ThisAble

นั่งวีลแชร์แล้วใส่รองเท้าไปทำไม

ThisAble - Thu, 2021-05-13 14:32

ในทุกอย่างก้าวที่ออกเดิน เราหลายคนมีรองเท้าช่วยป้องกันเศษแก้ว หนาม ตะปูและสิ่งสกปรก  ขณะที่บางคนใส่เพื่อออกกำลังกาย เตะฟุตบอล วิ่งมาราธอนหรือเตะตระกร้อ  ทำให้รองเท้ากลายเป็นส่วนสำคัญของการเดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นับตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามประกาศนโยบายแบบรัฐนิยม ที่สนับสนุนให้ทุกคนใส่รองเท้า จนถึงวันนี้เราก็ยังไม่เลิกใส่รองเท้า

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะใส่รองเท้าอย่างเป็นปกติ คนพิการที่นั่งวีลแชร์จำนวนหนึ่งถูกถามว่า แล้วพวกเขาจะใส่รองเท้าไปทำไม? ในเมื่อไม่ได้เดิน แล้วรองเท้ามีไว้ใส่เดินอย่างเดียวจริงหรือไม่ และคนพิการที่เดินไม่ได้เขาใส่รองเท้ากันหรือเปล่า Thisable.me จึงชวนคุยกับคนพิการ 6 คนที่นั่งวีลแชร์ในชีวิตประจำวันว่า พวกเขาใส่รองเท้ากันหรือไม่ รองเท้าที่ใส่เป็นแบบไหน และรองเท้าที่ดีสำหรับคนพิการควรเป็นอย่างไร 

ผมรักรองเท้าผ้าใบ : ยศวัจน์ แบขุนทด

“ผมพิการตั้งแต่ 4 ขวบ เนื่องจากโดนรถชน ทำให้ร่างกายไม่มีความรู้สึกตั้งแต่ช่วงเอวลงไปจนถึงปลายเท้า แต่ก็เป็นคนรักรองเท้ามาก สำหรับผมรองเท้าเป็นสิ่งของแฟชั่นล้วนๆ เลย อย่างของยี่ห้อไนกี้ รุ่นจอร์แดน ผมมีประมาณ 7- 8 คู่ แต่ซื้อขายออกตลอด ข้อดีคือผมไม่เคยเดิน ยังไงรองเท้าก็ใหม่ คู่ที่ผมใช้ประจำคือคอนเวิร์ส ใช้บ่อยจนผ้าด้านบนของรองเท้าขาดเพราะวีลแชร์ชนนู่นชนนี่อยู่ตลอด แต่พื้นรองเท้ายังใหม่เอี่ยม เวลาขายผมก็จะบอกเขาว่า ของผมใหม่เพราะไม่เคยเหยียบพื้นเลย (หัวเราะ) อีกคู่ที่ชอบใส่ก็คือรุ่นแอร์ฟอร์ซวันเพราะใส่ง่ายและถอดง่าย แมทช์กับทุกชุดที่ผมมี 

“คนพิการแม้จะไม่ได้เดินแต่ก็ควรใส่รองเท้าเพื่อความปลอดภัย ยิ่งถ้าเท้าของเราไม่มีความรู้สึก ก็ยิ่งต้องระวังให้ดีเพราะตอนที่เข็นวีลแชร์อยู่เราจะไม่รู้เลยว่าเท้าร่วงหรือชนอะไรตอนไหน ซึ่งจะทำให้เกิดแผลและดูแลรักษายาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของบุคลิกภาพ สังคมเราให้น้ำหนักเรื่องการแต่งตัวค่อนข้างมาก ถ้าเป็นคนพิการแล้วแต่งตัวไม่ดี หรือดูสกปรกก็จะถูกมองไม่ดีด้วย ขนาดแต่งตัวปกติก็ถูกมองว่าน่าสงสารอยู่แล้ว ถ้าแต่งตัวไม่ดีก็คงจะไปกันใหญ่ 

“เดินไม่ได้แล้วจะซื้อรองเท้ามาใส่ทำไม ? ประโยคแบบนี้เคยมีเพื่อนๆ ผมถาม บางครั้งก็เป็นการแซวกันเล่นๆ ซึ่งผมก็ไม่ได้โกรธ บางคนก็บอกว่า คนเดินได้เขายังไม่ซื้อรองเท้าเยอะเท่ามึงเลย (หัวเราะ)

“เวลาเลือกซื้อรองเท้าผมจะเลือกเบอร์ที่ใหญ่กว่าเท้าผม 1 เบอร์ ให้ใส่แล้วไม่โดนนิ้วเท้า ไม่ดันให้งอ ส่วนสีและรุ่นผมจะเลือกตามที่ชอบหรือศิลปินที่เราชอบเขาใส่แบบไหนเราก็ซื้อตาม ล่าสุดมียี่ห้อไนกี้ รุ่นจอร์แดนที่เจบัลด์วิน ศิลปินทางฝั่งลาตินเขาทำออกมา ผมก็รีบตื่นขึ้นมากดจองเลย แต่กดไม่ทันจนต้องมาหาซื้อเอาเองทีหลัง หรือช่วงก่อนหน้านี้ก็ซื้อรองเท้ากระแสอย่างแอร์ฟอร์ซของจีดราก้อน 

“สำหรับผมรองเท้าผ้าใบใส่ไม่ยาก แต่ก็ขึ้นอยู่กับความพิการของแต่ละคนและสรีระของเท้าด้วย อย่างเรื่องกางเกงยีนส์ก็เหมือนกัน ผมรู้มาว่าคนพิการไม่ค่อยได้ใส่เพราะใส่ยาก แต่ผมใส่จนเป็นปกติเพราะไม่มีใครห้าม อาจเป็นโชคดีที่พ่อแม่ไม่ขัดเรื่องการแต่งตัวหรืออยากทำงานอะไรเขาก็ไม่บังคับ แต่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น ผมชอบเขาก็โอเค

“ถึงขาจะไม่รู้สึก แต่เราก็มีความรู้สึกว่ารองเท้าคู่ไหนใส่สบายหรือเหมาะสำหรับเรา ผมเชื่อว่าคนพิการหลายคนก็รู้สึกแบบผม ถ้าใจมันใส่สบายก็คือใส่สบาย”


รองเท้าต้องเรียบง่ายและใส่สบาย : สุพัตรา แวววับ

“เมื่อก่อนชอบใส่รองเท้าผ้าใบแต่เดี๋ยวนี้ใส่รองเท้ารัดส้นเพราะผ้าใบใส่แล้วหลุดง่าย อาจเพราะเท้าเราบิด เวลาเคลื่อนตัวก็เลยหลุดออกเสมอ แต่รองเท้ารัดส้นไม่ค่อยหลุดแล้วก็ระบายอากาศได้ดีกว่ารองเท้าผ้าใบ ส่วนใหญ่เราเลือกรองเท้าจากความเรียบง่าย สีอะไรก็ได้และน้ำหนักเบา พื้นรองเท้าควรจะนุ่ม ไม่แข็ง เพราะเวลาที่นั่งนานๆ ส้นเท้าจะเป็นจุดรับน้ำหนัก ถ้าพื้นแข็งส้นเท้าก็จะพองได้ 

“รองเท้าของเราส่วนใหญ่มีแม่เป็นคนเลือกซื้อให้ เราก็บอกความต้องการไปว่าจะเอาแบบไหน เพราะตัวเองไม่ค่อยได้มีโอกาสออกไปข้างนอก ถ้าแม่ไปเจอคู่ไหนน่าใส่ก็จะซื้อมาฝาก อีกวิธีหนึ่งก็คือถ้าเห็นคู่ไหนน่าสนใจในแอพลิเคชันชอปปิ้งออนไลน์ เราก็จะสั่งมา

“รองเท้าเป็นสิ่งที่ทุกคนใส่ คนพิการก็อยากจะใส่เหมือนกัน รองเท้าเป็นเรื่องของแฟชั่น เรื่องของความสวยงาม เป็นเรื่องความปลอดภัยของเท้า ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะรองเท้าช่วยกันไม่ให้เท้ากระแทกกับสิ่งของและยังทำให้แต่งตัวได้อย่างถูกกาลเทศะด้วย”

เลือกรองเท้าได้ก็เลือกชีวิตได้ : รณภัฎ วงศ์ภา

“เรามีรองเท้า 2 คู่ เป็นผ้าใบกับหุ้มส้นอย่างละคู่ เมื่อก่อนอยากใส่รองเท้าแตะแต่พอลองแล้วใส่ไม่ได้ หลุดและไหลออก เลยเปลี่ยนมาเป็นรองเท้าหุ้มส้นแทน เราเลือกรองเท้าจากความชอบบวกกับความคล่องตัว หลังๆ มาเราจะซื้อใหญ่กว่าเท้าอีก 1 เบอร์ เพื่อป้องกันหากเท้าบวมและทำให้ใส่ง่ายขึ้น แต่ถ้าเอาตามความชอบจริงๆ ก็ชอบที่จะใส่รองเท้าแตะมากกว่า 

“รองเท้าป้องกันอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับเท้า ด้วยความที่เท้าเราไม่มีความรู้สึกเวลาไปชนอะไรก็อาจไม่รู้ ถึงเป็นแผลก็ไม่รู้ นอกจากนี้การใส่รองเท้ายังบ่งบอกถึงตัวตนว่าเราเป็นคนแบบไหน แม้จะเป็นคนพิการก็ใส่รองเท้าไม่เหมือนกัน บางคนก็ใส่ผ้าใบ บางคนก็ใส่แตะ ขึ้นอยู่กับคนพิการแต่ละคนว่ามีโอกาสได้ตัดสินใจด้วยตัวเองไหม บางครอบครัวก็จะบอกว่าใส่ผ้าใบมันยุ่งยาก ให้ใส่อย่างอื่นที่ง่ายๆ ดีกว่า  ถึงแม้คนพิการเองจะอยากใส่ผ้าใบก็ตาม ฉะนั้นการเลือกรองเท้าก็ถือเป็นความท้าทายแบบหนึ่งของคนพิการในเรื่องการต่อรองกับครอบครัว ยิ่งหากใส่รองเท้าแล้วอับชื้นหรือเป็นแผล คนพิการก็จะถูกว่าอีกที่ไม่เชื่อฟัง 

“สำหรับเราเรามองว่า สิ่งสำคัญของการเลือกรองเท้าคือการได้เลือกเอง ไม่ต่างอะไรกับคนไม่พิการที่อยากจะมีชีวิตเป็นของตัวเองหรือเลือกสิ่งต่างๆ ในชีวิตตัวเอง ไม่ว่ารองเท้าหรือเสื้อผ้า การใช้ชีวิตด้วยคำบงการหรือข้อชี้แนะของคนอื่นอยู่ตลอดไม่ได้ทำให้รู้สึกมีคุณค่า 

หากแค่เรื่องซื้อรองเท้าคนพิการยังไม่มีอำนาจในการเลือกแล้ว นั่นอาจหมายความว่า อำนาจในเรื่องอื่นก็คงถูกจำกัดด้วย เช่น อยากกินอะไร อยากไปไหน ทำให้ทางเลือกของคนพิการที่มีน้อยอยู่แล้วนั้นน้อยลงไปอีก จนแทบไม่มีทางเลือกเหลือเลย 

“เราอยากเห็นรองเท้าผ้าใบที่มีซิปอยู่ตรงหัว เพราะเวลาคนพิการส่วนใหญ่ใส่เข้าไปแล้วข้อเท้าจะงอ ซึ่งจะทำให้ข้อเท้าเสียได้ ในประเทศไทยเรายังไม่เห็นใครแก้ปัญหาตรงนี้ ถ้าทำรองเท้านี้ขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับคนพิการ แต่คนที่เป็นเบาหวาน หรือคนที่มีปัญหาเรื่องสรีระเท้าก็น่าจะได้ประโยชน์เหมือนกัน”

คนพิการจะใส่รองเท้ายังไงก็ได้ : รุจิเรข คุมโสระ

“เรามีรองเท้า 3 คู่ เป็นรองเท้าผ้าใบกับรองเท้ารัดส้น แต่ส่วนใหญ่จะใส่แบบรัดส้นมากกว่า ก็เลือกใส่ให้เข้ากับชุด

“เราเลือกรองเท้าจากความชอบ ใส่แล้วดูดี แต่รองเท้าแตะหรือรองเท้าหูหนีบจะใส่ไม่ได้เพราะเท้าไม่มีแรงบีบ ใส่แล้วมีโอกาสหลุด รัดส้นกับผ้าใบจึงเป็นตัวเลือก ที่เหลือก็เป็นเรื่องของรูปทรงหรือสีที่แตกต่างกัน ใส่แล้วต้องไม่ดูแก่ เหมาะกับวัย เราคิดว่ารองเท้ารัดส้นใส่แล้วแอบดูแก่ แม่ชอบซื้อมาให้แล้วเราก็จะใส่เฉพาะตอนไปกายภาพเท่านั้น เวลาไปเที่ยวเราก็จะเลือกคู่อื่น 

“รองเท้าเป็นเรื่องของความสวยงาม จะให้นั่งวีลแชร์เท้าเปล่าก็คงไม่ได้ ต้องมองถึงเรื่องความสุภาพเรียบร้อยและความมั่นใจด้วย เราใส่เสื้อผ้าสวยๆ ก็ต้องมีรองเท้าที่เข้ากับชุด เท้าเปล่าก็ตลก นอกจากนี้ยังมีเรื่องความปลอดภัยเพราะรองเท้าช่วยป้องกันเท้าจากอุบัติเหตุ อย่างเรานั่งๆ อยู่เท้าก็อาจตกพื้น รองเท้าก็จะช่วยป้องกันนิ้วไม่ให้เป็นแผล หากดูรองเท้าเราจะพบว่ามีรอยถลอกเยอะมาก ลองนึกดูสิว่าถ้าไม่ได้ใส่ เท้าเราจะเป็นแผลมากขนาดไหน

“การใส่รองเท้า เสื้อผ้า หน้าผมของคนพิการก็เหมือนกับคนไม่พิการ ที่ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพ การห้ามหรือบอกว่าเป็นคนพิการแล้วควรใส่อย่างไร ไม่ควรเกิดขึ้น อย่างช่วงแรกๆ ที่พิการ เราเจอคำถามที่ว่า จะใส่กางเกงขาสั้นทำไม ? เขาพยายามให้เราแต่งตัวแบบป้า ทำให้เราดูแก่จนขาดความมั่นใจ พอถึงจุดที่เราเริ่มดูแลตัวเองได้มากขึ้น เราก็แต่งตัวแบบที่เราอยากแต่งได้ 

“การมองคนพิการว่าต้องแต่งตัวเรียบง่าย เป็นคนดี เข้าวัดทำบุญตักบาตรอยู่ตลอดเวลา เป็นกรอบแนวคิดในสังคมที่ถูกส่งต่อมายาวนาน พอวันหนึ่งที่คนพิการเริ่มออกมาใช้ชีวิต ออกไปเที่ยว แต่งตัวหลายแบบ ก็ขัดกับภาพจำที่มองว่า คนพิการต้องติดเตียง นอนอยู่บ้านและเป็นภาระ ทั้งที่ในความเป็นจริงมีคนพิการที่ไปได้ไกลกว่านั้นอยู่เยอะแยะ

“เราอยากเห็นรองเท้าที่เหมาะสำหรับคนพิการมากขึ้น ถ้าเป็นแบบรัดส้นก็อยากให้มีรูปแบบหลากหลาย ดูทันสมัยและเป็นวัยรุ่น มีหลายสีให้เลือกได้ ถึงจะทำให้คนพิการใส่แต่ก็ควรสวยงามและมีความเก๋บ้าง”

รองเท้าสะท้อนบุคลิก : สว่าง ศรีสม

“เรามีแค่รองเท้าใส่ทำงานกับรองเท้าใส่อยู่บ้าน ส่วนมากเลือกรองเท้าโทนสีเข้มๆ อย่างสีดำหรือใกล้เคียง และใส่เบอร์ที่หลวมกว่าเท้านิดหน่อย เพื่อให้ไม่รัดมากจนเกินไป  

“ตอนเด็กๆ เราไม่ค่อยใส่รองเท้า อาจจะเป็นเพราะว่าอยู่บ้านนอกเลยไม่มีความจำเป็นเท่าไหร่ บวกกับตอนนั้นไม่ได้เดินก็ไม่มีความรู้สึกนึกคิดว่าต้องใส่เลย จนมาถึงปี 2544 เริ่มมาเรียนที่โรงเรียนพระมหาไถ่ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ใส่และได้เห็นคนพิการนั่งวีลแชร์ใส่รองเท้า ตอนนั้นเกิดคำถามนะว่าคนพิการใส่รองเท้าไปทำไม แม้จะเห็นแล้วว่า พอใส่ก็ดูดีขึ้น แต่เราก็ยังไม่ได้ใส่ และใส่แค่ถุงเท้า จนกระทั่งปี 2546 เข้ามาทำงานกรุงเทพฯ แล้วออกไปไหนมาไหนมากขึ้นก็เริ่มใส่ พอจะไปซื้อรองเท้าก็ไม่รู้ว่าต้องซื้อที่ไหน ซื้อเบอร์อะไรเพราะไม่เคยใส่รองเท้าเลย ตอนนั้นลองซื้อมาใส่แล้วก็ปวดเท้ามากเพราะว่าเท้าเราไม่ได้มีสรีระแบบคนทั่วไป พอขนาดไม่พอดีกับเท้าก็เกิดอาการบีบจนปวด ต้องใช้เวลาเรียนรู้กันอยู่นานพอสมควร กว่าจะได้รองเท้าที่พอดีกับเท้าตัวเอง

“รองเท้าเป็นเรื่องของการสะท้อนบุคลิก ไปทำงานก็ใส่รองเท้าก็แบบหนึ่ง อยู่บ้านก็ใส่รองเท้าก็อีกแบบหนึ่ง แม้จะไม่ได้ใส่เดินแต่รองเท้าก็สะท้อนเรื่องเหล่านี้ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะแต่งตัวให้ดูดี อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจของเรา

“เรื่องเสื้อผ้าหรือบุคลิกภาพของคนพิการในสังคมก็เคยมีการพูดถึงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยถูกผลักออกมาทำอย่างเป็นรูปธรรม เราก็ไม่เคยเห็นว่ากางเกงที่ดีและเหมาะกับคนพิการเป็นอย่างไร กระโปรงสำหรับนั่งวีลแชร์เป็นอย่างไร หรือรองเท้าที่ตอบโจทย์กับคนพิการทางร่างกายเป็นอย่างไร”

ขาเทียมเป็นเหมือนรองเท้า : ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์

“รองเท้าที่มีส่วนใหญ่เป็นรองเท้าผ้าใบ ก่อนที่เราจะพิการก็ใส่รองเท้าเหมือนคนทั่วไป แต่พอใส่ขาเทียม ก็คิดว่าไม่ต้องใส่รองเท้าแล้ว พอลองใส่ขาเทียมถึงได้รู้ว่าก็ต้องซื้อรองเท้ามาใส่ด้วยเหมือนกัน ตอนนั้นไม่มีความรู้เรื่องอุปกรณ์เลย อาศัยปรึกษาจากคนที่ใส่ขาเทียมด้วยกันว่าต้องใส่รองเท้าแบบไหน ขนาดประมาณเท่าไหร่ ถึงได้รู้ว่า สิ่งสำคัญคือต้องเลือกรองเท้าที่บาลานซ์ได้ดี

“จริงๆ แล้วเราไม่ค่อยสนใจเรื่องรูปลักษณ์เท่าไหร่ แต่จะพิจารณาว่าใส่แล้วหลุดไหม ทำให้เรากล้าเดินไหม เพราะหากใส่ขาเทียมแล้วจะต้องเดินไม่ใช่นั่งแต่นั่งวีลแชร์ รองเท้าจึงมีความหมายต่อการเดินมาก ถ้าเราไม่มั่นใจเราจะไม่อยากเดิน เวลาซื้อก็จะซื้อรองเท้าผ้าใบคล้ายๆ กัน 2 คู่ ไว้สลับกันใช้ ความยากของการซื้อคือเราไม่ชอบลอง เพราะต้องใช้เวลากับการถอดและใส่รองเท้านานกว่าคนอื่น เลยแก้ปัญหาด้วยการจำว่าใส่ไซส์อะไร ยี่ห้อไหน แล้วก็บอกเขาไปเลยโดยไม่ลองเพราะใส่ได้แน่ๆอยู่แล้ว 

“การใส่ขาเทียมเป็นเรื่องยากเหมือนกัน ต้องใช้เวลา ถ้าจะเปลี่ยนรองเท้าให้กับขาเทียมก็ต้องถอดขาออกมา แล้วถึงจะใส่ได้

พอเจอคนถามว่าพิการแล้วอยากแต่งตัวหรือใส่รองเท้าแฟชั่นไปทำไมหรือเดินไม่ได้แล้วใส่รองเท้าทำไม เราคิดว่า ก็เหมือนกับที่คนทั่วไปซื้อต่างหูมาใส่เพราะเป็นภาพลักษณ์และความมั่นใจ ของหลายอย่างก็เป็นเรื่องของสังคมที่มองมา ต่อให้นั่งวีลแชร์หรือใส่ขาเทียม เราก็ยังเลือกรองเท้าและใส่รองเท้าเป็นเครื่องประดับอย่างหนึ่งที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์มากขึ้น 

“การใช้ขาเทียมไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนที่หายจากความพิการและการใส่รองเท้าส่งเสริมให้เรา ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ ความพิการเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและต้องยอมรับ มั่นใจ และเราจะไม่ยอมให้ใครมากำหนดให้เราเป็นอะไรที่ไม่ได้อยากเป็น”





 

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนสุขภาพรองเท้าคนพิการทางร่างกายวีลแชร์
Categories: ThisAble

เปิดให้คนพิการทางสติปัญญาลงทะเบียนรับวัคซีนโควิด 10 - 20 พ.ค. ฉีดจริง 28 พ.ค.

ThisAble - Tue, 2021-05-11 18:20

เปิดให้คนพิการทางสติปัญญาลงทะเบียนรับวัคซีนโควิด 10 - 20 พ.ค. ฉีดจริง 28 พ.ค. 

เฟซบุ๊ค สถาบันราชานุกูล โพสต์ประกาศเปิดลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ออทิสติก สมาธิสั้น และแอลดี (Learning Disability) ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและสมาชิกครอบครัวที่อาศัยในบ้านเดียวกัน ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานีและสมุทรปราการ ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 20 พ.ค. หลังลงทะเบียนแล้วจะแจ้งวันเวลาในการรับวัคซีนอีกครั้งในหน้าเพจ 

โดยจะมีการฉีดวัคซีนในวันที่28 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป ณ สถาบันราชานุกูล เขตดินแดง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 065-772-9871 , 065-770-3280

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้ารับการฉีดวัคซีนผ่านลิงค์ด้านล่าง

https://forms.gle/MJp1AeTqHapzwzsV7



 

Healthข่าวคุณภาพชีวิตสุขภาพวัคซีนโควิดคนพิการทางสติปัญญาสถาบันราชานุกูล
Categories: ThisAble

กรมสุขภาพจิตขอวัคซีนโควิดให้คนพิการทางสติปัญญา ด้านสภาคนพิการฯ จ่อเสนอให้คนพิการฉีด พ.ค. นี้

ThisAble - Tue, 2021-05-11 15:43

กรมสุขภาพจิตขอวัคซีนโควิดให้คนพิการทางสติปัญญา ด้านสภาคนพิการฯ จ่อเสนอให้คนพิการฉีด พ.ค. นี้

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มพบการติดโควิด-19 ในกลุ่มคนพิการทางสติปัญญา กลุ่มออทิสติก สมาธิสั้น และแอลดี (Learning Disability) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ช่วยเหลือตัวเองได้ลำบากหากติดเชื้อ และต้องเข้าไปอยู่ที่สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม กรมสุขภาพจิตจึงหารือกับกรมควบคุมโรคเพื่อขอรับการจัดสรรวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อฉีดให้กับคนที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ของสถาบันราชานุกูล และรับการฉีดในช่วงปลายเดือน พ.ค.2564

ด้านชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและนายกสมาคมออทิสติกไทยระบุกับ Thisable.me ว่า วัคซีนสำหรับกลุ่มเป้าหมายพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มออทิสติก ดาวน์ซินโดรม กลุ่มสติปัญญาและการเรียนรู้ เป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นมาเฉพาะสำหรับกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่มีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากมีเด็กกลุ่มนี้อาจได้รับเชื้อและใช้เวลานานในการส่งตัว อธิบดีกรมสุขภาพจิตเห็นว่าถ้าไม่มีมาตรการในการป้องกันจะทำให้เด็กมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ เลยออกมาตรการฉีดวัคซีนให้กับคนกลุ่มนี้และครอบครัว 

“เนื่องจากเด็กหลายคนดูแลตัวเองไม่ได้ เมื่อน้องต้องเข้าระบบการฉีดวัคซีนปกติที่รอนาน เขาจะมีปัญหาเรื่องอารมณ์ พฤติกรรมและการรอคอย การจัดทีมเฉพาะจะช่วยสร้างความเข้าใจและทำงานง่ายขึ้น โดยจะมีการฉีดครั้งแรกวันที่ 28 พ.ค.นี้และจะขยายพื้นที่ต่อไปหลังจากถอดบทเรียนและเรียนรู้จากครั้งแรก

“ ใครที่สนใจก็ไปลงทะเบียนที่หน้าเพจของสถาบันราชานุกูลผ่าน QR Code เพื่อลงทะเบียนรายละเอียดต่างๆ เช่น อายุและการแพ้ยา ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง โดยครั้งนี้คนในครอบครัวสามารถไปฉีดได้ด้วยไม่เกิน 5 คน แต่ต้องเป็นคนที่อยู่บ้านหลังเดียวกัน เพราะหากฉีดให้น้องคนเดียว คนอื่นก็สามารถนำมาติดให้กับเด็กๆ น้องต้องอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีถึงจะฉีดได้ เพราะถ้าต่ำกว่านั้นก็มีความเสี่ยง 

“ที่ผ่านมาก็มีกรณีของคนพิการทางสติปัญญาติดโควิดอยู่เหมือนกันเพราะการระวังตัวเอง หรือการใส่หน้ากากเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กกลุ่มนี้ จากข้อมูลของศูนย์ก็มีอยู่ประมาณ 3-4 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ติดมาจากผู้ปกครอง หนึ่งในนั้นมีกรณีที่ผู้ปกครองที่เสียชีวิตด้วย  และการกักตัวหรือตรวจรักษาก็เป็นเรื่องยากเพราะเด็กไม่เคยห่างแม่เลย ยิ่งถ้าต้องอยู่โรงพยาบาลสนามเขาอาจนอนไม่ได้หรือตื่นมาร้องกลางดึกและรบกวนคนอื่นได้ ส่งผลให้เกิดความเครียดทั้งกับเด็กและผู้ปกครองรวมถึงคนที่ต้องกักตัวร่วมกัน เพราะฉะนั้นกรณีโรงพยาบาลสนามเฉพาะด้านก็เป็นเรื่องที่ควรพิจารณา”

ในส่วนของความพิการประเภทอื่น ชูศักดิ์อธิบายว่า ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพยายามหาสถานที่ที่เหมาะสมในการเป็นโรงพยาบาลสนาม และจะยื่นเรื่องการฉีดวัคซีนสำหรับคนพิการทุกประเภทเข้าสู่คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในเดือนนี้   

“ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดูสถานที่ที่มีความเหมาะสมและความพร้อมสำหรับการกักตัวเพื่อดูอาการจากโรคสำหรับคนพิการที่คนพิการเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม และเดือนนี้จะมีการประชุมของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งสภาคนพิการจะนำเสนอเรื่องการฉีดวัคซีนสำหรับคนพิการทั้งประเทศเข้าสู่ที่ประชุมด้วย 

“อีกกลุ่มหนึ่งที่หมอค่อนข้างเป็นห่วงมากก็คือกลุ่มอาการจิตเภท กลุ่มไบโพล่าหรืออารมณ์สองขั้ว เนื่องจากอยู่ในสภาวะความกดดันและมีความเครียดสูงในช่วงนี้ หากต้องไปกักตัวร่วมกับคนมากๆ ที่โรงพยาบาลสนาม ก็อาจเกิดภาวะความเครียดได้ 

“วันนี้ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองหรือคนพิการคนใดมีความสงสัยหรือความกังวลว่าลูกจะติดโควิดเนื่องจากอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง สามารถใช้เบอร์โทรศัพท์ 1479 ซึ่งเป็นสายด่วนเฉพาะคนพิการ โทรได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีก 1 เบอร์ก็คือ 1300 ของ พม. สองหมายเลขนี้จะติดต่อโดยตรง คอยประสานงานกับกรมควบคุมโรคเพื่อดูแลต่อไป ส่วนคนที่ยังปลอดภัยก็อย่าได้ประมาท อย่าลืมล้างมือบ่อยๆ และใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน หากิจกรรมให้ลูกทำเพื่อลดบรรยากาศความเครียด หรือปรึกษาไปยังองค์กรตามประเภทความพิการของท่านก็ได้ ตอนนี้หลายๆ ที่ก็มีกิจกรรมหรือคนคอยให้คำปรึกษา”

https://workpointtoday.com/ko10052564/?fbclid=IwAR3dSn17OeWCZDMhCU7a_CoA7SFZ0sTF6QdCpJZeZuom1bF2THhQjbn_FUo

 

Healthข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนโควิดคนพิการทางสติปัญญาสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยชูศักดิ์ จันทยานนท์
Categories: ThisAble

แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐฯ ครอบคลุมเรื่องผู้สูงอายุและคนพิการ

ThisAble - Mon, 2021-05-10 12:50

แผนเศรษฐกิจใหม่ของสหรัฐฯ ที่ชื่อว่า  “American Jobs Plan” มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่า 2.25 ล้านล้านดอลลาร์ มีกำหนดเวลาใช้เงิน 8 ปี ครอบคลุมในสี่หมวด ด้านคมนาคม ที่อยู่อาศัย หัวข้องานวิจัยและผู้สูงอายุและคนพิการ

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ทําเนียบขาวได้เผยแพร่แผนเศรษฐกิจใหม่ของสหรัฐฯ โดยใช้ชื่อว่า  “American Jobs Plan” ซึ่งมีมูลค่า 2.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมระยะเวลา 8 ปี โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ และการสร้างงานที่แบ่งออกเป็นสี่ด้าน 

ในหัวข้อที่สาม เรื่องโครงสร้างการบริการและการจ้างงานด้านการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ มูลค่า  400 ล้านดอลลาร์ มีเป้าหมายในการพัฒนาธุรกิจการดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ คนพิการ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องประชากรผู้สูงอายุในอนาคต 

โดยส่วนหนึ่งจะเป็นการพัฒนาคนทำงานในสายงานผู้ดูแล (Caregiver) ที่ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นคนแอฟริกัน-อเมริกัน และยังได้รับค่าแรงน้อยกว่าที่ควร เฉลี่ยแล้วประมาณ 12 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง การลงทุนครั้งนี้ด้านหนึ่งก็หวังจะแก้ปัญหาการเข้าถึงการดูแลสุขภาพด้วย โดยยังต้องดูต่อไปว่าแผนนี้จะได้รับการอนุมัติจากสภาฯ หรือไม่ และในการนำมาใช้จริงจะเป็นอย่างไร 

https://www.the101.world/biden-american-jobs-plan/#

https://globthailand.com/usa-300421/

 

Healthข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนต่างประเทศสหรัฐอเมริกาโจไบเดน
Categories: ThisAble

ชนากานต์ พิทยภูวไนย : หน้าที่ของล่ามภาษามือคือแปลสารให้ครบถ้วน เพื่อเป็นเสียงให้กับคนหูหนวก

ThisAble - Wed, 2021-05-05 18:33

หลายคนมักคิดว่าการสร้างสรรค์บทสัมภาษณ์นั้นขึ้นอยู่กับกองบรรณาธิการหรือขั้นตอนการพิสูจน์อักษรเพียงเท่านั้น แต่สำหรับบทสัมภาษณ์ของคนหูหนวกนั้นจะสมบูรณ์ไม่ได้เลย หากไม่มี ‘ล่ามภาษามือ’ ที่ถ่ายทอดท่าทางภาษามือ ก็คงไม่มีใจความให้กองกองบรรณธิการได้ทำงานต่อ และคงไม่มีเสียงของคนหูหนวกออกสู่การรับรู้ของสังคม 

ชนากานต์ พิทยภูวไนย หรือมะปรางเป็นล่ามภาษามือในหลายโอกาส และเป็นล่ามภาษามือให้กับบทสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม วันตระหนักถึงตัวตนของทรานส์เจนเดอร์ ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ Thisable.me  ทุกครั้งที่ล่าม เราเห็นถึงความตั้งใจที่จะถ่ายทอดข้อความของคนหูหนวกจึงทำให้เราอยากรู้จักตัวตนและวิธีการทำงานของมะปรางให้มากขึ้น  Thisable.me จึงชวนเธอมาเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตและ ประสบการณ์การทำงานในฐานะล่ามภาษามือในทุกวันนี้ 

จุดเริ่มต้นของการเป็นล่ามภาษามือ

ชนากานต์ :  ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบม.6 เราเห็นพี่คนหนึ่งทำท่ามือแปลกๆ อยู่ เราก็เดินไปถามว่าพูดได้หรือเปล่า ปรากฎว่าพี่เขาพูดได้ แต่กำลังใช้ภาษามือพูดกับคนหูหนวก แม้ตอนแรกเราอยากเรียนกฎหมายเพราะได้ช่วยเหลือคน แต่พอเห็นพี่เขาแปล ก็รู้สึกว่าน่าสนใจ แล้วก็ได้ช่วยเหลือคนเหมือนกับเรียนกฎหมาย อีกอย่างคือภาษามือมีสอนไม่กี่ที่ สุดท้ายเราตัดสินใจมาเรียนภาษามือก่อน เพราะกฏหมายมีสอนเยอะแยะ เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ 

หลังจากเรียนจบเราทำงานที่ TTRS (ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย) มีหน้าที่แปลทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทาง TTRS ไม่ได้ให้บริการ หลังจากนั้นก็ลาออกมาอยู่หน่วยจัดบริการล่ามภาษามือ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ มีหน้าที่จัดหาล่ามและเป็นล่ามให้ด้วย ทำได้สักพักก็ลาออกมาเป็นล่ามภาษามือฟรีแลนซ์

การเป็นล่ามภาษามือต้องทำอะไรบ้าง

หากต้องไปแปลที่ไหนก็ตาม เราจะแนะนำตัวก่อนว่า เขาเป็นคนหูหนวก และเรามาเป็นล่ามภาษามือให้เขา ที่ต้องอธิบายให้เข้าใจเพราะบางคนจะงงว่า เราเป็นใคร มายุ่งวุ่นวายทำไม เราเคยเจอคนที่อธิบายกี่รอบเขาก็ไม่เข้าใจ แม้จะอธิบายว่าเราเป็นล่าม บอกเขาว่าคนนี้พูดไม่ได้ เขาไม่ได้ยิน แต่เขาก็ไม่พูดกับเรา กลับไปเขียนใส่กระดาษแล้วยื่นให้คนหูหนวก ถึงเราพยายามอธิบายอีกครั้งว่าให้พูดมา เดี๋ยวเราแปลให้ แต่เขาก็เลือกเขียนใส่กระดาษ จนคนหูหนวกหันมามองหน้าเราเพราะงงว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นเราตัดสินใจไม่อธิบายต่อ แล้วบอกคนหูหนวกว่าเดี๋ยวออกมาข้างนอกจะแปลให้

ตำแหน่งที่ล่ามยืนมีความสำคัญมาก ล่ามควรอยู่ฝั่งเดียวกับผู้พูดและตรงข้ามกับคนหูหนวก เพราะคนหูหนวกจะรู้ว่าล่ามกำลังแปลให้ใคร ใครเป็นคนพูดกับเขา เวลามีงานที่ต้องขึ้นเวที แม้ทางผู้จัดจะจัดตำแหน่งให้ล่ามแล้ว แต่เราจะถามคนหูหนวกว่าตรงนี้เห็นมือชัดเจนไหมและไม่ตัดสินว่ามุมนี้ดีที่สุด หรือถ้าผู้จัดไม่ได้จัดตำแหน่งไว้ให้ล่าม เราก็ต้องเป็นคนถามว่าผู้พูดยืนอยู่ตรงไหน มี PowerPoint ไหม เพื่อหาตำแหน่งที่คนหูหนวกเห็นทั้งผู้พูด ล่าม และ PowerPoint 

  ล่ามต้องแปลทุกอย่างที่ได้ยินเลยใช่ไหม 

เราทำหน้าที่แปล พูดอะไรมาก็แปลหมด ถึงแม้ว่าจะคำด่า หรืออะไรที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนหูหนวกและหูดี ถ้าคนหูหนวกเขาอยากด่ากลับ ก็ให้เขาด่า 

เวลาแปลให้เคสที่ทะเลาะกันนั้น ล่ามต้องจัดการตัวเองให้ได้ มันเป็นเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ก็ต้องยอมรับว่าล่ามเป็นเครื่องมือที่มีความรู้สึกเพราะล่ามเป็นคนไม่ใช่คอมพิวเตอร์ เราเป็นคนที่เซนซิทีฟกับเรื่องครอบครัว บางครั้งก็ไม่อยากแปลเรื่องนี้ โดยเฉพาะถ้าขัดกับความรู้สึกเรา เราก็มักมีอารมณ์ร่วม แต่ล่ามไม่ควรมีอารมณ์ร่วมในประเด็นที่แปลอยู่ ล่ามควรทำหน้าที่แค่แปล ทำให้ทุกครั้งที่แปลต้องมีสติ เพราะถ้าไม่มีสติ เราก็จะหลุดทันที

นอกจากนี้แม้จะบอกว่าล่ามมีจรรยาบรรณ แต่ล่ามก็ยังเป็นคน คนหูหนวกไม่ได้ไว้ใจล่ามร้อยเปอร์เซ็นต์ ล่ามเองก็ต้องสร้างความไว้ใจว่าคนหูหนวกสามารถพูดได้ทุกอย่างและล่ามจะไม่เอาเรื่องนี้ไปเผยแพร่ต่อ 

ถ้าคนหูดี คุยกับคนหูหนวกผ่านล่าม บ่อยครั้งจะหันไปมองล่ามแบบอัตโนมัติ การมองแบบนี้ถูกต้องไหม และคนหูดีควรทำอย่างไร

ต้องมองที่คนหูหนวก ทำเหมือนล่ามไม่มีตัวตนตรงนั้น ก่อนที่จะคุยกับคนหูหนวก คนหูดีบางคนจะขอคุยกับล่ามก่อน แต่เราจะบอกเสมอว่ามีอะไรคุยกับคนหูหนวกโดยตรงได้เลย เดี๋ยวเราแปลให้ เราจะไม่รับสารมาแล้วค่อยบอกคนหูหนวกเพราะคนหูหนวกจะรู้สึกว่าทำไมคุยเรื่องของเขากับคนอื่น ทำไมไม่คุยกับเขาโดยตรง

  ถนัดแปลเรื่องอะไรมากที่สุด

เราไม่ได้ถนัดเรื่องไหนที่สุด แต่ช่วงนี้คลุกคลีอยู่กับกองประกวดของกลุ่มหูหนวกที่เป็น LGBT เลยทำให้เราคุ้นชินการใช้ภาษามือของเขาและซึมซับภาษามือที่เกี่ยวกับ LGBT ความคุ้นเคยก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลาว่าเราคลุกคลีอยู่กับคนหูหนวกกลุ่มไหน

“เราคิดว่าไม่มีใครเก่งที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครมีโอกาสได้แปลเรื่องนั้นบ่อยกว่ากัน ก็จะทำได้ดีและชินกว่า ถ้าไปแปลเรื่องใหม่เราจะไม่คุ้น เหมือนกับว่าเราต้องเรียนรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นใหม่ ”

ล่ามเป็นส่วนสำคัญของภาพลักษณ์คนหูหนวก

คนหูหนวกจะถูกมองแบบไหน ล่ามเป็นส่วนสำคัญอย่างตอนแปลการประกวดของกลุ่ม LGBT  มีล่ามนั่งแปล 4-5 คน เราก็ช่วยกัน เพราะเราไม่ได้รู้จัก คุ้นเคยกับท่ามือของผู้เข้าประกวดทุกคน ตอนแปลบนเวทีต้องใช้ความรู้ทั้งหมดที่ล่ามมีเพื่อถ่ายทอดข้อมูลออกไป บางคำเราก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร แต่ล่ามจะติดอยู่ตรงนั้นไม่ได้ เราก็ต้องแปลต่อเพราะคนที่รอฟังจะไม่ได้สาร ในขณะเดียวกัน ก็ต้องพยายามแปลออกมาให้ตรงกับที่คนหูหนวกต้องการสื่อด้วย

“เรามองว่าการแปลหน้าเวทีนั้นยาก การนั่งคุยกันแบบไม่เป็นทางการแบบนี้เปิดช่องว่างให้ล่ามสามารถถามคนหูหนวกว่าเราเข้าใจสิ่งที่เขาพูดถูกต้องไหม เรามีความสุขกับการแปลได้ถูกต้องตามที่คนหูหนวกต้องการสื่อสาร”

  ภาษามือของกลุ่ม LGBT มีความเฉพาะตัว  ล่ามเรียนรู้คำศัพท์เหล่านั้นอย่างไร

อย่างคำว่าแยงโม เราต้องรู้ว่าคนที่แยงโมเขาทำท่ากันยังไง เพื่อจะได้เข้าใจว่าคำนี้แปลว่าอะไร ภาษามือคือภาษาภาพ แต่ไม่ใช่ภาษาท่าทาง บางคนเข้าใจว่าใช้ท่าทางคุยกับคนหูหนวกแล้วเขาจะเข้าใจ มันไม่ใช่ ภาษามือมีไวยากรณ์ มีการบัญญัติคำขึ้นมา แต่บางคำก็ยังไม่มี เช่นคำว่า ฮอร์โมนชาย ฮอร์โมนหญิง ล่ามต้องไปหาความหมายของคำว่าฮอร์โมน แล้วเอาความหมายไปคุยกับคนหูหนวก แล้วให้เขาตกลงกันว่าจะใช้มือแบบไหน 

“ภาษามือก็เหมือนภาษาไทย มีการคิดค้นขึ้นมาใหม่ตลอด แต่ล่ามไม่ได้เป็นคนตัดสินใจใช้ภาษามือ ล่ามเป็นแค่คนให้ความหมายสำหรับบางคำที่ยังไม่มีในภาษามือ แต่คนหูหนวกจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะใช้คำไหน ”

เมื่อก่อนคำว่า Sex Worker ที่คนทั่วไปใช้ คนหูหนวกบางกลุ่มไม่ใช้คำนี้ เพราะมองว่าเป็นคำหยาบ เขาก็ใช้คำอื่นแทน

คนหูดีมองการสื่อสารของคนหูหนวกเป็นอย่างไรบ้าง 

เขามองว่าคนหูหนวกเขียนไม่รู้เรื่อง เราต้องเข้าใจว่าคนหูหนวกใช้ภาษามือเป็นหลัก เขาเขียนน้อยมาก ถ้าเขาฝึกเขียนบ่อยๆ ก็เขียนได้เหมือนกัน แต่บางครั้ง แม้แต่คนหูดีเองก็เป็นคือ คำไหนที่ไม่ได้เขียนนาน เราก็เขียนผิดเขียนถูก จึงไม่อยากให้มองว่าการเขียนไม่รู้เรื่องเป็นเรื่องตลกขบขันหรือเป็นเรื่องแปลก  

สื่อมักเรียกคนหูหนวกว่าใบ้ เราก็ต้องคอยอธิบายว่า คนหูหนวกไม่ใช่คนใบ้ คนหูหนวกคือ คนที่สูญเสียการได้ยิน แต่ไม่ได้สูญเสียการพูดเพราะเขายังมีกล่องเสียงอยู่ ถ้าเขาได้รับการฝึกฝน เขาก็พูดได้ คนหูหนวกบางคนพูดได้คล่องแคล่ว แต่เขาจะพูดเฉพาะกับคนที่ไว้ใจเท่านั้น บางทีมีคนหูดีถามคนหูหนวกว่าพูดได้ไหม เรารู้ว่าคนนี้พูดได้เพราะเคยได้ยินเสียง ก็จะเชียร์ให้เขาพูด เพราะถ้าคนหูหนวกพูดได้จะมีโอกาสได้งานทำมากกว่า 

  เพราะคนหูหนวกดูไม่แตกต่างจากคนทั่วไป ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าคนหูหนวกต้องการอะไร 

อาจารย์หมอคนหนึ่งถามว่า คุณรู้ไหมว่าคนพิการประเภทไหนน่าสงสารมากที่สุด คนอาจจะตอบว่าคนพิการด้านอื่นที่ไม่ใช่คนหูหนวก แต่อาจารย์หมอบอกว่าคนหูหนวกคือคนพิการที่น่าสงสารมากที่สุด เพราะคนหูหนวกไม่ได้ต่างจากคนทั่วไป ทำให้คนไม่ได้ถามว่าคนหูหนวกต้องการอะไร 

พ่อแม่คนหูหนวกเล่าให้ฟังว่า แม้จะให้เงิน ให้โทรศัพท์ อยากได้อะไรพ่อแม่ให้ได้หมดทุกอย่าง แต่ทำไมลูกไม่อยากอยู่บ้าน ไม่อยากอยู่กับพ่อแม่ เราก็ย้อนกลับไปถามพ่อแม่ว่า รู้ไหมว่าคนหูหนวกต้องการอะไร ถ้ากลับบ้านไปแล้วคุยกับใครไม่ได้ ไม่มีใครรับฟัง ตรงนั้นก็ไม่ใช่พื้นที่ของเขา คนทุกคนต้องการที่จะระบายความอึดอัดในใจออกไป เขาคุยกับพ่อแม่ไม่ได้ แล้วจะให้เขาคุยกับใคร เขาก็เลยออกไปหาเพื่อนที่คุยภาษามือกันรู้เรื่องดีกว่า

แล้วคนหูหนวก-หูดี จะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างไร 

เรามองว่าไม่จำเป็นที่ใครต้องเปลี่ยนมาอยู่อีกด้านหนึ่งแต่ควรมีจุดตรงกลางที่จะเรียนรู้การอยู่ร่วมกันว่าคนหูหนวกสื่อสารได้ด้วยวิธีไหนบ้าง คนหูหนวกคนนี้เขียนคุยได้ คนหูหนวกคนนี้อ่านปากได้ คนหูหนวกคนนี้ต้องใช้วิธีการพิมพ์คุย ฯลฯ ไม่จำเป็นว่าคนหูดีต้องเรียนรู้ภาษามือให้ได้เพื่อคุยกับคนหูหนวก หรือคนหูหนวกต้องพูดให้ได้ พอสังคมมีคนหูดีเยอะกว่าและมีคนหูหนวกอยู่แค่ไม่กี่คน สังคมก็มักบอกว่าคนหูหนวกต้องพูดให้ได้ เรารู้สึกว่าเรื่องนี้นั้นบีบบังคับเกินไป ไม่ใช่ว่าเขาฝึกพูดไม่ได้ เพราะเราเห็นคนหูหนวกหลายคนพยายามฝึกพูด ฝึกสื่อสารกับคนหูดีอยู่แล้ว แต่คำถามคือ แล้วคนหูดีได้พยายามคุยกับคนหูหนวกเพียงพอหรือยัง

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนคนหูหนวกล่ามภาษามือภาษามือ
Categories: ThisAble

กพฐ.เห็นชอบจัดตั้ง ร.ร.ออทิสติก-ด้านนายกสมาคมออทิซึมห่วงเลือกปฏิบัติ

ThisAble - Wed, 2021-04-28 16:21

วันนี้ (28 เม.ย.) ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้จัดตั้งโรงเรียนออทิสติกขึ้นที่ จ.สุพรรณบุรี  เป็นโรงเรียนที่ดูแลเด็กออทิสติกในพื้นที่ภาคกลางทั้งหมดตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในลักษณะแบบประจำหรือไปกลับ ภายใต้การดูแลของสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในขณะที่นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) แสดงความกังวลว่าจะเกิดการเลือกปฏิบัติ พร้อมแนะให้สร้างการเรียนรวมในโรงเรียนกระแสหลักให้เข้มแข็ง และมีโรงเรียนเฉพาะเป็นทางเลือกเท่านั้น
 
โดยเบื้องต้นจะใช้โรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกูลนำร่องเพื่อดูแลกลุ่มเด็กออทิสติกพื้นที่ภาคกลางทั้งหมดใน 13 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี ปทุมธานี สิงห์บุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร อ่างทอง ชัยนาท นครปฐม นนทบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพฯ หลังจากนี้ สพฐ.จะนำเรื่องการจัดตั้งโรงเรียนเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เพื่อพิจารณาและนำไปสู่การตั้งงบประมาณในปี 2566 โดยจะสร้างโรงเรียนออทิสติกให้ครอบคลุมทุกภาคอย่างเป็นทางการต่อไป

อย่างไรก็ดี ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว ระบุผ่านแฮชแทกที่ว่า  #โรงเรียนทางเลือกVSโรงเรียนทางหลัก #Alternative School VS Inclusive School #เลือก(ที่จะ)ปฎิบัติ(ดี ) หรือ เลือกที่จะปฎิบัติอย่างทั่วถึง #ช่วยเด็กหลัก 100  ทิ้งเด็กนับ10000   

โดยชูศักดิ์ได้กล่าวถึงเหตุผลที่อาจทำให้ต้องตั้งโรงเรียนออทิสติกเพราะความแออัดของโรงเรียนการศึกษาพิเศษในปัจจุบัน ที่มีนักเรียนแน่นโรงเรียน ความต้องการโรงเรียนประจำสำหรับผู้ปกครองไม่มีทางเลือก อีกทั้งโรงเรียนเรียนร่วมหรือ Inclusive Education ไม่ตอบโจทย์
อย่างไรก็ดี เขาได้ให้ความเห็นแย้งว่า ในประเทศพัฒนาแล้ว มีข้อถกเถียงเรื่องโรงเรียนเฉพาะ ว่าควรมีเท่าที่จำเป็น ตั้งแต่ปี คศ.1900 และควรเน้นให้เด็กเรียนใกล้บ้านผ่านการเรียนรวมเป็นหลัก แม้แต่ใน CRPD หรืออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการขององค์การสหประชาชาติ ก็สนับสนุนหลักการการเรียนรวมมากกว่าการเรียนในโรงเรียนเฉพาะ และมีงานศึกษาวิจัยมากมายที่ระบุถึงเรื่องนี้

หรือแม้แต่ในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ที่รัฐบาลกำลังจะนำเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ มาตรา 14 มีการกำหนดว่าการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษต้องสามารถเข้าเรียนและร่วมกิจกรรมต่างๆ ในสถานศึกษาเดียวกับผู้เรียนทั่วไปได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษ เพื่อการพัฒนาให้เต็มศักยภาพสูงสุดของแต่ละบุคคล ซึ่งปัจจุบันมีระบบห้องเรียนคู่ขนานอยู่แต่ สพฐ.ไม่ยกระดับและเพิกเฉยการพัฒนาระบบเรียนรวม

นอกจากนี้ การสร้างโรงเรียนเฉพาะทางใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ต้องมีการก่อสร้างอาคารจำนวนมากแต่ละแห่งกว่า 20 หลัง งบกว่า 100 ล้านและต้องมีงบดำเนินการ เช่น บุคลากรเพื่อดูแลเด็กที่ละประมาณ 200 คน เขาจึงตั้งคำถามต่องบประมาณส่วนนี้ และที่ผ่านมาสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) และสภาคนพิการทุกประเทศแห่งประเทศไทยได้เคยทำเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการสนับสนุนการเรียนรวมอย่างจริงจัง จนขยายไปนับหมื่นแห่ง แต่ปรากฎว่าสถานศึกษาไม่เคยได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม ทำให้คุณภาพการเรียนไม่เต็มที่ โรงเรียนบางแห่งต้องระดมทรัพยากรกันเอง  สิ่งเหล่านี้ไม่ตรงกับหลักการของรัฐธรรมนูญ และแสดงถึงประสิทธิภาพในการจัดการการเรียนรวมของ สพฐ. ว่าทำไมมุ่งสร้างโรงเรียนเฉพาะทาง โดยที่ไม่ลงทุนในการศึกษาระบบหลักและระบบห้องเรียนคู่ขนานระดับตำบลและระดับอำเภอ เขาตั้งคำถามว่า นโยบายดังกล่าวนั้น “ยึดเด็กเป็นสำคัญหรือยึดเด็กเป็นตัวประกัน” เนื่องจากโรงเรียนเฉพาะทางจะพรากเด็กออกจากครอบครัว

ชูศักดิ์ทิ้งท้ายว่า ขอให้พัฒนาระบบการเรียนรวมให้ดีและกว้างขวางทั่วถึง แล้วค่อยมาหารือกันเรื่องสร้างโรงเรียนเฉพาะความพิการ ซึ่งองค์การคนพิการเห็นว่ายังจำเป็นต้องมี แต่น่าจะเป็นทางเลือกมากกว่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันและไม่ควรปล่อยให้ระดับปฎิบัติการตัดสินตามความคิดของตัวเอง ควรรับฟังความคิดเห็นในเขิงกว้าง ทราบว่าขณะนี้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการหลายท่านกำลังดำเนินการจัดหาที่ดินเพื่อเสนอให้มีการก่อสร้างโรงเรียน ไปกันใหญ่แล้ว คงต้องถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าคิดอย่างไร ท่านเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่แต่มีการชงเรื่องเสนอโดยอ้างว่าสอดคล้องนโยบาย 12 ข้อ

อ้างอิง https://www.facebook.com/photo?fbid=4477295275618764&set=a.216948521653482

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนการศึกษาออทิสติกคนพิการกพฐสพฐ
Categories: ThisAble

“สวยนะ..แต่พิการ”คำชมจากปากใครต่อใครที่ทิ้งความ ‘แปลกแยก’ ให้คนพิการ

ThisAble - Mon, 2021-04-26 17:46

หลายครั้งที่ผู้ใหญ่จะให้กำลังเรา เรามักได้ยินประโยคอย่าง “ดูสิ ร่างกายเขาไม่ครบ 32 ยังทำได้เลย แล้วเราที่มีอวัยวะครบทำไมถึงจะทำไม่ได้” 

สำหรับเขา ประโยคเหล่านี้อาจทำให้รู้สึกมีพลังในการใช้ชีวิต แต่เราไม่เคยกลับรู้สึกแบบนั้นเลย ทุกครั้งที่ได้ยินประโยคเปรียบเทียบเช่นนี้ ก็มักจะตั้งคำถามในใจตลอดเวลาว่า ทำไมการให้กำลังใจจะต้องไปเปรียบเทียบกับคนที่ด้อยกว่า  แล้วมีวิธีการพูดแบบอื่นอีกไหมที่ช่วยให้เรามีแรงใจในการใช้ชีวิตโดยที่ไม่ต้องกดให้อีกคนอยู่ในจุดที่ตกต่ำยิ่งกว่าเดิม ความคิดเรื่องนี้เกิดขึ้นและถูกเก็บไว้ จนได้ทำงานที่ Thisable.me พื้นที่ที่มีเสียงของคนที่มักโดนนำไปเปรียบเทียบ จึงถือโอกาสนี้ชวนสิริพร เอมอ่อน นักจิตวิทยาคลินิกชำนาญการโรงพยาบาลหัวหิน มาพูดคุยถึงเรื่องนัยยะที่ซ่อนอยู่ในคำพูดจากคนไม่พิการ ว่าการเปรียบเปรย ชมเชยคนพิการแบบมีคำรั้งท้ายนั้นส่งผลอย่างไร และทำอย่างไรเราจะชมกันและกันได้โดยไม่ต้องกระทบกระเทือนจิตใจกัน

 

1
จิตวิทยาและการเปรียบเทียบ

ศิริพรเล่าว่า ทฤษฎีทางจิตวิทยาที่มารองรับการเปรียบเทียบตัวหลักๆ คือทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคม (Social Comparison Theory) ของลีออน เฟสทิงเกอร์ ที่พูดถึงการเปรียบเทียบว่า เป็นวิธีการแสดงความสามารถของตัวเอง ซึ่งส่วนมากมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบกับคนใกล้ชิดและคนที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วย การเปรียบเทียบจะมีทั้งหมด 2 รูปแบบ คือการเปรียบเทียบแบบแรกมักจะเปรียบเทียบกับคนที่มีคุณสมบัติดีกว่าเรา เก่งกว่าตัวเรา เรียกว่า Upward Comparison ส่วนใหญ่การเปรียบเทียบรูปแบบนี้เราจะคิดในใจ ไม่ได้เปิดเผยออกมาให้คนอื่นรู้ จุดประสงค์ของการเปรียบเทียบแบบนี้จะทำให้มีแรงผลักดันให้ทำกิจกรรมพัฒนาตนเองมากขึ้น รูปแบบต่อมาเป็นการเปรียบเทียบกับบุคคลที่ด้อยกว่าเราหรือแย่กว่าเรา เรียกว่า  Downward Comparison 

แต่ถ้าไม่ได้มองว่าการเปรียบเทียบเป็นเรื่องทฤษฎี การเปรียบเทียบก็จะมีการแบ่งอีกหลายรูปแบบ เช่น การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น การเปรียบเทียบแบบ Healthy Comparision และการเปรียบเทียบแบบ Unhealthy Comparision

“การเปรียบเทียบเกิดมาคู่กับบุคคลอยู่แล้ว เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าใช้ชีวิตก็จะมีเรื่องของการเปรียบเทียบแบบเลี่ยงไม่ได้ อยู่ที่ว่าเราใช้วัตถุประสงค์เรื่องของการเปรียบเทียบในเชิงที่ Healthy หรือ Unhealthy”

การเปรียบเทียบเชิง Healthy จะทำให้คนสามารถดึงศักยภาพออกมาจนมองเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น แต่การเปรียบเทียบเชิง Unhealthy จะทำให้รู้สึกว่าตนเองอยู่ในจุดที่ต่ำกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า พอคิดเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่งก็จะเกิดความรู้สึกไม่ชอบตัวเอง จนแรงจูงใจในการใช้ชีวิตน้อยลง มีพลังงานขับเคลื่อนในการทำงานก็น้อยลง ความมั่นใจในตัวเองน้อยลง สุดท้ายก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปทำไม ถ้าความคิดและความรู้สึกแบบนี้อยู่กับตัวเรานาน โดยที่ไม่ได้จัดการความรู้สึก ความคิดพวกนี้ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะเกี่ยวกับซึมเศร้าได้


 

2
สังคมซับซ้อน การเปรียบเทียบก็ซับซ้อนตามไปด้วย

‘ดูสิ ร่างกายเขาไม่ครบ 32 ประการยังทำได้เลย แล้วเราที่มีอวัยวะครบถึงจะทำไม่ได้’ จากประโยคนี้ศิริพรกล่าวว่ามีประเด็นเรื่องการเปรียบเทียบที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน มีลักษณะของการเปรียบเทียบทั้งสองแบบมาอยู่ด้วยกันในประโยคเดียว เขามีอวัยวะไม่เท่าเรานะ แต่เขาทำได้เท่าเราเลย ในมุมมองคนพูด เขาอาจจะไม่พอใจจุดที่ตนเองยืนอยู่ เขาก็เปรียบเทียบแบบ Upward ว่าคนพิการเป็นคนที่เหนือกว่าเขาและน่าชื่นชม  แต่ว่าในประโยคเดียวกันก็จะมีการเปรียบเทียบแบบ Downward อยู่ด้วย โดยการมองว่าคนที่ร่างกายไม่ครบ 32 ประการนั้นด้อยกว่า 

คนพิการบางคนได้ยินแบบนี้ก็อาจจะรู้สึกดีใจที่ตนเองทำให้คนอื่นมีพลังในการใช้ชีวิต แต่ก็มีอีกหลายคนที่ฟังแล้วรู้สึกว่ากำลังถูกลดทอนคุณค่าอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าเขาไม่เหมือนคนอื่น คนที่พูดประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดี แต่เขาขาดความเข้าใจ ขาดความเห็นอกเห็นใจ และพูดไปโดยไม่ทันคิดว่าคนพิการฟังแล้วอาจจะรู้สึกไม่ดี 

“การสร้างกำลังใจหรือสร้างแรงจูงใจทำได้หลายวิธี เข้าใจว่าคนพูดอาจจะรู้สึกชื่นชมคนพิการที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีศักยภาพ แต่ว่าจริงๆ แล้วการสร้างกำลังใจไม่จำเป็นต้องไปพาดพิงใครด้วยซ้ำ”


 

3
ทำไมทุกครั้งที่ชมคนพิการ ต้องมีคำต่อท้ายว่า ‘แต่พิการ’ ไว้ทุกที 

“การใส่คำว่า ‘แต่’ มันเป็นเรื่องของการบั่นทอนความรู้สึก พอได้ยินแล้วรู้สึกบกพร่องมากขึ้นไปอีก” 

หลักการชมก็คือชมไปเลย ไม่ต้องมีคำว่าแต่ ต่อให้ไม่เป็นคนพิการ ถ้าเป็นคนไม่พิการฟัง ก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน เช่น มีคนไข้เคสหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ‘มีคนชมว่าผมชีวิตเพอร์เฟคทุกอย่างเลยแต่ผมเป็นเกย์ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ผมเป็นเกย์แล้วมันเป็นอะไร’ ไม่เห็นมีใครบอกว่านิสัยดีจังแต่เป็นผู้ชาย คนนี้ทำงานเก่งมากเลยแต่ร่างกายสมบูรณ์ มันแสดงให้เห็นว่าคำว่าแต่ มีไว้เพื่อผลักให้ออกจากความปกติของสังคม

ตอนสมัยเรียนอยู่ประถม อยู่มัธยม คนไหนไม่เหมือนเรา คนไหนนิสัยเข้ากับเราไม่ได้ เราก็แยกกลุ่ม เป็นของตนเอง เวลาที่เพื่อนกลุ่มเดียวกันรู้สึกไม่ดีกับอะไรสักอย่าง เราก็จะรู้สึกไม่ดีร่วมด้วยใช่ไหม พอไม่ใช่เพื่อนกลุ่มเดียวกัน ความรู้สึกร่วมก็จะมีน้อยกว่า เช่นเดียวกันกับคนพิการถูกแบ่งแยกออกจากกลุ่มที่ร่างกายไม่พิการจนเขาไม่รู้เรื่องราวข่าวสารของคนที่ร่างกายไม่พิการ คนรู้สึกว่าพูดอะไรไปก็ไม่ต้องคิดอะไร เพราะเราไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน บางคนไม่ได้ตั้งใจพูดดูถูกเหยียดหยาม แต่เขาขาดวิธีการชมที่ดี ที่สร้างสรรค์กว่านี้


 

 4
การระมัดระวังคำพูดมากเกินไป ก็ทำให้คนพิการรู้สึกแปลกแยก

คนพิการอยากใช้ชีวิตปกติ อยากให้คนอื่นพูดจาปกติเหมือนคนทั่วไป ไม่ต้องหลีกหลี่ยงการใช้คำพูดที่คนพิการไม่สามารถทำได้เหมือนคนปกติ เพราะกังวลใจว่ากำลังคำพูดนั้นจะไปทำร้ายจิตใจคนพิการ

พอได้ยินสิริพรพูดแบบนี้ เราก็เล่าให้ฟังว่ามีเพื่อนร่วมงานไปสัมภาษณ์คนตาบอด แล้วมีคนตาดีชวนไปดูหนัง แต่เขาห่วงความรู้สึกของคนตาบอดและรู้สึกแปลกๆ ที่จะใช้คำว่าดูกับคนตาบอด ก็เลยใช้คำว่าฟังหนังแทน

“การระมัดระวังคำพูดมากเกินไปก็ทำให้เขารู้สึกบกพร่องเหมือนกัน แล้วก็ทำให้เขาเห็นข้อบกพร่องจากการพูดที่ไม่ได้คำนึงถึงความบกพร่อง ก็ทำให้เขารู้สึกบกพร่องเหมือนกัน”

เวลาพูดคุยก็ต้องประเมินคนคุยด้วยว่าสามารถใช้คำพูดระดับไหนได้บ้าง แต่หลักการคุยกับคนพิการก็พูดเหมือนคนทั่วไปนี่แหละ ไม่ต้องระวังคำพูดมาก แต่ก็ไม่ใช่ไม่ระวังคำพูดเลย 

 

 

  5
ถ้าสังคมไม่ยอมเข้าใจ’ คงต้องจัดการที่ใจตัวเอง

ไม่ใช่ทุกคนจะมีความเข้าใจเรื่องของคนพิการ แล้วพยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่คนพิการได้ยินแล้วรู้สึกไม่ดี ดังนั้นตัวคนพิการอาจจะจัดการตัวเองด้วยเวลาได้ยินคำพูดที่ไม่โอเค อันดับแรกคือ ต้องยอมรับว่าทุกคนมีสิทธิ มีเสียง มีเสรีภาพในการพูดของตัวเอง คนเราจะพูดอะไรออกจากตอนไหน เวลาไหนก็ได้ เนื้อหาจะเป็นบวกหรือลบก็ได้ อันดับต่อมาคือ ต้องรู้เท่าทันความเป็นมนุษย์ แต่ละคนจะมีระดับของ Empahty ที่ไม่เท่ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ขาด Empahty นั้นเป็นคนไม่ดี เพียงแต่เขาขาดความเข้าใจ ขาดความรู้สึกร่วม ขาดความเห็นอกเห็นใจกับคนพิการ อันดับที่สุดท้ายคือ การสร้างคุณค่าในสิ่งที่เป็น หาข้อดีของตนเองและสร้าง Self-Esteem ให้แข็งแรง เมื่อไหร่ที่มีความเข้มแข็งทางใจ มีการเคารพตัวเอง เรารักตัวเอง ชอบตัวเองในจุดที่เรายืนอยู่มากพอ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดแบบไหน มันจะกระทบจิตใจเราน้อยมาก 



 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิ่งแวดล้อม
Categories: ThisAble

สภาคนพิการฯ -คนตาบอดจี้รัฐให้ข้อมูลและออกมาตรการดูแลคนพิการติดโควิด-19

ThisAble - Mon, 2021-04-26 13:56

สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยออกหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กรณีเรียกร้องให้รัฐออกมาตรการอย่างครอบคลุมสำหรับกลุ่มคนพิการในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 ชี้ข้อมูลยังไม่เพียงพอ ยังไม่เห็นมาตรการรองรับหากคนพิการเป็นผู้ป่วย เสนอต้องจัดสร้างหรือใช้สถานที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่คนพิการข้าถึงได้ ตั้งแต่ขั้นตอนเข้าตรวจคัดกรอง กักตัว ไปจนถึงการรักษา และต้องทำให้มั่นใจว่า หากมีคนพิการรุนแรงติดเชื้อ จะมีแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ช่วยอย่างเหมาะสม โดยมีใจความดังนี้

เรื่อง ขอให้กำหนดแนวทางการปฏิบัติและดูแลคนพิการอย่างเหมาะสมในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019

เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ละลอกใหม่ ซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อง่ายและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ได้รับเชื้ออย่างมาก โดยเฉพาะคนพิการที่เป็นกลุ่มเปราะบาง กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัย ดูแลรักษาและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลกรณีติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมทั้งมีการกำหนดแนวทางการจัดตั้งหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ (Hospital) และแนวทางการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยที่อาการไม่หนักและลดความแออัดโดยไม่จำเป็นในสถานพยาบาล

สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและเครือข่ายองค์กรคนพิการได้แก่ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย และเครือข่ายคนพิการรักสุขภาพ มีความห่วงใยต่อคนพิการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ละลอกใหม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากคนพิการยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีความจำเป็นจากช่องทางต่างๆ ในการดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพอนามัยขั้นพื้นฐาน อีกทั้งยังมีความจำเป็นที่จะต้องสื่อสารกับบุคคลภายนอกหรือคนในครอบครัว และการต้องสัมผัสพื้นผิวต่างๆ รวมถึงการเว้นระยะห่างกับบุคคลภายนอกมีความยากลำบาก ดังนั้นกรณีหากมีคนพิการที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 จำเป็นต้องได้รับการตรวจและการดูแลรักษา สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยในฐานะองค์กรขับเคลื่อนเชิงนโยบายจึงใคร่ขอเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขกำหนดแนวทางการปฏิบัติและดูแลคนพิการอย่างเหมาะสมตามประเภทความพิการ ดังนี้

1.การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและการจัดพื้นที่เหมาะสมตามสถานที่ที่รัฐกำหนดเพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

2.กรณีคนพิการรุนแรง ติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่สามารถสื่อสารและตัดสินใจได้ด้วยตนเองและคนพิการที่มีความจำเป็นต้องมีผู้ดูแล ควรกำหนดแนวทางการปฏิบัติและดูแลให้เหมาะสมในระหว่างการดูแลรักษา

3.จัดให้มีช่องทาง รูปแบบข้อมูลสถานการณ์โควิด-19 และกระบวนการขั้นตอนวิธีการตรวจคัดกรอง การดูแลตนเอง จนถึงการดูแลรักษา เพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนพิการสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและกระบวนการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

4.ควรจัดให้มีการบูรณาการความร่วมมือด้านการส่งเสริม ป้องกัน เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลด้านคนพิการร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดทั่วประเทศและเครือข่างองค์กรคนพิการ

5.ควรจัดให้มีมาตรการ และวิธีการลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนสำหรับคนพิการ โดนคำนึงถึงข้อจำกัดอันเนื่องจากสภาพความพิการ โรคประจำตัว และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อประกอบการจัดลำดับเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19

6.ควรจัดให้มีช่องทางและมาตรการพิเศษ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการตรวจไวรัสโควิด-19 สำหรับคนพิการรุนแรง ติดเตียง หรือคนพิการที่ไม่สะดวกในการเดินทางไปรับการตรวจในสถานที่ที่รัฐกำหนด เช่น จัดให้มีชุดตรวจไวรัส covid-19 สำเร็จรูป เป็นต้น

ทั้งนี้สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยใคร่ขอความอนุเคราะห์ที่ท่านให้เปิดโอกาสให้องค์กรคนพิการทุกประเภทและภาคีเครือข่ายองค์กรคนพิการได้เข้าไปมีส่วนร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการกำหนดแนวทางการปฏิบัติและดูแลคนพิการอย่างเหมาะสมในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 รวมถึงกำหนดให้มีการลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สำหรับกลุ่มเป้าหมายคนพิการ

นอกจากข้อเรียกร้องของสภาคนพิการทุกประเภทฯ แล้ว ขณะเดียวกันบนเฟซบุ๊กของเอกกมล แพทยานันท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ก็ได้มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในการดูแลคนพิการเช่นเดียวกัน ใจความว่า

" คนตาบอดเรากลัวติดเชื้อโควิด-19 เช่นเดียวกับที่ไม่ต้องการเป็นผู้แพร่เชื้อโควิด-19 ให้กับผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว แต่เงื่อนไขในการดำรงชีวิตของพวกเราทำให้พวกเราตกเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ โควิด-19 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้พวกเราจึงอยากขอให้รัฐบาลและภาคส่วนต่างๆ ในสังคมเร่งรีบจัดหาวัคซีนให้กับคนตาบอดและคนไทยทุกคนให้ได้กลับมาใช้ชีวิต อย่างเป็นปกติสุขและด้วยความสบายใจโดยเร็วครับ   ระหว่างการลงพื้นที่ชุมชนที่มีคนตาบอดอาศัยอยู่ทั้งในเขตเมืองและชนบทหลายครั้ง ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผมได้พูดคุยกับคนตาบอดที่ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ผู้ค้าสลาก นักร้องนักดนตรี และหมอนวด ซึ่งมีจำนวนรวมกันนับหมื่นคน ส่วนใหญ่บอกกับผมว่า แม้จะทราบดีถึงความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโควิด-19 จากการออกไปทำงาน เพราะงานที่ทำจะต้องพบปะกับคนจำนวนมากและโดยวิถีชีวิตของคนตาบอดจะต้องอาศัยการสัมผัสกับทั้งผู้คนและวัตถุต่างๆ แต่ก็ยังต้องเลือกที่จะออกไปทำงานต่อไปเนื่องจากไม่ได้มีเงินเดือนประจำ หากวันไหนไม่ไปทำงานก็จะไม่มีรายได้มาเป็นค่าอาหารค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ และเลี้ยงดูคนในครอบครัว พี่น้องหลายคนเป็นกำลังหลักในการส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด พี่น้องกลุ่มเดียวกันบางคนยังต้องหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายของบุตรหลาน กลัวติดเชื้อก็กลัว Work from home ก็ทำไม่ได้ ออกไปทำงานแม้จะมีรายได้ลดลงและอยู่บนความเสี่ยงก็ยังต้องทำครับ   ในขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทวีความรุนแรงมากขึ้น มีผู้ติดเชื้อหลายพันคนต่อวัน มีผู้ป่วยสะสมหลายหมื่นคนและเริ่มมีคนตาบอดได้รับเชื้อแล้ว โดยที่ทางเลือกในการประกอบอาชีพของคนตาบอดมีจำกัด ประกอบกับวิถีชีวิตที่หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้คนและวัตถุได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อคนตาบอดตกเป็นกลุ่มเสี่ยงก็จะมีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจหาเชื้อและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม ผมจึงขอเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องทุกท่าน เร่งรีบจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้กับคนตาบอดเช่นเดียวกับคนไทยทุกคนโดยเร็วครับ "



 

Healthข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสุขภาพโควิด-19คนพิการคนตาบอด
Categories: ThisAble

เสียงสะท้อนที่หายไปจากนักเรียนพิการใน #dek 64

ThisAble - Tue, 2021-04-20 17:05

เสียงสะท้อนผ่านแฮชแท็กต่างๆ ในทวิตเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น #dek64deservebetter  #เห็นหัวdek64 #ฟ้องศาลเลื่อนสอบ #เลื่อนสอบให้อนาคตของชาติ ล้วนเป็นช่องทางระบายความในใจของเด็ก 64 ที่ต้องเผชิญการสอบติดกันยาวนานถึง 22 วันรวด ได้แก่การสอบ GAT/PAT, O-NET และ 9 วิชาสามัญ ในระหว่างนั้นมีการสอบวิชาเฉพาะของมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเพื่อใช้ยื่น TCAS รอบที่ 2 และ 3 นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนบางแห่งจัดสอบปลายภาคอีกด้วย ซึ่งคาดว่าช่วงเดือนมีนาคม - เมษายนที่ผ่านมาเด็กมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต้องสอบราว 30 วิชาเลยทีเดียว 

ระหว่างกำลังท่องโลกทวิตเตอร์ เลื่อนดูแต่ละแฮชแท็กที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ เราไม่พบเสียงสะท้อนปัญหาของเด็กพิการที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้เลย หรือแม้กระทั่งข่าวปัญหาการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่มีให้เห็น ทั้งที่เด็กพิการหลายคนก็กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้เช่นกัน 

Thisable.me จึงชวนนักเรียนพิการชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และนักศึกษาระดับชั้นปวช.3 ที่อยู่ในระบบสอบระดับชาติท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 มาพูดคุยเพื่อเป็นเสียงว่าพวกเขานั้นต้องเผชิญกับปัญหาอะไรบ้าง 

 

ตัวเลือกการสอบที่ไม่ได้ตอบโจทย์ผู้สอบเสมอไป

เฟิร์ส—กีรติ ยิ่งยืน นักเรียนพิการทางสายตาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเซนต์คาเบรียลเล่าให้ฟังว่า คณะที่อยากเข้าเรียนต้องสอบ GAT/PAT, O-NET และบางวิชาใน 9 วิชาสามัญเพื่อยื่นคะแนน ตอนสมัครสอบเขาได้ลงทะเบียนเป็นคนพิการทางสายตา ซึ่งจะมีให้เลือกว่าต้องการความช่วยเหลือแบบไหน  เช่น การขอเป็นข้อสอบเบรลล์ การขอเป็นครูช่วยอ่านให้หรือหากเป็นคนที่สายตาเลือนรางก็สามารถขอเป็นเอกสารที่ขยายตัวอักษรใหญ่ได้ ตัวเฟิร์สนั้นขอเป็นข้อสอบเบรลล์ไป

ทุกอย่างเหมือนผ่านไปด้วยดี แต่อย่างไรก็ดี เฟิร์สก็ได้เสนอว่า “การให้เลือกตัวช่วยเพียงแบบเดียวไม่เพียงพอ หากคนที่พิการทางสายตา เรียนการใช้อักษรเบรลล์ตั้งแต่อนุบาลก็อาจจะสอบด้วยข้อสอบเบรลล์ได้  แต่บางคนที่เพิ่งมาตาบอดทีหลังและยังไม่คล่องอักษรเบรลล์ ถ้าเลือกเป็นอักษรเบรลล์ก็จะไม่มีใครช่วยอ่าน ทำให้อ่านค่อนข้างยาก บวกกับผู้จัดสอบนั้นให้เวลาเท่ากับเด็กตาดีทั้งที่การใช้มืออ่านอักษรเบรลล์ใช้เวลานานกว่าใช้ตาอ่าน ยังไงก็สอบไม่ทัน  อย่างไรก็ดีการเลือกให้คนอ่านก็เป็นปัญหากับบางวิชา เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ ที่มีโจทย์บางข้อเป็นรูปภาพ ถ้าเราขอคนอ่านให้อย่างเดียว เราก็จะไม่ได้ภาพนูนที่สัมผัสได้ ปัญหานี้ทำให้ผมตัดสินใจเลือกสอบแบบอักษรเบรลล์ไป แม้ไม่ได้เป็นคนที่คล่องเบรลล์ขนาดนั้น ก็เลยมีปัญหากับการสอบนิดหน่อย”

เช่นเดียวกันกับตี๋—สันติภาพ อยู่รอด นักเรียนพิการทางสายตาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบางละมุง เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าเวลาต้องสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ภาพประกอบนูนเป็นส่วนที่คลำยากพอสมควร เพราะคนตาบอด คลำรูปภาพไม่ค่อยเข้าใจ ความไม่เข้าใจส่งผลต่อคะแนน ตี๋จึงอยากให้เขียนบรรยายรูปภาพว่าเป็นรูปภาพอะไร เพื่อคนตาบอดจะได้เข้าใจง่ายขึ้น

เรื่องเวลาสอบที่เฟิร์สเล่าว่าเป็นปัญหานั้น เคยมีกรณีการร้องเรียนตั้งแต่ในปี 2553 โดยชลิต คูหาทองและธารทิพย์ มากคุ้ม สองนักเรียนพิการทางสายตาที่เรียกร้องให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ที่ดำรงตำแหน่ง ณ ขณะนั้น เพิ่มเวลาสอบ เพราะเด็กพิการทางสายตาต้องคอยฟังครูอ่านคำถามและคำตอบ ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่าปกติ แต่ผ่านมาแล้ว 11 ปี คำขอร้องนี้ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง และนักเรียนพิการทางสายตายังต้องเผชิญปัญหาเหล่านี้อยู่ 

 

ปัญหาที่ไม่ควรเกิดขึ้นในวันสอบระดับชาติ

ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดชัดเจนว่า ผู้ที่จะเข้าสอบระบบการสอบกลาง จะต้องเรียนจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เสียก่อน แต่ว่าตารางสอบ O-NET การสอบ GAT/PAT และการสอบ 9 วิชาสามัญ ยังอยู่ในช่วงที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 บางคนยังไม่จบการศึกษาเลยเสียด้วยซ้ำ

อุดร—ชัยรัตน์ ไชยเวศ นักเรียนพิการทางสายตาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเขาย้อยวิทยา ก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบปัญหานั้น เขาเล่าว่าวันที่สอบ GAT/PAT ตรงกับวันสอบของโรงเรียนพอดี ก็เลยเลือกที่จะไม่ไปสอบ GAT/PAT เหตุการณ์นี้ทำให้อุดรสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญไป ซึ่งอุดรเสนอแนะว่าอยากให้โรงเรียนจัดสอบปลายภาคให้เสร็จก่อนวันสอบ GAT/PAT เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก 

ถึงแม้การจัดทำปฏิทินสอบ TCAS64 จะประกาศให้ทราบตั้งแต่วันที่ 30 กรกฏาคม 2563 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนวางแผนชีวิตการสอบและการอ่านหนังสือ แต่ท้ายที่สุดก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตนักเรียนชั้นม.6 ต้องเปลี่ยนแผนอีกครั้ง เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้วันที่ 28 มีนาคม 2564 เป็นวันลงคะแนนวันเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ซึ่งตรงกับวันสอบ O-NET ที่ประกาศไว้แต่แรก ทำให้ต้องเลื่อนวันสอบเป็นวันที่ 27 และ 29 มีนาคม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งมีเด็กหลายคนได้รับผลกระทบ 

เช่นเดียวกับ โมเดล—ฑิฆฏัมพร เมนโดซ่า นักศึกษาพิการทางการเคลื่อนไหวระดับชั้น ปวช.3 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์ เพิ่งรู้ว่าคณะที่อยากเข้าเรียนต้องใช้คะแนน O-NET ยื่น ทำให้เธฮลงสมัครวันท้ายๆ จนไม่สามารถลงสมัครสอบจังหวัดอุตรดิตถ์ได้ เนื่องจากสนามสอบเต็ม  ทำให้โมเดลจึงตัดสินใจเลือกสนามสอบที่ใกล้บ้านที่สุดคือพิษณุโลก และต้องเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างพิษณุโลกและกลับบ้านมาเพื่อเลือกตั้ง แล้วกลับไปพิษณุโลกอีกครั้งเพื่อสอบ O-NET ในอีกวัน 

 

เรื่องที่ดูไม่เป็นปัญหาสำหรับเด็กไม่พิการแต่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเด็กพิการ 

ตี๋เล่าให้ฟังว่า ไฟล์ข้อสอบเก่าที่แจกอยู่บนอินเทอร์เน็ตมักทำเป็นไฟล์ PDF ทำให้เด็กตาบอดฝึกทำข้อสอบเองไม่ได้ เพราะว่าโปรแกรมเสียงที่ใช้อ่านไม่รองรับไฟล์ PDF จนทำให้ตี๋ต้องดิ้นรนทำข้อสอบด้วยตัวเอง 

“อยากเสนอให้คนที่ทำข้อสอบเอาข้อสอบเก่าๆ มาทำเป็นไฟล์ Microsoft Word แล้วลงไปใน Google เวลาค้นหาจะได้เจอเป็นไฟล์ ​Microsoft Word เวลาฝึกทำก็จะได้ง่ายขึ้น” หากได้ฝึกทำข้อสอบบ่อยๆ ตี๋มองว่าจะช่วยทำให้คนพิการทำข้อสอบเสร็จทันเวลาได้ 

ปัญหาสำคัญที่โมเดลเจอคือ โต๊ะที่ใช้สอบ หากระยะห่างระหว่างโต๊ะกับเก้าอี้สูงเกินไป เธอจะใช้เท้าเขียนหนังสือไม่ได้ ซึ่งตอนไปสอบ O-NET เธอก็เผชิญปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ทางกรรมการคุมสอบแก้ไขปัญหาโดยให้ใช้โต๊ะรับแขก โดยมี โมเดลนั่งบนวีลแชร์เพื่อทำข้อสอบ และอีกปัญหาหนึ่งที่โมเดลนึกออกระหว่างพูดคุยที่ดูไม่น่าจะเป็นปัญหาเลยสำหรับคนไม่พิการคือ “สติกเกอร์ที่ติดบนกระดาษโจทย์ข้อสอบนั้นค่อนข้างแกะยาก คนพิการที่ใช้นิ้วไม่สะดวกบางคนก็แกะแล้วทำกระดาษขาด ทำให้มีปัญหาในการอ่านโจทย์เพราะต้องคอยจับเอากระดาษมาต่อกัน”

 


 

อ้างอิงข้อมูล
THEMATTE
BBC
PPTVHD36
ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา
ThaiPBS
Thairath
Niets

    SocialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตTCASO-NETGATPAT9 วิชาสามัญTCAS64O-NET64GATPAT 649 วิชาสามัญ64เลื่อนสอบTCAS64เลื่อนสอบO-NET64เลื่อนสอบGATPAT 64เลื่อนสอบ 9 วิชาสามัญ#dek64deservebetter#เห็นหัวdek64#ฟ้องศาลเลื่อนสอบ#เลื่อนสอบให้อนาคตของชาติ
Categories: ThisAble

ตุลาการสหรัฐฯ สั่ง Uber จ่าย 1.1 ล้านดอลลาร์ หลังปฏิเสธลูกค้าตาบอด 14 ครั้ง

ThisAble - Mon, 2021-04-19 15:51

การปฏิเสธผู้โดยสารน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติในประเทศไทย ยิ่งกับคนพิการ แต่ในสหรัฐอเมริกาการปฏิเสธผู้โดยสารเป็นเรื่องใหญ่ และถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ จนมีการฟ้องร้องและสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่าล้านดอลลาร์ 

เว็บไซต์เดอะการ์เดียนรายงานว่า โตตุลาการผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้มีคำสั่งให้ Uber ต้องจ่ายเงิน 1.1 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ผู้หญิงพิการทางสายตาชาวอเมริกันหลังถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้บริการรวม 14 ครั้ง โดยชี้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการ 

ลิซ่า เออร์วิ่ง พิการทางการมองเห็นและอาศัยอยู่ในย่านซานฟรานซิสโก เธอยื่นคำร้องตั้งแต่ปี 2018 ที่ระบุว่า เธอและสุนัขนำทางถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้นรถรวมทั้งหมด 14 ครั้ง อีกทั้งยังถูกทิ้งให้ยืนรอกลางดึก ตากฝน หลายครั้งไปทำงานสายจนทำให้ถูกไล่ออกจากงาน และมี 2 ครั้งที่คนขับรถดูถูกและใช้คำพูดละเมิดสิทธิของเธอ กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา โตตุลาการผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมีคำสั่งให้ Uber จ่ายค่าเสียหาย โดยระบุเหตุผลว่า Uber ปล่อยให้คนขับรถที่มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติเพราะความพิการของผู้โดยสาร โดยไม่มีการดำเนินการลงโทษใดๆ แถมบริษัทยังแนะนำให้คนขับรถหาเหตุผล เพื่อปฏิเสธการรับผู้โดยสาร แม้จะถูกร้องเรียนเรื่องการเลือกปฏิบัติก็ตาม และหากอ้างอิงตามพระราชบัญญัติคนพิการของชาวอเมริกันปี 1990 (Americans with Disabilities Act- ADA) แล้ว จะพบว่า มีการกำหนดขั้นต่ำที่สุดของงานบริการต่างๆ เช่น จะต้องอนุญาติให้สุนัขนำทางเดินทางไปกับคนตาบอดได้ทุกที่ 

ที่ผ่านมา Uber ถูกคนตาบอดฟ้องร้องหลายครั้ง เช่นในปี 2014 สมาคมคนตาบอดสหรัฐอเมริกาฟ้อง Uber จากข้อห้ามเรื่องสุนัขนำทาง จนในปี 2017 Uber ตกลงที่จะแจ้งให้กับคนขับรถรู้ว่า พวกเขาต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ด้วยการให้บริการแก่ผู้โดยสารที่มีสุนัขนำทาง 

สำหรับในประเทศไทย การใช้สุนัขนำทางถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 20 (8) ว่า คนพิการมีสิทธิที่จะนำสัตว์นำทาง เครื่องมือหรืออุปกรณ์นำทาง หรือเครื่องช่วยความพิการใดๆ ติดตัวไปในยานพาหนะหรือสถานที่ใดๆ เพื่อประโยชน์ในการเดินทางด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ในแพลตฟอร์มของบริการรถสาธารณะต่างๆ ในปัจจุบันไม่ได้มีการระบุถึงเรื่องสุนัขนำทาง มีเพียงฟังก์ชันของการช่วยเหลือ (Assist) เท่านั้น

ที่มา https://www.theguardian.com/technology/2021/apr/02/uber-blind-passenger-ordered-to-pay

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนการปฏิบัติต่อคนตาบอดคนตาบอดUber
Categories: ThisAble

31 มีนาคม วันตระหนักถึงตัวตนของทรานส์เจนเดอร์

ThisAble - Wed, 2021-03-31 18:06

ในชุมชนคนหูหนวก กลุ่มคนข้ามเพศหรือทรานส์เจนเดอร์เป็นประชากรจำนวนไม่น้อย พวกเขามีตัวตนแต่ไม่เป็นที่มองเห็นในสังคมทั่วไป จนทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ทั้งจากอคติทางเพศและความรู้ที่มีอย่างจำกัด

Thisable.me จึงชวนทรานส์เจนเดอร์หูหนวก 4 คน มาร์กี้, พิ้งค์, เค้กและแซก พูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ที่พวกเขาต้องฝ่าฝัน อคติ การเลือกปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงของตัวเอง และสิ่งที่พวกเขาอยากเรียกร้องในฐานะของทรานส์เจนเดอร์หูหนวก

มาร์กี้ - วิษณุ สาช่อฟ้า
Miss Deaf Queen 2020 

“ เราสนใจประกวดนางงามตั้งแต่ปี 2011 แต่รู้สึกว่าสภาพร่างกายของตัวเองยังไม่พร้อม จนกระทั่งปี 2019 เรามีความพร้อมและเตรียมตัวค่อนข้างดี หัวหน้างาน เพื่อนและครอบครัวก็เชียร์ให้มาสมัคร ก็เลยเข้าร่วมประกวดจนได้ตำแหน่งชนะเลิศ Miss Deaf Queen 2020 นอกจากประกวด เรายังทำงานเป็นฝ่ายบุคคลที่บริษัทเงินติดล้อได้ 7 ปีแล้ว

“ ตอนเริ่มเข้าเรียนอนุบาลเราใช้ภาษามือธรรมชาติ ไม่ใช้แบบที่คนหูหนวกใช้กัน ตอนประถมเราเรียนร่วมกับคนหูดีและคนหูตึง ที่โรงเรียนครูห้ามใช้ภาษามือแต่ให้อ่านปากอย่างเดียว แม้การเรียนไม่ได้มีอุปสรรค แต่ค่อนข้างลำบากเพราะเราไม่เข้าใจตอนครูสอน เพื่อนสนิทจึงเป็นคนสำคัญที่คอยเขียนอธิบาย ช่วงนั้นเราได้เรียนภาษาไทยจึงเข้าใจเรื่องคำและการสื่อสารกับคนหูดีเป็นอย่างดี แต่ก็มีเผลอเขียนสลับคำแบบไวยากรณ์หูหนวกบ้าง หลังจบป.6 ก็เข้าเรียน ม.ต้น ร่วมกับคนหูดี โรงเรียนนั้นไม่มีคนหูหนวกเลยเราจึงต้องใช้การเขียนเท่านั้น พอเริ่มมีเพื่อนหูหนวก เขาก็ช่วยสอนภาษามือให้เรา เราก็ฝึกมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันสามารถใช้ภาษามือและอ่านปากได้ หากเป็นคนหูดีที่สนิทกันหรือกับคนในครอบครัวก็จะอ่านปากอย่างเดียว อย่างไรก็ดี ไม่ใช้คนหูหนวกทุกคนจะอ่านปากได้ เราจึงหวังว่าเพื่อนหูดีจะฝึกภาษามือเพื่อคุยกับคนหูหนวกคนอื่นๆ ที่ไม่สามารถอ่านปากได้แบบเราด้วย 


มาร์กี้

“ เรารู้ว่าตัวเองอยากเป็นผู้หญิงช่วง ป.1 ตอนนั้นเห็นแม่แต่งหน้าเเล้วรู้สึกชอบ แม่สวยจังเลย เราขอแม่ลอง แม่ก็ให้ลอง หลังจากนั้นก็เเอบซื้อเครื่องสำอาง ซื้อแป้งพัพมาเล่น กระทั่งพ่อแม่จับได้ตอนอายุ 12  พ่อเรียกเราไปคุยว่าเราอยากเป็นอะไร เราบอกพ่อว่าเรารู้สีกมีความสุขในการเป็นผู้หญิง ในการอยู่ร่วมกับผู้หญิง พ่อไม่ว่าอะไรเขาแค่อยากให้เรามีความสุขและเป็นคนดี หลังจากจบ ม.ต้น เราแต่งหญิงเต็มตัว และเรียนรู้และเลียนแบบชีวิตความเป็นอยู่ของผู้หญิงจากเพื่อนผู้หญิง และเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมหน้าอกในปี 2019 รู้สึกดีมากที่ได้ทำ และทำจมูกในปี 2020 ตอนนี้ก็เก็บเงินต่อเพื่อทำอีก 3 อย่างคือแก้หูกาง ตา และแก้ไขหน้าผากช่วงโคนผม 

“ การเป็นผู้หญิงทำให้เรามีความสุข เมื่อก่อนตอนยังแต่งชายคนมองว่าเราเป็นเกย์ ผู้ชายก็ชอบถามว่าเราทำนมรึยัง บางคนก็มาลวนลามจับนู่นจับนี่ เราทั้งอายทั้งเจ็บใจ แต่พอเราแต่งหญิงก็ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์เหล่านั้น คนกลับสนใจเรามากขึ้น ตอนนี้ก็มีคุยๆ กับชาวต่างชาติ  แต่ยังไม่ได้เลือกใคร เราอยากเจอกันก่อนจะตกลงเป็นแฟนกัน

“ สิ่งที่ตื่นเต้นที่สุดตอนประกวดก็คือช่วงตอบคำถาม แค่คำถามง่ายๆ ก็ตอบไปทำภาษามือแบบสั่นๆ ไป แต่เมื่อตอบไปสักพักก็ชิน การประกวดฝึกให้เราเป็นคนตรงเวลา ตื่นเช้า ดูแลตัวเอง ขยันแต่งหน้าทำผม เพราะเราต้องหน้าเป็นตาให้กองประกวด ตอนประกาศว่าได้รางวัลชนะเลิศ เรารู้สึกภูมิใจที่ได้ทำชื่อเสียงให้กับครอบครัว เราอยากให้คนหูหนวกได้มีโอกาสประกวดกับคนหูดี แม้มองว่าอาจจะสู้ไม่ได้ หรือไปแล้วก็น่าจะตกรอบแต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดี เราเองเคยเข้าร่วมเวที Miss Mimosa Queen Thailand ร่วมกับคนหูดี ตอนนั้นรู้สึกว่าสวยสู้คนอื่นไม่ได้ แม้ไม่ผ่านเข้ารอบแต่ก็ไม่เสียใจ ยินดีกับเพื่อนๆ ที่ผ่านเข้ารอบ

“ สิ่งที่อยากผลักดันคือเรื่องสมรสเท่าเทียม เราหวังว่าเราจะได้แต่งงานและใช้คำนำหน้าว่านางสาว ฟังจากหลายคนบอกว่า ต้องแปลงเพศก่อนถึงจะเปลี่ยนเป็นนางสาวได้ แต่สำหรับเราคิดว่าการแปลงเพศไม่ควรเป็นเงื่อนไขของการเปลี่ยนคำนำหน้า เพราะร่างกายและความรู้สึกของเราเป็นผู้หญิง เราเคยถามคนหูดีที่เคยแปลงเพศว่า การแปลงเพศเป็นอย่างไรและได้รู้ว่าการผ่ามีรายละเอียดเยอะมาก เราเลยมาทบทวนกับตัวเองว่ารับได้มั้ยถ้าไม่แปลงเพศ คำตอบคือรับได้เราเลยไม่ทำ การแปลงเพศไม่สำคัญเท่าการยอมรับผ่านคำนำหน้าชื่อ  

“ ความฝันของเราในฐานะคนที่มีความหลากหลายทางเพศคืออยากช่วยเหลือและให้ความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศแก่คนหูหนวก อยากได้รับสิทธิสมรส จดทะเบียนและการเปลี่ยนคำนำหน้า ในไทยคนที่มีความหลากหลายทางเพศจดทะเบียนกันไม่ได้ ต่างจากในต่างประเทศที่ทำได้ เข้าใจว่าคนก็พยายามพลักดันให้ทำได้ เราอยากให้การต่อสู้ครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการผ่านกฏหมายในอนาคต นอกจากนี้หญิงข้ามเพศควรได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกับผู้หญิง ไม่อยากให้เกิดการดูถูกและเลือกปฏิบัติ เราเองเคยไปเที่ยวผับแล้วต้องเสียเงินเพิ่มเพราะร้านอ้างว่าเป็นสาวประเภทสอง ตอนนั้นเขาขอดูบัตรประชาชน แล้วบอกว่า เอ้า! คุณเป็นผู้ชาย และเรียกเงิน 200 บาท เราก็ยอมจ่าย ใจก็อยากฟ้องตำรวจแต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงต้องปล่อยไป หรือการห้ามเข้าห้องน้ำผู้หญิง ทั้งที่เราแต่งตัวและใช้ชีวิตแบบผู้หญิง จึงอยากให้สังคมเปิดใจกว้างกว่านี้ อย่าลดทอนทรานส์เจนเดอร์”
 

 

แซก - ณัฐนันท์ จันทพันธ์
Miss Deaf Trans Thailand 2020

“ เราเป็นคนหูหนวกคนเดียวในครอบครัวและเข้าเรียนที่โรงเรียนโสตศึกษาตั้งแต่ชั้นอนุบาล ตอนเด็กๆ ใช้ภาษามือตามหนังสือที่ครูให้ วันหนึ่งครูบอกว่าให้พาแม่ไปโรงเรียน เขาสอนภาษามือให้แม่ พอเลยพอใช้ภาษามือได้นิดหน่อย บางทีก็ใช้ท่าทางธรรมชาติ หรือบางครั้งก็คิดคำใหม่ แต่พ่อเราใช้ภาษามือไม่ได้เลย 

“ พอไปโรงเรียนแล้วมีปัญหา ครูก็เล่าให้แม่ฟัง พอกลับบ้านแม่ก็ดุว่าเราโดยที่เราไม่เข้าใจสักคำ เพราะเขาใช้การพูด ช่วงเด็กๆ เราเหงามากเพราะแยกกันอยู่กับพี่ จนกระทั่งช่วงหลังพี่ย้ายกลับมา เขาเรียนภาษามือเลยทำให้คุยกับเราได้ แต่พอมีปัญหากันช่วงจบ ม.6 เขาย้ายไปอยู่มุกดาหาร เราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย 


แซก

“ ตั้งแต่ 5-6 ขวบเราก็เริ่มรู้ว่าอยากเป็นผู้หญิง อยู่แต่กับเด็กผู้หญิง สนิทกับเพื่อนผู้หญิง เราไม่อยากเล่นกับเพื่อนผู้ชายเลย ตอนกลางวันเราจะเล่นกับเพื่อนผู้หญิงมากกว่า แต่พอกลางคืนเราต้องกลับมาที่หอ เราถูกกลั่นแกล้ง โดนจับโน่นจับนี่ ด่าเราว่าเป็นตุ๊ด จับเราถอดกางเกง ถอดเสื้อผ้า บางคนก็มาลวนลาม นอกจากแผลใจเขาทำให้เรามีแผลตามร่างกาย รุนแรงจนถึงขั้นต้องเย็บ เหตุการณ์ตอนนั้นคือรุ่นพี่ผู้ชายบอกว่า คืนนี้ขอมีอะไรกับเรานะ เราวิ่งหนีจนตกไซต์ก่อสร้างไปโดนเหล็กเส้น  เย็บไปประมาณสี่เข็ม เราจะบอกครูก็ถูกขู่ไม่ให้พูด ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ตอนนีเราก็ไม่ได้รู้สึกโกรธรุ่นพี่พวกนั้นแล้ว 

“ การรังแกทำให้ช่วงเวลากลางวันที่เราอยู่กับเพื่อนหูดีนั้นมีความสุข ต่างจากตอนกลางคืน เราก็บอกพ่อแม่นะว่ายากย้ายโรงเรียน แต่พอหูหนวกก็หาโรงเรียนยาก ยังดีที่ครูเข้าใจว่าสิ่งที่เราเป็นนั้นเป็นธรรมชาติของเรา ต่างจาก ผอ.ที่พูดว่าเราเป็นตุ๊ดเหรอ ให้ไปทำเกษตร ให้ไปปลูกต้นไม้สิ แต่ ผอ.คนใหม่ก็ใจดีและเข้าใจว่าเราเป็นแบบนี้ ที่บ้านที่ไม่เคยรู้ว่าเราอยากเป็นผู้หญิง เพราะเราเป็นผู้ชายให้พ่อแม่เห็น จนครูถ่ายรูปตอนเรารำส่งไปให้แม่ทางไลน์ บอกว่าลูกเป็นตุ๊ดนานแล้ว แม่ก็ไม่ว่าอะไร  

“ สมัยมัธยมเรายังแต่งตัวคล้ายผู้ชาย คนมักมองว่าเป็นเกย์ พอเรียน ปวช.เราก็ยังแต่งตัวเป็นผู้ชาย เพื่อนมาถามว่า ‘เราเป็นใช่มั้ย เป็นแล้วทำไมไม่แต่งหญิงเลย’ เราเลยเริ่มแต่งหญิงตั้งแต่ตอนนั้น แรกๆ ก็เขิน ไม่ชินกับการแต่งหญิง ถ้าย้อนกลับไปดูภาพเก่าๆ จะรู้สึกว่าตลกจัง พอแต่งหญิงมาเรื่อยๆ ก็เริ่มชิน สิ่งที่เรากลัวจากการแต่งหญิงคือกลัวสังคมและคนทั่วไปมอง เราไม่อยากถูกหัวเราะ บางคนก็นินทาว่า เราแต่งตัวแปลกๆ เป็นกะเทยเหรอ ตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้วอาจเพราะเราแต่งตัวเป็นหญิงมากกว่าเมื่อก่อน 

“ เราเคยขอครูนอนดึกเพราะอยากดูประกวด Miss Tiffany ครูก็ให้เราดู เราดูทุกเวที ตัดหนังสือดารา และรูปชุดราตรีเก็บไว้ในแฟ้ม ปี 2018 เพื่อนๆบอกให้เราไปสมัครแต่เรายังรู้สึกว่าไม่เป็นผู้หญิงพอ จนปี 2020 เราก็ตัดสินใจสมัคร แต่ก็ไม่บอกครอบครัวว่าไปประกวด แม่ดันไปเห็นรายชื่อจากกองประกวดเลยมาถาม เราตกใจมาก บอกไปว่าขอโทษ เราไม่กล้าบอกเพราะไม่รู้ว่าแม่อยากให้ประกวดหรือเปล่า แม่ตอบกลับมาว่า ‘แม่รักลูกนะ’ เราเลยมั่นใจในการประกวด ก่อนประกวดเรากินยาคุมล่วงหน้า 4 เดือน ฮอร์โมนเราไม่เห็นเปลี่ยนแปลงเลย ร่างกายดูเป็นผู้ชาย กล้ามใหญ่ กินยี่ห้อใหม่ก็ไม่เปลี่ยนแปลง พอเจอสวิง (Swing Thailand) มาให้ความรู้ ถึงรู้ว่ายาที่กินนั้นไม่ถูก เขาแนะนำยาฮอร์โมนที่ช่วยลดฮอร์โมนผู้ชาย เพิ่มฮอร์โมนผู้หญิง เราก็เริ่มมีนม แขนเล็กลง สุดท้ายก็ได้ตำแหน่ง Miss Deaf Trans Thailand 2020 

“ ความฝันของเราคืออยากจดทะเบียนสมรสและเปลี่ยนคำนำหน้าเป็นนางสาว  ที่ผ่านมาเสนอกฏหมายไปก็ถูกปัดตก เราอยากแปลงเพศ อยากเป็นนางแบบและอยากเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า ตอนนี้สังคมไม่รู้ว่าเราออกแบบเสื้อผ้าได้ ตัดเสื้อผ้าได้ เราไม่มีพื้นที่ เลยทำให้คนอื่นมองว่า เราจะทำได้เหรอ เราจึงอยากได้พื้นที่ในการโชว์ศักยภาพเพื่อให้สังคมเข้าใจว่าเราก็ทำได้เหมือนกัน และอยากให้สังคมเปิดโอกาสให้ทรานส์เจนเดอร์ได้ทำงาน เป็นคนหูหนวกก็หางานทำยากแล้ว บางที่เข้าไปทำแล้วก็บังคับให้เราใช้การพูด ไม่ยอมให้เขียนหรือใช้ภาษามือหรือนินทาเรา หลายที่พอเป็นทรานส์เขาก็ยิ่งไม่รับ เราเคยไปสมัครที่หนึ่งเขาบอกว่าจะรับถ้าเราแต่งตัวเป็นผู้ชาย แม้อยากเก็บเงินทำงาน แต่ก็ไม่รับงานเพราะไม่อยากแต่งเป็นชาย จนทำให้ไม่มีเงินและต้องขอพ่อแม่ เลยอยากให้สังคมเปิดกว้างในความสามารถมากกว่าแค่เรื่องเพศสภาพ “


 

พิ้งค์ - ธีรพร เตียเจริญชัยโชติ
Miss Trans Beauty Thailand 2020

“ เราเป็นคนเชียงใหม่ เกิดมาพร้อมกับภาวะหูหนวก 100 % ตอนเล็กๆ เราไม่เข้าใจหรอกว่าหูหนวกคืออะไร เห็นคนอื่นพูดก็พยายามพูด แต่ไม่เป็นภาษา เราพยายามคุยกับคนข้างบ้านแบบมั่วๆ แต่ก็ไม่รู้เรื่องเขามาบอกพ่อแม่ว่าทำไมลูกคุณคุยยากจังเลย พ่อแม่ไม่รู้จะทำยังไง เขาก็เลยสื่อสารด้วยท่ามือธรรมชาติ เราก็จับท่าทาง จับสายตาพ่อแม่ว่าเขาพูดอะไร จากพี่น้อง 4 คนของเรามีเพียงน้องชายคนเดียวเท่านั้นที่ใช้ภาษามือได้ เขาจะคอยช่วยเหลือเรา เช่น สั่งอาหาร เขาเป็นห่วงเรามาก พอเราเข้าใจที่น้องคุยด้วยภาษามือ จึงเริ่มเข้าใจแล้วว่าเราพูดไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ยินเสียง 

“ตอนอนุบาลเราเข้าเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้านและมีครูที่ใช้ภาษามือได้นิดหน่อย แต่พอเข้า ป.1 เราต้องเข้าโรงเรียนที่มีแต่คนหูดี เราเองใช้ภาษามือธรรมชาติ แต่ทุกคนก็ไม่เข้าใจว่าทำท่าอะไร ครูจึงสอนเราเขียน สะกดคำ และครูเองก็ใช้ภาษามือไม่ค่อยได้ เราเลยลำบากมากในการพูดคุยกับคนอื่น เราขอนอนกับเพื่อนเพื่อนก็รังเกียจ กลัวที่เราใช้ภาษามือ เราเครียดนะเพราะคิดว่าคนอื่นรังเกียจที่เราพูดไม่ได้ อยากมีเพื่อนแต่เพื่อนก็เกาะกลุ่มกับคนที่พูดได้ แม้ครูบอกให้อดทนแต่เรารู้สึกเจ็บปวดมาก จนกระทั่งมีเพื่อนคนหนึ่งเข้ามาถามเราว่า ‘เธอพูดไม่ได้เหรอ’ เธอชวนเราเล่นทำกับข้าว เล่นแต่งหน้า ทำให้ชีวิตช่วงนั้นมีกำลังใจ 


พิ้งค์

“ ตอนกลางวันเราก็จะอยู่กับเพื่อนผู้หญิงคนนั้น แต่พอตกกลางคืนก็ต้องกลับหอพักกับเพื่อนผู้ชาย เราไม่อยากอยู่ร่วมกับเขา เวลาอาบน้ำเราก็ไม่อยากเข้าใกล้ เด็กผู้ชายรังเกียจเรา เขามองเราเป็นตัวโรคจิต พอตอนนอนเราก็ต้องนอนคนเดียว เหงามาก เราต้องอดทนให้ถึงเช้าเพื่อที่จะได้ไปเล่นกับเพื่อนผู้หญิงคนเดิม

“ เรารู้สึกตัวเองโง่มาก เรียนไม่รู้เรื่อง ล่ามก็ไม่มี ครูก็พูดอย่างเดียว เพื่อนก็บอกว่าก๊อปปี้ไปเลย ทำสอบก็ลอกเอา มันอึดอัด มันเก็บกด พอปิดเทอมเรากลับบ้านก็อยากจะระบายให้พ่อแม่ฟัง แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารเป็นคำพูดได้ บอกได้แค่ว่าโรงเรียนไม่ดี พ่อแม่ก็เลยตอบว่าให้เราสู้ๆ อยู่ที่นี่แหละดีแล้ว แต่สำหรับเราปัญหามันมากเกินจะแก้ได้ เลยได้แต่นั่งร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียน กระทั่งจบ ม.3 เกรดเราน้อยมาก คนหูดีที่เป็นเพื่อนสนิทก็ปลอบว่า ไม่เป็นไรนะ เรารู้สึกขอบคุณที่เขาช่วยเหลือเราทุกอย่าง แต่เราก็ไม่อยากเรียนต่อ ม.4 ที่นี่อยู่ดี 

“ ครูแนะนำให้เราไปเรียนต่อที่โรงเรียนโสตศึกษาที่เป็นโรงเรียนเฉพาะทางของคนหูหนวก พ่อแม่ไม่เห็นด้วยเพราะมองว่าอยู่ไกล เราร้องไห้เลย เราอยากไปเรียนจนไม่รู้จะบรรยายความเจ็บปวดนี้ยังไง พ่อแม่ไม่เห็นว่าเราเจออะไรมาบ้าง ครูจึงช่วยอธิบายโน้มน้าวแต่พ่อแม่ก็ไม่ยอม จนใกล้เปิดเรียนเราก็หนีออกจากบ้านเพราะเราไม่อยากไป สุดท้ายเราจึงได้เข้าเรียนที่โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ กรุงเทพฯ 

“ มาโรงเรียนวันแรกทุกคนทำภาษามือใส่ ภาษามือจริงๆ ที่ไม่ใช่มือธรรมชาติ เราไม่รู้เรื่องเลย เหมือนเป็นคนใบ้ที่ใช้ภาษามือธรรมชาติ อยู่ที่นี่เริ่มใช้ภาษามือและเขียนหนังสือได้ รู้สึกมีความสุขและชอบที่นี่มาก จนเรียนจบและต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สาขาครูการศึกษาพิเศษ 

“ เราเคยเป็นครูพักหนึ่งแต่ก็มีปัญหาเรื่องเพศสภาพ เขามองว่าเป็นกะเทยจะทำงานได้เหรอ เป็นสาวสองเดี๋ยวเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเด็ก โรงเรียนเองก็มีกฎว่าต้องแต่งตัวเป็นผู้ชาย ต้องตัดผมสั้น เรารู้สึกเจ็บใจมาก แบบนี้ไม่โอเคเลยตัดสินใจลาออก พ่อแม่บอกว่าอย่าลาออก เป็นครูน่ะดีแล้ว หลังจากนั้นเราเลยไม่คุยกับพ่อแม่อีกเพราะไม่รู้จะระบายกับพ่อแม่ยังไง จนทุกวันนี้เขาก็ยังอยากให้เราทำงานราชการ เราไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าราชการคืออะไร  จนน้องเล่าให้ฟังว่าการทำงานราชการมีสวัสดิการ ถ้าเกษียณแล้วก็มีเงิน พ่อแม่คงเป็นห่วงว่า อนาคตเราจะลำบากจึงอยากให้ทำงานราชการ แต่การเข้าทำงานราชการไม่ได้ง่าย ข้อสอบยากนะ  เราเคยไปสอบมาแล้วแต่ก็ไม่ผ่าน ภาษาเป็นเรื่องยาก ยิ่งต้องสอบแข่งกับคนหูดี เราสู้เขาไม่ไหวจริงๆ

“ ตั้งแต่จำความได้ก็จำได้ว่าชอบเล่นกับผู้หญิงและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยากเป็นผู้หญิงตอนไหน เราเคยร้องไห้เพราะอยากไว้ผมยาวแล้วครูให้ตัดผมสั้น ครูบอกว่า เห็นไหมเธอมีอวัยวะเพศไม่เหมือนเด็กผู้หญิง โตมาหน่อยโดนเพื่อนผู้ชายล้อว่า เราเป็นกะเทย จึงเข้าใจว่าอ๋อ..นี่เราเป็นกะเทย แรกๆ ก็รู้สึกเจ็บใจแต่เพื่อนผู้หญิงก็ให้กำลังใจ ช่วงหลังพอใครว่าอะไรมา เราก็จะตอบว่า เป็นกะเทยแล้วยังไง พอเพื่อนผู้หญิงชวนแต่งหญิงแล้วครั้งแรกเราไม่ชินเลย สังเกตว่าคนมอง ซุบซิบนินทา อาจเพราะเราผมสั้นทรงผู้ชายแต่ใส่กระโปรง แต่เราก็คิดบวกนะ ‘เค้าอาจจะมองเพราะเราสวยก็ได้’ หลังจบม.6 เราก็แต่งหญิงเต็มตัว เพื่อนบอกว่าถ้าจะเป็นผู้หญิงต้องเป็นผู้หญิงที่ดูแลตัวเอง ช่วงนั้นเราไม่เคยเล่าให้พ่อแม่ฟังเรื่องการแต่งหญิง แต่เขาก็รู้จากครูหอพักและไม่ได้ว่าอะไร แม่บอกแค่ว่าเป็นได้แต่ห้ามบอกพ่อ น้องชายจึงอาสาคุยกับพ่อและพบว่าพ่อก็ไม่ไดว่าอะไร พ่อเขาเฉยๆ จะศัลยกรรมก็ได้ให้หาเงินเอง แต่ขออย่างเดียวอย่าทำจนเกิดเหตุเพราะเขาห่วงเรื่องความปลอดภัย เหมือนในข่าวที่ทำจมูกแล้วเน่าติดเชื้อ 

“ มีช่วงหนึ่งเราได้รับโอกาสแปลงเพศฟรี หลังผ่านด่านสัมภาษณ์ต่างๆของโครงการ เราก็ได้อันดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการแปลงเพศเลย เราก็บอกทุกคนว่าเราพร้อม พร้อม พร้อม ทุกอย่าง หมอบอกว่าคุณจะต้องแยงโมไปตลอดชีวิตนะ เราก็บอกว่าโอเค จนตอนนั้นเราก็แยงมา  9 ปีแล้ว และเราน่าจะเป็นทรานส์เจนเดอร์หูหนวกคนแรกที่เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ เพื่อนๆ ก็มาถามว่า ทำแล้วจะเป็นบ้าเสียสติจริงไหม เราก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ ว่าก่อนที่จะผ่าตัดได้ต้องมีการตรวจร่างกาย ตรวจโรคว่าเราทำได้ไหม ปัจจุบันมีคนหูหนวกประมาณ 3 คนที่แปลงเพศ  สิ่งที่เราอยากทำต่อก็คือหน้าอก  ยังไม่รู้ว่าพ่อจะยอมหรือเปล่า รอพ่อทำใจได้เราก็จะผ่า 

“ ครั้งแรกที่ประกวดคือในปี 2011 เราแพ้ ตอบไม่ตรงคำถาม เดินก็ไม่สวย ใส่ส้นสูงไม่เป็น ปี 2017 ก็ไปสมัครใหม่และได้รองอันดับหนึ่ง ซึ่งยังไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ จนปี 2020 ก็ประกวดใหม่จนได้ตำแหน่ง Miss Trans Beauty Thailand 2020 เราหวังว่าตำแหน่งนี้จะสามารถเป็นกระบอกเสียงให้คนหูหนวก สร้างพลังให้กับคนหูหนวกในการเป็นผู้นำ และทำให้คนหูดีเห็นศักยภาพของคนหูหนวกด้วย

“ เราฝันอยากให้รัฐเห็นว่ามีคนหูหนวกที่เป็นทรานส์เจนเดอร์อยู่และพวกเขามีปัญหาอุปสรรค เราเป็นทรานส์เจนเดอร์แต่ไม่มีกฏหมายไหนให้สิทธิในการแต่งงาน บางครั้งก็หงุดหงิดจนอยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เราอยากมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้หญิง รัฐควรช่วยเหลือเรื่องสวัสดิการการทำงาน เพราะกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศนั้นหางานยาก บริษัทไม่รับเข้าทำงานเพราะมองว่าสาวสองต้องโรคจิต มี HIV ต้องขายตัว ต้องขี้ขโมย ฯลฯ ถึงแม้รับเข้าทำงานก็มองเราด้วยสีหน้าหวาดระเเวง ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เกิดได้กับทุกเพศ จึงอยากให้คนพยายามปรับตัวและเข้าใจเหมือนในต่างประเทศที่ไม่ดูถูกและตีตราพวกเรา”

 

 

เค้ก - นพคุณ แก่นสาร
รองอันดับหนึ่ง Miss Queen Thailand 2020

“ เราหูหนวกตั้งแต่กำเนิด จึงเรียนในโรงเรียนของคนหูหนวก แม่บอกว่าตอนท้องเราเขาไม่สบายจึงเกิดมาหูหนวก เราใช้ภาษามือกับแม่ แต่พ่อใช้ภาษามือไม่ได้ แม่จึงกลายเป็นล่ามไปโดยปริยาย แต่ช่วงนี้ก็เหมือนจะลืมแล้วเพราะเราไม่ได้กลับบ้าน

“ ตอน ป.4 เรารู้ว่าตัวเองอยากเป็นผู้หญิง ก่อนหน้านี้เราเล่นกับเพื่อนผู้ชาย แต่พอเริ่มเล่นกันรุนแรงเราก็กลัว หันมาเล่นแต่กับเพื่อนผู้หญิง เล่นแต่งตัว ทำผม ตอนที่อยากเป็นผู้หญิงมองว่าแม่เข้าใจนะ แต่พ่อไม่เข้าใจ ต้องรอถึงปี 2 พ่อถึงยอมรับในการแต่งหญิง เพราะเขาไม่เข้าใจสังคมของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ  เขากลัวสังคมสาวสอง มองว่าสังคมสาวสองไม่ดี เขาได้ยินมาว่ากะเทยชอบทำร้ายร่างกาย ขายตัว ขี้ขโมย เป็นโรค ส่วนตัวเรามองต่างออกไป เรามองว่าสังคมนี้ก็ดี อะไรที่ดีไม่ดีก็แยกแยะได้ ยิ่งเราทำตัวดีพ่อแม่ก็เริ่มยอมรับ อย่างไรก็ดี สังคมภายนอกยังคงมองด้วยความไม่เชื่อว่าคนหูหนวกจะเป็นทรานส์เจนเดอร์ เขามองว่ามีแค่หญิง - ชาย เราจึงเคยโดนมองว่าเป็นคนแปลก เป็นสาวสองเหรอ เหมือนคนบ้า เขามองเราแบบนี้ 


เค้ก

“ เราโดนอบรมเลี้ยงดูมาว่าถ้าจะเป็นกะเทยต้องเรียบร้อย ยิ่งเราหูหนวกแล้วใช้ภาษามือ คนยิ่งมองว่าเราแสดงสีหน้าท่าทางโอเว่อร์ ก็มองว่าเราแปลกอีก 

“ ที่ผ่านมาไม่เคยคิดว่าจะประกวด แต่คนรอบตัวก็สนับสนุน แม่บอกให้เราไปประกวดนางนพมาศ แต่เราก็อาย รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยก็อยากให้ประกวดร่วมกับคนหูดี เเต่เราก็อาย จนตอนทำงาน หัวหน้างานบังคับให้เราไปประกวดนางงามโรงงาน แล้วเราได้ที่หนึ่งเวทีโรงงาน ตอนนั้นภูมิใจมากว่าเราก็ทำได้ กระทั่งมาประกวด Miss Deaf Queen 2020 พ่อแม่สนับสนุน เพื่อนก็สนับสนุน เราก็เลยลองดูจนได้รองอันดับหนึ่ง และได้เรียนรู้หลายอย่างมาก ทั้งบุคลิกภาพ การช่วยเหลือสนับสนุนชุมชนคนหูหนวก และการสนับสนุนให้คนที่มีความหลากหลายทางเพศมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

“ สังคมคนหูหนวกไม่เข้าใจว่า เอดส์และ HIV ต่างกันอย่างไร มีความรู้เรื่องโรคติดต่อน้อย เพราะในโรงเรียนไม่ได้มีการสอน พวกเขาเอาไปไปใช้ไม่ได้ บางทีเด็กก็เลยคิดไปเองอย่างผิดๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะผลักดันให้มีการอบรมความรู้แต่ก็ยังไม่ทั่วถึง และขาดล่ามที่มีความรู้เฉพาะ ทั้งที่จริงแล้วควรมีล่ามที่มีความรู้เรื่องนี้เพื่ออธิบายได้ชัดเจน ล่ามที่ไม่มีความรู้เรื่อง LGBT และโรคติดต่อ ไม่กล้าที่จะทำท่ามือให้ชัดเจนเพราะมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย ทำให้คนหูหนวกไม่เข้าใจความรู้เหล่านั้น 

“ เมื่อก่อนนี้ภาษามือเป็นอุปสรรคในการเป็นแฟนกัน ช่วงแรกๆ แฟนไม่ยอมให้ใช้ภาษามือเมื่ออยู่ข้างนอก เขาบอกเขาอายที่คนอื่นมองว่าเราหูหนวก เราไม่ชอบใจเวลาที่แฟนมาบังคับให้เราต้องพิมพ์เพื่อคุยกัน  ถ้าเราใช้ภาษามือเขาก็จะเอามือมาตบมือเราลง ไม่ยอมรับวัฒนธรรมของคนหูหนวก แต่ในตอนนี้เขาก็ปรับตัวมาเรียนภาษามือ ใช้ภาษามือคุยกับเรา ไม่บังคับให้เราพิมพ์อีกแล้ว

“ ความฝันของเราคืออยากจดทะเบียน อยากแต่งงาน อยากให้ทุกคนสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียมกัน  โดยเฉพาะกับกลุ่มหูหนวกที่คนมักไม่ยอมรับการจดทะเบียนของเรา สิ่งที่ยังค้างอยู่และยังไม่สำเร็จคือการแปลงเพศ ที่ต้องอาศัยความพร้อมทางการเงิน เรายังต้องบาลานซ์ความฝันนี้กับภาระการดูแลครอบครัว ในตอนนี้จึงยังทำให้สำเร็จไม่ได้ "

 


 

ล่ามภาษามือ ชนากานต์ พิทยภูวไนย
 

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนtransgenderคนหูหนวกคนข้ามเพศMiss Deaf Queen Thailand
Categories: ThisAble

ถ้าคนพิการ ‘ไม่น่าสงสาร’ ในสื่อกระแสหลัก แล้วพวกเขาเป็นอะไรได้อีก ?

ThisAble - Fri, 2021-03-26 17:24

การนำเสนอภาพจำของคำว่าคนพิการผ่าน  ThisAble.me แค่สื่อเดียวคงไม่สามารถลบภาพลักษณ์คนพิการดูน่าสงสารหรือเป็นภาระของผู้อื่นได้ สื่อกระแสหลัก เช่น โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ยังเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางและการรับรู้ของสังคมในวงกว้าง หากภาพจำที่น่ารันทดอดสู การมองคนพิการด้วยความสงสารนั้นถูกช่วยกันทำให้ลดน้อยลง   สังคมก็คงมองเห็นคนพิการในฐานะของคนที่มีศักยภาพมากขึ้น

ภาพลักษณ์ของคนพิการถูกสื่อฉายซ้ำๆ จนคนเข้าใจผิดว่าคนพิการทำอะไรเองไม่ได้นี้เอง ทำให้ ThisAble.me ชวนอาจารย์ ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถกว่าสื่อกระแสหลักต้องต้องนำเสนอเรื่องราวคนพิการอย่างไร เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ส่งผลให้คนพิการใช้ชีวิตได้ และทำให้ผู้อ่านรู้เท่าทันนัยยะที่แฝงมากับความสงสารและความตลกขบขับของคนพิการ

ที่ผ่านมาสื่อนำเสนอภาพลักษณ์คนพิการอย่างไร

ดร.เจษฎา : ประมาณสี่ห้าปีที่ผ่านมา ผมทำวิจัยใหักับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เรื่องภาพลักษณ์ของคนชายขอบที่ถูกนำเสนอในสื่อ หนึ่งในนั้นก็มีคนพิการด้วย งานวิจัยแบ่งทำเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือวิเคราะห์ว่าสื่อนำเสนอภาพลักษณ์คนพิการอย่างไรบ้าง ปรากฎว่าภาพของคนพิการในสื่อมีอยู่น้อยมาก แนวทางที่สื่อนำเสนอมี 2 แบบ ได้แก่ 1. นำเสนอแบบเวทนานิยมคือ คนพิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ดูน่าสงสาร และ 2. นำเสนอความพิการเป็นเรื่องตลก เป็นเรื่องที่ไม่เต็มบาท เรื่องคนไม่เต็มคน แล้วก็ล้อเลียนเขา แต่กลับถูกเอาไปเชื่อมโยงกับคำเชิงลบ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ได้จากงานวิจัยครั้งนั้น

การสื่อสารเรื่องคนพิการเปลี่ยนไปบ้างไหมในช่วงที่ผ่านมา 

เห็นความแตกต่าง แต่ไม่แตกต่างมาก ความแตกต่างเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อด้วย สมัยก่อนสื่อกระแสหลักเป็น Gatekeeper คอยกลั่นกรองคอนเทนต์ ควบคุมภาพการนำเสนอ ส่งผลให้ภาพคนพิการฉายซ้ำในรูปแบบเดิมอยู่ตลอดเวลา ช่วงหลังมีสื่อโซเซียลมากขึ้น ผมมองว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่ทำให้กลุ่มคนที่เป็นคนชายขอบกลุ่มต่างๆ มีพื้นที่บนสื่อมากขึ้น ได้นำเสนอเรื่องราวของตัวเขาโดยไม่ต้องรอสื่อกระแสหลักมานำเสนอ ถ้ารอสื่อกระแสหลัก ก็คงไม่มีคนทำ อีกเหตุผลหนึ่งคือโซเซียลมีเดียทำให้ใครก็นำเสนอประเด็นได้ แม้แต่ประเด็นที่สื่อกระแสหลักไม่เคยมอง คนในโซเซียลมีเดียก็สามารถพูดถึงจนสื่อกระแสหลักต้องหันมามองได้ เช่น การประท้วงเรื่องลิฟต์คนพิการ อย่างไรก็ดีผมว่าก็ยังมีน้อย ข่าวกระแสหลักต้องนำไปสู่การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถอดรื้อมายาคติว่าคนพิการไม่ใช่คนที่ทำอะไรไม่ได้ ถ้าเขาได้รับโอกาสให้แสดงความสามารถ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม

นอกจากนี้เราต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างผ่านการออกแบบนโยบายต่างๆ เพื่อให้ทุกคนในสังคมสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม ผมอยู่ญี่ปุ่นมานาน และเห็นว่าคนพิการไม่ได้มีความแตกต่างกับคนที่ไม่พิการเลย เพื่อนคนญี่ปุ่นที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันเขาเป็นคนพิการ แต่ก็ไปไหนมาไหนด้วยตัวเองได้ อยู่คนเดียวได้ เขาทำได้เพราะระบบขนส่งดี พอไม่มีสิ่งกีดขวาง คนพิการก็คือคนๆ หนึ่งที่ทำอะไรเองได้เหมือนคนทั่วไป แต่คนไทยมักมีทัศนคติว่าถ้ามีลูกพิการ แล้วพ่อแม่หรือใครสักคนจะต้องมาดูแลคนพิการ เสมือนเสียกำลังคนไปถึงสองคน ฉะนั้นหากทำให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้ คุณจะได้ทรัพยากรมนุษย์หนึ่งคนและยังได้ทรัพยากรคนรอบข้างคนพิการอีกสองสามคนด้วย สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ไม่มองว่าคนพิการคือภาระ ผมจึงมองว่าสื่อกระแสหลักยังทำหน้าที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ไม่ดีพอ 

สื่อกระแสหลักหรือโซเซียลมีเดีย ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ได้มากกว่ากัน

สื่อกระแสหลักมีอิทธิพลมากกว่า ในด้านหนึ่งเราอาจต้องผลักให้ประเด็นเรื่องคนพิการไปอยู่ในสื่อกระแสหลัก แต่ก็ต้องทำงานควบคู่กันไปในโซเชียล ช่องทางมันก็จะมากกว่าการมีแค่ทางใดทางหนึ่ง 

ทำไมภาพความน่าสงสารของคนพิการจึงขายได้  

ภาพเหล่านี้เร้าอารมณ์เชิงดราม่า เหมือนเราดูละครที่มีนางเอกชีวิตรันทด โดนกลั่นแกล้ง เรายังชอบเลย เรื่องคนพิการก็เป็นชีวิตคน มันเร้าอารมณ์เหมือนกัน อะไรที่มันดูเป็นเรื่องน่าทึ่งก็มักเรียกเรตติ้งให้ทุกคนสนใจและทำเงินได้

ถ้าอยากลบภาพ ‘คนพิการ = คนน่าสงสาร’ ผู้ผลิตสื่อควรทำอย่างไร

ควรเพิ่มตัวละครคนพิการเข้าไปในละคร ไม่จำเป็นต้องให้คนพิการเป็นพระเอกนางเอก เป็นตัวละครใดก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ให้คนไปปรากฎอยู่ในพื้นที่สื่อ ทำให้คนดูรู้ว่าคนพิการใช้ชีวิตปกติเหมือนคนที่ไม่พิการได้ มีพิธีกร ผู้ประกาศข่าว ดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์เป็นคนพิการ เช่น คุณกฤษนะ ละไล ผู้สื่อข่าวเนชั่นที่นั่งวีลแชร์ เราก็เห็นว่าเขาทำหน้าที่ตรงนี้ได้เต็มที่ โดยไม่ได้มองว่าพิการหรือไม่พิการ สื่อควรให้พื้นที่กับคนแบบนี้มากขึ้น กำจัดค่าที่นิยมที่คัดกรองคน อย่างเช่น หากคนพิการสมัครเป็นดารา นางงาม ผู้ประกาศข่าว พิธีกรก็จะมักถูกคัดออก เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่ลักษณะของคนที่จะมาอยู่บนหน้าจอทีวีได้ เปลี่ยนเป็นดูที่ความสามารถ ให้โอกาสและพื้นที่เขาในการแสดงความสามารถ

ช่อง ThaiPBS ก็พยายามนำเสนอเรื่องคนพิการแต่คนก็ไม่ค่อยดู ผมก็เสนอให้ทำเป็นละคร คนก็จะรับแนวคิดและความคุ้นเคยเข้าไปแบบเนียนๆ ภาษาอังกฤษเขาเรียก Sugarcoat เราต้องเคลือบน้ำตาลให้คนกินง่ายๆ ผมจะยกตัวอย่างวิธี Sugarcoat ในละครว่า เมื่อหลายสิบปีที่แล้วมีซีรีส์ของบริษัทซีเนริโอ เรื่องรักแปดพันเก้า เป็นซีรีส์ที่มีคู่รักหลายคู่ แล้วหนึ่งนั้นเป็นคู่ชายชาย ซึ่งย้อนกลับเมื่อ 10-15 ปีที่แล้วละครชายชาย คนดูอาจจะรู้สึกอี๋ รู้สึกไม่ดีกับความรักเพศเดียวกัน จุดจบของคู่รักชายชายจึงถูกจินตนาการว่าต้องจบแบบรัดทดใจ แต่พอถูก Sugarcoat ด้วยซีรีส์รักแปดพันเก้า คนกลับมาเชียร์ความรักคู่นี้ ขนาดแม่ผมเป็นคนหัวโบราณมาก ไม่ยอมรับเรื่องความรักเพศเดียวกันเลย เขาก็ดูเรื่องนี้จนวันหนึ่งมีฉากตัวละครชายสองคนนี้กลับมาดีกัน แม่ผมยังหันมาคุยกับผมเลยว่า ‘อ้าวดีกันแล้วเหรอ’ อันนี้คือความสำเร็จของการ Sugarcoat เขารับรู้ว่าแล้วว่าความรักเพศเดียวกันไม่ได้ต้องจบแบบเดิมๆ เท่านั้น

แล้วผู้ผลิตนำเสนอภาพลักษณ์คนพิการได้รูปแบบไหนได้บ้าง

ผมมองว่าละครเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เพราะคนดูละครเยอะ อย่างละครที่ดังและเป็นกระแสมากๆ เช่น บุพเพสันนิวาสหรือกรงกรรมที่ตัวละครทุกตัวในเรื่องดังหมดทุกคนเลย ผมยังแอบคิดเลยว่า หากหนึ่งในนั้นมีคนพิการเป็นนักแสดงจะดีแค่ไหนที่ทำให้คนได้เห็นศักยภาพของคนพิการ

แต่หากสื่อยังยืนยันว่า จะทำแบบเดิมเพราะมองว่าคนดูชอบดู ผมก็คิดว่าไม่ต่างอะไรกับการผลิตซ้ำฉากข่มขืนในละคร ที่ละครต้องมีฉากข่มขืน ก็เพราะเรตติ้งดี โดยไม่สนใจว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นอย่างไร อันนี้ก็ต้องกลับมาตั้งคำถามต่อความเป็นสื่อมืออาชีพในปัจจุบันที่ใครๆ ก็มองว่าตัวเองเป็นสื่อได้ อะไรจะทำให้คุณต่างจากสื่ออื่น คุณต้องตระหนักว่าทำไมคุณนำเสนอภาพลักษณ์คนพิการอย่างน่าเวทนาหรือมองว่าเป็นตัวตลก การนำเสนอแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ชมอย่างไร พวกเขาจะมีภาพจำของคนพิการแบบไหน และจะนำไปสู่การปฏิบัติต่อคนพิการอย่างไร

แต่ก็มีรายการบางรายการเปิดโอกาสให้คนพิการมาโชว์ศักยภาพแต่ก็ยังนำเสนอแบบเวทนานิยม มองว่าคนพิการต้องการความช่วยเหลือ ถึงมาออกรายการ แสดงความสามารถเสร็จก็ให้เงิน แล้วก็จบ แต่ไม่คิดต่อว่าหลังจากเงินหมดคนพิการจะทำอย่างไรต่อ 

มีวิธีไหมที่จะทำให้คนสนใจเรื่องคนพิการหากไม่นำเสนอว่าคนพิการน่าสงสาร

หากพูดถึงธรรมชาติของคน คนทั่วไป คงไม่มีใครมาตั้งใจเสิร์ชหาคำว่าคนพิการ นอกจากเขาจะสนใจจริงๆ หรือทำวิจัย ดังนั้นผมมองว่าสื่อต้องนำเสนอแบบเนียนๆ เอาเข้ามาแทรกซึมอยู่ในความคิดคนให้ได้ หรือการดูซีรีส์ต่างชาติก็เปิดโลกให้คนรู้ว่าภาพคนพิการที่ต่างประเทศเป็นแบบนี้ แล้วคนดูกลับมาตั้งคำถามว่าทำไมประเทศไทยไม่มีแบบนี้บ้าง 

สื่อญี่ปุ่นนำเสนอภาพคนพิการอย่างไร

ญี่ปุ่นมีรายการพวกนี้น้อยมากเพราะรายการพวกนี้เกิดขึ้นพร้อมกับสังคมที่ไม่เท่าเทียม จึงต้องเอาเรื่องของคนที่ด้อยกว่ามาให้คนที่มีโอกาสมากกว่าดู หนำซ้ำยังให้มีส่วนร่วมในการทำบุญและบริจาคเงินอีก ผมไม่ว่าว่าไม่ดี เพราะแต่ละคนมีวิธีการทำอะไรเพื่อสังคมไม่เหมือนกัน แต่สิ่งนี้ก็อาจตอบคำถามที่ว่า ทำไมรายการแบบนี้ยังอยู่ได้

  Mediaสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตคนพิการภาพคนพิการคนพิการน่าสงสาร
Categories: ThisAble

คนพิการไม่ใช่ไม่อยากไปม็อบ แต่แม่งไปยาก I TWT ep.01

ThisAble - Fri, 2021-03-26 00:36

"ต้องเข้าใจก่อนว่าคนพิการก็เป็นพลเมือง เป็นประชาชนคนนึงที่ควรจะมีโอกาส มีสิทธิ มีเสียงที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง หรือแม้แต่กิจกรรมทางสังคม เพราะฉะนั้นสภาพแวดล้อมก็ควรเอื้อด้วย จะบอกว่าคนพิการมีสิทธิเต็มที่ แต่ทุกที่เป็นบันได มีสิ่งกีดขวางเต็มไปหมด จึงพูดอย่างเดียวไม่ได้ ควรส่งเสริมให้คนทุกกลุ่มได้มีพื้นที่กลาง แล้วคนพิการก็จะสามารถเข้าร่วมได้" . สำหรับท่านที่เดินผ่านไปผ่านมา วันนี้ THISABLE.ME ได้นำพอตแคสรายการใหม่มาบริการท่านพ่อแม่พี่น้องกันอีกแล้วนะครับ อากาศร้อนๆอย่างนี้นะครับ ฟัง Talk with Thisable.me ฟังแล้วชื่นใจแน่นอน เพราะรายการเราจะหยิบทุกเรื่องทุกประเด็นที่เกี่ยวกับคนพิการมาคุยกันแบบจับหูคุย สนุกสนานกันเลยทีเดียวเชียว . สัปดาห์นี้พบกับ "คนพิการไม่ใช่ไม่อยากไปม็อบ แต่แม่งไปยาก" จากคำถามที่ว่าทำไมเราไม่ค่อยเห็นคนพิการในม็อบหรือพื้นที่สาธารณะเลย พวกเขาไปไหน ทำไมไม่แสดงออก อุปสรรคแบบไหนทำให้เข้าไม่ถึง การสร้างพื้นที่ความคิดเห็นความหลากหลายดีอย่างไร . ร่วมคุยโดย หนู-นลัทพร ไกรฤกษ์ และ รัก-คชรักษ์ แก้วสุราช จาก Thisable.me Mediaมัลติมีเดียการเมืองศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนม็อบการชุมนุม
Categories: ThisAble

ไรเดอร์-ขายหวย-นวดแผนไทยคนพิการฝ่าโควิด-19

ThisAble - Mon, 2021-03-22 15:43
เส้นทางไรเดอร์ฝ่าโควิด-19

หลายปีที่ผ่านมา เราต่างคุ้นเคยกับคนขับมอเตอร์ไซค์ส่งอาหาร ยิ่งช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาด หลายคนเลยเข้าสู่อาชีพนี้ และหลายคนก็ใช้บริการจนเป็นเรื่องปกติในชีวิต เห็นได้จากบริเวณสี่แยกไฟแดงที่หนาแน่นด้วยคนขับมอเตอร์ไซค์สวมแจ็คเก็ตหลากสีสัน

'สายัณห์ อินทโต' คือคนหูหนวกที่ทำอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับคนและส่งอาหารมาแล้วหลายปี แม้ว่าช่วงโควิดจะมีคนสั่งอาหารเพิ่มขึ้น แต่ผู้โดยสารก็ลดลง และเพื่อนร่วมอาชีพก็มีมากขึ้นด้วย ทำให้รายได้ของเขาลดลงพอสมควร

แต่เรื่องสำคัญที่น้อยคนจะนึกถึง คือเมื่อทุกคนต่างใส่แมสก์ป้องกัน คนหูหนวกที่ใช้วิธีอ่านปากเพื่อรับสาร เลยติดขัดในการสื่อสาร และบางครั้งข่าวสารก็ไม่มีล่ามภาษามือ คนหูหนวกเลยได้รับรู้ข้อมูลเรื่องโควิด-19 ช้ากว่าคนอื่นอีกด้วย

ขายหวยฝ่าโควิด-19

ภายใต้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) การขายของออนไลน์คือวิธีการที่แพร่หลายเป็นอย่างมาก ทั้งขายอาหาร ขายข้าวของเครื่องใช้ ไปจนถึงขายของส่วนตัวเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

'อภิชาติ บุตตะ' ทำงานที่ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล พร้อมกับยึดการขายลอตเตอรี่เป็นอาชีพเสริม เมื่อเกิดโควิด-19 แล้วรัฐบาลประกาศเลื่อนการออกรางวัลลากกินแบ่งงวด 1 เมษายน 2563 สินค้าที่เขาเพิ่งลงทุนมาจึงขายได้ยาก บรรยากาศนอกบ้านก็ไม่เหมือนเดิมจนลูกค้าลดลงอย่างชัดเจน เขาเลยตัดสินใจโพสต์ขายลอตเตอรี่ผ่านทางออนไลน์

นั่นเป็นเพียงการปรับตัวในเรื่องของอาชีพ แต่การเป็นคนพิการที่ต้องใช้วีลแชร์และต้องจ้างผู้ช่วยเหลือ (PA - Personal Assistant) โควิด-19 ทำให้ชีวิตของเขาต้องเจอกับผลกระทบอีกมากมาย

นวดแผนไทยฝ่าโควิด-19

หมอนวดแผนไทยคือหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 ทั้งจากมาตรการสั่งปิดร้านนวด การจำกัดการเข้าประเทศจนกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติลดลงจนแทบไม่เหลือ ความหวั่นใจของลูกค้าชาวไทยต่อการติดโรค ไปจนถึงสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จนไม่มีใครอยากใช้เงินในเรื่องไม่จำเป็น

'นิรุตร์ โสภาวิวัฒน์' มองไม่เห็นมาตั้งแต่กำเนิด หลังจากฝึกฝนการบีบนวดจนชำนาญ เขาจึงได้เริ่มทำอาชีพนวดมาตั้งแต่ปี 2543 ทั้งในบทบาทลูกจ้างและเจ้าของร้าน เขาเคยมีรายได้ต่อเดือนหลายหมื่นบาท จนกระทั่งเกิดโควิด-19 รายได้ของเขาค่อยๆ ลดลงจนแทบไม่เหลือ

ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากโควิด-19 เรียกร้องให้ทุกคนต้องปรับตัว เขาก็เช่นกัน -- ทั้งในฐานะคนตาบอดและคนที่ยึดอาชีพนวดแผนไทยมากว่ายี่สิบปี

#มนุษย์กรุงเทพฯxThisablexกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Livingมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนโควิด-19คนพิการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
Categories: ThisAble

เมื่อเขาบอกว่าโรคหายากของฉันเป็น ‘กรรมของแม่’ แล้วตัวฉันคือใคร? :เพทาย จิรคงพิพัฒน์

ThisAble - Tue, 2021-03-16 13:16

ท่ามกลางกระแสความยากลำบากของการดำเนินชีวิตของคนพิการ สาเหตุของความพิการกลุ่มหนึ่งที่อาจจะไม่ค่อยเป็นที่รับรู้ของคนในสังคมมากนัก คือกลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก อาการดังกล่าวอาจนำไปสู่ความพิการและอาจกลายเป็นคนพิการรุนแรงที่ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ที่มีราคาค่อนข้างสูง เช่น เครื่องช่วยหายใจ วีลแชร์ไฟฟ้า เป็นต้น อย่างไรก็ดีการใช้ชีวิตและปัญหาในชีวิตที่พวกเขาต้องเจอยังเป็นเรื่องที่ใหม่ในสังคม

ThisAble.me จึงชวนคุยกับเพทาย จิรคงพิพัฒน์หรือแพรว นักเขียนที่มีภาวะของโรคหายากอย่าง DSMA1- Distal Spinal Muscular Atrophy ที่เพิ่งถูกวินิจฉัยไม่นานมานี้ และเธออาจจะเป็นคนแรกของประเทศไทยที่ถูกวินิจฉัยด้วยโรคนี้อีกด้วย 

เพทาย: เราเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด DSMA1 - Distal Spinal Muscular Atrophy  อาการคล้ายกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA (Spinal Muscular Atrophy) แต่ว่าจะอ่อนแรงมากกว่าในส่วนปลาย เช่น ปลายแขนหรือขาช่วงล่าง โรคนี้ส่งผลกระทบต่อระบบหายใจด้วย เราเพิ่งมารู้เมื่อไม่ถึง 10 ปีนี้เองว่ามีปัญหาเกี่ยวกับปอด 

เมื่อก่อนนี้การตรวจยังไม่แพร่หลายและแม้จะอาการไม่ตรงเสียทีเดียวแต่หมอก็คิดว่าเป็น SMA มาตลอด จึงรักษาไปตามแนวทางของ SMA จนกระทั่ง 6 - 7 ปีที่ผ่านมา มีเทคโนโลยีตรวจเจอว่ายีนเรากลายพันธุ์และเกิดเป็น DSMA หมอระบุว่าเราเป็นคนแรกที่ตรวจเจอในไทย ตอนนั้นก็ใจหายเพราะคิดว่าเป็น SMA มาตลอด ขณะที่คนอื่นเริ่มมียากันแล้วแต่ความหวังเรากลับไปเป็นศูนย์ เราต้องรักษาไปตามอาการเหมือนกับที่ผ่านมาตั้งแต่เด็ก

DSMA1 ที่เพิ่งถูกวินิจฉัย

DSMA ทำให้เราอ่อนแรงส่วนปลาย แต่เรายังสามารถนั่งได้ เหมือนกับว่ามีบางอย่างที่ดีกว่าและบางอย่างแย่กว่า SMA พออ่อนแรงส่วนปลายก็ทำให้ช่วงบนยังขยับได้ แขนขาส่วนบนก็จะไม่ค่อยลีบ เวลาทำอะไรเราก็จะออกแรงเหวี่ยงจากช่วงไหล่ อย่างไรก็ดี DSMA มีปัญหาเรื่องระบบหายใจมากในส่วนกล้ามเนื้อกระบังลม

ตอน 9 ขวบเรายังเดินได้ แต่รู้ว่าตัวเองมีกระดูกสันหลังคด (Scoliosis) และมีปัญหาเกี่ยวกับปอด ที่ผ่านมาเราเคยคิดว่าเพราะหลังคดทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง พอไปหาหมอกระดูกเขาก็บอกว่าให้ผ่าตัดดามเหล็ก แต่ในขณะที่คนอื่นผ่าแล้วก็เดินได้ปกติ เรากลับไม่สามารถเดินได้เพราะกล้ามเนื้อเราอ่อนแรงจนไม่สามารถซัพพอร์ทกระดูกได้ อีกสิ่งที่สังเกตได้ว่าผิดปกติก็คือเรามือหงิกและไม่สามารถกระดิกนิ้วเท้าได้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ก็ไม่รู้ว่าอาการจะนำไปสู่โรคอะไรจึงแก้ไขไปตามอาการ ที่เท้าซ้ายบิดน้อยกว่าเท้าขวาก็เพราะตอนเด็กๆ ได้ผ่าตัดย้ายกล้ามเนื้อจากน่องไปแปะไว้ ซึ่งช่วยเรื่องการบิดแต่ไม่ช่วยเรื่องกล้ามเนื้อ พอไม่รู้ว่าองค์รวมของโรคคืออะไรก็ไม่รู้ว่าจะต้องส่งต่อไปที่ไหน 

หลังผ่าตัดเสร็จแล้วเราเดินไม่ได้ หมอมาถามเราว่า แล้วก่อนผ่าเดินได้ไหม? ตอนนั้นเราก็สตั้นท์นิดนึงว่าทำไมหมอถามแบบนี้ ด้วยความเป็นเด็ก 10 ขวบ พอเดินไม่ได้ก็พยายามฝึกเดิน จนเริ่มกลับมาเดินโดยใช้วอร์กเกอร์ได้ แต่ปัญหาก็คือเราไม่สามารถยกวอร์กเกอร์ได้เนื่องจากกำมือไม่ได้ หากจะใช้วอร์กเกอร์เดินก็จะต้องให้คนอื่นช่วยยกเดินตามทีละก้าวหรือหากจะใช้ไม้ค้ำก็ต้องมีแรงแขน เราจึงใช้ไม่ได้ ตอนนั้นคิดว่าคงกลับมาเดินเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว

การอยู่โรงพยาบาลที่ยาวนาน

ความรู้สึกตอนนั้นที่เด่นชัดที่สุดคืออยากออกจากโรงพยาบาล เราอยู่โรงพยาบาลนานมากเพื่อกายภาพ จนในที่สุดก็ได้กลับมาเรียน ช่วงนั้นเราต้องให้พ่อคอยอุ้มและเริ่มใช้วีลแชร์ในโรงเรียน สิ่งที่ยังเสียดายจนถึงตอนนี้ก็คือพอกลับมาเรียนเราก็ทิ้งการกายภาพไปเลย จนเราคิดเสมอว่าถ้ากายภาพต่อเนื่องอาการอาจจะดีกว่านี้ 

หลังจากเรียนสักพักเรามีปัญหาเรื่องหายใจลึกจนเหนื่อย บางครั้งนั่งเรียนอยู่ดีๆ ก็หลับไปเลยจนตกโต๊ะ เวลานั่งรถกลับบ้านหรือนั่งรถไปไหนก็จะหลับลึก ขนาดเพื่อนมาเล่นเกมเพลย์สเตชันเราก็ยังหลับ อาการคล้ายกับสัปปะหงกแต่ไม่ใช่ เหมือนเป็นการสัปปะหงกที่ยาวนานหลายนาทีและสามารถหลับไปได้เลยถ้าไม่มีคนเรียก แถมเรายังไอแห้งๆ เยอะมากจนกินยาแก้ไอตลอด กระทั่งมีคนแนะนำให้ไปคลีนิคโรคปอด พยาบาลเห็นเราหายใจแรงเลยเอาออกซิเจนมาใส่ให้ แต่หลังจากใส่เราก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย หมอบอกว่าอาการนี้คือการ cut off ออกซิเจนทำปฏิกิริยากับคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากในร่างกายจนเราหมดลมหายใจ เราไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีพยาบาลก็กำลังใช้ถุงลมช่วยหายใจ (ambu bag) ครอบจมูกเราอยู่ หลังจากอาการนั้นหมอก็ยืนยันว่าเราต้องใช้เครื่องช่วยหายใจไปตลอด

ชีวิตหลังผ่าตัด

เราคิดว่าการผ่าตัดหลังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เห็นความผิดปกติ การเข้าโรงพยาบาลทุกครั้งทำให้กล้ามเนื้อของเราอ่อนแรงลง ก่อนผ่าตัดดามหลังเรายังพอทำอะไรได้ เช่น เขียนหนังสือ กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน แต่พอออกมาก็ทำไม่ได้แล้ว เราจะอยู่ในสภาพนั้นจนเข้าโรงพยาบาลอีกรอบและออกมาด้วยอาการที่แย่ลงไปอีก เราคิดว่า การเข้าโรงพยาบาลแสดงถึงร่างกายที่อ่อนแอลงหรือเกิดการแทรกซ้อนของโรค ตอนที่เป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่เมื่อหลายปีก่อน เราออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับมือที่หยิบจับอะไรไม่ได้ มันชา แม้จะหายหวัดแล้วแต่แรงก็ไม่กลับมา 

การไปโรงเรียนหลังจากผ่าตัดต้องมีพ่อไปด้วยเสมอ เรารู้สึกเป็นภาระเลยเลือกที่จะเรียนถึงแค่ ม.3 และไม่ต่อชั้น ม.4 ตอนคุยกับพ่อครั้งแรกเราสติแตกไปเลยที่รู้ว่าจะไม่ได้เรียนต่อ แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจเหตุผลว่าการเรียน ม.4 ที่ห้องอยู่บนชั้น 6 ต้องอาศัยแรงในการอุ้มเยอะมาก หลังออกจากโรงเรียนปีสองปี ความคิดที่เคยอยากเรียน กศน.ก็ค่อยๆ หายไป เพราะเราไม่อยากทำกิจกรรมกลุ่มตามที่ กศน.กำหนด 

สิ่งที่เสียดายที่สุดตอนไม่ได้ไปโรงเรียนคือการมีชีวิตอย่างคนทั่วไป ถ้าเราได้ไปเรียนถึงแม้จะมีพ่ออุ้ม แต่ก็ยังได้เจอเพื่อน ยังมีชีวิตวัยรุ่น แต่สิ่งเหล่านี้หายไปจากเราเลย พอต้องไปอยู่ในที่ทำงานพ่อแม่เราก็เจอสังคมอีกแบบหนึ่ง ช่วงนั้นทะเลาะกับพ่อแม่บ่อยมาก เราไม่ได้โกรธที่ออกจากโรงเรียน แต่ไม่ชอบการอยู่เฉยๆ แบบนี้ บางครั้งแม่ต้องออกไปทำงานข้างนอกเลยให้เราวาดรูปรอ ครึ่งวันก็แล้ว คนมันเหงา คนเราจะวาดอะไรได้ทุกวัน จนเราทำตัวงี่เง่าใส่เขาทุกวัน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรารู้สึกไม่มั่นคงที่สุด อาจจะเป็นเพราะกำลังเป็นวัยรุ่นด้วย หลังผ่านช่วงนั้นมาบริษัทก็ปิด เรากลับมาอยู่บ้านทุกวันและกลายเป็นคนที่มีโลกส่วนตัว ไม่ค่อยเปิดรับปัญหาและหลุดเข้าไปในโลกของการเขียนนิยาย 

คนในสังคมมีความเข้าใจเกี่ยวกับกล้ามเนื้ออ่อนแรงแค่ไหน

คนที่ไม่ใช่เพื่อนจะมองเราสองแบบคือ ไม่เห็นใจก็ชื่นชม สองสิ่งนี้โดดเด่นขึ้นมา เราไม่ค่อยสนใจว่าคนอื่นคิดยังไง จะชื่นชมหรือเห็นใจเราก็โอเค ขอแค่เรารู้ว่าตัวเองอยู่ในจุดไหน ต้องการอะไร มีเป้าหมายอะไรแค่นั้นก็พอ ฉะนั้นคนมองยังไงก็เรื่องของเขา

เวลาไปโรงพยาบาลคุณป้าที่รอหมอชอบถามแม่ว่าเราเป็นอะไร สิ่งที่เราไม่ชอบที่สุดก็คือ การที่คนบอกว่าเราเป็นโรคกรรม แถมบางคนยังบอกว่าเป็นกรรมของแม่ เรารู้สึกว่า เฮ้ย จะเป็นกรรมของแม่ได้ยังไง เราสิที่เดินไม่ได้! เราไม่คิดว่าการโทษกรรมจะทำให้คนฟังรู้สึกดีและไม่เข้าใจว่าจะพูดทำไม มันเหมือนเป็นคำด่าเสียมากกว่า อีกกรณีที่มักเจอคือคนขับแท็กซี่ที่ชอบถามว่าเราเป็นอะไร อายุเท่าไหร่ ยังสาวอยู่เลยน่าเสียดาย ฯลฯ เราเข้าใจว่าทุกคนมีสิทธิพูด แต่น่าจะนึกถึงใจเขาใจเราบ้าง

ความสัมพันธ์กับน้องสาว

เราไม่เคยน้อยใจที่น้องเดินได้ แต่รู้สึกแย่ที่ทุกคนต้องมาดูแลเรามากเป็นพิเศษ ทั้งที่น้องเราก็เป็นคนในครอบครัว เราก็อยากให้เขาได้รับความสนอกสนใจหรือเวลาที่เท่ากัน โรงเรียนของเราเป็นคนละที่กับน้องแต่พ่อแม่กลับต้องไปรับไปส่งเราและให้น้องกลับรถโรงเรียนทั้งๆ ที่มันเป็นน้องเรา มันเป็นความรู้สึกติดค้าง เราอยากจะเป็นพี่ที่ดี อยากจะไปไหนไปกันหรือเป็นพี่ที่เฮฮาปาร์ตี้กับน้องได้ แต่ก็ทำไม่ได้

สมัยเด็กๆ ทุกวันเกิดพ่อแม่จะเอาเงินใส่บัญชีให้เราและน้อง แต่ตอนเราต้องผ่าตัดมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เขาต้องถอนเงินทั้งของเราและน้องมารวมกันให้เราผ่าตัด พอมองย้อนกลับไปเรารู้สึกว่าเงินนั้นเป็นเงินน้องและเราไม่ชอบเลยที่เราไปใช้เงินส่วนนั้น ปัจจุบันการเขียนนิยายทำให้เรามีรายได้ เราก็คอยซัพพอร์ทน้องได้ในบางเรื่อง เหมือนกับเราได้ชดเชยความรู้สึกบางอย่างในช่วงวัยเด็ก

ตอนนี้น้องเราแต่งงานแล้ว เราก็พยายามบอกว่า ถ้าพวกแกจะมีลูกก็ควรไปตรวจ น้องเองก็สนใจนะ จะคอยถามตลอดว่าแพคเกตนี้รวมโรคที่เราเป็นไหม 

การเป็นโรคหายากมีข้อดีไหม

มีข้อดีด้วยเหรอ ถ้าไม่ได้พูดถึงโรคอย่างโลกสวย เราก็จะบอกว่าหากไม่พิการเราก็อาจจะทำอะไรได้มากกว่านี้ ที่ดีที่สุดของการเป็นโรคหายากก็คงเป็นเรื่องการได้รู้จักชีวิตอีกแบบ เราว่าแค่แตกต่างแต่ไม่ได้ดีกว่า หลายคนบอกว่าเพราะพิการถึงได้เป็นนักเขียนนิยายแต่เราว่าไม่เกี่ยว ไม่พิการก็เขียนนิยายได้ การเขียนนิยายในสภาพแวดล้อมปากกัดตีนถีบและเผชิญชีวิตยากลำบากไม่ได้ช่วยให้เป็นนักเขียนนิยายที่ดีขึ้น

ในช่วงที่เราโตเรามีพ่อแม่คอยซัพพอร์ทตลอด เราไม่เคยได้ใช้ชีวิตในระบบขนส่งสาธารณะ เลยไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่ลำบากแต่เรารู้นะว่าลำบาก จึงเลือกการอยู่บ้าน การเขียนหนังสือ ทำให้เราห่างจากโลกภายนอกไปโดยปริยาย สิ่งที่จะทำให้เรามีชีวิตต่างออกไปคือการเรียน หากเราเรียนต่อและได้งานทำนอกบ้านและหากเรารู้ว่ามีทางเลือกอะไรในชีวิตบ้าง ชีวิตคงเปลี่ยนไปจากตอนนี้

การเรียกว่า คนพิการ คนพิเศษ คนป่วย ฯลฯ ให้ความรู้สึกแตกต่างกันไหม

สำหรับเราคิดว่าได้หมด เราไม่ชอบให้ใช้คำนิยาม คำว่าคนพิการก็เหมือนกับคำว่าคนตัวเล็ก คนตัวใหญ่ เป็นความแตกต่างทางกายภาพและอัตลักษณ์ เราเคยคุยกับคนตาบอด เขาบอกว่าให้เรียกคนตาบอด ไม่เห็นต้องเรียกว่าคนพิการทางสายตา จึงคิดว่าต้องดูจุดประสงค์ในการเรียก เราไม่ได้เซ็นซิทีฟขนาดนั้น ยิ่งใช้คำสวยหรูยิ่งดูเป็นอะไรที่เกินเบอร์ ยิ่งพยายามประดิษฐ์คำที่ดูดีมากๆ มันไม่เหมือนคนคุยกัน แต่เหมือนปรึกษาไลฟ์โค้ชตลอดเวลา 

มีความหวังในการรักษาแค่ไหน

ถ้าประเทศอื่นได้ยาแล้วเราไม่ได้ ก็คงโกรธ ตอนนี้เราค่อนข้างปลงกับชีวิตว่า ไม่มีอะไรเท่าเทียมในแต่ละประเทศหรือแต่ละคน ขนาดคนในประเทศเดียวกันยังไม่เท่ากันเลย ทั้งปลงทั้งสิ้นหวัง 

เราเป็นนักเขียนเพราะอยากหาเงิน ไม่ต้องการเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง  อยากอยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนและครอบครัว เงินส่วนหนึ่งเราเอาไว้รับผิดชอบตัวเอง ไม่เคยหวังว่าพ่อแม่พี่น้องจะเลี้ยงเราหรือรัฐจะเลี้ยงเรา แม้อาจจะเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ แต่การหวังจากคนอื่นมันอยากกว่าหวังจากตัวเอง 

เงินที่ได้มา เราเอาไว้ซื้อเครื่องช่วยหายใจโดยไม่ต้องไปขอบริจาคใคร สมัยก่อนเรายืมเครื่องช่วยหายใจจากโรงพยาบาลก็ต้องเสียค่าเช่าเดือนละไม่รู้กี่พัน เครื่องล่าสุดที่ซื้อราคาแปดหมื่น สมัยก่อนเครื่องละแสนกว่าไม่รวมบำรุงรักษา แค่เปลี่ยนมอเตอร์ก็ครั้งละสามหมื่นแล้ว เครื่องนึงต้องเปลี่ยนประมาณสามครั้ง เราเลยเห็นใจมากเวลาคนไม่มีเงิน แต่ไม่โอเคกับการขอบริจาคคนอื่น เราจึงทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีเงินซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนทำได้และหวังว่ารัฐจะเข้ามาช่วยในสิ่งที่จำเป็นกับชีวิตเช่นนี้

นอกจากนี้เราหวังว่าจะมีการช่วยเหลือเพื่อให้คนพิการหรือครอบครัวมีรายได้ที่ยั่งยืน เช่น ดูแลอาชีพของพ่อแม่เพื่อทำให้เกิดรายได้ในการดูแลลูก ไม่ใช่แค่ให้เครื่องช่วยหายใจแล้วจบ การดูแลเครื่องช่วยหายใจต้องใช้เงินค่อนข้างสูง เขาจำเป็นต้องมีรายได้เพื่อดูแลส่วนนี้ ไม่ควรมีใครที่ต้องลดทอนคุณค่าตัวเองผ่านการขอรับบริจาคแล้วเป็นข่าว ก่อนจะไปถึงขั้นนั้นควรจะมีอะไรที่ช่วยเหลือเขาได้ก่อน

Healthสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพเพทาย จิรคงพิพัฒน์DSMA1คนพิการโรคหายาก
Categories: ThisAble

บันทึกเส้นทางมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก

ThisAble - Thu, 2021-03-04 19:44

จุดเริ่มต้นของบทสัมภาษณ์นี้มาจากเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่คลอดลูกได้เพียงไม่กี่เดือนก็เสียชีวิตทั้ง 2 คน และประวัติการเสียชีวิตของลูกทั้ง 2 คนกลับช่วยชีวิตลูกคนที่ 3 จากโรคปอมเปไว้ได้ (อ้างอิงข้อมูล: https://www.youtube.com/watch?v=BxSIGNLLmMk&t=146s) ไม่ว่าจะเพราะการวินิจฉัยที่ล่าช้า การวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง หรือข้อมูลเกี่ยวกับโรคหายากที่มีน้อยในประเทศไทย ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้โรคหายากอาจกลายเป็นความพิการ จนกระทั่งบางคนต้องเสียชีวิต เหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจมากและคิดว่าถ้าคนทั่วไปมีความรู้เกี่ยวกับโรคหายาก ก็จะช่วยรักษาชีวิตคนได้มากขึ้น

Thisable.me จึงชวนปรียา สิงห์นฤหล้าประธานมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก มาพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นของมูลนิธิและปัญหาของผู้ป่วยโรคหายาก ที่ถึงแม้จะหายากแต่ก็ควรจะเป็นที่รู้จักและกลายเป็นเรื่องของทุกคน เพื่อให้คนเห็นว่าไม่ใช่หายากแล้วจะเกิดขึ้นไม่ได้  โรคหายากสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ใช่แค่เด็กแรกเกิดเท่านั้น 

โรคหายากคืออะไร และ ‘ยาก’ แค่ไหนถึงเรียกว่าหายาก 

ปรียา: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ให้นิยามโรคหายากว่าเป็นโรคที่ทั้งประเทศมีผู้ป่วยน้อยกว่า 10,000 คน เป็นโรคเรื้อรังที่อาจจะทำให้พิการหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การวินิจฉัยและการรักษาจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง มีต้นทุนสูง เข้าถึงยาหรือมีแนวโน้มต้องใช้ตลอดชีวิต การดูแลผู้ป่วยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังป่วยเป็นโรคหายาก

บางโรคอาจจะมีอาการบ่งบอกตั้งแต่ต้องท้องแล้ว แต่หลายโรคไม่มีทางรู้เลย อย่างโรคพันธุกรรมกลุ่มเมตาบอลิก ต้องรอจนกว่าเด็กคลอดออกมาแล้วกินนมแม่ถึงจะเริ่มเห็นอาการ ที่สิงค์โปร์มีการตรวจโรคในทารกแรกเกิด (Newborn Screening) ทั้งหมด 36  โรคซึ่งครอบคลุมโรคพันธุกรรมกลุ่มเมตาบอลิกเกือบครบ ทำให้ภายในสองวันก็จะรู้ผลว่าเด็กป่วยหรือเปล่า แต่บ้านเราจะตรวจเพียงบางโรคเท่านั้น เช่น ธาลัสซีเมียและโรคฟีนิลคีโตนูเรีย คำถามก็คือจะทำอย่างไรให้การตรวจโรคในทารกแรกเกิดครอบคลุมโรคพันธุกรรมกลุ่มเมตาบอลิกได้ เพราะหากวินิจฉัยช้า เขาจะเสียโอกาสในการใช้ชีวิตแบบปกติ เหมือนกับบ้านเราที่ไม่เคยมีประวัติเป็นโรค และมีลูกคนโตที่เป็นเด็กปกติ ทำให้ไม่คิดว่าต้องไปตรวจยีนหรือโครโมโซมก่อนตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง 

 


ลูกชายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ปรียาก่อตั้งมูลนิธิ

จุดเริ่มต้นของมูลนิธิมาจากลูกชายของเราที่เพิ่งคลอดไม่กี่วันมีอาการโคม่า ระหว่างที่ยังวินิจฉัยไม่ได้ว่าลูกเป็นอะไร เราก็ส่งเลือดไปตรวจ Genetic Sequencing ที่สหรัฐอเมริกา แล้วตอนนั้นมีคนแนะนำหมอที่สิงคโปร์ เราก็ส่งอีเมล์เขียนเล่าอาการและหมอก็ตอบกลับมาว่าน่าจะเป็นโรคฉี่หอม พอดีกับผลตรวจจากสหรัฐอเมริกาที่ส่งกลับมาพอดีว่ามียีนตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคฉี่หอม เราก็เชื่อใจว่าหมอที่สิงค์โปรก็วินิจฉัยถูก  ในขณะที่เด็กคนอื่นในสิงคโปร์ได้รับการวินิจฉัยภายใน 3 วันหลังคลอด แต่ลูกเราถูกวินิจฉัยช้ากว่านั้น จนทำให้ไม่สามารถเดินได้และเราเองก็คิดว่าลูกคงไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว  ตอนพาลูกไปรักษาที่สิงค์โปร์ เราได้เจอครอบครัวอื่นๆ ที่เป็นโรคเดียวกันกับลูกชาย ทุกคนใช้ชีวิตได้เป็นปกติ กินข้าวเองได้ ไปโรงเรียนได้ เพราะว่าวินิจฉัยได้ภายใน 3 วันแรกเกิด ตอนนั้นเรารู้สึกเจ็บใจ เสียดายที่ลูกเราเป็นอย่างนั้นไม่ได้ ทำไมเราวินิจฉัยช้าจนทำให้ลูกชัก ลูกเราเจ็บตัวเยอะมาก เราไม่อยากให้ใครเจอแบบนี้อีก ทำให้เรา ศาสตราจารย์แพทย์หญิงดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล หัวหน้าสาขาวิชาเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, เอกวัฒน์ สุวันทโรจน์ รองประธานชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟิเลียแห่งประเทศไทยและบุญ พุฒิพงศ์ธนโชติ ประธานมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี จัดเวิร์คชอปพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาของกลุ่มโรคหายาก  ตอนนั้นมี 40 กว่าครอบครัวเข้าร่วม แบ่งตามกลุ่มโรค แล้วให้ลิสต์ว่าแต่ละกลุ่มเจอปัญหาอะไรกันบ้าง พอสรุปออกมาแล้ว ก็เห็นว่าปัญหาที่เจอคล้ายกันหมดเลย ไอเดียเรื่องมูลนิธิจึงเกิดขึ้น ให้ครอบคลุมโรคหายากทั้งหมด เพื่อเป็นกระดูกสันหลังของกลุ่มโรคหายากทั้งหมดเพราะตอนนี้ไม่มีแกนหลักที่ช่วยหนุนปัญหาของคนที่เป็นโรคหายากให้เข้าถึงรัฐบาล

หลังจากลูกเป็น เรารู้ว่ายีนตัวไหนที่ทำให้เป็นโรค เราก็เล่าให้ญาติทุกคนฟัง เพื่อให้พวกเขาไปตรวจหาความผิดปกติก่อนมีลูก ถ้ามียีนที่มีปัญหาก็ต้องทำกิฟต์ เพื่อเอายีนตัวนี้ออกไป เด็กจะได้ไม่เป็นโรคหายาก แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร พวกเขาสามารถมีลูกปกติได้ 

เส้นทางการดำเนินงานของมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก

ช่วงปีแรกเราพยายามใช้สื่อเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจว่าโรคหายากคืออะไร ทำไมต้องมีมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก และทำไมทุกคนควรสนใจเรื่องนี้ เรามองว่าโรคหายากเป็นปัญหาใหญ่พอๆ กับโรคเบาหวาน  ปัจจุบัน 7% ของคนไทยเป็นโรคเบาหวาน การรักษามีทั้งหมอ ทั้งยา การช่วยเหลือต่างๆ หากเทียบกับ 5 % ของคนไทยที่เป็นโรคหายาก 500 กว่าโรค แต่โรคหายากแทบจะไม่มีหมอและยาช่วยเหลือคนกลุ่มนี้เลย ปีต่อมามูลนิธิจึงพยายามเข้าหารัฐบาลมากขึ้น เพื่อบอกว่าเราต้องการอะไร เราขาดอะไร และอยากให้ซัพพอร์ทเรื่องอะไรบ้าง ความคืบหน้าเกิดขึ้นเมื่อต้นปีที่แล้วก่อนโควิด-19 ระบาด ครั้งนั้นมีการจัดเวิร์คชอปประมาณ 7-8 ครั้ง เพื่อนิยามโรคหายากในไทยให้ชัดเจน ตอนนี้เราแบ่งกลุ่มโรคหายากเป็น 3 กลุ่มหลัก กลุ่มที่ 1—ถ้าวินิจฉัยช้าแล้วจะมีผลกระทบทั้งชีวิต กลุ่มที่ 2—ถ้าเป็นแล้วอาจจะต้องกินยาทั้งชีวิต เปลี่ยนอวัยวะและปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อแก้ปัญหา กลุ่มที่ 3—จะเป็นกลุ่มที่เมื่อวินิจฉัยแล้วอาจจะไม่มียารักษาหรือการผ่าตัดไม่สามารถช่วยเขาได้  ต้องดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ทำอย่างไรให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ จ่ายเงินรักษาน้อยที่สุด เป็นภาระสำหรับครอบครัวน้อยที่สุด ดูแลจิตใจผู้ป่วยและครอบครัว ระหว่างนั้นเรามีการจัดกลุ่มย่อยของโรคหายาก มูลนิธิก็ให้เงินก่อตั้งกลุ่มย่อยเพื่อให้คนในกลุ่มพูดคุยกัน หากมีใครเป็นโรคนี้ แต่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่เป็น ก็สามารถถามคนในกลุ่มหรือปรึกษาหมอ ได้ภายในกลุ่ม 

อุปสรรคของมูลนิธิ

ที่ผ่านมาเราพยายามเข้าหาสื่อเพื่ออธิบายความสำคัญของโรค ตอนแรกคนก็สนใจแต่สุดท้ายคนก็ลืม ทำให้เราต้องใช้กลยุทธ์เน้นย้ำ ออกสื่อบ่อยๆ บางทีก็ทำวิดีโอโพสต์ลงเฟซบุ๊ก เป็นเครื่องเตือนความจำว่าอย่าลืมกลุ่มนี้นะ อุปสรรคต่อมาคือเรื่องยา เราใช้เวลานานเพื่ออนุมัติยาเข้ามาใช้ บางโรคไม่มีเวลารอยานานขนาดนั้น เราก็พยายามศึกษาในละแวกเพื่อนบ้าน อย่างสิงค์โปร์หรือไต้หวันว่า เขาทำอย่างไรเกี่ยวกับโรคหายาก แล้วเอามาคุยกับรัฐบาลและหน่วยงานที่ดูแลการอนุมัติเรื่องยาว่าจะคิดแค่เรื่องกำไรขาดทุนไม่ได้ ถ้ายาทำให้เด็กคนนี้จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ เขาก็ควรได้ยา ตอนนี้บ้านเรามีหมอพันธุกรรมทั่วประเทศ 18 คน ดูแลประชากร 70 กว่าล้านคน มันไม่พอหรอกเราต้องทำให้รัฐบาลเห็นว่าถ้าหมอกลุ่มนี้เกษียณ ก็จะไม่มีหมอด้านนี้แล้ว ต้องผลิตหมอรุ่นใหม่ที่อยากทำงานด้านนี้เพิ่ม นอกจากนี้รัฐจะต้องจูงใจให้หมอรุ่นใหม่มาทำงานด้านนี้ ตอนนี้เราให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหายากกับกุมารแพทย์  ให้สังเกตเด็กและอาการต่างๆ ว่าเข้าข่ายโรคหายากหรือไม่ นอกจากนี้เราพยายามของบตรวจดีเอ็นเอเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคทางพันธุกรรมก่อนตั้งครรภ์  และอยากให้มีการสนับสนุนเรื่องยาด้วยเพราะปัจจุบัน หมอส่วนใหญ่นำเข้ายากันเอง พอมีโควิด-19 ก็ทำให้ไม่สามารถบินไปต่างประเทศเพื่อนำยาเข้าได้ 

 

เป้าหมายที่อยากไปให้ถึง

เราอยากให้สิทธิรักษาผู้ป่วยโรคหายากเข้าไปอยู่ในบัตรทอง 30 บาท หรือสิทธิประกันสังคมเหมือนกับโรคอื่นๆ ที่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ ตอนนี้โรคหายากเข้าถึงสิทธิเหล่านี้ไม่ได้ ทุกคนที่ป่วยต้องจ่ายกันเอง บางทีหมอก็ออกเงินของตัวเองเพื่อซื้อยาให้  ถ้าหมอไม่อยู่แล้วหรือไม่มีมูลนิธิใครจะดูแลกลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก ฉะนั้นรัฐบาลควรให้สิทธิในบัตรทอง 30 บาท และประกันสังคม ควรมีรายละเอียดชัดเจนว่าจะซัพพอร์ทตรงไหน และอะไรที่ไม่ซัพพอร์ท พ่อแม่จะได้บริหารจัดการเงินทองได้ ตอนนี้บางคนต้องหายาเอง จ่ายเงินค่ารักษาเอง หลายคนสู้ไม่ไหว อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลา และเราก็เข้าใจ 

มากไปกว่านั้นเราอยากให้เด็กที่มีโรคหายากสามารถเข้าสังคมได้ ใช้ชีวิตปกติ ทำงานได้ แม้เด็กที่เป็นโรคหายากอาจจะพิการหรืออยู่ร่วมกับคนทั่วไปในสังคมยาก แต่ทุกคนต้องช่วยกันทำให้เขาสามารถอยู่ในสังคมได้ปกติ หากพ่อแม่ไม่อยู่ เขาเองจะใช้ชีวิตอย่างไร

การรักษาโรคหายากในไทย

การรักษาปัจจุบันยังอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก เด็กถูกส่งมาที่โรงพยาบาลเด็ก แต่โรงพยาบาลเด็กก็รับหมดทีเดียวไม่ได้เพราะเตียงไม่พอ บางทีต้องส่งผู้ป่วยกลับ แต่พ่อแม่บางคนไม่มีเงินส่งตัวเด็กกลับ เขาก็เลยเลือกไม่ส่งลูกมารักษา ปล่อยให้ลูกป่วย มูลนิธิเราก็ไม่อยากให้เขาทิ้งลูกหากยังมีโอกาสรักษา เราจึงออกค่าเดินทางให้ เขาถึงมา  เราพยายามคุยกับรัฐบาลว่าทำอย่างไรโรงพยาบาลต่างจังหวัดจึงจะส่งผู้ป่วยมากรุงเทพฯ หรือโรงพยาบาลใหญ่ประจำแต่ละภาคได้อย่างรวดเร็ว เช่น หากอยู่ภาคเหนือก็ส่งไปโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่  ทำให้ผู้ป่วยทุกคนไม่ต้องมารักษาที่สถาบันเด็กที่เดียว อีกวิธีหนึ่งคือไม่ต้องส่งตัวมา อาจจะส่งเลือดมาให้วินิจฉัยก่อน ถ้าป่วยค่อยส่งตัวมา จะได้ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการส่งตัว ประหยัดทั้งเงินและเวลาของรัฐบาล 

คำแนะนำสำหรับคนที่มีลูกเป็นโรคหายาก 

อยากให้คุณหาคนที่สามารถคุยด้วยได้  ไม่ว่าจะเป็นหมอ กลุ่มของพ่อแม่คนอื่นที่เป็นโรคเดียวกัน พูดคุยและเรียนรู้ว่าพวกเขาดูแลลูกอย่างไร การมีคนคุยด้วยนั้นช่วยโฟกัสสิ่งที่เราต้องทำ แทนที่จะรู้สึกแย่กับสิ่งที่แก้ไม่ได้ ให้มองว่าทุกอย่างมีดีและร้าย ตอนนี้ลูกคลอดออกมาแล้ว เราต้องหาหนทางว่าเดินหน้าต่อไปอย่างไร หากหมกตัวมัวแต่ร้องไห้ว่าทำไมเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราและลูกเรา เราจะไม่สามารถช่วยลูกและตัวเราเองได้ ถ้าไม่รู้จะคุยกับใครก็ติดต่อมาทางมูลนิธิ พวกเราหาคนคุยให้คุณได้ คุณจะไม่รู้สึกว่าอยู่คนเดียวในการเผชิญหน้ากับโรคหายาก 

สิ่งที่อยากให้คนทั่วปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยเป็นโรคหายาก

อยากให้มองกลุ่มนี้ว่าเขาเป็นเด็กปกติเหมือนลูกคุณ ลูกเราอาจจะเป็นโรคที่ลูกคุณไม่เป็น แต่เขาก็เป็นเด็กคนหนึ่งของสังคมนี้ อยากจะให้คุณสอนลูกคุณให้เข้ามาเล่นกับเด็กกลุ่มนี้อย่างปกติ ไม่ใช่เล่นเพราะสงสารเพราะเราไม่สามารถอยู่กับใครโดยสงสารได้ เราขอแค่นี้

  Healthสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสุขภาพโรคหายากมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยหายากRare Diseaseปรียา สิงห์นฤหล้า
Categories: ThisAble

ลงถนน.. กับคนพิการ เมื่อทางเท้าไทยใช้งานไม่ได้

ThisAble - Thu, 2021-03-04 18:47
ลงถนน.. กับคนพิการ เมื่อทางเท้าไทยใช้งานไม่ได้ ในช่วงที่ผ่านมา กระแสโซเชียลได้มีการพูดถึงทางเท้าหรือฟุตปาธประเทศไทยกันอย่างแพร่หลาย บ้างก็ว่า ฟุตปาธประเทศไทยนั้นดี ไม่มีปัญหา หนำซ้ำคนที่ออกมาบอกว่าฟุทปาธมีปัญหาก็กลายเป็นคนที่ไม่หวังดีกับประเทศ ThisAble.me จึงชวนปริศนา ขันแก้ว หญิงสาวซึ่งใช้วีลแชร์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งเดินทางจากที่บ้านย่านบางกระสอ จ.นนทบุรี สู่ที่ทำงานแถวถนนเยาวราช ไปขึ้นฟุตปาธ วนลงลงถนนเพื่อสำรวจกันว่า ฟุตปาธประเทศไทยนั้นดีจริงหรือไม่ และกว่าจะถึงที่ทำงานเธอผ่านอุปสรรคอะไรบ้าง ชวนดูฟุตปาธ ทางลาด ลิฟต์และการเดินทางของเธอ ไปจนถึงปัญหาที่พบเจอระหว่างการเดินทางและทางเท้าในฝันที่เธออยากให้เป็น   "เวลาใช้วีลแชร์บนทางเท้าก็มักเจอทางตัน ติดเสาไฟ ป้ายโฆษณาหรือทางเท้าแตกๆ ที่ไปต่อไม่ได้ เราต้องลงไปเข็นบนถนนแทน ซึ่งเสี่ยงถูกรถเฉี่ยวชน ที่แย่ที่สุดก็คือมีทางเท้าที่กว้างพอที่วีลแชร์จะไปได้ แต่เรากลับขึ้นไม่ได้เพราะมีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซต์จอดขวางอยู่ หลายครั้งเป็นวินมอเตอร์ไซต์ที่ขึ้นมาจอดบนทางเท้า     "สำหรับเรา ทางเท้าที่ดีคือทางเท้าที่ตีเส้นแบ่งเลนให้ชัดเจน มีเลนคนเดิน เลนจักรยาน และมีสัญลักษณ์บอกอย่างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่สำหรับคนพิการ / คนไม่พิการ / รถเข็นเด็ก / จักรยาน ฯลฯ มีเบรลล์บล็อกสำหรับคนตาบอด มีพื้นที่เรียบเสมอกัน รักษาความสะอาด และมีฝาท่อน้ำที่เรียบเสมอกับทางเท้า ที่แข็งแรงและเดินเหยียบได้   "ฟุตปาธจะต้องมีทางลาดขึ้นที่เรียบและไม่ชัน คนไม่ต้องก้าวขึ้นก้าวลง คนพิการที่ใช้วีลแชร์ก็ไม่ต้องรอให้คนช่วยยกขึ้นยกลง ทั้งคนไม่พิการหรือผู้สูงอายุก็สามารถใช้งานได้อย่างสบายเท้า   "เราอยากให้มีพื้นที่สำหรับจอดรถชั่วคราวที่แยกส่วนกับทางเท้าคนเดินหรือทางจักรยาน เพื่อแก้ปัญหาการจอดรถปิดเลนถนน การแยกพื้นที่ทำให้ทั้งคนก็เดินได้ รถก็จอดได้ ไม่ใช่ทั้งคนทั้งรถใช้ทางเดียวกันมั่วๆ เหมือนประเทศไทยตอนนี้ นอกจากนี้จะต้องกำจัดสิ่งกีดขวางบนทางเท้า ทั้งเสาไฟฟ้า หัวดับเพลิง ต้นไม้ แผงลอย ฯลฯ บางอย่างอาจต้องยกลงไปใต้ดินเพื่อทำให้ทางเท้าโล่ง   "ฟุตปาธที่ดีจะทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นคนมากขึ้น ไม่ได้เป็นคนพิการอย่างที่สังคมบอก ฟุตปาธที่ดีจะทำให้เรารู้สึกถึงความเท่าเทียมและกล้าออกมาข้างนอกมากกว่าเดิม เพราะเราสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ด้วยตัวเอง โดยไม่มีอุปสรรคในการเดินทาง คนพิการจะพึ่งพาตัวเองได้   "ฟุตปาธดีไม่ได้ส่งผลดีแค่กับคนพิการเท่านั้น คนไม่พิการ แม่ที่เข็นรถเด็ก คุณป้า คุณยายที่ออกจากบ้านไปทำมาค้าขายทุกวัน ก็จะไม่ต้องเสี่ยงก้าวขึ้นก้าวลงทางเท้าแตกๆ สูงต่ำไม่เท่ากัน เราเองก็ไม่ต้องมีคนมาช่วยยกวีลแชร์ขึ้นทางเท้าสูงๆ เราอยากให้มีการบังคับใช้กฎหมายและมีนโยบายที่สอดคล้อง และสร้างความเข้าใจแก่คนในสังคมด้วย”         Socialมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมวีลแชร์การเดินทางฟุตปาธทางเท้า
Categories: ThisAble

“จิตเวช” ความพิการที่มองไม่เห็น ค่อยๆ เรียนรู้ แยกแยะและยอมรับผู้บกพร่องทางจิต

ThisAble - Wed, 2021-02-24 15:06

ความพิการทางจิตเป็นความพิการอย่างหนึ่งที่ “ไม่บอกก็ไม่รู้” เพราะพวกเขาไม่มีความบกพร่องทางกายภาพที่คนอื่นสามารถมองเห็นได้เลย ทำให้บ่อยครั้งความพิการทางจิตหรือความบกพร่องทางจิตถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง และถูกเหมารวมด้วยคำไม่กี่คำ เช่น บ้า โรคจิต ประสาท ฯลฯ ที่ถูกส่งต่ออย่างยาวนานผ่านสื่อ

Thisable.me ชวนคุยกับ อ. ผู้บกพร่องทางจิตที่ต้อนรับเราอย่างอบอุ่น ในอาคารเล็กๆ ลึกเข้ามาจากโรงพยาบาลศรีธัญญา หลังจากพูดคุยตกลงเรื่องความเป็นส่วนตัวของเธอเป็นที่เรียบร้อย เธอก็ได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อสังคมที่มองเธออย่างแปลกแยกให้พวกเราฟัง

ความไม่เข้าใจ

อ. เล่าว่าเธอเริ่มมีอาการทางจิตตอนอายุ 18 ปี และได้เข้ารับการรักษาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งเธอรู้สึกว่าโชคดีมากๆ ที่มีแม่ที่เข้าใจและคอยดูแลอยู่ข้างๆ มาตลอด  แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็รู้สึกได้ถึงความไม่เข้าใจของสังคมรอบข้าง

เราถาม อ. ว่า สังคมปัจจุบันมีความเข้าใจเกี่ยวกับผู้บกพร่องทางจิตอย่างไร และเธอก็ให้คำตอบเราว่า สังคมปัจจุบันยังเหมารวมกลุ่มผู้บกพร่องทางจิตว่าเป็น “คนบ้า” อยู่ ซึ่งเธอรู้สึกสะเทือนใจที่ยังมีชุดความคิดแบบนี้อยู่ในสังคม ไม่ควรมีใครใช้คำว่าคนบ้า และควรใช้คำว่า ผู้บกพร่องทางจิตหรือผู้พิการทางจิต การใช้คำว่าบ้า ทำให้สังคมตัดสินกันไปเองว่าผู้บกพร่องทางจิตเป็นคนบ้า และนั่นทำให้แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่อยากเปิดเผยว่าเป็นผู้บกพร่องทางจิตหากไม่จำเป็น

“เราสะเทือนใจ ตกใจ และเกิดความกลัวว่าคนจะรู้ว่าเราเป็นคนพิการทางจิต และมองว่าเราเป็นคนบ้าตามที่คนพูดกัน แม้เราไม่อยากให้ใครรู้ แต่ถ้ารู้ก็ไม่เป็นไร คนจะตีตราว่าเป็นคนบ้า เราก็ไปว่าอะไรไม่ได้”

“มันเป็นโรคประสาทไปแล้ว เข้าโรงพยาบาลบ้าไปแล้ว”

ภาพจำของผู้บกพร่องทางจิตในสังคมไทยเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวของผู้ป่วยบางคนไม่เช้าใจและไม่ยอมรับในความบกพร่องของผู้ป่วย จนนำไปสู่การปิดบังและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ทั้งที่จริงแล้วความบกพร่องทางจิตเป็นอาการที่สามารถรักษาให้ดีขึ้นจนถึงหายได้

ภาพจำเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการนำเสนอของสื่อ ดังเช่นที่ อ. บอกว่า ภาพของผู้บกพร่องทางจิต มาจากสื่อที่นำเสนอตัวละคร “คนบ้า” ความต้องการของเธอไม่ใช่การเลี่ยงการนำเสนอภาพตัวละครแบบนั้น แต่อยากให้ยอมรับการมีอยู่ของคนที่มีอาการทางจิตและนำเสนอว่าอาการเหล่านั้นสามารถรักษาให้หายได้ 

“ตั้งแต่เด็กสิ่งที่เราเห็นคือสื่อสะท้อนความคิดของคนเขียนบท  เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาเขียนนั้นเป็นเรื่องจริงที่เขาเจอหรือเปล่า  แต่การทำเป็นบทละครก็ควรจะดูความเหมาะสมว่าเกินไปหรือเปล่า เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องผ่านการแสดงของตัวละคร”

“คืออาการป่วยมีอยู่หลายขั้น ขั้นที่ป่วยมาก จนไม่รู้เรื่องอะไรเลยคือขั้นหนักที่สุดของผู้บกพร่องทางจิต รองลงมาเป็นขั้นที่ไม่ถึงกับเหม่อลอยหรือพูดไม่รู้เรื่อง ขั้นต่อมาก็จะเป็นขั้นเหมือนเรา ที่ได้รับการรักษา ได้ทานยา ทำให้อาการทางจิตดีขึ้น อีกส่วนก็คือคนที่ได้รับการฟื้นฟูจิตมาแล้วและสามารถเข้าทำงานได้ จนถึงหายป่วยไปเลยก็มี”

อ.เห็นว่าอยากให้มีภาพการรักษาในการนำเสนอตัวละครผู้บกพร่องทางจิตด้วย เพราะการรักษาคือสิ่งดีที่ผู้ป่วยหรือคนพิการควรได้รับ การกายภาพบำบัดและการรักษาที่ถูกวิธีจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ เธอจะรู้สึกชื่นใจทุกครั้งที่มีฉากเหล่านี้ในละคร อ.ยังเสริมอีกว่าการทำให้ภาพการรักษาอยู่ในสื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าสังคมยังสามารถยอมรับความพิการเหล่านั้นได้

“สมัยนี้คนสามารถเข้าใจได้ว่าอันไหนละคร อันไหนชีวิตจริง และชีวิตจริงก็มีคนแบบนี้เหมือนกัน อยากให้คนแยกแยะว่าละครก็คือละคร เขาอาจจะให้บทที่มันเลวร้ายเกินไปหรือมากเกินไปก็ได้ และเราก็อยากจะให้คิดอีกแง่หนึ่งว่า โอเค ในสังคมนี้มีคนที่ป่วยอยู่ด้วย”

แปลกแยกเพราะความเป็นห่วงเกินจำเป็น

แม้ว่าคุณ อ.จะไม่เคยเจอคนที่ใช้คำพูดเหยียดหยามเธอเพราะความบกพร่องทางจิตโดยตรง แต่บางครั้ง วิธีการที่คนอื่นปฏิบัติหรือพูดคุยกับเธอก็สามารถทำให้รู้สึกได้ถึงความแปลกแยกโดยไม่ต้องเอ่ยปาก

เวลา อ.ร่วมกิจกรรมลงพื้นที่กับสมาคมที่เธอสังกัดอยู่ ระหว่างการอธิบายว่าผู้บกพร่องทางจิตคืออะไร นายกสมาคมมักให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทายว่าใครเป็นผู้บกพร่องทางจิต ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่ทายว่าเป็น อ. เนื่องจากเธอ “ดูปกติ” แต่เมื่อเฉลยว่า อ.นั่นเองที่เป็นผู้บกพร่องทางจิต ท่าทางของคนรอบข้างก็เปลี่ยนไป

“แววตาของคนที่ทายก็จะห่วงใยมากขึ้น แล้วก็ถามเรื่องการกินยา แม้จะไม่ได้ว่าอะไร แต่การระมัดระวังจนเกินไปก็อาจเป็นการทำร้ายจิตใจ เขากลัวเราเหรอ คนอื่นระแวงมากเกินไปจนเหมือนเป็นการเหยียดกัน”

การพูดคุยกับผู้บกพร่องทางจิตนั้น อ.แนะนำว่าไม่จำเป็นต้องระมัดระวังจนเกินไป แค่พูดกับพวกเขาด้วยความเป็นมิตร เพราะการระมัดระวังอาจทำให้ผู้บกพร่องทางจิตเข้าใจว่าพวกเขาดูน่ากลัวจนต้อง “ระวัง”  ในคนที่เพิ่งรู้ว่ามีอาการก็อาจคอยปลอบใจว่าไม่เป็นไร โรคทางจิตเวชสามารถรักษาหายได้ หรือบอกว่าหากกินยาก็จะหายป่วยได้ ช่วยกันเป็นกำลังใจให้ผู้บกพร่องทางจิต  อ.ยังบอกอีกว่ากำลังใจที่สำคัญที่สุดก็คือกำลังใจจากคนในครอบครัว

ก่อนจะจากกัน  อ.ทิ้งท้ายเกี่ยวกับการใช้คำเรียกผู้บกพร่องทางจิตไว้อีกว่า “อยากจะให้สังคมใช้คำว่าผู้ป่วยทางจิตเวชมากกว่าคำว่า บ้า โรคจิตหรือประสาท อยากให้สื่อใช้คำพูดที่ดูไม่สะเทือนใจมากเกินไป”

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพจิตเวชคนพิการSTIGMA
Categories: ThisAble

การรับมือกับสภาวะจิตใจเป็นพิษจากการเรียนออนไลน์ :โดม—ธิติภัทร รวมทรัพย์

ThisAble - Fri, 2021-02-19 14:58

 

สถานการณ์โควิด-19  ทำให้นักเรียนนักศึกษาต้องเปลี่ยนจากเรียนในห้องมาเป็นเรียนผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์แทน แม้จะแก้ไขปัญหาเรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือความเสียงที่จะติดเชื้อที่โรงเรียนได้ แต่อย่างไรก็ดี การเรียนออนไลน์กลับสร้างปัญหาหลายอย่างที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา  เช่น ค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นในการเรียนทั้งค่าคอมพิวเตอร์ ค่าอินเทอร์เน็ต, การลดเวลาสอบและเพิ่มจำนวนข้อสอบมากขึ้น, การสั่งงานเยอะกว่าตอนเรียนที่โรงเรียน, อาการออฟฟิศซินโดรม, เป็นโรคซึมเศร้าจากการห่างสังคม และล่าสุดมีกรณีของนักศึกษาที่ฆ่าตัวตายเพราะเครียดสะสมจากการเรียนออนไลน์ 

ปัญหาเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การเรียนออนไลน์เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง  เพราะความเครียดและการห่างออกจากสังคมนั้นส่งผลต่อสภาพจิตใจผู้เรียนมาก Thisable.me จึงชวนคุยกับโดม—ธิติภัทร รวมทรัพย์ นักศึกษาปริญญาโทศิลปะบำบัดและเจ้าของเพจ he, art, psychotherapy ในเรื่องความเครียดและการรับมือกับการเรียนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

เรียนออนไลน์ ความเครียดและภาวะทางจิตสัมพันธ์กันอย่างไร 

ธิติภัทร : การเรียนออนไลน์ทำให้เด็กต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ เป็นระยะเวลาติดต่อกันยาวนาน ไม่ได้พบปะเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งส่งผลให้เกิดความเครียด หากเด็กสามารถจัดการความเครียดได้ก็ดี แต่ถ้าจัดการความเครียดไม่ได้และอยู่กับเด็กนานเกินจนไม่สามารถจัดการได้เองแล้ว ความเครียดจะยกระดับขึ้นเป็นสภาวะความเครียดและถ้ายังไม่สามารถจัดการได้อีก ความเครียดก็จะพัฒนากลายเป็นโรคทางอารมณ์ (Mood Disorder) เช่น โรคซึมเศร้า  ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้เกิดการฆ่าตัวตายได้

พื้นที่ทับซ้อนระหว่างบ้านกับโรงเรียนนำมาซึ่งความเครียด

แต่ละสถานที่จะมีเส้นแบ่งชัดเจนชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำหรับทำอะไร โรงเรียนเป็นพื้นที่สำหรับเรียน พอเดินออกจากโรงเรียน เด็กรับรู้ว่าพื้นที่ตรงนี้ฉันสามารถทำอะไรก็ได้อย่างที่ฉันต้องการ พอโควิด-19 ระบาด ส่งผลให้โรงเรียนปิดและเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบเรียนออนไลน์ที่บ้าน ส่งผลให้บ้านกับโรงเรียนรวมเป็นพื้นที่เดียวกัน ไม่มีเส้นแบ่งพื้นที่ระหว่างบ้านและโรงเรียน ส่งผลให้เด็กไม่สามารถจัดการตัวเองและเกิดความเครียด

สภาพแวดล้อมที่บ้านไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนออนไลน์

การเรียนที่บ้านนั้นสร้างความเครียดอยู่แล้ว พอต้องเผชิญสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเรียน เช่น เสียงรบกวนจากกิจกรรมของคนในบ้าน เสียงเปิดปิดประตูห้อง เสียงแม่ทำกับข้าว เสียงจากเครื่องจักรกำลังก่อสร้างตึกอาคาร ซึ่งแม้บางคนจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความเครียด งานวิจัยของสหรัฐอเมริกาชิ้นหนึ่งระบุว่าปัจจัยหลักทำให้เด็กที่เรียนออนไลน์เครียดก็คือ อุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์ไม่มีคุณภาพ รวมถึงคุณภาพของภาพและเสียงในการสื่อสารด้วยที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ดังนั้นปัจจัยรบกวนต่างๆ ที่มาลดทอนคุณภาพการสื่อสาร ก็น่าจะทำให้เด็กไทยเครียดได้เช่นเดียวกัน 

จัดการพื้นที่ในบ้านให้เหมาะสมกับการเรียนออนไลน์

ในช่วงที่ต้องใช้บ้านเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและเป็นโรงเรียนไปพร้อมกัน การแบ่งเขตพื้นที่ให้ชัดเจน เช่น ไม่ใช้พื้นที่พักผ่อนร่วมกับพื้นที่เรียนเป็นเรื่องสำคัญ  ควรแบ่งพื้นที่ให้ชัดว่าตรงนี้เอาไว้เรียนหนังสือและทำการบ้าน ตรงนู้นเอาไว้พักผ่อนเท่านั้น หากมีพื้นที่จำกัดให้ใช้สัญลักษณ์เชิงกายภาพแบ่งความแตกต่างระหว่างพื้นที่ เช่น สมมติในห้องมีโต๊ะอยู่ตัวเดียว ก็ให้หาอะไรมากั้นเพื่อแบ่งโต๊ะให้เป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเอาไว้เรียน ฝั่งหนึ่งเอาไว้ทำอย่างอื่น เช่น กินข้าวหรือพักผ่อน

สัญญาณความเครียด

วิธีการสังเกตความเครียดง่ายๆ เริ่มต้นจากการสังเกตพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หนึ่ง—ลองดูพฤติกรรมการกินว่าผิดปกติจากเดิมไหม กินเยอะขึ้นหรือกินน้อยลง จนน้ำหนักเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือเปล่า สอง—พฤติกรรมเข้าสังคม  คุณยังพูดคุยกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวเหมือนเดิมไหม สาม—พฤติกรรมการนอน แต่ละวันสามารถนอนหลับได้ไหม นอนหลับได้คุณภาพหรือเปล่า นอยเยอะผิดปกติไหม สี่—มีความรู้สึกเศร้า ซึม เครียด ผิดหวังมากกว่าปกติไหม และห้า—เริ่มโฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ยากขึ้น เสียสมาธิง่ายขึ้น ลองสังเกตอารมณ์ของตัวเองให้ได้แล้วจดบันทึก เช่น เมื่อเรียนคาบเช้าเสร็จ พักเที่ยง ลองนั่งเงียบๆ สัก 10 นาที พูดคุยกับตัวเองว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีบ้าง แล้วส่วนไหนของเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ดี  หากเราส่งงานไม่ทันกำหนดส่งเพราะสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดี เราก็โทรไปที่ Call Center หรือไปหาสถานที่อินเทอร์เน็ตคุณภาพดี พอรู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร ก็จะหาแนวทางแก้ไขได้ง่ายขึ้น แต่สุดท้ายแล้วปัญหาที่เราเจอ ถ้าเราไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ควรจะขอความช่วยเหลือจากครอบครัว อาจารย์ และเพื่อน

ครอบครัวมีวิธีรับมือกับเด็กที่เครียดจากการเรียนออนไลน์อย่างไรบ้าง

ครอบครัวเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากต่ออารมณ์และความรู้สึกของเด็ก ครอบครัวต้องเข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนเดิม รูปแบบการเรียนการสอนเปลี่ยนไปอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งยากกว่าเดิม ทำให้เด็กที่เรียนแบบปกติแล้วผลการเรียนดี แต่เรียนออนไลน์ ผลการเรียนดร็อปลง หากลูกเรียนไม่ไหวจะขอพักการเรียนไว้ก่อน ขอพักที่นี้ รวมถึงพักความคาดหวังของพ่อแม่ด้วย  หากครอบครัวเข้าใจ เด็กก็จะลดความกดดันไปได้มาก อีกเรื่องที่ทำได้คือ คอยสอดส่องดูความเป็นอยู่ พฤติกรรมการกิน การนอน การปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ถ้าสังเกตเห็นว่ามีความผิดปกติบางอย่าง ลองชวนเขาพูดคุย พูดระบายความเครียด แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นจนครอบครัวไม่รู้จะรับมืออย่างไร ก็พาไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา

จากความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการเรียนออนไลน์ สถาบันการศึกษาควรรับมืออย่างไร 

ผมมองว่าควรกลับมาเรียนแบบปกติให้เร็วที่สุด แต่ถ้ายังทำไม่ได้ สถาบันการศึกษาต้องปรับวิธีการวัดผลการเรียนรู้ที่ไม่กดดันเด็กจนเกินไป โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องหารือแนวทางการวัดผลให้สอดคล้องกับการเรียนออนไลน์ การเรียนออนไลน์ไม่ได้มีคุณภาพเท่ากับการเรียนในห้อง เด็กบางคนเรียนแล้วไม่เข้าใจแต่ต้องมาทำการบ้านเท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้ความเครียดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย  สถานศึกษาต้องก็ให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของผู้เรียนมากขึ้น ตอนเรียนในห้องเรียน หากเด็กเดินเข้ามาในห้อง ครูได้เห็นสีหน้า พฤติกรรมของเด็กอย่างชัดเจน สมมติเด็กคนหนึ่งมีส่วนรวมในห้องเรียน ยกมือตอบคำถามตลอด แต่ช่วงนี้ไม่ยกมือตอบคำถามเลย ครูก็จะสังเกตเห็นแล้วว่าเด็กคนนี้เปลี่ยนไป แต่การเรียนออนไลน์แค่ไม่ได้เปิดกล้อง หรือเปิดกล้องแล้วแต่กล้องไม่ชัด โดยเฉพาะหากมีเด็กเป็นจำนวนมากแล้ว ครูก็จะเห็นนักเรียนอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ความสามารถที่จะสังเกตเห็นสีหน้า พฤติกรรมของเด็กจะลดน้อยลง เพราะฉะนั้นครูต้องใส่ใจเด็กให้มากขึ้น เรียนเสร็จอาจจะมีชั่วโมงพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของนักเรียน สอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนออนไลน์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น 

สำหรับเด็กที่ไม่ค่อยเข้าหาครู คุณครูต้องเริ่มเข้าหาเด็กคนนั้นเอง ถ้าสถาบันการศึกษาสามารถเพิ่มช่องทางและให้โอกาสให้เด็กได้สื่อสารกับอาจารย์เยอะขึ้นน่าจะช่วยได้ ส่วนภาครัฐควรมีนักจิตวิทยาประจำสถาบันการศึกษาตามสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างนักเรียนนักศึกษา ที่เด็กทุกคนสามารถเข้าไปใช้บริการได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพการศึกษาการศึกษาไทยในยุคโควิดการเรียนออนไลน์ความเครียดความเครียดจากการเรียนออนไลน์โรคซึมเศร้าฆ่าตัวตายโดม—ธิติภัทร รวมทรัพย์heartpsychotherapy
Categories: ThisAble

ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี: สถานีรถไฟฟ้าเซนต์หลุยส์ กับหน้าที่ไม่สร้างอุปสรรคเพิ่มให้คนพิการของรัฐไทย

ThisAble - Fri, 2021-02-19 14:46

เขียนและภาพโดย: ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี

สถานีรถไฟฟ้าเซนต์หลุยส์ (S4) เป็นสถานีที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยก่อสร้างตามแนวเส้นทางเดิมระหว่างสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี และสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ การก่อสร้างนี้ได้รับอนุมัติจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนโดย ร่วมลงทุนก่อสร้างตามข้อมูลจากเว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ (อ่านที่นี่

อย่างไรก็ดี ขณะที่มีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการเมื่อปี 2568  สถานีรถไฟฟ้าเซนต์หลุยส์ยังไม่มีแผนก่อสร้าง ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ การก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าเซนต์หลุยส์เกิดขึ้นหลังประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ และมีกฎหมายเกี่ยวกับมาตรฐานการเข้าถึงสถานที่ต่างๆ (accessibility standards) แล้วได้แก่ กฎกระทรวงกำหนดลักษณะหรือการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ และบริการขนส่ง เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ พ.ศ. 2556 อีกทั้งยังมีกฎหมายเพื่อส่งเสริมในการนำรายจ่ายจากการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกไปยกเว้นภาษีเงินได้ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 214) เรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ

แม้สถานีรถไฟฟ้าเซนต์หลุยส์มีห้องน้ำสำหรับคนพิการ และคนพิการที่ใช้สุนัขนำทางสามารถใช้บริการรถไฟฟ้าได้เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าสถานีอื่นๆ (ดูที่นี่) อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานีเซนต์หลุยส์เปิดให้บริการ แม้บางแหล่งจะแจ้งว่าเป็นการเปิดให้บริการขณะที่สร้างเสร็จเพียง 95% ก็ตาม แต่ก็เพียงพอที่จะเห็นได้ว่า ลิฟต์จากถนนขึ้นสู่สถานีมีเพียงฝั่งเดียวและอยู่ระหว่างการติดตั้งบริเวณฝั่งถนนสาทร 9 แต่ฝั่งถนนสาทรเหนือซึ่งเป็นซอยเลขคู่ กลับไม่มีการติดตั้งลิฟต์แต่อย่างใด (ดูที่นี่



 

นอกจากนี้ยังพบว่า หลังการก่อสร้างบันไดขึ้น-ลงสถานี พื้นที่ทางเท้ายังเหลือแคบจนเกิดความลำบากในการสัญจร (ดูที่นี่)


นอกจากประเด็นการปฏิบัติตามกฎหมายไทยแล้ว บทความนี้จะยกตัวอย่างกรณีคำตัดสินของคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ (United Nations Committee on the Rights of Persons with Disabilities หรือคณะกรรมการ CRPD) ในคดี F v. Austria (Communication No. 21/2014) จากกรณีที่ F ผู้ร้องชาวออสเตรียกล่าวอ้างว่าออสเตรียฝ่าฝืนพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการเกี่ยวกับการเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะ และยกประเด็นที่เหมือนและแตกต่างเพื่อวิเคราะห์ต่อไป

ข้อเท็จจริง

F ชาวออสเตรีย อาศัยอยู่ที่เมือง Linz ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ Upper Austria ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้ารัฐของออสเตรีย F เป็นคนตาบอดและใช้ขนส่งสาธารณะในการเดินทาง โดยมักใช้รถรางสาย 3 ในเมือง Linz ที่บริหารจัดการโดย Linz Linien GmbH บริษัทที่เมือง Linz เป็นเจ้าของ

ในเดือนมีนาคม ค.ศ.2004 Linz Linien GmbH ติดตั้งระบบเสียงพูดแบบดิจิตัลเพื่อแปลงข้อความที่แสดงเป็นตัวอักษรเป็นเสียงผ่านการกดปุ่ม ระบบดังกล่าวจะให้ข้อมูล ณ ขณะนั้น (real-time information) ทำให้ทราบถึงเส้นทางรถราง สถานีที่จอด หรือเหตุขัดข้องที่เกิดขึ้น ระบบดังกล่าวทำให้ ผู้ที่บกพร่องทางการมองเห็นสามารถใช้บริการรถรางได้ด้วยตัวเองอย่างเสมอภาคกับผู้โดยสารอื่น 

ต่อมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ.2011 Linz Linien GmbH ได้ขยายเส้นทางวิ่งรถรางสาย 3 ออกไปอีก 7 ป้ายแต่ส่วนต่อขยายไม่มีระบบเสียงพูดแบบดิจิตัล ข้อมูลที่ให้แก่ผู้โดยสารมีแต่แบบตัวอักษรเท่านั้น ทำให้ F ต้องขอให้ผู้โดยสารอื่นช่วยบอกข้อมูลให้

F ได้ยกข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของระบบเสียงดิจิตัลมาประกอบการสู้คดีต่อศาลภายในประเทศออสเตรีย วันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 ศาล District Court ตัดสินว่าการไม่มีระบบเสียงพูดดิจิตัล ไม่สร้างอุปสรรคในการใช้บริการขนส่งสาธารณะแก่ผู้บกพร่องทางการเห็น เพราะว่าข้อมูลในส่วนต่อขยาย ทั้งเรื่องระยะเวลาการมาถึงของรถรางขบวนถัดไป ที่มีระยะเวลาแน่นอนอยู่แล้ว และหากเกิดบริการขัดข้อง ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทางอินเทอร์เน็ต และผู้ที่บกพร่องทางการมองเห็นก็สามารถเข้าถึงได้ อีกทั้งการยกเลิกขบวนรถหรือเหตุไม่อาจคาดหมายนั้นเกิดขึ้นได้ยาก จึงไม่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการแต่อย่างใด

F อุทธรณ์คำตัดสินไปยัง Regional Court of Linz เพราะแม้ข้อมูลจะสามารถตรวจสอบได้ทางอินเทอร์เน็ต แต่ F ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลาขณะเดินทาง อย่างไรก็ตามศาลได้ยืนตามคำพิพากษาของศาล District Court คดีนี้ไม่สามารถยื่นฎีกาได้เนื่องจากถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางทุนทรัพย์

F จึงยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมการ CRPD ว่าการที่ออสเตรียในฐานะรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities: CRPD) ไม่ติดตั้งระบบเสียงดิจิตัลในรถรางสาย 3 ส่วนต่อขยายฝ่าฝืนพันธกรณีเรื่องการเข้าถึง (accessibility) และทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้โดยลำพังและอิสระ

ออสเตรียให้การต่อสู้ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ศาลภายในประเทศได้ตัดสิน และเสริมว่ามีแอปพลิเคชันที่ให้บริการข้อมูลการเดินทางหลายแอปพลิเคชันให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ออสเตรียจึงเห็นว่ามีทางเลือกอื่นในการให้ข้อมูลแก่ผู้โดยสารทันท่วงที และสำหรับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตก็สามารถโทรศัพท์ไปยังฝ่ายบริการลูกค้าของ Linz Linien GmbH เพื่อรับทราบข้อมูลได้

ประเด็นที่คณะกรรมการ CRPD พิจารณา

คณะกรรมการ CRPD เห็นว่าคดีนี้สามารถรับเข้าสู่การพิจารณาได้ จึงพิจารณาประเด็นในเนื้อหา ได้แก่

  1. การประเมินว่ารัฐภาคีได้ดำเนินการตามสมควรเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลเกี่ยวกับบริการการขนส่งที่ได้ให้แก่คนที่ไม่มีความบกพร่องทางการเห็นนั้นเท่ากับที่ให้แก่คนบกพร่องทางการเห็น คณะกรรมการ CRPD ได้พิจารณาว่า ป้ายรถรางในส่วนต่อขยายไม่มีการติดตั้งระบบเสียงดิจิตัล ทั้งที่ผู้ให้บริการทราบถึงบริการดังกล่าว และสามารถติดตั้งได้โดยเสียค่าใช้จ่ายไม่มาก ณ เวลาก่อสร้าง

  2. ประเด็นการให้ข้อมูลผ่านทางเลือกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันที่เข้าถึงได้เมื่อใช้อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือนั้น คณะกรรมการเห็นว่าการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถทำให้คนที่บกพร่องทางการเห็นเข้าถึงข้อมูลได้ทันท่วงทีอย่างกรณีการให้ข้อมูลผ่านระบบเสียงดิจิตัล 

  3. คณะกรรมการ CRPD เห็นว่าหน้าที่ของรัฐตามอนุสัญญา CRPD ข้อ 9 ยังรวมไปถึงหน้าที่ที่จะไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคใหม่เพิ่ม (not creating new barriers) ด้วย 

ดังนั้นรัฐบาลออสเตรียจึงฝ่าฝืนข้อ 5(2) และ ข้อ 9(1), (2)(f) และ (h) แห่งอนุสัญญา CRPD

ผลคำตัดสิน

คณะกรรมการ CRPD ได้แนะนำให้ออสเตรียเยียวยาผู้ฟ้องคดี และให้ออสเตรียดำเนินการดังต่อไปนี้

  1. ทำให้แน่ใจว่ามาตรฐานขั้นต่ำในการเข้าถึงการขนส่งสาธารณะนั้นสามารถทำให้คนพิการทุกประเภทเข้าถึงขนส่งสาธารณะได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ณ เวลาเดินทาง ออสเตรียควรออกกฎหมายที่มีสภาพบังคับ และการกำกับดูแลรถรางสายใหม่ที่จะมีในอนาคตว่าต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ให้คนพิการเข้าถึงได้

  2. จัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับอนุสัญญา CRPD รวมถึงข้อบทที่เกี่ยวกับการเข้าถึงของคนพิการแก่ผู้ให้บริการทุกประเภท รวมถึงการออกแบบ การก่อสร้างในเครือข่ายขนส่งสาธารณะ เพื่อให้แน่ใจว่า โครงข่ายการขนส่งจะมีการก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ที่เป็นไปตามหลักการการออกแบบเพื่อทุกคน (universal design)

  3. ทำให้แน่ใจว่ากฎหมายเรื่องสิทธิคนพิการเกี่ยวกับการไม่เลือกปฏิบัติในการเข้าถึงการขนส่งสาธารณะและการจัดซื้อจัดจ้างได้คำนึงถึงสิทธิคนพิการ และมีการปรึกษาคนพิการ หรือตัวแทนของคนพิการในการออกกฎหมาย

ข้อสังเกต
  1. สถานีที่สร้างหลังสถานีเดิม กรณีตามคดี F v. Austria แตกต่างจากกรณีสถานีเซนต์หลุยส์ในข้อเท็จจริง คือ กรณีรถรางนั้นเป็นส่วนต่อขยาย แต่สถานีเซนต์หลุยส์เป็นแผนเดิมที่เป็นสถานีอนาคต และเพิ่งสร้าง อย่างไรก็ตามจุดที่เหมือนกันคือ การให้บริการขนส่งสาธารณะทั้งสองเกิดขึ้นหลังรัฐเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา CRPD แล้ว และได้วางมาตรฐานเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการขนส่งสาธารณะไว้แล้ว เอกสาร General Comment No. 2 เรื่อง Article 9: Accessibility ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าสิ่งก่อสร้างที่สร้างใหม่ต้องออกแบบในลักษณะที่ให้ทุกคนรวมถึงคนพิการเข้าถึงได้ตามหลักการออกแบบที่เป็นสากล (universal design) กรณีนี้จะแตกต่างจากสิ่งปลูกสร้างที่สร้างก่อนประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา CRPD

  2. การจัดสิ่งอำนวยความสะดวก คดี F v. Austria แตกต่างจากกรณีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานีเซนต์หลุยส์ ในแง่ที่ออสเตรียได้ชี้แจงว่ามีทางเลือกอื่นที่เทียบเคียงได้ให้กับผู้ร้อง ดังนั้นการพิจารณาจึงต้องพิจารณาว่าทางเลือกนั้นทดแทนวิธีการอำนวยความสะดวกแบบเดิมได้หรือไม่ ในขณะที่กรณีสถานีเซนต์หลุยส์นั้น ลิฟต์ที่สร้างมีเพียงฝั่งเดียวซึ่งแน่นอนว่าแตกต่างจากสถานีอื่นๆ ที่ต้องสร้างลิฟต์เพิ่มตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด การมีลิฟต์เพียงฝั่งเดียวย่อมไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้บกพร่องทางการเคลื่อนไหวที่ไม่สามารถใช้บันได และต้องใช้ลิฟต์เพื่อเดินทางได้

  3. หน้าที่ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคใหม่เพิ่ม ในคดี F v. Austria ได้กล่าวถึง “หน้าที่ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคใหม่เพิ่ม” หน้าที่นี้ได้ระบุไว้ใน General Comment No. 2 เรื่อง Article 9: Accessibility คณะกรรมการ CRPD ให้ความเห็นไว้ว่า ความเป็นเมือง (urbanization) ในบางครั้งก่อให้เกิดอุปสรรคใหม่เพิ่มแก่คนพิการในการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก การขนส่ง และบริการต่างๆ รัฐต้องป้องกันไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคเพิ่ม โดยควรใช้หลักการออกแบบที่เป็นสากล การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ตามหลักการในอนุสัญญา CRPD การสร้างบันไดทำให้พื้นที่ทางเท้าไม่พอใช้เดินทางนับเป็นตัวอย่างของอุปสรรคใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา

ดังนั้นจึงต้องจับตาดูต่อไปว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะแก้ไขอุปสรรคในการเข้าถึงที่สถานีเซนต์หลุยส์ให้เป็นไปตามพันธกรณีที่มีในทางระหว่างประเทศอย่างไร

Livingบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศความมั่นคงลลิล ก่อวุฒิกุลรังษีคนพิการรถไฟฟ้าCRPD
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble