ThisAble

‘เธอเป็นตา และเขาเป็นกำลัง’ เดินป่ากับนักเดินทางตาบอด-ตาดี พิชิตยอดภูกระดึง

ThisAble - Mon, 2019-09-09 14:39

เรานัดเจอกับ “มอส” หลังจากที่เขากลับมาจากดอยอินทนนท์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา มอสเป็นชายหนุ่มตาบอดที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากจะเป็นคนเรียนเก่งแล้ว มอสยังรักในการเดินทาง เห็นได้จากทริปหลายทริปที่เขาไป ซึ่งท้าทายขีดจำกัดและทำให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองในทุกทริป

มอส-ปราโมทย์ ชื่นขำ และบุ๋มบิ๋ม-เพ็ญเพชร น้อยยาสูง เพื่อนร่วมทาง ทำงานด้วยกันที่ชุมนุมเพื่อนโดมสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มอสเป็นคนตาบอดที่ชอบการเดินป่าโดยมีบุ๋มบิ๋ม เพื่อนตาดีเป็นคนนำทาง พวกเขาทั่งคู่ขึ้นภูกระดึง 3 ครั้งในรอบไม่ถึง 5 เดือน พอเราได้เห็นก็รู้สึกตื่นเต้นไปกับพวกเขาจนอยากแชร์ให้โลกรู้ว่า คนตาบอดก็รักและสามารถไปเที่ยวในที่ที่ต้องผจญภัยอย่างภูกระดึงได้เช่นกัน

จุดเริ่มต้นของการผจญภัย

มอส: แต่ก่อนเราเป็นเด็กเรียนเก่งมาก จบชั้นประถมศึกษาได้เกรดเฉลี่ยสูงสุด จนได้ทุนเรียนฟรีตั้งแต่ ม.1 - ม.6 จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนปี 1 เราก็ได้ที่ 1 ของคณะหลังจากนั้นก็ถูกชักชวนให้เข้าชุมนุม ทั้งสนุกแต่ก็เหนื่อยจนเป็นลม เพราะเราทำเหมือนกับตัวเองเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่ยอมนอน พอง่วงก็กินกาแฟ วันสอบวันหนึ่งเราเป็นลมแต่ก็ฝืนสอบต่อจนเสร็จเพราะรู้ว่าหากเราออกไปก็จะไม่มีวันได้เกียรตินิยม วันนั้นเราผ่านไปได้และได้คะแนนสูงที่สุด แต่ก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว มันเหนื่อย จะเอาไปทำไมคะแนนเยอะๆ เหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเราเลย

ตอนปี 3 เราเริ่มทำงานกับชุมนุมเพื่อนโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และได้เป็นประธานชุมนุม คอนเส็ปและเป้าหมายของชุมนุมนี้คือทำให้เพื่อนพิการกับเพื่อนไม่พิการได้มาเป็นเพื่อนกัน โดยผ่านการทำค่ายกึ่งอาสา หรือกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม เราได้ประสบการณ์และเพื่อนจากการทำงานในชุมนุม ทุกคนยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกัน เราถึงยอมออกจากคอมฟอร์ตโซนและใช้ชีวิต นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการไปเดินป่า

ไปภูกระดึง 3 ครั้งในรอบไม่ถึง 5 เดือน

ครั้งแรกเราไปที่ภูกระดึงกับน้องซึ่งเป็นผู้หญิง น้องเป็นคนเลือกสถานที่ เราไม่รู้หรอกว่าภูกระดึงจะยากแค่ไหนกัน คิดว่าคงเหมือนตอนเดินเขากับที่ชุมนุม

ในทริปนั้นมีผู้หญิงสองคน ผู้ชายหนึ่งคน น้องผู้หญิงคนหนึ่งเคยไปภูกระดึงแล้ว และบอกว่าที่นี่จ้างลูกหาบจ้างได้ เราเลยจัดเต็ม 8-9 กิโล แต่เพราะเราไปกันในวันหยุดยาว คนจึงเยอะจนทีมลูกหาบเต็ม สุดท้ายเลยตัดสินใจแบกของกันเอง แม้ขึ้นมาได้แต่โคตรเหนื่อยเลย คิดในใจว่า กูจะไม่มาอีกแล้ว (หัวเราะ)

คนตาบอดขึ้นไปดูอะไร?

ถ้าคุณพูดแค่ในแง่การมองเห็น คุณก็มองโลกได้แคบมาก แต่ถ้าคุณลองใช้หู ลองใช้ใจ ฟังเสียงลม เสียงนก เสียงไม้ที่ถูกลมพัด เสียงน้ำตก ลองสัมผัสความเย็น ความชื้น ความหนาว ความกดอากาศ ความเบาบางของอากาศ อากาศหายใจที่ปลอดโปร่ง ในตอนนั้นแม้ไม่ต้องมองคุณก็สามารถจินตนาการเป็นอะไรก็ได้ เหมือนกับเวลาได้ยินเสียงเครื่องบินบินผ่านแล้วรู้สึกว่าใกล้มาก สิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่เราตามหา ผมจึงย้ำว่าไม่ใช่แค่สายตาเท่านั้นที่สัมผัสได้

การมาที่นี่ทำให้เรารักคนอื่นมากขึ้น มีมิตรภาพที่หาในเมืองไม่ได้ หลายคนจึงพูดว่า หากท้อให้เดินเข้าป่า เราไม่ได้หนีปัญหา แต่ไปหาพลังในการกลับมาเอาชนะเท่านั้น

มิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

เราชอบภูกระดึงเพราะภูกระดึงเป็นเหมือนเมืองๆ หนึ่ง กว้างขวาง มีพื้นที่ให้เดินเล่น วีลแชร์ก็ปั่นบนนั้นได้ แต่ระหว่างทางวีลแชร์อาจจะต้องจ้างลูกหาบ ตอนเราไปครั้งแรกได้รู้จักพี่คนหนึ่งที่ทำงานโรงงานแถวระยอง แกเป็นนักปีนป่ายหรือที่เรียกสิงห์ภูกระดึง เพราะพวกเขารู้ที่ลับ จุดที่ห้ามไป จุดถ่ายรูปสวย คอยแนะนำสถานที่และร้านลับของสิงห์ภูกระดึง เราได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นตลอดเลย และเป็นคนที่สนใจอะไรเหมือนๆกัน เพราะคนที่จะเดินขึ้นไปได้ใจคุณต้องได้ เดินตั้ง 9 กิโล คุณจะขึ้นไปทำไมถ้าใจคุณไม่รัก

ล่าสุดพวกเราไปอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ขี่มอเตอร์ไซค์จากเชียงใหม่เข้าลำพูนและต่อไปยังเมืองลี้ พวกเรานอนที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิงสองคืน และขับรถไปน้ำตก วันสุดท้ายขับกลับทางดอยเต่า ผ่านฮอด จอมทอง แต่พอมาถึงจอมทองพวกเราก็แวะอินทนนท์ ใช้เวลาขึ้นไปชั่วโมงหน่อยๆ โดยมอเตอร์ไซค์  ขาลงฝนซัดหนักมากเราก็ต้องค่อยๆ ไต่ลงมา การเที่ยวป่านั้นสนุกแต่ก็อันตราย เรายอมรับที่จะเสี่ยงว่า ถ้าพลาดก็เจ็บ แต่หากไม่พลาดก็ได้ประสบการณ์ 

เรียนรู้วิธีการเดินป่าจากที่ไหน?

จากการดูคลิป ฟังคลิป เราติดตามมิ้นท์ เจ้าของเพจ I roam alone ผู้หญิงที่แบกเป้ไปเที่ยวคนเดียวกว่า 80 ประเทศ อีกคนคือพี่สิงห์ วรรณสิงห์ จากรายการเถื่อนทราเวล ที่เราดูทุกตอนเลย และชอบตรงที่เขาพูดว่า เราจะไปในที่ที่คนดีๆ เขาไม่บ้าไปกัน แม้เราอาจมองไม่เห็นเท่าพี่สิงห์ แต่แค่ได้รับประสบการณ์เดียวกันก็โอเคแล้ว โลกมันกว้างขึ้นเวลาทำสิ่งนี้

เตรียมอะไรไปบ้าง?

คนพิการกับคนไม่พิการใช้ในสิ่งที่ไม่ต่างกันเท่าไรหรอก หลังจากประสบการณ์แบกของครั้งแรก เราก็ยอมลงทุนซื้อกระเป๋าแบ็คแพ็ค กระเป๋าแบ็คแพ็คไม่ควรน้ำหนักเกิน 1 ส่วน 3 ของน้ำหนักตัว เราหนัก 80 ก็ไม่ควรแบกเกิน 25 โล สิ่งที่เอาไปก็มีเต๊นท์ เตา หม้อสนาม ไข่หนึ่งโหล น้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลืองที่สุด อีกสิ่งที่หนักก็คือข้าวสาร และเชือกเพื่อทำราวตากผ้า วิธีสร้างราวตากผ้าคือ ขุดดิน เอาไม้ฝัง แล้วขึงเชือก เสื้อผ้าที่เราเอาไปจะมีชุดนอน ชุดเดินป่า 2 ชุด ถุงเท้ากับกางเกงในหลายตัวหน่อย อาหารที่ให้พลังงานเยอะ เช่น ขนมปัง ซีเรียล และอาหารที่ทำง่ายๆ อย่างที่วางแผนไว้ว่าจะกินมื้อละซอง แต่เรากินมื้อละ 3 ซองเพราะหิวมาก (หัวเราะ) สุดท้ายคือมีดเพื่อฟันไม้ หรือขุดดิน

กระเป๋าแบ็คแพ็คหนัก 18 กิโล มีวิธีจัดกระเป๋าที่ไม่ทำให้ปวดหลังก็คือวิธี เบา หนัก เบา เอาของหนักไว้ตรงกลางและปรับสายกระเป๋าให้ชิดกับลำตัวเพื่อให้น้ำหนักกดลงมาข้างหน้าหรือปรับให้กระเป๋าเอนไปข้างหลังเพื่อช่วยไม่ให้หัวทิ่ม ตัวรัดเอวจะช่วยดึงน้ำหนักไม่ให้ลงที่หัวไหล่ เราเดินตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นก็ไม่ปวด แม้ราคากระเป๋าจะเริ่มต้นที่ 5,000 บาท แต่คุ้มในแง่ของสุขภาพ รองเท้าก็เป็นอีกอย่างที่ต้องเลือกให้เหมาะกับสถานที่ที่จะไป  ถ้าไปเดินอุทยานแห่งชาติพื้นเรียบๆ หรือถนน รองเท้าสตั๊ดดอยยางธรรมดาแบบมีดอกหรือไม่มีดอก เหมือนรองเท้านักฟุตบอลก็เหมาะและเอารองเท้าแตะไปด้วย

ไม้เท้าเดินป่า ตรงหัวจะเป็นเหล็กเมื่อปักลงพื้นจะเกาะกับหินหรือดิน จริงๆ ไม้เท้านี้ใช้เดินในหิมะ และต่างกับไม้เท้าขาวคนตาบอดตรงที่ ไม้เท้าขาวเอาไว้เขี่ยไม้เท้าเดินป่าเอาไว้ปักลงพื้น พยุงเราเป็นขาที่ 3 ช่วยพยุงหากลื่น ทั่วไปจะใช้ 2 อัน 

หากเดินป่าตอนกลางวันเราจะใส่เสื้อฮีทเทค เพราะช่วยกันหนาว ระบายเหงื่อได้ง่าย เวลาเข้าป่าเรื่องอาบน้ำไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะอากาศหนาวมาก ใส่เสื้อผ้าสัก 2 วันค่อยเอามาซัก

ก้าวข้ามความกลัว

สิ่งที่กดมนุษย์ไม่ให้ทำโน่นทำนี่คือความกลัว คนไม่พิการหรือคนพิการมีกันทั้งคู่ เพื่อนไม่พิการบางคนกลัวการออกจากบ้าน อยากอยู่ติดบ้าน ทำงานอะไรก็ต้องอยู่ติดกับบ้าน เพราะกลัวความลำบาก แต่หากอยากเที่ยวป่าหรือขึ้นดอย คุณต้องเลิกกลัว สร้างความอยากรู้อยากเห็น หาประสบการณ์ใหม่ๆและทำใจยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เที่ยวที่ไหนก็มีอุปสรรค  แต่เราสามารถเพิ่มความระมัดระวังได้ เช็ครถ หาอุปกรณ์ดีๆ พยุงชีวิตเราให้รอด เมื่อคุณไม่กลัวโลกจะเหวี่ยงคุณไปเจอคนที่ไม่กลัวเหมือนกัน คนแบบนี้ต้องการก้าวข้ามอะไรบางอย่าง และเชื่อในศักยภาพมนุษย์

คนนำทางที่ไม่ใช่ใครก็ได้

เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไปเดินป่าคนเดียวเพราะว่ามองไม่เห็น ทีมของเรามาจากค่ายและไม่ใช่อาสา เป็นคนที่อยากไปเที่ยวเหมือนกัน ถ้าได้ปีนเขากับใครสักคนคุณจะรักเขาแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ได้รักในฐานะคู่รัก แต่รักในฐานะเพื่อนร่วมทาง คนตาดีคนหนึ่งจะพาคนตาบอดเดินป่า คนตาดีต้องเชื่อก่อนว่าคนตาบอดไปได้ กล้าเสี่ยง การไต่หน้าผาบางที่แค่ก้าวผิดนิดเดียว ก็อาจจะตกตาย คนตาบอดก็ต้องเชื่อและไว้ใจคนนำด้วย ทั้งคู่ต้องเชื่อใจซึ่งกันและกัน

บางคนนำทางเรา พอเจอแอ่งน้ำก็ไม่พาเราไปต่อแล้ว บอกว่าอันตรายเราตาบอดไปไม่ได้ เราก็ไม่อยากขัดใจ จึงเลือกไปกับคนที่เราไว้ใจแล้วเขาและเขาก็ไว้ใจเราดีกว่า

การผจญภัยของมอสจะเป็นไปไม่ได้เลยหาากขาดคู่หูที่รู้ใจที่คอยซัพพอร์ตอย่าง บุ๋มบิ๋ม- เพ็ญเพชร น้อยยาสูง ที่ตอนนี้เรียนคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาปี 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเธอเป็นสมาชิกชุมนุมเพื่อนโดมสัมพันธ์อีกด้วย

รู้จักกันได้อย่างไร?

บุ๋มบิ๋ม: รู้จักกันจากชุมนุมเพื่อนโดมสัมพันธ์ตั้งแต่ปี 1 เจอกันแทบทุกวัน เราไม่ได้มีปัญหาในการปรับตัว เพราะจูนกันง่ายมาก ด้วยทัศนคติที่คล้ายๆ กัน ไปไหนก็ไปด้วยกัน เราเป็นคนใจๆเหมือนกันด้วย ตอนชวนกันเดินป่าก็ตอบรับทันที เหมือนไว้ใจกันแล้วไม่ต้องมาตั้งคำถามว่า จะไปอยู่ยังไง อันตรายรึป่าวเพราะพี่มอสก็ไว้ใจเรา ก่อนหน้าที่จะเข้าเรียนที่นี่ไม่เคยรู้จักคนพิการมาก่อน พอได้เข้าชุมนุม ทำค่ายด้วยกัน ก็เห็นว่าทุกคนทำทุกอย่างได้เหมือนๆ กัน ลงทะเลได้ เห็นคนตาบอดไปเดินป่า ปีนต้นไม้ จึงรู้สึกว่าการไปเที่ยวด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว  เรานำทาง ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่กลัว ไม่มีคำว่ากลัว ยิ่งอยู่ด้วยกันยิ่งอุ่นใจเวลาเดินป่าตอนกลางคืน ต่างคนต่างซัพพอร์ตกัน

สิ่งที่ประทับใจผ่านการท่องเที่ยว

เรื่องการถ่ายรูป เรามักจะถ่ายรูปสวยๆ ให้พี่มอสเวลาไปเที่ยวด้วยกัน แต่เราเองก็อยากมีรูปสวยๆ เป็นของตัวเองบ้าง ก็เลยให้พี่มอสถือกล้องโดยเราจัดมุมให้เขา เขาเองก็กดถ่าย  ถึงรูปที่ได้อาจจะตรงบ้าง เบี้ยวบ้างก็ไม่เป็นไร ประสบการณ์และคุณค่าอยู่ในเหตุการณ์นั้น อีกเรื่องคือการคุยกับคน พี่มอสเป็นคนต่อรองเก่งมากเวลาไปเที่ยวด้วยกัน ทั้งเรื่องต่อรองราคา และการวางแผน

เราได้เรียนรู้ความเป็นคน ทุกคนเป็นคนเหมือนกัน มีความแตกต่างกัน มีคุณค่าและไม่มีใครด้อยไปกว่าใครเลย เราไม่ได้มองว่าคนพิการน่าสงสาร เวลาเพื่อนเห็นเราอยู่กับคนพิการ ก็มักพูดว่า เราเป็นนางฟ้ามาช่วยคนพิการ เขามองเราว่าเป็นผู้ให้ แล้วอีกฝั่งเป็นผู้รับ สำหรับเราคิดว่าต่างคนต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างเป็นผู้ให้ในครั้งเดียวกัน เขายังไม่มีโอกาสได้มาสัมผัสก็คงยังไม่เข้าใจเหมือนที่เราเข้าใจ

แบ่งหน้าที่กันอย่างไร?

ทุกทริปพี่มอสจะเป็นคนที่แบกทุกอย่างไป กระเป๋า 18 กิโลบรรจุทุกอย่างได้ครบครัน เราแบกของได้น้อยก็เลยเป็นตาให้เขา และช่วยกันคิดวางแผน เช่น เราขี่มอเตอร์ไซค์ เขาก็จะดูแผนที่ให้ ใครทำอะไรได้ก็ทำอันนั้น

เราอยากให้ทุกคนออกมาใช้ชีวิต ทั้งคนไม่พิการและคนพิการเพราะการออกไปใช้ชีวิต การออกไปเห็นโลกกว้างเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เราได้ออกจากเซฟโซนที่เราอยู่ คนพิการหลายคนมีเซฟโซนของตัวเอง คนที่ไม่ทำกิจกรรมเขาก็อยู่หอแล้วก็ตื่นออกไปเรียน เรียนเสร็จแล้วก็กลับมาหอ นับดูแล้วคนพิการที่ออกมาทำกิจกรรมที่รู้จักก็มีไม่ถึง 10 คน

ก้าวข้ามขีดจำกัด

การออกไปเที่ยวแต่ละครั้งทำให้เราก้าวข้ามความกลัว แต่ก่อนเราเป็นคนกลัวที่สูง และความมืดมาก เราเคยก้าวข้ามไปไม่ได้ ในทริปล่าสุดเราทำได้และรู้สึกภูมิใจในตัวเอง ที่ทำลายขีดจำกัดได้แล้ว

เคยน้อยใจครั้งหนึ่งตอนไปทริปแรก ภูกระดึงยังไม่ค่อยมีคนพิการขึ้นไป คนที่นั่นตื่นเต้นกันมากว่าคนตาบอดขึ้นมาได้ยังไง ทุกคนรุมถ่ายรูปพี่มอส แล้วมองข้ามเราที่อยู่ข้างๆ เราก็เลยพูดกับพี่มอสว่า อ้าว แล้วเราล่ะ ตอนขาลงก็มีคนมาขอถ่ายรูปอีก พี่มอสเลยบอกว่า ถ้าไม่มีน้องผมก็มาไม่ถึงวันนี้หรอกและพาเรามาถ่ายรูปด้วย คนส่วนใหญ่มักจะโฟกัสที่คนพิการว่า ขึ้นมาถึงบนนี้ได้คือสุดยอดมาก ให้ค่ากับความพยายามของคนพิการมากกว่า ซึ่งเราไม่อยากให้มองแบบนั้นเพราะใครก็ตามที่ขึ้นไปถึงข้างบนก็ล้วนสุดยอดกันทุกคน

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสุขภาพคนตาบอดเดินป่าภูกระดึงมอสบุ๋มบิ๋มท่องเที่ยว
Categories: ThisAble

สุจิตรา พิณประภัศร์: ทนายความล่ามภาษามือในโลกที่ความยุติธรรมต้องมีเสียง

ThisAble - Thu, 2019-09-05 14:20

คุณคิดว่าเสียงของความยุติธรรมนั้นดังพอหรือเปล่า? ที่ผ่านมาเราอาจเคยได้ยินเสียงของชาวบ้านที่ต่อต้านการทำเหมืองแร่ เสียงของนักกิจกรรมทางการเมือง เสียงของผู้เรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ แม้เราอาจเคยได้ยินบ้าง แต่เสียงเหล่านั้นก็อาจยังดังไม่พอ เช่นเดียวกับเสียงของกระบวนการยุติธรรมของคนหูหนวก ที่เสียงเหล่านั้นยังแผ่วเบา จนแทบไม่มีใครเคยได้ยิน

ผู้ส่งสาร สาร สื่อ และผู้รับสาร รวมกันเป็นองค์ประกอบของการสื่อสาร เราอาจสามารถเข้าถึงมันได้ด้วยการมองหรือฟัง ขณะที่สารบางอย่างอาจเรียกร้องทั้งการฟังและมองควบคู่กันไป แต่สำหรับคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสารในบางรูปแบบได้ จะเข้าถึงเรื่องราวและเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้อย่างไร หรือเมื่อเกิดสถานการณ์อันตรายหรือเหตุเลวร้าย พวกเขาจะทำอย่างไร 

แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงคนหูหนวก กลุ่มคนที่แม้แต่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารยังเป็นเรื่องยาก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกฏหมายและกระบวนการยุติธรรมที่แทบจะไม่มีโอกาสได้เข้าถึงเลย แล้วพวกเขาทำอย่างไรเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และทำอย่างไรคนหูหนวกจึงจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ชวนคุยกับสุจิตรา พิณประภัศร์ ล่ามภาษามือและทนายความ จากนักศึกษาหลักสูตรล่ามภาษามือวิทยาลัยราชสุดาที่เรียนนิติศาสตร์ควบคู่ บ่มเพาะให้เธอเห็นถึงข้อจำกัดที่คนหูหนวกเผชิญ

ชวนคุณเงี้ยหูฟังเสียงความยุติธรรมอันแผ่วเบาของคนหูหนวก และชวนคิดไปต่อว่า จากเสียงของความยุติธรรมนี้ยังมีเรื่องอะไรที่เราต้องฟังให้มากขึ้น

เห็นอะไรตอนเรียนที่วิทยาลัยราชสุดา

สุจิตรา: ตอนเข้าปีแรก ด้วยความที่ไม่รู้จักวัฒนธรรมของคนหูหนวก ก็ค่อนข้างตกใจ เมื่อต้องปรับตัวเข้าไปอยู่ในโลกของคนหูหนวก ที่นั่นมีกฏระเบียบเลยว่าต้องมีรูมเมทเป็นคนหูหนวก แรกๆ สื่อสารค่อนข้างยาก รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน แต่พอเข้าใจมากขึ้นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีความแตกต่าง 

นอกจากเรียนวิชาภาษามือแล้ว ก็มีวิชาวัฒนธรรมของคนหูหนวกและประวัติศาสตร์คนหูหนวก ช่วยทำให้เราเข้าใจว่าทำไมคนหูหนวกจึงเลือก คิดหรือทำแบบนั้น  ทำไมเวลาคุยกับคนหูหนวกเขาจึงจ้องหน้าเราตลอดเวลา นั่นเป็นเพราะวัฒนธรรมเขาจะใช้ตามองเป็นหลัก

ทำไมจึงอยากเป็นนักกฎหมายที่ใช้ภาษามือได้

ตำแหน่งแรกที่เริ่มทำหลังเรียนจบคือนักวิชาการการศึกษา เราได้เป็นล่ามภาษามือในห้องเรียนให้เด็กหูหนวกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังลาออกเรารู้สึกได้ทันทีว่า มีล่ามในแวดวงการศึกษา แต่กลับไม่มีล่ามในแวดวงนักกฏหมาย ไม่มีล่ามที่เรียนนิติศาสตร์ ตอนนี้น่าจะมีเราคนเดียว  จึงคิดว่าอยากทำให้วิชากฎหมายเป็นประโยชน์สำหรับคนหูหนวกมากกว่านี้ และตัดสินใจว่า จะเป็นนักกฎหมายที่ใช้ภาษามือได้ นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้หันเหไปทางกฎหมายมากขึ้น  

เมื่อก่อนเวลาคนหูหนวกจะไปพบทนายก็ต้องนัดล่ามไปด้วย เกิดความยุ่งยาก เพราะต้องนัดทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน ระบบล่ามเองก็ไม่การันตีว่านัดแล้วจะได้เสมอไป หรือหากนัดมาแล้ว การแปลภาษากฎหมายให้เป็นภาษามือก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย หากมีล่ามภาษามือที่รู้กฎหมายก็จะแก้ปัญหาส่วนนั้น 

เป้าหมายแรกที่อยากให้สำเร็จคือการเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนหูหนวก เพราะเรามีความรู้ความเข้าใจด้านนี้ และอยากบรรยายกฎหมายให้สมาคมคนหูหนวกแต่ละจังหวัด เพื่อสื่อสารว่า เรามีตัวตน หากมีปัญหาอะไรก็สามารถเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยเหลือ และพลักดันให้คนหูหนวกใช้สิทธิของตนเอง เช่นเรื่องกฎหมายมรดก  หลายคนคิดว่า คนหูหนวกเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้ เราก็พลักดันจนเขาสามารถเป็นได้ เมื่อเกิดเคสแรกแล้ว ก็จะมีคนหูหนวกที่มองเห็นสิทธิของตนเองและลุกขึ้นผลักดันต่อไปไม่รู้จบ

เคสแรกที่ทำงาน

ช่วงแรก เราเริ่มต้นด้วยการผลักให้คนหูหนวกมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สิน มรดก และเรื่องในชีวิตประจำวัน คนหูหนวกบางคนพ่อแม่เสียชีวิต ได้พินัยกรรมมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้ว่าต้องติดต่อที่ไหน ขั้นตอนเป็นอย่างไร ล่ามเองก็ไม่รู้เพราะไม่เข้าใจกฎหมาย คนหูหนวกคนหนึ่งเคยเดินทางเป็นสิบๆ ที่เพื่อจัดการเรื่องนี้ แต่ก็ไม่สำเร็จ จนมาเจอเราที่งานบรรยายกฎหมาย เขาจึงถือพินัยกรรมเอามาให้เราช่วย เพราะเขาไม่เชื่อว่าตัวเองทำพินัยกรรม จัดการมรดกได้ เราจึงอธิบายไปว่าในเมื่อไม่มีกฎหมายอะไรที่ห้าม คุณทำได้อยู่แล้ว 

สำหรับคนหูหนวกเมื่อต้องติดต่อราชการ การจัดการเอกสารกฎหมายต่างๆ ก็ดูเป็นเรื่องยากไปหมด เราจึงช่วยแนะนำว่าต้องทำอย่างไรผ่านภาษามือซึ่งเป็นภาษาที่เขาเข้าใจดีกว่า 

นอกจากเรื่องพินัยกรรมก็ยังมีเรื่องอื่น เช่น ปัญหาฉ้อโกง งาน เรื่องในครอบครัว คนหูหนวกมีปัญหาเหมือนคนหูดีทุกเรื่อง บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องถึงชั้นศาล แค่ต้องการคำปรึกษา เพราะการเข้าาถึงข้อมูลเป็นเรื่องยาก ทั้งจากไม่มีข้อมูล หรือไม่มีการเก็บบันทึกข้อมูลที่ดีพอ 

จำนวนของคดีคนหูหนวก

ยังถือว่าน้อย เราถึงพยายามออกบรรยายกฎหมายเพื่อประชาสัมพันธ์ให้เขาเข้าถึงสิทธิของตนเอง ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 มีการพูดถึงเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่า คนพิการไม่ต้องออกค่าทนาย ศาล จนถึงประกันตัว แต่สิทธินี้จะมีคนพิการกี่คนที่รู้ จึงมีคนมาใช้น้อยมากๆ หรือบางคนแม้รู้ว่ามีสิทธิ แต่เมื่อต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่างซึ่งกินระยะเวลานาน ก็ยอมเสียค่าใช้จ่ายจ้างทนายด้วยตนเอง

เท่าที่พบคนหูหนวกมีความเข้าใจด้านกฎหมายมากน้อยขนาดไหน

คนหูหนวกหลายคนไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ด้านกฎหมาย บางคนก็แยกไม่ออกระหว่างคดีแพ่งกับคดีอาญาว่าแตกต่างกันอย่างไร เขาคิดว่าทุกอย่างสามารถแจ้งตำรวจได้ทั้งหมด ต้องแจ้งความเลย ศาลก็คิดว่ามีแค่ศาลเดียว ซึ่งในความเป็นจริงคดีจะแบ่งไปตามประเภทของศาล คดีครอบครัวต้องไปศาลนี้ คดีแพ่งต้องไปศาลนี้ เขามีพื้นฐานค่อนข้างน้อย เคยมีคนหูหนวกเคยเอาสัญญากู้มาให้ดู เราพบว่าเขาเซ็นต์ไม่ถูกช่อง ไม่เข้าใจว่าผู้กู้คือใคร หรือผู้ให้กู้คือใคร หรือบางคนก็เซ็นต์ค้ำประกัน ทั้งที่ไม่เข้าใจผลภาระทางกฎหมาย ซึ่งมีไม่น้อย หากเปรียบเทียบกับคนหูดีที่เป็นชาวบ้านทั่วไป ความไม่รู้กฎหมายก็พอๆ กัน แต่สำหรับคนหูหนวกนั้นเพิ่มเรื่องการเข้าไม่ถึงไปด้วย

เราเชื่อว่าถ้ามีการหยิบยกข้อมูลเหล่านี้มาทำเป็นสื่อสำหรับคนหูหนวก เขาจะสามารถเข้าถึงได้ เวลาเราออกไปบรรยายกฎหมายด้วยภาษามือ คนหูหนวกจะตั้งใจฟังมากเพราะเป็นเรื่องที่เขาอยากรู้ แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ การบรรยายจะเริ่มตั้งแต่กฎหมายขั้นพื้นฐาน คดีมีกี่ประเภท ในกระบวนการยุติธรรมมีใครบ้าง ศาลมีกี่ประเภท มีกี่ศาล มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอะไร อยู่ส่วนไหนของจังหวัด เวลาเกิดคดีความแบบนี้จะต้องไปที่ไหน อย่างน้อยคือเมื่อเกิดเรื่องแล้วรู้ว่าไปไหน และติดต่ออย่างไร หากมีเวลาเหลือก็จะลงรายละเอียดในเรื่องที่เขาสนใจ เช่น กฎหมายมรดก กฎหมายการกู้ยืมเงิน การเช่าซื้อ อะไรที่เป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน

คนหูหนวกบางคนมีเงินทองก็จริง แต่โดนหลอกก็ไม่น้อย บางคนโดนให้เซ็นต์เอกสารปลอม โดนเอาทรัพย์สินไปจำนอง โดนหลอกเอาสินทรัพย์ไปขาย โดนหลอกขายที่ดินหรือโดนหลอกเอาที่ดินมาขายให้ ในชั้นศาลเวลาทำคดี ก็ต้องช่วยแก้ต่างให้ศาลเข้าใจว่า คนหูหนวกไม่มีความเข้าใจเรื่องนี้ คนแปลกหน้าพาคนหูหนวกไปทำธุรกรรมโดยไม่มีล่ามภาษามือนั้นเป็นเรื่องแปลก การจะพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าคนหูหนวกถูกหลอก หรือไม่เข้าใจกฎหมายนั้นยาก เพราะต้องอธิบายไปถึงวัฒนธรรมว่าต่างจากคนทั่วไปอย่างไร มีวิธีการตัดสินใจที่แตกต่างอย่างไร และเรามักอธิบายเรื่องเหล่านี้ให้คนในกระบวนการยุติธรรมด้วยกันฟังเสมอ 

ล่ามภาษามือทั่วไปเข้าใจเรื่องกฎหมายมากแค่ไหน

เข้าใจบ้างแต่น้อย ล่ามเองก็มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ล่ามที่มีความเข้าใจด้านกฎหมายยิ่งน้อยไปใหญ่ ล่ามหลายคนไม่แตะกฎหมายเพราะไม่สะดวกใจ คิดว่าตนเองมีความรู้เรื่องกฎหมายน้อย มันมีความซับซ้อนการแปลไม่ละเอียดอาจส่งผลกระทบ เช่น คำถามที่ว่า เสพหรือขาย การแปลนั้นต่างกันและค่อยข้างละเอียดอ่อน คนเป็นล่ามต้องระวังอยู่เสมอ เคยเจอล่ามโทรมาปรึกษาเราว่า แบบนี้เข้าใจถูกไหม แปลแบบนี้ได้ไหม 

ล่ามมีสองประเภทคือล่ามคนหูดีกับล่ามคนหูหนวก ถ้าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ อย่างเรื่องเพศ ความรุนแรงในครอบครัว หรือเรื่องเยาวชน จะต้องมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าล่ามหูดีไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานเรื่องนั้น ก็จะเอาล่ามหูหนวกเข้ามาช่วย โดยการรับสารที่เป็นภาษามือจากล่ามหูดีไปแปลให้คนหูหนวกอีกที  เพื่อช่วยให้เข้าใจในประเด็นบางอย่างซึ่งยิบย่อยและละเอียดอ่อนได้ดีกว่า และเป็นการทบทวนความหมายซ้ำด้วย

ปกติแล้วคนหูหนวกแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไร

คนหูหนวกส่วนใหญ่ไม่ปรึกษาพ่อแม่หรือครอบครัวตัวเองหากครอบครัวเป็นคนหูดีและไม่ได้เรียนภาษามือ คนหูหนวกคนเดียวในบ้าน ทำให้การมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาต่างๆ แทบไม่มีเลย คนหูหนวกจึงมักมีสังคมเพื่อนเป็นคนหูหนวกด้วยกัน 

เวลาเกิดเหตุร้าย หากเป็นคนหูดีเขาจะรู้ว่า ต้องไปที่ไหนหรือโทรแจ้งใคร แต่สำหรับคนหูหนวก ก็จะต้องสื่อสารผ่านล่ามก่อนเป็นอันดับแรก นั่นแสดงว่าเขาเข้าถึงการช่วยเหลือได้ช้ากว่าคนอื่นมาก ไม่ว่าจะเจ็บแค่ไหนหากไม่มีล่ามก็สื่อสารลำบาก นอกจากนี้เคสลูกจ้าง ที่เป็นคนหูหนวกก็ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องกฎหมายแรงงาน เมื่อเกิดปัญหาคนหูหนวกก็ไม่รู้ว่าสามารถร้องเรียนได้ กลายเป็นต้องยอมรับชะตากรรมทั้งที่ไม่ยุติธรรม การเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร ทำให้เขาลำบากกว่าคนอื่น

ทำไมคนหูหนวกเข้าไม่ถีงสื่อที่มีอยู่ทั่วไป

ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะสามารถเข้าถึงผ่านการอ่านได้ ขนาดเรื่องกฎหมายเองก็ยังผ่านการแปลไทยเป็นไทย หากซื้อหนังสือมาอ่านเองอย่างเดียวก็แทบไม่รู้เรื่อง คนหูหนวกก็เช่นเดียวกัน หลายคนอ่านไม่เก่ง ยิ่งอ่านภาษากฎหมายยิ่งไม่เข้าใจ ทั้งกฎหมายจำนอง จำนำ ค้ำประกัน จะเข้าใจได้อย่างไร ขนาดเราเรียนกฎหมายยังต้องมีคนคอยอธิบาย มีตัวอย่าง ให้ดูถึงจะเข้าใจ ฉะนั้นการอ่านมันไม่ได้ฟังก์ชันสำหรับทุกคน

แม้ในเชิงนโยบายจะมีสิทธิของคนของหูหนวกที่กำหนดให้เข้าถึงบริการล่าม แต่หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ เวลาเผชิญกับปัญหาไม่สามารถเอาตัวรอดได้ อย่างน้อยที่สุดคนหูหนวกควรรู้ว่าหากมีปัญหาต้องคุยกับใคร ปรึกษาใครที่จะสามารถให้ข้อมูลได้  เรื่องล่ามภาษามือที่มีน้อยก็เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่ง บริการล่ามภาษามือระบุว่า สามารถรับบริการได้แค่ 5 เรื่อง คือ เรื่องการแพทย์ การสมัครงานและการประกอบอาชีพ การติดต่อตำรวจ หรือชั้นศาล การประชุมอบรมสัมมนา และบริการสาธารณะอื่นๆ เช่น ติดต่อหน่วยงานราชการ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ระบุตามที่กฎหมาย แต่ในชีวิตคนเรามีมากกว่านั้น

การจำกัดการใช้งานล่ามภาษามือเพียงแค่ 5 ด้านนั้นไม่พอ คนหูหนวกต้องการล่ามตอนจัดงานสำคัญ งานแต่ง งานบวช งานศพ  และพบปะพูดคุยกับคนอื่น แม้จะมีข้อสุดท้ายอย่างบริการสาธารณะ แต่ก็กลายเป็นว่า ถ้าไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ก็แทบจะขอล่ามไม่ได้ เช่น ปัญหาภายในครอบครัวและต้องการล่ามเข้าไปสื่อสาร ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องใช้ ดังนั้นมุมมองของผู้ให้บริการกับมุมมองของผู้รับบริการ ก็มีความต่างกันว่าอะไรคือความจำเป็นพื้นฐาน ปัจจุบันต้องอาศัยความสนิทสนมกัน ถ้าสนิทกับล่าม หรือมีล่ามเป็นเพื่อน ล่ามก็จะไปช่วย แต่ถ้าไม่ได้สนิทกันบางทีก็ต้องจ้าง หรือหากไม่มีเงินจ้าง ก็ปล่อยตามมีตามเกิด ไม่ต้องมีล่าม ใครทำอะไรก็ทำแต่คนหูหนวกไม่มีส่วนร่วม  

ล่ามคือสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นที่สุดของคนหูหนวก นี่เป็นสิ่งที่ควรจะสนับสนุนเต็มที่ ถ้าคิดบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน พวกเขาต้องได้ ถ้ามองว่าล่ามไม่พอก็ควรผลิตล่ามให้มากขึ้น ปัจจุบันเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐว่าอยากจะส่งเสริมเรื่องนี้หรือไม่

เราคิดว่า แต่ละจังหวักควรมีล่ามอย่างน้อยจังหวัดละ 1 คน นั่งประจำอยู่ที่ พมจ.และลงพื้นที่ ไม่ว่าที่โรงพยาบาล สถานีตำรวจ ศาล ชุมชน คนหูหนวกก็สามารถใช้สิทธิได้ตลอด การมีล่ามภาษามือในภูมิภาค จะทำให้คนหูหนวกเข้าถึงได้รวดเร็วมากขึ้น หากเกิดปัญหาอะไร ล่ามประจำจังหวัดจะเข้าถึงคนหูหนวกได้ก่อนใคร เราคิดว่าคุ้มค่ากับการเสียงบประมาณ 

เรามักได้ยินคนหูหนวกหรือคนพิการหลายๆ คนเล่าให้ฟังว่า เวลาไปอยู่ต่างประเทศ เขาแทบไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิการ เพราะเขาทำได้ทุกอย่างจนไปถึงการสั่งพิซซ่า นั่นเพราะว่า มีการสนับสนุนให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ รัฐมองเห็นความสำคัญ พอกลับมาประเทศเราก็พบว่าติดระเบียบ ติดกฎกติกาเต็มไปหมด พอกลับมาแล้วยิ่งรู้สึกว่ากลายเป็นคนพิการ

ประเทศไทยควรเริ่มอย่างไร

อาจจะไม่ต้องถึงขั้นบังคับให้ล่ามเรียนกฎหมาย แต่ควรมีการอบรมพัฒนาศักยภาพของล่ามภาษามือ เสริมความรู้ ในหลายศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวิชาทางการแพทย์ กฎหมาย เทคโนโลยี รัฐศาสตร์หรือสังคม เพราะยังมีความรู้อีกหลายแขนงที่ต้องใช้คู่กับภาษามือ 

คนพิการมีศักยภาพเท่ากับเราแต่เขาเข้าไม่ถึงโอกาส บางคนคิดว่า จะต้องช่วยเหลือคนพิการอยู่เสมอ เพราะเขาน่าสงสาร คนพิการเป็นกลุ่มด้อยโอกาส แต่เรากลับไม่เคยรู้สึกอย่างนั้น ถ้าเขาได้สิ่งที่ควรจะได้ตั้งแต่แรกอย่างเท่าเทียมกัน คนพิการก็สามารถพัฒนาได้เท่ากับเราทุกอย่าง ฉะนั้นเเราต้องเลิกมองกันในเชิงสงเคราะห์ และมองให้รู้สึกเท่าเทียมกันบนพื้นฐานสิทธิมนุษยชนให้ได้ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องย้ำกับสังคม

       

 

     

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมคนหูหนวกล่ามภาษามือกระบวนการยุติธรรมศาลทนายความ
Categories: ThisAble

เที่ยวภูกระดึงไปทำไมในเมื่อตาบอด

ThisAble - Wed, 2019-08-28 11:22

จากพื้นที่ความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล แถบยอดเขาภูกระดึง มอส- ปราโมทย์ ชื่นขำ และ บุ๋มบิ๋ม- เพ็ญเพ็ชร น้อยยาสูง สองคู่หูที่เป็นทั้งเพื่อนและพี่น้องได้ออกเดินทางมาเยือนที่นี่บ่อยครั้ง ถึงแม้ว่ามอสจะเป็นคนตาบอด ก็ไม่ได้ทำให้การเดินทางเป็นอุปสรรคสำหรับการท่องเที่ยว เขาสองคนออกโลดแล่นผจญภัยในป่ามากกว่าสิบครั้งทั้ง ภูกระดึง เชียงดาว และป้อมปี่ พวกเขาก็ไปมาหมดแล้ว

เราอยากชวนคุณหลับตา ฟังเรื่องราวของพวกเขา ถึงจุดเริ่มต้นการเดินทาง แรงบันดาลใจ คนมักถามว่า มองไม่เห็นแล้วขึ้นไปดูอะไรบนดอย? ร่วมคุยกับพวกเขาทั้งสองคนว่า การท่องเที่ยวทำให้สัมผัสอะไรบ้าง ทัศนคติที่มองคนพิการเที่ยวป่าเป็นอย่างไร การเลือกปฏิบัติ และการมีเพื่อนเป็นคนพิการทำให้เขาทั้งสองคนรู้สึกอย่างไร 

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมกีฬา
Categories: ThisAble

แม่ ทหาร คนพิการและนักการเมือง ตัวตนที่หลากหลายของแทมมี ดักเวิร์ธ

ThisAble - Tue, 2019-08-27 13:37

เป็นเวลา 4 ปีแล้วหลังจากแทมมี ดักเวิร์ธ กลับมาเยือนเมืองไทยครั้งก่อน ครั้งนี้เธอกลับมาพร้อมกับบทบาทการเป็นแม่ของลูก 2 คนเพื่อพบปะนายร้อยและเยี่ยมชมการทำงานของรัฐสภาไทย นอกจากนี้เธอวางแผนจะไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารผู้ได้รับบาดเจ็บในโรงพยาบาลทหารผ่านศึก สุดท้ายเธอจะเดินทางไปเชียงใหม่เพื่อพบปะญาติพี่น้องและพักผ่อนหย่อนใจก่อนกลับสหรัฐฯ

พันโทหญิง ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ เป็นสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา จากรัฐอิลลินอยส์เคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกิจการทหารผ่านศึกของประเทศสหรัฐอเมริกา เธอเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกันที่สูญเสียขาทั้งสองข้างระหว่างรบในสงครามอิรัก เมื่อปี 2547 ในตอนนั้นเธอเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์กองทัพสหรัฐอเมริกา

Thisable.me ชวนคุยกับแทมมีอย่างส่วนตัวกับเรื่องราวความเป็นแม่ หน้าที่การงาน และสิ่งที่เธอต่อสู้เพื่อจะได้เห็น และอ่านการแลกเปลี่ยนกับสื่อหลายที่ที่ให้ความสนใจในการกลับมาครั้งนี้ของเธอ

อะไรคือข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ โอกาสและความท้าทายในฐานะแม่ที่ทำงานการเมือง

ดักเวิร์ธ: โชคดีมากที่ดิฉันได้มีโอกาสทำงานนี้ เมื่อเห็นอะไรที่ลำบากหรือเป็นอุปสรรคก็มีโอกาสเขียนกฎหมายได้ ตอนที่เริ่มต้นทำงานที่เมืองหลวงของสหรัฐฯ การหาทางขึ้นที่วีลแชร์ขึ้นได้ตามตึกต่างๆ ยังเป็นเรื่องยากลำบากมาก หลายตึกเป็นตึกโบราณกว่า 200 ปี บางที่ก็ไม่มีห้องน้ำคนพิการ บางห้องประชุมที่ใช้วีลแชร์ก็ยังเข้าไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องเปลี่ยน ทำตามกฎหมายที่ว่า คนทุกคนจะต้องเข้าถึงได้ ใช้ได้ การเข้ามาทำงานของดิฉันจึงเป็นโอกาสที่ทำให้ประเทศของตัวเองเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ปัจจุบัน มีสตรีทำงานการเมืองที่หาเสียงมากขึ้น และทุกปีและมีสตรีที่อายุน้อยลง เมื่อก่อนนี้หากผู้หญิงจะหาเสียงเลือกตั้งก็จะคอยให้ลูกโตก่อน นักการเมืองหญิงบางคนไม่ได้หาเสียงจนกระทั่งลูกโต แต่ใน 15 ปีที่ผ่านมาผู้หญิงบางคนอายุแค่ 20 กว่าๆ หลายคนยังมีลูกเล็กที่อยู่ที่บ้านก็ก้าวเข้าสู่การหาเสียงเลือกตั้ง เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี เขาจะเป็นคนที่เข้าใจครอบครัวที่ต้องไปทำงาน และออกกฎหมายที่เอื้อต่อการทำงานของครอบครัวที่ยังมีลูกเล็กด้วย

จำเป็นไหมที่คนพิการต้องขับเคลื่อนงานคนพิการและจะก้าวข้ามความพิการไปสู่ประเด็นอื่นได้อย่างไร

คนพิการควรทำงานเรื่องนี้ก่อนคนอื่นเพราะเรารู้จักตัวเอง อะไรเป็นเรื่องที่ลำบาก ความลำบากเป็นยังไง อะไรที่อยากเปลี่ยนแปลง สมาคมคนพิการที่สหรัฐฯ มีคนไม่พิการหลายคนที่ร่วมมือกัน ดิฉันเองจึงคาดหวังที่จะคนพิการทำงานในทุกด้าน ไม่เฉพาะแค่เรื่องคนพิการ เหมือนกับตัวดิฉันที่เป็นทหารผ่านศึก บาดเจ็บจากสงคราม คนเห็นดิฉันเพราะการเป็นทหารผ่านศึก ไม่ได้เห็นความพิการ ไม่ได้เห็นความเป็นผู้หญิง และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พิเศษของตัวดิฉันเอง

เนืองจากดิฉันเป็นแม่ หลังคลอดลูก 2 คนก็เริ่มที่จะเขียนกฎหมายใหม่ที่ช่วยครอบครัวสหรัฐฯ ได้มีวันหยุดดูแลลูกที่คลอดมา เพราะปัจจุบันสหรัฐฯ ไม่มีกฎหมายบังคับให้หยุดแบบรับเงินเดือนเหมือนในยุโรป ที่ให้หยุดได้ถึง 6 เดือนทั้งพ่อและแม่ ดิฉันเลยพยายามเปลี่ยนกฎหมายเหล่านี้และมีส.ส.ที่เป็นแม่หลายคนร่วมสนับสนุนผ่านกฎหมายตัวนี้

ทำไมกลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยอย่าง LGBT คนพิการ ทหารผ่านศึก ฯลฯ จึงมีความสำคัญสำหรับคุณ

ปัจจุบันสหรัฐฯ เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่อง Intersectionality หมายความว่าเรื่องที่สำคัญกับกลุ่มนี้ อาจจะไปซ้อนทับกับอีกเรื่อง เราจึงพยายามทำงานในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เช่น ปัจจุบันคนพิการหางานยากมาก ร้อยละ 80 ไม่มีงานทำ เช่นเดียวกับสตรีที่มีลูกก็หางานยากเหมือนกัน บางคนหางานแบบ Part time เพราะอยากมีเวลาดูแลลูกฉะนั้นสมาคมคนพิการกับสมาคมสตรีหรือแม่ก็สามารถร่วมมือกันเพื่อหาทางช่วยคนที่ว่างงานให้มีงานทำ ทำให้สังคมเห็นว่า คนพิการส่วนมากจะมีความจงรักภักดีกับที่ทำงาน ไม่เปลี่ยนงานบ่อยๆ เพราะฉะนั้นสำหรับบริษัทที่จ้างคนพิการก็จะได้กำไรเพราะคนพิการจะไม่เปลี่ยนงานบ่อย ไม่ต้องสอนคนใหม่เรื่อยๆ

จากการทำงานด้านทหารสู่การเป็นนักการเมืองมีอะไรที่แตกต่างไปบ้าง

ตอนที่ดิฉันยังอยู่ที่โรงพยาบาลเมื่อครั้งบาดเจ็บใหม่ๆ มองว่า รัฐบาลของเราดูแลทหารผ่านศึกได้ไม่ดีพอ  จึงติดต่อไปที่ ส.ว.รัฐอิลลินอยส์ซึ่งเป็นกรรมการทหารผ่านศึกเพื่อบอกเล่าเรื่องราวปัญหา หลังจากนั้นเกือบ 10 เดือน ดิฉันก็ถูกเรียกไปหาเสียง วันนั้นเป็นจุดเริ่มต้น ดิฉันไม่เคยคิดว่าจะต้องออกไปหาเสียงเพราะมองว่า ตัวเองเป็นทหารและกำลังจะทำงานที่โรเตอรีสากล แต่เมื่อประเทศเรียกให้เราไปทำงาน เราก็ต้องไป หลังจากเข้าสู่การเมืองก็ทั้งสนุก โมโหหรือบางวันก็เสียใจ ก็เหมือนงานอื่นๆ แต่ว่าสิ่งที่ดีคือเราได้รับใช้ชาติและมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงชาติของตัวเองให้ดีขึ้น

อะไรคือบทเรียนที่สำคัญที่สุดในการทำงานทั้งด้านทหารและการเมือง

สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนเป็นทหารคือต้องดูแลทุกคนที่เป็นลูกน้อง ดิฉันเป็นนายร้อย นายพัน และเป็นพันโท ก็ต้องอย่าเห็นแก่ตัวเอง ต้องดูแลคนที่ตำแหน่งที่ต่ำที่สุดอยู่ใต้บังคับบัญชาให้ดี คนที่เป็นผู้นำที่ดีต้องดูแลลูกน้องก่อนดูแลตัวเอง ทหารสหรัฐฯ มีประเพณีว่าเมื่อทานอาหาร คนที่เป็นหัวหน้าจะไม่ทานจนกระทั่งลูกน้องทานหมดแล้ว ส่วนเขาจะทานที่เหลือ และพักผ่อนทีหลังลูกน้องเสมอเพราะคนพวกนี้เป็นคนที่ทำให้ กลุ่มทหารของเรามีความสำเร็จ

การรับใช้ชาติก็เช่นกัน เราต้องรับใช้ชาติก่อนจะรับใช้ตัวเองและอย่าคิดว่าเรารู้จักคนอื่นเพียงแค่เห็นด้านเดียว ต้องใช้เวลาที่จะเข้าใจ และรู้จักกันจริงๆ ดิฉันอยู่พรรคเดโมแครตและคนมักคิดว่า จะไม่มีทางเห็นตรงกันกับรีพับลิคกัน แต่บางครั้งเมื่อพวกเราหารือกัน เช่น กฎระเบียบเรื่องลูก ดิฉันพยายามเปลี่ยนกฎระเบียบให้สามารถพาลูกเพิ่งคลอดมาที่รัฐสภาก็ได้ ส.ส.จากพรรครีพับลิคกันมาร่วมพลักดันเพราะเขามองว่าตอนที่มีลูกเขาก็อยากจะพาลูกมาที่รัฐสภาเหมือนกัน จึงพร้อมที่จะสู้ทั้งที่เราอยู่กันคนละพรรค คนละแนวคิดทางการเมือง ความเป็นพ่อทำให้เขาเข้าใจเรื่องเหล่านี้มากขึ้น

สำหรับคนพิการไทย ดิฉันเห็นกรุงเทพฯ สร้างตึกใหม่อยู่เรื่อยๆ แต่ทำไมตึกใหม่ถึงไม่มีการสร้างให้มีทางที่คนพิการเข้าถึงเพราะหากสร้างตั้งแต่แรกจะต้นทุนน้อยที่สุด เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเปลี่ยนแปลงเมืองหลวงของประเทศไทยให้เป็นที่ที่คนพิการมีอิสรภาพในการเดินทางไปไหนมาไหนได้

ทำอย่างไรจึงรักษาคะแนนนิยมได้

สิ่งที่สำคัญสำหรับสหรัฐฯ คือ ส.ส.และ ส.ว.ต้องอย่าลืมว่า เราเป็นคนใช้ของประชาชนหรือ  Public services คำสำคัญอย่าง Services จะต้องไม่ลืม ข้าราชการต้องเป็นข้าผู้รับใช้ของคนธรรมดา คนที่ลืมเรื่องนี้จะเป็นคนที่จะไม่ประสบความสำเร็จและไม่ได้รับเลือก

ประสบการณ์ในการเป็น ส.ว.แตกต่างจาก ส.ส.ตรงที่ ส.ว.สหรัฐฯ มีเพียง 100 คน ฉะนั้นอิทธิพลของ ส.ว.จะมีมากกว่า ต่างจาก ส.ส.ที่มี 435 คนซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนกลุ่มที่เล็กกว่า รัฐที่ดิฉันอยู่เป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของสหรัฐฯ ความรับผิดชอบก็มากขึ้นไปด้วย สิ่งที่คิดว่าทำสำเร็จคือการผ่านกฎหมายต่างๆ ขณะเป็น ส.ว.และ ส.ส. พอเป็นแม่ดิฉันเริ่มรู้สึกว่ากฎหมายหลายอย่างนั้นดีไม่พอ เช่น ก่อนหน้านี้แม่ที่เดินทางด้วยเครื่องบิน ต้องการให้นมลูกต้องใช้พื้นที่ห้องน้ำ นี่มันสกปรก ไม่ใช่เรื่องที่ดี ฉะนั้นดิฉันจึงทำกฎหมายให้มีห้องให้นมในทุกสนามบิน หากดิฉันไม่ได้เป็นแม่ก็อาจไม่รู้ปัญหาเรื่องนี้เลย

ในไทยมีผู้หญิงทำงานการเมืองมากขึ้น คุณมีข้อแนะนำอย่างไร

รัฐบาลของประเทศต้องมีหน้าตาเหมือนกับคนในประเทศของเรา Politic needs to look like people ที่สหรัฐฯ มีผู้หญิง 51% ของประชากรทั้งหมดแต่มีนักการเมืองหญิงเพียง 20% เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะควรมีนักการเมืองหญิงแตะ 50% ของผู้ที่เป็น ส.ส.และ ส.ว. รวมถึงจำนวนของคนพิการก็ไม่เท่ากับเปอร์เซ็นต์ที่ในสังคมมี จนมีเรื่องตลกที่พูดว่า มีคนที่มีอำนาจในรัฐบาลเป็นผู้ชายผิวขาวชื่อจอห์นจำนวนมากกว่าผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันหรือเอเชียเสียอีก ฉะนั้นจึงสำคัญมากที่นักการเมืองจะต้องสะท้อนประชาชนเพราะหากเราไม่มีที่นั่งบนโต๊ะอาหาร เราจะเป็นได้เพียงแค่เมนูที่ถูกคนอื่นเลือก เขาจะไม่นึกถึงเราว่าอยากจะกินอะไร (If you’re not at the table then you’re on the menu)

การมีรากของความเป็นไทยเป็นแรงบันดาลใจต่อการทำงานอย่างไร และประชาธิปไตยของไทยปัจจุบันอย่างไร

การเป็นคนไทยของดิฉันนั้นสำคัญมาก เพราะทำให้เห็นค่าและบทบาทของอเมริกาที่มีต่อโลก โดยไม่ได้คิดว่าอเมริกาเป็นผู้นำ แต่เรามีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมโลก

สำหรับในเรื่องของการเมือง ก็คงตอบแบบไทยว่า ใจเย็นๆ ค่ะ ในสหรัฐฯ หลังจากเป็นประชาธิปไตยมา 100 ปีก็ยังมีเหตุการณ์สงครามกลางเมือง ครอบครัวต้องต่อสู้กันเอง คนฆ่ากันเองในประเทศตัวเอง จึงเป็นเรื่องปกติมากที่จะมีความสับสน วุ่นวายและเลอะเทอะเพราะ Real democracy is messy เรากำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย ดิฉันเข้าใจความกังวล และความอึดอัดใจของคนไทยที่อยากเห็นประชาธิปไตยก้าวไปเร็วกว่านี้ และดีใจมากที่คนไทยหลายคนมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเห็นประเทศของเราเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนต่างประเทศTammy Duckworthสหรัฐอเมริกาสมาชิกวุฒิสภาแม่
Categories: ThisAble

เส้นที่ก้าวต่ออย่างอิสระของทราย-ลูเต้อร์ และคุณทำอะไรได้บ้าง

ThisAble - Wed, 2019-08-21 00:26

ช่วงที่ผ่านมา กระแสของทราย-คีริน เตชะวงศ์ธรรมและลูเต้อร์ สุนัขนำทางพันธุ์ลาบราดอร์สีดำสนิทหน้าตาแสนเป็นมิตร ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อสังคมเป็นวงกว้าง คนเริ่มรู้จักและรู้วิธีการปฏิบัติตัวต่อคนพิการที่ใช้สุนัขนำทาง รวมทั้งทรายเองก็ได้มีโอกาสเข้าใช้บริการในสถานที่ต่างๆ ที่ไม่เคยได้เข้าไป

แต่คำถามก็คือ แล้วกระแสนี้จะนำไปสู่การปฏิบัติที่เท่าเทียมต่อคนตาบอดที่ใช้สุนัขนำทางได้หรือไม่ ทำอย่างไรจึงจะก้าวพ้นจากความน่ารักแสนรู้ของลูเต้อร์ ไปสู่การปฏิบัติอันเป็นมาตรฐานและการสร้างความเข้าใจเรื่อง Service Dog หรือสุนัขบริการ ชวนคุยกับครอบครัวเตชะวงค์ธรรม (วิภาวี โอทกานนท์-แม่และ วสันต์ เตชะวงศ์ธรรม-พ่อ) ถึงความคืบหน้าของการต่อสู้ของพวกเขา และหมุดหมายที่อยากให้เกิดขึ้นภายหลังจากทรายกลับไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง

เห็นอะไรในกระแสที่เกิดขึ้น

ทราย: หลายที่อนุญาตให้เราไปใช้บริการ เช่น เซนทรัลทุกสาขา รถไฟฟ้าบีทีเอส เมืองทองธานี ฯลฯ อย่างไรก็ดี ตอนขึ้นบีทีเอสก็ยังมีเจ้าหน้าที่พยายามช่วยเรา เหมือนกับคนตาบอดทั่วไปที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วย ทั้งที่จริงแล้วทรายถูกฝึกมาให้ไม่ต้องใช้ให้เจ้าหน้าที่ช่วย สามารถเดินเองได้ในเมืองนอก และคิดว่าในเมืองไทยก็สามารถเดินเองได้ แต่ระบบไทยยังมองว่าคนตาบอดจะต้องมีเจ้าหน้าที่ช่วย ต่างกับที่สหรัฐฯ ที่มองว่าคนพิการสามารถดูแลตัวเองได้

คนในสังคมที่รู้จักทรายกับลูเต้อร์ทุกคนให้ความร่วมมือดีมากเลย ทรายเห็นคนตื่นเต้นและพูดถึงลูเต้อร์ แต่ไม่พุ่งเข้ามาเล่นให้ลูเต้อร์เสียสมาธิ ซึ่งเราดีใจมาก แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องปรับคือพอทรายไม่ให้คนเล่นกับลูเต้อร์ คนก็ไม่กล้าเข้ามาทักทายทรายไปด้วย ทั้งที่จริงๆ แล้วสามารถทักทรายได้ เวลาคนพูดถึงเรา แต่ไม่มาทักเราก็ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น คนอยากจะคุยกับหมาแต่ไม่ได้อยากจะคุยกับคน เป็นความรู้สึกที่คนพิการหลายคนเจอบ่อย เช่น เมื่อทรายไปร้านอาหารกับแม่ พนักงานก็จะคุยกับแม่เกี่ยวกับตัวทราย “น้องเขาอยากได้อะไร น้องเขาอยากกินอะไร” เหมือนกับว่าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น

ลูเต้อร์เองก็ปรับตัว เรียนรู้ได้เร็ว เขาไปเดินในสวนหลวงได้ 2-3 ครั้งแล้ว เราพยายามสอนเส้นทางเดิมๆ ซึ่งเขาก็เริ่มจำได้ เห็นจากเมื่อเจอสี่แยกเขาก็รู้ว่าต้องเลี้ยวไปทางไหน หรือหยุดหากไม่แน่ใจ

แม่: ทรายกับลูเต้อร์ก็ได้ไปเซนทรัล ร้านส่วนมากก็ยินดีให้ทรายเข้าไป แต่ก็ยังมีบางร้านที่ขอคิดดูก่อน ทางเซนทรัลเองก็บอกว่าเขาไม่สามารถไปบังคับได้เพราะในสัญญาเดิมไม่ได้มีการระบุเรื่องนี้อยู่ แต่หากต่อไปมีการต่อสัญญา เรื่องสุนัขนำทางจะถูกระบุเข้าไปในสัญญาด้วย

หลังจากกระแสสุนัขนำทาง คิดว่าเป็นไปได้แค่ไหนที่จะใช้สุนัขนำทางแบบ Independent ได้

ทราย: ก็ยังต้องผลักดันกันอีกเยอะ ไม่ใช่แค่มีโรงเรียนฝึกหรือมีหมาแล้วจะแปลว่าใช้ได้ ตอนนี้ไทยก็พยายามส่งคนไปเรียนฝึกสุนัขที่ออสเตรเลีย กระนั้นเองแม้ที่นู่นจะมีโรงเรียนฝึกแต่ก็ยังต้องคัดเลือกคนตาบอดที่มีความรับผิดชอบสูง มีระเบียบวินัย มีความพร้อมที่จะรับสุนัขอย่างละเอียด ฉะนั้นแค่ขั้นแรกก็มีรายละเอียดเยอะแล้ว

เจ้าของสุนัขนำทางต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก ต้องไม่ปล่อยให้ใครก็ได้มาเล่นหรือเอาขนมให้กิน พอทรายเห็นว่า เมื่อลูเต้อร์เป็นที่รู้จักคนก็เริ่มพูดว่า “เดี๋ยวจะเอาหมาไปแจก” ความคิดนี้ใช้ไม่ได้เด็ดขาด นอกจากมีการฝึกแล้ว โครงสร้างอื่นๆ เช่น ฟุตปาธไทยก็ยังต้องปรับโครงสร้างเยอะ ดังนั้นที่ทรายห่วงก็คือ การที่ภาครัฐคิดว่า ถ้ามีโรงเรียนสุนัขนำทางได้แล้วก็สำเร็จ จะไม่ต้องปรับโครงสร้าง ไม่ต้องปรับทัศนคติคนและคนพิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นอิสระแล้ว ทั้งที่มันไม่ใช่ ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำต่อ

วันที่ไปเจอภาครัฐ ทรายไม่แน่ใจจริงๆว่าผลเป็นอย่างไร จะเห็นว่ามีแค่การพูดถึงการอนุญาตให้เข้าสวนสาธารณะหรือสถานบริการด้านสาธารณสุขได้ ส่วนเรื่องอื่นก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ รวมถึงมีเวลาพูดคุยน้อยและมักถามคนอื่นว่าคิดและควรจะแก้ไขยังไง โดยไม่มีใครในนั้นเป็นคนพิการเลย กลายเป็นว่าคนไม่พิการเป็นคนนั่งคิดแก้ไขปัญหาให้คนพิการ โดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นว่าคนพิการต้องการให้แก้ยังไง

แผนการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งการใช้ชีวิตอย่างอิสระ

แม่: แผนการเป็นเรื่องที่เราวางแผนร่วมกัน เรื่องสิทธิการเข้าถึงสิ่งต่างๆ ของคนพิการเป็นเรื่องที่อยู่ในใจทรายอยู่แล้วตั้งแต่เริ่มทำเพจ และไม่ได้คาดหวังว่า การใช้ชีวิตกับสุนัขนำทางจะไวรัลขนาดนี้

พ่อ: ประเด็นนี้ถือเป็นหัวหอกที่สร้างความรับรู้ในสังคมโดยรวม ปัญหาคนพิการและความพิการในสังคมเป็นประเด็นมนุษย์ล่องหน คนอาจจะเห็นแต่ไม่ได้คิดต่อว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของคนพิการเป็นยังไง จนทำให้การแก้ไขปัญหาจากทั้งภาครัฐและเอกชนมีแค่เบื้องต้น กฎหมายมีแค่ไหนก็ทำแค่นั้น

“เรื่องของทรายจึงเป็นหัวหอกที่สร้างความรับรู้ ขนาดหมาตัวเดียวยังมีปัญหาขนาดนี้ แล้วเรื่องอื่นจะขนาดไหน”

ทราย: ตอนนี้คนไทยจำนวนมากพร้อมกันรู้จักว่า สุนัขนำทางคืออะไรและรู้ว่าควรจะปฏิบัติยังไง ในแง่นั้นเกินที่คาดคิดเยอะมาก แต่ในแง่ทัศนคติเกี่ยวกับคนพิการยังต้องปรับอีกเยอะ แม้แต่ในเพจเองคนก็ยังส่งข้อความมาว่า “ฝากคุณแม่ไปบอกน้องทรายหน่อยค่ะว่า…” หรือไม่ก็ส่งรูปภาพเข้ามา ทรายก็จะถามกลับไปว่า “อันนี้รูปอะไรคะ” เขาก็ตอบว่า “รบกวนคุณแม่ช่วยบรรยายให้น้องฟังหน่อยค่ะ” การคิดถึงเรื่องนี้มันยังอึมครึมในสังคมไทย

ตอนอยู่ที่สหรัฐฯ ก็เจอภาวะแบบนี้อยู่บ้างเพราะที่นั่นประชาชนคนพิการก็ยังเป็นคนส่วนน้อย คนทั่วไปก็ไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติตัวกับคนพิการยังไง บางครั้งก็ไม่กล้าเข้ามาคุย เวลาไปร้านอาหารเขามักถามเพื่อนว่าทรายอยากกินอะไร ทั้งที่เราอยู่ตรงนี้และได้ยิน เมื่อ 2-3 วันก่อนแม่โทรไปคุยกับห้างๆหนึ่ง เจ้าหน้าที่ถามว่าถ้าเกิดไม่ได้ใช้สุนัขนำทาง ทรายต้องนั่งรถเข็นหรือเปล่า “เฮ้ย หนูตาบอด” คนอื่นชอบคิดว่าคนพิการทำไม่ได้ เวลาไม่รู้ว่าทำได้หรือไม่ได้ ก็จะใส่ว่าทำไม่ได้ไว้ก่อน ตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่โอเค

ความสัมพันธ์ของหมากับคนนั้นไม่ใช่เจ้าของ แต่เป็น handlers และ partner ship เราทั้งคู่เป็นทีมเวิร์คไม่ได้เป็นเจ้าชีวิตแต่เป็นความสัมพันธ์ที่ให้ความเท่าเทียม  เรายังเห็นความเข้าใจผิด เช่น คอมเมนท์ว่าหมาเป็นคนจูงหรือดูแลพี่ทราย โดยไม่เข้าใจว่าเราสองคนทำงานด้วยกัน

อะไรคือสิ่งที่ขาดและอะไรเป็นสิ่งที่เกิน

แม่: ขาดการคิดว่าคนพิการก็ทำอะไรได้เหมือนกับทุกคน เราต้องมีโรลโมเดลให้เห็นว่าคนพิการก็ทำได้ อาจจะด้วยวิธีต่างกัน และบางสิ่งที่เขาทำไม่ได้เป็นเพราะสังคมไม่ได้มีโครงสร้างที่ทำให้เขาทำได้อย่างอิสระ เวลาพูดว่าทรายเรียนมวยไทย เรียนโยคะ ปีนหน้าผาจำลอง หรือเล่นเปียโน คนจะประหลาดใจว่าทำได้ด้วยเหรอ ทรายทำได้ทุกอย่างหากมีการรองรับและการยอมรับ ให้เกิดการสนับสนุนที่เหมาะสม ซึ่งบ้านเรายังไม่มีภาพเหล่านี้มากพอ คนเลยตั้งค่ามาตรฐานว่าคนพิการทำไม่ได้ หรือถ้าทำได้ก็คงเสี่ยงเกินไป

ทราย: บางทีก็รำคาญเพราะเราถูกฝึกมาว่าอะไรที่ทำได้ก็ต้องทำเอง เวลาที่คนตาบอดหรือคนพิการไปไหนมาไหนแล้วมีเจ้าหน้าที่ประกบตลอดเวลา คนอื่นก็มองว่าคนพิการไม่สามารถทำเองได้ คนพิการบางคนก็อาจสะดวกให้เจ้าหน้าที่มาช่วยอำนวยความสะดวก คนที่อยากจะใช้ชีวิตได้เองก็ต้องเลือกได้

เรารู้สึกว่า สังคมปฏิบัติกับคนพิการเหมือนเป็นเด็ก ทราย 22 แล้วแต่คนกลับพูดกับเราผ่านแม่ “ทรายอยากกินอะไร” หรือหยิบนู่น หยิบนี่ให้เหมือนเราเป็นเด็กที่ไม่มีความคิดเห็นหรือความเชื่อมั่นในตัวเอง อยากจะจูงไปนู่น ไปนี่โดยไม่ไว้ใจว่าเราจะดูแลตัวเองได้ ตัดสินใจเองได้ และเรามีความหนักแน่นมากพอที่จะระวังตัวเอง หากเราตัดสินใจว่า ‘จะทำ’ นั่นเป็นเพราะมั่นใจว่าทำได้ แต่คนอื่นกลับคิดว่าการตัดสินใจของเขานั้นแม่นกว่าเรา

พ่อ: ทั้งหมดเป็นเรื่องของระบบคิด แทนที่จะมาคอยช่วยคนพิการแต่ละคน ทำไมไม่คิดเรื่องการทำโครงสร้างให้เหมาะกับการใช้งานของคนพิการ คนตาบอดเดินไปไหนมาไหน เดินข้ามถนนก็อันตรายมากอยู่แล้ว เขามีทักษะในการระวังตัวเองที่ดี

ตั้งแต่กลับมาจากสหรัฐฯ ได้ลองเดินทางเองกับลูเต้อร์บ้างหรือยัง

ทราย: ตั้งแต่กลับมาก็ยังไม่ได้ไปไหนแบบ Independent ทรายไม่เคยไปไหนเองในไทยเพราะฉะนั้นยอมรับเลยว่ายังไม่มีความมั่นใจ กำลังดูเรื่องการฝึกขึ้นรถเมล์เพราะเราอยากเดินทางเอง ตอนพ่อแม่เดินตามเขาก็จะคอยบอกว่า ‘ตรงนั้นมีเสา ตรงนั้นมีลวด’ บางทีเราก็อยากเดินชนเพื่อจะได้สอนลูเต้อร์

ทำไมส่งทรายไปเรียนรู้ทักษะของคนตาบอดที่สหรัฐฯ

แม่: มี 2-3 เหตุผล ตั้งแต่ทรายเรียนมัธยม โรงเรียนก็ไม่รู้หรอกว่าต้องทำยังไงกับเด็กตาบอด เขาให้ทรายไปคุยและสาธิตว่าทำอะไรได้บ้างจนยินดีรับเข้าเรียน แต่เราก็รู้ว่า การเดินนำทางทรายไปเรียนทุกวันมันไม่พอ มีไลฟ์สกิลหลายอย่างที่มีความจำเป็นสำหรับคนตาบอด ตอนนั้นทรายยังเดินไม้เท้าไม่เป็นด้วยซ้ำ แม่จึงค้นข้อมูลและไปเจอการฝึกทักษะภาคฤดูร้อนสำหรับคนตาบอด เป็นคอร์สสั้นช่วงซัมเมอร์ ที่สอนทักษะในการใช้ชีวิต

พ่อ: ระบบนี้เป็นระบบที่ดีมาก เป็นสวัสดิการที่ทุกรัฐในสหรัฐฯ สนับสนุนให้พลเมืองของเขาได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่ทำให้สามารถดำรงชีพ ทำให้พลเมืองมีประโยชน์กับสังคม ฉะนั้นเขายอมเสียเงินเพื่อหนุนช่วยให้คนสามารถอยู่ได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นระบบที่บ้านเราไม่ได้คิดถึงเลย หากจะมีแต่ระบบสังคมสงเคราะห์ ช่วยเป็นมื้อๆ อยู่รอดกันเป็นวันๆ

ทราย: คอร์สฤดูร้อนยาว 2 เดือนให้สกิลเรา แต่สิ่งที่เปลี่ยนมากกว่าคือความมั่นใจ ก่อนหน้านั้นเราไม่รู้ว่าคนตาบอดทำอะไรได้บ้างหรือทำยังไง วิชาที่เรียนมี 4 วิชาหลักคือ เบรลล์ เทคโนโลยี การใช้ไม้เท้าและการเดินทาง และการทำกับข้าว เป้าหมายหลักของศูนย์คือการสร้างความมั่นใจและการเชื่อในตัวเองผ่านชั้นเรียน ตอนคอร์สใกล้จะจบ จะมีการทดสอบให้เราหาร้านอาหาร โดยไม่บอกว่าอยู่ที่ไหน

นอกจากโปรแกรมนี้ ยังมีโปรแกรมระยะยาว 6 ถึง 9 เดือน จะมีวิชาเพิ่มเติมอย่าง Industrial Art และทักษะการใช้เครื่องมือ การซ่อมเครื่องไฟฟ้า ทักษะทางช่าง เลื่อยไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่กำลังจะกลับไปฝึก เป้าหมายของโครงการคือการก้าวข้ามความกลัว ฝึกความมั่นใจ ความเชื่อในตัวเอง ให้สามารถมีทักษะทั่วไปเหมือนคนที่จะอยู่ด้วยตัวเอง

พ่อ: อยากเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทย การเกิดขึ้นของระบบต่างๆ แปรผันโดยตรงจากสิ่งที่คุณคิดต่อประเด็นต่างๆ เหมือนกับที่เราชอบพูดว่า คุณจะให้ปลาหรือคุณจะให้เบ็ด  เราจึงควรเปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนทัศนคติการมองคนพิการว่าความบกพร่องไม่ได้ทำให้เขาสิ้นสูญสมรรถภาพ มีศักยภาพอื่นๆ ที่สามารถดึงออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ หากคนพิการมีงานก็ไม่เป็นภาระกับรัฐ ไม่ต้องใช้เงินภาษีมาคอยสงเคราะห์และเขาเองก็สามารถเสียภาษีได้ ผมถึงดีใจมากที่สภามีส.ส.เป็นคนพิการ ในอดีตสภาเรามีส.ว.คนพิการที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง  แต่ส.ส.เป็นตัวแทนของประชาชน เขาจะมีโอกาสได้อภิปรายและทำอะไรต่อมิอะไรให้คนได้เห็นคนพิการมากขึ้น

หมุดหมายที่อยากไปถึงคืออะไร

ทราย: ทรายก็ไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องนี้ไปได้ถึงไหนเหมือนกันเพราะอีกไม่นานก็จะกลับไปเรียนต่อ และทรายเองก็ไม่ได้เป็นคนที่ชอบการเผชิญหน้า ค่อนข้างเป็นคนเก็บตัวด้วยซ้ำไป รวมถึงเราเองมีความสนใจส่วนตัวในเรื่องสุขภาพจิต หากเรียนจบก็อยากเป็นนักจิตวิทยาให้คำปรึกษา

ในตอนนี้อยากให้มีคนพิการใช้สุนัขนำทาง เพื่อให้เรื่องนี้อยู่ในความรับรู้ของสังคมและผลักดันต่อไป หากมีคนใช้จริงก็จะเจอปัญหาซึ่งจะช่วยไฮไลท์ให้คนได้รับรู้ ส่วนเรื่องการทำโรงเรียนสุนัขนำทาง ก็อยากให้เกิด แต่ค่อนข้างซับซ้อน ความคิดที่จะเอาสุนัขปลดประจําการหรือสุนัขจรจัดมาฝึกนั้นทรายไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าจะเวิร์ค โรงเรียนของลูเต้อร์ใช้สุนัขที่เพาะพันธุ์เอง ฝึกตั้งแต่เกิดและไม่ใช่ทุกตัวจะได้เป็นสุนัขนำทาง เพราะมีความซับซ้อนมาก เขาต้องทำหน้าที่ที่เขาฝึกมาได้แต่ก็ต้องเข้าสังคมได้ด้วย  สุนัขจะต้องถูกประเมินแล้วประเมินอีก โดยเฉพาะเรื่องเข้าสังคม หากผ่านจึงจะเริ่มฝึกสุนัขนำทาง และประเมินเรื่อยๆ จนกว่าจะจบคอร์ส  คนรับสุนัขเองก็ต้องเทรน 3 อาทิตย์ เก็บข้อมูลว่าเราเหมาะกับตัวไหน ลองเดิน เรียนรู้การดูแล เช่น ให้อาหาร ให้น้ำ เก็บขี้ หวีขน ฯลฯ จึงทำให้กว่าจะมาอยู่กับทราย เขาก็อายุ 2 ปีแล้ว

แม่: ในทางกฎหมายมีการเขียนเรื่องสุนัขนำทางไว้อยู่แล้ว ซึ่งเราก็เคยเอาข้อมูลส่วนนี้ไปลงในเพจ ใจความว่า กฎหมายอนุญาตให้คนพิการนำสิ่งอำนวยความสะดวกรวมถึงสุนัขนำทาง เข้าถึงสถานที่ต่างๆ โดยไม่มีข้อยกเว้น สิ่งที่เราทำคือขอความร่วมมือให้ทำตามกฎหมาย ไม่ได้ขอมากกว่ากฎหมาย เวลาไปเจอสถานที่ที่บอกว่าไม่อนุญาตเราก็จะหงุดหงิดมากเพราะเรื่องนี้เป็นกฎหมาย ฉะนั้นจริงๆแล้ว เราไม่ควรต้องขออนุญาตด้วยซ้ำ ที่ต้องทำแบบนี้เพราะยังรู้สึกว่าอยากให้เกียรติเขา

พ่อ: กฎหมายที่เป็นอยู่ในเวลานี้ บังคับใช้จริงไม่ได้ ไม่มีบทลงโทษ ถึงแม้คุณจะทำผิดคุณก็ไม่โดนอะไร ไม่ทำตามกฎหมายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรายังติดอยู่กับระบบความคิดและอำนาจจากข้างบนมาข้างล่าง แต่การมีส่วนร่วมในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆกลับไม่มี

ทำไม ‘ทางเลือก’ จึงสำคัญสำหรับคนตาบอด และคนทั่วไปทำอะไรได้บ้าง

ทราย: มันคือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า ใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้ บางครั้งคนทั่วไปในสังคมมักคิดว่าคนตาบอดดูแลตัวเองไม่ได้หรือต้องให้คนอื่นช่วยคิดตลอดเวลา พอเป็นแบบนั้นเรารู้สึกว่าถูกขโมยการตัดสินใจ คนเข้ามาตัดสินใจให้เราว่า จะทำอันนี้ให้, จะไม่ทำอันนี้ให้, คุณทำอันนี้ไม่ได้หรอก เราไม่มี Autonomy (อิสรภาพ) ในการตัดสินใจด้วยตัวเอง เรื่องนี้สำคัญกับทรายมาก ฉะนั้นการมีหมาเป็นส่วนหนึ่งที่เราสามารถตัดสินใจว่าเราจะใช้หรือไม่ใช้

เวลาพูดถึงสังคม คุณและคนพิการก็เป็นส่วนหนึ่ง ฉะนั้นวิธีที่คุณคิดหรือมองคนพิการต้องเปลี่ยนไป บางคนชอบพูดกับทรายว่า “น้องเป็นแรงบันดาลใจ น้องเก่งมาก” ทั้งที่เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับทรายเลย ทรายก็จะสงสัยว่าเขาชมเรื่องอะไร เก่งอะไร ทำไมแค่เดินห้างก็กลายเป็นคนเก่งหรือว่าแค่พิการก็เก่งเพราะเดินห้างได้ สังคมมีความคาดหวังกับคนพิการต่ำมากเพราะแค่เดินห้างได้ก็เก่งแล้ว ทรายจึงอยากให้ปรับว่าก่อนที่คุณจะชมคนพิการว่า เป็นแรงบันดาลใจหรือเก่งจังเลย ช่วยคิดก่อนว่าคุณกำลังชมเขาเรื่องอะไร ถ้าหากตอนนี้เขาไม่ใช่คนพิการคุณก็ยังคิดว่าเก่ง ก็ควรชม แต่หากชมเพียงเพราะเขาเป็นคนพิการก็คงไม่เหมาะสม

และนอกจากเรื่องความคิดแล้ว อยากให้ไปต่อว่าคุณทำอะไรได้ เช่น ช่วยทำให้สังคมรอบตัวนั้นโอบอุ้มทุกคน สอนลูกว่าถ้าเห็นคนพิการควรคิดถึงเขาแบบไหน ถ้าคุณเปลี่ยนทัศนคติในวงเล็กๆรอบตัวคุณได้ ก็จะค่อยๆกระจายสารเหล่านี้ได้

พ่อ: อนาคตหลังจากนี้เราอยากทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม ความพิการแต่ละอย่างมีความต้องการแตกต่างกัน ค่อยเรียนรู้ด้วยกันทีละนิด ขนาดพ่อเองก็ยังต้องเรียนรู้และบางครั้งก็โดนทรายตำหนิ เพราะเรื่องคนพิการเป็นเรื่องที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน จึงต้องสร้างจิตสำนึก ความรู้สึก และความอ่อนไหวต่อความต้องการของคนอื่นในทุกกลุ่มด้วย

เข้าไปดูคลิปสัมภาษณ์ได้ที่นี่ กด

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนลูเต้อร์คีริน เตชะวงศ์ธรรมสุนัขนำทางผมชื่อลูเต้อร์คนตาบอดไม้เท้าขาว
Categories: ThisAble

ชวนปิดตา เปิดประสาทสัมผัสดูละครเวที ‘เรื่องเล่าจากหิ่งห้อย’ กับ Blind Experience

ThisAble - Thu, 2019-08-08 18:22

ละครเวทีที่ต้องปิดตาชม อาจไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วเพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี การเติบโตของการแสดงในกลุ่มคนตาบอดนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้ชื่อของ Blind Theatre หากแต่ว่า พวกเขาใช้เวลาในการทดลอง ค้นหาและสะสมประสบการณ์จนนำมาสู่ละครเวที “เรื่องเล่าจากหิ่งห้อย” ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

กฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์หรือหลุยส์ ผู้ก่อตั้ง Blind Theatre และ Blind Experience เล่าให้เราฟังว่า ละครเวทีเรื่องเล่าจากหิ่งห้อยนั้นเคยจัดแสดงครั้งแรกเมื่อห้าปีที่แล้ว ก่อนจะล้มลุกคลุกคลาน หาความหมายและต่อสู้กับความเชื่อต่างๆ ที่มีเกี่ยวกับความพิการ จากความสงสารสู่การมุ่งไปที่คุณภาพ และครั้งนี้เองเป็นครั้งแรกที่ผู้ชมจะได้เข้าไปสัมผัสและเรียนรู้งานศิลปะที่เจ๋ง เสียจนคุณต้องมองข้ามเรื่องความพิการเหมือนกับที่หลุยส์ได้โม้เอาไว้!

จากภาพยนตร์สุสานหิ่งห้อย และเพลงนิทานหิ่งห้อย

หลุยส์: บทละครนิทานจากหิ่งห้อยพูดถึงมนุษย์ทุกคนที่ต้องการอยู่กับคนหรือสังคมที่เชื่อเหมือนกับเรา มีความฝันเดียวกับเรา หรือปลอดภัยเมื่ออยู่ในสังคมนั้น หากแต่ว่าตัวละครที่มีความเชื่อเหมือนกันกลับมีวิธีการที่ต่างกันออกไปในการครอบครอง โดยคาดหวังว่า จะได้ปกครองทุกคนที่มีความเชื่อเหมือนกัน เหมือนกับบางคนที่มีแฟนและคิดว่าแฟนต้องอยู่กับเราตลอดไป แต่ลืมนึกไปว่า ความสุขที่แท้จริงคือการไม่ครอบครอง

นิทานเรื่องนี้เคยเล่นมาแล้วเมื่อ 4-5 ปีก่อน ตอนผมอายุประมาน 25 ปี ช่วงนั้นชีวิตมักตั้งคำถามตามประสาเด็กวัยรุ่นกำลังก้าวผ่านเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เริ่มเห็นความสูญเสีย ตามหาความยึดติดและปล่อยวางของชีวิต แม้เราจะตามหาแต่ก็ยังยึดติดครอบครัว คนรัก และความทุกข์ จนได้ฟังเพลงนิทานหิ่งห้อยที่มีใจความว่า “อย่าขังความจริง อย่าขังความงาม” แล้วความจริงของชีวิตคืออะไรล่ะ?  เพลงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานละครในระยะต่อมา

ผมเมื่อ 5 ปีที่แล้วยึดติดเยอะมากเพราะเราฝันจะทำละครเวที แต่พอหลายคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ก็เครียดมาก เหมือนกับคนวัยหลายคนที่เริ่มมีความคิดไม่อยากทำงานใต้การปกครองของคนอื่น พวกเขารู้ว่าตัวเองชอบอะไรและไม่ชอบอะไร แต่หาวิธีการทำสิ่งที่ชอบให้สำเร็จไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวเสียส่วนใหญ่ เช่น คุณอาจชอบทำละครเวที แต่ก็เห็นว่าในความเป็นจริงไม่มีคนทำอาชีพนี้ให้ได้นำมาเป็นตัวอย่าง พอต้องไปทำอย่างอื่นก็มีความทุกข์ รอบตัวเต็มไปด้วยคนที่ไปก็ไม่สุด กลับตัวก็ไม่ได้ อยู่ในวงจรการทำในสิ่งที่ไม่ชอบ แต่พอเราถอยมาและปล่อยมันไปหน่อย ปล่อยให้ความคิดได้สร้างสรรค์เหมาะกับสภาพสังคม เราก็เรียนรู้เรื่องนี้แล้วไปต่อจนกลายเป็นบลายน์เธียเตอร์

ศิลปะเป็นของทุกคน ?

จุดประสงค์ของการทำบลายน์เธียเตอร์คือ วิพากษ์พื้นที่ทางศิลปะหรือคำพูดที่ว่า ศิลปะเป็นของทุกคน ตอนเราอยู่ในโรงละครหรืองานนิทรรศการ เราไม่เห็นว่ามีคนจนอยู่ในนั้น ไม่เห็นว่ามีคนพิการอยู่ในนั้น พื้นที่นี้กลับเป็นของคนชนชั้นกลางที่มีเงิน โรงโอเปร่าไม่มีคนจน คำพูดที่บอกว่า ศิลปะเป็นของทุกคนในเชิงรูปธรรมของสังคมไทยจึงไม่เป็นจริง

สี่ปีที่ผ่านมา บลายน์เธียเตอร์ลองทำหลายอย่างร่วมกับศิลปินที่มองไม่เห็น จนรู้ว่า คนที่มองไม่เห็นไม่ได้ต้องการแค่แสดงละครเวที แต่เขาอยากทำอะไรอีกมากเช่น เต้น ออกแบบ และมีความฝันอื่น สี่ปีที่ผ่านมาจึงเป็นสี่ปีแห่งการศึกษาและทดลอง เพราะหากเราต้องทำละครเองทุกปีโดยไม่มีใครทำต่อได้ เราก็จะกลายเป็นคนที่ทำเพื่อสังคมตัวเล็กๆ ที่ไม่เกิดแรงสั่นสะเทือนอะไรเลย

เราไม่ได้เพียงวิพากษ์พื้นที่ทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเปิดรับทุกความหลากหลายร่วมแสดง เรามีนักแสดงอาชีพและนักแสดงที่ไม่เคยมีประสบการณ์ มีคนที่เป็นนักศึกษา มีคนพิการ ฯลฯ ทุกคนสามารถสร้างงานศิลปะได้และงานศิลปะที่ดีต้องมีคุณภาพ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์แต่คือการออกแบบพื้นที่ให้กับคนที่มีใจและอยากเริ่มทำงานศิลปะ

ผู้ชม = แรงสั่นสะเทือน

“สิ่งที่เจ็บที่สุดอย่างแรกคือเราช่วยคนตาบอดได้ไม่เยอะเหมือนกับที่สังคมคาดหวัง และไม่มากเท่าที่บอกคนตาบอดว่าเป็นละครเพื่อคนตาบอด มีคนตาบอดอยู่กับเราไม่กี่คน ผมไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไง”

ที่ผ่านมาผมไม่พอใจเลย เวลาบอกว่าทำละครเพื่อสร้างสรรค์สังคม แต่สังคมกลับไม่ได้เปลี่ยนเท่าที่เราโม้ จนเราคิดได้ว่า ก็คนดูไงล่ะ คือแรงสั่นสะเทือนของเรา ละครบางเรื่องเมื่อเล่นเสร็จคนดูประทับใจ ปรบมือและกลับบ้านไป แม้ตัวเองจะเปลี่ยน แต่สังคมเปลี่ยนไหมก็ไม่รู้เพราะวัดผลไม่ได้ ผมเห็นงานศิลปะแบบนี้เยอะมาก จึงอยากทดลองทำงานบางอย่างที่บอกคนดูว่า หากคุณประทับใจก็สามารถลงมือแก้ไขอะไรบางอย่างได้ และจะได้ผลเมื่อคุณเริ่มทำการศึกษา ทำโปรดัคชันออกมาเป็นผลลัพธ์ มีคนมาซื้อ มาเสพ และมีวิธีการให้คนได้ทำต่อ เราจึงกลับมาทำละครอีกครั้งในรูปแบบของบริษัทและเปลี่ยนชื่อเป็น  Blind Experience

สอง จะเห็นได้ว่าคนที่ทำงานเพื่อสังคมยังไม่มีความยั่งยืนและยังอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ หากผมยังประกาศว่า คนที่มาดูได้ช่วยเหลือคนตาบอด เขาก็จะเข้ามาพร้อมกับความอยากช่วยเหลือ ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนั้น จุดประสงค์ของการทำงานในปีนี้จึงเปลี่ยน เราไม่ได้บอกว่ากำลังช่วยเหลือใคร แต่เรากำลังมาแลกเปลี่ยนความรู้ ไม่ได้โฟกัสว่าจะเป็นคนตาบอดหรือคนตาดี

หากคนมาดูละครแล้วตื่นเต้นว่า “คนตาบอดเล่นละครได้” เขาก็จะมาดูครั้งเดียวแล้วก็หายตื่นเต้น เขามาเพื่อแสวงหาอะไรบางอย่างซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เป้าหมายที่เราต้องการ ฉะนั้นสิ่งที่เราขายจึงเป็นเรื่องคุณภาพ ความรู้และประสบการณ์ เพราะเป็นสิ่งที่คนซื้อได้ตลอดชีวิต

ยิ่งมืดยิ่งชัดเจน

ในความมืดมีสิ่งใหม่ๆ ที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ ไม่ว่าคุณจะหูหนวก นั่งวีลแชร์ ตาบอดหรือตาดี ผมมีแค่หน้าที่สร้างความรู้ เพื่อทำให้คุณตื่นเต้นและเปิดประสบการณ์ใหม่ของประสาทสัมผัสอื่นนอกจากการมอง หลายคนบอกว่า สัมผัสเวลาอยู่ในความมืดนั้นแม่นยำขึ้น

“คนที่เข้ามาดูจะได้เปิดประสาทสัมผัส เพราะหลายประสบการณ์นั้นออกแบบมาให้คุณมองไม่เห็น คุณจะตื่นตัว เพราะ90% ของชีวิตไม่นับตอนนอน คุณเปิดตาทำทุกอย่าง ความตื่นตัวนี้จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจและความหวัง”

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องยูนิเวอร์แซลดีไซน์ในงานศิลปะ สี่ปีก่อนเราอาจบอกได้แค่ว่าอยากให้เกิดอะไร แต่ตอนนี้มีตัวอย่างที่คนสามารถมาศึกษาแล้วนำไปต่อยอดได้

คนที่เข้าร่วมกับเราในปัจจุบันไม่ใช่คนคนเดิม สี่ปีก่อนเราทำละครเพื่อคนดูประมาณ 1,000 คน แต่ปีนี้เราทำขาย 8,000 คน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายกับละครเวทีที่ไม่ได้มีแบรนด์ อีกสิ่งที่เปลี่ยนไปคือราคาบัตร เมื่อก่อนเราไม่กล้าเก็บค่าบัตรแพงๆ 5-600 มาตลอด ทั้งที่ค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการทำละครเวทีสูงมาก เราจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายจากคนที่มีใจเพื่อสังคม ทำอะไรเกี่ยวกับสังคมอยู่แล้วเป็นคนที่ยังไม่ได้ทำงานทางสังคม แต่สนใจงานด้านสังคม มีชีวิตอีกแบบหนึ่ง อาจเป็นคนที่รวยมากหรือสนใจเรื่องราวต่างๆ ผ่านโลกโซเชียล ซึ่งมีอยู่เยอะมาก การดึงคนเหล่านี้เข้ามาจะต้องวางน้ำหนักให้ดี หากเป็นงานเพื่อสังคมมากเกินไปเขาอาจจะไม่สนใจ จึงต้องบาลานซ์ความต้องการอื่นด้วย เช่น ความสนุก ความตลกและคุณภาพงาน

“คนถามว่า ถ้าปิดตาชมแล้วจะต่างอะไรกับละครวิทยุ ผมก็บอกได้เลยว่า เมื่อคุณมองไม่เห็น ประสบการณ์ในเรื่องของเสียงสัมผัส กลิ่นและรสชาติจะเต็มที่มากขึ้น ผู้ชมทุกนั่งอยู่บนเวที ฉะนั้นประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ตัวละครทุกตัว เสียงทุกเสียง ฉากทุกฉากจะอยู่รอบตัวคุณทั้ง 360 องศา พูดแค่นี้ก็น่าตื่นเต้นจนต้องมาดูแล้ว”

โอกาสที่จะมีตัวตน

มีเรื่องตลกเยอะแยะที่เราไม่เคยเจอในวงทั่วไป เมื่อได้ทำงานกับคนตาบอด บางครั้งเราคนตาบอดชอบส่งเสียงดังมาก อยู่ดีๆ ก็ตะโกนขึ้นมา ในความตลกนี้สิ่งที่ไม่ตลกเลยคือ คนตาดีรับรู้คนรอบข้างผ่านการมอง บางคนเงียบ บางคนยิ้ม แต่คนตาบอดไม่รู้ว่ารอบตัวเขามีบรรยากาศอย่างไร ฉะนั้นสิ่งที่ทำให้เขามีตัวตนคือการทำเสียงดัง

พื้นฐานของมนุษย์ทุกคนต้องการที่จะมีตัวตนในสังคมและนำเสนอด้วยพฤติกรรมต่างๆ คนพิการหลายคนขาดโอกาสและเมื่อได้โอกาสก็พยายามแสดงตัวว่าเขาไม่เป็นปัญหา เขาจึงมักเกรงในในทุกเรื่องและไม่เป็นตัวของตัวเอง รู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือนั้นเป็นปัญหา การทำงานกับคนตาบอดมีความต่างแตกต่างไม่มาก แต่เราไม่เคยมีองค์ความรู้ใดที่สร้างมาก่อนเพราะองค์ความรู้หลักขึ้นอยู่กับคนมองเห็นเสียส่วนมาก

อย่าว้าวแค่มีคนตาบอด แต่ให้ว้าวที่คุณภาพการแสดง

การชื่นชมเพียงเพราะตาบอดเป็นสิ่งพื้นฐานที่หากไม่เข้าใจเราเขวทันที ถ้าคุณเห็นคนที่มีความพิการขึ้นมาทำอะไรแล้วคุณก็ตื่นเต้น หรืออวยเกินเหตุจะทำให้คนพิการท้อใจที่สุดเพราะเขารู้สึกว่าไม่ได้ทำดีขนาดนั้นแต่ทำไมคนชื่นชมเกินไป ในอีกนัยหนึ่งผมก็เข้าใจเพราะนี่คือมนุษย์ เราพร้อมที่จะซัพพอร์ตคนที่อ่อนแอกว่า อยากจะช่วยเหลือ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนต้องมองให้ขาด และปฏิเสธไม่ได้ว่าคนดูกว่า 80% เข้ามาด้วยความคิดแบบนี้ หน้าที่ของเราคือทำให้เขาเห็นว่า นักแสดงพิการก็เป็นนักแสดงคนหนึ่ง ให้เขาได้เคยชินและหยุดว้าว แต่มองที่คุณภาพของการแสดงแทน

ปีนี้เราไม่ได้บอกคนดูว่า เรามีนักแสดงคนพิการหรือไม่ เพราะอยากให้คนดูมองที่คุณภาพของงาน ไม่ว่าคุณจะเข้ามาด้วยความสงสารแต่คุณต้องออกไปด้วยความรู้สึกเจ๋ง และมองข้ามความพิการ

หมุดหมายของเราคือการพยายามทำให้คนที่ดูละครสามารถเปลี่ยนประสบการณ์เหล่านี้ผ่านกิจกรรมที่คุณทำอยู่แล้ว ให้เกิดความหลอมรวมมากขึ้น สำหรับคนที่อ่านถึงตรงนี้คงมีความตั้งใจลึกๆ จะอยากทำงานด้านสังคม มีความสนใจทางสังคม อยากจะเห็นสังคมดีขึ้น ผมจึงอยากให้คุณมางานนี้ในพื้นที่พื้นที่หนึ่งที่ทุกคนสามารถเข้ามาอยู่ได้ บริหารจัดการตัวเองได้ มารับประสบการณ์ใหม่ เชื่อผมเถอะว่ามันจะเป็นการชมละครเวทีและงานศิลปะที่ทำให้คุณตื่นตัว ตื่นเต้นและพบว่าแรงบันดาลใจนั้นมีอยู่เยอะมากเมื่อคุณอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลุกคุณให้ตื่นแบบนี้

ละครเวทีนิทานจากหิ่งห้อยจะจัดแสดงที่ Theatre 3 ของ Lido Connect สยามแสควร์ ในวันที่ 13-31 สิงหาคมนี้ สามารถติดตามรายละเอียดและจองบัตรได้ที่ https://www.facebook.com/theblindstheatrethailand/

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนBlind Experienceเรื่องเล่าจากหิ่งห้อยLido connectกฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์ละครเวที
Categories: ThisAble

‘กาญจนา พิมพา’ จากเวทีนางงามสู่การปฏิบัติที่เท่าเทียมของการใช้ชีวิตคนหูหนวก

ThisAble - Tue, 2019-07-30 14:43

ในทุกปี การประกวดนางงามหูหนวกถูกจัดขึ้นคู่ขนานกับการประกวดนางงามกระแสหลัก เป็นการประกวดที่ทำให้ชุมชนคนหูหนวกภาคภูมิใจและมองว่าจะช่วยทำให้พวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม แต่น้อยครั้งนักที่ความภาคภูมิใจเหล่านี้จะถูกนำเสนอและได้รับกระแสความสนใจจากสื่อ รวมถึงมีน้อยคนที่จะรู้จักว่า ชุมชนคนหูหนวกก็มีการประกวดนางงามเฉกเช่นเดียวกัน

ชวนคุยกับปุ๊กกี้- กาญจนา พิมพา Miss Deaf Thailand คนล่าสุด หลังจากได้รับตำแหน่ง Miss Deaf Asia 2019 ที่เพิ่งประกวดในประเทศแอฟริกาใต้ ถึงเรื่องราวในชีวิตของเธอ ปัญหา อุปสรรคและแรงผลักดันที่ทำให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นนางงามหูหนวกคนล่าสุดของประเทศไทย

ชีวิตวัยเด็ก

กาญจนา: สมัยก่อนตอนยังไม่รู้ภาษามือก็ใช้ชีวิตลำบาก สื่อสารกับคนในครอบครัวก็ไม่ได้ จนได้เรียนที่โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดอุดรธานี จึงสามารถสื่อสารกับพ่อแม่ได้ ใช้เขียนบ้าง สีหน้าบ้าง ภาษามือธรรมชาติบ้าง หลังเรียนจบ ม.6 ก็เรียนต่อมหาวิทยาลัยที่สกลนครและกำลังจะขึ้นปี 2 เรียนเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยี

ความไม่เท่าเทียมที่เจอ

หลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการเรียนที่มีอุปสรรค เราเคยมาสมัครเรียนในกรุงเทพฯ แต่หลายมหาวิทยาลัยก็ไม่รับ เพราะบอกว่าเราเรียนไม่ได้ ไม่มีล่ามภาษามือ

เรารู้สึกว่าเราอยู่ตัวคนเดียว รอบข้างมีแต่คนหูดี เราเห็นคนหูดีมีเพื่อน แต่เรากลับไม่มีเพื่อน ต้องอยู่บ้านตัวคนเดียว ตามพ่อแม่ไปไหนมาไหน จึงพยายามเรียนรู้การใช้ชีวิตจากเพื่อนหูดี ไปไหนกับเพื่อนหูดีโดยพูดคุยผ่านการใช้ท่าทาง ก็พอไปไหนกับเขาได้ อย่างเมื่อก่อนพี่สาวเราก็ใช้ภาษามือไม่ได้ ตอนนี้เขาก็ยอมเรียนและใช้ภาษามือกับเราในการพูดคุย

ความฝันของปุ๊กกี้

เราฝันอยากเป็นครู อยากเรียนมหาวิทยาลัย และอยากทำงานบริษัท แต่ก็มองว่ายากเกินไปสำหรับคนหูหนวก ทั้งเรื่องการสมัครงาน ซึ่งอาจไม่มีใครรับเพราะเราเขียนและสื่อสารยาก เราเห็นบริษัทส่วนมากไม่รับคนหูหนวกเข้าทำงาน พอคิดแบบนี้ก็เลยก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

เราคิดว่าสังคมยังเปิดโอกาสให้คนหูหนวกค่อนข้างน้อย ไม่สนับสนุนในเรื่องต่างๆ กลับกันหากดูคนหูดีทำอะไรก็จะมีคนสนับสนุนมากมาย และมีโอกาสมากกว่าในทุกด้าน

ประสบการณ์ผ่านการประกวด

เราเห็นการแข่งขันเดินแบบ ประกวดนางงามของคนหูดีมีเยอะแยะไปหมด พอเห็นแล้วก็ชอบ อยากทำบ้าง สำหรับเรามันใช่มากเลย พอเห็นข่าวรับสมัครประกวดนางงามหูหนวกจึงรีบสมัคร และพยายามพัฒนาตัวเอง จนชนะได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งที่ประเทศแอฟริกาใต้ และได้รางวัล Miss Deaf Asia 2019 ในปีนี้

ก่อนประกวดเราก็ดูแลตัวเองให้พร้อม ฝึกแต่งหน้า ทำผม ปรับบุคลิกภาพร่างกาย ฝึกเดินแบบ และฝึกภาษามือสากลทั้งที่ไม่เคยใช้ เพราะรู้ว่าหากอยากจะไปแข่งก็ต้องใช้ภาษามือสากลให้ได้ ซึ่งตอนนี้ก็พอใช้ได้แล้ว

ตอนแข่งขันมีจุดเน้น 5 อย่างคือ วัฒนธรรมไทย การเดินแบบ การเเสดงภาคอีสาน ชุดว่ายน้ำ และชุดราตรี เราถนัดรำไทยเพราะแสดงรำไทยตั้งแต่เด็ก แม้เมื่อก่อนจะไม่กล้าแสดง แต่เมื่อเห็นคนหูหนวกคนอื่นทำได้ ก็คิดว่าตัวเองน่าจะทำได้  จึงพัฒนาตัวเอง ความยากอยู่ที่ต้องใช้ความรู้สึก แทนที่จะได้ยินก็ต้องดูแสงไฟ และนับจังหวะในใจ

ความเท่าเทียมที่อยากให้เกิดขึ้น

อยากให้ทุกคนมีใจที่เท่าเทียมกัน คนหูดีได้รับข่าวสารต่างๆ แต่คนหูหนวกไม่รู้ จึงอยากให้มีสื่อและข่าวสารต่างๆ ให้เท่ากับคนหูดี เวลานางงามหูดีกลับมาไทย มีการประชาสัมพันธ์ต้อนรับ ให้เกียรติ นางงามหูหนวกก็ควรจะได้รับการปฏิบัติแบบนั้นเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม

หากดูตอนนี้จะพบว่า เมื่อคนหูดีได้รางวัลมีนักข่าวเยอะแยะรอสัมภาษณ์ แต่นางงามหูหนวกไม่มีสื่อมาสนใจเลย เราจึงอยากได้ความรู้สึกแบบนั้น อยากให้มองว่า คนหูดีทำได้ คนหูหนวกก็ทำได้

หลังได้ตำแหน่งชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร

ยังเป็นปุ๊กกี้คนเดิม แต่บุคลิกภาพและการเดินเปลี่ยนไปเพราะเราพยายามพัฒนาตัวเอง มีคนแนะนำว่าเราต้องยิ้มแย้มแจ่มใส พัฒนาตัวเอง พอรู้ว่าตัวเองทำได้และได้รางวัลมาให้คนไทยก็ดีใจ

ความหมายของคำว่านางงาม

มีบุคลิกภาพที่ดี มีความรู้ในการตอบคำถาม สวย ครบเครื่อง ก่อนหน้ามีคนหูหนวกเข้าไปร่วมแข่งขันเวทีคนหูดี แต่ก็ตกรอบกลับมา เป็นเพราะไม่มีล่าม และเราไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน จึงอยากสนับสนุนให้ให้มีล่ามในการทำกิจกรรมหรือเข้าถึงสื่อต่างๆ มากขึ้น อย่างวันนี้พอมีล่าม เราก็สามารถสื่อสาร แปลการสนทนาได้เข้าใจ อธิบายได้ชัดเจน

สิ่งที่อยากให้คนทั่วไปเข้าใจคือ บางครั้งคนหูหนวกใช้ภาษาเขียนที่คนส่วนมากมองว่าเป็นคำสลับ ซึ่งการเขียนแบบนี้เป็นไวยากรณ์ของคนหูหนวก จนทำให้คนหูดีมองว่าเขียนอะไร จึงอยากให้คนหูดีช่วยแก้ ช่วยเปลี่ยนไวยากรณ์ให้คนหูหนวก ได้เรียนรู้การเขียนที่ถูกต้องมากขึ้น

-

ขอบคุณโรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิแอร์พอร์ท และล่ามภาษามือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนนางงามหูหนวกMiss Deaf Thailandภาษามือกาญจนา พิมพา
Categories: ThisAble

ไทยมีคนพิการ 3.7 ล้าน ไม่ได้จดทะเบียนเกินครึ่ง-เด็กวัยเรียนขาดโอกาสศึกษา

ThisAble - Fri, 2019-07-26 23:53
ไทยมีคนพิการ 3.7 ล้าน ไม่ได้จดทะเบียนเกินครึ่ง-เด็กวัยเรียนขาดโอกาสศึกษา

ผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ-องค์การยูนิเซฟ พบไทยมีคนพิการประมาณ 3.7 ล้านคน คิดเป็น 5.5% ของประชากรประเทศ แต่ไม่ได้จดทะเบียนคนพิการมากกว่าครึ่ง กว่า 1 ใน 5 ต้องการความช่วยเหลือ-สวัสดิการจากรัฐแต่ยังไม่ได้รับ ความช่วยเหลือที่ต้องการมากที่สุดคือ 'ผู้ช่วยคนพิการ-กู้ยืมเงินประกอบอาชีพ-ส่งเสริมประกอบอาชีพอิสระ-ปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย-การให้คำแนะนำปรึกษา' งานวิจัยศึกษาข้อมูลเด็กพิการแรกเกิดถึง 14 ปี 93,129 คน พบว่าเด็กพิการวัยเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษา

ผลการสำรวจความพิการ พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2562 สำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย แถลงผล 'การสำรวจความพิการ พ.ศ. 2560' โดยนายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าสำนักงานสถิติแห่งชาติ ดำเนินการสำรวจความพิการเป็นประจำทุก 5 ปี ได้สำรวจมาแล้ว 3 ครั้ง ในปี 2545  2550 และ 2555 สำหรับการสำรวจปี 2560 นี้เป็นครั้งที่ 4 เก็บรวบรวมข้อมูลเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2560 จากจำนวนครัวเรือนตัวอย่างประมาณ 109,000 ครัวเรือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประชากรพิการ (คือ ผู้ที่มีความลำบากหรือปัญหาสุขภาพ หรือมีลักษณะความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ หรือสติปัญญา อย่างน้อย 1 ประเภท) ได้แก่ ข้อมูลภาวะสุขภาพ สวัสดิการ การใช้เครื่องช่วย การใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต รวมทั้งข้อมูลผู้ดูแลของประชากรพิการที่มีความลำบากในการดูแลตนเอง

ทั้งนี้ การสำรวจความพิการ พ.ศ. 2560 เป็นครั้งแรกที่ใช้ชุดคำถามความพิการของเด็กอายุ 2-17 ปี (Child Functioning Module: CFM) ซึ่งพัฒนาโดยกลุ่มวอชิงตัน / (Washington Group: WG) และองค์การยูนิเซฟ เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะความพิการที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก และใช้ชุดคำถามความพิการของกลุ่มวอชิงตัน สำหรับผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปอีกด้วย

นอกจากนี้การสำรวจฯ ยังระบุความพิการจากลักษณะความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ หรือสติปัญญา โดยสอบถามข้อมูลของประชากรทุกกลุ่มอายุตั้งแต่แรกเกิดเป็นต้นไป ซึ่งสะท้อนภาพรวมของผู้พิการครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลสถิติผู้พิการที่จำเป็นต่อการกำหนดนโยบายต่างๆ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนนโยบายสำหรับผู้พิการได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการ เพื่อให้ผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ไทยมีคนพิการ 3.7 ล้านคน คิดเป็น 5.5% ของประชากรประเทศ

ผลการสำรวจความพิการครั้งนี้ พบว่าประเทศไทยมีประชากรพิการประมาณ 3.7 ล้านคน หรือร้อยละ 5.5 ของประชากรทั่วประเทศ โดยพบผู้หญิงมีร้อยละของผู้พิการสูงกว่าผู้ชายเล็กน้อย (ร้อยละ 5.7 และ 5.2 ตามลำดับ) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 20.6 

นอกจากนี้ยังพบว่า นอกเขตเทศบาลมีร้อยละประชากรพิการมากกว่าในเขตเทศบาล (ร้อยละ 6.2 และ 4.5 ตามลำดับ) โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประชากรพิการสูงกว่าภาคอื่น (ร้อยละ 7.0 และ 6.5 ตามลำดับ) และเมื่อพิจารณาตามลักษณะความพิการ พบว่าเป็นประชากรที่มีความลำบากหรือปัญหาสุขภาพที่เป็นข้อจำกัดในการทำกิจกรรม มีร้อยละ 4.1  หรือประชากรที่มีลักษณะความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ หรือสติปัญญา มีร้อยละ 4.2 สำหรับประชากรที่มีทั้งสองลักษณะ คือมีความลำบาก/ปัญหาสุขภาพ และลักษณะความบกพร่อง มีร้อยละ 2.8 (1.9 ล้านคน)

คนพิการไม่ได้จดทะเบียนมีมากกว่าครึ่ง กว่า 1 ใน 5 ต้องการความช่วยเหลือ แต่ยังไม่ได้รับ

จากการสำรวจการเข้าถึงความช่วยเหลือหรือสวัสดิการของรัฐและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่าประชากรพิการเกือบทุกคนได้รับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลหลักของรัฐ (ร้อยละ 98.5) ประชากรพิการได้จดทะเบียนคนพิการร้อยละ 44.4  ได้รับเบี้ยยังชีพคนพิการร้อยละ 43.8 และมีเพียงเล็กน้อยร้อยละ 0.6 ที่จดทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้รับเบี้ยยังชีพคนพิการ ซึ่งอาจจะอยู่ในระหว่างดำเนินการหรือยังไม่ได้ยื่นขอรับเบี้ยยังชีพคนพิการ 

ประชากรพิการที่ไม่ได้จดทะเบียนคนพิการมีมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 55.6) ทั้งนี้เนื่องจากไม่ต้องการจดทะเบียน (รวมทั้งที่ไม่คิดว่าตนเองพิการ) หรือความพิการไม่อยู่ในระดับที่จดทะเบียนได้ซึ่งมีค่อนข้างมากถึงร้อยละ 48.0 และมีอีกเพียงเล็กน้อยร้อยละ 7.6 ที่ไม่ได้จดทะเบียนคนพิการ เนื่องจากไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการจดทะเบียน ไม่มีคนพาไป และเดินทางไม่สะดวก เป็นต้น

ทั้งนี้ยังมีประชากรพิการอีกร้อยละ 15.1 มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยแต่ไม่มี  และผู้พิการ 1 ใน 5 (ร้อยละ 21.2) ต้องการความช่วยเหลือหรือสวัสดิการจากรัฐแต่ยังไม่ได้รับ ซึ่งความช่วยเหลือที่มีความต้องการมากที่สุด 5 ลำดับแรก คือ การสนับสนุนผู้ช่วยคนพิการ การกู้ยืมเงินเพื่อประกอบอาชีพ การส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย และการให้คำแนะนำปรึกษา

สำหรับประชากรพิการวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) เพียงร้อยละ 40.6 ที่มีงานทำ ส่วนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของประชากรพิการอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนน้อยมาก คือ ผู้พิการที่ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมีเพียงร้อยละ 5.8 และ 9.2 ตามลำดับ

ผลการสำรวจข้างต้น แสดงให้เห็นว่าประชากรพิการยังได้รับความช่วยเหลือหรือสวัสดิการจากรัฐบาลไม่ครบถ้วนเพียงพอในเรื่องการศึกษา การประกอบอาชีพ การจดทะเบียนคนพิการ และอุปกรณ์เครื่องช่วยสำหรับผู้พิการ ดังนั้นรัฐบาลควรสนับสนุนช่วยเหลือผู้พิการในเรื่องดังกล่าวให้ครอบคลุมทั่วถึง เพื่อให้ผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เด็กพิการวัยเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษา หัวหน้าครัวเรือนไม่ได้ทำงานเพื่อดูแล

ผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ-องค์การยูนิเซฟ ยังพบว่าเด็กพิการวัยเรียนอายุ 5-17 ปี มีถึงร้อยละ 37.8 ที่ปัจจุบันไม่ได้เรียน (รวมเด็กที่ไม่เคยเรียนหรือเคยเรียนแต่ปัจจุบันไม่ได้เรียน) ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่เนื่องจากป่วยหรือพิการจนกระทั่งไม่สามารถเรียนได้  รองลงมา คือ จบการศึกษาแล้ว และมีปัญหาทางความประพฤติ เป็นต้น

นอกจากนี้ในงานศึกษาเรื่อง สถานการณ์ ปัจจัยส่วนบุคคลและครัวเรือนที่มีความสัมพันธ์ กับความพิการของเด็ก โดย รักมณี บุตรชน, สุรเดช ดวงทิพย์สิริกุล, ศุภวรรธน์ เพิ่มผลสุข, Saudamini Vishwanath Dabak และ ยศ ตีระวัฒนานนท์ ที่เผยแพร่ในวารสารวิจัยระบบสาธารณสุข ปีที่ 13 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มี.ค. 2562 ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี 2558 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยศึกษาเฉพาะข้อมูลรายบุคคลของเด็กและครัวเรือนเด็กแรกเกิดถึง 14 ปี พบว่าในปี 2558 มีเด็กแรกเกิดถึง 14 ปี เป็นคนพิการจำนวน 93,129 คน คิดเป็นร้อยละ 0.87 ของกลุ่มอายุดังกล่าว

เมื่อพิจารณาด้านการศึกษาของเด็กพิการอายุระหว่าง 5-14 ปี พบว่าเด็กพิการวัยเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษา โดยเฉพาะเด็กพิการแต่กำเนิดที่มีความพิการซ้ำซ้อนทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2545 และ 2550 ที่พบว่าเด็กที่มีความพิการอย่างน้อย 1 อย่างมีการศึกษาต่ำกว่าประถมศึกษา

จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแม้ประเทศไทยจะให้ความสำคัญของการศึกษาในคนพิการ ดังจะเห็นได้จากการออกนโยบายการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการ ซึ่งกำหนดแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทางการศึกษา ทั้งการจัดการเรียนการสอนร่วมในโรงเรียนทั่วไปหรือการจัดการเรียนในโรงเรียนสำหรับเด็กพิการโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม กลับพบว่ายังมีเด็กพิการบางส่วนไม่ได้รับการศึกษา โดยเฉพาะเด็กพิการทางสติปัญญาตั้งแต่กำเนิดจำนวนมากกว่า 1 ใน 3 คนไม่ได้รับการศึกษา และยิ่งมีความพิการทางด้านร่างกายร่วมด้วยจะมีจำนวนถึง 2 ใน 3 คนไม่ได้รับการศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่านโยบายการศึกษาดังกล่าวไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง

ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทางสำหรับเด็กพิเศษ หรือโรงเรียนห่างไกลไม่สะดวกในการเดินทาง การเรียนร่วมในโรงเรียนทั่วไปอาจทำให้เด็กพิการถูกล้อเลียน ถูกรังแก หรือในบางรายอาจป่วยหรือพิการจนไม่สามารถเรียนได้ แม้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 จะระบุว่า "คนพิการสามารถเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย" แต่ยังพบว่าเด็กพิการบางส่วนไม่มีทุนทรัพย์เรียน

ทั้งนี้ ผลจากการที่เด็กพิการวัยเรียนเข้าไม่ถึงการศึกษาที่เพียงพอจะทำให้เด็กเหล่านี้ขาดโอกาสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิตในสังคม จึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องให้เด็กที่มีความพิการเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่า เด็กพิการวัยเรียนจำนวน 1 ใน 10 คนที่กำลังเรียนในระบบการศึกษาทั้งรัฐและเอกชนไม่สามารถดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน (ร้อยละ 10.5 และ 15.6 ตามลำดับ) และ/หรือไม่สามารถเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ได้โดยตนเอง (ร้อยละ 37.9 และ 78.9 ตามลำดับ) ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาแก่เด็กพิการควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของหลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบันและปรับปรุงเพื่อให้ตอบสนองต่อผู้เรียนมากขึ้น

ในงานศึกษานี้ยังพบว่า ครัวเรือนที่มีหัวหน้าครัวเรือนรับราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือพนักงานบริษัทมีความชุกน้อยกว่าครัวเรือนที่หัวหน้าครัวเรือนไม่ได้ประกอบอาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คิดเป็นร้อยละ 51 และ 41 ตามลำดับ ซึ่งการที่ครัวเรือนที่มีหัวหน้าครัวเรือนไม่ได้ประกอบอาชีพมีความชุกของความพิการของเด็กอายุแรกเกิดถึง 14 ปี สูงกว่าครัวเรือนที่มีหัวหน้าครัวเรือนประกอบอาชีพ อาจเป็นเพราะความจำเป็นในการหยุดงานเพื่อดูแลเด็กในการปกครองของตนเอง

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน 

https://www.tcijthai.com/news/2019/4/scoop/8938

ข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสุขภาพคนพิการสถิติคนพิการ
Categories: ThisAble

ผู้ใช้วีลแชร์ถูกสายการบินปฎิเสธและระบุ “ไม่พบปัญหาการให้บริการใดๆ”

ThisAble - Thu, 2019-07-25 17:29

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา ผู้ใช้กระทู้พันทิปรายหนึ่งระบุว่า ถูกปฎิเสธไม่ให้โดยสารเครื่องบิน สายการบินนกสีเหลือง หลังพวกเขา 3 คนเดินทางและมี 1 คนที่ต้องใช้วีลแชร์ต้องการเดินทางไปไทเป

เนื้อหาระบุว่า เมื่อพวกเขาถึงสนามบิน ได้ทำการเช็คอิน โหลดสัมภาระและวีลแชร์ขึ้นเครื่องตามปกติ เจ้าหน้าที่เคาเตอร์เช็คอินต้อนรับ และนำรถวีลแชร์สำรองมาให้ จากนั้นพวกเขาจึงไปนั่งรอหน้าประตูขึ้นเครื่อง สักครู่หนึ่งจึงมีเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเข้ามากล่าวว่า ทางสายการบินไม่อนุญาติให้ผู้โดยสารเดินทาง เนื่องจากกัปตันและแอร์บนเครื่องไม่อนุญาต

“ตอนที่พวกเราทั้งสามคนอยู่หน้า gate ก็มีเจ้าหน้าที่ผู้ชายที่เจอกันตั้งแต่ตอน check-in มาช่วยบริการเข็นวีลแชร์ หลังจากเข้า Gate แล้ว เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินก็ยังไม่ตรวจ boarding pass ของพวกเรา แต่ให้ไปนั่งรอก่อน ผ่านไปสักพัก ผู้โดยสารคนอื่นเข้ามาเต็ม gate เจ้าหน้าที่จึงมาแจ้งว่า “สายการบินไม่อนุญาติให้ผู้โดยสารเดินทาง เนื่องจากกัปตันและแอร์บนเครื่องไม่อนุญาติให้ผู้โดยสารเดินทางค่ะ” ”
 

หลังจากคุยกันแล้วไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่แจ้งว่าให้พวกเขาไปคุยกับกัปตันที่เครื่อง พวกเขาจึงไปคุยและพบว่า ทุกคนตอบดีมาก และบอกว่าสามารถเดินทางไปไทเปได้  ต่างจากตอนแรกที่เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินกล่าว
 

ทั้งนี้ โดยก่อนเดินทาง 1 เดือนพวกเขาได้ทำการติดต่อ call center ของสายการบินแล้วว่า จะมีการใช้วีลแชร์ในรอบบินดังกล่าว และเจ้าหน้าที่เองก็ได้รับทราบเรื่อง พร้อมระบุว่า เดินทางได้ ไม่มีปัญหาอะไร โดยให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่เคาเตอร์เช็คอิน ในวันเดินทาง เพื่อช่วยเหลือระหว่างการขึ้นเครื่อง
 

จนวันที่ 17 ก.ค. พวกเขาทั้งสามคน ก็เดินทางกลับถึงเมืองไทยและ โทรไปสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจจนพวกเขาบอกว่าจะเป็นข่าว จึงมีผู้จัดการพนักงานภาคพื้นดิน โทรกลับมาและระบุว่า  เจ้าหน้าที่ที่ตอบว่าขึ้นไม่ได้นั้นตัดสินใจเอง ไม่ได้สอบถามไปยังกัปตันหรือแอร์ และจะลงโทษพนักงานคนดังกล่าวพร้อมกับให้โทรมาขอโทษ จนวันที่ 20 กลับมีอีเมลส่งมาว่า ได้ทำการตรวจสอบแล้ว และปฏิเสธว่าไม่พบปัญหาการให้บริการใด ๆ
 


 

เมื่อย้อนดูกฏระเบียบการให้บริการของคนพิการที่ใช้วีลแชร์ของสายการบินดังกล่าว พบว่ามีเงื่อนไขดังนี้

  • หากต้องการขอความช่วยเหลือพิเศษ ให้กรอกแบบฟอร์มที่กำหนดไว้ให้
  • หากไม่สามารถเดินทางด้วยตัวเองได้ จะต้องมีผู้โดยสารเดินทางไปด้วย เพื่อคอยให้ความช่วยเหลือตามเวลาที่ต้องการ
  • หากมีปัญหาในการเคลื่อนไหวร่างกายที่ส่งผลต่อการขึ้นหรือลงจากเครื่อง หากไม่มีผู้ช่วย หรือมีปัญหาในการได้ยินหรือมองเห็นเป็นอัมพาตไ จะต้องแจ้งให้ทราบผ่านทางศูนย์คอลเซ็นเตอร์ ตอนที่จองตั๋วเครื่องบิน หรืออย่างน้อย 48 ชั่วโมงก่อนวันออกเดินทาง หากไม่แจ้งภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจไม่สามารถให้บริการ และอาจถูกปฏิเสธการขึ้นเที่ยวบินได้
  • ผู้โดยสารจะต้องมาเช็คอินเที่ยวบินก่อนอย่างน้อย 2 ถึง 3 ชั่วโมงก่อนออกเดินทางเท่านั้น

นอกจากนี้ การใช้วีลแชร์ หรือบริการยกวีลแชร์จะต้องเสียค่าธรรมเนียม  และยังมีเงื่อนไขสำหรับคนพิการประเภทต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่


นอกจากเรื่องของผู้ใช้พันทิปรายนี้ การปฏิเสธคนพิการขึ้นเครื่องบินยังเกิดขึ้นอีกหลายกรณี ทั้งการเรียกเก็บเงินเพิ่มกรณีใช้รถยกวีลแชร์ขึ้นเครื่อง ทำให้คนพิการไม่สามารถขึ้นเครื่อง หรือเดินทางด้วยตัวเองได้ และการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมระหว่างคนไม่พิการกับคนพิการ
 


 

เคสหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2556 มีผู้ใช้พันทิปตั้งกระทู้เกี่ยวกับการให้บริการยกวีลแชร์ ใจความว่า เธอกับพ่อซึ่งเป็นอัมพาตจะเดินทางไปเชียงใหม่ พ่อไม่สามารถเดินเองได้ และทางสายการบินไม่มีบริการยกวีลแชร์ โดยให้ผู้โดยสารช่วยกันยกขึ้นไปเท่านั้น จึงจะสามารถเดินทางได้  เธอจึงหัวเสียอย่างมากและมองว่า หากมีคนพิการมาด้วย และไม่สามารถยกเองได้ก็ไม่สามารถไปไหนได้เลย



 

กรณีต่อมาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2558 ผู้ใช้พันทิปตั้งกระทู้ถาม หลังพบว่า คนพิการไม่มีสิทธิขึ้นเครื่องเพราะสายการบินยกเลิก cabin wheelchair โดยเขาต้องการเดินทางไปปัตตานี แต่เมื่อเช็คอินกลับถูกพนักงานปฏิเสธการให้บริการ เนื่องจากเป็นสายการบินทุนต่ำ ไม่มีบริการวีลแชร์บนเครื่องบิน ทำให้เขาโดนจำกัดสิทธิ

 

 

อีกกรณีเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2560 กระทู้คนพิการกับการเดินทางกับนกใจดำ ที่โพสต์ภาพหน้าจอจากเฟซบุ๊กที่มีเนื้อหาว่า คนพิการนั่งวีลแชร์ไปกับเพื่อนตาบอด เวลาขึ้นเครื่องต้องแบกหามกันเอง เนื่องจากไม่มีรถบริการ หรือคนบริการช่วยยกวีลแชร์ ทำให้เขารู้สึกไม่เป็นธรรม ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ขึ้นเครื่องบิน

  นอกจากนี้ยังมีกรณีของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2560 ผู้ใช้พันทิปตั้งกระทู้ว่า สายการบินญี่ปุ่นให้คนพิการคลานขึ้นเครื่องเอง โดยสายการบินนี้เป็นสายการบินต้นทุนต่ำ ไม่มีแม้กระทั่งลิฟต์สำหรับคนพิการ โดยคาจิมะ ชายหนุ่มคนดังกล่าว ถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่อง หากไม่สามารถเดินขึ้นบันไดเองได้ ทำให้เขาผู้เป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงไปต้องคลานขึ้นบันได้ถึง 17 ขั้นด้วยแขน เขาได้ทักท้วงเจ้าหน้าที่แล้วแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ  ภายหลังทางสายการบินจึงได้กล่าวขอโทษ และสร้างลิฟต์สำหรับคนพิการ

ที่มา : Pantip, สายการบินนกเหลือง, เคสที่ 1, เคสที่ 2, เคสที่ 3, กรณีประเทศญี่ปุ่น ข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศสิ่งแวดล้อมPantipสายการบินวีลแชร์คนพิการการบริการทางการบิน
Categories: ThisAble

นิทรรศการ “See Scenes” กราฟิกร่วมใจของคนหูหนวก-คนหูดี

ThisAble - Wed, 2019-07-24 17:38

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา บริษัท กล่องดินสอร่วมกับวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดลจัดกิจกรรม “เรียนด้วยกัน ครั้งที่ 1”  โดยมีนักเรียนพิการทางการได้ยินและอาสาสมัครเข้าร่วมอบรมเสริมทักษะด้านการออกแบบกราฟิกขั้นพื้นฐานเป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 - 12 กรกฎาคม

หลังจากอบรมแล้ว ได้นำผลงานของนักเรียนมาจัดแสดงภายใต้ชื่อ "See Scenes" ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยมีสมบูรณ์ ชุติวิโรจน์สกุล ผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการสร้างสรรค์ บริษัท กล่องดินสอ จำกัด, อ.ดร.วรางคณา รัชตะวรรณ รักษาการแทนรองคณบดีฝ่ายการศึกษา กิจการนักศึกษา วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล และภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. ร่วมกล่าวเปิดงาน

สมบูรณ์กล่าวว่า กิจกรรม “เรียนด้วยกัน” เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของคนพิการให้สามารถประกอบอาชีพได้เหมือนคนทั่วไป โดยไม่ถูกจำกัดศักยภาพ หรือทำงานได้เพียงบางประเภทเท่านั้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของบริษัท กล่องดินสอ ที่ต้องการมุ่งสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม (Inclusive Society) ให้เกิดขึ้น

อาสาสมัครที่เข้าร่วมกล่าวว่า ตัวเองนั้นไม่เคยเรียนรู้ภาษามือ หรือเรียนทางด้านกราฟิกมาเลย กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมแรกที่ได้ทำงานร่วมกับคนพิการทางการได้ยิน จนทำให้เห็นว่า ชีวิตของคนพิการไม่ได้แตกต่างกับคนไม่พิการ หากได้ใช้เวลาร่วมกันก็จะเข้าใจเขา และสามารถอยู่ร่วมกันได้

  นักศึกษาที่พิการที่เข้าร่วมกล่าวว่า ในตอนแรกตัวเองรู้สึกกลัวที่จะทำงานร่วมกับคนอื่น พอได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่หูดี ก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน สอนภาษามือให้ มีความสุข สนุกที่ได้ร่วมกิจกรรม และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสมัครงานหรือทำงานได้     นอกจากจะมีการแสดงผลงานของนักศึกษาและอาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรม “เรียนด้วยกัน” แล้ว ยังมีการแสดงเพื่อบอกกล่าวเกี่ยวกับงานของตัวเอง ร่วมกับคณะละครเงียบ Baby mine ในวันที่ 23 กรกฎาคม เพื่อประกอบความเข้าใจผลงาน final ในหัวข้อ “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของฉัน” โดยการแสดงจะใช้ท่าทาง สีหน้า และเสียงเล็กน้อยในการประกอบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่าย ซึ่งการแสดงนั้นเต็มไปด้วยความตลก และสนุกสนาน เต็มไปด้วยรอยยิ้มของคนดู     สำหรับผู้เขียน แม้ว่าการสื่อสารกับคนพิการทางการได้ยินจะยาก แต่เมื่อลองก็พบว่า คนหูดีสามารถเข้าไปคุยโดยใช้ภาษาท่าทางได้ คนพิการเองก็พยายามคุยกับเราด้วยการใช้สีหน้าท่าทาง ก็สามารถทำให้เราสื่อสารได้เข้าใจ และสามารถอยู่ด้วยกันได้ในสังคม   ข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนแรงงานกราฟฟิกseescenesบริษัท กล่องดินสอวิทยาลัยราชสุดามหาวิทยามหิดลBaccเรียนด้วยกันครั้งที่ 1ผลงานงานแสดงคนพิการทางการได้ยินอาสาสมัคร
Categories: ThisAble

ผมชื่อลูเต้อร์ เป็นหมานำทาง

ThisAble - Tue, 2019-07-23 03:22

https://www.youtube.com/watch?v=l2wyJ-7XHQc&t=6s

ผมชื่อลูเต้อร์ อาจดูเป็นเพจหมาน่ารักตัวหนึ่งสำหรับคนที่เพิ่งเห็น แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ นั่นคือลูเต้อร์มีหน้าที่เป็นสุนัขนำทาง!

ทราย-คีริน เตชะวงศ์ธรรม สาวสดใสที่มีความพิการทางสายตาและคุณแม่ทำเพจ "ผมชื่อลูเต้อร์" ขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าลูเต้อร์ หมาสีดำตัวใหญ่ หน้าตาแสนใจดีที่เพิ่งย้ายกลับมาไทย ภายหลังจากที่ทรายเรียนจบปริญญาตรีที่สหรัฐอเมริกา ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี (แถมลูเต้อร์ก็นั่งเรียบร้อยใต้เบาะเก้าอี้บนเครื่องบินนานกว่า 20 ชั่วโมง) กระทั่งทรายพบว่า ลูเต้อร์ไม่สามารถนำทางเธอได้เหมือนเดิมเมื่อใช้ชีวิตที่เมืองไทย

Thisable.me ชวนทราย-คีรินคุยถึงปัญหาและอุปสรรคของการใช้สุนัขนำทางในไทย หลังจากลูเต้อร์โดนปฎิเสธเมื่อต้องนำทางทรายเข้าไปในสถานที่ต่างๆ คนที่ผ่านไป-ผ่านมาควรทำตัวกับลูเต้อร์อย่างไร และการมีทางเลือก อย่างสุนัขนำทางนั้นสำคัญอย่างไรสำคัญการใช้ชีวิตอิสระของคนพิการ

มัลติมีเดียคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศสิ่งแวดล้อมลูเต้อร์สุนัขนำทางคีริน เตชะวงศ์ธรรมคนตาบอด
Categories: ThisAble

รู้จักเสื้อคอกระเช้า 'ตราเบส' ที่ใส่สบายที่สุดของเบส-พีรัช

ThisAble - Fri, 2019-07-19 17:58

เราคงคุ้นเคยกับเสื้อคอกระเช้ากันดีจากการเห็นแม่ ป้า ย่า ยายใส่ที่บ้าน แต่ใครจะรู้บ้างว่า เสื้อคอกระเช้าที่ไม่มีอะไรซับซ้อน จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจที่เบส- พีรัช พนาโยธากุล มีตลอดหลายปีที่ผ่านมา

คุยกับแม่สมบูรณ์และ เบส-พีรัช หนุ่มวัย 29 ปี ที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม ถึงธุรกิจเสื้อคอกระเช้าของเขา ซึ่งเป็นธุรกิจที่เขาภาคภูมิใจ และสามารถเลี้ยงชีพตัวเองแถมยังแบ่งไปช่วยเหลือเรื่องต่าง ๆ ในครอบครัวได้

จุดเริ่มต้นของร้านเสื้อคอกระเช้าตราเบส

แม่เล่าว่า เธอเคยเป็นช่างตัดเย็บมาก่อน จึงพอเย็บเสื้อเป็นอยู่บ้าง เธอนำมาลองสอนเบสช่วงหลังจากที่เบสเรียนจบ แม้เบสเคยไปฝึกอาชีพที่ศูนย์อาชีพเพื่อเรียนรู้งานต่าง ๆ ทั้งทำสวน ทำพรมเช็ดเท้า แต่เบสก็ทำได้ไม่ดีเท่ากับเย็บเสื้อ 

 

“เสื้อคอกระเช้านั้นเย็บง่าย”แม่เล่า แม่เคยนำเสื้อแบบอื่นให้เบสลองทำ แต่เบสก็ไม่อยากทำเพราะยากเกินไป สำหรับเสื้อคอกระเช้าก็เริ่มฝึกจากจากการเย็บทีละนิด เป็นผ้าก่อนยังไม่ต้องเป็นเสื้อ แล้วค่อย ๆ ฝึกมากขึ้นจนเบสสามารถเย็บเสื้อเป็นตัวได้

 

“ถึงจะเป็นเด็กพิเศษ แต่ก็ใช่ว่าจะเรียนรู้เหมือนคนปกติทั่วไปไม่ได้แค่ต้องค่อย ๆ สอนเขาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบ” แม่สมบูรณ์กล่าว

 

นอกจากเย็บเสื้อแล้ว ยังมีลูกไม้ที่เบสจะต้องตัดเพื่อเย็บเข้ากับเสื้อคอกระเช้า  เขาเรียนรู้ที่จะตัดให้ได้จำนวนและความยาวพอดีกับเสื้อ เมื่อเสร็จแล้วแม่ก็จะเอาไปย้อมเป็นสีต่าง ๆ ตามตัวเสื้อที่จะนำมาติดประกอบ    

การทำเสื้อไม่ยากเกินไปสำหรับคนเป็นดาวน์ซินโดรม

แม่เล่าว่า ตอนแรกที่สอน อะไรที่รู้สึกง่าย พอต้องสอนเบสกลับรู้สึกยาก อะไรที่คิดว่าเขาน่าจะทำได้ เขากลับทำไม่ได้เพราะการเรียนรู้แตกต่างจากคนปกติ จึงต้องมีวิธีการสอนเฉพาะตัวเพื่อให้การทำส่วนต่าง ๆ นั้นง่ายขึ้น  


ตอนไปซื้อผ้า เบสกับน้องสาวก็ไปด้วย ส่วนใหญ่เขาจะเลือกผ้าลายที่อยากเย็บ เมื่อต้องลงมือ ก็นำมาวางทาบกับแพทเทิร์น ที่แม่เป็นคนจัดเตรียมไว้ และตัดผ้าตาม หากแพทเทิร์นขาดหรือชำรุด เบสก็สามารถลอกลายแพทเทิร์นแผ่นใหม่เพื่อไว้ตัดเสื้อต่อได้ด้วยตัวเอง


ลูกไม้ที่ย้อมสีแล้ว เบสจะเป็นคนเลือกเองว่าสีไหนเหมาะกับเสื้อคอกระเช้าลายไหน หลังเย็บเสร็จ เบสก็จะเปลี่ยนบทบาทเป็นพ่อค้า คุยโต้ตอบกับลูกค้าทางไลน์ หลังขายได้ ลูกค้าส่วนมากจะส่งรูปที่ใส่เสื้อคอกระเช้าส่งมาให้เบสดู สำหรับแม่แล้ว ลูกค้าทุกคนน่ารัก และเป็นความภาคภูมิใจของเบส

 

 

“อยากให้เพื่อนมีความสุข เย็บผ้าทำให้เพื่อนสนุก มีอาชีพเป็นของตัวเอง พอคนมาอุดหนุน ก็จะมีเงินทองเหมือนเบส” เบสพูดด้วยความดีใจ เมื่อถูกถามว่าจะฝากอะไรถึงเพื่อนที่เป็นดาวน์ซินโดรมเหมือนกัน

 

การขายบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง

เนื่องจากเสื้อเบสไม่มีหน้าร้าน ส่วนใหญ่จะขายตามงานโอท็อป งานโรงพยาบาล สถาบันต่าง ๆ หรือโรงแรม ที่ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ แต่ละครั้งที่เบสไปขายจะเอาจักรไปด้วยเพื่อเย็บให้ลูกค้าดูที่หน้าร้าน ครั้งหนึ่งตอนไปขายที่โรงแรมนานาชาติมีฝรั่งมาดู แต่เบสพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ น้องสาวจึงทำป้ายเป็นภาษาอังกฤษมาให้ วันนั้นขายดีมากจนฝรั่งถามว่า “เงินที่ได้จากการขายใครจะเป็นคนได้?” น้องสาวจึงตอบไปว่า เบสเป็นคนได้ 


ดาวน์ซินโดรมมีความคิดเป็นของตัวเองไม่ต่างจากคนอื่น

เราให้เบสวาดภาพเสื้อที่อยากทำ โดยไม่ต้องสนใจว่าจะทำได้หรือไม่ ภาพวาดของเบสเป็นเสื้อคอกระเช้าที่มีแขนและมีลูกไม้พาดลงมาด้านหน้า แม่เล่าว่า นี่นับเป็นครั้งแรกเพราะเบสไม่เคยวาดรูปเสื้อเลย และแม่ตั้งใจจะวาดแพทเทิร์นของเสื้อตัวนี้ให้เบสลองตัดด้วย เบสดูดีใจมาก ที่แม่พูดแบบนั้น และในอนาคตเบสจะทำกางเกงขาสั้นคู่กับเสื้อคอกระเช้าอีกด้วย

 

 

ครอบครัวสำคัญสำหรับเบส

เบสเก็บเงินที่ขายเสื้อได้เป็นกอบเป็นกำ เงินขายเสื้อคอกระเช้าได้เบสจะเก็บไว้ในธนาคาร และให้เงินกับแม่และยาย เขามีแผนว่าจะเก็บเงินเพื่อซื้อจักรตัวใหม่

แม่เล่าว่า ตอนที่แม่อยากสร้างห้องเก็บของ เบสก็ไปกดเงินแสนกว่าบาทเพื่อ ต่อเติมหลังบ้านให้แม่ นอกจากนี้เขายังอยากที่จะส่งน้องสาวเรียนอีกด้วย แต่โดนน้องสาวเบรคไว้ก่อนเพราะอยากให้เบสเก็บเอาไว้เอง พอแม่เห็นว่า เบสมีเงินเก็บเยอะ ดูแลตัวเองได้ แม่ก็สบายใจแล้ว

 

 

หากสนใจอุดหนุนเสื้อคอกระเช้าตราเบส
สามารถเข้าไปดูสินค้าได้ที่เว็บไซต์ https://beamtalks.com/2018/12/06/spz-best/

หรือโทร 086-8837070 เพื่อติดต่อแม่สมบูรณ์

 

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตแรงงานเสื้อคอกระเช้าตราเบสเบสพีรัชพนาโยธากุลร้านเสื้อ
Categories: ThisAble

จากชีวิตโลดโผนสู่เส้นทางการเมืองรัฐสภาของจุลพันธ์ โนนศรีชัย

ThisAble - Mon, 2019-07-15 13:49

จากกระแส ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ใส่กางเกงขาสั้นเข้าสภาฯ ก่อให้เกิดคำถามและกระแสสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง ประเด็นการแต่งกายและความพิการถูกหยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยน พูดคุย หรือไปถึงการถกเถียง แต่สำหรับจุลพันธ์ โนนศรีชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 50 ของพรรคอนาคตใหม่แล้ว ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่เขาคุ้นชินอย่างดี หลังจากประสบอุบัติเหตุที่ทำให้เขาเสียขาซ้ายเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ชวนคุยกับจุลพันธ์ให้ลึกไปกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะอะไรชายผู้สนใจในเรื่องงานค้าขายและเศรษฐกิจจึงก้าวเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง และเพราะอะไรเขาถึงเลือกที่จะใส่กางเกงขาสั้นเข้าสภาฯ ทั้งที่รู้ว่าอาจนำไปสู่ประเด็นดราม่าและการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม

ช่วงชีวิตของจุลพันธ์

จุลพันธ์: ตั้งแต่เรียนปริญญาตรี-โท ผมชอบท่องเที่ยว ไปแบบลุยๆ อย่างตอนอยู่สหรัฐอเมริกาผมขอเงินตั้งต้นจากพ่อแม่แค่ครั้งเดียวและเริ่มทำงานทั้งๆ ที่ไม่มีกรีนการ์ด จนกระทั่งแต่งงาน งานที่ทำก็มีทั้งดีบ้าง ไม่ดีบ้าง และย้ายรัฐไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ โอไฮโอ เนวาดา แอลเอ แมริแลนด์ จนที่สุดท้ายคือวอชิงตัน ดีซี และทำงานหลากหลายมากทั้งงานโรงแรม คาสิโน สายการบิน ไปรษณีย์จนมาถึงการเปิดร้านอาหารไทยที่อเมริกา ช่วงนั้นชีวิตเริ่มลำบากเพราะติดหนี้เยอะ จึงกลับมาเมืองไทย และเริ่มเข้าทำงานกับรัฐบาลในสมัยนั้น ทำมาเรื่อยๆผ่านทั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์ จนถึงรัฐบาลทักษิณก็ลาออกเพราะเราไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการทำงานบางอย่าง

ผมเชื่อในวิธีคิดของตัวเองและอยากแชร์ความรู้ให้กับคนอื่น การกลับเข้าสู่การเมืองอีกครั้งจึงเกิดจากความต้องการนี้ เราหลายคนน่าจะเคยเจอความรู้สึกที่ว่า เสียงของประชาชนธรรมดาที่แม้ห่วงใยประโยชน์สาธารณะแต่ก็ไม่มีใครฟัง ปัญหาคนตายเยอะช่วงสงกรานต์ ผมเคยยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐว่าทั้งๆที่คุณมีกฎหมายอยู่ในมือแต่กลับไม่เคยแก้ แถมยังไม่มีใครรับเรื่องอีก พอพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นเราก็เห็นโอกาสที่คนธรรมดาจะทำอะไรได้บ้าง

อาชีพในแบบฉบับของจุลพันธ์

3 ปีที่แล้วผมทำอาชีพที่แปลก ผมเปิดร้านอาหารที่สิงคโปร์ เปิดร้านอาหารที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เปิดร้านอาหารที่เชียงคาน แต่ไม่ได้ขายอาหารเพราะเปิดเพื่อขายร้าน ร้านที่เชียงคานขายได้เป็นเนื้อเป็นหนังโดยการปรับปรุงบ้านเก่า หลังขายได้เงินผมก็ท่องเที่ยว จนมาถึงที่เชียงใหม่กำลังจะทำร้านแต่ขามาขาดเสียก่อน

“ขาเทียม” ชีวิตที่เปลี่ยนไป

แรกๆที่ตัดขา ผมเสียความเชื่อมั่นในตัวเองไปเยอะเหมือนกัน เพียงไม่นานนักก็เอาตัวเองกลับมา พยายามหาจุดเด่นในเรื่องความพิการให้ได้ ผมตระเวนสมัครสมาชิกสมาคมคนพิการต่างๆ ทำงานมาเรื่อยจนได้เป็นรองประธานชมรมช่วยเหลือคนพิการทุกประเภทในเชียงใหม่ และเห็นว่าอาชีพของคนพิการจะใช้การ SWOT Analysis แบบคนไม่พิการไม่ได้ คนพิการจะต้องมี SWOT Analysis ของตัวเอง เช่น หากเคลื่อนไหวลำบาก คนพิการหลายคนก็มักอยู่บ้าน ในคนกลุ่มนี้จริงๆแล้วเขาสามารถค้าขายออนไลน์ได้ รัฐจึงควรสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ออนไลน์ เขาจะได้ทำงานด้วยตัวเองและไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐต้องสนับสนุน คำถามก็คือ ทำไมเขาไม่ส่งเสริม เมื่อดูกองทุนคนพิการที่มีเงินมากมายมหาศาลเราก็เห็นแต่การจัดแค่กิจกรรมอบรมเรื่องระเบียบ เรื่องสิทธิ วนไปวนมาแบบนี้ หรือจัดคอร์สเรียนที่ไม่ได้คำนึงถึงความพิการ ตอนนี้รัฐส่งเสริมให้คนพิการอ่อนแอด้วยซ้ำไป เช่น การฝึกงานเป็นคนงาน ทำไมเราไม่สร้างให้คนพิการเข้มแข็ง มาตรวัดต่ำที่สุดคือคนพิการต้องจ่ายภาษีให้รัฐได้ สามารถเรียกร้องสิทธิที่ยังเป็นอุปสรรคสำหรับตัวเองได้

ทำงานการเมือง สู่การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวัง

หลังจากเข้ามา ทำให้รู้ว่างานการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย มีระเบียบเยอะมาก ผมเข้ามาแบบคนธรรมดา ไม่คุ้นชินกับระเบียบ กฎเกณฑ์ การเสนอปัญหาแต่ละเรื่องจะต้องเอากฎหมายมาจับ ต้องศึกษาเยอะเพราะในหนึ่งเรื่องอาจมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายตัว อีกทั้งระเบียบกระทรวง และพระราชบัญญัติต่างๆ

ผมพยายามที่จะจุดประกายความคิดให้คนยอมรับว่าในสังคมนี้มีคนพิการอยู่ ดังเช่นที่ผมขออนุญาตใส่ขาสั้นเข้าไปในสภา แม้ผมจะใส่ขายาวได้แต่ก็ลำบากเมื่อต้องนั่งทั้งวันพร้อมกับขาเทียมเพราะมักเกิดอาการคัน เนื่องจากเหงื่อออก การใส่ขาสั้นจึงทำให้สามารถถอดขาเทียมออกมา เพื่อพักขาและลดแผลกดทับได้บ้าง ก่อนหน้านี้ที่ผมใส่ขายาว ไม่มีใครทักเรื่องขาเทียม ไม่มีใครรู้ว่าผมมีความพิการด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้คนมองว่า คนพิการก็เข้าสภาได้

ทำไมพื้นที่ทางการเมืองจะต้องประกอบไปด้วยคนหลากหมายกลุ่ม

เพราเป็นหน้าที่ที่สังคมต้องผลักดันให้คนทุกกลุ่มมีศักยภาพทัดเทียม โดยเฉพาะคนที่ถูกมองว่าทำอะไรได้ไม่มาก เช่น คนพิการ เพื่อให้เป็นคนทำงานที่มีศักยภาพสูง มีเงินจ่ายภาษีสูง หรือกลุ่มชาติพันธ์ หากคุณไม่เปิดโอกาสให้เขาแสดงความสามารถอะไรเลย ออกนอกพื้นที่ก็ไม่ได้ เขาจะมีโอกาสในการแสดงความสามารถได้อย่างไร ฉะนั้นเพื่อสร้างความทัดเทียมในสังคม เราต้องยอมรับว่ายังมีกลุ่มที่เข้าไม่ถึงโอกาสและส่งเสริมพวกเขามากขึ้น

ความกังวลใจเมื่อเข้าสู่พื้นที่การเมือง

บางอย่างแค่พูดไปก็มีคนต่อต้านแล้ว ไม่ใช่จะทำทุกอย่างที่คิดได้ สถานการณ์ตอนนี้จะขยับอะไรก็ยาก ตั้งกระทู้ถามก็ไม่รู้เมื่อไรจะถึงคิว

เรื่องที่เป็นประเด็นอย่างการใส่ขาสั้นเข้าสภาล่าสุด ผมคิดว่าเราต้องทำความเข้าใจข้อจำกัดของแต่ละคนสำหรับผมถ้าใส่ขาเทียมนานก็จะคัน และอาจเกิดแผล ในรัฐธรรมนูญมาตรา 27 ก็เขียนชัดว่า ต้องส่งเสริมและพยายามกำจัดอุปสรรคต่างๆ ของคนพิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้เท่าเทียมคนไม่พิการและไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าผมอยากเด่นอยากดัง แต่ประชุมเป็นเวลานานผมก็จำเป็นต้องถอดบ้าง

คนพิการในสภา= การเรียนรู้ของสังคม

การมีคนพิการในพื้นที่ต่างๆ ทำให้สังคมได้เรียนรู้เรื่องของการเปิดใจกว้าง เห็นความสำคัญของการเปิดพื้นที่เพราะหากสังคมไม่มีที่ให้คนพิการยืน พวกเขาก็จะเป็นภาระ ต้องได้รับการดูแลไปตลอด คนพิการในสหรัฐอเมริกามีศักดิ์ศรีสูง ที่จอดรถคนพิการเขาก็ต้องจ่ายเงินทุกปี ไม่ใช่ของฟรี เขาจะไม่ยอมให้คนอื่นมาจอดในที่ที่เป็นสิทธิเขา คนไม่ได้มองว่าคนพิการเป็นภาระในสังคม

สิ่งที่แตกต่างกันมากระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาคือเรื่องโอกาสของทุกคนซึ่งมีเท่าเทียมกัน เราอิจฉาในสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยมีต่ำมาก สิทธิเสรีภาพส่งเสริมให้คนกล้าคิด กล้าที่จะยกระดับตัวเอง ที่สหรัฐฯ อยู่ดีๆเราจะไปจูงคนพิการไม่ได้นะ อาจถึงขั้นฟ้องร้อง เช่นเดียวกับผมตอนตัดขาแรกๆ ต้องแต่งตัวเก๋าๆ คนจะได้ไม่ต้องเข้ามาช่วย ไม่มามองแล้วสงสารคิดแต่จะบริจาคเงิน

เป้าหมายสูงสุดของการทำงานการเมือง

อยากเห็นสังคมประชาธิปไตย คนพิการ คนที่มีความหลากหลายทางเพศ ฯลฯ มีความทัดเทียม ปัจจุบันนี้แค่ใช้ขาเทียมก็เห็นความไม่เท่าเทียมแล้ว ขาของผมผมต้องซื้อเอง ราคาประมาณ 3 แสนบาท เพราะไม่สามารถทนใส่ขาเทียมเจ็บๆที่รัฐให้กับคนพิการได้  แต่พอไม่มีเงิน คุณก็หมดสิทธิใช้ของดีๆ ต้องทนเจ็บ ถ้าไม่มีเงินก็ไม่มีทางเลือกในชีวิต ทำไมคุณภาพชีวิตที่ดีจึงต้องแพงขนาดนี้

 

ถ่ายภาพโดย คชรักษ์ แก้วสุราษ

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนคนพิการจุลพันธ์ โนนศรีชัย
Categories: ThisAble

เสวนา: ผลกระทบของสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ที่มีผลต่อคนพิการ

ThisAble - Wed, 2019-07-10 19:05

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทยได้จัดเสวนาเรื่อง  “ผลกระทบของสลากกินแบ่งรัฐบาลรูปแบบใหม่” ณ โรงแรม เดอะ เลกาซี่ จังหวัดนนทบุรี เพื่อให้คนพิการได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสลากกินแบ่งออนไลน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น จากปัญหาการไม่สามารถนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้เหมือนเดิม พร้อมข้อเสนอให้สำนักงานแก้ไขปรับปรุงอนาคต

ภาพจากสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย

ในวงเสวนา มีตัวแทนของเจ้าหน้าที่สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย และตัวแทนผู้ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลร่วมพูดคุย โดยมีใจความว่า ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนพิการ เกิดจากโควต้าที่มีให้คนพิการนั้นไม่เพียงพอ และคนพิการไม่สามารถจองสลากกินแบ่งฯ ได้ทัน จึงทำให้ได้รับสลากไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดการเรียกร้องขอตู้จองสลากกินแบ่งฯ สำหรับคนพิการขึ้น โดยมีข้อเรียกร้องคือต้องการให้สำนักงานแบ่งประเภทระหว่างตู้จองสลากฯ คนพิการกับตู้จองสลากกินแบ่งฯ คนปกติ ซึ่งจะทำให้คนพิการสามารถจองสลากกินแบ่งฯ ได้ทัน และเพื่อลดปัญหาระหว่างการซื้อสลากกินแบ่งฯ เกินราคาจากพ่อค้าคนกลาง จนทำให้คนพิการต้องขายสลากในราคาที่แพงกว่า 80 บาทอีกด้วย 

 

ตัวแทนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้กล่าวว่า สำนักงานพยายามจะหาทางแก้ไข ภายในระยะเวลา 10 ปีที่ตนอยู่ในตำแหน่ง ปัญหาใหญ่อีกเรื่อง คือ เนื่องจากปัจจุบัน สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ผลิตสลากกินแบ่งฯ ให้ทุกคนสามารถนำไปขายได้ แต่กลับไม่เพียงพอต่อผู้จำหน่าย เห็นได้จากจำนวนรายชื่อในระบบที่มีมากกว่าจำนวนคนจำหน่าย ซึ่งทางสำนักงานเองก็ได้พยายามคัดกรองบุคคลที่เลิกขายสลากกินแบ่ง, ทำงานรับราชการ หรือบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ เพื่อหาจำนวนคนจำหน่ายสลากกินแบ่งฯ ที่ยังจำหน่ายอยู่จริง

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วิธีการเริ่มแรกสำหรับผู้ที่ต้องการขายสลากกินแบ่งฯ จะต้องเข้าไปลงทะเบียนที่ธนาคารกรุงไทย, เว็บไซต์ธนาคารกรุงไทย หรือเว็บไซต์สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อระบุตัวตนว่าเป็นผู้ค้าสลากกินแบ่งตัวจริง หลังจากนั้นถึงจะซื้อและจองสลากกินแบ่งฯ ได้ตามโควต้าที่กำหนดไว้

 


ภาพจากสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย

 

นอกจากนี้ ในวงเสวนาได้มีการถกเถียงในประเด็น รูปแบบสลากกินแบ่งแบบออนไลน์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า การขายสลากกินแบ่งฯ ออนไลน์อาจทำให้เกิดผลกระทบกับการขายสลากกินแบ่งฯ ของคนพิการอย่างไรบ้าง คนพิการสามารถเข้าถึงการซื้อ-ขายสลากกินแบ่งฯ ออนไลน์ ได้หรือไม่ โดยเฉพาะคนพิการทางสายตา ที่อาจเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างยากลำบากหรือไม่สามารถเข้าถึงได้เลย เป็นต้น 

 

อย่างไรก็ดี ตัวแทนจากสำนักงานสลากกินแบ่งฯ ออนไลน์ ได้ให้คำตอบว่า หากมีรูปแบบสลากกินแบ่งฯ ออนไลน์ คนพิการจะสามารถใช้โทรศัพท์ในการเข้าถึงได้อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน แต่คนพิการเองก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวตามสถานการณ์ด้วย และนอกจากสลากกินแบ่งฯ ออนไลน์ ยังมีสลากกินแบ่งฯ แบบอื่น ที่คนพิการสามารถขายได้เช่นกัน จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับการประกอบอาชีพของคนพิการ  ขออย่ากังวลกับการขายสลากกินแบ่งฯ แบบใหม่ อยากให้ลองเปิดใจปรับเปลี่ยนรูปแบบการขาย

 

ทั้งนี้ ตัวแทนจากสำนักงานสลากกินแบ่งฯ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบสลากกินแบ่งฯ แบบเดิมยังมีอยู่ คนพิการสามารถขายสลากกินแบ่งฯ แบบเดิมได้ สลากกินแบ่งฯ ออนไลน์ไม่ได้มาทดแทนของเดิมแต่อย่างใด เป็นเพียงการเพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถซื้อสลากได้สะดวกมากขึ้น โดยสำนักงานฯ เองก็ต้องการข้อมูลจากทั้งผู้ขายและผู้ซื้อสลากกินแบ่งฯ ว่ามีความต้องการซื้อ-ขายจำนวนเท่าใด เพื่อคำนวณปริมาณการผลิตให้เหมาะสม ไม่ใช่ขายตามความต้องการของผู้จำหน่ายเท่านั้น โดยสำนักงานจะเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ เพื่อให้คนพิการมีความเข้าใจต่อระบบจำหน่ายสลากกินแบ่งฯ มากขึ้น

ข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสลากกินแบ่งรัฐบาล
Categories: ThisAble

คนพิการรุนแรง ผู้ช่วยและการตัดสินใจเลือกชีวิตด้วยตัวเอง

ThisAble - Wed, 2019-07-10 01:36

จะมีคนพิการรุนแรงสักกี่คนที่ได้ออกมาใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการ?

ประเทศไทยมีคนพิการรุนแรงหลายแสนคน กระนั้นเองผู้ช่วยคนพิการกลับมีน้อยนิด แม้งานด้านคนพิการจะคุ้นเคยกับแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระ ที่มีกลไกสำคัญอย่างผู้ช่วยคนพิการมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ทำไม คนพิการรุนแรงกลับไม่ได้รับสวัสดิการเรื่องนี้ ชวนคุยกับ ธีรยุทธ สุคนธวิท ผู้อำนวยการศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการ นนทบุรี และศุภชีพ ดิษเทศ นายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ถึงปัญหาและก้าวต่อไปของการทำให้คนพิการรุนแรงได้ใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขาอยากเป็น

พีเอพูดง่าย แต่เกิดยาก

ระบบงานผู้ช่วยคนพิการ หรือ พีเอ- Personal Assistant ในไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2545 ก่อนที่ตัวกฎหมายจะเกิดขึ้น เนื่องจากการเดินทางไปเรียนรู้เรื่องแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระหรือ IL- Independent Living โดยมีจุดประสงค์ต้องการให้สนับสนุนคนพิการที่สังคมคิดว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง 

“ถ้าได้รับบริการ คนพิการรุนแรงหลายคนจะสามารถดึงศักยภาพที่มีออกมาได้”

ธีรยุทธเล่าว่า คนพิการรุนแรงจากอุบัติเหตุไขสันหลัง เช่น หลังหัก คอหัก ฯลฯ ที่ใช้วีลแชร์ในการเคลื่อนที่ หลายคนยังไม่สามารถใช้ชีวิตได้เต็มที่ ทั้งที่จริงๆ แล้วตัวเขามีศักยภาพที่ทำอะไรได้อีกเยอะแยะ ย้อนกลับไปเมื่อ 40  ปีที่แล้ว ในสหรัฐอเมริกามีกรณีศึกษาของคนพิการรุนแรงที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเบิร์กเล่ย์ รัฐแคลิฟอเนีย ด้วยความพิการของเขา เขาไม่สามารถทำข้อสอบ กากบาทเอกสารเองได้ สิ่งแรกที่เขาขอจากมหาวิทยาลัยจึงได้แก่คนช่วยเขียนกระดาษคำตอบ สิ่งนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของ พีเอ

ระบบพีเอ เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนพิการกับผู้ช่วย โดยเน้นการเลิกคิดแบบสงเคราะห์ มีกฎระเบียบควบคุมชัดเจน เช่น ระหว่างทำงานจะไม่ใช้โทรศัพท์  ไปจนถึงเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชนและการรักษาความลับของผู้รับบริการ

อย่างไรก็ดี แม้จะรู้อย่างกว้างขวางว่า พีเอเป็นระบบที่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของคนพิการรุนแรง แต่สถานการณ์ของจำนวนพีเอกลับไม่ได้สอดคล้องกับผู้ต้องการรับบริการ ดังเช่นที่ศุภชีพระบุว่า งาน พีเอในปัจจุบันยังขึ้นอยู่กับส่วนกลาง ไม่กระจายอำนาจ และไม่สามารถผลิตพีเอ ได้ทันเพราะเงื่อนไขที่ซับซ้อนของการเป็นผู้ช่วยที่ต้องอบรมทฤษฎี 20 ชั่วโมง ปฏิบัติอีก 10 ชั่วโมง รวมถึงเรื่องค่าตอบแทนที่ได้เพียงชั่วโมงละ 50 บาทและจำกัดไม่เกินวันละ 6 ชั่วโมงเท่านั้น 

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีพีเอทั่วประเทศประมาณ 600 คน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคนพิการรุนแรง ที่มีกว่าแสนคน คนพิการในหลายชุมชนจึงรวมตัวเพื่อให้เกิดสภาคนพิการระดับจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนงานคนพิการลงไปสู่ท้องถิ่นระดับเทศบาลและ อบต. 


ศุภชีพ ดิษเทศ

คนพิการที่ไม่ประจักษ์ กับสิทธิที่ยังไปไม่ถึง

ศุภชีพระบุว่า ตัวเลขคนพิการดูได้หลายมิติ อย่าดูแต่ตัวเลขคนพิการที่ทำบัตรคนพิการ เพราะในตัวเลขเกือบ 2 ล้านนั้น มีคนอีกหลายหมื่นที่ไม่ได้ทำหรือทำแต่ไม่ได้เบี้ยคนพิการ หลายคนไม่ได้ใช้สิทธิอะไรเลยนอกจากการกู้เงิน ทั้งนี้ หากอิงตามสถิติขององค์การสหประชาชาติ คนพิการในแต่ละที่จะมีอยู่ร้อยละ 10 ทั้งพิการโดยประจักษ์และไม่ประจักษ์ นอกจากนี้ ยังมีบางครอบครัวที่ไม่ยอมรับคนพิการทางการเรียนรู้ ไม่นำพวกเขาเข้าสู่ระบบ ฉะนั้นการได้มาซึ่งสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็เป็นไปได้ยากขึ้นอีกเท่าตัว 

“คนพิการรุนแรงหากมีเงินพ่อแม่ดูแลดีก็ดี ไม่มีเงินก็ต้องปล่อยตามมีตามเกิด อยู่แบบสงเคราะห์ ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี คนพิการจะเผยอหน้าอ้าปากอะไรไม่ได้เลย มืดแปดด้าน ได้แต่นอนคุยกับจิ้งจก ตุ๊กแกเท่านั้น” ธีรยุทธกล่าว

บางคนนอนอยู่บ้านมา 22 ปี หลายคนคิดว่าทำไมไม่ตายสักที นอนจนกระดูกและข้อติดหมดแล้ว หากจับมานั่งก็ขาแข็งโด่ แต่พอมีทักษะการดำรงชีวิตอิสระเข้ามา เขาก็เห็นคุณค่าในตัวเอง ตั้งเป้าหมายในชีวิตใหม่ มองว่าชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า ดูแลแม่ ดูแลน้อง เปิดร้านขายของชำในชุมชน หลังๆ ปล่อยเงินกู้ด้วย (หัวเราะ) มีผู้ช่วยในการใช้ชีวิต และที่สำคัญเขาเป็นคนที่ต้องทำสิ่งต่างๆ ในสังคม นัดกับคนอื่นแล้วก็ต้องทำตามนัดโดยมีกลไกพีเอช่วยเหลือ บางคนไม่เห็นความสำคัญของพีเอ เพราะไม่เคยเจอสถานการณ์ที่แม้แต่ปวดขี้ก็ใช้เงินจ้างคนอื่นมาจัดการ 500 บาท บางคนขี้ออกมาแล้วต้องรอพีเออีก 2 ชั่วโมง จนก้นแดงไปหมด คนพิการบางคนไม่ได้ลุกขึ้นมานั่งจนเกิดหนองระหว่างหลังกับฟูกที่นอน ยืดเลย เป็นที่มาของคำว่า นอนจนรากงอก แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าบ้านคนพิการ กลิ่นคนที่เน่าแล้วแต่ยังหายใจอยู่ เห็นแล้วรู้สึกตายซะดีกว่าการอยู่แบบนี้ บางคนอยากฆ่าตัวตายแต่สภาพร่างกายก็ทำเองไม่ได้ เห็นสภาพแบบนี้แล้วเข้าใจไหมว่าทำไมพีเอจึงสำคัญต่อคนพิการรุนแรง


ธีรยุทธ สุคนธวิท

อุปสรรคของระบบสวัสดิการไทย

ธีรยุทธระบุว่า บางคนบอกว่า “เราไม่ใช่รัฐสวัสดิการ ระบบนี้ทำไม่ได้หรอก” เพราะ ต้องใช้เงินมหาศาลและแนวคิด IL ต้องใช้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว โจทย์นี้ท้าทายจนญี่ปุ่นอาสาทดลองเป็นแม่ข่ายขยายแนวคิดในภูมิภาคเอเชีย โดยส่งวิทยากรมาทำโครงการนำร่อง 3 ปี และไทยสนับสนุนงบ 3 ล้านบาทเพื่อทดลองปฏิบัติว่า IL ใช้ในประเทศกำลังพัฒนาได้หรือไม่

ในปี 2549 ทหารเข้าปฏิวัติ มีการร่างกฎหมายใหม่ และกำลังจะยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอีกครั้ง เราเข้าไปทำงานเรื่องนี้ร่วมกับอาจารย์ด้านคนพิการจนสุดท้ายเรื่องนี้ก็เข้าไปอยู่ใน พ.ร.บ.โดยเขียนไว้สั้นๆ ถึงการมีผู้ช่วยคนพิการและมีการออกระเบียบ ส่งคนไปดูงานที่ญี่ปุ่น กระทั่งปี 52 อนุบัญญัติและระเบียบผู้ช่วยคนพิการก็ตามออกมา และเริ่มมีการทำงานจริง

--

การกระจุกตัวกันอยู่ในเมืองใหญ่ก็เป็นปัญหา ศุพชีพระบุว่า เมื่อสวัสดิการในเมืองดีกว่า คนพิการก็ไหลเข้ามาในเมืองใหญ่ หางานทำหรือเข้ามาเรียนหนังสือแล้วก็ไม่กลับบ้าน  จนทำให้กลุ่มคนพิการที่อยู่ในภูมิภาคเข้มแข็งน้อยมาก เมื่อเทียบกับที่ญี่ปุ่นที่จัดสวัสดิการได้ครอบคลุม คนพิการแทบจะไม่ออกนอกพื้นที่ พวกเขาจับกลุ่มกับรัฐบาลท้องถิ่นและเทศบาล ในการวางนโยบายเพื่อจัดสวัสดิการของพวกเขาเองในชุมชน เผลอๆ ดีกว่าการได้เบี้ยความพิการเท่ากัน 800 บาท ซึ่งมองดูแล้วเหมือนเศรษฐีแจกเงินคนจน แต่คนรับไม่เห็นประโยชน์อะไรเลย หากเอาเงินจำนวนมากขนาดนี้ทำศูนย์ส่งเสริมอาชีพ กระจายลงท้องถิ่น มีที่ปรึกษาออกแบบกระบวนการเพราะแต่ละที่มีวิธีจัดการไม่เหมือนกัน ผลลัพธ์คงมองเห็นได้ชัดเจนกว่า

ธีรยุทธย้ำว่า ปัจจุบันคอนเส็ปของผู้ช่วยคนพิการยังมีค่อนข้างชัด หากแต่ขั้นปฏิบัติอาจมีผิดเพี้ยนบ้าง ในไทยมี 2 แนวทำงานคือ หารูปแบบที่เหมาะสมแล้วค่อยๆ ขยาย หรือเริ่มทีเดียวทั้งประเทศ ซึ่งวิธีนี้เรามองว่า หากภาครัฐไม่มีแนวคิดกำกับและไม่มีคนพิการเข้าไปมีส่วนร่วม ก็อาจจะเสียแนวคิดและจัดการในเชิงสงเคราะห์เหมือนเดิม 

พอลองทำแล้วพบว่า รูปแบบจัดการพร้อมกันทั่วประเทศไม่เวิร์ค คนพิการเลยตั้งศูนย์ดำรงชีวิตอิสระ ลักษณะเป็นหน่วยงานภาคประชาสังคม อาสาตัวเข้าไปจัดบริการพีเอ ควบคู่กับหน่วยงานภาครัฐ หลังจากนั้นก็ขยายไปยังจังหวัดชลบุรีและนครปฐม ตอนนี้ก็เป็นเวลา 8 ปีแล้วแต่ก็ยังขยายมากกว่านี้ไม่ได้ จึงเห็นได้ว่า การบริการจัดการพีเอ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

ความไร้ประสิทธิภาพของการจัดพีเอภาครัฐ คือการให้พีเอ ไปหาลูกค้าคนพิการใกล้บ้านแล้วทำใบสัญญา แค่เริ่มต้นก็ผิดแล้วเพราะไม่ได้สนใจว่า เป็นกลุ่มเป้าหมายตามที่กฎหมายระบุไว้หรือเปล่า เช่น พิการรุนแรง จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน  พีเอที่มีจึงเลือกเคสที่ไม่ต้องทำอะไรเยอะ แค่วัดความดัน อ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง บีบนวด ซื้อขนมมาฝาก นั่งคุยเล่น ฯลฯ โดยไม่ตอบเจตนารมณ์ของกฎหมาย ฉะนั้น พีเอในระบบของรัฐเกินครึ่งนับว่าไม่ประสบผลสำเร็จ จะเห็นว่า จังหวัดที่ประสบความสำเร็จ สำเร็จเพราะไม่ได้ทำด้วยใจ แต่ทำตามคำสั่ง ทำตามนโยบาย

 

พีเอสำเร็จด้วยนโนบาย ไม่ใช่จิตอาสา

เคยมีวิจัยเปรียบเทียบคนพิการที่ได้รับ พีเอ จากศูนย์ดำรงชีวิตอิสระกับ พีเอ ที่ได้รับจาก พมจ. โดยพีเอของ พมจ.จะไม่สามารถบอกคนพิการได้ว่า ได้รับค่าตอบแทนเพราะกลัวคนพิการใช้งานหนัก คนพิการรับรู้ว่า ผู้ช่วยมาด้วยจิตอาสา ไม่มีค่าตอบแทน คนพิการและครอบครัวจึงมองว่า  พีเอ เป็นเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่มาเยี่ยมบ้าน ต้องต้อนรับ ต้องทำความสะอาดบ้านรอการมาเยี่ยม ซึ่งสร้างภาระไม่น้อยให้กับคนพิการและครอบครัว

“คนพิการบอกว่า อย่ามาเยี่ยมบ่อยเลย เขาเหนื่อย มาวัดความดันแล้วก็ไป นอกนั้นแม่ฉันก็เป็นคนทำ” ธีรยุทธเล่า

หลังจากนั้นจึงเกิดการประเมินผลแและปรับปรุงวิธีการรับผู้ช่วยกันใหม่ ผู้ช่วยรู้บทบาทตั้งแต่ต้น ต้องประเมินตัวเองว่า รับได้หรือไม่ที่ต้องถึงเนื้อถึงตัวคนพิการ ทั้งช่วยอาบน้ำ จัดการขับถ่าย ฯลฯ ไม่ได้เหมือนกับบทบาทของ อสม.ที่ทำในชุมชน

เรื่องมาตรฐานการคัดคนและจ้างคนก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำให้เกิด พีเอบางคนไม่ได้ค่าจ้าง ได้เพียงค่ารถ เขาจึงไม่อยากทำงานไกลบ้าน บางคนก็ได้แต่ค่าแรง ไม่ได้ค่าเดินทาง หรือบางคนก็หัวใส เอาค่าเดินทางรวมกับค่าแรง แล้วบอกว่า นี่ไง! ขึ้นเงินค่าจ้างแล้ว เหตุผลเหล่านี้ทำให้ไม่มีใครอยากเป็นพีเอ หนำซ้ำ พมจ.บางจังหวัดไม่อยากจ่ายเงินให้พีเอเพราะไม่อยากจัดการ

ระบบพีเอต้องหมุนเวียนเป็นรุ่นๆ แบบญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังสามารถสนับสนุนให้เป็นงานแบบ พีเอ part-time เช่น ทำงานเช้า เย็น หรือเฉพาะเสาร์อาทิตย์  รวมถึงกลุ่มอายุ 40 ขึ้นไป ถ้าเกิดเขามีรายได้เพียงพอยึดเป็นอาชีพได้ กลุ่มนี้จะไม่ค่อยไปไหน ทำยาวเลย ผมกำลังคิดระบบสวัสดิการพีเอแบบร่วมจ่ายสำหรับคนที่พร้อมจ่าย ทั้งๆ ที่มีคนพร้อมจ่ายเยอะแยะ แต่กลับจัดให้ไม่ได้เพราะพีเอที่มีตอนนี้ก็คิวยาวเหยียด คนพิการรุนแรงที่อยากจะใช้บริการในตอนนี้ก็ให้ติดต่อไปที่ศูนย์คนพิการประจำจังหวัดเพราะกฎหมายได้เปิดช่องไว้แล้ว 



ต้องสู้ไปถึงเมื่อไหร่

ธีรยุทธหวังว่า พีเอจะสำเร็จในชาตินี้ คนญี่ปุ่นยังมองว่าเรามาได้ไกลแล้ว ถ้าทำจริงๆ ใช้เวลาไม่นานหรอก นอกจากนี้สิ่งที่เราต้องสู้ไปพร้อมกันคือการสร้างเมืองที่ทุกคนเข้าถึง

เช่นเดียวกับศุภชีพที่คิดว่า คนพิการไม่ใช่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคมแล้ว เขาเป็นผู้บริโภค ต้องเริ่มคิด พัฒนานวัตกรรม คุณอยากได้พีเอต้องผลิตพีเอ ต้องลุกขึ้นมาบอกว่าทำยังไงให้คนพิการ และครอบครัวมีรายได้ การให้เงินเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ ต้องทำให้องค์กรคนพิการสามารถบริหารจัดการสวัสดิการได้โดยมีรัฐเป็นพี่เลี้ยง  ต้องทำงานให้เกิดการประสาน บนการประเมินมาตรฐานองค์กรได้แก่ ประสิทธิภาพองค์กรมีอะไรบ้าง กรรมการ สถิติ ระเบียบ ต้องกำหนดลักษณะการให้บริการที่ชัดเจนและมีการประเมินความพึงพอใจ เพื่อยืนยันกับประชาชนและรัฐว่าวิธีนี้ได้ผลและสามารถเป็นต้นแบบของศูนย์บริการเพื่อคนพิการได้

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทำไมผู้ช่วยคนพิการ (PA) ถึงเป็นงานที่สร้างสังคมให้เท่าเทียม

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพPAPersonal Assistantผู้ช่วยคนพิการคนพิการธีรยุทธ สุคนธวิทศุพชีพ ดิษเทศ
Categories: ThisAble

คนล้น! ร้านกาแฟเชียงรายปัญญาโดยบาริสต้าเด็กพิเศษ

ThisAble - Thu, 2019-07-04 15:52

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา โลกโซเซียลได้พูดถึงร้านกาแฟแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย โดยระบุว่า “บาริสต้าเด็กพิเศษ รสชาติไม่ธรรมดา แต่ไม่มีคนซื้อ! พวกเขาบอกว่า ขายกาแฟ-น้ำหวานไม่ได้เลย เมื่อวานขายไม่ได้สักแก้ว ทั้งที่ราคา 30 บาท” 
 

ร้านกาแฟดังกล่าวมีชื่อว่า ร้านเชียงรายปัญญา ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย บริเวณหลังวัดร่องขุ่น โดยเมื่อไหร่ที่มีลูกค้าขับรถมาจอดหน้าร้าน น้องพนักงานทุกคนก็จะรีบวิ่งออกมาต้อนรับกันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งไม่นาน หลังจากที่มีโพสต์ในเฟซบุ๊ก คนก็แห่ไปอุดหนุนกาแฟเป็นจำนวนมาก

 


ภาพจาก MGR online   ร้านเชียงรายปัญญาตั้งขึ้นโดยโรงเรียนเชียงรายปัญญานุกุล เพื่อเป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพ ที่ส่งเสริมอาชีพให้กับเด็กพิเศษ จนทำให้เด็กหลายคนสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้  ในช่วงแรก ร้านไม่ได้ตั้งอยู่บริเวณหลังวัดร่องขุ่น แต่เคยตั้งอยู่ด้านหน้า จึงทำให้คนไม่เห็นและไม่เข้ามาซื้อน้ำที่ร้าน บางวันขายได้ 2 แก้ว บางวันก็ขายไม่ได้เลย จนกระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมามีลูกค้าเยอะขึ้นจนเครื่องชงกาแฟเสียและได้เครื่องกาแฟใหม่จากคนที่เห็นข่าว  
ภาพจาก Thairathonline
  ที่มา : Thairath  MGRonline  thaijobsgov ข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนแรงงาน
Categories: ThisAble

กีฬา คนพิการ คนไม่พิการ อยู่ร่วมกันด้วยความเคารพแล้วมาแข่งกัน : คุยกับ เบ็คกี้ คลาร์ก ทูตการกีฬาชาวสหรัฐฯ

ThisAble - Fri, 2019-06-14 13:23

กิจกรรมคนพิการ คือเรื่องของคนพิการเท่านั้น กีฬาคนพิการก็เช่นกัน แต่คำถามคือเราจะเชื่อมโยงเข้าหากันได้อย่างไร ระหว่างคนพิการและไม่พิการ เวลาบางคนดูพาราลิมปิกด้วยความรู้สึกสงสาร เอาใจช่วย ซึ่งต่างจากเวลาที่เชียร์กีฬาโอลิมปิกหรือการแข่งขันทั่วๆ ไป เราสงสัยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทำไมคนไม่พิการจึงรู้สึกว่านี่คือเรื่องของคนพิการ ไม่ใช่เรื่องกีฬา

ล่าสุด ดร.เบ็คกี้ คลาร์ก ทูตการกีฬาชาวสหรัฐฯ เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมโครงการ “กีฬาเปิดกว้างเพื่อทุกคน” กับอาจารย์และนักเรียนโรงเรียนผู้พิการหลายโรงเรียนในจังหวัดขอนแก่น และกรุงเทพมหานคร เพื่อเผยแพร่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างองค์กร ซึ่งสถานฑูตสหรัฐก็ใจดีให้เราได้เข้าไปสัมภาษณ์ในครั้งนี้

ดร.เบ็คกี้ เป็นคนพิการทางการได้ยินมาตั้งแต่อายุ 13 ปี เนื่องจากการกระทบกระทั่งอย่างรุนแรงที่สมอง และเธอสูญเสียการได้ยินถาวรเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา ว่ายน้ำ วอลเลย์บอล กรีฑาทั้งลู่และลาน และนั่นก็ผลักดันให้เธอกลายเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงหูหนวกทีมชาติสหรัฐอเมริกาและที่ปรึกษาด้านหูหนวกและความพิการในระดับนานาชาติอีกด้วย  

วันนี้เรานัดเจอกันที่โรงเรียนคนหูหนวกทุ่งมหาเมฆ อันเป็นพื้นที่กิจกรรมของเธอในวันนี้

 

มาครั้งนี้ได้เห็นอะไรบ้าง

ดร.เบ็คกี้ : ได้เห็นว่าในโรงเรียนที่มีเด็กพิการทางการได้ยิน ได้นำกีฬามาใช้ในการเรียนการสอน และโรงเรียนก็เปิดกว้างและตื่นตัว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสอนกีฬา หรือการเรียนภาคปกติ ตอนที่ไปขอนแก่นเราก็ได้ไปเจอเด็กที่มีความพิการหลายๆ ประเภท ไม่ว่าทางออทิสติก ดาวน์ซินโดรมหรือทางการเรียนรู้ เราได้เข้าไปคุยกับคุณครู และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การเรียนการสอน ว่าอะไรเวิร์คอะไรไม่เวิร์ค

สิ่งหนึ่งที่พวกเราควรทำงานด้านคนพิการรู้สึกคือ เหมือนทำงานอยู่กลุ่มเดียว ไม่ค่อยมีคนมาช่วย จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องสร้างเครือข่ายของตัวเองขึ้นมาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายท้องถิ่น เครือข่ายระดับภูมิภาค เครือข่ายระดับประเทศ และเครือข่ายระดับนานาชาติขึ้นมาให้ได้

ก่อนหน้านี้เราได้มีการพูดถึงเรื่องการสร้างภาวะผู้นำ และการร่วมมือกันระหว่างคนพิการแต่ละประเภท ครูที่สอนเด็กพิการ ยังมีความจำเป็นต้องการเงิน ต้องการหนังสือ ต้องการอุปกรณ์และทรัพยากรต่างๆ แต่ครูกลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับการช่วยเหลือเสมอ เพราะบางคนจะคิดว่าเด็กพิการไม่สามารถทำอะไรได้ นั่นคือความคิดที่ไม่ถูกต้อง แต่พวกเราสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดแบบนั้นได้ สิ่งที่เราควรมองคือเรื่องความสามารถ ไม่ใช่ความพิการ ให้มามุ่งเน้นในสิ่งที่คนพิการทำได้ ไม่ใช่ไปมุ่งเน้นในสิ่งที่คนพิการทำไม่ได้ คนพิการเองก็ต้องสร้างการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับการรับรู้ให้องค์กรอย่างภาครัฐหรือภาคเอกชนได้เห็นปัญหา ให้เขารับรู้ถึงคนพิการ

กีฬาคนพิการจะได้รับความสำคัญก็เฉพาะช่วงของการแข่งขันเท่านั้นแต่พอหมดช่วงการแข่งขันแล้วคนทั่วไปก็ไม่ค่อยสนใจ มีวิธีไหนที่จะเชื่อมโยงให้คนเข้ามาสนใจกีฬาคนพิการจริงๆ บ้าง

นักกีฬาคนพิการในระดับโลก เมื่อหมดช่วงการแข่งขัน สิ่งหนึ่งที่เขาพยายามจะทำก็คือ ไปสอนกีฬาเยาวชนพิการ หรือมีกิจกรรมพานักกีฬาออกไปสู่ชุมชน ออกไปเล่าเรื่องของตนเองในฐานะที่เป็นนักกีฬาพิการ เพื่อที่จะทำให้ชุมชนเหล่านั้นรู้จักตนเองมากขึ้น และตัวนักกีฬาเองก็จะกลายเป็นตัวอย่างให้เด็กๆและเยาวชน อยากจะเดินตาม และสร้างแรงบัลดาลใจ

ที่สหรัฐก็ยังมีปัญหาอยู่ เราพบว่ากฎหมายได้รับการรับรองแล้วแต่ยังไม่ค่อยถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ปัจจุบันนักเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิคนพิการในสหรัฐก็ยังต้องเดินทางไปดูการทำงานของกลุ่มคนพิการในหลายๆ ประเทศ ต้องพยายามพูดเรื่องนี้ให้มีเสียงในสังคมเช่นกัน

แต่สำหรับด้านการขับเคลื่อน สิ่งที่เราอยากจะมุ่งเน้นก็คือการสร้างความเป็นผู้นำสำหรับคนรุ่นใหม่เพราะเมื่อถึงเวลาที่คนรุ่นเก่าต้องเกษียณอายุ ก็จะมีคนเข้ามาทำงานได้ต่อเนื่อง ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิของคนพิการในสหรัฐได้ต่อไป สำหรับคนพิการในทุกกลุ่มก็มีตัวแทนของแต่ละประเภทความพิการ ทั้งทางกายภาพ ทางการมองเห็น ทางสติปัญญาและการเรียนรู้ และทั้งหมดมาประชุมร่วมกัน เพื่อพูดคุยว่าแต่ละกลุ่มต้องการอะไร และนำข้อเสนอไปคุยกับส่วนกลางก่อนออกนโยบาย ซึ่งสำคัญมากๆ ที่เราจะพัฒนาผู้นำขึ้นมา เพื่อให้สามารถทำงานในประเด็นของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

แล้วเราจะเชื่อมโยงประเด็นของคนพิการและคนไม่พิการได้อย่างไร

มีโครงการที่เราทำในประเทศจีน ชื่อโปรแกรมว่า People Exchange Program คือการแลกเปลี่ยนคนไปเรียนรู้งานที่สหรัฐอเมริกา และกลับมาพัฒนาที่ประเทศจีน แต่ละปีมีโอกาสได้พบกัน 1 ครั้ง เพื่อประชุมว่าเราต้องการอะไรและตั้งเป้าหมายว่าเมื่อจบ 1 ปีแล้ว คุณต้องได้อะไร อย่างพรุ่งนี้เราก็จะได้พบกับประธานกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย แล้วก็ประธานคนพิการด้านสติปัญญา อีกท่านหนึ่งคือประธาน สมาคมกีฬาคนหูหนวก เราคิดว่าการที่ได้เจอทั้งสามคนนี้จะทำให้เกิดการร่วมมือทำอะไรสักอย่างได้บ้างในอนาคต

เวลาคนทั่วไปดูกีฬาคนพิการมีคำถามว่าพวกเขาทําได้อย่างไร คำตอบก็คือพวกเขาไปแข่งเพื่อต้องการชัยชนะไม่ใช่การไปแข่งเพื่อให้คนอื่นมาสงสาร เขาอยากให้ชัยชนะเป็นของประเทศของเขา เหมือนกับที่ นักกีฬาทั่วไปแข่งเพื่อต้องการชัยชนะ

กีฬาคือเครื่องมือที่นำคนทุกคนเข้าหากันได้ คนพิการก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเล่นกีฬาในรูปแบบต่างๆ ส่วนคนไม่พิการก็ได้เรียนรู้ว่าคนพิการใช้ชีวิตอย่างไร เป้าหมายคือหากเราอยากตั้งองค์กรที่เรียกร้องสิทธิให้กับคนพิการหรือสามารถทำให้คนพิการเข้าไปมีพื้นที่ได้อยู่เสมอก็จะดีมาก

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวคนพิการเองต้องออกมาเล่าเรื่อง มาพูดปัญหาพูดความจริงของตน ให้สังคมได้รับรู้ และพูดถึงสิทธิของตัวเองได้ คนที่ไม่ได้พิการแต่สนับสนุนคนพิการก็ควรออกมาช่วยด้วย ส่วนกลุ่มคนพิการประเภทต่างๆ ก็ควรหันมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อให้มีอำนาจการต่อรองเพิ่มขึ้น

กีฬาสำคัญต่อคนพิการอย่างไร

แท้จริงแล้วเราไม่ได้แตกต่างกับคนอื่น เราก็เป็นคนเหมือนกัน เราไม่ได้มีแค่ความพิการ เรามีความฝันมีเป้าหมาย เรามีความรู้สึกเหมือนกับทุกคน คนที่ไม่พิการเวลามองมาที่คนพิการอาจจะรู้สึกกลัว กลัวว่าวันหนึ่งอาจจะเป็นแบบนั้น กลัวจะพิการในวันหนึ่ง เราต้องพยายามเปลี่ยนความคิดแบบนั้นเปลี่ยนจากลบให้เป็นบวก เราไม่อยากให้เอาสิ่งที่เราทำไม่ได้มาปิดกั้นในสิ่งที่เราทำได้

กีฬาคือสิ่งที่ทำให้คนเข้ามารวมตัวกันไม่ว่าจะเป็นความต่างทางด้านภาษาหรือวัฒนธรรม ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกกลุ่มคนที่มักจะถูกทอดทิ้งก็จะมีคนกลุ่มคนพิการอยู่ในนั้นด้วย โดยเฉพาะคนพิการที่เป็นเด็กและผู้หญิง พวกเขาจะถูกกีดกันเสมอ

เราอยากให้คนทุกคนมาเล่นกีฬาด้วยกันไม่ว่าจะเป็นคนปกติหรือคนพิการก็ตาม อยู่ร่วมกันด้วยความเคารพแล้วก็มาแข่งกัน

     

 

 

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตกีฬาคนหูหนวกเบ็คกี้ คลาร์กกีฬาคนพิการสถานฑูตสหรัฐ
Categories: ThisAble
Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble