"ปรามูเดีย อนันตา ตูร์" นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


    ปรามูเดีย อนันตา ตูร์


 


 


โดย มูฮำหมัด ดือราแม


 


เมื่อถามถึงนักวรรณกรรมผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คงมีคนไทยน้อยคนนักที่จะนึกถึง "ปรามูเดีย อนันตา ตูร์"


 


ปรามูเดีย เป็นนักเขียนชาวอินโดนีเซียผู้โด่งดังในแวดวงวรรณกรรมโลก เป็นนักสู้ที่มีผลงานโดดเด่นในยุคแห่งการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยอินโดนีเซียให้หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมดัทช์


 


เขาเสียชีวิตในวันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2549 และเรื่องราวของเขาได้รับการกล่าวถึงอีกครั้งในการสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง "ตำนานแผ่นดิน :คุก ปากกา ปรามูเดีย และกนกพงษ์ รำลึกสองนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27กรกฎาคม 2549โดยหลักสูตรภูมิภาคศึกษา (เอเซียตะวันออกเฉียงใต้) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์


 


ในคราวนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะปรามูเดียผู้เป็นสะพานเชื่อมทางวัฒนธรรมระหว่างอินโดนีเซียกับโลกภายนอก โดยมี "ภัควดี วีระภาสพงษ์" นักแปลและนักวิชาการอิสระ ซึ่งเคยแปลงานนักเขียนอินโดนีเซียผู้นี้เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวในบรรทัดถัดๆ ไปจากนี้


 


อย่างไรก็ตาม แม้ปรามูเดียจะโด่งดังเพียงใด แต่ดูเหมือนคนไทยกลับมีโอกาสอ่านงานของเขาตลอดจนงานของนักเขียนในประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้อยนัก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?


 


คำตอบจาก ภัควดี ผู้แปลงานเขียนของปรามูเดียคือในบ้านเราหานักแปลวรรณกรรมจากภาษาอินโดนีเซียเป็นภาษาไทยที่ลึกซึ้งได้ยากมาก เธอเองก็แปลงานเขียนของปรามูเดียจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ นี่เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เยาวชนไทยไม่ค่อยรู้เรื่องประเทศเพื่อนบ้านมากนัก แต่กลับรู้เรื่องอเมริกาอย่างดี


 


แน่นอน เมื่องานเขียนของประเทศเพื่อนบ้านได้รับการแปลเป็นภาษาไทยน้อย ทำให้ประเทศไทยมีองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านน้อยไปด้วยและยิ่งในจำนวนน้อยนี้บางส่วนไม่ได้แปลมาจากต้นฉบับเดิม ซึ่งเป็นภาษาของประเทศเพื่อนบ้านด้วยแล้ว ก็มีโอกาสที่งานแปลดังกล่าว จะคลาดเคลื่อนไปจากเดิม


 


ภัควดียังได้ให้แง่คิดอีกอย่างหนึ่งว่า การเขียนประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องของชนชั้นปกครอง เช่น เรื่องราวของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ในประวัติศาสตร์เหล่านั้นไม่ได้ให้ภาพของชาวบ้านในยุคนั้นว่า เป็นอยู่อย่างไร


 


"ปัจจุบันมีการพูดถึง "ประวัติศาสตร์ภาคประชาชน" ขึ้นมา โดยนักเขียนประวัติศาสตร์ภาคประชาชนชื่อดัง เช่น โฮเวิร์ด ซินน์ ชาวอเมริกัน"


 


ภัควดี บอกว่า โฮเวิร์ด ซินน์ จะเขียนประวัติศาสตร์อเมริกาตั้งแต่ยุคก่อตั้งประเทศอเมริกา แต่เขียนในมุมอินเดียนแดง มุมของคนเล็กคนน้อย ชาวบ้าน คนงานเหมืองแร่ เล่าถึงการต่อสู้ของคนพื้นเมืองในยุคนั้น ในขณะที่ปรามูเดีย มีงานเขียนที่คล้ายกับโฮเวิร์ด ซินน์ แต่เขียนในเชิงนวนิยาย


 


อย่างไรก็ตาม แม้ปรามูเดียจะเขียนเป็นนวนิยาย แต่ก็มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง อธิบายสภาพความเป็นจริงของสังคมชวาในสมัยนั้นเป็นอย่างดี อธิบายถึงความยากลำบากของผู้คนในยุคอาณานิคม สภาพสังคมที่มีชนชั้น โดยชนชั้นล่างถูกรังแกข่มเหงและดูถูกเหยียดหยาม ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยกว้างมาก ขณะที่ชนชั้นล่างพยายามทำตัวเหมือนกับคนรวยในสังคม เช่น จัดงานเลี้ยงใหญ่โต สุดท้ายก็นำความลำบากมาสู่ตนเอง


 


ดร.ชูกูร กาซาลี แห่งมหาวิทยาลัยมาลัง อินโดนีเซีย ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ปรามูเดีย จะใช้ภาษามลายูในงานเขียนของเขา เพราะไม่ต้องการใช้ภาษาชวาที่เป็นภาษาแห่งชนชั้น แต่ในความเป็นจริงภาษามลายูที่เขาใช้ ก็ยังปรากฏสำนวนบางอย่างที่เป็นภาษาชวา คำถามก็คือว่า ในการแปลเป็นภาษาไทยนั้น ได้คำนึงถึงเรื่องนี้หรือไม่


 


 


ขณะที่ดร.แพทริก โจรี อาจารย์ประจำหลักสูตรภูมิภาคศึกษา (เอเซียตะวันออกเฉียงใต้) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จึงได้เปิดหลักสูตรนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มประเทศมลายู ซึ่งเปิดสอนทั้งภาษามลายูและมลายูศึกษาด้วย


 


 


นี่เป็นเพียงเก็บตกบางแง่มุมที่ได้จากการสัมมนา ก่อนที่จะไปทำความรู้จักตัวอย่างงานของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอินโดนีเซีย (ในเอกสารประกอบ) และทำความรู้จักตัวตนของ "ปรามูเดีย อนันตา ตูร์" ซึ่งแปลว่า "ที่หนึ่งในการต่อสู้" ในบรรทัดต่อจากนี้ 


 


 


0 0 0 0


 


 


ปรามูเดีย อนันตา ตูร์


(Pramoedya Ananta Toer)


 


โดย ภัควดี วีระภาสพงษ์


วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2549 อินโดนีเซียสูญเสียนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่และโลกสูญเสียนักอุดมคติผู้ต่อสู้ด้วยปลายปากกาอีกคนหนึ่ง ปรามูเดีย อนันตา ตูร์ เป็นทั้งนักประพันธ์ นักต่อสู้ และเป็นสะพานเชื่อมสายหลักทางวัฒนธรรม ระหว่างอินโดนีเซียกับโลกภายนอกด้วย


 


ปรามูเดีย หรือที่ชาวอินโดนีเซียเรียกขานกันว่า ปราม เสียชีวิตที่บ้าน ด้วยวัย 81 ปี จากอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานและโรคหัวใจ เขาเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันพฤหัสฯ หลานชายของเขาเล่าว่า ปรามขอออกจากโรงพยาบาลในวันเสาร์ เมื่อกลับมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่นักเขียนทำ คือ จุดบุหรี่กานพลูสูบ — กิจวัตรที่เขาทำมาไม่เคยขาด คืนนั้นอาการของเขาทรุดลงอย่างรวดเร็วและเสียชีวิตในวันรุ่งขึ้น


 


ปรามูเดีย เกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1925 ที่เมืองบลอราบนเกาะชวา ในยุคที่ดินแดนแห่งนี้ ยังเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ เป็นบุตรหัวปีของพี่น้อง 9 คน บิดาเป็นครูใหญ่นักชาตินิยมที่ต่อสู้เพื่อปลดแอก "หมู่เกาะอินดีสตะวันออก" จากอาณานิคมดัทช์ ส่วนมารดา — ซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดต่อปรามอย่างมาก — เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี


 


ปรามูเดียจึงเติบโตขึ้นมาเป็นนักอุดมคติที่มีความคิดก้าวหน้า กล้าหาญ กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ความกล้าหาญนี้เอง ทำให้ชีวิตของเขาถูกจำคุกถึง 3 ครั้ง ใน 3 ยุค 3 รัฐบาล แม้ล่วงจนถึงวัยชรา เขาก็ยังวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอินโดนีเซียมาตลอด นวนิยายและงานเขียนของเขา เป็นหนังสือต้องห้ามในอินโดนีเซียนานหลายสิบปี แม้จะเป็นที่ลักลอบอ่านกันอย่างแพร่หลายก็ตาม


 


ปรามในวัยหนุ่มเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยอย่างที่มารดาเขาตั้งความปรารถนาไว้ (แต่ความปรารถนานี้มาลุล่วง ในปี ค.ศ. 1999 เมื่อมหาวิทยาลัยมิชิแกน มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่ปราม) เขาเริ่มอาชีพนักหนังสือพิมพ์ด้วยวัยเพียง 16 ปี ผ่านประสบการณ์ในสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อญี่ปุ่นบุกเข้ายึดครองแผ่นดินถิ่นเกิด หลังสงครามจบลง เมื่ออาณานิคมดัทช์กลับเข้ามาในประเทศหมู่เกาะแห่งนี้อีกครั้ง ปรามูเดียถูกรัฐบาลดัทช์จับกุมและจองจำ ในปี ค.ศ. 1947 - 1949 ด้วยข้อหา "ต่อต้านอาณานิคม" ระหว่างอยู่ในห้องขังครั้งแรกนี่เอง ที่เขาเขียนนวนิยายเรื่องแรก The Fugitive เรื่องราวของนายทหารชาวพื้นเมืองที่ต่อสู้กับการยึดครองของญี่ปุ่น โดยใช้ลีลาการเขียนเลียนแบบละครหุ่นวายังของชวา และเป็นนวนิยายเรื่องแรกที่เขียนด้วยภาษามลายูท้องถิ่น ที่ภายภาคหน้าจะกลายเป็นภาษาอินโดนีเซีย


 


หลังจากหมู่เกาะอินดีสตะวันออกปลดแอกจากดัทช์เป็นผลสำเร็จ ในปี ค.ศ. 1949 โดยมีซูการ์โน เป็นผู้นำ และก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศเกิดใหม่ที่ชื่อ "อินโดนีเซีย" ปรามูเดียได้รับการปล่อยตัว เขากลับมาทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์และบรรณาธิการ พร้อมกับเขียนวรรณกรรม  บทความและงานค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์และนิเทศศาสตร์ในมหาวิทยาลัยด้วย แม้ปรามจะถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนประธานาธิบดีซูการ์โน แต่เขาไม่วายถูกจับขังคุกเป็นครั้งที่สองในยุค "ลัทธิชาตินิยม" เป็นใหญ่ ทั้งนี้ เพราะในปี ค.ศ. 1960 ขณะที่ประธานาธิบดีซูการ์โนกำลังรณรงค์ต่อต้านอำนาจทางเศรษฐกิจของชาวจีนที่เป็นชนกลุ่มน้อย ปรามูเดียกลับต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวจีน ด้วยการตีพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชาวจีนที่มาตั้งรกรากในอินโดนีเซีย รวมทั้งยืนยันว่าชาวจีนมีบทบาทในการก่อตั้งขบวนการชาตินิยมอินโดนีเซียด้วย รัฐบาลซูการ์โนจึงจับปรามขังคุกเสีย 1 ปี ด้วยข้อหา "เห็นอกเห็นใจชาวจีนมากเกินไป"


 


ในปี ค.ศ. 1965 เพียงสองสัปดาห์หลังจากซูฮาร์โตทำรัฐประหาร และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี เปิดฉากระบอบการปกครองเผด็จการที่เหี้ยมโหดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษย์ ปรามูเดียเป็นหนึ่งในชาวอินโดนีเซีย 1.5 ล้านคน ที่ถูกจับกุมคุมขังโดยไม่มีการขึ้นศาล — ยังไม่นับที่ต้องสังเวยชีวิตไปอีกหลายแสนคน ในวันที่เขาถูกจับ นอกจากพานท้ายปืนทหารที่แพ่นลงบนกกหู จนทำให้ปรามหูเกือบหนวกไปตลอดชีวิต เอกสารและงานเขียนทั้งหมดที่เขาเก็บไว้ที่บ้าน ยังถูกขนออกมาเผาเป็นจุณไปต่อหน้าต่อตา ในกองขี้เถ้านั้นมีเอกสารสำคัญหลายชิ้นที่ครอบครัวภรรยาม่ายของ ตีร์โต  อาดี สุรโย นักหนังสือพิมพ์ชาวพื้นเมืองคนแรกในยุคอาณานิคม ส่งมาให้ปรามรวมอยู่ด้วย


 


นั่นคือ จุดเริ่มต้นของชีวิตจองจำยาวนานถึง 14 ปี 4 ปีแรกในคุกจาการ์ตา ส่วนอีก 10 ปีที่เหลือ คือ คุกบนเกาะบูรู ท่ามกลางความลำบากยากเข็ญ ความตายและคำสั่งห้ามไม่ให้นักโทษพูดจากัน ปรามูเดียเคยรำพึงไว้ว่า "เป็นไปได้หรือที่จะริดรอนสิทธิของมนุษย์ไม่ให้พูดกับตัวเอง?" เพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ถึงไม่มีกระดาษหรือปากกา และมีเวลาพูดกับเพื่อนนักโทษแค่เสียงกระซิบตอนอาบน้ำ แต่ปรามก็ไม่ยอมแพ้ต่อความเงียบ ทั้งเขายังพิสูจน์ให้เห็นถึงจารีตมุขปาฐะอันยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาของชาวชวา ด้วยการเล่าเรื่องของมิงเก ตัวเอกของนวนิยายชุดจตุรภาคเกาะบูรู ซึ่งมีเค้าเรื่องมาจากประวัติชีวิตของตีร์โต อาดี สุรโย


 


ตำนานการเกิดนวนิยาย 4 ภาค อันประกอบด้วย แผ่นดินของชีวิต (This Earth of Mankind), ผู้สืบทอด (Child of All Nations), รอยย่างก้าว (Footsteps) และ House of Glass ทั้งการกระซิบเล่าให้นักโทษฟังเป็นทอดๆ ระหว่างอาบน้ำ การลักลอบเข้ามาคัดลอกต้นฉบับออกไปเผยแพร่ภายนอก รวมทั้งการเป็นหนังสือต้องห้ามยาวนานในประเทศบ้านเกิดของผู้เขียน เป็นเรื่องราวโลดโผนไม่แพ้ตัวนิยายเอง แม้กระทั่งการแปลเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก โดยทูตชาวออสเตรเลียชื่อ <?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />Max Lane ก็ยังเป็นการแปลที่ไม่ธรรมดา เพราะมันทำให้ มร.เลน ถูกรัฐบาลออสเตรเลียเรียกตัวกลับ จนต้องจบเส้นทางการทูตของตน


 


นวนิยายชุดจตุรภาคเกาะบูรู ถูกแปลไปมากกว่า 20 ภาษาทั่วโลก ในนวนิยายที่มีฉากหลังเป็นหมู่เกาะอินดีสตะวันออก ยุคอาณานิคมดัทช์ เป็นเรื่องราวชีวิตของมิงเก ชายหนุ่มชาวพื้นเมืองฐานะดีผู้ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก มีทั้งเรื่องราวของอุดมคติ ความรัก การต่อสู้ การตื่นขึ้นพบความจริง และการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบการปกครองที่กดขี่ ผลงานชิ้นนี้ คือ การเขียนประวัติศาสตร์ฉบับประชาชนขึ้นมาในรูปของนวนิยาย ปรามูเดียรวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ เข้ามาร้อยเรียงกัน ทั้งการปฏิวัติในฟิลิปปินส์ การต่อสู้ของชาวอาเจะห์และบาหลี การก่อตั้งหนังสือพิมพ์ของชาวพื้นเมืองและองค์กรขบวนการต่างๆ รวมทั้งชนกลุ่มน้อยอย่างชาวจีนและโสเภณีญี่ปุ่น


 


"จุดโฟกัสของปรามมักอยู่ที่ภูมิประเทศอันกว้างใหญ่ พลังทางประวัติศาสตร์, สังคม และการเมืองที่ผนึกประสานกันสร้างประเทศอินโดนีเซียขึ้นมา"  จอห์น แมคกลิน ผู้แปลงานบางชิ้นของปรามูเดียกล่าวถึงงานเขียนของปราม "ไม่มีนักประพันธ์อินโดนีเซียคนไหนอีกแล้ว ที่ทำเช่นนี้ได้สำเร็จเท่าปรามูเดีย และไม่มีนักประพันธ์คนไหนอีกแล้ว ที่ยินดีเสียสละมากเท่าเขาเพื่อบำรุงปัญญาเพื่อนร่วมชาติ" ความสามารถของปรามในการวาด "ภาพขนาดใหญ่" นี่เอง ที่ทำให้เขาโดดเด่นเหนือนักเขียนนิยายชาวเอเชียเกือบทุกคนในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง


 


ในจตุรภาคเกาะบูรู ปรามูเดียไม่ได้วิจารณ์แค่ลัทธิอาณานิคม แต่เขายังวิพากษ์ลัทธิทุนนิยมที่กำลังก่อตัว คัดค้านการกีดกันชนกลุ่มน้อย ยกย่องผู้หญิงในฐานะนักต่อสู้ รวมทั้งวิจารณ์รากเหง้าของตัวเอง ซึ่งเขาเรียกว่า ลัทธิชวานิยม เขาไม่เห็นด้วยกับการที่ชาวชวามีอิทธิพลทางการเมือง เหนือกว่าชนชาติต่างๆ ในอินโดนีเซีย ปรามเรียกร้องเสมอมาให้ประเทศหมู่เกาะนี้ จัดตั้งรัฐบาลที่ประกอบด้วยประชาชนจากทุกเกาะและทุกเชื้อชาติ การที่ปรามเขียนนิยายเป็นภาษามลายู โดยไม่ยอมใช้ภาษาชวา ก็เพราะภาษาชวาเต็มไปด้วยการแบ่งชั้นวรรณะ มิงเก ตัวเอกในนวนิยายชุดนี้ ถึงกับมีความคิดกว้างไกล ใฝ่ฝันถึงการรวบรวมประชาชนทั้งหมดที่พูดภาษามลายู เพื่อก่อตั้งเป็นประเทศมลายูที่ยิ่งใหญ่


 


ปรามูเดีย มีงานเขียนทั้งหมดมากกว่า 30 เล่ม — ไม่นับรวมที่ถูกรัฐบาลกับพัศดีเผาทิ้งไปอีกมาก ปรามเขียนทั้งนิยาย, เรื่องสั้น, บทความ, สารคดีสั้น และบันทึกความทรงจำ ผลงานทั้งหมดของเขามีการแปลไปแล้วอย่างน้อย 37 ภาษาทั่วโลก แม้ว่านับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา ความชราและสุขภาพที่ทรุดโทรมลง ทำให้ปรามูเดียเลิกเขียนหนังสือไปโดยสิ้นเชิง แต่เขาก็ยังร่วมงานกับลูกสาวคนหนึ่ง เพื่อจัดทำสารานุกรมเกี่ยวกับประเทศอินโดนีเซีย


 


รางวัลที่ปรามูเดียเคยได้รับมีอาทิ P.E.N. Freedom - to - Write Award (1988), รางวัลแมกไซไซ (1995), 11th Fukuoka Asian Culture Prize (2000), Norwegian Authors" Union Award (2004) และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลหลายครั้งหลายคราว


 


นอม ชอมสกี เคยเขียนถึงผลงานของปรามไว้ว่า "เป็นโชคอันหาได้ยากยิ่งที่ได้รับฟังเสียงของนักเขียนผู้โดดเด่น ผู้ฝ่าฟันการกดขี่บีฑาอันน่าอดสูมาได้ด้วยความกล้าและศักดิ์ศรี ได้รับรู้ความฝัน การต่อสู้ และความเจ็บปวดของเขา ท่ามกลางความเสื่อมโทรมของประเทศ และวัฒนธรรมที่เขาอุตส่าห์ต่อสู้สุดชีวิต เพื่อกอบกู้จากการตกเป็นเบี้ยล่างมาหลายศตวรรษ..."


 


นวนิยายส่วนใหญ่มักมีเรื่องราวโลดโผนยิ่งใหญ่กว่าชีวิตจริง ปรามูเดียเป็นหนึ่งในนักเขียนน้อยคน ที่ดำเนินชีวิตยิ่งใหญ่ไม่แพ้นิยายที่ตนเขียน แม้รูปกายภายนอกของเขา จะเป็นชายร่างเล็กผอมบาง ดูเผินๆ เหมือนคนอ่อนแอ กอปรกับบุคลิกง่ายๆ ถ่อมตน ไม่เรื่องมาก แต่ปรามูเดียใช้ชีวิต 81 ปี ของตนอย่างสมแล้วกับชื่อที่แปลว่า "ที่หนึ่งในการต่อสู้"


 

เอกสารประกอบ

นิยายพิฆาตอาณานิคม-ปรามูเดีย อนันตา ตูร์

Comments

คนฟังคนหนึ่ง

ขอร่วมแลกเปลี่ยนนะคะ พอดีได้เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ด้วย
รู้สึกว่าผู้เขียนจะจับประเด็นหลักที่วิทยากรพูดไม่ได้นะคะ
ดิฉันคิดว่าประเด็นหลักของงานสัมมนาวันหลังคือตัวตนและแนวคิดของปรามูเดียที่สะท้อนผ่านงานเขียนของเขา
ประเด็นงานแปลวรรณกรรมประเทศเพื่อนบ้านเป็นภาษาไทยมีน้อยนั้น เป็นประเด็นรอง และเกิดจากคำถามของผู้ร่วมสัมมนา (ดิฉันจำไม่ได้ว่าคุณหรือเปล่าที่เป็นคนถาม) และจริงๆ แล้วปัญหา (ถ้าคุณจะคิดว่ามันเป็นปัญหา) ที่ทำให้เยาวชนไทยไม่ค่อยรู้เรื่องประเทศเพื่อนบ้านมากนักนั้น ถ้าฟังให้ดีๆ จะพบว่าไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนงานแปลจากภาษาเพื่อนบ้าน จากที่ได้ฟังวันนั้นคุณภัควดีตอบประมาณว่าสังคมไทยไม่ค่อยสนับสนุนงานเขียนหนักๆ สังเกตว่างานเขียนที่ขายดีหรือถูกส่งเสริมให้ขายดีจะเป็นงานประเภทที่ไม่หนักมาก (หนักหมายถึงอะไรโปรดตีความกันเองเองเถิด) ซึ่งงานของปรามูเดียถือว่าค่อนข้างหนัก เพราะมันเป็นงานที่ต่อต้านไม่ใช่เฉพาะอาณานิคมแต่ต่อต้านสังคมศักดินาในประเทศตัวเองด้วย นอกจากนี้วัฒนธรรมการอ่านของไทยยังไม่มี มีหลายคนที่ซื้อหนังสือมาเพื่อเก็บ และการผลิตหนังสือก็เหมือนกับว่าจะทำให้เพื่อซื้อไปเก็บ
แต่อย่างไรก็ตามอย่างที่บอกว่าประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นหลักของการสัมมนา แนวคิดและชีวิตของปรามูเดียต่างหากที่เป็นประเด็นหลัก

คนฟังคนเดิม

แนวคิดของปรามูเดียเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

คนฟังคนเดิม

"ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยกว้างมาก ขณะที่ชนชั้นล่างพยายามทำตัวเหมือนกับคนรวยในสังคม เช่น จัดงานเลี้ยงใหญ่โต สุดท้ายก็นำความลำบากมาสู่ตนเอง"
ข้อความตอนนี้ จำได้ว่านักศึกษาที่เป็นคนพูดในวันนั้นด้วยเป็นคนพูด แต่ว่ามันมาจากเรื่องที่เขาแปล (บทหนึ่งในนวนิยายเล่มหนึ่งของปราม) ซึ่งไม่ได้เป็นแก่นหลักของเรื่อง รวมถึงนวนิยายเรื่องอื่นๆ ที่โด่งดังกว่าเช่น Bumi Manusia ที่แปลเป็นไทยในชื่อว่า "แผ่นดินของชีวิต"

งงๆ

ดิฉันไม่ค่อยเข้าใจว่าทั้งคุณคนฟังคนหนึ่ง-คนฟังคนเดิม อยากจะบอกอะไรคะ??

คนฟังคนหนึ่ง

คุณ "งงๆ" คะไม่ทราบว่าคุณไม่เข้าใจจริงๆ หรือว่าแกล้งคะ ดิฉันออกจะเขียนไม่อ้อมค้อม ว่าคนเขียนบทความนี้จับประเด็นหลักของการสัมมนาวันนั้นยังได้ไม่ดีพอ และดิฉันพยายามจะเล่าจากมุมมองของคนที่ได้ฟังสัมมนาวันนั้นเช่นกันว่าอะไรคือประเด็นหลัก

ผู้อ่านคนหนึ่ง

งงๆ กับ บทความของผู้เขียน ไม่รู้ว่าต้องการอะไรจากบทความ อ่านแล้วเหมือนจะวิพากษ์กาแปลว่าไม่ค่อยถูกต้องตามภาษาเดิม หรือคลาดเคลื่อนจากภาษาเดิม...

ผมว่าไม่ใช่ความผิดของคนแปลครับ ความผิด อยู่ที่คนรู้มลายูต่างหาก ที่มั่วไปอยู่ไหนมาว่ะ ทำไมไม่ยอมแปลจากต้นฉบับ

สรรเสริญคุณภัคฯ ที่หาญกล้าแปลงานหนักๆ แม้ไม่ใช่จากต้นฉบับภาษาเดิมก็ตาม อย่างน้อย โลกการอ่านของสังคมไทย กว้างขึ้นไปอีกหนึ่งกะลา

[emo2.gif]

นักศึกษามวล.

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ผู้ที่รู้ภาษามลายู (อินโดนีเซีย) อาจจะแปลได้ไม่ดีเท่าคุณภัควดีก็ได้ จำได้ว่าวันนั้นอ.อรอนงค์พูดว่าอาจารย์รู้ภาษาอินโดนีเซีย แต่เธอไม่สามารถแปลให้เป็นภาษาไทยที่ดีได้เท่าคุณภัควดี

ผู้เขียนคนหนึ่ง

ขอคุณครับ ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม และเสริมประเด็นที่ผู้เขียนคลาดเคลื่อนครับ ต้องขออภัยด้วยครับ ที่จริงในวันนั้นมีคุยกันหลายประเด็นที่น่าสนใจ ขอน้อมรับในความผิดพลาดครั้งนี้ครับ โอกาสต่อไปจะทำให้ดีขึ้นครับ

ทผ

ขอขอบพระคุณคุณมูฮำหมัด ดือราแม ที่ช่วยกรุณารายงานข่าวการสัมมนาเรื่องปราโมทยา อนันตา ตูร์ (และกนกพงศ์ สงสัมพันธ์)ให้

ที่จริงการฟังของแต่ละคนนั้นไม่จำเป็นต้องฟังเหมือนกัน และผู้ฟังก็ไม่จำเป็นต้องฟังแล้วเข้าถึงแก่นของสารได้เหมือนกับที่ผู้พูดต้องการก็ได้ ดังนั้นการฟังของแต่ละคนก็อาจจะได้สารไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับคติและจุดยืนทางการเมืองที่แต่ละคนมี และคงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนรับสารได้เท่าๆ กัน เพราะ "การพูดก็คือการต่อสู้ในความหมายของการเล่นเกม และปฏิบัติการทางการพูดนั้นก็อยู่ภายในปริมณฑลของการต่อสู้แข่งขัน" (PC)

ขอเป็นกำลังใจให้ครับ

นักเล่านิทาน

ผมอ่านแล้วไม่ได้รู้สึกเหมือนที่คุณ “ผู้อ่านคนหนึ่ง” ว่าบทความนี้อ่านแล้วดูเหมือนวิพากษ์การแปลของคุณภัควดีว่าไม่ค่อยถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนเลยนะ… ไม่เห็นเจอข้อความไหนให้รู้สึกอย่างนั้นเลย

ที่รู้สึกก็คือเป็นการสรุปความที่ค่อนข้างสั้น และรวบรัดจนเกินไป

กระนั้นก็ดี ผมกลับชอบที่บทความตั้งคำถาม (แม้ว่าจะถูกคุณ “คนฟังคนหนึ่ง” วิจารณ์ว่าจับประเด็นหลักไม่ได้) เรื่องการขาดแคลนงานแปลวรรณกรรมหรืองานเขียนอื่นๆ ของประเทศเพื่อนบ้าน… แม้ว่าจะมีการตั้งคำถามเช่นนี้กันบ่อยครั้งแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็พบว่ามันยังคงเป็นปัญหาอยู่เช่นเดิม

ผมคงจะชื่นชมรายงานฯ ชิ้นนี้ หากผู้เขียนเลือกที่จะรายงานถึงการตั้งคำถาม (ซึ่งแฝงอยู่ด้วยการพยายามกระตุ้นให้เกิดการกระทำติดตามมาด้วย) ด้วยคิดว่ามันอาจจะมีประโยชน์มากกว่าการพูดถึง “ตัวตนและแนวคิด” ซึ่งวนเวียนอยู่กับการพูดอะไรเดิมๆ

ที่สำคัญผมรู้สึกว่าการขาดแคลนงานเขียน หรือองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน มันน่าจะมีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่าการบอกว่าคนไทยไม่ชอบเสพงานหนักๆ (แม้แต่งานเพื่อนบ้านที่ไม่หนักก็ยังไม่มี) หรือลงเอยที่เหตุผลคลาสสิคเรื่องไม่มี “วัฒนธรรมการอ่าน” และ myth เรื่องคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 3 บรรทัด

FAKE

"อ่านหนังสือไม่แตกก็คงไม่ใช่ แต่เป็นการจงใจเอาชนะด้วยความสามารถทางการเขียน...."
ในสังคมไทยเคยมีคนพูดเกี่ยวกับ "ตัวตนและแนวคิด" ของปราโมทยากี่ครั้งกันเชียว ในขณะที่การตั้งคำถามเรื่องการขาดแคลนแปลวรรณกรรมและงานเขียนอื่นๆ ในสังคมไทยได้ฟังมาจนเบื่อ

คนไกล

เสียดายผมอยู่ไกล ไม่สามารถไปฟังสัมมนานี้ได้ แต่สิ่งที่ผมต้องการจากบทความนี้คือในการสัมมนาวันนั้นเค้าพูดถึงปราโมทยาว่าอย่างไรบ้าง ... ตกลงชื่อนักเขียนคนนี้อ่านว่า "ปราโมทยา" หรือ "ปรามูเดีย" กันแน่

คนฟังอีกคนหนึ่ง

ผมชื่นชมคุณภควดีเป็นอย่างมากที่แนะนำให้คนไทยรู้จักงานเขียนของนักเขียนชื่อโด่งดังของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีงานแปลของคุณภควดี ก็คนไทยน้อยมากจะรู้จักปรามูเดีย (สะกดตามวิธีออกเสียงของคนอินโดครับ) ถือว่าได้เปิดโอกาสให้คนไทยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้านที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักไปด้วย เป็นคุณูปการทางวิชาการอย่างยิ่ง แต่ผมก็คิดว่าคุณมูฮำหมัดยกประเด็นที่น่าสนใจเหมือนกันที่เราควรรับรู้ ก็คือว่า เป็นเรื่องสำคัญที่เราควรเข้าใจภาษาพื้นเมืองของคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าเราจะเข้าใจสังคมเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง

ถ้าจะให้ประเด็นนี้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เราอาจจะถามต่อไปว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า เราคนไทยจะทราบถึงความหมายเดิมที่ปรามูเดียตั้งใจเอาไว้ในงานเขียนของเขา เมื่อปรามูเดียถอดความคิดจากภาษาชวาออกมาเป็นภาษาอินโดนีเซีย เสร็จแล้วมีคนแปลจากภาษาอินโดเป็นภาษาไทยอีกทอดหนึ่ง ภาษาไทยสามารถสื่อความหมายที่ติดอยู่ในภาษาอินโดมากน้อยเพียงไร ไม่แน่ ภาษาอังกฤษอาจสื่อความหมายเดิมจากภาษาอินโดได้ดีกว่าภาษาไทยก็เป็นได้ ภาษาไทยอาจเป็นเครื่องมือในการครอบงำพวกเราด้วยแนวคิดต่างๆ ที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมไทย วิธีหลุดพ้นจากการถูกครอบนำในลักษณะนี้คือทุกคนควรปฏิเสธไม่ใช้ภาษาไทยเลย แล้วหันมาสมัครเรียนภาษาอินโดนีเซียที่หลักสูตรภูมิภาคศึกษา ม.วลัยลักษณ์ จะดีกว่า

ภัควดี

หวังว่าคงจะไม่ผิดมารยาทหากขอแสดงความคิดเห็นด้วย (ช่วงนี้ดิฉันจะแสดงความคิดเห็นมากไปหรือเปล่าก็ไม่รู้)

ดิฉันอยากตอบเฉพาะ "คุณนักเล่านิทาน" เกี่ยวกับวัฒนธรรมการอ่านของคนไทย

ในความคิดส่วนตัว การ "ไม่มี" วัฒนธรรมการอ่านของคนไทย เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาโดยรัฐ รัฐไทยทำทุกอย่างให้คนไทยไม่อ่านหนังสือ ตั้งแต่ทำให้การอ่านเป็นเรื่องน่าเบื่อที่สุดในโรงเรียน ปล่อยให้ราคากระดาษแพง ไม่มีการอุดหนุนต่อธุรกิจสิ่งตีพิมพ์ ส่งเสริมสื่อบันเทิงด้านอื่น ๆ ฯลฯ รวมไปจนถึงไม่อุดหนุนต่อการสร้างสรรค์ด้านศิลปะด้วย เช่น ปล่อยให้ราคาสีวาดรูปแพงมาก จำกัดความคิดสร้างสรรค์ด้านศิลปะด้วยการเซ็นเซอร์ ฯลฯ

รัฐไทยทำทั้งหมดนี้เพราะเราอยู่ในจารีตของรัฐแบบ "อำนาจนิยม" มานาน รัฐไม่ชอบคนอ่านหนังสือ เพราะมันปกครองยาก

การไม่มี "วัฒนธรรมการอ่าน" มันสะท้อนออกมาในวัฒนธรรมการผลิตหนังสือด้วย มีกี่ประเทศในโลกที่พิมพ์หนังสือด้วยกระดาษปอนด์เป็นหลัก ทำปกแข็งอย่างงาม ราคาหนังสือสูงปรี๊ด ยิ่งเป็นงานเล่มหนา ๆ น้ำหนักไม่รู้กี่กิโลกรัม ขอโทษเถอะ จะมีใครแบก "ดอนกีโฮเต้" หรือ ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ใส่กระเป๋าไปอ่านบนรถเมล์ รถไฟฟ้า ตามชายหาด หรือแม้กระทั่งนอนอ่านบนเตียงได้ ยิ่งประการหลังนี้ เกิดหลุดมือทำหนังสือตกใส่หน้า เกรงว่าจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมกระมัง!

หนังสือปกแข็งแบบนี้ (แม้แต่เป็นปกอ่อนก็ยังหนักอยู่ดี) มันมีไว้เก็บบนหิ้งนะคะ ไม่ได้มีไว้อ่านจริง ด้วยความเคารพ ดิฉันไม่ได้มีเจตนาจะวิจารณ์ สนพ.ผีเสื้อ หรืออะไรแบบนั้น ดิฉันนับถือ สนพ. นี้มาก ชื่นชมด้วย แต่ สนพ. นี้ก็ตกเป็นเหยื่อของระบบเช่นกัน (รวมทั้ง คบไฟ และสนพ. อื่น ๆ ด้วย)

ถ้าคุณดูหนังสือที่พิมพ์ในต่างประเทศ ไม่ต้องดูยุโรปหรอก แค่อินเดียก็พอ หนังสือเขาจะพิมพ์ด้วยกระดาษปรู๊ฟ น้ำหนักเบามาก ต่อให้เป็นวรรณกรรมเรื่องยาวแค่ไหน ก็ใส่กระเป๋าหิ้วไปได้ ส่วนที่พิมพ์เป็นปกแข็งก็มี แต่ไม่ใช่จำนวนพิมพ์หลัีก

นอกจากไม่มีวัฒนธรรมการอ่านแล้ว ดิฉันว่าคนไทยถูกทำให้มีลักษณะที่คล้ายคนอเมริกัน คือข่าวสารทุกอย่างในบ้านเราจะเป็นแบบ domestic-oriented คือมองแต่เรื่องในบ้าน โลกเป็นไงไม่รู้ไม่สนใจ ในแง่นี้คล้ายมากกับวัฒนธรรมแบบ kampung ของชวาที่ปรามูเดียวิจารณ์ไว้

เราจึงไม่ค่อยรู้เรื่องเพื่อนบ้าน ไม่ค่อยรู้เรื่องยุโรปที่นอกเหนือจากอังกฤษ แม้แต่อังกฤษและอเมริกา ก็ใช่ว่าเราจะรู้เรื่องเขาดี เรื่องที่เรารู้ส่วนใหญ่ผ่านแว่นฮอลลีวู้ดมาทั้งนั้น

ดังนั้น เราก็เลยคิดว่า อารยธรรมไทยใหญ่โตนักหนา ทั้งที่ความจริงเราสู้เขมรหรือพม่าไม่ได้ด้วยซ้ำ (เช่น ในแง่โบราณสถาน) วัฒนธรรมเราก็ยังไกลจากบาหลี ระบบเศรษฐกิจเราก็เล็กจนสหรัฐฯ เขาไม่ยอมช่วยตอนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เพราะเขาบอกว่าระบบเศรษฐกิจไทยเล็กเกินไป เขาลืมประเมินถึงการเกี่ยวโยงกับระบบเศรษฐกิจอื่นที่ใหญ่กว่า เช่น เกาหลีใต้ (จำได้ไหมว่า สหรัฐฯ ช่วยเกาหลีใต้ทันที)

ทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นที่อยากแจมค่ะ ส่วนประเด็นอื่นแล้วแต่จะวิพากษ์วิจารณ์กัน ยังไงก็ขอบคุณคุณมูฮำหมัดและทุกท่านที่แสดงความคิดเห็นได้น่าสนใจค่ะ

อุทัยวรรณ (เล่นๆ)

คุณภัควดีวิจารณ์เรื่อง "วัฒนธรรมการผลิตหนังสือ" ได้ถูกใจดิฉันจริ๊ง จริง (อ่านแล้วได้อารมณ์ร่วมมาก)

เรื่อง "วัฒนธรรมการอ่าน" ที่คุณพูดในมุมของรัฐ ดิฉันก็เห็นด้วยค่ะ แต่ที่โพสต์มานี้ อยากแจมในมุมเบาๆ ไร้สติ ไม่วิชาการนิดนึง (คือมันดึกแล้ว วันนี้สมองถูกใช้ทั้งวัน หมดสภาพไปแล้ว)

คือดิฉันว่าส่วนหนึ่ง มันมาจากนิสัยคนไทย สันดานคนไทยเองจริงๆ ค่ะ คนไทยไม่ชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ เท่าที่ดิฉันรู้สึกเอาเองนะคะ คนไทยชอบจับกลุ่มสนุกสนาน ชอบเปิดทีวีเป็นเพื่อน สันดานชอบเฮฮาปาร์ตี้ มัความรู้สึกว่าความเงียบแปลว่าความเหงา...ทำนองนี้

นิสัยคนไทยถึงเหมาะกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไงคะ คือหนุกชิบเป๋ง หนุกตลอด แล้วก็กินตลอด ไม่ชอบคิดมาก

แต่หนังสือมันต้องการการอย่คนเดียว และมันเป็นเรื่องสมาธิและความเงียบ ไม่ถูกจริตสันดานคนไทย

ดิฉันเป็นคนรักความเงียบ ไม่ชอบคนเยอะ ไม่ติดเพื่อน privacy สูงจัดมาก โลกส่วนตัวจัดมาก เพราะฉะนั้น เวลาอยู่ในสังคมไทย ดิฉันจึงรู้สึกถึงความแตกต่างตรงนี้แรงจริงๆ

ตรงนี้ดิฉันพูดจากประสบการณ์ ง่ายๆ และไม่มีอะไรรองรับทังสิ้น อาจจะมีคนพูดมาเยอะแล้วก็ได้ พอดีดิฉันไม่เคยไปสัมมนากับใคร ที่เคยอ่านมา ทุกคนก็มักจะวิเคราะห์ในแง่วิชาการ แต่ดิฉันขอวิเคราะห์แบบ้านๆ ใช้เซนส์โมเมของตัวเองเข้ามาจับละกัน

คนไทยเป็นโรคกลัวการอยู่คนเดียว และกลัวความเงียบขึ้นสมอง - คนไทยเลยชอบอยู่กับเพื่อน ดูทีวี มากกว่ากิจกรรมใดๆ ที่ต้องใช้ความคิด (ถ้าหนังสือเล่มนั้น ไม่ต้องใช้ความคิด ก็จะขายกระฉูดเองค่ะ)

ทั้งหมดนี้...ไม่เรียกวิเคราะห์นะคะ เรียกว่า "แดก" หรือไม่ก็ "เม้าธ์"

หนุกๆ ค่ะ

จริงๆ ข้างบนมีประเด็นให้พูดซีเรียสได้นะคะ เพียงศีรษะของดิฉันมันไม่ไหวแล้วจริงๆ ขอแจมแค่นี้ละกัน

The Earth of Mankind

^*I considered my clothes and my appearance to be products of mankind^*s earth at the end of the nineteenth century, the time of the birth of the modern era. And I truely felt that Java and all its people were a not-too-important corner of this earth of mankind. The town of Twente in Holland now wove for the Javanese, and chose the material too. Village-woven cloth was left now only to the villagers. The Javanese were left with only batik-making. And this one body of mine---still the original.^* (p. 133)