ThisAble

คุยกับเพจ 'คุณพ่อวีลแชร์' คนพิการที่อยากให้คุณออกไปเที่ยวกันทั้งครอบครัว

ThisAble - Fri, 2020-08-07 17:39

“เหมือนคนติดคุก” 

เป็นความรู้สึกของป๊อบเมื่อครั้งที่เขาต้องอยู่แต่กับบ้าน  เช่นเดียวกับคนพิการรุนแรงอีกหลายคนที่ยังไม่เคยได้ออกมาใช้ชีวิตข้างนอกหลังจากเกิดความพิการ หากไม่ใช่ญาติพี่น้องหรือเพื่อน เราอาจไม่รู้จักคนพิการติดเตียงมากนัก มองไม่เห็นถึงชีวิต กิจวัตรประจำวัน และความรู้สึกของคนที่ต้องอยู่ในบ้านมานานหลายปีหรือบางครั้งก็หลายสิบปี 

เราเจอเพจ ”คุณพ่อวีลแชร์” ผ่านการแชร์ต่อๆ กันมา เพจนี้รีวิวการท่องเที่ยวพ่อลูกที่เผินๆ ก็ดูธรรมดา แต่หากสังเกตจะพบว่า ตัวหลักของทุกเรื่องราวเป็นพ่อที่นั่งวีลแชร์กับลูกสาวที่นั่งตักพ่อไปไหนมาไหน ชวนคุยกับป๊อบ - ธนากร กล่อมรักษา , กิ่ง -  วนิดา ทิมสถิตย์ และของขวัญ ลูกสาว ครอบครัวผู้ปลุกปั้นรายการท่องเที่ยวที่น่าสนใจนี้  มาสัมผัสชีวิตหลังเกิดความพิการรุนแรงว่าอะไรทำให้พวกเขาออกไปท่องเที่ยว เจอผู้คนและสังคมพร้อมสะท้อนอุปสรรคระหว่างทางที่พวกเขาต้องเจอเพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญต่อคนพิการมากขนาดไหน 

สาเหตุความพิการเกิดจากอะไร

ป๊อบ : ผมพิการโดยไม่มีสาเหตุ นอนอยู่แล้วปวดต้นคอ หลังจากนั้นไปตรวจจึงพบว่า มีลิ่มเลือดทับไขสันหลัง ซี่ที่ ซี5 ซี6 ทำให้ตั้งแต่ช่วงหน้าอกลงไปใช้การไม่ได้ มือใช้ไม่ได้ แต่แขนยกได้ ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  หมอบอกว่า อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุในอดีต แต่ผมเองก็จำได้ว่าไม่เคยเกิดอุบัติเหตุแรงๆ เลย 

ชีวิตก่อนพิการเป็นอย่างไร

เมื่อก่อนทำงานเป็นธุรการ เงินเดือนพอใช้ได้ แต่พอพิการก็ต้องลาออก และไม่ได้ทำงาน ตอนนั้นแฟนท้อง 2 เดือนแต่ชีวิตกลับเคว้ง มืดแปดด้าน สิ่งที่เคยคิดไว้พังลงมาหมด รถก็ติดผ่อน ลูกก็จะเกิด แต่ผมกลายเป็นคนไม่มีรายได้ ต้องให้แฟนดูแลรับผิดชอบทั้งหมด

ปรับตัวอย่างไรบ้าง

เราเหมือนคนติดคุก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ วันๆ มองแต่ห้องสี่เหลี่ยม ไม่มีสิทธิไปไหน ขยับตัวเองยังไม่ได้ จนเกิดเป็นแผลกดทับ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังจากผมได้ไปศูนย์ฟื้นฟูคนพิการสิรินธร เขาสอนให้เราพลิกตัว ขึ้นวีลแชร์ เข็นวีลแชร์ ทั้งที่ตั้งเป้าว่าแค่พอไถตัวไปไหนมาไหนได้ก็พอ แต่ที่นี่มีเทคนิคและวิธีการยกหรือกระดกขึ้นบันได ผมเริ่มหัดเรื่อยๆ ปัจจุบันยังไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่นอยู่ แต่ก็น้อยลง

จากวันที่เริ่มป่วยจนถึงวันที่กายภาพระยะเวลาเท่าไหร่

1 ปีก่อนทำกายภาพ ผมลองมาทุกอย่าง ทั้งฝังเข็ม นวด ลองทุกศาตร์ แต่ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น ช่วงแรกเป็นช่วงที่เราหวังว่า จะหายกลับเป็นเหมือนเดิม ตอนนั้นยังรับตัวเองไม่ได้ว่าจะต้องกลายเป็นคนพิการ ตอนฟังหมอพูดว่า “ไม่มีทางกลับมาเดินได้แล้ว” ผมร้องไห้เลย ผมทำใจไม่ได้

กิ่ง : หมอบอกว่า ช่วงระยะเวลาพักฟื้นอยู่ที่ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี หลังสิ้นสุดการรักษาจากโรงพยาบาลและกลับมาอยู่บ้านเราก็เริ่มรู้ว่าเขาจะไม่หาย 3 เดือนผ่านไป 6 เดือนผ่านไป ถึง1 ปี เขาก็ยังไม่รู้สึกตัว  เราถึงได้แน่ใจว่าเขาคงไม่กลับมาเดินแล้ว  

ป๊อบ : ผมไม่อยากเชื่อสิ่งที่หมอพูด ไม่อยากยอมรับความพิการที่เกิดขึ้น พยายามทุกวิธีที่คิดว่าทำแล้วจะหาย ครั้งสุดท้ายหมอที่โรงพยาบาลพูดว่า “ไม่ต้องไปหาที่อื่นแล้วนะ ไม่ต้องไปเสียตังค์แล้ว” ผมเลยคิดได้ว่า ต้องเริ่มทำใจแล้ว หลังจากนั้นถึงเริ่มกลับไปทำกายภาพ 

ตอนนี้ช่วยเหลือตัวเองได้แค่ไหน

ตอนนี้ขับถ่ายเองไม่ได้ ต้องใช้สายสวนและยาสอด นอนเองได้ แต่ต้องมีคนช่วยขึ้นรถวีลแชร์ เรานอนอยู่บนเตียงนาน จนเกิดแคลเซียมเกาะในกระดูก ช่วงขางอไม่ได้ ลุกเองไม่ได้ เราไปปรึกษาหมอที่จะให้ผ่าออก แต่เขาบอกว่าอย่าผ่าเลย เพราะไม่คุ้ม 

ช่วงที่เพิ่งพิการใหม่ๆ ทำอะไรยากที่สุด

ช่วงพิการใหม่ๆ แค่พลิกตัวก็ยาก ป้องกันแผลกดทับก็ยาก เพราะเราไม่รู้วิธี ว่าต้องจัดการอย่างไร เราต้องหัดพลิกตัว หัดนั่ง หัดยันแขน ไปจนถึงหัดขึ้นรถเข็น จนกว่าจะรู้ว่าทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ หากทำไม่ได้ ก็ยอมรับ ตอนนั้นแค่ขยับตัวได้ก็ดีใจมากแล้ว รู้สึกว่าชีวิตพัฒนา ไม่ต้องนอนนิ่งๆ เหมือนคนตาย

อะไรเป็นสิ่งกระตุ้นให้อยากออกมาใช้ชีวิต

เริ่มจากแม่ เขามองหาที่รักษาเรื่อยๆ แม้ผมไม่ได้อยากไป แต่ก็ต้องลอง ลูกก็เป็นอีกเหตุผล เราอยากเล่นกับเขา  สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เราเริ่มฝึกใหม่ เริ่มลงมานั่งรถเข็น จากในห้องก็ขยับออกมาหน้าบ้าน แค่นิดเดียวแต่ไม่ง่ายเลย เข็นไปได้นิดเดียวก็เหนื่อยมาก เพราะปอดทำงานไม่ดี  

บางคนก็พูดว่าผมโดนของ หรือเป็นโรคเวรโรคกรรม ผมรับไม่ได้เลย ไม่ใช่แค่คำว่า โรคเวรโรคกรรม แต่ตอนนั้นไม่ว่าใครพูดอะไรเราก็หงุดหงิดโมโหไปหมด อาจเพราะผมเป็นคนชอบทำกิจกรรม เล่นกีฬาทุกอย่าง ทั้งฟุตบอล แบดมินตัน บีบีกัน ว่ายน้ำ กลางวันตีแบต เย็นไปเตะบอล เป็นตัวตั้งตัวตีชวนเพื่อนตลอด คนยังพูดว่า  ผมไม่น่าพิการเพราะเป็นคนแข็งแรง

เพจ คุณพ่อวีลแชร์ เริ่มต้นขึ้นตอนไหน

เพจนี้ทำมา 1-2 ปี เริ่มจากจากไปหาหมอทุก 4 เดือน หมอมักถามตลอดว่าคุณจะทำอาชีพอะไร มีกิจกรรมทำไหม เรารู้สึกหงุดหงิด ไม่เข้าใจว่าหมอถามทำไม เพราะใช้ชีวิตปกติยังไม่ได้แล้วจะทำงานได้ยังไง แฟนผมเลยชวนออกไปข้างนอกแล้วถ่ายวีดีโอลงยูทิวป์ แม้จะตัดต่อไม่เป็น อุปกรณ์ก็มีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียว แถมพูดไม่รู้เรื่อง แต่ก็อยากลอง เราเลยบอกหมอไปว่าจะทำยูทิวป์ 

คลิปแรกเราเริ่มที่ เดอะมอลล์งามวงศ์วาน โดยแฟนเป็นคนคิดชื่อเพจว่าคุณพ่อวีลแชร์ ด้วยคอนเส็ปที่ว่า ถ้าคุณไปได้ ผมก็ไปได้ ผมพาไปดูการใช้งานวีลแชร์ตามสถานที่ต่างๆ ว่าสะดวกแค่ไหน เริ่มจากห้าง ตลาดนัดและต่างจังหวัด ผมเรียนรู้การตัดต่อในโทรศัพท์จากคลิปในยูทิวป์

สถานที่ที่ท้าทายที่สุดคือที่ไหน

ทะเล ผมเข็นรถลุยทราย  เพราะอยากนั่งริมทะเลครอบครัวนั่งริมน้ำแต่เราไปไม่ได้ พอนั่งไกลก็ต้องมีคนมานั่งเฝ้า เขาก็อดเล่นทะเลวันนั้นเลยตัดสินใจเข็นรถไปให้ใกล้ทะเลที่สุดเท่าที่จะไปได้ แม้เคยไปทะเลกับครอบครัวหลายครั้ง แต่ครั้งนั้นเป็นครั้งที่เราอยู่ใกล้ครอบครัวและทะเลมากที่สุด

ครั้งแรกที่ไปทะเล พี่ที่ไปด้วยช่วยเข็นรถตอนไปร้านอาหาร ระหว่างเข็นขึ้นทางลาด มีรูท่อน้ำ และล้อข้างหนึ่งตกลงไป เราล้มจนตกจากรถเข็น แต่สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่ผมยินดี ไม่เคยโทษพี่เขาเลย ถ้าได้ออกแล้วผมไม่เคยโทษใครยินดีทุกอย่างเลย แต่ก่อนรู้สึกไม่ค่อยอยากออกไปไหนมาไหนแต่เดี๋ยวนี้ขอให้เราได้ไป

อะไรทำให้หลังพิการแล้วไม่อยากออกจากบ้าน 

เพราะรับสภาพตัวเองไม่ได้ เพื่อนบอกผมว่าไม่อยากมาหา เพราะรู้สึกว่ารับสภาพไม่ได้ เราเองก็เหมือนกัน นอนไม่ค่อยหลับ ถึงกินยานอนหลับแล้วก็เพ้อ จนต้องไปหาจิตแพทย์ สิ่งเหล่านี้ใช้เวลา การออกมาข้างนอก มาเจอสังคมนั้นคลายล็อกความรู้สึกบางอย่าง เห็นคนในสังคมไม่น้อยคอยช่วยเหลือเราเวลาไม่มีทางลาด พอเพื่อน และครอบครัว รู้ว่าเราชอบออกไปเที่ยวข้างนอก เขาก็มารับเราบ่อยจน เกรงใจ เราเลยต้องพยายามออกไปข้างนอกด้วยตัวเอง

ไปที่ไหนแล้วประทับใจที่สุด

ประทับใจรีสอร์ทแห่งหนึ่งแถวพัทยา เขามีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการครบครัน ตั้งแต่ทางลาด พื้นหน้าห้อง ทางออก จนถึงพื้นที่เล่นน้ำก็เป็นทางลาด ไม่มีจุดไหนที่เราไปไม่ได้เลย เราไปเองได้ทั้งหมด

ไปได้เองทั้งหมดแล้วสำคัญอย่างไร

การให้คนอื่นช่วยก็ไม่ยาก แต่ทุกคนก็อยากทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งนั้น แค่เดินทางไปซื้อของใกล้ๆ ต้องวุ่นวายคนอื่นมาช่วยเหลือ ก็คงไม่ใช่ เราไม่อยากจะเป็นภาระกับใคร  

กิ่ง : เราประทับใจเดอะมอลล์ ก่อนแฟนพิการเราไปบ่อยมาก แต่ไม่เคยสังเกตเรื่องลิฟท์หรือที่จอดรถ พอพิการและถ่ายคลิปเราก็เห็นมากขึ้นว่าพี่ๆ รปภ. ค่อนข้างอำนวยความสะดวกกับเราดีมากเลยทีเดียว  

ป๊อบ : เราอยากใช้คำนี้ คำว่าเกินฝัน คือมันเกินความประทับใจ คือฮ่องกงและญี่ปุ่น ก่อนไปเรากังวลใจตลอดว่า พิการแล้วจะขึ้นเครื่องบินอย่างไร พอไปถึงจะทำยังไงต่อ เพราะเราไม่รู้ขั้นตอน พอไปถึงสนามบินแล้วก็แจ้งเขาว่าเราเป็นคนพิการ เขาก็ใช้รถเข็นวีลแชร์คันเล็กๆ มารับ เพื่อให้สามารถเข้าไปในช่องว่างระหว่างที่นั่งบนเครื่องบินได้

ที่ฮ่องกงการเดินทางด้วยรถไฟสะดวกสบายกับคนพิการมากๆ มีลิฟต์และทางลาดอำนวยความสะดวก เราไปที่ไหนก็ได้  เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่น สิ่งที่ทรมานสำหรับเราคืออุณหภูมิ หนาวมากเนื่องจากระบบการระบายของร่างกายผมผิดปกติ เลยสั่นตลอดเวลา แต่เรื่องก็มีแต่ความประทับใจ

เราไม่มั่นใจว่า สิ่งอำนวยความสะดวกในต่างประเทศนอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยว จะสะดวกหรือไม่ อย่างในบ้านเรา ที่ที่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่สะดวก หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวเอง สิ่งอำนวยความสะดวกที่สร้างก็ใช้ไม่ได้จริง เช่น ทางลาดที่สูงชันเกินไป ห้องน้ำคนพิการที่ใช้การไม่ได้  แต่สิ่งที่เหห็นไ้ด้ชัดคือในต่างประเทศ รถเมล์มีความพร้อมที่จะรับคนพิการ คนขับรถเมล์เองพอเห็นคนพิการ ก็จอดรถและปรับทางลาด ให้รถวีลแชร์ขึ้นมาได้ ส่วนบ้านเราเพิ่งจะเริ่มมีมาไม่นานนี้เอง 

การได้ออกไปข้างนอกนั้นดีอย่างไร 

อย่างแรกเลยคือเรื่องใจ การออกไปข้างนอกทำให้เราไม่หดหู่ ความพิการทำให้เป็นคนเหงา เพราะต้องอยู่แต่ในห้อง ต้องเรียกคนอื่นตลอด พอได้ออกไปเจอผู้คน ได้ออกไปเที่ยว ใจก็เบิกบาน ความเครียดก็ลดลง นี่อาจจะเป็นมุมมองที่คนไม่พิการอาจไม่รู้สึก อาจจะมองไม่ออก ว่าการอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแล้วเครียดอย่างไร แต่สำหรับคนพิการรุนแรงที่อยู่ติดบ้านมันหนักหนามาก เราออกไปเที่ยว ลูกก็ได้ออกมาด้วย พวกเรามีความสุขกันมากขึ้น

ดูจากคลิปแล้วคือออกไปเที่ยวกับลูกตลอดเวลาเลยใช่ไหม

เขาต้องอยู่ข้างๆ เราตลอดเวลาเพราะเราไปกัน 3 คน แฟนดูแลเราเป็นหลัก แต่จะปล่อยให้ลูกเดินคนเดียวก็ไม่ได้ เราเลยเอาลูกมานั่งตัก แต่พอเขาเริ่มโตขึ้น เราก็เริ่มปล่อย

ประเทศไทยมีคนพิการเยอะ แต่คนในสังคมอาจจะไม่ค่อยเห็น ฉะนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกจึงสำคัญมาก ทำให้คนพิการได้ใช้ชีวิตปกติ ถ้าเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดี  คนพิการจะมีอาชีพกันมากขึ้น ได้ออกไปไหนมาไหนเองและไม่เป็นภาระกับใคร

ทำไมถึงคิดว่าเป็นภาระ การมองว่าตัวเองแบบนี้ กระทบอะไรในชีวิตบ้าง 

ในช่วงแรกที่พิการ เราคิดว่าตัวเองเป็นภาระกับคนอื่น 100% เลย จากคนที่เคยเป็นแกนหลัก ต้องให้แฟนและพ่อแม่คอยดูแล มีลูกแต่ก็ไม่สามารถจะเลี้ยงลูกด้วยตัวเองได้ จนคิดฆ่าตัวตาย แต่ไม่เคยทำ ตอนนั้นคิดว่า จะทุบกระจกแล้วเอามาปาดคอตัวเองดีไหม ให้ตายแล้วจบไปเลยได้ไหม แต่ใจก็ทำไม่ได้ เราผ่านจุดนั้นได้เพราะครอบครัว ทุกคนทำให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้

แสดงว่าครอบครัวและคนรอบตัวสำคัญ  

ป๊อบ : มาก กำลังใจสำคัญที่สุด เราเกลียดคำคำถามว่า  ‘เป็นอย่างไรบ้าง’ เพราะเราตอบไม่ได้ รู้แค่ว่าเราก็เป็นเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น แต่พอใครมาหาก็ต้องถามกันแบบนี้ “เป็นอย่างไรบ้างดีขึ้นหรือยัง” คำแบบนี้ได้ยินแรกๆ เราหงุดหงิด 

หากถามว่าปัจจุบันยังรู้สึกเป็นภาระไหม ก็รู้สึกนะ แต่น้อยลง เราพยายามทำสิ่งที่ทำได้ เช่น สอนการบ้านลูก ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ

กิ่ง : ตอนเขาพิการช่วงแรกใจเราก็เสียนะ เพราะก่อนหน้านั้นเราวางแผนไว้หมด เวลาเห็นคนอื่น พาแฟนไปกินข้าวเราก็คิดบ้างว่าทำแบบนั้นไม่ได้ แต่อีกใจก็รู้สึกว่าคิดมากไม่ได้ กลัวจะมีผลถึงลูก พยายามไม่เครียด

ป๊อบ : มีวันหนึ่งแฟนออกไปกับเพื่อนเราไม่ได้ไป ต้องนอนอยู่บ้าน เขาบอกจะกลับเวลานี้ แต่เลยมาเป็นชั่วโมง เรารู้สึกโกรธ งอนไม่พูดด้วย เขาร้องไห้มากอดเรา ทำให้เราคิดได้ว่า ทำไมเขาต้องมาตัวติดเราตลอดเวลา เราเองก็ต้องคิดถึงใจคนอื่นบ้าง ให้เขาได้ไปกับคนอื่นบ้าง ไม่ใช่อยู่กับเราคนเดียว พอได้คุยกันก็กอดกันร้องไห้เลย 

อีกคนที่มีผลกับเรามากคือพ่อแม่ พวกเขาเหนื่อยกับเรามาก เขามีอาชีพขายของ ขายข้าวแกง ตื่นนอนตอนตี 3 พอขายของเสร็จช่วงเที่ยง ก็มาหาเราบ่ายโมง พาไปกายภาพแล้วก็กลับมาส่งบ้าน  

กิ่งมีวิธีจัดการอย่างไร เมื่อชีวิตเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

กิ่ง : เรามีฐานครอบครัวค่อนข้างดี พ่อแม่เราก็พยายามช่วยเลี้ยงลูก เพื่อนก็ช่วยดูแล มีคนเคยถามว่า ทำไมเราไม่ส่งแฟนไปอยู่กับครอบครัว ทำไมต้องเอามาดูแลด้วยตัวเอง ช่วงที่มีลูกเล็กทำไมไม่ให้เขาไปอยู่กับแม่ เราเคยคุยกันเรื่องนี้ และเราเองก็คิดว่า ที่บ้านเขาดูแลดีกว่าเราเสียอีก แต่เขาบอกว่าอยากอยู่ที่นี่กับเราและลูก อีกคำพูดที่เคยได้ยินคือ ถ้าเป็นเขาเขาเลิกไปแล้ว ไม่ทนหรอก เขาบอกว่าเราอดทนดี ทำไมยังคบคนพิการ เราคิดว่าเหตุผลของเราคือนิสัย เราอยู่ด้วยกันจนมองมองเห็นข้อดี ข้อเสีย ฉะนั้นไม่ว่าเขาจะพิการหรือไม่ จึงไม่ใช่เหตุผล

ป๊อบ : ตั้งแต่คบกันมาเราไม่เคยทะเลาะกันแรงๆ ไม่เคยตบตีหรือพูดคำหยาบใส่กัน เราคบกันมาก่อนจะแต่งงาน 10 ปี หรือก่อนพิการ 7 ปี รวมเป็น 17 ปี คิดว่าเพราะเรามีฐานที่ดีตรงนั้น ความพิการเลยไม่เป็นปัญหา

อนาคตจะไปเที่ยวไหนกันบ้าง

มีแต่ไม่กล้าคิดเยอะ เพราะการเที่ยวทุกครั้งมีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้เราเพิ่งได้รถเข็นที่เปียกน้ำได้มา ซึ่งตอนนี้ใช้นั่งอาบน้ำ เลยคิดว่า  ปีนี้จะได้เล่นสงกรานต์กับเพื่อนแล้ว แต่ก็ไม่ได้เล่นเพราะปีนี้งด (หัวเราะ) 

หลายคนมองว่าคนพิการ ไม่ควรมีครอบครัว มองเรื่องนี้อย่างไร 

คนอื่นอาจจะคิดไม่เหมือนกัน แต่ส่วนตัวอยากมีลูกมาก เราอยากมีครอบครัว การมีลูกคือการเติมเต็ม เราได้เห็นเขาเติบโต 

ถ้าพิการก่อนมีลูก เราอาจจะคิดอีกแบบ แต่พอดีว่ามีก่อนพิการ   ในเมื่อเขามาแล้วเราก็ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด แต่ถ้ามีแล้วลำบากคนอื่นก็ควรพิจารณา เพราะเราเองก็ดูแลคนเดียวไม่ได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขาแต่เราช่วยเหลือไม่ได้ เราคงเสียใจมาก

ลูกเคยถามไหมว่าทำไมพ่อถึงนั่งวีลแชร์

เคย เราก็ตอบเขาตรงๆ บอกว่าป๊าไม่สามารถเดินได้เขาก็จะมีคำถามตลอดว่า ถ้าป๊าวิ่งได้ ถ้าป๋าเดินได้จะทำสิ่งนั้นไหม จะทำสิ่งนี้ไหม เราบอกลูกเสมอว่าป๊าทำได้ทุกอย่าง เมื่อก่อนป๊าตีลังกาได้ด้วยซ้ำ 

ผมเคยถามลูกว่า อายเพื่อนไหมที่ป๊านั่งวีลแชร์  เขาตอบว่าไม่อาย ผมกลัวว่า ลูกจะโดนเพื่อนล้อ จนตอนนี้ยังไม่เคยไปโรงเรียนลูกเลย แอบกลัวนิดหน่อย แต่ถ้าวันหนึ่งที่ต้องไปก็จะไป ตอนนี้ลูกผมเขาก็เป็นคนไปชวนเพื่อนมากดไลค์ กดแชร์เพจเรา (หัวเราะ)

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสุขภาพท่องเที่ยวคุณพ่อวีลแชร์
Categories: ThisAble

ศาลปกครองกลางพิพากษาถอนคำสั่งคลัง คืนเงินกองทุนคนพิการ 1 พันล้านบาท

ThisAble - Thu, 2020-08-06 15:09
วานนี้ (5 ส.ค.) เฟซบุ๊กเพจสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยระบุว่า ศาลปกครองกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลัง ที่กำหนดให้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนำเงินส่วนเกินส่งคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน จำนวน 1,000 ล้านบาท และยกฟ้องขอคำขออื่น   ก่อนหน้านี้สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ผู้ฟ้องคดี ฟ้องกระทรวงการคลัง และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.)โดยระบุว่าผู้ฟ้องร้องได้รับความเสียหายหรืออาจจะได้รับความเดือดร้อน เสียหายโดยเลี่ยงไม่ได้อันเนื่องจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง โดยคำพิพากษาระบุว่า ขณะที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งดังกล่าว ยังไม่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดจำนวนเงินสะสมสูงสุด และการนำทุนหรือผลกำไรส่วนเกินของทุนหมุนเวียนส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายลำดับรองกำหนดหลักเกณฑ์กรณีดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ และยังมีข้อเท็จจริงตามคำให้การของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วยว่า การนำเงินของกองทุนส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามคำสั่งของกระทรวงการคลัง อาจส่งผลต่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการตามภารกิจในอนาคต และต่อสภาพคล่องของกองทุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตามกฎหมาย กรณีจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบและเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นตามที่พก.ได้นำส่งเงินไปให้กระทรวงการคลัง 2,000 ล้านบาทแล้วนั้น กระทรวงการคลังควรต้องคืนเงินมาให้กองทุนคนพิการ 1,000 ล้านบาท   โดยต่อจากนี้ สมาคมสภาคนพิการฯ จะทำหนังสือทวงถามกระทรวงการคลังและ พก.ให้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวคืนกองทุนคนพิการโดยเร็ว เพื่อนำเงินดังกล่าวไปใช้เยียวยาและฟื้นฟูคนพิการและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะการ Upskill, Reskill เตรียมความพร้อมสู่ New Normal   อ่านคำพิพากษาได้ที่นี่

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนความมั่นคงกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
Categories: ThisAble

คนพิการเรียนมหา'ลัยเป็นไงบ้าง ? ประสบการณ์ผ่านความพิการในการเรียนรั้วมหาวิทยาลัย

ThisAble - Thu, 2020-08-06 14:58

"ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่ ก็ควรได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในมหา’ลัยเท่ากับคนอื่น ถ้าเขาอยากสนับสนุนให้คนพิการมีสิทธิเข้ามาศึกษา ก็ต้องกล้าที่จะปรับให้คนพิการใช้ชีวิตได้เหมือนคนอื่นหรือให้มีศักดิ์ศรีความเป็นคนเหมือนกับคนอื่น ไม่ใช่จะข้ามถนนทีต้องให้คนอื่นมาคอยยกลงจากฟุตบาทที"

"เราจะเห็นว่ายิ่งเรียนในระดับที่สูงมากขึ้นเท่าไหร่ คนพิการก็เหลือน้อยลงมากเท่านั้น สะท้อนถึงกลไกหรือโครงสร้างว่า แม้การศึกษาภาคบังคับดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเริ่มมีคณะใหม่ๆ ที่เปิดให้คนพิการเข้าศึกษา แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ"

หลายคนคงไม่ทราบว่าหนึ่งในปัญหาหลักที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมีรากฐานปัญหาคือด้านการศึกษา มีคนพิการเรียนจบระดับ อุดมศึกษา 1.04% มัธยมศึกษา 8.28% ประถมศึกษา 61.01% จากคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการทั้งหมด โดยเฉพาะระดับปริญญาตรี 0.16% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมาก

ถ้ามองลึกลงไปเราอาจจะพบว่าปัญหาเรื่องการเข้าถึงโอกาสอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น หากอยากทำให้คนพิการเข้าถึงระบบการศึกษาที่เท่าเทียม มีหลายปัจจัยที่เราอาจต้องพินิจ ชวนคุยกับอดีตนิสิต นักศึกษา คนพิการ เล่าชีวิตการศึกษาและมหาวิทยาลัย เราอาจได้เห็นปัญหาและจุดเริ่มของทางแก้เรื่องนี้ก็ได้

นลัทพร ไกรฤกษ์

ตอนเด็กเราอยากเป็นหมอ เราชอบอ่านและจำชื่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่พอรู้ว่า คนจะเรียนหมอต้องไม่พิการ เลยตัดตัวเลือกนี้ออกไป จากนั้นเราอยากเป็นครู แต่ก็มาพบอีกว่า หากเป็นครูจะต้องฝึกสอนในโรงเรียน แต่โรงเรียนหลายที่ไม่มีลิฟต์ เราน่าจะทำไม่ได้  กลายเป็นว่าความฝันของเราค่อยๆ ถูกลดลงไปทีละอย่างเพราะความพิการ จนเมื่อสอบติดคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และที่บ้านสนับสนุนให้เรียน เราเลยเลือกเรียนศิลปะ

เราชอบวาดรูป แต่ไม่รู้ว่าเป็นความชอบจริงๆ หรือเพราะไม่มีทางเลือก ย้อนกลับไปตอนเด็ก เช้าๆ เราไม่เคยได้ลงไปเข้าแถวกับเพื่อน โรงเรียนเลยให้ครูมาสอนศิลปะเป็นการฆ่าเวลา จึงได้เรียนศิลปะตั้งแต่ชั้น ป.1 พอทำทุกวัน ก็รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี การเรียนศิลปะเปลี่ยนโลกเราเหมือนกัน จากที่ไม่ค่อยกล้าออกไปไหนกลับต้องออกไปวาดรูปที่ต่างจังหวัด ทั้งขึ้นเขา ลงทะเล เหมือนเป็นด่านแรกที่ทำให้รู้ว่าสามารถไปต่างจังหวัดกับคนนอกครอบครัวได้ และสนุกดีเหมือนกัน 

ตอนเรียนมหา’ลัยนั้นไม่ได้เรียนตึกเดียวเหมือนตอนมัธยม พื้นที่ที่มหา’ลัยค่อนข้างกว้าง ต้องข้ามถนน หรือเปลี่ยนตึกเรียน บางครั้งเราเองไม่รู้ว่าเรียนที่ห้องไหนตอนลงทะเบียนเรียน พอตารางสอนออกมาห้องเรียนกลับอยู่อีกฟาก  ซึ่งมีถนนใหญ่กั้นและมีรถวิ่งตลอด จนบางเทอมหากเรียนไกลเราอาจไม่ได้กินข้าวกลางวันเพราะต้องเข็นวีลแชร์ไปเรียน ในขณะที่เพื่อนคนอื่นสามารถนั่งรถโดยสารของมหา’ลัยไปได้ แต่รถโดยสารของมหา’ลัยไม่ได้รองรับคนที่นั่งวีลแชร์เลย บางวิชาที่เราลงเรียนไปแล้วแต่เพิ่งรู้ว่าตึกที่เรียนไม่มีลิฟต์ก็อาจต้องถอนออก เพราะไม่อยากเป็นภาระเพื่อนที่ต้องแบกวีลแชร์ขึ้นห้องในทุกคาบ หอสมุดกลางเองก็ดีที่มีบันไดสูงกว่า 20 ขั้น แม้จะมีลิฟต์ขนของในชั้นล่างที่พอใช้ได้ แต่เราก็เข้าไม่ถึงและติดอยู่บริเวณเสากั้นมอเตอร์ไซค์รอบๆ ตึก เมื่อสอบถามรปภ. ก็ได้รับคำตอบว่าให้ยกข้ามมา ทั้งที่เราเป็นนิสิตคนหนึ่งควรได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเท่ากับนิสิตคนอื่นแต่กลับใช้ไม่ได้ โชคดีที่เพื่อนคอยช่วยเหลือกันและกันอย่างดีมาตลอด 

เราคิดว่าไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่ ก็ควรได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในมหา’ลัยเท่ากับคนอื่น ถ้าเขาอยากสนับสนุนให้คนพิการมีสิทธิเข้ามาศึกษา ก็ต้องกล้าที่จะปรับให้คนพิการใช้ชีวิตได้เหมือนคนอื่นหรือให้มีศักดิ์ศรีความเป็นคนเหมือนกับคนอื่น ไม่ใช่จะข้ามถนนทีต้องให้คนอื่นมาคอยยกลงจากฟุตบาทที หากแค่วันสองวันก็ทำได้ แต่ถ้าต้องใช้ชีวิตแบบนั้น 4 ปี ก็ท้อและลดทอนความเป็นคนของเราด้วย วันไหนที่มหา’ลัยพร้อมสำหรับทุกคน คนพิการก็อยากเข้ามาเรียน ไม่เพียงแค่นั้นแต่นักศึกษาเดิมที่วันหนึ่งอาจจะประสบอุบัติเหตุและกลายเป็นคนพิการ เค้าก็ควรมีสิทธิที่จะเรียนและใช้ชีวิตต่อไปเหมือนอย่างที่เคยเป็น

ชมพูนุท บุษราคำ

เราอยากเรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เพราะอยากทำงานสายครีเอทีฟ แม้จะสอบติด แต่เพราะมหา’ลัยอยู่ในเมือง สิ่งอำนวยความสะดวกไม่ค่อยพร้อมสำหรับคนพิการ เลยตัดสินใจมาเรียนที่ธรรมศาสตร์ในคณะวิทยาศาสตร์ สาขาสิ่งแวดล้อมเนื่องจากบ้านเราอยู่ระยอง มีโรงงานเยอะ คิดว่าน่าจะนำมาต่อยอดเป็นอาชีพได้ในอนาคต แต่พอเรียนไปสักพักนึงก็รู้แล้วแหละว่าไม่ได้ชอบเลย แต่ก็เรียนจนจบและทำงานสายครีเอทีฟอยู่ดี (หัวเราะ) 

ตอนเข้ามาเรียนธรรมศาสตร์แรกๆ หลายอย่างก็ยังไม่เข้าที่ ตึกไม่มีลิฟต์บ้างอะไรบ้าง เพื่อนก็คอยอุ้มเราขึ้นบันได หรือบางวิชาที่ต้องเข้าแลป ก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ หากเราชนหรือทำสารเคมีแตกก็อาจเกิดอันตรายได้ อาจารย์จึงบอกให้เราช่วยทำกับเพื่อน บางอย่างพอเราไม่ได้ลงมือทำก็ไม่ค่อยชำนาญ 

ที่ธรรมศาสตร์มีศูนย์ดูแลและช่วยเหลือนักศึกษาพิการโดยเฉพาะ เวลาเรามีปัญหาก็สามารถเข้าไปคุยที่ศูนย์นี้ได้ เขาก็จะส่งเรื่องไปที่คณะ ด้วยความที่มหา’ลัยกว้าง การจะทำอะไรเพิ่มหรือสร้างอะไรใหม่ก็ค่อนข้างง่าย มีช่วงหนึ่งที่เราไปขอดำเนินการเรื่องลิฟต์ เพราะตึกเรียนไม่มีลิฟต์ เขาก็รับเรื่องแล้วแก้ไขให้ รวมถึงทางเดินที่ส่วนใหญ่ออกแบบมาเพื่อคนพิการจึงทำให้เราใช้ชีวิตได้ปกติ สามารถไปไหนมาไหนกับเพื่อนได้โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยก

เราเป็นคนมองโลกในแง่ดี เวลามีปัญหาอะไรเราจะคิดก่อนว่าเกิดจากปัจจัยภายในหรือภายนอก ถ้าเกิดจากปัจจัยภายในเราก็แก้ไขที่ตัวเราเอง แต่ถ้าเกิดจากปัจจัยภายนอกก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน อาจสำเร็จบ้าง ผิดหวังบ้าง ตอนอยู่มหา’ลัยเราทำกิจกรรมเยอะมาก เป็นคนชอบเข้าสังคมเลยได้เจอเพื่อนจากคณะอื่น ได้แลกเปลี่ยนมุมมองซึ่งกันและกัน อาจเพราะสังคมที่ธรรมศาสตร์ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ว่าเราจะไปไหนหรือทำอะไร เพื่อนหรือคนในมหา’ลัยก็มองเราเป็นคนปกติทั่วไป ไม่ดูถูกเหยียดหยาม แตกต่างจากสังคมข้างนอกที่ยังเจอสายตาหรือการกระทำแปลกๆบ้าง เราเข้าใจนะว่าสังคมข้างนอกกว้างใหญ่กว่าในมหา’ลัย จึงทำให้ทัศคติ ความเคยชินของผู้คนแตกต่างกัน แต่พอคนอื่นเห็นว่าเราก็ทำงานได้ มีความสามารถ คนก็ยอมรับเรามากขึ้น

จิณจุฑา จุ่นวาที

ตอนขึ้นมหา’ลัย เราสอบติดคณะวารสารศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์ ที่เลือกคณะนี้เพราะเราชอบพูด ชอบสื่อสารกับคนอื่น แต่ตอนสัมภาษณ์คณะกลับบอกว่าไม่สามารถรับคนพิการเข้าศึกษาในภาคปกติได้ เพราะยังไม่มีหลักสูตรรองรับ มีแต่ภาคพิเศษที่เปิดรับ จึงเสนอให้เราเลือกเรียนคณะใหม่ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คณะที่รับคนนั่งวีลแชร์ แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่คณะที่เราสนใจ สุดท้ายเราจึงเลือกเรียนที่คณะบริหาร สาขาการตลาด มหา’ลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  

ตอนเข้ามาแรกๆ คิดว่าจะได้เรียนสื่อสารบ้าง ได้พูดคุยกับลูกค้าบ้าง แต่ไม่ใช่เพราะสาขานี้เรียนเพื่อไปเป็นผู้บริหาร พอรู้แบบนี้เราก็ปิดกั้นตัวเอง ไม่อยากเรียนแล้ว คิดว่าจะซิ่วออก จนตอนปี1 เทอม1 เราไม่ตั้งใจเรียนเลย ไม่อ่านหนังสือ ใจมันไม่มา แต่เพื่อนและอาจารย์ก็เข้ามาพูดคุยและให้คำแนะนำต่างๆ เราจึงกลับมาทบทวนอีกครั้ง และตัดสินใจเรียนต่อ เพราะมองว่าสามารถเรียนเพื่อไปเป็นนักการตลาดได้ และคิดว่าสามารถปรับวิชาเรียนกับสิ่งที่ชอบให้ไปด้วยกันได้ พอลองเปิดใจเรียนเราก็สนุกนะ เจอเพื่อนดี สังคมดีด้วย 

ตอนแรกเราอยู่หอนอก แต่ลำบากเลยย้ายมาอยู่หอใน ช่วงแรกหอในไม่มีทางลาด มีแต่บันได มหา’ลัยก็ทุบแล้วทำให้ใหม่ รวมถึงห้องน้ำที่เขาก็ทำให้ใหญ่กว่าเดิม ค่อยๆ ปรับกันไป รถของมหา’ลัยก็ปรับโดยติดเครื่องยก แต่ใช้ไปสักพักก็พัง ไม่ได้ซ่อม ก็มีดีบ้างไม่ดีบ้างปนกันไป 

แม้ทุกมหา’ลัยของรัฐจะมีกองทุนสนับสนุนคนพิการจนเรียนจบปริญญาตรี ซึ่งก็เป็นสิทธิขึ้นพื้นฐาน แต่ต้องถามว่า การเปิดรับคนพิการ เป็นเพราะอยากรับคนพิการเข้าไปศึกษาจริงๆ หรือเพื่อหน้าตาทางสังคม เพราะหากอยากให้เขาเรียนจริงๆ ก่อนที่จะเปิดรับคนพิการ บุคลากรควรจะมีทัศคติที่ดีต่อคนพิการก่อน คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มองคนให้เท่ากัน หากรับคนพิการเข้ามา แต่ว่าทัศนคติ สื่อการเรียนการสอน รวมถึงสถานที่ยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้พร้อมสำหรับคนพิการ แล้วมาบอกว่าค่อยมาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ตอนนั้นก็ไม่ทันแล้ว เราลำบาก เพราะคุณไม่ได้เตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่แรก เราเสียเวลา เสียโอกาสในการเข้าถึงสิ่งต่างๆ กลายเป็นถ้าคนพิการอยากจะเข้าเรียนที่ไหน ก็ต้องมานั่งศึกษาเองว่ามหาลัยที่เราต้องการเข้าไปเรียนนั้นพร้อมสำหรับเราไหม ทั้งที่เขาควรจะมีสิทธิเรียนในสถาบันหรือคณะที่อยากเรียน ถ้าหากสามารถสอบเข้าไปได้เหมือนกับคนอื่น

กฤษณ์พงษ์ เตชะพลี

เรามีความฝันว่าอยากเป็นครู ตอนมัธยมชอบสายสังคม ชอบอธิบายแลกเปลี่ยนประเด็นกับเพื่อนๆ คนที่เป็นต้นแบบของเราก็เป็นครูกันเยอะ แต่คำว่า ‘นักกฎหมาย’ ยังห่างไกลกับเรามากในตอนนั้น ตอน ม.6 เรายื่นโควต้าเรียนดีไปที่คณะครุศาสตร์ เอกสังคม มหา’ลัยเชียงใหม่ แต่โดนปฏิเสธเนื่องจากมีรุ่นพี่ตาบอดที่เรียนไม่จบค้างอยู่เยอะ สุดท้ายก็ได้เรียนที่คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เราใช้เวลาเรียน 3 ปีครึ่ง อาศัยช่วงซัมเมอร์ลงเรียนไปด้วยเลยจบเร็ว จบมาก็ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายที่สมาคมคนตาบอด ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการถูกเลือกปฏิบัติหรือการเข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ ถ้าตอนนี้มีโอกาสก็ยังอยากเรียนต่อเพื่อเป็นอาจารย์มหา’ลัย 

การเรียนกฎหมายต้องอาศัยการอ่านและจำ การมองไม่เห็นเป็นอุปสรรคในการอ่านหนังสือปกติ ทำให้เราต้องอ่านหนังสือเบรลล์ อย่างไรก็ดีหนังสือเบรลล์มีจำกัด ไม่ครอบคลุมเนื้อหาหรือความต้องการของเราทั้งหมด เราเลยเน้นฟังมากกว่า ปัญหาอยู่ที่ว่า พอเราฟัง แม้จะเข้าใจเนื้อหา สามารถนำมาคุยและสอนเพื่อนได้ แต่เราไม่สามารถนำมาเขียนลงในข้อสอบได้ถูกต้อง กลายเป็นว่าพอเกรดออก เรากลับตกทุกตัวเลย จึงได้ไปคุยกับอาจารย์และพบว่าตนเองมีปัญหาในการเขียน หลังจากนั้นเมื่อปรับและแก้ไข มีเพื่อนคอยตรวจและช่วยเหลือจนเข้าใจหลักการเขียนที่ถูกต้องก็ไม่มีปัญหาแล้ว คะแนนขึ้นมาในระดับกลางค่อนไปทางดีเลย

การเข้ามาเรียนที่ธรรมศาสตร์นั้นถือว่า โชคดีกว่าหลายๆ มหา’ลัย เพราะธรรมศาสตร์มีศูนย์ช่วยเหลือนักศึกษาพิการโดยเฉพาะ การแก้ปัญหาต่างๆสะดวกและยืดหยุ่นพอสมควร มีทางลาดและลิฟต์เยอะพอสมควร สื่อการเรียนก็มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้ จึงทำให้เรามีอิสระในการถ่ายทอดความรู้เพื่อวัดผลได้เต็มที่ 

อย่างไรก็ดี ทางเลือกด้านการศึกษาสำหรับคนพิการในประเทศไทยยังถือว่าน้อยอยู่ เนื่องจากมีข้อจำกัดอย่างคำอ้างว่า ‘ไม่พร้อม’ ทางเลือกที่เปิดให้ก็อาจจะไม่เหมาะหรือไม่ใช่สิ่งที่คนพิการอยากเรียน จึงทำให้คนพิการส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงการศึกษาไม่ว่าจะในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่านั้น เราจะเห็นว่ายิ่งเรียนในระดับที่สูงมากขึ้นเท่าไหร่ คนพิการก็เหลือน้อยลงมากเท่านั้น สะท้อนถึงกลไกหรือโครงสร้างว่า แม้การศึกษาภาคบังคับดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเริ่มมีคณะใหม่ๆ ที่เปิดให้คนพิการเข้าศึกษา แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ

ผมมองว่า เราควรจะให้เด็กพิการเรียนร่วมกับเด็กไม่พิการได้ตั้งแต่ประถม คนพิการคนไหนพร้อมก็ควรผลักดันและสนับสนุนให้เข้าโรงเรียนรวม โรงเรียนทั่วไปจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านความพิการให้ความรู้แก่ครูผู้สอน แต่หากความพิการเป็นอุปสรรคในการรับรู้หรือตอบสนอง ก็เห็นด้วยที่มีโรงเรียนเฉพาะทาง แต่โรงเรียนเฉพาะทางไม่ควรเป็นโรงเรียนขั้นพื้นฐานของเด็กพิการ เพราะการจับคนพิการไปเรียนรวมกัน ยิ่งเป็นการตัดคนพิการออกจากสังคมและพวกเขาจะปรับตัวกับสังคมภายนอกได้ยาก

ฉายวิชญ์ สุจริตกุล 

ผมเรียนมัธยมต้น ปวช. ปวส. แล้วก็ขึ้นมหา’ลัย ตอนแรกผมเรียนคณะบริหารธุรกิจ ที่มหา’ลัยเอเชียอาคเนย์ แต่เรียนไม่ไหวเลยมาทางสายดนตรี เพราะผมเองเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก จนเรียนจบที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

ตอนเรียนอยู่ที่มหา’ลัย ถึงแม้จะมีบางวิชาที่ยากแต่ผมก็มีความสุขเพราะเจอสังคมและคนรอบข้างดี ผมอยากไปเรียนทุกวันเพราะอยากเจอเพื่อนและอาจารย์ ทุกคนคอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำผมเสมอ แม้มีภาวะดาวน์ซินโดรมแต่ทุกคนต่างบอกว่าผมกลมกลืนไปกับคนปกติแล้ว 

ผมเรียนสหวิทยาการดนตรี คือไม่ได้เจาะจงลงไปที่เครื่องดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่ง เล่นทั้งระนาด เปียโน แล้วก็ร้องเพลง ผมไม่ได้เป็นคนเก่งมาก แต่อาจารย์ก็เห็นว่าเราเรียนได้ พอเรียนจบแล้วผมได้ทุนเรียนเต้นที่ดีแดนซ์ จากนั้นก็ไปเป็นครูสอนเต้นที่โรงเรียนราชวินิตประถมบางแค แล้วก็สอนน้องๆ ที่สมาคมผู้พิการทางสติปัญญาด้วย 

ผมมองว่า สถานศึกษาไม่ควรปิดกั้น ควรเปิดโอกาสให้คนพิการทุกกลุ่ม ทุกประเภทได้เรียนจนถึงระดับอุมดมศึกษาหรือสูงกว่านั้นในแบบที่เท่าเทียมกับคนปกติ

          Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนมหาวิทยาลัยการศึกษา
Categories: ThisAble

คนตาบอดผู้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย | VISIBLEME EP.04

ThisAble - Mon, 2020-08-03 14:18

"ถ้าเรามองการเมืองแบบแคบ การเมืองก็จะเป็นเรื่องของนักการเมือง พรรคการเมือง รัฐสภา รัฐบาล แต่ถ้าเรามองว่าการเมืองเป็นเรื่องของสิทธิ พลเมือง เป็นเรื่องของการใช้อำนาจ เป็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากร เป็นเรื่องของคนทุกคน บางทีเราพยายามหลีกเลี่ยงการเมืองแต่สุดท้ายแล้วการเมืองก็มีผลกระทบกับเรา

ถามว่าทำไมคนพิการต้องสนใจการเมือง ถ้าเรา คาดหวังว่าจะมีคนเจอนักการเมืองมาเข้าใจคนพิการ แล้วออกนโยบายที่ต้องการตามความต้องการของคนพิการจริงๆมันก็ไม่เกิด กฎหมายคนพิการหลายอย่างเกิดจาก กลุ่มหรือองค์กรคนพิการช่วยกันผลักดัน เกิดเป็นประเด็น หรือนโยบาย เพราะฉะนั้นคนพิการก็ควรต้องสนใจการเมือง"

คุยกับ เทวพงษ์ พวงเพชร อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ จากเด็กตาบอดผู้สนใจการเมือง สู่อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ผู้ถ่ายทอดการเมืองให้นักศึกษาฟัง คนตาบอดทำงานเป็นอาจารย์อย่างไร ก่อนจะมาถึงวันที่เขาเป็นอาจารย์ต้องเผชิญสิ่งใดบ้าง เชิญฟังได้ใน VISIBLEME ตอนนี้กันเลย

Mediaสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนpodcastพอตแคสต์
Categories: ThisAble

รินศรัทธา กาญจนวตี กวีคนตาบอด | VISIBLEME EP.03

ThisAble - Wed, 2020-07-22 22:31

"เราได้ยินเสียงฝีเท้าของเพื่อน เดินออกห่างไปทุกที นาทีนั้นเราเหมือนคนที่ค่อยๆ จมลงไปในทะเลที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ระหว่างที่กำลังนั่งอยู่ได้ยินเสียงฝีเท้าอีกคู่นึงเดินเข้ามา ตอนนั้นไม่รู้ว่าใคร รู้แต่ว่าเขามานั่งใกล้ๆ เขามีหนังสือในมือ เราได้ยินเสียงเขาเปิดกระดาษ เขาชวนเราอ่านหนังสือ เขาคือครูภาษาไทยของเราเอง" 

"ความคว้างของเรามันเหมือนแก้วเปล่า ใครใส่อะไรมาเรารับหมด ครูเลือกอ่านบทกวีของท่านอังคาร …จะไม่ไปแม้แต่พระนิรพาน จะวนว่ายวัฏฏะสังสารหลากหลาย แปลค่าแท้ดาราจักรมากมาย ไว้เป็นบทกวีแด่จักรวาล… ระหว่างที่ครูอ่านเหมือนมีภาพเคลื่นไหวในใจเรา มหัศจรรย์ บทกวีทำให้คนตาบอดกลับมามองเห็นได้ จากนั้นเราเกาะไว้เลย เพราะสิ่งนี้ทำให้ฉันมองเห็นได้ จากนั้นเราขอให้อาจารย์อ่านกวีให้ฟังทุกวันเลย วันไหนไม่อ่านไปทวงถึงโต๊ะ"

นับตั้งแต่วันที่ ลูกหมู หทัยรัตน์ จตุรวัฒนา กลายเป็นคนตาบอด เธอก็สัมผัสได้ถึงความอ้างว้าง ความโดดเดี่ยว แต่พลันเมื่อบทกวี บทแรกเพรียกหาและพาเธอเดินทางบนเส้นทางสายบทกวีเรื่อยมา "บทกวีทำให้คนตาบอดกลับมามองเห็นได้ จากนั้นเราเกาะไว้เลย" จากนั้น ลูกหมู หทัยรัตน์ สู่ รินศรัทธา กาญจนวตี เจ้าของผลงาน "รินศรัทธา" และ ทุกขณะกระจ่างชัดสัมผัสใจ visibleme ชวนทุกคนคุยและสัมผัสบทกวีอันหล่อหลอมจนกลายมาเป็นตัวของเธอ

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมพอตแคสต์podcast
Categories: ThisAble

ชายข้ามเพศ ความพิการ และการดำเนินชีวิตในช่วงโควิด-19 ของ ‘นัท-ณัฐนนท์ บุญสม’

ThisAble - Tue, 2020-07-21 13:03

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทุกคนต่างได้รับผลกระทบด้วยข้อจำกัดที่มีมากขึ้นในสังคม รวมถึงคนพิการที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตมากขึ้นไปอีก ทั้งด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและสวัสดิการของรัฐที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตทั้งในช่วงสถานการณ์ปกติและยิ่งหนักขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน

ชวนคุยกับ ‘นัท-ณัฐนนท์ บุญสม’ ชายข้ามเพศซึ่งพิการทางการได้ยินถึงเรื่องปัญหาที่พบในช่วงโควิด-19 ไปจนถึงเรื่องที่คนในสังคมไม่เข้าใจเกี่ยวกับคนพิการและคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

“เรามักตัดสินพวกเขาจากสิ่งที่เป็น แต่ไม่ได้มองที่ความสามารถที่พวกเขามี” นัทกล่าว

มุมมองของคนรอบข้างกับตัวตนของเรา

ณัฐนนท์ : ตอนเราเป็นเด็ก เพศทางเลือกยังไม่แพร่หลายในสังคมไทยเท่าไหร่ หลายคนบอกว่าเราเป็นทอม เราเองก็เรียกตามคนอื่นว่าตัวเองเป็นทอม ทั้งที่จริงๆ เรามองว่าตัวเองเป็นผู้ชาย ทำกิจกรรมทุกอย่างเหมือนเด็กผู้ชาย แม่คาดหวังให้เราเป็นผู้หญิง เพราะเป็นสิ่งที่เขาต้องการ ต่างจากพ่อที่มองว่าเรามีความสุขกับการเป็นผู้ชายมากกว่า จึงผลักดันและสนับสนุนในสิ่งที่เป็น ในช่วงนั้นกฏหมายกำหนดว่าหากเยาวชนต้องการเทคฮอร์โมนหรือผ่าตัดแปลงเพศ ต้องให้ผู้ปกครองเซ็นยินยอม พ่อเราทำงานอยู่ต่างประเทศ ส่วนแม่เป็นตำรวจที่ไม่เปิดกว้างเรื่องเพศ เราจึงต้องรอจนอายุ 20 ปีก่อนแล้วจึงเริ่มใช้ฮอร์โมน

ผมพูดไม่ชัดมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีใครเอะใจว่าจะเป็นโรคประสาทหูเสื่อม กระทั่งเรียนมัธยมต้น ครูบอกว่าให้พ่อแม่พาไปตรวจหูเพราะเรียกแล้วไม่ได้ยิน จึงพบว่าเป็นโรคประสาทหูเสื่อมที่หาสาเหตุไม่เจอ และยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ เราได้ยินแค่เสียงต่ำ แต่เมื่อเป็นเสียงสูงจะต้องหาคนคอยแกะเสียงให้ หากประสาทหูแย่ลงเรื่อยๆ ต้องผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมข้างละ 8 แสนบาท ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

ครอบครัวไม่อยากให้เรามองว่าตัวเองพิการ แต่การเอาเราไปเปรียบเทียบกับเด็กหูดีในเรื่องการเรียนมันก็ค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน เพราะเราเองต้องพยายามมากกว่าคนอื่น และเนื่องด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในประเทศนี้ยังไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตเท่าที่ควร แม้คนอื่นจะห่วง แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราก็พยายามอยู่ไม่น้อยไปกว่าคนอื่น

การเรียน การทำงาน และเป้าหมายในชีวิต

เมื่อก่อนเราเคยเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัญหาทางการได้ยินทำให้หูเราแย่ลงไปเรื่อยๆ เมื่อต้องเรียนห้องหนึ่งเป็นร้อยคน อาจารย์ไม่สามารถดูแลนักศึกษาได้ทั่วถึงก็เลยลาออกมาเรียนราม โดยต้องมีอาจารย์มาสอนประกบ อาศัยการอ่านปากถึงจะลำบากนิดหน่อยแต่ก็เรียนได้ 

ผมอยากจะเป็นนักสิทธิเพื่อช่วยเหลือคนอื่นใน 3 ด้านหลักคือ ความหลากหลายทางเพศ ความพิการ และความชรา เพราะมองว่า รัฐไทยไม่ได้ให้ความสำคัญและส่งเสริมคนกลุ่มนี้เท่าที่ควร

โควิด-19 กับอุปสรรคในการดำเนินชีวิต

เรายังไม่ได้จำเป็นต้องเรียนภาษามือ แค่ผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมก็ยังสื่อสารได้ แต่เมื่อช่วงนี้มีโควิด-19 ทุกคนสวมใส่แมสก์ ผมที่ปกติอาศัยการอ่านปากเวลาสื่อสาร จึงพบอุปสรรคมากพอสมควร

เวลาผมทำธุระต่างๆ ต้องอาศัยการอ่านปาก ปัจจุบันไม่สามารถอ่านได้แล้ว แม้พอได้ยินบ้างแต่ต้องคิดหนักว่า เขาพูดอะไร ต้องพยายามเรียนรู้เสียงคนอื่น สำหรับเสียงต่ำเราจะรู้เรื่อง แต่เสียงสูงหรือไม่คุ้นหูก็อาจจะเป็นปัญหา การทำธุรกรรมบางอย่างจะมีตัวหนังสือขึ้นบนหน้าจอก็ถือว่าโชคดีไป แต่ในบางสถานที่ก็ไม่มี เวลาถึงคิวแต่เขาเรียกเราก็ไม่ได้ยิน ค่อนข้างลำบากอยู่เหมือนกัน

เหตุการณ์ที่เป็นกระแสอยู่ เรื่องต่อใบขับขี่แล้วเกิดปัญหาเป็นมาอย่างไร

วันนั้นเราไปต่อใบขับขี่ที่ขนส่ง เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 กำลังร้อน ทุกคนใส่หน้ากากทำให้การสื่อสารของผมกับคนอื่นค่อนข้างลำบากกว่าปกติ เราจึงพาน้องสาวไปด้วย เมื่อไปถึงก็แจ้งเจ้าหน้าที่ว่ามาต่อใบขับขี่ เราขับรถได้แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่เชื่อว่าขับได้ แม้ผมเตรียมเอกสารไปครบทุกอย่างแต่เจ้าหน้าที่ก็พูดเร็วมากจนฟังไม่ทัน เราจึงเรียกน้องสาวมาช่วยแต่เจ้าหน้าที่กลับชักสีหน้า มองด้วยสายตาเหยียดหยาม และมีอารมณ์หงุดหงิด ทั้งที่เราอธิบายว่าได้ยินไม่เท่าคนอื่น น้องสาวแม้ไม่โอเคกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องห้ามตัวเองไว้เพราะกังวลว่าอาจไม่ได้ใบขับขี่

เมื่อถึงเวลาทดสอบ เจ้าหน้าที่ให้เราเหยียบเบรกเวลาไฟแดงขึ้น พอเราเห็นว่ามีไฟแดงสามจุด มีแดงซ้าย แดงหน้าและแดงขวา เราก็ไม่แน่ว่าจะต้องเหยียบเบรกตอนไหนจึงสอบถาม แต่เขาไม่อธิบาย น้องสาวจึงเข้ามาบอกให้เหยียบเบรกตอนไฟแดงขึ้นทางขวา แต่กลับถูกไล่ ไม่ให้เข้ามาช่วย

สุดท้ายเราก็ได้ใบขับขี่โดยไม่ต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม แต่ความไม่พอใจจะไม่เกิดขึ้นถ้าเจ้าหน้าที่ใจเย็นและมีใจบริการมากกว่านี้ แม้เข้าใจว่ามีคนใช้บริการขนส่งจำนวนมาก แต่ก็ไม่ควรจะชักสีหน้าหรือพูดจาไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อเราไม่ได้แสดงกริยาไม่ดี เขาก็น่าจะอธิบายดีๆ ได้ ส่วนหนึ่งเรามองว่าสังคมไทยเห็นคนพิการเป็นอะไรที่น่ารังเกียจ ไม่จำเป็นต้องพูดดีด้วย ทั้งที่คนพิการก็เป็นคน หลังจากเรื่องแพร่ไปในโซเชียล ขนส่งโทรมาขอโทษ เราบอกว่าอยากให้พนักงานใจเย็น ใจกว้าง และลดอคติลง ซึ่งเขาก็รับปากว่าต่อไปนี้จะปรับปรุง  

สังคมไทยกับ LGBT+ ในปัจจุบัน

เรามองว่าสังคมไทยเปิดกว้างขึ้น แต่ก็ไม่ได้ยอมรับจริง สังคมให้น้ำหนักแค่กับกลุ่มคนที่ดูดี สวย หล่อ หรือมีความสามารถ แล้วคนที่เหลืออยู่ตรงไหนในสังคม เราคิดว่าสังคมยังสลัดมายาคตินั้นไม่หลุด

คนทุกคนควรถูกยอมรับโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข แม้คนนั้นไม่สวย ไม่หล่อ ไม่ได้มีความสามารถ แต่เขาไม่ได้มีค่าความเป็นคนน้อยกว่าคนอื่น จึงไม่อยากให้ไปตัดสินเขาและควรเคารพความแตกต่างของคนอื่น ผู้ชายข้ามเพศบางคนก็ไม่ได้เทคฮอร์โมน แต่เขาก็มองว่าตัวเองเป็นผู้ชาย สังคมควรเคารพการนิยามตัวเอง ผู้ชายที่ชอบสีชมพูก็มี ชอบแต่งหน้าก็มี ผู้ชายไม่ต้องเข้มแข็ง ร้องไห้ได้ มายาคติที่ฝังรากลึกในสังคมมายาวนานควรหยุดได้แล้ว

“ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร แค่อยากให้เคารพความเป็นมนุษย์ของเรา”นัทกล่าว

การที่หลายคนมองว่าคนพิการน่าสงสาร เพราะเขาตีกรอบแล้วว่าคนพิการไร้ความสามารถ เมื่อประกอบกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่คนพิการยังไม่สามารถเข้าถึงได้ คนพิการเลยไม่ได้แสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ ทั้งที่หลายคนมีความสามารถและทุกคนควรได้รับการยอมรับเหมือนกับคนอื่นทั่วไปในสังคม

 

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพคนหูตึงคนหูหนวกLGBTชายข้ามเพศโควิด-19ณัฐนนท์ บุญสม
Categories: ThisAble

พม.ยันโอนเงินเยียวยากลุ่มเปราะบาง 20 ก.ค.สำหรับคนเคยได้รับเบี้ยยังชีพเดือน พ.ค.

ThisAble - Fri, 2020-07-17 13:53

17 ก.ค. 63 ผู้สื่อข่าวยืนยันจากการสอบถามสายด่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เบอร์ 1300 ระบุว่า พม.จะดำเนินการจ่ายเงินเยียวยากลุ่มเปราะบางจากโควิด-19 เป็นจำนวนเงิน 3,000 บาท 1 ครั้ง ในวันที่ 20 ก.ค.63 โดยจะจ่ายให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เคยได้เบี้ยยังชีพทั้งเงินสนับสนุนเด็กเล็ก เบี้ยคนชราและเบี้ยคนพิการของเดือน พ.ค.63 แต่หากเป็นผู้ที่เพิ่งประสงค์รับสิทธิ และยังไม่เคยได้รับเบี้ยในเดือน พ.ค.จะยังไม่ได้เงินเยียวยากลุ่มเปราะบาง และต้องรอมติที่ประชุมในเรื่องวันจ่ายเงินอีกครั้ง

เงินเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ครอบคลุมถึงคน 3 กลุ่ม จำนวนรวม 6,781,881 คน ได้แก่ เด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวน 1,394,756 คน, ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จำนวน 4,056,596 คน และคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ จำนวน 1,330,529 คนโดยทั้งหมดนี้เป็นคนที่มีข้อมูลอยู่ตามฐานข้อมูลอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนรับสิทธิเพิ่มเติม โดยคนที่จะได้รับเงินนี้จะต้องไม่เป็นผู้ที่รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลในโครงการเราไม่ทิ้งกัน, เยียวยาเกษตรกร หรือประกันสังคมมาก่อน อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่เพิ่งจะเข้าเกณฑ์ เช่น คนที่อายุเพิ่งครบ 60 ปีในช่วง พ.ค.ที่ผ่านมาก็สามารถแจ้งความประสงค์กับ พม.จังหวัดได้ 

ทั้งนี้การจ่ายเงินมี 2 ทาง คือกรมบัญชีกลางโอนเงินเยียวยาโดยตรงไปยังบัญชีธนาคารที่เคยได้รับเงินอุดหนุนรายเดือนอยู่เดิม หรือกรมบัญชีกลางโอนเงินไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำจ่ายเป็นเงินสดให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่รับเงินเป็นเงินสดอยู่เดิม หากพบปัญหาสามารถโทรสอบถามได้ที่ สายด่วนพม.1300

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง https://thisable.me/content/2020/06/631

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนเงินเยียวยาโควิด-19กลุ่มเปราะบางคนพิการกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
Categories: ThisAble

‘ความพิการต้องไม่เป็นเรื่องในเข่ง’ คุยกับมณเฑียร บุญตันเมื่อโควิด-19 สร้างวิถีชีวิตใหม่

ThisAble - Thu, 2020-07-16 18:14

ผ่านมาร่วม 3 เดือน ตั้งแต่โควิด-19 เชื้อไวรัสไข้หวัดแพร่กระจายไปทั่วโลก ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ได้รับกระทบจากการะบาดในครั้งนี้จนทำให้คนในทุกกลุ่มได้รับผลกระทบกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จากทั้งมาตรการเคอร์ฟิว ล็อคดาวน์ การเว้นระยะห่าง การปิดห้างร้านสถานบริการต่างๆ และความหวาดกลัวต่อการแพร่ระบาด จนเกิดมาตรการเยียวยาออกมาเป็นระยะ ทั้งเงินเยียวยาผู้กลุ่มอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การแจกอาหาร รวมไปถึงเงินเยียวยาคนพิการ และเงินเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ดี มีเสียงวิพากษ์หนาหูถึงเรื่องการเยียวยาที่ล่าช้า และเข้าไม่ถึงคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการที่ดูเหมือนจะเป็นคนกลุ่มท้ายๆ ที่ได้รับการช่วยเหลือ ชวนคุยกับมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ถึงปัญหาและมาตรการเยียวยาที่เข้าไม่ถึงคนพิการในช่วงโควิด-19 ไปจนถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้เรื่องสิทธิคนพิการตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

การต่อสู้เรื่องสิทธิคนพิการในไทยเป็นอย่างไร

มณเฑียร: ตอนนี้เมืองไทยอยู่ในแนวคิดรัฐเข้มแข็ง มีระบบราชการเป็นแขนเป็นขา ฉะนั้นรัฐในความหมายนี้จึงไม่ได้สะท้อนความเป็นประชาชนเท่าไหร่ เห็นแต่ความนามธรรม ไม่รู้ว่ารัฐคืออะไร ชาติคืออะไร

ความเข้มแข็งของประเทศในมุมมองผมคือสังคมเข้มแข็งและคิดว่าประเทศนี้จะเจริญได้ก็ต้องมีดุลยภาพระหว่างรัฐเข้มแข็งกับสังคมเข้มแข็งและยึดประชาชนเป็นหลัก ตัวชี้วัดคือประชาชนต้องเข้มแข็ง อยู่ดีกินดี มีบทบาทชี้นำนโยบายเรื่องต่างๆได้ ต่างจากรัฐเข้มแข็งที่เราไม่รู้เลยว่าใครชี้นำ ประโยชน์สุขของคนโดยรวมคือใคร เราไม่เคยเห็นหน้าค่าตา เมื่อคนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าไปมีอำนาจก็มักมีแนวโน้มเป็นรัฐเข้มแข็ง และจะเชียร์สังคมเข้มแข็งก็ต่อเมื่อตัวเองไม่มีอำนาจ  

คนพิการภาคประชาสังคมก็ไม่ใช่สายแข็ง ที่ผ่านมาคนพิการพยายามเกาะเกี่ยวไปกับรัฐ วิพากษ์วิจารณ์ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการบ้าง หน่วยงานรัฐบ้าง แต่ไม่เคยพุ่งชนเหมือนสายสิ่งแวดล้อม อย่างมากคนพิการก็ไปประท้วงหวย พอเขาให้หวยเราก็กลับบ้านใครบ้านมัน เขาแจกยาหอมมาเราก็พอใจ ฉะนั้นคนพิการจึงไม่ใช่ภัยคุกคามของรัฐ ผู้มีอำนาจไม่มองว่าคนพิการเป็นปฏิปักษ์  อย่างมากก็แค่รำคาญ ไม่ไปไกลพอจะก่อเชื้อไฟได้

ที่ผ่านมาคนพิการใช้หลายกลยุทธ์ในการทำงานกับภาครัฐ ทั้งวิพากษ์ ติติง เจรจาต่อรอง ผมคิดว่าได้ทุกแบบหากรักษาจุดยืนในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการและเมื่อไหร่ที่มีโอกาสจะต้องนำเสนอนโยบายกับผู้บริหาร ผมไม่มีสิทธิอยู่ในพรรคการเมืองเพราะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งดีอย่างเสียอย่าง ตอนนี้ผมคุยได้ทุกพรรค ตอนเจอคุณธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ) ก็ยังบอกให้ช่วยเชียร์ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมหน่อย แกก็ยินดี เราไม่ได้เป็นศัตรูกับใครในทางการเมืองแต่ทำงานเชิงประเด็นเสียมากกว่า

สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้เห็นอะไรบ้าง

อาจเป็นโชคดีของรัฐบาล ที่เรามีระบบสาธารณสุขค่อนข้างดี มี อสม.เป็นล้านคนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ แต่ทำงานโยงไย ถักทอกันแน่นหนาและจัดการปัญหาของโรคระบาดได้ดี จุดเปลี่ยนที่ดีคือเมื่อนายกฟังหมอและนักวิชาการแทนทหาร แต่ก็ยังใช้ พรก.ฉุกเฉินเป็นกลไกทำให้คนเสียเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าเราจะมีสาธารณสุขหรือมาตรการดีเท่าไหร่ ศัตรูของคนพิการคือ Social Distancing ที่แยกคนพิการออกจากสังคม อาชีพของคนพิการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการสัมผัส พบปะผู้คน เมื่อทำไม่ได้รายได้ก็เป็นศูนย์ คนตาบอดแทบเลี่ยงการสัมผัสผู้คนไม่ได้เมื่อต้องเดินทาง เขาขับรถเองไม่ได้ ไม่มีรถส่วนตัว ฉะนั้นจึงได้รับผลกระทบแรงมากจากโควิด-19 คนไม่มีงานก็ยังคงไม่มีงาน คนที่มีงานก็ตกงาน ไม่ว่าจะนวด ขายของตามแหล่งท่องเที่ยว ขายสลากหรือแสดงความสามารถและถึงแม้จะมีการสนับสนุนภาคเกษตรกรรมแต่กลับไปได้ไม่ไกลในระบบสังคม ดังจะเห็นจากประวัติศาสตร์คนพิการในโลกสมัยใหม่ที่มักอยู่ในสังคมเมือง อันเนื่องจากคมนาคมขนที่ดี โครงสร้างพื้นฐานต่างเจริญในเมือง ทั้งที่จริงแล้ว 60% ของคนพิการอยู่ชนบทในภาคเกษตรกรรม แต่กลับไม่มีการบันทึก ฉะนั้นถ้าจะเปลี่ยนวิธีคิด คนพิการก็ควรได้ก้าวออกมาจากหลังห้อง เป็น Active Citizen ในภาคเกษตรกรรมเพื่อทำให้เรื่องการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อคนทั้งมวลหันความสนใจไปสู่ชนบทมากขึ้น

หลายคนบอกว่า อย่าไปเสียเวลากับเรื่องคนพิการ เราก็แย้งว่า คนพิการนั้นมีอยู่เพียงแต่เขาไม่มีผลผลิต เป็นแค่ผู้อาศัยในบ้านที่ได้รับเบี้ยความพิการเดือนละ 800 บาท ทำให้เขามีอำนาจต่อรองในครอบครัวน้อย แต่ถ้าเมื่อใดเขามีอำนาจต่อรอง มีกำลังซื้อมากขึ้น เช่น ใช้สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ได้ อาจเป็นฝ่ายการตลาดให้ครอบครัว อำนาจของเขาก็กลับมา สมาคมคนตาบอดลงทุนสร้างโรงคัดแยกผลิตผลทางการเกษตรที่กาฬสินธุ์ เป็นการเกษตรมาตรฐานสูง เพื่อกดดันให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร เข้าถึงได้ ชีวิตคนพิการในชนบทจะไม่ใช่คนที่ไม่รู้จะทำอะไร ทฤษฎีว่าคนพิการอยากได้ดีต้องเข้าเมือง คงไม่ได้ผลแล้ว เราต้องกระจายโอกาสให้ไกลมากที่สุดด้วย คนในเมืองก็อยู่กันไป แต่อีก 60% ในท้องไร่ท้องนา ต้องเข้าถึงโอกาสได้ด้วย

เยียวยาเพราะคนพิการกดดัน

สิ่งที่รัฐเขียวยาคนพิการในตอนนี้ทั้งหมดเกิดจากการโดนคนพิการกดดัน คนไม่รู้จะนึกว่าอยู่ดีๆ รัฐบาลก็ใจดีกับคนพิการ แต่ไม่ใช่เลย คนพิการยกพวกไปกดดันทุกที่ ทำข้อเสนอไปที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) และข้อเสนอจากวุฒิสภาไปเป็นสิบๆ ฉบับ ฉะนั้นไม่มีคำว่าอยู่ดีๆ เขาก็ให้คนพิการ ขนาดเป็นข้อเสนอผ่านมติกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (คพช.) เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ใน 4 มาตรการ กลับมีมาตรการเดียวที่เป็นรูปธรรมคือเงินเยียวยา 1,000 บาท จ่ายครั้งเดียว ก็เพิ่งสำเร็จเมื่อ 29 พ.ค. โดยอ้างว่าเงินนี้เป็นเงินนอกงบประมาณ กรมบัญชีกลางไม่มีระเบียบให้จ่ายเงินกองทุนไปที่บัญชีคนพิการ จึงรอให้คณะรัฐมนตรีมีมติวันที่ 28 เม.ย.ถึงได้เริ่ม


อย่างไรก็ดี คนพิการ 4 แสนกว่าคนไม่มีบัญชี ไม่มีทางที่เงินจะถึงมือได้เร็ว แค่เงิน 1,000 บาทใช้เวลา 3 เดือนกว่า เงินเยียวยา 5,000 บาทเราก็อดหลับอดนอนรับโทรศัพท์ให้คนที่กรอกไม่เป็น เข้าถึงไม่ได้บางครั้งกรอกเสร็จแล้วระบบส่ง OTP ไปที่โทรศัพท์ คนตาบอดก็อ่านโทรศัพท์ปุ่มกดเครื่องละ 500 บาทไม่ได้ กว่าจะหาคนช่วยอ่านก็หมดเวลา การเข้าถึงเงิน 5,000 บาทจึงไม่ใช่เรื่องง่าย คิดจะกู้เงิน ธนาคารบางที่ก็ไม่ให้กู้ หรือไม่ให้เปิดบัญชีด้วยซ้ำไปเพราะเห็นเป็นคนพิการ ข้อเสนอของ คพช.เรื่องกู้ฉุกเฉิน 10,000 บาท ก็ยังไม่ออก เพราะต้องไปแก้ระเบียบกองทุนก่อน ต้องไปเยี่ยมบ้าน ฯลฯ ฉุกเฉินก็คือไม่ฉุกเฉิน

ระบบดีที่ ต้องกล้าเปลี่ยน

ระบบราชการแบบนี้เดินต่อไม่ได้หรอก ยิ่งเจอโควิด-19 ยิ่งเห็นได้ชัดเลยว่าไม่สามารถเข้าสู่ New Normal ได้ ผมรณรงค์ให้กองทุนคนพิการเปลี่ยนสภาพเป็นนิติบุคคลแบบ สสส.กว่า 10 ปีแล้ว ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ พก.ก็ไม่เอาด้วย อยากรักษากองทุนไว้เป็นส่วนหนึ่งเพื่อให้มีเงินนอกระบบหล่อเลี้ยงกิจการกรม พก.มี 2 บทบาท หนึ่ง เป็นกรมในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีหน้าที่ดำเนินกิจการตาม พรบ.บริหารราชการแผ่นดิน สอง เป็นเลขา คพช. ต้องตรวจสอบการเข้าถึงสิทธิของคนพิการจากทุกกระทรวง และนำเสนอผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิการเข้าถึงสิทธิ แล้วรายงานต่อที่ประชุม คพช. แต่พก.ให้ความสำคัญกับหน้าที่กรมมากกว่าเป็นเลขาฉะนั้นเมื่อมองว่าตัวเองเห็นกรมและมีงบประมาณน้อย กองทุนจึงจำเป็น และปัญหาที่มีจึงวนไปเรื่อยๆ

เรื่องเบี้ยความพิการ เดิมทีมีมติ คพช. ตั้งแต่เดือน ธ.ค.62 ขอปรับจาก 800 เป็น 1,000 ถ้วนหน้า คอนเส็ปของการให้คือต้องถ้วนหน้า ไม่ใช่หลักการความจำเป็นเฉพาะบุคคล เพราะเรามีสวัสดิการแตกแยกย่อยตามสภาพอยู่แล้ว เบี้ยคือสัญลักษณ์ว่าเกิดเป็นคนพิการนั้นมีต้นทุนในการดำรงชีวิตมากกว่า รัฐจึงต้องช่วยเสริมพลัง ฉะนั้นการขึ้นเบี้ยแต่ละครั้งจึงควรเท่ากัน ปรากฎว่า ครม.มีมติในเดือนม.ค.63 ให้ขึ้นเป็น 1,000 บาท เฉพาะคนมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราก็ยื่นกลับไปให้ทบทวน จนวันที่ 30 มี.ค.ก็มีมติขึ้นเบี้ยสำหรับเด็กอายุไม่ถึง 18 ปี  ทำให้อีก 8 แสนคนไม่ได้ขึ้นเบี้ย เกิดเป็นความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ อิจฉาริษยากันเองและรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ตอนนี้เราก็เสนอเข้า ครม.อีก เป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบ และไม่ใช่เพียงเรื่องนี้ แต่นโยบายคนพิการส่วนใหญ่มักพบปัญหาแบบเดียวกัน

การเลือก (selective) และการรวม (inclusive)

Inclusive คือทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ เช่น Inclusive education ก็คือการเรียนรวม ได้แก่การจัดบรรยากาศการเรียนการสอน กฎเกณฑ์ ระบบสื่อ สภาพแวดล้อมที่เหมาะกับคนทุกข้อจำกัด ผมจึงแปล Inclusive society ว่าสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ต่างจาก Selective ที่ทำให้เกิดการเลือก คนที่มีอำนาจมากกว่าก็มีแนวโน้มจะถูกเลือกมากกว่า ส่วนคนชายขอบไม่มีโอกาสได้ถูกเลือก แล้วใครเป็นคนตัดสินว่าใครควรได้หรือไม่ได้ หากดูตัวอย่างอย่างการลงทะเบียนเยียวยา 5,000 บาท จะเห็นว่ารัฐพยายามบอกว่า คนรวยจะถูกตัดออกเพราะไม่มีคุณสมบัติ แต่ปรากฏว่าคนที่ถูกตัดออกกลายเป็นคนที่เข้าไม่ถึงการลงทะเบียน ไม่ใช่คนขาดคุณสมบัติ ฉะนั้นการสร้างเงื่อนไขจึงเสี่ยงต่อการทำแล้วได้ไม่คุ้มเสีย

คนพิการอยู่ตรงไหนในระบบการเมืองไทย

อย่างมากก็เป็นผู้ที่ได้รับการดูแล ยังไม่ถึงขั้นเป็นพาร์ทเนอร์และ Active citizen แม้กฎหมายเราล้ำหน้าแต่การทำงานของระบบราชการ รัฐบาล หรือผู้บริหารระดับสูง ทำให้คนพิการถูกปฎิบัติดีกว่าผู้ได้รับการสงเคราะห์มาเล็กน้อย หลังจากทำงานกัดไม่ปล่อยกันมากว่า 40 ปีเราก็เป็นเพียงกลุ่มเปราะบางที่เสียงดัง รัฐอาจมองว่าคนพิการดื้อจังเลย ยอมๆ ไปบ้างก็ได้แต่ไม่เคยบอกว่า คนพิการเป็นพลเมือง ต้องให้เกียรติ ต้องเชิญมาเป็นหุ้นส่วนในการตัดสินใจ เรายังไปไม่ถึงขั้นนั้น

จะเห็นว่าการผ่านกฎหมายต่างๆ มักเกิดขึ้นในช่วงที่มีการยึดอำนาจ เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการที่สภาฯ ไร้ระเบียบ เถียงกันในเรื่องที่ไม่ควรเถียง เล่นเกมกันมากเกินไป พอเล่นเกมจบ ก็เหนื่อยปิดสมัยประชุม สภาผู้แทนราษฎรไทยจึงไม่มีประสิทธิภาพ พอเป็นสภาระบบรัฐประหาร ซึ่งเป็นสิ่งไม่ดี แต่ว่าคนที่ทำรัฐประหารเขามีเป้าหมายในบางเรื่อง ถ้าเรื่องไหนไม่ใช่เป้าหมาย เขาก็ปล่อยให้กฎหมายผ่านแบบง่ายๆ หลังรัฐประหาร 19 กันยา 49 เอ็นจีโอดันกฎหมายทันสมัยได้เยอะมาก เป็นเรื่องที่ไม่เป็นภัยคุกคามกองทัพเขาก็ไม่สนใจ คนพิการก็ได้อานิสงส์จากเรื่องพวกนี้ ขณะที่สภาปกติเรื่องคนพิการอยู่คิวสุดท้าย  และแม้ว่าจะมีกรรมการคนพิการนั่งพิจารณาและมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านคนพิการอีกจำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจเต็มที่ในการตัดสินใจในตอนจบโดยเฉพาะในขั้น ครม. เพราะเราไม่มีแม้แต่เสียงเดียว ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่า ราชการจะให้ความคิดเห็นอย่างไร

“เหนื่อยกันหมดแล้ว กลับบ้านเถิดอาจารย์พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ผมเจอคำพูดแบบนี้ตลอด” มณเทียรกล่าว

เรื่องคนพิการมักถูกเข้าใจผิดในหลายด้าน เช่น เรื่องบัตรทองที่เมื่อคนพิการมีอาชีพ สิทธิของเขาถูกยกเข่งไปอยู่ประกันสังคม คนพิการเองไม่ต้องการเพราะสิทธิของบัตรทองนั้นสะดวกกว่า ก็มาร้องเรียน แต่รัฐบาลก็แก้ไขกลายเป็นว่า ให้คนพิการเหมาเข่งไปอยู่บัตรทอง ทำให้คนที่สะดวกใช้ประกันสังคมโวยวายอีก ต้องแก้กลับ สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นที่เราคิดว่าง่ายน่าจะจบแค่ชั่วโมงเดียว อาจกินเวลาแก้ถึง 2 ปี

อะไรที่คนพิการต้องรักษาไว้ในแง่การต่อรองทางการเมือง

ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ไม่ควรเสียเรื่องการมีส่วนร่วมระดับนโยบายและต้องไม่มองว่า คนพิการเป็นเรื่องในเข่ง แต่เป็นเรื่องที่เราจะต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการกระแสหลัก อย่างเรื่องเงินกู้สี่แสนล้านบางคนก็บอกว่า คนพิการไม่ต้องไปยุ่ง ยุ่งเฉพาะเงินกองทุนคนพิการก็พอแล้ว ทั้งที่สี่แสนล้านเป็นเงินของประชาชนทุกคน คนพิการก็เป็นประชาชน ดังนั้นโจทย์ของคนพิการในอนาคตคือมุ่งสู่กระแสหลักให้มาก รักษาจุดเฉพาะเอาไว้ ควบรวม 2 อย่างแบบไฮบริดจ์ เราไม่สามารถทิ้งเรื่องเฉพาะของคนพิการ ไม่สามารถปิดโรงเรียนเฉพาะสำหรับคนพิการได้เพราะโรงเรียนรวมไม่ได้ตอบโจทย์คนพิการได้ทุกคน ดังนั้นด้านหนึ่งที่ทำก็คือผลักให้คนพิการเข้าสู่โรงเรียนเรียนรวมให้ได้มากที่สุด ขณะที่ก็ต้องผลักโรงเรียนเฉพาะความพิการที่ตอบโจทย์คนพิการบางกลุ่ม นโยบายทุกอย่างจึงคิดเป็นบะหมี่สำเร็จรูปไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเราจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง อย่ารังเกียจการเมือง ไม่ว่าการเมืองนั้นจะอยู่ในรูปแบบไหน จะเป็นเผด็จการ อำนาจนิยม เสรีประชาธิปไตย ระบบหลายพรรค หรือพรรคเดียวแบบจีน คนพิการต้องอยู่ในทุกที่ ทุกพรรคและต้องเป็นประชาชนที่แอคทีฟสามารถพูดความต้องการได้เต็มที่

อีกเรื่องที่สำคัญอย่างเศรษฐกิจ ระยะนี้นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนจับมือกับธุรกิจ เรียกว่า Business and human right คนพิการต้องรู้จักจังหวะนี้ เปลี่ยนภาพลักษณ์เดิมที่ยึดกับสวัสดิการสังคมให้เป็นผู้ประกอบการมากขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งมาจากกระแสธุรกิจ ในสหรัฐอเมริกาบริษัท ไอซีทียักษ์ใหญ่ตอบโจทย์คนพิการเพราะรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ออกกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ที่บีบให้ไมโครซอฟท์ แอปเปิ้ลและกูเกิ้ลต้องออกแบบเทคโนโลยีที่คำนึงถึงคนพิการ ปรากฏว่าเมื่อผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายทั่วโลกก็เกิดอิทธิพลต่อตลาดและคนพิการนิยมใช้กันมาก แต่กลับไม่เกิดขึ้นในตลาดเอเชีย ฉะนั้นถ้าเราต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง เราต้องสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนแปลงตัวเอง เอาผลกำไรจากการเปลี่ยนแปลงเป็นตัวดึงดูด หากคุณไปคุยกับทิม คุก เขาจะมองว่าคนพิการเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีประโยชน์ เป็นฐานลูกค้า ยิ่งทำให้คนใช้สินค้าเขามากเท่าไหร่กิจการก็ยิ่งขยายฐาน แต่บ้านเรากลับมองว่า คุณต้องดูแลและบริจาคให้คนพิการ สำหรับบ้านเราการคิดยังอยู่ในยุคนั้น ถ้าเราคิดว่าคนพิการเป็นผู้ได้รับการสงเคราะห์ ภาคธุรกิจก็จะไม่มีแรงจูงใจเพียงพอ

คนพิการในฐานะปัจเจกสามารถขับเคลื่อนงานคนพิการได้อย่างไร

ผมเชื่อในเรื่องการรวมตัว เราต้องสร้างบรรยากาศให้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่ ได้รวมตัวกันภายใต้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อให้เกิดสังคมที่เข้มแข็ง คนพิการเองจะต้องมีกลุ่ม มีพวก มีชมรม มีคลับ หรือสมาคม อีกทั้งคนพิการก็ต้องเข้าไปอยู่ในชุมชนอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะความพิการ ในที่ที่คนอื่นมองเห็น เป็นส่วนหนึ่งของทุกชุมชน ทุกอาชีพและไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องคนพิการเพราะคนพิการก็มีความสนใจหลากหลาย เป็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งไม่ได้มีคุณสมบัติเดียว

ในช่วงโควิด-19 คนพิการอาจได้รับผลกระทบมาก แต่ผลกระทบครั้งนี้อาจทำให้เราเข้มแข็งขึ้น คนพิการหลายคนต้องเสาะแสวงหาโอกาสใหม่ เพื่อให้มีความปกติใหม่ หลายเรื่องก็เป็นประโยชน์กับเรา โดยเฉพาะเมื่อไทยพยายามบอกว่าตัวเองเป็นฮับ ฉะนั้นคุณต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จึงทำให้โอกาสผลักดันสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้มีมากขึ้น ผมว่าเราต้องมองทุกอย่างเป็นโอกาส  หากเราน้อยเนื้อต่ำใจว่าคนพิการทำยังไงก็เอื้อมไม่ถึง เราก็คงไม่มีวันไปถึง

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนมนเฑียร บุญตันคนพิการโควิด-19เงินเยียวยา
Categories: ThisAble

คนตาบอดผู้เป็นนักกฏหมายและแฟนลิเวอร์พูล | VISIBLEME EP.02

ThisAble - Wed, 2020-07-15 14:12

ถ้าคุณต้องมีทนายความ หรือคนทำงานด้านกฏหมายเป็นคนตาบอด คุณจะรู้สึกอย่างไร ? กล้าใช้บริการหรือไม่ ? แล้วในไทยมีคนตาบอดทำงานกระบวนการยุติธรรมหรือเปล่า    Visibleme สัปดาห์นี้คุยกับ บิ๊กเบล กฤษณ์พงษ์ เตชะพลี เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นที่อยากเป็นครู จนเปลี่ยนไปเรียนกฏหมาย และได้เป็นนักฏหมายตัวจริง เส้นทางของบิ๊กเบลเป็นอย่างไร คนตาบอดเรียนกฏหมายแบบไหน คนตาบอดทำงานในกระบวนการยุติธรรมไทยได้หรือไม่ คนตาบอดเผชิญปัญหาเชิงกฏหมายแบบไหนกันอยู่ ยาวจนไปถึงความชอบส่วนตัวของเขาอย่างการเป็นแฟนทีมฟุตบอลอย่างลิเวอร์พูล ติดตามกันได้ที่นี่เลย     พบกับ Visibleme พอตแคสต์ใหม่จาก thisable.me รายการที่จะพาคุณไปรู้จักกับคนตาบอดในแง่มุมหลากหลายทั้งการงาน อาชีพ งานอดิเรกต่างๆ ที่น่าสนใจ และคุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนพอตแคสต์podcastคนตาบอด
Categories: ThisAble

เที่ยวไปกับคุณพ่อวีลแชร์

ThisAble - Wed, 2020-07-15 14:02

"ผมไปทะเลหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยได้ไปนั่งตรงน้ำทะเล ตรงทราย มีแต่ไปนั่งไกลๆ แล้วเขาก็ไปเล่นกันอยู่ไกลๆ แต่ครั้งนี้ผมต้องไปใกล้ๆ น้ำให้ได้ ผมเลยเอารถเข็นขับลุยทรายเข้าไปเลย ลุยทรายเพื่อไปนั่งริมน้ำ เพื่อจะได้ใกล้กับทะเล มันสดชื่นตรงที่เราได้ดูครอบครัวเราเล่นน้ำ ถึงเราไม่ได้เล่นน้ำด้วย แต่มันก็มีความสุข" 

7 ปีแล้ว ที่ป๊อบ ธนากร กล่อมรักษา ต้องกลายเป็นคนพิการจากสาเหตุลิ่มเลือดทับไขสันหลัง จากชายผู้ซึ่งมีร่างกายกำยำ เตะบอลว่ายน้ำ เขากลายเป็นคนพิการที่ต้องอยู่ติดบ้าน ไม่ออกไปไหน ใช้ชีวิตในห้องสี่เหลี่ยม "นอนมองอย่างเดียว" เป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับป๊อบ

ชีวิตของป๊อบเปลี่ยนอีกครั้งหลังจากที่เขาเริ่มกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง ลุกขึ้นจากเตียงมานั่งรถเข็น เขาเริ่มออกจากบ้าน ไปห้าง ไปตลาด สำรวจสถานที่ใกล้ๆ จนถึงเดินทางไปต่างประเทศ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สถานที่ที่เขานิยามว่า"เกินฝัน" สำหรับเขาไปมาก ไม่เพียงแต่เที่ยวอย่างเดียวเท่านั้น ป๊อบและครอบครัวเก็บภาพความทรงจำเอาไว้ ทำเป็นวิดิโอ และมันกลายเป็นเพจ คุณพ่อ วีลแชร์ บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของตนเอง

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตคุณพ่อวีลแชร์พิการทางการเคลื่อนไหว
Categories: ThisAble

17 สิทธิคนพิการที่ทุกคนควรรู้

ThisAble - Fri, 2020-07-03 14:15
17 สิทธิคนพิการ ที่ทุกคนควรรู้!

เปิด 17 สิทธิคนพิการที่ทุกคนควรรู้ ตั้งแต่เรื่องเบี้ยยังชีพ ค่าเดินทาง รักษาพยาบาล ไปจนถึงการปรับปรุงบ้านให้เหมาะสมกับความพิการ เพราะคนพิการมีสิทธิที่ใช้ได้ตลอด คนพิการเป็นคนไทย ไทยแปลว่าอิสระ คนพิการต้องสามารถเข้าถึงสิทธิและใช้ชีวิตได้อิสระ คนพิการไม่ยอมไปเป็นทาสคุณหรอกจ่ะ ! 

  1. จ้างงานคนพิการ

การจ้างงานคนพิการ ตามมาตรา 33 ที่ว่าด้วยเรื่องสถานประกอบการหรือหน่วยงานต้องจ้างผู้พิการในอัตราส่วน 100 : 1 คน และ มาตรา 35 หากไม่รับตามกำหนดตามมาตรา ม.33 ให้ส่งเงินเข้ากองทุน โดยมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ x 365 x จำนวนคนพิการที่ต้องรับเข้าทำงาน ในกรณีไม่รับพนักงานตาม ม.33 และไม่ประสงค์ส่งเงินเข้ากองทุน หน่วยงานหรือสถานประกอบการอาจช่วยเหลือหรือจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆแก่คนพิการได้

  1. เบี้ยคนพิการ

เบี้ยคนพิการ คนพิการจะได้รับเบี้ยคนพิการ 800 บาท/เดือน หากมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้รับเบี้ยความพิการ 1000 บาท/เดือน

  1. บริการล่ามภาษามือ 

ล่ามภาษามือ คนพิการทางการได้ยินและการสื่อสารมีสิทธิรับบริการล่ามภาษามือ โดยมีเงื่อนไขดังนี้ 

  1. ใช้บริการทางการแพทย์และการสาธารณสุข

  2. สมัครงานหรือติดต่อประสานงานด้านการประกอบอาชีพ 

  3. ร้องทุกข์การกล่าวโทษหรือพยาน ชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่น 

  4. เข้าร่วมประชุมอบรมหรือสัมมนา รวมทั้งเป็นผู้บรรยาย หน่วยงานหรือองค์กร เป็นผู้จัดซึ่งมี พิการทางการได้ยินเข้าร่วมด้วย 

  5. ติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ ขอรับบริการสาธารณะได้แก่

  • ทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน เปิดแสดงตนอื่นๆตามกฎหมาย จัดนิติกรรมสัญญาและการขออนุมัติ การอนุญาตต่างๆ

  • ขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย ให้ปากคำต่อเจ้าพนักงานทางกฎหมาย นอกเหนือจากข้อ 3 การไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทต่างๆ

  • ขอรับบริการสาธารณะอื่นเพื่อความจำเป็นพื้นฐาน ของคนพิการและบุคคลในครอบครัว 

อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวิธีการขอล่ามได้ (ที่นี่)

http://dep.go.th/Content/View/1343/2

  1. บริการผู้ช่วยคนพิการ (PA)

ผู้ช่วยคนพิการ (PA) คนพิการมีสิทธิที่จะได้รับบริการผู้ช่วยคนพิการ เมื่อต้องการความช่วยเหลือ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นคนพิการที่มีความจำเป็นต้องใช้ผู้ช่วยคนพิการ อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวิธีการได้ (ที่นี่)

          http://dep.go.th/Content/View/1339/1

  1. โควต้าลอตเตอรี่

โควต้าลอตเตอรี่ คนพิการสามารถรับฉลากกินแบ่งรัฐบาลไปขายได้ด้วยตนเองคนละไม่เกิน 6 เล่ม โดยลงทะเบียนกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือองค์กร มูลนิธิคนพิการที่ยื่นคุณสมบัติเป็นตัวแทนจำหน่าย 

เว็บไซต์กองสลาก https://www.glo.or.th/landing-page

  1. เงินกู้คนพิการ

เงินจาก “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” เพื่อเป็นทุน เพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ โดยบริการให้กู้ยืมนั้น คนพิการสามารถกู้ยืมเงินได้วงเงินไม่เกินรายละ 60,000 บาท หรือหากมากกว่าวงเงินให้รายละไม่เกิน 120,000 บาท โดยไม่เสียดอกเบี้ยและมีระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปี 

  1. ปรับสภาพที่อยู่อาศัย

ปรับสภาพที่อยู่อาศัย คนพิการสามารถขอเงินเพื่อปรับสภาพภายในที่อยู่อาศัยไม่เกินคนละ 20,000 บาท โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ 4 ด้าน ประกอบด้วย ได้แก่ 1.ด้านความปลอดภัย 2.การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ 3.การเตรียมการสำหรับในกรณีฉุกเฉิน และ 4.การจัดสภาพแวดล้อมในพื้นที่ใช้สอย

อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวิธีการได้ใน

https://www.thaihealth.or.th/Content/40654-%E0%B8%9E%E0%B8%81.%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20.html

  1. ค่าโดยสารอัตราพิเศษในการเดินทาง

สิทธิบริการค่าโดยสารอัตราพิเศษในการเดินทางด้วยระบบต่างๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

  1. รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ยกเว้นค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภท 

  2. รถไฟฟ้า BTS ยกเว้นค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภท 

  3. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) ลดหย่อนค่าโดยสารค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภทครึ่งราคา (ไม่รวมค่าธรรมเนียม)

  4. บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ลดหย่อนค่าโดยสารค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภทครึ่งราคา (ไม่รวมค่าธรรมเนียม)

  5. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ลดหย่อนค่าโดยสารครึ่งราคาสำหรับคนพิการทางการมองเห็น คนพิการทางการได้ยิน และคนพิการทางร่างกาย เฉพาะเส้นทางการบินในประเทศ โดย และ ลดหย่อนค่าโดยสารร้อยละ 25 สำหรับผู้ช่วยเหลือคนพิการ 

  6. การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ลดหย่อนค่าโดยสารค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภท 50 % (ไม่รวมค่าธรรมเนียม) ใช้ได้เฉพาะช่วง 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. ของทุกปี

  7. บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา  ยกเว้นค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภท

  8. แอร์พอร์ตเรลลิงก์ ยกเว้นค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภท *** โดยคนพิการต้องแสดงสมุดหรือบัตรประจำตัวคนพิการต่อเจ้าหน้าที่ และมีรายละเอียดเงื่อนไขต่างกัน กรุณาศึกษาเพิ่มเติม *** 

         อ่านรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่

http://www.1479hotline.org/archives/2318

  1. ส่งเสริมอาชีพ

คนพิการสามารถรับคำแนะนำในการประกอบอาชีพให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง

  1. ฟื้นฟูสมรรถภาพ

คนพิการสามารถใช้บริการอย่างครบวงจร และหากมีบัตรทอง (ท.74) สามารถใช้บริการสาธารณสุขของรัฐได้ทุกแห่ง ทั้งการฟื้นฟู อาชาบำบัด วารีบำบัด

  1. เรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี

คนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาและอำนวยความสะดวกโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

  1. ลดหย่อนภาษีคนพิการและผู้ดูแล

หากคนพิการมีรายได้ไม่เกิน 190,000 บาท/ปี จะได้รับการยกเว้นภาษี และผู้ดูแลสามารถลดหย่อนภาษีได้ปีละ 60,000 บาท/ปี

อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวิธีการได้ใน

https://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/kormor/528.pdf

  1. ยืมอุปกรณ์กระทรวงดิจิตัล

ยืมอุปกรณ์กระทรวงดิจิตัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม การยืมอุปกรณ์ ICT ของภาครัฐ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์ ต้องใช้สำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ 1 ฉบับและสำเนาทะเบียนบ้านคนพิการ 1 ฉบับ 

อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวิธีการได้ใน

https://www.nectec.or.th/ace2019/wp-content/uploads/2019/09/20190909_SS04_Wansiri.pdf

  1. ยืมอุปกรณ์การท่องเที่ยวและกีฬา

สำหรับคนพิการที่มีความจำเป็นพิเศษทางการศึกษา สามารถขอยืมอุปกรณ์พลศึกษา เช่น บ็อคเซีย ลูกบอลมีเสียง และลูกบาสเกตบอลมีเสียง

  1. อุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ

หากคนพิการเข้ารับการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสถานพยาบาลต้องจัดหาอุปกรณ์เทียม หรือเครื่องคนพิการให้ หากไม่มีให้เบิกจากศูนย์สิรินธร กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

  1. งบสงเคราะห์

งบสงเคราะห์ เงินที่จัดหาให้คนพิการ เช่น เบี้ยคนพิการ,เงินในการปรับสภาพที่อยู่อาศัย,การกู้ยืมเงินทุนในการประกอบอาชีพ หรือการเข้ารับการศึกษารวมทั้งการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวิธีการได้ที่

http://dep.go.th/Content/View/1345/2

  1. กองทุนเงินออมวันละบาท (พอช.)

ข้อมูลจากสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย

ปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่ 1 ก.ค. 2563


 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนแรงงานสุขภาพสิทธิคนพิการ
Categories: ThisAble

ขึ้นภูกระดึงไปกับคนตาบอด | VISIBLEME EP.01

ThisAble - Fri, 2020-07-03 13:50

ยินดีต้อนรับสู่ VISIBLEME พอตแคสต์ที่จะทำให้คุณรู้จักตัวตนของคนตาบอดในแบบที่คุณก็อาจไม่เคยเห็นมาก่อน มอส ปราโมท ชื่นขำ หนุ่มตาบอดเรียนดี ดีกรีนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ เขาชื่นชอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเดินป่า กับประสบการณ์เดินเขามามากกว่าสิบครั้ง

การเดินป่าของคนตาบอดจะเป็นอย่างไร ? ทำไมมองไม่เห็นแล้วอยากไปดูยอดดอย ? แล้วภูกระดึงในแบบของคนตาบอดเป็นอย่างไร ? มาสัมผัสได้ใน VISIBLEME ตอนนี้กันเลย

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมกีฬาสุขภาพpodcastพอตแคสต์คนตาบอด
Categories: ThisAble

การเมืองพิกลทำคนพิการ

ThisAble - Fri, 2020-07-03 09:47

14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19, พฤษภา 35, เมษา-พฤษภา 53, เสื้อแดง, เสื้อเหลือง, กปปส. ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นคำที่เราใช้จดจำเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เกือบทุกเหตุการณ์นอกจากอุดมการณ์ที่แข็งกล้าและความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าการสูญเสียเป็นเรื่องที่แทบจะเลี่ยงไม่ได้ นอกจากผู้เสียชีวิต ที่บ้างก็ถูกยกย่องให้เป็นวีรชน บ้างก็ถูกบอกให้เป็นผู้ผิดแล้ว ก็ยังมีผู้ที่มีชีวิตแต่ต้องติดอยู่กับบาดแผล บางคนพิการและได้รับการเยียวยา ส่วนหลายคนไม่เคยได้รับแม้แต่คำขอโทษ

"การเมืองพิกล ทำคนพิการ" ThisAble.me X Prachatai คุยกับผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง บางคนสูญเสียดวงตา บางคนสูญเสียขา รับฟังความรู้สึกจากการสูญเสีย เพื่อเรียนรู้และเข้าใจร่วมกันว่าเราทุกคนล้วนเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและมีบาดแผลไม่ต่างกัน

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตการเมือง
Categories: ThisAble

เพศศึกษาในสายตาคนพิการ

ThisAble - Fri, 2020-07-03 09:17

"ครูที่สอนสุขศึกษาไม่ควรเป็นครูที่สอนวิชาอื่น เขาควรจะเป็นครูที่อบรมมาในด้านนี้โดยเฉพาะ และมองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่บอกว่าน่าเกลียดและต้องไม่ทำให้เรื่องนี้ดูน่าเกลียด" แล้ววิชาวิชาเพศเป็นอย่างไรในความทรงจำของคุณ? ตั้งแต่เรื่องเพศสัมพันธ์ การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การคุมกำเนิด ไปจนถึงทัศนคติต่อเรื่องเพศ คุยกับเยาวชนพิการเรื่องวิชาเพศศึกษาที่พวกเขาเคยเรียน และวิชาเพศศึกษาที่พวกเขาอยากให้เป็น

Mediaมัลติมีเดียสุขภาพความต้องการทางเพศความหลากหลายทางเพศ
Categories: ThisAble

คาดเลื่อน! จ่ายเงินเยียวยากลุ่มเปราะบางจาก มิ.ย.เป็นภายใน 20 ก.ค.ทั้งก้อน 3,000 บาท

ThisAble - Tue, 2020-06-30 17:41

ก่อนหน้านี้ มีการระบุว่า เงินเยียวยากลุ่มเปราะบางจากโควิด-19 จะจ่ายได้ภายในเดือนมิ.ย. 63 โดยแบ่งเป็น 2 งวดในเดือน มิ.ย.และ ก.ค. (อ่านที่นี่) แต่ล่าสุด อนุกูล ปีดแก้ว รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า เงินเยียวยากลุ่มเปราะบางดังกล่าว จะจ่ายรวดเดียว 3,000 บาท ภายในวันที่ 20 ก.ค.

เงินเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ครอบคลุมถึงคน 3 กลุ่ม จำนวนรวม 6,781,881 คน ได้แก่ เด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวน 1,394,756 คน, ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จำนวน 4,056,596 คน และคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ จำนวน 1,330,529 คนโดยทั้งหมดนี้เป็นคนที่มีข้อมูลอยู่ตามฐานข้อมูลอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนรับสิทธิเพิ่มเติม

สำหรับการจ่ายเงินเดิมจะถูกแบ่งเป็น 3 เดือนคือ พ.ค., มิ.ย. และก.ค. โดยคนที่จะได้รับเงินนี้จะต้องไม่เป็นผู้ที่รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลในโครงการเราไม่ทิ้งกัน, เยียวยาเกษตรกร หรือประกันสังคมมาก่อน โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียน อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่เพิ่งจะเข้าเกณฑ์ เช่น คนที่อายุเพิ่งครบ 60 ปีในช่วงพ.ค.ที่ผ่านมาก็สามารถแจ้งความประสงค์กับ พม.จังหวัดได้ ทั้งนี้การจ่ายเงินมี 2 ทาง คือกรมบัญชีกลางโอนเงินเยียวยาโดยตรงไปยังบัญชีธนาคารที่เคยได้รับเงินอุดหนุนรายเดือนอยู่เดิม หรือกรมบัญชีกลางโอนเงินไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำจ่ายเป็นเงินสดให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่รับเงินเป็นเงินสดอยู่เดิม หากพบปัญหาสามารถโทรสอบถามได้ที่ สายด่วนพม.1300

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนโควิด-19คนพิการเงินเยียวยากลุ่มเปราะบาง
Categories: ThisAble

จ่ายเยียวยากลุ่มเปราะบางจากโควิด-19 ก้อนแรก 2,000 บาท มิ.ย.นี้ 6.7 ล้านคน

ThisAble - Tue, 2020-06-23 15:50

หลังมีข่าวการมอบเงินเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ล่าสุดเฟซบุ๊กเพจไทยคู่ฟ้า ได้โพสต์รายละเอียดเพิ่มเติมของมาตรการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพ.ค. – ก.ค. 63

ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบจ่ายเงินเยียวยากลุ่มเปราะบางผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 63 ที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และกลุ่มคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ รวมทั้งสิ้น 6,781,881 ราย

ทั้งนี้ ไม่ใช้ทุกคนจากทั้งสามกลุ่มที่จะได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว เพราะจะต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิจากมาตรการช่วยเหลือเยียวยาของกระทรวงการคลัง, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงแรงงาน (สำนักงานประกันสังคม) มาก่อน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะจัดสรรเงินตามฐานข้อมูลผู้รับเงินอุดหนุนรายเดือนที่มีอยู่ และไม่ต้องลงทะเบียนใหม่เพื่อขอรับสิทธิช่วยเหลือเยียวยาตามมาตรการนี้

การจ่ายเงินจะแบ่งเป็น 2 รอบ คือ
• รอบที่ 1 จ่ายเงินภายในเดือน มิ.ย. 63 จำนวน 2,000 บาท ซึ่งเป็นยอดของเดือน พ.ค. - มิ.ย. 63

• รอบที่ 2 จ่ายเงินภายในเดือน ก.ค. 63 จำนวน 1,000 บาท

ผ่านช่องทางเดียวกับเงินอุดหนุนรายเดือนที่เคยได้รับ ทั้งการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือเงินสดผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม.เห็นชอบเยียวยากลุ่มเปราะบาง 13 ล้านคน 1 พันบาท 3 เดือน

Livingข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสุขภาพโควิด-19เงินเยียวยากลุ่มเปราะบางคนพิการ
Categories: ThisAble

เพราะสื่อคือแสงสว่างของคนหูหนวกในภาวะวิกฤต ?

ThisAble - Mon, 2020-06-15 22:34

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า โรคที่เกิดขึ้นในปีนี้อย่างโควิด-19 ได้สร้างผลกระทบ กับคนทุกกลุ่ม ทุกสถานะอย่างมาก ตัวเลขผู้ติดเชื้อหลายล้านคนทั่วโลก และกว่าสามพันคนในไทยคงเป็นเครื่องยืนยันความน่าสะพรึงกลัว ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มคนพิการ 

ย้อนกลับไปในช่วงแรกของการระบาด เราจะพบว่าโควิด-19 ถูกเรียกด้วยชื่อหลากหลายแบบ ตั้งแต่ โคโรน่าไวรัส ไวรัสอู่ฮั่น จนไปถึงโควิด-19  มีข้อมูลของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรค การปฏิบัติตัว นโยบายการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social distancing เกิดขึ้นมากมาย ทั้งจริงและไม่จริง สร้างความสับสนให้แก่ผู้คน โดยเฉพาะคนหูหนวกที่เข้าไม่ถึงข้อมูลอยู่แล้วแม้จะเป็นสถานการณ์ปกติก็ตาม คำถามที่เกิดขึ้นคือในช่วงสภาวะวิกฤตแบบนี้พวกเขาเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากแค่ไหน รวดเร็วเพียงใด สอดรับกับความช่วยเหลือที่ต้องการหรือไม่ สื่อมีความสำคัญต่อคนหูหนวกมากเพียงใด เราอยากชวนคุณปรับมุมมองสู่โลกที่ไร้เสียง ดูผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนหูหนวกในช่วงวิกฤตเช่นนี้

เข้าไม่ถึงข้อมูลเป็นปัญหาใหญ่

ดา-สุชาดา จิตรสุภาพ เป็นล่ามภาษามือนานกว่า 20 ปี เธอเรียนรู้ภาษามือมาตั้งแต่เด็กเพราะมีคนในครอบครัวเป็นคนหูหนวก วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนหูหนวกจึงเป็นสิ่งที่คุ้นเคย เธอเล่าว่า ในช่วงโควิด-19 คนหูหนวกเผชิญทั้งปัญหาการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารที่ไม่ชัดเจน ผลกระทบจาก Social distancing รวมไปถึงการเยียวยาความเดือดร้อนจากภาครัฐที่เข้าไม่ถึง

สุชาดา: คนหูหนวกส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่า ในสถานการณ์ปกติข่าวภาษามืออยู่ช่องไหน ภาคเที่ยงมีช่องไทยพีบีเอส ช่องสาม ช่องทรู ช่องทีเอ็นเอ็น และ ช่อง 11 แต่พวกเขาไม่รู้ว่ามีแถลงสดจากศูนย์ฯ หรือรัฐบาล หลายคนเพิ่งรู้จากรายงานสถานการณ์เป็นภาษามือ รายการ big sign  ของไทยพีบีเอส ที่ได้สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทยและคนหูหนวกช่วยกันแชร์

ช่วงแรกที่เกิดโควิด-19 เป็นปัญหากับคนหูหนวกมาก เพราะข่าวสารมีความหลากหลาย และยังไม่ได้รับการกลั่นกรอง คนหูหนวกคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาวิตกจริตมากเพราะไม่แน่ใจว่าสาเหตุของโรคมาจากไหน ค้างคาวหรืองู ตกลงแล้วมาจากไหนกันแน่ ซึ่งเราเองก็ได้แต่ตอบว่าไม่มั่นใจ เพราะเวลานั้นยังไม่มีใครทราบ แต่คนหูหนวกยิ่งเครียดยิ่งกังวลมากกว่า เพราะเขาไม่มีข้อมูลเลยว่า ติดกันแบบไหน คนสู่คนหรือไม่ ป้องกันอะไรได้บ้าง ช่วงที่ทุกคนต้องการข้อมูลข่าวสาร ก็เป็นช่วงที่คนหูหนวกต้องการเหมือนกัน แต่กลับไม่มีข้อมูลที่เข้าถึงได้

ช่วงแรกที่รัฐบอกให้กักตัวอยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ คนหูหนวกมีคำถามมากมาย เขาถามว่า จะอยู่บ้านได้อย่างไร กินยังไง แม้ช่วงแรกยังพออยู่กันได้ แต่พอถึงช่วงที่มีการปิดสถานประกอบการ คนหูหนวกจำนวนมากก็ตกงาน แล้วใครจะช่วยพวกเขา จะเอาเงินจากไหนมาใช้เมื่อไม่ได้ทำงาน คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบพวกเขาได้

 

การกักตัวอยู่บ้านตามหลัก Social distancing ทำให้คนหูหนวกโดดเดี่ยว หากในบ้านเขาเป็นคนเดียวที่หูหนวกและไม่สามารถสื่อสารกับใครได้ เขาก็ไม่มีสังคม คนหูหนวกอยากจะพูดคุยสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเหมือนกับคนอื่นๆ ในสังคม เพราะอยู่บ้านแล้วก็ไม่มีใครให้ข้อมูล ไม่มีใครพูดคุย แม้ไม่ได้อยากออกไปเสี่ยงหรือมั่วสุม แต่ก็ไม่มีทางเลือกมากนัก คนหูหนวกจึงมักออกไปหาเพื่อนหูหนวก แต่เมื่อจากบ้าน คนหูดีในครอบครัวก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมคนหูหนวกไม่ยอมกักตัว กลายเป็นพวกดื้อเอาเชื้อมาติดคนในบ้านอีก

คนพิการหลายคนเข้าไม่ถึงการเยียวยาจากภาครัฐ ไม่ใช่แค่คนหูหนวกแต่กระทบคนพิการทุกประเภท คนพิการแขนขาบางคนก็ต้องอาศัยญาติพี่น้องลงให้ ถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟนก็ลงทะเบียนรับสิทธิไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อจำกัด พ่อเราเป็นคนหูหนวก ก็ยังมีเราคอยอธิบายให้ฟัง แต่อย่าลืมว่ามีคนหูหนวกที่อยู่คนเดียว บางคนอ่านหนังสือไม่ออกก็ตกขอบหมด มีคนหูหนวกที่ไม่รู้มาตรการอะไรเลย เช่น ถ้าขายเสื้อผ้าที่แผงลอยจะลงทะเบียนเยียวยาได้ไหม รายละเอียดเหล่านี้ไม่มีใครตอบในรูปแบบภาษามือ แค่เพียงทำเป็น QR Code นำไปสู่ขั้นตอนการรับเงินเป็นภาษามือ คนหูหนวกก็จะเข้าถึงได้มากขึ้น

ล่าสุดนโยบายของ กสทช. ที่ให้ใช้อินเตอร์เน็ตฟรี 10 GB คนหูหนวกชอบมากรีบสมัครกันใหญ่เพราะ อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นทำให้พวกเขาคุยวีดิโอคอลได้มากขึ้น แต่ปรากฎว่า ใช้ได้แป๊ปเดียวก็หมด เพราะการคุยผ่านกล้องใช้อินเตอร์เน็ตเยอะ นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดีในช่วงที่ไม่มีรายรับ เพราะคนหูหนวกมีความจำเป็นต้องใช้ ยิ่งในช่วงที่ออกไปเจอใครไม่ได้ก็ยิ่งอยากจะพูดคุย 

สื่อสำคัญมากในสภาวะวิกฤต

ภาษามือทำให้คนหูหนวกเข้าถึงข้อมูลได้อย่างชัดเจน ได้รู้ว่าช่วงนี้มีคนเจ็บกี่คน เสียชีวิตกี่คน ต้องระวังแค่ไหนหากไปในจุดเสี่ยง จังหวัดไหนมีคนป่วยบ้าง เป็นพื้นที่ที่มีญาติหรือคนในครอบครัวอาศัยอยู่หรือเปล่า ช่วงที่ผ่านมามีการเคอร์ฟิว จำกัดเวลา คนหูหนวกหลายคนก็เพิ่งเข้าใจว่า เคอร์ฟิวคือห้ามออกจากพื้นที่บ้านตัวเอง การไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าถึงได้ ทำให้คนหูหนวกได้ข้อมูลกันแบบผิดๆ ถูกๆ พอมีรายการ  Big sign  รายงานข่าวภาษามือขนาดใหญ่ครึ่งจอที่คนหูหนวกเห็นได้ชัดกว่าล่ามภาษามือบนจอทีวีทั่วไป เขาก็รับข้อมูลได้มากขึ้น

คนหูหนวกเป็นคนไทยเหมือนกัน มีสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญคือต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ คนหูหนวกไม่อยากเป็นภาระกับใคร โดยเฉพาะเวลามีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม คนหูดีอาจรู้เรื่องจากข่าว แต่คนหูหนวกรู้ช้ากว่า คนหูหนวกก็ต้องขอความช่วยเหลือจนคนหูดีก็รู้สึกว่าคนหูหนวกเป็นภาระที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ฉะนั้นหากทำให้ คนทั้ง 2 กลุ่มรับสารอย่างเท่าทันกันปัญหานี้ก็จะไม่เกิด

เราคิดว่า ควรต้องมีกลไกในการให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่านี้ ในทุก วินาทีที่คนหูดีได้รับข้อมูลข่าวสารคนหูหนวกก็ควรได้รับเช่นกัน บางคนบอกว่า รายการออกช่วง ตีสามถึงตีห้าไม่มีคนหูหนวกมาดูหรอก เราก็บอกเขาว่าอย่าไปคิดแบบนั้น มีคนหูหนวกที่เลิกงาน นอนไม่หลับหรือทำงานกลางคืนเหมือนคนอื่นทั่วไป หรือหากคิดว่าไม่มีคนดูแล้วจะมีรายการช่วงนั้นไปทำไม หากมีรายการแล้วทำไมคนหูหนวกถึงไม่มีสิทธิดู นอกจากกนี้ รายการที่มีภาษามือในบ้านเราส่วนมากเป็นรายงานข่าว ทั้งๆที่คนหูหนวกก็อยากดูละคร ดูรายการทำอาหาร สาระบันเทิง รายการตลก เหมือนกันกับคนอื่น

Big sign ทำสื่อให้ถึงมือคนหูหนวกในช่วงโควิด-19

หนึ่งในสื่อที่แปลกตาที่สุดในช่วงโควิด-19 คงหนีไม่พ้นรายการ  Big sign รายงานข่าวภาษามือที่มีขนาดใหญ่ครึ่งจอ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาในช่วงสถานการณ์ รายการได้รายงานสถานการณ์จากสองที่ คือศูนย์โควิด-19 ทำเนียบรัฐบาล และกระทรวงสาธารณะสุข ที่มี กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อใหม่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย 

กนกพร : ช่วงเลือกตั้งปี 2562 เรามีรายการพิเศษที่ชื่อว่า ‘สิบวัน พันนาที ชี้อนาคตประเทศไทย’ ทำนโยบายพรรคการเมืองให้เป็นภาษามือ ตอนนั้นตั้้งเป้าหมายว่า คนพิการอยากดูอะไร พวกเขาควรรู้อะไรและมีเรื่องไหนที่ควรจะสื่อสาร

ตอนทำรายการ ‘หนึ่งวัน พันนาที’ แม้จอล่ามค่อนข้างใหญ่แต่ไม่เท่าปัจจุบัน คือขนาดใหญ่กว่าในทีวีทั่วไป เป็น 1 / 3 ของจอ หลังจากโครงการเลือกตั้งปี 2562 ก็มาที่งานพระราชพิธีสำคัญ โดยเลือกจากเหตุการณ์ที่คนในสังคมให้ความสนใจ และมีความสำคัญกับประเทศ หลังจากก็ต่อยอดไปอีกเพราะคนหูหนวกไม่ควรรู้แค่ข่าวสาร จึงขยายไปยังเนื้อหาบันเทิงและสารคดีข่าวด้วย

โดยเอารายการในสถานีมาทำเป็นภาษามือ ที่เป็นรายการสำหรับทุกช่วงอายุ เช่น รายการหม้อข้าวหม้อแกง เกี่ยวกับเด็กทำอาหาร, รายการยินดีที่ได้รู้จัก สำหรับช่วงวัยทำงาน , รายการดูให้รู้ ที่เกี่ยวกับเรื่องราวในต่างประเทศ และสุดท้ายเป็นละครซิทคอมแก๊งค์เก๋าเขย่าครัว เป็นซิทคอมเกี่ยวกับผู้สูงอายุ รายการเหล่านี้น่าจะตอบโจทย์คนหูหนวกได้ไม่มากก็น้อย 

เราดำเนินงานมาเรื่อยๆ จนต้นปีที่ผ่านมาเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทีมงานจึงเสนอว่าน่าจะมีการรายงานสถานการณ์เป็นภาษามือ หลังประสานไปยังสมาคมคนหูหนวก เพื่อขอล่ามภาษามือแปลข่าว สมาคมตอบรับไวมากและทำงานร่วมกันนานนับเดือนแล้ว โดยรายงานแถลงการณ์จากกระทรวงสาธารณะสุข ตัวเลขผู้ติดเชื้อ การปฏิบัติตัว และการป้องกัน 

แต่พอทำไปได้ครึ่งเดือน สถานการณ์ดูเหมือนจะตึงเครียดขึ้น มีแถลงการณ์จากรัฐบาลเพิ่มขึ้นมาทั้้งเรื่องนโยบายและกฏหมาย เราจึงทำเพิ่มอีกหนึ่งช่วง  เท่ากับหนึ่งวันเรามีสองตอน คือ 11-12.00 น. จากทำเนียบรัฐบาล บ่าย 13-14.00 น. จากกระทรวงสาธารณะสุข

คนดูไม่เยอะแต่ต้องทำให้มี

มีคนเข้าถึงประมาณหนึ่งแต่ไม่ได้มากเพราะเป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม  โชคดีที่กลุ่มเป้าหมายช่วยกันกระจาย ความโชคดีของไทยพีบีเอสคือ เราเป็นองค์กรที่มีศักยภาพพร้อม ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือและนโยบายแนวทางการปฏิบัติที่ว่าประชาชนทุกคนควรเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ เมื่อนโยบายและทิศทางมาทางนี้ บวกกับเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อม รายการก็เกิดขึ้นจริงได้ แม้ช่องอื่นอาจมีทรัพยากรเหมือนกันแต่หากมองเชิงธุรกิจก็จะพบว่า การทำอะไรแบบนี้นั้นไม่คุ้มค่า เพราะใช้ทรัพยากรค่อนข้างมากและไม่สามารถวัดเรทติ้งได้ ไม่สามารถเรียกไลค์และแชร์ได้ แต่รายการนี้ทำแล้วมีประโยชน์เพราะสามารถอธิบายเรื่องการเข้าถึงสื่อได้อย่างชัดเจนและเหมาะสมที่สุด

ในอนาคตอยากจะทำรายการเพื่อคนหูหนวกโดยเฉพาะ เป็นเนื้อหาใหม่ๆ ไม่ใช่เอารายการที่มีมาใส่ภาษามือเพียงอย่างเดียว ในช่องอื่นมีรายการข่าวที่มีช่องล่ามอยู่แล้ว  แต่มิติของชีวิตไม่ได้มีแค่เรื่องข่าว ยังมีสาระบันเทิงหรือสุนทรียะอื่นที่คนอยากเข้าถึง รายการนี้ทำให้เรา ได้เรียนรู้วิถีชีวิตและวิธีคิดของคนหูหนวก ได้เห็นปัญหาที่เราไม่เคยรู้หรือคาดคิดมาก่อน คนหูดีเวลามีปัญหากันยังสามารถพูดคุยกันได้ แต่คนหูหนวกไม่สามารถสื่อสารกับคนหูดีได้ การทำงานตรงนี้จึงทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น และได้เห็นว่าคนพิการไม่ใช่คนที่น่าสงสารเลย และคงไม่มีใครอยากถูกสงสาร 

ทำอย่างไรให้ถึงมือคนหูหนวก

จากบทสัมภาษณ์ของวิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ในรายการล้อมวงข่าว ช่องไทยพีบีเอส ได้ระบุถึงปัญหาด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนหูหนวกว่า

 

วิทยุ : อีกปัญหาที่สำคัญคือการมีล่ามไม่เพียงพอ คนหูหนวกที่ขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการมีจำนวน 3 แสนคน หลายคนเข้าไม่ถึงสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น โทรศัพท์มือถือจึงทำให้เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร และมีคนหูตึงบางส่วนที่ใช้ภาษามือไม่ได้ ที่ต้องการคำบรรยายใต้ภาพ การแถลงข่าวสำคัญต่างๆ ที่เป็นข่าวรวมการเฉพาะกิจ ไม่มีทั้งจอล่ามและคำบรรยาย เขาจึงต้องการให้มีการแก้กฎหมาย เรื่องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนทุกกลุ่มอย่างชัดเจน 

ทั้งนี้ เครือข่ายคนหูหนวกก็ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูล จัดทำคลิปสาธิตการป้องกันโรค  โรงเรียนเศรษฐเสถียรก็มีการทำข้อมูลสำหรับเด็ก อย่างไรก็ดี จอล่ามภาษามือในปัจจุบันมีแค่ในช่วงข่าว แถมบางครั้งก็แปลไม่ชัดเจน ทำให้คนหูหนวกต้องดูหลายๆ ช่องมาเทียบ 

อีกปัญหาที่สำคัญคือล่ามภาษามือมีไม่เพียงพอ แหล่งผลิตล่ามภาษามือมีอยู่ที่เดียวคือ วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล  จึงควรสนับสนุนให้คนอื่นมีโอกาสทำความรู้จักภาษามือมากขึ้น อาจเป็นวิชาเลือกเหมือนกับภาษาอื่นๆ ที่สอนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย และรัฐบาลควรมีจอล่ามในแถลงการณ์สดต่างๆ  ปัจจุบันคนหูดีได้ยินเสียง แต่คนหูหนวกใช้ได้แค่สายตา การมีล่ามจึงจำเป็นเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงในทุกช่วงที่ออกอากาศ

 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพคนหูหนวกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทยcovid-19
Categories: ThisAble

ชวนส่อง! มีอะไรใหม่ในร่างกฎกระทรวงสิ่งอำนวยความสะดวกฯ ตัวล่าสุด

ThisAble - Mon, 2020-06-15 13:57

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับคนพิการและคนชรา ฉบับที่ .. พ.ศ. …. (อ่านที่นี่) ซึ่งปรับปรุงแก้ไขจากกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการ ทุพพลภาพและคนชรา พ.ศ.2548 ที่กำหนดให้อาคารดังต่อไปนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามกำหนดในกฎกระทรวง ได้แก่ อาคารที่ให้บริการสาธารณะ เช่น โรงมหรสพ หอประชุม โรงแรม สถานศึกษา หอสมุด อาคารประกอบของสนามกีฬากลางแจ้งหรือสนามกีฬาในร่ม, สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธาณสุขและ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและอาคารที่ทำการราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจและองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย โดยสามารถเปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่างได้ดังนี้

  นิยามพื้นที่หลบภัยที่เป็นไปตามมาตรฐาน

กฎกระทรวงฉบับปี พ.ศ.2548 ไม่มีการระบุถึงพื้นที่หลบภัย ขณะที่ร่างแก้ไขกฎกระทรวงล่าสุดระบุถึงพื้นที่หลบภัยภายในอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษเท่านั้น จึงทำให้อาคารที่ครอบคลุมอยู่ตามกฎกระทรวงต้องมีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป มีพื้นที่รวมกันทุกชั้นหรือชั้นใดชั้นหนึ่งตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. ขึ้นไป หรืออาคารที่มีความสูงเกิน 15 เมตร และมีพื้นที่รวมกันทุกหรือชั้นใดชั้นหนึ่ง เกิน 1,000 ตร.ม. ที่ต้องจัดให้มีพื้นที่หลบภัย (Area of Refuge) ระบบการเตือนภัย และการขอความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินเป็นไปตามมาตรฐาน

 

อย่างไรก็ดี อาคารอื่นที่แม้จะมีหลายชั้นกลับไม่อยู่ในข้อบังคับของกฎกระทรวงนี้ ซึ่งอาจทำให้คนพิการที่อยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ในอาคารขนาดเล็กหรือกลางได้รับอันตรายหากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยอันตรายต่างๆ เช่น ไฟไหม้จนทำให้ไม่สามารถใช้งานลิฟต์โดยสารได้ รวมทั้งข้อกำหนดนี้ไม่รวมถึงพื้นที่นอกอาคาร และสถานีรถไฟต่างๆ 

  ข้อกำหนดของอาคาร

กฎกระทรวงกำหนดให้อาคารตามกรอบข้างต้น ต้องจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก

โดยในกฎกระทรวงปี 2548 มีการระบุถึงอาคารประเภทสำนักงาน ซึ่งสามารถตีความครอบคลุมถึงสำนักงานบริษัทเอกชน

ขณะที่ร่างกฎกระทรวงล่าสุดนั้นไม่มีอาคารประเภทสำนักงานปรากฎอยู่ จึงอาจทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคต่อเนื่องในเรื่องการรับคนพิการเข้าทำงาน หากบริษัทนั้นๆ ไม่ได้ตั้งอยู่ในระเบียบข้อบังคับขออาคารสามอย่างข้างต้น และเป็นบริษัทเอกชน จนอาจใช้ช่องว่างนี้ในการปฏิเสธการจ้างงานคนพิการได้ 



ที่จอดรถ

ร่างกฎกระทรวงล่าสุดได้เพิ่มจำนวนรถยนต์ของคนพิการและผู้สูงอายุ โดยระบุให้มีที่จอดรถคนพิการไม่น้อยกว่า 1 คันต่อที่จอดรถทั้งหมด1- 25 คัน, ไม่น้อยกว่า 2 คันสำหรับที่จอดรถทั้งหมดตั้งแต่ 26 - 50 คัน,ไม่น้อยกว่า 3 คัน สำหรับที่จอดรถทั้งหมดตั้งแต่ 51 - 75 คัน, ไม่น้อยกว่า 4 คันสำหรับที่จอดรถทั้งหมดตั้งแต่ 76 - 100 คัน, ไม่น้อยกว่า 5 คันสำหรับที่จอดรถทั้งหมดตั้งแต่ 101-150 คัน และไม่น้อยกว่า 6 คันสำหรับที่จอดรถทั้งหมดตั้งแต่ 151-200 คัน และเพิ่มขึ้นอีก 1 คันต่อรถที่เพิ่มขึ้นทุก 100 คัน ถ้าเกินกว่า 50 คัน ให้คิดเป็น 100 คัน 

 

ต่างจากกฎกระทรวงปี 2548 ที่มีที่จอดรถคนพิการอย่างน้อย 1 คันต่อที่จอดรถทั้งหมด 10 - 50 คัน และอย่างน้อย 2 คันต่อที่่จอดรถทั้งหมด 51-100 คัน และเพิ่มขึ้นทีละ 1 คัน ทุก 100 คัน โดยเศษของรถหากมากกว่า 50 คัน ให้ปัดเป็น 100 คัน ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบว่าสถานที่แห่งหนึ่งมีที่จอดรถทั้งหมด 170 คัน หากทำตามกฎกระทรวงปี 2548 จะต้องมีที่จอดรถคนพิการไม่น้อยกว่า 3 คันในขณะที่กฎกระทรวงล่าสุดแก้ไขให้มีที่จอดรถไม่น้อยกว่า 6 คัน 

 

ในร่างแก้ไขกฎกระทรวงน่าสนใจตรงที่หากมีที่จอดรถทั้งหมดเพียง 1 คัน ที่จอดนั้นก็จะต้องถูกจัดเป็นที่จอดรถคนพิการ ต่างจากกฎกระทรวงปี 2548 ที่จะต้องมีที่จอดรถทั้งหมด 10 คัน จึงจะต้องมีที่จอดรถคนพิการคันแรก

 

นอกจากนี้กฎกระทรวงแก้ไขล่าสุดยังกำหนดให้ ที่จอดรถคนพิการและผู้สูงอายุต้องอยู่ใกล้ทางเข้า-ออกอาคารมากที่สุด มีพื้นผิวเรียบ ระดับเสมอกัน และมีสัญลักษณ์รูปคนพิการนั่งวีลแชร์อยู่บนพื้นที่จอดรถ หากมีธรณีประตู ความสูงและความกว้างของธรณีประตูให้เป็นไปตามที่กำหนด

 

ป้ายแสดงสิ่งอำนวยความสะดวก

จากเดิมกฎกระทรวงปี 2548 กำหนดให้อาคารต้องมีป้ายแสดงสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควร โดยต้องมีรายละเอียดได้แก่ สัญลักษณ์คนพิการสีขาวโดยพื้นป้ายเป็นสีน้ำเงิน หรือเป็นสีน้ำเงินโดยพื้นป้ายเป็นสีขาว, เครื่องหมายแสดงทางไปสู่สิ่งอำนวยความสะดวกและสัญลักษณ์ หรือตัวอักษรแสดงประเภทของสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งหมดต้องมีความชัดเจน มองเห็นได้ง่าย ติดอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ทำให้สับสน และจัดให้มีแสงส่องสว่างเป็นพิเศษทั้งกลางวันและกลางคืน

 

โดยร่างแก้ไขล่าสุดกำหนดเพิ่มคุณลักษณะของป้าย ทั้งป้ายแสดงสิ่งอำนวยความสะดวก ป้ายสัญลักษณ์สิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องหมายแสดงทิศทางไปสู่สิ่งอำนวยความสะดวกที่จะต้องสามารถมองเห็น สัมผัสได้ รับรู้ มีความชัดเจนและอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ทำให้สับสน 

 

อย่างไรก็ดี การระบุว่าการติดตั้งป้ายสามารถทำได้ตามสมควร อาจเป็นช่องโหว่ที่จะทำให้สถานที่ต่างๆ ใช้เป็นข้ออ้างในการยกเว้น หรือไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ จนอาจทำให้คนพิการไม่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากป้ายได้เท่าที่ควร

 

ลักษณะทางลาด

สิ่งที่แก้ไขในเรื่องทางลาดจากกฎกระทรวงปี 2548 อย่างแรกคือการเปลี่ยนหน่วยเรียกจากมิลลิเมตร เป็นเซนติเมตร โดยเดิมความกว้างของทางลาดคือ 900 มิลลิเมตร (90 เซนติเมตร) หากยาวรวมกัน 6,000 มิลลิเมตร (6 เมตร) ขึ้นไปจะต้องกว้างไม่น้อยกว่า 1,500 มิลลิเมตร (1.5 เมตร) ในขณะที่กฎกระทรวงล่าสุดกำหนดให้ทางลาดมีความกว้างรวมไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร ในกรณีเป็นทางลาดแบบ 2 ทางสวนกันให้มีความกว้างรวมไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร

 

เดิมทางลาดต้องมีความลาดชันไม่เกิน 1:12 และมีความยาวช่วงละไม่เกิน 6 เมตร ในกรณีที่ทเกิน 6 เมตร ต้องจัดให้มีชานพักยาวไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร คั่นระหว่างแต่ละช่วงของทางลาด ขณะที่ร่างกฎกระทรวงล่าสุดกำหนดให้มีความลาดชันไม่เกิน 1:12 และมีความยาวช่วงละไม่เกิน 9 เมตร ในกรณีที่เกิน 9 เมตร ต้องจัดให้มีชานพักยาวไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร คั่นระหว่างแต่ละช่วงของทางลาด

 

ในกฎกระทรวงปี 2548 กำหนดให้ทางลาดด้านที่ไม่มีผนังกั้น ต้องยกขอบสูงจากพื้นผิวของทางลาดไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตรและมีราวกันตก แตกต่างจากร่างแก้ไขล่าสุดที่่กำหนดให้ยกขอบสูงจากพื้นผิวของทางลาดไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร และต้องมีราวมือจับและราวกันตกตามมาตรฐาน

 

อีกอย่างที่เปลี่ยนไปคือ เดิมทางลาดที่มีความยาวตั้งแต่ 2.5 เมตรขึ้นไป ต้องมีราวจับทั้งสองด้าน โดยราวจับต้องทำด้วยวัสดุเรียบ มั่นคงแข็งแรง ไม่เป็นอันตรายในการจับและไม่ลื่น มีลักษณะกลม เส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 3 เซนติเมตรไม่เกิน  4 เซนติเมตร และสูงจากพื้น 80 - 90 เซนติเมตร ติดผนังเรียบโดยมีระยะห่างไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตรและสูงจากจุดยึดไม่น้อยกว่า 12 เซนติเมตร ทั้งนี้ราวจับต้องยาวต่อเนื่อง ไม่มีสิ่งกีดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการใช้ของคนพิการทางการมองเห็น และปลายของราวจับต้องยื่นเลยจากจากทางลาดไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ขณะที่ร่างแก้ไขกฎกระทรวงล่าสุดกำหนดให้ทางลาดที่มีความยาวตั้งแต่ 1.8 เมตรขึ้นไป ต้องมีราวมือจับทั้งสองด้าน หากกว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป ต้องมีราวจับมือห่างกันไม่เกิน 1.5 เมตร ทำด้วยวัสดุเรียบ มั่นคงแข็งแรง ไม่เป็นอันตรายในการจับ มีลักษณะกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 - 4 เซนติเมตร หรือมีลักษณะอื่นตามมาตรฐาน สูงจากพื้น 75 - 90 เซนติเมตร ติดผนังเรียบให้มีระยะห่างไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร และมีความสูงจากจุดยึดไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร ราวมือจับต้องยาวต่อเนื่องกันหรือมีระยะห่างไม่เกิน 5 เซนติเมตร  และส่วนที่ยึดผนังจะต้องไม่กีดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการใช้ของคนพิการทางการเห็น 

 

ห้องลิฟต์

กฎกระทรวงปี 2548 ได้ระบุสัดส่วนต่างๆ ภายในลิฟต์แล้วอย่างชัดเจน ทั้งความกว้าง ยาว ราวจับ ประตู ปุ่มกด อย่างไรก็ดี ร่างกฎกระทรวงล่าสุดได้แก้ไขรายละเอียดดังกล่าวในบางส่วน โดยกำหนดให้ลิฟต์มีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.35 เมตรและยาวไม่น้อยกว่า 1.4 เมตร และสูงไม่น้อยกว่า 2.3 เมตร และเพิ่มเติมระบบชุดไฟฟ้าสำรองเพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าดับ และระบบไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉิน พัดลมระบายอากาศซึ่งสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงหากเกิดเหตุไฟฟ้าดับ

  ปั๊มน้ำมัน

ในร่างกฎกระทรวงล่าสุดมีการเพิ่มเติมเรื่องของสถานให้บริการเชื้อเพลิงหรือปั๊มน้ำมัน ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงต้องว่า ต้องจัดให้มีห้องน้ำสำหรับคนพิการที่ สามารถเข้าใช้ได้ตลอดเวลาทำการอย่างน้อย 1 ห้อง มีชักโครกชนิดนั่งราบสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 40 เซนติเมตร และที่กดน้ำเป็นชนิดคันโยก ปุ่มกดขนาดใหญ่หรือชนิดอื่นที่สามารถใช้ได้อย่างสะดวกตามระเบียบว่าด้วยเรื่องห้องน้ำคนพิการ 

 

โรงมหรสพและห้องประชุม

เดิมที่ที่นั่งสำหรับผู้ใช้วิลแชร์มีสัดส่วนเป็น 1:100 ขณะที่ร่างกฎกระทรวงล่าสุดเพิ่มที่นั่งของผู้ใช้วีลแชร์ เป็น 2:100 และเพิ่มขึ้น 1 ที่นั่งต่อจำนวน 50 ที่นั่ง โดยจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่เป็นพื้นที่ราบ เข้าออกได้สะดวก

 

ทั้งนี้ โรงมหรสพมีความหมายรวมถึงสถานที่ฉายภาพยนตร์ โรงละคร และหอแสดงดนตรีหรือการแสดงรื่นเริงอื่นใดที่เปิดให้สาธารณะชนเข้าชม ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม

 

โรงแรม

ในกฎกระทรวงปี 2548 กำหนดสัดส่วนจำนวนห้องพักสำหรับคนพิการในสัดส่วน 1:100 ห้อง  ในขณะที่ ร่างกฎกระทรวงล่าสุดอัตราส่วนของห้องพักคนพิการนั้นเยอะขึ้น โดยกำหนดให้มีห้องพักสำหรับคนพิการชั้นละ 1 ห้อง หากมีชั้นเดียว จะต้องมีห้องพักสำหรับคนพิการในสัดส่วน 1:10 ห้อง ต้องอยู่ใกล้บันได หรือบันไดหนีไฟ หรือลิฟต์ดับเพลิง และต้องจัดให้มีสัญญาณบอกเหตุ หรือเตือนภัยทั้งสัญญาณที่เป็นเสียงและ แสงและระบบสั่นสะเทือน
 

ที่พักอาศัยรวม หอพัก อาคารชุด

ในร่างแก้ไขกฎกระทรวงล่าสุด มีการระบุเพิ่มเติมในเรื่องที่พักอาศัยรวมด้วย โดยระบุว่า หอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก หรืออาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ต้องจัดสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง ตลอดจนพื้นที่บริการสาธารณะ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ศาสนสถานหรือฌาปนสถาน ต้องมีทางลาดหรือลิฟต์ หรืออุปกรณ์ขึ้นลงทางดิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าใช้ได้

 

อย่างไรก็ดียังไม่มีการพูดถึงจำนวนอัตราส่วนของห้องพักและมาตรฐานของห้องพักที่เหมาะสมสำหรับคนพิการในการอยู่อาศับแบบที่พักอาศัยรวม 

 

ทั้งนี้การแก้ไขร่างกฎกระทรวงจะบังคับใช้กับอาคารสร้างใหม่ หลังจากที่กฎกระทรวงนี้บังคับใช้เท่านั้น ไม่นับรวมถึงอาคารเก่า หรือยื่นขออนุญาตก่อสร้าง หรือดัดแปลงอาคารตามมาตรา 39 ทวิแล้ว ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ

Livingบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมอาคารสิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการกฎกระทรวงที่จอดรด
Categories: ThisAble

ครม.เห็นชอบแก้กฎกระทรวงสิ่งอำนวยความสะดวก-ปรับสภาพแวดล้อม

ThisAble - Thu, 2020-06-04 15:47

รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับคนพิการและคนชรา ฉบับที่ .. พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพและคนชรา พ.ศ.2548 ให้ครอบคลุมประเภทและขนาดของอาคารในปัจจุบัน โดยมีสาระสำคัญเรื่องประเภทของอาคารที่บังคับใช้ ได้แก่


1.อาคารที่ให้บริการสาธารณะ เช่น โรงมหรสพ หอประชุม โรงแรม สถานศึกษา หอสมุด อาคารประกอบของสนามกีฬากลางแจ้งหรือสนามกีฬาในร่ม

2.สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

3.อาคารที่ทำการของราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย

เช่น กำหนดให้มีที่จอดรถยนต์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยในอาคารที่มีที่จอดรถยนต์ไม่เกิน 25 คัน ต้องมีที่จอดรถยนต์คนพิการและผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 1 คัน, อาคารที่มีที่จอดรถยนต์ตั้งแต่ 26 – 50 คัน ต้องมีที่จอดรถยนต์คนพิการและผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 2 คัน, อาคารที่มีที่จอดรถยนต์ตั้งแต่ 51 – 75 คัน ต้องมีที่จอดรถยนต์คนพิการและผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 3 คัน, อาคารที่มีที่จอดรถยนต์ตั้งแต่ 76 – 100 คัน ต้องมีที่จอดรถยนต์คนพิการและผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 4 คัน, อาคารที่มีที่จอดรถยนต์ตั้งแต่ 101 – 150 คัน ต้องมีที่จอดรถยนต์คนพิการและผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 5 คัน และอาคารที่มีที่จอดรถยนต์ตั้งแต่ 151 – 200 คัน ต้องมีที่จอดรถยนต์คนพิการและผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 6 คัน และต้องจัดให้ใกล้ทางเข้าออกอาคารมากที่สุด มีพื้นผิวเรียบ เสมอกันและมีสัญลักษณ์รูปคนพิการนั่งวีลแชร์อยู่บนพื้นของที่จอดรถ

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้มีทางลาด โดยมีความกว้างไม่น้อยกว่า 90 ซ.ม.หากเป็นทางลาดสวนกันได้ ต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร, มีความลาดชันไม่เกิน 1:12 และมีความยาวแต่ละช่วงไม่เกิน 9 เมตร หากทางลาดยาวเกิน 9 เมตร ต้องให้มีชานพักขนาดไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร คั่นระหว่างแต่ละช่วง, ทางลาดที่ไม่มีผนังกั้นให้ยกขอบสูงไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร และทางลาดที่มีความยาวตั้งแต่ 1.8 เมตรขึ้นไป ต้องมีราวจับทั้งสองด้าน สำหรับทางลาดที่มีความกว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป ต้องมีราวจับห่างกันไม่เกิน 1.5 เมตร โดยทำจากวัสดุผิวเรียบ ลักษณะกลม มีความมั่นคงแข็งแรงและไม่เป็นอันตรายต่อการจับ

กำหนดให้ปั๊มน้ำมันจัดห้องน้ำสำหรับคนพิการและคนชรา ที่เข้าใช้ได้ตลอดเวลาทำการ อย่างน้อย 1 ห้อง มีโถชนิดนั่งราบสูงจากพื้นไม่เกิน 40 ซ.ม. ที่กดน้ำเป็นคันโยกหรือปุ่มกดขนาดใหญ่ที่สะดวกต่อการใช้งาน

กำหนดให้โรงมหรสพหรือหอประชุมจัดให้มีพื้นที่สำหรับวีลแชร์อย่างน้อย 2 ที่นั่ง ต่อจำนวนไม่เกิน 100 ที่นั่ง และเพิ่มขึ้น 1 ที่ทุก 50 ที่นั่ง โดยต้องเป็นพื้นราบอยู่ในตำแหน่งที่เข้าออกได้สะดวก

กำหนดให้โรงแรมจัดให้มีห้องพักที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกชั้น ชั้นละไม่น้อยกว่า 1 ห้อง สำหรับโรงแรมชั้นเดียวต้องจัดให้มีห้องพักที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่น้อยกว่า 1 ห้อง ต่อจำนวนห้องพักไม่เกิน 10 ห้อง และเพิ่มขึ้นอีก 1 ห้องทุก 10 ห้อง ต้องอยู่ใกล้บันได ทางหนีไฟหรือลิฟต์ดับเพลิง และต้องมีสัญญาณเตือนภัยทั้งแบบเสียง แสงและระบบสั่น

กำหนดให้อาคารชุด หอพัก อาคารอยู่อาศัยรวมจัดสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณพื้นที่ส่วนกลางตลอดจนพื้นที่บริการสาธารณะ เช่น ร้านสะดวกซื้อและร้านอาหาร นอกจากนี้ ศาสนสถานหรือฌาปนสถานต้องมีทางลาด ลิฟต์หรืออุปกรณ์ขึ้นลงที่ทุกคนสามารถเข้าใช้ได้สะดวกด้วย

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการลิฟต์ทางลาดกฎกระทรวง
Categories: ThisAble

สภาคนพิการฯ ติง พม.กำหนดประเภทความพิการเข้าทำงานเป็นการเลือกปฏิบัติ

ThisAble - Mon, 2020-06-01 15:56

วันนี้ (1 มิ.ย.) เฟซบุ๊กเพจสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย โพสต์ถึงกรณี ประกาศรับสมัครงานคนพิการเพื่อเป็นข้าราชการทั่วไปของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่า เลือกปฏิบัติต่อคนพิการบางประเภทโดยระบุว่า

“พม. เลือกปฏิบัติไม่ให้คนพิการอื่นนอกจากร่างกายสมัครงาน!

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเปิดรับสมัครพนักงานราชการ พนักงานทั่วไป (คนพิการ) 3 อัตรา แต่ระบุคุณสมบัติว่า “เป็นผู้พิการประเภทความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย” แถมระบุเพิ่มอีกว่า “ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้...” ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ “เพราะเหตุแห่งความพิการ” เลือกปฏิบัติซ้ำซ้อน แทนที่จะเปิดโอกาสให้คนพิการประเภทอื่นที่มีศักยภาพสามารถทำงานตามตำแหน่งที่เปิดรับได้ โดยเฉพาะกรณีนี้ที่รับพนักงานคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล และพนักงานบริการ คนพิการประเภทอื่นก็สามารถทำได้นะครับ!

สภาคนพิการขอถาม พม.ว่า จะกีดกันคนพิการกันไปถึงไหน? วัดกันที่ความรู้ความสามารถ/ทักษะ แทนความพิการได้ไหมครับ?”

ทั้งนี้ ตำแหน่งงานที่เป็นปัญหาดังกล่าว เป็นตำแหน่งงานจากประกาศรับสมัครงานคนพิการของ พม.ในกลุ่มงานเทคนิคและกลุ่มงานบริการ ได้แก่ ตำแหน่งพนักงานคอมพิวเตอร์ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งกุ่มสะแก จังหวัดเพชรบุรี 1 อัตรา, ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล นิคมสร้างตนเองกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 1 อัตรา และตำแหน่งงานพนักงานบริการ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดหนองคาย 1 อัตรา โดยในข้อ 9 คุณสมบัติทั่วไปและคุณสมบัติเฉพาะของผู้มีสิทธิสมัครถูกระบุว่า รับผู้พิการประเภทความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า จะต้องไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือไร้ความสามารถ จิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดไว้ในกฏหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน 

นอกจากการการรับสมัครงานของ พม.แล้ว ผู้สื่อข่าวยังพบประกาศรับสมัครงานคนพิการเพื่อเป็นข้าราชการหรือพนักงานที่รับสมัครเฉพาะบางประเภทความพิการ ได้แก่ความพิการทางร่างกาย เช่น 

ประกาศกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เรื่องการรับสมัครบุคคลเข้ารับคัดเลือกเป็นพนักงานจ้างเหมาบริการ (คนพิการ) สังกัดกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่ระบุว่ารับเฉพาะคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกายเท่านั้น (อ่านที่นี่)

หรือประกาศสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการรับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งด้านภาษาต่างประเทศ (คนพิการ) ของสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ระบุว่ารับเฉพาะคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกายเช่นเดียวกัน (อ่านที่นี่) 

  Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนแรงงานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble