ThisAble

ประวัติศาสตร์ที่สร้างไม่เสร็จ ของสิ่งอำนวยความสะดวกบน BTS

ThisAble - Mon, 2019-01-21 16:50

ในวันนี้ 21 ม.ค. 2562 เป็นวันครบรอบ 4 ปี หลังศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ บีทีเอสต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี (นับจาก 21 ม.ค. 2558) ThisAble.me  จึงอยากชวนคุณย้อนดูความเป็นมาเรื่องการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้าบีทีเอสตั้งแต่กลุ่มคนพิการเริ่มลุกขึ้นต่อสู้ในปี 2534 ซึ่งนับเป็น 27 ปีที่ยาวนาน และเหน็ดเหนื่อยสำหรับเครือข่ายคนพิการและผู้ที่เกี่ยวข้อง 

พ.ศ.2534 - 2542

ย้อนไปตั้งแต่ปี 2534 ที่พลตรีจำลอง ศรีเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ขณะนั้น และบีทีเอสทำสัญญาสัมปทานก่อสร้างบีทีเอส ตอนนั้นยังไม่มีกฎหมายด้านคนพิการมาบังคับระเบียบข้อบังคับต่างๆ ในการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ จนเมื่อปี 2538 -  2542 หลังบีทีเอสร่วมลงชื่อในสัญญาก่อสร้างแบบเหมารวมเบ็ดเสร็จ และเริ่มก่อสร้าง คนพิการจำนวนมากรวมตัวและร้องเรียน กทม.เนื่องจากไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในแบบก่อสร้าง ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 ซึ่งกำหนดลักษณะของอาคารสถานที่ ยานพาหนะหรือบริการสาธารณะอื่นใด ที่กำหนดว่า ต้องอำนวยความสะดวกแก่คนพิการที่ออกมาช่วงปี 2542 จนกระทั่งบีทีเอสเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2542

กทม.จึงสนับสนุนงบ 45 ล้านบาทติดตั้งลิฟต์ 5 จาก 21 สถานี

พ.ศ.2542

5 ธ.ค.2542
บีทีเอสเปิดให้บริการ

พ.ศ.2552

22 ก.ย.2552
ศาลปกครองกลาง มีคำสั่ง "ยกฟ้อง" กรณีคนพิการนำโดย สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ฟ้องกรุงเทพมหานคร และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กรณีไม่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในรถไฟฟ้าบีทีเอส

21 ต.ค.2552
กลุ่มคนพิการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด จากกรณีไม่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในรถไฟฟ้าบีทีเอส

พ.ศ.2557

31 ก.ค.2557
กทม.ลงนามจ้างเหมาก่อสร้างและติดตั้งลิฟต์กับบริษัทเสรีการโยธา จำกัด

พ.ศ.2558

21 ม.ค. 2558
ศาลปกครองสูงสุดกลับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง โดยสั่งให้กรุงเทพมหานคร และรถไฟฟ้าบีทีเอส ดำเนินการติดตั้งลิฟต์ทั้ง 23 สถานี และจัดสิ่งอำนวยความสะดวก (อ่านที่นี่) ทั้ง 23 สถานี ภายใน 1 ปีนับแต่มีคำสั่งศาล

โดยคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด องค์คณะประกอบด้วย สมชาย เอมโอช-ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และตุลาการเจ้าของสำนวนวิษณุ วรัญญู-ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด วรวิทย์ กังศศิเทียม-ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ-ตุลาการศาลปกครองสูงสุด บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์-ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ไชยเดช ตันติเวสส-ตุลาการผู้แถลงคดี ได้กลับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง โดยสั่งให้ กรุงเทพมหานคร และรถไฟฟ้าบีทีเอส ดำเนินการติดตั้งลิฟต์ทั้ง 23 สถานี และจัดสิ่งอำนวยความสะดวก ดังนี้

1. จัดทำลิฟต์ที่สถานีขนส่งทั้ง 23 สถานี โดยมีรายละเอียดตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2542) ออกตามความใน พ.ร.บ.การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2539 ข้อ 6 และ ข้อ 7 วรรคสอง และระเบียบคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการว่าด้วยมาตรฐานอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการ พ.ศ. 2544 หมวด 1 อาคาร ข้อ 4 (6) (ก) (ข) (ค) (ง) และ (จ)

2. จัดทำอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานีขนส่งทั้ง 23 สถานี ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ข้อ 5 และตามระเบียบคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการว่าด้วยมาตรฐานอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการ พ.ศ. 2544 หมวด 2 สถานที่ ข้อ 5 (3) (ก) (ข) (ค) (ง) (จ) และ (ฉ)

3. จัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้า คือ ให้จัดที่ว่างสำหรับเก้าอี้เข็นคนพิการให้มีความกว้างไม่น้อยกว่า 120 เซ็นติเมตร และให้มีราวจับสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 80 เซ็นติเมตร บริเวณทางขึ้นลง และติดสัญลักษณ์คนพิการไว้ทั้งในและนอกตัวรถคันที่จัดไว้สำหรับคนพิการ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 และตามระเบียบคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการว่าด้วยมาตรฐานอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการ พ.ศ. 2544 หมวด 3 ยานพาหนะ ข้อ 7 (ง) และ (จ)

พ.ศ.2559

20 ม.ค. 2559
ครบรอบ 1 ปีที่มีคำสั่งศาลปกครองสูงสุด มีจัดเสวนาโต๊ะกลม ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “BTS : 20 ปีที่รอคอย..ทุกคนต้องขึ้นได้” (อ่านที่ีนี่)

โดยอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวเน้นย้ำในงานว่า เขาให้ความสำคัญกับคนพิการอย่างมากและรู้สึกยินดีในคำตัดสินของศาลเมื่อปี 2558 ส่วนในเรื่องลิฟต์ต้องขออภัยที่ล่าช้า ทั้งนี้ มีแผนดำเนินการในเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ติดปัญหาเรื่องการเลือกพื้นที่ในการสร้างลิฟต์  และด้วยระบบราชการ เมื่อมีคนร้องเรียนว่าไม่ให้สร้างในที่ตรงนี้ กระบวนการทั้งหมดก็จะต้องกลับไปเริ่มใหม่ และบางจุดที่เป็นทำเลใหม่ก็มีระบบสาธารณูปโภคใต้ดินที่ไม่สามารถทำได้ ในตอนนี้สถานีต่อขยายทั้งหมด มีการติดตั้งลิฟต์แล้วได้แก่ บางหว้า-กรุงธนบุรี และอ่อนนุช-แบริ่ง

และย้ำว่า ไม่เกินเดือนกันยายน 2559 นี้ ลิฟต์ทั้งหมด 111 ตัว จะสร้างเสร็จสิ้น และมีทางเดินเสียงเพื่อผู้พิการทางสายตา จะสามารถดำเนินชีวิตและใช้งานได้เอง รวมทั้งมีการเตรียมพร้อมสำหรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย

“ถ้าผมเป็นผู้พิการ นั่งวีลแชร์ ผมก็จะไม่ใช้บริการบีทีเอสที่ไม่มีลิฟต์ เพราะท่านใช้ยาม 2 คนมาแบกรถผม ทำเหมือนผมเป็นสิ่งของ เป็นอะไรก็ไม่รู้” เขากล่าว

17 มี.ค. 2559
สุเชฏฐ์ สุจินดามณีชัย วิศวกรบริษัท เสรีการโยธา จำกัด ผู้รับจ้างติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวก รายงานความคืบหน้าว่า ขณะนี้สามารถก่อสร้างได้จริงร้อยละ 57 และล่าช้ากว่าแผนงานที่กำหนดไว้ร้อยละ 43 วิศวกรบริษัทเสรีการโยธา กล่าวว่า จะดำเนินการก่อสร้างลิฟต์ให้แล้วเสร็จ จำนวน 12 ตัวอย่างแน่นอน ภายในเดือนเมษายน 2559

12 เม.ย. 2559
รับปากจะติดตั้งลิฟต์เสร็จสมบูรณ์ 12 ตัว ได้แก่สถานี พร้อมพงษ์ อ่อนนุช พญาไท ราชดำริ ราชเทวี ทองหล่อ สนามเป้า สนามกีฬา เพลินจิต เอกมัย สุรศักดิ์ และอารีย์ ภายในสิ้นเดือน เม.ย.59

20 เม.ย. 2559
ลิฟต์ 12 ตัวที่บอกว่าจะสร้างเสร็จภายในเดือน เม.ย.59 นั้นไม่เสร็จตามกำหนดเวลาได้แก่ สถานีพร้อมพงษ์ อ่อนนุช พญาไท ราชดำริ ราชเทวี ทองหล่อ สนามเป้า สนามกีฬา เพลินจิต เอกมัย สุรศักดิ์ และอารีย์ (อ่านที่นี่)

บริษัทเสรีการโยธา ได้ชี้แจงผลการดำเนินงานทั้งหมดว่าปัจจุบันแล้วเสร็จร้อยละ 63.297 โดยเหตุผลที่ดำเนินการก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากทางบริษัทสามารถควบคุมการก่อสร้างได้เพียงส่วนของฐานราก และโครงต่างๆ เพราะเป็นส่วนงานที่สามารถทำได้เอง แต่ในส่วนของการติดตั้งตัวลิฟต์หรืออื่นๆ นั้น เป็นการทำงานของบริษัทผู้ผลิตแต่ละเจ้า

อย่างไรก็ดีประภาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนงาน สำนักการจราจรและขนส่ง กล่าวว่า การประชุมหลายครั้งที่ผ่านมา ก็ยังคงมีเพียงเรื่องเดียวที่ต้องพูดซ้ำๆ นั่นก็คือความพยายามเร่งรัดเพื่อให้เกิดการดำเนินงานให้เป็นไปตามกำหนดเวลา และย้ำว่า ขณะนี้เวลาล่วงเลยมามากกว่า 16 เดือนแล้วนับแต่มีคำสั่งศาล ทางผู้รับเหมาจึงควรต้องติดตามงานและเร่งรัดให้งานดำเนินการตามแผนที่ล้าช้านี้เกิดขึ้นอย่างไวที่สุด

2 มิ.ย.2559
ผู้รับเหมาจากบริษัทเสรีการโยธา กล่าวถึงปัญหาด้านการเงินที่ขาดสภาพคล่อง เนื่องจากไม่สามารถเบิกเงินเพื่อดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จได้ (อ่านที่นี่) จึงทำให้มีเพียง 5 จาก 19 สถานีที่ดำเนินการติดตั้งตัวลิฟต์แล้วเสร็จ และมีเกือบ 10 สถานีที่ยังอยู่ในขั้นตอนการย้ายระบบสาธารณูปโภคใต้ดินและงานฐานราก

ประภาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนงาน สำนักการจราจรและขนส่ง และเครือข่ายคนพิการได้กล่าวย้ำจุดยืนที่จะผลักดันให้การก่อสร้างทั้งหมดแล้วเสร็จภายใน 3 เดือนข้างหน้า เพื่อเปิดใช้ทุกสถานีภายในเดือน ก.ย.59 และเน้นย้ำว่า หากครบกำหนดการยืดระยะเวลาในเดือน ก.ย.59 แล้ว แต่ลิฟต์ทั้งหมดยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็จะดำเนินการเด็ดขาดเพื่อปรับเงินผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องได้แก่บริษัทเสรีการโยธาเป็นรายวัน

พ.ศ.2560

20 ม.ค.2560
คนพิการยื่นฟ้องแบบกลุ่มต่อศาลแพ่ง เรียกค่าเสียหายจาก กทม. เนื่องจากไม่สามารถติดตั้งลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกได้ตามกำหนดเวลา (อ่านที่นี่)

โดยสนธิพงศ์ มงคลสวัสดิ์ ทนายความกล่าวว่า วันนี้ดำเนินการยื่นข้อเรียกร้องและรอให้ศาลมีคำสั่งพิจารณา โดยประกอบไปด้วย 3 ประเด็นหลักคือ คำฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหาย คำร้องเพื่อขอดำเนินคดีแบบกลุ่มหรือคลาสแอคชัน (Class Action) เป็นวิธีการตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกล่าวคือผู้ฟ้องไม่ต้องฟ้องทั้ง 100 คน แต่ยื่นฟ้องไปเพียงคนเดียวก่อน หากศาลรับฟ้องแล้วจึงร่วมเป็นโจทก์ต่อไปเพราะมูลความแห่งคดีนั้นเหมือนกันและยื่นงดเว้นค่าธรรมเนียมศาล ตามการบังคับใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ ข้อ 17 วรรค 2 ที่ระบุให้คนพิการที่โดนละเมิดสิทธิมีสิทธิฟ้องร้องได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ทั้งนี้ ศาลแพ่งได้รับพิจารณาเป็นคดีดำ พ.246/2560 และได้นัดไต่สวนการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลวันเดียวกับนัดสืบพยานในวันที่ 30 มี.ค.ที่จะถึง เวลา 09.00 น. ณ ห้อง 310 ชั้น 3 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก

และมีแถลงการณ์ดังนี้

แถลงการณ์

20 มกราคม 2560

เรื่อง ปฏิบัติการ "นั่งรถไฟฟ้า ไปฟ้อง กทม.ที่ศาลแพ่ง รัชดา"

ตั้งแต่ปี 2538 ตามที่มีโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสเกิดขึ้นเพื่อมาแก้ปัญหาเรื่องการเดินทางในกรุงเทพฯ และให้เอื้อประโยชน์ในการเดินทางแก่คนทั้งมวลรวมถึงคนพิการทุกประเภทอีกด้วย แต่ทั้งนี้การก่อสร้างสถานีไม่ได้ติดตั้งลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับคนพิการ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับอย่างเท่าเทียม กลุ่มคนพิการจึงเริ่มเรียกร้องให้ กทม.และบริษัทผู้ได้รับสัมปทาน ให้ดำเนินการก่อสร้างเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ (Accessibility) อย่างเท่าเทียม แต่ทั้งสองหน่วยงานต่างบ่ายเบี่ยง และเพิกเฉยปฏิเสธความรับผิดชอบ กลุ่มคนพิการจึงยื่นฟ้อง กทม.และพวกในปี 2550 การดำเนินการผ่านไปสองปี วันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2552 ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง ด้วยเหตุผลว่า ตอนนั้นกฏหมายไม่ได้กำหนดรายละเอียดในเรื่องอาคารสถานที่ และยานพาหนะ ที่จะต้องจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่คนพิการ ต่อมากลุ่มผู้พิการยื่นอุทธรณ์คำตัดสินต่อศาลปกครองสูงสุด 21 มกราคม พ.ศ. 2558 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา กลับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง สั่งให้ กทม.จัดทำลิฟต์ขึ้นลงสำหรับผู้พิการที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่ง 23 สถานี และให้จัดทำอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการรวมทั้งติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการบนรถไฟฟ้าบีทีเอสให้แล้วเสร็จ ภายใน 1 ปีหลังจากมีคำพิพากษา แต่สุดท้าย แม้จะครบกำหนด 1 ปี ก็ยังไม่มีการดำเนินการตามสั่งศาลได้ และยังต่อรองว่าจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2559

จากการติดตามอย่างใกล้ชิดของคณะทำงาน จนถึงบัดนี้ กทม.ก็ไม่ได้เร่งดำเนินการให้มีการติดตั้งลิฟต์ทั้ง 23 สถานีได้ตามที่ศาลกำหนด กทม.ขาดความรับผิดชอบและทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ไร้วี่แววว่าการดำเนินงานจะเป็นไปตามที่สัญญา กลุ่มคนพิการในนามของภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ (T4A)จึงเห็นสมควรให้มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ฐานละเมิดสิทธิคนพิการถูกลิดรอนและมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันครบกำหนดตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด (21 มกราคม 2559)

อนึ่ง การฟ้องนี้เป็นการฟ้องแบบกลุ่มโดยบุคคลเนื่องจากคดีนี้เป็นการละเมิดที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณะในวงกว้าง หากศาลสั่งให้ กทม. ชดใช้ค่าเสียหาย คนพิการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นขอรับค่าเสียหายได้

21 มี.ค.2560
กลุ่มคนพิการเข้าร่วมรับฟังการไต่สวนคดีขอยื่นฟ้องแบบกลุ่ม ณ ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก (อ่านที่นี่)

อัยการยื่นอำนาจชี้ขาด จากกรณีคนพิการยื่นฟ้องแบบกลุ่ม พร้อมกับโต้แย้งว่า คดีนี้นั้นเป็นคดีของศาลปกครอง จึงต้องหยุดก่อนตามสภาพ เพื่อรอคำวินิจฉัยจากศาลปกครอง หากมีคำวินิจฉัยตรงกับศาลแพ่ง ก็จะสามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่หากไม่ตรงกันก็จะต้องส่งต่อให้คณะกรรมการประธานศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดว่าสามารถดำเนินคดีแบบกลุ่มได้หรือไม่

18 พ.ค.2560
คนพิการกว่า 100 คน เดินทางเข้าร่วมฟังผลการไต่สวน เพื่อขอยื่นฟ้องแบบกลุ่ม และศาลแพ่งมีความเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิพากษาของศาลยุติธรรม (อ่านที่นี่)

หลังจากมีการชี้ขาด กทม.มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านการชี้ขาดอำนาจศาลได้ภายใน 7 วัน และศาลแพ่งก็จะสรุปสำนวน และส่งคำวินิจฉัยไปยังศาลปกครอง หากมีความเห็นตรงกันในการให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้รับคำร้อง กระบวนการก็จะดำเนินต่อไป แต่หากมีความเห็นค้าน ศาลแพ่งก็จะต้องเอาสำนวนส่งเข้าคณะกรรมการวินิจฉัยเพื่อชี้ขาดว่า คดีนี้ควรอยู่ที่ศาลใด

7 ส.ค.2560
ศาลแพ่งและศาลปกครองมีการให้ความเห็นที่ไม่ตรงกัน จึงต้องส่งเรื่องต่อเพื่อให้คณะกรรมการวินิจฉัยอำนาจชี้ขาดระหว่างศาลเป็นผู้ชี้ขาดอำนาจดังกล่าว โดยยังไม่ทราบวันที่และเวลา (อ่านที่นี่)

พ.ศ.2561

21 ม.ค.2561
ครบรอบ 3 ปี หลังศาลปกครองสูงสุดสั่งให้บีทีเอสสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทั้ง 23 สถานี

22 ม.ค.2561
คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจระหว่างศาลมีความเห็นว่า โจทก์เป็นคนพิการตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ฟ้องร้องค่าเสียหายกรณีละเมิดสิทธิอันเนื่องจากจำเลยทำสัญญาขนส่งมวลชน โดยไม่มีการจัดทำลิฟต์ทั้ง 23 สถานี หรือทำแล้วใช้ไม่ได้ และไม่เป็นไปตาม พรบ.คนพิการ และคดีแดงที่อ.650/2557 ที่ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้บีทีเอสสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบทั้ง 23 สถานี ภายใน 1 ปีนับแต่มีคำสั่งศาล ทั้งการสร้างลิฟต์ ป้ายสัญลักษณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นใดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูคนพิการ ระเบียบวาระว่าด้วยมาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวก

โดยระบุว่า การที่ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาว่าให้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีแล้วนั้น แต่ไม่สามารถทำได้ถือเป็นการละเมิด ขัดขวางและเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการ อีกทั้งจำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองด้วย

นอกจากนี้ พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการยังบัญญัติให้รัฐต้องให้บริการและสนับสนุนคนพิการ โดยไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้ ทั้งนี้เมื่อคำฟ้องของโจทก์กล่าวว่า บริการรถสาธารณะของจำเลย ไม่เป็นไปตาม พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ปี 50 และไม่เร่งรัดตามคำสั่งเลขแดง อ.650/2557 อันเป็นการเลือกปฏิบัติ เป็นเหตุให้ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายจึงชี้ขาดว่า อำนาจพิจารณาคดีนี้เป็นอำนาจของศาลปกครอง (อ่านที่นี่)

11 มี.ค.2561
มานิตย์ อินทรพิมพ์ชกกระจกลิฟต์บีทีเอสสถานีอโศกเพราะรู้สึกถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวจากการที่เจ้าหน้าที่ให้เขาเซ็นชื่อ นามสกุล เวลาและสถานีปลายทางที่ต้องการไปในใบกระดาษ โดยแจ้งว่าเป็นบันทึกประวัติการเดินทางของคนพิการ และไม่ยอมให้ใช้สิทธิคนพิการหากไม่เซ็นชื่อ เมื่อมานิตย์ไม่ยอมเซ็นและเกิดการถกเถียงกว่าครึ่งชั่วโมง เขาจึงซื้อตั๋วเดินทางในระบบปกติ ยืนยันที่จะไม่เซ็นชื่อและไม่ใช้สิทธิคนพิการ (อ่านที่นี่)

หลังซื้อตั๋วแล้วจึงไปรอหน้าลิฟต์เพื่อขึ้นสู่ชั้นชานชาลา แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาเปิดล็อกประตูหน้าห้องลิฟต์โดยสาร จึงทำให้เขาตัดสินใจใช้มือทุบกระจกประตูจนแตกรวม 8 ครั้้ง จนเจ้าหน้าที่และนายสถานีเข้ามามุงดู และเดินทางไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจลุมพินีในเวลาต่อมา

16 มี.ค.2561
บีทีเอสชี้แจงกรณีมานิตย์ชกกระจกลิฟต์ว่า การกรอกแบบฟอร์มเป็นระเบียบปฏิบัติปกติของคนพิการ (อ่านคำชี้แจงที่นี่) หลังจากมีคำชี้แจงดังกล่าว ก็มีคอมเม้นท์หลายคอมเม้นท์ที่บอกว่า เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงประเด็น เน้นการตลาด และทำไมเมื่อคนพิการจะใช้ลิฟต์ต้องลงชื่อ ต่างจากคนทั่วไปที่ใช้บันไดเลื่อนอย่างไร

9 พ.ค.2561
ธีรยุทธ สุคนธวิท ประธานเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้และภาคีคนพิการ เดินทางยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรุงเทพมหานครที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ  เป็นรายบุคคล รายละ 1,000 บาทต่อวัน  กรณีไม่จัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกบนบีทีเอส ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่กำหนดให้จัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ม.ค.59  โดยกล่าวว่า “จากกรณีที่กรุงเทพมหานครไม่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เราคิดว่าเราไม่ได้มาทวงสัญญา เรามาตามหาสิทธิที่หายไป คือสิทธิในการเดินทาง คนไทยทุกคนมีสิทธิในการเดินทาง ซึ่งคนพิการยังไม่มีสิทธิตรงนี้ เราจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปไม่ได้ เพราะจะมีระบบรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีกเป็น 10 สาย” (อ่านที่นี่)

16 พ.ค.2561
นิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกสภา กทม.ประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้รายงานผลการพิจารณาญัตติที่ กทม.ขอความเห็นชอบงบประมาณเพื่อก่อสร้างลิฟต์ตามแนวเส้นทางสัมปทาน เพิ่มเติมจำนวน 19 ตัว ใน 16 สถานี งบประมาณ 256.2 ล้านบาท ที่ประชุมสมาชิกสภาส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่มีข้อสังเกตและท้วงติงถึงผลการทำงานของบีทีเอส (อ่านที่นี่ )

27 พ.ย.2561
สุชาติ โอวาทวรรณสกุล ประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และ ธีรยุทธ สุคนธวิท ประธานภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ (T4A) นำเครือข่ายคนพิการร่วม 500 คนยื่นฟ้อง รฟม. ต่อศาลปกครองกลาง ฐานละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในรถไฟฟ้าสายสีม่วง สำหรับการฟ้องครั้งนี้เป็นการยื่นฟ้องครั้งแรกสำหรับรถไฟฟ้าสายดังกล่าว

ธีรยุทธ สุคนธวิท ประธานภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ กล่าวว่า หลังจากที่เครือข่ายได้ทำการสำรวจรถไฟฟ้าสายสีม่วงและได้พบอุปสรรคในหลายจุด เช่น การติดตั้งลิฟต์ไม่ครบถ้วน ทั้ง 16 สถานี รวมทั้งเครือข่ายเคยขอความร่วมมือในการร่วมออกแบบสิ่งอำนวยสะดวกในช่วงของการก่อสร้างไปแล้วนั้น แต่ก็ไม่เคยมีการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วยังไม่สามารถก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบถ้วนได้ จึงตัดสินใจยื่นฟ้องดังกล่าว (อ่านที่นี่ )

พ.ศ.2562

21 ม.ค.2562 ครบรอบ 4 ปี หลังศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้บีทีเอสสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้า

 

รายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนบีทีเอสคนพิการสิ่งอำนวยความสะดวกรถไฟฟ้าลิฟต์
Categories: ThisAble

มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เปิดตัวโครงการ 'ปั่นไปไม่ทิ้งกันปี 2' ระดมทุนก่อสร้าง 'ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ'

ThisAble - Mon, 2019-01-21 13:10

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา ณ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ถนนอรุณอมรินทร์ "มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ" ร่วมกับ "กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ" เปิดตัวโครงการ "ปั่นไปไม่ทิ้งกัน No One Left Behind ปี 2" 

    

กิจกรรมเป็นรูปแบบของการปั่นจักรยานโดยคนตาบอดและอาสาสมัคร เป็นระยะทาง 1,500 เมตร ผ่าน 15 จังหวัด เพื่อระดมทุนในการก่อสร้าง "ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน" ณ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ให้แล้วเสร็จ โดยจะเริ่มปั่นระหว่างวันที่ 9 - 22 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า หลังจากที่มูลนิธิได้เริ่มก่อสร้าง ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน ณ เชียงดาว ก็มีคนพิการอีกจำนวนมากมาขอเข้ารับการฝึกกับศูนย์ซึ่งทางมูลนิธิฯ เห็นว่านี่คือโอกาสสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของคนพิการ จึงได้จัดระทุนอีกครั้งเพื่อนำเงินมาทำโครงการต่อให้แล้วเสร็จ และเตรียมที่จะสร้างศูนย์ฝึกอาชีพพิการแห่งใหม่ ในโอกาสต่อไป 

โครงการ "ปั่นไปไม่ทิ้งกัน ครั้งที่ 1" ที่ผ่านมา เป็นการปั่นกิจกรรมระดมทุนเพื่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ อำเภอเชียงดาว ซึ่งมีเป้าหมายการระดมทุนทั้งสิ้น 150 ล้านบาท และสามารถระดมเงินไปได้ทั้งสิ้น 32,495,778 บาท โดยนอกจากพิธีเปิดแล้วยังมีนิทรรศการผลิตภัณฑ์จากศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการต่างๆ ทั้งการเลี้ยงจิ้งหรีด ปลูกผักปลอดสารพิษ และผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ เป็นต้น

ข่าวคุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อมกีฬามูลนิธิสากลเพื่อคนพิการปั่นไปไม่ทิ้งกัน
Categories: ThisAble

เครือข่ายดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ นครปฐมเรียกร้องรัฐ จัดงานคนพิการให้ตรงกับวันคนพิการสากล

ThisAble - Sun, 2019-01-20 12:53

เครือข่ายดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ นครปฐม จัดกิจกรรมแจกสติ๊กเกอร์และใบปลิวอธิบายความสำคัญของวันที่ 3 ธันวาคม วันคนพิการสากล ในงานวันคนพิการจังหวัดนครปฐมซึ่งปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 18 มกราคม

 

สมาชิกเครือข่ายได้เข้าไปแจกสติ๊กเกอร์และพูดคุยให้ข้อมูลกับเพื่อนคนพิการ และพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเรียกร้องให้จัดงานวันคนพิการให้ตรงกับวันคนพิการสากล โดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับปากว่าในปีหน้าจะจัดให้ใกล้เคียงวันจริงมากขึ้น และจะเชิญเครือข่ายคนพิการเข้าร่วมวางแผนการจัดงานให้ตรงกับความต้องการของคนพิการ

สรรเสริญ แสงจันทร์ แกนนำชมรมคนพิการตำบลศรีษะทอง กล่าวถึงกิจกรรมการเรียกร้องในวันนี้ ถึงความสำคัญของการจัดงานคนพิการให้ตรงกับวันที่ 3 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคนพิการสากลว่า เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานของรัฐ และแต่ละจังหวัดเลือกจัดตามวันที่สะดวก ซึ่งไม่มีวันที่ตรงกันทุกปีและแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ ส่งผลทำให้คนพิการไม่รู้ว่ามีวันของตัวเอง และคนพิการไม่สามารถมารวมกลุ่มกันเพื่อแสดงพลัง หรือเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม ต้องรอแจ้งจากหน่วยงานรัฐซึ่งกว่าจะทราบข่าวก็ใกล้วันกิจกรรมแล้ว

วันคนพิการสากล ใจความสำคัญคือการให้คนพิการได้ร่วมกลุ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลการใช้ชีวิต ทำให้คนพิการที่ไม่ได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารหรือได้รับการสนับสนุนจากคนพิการด้วย ไม่เช่นนั้นคนพิการก็จะรู้สึกเป็นภาระของครอบครัว สังคม คนข้างนอกกดดันโดยการคิดแทนเขาว่าทำอะไรไม่ได้ พิการแล้วไม่สามาถทำอะไรได้ จะให้กินอะไรก็กิน และเป็นวันที่ผู้ดูแลคนพิการก็จะได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลทำความรู้จักสนับสนุนซึ่งกันและกัน

ถ้าอยากให้รู้ว่าคนพิการมีศักยภาพ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สถานที่จัดงานไม่ควรอยู่ในที่ปิด อยากให้คนข้างนอกมาเห็นศักยภาพคนพิการ ไม่ได้มีแต่หน่วยงานรัฐ ให้คนได้เห็นว่าคนพิการทำอะไรได้มากกว่าคนอื่นคิด ไม่ได้มองว่าคนพิการเป็นภาระ ยังมีคนพิการบางพื้นที่ที่เป็นต้นแบบว่าคนพิการดูแลตัวเองได้ เป็นแรงผลักดัน สถานที่ในการจัดงานก็ควรจะไม่มีอุปสรรคต่อการช่วยเหลือตัวเองของคนพิการด้วย เช่น มีทางลาด หรือ ห้องน้ำที่คนพิการใช้ได้

ข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนวันคนพิการสากลเครือข่ายดำรงชีวิตอิสระของคนพิการนครปฐม
Categories: ThisAble

ชมงานศิลปะที่สร้างจาก “ความคับแค้นใจ” ใน Disability arts movement

ThisAble - Thu, 2019-01-10 17:21

การเริ่มต้นของศิลปะคนพิการ (Disability arts movement) เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1980 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเรียกร้องกฎหมายเรื่องสิทธิคนพิการ ในช่วงนั้นคนพิการได้แสดงออกถึงความคับแค้นใจผ่านงานศิลปะต่างๆ ทั้งประติมากรรม ภาพวาดหรืองานแกะสลัก โดยเรียกผลงานเหล่านั้นว่า “ศิลปะแห่งการประท้วง” โปรเจค The aim of the million pound นี้เกิดขึ้นเพื่อรวบรวมผลงานศิลปะดังกล่าวไว้ให้ได้มากที่สุดก่อนที่ผลงานจะสูญหายไปตามกาลเวลา

องค์กร National Disability Arts Collection and Archive (NDACA) ตั้งขึ้นเพื่อเปิดเผยเรื่องราวของกลุ่มคนพิการและพันธมิตรของคนพิการที่ร่วมกันพังทลายอุปสรรคต่างๆ ผลักดันให้เกิดกฎหมาย ตลอดจนการสร้างผลงานศิลปะและวัฒนธรรมชิ้นเยี่ยมระหว่างการต่อสู้เพื่อสิทธิทางกฎหมายด้วย

 

ผลงานชิ้นนี้ชื่อ Diversity โดยอลิสัน โลมาส (Alison Lomas) ซึ่งเป็นหนึ่งในงานศิลปะชิ้นแรกๆ ที่ถูกนำมารวบรวมไว้ที่  National Disability Arts Collection and Archive (NDACA)

 

ผลงานชิ้นนี้ของแพดดี้ เมซฟิลด์ (Paddy Masefield) เป็นอีกหนึ่งผลงานศิลปะที่มีชื่อเสียงในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1980 ถึงปี ค.ศ.2000 แพดดี้ต้องการผลักดันให้สถาบันศิลปะต่างๆ เปิดใจยอมรับผลงานศิลปะจากคนพิการ นอกจากนี้งานของแพดดี้ยังสะท้อนไปถึงเรื่องการเมือง และการต่อสู้เพื่อสิทธิในงานศิลปะของคนพิการ

 

ผลงาน Great Britain From A Wheelchair โดยศิลปินที่ชื่อโทนี่ ฮีทตัน (Tony Heaton) ปี ค.ศ.1994 ผลงานชิ้นนี้สร้างมาจากวีลแชร์ที่ชาวอังกฤษได้มาจากระบบสวัสดิการ เพื่อสื่อถึงแผนที่ของเกาะอังกฤษ

 

ผลงานภาพถ่ายชิ้นสุดท้ายของโทนี่ ฮีทตันเมื่อปี ค.ศ.1970  ก่อนที่เขาจะกลายเป็นคนพิการหลังจากประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์

 

The Way Ahead ผลงานของแคร์โรไลน์ คาร์ดัส (Caroline Cardus) ในปี ค.ศ.2004 เธอต้องการจะสื่อถึงความไม่เท่าเทียมที่เธอพบเจอในชีวิตประจำวันในระหว่างที่เธอใช้วีลแชร์

 

ปัจจุบันนี้ Piss On Pity ได้กลายเป็นสโลแกนในการประท้วงของ Block Telethon ซึ่งเป็นการรณรงค์ต่อต้านการระดมทุนของ Telethon รายการซึ่งนำเสนอคนพิการในภาพทางลบ

 

Survival of the Shittest ผลงานของแมท เฟรเซอร์ (Mat Fraser) ในปีค.ศ.1999 แมทเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนที่น่าจดจำมากที่สุด เพราะเขามีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์ทั้งในฐานะนักดนตรีพิการ นักแสดง ผู้ดำเนินรายการ และนักเขียน

 

ภาพของศิลปิน โซฟี มอร์แกน (Sophie Morgan) ที่วาดโดยทานย่า ราบี (Tanya Raabe) ในปีค.ศ.2011 ทานย่าเป็นหนึ่งในนักวาดภาพบุคคลของ The disability arts movement ซึ่งมีผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานชุด Who's Who ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี

 

ผลงานอีกหนึ่งชิ้นของทานย่า เป็นผลงานที่นำเสนอถึงความสัมพันธ์ของความพิการกับการตั้งครรภ์ ทานย่าเป็นศิลปินVisual Art ที่มักนำเสนองานศิลปะถึงเรื่องอัตลักษณ์ ความพิการ เพศ และสัดส่วนร่างกาย ผลงานของทานย่าเป็นที่รู้จักอย่างดีจากการเป็นส่วนหนึ่งของ The UK’s disability movement โปรเจคที่รู้จักอย่างกว้างขวางคือ ‘Who’s Who’ ซึ่งเป็นโปรเจคภาพบุคคลที่วาดศิลปินพิการ โดยทานย่าได้นำประสบการณ์ชีวิตของเธอทั้งในฐานะผู้หญิง คนพิการ และสภาพแวดล้อมที่เธอพบเจอในชีวิตประจำวันมาถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ

 

ภาพถ่ายจากภาพยนตร์เรื่อง Freak Out ในปี ค.ศ.1997 ซึ่งกำกับโดยเดวิด เฮวีย์ (David Hevey) เป็นภาพของซากแพะที่นั่งอยู่ในวีลแชร์ นำเสนอเกี่ยวกับความพิการ ความกลัวและความปรารถนา ซึ่งเรียกความสนใจจากผู้ชมได้เป็นอย่างดี เดวิดเป็นทั้งผู้กำกับและช่างภาพที่ทำงานอยู่ในวงการมากว่าทศวรรษ ผลิตทั้งผลงานภาพยนตร์ โทรทัศน์ งานศิลปะและเป็นผู้บุกเบิกในในเรื่องศิลปะเพื่อความพิการ ปัจจุบันเดวิดดำรงตำแหน่งเป็นทั้งซีอีโอของ Shape Arts และเป็นผู้อำนวยการด้านกิจกรรมของ National Disability Arts Collection and Archive (NDACA)

 

แปลและเรียบเรียงจาก

https://www.bbc.com/news/disability-35063050?fbclid=IwAR2x4t8HsxIWOZcN1l_Pwd4l4PVzUL3pH6L8RrY-i2dGdHK3zOP-xr6mtf8

 

ข้อมูลเพิ่มเติมNational Disability Arts Collection and Archive (NDACA) และ The disability arts movement

https://the-ndaca.org/

https://the-ndaca.org/the-people/

https://the-ndaca.org/the-people/david-hevey/

https://the-ndaca.org/the-people/tanya-raabe-webber/

https://the-ndaca.org/the-people/mat-fraser/

บทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศศิลปะงานศิลปะศิลปินพิการงานศิลปะเพื่อผู้พิการ
Categories: ThisAble

เสวนา“เยาวชนพิการ แต่เพศไม่พิการ: เสียงที่ไม่เคยถูกได้ยิน”

ThisAble - Tue, 2019-01-08 13:15

มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, UNFPA ประเทศไทย, สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ และวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมจัดงานรายงานผลการสำรวจสถานการณ์สิทธิสุขภาวะทางเพศของเด็กและเยาวชนพิการ โดยมีประเด็น เช่น “สถานการณ์การใช้นโยบายในประเด็นสิทธิทางเพศ และอนามัย เจริญพันธุ์ของเด็กและเยาวชนพิการ” โดย พญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ คณบดีวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล, งานเสวนา “เยาวชนพิการ แต่เพศไม่พิการ : เสียงที่ไม่เคยถูกได้ยิน” โดยมี กมลชนก บุญเกตุวัฒนากุล ประธานชมรมเยาวชนตาบอดไทย, วิทวัส แว่นแก้ว เยาวชนพิการทางการได้ยินและการสื่อความหมายและอธิษฐาน สืบกระพันธ์ เยาวชนพิการทางการเคลื่อนไหวเข้าร่วมการเสวนา

มณเฑียร บุญตัน ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้กล่าวเปิดงานว่า การไม่ยอมรับการมีอยู่ของคนพิการในสังคมไทย โดยเฉพาะพ่อแม่ของคนพิการที่ไม่ยอมรับความจริงว่าลูกของตนมีความพิการ หรือคู่สามี ภรรยาที่ไม่ยอมรับการมีคู่สมรสที่พิการ ทำให้มีการลงทะเบียนคนพิการน้อยกว่าความเป็นจริง เพราะไม่อยากถูกตราหน้าว่ามีคนในครอบครัวเป็นคนพิการ พอตัวเลขของคนพิการในไทยมีจำนวนน้อย ก็ถูกมองว่าเป็นคนส่วนน้อยในสังคม จนขาดการส่งเสริมทั้งในด้านนโยบายและกฏหมาย ทั้งที่มีหลายประเด็นยังต้องขับเคลื่อน อย่างเรื่องความหลากหลายทางเพศของคนพิการ และการละเมิดสิทธิภายในครอบครัว เช่น การทำหมันคนพิการ เป็นต้น

 

นอกจากนี้ สังคมไทยควรมีการศึกษาเรื่องสิทธิทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ของเด็ก และเยาวชนพิการ เนื่องจากคนพิการเป็นกลุ่มที่เข้าถึงทรัพยากรในสังคมได้น้อย โดยเฉพาะทรัพยากรด้านข้อมูลที่ส่งผลให้ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศ และอนามัยเจริญพันธุ์ การมีองค์ความรู้เหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนพิการ

พญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ คณบดีวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวในรายงาน “สถานการณ์การใช้นโยบายในประเด็นสิทธิทางเพศ และอนามัยเจริญพันธุ์ของเด็กและเยาวชนพิการ” ว่า สาเหตุที่คนพิการมีปัญหาขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศ และอนามัยเจริญพันธุ์ เพราะคนพิการจำนวนมากเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใช้การเรียนรู้เรื่องเพศจากเพื่อนและคนรอบข้างเท่านั้น ซึ่งความรู้และทักษะบางอย่างอาจไม่ถูกต้อง และนำไปสู่ความเสี่ยงเรื่องการตั้งครรภ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการจัดการปัญหาที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ตัวคนพิการเองยังมีความละเอียดอ่อนในเชิงสุขภาพ ซึ่งต้องการการดูแลอย่างถูกต้อง ที่ผ่านมาประเทศไทยยังขาดหน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้ความรู้อย่างจริงจัง และขาดระบบสื่อสารกับสังคมที่มีประสิทธิภาพมากพอ จึงควรดำเนินการให้เยาวชนพิการสามารถเข้าถึงข้อมูลและสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง มีช่องทางที่หลากหลายสำหรับคนพิการในประเภทต่างๆ ให้ครบถ้วน พัฒนาบุคลากรที่มีความเกี่ยวข้องกับคนพิการให้เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิคนพิการ รวมถึงเรื่องสิทธิทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ โดยไม่ตัดสินหรือชี้นำ และมีการจัดสำรวจสถานการณ์สิทธิอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงการบริการและข้อมูลให้สามารถใช้งานจริงได้ตลอดเวลา  

ในเวทีเสวนา “เยาวชนพิการ แต่เพศไม่พิการ: เสียงที่ไม่เคยถูกได้ยิน” นั้น กมลชนก บุญเกตุวัฒนากุล ชี้ว่า คนตาบอดมีการเรียนรู้ด้านเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ในระดับต่ำ เพราะมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่น้อยกว่าคนทั่วไป อีกปัญหาคือการเรียนที่เน้นวาดภาพ ทำให้คนตาบอดมองไม่เห็นและไม่เข้าใจว่าสิ่งที่อธิบายเป็นอย่างไร จึงควรมีโมเดลให้สัมผัสจะทำให้คนตาบอดมีโอกาสเรียนรู้ได้มากขึ้น อีกปัญหาหนึ่่งคือเรื่องของความไม่เข้าใจของคนรอบข้างที่มองว่า เป็นคนพิการไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ ไม่ควรเรียนรู้เรื่องเพศ จึงไม่รู้สึกว่าคนพิการต้องเข้าใจ ทั้งๆ ที่ควรมีการสอนตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน เช่น การใช้ผ้าอนามัย การดูแลป้องกันการตั้งครรภ์ เป็นต้น

 

วิทวัส แว่นแก้ว สะท้อนว่า คนหูหนวกมีความเข้าใจอยู่แล้วในเรื่องพื้นฐานด้านเพศ และอนามัยเจริญพันธ์ แต่ปัญหาความเข้าใจด้านกฏหมายและสวัสดิการมีไม่มากพอ เช่น เมื่อเกิดโรคหรือปัญหาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ควรกินยาหรือดูแลตัวเองแบบไหน เพราะสื่อสารกับหมอหรือผู้เชี่ยวชาญยาก เมื่อตัดสินใจซื้อยามากินเองก็อาจมีผลกระทบอื่นตามมา จึงอยากให้มีหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง

 

อธิษฐาน สืบกระพันธ์ เล่าว่าคนพิการทางการเคลื่อนไหวไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเพศ เพราะถูกปิดกั้นจากครอบครัวหรือคนรอบข้าง เมื่อเกิดปัญหาตั้งครรภ์ก็พยายามจะแก้กันที่ปลายเหตุ ไม่มองที่ต้นทางของปัญหาว่า เกิดจากคนพิการเองขาดความเข้าใจ คนทั่วไปไม่เข้าใจว่า คนพิการเองก็มีความรู้สึกทางเพศเหมือนคนอื่น

จึงควรมีการจัดอบรมให้ความรู้กับคนรอบข้างทั้งพ่อแม่ ผู้ดูแลคนพิการให้เข้าใจข้อจำกัด ความแตกต่างและความต้องการของคนพิการด้วย

 

ข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนเยาวชนพิการมณเฑียร บุญตันสิทธิทางเพศ
Categories: ThisAble

แมคโดนัลด์จัดปาร์ตี้เกษียณอายุให้พนักงานดาวน์ซินโดรม หลังทอดเฟรนฟรายส์ที่ร้านนานกว่า 32 ปี

ThisAble - Mon, 2019-01-07 16:31

ไฟรอา เดวิด (Freia David) พนักงานแมคโดนัลด์ที่มีชื่อพ้องเสียงกับตำแหน่งงานทอดเฟรนฟรายส์ หรือ Fry cook ที่เธอทำมากว่า 32 ปีในร้านแมคโดนัลด์ของเมืองนีดแฮม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ได้รับการจัดปาร์ตี้เกษียณอายุงานหลังร่วมงานกันมาเป็นระยะเวลานาน

ไฟรอา ปัจจุบันอายุ 52 ปี มีภาวะดาวน์ซินโดรมและได้งานในร้านแมคโดนัลแห่งนี้ผ่านเว็บไซต์ Charles River Center ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำหน้าที่จัดหางานและแบ่งปันข้อมูลให้กับคนพิการทางการเรียนรู้ ในวันที่ไฟรอาประกาศว่าเธอจะเกษียณตัวเองจากการทำงาน ร้านแมคโดนัลก็ได้จัดงานปาร์ตี้ให้กับเธอโดยมีแขกเข้าร่วมจากในชุมชนมากกว่า 100 คน เธอได้รับของขวัญต่างๆ มากมายทั้งสร้อยคอที่มีจี้เป็นรูปเฟรนฟรายส์ ไปจนถึงโมเดลคริสตัลรูปร้านแมคโดนัลด์ นอกจากนี้ เธอยังได้รับใบประกาศจากตัวแทนของรัฐสภาและเธอกับแม่จะได้รับอาหารฟรีตลอดชีพ

ทีโมธี แมคคอย (Timothy McCoy) ผู้จัดการร้านกล่าวว่า รอยยิ้ม ความกระตือรือร้นและอ้อมกอดของไฟรอานั้นทำให้ร้านของเราเป็นมากกว่าร้านอาหาร เธอได้รับความรักและความเคารพจากทุกคน ไม่ว่าเป็นจะพนักงานในร้าน ลูกค้าหรือแม้แต่ใครก็ตามที่ได้พูดคุยด้วย ผมรู้สึกเสียใจที่เธอจะเกษียณแล้ว แต่ก็มีความสุขมากตลอดช่วงเวลาที่ได้ทำงานกับเธอ และร้านแมคโดนัลด์ของเมืองนีดแฮมแห่งนี้คงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเมื่อไม่มีไฟรอาแล้ว

ไฟรอารักงานของเธอมาก เธอมักเข้างานก่อนเวลาและอยู่ช่วยเก็บกวาดหลังเลิกงาน ไฟรอาอาศัยอยู่ในบ้านที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กร Charles River Center แอน มารี แบจวา (Anne-Marie Bajwa) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการขององค์กร Charles River Center เล่าว่า คนพิการสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ พวกเขาสามารถที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และเรียนรู้สิ่งที่น่าสนใจได้เช่นเดียวกับพวกเรา หลังจากนั้นเขาก็สามารถที่จะมอบสิ่งเหล่านั้นกลับคืนสู่สังคมและมีส่วนร่วมกับสังคมได้อีกเช่นกัน ที่ผ่านมามีคนพิการมากกว่า 80 คนที่ได้งานทำจากเว็บไซต์ Charles River Center ซึ่งร้านแมคโดนัลด์ถือเป็นกลุ่มธุรกิจแรกที่เข้าร่วมกับเว็บไซต์ดังกล่าว

แปลและเรียบเรียงจาก

https://aplus.com/a/mcdonalds-retirement-party-freia-david-down-syndrome?fbclid=IwAR30H4fBCKlMeRLq7IXrhuY80Oine5xwK1DqYKzcKWQSKewjaoPVr3Mkw5g

บทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศแรงงานดาวน์ซินโดรมผู้ป่วยดาวน์ซินโดรม
Categories: ThisAble

พ่อแม่ออกแบบตุ๊กตาคาแรคเตอร์เด็กพิการ หวังลดความเหลื่อมล้ำที่ลูกสาวเจอ

ThisAble - Mon, 2019-01-07 13:16

เมย์ราและโรเบอโต คอนทรีราส คู่รักแพทย์อายุรศาสตร์และสูตินารีแพทย์ ไม่เคยนึกเลยว่า หลังจากจบการศึกษาจากสายแพทย์แล้ววันหนึ่งพวกเขาทั้งคู่จะกลายเป็นเจ้าของธุรกิจของเล่น

โอลิเวีย โรส ลูกสาวคนแรกของพวกเขาเป็นดาวน์ซินโดรม ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเดินทางบนเส้นทางธุรกิจของเล่น  ย้อนกลับไปในปี 2014 ตอนที่ลูกสาวอายุได้ 2 ขวบ พวกเขาไม่สามารถหาตุ๊กตาดีๆ นุ่มและน่ากอด ที่หน้าตาเหมือนเธอได้ พวกเขาเลยตัดสินใจออกแบบตุ๊กตาตัวดังล่าวด้วยตัวเอง โรเบอโต้เริ่มหาข้อมูลออนไลน์จนกระทั่งพบกับบริษัทที่รับทำตุ๊กตา และทำตุ๊กตาขนาด 9 นิ้วขึ้นจากภาพของโอลิเวีย ที่สวมชุดสีแดงสดใสและมีรอยยิ้มที่สุดแสนจะมีเสน่ห์

One slight hitch บริษัทที่รับทำตุ๊กตาดังกล่าวระบุว่า ได้รับออเดอร์ให้ทำตุ๊กตาขนาดกลางจำนวน 3,000 ตัว เป็นมูลค่ากว่า 10,000 ดอลลาร์ โดยเริ่มขายตามงานอีเว้นท์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับผู้ป่วยดาวน์ซินโดรม รวมไปถึงผ่านทางเว็บไซต์อเมซอนด้วย นอกจากตุ๊กตาตัวแรกที่ถูกผลิต ทั้งสองยังพัฒนาต่อเนื่องหลังรู้จักกับเด็กที่ป่วยเป็นโรคสมองพิการ จนเกิดไอเดียทำตุ๊กตาออกมาอีก 2 แบบ คือตุ๊กตาชายและหญิงที่สวมอุปกรณ์เสริมไว้ที่ขา รวมถึงออกแบบให้ตุ๊กตาใส่เสื้อผ้าและมีวีลแชร์ด้วย โดยใช้ชื่อว่า Electric Rose Toys สนนราคาที่ตัวละ 19.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ กำไร 15 % หลังการขายของเล่นจะถูกมอบให้แก่สมาคมดาวน์ซินโดรมแห่งออเรนจ์ เคาน์ตี้

เมย์ราตั้งท้องโอลิเวียตอนอายุ 33 ทั้งๆ ที่ 2 ปีก่อนหน้าเธอนั้นถูกวินิจฉัยว่า อาจตั้งครรภ์ยากเนื่องจากอายุที่มากขึ้น เธอพบว่า ลูกสาวเป็นดาวน์ซินโดรมตอนที่คลอดออกมาแล้วและเธอเสียใจมากที่ไม่ได้มีลูกสาวในแบบที่เคยหวังไว้ แต่ความเศร้าก็อยู่ไม่นาน การยอมรับและความรักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ห้าเดือนหลังจากโอลิเวียคลอดเธอก็ตั้งท้องลูกชายคนที่สอง ปัจจุบันโรเบิร์ตอายุ 5 ขวบ ส่วนโอลิเวียอายุ 6 ขวบ เวลาที่ทั้งสองเล่นด้วยกัน โรเบอโต้กับเมย์ราเห็นพัฒนาการของโอลิเวีย เพราะเธอพยายามทำทุกอย่างเหมือนกับที่น้องชายทำ และในบางครั้งโรเบิร์ตก็รู้สึกอิจฉาพี่สาวตัวเองที่ได้รับการดูแลในบางอย่างเป็นพิเศษกว่า และมีเสื้อที่ปักชื่อโอลิเวีย ซึ่งทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการตระหนักถึงผู้ป่วยดาวน์ซินโดรม สำหรับเด็ก 5 ขวบอย่างโรเบิร์ตนั้นไม่ง่ายเลยที่จะเข้าใจว่าดาวน์ซินโดรมคืออะไร ฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้พวกเขาเลยจะทำเสื้อสกรีนที่เขียนว่า ‘Team Robert’ สำหรับทุกคนใส่ไปปิกนิกด้วยเช่นกัน

จากภาระหน้าที่อันแสนจะยุ่งเหยิงในการเลี้ยงลูกทำให้เมย์ราหยุดพักงานไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และหันมาทุ่มเทเวลาให้กับธุรกิจของเล่น ทั้งด้านการตลาดไปจนถึงการคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตามเสียงเรียกร้องที่ต่างอยากให้มีการออกแบบตุ๊กตาแบบใหม่เพิ่มขึ้นอีกเพื่อเป็นการให้ความสำคัญแก่เด็กพิการประเภทอื่น โดยต้องการให้ตุ๊กตาแสดงถึงความเท่าเทียม ทั้งตุ๊กตาสวมผ้าโพกหัว หรือตุ๊กตาไม่มีผมเพื่อเป็นตัวแทนของเด็กที่ได้รับคีโมอีกด้วย

 

แปลและเรียบเรียงจาก

https://www.disabilityscoop.com/2018/12/04/parents-toys-inclusivity/25780/?fbclid=IwAR2POU1Ks_khdfUqip7l2vOKOauoNmnCWucieLuogViTpdX2QNEATd_1kt4

บทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมต่างประเทศดาวน์ซินโดรมตุ๊กตาสำหรับเด็กพิการ
Categories: ThisAble

มองความพิการให้น้อยลง มองเราเป็นผู้หญิงให้มากขึ้น : ณธกมล รุ่งทิม

ThisAble - Thu, 2018-12-27 17:40

“เราสังเกตได้ว่า วันไหนที่แต่งหน้าจัด แต่งตัวดี ถือกระเป๋าแบรนด์ คนมองเราน่าสงสารน้อยลง และได้คะแนน “วีรสตรี” เพิ่มขึ้น พ่วงมากับคำพูดว่า “เก่งนะคะ สวยนะคะ หน้าตาดีนะคะ แต่น่าเสียดายเดินไม่ได้”

คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่ณธกมล รุ่งทิม หรือเอิร์ธ ล่ามอาชีพและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิคนพิการ เล่าให้เราฟังถึงสิ่งที่เธอเผชิญในฐานะหญิงพิการ จนเราได้เห็นสิ่งที่ทับซ้อนซ่อนอยู่ภายใต้ความพิการและการมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในตัวคนพิการ แต่กลับเห็นภาพความสงสาร เอ็นดู ชื่นชม ยกย่องจนดูแปลกและไม่ใชสิ่งที่พวกเขาควรทำในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

ชวนคุยกับณธกมลถึงเรื่องความเป็นผู้หญิง และการดำรงชีวิตอิสระหรือ IL: Independent Living ซึ่งเป็นประเด็นที่เธอขับเคลื่อนหลังจากเกิดความพิการและต้องนั่งวีลแชร์  

ณธกมล: เยื่อหุ้มไขสันหลังอักเสบเกิดขึ้นเฉียบพลันตอนเราอายุประมาณ 15 - 16 ปี เราตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วพบว่า ตัวชาไปหมด สมัย 20 ปีที่แล้วหมอยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด ชีวิตก็เปลี่ยนไปเยอะ จากที่เคยทำอะไรได้ด้วยตัวเองก็ต้องเริ่มต้นใหม่หมด ใช้เวลาปรับตัวนานมาก

เมื่อเราแน่ใจว่าตัวเองไม่ตาย แต่ก็ไม่หาย จึงเริ่มคิดบริหารชีวิตตัวเองใหม่ จนมีโอกาสได้ไปศูนย์ฟื้นฟูเล็กๆ ที่เชียงใหม่ ที่มีหมออาสาสมัครมาจากต่างประเทศ หมอเท็ดดี้ บราวน์ถามเราว่าสนใจฝึกกายภาพไหม ตอนนั้นเราไม่เชื่อว่าจะฝึกได้เพราะอ่อนแรงมาก จนมารู้ทีหลังว่า คนที่เป็นแบบเราสามารถทำอะไรเองได้เยอะแยะ และมีวิธีฟื้นฟู

การรักษาในแบบที่มี “ทางเลือก”

หมอเท็ดดี้เคารพในการตัดสินใจของคนไข้มากและให้ข้อมูลตลอดว่าอะไรเป็นอะไร จะถามว่าลองดูไหม ทีมสหวิชาชีพที่นั่นก็เหมือนกัน จะใช้วิธีถามก่อน ร่วมกันคิดได้ ให้เราได้ลองว่าทำได้หรือไม่ได้ เช่น เย็บผ้า ทำอาหาร ปลูกผัก แต่ต่อมาถ้าในชีวิตประจำวันจริงๆ ไม่ชอบทำก็ไม่เป็นไร เราใช้เวลาฟื้นฟูอยู่นานหลายปี การฟื้นฟูทำให้เราได้รู้จักกับร่างกายที่เปลี่ยนไปของตัวเองและออกแบบการใช้ชีวิตใหม่

ช่วงแรกๆ ที่พิการเท้าชา ชนอะไรก็ไม่รู้สึกเจ็บ เข็นวีลแชร์ไปเฉี่ยวขอบประตูแล้วเล็บเท้าเปิดเลือดไหลยังไม่รู้ตัวเลย เพราะก่อนพิการเราใช้ความรู้สึกเจ็บเพื่อระมัดระวัง แต่ตอนนี้เราต้องฝึกที่จะมองแทน 

หมอยังให้เราเลือกตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เช่น การขับถ่าย จะใส่แพมเพิร์ส ใส่สายปัสสาวะ หรือสวนปัสสาวะ ใช้อะไรสามารถเบิกได้ วิธีไหนเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบปัสสาวะ เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ฯลฯ เราพบว่าวิธีคิดแบบนี้เป็นวัฒนธรรมที่เรายังไม่ค่อยเจอจากหมอคนอื่น คือการเคารพการตัดสินใจของคนไข้ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เป็นคนเท่ากัน หมอเท็ดดี้ชอบอธิบายให้คนไข้เข้าใจ เน้นว่าคนไข้มีสิทธิเลือกและมีสิทธิที่จะตัดสินใจได้ โดยต้องเสริมข้อมูลให้กับเรา

บางทีเวลาเจอหมอที่ไม่สบายใจกับการเลือกของคนไข้ ทำเหมือนคนไข้รู้ไม่พอแล้วจะตัดสินใจได้ไม่ปลอดภัย เราจะนึกถึงหมอเท็ดที่คิดว่า หน้าที่อย่างหนึ่งของหมอก็คืออธิบายให้คนไข้เข้าใจเรื่องของเขาเอง และให้เขาตัดสินใจจากข้อมูลที่รอบด้าน บางคนอาจจะมองว่า เขามาฝากชีวิตไว้กับหมอแต่เราไม่ได้มองแบบนั้น การรักษาที่ตัดสินใจได้เอง ถามได้ ขอข้อมูลหรือคำอธิบายได้ ร่วมกันคิดกับหมอ ทำให้เรารู้จักร่างกายของตัวเองมากขึ้นด้วย

สงสารเราให้น้อยลง มองเราเป็นผู้หญิงให้มากขึ้น

ในวัฒนธรรมเมือง การแต่งตัวถูกมองเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ มุมมองเรื่องความสวยความงามของเราเป็นเรื่องหน้าที่การงานที่ต้องใช้ภาพลักษณ์ในการเรียกความเชื่อมั่นจากลูกค้า เราคิดว่าคนอื่นในสังคมยังมองไม่ค่อยเห็นความสวย แต่เห็นความพิการมากกว่า ไม่ก็สงสารเราไปเลย

เราสังเกตได้ว่า วันไหนที่แต่งหน้าจัด แต่งตัวดี ถือกระเป๋าแบรนด์ จะดูมีความน่าสงสารน้อยลง และได้คะแนน “วีรสตรี” พ่วงมากับคำพูดว่า “เก่งนะคะ น่าตาดีนะคะ น่าเสียดายที่เดินไม่ได้ " (หัวเราะ)

เราคิดว่า เวลาเจอแบบนี้บางครั้งอาจจะต้องแสดงความไม่พอใจออกไปบ้าง ในต่างประเทศเขาก็ทะเลาะกันมาเยอะ กว่าจะมาถึงจุดที่คนยอมรับความหลากหลาย  

เราน่าจะต้องไปถึงจุดที่แสดงความไม่พอใจออกมา เพื่อให้รู้วา การทำแบบนี้ไม่โอเค บ้านเราไม่ค่อยแสดงออกก็เลยพัฒนาความเข้าใจได้ช้า

ความหวังดีที่ทำร้ายผู้อื่น

ครั้งหนึ่งมีคนเข้ามาเข็นรถเราโดยที่เราไม่รู้ตัว เราตกใจมาก เพราะอาจจะตกจากรถที่เคลื่อนที่โดยไม่ทันระวัง พอเราห้ามเขาก็สวนขึ้นมาว่า ก็อยากจะช่วย ซึ่งเราไม่โอเคกับคำพูดนี้ เปรียบเทียบแล้วก็เหมือนเราเดินผ่านคนแปลกหน้าที่ถือของอยู่ แล้วเราไปดึงของออกจากมือเขามาถือแทน เพราะบอกว่าหวังดี คิดแค่ว่าอยากช่วยก็สามารถทำให้เข้าไปสู่พื้นที่ส่วนตัวของใครก็ได้ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ารถต้องเข็นยังไงหรือจะไปไหนด้วยซ้ำ

เราคิดว่าคนที่ไม่รู้จักกันเขาจะไม่ถึงเนื้อถึงตัวกัน จะไม่จับร่างกายกันโดยไม่รู้จักกันหรือไม่บอกก่อน แต่เวลาเราขากระตุก เกร็ง คนก็จับขาเราเลย เรารู้สึกแปลกมากว่า ไม่รู้จักกันแต่ทำไมถึงมาจับกันโดยพลการ

พิการ = ความเป็นมนุษย์น้อยลง ?

คนที่ตัดสินคนจาก ราคาเสื้อผ้า กระเป๋า อาชีพ เชื้อชาติ ความพิการ ฯลฯ เราไม่เคยเห็นด้วยเพราะมองว่า เสื้อผ้าก็คือเสื้อผ้า คนก็คือคน ไม่ว่าเขาจะใส่เสื้อผ้ายังไง เขาก็ยังเป็นคนอยู่ ไม่ควรลดลงหรือเพิ่มขึ้น เราสังเกตว่า ความเป็นผู้หญิงของเราลดน้อยลงมาก คนไม่มองเรื่องความเป็นผู้หญิง แต่มองว่าเป็นคนพิการและไม่พูดคุยกับเราเรื่องอื่นนอกจากเรื่องความพิการ เช่น “ทำไมนั่งรถเข็น” “เป็นอะไรมา” หรือ “รถชนเหรอ” คำถามอื่นๆ ที่เคยถามเช่น ”ไปไหน” “ทำอะไร” ตอนไม่มีความพิการกลับหายไป

หากเขยิบไปอีกหน่อยก็คือคำชมว่า “เก่งมากเลย” หรือ “เห็นแล้วมีกำลังใจ” ซึ่งเรารู้สึกว่า คำนี้ไม่ให้เกียรติ เราไม่เชื่อเรื่องการเปรียบเทียบไม่ว่าจะกับคนที่ดีกว่าหรือแย่กว่า การที่คนอื่นวิ่งเร็วไม่ได้ทำให้เราวิ่งช้า หรือการที่มีคนวิ่งช้าก็ไม่ได้ทำให้เราวิ่งเร็วขึ้น ต่างคนต่างร่วมทาง

คนไม่ควรได้รับกำลังใจเวลาเห็นคนที่แย่กว่า และไม่ควรเสียกำลังใจเวลาเห็นคนดีกว่า

การเป็นคนพิการตลกมากก็ไม่ดีนะ เสียคอนเส็ปที่คนอื่นคาดหวังเพราะคนคาดหวังให้คนพิการเป็นอย่างอื่นด้วย เช่น เป็นนักให้กำลังใจ พอเป็นคนที่ให้แรงบันดาลใจคนอื่นก็ต้องนิ่งๆ สุขุม เป็นคนดี เล่นโยคะ กินชีวจิต อยู่อย่างสงบ ธรรมมะธรรมโม นี่คือความคาดหวังของคนในสังคมที่อยากเห็นแบบนั้น (หัวเราะ)

เวลาเราล่ามให้ชาวต่างชาติ เราสังเกตว่าส่วนใหญ่ไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก ประเทศเขาเรียนรู้เรื่องความหลากหลายตั้งแต่เด็ก ชาวต่างชาติจะไม่ผลีผลามเข็นวีลแชร์โดยที่เรายังไม่ขอให้ช่วย ถ้าเดินไปกับเราก็จะปรับความเร็วลงให้เท่ากับเราโดยที่ไม่ต้องบอก เขาพร้อมช่วย จะให้ช่วยอะไรขอให้บอก แล้วก็ทำงานกันไปตามธรรมดา  เรื่องพวกนี้ประเทศเรายังไม่สอนและคนจะคิดแบบเราต้องช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า

"นั่นไงคนพิการ เราช่วยพวกเขากันเถอะ"

เราเจอเด็กผู้หญิงคนนึงอายุประมาณ 9-10 ขวบ ตอนกำลังต่อคิวทำธุระที่ธนาคาร เด็กเห็นเรานั่งรถเข็นก็เดินมาคุยด้วย ถามว่าเรามากับใคร มาทำอะไร ทำไมนั่งรถ(วีลแชร์)นี้หล่ะ เดินไม่ได้เหรอ แล้วเจ็บไหม เด็กคนนั้นบอกว่ามากับแม่ กับน้อง สักพักก็ไปอุ้มน้องมา แนะนำตัวเขาและน้องของตัวเอง เรารู้สึกเลยว่านี่คือคนที่อยากรู้จักเราจริงๆ ไม่ใช่คนที่อยากรู้ว่าเราพิการอะไรแต่ไม่อยากรู้จักเรา สำหรับเรานี่เป็นบทสนทนาของมนุษย์

มายาคติเรื่องผู้หญิงพิการ

เรื่องของความเชื่อ คือถ้าเป็นศูนย์ฝึกอาชีพ หรือฝึกอบรมเฉพาะทางสำหรับคนพิการ การเป็นคนพิการผู้ชายจะทำให้พ่อแม่ตัดสินใจจะส่งลูกไปฝึกมากกว่าลูกผู้หญิง หรือถ้าเป็นการจ้างงาน ก็จะรู้สึกว่าผู้ชายต้องได้ไปก่อน มันมีความเชื่อเรื่องของความแข็งแรง การสร้างผลผลิตได้เยอะมากกว่า พอหันมามองผู้หญิงที่มีความพิการเลยรู้สึกว่า มีความอ่อนแอกว่าหลายเท่า นายจ้างจะรู้สึกว่าผู้หญิงพิการแรงน้อย ป่วยง่าย เทียบกันด้วยเนื้องานที่ทำได้เท่าๆ กัน เขาจะมั่นใจผู้ชายพิการมากกว่าผู้หญิงพิการ

อีกประเด็นคือเรื่องสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ก็มีหญิงพิการที่ถูกบังคับให้ทำหมัน การทำหมันไม่ได้ช่วยป้องกันการล่วงละเมิด แต่ป้องกันการมีบุตร เราต้องเข้าใจให้ถูกต้อง แถมเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย  แต่คำถามก็คือ บางคนเชื่อว่าเดี๋ยวคนพิการมีลูกแล้วจะเลี้ยงไม่ได้ เพราะตัวเองยังดูไม่ไหวเลย ถ้าแบบนั้นเราก็ต้องกลับไปดูว่าจะแก้ไขเรื่องความปลอดภัยในสังคมยังไง ทำยังไงให้เลือกได้จริงๆ

ผู้หญิงพิการควรมีสิทธิ ถ้าอยู่ในวัยเรียนก็ควรจะได้เรียน วัยทำงานก็ควรมีงาน ถ้าเชื่อหรือถ้าชอบอะไรก็ควรเข้าถึงได้ การตัดสินใจควรเป็นเรื่องของเราและระบบสนับสนุนต่างๆ เป็นหน้าที่ที่่รัฐที่ควรจะต้องทำ เพื่อให้การตัดสินใจเลือกนั้นสมเหตุสมผลมากขึ้น  

                

สัมภาษณ์/เรียบเรียง นลัทพร ไกรฤกษ์, คชรักษ์ แก้วสุราช
ถ่ายภาพ คชรักษ์ แก้วสุราช

 

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนสุขภาพณธกมล รุ่งทิมผู้หญิงพิการindependent living
Categories: ThisAble

Sequence 001 – วันหยุด ศิลปะ และดนตรีในความเงียบ

ThisAble - Wed, 2018-12-26 15:33
Scene  1 ดาบของเล่น ภายนอก / ลานกิจกรรมของโรงเรียนเศรษฐเสถียร / กลางวัน

ซอล ซอล... มี ซอล ลา โด... เร โด ลา... ซอล ซอล มี...

 

 

เสียงเพลงลอยกระทงจากการเขย่าอังกะลุงดังขึ้น พร้อมๆ กับเสียงเคาะกระดานเพื่อกำกับจังหวะ เด็กๆ ที่กำลังถือเครื่องดนตรีต่างจดจ้องไปที่ปลายของดาบไม้ของเล่นซึ่งเป็นตัวแทนของไม้บาตอง ต่างคนต่างรอให้คุณครูเคาะจนถึงตัวโน้ตของตัวเอง บางคนก็เหลือบมองคุณครูอีกคนที่กำลังปรบมืออยู่และพยายามเล่นให้ตรงจังหวะ 

 

 

คุณครู

“เก่งมาก คราวนี้ครูขอเพิ่มลูกหมด แต่ให้เพื่อนเป็นคนนำนะ”

เมื่อคุณครูเขียนโน้ตชุดใหม่บนกระดานเสร็จ ก็ส่งสัญญาณไปยังนักเรียนที่ได้รับมอบหมายให้เป็นคอนดักเตอร์ เด็กหญิงเดินออกมายืนด้านหน้า สูดหายใจเข้าลึกๆ กวาดตามองโน้ตชุดใหม่รอบหนึ่ง นับหนึ่ง สอง สาม ก่อนจะยกมือของเธอขึ้นมาเคลื่อนไหวเป็นสัญลักษณ์ของโน้ตดนตรี เพื่อนๆ ของเธอต่างจดจ้องไปที่มือที่กำลังเคลื่อนไหวนั้นอย่างมีสมาธิ รอจนถึงคิวของตัวเองก็เขย่าอังกะลุงตามสัญลักษณ์มือนั้นๆ แม้จังหวะจะเหลื่อมๆ หรือเร็วเกินไปบ้าง พวกเขาก็ประคับประคองกันไปได้จนจบเพลง

 

 

 

คุณครู

“ลองอีกรอบนะ คราวนี้ให้เพื่อนลองเคาะจังหวะ ส่วนพวกเราก็ดูโน้ตตามไปนะ”

 

คุณครูยื่นดาบของเล่นให้กับเด็กหญิง เธอรับมาด้วยความเคยชิน ก่อนจะลองเคาะเป็นจังหวะเบาๆ บนกระดานที่เต็มไปด้วยตัวโน้ตอันไม่คุ้นเคย ไม่นานนักเธอก็ส่งสัญญาณมือให้เพื่อนๆ รับรู้ว่าเธอกำลังจะเริ่มกำกับมันในไม่ช้านี้ สาม สอง หนึ่ง... เธอค่อยๆ เคาะไปตามจังหวะที่นับอยู่ในใจ อาจจะเร็วไป หรือช้าไปบ้าง แต่เพื่อนๆ ก็ตั้งใจเขย่าอังกะลุงที่จับแน่นอยู่ทั้งสองมือตามเธอไป ไม่นานนักก็มาถึงท่อนสุดท้ายที่จังหวะต้องเร่งขึ้น

 

 

เร มี ซอล... มี ซอล ลา... ซอล ลา โด... ลา โด เร

โน้ตตัวสุดท้ายจบลงอย่างเฉียดฉิว นักเรียนคนหนึ่งลุกขึ้นมาดีใจอย่างแรงที่ตัวเองเล่นตามจังหวะได้สำเร็จ ลองสังเกตดูดีๆ หูของเขามีเครื่องช่วยฟังอยู่ เพื่อนๆ บางคนถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก บ้างก็หันไปหัวเราะและชี้เพื่อนที่ทำให้ตัวเองหลงจังหวะ สุดท้ายแล้วทุกคนก็หันไปยิ้มให้กัน และเริ่มสนทนาอย่างออกรสชาติด้วยภาษามือ

 

 

 

Scene 2 ภาพเหมือน ภายใน / ห้องเรียนศิลปะ / กลางวัน

 

เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ คนหนึ่งยืนนิ่งเกร็งบนเก้าอี้ เธอกำลังยืนเป็นแบบให้คุณครูศิลปะใช้ชอล์กบรรจงวาดภาพเหมือนใบหน้าเธอลงบนกระดาน ทุกอย่างถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วน ทั้งหู ตา จมูก ต่างอยู่บนเส้นที่ถูกขีดไว้ เมื่อวาดเสร็จ คุณครูก็เขียนข้อความบางอย่าง พร้อมสะกดด้วยมือให้เด็กๆ ดู 

 

 

 

เ - ห - มื - อ - น - จ - ริ - ง

 

คุณครู

“ไม่ใช่ ก-า-ร์-ตู-น โอเคไหม”

คุณครูพูดพร้อมทำมืออย่างนั้นและวาดรูปแนวการ์ตูนขึ้นมาอีกหนึ่งรูปและกากบาททิ้ง คุณครูกล่าวว่าจุดประสงค์ก็คือต้องการฝึกให้นักเรียนรู้จักรูปแบบของการวาดภาพเสมือนจริง วาดตามหลักการให้ถูกต้อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณครูก็ยังให้อิสระในการออกแบบและระบายสีตามใจของนักเรียนเอง

 

 

 

 

ฉันที่กำลังเดินสังเกตการณ์อยู่นั้นสะดุดตากับภาพวาดของน้องคนหนึ่ง ซึ่งแม้เธอจะอยู่แค่ชั้นประถมศึกษา แต่ผลงานนั้นโดดเด่นมาก คุณครูบอกฉันว่าปีก่อน น้องได้ไปคว้ารางวัลของงานศิลปหัตถกรรมมา แถมยังบอกอีกว่า น้องเป็นแฟนคลับการ์ตูนญี่ปุ่น เริ่มต้นจากการอ่านมาถึงความชื่นชอบในสไตล์ ทำให้ตั้งใจฝึกฝนวาดรูปตามการ์ตูนที่ตนชอบจนพัฒนาฝีมือได้ขนาดนี้

 

คุณครู

“ธิดาพร เพิ่งบอกไปว่าให้วาดภาพเหมือน ทำไมตาถึงโตขนาดนี้”

คุณครูชี้ไปที่ภาพวาดของธิดาพรพร้อมกับส่งสัญญาณมือ เธอเผลอวาดตามสไตล์ญี่ปุ่นอีกแล้วตามความเคยชิน...

 

คุณครู

“แต่ก็ต้องขอบคุณการ์ตูนนะ ที่ช่วยทำให้เขามีจินตนาการกว้างไกลมากขึ้น

เพราะปกติความคิดสร้างสรรค์มักจะมาจากเสียงเป็นตัวช่วย จากการพูด การเล่า หรือจากเพลง

ถ้าให้วาดภาพตามจินตนาการ ก็ต้องหาอะไรมาอธิบายเยอะหน่อย”

 

 

 

 

Scene 3 ตะ แลก แต๊ก ฉึ่ง

ภายใน / ห้องวงโยธวาทิต / กลางวัน

 

ตึง ตึง ตึง ...ตึง ตึง ตึง 

 

 

เสียงวงโยธวาทิตดังสนั่นไปทั่ว นักเรียนที่เล่นกลองและฉาบต่างทดลองซ้อมตามโน้ตจังหวะของตนเอง อีกไม่นานนักพวกเขาต้องไปเล่นกำกับจังหวะให้กับวงอังกะลุงที่กำลังซ้อมอยู่เช่นกัน นักเรียนหลายคนกระตือรือร้นในหน้าที่ของตัวเอง ไม่นานนักคุณครูที่กำลังเป็นคอนดักเตอร์ก็ส่งต่อหน้าที่ให้นักเรียนคนหนึ่งมานำเพื่อนๆ ต่อ แม้จะเริ่มใหม่กันอยู่หลายครั้ง ทั้งกลองหลุดจังหวะบ้าง ฉาบตีไม่พร้อมกลองบ้าง แต่เด็กๆ ก็ไม่ได้แสดงท่าทางท้อแท้แต่อย่างใด กลับยกมือเรียกคุณครูให้มาช่วยทำให้ดูเป็นตัวอย่างจนสามารถตีได้ถูกต้อง

 

 

 

 

 

หลังจากซ้อมกันอยู่พักหนึ่ง คุณครูก็ส่งสัญญาณให้ออกมารวมวงกัน เด็กๆ วิ่งหอบกลองออกมาอย่างตื่นเต้น จนคุณครูต้องส่งสัญญาณมือดุเตือนกลัวว่าจะทำหล่นพังไปเสียก่อน

 

คุณครู

“ทีนี้จะเล่นพร้อมกันแล้วนะ พวกเราก็ดูจังหวะตามเพื่อนนะ”

 

 

นักเรียนผู้นำจังหวะของวงอังกะลุงถือดาบไม้อันเดิมเตรียมตัวจะส่งสัญญาณให้เพื่อนๆ แต่รอบนี้เธอต้องมองทั้งโน้ตที่อยู่บนกระดาน และนักเรียนอีกคนที่กำลังกำกับจังหวะกลองด้วย เรียกได้ว่าสมาธิและการสังเกตสำคัญมาก โน้ตตัวสุดท้ายจบลงเกือบพร้อมกับกลองจังหวะสุดท้าย เด็กๆ ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายและแสดงท่าทางดีใจที่ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี คุณครูหันไปคุยกันว่า การส่งเด็กๆ ไปประกวดในปีนี้นั้นมีหวัง 

 

 

 

 

คุณครู

“เพราะเขาไม่ได้ยิน เขาก็เลยมีความสุขกับการได้ตี ได้เคาะ ได้ขยับตามจังหวะ

อาจจะไม่พร้อมกันบ้าง เพราะจังหวะในใจของแต่ละคนไม่เท่ากัน

แต่เขาก็สนุกกับสิ่งที่กำลังทำอยู่นะ”

 

ระหว่างที่ฉันกำลังจะเดินออกจากโรงเรียนเศรษฐเสถียร ฉันหันไปเห็นน้องๆ บางคนกำลังจะกลับบ้านพอดี พวกเขาหันมาโบกมือบ๊ายบายและยิ้มให้ยกใหญ่

แม้ฉันจะมาใช้เวลาอยู่ที่นี่แค่ครึ่งวัน แต่ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากน้องๆ แม้พวกเขาจะไม่ได้ยิน แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ กับดนตรีและศิลปะเลย พวกเขาหลายๆ คนต่างสมัครใจที่จะมาร่วมกิจกรรมเหล่านี้ด้วยซ้ำ ความเงียบไม่ได้ทำให้พวกเขาสนุกกับดนตรีน้อยลง และความเงียบยังช่วยทำให้มีสมาธิจดจ่อตอนวาดรูปจนฝึกฝนได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย 

 

 

 

 

 

บทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมการศึกษานักเรียนคนพิการหูหนวกดนตรีศิลปะ
Categories: ThisAble

สำรวจความสุขของ ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์: อุบัติเหตุ ความพิการและชีวิตบนขาคู่ใหม่

ThisAble - Wed, 2018-12-26 15:30

ข่าวอุบัติเหตุตกรถไฟฟ้าของเด็กสาวคนหนึ่งที่สิงคโปร์เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน กว่า 7 ปีที่ผ่านมาชีวิตของเธอเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ชีวิตปัจจุบันของเธอเป็นอย่างไร

เมื่อปี 2554 ‘ธันย์ ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์’ เดินทางไปเรียนภาษาที่สิงคโปร์ ชีวิตช่วงนั้นของเธอเป็นไปอย่างราบรื่น เธอตั้งใจเรียนจนได้เกรดตามที่หวังไว้ แต่เช้าวันอาทิตย์ก่อนกลับไทยเพียง 1 สัปดาห์ขณะที่เธอกำลังจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนตามปกติ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเธอตกลงไปในรางรถไฟและสูญเสียขาทั้งสองข้าง

หลายคนอาจคิดว่า การสูญเสียขาทั้งสองข้างคงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากสำหรบเธอ แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เมื่ออุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้เธอมีชีวิตรอดกลับมาได้ และยังเป็นชีวิตใหม่ที่เธอชอบมากกว่าเดิมเสียอีก จากเด็กสาวตัวเล็กๆ ปัจจุบันนี้ธันย์เติบโตเป็นวัยรุ่นเช่นเดียวกับใครหลายคน แต่เธอกลับมีมุมมองการใช้ชีวิตที่ไม่ธรรมดาเหมือนวัยรุ่นทั่วไป รวมถึงรับบทบาทใหม่ในการทำงานเป็น ‘ผู้สำรวจความสุข’ ของคนไข้

สำรวจความสุขและมุมมองการใช้ชีวิตของธันย์ อะไรที่ทำให้เธอแตกต่างจากวัยรุ่นทั่วไปและอะไรที่เป็นแรงผลักดันให้เธอลุกขึ้นยืนอีกครั้งอย่างมั่นคง

ความรู้สึกแรกหลังเกิดอุบัติเหตุ

ณิชชารีย์ : หลายคนถามว่า เราทำใจนานไหม แต่เราไม่สามารถตอบได้จริงๆ เพราะรู้สึกว่า ไม่ได้ใช้เวลาจมอยู่กับความทุกข์เยอะ รู้แค่ตอนตื่นขึ้นมาคิดอยู่อย่างเดียวคือ ‘ปวด’ หลังจากนั้นไม่กี่วัน เราต้องเข้าห้องผ่าตัดอีก ถูกย้ายตัวไป ย้ายตัวมาบ่อยมาก เลยไม่ได้สนใจกับขามากนัก

เราจำได้ทุกเหตุการณ์ขณะที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเรามองว่า เป็นข้อดีที่ทำให้ตอนตื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็รู้และเตรียมใจอยู่แล้ว

คดีความเป็นอย่างไรบ้าง

หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ครอบครัวเราก็ดำเนินคดี ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายกับรถไฟฟ้าสิงคโปร์ ซึ่งใช้เวลาดำเนินการนานถึง 5 ปี ผลการตัดสินกลับสรุปได้ว่าเสมอกัน โดยเราไม่ต้องจ่ายค่าทนาย และทางสิงคโปร์ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ในตอนนั้นเรายังไม่ได้มีหน้าที่การงานมั่นคงเหมือนในปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ซื้อขาและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงค่าทนายที่ต้องรับผิดชอบเองเป็นจำนวนไม่น้อย สุดท้ายเราก็ไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย เลยทำให้รู้สึกมีภาระเพิ่มมากขึ้น แต่โชคดีที่เราได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยในสิงคโปร์ ร่วมบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนในรักษาด้วย

อุบัติเหตุทิ้งความทรงจำอย่างไรไว้บ้าง

การตกรถไฟฟ้าเปรียบเหมือนละครเรื่องสังข์ทองที่เราได้ลงไปชุบบ่อทอง (หัวเราะ) จากที่เราอยู่ท้ายแถว ไม่มีใครสนใจเรา ก็กลับลุกขึ้นมาเป็นอีกคนหนึ่งที่ความคิดและบุคลิกเปลี่ยนไป เรารู้จักตัวเองมากขึ้นและมีจุดยืนเป็นของตัวเอง กล้าเลือก กล้าทำ และมองสิ่งที่เราไม่เคยมองมาก่อน และไม่เคยมีเหตุการณ์ไหนที่เรารู้สึกอยากกลับไปแก้ไข ถ้าไม่ได้เจอเหตุการณ์นี้เราก็คงเป็นเด็กทั่วไปที่เลือกเรียนตามเพื่อน ไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำเหมือนในวันนี้

สำหรับเราอุบัติเหตุจึงเป็นข้อดีเสียมากกว่า

จริงๆ แล้วเราก็ไม่รู้ว่า คิดบวกคืออะไร แต่ในนิยามของเรา ‘คิดบวกคือการอยู่กับความจริง’ ไม่ได้ยึดติดกับร่างกายหรือสิ่งรอบตัว บางคนอาจเห็นเรานั่งวีลแชร์ไปห้างสรรพสินค้า ไปเดินตลาด หรือใช้ชีวิตบนท้องถนนอย่างกำลังใจดี ยิ้มแย้ม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เรามองโลกสวย

ความพิการทำให้อะไรหายไป

ปกติทุกคนจะมีช่วงวัยเด็ก ก่อนวัยรุ่น วัยรุ่น วัยมหาวิทยาลัย วัยทำงาน แต่ของเราเป็นวัยเด็ก ก่อนวัยรุ่น แล้วข้ามไปวัยทำงานเลย ไม่มีช่วงวัยรุ่นหรือวัยมหาวิทยาลัยเพราะหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ชีวิตเราวนอยู่แค่ไปเรียนและการทำกายภาพ เป็นแบบนี้อยู่ประมาณ 2 ปี ยิ่งช่วงแรกที่ยังไม่หายดี ทำให้เดินไปกินอาหารเที่ยงที่โรงเรียนไม่ได้เพราะไกล เลยกินข้าวในห้อง เราก็พลาดสังคมตอนพักเที่ยง พอมามหาวิทยาลัยแล้วเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย จึงห่างออกจากเพื่อน

อาจเป็นเพราะอุบัติเหตุที่ส่งผลให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปหลายด้าน ทั้งความคิด อารมณ์หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิต เรามองถึงชีวิตที่มั่นคงมากขึ้น สิ่งนี้สร้างกำแพงของวัยที่ทำให้เราเข้ากับเพื่อนได้ยาก และเป็นช่วงชีวิตหนึ่งที่รู้สึกว่าขาดหายไป

นอกจากนั้นเราคิดว่า ความพิการเป็นปัญหาเมื่อเริ่มความสัมพันธ์ นอกจากหน้าตา รูปลักษณ์แล้วคนพิการต้องต่อสู้เรื่องความพิการ ครอบครัวหรือคนรอบข้าง บางครอบครัวก็เป็นกังวลว่า หากเป็นแฟนกับคนพิการแล้วจะมีภาระ หรือทำให้ลูกเขาต้องลำบาก แต่ไม่ใช่สำหรับเราเพราะเรามั่นใจว่าจะไม่ทำให้เขามองว่า เราเป็นภาระ รวมถึงอาจช่วยส่งเสริมกันและกันในด้านอื่นด้วย

เมื่อห่างออกจากเพื่อน รู้สึกตัวเองแปลกแยกหรือเปล่า

แม้เราเข้ากับเพื่อนได้ยาก ก็ไม่ได้แปลว่าจะอยู่อย่างสันโดษ เรามีเพื่อนสนิทที่ยังคงไปเที่ยวด้วยกัน เราเข้าใจและยอมรับชีวิตของตัวเอง เลยตระหนักอยู่ตลอดว่า เรามีสิทธิที่จะเลือกชีวิตเอง เช่น เพื่อนไปเที่ยวกลางคืนกัน 10 ครั้ง เราอาจจะทำงานแล้วสะดวกไปแค่ 5 ครั้ง แต่ก็ยังมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของเพื่อนอยู่ ไม่ได้หายไปเลย แม้จะมีเสียดายบ้าง แต่กิจกรรมอื่นมากมายที่เราได้ทำก็ทดแทนส่วนนี้ ต่างกับบางครั้งที่เราถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรม ด้วยเหตุผลเรื่องความพิการ

เราชอบชีวิตตอนนี้ มีความสุขกับการทำงาน และมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนมากขึ้น ได้ลองทำสิ่งใหม่ๆหลายอย่าง เมื่อก่อนเรามีความฝันว่า อยากเข้าไปอยู่ในทีวี และตอนนี้ก็ได้ทำตามฝันนั้นแล้ว

รู้สึกอย่างไรเมื่อถูกปฏิเสธเข้าร่วมกิจกรรมเพราะความพิการ

หลังจากการถูกปฏิเสธเข้าร่วมกิจกรรม เรากลับมาคิดทบทวนและพยายามประเมินตัวเองว่าเราควรยืนอยู่จุดไหนและทำสิ่งไหนได้บ้าง เมื่อทบทวนตัวเองมากพอเลยพบว่า ก่อนหน้านี้เราเปิดโอกาสให้คนอื่นมาตัดสินว่าเราทำไม่ได้ การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งต่อๆไปของเรา จึงสมัครพร้อมความมั่นใจว่าเราทำได้ จนไม่มีใครกล้าปฏิเสธ

อุบัติเหตุตกรางรถไฟฟ้ากลายเป็นข่าวดังมากในตอนนั้น เรากลายเป็นที่รู้จักและมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ จากเมื่อก่อนเป็นเด็กที่ไม่ค่อยทำกิจกรรม ตอนนี้มีโอกาสแล้วก็อยากจะคว้าเอาไว้ จึงคิดอยู่เสมอว่าถ้าวันนี้เราอยากทำและอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เราจะลงมือทำโดยคิดว่านี่เป็นครั้งแรกและเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้ทำ ต้องทำให้เต็มที่ที่สุด การกล้าที่จะก้าวผ่านขีดจำกัดของตัวเอง กล้าที่จะดึงศักยภาพที่เรามีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็ถือเป็นกำไรแล้ว

แม้ว่าเราจะกลายเป็นที่รู้จักจากอุบัติเหตุ จนทำให้คนรอบข้างบอกให้เราใช้ประโยชน์จากการมีชื่อเสียงในการสมัครเข้าร่วมโครงการหรือกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราแอนตี้มากเพราะการเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมบาง ไม่ได้ขึ้นกับชื่อเสียงหรือเราเป็นใคร แต่ต้องมาจากความสามารถ หากเขาเลือกเราเพราะมีชื่อเสียง แต่เข้าไปแล้วไม่ได้ให้ผลประโยชน์แก่เขา ก็เท่ากับว่าเราไร้ประโยชน์อยู่ดี

จุดเริ่มต้นของการทำกิจกรรมร่วมกับคนพิการคือเมื่อไหร่

เรามีโอกาสได้เข้าร่วมการประกวด Miss Wheelchair ในปี 2013 เพราะ ‘อยากไปเที่ยว’ โดยไม่ได้สนใจตำแหน่ง ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงหลังจากเกิดอุบัติเหตุพอดี เราไม่มีเพื่อนที่นั่งวีลแชร์ไว้คอยปรึกษาปัญหาต่างๆ เลยคิดว่าการประกวดนี้อาจทำให้เราได้เพื่อนในอีกสังคมหนึ่ง ซึ่งก็ได้จริงๆ ทั้งเพื่อนและข้อคิด

เมื่อก่อนเราแทบไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวคนพิการเลย พอพิการและได้เข้ามาอยู่ในสังคมนี้ เราเข้าใจเลยว่า ทำไมคนพิการต้องดิ้นรนและใช้ชีวิตแตกต่างจากคนอื่น วีลแชร์ที่เขานั่งเปรียบเสมือนส่วนประกอบหนึ่งในชีวิต ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง ส่งผลให้พวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อค่าใช้จ่ายส่วนนี้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการทำงานที่พวกเขาต้องต่อสู้เพื่อให้คนเชื่อในความสามารถ

เดินทางสู่อาชีพ ‘ผู้สำรวจความสุข’ ได้อย่างไร

ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่เราอยากทำมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วเพราะตอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล สิ่งหนึ่งที่เราอยากมีมากที่สุดคือ เพื่อนคุย งานผู้สำรวจความสุขคนไข้จึงเป็นงานที่เราสนใจและคิดว่าน่าจะทำได้ดี ตอนทำจริง เรามีหน้าที่พูดคุยกับคนไข้เพื่อให้กำลังใจ คอยเป็นที่ปรึกษาและผู้รับฟัง ไม่ใช่จิตแพทย์แต่เราเปรียบเสมือนคนประสานทำให้คนไข้รู้สึกดีเวลาอยู่กับหมอ รวมถึงช่วยคลายความเครียดให้คนไข้

หลายคนอาจมองว่า ดีจังที่เราได้มีโอกาสทำงานรายได้สูง แต่แท้จริงแล้ว พอเราเห็นจำนวนเงิน เรากลับคิดว่า ‘เป็นข่าวปลอมหรือป่าว’ (หัวเราะ) พอได้ทำและเห็นคุณค่าจึงรู้ว่างานนี้เปรียบเทียบกับมูลค่าของเงินไม่ได้เลยเพราะสิ่งที่ทำมีคือชีวิตของคน ประเมินค่าไม่ได้ ฉะนั้นเงินหนึ่งล้านบาทเป็นเพียงแค่มูลค่าที่วัดกันในสังคมมากกว่า

ผู้สำรวจความสุขคนไข้ ทำอะไรบ้าง

เราคุยกับคนไข้วันละประมาณ 4-5 คน โดยมีข้อมูลเบื้องต้นของคนไข้แต่ละคน ทำให้รู้ว่าคุยเรื่องไหนได้ ไม่ได้ อย่างคนไข้ระดับรุนแรงหากเราเข้าไปถามว่า ‘สบายดีไหม?’ ก็คงไม่เหมาะสม พอช่วงบ่ายเราจะนำเรื่องราวทั้งหมดมาประมวล เขียนเป็นไดอารีสั้นๆ หรือคลิปวีดีโอลงแฟนเพจโรงพยาบาล เพื่อส่งต่อกำลังใจให้กับคนอื่นๆ

เคสที่ประทับใจ คือเคสของคนไข้ที่ป่วยด้วยอาการเวียนหัว ยืนอยู่กับที่ไม่ได้ ตอนแรกที่เข้าไปคุยเรามองไม่เห็นอาการป่วยของเขา จนเขาบอกว่า แม้ภายนอกเขาอาจจะดูแข็งแรง แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นโรคซึมเศร้า ต้องทานยา คนรอบข้างของเขาก็ได้รับผลกระทบด้วย เราไม่ได้เป็นหมอหรือนักจิตวิทยาจึงไม่รู้ว่าควรคุยยังไง ถึงจะทำให้คนไข้รู้สึกดี เคสนี้ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานมากขึ้น เลยเป็นเคสที่น่าจดจำจนถึงทุกวันนี้

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์รถไฟฟ้าคิดบวกธันย์ผู้สำรวจความสุข
Categories: ThisAble

คนตาบอดสีมีสิทธิแค่ไหน ในประเทศที่ไฟจราจรมีสี เขียว-เหลือง-แดง

ThisAble - Tue, 2018-12-18 15:02

ค่ำคืนหนึ่งในปี 1875 ในรัฐ Lagerlunda ประเทศสวีเดน เกิดเหตุการณ์รถไฟโดยสารพุ่งชนรถไฟรางเดี่ยว จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากและถูกเรียกกันอย่างติดปากว่า Lagerlunda Collision

หลังเหตุการณ์ จักษุแพทย์ชื่อ Frithiof Holmgren แสดงความเห็นว่า ต้นตอของอุบัติเหตุน่าจะเกิดจากภาวะ ‘ตาบอดสี’ ของวิศวะกรและผู้ช่วยที่ทำหน้าที่ดูแลรถไฟฟ้า จึงทำให้ไม่เห็นสัญญาณไฟจากนายสถานีและเกิดความผิดพลาดในการควบคุม แม้จะไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ แต่ความเห็นของ Holmgren ก็ออกไปไกลเกินการควบคุม คนในสังคมตื่นกลัวเรื่องตาบอดสี จนนำมาสู่เงื่อนไขต่างๆ ในการรับเข้าทำงาน ปัจจุบัน เงื่อนไขการทำงานสำหรับคนตาบอดสีก็ยังมีอยู่ และเป็นเหตุผลที่ใช้กีดกันคนกลุ่มนี้ออกจากการทำงานในหลายด้าน

แม้ภาวะ ‘ตาบอดสี’ จะมีคำว่าตาบอด แต่คนตาบอดสีไม่ใช่คนพิการ! ตาบอดสีไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มความพิการ 7 ประเภทตามที่กฏหมายระบุ โดยเป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ประสาทในตา ทำให้มองเห็นสีผิดเพี้ยน หรือเห็นเฉพาะบางโทนสี และในบางคนอาจมองเห็นได้เฉพาะสีดำ เทา ขาวเท่านั้น การมองเห็นสีที่ต่างกัน อาจเกิดจากพันธุกรรม รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวกับตาต่างๆ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก

ประเทศไทยมีคนตาบอดสีแต่กำเนิดเป็นชาย 2,259,662 คนและหญิง 334,482 คน รวมๆ แล้วประเทศเรามีคนเป็นตาบอดสีประมาณ 2,600,000 คน  

“คนตาบอดสี ไม่ใช่คนพิการนะครับ”

กร – วรากร สุนทรานุรักษ์ แอดมินเพจเฟซบุ๊ก ‘Rights for Color Blind People – กลุ่มเพื่อสิทธิคนตาบอดสี’ ถามย้ำอีกครั้งหลังที่จากที่ ThisAble.me ติดต่อไปเพื่อขอสัมภาษณ์ เพื่อให้แน่ใจว่าเราซึ่งทำงานด้านคนพิการ ไม่ได้ถามหาผิดเพจ

วรากรเล่าว่าเพจ ‘Rights for Color Blind People – กลุ่มเพื่อสิทธิคนตาบอดสี’ เกิดขึ้นหลังจากตนเองไปสอบตำรวจแล้วตกรอบเพราะตาบอดสี นับเป็นครั้งแรกที่เขารู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้และคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับภาวะตาบอดสี

สิทธิที่โดนจำกัด

“เราไปสอบตำรวจ ตกสัมภาษณ์เพราะไม่ผ่านตอนคัดตาบอดสี ตอนแรกเราไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะที่ผ่านมาเราเห็นสีปกติ ตอนไปสอบใบขับขี่ก็ผ่านปกติ

พอไม่ผ่านคุณสมบัติตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องยอมตก ทั้งๆ ที่เราผ่านข้อเขียน สมรรถภาพทางร่ายกายหมดแล้ว

“ต้องเข้าใจว่าคนที่เป็นตาบอดสีมีหลายระดับ ตาบอดสีไม่ใช่มองไม่เห็นสีเลย อย่างเรามองเห็นสีแดงไม่ชัดก็เรียกตาบอดสีเหมือนกัน ซึ่งเกิดจากเส้นประสาทในตาด้านสีบกพร่อง คนที่เป็นหนักอาจเห็นเป็นสีเทา โดยไม่เห็นสีเลย  

“มีคนที่สอบตกแบบนี้เยอะมาก ทั้งทหาร ตำรวจเพราะไม่ผ่านตาบอดสี เราจึงอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อพิทักษ์สิทธิของคนตาบอดสี ยังมีคนตาบอดสีอีกมากที่ได้รับผลกระทบจากการถูกริดรอนสิทธิ ทั้งที่ไม่ได้มีความผิดอะไร เหมือนกับเราที่ตอนสอบ สอบสายธุรการด้วยซ้ำ ซึ่งไม่ได้ต้องใช้ทักษะด้านการมองสี แต่กลับมีกฏเหล่านี้ขึ้นมา” วรากรกล่าว

เช่นเดียวกับที่ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยรายงานถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนของคนตาบอดสีว่า มีการร้องเรียนหลายประเด็น เช่น ปัญหาใบขับขี่รถยนต์ของคนตาบอดสี ถูกจำกัดการเข้าศึกษาหรือเข้าทำงาน เนื่องจากเกณฑ์ข้อกำหนดเรื่องการมองเห็นสี จนทำให้เสียโอกาสในหลายครั้ง

คนตาบอดสี ‘ไม่กล้าเปิดตัว’

ปัญหาของคนตาบอดสีถูกพูดถึงน้อยมากเพราะคนเป็นไม่กล้าเปิดตัว แม้ในประเทศไทยจะมีจำนวนของคนเป็นตาบอดสีเกือบ 3 ล้านคน วรากรเล่าว่า หลายคนกลัวกระทบชีวิตประจำวันและหน้าที่การงาน ซึ่งส่งผลให้การขับเคลื่อนในประเด็นตาบอดสีน้อยตามลงไปด้วย

“เป็นตาบอดสี ไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ ประเด็นใบขับขี่ อาชีพและการเรียนเป็นปัญหาหลักๆ ที่คนเป็นตาบอดสีต้องเจอ การสอบใบขับขี่ไม่ได้ ทำให้ขับรถไม่ได้ ข้อกำหนดในการสอบ ที่กำหนดให้ผ่านแบบทดสอบตาบอดสีโดยอ่านสีตามที่กำหนด 2 ใน 3 ครั้ง ทำให้คนตาบอดสีบางคนไม่สามารถผ่านแบบทดสอบ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นสำหรับการขับรถ   

“เคยถามคนขับแท็กซี่ว่า คิดยังไงหากคนตาบอดสีขับรถ เขาบอกว่า “อันตราย ปล่อยคนแบบนั้นออกมาขับรถได้ยังไง” เราจึงรู้ว่ายังมีคนไม่เข้าใจว่าคนตาบอดสีสามารถขับรถได้ เราเคยเสนอให้ทำสถิติที่ดูว่า ในจำนวนคนที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมีคนตาบอดสีกี่คน เพราะปัจจุบันก็คนตาบอดสีก็ขับรถ ได้โดยไม่แจ้งว่าตัวเองตาบอดสี รวมทั้งการสอบใบขับขี่ในแต่ละพื้นที่ก็ไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกัน ฉะนั้นหากไม่มีการเก็บตัวเลขอย่างจริงจังว่า คนตาบอดสีเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ ก็ไม่ควรกล่าวหากัน

“ประเด็นที่คนตาบอดสีมักสอบตกไม่ใช่การทดสอบสีอย่างเดียว แต่เป็นการทดสอบการมองทางกว้าง ซึ่งคนตาบอดสีมองเห็นสีไม่ชัด จึงทำให้เมื่อต้องมองกว้าง ทัศนวิสัยจึงไม่ดีเท่ากับคนอื่น เช่น การมองสีไฟด้วยหางตา คนตาบอดสีจึงสอบตกค่อนข้างเยอะ แต่จากการคุยครั้งล่าสุด กรมการขนส่งทางบกก็ได้สัญญาว่า จะช่วยแก้ไข  ปรับไฟจราจรให้เป็นสัญลักษณ์ เช่น วงกลมหรือสามเหลี่ยมแทนไฟสี

“คำอ้างที่ว่า คนตาบอดสีไม่ควรขับรถเพราะไม่เห็นสัญญาณไฟจราจร คนตาบอดสีบางกลุ่มกลับมองว่า เรื่องแบบนี้นั้นเรียนรู้ได้ เพราะไฟจราจรจะอยู่ในตำแหน่งเดิมคือไฟเขียวอยู่ล่างสุดหรือขวาสุดเสมอ ไม่เคยเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น คนตาบอดสีบางคนไม่เห็นสีแต่เห็นความสว่าง และหากยิ่งใช้สัญลักษณ์ที่มองเห็นชัดเจนขึ้น การขับรถของคนตาบอดสีก็ไม่น่าจะมีปัญหา” วรากรกล่าว

สอดคล้องกับข้อมูลของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ที่เคยให้ความเห็นว่า แม้คนตาบอดสีจะเห็นสีผิดไปจากคนทั่วไป แต่ยังสามารถแยกสีไฟจราจรได้ไม่มีปัญหา ถึงแม้จะไม่ชัดมาก แต่ไฟจราจรก็มีช่องว่างและลำดับชัดเจนคือ แดง เหลือง เขียว และมีความสว่างของไฟ จึงไม่น่ามีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยบนถนน

“ในเนเธอร์แลนด์หรือยุโรป ไฟจราจรจะเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมและวงกลม เพื่อให้คนตาบอดสีเห็นได้ชัด แต่กว่าประเทศเราจะมีแบบนั้นคงนานเพราะ คนยังไม่ค่อยเห็นความจำเป็น จึงเป็นหน้าที่ของคนตาบอดสีในประเทศไทย ที่ต้องออกมาช่วยกันเรียกร้องในเรื่องสิทธิของตัวเอง”

คนเยอะ แต่ข้อเสนอน้อย

วรากรระบุว่า แม้การยอมรับในเชิงมิติเหตุผลจะมีแล้ว แต่การขับเคลื่อนยังมีน้อย เพราะคนตาบอดสียังมองไม่เห็นสิทธิของตัวเอง ส่วนตัวคิดว่า การต่อสู้ในฐานะคนตาบอดสีไม่ได้จบแค่ประเด็นใบขับขี่ แต่ใบขับขี่เป็นเพียงใบเบิกทางที่นำไปสู่อุปสรรคอีกหลายด้าน คนที่สามารถพูดปัญหาของคนตาบอดสีได้ดีที่สุดก็คือคนตาบอดสีเอง

“คนตาบอดสีควรออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเองนะ เรามองเห็นสีไม่เหมือนคนอื่น แต่ทำงานได้ทุกอย่าง ใช้ชีวิตได้ปกติ แต่กลับต้องสูญเสียสิทธิบางอย่างไป คนดังระดับโลกหลายคนก็ตาบอดสี เช่น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก

“ใบขับขี่เป็นประเด็นแรกที่เราจะผลักดันให้เกิดขึ้นเพราะกระทบหนักที่สุด ต่อไปก็เป็นเรื่องการเรียนกับอาชีพ เพราะยังมีบริษัทหลายที่ที่ไม่รับคนตาบอดสี  หรือบางบริษัท ทำงานไปแล้วแต่มารู้ทีหลังว่า เป็นตาบอดสี ก็บีบให้ออก เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ ถ้าคนเข้าใจเมื่อไหร่ กฏหมายที่มีก็จะถูกแก้ไขเอง” วรากรทิ้งท้าย











 

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมตาบอดสีColor Blindใบขับขี่
Categories: ThisAble

เส้นทางการเรียนและการงานอันเป็นที่รักของจ๊ะจ๋า จิณจุฑา จุ่นวาที

ThisAble - Wed, 2018-11-28 16:12

เรารู้จัก จ๊ะจ๋า จิณจุฑา จุ่นวาที จากสื่อหลายๆ ที่ ที่ทั้งคุยเรื่องชีวิตส่วนตัว การเรียนหรือชีวิตการทำงาน ด้วยความน่ารักและเป็นกันเองของจ๊ะจ๋าจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมแวดวงสื่อถึงเฝ้ามองเธออยู่เรื่อย แต่ปัจจุบันจ๊ะจ๋าเป็นนักวิชาการอุตสาหกรรมของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และยังเป็นแม่ค้าขายของกิ๊ฟท์ชอปในวันว่าง

ก่อนหน้านี้ ThisAble.me เคยพาผู้อ่านไปรู้จักกับจ๊ะจ๋ามาแล้วรอบหนึ่ง ตอนที่เราตามเธอไปเป็น “ติ่ง” นักร้องเกาหลี (อ่านได้ที่นี่ https://www.thisable.me/content/2017/12/350 ) วันนี้เราเลยอยากชวนคุณมารู้จักเธออีกครั้งหนึ่ง ผ่านเรื่องการเรียน ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอเป็น ‘จ๊ะจ๋า’ หญิงสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแบบทุกวันนี้

อย่างที่รู้กันว่า การเรียนเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยากสำหรับคนพิการหลายคน แต่ไม่ใช่เพราะเขาเรียนไม่ได้ แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อ และโรงเรียนที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคน แม้การเรียนจบปริญญาตรีจะไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดหรือเก่งพิเศษ แต่หลายครั้ง ด้วยความยากของการเข้าถึง ทำให้คนมองคนพิการจบปริญญาตรีว่า เป็นคนเก่งและสู้ชีวิต

ด้วยฉากหลังที่เราเล่าไปขั้นต้น ทำให้เราสนใจ จ๊ะจ๋าถึงมุมการเรียน การทำงาน เราอยากรู้ว่าเธอมีวิธีแบบไหนในการฝ่าฟันอุปสรรค ชวนอ่านช่วงชีวิตวัยเรียนที่เต็มไปด้วยสีสัน การตัดสินใจ จุดเปลี่ยน แรงผลักดัน และแรงสนับสนุนของจ๊ะจ๋า ที่นำมาสู่การทำงานอันเป็นที่รักในวันนี้

เด็กหญิงจิณจุฑาผู้รักการสื่อสาร

จิณจุฑา: เราชอบงานสื่อสารมวลชนมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ตอนเรียนโรงเรียนศรีสังวาลย์ ก็ทำกิจกรรม เล่นดนตรีไทย เป็นพิธีกร โรงเรียนก็สนับสนุนให้ออกสื่อเรื่อยๆ เพราะเด็กพิการมักไม่ค่อยกล้าแสดงออก จนรู้สึกว่า เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เรารู้จักดีที่สุด และจะเลือกเดินทางนี้   

เราเรียนโรงเรียนศรีสังวาลย์ถึง ม.3 หลังจากนั้นก็ต้องตัดสินใจว่าอยากทำอะไร บางคนไปสายอาชีพ โรงเรียนพระมหาไถ่ หรือเรียน ปวช. ปวส.ในกรุงเทพ บางคนก็ไม่เรียน ส่วนเราเลือกเรียน ม.ปลาย  ไม่เคยคิดถึงการฝึกอาชีพหรือไปทำงานก่อนเลย เพราะอยากเรียนเหมือนคนอื่น แม่บุญธรรมของเราก็จริงจังกับเรื่องเรียนมาก แม่ยืนยันให้เราเข้าเรียนตั้้งแต่อนุบาลแม้ไม่มีโรงเรียนไหนรับเรา

ไม่ใช่เหตุผลเพราะพิการแล้วต้องเรียน แต่เพราะเป็นเด็กต้องเรียนหนังสือ การศึกษาคือเรื่องสำคัญ  

ชีวิต ม.ปลาย

โรงเรียนปากเกร็ด เป็นโรงเรียนสามัญทั่วไป อาจเพราะนนทบุรีมีคนพิการอยู่เยอะ สภาพแวดล้อมเลยค่อนข้างสะดวก เราไม่เคยโดนเพื่อนแกล้งเพราะคนค่อนข้างชินตากับคนพิการ แต่ก็มีบ้างอย่างสายตาที่มองเราแปลกๆ คนมองสงสัย คนพิการบางคนไม่ชอบที่ถูกมอง แต่เราไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้ เรามั่นใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกับคนไม่พิการ คนบ้านเราไม่ได้มีธรรมชาติของการมองเหยียด แต่มักมองด้วยความสงสัยหรือสงสารซะมากกว่า   

เราเข้าเรียนมัธยมปลายด้วยการสอบเข้าตามระบบปกติ ในสายศิลป์คำนวณ คณิต-อังกฤษ ตอนนั้นโรงเรียนยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีห้องน้ำคนพิการ ไม่มีทางลาด แต่เราโชคดีที่มีเพื่อนทั้งเพื่อนผู้ชายผู้หญิงช่วยเหลือ คอยอุ้ม คอยยกไปในจุดที่เราไปไม่ได้ แม้แต่ยกขึ้นชั้น 7 ก็เคยมาแล้ว เราไม่เคยได้ยินเพื่อนเกี่ยงกันเลย ส่วนอาจารย์ก็เข้าใจที่เราเข้าห้องช้า

เพื่อนเคยพูดว่า ไม่เคยมองเราเป็นคนพิการ เวลาไปไหนก็ไปด้วยกัน โดดเรียนด้วยกันก็เคยมาแล้ว

มหาวิทยาลัยที่ไม่ให้เข้าเรียน

ตอนแรกเราเลือกเรียนวารสารศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่เมื่อสัมภาษณ์ เขากลับบอกว่า เราไม่สามารถเรียนร่วมกับคนปกติได้ เพราะอาจจะถือกล้อง แบกของไม่ได้ หรือจะดูงานข้างนอกยังไง จึงทำให้ไม่รับเข้าเรียน

เรามองว่าเขาควรรับเพราะมีงบสนับสนุนสำหรับคนพิการในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แล้วจะอ้างว่าไม่พร้อมได้อย่างไรในเมื่อเราสอบผ่านตามระบบทุกขั้นตอน สุดท้ายเราจึงตัดสินใจออกมา และไปอยู่ในที่ที่เขาอยากรับเราดีกว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีภาคปกติไม่เคยมีนักศึกษาพิการมาก่อน เคยมีแต่ภาคพิเศษเพราะเรียนภาคพิเศษไม่ต้องทำกิจกรรม เราจึงเป็นคนแรกที่เรียนในหลักสูตรนี้

เลือกมหาวิทยาลัยที่เลือกเรา

เราเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด ทั้งที่จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจเรียนการตลาดตั้งแต่แรก ตอนไปสอบสาขาสื่อสารมวลชนแม้มหาวิทยาลัยจะไม่ได้ระบุว่าสาขานี้ไม่รับเด็กพิการทางการเคลื่อนไหว แต่คณะก็ไม่รับจึงยื่นข้อเสนอให้ไปเรียนคณะอื่น เราเล็งคณะคหกรรมและบริหารแต่สุดท้ายก็เลือก บริหารการตลาดเพราะคิดว่า ต้องได้พูด ได้สื่อสาร แต่พอมาเรียนจริงๆ ก็ยังไม่ใช่อย่างที่คิดเพราะที่นี่สอนให้เราเป็นผู้บริหาร ไม่ได้ให้มาขายของ

ตอนเรียนที่นี่เรายู่หอใน โดยมีแม่เช่าบ้านอยู่ใกล้ๆ เพราะหอนอกอยู่ไม่ได้อันตรายเวลาข้ามถนน หอในถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ขยายห้องน้ำ ทำทางลาด เราเลยยิ่งมั่นใจว่าคิดถูกที่มาเรียนที่นี่  สำหรับเรา การให้โอกาสมาเรียนอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ แต่ต้องสนับสนุนในด้านอืนๆ ด้วย เหมือนกับเรื่องหอพักที่เราอยู่นี่แหละ

เราปรับ มหาวิทยาลัยเปลี่ยน

หลังเราเข้าเรียน การปรับเปลี่ยนต่างๆ ก็ไม่ได้อยู่แค่ที่หอ แฟนเราตอนนั้นเรียนคณะศิลปกรรม พอคณะเห็นเราไปหาแฟนบ่อยๆ จากที่มีแต่บันไดเขาก็ปรับเป็นทางลาด ทำพื้นให้เรียบ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับเรา แต่มีประโยชน์ในระยะยาว   

ช่วงเรียนเราต้องลาไปโรงพยาบาลบ่อย บ่อยจนคิดว่าน่าจะเรียนไม่จบ แต่มหาวิทยาลัยก็เข้าใจความจำเป็น ไม่ได้เช็คขาดเรียนแต่ให้ชีทมาอ่าน ให้งานมาทำ เช่นเดียวกับช่วงปีสามที่เราผ่าตัดใหญ่ ทำได้แค่นอนเตียงเพราะใส่เฝือกไปถึงเอว เราเองก็ขอดร็อป แต่เขาไม่ยอม และเปลี่ยนวิธีเรียนโดยการเอาหนังสือมาให้ มีอาจารย์มาสอนที่หอ สอบที่หอ มีรุ่นพี่มาช่วยสอนหนังสือ เพื่อนก็บอกว่าอยากให้จบพร้อมกัน ทุกคนพยายามช่วยเราไปด้วยกัน  

เราทำกิจกรรมทั้งของสาขา ของคณะ ของมหาลัย ช่วงแรกที่เข้ามาเรียนปี 1 พี่ๆ เขาคงเป็นห่วง ไม่ค่อยอยากให้ทำอะไร ดูแลอย่างดี แต่พอผ่านไปสองวันเท่านั้นแหละ ขึ้นมึงกูมาเลย เขาเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เราเป็นและยอมรับว่าเราก็เป็นเด็กคนหนึ่ง แค่ต้องระวังบางอย่างนอกจากพี่เข้าใจแล้ว เราว่าก็อยู่ที่เราด้วย ถ้าเราเข้ากิจกรรมไปแล้วนั่งเฉยๆ ก็ไม่มีทางที่จะได้รู้จักคนอื่น จนตอนปีสองก็ได้เป็นรุ่นพี่นำทำกิจกรรม ซึ่งไกลจากที่เราคาดหวังไว้เยอะ  คนอื่นๆ ไม่ได้มองว่า เป็นคนพิการแล้วต้องอยู่เฉยๆ เรามีน้องรหัส หลานรหัสเหมือนคนอื่น แถมมันกล้าไถตังค์เราด้วย (หัวเราะ)

เหตุผลที่คนพิการ(บางคน)เรียนจบช้า

คนพิการหาพื้นที่ตัวเองเหมาะสมยาก การจะต้องไปที่ไหนสักแห่งจะต้องคิดเยอะ โดยเฉพาะคนพิการในต่างจังหวัด  มีคนพิการที่เรารู้จักหลายคนมากที่ตั้งเป้าว่าอยากเรียนต่อทั้งสายอาชีพ ทั้งในมหาลัย สุดท้ายก็ไม่ได้เรียนเพราะที่บ้านไม่สนับสนุน ปัจจัยไม่อำนวย เรียนฟรีแต่ก็ไปมหาวิทยาลัยไม่ได้ บางคนก็รอให้ตัวเองพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจที่จะกลับเข้าสู่สังคม เข้ามาเผชิญหน้าผู้คน ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเตรียมใจรับสิ่งที่จะต้องเจอเหมือนเราได้  

เรารู้สึกว่า ถ้ายิ่งทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น ก็ยิ่งรู้สึกแตกต่าง สิ่งเหล่านี้ท้าทายตัวเราว่า จะทำยังไงให้สามารถอยู่ในสังคมที่ไม่สนับสนุนร้อยเปอร์เซ็นท์ได้ คำตอบคือเราต้องรู้จักปรับตัว ผสมไปกับการสนับสนุนของภาครัฐ การรอรับเพียงอย่างเดียวนั้นทำให้รู้สึกว่า คุณค่าในตัวน้อยลงไปเรื่อยๆ   

เข้าสู่รั้วกระทรวง

ตอนแรกทำงานที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในกรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ ตำแหน่งนักพัฒนาสังคม ดูแลคนไข้จิตทุเลา ดูอาการต่างๆ แต่พอทำไปสักพักก็รู้สึกว่าไม่ใช่ทางของเรา พอกรมส่งเสริมอุตสากรรมเปิดรับสมัคร เราเลยตัดสินใจมาลองดู

อยู่ที่นี่เราได้บรรจุในตำแหน่งนักวิชาการอุตสาหกรรม ทำส่วนของงานวินัย กฏหมาย ระเบียบโครงสร้างองค์กร ซึ่งช่วงแรกก็แอบกังวลเหมือนกันว่าจะทำงานได้ไหม คนอื่นจะยอมรับในตัวเราไหม จะให้งานเราทำไหม แต่พอมาทำงานจริงๆ เราก็พบว่าคนอื่นพยายามเรียนรู้ร่วมกับเรา ไม่ตัดสินว่าเราทำอะไรได้หรือไม่ได้  โดยเฉพาะส่วนงานด้านกฏหมาย ที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบและความไว้ใจประมาณหนึ่ง ถึงจะมอบหมายงานได้

ชีวิตที่ปรับตัวอีกครั้ง

ตอนอยู่ที่ทำงานเก่าเขาดูแลเราดี มีที่พัก เสียแค่ค่าน้ำค่าไฟ แต่พอย้ายมาที่นี่เราต้องหาเช่าคอนโดเอง และปรับตัวใหม่หมด แรกๆ เรานั่งแต่แท็กซี่ แถมแท็กซี่พอเห็นวีลแชร์ก็ไม่ค่อยรับ แม้แพงหน่อยแต่ก็แลกกับความสบายใจ ใช้ไปสักพักก็พบว่าไม่ไหว ค่าเดินทางเดือนละห้าพัน เลยมาลองใช้รถไฟฟ้า MRT แม้จะใช้เวลานานขึ้นหน่อย ขึ้นยากขึ้นหน่อย แต่ก็โอเค เราต้องรู้จักการปรับตัว ทำยังไงให้ตัวเองอยู่ได้ ถ้ามาอยู่แต่ไม่เปิดใจ คิดแต่ว่าคนอื่นดูถูกเราตลอดเวลา อยู่ที่ไหนก็ไม่รอด 

คนพิการหรือพ่อแม่คนพิการบางคนชอบบอกเราว่าเราโชคดี เพราะได้งานทำแล้วคนรอบข้างยอมรับ เราว่าไม่เกี่ยวทั้งหมด อยู่ที่ตัวคนพิการเองว่าเข้าถึงคนอื่นไหม หรือปรับตัวไหม ไม่ใช่แค่เรื่องงาน รวมไปถึงการใช้ชีวิตอื่นๆ ด้วย การไปซื้อของ ไปเที่ยว ออกไปใช้ชีวิต ทั้งหมดคือเรื่องเดียวกัน

 

ขอขอบคุณ  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

อ้างอิง : รายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านคนพิการในประเทศไทยประจำเดือนกันยายน 2560

http://dep.go.th/sites/default/files/files/news_2.pdf

  สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อมจิณจุฑา จุ่นวาทีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกระทรวงอุตสาหกรรม
Categories: ThisAble

16ผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมที่กำลังจะเปลี่ยนโลกใบนี้

ThisAble - Wed, 2018-11-28 12:31

แม่คนหนึ่งได้รับแต่การแสดงความเสียใจจากคนรอบข้างเมื่อลูกสาวถูกวินิจฉัยว่าเป็นดาวน์ซินโดรม จนวันหนึ่งเธอได้อ่านเรื่องราวของ พาโบล พิเนด้า ชายชาวสเปนคนหนึ่งที่เป็นดาวน์ซินโดรมที่กำลังจะเรียนจบในระดับประกาศนียบัตร นี่นับเป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเรื่องของคนอื่นที่เป็นดาวน์ซินโดรมนอกเหนือจากลูกสาวของเธอ

แม้พิเนด้าจะสามารถทำลายกรอบที่คนอื่นตั้ง แต่เขาก็ไม่ใช่คนเดียวที่สามารถทำลายกรอบของภาพจำ “ดาวน์ซินโดรม”ได้ เพราะมีคนที่เป็นดาวน์ซินโดรมอีกมากที่สามารถใช้ชีวิตของพวกเขาได้คุ้มไม่แพ้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักเคลื่อนไหว นักศึกษา ตลอดจนสมาชิกคนอื่นๆในสังคม

ThisAble.me จึงอยากชวนทุกคนมารู้จักคนที่เป็นดาวน์ซินโดรม ชีวิตของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาทำซึ่งจะเป็นกระจกสะท้อนได้ดีว่า คนที่เป็นดาวน์ซินโดรมก็สามารถใช้ชีวิต มีความฝันและอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ หากพวกเขาได้รับการสนับสนุนมากพอ ดังเช่นที่คุณแม่ท่านนี้กล่าวว่า เธอเชื่อว่าทุกคนมีความแตกต่าง ซึ่งความแตกต่างไม่ได้มีผลต่อความเชื่อมั่นในเรื่องความสามารถเลยสักนิดเดียว

 

เคล่า แมคคีน (Kayla McKeon)

เคล่า แมคคีนเป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งแคปิตอลฮิลคนแรกที่เป็นดาวน์ซินโดรม นอกจากนี้เธอยังเคยได้รับรางวัล ลอร่า ลี ในสาขาผู้นำด้านพิทักษ์สิทธิ และเธอก็ยังเป็นพิธีกรในรายการ เคล่าส์ คอร์นเนอร์ ซึ่งเป็นรายการพอดส์แคสที่พูดถึงบทบาทในการเป็นสมาชิกสภาคองเกรส และคณะกรรมการสมาคมโรคดาวน์ซินโดรม

 

อิซาเบล่า สปริงโมลฮ์ (Isabella Springmühl)

อิซาเบล่า สปริงโมลฮ์ วัย 22 ดีไซเนอร์ชาวกัวเตมาลาซึ่งเป็นดาวน์ซินโดรม เธอมีแบรนด์เป็นของตัวเองในชื่อดาวน์ ทู เอกซาเบล (Down to Xjabelle) นอกจากนี้เธอยังได้รับการเสนอชื่อโดยบีบีซีให้เป็น 1 ใน 100 สตรีผู้สร้างแรงบันดาลใจประจำปี 2016 และติดท้อป 28 คนของสตรีชาวสเปนที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในละตินอเมริกาประจำปี2017 และที่สำคัญที่สุดคือเธอเป็นที่รู้จักในระดับสากลในฐานะดีไซเนอร์ดาวน์ซินโดรมคนแรก

 

ยูริสก้า อะเรสคูเรนาก้า (Yulissa Arescurenaga)

ยูริสก้า อะเรสคูเรนาก้า เป็นครูสอนเต้นซุมบาคนแรกที่เป็นดาวน์ซินโดรมซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ทำการสอนได้ ยูริสก้าทำงาน 6 ชั่วโมงต่อวันและใช้เวลากว่า 4 ปีในการเรียนเต้น จนกระทั่งฝันเป็นจริงในปี 2012

 

ซูจีท ดีไซ (Sujeet Desai)

ซูจีท ดีไซเป็นนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จในบทบาทควบคุมเครื่องดนตรีทั้ง 7 ชนิด ซูจีทจบการศึกษาจากเฟตวิล แมนลิส ไฮสคูล เมืองไซราคูส รัฐนิวยอร์ก และจบการศึกษาจากเบิร์กไชร์ ฮิล มิวสิค อะคาเดมี่ (Berkshire Hills Music Academy) ที่เมืองเซาท์ ฮาร์ดเลย์ รัฐแมสสาชูเซทท์ หลังจากนั้น 2 ปี จึงเรียนจบในสาขาดนตรีและการบริการ

 

พาโบล พิเนด้า (Pablo Pineda)

พาโบล พิเนด้า เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในแวดวงดาวน์ซินโดรม เขาเป็นครูชาวสเปน รวมทั้งเป็นนักพูดสาธารณะที่มุ่งให้ความรู้ในเรื่องคนพิการและการดูแลเด็กพิการ นอกจากนี้พาโบลยังเคยร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง “Yo, También” และยังได้เขียนหนังสือเรื่อง “El Reto de Aprender: Niños con Capacidades Especiales (Manual para padres)” The Challenge to อีกด้วย

 

จอห์น แฟรงคลิน สตีเฟ่นส์ (John Franklin Stephens)

จอห์น แฟรงคลิน สตีเฟ่นส์ เป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้เรียกร้องสิทธิของผู้ป่วยดาวน์ซินโดรม เขาเคยกล่าวสปีชอันทรงพลังต่อสภาคองเกรสจนมีคนพูดถึงมากมาย นอกจากนี้เขายังได้มีโอกาสพูดต่อองค์การสหประชาชาติถึงความท้าทายที่คนที่เป็นดาวน์ซินโดรมต้องเผชิญ ใน ปี2016 เขาได้รับรางวัลด้านการรณรงค์จากมูลนิธิ Global Down Syndrome Foundation อีกด้วย

 

คาเรน คาฟนีย์ (Karen Gaffney)

คาเรน คาฟนีย์ เป็นประธานและผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Karen Gaffney Foundation ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกิดการทำงานที่เกื้อหนุนกันระหว่างครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน และสังคมในการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ เธอทำให้สังคมตระหนักถึงความสามารถของคนพิการ

คาเรนจบการศึกษาจาก เซนต์ แมรี อะคาเดมี (St. Mary’s Academy) เมืองพอร์ทแลนด์ รัฐโอเรกอน และจบการศึกษาระดับปริญญาด้านวิทยาศาสตร์ จากวิทยาลัยชุมชนในเมืองพอร์ทแลนด์ เธอประสบความสำเร็จในการเข้าร่วมเป็น 1 ใน 6 ของทีมว่ายน้ำข้ามช่องแคบอังกฤษซึ่งไกลถึง 9 ไมล์ ผ่านทะเลสาบทาโฮที่มีอุณหภูมิน้ำอยู่ที่ 58องศาฟาเรนไฮท์ เพื่อระดมเงินทุนให้กับสมาคมโรคดาวน์ซินโดรม นอกจากการะดมทุนแล้ว สิ่งที่เธอทำยังสะท้อนให้คนทั้งโลกเห็นอีกด้วยว่า คนเป็นดาวน์ซินโดรมก็มีความสามารถ และความสามารถนี้ก็พิสูจน์ได้จากการที่เธอถูกชวนไปพูดในหลายต่อหลายประเทศ เพื่อเป็นกำลังใจ และสนับสนุนให้คนพิการเอาชนะขีดจำกัดความกลัว

 

มาคัส ซีโคร่า (Marcus Sikora)

มาคัส ซีโคร่า วัย 28 ปี นักเขียนหนังสือเด็กเรื่อง “Black Day: The Monster Rock Band ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีการันตีด้วยคะแนนวิจารณ์เต็ม 5 ดาว นอกจากนี้เขายังได้มีโอกาสขึ้นแสดงละครเวทีกับบริษัทท้องถิ่นและระดับชาติอยู่หลายครั้ง รวมไปถึงได้มีโอกาสเขียนบทสั้นๆ และพูดต่อหน้าผู้ฟังซึ่งหมายรวมถึงองค์การสหประชาชาติและผู้แทนจากหลายประเทศทั่วโลกในงาน World Down Syndrome Congress ที่เมืองกลาสโกลว สหราชอาณาจักรด้วย

 

เมดเดลีน สจ๊วต (Madeline Stuart)

เมดเดลีน สจ๊วต นางแบบสาวชาวออสเตรเลีย เริ่มเส้นทางการเป็นนางแบบในนิวยอร์กแฟชั่นวีค และงานอื่นๆ ระดับโลกอีกมากมาย นอกจากเดินแบบแล้ว ในหลายครั้งเธอได้รับการสนับสนุนจากหลายองค์กรไม่แสวงหากำไร นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้ดูแลโรงเรียนสอนเต้นของเธอที่ตั้งอยู่ในเมืองบริสเบนที่ชื่อว่า“Inside, Outside Dance Ensemble,” ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาโอลิมปิกเกมส์ เธอเป็นคนหนึ่งที่จัดการแบ่งเวลาได้ดี และยังคงทำในสิ่งที่รักและชื่นชอบอยู่ตลอด นั่นคือแฟชั่น จนทำให้เสื้อผ้าคอลเลกชันแรกของเธอถูกปล่อยในปี2017 ในชื่อ 21 Reasons Why by Madeline Stuart.

 

อลัน เทลเลซ (Alan Tellez)

อลัน เทลเลซเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอีกคนหนึ่ง เขาเรียนวาดภาพกับครูผู้ซึ่งเป็น 1 ในศิลปินชาวเม็กซิกันที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด อลันมีผลงานจัดแสดงมากมายในพิพิธภัณฑ์ของกรุงเม็กซิโกซิตี้และเมืองโตลูการ่วมกับศิลปินชาวเม็กซิกันคนอื่นๆ และยังมีโอกาสได้ไปแสดงผลงานของตัวเองไกลถึงนิวยอร์ก

 

จอห์น โครนิน (John Cronin)

จอห์น โครนิน กับ มาร์ค โครนินพ่อของเขาได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท John’s Crazy Socks ขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2016 ไอเดียในการทำธุรกิจนี้เกิดขึ้นจากที่จอห์นมีความหลงใหลในลวดลายของถุงเท้า พ่อของจอห์นเล่าผ่านเว็บไซต์เดอะไมท์ตี้ว่า พวกเราคุยกันเรื่องถุงเท้าเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จนในที่สุดเราก็ตัดสินใจว่าเราจะขายถุงเท้าออนไลน์และตั้งชื่อบริษัทว่า John’s Crazy Socks

เป้าหมายของจอห์นคือการส่งต่อความสุข และนั่นเป็นทางเดียวที่เขาจะได้รับความสุขกลับคืนมา เงิน 5% จากการขายถุงเท้าจะถูกมอบให้กับองค์กร Special Olympics ที่จอห์นได้เข้าร่วมอยู่ นอกจากนี้บริษัทของจอห์นยังบริจาคเงินให้กับผู้ป่วยออทิสติก ดาวน์ซินโดรม และผู้ป่วยมะเร็งเต้านมด้วย

 

เจมี่ เบรเวอร์ (Jamie Brewer)

เจมี่ เบรเวอร์เป็นนักแสดงสาวชาวอเมริกันที่เราอาจรู้จักกันดีในบทบาทของอะเดลเลด (Adelaide) ในเรื่อง American Horror Story นอกจากนี้เจมี่ยังมีโอกาสแสดงละครในบทบาทที่ต่างกันออกไปทั้งแนวดราม่า ละครเพลง หรือแม้แต่ละครตลก จนทำให้เธอกลายเป็นผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมคนแรกที่ได้รับรางวัล Down syndrome to win a Drama Desk Award ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่อง “Amy and the Orphans.”

นอกจากนี้เจมี่ยังได้มีโอกาสเข้าทำงานในคณะกรรมการกิจการรัฐบาลแห่งชาติของรัฐเท็กซัส ซึ่งเธอก็ได้ใช้โอกาสนี้เป็นกระบอกเสียงเพื่อนำเสนอเรื่องราวของคนพิการต่อวุฒิสมาชิกแห่งรัฐเท็กซัส ในเรื่องความต้องการของกลุ่มคนพิการ

 

บริทเทนีย์ เชียโวนน์ (Brittany Schiavone)

บริทเทนีย์ เชียโวน คือสาวน้อยผู้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคมดาวน์ซินโดรม จากการก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรอย่าง“Brittany’s Baskets of Hope,” ได้ที่มอบกระเช้าอัดแน่นไปด้วยของใช้และข้อมูลโรคดาวน์ซินโดรมให้แก่พ่อแม่มือใหม่ที่มีลูกเป็นโรคดาวน์ซินโดรม

 

ลอเรน พอตเตอร์ (Lauren Potter)

ลอเรน พอตเตอร์เป็นนักแสดงและโปรดิวเซอร์ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีกับบทบาทของเบกกี้ แจคสันในซีรีย์อย่าง Glee รวมไปถึงบทบาททางการแสดงในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง ในปี 2011 ประธานาธิบดีบารัค โอบามาได้แต่งตั้งให้เธอเป็นประธานคณะกรรมการเพื่อคนพิการทางสติปัญญา โดยเธอได้ทำหน้าที่เสนอประเด็นที่มีผลกระทบต่อคนพิการ รวมไปถึงเรื่องของการศึกษาและการทำงาน นอกจากนี้ลอเรนยังเป็นนักพูดสาธารณะและเป็นที่รู้จักอย่างดีในฐานะนักเรียกร้องสิทธิคนพิการ

 

แอนเจล่า โควาดองก้า บาชิลเลอร์ (Ángela Covadonga Bachiller)

แอนเจล่า โควาดองก้า บาชิลเลอร์ เป็นคณะเทศมนตรีคนแรกของสเปนที่เป็นดาวน์ซินโดรม เธอเข้าสาบานตนรับตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2013 และมุ่งหวังที่จะผลักดันให้คนพิการได้รับสิทธิเทียบเท่ากับพลเมืองคนอื่นๆ

 

อากิฮิโตะ โอชิ (Akihito Ochi)

อากิฮิโตะ โอชิเป็นนักเปียนโนชาวญี่ปุ่นที่มีพรสวรรค์มาก เขาเริ่มเล่นเปียนโนตั้งแต่อายุ 9 ปี และมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองเมื่อตอนอายุแค่เพียง 10 ปีเท่านั้น

 

ข้อมูล:https://themighty.com/2018/11/people-with-down-syndrome-changing-the-world/?utm_source=DownSyndrome_Page&utm_medium=Facebook&fbclid=IwAR2sdMd43EXURlFFHIgVyy1zHvhmymOA3YSvQRk1YzZbNr7NZ5cvhHssjEg

ข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศดาวน์ซินโดรมผู้ป่วยดาวน์ซินโดรม
Categories: ThisAble

สภาคนพิการฯและเครือข่าย ฟ้อง รฟม. กรณีรถไฟฟ้าสายสีม่วง

ThisAble - Tue, 2018-11-27 20:44

สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนต้องขึ้นได้ (T4A) และคนพิการกว่า 500 คน ยื่นฟ้องศาลปกครองกลางต่อรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กรณีไม่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในรถไฟฟ้าสายสีม่วง

วันนี้ (27 พ.ย.61)ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ สุชาติ โอวาทวรรณสกุล ประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และ ธีรยุทธ สุคนธวิท ประธานภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ (T4A) นำเครือข่ายคนพิการร่วม 500 คนยื่นฟ้อง รฟม. ต่อศาลปกครองกลาง ฐานละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในรถไฟฟ้าสายสีม่วง สำหรับการฟ้องครั้งนี้เป็นการยื่นฟ้องครั้งแรกสำหรับรถไฟฟ้าสายดังกล่าว หลังจากที่เคยได้มีการยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายรายคน กรณีไม่สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกกับบีทีเอสตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อปี 58 
(อ่านข่าวที่นี่) 
https://thisable.me/content/2018/05/411

นายธีรยุทธ สุคนธวิท ประธานภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ กล่าวว่า หลังจากที่เครือข่ายได้ทำการสำรวจรถไฟฟ้าสายสีม่วงและได้พบอุปสรรคในหลายจุด เช่น การติดตั้งลิฟต์ไม่ครบถ้วน ทั้ง 16 สถานี รวมทั้งเครือข่ายเคยขอความร่วมมือในการร่วมออกแบบสิ่งอำนวยสะดวกในช่วงของการก่อสร้างไปแล้วนั้น แต่ก็ไม่เคยมีการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วยังไม่สามารถก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบถ้วนได้ จึงตัดสินใจยื่นฟ้องดังกล่าว


มานิตย์ อินทร์พิมพ์ (ซาบะ) นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิคนพิการ กล่าวกับผู้สื่อข่าว Thisable.me ว่า ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการยื่นฟ้องรถไฟฟ้าสายสีม่วงมาระยะหนึ่งแล้ว โดยที่ผ่านมาพยายามสื่อสารเรื่องนี้ และตนเองเป็นคนที่ขอให้เครือข่ายประวิงเวลาไว้หน่อย เพราะคิดว่าน่าจะดีขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านก็พบว่ามันไม่ใช่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

“ รถไฟฟ้าสายนี้ ดีขึ้นมากกว่าทุกสายที่ผ่านมา ทุกสถานีมีลิฟต์ฝั่งละตัว แต่มี 4 ทางเข้าออก เขาใส่ให้แค่ 2 ทางเข้าออก ถามว่าพอหรือยัง ก็ตอบว่ายัง อีกสองทางเข้าออกจะต้องทำยังไง ถ้าเราพูดถึงความเท่าเทียม ก็ควรมีทุกทางเข้าออก เรื่องเงินที่ใช้สร้างลิฟต์เพิ่มคิดว่าไม่ใช่ประเด็น เราคำนวนแล้วถ้าติดลิฟต์ทุกทางเข้าออกใช้ 1% ของโครงการเท่านั้น ”
.
ทั้งนี้สุชาติ โอวาทวรรณสกุล ประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ได้ทำการยื่นหนังสือต่อพรรคการเมืองและแลกเปลี่ยนความคิดเชิงนโยบายด้านคนพิการ ซึ่งครั้งนี้มีพรรคการเมืองเข้าร่วมรับฟังกันหลากหลายพรรค อาทิ พลังประชารัฐ, อนาคตใหม่, ประชาธิปัตย์, พลังพลเมืองไทย, ชาติพัฒนาและภูมิใจไทย ฯลฯ ไว้ 2 ข้อคือสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในระบบขนส่งมวลชนและ พัฒนากฏหมายด้านการเข้าถึงและใช้ประโยชน์สำหรับคนทั้งมวล

ภาพบรรยากาศ

ข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสุขภาพสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนต้องขึ้นได้รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยรฟม.รถไฟฟ้าสายสีม่วงสุชาติ โอวาทวรรณสกุลธีรยุทธ สุคนธวิท
Categories: ThisAble

M&S เปิดตัวเสื้อผ้าสำหรับเด็กพิการ สวมใส่ง่าย น้ำหนักเบาและดูดี

ThisAble - Tue, 2018-11-20 12:11

เสื้อผ้าสำหรับเด็กพิการของมาร์คแอนด์สเปนเซอร์คอลเลกชันนี้พิเศษตรงที่มีตัวเสื้อมีพื้นที่พิเศษสำหรับช่วยในการถอด ใส่ และมีกระเป๋าซึ่งมีช่องพิเศษสำหรับสอดให้อาหารทางสายยาง หลังจากการออกคอลเลกชันนี้มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามบนโลกออนไลน์

มาร์คแอนด์สเปนเซอร์เป็นที่รู้จักจากการเป็นผู้นำสตรีทแฟชั่นบนห้างสรรพสินค้าในหลายประเทศทั่วโลก เสื้อผ้าของพวกเขามักถูกออกแบบมาให้ใส่ง่าย เข้ากับชุดอื่นได้ง่ายและใส่ได้ในหลายโอกาส แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีเสื้อผ้าคอลเลกชันไหนที่ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงความยากลำบากของการใส่เสื้อผ้าของคนพิการมาก่อน เสื้อผ้าเด็กพิการคอลเลกชันนี้จึงถือเป็นคอลเลกชันแรกที่ผลิตขึ้นเพื่อลดความยุ่งยากของเด็กและผู้ปกครองในการสวมใส่แต่ยังคงความสบายและดูดีตามแบบฉบับของมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ ซับในที่ทำด้วยวัสดุพิเศษ พื้นที่พิเศษเพื่อช่วยในการถอดใส่ เช่นเดียวกันกับกระเป๋าเสื้อที่มีการออกแบบช่องโหว่สำหรับการให้อาหารทางสายยาง อีกทั้งเสื้อผ้ายังทำมาจากวัสดุที่น้ำหนักเบาที่สุด ออกแบบให้มีรอยตะเข็บน้อยที่สุดและซ่อนฉลากเสื้อซึ่งช่วยลดการระคายเคืองต่อผิว ทั้งหมดเป็นเพียงฟังก์ชันบางส่วนที่สร้างความพิเศษให้กับคอลเลกชันนี้

 

รีเบคก้า กาเนอร์ ดีไซเนอร์จากมาร์คแอนด์เสปนเซอร์กล่าวว่า เธอและทีมงานรักและภูมิใจกับโปรเจคนี้มาก เพราะผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นเกิดขึ้นจากความคิดเห็นของผู้ปกครองเด็กพิการ ที่ไม่อยากให้ความพิการกลายเป็นข้อจำกัดแก่เด็กๆ ในการเลือกใส่เสื้อผ้า

 

ดร.จอห์น ชาง ที่ปรึกษาด้านกุมารแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ให้คำแนะนำสำหรับการผลิตเสื้อผ้าในครั้งนี้ระบุว่า ในฐานะแพทย์เขาสามารถช่วยผู้ปกครองได้ในหลายเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อน แต่กับเรื่องที่คนคิดว่าเล็กน้อยอย่างการหาเสื้อคลุมสักตัวที่เด็กๆ อยากใส่กลับกลายเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน โดยชางได้มีโอกาสอธิบายถึงลักษณะทางกายภาพของเด็กสำหรับการผลิต

 

นอกจากความพิเศษที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ยังถ่ายแฟชั่นเซทด้วยนายแบบ นางแบบตัวน้อยที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม สมองพิการหรือเด็กที่มีภาวะโรคข้อสะโพกเสื่อมด้วย แม้เสื้อผ้าจะมีฟังก์ชันการใช้งานพิเศษมากมาย  แต่ก็ยังมีราคาที่สามารถจับต้องได้ เริ่มต้นตั้งแต่ 3 ยูโรสำหรับบอดี้สูทของเด็กเล็ก ไปจนถึงราคา 36 ยูโรสำหรับแจ็กเกตกันหนาวของเด็กโต โดยหลังจากปล่อยคอลเลกชันดังกล่าว มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ก็ได้รับเสียงชื่นชมและสนับสนุนมากมาย

 

Reference: https://www.independent.co.uk/life-style/fashion/marks-and-spencer-m-s-easy-dressing-children-disabilities-high-street-a8557106.html?fbclid=IwAR2EdWuu0MFWsmolEBG7j4t2KDnXBKBAhlqr2gXtCO5mGSrCzrAgsSHsMlE

ข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมต่างประเทศมาร์คแอนด์สเปนเซอร์เด็กพิการเสื้อผ้าเด็กพิการ
Categories: ThisAble

รวมบทสัมภาษณ์ thisable.me เราอยากให้คุณอ่านอีกครั้ง

ThisAble - Tue, 2018-11-13 13:35

วันนี้ 11 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันคนพิการแห่งชาติ หลายคนน่าจะรู้แล้วว่าคนพิการเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้จะนอกเหนือจากความพิการก็คือ ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ยังไม่ถูกพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเซ็กซ์ คำพูด และการใช้ชีวิตที่พวกเขาต้องเผชิญเหมือนกับทุกๆคน

ตลอดการทำงานที่ผ่านมาของ ThisAble.me เราได้พบเจอ พูดคุย สอบถาม และเรียนรู้จากคำถาม นำไปสู่คำตอบ เราจึงคัดสรร 9 บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ของเรากลับมาให้คุณได้อ่านอีกครั้ง แล้วเราจะได้รู้จักกันมากขึ้น !

“ผี”หน้าตายังไงในโลกคนตาบอด กับปิยณัฐ ทองมูล คอเรื่องผีที่กลัวผีเป็นชีวิตจิตใจ

"......เคยเจอครั้งนึง ซึ่งไม่น่าจะเป็นคนรู้จักและไม่น่าจะเป็นคนที่อยู่ในนั้น เราลืมกุญแจ ตอนนั้นอยู่ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ลืมในห้องหนังสือชั้น 3 "เราก็ขึ้นไปควานหากุญแจ พอควานเจอแล้วก็รีบเดินออก ตอนที่จะลง มีเสียงแฮ่! ก้องกังวาลและวังเวง ตอนนั้นเรารีบวิ่งลงบันไดเร็วมาก หันไปด่าด้วยว่า “มึงจะอะไรกับกูวะ” ไม่สวดมนต์ด้วยแต่ขอหันไปด่าหน่อย (หัวเราะ)

"เชื่อและคิดว่ามี เพราะเป็นอีกโลกนึงของเขา ไม่งั้นคงไม่มีเรื่องเล่ามาขนาดนี้ ที่ตัวเองเจอส่วนมากจะเป็นกลิ่นซะมากกว่า เป็นกลิ่นธูป ไม่ค่อยมีกลิ่นเน่า"

คุยกับปิยณัฐ ทองมูล นักศึกษาจากวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง ผีๆ ในทัศนะของคนตาบอด ผีอะไรน่ากลัวที่สุด และผีอะไรที่เขานึกภาพไม่ออกมากที่สุด
อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ที่ 
https://thisable.me/content/2017/12/347

10 คำพูดที่คนตาบอดไม่อยากได้ยิน

“เคยมีคนพูดกับเราว่า ‘ชาติที่แล้วคงทำกรรมมาเยอะ ชาตินี้เลยมองไม่เห็น’ " 

“บางทีเจอคำพูดที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ อย่างเช่น ตอนนั่งแท็กซี่แล้วคนขับพูดว่า ‘ผิวพรรณก็ดีนะ ไม่น่าตาบอดเลย’ "

“ตอนไปเที่ยวกับเพื่อนเจอคนพูดว่า ‘ตาบอดแล้วยังไม่เจียมตัว ออกมาเที่ยวทำไม?’ "

บางสถานการณ์อาจมีถ้อยคำหรือการกระทำที่คนไม่พิการพูดหรือปฏิบัติแล้วไปกระทบจิตใจของพวกเขา นี่คือคำพูดที่ผู้พิการทางการเห็นเคยได้ยินและความรู้สึกต่อคำพูดนั้น ๆ คนตาบอดมาเล่าให้ฟังว่าพวกเขาเคยได้ยินอะไรมาบ้าง และพวกเขารู้สึกอย่างไร บางคำพูดอาจเป็นคำที่คุณคาดไม่ถึงก็ได้ 
อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ที่ 
https://thisable.me/content/2018/01/360

สนทนากับ 'บุญรอด' ว่าด้วยเกย์ พิการ ความรักและเซ็กส์

"เรารู้ตัวว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่อนุบาล เพราะชอบเอารองเท้าส้นสูงของแม่มาใส่ ครั้งหนึ่งตอนแม่ไม่อยู่บ้าน เราไปหยิบเครื่องสำอางแม่มาแต่งหน้า แต่งเต็มมากกก ติดขนตาปลอม ปรากฏว่าแม่กลับมาตกใจ ร้องไห้ แล้วก็ตี

"หลังจากวันนั้นได้คุยกัน เขาบอกตอนนั้นเขาตกใจ อึ้ง ทำอะไรไม่ถูกก็เลยร้องไห้ แต่ไม่เคยเสียใจที่เราเป็นแบบนี้ แค่เป็นห่วงว่า ในอนาคตสังคมจะยอมรับเราได้หรือเปล่า และหลังจากนั้นแม่ก็ไม่ตีอีกเลย

"ช่วงเรียนมหา’ลัยเราเจอรักออนไลน์จากแอพหาคู่ของเพศทางเลือก ในแอพจะบอกคนที่อยู่ใกล้เราที่สุด

เราบอกเค้าว่าเราไม่แข็งแรง ไม่ปิดความพิการ มีครั้งหนึ่งเราเล่นแอพแล้วนัดเจอกัน พอเจอปุ๊บเขาถามว่าทำไมไม่เหมือนในรูปเลย แล้วก็วิ่งหนี(หัวเราะ) เราแอบเฟลนะแต่ก็ไม่เป็นไร"
อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ที่ 
https://thisable.me/content/2018/03/391

‘ฟัง’ภาษามือกับกัญจน์ชญา เรืองศิริกานต์: การสื่อสารไม่จำเป็นต้องใช้เสียง

"คนหูหนวกใช้ภาษาไทยไม่ค่อยแข็งแรง เขาอยากสื่อสารมาก ต้องการล่ามมาก อยากสื่อสารกับพ่อแม่มากที่สุด แต่ว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจอะไรเลย บางคนก็เข้าใจว่าลูกหนวก พ่อแม่ก็ไปฝึกเรียนภาษามือเพื่อสื่อสารกับลูกก็มี 

" บางทีพ่อแม่ไม่ได้อยากให้ลูกใช้ภาษามือ อยากให้ลูกพูดได้ ลูกก็ต้องไปฝึกพูดโดยที่ตัวเขาเองไม่ได้ยินเสียง แล้วก็พูดไม่ได้ บางคนพาลูกไปผ่าตัดประสาทหูเทียม โดยไม่นึกว่าลูกจะเจ็บปวดไหม ลูกยอมรับในสิ่งที่เป็นหรือเปล่าเพราะคนที่เจ็บปวดคือคนที่ผ่าไม่ใช่คนที่ไม่ผ่า

อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่ 
https://thisable.me/content/2017/11/325

ตามรถเมล์ไปติ่ง BNK48 และชีวิตคอสเพลย์ ‘นันนาลี’ พร้อมวีลแชร์ไฟฟ้า

" ชอบเฌอปรางมากที่สุด หาเหตุผลยากมาก แต่เฌอปรางเป็นคามิของเรา คามิคือคนนึงที่ชอบที่สุด เราชอบในความเก่งของเฌอปรางหลายๆ ด้าน ที่เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์เรียนภาคภาษาอังกฤษ เก่งทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น แล้วก็ยังเป็นกัปตันของวงด้วย ซึ่งต้องคอยจัดการดูแลคนอื่นอย่างดีมากๆ 

"รู้สึกว่าเค้าเป็นไอดอลเราได้ในเรื่องภาษา เพราะเราก็อยากพัฒนาทั้งอังกฤษและญี่ปุ่นเหมือนกัน ยิ่งพอได้สัมผัส ได้ไปเจอเฌอปรางในงานจับมือ รู้สึกว่าตอนที่พูดกัน เค้าใส่ใจเรามากจริงๆ ช่วงที่จับมือเขาก็จะบีบมือและสบตา และบอกให้เราสู้ต่อไปนะ เรารู้สึกประทับใจ" 

รถเมล์- ภณิตา เริ่มเป็นติ่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นตั้งแต่อายุ 18 ปี เธอมีภาวะของโรคเส้นประสาทไขสันหลังเสื่อม วีลแชร์จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เธอเคลื่อนไหวอย่างอิสระเหนือกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงลงทุกวัน 

อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ที่
https://thisable.me/content/2017/11/331

กัมปนาท บุญรอด: “รู้แค่เราเล่นเก่งก็พอ” เพราะโลกเกมออนไลน์ทุกคนเท่ากันหมด

" ทุกวันนี้เกมค่อนข้างหลากหลาย ยิ่งมีมือถือยิ่งไม่มีข้อจำกัด เกมมือถือเล่นได้แทบทุกแนว และทุกวันนี้ชีวิตก็ค่อนข้างต้องการความรวดเร็ว การเล่นเกมโมบ้าจึงอาจตอบโจทย์ได้มากกว่า เพราะบางเกมเล่น 10- 20 นาทีก็รู้ผลแล้ว เหมือนเราแข่งกับเวลา

"ความพิการมักมาคู่กับความสงสาร ใครๆ เห็นก็มักจะรู้สึกสงสาร จะเรื่องอะไรก็ตามเค้าก็พยายามเสนอแต้มต่อให้เรา อย่างตอนไปโรงเรียนครูให้เพื่อนทำการบ้าน 5 หน้า แต่ให้เราทำ 4 หน้า ซึ่งเราไม่ต้องการ เราขอแค่ความเท่าเทียม เพราะหลายครั้งพอคนเห็นเรานั่งวีลแชร์เค้าก็ตัดสินไปก่อนแล้วว่าคนนี้ต้องการความช่วยเหลือนะ คนนี้ด้อยกว่าเรานะ"

คุยกับกัมปนาท เรื่องเกมๆ และการใช้ชีวิตของเขาที่ล้วนได้รับอิทธิพลจากเกม ทำไมโลกออนไลน์จึงเป็นพื้นที่ที่ทำให้เขาได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่โดยไร้การเสนอแต้มต่อ

อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ที่ 
https://thisable.me/content/2017/12/349

คลินิก "เติมรัก" เติมเต็มสัมพันธ์ข้ามข้อจำกัดเรื่องความพิการ

"ถ้ามีคนพิการในบ้านนอก บอกแม่ว่า “แม่ผมจะเอาเมีย” (แม่ ผมอยากมีเมีย) แม่ก็คงตอบว่า “สูสิเอาเฮ็ดหยัง เป็นจังซี้มันก็บาปแฮงแล้ว” (จะมีทำไม แค่นี้ก็บาปมากแล้ว) หรือคนไข้บางคนเคยถามหมอ หมอตอบกลับมาว่า “เป็นอย่างนี้ยังจะเอาอีกเหรอ”

"ดูเป็นเรื่องเคราะห์กรรม เรื่องบาป เรื่องความไม่เหมาะสม ไม่ควร ทำไมต้องไปหาภาระใส่ตัวเอง ซึ่งมันควรปรับแนวคิดใหม่ได้แล้วว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้าตราบใดแม้แต่หมอบางโรงพยาบาลยังไม่มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เขาก็ยังรู้สึกว่า คนพิการไม่ควรคิดถึงเรื่องนี้"

คุยกับ เทอดเกียรติ ฉายจรุง นักวิชาการสาธารณสุข พ.ญ.รักษินา มีเสถียร แพทย์ชำนาญการเวชศาสตร์ฟื้นฟู และประนอม กระจายศรี พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ดูแลเรื่อง เพศสัมพันธ์ ครอบครัว ตลอดเรื่องความสัมพันธ์ ในคลินิก "เติมรัก"

อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ที่ 
https://thisable.me/content/2017/08/251

ไม้เท้าขาวของคนตาบอด มอบการดำรงชีวิตอิสระได้อย่างไร?

"ไม้เท้าทำให้เราเดินทางเองได้ในระดับหนึ่ง ถ้าเกิดไม่มีก็จะออกไปไหนไม่ได้ ต้องรอให้คนมาถามว่าเราจะไปไหน หรือต้องตะโกนบอกเขาเมื่อรู้สึกว่ามีคนเดินมาว่า ช่วยพาไปหน่อย

"พอมีไม้เท้าเราสามารถเดินไปเองได้ ในที่ที่เราไปไม่ถูก เราสามารถเดินไปหาคนให้เขาช่วยว่าจะไปตรงนี้ต้องเลี้ยวตรงไหนคะ ทำให้เราถามได้โดยไม่ต้องรอ"

คุยกับ กาญจนา เสลาคุณ พนักงานคอลเซ็นเตอร์ตาบอด และชนะภัย จันทร์ดำ เจ้าหน้าที่ผลิตสื่อจะมาร่วมแลกเปลี่ยนและพูดคุยเกี่ยวกับคนตาบอดและไม้เท้าขาว ว่าการใช้ไม่เท้าขาวนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตและมอบอิสระในการดำเนินชีวิตอย่างไร

อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ที่ 
https://thisable.me/content/2017/10/309

ThisAble x SideBySide: ‘ออทิสติก’ จะไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป

"ด้วยพัฒนาการที่ช้า-สื่อสารได้น้อย เมื่อเจอสิ่งที่ชอบหรือสนใจเขาจะจำแล้วก็จะยึดมั่นสิ่งนั้นมากทำให้เขาเนิร์ดสิ่งนั้น เหมือนพี่ยิมในเรื่องที่ชอบแบดมินตันก็เลยเนิร์ดแบดมินตัน 

"สิ่งที่คนดูยังไม่รู้อีกคือเมื่อเขาเนิร์ดสิ่งนั้นกลับกลายเป็นว่าบางเรื่องก็ยืดหยุ่นไม่ได้ พอเขารู้ว่า ตัวเองชอบสิ่งนี้ก็จะจำว่าต้องทำแบบนี้ เช่น พี่ยิมต้องซ้อมทุกสี่โมงแล้วเลิกซ้อมตอนสองทุ่มทุกวัน ซึ่งผู้ปกครองที่มีลูกหลานที่เป็นออทิสติกก็ต้องคอยบอกคอยสอน

"บอสมีน้องชายเป็นออทิสติก เป็นน้องชายลูกของคุณน้า จะคล้ายกับพี่ยิมเลยคือ มีความร่าเริงสดใส แต่พอหงุดหงิดไม่พอใจก็จะเขวี้ยงของ อารมณ์จะขึ้นๆ ลงๆ เยอะ โตมากับน้องคนนี้ตลอด" 

คุยกับ บอส นฤเบศ กูโน ผู้กำกับผู้ให้กำเนิดซีรีส์“SideBySide พี่น้องลูกขนไก่” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความรักของครอบครัวนักกีฬาที่แสนอบอุ่น ซีรีส์เรื่องแรกที่นำเสนอประเด็น ‘ออทิสติก’ อย่างลึกซึ้ง

อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ที่ 
https://thisable.me/content/2017/07/229

 

รายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศสิ่งแวดล้อมไอซีทีกีฬาสุขภาพผีคนตาบอดเกย์ความรักเซ็กส์ภาษามือคนหูหนวกเฌอปรางBNK48คอสเพลย์เกมคลินิกเติมรักไม้เท้าขาวSideBySideออทิสติก
Categories: ThisAble

รู้จักโลกสั่นเทาของพาร์กินสัน: หายขาดไม่ได้ แต่กลับมาใช้ชีวิตได้

ThisAble - Mon, 2018-11-12 13:22

“ผู้ป่วยท่านนึงเล่าให้เราฟังว่า อยากกิน MK เราฟังแล้วสะเทือนใจมากเพราะ MK เป็นอะไรที่พื้นฐานมากๆ แต่เขากลับไม่ได้กิน คนในครอบครัวไม่พาไป เพราะอายที่จะพาไปด้วย แม้แต่ตอนลูกรับปริญญาก็ยังโดนสั่งห้ามไม่ให้ไป”

หลายคนอาจรู้จักโรคพาร์กินสันครั้งแรกผ่าน 'เข้าใจพาร์กินสัน' คลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์ของศูนย์พาร์กินสันจุฬาฯ ภาพของหญิงสูงวัยมือสั่นขณะควักแบงค์เพื่อจ่ายเงินโดยมีคนต่อแถวรอยาวเหยียด ภาพของชายยืนโหนรถเมล์ขณะที่มืออีกข้างแกว่งรุนแรง ภาพหญิงนั่งทำงานแล้วมือปัดแก้วน้ำตกแตก ภาพทั้งหมดนี้ไม่ใช่การแสดง แต่เป็นอาการจริงที่เกิดจากผู้ป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน

พาร์กินสัน (Parkinson's disease) เป็นความผิดปกติของระบบประสาท ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหว ทำให้เกิดอาการสั่น แข็งเกร็ง เคลื่อนไหวช้าและเดินลำบาก จนอาจเกิดปัญหาทางความคิด และพฤติกรรมได้ โรคนี้พบมากในผู้สูงอายุและปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด รวมถึงยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เราติดต่อไปยังเพจ เพื่อน พาร์กินสัน ซึ่งมีกลุ่มอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ด้วยข้อสงสัยมากมายถึง ‘โรค’ และ ‘โลก’ ของคนที่เป็นพาร์กินสัน พาร์กินสันคืออะไร และพาร์กินสันส่งผลต่อชีวิตอย่างไร จนได้คุยกับมาริษา โชคพัชรเวสน์  ประธานอาวุธโสของกลุ่มเพื่อนพาร์กินสันและหนึ่งในผู้ป่วยพาร์กินสันว่า ตลอดสิบปีของการก่อตั้งกลุ่มเพื่อนพาร์กินสันนั้นผ่านอะไรมาบ้าง

ท่องโลกใหม่ในโลกที่สั่นเทาของผู้ป่วยพาร์กินสัน แต่ละวันพวกเขาเจออะไรบ้าง แก้ปัญหาอย่างไร อะไรที่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตในฐานะผู้ป่วย ไม่ว่าคุณจะเป็นพาร์กินสันหรือไม่ มีคนรอบข้างเป็นผู้ป่วยหรือไม่อย่างไร ถ้าอยากเริ่มต้นเข้าใจก็ไม่ควรพลาดบทสนทนาชิ้นนี้

 

เมื่อฉันเป็นพาร์กินสัน

มาริษา : ในบ้านเคยมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ แต่เราไม่มีความรู้ คนแรกเราเห็นอาการแต่เข้าใจว่าเป็นโรคอื่น ส่วนคนที่สองที่จำได้คือถูกจับมัดติดเตียง เพราะเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ภาพเหล่านี้ยังหลอน ติดตาเราอยู่เลย

สำหรับเรา วันที่เอะใจว่าเป็นคือตอนที่คนข้างบ้านถามว่าเป็นอะไร ทำไมเดินช้า แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไร จนเมื่อมีญาติมาหาแล้วทักว่า เป็นพาร์กินสันหรือเปล่า เพราะเดินเหมือนพ่อเขาที่เป็น วันนั้นเราเลยสนใจและไปตรวจ พอหมอบอกว่า เราเป็นพาร์กินสัน ก็เสียใจ ร้องไห้ใหญ่เลยและขังตัวเองอยู่ในห้องเพื่อร้องไห้ จนในที่สุดก็เริ่มคิดได้ พยายามปรับตัวเองใหม่ให้ใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม พอเรายอมรับตัวเองได้ และเริ่มทำงานที่ชมรม ทำให้เราเห็นความหลากหลายของผู้ป่วยมากขึ้น เข้าใจมากขึ้น รู้สึกว่าชีวิตไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหากเราควบคุมได้ เราก็ปรับตัวได้

พาร์กินสันเป็นโรคเข้าใจยาก

โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เข้าใจยาก เพราะยังไม่มีสาเหตุบ่งชี้ที่เห็นได้ชัดว่าเกิดจากอะไร แถมคนเป็นโรคก็ไม่ร้ายแรงถึงตาย อาการของโรคที่ยาวนานจึงทำให้เกิดความทรมาน ที่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย ช่วงแรกคนที่รู้ว่า ตัวเองเป็นมักร้องไห้เสียใจ ฟูมฟายถึงขั้นอยากจะฆ่าตัวตายเพราะพวกเขารับไม่ได้ที่บุคลิกเปลี่ยนไป ชมรมเราจึงเข้ามาช่วยเหลือส่วนนี้ ให้พวกเขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองได้ หรืออย่างน้อยที่สุดคือมีทัศนคติที่ดีต่อโรคพาร์กินสัน

พาร์กินสันไม่เลวร้ายอย่างที่คิด แต่หากไม่เข้าใจก็จะรู้สึกว่าเป็นโรคที่เลวร้ายมากๆ ผู้ป่วยคนหนึ่ง เคยเป็นคนมีตำแหน่งทางสังคม เมื่อรู้ว่าเป็นก็สติแตกถึงขั้นเอาของเขวี้ยงใส่หมอเพราะเข้าใจโรคไม่มากพอ วันที่เจอกันเราถามเขาว่า เราเหมือนคนเป็นพาร์กินสันไหม เขาบอกว่าไม่เหมือน เราเลยอธิบายว่าเราเป็นมา 5 ปีแล้ว โรคนี้ไม่ได้แย่อย่างที่คิด หลังคุยกันเขาก็ยังดื้อไม่ยอมกินยา จนเราบอกว่ายานี้สำหรับคนเป็นพาร์กินสันเท่านั้น ถ้ากินแล้วดีขึ้นคือคุณเป็น แต่ถ้ากินแล้วไม่ดีขึ้นแสดงว่าเป็นอย่างอื่น เขาจึงยอมกิน และเริ่มกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ และปัจจุบันสามารถกลับมาทำงานได้เหมือนเดิมแล้ว

ผู้ป่วยอีกคนเล่าให้ฟังว่า เขาขาดความมั่นใจมากๆ เพราะเป็นพาร์กินสัน เวลาจะออกจากบ้านต้องแง้มประตูดูก่อนว่ามีใครอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่มีใครอยู่ถึงจะกล้าออก เพราะไม่ชอบถูกมอง สุดท้ายจึงกลายเป็นคนเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน

 

พาร์กินสันรักษาไม่หาย ?  

อาการท้องผูก นอนละเมอ บางรายก็ลุกมาเดิน เป็นตะคริวบ่อย และมีภาวะซึมเศร้า เป็นอาการที่ผู้ป่วยทุกคนมี ส่วนอาการสั่น เกร็ง และเชื่องช้า แต่ละคนจะมีอาการไม่เหมือนกัน บางคนก็เป็นทั้งสามแบบ บางคนก็ขาเกร็งก้าวไม่ออก สูญเสียความสามารถทางการเคลื่อนไหว เหมือนกับเราที่เดินลากขา อาการซึมเศร้าเกิดเพราะตัวโรค เพราะยาที่กิน รวมไปถึงสังคมที่หล่อหลอม ทั้งหมดมีส่วนร่วม ยิ่งบางคนไปเอาความคิด ความรู้สึกของคนอื่นมาใส่ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ทั้งที่มันไม่ได้มีประโยชน์

เพราะไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด จึงสันนิษฐานว่า พาร์กินสันมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือจากอุบัติเหตุหรือการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น เป็นนักมวย หรือเคยตกบันได  ซึ่งหลายคนที่เป็นมักมีประวัติแบบนี้ ส่วนอีกกลุ่มคือมีประวัติเคยใช้สารเคมีอย่างหนักมาก่อน

 โรคนี้ปัจจุบันยังรักษาไม่หายเพราะไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เป็นความผิดปกติจากภายใน ถ้าเทียบกับ 5 หรือ 10 ปีที่แล้ว องค์ความรู้ก็พัฒนาขึ้นเยอะ พอให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองจนกว่าจะมีทางรักษา เพราะหากไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ในวันนึงที่รักษาได้ก็อาจแก้อาการได้ไม่หมด

เราจำได้ว่า ช่วงที่เริ่มตั้งชมรมใหม่ๆ มีผู้ป่วยท่านหนึ่งเล่าว่า อยากกิน MK แต่ไม่ได้กิน เราฟังแล้วก็สะเทือนใจมากเพราะ MK เป็นอะไรที่พื้นฐาน หากินง่าย แต่เขาไม่ได้กิน เพราะคนในครอบครัวไม่พาไป หรือแม้แต่งานรับปริญญาของลูกสาว ก็ถูกบอกว่าไม่ให้ไป จะเห็นได้ว่าการเกิดของโรคกระทบต่อคนรอบข้างและสังคม และยิ่งแย่หากไม่มีความเข้าใจในเรื่องของการดูแล

  

จากผู้ป่วยสู่กลุ่ม “เพื่อนพาร์กินสัน”

เราเคยเป็นผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการวิจัยของศูนย์พาร์กินสัน ทำให้เจอะเจอกับลุงคนหนึ่งจนผูกพันกัน หลังจบงานวิจัยก็ยังนัดพบปะสังสรรค์กันเรื่อยๆ หมอรุ่งโรจน์ พิทยศิริหัวหน้าศูนย์พาร์กินสันจึงมองว่า น่าจะจัดตั้งกลุ่มสัมพันธ์ผู้ป่วย จึงกลายเป็นกลุ่มเพื่อนพาร์กินสันที่ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 700 คนและมีการทำกิจกรรมร่วมกันอยู่เรื่อยๆ  

สิ่งแรกที่เราทำก็คือ ทำความเข้าใจ ผู้ป่วยต้องมีความรู้ในการดูแลตัวเอง ต่อจากนั้นก็ทำความเข้าใจคนรอบข้างเพื่อลดแรงกดดัน  รวมถึงช่วงหลังเราเริ่มสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไปสู่สังคม ให้สังคมเห็นว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นต่างๆ ไม่ใช่นิสัยของบุคคล เราอยากให้คนที่มากลุ่มรู้สึกเหมือนอยู่บ้านหลังที่สอง เพราะบ้านหลังที่หนึ่งมักไม่เข้าใจ แต่คนเป็นพาร์กินสันจะเข้าใจกันมากกว่า แม้พวกเขาจะน้ำลายยืด หรือกินข้าวหกก็จะไม่ถูกตำหนิหรือถูกมอง จึงทำให้ผู้ป่วยรักที่นี่มาก

ความเข้าใจของคนในสังคมต่อโรคพาร์กินสัน

คนเป็นพาร์กินสันเวลาอยู่ในสังคมจะถูกมองว่า เป็นผู้ป่วยจิตเวช สมัยที่แผนกนี้ยังอยู่ในตึกผู้ป่วยเก่า มีคนไข้คนหนึ่งใช้ไม้เท้าสองอันในการเดิน อันนึงโยนลงพื้นแล้วเอาอีกอันเกี่ยวขึ้นมา โยนแล้วก็เกี่ยวนแบบนั้น เพราะเขาใช้สายตาแทนสมองอัตโนมัติในการเดิน จึงทำให้เล็งระยะไม่ถูก ไม้เท้าที่โยนออกไปจึงเป็นเครื่องนำทาง พอเกิดพฤติกรรมนี้คนอื่นก็บอกว่าเขาโรคจิต หรือเรียกร้องความสนใจ ทั้งที่จริงๆแล้วเขาเก่งมากที่หาวิธีเดินได้ด้วยตัวเอง เราชื่นชมมาก ที่เขากล้าใช้ชีวิต   

น้องนักศึกษาที่เข้ามาทำวิจัยที่นี่เล่าให้เราฟังว่า ครั้งหนึ่งเกือบเตะคนเป็นพาร์กินสัน เพราะเอาแขนเคาะเบาะรถเมล์จนน่ารำคาญ พอรู้ว่าคนที่เคาะเบาะมีอาการของพาร์กินสัน ก็เสียใจมาก ถ้าวันนั้นเขาลุกขึ้นไปเตะจริง จะต้องเสียใจมากกว่านี้แน่ๆ ในหนังโฆษณาพาร์กินสันก็เอามาจากชีวิตจริงของผู้ป่วย ซึ่งขึ้นรถจากต่างจังหวัดเพื่อมาหาหมอในกรุงเทพ ปรากฏว่า พอคนเห็นเขาเดินสั่นและแขนกระตุกตลอดเวลาก็เดินลงจากรถเมล์กันหมด จนทำให้เวลาไปไหนมาไหนต้องไปกับเมีย

พาร์กินสันเป็นโรคที่คนไม่ค่อยเข้าใจ แม้แต่หมอยังต้องมาปรึกษาเราอยู่เสมอเวลาทำงาน เพราะแต่ละคนจะมีจุดที่อ่อนไหวต่างกัน  อาการก็ต่างกัน เมื่อไม่เข้าใจก็มักมีคำพูดปลอบ แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นผลดีกับผู้ป่วยและอาจกระทบจิตใจ

คนเป็นพาร์กินสันสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้

ช่วงหนึ่งเคยมีคนลือกันว่า เราเป็นคนไข้คนแรกของประเทศที่หายขาดจากพาร์กินสัน ทั้งที่จริงๆแล้วไม่สามารถหายขาดได้ แต่เราพยายามปรับตัวให้กลับมาใช้ชีวิตปกติให้ได้ 

หลังเป็นพาร์กินสัน สิ่งหนึ่งที่เราเปลี่ยนเลยคือทัศนคติ ก่อนหน้านี้เราชอบคิดว่า เราทำสิ่งต่างๆ ไม่ได้ เพราะไม่ฉลาด ไม่มีปัญญา และผลัดวันประกันพรุ่ง แต่พอรู้ว่าตัวเองเป็นพาร์กินสันก็เริ่มตระหนักว่าเราไม่มีเวลาแล้ว อะไรที่ไม่เคยทำก็อยากทำ หัดเขียนตำราอาหาร หัดใช้คอมพิวเตอร์ หัดวาดรูปสีน้ำหรือตัดต่อวิดีโอ แม้ต้องเรียนรู้ใหม่หมดเราก็ยอม

คนที่ป่วย ต่อให้หมอดี กินยาครบถ้วน แต่ถ้าสภาพจิตใจไม่โอเค เครียด วิตกกังวล การรักษาที่ดีก็ช่วยได้น้อย ปัญหาหนึ่งที่เจอบ่อยๆคือคนเป็นพาร์กินสันไม่ค่อยเปิดเผยตัวเอง เลยทำให้คนรอบข้างไม่รู้ว่ามีภาวะเสี่ยงเหมือนกันเพราะโรคนี้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ถ้ารู้เร็วขึ้นก็อาจหาทางดูแลรักษาหรือปรับตัวให้เข้ากับโรคนี้ได้เร็วขึ้น

สิ่งที่ควรทำเมื่อคนใกล้ตัวเป็นพาร์กินสันคืออะไร

ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคอย่างจริงจังและศึกษาให้เข้าใจว่าอาการเป็นยังไง เพื่อการดูแลอย่างถูกวิธี รวมทั้งปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้สะดวก  เช่น เปลี่ยนกระเบื้องห้องน้ำเป็นกระเบื้องผิวสากกันล้ม ทำทางลาด ราวจับ อย่าคิดว่าของเหล่านี้เป็นของคนป่วยจึงมีในบ้านไม่ได้ แต่ให้คิดว่าปัจจุบันนั้นเข้าสู่สังคมสูงอายุ ของเหล่านี้มีประโยชน์ต่อให้ไม่เป็นพาร์กินสันก็ตาม

คนเป็นพาร์กินสันควรมีผู้ดูแล

ผู้ป่วยพาร์กินสันไม่ควรอยู่ตามลำพังเพราะอาจเกิดอันตรายได้ มีผู้ป่วยพาร์กินสันรายหนึ่งเสื้อไปเกี่ยวกับตู้แล้วรัดคอจนเสียชีวิตเพราะไม่มีแรงจะดึงออก  คนเป็นพาร์กินสันเมื่อสูญเสียการควบคุมการเคลื่อนไหวจะทำให้เกิดความไม่สะดวก หลายคนหกล้ม ตกบันได และยิ่งแย่เมื่อสูงอายุ ฉะนั้นคนเป็นพาร์กินสันจึงไม่ควรอยู่คนเดียว

 

       

 

  สัมภาษณ์สิทธิมนุษยชนสุขภาพพาร์กินสันโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย
Categories: ThisAble

ฟัง เต้นและเรียนรู้ความแตกต่างผ่านบทบาทนางงามหูหนวกกับเพลง-จุฑาทิพย์

ThisAble - Fri, 2018-11-02 17:32

หลังเรียนจบจากโรงเรียนโสตศึกษานครปฐม เพลง-จุฑาทิพย์ ศรีธำรงวัชร์ก็เข้าเรียนต่อในราชภัฏนครราชสีมาในสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาร่วมกับเพื่อนๆ ที่หูดี และได้รับเสียงเชียร์ให้เข้าร่วมประกวดนางงาม ก่อนที่เธอจะตัดสินใจส่งใบสมัครและได้รับตำแหน่งในที่สุด

เพลงเล่าว่า การใช้ชีวิตร่วมกับคนหูดีเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง ทั้งเรื่องการสื่อสารและวัฒนธรรมที่ต่างกัน และนี่เองเป็นจุดประสงค์ของการมาประกวดนางงามของเธอในครั้งนี้ ที่ต้องการให้สังคมตระหนักถึงความเท่าเทียม และเปิดรับคนที่มีความแตกต่างกันมากขึ้น


เพลง-จุฑาทิพย์ ศรีธำรงวัชร์

คุยกับเพลง-จุฑาทิพย์ นางงามหูหนวกโลกจากเวที Miss Deaf World 2018 ผ่านล่ามภาษามือถึงความฝัน การประกวด และก้าวต่อไปในฐานะนางงามหูหนวกโลกหลังได้รับตำแหน่งรองอันดับหนึ่งจากเวทีดังกล่าว

การประกวดที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

จุฑาทิพย์: ช่วงแรกก็ต้องเก็บตัว กระชับสัดส่วนร่างกาย ตอนไปประกวดต่อที่ปราก สาธารณรัฐเช็กรู้สึกตื่นเต้น กลัวทำไม่ได้ แต่มีน้ำหวาน ชุติมา เนตรสุริวงค์ รุ่นพี่จากเวที MISS DEAF WORLD 2017 ไปด้วยก็อุ่นใจ อากาศที่ปรากหนาวมากเราเองไม่ชิน อาหารก็ไม่คุ้น ต้องกินแต่ขนมปังทุกวัน เพื่อนนางงามจากประเทศอื่นก็ใช้ภาษามือสากล ซึ่งเราใช้ไม่เป็นแต่ก็พยายามเข้าหาเพื่อน ยิ้มแย้มมีน้ำใจ ผ่านไปสักพักก็คุยกันได้โดยใช้สีหน้า และท่าทางธรรมชาติให้เยอะขึ้น

ความยากของการประกวดในต่างประเทศก็คือ เราต้องแต่งหน้าเองทั้งที่แต่งหน้าไม่เป็น (หัวเราะ) ยิ่งเวลากระชั้นชิดแล้วเราต้องทำทุกอย่างให้เร็วก็ยิ่งยาก ก็ต้องขอบคุณทีมกองประกวด ผู้สนับสนุนและที่สำคัญคือโรงแรมโนโวเทลสุวรรณภูมิแอร์พอร์ต ที่สนับสนุนที่พักก่อนวันเดินทาง

ก้าวเข้าสู่เวทีประกวดได้อย่างไร

เพื่อนหูดีเห็นประกาศรับสมัครแล้วจึงมาบอกเรา พวกเขาสร้างความมั่นใจให้จนเราเลือกไปบอกพ่อแม่ว่าขอมาสมัคร ซึ่งท่านก็เห็นด้วยและใหกำลังใจ ตอนที่เริ่มแข่งก็มีเพื่อนหูหนวกคอยให้กำลังใจตลอด จนถึงตอนที่ได้ตำแหน่งชนะเลิศที่ไทยเราก็ดีใจมาก ขอบคุณทุกคนที่มาคอยอยู่ข้างๆ ต่างกับตอนที่ไปประกวดในต่างประเทศที่ไม่มีใครไปเชียร์ เราต้องให้กำลังใจตัวเอง พรีเซนท์ตัวเอง

ความชอบเรื่องการประกวดเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่เด็กเรารักการแสดง ชอบเดินแบบ และรักการรำเป็นที่สุด พอโตขึ้นเลยได้มีโอกาสไปทำกิจกรรมและมีส่วนร่วมในงานแข่งขันของโรงเรียนทุกครั้ง

เรามีพี่ๆ นางงาม นางแบบเป็นไอดอล ก็คอยสังเกตว่าเวลาเดิน หรือโพสต์ท่าเขาทำอย่างไร น้ำหวานเองก็เป็นอีกคนที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดี

คนหูหนวกเต้น ฟังเพลงหรือเดินแบบได้อย่างไร

คนหูหนวกเต้นโดยการจำจังหวะ นับและฝึกซ้อมบ่อยๆ ระหว่างเต้นจะมีครูคอยให้จังหวะในการแสดง และใช้เสียงทุ้ม เสียงกลองคอยส่งจังหวะ การเต้นยากกว่าการเดินแบบ เพราะต้องจำรูปแบบค่อนข้างเยอะ

เราชอบเพลงเกาหลี ทั้งดูและเต้นตามเพราะศิลปินเกาหลีมีท่าเต้นที่น่าสนใจ แม้ว่าจะไม่ได้ยิน แต่จังหวะและอารมณ์เพลงก็สามารถจับได้จากท่าที่ศิลปินกำลังแสดงออก

คาดหวังอะไรจากการเข้าประกวด

อยากเป็นตัวแทนทำให้สังคมมองเห็นคนพิการ ทำให้คนพิการทุกประเภท ทั้งคนหูหนวก คนหูดีอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่อยากให้มีความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งเรื่องการสื่อสารของคนหูหนวกที่ยังเป็นอุปสรรคอยู่ก็อยากให้แก้ไขให้เท่าเทียม โดยมีล่าม แคปชันหรืออื่นๆ และอยากให้กำลังใจคนหูหนวกให้กล้าแสดงออก เรียกร้องสิทธิ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเอง

อีกเรื่องที่อยากผลักดันคือเรื่องอาชีพ ปัจจุบันคนหูหนวกยังมีโอกาสน้อยกว่าคนหูดีเมื่อสมัครเข้าทำงานต่างๆ เราจึงผลักตัวเองออกสู่สื่อเพื่อให้คนในสังคมได้เข้าและยอมรับความแตกต่างมากขึ้น

เรื่องอะไรที่คนในสังคมยังไม่เข้าใจคนหูหนวก

คนทั่วไปมองว่าการเขียนภาษาที่ดีคือการใช้คำสละสลวย แต่คนหูหนวกเขียนสลับคำ และเป็นคำง่ายๆ คนทั่วไปจึงมักมองว่าตลกและไม่มีความรู้ จนตัดสินคนหูหนวกด้วยการใช้ภาษาทั้งๆที่ภาษาแรกของคนหูหนวกคือภาษามือ ความเข้าใจผิดนี้กระทบทั้งการทำงานและการเรียน

คนหูหนวกชอบใช้ภาษามือเพราะสื่อได้เข้าใจมากกว่า สื่อสารอารมณ์ความรู้สึกและหากต้องคุยกับคนหูดีพวกเขาก็ชอบใช้ล่ามเพราะเข้าใจกว่า มีเพียงคนหูหนวกส่วนน้อยเท่านั้นที่เขียนได้คล่อง

คนหูหนวกอยู่กันเป็นชุมชน มีภาษาและวัฒนธรรมของพวกเขา อยากให้ทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ เปิดรับแต่ไม่ต้องพยายามเปลี่ยน หลายครั้งคนชอบช่วยเหลือด้วยการทำอย่างไรก็ได้ให้คนหูหนวกกลับมาได้ยิน ทั้งผ่าตัด ใส่เครื่องช่วยฟัง ฯลฯ แต่แท้จริงแล้วคนหูหนวกไม่ต้องการ ยิ่งโดยเฉพาะคนหูหนวกที่โตแล้วอย่างเรา การได้ยินเสียงเป็นเรื่องแปลกปลอมในชีวิต ไม่คุ้นชิน เราไม่เข้าใจว่าเสียงคืออะไร จึงอยากให้เลิกบังคับคนหูหนวกให้ฝึกฟัง ฝึกพูด แต่สนับสนุนให้ได้ใช้ภาษามือเสียมากกว่า

ทั้งคนหูดี และคนหูหนวกควรปรับตัวเข้าหากันอย่างไร

เวลาคนหูดีอยู่ในกลุ่มคนหูหนวกก็อาจสงสัยว่าทำไมคนหูหนวกต้องแสดงท่าทาง และทำเสียงดังขณะใช้ภาษามือด้วย คนหูหนวกเองก็รู้สึกเหมือนกันเวลาอยู่ในที่ที่ทุกคนพูดได้ เรากลัวโดนว่าและจะเซนซิทีฟกับสีหน้าของคนมากเป็นพิเศษเพราะพวกเราไม่ได้ยิน ถ้าเราเห็นคนหูดีที่มองเราแบบรำคาญ เราก็จะรำคาญเหมือนกัน เช่น เมื่อซื้อตั๋วโดยสารแล้วเราชี้ว่าไปไหนแต่พนักงานกลับทำหน้าเบื่อ รำคาญ เราไม่รู้หรอกหากเขาพูดอะไร เลยคิดไปเองว่าเขาคงเหนื่อย ไม่ชอบเรา หรือไม่อยากบริการหรือโดนชักสีหน้าใส่เมื่อต้องเขียนโต้ตอบกันแล้วไม่เข้าใจ มีครั้งหนึ่งขึ้นรถเมล์แต่กระเป๋ารถเมล์ใส่มาส์กปิดหน้าตอนบอกค่าโดนสาร เราไม่เข้าใจ จึงทำท่าบอกให้เขาถอดมาส์กออก แต่เขาก็กลับโมโหแล้วพูดต่อว่าเราเสียงดัง ทำให้เรารู้สึกไม่พอใจและอับอายจากที่ถูกคนทั้งรถมอง

คนหูดีควรเข้าใจว่า เมื่อพูดถึงอะไรในภาษามือ ส่วนมากจะใช้การชี้ จึงไม่อยากให้แปลกใจเมื่อเห็นคนหูหนวกออกท่าทางหรือชี้สิ่งต่างๆ หรือแม้ไม่เข้าใจทั้งหมด ก็อยากให้ยอมรับความแตกต่างของวัฒนธรรม แต่คนหูหนวกเองก็ต้องฝึกมารยาท ไม่โหวกเหวกโวยวายด้วยเช่นกัน

อีกอย่างที่อยากให้เข้าใจคือภาษามือไม่มีคำใหม่ๆ แบบ ‘จุงเบย’ ‘ไม่พูดเยอะเจ็บคอ’ (หัวเราะ) ตอนที่อ่านเจอเราก็งงเพราะภาษามือนั้นไม่มี เลยต้องเอาคำไปถามเพื่อนหูดีว่าแปลว่าอะไร

ก้าวต่อไปของเพลง

อยากมีโอกาสเป็นนักแสดง แสดงละคร ถ่ายโฆษณาและอยากเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กหูหนวก

 

ถ่ายภาพโดย คชรักษ์ แก้วสุราช

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนเพลง-จุฑาทิพย์ ศรีธำรงวัชร์นางงามหูหนวกคนพิการผู้หญิงประกวด
Categories: ThisAble

คุยกับโกลาบจัน ผู้เขียน “ใต้ฝุ่น” นิยายรักบนฉากหลังของอัฟกานิสถาน

ThisAble - Tue, 2018-10-30 15:52

“ สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว และสิ่งใดหมายจะเกิด มนุษย์ไม่มีทางเปลี่ยนสองสิ่งนี้ได้ ” 

คำโปรยบนหน้าปกนวนิยายเล่มสีแดงที่มีชื่อว่า ‘ใต้ฝุ่น’ ทำให้เราสะดุดใจเมื่อแรกเห็น นวนิยายอิงประวัติศาสตร์อัฟกานิสถานที่สามารถคว้ารางวัล ARC Award เล่มแรกของประเทศไทย ภายใต้นามปากกา โกลาบ จัน ซึ่งเป็นนามปากกาที่สามของ เพทาย จิรคงพิพัฒน์

เพทาย หรือ แพรว นักเขียนนวนิยายรัก เจ้าของนามปากกา ภาพิมล และ พิมลภา ที่มีผลงานมาแล้ว 17 เล่ม และหนังสือเล่าเรื่องประสบการณ์ชีวิตอีกหนึ่งเล่มที่ชื่อว่า SMA ไม่มีคำว่าเสียใจแม้ในหยดน้ำตา หนังสือที่บอกเล่ามุมมองการใช้ชีวิตของผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่เขียนขึ้นจากเรื่องราวของเธอเอง

แพรวเล่าให้เราฟังว่าเธอเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงส่วนปลายตั้งแต่เด็ก เรียกว่า  Distal Spinal Muscular Atrophy type 1 ส่งผลให้ร่างกายส่วนปลาย อย่างปลายมือปลายเท้านั้นอ่อนแรงกว่าส่วนอื่นรวมไปถึงระบบการหายใจด้วย ทำให้ทุกวันนี้เธอยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ตลอด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองขาดโอกาสอะไรในชีวิต และอยากให้คนรู้จักเธอในบทบาทการเป็นนักเขียนมากกว่าความพิการ

เริ่มต้นจากสิ่งที่ผูกพัน

เพทาย: แพรวเริ่มเขียนนิยายตอนปี 2551 ตอนนั้นอยากหาเงิน (หัวเราะ) เพราะที่บ้านมีปัญหาเรื่องเงิน น้องสาวกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย แล้วค่าใช้จ่ายก็เยอะ เงินเก็บที่เคยมีของครอบครัวก็เอามารักษาเรา เอามาซื้อเครื่องช่วยหายใจเรา จากที่เคยมีมันก็หมด แพรวเลยอยากจะทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อแบ่งเบาที่บ้าน แล้วด้วยความที่แพรวชอบอ่านนิยาย เช่าบ้าง ซื้อบ้าง นิยายเลยกลายเป็นสิ่งที่ผูกพันกับเราและใกล้ตัวเราที่สุด

กว่าต้นฉบับเล่มแรกจะได้พิมพ์ใช้เวลานานมาก 4-5 ปี เราส่งไปทุกที่ ตั้งแต่สำนักพิมพ์ที่ดังมาก จนถึงสำนักพิมพ์ที่เราต้องค้นหาในอินเทอร์เน็ต เพราะเราไม่รู้จัก แต่เราก็ลองส่ง ส่งจนเราไม่รู้จะส่งที่ไหนแล้วเพราะส่งไปที่ไหนก็ไม่ผ่านมันไม่ผ่านทุกที่ (หัวเราะ)

นิยายแต่ละเล่มใช้เวลาเขียนนานแค่ไหน แล้วเรื่องไหนที่เขียนนานที่สุด

ช่วงแรกเรื่องหนึ่งก็เกือบปี แต่ช่วงหลังมานี้ประมาณเล่มละ 4 เดือน เรื่องแรกเป็นเรื่องที่เขียนนานที่สุด เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่พ่อแม่ทำงานอยู่ด้วย เราเลยมีเวลาเขียนแค่ตอนกลับบ้านหลังพ่อแม่เลิกงาน ก็เขียนได้วันละครึ่งหน้า

ทำไมต้องนิยายรัก

เพราะชอบอ่านนิยายรัก เราอ่านนิยายรักเยอะที่สุด และรู้สึกว่าตัวเองมีความรัก แต่ไม่ได้หมายถึงว่ามีคนรัก เรารู้สึกว่า เราสามารถรักใครได้ สามารถมีความรักต่อคนอื่นได้ แอบชอบได้ตลอด เพราะทุกคนมีความรักในจิตใจ ในตัวเองกันอยู่แล้ว นิยายรักสำหรับเราจึงเป็นอะไรที่ใกล้ตัวและเขียนง่ายที่สุด

นิยายรักเป็นแนวที่คนนิยมเขียนกัน ทำยังไงให้งานของเราแตกต่างกว่าของคนอื่น

โห ยาก (หัวเราะ) เราเขียนในสิ่งที่เราอยากอ่าน ไม่ค่อยชอบแนวที่มีตัวร้าย หรือแนวพระเอกโง่ ก็จะพยายามไม่เขียนแบบนั้น และเพราะเราชอบอ่านนิยายดราม่า นิยายรักเราก็จะมีกลิ่นอายดราม่าด้วย

วิธีจัดระบบงานให้เขียนต่อเนื่องได้เรื่อยๆ

ก่อนอื่นก็ต้องเขียนนิยายให้จบสักเรื่องก่อน (หัวเราะ) พอจบเรื่องหนึ่งแล้ว ก็จะมีแว๊บเข้ามาในหัวอีก เราเป็นคนที่เขียนจบเป็นเรื่องๆ จะไม่เขียนเรื่องนี้แล้วก็ค้างไว้ไปเขียนเรื่องอื่น เราจะจบเรื่องที่เขียนก่อน แล้วค่อยไปต่อเรื่องที่แว๊บเข้ามาในหัว

ก่อนหน้านี้แพรวไม่เคยร่างพล็อตเอาไว้ก่อนเลย เพราะเราไม่สะดวกที่จะร่าง ด้วยร่างกายเราเป็นแบบนี้เลยทำให้ติดนิสัยใช้ร่างกายตัวเองน้อย จำทุกอย่างไว้ในหัว

แต่ช่วงหลังก็เริ่มร่างบ้างแล้ว คิดว่าอาจจะแก่ (หัวเราะ) ก็เลยกลัวลืม

กำลังใจที่ดีสู่การเริ่มต้นที่ดี

เรื่องแรกตอนเอาลงเว็บ เราไม่ได้กลัวจะไม่มีคนอ่าน แต่พอลงไปปุ๊บก็มีคนมาคอมเม้นท์คน สองคน สำหรับเราเอง เราไม่รู้มาก่อนหรอกว่า คนที่เขียนนิยายลงเว็บมีคนเข้ามาคอมเม้นท์กันขนาดไหน สำหรับเรามีแค่คนหรือสองคน ก็ดีใจมากแล้ว เป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับเรา

การทำอ่านซ้ำ = การฝึกฝน

เราพยายามเขียนให้ตรงประเด็นมากขึ้น ไม่ให้เขียนไปแล้วต้องกลับมาแก้เยอะ ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นต่อเนื้อเรื่องออก บางทีร่างแรกของเราก็สมบูรณ์แล้วเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงแรกที่เขียนคือ 50-50 มีทั้งแก้ ทั้งใช้ได้ แล้วก็ตัดทิ้ง การเขียนมันเหมือนการทำซ้ำ ทำให้เราฝึกฝน แล้วการฝึกที่ดีที่สุดคือการอ่านงานตัวเอง เราก็จะรู้ว่าอะไรที่มันขาดๆ เกินๆ

ความสุขของการเป็นนักเขียน

รู้สึกว่าการเขียนทำให้เราไม่จมกับตัวเองจนเกินไป เราเหมือนได้หลุดไปอีกที่หนึ่ง อีกสังคมหนึ่ง มีเพื่อนที่เรารู้จัก ตัวละครคือเพื่อนที่เรารู้จักดีที่สุด เรารู้อยู่คนเดียว เหมือนเป็นสิทธิพิเศษที่เรารู้จักเขา แพรวจะค่อนข้างรักตัวละครตัวเองมาก ทั้งๆ ที่บางทีเขาอาจจะตาย เราอาจจะฆ่าเขาตาย แต่บางเรื่องก็มีแค่เรากับเขาที่รู้

บางทีการตายของตัวละครอาจทำให้เขามีชีวิตอยู่มากกว่าเดิม หรืออยู่ในใจคนอ่านได้ลึกซึ้งขึ้น

ถ้าจะแนะนำให้นักอ่านรู้จักแพรวผ่านผลงานสักเรื่อง คิดว่าจะแนะนำเรื่องอะไร เพราะอะไร

น้ำค้างเปื้อนสี เพราะมีคนพูดถึงเยอะที่สุด เป็นนิยายที่ได้รับการรีวิวเยอะสุด ตอนเขียนเราก็ไม่คาดคิดว่าจะมีกระแสตอบรับมาดีขนาดนี้ ก็เลยอยากให้ลองรู้จักเราจากเรื่องนี้แล้วกัน (ยิ้ม)

ภาพิมล , พิมลภา และโกลาบจัน ทั้งสามนามปากกาของแพรวเป็นนิยายรักทั้งหมด แล้วความแตกต่างของสามคนนี้อยู่ที่ตรงไหน

ตอนแรกเราใช้ภาพิมล แต่สำนักพิมพ์แรกเขาขอให้ใช้นามปากกานี้ที่เดียว พอไปผ่านอีกสำนักพิมพ์นึง เราก็เลยแก้เป็นพิมลภา เป็นไงล่ะ สิ้นคิดมั้ย (หัวเราะ) ภาพิมลกับพิมลภา สองนามปากกานี้ก็เลยจะคล้ายๆ กัน คือเป็นนิยายรัก ส่วนโกลาบจันนี่เราตั้งใจจะอวตารไม่ให้ใครรู้จักเราเลย ไม่อยากให้ใครรู้ว่าคือภาพิมลหรือแพรว แต่สุดท้ายก็รู้อยู่ดี

กับผลงานล่าสุด ใต้ฝุ่น ที่คว้ารางวัล Arc award ทำไมถึงตัดสินใจส่งเข้าประกวด

เริ่มจากที่เราส่งให้พี่นักเขียนท่านหนึ่ง ที่เขาทำงานองค์กรต่างประเทศช่วยเช็คชื่อว่าถูกต้องมั้ย พี่เขาแนะนำมาว่า นิยายแนวนี้คงขายสำนักพิมพ์ยากให้ลองส่งประกวดดู เราก็เข้าใจ เพราะตอนแรกไม่คิดจะขายอยู่แล้ว เลยตัดสินใจลองส่งประกวด ประกอบกับตอนนั้นเรากำลังนอยด์ในการเป็นนักเขียน เพราะรู้สึกว่าเขียนมาหลายปีแล้ว แต่เหมือนย่ำอยู่กับที่ คนอ่านเราได้เท่านี้ ไม่ได้กว้างไปกว่านี้แล้ว เราก็เลยอยากพิสูจน์ตัวเองด้วย

ทำไมถึงเลือกอัฟกานิสถานเป็นฉากหลังของเรื่อง

จริงๆ เป็นความหลงไหลส่วนตัวของเรา เพราะชอบดูรูปสมัยก่อนของอัฟกาฯ อดีตของเขาเคยสวยงาม เคยสงบสุข เลยอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป จากสิ่งที่เรารู้มามันมีแต่ข่าวไม่ดี ก็เริ่มจากการหาข้อมูลในเน็ตก่อน ต่อยอดด้วยการอ่าน e-book บางทีก็แอบอ่าน PDF บ้าง ในกรณีที่เป็นเอกสารเก่าที่ไม่มีในหนังสือ พออ่านแล้วเรารู้สึกเสียดายประเทศที่มีแต่ที่เที่ยวสวยๆ บางภูเขาเหมือนอยู่สวิตเซอร์แลนด์เลย แต่ไม่มีใครรู้จักเพราะเป็นอัฟกาฯ เราเลยอยากเปลี่ยนภาพจำต่อสถานที่เหล่านี้

ถือคติทำทุกวันให้เหมือนอยู่อัฟกานิสถาน

เรื่องราวของพวกเขาค่อนข้างผ่านตาเวลาเราอ่านหนังสือ ในแต่ละวันเรามักจะดูโซเชียลของพวกเขาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ฝนตกในรอบกี่เดือน หิมะตกมั้ย ดูคลิปที่เขาขับรถไปตามซอกเขา ก็เหมือนเราได้ไปกับเขาด้วย แต่ส่วนที่ยากและต้องระวังมากที่สุดคือเรื่องประเพณี ศาสนา เป็นอะไรที่ค่อนข้างเปราะบาง

ตอนที่รู้ว่างานเขียได้รับรางวัลรู้สึกยังไงบ้าง

ดีใจมาก แต่เป็นความดีใจปนความกลัว เพราะตอนที่ได้รางวัลทางบรรณาธิการสำนักพิมพ์เขาก็ส่งข้อความมาแสดงความดีใจ แล้วก็บอกว่าจากนี้ก็เหนื่อยหน่อยนะ (ยิ้ม) เพราะจะต้องมีการโปรโมท แต่สิ่งที่แพรวกลัวคือ แพรวไม่ได้เป็นคนอ่านหนังสือรางวัลเลย เรารู้สึกว่าหนังสือรางวัลเป็นหนังสือที่สูงส่ง อ่านยาก เข้าใจยากลังเลใจว่าของเรานั้นใช่แน่เหรอ ถามว่าดีใจมั้ยที่ได้ ดีใจ แต่ก็กลัวคนผิดหวัง กลัวทำให้บรรณาธิการผิดหวัง

อย่างที่บอกว่าเราอยากพิสูจน์ตัวเอง รางวัลนี้ก็ทำให้ได้พิสูจน์ไปอีกระดับหนึ่งแล้ว เราไม่กดดัน และอยากจะกลับไปเขียนในนามของโกลาบจันอีก เพราะมีคนที่อ่านใต้ฝุ่นแล้วบอกว่ารอติดตาม สำหรับเรามันมีค่ามาก มีนักอ่านที่ชอบใต้ฝุ่นมากถึงขนาดแปลเป็นภาษาอังกฤษ โคตรยิ่งใหญ่ ทำให้เรามีแรงฮึด

อยู่กับวงการงานเขียนมากว่า 10 ปี แพรวในวันนั้นแตกต่างจากแพรวในวันนี้ยังไงบ้าง

เมื่อก่อนเราไม่คาดหวังอะไรเลย เวลาที่นิยายไม่ผ่าน เราไม่ได้รู้สึกผิดหวัง แต่ตอนนี้ถ้านิยายไม่ผ่าน หรือแม้แต่ผ่านแล้วขายไม่ดี บางทีเราก็ผิดหวังกับตัวเอง รู้สึกมีคลังของความคาดหวังกับตัวเองมากขึ้น แต่ก็เข้าใจว่า การทำงานทุกงานย่อมต้องมีความผิดหวัง เมื่อผิดหวังได้ก็ต้องไปต่อได้ พอคิดแบบนี้ เราก็ถอนตัวจากความรู้สึกคาดหวังได้ เรียกกว่าความผิดหวังนั้นเป้นสิ่งที่ง่ายขึ้นมากเมื่อเทียบจากเมื่อก่อน

หากต้องเขียนนิยายที่ตัวมีละครพิการจะเป็นอย่างไร

ถ้าเขียนนิยายที่มีคนพิการก็ไม่อยากเขียนความพิการปลอมๆ อย่างในละคร ที่ใช้ความพิการพิสูจน์ใจคน ดูว่าใครจะมาหลอกสมบัติ แล้วมาหายพิการเอาตอนท้าย ตอนนี้เรายังไม่มีพล็อตหรอกว่า จะเขียนยังไง ดำเนินเรื่องยังไง เพราะเราเองไม่ค่อยได้โฟกัสกับความพิการของตัวเองเท่าไหร่

ถ้าแพรวไม่มีความพิการ เราจะได้รู้จักแพรวในฐานะนักเขียนอย่างทุกวันนี้ไหม

คิดว่าคงไม่ได้เป็น เพราะตอนเด็กเราไม่ได้ชอบอ่านนิยายเลย ตอนที่ยังเดินได้ เรียนได้แทบไม่อ่าน แต่มาอ่านนิยายอีกทีก็ตอนที่ไม่ได้เรียนแล้ว เพราะรู้สึกไม่มีอะไรทำ มีแค่นิยายกับเกมส์บอย พอเล่นเกมส์จนแบตหมดก็ไปอ่านนิยาย ชีวิตวนแบบนั้น

วางแผนอนาคตตัวเองไว้ว่ายังไงบ้าง

ใน1-2 ปี ข้างหน้านี้ก็หวังว่าจะได้เขียนนิยายในนามโกลาบจันอีก ถ้าในนามปากกาอื่นก็คงอยากจะเขียนให้รัดกุมขึ้น ทำให้คนอ่านจับผิดเราได้น้อยลง (ยิ้ม)

 

 

ถ่ายภาพโดย  คชรักษ์ แก้วสุราช

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนเพทาย จิรคงพิพัฒน์โกลาบจันใต้ฝุ่นARC Awardนิยายรักอัฟกานิสถานนักเขียนหนังสือคนพิการวีลแชร์
Categories: ThisAble

เยียวยากันผ่าน “Rainbow of Desires” ละครที่ชวนคุณทบทวนเรื่อง ‘ภายใน’

ThisAble - Mon, 2018-10-29 14:48

ช่วงที่ผ่านมามีคอร์สอบรมเกี่ยวกับการดูแลจิตใจเกิดขึ้นมากมาย จากความต้องการการเยียวยาคนที่ได้รับความกดดันและหนึ่งในนั้นก็มีกระบวนการที่ชื่อ Rainbow of  Desires หรือการอบรมละครเพื่อการเยียวยา

ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย จากคณะละครมาร็องดูเป็นผู้ที่ริเริ่มนำกระบวนการนี้เข้ามาในไทยโดยเชื่อว่า งานละครจะช่วยเยียวยาและทำให้คนเข้าใจตัวเองผ่านการทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ศรชัยเคยทำละครของผู้ถูกกดขี่ผ่านกระบวนการแทรกสดร่วมกับนักแสดงที่มีความพิการ ซึ่งมีความพิการเป็นหนึ่งในประเด็นที่พวกเขานำเสนอและได้รับการตอบรับอย่างดี

คุยกับศรชัย ฉัตรวิริยะชัย, วิปัศยา อยู่พูลและอรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ เกี่ยวกับละครเพื่อการเยียวยาหรือ Rainbow of  Desires ว่าละครนี้จะช่วยเยียวยาคนในสังคมได้อย่างไร และพวกเขาใช้กระบวนการอะไรเพื่อทำให้คนได้ทบทวนและรู้จักตนเองได้ดีขึ้น


จากซ้าย วิปัศยา อยู่พูล, ศรชัย ฉัตรวิริยะชัยและอรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์

Rainbow of  Desires  คืออะไร

ศรชัย: การอบรมละครเพื่อการเยียวยาหรือ Rainbow of  Desires  เริ่มต้นจากที่นักละครชาวกรีก อมิต รอน (Amit Ron) ติดต่อมาร็องดูเพราะเรามีชื่ออยู่ในเพจละครของผู้ถูกกดขี่ หลายคนอาจแปลกใจทำไมมาร็องดูซึ่งทำละครของผู้ถูกกดขี่มาทำละครเพื่อการเยียวยา เรามองว่า ทำงานด้านการละครเพื่อการเยียวยาเป็นงานศิลปะที่ใช้กระบวนการละครของผู้ถูกกดขี่ ซึ่งเป็นกระบวนการของออกุสโต โบอาล (Augusto Boal) ชาวบราซิล

กระบวนการละครของผู้ถูกกดขี่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในยุค 70‘s จากกลุ่มนักกิจกรรมที่ต้องการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงสังคม แล้วก็ถูกพัฒนามาเรื่อยใน 70 กว่าประเทศ ละครของผู้ถูกกดขี่มีเครื่องมือหลากหลาย เช่น อิมเมจเธียเตอร์หรือละครภาพนิ่งที่อาศัยร่างกายมาสร้างเป็นภาพโดยไม่ต้องใช้ภาษา, ฟอรัมเธียเตอร์หรือละครแทรกสด, นิวส์เพเพอร์เธียเตอร์หรือละครหนังสือพิมพ์ รวมไปถึง The Rainbow of  Desire ด้วย

เมื่อละครของผู้ถูกกดขี่เข้าสู่ยุโรป กลับพบว่า ในยุโรปการกดขี่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเป็นการกดขี่เชิงภายใน เช่น เรื่องฐานะเศรษฐกิจ ความยากจน ขูดรีดแรงงาน ฯลฯ ซึ่งกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับวิถีชีวิตคนไปแล้ว คนยุโรปกดขี่ตัวเองจากประเทศที่พัฒนามาก จริยธรรมหรือข้อตกลงทางสังคมก็มากขึ้นจนเกิดการเก็บกดอารมณ์ดังที่ในเวิร์คช็อปแสดงให้เห็น คนยุโรปพูดถึงเรื่องความเหงา ความหดหู่ ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ กระบวนการละครจึงหันความสนใจมาที่เรื่องจากภายในและเกิดเป็น Rainbow of  Desires

Rainbow of Desires เป็นอย่างไร

เป็นกระบวนการละครที่จับกับเรื่องเล่าในอดีตอันติดขัดจนเกิดสภาวะบางอย่างที่หยุดยั้งเขาไว้ ปมเหล่านี้ยังคงอยู่และตราตรึงขึ้นอยู่กับว่าเราจะค้นออกมาไหม แม้ไม่ใช่กระบวนการจิตบำบัดแต่ช่วยส่งเสริม เฉดสีแต่ละสีแทนที่ความต้องการและความกลัว วิธีการคือเราจะแบ่งเหตุการณ์ ตัวละคร การตัดสินใจ ฯลฯ เป็นเฉดสีและท่าทางต่างๆ ซึ่งจะถูกแทนที่ด้วยคนในกระบวนการกลุ่ม เมื่อได้เฉดสีและท่าทางแล้วคนในกลุ่มที่ทำท่าทางได้ตรงกับเฉดสีนั้นๆ จะทำท่าทางซ้ำไปซ้ำมาเหมือนเสียงในอดีต เช่น เสียงจากพ่อจากแม่ที่บอกว่า “ผู้ชายต้องเข้มแข็ง”เพื่อให้เราได้ทบทวนตัวเองจากมุมบุคคลที่ 3 และรู้จักตัวเองมากขึ้น

กระบวนการนี้ยังไม่เคยถูกทำอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ประเทศไทยเราก้ำกึ่ง คนกลุ่มหนึ่งเหมือนคนในประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนอีกกลุ่มยังไม่พัฒนาหรือกำลังพัฒนา ทำให้มีเรื่องที่ยังต้องต่อสู้จากโครงสร้างที่กดขี่ รวมถึงมีคนที่มีภาวะซึมเศร้ามากขึ้นเรื่อยๆ ตามเทรนกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วด้วย มายาคติที่ว่า ประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนานั้นไม่ต้องพัฒนาด้านในจิตใจจึงไม่จริง ทุกคนต้องการการเยียวยา เช่นในประเทศอินเดียที่มีปัญหาการกดขี่ผู้หญิง กระบวนการของ Rainbow of  Desires นั้นสลับซับซ้อนมาก ตอนเรียนจากอินเดียมาก็คืนวิชาหมดเพราะแค่ลำดับกระบวนการยังยากเลย คอร์สกระบวนการจิตปัญญาหรือกระบวนการเยียวยาที่อบรมอยู่ในเมืองไทยก็มีความคล้าย เมื่อกระบวนการนี้เข้ามาในไทยจึงคิดว่า เป็นคอร์สอบรมที่คนไทยน่าจะสนใจ


ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย

ที่ผ่านมามีการอบรมมาแล้วกี่ครั้ง เป็นอย่างไรบ้าง

สองครั้ง ที่ผ่านมามีเรื่องปัญหาครอบครัว ที่เป็นแหล่งเริ่มต้นของประเด็นความขัดแย้งที่ติดค้างเป็นตะกอนอยู่ข้างในใจ และมีผลต่อการพัฒนาด้านจิตวิญญาณของแต่ละคนด้วยเพราะมีความซับซ้อน ครอบครัวเป็นทั้งแหล่งกำเนิดของความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขแต่ในขณะเดียวกันก็มีพันธะอย่างไม่มีเงื่อนไขด้วย ซึ่งล็อคศักยภาพของใครหลายคนตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยเช่น ซีรีย์เลือดข้นคนจาง

การทำกลุ่มดีตรงที่เรามีเพื่อนร่วมคิดช่วยให้ก้าวไปข้าวหน้า แต่เราจะไม่บอกว่าคุณต้องทำอะไร เพราะเชื่อมั่นว่า มนุษย์เลือกตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง แต่เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่เราตัดสินใจเองถ้าไม่รู้ว่า อิทธิพลต่างๆที่ส่งผลต่อตัวเรามีอะไรบ้าง การทำกระบวนการจึงช่วยปลดล็อคและทำให้เห็นชัดว่า อิทธิพลต่างๆ ของคนรอบข้างส่งผลอะไรกับเรา และจะไม่บังคับว่ามีทางเลือกที่ถูกต้องหรือคุณต้องทำชีวิตของคุณให้ดีเพราะเมื่อไหร่ที่บอกแบบนั้นแสดงว่า คำตอบจำกัดความเป็นมนุษย์ไปแล้ว

อรรถพล: ในฐานะที่เคยเข้าร่วมได้แชร์ประสบการณ์แต่ไม่ถึงขั้นถอดจนเห็นภาพ เรารู้สึกเชื่อมโยงเพราะเรื่องราวส่วนใหญ่เกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งพาเรากลับไปมองสิ่งที่เราไม่กล้าเผชิญและเตรียมตัวให้เราเผชิญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันทำให้พี่เห็นว่าตัวเราเองทุกวันนี้ที่ใช้ชีวิตอยู่ มันไม่ใช่เสียงของเราอย่างเดียว แต่มีตัวละครอื่นๆที่เป็นเสียงอยู่ในหัวของเรา

ศรชัย: กระบวนการจะไม่กำจัดปัญหาหรือตัวตนที่มีปัญหากับเรา ไม่ฆ่าให้ตายเพราะไม่เชื่อว่าจะตาย เสียงบางเสียงอยู่ในหัวเราตั้งนาน กระบวนการแค่ 3 วันก็เอาออกไปไม่ได้เลยต้องหาวิธีจัดการและดูแล บางเสียงมีประโยชน์กับชีวิต แต่อาจอยู่ผิดที่ผิดเวลา กระบวนการจึงจะช่วยจัดวางตำแหน่งให้ถูกต้อง ในต่างประเทศทำเรนโบว์กันในหลายที่ เช่น เวลาสั้นๆในที่ทำงาน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สึกผิดใจในที่ทำงาน อาจแบ่งความรู้สึกเป็นแองเจิลกับเดม่อนหรือปีศาจกับเทวดาก็ได้

ทำไมถึงต้องทำกระบวนการกลุ่ม

เพราะบางครั้งเราคิดเองไม่ได้ เวลาอยู่ในปัญหาเราไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาของตัวเองได้ ถึงแม้บางคนให้คำปรึกษาคนอื่นได้หมดเลยแต่ก็แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้เพราะอยู่ใกล้ปัญหามากเกินไป กระบวนการกลุ่มจะช่วยเชื้อเชิญคนที่ใกล้สถานการณ์นี้ช่วยกันหาทางออก คนที่มีปัญหาจะได้เป็นผู้เฝ้าดูการตัดสินใจอื่นๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนเพื่อให้เห็นว่า มีตัวเลือกต่างๆ สำหรับเรื่องราวที่คุณอาจจะยังต้องเจออีก

บางคนไม่ได้คิดว่าตัวเองมีปัญหามากมายขนาดนั้นทำไมต้องมาเรียนรู้ แต่ถ้าหากเราเดินผ่านร้านหนังสือแล้วอยากจะอ่านหนังสือเพิ่มความสัมพันธ์ หรือการสร้างคุณค่าแล้วล่ะก็แสดงว่าคุณกำลังต้องการที่จะพัฒนาตัวเองในแง่มุมใดในแง่มุมหนึ่ง ก็ควรจะมาทำกระบวนการนี้

ทำไมคนเราถึงไม่กล้าเล่าเรื่องให้คนใกล้ตัวฟัง แต่กลับเล่าให้คนแปลกหน้าฟังได้

เพราะหลายครั้งพวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ เรามีบาดแผลต่อกันและกันและมีส่วนในการทำร้ายกันและกัน ดังนั้นการเปิดการสนทนาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นคนในครอบครัวยิ่งเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดเพราะ ทุกคนรู้บาดแผลของแต่ละคนและอาจผิดใจกันได้ เราแคร์ว่าเรื่องราวที่เราแชร์ไปจะกระทบกับความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในไทย บทบาทการเป็นพ่อ แม่นั้นมีอำนาจ คุณค่าความเชื่อทางวัฒนธรรมที่สังคมส่งต่อกันมาว่า เด็กกว่าก็ต้องเชื่อพ่อแม่ เรามีสิทธิ์ที่จะฟังแต่เราไม่มีสิทธิที่จะถามกลับว่าเราไม่ทำแบบนี้ได้ไหม เช่น พ่อแม่อยากให้เรียนนู่นเรียนนี่ หรือในครอบครัวคนจีนที่มีความคาดหวังต่อลูกมาก

คนที่เข้าร่วมกระบวนการเป็นคนแบบไหน

เป็นคนที่ผ่านการแสวงหาความงอกงามจากที่อื่นๆมาแล้ว เช่น ศาสนา ศิลปะบำบัด วาดรูป เต้นรำ ซึ่งก็ช่วยเยียวยาได้แต่ภาวะการอยู่กับตัวเองจะต่างกัน การทำศิลปะบำบัดจะอยู่กับตัวเองเยอะ แต่กระบวนการละครจะอยู่กับตัวเองและคนอื่นด้วย ซึ่งจะได้ในเรื่องการปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

กระบวนการ Rainbow of  Desires ในแต่ละประเทศเหมือนกันหรือไม่

ในโลกนี้สอนหลายที่ การเรียนจะขึ้นต้นว่า Rainbow of  Desires แต่จะพัฒนาโดยวิธีการที่ต่างกัน อย่างที่ไทย กระบวนการพัฒนาไปพร้อมกับการพัฒนาบทละครและการแสดง ผสมกับการบำบัด

แล้วคนพิการน่าไปเรียนไหม

อรรถพล: น่าไปเรียน ความรู้สึกของเราหลังได้เข้าร่วมและเป็นคนพิการเอง รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น เรากลับไปเห็นร่องรอยของตัวเองว่า เมื่อก่อนฟังเสียงของคนอื่นมากเกินไปและไม่ได้สงสารตัวเองเลย ไม่ได้กลับมามองย้อนว่า ตัวเองอยากจะทำอะไร ตอนนี้เรามีวิธีที่ละมุนละไมมากขึ้นในการปลุกตัวเองให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง และถึงแม้คนที่ร่วมกระบวนการอาจไม่ได้เป็นคนพิการทั้งหมด แต่กระบวนการกลุ่มก็จะมีวิธีที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการนำเสนอเรื่องราวของตัวเอง และโหวตกันว่าเรื่องไหนที่ทุกคนอยากดูและสนใจมากที่สุด เราเองก็รู้สึกอินกับเรื่องการกดขี่ของคนอื่นๆ และน่าที่จะเรียนรู้

หลายครั้งเมื่อถึงกระบวนการจำลองเฉดสี เราเองก็ออกไปเล่นเป็นตัวเดวิล แสดงท่าทางต่อย โหดร้ายมากในฉากของเรื่องราวของคนอื่น เราเข้าใจในอารมณ์ความโมโหและทำให้ได้ปลดล็อคความรู้สึกที่เก็บกดข้างในของเราด้วย(หัวเราะ)

คนพิการมักโดนกดขี่จากเรื่องใกล้ตัว เช่น สภาพแวดล้อม และครอบครัว สองเรื่องนี้ทำให้คนพิการกดขี่ตัวเองไปอีกว่า มึงไม่มีปัญญาทำอะไรหรอก สูญเสียไปแล้วจะไปทำอะไรได้ หรือแค่เรื่องพื้นฐานอย่างการแต่งตัว ที่คนพิการเองก็อาจโดนกดขี่จากครอบครัวหรือผู้ช่วยเหลือ ผู้ดูแลที่เหนื่อยจะต้องมาใส่เสื้อผ้าให้จนอาจไม่ได้ตัดสินใจสิ่งที่ต้องการใส่ด้วยตัวเอง ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยคลี่คลายให้เราเห็นว่า จริงๆ แล้วกูไม่อยากใส่แบบนี้ มีเสียงอะไรที่กดตัวเราบ้าง เสียงของคนดูแล เสียงของความห่วงใย เสียงของความเหนื่อยล้าหรือว่าเสียงของความเป็นพ่อเป็นแม่

ทำอย่างไรให้คนในกระบวนการแลกเปลี่ยนและคุ้ยความทรงจำออกมา

ศรชัย: เราจะไม่คุยกันด้วยสมองเพราะสมองเป็นตัวเซนเซอร์สิ่งต่างๆ กระบวนการละครทำให้เราข้ามการใช้ภาษามาที่ตัวร่างกายที่มีความซื่อตรงมากกว่า พอเราใช้ร่างกายเป็นตัวสื่อแล้วโอกาสที่เราจะถูกหลอกด้วยความคิดจะน้อยลง ใช้ร่างกายเพราะเชื่อว่าร่างกายจะไม่โกหก เวลาเราเล่าเรื่องของเราให้ใครฟังทุกคนจะมีไอเดียบางอย่าง มีความรู้สึกบางอย่างแล้วความรู้สึกเหล่านั้นก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน เขาก็จะออกมาทำท่าอะไรบางอย่างตามที่รู้สึก ดังนั้นจะไม่มีหรอกที่เรามานั่งอธิบายว่า ปัญหาคืออะไรตามหลักจิตวิทยาแต่เราจะลงมือกันเลย

ฝากอะไรถึงคนที่สนใจ

อรรถพล: การอบรมคอร์สนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจสำหรับทุกคนที่อยากเรียนรู้และเปิดประสบการณ์ที่จะนำเราไปสู่อีกมิติหนึ่งที่เรายังไม่เคยเห็น อยากเชิญชวนทุกคนเข้ามาร่วมสัมผัส เพื่อค้นพบหรือค้นหาตัวเองว่าข้างในนั้นมีใครอยู่บ้าง

ศรชัย: ใครก็ได้ที่อยากจะก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเองหรือมองหาคอร์สอบรมที่จะช่วยทำให้เข้าใจตัวเองหรือผู้อื่นมากขึ้น หากเห็นคุณค่าว่า ถ้าเราพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นจะช่วยทำให้คนที่เรารักอยู่กับเราได้ดีขึ้นก็ควรจะทดลองมาเรียนดู หรือแม้แต่คนที่ทำงานด้านการเยียวยาความสัมพันธ์หรือท่ามกลางปมขัดแย้งที่ต้องให้คำปรึกษา การอบรมนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ ที่จะทำให้เราสามารถเอาไปประยุกต์ทำงานบำบัดกลุ่มได้ 

 

หากสนใจเข้าร่วมกระบวนการสามารถสมัครได้ที่แฟนเพจ Malongdu Theatre

 

ถ่ายภาพโดย คชรักษ์ แก้วสุราช

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนRainbow of Desiresมาร็องดูละครโรคซึมเศร้าเยียวยา
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble