ รู้จริง ๆ หรือแค่อยากมาโชว์พาวว่ากล้ากล่าวหาคนอื่น? แถมยังคิดสับสนนึกว่า "การกล่าวหา" = "การวิจารณ์ฺ"

ดิฉันไม่สนว่าคุณเรียนอะไรมา แต่ขอบอกว่าควรกลับไปเรียนหนังสือต่อ เกรียนควรตั้งใจเรียน เลิกเรียนกลับบ้านไปกินข้าวบ้านแม่ จะได้โตไว ๆ อย่าลืมกินโปรตีนเยอะ ๆ อ่านหนังสือมาก ๆ สมองส่วนซีรีบรัมจะได้มีรอยหยัก อย่าใช้แต่สมองส่วนซีรีเบลลัมสั่งการนิ้่วพิมพ์ดีดโดยไม่รู้จักคิดแบบนาย I PAD และอย่าสับสนคิดว่าการวิจารณ์คือการพูดอะไรก็ได้เรื่อยเปื่อย แค่ขอให้ได้กล่าวร้ายคนอื่นก็พอ

นี่ดิฉันพูดตรงประเด็นที่สุด ไม่อ้่อมค้อม เกรียนไม่ได้อยู่ที่วัย แต่อยู่ที่รู้จัก "คิด" จริง ๆ ไม่ใช่สักแต่พูด/เขียน แล้วนึกว่านั่นคือการ "คิด"

ดิฉันอยากเล่านิทานเรื่องหนึ่ง

ดิฉันอยากเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เกรียนฟัง ในนิยายของโก้วเล้งเรื่อง "พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม" มีตอนหนึ่งที่พูดถึง "มือสังหาร" รูปแบบต่าง ๆ ในเรื่องบอกว่า มือสังหารรับจ้างฆ่าที่สุดยอดที่สุดในยุทธภพ คือมือสังหารที่ไม่เคยลงมือฆ่าใครเลย แต่เขาใช้วิธีตามติดคนที่เขาต้องการฆ่า แล้วคอยพูดซ้ำเป็นเสียงสะท้อนเอคโค่ทุกประโยค จนกระทั่งคนที่เขาต้องการฆ่านั้นเป็นบ้าไปเอง เพราะคนเราย่อมทนไม่ได้ที่ได้ยินเสียงสะท้อนของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ดิฉันไม่ทราบว่า กลุ่มคนบางกลุ่มในชุมชนคนเหมือนกันนั้นทนเสียงสะท้อนของกันและกันอยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร ดิฉันไม่ทราบว่าบางครั้งพวกคุณเกิดอาการวิปลาสรวมหมู่กันไปแล้วหรือไม่ คนเรานั้นฟังแต่เสียงสะท้อนกันไปสะท้อนกันมา หรือว่ายพรูตามกันไปเป็นฉลา่มกับเหาฉลามอยู่ตลอด ก็คงอดไม่ได้ที่จะคิดว่าตัวเองดีที่สุดถูกที่สุดยิ่งใหญ่ที่สุด

คำวิจารณ์ของ อ.สมศักดิ์นั้น ดิฉันรับได้ ก็ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย ไม่ว่าจะให้พูดเรื่องอาร์เจนตินา ชิลี เกาหลีใต้ ดาวอังคาร อาจารย์ก็จะให้ลากไปถึงสถาบันกษัตริย์ให้่หมด ทั้ง ๆ ที่ยังมีสถาบันอื่น ๆ ที่เป็นปัญหาเช่นกัน และเป็นปัญหาแบบออกฤทธิ์ร่วมเสริมกำลังกัน ทั้งสถาบันกองทัพ สถาบันศาล ฯลฯ แต่เขียนบทความเรื่องอาร์เจนตินา ก็จะให้พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์......คราวหน้าดิฉันเขียนบทความเรื่องเวเนซุเอลา ก็ต้องพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์กระมัง.....ทุกประเทศในโลกนี้มีสถาบันกษัตริย์หมด.......ถ้าเขียนเรื่องมุงก์กับอิบเสน ก็ต้องเขียนเรื่องสถาบันกษัตริย์ด้วยใช่ไหมคะ?.......โอเคค่ะ อาจารย์อยากด่าก็เชิญด่าไป ดิฉันกระจอก.....ก็กระจอกอยู่แล้ว รศ.ก็ไม่ได้เป็นนะคะ ไม่ได้มีเหาฉลามตามสะท้อนเสียงเอคโค่ด้วย ขอบคุณมากค่ะที่วิจารณ์ มีประโยชน์มากค่ะ เชิญวิจารณ์ต่อไป คราวหน้าอาจารย์ไม่ต้องเขียนอะไรให้เสียเวลาเลยค่ะ แค่มาลงชื่อว่า อ.สมศักดิ์ ดิฉันก็ทราบแล้วว่าอาจารย์จะวิจารณ์ว่าดิฉันไม่ได้เขียนเรื่องสถาบันกษัตริย์ น่าจะประหยัดเวลาอาจารย์ไปได้มาก

"Cowards die many times

"Cowards die many times before their deaths,
The valiant never taste of death but once."

Julius Caesar (II, ii, 32-37)

เชคสเปียส์ เขียนไว้กินใจดีมากครับ

อดีตสหายอย่างสมศักดิ์เจียมกับธงชัย ลองเอาไปไตร่ตรองดูนะครับ....

ไอ้ความพยายามจะใช้วาทะ พิศูจน์กันว่าใครจะเป็นผู้กล้าหาญ ใครจะเป็นไอ้ขี้ขลาด ในขบวนการนักคิดล้มเจ้าด้วยกันนั้น

ผมเห็นแววจะแตกหักกันมาหลายทีแล้ว เหมือนเด็กฝรั่งทะเลาะกัน แล้วขีดเส้นไว้ตรงกลาง แล้วท้าทายกันว่าใครแน่จริง

ข้ามเส้นมาเป็นได้มีเรื่องแน่ พึ่งจะเห็นซัดกันเต็มเป็นเกียรติแก่ ผู้ชมฝ่ายตรงข้ามอย่างผมเป็นอันมาก........

ถือฤกษ์ใกล้เคียงกันกับพันธมิตรด่ากันเองกรณ๊ เจซีบีเขมร โดยมิได้นัดหมาย

ในฐานะผู้ชม ที่เห็นว่าแนวความคิดของทั้งคู่นั้นมันยังไม่เหมาะกับทั้งยุคสมัยและรัชสมัย รวมทั้งออกจะไม่เป็นผลต่อการจะ

หวังผลภาคปฏิบัติให้ไดตามจินตนาการของทั้งสองคนในภาวะวิสัยปัจจุบัน...ผมขอให้ความเห็นบ้างก็แล้วกัน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวดที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์นั้น วิธีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทำได้สองวิธีคือ

ทำโดยนักการเมืองในสภา และทำโดยการปฏิวัติฉีกทิ้งเสียแล้วเขียนขึ้นใหม่

นักวิชาการนั้นมีสิทธิให้ความคิดความเห็นได้ แต่ไม่มีสิทธิจะเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง โดยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้ลึกล้ำกว้างไกลเพียงใด ขึ้นอยู่กับ

สองอย่างคือ

ทัศนะคติของนักการเมืองซึ่งด้อำนาจรัฐอยู่ขณะนั้น มีทัศนะคติต่อสถาบันอย่างไร อยากจะแก้ไขไหม

และ พลังประชาชนที่สนับสนุนทฤษฎีของนักวิชาการนั้น เข้มแข็งพอจะสนับสนุนให้พรรคการเมืองชนะการเลือกตั้งไหม

ถ้าตอบว่าใช่ ได้ทั้งคู่ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ ก็จะได้รับมากขึ้น นักกการเมืองและรัฐอาจสนับสนุนทฤษฎี

ล้มเจ้ามากขึ้น หรือเทียบเทียมตนเองเสมอเจ้า อย่างที่นักการเมืองอย่างจอมพลป. หรือแม้ว เคยพยายามทำมาแล้ว.......

แต่..ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทัศนะคติของประชาชนต่อสถาบันเปรียบเทียบกับรัฐบาล ประชาชนเชื่อถือและไว้ใจสถาบันไหน

ยิ่งกว่ากัน ........

อันนี้สำคํญมากต่อทั้งนักการเมืองทั้งนักวิชาการ เพราะถ้าอ่านผิด ก็จะเป็นอย่างทั้ง ไอ้ขี้ขลาด ทั้งผู้กล้า

หาญต้องประสพ ก็คือ ความตายความวิบัติ ก่อน แล้วค่อยไปโต้เถียงกันต่อในนรก ว่าใครเป็น ไอ้ขี้ขลาด ใครกล้าหาญ..

ผมเห็นสมศักดิ์เจียม กับ ธงชัยวิวาทะกันแล้ว นึกถึงหนังอินเดียนแดงที่เคยดูตอนเด็กๆ

เวลาอินเดียนแดงจะไปบุกกองเกวียนคนขาวนั้น ก็จะมีหัวหน้าเผ่าใส่หมวกขนนกขี่ม้านำพลพรรคไปวนเวียนรอบกองเกวียน

หาจังหวะเข้าโจมตี อีตาหัวหน้าเผ่าก็จะหยุดม้าไว้นอกระยะยิงปล่อยให้ลูกสมุนเข้าไปรับลูกปืนคนขาวแบบวัดดวงกันไป

ส่วนไอ้ตัวหมอผีประจำเผ่า ก็ปีนขึ้นไปยอดหน้าผาไกลๆ เต้นแร้งเต้นกาขอพรเทพเจ้าให้พลพรรครบชนะ.......

พอรบแพ้กลับไปที่เผ่า ดันมานั่งเถียงกันว่าใครกล้าหสาญใครขี้ขลาด ระหว่างหมอผี กับ หัวหน้าเผ่า

แท้จริงแล้ว ปัจจัยที่จะทำให้ชนะนั้นมันอยู่ที่ขนาดและจำนวนของพลพรรค ถ้ามีน้อยกว่าสิบเท่าของคนในกองเกวียน รบกี่

ทีก็แพ้ครับ ไม่ต้องเสียอารมณ์มาทะเลาะกัน..........

ถึงอดิเทพ

ถึงอดิเทพ

การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของศูนย์ฯหรือองค์กรใดๆเป็นเรื่องที่สมควรทำป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่คุณทำ เป็นการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน แสดงถึงความมักง่าย/ไร้ความรับผิดชอบ หากคุณมีหลักฐาน ควรนำมาแสดงมากกว่าการใช้คำพูดที่ไม่มีความชัดเจนและไม่ตรงไปตรงมาแบบนี้

ขอบคุณอาจารย์สมศักดิ์ครับ

ขอบคุณอาจารย์สมศักดิ์ครับ สําหรับคอมเม้น
ขอบคุณคุณภัควดีสําหรับบทความยอดเยี่ยมชิ้นนี้ครับ

อ่านการถกเถียงกันระหว่างทั้ง

อ่านการถกเถียงกันระหว่างทั้ง อ.สมศักดิ์ และ ธงชัย ประเด็นของทั้งสองฝ่ายก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้น่ะ ... ผมคิดว่าสิ่งที่ธงชัยพูดว่าเรื่องที่ไม่ได้ทำนั้น ไม่ใช่หมายถึงการพูดเรื่องสถาับันฯ แต่เป็นเรื่องการพูดเรื่องสถาับันในวงกว้าง ... เหมือนกับว่าการพูดวิจารณ์เรื่องนี้ตรงๆในวงกว้าง เช่น การสัมมนา อภิปราย ให้สัมภาษณ์สื่อ มันมีความเสี่ยงมากกว่าที่คิดไว้ ... ซึ่งโดยส่วนตัวก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่เคยเห็นที่ไหนเชิญ อ.สมศักดิ์ไปพูดบ้าง ซึ่งก็เข้าใจว่าผู้จัดคงไม่กล้าเชิญไปเนื่องจากการเชิญบุคคลระดับศาสดาในแผนผังล้มเจ้าไปเป็นวิทยากรจะพาให้การสัมนาทั้งยวงล่มไปด้วย

ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมเข้าใจคำเรียกร้องอยากให้นักวิชาการคนอื่นพูดในประเด็นนี้บ้าง ... เพราะตอนนี้เหมือนกับว่าตัว อ. สมว่าศักดิ์เองได้ถูกสื่อ และ วงสัมนาๆ เซนเซอร์ออกไปจากสารบบแล้ว แม้ว่าช่วงหลังสื่อสีส้มๆอย่างมติชนเองจะนำบทความหลายชิ้นจาก คมก. ทั้งของสมศักดิ์ และท่านอื่นไปลง แต่ก็จะเห็นได้ว่าถ้าเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันนั้นไม่เคยได้รับการเหลียวแลเลย แม้บทความชิ้นนั้นจะน่าสนใจมาก หรือ บางครั้งได้ลงก็ถูกเรียบเรียงใหม่่ตัดส่วนนั้นทิ้งไป

แม้ว่าบางครั้งจะดูเหมือนว่ารูปแบบการเรียกร้องของสมศักดิ์เองจะรุนแรงก้าวร้าวเกินจำเป็นอย่างที่ธงชัยว่าไว้ ซึ่งในส่วนนี้ผมก็เห็นด้วย และ ก็คิดว่าความก้าวร้าวเกินจำเป็นของ อ.สมศักดิ์ นี่เองเป็นส่วนที่ ถ้าไม่ทำให้ถูกสื่อ และ วงสัมนา เซนเซอร์ออกไป ก็ทำให้ความนิยม และ ความแพร่หลายของบทความของอาจารย์ต่ำเกินกว่าศํกยภาพ และ คุณถาพของเนื้องานไปมาก แต่ผมก็เข้าใจแหละว่ามันเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของแต่ละคน แต่ก็ต้องยอมรับว่าบทความของอ.สมศักดิ์นั้นอ่านสนุกต่างจากบทความทางวิชาการทั่วไปมาก แถมยังไม่ได้มีกลิ่นอายความห้าวเกินจำเป็นเลย ซึ่งจะว่าไปแล้วถ้า อ.สมศํกดิ์จะลดเวลาในการโต้เถียงในเว็บบอร์ดลงไปบ้าง แล้วผลิตงานทางวิชาการชิ้นใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯออกมาเยอะๆน่าจะเป็นการช่วยเผยแพร่เรื่องเหล่านี้ในสังคมวงกว้างได้ในทางอ้อม เพราะตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่าถ้าพูดถึงงานอ้างอิงเกี่ยวกับสถาบันนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่พ้นงานของสมศักดิ์ เจียมฯ

ส่วนเรื่องที่ถามความยุติธรรมข

ส่วนเรื่องที่ถามความยุติธรรมของเสื้อเหลืองที่โดนกระทำ (ซึ่งท่านตั้งข้อกล่าวหาว่าผู้กระทำเป็นฝ่ายเสื้อแดง) ซึ่งสำหรับกรณีลอบยิงผู้ชุนนุมนั้นโดยไม่สามารถจับกุม ดำเนินคดีผู้ก่อเหตุ (ซึ่งท่านเชื่อว่าคือเสื้อแดง) ได้นั้น มันไม่ได้น่าแปลกใจเลย ลองเรียบเรียงความทรงจำดูว่าคดีรอบวางระเบิดกี่คดีที่ตำรวจไทยสามารถครี่ครายได้ ... คดีลอบสังหารที่เกิดจากการใช้อาวุธสงครามของทางทหาร กี่คดีที่ดำมืดแปดด้าน ... ตอนที่ พปช เป็นรัฐบาล ตำรวจมีเวลาทำงานอยู่ไม่ถึงครึ่งปี แต่พอ รบ. นี้มาทำงานเกือบสองปี ก็ไม่ได้ช่่วยให้ความกระจ่างกับเรื่องดังกล่าวได้เลย ... ถ้าจะบอกว่าเป็นเพราะตำรวจไม่ตั้งใจทำคดีตั้งแต่แรกเลยทำให้ไม่สามารถหาร่องรอยได้ ... ให้ลองดูคดีลอบยิงสนธิฯ ซึ่งเกิดท่ามกลาง พรก. ในช่วงที่ ปชป. เป็น รบ. เอง ...ท่านจะคิดว่าแกนนำเสื้อเหลืองถูกกระทำโดยเสื้อแดงโดยไม่ที่รัฐไม่ให้ความเป็นธรรมหรือเปล่า ... ทำไมจนบัดนี้ ผ่าน ผบตร. ไปกี่คนแล้วยังไม่เห็นมีความคืบหน้า

สมศักดิ์!

สมศักดิ์! เจ้าจงใจเย็นและใช้สติให้มาก!
ความฉลาดและมองโลกในแง่ดีของเจ้ามันกำลังแปรเปลี่ยนความปราถนาดีให้กลายเป็นความโมโหร้าย!

จงฟังสิ่งที่ธงชัยพูด ธงชัยอาจจะผิดในแง่การให้เหตุผล
แต่สิ่งที่เขาพูดนั้นน่าฟัง

จริงๆแล้วธงชัยไม่ได้ตั้งใจจะพูดในสิ่งที่เจ้าคิดว่าเจ้าได้ยินหรอก เขาก็เป็นมนุษย์และเจ้าก็เป็นมนุษย์เช่นกัน บางครั้งอารมณ์ก็อยู่เหนือเหตุผล แต่สำหรับเจ้า อารมณ์ไม่ได้ทำให้สูญเสียตรรกะไป แต่มันทำให้เจ้ามองไม่เห็นความหมายซ่อนเร้นที่มากับตรรกะที่ผิดพลาด

เจ้าฉลาดเกินไป และเจ้าอาจจะคิดไม่ถึงและคาดหวังว่าทุกคนจะต้องใช้ตรรกะได้ดีเท่าเจ้า เจ้ากราดเกรี้ยวรุนแรง แต่สิ่งที่อาจารย์จะต้องเป็น เจ้าต้องชี้ทางสว่างให้พวกเขา ไม่ใช่ด้วยความกราดเกรี้ยว ด้วยสิ่งที่เจ้าต้องการ ไม่เคยมีคนทำมาก่อน ไม่มีหนังสือเรียนเล่มไหนสอน มีเจ้าและไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้อย่างลึกซึ้ง
อย่าลืมว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้หมกมุ่นกับเรื่องนี้มานานและมากเท่าเจ้า ดังนั้นความคิดในเชิงตรรกะและความเข้าใจความสำคัญ มันจึงเป็นเพียงเปลือก ไม่ใช่แก่นเนื้อหาที่เจ้าคลุกคลีกับมันมาตลอด และเมื่อถึงเวลาต้องหยิบมาใช้ หรือเลือกอธิบาย เจ้าสามารถทำได้ง่ายเหมือนคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ แต่พวกเขาพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น เจ้าต้องเข้าใจตรงจุดนี้

ตรงนี้สำัคัญ ต้องใจเย็น และต้องสั่งสอน ต้องให้เวลา และต้องดุบ้าง แต่มิใช่เกรี้ยวกราด ไม่ใช่เลย

สภาวะที่เกือบทุกคนถูกกดทับมาเนิ่นนานหลายสิบปี มิสามารถทำให้ลุกขึ้นมาได้ทันทีอย่างแข็งแกร่ง แต่เจ้าผู้มิเคยถูกกดทับย่อมมองข้าม เจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ แต่อย่าให้ความกราดเกรี้ยวมาทำลายสภาวะนี้ เจ้าควรจะต้องได้รับการสรรเสริญในยุคนี้ ไม่ใช่ในอีก 100 ปีข้างหน้า และนี่ถือเป็นภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่อีกอย่างของเจ้า!

ภัควดี wrote: คำวิจารณ์ของ

[quote=ภัควดี]

คำวิจารณ์ของ อ.สมศักดิ์นั้น ดิฉันรับได้ ก็ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย ไม่ว่าจะให้พูดเรื่องอาร์เจนตินา ชิลี เกาหลีใต้ ดาวอังคาร อาจารย์ก็จะให้ลากไปถึงสถาบันกษัตริย์ให้่หมด ทั้ง ๆ ที่ยังมีสถาบันอื่น ๆ ที่เป็นปัญหาเช่นกัน และเป็นปัญหาแบบออกฤทธิ์ร่วมเสริมกำลังกัน ทั้งสถาบันกองทัพ สถาบันศาล ฯลฯ แต่เขียนบทความเรื่องอาร์เจนตินา ก็จะให้พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์......คราวหน้าดิฉันเขียนบทความเรื่องเวเนซุเอลา ก็ต้องพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์กระมัง.....ทุกประเทศในโลกนี้มีสถาบันกษัตริย์หมด.......ถ้าเขียนเรื่องมุงก์กับอิบเสน ก็ต้องเขียนเรื่องสถาบันกษัตริย์ด้วยใช่ไหมคะ?.......โอเคค่ะ อาจารย์อยากด่าก็เชิญด่าไป ดิฉันกระจอก.....ก็กระจอกอยู่แล้ว รศ.ก็ไม่ได้เป็นนะคะ ไม่ได้มีเหาฉลามตามสะท้อนเสียงเอคโค่ด้วย ขอบคุณมากค่ะที่วิจารณ์ มีประโยชน์มากค่ะ เชิญวิจารณ์ต่อไป คราวหน้าอาจารย์ไม่ต้องเขียนอะไรให้เสียเวลาเลยค่ะ แค่มาลงชื่อว่า อ.สมศักดิ์ ดิฉันก็ทราบแล้วว่าอาจารย์จะวิจารณ์ว่าดิฉันไม่ได้เขียนเรื่องสถาบันกษัตริย์ น่าจะประหยัดเวลาอาจารย์ไปได้มาก[/quote]

เดี๋ยวนี้ ในกรณีประเทศ เรียกร้องให้พูดเรืองสถาบันกษัตริย์กลายเป็นการ "ลากไปถึง..หมด" แล้ว? แล้วที่ทีผ่านมา คุณภัควดี ไม่ยอมพูดเลย รวมถึง[b]ในขณะที่คุณภัคดวีพูดเรืองเมืองไทยแท้ๆ[/b] แต่ก็ไม่ยอมพูดเลย จะเรียกว่าอะไร? argument ของคุณภัควดี จะ"ฟังขึ้น"ก็ต่อเมื่อ ในขณะที่คุณภัควดีพูดเรือ่งเมืองไทย เรื่องความขัดแย้งการเมือง (รวมถึงสมัยที่ยัง "อิน" กับการไล่ทักษิณแบบเอาเป็นเอาตายด้วย) คุณภัควดี พูดเรื่องสถาบันฯ อยู่แล้ว ถ้ายัง การทีผมยกประเด็นเรื่องเมือ่วานนี้ ไม่พูด จึงจะมาวิจารณ์ผมได้จริงๆว่า ผม "ลาก" เพราะมันแสดงให้เห็ฯว่า ที่ไม่พูด ไม่เกี่ยวกับการที่กำลังพูดเรือ่งอาร์เจนติน่า (พูดไม่ได้ ไมงั้นเป็นการ "ลาก") แต่เพราะ ไม่พูดเเอง[b] แม้แต่พูดเรือ่งเมือง ก็ยังไม่ยอมพูด[/b] (ปล . อย่างนี้เรียกว่า "กระจอก" ได้ไหมครับ?)

ประเด็นที่เมือ่วานพูดไป และตอนแรก ภัควดี ทำท่าจะเห็นด้วย แตมาเปลี่ยนน้ำเส่ียง (ก็โอเค ไม่ว่ากัน) ว่าทำไม ควรต้องเกี่ยวกับสถาบันฯ ผมเขียนไปข้างบน ความจริง ก็น่าจะชัดเจน [b]ถ้าเห็นว่าผิด ก็น่าจะมี ความ"กระจอก"น้อยกว่านี้ ในการเถียง ไม่ใช่แค่อ้างเรื่อง "ลาก" (ซึ่งผมแสดงให้เห็ฯข้างบนว่า ไม่จริง เพราะต่อให้พูดเรือ่งไทย ก็ไม่ยอมพูดอยู่ดี ไมใช่ว่า ตอนนี้มาอ้างว่า เพราะพูดเรือ่งอาร์เจนติน่า - [b]คราวหลังในการเถียง ควร honest กับตัวเองมากกว่านี้หน่อยนะครับ ไมใช่อ้าง ในสิ่งที่ตัวเอง ก็ไมใช่เหตุผลจริงๆ ถ้าเหตุผลอยู่ทีอาร์เจนติน่า จึงไม่พูด แล้วที่ผ่านมาไม่พูด ทั้งๆที่พูดเรืองไทย จะอ้างเหตุผลอะไรครับคราวนี้?[/b]

เหตุผลสรุปให้ดูอีกครั้ง
1. Transitional Jusice จะมีไม่ได้ ถ้าไม่มี Transition ก่อน
2. ในบริบทประเทศไทย (โปรดสังเกตด้วยว่า แม้แต่คนที่พูดเรือ่งต่างประเทศ [b]รวมทั้งภัควดีด้วย ก็ล้วนพูดพาดพิงมาถึงไทยทั้งสิ้น เพียงแต่ "กระจอก" เกินกว่าจะพาดพิงเรืองสถาบันเท่าน้ัน[/b]) เรื่อง Transition ไม่อาจแยกออกจากเรือง สถาบันกษัตริย์โดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ ถ้าอ่านที่ผมเขียนไป จะเห็นว่า ผมได้เสนอในบริบทของการอภิปรายของบรรดานักวิชาการที่อ้างประชาธิปไตย ในระยะ 6 เดือนทีผ่านมา รวมทั้งภัึควดีด้วย ว่า จนบัดนี้ ยังม่ยอมรอภิปรายปะรเด็นสถาบันกษัตริย์ ดังนั้น การพูดเรื่องต่างประเทศ ซึี่งเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นที่ท่ำไมไม่พูดเรื่องสถาบันฯ เพราะตอนพูดเรืองเมืองไทย ก็ไม่พูดเช่นกัน

ขออภัยอย่างแรง

ขออภัยอย่างแรง ความเห็นข้างบนนี้ พิมพ์ด้วยความเร็วมาก เพราะเช้าๆ ต้องทำงานหลายอย่าง ทำให้พิมพ์ผิดและตกหล่นหลายคำ โดยเฉพาะ "เมืองไทย" หรือ "การเมืองไทย" ดันตกคำว่า "ไทย" ถึง 2 ครั้ง (และยังใส่ code ตัว bold พลาด) ขออภัยในความไม่สะดวกในการอ่าน

สำหรับคนทีขี้เกียจหา

สำหรับคนทีขี้เกียจหา หรือหาไม่เจอ (และอาจจะสำหรับคุณภัควดี เตือนความจำว่า ทำไมผมจึงยืนยันว่า การพูดเรื่อง Transition เกี่ยวข้องกับประเด็นสถาบันกษัตริย์)
ดูความเห็นข้่างบนนี้ อีกครั้ง
[url]http://www.prachatai3.info/node/31728/talk#comment-341020[/url]

Thongchai wrote:PLEASE

[quote=Thongchai]PLEASE ORGANISE A PUBLIC CAMPAIGN ON THE MONARCHY IN THE WAYS YOU DEMAND OHERS TO DO. .[/quote]

นิดนึงนะ ความจริง ขี้เกียจอยู่ เพราะความเห็นธงชัยอันนี้โดยรวมๆ มันห่วย จนเหลือเชื่อ แต่มีคนเอาข้อความนี้ไปอ้าง ที่บอร์ดอื่นเหมือนกัน

[b][color=#FF0000]นี่เป็นการบิดเบือนนะ ผมไม่เคย "demand" ว่า นักวิชาการต้อง organize a public campaign on the monarchy เลยครับ

แค่เรียกร้องให้อภิปรายประเด็นนี้ ทางสาธารณะเท่านั้น[/color][/b]

พูดไปแล้วเศร้าอยู่นะ ธงชัย ในความเห็นนี้ "จนตรอก" ขนาดหนัก ขนาดพูดอะไรที่ไม่ make sense เลยแม้แต่นิดเดียว ("สมศักดิ์ ไม่ยอมเสี่ยง แต่วิจารณ์ให้คนอื่นไปเสี่ยง" มันเหมือนใครบอกว่า "ธงชัยไม่เขียนบทความวิชาการ แต่วิจารณ์ให้คนอื่นเขียนบทความวิชาการ" นั่นแหละ)

ประโยคที่ธงชัยอุตส่าห์ทำตัวใหญ่ทั้งประโยคนี้ ก็เช่นกัน [b]เป็นเรื่องโกหกบิดเบือน ล้วนๆ[/b]เลยครับ

ที่คุณภัควดีเขียนข้างบน คำวิจ

ที่คุณภัควดีเขียนข้างบน
[i]คำวิจารณ์ของ อ.สมศักดิ์นั้น ดิฉันรับได้ ก็ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย ไม่ว่าจะให้พูดเรื่องอาร์เจนตินา ชิลี เกาหลีใต้ ดาวอังคาร อาจารย์ก็จะให้ลากไปถึงสถาบันกษัตริย์ให้่หมด ทั้ง ๆ ที่ยังมีสถาบันอื่น ๆ ที่เป็นปัญหาเช่นกัน และเป็นปัญหาแบบออกฤทธิ์ร่วมเสริมกำลังกัน ทั้งสถาบันกองทัพ สถาบันศาล ฯลฯ [/i]

จริงๆแล้ว กับเมืองไทย (หรือการพูดอาร์เจนติน่า เมื่อวานนี้ ซึ่งก็พาดพิงถึงเมืองไทย) ใช้ไม่ได้ (แต่มีคนเคยใช้มาโต้อยู่) คือต่อให้บอกว่า "มีสถาบันอื่นๆที่เป็นปัญหาเช่นกัน" เช่น กองทัพ ศาล ฯลฯ

ก็ใช้อธิบายการไม่ยอมอภิปรายสถาบันกษัตริย์ไม่ได้หรอกครับ เพราะ (ก) ต่อให้ยอมรับว่า กองทัพ ศาล มีความสำคัญ คงไม่มีใครสติเสียขนาดอภิปรายว่า สถาบันกษัตริย์สำคัญน้อยกว่ามากๆๆ จนละเลยไม่อภิปรายได้ ใช้การอภิปรา กองทัพ ศาล ฯลฯ แทน เป้นเรื่องสำคัญกว่า (ข) อันทีจริง ในกรณีเมืองไทย argument ที่วา สถาบันกษัตริย์สำคัญกว่า กองทัพ ศาล ฯลฯ ฟังมีน้ำหนักว่าด้วยซ้ำ

ประเด็นคือ การไม่อภิปรายสถาบันกษัตริย์ในบรรดานักวิชาการไทย (คุณภัควดี included) อยู่ในระดับเรียกว่า absolute zero เลย ซึ่งไม่สามารถใช้เหตุผลใดๆมาอ้างทั้งสิ้น [b]ถ้ายังอภิปรายสาธารณะ โดยอ้างความเป็นประชาธิปไตยอยู่ (อย่างที่นักวิชาการที่ผมวิจารณ์ รวมถึงคุณภัควดีทำกัน)[/b] รวมทั้งเหตุผลประเภท "มีสถาบันอืนๆทีเป็นปัญหา" ด้วย

จริงๆแล้ว ผมว่า ลึกๆ ถ้าบรรดานักวิชาการที่ผมวิจารณ์ honest กับตัวเองจริงๆ ก็รุ้วา ทีผ่านมา ที่ไมอภิปรายนั้น ไมใช่เพราะหาเหตุผลในเชิง "ไม่สำคัญ" "มีอันอื่นก็สำคัญมากกว่า" หรอกครับ (ทั้ง 2 เหตุผลทียกมา ใช้ไม่ได้เลย - เรือง "มีอันอื่นทีสำคัญ" นะ ต่อให้สมมุติว่า "ฟังขึ้น" สมมุติ นะ ก็ใช้ไม่ได้ .. เห็นทุกคน อภิปรายประเด็นอืน่ที่ไม่สำคัญ เรื่องจิปาถะ สารพัด ก็บ่อย (ชีวิต ผู้หญิง ละครทีวี ฯลฯ) ไอ้พวกหลังนี่ ยิ่งไปกันใหญ่ จะอ้างว่า "สำคัญกว่า" ยิ่งอ้างไม่ได้)

เรื่องสถาบันฯ นักวิชาการยุคนี้ (ทีอ้างประชาธิปไตย) รวมทั้งกรณีคุณภัควดี และคนอื่นๆเมือวานนี้ ชวนให้นึกถึงเรื่อง bad faithที่ Satre พูด (ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด) คือลึกๆ ก็รู้ หรือควรรู้ว่า สำคัญ[b] และลึกๆก็รู้ว่า ที่ไม่อภิปราย ไม่ใช่เหตุผลใดๆในเชิงหลักการท้ังสิ้น[/b] แต่ยังอตุส่าห์ พยายามแก้ตัว[b]กับตัวเอง[/b] ว่า เป็นเหตุผลสารพัด (ทำเรื่องอื่นอยู่บ้าง (ความจริงเห็นพูดอยู่แทบทุกเรือง รวมทั้งที่เกี่ยวกับการเมืองด้วย), ไม่สำคัญ มีอันอื่นสำคัญกว่าบ้าง ฯลฯ) นี่คือ bad faith คือ ปัด responsibility ของตัวเอง ในขณะที่ความจริงคือตัวเองเป็นฝ่าย choose ทีจะไม่ทำเอง แต่อ้างว่าเป็นเหตุผลอื่นๆ

นี่ครับ

นี่ครับ เห็นคุณภัควดียกเรื่องมีปัญหาอื่นๆ "กองทัพ ศาล" ชวนให้นึกถึงอันนี้ พาดหัวมติชนออนไลน์เช้านี้

"ปลัดยุติธรรมฟันธง ไม่อยากให้สงครามแห่งความขัดแย้งเกิดซ้ำ ต้องปฏิรูป ทหาร-ตำรวจ-ศาล"
[url]http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1288877626&grpid=00&catid=[/url]

เห็นไหมครับ บรรดานักวิชาการทีมักเชื่ออย่างภูมิใจว่า ตัวเองไมใช่"กระแสหลัก" เป็นพวก"ทวนกระแส" ฯลฯ เสนอประเด็น หรือที่สำคัญ "กรอบความคิด" เหมือนพวกข้าราชการะดับสูงเป๊ะ เลย

ภัควดี

[quote=ภัควดี]ดิฉันอยากเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เกรียนฟัง ในนิยายของโก้วเล้งเรื่อง "พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม" มีตอนหนึ่งที่พูดถึง "มือสังหาร" รูปแบบต่าง ๆ ในเรื่องบอกว่า มือสังหารรับจ้างฆ่าที่สุดยอดที่สุดในยุทธภพ คือมือสังหารที่ไม่เคยลงมือฆ่าใครเลย แต่เขาใช้วิธีตามติดคนที่เขาต้องการฆ่า แล้วคอยพูดซ้ำเป็นเสียงสะท้อนเอคโค่ทุกประโยค จนกระทั่งคนที่เขาต้องการฆ่านั้นเป็นบ้าไปเอง เพราะคนเราย่อมทนไม่ได้ที่ได้ยินเสียงสะท้อนของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ดิฉันไม่ทราบว่า กลุ่มคนบางกลุ่มในชุมชนคนเหมือนกันนั้นทนเสียงสะท้อนของกันและกันอยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร ดิฉันไม่ทราบว่าบางครั้งพวกคุณเกิดอาการวิปลาสรวมหมู่กันไปแล้วหรือไม่ คนเรานั้นฟังแต่เสียงสะท้อนกันไปสะท้อนกันมา หรือว่ายพรูตามกันไปเป็นฉลา่มกับเหาฉลามอยู่ตลอด ก็คงอดไม่ได้ที่จะคิดว่าตัวเองดีที่สุดถูกที่สุดยิ่งใหญ่ที่สุด
[/quote]
"แปลก" ดี (ใน "..." เพราะความจริง หลังจากดูฟัง บรรดานักวิชาการ รวมทั้ง ธงชัย ภัควดี พยายามแก้ตัวเรื่องสถาบันกษัตริย์แล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกเท่าใด) ที่ภัควดี พูดแบบนี้มา โดยไม่ตระหนัก ถึงความ irony ของสิ่งที่ตัวเองทำ และแวดวงที่ตัวเองอยู่

ไม่รู้สึกว่า พวกคุณภัควดี "ทนเสียงสะท้อนของกันและกันอยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร" บ้างหรือครับ? เรื่องที่คุณภัควดีและคนในแวดวงพูดน่ะ มีความ "หลากหลาย" นักหรือครับ? รวมทั้งเรื่อง การไม่พูดเรือ่งสถาบ้นกษัตริย์กันเลยน่ะ ไม่รู้สึกเป้น "เสียง(ของความเงียบที่)สะท้อนกันและกัน" จน "แสบแก้วหู" บ้างหรือคร้ับ

พูดจริงๆนะ ยิ่งพยายามแก้ตัว ดีเฟนด์เรื่องการไม่พูดเรืองสถาบัน ผมว่ามีแต่"เข้าตัวเอง"ทั้งน้ันแหละ ตราบเท่าที่ยังอ้างเรืองประชาธิปไตย ฯลฯ คือ แก้ตัวด้วยเหตุผลอะไรก็แก้ตัวไม่ได้ มีแต่จะแสดงความเสื่อมของการใช้เหตุผลมากขึ้นๆเท่านั้น

ถามจริงๆเถอะ ทนกับตัวเองได้ยังไงนะครับ ขณะทีอ้างประชาธิปไตย (ขณะที่มี records ของการเกลียดนักเมือง ขนาดฟังแล้วปวดขี้) แต่พอถึงเรือ่งสถาบัน ก็เงียบเป็นเป่าสาก? "ทน" กับ"คุณธรรมา" หรือ "ความเชื่อในใจตัวเองว่า ตัวเองเชือ่ในประชาธิปไตย" ได้ยังไงครับ? [b]โดยเฉพาะในช่วงใกล้ๆทีผ่านมา 6 เดือน ที่เห็นข่าวคนธรรมดา ทีไม่มีอภิสิทธิ์ทางฐานะสังคม ไม่มี skill ในแง่การเขียน การแสดงออก เขาไปตะโกนกันทีราชประสงค์ ไปเขียน graffiti และทำอะไรอีกหลายอย่าง แล้วเสี่ยงกับการโดนจับ ฯลฯ ไม่ต้องพูดถึงเรืองคนตายเป็นร้อย เจ็บเป็นพัน

[color=#FF0000]คุณภัควดี ในฐานะปัญญาชน ที่มีทั้งอภิสิทธิ์ฐานะสังคมมีทั้ง skill ในการเขียน แต่กลับละเลย ปล่อยให้สถานการณ์ทีเพิ่งพูดเกิดขึั้น แต่ก็บอกตัวเองว่า รักประชาธิปไตย ฯลฯ ทนกับตัวเองได้ยังไงครับ บอกตัวเองยังไงในการเขียนแต่ละครั้ง ที่หลีกเลี่ยงไม่ยอมใช้สถานะและ skill ของตัวเอง ทำในสิ่งที่คุณรู้แน่นอนว่า ควรต้องทำ? บอกตัวเองยังไง? [/color][/b]

คุณภัควดี และนักวิชาการใน

คุณภัควดี และนักวิชาการใน panel เดียวกัน เมือ่วาน[b]ทุกคน[/b] ล้วนรู้อยู่แก่ใจตัวเองว่า

1. เรื่อง Transition Justice ในต่างประเทศที่พูดกันเมือวานนี้ [b]ไม่ใช่พูดเพื่อศึกษาต่างประเทศลอย แต่เพื่อเชื่อมโยงกับกรณีประเทศไทย[/b] และ
2. กรณีประเทศไทย (ยิ่งถ้าเทียบกับต่างประเทศ) เรื่อง Transition นั้น แยกไม่ออกเด็ดขาด กับปัญหาสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์

แต่ขณะเดียวกัน คุณภัควดีและนักวิชาการทุกคน ก็ยังพร้อมใจกัน "เงียบ" ไม่พูดถึง [b]ทั้งๆที่รู้ใน 2 ข้อนี้ดี[/b]

บอกกับตัวเองยังไงครับ?
ถามจริงๆ แค่ปลอบใจตัวเอง ว่า "เป็นเรื่องต่างประเทศ" นะ ไม่ต้องพูดก้ได้?

นึกถึงคนทีตายเป็นเบือ นึกถึงบรรดาคนที่ไปตะโกน ไปเขียน graffiti ฯลฯ แล้วไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือครับ?

ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือที่ยังอุตส่าห์มากระแนะกระแหน ประชดประชัดเสียดสีเรื่องคนทีฟ้าเดียวกันพูดอะไรกันเองซ้ำๆกัน?

จนป่านนี้ ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือครับว่าที่ตัวเองทำอยู่น่ะ มัน "ผิดปกติ" [b]ผิดกับหลัการที่ตัวเองอ้างว่าตัวเองยึดถืออย่างยิ่งแท้ๆ[/b]?

บอกกับตัวเองยังไงครับ?

ทีคุณภัควดี โต้กับอติเทพนั้น

ทีคุณภัควดี โต้กับอติเทพนั้น ผมไม่ต้องแสดงความเห็นแทนอติเทพ เพราะเขาดีเฟนด์ตัวเองได้
แต่ที่ผมสลดใจมากๆ คือ เรื่องที่ อุตส่าห์ไปประชดประชันเสียดสี ว่าเขาเป็น "เกรียน" น่ะครับ

คุณภัควดี ไม่รู้สึกอะไรในใจตัวเองบ้างหรือว่า เด็กที่อายุน้อยกว่าคุณภัควดีตั้งหลายปี การศึกษาก็ยังน้อยกว่า skill ด้านการเขียนก็น้อยกว่า ฯลฯ กลับกล้าที่จะ raise ประเด็นเรื่องสถาบันที่คุณภัควดีไม่ยอมพูดเองตรงๆ (ความจริง เขาจะพูดมากกว่านี้ด้วยซ้ำ ผมเตือนเขาบ่อยไปว่า อย่าดีกว่า เสี่ยงเกินไปสำหรับเขา) ?

ไม่รู้สึกหรือครับว่า (ถ้าพูดแบบชาวบ้านๆ) ควร "อายเด็ก" เขาบ้าง?

เห็นสมศักดิ์กับลูุกสมุนอติเทพ

เห็นสมศักดิ์กับลูุกสมุนอติเทพพูดเรื่องคนถูกจับนักหนา

ขอถามคำเดียวสมศักดิ์และอติเทพทำอะไรบ้างเพื่อช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่ถูกจับในช่วงที่ผ่านมา ทำอะไรเรื่องสุชาติ นาคบางไทร หรือหญิงสองคนที่โดนหมายจับเร็วๆ นี้

ขอให้ตอบประเด็นนี้ด้วยอย่างชัดเจน อย่าหลบไปเรื่องอื่น ขอท้าให้ตอบให้ชัดว่าได้ทำอะไรในเรื่องแบบนี้ เพราะถ้าตอบไม่ได้ คนอย่างพวกคุณก็เป็นแค่เศษสวะที่เหยียบศพคนเจ็บคนตายไปด่าคนอื่น โดยที่มือของคุณไม่เคยลงมือทำอะไรเพื่อพวกเขาเหล่านนี้แม้แต่กระผีกเดียว

ขอย้ำ ขอถามสมศักดิ์กับอติเทพอีกครั้งว่าในฐานะนักวิชาการชื่อดังของประเทศ ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ในฐานะศาสดาของเว็บบอร์ด สมศักดิ์ทำอะไรเพื่อคนที่ถูกจับไปแล้ว ขอถามนายอติเพทในฐานะที่ไปเที่ยวปราศรัยเกาะเวทีเสื้อแดงว่าเป็นผู้นำขบวนการนักศึกษา ขอถามว่าตัวคุณในฐานะผู้นำนักศึกษาได้ทำอะไรเพื่อคนที่ถูกจับถูกไล่ล่าไปแล้ว ขอให้ตอบอย่างชัดเจน อย่างเป็นรูปธรรม อย่าตอบนอกเรื่องเพ้อเจ้อไปเรื่องอื่น

ถ้าตอบไม่ได้หรือเลี่ยงไปตอบเรื่องอื่น คุณก็คือพวกบัดซบที่ใช้ศพใช้คนที่ติดคุกเป็นเครื่องมือยกหางพวกคุณเอง

เห็นสมศักดิ์กับลูุกสมุนอติเทพ

เห็นสมศักดิ์กับลูุกสมุนอติเทพพูดเรื่องคนถูกจับนักหนา

ขอถามคำเดียวสมศักดิ์และอติเทพทำอะไรบ้างเพื่อช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่ถูกจับในช่วงที่ผ่านมา ทำอะไรเรื่องสุชาติ นาคบางไทร หรือหญิงสองคนที่โดนหมายจับเร็วๆ นี้

ขอให้ตอบประเด็นนี้ด้วยอย่างชัดเจน อย่าหลบไปเรื่องอื่น ขอท้าให้ตอบให้ชัดว่าได้ทำอะไรในเรื่องแบบนี้ เพราะถ้าตอบไม่ได้ คนอย่างพวกคุณก็เป็นแค่เศษสวะที่เหยียบศพคนเจ็บคนตายไปด่าคนอื่น โดยที่มือของคุณไม่เคยลงมือทำอะไรเพื่อพวกเขาเหล่านนี้แม้แต่กระผีกเดียว

ขอย้ำ ขอถามสมศักดิ์กับอติเทพอีกครั้งว่าในฐานะนักวิชาการชื่อดังของประเทศ ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ในฐานะศาสดาของเว็บบอร์ด สมศักดิ์ทำอะไรเพื่อคนที่ถูกจับไปแล้ว ขอถามนายอติเพทในฐานะที่ไปเที่ยวปราศรัยเกาะเวทีเสื้อแดงว่าเป็นผู้นำขบวนการนักศึกษา ขอถามว่าตัวคุณในฐานะผู้นำนักศึกษาได้ทำอะไรเพื่อคนที่ถูกจับถูกไล่ล่าไปแล้ว ขอให้ตอบอย่างชัดเจน อย่างเป็นรูปธรรม อย่าตอบนอกเรื่องเพ้อเจ้อไปเรื่องอื่น

ถ้าตอบไม่ได้หรือเลี่ยงไปตอบเรื่องอื่น คุณก็คือพวกบัดซบที่ใช้ศพใช้คนที่ติดคุกเป็นเครื่องมือยกหางพวกคุณเอง

เวลาจะตอบเกรียน

เวลาจะตอบเกรียน วิธีที่ดีที่สุดก็คือตบเกรียน ดิฉันไม่แคร์หรอกว่าจะทำให้ตัวเองเสียภาพพจน์อะไร เพราะดิฉันไม่เคยนั่งสร้างภาพพจน์หรือทำตัวเป็นดาราศาสดาที่ไหนอยู่แล้ว ใครจะชื่นชอบ ใครจะผิดหวัง ก็เรื่องของเขา จะให้ตอบเป็นเหตุเป็นผลอะไรกับพวกเกรียนที่แค่อยากโชว์พาว ไม่ทราบจะเสียเวลาไปทำไม?

ดิฉันก็ยังยืนยันว่า สิ่งที่คุณวิจารณ์ ดิฉันรับได้ แต่พอคุณเวิ่นเว้อน่ารำคาญมาก ๆ ดิฉันก็ชักอยากทะเลาะขึ้นมาบ้่างเหมือนกัน ไม่ทะเลาะกันวันนี้ ก็ต้องทะเลาะกันวันหน้าอยู่แล้ว คุณเขียนโพสต์มากมายวนไปวนมาย้ำคิดย้ำทำ สรุปเนื้อความได้แค่ประโยคเดียว ดิฉันถึงบอกว่า คราวหน้าไม่ต้องเสียเวลาเขียนหรอกค่ะ แค่มาลงชื่อก็รู้แล้วว่าจะวิจารณ์อะไร

คุณชอบเที่ยวกำหนดให้คนอื่นว่าพูดอะไรได้บ้างไม่้ได้บ้าง ล่าสุดขนาดมีหน้าไปบอกคนอื่นว่ายกบทกวีของหลู่ซิ่นมาพูดขำ ๆ ยังไม่ได้ ไม่ทราบว่าทำตัวเป็นบิ๊กบราเธอร์นี่ ไม่ละอายใจบ้างหรืออย่างไร เห็นเที่ยวเรียกร้องหาความละอายใจจากคนอื่นอยู่ตลอด

พันไพร

[quote=พันไพร]
ขอให้ตอบประเด็นนี้ด้วยอย่างชัดเจน อย่าหลบไปเรื่องอื่น ขอท้าให้ตอบให้ชัดว่าได้ทำอะไรในเรื่องแบบนี้ เพราะถ้าตอบไม่ได้ คนอย่างพวกคุณก็เป็นแค่เศษสวะที่เหยียบศพคนเจ็บคนตายไปด่าคนอื่น โดยที่มือของคุณไม่เคยลงมือทำอะไรเพื่อพวกเขาเหล่านนี้แม้แต่กระผีกเดียว
[/quote]
หึๆ ขำดี
"เพราะถ้าตอบไม่ได้" "ในเรื่องแบบนี้" ... ?
ทำไมถึงต้อง "เรื่องแบบนี้" นะครับ?

argument ของคุณ จะใช้ได้ผล มีน้ำหนัก ก็ต่อเมื่อ ผมเสนอว่าต้องทำบางอย่างที่เป็นรูปธรรมในกรณีทีคุณยกมา แล้วผมกลับไม่ทำ (เช่น ถ้าผมบอกว่า ทุกคนต้องไปเยี่ยมคุณสุชาตินะ แต่ตัวเองกลับไม่ไปเยี่ยม)

ประเด็นการวิจารณ์เรื่องนักวิชาการกับสถาบันฯ ผมไม่เคยเสนอว่าว่า "ต้องทำอะไร" ในความหมายนี้เลย เสนอเพียงว่า ต้องอภิปราย ทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะ ซึี่งเป็นสิ่งทีนักวิชาการปฏิเสธที่จะทำ แม้แต่มีโอกาสหรือในเรื่องที่ควรทำ เช่นในการสัมมนาเมื่อวานนี้ หรือในบริบทของการสัมมนาหลายสิบครั้งในรอบ 6 เดือนที่ผานมา

พูดถึง"ทำอะไร"เรืองรูปธรรมกรณีคุณสุชาติ กับผู้หญิง 2 คน (ซึี่งจนบัดนี้ ผมไม่ทราบว่าเป็นใคร เข้าใจา คนทั่วไป ถ้าไม่ใช่ตำรวจก็ไม่ทราบ เพราะไม่มีการปล่อยชื่อเสียงเรียงนาม และรายละเอียดออกมา เท่าที่ผมอ่านเจอจนเมื่อวานนี้นะ แต่วันนี้ยังไม่ได้เช็คข่าวอีกที - คุณเสนอว่า ควรทำ"อะไร"บ้างนะ ที่ผมทำได้ แต่ไม่ยอมทำ? คุณสุชาตินั้น เจ้าตัวแสดงเจตจำนงค์ชัดเจนว่า ต้องการ "สารภาพ" ไม่ต้องการทนาย ไม่ต้องการอุทธรณ์ ฎีกา (ผมเขียนวิเคราะห์เรื่องนี้อยู่ว่าทำไม - อย่างนี้ ถือเป็นการ "ทำอะไร" ได้บ้างไหม? ดูที่บอร์ดคนเหมือนกัน หรือ ไทยอีนิวส์) กรณีผู้หญิง 2 คนนั้น อย่างที่บอกว่า ขณะนี้ ยังไม่ทราบแม้แต่ว่าเป็นใคร และตำรวจก็ยังจับตัวไม่ได้

แต่ทีอภิปรายเรื่องสถาบันฯ ไม่ใช่เกียวข้องกับเรื่องรูปธรรมที่คุณพูดอยู่นี้หรือ? และนี่คือสิ่งที่ผมเรียกร้องนักวิชาการ ทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้และถนัด คือเขียน พูด ให้เหตุผลโต้แย้งทางสาธารณะ เรื่องพวกนี้ ผมก็ทำมาอยู่กว่า 10 ปีแล้ว คุณคงไม่สติเสียแบบธงชัยอีกคนกระมังว่าผมให้คนอื่นเสี่ยงทำ แต่ตัวเองไม่ยอมทำ?

คราวนี้ดิฉันอยากใช้่วิธีของคุ

คราวนี้ดิฉันอยากใช้่วิธีของคุณมากำหนดสิ่งที่คุณจะพูดบ้าง ถ้าอยากจะทะเลาะกัน ก็อย่าพูดสิ่งต่อไปนี้

1. เลิกพูดคำว่า "คนระดับ...." เช่น คนระดับธงชัย คนระดับภัควดี ฯลฯ (คุณเคยพูดคำว่า คนระดับภัควดี ที่อื่น) นี่เป็นเรื่องที่ดิฉันรำคาญมานานแล้ว ระดับที่คุณยกมานี่ ไม่ทราบคุณเอาอะไรวัด ไม้บรรทัดส่วนตัวหรืออย่างไร? แล้วไอ้การวัดคนเป็นระดับนี่ หมายถึงคุณเห็นว่าคนไม่เท่ากันใช่ไหม? นายธงชัย นางภัควดีนี่ มันเป็นปัญญาชนสูงส่งกว่าชาวบ้านธรรมดาตรงไหน? ไอ้การวัดคนเป็นระดับมันสะท้อนถึงสันดานศักดินาในใจคุณหรือเปล่า? ถ้ามีความละอายใจอยู่บ้าง ขอร้องให้เลิกพูดคำพวกนี้เถอะ ปากอ้างว่าตัวเองวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ แต่ยังยึดติดในวัฒนธรรมหมอบคลาน ก็เชิญไปอยู่กับ ส.ศิวรักษ์ดีกว่า

2. ไอ้ประโยคเวิ่นเว้อแอ๊บย้วยประเภท "โกรธจนต้องออกไปเดินเล่น" "อ่านแล้วหดหู่ใจ" ฯลฯ คุณรู้สึกอย่างไร ไม่ต้องมาบอกดิฉันหรอก ดิฉันไม่สนใจไม่ต้องการทราบ คุณจะโกรธจนออกไปเดินเล่นเป็นพระเอกหนังไทย ก็เรื่องของคุณ จะมาเขียนให้มันเปลืองเนื้อที่ทำไม ไม่อย่างนั้นดิฉันต้องมานั่งเขียนหรือเปล่าว่า "อ่านความคิด รศ. ดร. สมศํกดิ์ แล้วอนาถใจจนปวดมวนในท้อง ต้องไปนั่งขี้ในส้วมให้ลำไส้โล่งก่อนแล้วค่อยมาเขียนต่อ" จะทะเลาะกันก็รีบ ๆ ทะเลาะกันให้จบ เข้าเรื่องเข้าประเด็นไปเลย ไม่ใช่มานั่งแต่งนิยายหรือเล่นละครแข่งกัน

ดิฉันทราบดีว่า ไอ้การบรรยายความรู้สึกส่วนตัวพวกนั้น มันคงเป็นการหยอดมุกเช็คเรทติ้งแบบที่ภาษาวงการบันเทิงเขาเรียกว่า "แฟนเซอร์วิส" บรรดาแฟนคลับเหาฉลามทั้งหลายก็คงพร้อมกรี๊ดกร๊าดกันอยู่แล้ว แต่ที่นี่ไม่ใช่เว็บชุมชนคนเหมือนกัน อยากจะหยอดมุกแฟนเซอร์วิสกันอย่างไร เชิญไปที่นั่น ดิฉันขี้เกียจเสียเวลาอ่้านอะไรเลี่ยน ๆ พวกนั้น เราต่างคนต่างก็มีงานจมหัวจมหูต้องทำอีกเยอะ จะมานั่งทะเลาะกันเป็นละครลิงให้คนชอบดราม่าปูเสื่อกินมาม่้าดูกันครึกครื้นตลอดไปคงเป็นไปไม่ได้

3. หวังว่าระหว่างที่ทะเลาะกัน คงไม่มีพวกเหาฉลามมาส่้งเสียงเอคโค่ว่า "ไม่เข้าใจว่าสมศักดิ์พูดบลาบลาบลา ทำไมภัควดีไม่เข้าใจ" ไอ้โพสต์ประเภทนี้ไม่ทราบจะโพสต์ไปทำไม ดิฉันเคยพูดหลายที่แล้วว่า "ทะเลาะกับสมศักดิ์ยังพอทน แต่ไอ้พวกเหาฉลามเสียงเอคโค่นี่สิสุดทนทาน" เมื่อก่อนดิฉันหน่อมแน้มไม่กล้า่ด่าเกรียน แต่เดี๋ยวนี้บอกไว้เลยว่า ถ้าไร้สาระแบบนี้มา จะตบกบาลกลางธารกำนัลให้ดู และคุณต้องรับผิดชอบช่วยตบด้วย ไม่อย่างนั้น ดิฉันจะด่าคุณด้วยว่า ทำตัวเป็นเจ้าสำนักพาลิ่วล้อมารุมกัดแบบหมาหมู่

แต่ส่วนท่านอื่นจะแสดงความคิดเห็นที่ไม่ใช่เสียงเอคโค่ อันนั้นเชิญตามสบายค่ะ

3 ข้อนี้ ดิฉันจะเขียนครั้งเดียว ไม่เขียนซ้ำซากอีก เพราะไม่ใช่พวกย้ำคิดย้ำทำ ขอให้จำไว้ด้วย

ภัควดี wrote:เวลาจะตอบเกรียน

[quote=ภัควดี]เวลาจะตอบเกรียน วิธีที่ดีที่สุดก็คือตบเกรียน ดิฉันไม่แคร์หรอกว่าจะทำให้ตัวเองเสียภาพพจน์อะไร เพราะดิฉันไม่เคยนั่งสร้างภาพพจน์หรือทำตัวเป็นดาราศาสดาที่ไหนอยู่แล้ว ใครจะชื่นชอบ ใครจะผิดหวัง ก็เรื่องของเขา จะให้ตอบเป็นเหตุเป็นผลอะไรกับพวกเกรียนที่แค่อยากโชว์พาว ไม่ทราบจะเสียเวลาไปทำไม?

[/quote]

ว่าจะไม่แล้วนะ แต่แม๋ อุตส่าห์มาตอกย้ำเรื่อง "เกรียน" หากคุณเรียกอติเทพว่าเกรียนและคิดว่าเขาเป็นพวกเกรียนจริงๆ สงสัยคุณภควดีอาจจะกินโปรตีนเกินขนาด
ตบเกรียนก็โอเคอยู่หรอกนะคะ แต่หากคนที่คุณคิดว่ากำลังตบเกรียนไม่ได้เป็น "เกรียน" อย่างคุณว่า ระวังจะกลายเป็น ตบกรุ เอานะคะ

ภัควดี wrote:เวลาจะตอบเกรียน

[quote=ภัควดี]เวลาจะตอบเกรียน วิธีที่ดีที่สุดก็คือตบเกรียน ดิฉันไม่แคร์หรอกว่าจะทำให้ตัวเองเสียภาพพจน์อะไร เพราะดิฉันไม่เคยนั่งสร้างภาพพจน์หรือทำตัวเป็นดาราศาสดาที่ไหนอยู่แล้ว ใครจะชื่นชอบ ใครจะผิดหวัง ก็เรื่องของเขา จะให้ตอบเป็นเหตุเป็นผลอะไรกับพวกเกรียนที่แค่อยากโชว์พาว ไม่ทราบจะเสียเวลาไปทำไม?

ดิฉันก็ยังยืนยันว่า สิ่งที่คุณวิจารณ์ ดิฉันรับได้ แต่พอคุณเวิ่นเว้อน่ารำคาญมาก ๆ ดิฉันก็ชักอยากทะเลาะขึ้นมาบ้่างเหมือนกัน ไม่ทะเลาะกันวันนี้ ก็ต้องทะเลาะกันวันหน้าอยู่แล้ว คุณเขียนโพสต์มากมายวนไปวนมาย้ำคิดย้ำทำ สรุปเนื้อความได้แค่ประโยคเดียว ดิฉันถึงบอกว่า คราวหน้าไม่ต้องเสียเวลาเขียนหรอกค่ะ แค่มาลงชื่อก็รู้แล้วว่าจะวิจารณ์อะไร

คุณชอบเที่ยวกำหนดให้คนอื่นว่าพูดอะไรได้บ้างไม่้ได้บ้าง ล่าสุดขนาดมีหน้าไปบอกคนอื่นว่ายกบทกวีของหลู่ซิ่นมาพูดขำ ๆ ยังไม่ได้ ไม่ทราบว่าทำตัวเป็นบิ๊กบราเธอร์นี่ ไม่ละอายใจบ้างหรืออย่างไร เห็นเที่ยวเรียกร้องหาความละอายใจจากคนอื่นอยู่ตลอด[/quote]

[b]เรื่องนี้ ไม่เกียวกับภาพพจน์แต่อย่างใด เกี่ยวกับคุณธรรมในใจของตัวคุณภัควดีเอง[/b]

ไม่นึกละอายอะไรบ้างหรือครับ?

คือพวกเสื้อเหลืองนี่ยังไงก็ไม่เอาประชาธิปไตยอยู่แล้ว เขาประกาศตลอดเวลา แต่คุณภัควดีที่ประกาศตลอดเวลาเช่นกันเรืองประชาธิปไตย กลับจงใจหลีกเลี่ยงปัญหาสำคัญมากๆของประชาธิปไตย อย่างนี้ [color=#FF0000]ถ้าไม่ละอาย ผมก็ว่าน่าห่วงมากแล้ว[/color]

กรณีเรื่อง "เที่ยว[b]กำหนด[/b]ให้คนอื่นว่าพูดอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง" นี่คง จนปัญญาในการเถียงจึงยกเรืองนี้มากระมัง? คือต้องพูดชมกันเอง เออออกันเอง จึงเรียกว่า ไม่ "กำหนด" ถ้าวิพากษ์ ถือว่า "เที่ยวกำหนด"

สติหายไป ขนาดคิดไม่ออกบ้างหรือครับว่า ที่ผมทำอยู่นี้ [b]เพราะพวกคุณเองต่างหาก ไม่ยอมทำตามคำอ้างของพวกคุณเอง และไม่ยอมอยู่นั่น[color=#FF0000]เป็นปีๆๆๆๆๆ[/color]แล้ว[/b] (อ้างประชาธิปไตย แต่หลีกประเด็นสถาบันฯ)

เรื่องพูดอะไรซ้ำๆ เขียนบรรทัดเดียวก็รู้ นี่ก็เหมือนกับทีพูดไปข้างบน (เห็นไหม ใครเป็นฝ่ายยกประเด็นเฉิ่มๆมาซ้ำๆ มาให้ต้องพูดซ้ำ) คือ คุณภัควดีและคนอื่นๆ [b]พากันเงียบ ซ้ำๆๆๆๆๆๆกัน[/b]ตลอดเวลาา

เรือ่งทีว่า ผมเขียนประโยคเดียวก็รู้ว่าจะเขียนอะไรนี่ "ตลกเข้าตัวเอง" นะครับ คือ [b]คุณภัควดี เขียนสัก 100 หน้า ก็รู้ว่า อ้างประชาธิเปไตยไปงัี้นเอง แต่ไม่กล้าพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์อยู่นั่นเอง คือ [color=#FF0000]ปากว่าอย่างนึง เขียนออกมาอีกอย่างหนึี่งทั้ง 100 หน้าอยู่นั่นเอง [/color][/b]

พูดถึง"สรุปได้ประโยคเดียว" (ซึ่งเป็นประเด็นวิจารณ์ที่เชยนะ ผมไม่ใช้เองหรอก) ของคุณภัควดีนี่ต้องสรุปยังงี้กระมัง

"ฉันจะพูดเรื่องประชาธิปไตยสารพัด แต่ฉันไม่พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ ฉันให้เหตุผลไม่ได้ แต่[b]ฉันจะทำแบบปากอย่าง การกระทำอีกอย่าง[/b]ของฉันอย่างนี้แหละ"

...............

[b]คนที่เป็นปัญญาชนที่อ้างประชาธิปไตยตลอดเวลา โดยเฉพาะที่มีประวัติเกลียดนักการเมืองขนาดหนักอย่างคุณภัควดี แต่กลับหาทางเลี่ยง หาทางให้เหตุผลที่จริงๆให้ไม่ได้ ในกรณีเงียบเรื่องสถาบันฯ

[color=#FF0000]ควรมีความละอายใจตัวเองครับ[/color][/b]

ผมจะพูดแบบนี้เรือยๆละครับจนกว่าคนเหล่านี้จะมีความละอายบ้าง เลิกทำตัวแบบ ปากว่าอย่าง ทำอีกอย่าง ตลอดเวลาแบบนี้ หรือไม่ก็จนกว่าคนเหล่านี้ จะเลิกเขียนในทีสาธารณะไปนั่นแหละครับ

ตกลงสมศักดิ์ยอมรับว่าไม่ได้ทำ

ตกลงสมศักดิ์ยอมรับว่าไม่ได้ทำอะไร ขอบใจที่ยอมรับแบบนี้ ถ้ายอมรับแบบนี้ได้ ก็ควรหุบปากหุบหางและเลิกเอาคนติดคุกเอาศพคนตายมาเป็นเครื่องมือยกหางตัวเองเสียที

อย่าสะเออมาปล่อยควายออกจากปากด้วยการแสดงท่าเห็นใจคนถูกจับคนตาย เอาเรื่องคนพวกนี้ไปด่ากระทบกระเทียบคนอื่นว่ากระจอก ขี้ขลาดตาขาว เพราะคุณมันก็ไอ้สวะขี้ขลาดตาขาวที่ดีแต่เห่าในเรื่องของคนที่เดือดร้อนทั้งที่มือสองข้างของคุณก็ไม่เคยทำอะไรเพื่อพวกเขา คุณมันแค่เห็นศพเห็นคนเสื้อแดงไว้รับสนองความคิดความเชื่อของคุณ คุณใช้เขา เห็นประโยชน์ที่พวกเขาถูกปราบจนคุณเพ้อว่าเขาจะเป็นกองหน้าเปลี่ยนระบอบอย่างที่คุณอยากให้เปลี่ยน สิ่งที่คุณต้องการมันมีแค่นั้น

ถ้าอยากรณรงค์เรื่องกระบวยอะไรของคุณก็เชิญกับลูกสมุทนทำกันตามสบาย แต่อย่าใช้ศพใช้ร่างคนตายเป็นเครื่องมือ เพระาพวกเขาก็เป็นคนเท่ากับคุณ ยกเว้นคุณจะยอมรับว่าคุณไม่ใช่คนแต่เป็นตัวบัดซพที่เห็นทุกอย่างเป็นเครื่องมือ

อันนี้

อันนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องคุณธรรม(โดยตรง) แต่เกี่ยวกับเรื่องความถูกต้องของการวิเคราะห์ของการมองปัญหา

คุณภัควดี "ย้ำคิดย้ำทำ" เรืองนักการเมืองเลว โดยเฉพาะช่วงไล่ทักษิณ "อิน" จัดกับการไล่ทักษิณ (ใครไม่เคยเห็นลอง seach กูเกิ้ลดู ยังมีตามเว็บบอร์ดเล็กๆ ให้ได้อ่านอยู่ บางอัน ผมมาเจอทีหลังเร็วๆนี้ บอกตรงๆว่า "เหลือเชื่อ"ในความ "อิน" แบบหลับหูหลับตานั้นมากๆ)

แต่สิ่งทีเกิดขึนในระยะ 4 ปีเศษนี้คืออะไร? ถึงเวลา นักการเมืองที่คุณภัควดีด่าๆๆ มีน้ำยาอะไรไปต่อกรกับบรรดา"อำนาจที่มองไม่เห็นทั้งหลาย"

และคุณภัควดี มีน้ำยาอะไร (หรือเคยทำอะไร) ในการวิพากษ์บรรดา "อำนาจที่มองไม่เห็น" นั้น [b]ให้่ได่ถึงครึ่งที่ด่านักการเมืองก็ยังดี[/b]?

ผมนึกว่า จนถึงตอนนี้ คุณภัควดีควรจะรู้สึก "หน้าแตก" บ้างด้วยซ้ำ (เอ๊ะ หรือเรื่องนี้่ ก็ไม่"ละอาย"เหมือนกัน?)

ขอถามอีกทีว่านายสมศักดิ์

ขอถามอีกทีว่านายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการที่สานุศิษย์ยกย่องว่าฉลาดที่สุด เก่งที่สุด จุดยืนดีที่สุด แม่นตรรกะที่สุด โรแมนติคที่สุด ลึกซึ้งทีุ่สุด บุคคลที่ชอบด่าคนอื่นว่าขี้ขลาดตาขาว ไม่เจ็บแค้นแทนชาวบ้านที่ถูกจับถูกฆ่า ในช่วงห้าหกเดือนที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ ได้ทำอะไรเพื่อช่วยคนที่ถูกจับถูกฆ่าอย่างเป็นรูปธรรม อย่างที่เห็นได้ว่าคนที่ถูกจับถูกฆ่าจะได้ประโยชน์ชัดเจนจากกระทำของนายสมศักดิ์

นายสมศักดิ์อ้างว่าได้ตั้งกระทู้เรื่องสุชาติ และทะลึ่งอ้างว่าการตั้งกระทู้เป็นการกระทำอะไรบางอย่างแล้ว นี่เป็ฯการอ้างแบบโง่บัดซบ แม้กระทั่งสัตว์นรกที่โง่ที่สุดยังคิดได้ว่าการตั้งกระทู้คงช่วยอะไรสุชาติไม่ได้ ถ้านายสมศักดิ์ไม่เชื่อก็ไปถามสุชาติว่าการตั้งกระทู้ของนายนั้นสร้างประโยชน์อะไรกับสุชาติเขา

ขอถามนายอติเทพที่ถือว่าตัวเองเป็นนักศึกษาที้่ก้าวหน้าที่สุด จุดยืนดีที่สุด ฉลาดที่สุด ลึกซึั้้งที่สุด ขอถามว่าสี่ห้าเดือนที่ผ่านมาคุณไ้ด้ทำอะไรเพื่อผู้สูญเสียที่จะให้ประโยชน์กับผู้สูญเสียอย่างเป็นรูปธรรม อย่างอ้างแบบบัดซบพว่าผมได้ไปปราศรัยกับพวกเขาแล้ว เพราะแม้กระทั่งสัตว์ชั้นต่ำที่ปัญญาทึบที่สุดก็รู้ว่านั่นไม่ได้ช่วยอะไรพวกเค้า แต่เป็นการเอาพวกเค้ามาเป็นวัตถุดิบให้คุณไต่เต้าโฆษณาความคิดความเชื่อของคุณ คุณได้ประโยชน์จากพวกเขา ไม่ใช่พวกเขาได้ประโยชน์จากคุณ

ขอให้ศาสดากับสาวกสองตัวตอบให้ชัดว่าได้ทำอะไรในเรื่องนี้ ในเรื่องที่คุณใช้ด่าคนอื่นว่าไม่ทำ ขอถามว่ามือสองข้างของคุณเคยทำอะไร นอกจากเอาเรื่องคนเจ็บคนตายเป็นวัตถุดิบในการตั้งกระทู้ด่าชาวบ้านเพื่อยกหางตัวเอง

พันไพร

[quote=พันไพร]ตกลงสมศักดิ์ยอมรับว่าไม่ได้ทำอะไร [/quote]
เอ๊ะ ตกลงอ่านภาษาคน(ภาษาไทย) ไม่เป็นหรือไงนะครับ ผม "ยอมรับว่าไม่ทำอะไร" ตรงไหนนะครับ?
(จะให้ยอมรับได้ยังไงครับ ในเมื่อ คุณยังไม่ได้บอกเลยว่า ต้องทำอะไร ถึงจะเรียกว่า ทำอะไร? แล้วผมจะไปยอมรับอะไรได้ล่ะครับ? ไม่มีอะไรให้ยอมรับเลยด้วยซ้ำ นี่ไมใช่เรื่องการอ่านไม่เป็น แต่ใช้เหตุผลไม่เป็นด้วย)

บทสนทนาอันน่าระทึกใจกับนักวิช

บทสนทนาอันน่าระทึกใจกับนักวิชาการที่ฉลาดที่สุดแห่งสารขันธ์
บทสนทนาระหว่างนักวิชาการไม่มีอันดับ ที่เพิ่งหลงผิดหลุดเข้ามาในมหาลัย เพราะนึกว่ามันเป็นแดนศิวิไลซ์ ด้วยความไม่มีอันดับจึงไม่จำเป็นต้องมีชื่อ อีกทั้งคู่สนทนาของเขา นักวิชาการที่ฉลาดที่สุดในสารขันธ์ก็ไม่สนใจอยากรู้ชื่อของเขาอยู่แล้ว (ยังไงมันก็ไม่มีทางฉลาดเท่ากู)

คนไม่มีอันดับ อ.สมศักดิ์ครับ ทำไมอจ.ชอบด่านักวิชาการที่ดูเหมือนจะอยู่ฝ่ายเดียวกันนักล่ะครับ
สมศักดิ์ ก็พวกมันโง่งี่เง่า บัดซบ ขี้ขลาดตาขาว ไม่มีกระดูกสันหลัง
คนไม่มีอันดับ ยังไงเหรอครับ
สมศักดิ์ มันไม่ย่อมพูดเรื่องเจ้าอ่ะเด๊ะ
คนไม่มีอันดับ อ้าว แล้วพูดเรื่องอื่นไม่ได้เหรอครับ
สมศักดิ์ ไม่ได้ เรื่องอื่นไม่สำคัญ เรื่องนี้สำคัญที่สุด
คนไม่มีอันดับ เรื่องคนตายที่ราชประสงค์ เรื่องพรก.ฉุกเฉิน เรื่องปิดสื่อ เรื่องกก.ปฏิรูปเยอะแยะ เรื่องสันติประชาธรรมตั้งศูนย์ข้อมูลฯ ไม่สำคัญเหรอครับ
สมศักดิ์ บอกแล้วไง ไม่สำคัญเท่าเรื่องเจ้า
คนไม่มีอันดับ ทุกคนต้องพูดเรื่องนี้เหรอครับ
สมศักดิ์ เออ! (เสียงดังมาก) พูดไม่รู้เรื่องเหรอไงวะ ใช้สมองส่วนไหนคิดว่ามึงนี่
คนไม่มีอันดับ ก็ได้ครับ ก็ได้ครับ พูดก็พูด..เอ แต่ผมจำได้ว่าก็มีคนพูดเรื่องนี้หลายคนนะครับ
สมศักดิ์ ใคร? ใคร? หมาตัวไหน บอกมาเด๊ะ กูไม่เห็นมีหน้าไหนกล้าเท่ากูเลย
คนไม่มีอันดับ ตอนอ.ธงชัยเขาจัดประชุมไทยศึกษาที่ธรรมศาสตร์หลายปีก่อน ก็พูดเรื่องเจ้ากันยกใหญ่เลยนี่ครับ
สมศักดิ์ พูดแบบห่วยๆอะดิ กล้าๆกลัวๆ เฮงซวย สู้กูไม่ได้หรอก
คนไม่มีอันดับ แต่ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกเลยนะครับ ที่มีการจัดประชุมนานาชาติแล้วพูดเรื่องเจ้าอย่าง เปิดเผย มันไม่ดีหรอกเหรอครับ
สมศักดิ์ ดียังไง กูไม่เห็นแม่งมันจะดีตรงไหน มึงใช่ส้นตีนคิดอีกแล้วนะมึงนี่
คนไม่มีอันดับ แล้วตอนอ.ธงชัยล่ารายชื่อนักวิชาการดัง ๆ ทั่วโลกให้ทบทวนกฎหมายหมิ่นล่ะครับ
สมศักดิ์ แล้วไง มึงถามทำไม?
คนไม่มีอันดับ ผมว่าตอนนั้นพวกนิยมเจ้าเต้นเป็นจ้าวเข้าเลยนะครับ อภิสิทธิ์ต้องออกมาโต้เลยนะครับ อาจารย์ชมเขาหน่อยสิครับ
สมศักดิ์ มึงพูดเรื่องอื่นได้มั้ย วอนซะล่ะ มึงนี่
คนไม่มีอันดับ แล้วตอนสี่สถาบันจัดเรื่องกฎหมายหมิ่นล่ะ ผมว่านิธิ เกษียร วรเจตน์ สมชาย จรัล ก็กล้าพูดกันทั้งนั้นนี่ครับ
สมศักดิ์ ก็งั้นๆ (เสียงอ่อนลงนิด)
คนไม่มีอันดับ ตอนนั้นก็เป็นข่าวใหญ่มากนะครับ ผมว่ามันท้าท้ายมากนะครับ อาจารย์ไม่ชมเขาหน่อย เหรอครับ
สมศักดิ์ มึงนี่ควายอีกล่ะ มึงไม่รู้เหรอไงว่าคราวนั้นน่ะ กูโมโหขนาดไหน แม่งทำตัวเป็นเทวดากัน ไปหมด ไอ้นิธิ ไอ้เกษียร อีพวงทอง อีจันทจิรา แม่งไม่ยอมให้กูพูดออกไมค์ ต้องให้เขียนส่งให้แม่งดูก่อน
คนไม่มีอันดับ แล้วถ้าเขาให้อาจารย์พูดออกไมค์ อาจารย์จะวิจารณ์เจ้าให้ถึงรากถึงโคนเลยใช่มั้ย
สมศักดิ์ ใครบอกมึง กูจะด่าไอ้นิธิ กับไอ้เกษียรต่างหากล่ะ
คนไม่มีอันดับ อ้าว เขาก็พูดดีนะครับอาจารย์
สมศักดิ์ ดียังไง มีแต่ไอ้พวกโง่บัดซบอย่างมึงนี่แหละที่เห็นว่าดี กูไม่เห็นว่ามันจะดีตรงไหน พูดแต่เรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่สาธารณะ พูดทำไม ไม่เห็นได้เรื่อง ห่วย! ขี้ขลาดตาขาว ไม่มีกระดูกสันหลัง แน่จริงมัน ต้องพูดเรื่องใครฆ่า ร.8 โว้ย
คนไม่มีอันดับ อ๋อออ...(เซ่อไปแป๊บนึง) แต่คนจัดเขาก็เสี่ยงอยู่เหมือนกันนะครับ
สมศักดิ์ เสี่ยงยังไงก็สู้กูไม่ได้ กูติดผัง ศอฉ.โว้ย พวกแม่งมันไม่ติดสักคน สู้กูก็ไม่ได้ (หัวเราะชอบใจ!)
คนไม่มีอันดับ เดี๋ยวนี้ดูอาจารย์หวานแหววกับคำนูนจังนะครับ
สมศักดิ์ มันน่ารักกับกู มันบอกว่ากูเป็นนักวิชาการ ศอฉ.ไม่ควรมายุ่งกับกู ไอ้นี่มันฉลาด
คนไม่มีอันดับ เขาคงอยากให้อาจารย์อยู่นอกคุก ช่วยด่าพวกเดียวกันมังครับ
สมศักดิ์ กูไม่สน ยังไงมันก็น่ารัก
คนไม่มีอันดับ เอ่อ...เดี๋ยวนี้นักวิชาการด้วยกันเขาไม่คุยกับอาจารย์เลยนี่ครับ
สมศักดิ์ แม่งโง่ เถียงกูไม่ได้ เลยหายหัวกันไปหมด แม่งอยากดังอย่างเดียว อยากออกโทรทัศน์ โง่แล้วยังมาแข่งบารมีกับกู
คนไม่มีอันดับ เขาคงไม่ได้คิดแข่งกับอาจารย์มังครับ ก็ช่วยกัน ใครทำอะไรได้ก็ทำ
สมศักดิ์ แต่กูว่าพวกมันอยากดัง มีไรป่ะ
คนไม่มีอันดับ เขากลัวความกักขฬะของอาจารย์กับพวกนายว่าขี้ข้าพลอยของอาจารย์มังครับ
สมศักดิ์ แม่งก็ดีแต่อ้างเรื่องนี้ จริงๆมันเถียงกูไม่ได้ต่างหาก เหตุผลมันสู้ของกูไม่ได้
คนไม่มีอันดับ เหตุผลเรื่องไหนครับอาจารย์
สมศักดิ์ ทุกเรื่อง!
คนไม่มีอันดับ ทุกเรื่องเลยเหรอครับ? ทำไมล่ะครับ?
สมศักดิ์ ไอ้ควายนี่ มึงไม่รู้เหรอไงว่าเหตุผลของกูมันระดับอภิมหาอมตะนิรันดร์กาล เป็นเหตุผลเหนือเหตุผล เป็น transcendental เป็น the Being เป็น Metaphysics
คนไม่มีอันดับ ถ้างั้น อาจารย์รับผมเป็นสาวกด้วยได้ไหมครับ
สมศักดิ์ เออ มึงนี่ฉลาดไม่เบาเลยนะ
คนไม่มีอันดับ ??????????????????????

ดิฉันก็เห็นคุณอ้างอยู่แต่ไอ้ผ

ดิฉันก็เห็นคุณอ้างอยู่แต่ไอ้ผังล้มเจ้านั่นล่ะ คนอื่น ๆ ที่เขามีชื่ออยู่ในผัง ทั้งฟ้าเดียวกัน ฯลฯ นอกจากมีชื่อในผังแล้ว บางคนยังโดนคดีไปคนละหนุบละหนับ ดิฉันไม่เห็นเขาจะเอาเรื่องนี้มาอวดอ้างยกหางตัวเองอยู่ได้ ไม่ทราบคุณมีมุกอื่นอีกหรือเปล่านอกจากไอ้ผังล้มเจ้า พูดราวกับตัวเองมีชื่ออยู่ในนั้นคนเดียว ถูกคุกคามอะไรอีกก็โพนทะนาออกมาสิคะ จะมาพูดคลุมเครืออะไรอยู่บนโพสต์ข้างบนทำไม (ขี้เกียจขึ้นไป quote คำพูด) หรือเพราะไม่มีอะไรอื่นอีกแล้ว นอกจากไอ้ผังล้มเจ้าที่อ้างได้อ้่างดีอยู่เรื่องเดียว ดิฉันเจอคนอื่นที่เขาต้องคดีจริง ๆ หนักกว่าคุณไม่รู้่กี่เท่า คนเหล่านั้นเขาไม่เห็นเคยเอามาพูดอวดอ้างทวงบุญคุณอย่างคุณเลย

ไอ้เรื่อง ม.112 น่ะ มันไม่ใช่ความเสี่ยงแค่อย่างเดียวที่มีในสังคมไทยตอนนี้หรอก การ์ด/แกนนำคนเสื้อแดงหลายคนไม่เคยแตะสถาบันแม้ปลายนิ้ว แต่โดนยิงทิ้งอุ้มหายตายไปเรียบร้อย นี่ไม่ใช่ความเสี่ยงหรือ? นักวิชาการบางคนเดินทางเทิ่ง ๆ ไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงที่ต่างจังหวัด บางทีต้องไปจัดหลบ ๆ ซ่อน ๆ กันอยู่ในวัด หรือนี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? บางคนไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงที่ไหน สันติบาลมาตามถ่ายรูปแคร่ก ๆ แถมบอกให้ยิ้่มให้กล้องด้วย หรือนี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? นัดทำกิจกรรมวันอาทิตย์เสื้อแดงกันกลางเมือง โผล่ไปถึงเจอตำรวจยกขบวนมามากกว่าคนทำกิจกรรมอีก นี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? นัดกินเลี้ยงปิดร้านสังสรรค์กัน สันติบาลตามมาถึงร้านแล้วขู่ว่าจะจัดการให้หมด นี่ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง? นัดกินกาแฟคุยกัน อีกสองวันพบว่ารายชื่อตัวเองและเพื่อนอยู่ในรายงานความเคลื่อนไหวของเอกสารกรมตำรวจอย่างละเอียด นี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? นั่งรถไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงอีกจังหวัด คนขับเป็นแกนนำนปช. ต้องนั่งจินตนาการด้วยใจระทึกไปตลอดทาง 3-4 ชม.ว่า ถ้าเขาดักยิงแกนนำคนนี้ เราจะโดนลูกหลงไปด้วยไหม นี่ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง? แม่ค้าขายรองเท้าลายหน้าอภิสิทธิ์ อ๋อ ติดคุกแค่เดือนสองเดือน ไม่ใช่ 15 ปีแบบ 112 ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง ลูกแม่ค้าจะอดข้าวก็คงแค่เดือนสองเดือนนะ ไม่ใช่ 15 ปี ไม่ใช่ความเสี่ยงหรอก โดนคดี พรก.ฉุกเฉิน โดนคดีปิดถนน โดนยึดเครื่องส่งวิทยุ ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง มันต้อง 112 เท่านั้น ถึงจะเท่ ถึงจะเสี่ยง ถึงจะอวดอ้างได้

ความเสี่ยงในสังคมไทยตอนนี้ มันไม่ใช่มีแค่เรื่อง 112 เรื่องเดียวหรอก ถ้าคุณหัดออกมาต่างจังหวัด มาขึ้นเวทีคนเสื้อแดง มาทำกิจกรรม อย่ามัวแต่มุดอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยหรือหน้าจอคอมฯ คุณจะรู้ว่าความเสี่ยงมันมีอีกเยอะแยะหลากหลาย การออกมาเผชิญโลกบ้าง ไม่ต้องบ่อยหรอก นาน ๆ ทีก็พอ มันจะช่วยให้มีประเด็นคิดได้หลากหลายขึ้น ไม่มานั่งย้ำคิดย้ำทำซ้ำซากอยู่ประเด็นเดียว (ไม่ได้หมายความว่ามันไม่สำคัญ วงเล็บไว้หน่อย ยิ่งอ่านระหว่างบรรทัดไม่เป็นอยู่)

อ้อ แล้วคุณอ่านยังไงไม่ทราบ ดิฉันไม่ได้พูดสักคำว่าสถาบันกองทัพ ศาล สำคัญกว่า ดิฉันบอกว่ามันออกฤทธิ์เสริมซึ่งกันและกัน ส่วนคุณจะบอกว่าสถาบันกษัตริย์สำคัญที่สุด เพื่อให้คุณดูดีที่สุด อัีนนี้เรื่องของคุณ

"ความคิดเห็นของ สมศักดิ์

"ความคิดเห็นของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (visitor) (127.0.0.1 110.168.103.234) .. Fri, 2010-11-05 09:15"

เก้าโมงกว่า แล้วเป็นราชการไม่ไปทำงานเหรอครับ?

ช่วยเขียนภาษาอังกฤษกันน้อยๆหน

ช่วยเขียนภาษาอังกฤษกันน้อยๆหน่อยได้ป่าวครับ พวกคุณจะแสดงความคิดเห็นให้ปัญญาชนอ่านอย่างเดียวเข้าใจอย่างเดียวหรอ คือ อย่างน้อยปัญญาหนาแบบผมก็อยากเข้าใจบ้างแบบเป็นชาวรากหญ้า พ่อแม่ไม่ได้เป็นคนอังกฤษอ่ะ

พวกปัญญาชนนี้เหมือนอยู่ในกะลายังไงไม่รู้เหนอะ หมายถึงรู้มากมายแต่คุยได้แต่กับพวกเดียวกันเองมีแต่พวกเดียวกันได้ฟังได้อ่านอ่ะ แล้วก็มาบ่น เรื่องชาวบ้านโดนจับ ก็เพราะพวกปัญญาชนอยู่ในกะลานี่แหละ ชาวบ้านก็เลยโดน(คือรวมสมศักดิ์ ด้วยนะผมถือว่าอยู่ในกะลาเหมือนกัน เพียงแต่ว่าสมศักดิ์ดีหน่อยที่ส่งเสียงลอดออกมาให้คนได้ยินบ้างแต่ก็อยู่ในกะลาอยู่ดี)

ก่อนอื่นพวกคุณควรรวมตัวกันให้ได้ก่อนเลิกกันก่อนแล้วค่อยคุยกันว่าพวกคุณพร้อมจะ ออกมาจากกะลากันหรือยังแล้วจะออกมากันยังไง เมื่อไหร่ ปัญญาหนาอย่างผมรออยู่

ข้อดีของสมศักดิ์คือตอบอะไรได้

ข้อดีของสมศักดิ์คือตอบอะไรได้ควายจนคนมีสติปัญญาจะทนไม่ไหวและไม่อยากลดตัวไปเปื้อนเสนียดสมศักดิ์ ช่างหน้าไม่แดงแท้ๆ ที่เอาเรื่องคนเจ็บคนตายไปด่าคนอื่นว่าไม่ทำอะไร แต่ตัวเองก็ไม่เคยทำอะไร แต่สะเออะมาแอ๊บควายเก๋ไก๋แถไปนอกเรื่อง โง่มหาเกรียนแบบนี้เหมาะแล้วที่จะปั้นกระทู้เอาศพเสื้อแดงเป็นเครื่องมือเผยแพร่ความเชื่อของตัวเองต่อไป

หวังว่าในวันที่คุณตาย ตอนนาทีสุดท้ายของชีวิต คุณจะสำเหนียกได้ว่าชีวิตคุณไม่ได้ทำอะไรเพื่อใครเลยนอกจากใช้ทุกคน ใช้ทุกศพ ใช้ทุกคนที่ติดคุก ใช้ทุกร่างที่บาดเจ็บ ใช้พวกเขาเพื่อเผยแพร่ความคิดความเชื่อของคุณ

ไอ้ศาสดาหน้าเลือดเห็นคนเป็นเครื่องมือ

ดิฉันด่าเกรียนก็กลายเป็นเรื่อ

ดิฉันด่าเกรียนก็กลายเป็นเรื่องคุณธรรมไปแล้ว? คุณเข้าใจความหมายของคำที่คุณพูดหรืออ่า่นหรือเปล่า เอาล่ะ ดิฉันทราบว่าคุยกับคนเป็นออทิสติกด้านภาษา ต้องอธิบายช้า ๆ ชัด ๆ หน่อย

ดิฉันจะไม่ว่าอะไรนายอติเทพนั่นเลย หากมีแนวโน้มแม้เพียงน้อยนิดว่า นายอติเทพรู้หรือมีหลักฐานจริงว่า ศปช.และคนทำงานกับศปช. หากินกับคนตายคนติดคุกจริง ๆ ดิฉันจะยกย่องด้วยซ้ำ ถ้าเขาเอาหลักฐานมาแฉ หรือแค่เอาสิ่งที่ตัวเองรู้มาพูด

แต่ดิฉันคิดว่า นายอติเทพอาจไม่ได้เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด/เขียนด้วยซ้ำ แต่แค่อยากโชว์พาวโชว์เหนือว่าวิจารณ์การทำงานของคนอื่น แต่ดันไม่รู้จักแยกแยะว่าอะไรคือ "การวิจารณ์" อะไรคือ "การกล่าวหา" คล้าย ๆ คุณจะวิจารณ์ผลงานชิ้นหนึ่งว่าเขียนไม่ดี แต่ดันไปด่าว่าคนเขียนชั่ว ประมาณนั้น

นิสัยแบบยุวชนพรรคประชาธิปัตย์อย่างนี้ ดิฉันไม่ชอบ ดิฉันถึงด่าแรง แต่ในคำด่านั้น ก็อธิบายเหตุผลที่ด่าไปด้วย ไม่ได้ด่าลอย ๆ

ส่วนเรื่องวิจารณ์ทักษิณนั่นทำไมคะ? วิจารณ์แล้วผิดตรงไหน? ตากใบกรือเซะตายไปกี่ศพ? ทักษิณไม่ต้องรับผิดชอบ? ชีวิตคนที่ตายไปเหล่านั้นไม่มีค่าไม่มีความหมายเลยหรือ? หรือคุณไม่เห็นชีวิตคนเหล่านั้นอยู่ในสายตาเพราะพวกเขาไม่ได้รับใช้เป้่าหมายของคุณ แต่ทักษิณรับใช้เป้าหมาของคุณมากกว่า? คำว่า "คุณธรรม" น่ะ ในกรณีนี้ คุณย้อนไปพิจารณาตัวเองดีกว่า ปรกติคำใหญ่ ๆ ประเภทนี้ ตัดสินคนประเภทนี้ ดิฉันไม่ชอบเอามาใช้หรอก แต่คุณใช้มา มันก็เหมือนบูมเมอแรงย้อนไปฟันตัวเองนั่นแหละ

ผมว่าน้ำท่วมครั้งนี้เราละเลยเ

ผมว่าน้ำท่วมครั้งนี้เราละเลยเรื่องการเตือนของกรมอุตุครับ รัฐบาลก็ดูเหมือนทำงานไม่เป็น ไม่สร้างให้เป็นวาระแห่งชาติ

(อ่าว มาผิดข่าว)

ภัควดี

[quote=ภัควดี]ดิฉันก็เห็นคุณอ้างอยู่แต่ไอ้ผังล้มเจ้านั่นล่ะ คนอื่น ๆ ที่เขามีชื่ออยู่ในผัง ทั้งฟ้าเดียวกัน ฯลฯ นอกจากมีชื่อในผังแล้ว บางคนยังโดนคดีไปคนละหนุบละหนับ ดิฉันไม่เห็นเขาจะเอาเรื่องนี้มาอวดอ้างยกหางตัวเองอยู่ได้ ไม่ทราบคุณมีมุกอื่นอีกหรือเปล่านอกจากไอ้ผังล้มเจ้า พูดราวกับตัวเองมีชื่ออยู่ในนั้นคนเดียว ถูกคุกคามอะไรอีกก็โพนทะนาออกมาสิคะ จะมาพูดคลุมเครืออะไรอยู่บนโพสต์ข้างบนทำไม (ขี้เกียจขึ้นไป quote คำพูด) หรือเพราะไม่มีอะไรอื่นอีกแล้ว นอกจากไอ้ผังล้มเจ้าที่อ้างได้อ้่างดีอยู่เรื่องเดียว ดิฉันเจอคนอื่นที่เขาต้องคดีจริง ๆ หนักกว่าคุณไม่รู้่กี่เท่า คนเหล่านั้นเขาไม่เห็นเคยเอามาพูดอวดอ้างทวงบุญคุณอย่างคุณเลย

ไอ้เรื่อง ม.112 น่ะ มันไม่ใช่ความเสี่ยงแค่อย่างเดียวที่มีในสังคมไทยตอนนี้หรอก การ์ด/แกนนำคนเสื้อแดงหลายคนไม่เคยแตะสถาบันแม้ปลายนิ้ว แต่โดนยิงทิ้งอุ้มหายตายไปเรียบร้อย นี่ไม่ใช่ความเสี่ยงหรือ? นักวิชาการบางคนเดินทางเทิ่ง ๆ ไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงที่ต่างจังหวัด บางทีต้องไปจัดหลบ ๆ ซ่อน ๆ กันอยู่ในวัด หรือนี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? บางคนไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงที่ไหน สันติบาลมาตามถ่ายรูปแคร่ก ๆ แถมบอกให้ยิ้่มให้กล้องด้วย หรือนี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? นัดทำกิจกรรมวันอาทิตย์เสื้อแดงกันกลางเมือง โผล่ไปถึงเจอตำรวจยกขบวนมามากกว่าคนทำกิจกรรมอีก นี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? นัดกินเลี้ยงปิดร้านสังสรรค์กัน สันติบาลตามมาถึงร้านแล้วขู่ว่าจะจัดการให้หมด นี่ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง? นัดกินกาแฟคุยกัน อีกสองวันพบว่ารายชื่อตัวเองและเพื่อนอยู่ในรายงานความเคลื่อนไหวของเอกสารกรมตำรวจอย่างละเอียด นี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? นั่งรถไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงอีกจังหวัด คนขับเป็นแกนนำนปช. ต้องนั่งจินตนาการด้วยใจระทึกไปตลอดทาง 3-4 ชม.ว่า ถ้าเขาดักยิงแกนนำคนนี้ เราจะโดนลูกหลงไปด้วยไหม นี่ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง? แม่ค้าขายรองเท้าลายหน้าอภิสิทธิ์ อ๋อ ติดคุกแค่เดือนสองเดือน ไม่ใช่ 15 ปีแบบ 112 ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง ลูกแม่ค้าจะอดข้าวก็คงแค่เดือนสองเดือนนะ ไม่ใช่ 15 ปี ไม่ใช่ความเสี่ยงหรอก โดนคดี พรก.ฉุกเฉิน โดนคดีปิดถนน โดนยึดเครื่องส่งวิทยุ ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง มันต้อง 112 เท่านั้น ถึงจะเท่ ถึงจะเสี่ยง ถึงจะอวดอ้างได้

ความเสี่ยงในสังคมไทยตอนนี้ มันไม่ใช่มีแค่เรื่อง 112 เรื่องเดียวหรอก ถ้าคุณหัดออกมาต่างจังหวัด มาขึ้นเวทีคนเสื้อแดง มาทำกิจกรรม อย่ามัวแต่มุดอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยหรือหน้าจอคอมฯ คุณจะรู้ว่าความเสี่ยงมันมีอีกเยอะแยะหลากหลาย การออกมาเผชิญโลกบ้าง ไม่ต้องบ่อยหรอก นาน ๆ ทีก็พอ มันจะช่วยให้มีประเด็นคิดได้หลากหลายขึ้น ไม่มานั่งย้ำคิดย้ำทำซ้ำซากอยู่ประเด็นเดียว (ไม่ได้หมายความว่ามันไม่สำคัญ วงเล็บไว้หน่อย ยิ่งอ่านระหว่างบรรทัดไม่เป็นอยู่)

อ้อ แล้วคุณอ่านยังไงไม่ทราบ ดิฉันไม่ได้พูดสักคำว่าสถาบันกองทัพ ศาล สำคัญกว่า ดิฉันบอกว่ามันออกฤทธิ์เสริมซึ่งกันและกัน ส่วนคุณจะบอกว่าสถาบันกษัตริย์สำคัญที่สุด เพื่อให้คุณดูดีที่สุด อัีนนี้เรื่องของคุณ[/quote]

ภัควดี!

ภัควดี! วิจารณ์ทักษิณไม่ผิดหรอก และใช่ เขาทำเรื่องเลวร้ายเยอะอยู่เหมือนกัน

แต่ที่เป็นปัญหาคือ พอคนอื่นทำ เธอกลับเงียบ ระดับของการวิจารณ์นั้นต่างกันจนเห็นได้ชัด มันก็แค่นั้น ถ้าเธอยอมรับ

บางเรื่องเราไม่รู้ก็ไม่รู้ เราทำไม่ดีก็คือยังไม่ดี การยอมรับแล้วบันไดมันมีอยู่ทางเดียวก็ต้องลง ไม่ใช่ไปยืนเกาะค้างเติ่งอยู่แล้วคอยอ้างนั่นอ้างนี่อยู่

ที่อุเชนพูด และอย่างที่กล่าวม

ที่อุเชนพูด

และอย่างที่กล่าวมาแล้ว และขอบอกและท้าทายตรงนี้เลยว่า อาจารย์เอาไหม ถ้าอาจารย์เอา ผมก็จะทำ-สนับสนุน ตามศักยภาพที่ทำได้ เหมือนที่ทำอยู่ตอนนี้
_______________________

ชอบว่ะ ตอนนี้เหมือนไม่มีหินก้อนแรก ก้อนหลังเลยไม่ตาม ถ้ามีนักวิชาการโดนจับบ้างนักวิชาการคนอื่นอาจจะกล้ามากว่านี้ ต้องแรงถึงขึันโดนจับสิถึงแรงจริง

การที่สมศักดิ์ ด่าคนอื่นเรื่องนี้มากๆ ผมว่าเอาเข้าจริงยิ่งทำให้คนอื่นไม่อยากพูดเรื่องนี้นะ ถ้าสมศักดิ์ลองไม่พูดอาจมีคนอื่นพูดก็ได้สมศักด์น่าจะลองดู คือบางคนอาจคิดว่าสมศักดิ์ทำดีอยู่แล้วถ้าทำยังไงก็ทำได้ไม่เท่าสมศักดิ์หรือป่าว 5555

สำนักพิมพ์หมูหลุม งานดีรายได้

สำนักพิมพ์หมูหลุม

งานดีรายได้ถูก ทำงานวันละกี่ชั่วโมงก็ได้ ผอมเพรียวหุ่นดี เจ้าโลกน่าเกรงขาม

สนใจเข้าไปดูที่

http://mooloom.blogspot.com

http://www.facebook.com/pages/sanak-phimph-hmu-hlum/138165036231561

(ขอเกาะกระแสด้วยคน)

- wrote:ภัควดี!

[quote=-]ภัควดี! วิจารณ์ทักษิณไม่ผิดหรอก และใช่ เขาทำเรื่องเลวร้ายเยอะอยู่เหมือนกัน

แต่ที่เป็นปัญหาคือ พอคนอื่นทำ เธอกลับเงียบ ระดับของการวิจารณ์นั้นต่างกันจนเห็นได้ชัด มันก็แค่นั้น ถ้าเธอยอมรับ

บางเรื่องเราไม่รู้ก็ไม่รู้ เราทำไม่ดีก็คือยังไม่ดี การยอมรับแล้วบันไดมันมีอยู่ทางเดียวก็ต้องลง ไม่ใช่ไปยืนเกาะค้างเติ่งอยู่แล้วคอยอ้างนั่นอ้างนี่อยู่[/quote]

ชัดเจนครับ ขอบคุณ

หูย โพสต์กันได้ สะใจ

หูย โพสต์กันได้ สะใจ น่ากลัวอ่ะ

" พวกเสื้อเหลืองนี่ยังไงก็ไม่เอาประชาธิปไตยอยู่แล้ว เขาประกาศตลอดเวลา " ตรงนี้เหมาเอาเองคิดเอาเอง
อ.สมศักดิ์ คิดแทนคนอื่นๆ นักวิชาการเสื้อเหลืองบอกชัดเจนว่าเอาประชาธิปไตยและต้องการให้นักการเมืองที่ได้อำนาจสูงสุดไปแล้วอยู่กับร่องกับรอยบ้าง

"อำนาจที่มองไม่เห็นทั้งหลาย" อาจารย์สมศักดิ์ต้องแจงแจงให้เห็นชัดเจนครับ ว่ามันมาขมวดที่สถาบันเจ้าได้อย่างไร
และสถาบันมีสัดส่วนอำนาจเท่าไร อย่างไร

chai wrote: การที่สมศักดิ์

[quote=chai]

การที่สมศักดิ์ ด่าคนอื่นเรื่องนี้มากๆ ผมว่าเอาเข้าจริงยิ่งทำให้คนอื่นไม่อยากพูดเรื่องนี้นะ ถ้าสมศักดิ์ลองไม่พูดอาจมีคนอื่นพูดก็ได้สมศักด์น่าจะลองดู คือบางคนอาจคิดว่าสมศักดิ์ทำดีอยู่แล้วถ้าทำยังไงก็ทำได้ไม่เท่าสมศักดิ์หรือป่าว 5555[/quote]

ถ้ามีใครคิดอย่างนี้จริง ก็อย่าเป็นมันเลยนักวิชาการ

นวนคร wrote:หูย โพสต์กันได้

[quote=นวนคร]หูย โพสต์กันได้ สะใจ น่ากลัวอ่ะ

" พวกเสื้อเหลืองนี่ยังไงก็ไม่เอาประชาธิปไตยอยู่แล้ว เขาประกาศตลอดเวลา " ตรงนี้เหมาเอาเองคิดเอาเอง
อ.สมศักดิ์ คิดแทนคนอื่นๆ นักวิชาการเสื้อเหลืองบอกชัดเจนว่าเอาประชาธิปไตยและต้องการให้นักการเมืองที่ได้อำนาจสูงสุดไปแล้วอยู่กับร่องกับรอยบ้าง
[/quote]

เชื่องเอามากๆนะครับ ดูข้อเรียกร้องพธม.แล้วยังเชื่อแบบนี้ได้

ภัควดี

[quote=ภัควดี]ดิฉันด่าเกรียนก็กลายเป็นเรื่องคุณธรรมไปแล้ว? คุณเข้าใจความหมายของคำที่คุณพูดหรืออ่า่นหรือเปล่า เอาล่ะ ดิฉันทราบว่าคุยกับคนเป็นออทิสติกด้านภาษา ต้องอธิบายช้า ๆ ชัด ๆ หน่อย

ดิฉันจะไม่ว่าอะไรนายอติเทพนั่นเลย หากมีแนวโน้มแม้เพียงน้อยนิดว่า นายอติเทพรู้หรือมีหลักฐานจริงว่า ศปช.และคนทำงานกับศปช. หากินกับคนตายคนติดคุกจริง ๆ ดิฉันจะยกย่องด้วยซ้ำ ถ้าเขาเอาหลักฐานมาแฉ หรือแค่เอาสิ่งที่ตัวเองรู้มาพูด

แต่ดิฉันคิดว่า นายอติเทพอาจไม่ได้เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด/เขียนด้วยซ้ำ แต่แค่อยากโชว์พาวโชว์เหนือว่าวิจารณ์การทำงานของคนอื่น แต่ดันไม่รู้จักแยกแยะว่าอะไรคือ "การวิจารณ์" อะไรคือ "การกล่าวหา" คล้าย ๆ คุณจะวิจารณ์ผลงานชิ้นหนึ่งว่าเขียนไม่ดี แต่ดันไปด่าว่าคนเขียนชั่ว ประมาณนั้น

นิสัยแบบยุวชนพรรคประชาธิปัตย์อย่างนี้ ดิฉันไม่ชอบ ดิฉันถึงด่าแรง แต่ในคำด่านั้น ก็อธิบายเหตุผลที่ด่าไปด้วย ไม่ได้ด่าลอย ๆ

ส่วนเรื่องวิจารณ์ทักษิณนั่นทำไมคะ? วิจารณ์แล้วผิดตรงไหน? ตากใบกรือเซะตายไปกี่ศพ? ทักษิณไม่ต้องรับผิดชอบ? ชีวิตคนที่ตายไปเหล่านั้นไม่มีค่าไม่มีความหมายเลยหรือ? หรือคุณไม่เห็นชีวิตคนเหล่านั้นอยู่ในสายตาเพราะพวกเขาไม่ได้รับใช้เป้่าหมายของคุณ แต่ทักษิณรับใช้เป้าหมาของคุณมากกว่า? คำว่า "คุณธรรม" น่ะ ในกรณีนี้ คุณย้อนไปพิจารณาตัวเองดีกว่า ปรกติคำใหญ่ ๆ ประเภทนี้ ตัดสินคนประเภทนี้ ดิฉันไม่ชอบเอามาใช้หรอก แต่คุณใช้มา มันก็เหมือนบูมเมอแรงย้อนไปฟันตัวเองนั่นแหละ[/quote]

ฮา ขำดี ทำไมช่างรู้น้อยจัง (ยังดัดจริตมาหาว่าผมเป็นออทิสติก ต้องอธิบายช้าๆ โธ่ถัง ก่อนจะพูดเรืองไอเดียทางการเมืองกับผมน่ะ คิดให้รอบคอบหลายตลบก่อนคร้ับ ไม่อยากให้หน้าแตกโดยไม่จำเป็น)

เรื่องการเมือง[b]ทั้งหมด[/b] ความจริงคือเรื่อง "คุณธรรม" / "จริยธรรม" คือเรื่อง ethics / morality (หรือในภาษา Kantian คือ pracitcal philosophy) คือไม่ใช่เรื่อง metaphysics หรือ epistemology แต่เป็นเรืองในเชิง ethics/moral philosophy (พูดแบบ Kant อีกทีก็ได้ว่า คือปัญหา What should we do? เราควรทำอะไร) ในฐานะนักศึกษาภาคปรัชญาเก่า ลืมเรื่องพวกนี้ไปหมดแล้วหรือครับ?

[color=#FF0000]ในการวิจารณ์ทางการเมือง[b]ทั้งหมด[/b] รวมทังหลักการประชาธิปไตยที่คุณอ้างมาตลอด[/color] (แต่เป็นการอ้างแต่ปาก จริงๆ ไม่ทำตามอ้างจริงๆ) [color=#FF0000]นี่คือการอ้าง หลักการทาง ethics หรือ morality[/color] ที่ขัดแย้งกับสิ่งที่อ้างเอง [b]นีคือการไม่มีคุณธรรมแท้จริงในใจ ตัวเอง คือไม่มีความละอาย (สามารถอ้างหลักการทางคุณธรรม เรือ่งประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมทำตามคำอ้าง)[/b]

กรณีทักษิณ นึกว่า ป่านนี้จะ "ตาสว่าง" และมีความรู้สึกหน้าแตก ได้แล้วเสียอีก แสดงว่า ไม่มีหลักการคุณธรรมจริงๆ คือสักแต่ว่าได้ด่า ตามความกล้า / ขี้ขลาด ของตัวเองเท่านั้น

ปัญหาเรืองทักษิณทำผิด แล้วคุณด่า แบบ"อิน"จัดนั้น ไม่ใช่ปัญหาเรือ่งทักษิณทำผิด ในตัวเอง แต่คือปัญหาว่า คุณ"เก่งแต่ปาก" อ้างหลักการต่างๆมาโจมตีเรือ่งทักษิณทำผิด [b][color=#FF0000]แต่ภายใต้หลักการเดียวกันทีใช้ในการโจมตีทักษิณนั้น คุณไม่มีความกล้า หรือซีเรียสแท้จริง จะใช้หลักการเดียวกันนั้นกับ "คนอื่น" แสดงออกมาทีเก่งแต่ด่านักการเมืองเท่านั้น คนอื่นทำอย่างเดียว หรือแย่กว่านักการเมือง คุณไม่กล้าแม้แต่จะเขียนวิเคราะห์ตรงๆเลยด้วยซ้ำ[/b][/color]

[b]นั่นหมายความว่า การด่าทักษิณของคุณนั้น เป็นการด่าของคน "ไม่มีคุณธรรม" คือไม่มี หลักการทางการเมืองแท้จริง เป็นการด่าของคนปากว่าอย่าง (รักประชาธิปไตย) แต่ทำอีกอย่าง ("รัก" เฉพาะกรณีที่ตัวเองด่าได้ ไม่เดือดร้อน)[/b]

ไม่นึกจริงๆว่า ป่านนี้ ยังงมงาม ไม่เข้าใจประเด็นพื้นฐานเรื่องพวกนี้อีก

[b]หลักการทางการเมืองทุกอย่าง มีลักษณะ universal คือ เป็นหลักการทีใช้ apply กับทุกกรณี[/b] (ทีขัดกับหลักการนั้น เช่น เป็นเผด็จการ "ฆ่าคน" "ใช้ความรุนแรง" ฯลฯ) [b]ดังนั้น ถ้าคนอ้างหลักการเหล่านี ไม่ "แน่"จริง แน่แต่ปาก แน่แต่กับบางคน (ในกรณีนี้ คือนักการเมือง) การด่า หรือ apply หลักการเหล่านั้น อย่างเลือกสรร จึงเป็นการด่า ที่ไม่มีคุณค่าอะไร [color=#FF0000]เป็นการด่า ของคน hypcrite เอง[/color] (เพราในการด่า ต้อง assume ว่า ตัวเองเคารพหลักการ universal เหล่านั้น)[/b] เพราะถ้าหลักการลักษณะ universal นัน เลือกใช้กับเฉพาะกรณี ก็ไม่มีความหมายอะไร (นี่พูดเป็น argument แบบยาวๆ แบบชาวบ้าน คือ "สองมาตรฐาน" นั่นแหละ แต่จริงๆ มันมีหลักการที่ซับซ้อนกว่าคำนี้ ที่ทำให้ฟังดูง่ายเกินไป)

ขอบคุณ อ.สมศักดิ์ ฯ

ขอบคุณ อ.สมศักดิ์ ฯ ที่ชัดจูงเรารัฐบาลได้เข้ามารู้จักพวกคุึณทุกคน

"เสรีภาพ" "ความเสมอภาค"

"เสรีภาพ" "ความเสมอภาค" หลักการพื้นฐานอย่างน้คืออไร?
(หรือหลักการที่มีลักษณะแตกย่อยออกไปเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เช่น ผู้ปกครองในสังคมสมัยใหม่จะต้องได้อำนาจมาจากการยินยอมพร้อมใจโดยแท้จริงของผู้ถูกปกครอง ต้องให้ผู้ถูกปกครองเลือก" หรือ "ผู้ใช้อำนาจรัฐ จะต้องไมใช่ความรุนแรงกับประชาชนที่ไม่มีควาผิด" ฯลฯ)

ไมใชเรื่องของทฤษฎ๊การรู้ความจริง (epistemology) ไมใช่เรื่องของการหาว่าโลกประกอบด้วยอะไร มีลักษณะอย่างไร (metaphysics) [b]แต่เป็นเรืองของคุณธรรม[/b] เป็นเรืองหลักการที่เป็นความเชื่อ (what should we do? คือเราควรทำอะไร ตามความเชื่ออะไร)

เอาง่ายๆ อย่าง "ความเสมอภาค" ในทาง biology (ในทางทฤษฎ๊ความรู้เรื่องชีวภาพ) เรารู้ดีว่า คนแต่ละคน ไม่ "เท่าเทียมกัน" (อวัยวะ กระทั่ง ความสามารถพิเศษบางอย่าง natural talents ฯลฯ)

แต่ทีเราถือว่า "ทุกคนมีความเสมอภาคกัน" นี่เพราะอะไร ไมใช่เพราะเรื่องทฤษฎีความรู้ แต่เป็นเรือง ethics เรื่อง moral philosophy

สรุป เหมือนกับทีเขียนไปข้างบนนั่นแหละ คือ เรืองการเมืองทั้งหมด ในที่สุดคือเรื่องทางคุณธรรม (การวิจารณ์การเมืองก็เช่นกัน)

...................

พูดให้ฟังแบบขำๆนะ ตอนผมเขียนเรืองทักษิณไป ยังนึกขำๆว่า "เอ ภัควดี จะมา "ตกหลุม" ยืนยัน เรือ่งด่าทักษิณหรือเปล่านะ" (ใช้คำว่า "ตกหลุม" ความจริง ไม่ได้ต้งใจ "ล่อ" แต่อย่างใด เป็นสำนวนเฉยๆ) ใจนึงก็นึกว่าป่านนี้ น่าจะ"ตาสว่าง" เข้าใจประเด็นพื้นฐาน ถึงความผิด หรือความเซ่อซ่า หลงงมงาม ในกรณีที่"อิน"กับการด่าทักษิณอยู่ แต่ก็นึกไมถึงว่า "ตกหลุม" (สำนวน) จริงๆ ยังยืนยันในความ hypocrite โดยไม่รู้ตัวออกมาอีก

ไหนๆก็ไหนๆนะ

ไหนๆก็ไหนๆนะ ให้ผมพูดเรือ่งปัญหาสถาบันฯ เปรียบเทียบกับเรื่อง ทหาร ศาล (และอะไรก็ตามทีคนอย่างคุณภัควดีชอบเอามาอ้างว่า มีความสำคัญเหมือนกัน เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเงียบเรื่องสถาบัน)

สังเกตไหมว่า (และเรื่องนี้สำคัญในเชิงปรัชญาการเมืองอยู่) ผมสามารถ provide argument คือให้เหตุผลสนับสนุนเรืื่องการพูดเรื่องสถาบันฯ ได้ (เช่น ตามหลักประชาธิปไตย ผู้ปกครองต้องได้มาจากการยินยอมพร้อมใจ, การใช้อำนาจ ต้องอยู่ใต้การตรวจสอบ ฯลฯ และดังนั้น สถาบัน ฯ จึงมีลักษณะองค์กรรัฐที ขัดแย้ง หรือ แอนตี้หลักการเหล่านี้มากที่สุด พูดแบบชาวบ้านๆคือ แตะต้องไม่ได้ทีสุด ฯลฯ)

แต่คนอย่างคุณภัควดี หรือใครก็ตาม ที่อ้างเรื่อง ทหาร ศาล ฯลฯ ก็สำคัญ แม้แต่ arguement เพื่อสนับสนุน ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะถ้าจะทำได้ ก็หมายความว่า จะต้อง ให้ argument ว่า สถาบันฯ ไม่สำคัญพอที่จะยกขึ้นมา หรือ ไม่สำคัญพอ ทำให้การเงียบ เป็นสิ่ง justified ซึ่งหมายความว่า จะต้องอภิปรายเรือ่งสถาบันฯ (ซึ่ง self-defeating คือ "แพ้ตัวเอง") [b]เพราะตัวเองนั้น แม้แต่เรืองสถาบันฯ ก็ไม่มีทั้งความกล้าและความสามารถอภิปรายได้ไม่ว่ากรณีใดๆ (คือแม้แต่จะยกมาเพื่อสนับสนุนว่าทำไมต้องเงียบ ก็ยกมาพูดไม่ได้)[/b]

ไม่เชื่อ ผมท้าเลย ลองให้ argument มาสนับสนุนเรือ่งการเงียบเรือ่งสถาบันฯสิ ให้ยังไงก็ให้ไม่ได้ (เพราะถ้าเริ่มให้ ก็ต้องเริ่มอภิปรายเรือ่งสถาบันฯ ซึี่งรับรองได้ว่า ทำไม่ได้หรอก)

(ไม่ใช่แค่ยืนยันเหมือนคน "ออทิสติก" จริงๆ คือได้แต่ ยืนยันว่า ทหาร ศาล ฯลฯ สำคัญ ยังไง เท่านั้น ไม่สามารถให้ เหตุผลสนับสนุน โดยยกเอาเรื่องสถาบันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผล (ที่เงียบ) นั้นได้)

ดังนัน คนเหล่านี้ จึงมีลักษณะ ได้แต่เถียงอะไรข้างๆคูๆแบบนี้แหละ เพราะถึงที่สุดแล้ว แม้แต่ argument ทีจะให้มาสนับสนุนการกระทำของตัวเอง ก็ให้ไม่ได้

ภัควดี

[quote=ภัควดี]ดิฉันก็เห็นคุณอ้างอยู่แต่ไอ้ผังล้มเจ้านั่นล่ะ คนอื่น ๆ ที่เขามีชื่ออยู่ในผัง ทั้งฟ้าเดียวกัน ฯลฯ นอกจากมีชื่อในผังแล้ว บางคนยังโดนคดีไปคนละหนุบละหนับ ดิฉันไม่เห็นเขาจะเอาเรื่องนี้มาอวดอ้างยกหางตัวเองอยู่ได้ ไม่ทราบคุณมีมุกอื่นอีกหรือเปล่านอกจากไอ้ผังล้มเจ้า พูดราวกับตัวเองมีชื่ออยู่ในนั้นคนเดียว ถูกคุกคามอะไรอีกก็โพนทะนาออกมาสิคะ จะมาพูดคลุมเครืออะไรอยู่บนโพสต์ข้างบนทำไม (ขี้เกียจขึ้นไป quote คำพูด) หรือเพราะไม่มีอะไรอื่นอีกแล้ว นอกจากไอ้ผังล้มเจ้าที่อ้างได้อ้่างดีอยู่เรื่องเดียว ดิฉันเจอคนอื่นที่เขาต้องคดีจริง ๆ หนักกว่าคุณไม่รู้่กี่เท่า คนเหล่านั้นเขาไม่เห็นเคยเอามาพูดอวดอ้างทวงบุญคุณอย่างคุณเลย

ไอ้เรื่อง ม.112 น่ะ มันไม่ใช่ความเสี่ยงแค่อย่างเดียวที่มีในสังคมไทยตอนนี้หรอก การ์ด/แกนนำคนเสื้อแดงหลายคนไม่เคยแตะสถาบันแม้ปลายนิ้ว แต่โดนยิงทิ้งอุ้มหายตายไปเรียบร้อย นี่ไม่ใช่ความเสี่ยงหรือ? นักวิชาการบางคนเดินทางเทิ่ง ๆ ไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงที่ต่างจังหวัด บางทีต้องไปจัดหลบ ๆ ซ่อน ๆ กันอยู่ในวัด หรือนี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? บางคนไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงที่ไหน สันติบาลมาตามถ่ายรูปแคร่ก ๆ แถมบอกให้ยิ้่มให้กล้องด้วย หรือนี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? นัดทำกิจกรรมวันอาทิตย์เสื้อแดงกันกลางเมือง โผล่ไปถึงเจอตำรวจยกขบวนมามากกว่าคนทำกิจกรรมอีก นี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? นัดกินเลี้ยงปิดร้านสังสรรค์กัน สันติบาลตามมาถึงร้านแล้วขู่ว่าจะจัดการให้หมด นี่ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง? นัดกินกาแฟคุยกัน อีกสองวันพบว่ารายชื่อตัวเองและเพื่อนอยู่ในรายงานความเคลื่อนไหวของเอกสารกรมตำรวจอย่างละเอียด นี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? นั่งรถไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงอีกจังหวัด คนขับเป็นแกนนำนปช. ต้องนั่งจินตนาการด้วยใจระทึกไปตลอดทาง 3-4 ชม.ว่า ถ้าเขาดักยิงแกนนำคนนี้ เราจะโดนลูกหลงไปด้วยไหม นี่ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง? แม่ค้าขายรองเท้าลายหน้าอภิสิทธิ์ อ๋อ ติดคุกแค่เดือนสองเดือน ไม่ใช่ 15 ปีแบบ 112 ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง ลูกแม่ค้าจะอดข้าวก็คงแค่เดือนสองเดือนนะ ไม่ใช่ 15 ปี ไม่ใช่ความเสี่ยงหรอก โดนคดี พรก.ฉุกเฉิน โดนคดีปิดถนน โดนยึดเครื่องส่งวิทยุ ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง มันต้อง 112 เท่านั้น ถึงจะเท่ ถึงจะเสี่ยง ถึงจะอวดอ้างได้

ความเสี่ยงในสังคมไทยตอนนี้ มันไม่ใช่มีแค่เรื่อง 112 เรื่องเดียวหรอก ถ้าคุณหัดออกมาต่างจังหวัด มาขึ้นเวทีคนเสื้อแดง มาทำกิจกรรม อย่ามัวแต่มุดอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยหรือหน้าจอคอมฯ คุณจะรู้ว่าความเสี่ยงมันมีอีกเยอะแยะหลากหลาย การออกมาเผชิญโลกบ้าง ไม่ต้องบ่อยหรอก นาน ๆ ทีก็พอ มันจะช่วยให้มีประเด็นคิดได้หลากหลายขึ้น ไม่มานั่งย้ำคิดย้ำทำซ้ำซากอยู่ประเด็นเดียว (ไม่ได้หมายความว่ามันไม่สำคัญ วงเล็บไว้หน่อย ยิ่งอ่านระหว่างบรรทัดไม่เป็นอยู่)

อ้อ แล้วคุณอ่านยังไงไม่ทราบ ดิฉันไม่ได้พูดสักคำว่าสถาบันกองทัพ ศาล สำคัญกว่า ดิฉันบอกว่ามันออกฤทธิ์เสริมซึ่งกันและกัน ส่วนคุณจะบอกว่าสถาบันกษัตริย์สำคัญที่สุด เพื่อให้คุณดูดีที่สุด อัีนนี้เรื่องของคุณ[/quote]

ส่วนนี้เป็นเหตุผลที่คุณสมศักดิ์ ควรรับฟังคุณภัควดีนะคะ
แล้วก็ต้องยอมรับว่า ธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคนก็มีความกล้า ความกลัวเป็นส่วนประกอบ
เท่าที่คุณภัควดีทำแล้ว ตอนนี้ เราควรให้กำลังใจเธอ ให้เธอเดินด้วยความมั่นใจ
อย่าเร่งให้วิ่งจนล้ม แล้วบาดเจ็บ
และ ต้องรักษาแผลเอง

Kannika Rachaprarop

[quote=Kannika Rachaprarop][quote=ภัควดี]ดิฉันก็เห็นคุณอ้างอยู่แต่ไอ้ผังล้มเจ้านั่นล่ะ คนอื่น ๆ ที่เขามีชื่ออยู่ในผัง ทั้งฟ้าเดียวกัน ฯลฯ นอกจากมีชื่อในผังแล้ว บางคนยังโดนคดีไปคนละหนุบละหนับ ดิฉันไม่เห็นเขาจะเอาเรื่องนี้มาอวดอ้างยกหางตัวเองอยู่ได้ ไม่ทราบคุณมีมุกอื่นอีกหรือเปล่านอกจากไอ้ผังล้มเจ้า พูดราวกับตัวเองมีชื่ออยู่ในนั้นคนเดียว ถูกคุกคามอะไรอีกก็โพนทะนาออกมาสิคะ จะมาพูดคลุมเครืออะไรอยู่บนโพสต์ข้างบนทำไม (ขี้เกียจขึ้นไป quote คำพูด) หรือเพราะไม่มีอะไรอื่นอีกแล้ว นอกจากไอ้ผังล้มเจ้าที่อ้างได้อ้่างดีอยู่เรื่องเดียว ดิฉันเจอคนอื่นที่เขาต้องคดีจริง ๆ หนักกว่าคุณไม่รู้่กี่เท่า คนเหล่านั้นเขาไม่เห็นเคยเอามาพูดอวดอ้างทวงบุญคุณอย่างคุณเลย

ไอ้เรื่อง ม.112 น่ะ มันไม่ใช่ความเสี่ยงแค่อย่างเดียวที่มีในสังคมไทยตอนนี้หรอก การ์ด/แกนนำคนเสื้อแดงหลายคนไม่เคยแตะสถาบันแม้ปลายนิ้ว แต่โดนยิงทิ้งอุ้มหายตายไปเรียบร้อย นี่ไม่ใช่ความเสี่ยงหรือ? นักวิชาการบางคนเดินทางเทิ่ง ๆ ไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงที่ต่างจังหวัด บางทีต้องไปจัดหลบ ๆ ซ่อน ๆ กันอยู่ในวัด หรือนี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? บางคนไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงที่ไหน สันติบาลมาตามถ่ายรูปแคร่ก ๆ แถมบอกให้ยิ้่มให้กล้องด้วย หรือนี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? นัดทำกิจกรรมวันอาทิตย์เสื้อแดงกันกลางเมือง โผล่ไปถึงเจอตำรวจยกขบวนมามากกว่าคนทำกิจกรรมอีก นี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? นัดกินเลี้ยงปิดร้านสังสรรค์กัน สันติบาลตามมาถึงร้านแล้วขู่ว่าจะจัดการให้หมด นี่ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง? นัดกินกาแฟคุยกัน อีกสองวันพบว่ารายชื่อตัวเองและเพื่อนอยู่ในรายงานความเคลื่อนไหวของเอกสารกรมตำรวจอย่างละเอียด นี่ไม่ใช่ความเสี่ยง? นั่งรถไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงอีกจังหวัด คนขับเป็นแกนนำนปช. ต้องนั่งจินตนาการด้วยใจระทึกไปตลอดทาง 3-4 ชม.ว่า ถ้าเขาดักยิงแกนนำคนนี้ เราจะโดนลูกหลงไปด้วยไหม นี่ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง? แม่ค้าขายรองเท้าลายหน้าอภิสิทธิ์ อ๋อ ติดคุกแค่เดือนสองเดือน ไม่ใช่ 15 ปีแบบ 112 ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง ลูกแม่ค้าจะอดข้าวก็คงแค่เดือนสองเดือนนะ ไม่ใช่ 15 ปี ไม่ใช่ความเสี่ยงหรอก โดนคดี พรก.ฉุกเฉิน โดนคดีปิดถนน โดนยึดเครื่องส่งวิทยุ ก็ไม่ใช่ความเสี่ยง มันต้อง 112 เท่านั้น ถึงจะเท่ ถึงจะเสี่ยง ถึงจะอวดอ้างได้

ความเสี่ยงในสังคมไทยตอนนี้ มันไม่ใช่มีแค่เรื่อง 112 เรื่องเดียวหรอก ถ้าคุณหัดออกมาต่างจังหวัด มาขึ้นเวทีคนเสื้อแดง มาทำกิจกรรม อย่ามัวแต่มุดอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยหรือหน้าจอคอมฯ คุณจะรู้ว่าความเสี่ยงมันมีอีกเยอะแยะหลากหลาย การออกมาเผชิญโลกบ้าง ไม่ต้องบ่อยหรอก นาน ๆ ทีก็พอ มันจะช่วยให้มีประเด็นคิดได้หลากหลายขึ้น ไม่มานั่งย้ำคิดย้ำทำซ้ำซากอยู่ประเด็นเดียว (ไม่ได้หมายความว่ามันไม่สำคัญ วงเล็บไว้หน่อย ยิ่งอ่านระหว่างบรรทัดไม่เป็นอยู่)

อ้อ แล้วคุณอ่านยังไงไม่ทราบ ดิฉันไม่ได้พูดสักคำว่าสถาบันกองทัพ ศาล สำคัญกว่า ดิฉันบอกว่ามันออกฤทธิ์เสริมซึ่งกันและกัน ส่วนคุณจะบอกว่าสถาบันกษัตริย์สำคัญที่สุด เพื่อให้คุณดูดีที่สุด อัีนนี้เรื่องของคุณ[/quote]

ส่วนนี้เป็นเหตุผลที่คุณสมศักดิ์ ควรรับฟังคุณภัควดีนะคะ
แล้วก็ต้องยอมรับว่า ธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคนก็มีความกล้า ความกลัวเป็นส่วนประกอบ
เท่าที่คุณภัควดีทำแล้ว ตอนนี้ เราควรให้กำลังใจเธอ ให้เธอเดินด้วยความมั่นใจ
อย่าเร่งให้วิ่งจนล้ม แล้วบาดเจ็บ
และ ต้องรักษาแผลเอง[/quote]

"ให้กำลังใจเธอ" ให่้กำลังใจอะไรครับ ให้กำลังใจเป็น hypocrite ต่อหลักการทีตัวเองอ้างเองหรือ (แต่ไม่ยอมทำตาม)

กรณีเรื่องผมอ้าง อยู่ในผังล้มเจ้า ทีภัควดีเขียนว่าผมอ้างอยู่นั่นแหละ [u]ผมท้านะว่า ให้แสดงออกมาว่า ผมอ้างอยู่นั่นแหละทีไหน[/u]

ข้างบนนั้น (ที่ภัควดีไม่ยอม quote) ผมอ้าง เพื่อโต้ที่ธงชัยยกมาว่า ผมไม่ยอมเสี่ยง ผมก็ถามว่า เท่าทีโดนอยู่นีไม่ถือว่าเสียงหรือ

และโปรดสังเกตว่า [u]ผมไม่เคยอ้างว่า ผม"โดนมากกว่าคนอืน"[/u] อย่างที่ภัควดีเขียนในลักษณะโกหกข้างบนแต่อย่างใด (ผมเห็นว่าเป็นการเขียนโกหก คำของผม ผมเลยขี้่เกียจโต้ คือคุณภัควดีนี่ ยิ่งนานยิ่งจนตรอก ให้เหตุผล ให้ข้อมูลสนับสนุนไม่ได้ ก็ใช้วิธีโมเม โกหกเอาเลย) อันที่จริง [u]ส่วนหนึ่งของ argument ของผมว่าทำไม[b]นักวิชาการ[/b]จึงควร ก็คือ เพราะนักวิชการ (รวมทั้งผม) อยู่ในฐานะทีอภิสิทธิ์ มีสถานะทางสังคมคุ้มครองอยู่ (ในระดับหนึ่ง) มากกว่าชาวบ้านธรรมดา[/u] ดังนั้น ที่ไม่ทำ จึงเป็นเรื่องแย่มาก

ภัควดีทำ "ตลก" อ้างเรื่องชาวบ้าน เรื่องการ์ดแดง ไม่รู้ตัวเลยหรือว่า [b]ปัญหาความลำบาก การตายของพวกเขาเหล่าน้น ยิ่งเป็นการประจาน การไม่ทำหน้าทีปัญญาชน ของภัควดีเอง[/b] คือปล่อยให้ชาวบ้านตายๆกันไป ติดคุกติดตารางกันไป แต่ตัวเองซึ่งเป็นปัญญาชน มีสถานะที่คุ้มครองระดับหนึ่ง และมี skill ที่สามารถจะเรียนรู้ว่า อะไรพูดได้ ระดับไหน กลับไม่ทำ ไม่อยากพูดว่า เป็นการอ้างแบบไม่รู้จักละอายจริงๆว่า เป็นการอ้างทีประจานตัวเองมากกว่า

แล้วเรื่องเหยียบศพคนตายเอาชื่

แล้วเรื่องเหยียบศพคนตายเอาชื่อคนติดคุกไปยกหางตัวเองล่ะ สมศักดิ์จะตอบว่าไง อย่าใช้ตรรกะศรีธนญชัยแถไปเรือ่งอื่น นี่มันวิธีการของพวกโง่บัดซบ สวะยิ่งกว่าโปรโตซัว

ข้อดีของสมศักดิ์คือตอบอะไรได้ควายจนคนมีสติปัญญาจะทนไม่ไหวและไม่อยากลดตัวไปเปื้อนเสนียดสมศักดิ์ ช่างหน้าไม่แดงแท้ๆ ที่เอาเรื่องคนเจ็บคนตายไปด่าคนอื่นว่าไม่ทำอะไร แต่ตัวเองก็ไม่เคยทำอะไร แต่สะเออะมาแอ๊บควายเก๋ไก๋แถไปนอกเรื่อง โง่มหาเกรียนแบบนี้เหมาะแล้วที่จะปั้นกระทู้เอาศพเสื้อแดงเป็นเครื่องมือเผยแพร่ความเชื่อของตัวเองต่อไป

หวังว่าในวันที่คุณตาย ตอนนาทีสุดท้ายของชีวิต คุณจะสำเหนียกได้ว่าชีวิตคุณไม่ได้ทำอะไรเพื่อใครเลยนอกจากใช้ทุกคน ใช้ทุกศพ ใช้ทุกคนที่ติดคุก ใช้ทุกร่างที่บาดเจ็บ ใช้พวกเขาเพื่อเผยแพร่ความคิดความเชื่อของคุณ

ไอ้ศาสดาหน้าเลือดเห็นคนเป็นเครื่องมือ

พันไพร

[quote=พันไพร]แล้วเรื่องเหยียบศพคนตายเอาชื่อคนติดคุกไปยกหางตัวเองล่ะ สมศักดิ์จะตอบว่าไง อย่าใช้ตรรกะศรีธนญชัยแถไปเรือ่งอื่น นี่มันวิธีการของพวกโง่บัดซบ สวะยิ่งกว่าโปรโตซัว

ข้อดีของสมศักดิ์คือตอบอะไรได้ควายจนคนมีสติปัญญาจะทนไม่ไหวและไม่อยากลดตัวไปเปื้อนเสนียดสมศักดิ์ ช่างหน้าไม่แดงแท้ๆ ที่เอาเรื่องคนเจ็บคนตายไปด่าคนอื่นว่าไม่ทำอะไร แต่ตัวเองก็ไม่เคยทำอะไร แต่สะเออะมาแอ๊บควายเก๋ไก๋แถไปนอกเรื่อง โง่มหาเกรียนแบบนี้เหมาะแล้วที่จะปั้นกระทู้เอาศพเสื้อแดงเป็นเครื่องมือเผยแพร่ความเชื่อของตัวเองต่อไป

หวังว่าในวันที่คุณตาย ตอนนาทีสุดท้ายของชีวิต คุณจะสำเหนียกได้ว่าชีวิตคุณไม่ได้ทำอะไรเพื่อใครเลยนอกจากใช้ทุกคน ใช้ทุกศพ ใช้ทุกคนที่ติดคุก ใช้ทุกร่างที่บาดเจ็บ ใช้พวกเขาเพื่อเผยแพร่ความคิดความเชื่อของคุณ

ไอ้ศาสดาหน้าเลือดเห็นคนเป็นเครื่องมือ[/quote]
เอ๊ะ คนที่คิดอะไรไม่เป็นนี่ยังไง ก็คิดอะไรไม่เป็นนะ
จะให้ผม "ตอบ" อะไร ในเมื่อ "คำถาม" ของคุณยังไม่มีเลย (กลับไปอ่านที่ผมเขียนข้างบนโน้นไป๊ แล้วตั้ง"คำถาม"จริงๆมาใหม่ (เช่น ตกลง กรณี 2 กรณีที่ยกมา ต้อง "ทำ" "อะไร" นะ ถึงเรียกว่า "ทำ"?)

ตกลงสมศักดิ์เคยทำอะไรที่เป็นป

ตกลงสมศักดิ์เคยทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนเจ็บคนตายคนในคุก อย่าตอบนอกเรื่องไปมาแบบพวกเศษสวะบัดซบ ตอบมาให้ตรงประเด็ฯ

ตอบแถไปมาแบบโง่บัดซบเศษสวะเหม

ตอบแถไปมาแบบโง่บัดซบเศษสวะเหมือนเคย หน้าไม่แดงกระทั่งทำเป็นไม่รู้ว่าควรทำอะไร่ที่เป็นประโยชน์กับคนตายคนเจ็บคนอยู่ในคุก เป็นปัญญาชนที่อวดอ้างว่าฉลาดเหนือใตรในประเทศ แต่พอเรื่องง่ายๆ ว่าอะไรที่ควรทำเพื่อช่วยคนเจ็บคนตายคนคุก ทำดัดจริตตอแหละไม่เข้าใจ โง่บัดซบแบบนี้สัตว์เซลล์เดียวยังมีสมองเสียกว่า หน้าด้าน สติเสื่อม ไร้ยางอาย

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล][quote=Kannika Rachaprarop]

ส่วนนี้เป็นเหตุผลที่คุณสมศักดิ์ ควรรับฟังคุณภัควดีนะคะ
แล้วก็ต้องยอมรับว่า ธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคนก็มีความกล้า ความกลัวเป็นส่วนประกอบ
เท่าที่คุณภัควดีทำแล้ว ตอนนี้ เราควรให้กำลังใจเธอ ให้เธอเดินด้วยความมั่นใจ
อย่าเร่งให้วิ่งจนล้ม แล้วบาดเจ็บ
และ ต้องรักษาแผลเอง[/quote]

"ให้กำลังใจเธอ" ให่้กำลังใจอะไรครับ ให้กำลังใจเป็น hypocrite ต่อหลักการทีตัวเองอ้างเองหรือ (แต่ไม่ยอมทำตาม)

กรณีเรื่องผมอ้าง อยู่ในผังล้มเจ้า ทีภัควดีเขียนว่าผมอ้างอยู่นั่นแหละ [u]ผมท้านะว่า ให้แสดงออกมาว่า ผมอ้างอยู่นั่นแหละทีไหน[/u]

ข้างบนนั้น (ที่ภัควดีไม่ยอม quote) ผมอ้าง เพื่อโต้ที่ธงชัยยกมาว่า ผมไม่ยอมเสี่ยง ผมก็ถามว่า เท่าทีโดนอยู่นีไม่ถือว่าเสียงหรือ

และโปรดสังเกตว่า [u]ผมไม่เคยอ้างว่า ผม"โดนมากกว่าคนอืน"[/u] อย่างที่ภัควดีเขียนในลักษณะโกหกข้างบนแต่อย่างใด (ผมเห็นว่าเป็นการเขียนโกหก คำของผม ผมเลยขี้่เกียจโต้ คือคุณภัควดีนี่ ยิ่งนานยิ่งจนตรอก ให้เหตุผล ให้ข้อมูลสนับสนุนไม่ได้ ก็ใช้วิธีโมเม โกหกเอาเลย) อันที่จริง [u]ส่วนหนึ่งของ argument ของผมว่าทำไม[b]นักวิชาการ[/b]จึงควร ก็คือ เพราะนักวิชการ (รวมทั้งผม) อยู่ในฐานะทีอภิสิทธิ์ มีสถานะทางสังคมคุ้มครองอยู่ (ในระดับหนึ่ง) มากกว่าชาวบ้านธรรมดา[/u] ดังนั้น ที่ไม่ทำ จึงเป็นเรื่องแย่มาก

ภัควดีทำ "ตลก" อ้างเรื่องชาวบ้าน เรื่องการ์ดแดง ไม่รู้ตัวเลยหรือว่า [b]ปัญหาความลำบาก การตายของพวกเขาเหล่าน้น ยิ่งเป็นการประจาน การไม่ทำหน้าทีปัญญาชน ของภัควดีเอง[/b] คือปล่อยให้ชาวบ้านตายๆกันไป ติดคุกติดตารางกันไป แต่ตัวเองซึ่งเป็นปัญญาชน มีสถานะที่คุ้มครองระดับหนึ่ง และมี skill ที่สามารถจะเรียนรู้ว่า อะไรพูดได้ ระดับไหน กลับไม่ทำ ไม่อยากพูดว่า เป็นการอ้างแบบไม่รู้จักละอายจริงๆว่า เป็นการอ้างทีประจานตัวเองมากกว่า[/quote]

เราต้องยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ หรือคะ
แม้ว่า อาจถูกทำลายทำร้ายให้เสียชีวิต ให้พิการ ถูกคุมขังในที่ที่เราไม่อาจกำหนดชะตากรรมของตัวเองได้
อย่าลืมว่า ประชาชนที่ตายไป เขาตายแบบไม่ได้คาดคิดว่าจะถูกฆ่าให้ตายนะคะ
เขาคิดว่าเขาควรได้รับชัยชนะด้วยซ้ำ
เขาคาดหวังให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภา
แค่ฝันถึงการเลือกตั้ง เท่านั้น

ไอ้คนกะล่อนยังไงมันก็กะล่อนไม

ไอ้คนกะล่อนยังไงมันก็กะล่อนไม่เลิก ตัวมันเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าตอนติดคุกติดตะรางมีอะไรบ้างที่คนอื่นเขาช่วยจนมันรอดคุกมาได้ พอตอนนี้ดัดจริตมาแอ๊บแบ๊วถามกลับว่าหนูไม่รู้ฮ่าว่าต้องทำอะไรเพื่อช่วยคนอื่น

ใจคอมึงจะตั้งกระทู้ตลอดชาติหรือโพสท์ความเห็นท้ายบอร์ดแล้วอ้างว่าสองอย่างนี้จช่วยคนออกจากคุกได้หรือไงไอ้ควาย

ไอ้ศาสดาหน้าเลือด มึงก็คิดแค่เอาคนเสื้อแดงเป็นประโยชน์ในการเผลแพร่ความเชื่อของมึง เรื่องที่มึงทำไม่เคยมีประโยชน์อะไรตอนพี่้น้องกูเจ็บตาย มึงดีแต่เอาซากศพพี่น้องกูไปสร้างคะแนนนิยมให้มึง มึงนี่แหละชั่วช้าอัปรีย์ที่สุด เห็นคนเสื้อแดงเป็นแค่เครื่องมือทางการเมืองของมึง

โง่บัดซบแถมยังหน้าไม่แดง ชั่วช้าอัปรีย์จนคำว่าอัปปรีย์ยังน้อยไปสำหรับพวกหากินกับการตอ่สู้ของคนเืสื้อแดงอย่างมึง

กรรณิกา ไม่ได้ต้องการ

กรรณิกา ไม่ได้ต้องการ ตั้งแง่กับคุณสมศักดิ์
แต่คุณสมศักดิ์เอาตัวเอง เป็นมาตรฐาน
แล้วมาตรฐานนี้ก็ไม่ใช่ง่ายๆ หมูๆ หมาๆ

ต้องเปรียบมวยให้ถูกคู่นะคะ
คุณทักษิณ สู้ พอแล้วหรือยังคะในความคิดของคุณสมศักดิ์
ยังไม่พอใช่ไม๊คะ

แล้วคุณศิโรตม์ คุณภัควดี ฯลฯจะรับมือไหวเหรอคะ

นี่ครับ ยกมาให้ดูกันชัดๆว่า

นี่ครับ ยกมาให้ดูกันชัดๆว่า คุณภัควดีนัน "จนตรอก" deaparate ขนาดไหน ถึงกับต้องพูดแบบโกหก คือไม่พูดความจริงกันแล้ว นี่คือที่ผมเขียนครั้งเดียวข้างบน เรื่อง แผนผังล้มเจ้า ศอฉ.

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล]If a critic wants to point out the shortfalls of others that involves risk that the critic himself is not willing to take (or has not shown it yet),

ถ้านี่เป้นคนอื่นพูด ผมต้องบอกว่า ถ้าไม่บ้า สติเสีย ก็บัดซบมากๆ

ที่ผมทำ นี่จัดว่า not willing to take (or has not shown it yet) หรือ?

ธงชัย บ้าไปแล้วกระมัง?

ในแผนผัง ศอฉ ขึ้นชื่อผมอยู่ การดำเนินการ ต่อผม ยังดำเนินอยู่ (และที่ไม่ได้บอกเป็นข่าวยังมีอีก) นี่ยังเป็นการ "not willing to take [risk] or has not shown it yet หรือ?

บอกตรงๆว่า พูดไม่ออก ในความห่วยแตกในการเขียนของธงชัยครั้งนี้จริงๆ[/quote]

"ในแผนผ้ง ศอฉ ยังขึ้นชื่อผมอยู่ การดำเนินการ ต่อผม ยังดำเนินอยู"

เขียนแค่นี้หรือคือสิ่งที่ภัควดีบอกว่าเป็นการ อ้างอยู่นั่นแหละ ในลักษณะ "ยกหาง"ตัวเอง ถึงขันบอกว่า ให้หา "มุก" ใหม่

คุณภัควดีครับ ถ้าเถียงด้วยเหตุผลไม่ได้ ก็ไม่ควรเขียนบิดเบือนความจริงขนาดนี้ครับ อายคนอ่าน

นี่คือที่ภัควดีเขียน โปรดเปรียบเทียบ

[quote=ภัควดี]ดิฉันก็เห็นคุณอ้างอยู่แต่ไอ้ผังล้มเจ้านั่นล่ะ คนอื่น ๆ ที่เขามีชื่ออยู่ในผัง ทั้งฟ้าเดียวกัน ฯลฯ นอกจากมีชื่อในผังแล้ว บางคนยังโดนคดีไปคนละหนุบละหนับ ดิฉันไม่เห็นเขาจะเอาเรื่องนี้มาอวดอ้างยกหางตัวเองอยู่ได้ ไม่ทราบคุณมีมุกอื่นอีกหรือเปล่านอกจากไอ้ผังล้มเจ้า พูดราวกับตัวเองมีชื่ออยู่ในนั้นคนเดียว ถูกคุกคามอะไรอีกก็โพนทะนาออกมาสิคะ จะมาพูดคลุมเครืออะไรอยู่บนโพสต์ข้างบนทำไม (ขี้เกียจขึ้นไป quote คำพูด)[/quote]

อีกนิดนะครับ "คนอื่นๆที่เขามีชื่่ออยู่ในผัง" ประเด็นนี้ผมเคยตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเศร้า ที่ผังนี้มันสะท้อนอะไรออกมา คือ ชือแทบทั้งหมด (ยกเว้นผม และ อ.ยิ้ม) ไม่ใช่นักวิชาการ ไมใช่ระดับทีเรียกกันทั่วไปว่าปัญญาชนเลย ผมเคยบอกว่า ไอ้ผังนี่ม้ันเรื่องโจ๊ก แต่ม้ันสะท้อนความจริงอันน่าเศร้าอย่างนึงทีสำคัญมาก คือ นักวิชาการเงียบเรื่องสถาบันฯกันในระดับที่เรียกว่า abolute zero นั่นแหละ ... "คนอื่นๆ" ที่คุณภัควดีพูด ในบริบทของการจะโต้ผม ต้องถามกลับว่า "คนอืนๆ" ไหนครับ? ไหน นักวิชาการ? (ถ้าไม่นับยิ้มกับผม)

โปรดสังเกตด้วยว่า ด้านหนึ่ง ภัควดีก็หาว่าผมเที่ยงอ้างเรืองผังล้มเจ้า (ซึ่งไม่จริง) หรืออ้างเรื่องโดนคุกคาม
แต่อีกด้านหนึ่ง ก็บอกว่า "ก็โพนทะนาออกมาสิคะ" แสดงว่า ผมไม่ได้พูดอะไรออกไปเรือ่งโดนอะไรบ้าง ตกลงเอาไงกันแน่?
(จริงๆที่วงเล็บหลังประโยคดังกล่าว ถ้าผมอยาก "โพนทะนา" เหมือนกับทีภัควดีโมเมด้วยความจนตรอกหาว่าผมชอบทำนั้น ผมก็คงเล่าขยายความไปแล้ว
และดังทีกล่าวแต่ต้นว่า ผมเขียนเรืองนี้ขึนมา เพราะธงชัยเองเป็นคนพูดแบบไม่ make sense เรือ่ง ผมไม่ยอมเสี่ยงพูดเรือ่งสถาบัน แต่ยุให้คนอื่นพูดเรื้องสถาบัน
อันที่จริง ประเด็นอยู่ที่ การพูดเรืองสถาบัน (ซึ่งธงชัยไม่ make sense ที่บอกว่า ผมไม่ยอมพูด) ไมใช่อยู่เรื่องการเสี่ยง (ดูในอีก rep ที่ผมพูดว่า จริงๆแล้ว เรื่องผมเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ผมไม่ทราบ ไม่มีมาตรการวัด - เปรียบเทียบกับทีภัควดี จับยัดใส่ปากผมทำนองว่า ผมอ้างเรืองเสียงเยอะ)

อุตส่าห์ยกมาทั้งๆที่เป็นประเด็นเล็ก เพื่อแสดงให้เห็นว่า คุณภัควดีนั้น ความจริง โต้เถียงเรืองเหตุผลจริงๆไม่ได้ เพราะเรื่อง[b]การเงียบของเธอเรือ่งสถาบันกษัตริย์นัน ความจริง justified ไม่ได้ด้วยข้ออ้างประชาธิปไตยทีเธออ้างไว้[/b] ก็เลยเริ่มมั่ว พูดอะไรที่ไม่จริงแล้ว

จริงๆแล้ว ให้ผมพูดอีกคร้งว่า [b]การทีนักวิชาการปัญญาชนทั้งหลายที่อ้างประชาธิปไตย เงียบเรื่องสถาบันฯนั้น ไม่มีทางอ้างเหตุผลอะไรมาสนับสนุนได้หรอก ทั้งในแง่หลักการ ในแง่ augument ต่างๆ (อภิปราย[u]เรืองสถาบันฯ[/u] ให้เห็นว่า ทำไมจึงเงียบ เพราะ[u]ต้องอภิปรายเรืองสถาบันฯเช่นกันจึงจะเป็น argument จริงๆ ทีสนับสนุนความเงียบได้[/u] ซึ่งก็ทำไมได้เลย) ถ้าทำได้ป่านนี้ ก็คงมีคนทำไปแล้ว (ไมต้องมามีลักษณะ bad faith อย่างที่ผมบอกข้างบน)[/b]

พันไพร

พันไพร ถ้าจับประเด็นไม่เป็นก็ควรไปวิ่งเล่นที่อื่น หรือกลับไปอ่านใหม่หลายๆ รอบก่อนโพสต์ หรือดูคนอื่นๆ ว่าเขาถกเถียงเรื่องอะไรกันอยู่ เขาเข้าใจเรื่องตรงกับคุณรึเปล่่า

คนอื่นเขาตามดูดีเบตอยู่ รำคาญ

สมศักดิ์นี่ตกอับขนาดต้องขนเห็

สมศักดิ์นี่ตกอับขนาดต้องขนเห็บเหามาคอยเบี่ยงประเด็นอย่างนายคนข้างบนแล้ว มือคุณตกมากขนาดนี้เทียวนะ น่าสมเพชจริง

สำหรับเห็บเหาข้างบน ถ้าอยากสำเร็จความใคร่ทางปัญญาแบบเกาะกระทู้ตามอ่านคนอื่นเถียงกันก็ทำไป แต่ไ่มมีสิทธิมาอวดภูมิว่าใครจับประเด็นเป็นหรือไม่เป็ฯมากกว่ากัน ใหญ่โตมาจากไหนถึงมาโอ่อ่าบอกว่าเรื่องนี้ต้องเีถียงเฉพาประเด็นนั้นประเด็นนี้ ถ้าเป็นเว็บมาสเตอร์หรือมอดก็ว่าไปอย่าง แต่ดูแล้วก็ไม่ใช่ เป็นแค่เห็บเหาที่เห็นศาสดาตัวเองเข้าตาจน พูดจาเวิ่นเว้อน่ารำคาญ

ถามอีกครั้งว่าสมศักดิ์ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์หรือช่วยคนถูกจับ คนตาย คนติดคุกอย่างเป็นรูปธรรม อย่าเล่นมุขควายๆ ประเภทหนูไม่รู้ฮ่าว่าต้องทำอะไร พี่บอกหนูมาิสิฮ้า บลาบลาบลา

มึงไปมองหน้ามึงในกระจกแหละ หรือถามพวกเห็บเหา พวกหางเครื่องมึงก็ได้ว่ามึง และพวกมึงด้วยกันสี่้ห้าตัว เคยทำอะไรบ้างตอนพี่น้องกูถูกยิง พี่น้องกูถูกจับ พี่น้องกูติดตะราง มึงมองหน้ามึงในกระจก หรือถ้ามึงไม่มีกระจก มึงมองน้ำในชักโครกบ้านมึงก็ได้ แล้วมึงตอบตัวเองกับลูกสมุนมึงให้ได้ว่ามึงทำอะไร นอกจากเห็นพวกกูเป็นแค่ที่ระบายลัทธิชวนเชื่อของมึงกับเห็บเหาสมนุมึง

เสียสละเงิน

เสียสละเงิน เสียสละแรงทำงาน
เป็นกำลังใจ เป็นพลังความคิด เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้
นั่นคือ สิ่งที่คุณสมศักดิ์เป็น ตลอดระยะเวลาเกือบทั้งช่วงของชีวิต
และยังคงเพียรพยายามทำเป็นตัวอย่าง มาตลอดการเรียกร้อง ในการต่อสู้ที่ผ่านมาหลายครั้ง
ฟากฝั่งพลังประชาธิปไตยไม่อาจปฏิเสธในความจริงข้อนี้ได้เลยค่ะ

แต่นับจากนี้ไป คุณสมศักดิ์ต้องให้คนอื่นพิสูจน์ความคิด ความสามารถ...ด้วยตัวเองแล้วนะคะ
เปลี่ยนผ่านรุ่นเดิม สู่รุ่นใหม่
แล้วก็มาคอยลุ้นกันต่อไป ว่ารุ่นใหม่จะทำได้หรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร

ความคิดเห็นของ สมศักดิ์

ความคิดเห็นของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (visitor) (127.0.0.1 110.168.103.234) .. Fri, 2010-11-05 13:47

ยังไม่หมดเวลางานราชการเลย มานั่งเล่นเนตเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการแบบนี้ เช้าชามเย็นชามนะครับ

ชัดเจนครับ ขอบคุณ wrote:-

[quote=ชัดเจนครับ ขอบคุณ][quote=-]ภัควดี! วิจารณ์ทักษิณไม่ผิดหรอก และใช่ เขาทำเรื่องเลวร้ายเยอะอยู่เหมือนกัน

แต่ที่เป็นปัญหาคือ พอคนอื่นทำ เธอกลับเงียบ ระดับของการวิจารณ์นั้นต่างกันจนเห็นได้ชัด มันก็แค่นั้น ถ้าเธอยอมรับ

บางเรื่องเราไม่รู้ก็ไม่รู้ เราทำไม่ดีก็คือยังไม่ดี การยอมรับแล้วบันไดมันมีอยู่ทางเดียวก็ต้องลง ไม่ใช่ไปยืนเกาะค้างเติ่งอยู่แล้วคอยอ้างนั่นอ้างนี่อยู่[/quote]

ชัดเจนครับ ขอบคุณ[/quote]

ขอโทษนะ ชัดเจนอะไร อ่านแล้วยังงงว่าเรื่องอะไร ดิฉันไปยืนค้างอยู่ตรงไหนยังไง พูดให้ชัดเจนหน่อย หรือนี่เป็นพวกเหาฉลามมาส่งเสียงเอคโค่อีกไม่ทราบ?

ดิฉันขอกลับบ้านก่อน

ดิฉันขอกลับบ้านก่อน แล้วจะมาเขียนต่อว่าสมศักดิ์แถยังไง ตอนนี้เขียนไม่ทันแล้ว

(Sorry to write in Eng. It

(Sorry to write in Eng. It would take me many hours to type in Thai.)

My original suggestion is staightforward: If Somsak demands other people to speak out at a public forum about the (past, present, future?) roles of the monarchy in democracy and what changes needed to be changed, he and his supporters should do it as an example to others.

I don't question Somsak's superlative courage, bravery, that he has shown all his life. We should admire people who take risk for a better soceity. But I don't recall that Somsak et al. have ever organized a serious public forum to put forward such ideas and demands for change about the Thai monarchy. ("et al." means "and the group, followers, other like-minded people", Somsakians.)

Why is this important?

Different media, forms and activities create varying impacts to the public. This is a common sense we all know. For that reason, they entails varying degrees of risks.

For example, I was not the first who call for the abolishment or reform of the 112. Many people had done before me and still do so up to now in classrooms, newspapers, webboards, and other public and not-so-public media. But to make such issue a public agenda and to make it an international scandal, requires certain actions.

To write on webboards about the roles of the monarchy that should be changed, and to organise a serious, open public forum to talk about the same subject create varying impacts and entails varying risks.

Sincerely speaking, I agree that there are ways to speak about changes to the monarchy more openly than many people think. But we cannot blame people who estimate the limits in their ways. That's why I sincerely, not sarcastically at all, suggest that Somsak et al. should do it to validate their views and for others to follow.

IN BRIEF, I SUGGEST THAT SOMSAK ET AL. TAKE THE LEAD IN TAKING THE RISK ORGANISING A SERIOUS OPEN PUBLIC FORUM ABOUT WHAT/WHY THE ROLE OF THE MONARCHY IN THAI DEMOCRACY MUST BE CHANGED. Instead of demanding other people to do it, Somsak et al. should do it. The more Somsak et al. yell, scold, humiliate, insult others for failing to do so, Somsak et al. themselves have the obligation and responsibility to take the lead doing it.

The bigger words, bigger brags, bigger claim, and the more they belittle other people, the more responsibility and accountability Somsak et al must take.

In my original posting, I did not say that Somsak has done nothing or never take a risk. But I DID say very specifically that Somsak et al. have not yet taken the risk in organising a serious open public forum to discuss what and why the role of the monarchy in Thai democracy must change. THIS IS SPECIFICALLY THE RISK I SAID THAT SOMSAK ET AL. HAVE NOT YET TAKEN, AND SHOULD DO. I did not talk about writing webboards, writing articles, talk to friends, speak in classrooms, etc., all of which those scholars under his attack have done probably NOT LESS THAN SOMSAK himself.

My suggestion is specific because Somsak does not and cannot say that those scholars never done anything (writing webboards, emails, speak in classes, etc.) about the necessary changes needed about Thai monarchy. If Somsak et al are not blind or too biased (and too self-congratulating), those scholars under his attack have done probably NOT LESS THAN SOMSAK himself, and for years as well. Somsak's lambasting of them is specific that they are coward, spineless, not brave enough to speak in public at a public forum.

For this reason, my suggestion to Somsak et al. is specifically on the same point -- Somsak et al. should organise and speak up at a serious open public forum .... they should do so themselves. It is pathetic to "distort" my suggestion, to speak of writing on webboards, articles, and other accomplishments when Somsak's demand to other scholars is specifically about speaking out in public at a public forum, openly and straightforwardly, what/why the role of the monarchy must be changed.

Come on... Somsak blames other people all the time for failure to read carefully (or his "do you have a brain?" "how stupid you are" bullying trademarks). But when he fails to read carefully, he make such a fuzz about his bravery and accomplishments and cry fouls that I insult him and disrespect what he has done.

Please be brave enough to deal with the main issue, my main suggestion, instead avoiding it to talk about other matters.

Somsak may say that I misrepresent him or accuse him unfairly. Well,... I represent him FAIRLY the same way he has done to so many others over the years. Besides, I did not bully him. Mine is a straightforward suggestion, and sincerely too, that he fails to read carefully.

It is pathetic for Somsak to cry for not getting respect and recognition he deserves when he has hurt so many people who try to do their best along similar line of ideas and politics. It is pitiful that he has to call attention to his accomplishments.

There is no measurement of how much courage is "enough" courage. But I am sure that the best way to "encourage" other people is not by bullying them. To blame other people for the risk one has not taken -- in this particular case meaning to organise and speak out at a public forum about the needed change to the monarchy -- is irresponsible. One simply need to do it himself to convince others that the risk is not as high as they think.

The best way to take pride in what one has accomplished is not by bragging about being the first one to do x,y,z, having thought about x,y,z before anybody else, or "I think about it too many years ago", or publicly bragging about hundreds of unfinished writings, or calling attention to the honor of being listed in the CRES's anti-monarchist chart, and so on. Even those accomplishments are true, keep to oneself please. Let others judge it. Please keep doing good works and let the products speak and let others judge it.

______________

To those "et al." (i.e. Somsakians): while Somsak can claim his decorations for being brave, done so much, risk-taking, getting into trouble with the CRES, I wonder if most of you can claim the same accomplishments.

Atithep, for example, WHO ARE YOU?

Sorry, Atithep, for such an insult and bullying. I only want to remind most (all?) of you that when Somsak insults other people for not brave enough, then you follow with similar bullying behaviors, you are disgusting. What many of you have done is so SAD to see.

Criticism is good. Comment is good. I don't like the demand for "constructive" criticism either because it is hard to define. But if intellectuals like the Somsakians cannot make distinction between bullying and criticism, there is no future for the cause those people are trying to fight for.

A false suspicion and doubt about money is so easy to plant/ spread to destroy other people. In Thai scoiety, the accuser never has to work hard to prove it. Instead, the accused are always the victim of doubt and very difficult to restore dignity. The burden of proof is so low and usually is on the victim instead of on the accuser and set it high.

To accuse others for financial corruption, Atithep, are you sure that you have indisputable evidence? You should know how much your careless accusation has damaged the spirits of those people who are working with the relatives of the victims of the April-May crackdown. They are devastated. If you don't have adequate proof, may I suggest that you apologize on this webboard to people to whom you have planted suspicion unfairly?

ภัควดี

[quote=ภัควดี]ดิฉันขอกลับบ้านก่อน แล้วจะมาเขียนต่อว่าสมศักดิ์แถยังไง ตอนนี้เขียนไม่ทันแล้ว[/quote]
can't wait.
แต่ให้แน่ใจนะว่า ตัวเองสามารถเถียงด้วยเหตุด้วยผล ด้วยข้อเท็จจริงได้ ไมใช่ใช้การโกหกชัดๆ (เรื่องที่ผม "คุย" เรื่อง "มุก" ศอฉ.แค่เลื่อนหน้าขึนไปข้างบน ก็เห็นชัดๆว่า คนละเรื่องกับที่คุณเขียนเลย
โตๆเป็นผู้ใหญ่ มีชื่อเสียงก็ไม่น้อย ไม่สมควรจะ "มุก" แบบนี้ครับ อายคนเขา

ภัควดี wrote:ขอโทษนะ

[quote=ภัควดี]ขอโทษนะ ชัดเจนอะไร อ่านแล้วยังงงว่าเรื่องอะไร ดิฉันไปยืนค้างอยู่ตรงไหนยังไง พูดให้ชัดเจนหน่อย หรือนี่เป็นพวก[b]เหาฉลาม[/b]มาส่งเสียงเอคโค่อีกไม่ทราบ?[/quote]

ที่ทำ bold นี่ คือ sign อีกอย่างของคน deparate (จนตรอก) ในแง่เหตุผลนะ คือเริ่มใช้คำประเภทนี้ ที่ไม่มีสาระ และผิดด้วย ได้ยินว่าไปเขียนที่ fb ด้วยคำทำนองนี้เหมือนกัน
(อีกที) โตๆ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำตัวขายหน้านะครับ

Thongchai Winichakul

[quote=Thongchai Winichakul](Sorry to write in Eng. It would take me many hours to type in Thai.)

My original suggestion is staightforward: If Somsak demands other people to speak out at a public forum about the (past, present, future?) roles of the monarchy in democracy and what changes needed to be changed, he and his supporters should do it as an example to others.

I don't question Somsak's superlative courage, bravery, that he has shown all his life. We should admire people who take risk for a better soceity. But I don't recall that Somsak et al. have ever organized a serious public forum to put forward such ideas and demands for change about the Thai monarchy. ("et al." means "and the group, followers, other like-minded people", Somsakians.)

Why is this important?

Different media, forms and activities create varying impacts to the public. This is a common sense we all know. For that reason, they entails varying degrees of risks.

For example, I was not the first who call for the abolishment or reform of the 112. Many people had done before me and still do so up to now in classrooms, newspapers, webboards, and other public and not-so-public media. But to make such issue a public agenda and to make it an international scandal, requires certain actions.

To write on webboards about the roles of the monarchy that should be changed, and to organise a serious, open public forum to talk about the same subject create varying impacts and entails varying risks.

Sincerely speaking, I agree that there are ways to speak about changes to the monarchy more openly than many people think. But we cannot blame people who estimate the limits in their ways. That's why I sincerely, not sarcastically at all, suggest that Somsak et al. should do it to validate their views and for others to follow.

IN BRIEF, I SUGGEST THAT SOMSAK ET AL. TAKE THE LEAD IN TAKING THE RISK ORGANISING A SERIOUS OPEN PUBLIC FORUM ABOUT WHAT/WHY THE ROLE OF THE MONARCHY IN THAI DEMOCRACY MUST BE CHANGED. Instead of demanding other people to do it, Somsak et al. should do it. The more Somsak et al. yell, scold, humiliate, insult others for failing to do so, Somsak et al. themselves have the obligation and responsibility to take the lead doing it.

The bigger words, bigger brags, bigger claim, and the more they belittle other people, the more responsibility and accountability Somsak et al must take.

In my original posting, I did not say that Somsak has done nothing or never take a risk. But I DID say very specifically that Somsak et al. have not yet taken the risk in organising a serious open public forum to discuss what and why the role of the monarchy in Thai democracy must change. THIS IS SPECIFICALLY THE RISK I SAID THAT SOMSAK ET AL. HAVE NOT YET TAKEN, AND SHOULD DO. I did not talk about writing webboards, writing articles, talk to friends, speak in classrooms, etc., all of which those scholars under his attack have done probably NOT LESS THAN SOMSAK himself.

My suggestion is specific because Somsak does not and cannot say that those scholars never done anything (writing webboards, emails, speak in classes, etc.) about the necessary changes needed about Thai monarchy. If Somsak et al are not blind or too biased (and too self-congratulating), those scholars under his attack have done probably NOT LESS THAN SOMSAK himself, and for years as well. Somsak's lambasting of them is specific that they are coward, spineless, not brave enough to speak in public at a public forum.

For this reason, my suggestion to Somsak et al. is specifically on the same point -- Somsak et al. should organise and speak up at a serious open public forum .... they should do so themselves. It is pathetic to "distort" my suggestion, to speak of writing on webboards, articles, and other accomplishments when Somsak's demand to other scholars is specifically about speaking out in public at a public forum, openly and straightforwardly, what/why the role of the monarchy must be changed.

Come on... Somsak blames other people all the time for failure to read carefully (or his "do you have a brain?" "how stupid you are" bullying trademarks). But when he fails to read carefully, he make such a fuzz about his bravery and accomplishments and cry fouls that I insult him and disrespect what he has done.

Please be brave enough to deal with the main issue, my main suggestion, instead avoiding it to talk about other matters.

Somsak may say that I misrepresent him or accuse him unfairly. Well,... I represent him FAIRLY the same way he has done to so many others over the years. Besides, I did not bully him. Mine is a straightforward suggestion, and sincerely too, that he fails to read carefully.

It is pathetic for Somsak to cry for not getting respect and recognition he deserves when he has hurt so many people who try to do their best along similar line of ideas and politics. It is pitiful that he has to call attention to his accomplishments.

There is no measurement of how much courage is "enough" courage. But I am sure that the best way to "encourage" other people is not by bullying them. To blame other people for the risk one has not taken -- in this particular case meaning to organise and speak out at a public forum about the needed change to the monarchy -- is irresponsible. One simply need to do it himself to convince others that the risk is not as high as they think.

The best way to take pride in what one has accomplished is not by bragging about being the first one to do x,y,z, having thought about x,y,z before anybody else, or "I think about it too many years ago", or publicly bragging about hundreds of unfinished writings, or calling attention to the honor of being listed in the CRES's anti-monarchist chart, and so on. Even those accomplishments are true, keep to oneself please. Let others judge it. Please keep doing good works and let the products speak and let others judge it.

______________

To those "et al." (i.e. Somsakians): while Somsak can claim his decorations for being brave, done so much, risk-taking, getting into trouble with the CRES, I wonder if most of you can claim the same accomplishments.

Atithep, for example, WHO ARE YOU?

Sorry, Atithep, for such an insult and bullying. I only want to remind most (all?) of you that when Somsak insults other people for not brave enough, then you follow with similar bullying behaviors, you are disgusting. What many of you have done is so SAD to see.

Criticism is good. Comment is good. I don't like the demand for "constructive" criticism either because it is hard to define. But if intellectuals like the Somsakians cannot make distinction between bullying and criticism, there is no future for the cause those people are trying to fight for.

A false suspicion and doubt about money is so easy to plant/ spread to destroy other people. In Thai scoiety, the accuser never has to work hard to prove it. Instead, the accused are always the victim of doubt and very difficult to restore dignity. The burden of proof is so low and usually is on the victim instead of on the accuser and set it high.

To accuse others for financial corruption, Atithep, are you sure that you have indisputable evidence? You should know how much your careless accusation has damaged the spirits of those people who are working with the relatives of the victims of the April-May crackdown. They are devastated. If you don't have adequate proof, may I suggest that you apologize on this webboard to people to whom you have planted suspicion unfairly?[/quote]

- ก่อนอื่น ธงชัย กล่าวหาว่าผมวิจารณ์ให้คนอื่นเสียงพูดเรื่อง monarchy แต่ตัวเองไม่ยอมเสี่ยงทำให้ดู ท้ังยังเสนอ(ที่ไม่ make sense เช่นเดียวกันว่า) ผมไม่แสดงให้เห็นว่า อะไรทำได้ทำไม่ได้

สิ่งที่ธงชัยพูดนี้ อย่างที่บอกว่า ผมว่ามัน ไม่ make sense เลย (แม้จนขณะนี้) คือ บอกไม่ได้ว่า"ผิด"ด้วยซ้ำ เพราะเราจะบอกว่าอะไร "ผิด" (หรือถูก) ได้ ก่อนอื่น ต้อง make sense มันให้ได้ก่อน มันเหมือนกับที่ผมบอกว่า ถ้ามีใครสักคนบอกว่า "ธงชัยเอาแต่วิจารณ์คนอื่นว่า ไม่เขียนบทความวิชาการ แต่ตัวเองไม่ยอมเขียนเอง" ใครมาพูดประโยคประเภทนี้ ให้ผมฟัง ผมก็จะรู้สึกไม่ make sense เหมือนกัน

ในการวิจารณ์ตอนแรก ธงชัย พูดถึงเรื่องการ orgainze public forum อยู่

ในโพสต์ข้างบนนี้่ ธงชัย หันมาหยิบประเด็นนี้ เป็นประเด็นหลัก

ผมขอถาม ขอท้าเลยว่า มีที่ไหนที่ผมวิจารณ์คนอื่น ไม่จัด public forum มาพูดเรือง monarchy ??

อันนี้สำคัญ เพราะถ้าผมวิจารณ์เช่นนั้น แล้วผมไม่จัดเอง (อย่างที่ธงชัยมาเน้นในทีนี่้) อย่างนี้สิ ถึงบอกว่า ผมวิจารณ์คนอื่น แต่ตัวเองไม่ได้ทำ

ผมไม่เคยเรียกร้องคนอื่นว่าต้องจัด public forum แต่เรียกร้องให้แสดงออก ให้เขียน ให้พูด คือ[u]ให้ทำอะไรทีตัวเองทำกันอยู่ แต่แทนที่จะทำแต่เรื่องอะไรก็ไม่ทราบ ก็ให้พูดเขียน แสดงออก เรื่อง monarchy[/u]

ผมไม่เคยเรียกร้องเรื่อง organize public forum รวมทั้่งเมื่อวาน ก็ไม่ได้พูดเรืองนี้ (โปรดดู โพสต์แรกสุดข้างบนเลย) ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้) แต่ในเมื่อ คนที่เป็นนักวิชาการ แสดงออกต่อสาธารณะอยู่ ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ทั้งเขียน ท้ังพูด ทั้งอภิปรายอยู่แล้ว ทีผมเรียกร้องคือ ทำไม ไม่พูดเรื่องนี้?

ประโยคนี้่ของธงชัย จึงบิดเบือนมากๆ
The more Somsak et al. yell, scold, humiliate, insult others for failing to do so, Somsak et al. themselves have the obligation and responsibility to take the lead doing it.

ผมตะโกน ฯลฯ ให้คนจัด public forum เรื่อง monarchy ที่ไหนครับ? ผมจึงมี "พันธะ" ที่ต้องจัด public forum ให้เห็นเป็นตัวอย่าง

(ความจริง การหันมาเน้นเรื่องนี้ของธงชัย ทำให้ผมรู้สึกขำชอบกล เหมือนถ้ามีนักวิจารณ์๋วรรณกรมนิยาย วิจารณ์นักเขียนวรรณกรรมเรืองการนำเสนอและเนื้อหาว่า ไม่ถูกอย่างไร ผมไม่นึกว่า มีใครที่สติดีๆ จะต้องเสนอว่า "ทำไมคุณไม่มาเป็นนักเขียนนิยายเส่ียเอง"? (ขยายตัวอย่างไปเรืองนักวิจารณ์หนังอาชีพ ฯลฯ มีใครคิดว่า ต้องเสนอว่า คุณมาสร้างหนังเสียเอง?)

ตัวอย่างนี้่เหมือนกันเลย คือ[u]ตราบเท่าทีนักวิจารณ์วรรณกรรมคนนั้นเอง พูดในสิ่งที่วิจารณ์ว่านักเขียนนิยายคนนั้นไม่ได้พูด ทำไมจะต้อง demand ว่าให้นักวิจารณ์วรรณกรรมมาเป็นนักเขียนนิยายเสียเอง[/u] (เอ้าสมมุติก็ได้ว่า การพูดเรื่อง monarchy เป็นประเด็นทีนักวิจารณ์นิยาย บอกว่า นักเขียนนิยายเองไม่ได้เขียน คือเขียนเอาแต่ยกความดีความชอบให้ king etc แต่ถ้าตัวนักวิจารณ์วรรณกรรมได้อธิบายให้เห็นว่า

ประเด็นคือ ปัญญาชนแตละคน เลือกที่จะใช้วิธีแสดงออกทางความคิด ด้วยรูปบบไม่เหมือนกัน ใครไปบอกว่า มีแต่รูปแบบการจัดสัมมนาเท่านั้น จึงเป็นรูปแบบ"ตัดสิน" หรือสูงสุด ผมเองก็ไม่เคยพูด ไม่เคยเสนอ และไม่เคยวิจารณ์คนอืนในแง่นี้เลย ทำไมธงชัย จู่ๆกลายมาเป็นว่า เรืองนี้เป็น "ตัวตัดสิน" แล้วว ว่าสมศักดิ์ ได้ทำเรือ่ง monarchy หรือเอาแต่ทำให้คนอื่นเสียง ตัวเองไม่ยอมเสี่ยง

พูดถึงเรืองเสียง กับประเด็นเรื่องรูปแบบนี้ ผมไม่รู้วา ธงชัยไปเอาหลัการหรือข้อเท็จจริงอะไรมาทีคิดว่า การจัดสัมมนาเป็นการใช้รูปแบบที่เสี่ยงที่สุด? ผมได้พูดไปในสิ่งท่ี obvious ที่สุดแล้วว่า กรณีหมิ่นน้น ในหลายปีนี้ ไม่ใช่เกิดในที่ประชุมสัมมนาเสียหน่อย เอาง่ายๆ โชติศักดิ์ กับสุลักษณ์-ธนาพล นี่โดน เพราะจัดสัมมนาหรือ? ไม่ต้องพูดถึงบรรดาคนทีใช้สื่ออื่นๆ ที่โดนไปเป็นทิวแถว

คือเวลาผมอ่านธงชัยเขียนเรือ่งนี้นะ ผมส่ายหัวเลยว่า ระดับธงขัยนี่่ มีความสามารถแค่ยกประเด็นแบบนี้มาวิจารณ์ (ไม่ต้องพูดว่า ไม่ใช่ประเด็นที่ผมวิจารณ์ด้วยซ้ำ ดังน้ัน ที่เขาเอามาว่า ผมมีแต่ยุให้คนอืนเสี่ยง แต่ตัวเอง ไม่ยอมเสี่ยงเอง จึงเป็นการผิด ผิดมากๆด้วย (แต่คงไม่ใจกว้างพอจะขอโทษกระมัง?) คือการวิจาณ์ของเขา มีลักษณะว่า ผมนี hypocrite คือ บอกให้คนทำอย่างนึง แต่ตัวเอง ไม่ยอมเสียงทำ ถ้าผมบอกให้คนอื่นเสียงทำเรื่องสัมมนา แล้วตัวเองไม่จัดสัมมนาสิ การวิจารณ์นีั้ จึงใช้ได้ แต่การวิจารณ์ของธงชัยนั้น ผิดตั้งแต่จุดเริ่มต้น และแย่มากๆด้วย

by the way อันนี้ เอาไว้ท้าย ในการสัมมนาเปิดตัวหนังสือ รปห. ของฟ้าเดียวกัน หลัง รปห. ไม่กี่เดือน ผมเป็นคนพูดคนหนึ่ง นี่เป็นไม่กี่งานที่รับ ผมพูดเรื่องอะไร? เรื่องสถาบันกษํตริย์นี่แหละครับ อย่างนี้ บอกว่าผมไม่ยอมเสี่ยงพูดในท่ีสาธารณะ?

ในการปาฐกถา 6 ตุลา ปีกลาย ผมแสดงความเห็นปาฐกถาของ ดร.ฐาปนันท์ โดยเสนอว่า ว่าต้องแก้ไข "ระบอบอำมาตยาธิปไตย" ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญหมวดกษัตริย์ ประชาไท ถึงกับเอามารายงาน ทำเป็นเหมือนบทความนึงเลยด้วยซ้ำ ลองหาดู ไม่ยาก

แล้ว ผมต้องไล่เรียงบรรดางานสัมมนาอีกนับงานไม่ถ้วน ที่ผมไม่ได้เป็นคนจัดงานก็จริง แต่ไปพูดแสดงความเห็น (ธงขัย ถึงไม่ได้อยู่เมืองไทย ก็คงไม่ถึงกับไม่ได้ยินเรืองที่รู้กันดีกระมังว่า ผมไม่รับเป็นคนพูดบนเวทีก็จริง แต่ผมไปหลายงานมากๆ และแสดงความเห็นยาวๆเกือบทุกงาน) แล้วเรืองที่ผมพูดในกรณีเหล่าน้ันคืออะไร? ต้องให้บอกไหมว่า คือเรื่องสถาบันกษัตริย์นี่แหละ? ต้องบอกด้วยไหมว่า ถ้านับจำนวน แล้วในหลายปีมานี้ หลายๆๆๆสิบครั้งขนาดไหน และไม่ใช่การสัมมนาที่ปิดอะไรด้วย เพราะสมัยนี้ มีแต่สัมมนาเชิญนักข่าวทั้งนั้นแหละ

คือธงชัยตั้งแต่ต้น ที่วิจารณ์ผม ก็ผิดแล้ว ทีหาว่าผมไม่เส่ียง ในขณะที่ยุให้คนอื่นไปเสี่ยง ซึ่งไม่เป็นความจริง ไม่ว่าจะพูดถึงกรณีกว้างๆ (โปรดกลับไปอ่านให้ดีๆ ตั้งแต่แรก เขาไม่ได้จำกัดเรืองนี้ ในเฉพาะกรณีจัดสัมมนา) หรือต่อให้ตีความเรื่องยุใหื้เสียงจัดส้ัมมนา แต่ตัวเองไม่จัดสัมมนา ก็ผิดอีก เพระาผมไม่เคยพูดวิจารณ์เรืองสัมมนาเลย

จริงๆแล้วระดับธงชัย ทำได้แค่นี้เอง คือเรืองการพูดเรืองสถาบัน สามารถหาเรืองวิจารณ์ผมได้แค่นี้เองหรือ? คือเรื่อง ไม่จัดส้ัมมนาเองแสดงว่า ผมไม่เสี่ยง??

คือ ไม่รู้จะพูดยังไงนะ อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า ผมว่าพวกพันธมิตร ฯลฯ ยังไมงี่เง่าพอจะยกเรือง"จัดสัมนา" มาบอกว่าเนื่องจากสมศักดิ์ ไม่เคยจัดสัมมนาเอง แสดงว่า สมศักดิ์ เอาแต่ยุให้คนอื่นเสี่ยงจัดสัมนา แต่ตัวเองไม่กล้าเสี่ยง

พูดตรงๆ (ผมจะกลับมาเรืองนี้อีกที) ผมไม่เคย brag (คุย) อย่างที่ธงขัยมาพูดแบบห่วยๆแบบนี้ (ลองยกตัวอย่างมาได้ไมหอะไรที่เรียกว่าคุย) แต่ผมนึกไม่ออกจริงๆว่า ใครที่สติดีๆ อย่าว่าแต่ธงขัยเลย สามารถคิดประเด็นวิจารณ์ผมเรื่อง"ไม่ยอมเสี่ยงเอง แต่ยุให้คนอืนเสียง"

คือม้นเป็นประเด็นวิจารณ์ท่ีห่วยจนไม่รู้จะห่วยยังไงบอกตรงๆ

(ผมต้องทำหลายงานตอนนี้ จะกลับมาต่อ)

เอาตัวอย่างง่ายๆเลยนะว่า

เอาตัวอย่างง่ายๆเลยนะว่า การวิจารณ์ของธงชัย ที่มาคราวนี้ มาเน้นเรื่องจัดสัมนา มันห่วยแตกยังไง

ในหลายปีมานี้ ปัญญาชนคนไหนทีผมวิจารณ์มากที่สุด และวิจารณ์มากที่สุด ก็ประเด็นสถาบันกษัตริย์นี่แหละ

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ใครๆก็ตอบได้)
(เอ้า บวกอย่างเกษียร เข้าไปก็ได้)

แล้วนิธินี่จัดสัมมนาเองหรือ? จริง สม้ัยที่เขาอยู่กับ ม.เทียงคืน คนของ ม.เทียงคืน ก็จัดกิจกรรมแล้่วนิธิก็มาอภิปราย (เรียกว่าร่วมจัดด้วย)

แต่ส่วนใหญ๋ที่สุดที่ผมวิจารณ์นิธิ ประเด็นสถาบันนีวิจารณ์อะไร? บทความต่างๆของเขาที่ลงในมติชน และทีอื่นๆ

และในระหว่างวิจารณ์นิธิเรื้องสถาบันกษัตริย์ แน่นอน ผมก็เสนอเรืองสถาบันกษัตริย์ในความเห็นของผมไปด้วย

อย่างนี่เรียกว่า ผมเอาแต่วิจารณ์นักวิขาการคนอืน ไม่จัดสัมมนา (??) แต่ตัวเองก็ไม่จัด??

คือไม่รู้จะพูดยังไงนะ บอกตรงๆว่า คาดไม่ถึงในความตกต่ำในระดับการวิจารณ์ของธงชัยจริงๆ

เอาอีกตัวอย่างก็ได้

เอาอีกตัวอย่างก็ได้ ก่อนจะไปในช่วงนี้
พิชญ์ พงศสวัสดิ์ ที่เข้าร่วมสัมมนาเมือ่วานนี้ด้วย
จริง ผมวิจารณ์เรืองที่เขา เมื่อมีคนถามเขาตรงๆในการสัมมนาเดือนมิถนาว่า บทบาทสถาบันกษัตริย์ เป็นอย่างไร ทำไมไม่พูด (แล้วที่วิจารณ์ ก็ไม่เกี่ยวกับที่เขาจัดสัมมนาด้วย เพราะเขาไม่ใช่คนจัด แต่เขาพูดในที่สาธารณะ ในวงสัมมนา ซึ่งธงชัย ก็จะอ้างว่า ผมไม่ได้พูด ก็ไม่ได้อีก ผมพูดในทีสัมมนา ไม่รู้กี่สิบครั้ง เรือ่งสถาบันกษัตริย์นี่แหละ เพียงแต่ผมไม่ใช่คนจัด ไมใช่คนรับเชิญขึ้นไปนั่งข้างบน ซึีงก็ไม่ใช่ประเด็นทีผมวิจารณ์พิชญ์เช่นกัน)

แต่ก่อนหน้านี้ ที่ผมวิจาร์พิชญ์ จริงๆจากอะไร? จากบทความของเขา 2 บท (บทหนึ่งที่รวมในหนังสือ ที่ธงชัยเขียนคำนำขมนั่นแหละ)

เรืองสถาบันกษัตริย์นีแหละ (พิชญ์เขียนบทความ "พลังแผ่นดิน" ฯลฯ)

เกี่ยวกับการสัมมนาหรือที่ผมวิจารณ์นักวิชาการอย่างพิชญ์เรื่องไม่พูดเรืองสถาบัน?

ฯลฯ คือตัวอย่างประเภทนี้่ นะ ถ้าผมว่างๆ ผมก็ยกขึั้นมาให้ได้นับไม่ถ้วนหรอก

(เอ้า กระทันหัน นึกออกอีก 1-2 คน อ.พี่นิด กับ อรรถจักร นี่แหละ ที่วิจารณ์ ก็วิจารณ์งานเขียน ใครอีกดี ประภาส ปิ่นตบแต่ง

จริงๆแล้ว ศิโรตม์ ก็ได้ ศิโรตม์นี่ส่วนใหญ่ก็วิจารณ์งานเขียน และบทสัมภาษณ์ที่ลงทางเว็บ ไมใช่สัมมนา

ฯลฯ ฯลฯ

คือบอกอีกครั้งว่า ระดับการวิจารณ์ของธงชัยนี่มันห่วยจริงๆครั้งนี้

คือคิดจะหาทางดีเฟนด์ บรรดานักวิชาการที่ไม่ควรดีเฟนด์ (การไม่พูดเรืองสถาบัน) โดยการวิพากษ์ผมกลับ ?? หาอะไรไม่ได้ (ไม่ยอมแสดงออกเอง ฯลฯ เลยมาลงเอยที่เน้นเรื่อง"จัดสัมมนา"???

ขอส่ายหัวด้วยความระอาหน่อยเถอะครับ

(คราวนี้ต้องไปเบรกจริงๆ ยาวหน่อย)

กำลังคิดว่า อ.ธงชัย

กำลังคิดว่า อ.ธงชัย ต้องการบอกว่า อ.สมศักดิ์ ไม่ mainstream มากพอ ???

ความจริงแล้ว mainstream หรือไม่ แต่ 112 มันก็สามารถเข้าถึงกันนะ ผมว่า

ซึ่งผมเห็นว่า การที่ อ.สมศักดิ์ ไม่ได้ป๊อบปูลาร์ ก็ไม่ได้มีสาเหตุมาจากพยายามที่จะ " หลบหน้า " แต่อย่างใดเลย...

คือไอ้เรื่องป๊อป ไม่ป๊อป ผมก็ว่ามันแล้วแต่คนน่ะ...

ดังนั้นการที่ อ.สมศักดิ์ ( และสาวก ^^ ) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด

มันก็เป็นตัวบอกได้แล้วไม่ใช่หรือครับว่า พื้นที่นี้ " ปลอดภัย " สามารถเข้ามายืนได้ ( เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว )

เหล่านักวิชาการกระแสหลักทั้งหลาย ไม่คิดจะเข้ามาเดินเล่นบ้างหรือครับ...

ถ้าถึงขนาดนี้แล้วยังไม่กล้า

ผมว่าเหตุผลที่ไม่กล้า คงจะไม่ใช่ 112 แล้วกระมัง...

โอเค

โอเค ผมกลับมาได้เร็วกว่าที่คิด

ก่อนอื่นต้องขออภัยคนอ่านทุกคน ที่เขียนข้างบนนั่น สะกดคำผิดเยอะ และเขียนแบบกระโดดๆเยอะ บอกตรงๆคือ ผมทำหลายงานพร้อมๆกัน เพราะจำเป็น และทีสำคัญ ผมขี้เกียจมาให้เวลากับเรื่องนี้อย่างเดียวมาก หลังจากเสียเวลามาเยอะแล้ววันนี้ ที่สำคัญก็เพราะ การวิจารณ์ของธงชัย ตั้งแต่เช้าจนถึงเดี๋ยวนี้ มัน non-starter จริงๆ คือ ประเด็นนี่ เหมือนการพยายามเอาสีข้างเข้าถู หาทางพูดในส่ิงที่ไม่มีทางจะพูดให้เป็นเรืองที่หนักแน่นจริงๆได้

ระหว่างที่หายไปสักครู่เมื่อกี้ ผมก็นึกๆอยู่ พยายามทำความเข้าใจว่า ธงชัยเอาอะไรนะมายืนกรานว่า ต้องใช้เรืองการจัดสัมมนา ? และถ้าผมไม่เคยเป็นคนจัดเองแสดงว่าผม hypocrite (ครับเขาไม่ได้ใช้คำนี้ แต่ความหมายมันคืออย่างนั้นแหละ คือ) ไม่เคยทำสิ่งที่วิจารณ์คนอืน (ซึี่งดังทีชี้ให้เห็นข้างต้น ผมไม่เคยวิจารณ์เรื่องจัดสัมมนาเสียหน่อย)

บอกตรงๆอีกทีว่า เช่นเดียวกับแทบทุกเรืองที่ธงชัยพูดมาแต่เช้า ไม่ค่อย make sense เลยสำหรับผม เอาอย่างนี้ ในหลายปีนี้ คนจำนวนมาก identify ผมกับเรืองการวิพากษ์ monarchy แต่ผมไม่เคยจัดสัมมนาเองเลย (แต่พูดในทีสัมมนานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว) แปลว่าอะไร? แปลว่า ถ้าไม่จัดสัมมนา ไม่มีทางที่จะทำให้ public awarenss เรือง monarchy ในลักษณะ critical ได้??? แปลว่า ยังไงผมก็ยังไม่เคย "เสี่ยง" จริงๆ???? ... คือผมไม่รู้จะโต้ยังไงนะประเด็นลักษณะนี้ ที่ผมใส่ ??? เยอะๆน่ะ เพราะมัน obvious ว่า ไม่เห็นเป็นประเด็นเลยด้วยซ้ำที่จะเอามาวิจารณ์ได้ ผมทั้งไม่เคยจัดสัมมนาเอง ก็เห็นสามารถทำให้คน aware เรื่อง monarchy ในลักษณะ critical ไม่ใช่เหรอ? ผมไม่เสี่ยง? เดี๋ยวผมจะกลับมาเรื่องที่เขาหาว่าผมขี้คุย แต่เอาเฉพาะตอนนี้ (อีกครั้ง) ว่า ทำไมธงชัยไปเอามาจากไหนเรืองการจัดสัมมนาเสี่ยงกว่า? คนถูกจับกันเยอะแยะจากการสัมมนา? ใครสามารถ make sense กับการวิจารณ์ในลักษณะนี้ ช่วยบอกผมที

..................

ม่ีอีก 2 ประเด็นใหญ่ที่เกี่ยวข้องกัน คือ ธงชัย อ้างว่า นักวิชาการคนอื่นๆทำเรื่อง monarchy ไม่น้อยไปกว่าผม และ ผมขี้คุยเรื่องนี้

ก่อนอื่นนะ ที่ว่าเป็น non-starter ก็อย่างนี้แหละ คือ ถ้านักวิชาการทำเรื่อง monarchy ในระดับเยอะแยะอย่างที่ธงชัยมาพูดตอนนี้นะ ผมว่า เราก็ไม่ต้องพูดอะไรกันแล้วล่ะ ไม่ต้องมีสถานการณ์ในระยะ 10 กว่าปี้นี้ด้วยซ้ำ เพราะโอโห ปัญญาชนไทยพากันพูดเรื่องนี้ักันใหญ่ ฯลฯ

ดูประโยคนี้นะ โดยเฉพาะที่อุตส่าห์ทำตัว capital น่ะ NOT LESS THAN SOMSAK

Somsak does not and cannot say that those scholars never done anything (writing webboards, emails, speak in classes, etc.) about the necessary changes needed about Thai monarchy. If Somsak et al are not blind or too biased (and too self-congratulating), those scholars under his attack have done probably NOT LESS THAN SOMSAK himself, and for years as well.

พูดกันจริงๆเลยนะ ยกตัวอย่างให้ดูได้ไหมครับ? ที่ว่าใครต่อใครก็พูดเรือง monarchy ในลักษณะ critical NO LESS THAN SOMSAK น่ะ?

เอา ยังไม่ต้องยกก็ได้ ในโพสต์คราวนี้ เพื่อที่พยายามจะเขียนสี่เหลี่ยมให้เป็นวงกลม ด้านหนึ่ง ธงชัย จำกัดประเด็นที่มาวิจารณ์เรื่องผมไม่จัดสัมมนา (ทั้งๆที่เป็นประเด็นทีผมไม่เคยใช้วิจารณ์คนอืน) อีกด้าานหนึ่ง ดังตัวอย่างประโยคข้างบน ก็"ขยาาย"กิจกรรมทีเขาอ้างว่า ใครๆเขาก็ทำกัน มากๆพอกับผม เรื่อง cirtical ต่อ monarchy

- ธงชัยยกเรืองมาขยายว่าคนอื่นเขาทำเรืองนี้กันเยอะแยะไม่น้อยกว่าสมศักดิ์ โดยยกเรือง อีเมล์, พูดในชั้นเรียน คุยกับเพื่อน

นี่จริงๆเลยนะ มีใครที่ไหน (ไม่ใช่ผมแน่ๆ) วิจารณ์เรือ่งการแสดงออก - บทบาทปัญญาชนในการโฆษณาต่อสาธารณะ ด้วยเรื่อง อีเมล์ หรือแม้แต่ในเรื่องชั้นเรียน ก็เหอะ???!!!

แต่ผมท้าเลยก็ได้เอ้า เรื่องอีเมล์นี่ผมไม่อยากเข้าไปยุ่งนะ พูดแค่นิดเดียวว่า เท่าที่ผมเห็น ผมพนันได้เลยว่า ธงชัย ยกมาไม่ได้หรอกที่วา บรรดานักวิชาการทำเรื่อง critical ต่อ monarchy กันเยอะแยะไปหมดน่ะ แต่เรืองนี้ โดยรวมผม"ผ่าน"ครับ

เอาเรืองชันเรียนก็ได้ ซึ่งไม่ใช่ประเด็นทีผมใช้มาในการวิพากษ์นักวิชาการคนอืนเหมือนกัน แต่เอาเถอะ ชั้นเรียน ก้อ ชั้นเรียน

ผมนี่เป็นคนสนใจมากๆนะว่า นักวิชาการแต่ละคน โดยเฉพาะพวกที่มีบทบาททางสาธารณะ เวลาสอนในห้องเรียน สอนอะไรบ้าง โดยเฉพาะประเด็นเรือ่ง monarchy ผมจะคอยสอบถาม นักศึกษาที่เคยเรียนด้วยกับนักวิชาการเหล่านั้น ว่าเขาสอนอะไรกัน โดยเฉพาะประเด็น monarhy นี่แหละ ไมใช่ถามแค่คน-2 คน ไมใช่ถามแค่ครั้งเดียว แล้วเลิกถามนะ ถามทุกปี ทุกเทอมเลยทีมีโอกาส เอ้า อย่าง มธ.นะ ใครดีล่ะ? เกษ๊ยร ชัยวัฒน์ พี่ธเนศ แม้แต่พวก อ.ชาญวิทย์ รังสรรค์ โอ้ย ใครต่อใครอีกหลายคน ฯลฯ สอนอะไร พูดเรือง monarchy อย่างไร หรือขยายออกไปก็ได้ ที่จุฬา บรรดานักวิชาการที่ออกมาแสดงบทบาทการเมือง โดยเฉพาะทีรัฐศาสตร์น่ะ พิชญ์ ฯลฯ ทีเชียงใหม่ ฯลฯ

เอ้า ให้ผมเล่าในเชิง"สนับสนุนธงชัย" เล็กน้อยนะ คือ ผมเคยถามเช็คเรือง นักวิชาการคนหนึ่งที่ มช. ว่า เขาพูดเรื่อง monarchy ไหม นศ.ที่เคยเรียนด้วยกัน ก็บอกว่า ในทีสาธารณะไม่พูด (เช่นในวงสัมมนา อภิปรายใหญ่) แต่ในชั้นเรียนที่แกสอน แกจะปิดประตูห้อง แล้วพูดเรืองนี้เหมือนกัน) แต่นี่จริงๆ ก็เป็นตัวอย่างทีน้อยมาก

(นี่ผมไม่อยากลงไปรายละเอียดด้วยซ้ำว่า เรืองอย่าง 6 ตุลา อย่าง กรณีสวรรคต ฯลฯ นักวิชาการเหล่านี้ มีท่าทียังไง แม้แต่ในชันเรียน)

คือจริงๆนะ ประเด็นแบบนี้ อีเมล์เอย ชันเรียนเอย แหม นักวิชาการทำกันเยอะแยะ NO LESS THAN SOMSAK (ดูประเด็นเรื่อง ผมคุยข้างล่าง) คือธงชียพยายามพูดแบบนี้เพื่ออะไร ก็เหนือความเข้าใจผมจริงๆ เพราะมันยิ่งกว่า obvious อีกว่าไม่จริงเลยครับ (ต่อให้ไม่นับเรืองทีว่า การวิจารณ์ที่ผานมาของผม หรือบรรทัดฐานในการใช้จริงๆในเรืองพวกนี้ เกียวกับเรืองชั้นเรียน หรือ อีเมล์ น้อยมาก แต่ท้าให้รวมเลยเอ้า)

ทีนี้มาประเด็นสุดท้ายเรื่องผมขี้คุย ขอให้ลองดูตัวอย่างจากที่ผมเพิ่งพูดประเด็นข้างบน เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆเลย

คือจริงๆ ผมไม่เคย - ผมท้าให้ธงชัยยกตัวอย่างที่ผมเคยมาเลยครับ - คุยว่า ตัวเองทำอะไรเยอะแยะเวลาผมวิพากษ์คนอื่น เอาตัวอย่างโพสต์บนสุดของหน้าเว็บนี้ก็ได้ ตรงไหนท่ีผมคุยเรืองตัวเอง ในการวิจารณ์การสัมมาเมื่อวานบ้าง?

แต่ปัญหาคือ ตัวธงชัยเอง (และภัควดีมา join ทีหลัง) เพื่อที่จะดีเฟนด์บรรดาคนที่ไม่ควรดีเฟนด์ ใช้ format หรือ รูปแบบของ argument ในลักษณะนี้แหละ "สมศักดิ์ ไม่ยอมเสี่ยง" "คนอื่นเขาทำอะไรมากเท่าๆกับสมศักดิ์" ซึ่ง force ให้ผมต้อง reply ด้วยการยกตัวอย่าง (ทีปกติผมแทบไม่ยก และที่ยกมาก็ยกอย่างจำกัด) ว่าผมได้"เสี่ยง"อะไรบ้าง หรือ ต้องยกตัวอย่างมาประกอบว่า ผมได้ทำอะไรบ้าง (ผมนึกว่าไม่จำเป็นต้องยกเสียอีก) แล้วพอผมยกขึ้นมา ธงชัย (และภัควดี) ก็มาบอกว่า "นั่นแน่ ผมขี้คุย ว่า ตัวเองเสี่ยง ตัวเองทำอะไรเยอะแยะ"

อย่างตัวอย่างข้างบนนี้เอง ที่พอธงชัยพูดว่า คนอื่นเขาก็ทำ NO LESS THAN SOMSAK ถ้าผมจะชี้ให้เห็น อย่างที่ชี้ไปว่า คนอื่นไม่เห็นทำอะไร (ดูข้างต้น) ธงชัย (เนื่องจากตั้งประโยคไว้เอง NO LESS THAN SOMSAK) ก็จะบอกว่า นี่ไง ผมคุยว่าตัวเองทำอะไรเยอะแยะ ... การชี้ว่า คนอื่นไม่ได้ทำอะไรแบบที่ธงชัยอ้างมาแบบลอยๆ เลยกลายเป็นว่า นี่ไง ผมกำลังคุยว่า ผมทำอะไรเยอะแยะ นี่คือลักษณะ "argument" ว่าผมขี้คุยของธงชัยโดยตลอดครั้งนี้ คือตัวเองใข้ stategy ประเภท offence is the best defence ก็เลยโจมตีผมก่อนว่า ผมไม่ยอมเสี่ยง ฯลฯ แล้วพอผมบอกว่า "เท่าที่ทำนี่ไมใช่เสียงหรือ" ก็ว่า "นี่ไงสมศักดิ์ขี้คุย" หรือธงชัยบอกว่า คนอืนเขาทำเยอะแยะ (โดยไม่สามารถยกตัวอย่าง) พอผมบอกา ไม่เห็นทำเยอะแยะยังไงบ้าง ก็ลงเอย "นี่ไงสมศักดิ์ขี้คุย" - เฮ้อ

คือจริงๆนะ ธงชัย ไปที่บดร์ดฟ้าเดียวกัน ตอนนี้ก็ได้ (เพราะสะดวกหาง่าย) ม่ีกระทู้ที่ผมเขียนวิพากษ์เรือ่งสถาบัน และวิพากษ์นักวิชาการพร้อมๆกันไป เป็น 10 กระทู้ ในหน้าแรก ยกมาให้ดูส้ัก 1-2 กระทู้ ก็ได้ว่า ตรงไหนที่ผม ชอบขี้คุยเรือ่งทำอะไรมากๆเรื่อง monarchy ขณะท่ีวิพากษ์คนอื่น?? ตรงไหน ท่ีผมใช้การคุยดังกล่าว เป็นองค์ประกอบในการวิพากษ์คนอื่น? ผมขี้คุยอย่างทีว่าจริงๆ ยกมาให้ดูหน่อยสิ ไม่น่าจะยากเลยถ้าผมขี้คุยในการวิพากษ์คนอืนอย่างทีว่า ที่จะยกมาให้เห็น

รักตัวกลัวตาย

[quote=รักตัวกลัวตาย]"ความคิดเห็นของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (visitor) (127.0.0.1 110.168.103.234) .. Fri, 2010-11-05 09:15"

เก้าโมงกว่า แล้วเป็นราชการไม่ไปทำงานเหรอครับ?[/quote]

[color=brown][size=14]กร๊ากกกกกก! ความเห็นนี้ ขำโค่ด และ คมโค่ด ตรงเป้า เข้าประเด็น ชี้ชัดเจนถึงตัวตน จริงๆ ชอบ ครับ ชอบ

แต่นี่อาจเป็นหลักฐานชัดเจนว่า จริงๆ แล้ว อาจานแบบหัวโตวันๆ ไม่มีชั้นให้สอนหรอก เพราะ ความคิดหลุดโลกแบบนี้ ไม่มีใครเขาฟัง เลยต้องมาฝังตัวอยู่ใน ฝา(คุก)เดวกัน และ ป่าช้าไท[/color][/size]

เดี๋ยวผมจะมาต่อ เป็นการสรุปนะ

เดี๋ยวผมจะมาต่อ เป็นการสรุปนะ แต่ตอนนี้ ขอยกข้อความวิพากษ์ข้างบนสุดของผมเลยมาให้ดูชัดๆอีกที นี่คือข้อความที่เป็นจุดเริ่มต้นของการ "ดีเบต" ครั้งนี้ เพือ่ประกอบประเด็น ท้่าธงชัยว่า ตรงไหนที่การวิจารณ์ของผมอยู่บนองค์ประกอบของการขี้คุยว่าตัวเองทำอะไรเยอะแยะ ดูกันชัดๆครับ ตรงไหน? (หรืออย่างที่เสนอว่า ไปที่บอร์ดฟ้าเดียวกัน ก็ได้ ยกมาให้ดูสักกระทู้ ทีว่าผมขี้คุยในการด่าคนอื่นน่ะ)

...................

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล]ผมพยายามนึกมาหลายวัน การสัมมนาครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงบทความนี้ เป็นการ[i]ตั้งใจ[/i] หรือจงใจให้เป็น irony หรือ joke หรือไม่ หรือเป็นเพียง unintended irony?

Transitional Justice (ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน) [b]ก่อนจะมีสิ่งนี้ได้ ต้องมี "การเปลี่ยนผ่าน" (Transition) ก่อนไม่ใช่หรือครับ? คือ ต้องมีการยุติระบอบทหาร และให้ระบอบที่เลือกตั้งเป็นใหญ่ เกิดขึ้นมาก่อน ไม่ใช่หรือ?[/b] (ดูตัวอย่างอาร์เจนติน่าที่พูดถึงในบทความนี้ก็ได้)

[b]กรณีของไทยนี่ จะอภิปราย Transitional Justice โดยไม่อภิปราย Transition อย่างไร ไม่ทราบได้ (นอกจากมองแบบเป็น irony หรือ joke ไปพลางๆ)[/b]

[color=#FF0000]และการอภิปรายปัญหา Transition จากระบอบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สุ่ประชาธิปไตยนั้น [b]แยกไม่ได้อย่างเด็ดขาด[/b] จากการอภิปรายปัญหา "[b]การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคมการเมืองไทย[/b]"[/color] (ดูประกอบ คลิ้ก[url=http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30639][b]ที่นี่[/b][/url] มีการระบุชื่อกลุ่มนักวิชาการที่ร่วมจัดงานวันนี้โดยตรงด้วย)

เรื่องนี้ ความจริง บรรดาคนเสื้อแดงระดับธรรมดาๆ ที่เขาสูญเสียเพื่อน ญาติมิตร เขารู้ดี ดูที่เขาเคลื่อนไหวอยู่สิ [b]เขารู้ว่า จะมีความยุติธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับ จะมีการเปลี่ยนระบอบการเมืองปัจจุบันหรือไม่ และฟังที่เขาตะโกนๆกัน หรือเขียนบนแผ่นผ้า ฝาผนัง เช่นคราวราชประสงค์ 19 กันยา ที่ผ่านมาสิ[/b]

ปัญหาคือ บรรดาปัญญาชนชั้นนำของประเทศที่เข้าร่วมจัดการวันนี้ต่างหาก ที่[b]ยังคง play safe ยังคงพูดอะไรในสิ่งที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไรกับตัวเอง[/b] (แต่ปล่อยให้ชาวบ้านพูด - ซึ่งมีข้อจำกัด ท้ังในแง่สถานะ และในแง่ทักษะ ในการพูด - แล้วก็โดนจับเข้าคุกกันไปพลางๆก่อน)

ไม่เคยเห็นยุคใดสมัยไหนในประวัติศาสตร์ไทย ที่ [b]ปัญญาชน[/b] ซึ่งความจริง มีหน้าที่คิดไปข้างหน้า (เพราะมีอภิสิทธิ์ในการคิดมากกว่าคนทั่วไป) กลับกลายเป็นพวก [b]คอยคิดตามหลัง คอยพูดตามหลัง (เพราะปลอดภัยดี) ปล่อยให้คนธรรมดา คิด พูด แสดงออก และตาย บาดเจ็บ เข้าคุก ไปก่อน ในขณะที่ปัญญาชน ก็ออกมา "แสดงตัว" ในลักษณะที่ ได้ชื่อ ได้หน้า ไป[/b]

ไม่ทราบจะเรียกว่าอะไรดี สภาพเช่นนี้? perverse? หรือ obscene?[/quote]

I Pad wrote:รักตัวกลัวตาย

[quote=I Pad][quote=รักตัวกลัวตาย]"ความคิดเห็นของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (visitor) (127.0.0.1 110.168.103.234) .. Fri, 2010-11-05 09:15"

เก้าโมงกว่า แล้วเป็นราชการไม่ไปทำงานเหรอครับ?[/quote]

[color=brown][size=14]กร๊ากกกกกก! ความเห็นนี้ ขำโค่ด และ คมโค่ด ตรงเป้า เข้าประเด็น ชี้ชัดเจนถึงตัวตน จริงๆ ชอบ ครับ ชอบ

แต่นี่อาจเป็นหลักฐานชัดเจนว่า จริงๆ แล้ว อาจานแบบหัวโตวันๆ ไม่มีชั้นให้สอนหรอก เพราะ ความคิดหลุดโลกแบบนี้ ไม่มีใครเขาฟัง เลยต้องมาฝังตัวอยู่ใน ฝา(คุก)เดวกัน และ ป่าช้าไท[/color][/size][/quote]

อันนี้ ขำขัน และแก้เซ็ง คั่นเวลานะ

ธรรมศาสตร์ยังไม่เปิดเทอมโว้ย ยังปิดเทอมอยู่

chai wrote:I Pad ไปตายซะไป

[quote=chai]I Pad ไปตายซะไป ไร้สาระว่ะ[/quote]

[b]นังผัก เขาบอกไว้แล้วว่าพวกเหาฉลามให้เงียบๆ ไว้ นี่เสือกหลุดมานี่ได้ไงวะ ตัวนึง ฮิฮิฮิ[/b]

อุ๊ย!

[color=brown][size=14]อุ๊ย! โดนสมหัวโตด่าเลยกรู

แหมเป็นบุญแก่ชีวิตเหลือเกินนิ :)~[/color][/size]

ที่น่าแปกแปก! มั่กมั่ก คือ

[b]ที่น่าแปกแปก! มั่กมั่ก คือ เมื่อวาน มีการกัดกันเอง ครื้นเครงในกะลา ระหว่าง ขาโจ๋ ตะกวดเรนเจอร์ นายหำหงอก เอ๊ย! หัวหงอก@ป่าช้าไท กับ ขาไม่โจ๋ (กำลังพยายามอยู่) :D~ ตะกวดแรงเยอร์ นาม นังฟัก@ป่าช้าไท สัญลักษณ์เด่นคือจืดฟันเหลือง รวมถึงเหาฉลาม และ หำฉลู ที่ตามตอมคอยเก็บเศษทรากจากรอยขย้ำกันเอง (ครื้นเครงในกะลา) ของคู่นี้

แต่เหลือเชื่อว่ะ แทนที่อันดับความหิดของ ป่าช้าไท น่าจะรุ่งโรจน์โชติช่วง พุ่งติดชาร์ท ไป โน่นเลย อันดับ 1 ใน ร้อย แต่แป๊กแปก อันดับ ป่าช้าไท แม่ง! ยังผีสิงอยู่อย่างเดิม ขนาดขาใหญ่กับขาอยากใหญ่มาเจอกันกัดกันสนั่นรู อันดับแทนที่จะดูหรู เสือก อยู่อันดับ 721 โดยหล่นลงมาจากวันก่อนหน้า (วันที่ 3 พย. 53) 10 อันดับ ซะฉิบ! ;0~

ถ้าไม่เชื่อดูเอาเอง [u]ที่มา[/u][url]http://truehits.net/searchth.php[/url]

[color=red][size=12]ประชาไท หนังสือพิมพ์บนเว็บ
http://www.prachatai.com
UIP: 2,326, USS: 3,085, PV: 6,401
เทียบกับสมาชิกทั้งหมด (อันดับ 721) [ 10] > ข่าว-สื่อ > รวมข่าวออนไลน์
Keywords: ประชาไท,prachatai,prachathai,news,ข่าว,หนังสือพิมพ์

Traffic RatingPopularity RatingContent Rating 5.4
5.7
3.5
Average Visitor Time: 00:06:47 118 ครั้ง
Max Concurrent Online Users 18 Users (เวลา 15:16 น.)

เพศ
ผู้ชาย 65.06%
ผู้หญิง 34.94%
การศีกษา
ประถม-ม.ต้น 30.33%
ม.ปลาย-ปวส. 32.63%
ป.ตรี 28.66%
> ป.ตรี 8.37% [/color][/size]

แล้วก็อดไม่ได้จริงๆ ต้องเอาผู้จัดกาก มาตีคู่กัน ไม่งั้นเด๋วโดนด่า 2 มาดถาน อิอิอิ

เมื่อวานผู้จัดกาก เขาได้ที่ 6 ของเว็บไทยทั้งหมด ซึ่งปกติจะอยู่ที่ 7 นะ แปลกว่ะ ผู้จัดกาก เมื่อวานก็ไม่มีอะไร แต่อันดับขึ้นมา 1 ที่ เฉยเลย ชั่งต่างจากเว็บผีสิงของลิง(หลอก)เจ้า จริงๆ ดูเอา

[color=blue][size=12]6. ASTV ผู้จัดการออนไลน์
ASTV ผู้จัดการออนไลน์ เว็บข่าวอันดับหนึ่ง 7 ปีซ้อน รายงานข่าวรวดเร็ว ถูกต้อง ทันสถานการณ์ ครบทุกประเด็น รู้เร็ว รู้ลึก รู้จริง ASTV ผู้จัดการออนไลน์
> ข่าว-สื่อ > หนังสือพิมพ์
UIP:293,929, USS: 808,182, PV:2,937,199 , UIP ต่างประเทศ: 12.31% (36,176)
>> ISP: True Corporation Co.,Ltd. 29.62% (87,069 UIP) (สนับสนุนปีที่ 8) 02-632-7279
Traffic RatingPopularity RatingContent Rating 9.1
9.3
6.6
Visitor:378,606 [New:20.37% ,Return:83.33%] Visit Depth: 7.7,Exit Rate: 37.01%
Average Visitor Time: 00:09:28, 63,681 ครั้ง
Max Concurrent Online Users 5,769 Users (เวลา 15:54 น.)
45 Comments
เพศ
ผู้ชาย 63.16%
ผู้หญิง 36.84%
การศีกษา
ประถม-ม.ต้น 21.77%
ม.ปลาย-ปวส. 28.15%
ป.ตรี 36.60%
> ป.ตรี 13.49%[/color][/size]

นี่มันหมายถึงอะไร นี่ไม่เท่ากับว่า มันหมายถึงว่า ที่ขาโจ๋ และ ขาอยากโจ๋ @ป่าช้าไท เขากัดกันอยู่เมื่อวานนี้ ตกลงไม่ได้มีใครนอกรูของพวกมันสนใจหรอกหรือ อุตส่าห์มีการแสดงวิวาทะ (ที่บ้านเรียก กัดกัน นั่นแหละ!) :)~ จากผู้ ทรงภูมิ สูงส่ง ให้ดู ป่าช้าไท ก็มีคนเข้ามาดู 2 พันกว่าๆ เหมือนเดิม

เฮ้อ! น่าสงสาร หัวโต และ หน้าจืดฟันเหลือง จริงๆ รู้นะว่าพยายมกันเหลือเกินที่จะทำตัวให้ pop แต่ปรากฎว่าผลออกมากลายเป็น ป๊อบแป๊บ น่าเห็นใจนะน่าเห็นใจ (แล้วงี้ ตกลงจะล้มได้เหรอวะ หัวหงอก ตกลงตั้งใจจะล้มชาตินี้หรือชาติหน้า (ไม่ได้ประชดนะอยากรู้จริงๆ))

แล้วอยากตั้งเป็นข้อสังเกตุเล็กเล๊กกกกกกก ไม่ทราบเป็นเพราะแม้แต่ขนาดขาโจ๋ที่อยู่อันดับสูงส่งขั้นต้นๆ ของ ป่าช้าไท มันยังกัดกัน (หรือเรียกให้ ฮิบๆ ก็ด้ะว่า วิวาทะ) ขนาดนี้ ไม่ได้มีท่าที มีคุณธรรม รักเสรี รักความเป็นธรรม สายลมแสงแดด อย่างที่สร้างภาพกัน

ผลเลยได้ออกมาเป็นว่า ทั้ง ขนาด (จำนวนคนดู) ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน (ขนาดไปเดินโคราชหาดใหญ่ตอนนี้ไม่ได้เลย จมน้ำหายหมดแน่ อิอิอิ) พอยอมทนๆ ตามที่อ้างว่าเป็นเว็บคุณภาพคนต้องน้อยแบบนี้แหละ! ก็เลยดู Ratio ไอ๋ย่ะ! Ratio ก็เสือกโชว์แต่คนอ่านระดับ ปกศ. ล่อเข้าไป 62.99% ซะอีก ห่างกันไกล๊ไกลกับ ผู้จัดกาก ทีหาว่าเขาเป็นเว็บตลาดเว็บมอมเมา แต่ Ratio คนจบ ป. ตรี ขึ้นไป ทำไมมีตั้ง 50% ล่ะวะ

ตกลง กัดกันไปทำไมเนี่ย! :)~[/b]

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล]

เรื่องการเมือง[b]ทั้งหมด[/b] ความจริงคือเรื่อง "คุณธรรม" / "จริยธรรม" คือเรื่อง ethics / morality (หรือในภาษา Kantian คือ pracitcal philosophy) คือไม่ใช่เรื่อง metaphysics หรือ epistemology แต่เป็นเรืองในเชิง ethics/moral philosophy (พูดแบบ Kant อีกทีก็ได้ว่า คือปัญหา What should we do? เราควรทำอะไร) ในฐานะนักศึกษาภาคปรัชญาเก่า ลืมเรื่องพวกนี้ไปหมดแล้วหรือครับ? [/quote]

คำถามครับอาจารย์ แล้วในกรณีกลับกันเรื่องคุณธรรมจริยธรรมนี่ทั้งหมดจำเป็นต้องเป็นการเมืองอย่างเดียวหรือเปล่าครับ

แล้วเท่าที่ผมรู้ความรู้ฝรั่งอยู่บ้างสิ่งที่อยู่ลึกไปกว่าเรื่อง คุณธรรมจริยธรรมจะเป็นเรื่องเทววิทยา หรือเรื่องทางจิต แล้วอาจารย์จะรู้ได้อย่างไร ที่อาจารย์โพสต์มาเป็นสิ่งที่ทุกคนควรยึดถือเป็นความจริง แล้วมันจะขัดกับการศึกษาคุณธรรมจริยธรรมตามแนวจิตวิทยาที่ขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาจิตสำนึกหรือไม่

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล]
[color=#FF0000]ในการวิจารณ์ทางการเมือง[b]ทั้งหมด[/b] รวมทังหลักการประชาธิปไตยที่คุณอ้างมาตลอด[/color] (แต่เป็นการอ้างแต่ปาก จริงๆ ไม่ทำตามอ้างจริงๆ) [color=#FF0000]นี่คือการอ้าง หลักการทาง ethics หรือ morality[/color] ที่ขัดแย้งกับสิ่งที่อ้างเอง [b]นีคือการไม่มีคุณธรรมแท้จริงในใจ ตัวเอง คือไม่มีความละอาย (สามารถอ้างหลักการทางคุณธรรม เรือ่งประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมทำตามคำอ้าง)[/b][/quote]

ตรงนี้ผมมองว่ามันไม่มีประโยชน์ใดๆ เมื่อคนอื่นๆมองว่าคุณธรรมและจริยธรรมของคนๆหนึ่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหรือเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด นั่นหมายถึงว่าคนๆหนึ่งมีทางเลือกในทางปฏิบัติตามหลักการที่ตัวเองสมาทานตามพื้นฐานทางภูมิปัญญาและความรู้ที่ตนเองมี การที่คนๆหนึ่งจะอ้างหลักตรรก อาศัยความสามารถในการใช้ตรรก บีบบังคับผู้อื่นให้คนอื่นๆทำตามข้อเรียกร้องและทัศนะของตัว เมื่อปฏิเสธก็กล่าวหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมด้วยแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

โอเค ผมจะพยายาม wrap up

โอเค ผมจะพยายาม wrap up การ"ดีเบต"นี้นะ ต้องบอกไปยังภัควดี ถ้าเข้ามาโพสต์ว่าผม "แถ" อะไร ตามทีว่าไว้ ผมอาจจะไม่เข้ามาตอบแล้วนะ ขออภัย ขอ"เบี้ยว" เพราะไม่ไหว เสียเวลา"ดีเบต"กับเรืองที่มีลักษณะ non-starter เยอะขนาดนี้ ถ้าอยากดีเบต ก็ดูที่ผมโพสต์บนสุด ที่เป็นจุดเริ่มต้นเลย

....................

ในหลายปีมานี้ (ร่วม 10 กว่าปีแล้ว - เอ๊ะ แต่บอกเวลาจะถูกหาว่า "ขี้คุย" ไหม?) ผมวิพากษ์บรรดานักวิชาการหรือปัญญาชนสาธารณะควบคู่ไปกับการวิพากษ์เรืองสถาบันฯ ในประเด็นเรื่องพวกเขาไม่ยอมหยิบยกเอาเรืองสถาบันฯมาเป็นประเด็นในการวิพากษ์วิจารณ์

ใครบ้างที่ผมวิพากษ์?

นิธิ, เกษียร, ชัยวัฒน์ ไปจนถึง รังสรรค์ (ความจริง พวกธีรยุทธ เสกสรรค์ ด้วย แต่ไม่ต้องยกมาก้อได้ เพราะเดี๋ยวธงชัยจะหาว่าไม่แฟร์ พวกนี้ ไมอาจจัดอยู่ในพวกที่ทำงานวิพากษ์สถาบันฯ NO LESS THAN SOMSAK ได้อยู่แล้ว) ไปจนถึงระดับอาวุโสน้อยลงมา พวก ม.เที่ยงคืน สมชาย อรรถจักร สายชล มาถึงพวกจุฬา พิชญ์ ประภาส ฯลฯ

คำถามแรกคือ

ผมวิพากษ์พวกนี้ ในการแสดงออกทางไหน (ทีว่าเขาไม่ยอม critical ต่อสถาบันฯ)? ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขา "ไม่ยอมจัดสัมมนา critical ต่อสถาบันฯ แน่นอน)

ทีผมวิพากษ์คือ บทความข้อเขียนต่างๆ (อันนี้เยอะสุดมั้ง) พวกแถลงการณ์ (อันนี้ก็เยอะ) ไปถึงประเภท papers วิชาการ หนังสือ, การให้สัมภาษณ์ และ - ใช่ - การอภิปรายในเวทีต่างๆ ที่มีการรายงาน (ซึี่งหลายงาน ผมไปร่วมเอง และทั้งพูดในงาน และเอามาพูดซ้ำทางเว็บบอร์ด) แรกทีเดียว ส่วนใหญ๋ก็เป็นการวิพากษ์จากพวกทีตีพิมพ์บนกระดาษ หลังๆ ออนไลน์มากขึ้น

ธงชัยบอกว่า การวิพากษ์ของผมใช้ไม่ได้ ที่จริง คนเหล่านั้น ทำเรือ่ง monarchy ในเชิง critical กันเยอะแยะ (ไม่น้อยกว่าที่ผมทำ)

โอเค คำถาม - คำท้า ถึงธงชัย

ช่วยยกตัวอย่าง-อภิปรายมาสิครับ เอาตัวอย่างนักวิชาการที่ผมระบุชื่อข้างบนนี้มาก็ได้ว่า พวกเขา ทำอย่างที่คุณอ้างว่าทำ อะไร ที่ไหน เมื่อไร?

(ในสื่อต่างๆที่เพิ่งพูดมา หรือแม้แต่ เรือง"ห้องเรียน" ก็ได้ แม้่ว่าจริงๆ ผมยังงงๆว่า เอาเรืองห้องเรียนมารวมด้วยในการโต้ผมได้ยังไง แต่เอาเถอะ รวมด้วยก็ได้ แต่อีเมล์ นี่ขอผ่านจริงๆ)

ถ้าธงชัย สามารถอภิปรายมาให้เห็นจริงๆ ไม่เพียงแค่พูดลอยๆเพียงเพื่อมา"เบรก"การวิจารณ์ของผมต่อบรรดานักวิชาการเมือ่วานนี้ ผมจะเซอร์ไพรส์มากๆ

[b]ไม่ต้องพูดว่า (ดังที่ธงชัยรู้ดี) เกษียร เอง เป็นคนบอกว่า งานของเขา และงานของนิธิ ในหลายๆๆปีที่ผานมา (ทศวรรษที่ผ่านมา) เป็นงานที่จัดอยู่ในประเภท network monarchy !![/b]

(อย่างนี้ เท่ากับ concede การวิพากษ์ของผมหรือไม่ ไมใช่ในแง่เนื้อหา การมองนะ หรือการประเมินความถูกต้องของทาทีนะ แต่ในแง่ที่มองถูกว่า [u]งานของพวกเขาเป็นงานในลักษณะที่ [b]ไม่[/b] critical ต่อ monarchy [b]ตามที่ผมว่าจริงๆ[/b] [/u]- เป็นเรื่องประหลาดมากๆที่ตอนนี้ ธงชัย จะกลายมาเป็นคนดีเฟนด์ ให้เกษียร และนิธิ ว่าพวกเขาก็ทำเรื้่อง critical ต่อ monarchy เหมือนๆผมนั่นแหละ โดยทีเจ้าตัวเองไม่คิดจะดีเฟนด์ด้วยซ้ำ)

โอเค ธงชัย หรือใครก็ตาม อาจจะมาแย้งผมว่า พวกบทความ (มติชน ผู้จัดการ ฯลฯ ที่เกษ๊ยร นิธิ สมชาย และใครต่อใครอีกเยอะ เขียนกัน) มันเป็นบทความประเภท ลงในสื่อกระแสหลัก ดังนั้น จะไปบอก่วา เขาไม่วิพากษ์ monarchy ไม่ได้ในสื่อพวกนี้ เพราะวิพากษ์ไป ก็ไม่ได้ลง

ความจริง นี่เป็นข้อโต้แย้งที่ควรเห็นชัดว่า ใช้ไม่ได้ แทบไม่ต้องอธิบาย แต่ให้ผมอธิบายไว้เลย

ครับใช่ ถ้านิธิ เกษียร ฯลฯ เขียนเชิง critical ต่อ monarchy คงลง มติชน ผู้จัดการ ฯลฯ ไม่ได้

แต่พวกเขาไม่มีปัญญาจะเขียนเผยแพร่ทางอื่นหรือครับ? ทางเว็บ ม.เที่ยงคืน ประชาไท หรือแม้แต่ทำเป็น papers เป็นหนังสือเล่ม ฯลฯ ออกมา [b]ถ้าพวกเขาทำงานในลักษณะ critical ต่อ monarchy จริงๆ ถ้าพวกเขาเห็นว่า นี่เป็นประเด็นระดับ"คอขาดบาดตาย" จริงๆ?[/b]

(จริงๆในหลายปีท่ผานมา พวกเขาไป "พูดนอกเวที" มติชน ฯลฯ เยอเะ เช่นตามที่สัมมนา "ภาคประชาชน" ไม่รู้่เท่าไรต่อเท่าไร [u]ซึ่งบนเวทีเหล่าน้ ไม่ได้มีข้อจำกัดเหมือน หน้า นสพ. แต่พวกเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีเชิง critical ต่อ monarchy แต่อย่างใด แม้แต่ในเรืองที่บางคร้งเกี่ยวข้องได้โดยตรง เช่นเรื่อง 6 ตุลา (ดูพวก"ปาฐกถา" ของนิธิ ฯลฯ)[/u]

ความจริง คือ ที่ไม่มี ไม่ใช่เฉพาะ "สนาม" ไม่เปิดโอกาสให้ทำ แต่เพราะเขาไม่ทำนั่นแหละ (เพราะมองปัญหานี้ เป็นอย่างอื่น) แม้แต่ในสนามพวกนั้น เอง แม้เมื่อมีโอกาส ก็ไม่ได้ทำ (หรือทำในทางตรงข้าม กรณีนิธิ เกษียร หลายครั้ง คือไม่ใช่เพียงไม่ critical นะ แต่มีนัยยะของการ "เชียร์" เลยก็มี

[b]ความจริง เรืองนี้ (ทีนักวิชาการสาธารณะ ไม่ยอมทำเรื่อง critical ต่อ monarchy ในหลายปีที่ผ่านมา ควรเป็นอะไรที่มัน obvious เสียจนไม่รู้จะโต้ได้ยังไง แต่ธงชัย ก็ยังอุตส่าห์โต้ขึั้นมาแบบประหลาดมากๆ[/b]

(นี่ผมเดาล่วงหน้าอันนึงนะ ผมว่าธงชัย จะต้องพยายามแย้งเรื่องนี้ ด้วยการ "ขยายนิยาม" การ critical ต่อ monarchy แน่ๆ ท่ำให้ แม้แต่ที่ เช่น นิธิ เขียนในทีต่างๆ ก็ต้องบอกว่า critical ต่อ monarchy แม้แต่ที่พิชญ์ เขียนเรื่อง "พลังแผ่นดิน" ก็อาจจะเป็น critical ต่อ monarchy ไปได้ - อันนี้ "ดักคอ" ไว้ล่วงหน้าว่า อย่าทำให้เสียเวลาเลยครับ "เจ้าตัว" เอง เขายังไม่คิดจะอ้างเลย)

คือต้องบอกความ "งง" อย่างจริงใจอีกคร้ง (โทษที ไม่รู้เป็นคร้งที่เท่าไรแล้ว) กับการที่ ธงชัย มาพยายามสิ่งทีเป็น "trademark" การวิพากษ์ในหลายปีของผม เรือง นักวิชาการสาธารณะไม่ยอมทำเรือ่ง critical ต่อ monarchy ผมนึกไม่ออกจริงๆว่า ทั้่งเพื่ออะไร และทั้ง จะโต้ได้อย่างไร กับสิ่งที่มันชัดเจนขนาดนั้น (แม้แต่เจ้าตัวเองในบางกรณี อย่างเกษียร ก็ยังยอมรับ ๆม่ได้ cirtical ต่อ monarchy จริงๆ เพราะมองเรืองอืนเป์็นหลัก)

............

ผมนึกอะไรขึ้นมาได้ เมือ่เร็วๆนี้ มีสัมมนาเรืองทำนองนี้ครั้งนึง ที่นิติ ที่นิธิ เกษียร ไปพูด เรือง ม.112 อันนี้ พวกนิติฯมีส่วนในการจัดอย่างมาก ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด (กลุ่มที่มาเป็น "นิติราษฎร์" ในขณะนี้ และฟ้าเดียวกัน) แต่ในงานนี้ ทั้งเกษียร และนิธิ จะบอกว่า แสดงจุดยืนท่าทีเรือง critical ต่อ monarchy ก็ไม่ได้)

...............

ทีนี้ประเด็นเรืองผมขี้คุย

การวิจารณ์พวกนี้ เท่ากับว่า ผม"คุย"ว่า ตัวเองทำหรือ?
ผมว่าแฟร์กันหน่อยครับ
ผมทำเรือง monarchy แน่นอน ผมไม่รู้จะ "ถ่อมตัว" ยังไง เพราะทำจริงๆ แต่ผมคุยที่ไหนว่า ผมทำได้ยิ่งใหญ่มหาศาล? (เปล่าเลย ผมเคยพูดไว้ด้วยซ้ำว่า เส่ียดายทำไม่ได้มากกว่านี้)
และดังทีชี้ให้เห็นข้างบน พวกนั้น ไม่ได้ทำเรืองเชิง critical ต่อ monarchy แน่นอน เช่นกัน (เจ้าตัวยอมรับในหลายกรณี)
สิ่งที่ธงชัย ทำ คือ มาอ้างวา การที่ผมบอกว่า พวกนั้น ไม่ทำ = ผมกำลังคุยว่าตัวเองทำ

ผมไมเคยคุยเช่นนี้เลยครับ ไม่เคยใช้ประเด็นที่ตัวเองทำ มาเป็นองค์ประกอบในการวิพากษ์คนเหล่านั้นเลย ยกเว้น (ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่ธงชัย เมื่อเชากล่าวหาผมเอง อย่าง irony มากๆ) เพื่อเป็น "ตัวอย่าง" ว่า "อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้" (ดูที่ธงชัยหาว่าผมไม่ยอม "แสดงให้คนที่ผมวิพากษ์ดูว่า อะไรทำได้อะไรทำไม่ได้"

ดูตัวอย่าง โพสต์แรกสุดของผมอีกทีครับ มัน typical ในการวิพากษ์นักวิชาการของผมแค่ไหน ใครที่อานงานของผม น่าจะบอกได้

[b]มีบรรทัดไหน ประโยคไหน ในการวิพากษ์พวกนักวิชาการ ที่คู่ไปกับการ "ขี้คุย" เรื่องตัวเองทำบ้าง?[/b]

ไปที่บอร์ดฟ้าเดียวกันเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ มีตั้งหลายกระทู้ในหน้าแรก ยกมาให้ดูว่า ตรงไหนที่ ผมขี้คุย พร้อมๆกับการวิพากษ์คนอื่นไปด้วย?

..................

สรุปแล้วนะ
อย่างที่ผมเคยเขียนเร็วๆนี้ (ดูท้ายบทความ เรือ่ง "ครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร ปัญหาการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ .." (by the way นี่ก็เป็นการวิพากษ์นักวิชาการอีก มีตรงไหนในนั้น ที่"คุย"เรืองตัวเองบ้างครับ? ใช่ ใน "ภาคผนวก" ผมยกเรื้องที่ ผม กับ ธงชัย เป็นเพียง 2 คนที่ออกมาเขียนโต้ประมวล แต่นี่ จัดว่าเป็นการ "คุย"? ลองไปอ่านกันเองก็แล้วกัน) ธงชัยนั้น ทำอะไรน่าผิดหวัง (สำหรับผม) หลายเรือง แต่ 1-2 วันนี้ เรียกว่า beyond my believe or expectation จริงๆ
ประเด็นใหญ่ที่เขาเขียนมานั้น มัน non-starter ทุกประเด็น ในหลายปีนี้ (เป็น 10 ปี) ถ้าประเด็นเหล่านี้ มันมี validity แม้เพียงเล็กน้อย ป่านนี้่คงมีคนจำนวนไม่น้อยแล้ว โยนเข้าใส่ ผม แต่ปรากฏว่า ไม่มีใคร "คิดออก" ว่าควรโยนประเด็นเหล่านี้ใส่ผม มีแตธงชัย - นี่แหละคาดไม่ถึงจริงๆ - เป็นคนโยน : "สมศักดิ์ ไม่ยอมเสี่ยงวิพากษ์สถาบันฯ แต่วิจารณ์คนอื่นให้ออกไปเสี่ยงแทน" "สมศักดิ์ ไม่ยอมแสดงให้คนอื่นดูว่า อะไรทำได้อะไรทำไม่ได้" ไปจนถึง "นักวิชาการคนอื่นๆล้วนแต่ทำงานในลักษณะวิพากษ์สถาบันฯ ไม่เป็นความจริง กับการรวิจารณ์ของสมศักดิ์เลย" ฯลฯ ฯลฯ

คือประเด็นพวกนี้ ถ้าก่อนวันนี้ มีใครบอกว่า ธงชัย (หรือคนอืน ในบรรดานักวิชาการก็เหอะ) จะมาทำเป็นเรือ่งวิพากษ์ผมอย่างซ๊เรียสได้ ผมคงว่า คนนั้น คงต้องสติเสียแน่นอน

โทษที ตกหล่นไปนิด

โทษที ตกหล่นไปนิด ตรงที่พูดถึง "สนาม" ถ้าพวกนักวิชาการอยากจะ critical ต่อ monarchy มีสนามให้ลงเยอะแยะ (ลงมติชน ฯลฯ ที่ลงประจำไม่ได้) . . ผมดันลืม "ฟ้าเดียวกัน" ไปเสียสนิท!! คือถ้านักวิชาการเหล่านั้น อยากทำ หรือได้ทำ เชิง critical ต่อ monarchy จริงๆ อย่างที่ธงชัยมาอ้างนี้ เขาลงฟ้าเดียวกันก็ได้ (ทั้งนิตยสาร หรือจะให้พิมพ์เป็นเล่ม) ตอนนี้ ฟ้าเดียวกัน 8 ปีแล้ว มีบรรดานักวิชาการท้ังหลาย ตีพิมพ์เรื่องเชิง critical ต่อ monarchy กี่คนนะ ใครบ้าง?

............

ตอบ นวนวคร โทษที ขอแบบสันๆ เร็วๆ หมดแรงจริงๆ

คุณธรรม หรือ ethics/ moral-practical philosophy น้น มีกว้างชวางมากกว่าเรืองการเมือง
แต่การเมืองจัดเป็นส่วนหนึ่งของ ethics แน่ เพราะในที่สุด ปัญหาทางการเมือง คือปัญหาว่า เราควรทำอะไร ภายใต้หล้ักการอะไร (ไม่ใช่ว่า "ความจริง" หรือ "สภาพความจริง" คืออะไรเท่านั้น เช่น "ความจริง" อาจจะคือ มีความไม่เท่ากันทางเศรษฐกิจ แต่การจะทำอะไร เช่นแบ่งปันกัน หรือปล่อยให้ช่วยตัวเอง พยายามกันเอง นี่เป็นเรืองเชิง ethics ว่า ควรทำหรือไม่ควร) ดังนั้นปรัชญาการเมือง จึงเป็นส่วนหนึี่งของ ethics
แต่แน่นอนว่า ethics ที่มีลักษณะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรงก็มี เช่นที่ชัดๆคือเรื่องศาสนา ในทางปรัชญาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ethics ได้ (ควรใช้ชีวิตอย่างไร ให้มีความสุข - อันนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองโดยตรง แม้จะเอาไปโยงก็ได้)

แล้ววันก่อนก็สัญญาว่าอยากจะขอ

[color=brown][size=14]แล้ววันก่อนก็สัญญาว่าอยากจะขอจับผิดนังผักนี่ด้วย วันนี้ว่างแล้วเลยขอแจมมั่ง

ก่อนอื่นขอว่าด้วยเรื่อง องค์ประกอบฉาก

คุณภัคได้เสนอว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ว่าด้วยประเทศอาร์เจนตินาที่ ผ่านระยะเปลี่ยนผ่านมามากมาย แล้วพยายามจะอ้างว่าควรเอามาใช้ในประเทศไทย ซึ่ง ผิด ครับ ผิดอย่างแรง

เพราะ

1. หลัง 2475 มาจนวันนี้ ประชาชนไทย ไม่ได้แสวงหาการเปลี่ยนผ่าน อย่างที่ประชาชนอาร์เจนตินาได้ทำตามที่คุณภัคอ้างมา [u](ที่บอกว่าอ้างมา เพราะถ้าตรวจสอบจริงๆ ประชาชนอาร์เจนตินาเองก็ไม่ได้ใฝ่หาการเปลี่ยนแปลงอย่างที่คุณภัคเข้าใจ ดูได้จากประชาชนอาร์เจนตินาก็อยู่ภายใต้ระบอบอุปถัมภ์แทบไม่ต่างจาก พ่อใหญ๊มี อี๊แม๊สวย แห่งที่ราบสูงล้านนา และ พ่ออุ้ยหนานหล้า และ แม่อุ้ยคำลี่ แห่งแดนดิน ล้านจ๊าง (ที่จริงพวกที่ราบลุ่มเจ้าพระยาก็ด้วยแหละ!) จนมีเรื่องถูกนางอีวิต้า เปรอง ใช้ นบ. ประชานิยม ล่อหลอก เป็นสิบปี และก็โดนหลอกต่อๆ มา จนมาถึงการก่อสงครามฟอร์คแลนด์ เพื่อกลบกระแส ศก. ตกต่ำ ซึ่งแค่ตัวอย่างแค่ 2 ตย. นี้ ก็แสดงให้เห็นว่า ดีเอโก้ มาเรีย แห่ง อาร์เจนตินา กับ คำตา แม่ใหญ๊หวึ่ง แห่ง สยามประเทศ ก็เสพติดอุปถัมภ์ พอๆ กัน ดังนั้น ที่ร่ายมานี่น่าจะเป็นการลอกกากเดนความคิดจากตำราฝรั่งที่สรุปเอาเองด้วยสายตาฝรั่ง ว่า อาร์เจนตินาได้ผ่านระยะเปลี่ยนผ่านจนมามีวันนี้)[/u] แต่ จวบจนทุกวันนี้ ประชาชนไทยก็ยังเป็นข้าทาสในระบอบอุปถัมภ์ เช่นเดิม จนแม้แต่ถ้าเราไปจับเอาพวกตะกวดเรนเจอร์ เสื้อแดง นปช. ที่มานั่งๆ นอนๆ เผาเมืองเล่น เมื่อกว่าครึ่งปีก่อน ทั้งๆ ที่ปากก็บอกว่า (ตามที่เขายัดชุดความคิดใส่ปากมา) มาเรียกร้องการเปลี่ยนผ่าน แต่ แทนที่จะมาด้วยอุดมการณ์ของตัวเอง ดันกลับกลายเป็นว่ามาโดยนั่งรถหัวคะแนน สส. พรรคเพื่อไทย มาซะงั้น! (แล้วมันจะเป็นพวกตื่นตัวทางการเมืองได้ไงวะ คุณภัคผักกาดขาว) ;)~

สรุป.- จนวันนี้ ถ้าท่านขาโจ๋ทั้งสอง@ป่าช้าไท ได้ออกมาดูโลกนอกวงที่กัดกันเอง ได้เห็นโลกจริงๆ บ้าง ก็จะรู้ว่า คนไทย (โดยเฉพาะตามบ้านนอก) ก็ยังเป็นพวกอยู่ภายใต้ระบอบอุปถัมภ์ เช่นเมื่อ 78 ปี ดังเดิม

2. อ้างจากข้อแรกที่คุณภัคอ้างตามตำราฝรั่งว่า อาร์เจนตินา เป็นตัวอย่างการต่อสู้ของประชาชน เพราะประชาชนอาร์เจนตินารู้ตื่นทางการเมือง แต่ขอแย้งว่า การที่อาร์เจนตินาพัฒนาตนเองจากประเทศที่หนี้สินรุงรัง ติดกับอยู่ในภาวะประเทศล้มละลาย เมื่อ 3 - 4 ทศวรรษก่อน มากลายเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทาง การเมือง ศก. สังคม อย่างทุกวันนี้ได้ ปัจจัยที่แท้จริงหาได้เกิดจากการที่มีการเปลี่ยนผ่านอย่างที่คุณภัคเข้าใจ (แถมกางยันต์เป็นตำรากันผีจากนอก มาข่มขู่คนอ่านไม่ไห้กล้าคัดค้านอีกซะด้วย แต่ไม่ได้ผลกับ I Pad แน่นอน)

เพราะถ้าจะบอกว่าคนอาร์เจนตินาได้เรียนรู้จากระยะเปลี่ยนผ่านจนพาประเทศพ้นห้วงเหวมาได้ ตามจริงแล้วเรื่องทางรัฐศาตร์ทั้งหลายหาได้เป็นปัจจัยหลักทีทำให้ประเทศที่ป่วยไข้เช่นนั้นกลับมายืนหยัดได้เช่นทุกวันนี้ เพราะ สิ่งที่จะทำให้ประเทศที่ตกสู่ภาวะรัฐล้มเหลวกลับมาเป็นประเทศที่มั่นคงได้ ที่จริงมันคือ เศรษฐกิจ ครับผม

ถ้าประเทศอาร์เจนตินาต้องไปเข้าคอร์สเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเดี่ยวๆ โดยไม่ได้ปรับปรุงเรื่องปากท้อง รับรองประเทศอาร์เจนตินาวันนี้ก็คงมีสภาพไม่หนีเซียราเลโอง รวันดา หรอกครับ

เพราะอะไรจะมาสำคัญเท่าปากท้องของคนในประเทศครับ ต่อให้คนทั้งประเทศยึดมั่นอุดมการณ์เลิศหรูปานใด แต่ถ้ากระเป๋ากลวงโบ๋ สุดท้ายประเทศนั้นก็ต้องกลับไปฆ่ากันเองเหมือนเดิม

ดูได้จากจีนแดง ประเทศเขาก้าวมาเป็นอันดับ 2 ของโลก (ซึ่งกล้าพนันได้ว่าอีกไม่นานจะแซงไอ้กันได้แน่นอน) เขาหาได้เปลี่ยนผ่านทางการเมืองขนานใหญ่อย่างที่คุณภัคคิดว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุด แต่เขาเปลี่ยผ่านทาง ศก. อย่างขนานใหญ่ต่างหาก โดยเปลี่ยนจากระบอบ ศก. คอมมูน ที่ล้าหลัง (แต่นักวิชาการกุงเกงในแดงยังหลงดมกันอยู่ด๊าย ใจ รัล สัก ธง ฯลฯ เอ๋ย!) มาเป็น ศก. แมวหลากสี เมื่อจับทางถูกประเทศเขาก็เดินหน้าแสวงหาความมั่งคั่งกันอย่างขนานใหญ่ จน ไม่ถึง 30 ปี ให้หลัง ประเทศจีนจึงกลายเป็นเศรษฐีใหม่ แถมใหญ่โค่ดของโลกอย่างทุกวันนี้

แล้วอย่าลืม ประเทศจีน เขาหาได้เปลี่ยนผ่านการเมืองของเขาออกมาจากระบอบเดิมเลย วันนี้คนจีนก็ยังไมมีสิทธิ์ทางการเมืองเหมือนตอนเกิดกรณีเทียนอันเหมิน (แล้วไหนล่ะการเปลี่ยนผ่านที่โม้มาน่ะ)

ขอวกกลับไปกรณีอาร์เจนตินาที่ยกมา ต่อให้ประเทศของเขาชำระล้าง อธิกรณ์ ทางการเมืองของประเทศเขาจนใสสะอาด (ขนาดดมได้) อิอิ แต่ถ้าประเทศเขายังคงรักษาระบบเศรษฐกิจของประเทศเขาไว้แบบเดิม พอผ่านไปซัก 5 ปี 10 ปี สุดท้ายอาร์เจนตินาจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบก็คือกลียุคเหมือนตอนถูกนายเมเนมหลอกเอารัฐวิสาหกิจชาติไปขายฝรั่งเศส อเมริกา อังกิด เหมือนเดิม

แต่เพราะอาร์เจนตินาเขาฉลาด เขาเลิกเอาตัวเขาไปผูกติดกับอเมริกา เขาทำการลอยค่าเงินเปโซของเขาเสียทำให้ค่าเงินเปโซของเขาลดลงเป็น 2 - 3 เท่าตัว ทำให้สินค้าอาร์เจนตินาราคาถูกลงเมื่อเทียบโดยอัตราแลกเปลี่ยนแล้วเป็นหลายเท่า สินค้าอาร์เจนตินาจึงเข้าไปขายแข่งในอเมริกาและยุโรปได้ อันนำมาซึ่งรายได้ของประเทศอย่างมหาศาลและเป็นอัตราก้าวกระโดด

ประเทศอาร์เจนตินาจึงรอดพ้นภาวะรัฐล้มเหลวมาได้แบบทุกวันนี้ และไม่ได้ทำอะไรมากมายแค่หยุดผูกติดค่าเงินของตนกับดอลลาร์เท่านั้น ไม่เห็นต้องพาประเทศไปเสี่ยงด้วยการเปลี่ยนผ่านอะไรไร้สาระซักนิด

นี่ต่างหากสาเหตุคุณภัค

3. ทีนี้กลับมาประเทศไทย ซึ่งคุณภัคฝันเอาเอง แถมมีคนที่ร่วมฝันกันเป็นกลุ่มเล็กเล๊กกกก (ถ้าเถียงว่าไม่จริงก็ไปดู true hits เอาเองละกัน) แต่ขนาดมีกันเป็นกลุ่มเล็กๆ อย่างนี้ ก็ดันขยันกัดกันเองซะฉิบ ดูแล้วขบวนการนี้แนวโน้มรุ่งแน่ๆ แต่ไม่โรจน์นะ เพราะมุ่งสู่เมรุ สถานเดว อิอิอิ

จึงกลายเป็นว่ากระแสที่พยายามปั่นกันอยู่นี้เป็นเรื่องในวงแคบๆ ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงบน ท้องถนน ไร่นา ป่าเขา แท้จริง

เพราะประเทศไทย หลังจาก 2475 ก็ก้าวเดินตลอดมา มีสะดุด หกล้ม หงายหลัง (ต้มยำกุ้ง) ไปบ้าง ก็ยังเดินต่อมาได้ดังเดิม แถมหลังล้มลุกคลุกคลานกลับก้าวเดินต่อมาได้ดีกว่าเดิมอย่างน่าอัศจรรย์ใจ หลัง พค. 35 ศก. พุ่งไปแบบตลาดหุ้นทำ new high เป็นว่าเล่น ทั้งๆ ที่เพิ่งฆ่ากันมาหมาดๆ ; หลัง ต้มยำกุ้ง สามารถใช้หนี้ได้หมดในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี (แล้วอย่ามาแถล่ะ ว่าไอ้แม้วมันใช้คนเดว อิอิอิ) แล้วหลังจากนั้น 10 ปี ต่อมาที่มาจากถังแตก วันนี้ resv. โดดมาถึง 1.7 แสนล้าน U$ แล้ว (ถึงแม้ว่า รีเสิร์ฟ จริงๆ จะมีประมาณ 9 หมื่นล้าน ที่เหลือเป็นเงินปั่นหุ้นก็เถอะ) เห็นหรือยังว่าไม่เห็นต้องเปลี่ยนผ่านไปเป็นอะไรเลย เป็นประเทศไทยแบบนี้แหละ รับรอง เจ๋งส์ อิอิอิ

สรุป ของ สรุป หนูภัดผักกาดขาว เป็นพวกบ้าตำราฝรั่ง พอๆ กับ กลุ่มนักวิชาการกุงเกงในแดงทั่วๆ ไป ที่พยายามเล่นละคอนลิง(หลอก)เจ้า แต่ไม่มีใครหลงเชื่อ เลยต้องมานั่งเชียร์กันเอง (ที่จริงกัดกัน) อิอิอิ หลอกกันเอง (ครื้นเครงในกะลา) ไปวันๆ แถมเจ้าก็ไม่ยอมมาดูละคอนที่เล่นกันอยู่ซะอีก ;)~[/color][/size]

I PAD อืม

I PAD อืม คุณเป็นคนที่น่าสนใจอยู่น่ะ ผมรู้สึกคุณมีแรงดึงดูดไม่เหมือนคนอื่น คุณแตกต่างน่ะ คือ คนอื่นก็น่าสนใจ แต่คุณนี่แตกต่างอ่ะ ผมยังไม่เข้าใจมากนัก แค่รู้สึกว่าคุณแตกต่าง แล้วจะคอยติดตามคุณต่อไป

เข้ามาอ่านคร่าวๆน่ะ แล้ว

เข้ามาอ่านคร่าวๆน่ะ
แล้ว ไอ้แพด ไมทราบขอโทษขอโพยอาจารย์สมศักดิ์หรือยังอ่ะ ที่ว่าแกเอาเวลาราชการมาเขียนน่ะ ก็ปิดเทอมอยู่
ส่วนตัวผมนะ อยากให้เพลาๆอารมณ์กันลงมาหน่อย แล้วอ่อ เป็นไปได้ อยากให้อาจารย์ธงชัย เขียนเป็นภาษาไทยได้ไหม หรือว่าเรื่องแบบนี้ต้องให้คนมีระดับเท่านั้นอ่านครับ

เอ! ตกลง เถียงเขาไปทั่ว

[b]เอ! ตกลง เถียงเขาไปทั่ว มั่วเข้าไปถึงจิ๋ม แต่ทำไม สมสัก กลับไม่ได้ใช้ลีลา 'แนว แบบเดิมล่ะ?

ตกลงนี่ไม่เท่ากับกลัว ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรอกหรือ?

ผิดหวังจริงๆ นักวิชาการหัวแถวของขบวนการลิง(หลอก)เจ้า ที่ก่อนหน้านี้ ลีลา 'แนวโค่ด! :)~

แต่พอเปลี่ยน ผบ.ทบ. จากป๊อก มาเป็นตู่ เท่านั้นแหละ!

กลายเป็นแมวหงอเซื่องๆ ไปซะงั้น วันๆ เอาแต่อวดอ้างเอาเอง (ครื้นเครงอยู่คนเดว อิอิอิ) ว่าเมื่อก่อน[color=red]ผม[/color]น่ะ [u]ขไหนหนาด[/u] แต่กลับไม่กล้าวิจารณ์ออกมาเสียที ไม่รู้อมอะไรอยู่

เฮ้อ! จานสม การเอาแต่อ้างอดีตน่ะ เป็นอาการของพวก[color=red]ขี้แพ้หลังเกษียณ[/color]ที่เอาแต่ฝันถึงวันเก่าๆ (บางทีวันๆ ก็เอาแต่นั่งสูดขี้มูกที่นึกว่าเต้าส่วน ด้วยนา ฮิฮิฮิ)[/b]

ปล. กันแถนะก๊าบบบบบ! เมื่อก่อนกล้าขนาดเล่นแบบ 'จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่......' ซึ่งตอนนั้นนับถือเลยนะว่า โอ้โห! นายหงอกเขาแนวโค่ด นับถือ นับถือ! :)~ แต่มาวันนี้เอาแต่อ้างว่าเมื่อก่อนผมเคยเขียน 'จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่......' มาแล้วนะ! แล้วทำไมวันนี้ไม่ผลิตอะไรที่เท่าๆ กัน กับอันนั้นมาเสียทีล่ะ อย่าให้ผมกล่าวหาเอานะว่ากลัวตู่ อิอิอิ

am-pm wrote:I PAD อืม

[quote=am-pm]I PAD อืม คุณเป็นคนที่น่าสนใจอยู่น่ะ ผมรู้สึกคุณมีแรงดึงดูดไม่เหมือนคนอื่น คุณแตกต่างน่ะ คือ คนอื่นก็น่าสนใจ แต่คุณนี่แตกต่างอ่ะ ผมยังไม่เข้าใจมากนัก แค่รู้สึกว่าคุณแตกต่าง แล้วจะคอยติดตามคุณต่อไป[/quote]

จิงเหยอ อิอิอิ

(ไม่รู้เจออาการเล่นขี้ขี้เล่นเข้าแบบนี้จะเปลี่ยนใจหรือยัง ฮ่ะฮ่ะฮ่า)

สุดท้าย ก่อนปิดคอมฯ

สุดท้าย ก่อนปิดคอมฯ (ยังไม่นอนหรอกครับ แต่เสียเวลาเรื่องนี้มากแล้ว ต้องไปทำงาน)

ผมกลับไปอ่าน โพสต์แรกสุดของหน้านี้ ที่เป็นจุดเริ่มต้นการวิจารณ์ การจัดสัมมนา เมือวานนี้ อีกครั้ง อ่านซ้ำมากกว่า 1 เที่ยว (ซึ่งดังที่กล่าวแล้วว่า ใครเคยอ่านที่ผมเขียน ก็จะเห็นว่า มีลักษณะ typical ไม่ต่างจากที่เคยเขียนมา คือถ้าวิพากษ์อันนี้ได้ ก็วิพากษ์อันอืนได้ หรือในทางกลับกันถ้าวิพากษ์อันนี้ไม่ได้ ก็วิพากษ์อันอืนไม่ได้เหมือนกัน)

อ่านยังไง ผมก็ยังนึกไม่ออกว่า ธงชัย หรือนักวิชาการที่ร่วมงาน จะสามารถโต้แย้งได้ยังไง

นี่พูดจริงๆ

ภายใต้หลักการประชาธิปไตยที่อ้างกัน ผมยืนยันว่า ไมสามารถโต้แย้งได้

(ถ้าจะให้ดี ควรอ่านประกอบกับความเห็นต่อบทความธงชัยโดยตรง เชื่อมโยงกับเรื่องการสัมมนาเมือวาน [url=http://www.prachatai3.info/node/31766/talk#comment-341266][b]ทีนี่[/b][/url]

[color=#FF0000]อยากเชิญชวนจริงๆ ให้กลับไปอ่านอีกครั้ง[/color] แล้วเปรียบเทียบดูว่า ที่ธงชัยวิจารณ์ผมน้ัน (ของภัควดียิ่งแล้วใหญ่) แค่ตรงประเด็น นี่ ผมว่ายังไม่ตรงเลยด้วยซ้ำ ("ผมไม่เสี่ยง แต่วิจารณ์ให้คนอื่นเสี่ยง", "ผมขี้่คุยในความสำเร็จของตัวเอง", "ผมไม่ยอมเสี่ยงจัดสัมมนา" ฯลฯ ฯลฯ มีประเด็นใดบ้างนี่ ที่เข้าประเด็นที่ผมเขียนวิจารณ์ และดังนั้น จึงโต้ผมได้?)

ราตรีสวัสดิ์ครับ
(เหนื่อยฉิบ)

ถ้าการที่ดิฉันเรียกพวกเอคโค่ว

ถ้าการที่ดิฉันเรียกพวกเอคโค่ว่าเหาฉลาม เป็นการกระทำที่จนตรอก แล้วการที่คุณเที่ยวด่าคนอื่นต่าง ๆ นานา อีเดียตบ้าง ปัญญาอ่อนบ้าง นี่เป็นการกระทำอันแสนสูงส่ง? สาวกของคุณหลังจากออกมาแซ่ซร้องสาธุการว่ีา "ชัดเจนแล้ว" ดีเลิศประเสริฐศรีกับคำสอนของศาสดา ส่วนยัยภัควดีที่มัวเมาด้วยอวิชชาจงค้างเติ่งอยู่ตรงบันได ลงมาไม่ได้เลยไม่ได้ลงสวรรค์ (ลัทธินี้ท่าจะแปลกหน่อยตรงที่สวรรค์อยู่ข้างล่าง) ดิฉันก็เตือนแล้วไงว่าระวังจะวิปลาสรวมหมู่ อาการที่แสดงเข้าใกล้ลัทธิศาสนาเข้าไปทุกที ถ้าดิฉันจะต้องขึ้นนรกที่ไม่รู้ว่าใช้ทัณฑ์ทรมานอะไร ดิฉันก็เต็มใจขึ้นไปดีกว่าลงสวรรค์ที่มีเสียงสะท้อนเป็นรางวัลความศรัทธา

ไม่ว่าเหตุผลและตรรกะของดิฉันจะดีจะชั่วอย่างไร สำหรับคุณ คุณก็หาว่าคนอื่นผิดหมดล่ะ เพราะคุณถือไม้บรรทัดเองพูดเองเออเองอยู่คนเดียว ผิดยังไงก็แถไปได้เรื่อย ๆ จะให้ยอมรับว่าตัวเองผิด สงสัยยากกว่าบังคับมาร์คเสียอีก

ดิฉันขออธิบายสักหน่อยว่าทำไมเปลี่ยนน้ำเสียงเปิดฉากทะเลาะกับคุณ ดิฉันขอบอกแบบซื่อ ๆ ตรง ๆ เลยว่า ที่ผ่านมาดิฉันยอมอ่อนข้อเออ ๆ ออ ๆ เวลาคุณพูดอะไร เพราะดิฉัน "กลัว" เปล่า ดิฉันไม่ได้กลัวตรรกะที่คุณชอบอวดอ้างว่าเมพขิง ๆ ยกหางตัวเองได้อย่างหน้าไม่อาย ดิฉันไม่เคยเห็นว่ามันจะดีเด่นอะไรนักหนา แต่สิ่งที่ดิฉัน "กลัว" คุณ คือกลัวความด้านกับความคลั่งบ้าของคุณ

เท่าที่เคยถกเถียงหรือทะเลาะกับคุณมานั้น เวลาดิฉันพูดผิดคิดผิดหรือโง่รู้น้อย ดิฉันก็ยอมรับอย่างซื่อ ๆ ตรง ๆ ว่า เออ ผิดไปโง่ไป อย่างน้อยดิฉันก็ไม่เคยกลัวเสียหน้า แต่คุณต่างหากที่บางเรื่องงี่เง่าผิดเพี้ยนรู้น้อย บางครั้งถึงขั้นปั้นเรื่องโกหกด่าคนอื่นชัด ๆ แต่ไม่เคยยอมรับผิดสักที ยังอุตส่าห์แถแถกแหกโค้งชนิดสีข้างถลอกปอกเปิกเละเทะ ก็ยังเถลือกถลนไปจนได้ เล่นเอาดิฉันถึงขั้นปากอ้าตาค้างว่า เออหนอ คนเราช่างเป็นไปได้ขนาดนี้ คิดดูสิ มาเจอคนทั้งด้านทั้งแถขนาดตกเหวลงหลุมเอาดินกลบเทปูนทับ ยังแถแุุถกแหกดริฟท์ไปได้ไม่แพ้หมอพรดริฟท์ ดิฉันไม่กลัวก็ไม่รู้จะพูดยังไง เถียงไปก็เท่านั้น คนมันด้านขนาดนี้ ยังไงเราก็ด้านสู้ไม่ได้ สู้เออ ๆ ออ ๆ ไปดีกว่า ดิฉันก็ไม่ใช่คนบ้า จะให้บ้าตามไปด้วยก็กระไรอยู่

คุณไม่ต้องมาแกล้งถามหรอกว่าเรื่องอะไรบ้าง เพราะคุณแถหรือไม่แถ เป็นเรื่องที่คนอื่นเขาจะตัดสินเอง ใครอยากทราบว่าเป็นยังไง ก็ลองไปรื้อค้นดูกระทู้เก่า ๆ สมัยก่อนที่ดิฉันเคยเถียงเรื่องโน้นเรื่องนี้กับ อ.สมศักดิ์ น่าจะมีเหลืออยู่บ้าง

ส่วนเรื่องความคลั่งบ้าของคุณที่ดิฉันกลัวนั้น อันนี้ไม่ได้กระแนะกระแหน ดิฉันพูดความจริงคิดจริง คือเวลาเถียงกับคุณหรือเห็นคุณเถียงกับใคร คุณชอบเที่ยวพูดว่า "โกรธจนบลาบลาบลา" "หดหู่สลดใจจนบลาบลาบลา" บางทีก็เอะอะโวยวายเพ้อคลั่งราวกับวันสิ้นโลกจะมาพรุ่งนี้ บางทีก็ทำท่าหดหู่โศกเศร้าอะไรก็ไม่รู้ ครั้งโน้นที่ดิฉันเถียงกับคุณนั้น ดิฉันก็คิดจะด่าคุณหลายอย่าง แต่พอเห็นอาการที่คุณชอบเขียนบรรยายอย่างกับพระเอกหนังเกาหลี ดิฉัีนก็คิดขึ้นมาว่า "เอ หรือคน ๆ นี้จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า?" ดิฉันก็เลยพาซื่อคิดเป็นตุเป็นตะไปเองว่า ถ้าเราไปด่้าคนคนนี้รุนแรงเกินไป เกิดเขาเป็นโรคซึมเศร้าหรือมีปัญหาหลอดเลือดในสมองโดยที่เขาไม่รู้ตัว แล้วเกิดเขาเป็นบ้าหรือเส้นเลือดในสมองแตกตายขึ้นมา เมียเขาไม่มาด่าดิฉันหรือ? ดิฉันคิดแบบนี้จริง ๆ ไม่ได้พูดเล่น

แต่มาหนนี้ดิฉันขอบอกคุณเลยนะว่า ถ้าคุณไม่เคยไปเช็คสุขภาพจิตหรือสุขภาพร่างกาย แล้วเกิดคุณเป็นอะไรไป ดิฉันไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของดิฉัน คนเราโต ๆ กันแล้ว ถ้าเป็นโรคอะไรก็ควรรู้ตัว แล้วอย่าลืมบอกเมียคุณด้วยนะว่าไม่ต้องมาโทษใคร

ตกลงสมศํกดิ์ก็รับมาแล้วว่าชาต

ตกลงสมศํกดิ์ก็รับมาแล้วว่าชาตินี้กูจะไม่จัด Public Forum ในเรื่องที่ธงชัยเสนอ เหตุผลแบบควายๆ คือเพราะสมศักดิ์ไม่เคยเสนอให้ใครจัด สมศักดิ์จึงไม่มีเหตุให้ต้องจัดงานแบบนี้

เหตุผลแม่งควายมหาควายเข้าขั้นยกระดับเป็นท่านท้าวมหาเกรียน

คนอย่างนี้มันหน้าด้านยิ่งกว่าหนังหน้าแตด บัดซพยิ่งกว่าสัตว์หน้าขนใจนรก ชั่วช้ายิ่งกว่าเดียรัจฉานอเวจี สติปัญญาไม่เคยใช้เพื่ออะไรมากกว่าหาทางเป็นที่ยอมรับในเรื่องโง่ๆ ที่ตัวเองก็ขีขลาดตาขาว

ถามอีกทีว่าคนอย่างสมศักดิ์และอติเทพเคยทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนตา่ย คนเจ็บ คนติดคุกอย่างเป็ฯรูปธรรม

เรื่องนี้สมศักดิ์เล่นมุขควายตอบซ้ำซากหลายหนไปแล้วว่าไม่รู้ว่าอะไรที่ควรทำเพื่อช่วยพวกนี้ อยากฟังลูกกะเป๋งข้างซ้ายว่าจะเล่นมุขควายได้ควายกว่าสมศักดิ์หรือควายน้อยกว่า หรือพวกเห็บเหาในแกีงค์เดียวกันจะยกขบวนมาช่วยแถก็ว่ามา

ถามย้ำอีกทีว่าคนอย่างสมศักดิ์และอติเทพเคยทำอะไรเพื่อคนติดคุก คนเจ็บ คนตาย คนที่เดือดร้อนจาก 112 อย่างเป็นรูปธรรม ทำแบบที่คนเหล่านั้นได้ประโยชน์ ได้อิสรภาพ ทำแบบที่มากกว่าเอาเรื่องเขาไปตั้งกระทู้เพื่อโฆษณาชวนเชื่อลัทธิความเชื่อของตัวเอง

คนอย่างสมศักดิ์และอติเทพเคยทำอะไรเพื่อคนเสื้อแดงมากกว่าหวังใช้คนเสื้อแดงเป็นฐานลัทธิความเชื่อของตัวเอง

ภัควดี

[quote=ภัควดี]ถ้าการที่ดิฉันเรียกพวกเอคโค่ว่าเหาฉลาม เป็นการกระทำที่จนตรอก แล้วการที่คุณเที่ยวด่าคนอื่นต่าง ๆ นานา อีเดียตบ้าง ปัญญาอ่อนบ้าง นี่เป็นการกระทำอันแสนสูงส่ง? สาวกของคุณหลังจากออกมาแซ่ซร้องสาธุการว่ีา "ชัดเจนแล้ว" ดีเลิศประเสริฐศรีกับคำสอนของศาสดา ส่วนยัยภัควดีที่มัวเมาด้วยอวิชชาจงค้างเติ่งอยู่ตรงบันได ลงมาไม่ได้เลยไม่ได้ลงสวรรค์ (ลัทธินี้ท่าจะแปลกหน่อยตรงที่สวรรค์อยู่ข้างล่าง) ดิฉันก็เตือนแล้วไงว่าระวังจะวิปลาสรวมหมู่ อาการที่แสดงเข้าใกล้ลัทธิศาสนาเข้าไปทุกที ถ้าดิฉันจะต้องขึ้นนรกที่ไม่รู้ว่าใช้ทัณฑ์ทรมานอะไร ดิฉันก็เต็มใจขึ้นไปดีกว่าลงสวรรค์ที่มีเสียงสะท้อนเป็นรางวัลความศรัทธา

ไม่ว่าเหตุผลและตรรกะของดิฉันจะดีจะชั่วอย่างไร สำหรับคุณ คุณก็หาว่าคนอื่นผิดหมดล่ะ เพราะคุณถือไม้บรรทัดเองพูดเองเออเองอยู่คนเดียว ผิดยังไงก็แถไปได้เรื่อย ๆ จะให้ยอมรับว่าตัวเองผิด สงสัยยากกว่าบังคับมาร์คเสียอีก

ดิฉันขออธิบายสักหน่อยว่าทำไมเปลี่ยนน้ำเสียงเปิดฉากทะเลาะกับคุณ ดิฉันขอบอกแบบซื่อ ๆ ตรง ๆ เลยว่า ที่ผ่านมาดิฉันยอมอ่อนข้อเออ ๆ ออ ๆ เวลาคุณพูดอะไร เพราะดิฉัน "กลัว" เปล่า ดิฉันไม่ได้กลัวตรรกะที่คุณชอบอวดอ้างว่าเมพขิง ๆ ยกหางตัวเองได้อย่างหน้าไม่อาย ดิฉันไม่เคยเห็นว่ามันจะดีเด่นอะไรนักหนา แต่สิ่งที่ดิฉัน "กลัว" คุณ คือกลัวความด้านกับความคลั่งบ้าของคุณ

เท่าที่เคยถกเถียงหรือทะเลาะกับคุณมานั้น เวลาดิฉันพูดผิดคิดผิดหรือโง่รู้น้อย ดิฉันก็ยอมรับอย่างซื่อ ๆ ตรง ๆ ว่า เออ ผิดไปโง่ไป อย่างน้อยดิฉันก็ไม่เคยกลัวเสียหน้า แต่คุณต่างหากที่บางเรื่องงี่เง่าผิดเพี้ยนรู้น้อย บางครั้งถึงขั้นปั้นเรื่องโกหกด่าคนอื่นชัด ๆ แต่ไม่เคยยอมรับผิดสักที ยังอุตส่าห์แถแถกแหกโค้งชนิดสีข้างถลอกปอกเปิกเละเทะ ก็ยังเถลือกถลนไปจนได้ เล่นเอาดิฉันถึงขั้นปากอ้าตาค้างว่า เออหนอ คนเราช่างเป็นไปได้ขนาดนี้ คิดดูสิ มาเจอคนทั้งด้านทั้งแถขนาดตกเหวลงหลุมเอาดินกลบเทปูนทับ ยังแถแุุถกแหกดริฟท์ไปได้ไม่แพ้หมอพรดริฟท์ ดิฉันไม่กลัวก็ไม่รู้จะพูดยังไง เถียงไปก็เท่านั้น คนมันด้านขนาดนี้ ยังไงเราก็ด้านสู้ไม่ได้ สู้เออ ๆ ออ ๆ ไปดีกว่า ดิฉันก็ไม่ใช่คนบ้า จะให้บ้าตามไปด้วยก็กระไรอยู่

คุณไม่ต้องมาแกล้งถามหรอกว่าเรื่องอะไรบ้าง เพราะคุณแถหรือไม่แถ เป็นเรื่องที่คนอื่นเขาจะตัดสินเอง ใครอยากทราบว่าเป็นยังไง ก็ลองไปรื้อค้นดูกระทู้เก่า ๆ สมัยก่อนที่ดิฉันเคยเถียงเรื่องโน้นเรื่องนี้กับ อ.สมศักดิ์ น่าจะมีเหลืออยู่บ้าง

ส่วนเรื่องความคลั่งบ้าของคุณที่ดิฉันกลัวนั้น อันนี้ไม่ได้กระแนะกระแหน ดิฉันพูดความจริงคิดจริง คือเวลาเถียงกับคุณหรือเห็นคุณเถียงกับใคร คุณชอบเที่ยวพูดว่า "โกรธจนบลาบลาบลา" "หดหู่สลดใจจนบลาบลาบลา" บางทีก็เอะอะโวยวายเพ้อคลั่งราวกับวันสิ้นโลกจะมาพรุ่งนี้ บางทีก็ทำท่าหดหู่โศกเศร้าอะไรก็ไม่รู้ ครั้งโน้นที่ดิฉันเถียงกับคุณนั้น ดิฉันก็คิดจะด่าคุณหลายอย่าง แต่พอเห็นอาการที่คุณชอบเขียนบรรยายอย่างกับพระเอกหนังเกาหลี ดิฉัีนก็คิดขึ้นมาว่า "เอ หรือคน ๆ นี้จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า?" ดิฉันก็เลยพาซื่อคิดเป็นตุเป็นตะไปเองว่า ถ้าเราไปด่้าคนคนนี้รุนแรงเกินไป เกิดเขาเป็นโรคซึมเศร้าหรือมีปัญหาหลอดเลือดในสมองโดยที่เขาไม่รู้ตัว แล้วเกิดเขาเป็นบ้าหรือเส้นเลือดในสมองแตกตายขึ้นมา เมียเขาไม่มาด่าดิฉันหรือ? ดิฉันคิดแบบนี้จริง ๆ ไม่ได้พูดเล่น

แต่มาหนนี้ดิฉันขอบอกคุณเลยนะว่า ถ้าคุณไม่เคยไปเช็คสุขภาพจิตหรือสุขภาพร่างกาย แล้วเกิดคุณเป็นอะไรไป ดิฉันไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของดิฉัน คนเราโต ๆ กันแล้ว ถ้าเป็นโรคอะไรก็ควรรู้ตัว แล้วอย่าลืมบอกเมียคุณด้วยนะว่าไม่ต้องมาโทษใคร[/quote]

แหม! ไม่อยากโพสต์ข้อความนี้เลย แต่จำเป็นจริงๆ เพราะเห็นด้วยจริงๆ ที่อาคุงผักว่ามาว่านายหงอกนี้ ทั้ง บ้า ทั้ง คลั่ง ฮ่ะฮ่ะฮ่า

แต่ก็สงสัยจริงๆ ว่าอาคุงผักตกลงกลัวโดนรุมจริงๆ หรือเปล่า?

แต่คนอย่างคุณก็ยังถือดีเที่ยว

แต่คนอย่างคุณก็ยังถือดีเที่ยวด่าคนอื่นแบบไม่เคยมีมารยาท ไม่เคยมีกาละเทศะ ดิฉันก็เป็นมนุษย์ปุถุชนปรกติ ไม่ใช่พวกโรคจิตมาโซคิสต์ จะให้ยอมถูกคนอีคิวต่ำประสาทแดกหลอกด่าฟรี ๆ สนองความสะใจของตัวเองไปถึงไหน? ยิ่งอยู่ในยุคสังคม Together We can เฉี้ย ๆ มีรัฐบาลเฉี้ย ๆ ศูนย์อำนวยความเฉี้ย พรก.เฉี้ย ๆ ศาลพระภูมิเฉี้ย ๆ กองทัพเฉี้ย ๆ พรบ.ไอซีทีเฉี้ย ๆ เทศกาลหนังก็มีแต่ที่กรุงเทพฯ เพื่อนที่เราคุยวันนี้ พรุ่งนี้ไม่รู้เขาจะไปอยู่ในคุกหรือเปล่า ฯลฯ ดิฉันก็บอกตัวเองว่า พอกันที ดิฉันจะไม่ทนอีกแล้ว

เวลาคุณเที่ยวด่าคนอื่น คุณไม่เคยคิดว่าเขารู้สึกอย่างไร ดิฉันเองก็ไม่เกรงใจแล้วเหมือนกัน มารยาทอะไรไม่ต้องมีกันแล้ว ด่ากันให้ท็อกซิกเป็นพิษกันทั้งกระดานนี่แหละ (ขอโทษประชาไทและผู้อ่านทุกท่านด้วย)

คุณบอกว่าเพราะพวกดิฉันไม่มีจริยธรรม ไม่มีความกล้าหาญ ไม่มีกระดูกสันหลัง เลยทำให้คนเสื้อแดงต้องบาดเจ็บล้มตายติดคุก ดิฉันอยากจะถามกลับว่า แล้วไอ้สังคมเฉี้ย ๆ นี่มันมาได้อย่างไร คุณอวดอ้างเป็นนักประวัติศาสตร์แถวหน้า ก็ต้องรู้ว่าทุกอย่างมันก็มีที่มาจากประวัติศาสตร์สมัยก่อน ถ้าตอนนี้พวกดิฉันผิด คุณเองก็ต้องผิดยิ่งกว่าสิ เพราะคุณเกิดก่อน ทิ้งซากเน่าเฉี้ย ๆ นี่ให้พวกดิฉัน แล้วยังมากล่าวโทษคนอื่นยกหางตัวเอง นี่ไม่เรียกว่า "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น" แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?

คุณเที่ยวไปอวดอ้างในสเตตัสของต๋อมว่า คนรุ่นคุณมีจริยธรรมความกล้าหาญมากกว่า บลาบลาบลา เล่นเอาดิฉันเกือบอ้วก ก็ถ้าคุณฉลาดปราดเปรื่องรู้สิ้นดินฟ้ามหาสมุทร กล้าหาญชาญชัยจริยธรรมสูงส่ง แล้วคุณปล่อยให้เกิด 6 ตุลาขึ้นมาทำไม? ทำไมตอนนั้นเทพสมศักดิ์ไม่จัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ เปลี่ยนแปลงสังคมให้ฟ้าทองผ่องอำไพ สร้างสังคมไทยอารยะมีประชาธิปไตยเต็มตัว วันนี้ดิฉันจะได้ปลาบปลื้มในบุญคุณ ดิฉันจะยกย่องให้คุณเป็นวีรชนแห่งชาติ มีเงินเดือนให้ตลอดชีวิต สร้างอนุสาวรีย์ให้ด้วย ทำไมตอนนั้นคุณไม่ทำล่ะ? คุณปล่อยสังคมเฉี้ย ๆ นี่ให้ดิฉันทำไม ถ้าดิฉันผิด คุณก็ผิดกว่า ส่วนต๋อม ปุ๊ก็ผิดน้อยหน่อย เพราะพวกนั้นเกิดทีหลัง

ตรรกะเหตุผลบัดซบของคุณที่คุณเอามาด่าคนอื่น แล้วยังมีัหน้ามาอวดว่าเมพขิง ๆ ดิฉันก็ขอตอบด้วยตรรกะเหตุผลบัดซบเหมือน ๆ กันนี่แหละ มันจะได้ไฮไลท์ให้เห็นว่า เหตุผลของคุณมันบัดซบขนาดไหน

พันไพร

[quote=พันไพร]ตกลงสมศํกดิ์ก็รับมาแล้วว่าชาตินี้กูจะไม่จัด Public Forum ในเรื่องที่ธงชัยเสนอ เหตุผลแบบควายๆ คือเพราะสมศักดิ์ไม่เคยเสนอให้ใครจัด สมศักดิ์จึงไม่มีเหตุให้ต้องจัดงานแบบนี้

เหตุผลแม่งควายมหาควายเข้าขั้นยกระดับเป็นท่านท้าวมหาเกรียน

คนอย่างนี้มันหน้าด้านยิ่งกว่าหนังหน้าแตด บัดซพยิ่งกว่าสัตว์หน้าขนใจนรก ชั่วช้ายิ่งกว่าเดียรัจฉานอเวจี สติปัญญาไม่เคยใช้เพื่ออะไรมากกว่าหาทางเป็นที่ยอมรับในเรื่องโง่ๆ ที่ตัวเองก็ขีขลาดตาขาว

ถามอีกทีว่าคนอย่างสมศักดิ์และอติเทพเคยทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนตา่ย คนเจ็บ คนติดคุกอย่างเป็ฯรูปธรรม

เรื่องนี้สมศักดิ์เล่นมุขควายตอบซ้ำซากหลายหนไปแล้วว่าไม่รู้ว่าอะไรที่ควรทำเพื่อช่วยพวกนี้ อยากฟังลูกกะเป๋งข้างซ้ายว่าจะเล่นมุขควายได้ควายกว่าสมศักดิ์หรือควายน้อยกว่า หรือพวกเห็บเหาในแกีงค์เดียวกันจะยกขบวนมาช่วยแถก็ว่ามา

ถามย้ำอีกทีว่าคนอย่างสมศักดิ์และอติเทพเคยทำอะไรเพื่อคนติดคุก คนเจ็บ คนตาย คนที่เดือดร้อนจาก 112 อย่างเป็นรูปธรรม ทำแบบที่คนเหล่านั้นได้ประโยชน์ ได้อิสรภาพ ทำแบบที่มากกว่าเอาเรื่องเขาไปตั้งกระทู้เพื่อโฆษณาชวนเชื่อลัทธิความเชื่อของตัวเอง

คนอย่างสมศักดิ์และอติเทพเคยทำอะไรเพื่อคนเสื้อแดงมากกว่าหวังใช้คนเสื้อแดงเป็นฐานลัทธิความเชื่อของตัวเอง[/quote]

โว่ว! ชั่งชัดเจนในตัวตนดีเจงเจง :)~

I Pad wrote:ธรรมเทพ

[quote=I Pad][quote=ธรรมเทพ]เข้ามาอ่านคร่าวๆน่ะ
แล้ว ไอ้แพด ไมทราบขอโทษขอโพยอาจารย์สมศักดิ์หรือยังอ่ะ ที่ว่าแกเอาเวลาราชการมาเขียนน่ะ ก็ปิดเทอมอยู่
ส่วนตัวผมนะ อยากให้เพลาๆอารมณ์กันลงมาหน่อย แล้วอ่อ เป็นไปได้ อยากให้อาจารย์ธงชัย เขียนเป็นภาษาไทยได้ไหม หรือว่าเรื่องแบบนี้ต้องให้คนมีระดับเท่านั้นอ่านครับ[/quote]

เฮ๊ย! ดูดีๆ คุณธรรมเทพ ใครเป็นคนกล่าวหาว่าอย่างนั้น ผมไม่ได้พูดเองนะ ผมลอกเขามา (นี่ผมกล้ายอมรับนะว่าลอกเขามา ดูเป็นตัวอย่างนะหนูคณิกา ฮิฮิฮิ)

แล้วถามอีกที นายหงอกตัวนี้มันเคยขอโทษใครที่มันเห่าใส่มามั่ง (แม้แต่คนที่สำคัญที่สุด มันเคยขอโทษมั๊ย) จึงดั่งนั้น ฯ ข้าฯ จึงมิเห็นอันใดต้องทำตามที่คุณเพ้อมาแม้แต่ จั๊กกะเม็ด :)~

ท่ดนะก๊าบบบบ ที่ต้องขัดใจ :D~

ปล. นายหงอกตัวนี้มันเคยด่าคนถึงขนาดเป็นคนสิ้นคิด ก็มี เป็นพวกโง่ระยำหมา ก็มี (แต่ไม่ใช่ที่นี่หรอกที่พันถีบ น่ะ แถมถ้าจำไม่ผิดคนที่โดนด่าน่าจะเป็นไอ้หนูหริ่ง ซะด้วย ดีสม! :)~) ทั้งๆ ที่ มีวุฒิศึกษาเป็นถึง รศ. เทียบกับการที่ผมกล่าวหาว่ามันเอาเวลาราชการมานั่งเล่นเน็ท (ที่จริงผมไม่ได้พูดเองนะ) มันโค่ดเดะเดะ เรยยยยยยย คู๊ณณณณณณ!

อ้อ! ที่สำคัญ รศ. ที่ไหนไม่รู้จักขันธุ์ 5 มั่ง ฮิฮิฮิ

สุดท้าย ตกลงคุณเป็นเหาฉลาม หำฉลู ตามที่นังผักว่าไว้หรือเปล่านี่? ถึงดูออกเจ็บร้อนเกินเหตุ แต่ไม่เป็นไรนะสำหรับผม จะ หำหมู หูหมี กะปิ๊หมา หลงทางมาผมเล่นได้หมดล่ะ เชิญเลย เชิญเลย อิ๊อิ๊อิ๊

ผมไม่ใจเสาะเหมือนนังผักมันหรอก กลัวถูกรุม ฮิฮิฮิ (แต่เห็นใจนะผู้หญิงหน้าจืดฟันเหลืองอย่างนักผัก คงยังจิ้นอยู่แน่ๆ จึงกลัวโดนรุม ฮิฮิ แต่ให้เดานะ น่าจะชอบรุมเพศเดวกันมากกั่ว ไม่รู้เดาผิดหือเปล่า?) ;)~[/quote]

คือไม่ทราบนะครับ ว่าคุณไปลอกความเห็นใครมา แต่ถ้าข้อเท็จจริงมันอย่างนั้น คือผิดไปก็ผิด ยอมรับได้ไหม
ส่วนผมน่ะ ก็เคยเถียงกับอาจารย์สมศักดิ์(ประเด็นเรืองการเปิดเผยนามจริงเวลาวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น)ไม่ได้เป็นสาวกหรืออะไรใครทั้งสิ้น ยิ่งเหาฉลามผมไม่รู้จักครับ คุยกันดีๆ บางเรื่องต้องใช้เวลาในการอภิปราย และรับฟังความเห็นเสนอความเห็นครับ
ผมไม่ได้อ่านถ้วนทั่ว แต่ประเด็นบางประเด็นบอกได้ว่ายังไงครับ

คุณมาหาว่าดิฉัน "อิน"

คุณมาหาว่าดิฉัน "อิน" ด่าทักษิณ บลาบลาบลา คุณลองกลับไปดูข้อเขียนหรือสัมภาษณ์ของดิฉันสมัยก่อน สิ่งที่ดิฉันวิจารณ์มาตลอดคือเรื่องเสรีนิยมใหม่ ซึ่งดิฉันเคยพูดแล้วว่ามันสืบย้อนไปถึงสมัยอานันท์เป็นนายกฯ (หมายถึงเรื่องเปิดเสรีการเงิน) ดิฉันพูด/เขียนบ่อยไปว่า รัฐบาลไหนมาก็เหมือนกัน ยิ่งพวกเผด็จการยิ่งตัวดี ซึ่งก็กลายเป็นความจริง ตอนที่สุรยุทธ์ผ่านเอฟทีเอไทยญี่ปุ่นเร็วยังกะจรวด ดิฉันไม่เคยด่าทักษิณเป็นพิเศษไปกว่ารัฐบาลอื่น ๆ ยกเว้นเรื่องตากใบกรือเซะ ดิฉันก็ด่ามันทุกรัฐบาลนั่นแหละ ไม่ว่าตอนที่ทักษิณอยู่หรือหลุดจากอำนาจ ดิฉันก็เรียกนายกฯหรืออดีตนายกฯทักษิณ ไม่เคยใช้ฉายานามที่ดูหมิ่นดูแคลนอะไร

ส่วนเรื่องที่ดิฉันไม่ชอบทักษิณจนปวดท้องขี้อะไรนั่น เป็นเรื่องที่ดิฉันเขียนไม่นานมานี้ในบทความถึงพระไพศาล ดิฉันบอกว่าความไม่ชอบนี้เป็นรสนิยมส่วนตัวที่ดิฉันไม่เคยบอกใคร รู้กันเฉพาะคนในครอบครัว ดิฉันยกขึ้นมาเพื่อเตือนพระไพศาลว่า อย่าปล่อยให้ความกลัวหรือเกลียดใครมีมากไปจนทำอะไรก็ได้เพื่อไล่คน ๆ นั้น บลาบลาบลา

แต่คุณเล่นตัดเอาคำพูดนั้นของดิฉันออกจากบริบท เพื่อเอามาหาเรื่องด่าดิฉัน ไม่รู้ว่าคุณจงใจทำเพื่อบิดเบือน หรือทำไปเพราะความบกพร่องทางสมองที่อ่านระหว่างบรรทัดไม่เป็น ถ้าเป็นอย่างหลัง ดิฉันไม่ถือสา แต่คุณควรระวังหน่อยนะเวลาอ่านเอกสารประวัติศาสตร์ แต่ถ้าเป็นอย่างแรก คุณก็ควรหัดมีความละอายใจในตัวเองเหมือนที่เที่ยวเรียกร้องคนอื่นบ้าง

ปล.อีกนิด

ปล.อีกนิด การที่อาจารย์สมศักดิ์จะด่าว่าใครก็ด้วยเหตุผล(ของเค้า)ไม่น่าจะเกี่ยวกับสิ่งที่เราว่าผิดไปกล่าวหาผิดไป เช่น ว่าอาจารย์เอาเวลาราชการมาโพสต์ ซึ่งเป็นอคติ ผมว่าความเห็นทำนองนี้แหละ ไม่น่ารัก ส่วนจะเห็นด้วยเห็นต่าง อย่างคุณภควดี ไม่มีนาสกุล ก็่น่าจะถกเถียงกันได้ แม้จะตอบโต้กันด้วยท่วงท่าลีลาแบบไหน คือใครกล่าวหาแก้ข้อกล่าวหาแล้วมีหางเลขบ้างก็ไม่ว่ากัน เราปุถุชนย่อมมีอารมณ์ อาจารย์สมศํกดิ์เองแกก็มีอารมณ์ แต่อันไหนผิดชัดๆก็ยอมรับว่าผิดไป ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ ไม่อยากให้นอกประเด็นกันมากนัก

ภัควดี

[quote=ภัควดี]แต่คนอย่างคุณก็ยังถือดีเที่ยวด่าคนอื่นแบบไม่เคยมีมารยาท ไม่เคยมีกาละเทศะ ดิฉันก็เป็นมนุษย์ปุถุชนปรกติ ไม่ใช่พวกโรคจิตมาโซคิสต์ จะให้ยอมถูกคนอีคิวต่ำประสาทแดกหลอกด่าฟรี ๆ สนองความสะใจของตัวเองไปถึงไหน? ยิ่งอยู่ในยุคสังคม Together We can เฉี้ย ๆ มีรัฐบาลเฉี้ย ๆ ศูนย์อำนวยความเฉี้ย พรก.เฉี้ย ๆ ศาลพระภูมิเฉี้ย ๆ กองทัพเฉี้ย ๆ พรบ.ไอซีทีเฉี้ย ๆ เทศกาลหนังก็มีแต่ที่กรุงเทพฯ เพื่อนที่เราคุยวันนี้ พรุ่งนี้ไม่รู้เขาจะไปอยู่ในคุกหรือเปล่า ฯลฯ ดิฉันก็บอกตัวเองว่า พอกันที ดิฉันจะไม่ทนอีกแล้ว

เวลาคุณเที่ยวด่าคนอื่น คุณไม่เคยคิดว่าเขารู้สึกอย่างไร ดิฉันเองก็ไม่เกรงใจแล้วเหมือนกัน มารยาทอะไรไม่ต้องมีกันแล้ว ด่ากันให้ท็อกซิกเป็นพิษกันทั้งกระดานนี่แหละ (ขอโทษประชาไทและผู้อ่านทุกท่านด้วย)

คุณบอกว่าเพราะพวกดิฉันไม่มีจริยธรรม ไม่มีความกล้าหาญ ไม่มีกระดูกสันหลัง เลยทำให้คนเสื้อแดงต้องบาดเจ็บล้มตายติดคุก ดิฉันอยากจะถามกลับว่า แล้วไอ้สังคมเฉี้ย ๆ นี่มันมาได้อย่างไร คุณอวดอ้างเป็นนักประวัติศาสตร์แถวหน้า ก็ต้องรู้ว่าทุกอย่างมันก็มีที่มาจากประวัติศาสตร์สมัยก่อน ถ้าตอนนี้พวกดิฉันผิด คุณเองก็ต้องผิดยิ่งกว่าสิ เพราะคุณเกิดก่อน ทิ้งซากเน่าเฉี้ย ๆ นี่ให้พวกดิฉัน แล้วยังมากล่าวโทษคนอื่นยกหางตัวเอง นี่ไม่เรียกว่า "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น" แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?

คุณเที่ยวไปอวดอ้างในสเตตัสของต๋อมว่า คนรุ่นคุณมีจริยธรรมความกล้าหาญมากกว่า บลาบลาบลา เล่นเอาดิฉันเกือบอ้วก ก็ถ้าคุณฉลาดปราดเปรื่องรู้สิ้นดินฟ้ามหาสมุทร กล้าหาญชาญชัยจริยธรรมสูงส่ง แล้วคุณปล่อยให้เกิด 6 ตุลาขึ้นมาทำไม? ทำไมตอนนั้นเทพสมศักดิ์ไม่จัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ เปลี่ยนแปลงสังคมให้ฟ้าทองผ่องอำไพ สร้างสังคมไทยอารยะมีประชาธิปไตยเต็มตัว วันนี้ดิฉันจะได้ปลาบปลื้มในบุญคุณ ดิฉันจะยกย่องให้คุณเป็นวีรชนแห่งชาติ มีเงินเดือนให้ตลอดชีวิต สร้างอนุสาวรีย์ให้ด้วย ทำไมตอนนั้นคุณไม่ทำล่ะ? คุณปล่อยสังคมเฉี้ย ๆ นี่ให้ดิฉันทำไม ถ้าดิฉันผิด คุณก็ผิดกว่า ส่วนต๋อม ปุ๊ก็ผิดน้อยหน่อย เพราะพวกนั้นเกิดทีหลัง

ตรรกะเหตุผลบัดซบของคุณที่คุณเอามาด่าคนอื่น แล้วยังมีัหน้ามาอวดว่าเมพขิง ๆ ดิฉันก็ขอตอบด้วยตรรกะเหตุผลบัดซบเหมือน ๆ กันนี่แหละ มันจะได้ไฮไลท์ให้เห็นว่า เหตุผลของคุณมันบัดซบขนาดไหน[/quote]

อื้อฮือ! เขาขั้น มหาวานิชีปากคลองตลาดดีจริงๆ (A Merchandise of Park-Klong-Talahd) อิ๊อิ๊อิ๊ (ไม่รู้เป็นอะไรกับ A Merchandise of Venice กันแน่วะ!)

หรือจะเป็น นางกลางเมืองซอยโคบาล ดีหว่า! (A Hooker of Cowboy lane) ฮิฮิ ฮ่าฮ่า

กลัวแต่ว่าจะเป็น ผีขนุนสนามหลวง (A Whore at Royal Plaza's Field) ไปซะฉิบ :)~

ธรรมเทพ wrote:ปล.อีกนิด

[quote=ธรรมเทพ]ปล.อีกนิด การที่อาจารย์สมศักดิ์จะด่าว่าใครก็ด้วยเหตุผล(ของเค้า)ไม่น่าจะเกี่ยวกับสิ่งที่เราว่าผิดไปกล่าวหาผิดไป เช่น ว่าอาจารย์เอาเวลาราชการมาโพสต์ ซึ่งเป็นอคติ ผมว่าความเห็นทำนองนี้แหละ ไม่น่ารัก ส่วนจะเห็นด้วยเห็นต่าง อย่างคุณภควดี ไม่มีนาสกุล ก็่น่าจะถกเถียงกันได้ แม้จะตอบโต้กันด้วยท่วงท่าลีลาแบบไหน คือใครกล่าวหาแก้ข้อกล่าวหาแล้วมีหางเลขบ้างก็ไม่ว่ากัน เราปุถุชนย่อมมีอารมณ์ อาจารย์สมศํกดิ์เองแกก็มีอารมณ์ แต่อันไหนผิดชัดๆก็ยอมรับว่าผิดไป ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ ไม่อยากให้นอกประเด็นกันมากนัก[/quote]

ไม่เจงอ้ะ! คราวก่อนมันเสล่อผิดจังๆ ว่า ขันธุ์ 5 บางทีก็มี 6 มี 4 ผมอุตส่าห์สีซอให้ฟัง มันยังเสือกมาด่ากลับว่าผมอ่านหนังสือไม่แตก

มีด้วยเหรอคนที่ บ้า คลั่ง (อันนี้นังผักมันว่านะ ผมเป่า อิ๊อิ๊อิ๊ ผมแค่เห็นด้วยอย่างแร็งง อย่างแร็ง อิอิอิ) แล้วรู้ตัวเองว่าผิดน่ะ esp. สำหรับบักหงอกตัวนี้ ไม่เชื๊อ ไม่เชื่อ ฮิฮิฮิ

;P~ ไปหลอกเด็ก หรือ หลอก หางแดง เหอะ :}~

บทสนทนาอันน่าระทึกใจกับนักวิช

บทสนทนาอันน่าระทึกใจกับนักวิชาการที่ฉลาดที่สุดแห่งสารขันธ์
บทสนทนาระหว่างนักวิชาการไม่มีอันดับ ที่เพิ่งหลงผิดหลุดเข้ามาในมหาลัย เพราะนึกว่ามันเป็นแดนศิวิไลซ์ ด้วยความไม่มีอันดับจึงไม่จำเป็นต้องมีชื่อ อีกทั้งคู่สนทนาของเขา นักวิชาการที่ฉลาดที่สุดในสารขันธ์ก็ไม่สนใจอยากรู้ชื่อของเขาอยู่แล้ว (ยังไงมันก็ไม่มีทางฉลาดเท่ากู)

คนไม่มีอันดับ อ.สมศักดิ์ครับ ทำไมอจ.ชอบด่านักวิชาการที่ดูเหมือนจะอยู่ฝ่ายเดียวกันนักล่ะครับ
สมศักดิ์ ก็พวกมันโง่งี่เง่า บัดซบ ขี้ขลาดตาขาว ไม่มีกระดูกสันหลัง
คนไม่มีอันดับ ยังไงเหรอครับ
สมศักดิ์ มันไม่ย่อมพูดเรื่องเจ้าอ่ะเด๊ะ
คนไม่มีอันดับ อ้าว แล้วพูดเรื่องอื่นไม่ได้เหรอครับ
สมศักดิ์ ไม่ได้ เรื่องอื่นไม่สำคัญ เรื่องนี้สำคัญที่สุด
คนไม่มีอันดับ เรื่องคนตายที่ราชประสงค์ เรื่องพรก.ฉุกเฉิน เรื่องปิดสื่อ เรื่องกก.ปฏิรูปเยอะแยะ เรื่องสันติประชาธรรมตั้งศูนย์ข้อมูลฯ ไม่สำคัญเหรอครับ
สมศักดิ์ บอกแล้วไง ไม่สำคัญเท่าเรื่องเจ้า
คนไม่มีอันดับ ทุกคนต้องพูดเรื่องนี้เหรอครับ
สมศักดิ์ เออ! (เสียงดังมาก) พูดไม่รู้เรื่องเหรอไงวะ ใช้สมองส่วนไหนคิดว่ามึงนี่
คนไม่มีอันดับ ก็ได้ครับ ก็ได้ครับ พูดก็พูด..เอ แต่ผมจำได้ว่าก็มีคนพูดเรื่องนี้หลายคนนะครับ
สมศักดิ์ ใคร? ใคร? หมาตัวไหน บอกมาเด๊ะ กูไม่เห็นมีหน้าไหนกล้าเท่ากูเลย
คนไม่มีอันดับ ตอนอ.ธงชัยเขาจัดประชุมไทยศึกษาที่ธรรมศาสตร์หลายปีก่อน ก็พูดเรื่องเจ้ากันยกใหญ่เลยนี่ครับ
สมศักดิ์ พูดแบบห่วยๆอะดิ กล้าๆกลัวๆ เฮงซวย สู้กูไม่ได้หรอก
คนไม่มีอันดับ แต่ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกเลยนะครับ ที่มีการจัดประชุมนานาชาติแล้วพูดเรื่องเจ้าอย่าง เปิดเผย มันไม่ดีหรอกเหรอครับ
สมศักดิ์ ดียังไง กูไม่เห็นแม่งมันจะดีตรงไหน มึงใช่ส้นตีนคิดอีกแล้วนะมึงนี่
คนไม่มีอันดับ แล้วตอนอ.ธงชัยล่ารายชื่อนักวิชาการดัง ๆ ทั่วโลกให้ทบทวนกฎหมายหมิ่นล่ะครับ
สมศักดิ์ แล้วไง มึงถามทำไม?
คนไม่มีอันดับ ผมว่าตอนนั้นพวกนิยมเจ้าเต้นเป็นจ้าวเข้าเลยนะครับ อภิสิทธิ์ต้องออกมาโต้เลยนะครับ อาจารย์ชมเขาหน่อยสิครับ
สมศักดิ์ มึงพูดเรื่องอื่นได้มั้ย วอนซะล่ะ มึงนี่
คนไม่มีอันดับ แล้วตอนสี่สถาบันจัดเรื่องกฎหมายหมิ่นล่ะ ผมว่านิธิ เกษียร วรเจตน์ สมชาย จรัล ก็กล้าพูดกันทั้งนั้นนี่ครับ
สมศักดิ์ ก็งั้นๆ (เสียงอ่อนลงนิด)
คนไม่มีอันดับ ตอนนั้นก็เป็นข่าวใหญ่มากนะครับ ผมว่ามันท้าท้ายมากนะครับ อาจารย์ไม่ชมเขาหน่อย เหรอครับ
สมศักดิ์ มึงนี่ควายอีกล่ะ มึงไม่รู้เหรอไงว่าคราวนั้นน่ะ กูโมโหขนาดไหน แม่งทำตัวเป็นเทวดากัน ไปหมด ไอ้นิธิ ไอ้เกษียร อีพวงทอง อีจันทจิรา แม่งไม่ยอมให้กูพูดออกไมค์ ต้องให้เขียนส่งให้แม่งดูก่อน
คนไม่มีอันดับ แล้วถ้าเขาให้อาจารย์พูดออกไมค์ อาจารย์จะวิจารณ์เจ้าให้ถึงรากถึงโคนเลยใช่มั้ย
สมศักดิ์ ใครบอกมึง กูจะด่าไอ้นิธิ กับไอ้เกษียรต่างหากล่ะ
คนไม่มีอันดับ อ้าว เขาก็พูดดีนะครับอาจารย์
สมศักดิ์ ดียังไง มีแต่ไอ้พวกโง่บัดซบอย่างมึงนี่แหละที่เห็นว่าดี กูไม่เห็นว่ามันจะดีตรงไหน พูดแต่เรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่สาธารณะ พูดทำไม ไม่เห็นได้เรื่อง ห่วย! ขี้ขลาดตาขาว ไม่มีกระดูกสันหลัง แน่จริงมัน ต้องพูดเรื่องใครฆ่า ร.8 โว้ย
คนไม่มีอันดับ อ๋อออ...(เซ่อไปแป๊บนึง) แต่คนจัดเขาก็เสี่ยงอยู่เหมือนกันนะครับ
สมศักดิ์ เสี่ยงยังไงก็สู้กูไม่ได้ กูติดผัง ศอฉ.โว้ย พวกแม่งมันไม่ติดสักคน สู้กูก็ไม่ได้ (หัวเราะชอบใจ!)
คนไม่มีอันดับ เดี๋ยวนี้ดูอาจารย์หวานแหววกับคำนูนจังนะครับ
สมศักดิ์ มันน่ารักกับกู มันบอกว่ากูเป็นนักวิชาการ ศอฉ.ไม่ควรมายุ่งกับกู ไอ้นี่มันฉลาด
คนไม่มีอันดับ เขาคงอยากให้อาจารย์อยู่นอกคุก ช่วยด่าพวกเดียวกันมังครับ
สมศักดิ์ กูไม่สน ยังไงมันก็น่ารัก
คนไม่มีอันดับ เอ่อ...เดี๋ยวนี้นักวิชาการด้วยกันเขาไม่คุยกับอาจารย์เลยนี่ครับ
สมศักดิ์ แม่งโง่ เถียงกูไม่ได้ เลยหายหัวกันไปหมด แม่งอยากดังอย่างเดียว อยากออกโทรทัศน์ โง่แล้วยังมาแข่งบารมีกับกู
คนไม่มีอันดับ เขาคงไม่ได้คิดแข่งกับอาจารย์มังครับ ก็ช่วยกัน ใครทำอะไรได้ก็ทำ
สมศักดิ์ แต่กูว่าพวกมันอยากดัง มีไรป่ะ
คนไม่มีอันดับ เขากลัวความกักขฬะของอาจารย์กับพวกนายว่าขี้ข้าพลอยของอาจารย์มังครับ
สมศักดิ์ แม่งก็ดีแต่อ้างเรื่องนี้ จริงๆมันเถียงกูไม่ได้ต่างหาก เหตุผลมันสู้ของกูไม่ได้
คนไม่มีอันดับ เหตุผลเรื่องไหนครับอาจารย์
สมศักดิ์ ทุกเรื่อง!
คนไม่มีอันดับ ทุกเรื่องเลยเหรอครับ? ทำไมล่ะครับ?
สมศักดิ์ ไอ้ควายนี่ มึงไม่รู้เหรอไงว่าเหตุผลของกูมันระดับอภิมหาอมตะนิรันดร์กาล เป็นเหตุผลเหนือเหตุผล เป็น transcendental เป็น the Being เป็น Metaphysics
คนไม่มีอันดับ ถ้างั้น อาจารย์รับผมเป็นสาวกด้วยได้ไหมครับ
สมศักดิ์ เออ มึงนี่ฉลาดไม่เบาเลยนะ
คนไม่มีอันดับ ??????????????????????

ทั้งอาจารย์สมศักดิ์กับอาจารย์

ทั้งอาจารย์สมศักดิ์กับอาจารย์ธงชัย และหลาย ๆ ท่านอาจจะลืมไปว่า public forum ล่าสุด ที่อาจารย์สมศักดิ์ึขึ้นพูดเรื่องสถาบันอย่างชัด ๆ คืองานวิจารณ์วพ. ของเก่งกิจไงครับ มีถ่ายทอดสด และฟ้าเดียวกัน (เล่มล่าสุดหรือเปล่า ไม่ได้ค้น) ตีพิมพ์ การพูดในงานสัมมนาครั้งนั้นอย่างละเอียด ที่ผมจำได้เพราะฟ้าเดียวกันตีพิมพ์ส่วนที่ผมถามอาจารย์สมศักดิ์ไปด้วยเรื่อง เปรียบเทียบระบอบการปกครองกับประเทศเอเชียอื่น ๆ งงเลย ไม่คิดว่าฟ้าเดียวกันจะตีพิมพ์ ฮา

I Pad wrote:ธรรมเทพ

[quote=I Pad][quote=ธรรมเทพ]ปล.อีกนิด การที่อาจารย์สมศักดิ์จะด่าว่าใครก็ด้วยเหตุผล(ของเค้า)ไม่น่าจะเกี่ยวกับสิ่งที่เราว่าผิดไปกล่าวหาผิดไป เช่น ว่าอาจารย์เอาเวลาราชการมาโพสต์ ซึ่งเป็นอคติ ผมว่าความเห็นทำนองนี้แหละ ไม่น่ารัก ส่วนจะเห็นด้วยเห็นต่าง อย่างคุณภควดี ไม่มีนาสกุล ก็่น่าจะถกเถียงกันได้ แม้จะตอบโต้กันด้วยท่วงท่าลีลาแบบไหน คือใครกล่าวหาแก้ข้อกล่าวหาแล้วมีหางเลขบ้างก็ไม่ว่ากัน เราปุถุชนย่อมมีอารมณ์ อาจารย์สมศํกดิ์เองแกก็มีอารมณ์ แต่อันไหนผิดชัดๆก็ยอมรับว่าผิดไป ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ ไม่อยากให้นอกประเด็นกันมากนัก[/quote]

ไม่เจงอ้ะ! คราวก่อนมันเสล่อผิดจังๆ ว่า ขันธุ์ 5 บางทีก็มี 6 มี 4 ผมอุตส่าห์สีซอให้ฟัง มันยังเสือกมาด่ากลับว่าผมอ่านหนังสือไม่แตก

มีด้วยเหรอคนที่ บ้า คลั่ง (อันนี้นังผักมันว่านะ ผมเป่า อิ๊อิ๊อิ๊ ผมแค่เห็นด้วยอย่างแร็งง อย่างแร็ง อิอิอิ) แล้วรู้ตัวเองว่าผิดน่ะ esp. สำหรับบักหงอกตัวนี้ ไม่เชื๊อ ไม่เชื่อ ฮิฮิฮิ

;P~ ไปหลอกเด็ก หรือ หลอก หางแดง เหอะ :}~[/quote]

คือผมถามว่า..ที่คุณไปว่าอาจารย์สมศักดิ์ว่า เอาเวลาราชการมาโพสต์เนี่ย ข้อมูลคุณผิด คุณจะแสดงท่าทีอย่างไร ไ่ม่ใช่ไปกล่าวหาว่าทีคุณ(สมศักดิ์ผิดยังไม่ขอโทษ ซึ่งเป็นความเห็น) เอาง่ายๆแค่นี้ก่อน อันว่าคุณผิดผมผิดอาจารย์สมศักดิ์ผิดนั่นเป็นเรืองของความคิดเห็นที่ยังอภิปรายกันอยู่ และยืนยันกันได้ แต่ของคุณไอแพ่ดน่ะ ไม่ว่าจะอ้างว่าใครพูดมาลอกใครมา แต่ ณ ที่นี้คุณยอมรับไหมว่าผิด และการกล่าวหาทำนองนั้นมันเป็นกึ่งๆอคติ และผิดชัดเจนในแง่ของประเด็นที่คุณไปกล่าวหา ซึ่งนอกประเด็น ถ้าคุณไปว่าคนอื่นแถ คุณจะย้อนมามองตัวเองในกรณีแบบนี้ไหม หรือว่าไม่ ผมก็ไม่ว่าอะไร

ไอ้ตรรกะเหตุผลที่เหาฉลามของคุ

ไอ้ตรรกะเหตุผลที่เหาฉลามของคุณชอบแซ่ซร้องสรรเสริญว่า ชัดเจนแท้ ถูกต้องแท้ อะไรนั้น อันที่จริงไม่ได้ดีเด่นอะไรเลย วิธีการของคุณก็คือ คุณกำหนดสัจพจน์/วาระ/เงื่อนไขอะไรสักอย่างขึ้นมาตามอำเภอใจของคุณ ตั้งเป็นแม่บทขึ้นมาว่า ถ้า A แล้วจะเกิด B หลังจากนั้นเทพปิธากอรัสยูคลิดสมศักดิ์ก็ ซตพ. ออกมาเป็นข้อความต่าง ๆ ซึ่งพูดล้านครั้งก็ถูกล้านครั้ง เพราะคุณเป็นคนตั้งสัจพจน์นั้นขึ้นมาเอง พูดง่าย ๆ ก็คือพูดเองเออเองนั่นแหละ พอใครมาโต้แย้งคุณหน่อย คุณก็อ้างไอ้สัจพจน์บ้าบอของตัวเอง แล้วก็ใช้โวหารหยาบคายฟังไม่ได้ด่าอีกฝ่าย จนสุดท้ายคนแย้งก็ท้อใจเลิกเถียงไป

ดิฉันเคยถามคุณว่า ไอ้สัจพจน์ของคุณมันสอดคล้องกับความจริงในโลกหรือเปล่า หรือถ้าหากความจริงเกิดขึ้นแบบ A อย่างที่คุณกำหนดแล้ว B มันจะเกิดตามมาจริง ๆ หรือ? ดิฉันจำไม่ได้ว่าคุณแถเถลือกไปอย่างไร แต่นั่นแหละที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณด่าดิฉันเสีย ๆ หาย ๆ จนดิฉันทนไม่ไหว จะด่ากลับก็กลัวคุณตายหรือเป็นบ้า ดิฉันเลยยอมแำพ้ไปเอง

ส่วนที่คุณพยายามอธิบายเรื่องจริยธรรมอะไรเสียยืดยาวข้างบนนั้น ขอบอกว่าดิฉัีนอ่านไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ดิฉันเคยสงสัยว่า อาการบ้าตรรกะนั้นมัีกเกิดเฉพาะกับคนเรียนปรัชญาใหม่ ๆ แต่คุณแก่ป่านนี้ ทำไมยังบ้าตรรกะแบบทื่อ ๆ งมงายอยู่ได้ ดิฉันว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความบกพร่องในการรับรู้ภาษาของคุณ ดูได้จากข้อเขียนที่คุณเขียนมา ภาษาไทยก็ไม่ใช่ ภาษาอังกฤษก็ไม่เชิง หัวมังกุท้ายมังกร เหมือนจำเอาขอ้ความตรงนี้มาต่อกับตรงนั้น อาศัยมั่ว ๆ ให้คนมึน ๆ ไป ก็พอหลอกได้่กับมนุษย์ที่มีความคิดตกค้างมาจากยุคกลาง ซึ่งคิดว่าภาษาอะไรก็ตามที่เป็นภาษาต่างประเทศคือสัญลักษณ์ของสัจธรรม อีกหน่อยคงสร้า่งเทวาลัยบูชาลัทธิใหม่ ดิฉันขอแนะนำว่าควรตั้งชื่อศาสดาว่า "มั่วมึนแถ"

ดิฉันไม่โอดครวญให้ใครฟังหรอกว่า โอย เหนื่อย พอดีไม่มีแฟนคลับให้เซอร์วิส ไม่ใช่พวกคิดว่าตัวเองเป็นดารา และไม่ได้เป็นนางเอกละคร

ไอ้ตรรกะเหตุผลที่เหาฉลามของคุ

ไอ้ตรรกะเหตุผลที่เหาฉลามของคุณชอบแซ่ซร้องสรรเสริญว่า ชัดเจนแท้ ถูกต้องแท้ อะไรนั้น อันที่จริงไม่ได้ดีเด่นอะไรเลย วิธีการของคุณก็คือ คุณกำหนดสัจพจน์/วาระ/เงื่อนไขอะไรสักอย่างขึ้นมาตามอำเภอใจของคุณ ตั้งเป็นแม่บทขึ้นมาว่า ถ้า A แล้วจะเกิด B หลังจากนั้นเทพปิธากอรัสยูคลิดสมศักดิ์ก็ ซตพ. ออกมาเป็นข้อความต่าง ๆ ซึ่งพูดล้านครั้งก็ถูกล้านครั้ง เพราะคุณเป็นคนตั้งสัจพจน์นั้นขึ้นมาเอง พูดง่าย ๆ ก็คือพูดเองเออเองนั่นแหละ พอใครมาโต้แย้งคุณหน่อย คุณก็อ้างไอ้สัจพจน์บ้าบอของตัวเอง แล้วก็ใช้โวหารหยาบคายฟังไม่ได้ด่าอีกฝ่าย จนสุดท้ายคนแย้งก็ท้อใจเลิกเถียงไป

ดิฉันเคยถามคุณว่า ไอ้สัจพจน์ของคุณมันสอดคล้องกับความจริงในโลกหรือเปล่า หรือถ้าหากความจริงเกิดขึ้นแบบ A อย่างที่คุณกำหนดแล้ว B มันจะเกิดตามมาจริง ๆ หรือ? ดิฉันจำไม่ได้ว่าคุณแถเถลือกไปอย่างไร แต่นั่นแหละที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณด่าดิฉันเสีย ๆ หาย ๆ จนดิฉันทนไม่ไหว จะด่ากลับก็กลัวคุณตายหรือเป็นบ้า ดิฉันเลยยอมแำพ้ไปเอง

ส่วนที่คุณพยายามอธิบายเรื่องจริยธรรมอะไรเสียยืดยาวข้างบนนั้น ขอบอกว่าดิฉัีนอ่านไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ดิฉันเคยสงสัยว่า อาการบ้าตรรกะนั้นมัีกเกิดเฉพาะกับคนเรียนปรัชญาใหม่ ๆ แต่คุณแก่ป่านนี้ ทำไมยังบ้าตรรกะแบบทื่อ ๆ งมงายอยู่ได้ ดิฉันว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความบกพร่องในการรับรู้ภาษาของคุณ ดูได้จากข้อเขียนที่คุณเขียนมา ภาษาไทยก็ไม่ใช่ ภาษาอังกฤษก็ไม่เชิง หัวมังกุท้ายมังกร เหมือนจำเอาขอ้ความตรงนี้มาต่อกับตรงนั้น อาศัยมั่ว ๆ ให้คนมึน ๆ ไป ก็พอหลอกได้่กับมนุษย์ที่มีความคิดตกค้างมาจากยุคกลาง ซึ่งคิดว่าภาษาอะไรก็ตามที่เป็นภาษาต่างประเทศคือสัญลักษณ์ของสัจธรรม อีกหน่อยคงสร้า่งเทวาลัยบูชาลัทธิใหม่ ดิฉันขอแนะนำว่าควรตั้งชื่อศาสดาว่า "มั่วมึนแถ"

ดิฉันไม่โอดครวญให้ใครฟังหรอกว่า โอย เหนื่อย พอดีไม่มีแฟนคลับให้เซอร์วิส ไม่ใช่พวกคิดว่าตัวเองเป็นดารา และไม่ได้เป็นนางเอกละคร

อืม ผมดันเข้ามา ไม่รู้ทำไม

อืม ผมดันเข้ามา ไม่รู้ทำไม เกือบจะไปนอนแล้ว แต่บังเอิญนึกอะไรขึ้นมาได้ว่า ต้องทำไฟล์บางอย่างเลยเปิดคอมฯมา แต่ดันเปิด browser ด้วย แล้วดันเปิดอันนี้ด้วย

ถึงคุณภัควดี

ผมอ่านที่คุณเขียนมาทั้ง 2-3 อันแล้ว บอกตรงว่า ไม่มีอะไรต้องตอบเลย
และ หากคุณไม่รู้ตัว ควรถามเพื่อนคนอืนๆ ว่า ที่คุณเขียนมาล่าสุดนี้ มัน "หลุด" เสียจน ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว
ไม่เป็นประเด็น ไม่เป็นการเมือง เป็นแต่การบ่นๆด่าๆ ที่ไม่ตรงเป้าด้วย
ตัวอย่างนะครับ ที่เขียนว่า ผมไปอวดใน status ของต๋อมว่า คนรุ่นผมมีจริยธรรมมากกว่า
"แล้วปล่อยให้เกิด 6 ตุลาทำไม" (อันนี้ quote)
เฉพาะประโยคหลังประโยคเดียวนี่ก็ควรรู้สึกตัวแล้วนะ ผม "ปล่อยให้เกิด 6 ตุลา"??
เรื่องที่ผมพูดว่า"คนรุ่นผม" ก่อนอืน ขอให้สังเกตว่า ผมไม่ได้พูดว่า "ผม" คือไม่ได้อวดอ้างตัวเอง แต่เอาเถอะ เอาเป็นว่า ผมรวมผมไปด้วยก็ได้
แต่ตรงนี้่ แหละที่คุณด่าคนแบบ ... ยังไงดีล่ะ "พล่อย" มากๆเลย คือคิดจะด่า ก็ควรเล่ามาให้หมดว่าเขาพูดอะไรบ้าง (ที่หาว่าผม "นอกบริบท" นันน่ะ)
ผมยืนยันนะว่า ในด้านคุณธรรม ในส่วนที่เห็นความสำคัญของขีวิตคนร่วมชุมนุม
ผมยืนยันว่า "คนรุ่นผม" เหนือกว่าพวกแกนนำฮาร์ดคอร์ หลายขุม เรือ่งนี้เชิญอภิปรายได้เลยครับ
พร้อมเสมอ
"คนรุ่นผม" แม้แต่จะคิด ยังไม่เคยคิดเลยว่า เช่น หลังจากมีการปราบเมือ่วันที่ 13 พต แล้ว ยอดคนตายเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนวันถัดมา สูงเกือบเท่่ากับวันที่ 10 เมษา ที่พวกฮาร์ดคอร์อ้างว่า ต้องการทวงถามความเป็นธรรม
แต่กระนั้น ฮาร์ดคอร์ ก็ยังไม่คิดเลิกชุมนุม
"คนรุ่นผม" ไม่มีวิธีคิดแบบนี้เลย
ตั้งแต่วินาทีแรกที่โดนถล่ม อย่างเดียวทีคิดคือ จะสลายมวลชน เลิกชุมนุม ออกไปจากทีนั่น (ธรรมศาสตร์) ได้เร็วที่สุดยังไง (แต่มันไม่ให้ออก มันไม่ให้เจรจา ไม่ยอมให้เราเลิก - ต่างกันลิบลับกับกรณี พค.ที่ ฮาร์ดคอร์ ไม่ยอมเลิกเอง)
ไอเดียที่ว่า เห็นคนตายลงทีละคนๆ เป็นใบไม้ล่วง จนถึงวันที่ 3 วันที่ 4 แล้วก็ยังไ่ม่ชุมนุม (และตัวอย่างที่ผมยกว่า ตอนเช้า แกนนำ ยังนั่งกินปาท่องโก๋ ให้สัมภาษณ์นักข่าวอยู่เลย) ไอเดียแบบนี้ ไม่เคยอยู่ในหัว "คนรุ่นผม" เลย
ผมยืนยัน อย่างภูมิใจมากด้วยว่า นี่คือปัญหาคุณธรรม ที่มองว่า ชีวิตคนสำคัญกว่า เป้าหมายทางการเมืองเฉพาะหน้่า และในเมื่อเป้าหมายทาการเมืองเฉพาะหน้า เป็นแค่ยุบสภา เรื่องอะไรจึงต้องปล่อยให้มีการตายเพิ่มขึ้นอีกๆ เป็น ผม (เป็น "คนรุ่นผม" นำการชุมนุม จริงสลายไปนานแล้ว)
เชิญเถียงได้ครับ ผมไม่รู้สึกสะดุ้งเลยการ "ด่า" เรื่องนี้ ภูมิใจใน record เรื่องนี้ด้วยซ้ำ เรื่องวิธีการมองว่า คุณค่าชีวิตผู้ชุมนุมอยู่เหนือกว่า เป้าหมายข้อเรียกร้องเฉพาะหน้า
(ช่วงนึง ภัีควดี ก็ทำทีว่า เห็นด้วยกับการวิจารณ์ฮาร์ดคอร์ของผม ตอนนี้ พอจะด่าผม เลยหน้ามืด เปลี่ยนใจ? ไม่เป็นไรครับ เปลี่ยนหรือไม่ ยังไงก็ได้ ยินดี ดีเบต ประเด็นนี้เสมอ)

ไม่มีทาง"ชนะ"ผมด้วยการด่าชุ่ยๆแบบนี้หรอกครับ
ยิ่งประเด็นนี้ด้วย
.......

กรณี เห็นหน้าทักษิณ แล้วปวดท้องขี้ เพราะเกลียดคนนี้มาก
คุณหาว่า ผมอ้าง "นอกบริบท"
ไมทราบว่าจะเรียกว่า อ้างนอกบริบทยังไง (ต่างกับคุณเรื่องเมือ่ครู่ ที่ไมยอมเล่าให้หมดว่า ผมยกเรื่อง "คุณธรรม" ของ"คนรุ่นผม" ทำไม กรณีนี้ ผมเล่าหมดเลย เพราะมีแค่นั้นเอง คือคุณพูดว่า คุณเกลียดทักษิณมาก จนกระทั่ง ได้ยิน ได้เห็นหน้าตอนเช้า ต้องเข้าส้วม ส่วนประเด็นว่า นี่เป็นการเล่าในบทความเรืองพระไพศาลนั้น หาได้เกี่ยวข้องทำให้ข้อความนี้ มีความหมายผิดไปแต่อย่างใดไม่ คือ ไม่มี "บริบท" อื่นเกี่ยวกับบทความนี้ ที่จะมาทำให้ความหมายของข้อความดังกล่าว "เกลียดทักษิณ จนปวดท้องขี้" เปลี่ยนไป ไม่เหมือนเรืองที่คุณหาว่า ผมอวดตัวเองเรื่องคุณธรรมสูง (สูงกว่าใคร ในกรณีเปรียบเทียบอะไร คุณก็ไม่กล้ายกมา)

ทีนี้ ประเด็นใครจะปวดท้องขี้ ความจริง เหมือนเป็นเรื่อง "ส่วนตัว" แต่กรณีคุณเล่ามา มันไมใ่ช่สะท้อนส่วนตัวแน่ เพราะคุณไมใชรู้จักหรือสัมพันธ์ทักษิณ ในแง่ส่วนตัว

ตอนผมอ่านข้อความนั้น มันสะดุดใจขึั้นมาทันที (แต่ผมไม่พูดขณะนั้น เพราะขี้เกียจรื้อฟื้นเรืองเก่า เรืองความ"อิน"กับการแอนตี้ทักษิณ อย่างเป็นบ้าเป็นหลังของคุณ เพราะก็นึกว่า ป่านนี้น่าจะ "ตื่น" น่าจะ "รู้ตัว" ในความเขลาของตัวเองว่า ระดับการเกลียดทักษิณขณะนั้น มัน"เสียศุนย์" ขนาดไหน ตอนนี้ บรรดาคนที่ "มองไม่เห็นทังหลาย" มีใครให้คุณด่าได้เหมือนทักษิณบ้าง? มีใครที่คุณกล้าด่าเหมือนทักษิณบ้าง?

เรือ่ง "ปวดขี้" มัีนสะดุดใจผมมาก (และผมว่า ใครที่อยู่เมืองไทย ก็น่าจะคิดได้ ยิ่งในสถานการณ์ตอนนี้)

มัน "ตลก" ไหม คุณภัควดี เห็นทักษิณ ได้ยินเสียงทักษิณออกทีวีหรือวิทยุ เกลียดมากจนปวดท้อง ต้องเข้าส้่วม

[b]แล้ว"คนอืน"ล่ะครับ? เวลาเห็น เวลาได้ยิน ไม่ได้รู้สึกอย่างนี้แน่ เพราะไม่เห็นเขียนเล่าอะไรมา[/b] (ความจริง การเขียนเล่ามันเป็น social act ที่ produce effect ในทางสังคมบางอย่างอยุ่แล้ว ต่อให้คุณบอกว่า คุณ"ปวดท้องขี้" กับเวลาเห็นหรือได้ยิน "บางคน" เหมือนกัน - ซึ่งผม doubt it - แต่คุณไม่เล่าออกมา ก็เป็น social act อย่างหนึี่ง การ keep silence นั้น แต่อย่างที่เพ่ิงบอกว่า ผม doubt ว่า คุณจะ "ปวดท้องขี้" กับ "คนอืน" แบบที่ปวดกับทักษิณ เพราะเกลียดขนาดหนัก

มันชวน "สมเพช" นะประเทศนี้ ไอ้คนที่เราด่าได้ "ฟักแม้ว" นี่ด่าได้สบายมาก กลับเกลียดมากขนาดปวดท้องขี้ได้ กับคนที่..... (เติมเอาเองครับ)

ถามย้ำอีกทีว่าคนอย่างสมศักดิ์

ถามย้ำอีกทีว่าคนอย่างสมศักดิ์และอติเทพเคยทำอะไรเพื่อคนติดคุก คนเจ็บ คนตาย คนที่เดือดร้อนจาก 112 อย่างเป็นรูปธรรม ทำแบบที่คนเหล่านั้นได้ประโยชน์ ได้อิสรภาพ ทำแบบที่มากกว่าเอาเรื่องเขาไปตั้งกระทู้เพื่อโฆษณาชวนเชื่อลัทธิความเชื่อของตัวเอง

คนอย่างสมศักดิ์และอติเทพเคยทำอะไรเพื่อคนเสื้อแดงมากกว่าหวังใช้คนเสื้อแดงเป็นฐานลัทธิความเชื่อของตัวเอง ธงชัยพูดถูกแล้วว่าถ้าสมศักดิ์กับอติเทพอยากโฆษณาควาาเชื่ออะไรของตัวเองก็ทำไป แต่ที่ทำตอนนี้น่ะทุเรศเพราะอาศัยจังหวะคนเจ็บคนตายไปชี้เป้าเรื่องที่ตัวเองอยากพูดแล้วใช้คนเสื้อแดงเป็นเครื่องระบายความาเชื่อของตัวเองไปวันๆ

ไอ้ศาสดาหน้าเลือดโหนกระแสคนเจ็บคนตาย หน้าด้านหน้าหนาไร้ยาองอาย

กานต์ ยืนยง

[quote=กานต์ ยืนยง]ทั้งอาจารย์สมศักดิ์กับอาจารย์ธงชัย และหลาย ๆ ท่านอาจจะลืมไปว่า public forum ล่าสุด ที่อาจารย์สมศักดิ์ึขึ้นพูดเรื่องสถาบันอย่างชัด ๆ คืองานวิจารณ์วพ. ของเก่งกิจไงครับ มีถ่ายทอดสด และฟ้าเดียวกัน (เล่มล่าสุดหรือเปล่า ไม่ได้ค้น) ตีพิมพ์ การพูดในงานสัมมนาครั้งนั้นอย่างละเอียด ที่ผมจำได้เพราะฟ้าเดียวกันตีพิมพ์ส่วนที่ผมถามอาจารย์สมศักดิ์ไปด้วยเรื่อง เปรียบเทียบระบอบการปกครองกับประเทศเอเชียอื่น ๆ งงเลย ไม่คิดว่าฟ้าเดียวกันจะตีพิมพ์ ฮา[/quote]

เอ้อ แฮะ ผมลืมไปจริงๆ
คืออย่างที่เขียนไปข้างบนว่า ความจริง ผมไปงานสัมมนาเยอะ จนรู้กันทั่ว แล้วไปทุกงาน ก็พูดเรืองสถาบันแทบทุกงาน แม้จะพูดจาก floor ก็ตาม
แต่งานที่คุณกานต์ว่ามานี้ ไปในฐานะคนพูดเอง และพูดเรือ่งสถาบัน แบบตรงๆหนักๆด้วย
แต่ตอนผมเขียนข้างบน ผมลืม
อยางที่บอกว่า เรือ่งพวกนี้่ ผมไม่เคยคิดเลยว่า ใครจะคิดเอาประเด็นแบบนี้มาโต้ผมได้
ไม่เคยคิดเลยจริงๆ เพราะผมว่า เหมือนเสียสติแน่ๆ
"สมศักดิ์ไม่ยอมเสี่ยง วิจารณ์ให้คนอืนเสียง" ฯลฯ

สวนเรื่อง "เป็นคนจัดสัมมนา" นี่ ผมไม่เคยใช้เป็นประเด็นในการวิจารณ์ใครอยู่แ้ล้ว และไม่เคยมองเห็น จนบัดนี้่ ก็ไม่เคยมองเห็นว่า ธงชัย สามารถอ้างมาโต้ผม ในกรณีที่ผม "ไม่กล้าเสี่ยง" เรืองสถาบันฯ ได้อย่างไร? เพียงเพราะผมไม่ใข่คนทีเป็นคนจัดสัมมนา?
แต่ไอ้ที่ผมเขียนบทความเป็นสิบๆบท ลงในฟ้าเดียวกัน และที่อืน และ"กระทุ้" อีกไม่รู้กี่กระทู้จำไม่ได้ บทความประชาไท ฯลฯ ไอ้ที่พูดในที่สัมมนา ทั้งพูดจาก floor เป็นส่วนใหญ่ และพูดอย่างกรณีข้างบนนี้อีก 2-3 คร้ง ([u]นี่เดี๋ยวก็หาว่า ผม "ขี้คุย" แต่ธงชัยมากล่าวหาผมเอง ถ้าผมไม่อ้าง records เรืองทีตัวเองทำ จะให้ผมโต้คุณอย่างไรไม่ทราบ? records พวกนี้ ผมยกมาเป็นส่วนหนึ่งของการวิจารณ์นักวิชาการหรือ ดูโพสต์บนสุดทีเป้นจุดเริ่มต้นการ"ดีเบต"นี้ก็ได้[/u])

แต่กิจกรรมเรืองพวกนี้ของผม กลายเป็น ใข้ไม่ได้แล้ว กลายเป็นว่า ไม่แสดงความกล้าเสี่ยง แต่เอาแต่ยุให้คนอืนไปเสี่ยงแล้ว??!!

ถามจริงๆเถอะธง คุณเป็นอะไรของคุณ(วะ)

แล้วก็อย่างที่บอกไปว่า ผมเองก็ไม่ได้วิจารณ์พวกนักวิขาการในหลายปีนี้ โดยใช้ประเด็นสัมมนา ที่พวกเขาพูดในทีสัมมนา เป็นเรืองหลัก ด้วยซ้ำ (ดูกรณีนิธิ เกษียร เป็นต้น)
หรือต่อให้วิจารณ์ที่เขาพูดในที่สัมมนา ก็ไม่ได้วิจารณ์เรืองเขาจัดสัมมนาหรือไม่จัดสัมมนา
แม้แต่ที่วิจารณ์การสัมมนาเมื่อวาน(ซืน) ก็ไมใช่วิจารณ์เรื่องการจัดสัมมนา

ึคืน(เช้า)นี้

ึคืน(เช้า)นี้ คงแ่ค่นี้จริงๆแล้ว

บอกตรงๆ โดยรวมแล้ว ผมรู้สึก งง เศร้า มากกว่า โกรธ กรณีธงชัีย
(ผมใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ตลอดวันที่ผ่านมาเลยนะ พยายามจะแก้ความงง คืองงจริงๆ ว่า ร้อยวันพันปี ไม่เคยนึกว่า ใครจะสามารถคิดว่า ประเด็นที่ธงชัยยกมานี้่ เป็นประเด็นทีใช้ในการวิพากษ์ผมได้ หรือดีเฟนด์นักวิชาการที่ไม่ยอมพูดเรืองสถาบันได้ นี่"สาบาน"ได้เลยจริงๆ ว่าไม่เคยคิดว่าเป็นไปได้เลย และจนวินาทีนี ก็ไม่คิด คือ [u]คิดยังไง ก็ไม่เห็นว่า ที่ธงชัยเขียนมาจะเป็นประเด็นได้ยังไง ที่ผมเรียกว่า non-starter น่ะ[/u] แล้วก็งงมากๆว่า ธงชัยคิดว่า ทีตัวเองพูดมา มันมีน้ำหนักอะไรได้ยังไง เป็นเหตุเป็นผล ได้ยังไง

นึกไม่ถึงว่า ธงชัยจะ"ตกต่ำ" "มือตก" ในการหาประเด็นมาวิพากษ์ผมได้ขนาดนี้?

ธงชัยพูดอะไรที่มัน non-starter ขนาดนี้ เพราะอะไร? เพียงเพราะต้องการดีเฟนด์ สิ่งที่ความจริง จากจุดยืนธงชัย ควรดีเฟนด์ไม่ได้ คือการที่นักวิชาการ รวมทั้งพวกที่พูดในที่สัมมนาเมือวานนี้ด้วย [u]ที่พูดเรื่อง transition โดยไม่ยอมเอาประเด็นเรืองสถาบันฯ เป็นประเด็นสำคัญ จริงๆคือ ไม่ได้พูดเลย เรียกได้ว่า แม้แต่คำเดียว[/u] (ข้ออ้างเรืองทุกคนพูดเรื่องต่างประเทศ ก็อางไม่ได้ ทุกคนที่พูดเรืองต่างประเทศ ล้วนแต่พาดพิงมาถึงไทยทั้งสิ้น - by the way ความจริง วันสัมมนาวันนั้น ผมก็เกือบจะไปแล้ว แต่พอดีมีธุระด่วนเกี่ยวกับญาติ ทำให้ต้องไม่ไปในวินาทีสุดท้าย ถ้าผมไป ผมย่อมพูดเหมือนกับที่เขียนไปบนสุดนันแน่นอน คือพูดเรืองสถาบันกษัตริย์ นี่แหละ ถ้าผมทำยังงั้น เหมือนกับทีผมเคยทำในไม่รู้กี่ทีสัมมนา ก็คงไม่ถือเป็นการ "เสี่ยง" อีก?)

(กรณีภัควดี ไม่รู้สึกอะไรเ่ท่าไร เพราะผมตระหนักความจริง มาสักระยะแล้วว่า เธอ childish มากว่าที่หลายคนคิดเยอะ ถ้าดูจาก"ภาพลักษณ์"ภายนอก)

ปล. เรื่อง "ขำๆ"

ปล. เรื่อง "ขำๆ" ก่อนนอน
ถ้าเป็นอย่าง, say, ศิโรตม์ พูดในสิ่งที่ธงชัยพูดมานี้ ผมพอจะ"เข้าใจ"ว่ะ เพราะรายนั้น เวลาโต้อะไรผมไม่ได้ ชอบยกประเด็นลักษณะ non-starter แบบนี้แหละมา (ฮา) - เช่น ตัวอย่างนะ บอกว่า ผมไม่ได้จบรัฐศาสตร์มา (จึงวิจารณ์งานของเขาไม่ได้ ฮา ความจริง ผมจบรัฐศาสตร์มา ไมใช่ ปวศ. ฮาอีก)

(ถ้าศิโรตม์อ่านแล้ว อยากโต้ เชิญเลยครับ ทีนี่เขียนได้อยู่แล้ว ผมไม่เอาแต่ด่าหรือกระแนะกระแหนคน ในที่ที่คนที่ถูกด่า ไมสามารถเข้าไปเขียนโต้ได้ เ่ช่นที่คุณชอบทำ กรณีผม ใน fb หรอก)

เรียนอ.สมศักดิ์ครับ

เรียนอ.สมศักดิ์ครับ ด้วยความเคารพ ผมว่าไม่ใช่คห.1 แรกหรอกครับที่ทำให้อ.ธงชัย รวมถึงคุณภัคฯเอง แกของขึ้นมาสวนหมัดแบบนั้น แต่น่าจะเป็นข้อความล่างๆของ อ.สมศักดิ์ มากกว่าแหละครับยกตัวอย่างเช่น .... อาจจะรวมถึงความเห็นภาษาไทยบางส่วนของอาจารย์ที่แสดงอารมณ์กราดเกรี้ยวต่อนักวิชาการและท่านอื่นๆ คือผมก็ค่อนข้างจะชินกับสำนวนของอาจารย์อยู่แล้ว ประกอบกับไม่ได้เป็นคู่กรณี ก็ยังอ่านแล้วรู้สึกว่าแรงเกินไปอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจและว่าเป็นสไตล์อย่างหนึ่งของอาจารย์เอง แต่นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งน่ะครับที่ อ.ธงชัยแกก็พยายามจะสื่อถึงนอกจากเรื่องการจัดสัมมนาอะไรนั่น ก็คือเรื่องการใช้คำดูถูกเหยียดหยามเกินจำเป็นเหล่านี้ จริงอยู่ว่ามันทำให้คำวิจารณ์อ่านแล้วได้อารมณ์มันส์ขึ้น แต่คำวิจารณ์เหล่าที่จะทำให้ผู้ถูกวิจารณ์คล้อยตามหลังจากเก็บไปพินิจพิจารณาด้วยจิตใจที่แจ่มใสน่าจะไม่ใช่คำวิจารณ์ลักษณะนี้

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล]more than half way through the morning session.

Once again Thongchai "came to the recue", providing "cover"/ "respectibility" / "credibility" to timid, cowardise, even contemptible practices of "fellow academic".

I'll provide criticism of the whole seminar later when it finished.[/quote]

ซึ่งผมรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก เพราะคำวิจารณ์หลายครั้งของอ.สมศักดิ์นั้นด้วยเหตุผลและหลักการแล้วดีมากเลย ถ้าตัดส่วนคำผรุสวาทเหล่านี้ไปสักครึ่ง เชื่อแน่ว่ามันจะจัดอยู่ในประเภทของ constructive criticism ไม่ว่าจะวัดอย่างไรก็ตามได้เลย และมันจะเป็นคำวิจารณ์ที่จะช่วยกระตุ้นให้นักวิชาการที่ถูกวิจารณ์ และ สังคม เปลี่ยนผ่านไปได้มากกว่านี้มาก ผมรู้สึกเสียดายมากที่ผลงานหลายชิ้นของอาจารย์เองที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นงานวิชาการจริงจัง ตามเว็บบอร์ด หรือ การแสดงความคิดเห็นในลักษณะนี้ มีเนื้อหาที่น่าสนใจ และ กระตุ้นให้สังคมได้คิดได้ดีมาก แต่ก็ถูกคำวิจารณ์ที่เกรี้ยวกราด และ ดูหมิ่นเหยียดหยาม melodrama เกินจำเป็นทำลายคุณค่าไปเกือบครึ่ง

อย่างในความคิดเห็นในบทความนี้ของอาจารย์ที่โต้กับอ.ธงชัยเอง ผมอ่านแล้วรู้สึกเลยว่า ความคิดเห็นหลังๆนั้นมันอ่านได้เข้าใจในประเด้นได้ง่ายกว่าช่วงแรกๆ ที่เต็มไปด้วยคำผรุสวาท ดูถูกเหยียดหยามคู่สนทนาเกินจำเป็นดังที่กล่าวไปแล้วครับ เข้าใจว่าอาจารย์สมศักดิ์เองก็ได้เสียเวลาไปกับการตอบโต้ในห้องนี้ไปพอสมควร และมันก็เป็นอย่างที่ท่านหนึ่งว่า สังคมแทบจะไม่ได้ให้ความสนใจ มีเพียงแค่คู่กรณีไม่กี่รายแวะเข้ามาอ่าน และ อีกไม่กี่วันผ่านไปมันก็็็จะกลายเป็นหน้าที่ถูกลืม อย่างเช่นการไปแสดงความคิดเห็นหลายครั้งของอาจารย์สมศักดิ์ในที่อื่น ซึ่งบางอันก็น่าสนใจและได้ความรู้ดีมาก แต่กลับอยู่แค่ภายในวงแคบๆและถูกลืมไปอย่างเร็วกว่าที่ควร ... ผมคิดว่าในอนาคตอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า ข้อโต้แย้งข้างบนนี้น่าจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นสภาพของสังคมไทยในยุคนี้ อาจารย์น่าจะทำการจัดเก็บงานในลักษณะกึ่งวิชาการในลักษณะนี้ไว้ด้วยน่ะครับ

อย่างไรก็ตามผมว่าจากการ Debate ครั้งนี้ผมอ่านความเห็นของ อ.ธงชัย อย่างน้อย อ.ธงชัยเองก็ให้สมมติฐานหนึ่งถึงสาเหตุที่นักวิชาการส่วนใหญ่พากันเซนเซอร์ตัวเองในเรื่องสถาบันนี้ก็คือเรื่องของความสามารถและความพร้อมในการรับความเสี่ยง...ซึ่งผมไม่รู้ว่าสาเหตุนี้หมายถึงนักวิชาการท่านอื่น หรือ รวมถึงตัวอาจารย์ธงชัยเองด้วยหรือไม่ (แต่เข้าใจว่าหมายถึงท่านอื่นๆ) แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วนักวิชาการท่านอื่นท่านมีเหตุผลอะไรกันบ้าง โดยส่วนตัวแล้วเคยฟังเทปคำบรรยายของ อ.พิชญ์์เอง แกก็เคยพูดถึงเรื่องที่โดนอ.สมศักดิ์กล่าวหาว่าไม่มีกระดูก (ซึ่งอย่างที่กล่าวข้างต้นว่า อ่านแล้วก็มันส์และเป็นที่สนใจดี แต่มันก็ยากที่จะทำให้ผู้ถูกวิจารณ์เก็บไปพินิจด้วยจิตผ่องใส) อ.พิชญ์เองแกก็พูดถึงประเด็นนี้สั้นๆในเชิงทีเล่นทีจริงเรื่องการไม่มีแผ่นดินอยู่ ติดคุกติดตาราง ซึ่งมันก็คือเรื่องการรับความเสี่ยงนั่นเอง ซึ่งในแง่ของความเสี่ยงนี้ ประเด็นที่ อ.สมศักดิ์ วิพากษ์อยู่เสมอก็คือ นักวิชาการมีความสามารถในการเรียนรู้ถึงระดับที่เหมาะสมในการรับความเสี่ยงได้ดีกว่าคนทั่วไป แต่ทำไมนักวิชาการส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะไม่รับความเสี่ยงเลย (ถ้าสมมติฐานทที่ว่าสาเหตุของการไม่พูดถึงเป็นเพราะเรื่องการรับความเสี่ยงเป็นหลัก) แถมยังไม่กล้าพอที่จะออกมารับว่าไม่พูดเรื่องเหล่านี้เพราะกลัวความเสี่ยงอีก ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่น่าคิด แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อ.ธงชัย ก็น่าคิดเช่นกันว่า เราควรเคารพถึงสิทธิของนักวิชาการแต่ละคนด้วย จริงอยู่ที่ว่าจะมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้สูง กว่าชาวบ้านทั่วๆไป แต่มันก็ไม่เสมอไปที่นักวิชาการจะมี ความพร้อมใจที่จะรับความเสี่ยงสูงกว่าชาวบ้านคนอื่นๆ หรือ สุงเท่ากับ อ.สมศักดิ์เอง เพราะคนบางคนสามารถเดินไต่สายสลิงข้ามบนยอดตึกระฟ้า แต่คนบางคนแค่ขึ้นตึกสามสี่ชั้นก็ขาสั่น ซึ่งมันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปบังคับให้เขาเหล่านั้นเลิกกลัว .... ส่วนประเด็นที่ว่า ท่านที่ไม่พูดเพราะกลัวจำเป็นหรือเปล่าที่จะต้องยอมรับว่าตัวเองกลัว ... อันนี้ผมก็คิดว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยุ่แล้วที่ไม่มีใครอยากจะพูดถึงปมปัญหาของตัวเองต่อสาธารณะ ...

ส่วนตัวคุณภัคฯเองในความเห็นโต้นั้น ด้วยความเคารพก็ไม่ได้พูดถึงประเด้นหลักของการสนทนานี้ แต่มุ่งไปเน้นถึงการชี้ข้อเสียของ อ.สมศักดิ์ และ พวก เป็นส่วนมาก ซึ่งอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าบางส่วนผมก็เห็นด้วย แต่ผมก็อยากจะให้ลองพิจารณาข้ามกรอบแห่งความก้าวร้าวรุนแรงลงไป อ.สมศักดิืแกก็ยึดมั่นในเหตุผลและผลมากเช่นกัน ดังนั้นผมว่าแทนที่จะตอบโต้ ความก้าวร้าวของสมศักดิ์ ด้วยความก้าวร้าวของสมศักดิ์ เราน่าจะมาถกถึงเหตุและผลจริงๆกันตรงๆไม่ดีกว่าหรือ เพราะผมคิดว่าหลายคนที่เกาะกระดานความเห็นนี้อยู่ก็อยากรู้ว่าสาเหตุอะไรที่ไม่พูดถึงเรื่องสถาบันฯ ซึ่งไหนๆคุณภัคฯเองก็ได้มาร่วมถกกันแล้วก็น่าจะอธิบายให้หลายท่านเข้าใจด้วยเหตุและผล ซึ่งแม้ว่า อ.สมศักดิ์แกไม่ยอมเห็นด้วย แต่ผู้อ่านท่านอื่นก็ใช่ว่าจะเห็นด้วยกับอาจารย์แกหมด ดังนั้นไม่เป็นการเสียเวลาเปล่าแน่นอนถ้าจะถกด้วยตรรกะของเหตุและผล แทนที่จะไปเสียเวลาพร่ำเพ้อ melodrama ถึงข้อด้อยใน บุคลิกภาพ สภาวะทางจิตใจ ความสามารถทางภาษา อะไรของอาจารย์แก ซึ่งผมก็เห็นด้วยน่ะ แต่ผมคิดว่าหลายท่านที่รู้จักแกก็พอจะรู้ถึงเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าที่กล่าวถึงสถาบันทหาร ศาล ฯลฯ นั้นคือเหตุผลที่ไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์หรือเปล่า เพราะดูเหมือนคุณภัคฯจะอธิบายในประเด็นนี้ไว้น้อยไปนิด รวมถึงคำถามหลักของอ.สมศักดิ์เลยที่ว่า การยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยแต่ทำไมถึงไม่วิจารณ์ถึงประเด็นเรื่องการจัดวางอำนาจและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ และ องค์กรที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ซึ่งไม่ค่อยจะสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย (ตามความเห็นของ อ.สมศักดิ์เอง) ซึ่งผมว่าประเด็นนี้ถ้าคุณภัคฯจะเห็นแย้งกับอ.สมศักดิ์ว่า ไม่เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว หรือ แม้ว่า อำนาจและบทบาทของสถาบันฯจะไม่ได้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยตะวันตกนัก แต่ก็ไม่ได้เป้นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยอะไรก็น่าจะยกเหตุและผลมาอภิปรายกันให้ผู้อ่านได้พิจารณาและได้ความรู้ (แม้จะมีคนตามอ่านไม่มากเท่าคอลัมน์ซ้อเจ้ด แต่ผมเชื่อว่าคนที่สนใจก็ไม่น้อย และอาจเป็นคนกลุ่มน้อยที่เป็นกลุ่มแรกซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของประเทศได้

ส่วนตัวผมเองนั้นไม่ได้เป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้มีส่วนเข้าร่วมกับเสื้อสีไหน แต่สนใจในประเด็นปัญหาของประเทศในขณะนี้ ผมมีความรู้สึกว่า การที่สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ต่อปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นอกจากสาเหตุเรื่องการเซนเซอร์ตัวเองของสื่อกระแสหลัก การตามเก็บของ ศอฉ. ขบวนการประชาสัมพันธืของรัฐบาล แล้ว ... ผมรู้สึึกว่าความเด่นชัดต่อความเกี่ยวข้องของสถาบันต่อใจกลางปัญหามันไม่ได้เป้นที่รับรู้กันในวงกว้าง และ มีฉันทามติเห็นไปในทางเดียวกันแบบในอดีต จริงอยู่ถ้าอ่านงานของ อ.สมศักดิ์จะรู้สึกว่าครั้งนี้สถาบันเข้ามาใกล้ชิดกับใจกลางปัญหามากกว่าครั้งไหนๆ แต่นั่นเป็นก่อนเกิดเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค. วิปโยค ซึ่งอาจเป้นเพราะช่วงเวลามันยังกระชั้น และ ฝุ่นยังตลบ เกินกว่าที่นักวิชาการ แม้แต่ อ.สมศักดิ์ เองจะเสนอบทความทางวิชาการถึงเหตุการณ์ในช่วงดังกล่าวได้ ...รวมถึงงานทางวิชาการที่ศึกษาถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ ระหว่าง บทบาทของสถาบันกษัิตริย์ ต่อสถาับันอื่นๆ(ศาล ทหาร สื่อ ฯลฯ) ที่เป็นแกนกลางของปัญหาในครั้งนี้ เพื่อที่จะโน้มน้าวให้เชื่อได้ว่า ถ้าจะพูดถึงการปฏิรูปสถาับันอื่นๆอย่าง สถาบันทหาร สถาบันตุลาการ สถาบันตำรวจ สถาบันข้าราชการแล้ว มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงการปฏิรูปสถาบันกษัิตริย์ ... หรือว่าอาจจะมีแล้วแต่ผมไม่มีโอกาสได้เห็น ก็รบกวนขอคำแนะนำด้วยครับ

กานต์ ยืนยง

กานต์ ยืนยง wrote:
ทั้งอาจารย์สมศักดิ์กับอาจารย์ธงชัย และหลาย ๆ ท่านอาจจะลืมไปว่า public forum ล่าสุด ที่อาจารย์สมศักดิ์ึขึ้นพูดเรื่องสถาบันอย่างชัด ๆ คืองานวิจารณ์วพ. ของเก่งกิจไงครับ มีถ่ายทอดสด และฟ้าเดียวกัน (เล่มล่าสุดหรือเปล่า ไม่ได้ค้น) ตีพิมพ์ การพูดในงานสัมมนาครั้งนั้นอย่างละเอียด ที่ผมจำได้เพราะฟ้าเดียวกันตีพิมพ์ส่วนที่ผมถามอาจารย์สมศักดิ์ไปด้วยเรื่อง เปรียบเทียบระบอบการปกครองกับประเทศเอเชียอื่น ๆ งงเลย ไม่คิดว่าฟ้าเดียวกันจะตีพิมพ์ ฮา

Please keep doing this again and again, speak it more in public forum that make impacts to the public. No need to bully others or daring them to do the same. People make their own decisions what is the level of risk thay are willing to take.

In fact I don't disagree that many academics are not as brave as those people who speak out and got arrested. But not being brave is not a sin, and it is not a requirement for the academic profession. Some are, some are not, like many other profession.

That's why I think we should not blame those who don't want to take risk or who overestimate the risk, but we should admire those who are brave.

The demand on them to be brave, and condemn them when they are not because they are academics doesn't make sense. We should demand them academic services they are capable of and supposed to do.

ขออนุญาตคัดลอกบทความมาฝากเพื่

ขออนุญาตคัดลอกบทความมาฝากเพื่อนๆนะคะ
Quoted from GURU : By Khun ARGLIT BOONYAI;Fri 5-11,2010

Re, Re, Form
**********

...

"...The blocking, dumbing down, self-censorship, or whatever you want to call it of Thailand's media is an extremely short-sighted approach to the country's growth. This is because the media has an important role to play in helping a sociaty develop.

Allowing a free media means that officials and those in power can be held accountable for their actions by their peers in a democratic society. Would Thailand's politicians be so corrupt if it meant that their faces would be splashed across the news, in turn leading to dismissal from their position? Of course some would still be shiesty bastards, but most would resist temptation for fear of public humiliation."

.....

คุณ Arglit Boonyai

คุณ Arglit Boonyai ทำหน้าที่สื่อ แม้จะอยู่ในหมวดบันเทิงก็ยังไม่วางภาระที่ต้องลดวัฒนธรรมเงียบในสังคม
ใน editorial concluding คุณ Arglit เขียนว่า :

"...My point is that much of Thailand's media is a joke. How and when we will see a change,I have no idea. Is it possible that the country's media institutions could band together to fight for higher standards internally and less restructions externally?

Probably not,lakorn still make money and the news still sells, so there is little intentive.
there's just me, bitching about not being able to bitch about misuse of taxpayers' money. And nobody is going to listen to me, partly because I am a self-censoring hypocrite who won't even tell you what a ฿30m budget was used to pay for..."

***********

Kannika ชอบอ่าน GURU ค่ะ :)

Dear ajarn Somsak, ajarn

Dear ajarn Somsak, ajarn Thongchai

I think both of you had made your points crystal clear for all of us. I do respect your stances and point of views. To support the energy-saving policy, may I make a humble suggestion. Instead of exhausting yourselves criticizing each other, why not turn your attention to loads of others who deserve more of your criticism. I think you guys should be the last on each other's lists.

To sum it up. I said "Drop it please".

วันนี้สมศักดิ์กับอติเทพทำอะไร

วันนี้สมศักดิ์กับอติเทพทำอะไรเพื่อคนจับ คนตาย คนติดคุกอย่างเป็นรูปธรรมแล้วหรือยัง

เช้านี้สมศํกดิ์ทำอะไรมากกว่าตั้งกระทู้แล้วหรือยัง?

เมื่อไรสมศักดิ์และอติเทพจะเลิกใช้ความตายคนเสื้อแดงเป็นเครื่องมือโฆณษาชวนเชื่อลัทธิความเชื่อของตัวเอง ทำไมต้องเผยแพร่ความเชื่อบนกองเลือดและศพคนตาย?

คนที่ตามอ่านกระทู้นี้ก็คงได้เ

คนที่ตามอ่านกระทู้นี้ก็คงได้เห็นวิธีแถของ รศ. ดร.สมศักดิ์แล้ว พอเถียงไม่ได้ สุดท้ายก็ทำได้แค่ด่าดิฉันว่า "childish" (คงคิดภาษาไทยไม่ออก) ถ้าวิธีันี้คือการ "วิจารณ์" ดิฉันคงด่ากลับได้เหมือนกันว่า ไอ้พวกแก่กะโหลกกะลา ด่ากันไปด่ากันมาแบบนี้ล่ะ คุณสมศักดิ์เขาคิดว่า "การด่า" คือ "การวิจารณ์"

ดิฉันขอบอกว่า อาการบกพร่องทางสมองด้านภาษาของคุณนั้น คล้ายกับตัวละครชื่อ ซัลวาทอเร ในนิยายเรื่อง "สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ" เพียงแต่อาการยังไม่หนักเท่าตัวละครตัวนั้นเท่านั้น ไม่อย่างนั้นคงจบ ดร. มาไม่ได้

คุณ "ปิศาจ" ไม่ใช่ว่าดิฉันไม่อยากคุยกันด้วยเหตุผล แต่ปัญหาคือทุกครั้งคุยกันไม่ทันไร เห็นต่างกันเมื่อไร ไม่เออออตามคุณสมศักดิ์เมื่อไร คุณสมศักดิ์เป็นต้องใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าว่าในเชิง "ตัวตน" ของอีกฝ่ายทุกครั้งไป คุณลองย้อนกลับไปดูได้ทุกที่ทุกกระทู้ทุกเว็บที่คุณสมศักดิ์เขียน แทนที่จะมุ่งถกกันที่เหตุผล รศ.ดร.สมศักดิ์กลับมุ่งแต่จะด่าว่ากล่าวร้ายเหยียดหยามดูถูกคู่สนทนา เช่น หาว่าอีเดียต ปัญญาอ่อน ไร้จริยธรรม และอะไรอื่น ๆ อีกมากมาย เพียงแค่กระทู้นี้กระทู้เดียว คุณลองกลับไปย้อนนับดูสิคะว่า คุณสมศักดิ์ใช้คำประเภทนี้กี่ครั้ง

ดิฉันเองก็ไม่ใช่รู้สึกสนุกที่จะมาด่ากันเหมือนอยู่กลางตลาด แต่ถ้าไม่ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพ ตลอดจนความบกพร่องทางตรรกะความคิดของแก๊งสมศักดิ์บ้าง คุณจะให้ดิฉันยอมทนถูกด่าฟรีไปเรื่อย ๆ จากกลุ่มคนที่ดูเหมือนมีปัญหาทางจิตหรือคะ? คุณก็ลองพิจารณาดูสิคะว่า จากบทความและการจัดงาน คนกลุ่มนี้ได้หยิบยกโต้เถียงอยู่ในประเด็น หรือทำเพียงแค่พยายามดิสเครดิตคนอื่นด้วยการปั้นเรื่องและลากความ คุณสมศักดิ์บอกว่าทุกเรื่องต้องพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ แต่บังเอิญอาร์เจนตินามันดันไม่มีสถาบันกษัตริย์ให้พูดถึง นี่คือความบกพร่องของบทความ? คุณลองคิดดูด้วยเหตุผลก็แล้วกันค่ะว่า นี่มันเป็นการวิจารณ์ประเภทไหน? เป็นการวิจารณ์จริง ๆ หรือหาเรื่องด่าคนเล่น? ถ้าเพียงคุณสมศักดิ์เข้ามาบอกว่า การเปลี่ยนผ่านของเมืองไทยน่าจะพูดเรื่องสถาบันด้วย ทุกคนเขาก็ไม่มีใครเถียงหรอกค่ะ พูดอีกก็ถูกอีก แต่คุณสมศักดิ์บอกว่าเพราะเวทีนี้ไม่มี ทุกคนที่จัดงานจึงอีเดียตปัญญาอ่อนไร้ศีลธรรมจรรยาไม่มีหลักการสู้เขาสมัยก่อนไม่ได้ (อันนี้โยงไปถึงเฟซบุ๊กที่เขาเข้าไปเขียน) ทั้งยังกล่าวหาว่าดิฉันและคนอื่น ๆ คือต้นเหตุที่ทำให้คนเสื้อแดงตายบาดเจ็บติดคุก คุณคิดว่านี่เป็นการ "วิจารณ์" ที่สมเหตุสมผลไหมคะ?

ดังที่ดิฉันขอโทษไปข้างต้นแล้วที่ทำให้กระดานนี้มันไม่ประเทืิองปัญญา ดิฉันไม่ทำแบบนี้บ่อย ๆ หรอกค่ะ หวังว่าครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ก็คงจะดี ดิฉันเองถึงได้บอกว่า ทะเลาะกันให้จบ ๆ จะได้ไปทำงานต่อ

เรื่องท่าทีอ.สมศักดิ์ในการตอบ

เรื่องท่าทีอ.สมศักดิ์ในการตอบกระทู้ ผมว่ามันชัดเจนอยู่แล้ว คุณภัควดี มีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบ ส่วนนี้คุณก็ว่า ก็ด่ากันไป พวกคนอ่านอย่างพวกผมเข้าใจ

แต่อีกส่วนที่สำคัญ คืออ่านแล้วยังไม่เห็นว่า คุณภัควดี จะตอบเรื่องที่ ทำไม ไม่เขียนถึงสถาบันฯ บ้างเลยในช่วงที่ผ่านมา

ขอแค่สั้นๆ ได้ใจความ ไม่ต้องนำ้ท่วมทุ่งก็ได้

ก. เสี่ยงเกินไป กลัว
ข. ไม่คิดว่าบทบาทปัจจุบันของสถาบันฯ ขัดกับหลักการประชาธิปไตยถึงขั้นซีเรียสจริงๆ
ค. ไม่มีความรู้มากพอจะเขียน จะพูด หรือแสดงออกถึงสถาบันฯ ในแง่การเมือง
ค. ชื่นชม บูชา สถาบันฯเป็นการส่วนตัว
ง. ไม่เข้าใจประเด็นที่ อ.สมศักดิ์ โจมตีนักวิชาการแบบคุณที่เงียบกริบ
จ. ยังไงๆก็จะไม่ตอบ ว่าเพราะเหตุใด

ผมจะได้ ไม่ต้องมารออ่านต่อ

ปล. ที่ถามเพราะเห็นคุณออกตัวว่าจะซัดกันซักตั้งกับอ.สมศักดิ์ ในรอบนี้ ประมาณเอาให้แตกหักกันไปข้างนึง แต่ก็เห็นแค่ ด่าอ.ในเรื่องท่าที มารยาทสังคม อะไรเทีอกนั้น.....รวมถึงแถ แถอะไร? ในเมื่อประเด็นหลักยังไม่ตอบ ตอบมาสิครับ แล้วคนอ่านเขาจะคิดออกเองมาใครแถ ไม่แถ

ผมจะขอตอบเฉพาะส่วนที่ถูกเขียน

ผมจะขอตอบเฉพาะส่วนที่ถูกเขียนอย่างมี 'สติ' ทั้งของคุณขวัญรวี, คุณอุเชนทร์, คุณภควดี แล้วก็ อ.ธงชัย

ความจริงที่ผมมาตอบช้าเพราะกำลัง 'เหนี่อยใจ - ทึ่ง-เศร้า' กับความขยันขันแข็งของการวิพากษ์วิจารณ์ผมกับสมศักดิ์
หรือทนไม่ได้กับถ้อยคำเปรียบเปรยบางส่วนของผม(แน่นอนว่าผมก็เข้าใจ และเห็นว่าควรชี้แจงอย่างละเอียดจริง)
แต่สามารถทนต่อการมีอยู่ของข่าวสองทุ่มเป็นเวลาหลายสิบปีได้ไม่รวมกิจกรรม 'ทำนองนี้' อีกจำนวนมากที่มีแทบทุกวัน

ถ้า 'ปัญญาชน' ขยันวิจารณ์เรื่องสถาบันกษัตริย์ (ตามความสามารถของตนเอง บนฐานของการประเมินความเสี่ยงที่ 'สมเหตุสมผล') แบบที่ทำกับผมและสมศักดิ์ มันน่าจะเป็นเรื่องที่น่าชื้นใจกว่านี้มาก

ประเด็นที่ผมเขียนวิจารณ์ไปในตอนแรกนั้น มี 2 เรื่อง
1.) งานเสวนานี้มีปัญหา - ไม่เป็นประโยชน์ - ใจความของงานเสวนาอันนี้('การเปรียบเทียบให้เห็นว่า "...ถ้าไม่มี transition ก็ ไม่มี 'transitional justice'...")เป็นที่รับรู้ในหมู่ประชาชนอยู่แล้ว แม้แต่นักการเมืองหรือกลุ่ม
คนเสื้อแดงที่จัดงานเสวนาที่มูลนิธิ 111 ทุกวันเสาร์ ก็พูดเรื่อง 'transitional justice' มาเป็นเวลาล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว

เรื่องทำการบ้าน-ไม่ทำการบ้าน หรือความเข้มข้นของเนื้อหา ที่สู้งานเสวนาของ ศปช. ไม่ได้นั้น (ธนาพลถามคำถามนี้กับผมทางโทรศัพท์) ก็แน่นอนต้องยอมรับว่าสิ่งที่เคยพูดกันมา เนื้อหาไม่ได้ละเอียด หรือ 'เป็นวิชาการ' เท่ากับงานเสวนานี้แน่นอน แต่ถ้าจะให้ประเมินว่า 'ใจความ' ของงานมันถูกส่งไปได้ดีแค่ไหน งานเสวนาครั้งนี้กลายเป็นเรื่องเชย และ 'แทบจะไม่มีประโยชน์' เอาเลย เพราะความจริงที่ว่า 'คนเสื้อแดงแทบจะทั้งหมด' เข้าใจประเด็นนี้อยู่แล้ว สิ่งที่พวกเขากำลังพูดกันในตอนนี้ คือเรื่อง 'transition' ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนทราบเรื่องนี้ดี - และนี่ก็คือความสำคัญเร่งด่วนในฐานะปัญญาชน-นักวิชาการ-นักกิจกรรม จะต้องพูดเพื่อชี้นำสังคมไม่ใช่หรือ?

ประชาชนกำลังต้องการ 1.) เครื่องมือสำหรับการเปลี่ยนผ่าน 2.) เป้าหมายของการเปลี่ยนผ่าน 3.) กระบวนการของการเปลี่ยนผ่าน ฯลฯ ในแง่มุมต่างๆ ที่ ปัญญาชน-นักวิชาการ-นักกิจกรรม สามารถนำเสนอ/ชี้แนะ/วิพากษ์วิจารณ์ ได้ ในขณะที่ตอนนี้ประชาชนกำลังมีความโกรธแค้น พวกเขาคิดถึงขั้นจะยอมพลีชีพ วางระเบิด ฯลฯ ทำในสิ่งที่พวกเราอาจจะไม่เคยคิด และไม่มีความกล้าจะทำ พวกเราได้หยิบยื่นเครื่องมือสำหรับการเปลี่ยนผ่าน ที่มันปลอดภัย มีประโยชน์ แล้วก็กระเทือนโครงสร้างจริงๆ กันแล้วหรือยัง? แล้วเข้มข้นมากแค่ไหน ในเวลาที่พวกเขาต้องการมันมากที่สุด หรือจะปล่อยให้ประชาชนชุมนุม แล้วก็ไปโดนยิงตาย บาดเจ็บ - หรือจะปล่อยให้ประชาชนเอาระเบิดไปวาง? ทำระเบิดพลีชีพ? ยิง M79 ? เป็นสงครามกลางเมือง ?

เป้าหมายของการเปลี่ยนผ่าน - กระบวนการของการเปลี่ยนผ่าน นี่ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ ปัญญาชน-นักวิชาการ- นักกิจกรรม สามารถเสนอได้ไม่ใช่หรือ? (คำถามเดิมอีกครั้ง "แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่ในขณะที่ประชาชนกำลังต้องการสิ่งเหล่านี้มากที่สุด? - พูดในเรื่องที่ประชาชนรู้อยู่แล้ว? พูดในเรื่องที่ประชาชนเข้าใจมาก่อน 'พวกเรา' เสียอีก

นอกจากเรื่อง 'ความยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน' ยังมีความคิดอีกจำนวนมากที่ก่อนรัฐประหารคนเสื้อแดงมีความเข้าใจมันดี(แต่อธิบายเป็นภาษาวิชาการ เป็นความสัมพันธ์กับหลักการประชาธิปไตยไม่ได้ กลายเป็นว่าแกนนำสามเกลอ ที่ดู 'แย่ ไร้คุณภาพ พูดสองคำกราบสามที' เป็นพวกนำเสนอประเด็นนี้ให้มวลชน(ไม่ใช่เรื่องตลก แต่ว่านักวิชาการหายไปไหน?) ในขณะที่ 'พวกเรา' อาจจะมัวแต่กำลังด่าทักษิณอย่างเมามัน? ผมเห็นคำอธิบายหลังเหตุการณ์ในทางมนุษยวิทยา รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา ฯลฯ จำนวนมาก 'คนเสื้อแดงคืออะไร?', 'การรับเงินตอนเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องผิด', 'ทักษิณมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย'

นั่นคือข้อวิจารณ์ต่องานเสวนาครั้งนี้ - และสำหรับเรื่องที่หลายๆคน(ธงชัย, ภควดี, ฯลฯ) ถามย้อนกลับมาว่า แล้ว สนนท. ทำอะไร, ผมทำอะไร, อย่าผลักดันความเสี่ยงให้คนอื่นทั้งๆ ที่ตนเองมีข้อจำกัด ฯลฯ ต้องตอบก่อนว่า ผมไม่เคยบอกให้วิจารณ์เรื่องสถาบันกษัตริย์โดยไม่ประเมินความเสี่ยง แต่มันควรจะเป็นการวิจารณ์บนศักยภาพของตนเองมากกว่า
(ตัวอย่างของเรื่องทำนองนี้ เช่น วิทยานิพนธ์ ของณัฐพล ใจจริง ที่ไม่จำเป็นจะต้อง 'เป็นการเมือง' เสมอไป แต่ผมเชื่อว่ามีนักวิชาการอีกหลายคนที่สามารถทำเรื่องเชิง 'การเมือง' ได้(ข้อเสนอเรื่องปฏิรูปสถาบันฯ? - วิจารณ์องคมนตรี - ศาล - แม้แต่ด่าทหารอย่างประยุทธ์ หรือประวิตรที่พล่ามอยู่ในช่วงหลายวันนี้) - ที่น่าตลก หรือไม่รู้จะเศร้าก็ดี ก็คือ อดีต idol ของผมคนหนึ่งในเรื่องการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ อย่าง อ.ธงชัย ก็กลายเป็นมาดีเฟนท์การไม่พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์เสียอย่างนั้น

สำหรับเรื่องตอนนี้ผมทำอะไร, สนนท. ทำอะไร เราคุยเรื่องนี้กันตลอดเวลาในที่ประชุม และแทบจะทุกครั้งที่เราปรากฎตัวในกลุ่มประชาชน(งานเสวนา, การชุมนุม แม้แต่คอนเสิร์ต) ข้อเสนอเรื่องนี้ถูกผลักดันเสมอ (คำอภิปรายของผมที่ 111, 14 ตุลาฯ เป็นตัวอย่างข้อเสนอที่เรากำลังตบตีให้ประเด็นนี้มันเข้าทีเข้าทาง) แคมเปญจ และ การยกระดับความเข้มข้น เป็นเรื่องที่ทำแน่นอน แต่จะต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งคงจะได้เห็นกันอีกเรี่อยๆ - ปัญญาชน-นักวิชาการเอง ก็มีหน้าที่ผลิตความคิดมาตอบโต้กับฝ่ายนั้นเช่นกันไม่ใช่หรือ?(บางคนที่ทำก็ยังคงทำประจำ แต่บางคนไม่ทำก็ไม่ทำเอาเสียเลย) ต้องบอกว่ามันตีบตันมาก เวลาที่ผมจะต้องแนะนำให้เพื่อน อ่านหนังสือวิชาการเมืองไทยเกี่ยวกับเรื่องสถาบันกษัตริย์ มีไม่กี่เล่ม และมีไม่กี่บทความ - นึกไม่ออกเหมือนกันว่าประชาชนจะไปควานหาจากไหน?

พูดแบบติดตลกผมกลัวว่าคนเสื้อแดงจะอ่านแต่ 'ปฏิวัติฝรั่งเศส' ของจริล ดิษฐาอภิชัย แล้วพอมี terror กันขึ้นมา 'ปัญญาชน-นักวิชาการ-นักกิจกรรม' จำนวนมาก จะถูกผลักให้กลายเป็น counter-revolution แล้วก็เอาไปกิโยตินกันตายเสียหมด(ตลกจริง แต่กึ่งซีเรียสที่ว่า ในเมื่อแอ่งของไอเดียมันมีอยู่จำกัด มันก็ไปไหนได้ไม่ไกล)

ตอนนี้ผมมีภาระกิจ สำหรับเรื่องในประเด็นที่ 2 ผมจะกลับมาตอบในเวลาค่ำๆ

พอดีกำลังเก็บข้อมูลของนายฝา(ค

พอดีกำลังเก็บข้อมูลของนายฝา(คุก)ทับตรีน

เลยนึกได้ว่า เอ้อ! ไอ้คนที่ 6 ที่ต่อจากกระทู้ข้างบนก็มี นายฝา(คุก)ทับตรีน นี่ด้วย

เลยเอามาบอกนะนายฝา

ปล. แต่กำลังเก็บข้อมูลของนายฝา กระทู้ ไหนอีกล่ะ? เรื่องอะไรจะบอก ฮิฮิฮิ เอาไว้เอาไปฟ้องก่อนแล้วจะมาเฉลย แต่แง้มๆ นิดๆ เที่ยวนี้จะมี 3 คน

1. ปาดขอบ
2. ไม่นึ่ง กุนเชียง ;)~ (อย่าตกใจว่า เขียนกลอนก็โดนได้นะ! ดังนั้น นายคางคกตกวอ ก็ระวังให้ดีๆ เถอะ ที่ยังไม่โดนเพราะบอกตรงๆ ไม่ค่อยได้อ่านกลอนของเอ็งน่ะ แต่ประกาศไว้ตรงนี้ พธม. ท่านใดอ่านกลอนบทไหนนายคางคกตกวอแล้ว 'คลิก ล่ะก็แจ้งมา I Pad จัดให้ นะ จัดให้) :)~ แจ้งมาทาง อีแมว! :)~ นี้ก็ได้ [url]pongliberty@gamil.com[/url]
3. และ นายเองนะ นายฝาทับตีน :)~ ใบ้ให้นิดๆ ก็ด้ะ! ประโยคมันมีคำว่า 'ประชาชนชาวไทยนี่และที่ช่วยสร้างบ้านแปลงเมือง....' นึกออกอ๊ะยังว่าโดนตอนไหน ฮี่ฮี่ฮี่ :P~

อ่านมาสองวัน

[quote=อ่านมาสองวัน]เรื่องท่าทีอ.สมศักดิ์ในการตอบกระทู้ ผมว่ามันชัดเจนอยู่แล้ว คุณภัควดี มีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบ ส่วนนี้คุณก็ว่า ก็ด่ากันไป พวกคนอ่านอย่างพวกผมเข้าใจ

แต่อีกส่วนที่สำคัญ คืออ่านแล้วยังไม่เห็นว่า คุณภัควดี จะตอบเรื่องที่ ทำไม ไม่เขียนถึงสถาบันฯ บ้างเลยในช่วงที่ผ่านมา

ขอแค่สั้นๆ ได้ใจความ ไม่ต้องนำ้ท่วมทุ่งก็ได้

ก. เสี่ยงเกินไป กลัว
ข. ไม่คิดว่าบทบาทปัจจุบันของสถาบันฯ ขัดกับหลักการประชาธิปไตยถึงขั้นซีเรียสจริงๆ
ค. ไม่มีความรู้มากพอจะเขียน จะพูด หรือแสดงออกถึงสถาบันฯ ในแง่การเมือง
ค. ชื่นชม บูชา สถาบันฯเป็นการส่วนตัว
ง. ไม่เข้าใจประเด็นที่ อ.สมศักดิ์ โจมตีนักวิชาการแบบคุณที่เงียบกริบ
จ. ยังไงๆก็จะไม่ตอบ ว่าเพราะเหตุใด

ผมจะได้ ไม่ต้องมารออ่านต่อ

ปล. ที่ถามเพราะเห็นคุณออกตัวว่าจะซัดกันซักตั้งกับอ.สมศักดิ์ ในรอบนี้ ประมาณเอาให้แตกหักกันไปข้างนึง แต่ก็เห็นแค่ ด่าอ.ในเรื่องท่าที มารยาทสังคม อะไรเทีอกนั้น.....รวมถึงแถ แถอะไร? ในเมื่อประเด็นหลักยังไม่ตอบ ตอบมาสิครับ แล้วคนอ่านเขาจะคิดออกเองมาใครแถ ไม่แถ[/quote]

ก่อนตอบคำถาม ดิฉันขออธิบายบริบทก่อนค่ะ

บทความชิ้นนี้และการจัดงานครั้งนี้ เป้าหมายคือการวิจารณ์ คอป.และรัฐบาล ในเรื่องการปรองดอง การแสวงหาความจริง ความยุติธรรม การที่รัฐบาลและคอป.อ้างโมเดลแอฟริกาใต้อย่างมั่ว ๆ ทำให้คนไทยคิดว่าการปรองดองคือหยวน ๆ กันไป ฯลฯ บทบาทของงานคือการเป็นเวทีวิชาการที่ต้องการพูดแนวคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นใหม่ นั่นคือ "ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน" อันเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นโดยผูกพันกับประวัิติศาสตร์ในต่างประเทศ เช่น อาร์เจนตินา ชิลี ยุโรปตะวันออก ฯลฯ ถือเป็นแนวคิดใหม่ไม่ว่าในต่างประเทศหรือในประเทศไทย

ผู้ัร่วมเสวนาแต่ละคนได้รับมอบหมายให้เขียนคนละประเทศ ดิฉันเขียนเรื่องอาร์เจนตินา ในการเขียนครั้งนี้ไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ดิฉันตั้งใจว่าจะเขียนโดยให้เป็นงานวิชาการที่ใช้อ้างอิงได้ ก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่สติปัญญาและเวลาจะมี ดีหรือไม่ดี ดิฉันก็อยากให้วิพากษ์วิจารณ์กัีนถึงเนื้องาน แต่ตอนนี้คงไม่มีใครสนใจอ่านสนใจบทความหรือเนื้อหาของการเสวนาใด ๆ ทั้งสิ้นแล้ว

ในบริบทนี้ อ.สมศักดิ์เข้ามาด่าตั้งแต่งานยังไม่เริ่มว่า ทำไมในการเปลี่ยนผ่านไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ เนื่องจากบทความนี้ตั้งใจเขียนมาเป็นงานวิชาการ เพื่อจำกัดความยาว ดิฉันจึงพูดเรื่องอาร์เจนตินาอย่างเดียว และโดยเหตุที่อาร์เจนตินาไม่มีสถาบันกษัตริย์ แต่มีสถาบันกองทัพ ศาล ศาสนา ฯลฯ ที่พัวพันในการฆ่าประชาชน ในบทความนี้ ดิฉันจึงไม่ได้พูดถึงสถาบันกษัตริย์ เพราะบทความนี้จบอยู่ที่อาร์เจนตินา ยังไม่ได้เขียนโยงมาถึงประเทศไทย ถ้าคุณถามว่าทำไมไม่เขียนโยง ดิฉันก็ขอตอบว่า ในการทำงานนั้น ถ้าไม่กำหนดขอบเขตการทำงานเลย บางครั้งมันก็เกินขอบเขตทั้งเวลาและความสามารถ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าไม่ได้คิดเชื่อมโยง เพียงแต่มันคงเป็นครั้งต่อ ๆ ไป ถ้าคุณอ่้านบทความ คุณจะเห็นว่าดิฉันเน้นมากเรื่องประเด็นปฏิรูปสถาบัน และดิฉันได้พูดเรื่องการปฏิรูปสถาบันในเวทีคนเสื้อแดงอยู่บ้าง แต่มันเป็นเวทีบ้านนอกน่ะค่ะ มันไม่ดังมาถึงเมืองกรุงหรอก

ในบริบทนี้ เป็นเรื่องสมควรหรือเปล่าที่ดิฉันจะถูกกล่าวหาว่าหากินกับคนตายคนติดคุก? เป็นเรื่องสมควรหรือเปล่าที่ดิฉันจะถูกกล่าวหาว่าปล่อยให้คนเสื้อแดงบาดเจ็บล้มตายติดคุก? เป็นเรื่องสมควรหรือเปล่าที่ดิฉันจะถูกวิจารณ์ว่าอีเดียตปัญญาอ่อนไม่มีกระดูกสันหลังไม่มีจริยธรรมหลักการ เพราะไม่ได้พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์?

คุณถามว่าทำไมดิฉันวิจารณ์แต่เรื่องบุคลิกภาพของอ.สมศักดิ์และแก๊งเหาฉลาม สาเหตุก็เพราะดิฉันคิดว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือแค่อยากหลอกด่าคนอื่นฟรี ๆ เพื่อความบันเทิงของชุมชนของเขา ไม่ว่าดิฉันจะตอบอะไร เขาก็ด่าดิฉันอยู่ดีแหละค่ะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เป็นแบบนี้ เมื่อก่อนที่ผ่าน ๆ มาก็เป็นแบบนี้ โปรดเข้าใจด้วยว่านี่เป็นเรื่องสั่งสมมา

ส่วนในเรื่องที่ว่าทำไมดิฉันไม่ได้เขียนถึงสถาบันกษัตริย์ในระยะหลัง ดิฉันไม่รู้ว่าคำว่า "เขียนถึง" หมายความครอบคลุมขนาดไหน การเขียนถึงสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอันตราย ต้องอาศัยความรู้หลาย ๆ ด้าน รวมทั้งกฎหมายด้วย

หลังจากรัฐประหาร 2549 ในหนังสือรัฐประหารของฟ้าเดียวกัน ดิฉันเป็นคนเขียนบทความเรื่องรัฐประหารในสายตาต่างประเทศ ซึ่งในบทความนั้นมีกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ด้วย ในตอนที่ อ.ใจ โดนคดี ดิฉันก็ลงชื่อสนับสนุน อ.ใจ ในตอนที่ อ.ธงชัยล่ารายชื่อเกี่ยวกับ ม. 112 ดิฉันก็ลงชื่อ ในตอน อ.สุธาชัยและคนอื่น ๆ ดิฉันก็ลงชื่อ เพราะการลงชื่อเหล่านี้ ดิฉันเลยไม่มีนามสกุลมาจนทุกวันนี้ อ้อ นอกจากนี้ ดิฉันยังมีแปลบทความ ซึ่งมีข้อความพาดพิง แต่เนื่องจากผู้เขียนเจ้าของบทความประสงค์ให้ตัดออก ข้อความนั้นจึงถูกตัดทิ้ง แต่ก็ยังหลงเหลือข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อยู่บ้างตามที่ผู้เขียนเห็นสมควร ส่วนนอกจากนี้ จะมีอีกหรือไม่ ยอมรับว่ายังนึกไม่ออก เพราะดิฉันไม่เคยเอามาเน้นย้ำจดจำว่า ถ้าทำเรื่องนี้แล้วเป็นเรื่องเก่งเรื่องเท่ดีเด่นกว่าคนอื่น

สิ่งที่ดิฉันทำก็คงกระจอกงอกง่อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของสมศักดิ์และแก๊งเหาฉลาม ดิฉันก็ไม่สามารถทำอย่างไรได้ ดิฉันไม่ได้เขียน/แปลหนังสือเพื่อให้ถูกใจใครหรือกลุ่มบุคคลใด ดิฉันไม่เคยอวดอ้างตัวเองเป็นนักวิชาการ/ปัญญาชน ดิฉันไม่ได้เป็นอาจารย์ ไม่ได้สังกัดหน่วยงาน ไม่มีสถาบันอะไรคุ้มกะลาหัว ดิฉันเข้าร่วมกิจกรรมของคนเสื้อแดงเป็นครั้งคราวเท่าที่ทำได้ ดิฉันได้รับรู้ว่า ในการทำกิจกรรมเหล่านี้ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด มีความเสี่ยงอื่น ๆ อยู่มากมาย ดังที่เขียนไปแล้วข้างบน

ดิฉันขอตอบย้ำอีกทีว่า ที่คุณว่าดิฉันไม่ได้ตอบคำถามของ อ.สมศักดิ์ ดิฉันก็ยังยืนยันว่า คนกลุ่มนั้น (ไม่ทราบว่าคุณอยู่ในกลุ่มนั้นหรือเปล่า) ต้องการเพียงแค่หลอกด่าคน ทำอย่างไรก็ไม่มีวันถูกใจพวกเขาหรอกค่ะ นอกจากจะไปสมาทานลัทธิอยู่ในเทวาลัยชุมชนคนเหมือนกัน ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นชุมชนที่คิดว่ามนุษย์เท่าเทียมกันจริงหรือเปล่า

ส่วนที่ว่า อ.สมศักดิ์แถอะไรนั้น ดิฉันยกตัวอย่างหนึ่ง อ.สมศักดิ์กล่าวหาว่าดิฉันปล่อยให้คนเสื้อแดงตายบาดเจ็บติดคุก ดิฉันก็เลยถามกลับด้วยตรรกะเดียวกันว่า ก็แล้วทำไมตัวอาจารย์ที่อ้างว่ามีหลักการจริยธรรมเข้มแข็งถึงปล่อยให้มันเกิด 6 ตุลาล่ะ? อ.สมศักดิ์ก็โวยวายกับคำว่า "ปล่อย" ซึ่งตัวแกเองก็ใช้ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่คำ มันอยู่ที่หลักเหตุผล ถ้าอ.สมศักดิ์กล่าวหาคนด้วยหลักเหตุผลนี้ ด้วยหลักเหตุผลเดียวกัน มันก็ย้อนไปหาตัวแกนั่นแหละ แต่ดิฉันไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าใจหลักเหตุผลแบบนี้หรือเปล่า เพราะวิธีคิดของ อ.สมศักดิ์นั้น สามารถเข้าใจตรรกะได้แบบเดียว คือตรรกะนิรนัยแบบเรขาคณิตชั้นเดียว ซึ่งสัจพจน์แม่บทเป็นสิ่งที่ อ.สมศักดิ์กำหนดขึ้นมาเองตามอำเภอใจ

ดิฉันไม่ทราบว่าที่ตอบมานี้ จะถูกใจคุณหรือเปล่า ถ้าถามมาเพียงแค่อยากหลอกด่า คุณคงได้สมประสงค์

อ่านมาสองวัน

[quote=อ่านมาสองวัน]เรื่องท่าทีอ.สมศักดิ์ในการตอบกระทู้ ผมว่ามันชัดเจนอยู่แล้ว คุณภัควดี มีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบ ส่วนนี้คุณก็ว่า ก็ด่ากันไป พวกคนอ่านอย่างพวกผมเข้าใจ

แต่อีกส่วนที่สำคัญ คืออ่านแล้วยังไม่เห็นว่า คุณภัควดี จะตอบเรื่องที่ ทำไม ไม่เขียนถึงสถาบันฯ บ้างเลยในช่วงที่ผ่านมา

ขอแค่สั้นๆ ได้ใจความ ไม่ต้องนำ้ท่วมทุ่งก็ได้

ก. เสี่ยงเกินไป กลัว
ข. ไม่คิดว่าบทบาทปัจจุบันของสถาบันฯ ขัดกับหลักการประชาธิปไตยถึงขั้นซีเรียสจริงๆ
ค. ไม่มีความรู้มากพอจะเขียน จะพูด หรือแสดงออกถึงสถาบันฯ ในแง่การเมือง
ค. ชื่นชม บูชา สถาบันฯเป็นการส่วนตัว
ง. ไม่เข้าใจประเด็นที่ อ.สมศักดิ์ โจมตีนักวิชาการแบบคุณที่เงียบกริบ
จ. ยังไงๆก็จะไม่ตอบ ว่าเพราะเหตุใด

ผมจะได้ ไม่ต้องมารออ่านต่อ

ปล. ที่ถามเพราะเห็นคุณออกตัวว่าจะซัดกันซักตั้งกับอ.สมศักดิ์ ในรอบนี้ ประมาณเอาให้แตกหักกันไปข้างนึง แต่ก็เห็นแค่ ด่าอ.ในเรื่องท่าที มารยาทสังคม อะไรเทีอกนั้น.....รวมถึงแถ แถอะไร? ในเมื่อประเด็นหลักยังไม่ตอบ ตอบมาสิครับ แล้วคนอ่านเขาจะคิดออกเองมาใครแถ ไม่แถ[/quote]

ก่อนตอบคำถาม ดิฉันขออธิบายบริบทก่อนค่ะ

บทความชิ้นนี้และการจัดงานครั้งนี้ เป้าหมายคือการวิจารณ์ คอป.และรัฐบาล ในเรื่องการปรองดอง การแสวงหาความจริง ความยุติธรรม การที่รัฐบาลและคอป.อ้างโมเดลแอฟริกาใต้อย่างมั่ว ๆ ทำให้คนไทยคิดว่าการปรองดองคือหยวน ๆ กันไป ฯลฯ บทบาทของงานคือการเป็นเวทีวิชาการที่ต้องการพูดแนวคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นใหม่ นั่นคือ "ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน" อันเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นโดยผูกพันกับประวัิติศาสตร์ในต่างประเทศ เช่น อาร์เจนตินา ชิลี ยุโรปตะวันออก ฯลฯ ถือเป็นแนวคิดใหม่ไม่ว่าในต่างประเทศหรือในประเทศไทย

ผู้ัร่วมเสวนาแต่ละคนได้รับมอบหมายให้เขียนคนละประเทศ ดิฉันเขียนเรื่องอาร์เจนตินา ในการเขียนครั้งนี้ไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ดิฉันตั้งใจว่าจะเขียนโดยให้เป็นงานวิชาการที่ใช้อ้างอิงได้ ก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่สติปัญญาและเวลาจะมี ดีหรือไม่ดี ดิฉันก็อยากให้วิพากษ์วิจารณ์กัีนถึงเนื้องาน แต่ตอนนี้คงไม่มีใครสนใจอ่านสนใจบทความหรือเนื้อหาของการเสวนาใด ๆ ทั้งสิ้นแล้ว

ในบริบทนี้ อ.สมศักดิ์เข้ามาด่าตั้งแต่งานยังไม่เริ่มว่า ทำไมในการเปลี่ยนผ่านไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ เนื่องจากบทความนี้ตั้งใจเขียนมาเป็นงานวิชาการ เพื่อจำกัดความยาว ดิฉันจึงพูดเรื่องอาร์เจนตินาอย่างเดียว และโดยเหตุที่อาร์เจนตินาไม่มีสถาบันกษัตริย์ แต่มีสถาบันกองทัพ ศาล ศาสนา ฯลฯ ที่พัวพันในการฆ่าประชาชน ในบทความนี้ ดิฉันจึงไม่ได้พูดถึงสถาบันกษัตริย์ เพราะบทความนี้จบอยู่ที่อาร์เจนตินา ยังไม่ได้เขียนโยงมาถึงประเทศไทย ถ้าคุณถามว่าทำไมไม่เขียนโยง ดิฉันก็ขอตอบว่า ในการทำงานนั้น ถ้าไม่กำหนดขอบเขตการทำงานเลย บางครั้งมันก็เกินขอบเขตทั้งเวลาและความสามารถ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าไม่ได้คิดเชื่อมโยง เพียงแต่มันคงเป็นครั้งต่อ ๆ ไป ถ้าคุณอ่้านบทความ คุณจะเห็นว่าดิฉันเน้นมากเรื่องประเด็นปฏิรูปสถาบัน และดิฉันได้พูดเรื่องการปฏิรูปสถาบันในเวทีคนเสื้อแดงอยู่บ้าง แต่มันเป็นเวทีบ้านนอกน่ะค่ะ มันไม่ดังมาถึงเมืองกรุงหรอก

ในบริบทนี้ เป็นเรื่องสมควรหรือเปล่าที่ดิฉันจะถูกกล่าวหาว่าหากินกับคนตายคนติดคุก? เป็นเรื่องสมควรหรือเปล่าที่ดิฉันจะถูกกล่าวหาว่าปล่อยให้คนเสื้อแดงบาดเจ็บล้มตายติดคุก? เป็นเรื่องสมควรหรือเปล่าที่ดิฉันจะถูกวิจารณ์ว่าอีเดียตปัญญาอ่อนไม่มีกระดูกสันหลังไม่มีจริยธรรมหลักการ เพราะไม่ได้พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์?

คุณถามว่าทำไมดิฉันวิจารณ์แต่เรื่องบุคลิกภาพของอ.สมศักดิ์และแก๊งเหาฉลาม สาเหตุก็เพราะดิฉันคิดว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือแค่อยากหลอกด่าคนอื่นฟรี ๆ เพื่อความบันเทิงของชุมชนของเขา ไม่ว่าดิฉันจะตอบอะไร เขาก็ด่าดิฉันอยู่ดีแหละค่ะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เป็นแบบนี้ เมื่อก่อนที่ผ่าน ๆ มาก็เป็นแบบนี้ โปรดเข้าใจด้วยว่านี่เป็นเรื่องสั่งสมมา

ส่วนในเรื่องที่ว่าทำไมดิฉันไม่ได้เขียนถึงสถาบันกษัตริย์ในระยะหลัง ดิฉันไม่รู้ว่าคำว่า "เขียนถึง" หมายความครอบคลุมขนาดไหน การเขียนถึงสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอันตราย ต้องอาศัยความรู้หลาย ๆ ด้าน รวมทั้งกฎหมายด้วย

หลังจากรัฐประหาร 2549 ในหนังสือรัฐประหารของฟ้าเดียวกัน ดิฉันเป็นคนเขียนบทความเรื่องรัฐประหารในสายตาต่างประเทศ ซึ่งในบทความนั้นมีกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ด้วย ในตอนที่ อ.ใจ โดนคดี ดิฉันก็ลงชื่อสนับสนุน อ.ใจ ในตอนที่ อ.ธงชัยล่ารายชื่อเกี่ยวกับ ม. 112 ดิฉันก็ลงชื่อ ในตอน อ.สุธาชัยและคนอื่น ๆ ดิฉันก็ลงชื่อ เพราะการลงชื่อเหล่านี้ ดิฉันเลยไม่มีนามสกุลมาจนทุกวันนี้ อ้อ นอกจากนี้ ดิฉันยังมีแปลบทความ ซึ่งมีข้อความพาดพิง แต่เนื่องจากผู้เขียนเจ้าของบทความประสงค์ให้ตัดออก ข้อความนั้นจึงถูกตัดทิ้ง แต่ก็ยังหลงเหลือข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อยู่บ้างตามที่ผู้เขียนเห็นสมควร ส่วนนอกจากนี้ จะมีอีกหรือไม่ ยอมรับว่ายังนึกไม่ออก เพราะดิฉันไม่เคยเอามาเน้นย้ำจดจำว่า ถ้าทำเรื่องนี้แล้วเป็นเรื่องเก่งเรื่องเท่ดีเด่นกว่าคนอื่น

สิ่งที่ดิฉันทำก็คงกระจอกงอกง่อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของสมศักดิ์และแก๊งเหาฉลาม ดิฉันก็ไม่สามารถทำอย่างไรได้ ดิฉันไม่ได้เขียน/แปลหนังสือเพื่อให้ถูกใจใครหรือกลุ่มบุคคลใด ดิฉันไม่เคยอวดอ้างตัวเองเป็นนักวิชาการ/ปัญญาชน ดิฉันไม่ได้เป็นอาจารย์ ไม่ได้สังกัดหน่วยงาน ไม่มีสถาบันอะไรคุ้มกะลาหัว ดิฉันเข้าร่วมกิจกรรมของคนเสื้อแดงเป็นครั้งคราวเท่าที่ทำได้ ดิฉันได้รับรู้ว่า ในการทำกิจกรรมเหล่านี้ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด มีความเสี่ยงอื่น ๆ อยู่มากมาย ดังที่เขียนไปแล้วข้างบน

ดิฉันขอตอบย้ำอีกทีว่า ที่คุณว่าดิฉันไม่ได้ตอบคำถามของ อ.สมศักดิ์ ดิฉันก็ยังยืนยันว่า คนกลุ่มนั้น (ไม่ทราบว่าคุณอยู่ในกลุ่มนั้นหรือเปล่า) ต้องการเพียงแค่หลอกด่าคน ทำอย่างไรก็ไม่มีวันถูกใจพวกเขาหรอกค่ะ นอกจากจะไปสมาทานลัทธิอยู่ในเทวาลัยชุมชนคนเหมือนกัน ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นชุมชนที่คิดว่ามนุษย์เท่าเทียมกันจริงหรือเปล่า

ส่วนที่ว่า อ.สมศักดิ์แถอะไรนั้น ดิฉันยกตัวอย่างหนึ่ง อ.สมศักดิ์กล่าวหาว่าดิฉันปล่อยให้คนเสื้อแดงตายบาดเจ็บติดคุก ดิฉันก็เลยถามกลับด้วยตรรกะเดียวกันว่า ก็แล้วทำไมตัวอาจารย์ที่อ้างว่ามีหลักการจริยธรรมเข้มแข็งถึงปล่อยให้มันเกิด 6 ตุลาล่ะ? อ.สมศักดิ์ก็โวยวายกับคำว่า "ปล่อย" ซึ่งตัวแกเองก็ใช้ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่คำ มันอยู่ที่หลักเหตุผล ถ้าอ.สมศักดิ์กล่าวหาคนด้วยหลักเหตุผลนี้ ด้วยหลักเหตุผลเดียวกัน มันก็ย้อนไปหาตัวแกนั่นแหละ แต่ดิฉันไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าใจหลักเหตุผลแบบนี้หรือเปล่า เพราะวิธีคิดของ อ.สมศักดิ์นั้น สามารถเข้าใจตรรกะได้แบบเดียว คือตรรกะนิรนัยแบบเรขาคณิตชั้นเดียว ซึ่งสัจพจน์แม่บทเป็นสิ่งที่ อ.สมศักดิ์กำหนดขึ้นมาเองตามอำเภอใจ

ดิฉันไม่ทราบว่าที่ตอบมานี้ จะถูกใจคุณหรือเปล่า ถ้าถามมาเพียงแค่อยากหลอกด่า คุณคงได้สมประสงค์

ผมเห็นด้วยกับ อ.ธงชัย

ผมเห็นด้วยกับ อ.ธงชัย เรื่องที่ไม่ควรตำหนินักวิชาการเนื่องจากความที่ไม่กล้า แต่ควรชื่นชมคนที่กล้า ... แต่การชื่นชมอยู่เงียบๆเป็นการส่วนตัวมันไม่สามารถส่งเสริม กระตุ้นให้คนอื่นๆ หรือ สังคม มีความกล้ามากขึ้นที่จะใช้สิทธิเสรีภาพในการพูดในเรื่องเหล่านี้ การชื่นชมควรจะทำอย่างเปิดเผยมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนอื่นเกิดความกล้าอย่างนี้บ้าง... ผมกลับเห็นว่าทุกวันนี้เองการชื่นชม ส่งเสริม ให้คนกล้าที่จะพูดในเรื่องสถาบันฯเองก็แทบจะไม่มี ไม่ต้องนับในสื่อกระแสหลัก หรือ ในสังคมวงกว้าง เอาแค่ในวงวิชาการเองการแสดงการชื่นชม ส่งเสริม ให้คนกล้าพูดในเรื่องเหล่านั้นก็หาได้น้อยมากในช่วงหลังนี้ ... ไม่นับการชื่นชมในมุมกลับของ อ.สมศักดิ์ และ พวก ...

ในความเป็นจริงจะว่าไปแล้ว สิ่งที่คนที่กล้าพูดในเรื่องสถาบันอย่างกลุ่ม สมศักดิ์ และ พวก เองได้รับจากสังคม(แค่ในระดับนักวิชาการ ไม่ต้องถึงสังคมวงกว้าง)ก็หาใช่ดอกไม้ แต่กลับเป็นก้อนอิฐเสียเป็นส่วนใหญ่ จริงอยู่นั่นอาจเป็นเพราะบุคลิกภาพและสไตล์ส่วนตัวส่วนหนึ่ง ... แต่ส่วนอื่นละเป็นเพราะอะไรถึงไม่มีการชื่นชมคนกล้าเกิดขึ้นในหมู่นักวิชาการ

แต่ก็นั่นแหละไม่แน่ใจว่านักวิชาการท่านอื่นจะมีความเห็นเหมือน อ.ธงชัย หรือเปล่าว่าเรื่องการพูดถึงสถาบันนั้นเป็นความกล้าที่น่าชื่นชม ... เพราะมันก็เป็นไปได้อีกเหมือนกันที่หลายท่านอ่านจะเห็นว่า สถาบันฯไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับใจกลางของปัญหา ท่านเหล่านั้นจึงไม่ได้พูดถึง ... ซึ่งการที่หลายคนจะคิดอย่างนั้นก็เป็นสิทธิ์ และ ไม่ควรจะถูกตำหนิ แต่เชื่อได้ว่าสังคมอยากเห็นการถกเถียงกันในประเด็นเหล่านี้ด้วยเหตุและผลก่อนที่จะพูดถึงเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ .... ว่าจริงๆแล้ว สถาบันกษัิตริย์อยู่ในใจกลางของปัญหา??? (ที่ต้องการการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านจริงไหม?)

ก่อนที่จะพูดถึงการจัดสัมนาเรื่องการปฏิรูปสถาับันฯในวงกว้าง ก่อนที่จะไปตีขลุมว่าการปฏิรูปสถาบันเ็ป็นหนทางในการแก้ปัญหา น่าจะถกกันก่อนว่ามันเป็นปัญหาจริงหรือเปล่า ดังนั้นจึงน่าจะจัดสัมนากันเรื่อง "ปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยในปัจจุบัน กับ สถาบันกษัตริย์ " กันก่อนดีไหม เพราะเชื่อได้ว่ามีหลายกลุ่มก็ไม่ได้เชื่อเหมือนทางกลุ่มสมศักดิ์ทั้งหมดที่เห็นว่า ศูนย์กลางของปัญหาในครั้งนี้กับสถาับันฯใกล้กันมาก ผมว่าสังคมอยากจะฟังเหตุผล หลักฐาน ผลการศึกษาทางวิชาการจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งในการเข้าร่วมถกในประเด็นนี้ สำหรับฝั่งนักวิชาการที่เชื่อว่า สถาบันฯ ไม่ได้เป็นปัญหา คงไม่ต้องอาศัยความกล้าอะไรมาก คือแทบจะไม่ต้องกลัวเลยด้วยซ้ำ (เพราะท่านจะได้รับการฉายภาพของการเป็นผู้จงรักภักดีจากเครือข่ายปกป้องทันที) ส่วนท่านฝ่ายค้านอาจจะต้องอาศัยความกล้าอยู่พอสมควร ซึ่งถ้า อ.สมศักดิ์มีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากจะเป็นวิทยากรหลักเสียเอง ผมเชื่อว่านักวิชาการหลายท่านที่มีความกล้าที่จะพูดในประเด็นนี้ก็มีอยู่น่ะ

คุณภัควดีครับ

คุณภัควดีครับ ด้วยความเคารพน่ะครับ ผมเห็นว่าการจะไปประเมินว่าการวิพากษ์วิจารณ์ของสมศักดิ์และพวกนั้นมีจุดประสงค์เพื่อหลอกด่าคนอื่นเล่นไปวันๆมันออกจะอคติเกินไป จริงอยู่ที่หลายความเห็นของแกเต็มไปด้วย adj, adv ที่ออกจะเป้นเชิงผรุสวาทมากเกินไป แต่ผมก็ลองไปอ่านความเห็นด้านบนก่อนที่จะเกิดการแลกหมัดชุดใหญ่ระหว่างสมศักดิ์กับธงชัยอีกรอบนั้น ผมว่าโดยรวมแล้วแกก็พูดตามหลักเหตุและผล และก็ไม่ได้ก้าวร้าวเกินเลยอะไรน่ะ ... รวมถึงประเด็นหลักของแกเองก็ไม่ได้พูดถึงงานของคุณภัคฯในชิ้นนี้ด้วยซ้ำ .... แต่แกถามถึงการแสดงออกของนักวิชาการในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งก็รวมถึงการสัมนาครั้งนี้มากกว่า ... ซึ่งผมอ่านความเห็นแรกของคุณภัคฯเองที่ตอบ "ในกรณีของอาร์เจนตินาคือสถาบันกองทัพ ตำรวจ ศาล ฯลฯ ส่วนในกรณีของประเทศไทย ก็ต้องรวมถึงสถาบันกษัตริย์ดัง" นั่นก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนสำหรับประเด้นบทความในครั้งนี้แล้ว ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าขณะเขียนความเห็นนั้นรู้สึกอย่างนั้นจริงๆหรือตอบเพราะไม่อยากโต้เถียงในประเด็นนี้ ... แต่สำหรับคนอ่านอย่างผมผมว่ามันก็ชัดเจนอยู่ในตัวเองแล้ว...

รวมถึงการตอบคำถามที่หลายท่านถามว่าทำไมถึงไม่พูดถึงสถาัับันฯในความเห็นล่าสุด "การเขียนถึงสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอันตราย ต้องอาศัยความรู้หลาย ๆ ด้าน รวมทั้งกฎหมายด้ว" ผมว่ามันก็ชัดเจนอยู่ในตัวเองแล้ว ครับ ... และผมก็เห้นเหมือนอาจารย์ธงชัยไม่ควรถูกตำหนิโดยประการทั้งปวง แต่เรื่องความคิดเห็นส่วนอื่นต่อจากนั้นผมเห็นว่าเกินความจำเป็น และ ค่อนข้างจะมีอคติเกินไปนิด ซึ่งมันก็เหมือนกับพวกคำผรุสวาททั้งหลายของความเห็นอ.สมศักดิ์นั่นแหละ ที่ว่าถ้าตัดทิ้งไปได้ เนื้อความในความเห็นมันจะชัดเจนมากขึ้นเยอะ และคุณภัคฯไม่ควรจะไปเลียนแบบสไตล์ของสมศักดิ์ที่แม้ว่าจะเรียกความสนใจจากคนอ่าน แต่มันก็ลดทอนความสำคัญของเนื้อหาหลักไปเิกินความจำเป็น

เรื่องแถอีกเรื่องที่ดิฉันจะยก

เรื่องแถอีกเรื่องที่ดิฉันจะยกตัวอย่าง คือเรื่องได้ยินเสียงทักษิณแล้วปวดขี้อะไรของดิฉัน ซึ่ง รศ.ดร.สมศักดิ์เอามาด่าดิฉันได้เป็นวรรคเป็นเวรอย่างไม่น่าเชื่อ โดยอ้างตีขลุมเอาเองว่า ดิฉันได้ยินเสียงทักษิณแล้วเกิดปฏิกิริยาทางร่างกาย แต่ทำไมทน "คนอื่น" ได้ ทั้ง ๆ ที่ดิฉันไม่เคยบอกว่า ดิฉันไม่เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายเมื่อเห็นหรือได้ยิน "คนอื่น" การที่ไม่ได้พูดถึง B ไม่ได้หมายความว่า B ไม่มีอยู่ ตรรกะง่าย ๆ แค่นี้แกยังไม่เข้าใจ

ดิฉันรับรองเลยว่า ถ้าไม่พูดดักคอไว้ก่อน แกจะต้องด่าดิฉันว่า เห็นไหม ยัยนี่ขี้ขลาดไม่มีกระดูกสันหลังไม่มีจริยธรรม แน่จริง กล้าหาญจริง พูดออกมาสิ "คนอื่น" คือใคร พูดออกมาสิ ทีชื่อทักษิณยังพูดได้ แน่จริง พูดชื่อ "คนอื่น" สิ

ท่านทั้งหลายที่เติบโตมีวุฒิภาวะก็คิดกันเอาเองเถอะค่ะ อันที่จริง ดิฉันว่า อ.สมศักดิ์เขาไม่ได้ซีเรียสจริงจังอย่างที่แสดงออกหรอก แกชอบเล่นเป็นเด็ก ๆ กะโหลกกะลาหาความสุขไปวัน ๆ มากกว่า

เรื่องแถอีกเรื่องก็เช่น เขาไม่เห็นตอบดิฉันเรื่องตากใบกรือเซะ ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงมากในความคิดของดิฉัน ถ้าดิฉันจะกะโหลกกะลาบ้าง ดิฉันก็ขอใช้วิธีการของสมศักดิ์เอง ถ้า อ.สมศักดิ์แน่จริง มีความกล้าหาญจริง ก็พูดออกมาเลยสิว่า คนตายที่ตากใบกรือเซะไม่มีความสำคัญ พูดออกมาเลย แสดงเหตุผลออกมาเลย

อ้อ เดี๋ยวจะไม่เข้าใจ ดิฉันแค่ยกตัวอย่างให้ดู ถ้าไม่สะดวก ไม่ต้องมาตอบจริง ๆ ก็ได้ค่ะ แค่ยกตัวอย่าง ไม่ได้ต้องการคำตอบจริง ๆ หรอก ดิฉันไม่ใช่พวกประเภทว่างงานจัด เดินถือไม้่บรรทัดวัดว่าใครเจ๋ง ใครเป็นนักวิชาการจริง ตามมาตรฐานที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเอง

"เรื่องทำการบ้าน-ไม่ทำการบ้าน

"เรื่องทำการบ้าน-ไม่ทำการบ้าน หรือความเข้มข้นของเนื้อหา ที่สู้งานเสวนาของ ศปช. ไม่ได้นั้น (ธนาพลถามคำถามนี้กับผมทางโทรศัพท์) ก็แน่นอนต้องยอมรับว่าสิ่งที่เคยพูดกันมา เนื้อหาไม่ได้ละเอียด หรือ 'เป็นวิชาการ' เท่ากับงานเสวนานี้แน่นอน แต่ถ้าจะให้ประเมินว่า 'ใจความ' ของงานมันถูกส่งไปได้ดีแค่ไหน งานเสวนาครั้งนี้กลายเป็นเรื่องเชย และ 'แทบจะไม่มีประโยชน์' เอาเลย เพราะความจริงที่ว่า 'คนเสื้อแดงแทบจะทั้งหมด' เข้าใจประเด็นนี้อยู่แล้ว สิ่งที่พวกเขากำลังพูดกันในตอนนี้ คือเรื่อง 'transition' ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนทราบเรื่องนี้ดี - และนี่ก็คือความสำคัญเร่งด่วนในฐานะปัญญาชน-นักวิชาการ-นักกิจกรรม จะต้องพูดเพื่อชี้นำสังคมไม่ใช่หรือ"
อติเทพกำลังบิดเบือนคำพูดของผม เหมือนกับที่คุณกำลังบิดเบือนเรื่องการเงิน ศปช. ตอนที่พูดว่า

"ความจริงผมก็ไม่ใช่เด็กอนุบาล ที่จะไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย บางครั้ง "ผมก็นั่งอยู่ในที่นั่นเสียเองด้วยซ้ำไป""

ตามอ่านได้ครึ่งนึง

ตามอ่านได้ครึ่งนึง ..มันยาวมาก ต้องใช้พลังมากๆ

อ่านแล้วนึกถึงหนังกำลังภายในที่กำลังปล่อยกระบวนท่าปะทะกัน (ฮา)

พักกันบ้างเน้อ ทั้งสองคนน่ะ ... ยังไงก็อย่าลืมหันกลับไปพิจารณาเรื่อง "เสรีภาพในการพูด" ด้วยเน้อ

ผมเกลียดพี่เบิ้ม (ฮา)

ดิฉันโพสต์อันล่าสุดไปแล้ว

ดิฉันโพสต์อันล่าสุดไปแล้ว ถึงได้เห็นที่คุณปิศาจเขียน ตอนที่ดิฉันเขียนว่า "ในกรณีของอาร์เจนตินาคือสถาบันกองทัพ ตำรวจ ศาล ฯลฯ ส่วนในกรณีของประเทศไทย ก็ต้องรวมถึงสถาบันกษัตริย์" ดิฉันยืนยันว่าคิดอย่างนั้นจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนให้ตัวเองเสี่ยงไปทำไม?

คุณปิศาจเขียนเตือนสติมา ดิฉันอ่านแล้วก็เริ่มละอายใจ จบกันแค่นี้ก็ได้ค่ะ ดิฉันขออธิบายนิดเีดียวว่า ครั้งนี้ที่ดิฉันโกรธมาก มันเป็นเรื่องสั่งสมมาด้วย ดิฉันเคยถูก อ.สมศักดิ์ด่าอย่างไร้เหตุผลมาหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าหากินกับคนตายคนติดคุก ถูกกล่าวหาว่าปล่อยให้คนเสื้อแดงตายบาดเจ็บติดคุก ยังมีเรื่องที่ อ.สมศักดิ์เข้าไปเขียนในเฟซบุ๊กว่า เขามีจริยธรรมความกล้าหาญดีกว่าคนรุ่นดิฉัน (พูดคล้ายเสกสรรค์เลย) ยังมีเรื่องที่ดิฉันรู้สึกว่า ใช้เวลาไปเกือบสิบวัน อ่านเอกสารเป็นร้อยหน้า ในขณะที่กำลังไม่สบายเป็นไข้หวัดใหญ่ เพื่อเขียนงานชิ้นหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ดีเท่าไรนัก แต่สิ่งที่ได้รับคือข้อกล่าวหาทั้งหมดข้างต้น

ขอเสนอสั้นๆ แบบคั่น (พัก)

ขอเสนอสั้นๆ แบบคั่น (พัก) สายตานะครับ

ผมคิดว่า เราควรกลับไปประเด็นเรื่องการพูด วิจารณ์ อภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์

ข้อเรียกร้องนี้สำคัญจริงๆ มันอาจจะเป็นวิธีการเดียวด้วยซ้ำ ที่ช่วยให้การจับกุมจากกฎหมาย 112 ได้

สำคัญจริงๆ ต้องพูดถึง ทำให้มันกลายเป็นบรรยากาศปกติธรรมดาของสังคม ที่ทุกคนจะพูดถึงได้ ซึ่งแน่นอนนักวิชาการในฐานะที่มีการจัดระเบียบความคิดได้ดีกว่าชาวบ้านปกติ ก็สมควรที่จะต้องทำมัน

อ.ธงชัยเขียนบทความตามหลังใน 1984 ไว้เองว่า สิ่งที่จะทำลายเผด็จการฟัสซิสต์ได้ มีอาวุธสำคัญ (อาจจะ) เพียงหนึ่ง คือ "การวิพากษ์"

สังคมสมัยใหม่ที่เราอยู่นี้ มีข้อมูลข่าวสารล้นหลามมาก แต่สิ่งที่สังคมไทยขาดไป คือ การวิพากษ์ข้อมูล

หาก "โอชันเนีย" สถาปนาระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ โดยการควบคุมอดีต หรือควบคุมความจริงของปัจจุบัน มีการใช้ "ตำรวจความคิด" คอยติดตามเก็บทุกคนที่คิดนอกรีต ประชาชนต้องคิดสองชั้น หรือในความหมายโอล์ดสปีค คือ "การหลอกตัวเอง"

อำนาจเดียวที่เราจะต่อกร หาใช่การใช้ "นิวสปีค" เลี่ยงบาลี เลี่ยงคำ เลี่ยงการวิพากษ์ (แม้ว่าในบางระดับก็สามารถกัดกร่อนโครงสร้างเก่าได้อยู่) แต่การใช้ "โอล์ดสปีค" ได้อย่างมีเสรีภาพ ตรงไปตรงมา ไม่หลอกตัวเองเท่านั้นที่จะกัดกร่อนระบอบเผด็จการสมบูรณ์ที่ควบคุมความคิดผู้คนได้อย่างแท้จริง

ช่วยกันนะครับ เปล่งเสียงของท่านออกมา ยืนยันว่า "เรามีเสรีภาพ"

Homo erectus

[quote=Homo erectus]ขอเสนอสั้นๆ แบบคั่น (พัก) สายตานะครับ

ผมคิดว่า เราควรกลับไปประเด็นเรื่องการพูด วิจารณ์ อภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์

ข้อเรียกร้องนี้สำคัญจริงๆ มันอาจจะเป็นวิธีการเดียวด้วยซ้ำ ที่ช่วยให้การจับกุมจากกฎหมาย 112 ได้

สำคัญจริงๆ ต้องพูดถึง ทำให้มันกลายเป็นบรรยากาศปกติธรรมดาของสังคม ที่ทุกคนจะพูดถึงได้ ซึ่งแน่นอนนักวิชาการในฐานะที่มีการจัดระเบียบความคิดได้ดีกว่าชาวบ้านปกติ ก็สมควรที่จะต้องทำมัน

อ.ธงชัยเขียนบทความตามหลังใน 1984 ไว้เองว่า สิ่งที่จะทำลายเผด็จการฟัสซิสต์ได้ มีอาวุธสำคัญ (อาจจะ) เพียงหนึ่ง คือ "การวิพากษ์"

สังคมสมัยใหม่ที่เราอยู่นี้ มีข้อมูลข่าวสารล้นหลามมาก แต่สิ่งที่สังคมไทยขาดไป คือ การวิพากษ์ข้อมูล

หาก "โอชันเนีย" สถาปนาระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ โดยการควบคุมอดีต หรือควบคุมความจริงของปัจจุบัน มีการใช้ "ตำรวจความคิด" คอยติดตามเก็บทุกคนที่คิดนอกรีต ประชาชนต้องคิดสองชั้น หรือในความหมายโอล์ดสปีค คือ "การหลอกตัวเอง"

อำนาจเดียวที่เราจะต่อกร หาใช่การใช้ "นิวสปีค" เลี่ยงบาลี เลี่ยงคำ เลี่ยงการวิพากษ์ (แม้ว่าในบางระดับก็สามารถกัดกร่อนโครงสร้างเก่าได้อยู่) แต่การใช้ "โอล์ดสปีค" ได้อย่างมีเสรีภาพ ตรงไปตรงมา ไม่หลอกตัวเองเท่านั้นที่จะกัดกร่อนระบอบเผด็จการสมบูรณ์ที่ควบคุมความคิดผู้คนได้อย่างแท้จริง

ช่วยกันนะครับ เปล่งเสียงของท่านออกมา ยืนยันว่า "เรามีเสรีภาพ"[/quote]

อ.ธงชัยก็เสนอต่อ อ.สมศักดิ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว รวมทั้งครั้งนี้ด้วย

ทางออกอื่น.....ที่จะลดวัฒนธรร

ทางออกอื่น.....ที่จะลดวัฒนธรรมเงียบ มีอีกหลายรูปแบบนะคะ

เลี่ยงไปทำ club performance เฉพาะกิจ เฉพาะกลุ่ม จากทั้งใน-นอกประเทศ

เช่นทำเป็นconcert, opera, ballet, mime,thai lit,sit com etc.

ขยาย/ขาย idea ไปเรื่อยๆ สบายๆ เก็บเล็กประสมน้อยเข้าธนาคารความรู้ฯ

ผมคนหนึ่งล่ะ

ผมคนหนึ่งล่ะ ที่ได้ความรู้จากบทความชิ้นนี้ของคุณภัควดีมาก
และอ่านออกด้วยว่าผู้เขียนต้องการเชื่อมโยงหรือเปรียบเทียบให้เห็นว่ากรณีของบ้านเรานั้นเกี่ยวโยงกับสถาบันกษัตริย์อย่างปฏิเสธไม่ได้

อ่านจบว่าจะมาคอมเมนท์ขอบคุณผู้เขียนสักหน่อย แต่ดันมาเจอความเห็นแรกที่นอกจากจะไม่สร้างสรรค์แล้วยังมุ่งทำลาย ทำให้ประเด็นในบทความต้องกลายเป็นประเด็นรองลงไป เศร้าใจที่คนที่จิตใจไม่ปกติสามารถชักจูงคนจำนวนหนึ่งในสังคมไทยให้กลายเป็น "แก๊งเหาฉลาม" กับเขาได้ (ทั้งที่มีความบกพร่องทางการใช้ภาษาอย่างมาก ไม่รู้สื่อกันออกได้อย่างไร)

แล้วตามตรรกะของสมศักดิ์ ถ้าสมมติว่าผมเขียนบทความขึ้นมาสักชิ้น อันมีข้อสรุปว่า "นักวิชาการคุณภาพต่ำ ยกหางตัวเองได้อย่างหน้าด้านๆ ไร้ยางอาย แต่สามารถลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้จนสามารถสร้างลัทธิ "เหาฉลาม" ขึ้นมาได้นั้น เพราะสังคมไทยนั้นบกพร่องทางการศึกษามาช้านาน โดยระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทยนั้นยิ่งต่ำกว่ามาตราฐานเป็นอย่างมาก" (สมมตินะครับ)

สมศักดิ์ก็จะออกมาด่าผมว่า ผมพูดเรื่องเมืองไทย ทำไมไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ ???

หากสมศักดิ์ตั้งสัจพจน์ของตัวเองว่า "ถ้าคุณพูดเรื่องสังคมไทย การเมืองไทย ประชาธิปไตยไทย คุณต้องพูดเรื่องกองทัพไทย" นั่นแปลว่าถ้าใครมันไม่ทำตามนี้มันอีเดียต ไม่มีกระดูกสันหลัง บลาๆ ?? ไอ้วิธีการตั้งสัจพจน์แบบนี้มันเป็นของเด็กๆ กะโหลกกะลาไม่มีสาระอะไรให้ถกเถียงกันตามประสาผู้ใหญ่เลยแม้แต่นิด

บุคลิกภาพ หรือมารยาททางสังคมนั้นไม่ต้องพูดถึงก็ได้ครับ เพราะโอเค เราทุกคนยอมรับว่ามันเป็นบุคลิกส่วนตัวที่ต่ำทรามเกินกว่าคนปกติ ทำนองอย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมา แต่เอาแค่การใช้เหตุผลที่มันสมเหตุสมผลในการวิพากษ์คนอื่นเนี่ย ผมไม่ทราบว่าคุณสมศักดิ์ยังกล้ามาลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ยังไง ไม่ละอายใจบ้างหรือ (คุณภัควดีเธอยังละอายที่คุณปิศาจติงเธอมา ทั้งที่เธอไม่ควรต้องละอายเลยสักนิด คนที่ควรละอายคือคนที่มาบอกทำนองว่า "เค้าตีหัวมึงมึงก็ปล่อยให้ตีไปซี่ ไปตอบโต้ทำไม" อย่างคุณปิศาจ หรือคุณ Doctor J ต่างหาก (คราวนี้ไม่ออกมาเชลียร์สมศักดิ์โดยด่าคนอื่นเป็นภาษาอังกฤษอีกหรือครับ?) เข้าทางลัทธิปรองดองของรัฐบาลเลยทีเดียว)

งง นิดนึง

งง นิดนึง เห็นคุณภัควดีเขียนหลายรอบ

อ.สมศักดิ์เป็น รศ. ตั้งแต่เมื่อไหร่ เท่าที่เรารู้ แกเป็น ดร. เฉยๆไม่ใช่เหรอ

(ใครไม่รู้บอกเราว่าแกไม่ทำตำแหน่งพวกนี้)

ถ้าข้อมูลเราไม่อัพเดตก็ขอโทษด้วย และหวังว่าคงไม่ว่าเราเป็นเห็บเป็นเหาไปอีกคนนะ

http://www.tu.ac.th/org/arts/history/instructor.html

ผมคล้ายคุณ Doctor J.

ผมคล้ายคุณ Doctor J. เข้าใจจุดยืนของทุกฝ่ายครับ ซึ่งได้อุตสาหะอธิบายและแสดงจุดยืนอย่างดีแล้ว สำหรับผมซึ่งเป็นคน "ซตพ" แบบหนึ่ง อยากเสนอว่า แต่ถ้ามีใครด่าผม (ปัจจุบัน) จะไม่พยายามดูที่ท่าที แต่จะสนใจเฉพาะตัวข้อมูล เหตุผล และประเด็นสำคัญ ส่วนประเด็นอื่นๆ เหมือนมองไม่เห็นครับ คำด่าไม่มีความหมายถ้าไม่ทำให้เราเข้าใจ เหมือนเป็นศีลในการตอบ ก็อาจทำให้การถกเถียงมีประสิทธิภาพขึ้นได้ ประเด็นอาจารย์ธงชัยยังมีเรื่อง "bully" ด้วย แม้ว่า bully ในเนตกับชีวิตจริงแตกต่างกัน (ในเนต stalker น่ากลัวกว่า) แต่จะเป็น bully ไปด่าเขาทำไม ให้ผู้อื่นและตนเองพารานอยด์เปล่าๆ สัมมนานี้มีชื่อ "transitional justice" ก็แสดงถึงผู้จัดและผู้ร่วม แสดงการหนุนทั้งคำหน้าและคำหลังอย่างที่สามารถทำได้แล้ว

กระทู้นี้ hot มาก ผมขอใช้เสนอประเด็นหนึ่ง ที่คงไม่ค่อยเกี่ยวกับที่เถียงกันครับ คือ น่าจะมีนักวิชาการทำงาน "ชำระเหตุการณ์เดือน พ.ค." หมายถึง รวบรวม บันทึก ตรวจสอบ วิพากษ์หลักฐาน และอธิบายเหตุการณ์ "ใคร อะไร ที่ไหน" ทั้งฝ่ายนปช. ในด้านแกนนำ และด้านผู้ชุมนุม กับ ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายปราบปราม ทั้งระดับสั่งการ และระดับปฏิบัติการ โดยเฉพาะการรวบรวมหลักฐานและเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ขณะที่เกิดมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งไม่จำเป็นต้องได้คำอธิบายชุดเดียว หรือจากจุดยืนเดียวครับ

อย่างน้อย เพื่อจะได้ข้อมูลพื้นฐานหรือฐานข้อมูล ที่จะใช้อธิบายเหตุการณ์การเมืองไทย หรือใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการเคลื่อนไหวในด้านใด หรือ justify ใคร ซึ่งการที่จะอธิบายเหตุการณ์การเมืองไทยก็ควรมีหรือพิจารณาฐานของข้อมูลเล็กๆ เหล่านี้ เหตุการณ์ความรุนแรงหนึ่งๆ สลับซับซ้อนหรือ "สีเทา" ก็จริง แต่ถ้า "ส่องกล้องจุลทรรศน์" ดู "สีเทา" ก็คือ "ริ้วของสีดำขาวเล็กๆ ที่ตัดกันอย่างรุนแรง" ซึ่งพอที่จะ justify ในแต่อณูของเหตุการณ์ได้ หรือไม่ก็เป็นการสะสมบทเรียนต่อการเคลื่อนไหวได้

มีตัวอย่างงานเขียนประวัติศาสตร์สงครามชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในแบบชำระเหตุการณ์ใคร อะไร ที่ไหน อย่างที่เสนอข้างต้นครับ เช่น
M. Sallah and M. Weiss - เขียน, ฉัตรนคร องคสิงห์ - แปล, หน่วยรบพันธุ์นรก (Tiger Force), มติชน.
E. B. Sledge - เขียน, ฉัตรนคร องคสิงห์ - แปล. แปซิฟิก สมรภูมิเดนตาย สหายร่วมรบ (With the Old Breed), มติชน.
ซึ่งแสดงข้อมูลอย่างละเอียด ให้สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือทำอะไรต่อ เช่น การอธิบายสงครามเวียตนามหรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ในภาพรวมด้านต่างๆ

ถ้าใครที่มีความสามารถและสนใจพอ ก็น่าจะเสนอเป็นโครงการวิจัยได้ ความจริง มีการทำงานด้านนี้อยู่แล้วในระดับหนึ่ง เช่น จากฝ่ายการเมือง (คุณพร้อมพงศ์ คุณจตุพร ฯลฯ), ญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ, และฝ่ายวิชาการ (กลุ่มที่คุณชัยธวัชเคยเป็นตัวแทนแถลงข่าว ขออภัยไม่ได้ค้นรายละเอียด) แต่ว่างานแบบนี้ต้องการการตีความและวิพากษ์หลักฐานอย่างเคร่งครัด

ผมเสนอในฐานะผู้อ่าน ที่บอกว่าอยากเห็นอะไร ไม่สามารถเสนอตัวไปทำครับ คือ ในการอธิบายการเมืองไทยในภาพรวม (เช่น การเกิดเหตุการณ์เดือน พ.ค.), การสะสมบทเรียนการเคลื่อนไหว, การ justify ฝ่ายใดในเรื่องต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับฐานข้อมูลเล็กๆ เหล่านี้มากขึ้นครับ

จริงๆ ผมก็เข้าใจข้อจำกัด แม้แต่ตัวอย่างงานประวัติศาสตร์สงคราม 2 ชิ้นข้างต้น ก็ทำหลังจากที่เหตุการณ์เกิดขึ้นนานแล้ว และแต่ละท่านต้องทำงานหรือเสนอจากประเด็นที่ตนเองถนัด ไม่เช่นนั้นก็ไม่เคร่งครัดพอครับ นอกจากนั้น เหตุการณ์เดือน พ.ค. อยู่ในฐานะ "ประวัติศาสตร์บาดแผล" (คำจากอาจารย์ธงชัย) ซึ่งผมก็เข้าใจ ในการให้ความสำคัญหรือไม่ให้ความสำคัญกับข้อเสนอข้างต้นครับ

ผมว่าที่คุณภัควดีตอบผมรอบหลัง

ผมว่าที่คุณภัควดีตอบผมรอบหลังนี้ก็เคลียร์นะ

ผมสรุปเท่าที่อ่านได้ว่า คุณภัควดี ไม่ได้เงียบเป็นเป่าสาก อย่างที่อ.สมศักดิ์กล่าวหา

การจะเอาหลักฐานเหล่านั้นมาแสดงว่าได้ทำอะไรไปบ้าง อาจจะดูเหมือนอวด คุณคงไม่อยากทำ

แต่คิดอีกแง่นึง การที่ได้ทำ ได้สื่อ ได้ใช้ความรู้ของคุณ ตามสื่อหรือเวทีต่างๆ แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ มาเผยแพร่ในวงกว้างก็น่าเสียดาย

คุณภัควดีพอจะทำ Link ข้อมูลให้พวกเราได้ศึกษา ผลงานเหล่านั้น (ถึงแนวคิดต่อสถาบันฯ) ของคุณภัควดีได้หรือไม่
(ผมเข้าใจว่ามันหายากจากinternet เพราะขนาดอ.สมศักดิ์แกยังมั่นใจว่าไม่เคยเห็น จนกล่าวหาว่าคุณเงียบจนแสบแก้วหู)
ถือซะว่าเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม หนทางสู่ชัยชนะของประชาชน และแนวร่วมสำคัญที่มากไปกว่านักวิชาการแค่คนเดียวอย่างอ.สมศักดิ์

รวมถึง(ผลพลอยได้ที่)เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้คุณเถียงชนะอ.สมศักดิ์ได้่อย่างหมดรูป

แต่ถ้าคุณภัควดีเห็นว่ามันจะเป็นการถือดี โอ้อวด ก็คงไม่มีใครฝืนใจได้

ขอบคุณ

ยาวมากขี้เกียจอ่าน สรุปว่า

ยาวมากขี้เกียจอ่าน

สรุปว่า "ภัควดี ไม่มีนามสกุล ต้อง จัดการแต่งงานระหว่าง

ความรู้สองขั่ว อมาซิสไตย ดีไหม๊ 555

หาพัฒนาการสังคม มาแปลสักเล่นครับ พี่ภัควดี

ตกลงอติเทพเล่นมุขควายเดียวกับ

ตกลงอติเทพเล่นมุขควายเดียวกับสมศักดิ็ คำถามคือได้ทำอะไรเพื่อคนเจ็บคนตายอย่างเป็ฯรูปธรรม แทนที่จะตอบคำถามนี้ ดันสะเหร่อไปตอบคำถามว่าผมกับสนนท.พยายามประชุมเรื่องต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา

คำถามว่าเคยทำอะไร คำตอบที่ควรตอบคือชี้แจงมาให้ชัดว่าได้ทำอะไร คำตอบว่าประชุมอะไรไปบ้างไม่ได้เกี่ยวเลยกับคำถามที่ถามไป

โง่บัดซบอย่างนี้ถึงเป็นได้แค่ลูกสมุนปลายแถวของศาสดาหน้าเลือด ทั้งลูกสมุนกับศาสดาเหมือนกันคือเห็นศพคนต่ายเป็นเครื่องมืออันดีในการเผยแพร่ความคิดความเชื่อของตัวเอง

ในที่สุดพวกคุณสองคนก็เป็นแค่ไอ้ถ่อยที่ใช้ซากศพคนเพื่อโฆณษาชวนเชื่อ คอยโหนกระแสเสื้อแดงเกาะเวทีเขาหากินหาเสียงไปวันๆ น่าสมเพช น่าอนาถ บัดซบ ชั่วช้า น่าละอาย

ไอ่้เรื่องพล่ามปฏิวัติฝรั่งเศ

ไอ่้เรื่องพล่ามปฏิวัติฝรั่งเศสนี่ก็เวิ่นเว้อน่ารำคาญ ถ้าอยากก่อหวอดปฏิวัติฝรั่งเศสมากก็ไปตั้งขบวนการสาธารณรัฐร่วมกับสมศักดิ์ ใครอยากร่วมก็ร่วมไป อยากปลุกระดมอะไรก็ปลุกไป ที่ทำทุกวันนี้น่ะทุเรศคือวันๆ คอยดูว่าเสื้อแดงจัดเวทีที่ไหน แล้วก็เอาเรื่องคนเจ็บคนตายไปพูดสร้างกระแสบ้าๆ บอๆ ที่ตัวเองเพ้อเจ้อกับพวกคลั่งไม่กี่ตัว

อยากปฏิวัติหอยหลอดก็ปฏิวัติไป แต่อย่าฉวยโอกาสเหยียบศพคนตายเพื่อประกาศลัทธิปฏิวัติของคุณ ศพพี่น้องเรามีแค่กว่าให้คนอย่างพวกคุณใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

อ่านมาสองวัน

[quote=อ่านมาสองวัน]ผมว่าที่คุณภัควดีตอบผมรอบหลังนี้ก็เคลียร์นะ

ผมสรุปเท่าที่อ่านได้ว่า คุณภัควดี ไม่ได้เงียบเป็นเป่าสาก อย่างที่อ.สมศักดิ์กล่าวหา

การจะเอาหลักฐานเหล่านั้นมาแสดงว่าได้ทำอะไรไปบ้าง อาจจะดูเหมือนอวด คุณคงไม่อยากทำ

แต่คิดอีกแง่นึง การที่ได้ทำ ได้สื่อ ได้ใช้ความรู้ของคุณ ตามสื่อหรือเวทีต่างๆ แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ มาเผยแพร่ในวงกว้างก็น่าเสียดาย

คุณภัควดีพอจะทำ Link ข้อมูลให้พวกเราได้ศึกษา ผลงานเหล่านั้น (ถึงแนวคิดต่อสถาบันฯ) ของคุณภัควดีได้หรือไม่
(ผมเข้าใจว่ามันหายากจากinternet เพราะขนาดอ.สมศักดิ์แกยังมั่นใจว่าไม่เคยเห็น จนกล่าวหาว่าคุณเงียบจนแสบแก้วหู)
ถือซะว่าเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม หนทางสู่ชัยชนะของประชาชน และแนวร่วมสำคัญที่มากไปกว่านักวิชาการแค่คนเดียวอย่างอ.สมศักดิ์

รวมถึง(ผลพลอยได้ที่)เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้คุณเถียงชนะอ.สมศักดิ์ได้่อย่างหมดรูป

แต่ถ้าคุณภัควดีเห็นว่ามันจะเป็นการถือดี โอ้อวด ก็คงไม่มีใครฝืนใจได้

ขอบคุณ[/quote]

อ่านดูแล้ว จนมาถึงประโยคว่า "รวมถึง(ผลพลอยได้ที่)เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้คุณเถียงชนะอ.สมศักดิ์ได้่อย่างหมดรูป" ก็มั่นใจว่าคุณมาแนวหลอกด่า ขอบคุณมากค่ะ ช่างเป็นสุภาพบุรุษเต็มตัว ดิฉันชื่นชมคุณจริง ๆ บังเอิญดิฉันโง่ ไม่น่าเสียเวลาเขียนตอบข้างบนเลย อยู่มาจนป่านนี้ิ ดิฉันเพิ่งทราบว่า การทำงานเขียนคือการแข่งขัน มีเกณฑ์วัดว่าใครเขียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่กำหนดไว้มากกว่ากัน คน ๆ นั้นคือยอดมนุษย์สุดเจ๋ง ไม่ต่างอะไรจากการวิ่งแข่งหรือพายเรือแข่งกัน จากนั้นก็เอาความสำเร็จของตนมาโอ้อวดไม่ต่างจากการโชว์เหรียญตรา ช่างน่าเศร้า

พันไพร

[quote=พันไพร]ตกลงอติเทพเล่นมุขควายเดียวกับสมศักดิ็ คำถามคือได้ทำอะไรเพื่อคนเจ็บคนตายอย่างเป็ฯรูปธรรม แทนที่จะตอบคำถามนี้ ดันสะเหร่อไปตอบคำถามว่าผมกับสนนท.พยายามประชุมเรื่องต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา

คำถามว่าเคยทำอะไร คำตอบที่ควรตอบคือชี้แจงมาให้ชัดว่าได้ทำอะไร คำตอบว่าประชุมอะไรไปบ้างไม่ได้เกี่ยวเลยกับคำถามที่ถามไป

โง่บัดซบอย่างนี้ถึงเป็นได้แค่ลูกสมุนปลายแถวของศาสดาหน้าเลือด ทั้งลูกสมุนกับศาสดาเหมือนกันคือเห็นศพคนต่ายเป็นเครื่องมืออันดีในการเผยแพร่ความคิดความเชื่อของตัวเอง

ในที่สุดพวกคุณสองคนก็เป็นแค่ไอ้ถ่อยที่ใช้ซากศพคนเพื่อโฆณษาชวนเชื่อ คอยโหนกระแสเสื้อแดงเกาะเวทีเขาหากินหาเสียงไปวันๆ น่าสมเพช น่าอนาถ บัดซบ ชั่วช้า น่าละอาย[/quote]

ขอโทษนะ แต่ผมว่าอติเทพเขียนไว้ชัดแล้วว่าโพสต์นั้นเขาตอบคำถามของใครบ้าง และไม่เห็นมีชื่อคุณ

จะหาว่าผมเป็นลูกสมุนอติเทพ หรือเหาใคร ก็เชิญตามสบาย แต่จริงๆ คือผมแค่รำคาญคุณ

ไอ้คนข้างบนนี่ก็น่ารำคาญ

ไอ้คนข้างบนนี่ก็น่ารำคาญ ยังไม่มีใครหาว่าเป็นลูกสมุนใครก็รีบทะลึ่งพรวดออกตัว สงสัยสติไม่ดี

ที่อติเทพไม่ตอบทั้งที่เป็ฯคำถามสำคัญก็เพราะมันตอบไม่ได้ ที่มันตอบไม่ได้ก็เพราะมันกับพวกไม่เคยทำอะไรเพื่้อคนเสื้อแดงจริงๆ

จะคลั่งลั่ทธิอะไรก็คลั่งไป มีสิทธิคลั่งได้ แต่ไปทำกันเองในกลุ่มตัวเองไป อย่ามาอาศัียเวทีเสื้อแดงอาศัยศพเสื้อแดงเป็นเครื่องมือ

ไปให้พ้นไอ้ลวงโลก ไอ้เกาะกระแส ไอ้ห้อยไอ้โหนกองเลือดคนตาย

ใครบอกคุณภัควดีหรือครับ

ใครบอกคุณภัควดีหรือครับ ว่างานเขียนคือการแข่งขัน...? อ่านอีกรอบดีมั้ยครับ ที่ผมเขียนไป

ผมเห็นคุณโพสแบบเปิดอกด้านบนว่าจะเถียงจะฟัดกับอ.สมศักดิ์ดูซักตั้ง เอาแบบแตกหักกันไปข้าง

ไอ้ผมก็คนนอก จะหวังก็แค่อยากเห็นการเถียงอยู่ในประเด็น ก็เพียงเท่านั้น

ก็พยายามจะให้คุณหาหลักฐานมาเถียงกลับในข้อกล่าวหา -การเงียบจนแสบแก้วหูของนักวิชาการที่อ้าง บูชาประชาธิปไตย-ต่อพวกคุณของอ.สมศักดิ์

ผมเห็นว่ามันเป็นประเด็นเดียวและเป็นประเด็นที่สำคัญที่เขาโจมตีมา แต่ไม่เห็นมีใครจะตอบ ที่เหลือเรื่องมารยาท การวางตัว คุณจะคิดเป็นประเด็นมันก็สิทธิของคุณ (และที่น่าตลกก็คือ พอไม่ตอบ ก็อ้างว่า คนอย่างสมศักดิ์ไม่น่าคุยด้วย อากัปกิริยา มันไม่ตรงจริต...?)

มันสื่อถึงการ-หลอกด่าคุณ-หรือ สื่อถึงความไม่เป็นสุภาพบุรุษของผมอย่างไรมิทราบ?

้ถ้ามีใครมาตีหัวเรา

้ถ้ามีใครมาตีหัวเรา ผมก็พอจะเห็นด้วยน่ะว่าเราอาจจะต้องป้องกันตัวด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งอาจจะรวมถึงการตีหัวเขากลับไปบ้าง ... แต่ไม่เห็นประโยชน์อะไรจากการใช้หลักการ "มีใครมาด่าเรา เราต้องด่าเขากลับ" "มีใครมาดูถูกเรา เราต้องดูถูกเขากลับ" มีประโยชน์อย่างเดียวคือมันได้สนองความต้องการตามสัญชาติญาณธรรมชาติของตัวเราเอง แต่ถ้าเราตอบโต้คำด่า้ด้วยคำด่า มันก้ต้องโต้กันไปกันมาอย่างนั้นไม่รู้จักจบ สุดท้ายไม่ว่าใครแพ้ใครชนะจะมีประโยชน์อะไรนอกจากเปลืองแรงเปลืองเวลาเปล่า ยิ่งในกรณีหน้ากระดานนี้จุดเริ่มต้นมันไม่ได้เริ่มมาจากการโต้เถียงอย่างไรเหตุผลด้วย

เพราะในเรื่องประเด็นที่ว่า " ปัญหาในประเทศไทยในปัจจุบันจะแก้ได้ต้องมีการปฏิรูปสถาบันฯ " ผมว่ามันไม่ได้เป็นสัจพจน์อะไรเลย มันเป็นสมมติฐาน ซึ่งอย่างที่ผมเสนอไปว่าหลักฐานเชิงประจักษ์มันก็พอมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายจนสามารถกลายเป็นแนวคิดกระแสหลักขึ้นมาได้ ... แต่ปัญหาก็คือ คุณเห็นด้วยกับสมมติฐานนี้หรือเปล่า ... อ.สมศักดิ์แกมีแนวคิดว่านักวิชาการนักวิชาการที่เงียบๆไม่พูดกัน แต่ในใจก็เห็นด้วยหมด แค่ไม่กล้าพูดเท่านั้น (มันจึงนำมาซึ่งความเป็นกระจอกตามนิยามของแก) ...

ซึ่งถ้าคุณไม่เห็นด้วยก็ควรจะโต้กลับไปเลยว่า ที่ไม่พูดเนี้ย ไม่ใช่เพราะไม่กล้า แต่เพราะไม่เห็นด้วยกับสมมติฐานนี้ หรือ เห็นด้วยบางส่วน... แล้วเราจะได้ย้ายไปถกเถียงกันต่อว่า ทำไมถึงไม่เห็นด้วย มีเหตุผลอะไรกันต่อได้ .... ส่วนถ้าคุณอยู่ฝ่ายที่เห็นด้วย แต่อยากจะรับความเสี่ยงในส่วนนี้ที่จะพูด (ดั่งเรื่องที่ธงชัยอธิบายโต้มา) ... มันก็เป็นสิทธิ์ของคุณที่จะบอกเหตุผลที่ไม่พูดหรือไม่ก็ได้ ... แต่เชื่อแน่ว่าสังคมจะชื่นชมถ้ามีใครสักคนกล้าที่จะยอมรับความเสี่ยงในจุดนี้และลุกขึ้นมาพูดในประเด็นนี้ด้วยเหตุและผล ... และสิ่งที่คุณจะทำได้อีกอย่างก็คือ การแสดงความชื่นชม และ ส่งเสริมแก่คนที่มีความกล้าที่จะพูด อย่างที่ธงชัยให้ข้อคิดมาได้น่ะ ...

แต่ทุกวันนี้มันเหมือนไม่มีไอเดียตอบรับจากสังคมทางวิชาการสำหรับเรื่องสมมติฐานนี้เลย (ยกเว้นสายนักวิชาการที่สนับสนุนแนวคิดราชาชาตินิยม) มันเลยกลายเป็นความเงียบจนแสบแก้วหูนั่นแหละ เพราะไอเดียนี้มันถูกเผยแพร่อยู่ในสังคมระดับหนึ่งแล้ว แต่เผยแพร่แบบการเล่าปากต่อปากขาดหลักฐาน หลักการทางวิชาการมารองรับ ... ผมเองก็ยอมรับว่าอยากรู้ว่าสาเหตุที่เงียบกันนี่เพราะอะไร เพราะไม่เห็นด้วย ไม่เคยแม้แต่อยู่ในหัวเลยใช่หรือไม่ หรือเพราะเหตุผลอื่นที่คุณก็รู้

อ่านมาสองวัน wrote: ก.

[quote=อ่านมาสองวัน]
ก. เสี่ยงเกินไป กลัว
ข. ไม่คิดว่าบทบาทปัจจุบันของสถาบันฯ ขัดกับหลักการประชาธิปไตยถึงขั้นซีเรียสจริงๆ
ค. ไม่มีความรู้มากพอจะเขียน จะพูด หรือแสดงออกถึงสถาบันฯ ในแง่การเมือง
ค. ชื่นชม บูชา สถาบันฯเป็นการส่วนตัว
ง. ไม่เข้าใจประเด็นที่ อ.สมศักดิ์ โจมตีนักวิชาการแบบคุณที่เงียบกริบ
จ. ยังไงๆก็จะไม่ตอบ ว่าเพราะเหตุใด
[/quote]
แถมให้ ฉ. อื่นๆ

นั่นนะสิคุณปีศาจ ผมชอบที่คุณเขียนจริงๆ
ผมก็จะรอคำตอบ(ไม่เอาแบบนำ้ท่วมทุ่ง)ด้วยคน

เออเนอะ

เออเนอะ ที่ธงชัยว่ามาสรุปแล้วไม่มีไรที่สมศักดิ์จะได้คิดไรใหม่เลยงั้นสิ งั้นสมศักดิ์ก้อคงจะทำไปไรไปเหมือนเดิมแ่บบที่เหมือนว่าไม่เคยมีธงชัยมาพูดเรื่องนี้สิ โบ้ยให้ธงชัยเปนพวกที่มีคำถามเหมือนเกรียนคมก. ซะก้อจบว่างั้น แล้วสมศักดิ์มาบ้าไรกะภัควดี แล้วสมศักดิ์มาเสียเวลาไรกะการมาหลอกด่าภัควดี หรือเรียกให้ดีๆ หน่อยก้อคือ มาวิจารณ์อะไรกะภัควดีในเรื่องที่นอกบริบทของบทความนี้ ทำไมสมศักดิ์ถึงไม่ไปทำอย่างอื่นที่ตัวเองคิดว่ามีประโยชน์กว่า สมศักดิ์เปนบ้าไรถึงมาแคร์กะคนที่เขามี capacities และ limitation ในการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ สมศักดิ์คิดว่าการที่ตัวเองออกมาตอแยยืดยาวกะคนเหล่านี้แล้วจะทำให้เป้าหมายของตัวเองสำเร็จงั้นหรือ พูดอย่างโง่ๆ เลยคือว่าสมศักดิ์มาเสียเวลาทำไมกะเรื่องหยั่งงี้ หรือว่าที่สมศักดิ์ยอมเอาเวลามาเสียก้อเพราะสนุกกะการหลอกด่ากะคนอื่นๆ จิงๆ ไม่รู้นะ แทนที่จะเอาเวลาที่มีเหลืออยู่ไปใช้ให้มีค่าต่อ "เป้าที่แท้จิง" หยั่งที่แม้แต่คนที่ดำน้ำไปเรื่อยหยั่ง I PAD ก้อยังรู้ว่าเปนการเสียเวลา แต่สมศักดิ์เอาเวลาเกินกว่าครึ่งนึงในหนึ่งวันมาตอแยกับคนที่จิงๆ แล้วควรจะเปนแนวร่วม ภารโรงหยั่งผมตลกว่ะ เลยเข้ามาลอง take the risk ขำขำ ซะหน่อย ไม่น่าเชื่อว่าคนระดับสมศักดิ์จะงี่เง่าได้หยั่งงี้จิงๆ ที่กล้าบอกว่าสมศักดิ์งี่เง่านั้นไม่ใช่เพราะผมฉลาดกว่าสมศักดิ์นะ แต่เพราะผมเหนว่าสมศักดิ์ใช้ทรัพยากรได้อย่างบัดซบจิงๆ เวลานี้ยังมีหน้ามาหาเรื่องไม่เปนเรื่อง ตลกว่ะ

ใครๆ ก้ออยากเหนสมศักดิ์ชวนเหาฉลามมาจัดใหญ่เรื่องสถาบันกษัตริย์ทั้งนั้น แต่เมื่อสมศักดิ์ขี้ขลาดไม่กล้าจัดทั้งๆ ที่ตัวเองมีศักยภาพพอที่จะจัดได้เพราะเที่่ยวบอกใครต่อใครว่าตัวเองกล้าพูดกล้าวิจารณ์ แต่สุดท้ายไม่กล้าจัดเพราะกัวประยุทธ์ ก้อเปนเรื่องของสมศักดิ์เอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าถ้าตัวเองตั้งต้นจะจัดแล้วจะมีสาวกดาหน้ามาแจมเพียบ แต่ก้อไม่จัดเพราะกัวว่าที่เที่ยวไปบอกเขาว่าตัวเองเป็นนักวิชาการเลิศหรูไม่ได้มีหน้าที่ไปจัดงานกรรมกรหยั่งงั้น แต่ก้อยังมีหน้ามา "ด่า" คนที่เขาลงแรงจัด ตลกว่ะ รู้ก้อรู้ตัวเอง แต่ยังดื้อไม่ยอมรับ สมศักดิ์ไม่ยอมใคร ไม่ตามใจใคร แล้วทำไมใครจะต้องตามใจสมศักดิ์ ถ้าคนหยั่งสมศักดิ์มีเยอะๆ มันจะฆ่ากันตายมากกว่าจะทำให้มีมรรคผลไรขึ้นมา แต่ก้ออดเชียร์ไม่ได้ว่ามันต้องมีคนหยั่งสมศักดิ์มาด่าสมศักดิ์อีกซักคน

ตลกว่ะ แต่จะโพสละนะ

แถมข้อ ช. ให้คุณ อ่านมาสองวัน

แถมข้อ ช. ให้คุณ อ่านมาสองวัน นะ

ช. กลัวจิงๆ เพราะไม่รู้ว่ามันจะมาทำไรเรา เพราะไม่มีความรู้เท่าสมศักดิ์ อยากจะพูดแต่ก้อตุ๊ดไม่กล้า แต่ก้ออยากจะฟังว่าสมศักดิ์จะพูดไร จะทำไรต่อไปนอกจากจะมาจ้องหาเรื่องหลอกด่าฟรีกะคนที่เขาก้อผ่านเรื่องหนักๆ มาบ้างแล้ว สรุปคือรอสมศักดิ์จัดใหญ่ แต่ก้อไม่แน่ใจว่าสมศักดิ์จะกล้าหรือไม่ แต่ถ้าสมศักดิ์กล้าก้อพร้อมจะไปร่วม

ผมโหวตข้อ ช. หรือใครไม่โหวต

แถมข้อ ช. ให้คุณ อ่านมาสองวัน

แถมข้อ ช. ให้คุณ อ่านมาสองวัน นะ

ช. กลัวจิงๆ เพราะไม่รู้ว่ามันจะมาทำไรเรา เพราะไม่มีความรู้เท่าสมศักดิ์ อยากจะพูดแต่ก้อตุ๊ดไม่กล้า แต่ก้ออยากจะฟังว่าสมศักดิ์จะพูดไร จะทำไรต่อไปนอกจากจะมาจ้องหาเรื่องหลอกด่าฟรีกะคนที่เขาก้อผ่านเรื่องหนักๆ มาบ้างแล้ว สรุปคือรอสมศักดิ์จัดใหญ่ แต่ก้อไม่แน่ใจว่าสมศักดิ์จะกล้าหรือไม่ แต่ถ้าสมศักดิ์กล้าก้อพร้อมจะไปร่วม

ผมโหวตข้อ ช. หรือใครไม่โหวต

แถมข้อ ช. ให้คุณ อ่านมาสองวัน

แถมข้อ ช. ให้คุณ อ่านมาสองวัน นะ

ช. กลัวจิงๆ เพราะไม่รู้ว่ามันจะมาทำไรเรา เพราะไม่มีความรู้เท่าสมศักดิ์ อยากจะพูดแต่ก้อตุ๊ดไม่กล้า แต่ก้ออยากจะฟังว่าสมศักดิ์จะพูดไร จะทำไรต่อไปนอกจากจะมาจ้องหาเรื่องหลอกด่าฟรีกะคนที่เขาก้อผ่านเรื่องหนักๆ มาบ้างแล้ว สรุปคือรอสมศักดิ์จัดใหญ่ แต่ก้อไม่แน่ใจว่าสมศักดิ์จะกล้าหรือไม่ แต่ถ้าสมศักดิ์กล้าก้อพร้อมจะไปร่วม

ผมโหวตข้อ ช. หรือใครไม่โหวต

วันนี้มีเวทีเสื้อแดงไหนที่สมศ

วันนี้มีเวทีเสื้อแดงไหนที่สมศักดิ์กับอติเทพจะไปเกาะศพคนตายสร้างขบวนการสาธารณรัญใหม่หร้อยัง

สู้ๆ นะเพื้่อน เจ็บตายเท่าไรยิ่งดี จะได้ใช้เปิดโปงชนชั้นปกครองได้เรื่อยๆ สาธารณรัฐใหม่จะได้มาถึงไวๆ

ภัควดี

[quote=ภัควดี]ดิฉันโพสต์อันล่าสุดไปแล้ว ถึงได้เห็นที่คุณปิศาจเขียน ตอนที่ดิฉันเขียนว่า "ในกรณีของอาร์เจนตินาคือสถาบันกองทัพ ตำรวจ ศาล ฯลฯ ส่วนในกรณีของประเทศไทย ก็ต้องรวมถึงสถาบันกษัตริย์" ดิฉันยืนยันว่าคิดอย่างนั้นจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนให้ตัวเองเสี่ยงไปทำไม?

คุณปิศาจเขียนเตือนสติมา ดิฉันอ่านแล้วก็เริ่มละอายใจ จบกันแค่นี้ก็ได้ค่ะ ดิฉันขออธิบายนิดเีดียวว่า ครั้งนี้ที่ดิฉันโกรธมาก มันเป็นเรื่องสั่งสมมาด้วย ดิฉันเคยถูก อ.สมศักดิ์ด่าอย่างไร้เหตุผลมาหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าหากินกับคนตายคนติดคุก ถูกกล่าวหาว่าปล่อยให้คนเสื้อแดงตายบาดเจ็บติดคุก ยังมีเรื่องที่ อ.สมศักดิ์เข้าไปเขียนในเฟซบุ๊กว่า เขามีจริยธรรมความกล้าหาญดีกว่าคนรุ่นดิฉัน (พูดคล้ายเสกสรรค์เลย) ยังมีเรื่องที่ดิฉันรู้สึกว่า ใช้เวลาไปเกือบสิบวัน อ่านเอกสารเป็นร้อยหน้า ในขณะที่กำลังไม่สบายเป็นไข้หวัดใหญ่ เพื่อเขียนงานชิ้นหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ดีเท่าไรนัก แต่สิ่งที่ได้รับคือข้อกล่าวหาทั้งหมดข้างต้น[/quote]

เป็นกำลังใจให้คุณภควดีครับ ผมติดตามๆอ่านงานของคุณอยู่

ถึง

ถึง คุณปิศาจ

คืออย่างนี้นะครับ เหตุผลง่ายๆ เลยคือตราบใดที่เค้าไม่ได้มาตีหัวคุณ(คุณไม่ได้เป็นคนเจ็บหัว) คุณก็ไม่มีสิทธิ์ไปบอกคนที่เค้าโดนตีหัวว่า "ไม่ต้องไปตีกลับหรอกนะ เจ็บก็ปล่อยไว้ช่างมัน เดินไปหาของที่มันอยากดูมาให้มันดูก็เท่านั้นเอง ไม่เสียเวลา" คุณจะทำเช่่นนั้นได้ต่อเมื่อคนเจ็บหัวเป็นคุณเท่านั้น เพราะย่อมเป็นสิทธิ์ของคุณเต็มที่ที่จะตอบโต้เช่นไร เช่นเดียวกับเป็นสิทธิ์เต็มที่ของคุณภัควดีที่จะตอบโต้เช่นไร

และที่คุณบอกว่าจุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการโต้เถียงอย่างไร้เหตุผลนั้น มันไม่ใช่เลยครับ
นึกภาพออกไหมฮะ สมมติคุณภัควดีเป็นนักเขียนภาพ กำลังแสดงผลงานของตัวเองอยู่หน้าบ้าน สมศักดิ์เดินเข้ามาบอกอยากดูภาพแนวโกแกง(ผมไม่ใช่ศัพท์ทางศิลปะก็แล้วกัน) ภัควดีบอกวันนี้ไม่มีภาพแนวโกแกงเพราะธีมของงานวันนี้เป็นภาพแนวโมเนต์... (แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่เคยเขียนภาพแนวโกแกง เข้าใจไหมฮะ)

ถ้าสมศักดิ์บอกหากคุณพูดถึงโมเนต์คุณก็ควรพูดถึงโกแกงด้วย หากคุณแสดงภาพแนวโมเนต์เมื่อไรคุณจำเป็นต้องแสดงภาพแนวโกแกงไปพร้อมๆ กันไม่ว่าธีมของงานจะเป็นอะไรก็ช่าง เพราะ....(ผมก็ยังนึกถึงความเป็น "เหตุผล" ในสัจพจน์ (หรือคุณเรียกว่า"สมมติฐาน") แบบนี้ไม่ออกเหมือนกัน)

แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับว่า สมศักดิ์ไม่พูดพล่ามทำเพลง ตีหัวภัควดีไปหนึ่งที (จริงๆ แล้วหลายทีจากที่สะสมมาในอดีต) บอกคุณโชว์ภาพโมเนต์แต่ไม่โชว์ภาพโกแกงคุณมันก็ไม่มีกระดูกสันหลัง บัดซบ ตลอดมานี่ก็ไม่ได้ทำเลย คุณมันแย่ ทำคนตาย ทำคนติดคุก!!?? ทำไมไม่โชว์ภาพโกแกง ทำไมๆๆๆ (ตึหัวหลายที)

นี่ครับคือประเด็นที่เป็นจุดเริ่มต้น มันไร้เหตุผลสิ้นดีที่อยู่ดีๆ สมศักดิ์จะมาตีหัวใครเพื่อเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทำไมต้องตีหัว? ไม่ว่าสิ่งที่เรียกร้องนั้นจะเป็นอะไร มนุษย์คนไหนก็แล้วแต่ไม่มีสิทธิ์มาตีหัวตบหน้ามนุษย์อีกคนเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการทั้งสิ้น(ถ้ายังเป็นมนุษย์) นี่คือความไร้เหตุผลที่เป็นจุดเริ่มต้นครับ

ส่วนที่คุณบอกว่า สังคมวิชาการไม่ตอบรับ "สมมติฐาน" นี้ ผมอยากให้คุณขึ้นไปอ่านที่คุณ Wanderer มาโพสต์ไว้อีกครั้ง นั่นคือบางส่วนที่สังคมวิชาการทำตลอดมา และท่าทีตลอดมาของสมศักดิ์ (คือท่าทีที่ว่าไม่ว่าใครจะทำแค่ไหนก็สู้กูไม่ได้ - ประเด็นที่สมศักดิ์ต้องการชูนั้นไม่ใช่ "ทำไมไม่มีใครทำ" แต่เป็น "ใครก็ทำสู้กูไม่ได้"​ )

ส่วนประเด็นของกระดานนี้อยู่ตรงที่การจัดงานและบทความนี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานครับ การจัดงานครั้งนี้สมศักดิ์ออกมา "ตีหัว" ชาวบ้านไปทั่ว พอมีคนออกมาแย้งว่า แทนที่คุณจะมาเอาเท้าราน้ำเวลาคนอื่นเขาจัดฟอรัมอยู่อย่างนี้ ทำไมไม่เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดฟอรัมให้มีการพูดคุยในสิ่งที่คุณบอกว่าควรพูดเสียเองเล่า

สมศักดิ์กลับตอบโต้ด้วยมุกที่ผมอ่านแล้วไม่อยากจะเชื่อสายตาว่า "ผมไม่ได้เรียกร้องให้มีการจัดฟอรั่มเรื่องนี้ ผมจึงไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องเป็นคนจัด" คือถ้าสมศักดิ์เองก็ทำไม่ได้และไม่ได้อยากทำ ก็ช่วยหุบปากไปเวลาคนอื่นเขาพยายามทำกันอยู่จะดีกว่าไหม ไอ้การมาสักแต่พูดๆๆ ว่าทำไมไม่ทำ ทั้งๆ ที่ตัวเองมีศักยภาพที่จะทำได้แต่ก็ไม่ทำเองเนี่ย มัน...แย่ฮะ (ไม่รู้จะหาคำอะไรมาแทน)

และนี่คือประเด็นทั้งหมดฮะ ไม่เกี่ยวกะการแสบแก้วหูอะไรทั้งสิ้น อันนั้นเป็นน้ำที่สมศักดิ์ (และเห็บเหา) จะยกขึ้นมาทุกครั้งไม่ว่ากำลังโต้เถียงประเด็นอะไรกันอยู่

ถ้าใช้ตรรกะที่ว่าถ้าคุณไม่ได้

ถ้าใช้ตรรกะที่ว่าถ้าคุณไม่ได้ถูกตีหัวเอง คุณไม่มีสิทธิืไปบอกคนอื่นทีถูกตีหัวหรอกว่าอย่าไปตีเขาคืน ... คนที่ไม่ได้ถูกตีหัวเอง ควรจะมีสิทธิไปกระตุ้นให้คนอื่นไปตีหัวคนอื่นล้างแค้นคืนไหม ... สิทธิ์ในการเสนอความคิดเห็นมันมีอยู่ในตัวของเราทุกคนไม่ใ่ช่หรือ ... แต่จะรับฟังหรือไม่มันก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคลเช่นกัน .... แม้จะเป็นการกระทำต่อร่างกายผมก็ยังไม่เห็นว่าการไปกระทำตอบโต้เพื่อล้างแค้นด้วยตรรกะของเจ้าพ่อ หรือ นิยายจีนโบราณ มันจะเป็นยุทธวิธีที่ถูกต้องแต่อย่างใด..ยิ่งไม่นับกรณีการถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผลบ้างด้วยอารมณ์บ้างอย่างนี้ ซึ่งถ้าเป็นส่วนที่วิจารณ์ด้วยอารมณ์อันปราศจากเหตุผลเลย สังคมก็จะส่งหอกนั้นคืนสนองให้กับผู้วิจารณ์นั้นเองอยู่แล้ว ทำไมต้องไปเสียเวลา เสียอารมณ์ตอบโต้เพียงเพื่อจะสนองอารมณ์โกรธของตัวเองในขณะนั้นเท่านั้น ถ้าก็รู้อยู่ว่าเมื่อหายโกรธแล้วกลับมาพินิจก็จะสามารถตอบโต้ กลับไปด้วยเหตุและผลอย่างไม่ยากอะไร ... จะไปเสียเวลา เสียความคิดประดิษฐ์คำตอบโต้เพื่อสนองตอบอารมณ์อันขุ่นมัวของตัวเองตอนนั้นทำไม .... ถ้าเห็นว่าสมศักดิ์เสียเวลาไปเกือบครึ่งในการพร้ำเพ้อพรรณาเรื่องส่วนตัว และอีกค่อนในการค่อนแขะ ดูถูกเหยียดหยามคนอื่นในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ... แล้วคุณจะไปเสียเวลาทำอย่างนั้นซ้ำทำไม ...

แม้โดยรูปแบบแล้วคำวิจารณ์ของสมศักดิ์คงยากที่จะจัดเป็น Constructive Critic แต่ถ้าพิจารณาในเนื้อหาแล้วมันก็ตรงกับที่ผมเองตั้งคำถามอยู่ในใจ ว่าในการแสดงความคิดเห็น วิสัยทัศน์ ต่อปัญหา และ การแก้ปัญหาความขัดแย้งของไทย จึงแทบจะไม่มีใครพูดถึงสถาบันฯเลย??? ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สมศักดิ์ตั้งคำถามมานาน และกระตุ้นให้มีการพูดถึงประเด็นนี้มานานมากแล้ว ทั้งผ่านบทความ หรือ ผ่านการแสดงความคิดเห็นเหล่านี้ ... แต่ดูเหมือนจะไม่มีเสียงตอบกลับนัก .... ทั้งๆที่มันก็สามารถจะโต้กลับง่ายถ้าท่านเห็นว่า สถาบันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา อะไรแบบนี้ .... แต่เพราะความเงียบงันดังกล่าวจึงทำให้คนพาคิดกันไปว่าจริงแล้วส่วนใหญ่ก็เห็นว่าเป็นปัญหาน่ะแหละแต่ที่ไม่พูดถึงเพราะไม่กล้า เพราะกลัวความเสี่ยง ... ซึ่งในกรณีนี้ผมก็เห็นด้วยกับธงชัยที่ว่าไม่ควรไปตำหนิใครถ้าเขาจะมี Risk tolerance ที่ต่างกับเรา แม้ว่าตัวเขาเองอาจจะมี Ability to take risk ที่มากกว่าคนทั่วไปอย่างสมมติฐานของสมศักดิ์เองก็ตาม ... แต่ควรจะทำในมุมกลับคือกระตุ้นให้คนกล้า ...และชื่นชมคนที่กล้า

2.) เรื่องการเงินของ ศปช.

2.) เรื่องการเงินของ ศปช. ที่ได้ทิ้งท้ายไว้ในความเห็นแรก

ขออภัยที่มาตอบช้ากว่าที่กำหนด(คือ ‘เมื่อคืน’) เพราะหาเวลาฟังคลิปวิดีโองานเสวนาทั้งหมด อย่างที่ได้เขียนไว้ ว่าจะมีการชี้แจงเรื่องบประมาณของศูนย์ ซึ่งเมื่อได้ดูแล้ว การชี้แจงแทบจะทั้งหมด เป็นของ อ. ยุกติ (เข้าใจว่าหลังจากนั้น หลายครั้ง ก็มีการยืนยันในลักษณะว่างาน ศปช. เป็นงานอาสาสมัคร) ผมขอนำข้อความตามที่ อ.ยุกติ ชี้แจงตามในงานเสวนาช่วงต้น ดังนี้….

“…เนื่องจากคณะทำงานของเราไม่มีกองทุนใดๆ นอกจากจะรับบริจาคจากบุคคลทั่วไปแล้ว ศูนย์ได้จัดคอนเสิร์ต
เราจะไม่ทอดทิ้งกัน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 25 กันยายน 2553 เพื่อระดมทุนในการทำงาน
เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนหนึ่งก็เอามาช่วย เอามาสำหรับการทำงานของศูนย์ด้วย

สรุปงบประมาณ (ด้านล่างนี้ผมไม่ได้ถอดความมาหมดทุกคำ)
1. รายรับจากการขายบัตรเราไม่ทอดทิ้งกัน + รายรับจากภาพถ่าย การขายสินค้าต่างๆ
= 467,001.50 บาท หักลบต้นทุน 334,089.00 บาท คงเหลือ 132, 912.50 บาท เงินทั้งหมดเข้าบัญชี
ของศูนย์ฯ เตรียมจะมอบให้กับองค์กรญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการ ชุมนุมซึ่งอยู่ในระหว่างการจัดตั้ง
และอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อค้นหาความจริง และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับญาติ
2. เงินบริจาคทางบัญชี วันนี้มียอดเงินอยู่ที่ 54,091.00 บาท ยังไม่มีการถอนใดๆ เลย เงินส่วนใหญ่
ในงานที่ผ่านมาเกิดจากการควักกระเป๋าช่วยกัน…”

ผมคิดว่าก่อนอื่น จะต้องอธิบายว่า ข้อความในเรื่องเงินของผม ไม่ได้หมายถึงนักวิชาการ, คนเขียนบทความ, หรือ ผู้ดำเนินรายการทุกคน แต่ผมหมายถึง “สต๊าฟของ ศปช.”เป็นหลัก และแน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงคุณภควดี (อย่างที่ได้ชี้แจงไปแล้วในความเห็นที่สอง) ในส่วนนี้มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น และคนที่ผมหมายถึงจริงๆ ที่ไม่ได้ออกมาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา – อาจจะเป็นเพราะความสับสนระหว่างประเด็นแรก ซึ่งได้เขียนไปแล้ว กับประเด็นที่สองซึ่งเขียนถึงทีมงานของศปช. (อาจมีประเด็นที่ไม่ใช่เรื่องเงินโดยตรงอยู่บ้าง ซึ่งเขียนไปแล้วเช่นกัน
ก็คือนักวิชาการต้องตอบแทนสังคมแลกกับความนิยมที่ได้รับกลับมา)

ด้วยเหตุนี้กลายเป็นว่าคนชี้แจงกลับไม่ใช่คนทำงาน ศปช. โดยตรง แต่เป็นนักวิชาการที่เป็น guest ของงานทั้งหมด (ผมไม่ได้ใช้เฟซบุ๊คอันเก่าแล้ว จึงไม่ทราบความเคลื่อนไหว แต่มีเพื่อนได้เล่าให้ฟังว่ามีปฏิกิริยาหลายอย่างเกิดขึ้นในนั้น แต่ก็เป็นนักวิชาการ หรือ guest ของงานนั่นแหละที่ต้องออกมา “รับหน้า” แทน) ในที่นี้ ก็คือคุณภควดี ซึ่งผมเชื่อว่าคงไม่ทราบข้อมูลภายในของศูนย์เช่นกัน อย่างที่ได้กล่าว ก็คือกลายเป็นว่า คนที่ไม่ทราบอะไร ต้องออกมาชี้แจงแทนคนที่ทราบทุกเรื่องดี

ในครั้งแรกอาจจะไม่แฟร์ ที่ต้องบอกว่าเป็นความลับ เมื่อตัดสินใจจะเขียน แต่ก็ยังยืนยันว่าขอสงวนแหล่งที่มาไว้เป็นความลับเช่นเดิม ซึ่งผมคงจะต้องเขียนว่า เนื่องจากผมได้รับทราบข้อมูลบางอย่างว่า ทีมงานของ ศปช. ในออฟฟิซ บางคนได้รับเงินในลักษณะเงินเดือนจำนวนมากจากการทำงานของศูนย์ฯ ในฐานะเป็น ‘เจ้าหน้าที่เต็มเวลา’ การเดินทางใช้เครื่องบินทั้งเที่ยวไป-กลับ - ในขณะเดียวกัน ก็มีทีมงานลงพื้นที่ (มักเป็นทนายอาสา) ซึ่งได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงปริมาณน้อย (ไม่มีเงินเดือน) และทั้งทีม (3-4 คน) มักต้องอยู่ในห้องขนาดเล็กห้องเดียวกันเพื่อประหยัดเงินทั้งการเดินทาง (รถทัวร์) และค่าที่พัก ค่าอยู่กิน ฯลฯ

นี่เป็นข้อมูลส่วนแรก ซึ่งความเป็นจริงผมก็ไม่ได้มีปัญหาหากอาสาสมัครจะได้รับเงินจากการทำงาน เพราะค่าใช้จ่ายต่อการทำงานก็จำเป็น และในเมื่อทำงานก็สมควรจะได้รับค่าตอบแทน เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่คำถามก็คือว่างบประมาณของ ศปช. ที่ถูกใช้นั้น เป็นไปอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ งานลงพื้นที่ ซึ่งเป็นงานที่หนัก(ทนายอาสาสมัครทำงานหนักมาก ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา เผชิญหน้ากับสภาวะจิตใจที่เป็นทุกข์ ฯลฯ โดยเฉพาะเมื่อช่วงที่ต้องลงพื้นที่ตอนน้ำท่วม ก็ต้องหารถเข้าไปในพื้นที่กันลำบากไม่น้อย) มีสัดส่วนค่าตอบแทนเป็นอย่างไร
เงินงบประมาณส่วนใหญ่นำไปสู่การค้นหาข้อมูล, การช่วยเหลือ - ว่าค่าตอบแทนระหว่างในออฟฟิซ กับในพื้นที่ มีน้ำหนักเป็นอย่างไร? แล้วค่าตอบแทนในปัจจุบันที่ใช้ในการทำงานมาจากไหน? ส่วนที่เปิดเผยได้ ถูกนำไปใช้ในแต่ละส่วนอย่างไรบ้าง?

ในข้อมูลส่วนที่สอง เรื่องที่ว่าไม่มีการเขียนโครงการเพื่อขอเงินนั้น คงจะต้องบอกว่าไม่จริง ทีมงาน(ซึ่งไม่ใช่ guest) น่าจะทราบส่วนนี้ดี และเงินที่ได้จากโครงการนี้เท่าที่ทราบ ก็ไม่ใช่เพื่อจะนำไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่เป็นการใช้งานในออฟฟิซ เป็นเบี้ยเลี้ยง เป็นค่าตอบแทนให้กับคนทำงานเต็มเวลา และอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าผมสงสัยปัญหาการบริหารจัดการงบประมาณในส่วนแรกอยู่ว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่อย่างไร แต่เรื่องการเขียนโครงการขอเงินนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เป็นเรื่องที่ผมเข้าใจได้เช่นกัน หากแต่เมื่อผสมกับข้อมูลที่ได้ทราบมาว่าการบริหารจัดงานเงินเป็นปัญหา ในเรื่องนี้ก็คงจะต้องท้วงติง

ผมคิดว่าการพิสูจน์เรื่องนี้ให้ได้ ก็คงจะต้องเป็นหน้าที่ศูนย์ ซึ่งจะต้องชี้แจง รายละเอียด ดังต่อไปนี้
1. ทีมงานศูนย์มีกี่ประเภท, ค่าตอบแทนทีมงานศูนย์ เป็นอย่างไร,
2. งบประมาณที่ใช้ในการทำงานปัจจุบัน ได้มาจากส่วนไหน แบ่งเป็นสัดส่วน อย่างไรบ้าง
3. เนื้องานปัจจุบันในฐานะศูนย์ข้อมูล มีสถานะของข้อมูลเป็นอย่างไร ได้จากส่วนใดบ้าง(การลงพื้นที่, มีคนส่งมาให้, การค้นคว้าจากในเน็ท) กี่เปอร์เซ็นต์ และสัดส่วนของงบประมาณที่สนับสนุน.ให้กิจกรรมแต่ละประเภทเป็นเช่นไร
4. เนื้องานในฐานะเป็นหน้าที่หนึ่งของศูนย์(ซึ่งแถลงว่าจะช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ) มีสถานะเป็นอย่างไรบ้าง ได้ช่วยเหลือส่วนใดบ้าง และสัดส่วนของบประมาณที่สนับสนุนให้กิจกรรมแต่ละประเภทเป็นเช่นไร

ผมคิดว่ารายละเอียด 4 ข้อ นี้น่าจะพอยืนยันความสมเหตุสมผลของการบริหารจัดการงบประมาณได้ หากข้อมูลส่วนแรกที่ผมได้ทราบมาไม่เป็นความจริง ผมก็พร้อมจะขอโทษ แต่ข้อมูลส่วนที่สองย่อมเป็นความจริง เพราะผมทราบมาด้วยตัวเอง

I Pad มาแว๊ว ก๊าบบบบ :)~ เอ!

[color=brown][size=14]I Pad มาแว๊ว ก๊าบบบบ :)~

เอ! ทำไมทำหน้าเหม็นเบื่อกันยังงั้น? อิอิอิ

ที่จริงไม่มีอะไรหรอกครับ แค่จะมาจับผิดเชิง Quality Analysis นิโหน่ย! :)~

เมื่อวาน (6/11/2010) เฉพาะในกระทู้ของน้องหน้าจืดฟันเหลือง มีการโต้ตอบกันไป กัดกันเองมา ถึง 54 กระทู้ (อิอิ ฮิฮิ) ทำให้ I Pad คิดเอาเองว่า เมื่อวานนี้ Stat. ของ ป่าช้าไท คงกระฉูดตูดโด่ง ติดฮอดชาทหิดกะเขามั่ง ปรากฎว่า กลายเป็งงี้ไปฉิบ! ดูเอา[/color][/size]

[color=red][size=12]ประชาไท หนังสือพิมพ์บนเว็บ
http://www.prachatai.com
UIP: 1,943, USS: 2,490, PV: 5,165
เทียบกับสมาชิกทั้งหมด (อันดับ 721) [ 19] > ข่าว-สื่อ > รวมข่าวออนไลน์
Keywords: ประชาไท,prachatai,prachathai,news,ข่าว,หนังสือพิมพ์

Traffic RatingPopularity RatingContent Rating 5.2
5.6
3.9
Average Visitor Time: 00:07:14 124 ครั้ง
Max Concurrent Online Users 22 Users (เวลา 13:57 น.)

เพศ
ผู้ชาย 64.93%
ผู้หญิง 35.07%
การศีกษา
ประถม-ม.ต้น 30.48%
ม.ปลาย-ปวส. 32.56%
ป.ตรี 28.60%
> ป.ตรี 8.35[/color][/size]

[color=brown][size=14]และเทียบกับของ ผู้จัดกาก ตัวดี (อิอิอิ) กลับกลายเป็นว่า ดังนี้[/color][/size]

[color=blue][size=12]7. ASTV ผู้จัดการออนไลน์
ASTV ผู้จัดการออนไลน์ เว็บข่าวอันดับหนึ่ง 7 ปีซ้อน รายงานข่าวรวดเร็ว ถูกต้อง ทันสถานการณ์ ครบทุกประเด็น รู้เร็ว รู้ลึก รู้จริง ASTV ผู้จัดการออนไลน์
> ข่าว-สื่อ > หนังสือพิมพ์
UIP:263,301, USS: 556,919, PV:1,992,750 , UIP ต่างประเทศ: 11.95% (31,465)
>> ISP: True Corporation Co.,Ltd. 30.55% (80,449 UIP) (สนับสนุนปีที่ 8) 02-632-7279
Traffic RatingPopularity RatingContent Rating 8.9
9.3
6.6
Visitor:272,819 [New:23.26% ,Return:80.79%] Visit Depth: 7.2,Exit Rate: 37.27%
Average Visitor Time: 00:09:36, 61,618 ครั้ง
Max Concurrent Online Users 5,726 Users (เวลา 09:20 น.)
45 Comments
เพศ
ผู้ชาย 63.17%
ผู้หญิง 36.83%
การศีกษา
ประถม-ม.ต้น 21.8%
ม.ปลาย-ปวส. 28.09%
ป.ตรี 36.61%
> ป.ตรี 13.50%[/color][/size]

[color=brown][size=14]เอ้อ! ผมขอ'ญาต อธิบายเนิดเดวนะก๊าบบบบบ อย่าเพิ่งกัดผมนะก๊าบบบบบ!

เมื่ววานวันที่ 6 พย. 53 มีการโพสต์ข้อความกัดกันไปมาของหนูผักและนายสมสักกลัวตู่ รวมทั้งมกองเชียร์ของทั้งสองฝ่ายร่วมแจมบ้างประปรายสูงถึง 52 'เม๊นท์

ถ้าหากเป็นเหตุการณ์ทั่วๆ ไป ผลของเหตุใหญ่ๆ ที่มีขาโจ๋ของกลุ่มนี้ออกมา Action กันใหญ่โตแบบนี้ กระแสความนิยมของสังคมแห่งนี้ควรจะติดขาร์ทฮิตกันเปรี้ยงปร้าง แต่ผลกลับเป็นว่า ที่กัดกันเปี้ยงป้าง! ผลออกมากลายเป็นดัง ปู้ดป้าด (ของนายหงอก) และของน้องผักดัง[/color][/size] [color=brown][size=11]ปี๋...ปิ๊ด....ปี๋[/size] [size=14]สาเหตุเพราะน้องผักเธอเป็นสตรี น่ะ เธอเลยไม่กล้าเบ่งดัง เหมือนนายหงอกมัน (ฮา)

เอาใหม่ เลอะเทอะไปใหญ่แล้วผม ฮ่าฮ่าฮ่า คืองี้ เมื่อวาน ขาโจ๋ ป่าช้าไท และ กองหนุน มากัดกันเอง (ครื้นเครงยกกะลา) (ฮา) นึกว่า ป่าช้าไท จะอาการกระเตื้องขึ้น แต่พอดู Stat. จาก True Hits กลับกลายเป็ง! ว่า คนดูจากที่เคยอยู่แถว 2พันก่า ตกเหลือ 1,943 เท่านั้น ซึ่งจะให้วิเคราะห์แบบเยาะเย้ย (Satire Analysis) ;)~ ก็คิดได้อย่างเดียวว่า ผลที่ไอ้ 2 ตัว (ที่จริงเป็น ไอ้ 1 อี 1 อิอิอิ) มันกัดกันให้วุ่นวาย ได้ก่อความรำคาญเสียยิ่งกว่าที่ I Pad มา ป่วน ป่าช้าไท อย่างมากผลก็คือ จำนวน Audience ได้ลด ฮวบฮาบ จาก 2พัน 6 ในวันก่อน มาเหลือ 1 พัน 9 ร้อย กั่วๆ ในวันวาน

นั่นไม่เท่ากับว่า I Pad มาป่วน ปาช้าไท คนกลับชอบดู มากกว่า ไอ้หงอก กับ อีผัก มันกัดกันเอง หรอกหรือ (อิอิอิ) 'ขอคุยทับหน่อยนะ' ฮิฮิฮิ

แต่อย่าเพ่อ ถอนใจไปครับท่านผู้ชม ให้ดู Ratio ระดับการศึกษาของ 2 เว็บ ดูดิ้ครับ! :)~

ของ ป่าช้าไท ป. ตรี Up ได้ตกลงต่ำกวา 37% เป็นครั้งแรกในรอบไตรมาศ ;)~ เหลือ 36.95% ทั้งๆ ที่มีระดับ รศ. กับ ระดับนักเคลื่อนไหวทางสังคม มากัดกันโชว์ให้ดู ซึ่งตอนแรกนึกว่าน่าจะมีคนมีการศึกษาเข้ามาดูกันกระฉูด แต่กลายเป็นว่า คนมีการศึกษาเห็นอาการ 'กัดกันหยังก๊ะหมา' ของคู่นี้ พากันหนีออกจากป่าช้าไทไปเกือบๆ 1% เลยทำให้สัดส่วนคนจบ ป. ตรี ของ ป่าช้าไท ซึ่งน้อยเป็นสามัญอยู่แล้ว หายไปอีกเกือบ 1% อยางน่าใจหาย

แต่ตรงข้าม ของ ผู้จัดกาก เมื่อวานก็ไม่มีประเด็นอะไรใหญ่ๆ นอกจากกรณี MOU 43 แต่ก็เก่ามาหลายวันแล้ว แต่ Ratio กลับโดดขึ้นมาเกือบ 1% ซะนี่ (อิอิอิ)

ตกลง ที่กัดกันนี่ไม่ค่อยมีคนเขาสนใจรู้ตัวกันมั่งมะก๊าบบบบบ! ;)~[/color][/size]

ผมคิดว่าปัญหาสำคัญอันหนึ่งก็ค

ผมคิดว่าปัญหาสำคัญอันหนึ่งก็คือว่า ไม่ค่อยมีนักวิชาการคนไหน บอกเหตุผลว่าทำไมไม่พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์
แบบเปิดอกเปิดใจกันสักเท่าไร ดูเหมือนว่าจะมีแค่ไม่กี่คนที่ตอบแบบนี้ หนึ่งในนั้นก็คือ การพูดว่า 'ก็เพราะสถาบัน
กษัตริย์ไม่ใช่ปัญหาสำคัญของสังคมไทย' แบบที่พิชญ์พูด ในงานเสวนาของสันติประชาธรรมครั้งที่แล้ว ซึ่งเมื่อตอบ
ก็ทำให้คนในที่สาธารณะ ซึ่งฟังอยู่สามารถตั้งคำถามได้ว่าการตอบแบบนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่

ถ้าคุณภควดี หรือคนอื่นๆ จะบอกว่า "มีความเสี่ยง" มันก็จะช่วยทำให้คนที่ฟังอยู่ช่วยตั้งคำถามเรื่องความเสี่ยงที่ว่าได้อีกเหมือนกัน

ถ้ายังไม่มีปัญญาชนตอนนี้พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ ก็เริ่มพูดเรื่องที่ง่ายที่สุด คือเหตุผลที่ทำไมถึงไม่พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์

ปล. ผมเคยเห็นข่าวที่คุณสมศักดิ์ออกรายการทีวีกับเนชัน วิพากษ์วิจารณ์เรื่องตากใบ ? ไม่ใช่รึ?

จริงๆที่ดิฉันเห็นว่าคอมเม้นท์

จริงๆที่ดิฉันเห็นว่าคอมเม้นท์ของคุณและอ.สมศักดิ์มีปัญหาคือ
1. การวิจารณ์ของอ.สมศักดิ์ไม่แฟร์ในแง่ที่ออกมาวิจารณ์'ก่อน'จะที่งานสัมมนาจะเกิดขึ้น อ.สมศักดิ์ได้อ่านเพียงบทความกรณีอาเจนติน่าของคุณภัควดีซึ่งใช้ประกอบการประชาสัมพันธ์แล้วฟันธงทันทีว่าประเด็นการสัมมนานั้น naive พูดได้อย่างไรว่าของไทยมีการเปลี่ยนผ่านแล้ว ฯลฯ จริงๆแล้วการจัดสัมมนาโดยใช้ประเทศอื่นๆเป็นกรณีศึกษาก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าTJเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง แต่ละประเทศมีบริบทอย่างไรที่เป็นเงื่อนไขให้เกิดหรือไม่ให้เกิดTJ และชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังไม่ใช่ TJ อย่างที่รัฐบาล คอป. ฯลฯพยายามกล่าวอ้าง เช่น นำมาเปรียบเทียบว่าเหมือนTRCของแอฟริกาใต้ เป็นต้น

ดังนั้นถ้าอ.สมศักดิ์ได้ฟังการสัมมนาจนจบแล้วออกมาวิจารณ์ว่า naiveเพราะเห็นว่าไม่มีการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองอย่างมากพอ การวิจารณ์ของอาจารย์จะมีน้ำหนักมากกว่า (แต่กระนั้นเหตุผลของอ.ธงชัยก็ยังต้องรับฟัง ให้แต่ละคนประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของตนเอง)

2. กรณีอดิเทพ – มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้งในประเด็นที่คุณตอบมาเรื่องการจัดงานสัมมนา และประเด็นความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของศูนย์ฯ ประเด็นหลังที่เห็นว่ามีปัญหาคือการกล่าวหาแบบลอยๆในคอมเม้นท์แรกๆของคุณ แต่ล่าสุดที่คุณวิจารณ์และแจงคำถามมา ดิฉันเห็นด้วยทั้งหมดและเห็นเป็นเรื่องที่ดีมากที่เราช่วยกันตรวจสอบ (ปัญหาของNGOหรอCivil societyคือไม่มีการตรวจสอบ) แ่ต่ยังไงขออนุญาตมาขยายเหตุผลของตัวเองภายหลังนะคะ ตอนนี้มีธุระอื่นต้องทำ

ส่วนการจะตอบคำถามของอดิเทพ ทางศปช.จะทำแถลงการชี้แจงการทำงานของศูนย์ฯและการใช้งบประมาณต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ เพราะการทำงานของศปช.ต้องaccountableต่อสาธารณะทั้งหมดค่ะ

ขออภัยครับ

ขออภัยครับ ที่ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสาร
ที่ผมเขียนในข้อความที่ "#342401" ว่า
"ความจริง ก็มีการทำงานด้านนี้อยู่แล้วระดับหนึ่ง เช่น . . . ฝ่ายวิชาการ (กลุ่มที่คุณชัยธวัชเคยเป็นตัวแทนแถลงข่าว ขออภัยไม่ได้ค้นรายละเอียด)"
หมายถึง ศปช. ที่กล่าวถึงในกระทู้นี้นั่นเองครับ ซึ่งผมน่าจะเคยเห็นจากข่าว เช่น

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1282293474&grpid=03&catid=no

ผมคิดว่าคูณภัควดีก็พยายามนำเส

ผมคิดว่าคูณภัควดีก็พยายามนำเสนอบทความ งานแปลต่างๆที่ช่วยเปิดโลกทัศน์
ทำให้เราได้เห็นข้อเปรียบเทียบ เห็นปัญหาในมุมกว้าง เข้าใจความซับซ้อนในแง่มุมต่างๆดีขึ้น

ส่วนอาจารย์สมศักดิ์ ถ้าให้เดา ผมก็คิดว่า เวลาแกพูดว่า "เจ็บปวด เศร้า โกรธ ฯลฯ" เพราะนักวิชาการ ปัญญาชนเงียบต่อประเด็นสถาบัน ก็น่าจะเป็นอย่างที่แกพูดจริงๆ
คือแก "เจ็บปวด เศร้า โกรธ ฯลฯ" อย่างที่พูดจริงๆ

แม้แต่ผมเองที่เพิ่งมาคิดประเด็นนี้จริงๆเพียงไม่ถึงปี ผมก็รู้สึกได้นะ!

คุณปิศาจครับ

คุณปิศาจครับ ใครหรือครับที่ไปกระตุ้น? ผมบอกว่าคุณภัควดีจะตอบโต้เช่นไรนั้นเป็นสิทธิ์ของเธออย่างเต็มที่ (เพราะเธอเป็นคนที่ถูกตีหัวโดยตรง) ไม่ใช่คุณหรือผมหรือใครหน้าไหนที่ไม่ได้โดนตีหัวเองจะมีสิทธิ์ไปบอกว่า "ปล่อยไว้ให้มันเจ็บไปอย่างนั้นแหละ" ถูกไหมครับ?

ผมไม่เคยบอกว่า "เอาเลย คุณภัควดี เอาคืนเลยให้เต็มที่" อย่างนี้สิครับถึงเรียกว่าเป็นการกระตุ้นให้ล้างแค้นเอาคืน คุณปิศาจพอจะเข้าใจประเด็นนี้ไหมฮะ?

ส่วนที่ว่าคุณภัควดีเธอจะเสียเวลาไปทำไม......ผมว่าเธอก็ได้ตอบไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า "โปรดเข้าใจด้วยว่านี่เกิดจากการสะสม" ถ้ามีคนมาตีหัวคุณครั้งที่หนึ่ง...ครั้งที่สอง.... โอเค ครั้งสามอาจจะยังไหวอยู่ แต่หากเป็นครั้งที่ร้อย แล้วคุณก็ยังเฉยอยู่ได้มันก็เป็นความสามารถพิเศษของคุณคนเดียวมั้งฮะ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น คนที่โดนตีหัวจนเจ็บคือคุณภัควดีเข้าใจไหมฮะ คุณไม่มีสิทธิ์ไปเบลมการโต้ตอบของเธอ (เช่นไปพูดว่าทำไมต้องไปตอบโต้ ทำไมต้องไปเสียเวลา) เลยแม้แต่นิดเดียว (เหมือนกับผมที่ไม่มีสิทธิ์ไปห้ามเธอไม่ให้โต้ตอบกลับ-และผมก็ไม่ได้ห้าม-เท่าๆ กับผมก็ไม่ได้ห้ามให้คุณแสดงความคิดเห็นนะฮะ)

ส่วนการที่คุณบอกว่า "ในการแสดงความคิดเห็น วิสัยทัศน์ ต่อปัญหา และ การแก้ปัญหาความขัดแย้งของไทย จึงแทบจะไม่มีใครพูดถึงสถาบันฯ" ถ้าคุณหลับตาอยู่ก็กรุณาลืมตาอ่านความเห็นของคุณ Wanderer อีกทีนะครับ ถ้าเห็นว่าเป็นความเงียบคุณคงต้องซื้อเครื่องช่วยฟังมาติดที่หู ผมอ่านงานนิธิ ยังรู้เลยว่าอย่างนิธิเองยังพูดถึงสถาบันฯ บ่อยแค่ไหน อยู่ที่ว่าคุณจะเปิดใจรับรู้ว่านั่นคือการ "พูดถึง" แล้วหรือยัง อย่างที่บอกฮะว่า ประเด็นของสมศักดิ์(และเห็บเหา) มีแค่ "ใครก็ทำสู้กูไม่ได้" ไม่ใช่ "ทำไมไม่มีใครทำ"

ไม่แปลกใจที่สมศักดิ์มาติเรือท

ไม่แปลกใจที่สมศักดิ์มาติเรือทั้งโกลน เขามักทำเก่งรู้ดีก่อนสถานการณ์ ทำเป็นว่าตัวเองรู้ลึก เดาทางออกอยู่เสมอ

แต่ที่น่ารำคาญและน่าผิดหวังคือ คนที่เชื่อตามเขาอย่างง่ายๆ ซึ่งก็สมแล้วที่เพิ่งตาสว่างเพราะถูกหลอกมาตั้งนาน ก็เลยถูกจูงโดยสมศักดิ์ได้ง่ายๆต่อไป

ตลกจะตายที่สมศักดิ์และ Atitheb ดูแคลนว่านักวิชาการรุ่นใหม่ไม่มีกึ๋นและความกล้าพอที่จะพูดเรื่องสถาบัน กรณี Atitheb น่ะควรให้อภัยในประเด็นนี้ เพราะเด็กวานซืน (ขอสบประมาทตามตัวอักษร) ย่อมยังไม่ได้อ่านอะไรมากมาย คือเด็กเพิ่งตาสว่างน่ะ ไม่ว่าไรหรอก) แต่กรณีสมศักดิ์ ตีขลุมเก่งอย่างนี้นี่เองที่สร้างกระแสได้เรื่อยๆจากการดูแคลนแบบเหมาๆ ส่วนคนที่เชื่อตามสมศักดิ์ ก็ต้องปล่อยให้เป็นกรรมของสัตว์โลกไป สักวันพวกคุณคงได้อ่านอะไรที่เกินไปจากงานเชียนที่ทำให้สมศักดิ์ติดผังศอฉ. (อันทรงเกียรติละหรือ) ได้บ้าง

ส่วนเรื่องเงินๆทองๆของ ศปช. คราวหน้าคราวหลัง Atitheb ถามให้มันสร้างสรรค์หน่อย ไม่ต้องทำเป็นสร้างกระแสตามผู้ใหญ่ที่ไร้สาระหรอก สไตล์แบบนั้นน่ะ ไม่ทำให้สังคมได้อะไรขึ้นมาหรอก ส่วนข้อมูลที่ได้มา ก็น่าจะลองถามเพื่อขอข้อเท็จจริงก่อน ไม่ใช่ใช้ท่าทีเหมือนประณามกันก่อนโดยไม่มีหลักฐานอะไร คนทำงานสังคมเหมือนกันก็น่าจะเห็นใจกันบ้าง

จริงๆ ไม่คิดว่าคอมเมนท์ของ

จริงๆ ไม่คิดว่าคอมเมนท์ของ 'หงอกชาย' มีสาระเท่าไร แต่ถ้าจะวิจารณ์ผม ก็ขอให้วิจารณ์ผมในฐานะเป็น 'คน'
ไม่ใช่ในฐานะ 'เด็กวานซืน' และผมไม่ใช่ 'เด็กเพิ่งตาสว่าง'

(เรื่องตลกเล็กน้่อยก็คือ คำว่า 'ตาสว่าง' ในความหมายแบบการเมืองที่ใช้กันทุกวันนี้ ผมเป็นคนใช้เป็นคนแรก
ในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน กระทู้หมายเลข 46805 หัวข้อ "คุณ "ตาสว่าง" ตั้งแต่เมื่อไร" ที่ผมโพสต์ขึ้นในวันที่
2007-10-04 เวลา 17:59:06 - คุณสามารถไปเช็คในฐานข้อมูลเว็บไซต์ได้ และนี่เพราะผมสนใจค้น
คำทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอินเทอร์เน็ทหลังรัฐประหารเป็นต้นมา จึงมีสถิตินี้อยู่ในมือ ถ้ามีข้อมูลหักล้างก็ยินดีรับไว้
ปล. คำอื่นๆ 'ผัวบอดเมียอ้วน' 'ซาบซึ้ง' 'น้ำยาหยอดตา' 'ร้านแว่น' ฯลฯ ก็กำลังอยู่ระหว่างการค้นคว้า)

เอาเป็นว่าอนุโลม และข้ามเรื่องตลกที่ 'หงอกชาย' ผู้ 'ตาสว่างมานานแล้ว' จะต้องมาใช้คำการเมืองที่ผมเป็นคน
ให้นิยามใหม่ขึ้น การดูถูกว่าผม 'ยังไม่ได้อ่านอะไรมากมาย' นี่ก็คงจะเป็นเรื่องแย่เกินไปหน่อย อายุไม่ได้เอามาวัด
ว่าใครอ่านหนังสือมาเท่าไร เวลา 10 ปีของผม อาจจะมากกว่า 30 ปีของบางคน ถ้าชีวิตไม่ค่อยได้ใช้ทำอะไร
ดังนั้นสิ่งที่วัดได้ก็คือเหตุผล ถ้าไม่มีเหตุผล ไม่มีความสามารถ ไม่ต้องเขียนมาเสียยังดีกว่า (ไม่นับเรื่อง 'ตาสว่าง')

โอ้! ท่าน Atitheb

โอ้! ท่าน Atitheb นี่เองที่ประดิษฐ์คิดค้นคำว่า "ตาสว่าง" ขึ้นมา หามานานแล้ว นับถือๆ

นับว่าสร้างกระแสสั่นสะเทือนเจ้าได้รุนแรงจริงๆ ไม่รู้่ว่าหากไม่มีคำนี้ ป่านนี้ใครจะรู้ตัวไหมว่า "โครงสร้างอารมณ์เห่งยุคสมัย" ขณะนี้คือควรเรียกว่าอะไร หรืออาจไม่มีใครรู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร

ไม่รู้ว่าหากไม่มีคำนี้ ป่านนี้สถาบันเจ้าจะสั่นสะเทือนได้ขนาดนี้หรือไม่ โอ้! อะไรกันนี่

ขอถอนคำพูดว่าร้ายทั้งหมดครับท่าน Atitheb

จะคอยติดตามงานท่านและสมศักดิ์อย่างไม่คลาดสายตา มีแต่ท่านทั้งสองเท่านั้นที่จะชี้นำสังคมและตรวจสอบการทำงานของกลุ่มสังคมอื่นอย่างรักใคร่เป็นห่วงเป็นใยได้

Atitheb Chaiyasitdhi

[quote=Atitheb Chaiyasitdhi]2.) เรื่องการเงินของ ศปช. ที่ได้ทิ้งท้ายไว้ในความเห็นแรก

ขออภัยที่มาตอบช้ากว่าที่กำหนด(คือ ‘เมื่อคืน’) เพราะหาเวลาฟังคลิปวิดีโองานเสวนาทั้งหมด อย่างที่ได้เขียนไว้ ว่าจะมีการชี้แจงเรื่องบประมาณของศูนย์ ซึ่งเมื่อได้ดูแล้ว การชี้แจงแทบจะทั้งหมด เป็นของ อ. ยุกติ (เข้าใจว่าหลังจากนั้น หลายครั้ง ก็มีการยืนยันในลักษณะว่างาน ศปช. เป็นงานอาสาสมัคร) ผมขอนำข้อความตามที่ อ.ยุกติ ชี้แจงตามในงานเสวนาช่วงต้น ดังนี้….

“…เนื่องจากคณะทำงานของเราไม่มีกองทุนใดๆ นอกจากจะรับบริจาคจากบุคคลทั่วไปแล้ว ศูนย์ได้จัดคอนเสิร์ต
เราจะไม่ทอดทิ้งกัน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 25 กันยายน 2553 เพื่อระดมทุนในการทำงาน
เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนหนึ่งก็เอามาช่วย เอามาสำหรับการทำงานของศูนย์ด้วย

สรุปงบประมาณ (ด้านล่างนี้ผมไม่ได้ถอดความมาหมดทุกคำ)
1. รายรับจากการขายบัตรเราไม่ทอดทิ้งกัน + รายรับจากภาพถ่าย การขายสินค้าต่างๆ
= 467,001.50 บาท หักลบต้นทุน 334,089.00 บาท คงเหลือ 132, 912.50 บาท เงินทั้งหมดเข้าบัญชี
ของศูนย์ฯ เตรียมจะมอบให้กับองค์กรญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการ ชุมนุมซึ่งอยู่ในระหว่างการจัดตั้ง
และอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อค้นหาความจริง และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับญาติ
2. เงินบริจาคทางบัญชี วันนี้มียอดเงินอยู่ที่ 54,091.00 บาท ยังไม่มีการถอนใดๆ เลย เงินส่วนใหญ่
ในงานที่ผ่านมาเกิดจากการควักกระเป๋าช่วยกัน…”

ผมคิดว่าก่อนอื่น จะต้องอธิบายว่า ข้อความในเรื่องเงินของผม ไม่ได้หมายถึงนักวิชาการ, คนเขียนบทความ, หรือ ผู้ดำเนินรายการทุกคน แต่ผมหมายถึง “สต๊าฟของ ศปช.”เป็นหลัก และแน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงคุณภควดี (อย่างที่ได้ชี้แจงไปแล้วในความเห็นที่สอง) ในส่วนนี้มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น และคนที่ผมหมายถึงจริงๆ ที่ไม่ได้ออกมาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา – อาจจะเป็นเพราะความสับสนระหว่างประเด็นแรก ซึ่งได้เขียนไปแล้ว กับประเด็นที่สองซึ่งเขียนถึงทีมงานของศปช. (อาจมีประเด็นที่ไม่ใช่เรื่องเงินโดยตรงอยู่บ้าง ซึ่งเขียนไปแล้วเช่นกัน
ก็คือนักวิชาการต้องตอบแทนสังคมแลกกับความนิยมที่ได้รับกลับมา)

ด้วยเหตุนี้กลายเป็นว่าคนชี้แจงกลับไม่ใช่คนทำงาน ศปช. โดยตรง แต่เป็นนักวิชาการที่เป็น guest ของงานทั้งหมด (ผมไม่ได้ใช้เฟซบุ๊คอันเก่าแล้ว จึงไม่ทราบความเคลื่อนไหว แต่มีเพื่อนได้เล่าให้ฟังว่ามีปฏิกิริยาหลายอย่างเกิดขึ้นในนั้น แต่ก็เป็นนักวิชาการ หรือ guest ของงานนั่นแหละที่ต้องออกมา “รับหน้า” แทน) ในที่นี้ ก็คือคุณภควดี ซึ่งผมเชื่อว่าคงไม่ทราบข้อมูลภายในของศูนย์เช่นกัน อย่างที่ได้กล่าว ก็คือกลายเป็นว่า คนที่ไม่ทราบอะไร ต้องออกมาชี้แจงแทนคนที่ทราบทุกเรื่องดี

ในครั้งแรกอาจจะไม่แฟร์ ที่ต้องบอกว่าเป็นความลับ เมื่อตัดสินใจจะเขียน แต่ก็ยังยืนยันว่าขอสงวนแหล่งที่มาไว้เป็นความลับเช่นเดิม ซึ่งผมคงจะต้องเขียนว่า เนื่องจากผมได้รับทราบข้อมูลบางอย่างว่า ทีมงานของ ศปช. ในออฟฟิซ บางคนได้รับเงินในลักษณะเงินเดือนจำนวนมากจากการทำงานของศูนย์ฯ ในฐานะเป็น ‘เจ้าหน้าที่เต็มเวลา’ การเดินทางใช้เครื่องบินทั้งเที่ยวไป-กลับ - ในขณะเดียวกัน ก็มีทีมงานลงพื้นที่ (มักเป็นทนายอาสา) ซึ่งได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงปริมาณน้อย (ไม่มีเงินเดือน) และทั้งทีม (3-4 คน) มักต้องอยู่ในห้องขนาดเล็กห้องเดียวกันเพื่อประหยัดเงินทั้งการเดินทาง (รถทัวร์) และค่าที่พัก ค่าอยู่กิน ฯลฯ

นี่เป็นข้อมูลส่วนแรก ซึ่งความเป็นจริงผมก็ไม่ได้มีปัญหาหากอาสาสมัครจะได้รับเงินจากการทำงาน เพราะค่าใช้จ่ายต่อการทำงานก็จำเป็น และในเมื่อทำงานก็สมควรจะได้รับค่าตอบแทน เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่คำถามก็คือว่างบประมาณของ ศปช. ที่ถูกใช้นั้น เป็นไปอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ งานลงพื้นที่ ซึ่งเป็นงานที่หนัก(ทนายอาสาสมัครทำงานหนักมาก ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา เผชิญหน้ากับสภาวะจิตใจที่เป็นทุกข์ ฯลฯ โดยเฉพาะเมื่อช่วงที่ต้องลงพื้นที่ตอนน้ำท่วม ก็ต้องหารถเข้าไปในพื้นที่กันลำบากไม่น้อย) มีสัดส่วนค่าตอบแทนเป็นอย่างไร
เงินงบประมาณส่วนใหญ่นำไปสู่การค้นหาข้อมูล, การช่วยเหลือ - ว่าค่าตอบแทนระหว่างในออฟฟิซ กับในพื้นที่ มีน้ำหนักเป็นอย่างไร? แล้วค่าตอบแทนในปัจจุบันที่ใช้ในการทำงานมาจากไหน? ส่วนที่เปิดเผยได้ ถูกนำไปใช้ในแต่ละส่วนอย่างไรบ้าง?

ในข้อมูลส่วนที่สอง เรื่องที่ว่าไม่มีการเขียนโครงการเพื่อขอเงินนั้น คงจะต้องบอกว่าไม่จริง ทีมงาน(ซึ่งไม่ใช่ guest) น่าจะทราบส่วนนี้ดี และเงินที่ได้จากโครงการนี้เท่าที่ทราบ ก็ไม่ใช่เพื่อจะนำไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่เป็นการใช้งานในออฟฟิซ เป็นเบี้ยเลี้ยง เป็นค่าตอบแทนให้กับคนทำงานเต็มเวลา และอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าผมสงสัยปัญหาการบริหารจัดการงบประมาณในส่วนแรกอยู่ว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่อย่างไร แต่เรื่องการเขียนโครงการขอเงินนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เป็นเรื่องที่ผมเข้าใจได้เช่นกัน หากแต่เมื่อผสมกับข้อมูลที่ได้ทราบมาว่าการบริหารจัดงานเงินเป็นปัญหา ในเรื่องนี้ก็คงจะต้องท้วงติง

ผมคิดว่าการพิสูจน์เรื่องนี้ให้ได้ ก็คงจะต้องเป็นหน้าที่ศูนย์ ซึ่งจะต้องชี้แจง รายละเอียด ดังต่อไปนี้
1. ทีมงานศูนย์มีกี่ประเภท, ค่าตอบแทนทีมงานศูนย์ เป็นอย่างไร,
2. งบประมาณที่ใช้ในการทำงานปัจจุบัน ได้มาจากส่วนไหน แบ่งเป็นสัดส่วน อย่างไรบ้าง
3. เนื้องานปัจจุบันในฐานะศูนย์ข้อมูล มีสถานะของข้อมูลเป็นอย่างไร ได้จากส่วนใดบ้าง(การลงพื้นที่, มีคนส่งมาให้, การค้นคว้าจากในเน็ท) กี่เปอร์เซ็นต์ และสัดส่วนของงบประมาณที่สนับสนุน.ให้กิจกรรมแต่ละประเภทเป็นเช่นไร
4. เนื้องานในฐานะเป็นหน้าที่หนึ่งของศูนย์(ซึ่งแถลงว่าจะช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ) มีสถานะเป็นอย่างไรบ้าง ได้ช่วยเหลือส่วนใดบ้าง และสัดส่วนของบประมาณที่สนับสนุนให้กิจกรรมแต่ละประเภทเป็นเช่นไร

ผมคิดว่ารายละเอียด 4 ข้อ นี้น่าจะพอยืนยันความสมเหตุสมผลของการบริหารจัดการงบประมาณได้ หากข้อมูลส่วนแรกที่ผมได้ทราบมาไม่เป็นความจริง ผมก็พร้อมจะขอโทษ แต่ข้อมูลส่วนที่สองย่อมเป็นความจริง เพราะผมทราบมาด้วยตัวเอง[/quote]

วิธีการแบบอติเทพ ต่างอะไรจากวิธีการที่ประชาธิปัตย์ หรือพันธมิตร ใช้เล่นงานคนอื่น ประเภทบอกแหล่งข่าวไม่ได้ บอกหลักฐานไม่ได้ แต่กล่าวหาคนอื่นไปแล้ว

เอาง่าย ๆ เรื่องการเดินทางด้วยเครื่องบินที่คุณพูดเป็นตุเป็นตะนั้นหมายถึงใคร และถ้าใช้จริงใช้ไปไหน สมเหตุสมผลหรือไม่

พอเสียทีเถอประเภท "ผมรู้มาด้วยตัวเอง" "ผมนั่งอยู่ในที่นั้นด้วย" ใคร ๆ ก็พูดได้

Thongchai wrote:Somsak: "What

[quote=Thongchai]Somsak: "What I've been doing for over ten years, and increasing these past few years, isn't risky?"

While you may think you have taken a lot of risky acts, others may see otherwise. What you see as cowardice of others, it may be unfair. When it comes to taking a risk, we must allow people to decide for their own. A considerate criticism helps. But bullying and daring them doesn't.

However, if you think people overestimate the risk, therefore not doing enough, the best way is to show to others what can/should be done. Bullying other people doesn't help, and wrong.

To point out what can be done further is good. But to insult other people that they are worthless unless they do what you tell them to, is pitiful arrogance.

You shouldn't overestimate your own accomplishments and risks, and underestimate ones by others. Leave it to others to judge. You should not judge other people's tolerance to risk by using your estimation of your risk-taking as the benchmark either, sin-mply because we are usually overestimate the risk we have taken and underestimate the ones others have. Your incurable ego-centrism also makes your estimate unreliable, even though you may be right sometimes.

Calling attention to one's own courage is unnecessary. People see it if it is true. On the other hand, it is demoralizing when you don't see the worth in other people and what they are trying to do, when you undermining their good efforts. Your judgment on other people, fellows and opponents are hopelessly poor.

Instead of your self-congratulations but looking down on others, prove to them that you are right by keep doing what you believe. Instead of bullying and insulting other people, you can validate your call by showing them how to do it.

If you can't or if you have limits in one way or another (e.g. inability to organise anything with anybody else), then be aware that others have limits too.

"Shut up" more and talk less if you cannot do as much by yourself. This is not a censorship since I have no authority over you and I don't bully. It is an advice.

One more point: You should be smart enough to wonder that the authorities' tolerance to your comments on the monarchy is unusual. Sorry, Somsak, it is not all your ability to walk a fine line or a tight rope. There is something else that allows you and "your" webboard to enjoy some leeways that others may not have. The risk you think you are taking may not be the same as others would face. This fuzzy line makes people more cautious.

The line between being prudent and being coward is never clear. You can make comments where the line is. But bullying others and putting blame on them when they see the line differently is another poor judgment.[/quote]

Thongchai wrote:Somsak: "What

[quote=Thongchai]Somsak: "What I've been doing for over ten years, and increasing these past few years, isn't risky?"

While you may think you have taken a lot of risky acts, others may see otherwise. What you see as cowardice of others, it may be unfair. When it comes to taking a risk, we must allow people to decide for their own. A considerate criticism helps. But bullying and daring them doesn't.

However, if you think people overestimate the risk, therefore not doing enough, the best way is to show to others what can/should be done. Bullying other people doesn't help, and wrong.

To point out what can be done further is good. But to insult other people that they are worthless unless they do what you tell them to, is pitiful arrogance.

You shouldn't overestimate your own accomplishments and risks, and underestimate ones by others. Leave it to others to judge. You should not judge other people's tolerance to risk by using your estimation of your risk-taking as the benchmark either, sin-mply because we are usually overestimate the risk we have taken and underestimate the ones others have. Your incurable ego-centrism also makes your estimate unreliable, even though you may be right sometimes.

Calling attention to one's own courage is unnecessary. People see it if it is true. On the other hand, it is demoralizing when you don't see the worth in other people and what they are trying to do, when you undermining their good efforts. Your judgment on other people, fellows and opponents are hopelessly poor.

Instead of your self-congratulations but looking down on others, prove to them that you are right by keep doing what you believe. Instead of bullying and insulting other people, you can validate your call by showing them how to do it.

If you can't or if you have limits in one way or another (e.g. inability to organise anything with anybody else), then be aware that others have limits too.

"Shut up" more and talk less if you cannot do as much by yourself. This is not a censorship since I have no authority over you and I don't bully. It is an advice.

One more point: You should be smart enough to wonder that the authorities' tolerance to your comments on the monarchy is unusual. Sorry, Somsak, it is not all your ability to walk a fine line or a tight rope. There is something else that allows you and "your" webboard to enjoy some leeways that others may not have. The risk you think you are taking may not be the same as others would face. This fuzzy line makes people more cautious.

The line between being prudent and being coward is never clear. You can make comments where the line is. But bullying others and putting blame on them when they see the line differently is another poor judgment.[/quote]

Thongchai wrote:Somsak: "What

[quote=Thongchai]Somsak: "What I've been doing for over ten years, and increasing these past few years, isn't risky?"

While you may think you have taken a lot of risky acts, others may see otherwise. What you see as cowardice of others, it may be unfair. When it comes to taking a risk, we must allow people to decide for their own. A considerate criticism helps. But bullying and daring them doesn't.

However, if you think people overestimate the risk, therefore not doing enough, the best way is to show to others what can/should be done. Bullying other people doesn't help, and wrong.

To point out what can be done further is good. But to insult other people that they are worthless unless they do what you tell them to, is pitiful arrogance.

You shouldn't overestimate your own accomplishments and risks, and underestimate ones by others. Leave it to others to judge. You should not judge other people's tolerance to risk by using your estimation of your risk-taking as the benchmark either, sin-mply because we are usually overestimate the risk we have taken and underestimate the ones others have. Your incurable ego-centrism also makes your estimate unreliable, even though you may be right sometimes.

Calling attention to one's own courage is unnecessary. People see it if it is true. On the other hand, it is demoralizing when you don't see the worth in other people and what they are trying to do, when you undermining their good efforts. Your judgment on other people, fellows and opponents are hopelessly poor.

Instead of your self-congratulations but looking down on others, prove to them that you are right by keep doing what you believe. Instead of bullying and insulting other people, you can validate your call by showing them how to do it.

If you can't or if you have limits in one way or another (e.g. inability to organise anything with anybody else), then be aware that others have limits too.

"Shut up" more and talk less if you cannot do as much by yourself. This is not a censorship since I have no authority over you and I don't bully. It is an advice.

One more point: You should be smart enough to wonder that the authorities' tolerance to your comments on the monarchy is unusual. Sorry, Somsak, it is not all your ability to walk a fine line or a tight rope. There is something else that allows you and "your" webboard to enjoy some leeways that others may not have. The risk you think you are taking may not be the same as others would face. This fuzzy line makes people more cautious.

The line between being prudent and being coward is never clear. You can make comments where the line is. But bullying others and putting blame on them when they see the line differently is another poor judgment.[/quote]

Thongchai wrote:Somsak: "What

[quote=Thongchai]Somsak: "What I've been doing for over ten years, and increasing these past few years, isn't risky?"

One more point: You should be smart enough to wonder that the authorities' tolerance to your comments on the monarchy is unusual. Sorry, Somsak, it is not all your ability to walk a fine line or a tight rope. There is something else that allows you and "your" webboard to enjoy some leeways that others may not have. The risk you think you are taking may not be the same as others would face. This fuzzy line makes people more cautious.

The line between being prudent and being coward is never clear. You can make comments where the line is. But bullying others and putting blame on them when they see the line differently is another poor judgment.[/quote]

I am feeling a little frustrated with the vagueness of some of your comments. When you say that there is something else that allows Somak leeway, what are you talking about? I am Thai. But I don't understand what you are referring to. Is it too dangerous for you so say explicitly?

The points you make about risk are worth thinking about. I do respect that both you and Somsak and others have a lot to consider as you try to decide what actions and roles to take.

Thongchai wrote:Somsak: "What

[quote=Thongchai]Somsak: "What I've been doing for over ten years, and increasing these past few years, isn't risky?"

One more point: You should be smart enough to wonder that the authorities' tolerance to your comments on the monarchy is unusual. Sorry, Somsak, it is not all your ability to walk a fine line or a tight rope. There is something else that allows you and "your" webboard to enjoy some leeways that others may not have. The risk you think you are taking may not be the same as others would face. This fuzzy line makes people more cautious.

The line between being prudent and being coward is never clear. You can make comments where the line is. But bullying others and putting blame on them when they see the line differently is another poor judgment.[/quote]

I am feeling a little frustrated with the vagueness of some of your comments. When you say that there is something else that allows Somak leeway, what are you talking about? I am Thai. But I don't understand what you are referring to. Is it too dangerous for you so say explicitly?

The points you make about risk are worth thinking about. I do respect that both you and Somsak and others have a lot to consider as you try to decide what actions and roles to take.

อ้าวมาสาวหมัดกันนัวเนียอยู่นี

อ้าวมาสาวหมัดกันนัวเนียอยู่นี่เอง ? ข้อความข้างบน(ของอ.ธงชัย)ให้ผมบ่นอยู่คนเดียว มันยาวมาก ยอมรับว่าเอาแค่ของคุณ"ภัควดี" ผมยังอ่านไม่หมด แต่พอจะจับประเด็นได้(ผมต้องชมคุณภัควดีตรงๆเลยว่านี่คือต้นแบบที่ดีที่ผมพยายามชี้นั้นคือไม่ต้องตรงๆแต่เข้าเป้ามากว่า)

แต่ผมเข้าใจอ.สมศักดิ์น่ะ? เมืองไทยยังหาคนกล้าน้อยมาก เอาเป็นว่าแนวรบด้านนั้น ผมให้อ.สมศักดิ์บัญชาการแล้วกัน? แต่ที่ต้องมีแขวะบ่อยๆ บังเอิญมันเป็นแนวรบที่คล้ายๆกับสิ่งที่ผมทำ(การต่อสู้ทางความคิด)

เพราะแนวรบแบบนี้แตกหักเร็วๆยาก และเป็นแนวรบที่ต้องเร่งสร้างอย่างมีพลัง?(และค่อยเป็นค่อยไปค่อยรดน้ำพรวนดินให้มีวิวัฒนาการไปตามขั้นตอนค่อยมองในการหวังผลเก็บเกี่ยว) แต่ผมยังยืนยันว่า คนเรามีจริตต่างกันดังนั้นวิธีการก็เลือกใช้เลือกปรุงเลือกทานเอาเองแต่สิ่งที่ควรระวังคือ การสร้างเงื่อนไขแบบที่ผมว่า แล้วไปจบแบบแดงเลือดอาบ หรือกลยุทธแบบอึ่งอ่างหางแดงพองตัวแข่งกับช้าง???

ที่เน้นแตกหัก และเก็บเกี่ยวในเวลาอันรวดเร็ว จึงได้เมนู"ลาบซ่ะประสงค์"ไปทานนั้นคือการสร้างเงื่อนไขแบบชูชกท้องแตกตาย ทั้งที่การเรียกร้องความเป็นธรรมหรือการต้องการออกจาก กะลา หรือหม้อตุ๋นกบ จนถึงระบอบสวนสัตว์อันนี้?

เสียงของอึ่งอ่างหางแดง และกบในกะลาหรือหม้อตุ๋นกบกับสถานการณ์ปชต.ขณะนี้? "เสียงระงม"เป็นอาวุธที่ดีกว่า"ขนาด"(แบบที่อึ่งอ่างหางแดงพลาด)เพราะเสียงระงมจะกระจายเป้ากว่าการเบ่งขนาดแล้วร้องอยู่คนเดียวตัวเดียว

ดังนั้นแนวรบด้านนี้(การใช้กระบอกเสียงในการต่อสู้ทางความคิด) มันจึงต้องใช้จำนวนมากกว่าขนาด นั้นคือการสร้างแนวร่วมการสร้างความเข้าใจต่อประชากรกบและอึ่งอ่าง ให้รวมตัวกันส่งเสียงที่มีพลัง?

ไม่ใช่เสี่ยงใครท้องแตกตาย เป็นที่ อเน็จอนาจใจ แบบกรณีเชื่อดไก่ฯ หรือหลายกรณี อย่างแดงเลือดอาบ"ลาบซ่ะประสงค์" และมายแม็ปล้มเจ้าฯ เงื่อนไขคือ ถ้ามีการรวมตัวกันส่งเสียง ในการร้องหาความเป็นธรรมอย่างมีพลังเป็นเอกภาพ

นำเสนอข้อเท็จจริงให้เขาเห็นตาม? ชนะใจด้วยเหตุด้วยผล ด้วยการนำเสนอ ความคิดให้เขาคล้อยตาม? ไม่ใช่ใช้กำลังข่มขืนหรือไปด่าตะคอกใครให้ตามมา หรือไม่ว่าเขาโง่? แต่คุณควรให้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและความน่าเชื่อถือ(เพราะกรอบศรัทธาครอบมานานพันธนาการหลายชั้นมากต่อชะตากรรกบเลือกนายคนไทย)มันยากมากที่เขาจะเลือกมาเสี่ยงกับคุณถ้ามันไม่ชัดเจนตรงประเด็นจริงๆในทางเลือกทางรอด???

ใช้เสียงเป็นหลัก อย่าใช้พุงเบ่งแข่งกับช้างแบบที่กำลังทำ คือโดยส่วนตัวผมเป็นห่วง อ.สมศักดิ์พอๆกับคนรอบข้าง(ตอนนี้ผมจึงไม่พยายามติดต่อใครหรืออะไรมากนัก) ผมห่วงหนักเฉพาะหลานที่ไปรับไปส่ง แค่นั้น กลัวมันมั่วมาแบบที่พ่อเขาเสีย? คือถ้ามันแม่นๆแค่ตัวผม ผมไม่แคร์ไม่สนใจไม่กลัวมัน???(มีขู่ๆมาหลายครั้งแล้ว)

ดังนั้น แนวรบด้านนี้ การต่อสู้ทางความคิด ต้องเน้นๆ เสิร์ฟให้ตรงๆประเด็นจนคนฟังเถียงไม่ออก ไม่ใช่ออกหมัดไปหลวมๆให้เขาเอามาสร้างงเงื่อนไขประกอบอาวุธร้ายแรงแบบเดิมๆ(มายแม็ปล้มเจ้าฯ) เกราะที่ดีที่สุดคือเหตุผลในประเด็นจนคนเห็นตามและใครไม่กล้าเอามาประกอบอาวุธร้ายแรงเพราะมันจะแตกใส่ตัวแบบที่บางบังทอง?

ไม่ใช่ไปตะคอกใครให้เชื่อตามหรือเดินตามหรือตำหนิว่าเขาคือกบในกะลา หรือนักวิชาการ เอาตัวรอดทั้งหมด เพราะ นั้นเท่ากับไปชี้เป้าเขาเกินไป? และชี้เป้า เฉพาะตัวๆต่อเขา?(อย่างที่อ.ยิ้มโดน) แต่เราควรใช้เหตุผลนำ และโดดเดี่ยวเขาด้วยเหตุผลจนคนตามมาจำนวนที่จะเป็นเกราะได้?

จนทำให้เขาค่อยกล้าที่จะร้องเสียงประสาน ออกมาตามวิธีคิด อ. แต่ทั้งหมดนั้นสำคัญคือ จะต้องมีเกราะสำคัญที่สุดคือเหตุผลและทางรอดจริงๆ ให้เขาเห็น เพราะแนวคิดฮาร์ดคอร์เดิมๆ ท้องแตกตายไปสองรอบแล้ว(ผมเตือนแล้วเตือนๆๆๆก็ยังทำซ้ำๆ)ผมไม่อยากเห็นอ. เป็นแบบอึ่งอ่างหางแดงเน้นเลือด,ชิ้น,สดที่สุด ได้ทานเมนูเลือดอาบ"ลาบซ่ะประสงค์" กันไง หรือโดนข้อหา"ปอบสยาม" แบบที่ตายไปแล้วและหนีหัวซุกหัวซุนอยู่นี่???

เทสๆ

เทสๆ

และตรงนี้ของอ.สมศักดิ์ไงครับท

และตรงนี้ของอ.สมศักดิ์ไงครับที่ผมว่าคือแนวคิดแบบอึ่งอ่างหางแดงที่โดนไปหลายรอบพิสูจน์ทฤษฎีนี้แล้วว่าไม่รอด?

"Transitional Justice (ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน) ก่อนจะมีสิ่งนี้ได้ ต้องมี "การเปลี่ยนผ่าน" (Transition) ก่อนไม่ใช่หรือครับ? คือ ต้องมีการยุติระบอบทหาร และให้ระบอบที่เลือกตั้งเป็นใหญ่ เกิดขึ้นมาก่อน ไม่ใช่หรือ? (ดูตัวอย่างอาร์เจนติน่าที่พูดถึงในบทความนี้ก็ได้)"

เพราะต้อนแบบของ"อาเจนติน่า" หรือใครไปพูดขนาด"โรมานอพ"คำตอบเต็มที่เขาจัดให้คือไอ้พวก"ปอบ"ไอ้พวกชอบของดิบๆ เขาจึงได้เสิร์ฟเมนู "ลาบซ่ะประสงค์"ไง ผมมองว่า การเปลี่ยนผ่าน แบบไทยๆ เงื่อนไขแบบไทยๆ ส่วนตัวผมยังมองเรื่อง"การปรับตัวเข้าหาปชต.) และใช้แนวทางในวิธีการแบบ การเลิกทาสสมัยร.5 คือต้นแบบ?

เพราะเงื่อนไขแบบที่อ.สมศักดิ์พยายามสร้างต้นแบบ กรณีเลิกทาสที่อเมริกาหรือ"โรมานอพ"จนได้ ข้อหา"ปอบสยาม" ในบัญชีรายชื่อ"มายแม้ล้มเจ้า"นั้นล่ะ ผมเชื่อว่ามีหลายครั้งที่ส่งสัญญานการปรับตัวแรงๆ แต่เงื่อนไขคือ มันมีเรือพ่วง หรือตัวยุยง เพราะถ้าปรับตอนนี้ตัวเองต่างตอบแทนไปไกลแล้ว โครงสร้างกลุ่มนี้คือตัวแปรที่สำคัญขณะนี้? ไม่ใช่ข้างบนอย่างเดียว ตัวปาราสิตกลุ่มนี้ต่างหากคือตัวแปรใหญ่?

ที่ต้องใช้เหตุผลอะไรๆๆๆทำความเข้าใจ ที่ยากมากเพราะ มันเกี่ยวกับโครงสร้างฐานเสียงที่แน่น ในการต่างตอบแทนแบบปชป.,พธม.และกลุ่มทุนศักดินาล้าหลัง หรือเจ้าขนมูลนายเดิม ที่เป็นตัวแปรทำให้ปรีย์ดีย์สิ้นยุคนั้น โดนจับเข้าคอกแบบเดิมๆ ที่เป็นจุดอ่อนของพัฒนาการปชต.

ฐานพลังกลุ่มนี้บวกทหาร(จริงๆทหารผมไม่ห่วงเท่าคนกลุ่มนี้) เพราะทหารพร้อมจะตามผบบ.ภายใต้โครงสร้างอำนาจในแบบที่เขาฟังใคร? ตัวซวยแบบพธม. ปชป.บวกกลุ่มศักดินายังเป็นตัวแปร ประกอบอาวุธร้ายแรงขณะนี้ในการไฮแจ็คทางออก และชะตากรรมปชต. ในการพันธนาการทางออกที่แท้จริงไว้ด้วยการต่างตอบแทน และกลัวการเอาคืน(โดนเฉพาะพธม.และปชป.)

จนสร้างเงื่อนไขในการไม่ยอมลงหลังเสือ หรือไม่ยอมให้ใครคายอำนาจปชต.จริงๆออกมาตอนนี้ได้? ด้วยเงื่อนไขความระแวงแบบที่อ.สมศักดิ์ ไปสร้างเงื่อนไขให้เขาเอาไปประกอบอาวุธร้ายแรงแบบเดิมๆ มาไล่ยิงพวกตัวเอง ผมเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้ว สัญญานอยากปรับของโครงสร้างอำนาจข้างบน มีมาหลายครั้ง ? แต่มีเงื่อนไขแบบที่ว่าไปบังโอกาสนั้นไว้หลายครั้ง

จนเห็นท่าทีชักเข้าชักออกผ่าน มาร์ค แต่ด้วยลีลาเอาตัวรอดมือวางอันดับหนึ่ง ที่ขันทียุคจีนกาลียุค ยังอายปชป.? ผมมองว่าคือตัวแปรหลักที่สัญญานการปรับตัวกลับมาเป็นสัญญานการไล่ล่าตอนนี้ ตัวแปรหลักคือปชป. และกลุ่มทุนศักดินาและกลุ่มทุนที่ถือหางปชป. เพราะตัวปชป.เดิมพันการขี่หลังเสือส้ร้างเรื่อง? เงื่อนไขเข้าตัวไว้มาก(การสังหารหมู่ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การมีปชต.ในไทย)จึงต้องมีเงื่อนไขในการอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดเพื่อกุดหัวคู่กรณีทางการเมืองให้มากที่สุด

ขยายเงื่อนไข ประกอบอาวุธร้ายแรงในการไล่ล่าไปเรื่อยๆ

ดังนั้นการที่อ.สมศักดิจะเสี่ยงตอนนี้ ? เห็นลีลาการประกอบอาวุธร้ายแรง ของวิทยุยานเกราะ ของนู๋หริ๋ง(สาแทะ ลงหนองเลย)ไหม? ชัดไหม? ว่ามันจูงควายไทยได้สนิทแค่ไหน? โดยเฉพาะคน"กอทมอ" ที่มอหลังนั้นบอกลักษณะปชตสมาธิสั้นได้ชัดมาก

ดังนั้นถ้าอ.สมศักดิยิ่งระดมยิงสลุตออกไป ด้วยการสร้างเงื่อนไขแบบนี้ เขายิ่งจะได้ วัตถุดิบในการเอาไปประกอบอาวุธร้ายแรง ด้วยมุกเดิมๆ(ตะโกนในโรงหนัง) ที่ก็คืออย่างมายแม็ปล้มเจ้าฯ ทั้งที่จริงๆแล้วเราร้องหาปชต.ในแบบที่เต็มใบ หรือสมบูรณ์ในแบบ"นิเวสน์ประชาธรรม"ไม่ใช่ระบอบ การไล่ล่ามาใส่กรงใครกรงมัน หรือ"ระบอบสวนสัตว์"(แมตทริกซ์สยามซู)แบบนี้

แต่เพราะมีคนเบียงเบนเอาไปประกอบอาวุธร้ายแรงเพื่อเกมกาสิโนอำนาจ? สิ่งที่ตรงมาตรงไปมันจึงไม่มี? มันมีแต่มายาฯที่พยมยเบี่ยงเบนเอามาประกอบอาวุธร้ายแรงในแบบที่ปชป.ถนัดและมุกเก่าๆของโครงสร้างอำมาตย์ฯที่รต่างตอบแทนกันในการพันธนาการ ขังไว้กรงใครกรงมันแบบนี้???

ขวัญระวี ศปช.

[quote=ขวัญระวี ศปช.]จริงๆที่ดิฉันเห็นว่าคอมเม้นท์ของคุณและอ.สมศักดิ์มีปัญหาคือ
1. การวิจารณ์ของอ.สมศักดิ์ไม่แฟร์ในแง่ที่ออกมาวิจารณ์'ก่อน'จะที่งานสัมมนาจะเกิดขึ้น อ.สมศักดิ์ได้อ่านเพียงบทความกรณีอาเจนติน่าของคุณภัควดีซึ่งใช้ประกอบการประชาสัมพันธ์แล้วฟันธงทันทีว่าประเด็นการสัมมนานั้น naive พูดได้อย่างไรว่าของไทยมีการเปลี่ยนผ่านแล้ว ฯลฯ จริงๆแล้วการจัดสัมมนาโดยใช้ประเทศอื่นๆเป็นกรณีศึกษาก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าTJเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง แต่ละประเทศมีบริบทอย่างไรที่เป็นเงื่อนไขให้เกิดหรือไม่ให้เกิดTJ และชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังไม่ใช่ TJ อย่างที่รัฐบาล คอป. ฯลฯพยายามกล่าวอ้าง เช่น นำมาเปรียบเทียบว่าเหมือนTRCของแอฟริกาใต้ เป็นต้น

ดังนั้นถ้าอ.สมศักดิ์ได้ฟังการสัมมนาจนจบแล้วออกมาวิจารณ์ว่า naiveเพราะเห็นว่าไม่มีการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองอย่างมากพอ การวิจารณ์ของอาจารย์จะมีน้ำหนักมากกว่า (แต่กระนั้นเหตุผลของอ.ธงชัยก็ยังต้องรับฟัง ให้แต่ละคนประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของตนเอง)
[/quote]
ผมแปลกใจมาก ที่คุณขวัญระวี มาเขียน เช่นนี้อีก ("เช่นนีอีก" เพราะพูดตรงๆผมเดาแต่แรก - คิดว่าไม่ผิด - ว่าคุณคือคนที่ใช้ชื่อ Dark Night ทีมาวิจารณ์ผม เหมือนกับทีเขียนอีกครั้งในชือ่จริงๆคราวนี้)

ที่ว่าแปลกใจมาก ก็เพราะ ผมนึกว่า หลังงาน คุณขวัญระวี จะต้องมาออกมาบอกว่า ทีผมวิจารณ์ "ล่วงหน้า" น้น ถูกต้อง ราวกับตาเห็นจริงๆ ด้วยซ้ำ และที่คุณขวัญระวี (dark night)ปรามาสผมล่วงหน้า เป็นการพูดผิดแท้ๆ

มีการพุดถึงสถาบันกษัตริย์หรือครับ?

เห็นชัดๆว่าไม่มี (แม้แต่ paper ธงชัย ซึ่ง มี"ด้านยกเว้น" "ในบางระดับ" (โปรดดูทีผมเขียนบนๆ) ก็ไม่ได้ raise ประเด็นนี ยิ่งไม่ต้องพูดึถง papers ของคนอืนๆ

แล้วผมพูด"ล่วงหน้า"ผิดตรงไหน

โปรดสังเกตว่า ถ้าผมพูดผิดจริงๆ (ไม่มีการ raise ประเด็นสถาบันกษัตริย์) ป่านนี้ ความเห็นของคุณข้างบนนี จะต้องเขียนว่า "เห็นไหม สมศักดิ์ พูดผิด ตัดสินล่วงหน้าว่าจะไม่มีการ raise ประเด็นสถาบันกษัตริย์ แต่จริงๆแล้วมี แสดงว่าสมศักดิ์ ตัดสินล่วงหน้าเร็วไป" แต่คุณไม่ได้เขียน และจริงๆก็ไม่สามารถเขียนนี้ได้เลย

ถามอีกที ที่ผมบอกล่วงหน้า ผิดตรงไหน?

หรือว่า จริงๆแล้ว ผมพูดถูกตรงเผง แต่จนป่านนี้ หลังผ่านงานไปแล้ว คุณก็ยังไม่ยอมรับความจริง ที่ทนโท่?

ปล.โปรดสังเกตด้วยว่า ในขณะที่ประเด็น"สถาบันกษัตริย์"ทีคุณสรุปว่าเป็นข้อวิจารณ์ของผม (บรรทัดท้ายๆทีอ้างของคุณข้างบน) เป็นการสรุปได้ถูก (แต่ไหงคุณกลับยังบอกว่า ผมวิจารณ์ไม่มีน้ำหนักก็ไม่ทราบ วิจารณ์ตรงเผงๆ ล่วงหน้าเลย) ส่วนที่คุณเขียนว่า ผมวิจารณ์ว่า "ประเด็นการสัมมนานั้น naive พูดได้อย่างไรว่าของไทยมีการเปลี่ยนผ่านแล้ว" ผมไม่ได้บอกว่า "พูดได้อย่างไรว่าของไทยมีการเปลี่ยนแผ่านแล้ว" แต่อย่างใด โปรดดูโพสต์แรกสุดของผมเลยครับ ที่ผมบอกคือ "ในเมื่อไม่มี การเปลี่ยนผ่านจะมี transitional justice ได้อย่างไร" นั่นคือ assume ว่าทุกคนรู้ว่า มันยังไม่มีการเปล่ยนผ่าน ไม่ได้บอกว่า "พูดได้อ่ยางไรว่ามีการการเปลี่ยนผ่านมาแล้ว" (คือ ไม่คิดว่า ทุกคนจะพาซื่อขนาดนั้นหรอก) และจริงๆ ประเด็นแรก (ใน 2 ประเด็น) นี ก็เป็นเพียง premise สำหรับวิจารณ์ประเด็นทีสอง (ถ้าจะพูดเรื่องเปลี่ยนผ่าน หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องพูดเรื่องสถาบันฯ)

ปล.2 ประเด็นเรื่อง "ศักยภาพ" นี่คุณขวัญระวี seriously เอามาเป็นข้อแก้ตัวสำหรับบรรดานักวิชาการชื่อดังในงานนั้นได้จริงๆหรือครับ?

[b]จริงๆนะครับ ตอนนี หลังงานแล้ว คุณขวัญระวี ยังอุตส่าห์มา repeat ว่าผม "วิจารณ์ล่วงหน้าไม่มีน้ำหนัก" ผมกลับนึกว่า ผมน่าจะไปแทง ล็อตเตอรี่ เพราะ พูดล่วงหน้าได้ตรงเผง ราวกับมองเห็นจริงๆ[/b]

ภัควดี

[quote=ภัควดี]เรื่องแถอีกเรื่องที่ดิฉันจะยกตัวอย่าง คือเรื่องได้ยินเสียงทักษิณแล้วปวดขี้อะไรของดิฉัน ซึ่ง รศ.ดร.สมศักดิ์เอามาด่าดิฉันได้เป็นวรรคเป็นเวรอย่างไม่น่าเชื่อ โดยอ้างตีขลุมเอาเองว่า ดิฉันได้ยินเสียงทักษิณแล้วเกิดปฏิกิริยาทางร่างกาย แต่ทำไมทน "คนอื่น" ได้ [u]ทั้ง ๆ ที่ดิฉันไม่เคยบอกว่า ดิฉันไม่เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายเมื่อเห็นหรือได้ยิน "คนอื่น" การที่ไม่ได้พูดถึง B ไม่ได้หมายความว่า B ไม่มีอยู่ ตรรกะง่าย ๆ แค่นี้แกยังไม่เข้าใจ
[/u][/quote]
ไม่เกี่ยวกับ "แถ" หรือไม่เข้าใจตรรกะ (ถ้าบอกว่าเข้าใจตรรกะมากกว่าจะหาว่า"คุย"อีก)

แต่เพราะ assume ว่าคุณภัควดี ยังเป็นคนธรรมดาอยู่ ที่คงไม่ใช่ "ปวดขี้" วันละหลายๆคนแน่ แค่ปวดขี้ เมื่อได้ยินได้เห็นทักษิณตอนเช้า [b]ถ้าขืน ปวดขี้ เพราะได้ยินได้ฟัง"คนอืน" วันทั้งวัน คุณภัควดี มิต้อง ไม่ต้องทำอะไรหรือ? คงต้องเอาแต่เข้าส้วมทั้งวันแน่[/b]

อันที่จริง ประเด็นนี้ ง่ายมากเลยครับ แค่คุณภัควดีบอกมาว่า ฟัง"คนอื่น"เห็น"คนอื่น" แล้ว "ปวดขี้จนต้องเข้าส้วมทุกครั้ง" แบบเดียวกับที่เกิดอาการกับทักษิณ เรื่องก็จบแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง

ซึ่งถ้าคุณภัควดีสามารถยืนยันได้เช่นนั้นจริง ผมยินดีจะขอโทษอย่างจริงใจเลย

แต่ถ้าไม่ใช่ "ปวดขี้เมื่อได้ยินได้ฟัง"คนอืน"ทุกคร้ง" แบบเดียวกับกรณีทักษิณ คุณภัควดีจะตอบประเด็นทีผม raise ขึ้นมาได้อย่างไรว่า คุณภัควดี เช่นเดียวกับบรรดาคนที่อยู่ในวงการปัญญาชน "ทวนกระแส" (ที่เติบโตขึ้นมาหลังทศวรรษ 2520) เป็นแบบนี้เอง คือ เป็นเอามากกับการเกลี่ยดนักการเมือง โดยเฉพาะโดยเปรียบเทียบกับ "คนอื่น"

ภัควดี

[quote=ภัควดี]ดิฉันโพสต์อันล่าสุดไปแล้ว ถึงได้เห็นที่คุณปิศาจเขียน ตอนที่ดิฉันเขียนว่า "ในกรณีของอาร์เจนตินาคือสถาบันกองทัพ ตำรวจ ศาล ฯลฯ ส่วนในกรณีของประเทศไทย ก็ต้องรวมถึงสถาบันกษัตริย์" ดิฉันยืนยันว่าคิดอย่างนั้นจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนให้ตัวเองเสี่ยงไปทำไม?

[b][color=#FF0000]คุณปิศาจเขียนเตือนสติมา ดิฉันอ่านแล้วก็เริ่มละอายใจ[/color][/b] จบกันแค่นี้ก็ได้ค่ะ ดิฉันขออธิบายนิดเีดียวว่า ครั้งนี้ที่ดิฉันโกรธมาก มันเป็นเรื่องสั่งสมมาด้วย ดิฉันเคยถูก อ.สมศักดิ์ด่าอย่างไร้เหตุผลมาหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าหากินกับคนตายคนติดคุก ถูกกล่าวหาว่าปล่อยให้คนเสื้อแดงตายบาดเจ็บติดคุก ยังมีเรื่องที่ อ.สมศักดิ์เข้าไปเขียนในเฟซบุ๊กว่า เขามีจริยธรรมความกล้าหาญดีกว่าคนรุ่นดิฉัน (พูดคล้ายเสกสรรค์เลย) ยังมีเรื่องที่ดิฉันรู้สึกว่า ใช้เวลาไปเกือบสิบวัน อ่านเอกสารเป็นร้อยหน้า ในขณะที่กำลังไม่สบายเป็นไข้หวัดใหญ่ เพื่อเขียนงานชิ้นหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ดีเท่าไรนัก แต่สิ่งที่ได้รับคือข้อกล่าวหาทั้งหมดข้างต้น[/quote]
"ความละอายใจ" นี่ช้าจังครับ

อันที่จริง แต่ต้นเลย ผมเขียนไปข้างบนๆตรงไหนก็ไม่ทราบถึงประเด็นนี้ว่า เอ๊ะ ตอนแรก ก็เห็นยอมรับว่า ทีผมว่า ถ้าจะพูดเรือ่งเปลี่ยนผ่าน ก็หลีกไม่ได้ ต้องพูดถึงสถาบันกษัตริย์ กรณีประเทศไทย แต่จู่ๆ มาจากไหนไม่ทราบ ก็กลายเป็น "สติแตก" มาด่าผมใหญ่ ด้วยประเด็นทีไมใช่ประเด็นทีผม raise ด้วยซ้ำ - แสดงว่าเป็นเอามากจริงๆ

Thongchai Winichakul

[quote=Thongchai Winichakul]กานต์ ยืนยง wrote:
ทั้งอาจารย์สมศักดิ์กับอาจารย์ธงชัย และหลาย ๆ ท่านอาจจะลืมไปว่า public forum ล่าสุด ที่อาจารย์สมศักดิ์ึขึ้นพูดเรื่องสถาบันอย่างชัด ๆ คืองานวิจารณ์วพ. ของเก่งกิจไงครับ มีถ่ายทอดสด และฟ้าเดียวกัน (เล่มล่าสุดหรือเปล่า ไม่ได้ค้น) ตีพิมพ์ การพูดในงานสัมมนาครั้งนั้นอย่างละเอียด ที่ผมจำได้เพราะฟ้าเดียวกันตีพิมพ์ส่วนที่ผมถามอาจารย์สมศักดิ์ไปด้วยเรื่อง เปรียบเทียบระบอบการปกครองกับประเทศเอเชียอื่น ๆ งงเลย ไม่คิดว่าฟ้าเดียวกันจะตีพิมพ์ ฮา

Please keep doing this again and again, speak it more in public forum that make impacts to the public. No need to bully others or daring them to do the same. People make their own decisions what is the level of risk thay are willing to take.

In fact I don't disagree that many academics are not as brave as those people who speak out and got arrested. But not being brave is not a sin, and it is not a requirement for the academic profession. Some are, some are not, like many other profession.

That's why I think we should not blame those who don't want to take risk or who overestimate the risk, but we should admire those who are brave.

[color=#FF0000]The demand on them to be brave, and condemn them when they are not because they are academics doesn't make sense. We should demand them academic services they are capable of and supposed to do.[/color][/quote]

ข้อความของธงชัย ส่วนที่ผมทำตัวแดงนี้ ธงชัย คงต้องพูดให้ขำขัน

ที่บรรดา"นักวิชาการ" ออกมาพูด อภิปราย ตามหน้า นสพ. แถลงการณ์ สัมภาษณ์ รวมไปถึงเวทีอภิปราย (รวมทั้งวันก่อน) เป็นเรื่อง academic serive ที่ไหนกัน? เป็นเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองชัดๆ

ดังนั้น ที่ผมวิจารณ์ทางการเมืองมันผิดตรงไหน

บอกตรงๆอีกครั้งว่า ตลอดการ"ดีเบต" ครั้งนี้ ธงชัย น่ี "มือตก" จริงๆ เต็มไปด้วย non-starter (สิ่งที่ไมสามารถเป็นประเด็นแต่แรก) แม้กระทังอันสุดท้ายนี ก็ยังอุตสาห์ มี non-starter ส่งท้าย

ขอ "ส่งท้าย" เรื่อง

ขอ "ส่งท้าย" เรื่อง non-starter ของธงชัย อีก 2 ประเด็น

1. ตลอดเวลาธงชัย พูดว่าผม bully ความจริง พูดเรืองนี้มาหลายปีแล้ว จนป่านี้ก็ยังพูด
ความ "ตลก" ของเรื่องคือ นี่กำลังพูดถึง บรรดานักวิชาารชื่อดังทั้งหลาย ระดับ "ด้อกเตอร์" แทบทั้งนั้น แล้วไม่เพียงเท่านั้น - นี่เป็นประเด็นที่คนที่เก่งน้อยกว่าธงชัย ก็รู้ดี - การทีนักวิชาการทั้งหลาย มี"พื้นที่"ทางสื่อมากผิดปกติ ในประเทศไทย (ไม่ว่าฝ่ายไหน รวมทั้งผมด้วย) เป็นอะไรบางอย่างที่มาจากสถานะอภิสิทธิ์ทางสังคม ดังนั้น การบอกว่า การ"ด่า"นี้เป็น bully ราวกับว่า นักวิชาการเหล่านี้ เป็น "เด็กทารก" หรือเด็กมัธยม ราวกับว่า พวกเขาเป็นพวกน่าสงสาร ฯลฯ เป็นเรื่อง "ตลก" (คิดคำอื่นไม่ได้ จริงๆจะตลกก้ไม่ตลกหรอก)

2. ก่อนรัฐประหาร 19 กันยา ธงชัยเคยเขียน(ที่บอร์ดฟ้าเดียวกันเดิม) ว่า เห็นชอบด้วยกับบทบาทการเคลื่อนไหวของธีรยุทธ (คือมีคนไปเขียนถามว่าเห็นยังไง) ผมจำเรืองนีได้ดี เพระา"สะอึก" เล็กน้อยเหมือนกัน บทบาทธีรยุทธนั้น อย่าว่าแต่ช่วงปี 2548-2549 (ที่ธงชัยเขียนเช่นนี) ความจริง ก่อนหน้านั้น หลายปีแล้ว เป็นบทบาทที่ โปรโมท สิ่งที่มีคนเรียกว่า "network monarchy" (แบบเดียวกับ อานันท์ ปัญญารชุน - เขาสนิทกับมาหลายปี) เช่น ช่วง 40 ธีรยุทธ ออกบทความออกมาเลย "ศึกษาพระราชดำรัส เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม...."

แต่ประเด็นคือ การเคลื่อนไหวของธีรยุทธ ที่ธงชัยเคยเอ่ยปาก สนับสนุน เป็นเรื่อง academic service ที่(ผม)ไม่ควรวิจารณ์ทางการเมืองหรือ?

การวิจารณ์ของผมต่อนักวิชาการ ตลอด 10 ปีที่าผ่านมา ตั้งแต่เรื่องคราวรัฐธรรมนูญ 40, มาจนถึงนับครั้งไม่ถ้วน (รวมทั้งเรื่องอย่าง "ย้ายธรรมศาสตร์" ที่ธงชัยสนับสนุน) ถึงบรรดาท่าทีต่อรัฐประหาร ต่อสถาบันฯ (ประเด็นหลักมาโดยตลอด) ล้วนเกิดจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพวกเขาทั้งสิ้น

ตอนนี้ ธงชัยกลับมาบอกว่า การเรียกร้องทางการเมืองต่อนักวิชาการ[b]ทีอ้างประชาธิปไตย และออกมาเคลื่อนไหวในนาม"ประชาธิปไตย"[/b] กลายเป็นเรื่อง "ไม่ make sense" เสียแล้ว

อย่างที่บอกหลายครั้งแล้วว่า "ดีเบต" ครั้งนี้ ธงชัย "มือตก" (หรือไม่ก็ระดับเสียสติ) จริงๆ

อ.สมศักดิ์ได้แสดงให้เห็นอีกคร

อ.สมศักดิ์ได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าอ่านภาษาไทยไม่เข้าใจ เรื่องที่ "ละอายใจ" คือการมานั่งทะเลาะกันเป็นละครลิงให้ชาวบ้านดู คนอื่นเขาอ่านเข้าใจกันหมด มีคุณคนเดียวเท่านั้นที่อ่านไม่รู้เรื่อง ยังมีหน้ามาแถอีัก

คุณเรียนจบปริญญาเอกมาได้อย่างไร ไม่ทราบว่าตอนไปเรียนนี่ใช้ทุนจากภาษีประชาชนหรือเงินพ่อแม่ตัีวเอง แค่วิชาตรรกวิทยาพื้นฐานยังไม่รู้เรื่อง หรือจงใจใช้ตรรกะวิบัติ ดิฉันพูดถึง "ทักษิณ" ซึ่งเป็นชื่อเฉพาะของคน ๆ หนึ่ง เขาอาจจัดประเภทอยู่ในกลุ่มนักการเมือง แต่การที่ดิฉันพูดถึงสิ่งเฉพาะสิ่งหนึ่ง คุณไปเหมารวมเป็นสิ่งทั่วไปแบบนี้ นี่ไม่ใช่ตรรกะวิบัติ (fallacy เผื่อไม่รู้ภาษาไทย) หรอกหรือ? ไอ้ตรรกะวิบัติแบบนี้มันมีชื่อเรียก แต่ดิฉันจำไม่ได้หรอก เพราะไม่ได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนทุกเดือนเพื่อศึกษาหาความรู้ (แต่บางคนรับเงินแล้วไม่รู้จักทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี)

ในฐานะที่ดิฉันเป็นประชาชน เป็นคนจ่ายภาษี ดิฉันไปโรงพยาบาลก็เบิกไม่ได้ ลูกเรียนก็เบิกไม่ได้ พ่อแม่ป่วยก็เบิกไม่ได้ คุณเป็นข้าราษฎรก็ควรสำนึกในบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนที่ดิฉันราดหัวคุณกับหมาของคุณอยู่ทุกวัน อย่ามาทำกร่างเที่ยวอวดตัวยกตนเหนือคนอื่น ในฐานะที่ดิฉันเป็นประชาชนเจ้านายคุณ ดิฉันขอสั่งให้คุณไปเข้าเรียนคอร์สตรรกวิทยาพื้นฐานโดยด่วน แล้วทีหลังอย่าเที่ยวไปประจบสอพลอคำนูญ สิทธิสมาน คน ๆ นี้ทำสิ่งไม่ดีเลวร้ายที่เป็นรูปธรรมต่อคนอื่นมามาก ถ้ามีัความละอายใจและมีความกตัญญูรู้คุณประชาชนอยู่บ้าง ก็ควรปรับพฤติกรรมใหม่ซะ ไม่อย่างนั้นอย่ามาพูดคำว่า "ประชาธิปไตย" โดยไม่รู้จักอาย

อ้อ แล้วก็ไม่ต้องพยายามยกอาชีพนักวิชาการให้มันดูมีอภิสิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่น การที่คุณเที่ยวไล่ด่านักวิชาการว่าไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ พูดราวกับทำแล้วสังคมมันจะดีขึ้นทันตาเห็น แถมนักวิชาการที่เป็นเป้า (target เผื่อไม่รู้ภาษาไทย) ของคุณ นับนิ้วลงไปแล้วมีไม่เกิน 20 คนมั้ง ต่อให้คนทั้งหมดนี้หันซ้ายหันขวาพูดจาภาษาเดียวกับคุณหมด สังคมไทยมันจะเปลี่ยนแปลงราวเนรมิตหรือ? นี่มันแอบแฝงแนวคิดของ "ปูชนียบุคคลาธิปไตย" (elitism เผื่อไม่รู้ภาษาไทย) หรือพูดอีกทีก็คือ อมาตยาธิปไตยชัด ๆ สิ่งที่คุณทำทุกวัน โดยอ้างทำเป็นห่วงประชาชน แท้ที่จริงก็แค่อยากยกสถานะเกียรติศักดิ์ (prestige เผื่อไม่รู้ภาษาไทย) ความเป็นนักวิชาการของตัวเองเท่านั้นเอง

แล้วก็เลิกทำตัวเป็นบิ๊กบราเธอร์ด้วย คุณนี่ท่าจะไปเรียนจบหลัก “doctrine de guerre revolutionnaire” ของฝรั่งเศสมา ถึงได้ต้องการควบคุมความรู้สึกนึกคิดจิตใจของประชาชนไปทุกสิ่งทุกอย่าง ใครจะชอบอะไร ใครจะเกลียดอะไร พยายามเข้าไปตัดสินควบคุมหมด นี่ถ้ามีอำนาจ คงจับดิฉันเข้าค่ายกักกันทรมานช็อตไฟฟ้า ถ้าคุณอยากเป็นเผด็จการหมูใน Animal Farm ไม่เห็นจะยาก ก็แค่กลับไปเทวาลัยของตัวเอง มีัเหาฉลามให้คุณควบคุมดูแลจิตใจความรู้สึกนึกคิดอยู่เป็นฝูง เท่านั้นยังไม่พอหรือ ถึงได้ออกมาอาละวาดบ้าคลั่งอยู่ข้่างนอก

I’m not going to respond to

I’m not going to respond to Somsak’s outrageous distortions of facts in #2 above. I don't need Somsak's evaluation of my intellectual ability because I am not sure he is qualified to do so to anybody in an academic world.

Even if I am มือตก and Somsak is the best and a superior scholar to anybody and have the best politics, his superiority is not a license for his abusive behavior.

Since I am already “เปลืองตัว” as some said, let me make my final explanation about cyber bullying.

I.
Bullying is a form of abuse of power by repeatedly humiliating another person. รังแก รังควาน are the closest Thai terms I can think of. But “bullying” in English is specific for humiliating others repeatedly. Cyber-bullying is a new form of bullying. It makes the victim/ target afraid of speaking up their minds or standing up against the bullies. Therefore, it is bad for the exchanges of ideas.

The problem is where the line between a criticism and bullying is. It has to be up to each community to decide. In my opinion, the behavior of Somsak et al is clearly a bullying. In fact it should have been stopped long time ago. But the cyber community allows the bullies to continue in the name of free speech, because we like his politics, and because he is a famous academic. (No need to evaluate how famous he is; but well known enough to the public to gain respects.)

Free speech is not an entitlement to bullying or stalking another person. E.G. Does free speech allow a (adult) man to keep stalking a (adult) woman by phone? Even if the substance of Somsak’s comment is good, the substance must not become a privilege to for bullying others as the method to deliver his ideas.

What power a bully has? A man stalks a woman even not being an authority of any kind. A school bully never has official authority; he is of