ThisAble

ศาลปกครองสูงสุดชี้ กทม.ผิด กรณีสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก BTS ล่าช้า สั่งจ่ายค่าเสียหายคนพิการรายละ 5 พันบาท

ThisAble - Wed, 2021-09-15 18:27

วันนี้ (15 ก.ย. 64) ณ ห้องพิจารณาคดี 9 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ได้มีการอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดระบุ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นที่ได้ยกฟ้อง กรณีบีทีเอสไม่สามารถจัดทำลิฟต์ / สิ่งอำนวยความสะดวกภายในระบบรถไฟฟ้าให้แล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปี นับจากวันที่ 20 มกราคม 2558 นั้น โดยชี้ว่า กทม.ต้องจ่ายค่าเสียหายคนพิการในเขตกรุงเทพมหานครรายละ 5 พันบาท

สืบเนื่องจากกรณีที่ธีรยุทธ สุคนธวิท ผู้ฟ้องที่ 1 กับพวกรวม 430 คน ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ในคดีพิพาทเรื่องการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ในประเด็นการสร้างลิฟต์และอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานีรถไฟฟ้า จำนวน 23 สถานี และจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้าสำหรับคนพิการแต่ไม่แล้วเสร็จครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในปี 2558 นั้น (อ่านที่นี่) ต่อมาศาลปกครองชั้นต้นได้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อที่จะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา (อ่านที่นี่) และผู้ฟ้องได้ยื่นอุทรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด 

วันนี้ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาว่า กรณี BTS ไม่สามารถจัดทำลิฟต์ / สิ่งอำนวยความสะดวกภายในระบบรถไฟฟ้าให้แล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปี นับจากวันที่ 20 มกราคม 2558 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดนั้น ถือได้ว่าเป็นการทำละเมิดต่อคนพิการผู้ฟ้องทั้ง 430 คน และให้กทม. ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทาน รับผิดชอบค่าเสียหายให้แก่คนพิการผู้ฟ้องซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรงที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานครกว่า 10 คน เป็นค่าเสียหายรายละ 5,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด นับแต่วันฟ้องคดี

สนธิพงษ์ มงคลสวัสดิ์ ทนายความ ระบุว่าเรื่องนี้สืบเนื่องมาตั้งแต่คำสั่งศาล ที่สั่งให้จัดทำลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกให้แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2558 ภายใน 1 ปี เมื่อไม่แล้วเสร็จคนพิการจึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย วันนี้ได้เห็นแล้วว่า แม้คู่กรณีจะอ้างอุปสรรคของการทำงาน แต่คำอ้างนี้เป็นอุปสรรคเรื่องการจัดการของกทม. จึงถือว่าเป็นการละเลยและทำให้คนพิการได้รับความเสียหาย โดยศาลมองว่า คนพิการในเขตกรุงเทพฯ ใกล้ชิดกับ BTS มากกว่าคนพิการที่อยู่ต่างจังหวัด จึงพิพากษาให้คนพิการบางส่วนได้รับค่าเสียหาย 

อย่างไรก็ดี จำนวนเงินที่คนพิการยื่นฟ้องด้วยเหตุที่ว่า กทม.ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จและล่วงเลยมานานจนเกินสมควร เข้าข้อกฎหมายพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จึงกำหนดค่าเสียหายโดยประมาณจากค่าใช้จ่ายของคนพิการในการเดินทางหากไม่สามารถใช้บริการได้อยู่ที่ประมาณ 800,000 บาทต่อปี ผ่านมา 4 ปี จึงเป็นเงินประมาณ 4 ล้านบาทต่อคน รวม 430 คนก็ประมาณ 1,400 ล้านบาทเศษ แต่ทั้งนี้ศาลเห็นว่าแม้มีการละเมิดเกิดขึ้นและทำให้คนพิการไม่สามารถเดินทางได้จริง แต่พฤติการณ์ของกทม.ไม่ได้ร้ายแรงหรือจงใจ ไม่ใช่การประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นจำนวนเงินตามที่คนพิการร้องค่าเสียหายไป และเห็นว่ากทม.พยายามที่จะแก้ไข หากแต่เกิดอุปสรรค ศาลจึงกำหนดให้มีการจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท เฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อนในการเดินทางภายในเมือง และเนื่องจากเป็นคดีของศาลปกครองสูงสุด จึงเชื่อว่าถึงที่สุดแล้ว กทม.จะติดต่อผู้ฟ้องคดีที่ต้องได้รับเงิน ซึ่งเป็นเรื่องของการบังคับคดีในส่วนต่อไป 

สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ (T4A)  กล่าวว่าเรื่องนี้ชี้ชัดแล้วว่ากรุงเทพฯ ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่ที่คนพิการฟ้องและศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งก็ยังทำอย่างล่าช้า เลยเถิดมา 5-6 ปี หากถามว่าวันนี้รู้สึกยังไง ก็ดีใจที่เห็นคำพิพากษา มีความศักดิ์สิทธิ์ แต่สิ่งที่ยังไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ก็คือ สามัญสำนึกของผู้บริหารท้องถิ่น ที่แม้มีคำพิพากษาแล้วก็ยังละเลยได้ ทั้งที่ไม่ควรต้องรอคำพิพากษา เมื่อคนพิการเริ่มกระบวนการเจรจาต่อรอง เสนอแนะ ให้คำปรึกษา เขาควรจะต้องให้ความสำคัญและยิ่งเมื่อมีการยื่นฟ้องจนศาลปกครองสูงตัดสิน ก็ควรต้องรีบทำให้เรียบร้อย 

สิ่งที่เราจะขับเคลื่อนต่อไปคงเป็นการขับเคลื่อนในทางแพ่ง ก็คือการฟ้องเรียกค่าเสียหาย แต่คำถามที่สำคัญก็คือความไม่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและงบประมาณของรัฐ หากออกแบบและสร้างตั้งแต่ต้นนั้นประหยัดกว่าการรื้อปรับแก้ ฉะนั้นค่าความเสียหายนี้ใครควรจะเป็นคนที่รับผิดชอบ  เพราะแม้ว่าคำพิพากษาระบุให้จ่ายเงินชดเชยตามข้อเรียกร้องของประชาชน แต่เงินเหล่านั้นก็เป็นเงินของประชาชนเจ้าของภาษี ฉะนั้นผู้มีอำนาจควรที่จะรับผิดชอบและทำงานของตัวเองให้ดีตั้งแต่แรกเสียก่อน ความเสียหายครั้งนี้ไม่ได้ตกอยู่เฉพาะกับคนพิการเท่านั้น แต่ตกไปถึงครอบครัวของคนพิการด้วย เพราะหากคนพิการคนหนึ่งออกไปทำงาน หรือเรียนหนังสือได้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เงิน 1,400 ล้านบาท ที่เรียกเป็นค่าเสียหายไม่สำคัญเท่ากับจิตสำนึกของผู้บริหาร

หลังจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ ในทางกระบวนการยุติธรรม หนึ่งในนั้นคือคำให้การ ของคู่กรณีในช่วงไกล่เกลี่ยที่ระบุว่า ในหนึ่งสถานีได้ทำการติดตั้งลิฟต์ไว้เรียบร้อยแล้วในฝั่งเดียว ศาลก็ถามว่า แล้วถ้าเดินทางอีกฝั่งจะต้องทำอย่างไร เขาก็ตอบอย่างหน้าชื่นตาบานว่า ก็ให้เรียกแท็กซี่ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง แล้วค่อยไปขึ้นรถไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกในหลายสถานี รวมถึงสายสีม่วงและส่วนต่อขยาย เราจึงต้องพิจารณาในเรื่องการออกแบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริงผ่านกระบวนการยุติธรรม ตราบใดที่วิธีคิดของผู้บริหารกับผู้บริโภคยังไม่ตรงกัน กระบวนการสร้างความเข้าใจและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต้องถูกนำมาใช้ควบคู่กัน

วรกร ไหลหรั่ง ทนายความและที่ปรึกษาทางกฏหมายเสริมว่า หลักการและวิธีคิดของของคนพิการคือการส่งเสริมให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างทั่วถึงและปลอดภัย ขนส่งสาธารณะเหล่านี้มันเป็นสิ่งถาวรวัตถุที่ต้องใช้ไปอีกเป็นสิบๆ ปี เราจึงอยากให้รัฐหรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง มองเรื่องการเข้าถึงให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากกว่านี้ 

หากรัฐบอกว่าจุดประสงค์ของการสร้างรถไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้มีขึ้นเพื่อลดระยะเวลาและสร้างความสะดวกให้กับประชาชน แต่คนพิการไม่สามารถเข้าถึงรถไฟฟ้าได้ คนพิการก็ไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ การมีสิ่งอำนวยความสะดวกจะช่วยคนพิการ รวมถึงผู้สูงอายุให้ใช้ชีวิตได้ หากไม่ผลักดันก็เท่ากับว่าวัตถุประสงค์เรื่องการเข้าถึงอย่างสะดวกและปลอดภัยไม่เกิดขึ้นจริง ในอนาคตผมหวังว่ารัฐหรือหน่วยงานต่างๆ จะเอาผู้ใช้งานเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้าง เพื่อให้เขาบอกว่าเขาจะใช้งานสิ่งนั้นได้อย่างไร 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง อ่านประวัติศาสตร์ที่สร้างไม่เสร็จของสิ่งอำนวยความสะดวกบน BTS ได้ (ที่นี่)












 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนBTSสนธิพงษ์ มงคลสวัสดิ์สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์วรกร ไหลหรั่งศาลปกครองสูงสุดสิ่งอำนวยความสะดวก
Categories: ThisAble

ยกฟ้อง! กรณีคนพิการฟ้องรถไฟฟ้าสายสีม่วง เหตุละเลยการปฏิบัติหน้าที่-ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก

ThisAble - Wed, 2021-09-08 22:21

ศาลปกครองยกฟ้อง คนพิการฟ้องรถไฟฟ้าสายสีม่วง เหตุไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการ

วันนี้ (9 ก.ย.64) ณ ห้องพิจารณาคดี 9 ชั้น 3 อาคารศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง จากกรณีที่สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยยื่นฟ้องการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ​ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่กรณีไม่จัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วงเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 โดยเรียกค่าเสียหายรวม 17 ล้านบาท และให้จัดสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่กฎหมายกำหนด ทั้ง 16 สถานี (อ่านเพิ่มเติมที่นี่ )

ข้อมูลจากภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ระบุว่า รถไฟฟ้าสายสีม่วง 16 สถานีมีปัญหาอุปสรรคทั้ง 16 สถานี เช่น ติดตั้งลิฟท์ไม่ครบถ้วนทุกสถานี สภาพแวดล้อมของอาคารสถานีขนส่ง หรืออาคารจอดรถ ก็ไม่มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ตามที่กฎหมายกำหนด และแม้เครือข่ายจะมีความพยายามขอความร่วมมือและเข้าไปมีส่วนร่วมแต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร

โดยวันนี้ ตัดสินยกฟ้อง ด้วยเหตุที่ว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลฯ ว่า ภายในสถานีรถไฟฟ้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ได้จัดให้มีการติดตั้งลิฟต์สำหรับคนพิการ ลิฟต์บันได และทางลาดสำหรับคนพิการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา ที่มาใช้บริการรถไฟฟ้าในทุกสถานี โดยมีลิฟต์สำหรับคนพิการสถานีละ 4 ตัว ส่วนสถานีรถไฟฟ้าที่คร่อมบริเวณทางแยก ได้แก่ สถานีบางพลู สถานีแยกนนทบุรี 1 สถานีบางซ่อน รฟม. ได้ติดตั้งลิฟต์บันไดเพื่อให้สามารถขึ้นไปถึงชั้นออกบัตรโดยสารและชั้นชานชาลาเพิ่มเติม โดยลิฟต์บันไดดังกล่าวมีราวกั้นทุกด้านบริเวณช่วงลำตัวของคนพิการและที่ล้อเข็นเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และมีป้ายสัญลักษณ์คนพิการที่มีสีขาว และพื้นป้ายสีน้ำเงินติดไว้ที่ช่องประตูด้านนอกลิฟต์และที่อุปกรณ์ลิฟต์บันได 

นอกจากนี้ ภายในอาคารสถานีรถไฟฟ้าได้จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ได้แก่ ช่องขายตั๋ว ห้องน้ำ ที่จอดรถสำหรับคนพิการ และมีพื้นผิวต่างสัมผัสสำหรับคนพิการทางการมองเห็นในบริเวณต่างๆ ในสถานีรถไฟฟ้า อีกทั้งได้จัดให้มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการในรถไฟฟ้า ได้แก่ 1) พื้นที่สำหรับจอดรถเข็นคนพิการในรถไฟฟ้า จำนวน 2 จุด ต่อหนึ่งตู้โดยสาร ใกล้กับประตูรถไฟฟ้า โดยพื้นผิวของพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นผิวกันการลื่นไถล 2) ที่นั่งสำรองสำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา และคนพิการ จำนวน 2 ที่นั่ง ต่อหนึ่งตู้โดยสาร ใกล้กับประตูรถไฟฟ้า 3) อุปกรณ์สำหรับยึดรถเข็นคนพิการ เป็นประเภทเข็มขัดนิรภัยและชุดล็อคขนาดมาตรฐานทั่วไป สามารถปลดออกได้ในกรณีฉุกเฉิน 4) ป้ายสัญลักษณ์คนพิการ บริเวณพื้นที่สำหรับจอดรถเข็นคนพิการ และ 5) ป้ายสัญลักษณ์คนพิการด้านนอกขบวนรถไฟฟ้า

กรณีจึงรับฟังได้ว่า รฟม. ดำเนินการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการเพื่อให้คนพิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ภายในสถานีรถไฟฟ้า และขบวนรถไฟฟ้า ตามกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 และกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ หรือการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ และบริการขนส่ง เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ พ.ศ. 2556 ตามควรแก่กรณี เพื่อเป็นการดำเนินการให้คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะในการใช้บริการรถไฟฟ้าอย่างเหมาะสมแล้ว 

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงไม่อาจฟังได้ว่า รฟม. ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร กรณีการจัดทำลิฟต์สำหรับคนพิการ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี

อ้างอิง 

https://www.thaipost.net/main/detail/116058

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมรถไฟฟ้าสายสีม่วงสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
Categories: ThisAble

สรุปเหรียญรางวัลนักกีฬาพาราไทย ในโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020

ThisAble - Wed, 2021-09-08 22:11

สรุปเหรียญรางวัลนักกีฬาพาราไทย ในโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020

นับตั้งแต่การแข่งขันโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ที่ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.-4 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งมีนักกีฬาไทยเข้าร่วมแข่งขัน 77 คนจาก 14 ชนิดกีฬานั้น นักกีฬาไทยสามารถคว้าเหรียญรางวัลได้ทั้งหมด 18 เหรียญ นับเป็นอันดับที่ 25 จาก 86 ประเทศที่ได้เหรียญและเป็นที่ 1 ของอาเซียน

จากทั้งหมด 18 เหรียญของไทย แบ่งเป็น 5 เหรียญทอง 5 เหรียญเงินและ 8 เหรียญทองแดง โดยวีลแชร์เรซซิ่งคือกีฬาที่คว้าเหรียญรางวัลมากที่สุดจำนวน 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง และพงศกร แปยอคือนักกีฬาที่คว้าเหรียญได้มากที่สุดจำนวน 3 เหรียญทอง จากการแข่งขันวีลแชร์เรซซิ่งคลาส T53 ระยะ 100 เมตร, 400 เมตร และ 800 เมตร และทำลายสถิติพาราลิมปิกทั้ง 3 รายการ โดยเฉพาะ 400 เมตรที่ทำลายสถิติโลก นอกจากนี้ยังมีนักกีฬาที่ได้รับเหรียญเป็นครั้งแรก ได้แก่ อธิวัฒน์ แพงเหนือ, ภูธเรศ คงรักษ์, ขวัญสุดา พวงกิจจา, สุจิรัตน์ ปุกคำ และอำนวย เวชวิฐาน

เหรียญรางวัลทั้งหมดที่นักกีฬาไทยได้รับในโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020 มีดังนี้

5 เหรียญทอง
- พงศกร แปยอ วีลแชร์เรซซิ่ง 100 เมตร คลาส T53 (ทำลายสถิติพาราลิมปิก)
- พงศกร แปยอ วีลแชร์เรซซิ่ง 400 เมตร คลาส T53 (ทำลายสถิติโลก)
- พงศกร แปยอ วีลแชร์เรซซิ่ง 800 เมตร คลาส T53 (ทำลายสถิติพาราลิมปิก)
- อธิวัฒน์ แพงเหนือ วีลแชร์เรซซิ่ง 100 เมตร คลาส T54
- วิษณุ ฮวดประดิษฐ์, สุบิน ทิพย์มะณี, วัชรพล วงษาและวรวุฒิ แสงอำภา บอคเซียทีม คลาส BC 1-2

5 เหรียญเงิน
- อธิวัฒน์ แพงเหนือ วีลแชร์เรซซิ่ง 400 เมตร คลาส T54
- ประวัติ วะโฮรัมย์ วีลแชร์เรซซิ่ง 1,500 เมตร คลาส T54
- วัชรพล วงษา บอคเซีย บุคคล คลาส BC2
- พรโชค ลาภเย็น บอคเซีย บุคคล คลาส BC4
- สุจิรัตน์ ปุกคำ แบดมินตัน หญิงเดี่ยว WH1

8 เหรียญทองแดง
- สายสุนีย์ จ๊ะนะ วีลแชร์ฟันดาบเอเป้ คลาส B
- รุ่งโรจน์ ไทยนิยม เทเบิลเทนนิส บุคคลชาย คลาส 6
- อนุรักษ์ ลาววงษ์, ยุทธจักร กลิ่นบานชื่นและถิรายุ เชื้อวงษ์ เทเบิลเทนนิส ทีมชาย คลาส 3
- ภูธเรศ คงรักษ์ วีลแชร์เรซซิ่ง 1,500 เมตร คลาส T54
- ภูธเรศ คงรักษ์ วีลแชร์เรซซิ่ง 5,000 เมตร คลาส T54
- สายชล คนเจน วีลแชร์เรซซิ่ง 800 เมตร คลาส T54
- ขวัญสุดา พวงกิจจา เทควันโด รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 49 กก. คลาส K44
- อำนวย เวชวิฐานและสุจิรัตน์ ปุกคำ แบดมินตัน หญิงคู่ คลาส WH1-2

ข้อมูลจาก Stadium TH

Culture & Artข่าวการเมืองกีฬาพาราลิมปิกเกมส์โตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020
Categories: ThisAble

5 ฮีโร่คนพิการไทย...ดังไกลระดับโลก

ThisAble - Sat, 2021-09-04 13:57

“การมุ่งเน้นที่ความแตกต่างและมองข้ามสิ่งที่รวมเราให้เป็นหนึ่ง ยิ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกและกีดกัน สิ่งเหล่านี้บั่นทอนเป้าหมายและความสำเร็จที่เราสามารถมีร่วมกันได้ แท้จริงแล้ว ความแตกต่างยิ่งทำให้เราแข็งแกร่ง”

คำกล่าวข้างต้นเป็นของแอนดรูว์ พาร์สัน ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกสากล ในพิธีเปิดพาราลิมปิกเกมส์เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทัพนักกีฬาพาราลิมปิก และผู้คนที่รับชมพิธีเปิดจากทั่วมุมโลกแล้ว ยังสะท้อนถึงแนวคิดของคนในสังคมต่อคนพิการได้เป็นอย่างดี ที่มักจะนำข้อแตกต่างทางกายภาพ รวมถึงแนวคิดทางสังคมและวัฒนธรรม อย่างเช่นความเชื่อเรื่อง “เวรกรรม” มาลดทอนศักยภาพของคนพิการ และผลักให้กลายเป็นกลุ่มคนชายขอบของสังคมในที่สุด 

ในความเป็นจริงแล้วมีคนพิการอีกหลายคนที่ต้องต่อสู้กับทัศนคติการเหมารวมคนพิการ โดยตัดสินจากข้อบกพร่องทางร่างกายเพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้ไม่ต่างจากคนทั่วไปในสังคม และต่อสู้เพื่อสิทธิที่พวกเขาควรจะได้รับอย่างเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ชวนทำความรู้จักกับ 5 ฮีโร่คนพิการไทยผู้เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนเอาชนะอุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้ว “ความแตกต่าง” ยิ่งทำให้ผู้คนแข็งแกร่ง

กันยา เซสเซอร์  (Kanya Sesser)

"กันยา เซสเซอร์" (Kanya Sesser) สาวไทยวัย 24 ปี มีความพิการมาตั้งแต่กำเนิด ในวัยเด็กเธอใช้ชีวิตอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในประเทศไทย แต่แล้วโชคชะตาก็ได้นำพาให้เธอไปมีชีวิตใหม่ เมื่ออายุ 5 ขวบ มีชาวต่างชาติมาขอรับอุปการะและพา "กันยา" ย้ายไปมีชีวิตใหม่กับครอบครัวที่อเมริกา

"กันยา" ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่มองว่าความพิการเป็นอุปสรรค เธอชื่นชอบกีฬาเอ็กซ์ตรีมและฝึกฝนอย่างจริงจัง จนอายุ 15 ปีก็สามารถเป็นนักกีฬาที่มีรูปร่างสุดสตรองและได้รับการติดต่อให้ไปถ่ายแบบกับแบรนด์ชื่อดังต่างๆ มากมาย ซึ่งสร้างรายได้ดีไม่แพ้นางแบบคนอื่นๆ 

ครั้งหนึ่งกันยาเคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยว่า

"กลุ่มนักกีฬาคนพิการ แม้พวกเขาจะเกิดมาแตกต่างกัน แต่จริงๆ เรานั้นเราก็มีอะไรที่เหมือนกัน คุณไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันจึงรู้สึกดี เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น พวกเขาเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทีม เหมือนพี่น้อง เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน"

แทมมี ดักเวิร์ธ  (Tammy Duckworth)

ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ เกิดเมื่อปี 1968 ที่กรุงเทพมหานคร พ่อของเธอเป็นทหารชาวอเมริกัน และแม่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ครอบครัวของเธอต้องโยกย้ายไปหลายประเทศตามหน้าที่การงานของพ่อ ทำให้เธอต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแต่ก็สื่อสารภาษาไทยได้

แต่เดิมเธอเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ โดยสมัครเข้าร่วมกองทัพสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1992 กระทั่งปี 2004 เธอได้เข้าร่วมรบในสงครามอิรัก ขณะนั้นเธอเป็นนักบินผู้ช่วยบนเฮลิคอปเตอร์ ยูเอช-60 แบล็กฮอว์ค และถูกยิงระเบิดเข้าในเครื่องบริเวณที่เธอนั่งทำให้บาดเจ็บที่แขนขวา และสูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง จนต้องนั่งวีลแชร์และใช้ขาเทียมตั้งแต่นั้นมา

ภายหลังเธอหันมาโลดแล่นบนเส้นทางการเมืองสหรัฐฯ โดยได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตและสมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกาจากรัฐอิลลินอยส์ ถือเป็นสตรีเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์

ในปี 2009 เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกิจการทหารผ่านศึกของสหรัฐ และปี 2012 เธอได้รับชัยชนะการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้เธอเป็นสตรีพิการคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงเชื้อสายไทยคนแรกในประวัติศาสตร์

ชาวไทยหันมาจับจ้องไปที่แทมมี ดักเวิร์ธ อีกครั้งหลังจากที่เธอมีส่วนร่วมกับคณะกรรมาธิการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภาสหรัฐในการออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย และเรียกร้องให้ผู้นำไทยฟังเสียงของประชาชนเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีการออกมาพูดในครั้งนั้นส่งผลให้ประชาชนชาวไทยจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็นซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงกลุ่มคนบางกลุ่มที่โจมตีถึงรูปร่างและความพิการของเธอ

อย่างไรก็ตาม แทมมี ดักเวิร์ธ ไม่ได้ย่อท้อต่อชะตาชีวิตของเธอโดยมองว่าเป็นข้อดีเสียด้วยซ้ำเนื่องจากความพิการทำให้เธอได้มองเห็นปัญหาหลายอย่างด้วยตนเอง เช่นสวัสดิการที่คนพิการควรจะได้รับ จึงไม่น่าแปลกใจที่อดีตประธานาธิบดีโอบามาได้ยกให้เธอเป็น "ผู้หญิงแกร่งที่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่"

Golf No Hands สตรีมเมอร์ไร้แขน

"กอล์ฟ” ภารดร รุ่งเรือง หนุ่มวัย 18 ปี ผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดทางกายภาพ เดินตามความฝันและทำในสิ่งที่ตนชอบจนสามารถเป็นสตรีมเมอร์เกมที่มีผู้ติดตามถึง 2.2 แสนคน

กอล์ฟเคยเป็นเด็กหนุ่มธรรมดาที่มีความฝันที่อยากจะเป็นนักกีฬาฟุตบอล แต่โชคชะตากลับไม่เข้าข้างกอล์ฟเมื่อเขาประสบอุบัติเหตุ จนทำให้ต้องสูญเสีย แขนและขา ในเวลาเดียวกันตั้งแต่อายุ 12 ปี แต่แม้จะเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้ต้องทิ้งความฝันไป กอล์ฟก็ไม่ย่อท้อ และพยายามมองหาสิ่งที่ตัวเองพอจะทำได้เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับทางบ้าน จนได้พบกับจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้งในฐานะสตรีมเมอร์ไร้แขน Golf No Hands 

แม้การสูญเสียแขนทั้งสองข้างไปจะเป็นอุปสรรคในการเล่นเกมอยู่บ้าง แต่ความพยายามและการฝึกฝนทำให้เขาสามารถเล่นเกมผ่านการใช้ปากบังคับปากกาและสามารถแข่งขันกับคนทั่วไปได้เป็นอย่างดี`ความสามารถเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของเขาทีเก่งไม่แพ้สตรีมเมอร์คนไหนๆ  ตลอดเวลาที่กอล์ฟได้โชว์ฝีมือในการเล่น เชื่อเถอะว่าไม่มีใครรู้ว่ากอล์ฟใช้ปากบังคับปากกาในการเล่น หากเขาไม่เปิดกล้องให้ใครเห็นตอนที่เขาสตรีม 

ปัจจุบัน Golf No Hands มีผู้ติดตาม 2.2 แสนคน และยังเป็นสตรีมเมอร์ในโครงการ Facebook Gaming อีกด้วย

ใครที่อยากเข้าไปชมและเข้าไปให้กำลังใจรวมถึงอยากเล่นเกมกับกอล์ฟ ก็สามารถเข้าไปเจอกันได้ทุกวัน ตามลิงก์นี้เลย https://www.facebook.com/golf.no.hand.gaming

พงศกร แปยอ

"กร" พงศกร แปยอ เจ้าของ 3 เหรียญทองกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งจากมหกรรมพาราลิมปิก ประจำปี 2020 และแชมป์โลกจากรายการ "เวิลด์ พารา แอธเลติกส์ แชมเปี้ยนชิพ” เมื่อปี 2019 เขาเด็กหนุ่มจากขอนแก่นเป็นโปลิโอที่ขาทั้งสองข้างตั้งแต่กำเนิด ทำให้ต้องนั่งวีลแชร์ตั้งแต่ที่จำความได้ แต่กรไม่เคยคิดเสียใจหรือน้อยใจที่ตนเองมีร่างกายไม่เหมือนคนอื่นเลยแม้แต่น้อย

พงศกร แปยอ เริ่มเล่นกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งตั้งแต่อายุได้ 13 ปี ช่วงเวลานั้นได้มีอาจารย์ สากล ทัพสมบัติ ชักชวนให้ไปแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 30 "นครสุโขทัยเกมส์" เมื่อปี 2009 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเขาแทบจะไม่รู้จักกีฬาชนิดดังกล่าวเลย

ด้วยพรสวรรค์ของเขาที่ใช้เวลาทำความรู้จักและฝึกซ้อมก่อนแข่งแค่เพียง 1 เดือน กลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าเหรียญทองแดงวีลแชร์เรซซิ่ง ประเภท 100 ม. กับ 400 ม. มาครองเมื่อปี 2009 

จากความตั้งใจมุ่งมั่นของพงศกร ทำให้ประวัติ วะโฮรัมย์ และเรวัฒน์ ต๋านะ สองนักวีลแชร์เรซซิงดีกรีทีมชาติไทยเจ้าของเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์หลายสมัย ถึงกับไปขอพ่อแม่ของพงศกรเพื่อรับมาดูแลสนับสนุนในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเล่นกีฬา ประวัติและเรวัฒน์ได้มอบรถวีลแชร์ที่เคยใช้และสภาพยังดีอยู่ให้พงศกรใช้ เพื่อเข้าแข่งขันรายการต่างๆ หรือเรื่องการทำงาน ซึ่งตอนนี้ได้มีการทาบทามให้เจ้าตัวเข้ามาทำงานให้กับ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป

จากเด็กที่เกิดมามีความแตกต่างทางกายภาพ การเล่นกีฬาอย่างจริงจัง ชีวิตของเขาก็กลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ และในการแข่งขันโตเกียว พาราลิมปิก 2020 ความพยายามของเขาก็ได้แสดงผลให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ด้วยการคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันวีลแชร์เรซซิ่ง 400 เมตร เข้าเส้นชัยด้วยความเร็วที่ 46.61 วินาที ทำลายสถิติโลกที่เคยทำไว้โดยผู้เข้าแข่งขันจากประเทศแคนาดาที่ 46.82 วินาที อีกทั้งพงศกรยังได้ถูกรับเลือกให้รับหน้าที่ถือธงไตรรงค์ในพิธีเปิดการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ 2020 ในครั้งนี้ พร้อมกับสุบิน ทิพย์มะณี เจ้าของเหรียญทองบอคเซียอีกด้วย

บุญรอด อารีย์วงศ์

จากการเปิดตัวแคมเปญระดับโลกอย่าง #WeThe15 ที่ถูกปล่อยก่อนการเริ่มต้นกีฬาพาราลิมปิกที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อยุติการเลือกปฏิบัติแบ่งแยกคนพิการและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชากรกลุ่มนี้อย่างยั่งยืน โดยคณะกรรมการพาราลิมปิกและภาคีเครือข่าย ในคลิปวิดีโอนั้นก็มีครีเอเตอร์คนไทยอย่าง ‘บุญรอด’ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการโปรโมท “พาราลิมปิก เกมส์” ด้วย

บุญรอด ต่อสู้กับโรคมะเร็งตับตั้งแต่อายุ 3 เดือน ทำให้ต้องตัดตับทิ้งไปข้างหนึ่ง และทำให้พัฒนาการของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ที่ควรจะมีต้องหยุดชะงัก จากการพักฟื้นที่ยาวนานถึง 1 ปี จึงทำให้บุญรอดต้องใช้ชีวิตกับอาการกล้ามเนื้อยึด ส่งผลต่อการพูด การเดิน 

ถึงแม้จะมีอุปสรรคในการใช้ชีวิต แต่ข้อจำกัดทางกายภาพเหล่านั้นไม่ได้จำกัดศักยภาพของบุญรอดแต่อย่างใด เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ครีเอเตอร์ผู้มีชื่อเสียงบนยูทูวป์ จากช่อง “Poocao Channel” ที่ผลิตคอนเทนต์สร้างเสียงหัวเราะและความเข้าใจเกี่ยวกับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและมีความหลายหลายทางเพศได้เป็นอย่างดี โดยทุกคนสามารถติดตามบุญรอดได้ที่ Instagram @bunroda

ร่วมติดตามเพื่อสนับสนุนการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชากรกลุ่มคนพิการอย่างยั่งยืน รวมไปถึง #ส่งใจเชียร์ฮีโร่พาราลิมปิกไทย ในช่วงการแข่งขันพาราลิมปิก โตเกียว 2020 ได้ที่ Instagram @thaiparaheroes


 

ขอบคุณภาพประกอบ : 

Instagram kanyasesser
Instagram  bunroda
https://www.paralympic.org/news/ipc-president-andrew-parsons-tokyo-2020-opening-ceremony-speech
https://www.sanook.com/women/53187/
https://www.posttoday.com/world/639917
https://www.satc.or.th/athlete/profile.aspx?alid=11
https://thejoi.com/%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94-poocao-channel-paralympic/

บทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศกันยา เซสเซอร์แทมมี ดักเวิร์ธGolf No Handsพงศกร แปยอบุญรอด อารีย์วงศ์
Categories: ThisAble

ส.ส.ก้าวไกล จี้รัฐอัดฉีดนักกีฬาพาราลิมปิกเท่าโอลิมปิก ชี้คนเหมือนกันต้องดูแลเท่ากัน

ThisAble - Tue, 2021-08-31 19:01

วันนี้ (31 ส.ค.) ที่รัฐสภา ปริญญา ช่วยเกตุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อดีตนักกีฬาพิการ เทเบิลเทนนิสทีมชาติไทย พร้อมด้วย ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล แถลงข่าวถึงกรณีนักกีฬาไทยได้รับชัยชนะจากการแข่งขันโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020

ปริญญาระบุว่า เขายินดีกับชัยชนะของนักกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ที่คว้าเหรียญทอง เหรียญเงินและเหรียญทองแดง ให้กับประเทศไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอัดฉีดเงินให้กับนักกีฬาคนพิการ เช่นเดียวกับนักกีฬาไม่พิการ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่นักกีฬา เนื่องจากนักกีฬาพาราลิมปิกหากได้เหรียญทองจะได้รับเงิน 7.2 ล้านบาท เหรียญเงิน 4.8 ล้านบาทและเหรียญทองแดง 3 ล้านบาท แต่เมื่อเปรียบเทียบกับนักกีฬาทีมชาติไทยที่ไม่ได้มีความพิการ กลับพบว่าได้รับเงินอัดฉีดมากกว่าถึง 2 เท่า โดยหากได้เหรียญทองจะได้รับเงิน 12 ล้านบาท เหรียญเงิน 7.2 ล้านบาทและเหรียญทองแดง 4.8 ล้านบาท

โดยก่อนหน้านี้ ปริญญาเคยหารือกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกีฬา สภาผู้แทนราษฎร ต่อเรื่องนี้ว่า เราเป็นคนเท่ากัน ต้องได้รับการดูแลเทียบเท่ากัน ส่วนงบประมาณกองทุนกีฬาปีละ 4 พันล้านบาทนั้น มองว่าขณะนี้ไม่เป็นปัญหา แต่จะต้องพิจารณากันอีกครั้งว่าจะมีการปรับปรุงระเบียบเพิ่มเติมหรือไม่

 

ที่มา

สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนกีฬาโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020
Categories: ThisAble

EA เปิด 5 สิทธิบัตรฟรีเอื้อคนพิการเข้าถึงเกมง่ายขึ้น

ThisAble - Tue, 2021-08-31 14:29

เว็บไซต์ของ EA : Electronic Arts ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า บริษัทอนุญาตให้ผู้พัฒนาเกมรายอื่นใช้สิทธิบัตร 5 รายการ และอาจเพิ่มขึ้นในอนาคตได้ฟรี โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องเพื่อทำให้เกมสามารถเข้าถึงได้โดยคนพิการมากขึ้น

จากแถลงการณ์บนเว็บไซต์ทางการของ EA ระบุว่าบริษัทอนุญาตให้ผู้พัฒนาเกมรายอื่นสามารถใช้สิทธิบัตร 5 รายการในปัจจุบันได้ฟรี และอาจมีเพิ่มขึ้นในอนาคตและไม่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง โดยในแถลงการณ์ได้ระบุว่า บริษัทได้ให้คำมั่นสัญญาว่า จะเปิดสิทธิให้นักพัฒนาทุกคนในอุตสาหกรรมเกมใช้สิทธิบัตรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการเข้าถึงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถนำเอาไปใช้ได้อย่างอิสระเพื่อทำให้เกมเหล่านั้นเข้าถึงได้โดยคนทุกคน เทคโนโลยีต่างๆ ที่เปิดให้ใช้นั้นครอบคลุมไปถึงนวัตกรรมต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดอุปสรรคของผู้เล่นที่เป็นคนพิการหรือมีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ด้านการมองเห็น การได้ยิน การพูดสื่อสารและการรับรู้

สิทธิบัตร 5 รายการนั้นรวมถึงระบบ ping ที่ใช้ในเกม Apex Legends โดยผู้เล่นสามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมได้โดยไม่จำเป็นต้องพูด แต่ใช้การวางเครื่องหมายต่างๆ บนแผนที่แทน

อย่างไรก็ดี EA มีเงื่อนไขข้อยกเว้นเดียวเท่านั้นคือ หากผู้พัฒนายื่นฟ้องร้อง EA เนื่องจากละเมิดสิทธิบัตรอื่น EA ก็จะปฏิเสธสิทธิการใช้งานฟรีดังกล่าว


สิทธิบัตรที่ EA เปิดให้นักพัฒนาใช้งานได้ฟรีมีดังนี้

  • Contextually Aware Communications System in Video Games ในระบบ ping ที่อนุญาตให้ผู้เล่นส่งสัญญาณเพื่อสื่อสารด้วยภาพที่สร้างขึ้นผ่าน controller input เพื่อแจ้งตำแหน่งให้กับเพื่อนร่วมทีมในเกม Apex Legends
  • Systems and Methods for Automated Image Processing for Images with Similar Luminosities (จำนวน 2 สิทธิบัตร) ซึ่งช่วยประมวลผลของภาพที่ผ่านการปรับปรุง เพื่อช่วยในการมองเห็นสีให้เหมาะสมกับผู้เล่นเกมที่อาจมีปัญหาเรื่องการมองเห็นสี
  • Contrast Radio Detection and Rendering System เป็นระบบตรวจจับอัตราส่วนคอนทราสต์อัตโนมัติในบริเวณพิกเซลของเฟรมที่แสดงผล และอัปเดตส่วนที่มีอัตราส่วนคอนทราสต์ย่อยเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์และมาตรฐานอัตราส่วนคอนทราสต์
  • Personalized Real-Time Audio Generation Based on User Physiological Response ระบบสร้างเสียงเพลง / เสียงดนตรีสำหรับผู้เล่นเกมที่อาจมีปัญหาด้านการได้ยินเสียง

ที่มา

https://www.videogameschronicle.com/news/ea-has-made-five-of-its-accessibility-patents-free-for-any-studio-to-use
https://www.techoffside.com/2021/08/ea-5-patent-pledge/

Culture & Artข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศEAElectronic Artsเกม
Categories: ThisAble

คุยกับภัทรพันธุ์ กฤษณา : จากก้าวแรกสู่วันที่นักกีฬาพิการเฉิดฉายบนสนามกีฬาโลก

ThisAble - Mon, 2021-08-30 14:43

ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม - 5 กันยายน 2564 ทั่วโลกต่างตื่นเต้นกับการแข่งขันกีฬาโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนักกีฬาพิการไทยเข้าร่วมถึง 77 คน อย่างไรก็ดี การเลือกปฏิบัติและความเหลื่อมล้ำต่อคนพิการที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วโลกทำให้การก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาตัวแทนประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่กว่าจะมีนักกีฬาพิการก็ต้องผ่านการพิสูจน์ให้คนเห็นว่า คนพิการก็มีศักยภาพและสามารถใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีเฉกเช่นเดียวกับคนในสังคม

Thisable.me ชวนคุยกับ ภัทรพันธุ์ กฤษณา นายกสมาคมกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลไทย ถึงจุดเริ่มต้นของกีฬาคนพิการ ปัญหา อุปสรรคและความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นในแวดวงกีฬาคนพิการ

‘เฟสปิกเกมส์’ครั้งแรกที่นักกีฬาพิการเฉิดฉาย 

ภัทรพันธุ์: ประสบการณ์ครั้งแรกในแวดวงกีฬาคนพิการที่ถือว่าเป็นการเปิดโลกให้กับกีฬาคนพิการคือเมื่อปี 1999 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชียนเกมส์ ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ณ เวลานั้น โดยมีข้อกำหนดว่าประเทศไหนเป็นเจ้าภาพจะต้องเป็นเจ้าภาพกีฬาเฟสปิกเกมส์หรือการแข่งขันกีฬาคนพิการภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกด้วย ประเทศไทยไม่เคยมีโอกาสจัดกีฬาคนพิการระดับนานาชาติที่ใหญ่ระดับที่มีนักกีฬาเดินทางมาไม่น้อยกว่า 3,000 - 4,000 คน เราก็ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นยังไง จึงปล่อยระยะเวลาล่วงเลยมาเกือบ 3 ปีและเหลือเวลาอีกเพียง 1 ปีจะถึงการแข่งขัน 

ในตอนนั้นคนมองว่า กีฬาคนพิการก็เป็นเพียงเกมการแข่งขันเล็กๆ จึงไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร ทั้งที่การแข่งขันของคนพิการเป็นเกมใหญ่เท่ากับกีฬาคนไม่พิการ ตอนนั้นผมมีโอกาสเข้าไปเป็นคณะทำงานของการแข่งขันกีฬาเฟสปิกเกมส์ มีโอกาสได้ประชาสัมพันธ์ให้คนไทยรับรู้ว่ากีฬาคนพิการที่เราเป็นเจ้าภาพนั้นยิ่งใหญ่พอๆ กับกีฬาเอเชียนเกมส์ แถมยังมีประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันมากกว่า เพราะถ้ากีฬาคนพิการไม่เป็นที่รู้จัก การหาสปอนเซอร์ก็ยาก ทำให้ไม่มีงบประมาณในการแข่งขัน ยังโชคดีที่หลังจากเข้าไปคุยกับท่านบรรหาร ศิลปอาชา แล้วท่านก็สนับสนุนอย่างดี 

ตอนแรกที่เข้าไปคุย ท่านเองก็ไม่เข้าใจว่ากีฬาคนพิการเป็นอย่างไร จึงถามว่ากีฬาคนพิการแข่งกันกี่จังหวัด พอเราบอกว่าไม่ใช่ระดับจังหวัดแต่มีมากถึง 42 ประเทศ ท่านก็ตกใจว่าไม่ใช่งานเล็กๆ จึงลงมาเป็นที่ปรึกษาเองและแต่งตั้งคณะกรรมการมาประชุม ช่วงแรกกระทรวงต่างๆ ก็ส่งคนทำงานตัวเล็กมาร่วมประชุม ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ พอเปลี่ยนเป็นระดับบริหารงานก็เดินหน้า  

ในครั้งนั้นการแข่งขันเอเชียนเกมส์และเฟสปิกเกมส์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพถือว่าประสบความสำเร็จและทำได้ดี เราใช้สนามของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่สร้างสำหรับเอเชียนเกมส์และมีหอพักนักศึกษา แต่ละกระทรวงที่เข้ามาดูแลก็ทำงานกันอย่างเข้มแข็ง นักกีฬาเองจากที่ได้เหรียญรางวัลน้อย กลับได้เหรียญรางวัลเป็นอันดับสองรองจากออสเตรเลีย มีดาวรุ่งเกิดขึ้นมาใหม่มากมาย ทำให้เห็นว่าถ้ามีการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งด้านงบประมาณและการฝึกซ้อม คนพิการก็ประสบความสำเร็จได้และได้นักกีฬาหน้าใหม่ประดับแสงเยอะมาก ความสำเร็จที่เราเห็นทุกวันนี้ก็เป็นผลพวงมาจากครั้งที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและเปลี่ยนแปลงมาเยอะตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา

กีฬาทำให้มุมมองต่อคนพิการเปลี่ยน

คุณหมอชาวญี่ปุ่นที่เริ่มจัดกีฬาคนพิการในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิกนั้นรับต้นแบบมาจากการแข่งขันของประเทศอังกฤษ คอนเซ็ปของกีฬาคนพิการถูกระบุว่า กีฬาเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ผมเองก็คิดแย้งนะว่าเป็นไปไม่ได้หรอก กีฬาจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ยังไง เราทำงานเรื่องสิทธิและความเสมอภาค พยายามพลักดันเรื่องความเท่าเทียมก็พบแต่อุปสรรค คนพิการไปไหนก็ลำบาก ผู้ใหญ่บ้านเมืองเราไม่คิดว่าการศึกษาคนพิการสำคัญ คนพิการอยากเรียนก็ไม่สนับสนุนให้เรียน เรื่องการจ้างงานก็มีปัญหา แต่หลังการแข่งขันกีฬาเฟสปิกเกมส์จบก็เปรียบเสมือนกับการประกาศให้สังคมและคนทั่วไปในประเทศไทยได้รับรู้ว่าจริงๆ แล้วคนพิการมีความสามารถที่จะทำอะไรได้อีกเยอะถ้าคุณให้โอกาสและความเท่าเทียม คนพิการก็ทำได้เหมือนคนทั่วไป 

ในช่วงแรกนักกีฬาส่วนมากมาจากโรงเรียนหรือศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ น้อยมากที่เข้ามาเอง เมื่อเข้ามาแล้วก็จะต้องเก็บตัวเพื่อฝึกซ้อม ปัจจัยความสำเร็จของนักกีฬาจะต้องประกอบด้วยหลายอย่าง หนึ่ง การแข่งขันกีฬาของคนพิการไม่ได้วัดกันที่สมรรถภาพทางร่างกายอย่างเดียว แต่วัดกันที่อุปกรณ์ด้วย เช่น อุปกรณ์ของกรีฑาหรือวีลแชร์เรซซิ่งคันหนึ่งก็เป็นแสนแล้ว ถ้าอุปกรณ์และเครื่องช่วยเหลือไม่ดีเราก็เสียเปรียบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดหากเราเอาแชมป์โลกวีลแชร์เรซซิ่งมาปั่นวีลแชร์ที่หนักมากหรือไม่ได้ออกแบบให้เป็นแอโร่ไดนามิค เชื่อว่ายังไงก็ไม่มีทางปั่นได้ดี 

สอง มีโอกาสได้ฝึกซ้อม เก็บตัว เก็บเกี่ยวเทคนิคต่างๆ จากผู้ฝึกสอน ช่วงแรกเป็นครูฝึกจากต่างประเทศเข้ามาช่วยฝึก ทำให้นักกีฬามีโอกาสเจอคู่แข่งขันที่มีมาตรฐานสูงจึงพัฒนาได้ไว บางคนเล่นแค่สองปีก็ได้ระดับแชมป์เอเชียแล้ว สุดท้ายก็ไประดับโลกอย่างการแข่งขันพาราลิมปิก เช่น แวว - สายสุนีย์ จ๊ะนะ ที่เริ่มเล่นครั้งแรกเป็นวีลแชร์บาสเกตบอล แต่ในเวลานั้นมีทีมส่งเข้าแข่งขันไม่ครบเราก็เลยไม่ได้ส่งไปและดึงตัวแววมาเล่นฟันดาบ ปรากฏว่าแววเล่นได้ปีเดียวก็ลงแข่งเฟสปิกเกมส์และได้เหรียญ หรือนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งจากสนามเฟสปิกเกมส์ที่ได้เหรียญทองในพาราลิมปิก เป็นต้น การได้ซ้อมทุกวันและมีงบประมาณเบี้ยเลี้ยงที่เป็นขวัญกำลังใจอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยทำให้นักกีฬามีทั้งกำลังใจและความสามารถที่ดีขึ้น 

สาม เสียงเชียร์และการประชาสัมพันธ์ให้สังคมรับรู้ว่ากีฬาคนพิการมีความสำคัญ ในตอนนั้นการแข่งขันเฟสปิกเกมส์มีการถ่ายทอดสดทางทีวี แต่ละวันมีนักข่าวให้ความสนใจจนคนทั่วไปได้เห็นว่า คนไม่มีแขนก็ว่ายน้ำได้ นักกีฬาก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของชาติ 

สังคมในตอนนั้นเปิดโอกาสให้คนพิการทำงานมากขึ้นเพราะผู้นำระดับรัฐบาลหรือผู้บริหารในระดับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับพวกเราและเห็นว่าคนพิการมีความสามารถ อีกเรื่องที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือเรื่องใบขับขี่ เราเองรณรงค์เรื่องนี้มาเป็น 10 ปีก็ไม่ได้ พอจบการแข่งเฟสปิกเกมส์การทำใบขับขี่กลับง่ายมากเพราะท่านอธิบดีขนส่งได้มีโอกาสมาเป็นคณะกรรมการจัดการแข่งขันด้วย ท่านเห็นว่าคนพิการความสามารถที่จะขับรถได้ก็ต้องให้สอบ นอกจากนี้ยังเกิดนโยบาย ‘คนพิการอยากเรียนต้องได้เรียน’ ติดป้ายที่โรงเรียนทั่วประเทศ กรมศุลกากรก็มีการขึ้นบัญชีรายชื่อสินค้าที่เป็นอุปกรณ์คนพิการโดยไม่เสียภาษีนำเข้าจึงจะเห็นได้ว่า หน่วยงานที่ได้ร่วมจัดการแข่งขันเฟสปิกเกมส์เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้คนพิการจริงๆ กีฬาคนพิการทำให้คนได้เห็นคนพิการที่มีความสามารถมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากถึงหลักหมื่นคน หลายคนได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกันกับคนพิการ นักศึกษาหลายคนที่เป็นอาสาสมัครได้ศึกษาชีวิตคนพิการว่าเป็นอย่างไร ตรงกับสโลแกนของเฟสปิกเกมส์ที่ว่า ความเสมอภาคเป็นหนึ่งเดียวในโลก

อุปสรรคของกีฬาคนพิการ

มีอุปสรรคเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความเข้าใจต่อหน่วยงานต่างๆ หากไม่มีท่านบรรหารลงมาดูแลติดตามเรื่องแล้วปล่อยให้เป็นไปตามระบบราชการก็คงไม่ประสบความสำเร็จ

ก่อนที่จะมีเฟสปิกเกมส์ พวกเราสมาคมคนพิการเคยเดินขบวน ปั่นวีลแชร์จากศาลากลางไปบ้านท่านที่จรัญสนิทวงศ์เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องลิฟต์รถไฟฟ้าบีทีเอ แต่ท่านก็ส่งคนอื่นมาออกมารับหนังสือ ท่านเล่าให้ฟังทีหลังว่า สมัยนั้นที่เป็นนายกรัฐมนตรีท่านไม่เคยสนใจเรื่องคนพิการเลย เวลามาเรียกร้องอะไรหรือได้นามบัตรของคนพิการมาก็ไม่สนใจ แต่มาวันนี้พอได้ทำงานกับคนพิการก็เห็นว่า หากพัฒนาคนพิการให้ถูกทาง ให้โอกาสคนพิการได้แสดงความสามารถ คนพิการก็ทำได้ ท่านพูดมาว่า ขนาดแขนไม่มีสองข้างยังว่ายน้ำได้เลย แล้วประสาอะไรกับการไปทำงานหรือเรียนหนังสือ

อีกเรื่องที่เป็นอุปสรรคอย่างมากคือ ค่าตอบแทนและงบประมาณจัดการแข่งขัน ขณะที่การแข่งขันเอเชียนเกมส์มีสปอนเซอร์มหาศาล แต่เฟสปิกเกมส์ได้แค่ไม่กี่บาท อาจเพราะเราเพิ่งเริ่มการมีเฟสปิกเกมส์แบบจริงจังฉะนั้นระบบการจ่ายเงินรางวัลหรือการจัดสรรงบประมาณเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาพิการกับนักกีฬาไม่พิการทีมชาติจึงไม่เท่ากันมัน เพิ่งจะมาปรับขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ นอกจากนั้นก่อนหน้านี้นักกีฬาไม่พิการจะได้ซ้อมก่อน ส่วนนักกีฬาพิการก็ไปซ้อมไม่ได้เพราะไม่มีพื้นที่ ทั้งที่ระยะเวลาการแข่งขันเหลื่อมกันแค่เดือนเดียว นักกีฬาไม่พิการได้เก็บตัว 6 เดือนขณะที่เราได้แค่ 3 เดือน ทำให้ช่วงระยะหลัง 4 ปีให้หลังเริ่มปรับให้แยกซ้อม คนพิการไปใช้สนามซ้อมโคราชบ้าง สุพรรณบุรีบ้าง 

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะมีการปรับค่าตอบแทนแล้วแต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ โดยอ้างว่าคนพิการแข่งไม่กี่คนจะได้รับการสนับสนุนเท่ากับคนไม่พิการได้อย่างไร ทั้งที่ไม่ว่าจะเป็นกีฬาพิการหรือไม่พิการก็ต้องสะสมโปรไฟล์คะแนน ฉะนั้นนักกีฬาพิการก็ต้องใช้เงินงบประมาณในการทำให้ผ่านคุณสมบัติจึงได้ไปแข่งเช่นเดียวกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราต้องพยายามผลักดันต่อสู้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและลดข้ออ้างต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งทำให้คนในสังคมเห็นว่า กีฬาคนพิการก็มีสามารถให้ความสุข ความสนุกสนาน ดูแล้วมีพลังบวกแก่ผู้ชม คนพิการที่นอนอยู่โรงพยาบาลหรือนอนอยู่บ้านที่ได้ดูก็รู้สึกมีกำลังใจที่จะต่อสู้เพื่อกลับมาสู่สังคม

สิ่งที่นักกีฬาพิการต่อสู้เพื่อเรียกร้อง

ค่าตอบแทนนักกีฬาที่เท่าเทียมเป็นสิ่งที่ทั้งประธานพาราลิมปิกไทยและสมาคมคนพิการเรียกร้อง เพราะค่าตอบแทนที่เท่าเทียมจะพ่วงมากับสวัสดิการต่างๆ ที่ครอบคลุม เช่น สถานที่ฝึกซ้อมที่ไม่ต้องไปแย่งกันใช้กับนักกีฬาไม่พิการ อุปกรณ์ความพิการต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ฝึกซ้อมที่เหมาะสม เช่น ลู่วิ่งวีลแชร์เรซซิ่งที่ได้มาตรฐานระดับโลก ที่พักที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ สวัสดิการต่างๆ เหล่านี้ทำให้คนพิการสามารถเก็บตัวเพื่อสะสมคะแนนได้อย่างเต็มที่ 

มากไปกว่านั้นยังต้องสร้างความเข้าใจต่อสังคมว่า นักกีฬาพิการมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่านักกีฬาไม่พิการ ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก พี่พักที่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก อุปกรณ์ต่างๆ ผู้ช่วยคนพิการ รวมไปถึงการดูแลรักษาพยาบาล ฉะนั้นการประเมินค่าใช้จ่ายจำเป็นจะต้องประเมินส่วนนี้ด้วย การเอาเรทติ้งจำนวนผู้ชมเป็นตัวชี้วัดจึงไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะหากมองว่า กีฬาคนพิการไม่เป็นที่น่าสนใจ โจทย์ก็ควรคิดว่า แล้วจะทำอย่างไรให้น่าสนใจ จะกระตุ้นให้มีผู้ชมได้อย่างไร ไม่ใช่ยิ่งไม่มีคนดูก็ยิ่งให้งบประมาณน้อยลง ทั้งที่หลับตามองก็รู้แล้วว่าคนพิการนั้นมีค่าใช้จ่ายเยอะกว่าคนไม่พิการ 

‘นักกีฬาหญิง’ ที่ถูกจับตามอง

ในไทยนักกีฬาหญิงมักมีชื่อเสียงมากกว่านักกีฬาชาย ไม่เพียงนักกีฬาพิการ หากดูวอลเลย์บอลทีมชาติก็จะพบว่าทีมหญิงไปได้ไกล คนดูวอลเลย์บอลหญิงมากกว่าชาย เช่นเดียวกับที่บางประเทศที่ให้นักกีฬาพิการรุนแรงมาแข่งและได้รับความสนใจ อาจเป็นเพราะนักกีฬาชายที่ดูแข็งแกร่งเป็นเรื่องปกติของวงการกีฬา การมีนักกีฬาที่อยู่เหนือความคาดหมายจึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ คนทำกีฬาจึงต้องมองให้ออกว่า ความนิยมเป็นแบบไหนและเราสามารถทำอะไรเพื่อให้นักกีฬาสามารถคว้าโอกาสให้ได้มากที่สุด

ในระดับบริหารของแวดวงกีฬาคนพิการหลายคนทำเรื่องนี้เป็นงานอดิเรก ทำให้กีฬาคนพิการกลายเป็นเรื่องรอง ผมจึงมองว่า หากใครที่เข้ามาทำงานจริงจัง ผลักดันตัวเองขึ้นไปเป็นกรรมการบริหารสหพันธ์กีฬาระดับโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็ประสบความสำเร็จได้ และโอกาสที่เราจะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือของบประมาณก็จะง่ายขึ้น

สวัสดิการของนักกีฬาพิการ

สวัสดิการนักกีฬาพิการเหมือนกับนักกีฬาไม่พิการ ทั้งเรื่องบริการของนักวิทยาศาสตร์การกีฬาหรือนักจิตวิทยา แต่บริการดังกล่าวก็ยังไม่มีความเฉพาะทาง แม้เป็นนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านกีฬา แต่คนพิการอาจมีพื้นฐานจิตใจแตกต่างกับคนไม่พิการ ฉะนั้นนักจิตวิทยาจะต้องเข้าใจความแตกต่างที่สำคัญนี้และสามารถดึงจุดเด่นของคนพิการออกมาได้

การให้บริการด้านต่างๆ ในทุกวันนี้เป็นการให้บริการแบบผิวเผิน แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดแบบเคสต่อเคส เช่น นักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลถ้าจะเล่นได้ดีก็ต้องถูกดีไซน์อุปกรณ์ ให้ทำอย่างไรถึงจะปั่นได้คล่องตัว  หมุนยังไงถึงจะเร็ว ตำแหน่งนี้ต้องใช้รถแบบไหน ฯลฯ เรื่องโภชนาการก็เช่นกัน ทีมฟุตบอลอังกฤษมีการคำนวนพลังงานว่าผู้เล่นแต่ละตำแหน่งต้องกินอะไร พลังงานในการเล่นแต่ละตำแหน่งเป็นอย่างไร คนที่เป็นศูนย์หน้า คนที่ต้องวิ่ง คนที่ต้องกระโดด พวกเขาใช้พลังงานแตกต่างกันทั้งนั้น แต่ในไทย นักกีฬาพิการถูกบอกให้กินกล้วยเพราะให้พลังงาน คนพิการเพราะบาดเจ็บไขสันหลังกับคนขาขาดไม่ถูกคำนึงถึงความแตกต่างของสวัสดิการ ทั้งที่พวกเขามีความแตกต่างกันในเรื่องการใช้มัดกล้ามเนื้อ การทรงตัว ความแข็งแรงของอวัยวะ เป็นต้น 

อีกเรื่องใหญ่ที่เราคิดว่าต้องพัฒนาก็คือความเสมอภาคเมื่อนักกีฬาเกษียณ นักกีฬาทีมชาติที่ไม่พิการหลายคนเมื่อไม่สามารถแข่งได้แล้ว ก็ได้เข้ารับราชการ หรือมียศราชการ และได้เงินเดือน คนพิการที่ชนะมาหลายเหรียญปีหนึ่งก็ยังพอมีรายได้ 30 - 40 ล้านบาท แต่นักกีฬาพิการอีกหลายคนที่รับใช้ชาติมาทั้งชีวิตและไม่สามารถไปได้สุด เขาไม่มีลู่ทางไปต่อ ไม่มีเบี้ยเลี้ยงให้ไปเก็บตัว ไม่มีเงินเดือนประจำ บางคนก็ต้องไปขายลอตเตอรี่ บางคนก็กลับไปอยู่บ้านทำนา ผมจึงอยากให้มีการรองรับคนพิการที่ทำอาชีพเป็นนักกีฬามาครึ่งค่อนชีวิตด้วย พัฒนาให้เค้าเป็นโค้ชสอนนักกีฬารุ่นหลัง ไปสร้างทีม หรือเป็นผู้บรรยายกีฬา ไปเป็นคนผลิตอุปกรณ์กีฬาก็ได้ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ผมมองว่ายังมีความเหลื่อมล้ำชัดเจน และต้องสร้างหลักเกณฑ์ที่แน่นอน เช่น กำหนดว่าเป็นนักกีฬาทีมชาติ 5 หรือ 10 ปี ก็จะได้รับเงินเดือนไปตลอด 

อย่างไรก็ดี ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นนั้นเกิดกับนักกีฬาปัจจุบันเช่นกัน องค์กรกีฬาในไทยมีงบอุดหนุนเฉพาะนักกีฬาที่ติดทีมชาติเท่านั้น แล้วเด็กพิการที่เริ่มเล่นจะอยู่ยังไง กีฬาคนไม่พิการมีการสนับสนุนตั้งแต่ระดับเยาวชน ทั้งจากภาครัฐและเอกชน มีสปอนเซอร์ มีงานพรีเซนเตอร์ต่างๆ แต่ว่าคนพิการไม่มี ถึงมีก็ค่าตัวไม่แพง จึงอยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่มองอุปสรรคตรงจุดนี้

หลายคนบอกว่าการให้รางวัลเหมือนกับการตั้งความหวัง แต่หากเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนกับการบอกลูกว่า อยากให้สอบติดหมอแต่ไม่สนับสนุนด้านการเรียน ไม่สร้างโอกาส ไม่เคยไปเรียนพิเศษและปล่อยให้ลูกเรียนตามยถากรรม ลูกจะเป็นหมอได้ยังไง ฉะนั้นถ้าคุณจะตั้งเป้าหมายแล้วก็ต้องให้งบประมาณสนับสนุนเขาตั้งแต่ระดับอนุบาลด้วย

ที่สหรัฐอเมริกามีค่ายซัมเมอร์ที่ผู้ปกครองพาลูกพิการไปเล่นกีฬา หนึ่งในนั้นมีกิจกรรมวีลแชร์บาสเกตบอล ผมมีโอกาสส่งน้องนักกีฬาไทยไปมาแล้วประมาณ 10 คน เป็นโครงการร่วมกับสถานทูตสหรัฐฯ เด็กและเยาวชนได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้น ได้ใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ผู้ปกครองหลายคนเห็นลูกทำได้ก็สนับสนุนซื้อรถวีลแชร์บาสเกตบอลคันละกว่า 80,000 บาทให้ลูก  ในอนาคตเมืองไทยต้องปรับตัวเพื่อสนับสนุนให้เกิดนักกีฬาอาชีพที่เป็นคนพิการ เหมือนกับในต่างประเทศที่นักกีฬามีค่าตัว หากเกษียณก็ไปเป็นเทรนเนอร์ เกิดเป็นวงจรกีฬาอย่างสมบูรณ์ ในปีหน้าผมจึงจะพยายามผลักดันให้เกิดวีลแชร์บาสเกตบอลหญิงอาชีพให้ได้

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนกีฬาภัทรพันธุ์ กฤษณาเฟสปิกเกมส์คนพิการ
Categories: ThisAble

สายสุนีย์ จ๊ะนะ คว้าทองแดงวีลแชร์ฟันดาบเหรียญแรกของไทย ในพาราลิมปิก 2020

ThisAble - Thu, 2021-08-26 20:09
สายสุนีย์ จ๊ะนะ คว้าทองแดงวีลแชร์ฟันดาบเหรียญแรกของไทย ในพาราลิมปิก 2020     วันนี้ (26 ส.ค.) แวว - สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบพาราลิมปิกไทยวัย 47 ปี มือวางอันดับ 4 ของรายการ คว้าเหรียญทองแดงแรกของไทยหลังชนะคู่แข่งโจว จิงจิง จากประเทศจีน 15-8 คะแนน ในการแข่งขันวีลแชร์ฟันดาบเอเป้ คลาสบี หญิงเดี่ยวในโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น   สายสุนีย์เคยคว้าเหรียญทองประเภทเอเป้หญิงในพาราลิมปิกปี 2004, 2012 , เหรียญเงินพาราลิมปิก 2016 และเหรียญทองแดงพาราลิมปิก, 2008 และ 1 เหรียญทองแดงพาราลิมปิก 2004 ประเภทฟอยล์หญิง เหรียญล่าสุดเป็นเหรียญรางวัลที่ 5 ในประเภทเอเป้หญิง รวมทั้งสิ้นเธอคว้าเหรียญในพาราลิมปิก 6 เหรียญรางวัล   สามารถรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020 ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม- 5 กันยายน 2564 ผ่านทางสถานีทีวีกีฬา ทีสปอร์ต (T-SPORTS CHANNEL) ช่องทีวีดิจิตอลหมายเลข 7 และ AIS PLAY

 

Culture & Artข่าวกีฬาสายสุนีย์ จ๊ะนะวีลแชร์ฟันดาบหญิง-ชายพาราลิมปิก 2020
Categories: ThisAble

รู้ไหมนักกีฬาพาราลิมปิกไทยเคยคว้าเหรียญอะไรมาบ้าง ?

ThisAble - Thu, 2021-08-26 17:46

 

Thisable.me ชวนย้อนดูผลงานนักกีฬาพิการในการแข่งขันพาราลิมปิกตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การแข่งขันครั้งแรกอย่างสโต๊คแมนเดอวิลล์และนิวยอร์ก พาราลิมปิกเกมส์ ในปี 1984 จนถึงริโด พาราลิมปิกเกมส์ ในปี 2016

พาราลิมปิกเกมส์เกิดขึ้นภายหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เซอร์ลุดวิก กุตต์แมนน์ หมอประสาทวิทยาชาวยิวหนีภาวะกดขี่มาเป็นหมอประจำโรงพยาบาลแมนเดอวิลล์ในเมืองสโตก ประเทศอังกฤษ  (Stoke Mandeville Hospital) เขาได้จัดการแข่งขันกีฬาของทหารที่บาดเจ็บไขสันหลังจากสงคราม เพราะเชื่อว่ากีฬาจะช่วยบำบัดอาการเจ็บป่วยและช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้กับเหล่าทหาร

หลังจากครั้งแรกที่เกิดขึ้น ต่อจากนั้นทุกปีอังกฤษก็จัดการแข่งขันที่เรียกว่า ‘สโต๊ก แมนเดวิลล์ เกมส์’ กระทั่งปี 1960 (พ.ศ.2503) จึงเริ่มจัดการแข่งขันที่ต่างประเทศครั้งแรก โดยจัดหลังโรมโอลิมปิกเกมส์ ในปี 1960 ทำให้การจัดพาราลิมปิกเกิดขึ้นหลังจากโอลิมปิกตั้แต่นั้นเป็นต้นมา

ประเทศไทยได้ส่งนักกีฬาพิการเข้าร่วมแข่งขันในพาราลิมปิกครั้งแรกในปี 1984  ที่สโต๊คแมนเดอวิลล์ ประเทศอังกฤษ และนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่มีนักกีฬาคนไหนได้เหรียญรางวัลกลับมา จนกระทั่ง 4 ปีผ่านไปในการแข่งขัน Seoul Paralympic Game 1988  สกุล คำตัน เป็นนักกีฬาพาราลิมปิกไทยคนแรกที่คว้าเหรียญให้กับประเทศไทยจากการแข่งขันพุ่งแหลน หลังจากนั้นก็มีนักกีฬาไทยคว้าเหรียญทองแดงจากการแข่งขันพุ่งแหลนใน Barcelona Paralympic Games 1992 อีก 

จนกระทั่งการแข่งขันพาราลิมปิกวนกลับมาจัดที่สหรัฐอเมริกาอีกครั้งในปี 1992 ชื่อว่า  Atlanta Paralympic Games 1996 เริ่มมีนักกีฬาประเภทอื่นนอกจากพุ่งแหลนสร้างผลงานคว้าเหรียญทองแดงจากการแข่งขันว่ายน้ำและวีลแชร์เรซซิ่ง เช่นเดียวกับการแข่งขัน Sydney Paralympic Games 2000 นักกีฬาไทยเริ่มทำผลงานได้มากขึ้น สมชาย ดวงแก้ว นักกีฬาว่ายน้ำและประวัติ วะโฮรัมย์ นักกีฬาวีลแชร​์เรซซิ่งได้เหรียญทองให้กับประเทศไทยเป็นครั้งแรก ทำให้ปีนั้นนักกีฬาไทยได้ 5 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง รวมทั้งหมดเป็น 12 เหรียญ 

จนกระทั่งเวียนมาจัดกีฬาพาราลิมปิก Athens Paralympic Games 2004 นักกีฬาไทยคว้า 3 เหรียญทอง เหรียญเงินและเหรียญทองแดงอย่างละ 6 เหรียญ จึงทำให้จำนวนเหรียญรวมกันได้ 15 เหรียญ สี่ปีต่อมาจีนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ Beijing Paralympic Games 2008 นักกีฬาไทยได้ 1 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน และ 7 เหรียญทองแดง รวมเป็น 13 เหรียญกลับไปฝากคนไทย หลังจากนั้นใน London Paralympic Games 2012 ซึ่งนักกีฬาไทยคว้า 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง ซึ่งยอดรวมเหรียญทั้งหมด  8 เหรียญ แต่เมื่อแข่งขัน Rio Paralympic Games 2016 ที่ประเทศบราซิล กองทัพนักกีฬาไทยได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญให้กับวงการกีฬาโดยคว้า  6 เหรียญทอง เหรียญเงินและเหรียญทองแดงอย่างละ 6 เหรียญ รวมเป็น 18 เหรียญ ซึ่งเป็นยอดเหรียญสะสมเยอะที่สุดตั้งแต่ไทยเข้าร่วมแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์

 

อ้างอิง
https://www.matichonweekly.com/column/article_6766
https://www.paralympic.org/paralympic-games

 

Socialรายงานพิเศษต่างประเทศกีฬาพาราลิมปิกฤดูร้อน 2020โตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020นักกีฬาพาราลิมปิกไทยรวมเหรียญรางวัลนักกีฬาพาราปิกไทยParalympic Game
Categories: ThisAble

#WeThe15 - พาราลิมปิก 2020 ขับเคลื่อนความต่างให้เป็นหนึ่ง

ThisAble - Thu, 2021-08-26 11:32

ก่อนการเริ่มต้นมหกรรมกีฬาสำหรับคนพิการระดับโลกหรือพาราลิมปิก 2020 ที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 24 สิงหาคม - 5 กันยายน ตามหลังโตเกียวโอลิมปิก 2020 คณะกรรมการพาราลิมปิกสากล (International Paralympic Committee) ได้มีการเปิดตัวแคมเปญ WeThe15 ที่สื่อถึงสัดส่วนของประชากรกลุ่มคนพิการ 1.2 พันล้านคนจากทั่วโลก ซึ่งนับเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนประชากรโลกทั้งหมด

แม้คนพิการเป็นกลุ่มประชากรที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 15 ของจำนวนประชากรโลกทั้งหมด สิ่งที่น่าเศร้าคือประชากรร้อยละ 15 นี้มักถูกทำให้เป็น “กลุ่มคนชายขอบ” ของสังคม ผ่านการทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิที่พึงได้รับเช่นเดียวกับประชากรอีกร้อยละ 85 ที่เหลือ หรือบ่อยครั้งที่พวกเขาถูกมองว่ามีความ “แตกต่าง” จากคนอื่นๆ 

“ขับเคลื่อนความต่างให้เป็นหนึ่ง” —แคมเปญ #WeThe15 มีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนระดับโลกเพื่อยุติการเลือกปฏิบัติ แบ่งแยกคนพิการและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชากรกลุ่มนี้อย่างยั่งยืน โดยคณะกรรมการพาราลิมปิกและภาคีเครือข่ายได้กำหนดเป้าหมายการทำงานเพื่อความสำเร็จนี้ให้บรรลุผลในอีกหนึ่งทศวรรษหรืออีก 10 ปีข้างหน้า และผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกสามารถมีส่วนร่วมกับแคมเปญนี้ได้

การเปิดตัวแคมเปญที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกนี้ถูกปล่อยก่อนการเริ่มต้นกีฬาพาราลิมปิกที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับภาพยนตร์สั้นที่คณะกรรมการพาราลิมปิกสากลได้ร่วมมือกับ Facebook ในการจัดทำวิดีโอสั้น 4 ตอนบอกเล่าเรื่องราวจากพลังของกีฬาที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชุมชนคนพิการใน 4 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์และบราซิล โดยเผยให้เห็นเรื่องราวชีวิตของกลุ่มคนและชุมชนนักกีฬาพิการที่มารวมตัวกันบนโลกออนไลน์อย่าง Facebook Group และได้แลกเปลี่ยน รวมถึงให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนและให้กำลังใจในการเอาชนะอุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ เช่น เรื่องราวของกลุ่มวีลแชร์ บาสเกตบอลในเมืองเดอร์บี้ ประเทศอังกฤษ หรือกลุ่มฟุตบอลคนพิการใน เซา เปาโล ประเทศบราซิล เป็นต้น โดยสามารถรับชมหนังสั้นนี้พร้อมคำบรรยายภาษาไทยได้ที่เพจ Facebook Thailand  หรือเพจ Paralympic Games

ในพิธีเปิดพาราลิมปิกเกมส์เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา แอนดรูว์ พาร์สัน ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกสากลได้กล่าวถึงแคมเปญนี้ว่า “การมองข้ามสิ่งที่ควรจะรวมเราให้เป็นหนึ่ง โดยมุ่งไปที่ปัจจัยที่เป็นความแตกต่างยิ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกและกีดกัน สิ่งนี้บั่นทอนเป้าหมายและความสำเร็จที่เราสามารถมีร่วมกันได้ แท้จริงแล้ว ความแตกต่างยิ่งทำให้เราแข็งแกร่ง” ส่วนหนึ่งของพิธีเปิดพาราลิมปิกก็ถูกอาบไปด้วยแสงสีม่วงและสัญลักณณ์​ #WeThe15 โดยสีม่วงนี้ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงคนพิการ หรือ Person with Disabilities ในแคมเปญ ซึ่งถือว่า โดยมุ่งหวังที่จะเป็นสีแห่งการรวมทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน และทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้

ในช่วงการแข่งขันกีฬาโตเกียวพาราลิมปิก 2020 แลนด์มาร์คและสถานที่สำคัญกว่า 80 แห่งทั่วโลกได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นสีม่วงทั้งหมด เช่น พระราชวังเอลิเซ่ น้ำตกไนแองการ่า อาคารรัฐสภาออสเตรีย ตึกเอ็มไพร์สเตต โคลอสเซียมแห่งกรุงโรม เพื่อขับเคลื่อนการตระหนักรู้ในปัญหาสิทธิมนุษยชนของคนพิการทั่วโลก และสร้างสังคมที่เป็นอันหนึ่งเดียวกัน ปราศจากอคติและการแบ่งแยก โดยแคมเปญนี้ได้รับการร่วมมือจากพันธมิตรด้านกีฬา กลุ่มคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และอื่นๆ อีกมากมาย



ในประเทศไทย ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจำปี 2563 ระบุว่า ไทย มีประชากรคนพิการอยู่ถึง 2,076,313 คน นับเป็นร้อยละ 3 ของประชากรทั้งหมด อย่างไรก็ดี หากย้อนมองการใช้ชีวิตของคนพิการในประเทศ ก็จะพบว่า แม้ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ก็ยังไม่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัย รวมถึงมอบสิทธิขั้นพื้นฐานให้แก่กลุ่มคนพิการได้อย่างทั่วถึง ทั้งที่กฎหมายได้ระบุ สิทธิของคนพิการไทยไว้อย่างครอบคลุมไม่น้อยไปกว่าประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่นหรือเกาหลี แต่โครงสร้างพื้นฐานของสังคมประเทศเหล่านี้กลับเอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนพิการดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด



เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิความเท่าเทียมในการใช้ชีวิตของคนพิการในประเทศไทยและส่งเสริมค่านิยม Inclusion หรือแนวคิดของการเห็นคุณค่าคนทุกคนและการ ‘นับรวมคนทุกกลุ่ม’ คณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ร่วมกับ Facebook ประเทศไทยได้มีการจัดแคมเปญออนไลน์ ‘This is for Everyone*’ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้ร่วม #ส่งใจเชียร์ฮีโร่พาราลิมปิกไทยผ่าน Instagram @thaiparaheroes และเพจของ Facebook Thailand ในคอมมิวนิตี้นี้จะมีการถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านศิลปะเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความพากเพียรทำงานหนักในการฝึกซ้อมและสปิริตนักสู้ของฮีโร่พาราลิมปิกทีมชาติไทย โดยทีม Sculpture Bangkok ที่มีผลงานโด่งดังจากการถ่ายภาพและตู้ถ่ายสติ๊กเกอร์ Photoautomat ที่กำลังฮิตในตอนนี้อีกด้วย

มหกรรมกีฬาโตเกียวพาราลิมปิก 2020 ได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคมถึงวันที่ 5 กันยายน ทุกคนสามารถร่วมติด #ส่งใจเชียร์ฮีโร่พาราลิมปิกไทย ร่วมกับแคมเปญดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมระดมทุนผ่านของที่ระลึกได้แก่ หมวกรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น This is for Everyone* ที่ออกแบบโดย Sculpture Bangkok มาในแนวมินิมัล 2 สี (สีขาวและสีกรมท่า) โดยรายได้จากการจำหน่ายหมวกจะส่งมอบให้มูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยเพื่อสนับสนุนนักกีฬาพิการต่อไป

ผู้ชมสามารถร่วมแสดงพลังส่งเสียงเชียร์ผ่านโลกออนไลน์ได้ด้วยการเปลี่ยนกรอบรูปโปรไฟล์ #ส่งใจเชียร์ฮีโร่พาราลิมปิกไทยบน Facebook และติดตามเรื่องราวพลังของฮีโร่พาราลิมปิกไทยที่ Instagram  @thaiparaheroes  และร่วมสนุกกับฟีเจอร์ต่างๆ เช่น AR camera effect กับเฟรม 3 แบบ 3 สไตล์ และสติ๊กเกอร์ภาพเคลื่อนไหวชุด photoautomat (giphy) บนสตอรี่ผ่านคำค้นหา Thai para heroes หรือ Thai paralympics  พร้อมติดแฮชแท็ค  #ส่งใจเชียร์ฮีโร่พาราลิมปิกไทย แท็กมาได้ที่ Instagram @thaiparaheroes และ @sculpturebangkok
 

มาร่วมเปลี่ยน 15% ให้กลายเป็นหนึ่ง พร้อมกันทั้งโลก

 

#Advertorial 
#Thisisforeveryone #SupportThaiParaHeroes
#TokyoParalympics2020 #ส่งใจเชียร์ฮีโร่พาราลิมปิกไทย

Socialบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศกีฬาThisisforeveryoneSupportThaiParaHeroesTokyoParalympics2020พาราลิมปิก 2020
Categories: ThisAble

ทำความรู้จัก ‘โซเมตี้’มาสคอตพาราลิมปิก 2020

ThisAble - Wed, 2021-08-25 12:35

ทำความรู้จัก ‘โซเมตี้’มาสคอตพาราลิมปิก 2020

มาสคอตในงานกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกเกิดขึ้นเพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของประเทศผู้เป็นเจ้าภาพ ทั้งยังบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์และเป็นการสื่อสารไปยังคนทุกกลุ่มวัยให้เข้าใจสารของการจัดงานในแต่ละครั้งด้วย 

สำหรับมาสคอตในโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020 ครั้งนี้มีชื่อว่า SOMEITY (โซเมตี้) มาจากชื่อของซากุระสายพันธ์ุโซเม-โยชิโนะ (Somei Yoshino) และคำว่าโซเมตี้ยังออกเสียงคล้ายกับคำว่า So Mighty ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่ายิ่งใหญ่ 

มีการอธิบายว่าโซเมตี้ มีนิสัยค่อนข้างเงียบ รักในธรรมชาติ และมีพลังพิเศษคือ สามารถพูดคุยกับก้อนหินและสายลมได้ รวมทั้งยังสามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของได้ด้วยการมอง โซเมตี้เป็นเพื่อนสนิทกับ  ‘มิไรโทวะ’ มาสคอตประจำกีฬาโอลิมปิก ทั้งสองตัวถูกออกแบบโดย ริว ทานิกูชิ นักวาดการ์ตูนจากฟูกูโอกะ โดยมีโจทย์ที่อยากพูดถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น ผสมผสานกับความทันสมัย

มิไรโทวะกับโซไมตี้ เกิดขึ้นจากการโหวตของนักเรียนชาวญี่ปุ่นทั้งในและนอกประเทศจำนวน 16,700 โรงเรียน ในจำนวนนี้มีเด็กพิการทางสายตาเลือกผ่านมาสคอตสามมิติด้วย

หากใครอยากรู้จักโซไมตี้ สามารถดูได้ที่อนิเมชั่นโปรโมทงานโตเกียวพาราลิมปิก 2020 ในคลิปจะเห็นโซเมตี้กับกีฬาทั้ง 23 ประเภทที่มีในการแข่งขันครั้งนี้ (ดูที่นี่)

 

https://thestandard.co/miraitowa-someity-tokyo-2020-olympic-games-mascots/

https://aboutmom.co/features/meet-miraitowa-and-someity/23537/

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/956258



 

Culture & Artข่าวกีฬาพาราลิมปิกโซเมตี้
Categories: ThisAble

คุยกับสมาคมคนตาบอดถึงสถานการณ์โควิด 19 ช่วงวิกฤต

ThisAble - Thu, 2021-08-19 16:45

“คนตาบอดเปลี่ยนอาชีพได้ยากกว่าคนทั่วไป ขนาดคนตาดีตกงานก็ว่าลำบากแล้วแต่ก็ยังพอมีทางเลือกได้ว่าจะไปทำอะไรต่อ แต่พอเป็นคนตาบอด ไปสมัครงานคนก็ไม่ค่อยรับ และคงใช้เวลานานที่จะเปลี่ยนคนตาบอดให้ไปทำอาชีพอื่น แม้แต่การค้าขายออนไลน์ที่คนทั่วไปทำได้ไม่ยาก คนตาบอดก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนพอสมควรกว่าจะทำได้” - เอกกมล แพทยานันท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

ในช่วงเวลาที่ยอดผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นสูงทำสถิติใหม่ตลอดเวลา และยอดผู้เสียชีวิตก็ไม่ลดลงแม้รัฐบาลจะออกกฎล็อคดาวน์เพื่อคุมเชื้อ หวังลดการแพร่ระบาด คนพิการคือคนอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยไปกว่าคนอื่นในสังคม   Thisable.me ได้มีโอกาสคุยกับสมาคมคนตาบอด เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น ผลกระทบ อุปสรรคและการรับมือเมื่อตาบอดติดเชื้อโควิด

เอกกมล แพทยานันท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยเล่าว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดนั้นแย่ลงมาก มีผู้ติดเชื้อที่เป็นคนตาบอดเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการระบาดสองระลอกก่อนหน้าที่ไม่พบว่ามีคนตาบอดติดเชื้อ 

“รอบนี้การแพร่ระบาดกระจายเป็นวงกว้าง ในขณะที่วิถีชีวิตของคนตาบอดจำเป็นต้องออกไปใช้ชีวิตข้างนอก คนตาบอดทั้งประเทศมีประมาณสองแสนคน อยู่ในวัยแรงงานแปดหมื่นคน มากกว่าครึ่งประกอบอาชีพอิสระ เช่น ค้าสลาก นวดแผนไทย เป็นผู้แสดงความสามารถในที่สาธารณะ ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่สามารถ Work From Home ได้ จำเป็นต้องออกมาประกอบอาชีพ หากไม่ทำก็ไม่มีรายได้เพื่อใช้จ่าย เมื่อออกมาทำงานนอกบ้านก็เสี่ยงรับเชื้อแบบเลี่ยงไม่ได้เพราะวิถีชีวิตของคนตาบอดต้องสัมผัส ไม่ว่าจะสัมผัสคนนำทาง สัมผัสกับวัตถุเวลาเดินไปยังที่ต่างๆ คนตาบอดไม่รู้ว่าตรงไหนเว้นระยะห่างได้ เลยทำให้การติดเชื้อมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงนี้ 

“สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยได้รับเคสแล้วส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โรงพยาบาลสนามหรือส่งไป Home Isolation ประมาณ 50 - 60 เคส นอกจากนี้ยังเริ่มมีผู้เสียชีวิตด้วย จำนวนที่กล่าวมายังไม่นับกลุ่มที่ไม่ได้ส่งผ่านเราทำให้อาจมีตัวเลขที่แท้จริงมากกว่านี้

“เราต้องยอมรับว่าพี่น้องคนตาบอดโดยเฉพาะในเขตเมือง เขาย้ายถิ่นมาเพื่อประกอบอาชีพ อยู่ด้วยกันเป็นชุมชน บางชุมชนอยู่กันเป็นร้อยคน พอมีคนหนึงติดเชื้อขึ้นมา คนอื่นๆ ก็ตกเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อ เลยทำให้เคสค่อนข้างเยอะและมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในการแพร่ระบาดช่วงนี้ สิ่งที่ทำได้ก็คือการส่งต่อให้กับบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสนามคนพิการบางส่วนที่อาการไม่รุนแรง ก็เข้าโปรแกรม Home Isolation 

สถานการณ์ที่ย่ำแย่ลง

ตามคำบอกเล่าของนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยระบุว่า ตั้งแต่การระบาดระลอกที่ 1  จนถึงปัจจุบัน สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยได้จัดหาอุปกรณ์เครื่องป้องกันต่างๆ เช่น หน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอลล์ และระดมรับบริจาคเพื่อส่งให้คนตาบอดทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังพยายามอำนวยความสะดวกให้คนตาบอดเข้าถึงสิทธิของภาครัฐ เช่น โครงการเราไม่ทิ้งกัน เรารักกันและเราชนะในช่วงแรกคนตาบอดยังไม่ติดเชื้อ แต่ว่าก็ออกไปทำงานไม่ได้ ทำให้ไม่มีรายได้ การสนับสนุนเงินและถุงยังชีพจึงจำเป็น 

แต่ในระลอกที่สามตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน การช่วยเหลือปรับเปลี่ยนไปเน้นในเรื่องสวัสดิการทางการแพทย์และเศรษฐกิจ นอกจากการประสานส่งต่อผู้ป่วย อีกส่วนคือการประสานเรื่องวัคซีน และพาคนตาบอดไปฉีด เช่น วัคซีนที่จัดสรรผ่านสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูทางการแพทย์แห่งชาติ หรือวัคซีนซิโนฟาร์มจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้านความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ สมาคมฯ ได้ให้ความช่วยเหลือ ผ่านเงินและของบริจาค ซึ่งมีความหนักหนากว่าช่วงแรกเนื่องจากสถานการณ์เกิดต่อเนื่องยาวนาน 

“ครั้งนี้มีร้านนวดเดือดร้อนมากขึ้น มีคนขอความช่วยเหลือมาประมาณ 550 แห่ง เราจึงได้ส่งเงินไปช่วยที่ละหนึ่งพันบาท รวมเป็นเงินประมาณห้าแสนกว่าบาท อีกส่วนหนึ่งคือถุงยังชีพ เราได้รับถุงยังชีพพระราชทานจำนวน 4,200 ชุด จากสภากาชาติไทย และถุงยังชีพจากพี่น้องประชาชนที่บริจาคเข้ามาอีก 1,000 กว่าชุด และได้รับความกรุณาจากบริษัทไปรณีย์ไทยในการจัดส่งสิ่งของต่างๆ ให้พี่น้องคนตาบอดโดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย ต้องยอมรับว่าความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือกล่องยังชีพต่างๆ เป็นเพียงการประคองสถานการณ์เฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

“ปัญหาที่เกิดในตอนนี้คือ แม้จะระดมฉีดวัคซีนในพื้นที่ปริมณฑลให้กับคนตาบอดได้ในระดับหนึ่ง แต่ในต่างจังหวัดยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมเพราะไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพ คนพิการยังไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มลำดับแรกๆ เหมือนกับคนอายุ 60 ปีขึ้นไปและกลุ่ม 7 โรคร้ายแรง หากถูกจัดเป็นกลุ่มแรกๆ คนพิการในต่างจังหวัดก็จะเข้าถึงวัคซีนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ควรมีหน่วยงานช่วยลงทะเบียนให้คนพิการ เนื่องจากคนพิการหรือคนตาบอดไม่สามารถลงทะเบียนผ่านช่องทางสมาร์ตโฟนได้ 

“พี่น้องในต่างจังหวัดหลายคนยังไม่มีช่องทางเข้าถึงวัคซีน คนต่างจังหวัดเริ่มมีติดเชื้อเหมือนกับในกรุงเทพฯ ต่างกันที่ความแออัดในกรุงเทพมีมากกว่า เลยทำให้การเข้าถึงการรักษายากขึ้น แม้ว่าจะมีโรงพยาบาลสนามคนพิการแล้วก็ตาม แต่เตียงก็มีจำกัด ถ้าคนพิการติดเชื้อเพิ่มขึ้นก็อาจจะทำให้เกิดความยากลำบากในการส่งตัว”

จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น

บิ๊กเบล กฤษณ์พงษ์ เตชะพลี เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ผู้รับหน้าที่ประสานงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ เล่าให้ฟังว่าแม้จะมีความหนักใจอยู่ไม่น้อย ในการทำหน้าที่เพราะต้องแบกรับความกดดันของผู้ป่วยและญาติ แต่เขาและทีมก็ยินที่จะเป็นคนทำหน้าที่ประสานและส่งต่อเพราะทราบดีว่าช่วงนี้คนตาบอดอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก 

“ประมาณต้นเดือนกรกฎาคมเคสคนตาบอดเริ่มเยอะขึ้น หน่วยงานราชการก็แน่น ทำให้เราจำเป็นต้องคัดกรอง และส่งให้กับทางกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในการประสานส่งต่อ ส่วนคนตาบอดที่อยู่ในระดับสีเขียวและสามารถแยกกันอยู่กับที่บ้านได้ สมาคมก็จะช่วยลงทะเบียนทางเว็บไซต์ของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อทำ Home Isolation 

ปัญหาที่เจอก็คือ แม้คนตาบอดจะรู้ว่าเพื่นตัวเองติด แต่ตัวเองก็หาจุดตรวจไม่ได้ คนตาบอดหลายคนจึงไม่สามารถเข้าสู่ระบบการรักษาได้เพราะไม่มีผลยืนยัน 

“ตอนนี้มีอยู่ 2 แบบคือ ดำเนินการด้วยตัวเองผ่านทางแฟนเพจต่างๆ หรือติดต่อไปที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเอง ซึ่งคนกลุ่มนี้อาจไม่ได้อยู่ในระบบของสมาคมฯ แต่ที่เราดูแล ณ ตอนนี้ (25 กรกฎาคม 2564) มีผู้ติดเชื้อจำนวน 44 ราย และมี 3 รายที่เสียชีวิต ส่วนต่างจังหวัดเราคิดว่ายังมีอีกเยอะ

“คนตาบอด 80 เปอร์เซ็นท์เป็นกลุ่มสีเขียว อาการไม่หนัก มีประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นเหลืองหรือแดง แต่เรากลับไม่สามารถส่งต่อได้เพราะโรงพยาบาลสนามคนพิการจะดูแลได้ในระดับแค่สีเขียวเท่านั้น เราก็เลยต้องประสานทางเพจ เช่น เส้นด้าย ให้เข้าไปดูแล การส่งต่อจึงต้องบริหารจัดการช่องทางให้ดี เพราะถ้าส่งไปที่ พ.ก.ทั้งหมด เคสก็แน่นเกินไป กว่าจะได้รับความช่วยเหลือก็ใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ 

“ตอนนี้ถ้ามีช่องทางไหนที่โปรโมตว่าให้ติดต่อไป เราก็พยายามติดต่อไป แต่พอแจ้งว่าเป็นคนพิการ คนก็คิดว่ากระทรวงพ.ม.ทำ และตีกลับมา เป็นวงจรที่ไปต่อไม่ได้ บางทีเราก็โดนปฏิเสธจากกลุ่มอาสาต่างๆ ทั้งที่การประสานตรงนั้นรวดเร็วกว่า มีเคสหนึ่งที่หาเตียงให้ไม่ได้เลยเกือบ 10 วัน จนเพจเส้นด้ายติดต่อกับช่องสาม พอออกสื่อ เลยทำให้ได้ตรวจเอกซเรย์ปอดและพบว่าเชื้อลงปอดทำให้อยู่ในระดับสีเหลือง พอโรงพยาบาลสนามคนพิการดูแลไม่ได้ ก็ต้องส่งทางโรงพยาบาลสนามบุษราคัมต่อไป แต่ถ้าได้รับการรักษาที่ไวกว่านี้ เชื้อก็อาจจะไม่ลงปอด

“เราพยายามบอกผู้ป่วยเสมอว่าจะทำให้ดีที่สุด แต่ไม่อยากให้ความหวังเขา หากมีช่องทางไหนช่วยกันประสานก็ประสานไปเลย พอระบบเราไม่ดี ประชาชนต้องวิ่งเข้าหาทุกช่อง จนข้อมูลทับซ้อนกัน เวลาจัดคิวหรือเรียงลำดับเข้าสู่การรักษาก็รวน จนล่าช้า หนึ่งในเคสที่เสียชีวิตอาการเขาหนักพอสมควรแล้วตอนไปรับ พอประสานไปกว่าจะได้รับตัวก็อีก 4 วัน เข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลประมาณสัปดาห์ก็เสียชีวิต ตกใจเหมือนกัน ส่วนอีกคน ป่วยติดเชื้อตั้งแต่เดือนเมษายนและมีโรคประจำตัวแทรกซ้อนด้วย 

ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

เอกมลเล่าต่อว่า คนตาบอดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมาก แม้พยายามระมัดระวังตัวอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยัจำเป็นต้องออกไปประกอบอาชีพเพราะยังมีค่าใช้จ่าย ซึ่งงานส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านไม่ได้

“เขาต้องไปขายอยู่ เพราะสลากก็ยังออกเป็นปกติ ถ้าหยุดก็ไม่มีรายได้ และเมื่อออกไปก็อาจมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น  กลุ่มนี้ก็คือคนหาเช้ากินค่ำ ถ้าหยุดไปก็ไม่มีเงินรองรับค่าใช้จ่ายต่างๆ รัฐบาลก็ยังไม่มีมาตราการที่จะรองรับ อีกอาชีพคือ นวด ที่ตอนนี้ก็โดนปิดไป รวมถึงนักร้อง นักดนตรี ซึ่งเมื่อก่อนคนตาบอดเราก็จะเห็นว่าร้องเพลงทั้งในสถานที่ท่องเที่ยว ในตลาด แม้ว่ามีการเยียวยาตามมาตรา 40 ของผู้ประกันตนที่ประกอบอาชีพอิสระ 5,000 บาท ซึ่งอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นการจ่ายแค่ครั้งเดียว ไม่พอสำหรับรายจ่าย เราเชื่อว่าทุกคนถ้าสามารถเลือกได้ ก็คงไม่มีใครที่จะอยากออกไปเสี่ยง คนตาบอดก็อยากปลอดภัย แต่เราอยู่ในฐานะที่เลือกได้ยาก 

“คนตาบอดเปลี่ยนแปลงอาชีพได้ยากกว่าคนทั่วไป ขนาดคนตาดีตกงานก็ว่ายากลำบากแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังพอมีทางเลือกได้ว่าจะไปทำอะไรต่อ แต่พอเป็นคนตาบอด ถ้าจะไปสมัครงานคนก็ไม่ค่อยรับ และคงใช้เวลานานที่จะเปลี่ยนคนตาบอดจำนวนหมื่นๆ คนให้ไปทำอาชีพอื่น แม้แต่การค้าขายออนไลน์ที่อย่างคนทั่วไปทำได้ไม่ยาก ที่อาจมีความคิดเป็นไปขายของออนไลน์ แต่ถ้าเป็นคนตาบอดก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนพอสมควรกว่าที่จะทำได้”

เอกมลเห็นว่า นโยบายที่จะช่วยคนตาบอดได้คือ การทำให้คนตาบอดเข้าถึงนโยบายทางเศรษฐกิจทุกคนและต้องจัดหาวัคซีน ให้พิการเข้าไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกับ กลุ่มผู้สูงอายุและ 7 โรคเสืี่ยงสูงรวมถึงควรมีการตรวจหาเชื้อมากขึ้น เพราะคนตาบอดเดินทางไปตรวจยากลำบาก หากส่งชุดตรวจ ATK ให้ก็จะอำนวยความสะดวกได้มาก 

“อยากให้รัฐบาลช่วยเป็นตัวเงิน เช่น ถ้าติดเชื้อก็ได้รับเงินสามถึงห้าพันบาท เพราะเขาต้องหยุดประกอบอาชีพ คนในครอบครัวได้รับผลกระทบ บางคนติดเชื้อแล้วไม่มีโรงพยาบาลอยู่ ไม่มีข้าว ไม่มีอาหาร เงินจำนวนนี้สามารถช่วยได้เยอะ การล็อคดาวน์ในช่วงนี้กระทบปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จึงอยากให้แก้ไขปัญหาได้โดยเร็ว และหวังว่าโควิด-19 จะต้องผ่านไป ผมเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ให้พวกเราอดทน มีกำลังใจที่จะฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน   ในนามสมาคมคนตาบอดฯ ขอรับปากว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือพี่น้องคนตาบอดให้สามารถก้าวผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ ไปได้ด้วยกัน” 

 กฤษณ์พงษ์ ทิ้งท้ายว่าอยากฝากให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญ ป้องกันตัวเองให้มากที่สุดเหมือนที่ทุกคนทำมาตลอด และถ้าอยากให้สมาคมเข้าไปช่วยเหลือก็ให้ติดต่อเข้ามาที่เบอร์ 02-8246-3835 ตอนนี้สมาคมก็ยังเปิดศูนย์ช่วยคนตาบอด ทั้งเรื่องถุงยังชีพที่ส่งไปถึงบ้านสมาชิกผ่านบริษัทไปรษณีย์ไทยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

เช่นเดียวกับเอกมลที่ได้ฝากไว้ว่า หากใครมีความประสงค์จะบริจาคให้กับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สามารถบริจาคได้ที่บัญชี กองทุนบัญชีศูนย์ช่วยคนตาบอดในประเทศไทยสู้ภัยโควิด-19 มูลนิธิคนตาบอดไทย ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนดินแดง เลขที่บัญชี 128-426714-1 โดยสามารถส่งสลิปการโอนและชื่อ - ที่อยู่ของผู้โอนมาที่อินบอกซ์ของเฟซบุ๊คของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยเพื่อลดหย่อนภาษีได้ 

Healthสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยเอกกมล แพทยานันท์กฤษณ์พงษ์ เตชะพลี
Categories: ThisAble

สหรัฐฯ ปรับค่าตอบแทนนักกีฬาพิการเท่านักกีฬาไม่พิการ เริ่มพาราลิมปิกฤดูร้อน โตเกียว 2020 นี้

ThisAble - Tue, 2021-08-17 16:25

เว็บไซต์ HUFFPOST รายงานว่า ในพาราลิมปิกฤดูร้อนโตเกียว 2020 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สหรัฐฯ ให้เงินรางวัลนักกีฬาพาราลิมปิกเท่ากับนักกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 

การเกิดขึ้นของก้าวกระโดดที่สำคัญนี้ เกิดขึ้นหลังจากนักกีฬาพาราลิมปิกสหรัฐฯ คว้าเหรียญรางวัลถึง 36 เหรียญและขึ้นเป็นที่หนึ่งในตารางการแข่งขันพาราลิมปิกฤดูหนาวเมื่อปี 2018 ณ เมืองพย็องชัง จังหวัดคังวอน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คณะกรรมการโอลิมปิกและพาราลิมปิกแห่งสหรัฐอเมริกาหารือเกี่ยวกับการให้เงินรางวัลนักกีฬาพาราลิมปิก และมีมติเห็นสมควรให้เงินรางวัลนักกีฬาพาราลิมปิกเท่ากับนักกีฬาโอลิมปิก

ซาราห์ เฮิร์ชแลนด์ (Sarah Hirshland) ซีอีโอคณะกรรมการโอลิมปิกและพาราลิมปิกแห่งสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “นักกีฬาพาราโอลิมปิกเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพนักกีฬา พวกเขาควรให้รางวัลอย่างเหมาะสม” 

ปัจจุบันนักกีฬาพาราลิมปิกที่คว้าหรียญทองจะได้เงิน 37,500 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 1,252,406.29 บาท เหรียญเงิน 22,500 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 751,433.77 บาท  และเหรียญทองแดง 15,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 500,962.52 บาท บาท การปรับเงินรางวัลเช่นนี้ ทำให้นักกีฬาพาราลิมปิกบางคนได้รับเงินตอบแทนมากขึ้นถึง 400% เมื่อเทียบกับรายงานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ที่ระบุว่า ก่อนหน้านี้ระเบียบการให้เงินนักกีฬาพาราลิมปิกจะให้นักกีฬาที่ได้เหรียญทอง 7,500 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 250,481.26 บาท เหรียญเงิน 5,250 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 175,336.88 บาทและเหรียญทองแดง 3,750 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 125,240.63 บาท อย่างไรก็ดี หลังจากมีการปรับเงินรางวัลนักกีฬาพาราลิมปิกคณะกรรมการก็ได้มอบเงินรางวัลย้อนหลังให้กับนักกีฬาทุกเหรียญรางวัลจากพาราลิมปิกฤดูหนาวในปี 2018 ด้วย เป็นเงินมากกว่า 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

หลังจากประกาศนี้เผยแพร่ ออกซาน่า มาสเตอร์ส (Oksana Masters) แชมป์สกีพารานอร์ดิก ทีมชาติสหรัฐฯ ได้โพสต์ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “การปรับเกณฑ์การให้เงินรางวัลนี้ทำให้ฉันตื้นตันมาก ไม่ใช่เพราะว่าพวกเราจะได้เงินเท่ากับนักกีฬาโอลิมปิก แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เห็นว่านักกีฬาพาราลิมปิกมีคุณค่าเท่ากับนักกีฬาโอลิมปิก”

ที่มา

https://www.huffpost.com/entry/paralympians-pay-equality-tokyo-olympics_n_60fead00e4b073351628dc3a?utm_campaign=us_main&utm_medium=Social&utm_

source=Facebook&ncid=fcbklnkushpmg00000063&fbclid

=IwAR3UlLrHWcefnCIbIl2ATcbZfqTb20m2xkPQawZedifYI5fISPZ3brC9nnA

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตต่างประเทศพาราลิมปิกฤดูร้อน 2020พาราลิมปิกเกมส์. นักกีฬาพาราลิมปิกไทยนักกีฬาพาราไทย
Categories: ThisAble

17 สิงหาคม วันรับรองภาษามือไทย

ThisAble - Tue, 2021-08-17 12:50

17 สิงหาคม วันรับรองภาษามือไทย 

อย่างที่หลายคนรู้กันว่า ภาษามือเป็นภาษาแรกที่คนหูหนวกใช้ในการพูดคุยสื่อความหมายกับคนอื่น ภาษามือจึงถือว่าเป็นภาษาที่สำคัญ ภาษาชนิดนี้ใช้มือเป็นส่วนสำคัญในการทำสัญลักษณ์ ใช้การเคลื่อนไหวมือ แขน ร่างกายและการแสดงความรู้สึกทางใบหน้า เพื่อให้สิ่งที่สื่อสารออกมานั้นตรงประเด็นและแม่นยำที่สุด 

บางคนอาจคิดว่า ภาษามือคืออวัจนะภาษาที่มีภาษาเดียว แต่ที่จริงแล้วภาษามือนั้นหลากหลายแตกต่างกันทั่วโลกและแยกกันโดยชัดเจน เช่น ภาษามืออเมริกัน ภาษามือบริติช ภาษามือญี่ปุ่นหรือภาษามือสากล(International Sign) ที่ใช้ในการสื่อสารระดับสากล เช่น เวทีการประชุมนานาชาติหรือการประกวดต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีภาษามือธรรมชาติหรือภาษามือชุมชน ที่ประดิษฐ์กันเองโดยคนในครอบครัวหรือชุมชน เพื่อใช้ในการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม 

สำหรับภาษามือไทยถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยคุณหญิงกมลา ไกรฤกษ์ ในปี 2495 โดยใช้หลักการทางสัทศาสตร์หรือการเปรียบเทียบการออกเสียง และกลายมาเป็นภาษามือไทยที่ใช้กันในปัจจุบัน โดยได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม ปี 2542 โดยรัฐบาลไทยในเวลานั้น 

“ภาษาแรกของคนหูหนวกก็คือภาษามือ หลักๆ เกิดมาก็จะมีครอบครัว 2 ประเภท คือมีพ่อแม่เป็นคนหูดีหรือมีพ่อแม่เป็นคนหูหนวก สำหรับคนหูหนวกที่มีพ่อแม่เป็นคนหูดี มีโอกาสเจอปัญหาในการสื่อสาร ถึงพ่อแม่จะพยายามพูดแต่ลูกก็ไม่ได้ยินเสียง ส่งผลให้ระดับพัฒนาการทางภาษาของลูกช้ากว่าคนอื่น ในกรณีที่พ่อแม่และลูกเป็นคนหูหนวกทั้งครอบครัวและพวกเขาใช้ภาษาเดียวกัน บางครอบครัวก็ใช้ภาษามือธรรมชาติคือสร้างขึ้นมาเองเพื่อคุยกันในครอบครัว โดยมีภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง” 

พฤหัส ศุภจรรยา อาจารย์ประจำภาควิชาหูหนวกศึกษา วิทยาลัยราชสุดา  มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนถึงความสำคัญของภาษามือสำหรับคนหูหนวก ซึ่งส่งผลถึงเรื่องพัฒนาการและการเรียนรู้ของคนหูหนวก โดยเฉพาะเมื่อคนในครอบครัวไม่ได้เป็นคนหูหนวกเหมือนกันจึงทำให้เกิดการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ เมื่อไม่ได้ใช้ภาษามือ (อ่าน : คนหูหนวก : คนไทยคนอื่นบนผืนแผ่นดิน)

การเรียนรู้เรื่องภาษามือไทยได้ถูกรวบรวมไว้ที่ มี "เว็บไซต์พจนานุกรมภาษามือไทย ฉบับราชบัณฑิตยสภา" ซึ่งเปิดตัวในปี 2560 เพื่อสร้างมาตรฐานและสร้างความเข้าใจให้คนหลายกลุ่ม เช่น ล่ามภาษามือ ครู ครอบครัวและตัวคนพิการ
โดยนำเสนอเนื้อหาทั้งคำศัพท์ และลักษณนาม ผ่านการแสดงท่ามือแต่ละแบบ 

อ้างอิง

https://www.deafthai.org/wp-content/uploads/2018/

https://thisable.me/content/2020/10/665

https://thisable.me/content/2017/07/223

 

Culture & Artข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนภาษามือวันรับรองภาษามือไทยกมลา ไกรฤกษ์
Categories: ThisAble

ถามตอบกับหมอฟื้นฟู ทำไมคนหูหนวกตาบอดข้างเดียวถึงไม่ได้สิทธิคนพิการและต้องพิการขนาดไหนถึงได้รับสิทธิ

ThisAble - Wed, 2021-08-11 18:20

ทำไมหมอไม่ยอมเซ็นต์ใบรับรองความพิการ ทั้งที่บางความพิการเห็นได้ประจักษ์ชัดเจนต่างกับคนพิการในต่างประเทศ​ที่แม้มีความพิการที่มองว่าเล็กน้อยเดินไม่ปกต หูหนวกหรือตาบอดข้างเดียว 

อย่างไรก็ดี แม้มีความแตกต่างกันในเรื่องการได้มาซึ่งสิทธิคนพิการ แต่หากย้อนดูตามนิยามความพิการพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550  ซึ่งนิยามถึงข้อจำกัดที่ทำให้คนพิการไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้แล้วก็จะพบว่า นิยามความพิการตามกฎหมายไทยไม่ได้มีความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญจากกฏหมายของคนพิการประเทศอื่นเลย 

เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยให้กระจ่าง Thisable.me ชวนแพทย์หญิงดลฤดี ศรีศุภผล นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาคุณภาพ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ ร่วมพูดคุยถึงเรื่องเกณฑ์การรับรองความพิการ ไปจนกระทั่งการนำเอกสารนี้ไปยื่นต่อกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ปัจจุบันใช้เกณฑ์อะไรรับรองความพิการ

พญ.ดลฤดี: ปัจจุบันใช้เกณฑ์ตาม คู่มือการวินิจฉัยและตรวจประเมินความพิการ ตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง ประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ซึ่งเป็นเกณฑ์จดทะเบียนคนพิการในประเทศไทยโดยจะอัพเดททุกๆ 5 ปี ตอนนี้เล่มนี้เกิน 5 ปีแล้ว อยู่ระหว่างจัดทำคู่มือฉบับใหม่ ถ้าอยากรู้ว่าจดทะเบียนคนพิการได้หรือไม่ ยังไม่ต้องไปหาหมอ ให้ไปดาวน์โหลดไฟล์หนังสืออ่านดูก่อน

แต่ถ้าจะพูดถึงเบื้องหลังของเกณฑ์ในการวินิจฉัยและตรวจประเมินความพิการปี พ.ศ 2555 เราต้องตั้งคำถามย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นว่าทำไมต้องจดทะเบียนคนพิการ เราจดทะเบียนคนพิการไปเพื่ออะไรและประเทศอื่นจดทะเบียนคนพิการกันหรือเปล่า นี่เป็นคำถามที่หมอเองก็เอาไปหาคำตอบตอนเรียนปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ

ทำไมต้องไปหาคำตอบไกลถึงประเทศอังกฤษ

เพราะอังกฤษเป็นประเทศแรกของโลกที่มีการแยกคนพิการออกจากคนไม่พิการ ตอนนั้นเปลี่ยนจากระบบเจ้าขุนมูลนายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ยุคนั้นเศรษฐกิจแย่ ไม่มีคนทำงาน คนจึงนั่งขอทานตามข้างถนนเยอะมาก รัฐจึงออกกฏเพื่อจำแนกว่าคนๆ นั้นเหมาะสมที่จะขอทานไหม กฏนี้ได้กำหนดให้คนที่บกพร่องทางร่างกาย เช่น คนป่วย คนบ้าคนแก่ที่ไร้เรี่ยวแรง มีใบอนุญาติให้ขอทานได้ หากไม่ได้ใบอนุญาตินี้พวกเขาก็ต้องทำงาน จนกระทั่งช่วงสังครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษเริ่มมีแนวคิดรัฐสวัสดิการที่ว่าทุกคนต้องมีมาตรฐานการครองชีพเท่าเทียมกัน ถ้าคุณตกงานเมื่อไหร่ รัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือโดยให้เบี้ยว่างงาน ส่วนกลุ่มที่ทำงานไม่ได้ เช่น ผู้ป่วย ผู้ป่วยเรื้อรัง และคนพิการ หากสามารถกลับทำงานได้ พวกเขาก็จะไม่ได้สิทธิประโยชน์จากรัฐ 

ช่วงนั้นอังกฤษส่งทหารไปรบและตายเป็นจำนวนมาก จนไม่มีคนทำงาน ทำให้นายจ้างไม่มีแรงงานให้เลือก จึงรับคนพิการเข้าทำงาน แต่พอสงครามสิ้นสุดลง สถานการณ์ก็กลับสู่รูปแบบเดิมคือ มีแรงงานไม่พิการให้เลือกเยอะ คนพิการไม่ถูกจ้างและถูกผลักออกจากระบบแรงงาน ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินดูแลและให้สิทธิประโยชน์กับกลุ่มนี้มากขึ้น ในยุคนั้นวิธีการนับคนพิการในจึงไม่ขึ้นอยู่กับความบกพร่องของร่างกาย แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความต้องการของตลาดงานของประเทศ

ประเทศอังกฤษจดทะเบียนความพิการอย่างไร

ปัจจุบันอังกฤษมีสิทธิประโยชน์ให้กับคนพิการหลายรูปแบบมาก เช่น เบี้ยคนพิการ (Disability Living Allowance) และเงินสวัสดิการช่วยเหลือในกรณีที่เป็นคนพิการหรือมีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง (Personal Independence Payment) ไม่ว่าจะพิการมากหรือน้อยก็จะได้รับสิทธิประโยชน์มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสมรรถนะทางร่างกาย

ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบคัดกรองการให้สิทธิประโยชน์คล้ายๆ กัน อ้างอิงตามแนวคิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities ;CRPD) ขององค์กรสหประชาชาติหรือ ICF (International Classification of Functioning, Disability and Health) ที่กล่าวว่าความพิการไม่ได้อยู่ที่ความบกพร่องของร่างกาย แต่ความพิการเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างร่างกายที่มีความบกพร่องกับอุปสรรคจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเมินยาก ในต่างประเทศนั้นพยายามจะประเมินให้ครบทุกส่วน ซึ่งอาจจะใช้เวลาถึง 3-12 เดือนกว่าจะได้ใบอนุญาติแต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้สิทธิประโยชน์เท่าเดิมตลอดชีพ จะมีการประเมินใหม่เป็นระยะเพื่อดูว่าจะให้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นหรือลดลง อย่างไรก็ดี ยังมีบางประเทศใช้ระบบจดทะเบียนคนพิการเช่นเดียวกับประเทศไทย

ประเทศไทยมีวิธีการจดทะเบียนคนพิการอย่างไรบ้าง

ประเทศไทยมีระบบจำแนกคนพิการ 2 วิธีคือ ระบบภายใต้สำนักงานประกันสังคมและระบบภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถ้าย้อนดูในพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2534 จะเห็นว่า พ.ร.บ.จะจำแนกว่าใครเป็นคนพิการโดยนับจากจำนวนแขนขาอ่อนแรงหรือขาดหาย เช่น ถ้าแขนหายไปหนึ่งข้างพิการระดับ 3 แขนหายไปสองข้างพิการระดับ 4 ถ้าแขนขาหายมากกว่าสองข้าง พิการระดับ 5  แต่ไม่ดูอย่างอื่นเลย ซึ่งวิธีแบบนี้เป็นวิธีโบราณที่เรียกว่า Barema Method  คือ คิดว่าอวัยวะร่างกายครบ 32 ประการเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าอวัยวะบางอย่างหายไปคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วก็นำตัวเลขมาเทียบกับคู่มือ Barema Technic ว่าคนๆ นี้เป็นคนพิการหรือเปล่า ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมใช้วิธีนี้ จนกระทั่งหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนวิธีนิยามความพิการโดยอ้างอิงจากความบกพร่องของร่างการบวกกับการประเมินความต้องการความช่วยเหลือจริงๆ โดยมีหมอ นักสังคมสงเคราะห์ร่วมประเมิน ในบางประเทศมีเจ้าหน้าที่ประเมินโดยเฉพาะ (Work Assessment Specialist) ช่วยประเมินโรคหรือความพิการในเชิงสมรรถนะ ซึ่งจะมีข้อกำหนดว่าถ้าสมรรถนะหายไปเท่านี้ จะได้รับเงินและความช่วยเหลืออะไรบ้าง 

การประเมินความพิการด้วยแนวคิด CRPD และ ICF จะประเมิน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ Body Functions & Structure (ความบกพร่องของร่างกาย), Activity (ความยากลำบากที่จะทำกิจกรรมต่างๆ เมื่อเทียบกันคนไม่พิการ) และ Participation (การสูญเสียความสามารถการทำกิจกรรมในสังคม) ระบบการจำแนกคนพิการของระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็พยายามผลักดันให้ใช้วิธีการนี้ แต่ยังไม่สำเร็จ เพราะรูปแบบการจดทะเบียนคนพิการขึ้นอยู่กับหมอ หากหมอเซ็นต์ใบรับรองคนพิการให้ คนพิการก็สามารถนำไปยื่นต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อออกบัตรคนพิการ แต่เมื่อหมอนั่งอยู่ในห้องตรวจ แล้วหมอจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไข้มีระดับ Participation เท่าไร สมมติมีคนไข้นิ้วขาด 2 นิ้ว คนหนึ่งเป็นแม่ค้า อีกคนเป็นนักเปียโน ระดับขั้นของการมี Participation ที่สูญเสียนั้นจะไม่เท่ากัน ซึ่งต่างประเทศจะมีบุคลากรนอกเหนือจากแพทย์ร่วมประเมินส่วนนี้ แต่ประเทศไทยไม่ประเมิน ฉะนั้นถ้าบอกว่าประเทศไทยประเมินความพิการตามหลัก ICF หมอคงพูดได้ไม่เต็มปาก บอกได้แค่ว่าเราพยายามขยับให้เป็นไปตามหลัก ICF มากขึ้น จากเดิมที่ประเมินความพิการด้วย Body Functions & Structure อย่างเดียว ตอนนี้ขยับมาประเมิน Activity แล้ว เช่น การประเมินคนพิการทางการเคลื่อนไหว จะประเมินที่สมรรถนะการเดินหรือการใช้มือทำกิจกรรม ไม่ได้นับจำนวนแขนหรือขาที่อ่อนแรงเหมือนแต่ก่อน แต่ความพิการประเภทอื่น เช่น หูหนวก ตาบอด สติปัญญา ยังเน้นประเมินในระดับ Body functions & structure เป็นหลัก

การประเมินสมรรถนะหรือ Activity Level ต้องดูสมรรถนะในการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานของร่างกาย คนทั่วไปเวลาไม่สบายสมรรถนะก็จะลดลง แต่เมื่อหายแล้วก็มีสมรรถนะเท่าเดิม แต่ถ้าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ระดับสมรรถนะจะลดลงระยะยาวจนเกิดเป็นความพิการ ซึ่งหน้าที่ของคนสร้างเกณฑ์จะต้องกำหนดว่าสมรรถนะการทำงานของคนไม่พิการเป็นเท่าไร แล้วถ้าทำได้น้อยหรือไม่ได้จะถือว่าพิการ อย่างความพิการทางการเคลื่อนไหวจะกำหนดเกณฑ์ประเมิน Activity ว่าเดินได้ไม่ถึง 10 เมตร ถือว่าเป็นคนพิการ 

ในความเป็นจริง การกำหนดเกณฑ์ว่าใครพิการหรือไม่พิการขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลมีความสามารถที่จะสนับสนุนเงินและสิทธิประโยชน์ช่วยเหลือคนพิการแค่ไหน หากกำหนดเกณฑ์ให้จดทะเบียนคนพิการให้ง่ายขึ้น คนที่มีสมรรถนะลดลงจากคนไม่พิการนิดเดียวก็นับเป็นคนพิการแล้ว จะทำให้จำนวนคนพิการเพิ่มมากขึ้น และเสียงของคนพิการก็จะดังจนได้รับความสนใจจากรัฐบาล

ตอนนี้เรื่องวิธีการประเมินคนพิการไม่ได้เอามาคุยกันอย่างแท้จริง เราจะเห็นในพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2534 ว่ากระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีหมอเป็นคนกำหนดเกณฑ์ทั้งหมด แต่ปัจจุบันเราพยายามให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดำเนินการกำหนดเกณฑ์เป็นหลัก แต่สุดท้ายหลักเกณฑ์การประเมินยังถูกกำหนดจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และไม่มี Work Assessment Specialist ช่วยประเมินเรื่อง Participation ทำให้การประเมินแบบองค์รวมที่ต้องทำงานประสานงานกับหลายหน่วยงานเป็นไปได้ยากมาก

เหตุใดคนตาบอดหรือหูหนวกข้างเดียว ไม่ได้รับสิทธิคนพิการ

เราต้องดูว่ากำหนดเกณฑ์ไว้อย่างไร ปัจจุบันเราใช้เกณฑ์ประเมินระดับการมองเห็นหรือการได้ยิน ไม่ได้นับจำนวนตาหรือหู นั่นแปลว่าถ้าตาหรือหูอีกหนึ่งข้างยังทำงานได้ แปลว่ายังมีความสามารถในการมองเห็นและการได้ยินอยู่ แม้มุมมองการมองเห็นหรือการได้ยินจะไม่เท่ากับคนที่มีสองตา สองหู หากอยากปรับเกณฑ์ให้คนตาบอดหรือหูหนวกข้างเดียวถูกนับเป็นคนพิการ ก็ต้องปรับเกณฑ์คู่มือคู่มือการวินิจฉัยและตรวจประเมินความพิการในเล่มถัดไป

ควรทำอย่างไรให้คนพิการมากพิการน้อยได้รับสิทธิอย่างทั่วถึง

หมอคิดว่าการปรับเกณฑ์ให้จดทะเบียนคนพิการง่ายขึ้นไม่ใช่หัวใจสำคัญที่จะทำให้คนพิการได้รับสิทธิประโยชน์ทั่วถึง แต่เป็นการจดทะเบียนอย่างไรให้ได้สิทธิประโยชน์เหมาะสมกับคนพิการ เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะพิการมากน้อยเราก็ได้สิทธิประโยชน์เท่ากันหมด 

ประเทศตะวันตกเขาจะไม่นับว่าประเทศเขามีคนพิการกี่คน เพียงแต่ต้องการแยกคนกลุ่มนี้ออกไปเพื่อให้สิทธิประโยชน์ แต่ประเทศไทยมีฐานคิดต่างจากประเทศตะวันตก ความคิดการช่วยเหลือคนพิการบ้านเราคือการให้ทาน จะเห็นได้จากเงินคนพิการเดือนละ 800 บาทเท่ากัน โดยไม่ปรับตามความยากลำบากในการใช้ชีวิตของคนพิการ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยก็ไม่ได้มีแนวคิดสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง 

ตอนที่หมอเพิ่งกลับจากอังกฤษก็คิดว่าประเทศไทยควรรื้อระบบการจดทะเบียนใหม่ ต้องมีการประเมิน Participation ซึ่งต้องใช้เวลา 3-6 เดือนและต้องมีศูนย์ประเมินความพิการโดยเฉพาะขึ้นมา มีหมอเฉพาะทางและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานโดยตรง ถ้าจะลงทุนเพื่อให้เกิดระบบการประเมินครอบคลุมขนาดนี้ เราต้องดูว่ามีสิทธิประโยชน์อะไรบ้างที่สอดคล้องกับผลการประเมิน ถ้ายังได้เบี้ยคนพิการ 800 บาทเท่าเดิม ก็ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน

ถ้าเราไม่สามารถรื้อรากถอนโคนระบบการประเมินความพิการให้เหมือนประเทศอื่นได้ สิ่งที่พอทำได้คือทุก 5 ปีต้องขยับเกณฑ์ให้กว้างขึ้น คนพิการจะได้รับการจดทะเบียนมากขึ้น มีคนพิการเยอะขึ้น จึงทำให้เสียงคนพิการดังขึ้นจนสามารถเรียกร้องสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมได้

นอกจากตั้งศูนย์ประเมินความพิการ ยังต้องช่วยให้คนพิการได้รับสิทธิมากขึ้น

โครงสร้างของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทำให้การช่วยเหลือคนพิการไปได้ช้า บุคคลากรของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แต่ละจังหวัดไม่ได้ดูแลเรื่องคนพิการอย่างเดียว เขาดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางทั้งหมด ถ้าต้องมาทำงานเรื่องคนพิการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะคนพิการแต่ละประเภทมีความต้องการไม่เหมือนกัน ก็ยากต่อการทำงาน เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถทำงานให้ดีกว่านี้ได้ นอกจากนี้ยังพบว่าบุคลากรมีความรู้เรื่องคนพิการน้อย ครั้งหนึ่งคนไข้เป็นสโตรค มาหาหมอตอนที่มีอาการไปแล้วประมาณเดือนครึ่ง หมอประเมินแล้วว่าอาการอ่อนแรงไม่สามารถฟื้นฟูให้เป็นปกติได้ จึงรีบเซ็นต์ใบรับรับรองความพิการเพื่อเขาได้สิทธิคนพิการและกลับมารับการฟื้นฟู แต่พอคนไข้นำเอกสารไปยื่นที่จดทะเบียนที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เจ้าหน้าที่บอกว่ายังรักษาไม่ครบ 3 เดือน คุณหมอเซ็นต์เอกสารให้ผิด ทั้งที่คู่มือบอกว่าต้องมีอาการไม่น้อยกว่า 3 เดือนหรือตามดุลพินิจของแพทย์

ทำไมประเทศอื่นที่เคยเป็นเหมือนประเทศไทย ถึงใช้แนวคิด ICF ประเมินได้

บางประเทศเป็นประเทศเล็ก มีจำนวนประชากรน้อย อย่างไต้หวันเป็นประเทศเอเซียแรกๆ ที่ปรับการประเมินคนพิการด้วยแนวคิด ICF ซึ่งจุดเปลี่ยนเริ่มมาจากกระทรวงสาธารณสุขเอง กลุ่มแพทย์ที่ทำหน้าที่ประเมินคนพิการเขาวางแผนการประเมินไปถึงขั้น Participation เพื่อให้เกิดการประเมินที่สมบูรณ์ แต่ประเทศไต้หวันสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรสูงมาก เขามีหมอจำนวนมากที่จะลงทุนทำเรื่องแบบนี้ได้ แตกต่างกับประเทศไทย ถ้าไม่ใช่หมอฟื้นฟูจะเข้าใจเรื่องคนพิการน้อย เกณฑ์บ้านเราจึงถูกออกแบบให้ง่ายกับหมอ เพื่อให้หมอทั่วไปสามารถประเมินได้ แต่แม้มีคู่มือ ก็ไม่ใช่ว่าหมอทุกคนจะประเมินได้เหมือนกัน เพราะลักษณะความพิการในชีวิตจริงมีความหลากหลายมาก

หากไทยเปลี่ยนมาใช้แนวคิด ICF ในการจดทะเบียนคนพิการจะเป็นอย่างไร

จะทำให้การทำงานยุ่งยากกว่าเดิม เพราะต้องประเมินเยอะขึ้น ก่อนหน้านี้พวกเราพยายามผลักดันให้เกิดการประเมินในส่วนของ Activity แต่ส่วนที่ประเมินไม่ได้อย่าง Participation กับ Environment  ก็ยังไม่เกิดขึ้น

หมอทั่วไปไม่รู้จัก ICF แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่อยากเซ็นต์รับรองความพิการให้ ตอนที่เราเก็บข้อมูลทำงานวิจัย มีโอกาสได้คุยกับหมอระบบทางเดินปัสสาวะท่านหนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่ามีคนไข้ที่ฉี่ไม่ได้ต้องใช้สายสวนปัสสาวะตลอดชีวิต หมอปัสสาวะก็โวยวายว่าคนไข้ผมกระเพาะปัสสาวะพิการ ก็พิการเหมือนกัน เราจึงเห็นได้ว่าเกณฑ์ที่ใช้ประเมินทุกวันนี้ไม่ได้ครอบคลุมการทำงานทุกส่วนของร่างกาย หมอส่วนใหญ่รู้ว่าปัญหาของคนไข้คืออะไร แต่ไม่เข้าใจกระบวนการกำหนดเกณฑ์การจดทะเบียนคนพิการ ทุกวันนี้ปัญหาเรื่องหมอไม่เซ็นต์รับรองความพิการให้ คิดว่าอาจจะเป็นปัญหาเรื่องกฎหมาย ในต่างจังหวัดมีเจ้าหน้าที่เกณฑ์คนมาจดทะเบียนคนพิการเพื่อทำผลงาน แต่บางคนไม่ได้เข้าเกณฑ์การจดทะเบียนคนพิการ เพื่อนหมอบางคนถูกคนไข้ขอร้องให้เซ็นต์รับรองความพิการให้หน่อย เพื่อเอาใบนี้ไปฟ้องคู่กรณีว่าทำให้ทุพพลภาพถาวร กลายเป็นว่าคู่กรณีก็ไม่ยอมและมาเอาเรื่องหมอ

อะไรบ้างที่ช่วยให้เปลี่ยนระบบการให้สิทธิคนพิการในไทยได้

การเปลี่ยนทัศนคติ คนพิการและคนไม่พิการยังเชื่อว่าความพิการเป็นเรื่องเคราะห์กรรม เชื่อว่าเป็นความโชคร้าย เชื่อว่าตนเองสมควรได้รับความช่วยเหลือและไม่เชื่อว่าความช่วยเหลือเป็นสิทธิของตนที่ควรได้ คิดว่าเงินช่วยเหลือแค่ 800 บาทเป็นบุญมากแล้ว ถ้าคนยังเชื่อแบบนี้หมอหรือนักเคลื่อนไหวก็ไม่สามารถส่งเสียงช่วยเหลือได้ ตอนหมอไปเรียนที่อังกฤษ คนที่นั้นมีแนวคิดระบบทางสังคม (Social Model) สูงมาก และไม่สนใจเรื่องแนวคิดทางการแพทย์ (Medical Model) เลย ความพิการไม่ใช่เรื่องของร่างกายแต่เป็นเรื่องของสังคม จึงทำให้คนพิการอังกฤษค่อนข้างเกลียดหมอ โดยเฉพาะหมอฟื้นฟูที่ในอดีตเคยกดขี่คนพิการให้อยู่แต่โรงพยาบาล คนพิการในอังกฤษจึงต้องการปลดแอกจากหมอ 

ตอนที่เราทำงานที่สถาบันสิรินธร เรามีแนวคิดระบบทางสังคมมากกว่าคนไข้ที่เข้ามาแอดมิทอีก คนไข้ส่วนมากที่เข้ามามองว่าเขาไม่อยากเป็นคนพิการ หมอต้องเปลี่ยนเราเป็นคนปกติให้ได้ แนวคิดแบบนี้ทำให้แม้พิการ 3-5 ปีแล้วยังทำใจไม่ได้ เพราะฐานคิดก่อนที่จะมาเป็นคนพิการมองว่า พิการคือเรื่องโชคร้าย ไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ในสังคมได้ พอตัวเองกลายเป็นคนพิการ ก็รู้สึกว่าชีวิตสิ้นหวัง ขณะที่คนที่มองว่าพิการหรือไม่พิการเป็นเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิต ความพิการไม่ได้กระทบต่อการมีความสุข การมีงานทำหรือไม่มีงานทำ พอเขาพิการก็จะยอมรับความจริงเร็วและใช้ชีวิตง่ายขึ้น 

ซึ่งประเทศอังกฤษหรือประเทศอื่นๆ มีความคิดว่าความพิการเป็นเรื่องของสังคมมากกว่าประเทศไทย เพราะรัฐพยายามให้คนพิการออกไปใช้ชีวิตข้างนอก คนพิการสามารถออกนอกบ้านได้ เดินทางด้วยรถไฟฟ้า ไปเที่ยวได้ พอเห็นแบบนี้ทุกวัน คนในสังคมก็เปิดใจยอมรับมากขึ้น ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการจดทะเบียนหรือสิทธิประโยชน์ที่ ฉะนั้นเราคงไม่สามารถเปลี่ยนระบบได้รวดเร็วนัก หากวิธีคิดที่มีต่อคนพิการยังไม่เปลี่ยน จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดของคนพิการและคนไม่พิการก่อน สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนพิการถึงจะเปลี่ยนตาม

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศบัตรคนพิการสิทธิคนพิการการจดทะเบียนคนพิการใบรับรองความพิการการประเมินความพิการด้วยแนวคิด CRPDการประเมินความพิการด้วยแนวคิด ICF
Categories: ThisAble

Diary journey day 1 กับ คุณมายด์

ThisAble - Thu, 2021-08-05 16:39

มายด์ - ฐิติพร ประวัติศรีชัย ปัจจุบันอายุ 31 ปี เธอกลายเป็นคนพิการเมื่อ 9 ปีที่แล้วจากอุบัติเหตุหักหลบสุนัขจนรถชน อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้มายด์ติดเชื้อที่ขาและต้องตัดส่วนเหนือหัวเข่าออก และต้องนั่งวีลแชร์ในชีวิตประจำวัน ก่อนเกิดความพิการ เธอเคยเป็นผู้จัดการศิลปินและทำอีเว้นท์จัดหาวงดนตรีไปเล่นตามงานต่างๆ แต่ภายหลังก็ต้องเปลี่ยนสายงานเป็นจัดหาวงดนตรีแต่ไม่สามารถตามไปดูแลศิลปินได้ 

ความพิการทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร

เปลี่ยนไปเยอะ มีทั้งข้อดีและข้อเสียปนกันไป เรื่องแรกคือเรื่องการเดินทาง  ตอนนี้งานประจำของเราได้มาจากมาตรา35 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เราโชคดีที่มีแฟนคอยพาไปตลอด แต่หากแฟนติดงานเราก็ไม่สามารถใช้รถสาธารณะได้เพราะละแวกที่อยู่ไม่มีรถไฟฟ้า ดังนั้นสิ่งที่ใช้ก็คือ “เงิน” ถ้าเป็นคนพิการแล้วจน ก็ยิ่งใช้ชีวิตลำบาก เพราะทุกอย่างอาศัยเงิน การเดินทางของเราจึงต้องอาศัยเรียกแท็กซี่ แต่แท็กซี่ก็ไม่ได้รับทุกคัน เพราะกลัวว่าวีลแชร์จะทำเบาะรถเป็นรอย และหลายครั้งกระโปรงหลังก็มักมีถังแก๊สอยู่เต็มพื้นแล้วเราเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมากจนเวลาเรียกรถในแอพลิเคชันต้องระบุว่าเป็นคนพิการใช้วีลแชร์ คนที่รับจึงเป็นคนที่โอเคกับการที่จะช่วยยกวีลแชร์ขึ้น-ลง

นอกจากนี้ เราก็เจอเพื่อนน้อยลง เพื่อนไม่กล้าชวนเราไปไหนเพราะกลัวว่าพิการแล้วไปไม่ได้หรืออาจเดินทางไม่สนุกเพราะต้องคอยช่วยเหลือ 

ในเรื่องการทำงาน เราก็ไม่ได้เงินเดือนตามปกติ ตอนที่เคยพาศิลปินไปเล่นคอนเสิร์ต 1 ที่ ไม่ว่าจะในกรุงเทพหรือต่างจังหวัดก็จะได้ค่าดูแลต่อวันอย่างต่ำคือ 10,000 บาท แต่ตอนนี้พอใช้สิทธิคนพิการตามมาตรา 35 ทำให้ได้เงินเพียง 9,425 บาทต่อเดือน นอกจากนี้เรายังมีภาวะพึ่งพิงด้วย แม้เราจะรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงแค่ไหนแต่หากต้องไปที่ไหนสักแล้วเจอทางลาดชัน เราก็ต้องขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่ตรงนั้น ภาวะพึ่งพิงเป็นสิ่งที่คนพิการแต่ละคนต้องการแตกต่างกันแต่เราต้องยอมรับให้ได้เมื่อเกิดภาวะนี้ขึ้น 

ค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์ความพิการต่างๆ คือเท่าไหร่

เราเองไม่เคยเสียตังค์กับวีลแชร์เลยสักคันเพราะได้มาจากคนรู้จัก แต่ก็ต้องเสียค่าเปลี่ยนยางครั้งหนึ่งประมาณเกือบ 3,000 บาท รวมค่าแรงและค่าช่าง ถ้าเปลี่ยนเองได้ก็ดีแต่ก็มีขั้นตอนเยอะแยะ

ช่วงนี้เดินทางบ่อยไหม

เดินทางบ่อยตั้งแต่ก่อนจะมีโควิด-19 แล้ว กระทั่งตอนนี้ก็ยังเดินทางอยู่เพราะสามีเป็นนักดนตรี ถึงแม้จะยังไม่มีคอนเสิร์ตแต่ก็ยังมีร้านอาหารในโรงแรม พวกบาร์แจ๊สให้ได้เล่นอยู่ เราเลยต้องเดินทางไปพัทยาทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาสามีก็จะรับงานสอนดนตรีตามบ้านนักเรียน เลยทำให้เหมือนออกนอกบ้านบ่อยไม่ต่างจากเดิม

สิ่งสำคัญที่คิดว่าต้องมีในการเดินทางคืออะไร

เงินเยอะๆ เดี๋ยวนี้ทุกอย่างแก้ปัญหาได้ด้วยเงิน ที่พูดแบบนี้ไม่ไช่จะบอกว่าเงินเป็นใหญ่ แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เวลาที่เราเรียกแกร็ปแล้วมีให้เลือกเช่น JustGrab, Grab Taxi ที่ราคาที่ถูกที่สุด แต่เขาไม่รับเรา เราเลยข้ามไปเลือกแบบพรีเมียมเพราะมีการคัดเกรดคนรับงาน บางทีที่อยากเดินทางไปกับเพื่อนที่นั่งวีลแชร์เหมือนกัน เราก็ต้องเรียกแท็กซี่ 6 ที่นั่งเพื่อเอาวีลแชร์ขึ้นรถ การเดินทางจึงเป็นอะไรที่เราต้องจ่ายเงินเยอะกว่าคนอื่น เราจึงต้องมีเงินและเงินที่ได้มาจากการทำงานตามมาตรา 35 ก็อาจไม่พอ

เงินเป็นปัจจัยในการออกจากบ้านหรือเปล่า

แน่นอน เพราะถึงแม้จะบอกว่าใช้ขนส่งสาธารณะฟรีได้ แต่ลองนึกดูคนตาบอดจะรู้ได้อย่างไรว่ารถเมล์สายไหนผ่านไปบ้างแล้ว แล้วเขาจะสามารถขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างได้ตลอดหรือเปล่า แน่นอนว่าไม่ได้มีคนพร้อมสนับสนุนทุกที่ หลายอย่างมีไว้บอกว่ามี แต่ใช้งานได้จริงน้อยมาก เงินคนพิการที่ได้มาเท่านี้จะสามารถช่วยให้ใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองได้อย่างไร และถึงมีเงินก็ออกไปใช้เงินไม่ได้ ครั้งหนึ่งเราเคยไปกินบุฟเฟต์สายพานกับเพื่อนตาบอด เราต้องคอยคีบอาหารบนสายพานให้ เพื่อนก็มีหน้าที่คอยกินอาหารในชามที่เราคีบให้ ทุกอย่างมันยังครึ่งๆ กลางๆ ไม่เอื้อำนวยไปเสียทีเดียว

รัฐบาลสนับสนุนคนพิการในเรื่องอะไรบ้าง

จริงๆ แล้วทุนคนพิการมีเยอะมากแต่ไม่ได้ถูกเอามาบอก เป็นทุนที่ต้องเข้าไปดูถึงจะรู้ว่ามี เช่น เราเรียนอยู่ที่มหิดลก็จะมีกลุ่มในไลน์รวมเจ้าหน้าที่อยู่ในนั้นด้วย มีข้อมูลเอกสารทุนเยอะมากแต่ข้อมูลก็อยู่แค่ในกลุ่มนี้ หรือแม้มีการสนับสนุนคนพิการเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี แต่คนพิการหลายคนที่ไม่ได้เรียนก็มีปัจจัยหลายอย่างและเบี้ยคนพิการ 800 บาทต่อเดือนก็ไม่ได้ช่วยอะไร แค่ค่าโทรศัพท์รายเดือนก็ประมาณ 600 บาทแล้ว งานของคนพิการในมาตรา 35 ที่ให้เงิน 9,000 กว่าบาทความจริงก็ไม่ได้เยอะ ขั้นต่ำควรต้อง 15,000 บาท ดังนั้น การสนับสนุนเช่นนี้จึงเป็นไปได้ยากที่จะทำให้คนพิการมีชีวิตที่พึ่งพาตัวเองได้

จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

สิ่งเหล่านี้แก้ไขไม่ได้ด้วยกลุ่มคนเล็กๆ มีคนพิการจำนวนมากที่ออกมาพิทักษ์สิทธิของตัวเอง เช่น คุณซาบะที่ต่อยกระจกลิฟต์บีทีเอส เขาก็ทำสุดความสามารถแล้ว แต่เสียงคนพิการก็ยังดังพอเพราะเราถูกวางไว้ไกลมาก ดังสุดเสียงก็ไม่ถึงหูผู้ที่มีอำนาจในการอนุมัติหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับมหภาค คนพิการยังถูกวางไว้แถวหลัง ทั้งที่เรามีนักดนตรีคนพิการที่เก่งมากๆ นักร้องตาบอดที่ร้องเพลงเพราะ แต่ความสามารถก็ยังอยู่ได้แค่ในบ้านหรือกลุ่มคนที่รู้จักเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ถึงแม้คนพิการประเทศเราจะเรียนจบด็อกเตอร์มาจากอเมริกาแต่คนทั่วไปก็ยังคงปฏิบัติกับเหมือนเรียนจบชั้น ป.3 อยู่ดี

  Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสุขภาพฐิติพร ประวัติศรีชัยการเดินทาง
Categories: ThisAble

เสียงสะท้อนเรื่องความกังวลต่อลูกที่มีความต้องการพิเศษในช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก

ThisAble - Tue, 2021-08-03 18:04

ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมปีนี้ เป็นช่วงที่การรับาดของโควิด-19 นับได้ว่าหนักหนาสำหรับประเทศไทย   22 กรกฎาคม ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่ม 13655 คน  ป่วยสะสม 424269 คนและเสียชีวิต 87 คน สถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้ทำให้ระบบสาธารณะสุขต้องทำงานหนัก ภาพผู้เสียชีวิตที่มีมากขึ้นสร้างความหดหู่ โศกเศร้าที่พ่วงมาด้วยมาตรการล็อคดาวน์อย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในเสียงของคนที่เราเริ่มเห็นมากขึ้นคือ การออกมาบอกเล่าปัญหาของกลุ่มพ่อแม่ของบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ แม้เสียงของพวกเขายังไม่ดัง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนเป็นปัญหาหนักหน่วง ทั้งการดูแลลูกที่ยากลำบากมากขึ้น การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากความต้องการจำเป็นเฉพาะ ไปจนถึงภาวะความเครียดที่กำลังก่อตัวเพิ่มขึ้น 

Thisable.me ชวนผู้ปกครองของลูกที่มีความต้องการพิเศษคุยสะท้อนปัญหา และความกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ประสบการณ์ของพวกเขาย้ำให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากที่หลายคนยังอาจมองไม่เห็น 

ผู้ป่วยหายาก

“น้องอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยลมชักหายาก ยาบางตัวไม่ได้อยู่ในสิทธิของระบบประกันสุขภาพหรือสิทธิคนพิการ จึงต้องจ่ายเอง เช่น ยากลุ่มเฉพาะชนิดหนึ่งที่น้องต้องกินราคาเม็ดละ 114 บาทต้องกิน 3 เม็ดต่อวัน ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นถือว่าหนัก มีทะเลาะกันกับแฟนบ้าง แต่สุดท้ายแล้วเราก็โฟกัสไปที่ลูกว่า ถ้าทะเลาะกันจนเลิกลาแยกย้ายแล้วลูกจะอยู่อย่างไร” - แม่เปิ้ล

เราเริ่มต้นจากแม่เปิ้ล-ชมพูนุท จาฏามระ แม่ของลูกสาวที่มีภาวะลมชักต่อเนื่อง (Intractable epilepsy -focal epilepsy) โรคหายากที่อยู่ในกลุ่มโรคทางพันธุกรรม โดยปัจจุบันข้อมูลส่วนใหญ่ที่มียังอยู่ในกลุ่มงานวิจัย ตอนนี้แม่เปิ้ลดูแลลูกเต็มเวลาและไม่ได้ทำงานประจำใดๆ  

ตั้งแต่โควิด-19 แพร่ระบาดเธอและลูกต้องระวังตัวมากขึ้น ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้ออาศัยอยู่ในคอนโดร่วมกัน ยิ่งทำให้รู้สึกกังวล จึงเลือกไม่พาลูกออกนอกห้อง แต่ก็ยังมีพ่อที่ต้องออกไปทำงานทุกวันเป็นกำลังหลักเรื่องรายได้ในครอบครัว

“หมอแนะนำว่าช่วงนี้เราไม่ควรพาลูกออกไปข้างนอกเลยเพราะมีความเสี่ยงสูง ถ้าลูกติดเชื้อขึ้นมา อาจกระตุ้นตัวโรคของเขาทำให้เกิดภาวะลมชักต่อเนื่องจนเสียชีวิตได้ ความรู้ความเข้าใจต่อโรคนี้ยังน้อย เราจึงต้องระวังมาก เด็กที่เป็นโรคกลุ่มนี้ในประเทศไทยยังไม่อาจทราบจำนวนที่แน่ชัดได้ 

“กิจกรรมที่เคยทำร่วมกับพ่อแม่ข้างนอกอย่างออกไปซื้อของ เดินเล่น ออกกำลังกายจึงถูกหยุดไว้ทั้งหมด แม้ไปโรงพยาบาลก็ทำไม่ได้ หมอเลื่อนมา 3 ครั้งแล้ว ทำได้แค่ออกไปรับยา แล้วพูดคุยกับหมอผ่านทางออนไลน์ 

“เวลานี้สิ่งที่พอทำได้คือดูแลร่างกายและเสริมภูมิคุ้มกันให้น้องด้วยสมุนไพร เช่น ฟ้าทะลายโจร ยากระชายขาว ระวังและรักษาระยะห่างเวลาออกไปซื้อของข้างนอก กลับมาก็รีบทำความสะอาดทันทีก่อนสัมผัสน้อง ความรู้สึกเวลานี้คืออยากให้เรื่องนี้จบสักที” 

หนึ่งในความกังวลของแม่เปิ้ลคือหากมีการติดเชื้อขึ้นมา การจัดการการดูแลและรักษาพยาบาลน่าจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับลูกเธอ ทั้งเรื่องการสื่อสารความต้องการ ที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจความต้องการของลูก รวมถึงอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคลมชักและสำคัญที่สุดคือความรู้สึกของลูกเมื่อจะต้องแยกจากพ่อแม่ 

“สิ่งที่กังวลก็คือหากถูกแยกออกจากพ่อแม่เพื่อไปกักตัวหรือรักษา และน้องไม่สามารถพูดหรือสื่อสารบอกความต้องการได้ โดยเฉพาะหากถ้าไม่ใช่คนที่ดูแลน้องมาก่อนก็ไม่รู้เลยว่าน้องกำลังต้องการอะไร หรือรู้สึกแบบไหนอยู่ มีแม่คนเดียวที่สื่อสารกับเขาได้ ที่สำคัญคือ เมื่อน้องมีอาการลมชักบางคนอาจไม่ทราบเพราะมีอาการชักหลายรูปแบบ บางครั้งไม่ใช่การชักกระตุกไปทั้งตัว อาจชักแค่บริเวณดวงตาหรือระหว่างปาก ชักขณะหลับก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ 

“อีกเรื่องคือ ถ้าต้องแยกไปดูแลรักษาเขาจะอยู่อย่างไร ช่วงที่แม่ต้องไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลก็เป็นหน้าที่ของพ่อที่ต้องหยุดงานมาดูแลลูก พอเรากลับบ้านมาก็สังเกตได้เลยว่าสภาพจิตใจของลูกแย่ลง นั่นเป็นเพราะเขาห่างเรา แม้เป็นพ่อแต่ก็ไม่เหมือนเราดูแลลูก” 

แน่นอนว่าหนึ่งในข้อกังวลสำคัญของพ่อแม่กลุ่มเด็กพิการทางสติปัญญาคือเรื่องพัฒนาการของลูก ในวันที่ระบบสาธารณะสุขแทบล่มสลาย เรื่องพัฒนาการเป็นอีกเรื่องที่ถูกวางไว้ก่อน รวมถึงแม่เปิ้ลที่เธอเข้าใจสถานการณ์ความคับขันนี้ดี หากแต่ปัญหานี้อาจส่งผลระยะยาวต่อพัฒนาการ 

“พอไม่ได้ไปฝึก พัฒนาการของลูกก็ขาดตอน น้องต้องหยุดฝึกพูด เราต้องเข้าใจว่าทักษะของเด็กเหล่านี้ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป ตอนนี้มากที่สุดก็ได้แค่ฝึกออนไลน์  

สัปดาห์ที่แล้วมีพ่อแม่ของน้องที่มีความต้องการพิเศษต้องพาลูกไปโรงพยาบาล แม้รู้อยู่เต็มอกว่าตอนนี้เสี่ยงรับเชื้อมากขนาดไหนแต่ก็ไม่มีทางเลือก ก็ต้องแบกลูกไป พอกลับมาก็ต้องนั่งกังวลกันว่าติดหรือยัง เราต้องยอมรับมาว่ามีคนจำเป็นต้องไปอยู่ ทั้งเรื่องอุปกรณ์และการรักษาจำเป็นเร่งด่วน” 

เศรษฐกิจที่ฝืดเคือง

เรื่องการเงินและสภาวะเศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยหนึ่งสร้างความกดดันมากขึ้น แม่เปิ้ลยอมรับว่าปัจจุบันรายรับลดลง แต่ยังมีรายจ่ายทั้งค่าคอนโด ค่ายาและค่ารักษาพยาบาลซึ่งสิทธิคนพิการก็ยังไม่ครอบคลุม

“น้องอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยลมชักหายาก ยาบางตัวไม่ได้อยู่ในสิทธิระบบประกันสุขภาพหรือสิทธิคนพิการ จึงต้องจ่ายเอง  ยาชนิดหนึ่งที่น้องกินเป็นยากลุ่มเฉพาะ ราคาเม็ดละ 114 บาทต้องกิน 3 เม็ดต่อวัน ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นถือว่าหนัก มีทะเลาะกันกับแฟนบ้าง แต่สุดท้ายแล้วเราก็โฟกัสไปที่ลูก ถ้าทะเลาะกันจนเลิกลาแยกย้ายแล้วลูกจะอยู่อย่างไร 

“ยอมรับว่าเครียด พ่อแม่ก็คนคนหนึ่ง มีหลุด มีอารมณ์เสียเหมือนกัน แต่เราก็ต้องบอกลูกว่าตอนนี้เราไม่ไหวหรือไม่โอเค หลายครั้งเขาก็เข้าใจ วิธีการของเราคือแยกกันไปก่อนถ้าจะระเบิดอารมณ์ก็ให้ไประเบิดที่อื่น แต่ไม่ใช่ต่อหน้าลูก พออารมณ์เย็นแล้วค่อยกลับมาคุยกัน 

“อีกวิธีคือหาเพื่อนคุย ให้ตัวเองสามารถระบายความรู้สึก โทรไปเล่ากับคนที่สนิทกัน เราสะท้อนว่าตัวเรามีความอึดอัดพอสมควร เนื่องจากเวลาอยู่บ้านกับลูก ลูกไม่สามารถสื่อสารได้เลย เรากลายเป็นคนที่พูดคนเดียว การได้โทรปรึกษาหรือพูดระบายออกไปก็เป็นวิธีการจัดการความเครียดอีกรูปแบบหนึ่ง” 

เผชิญภาวะร่วม

แม่เปิ้ลเล่าว่ายังมีพ่อแม่ของลูกที่มีความต้องการพิเศษอีกหลายคนตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ หลายคนหนักกว่าโดยเฉพาะพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว หลายครอบครัวไม่ได้ดูแลเพียงแค่ลูกแต่ยังต้องดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุอีกด้วย ปัจจัยความเครียดสะสมจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีทั้งคนที่ร้องไห้และบ่นอยากจบชีวิต

“เวลาเจอคนที่บ่นว่าเหนื่อยมากๆ จะแนะนำเขาว่าถ้าไม่ไหวก็ให้ไปพักก่อนหรือเปลี่ยนอิริยาบถ อยากร้องไห้ อยากกรี๊ด เอาให้เต็มที่ พอดีขึ้นแล้วก็อยากให้กลับไปมองหน้าลูกว่าเขายังสู้ไหม เขาพูดไม่ได้เหมือนเด็กคนอื่น แต่เราคิดว่าเขาต้องให้กำลังใจเราแน่นอน ถ้ายังเห็นแววตาของเขา นั่นก็แสดงว่าเขายังอยากให้เราอยู่เคียงข้างและสู้ไปกับเขา เวลาคุยกับพ่อแม่ในกลุ่มที่เข้ามาปรึกษาเราก็จะพาเขาเข้าไปสำรวจรายละเอียด ปัญหาหลัก ต้องจี้เพื่อให้เห็นความเป็นจริงและยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ สู้กับปัญหาได้อย่างมีกำลังใจ”  

“แม้เป็นความโหดร้ายแต่ต้องอยู่ให้ได้ ถ้าอยู่ไม่ได้ เราไม่รอด ลูกก็ไม่รอด” 

การดูแลเชิงรุก

นอกจากการเข้าถึงวัคซีนที่มากขึ้น สำหรับพ่อแม่กลุ่มนี้มองว่า ยังมีอีกหลายคนที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยอุปสรรคเชิงกายภาพ หลายคนมีลูกหรือมีผู้ป่วยติดเตียงต้องดูแล จึงอยากให้มีการฉีดวัคซีนเชิงรุกในพื้นที่ รวมถึงการช่วยเหลือดูแลและบริการอื่นๆ ยา เครื่องอุปโภค บริโภคด้วย

“พ่อแม่เด็กพิเศษคนหนึ่งที่เรารู้จักเล่าให้ฟังว่า ใจจริงอยากไปตรวจ แต่ไม่มีเงินมากพอ แถมจุดตรวจฟรีก็อยู่ไกล ลูกของเขาเป็นคนพิการนอนติดเตียง เขาไปไหนไม่ได้ จะให้ทิ้งลูกออกไปก็กะไรอยู่ จึงอยากให้มีหน่วยบริการเคลื่อนที่เข้าถึงคนที่ไม่สามารถออกไปตรวจข้างนอกได้ รวมถึงเรื่องการรับวัคซีนด้วย เพราะที่ผ่านมายังมีกลุ่มพ่อแม่ของเด็กพิเศษที่ไม่สามารถออกไปรับวัคซีนเนื่องจากไม่สามารถทิ้งลูกได้ และอีกหลายคนยังไม่ทราบข่าวสาร เรามองว่าการสื่อสารจากรัฐน้อยเกินไป 

“สิ่งที่เราอยากเห็นตอนนี้คงเป็นการสนับสนุนให้การรักษาตัวที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คนเข้าถึงยาให้ได้มากที่สุด รวมถึงยาสมุนไพรต่างๆ ที่สามารถช่วย บำรุง เช่น ฟ้าทะลายโจร และปัจจัยในการอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการอยู่บ้าน เช่น อาหาร แพมเพิร์สหรือสิ่งของจำเป็นที่ไม่สามารถออกไปซื้อได้ นอกจากนี้จะต้องมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามอาการ ต่อให้คนไม่พิการก็ควรได้รับแบบนี้” 

เด็กพิการติดโควิด-19

จากกรณีเด็กติดเชื้อทำให้เห็นว่ายังมีปัญหาอีกมาก จากข้อมูลของมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ร่วมกับศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดสมุทรสงครามและเครือข่ายอัมพวาโมเดล จัดเสวนาออนไลน์เรื่อง “เด็กพิเศษ  ในสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่จบ”ไลฟ์สดทางเพจเฟซบุ๊กมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว ได้สะท้อนปัญหาเด็กพิเศษในสถานการณ์โควิด-19  (อ่านที่นี่) ชี้ให้เห็นว่า คนพิการลำบาก ไร้เตียง เพราะเป็นกลุ่มยากลำบากดูแลตัวเองไม่ได้ 

โดยสกุลศรี บุญโชติอนันต์ แม่ที่ต้องรักษาตัวเองและลูกชาย มีความยากลำบากเป็นอย่างยิ่งเมื่อติดโควิด เธอไม่สามารถไปโรงพยาบาลสนามได้เนื่องจากลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ จึงต้องรักษาตัวอยู่บ้าน แถมไม่ได้รับการดูแลใดๆ ไม่มียา ไม่มีเครื่องวัดไข้ วัดออกซิเจน ยา และอุปกรณ์ต่างๆ มีแต่ภาคประชาสังคมที่ให้การช่วยเหลือ โชคยังดีที่อาการดีขึ้น แต่ยังมีเด็กพิเศษอีกหลายคนติดโควิด-19 และกำลังหาเตียงอยู่ เธอมองว่าภาครัฐควรจัดหาสถานพยาบาลสำหรับเด็กพิเศษกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึงเพราะเป็นกลุ่มที่ดูแลหรือช่วยเหลือตัวเองลำบากหากติดเชื้อ

นอกจากนี้แม้เด็กทั่วไปหลายคนสามารถเรียนออนไลน์ได้ แต่โกสินทร์ สวัสดิ์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ในพื้นที่สมุทรสงครามมีกลุ่มเด็กพิเศษที่โรงเรียนดูแลอยู่ 110 คน การดูแลเด็กพิเศษที่ผ่านมาในช่วงที่มีโควิด-19 ระบาด เด็กกลุ่มนี้จะไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง

และในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ระบุข้อเรียกร้อง 3 ข้อต่อมาตรการช่วยเหลือคนพิการในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ได้แก่ การเข้าถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของคนพิการและครอบครัว, การตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) และ RT-PCR, การรักษาพยาบาลตามมาตรการแยกกักตัวที่บ้าน Home Isolation การกักตัวในชุมชน Community Isolation และโรงพยาบาล เพื่อแก้ไขสถานการณ์และความยากลำบากที่เกิดขึ้น 

ความเครียดที่เกิดขึ้น

“กลุ่มพ่อแม่ที่น่าจะเครียดมากในช่วงนี้น่าจะเป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจหรือค้าขาย คนเหล่านี้มีภาระในการจัดการเชิงเศรษฐกิจ มีปัญหาการเงินค่อนข้างมาก ดอกเบี้ยธนาคาร ค่าเช่าร้านยังคงงอกเงยในช่วงของการล็อคดาวน์” - พ่อฤทธิ์ 

คำกล่าวนี้เป็นของพ่อฤทธิ์-ศุภฤทธิ์ ทวีเกียรติ นักบำบัดในถาดทรายแห่งเพจ Sand Tray Play ก็ดี Therapy ก็ได้ พ่อเลี้ยงเดี่ยวซึ่งดูแลลูกที่มีภาวะอัลฟี่ซินโดรม เขาเป็นหนึ่งในพ่อที่มีคนมาปรึกษาเรื่องลูก ซึ่งชี้ให้เราเห็นถึงสถานการณ์ ความกดดันและความตึงเครียดที่กำลังเกิดในช่วงของการแพร่ระบาดโควิด-19

พ่อฤทธิ์เล่าว่า เมื่อประเมินจากสัปดาห์ที่ผ่านมา (กลางเดือนกรกฎาคม) ความกังวลอยู่ที่ประมาณ 6-7 เต็ม 10 เพราะกังวลว่า ถ้าตนติดน่าจะไม่มีใครดูแลลูกและข้อจำกัดที่ลูกมี เช่น การเข้าห้องน้ำหรือการขับถ่ายรวมถึงการสื่อสาร ทำให้หากป่วยช่วงนี้หมายถึงการเข้าไม่ถึงการรักษา เนื่องจากมีคนป่วยอยู่ในระบบจำนวนมาก 

“ช่วงแรกๆ ของการระบาดเราก็ระวังตัวมากแต่ไม่ถึงขั้นนี้ ยังพอยืดหยุ่นและพาลูกออกไปเดินข้างนอกได้ เราสอนลูกให้รู้จักปรับตัว ล้างมือ สแกนอุณหภูมิเวลาไปสถานที่ต่างๆ ก่อนหน้านี้หากติดก็ยังสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ แต่ถ้าเป็นตอนนี้คงลำบากเพราะบริการสาธารณสุขกลายเป็นคอขวดแล้ว 

“ถ้าเป็นวิกฤติอย่างอื่นเมื่อเราเผชิญสามารถนำลูกไปฝากหรือไปจ้างใครดูแลก่อนได้ แต่ครั้งนี้ไม่สามารถทำได้แล้วเพราะเสี่ยงที่จะติดกันไปหมด ลูกเราต้องดูแลใกล้ชิดหรือสัมผัส แม้จะมีคนเต็มใจที่จะรับลูกเราไปแต่เราก็เกรงใจไหว้วานคนอื่น   เพราะลูกเราอยู่ในกลุ่มความต้องการพิเศษที่มีข้อจำกัดค่อนข้างหนัก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 100% การเข้าห้องน้ำและการสื่อสารคนอื่นก็ไม่น่าจะเข้าใจ เราก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าในกลุ่มออทิซึมที่มีความต้องการพิเศษที่ต้องการการดูแลใกล้ชิดเข้มข้นจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรเพราะหลายคนไม่สามารถสื่อสารได้” 

คุณภาพการเลี้ยงลูกที่ลดลง

ปัญหาด้านการเงินเป็นปัจจัยที่พ่อฤทธิ์บอกกับเราว่ามีผลมาก เพราะส่งผลถึงคุณภาพการเลี้ยงดูลูกที่มีความต้องการพิเศษ 

“กลุ่มพ่อแม่ที่น่าจะเครียดมากในช่วงนี้เป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจหรือค้าขาย คนเหล่านี้มีภาระในการจัดการเชิงเศรษฐกิจ มีปัญหาการเงินค่อนข้างมาก ทั้งดอกเบี้ยธนาคาร ค่าเช่าร้าน ยังคงงอกเงยในช่วงของการล็อคดาว”

“การเลี้ยงลูกในช่วงของการระบาดหนัก มีความลำบากเนื่องจากบ้านผมเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ซึ่งจะแตกต่างกับครอบครัวที่มีการแบ่งกันเลี้ยงระหว่างพ่อและแม่หรือบ้านที่มีครอบครัวใหญ่ พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวงานก็ต้องทำ เงินก็ต้องหา ลูกก็ต้องเลี้ยง ไหนจะจัดการงานบ้านและบางคนก็ไม่ได้มีลูกคนเดียว

“เราเข้าใจว่าตอนนี้แผนกหรือกลุ่มโรคไหนในโรงพยาบาลที่ไม่ใช่ความจำเป็นฉุกเฉินก็จะปิดให้บริการไปแล้ว แต่ต้องเข้าใจว่าเด็กกลุ่มนี้หลายคนมีประเด็นเรื่องของการติดตามสุขภาพอย่างใกล้ชิด พออยู่ในสถานการณ์แบบนี้ทำให้พัฒนาการเด็กถดถอยลงไปมาก ทั้งการไม่ได้เจอหมอ ไม่ได้รับการบำบัดหรือฝึกฝน หรือการดูแลจากพ่อแม่ที่เอาใจใส่ได้น้อยลง คนที่ยังพอมีกำลังสามารถจ้างนักพัฒนาการ หรือนักบำบัดมาช่วยดูแลได้  

พ่อฤทธิ์เล่าว่าในเวลานี้ใครที่มีกำลังมากหน่อยจะจ้างนักบำบัดและดูแลมาอยู่ร่วมกันที่บ้านเลย เพราะไม่ต้องเสี่ยงพาลูกออกไปข้างนอก ส่วนกลุ่มที่มีทรัพยากรน้อยกว่านั้น ก็อาจลดหรืองดการพัฒนาลูกไปเลย แต่ก็ยังมีพ่อแม่บางส่วนที่ยังต้องออกไปทำงานหรือกลุ่มที่ work from home ไม่ได้ รวมถึงมีภาระอื่นนอกจากลูก เช่น ดูแลพ่อแม่สูงอายุ จนตกอยู่ในภาวะความเครียดหนัก ถึงขั้นเป็นซึมเศร้าก็มี 

“สำหรับพ่อแม่ที่มีความเครียดและความกังวล สิ่งที่ทำได้คือการได้ระบาย มีสายด่วนรับปรึกษาปัญหาความเครียด เช่น สะมาริตันส์หรือเบอร์โทรของกรมสุขภาพจิตสามารถโทรไปปรึกษาเรื่องปัญหาความเครียดได้ อีกวิธีหนึ่งที่เราคิดว่าทำได้ด้วยตัวเองคือการสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลายตัวเองให้มาก ให้โอกาสตัวเองได้รู้สึกผ่อนคลายจริง สถานการณ์และความเครียดแบบนี้จะอยู่กับเราไปอีกสักพัก และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ยกเว้นว่าเขาจะนำวัคซีนที่มีประสิทธิภาพเข้ามาและแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที เราต้องอย่าปล่อยให้ลามไปจนถึงขั้นเสียความสัมพันธ์ ถ้ามีโอกาสก็ออกกำลังกายเท่าที่ทำได้ หาเวลาเพื่อจัดการกับตัวเองบ้าง”

“ประเมินการใช้ชีวิตในระดับวันต่อวันมากกว่ารายเดือนต่อเดือนเพราะนั่นหนักหนาเกินไป คำหนึ่งที่ช่วยได้ช่วงนี้ก็คือคำว่า “ช่างแม่ง” พรุ่งนี้ว่ากันใหม่ วันนี้นอน พักแล้ว พอแล้ว” 

การเลี้ยงลูกที่มีความต้องการพิเศษสร้างความเครียดสะสมเป็นทุนเดิมอยู่แล้วต่อให้ไม่มีโควิด-19 ปัจจัยปัญหาผลักดันให้เกิดความเครียดที่สูงมากขึ้น พ่อฤทธิ์มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็น Trigger ที่กระตุ้น ความรู้สึกอยากตายกันได้ตลอด แต่เขาก็ยังมีความหวังในการเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างหนึ่งก็คือเมื่อเขามีความคิดฆ่าตัวตายหนักหน่วง หมดหวัง แล้วยิ่งไม่รู้ว่าจะเอาลูกไปฝากใครได้หรือต้องทำอย่างไร ก็มีแนวโน้มที่เขาจะจบชีวิตโดยเอาลูกไปด้วย เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อสถานการณ์ไปต่อไม่ได้ความคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้น เราก็คิดว่าคงห้ามไม่ได้ คำแนะนำอย่างเดียวที่ผมพูดได้ก็คือชีวิตคนเรามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอด เราไม่มีทางรู้ว่าปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้นอาจดีหรือแย่ลงกว่านี้ก็ได้ ซึ่งก็น่ารอดูว่าจะเป็นอย่างไร

“สำหรับผมทางออกเรื่องนี้คือผมยังเชื่อมั่นในคนทำงานที่เขายังประสานงานอยู่ ที่เขาพร้อมจะช่วยเหลือและดูแลทั้งเรื่องของการกิน อยู่และการรักษา ที่พอจะช่วยเหลือและหยิบยืมกันเองได้บ้าง

“ถ้ามีหน่วยที่ทำงานด้านเด็กที่มีความต้องการพิเศษทำโรงพยาบาลสนามก็คงจะดี ถ้าแยกพ่อแม่ออกจากลูกแล้วจะทำอย่างไร มีทีมรับมือจัดการดูแลมากแค่ไหน เราไม่ได้คาดหวังว่าต้องมีดีเลิศ แต่คาดหวังให้พอมีบ้างและกระจายได้มากพอกับความต้องการช่วยเหลือ นอกจากนี้คงเป็นเรื่องของการกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงทั้งกลุ่มคนพิการและครอบครัวเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนทั้งสองกลุ่มจะต้องใช้ชีวิตร่วมกันในบ้าน” 

 

อ้างอิง 

จำนวนผู้ติดเชื้อ ณ วันที่ 22 ก.ค. 2564 https://www.facebook.com/informationcovid19/photos/a.106455480972785/370199541265043/

เปิดใจครอบครัวเด็กพิเศษ ติดโควิด-19 ยกบ้าน ชี้ลำบาก ไร้เตียง วอนรัฐช่วย

https://thisable.me/content/2021/07/743



 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนเด็กที่มีความต้องการพิเศษชมพูนุท จาฏามระศุภฤทธิ์ ทวีเกียรติ
Categories: ThisAble

Diary Journey 1 day กับคุณนิว "เพราะน้ำใจมีทุกเส้นทาง"

ThisAble - Tue, 2021-08-03 15:47

นิว-ณุวัฒน์ ตาตุ พิการทางการมองเห็น ปัจจุบันเป็นอาจารย์ด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อก่อนนี้นิวเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพเพื่อเรียนปริญญาตรี-โท และทำงานตั้งแต่ปี 2557- ต้นปี2564 จึงทำให้มีประสบการณ์การเดินทางทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด

ความพิการเป็นอุปสรรคในการเป็นอาจารย์หรือไม่

ณุวัตน์: ทำให้เราต้องพยายามหาหนทางเพื่อไปถึงเป้าหมายมากขึ้น เช่น ตอนตรวจข้อสอบนักศึกษา ยิ่งช่วงนี้เป็นการเรียนรูปแบบออนไลน์ เด็กต้องเขียนคำตอบลงในกระดาษแล้วถ่ายรูปส่งมาให้ผ่านทางกูเกิ้ลคลาสรูม พอเป็นลายมือเราก็อ่านเองไม่ได้ จะใช้โปรแกรมอ่านลายมือแล้วแปลงมาเป็นตัวหนังสือก็ทำได้อย่างจำกัด สิ่งเหล่านี้จึงเป็นอุปสรรคที่ต้องเอาตัวรอดไปให้ได้ ตอนนี้เราให้ให้คนตาดีที่ทางคณะจัดให้และเราไว้ใจมาช่วย พอคนเปิดกว้างเรื่องคนพิการมากขึ้นก็ทำให้คนที่พยายามทำความรู้จักวิถีชีวิตและช่วยเสริมเราด้วย 

สิ่งที่ต้องพกพาขณะเดินทางคืออะไร

มีแค่ไม้เท้าอย่างเดียว ซึ่งราคาประมาณ 400-500 บาท 

เสียค่าใช้จ่ายไปกับการเดินทางประมาณเท่าไหร่

วันละประมาณ 200 บาท ที่เราจ่ายราคานี้เพราะต้องเพิ่มค่าวินมอเตอร์ไซค์เพื่อเลี่ยงเส้นทางรถติดในตอนเช้าและเย็น เราเดินทางเหมือนกับคนทั่วไปเพราะการเคลื่อนที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะขึ้นรถ ลงเรือก็สามารถทำได้

ประสบการณ์การเดินทางที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ช่วงนี้ต้องเดินทางไปมหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมการสอนและทำงาน แต่ถ้าตอนที่อยู่กรุงเทพต้องเดินทางเยอะมากเพราะมีหลายตัวเลือกให้เราเลือกเดินทางและก็รู้สึกประทับใจทุกครั้ง สมัยที่เราทำงานอยู่ย่านแจ้งวัฒนะและอาศัยอยู่โชคชัย 4 ช่วงแรกเราก็ต้องหาวินมอเตอร์ไซค์เพื่อมาส่งที่MRT ลาดพร้าวตรงแยกรัชดา สาเหตุที่เราเลือกนั่งวินเพราะว่าไม่อยากตื่นเช้าเพราะถ้าจะนั่งรถเมล์ก็ต้องตื่นก่อนเวลา 1 ชั่วโมงมารอรถ วินมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่แทบไม่รู้ว่าเราตาบอดเพราะว่าสามารถบอกทางเขาได้ เหตุผลที่เราสามารถบอกเส้นทางได้ก็เพราะคอยถามวินมอเตอร์ไซค์ทุกครั้งที่เลี้ยวเขาเห็นอะไรเพื่อที่จะได้จำเส้นทางไว้ เมื่อถึง MRT ลาดพร้าวแล้ว เราก็ต้องหยิบไม้เท้าออกมาเดินต่อ แรกๆ ก็สับสนเพราะเคยลงแต่อีกฝั่ง แต่พอมาทำงานที่นี่เราก็ต้องลงฝั่งอาคารจอดรถ ก็จะมีคนมาถามเราว่าจะไปทางไหน ซึ่งมักเป็นคนที่ไปเส้นทางเดียวกันกับเราอยู่แล้ว หลังจากนั้นเราก็พยายามจำเส้นทางจากจุดที่เราเดินไปจนจุดที่คนพาเราเดินว่ามีบรรยากาศรอบข้างเป็นอย่างไร พอจำเส้นทางได้เราก็สามารถไปเองได้ เว้นแต่ว่าบางวันมีสิ่งกีดขวาง เช่น รถเข็นหรือแฝงขายของ เราก็เดินชนนะแต่ก็แค่รีบถอยออกมา 

เมื่อเราเดินทางหลายๆ ครั้งคนก็จะเริ่มจำเราได้แล้วเข้ามาทักเราบ้าง จากพลเมืองดีก็กลายเป็นเพื่อนที่คุยกัน ในตอนแรกหลายคนที่เข้ามาช่วยก็เกร็งเพราะไม่รู้ว่าต้องช่วยยังไง บางครั้งจับที่แขนก็รู้สึกได้ว่าแขนเกร็งมาก ทำให้เรารู้สึกว่าการช่วยตามหน้าที่ก็จะได้บริการแบบหนึ่ง แต่ถ้ามีความใกล้ชิดกัน เช่น เป็นคนรู้จักหรือเพื่อน การช่วยเหลือก็จะผ่อนคลายทั้งเราและเขามากขึ้น

การเดินทางด้วย MRT ไม่ได้มีอะไรพิเศษเจ้าหน้าที่จะคอยรับเราตั้งแต่บริเวณแสกนกระเป๋าแล้วพาเดินลงไปที่เสียบบัตร คนทั่วไปปกติจะเดินเข้าช่องเสียบบัตรแต่สำหรับเราต้องไปที่ประตู หลังจากนั้นเราก็ลงไปต่อแถว ส่วนมากเจ้าหน้าที่ก็จะพาเราแซงคิวไปอยู่ข้างหน้าสุด เมื่อก่อนรู้สึกกลัวว่าคนจะมองไม่ดี แต่เมื่อได้คุยกับหลายคนและพบว่าเขาเข้าใจในความจำเป็นของเรา เราก็โอเค 

 เราลงที่ MRTจตุจักรและต่อรถตู้สายปากเกร็ด พอเราจะเดินออกจาก MRT ก็จะมีเข้าหน้าที่คอยพาเดินไป ที่ท่ารถตู้ นายท่าเขาก็จะเตรียมที่ไว้ให้ บางครั้งเวลาจ่ายเงินแล้วเงินไม่พอดี  เราก็จะวานคนที่นั่งข้างๆ ช่วยหยิบตังค์ทอนให้ เราเองที่พิการตั้งแต่เกิดกล้าที่จะขอความช่วยเหลือ แต่ถ้าคนที่เพิ่งพิการก็อาจไม่กล้าที่จะขอ พอลงรถตู้ก็เดินเลาะฟุตปาธแล้วเลี้ยวเข้าที่ทำงาน ใต้ตึกมีเจ้าหน้าที่คอยเดินไปส่งในห้องทำงาน แต่ช่วงที่ต้องใช้ความมั่นใจเยอะหน่อยคือตอนเย็น เพราะมีรถเมล์เข้ามาเกี่ยวข้อง เราเดินออกจากตึกไปนั่งวินมอเตอร์ไซค์ คนขับจำเราได้แล้วรู้ว่าจะไปที่ไหน หลังข้ามสะพานลอยไปฝั่งวิภาขาเข้าเพื่อจะนั่งรถเมล์ไปยังจตุจักรแล้ว ส่วนใหญ่จะมีคนมาช่วยดูสายรถเมล์ให้ แต่บางวันก็ไม่มี อีกสิ่งที่เป็นปัญหาคือ เราไม่รู้ว่ารถเมล์สายที่มาเป็นสายที่เราจะขึ้นหรือไม่หากไม่มีคนช่วยบอก เราจึงไม่เรียก และต้องรอให้รถเมล์จอดที่ป้ายแล้วค่อยถามว่าสายอะไร แต่หากรถเมล์ไม่ได้จอดติดฟุตปาธหรือปิดประตูก่อนที่เราจะไปถึง เราก็ต้องใช้ไม้เท้าเคาะไปที่รถเพื่อถาม

เมื่อได้ขึ้นรถเมล์ที่ต้องการแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือเราไม่รู้ว่ามีที่นั่งว่างตรงไหนบ้าง จึงต้องบอกกระเป๋ารถเมล์ว่ามองไม่เห็นหรือบอกผู้โดยสารคนอื่นให้พาไปนั่ง และต้องคอยบอกกระเป๋ารถเมล์ตลอดให้เรียกเมื่อถึง บางทีก็คอยถามผู้โดยสารว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว เพราะเคยนั่งไปจนถึงอู่รถเพราะคนขับลืม เมื่อเรามาถึง BTS เกษตรแล้วก็มีนักศึกษาแถวนั้นช่วยพาเราขึ้นบันไดเลื่อนไปส่งเจ้าหน้าที่ กระทั่งถึง BTS จตุจักรเราก็ถึงบ้าน

คิดว่าหากคนพิการคนอื่นเดินทางจะได้รับการช่วยเหลือแบบเดียวกันหรือไม่

คิดว่าได้เหมือนกัน เพราะพื้นฐานคนเราชอบช่วยเหลือกันอยู่แล้ว แต่การขอความช่วยเหลืออาจยากและลำบากกว่าคนที่พิการมาตั้งแต่เกิด เพราะบางครั้งคนพิการตอนโตยังรับมือกับตัวเองไม่ถูก จึงทำให้เขาไม่รู้ว่าจะแนะนำคนที่มาช่วยตัวเองอย่างไร

ถ้าต้องมาเดินทางโดยไม่มีคนช่วยเหลือในโครงสร้างแบบนี้ คิดว่าจะเป็นปัญหาไหม

เป็นปัญหามาก ไม่ใช่แค่กับเราแต่กับคนพิการทางสายตาทุกคน ทุกคนอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระทั้งนั้น แต่พอไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ก็ต้องหาทางเอาตัวรอด สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนภาพสะท้อนว่า สิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านเราไม่มีความพร้อม การเดินบนฟุตปาธที่ถึงแม้จะมีเบรลล์บล็อกก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีทุกที่และที่ที่มีก็มักจะถูกรบกวนโดยสิ่งของ เช่น รถที่จอดทับหรือแม้กระทั่งร้านค้าที่มาตั้งทับ เราเคยเดินตามเบรลล์บล็อกแล้วไปชนกับร้านขายขนมข้างทาง แม่ค้าไม่ได้โกรธเราแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องหลบให้เรา สุดท้ายเขากลับบอกให้เราเดินหลบ ภาครัฐไม่ได้ให้ความรู้คน เห็นได้จากที่แม่ค้าไม่ได้คิดว่าที่เราเดินชนมาจากร้านเขาตั้งทับเบรลล์บล็อก แถมเขายังรู้สึกว่าได้ช่วยให้เราพ้นจากสิ่งกีดขวางแล้ว ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องทำให้คนกลุ่มนี้เข้าใจสิทธิพื้นฐานให้ได้ ขนาดโครงการบัตรทองยังทำให้คนทั้งประเทศรู้จักได้ ทำไมถึงไม่ใช้กระบวนการเดียวกันในการให้ความรู้คน อุปสรรคในตอนนี้จึงเกิดจากการที่ภาครัฐมีศักยภาพแล้วไม่ทำ ผลที่ตามมาคือความล้มเหลวและคนพิการต้องมารับกรรม

ปัญหาต่างๆ ทำให้คนพิการในไทยยังไม่ค่อยออกมาเดินทางหรือไม่

มีส่วนมาก ทั้งในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปสรรคจากบุคคล คนพิการจึงเลือกใช้วิธีอื่น สำหรับเรา จะเก็บเรือไว้ตัวเลือกสุดท้าย เพราะรู้สึกว่าอันตรายที่สุด โดยเฉพาะถ้าไม่จำเป็นหรือมีคนตาดีไปด้วยจะไม่ใช้เลย

สิทธิคนพิการที่ได้รับมีอะไรบ้าง

เบี้ยคนพิการที่ตอนแรกให้ 500 บาทต่อเดือน แต่ช่วงหลังเปลี่ยนเป็น 800 บาทต่อเดือน ส่วนการศึกษาก็ให้สิทธิเรียนฟรีถึงปริญญาตรีถ้ามีบัตรคนพิการ สุขภาพเป็นสิทธิเดียวกับบัตรทอง หากมองในแง่หนึ่งก็เป็นรัฐสวัสดิการ แต่ยังออกแบบมาเพื่อคนเฉพาะกลุ่ม หากสามารถทำให้เป็นเรื่องของคนทุกคนได้ เช่น การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นมาตราฐานสากลก็จะทำให้คนพิการไม่ต้องไป พึ่งพาน้ำใจคนในสังคม  คนไทยไม่ได้มีน้ำใจมากกว่าคนชาติอื่น แต่สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยจึงทำให้สามารถแสดงน้ำใจได้ เช่น พอได้เจอคนพิการเราก็มีโอกาสที่จะได้แสดงความมีน้ำใจแล้วเป็นสุขกับช่วงเวลานั้น ซึ่งในต่างประเทศก็อาจจะไม่ต้องทำแบบนั้นเพราะคนพิการใช้ชีวิตของเขาเองได้ 

เราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

ทั้งเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกและการให้ความรู้คนควรเป็นสิ่งที่รัฐต้องทำทั้งหมด ในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกเราอาจไม่ต้องไม่นึกถึงที่อื่นไกล สามารถไปดูที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิตได้ เพราะเป็นที่ที่คนพิการสามารถอยู่ร่วมกับคนไม่พิการได้โดยที่เรารู้สึกเป็นปกติ ตอนที่เราเรียนอยู่ปี2552 ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่พร้อมเท่าไหร่ แต่หลังจากนั้นธรรมศาสตร์ก็เริ่มปรับปรุงเส้นทางให้เดินสะดวก ไม่มีสิ่งกีดกวางระหว่างทาง ซึ่งเป็นที่ที่พอสำหรับคนนั่งวีลแชร์ คนตาบอด และคนทั่วไปเดินได้ เรารู้สึกปลอดภัยเวลาเดิน ซึ่งนี้คือสิ่งที่เมื่อทำลงไปแล้วคุณภาพชีวิตของคนในมหาวิทยาลัยก็ดีขึ้นโดยเฉพาะคนพิการ 

 

Culture & Artรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพณุวัฒน์ ตาตุคนตาบอดการเดินทาง
Categories: ThisAble

คุยกับแพทย์ รพ.สนามคนพิการ สถานการณ์-อุปสรรค-แนวโน้มคนพิการท่ามกลางโควิด-19

ThisAble - Mon, 2021-08-02 11:42

ท่ามกลางความรุนแรงของการแพร่ระบาคโควิด-19 ที่พุ่งสูงขึ้นเท่าตัวในรอบเดือนที่ผ่านมา ปัญหาการขาดแคลนเตียงและการเข้าถึงระบบสาธารณสุขเป็นปัญหาที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้ติดเชื้อคนพิการเองมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกับคนกลุ่มอื่น อย่างไรก็ดี ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างทำให้การเข้าถึงการคัดกรองและการรักษาเป็นไปอย่างยากลำบาก

Thisable.me ชวน พญ.บุษกร โลหารชุน แพทย์เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ และ พญ.ดลฤดี ศรีศุภผล แพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาคุณภาพ ที่ทำหน้าที่ประจำการอยู่ที่โรงพยาบาลสนามคนพิการบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ มาพูดคุยถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกลุ่มคนพิการ การรับมือและข้อจำกัดของการดูแลผู้ติดเชื้อที่เป็นคนพิการ 

สถานการณ์ปัจจุบัน

พญ.บุษกร: สถานการณ์ตอนนี้น่าจะเป็นวันที่ 8 หรือ 9 แล้วที่อัตราของคนติดเชื้อสูงขึ้นเกิน 15,000 คนต่อวัน หากดูตามสัดส่วนง่ายๆ แบบคณิตศาสตร์พื้นฐานก็คือร้อยละ 3 ของประชากรเป็นคนพิการ ยิ่งผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น คนพิการที่ติดเชื้อก็เพิ่มขึ้น  อีกปัจจัยก็คือเมื่อเปิดช่องทางการตรวจมากขึ้น คนพิการก็เริ่มเข้าถึงการตรวจมากขึ้น กราฟผู้ติดเชื้อคนพิการจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2 สัปดาห์และลักษณะของการติดโรคในคนพิการเป็นการติดแบบไม่ใช่ตัวคนเดียว แต่เป็นลักษณะครอบครัวซึ่งมีทั้งเด็ก คนท้อง ผู้สูงอายุและคนพิการ 

พญ.ดลฤดี: โรงพยาบาลสนามคนพิการเปิดตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ตอนนี้ก็เกือบ 2 เดือน มียอดคนไข้สะสมประมาณ 295 คน การเข้ามารักษาที่นี่จะเข้าออกเป็นรอบๆ รอบละ 90-100 คน สลับกับการทำความสะอาดเป็นเวลา 3-4 วัน คาดการณ์ว่าคนไข้รอบใหม่น่าจะขึ้นไปถึง 120 คน ในช่วงแรกมีคนพิการไม่เยอะมากจึงรับคนกลุ่มอื่นด้วยไม่เกิน 70% เช่น กลุ่มต่างด้าวหรือคนป่วยทั้งครอบครัวพร้อมลูกเล็กหรือคนแก่ 

ตอนวางแผนงาน เรามองว่ารับมือคนพิการได้สามกลุ่มคือ พิการทางกาย คนหูหนวกและคนตาบอด เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกับโรงพยาบาลสำหรับคนพิการทางจิตที่โรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยาและโรงพยาบาลศรีธัญญา อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะแบ่งหน้าที่กันแต่เมื่อมีครอบครัวที่มีลูกพิการซ้ำซ้อนตั้งแต่กำเนิดทางสติปัญญาเราก็รับเข้ามา คลัสเตอร์แรกๆ ที่เข้าสู่โรงพยาบาลสนามคือคนหูหนวก และคนตาบอดกลุ่มผู้แสดงความสามารถที่อยู่รวมกันเยอะถึง 50-60 คนในโกดัง ตอนนั้นพวกเขาแอดมิท 10 กว่าคนพร้อมกัน การดูแลค่อนข้างยากทีเดียว หลายคนไม่ได้มีการศึกษาสูงมากนัก เครื่องมือเทคโนโลยีเป็นเรื่องยาก กว่าจะให้นักกายภาพสอนวิธีใช้และการเก็บข้อมูลก็กินเวลาค่อนข้างนาน จากที่เราไม่ได้ต้องการติดวงจรปิด จึงจำเป็นต้องติดเพื่อให้คนตาบอดวัดไข้ละยื่นไปตรงกล้องให้พยาบาลดู เช่นเดียวกับอีกคลัสเตอร์คนหูหนวกเป็นเรื่องท้าทายโดยเฉพาะเรื่องการสื่อสาร แม้ว่าจะมีบริการล่ามภาษามือผ่านแอพลิเคชัน TTRS แต่คนส่วนหนึ่งไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่เป็น จึงทำให้การติดตามอาการเป็นเรื่องยากมาก โชคยังดีที่ระหว่างนั้นมีคลัสเตอร์ล่ามภาษามือเข้ามาแอดมิทด้วยจึงเลยช่วยหมอพยาบาลในการสื่อสารได้

ช่วงหลังจะไม่เชิงเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ เป็นเคสที่ไม่ได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และรับเคสผ่านช่องทางของ 1668 และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อย่างไรก็ดี คนไข้ที่เรารับได้จะต้องถูกคัดกรองว่าอยู่ในระดับเขียว โดยต้องพิจารณาร่วมกับสภาพความพิการด้วย เช่น หากเป็นคนพิการร่างกายที่มีโรคประจำตัวเยอะ อาการป่วยสีเขียวก็อาจขยับไปเป็นสีเหลืองได้

โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร

พญ.บุษกร: โรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรมีศักยภาพในการดูแลใกล้เคียงกับ Hospitel แต่เตรียมการในเรื่องของครุภัณฑ์ต่างๆ เช่น ออกซิเจน และเป็นแยกที่รองรับได้ตั้งแต่ 2-4 คน มีบ้างที่เกิน 4 คน หากเป็นเด็กเล็กที่อยู่กับครอบครัวได้ เด็กสุดที่เราเจอคืออายุ 2 เดือน 

จริงๆ แล้วโรงพยาบาลสนามคนพิการจะไม่ต้องเกิดขึ้นหากเรามีการเตรียมการที่ดีในระดับนโยบายให้โรงพยาบาลสนามทุกที่สามารถเข้าถึงและใช้งานได้สำหรับทุกคน แต่เมื่อปริมาณในการระบาดและการควบคุมการระบาดนั้นเกินคาด จึงยากที่จะเกิดโรงพยาลสนามในอุดมคตินั้นได้ เมื่อสร้างเร็ว สิ่งอำนวยความสะดวกที่เฉพาะเพื่อแก้ปัญหาข้อบกพร่องและข้อจำกัดทางร่างกายจากความพิการก็ไม่เกิดขึ้น เช่น เส้นทางจากเตียงไปห้องน้ำ การอยู่ในฮอลใหญ่นั้นยากที่จะเดินจากเตียงไปเข้าห้องน้ำความไม่มั่นคงของสภาพร่างกายสร้างความเสี่ยงเรื่องอุบัติเหตุ จึงจำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์เสริมบางอย่างเพื่อให้สามารถใช้งานได้ปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนพิการทางการเห็นและพิการทางการได้ยินที่ต้องคำนึงถึงเรื่องการสื่อสาร จะทำอย่างไรให้ทราบว่าสภาพแวดล้อมที่เขาต้องมาอยู่ 10-14 วันเป็นอย่างไร ห้องน้ำอยู่ไหน จุดไหนคือโทรศัพท์ จุดไหนคือจุดแจ้งเหตุ ฯลฯ 

ในโรงพยาบาลสนามคนพิการเจ้าหน้าที่จะต้องเตรียมรับมือดูแลเรื่องเหล่านี้ ต้องมีทักษะในการทำความเข้าใจเพราะการดูแล 14 วัน ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยในการส่งสัญญาณชีพ วัดออกซิเจนปลายนิ้วและวัดอุณหภูมิอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อวัน

สิ่งที่ที่นี่ต่างจากโรงพยาบาลสนามอื่นก็คือ เราคำนึงถึงข้อจำกัดของคนพิการและก้าวข้ามอุปสรรคโดยใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่สบายเหมือนบ้านแต่เราก็รู้ว่าจะทำอย่างไรให้เขาอยู่ที่นี่ได้ 10-14 วัน หากโรงพยาบาลสนามที่อื่นต้องรับคนพิการสิ่งที่ควรทำเบื้องต้นก็คือ หาวิธีในการสื่อสาร เช่น ใช้เทคโนโลยีกับคนหูหนวก ใช้กำลังคนในการแนะนำสถานที่แก่คนตาบอด รวมทั้งต้องจัดเตรียมพื้นที่ที่เพียงพอสำหรับคนที่ใช้วีลแชร์ เป็นต้น 

แม้ว่าความตั้งใจคือรับคนพิการสามประเภท แต่ปัจจุบันโรงพยาบาลสนามคนพิการมีความหลากหลายกว่านั้นมาก ทั้งญาติและครอบครัวคนพิการ บุคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคนพิการ บุคลากรในสถานสงเคราะห์ ล่ามภาษามือ เป็นต้น  นอกจากนี้ก็ยังมีคนพิการซ้ำซ้อนที่เป็นเด็กและบุคคลออทิสติกด้วย เพราะแม้มีความพิการทางสติปัญญา แต่มีอาการทางกายด้วย โรงพยาบาลสนามของกลุ่มความพิการทางจิตก็ไม่สามารถดูแลได้  ดังนั้นหากมีครอบครัวที่ดูแลและควบคุมคนพิการได้ เราก็ยินดีรับ 

ความรุนแรงของความพิการมีผลต่อการดูแล

พญ.บุษกร: คนที่จะเข้ารักษาในโรงพยาบาลสนามคนพิการได้ต้องช่วยเหลือตัวเองได้มากในระดับหนึ่ง เพราะที่นี่ไม่ใช่หอผู้ป่วย แต่เป็นห้องแยก ดังนั้นบุคลากรเรามีจำกัด โดยอัตราส่วนพยาบาล 3 คนต่อคนไข้ 90 คน ดังนั้นกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือทั้งหมด (Total Dependent) ที่ต้องอุ้มหรือต้องย้ายตัวนั้นลำบากกับทีมและคนพิการระดับนั้นควรต้องอยู่ในโรงพยาบาล หากมากับญาติที่ติดเชื้อ ญาติก็ต้องแข็งแรงพอที่จะช่วยดูแลได้ทั้งหมดเพราะบุคลากรเราไม่สามารถใส่ชุด PPE ไปช่วยได้ตลอดเวลา 

ตอนนี้คนพิการติดเตียงเป็นการบ้านใหญ่ของเราเพราะศักยภาพการรองรับไม่ถึง การติดเตียงมันพ่วงมากับความพึ่งพาทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องของอาหาร เช่น ถ้าต้องใช้อาหารเหลวผ่านสายยาง ที่นี่ไม่มี แค่เราพยายามมีเครื่องผลิตออกซิเจนก็มากกว่าปกติแล้วเพราะไม่มีท่อต่อ จึงใช้ได้เพียงเครื่องผลิตออกซิเจนแบบเสียบปลั๊ก ฉะนั้นคนพิการติดเตียงจะไม่เหมาะกับโรงพยาบาลสนามแน่นอน ยังคงเหมาะกับโรงพยาบาลหรือแม้แต่บ้านของเขาก็อาจจะเหมาะกว่าเพราะมีการปรับสภาพแวดล้อมสูงกว่าโรงพยาบาลสนาม อีกข้อจำกัดหนึ่งคือ ข้อจำกัดของสถานที่ ที่นี่ไม่ได้เป็นโรงพยาบาล ลิฟต์ค่อนข้างเล็ก ไม่สามารถรับเตียงเข็นได้ ฉะนั้นคนที่ไม่สามารถนั่งวีลแชร์ได้ก็ไม่สามารถขนส่งขึ้นไปชั้นบนได้

ข้อจำกัดของโรงพยาบาลสนามคนพิการ

พญ.ดลฤดี: ในช่วงอาทิตย์ก่อนเรามีเครื่องผลิตออกซิเจน 10 เครื่องและถูกใช้ทั้งหมด แปลว่ามีคนไข้ที่ต้องมอนิเตอร์ใกล้ชิดอยู่ 10% เครื่องออกซิเจนที่นี่ไม่มีท่อส่งออกซิเจนที่ปรับระดับได้ จะถูกลิมิตไว้ที่ 5 - 10 ลิตรแล้วแต่เครื่อง หากคนไข้คนหนึ่งต้องการออกซิเจนมากกว่านั้นเราก็ต้องเปลี่ยนเครื่องสลับกันไปมาระหว่างห้อง เหมือนเรากำลังดูคนไข้ในโรงแรมไม่ใช่โรงพยาบาล

พญ.บุษกร: ตอนนี้ล่าสุดเรามีเครื่องผลิตออกซิเจน 15 เครื่องจากการบริจาคและถูกใช้ทั้งหมดแล้ว โรงพยาบาลสนามคนพิการนั้นเต็มมา 5 รอบแล้ว เพราะถึงแม้จะบริหารจัดการยังไงก็จะมีช่องว่างเรื่องความสะอาด เราต้องทิ้งห้องไว้ 2 วันหลังจากคนไข้ออกเพื่อให้มั่นใจว่าสารคัดหลั่งที่ประกอบไปด้วยเชื้อไวรัสนั้นตาย หลังจากนั้นจะผ่านกระบวนการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อไวรัสและใช้ UV อบภายในห้อง รวมทั้งสิ้นประมาณ 4 วัน เมื่อเราเปิดรับคนไข้รอบใหม่ ก็มีคนต่อคิวทันที 20 - 30 คิว รอบนี้เราจึงต้องใช้ Home Isolation มาช่วยในผู้ป่วยสีเขียว ผ่านการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในการมอนิเตอร์ให้มั่นใจว่าคนไข้ได้รับการดูแลติดตาม มีอาหารทาน

โควิด-19 พ่วงมาด้วยความเครียด

พญ.บุษกร: ความเครียดพ่วงมากับผลกระทบหลายอย่าง สิ่งที่พบมากก็คือแผลบริเวณมุมปาก ซึ่งทำให้คนไข้ทานอาหารได้น้อยลงนอกเหนือจากนี้ยังพบผื่นผิวหนัง ลักษณะคล้ายงูสวัดและไวรัสลงปอด ยิ่งคนไข้มีภาวะเครียดและทานอาหารและดื่มน้ำได้น้อยสภาพร่างกายยิ่งถดถอยลงไปเรื่อยๆ เราต้องบอกให้คนไข้ฝืนใจกินแม้ไม่รับรู้กลิ่นหรือรส ไม่เช่นนั้นภูมิคุ้มกันจะต่ำลงไปเรื่อยๆ น้ำเกลือไม่ใช่สิ่งวิเศษถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้

คนพิการที่ไม่ได้คาดคิด

พญ.ดลฤดี: แม้เราจะมองว่า คนหูหนวก คนตาบอดอาจไม่เผชิญความยากลำบากเท่าไหร่นักเมื่อต้องอยู่โรงพยาบาลสนาม แต่ด้วยการคำนึงถึงสุขภาพที่ต่ำ เช่น ไม่เคยรู้เลยว่าที่ผ่านมามีโรคประจำตัวอะไรบ้าง ก็อาจทำให้เสี่ยงมากขึ้น

หากดูจากเกณฑ์ของกรมควบคุมโรคเรื่อง 7 โรคเสี่ยง จะพบว่ามีภาวะสโตรคอยู่ด้วย เพราะมีโรคร่วมทางกายเยอะทำให้สมรรถภาพทางปอดไม่ดี หมอคิดว่าถ้ากรมควบคุมโรคคุ้นเคยกับ Spinal Cord Injury หรือการบาดเจ็บไขสันหลัง เขาควรจะเพิ่มเข้าไปด้วย เพราะคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะมีสมรรถภาพทางปอดไม่ดีและอาจเกิดโรคร่วมได้หรือบางกลุ่มโรคประจำตัวอย่างกล้ามเนื้ออ่อนแรง มีสมรรถภาพทางปอดไม่ดีตั้งแต่แรก ระดับการช่วยเหลือตัวเองจะต่ำกว่าไม่ว่าจะป่วยเป็นอะไร 

พญ.บุษกร: ใน 2-3 วันที่ผ่านมาเราพยายามสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจและนำเข้าไปสู่การเข้าสู่ระบบ หากสีเขียวดูแลแบบ Home Isolation ไม่ว่าจะพิการหรือไม่และเตรียมทำ Community Isolation โดยจับคู่กับโรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งภาคประชาสังคมคนพิการที่เข้มแข็งในระดับหนึ่งน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดขึ้น นอกจากนี้เราใช้ระบบการจัดสรรเตียงผ่านกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในระบบ Co-Link เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน 

แนวโน้มในอนาคต

พญ.บุษกร: เราดูหลายทางมาก ทั้งศาสตร์ทั้งไสย ถึงกระทั่งว่าดวงเมืองจะไปถึงไหน มีคนคาดการณ์ว่าเดือนสิงหาคมยังเป็นช่วงที่หนักอยู่ ทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่กับมาตรการและความระมัดระวังตะหนักรู้ของทุกคนในสังคม เราต้องใช้ชีวิตในแบบ New Normal เว้นระยะห่าง นอกจากนี้ปัจจัยการเข้าถึงวัคซีนเป็นเรื่องสำคัญ แม้วัคซีนตอนนี้ไม้ได้ป้องกันการติดเชื้อแต่ลดความรุนแรงได้ หากติดแล้วเป็นสีเขียวคุณไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล สามารถเข้าสู่ระบบการดูแล จึงไม่ควรกังวลว่าจะได้โรงพยาบาลเมื่อไหร่จนเกิดความเครียด คนพิการเองก็ต้องเข้าใจว่าเราไม่สามารถรองรับคนพิการได้ทั้งหมด ไม่สามารถสร้าโรงพยาบาลสนามคนพิการได้จำนวนมาก ทุกคนจึงต้องดูแลตัวเองให้ปลอดภัยและลดการแพร่เชื้อไม่ให้เพิ่มจำนวนคนที่เป็น 

วัคซีนคนพิการ

พญ.บุษกร: หากย้อนไปเมื่อเดือนมีนาคม หมอเป็นคนที่พยายามที่ให้บุคลากรการแพทย์ได้รับวัคซีน เพราะเรารู้ว่ามีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ เรามองถึงความเป็นไปได้ในการเข้าถึงก่อน ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนจากเทคโนโลยีใดก็กระตุ้นให้ร่างกายเกิดภูมิ เพียงแต่ว่าสูงต่ำไม่เท่ากัน ฉะนั้นจึงยืนยันคำเดิมว่า มีอะไรก็ฉีดไปก่อนเพราะเราแพ้ไม่ได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าคนจะบอกว่า วัคซีนไม่ดี เราก็คิดว่าต้องเอามาชั่งกับความเสี่ยง หมากบนกระดานถอยลงไปสถานการณ์ยิ่งแย่ลง คนพิการเข้าถึงอะไรได้ก่อนก็ใช้ตรงนั้นก่อน มีคนถามว่า ทำไมไม่ใช้แอสตราเซเนกาในคนพิการ เหตุผลคือเราไม่แน่ใจในความมั่นคงของวัคซีน ไม่มีใครตอบได้ว่าตัวที่เราต้องการจะมีไหม คุณจะได้เข็มสองหรือเปล่า 

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเข้าถึงโอกาสแล้ว อย่าทิ้งโอกาสนั้น คนพิการมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่นด้วยความจำกัดบางอย่าง หากเป็นขึ้นมาความรุนแรงจะมากกว่า แต่วัคซีนเป็นตัวช่วยลดความรุนแรง ความเห็นส่วนตัวจึงคิดว่าควรฉีด ในเรื่องข้อควรระวังต่างๆ นั้นเนื่องจากเรื่องนี้เป็นศาสตร์ใหม่ จึงมีเพียงการเก็บสถิติแนวโน้มเท่านั้น เมืองนอกเองก็ยังไม่รู้ว่าทำไมฉีดไฟเซอร์แล้วถึงเกิดปัญหาด้านหัวใจหรือทำไมฉีดแอสตราเซเนกาแล้วมีไข้สูงมากในเวลา 48 ชั่วโมงโดยเฉพาะในกลุ่มที่อายุต่ำกว่า 60 ปี สิ่งสำคัญในตอนนี้คือทุกภาคส่วนต้องไม่สร้างความสับสนและใช้ข้อมูลที่มาจากช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น

Healthสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพวัคซีนโรงพยาบาลสนามคนพิการบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรโควิด-19
Categories: ThisAble

คุยกับคนพิการผู้ค้าสลากท่ามกลางโควิด-19 ระบาดหนัก “ถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีกิน”

ThisAble - Wed, 2021-07-28 00:26

คุยกับคนพิการผู้ค้าสลากท่ามกลางโควิด-19 ระบาดหนัก “ถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีกิน”  

โจน อายุ 49 ปี เป็นอัมพาตครึ่งซีกและใช้ชีวิตประจำวันบนวีลแชร์ เขาขายลอตเตอรี่มา 4 ปีกว่า โดยขับวีลแชร์บริเวณถนนรังสิตนครนายกเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร แม้จะเข้าใจสถานการณ์ของโรคระบาดดี แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจและหนี้สินจึงไม่สามารถหยุดอยู่บ้านได้ 

“ตั้งแต่มีโควิด-19 ก็ขายลำบากขึ้นมาก เราหยุดครั้งเดียวคือตอนที่เขาเลื่อนการออกรางวัลไปช่วงการระบาดรอบแรก ตอนนั้นแย่มาก ถ้ารอบนี้มีการเลื่อนอีกพวกผมคงอยู่ไม่ได้ เขาบอกให้หยุดแต่หนี้เราไม่หยุด รายจ่ายเดินหน้าตลอด ทั้งค่ากิน ค่าเช่าบ้าน”

“ผมเป็นคนรักการทำมาหากิน จะเสี่ยงยังไงเราก็ต้องไป คนพิการอย่างเราก็ไม่รู้จะไปประกอบอาชีพอะไรแล้วนอกจากขายลอตเตอรี่ จุดไหนเราก็ต้องเข้าไป ติดเชื้อสัปดาห์นี้ 15,000 คน ต่อไป อาจจะถึง 20,000 คน ถามว่ากลัวไหมก็กลัว ก็ยังดีที่ได้วัคซีนไป 1 เข็มให้พออุ่นใจได้บ้าง ถ้าต้องกักตัวอยู่บ้านแล้วจะเอาเงินที่ไหนกินหรือถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านแล้วจะเอาที่ไหนกักตัว เงินกู้เขามาแล้วยังไงก็ต้องใช้ ถ้าไม่ขายล็อตเตอรี่ผมก็ไม่มีรายได้จากทางอื่นแล้ว ถ้าได้หวยมาแล้วเต็มที่งวดหนึ่งก็ขายได้แค่ 12 วัน ขายไม่หมดก็กลายเป็นเศษกระดาษไป” 

“ผมเป็นคนพิการแบบนี้จะไปทำงานอย่างอื่นก็ไม่มีใครรับ เราขายหวยเพื่อประทังชีวิตเพราะมีทางเลือกแค่นี้ แม้จะเสี่ยงโรคร้ายก็ต้องยอมเพื่อปากท้อง ผมตื่นแต่เช้าออกจากบ้าน 7 โมง นั่งรถแท็กซี่ไปคลอง 8 แล้วเข็นวีลแชร์ขายมาเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงบ้านแถวคลอง 1 เหนื่อยก็ไม่เป็นไรปั่นจนชินแล้ว แต่ที่เหนื่อยมากขึ้นก็เพราะยอดขายตกจนกลัวจะไม่พอรายจ่าย”

“ผมอยากให้ทุกคนได้วัคซีนไวๆ วัคซีนที่มีคุณภาพ โรคร้ายนี้จะได้สลายหายไปสักที แล้วก็ขอความกรุณาอย่าเลื่อนออกหวยเลยครับเพราะเราไม่มีที่จะทำมาหากิน ถ้าหวยไม่ออกพวกผมก็หมดปัญญา หวยคือชีวิตของผม” 


 

Socialบทความคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสุขภาพวัคซีนโควิด-19วัคซีนโควิดลอตเตอรี่
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble