ThisAble

จากเนื้องอกในสมองสู่สายตาเลือนราง และความรู้สึกเมื่อใช้ชีวิตไม่ได้เหมือนเดิม

ThisAble - Thu, 2022-05-12 00:36

สายตาเลือนรางเป็นอีกหนึ่งความพิการที่อาจเห็นได้ไม่ชัด และคนทั่วไปอาจคิดว่าคนสายตาเลือนรางไม่มีอุปสรรคในการใช้ชีวิตอย่างคนพิการประเภทอื่นๆ แต่แท้จริงแล้วสายตาเลือนรางเป็นความพิการที่พบได้มาก ไม่ว่าจะในกลุ่มผู้สูงอายุ อุบัติเหตุ ผลกระทบจากความเจ็บป่วยและโรคที่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ สายตาเลือนรางนั้นอาจมีตั้งแต่ระดับที่ยังพอมองเห็นภาพจนถึงมองเห็นเพียงแสงเท่านั้น ทำให้คนที่มีสายตาเลือนรางเกิดข้อจำกัดในการใช้ชีวิตแทบไม่แตกต่างกับคนตาบอดเลย 

เรื่องราวของแต๋ง - ภาพ สกุลดิษฐ์ นั้นเล่าประสบการณ์ของคนที่เป็นสายตาเลือนราง จากคนสุขภาพแข็งแรงที่วันหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นเนื้องอกในสมองและความเจ็บป่วยนี้ทำให้เกิดความพิการ ThisAble.me ชวนพูดคุยกับเขาเพื่อบอกเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ในชีวิตเกี่ยวกับโรคเนื้องอกในสมอง และการจัดการการใช้ชีวิตเมื่อกลายเป็นคนสายตาเลือนราง

อาการเริ่มต้นของเนื้องอกในสมอง

ภาพ: อาการของโรคเกิดขึ้นหลังผมเรียนจบจากประเทศอังกฤษ และกลับมาทำงานที่ไทยได้ 3-6 เดือน ช่วงนั้นผมทำงานหนักมากเพราะคนอื่นในทีมลาออกหมด จนเกิดอาการเครียด เริ่มมีอาการตาเบลอและภาพตัดบ่อย ช่วงแรกก็แยกขั้นบันไดไม่ได้ กะระยะถอยหลังจอดรถไม่ได้จนขับชนเสาบ้าน ทั้งที่ปกติขับได้ และมีอาการนอนไม่หลับ ถึงนอนหลับก็หลับๆ ตื่นๆ สภาพร่างกายแย่ ตอนนั้นเข้าใจว่าเกิดจากอาการเครียด ไปหาหมอตาที่โรงพยาบาลแรกเขาก็ยังวินิจฉัยว่าทำงานเครียดเกินไป ต้องพักสายตาบ้าง แต่แท้จริงแล้วอาการเหล่านี้เป็นผลข้างเคียงจากโรคเนื้องอกในสมอง

เริ่มรักษาถูกทาง

พอเข้าใจว่าเครียดจึงกินพาราประมาณวันละ 10 เม็ด หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือนเช้าวันหนึ่งผมปวดหัวมาก จะอ้วก มึนหัวจนโลกหมุนขับรถไม่ได้ จึงให้แม่ขับรถไปส่งที่บีทีเอส แต่สุดท้ายก็ไปไม่ไหวจึงไปโรงพยาบาลที่ 2 เมื่อได้ส่องจอประสาทตาเสร็จก็แอดมิดเลยเพราะขั้วประสาทตาบวม ซึ่งอาจเป็นได้สองโรคคือ 1.โรค SLE หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง 2.เนื้องอกในสมอง พอทำ MRI จึงทราบว่าเป็นเนื้องอกในสมอง หรือ Central Neurocytoma 

เนื้องอกสมองส่วนกลางโดยส่วนมากไม่ใช่เนื้อร้าย สาเหตุของการเกิดเนื้องอกในสมองยังคงไม่ทราบสาเหตุ แต่อาจเกิดขึ้นคล้ายขี้ใคลจากการผลัดเซลล์ผิว แต่เซลล์ผิวในสมองส่วนนั้นไม่ตายแต่กลับโตขึ้นกลายเป็นเนื้องอก หลังจากนั้นผมได้เข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นที่ที่ 3 จึงทราบว่า เนื้องอกก้อนใหญ่มีขนาดเท่าลูกเทนนิส มีความดันในสมองสูงจึงต้องเจาะไขสันหลังเพื่อระบายน้ำในสมองออก ตอนนั้นที่รู้ก็เสียใจแต่ก็เลือกอะไรไม่ได้ ผ่าออกได้อย่างเดียว

เนื้องอกหายแต่สายตาเลือนราง

หลังจากผ่าตัดเนื้องอกในสมองออกแล้ว ตอนพักฟื้นอยู่ในห้องไอซียูผมเริ่มเห็นภาพเบลอ ตอนแรกคิดว่าตัวเองสายตาสั้นเพราะปกติก็สายตาสั้นมากหากไม่ใส่แว่นจะมองไม่ชัด หลังออกจากไอซียูมา 3 อาทิตย์ หมอก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมตาถึงมองไม่ชัด แต่ประเมินว่า อาจเกิดจากเส้นประสาทเสียหายจึงทำให้มองเบลอ หากสมองเปรียบเสมือน CPU และเส้นประสาทเปรียบเสมือน USB ทั้งสองจะต้องเชื่อมต่อกันจึงทำงานได้ เมื่อเส้นประสาทเสียบางส่วนก็ทำให้มองเบลอ

อาการไม่ดีขึ้น

หลังจากนั้น 1 อาทิตย์หมอก็ให้ผมกลับไปพักฟื้นที่บ้าน อาการก็ทรงตัว แต่หลังจากนั้นกลับตรวจพบว่าแม้จะตัดเนื้องอกในสมองออกไปแล้วแต่ความดันในสมองยังสูง ถึงเจาะไขสันหลังแล้วแต่น้ำที่ระบายน้ำออกได้ไม่ดีเนื่องจากเนื้องอกอยู่มานานเกินไป นั้นอุดตันทางระบายน้ำ จึงต้องใส่ท่อระบายน้ำจากโพรงใต้สมองลงไปสู่ช่องท้อง หลังจากป่วยได้ไม่นานแฟนก็บอกเลิกเพราะอยากอยู่คนเดียว ผมเสียใจมาก

กลายเป็นคนสายตาเลือนราง

ตอนที่กลายเป็นคนสายตาเลือนรางก็จัดการกับความรู้สึกไม่ได้ ผมรับไม่ได้เพราะเคยพึ่งตัวเองมาตลอด ไม่ต้องมีใครมาช่วยเหลือ พอต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ต้องคอยถามว่า เวลากินอาหารแล้วตักไปโดนพริกหรือเปล่า ตอนนี้ผมมองเห็นแบบเลือนราง ตาขวามองเห็น 20 เปอร์เซ็นต์ ตาซ้ายมองเห็น 5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับคนทั่วไป มองดูแล้วเหมือนกับคนไม่ใส่แว่น อุปสรรคในการใช้ชีวิตก็คือการพิมพ์ผิด ผมไม่ได้ใช้อักษรเบรลล์แต่ใช้โปรแกรมแว่นขยายในโทรศัพท์และโปรแกรมอ่านเสียงในการทำงาน หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานก็ช่วยเหลือ ทำให้ยังทำงานอยู่ที่เดิมได้

เมื่อใช้สิ่งมึนเมาเยียวยาจิตใจ

ช่วงแรกๆ ผมกินเหล้าหนักมาก ใช้เหล้าเยียวยาจิตใจ ตื่นขึ้นมาทุกเช้าจะถามตัวเองตลอดว่าทำไมถึงมองไม่ชัด ทำไมต้องเป็นแบบนี้ พอเซ็งก็กินเหล้า กินเบียร์หนักมาก กินทุกวัน สูบบุหรี่ไฟฟ้าด้วย มีหลายจังหวะที่ผมอยู่คนเดียวแล้วอยากโดดลงจากคอนโดชั้น 22 แต่พอนึกถึงหน้าพ่อแม่ที่ต้องเสียใจและแฟนคนแรกที่กลับมาคบกัน ก็นึกได้ว่าสิ่งที่ผมคิดไม่ถูกต้อง เราต้องอยู่กับสิ่งที่เป็นให้ได้ ก่อนหน้านี้ผมกินเหล้าหนัก พอมองไม่ชัดยิ่งกินหนักกว่าเดิมเพราะไม่มีอะไรทำ ไม่ได้ออกไปเที่ยว ไม่ได้เล่นกีฬาที่ชอบเล่น เช่น เทนนิส แบดมินตัน จะให้ออกไปกินข้าวข้างนอกทุกมื้อก็ไม่ไหว จึงกินเหล้าและฟังเพลง จนตอนนี้ผมก็สายตาเลือนรางมา 4 ปี แม้ตอนนี้จะยังไม่มีทางรักษา แต่อนาคตก็คิดว่าไม่แน่

จุดเปลี่ยนชีวิตใหม่

จุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นในวันคริสต์มาสปี 2020 ผมทำบุหรี่ไฟฟ้าหาย วันรุ่งขึ้นไปวัดอรุณฯ จึงขอพรพระให้เจอบุหรี่ไฟฟ้าแต่ถ้าไม่เจอก็จะเลิกสูบ หลังกลับไปหายังไงก็ไม่เจอผมจึงเลิกขาดเลย กลางเดือนมกราคมปี 2021 ผมกินเหล้าน้อยลงเหลือแค่วันศุกร์ - เสาร์ และหันมาออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ยิ่งตอนนั้นเลิกกับแฟนก็อยากดูแลสุขภาพ อยากมีคนดามหัวใจ ถ้าอ้วนไม่ออกกำลังกาย แถมกินแต่เหล้าแล้วใครจะสนใจ เดือนแรกผมวิ่งได้ 30 กิโลเมตร เดือนที่สอง 40 กิโลเมตร เดือนที่สาม 60 กิโลเมตร เดือนที่สี่ 120 กิโลเมตร ทำให้น้ำหนักลดลงไป 11 กิโลกรัม จาก 83 ลดเหลือ 72 กิโลกรัม หลังจากนั้นช่วงเข้าพรรษา ผมก็ลองงดเหล้าเข้าพรรษา 3 เดือน พอทำได้ เข้มแข็งพอและไม่อยากเหล้า ก็ตื่น 6 โมงเช้าได้ทุกวัน ปีที่แล้วผมตั้งเป้าหมายว่าจะวิ่งได้ 1,000 กิโลเมตร แต่วิ่งจริงได้ตั้ง 1,234 กิโลเมตร 

ผมอยากให้เรื่องของผมทำให้คนอื่นเห็นว่า ไม่ว่าต้องเจอกับเรื่องแย่เพียงใด เราก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตให้ได้ คนรอบตัวก็ไม่มีใครที่เปลี่ยนไปจากเดิม พวกเขาไม่ได้มองผมแตกต่างแต่คอยดูแลเทคแคร์สิ่งที่ผมทำได้ไม่สะดวก เช่น เวลาเจอกันเพื่อนก็จะบอกว่า เฮ้ยเดี๋ยวตักกับข้าวให้ หรือเวลาเดินไปไหนก็จะบอกให้ระวัง บางครั้งไปข้างนอกเพื่อนก็ถามว่าให้ไปรับที่บ้านไหม ถ้าเป็นคนที่เพิ่งเจอกันก็จะดูไม่ออกว่าเป็นอะไร อาจเพราะผมไม่เคยเล่าเรื่องราวจึงไม่เคยเจอท่าทีไม่ชอบหรือกีดกันออกจากสังคม

สังคมที่อยากให้เกิดขึ้นในฐานะคนสายตาเลือนราง

อยากให้ปรับปรุงทางข้ามถนนให้มีสัญญาณไฟจราจรและมีเสียงติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ขณะที่สัญญาณกำลังจะเปลี่ยนสี เพื่อให้คนทีมีปัญหาสายตาข้ามถนนด้วยตัวเองได้สะดวกเหมือนในต่างประเทศ แม้ในไทยจะมีอยู่บางจุดแต่ก็มีน้อยและเสียบ่อย นอกจากนี้ก็อยากให้มีเสียงในลิฟต์เพื่อบอกชั้น เพราะผมมองเลขไม่ชัด ถ้าลิฟต์มีเสียงก็จะใช้ชีวิตง่ายขึ้น ในฐานะคนกรุงเทพฯ ผมอยากเห็นผู้ว่าคนใหม่สร้างทางเท้าที่ดีให้ได้ เพิ่มเบรลล์บล็อกตรงทางม้าลายเพื่อทำให้คนตาบอดรู้ว่าถึงจุดข้ามถนน แม้ในต่างประเทศไม่ได้มีสัญญาณไฟจราจรทุกที่ แต่ทุกที่มีเบรลล์บล็อกอำนวยความสะดวกให้คนตาบอด

ผมอยากให้กำลังใจคนสายตาเลือนราง จากคนที่เคยปกติแล้ววันหนึ่งต้องใช้ชีวิตไม่เหมือนเดิมว่า เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เป็นให้ได้ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตหรืออาชีพการงาน ความพิการไม่ใช่ข้อด้อยเพียงอย่างเดียวแต่อาจเป็นข้อดีในบางเรื่องได้เช่นกัน 

 

 

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพ
Categories: ThisAble

ต่างประเทศนิยามคำว่าคนพิการอย่างไรบ้าง?

ThisAble - Thu, 2022-05-05 17:08

นิยามคนพิการเป็นหนึ่งสิ่งที่สำคัญต่อบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายเพราะสะท้อนให้เห็นว่าประเทศเหล่านั้นมีทัศนคติต่อคนพิการอย่างไร และให้ความสำคัญแก่คนพิการมากน้อยแค่ไหน ถึงแม้จะเป็นนิยามสั้นๆแต่สามารถบอกแนวคิดที่แต่ละประเทศใช้ในการทำงานเกี่ยวกับประเด็นคนพิการได้

หลายคนอาจรู้จักเพียงนิยามคนพิการของประเทศไทย ในวันนี้ Thisable.me ได้นำนิยามคนพิการมาให้ทุกคนรู้จักทั้งหมด 10 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ จีน อิสราเอล อินเดีย เซอร์เบีย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ แอฟริกาใต้ คอสตาริกา เม็กซิโก และโคลอมเบีย ซึ่งประเทศเหล่านี้มาจากหลายทวีปทั่วโลกและบางประเทศอาจไม่เป็นที่นิยมหรือเป็นที่รู้จักมากนัก เราจึงเลือก 10 ประเทศนี้มาให้ทุกคนทำความรู้จักและเห็นถึงทัศนคติ ความคิดของแต่ละประเทศที่มีต่อคนพิการ ทั้งนี้อาจรวมไปถึงข้อแตกต่างระหว่างนิยามคนพิการของประเทศไทยกับ 10 ประเทศที่นำมาให้ทุกคนทราบได้ มาดูกันว่าประเทศไทยและ 10 ประเทศนี้นิยามคำว่าคนพิการอย่างไรและจะมีความแตกต่างด้านใดบ้าง

ไทย - คนพิการ หมายถึง บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากมีความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา การเรียนรู้ หรือความบกพร่องอื่นใด ประกอบกับมีอุปสรรคในด้านต่าง ๆ และมีความจำเป็นเป็นพิเศษที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใดเพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป

จีน - A disabled person refers to one who suffers from abnormalities or loss of a certain organ or function, psychologically or physiologically, or in anatomical structure and has lost wholly or in part the ability to perform an activity in the way considered normal. The term “disabled persons” refers to those with visual, hearing, speech or physical disabilities, mental retardation, mental disorder, multiple disabilities and/ or other disabilities.

คนพิการ หมายถึง บุคคลที่มีความผิดปกติหรือสูญเสียอวัยวะหรือการทำงานบางอย่างทางสรีรวิทยา หรือโครงสร้างทางกายวิภาค และสูญเสียความสามารถในการทำกิจกรรมปกติทั้งหมดหรือบางส่วน อาจหมายถึงผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น การได้ยิน การพูดหรือทางร่างกาย เรียนรู้ช้า มีความผิดปกติทางจิต ความพิการเชิงซ้อน และความพิการอื่นๆ

อิสราเอล - A person with a physical, mental, intellectual (including cognitive) impairment, either temporary or permanent which substantially limits a person’s ability to function in one or more main areas of life.

คนพิการ หมายถึง บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา (รวมถึงความรู้ความเข้าใจ) ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวร ซึ่งจำกัดความสามารถของบุคคลในการทำงานอย่างน้อยหนึ่งส่วนของชีวิต

อินเดีย - A disabled person is a person with long-term physical, mental, intellectual and sensory impairment, which in interaction with barriers (social, communicational, cultural, economic, environmental, institutional, political,attitudinal or structural) hinders his/her effective participation in society equally with others.

คนพิการ หมายถึง บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และประสาทสัมผัสในระยะยาว ซึ่งเผชิญกับอุปสรรคด้านสังคม การสื่อสาร วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สถาบัน การเมือง ทัศนคติ หรือโครงสร้าง ส่งผลให้เกิดการจำกัดการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างเสมอภาคระหว่างคนพิการกับผู้อื่น

เซอร์เบีย -“persons with disabilities” refers to people with inherent or acquired physical, sensory, intellectual or emotional disability, who due to social or other obstructions, do not have the opportunities or have limited opportunities to join the social activities at the same level as other people, regardless of whether they can perform the said activities with the assistance of technical aids or support services.

ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการเลือกปฏิบัติ คำว่า “คนพิการ” หมายถึง บุคคลที่มีความพิการตั้งแต่กำเนิดหรือพิการภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย ทางประสาทสัมผัส ทางสติปัญญา หรือทางอารมณ์ ไม่มีโอกาสหรือมีการจำกัดโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมในระดับเดียวกับคนอื่น ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถทำกิจกรรมดังกล่าวได้ด้วยความช่วยเหลือด้านเทคนิคทางการแพทย์หรือการบริการสนับสนุนต่างๆ ก็ตาม

สวิตเซอร์แลนด์ - Persons with disabilities (disabled persons) means a person who has disadvantages, because of permanent physical, mental or psychological disabilities, to perform everyday activities, to socialize, to move, to educate themselves or to have gainful employment

คนพิการ หมายถึง บุคคลที่เสียเปรียบจากความบกพร่องทางร่างกาย ทางจิตใจ หรือทางด้านจิตอย่างถาวร ส่งผลต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การเข้าสังคม การเคลื่อนย้าย การศึกษา หรือมีอาชีพที่มีคุณค่า

นอร์เวย์ - Disability refers to the loss of, damage to or abnormality in a body part or in one of the body’s psychological, physiological or biological functions. This may, for example, be a case of impaired movement, vision or hearing function, impaired cognitive function or various disabilities due to allergies, heart or lung diseases.

คนพิการ หมายถึง การสูญเสีย ความเสียหาย หรือความผิดปกติในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งทางจิตใจ ทางสรีรวิทยา หรือทางชีววิทยาอย่างใดอย่างหนึ่งของร่างกาย เช่น การบกพร่องทางการเคลื่อนไหว การมองเห็นหรือการได้ยิน การรับรู้บกพร่อง หรือความพิการอื่น อันเนื่องมาจากโรคภูมิแพ้ โรคหัวใจหรือโรคปอด

แอฟริกาใต้ - People who have a long-term or recurring physical or mental impairment which substantially limits their prospects of entry into, or advancement in, employment.

คนพิการ หมายถึง ผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจในระยะยาวหรือเกิดขึ้นซ้ำๆ มีการจำกัดโอกาสในการเข้าทำงานหรือความก้าวหน้าในการทำงานอย่างมาก

คอสตาริกา - Any physical, mental of sensory impairment which substantially limits one or more of an individual's major activities.

คนพิการ หมายถึง ผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ทางจิตใจ ทางประสาทสัมผัส ซึ่งจำกัดกิจกรรมสำคัญๆ ของบุคคลนั้นอย่างน้อยหนึ่งกิจกรรม

เม็กซิโก - Any person who, due to congenital or acquired reasons, has one or more deficiencies of a physical, mental, intellectual or sensory nature, whether permanent or temporary and which, when interacting with the barriers imposed by the social environment, may prevent their full and effective inclusion , on equal terms with others.

คนพิการ หมายถึง บุคคลใดที่มีข้อบกพร่องหนึ่งอย่างขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา หรือทางประสาทสัมผัส เนื่องจากเหตุที่มีมาแต่กำเนิดหรือได้มาภายหลังไม่ว่าจะถาวรหรือชั่วคราว และเมื่อเผชิญอุปสรรคกับสภาพแวดล้อมทางสังคมอาจขัดขวางไม่ให้บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพอย่างเสมอภาคกันกับผู้อื่น

โคลอมเบีย - Those people who have physical, mental, intellectual or sensory deficiencies in the medium and long term that, by interacting with various barriers including attitudinal barriers, may prevent their full and effective participation in society , on equal terms with the others.

คนพิการ หมายถึง บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา หรือทางประสาทสัมผัสในระยะกลางและระยะยาว ที่เผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ อย่าง อุปสรรคทางทัศนคติ ที่อาจขัดขวางการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพอย่างเสมอภาคกับผู้อื่น

  Socialบทความคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนต่างประเทศนิยามความพิการ
Categories: ThisAble

ประสบการณ์สู่ความสำเร็จของพ่อค้าแหนมตัวเล็ก: ภาษ อินก่ำ

ThisAble - Wed, 2022-05-04 19:13

ใครๆ อาจพูดกันว่า ประสบการณ์นำมาซึ่งความสำเร็จ เช่นเดียวกับผู้ชายตัวเล็กอย่างภาษ อินก่ำ พ่อค้าขายแหนมออนไลน์ ที่เขาได้ผ่านการลองผิดลองถูก ทดลองทำในสิ่งที่ชอบโดยไม่กลัวความผิดหวัง Thisable.me ชวนรู้จักภาษผ่านสิ่งที่เขาทำมาตลอด ซึ่งทำให้เราได้รู้เรื่องราวชีวิต ประสบการณ์ในการลองทำสิ่งต่างๆ และปัญหาที่พบในฐานะคนแคระที่นั่งวีลแชร์ ทำความรู้จักกับภาษ

ภาษ: ผมเป็นคนแคระที่นั่งวีลแชร์เพราะแขนขาอ่อนแรง ตอนนี้ขายของแหนมและขนมต่างๆ ออนไลน์อยู่ที่บ้าน  พอลูกค้าสั่งเราก็ส่งพัสดุถึงมือลูกค้าได้อย่างปลอดภัย 

ก่อนที่จะตัดสินใจขายของออนไลน์เราทำงานประจำมาก่อน ตอนปี 2554 เพิ่งเรียนจบทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ทำงานได้ 3 เดือนก็ลาออกมาเล่นดนตรีเปิดหมวกจนถึงปี 2562 ที่โควิด - 19 เกิดขึ้นและต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้เล่นดนตรีเปิดหมวกไม่ได้ จึงตัดสินใจขายของออนไลน์แทน

ทำไมถึงตัดสินใจขายของออนไลน์?

รู้สึกไม่ชอบงานโปรแกรมเมอร์ ประกอบกับตอนนั้น ทำงานกับเพื่อนคนพิการหลายคนแต่ห้องน้ำมีห้องเดียว เลยรู้สึกว่าไม่สะดวกที่จะอยู่ร่วมกัน เราเลยลาออกมาหาอะไรทำ ตอนแรกก็จะหาไอเดียขายของ แต่ไปเห็นน้องคนหนึ่งเป่าแคนเปิดหมวกแล้วน่าสนุกดี ก็เลยตัดสินใจเล่นอูคูเลเล่เปิดหมวกเป็นอาชีพ หลังเล่นมาเรื่อยๆ เจอโควิดระบาดก็เล่นต่อไม่ได้เลยคิดขายของออนไลน์แทน 

พอได้ลองขายก็รู้สึกว่าเข้ากับตัวเองมาก เพราะเรามีอิสระและสะดวก เพราะเราไม่สามารถจัดการระบบขับถ่ายของตัวเองได้ สาเหตุนี้ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ลาออกจากอาชีพโปรแกรมเมอร์ด้วย 

ปัญหาที่คนนั่งวีลแชร์เผชิญ

การนั่งอยู่บนวีลแชร์จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรแต่เจอความไม่สะดวกในสถานที่ที่วีลแชร์จะไปเยอะมาก ตอนที่อยู่กรุงเทพฯ ปัญหาที่เจอบ่อยสุดคือปัญหาทางเท้า ทั้งมอเตอร์ไซค์ขี่ขึ้นมาบนทางเท้า และเสากั้นมอเตอร์ไซค์ที่เอาไว้กันไม่ให้มอเตอร์ไซค์ขี่ขึ้นบนทางเท้า แต่เสานั้นทำให้วีลแชร์ผ่านไม่ได้ ตรงทางม้าลายก็กั้นไม่ให้มอเตอร์ไซค์กลับรถแต่วีลแชร์ก็ไปไม่ได้อีกจนต้องลงมาวิ่งบนถนน ต้องติดไฟแดงตามรถยนต์ ซึ่งค่อนข้างอันตราย

ความเข้าใจต่อคนพิการที่อยากให้เกิดขึ้น

อยากให้หลายหน่วยงานมีความเข้าใจเพราะตอนนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายอย่างเป็นเพราะความไม่เข้าใจ และไม่เคยถามความต้องการจากคนพิการเลย จะกั้นก็กั้นแบบส่งๆ จะทำอะไรก็ทำเลย อย่างพอมีทางลาดขึ้นบนทางเท้า แต่ไม่อยากให้มอเตอร์ไซค์ขึ้นก็เลือกเอาเหล็กมากั้น คนทั่วไปจะเดินก็แค่เบี่ยงเอวผ่านช่องว่างได้ แล้วคนที่ใช้วีลแชร์จะผ่านทางนี้ยังไง? ก็จะเห็นได้ว่า เขาไม่เคยนึกถึงคนที่อ่อนแอที่สุดในสังคมอย่างคนพิการ 

หากคนใช้วีลแชร์สามารถไปไหนมาไหนได้สะดวก ทุกคนบนโลกก็จะไปไหนมาไหนได้สะดวกเหมือนกันหมด ไม่ใช่เฉพาะคนพิการ 

ผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลอย่างไรบ้าง?

โควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อคนพิการมากผมไม่รู้ว่าคนพิการแต่ละคนมีรายได้เท่าไหร่ แต่น้าตาบอดที่เดินร้องเพลงก็ต้องเลิกทำไปเพราะมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม วงดนตรีคนตาบอดอย่างวงไดมอนด์ก็ต้องเลิกทำไป อีกทั้งไม่มีใครรู้ว่าหน้าตาของโรคนี้เป็นยังไง จะหายไปตอนไหน หรือจะอยู่กับเราอีกนานแค่ไหน 

คนพิการหลายคนไม่รู้จะไปทำอาชีพอื่นอย่างไร เพราะคนพิการหางานทำยากอยู่แล้ว ยิ่งช่วงโควิดก็ยากขึ้นไปอีก บางทีก็ทำงานได้ค่าตอบแทนที่น้อยกว่าคนทั่วไป แม้จะมีเบี้ยคนพิการ 800 บาท ก็ไม่พอใช้ในแต่ละเดือนหรอก คนที่อ่อนแอที่สุดอย่างคนพิการที่ติดเตียง แค่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบขับถ่ายก็ไม่พอแล้ว ส่วนคนพิการที่สามารถทำงานได้แต่ต้องหยุดพักในช่วงโควิด-19 หรือเลิกทำอาชีพไป เงิน 800 บาทจึงไม่ช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้

 อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนพิการหางานทำยาก

โลกมันเปลี่ยนไปเร็ว แต่การเข้าถึงการศึกษาของคนพิการกลับน้อยมาก แม้กระทั่งการเข้าถึงความรู้ใหม่ๆ ก็ยังยาก ตอนเริ่มขายของเราก็เปิดยูทิวป์เรียนรู้เอง ผู้สอนก็ไม่มีความรู้ใหม่ๆ มากพอ พอบวกกับโอกาสจากครอบครัวที่มองว่าคนพิการต้องได้รับการศึกษาก็ยิ่งมีน้อย หรือแทบไม่มีด้วยซ้ำ ฉะนั้นการเข้าถึงความรู้เลยโดนปิดกั้น คนพิการหลายคนเลยทำได้เพียงขายลอตเตอรี่ ไม่ก็อยู่บ้าน โดยถูกห้ามไม่ให้ออกไปเรียนหรือออกไปทำอะไรเลย

ความสามารถที่ถูกมองข้ามเมื่อเป็นคนพิการ

เวลาคนพิการไปในที่สาธารณะ เช่น ผมที่เป็นคนแคระมาเล่นดนตรี บางครั้งคนก็มองว่าตลก บางสายตาก็เหมือนเหยียด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจอบ่อยมากทั้งๆ ที่เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้ความสามารถของตัวเองทำงานหาเงินผ่านการเล่นดนตรีเปิดหมวก

ซื้อเพราะสงสาร ซื้อเพราะอยากช่วย คิดอย่างไรกับคำพูดเหล่านี้?

เจอบ่อยมาก เราก็บอกว่าเอาเงินมาสิ เราเคยเล่นดนตรีเปิดหมวกแล้วโดนไหว้ขอพรบ้าง ขอหวยก็มี เจอจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว สำหรับเราคิดว่าก็ตลกดีนะ ยังเคยผมคุยกับแม่เลยว่า ‘เออ ดีนะ ได้เป็นผู้วิเศษด้วย’ แต่ตอนนี้รับมือได้แล้ว มองว่าเราทำเพราะอยากได้เงิน และแน่นอนว่าถ้ามาเปิดหมวกคนอาจมองว่าเป็นขอทาน เราเคยโดนชี้หน้าด่าด้วย ตอนนั้นผมแก้ปัญหาด้วยการถามว่าชี้ทำไม เขาไม่มีคำตอบให้หรอก บอกเลยว่าไม่เคยกลัวคนพวกนี้ แต่พอทำแบบนั้นก็เหนื่อย ไปไล่ทะเลาะกับทุกคนไม่ได้หรอก ก็เลยตัดสินใจว่าช่างเขาเถอะ ทำงานของเราดีกว่า

ทำไมจึงเป็นแหนมคุณภาษ 

จุดเริ่มต้นของการขายของออนไลน์เป็นแหนม เพราะเป็นสินค้าที่สามารถส่งได้โดยไม่เสีย แถมแม่เรายังทำแหนมเก่งด้วย แต่พอผ่านมาช่วงหนึ่งก็พยายามหาพาร์ทเนอร์เป็นขนมอย่างอื่นที่สามารถส่งได้ และนำมาทำเป็นแบรนด์ของตัวเอง เช่น คุกกี้กับคอนเฟลค ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า 

สำหรับแหนมของเราจะล้างเนื้อสัตว์อย่างดี ตากไว้จนแห้งก่อนนำไปทำเพื่อให้สินค้าคงคุณภาพดีและไม่เสียก่อนถึงมือลูกค้า ช่วงแรกๆ ก็มีผิดพลาดบ้าง เราก็เรียนรู้โดยเปิดดูวิธีจากยูทิวป์ จนรู้ว่าควรตากเนื้อสัตว์ให้แห้งประมาณไหนค่อยนำมาทำแหนม เราเรียนรู้ทุกอย่างจากยูทิวป์ เพราะคอร์สต่างๆ มีราคาค่อนข้างแพง ก็เลยเลือกเรียนรู้ข้อมูลฟรีจากทุกคนแล้วมารวมเป็นตัวเราดีกว่า ยูทิวป์ทำให้รู้ว่า ถ้าเราก็ใช้เครื่องมือเหมือนๆ กัน ขั้นตอนคล้ายกัน ทำไปทำมาเดี๋ยวก็สำเร็จเองแหละ แม้แต่ขับรถยนต์เป็นก็ฝึกขับเองจากยูทิวป์ของคนต่างประเทศ โดยมีแม่ช่วยยกวีลแชร์ให้ หรือโทรเรียกเพื่อนให้มาช่วยยก

ก่อนหน้านี้เราเคยไปสมัครเรียนขับรถเพราะอยากได้ใบขับขี่ แต่เขาไม่รับเพราะต้องใช้รถของเขา กลัวว่าเราจะเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ อาจเพราะเห็นรถของผมก็มีร่องรอยการชนหรือขูดเต็มไปหมด ตอนที่ไปสอบใบขับขี่อาคารก็ไม่มีลิฟต์ เจ้าหน้าที่ต้องมาช่วยยกขึ้นไป จังหวัดยังมีอีกหลายที่ที่ไม่มีลิฟต์ นี่เป็นปัญหาหนึ่งที่คนพิการหลายคนยังต้องเผชิญ                                                                                                                                                                           

ประสบการณ์ช่วยเพิ่มพลังความกล้าและใจที่แข็งแกร่ง

เราเป็นมนุษย์ Extrovert ชอบออกไปเพิ่มพลังด้วยการไปหาประสบการณ์เองจนเข้าใจ ไม่เคยแคร์สายตาคนมองด้วยเพราะคิดเสมอว่า มองแล้วยังไง ยังไงเราก็แก้ความพิการไม่ได้  เราอยากรู้มากว่าถ้าไปสถานที่นี้แล้วจะเป็นยังไง ถ้าทำแบบนี้ หรือลองขับรถแล้วจะเป็นยังไง ถ้าลองไปตลาดคนเดียวคนจะมี Reaction ยังไง เราไม่ต้องไปแคร์แต่เลือกเก็บมาเป็นความรู้และประสบการณ์ ถึงจะพิการ มองดูแล้วภายนอกแตกต่างแต่เราก็มีหัวใจ มีความรู้สึกรัก โลภ โกรธ หลงได้เช่นกัน แม้บางทีเราอาจโกรธเขาที่มองแบบนั้น แต่ก็อยากให้คิดว่านี่คือปกติของคน เราเป็นคนนะ

ยูทิวป์สอนว่า คนไม่ได้เป็นสัตว์ชนิดเดียวและไม่ได้เก่งแค่ด้านเดียว ถ้าหาความรู้ใหม่เราก็จะเป็นสัตว์ชนิดใหม่ สามารถแปลงร่างไปเรื่อยๆ ตอนที่เปลี่ยนจากเดินได้มานั่งวีลแชร์ เราก็ต้องหัดทำนั่น ทำนี่บนวีลแชร์ จนสามารถทำได้ จุดนี้ก็ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นและไม่กลัวการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ พร้อมกับออกไปหาประสบการณ์นอกบ้านไปด้วย

สำหรับเราแม่เป็นคนสำคัญมาก คอยสนับสนุนทุกอย่าง ให้เราได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการ เราได้เรียนรู้เอง พอเจ็บปวดก็มากอดกัน คุยกัน เราเลยกล้าทำสิ่งใหม่ๆ โดยที่ไม่กลัวผิดหวังเพราะมีกำลังใจที่ดีอย่างครอบครัวคอยสนับสนุนสิ่งที่ทำอยู่เสมอ

สำหรับเพื่อนคนพิการก็อยากให้มองว่า ความรู้ใหม่นั้นสำคัญมาก ให้ถามตัวเองว่าอยากรู้อะไร ชอบอะไร ความปลอดภัยในชีวิตคนก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องเงินและสุขภาพ หาความรู้ในยูทิวป์และต้องลงมือทำอย่างรวดเร็ว ผิดพลาดให้เร็วที่สุด เจ็บปวดให้เร็วที่สุด สิ่งเหล่านี้จะบ่มเป็นก้อนแห่งความสุขในภายภาคหน้า สำหรับครั้งนี้ก็ฝากร้านชื่อเพจว่า แหนมคุณภาษ ขายแหนมทั้งสามชั้น สันคอ กระดูกอ่อน เอ็นไก่ หมูสับ หมูแดดเดียว หากสนใจสามารถทักมาสอบถามเรื่องราคาและสินค้าได้ตลอดเลย

 

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนภาษ อินก่ำ
Categories: ThisAble

รวมสายรถเมล์ชานต่ำวีลแชร์ขึ้นได้

ThisAble - Thu, 2022-04-28 19:08
รวมสายรถเมล์ชานต่ำวีลแชร์ขึ้นได้   หลังจากไปนี่งรอรถเมล์ 2 ชั่วโมงแล้วไม่ได้ไปไหน ( https://thisable.me/content/2022/04/814 ) พวกเราเลยเกิดคำถามว่าแล้วมีสายไหนบ้างนะที่มีรถเมล์ชานต่ำที่คนพิการขึ้นได้และปลายทางไปไหนบ้าง รวมถึงมีกี่คัน เราจึงอยาดชวนคุณสำรวจสายรถเมล์ชานต่ำที่คนพิการเข้าถึงได้   จากการสำรวจพบ 58 สายที่มีรถชานต่ำ จาก 224 สายทั่วกรุงเทพมหานคร หรือ 1,079 คันจากจำนวนรถเมล์ทั้งหมด 4,405 คัน ในกรุงเทพมหานครฯ   อ่านดูแล้วมีสายไหนผ่านบ้านคุณอ่านบ้างไหม หรือคิดว่าน่าจะมี สายไหนเพิ่มเติม ลองคอมเมนต์กันดู เผื่อเราจะไปลองขึ้นบ้าง   ข้อมูลสำรวจ ณ วันที่ 28 เมษายน 2565 http://www.bangkokbusclub.com/cms/forumdisplay.php?f=66 https://rocketmedialab.co/bkk-bus/... https://thaipublica.org/2017/05/bus-service-mbta/…       สาย 6 พระประแดง - บางลำพู มี 15 คัน
สาย 7 เอกชัย - ศึกษานารี 2 - หัวลำโพง มี 19 คัน
สาย ปอ.8 เคหะร่มเกล้า - สะพานพุทธ มี 22 คัน
สาย 20 พระสมุทรเจดีย์ - ท่าดินแดง มี 21 คัน
สาย 21 วัดคู่สร้าง - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มี 16 คัน
สาย 23 สำโรง - เทเวศร์ มี 15 คัน     สาย 26 มีนบุรี - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มี 23 คัน
สาย 28 สายใต้ใหม่ (ตลิ่งชัน) - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มี 26 คัน
สาย 29 ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต - หัวลำโพง มี 42 คัน
สาย 35 พระประแดง - สายใต้ใหม่ (ตลิ่งชัน) มี 15 คัน
สาย 37 แจงร้อน - มหานาค มี 15 คัน
สาย 39 รังสิต - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มี 18 คัน     สาย 40 (หลัก) ลำสาลี - สายใต้ปิ่นเกล้า มี 30 คัน
สาย 40 สายใต้ใหม่ (ตลิ่งชัน) - หัวลำโพง มี 22 คัน
สาย 48 ม.รามคำแหง 2 - วัดโพธิ์ มี 16 คัน
สาย 51 ปากเกร็ด - ม.เกษตรศาสตร์ มี 10 คัน
สาย 52 ปากเกร็ด - บางซื่อ มี 14 คัน
สาย 56 กรุงธน - บางลำพู มี 11 คัน     สาย 59 รังสิต - สนามหลวง มี 8 (รถช่วยวิ่งจาก510) คัน
สาย 60 สวนสยาม - ปากคลองตลาด มี 22 คัน
สาย 69 ท่าอิฐ​ -​ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มี 18 คัน
สาย 75 พุทธบูชา - หัวลำโพง มี 8 คัน
สาย 76 แสมดำ - ประตูน้ำ มี 8 คัน
สาย 80 วัดหนองแขม - สนามหลวง มี 13 คัน     สาย 102 ปากน้ำ (อู่ฟาร์มจระเข้) - เซ็นทรัลพระราม 3 มี 15 คัน
สาย 104 ปากเกร็ด - หมอชิต 2 มี 18 คัน
สาย 105 มหาชัยเมืองใหม่ - คลองสาน มี 20 คัน
สาย 113 มีนบุรี - หัวลำโพง มี 14 คัน
สาย 115 สวนสยาม - บางรัก มี 2 คัน
สาย 120 สมุทรสาคร - แยกบ้านแขก มี 5 คัน     สาย 122 วัดเทพลีลา - หมอชิต 2 มี 2 คัน
สาย 124 ศาลายา - สนามหลวง มี 14 คัน
สาย 133 เคหะบางพลี - เอกมัย มี 16 คัน
สาย 138 ท่าน้ำพระประแดง - หมอชิต 2 / อู่ราชประชา - หมอชิต 2 มี 28 คัน
สาย 140 แสมดำ - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มี 29 คัน
สาย 141 แสมดำ - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มี 13 คัน     สาย 142 ปากน้ำ (อู่ฟาร์มจระเข้) - แสมดำ มี 20 คัน
สาย 145 ปากน้ำ (อู่แพรกษาบ่อดิน) - หมอชิต 2 มี 28 คัน
สาย 147 เคหะธนบุรี - บางแค - ท่าพระ มี 34 คัน
สาย 150 ปากเกร็ด - บางกะปิ มี 16 คัน
สาย 167 เคหะธนบุรี - สวนลุมพินี มี 2 คัน
สาย 168 สวนสยาม - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มี 28 คัน
สาย 504 รังสิต - สะพานกรุงเทพ มี 26 คัน     สาย 507 สายใต้ใหม่ (ตลิ่งชัน) - ปากน้ำ มี10 คัน
สาย 510 ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มี 38 คัน (บางส่วนไปชาวยวิ่ง59)
สาย 511 ปากน้ำ (อู่ฟาร์มจระเข้) - สายใต้ใหม่ (ตลิ่งชัน) มี 30 คัน
สาย 514 มีนบุรี - สีลม มี 10 คัน
สาย 522 รังสิต - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มี 32 คัน
สาย 538 มทร.ธัญบุรี - รพ.สงฆ์ มี 22 คัน     สาย 539 อ้อมน้อย - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 19 มี 7 คัน
สาย 543 บางเขน - กรมการปกครอง ลำลูกกา คลอง 9 มี 3 คัน
สาย 547 ศาลายา - สวนลุมพินี มี 12 คัน
สาย 554 รังสิต - ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ​ มี 8 คัน
สาย 558 เคหะธนบุรี - ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ​ วีลแชร์ใช้ได้ มี 7 คัน
สาย R26E สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ - รพ.รามาธิบดี มี 16 คัน     สาย A1 ท่าอากาศยานดอนเมือง - หมอชิต มี 16 คัน
สาย A2 ท่าอากาศยานดอนเมือง - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มี 12 คัน
สาย A3 ท่าอากาศยานดอนเมือง - สวนลุมพินี มี 8 คัน
สาย A4 ท่าอากาศยานดอนเมือง - สนามหลวง มี 8 คัน

 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนรถเมล์ชานต่ำ
Categories: ThisAble

วีลแชร์นั่งรถเมล์ไปเที่ยวสนามหลวง!

ThisAble - Thu, 2022-04-28 12:30
วีลแชร์นั่งรถเมล์ไปเที่ยวสนามหลวง!   วันหยุดยาวแบบนี้พวกเราเลยอยากชวนไปเที่ยวที่สำคัญๆในกรุงเทพฯ กันหน่อย และสนามหลวงก็เป็นอีกที่ที่ทั้งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวกรุงเทพฯ นอกจากนี้สนามหลวงยังใกล้กับสถานที่สำคัญๆ หลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ อีกทั้งเข้าถึงง่ายด้วยรถเมล์หลายสายซึ่งทำให้การเดินทางนั้นสบายกระเป๋า Thisable.me จึงอยากชวนทุกคนไปเที่ยวง่ายๆ ในวันหยุดยาว   เราเริ่มเดินทางจากรถไฟฟ้าอนุเสารีย์ชัยสมรภูมิฝั่งเกาะพญาไท ที่ที่ซึ่งเป็นป้ายนั่งรอของรถเมล์หลายสาย รวมทั้งสายที่เรากำลังจะขึ้น โดยข้อมูลจากสายด่วน ขสมก. 1348 และเจ้าหน้าที่ละแวกนั้นระบุว่า การไปสนามหลวงสามารถนั่งรถสาย 59 หรือ 503 ซึ่งบางคันเป็นรถโดยสารปรับอากาศเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) ชานต่ำสีฟ้า ขนาด 12 เมตร 35 ที่นั่ง เป็นเบาะพับได้ 4 ที่นั่งสำหรับเป็นพื้นที่จอดวีลแชร์ จำนวน 2 คัน เมื่อพร้อมแล้วก็ไปนั่งรอรถเมล์เวลาเที่ยงตรงมุ่งหน้าไปยังสนามหลวง   ไปดูภาพบรรยากาศการไปเที่ยวสนามหลวงด้วยวีลแชร์กันได้เลย!                                                                                             Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนรถเมล์ชานต่ำสนามหลวง
Categories: ThisAble

รู้จัก PA กลไกที่ช่วยลดความรุนแรงระหว่างคนพิการกับผู้ดูแล

ThisAble - Tue, 2022-04-19 20:24

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา มีแอคเคาท์ทวิตเตอร์ชื่อ @Thamboon888 ได้โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่ลูกทำร้ายแม่พิการ ภายใต้คลิปนั้นก็มีการแสดงความคิดเห็นหลากหลาย ทั้งเห็นอกเห็นใจลูก หรือเข้าใจความเครียดของผู้ดูแล แต่อีกส่วนก็มองว่า แม้จะเครียดก็ไม่สมควรใช้ความรุนแรง หรือสาปแช่งก่นด่าว่าเป็นลูกอกตัญญู

ท่ามกลางกระแสความคิดเห็นต่างๆ กลไกหนึ่งซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งรุนแรง ผ่านการเพิ่มอำนาจให้กับคนพิการในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตนเองก็คือแนวคิดเรื่องการดำรงชีวิตอิสระ (Independent Living - IL) ที่มีผู้ช่วยคนพิการเป็ลกลไกสำคัญ Thisable.me  จึงชวน น้ำพุ— อธิพันธ์ ว่องไว ผู้อำนวยการศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑลมาพูดคุยว่า กลไกผู้ช่วยคนพิการจะมีส่วนช่วยลดความรุนแรงระหว่างผู้ดูแลกับคนพิการได้อย่างไร  

อธิพันธ์อธิบายว่า ระบบงานผู้ช่วยคนพิการหรือเรียกสั้นๆ ว่าพีเอ นั้นย่อมาจากคำว่า Personal Assistant ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนคนพิการที่ไม่สามารถทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเองได้ เช่น กินข้าว อาบน้ำ ฯลฯ ให้พร้อมออกไปใช้ชีวิตในสังคม พีเอมีรากแนวคิดมาจากแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระ หากประเทศไทยมีระบบผู้ช่วยคนพิการผ่านแนวคิดสนับสนุนให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตอิสระที่มีประสิทธิภาพ เราจะเห็นภาพคนพิการถูกทำร้ายน้อยลง 

อธิพันธ์ยังเล่าให้ฟังอีกว่า ปัจจุบันผู้ช่วยคนพิการมาจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งอสม. ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุไม่มีพละกำลังช่วยคนพิการได้ ประกอบเงินค่าจ้างที่จ่ายให้ชั่วโมงละ 50 บาท ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้ช่วยให้บริการจำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อคนพิการ 

เมื่อสถานการณ์ของผู้ช่วยคนพิการเป็นไปอย่างจำกัด สมาชิกครอบครัวจึงต้องผันตัวเองกลายเป็นผู้ดูแล ฉะนั้นอำนาจการตัดสินใจของคนพิการจึงเสมือนกลายเป็นของผู้ดูแลซึ่งเป็นคนในครอบครัวไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นเวลาตื่นนอน เวลากินข้าว อธิพันธ์ได้ยกตัวอย่างเรื่องของเขาเอง หลังเป็นคนพิการติดเตียงตอนช่วงอายุ 13 - 14 ปี เขาได้กินข้าววันละมื้อ อาบน้ำเดือนละครั้ง หากจะอุจจาระก็ต้องรอให้พ่อกลับมาจากที่ทำงานก่อน แต่ถ้ากลับมาแล้วเหนื่อย ก็ต้องรอให้หายเหนื่อยก่อนถึงจะมาจัดการให้ บางทีก็ใส่อารมณ์เพราะความเหนื่อยล้าและเครียดจากการทำงาน กลับกัน หากผู้ดูแลไม่ใช่คนในครอบครัว แต่เป็นพีเอซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือผ่านการตัดสินใจของคนพิการ ก็จะทำให้คนพิการมีอำนาจในการจัดการชีวิตตัวเองว่าต้องการความช่วยเหลือเวลาไหน ไม่ต้องรอให้คนว่างแล้วจึงช่วย เรื่องเหล่านี้อธิพันธ์มองว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ทุกคนควรจะมี นอกจากนี้ยังทำให้ครอบครัวได้มีชีวิตอิสระเป็นของตัวเอง ออกมาทำมาหากินได้ และจะนำไปสู่การลดความรุนแรงระหว่างคนพิการและครอบครัวได้ เขายกตัวอย่างในประเทศเกาหลีใต้เมื่อประมาณ 30 - 40 ปีก่อน ก็เกิดเหตุการณ์พ่อแม่ฆ่าลูกพิการเช่นเดียวกัน กระทั่งรัฐบาลมองว่า คนพิการไม่สมควรถูกครอบครัวทำร้ายหรือทำให้เสียชีวิต จึงนำระบบผู้ช่วยคนพิการผ่านแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระมาใช้ 

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างผู้ช่วยคนพิการอาจไม่ใช่เรื่องง่ายหากไม่มีโครงสร้างที่สนับสนุน อธิพันธ์จึงเสนอว่า ในระยะอันใกล้นี้ อาจผลักดันให้ผู้ช่วยเหลือดูแล (Care Giver) มีความเข้าใจแนวคิดเรื่องการดำรงชีวิตอิสระควบคู่ไปด้วย  เพื่อเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่า คนป่วย คนพิการหรือผู้สูงอายุเป็นคนที่จะต้องดูแลไปตลอดชีวิต เป็นการมองว่า ผู้สูงอายุ หรือคนพิการเป็นคนๆ หนึ่งที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต เรามีหน้าที่สนับสนุนเขาในสิ่งที่อยากทำและทำไม่ได้ เพราะหากคนช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุไม่เข้าใจแนวคิดนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการดูแลผ่านหมอหรือพยาบาล ที่ถ้าอยากไปไหนก็ไปไม่ได้ ชีวิตมีแต่บ้านและโรงพยาบาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้เท่าที่ควร 

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพคนพิการผู้ช่วยคนพิการพีเอPersonal Assistantผู้ดูแลคนพิการผู้ดูแล
Categories: ThisAble

แผลกดทับกับชีวิตอิสระที่ขาดหาย

ThisAble - Mon, 2022-04-11 17:14

“บางครั้งก็เกรงใจน้องสาว เป็นแบบนี้แล้วยังต้องให้น้องมาลำบากกับเราอีก อยากหายเร็วๆ บางทีชีวิตเราอาจอยู่ได้ไม่นาน ถ้าหายแล้วก็ออกไปช่วยน้องสาวได้บ้าง”

อีกหนึ่งอุปสรรคของคนพิการบาดเจ็บไขสันหลังที่หลายคนอาจจะเคยผ่านหรือตอนนี้กำลังเผชิญอยู่  คงเป็นประสบการณ์การเป็นแผลกดทับ ที่ส่งผลสะเทือนทั้งต่อร่างกาย จิตใจ การใช้ชีวิต และครอบครัว 

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคนพิการบาดเจ็บไขสันหลังต้องเป็นแผลกดทับ  แล้วการเป็นแผลกดทับนั้นร้ายแรงอย่างไร เมื่อเป็นแล้วจะต้องดูแลจัดการยังไง และอะไรคืออุปสรรค์ในการรักษาแผลกดทับ

วันนี้เราได้คุยกับแก้ว คนพิการจากการบาดเจ็บไขสันหลัง ที่ตอนนี้กำลังเผชิญกับแผลกดทับอยู่ แผลกดทับครั้งนี้เป็นแผลครั้งที่ 2  แล้วตั้งแต่แก้วพิการ  เขาอาศัยอยู่ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม วันนี้ตอนเราเจอกัน แก้วกำลังนั่งอยู่บนวีลแชร์ที่ใต้ต้นมะม่วงริมชายคาบ้าน สีหน้าค่อนข้างเหนื่อยล้าและดูอ่อนเพลีย เขามีบ้านพักเป็นห้องแยกออกมาซึ่งอยู่ในที่ดินผืนเดียวกันกับครอบครัวของน้องสาว



หลังจากแนะนำตัวทักทายกัน ประเด็นแรกที่ได้พูดคุยกับแก้วคือเรื่องสาเหตุของความพิการ  แก้วพิการมา 14 ปีแล้ว จากอุบัติเหตุตกรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้ตั้งแต่หน้าอกลงมาไม่มีความรู้สึก  ขาสองข้างใช้การไม่ได้ แต่แขนสองข้างมีกำลัง ตอนที่เกิดเหตุแก้วถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลประจำอำเภอแถวบ้าน และถูกส่งต่อไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด และรักษาตัวอยู่ที่นั่นจนครบวงเงินรักษาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ในวงเงินหนึ่งหมื่นบาท เมื่อหมดงบก็ถูกส่งไปที่โรงพยาบาลเอกชนที่ทำประกันสังคมไว้ในจังหวัดนครปฐม อีกปีกว่า

ตอนที่แก้วกำลังจะเล่าให้ฟังต่อว่า ขณะรักษาอยู่โรงพยาบาลเอกชนนั้นเป็นอย่างไร หมอจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลก็เข้ามาหาพอดีเพื่อล้างแผลให้ เราหยุดคุยกัน เพื่อให้แก้วกลับเข้าห้องพักและล้างแผลให้เสร็จก่อน แก้วเข็นรถเข้าไปในห้องนอน เทียบวีลแชร์ติดกับเตียงนอน แล้วย้ายตัวเองขึ้นเตียง จัดท่าทางร่างกายแล้วพลิกตัวลงในท่านอนคว่ำด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้หมอทำแผลที่อยู่เหนือก้นกบ หมอทักทายชวนแก้วคุยไปด้วยระหว่างทำแผล 

หลังจากล้างแผลเสร็จ เราก็คุยกันต่อในห้องของแก้ว เพื่อให้แก้วได้เปลี่ยนท่าทางจากการนั่ง เป็นนอนบนเตียง เขาเล่าให้ฟังว่า การนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนเป็นจุดเริ่มต้นของแผลกดทับครั้งแรก  ตอนนอนรักษาตัวใหม่ๆ สภาพจิตใจของเขาแย่จนไม่อยากทำอะไร ได้แต่หวังว่าคงจะกลับมาหายและเดินได้อีกครั้ง 

แผลกดทับ

“ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าแผลกดทับเป็นยังไง ไม่มีใครบอกหรือแนะนำอะไรเลย ตอนนั้นหมอบอกว่ามีหน่อดำๆ ขึ้นที่เหนือก้นและต้องคว้านเนื้อดำๆ นั้นออก เราถึงรู้จักว่านี่คือแผลกดทับ อยู่ไปอยู่มาก็เกิดแผลรอบตัว สะโพกซ้ายขวา ง่ามขาก็เป็นหมดเลย” แก้วเล่า

พอแก้วขาดส่งเงินประกันสังคมเขาก็ต้องกลับมาอยู่บ้าน ช่วงแรกที่กลับมาพี่สาวของเขายังไม่เสียชีวิต จึงได้พี่สาวเป็นคนคอยช่วยทำแผลให้ แต่แผลก็ดูไม่ดีขึ้นเลย พี่สาวเลยส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอโดยใช้สิทธิบัตรทอง 

“ตอนนั้นก็รักษาแบบตามมีตามเกิด ไม่ค่อยได้รับความใส่ใจสักเท่าไหร่ ได้เวลาล้างแผลก็ล้างๆ ไป ช่วงนั้นเหมือนร่างกายผอมลงเริ่มไม่รับอาหาร เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทำความสะอาดได้แต่เช็ดตัว เวลาถ่ายท้องก็ต้องรอตอนที่พยาบาลมาทำแผล ถ้าไม่ใช่ช่วงล้างแผลก็ต้องรอจนกว่าจะมาล้างแผล และไม่มีใครแนะนำการดูแลเรื่องแผลกดทับเลยแม้นอนอยู่ที่นี่เกือบปี” แก้วเล่าต่อ

กระทั่งมีคนพิการจากศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล เข้ามาเยี่ยมที่โรงพยาบาลประจำอำเภอและเห็นแผลไม่ไหวแล้ว เนื้อสะโพกซ้ายขวาปูดออกมาสีเขียวปิ้ จึงประสานส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แต่ก่อนจะไปได้ต้องไปที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดก่อน ไปถึงก็รู้สึกว่าเขาไม่เต็มใจรักษา อยู่แค่ 3- 4 วัน โรงพยาบาลก็โทรให้โรงพยาบาลประจำอำเภอมารับกลับ โดยไม่บอกเหตุผล จนคนจากศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑลมาอีกเห็นเราเหลือแต่กระดูกจึงรีบประสานส่งตัวไปที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและ หมอก็ตอบรับบอกให้ส่งตัวมาผ่าตัด

ผมขยับตัวเข้าไปนั่งใกล้ติดกับแก้วเข้าไปอีกหน่อย เพื่อฟังสิ่งที่เขาพูด เพราะแก้วมีปัญหาเรื่องการได้ยิน จึงต้องพูดใกล้และใช้เสียงดังขึ้น เขาเล่าต่อว่า การรักษาของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแตกต่างจากหลายที่ที่เคยรักษามา หมอให้นอนคว่ำออกมาจากห้องผ่าตัดเพราะแผลอยู่เหนือก้น เวลากินข้าวก็ต้องคว่ำกิน หมอให้กินอาหารเสริมและกินข้าวเยอะๆ พยายาบาลก็คอยมาพลิกตัวให้ทุกๆ 2 ชั่วโมง เรานอนคว่ำอยู่ประมาณ 9 เดือน จนแผลแห้งและหาย ถึงได้นอนหงายบนที่นอนลม 

ที่นอนลม

แล้วที่นอนลมดียังไง เราถาม แก้วขยายความให้ฟังว่า ที่นอนลมมีสองแบบ คือแบบลอนยาวๆ และแบบหลุม คล้ายๆ หลุมขนมครก ที่นอนลมช่วยบรรเทาอาการ ทำให้แผลไม่หนักขึ้น หากนอนหงายจะช่วยถ่ายน้ำหนักตัวไม่ให้กดทับในจุดใดจุดหนึ่งนานเกินไป ไม่เหมือนกับที่นอนธรรมดาที่นอนแล้วจะรู้สึกเป็นแผ่นเดียวแข็งๆ 

แก้วเล่าด้วยสายตาที่รู้สึกดี 

“เรารักษาที่นี่ 9 เดือน  เข้าห้องผ่าตัดทั้งหมด 13 ครั้ง รอให้ร่างกายพักฟื้น จนแผลหายสนิทก็กลับมาบ้านใช้ชีวิตปกติตั้งแต่ปี 2553  กระทั่งปี 2564 แผลก็กลับมาเป็นใหม่อีกครั้ง” แก้วเล่า 

จากสิ่งที่ได้ยินจากแก้วเล่าก็รับรู้ได้ว่า แก้วต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากเพราะการต่อสู้กับแผลกดทับนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆกว่าจะผ่านมาได้ และกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ก็กินเวลายาวนาน เรารู้สึกยินดีไปด้วยเมื่อแก้วเล่าพร้อมสีหน้าอาบรอยยิ้ม แต่แล้วไม่นานเขาก็เริ่มเล่าว่า แผลกดทับที่รุนแรงได้กลับมาหาเขาอีกครั้งหลังจากติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ 

แววตาของแก้วเริ่มเปลี่ยน บ่งบอกถึงความกังวลและเล่าต่อว่า  แผลรอบที่สองเริ่มจากการติดเชื้อในกระเพาะปัสสวะหลังนอนอยู่ที่บ้านแล้วรู้สึกว่าหนาว มีไข้สูง ต้องใส่เสื้อหนาๆ ช่วยเหลือตัวเองไม่ไหวจนต้องโทรตามเพื่อนให้พาไปส่งโรงพยาบาลประจำอำเภอ นอนอยู่ 5 - 6 วันขาก็บวม ขยับตัวเองไม่ได้ มันรู้สึกหนัก ลุกขึ้นไม่ไหว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และไม่มีญาติไปเฝ้า 

แผลกดทับรอบที่ 2

“ตอนนั้นเพราะพี่สาวเสียแล้ว ส่วนน้องสาวก็มีงาน มีลูกน้อยต้องดูแล ผมเองนอนบนที่นอนธรรมดา ไม่ใช่ที่นอนลม ถ่ายหนักก็ไม่ทำให้ ได้ญาติเตียงข้างๆ คอยเช็ดตัว  หยิบผ้าไปชุบน้ำให้ หลังจากหายติดเชื้อก็กลับมาที่บ้านจึงเห็นแผลใหญ่”  

หลังจากเกิดแผลรอบ 2  แก้วได้เรียนรู้การล้างแผลด้วยตัวเอง จากฝ่ายเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่นี่เขาได้เจอคนพิการที่พิการคล้ายกันและได้แลกเปลี่ยนแนะนำวิธีการล้างแผล จึงได้รู้ว่า หากมีแผลเหนือก้นก็สามารถใช้กระจกตั้งส่องและนอนตะแคงให้เห็นแผล หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ล้าง 

“เวลาเราทำแผลเองก็รู้สึกว่าไม่ยาก ไม่เห็นต้องรอคนอื่นมาล้างให้ บางทีคนล้างให้ก็อารมณ์เสียมาใส่อารมณ์กับเรา ตอนล้างแผลก็บ่นว่าเหนื่อย ผมเลยเกรงใจที่ไปเพิ่มภาระให้เขา แต่กลายเป็นว่าสุดท้ายล้างเองแผลกลับไม่ดีขึ้น” แก้วเล่า 

เมื่อแผลมีทีท่าไม่ดีขึ้น แก้วก็ไม่สามารถทำเองได้อีกต่อไป เขาจึงปรึกษากับนักพัฒนาชุมชนของเทศบาล และประสาน อสม.ให้เข้ามาดู เมื่อปรึกษากับหมอที่โรงพยาบาลส่งเสริมตำบลแล้วก็ลงความเห็นกันว่า หมอต้องเข้ามาล้างให้ทุกวันยกเว้นวันหยุด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สุดท้ายก็ได้มานอนที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

จังหวะนี้แก้วดูผ่อนคลายกังวลลงเมื่อได้รับการรักษา แต่เพราะการระบาดของโควิด - 19 แผลที่กำลังจะได้รับการผ่าตัดจึงต้องเลื่อนออกไป

“ใกล้ถึงวันผ่าตัดมีพยายาบาลในวอร์ดติดโควิด เราเลยอดผ่าตัดและถูกส่งตัวกลับให้มานอนที่บ้านจนถึงตอนนี้ แต่ถ้าจะให้ไปนอนที่โรงบาลประจำอำเภอก็ไม่อยากไปแล้ว กลัว เพราะเคยได้ยินเจ้าหน้าที่พูดว่า พาไปแล้วไม่ต้องพากลับมาอีกแล้วนะ อยู่ก็เป็นแผล พากลับไปอยู่บ้านเลย” 

แผลที่กดทับชีวิตอิสระ

เราหยุดพักช่วงสั้นๆ ก่อนจะชวนแก้วคุยกันเรื่องผลกระทบของแผลกดทับต่อการใช้ชีวิตประจำวัน  แววตาของแก้วกำลังครุ่นคิดและค่อยๆ ตอบว่า แผลนี้ทำให้เขาไม่สามารถออกไปไหนได้ จากที่เคยออกไปตลาดเองได้ ก็ไปไม่ได้ ต้องรอรักษาให้แผลหายก่อนถึงจะใช้ชีวิตตามปกติได้ เขาย้ำว่าขนาดร่างกายไม่รู้สึกเนื่องจากเส้นประสาทที่ถูกทำลายแต่แผลกดทับก็ยังเจ็บปวดทรมาน ทรมานยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น ตอนนี้ก็มีแต่เราที่ได้แต่นั่งฟังอย่างตั้งใจเงียบๆ อยู่ข้างเตียง และรับรู้ได้ว่าแก้วกำลังทุกข์ใจ อึดอัดใจอย่างมาก

“แผลนี้กระทบกับคนอื่นด้วย บางทีน้องสาวก็ต้องมาดูแลเราจนเหนื่อย บางครั้งก็เกรงใจน้องสาวนะ (ร้องไห้) เป็นแบบนี้แล้วยังต้องให้น้องสาวมาลำบากกับเราอีก ไอ้เราก็อยากหายเร็วๆ ถ้าหายแล้วเรายังออกไปช่วยน้องสาวได้บ้าง เป็นแบบนี้ช่วยอะไรไม่ได้เลย ทุกวันนี้มีอะไรก็ยกให้น้องสาวหมดแล้ว แม้แต่ที่ดินก็ยกให้น้องสาวหมดเลย เพราะคิดว่าชีวิตเราอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ยังไงก็ต้องสู้ สู้จนวาระสุดท้ายเท่าที่จะไหว เราบอกน้องสาวไว้ว่า ถ้ารักษาแผลหายจะลงทุนหาซื้อต้นไม้สวยๆ มาปลูก แต่สุดท้ายก็ทำไม่ไหว” 

จนถึงตอนนี้ เราได้แต่สงสัยว่า ระบบการดูแลรักษาแผลกดทับในกลุ่มคนพิการบาดเจ็บไขสันหลังระดับพื้นที่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ จึงถามแก้วตรงๆ ว่า การรักษาแผลกดทับนั้นมีข้อจำกัดอะไร 

ในมุมของแก้ว ที่ไม่รู้ว่าแผลกดทับเกิดขึ้นได้อย่างไร อาจเพราะไม่มีใครให้ข้อมูลตั้งแต่แรก หนำซ้ำโรงพยาบาลแถวบ้านก็ไม่มีหมอที่เชี่ยวชาญเหมือนกับโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่มีหมอศัยลกรรมเกี่ยวกับแผลเฉพาะทางคอยดูแล 

“โรงพยาบาลแถวบ้านมีหมอคนเดียวตรวจหมดทุกโรค บ้างก็วินิจฉัยโรคผิด เข้าใจว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กอาจมีหมอไม่พอ  หากต้องปรับปรุงเรื่องการจัดการแผลกดทับคงต้องเริ่มจากบุคลาการ เช่น พยายาบาล ผู้ช่วยพยายาบาล ที่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับความพิการและคนพิการ ที่ปัจจุบันยังไม่ค่อยมีความรู้ แตกต่างจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่รู้ว่าคนพิการแบบนี้ควรดูแลแบบไหน ส่วนการดูแลเรื่องแผลกดทับ หรือป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับก็ควรต้องมีอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น เช่น เบาะลม ที่นอนลมคุณภาพดี เพราะช่วยป้องกันแผลกดทับเวลานั่งรถเข็น” แก้วเล่า

แก้วได้ฝากถึงเพื่อนๆ คนพิการบาดเจ็บไขสันหลังไว้ว่า ถ้ายังไม่เคยเป็นแผลกดทับก็ขอให้ดูแลตัวเองดีๆ หมั่นยกตัวบ่อยๆ ถ้านั่งรถเข็น หาเบาะลมมานั่ง นอนตะแคงและเปลี่ยนท่าบ่อยๆ อย่านอนหงายนาน เพราะเวลาเป็นแล้วแผลกดทับนั้นอาจกินเนื้อเข้าไปถึงกระดูกซึ่งทรมานมาก 

  Healthสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนคนพิการแผลกดทับคนพิการบาดเจ็บไขสันหลังราษฎรพิการ
Categories: ThisAble

แผลกดทับกับชีวิตอิสระที่ขาดหาย

ThisAble - Mon, 2022-04-11 16:56

 

“บางครั้งก็เกรงใจน้องสาว เป็นแบบนี้แล้วยังต้องให้น้องมาลำบากกับเราอีก อยากหายเร็วๆ บางทีชีวิตเราอาจอยู่ได้ไม่นาน ถ้าหายแล้วก็ออกไปช่วยน้องสาวได้บ้าง”

อีกหนึ่งอุปสรรคของคนพิการบาดเจ็บไขสันหลังที่หลายคนอาจจะเคยผ่านหรือตอนนี้กำลังเผชิญอยู่  คงเป็นประสบการณ์การเป็นแผลกดทับ ที่ส่งผลสะเทือนทั้งต่อร่างกาย จิตใจ การใช้ชีวิต และครอบครัว 

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคนพิการบาดเจ็บไขสันหลังต้องเป็นแผลกดทับ  แล้วการเป็นแผลกดทับนั้นร้ายแรงอย่างไร เมื่อเป็นแล้วจะต้องดูแลจัดการยังไง และอะไรคืออุปสรรค์ในการรักษาแผลกดทับ

วันนี้เราได้คุยกับแก้ว คนพิการจากการบาดเจ็บไขสันหลัง ที่ตอนนี้กำลังเผชิญกับแผลกดทับอยู่ แผลกดทับครั้งนี้เป็นแผลครั้งที่ 2  แล้วตั้งแต่แก้วพิการ   เขาอาศัยอยู่ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม วันนี้ตอนเราเจอกัน แก้วกำลังนั่งอยู่บนวีลแชร์ที่ใต้ต้นมะม่วงริมชายคาบ้าน สีหน้าค่อนข้างเหนื่อยล้าและดูอ่อนเพลีย เขามีบ้านพักเป็นห้องแยกออกมาซึ่งอยู่ในที่ดินผืนเดียวกันกับครอบครัวของน้องสาว     

หลังจากแนะนำตัวทักทายกัน ประเด็นแรกที่ได้พูดคุยกับแก้วคือเรื่องสาเหตุของความพิการ  แก้วพิการมา 14 ปีแล้ว จากอุบัติเหตุตกรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้ตั้งแต่หน้าอกลงมาไม่มีความรู้สึก  ขาสองข้างใช้การไม่ได้ แต่แขนสองข้างมีกำลัง ตอนที่เกิดเหตุแก้วถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลประจำอำเภอแถวบ้าน และถูกส่งต่อไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด และรักษาตัวอยู่ที่นั่นจนครบวงเงินรักษาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ในวงเงินหนึ่งหมื่นบาท เมื่อหมดงบก็ถูกส่งไปที่โรงพยาบาลเอกชนที่ทำประกันสังคมไว้ในจังหวัดนครปฐม อีกปีกว่า

ตอนที่แก้วกำลังจะเล่าให้ฟังต่อว่า ขณะรักษาอยู่โรงพยาบาลเอกชนนั้นเป็นอย่างไร หมอจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลก็เข้ามาหาพอดีเพื่อล้างแผลให้ เราหยุดคุยกัน เพื่อให้แก้วกลับเข้าห้องพักและล้างแผลให้เสร็จก่อน แก้วเข็นรถเข้าไปในห้องนอน เทียบวีลแชร์ติดกับเตียงนอน แล้วย้ายตัวเองขึ้นเตียง จัดท่าทางร่างกายแล้วพลิกตัวลงในท่านอนคว่ำด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้หมอทำแผลที่อยู่เหนือก้นกบ หมอทักทายชวนแก้วคุยไปด้วยระหว่างทำแผล    

หลังจากล้างแผลเสร็จ เราก็คุยกันต่อในห้องของแก้ว เพื่อให้แก้วได้เปลี่ยนท่าทางจากการนั่ง เป็นนอนบนเตียง เขาเล่าให้ฟังว่า การนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนเป็นจุดเริ่มต้นของแผลกดทับครั้งแรก  ตอนนอนรักษาตัวใหม่ๆ สภาพจิตใจของเขาแย่จนไม่อยากทำอะไร ได้แต่หวังว่าคงจะกลับมาหายและเดินได้อีกครั้ง 

แผลกดทับ

“ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าแผลกดทับเป็นยังไง ไม่มีใครบอกหรือแนะนำอะไรเลย ตอนนั้นหมอบอกว่ามีหน่อดำๆ ขึ้นที่เหนือก้นและต้องคว้านเนื้อดำๆ นั้นออก เราถึงรู้จักว่านี่คือแผลกดทับ อยู่ไปอยู่มาก็เกิดแผลรอบตัว สะโพกซ้ายขวา ง่ามขาก็เป็นหมดเลย” แก้วเล่า

พอแก้วขาดส่งเงินประกันสังคมเขาก็ต้องกลับมาอยู่บ้าน ช่วงแรกที่กลับมาพี่สาวของเขายังไม่เสียชีวิต จึงได้พี่สาวเป็นคนคอยช่วยทำแผลให้ แต่แผลก็ดูไม่ดีขึ้นเลย พี่สาวเลยส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอโดยใช้สิทธิบัตรทอง 

“ตอนนั้นก็รักษาแบบตามมีตามเกิด ไม่ค่อยได้รับความใส่ใจสักเท่าไหร่ ได้เวลาล้างแผลก็ล้างๆ ไป ช่วงนั้นเหมือนร่างกายผอมลงเริ่มไม่รับอาหาร เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทำความสะอาดได้แต่เช็ดตัว เวลาถ่ายท้องก็ต้องรอตอนที่พยาบาลมาทำแผล ถ้าไม่ใช่ช่วงล้างแผลก็ต้องรอจนกว่าจะมาล้างแผล และไม่มีใครแนะนำการดูแลเรื่องแผลกดทับเลยแม้นอนอยู่ที่นี่เกือบปี” แก้วเล่าต่อ

กระทั่งมีคนพิการจากศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล เข้ามาเยี่ยมที่โรงพยาบาลประจำอำเภอและเห็นแผลไม่ไหวแล้ว เนื้อสะโพกซ้ายขวาปูดออกมาสีเขียวปิ้ จึงประสานส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แต่ก่อนจะไปได้ต้องไปที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดก่อน ไปถึงก็รู้สึกว่าเขาไม่เต็มใจรักษา อยู่แค่ 3- 4 วัน โรงพยาบาลก็โทรให้โรงพยาบาลประจำอำเภอมารับกลับ โดยไม่บอกเหตุผล จนคนจากศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑลมาอีกเห็นเราเหลือแต่กระดูกจึงรีบประสานส่งตัวไปที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและ หมอก็ตอบรับบอกให้ส่งตัวมาผ่าตัด

ผมขยับตัวเข้าไปนั่งใกล้ติดกับแก้วเข้าไปอีกหน่อย เพื่อฟังสิ่งที่เขาพูด เพราะแก้วมีปัญหาเรื่องการได้ยิน จึงต้องพูดใกล้และใช้เสียงดังขึ้น เขาเล่าต่อว่า การรักษาของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแตกต่างจากหลายที่ที่เคยรักษามา หมอให้นอนคว่ำออกมาจากห้องผ่าตัดเพราะแผลอยู่เหนือก้น เวลากินข้าวก็ต้องคว่ำกิน หมอให้กินอาหารเสริมและกินข้าวเยอะๆ พยายาบาลก็คอยมาพลิกตัวให้ทุกๆ 2 ชั่วโมง เรานอนคว่ำอยู่ประมาณ 9 เดือน จนแผลแห้งและหาย ถึงได้นอนหงายบนที่นอนลม 

ที่นอนลม

แล้วที่นอนลมดียังไง เราถาม แก้วขยายความให้ฟังว่า ที่นอนลมมีสองแบบ คือแบบลอนยาวๆ และแบบหลุม คล้ายๆ หลุมขนมครก ที่นอนลมช่วยบรรเทาอาการ ทำให้แผลไม่หนักขึ้น หากนอนหงายจะช่วยถ่ายน้ำหนักตัวไม่ให้กดทับในจุดใดจุดหนึ่งนานเกินไป ไม่เหมือนกับที่นอนธรรมดาที่นอนแล้วจะรู้สึกเป็นแผ่นเดียวแข็งๆ 

แก้วเล่าด้วยสายตาที่รู้สึกดี 

“เรารักษาที่นี่ 9 เดือน  เข้าห้องผ่าตัดทั้งหมด 13 ครั้ง รอให้ร่างกายพักฟื้น จนแผลหายสนิทก็กลับมาบ้านใช้ชีวิตปกติตั้งแต่ปี 2553  กระทั่งปี 2564 แผลก็กลับมาเป็นใหม่อีกครั้ง” แก้วเล่า 

จากสิ่งที่ได้ยินจากแก้วเล่าก็รับรู้ได้ว่า แก้วต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากเพราะการต่อสู้กับแผลกดทับนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆกว่าจะผ่านมาได้ และกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ก็กินเวลายาวนาน เรารู้สึกยินดีไปด้วยเมื่อแก้วเล่าพร้อมสีหน้าอาบรอยยิ้ม แต่แล้วไม่นานเขาก็เริ่มเล่าว่า แผลกดทับที่รุนแรงได้กลับมาหาเขาอีกครั้งหลังจากติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ 

แววตาของแก้วเริ่มเปลี่ยน บ่งบอกถึงความกังวลและเล่าต่อว่า  แผลรอบที่สองเริ่มจากการติดเชื้อในกระเพาะปัสสวะหลังนอนอยู่ที่บ้านแล้วรู้สึกว่าหนาว มีไข้สูง ต้องใส่เสื้อหนาๆ ช่วยเหลือตัวเองไม่ไหวจนต้องโทรตามเพื่อนให้พาไปส่งโรงพยาบาลประจำอำเภอ นอนอยู่ 5 - 6 วันขาก็บวม ขยับตัวเองไม่ได้ มันรู้สึกหนัก ลุกขึ้นไม่ไหว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และไม่มีญาติไปเฝ้า 

แผลกดทับรอบที่ 2

“ตอนนั้นเพราะพี่สาวเสียแล้ว ส่วนน้องสาวก็มีงาน มีลูกน้อยต้องดูแล ผมเองนอนบนที่นอนธรรมดา ไม่ใช่ที่นอนลม ถ่ายหนักก็ไม่ทำให้ ได้ญาติเตียงข้างๆ คอยเช็ดตัว  หยิบผ้าไปชุบน้ำให้ หลังจากหายติดเชื้อก็กลับมาที่บ้านจึงเห็นแผลใหญ่”  

หลังจากเกิดแผลรอบ 2  แก้วได้เรียนรู้การล้างแผลด้วยตัวเอง จากฝ่ายเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่นี่เขาได้เจอคนพิการที่พิการคล้ายกันและได้แลกเปลี่ยนแนะนำวิธีการล้างแผล จึงได้รู้ว่า หากมีแผลเหนือก้นก็สามารถใช้กระจกตั้งส่องและนอนตะแคงให้เห็นแผล หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ล้าง 

“เวลาเราทำแผลเองก็รู้สึกว่าไม่ยาก ไม่เห็นต้องรอคนอื่นมาล้างให้ บางทีคนล้างให้ก็อารมณ์เสียมาใส่อารมณ์กับเรา ตอนล้างแผลก็บ่นว่าเหนื่อย ผมเลยเกรงใจที่ไปเพิ่มภาระให้เขา แต่กลายเป็นว่าสุดท้ายล้างเองแผลกลับไม่ดีขึ้น” แก้วเล่า 

เมื่อแผลมีทีท่าไม่ดีขึ้น แก้วก็ไม่สามารถทำเองได้อีกต่อไป เขาจึงปรึกษากับนักพัฒนาชุมชนของเทศบาล และประสาน อสม.ให้เข้ามาดู เมื่อปรึกษากับหมอที่โรงพยาบาลส่งเสริมตำบลแล้วก็ลงความเห็นกันว่า หมอต้องเข้ามาล้างให้ทุกวันยกเว้นวันหยุด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สุดท้ายก็ได้มานอนที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

จังหวะนี้แก้วดูผ่อนคลายกังวลลงเมื่อได้รับการรักษา แต่เพราะการระบาดของโควิด - 19 แผลที่กำลังจะได้รับการผ่าตัดจึงต้องเลื่อนออกไป

“ใกล้ถึงวันผ่าตัดมีพยายาบาลในวอร์ดติดโควิด เราเลยอดผ่าตัดและถูกส่งตัวกลับให้มานอนที่บ้านจนถึงตอนนี้ แต่ถ้าจะให้ไปนอนที่โรงบาลประจำอำเภอก็ไม่อยากไปแล้ว กลัว เพราะเคยได้ยินเจ้าหน้าที่พูดว่า พาไปแล้วไม่ต้องพากลับมาอีกแล้วนะ อยู่ก็เป็นแผล พากลับไปอยู่บ้านเลย” 

แผลที่กดทับชีวิตอิสระ

เราหยุดพักช่วงสั้นๆ ก่อนจะชวนแก้วคุยกันเรื่องผลกระทบของแผลกดทับต่อการใช้ชีวิตประจำวัน  แววตาของแก้วกำลังครุ่นคิดและค่อยๆ ตอบว่า แผลนี้ทำให้เขาไม่สามารถออกไปไหนได้ จากที่เคยออกไปตลาดเองได้ ก็ไปไม่ได้ ต้องรอรักษาให้แผลหายก่อนถึงจะใช้ชีวิตตามปกติได้ เขาย้ำว่าขนาดร่างกายไม่รู้สึกเนื่องจากเส้นประสาทที่ถูกทำลายแต่แผลกดทับก็ยังเจ็บปวดทรมาน ทรมานยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น ตอนนี้ก็มีแต่เราที่ได้แต่นั่งฟังอย่างตั้งใจเงียบๆ อยู่ข้างเตียง และรับรู้ได้ว่าแก้วกำลังทุกข์ใจ อึดอัดใจอย่างมาก 

“แผลนี้กระทบกับคนอื่นด้วย บางทีน้องสาวก็ต้องมาดูแลเราจนเหนื่อย บางครั้งก็เกรงใจน้องสาวนะ (ร้องไห้) เป็นแบบนี้แล้วยังต้องให้น้องสาวมาลำบากกับเราอีก ไอ้เราก็อยากหายเร็วๆ ถ้าหายแล้วเรายังออกไปช่วยน้องสาวได้บ้าง เป็นแบบนี้ช่วยอะไรไม่ได้เลย ทุกวันนี้มีอะไรก็ยกให้น้องสาวหมดแล้ว แม้แต่ที่ดินก็ยกให้น้องสาวหมดเลย เพราะคิดว่าชีวิตเราอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ยังไงก็ต้องสู้ สู้จนวาระสุดท้ายเท่าที่จะไหว เราบอกน้องสาวไว้ว่า ถ้ารักษาแผลหายจะลงทุนหาซื้อต้นไม้สวยๆ มาปลูก แต่สุดท้ายก็ทำไม่ไหว” 

จนถึงตอนนี้ เราได้แต่สงสัยว่า ระบบการดูแลรักษาแผลกดทับในกลุ่มคนพิการบาดเจ็บไขสันหลังระดับพื้นที่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ จึงถามแก้วตรงๆ ว่า การรักษาแผลกดทับนั้นมีข้อจำกัดอะไร 

ในมุมของแก้ว ที่ไม่รู้ว่าแผลกดทับเกิดขึ้นได้อย่างไร อาจเพราะไม่มีใครให้ข้อมูลตั้งแต่แรก หนำซ้ำโรงพยาบาลแถวบ้านก็ไม่มีหมอที่เชี่ยวชาญเหมือนกับโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่มีหมอศัยลกรรมเกี่ยวกับแผลเฉพาะทางคอยดูแล 

“โรงพยาบาลแถวบ้านมีหมอคนเดียวตรวจหมดทุกโรค บ้างก็วินิจฉัยโรคผิด เข้าใจว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กอาจมีหมอไม่พอ  หากต้องปรับปรุงเรื่องการจัดการแผลกดทับคงต้องเริ่มจากบุคลาการ เช่น พยายาบาล ผู้ช่วยพยายาบาล ที่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับความพิการและคนพิการ ที่ปัจจุบันยังไม่ค่อยมีความรู้ แตกต่างจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่รู้ว่าคนพิการแบบนี้ควรดูแลแบบไหน ส่วนการดูแลเรื่องแผลกดทับ หรือป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับก็ควรต้องมีอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น เช่น เบาะลม ที่นอนลมคุณภาพดี เพราะช่วยป้องกันแผลกดทับเวลานั่งรถเข็น” แก้วเล่า

แก้วได้ฝากถึงเพื่อนๆ คนพิการบาดเจ็บไขสันหลังไว้ว่า ถ้ายังไม่เคยเป็นแผลกดทับก็ขอให้ดูแลตัวเองดีๆ หมั่นยกตัวบ่อยๆ ถ้านั่งรถเข็น หาเบาะลมมานั่ง นอนตะแคงและเปลี่ยนท่าบ่อยๆ อย่านอนหงายนาน เพราะเวลาเป็นแล้วแผลกดทับนั้นอาจกินเนื้อเข้าไปถึงกระดูกซึ่งทรมานมาก 

  Healthบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพแผลกดทับคนพิการบาดเจ็บไขสันหลังคนพิการ
Categories: ThisAble

คนตาบอดจะทำงานกฏหมายได้ หากอคติพังทลายและเห็นเราเป็นเพื่อนที่มีข้อจำกัด

ThisAble - Thu, 2022-04-07 17:22

จากข้อมูลของรายงานสถานการณ์คนพิการโดยกรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ในทางปฏิบัติแม้คนพิการเข้าถึงการเรียนฟรี แต่เมื่อพวกเขาเรียนจบกลับไม่ได้เป็นสิ่งการันตีว่า คนพิการจะมีอาชีพเท่าเทียมกับคนอื่น ในปีที่ผ่านมามีคนพิการ จบการศึกษาระดับอุดมศึกษากว่า 26,187 ราย อย่างไรก็ดี ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้การันตีว่า คนพิการจะได้งานตรงกับสิ่งที่ร่ำเรียนมา 

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เราสนใจการเข้าเรียนในคณะนิติศาสตร์ของคนตาบอด เนื่องจากตณะนิติศาสตร์เปรียบเสมือนเป็นคณะยอดนิยม ที่คนตาบอดจากรุ่นสู่รุ่นบอกต่อกันว่า สามารถเรียนได้ อีกทั้งเมื่อมีคนตาบอดเรียนจึงทำให้หนังสือและสื่อการเรียนรู้ค่อนข้างเอื้อกับพวกเขามากกว่าคณะอื่นๆ อย่างไรก็ดี คนตาบอดส่วนใหญ่ที่เรียนจบมักผันตัวเองเป็นอาจารย์ หลายคนพ่วงตำแหน่งนักสู้เพื่อสิทธิเพื่อคนพิการ แต่กลับไม่ค่อยเห็นคนตาบอดทำงานเป็นทนายความ อัยการหรือผู้พิพากษา 

เพื่อค้นหาคำตอบนี้ Thisable.me ชวนอาจารย์ณุวัฒน์ ตาตุ อาจารย์จากสำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มาเล่าประสบการณ์ชีวิตการเรียนมหาวิทยาลัย หนหางหางานให้ตรงกับสายที่เรียนมา และการได้งานที่ไม่ตรงสาย  เหตุผลของคนตาบอดแตกต่างคนตาดีหรือไม่ และมีอะไรซ้อนทับอยู่ในอุปสรรคที่คนตาบอดต้องเผชิญ

ทำไมจึงเลือกเรียนกฎหมาย 

ณุวัฒน์ : เราไม่ได้วางแผนจะเรียนกฎหมายมาตั้งแต่แรก แต่ประสบการณ์ที่เด็กตาบอดคนหนึ่งถูกกีดกันจากคนในสังคม โดยอ้างว่าเจตนาดีหรือเป็นห่วง เช่น เป็นคนพิการไม่ต้องทำเรื่องนี้หรอกมันยากหรือการมองว่า คนพิการจะเรียนหนังสือได้เหรอ เราจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนพิการไม่ถูกเลือกปฏิบัติจากคนไม่พิการในสังคม และคิดว่ากฎหมายเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการได้ 

ตอนที่ตัดสินใจสอบเข้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหลือเวลาเตรียมตัวสอบไม่กี่เดือน เรามีทักษะภาษาไทยต่ำมากแต่การทำงานด้านกฎหมายต้องอยู่กับหนังสือไปตลอดชีวิต และความสามารถการถ่ายทอดด้วยการเขียนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จึงต้องพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการสอบเข้า เราคิดว่าครูสอนภาษาไทยน่าจะช่วยได้ จึงตัดสินใจเดินเข้าห้องพักครูหมวดภาษาไทย และเดินไปหาครูที่เฮี้ยบที่สุดในหมวด แล้วบอกว่าผมอยากสอบเข้านิติฯ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ให้ได้ ผมรู้ว่าทักษะภาษาไทยผมยังไม่พร้อม ขอให้ครูช่วยติวให้เป็นกรณีพิเศษ ครูตอบตกลงและมาติวให้ทุกวันหลังเลิกเรียน ครูให้เขียนเรียงความมาส่งวันละหนึ่งเรื่อง และคอมเมนต์ให้อย่างดี เพราะครูรู้ว่าเราตาไม่ดีจึงต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพื่ออ่านให้ฟังทีละบรรทัดว่าผิดอย่างไร จะต้องปรับแก้ไขอย่างไร ผ่านมาสักพักหนึ่ง ครูก็ให้เขียนเพิ่มเป็นวันละ 2 ชิ้น แกตรวจแก้ให้คอมเมนต์และสั่งให้เขียนใหม่แบบนี้ทุกวัน หนักกว่าเรียนปกติหลายเท่า จนสอบตรงเข้าคณะนิติฯ ได้ 

ความใฝ่ฝันที่จะทำงานอาชีพด้านกฎหมาย 

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราวางแผนไว้ว่าจะทำงานอาชีพในสายกฎหมาย แต่ยังไม่ได้ชัดเจนว่าจะเป็นอาชีพอะไร ขอแค่เป็นสายกฎหมายก็พอ จนกระทั่งวันสอบปลายภาควิชานิติกรรมสัญญา โปรแกรมอ่านหน้าจอ (Screen Reader Software) ในเครื่องไม่ยอมอ่านสิ่งที่พิมพ์ให้เราฟัง ซึ่งเราไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่โปรแกรมหรือว่าคอมพิวเตอร์ ถ้าเรียกเจ้าหน้าที่คุมสอบมาแก้ไขโปรแกรมอาจจะเสียเวลา 3 นาทีหรือครึ่งชั่วโมงก็ได้ เราตัดสินใจว่าจะไม่เสียเวลากับการแก้ไขโปรแกรมเลยปิดโปรแกรมทิ้งและพิมพ์สัมผัสโดยไม่ใช้โปรแกรมเสียงอ่านหน้าจอ สมัยเรียนมัธยมฯ เราเคยเรียนวิชาพิมพ์ดีด ทำให้สามารถพิมพ์สัมผัสได้ 5 นาทีสุดท้ายก่อนหมดเวลาสอบมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเตือนว่าใกล้หมดเวลาสอบ และเขาก็บอกเราว่าไม่ได้เปลี่ยนภาษา ภาษาที่อยู่บนหน้าจอคือภาษาต่างด้าวที่อ่านไม่รู้เรื่องเลย ทั้งที่เราเข้าใจมาตลอดว่าตัวเองพิมพ์ภาษาไทยอยู่

ตอนนั้นตัดสินใจพิมพ์คำตอบใหม่แม้ไม่ละเอียดเท่ากับครั้งแรก สอบเสร็จเรากังวลกลัวสอบตกมาก ถ้าเราสอบตกเพราะโปรแกรมมีปัญหาก็ไม่ยุติธรรมกับเรา สุดท้ายจึงตัดสินใจขอพบอาจารย์ประจำวิชาและเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร และบอกว่าคำตอบที่ตั้งใจพิมพ์ออกมาเป็นแบบนี้โดยไม่รู้ว่าไม่ได้เปลี่ยนเป็นภาษาไทย อาจารย์ถามว่าได้เก็บไฟล์ที่พิมพ์ไว้ตอนแรกไหม ถ้าเก็บไว้อาจารย์จะขอไฟล์มานั่งแกะดูทีละตัวว่าพิมพ์เป็นภาษาไทยว่าอะไรบ้าง วินาทีนั้นทำให้เราตัดสินใจว่าอยากเป็นอาจารย์ เราในฐานะคนตาบอดที่ต้องขอความช่วยเหลือคนอื่นมาตลอดชีวิตมองว่าการเป็นอาจารย์ทำให้เราให้ความช่วยเหลือคนอื่นได้ 

หลังจากเรียนจบแล้วประกอบอาชีพอะไรที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย  

งานแรกคือนิติกร ซึ่งเป็นงานที่ไม่ได้ตั้งใจไปสัมภาษณ์ด้วย วันนั้นไปส่งรุ่นพี่คนหนึ่งไปสัมภาษณ์ เขาเพิ่งมองไม่เห็นตอนโตจึงมีประการณ์ใช้ชีวิตแบบคนตาบอดน้อย แต่ไม่รู้ว่า HR คิดอะไรอยู่ เรียกเราเข้าไปสัมภาษณ์ด้วย สุดท้ายก็ได้งานแรกที่นี่ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนงานไปเป็นพนักงานคุมประพฤติ ในรอบสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่ที่สัมภาษณ์ถามว่าเราจะทำงานอย่างไรและรักษาความลับในงานอย่างไร เราเลยเล่าประสบการณ์การทำงานที่เก่าว่าทำงานอย่างไร โดยเฉพาะงานนิติกรซึ่งเป็นงานสัญญาที่มีข้อมูลส่วนบุคคลที่ถือเป็นงานความลับสูง  คนรับรู้ข้อมูลมีเพียงคู่สัญญานิติกรเท่านั้น ประสบการณ์ 3 - 4 ปีที่ผ่านมา เราทำงานระดับชั้นความลับสูงสุดมาตลอด

คนตาบอดและคนตาดีทำงานร่วมกันได้อย่างไร

ทุกอย่างเริ่มต้นจากทัศนคติของเราที่จะไม่รอให้คนตาดีมาเข้าใจ แต่ต้องบอกคนตาดีว่า คนตาบอดต้องการความช่วยเหลืออย่างไร ไม่อย่างนั้นคนตาดีก็ไม่รู้วิธีช่วยเหลือคนตาบอด ฉะนั้นการคุยกับคนตาดีว่าเรามีข้อจำกัดอะไรบ้าง และวิธีการแบบไหนจะช่วยให้ทำงานได้ รวมถึงการขอความช่วยเหลือบางอย่างจากคนตาดี 

งานแรกที่ทำเราต้องการความช่วยเหลือสองอย่างคือ คอมพิวเตอร์ประจำตัวที่ติดตั้งโปรแกรมอ่านหน้าจอและการสแกนหนังสือสัญญาที่เป็นเอกสารเป็นไฟล์ .pdf หลังจากสัมภาษณ์งานเสร็จ บริษัทก็ประชุมกัน และพิจารณาว่าสามารถให้ความช่วยเหลือตามที่เราขอได้จึงรับเข้าทำงาน เราเป็นคนตาบอดคนแรกที่ได้ทำงานที่นี่ 

งานต่อมา เราก็บอกความช่วยเหลือที่ต้องการ เช่น การสแกนไฟล์ต้นเรื่องมาให้เพื่อทำความเห็น และขอให้คนในฝ่ายช่วยตรวจดูความเรียบร้อย ที่นี่ก็ซัพพอร์ตตามที่ร้องขอ และทำงานร่วมกันได้กว่า 2 ปี กระทั่งเรียนจบปริญญาโท มีคุณสมบัติพร้อมที่จะเป็นอาจารย์แล้วและคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาวลัยลักษณ์เปิดรับสมัครอาจารย์ การสอบเข้าเป็นอาจารย์ไม่เหมือนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีโครงการสอบแยกสำหรับคนพิการ เราต้องสอบแข่งขันกับคนตาดี หลังจากสอบเข้าเป็นเป็นอาจารย์ได้ คณะก็หยิบยื่นความช่วยเหลือหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่คณะ เด็กฝึกงาน และเด็กทุน 

ดังนั้นการที่คนตาดีไม่รู้วิธีการช่วยเหลือคนตาบอด ไม่ใช่เหตุผลที่จะคิดว่าคนตาดีไม่เข้าใจและไม่ให้โอกาส 

เหตุผลที่คนตาบอดเลือกเรียนกฎหมาย

มีคำถามหนึ่งติดปากคนตาบอดว่า ถ้าไม่มีรุ่นพี่เคยเรียน แล้วพวกเราจะเรียนได้เหรอ หลายคนตัดสินใจเลือกเรียนกฎหมายเพราะมีรุ่นพี่เคยเรียนมาก่อน อย่างน้อยก็หาหนังสือเสียงจากรุ่นพี่ได้ อาจารย์ที่สอนก็มีประสบการณ์สอนคนตาบอด จึงทำให้คนตาบอดกระจุกแน่นอยู่ที่คณะใดคณะหนึ่ง รวมถึงมหาลัยใดมหาลัยหนึ่งด้วย หลายคนก็ให้เหตุผลคล้ายๆ กันว่าการมีรุ่นพี่เรียนมาก่อนช่วยให้อุ่นใจว่าสามารถเอาตัวรอดและเรียนจบได้ การเรียนการสอนก็น่าจะสะดวกมากกว่าการเรียนในคณะอื่นที่ตัวเองต้องไปบุกเบิก ทั้งนี้เราไม่ได้เหมารวมคนตาบอดทั้งหมดเพราะบางคนอาจจะมีเหตุผลที่แตกต่างออกไป เช่น เรียนเพราะคุ้นเคยกับบรรยากาศที่นี่ มีญาติทำงานสายกฎหมายหรือประทับใจในบุคลากรคณะนิติศาสตร์ 

ทำไมถึงไม่เห็นคนตาบอดที่เรียนจบนิติศาสตร์ทำงานที่ศาล 

เป็นเรื่องทัศนคติทั้งฝั่งสังคมคนตาดีและฝั่งของคนตาบอด คนตาดีมองว่าศาลต้องสง่างาม การเป็นคนพิการอาจจะถูกมองว่าไม่สง่างามพอที่จะอยู่บนบัลลังก์พิจารณา อีกทั้งยังมีลักษณะการทำงานที่จำเป็นต้องใช้ตา เช่น การอ่านเอกสาร การสังเกตสีหน้า ท่าทาง แววตา ทั้งฝั่งโจทก์และจำเลย ทั้งที่การพิจารณาคดีไม่ได้ทำคนเดียวแต่เป็นองค์คณะ 2-3 คน ส่วนงานอัยการ ทนายความนั้นต้องเดินทางบ่อย คนตาบอดที่มีข้อจำกัดทางการมองเห็น อาจทำให้เดินทางไม่สะดวก จนทำให้ข้อจำกัดทางด้านร่างกายกลายเป็นข้อจำกัดทางอาชีพไปโดยปริยาย  สิ่งเหล่านี้คนตาดีอาจจะมองว่าเป็นข้อจำกัดและไม่สมเหตุสมผลที่จะรับคนพิการเข้าไปทำงาน 

ทุกวันนี้เรายังเจอคนตาดีหลายคนที่รู้สึกประหลาดใจว่า คนตาบอดสามารถใช้มือถือได้ ใช้คอมพิวเตอร์ได้ ถ้าคนตาดีตั้งต้นว่าคนพิการทำอะไรไม่ได้เป็นปกติ และสิ่งที่คนพิการทำได้เป็นสิ่งพิเศษ จุดเริ่มต้นทัศนคติและความเชื่อนี้จะนำไปสู่การมองว่าคนตาบอดทำอะไรไม่ได้หรอก เราจึงควรมองว่าคนพิการทำได้และความพิการไม่ใช่ข้อจำกัดของคนพิการ แต่สิ่งแวดล้อมรอบตัวคนพิการต่างหากที่ทำให้คนพิการไม่สามารถใช้ชีวิตได้

ในระดับสากลศึกษาเรื่องนี้หนักมาก แนวคิดเกี่ยวกับคนพิการมี 2 แนวคิดหลักคือ แนวคิดทางการแพทย์ (Medical Models of Disability) กับแนวคิดทางสังคม (Social Model of Disability) ประเทศไทยยังคิดอยู่บนแนวคิดทางการแพทย์ค่อนข้างเยอะ และมองว่าความพิการเป็นข้อจำกัดทางด้านร่างกายที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เมื่อมองแบบนี้ก็แปลว่า คนพิการสูญเสียความสามารถเพราะร่างกายมีข้อจำกัด แต่แนวคิดทางสังคมมองว่า สิ่งแวดล้อมเป็นข้อจำกัดที่ทำให้คนพิการไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ ปัจจุบัน คนทำงานด้านกฎหมายก็อยู่บนฐานแนวคิดทางการแพทย์ เพราะมองว่าถ้าคนพิการอ่านเอกสารไม่ได้ก็ทำงานไม่ได้ แต่ไม่คิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้อ่านได้ บางคนก็นึกถึงแต่อักษรเบรลล์ ทำให้งานเอกสารอย่าง คำฟ้อง คำให้การ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีที่มีแต่กระดาษ ไม่มีอักษรเบรลล์ คนพิการทางสายตาก็อ่านไม่ได้ แต่ถ้าลองคิดอีกมุมหนึ่งว่า เราสามารถสแกนไฟล์เอกสารเป็น .pdf หรือใช้โปรแกรมอ่านจากไฟล์ .word คนตาบอดก็อ่านได้ บ้านเราไม่ได้ออกแบบให้คนตาบอดทำงานกับทุกคนได้ คนยังมองว่าให้คนตาดีทำแทนคนตาบอด แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเปลี่ยนแนวคิดและมองว่า คนพิการมีความสามารถเท่ากับคนไม่พิการ จะทำให้สังคมออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ นโยบาย จารีตประเพณีเพื่อให้ทุกคนสามารถออกมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ ถ้าคนตาบอดจะไม่เจอทัศนคติคนตาดีที่มองว่า พิการแล้วทำไม่ได้ ไม่ต้องทำ หรือมองว่ารับคนตาดีเข้าทำงานดีกว่าคนตาบอด 

เพราะความไม่สง่างามสำคัญกว่าความรู้ของคนตาบอดที่เรียนจบกฎหมาย

เนื่องจากสังคมไม่พยายามให้ข้อมูลเพื่อให้คนไม่พิการเข้าใจคนพิการ สื่อกระแสหลักยังนำเสนอเรื่องคนพิการผ่านแง่มุมความน่าสงสาร และองค์กรคนพิการยังใช้ความสงสารเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากสังคม ทั้งที่จริงแล้วองค์กรคนพิการควรเป็นกระบอกเสียงที่ช่วยทำให้สังคมเข้าใจว่า คนพิการสามารถทำงานอะไรก็ได้เหมือนคนทั่วไป แต่กลับสนับสนุนเพียงไม่กี่อาชีพ เช่น หมอนวด ขายหวย ร้องเพลงข้างถนนเป็นส่วนใหญ่  ถึงขั้นออกกฎหมายให้คนพิการทำบัตรวณิพกก่อนถึงจะสามารถทำการแสดงในพื้นที่สาธารณะได้  และพยายามเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ศิลปินผู้แสดงความสามารถในที่สาธารณะ ผมถามหน่อยว่า เวลาคนตัดสินใจหยิบเหรียญหรือแบงค์ยื่นให้คนตาบอดที่ร้องเพลง เป็นความรู้สึกเดียวกันกับแฟนคลับตัดสินใจซื้ออัลบั้มเพลงหรือเปล่า 

ถ้าอย่างนั้น คนตาบอดที่เรียนจบนิติศาสตร์แล้วประกอบอาชีพอะไร 

ถ้าทำงานสายตรงด้านกฎหมายคือ ส่วนมากก็เป็นอาจารย์และนิติกร ซึ่งมีจำนวนน้อย นอกนั้นก็เป็นหมอนวด ร้องเพลงข้างถนน คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นอาชีพที่สังคมตั้งกรอบเอาไว้ให้คนตาบอด 

ทำไมคนตาบอดไม่สามารถก้าวกรอบของสังคม

สังคมไม่ได้เปิดพื้นที่ให้คนพิการแสดงศักยภาพทางด้านอาชีพอื่นๆ บรรดาหน่วยงานทั้งหลายที่เป็นองค์กรตัวแทนคนพิการไม่โปรโมทว่า คนพิการมีศักยภาพในด้านอาชีพอย่างไรบ้าง เขาเรียนอะไรบ้าง เขาใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง เวลาเราไปทำงานยังเคยโดนถามว่า ก่อนมาทำงานใครเป็นคนใส่เสื้อผ้าให้ เวลากินข้าวก็จะมีคนถามว่า ตักข้าวใส่ปากได้อย่างไร ฟังดูแล้วอาจจะขำๆ แต่สะท้อนว่าสังคมไม่รู้จักคนพิการเลย คนในสังคมยังเห็นว่าคนพิการทำอะไรเองไม่ได้ ดังนั้นไม่ต้องคิดถึงเรื่องการทำงาน เขาคิดว่าคนพิการทำงานไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะให้ความช่วยเหลือคนตาบอดอย่างไรถึงจะสามารถทำงานได้ อีกทั้งคนพิการก็ไม่ได้พยายามออกมานำเสนอศักยภาพตัวเอง 

ถึงแม้คนพิการต่อสู้ผ่านการเรียนคณะนิติศาสตร์ได้ ก็ไม่ได้ทำให้มองข้ามเรื่องความพิการ

ถ้าคนตาดีรู้สึกว่า คนพิการไม่เห็นเป็นอย่างที่คิดเลย เขาถึงจะมองเรื่องศักยภาพจริงๆ ของตัวเรา บทบาทของชื่อคณะและมหาวิทยาลัยก็จะมีบทบาทช่วยทำให้คนตาบอดได้งานด้านกฎหมายมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เราพยายามทำมาตลอดชีวิต ไม่ว่าคนตาบอดจะเรียนเก่ง มีความสามารถขนาดไหน ถ้าไม่มีความไม่มั่นใจและหนักแน่นพอก็ถูกพัดพาไปโดยกระแสความเชื่อหลักในสังคม นอกจากต้องพยายามจะสร้างเนื้อสร้างตัวแล้ว ก็ต้องพยายามพิสูจน์ให้คนในสังคมเห็นว่า มีความจริงอีกชุดหนึ่งอยู่ และเรากำลังแสดงความจริงอีกชุดให้คนตาดีรอบตัวเห็น ซึ่งต้องใช้ความมั่นใจและพลังใจสูงมากเพื่อขับเคลื่อนตัวเอง เราจะบอกคนรอบตัวตลอดว่า สังคมไทยมีพลเมืองดีพร้อมหยิบยื่นน้ำใจและความช่วยเหลือให้ตลอด แต่ถ้าเราเปลี่ยนพลเมืองดีให้เป็นเพื่อนเรา จะช่วยให้วิถีชีวิตคนพิการทั้งรุ่นนี้และรุ่นหลังดีขึ้นด้วย เพราะการที่คนไม่พิการเป็นเพื่อนกับคนพิการได้แสดงว่า เขาเข้าใจว่าเราเป็นคนหนึ่งที่มีข้อจำกัดด้านการมองเห็น ไม่ใช่คนพิการที่ทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลย  

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนแรงงานความมั่นคงตาบอดคนตาบอดณุวัฒน์ ตาตุอาจารย์ตาบอดกฎหมายนิติศาสตร์คนตาบอดเรียนกฎหมาย
Categories: ThisAble

รู้จักคนพิการ 5 คนที่พลิกสิ่งขาดหายให้เป็นพลัง

ThisAble - Thu, 2022-04-07 00:22

(พื้นที่ประชาสัมพันธ์)

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคนพิการผ่านภาพจำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวันที่ยากลำบาก หรือการประกอบอาชีพอยู่เพียงไม่กี่อาชีพ ไม่ว่าจะเพราะโครงสร้างที่ไม่เอื้อต่อการมีชีวิตอย่างอิสระหรือทัศนคติที่ยังไม่เปิดรับของคนในสังคมที่คอยขวางกั้นศักยภาพ แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีคนพิการอีกจำนวนมากที่มีศักยภาพ และใช้ชีวิตในแบบที่อยากเป็น โดยไม่ต้องการความสงสารหรือยกย่องให้คนพิการเป็นคนที่พิเศษกว่าใคร แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการ อาจเป็นโอกาสและความเข้าใจของสังคมที่เปิดรับมุมมองใหม่ๆ เพื่อการใช้ชีวิตที่เสมอภาคกับทุกคนในสังคม  

Thisable.me จึงอยากชวนทุกคนไปรู้จักกับคนพิการ 5 คน ที่มีอาชีพหลากหลาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความพิการไม่ได้เป็นข้อจำกัดของการใช้ชีวิตในสังคม ผ่านเรื่องราวและประสบการณ์การทำงานที่ช่วยพิสูจน์ว่า ทุกคนมีศักยภาพในตัวเองอย่างเท่าเทียมกัน ผ่านแคมเปญ “ดีทั่วดีถึง ดีไปด้วยกันทุกคน” จากดีแทค ที่พร้อมต่อยอดและสนับสนุนศักยภาพของคนพิการทุกๆ คน พร้อมเป็นโอกาสในการประกอบอาชีพ การทำงาน และให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้ดียิ่งขึ้นทุกวัน

'ฝ้าย' ที่แต่งหน้าด้วยเท้า เจ้าของ Tiktok ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 5 ล้านคน

“การใช้เท้าแต่งหน้าจริงๆ แล้วยากมากค่ะ ถามว่าฝึกนานมั้ย ก็ประมาณ 4-5 เดือน ลองไปทีละเล็กทีละน้อย จนเริ่มชำนาญขึ้น การตวัดเท้าก็พลิ้วขึ้น กลายเป็นศักยภาพที่เราทำได้ดี ฝ้ายก็พยายามฝึกฝนตัวเองทุกวันเพราะเดี๋ยวนี้คนอื่นก็รีวิวแต่งหน้ากันเยอะ เลยอยากทำให้ออกมาดีที่สุด อยากให้คนดูเห็นว่าศักยภาพของเราเป็นแรงบันดาลใจ เป็นตัวอย่างว่าสามารถต่อยอดไปเป็นงานจริงๆ จังๆ ได้ หาเลี้ยงชีพได้ ซื้อบ้านให้พ่อแม่ได้ 

“เราอยากให้ทุกคนคิดว่า เราเกิดเป็นอย่างนี้ก็ใช้สิ่งที่มีอยู่ ใช้ศักยภาพ ใช้ความสามารถของตัวเราให้เกิดประโยชน์มากที่สุด แล้วสิ่งที่ดีจะตามมาเอง”

 

'โอ๊ต' มือกลองมากความสามารถ ที่ทำเพลงและวงดนตรีได้เหมือนคนทั่วไป

“ศักยภาพที่ผมมีมาจากการเรียนบ้าง ศึกษาเองบ้าง เริ่มฝึกจากเราจะหยิบจับไม้ยังไง องศาเท่าไหร่ ของแต่ละชิ้น แต่ละอันอยู่ตรงไหน มือตียังไง เท้าเหยียบยังไง ฝึกทำสิ่งนั้นให้แม่นก่อนแล้วค่อยมาฝึกสกิลกลอง

“ทุกวันนี้ผมเล่นดนตรีเรื่อยมาตั้งแต่วัยรุ่น จนได้ก้าวเข้ามาสู่ห้องอัดและเป็นมือกลองในห้องบันทึกเสียง บันทึกเสียงเพลงให้เพื่อนพี่น้องคนพิการทางสายตา รวมถึงเล่นแบ็คอัพให้พวกเขาด้วย 

“ผมอยากบอกว่าเพราะดนตรีคือชีวิตผม คือลมหายใจของผม ผมเลยมีความฝันว่า อยากจะเป็นคนหนึ่งที่ผลักดันให้วงการดนตรีคนตาบอดเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้คนอื่นรู้ว่า คนตาบอดก็มีศักยภาพเหมือนกันกับคนทั่วไป”



'หนู' ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ thisable.me และผลิตสื่อเพื่อนำเสนอเรื่องของความเท่าเทียม

“พอเราได้ลองทำมากขึ้น ได้ edit งานบ่อยๆ ได้เกลาประเด็นจากคนอื่น ตอนนี้ก็เหมือนเป็นศักยภาพที่มีติดตัวเราไปแล้ว หน้าที่ของเรานอกจากการเป็นบรรณาธิการที่ Thisable.me จริงๆ แล้วก็ทำแทบทุกอย่างเลย เขียน ผู้ช่วยตากล้อง หาทุน คนสัมภาษณ์ คนคิดคอนเทนต์ คนซื้อข้าว คนซื้อกาแฟ ฯลฯ

“การทำงานเราไม่เคยมองว่าความพิการเป็นอุปสรรค จึงทำ Thisable.me เพราะอยากให้คนอื่นๆ มองคนพิการว่า ทุกคนคือคนเท่ากัน หันมาสนใจประเด็นคนพิการมากขึ้น ให้ประเด็นต่างๆ ที่เราได้จุดไว้กลายเป็นสิ่งที่สังคมพูดถึงและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อคนพิการได้จริง”

'เอ' เจ้าของร้านผัดไทยที่การันตีรางวัลมิชลินไกด์ 4 ปีซ้อน

“กว่าจะมาเป็นผัดไทยที่เห็นทุกวันนี้เราลองปรับสูตรอยู่นานเป็นเดือนๆ ให้ญาติช่วยกันชิม ช่วยกันติ ลองผัดไปเรื่อยๆ พัฒนาสูตรไปเรื่อย จนอร่อยและเริ่มไปขายได้ ตอนขายใหม่ๆ ก็เงียบ ไม่ค่อยมีคน พอมีคนเริ่มถ่ายไปลงโซเชียลจนเป็นกระแสปากต่อปาก บ้างก็ว่าผัดไทยหูหนวก บ้างก็ว่าผัดไทยไร้เสียง คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้นและขายดีขึ้น 

“สำหรับเรื่องการสื่อสาร เราใช้ภาษาที่ใช้กันในครอบครัวคุยกัน ไม่ได้ใช้ภาษามือเป๊ะๆ พอทำงานด้วยกันกับหลายคน นานๆ เข้าก็เริ่มเข้าใจกันได้ ลูกค้าก็สามารถสื่อสารด้วยกันได้ สิ่งสำคัญที่อยากบอกที่สุดคือ ความบกพร่องของร่างกายไม่ใช่อุปสรรคถ้าเราตั้งใจสื่อสารกันจริงๆ”

'เต็ง' บาริสต้าผู้พิการทางสายตา จากร้าน Dots Coffee

“เราเริ่มฝึกจากการจำว่าอะไรอยู่ตรงไหน ใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่าง คลำแล้วจำให้หมด สุดท้ายจะค่อยๆ รู้ว่าแต่ละขั้นตอนต้องทำอะไรก่อนหลัง ตอนนี้ก็ทำได้ทุกอย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเปิด - ปิดร้าน จัดของ เซ็ตอุปกรณ์ คีย์ออเดอร์ 

“ในตอนนี้การมองไม่เห็นไม่ใช่อุปสรรคของเรา พอมาทำบาริสต้าถึงรู้ว่าจริงๆ เรายังทำอะไรได้อีกเยอะเลย เราทำได้ทุกอย่างแหละ แค่ค่อยๆ ทำ ใจเย็นๆ ทุกอย่างมีทางออกเสมอ สักวันหนึ่งวันที่จะลุกขึ้นมาอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างมีความสุขจะเป็นของเรา”

นอกจากพวกเขาทั้ง 5 คนแล้ว ยังมีคนพิการอีกมากมายหลายคนที่มีศักยภาพ และพร้อมใช้ชีวิตในสังคมนี้หากสังคมนั้นเอื้อต่อการใช้ชีวิต พวกเขาหลายคนพร้อมที่จะสื่อสารให้คนอื่นๆ ได้เห็นศักยภาพที่มี และพลิกสิ่งที่เคยขาดหายให้เป็นพลัง ก้าวข้ามขีดจำกัด พาตัวเองไปพบศักยภาพใหม่ และใช้ชีวิตต่อไปได้ในแบบของตัวเอง พบกับอีกหลากหลายศักยภาพได้ที่ https://www.facebook.com/dtac/posts/10161194075697069 

และ ดีแทค ยังมีโครงการ 'ดีแทคเน็ตทำกิน' ที่ส่งเสริมให้คนพิการมีทักษะการค้าขายออนไลน์ และมีพนักงานคอลเซ็นเตอร์ 15 คนเป็นคนพิการทางสายตามาตั้งแต่ปี 2558 ในปีนี้ดีแทคได้เพิ่มการเข้าถึงด้วยการเปิดระบบคอลเซ็นเตอร์ภาษามือเพื่อรองรับลูกค้าหูหนวก โดยสามารเข้าไปใช้บริการได้แล้วที่ LINE: @dtac4deaf 

ดีแทคพร้อมพาทุกชีวิต ดีทั่วดีถึง ดีไปด้วยกันทุกคน ด้วย 'แพ็กเกจดีทั่วดีถึงเพื่อผู้พิการ' ที่พร้อมต่อยอดความสามารถ และสนับสนุนทุกศักยภาพ ให้คนพิการทุกคนได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ 

 

Socialบทความคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจดีแทคคนพิการดีแทคเน็ตทำกินคนหูหนวก
Categories: ThisAble

ผ่าแยกกับชัชชาติ สำรวจอนุสาวรีย์ชัยฯ ถึงกรมคนพิการ

ThisAble - Fri, 2022-04-01 14:02
ผ่าแยกกับชัชชาติ สำรวจอนุสาวรีย์ชัยฯ ถึงกรมคนพิการ   ชวน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพฯ เดินสำรวจย่านการแพทย์อย่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจนถึงกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ถนนราชวิถี ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการคนพิการ   ระหว่างทางเราเดินสำรวจฟุตปาธ ทางม้าลายและทางข้ามแยก เริ่มต้นจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิบริเวณเกาะราชวิถี มีหลายจุดที่คนนั่งวีลแชร์ไม่สามารถเข้าถึงได้แม้มีทางลาดแต่ก็ไปไหนต่อไม่ได้และข้ามไปยังเกาะตรงข้ามไม่ได้เนื่องจากเป็นสะพานลอย จากนั้นเดินตรงมายังหน้าโรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเด็ก เพื่อมุ่งหน้าไปยังแยกตึกชัย   เราข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้ามบริเวณหน้ามหาลัยมหิดล พบทางม้าลายที่ไม่มี ทางลาดสำหรับคนพิการจึงต้องยกลง และมีเสาเหล็กกั้นตรงกลางทำให้ข้ามไปได้ไม่สะดวก และไม่ทันเวลานับถอยหลังสำหรับการข้ามถนน   เมื่อข้ามมายังฝั่งตรงข้ามพบว่า ฟุตปาธมีขนาดเล็กลง คนเดินสวนกันไม่ถนัดหลายจุด วีลแชร์เกือบจะผ่านไม่ได้ เราเดินตรงไปเรื่อยๆ ผ่านโรงเรียนสอนคนตาบอด กรุงเทพฯ และถึงแยกตึกชัย   เรามาถึงบริเวณแยกตึกชัย อันเป็นจุดที่มีทั้งโรงพยาบาลประสาท โรงพยาบาลรามาธิบดี กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและอีกหลายหน่วยงาน แต่คนนั่งวีลแชร์ไม่สามารถ ข้ามไปได้เนื่องจากมีสะพานลอย จึงต้องใช้การเดินข้ามแยกไป เพื่อให้ถึงฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นกรมส่งเสริมฯ   สรุปการเดินทางจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถึงกรมคนพิการพบว่า การเดินทางโดยวีลแชร์ยังค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะช่วงการข้ามถนนโดยทางม้าลายที่ไม่มีทางลาดและการข้ามแยกตึกชัยที่คนนั่งวีลแชร์ไม่สามารถข้ามไปได้ จึงจำเป็นต้องลงถนนเพื่อข้ามแยก ทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับการเดินในวันนี้ของพวกเรา     บริเวณใต้สะพานลอยเกาะราชวิธีข้ามไปเกาะพหลโยธินมีฐานสะพานลอยกั้นทำให้ไม่สามารถข้ามไปได้      เมื่อเดินอ้อมออกมาอีกด้านจะพบทางลาดซึ่งไปไหนต่อไม่ได้     เรามุ่งหน้ามายังถนนราชวิถีซึ่งขนาดทางเท้าพอดีตัว     หลายจุดกำลังมีการก่อสร้าง     ทางเท้าบริเวณนี้ค่อนข้างกว้างขึ้นพอที่จะทำให้เดินสองคนได้     ทางม้าลายบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยมหิดลมีจุดข้ามทางม้าลายแต่ไม่มีทางลาดสำหรับวีลแชร์ โดยด้านหน้ามีเสากั้นแต่ถูกแหกออกไปหนึ่งช่อง     จึงต้องใช้การยกลงจากทางเท้าแทนหรือไม่ก็ขับลงถนนแต่แรกเนื่องจากฟุตปาธค่อนข้างสูง     เนื่องจากต้องใช้เวลายกและเลี้ยวตรงที่กั้นจึงใช้เวลามากกว่าเวลาที่ให้คนเดินข้ามกำหนด     ข้ามมาอีกฝั่งทางแคบลงอย่างเห็นได้ชัด     เดินได้ทีละคน ถ้าเดินสวนกันอาจจะต้องมีคนลงไปเดินบนถนน     ทางที่พอดีกับวีลแชร์     แวะถ่ายรูปคู่กับต้นไม้แต่ผ่านไปไม่ได้     แถมด้วยติดกับเสาไฟซ้ำ     บริเวณนี้ฝั่งตรงข้ามคือโรงเรียนสอนคนตาบอด     ใกล้ถึงแยกตึกชัยแล้ว     ถึงแยกตึกชัยแล้วตรงข้ามเป็นกรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการและโรงพยาบาลรามาธิบดี     คุยกันว่าจะข้ามไปอย่างไร ซึ่งโดยปกติคนไม่พิการจะเดินข้ามสะพานลอยไปแต่คนใช้วีลแชร์ไม่สามารถใช้สะพานลอยได้     เดินข้ามไปแบบนี้เลย ตอนแรกนึกว่าเป็นทางม้าลายแต่ที่จริงแล้วเป็นจุดจอดมอเตอร์ไซด์     ข้ามมาถึงเกาะกลางได้ช่วงที่มีไฟแดง     ยังต้องข้ามอีกหนึ่งครั้งเพื่อข้ามไปยังจุดหมาย     ด้านหลังคือสะพานลอย     รอจังหวะแล้วข้ามเอา จุดนี้ก็ไม่มีทางม้าลาย     ข้ามมาได้แล้ว     ถึงแล้ว กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ด้านในก็จะมีจุดบริการต่างๆ เกี่ยวกับคนพิการ ทั้งการทำบัตร ติดต่อธุระต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง     ทางเท้าบริเวณดังกล่าว             

 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนชัชชาติ สิทธิพันธุ์อนุสาวรีย์ฯกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
Categories: ThisAble

ชีวิตและตัวตนของคนออทิสติก ทรานส์มาสคิวลีน และนอน-ไบนารี่

ThisAble - Thu, 2022-03-31 18:31

“การได้เป็นตัวเองนั้นสำคัญมากเพราะเป็นการปลดปล่อยพันธนาการต่างๆ ที่สังคมคาดหวังและกดดันว่า เกิดมามีเพศกำเนิดหญิงต้องทำตัวแบบนั้น ต้องทำตัวแบบนี้ เราจึงได้รักตัวตนที่แท้จริงในฐานะคนออทิสติก ทรานส์มาสคิวลีนและนอน - ไบนารี่

“พวกเราคือเจ้าของปัญหา รู้ว่าต้องการสิ่งสนับสนุนอะไรจากสังคม แต่ปัญหาปัจจุบันคือเราไม่มีพื้นที่ สังคมไม่เปิดรับ ไม่ให้โอกาสให้พวกเราได้ทำ คนไทยคิดว่า คนออทิสติกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พูดอะไรไม่รู้เรื่อง ก็เลยให้ผู้ปกครองหรือใครหน้าไหนก็ไม่รู้มาพูดแทนอยู่เสมอ” บลูมกล่าว

ชวนคุยกับบลูม คนออทิสติก ทรานส์มาสคิวลีนและนอน - ไบนารี่ เนื่องในวันที่ 31 มีนาคม วันตระหนักถึงตัวตนของทรานส์เจนเดอร์ อะไรคืออคติและการตีตราตัดสินที่ขวางกั้นการแสดงอัตลักษณ์ ตัวตนและความต้องการของเขา และอะไรคือสิ่งที่คนที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อนต้องการสื่อสารผ่านสังคมที่เปิดโอกาส ไม่ตัดสินและรับฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ

บลูมคือใคร

บลูม: เราเป็นผู้ประสานงานเอ็นจีโอที่ทำงานเรื่องสิทธิแรงงานระหว่างประเทศ และเป็นแอดมินกลุ่ม SAGA Thailand (Sexuality And Gender Acceptance Thailand)  มีอัตลักษณ์เป็นคนออทิสติก ทรานส์มาสคิวลีน (Transmasculine) และนอน - ไบนารี่ (Non-binary) ในภาษาไทยใช้สรรพนามว่า เขา ภาษาอังกฤษใช้คำว่า they, them, their เรานิยามตัวเองเป็นคนข้ามเพศ ที่แสดงความเป็นผู้ชายหรือมาสคิวลีน แต่ไม่ได้อยากข้ามไปเป็นผู้ชายหรือมองว่าเป็นผู้ชาย แบบที่ทุกคนเข้าใจคนและชอบคิดว่าผู้ชายข้ามเพศจะต้องดูเหมือนผู้ชายตรงเพศ (cisman) ตัวเราสามารถลื่นไหล (fluid) ในเรื่องการระบุเพศ (gender identity) อัตลักษณ์ทางเพศนั้นสามารถเป็นอะไรก็ได้ในแบบเราต้องการจะแสดงออก

กว่าจะนิยามตัวเองได้แบบนี้ก็ใช้เวลานานมากเหมือนกัน เมื่อก่อนเคยคิดว่าตัวเองเป็นหญิงรักหญิง แต่หากย้อนไปตั้งแต่ 5 ขวบก็จำได้ว่าเราไม่เคยชอบอะไรที่ผู้หญิงชอบเลย ชอบแต่งตัวแบบผู้ชายแต่ก็มีความหวานบ้าง เช่น เล่นตุ๊กตาหมี แม่มดน้อยโดเรมี ด้วยบริบทบ้านเราความหลากหลายทางเพศยังติดขอบของคำว่า ทอม กะเทย ดี้ ยังไม่ได้มองถึงความหลากหลาย เวลาเราจะอธิบายอัตลักษณ์ตัวเองว่าเป็นนอน - ไบนารี่ และทรานส์มาสคิวลีน คนจะมองว่าอิหยังวะ ขนาดคนที่บ้านยังงงเลย 

ส่วนอัตลักษณ์เรื่องออทิสติกนั้นเริ่มมาตั้งแต่ตอน 4-5 ตอนนั้นเราเพิ่งจะพูดได้ หมอเคยวินิจฉัยว่าเราจะไม่มีโอกาสได้เรียนมหาวิทยาลัย จะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทำให้คนดูถูกว่าเราไม่น่าจะช่วยเหลือตัวเองหรือไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ถึงขนาดว่าคิดว่าเราไม่มีอนาคต ตลอด 29 ปีที่ผ่านมาเราปฏิเสธตัวเอง บอกตัวเองว่าเราหายเป็นออทิสติกแล้วมาตลอด เพิ่งมี 2 - 3 ปีให้หลังนี้เองที่เรายอมรับว่าตัวเองเป็นออทิสติกแบบมั่นใจ หลังได้เจอกับน้องคนหนึ่งที่เป็นทั้งนอน - ไบนารี่และออทิสติก บวกกับตอนนั้นเราเรียนปริญญาโทที่นิวซีแลนด์เรื่องการพัฒนาชุมชน ในคลาสมีการเรียนเกี่ยวกับเรื่องคนพิการด้วยแนวคิดที่ว่า สังคมต้องปรับให้เข้ากับคนพิการ ทำให้ตัวเราค่อยๆ อันลอคความกลัวและยอมรับจุดนี้ของตัวเองด้วย

ความกลัวและการตีตรา

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับออทิสติกคือความกลัว กลัวว่าคนอย่างเราที่ถูกพูดดูถูกตลอดเวลาว่าไม่มีใครรักหรอก หรือไม่สามารถประสบความสำเร็จได้หรอก จะเป็นแบบนั้นจริงๆ จึงกดดันตัวเองมาก เรามองว่าสามารถยอมรับการเป็น LGBT ได้ง่ายกว่าแต่ถึงอย่างนั้นก็ใช้เวลาเกือบ 10 ปี แต่อัตลักษณ์ออทิสติกนั้นใช้เวลาเกือบค่อนชีวิต อาจเพราะคนยังเข้าใจผิด กลัวว่าจะทำที่บ้านผิดหวัง แต่หลังจากเอาชนะความกลัวได้ ที่บ้านก็ยอมรับมากขึ้น เราคิดว่าอัตลักษณ์ทั้งสองนั้นเชื่อมโยงกันไปแล้ว อัตลักษณ์ทับซ้อน (intersectionality) นี้ทำให้เวลาเรามีปฏิสัมพันธ์กับสังคมและถูกเลือกปฏิบัติ ก็เหมือนถูกกระทบอัตลักษณ์ส่วนอื่นๆ ของเราด้วย 

หากเปรียบเทียบการตีตราระหว่างออทิสติกและ LGBT เราคิดว่าเหมือนกันตรงที่ทั้งสองอัตลักษณ์มักถูกมองว่าเป็นชนชั้นสอง คนคิดว่าสองกลุ่มนี้ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่หรือไม่มีสติ ส่วนสิ่งที่ต่างก็คือ LGBT มีแนวโน้มที่จะถูกมองเป็น วัตถุทางเพศ (sexual object) โดยเฉพาะกับผู้หญิงข้ามเพศในบ้านเราที่โด่งดังเรื่องธุรกิจการท่องเที่ยวในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้วสิทธิของคนข้ามเพศกลับถูกลิดรอน ในขณะที่ออทิสติกจะถูกมองว่าเป็นพวกไม่มีความอารมณ์ความรู้สึก หรือถ้าฉลาดก็ฉลาดจนอัจฉริยะ เช่น เก่งเลข และถ้าโง่ก็โง่ไปเลย ทำให้คนปฏิบัติกับพวกเราเหมือนไม่ใช่มนุษย์ผ่านการเหมารวม (stereotype) ว่า คนออทิสติกไม่เซนซิทีฟ ซึ่งโคตรไม่จริงเลย หากดูตามงานวิจัยจากต่างประเทศจะพบว่า การบอกว่าคนออทิสติกไม่โชว์ความเห็นอกเห็นใจ (sympathy) หรือไม่สนใจคนอื่นนั้นไม่จริง การทำงานของสมองเราไม่เหมือนใคร บางกลุ่มก็เซนซิทีฟมากและรู้สึกท่วมท้น (overwhelming) กับความรู้สึกคน เช่น เกรตา ทุนเบิร์ก นักเคลื่อนไหวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นคนออทิสติก การลุกขึ้นมาต่อสู้เป็นเพราะเขาเซนซิทีฟเรื่องสภาพอากาศ นี่คือรูปแบบหนึ่งของออทิสติก และสิ่งนี้ทำให้ทุกคนตกใจเมื่อเราบอกว่าเราเป็นคนออทิสติก

ที่ผ่านมาสังคมอาจมองว่า คนออทิสติกเหมือนหุ่นยนต์ ไม่มีการรับ - ส่งความรู้สึก เราคิดว่าต้องโทษสื่อที่นำเสนอภาพแบบนี้ การเป็นออทิสติกก็เหมือนความหลากหลายทางเพศ มีความถี่ (spectrum) ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความเห็นอกเห็นใจ ไม่โชว์ความรู้สึก หรือเก่งเลข คนออทิสติกบางคนก็เก่งด้านอื่น และมีความเซนซิทีฟกับสิ่งที่เขาหลงใหล

การเลือกอัตลักษณ์ = สิทธิ

เราคิดว่า สิทธิในการเลือกอัตลักษณ์ทางเพศและคำนำหน้า ควรเป็นสิทธิที่พวกเราควรพึงมี อย่าลืมว่าคนพิการมีความหลากหลาย ไม่ใช่คนพิการทุกคนที่เป็นผู้หญิงตรงเพศหรือชายตรงเพศ ยังมีคนพิการที่เป็นทรานส์ คนข้ามเพศหรือนอน - ไบนารี การไม่มีสิทธิเลือกอัตลักษณ์ทางเพศหรือคำนำหน้า ทำให้พวกเราในฐานะคนพิการกลายเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตนในสังคม สวัสดิการ สิทธิต่างๆ ในฐานะคนที่มีความหลากหลายทางเพศและคนพิการก็หายไป รวมทั้งเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ 

ที่ผ่านมา การคิดและตัดสินใจแทนอาจเกิดจากการที่สังคมมองว่า ร่างกายของคนพิการเป็นร่างกายที่ต้องถูกควบคุมและถูกจำกัด โดยเฉพาะเรื่องการแสดงออกและมิติทางเพศ ในหลายประเทศคนพิการถูกบังคับทำหมันทั้งที่ไม่ได้มีการยินยอมพร้อมใจ หรือหากเป็นคนข้ามเพศก็ห้ามแสดงตัวตนหรืออัตลักษณ์ออกมา เช่นเดียวกับในไทยที่มีสถานการณ์คล้ายกัน อย่างไรก็ดี แม้ต่างประเทศจะเผชิญกับข้อจำกัดนี้แต่ก็ยังโชคดีที่มีการพูดถึงและสร้างความเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ทับซ้อนมากกว่าบ้านเรา 

จะเห็นว่าที่ผ่านมายังไม่มีคนพิการที่เป็นคนกำหนดนโยบาย ดังนั้นแน่นอนว่านโยบายต่างๆ เลยไม่เอื้อให้กับคนพิการ เราจึงควรมีตัวแทนคนพิการที่ทำงานจริงจังที่ไม่ใช่ไม้ประดับเข้าไปทำงาน เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความหลากหลายทางระบบประสาท ยิ่งถ้าเป็นคนทำงานในรัฐสภายิ่งไม่ควรมีความเข้าใจผิดๆ และเอาความพิการไปล้อเล่น เรารู้สึกสยองนะที่คนทำงานระดับนั้นคิดแบบนี้ เลยมองว่ายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องทำให้ระบบนั้นเอื้ออำนวยกับทุกคนที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อน

ออทิสติกตัดสินใจเองได้

ในต่างประเทศงานวิจัยต่างๆ ล้วนยืนยันแล้วว่า คนออทิสติกช่วยเหลือตัวเองได้ กลับกันบ้านเราระบบสังคมพึ่งพา (collective culture) ทำให้คนพิการถูกกกอยู่ในไข่ ไม่เข้าใจบริบทว่าคนพิการก็มีภาพแทน (agency) การตัดสินใจ และศักยภาพของตัวเอง แล้วทำไมไม่มอบพื้นที่นี้ให้กับพวกเรา คนออทิสติกหลายคนประสบความสำเร็จในงานของเขา แต่งงาน มีครอบครัว สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระได้ผ่านระบบสนับสนุน สามารถตัดสินใจในสิ่งต่างๆ ได้เอง แม้วัฒนธรรมจะต่างกันแต่เชื่อว่าเปลี่ยนได้หากมีข้อมูลงานวิจัยที่เข้าถึงง่ายที่แสดงให้เห็นว่า ลูกออทิสติกก็ประสบความสำเร็จได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ ความพิการไม่ใช่เรื่องน่าอาย และคุณสามารถสนับสนุนให้ลูกแข็งแกร่งในแบบที่เขาเป็นได้

คนมักมองว่า คนออทิสติกเป็นกลุ่มเปราะบาง (vulnerable ) และเข้ากับสังคมไม่ได้ แต่สำหรับเราคิดว่า ออทิสติกคือจุดแข็งที่ทำให้เราสนใจเรียนรู้เรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะประวัติศาสตร์ สังคม การพัฒนาระหว่างประเทศ และความหลงใหลในการช่วยเหลือคนนี่แหละทำให้เราสามารถทำงานเหล่านี้ได้

ในระยะหลังๆ บริบทของนักเคลื่อนไหวคนออทิสติกก็ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดเชิงสังคม (social model) ว่า คนพิการไม่ใช่ปัญหาแต่สังคมนี่แหละเป็นปัญหา เพราะสังคมไม่เอื้อให้เกิดความเข้าถึงในระบบการเรียนรู้และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ในห้องเรียนก็ไม่ได้ถูกออกแบบให้ยอมรับการเรียนรู้ของคนที่มีระบบประสาทที่หลากหลายและคนออทิสติกหลายครั้งคนกลุ่มนี้ถูกตัดสินว่าโง่ แทนที่จะมองความต้องที่แตกต่างจากคนอื่น การมองความพิการเชิงสังคมจึงจะทำให้คนพิการไม่ต้องเจอการตัดสินระบบเวรกรรมเหมือนที่เคยเป็นมา 

สำหรับเราการได้เป็นตัวเองนั้นสำคัญมากเพราะเป็นการปลดปล่อยพันธนาการต่างๆ ที่สังคมคาดหวังและกดดันว่า เกิดมามีเพศกำเนิดหญิงต้องทำตัวแบบนั้น ต้องทำตัวแบบนี้ เราจึงได้รักตัวตนที่แท้จริงในฐานะคนออทิสติก ทรานส์มาสคิวลีนและนอน - ไบนารี่ ตั้งแต่เด็กเราไม่เคยเห็นคนที่เป็นต้นแบบจึงอยากจะมอบกำลังใจให้กับน้องน้องรุ่นต่อไปที่เจอกับประสบการณ์ชีวิตคล้ายๆ กัน อยากให้มองว่าสิ่งเหล่านี้คือความแข็งแกร่ง ไม่ใช่ความอ่อนแอ

ในความคิดเห็นของเรา คำว่าคนพิการในบ้านเราเมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้ว จะพบว่าบ้านเราความพิการนั้นแบกอุ้มการตีตรา (stigma) ความน่าอายต่อวงศ์ตระกูลและการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทำให้ความพิการกลายเป็นวัตถุของความสงสารให้คนได้ทำบุญ ในเมืองนอกเขาพยามเปลี่ยนความหมายของคำว่าพิการใหม่ ให้กลายเป็นความหลากหลาย สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกับเรื่อง LGBT ที่สังคมต้องคอยสนับสนุนให้เขามีสิทธิ

อคติที่เกิดผ่านการพูดจาดูถูกว่า คนอย่างเราไม่มีใครรักหรอก หาแฟนไม่ได้หรอก เทำให้เราไม่กล้าที่จะมีเพื่อนเพราะมองว่าคนอย่างเราไม่มีใครอยากคบด้วย แต่พอได้เรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเอง คนอื่นก็เข้าหาเรามากขึ้น คนออทิสติกสามารถมีความสัมพันธ์ทั้งกับคนรักต่างเพศ เพศเดียวกันหรือไม่มีความรู้สึกดึงดูดทางเพศก็มี ไม่เหมือนกับที่คนมักมองว่า คนออทิสติกไม่ต้องการความสัมพันธ์หรือไม่ต้องการความรัก 

สังคมที่อยากให้ไปต่อ

คนบ้านเราต้องฟังผู้อื่นด้วยความเข้าใจ ด้วยความเคารพ ไม่เลือกปฏิบัติคนที่มีอัตลักษณ์ออทิสติก LGBT เราไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจทุกอย่างแต่ตราบใดที่คุณฟังโดยไม่ตีตราก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี นอกจากนี้การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเจ้าของปัญหา เพื่อทลายกรอบคิดและอคติต่างๆ และเข้าใจคนออทิสติกในฐานะของความหลากหลาย ไม่ใช่สิ่งที่ต้องบำบัดแก้ไข ซึ่งเปรียบได้กับการจับ LGBT ไปบำบัดอัตลักษณ์ทางเพศ ถ้าพูดแบบไทยๆ ก็คือการแก้ทอมซ่อมดี้ การทำเช่นนี้นั้นฆ่าอัตลักษณ์ ฆ่าตัวตนของเขา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าหรือการฆ่าตัวตายได้

ต้องอย่าลืมว่าพวกเราคือเจ้าของปัญหา รู้ว่าต้องการสิ่งสนับสนุนอะไรจากสังคม แต่ปัญหาปัจจุบันคือเราไม่มีพื้นที่ สังคมไม่เปิดรับ ไม่ให้โอกาสให้พวกเราได้ทำ คนไทยคิดว่า คนออทิสติกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พูดอะไรไม่รู้เรื่อง ก็เลยให้ผู้ปกครองหรือใครหน้าไหนก็ไม่รู้มาพูดแทนอยู่เสมอ

งานศึกษาในต่างประเทศพบว่าร้อยละ 20 ของ LGBT เป็นคนออทิสติก เรามองว่าอาจเป็นเพราะความคิดของพวกเราแหกกฎสังคม จึงมีแนวโน้มที่จะแหกกฏความหลากหลายทางเพศด้วย ถ้าคิดว่าเรื่องนี้น่าตื่นเต้นแล้ว ก็ยังมีอีกงานวิจัยที่ระบุว่า ที่นิวซีแลนด์มีงานวิจัยที่ชื่อ Counting on our self พบว่า คนข้ามเพศ นอน - ไบนารี่และความหลากหลายทางเพศอื่นๆ 1 ใน 5 คนเป็นคนออทิสติก แสดงให้เห็นว่า เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจอัตลักษณ์ที่ทับซ้อนนี้เพื่อสนับสนุนให้พวกเราเข้าถึงสิทธิและการบริการเชิงสุขภาพ ไม่ใช่การมองว่า คนออทิสติกไม่สามารถตัดสินใจในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต การใช้ฮอร์โมน ขหรือการผ่าตัด การเข้าถึงบริการในกลุ่มคนข้ามเพศจะต้องเข้าใจอัตลักษณ์ของคนออทิสติกด้วยเช่นกัน

เราอยากบอกคนพิการที่เป็นทรานส์ นอน - ไบนารี่ และกลุ่มที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อนอื่นๆ ว่า พวกเราจะเป็นกำลังใจให้กันและกันในสังคมที่กดทับพวกเรา ทั้งที่กดทับจากความพิการและกดทับจากอัตลักษณ์ทางเพศ การมีอยู่ของพวกคุณในสังคมนี้นั้นคือความกล้าหาญ และท้าทายสิ่งที่สังคมชายเป็นใหญ่และสังคมที่กำหนดเพศ เราจะเป็นกำลังใจให้กันและกัน 

ในสังคมวงกว้าง เราอยากให้คุณเรียนรู้  โอบรับ และเข้าใจความหลากหลายที่พ้นจากสิ่งที่พวกคุณคิดให้มากขึ้น และช่วยกันเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันในการซัพพอร์ตพวกเราต่อไป

สุดท้ายอยากชวนติดตามเพจเฟซบุ๊ก SAGA Thailand ซึ่งเป็นเพจแชร์ข่าวเรื่องความหลากหลายทางเพศ พวกเราเป็นกลุ่มที่เป็นกันเอง หากใครสนใจอยากเรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ รวมถึงเรื่องอัตลักษณ์ทับซ้อนก็สามารถติดตามได้เลยครับ

  Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนtransgenderคนข้ามเพศทรานส์มาสคิวลีน และนอน-ไบนารี่วันตระหนักถึงตัวตนของทรานส์เจนเดอร์คนออทิสติกTransDayOfVisibilityวันตระหนักถึงตัวตนคนข้ามเพศสากล
Categories: ThisAble

สรุปเสวนา “บ้าแล้วไง?: กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ป่วยจิตเวช”

ThisAble - Thu, 2022-03-31 10:47

เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดเสวนาออนไลน์หัวข้อ “บ้าแล้วไง?: กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ป่วยจิตเวช” โดยมี ดร.ญาดา เดชชัย เธียรประสิทธิ์ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์ นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติจิตเวช ที่ปรึกษาสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ และสุพรรณี แสงรักษา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลจิตเวชชุมชน สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ร่วมสัมมนา ดำเนินรายการโดย ดร.ภาคภูมิ โลหวริตานนท์ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

วิธีการดำเนินการทางกฎหมาย

ช่วงแรก ดร.ญาดาเล่าถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ใช้จัดการกับผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชให้ฟังว่าปกติคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่นจะใช้กฎหมายอาญาเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นผู้กระทำความผิดที่คาดว่าป่วยเป็นโรคจิตเวชจะมีพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 เข้ามาเกี่ยวข้อง

ผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนซับซ้อนตรงที่ว่า วัตถุประสงค์ของกฎหมายอาญาคือ ลงโทษผู้กระทำผิด แต่ผู้กระทำผิดเป็นผู้ป่วยจิตเวชก็มีข้อสงสัยว่า เขาเป็นผู้ป่วย แล้วควรลงโทษเขาเหรอ ดังนั้นต้องสร้างจุดสมดุลว่าเมื่อไหร่ที่จะลงโทษเขา หรือเมื่อไหร่ที่จะบอกว่าผู้กระทำผิดมีอาการป่วยมากเกินจะนำตัวไปลงโทษ แต่ควรส่งไปบำบัดรักษา และไม่สมควรได้รับความผิดทางอาญา

หากบังเอิญเจอคนที่อยู่ดีๆ ตะโกนเสียงดัง ทำท่าทางแปลกประหลาด พูดพึมพำอยู่คนเดียว ซึ่งดูทีท่าว่ามีอาการป่วยเป็นโรคจิตเวช ดร.ญาดาแนะว่า สามารถแจ้งให้ตำรวจดำเนินการพาคนนั้นไปรักษาตัว แต่ถ้าพบว่าผู้กระทำความผิดที่มีความผิดปกติทางจิตได้ก่ออาชญากรรมแล้วแต่ไม่สามารถแจ้งตำรวจได้ ก็สามารถแจ้งบุคคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครอง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้นำตัวหรือคุมตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลได้ หลังจากแพทย์พิจารณาว่าควรได้รับการบำบัดรักษา ก็สามารถสั่งให้รักษาผู้ป่วยที่กระทำความผิดได้เลย ไม่ต้องรอคำสั่งศาล โดยอาศัยอำนาจพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 

ระหว่างชั้นสอบสวน หากผู้กระทำผิดมีอาการป่วยกำเริบขึ้นมา จนไม่สามารถสู้คดีได้ ก็ต้องพักการสอบสวนมูลฟ้องไว้ก่อน เพราะถ้าไต่สวนไปโดยไม่สามารถต่อสู้คดีก็จะกลายเป็นกระบวนการที่มิชอบ ขัดต่อสิทธิของผู้ต้องหา ดังนั้นจึงต้องดำเนินการส่งไปที่สถานพยาบาลเพื่อวินิจฉัยต่อไป บุคคคลที่มีอำนาจส่งผู้กระทำผิดไปบำบัดรักษาถ้าเป็นชั้นสอบสวนจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชั้นไต่สวนมูลฟ้องพิจารณาจะเป็นศาล การส่งไปโรงพยาบาลเพื่อคลี่คลายความสงสัยว่ามีอาการป่วยกำเริบจริงหรือเปล่า ไม่ใช่แกล้งป่วยเพื่อพ้นจากความผิด ถ้าแพทย์ตรวจแล้วพบว่าป่วยจริงก็ต้องรักษาก่อน แต่ถ้าพบว่าไม่ได้ป่วยจริง แกล้งป่วย หรือมีความสามารถในการต่อสู้คดีก็ต้องกลับไปพิจารณาคดีตามกระบวนการ

สำหรับผู้กระทำความผิดแล้วแอบอ้างว่าป่วยเป็นโรคจิตเวชในทางกฎหมายไม่มีบทลงโทษ และก็ไม่ผิดมาตรา 177 เบิกความเท็จในการพิจารณาต่อศาล ถ้าเบิกความว่าทำผิดเพราะป่วย จำเลยมีสิทธิจะไม่ให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตัวเองอยู่แล้ว แต่หากจ้างแพทย์ให้ออกใบรับรองว่าป่วย แพทย์จะมีความผิด และผู้กระทำความผิดฐานผู้สนับสนุนได้ 

ทางกฎหมายกล่าวว่าคนที่จะสามารถรับผิดทางอาญาได้ จะต้องเป็นคนที่มีความคิดเชิงตรรกะ ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าสิ่งที่คุณทำผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าคุณรู้ว่าผิดกฎหมาย และยังทำด้วยสติปัญญาที่มีอยู่เต็มร้อย แปลว่าคุณสามารถรับผิดทางอาญาได้ และยังมีลักษณะโครงสร้างรับผิดทางอาญาครบ ไม่ว่าจะการกระทำและเจตนา สมควรได้รับความผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ 

แต่ถ้าผู้กระทำผิดที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชมีอาการประสาทหลอน หูแว่ว เข้าใจว่ามีคนจะมาตามฆ่า จึงฆ่าคนคนนั้น และเชื่อว่าหากได้รับการรักษาหายเป็นปกติ เขาก็เป็นคนปกติคนหนึ่ง เหตุผลที่กระทำเพราะอาการของโรคทำให้เกิดความหลงผิด ดังนั้นสมควรมีเหตุยกเว้นโทษ จึงเป็นเหตุผลที่ก่อให้เกิดข้อต่อสู้เรื่องวิกลจริตขณะกระทำความผิด (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 65) จากที่ทำการเก็บสถิติพบว่าโรคจิตเวชที่ใช้ยกเป็นข้อต่อสู้วิกลจริตขณะกระทำความผิดในมาตรา 65 สำเร็จมีดังต่อไปนี้ ได้แก่ โรคบกพร่องทางสติปัญญา โรคจิตเภท โรคจิต โรคจิตหวาดระแวง โรคจิตที่เกิดจากพิษสุราเรื้อรัง โรคเลือดหลังคลอดบุตร โรคประสาท และโรคซึมเศร้า

ระหว่างเสวนา มีคำถามจากผู้ชมถามว่าตอนอยู่ในชั้นศาล ผู้กระทำผิดพูดจารู้เรื่อง และจะนำการกระทำที่แสดงในชั้นศาลมาอ้างว่าตอนกระทำผิดไม่รู้เรื่องได้หรือไม่ ดร.ญาดาให้คำตอบว่า มีบางกรณีที่ผู้กระทำผิดสามารถต่อสู้คดี มาฟังการพิจารณาและมาสืบพยานได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ณ วินาทีที่กระทำความผิดไม่ได้วิกลจริต ซึ่งควรทำความเข้าใจก่อนว่าเป็นคนละเรื่องกัน บุคคลที่มีความสำคัญในการสืบพยานคือ พยานผู้เชี่ยวชาญหรือจิตแพทย์ที่วินิจฉัยอาการผู้กระทำผิดว่ามีอาการทางจิต และในขณะทำผิดมีความรู้ผิดชอบเพียงใด ข้อมูลที่ได้จะให้ผลต่างกัน 

ถ้าศาลรับฟังได้แล้วว่าขณะกระทำความผิดไม่สามารถบังคับให้ตัวเองไม่กระทำได้ผิดได้เลย เนื่องจากโรคทางจิตเวช ผู้กระทำผิดก็ไม่ต้องรับโทษ กรณีนี้จะเข้าข่ายมาตรา 65 วรรคหนึ่ง ก็จะสามารถปล่อยตัวได้เลย หรือถ้าศาลเห็นว่าปล่อยตัวผู้กระทำความผิดไปแล้วไม่ปลอดภัย ศาลสามารถสั่งให้คุมตัวอยู่ในสถาบันพยาบาลเพื่อบำบัดรักษาได้

หากป่วยเป็นโรคจิตเวชจริง แต่ระหว่างกระทำผิดสามารถบังคับตัวเอง รู้ผิดชอบชั่วดีได้อยู่บ้าง ก็จะเข้าสู่มาตรา 65 วรรคสอง จะส่งผลให้เกิดการลดโทษตามดุลพินิจของศาล ซึ่งโทษส่วนใหญ่คือจำคุก แต่ถ้ายังเห็นว่าควรบำบัดรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลก็สามารถทำได้อยู่ หากผู้ป่วยจิตเวชได้รับโทษจำคุกและหลุดเข้าไปในเรือนจำ พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ให้ผู้ที่จำคุกที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชพบแพทย์และส่งตัวไปบำบัดรักษานอกเรือนจำได้ แต่ทางปฏิบัติก็แยกตัวและล่ามเอาไว้ และการนำผู้กระทำความผิดออกมาบำบัดมีขั้นตอนที่ยุ่งยากมากกว่าให้ผู้กระทำผิดได้รักษาตัวตั้งแต่แรก

สำหรับผู้กระทำความผิดที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชและมีโทษประหารชีวิต แต่มีอาการกำเริบก่อนถูกประหารชีวิต จะต้องงดการประหารชีวิตก่อน ถ้ารักษาอาการหายได้ภายในหนึ่งปีนับตั้งแต่มีคำพิพากษาก็ลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน เพราะเราจะไม่ประหารชีวิตผู้วิกลจริต ขัดวัตถุประสงค์การลงโทษคือให้รู้สึกผิด

ดร.ญาดาจึงสรุปว่าการอ้างว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช เพื่อลดโทษ หรือพ้นโทษ เป็นความเชื่อที่ผิด และการพิจารณาว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ในต่างประเทศมีงานวิจัยเรื่องคนส่วนใหญ่จะไม่ยกเรื่องตนเองเป็นโรตจิตเวชมาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล เพราะสมัยก่อนถ้ามีอาการทางจิตจะต้องอยู่ในโรงพยาบาลไปตลอดชีวิต ซึ่งในปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ หากมาคำนวณระยะเวลาพบว่าต้องอาศัยอยู่ในโรงพยาบาลนานกว่าอยู่ในคุกอีก ดังนั้นทำให้หลายคนตัดสินใจรับสารภาพ ส่วนของประเทศไทย ถ้าผู้กระทำความผิดต้องเข้าบำบัดรักษาตัว เวลาที่อยู่ในโรงพยาบาลจะไม่ถูกนำมาหักในโทษจำคุก การทำแบบนี้ก็ยิ่งจำกัดเวลาที่จะได้เป็นใช้ชีวิตอิสระเพิ่มมากขึ้น 

วิธีการดำเนินการทางการแพทย์

พญ.ดวงตาระบุว่า แพทย์เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญที่จะให้ข้อมูลว่าผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชป่วยจริงหรือไม่กับศาลเพื่อนำไปตัดสินคดีความ อาศัยอำนาจพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 ตั้งคณะกรรมการสถานการณ์บำบัดการรักษา ในกรณีที่ผู้กระทำผิดหรือญาติไม่เซ็นต์ยินยอมให้

วิธีการพิสูจน์ว่าผู้กระทำผิดเห็นภาพหลอน เห็นภาพและแปลความหมายผิด ระหว่างกระทำความผิด แล้วแพทย์จะรู้ได้อย่างไร เนื่องจากแพทย์ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ฉะนั้นประวัติทุกอย่างผู้กระทำผิดต้องเก็บมาแล้วอธิบายว่าเห็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ และเป็นโรคจิตเวชประเภทไหน แพทย์ต้องดูว่าก่อนก่อคดีผู้กระทำความผิดเป็นอย่างไร หากมีประวัติตั้งแต่เด็กก็ยิ่งดี ถ้าบอกว่าตนกระทำเพราะความเจ็บป่วยก็ต้องมีหลักฐานการเข้าถึงการรักษา ระหว่างที่ก่อคดีพฤติการณ์พยานแวดล้อมเห็นเป็นอย่างไร หลังจากก่อคดีเป็นอย่างไร เพื่ออธิบายว่าป่วยจริงหรือไม่จริง 

ถ้าพิสูจน์แล้วพบว่ามีการคิดวางแผน ทั้งเลือกเวลา สถานที่ที่จะก่อเหตุ สถานที่หลบหนี ก็มีโอกาสที่ผู้กระทำความผิดไม่ได้ป่วยเป็นโรคจิตเวชจริง 

ส่วนข้อสงสัยบางประการว่าแพทย์ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ จะเชื่อได้อย่างไร พญ.ดวงตาเล่าว่าแพทย์มีหน้าที่ให้ความเห็นตามทางการวิชาการทางการแพทย์ ส่วนที่เชื่อได้หรือไม่ได้เป็นการตัดสินใจของศาล

เธอเล่าต่อว่า มีคนไข้ที่มีอาการทางจิตขโมยโทรศัพท์มือถือ ซึ่งตอนโดนจับอาการแย่มาก แพทย์นำมารักษาจนอาการดีขึ้น และทำการพิสูจน์ว่ามีอาการวิกลจริตขณะกระทำความผิด ก็พบว่าตอนทำไม่มีอาการทางจิต เพราะตอนกระทำความผิดมีการหลอกล่อเหยื่อให้ไปที่อื่น เพื่อหาทางขโมยโทรศัพท์มา อีกกรณีหนึ่งอ้างว่ากระทำผิดเพราะละเมอไปแทงผู้ป่วย และไปหาหมอตรวจการนอนหลับเพื่อยืนยันว่าตนเองมีการละเมอจริง แต่พอสืบไปได้สักระยะก็พบว่าผู้กระทำความผิดมีหนี้พนัน และรู้ว่าเหยื่อมีนาฬิกาโรเล็กซ์และอาศัยเวลากลางคืนเพื่อขโมยของ แต่เหยื่อตื่นมาเห็นตอนขโมยของพอดี จึงถูกแทง

พญ.ดวงตาและดร.ญาดาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการปล่อยให้ผู้ป่วยจิตเวชเข้าไปอยู่ในคุกไม่ใช่เรื่องที่ดี เนื่องจากตำรวจไม่รู้กฎหมายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 รู้เฉพาะกระบวนการทางอาญาเท่านั้น ไม่รู้ว่าผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชขอทนายได้ หรือศาลออกคำสั่งให้จัดตั้งทนายอาสาได้ เพราะความไม่รู้จึงส่งผลให้ผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชถูกส่งเข้าไปในเรือนจำ ในมุมแพทย์คิดว่าจะทำให้การรักษาฟื้นฟูได้ยากมากขึ้นกว่าเดิม หากทนายและศาลมีความเข้าใจเรื่องนี้ ผู้ที่กระทำความผิดอาจจะได้รับการพิจารณาบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง 

สุพรรณีเล่าว่าการอยู่ในเรือนจำมียารักษาคนไข้ไม่พอ บางทีรวบยาสามมื้อเหลือแค่สองมื้อ พอได้ยาไม่ครบส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการกำเริบหนักขึ้นได้

นอกจากนี้เธอแลกเปลี่ยนว่า ผู้กระทำความผิดที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชจะก่อคดีทำร้ายร่างกายต่อเมื่อผู้ป่วยมีความหวาดระแวงชัดเจน เดิมทีจะเข้าใจว่าจะมีการบำบัดผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ป่วยอย่างเดียว แต่ควรรักษาชุมชนด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เขามีบาดแผลทางจิตใจ หากไม่ได้รับการรักษา อาจจะมีปัญหาสุขภาพจิต ประกอบกับคนมีความเชื่อว่าผู้กระทำความผิดที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชฆ่าคนตายไม่ผิดหรอก กลับเข้าสู่ชุมชนอาจจะฆ่าคนตายอีกก็ได้ ดังนั้นเมื่อพยาบาลอัดวิดีโอสัมภาษณ์คนไข้จิตแพทย์ให้คนในชุมชนดูเพื่อให้คนไข้สามารถกลับไปอยู่กับชุมชนเดิมได้ แต่ระหว่างการสื่อสาร ข้อความที่ต้องการสื่อสารแต่แรก แล้วสารสุดท้ายที่ไปถึงชาวบ้านบอกว่าโรงพยาบาลจิตเวชจะเอาคนไข้กลับบ้าน ทำให้คนในชุมชนเครียดจนมีอาการต่างๆ จนกระทบกับชีวิตประจำวัน

กรณีปล่อยผู้กระทำความผิดไปแล้ว จะต้องส่งข้อมูลให้สาธารณสุขในพื้นให้ช่วยตรวจเช็คว่ากินยาไหม ไปหาหมอหรือเปล่า เราจึงเปลี่ยนแนวทางติดตามผู้ป่วยให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นจากองค์ความรู้ที่ดูแลคนไข้จริง ซึ่งสาธารณสุขในพื้นที่จะต้องดูแล ‘ยา จิต กิจวัตร ปรับ เตือน’ เป็นตัวเช็คลิสต์ให้เจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่ถาม ยา - กินยาครบตามที่หมอสั่งไหม ยามีเอฟเฟกต์อะไรบ้าง และกินยาเสพติดหรือเปล่า, จิต - ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีเรื่องอะไรทุกข์ใจหรือไม่, กิจวัตร - ทำกิจวัตรด้วยตัวเองได้ไหม, ปรับ - ปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ไหม และเตือน - มีอาการเตือนไหม เช่น หงุดหงิด นอนไม่หลับ อารมณ์ชุนเชียว หากรู้ว่าคนไข้มีอาการเตือนส่อให้เห็นว่าจะมีอาการกำเริบ และจัดการดูแลคนไข้ได้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งหนทางช่วยป้องกันผู้ป่วยกระทำความผิดได้ 

ระหว่างเสวนามีคำถามว่าคนเป็นซึมเศร้าสามารถฆ่าคนได้จริงเหรอ จึงได้คำตอบในกรณีของผู้กระทำผิดมีอาการซึมเศร้ารุนแรง เพราะรู้สึกว่าชีวิตโหดร้าย ต้องอยู่ด้วยกันสองแม่ลูก พ่อก็ทิ้ง ไม่มีญาติ ถ้าแม่ไปก็จะต้องเอาลูกไปด้วย เลยพยายามฆ่าตัวเองและฆ่าลูกเพื่อให้จบความทุกข์ในชาตินี้ แต่บางทีผู้กระทำความผิดรอด แพทย์ก็ต้องพิสูจน์ว่าเป็นซึมเศร้าจริงไหม หรืออ้างว่าเป็นซึมเศร้าเพื่อลดโทษ 

แพทย์หญิงดวงตากล่าวทิ้งท้ายไว้ว่าผู้ป่วยก็เป็นคนที่อยู่ภายใต้กฎหมายเหมือนกับคนอื่น แต่เมื่อไหร่ที่กระทำความผิดเพราะป่วยเป็นโรคจิตเวช และพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงก็ควรได้รับการลงโทษอย่างเป็นธรรม ถ้าไม่ได้กระทำผิดเพราะป่วย ผู้กระทำความผิดก็ต้องยอมรับความผิดที่ก่อ ไม่ใช่นำสิ่งเหล่านี้มาอ้างให้ได้รับโทษน้อยลง ดังนั้นการบอกว่าเป็นโรคจิต ไม่ต้องรับโทษ ไม่ใช่เรื่องจริง พูดแบบนี้จะทำให้กระบวนการยุติธรรมเสียหาย

 

ดูเฟซบุ๊กไลฟ์สุดได้ที่ เพจเฟซบุ๊กคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือที่ลิงก์ https://web.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&v=506120217692841

 

SocialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนForensic Psychiatryนิติจิตเวชกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชผู้ป่วยจิตเวชจิตเวชพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551ข้อต่อสู้เรื่องวิกลจริตขณะกระทำความผิด (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 65)ผู้ป่วยจิตเวชทำผิดไม่ต้องรับโทษ
Categories: ThisAble

จากวัฒนธรรมที่ถูกกีดกันผ่าน‘ภาษามือ’ สู่กระบวนการยุติธรรมที่เข้า(ไม่)ถึงของคนหูหนวก

ThisAble - Tue, 2022-03-29 11:13

หลายครั้งเมื่อนึกถึงคนหูหนวก เราอาจนึกถึงการสื่อสารระหว่างคนหูหนวก - หูดีที่ยากลำบาก เนื่องจากคนหูหนวกหลายคนใช้ภาษามือในการสื่อสาร บางคนอาจใช้การอ่านปากหรือบางคนก็อาจมีภาษามือที่ใช้กันเองเฉพาะกลุ่ม จนทำให้เห็นเสมือนว่า ภาษาที่คนหูหนวกและคนหูดีใช้นั้นแตกต่างกันโดนสิ้นเชิง

ในไทย คนหูหนวกจำนวนมากใช้ภาษามือเป็นหลัก บางคนสามารถอ่านหนังสือได้พอประมาณ ในขณะที่บางคนใช้ภาษามือได้แต่อ่านเขียนไม่ได้ รวมถึงมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ทั้งภาษามือและอ่านเขียนไม่ได้ อุปสรรคในการสื่อสารและการเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารอันเกิดจากการไม่มีระบบสนับสนุนเพียงพอเหมาะสมที่คนหูหนวกเจอ ทำให้คนหูหนวกเป็นกลุ่มคนที่ขาดการมีส่วนร่วมกับสังคมและเป็นกลุ่มคนที่เสี่ยงที่จะถูกกระทำความรุนแรงในที่สุด

ชวนสำรวจพื้นที่ของการรับรู้ในเรื่องกระบวนการยุติธรรมในกลุ่มคนหูหนวกเมื่อการสื่อสารและการรับรู้ของพวกเขายังคงมีข้อจำกัด ผ่านการพูดคุยกับนับดาว องค์อภิชาติ ประธานชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง, วัชรินทร์ ชาลี ล่ามหูหนวกที่ทำงานแปลภาษามือธรรมชาติ และสุจิตรา พิณประภัศร์ ล่ามภาษามือและนักกฏหมาย ถึงวัฒนธรรมของชุมชนคนหูหนวก อุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเข้าไม่ถึงสิทธิและข้อมูลข่าวสาร ไปจนถึงข้อเสนอที่พวกเขามีต่อการเข้าถึงอย่างเสมอภาคและยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรม

 

ภาษาของคนหูหนวก

ณัฐวิชญ์ ศุภสินธุ์ อาจารย์หูดีจากวิทยาลัยราชสุดา เคยเล่าไว้ในบทสัมภาษณ์ที่ชื่อ คนหูหนวก: คนไทยคนอื่นบนผืนแผ่นดินว่า สังคมเราเป็นสังคมของคนหูดี พอนิยามว่า ความเป็นไทยคือการพูดภาษาไทย คนหูหนวกก็ถูกแยกออกไปร่วมกับคนอื่นๆ ที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาหลัก ทำให้คนหูหนวกเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น การเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาที่เน้นสอนโดยใช้ภาษาไทยเป็นสื่อกลาง

อย่างไรก็ดี ทั้งจากข้อมูลของณัฐวิชญ์และงานวิจัยอื่นก็ต่างระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้คนหูหนวกไม่ได้มีภาษาพูด แต่คนหูหนวกเป็นคนชาติพันธุ์เพราะมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ไม่ใช่คนใบ้ ไม่ใช่คนที่บกพร่องทางการได้ยิน (Hearing Impairment) หากแต่วัฒนธรรม ‘คนหูหนวก’ ที่ใช้ภาษามือในการสื่อสารของพวกเขาถูกกันออกจากส่วนกลาง หลายครั้งเราพบว่า คนหูหนวกถูกกีดกันการมีส่วนร่วมตั้งแต่ในระดับครอบครัว เช่น พ่อแม่หูดีที่ไม่ยอมให้ลูกใช้ภาษามือ โรงเรียนที่พยายามผลักให้เด็กฝึกพูดเพราะมองว่าถ้าไม่พูดก็สื่อสารกับเพื่อนไม่ได้ ซึ่งต่างจากประเทศในแถบยุโรป ที่หากมีนักเรียนหูหนวกในห้อง เพื่อนๆ ก็จะได้เรียนภาษามือ หรือแม้แต่คนในหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีคนหูหนวกอาศัยอยู่ ญาติพี่น้องหรือคนที่อยู่บริเวณนั้นก็มีโอกาสในการเรียนภาษามือ สิ่งเหล่านี้สะท้อนจากระดับย่อยอย่างครอบครัว ไปสู่ระดับโครงสร้างอย่างรัฐและระบบราชการที่ไม่เปิดกว้าง

เช่นเดียวกับความเห็นของพฤหัส ศุภจรรยา อาจารย์หูหนวกจากวิทยาลัยราชสุดาที่มองว่า ในไทยยังไม่เกิดการผลักดันเรื่องความเข้าใจต่อวัฒนธรรมคนหูหนวกมากพอ บางคนกลัวความพิการและการถูกเรียกว่าคนหูหนวก ทำให้เมื่อมีลูกหูหนวกก็มักถูกผลักให้ต้องปรับตัวและพยายามสื่อสารกับคนหูดีให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีการใด เว้นก็แต่การใช้ภาษามือ หลายครั้งถึงแม้พ่อแม่อยากเรียนรู้ภาษามือ แต่ก็เป็นไปได้ยากหากไม่มีการสนับสนุนทั้งด้านค่าใช้จ่ายและเวลา ทำให้คนหูหนวกไม่สามารถสื่อสารกับคนในครอบครัวหรือคนรอบข้างได้ ไม่สามารถบอกปัญหา รวมทั้งเผชิญกับความรุนแรงและการถูกล่วงละเมิดโดยที่ไม่มีใครรับรู้

และถึงแม้จะใช้ภาษามือเหมือนกัน แต่ภาษามือก็แตกต่างแยกย่อยไปในแต่ละพื้นที่และภูมิภาค บางคนใช้ภาษามือทางการ บางคนใช้ภาษามือท้องถิ่นหรือภาษามือที่ใช้ภายในครอบครัวเท่านั้นดังที่ณัฐวิชญ์มองในมุมนักภาษาศาสตร์ว่า ภาษาคือพลวัตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง จึงไม่สามารถบอกได้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าภาษามือจะเหมือนเดิมหรือไม่ การกำหนดให้ภาษาไทยเป็นภาษาค่ามาตรฐาน จะทำให้คนมากมายหลุดออกจากกรอบ ขาดการรับรู้และขาดการตระหนักเรื่องความหลากหลาย (1)

ปัญหาของการสื่อสารผ่านการใช้ภาษามือคงน้อยลงถ้าเราทุกคนได้เรียนรู้ภาษามือหรือมีล่ามภาษามือมากเพียงพอ แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่เคยเกิดขึ้นในไทยดังที่สุจิตรา พิณประภัศร์ ล่ามภาษามือและนักกฏหมายได้เล่าถึงปัญหาของจำนวนล่ามและการเข้าถึงล่ามในกลุ่มคนหูหนวก โดยสิทธิของคนของหูหนวกในการเข้าถึงบริการล่ามถูกจำกัดอยู่ 5 ด้านคือ การแพทย์ การสมัครงานและการประกอบอาชีพ การติดต่อตำรวจหรือชั้นศาล การประชุมอบรมสัมมนา และบริการสาธารณะอื่นๆ ซึ่งไม่ครอบคลุมการใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่จำเป็นต้องมีปฎิสัมพันธ์กับสังคม แม้ข้อกำหนดสุดท้ายจะระบุถึงบริการสาธารณะ แต่ก็ได้ล่ามยากหากไม่ได้ติดต่อหน่วยงานรัฐ ดังนั้นคนหูหนวกจึงต้องอาศัยความสนิทสนมกับล่ามเป็นการส่วนตัวหรือมีล่ามเป็นเพื่อนจึงจะได้คนช่วยแปล และสามารถมีส่วนร่วมกับสังคมได้ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ล่ามคือสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นที่สุดของคนหูหนวกที่จะทำให้เขามีสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะพลเมือง (2)

เรามักได้ยินคนหูหนวกหรือคนพิการหลายคนเล่าให้ฟังว่า เวลาไปอยู่ต่างประเทศ เขาแทบไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิการเพราะเขาทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งสั่งพิซซ่า เป็นเพราะว่ามีการสนับสนุนให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ รัฐมองเห็นความสำคัญ พอกลับมาประเทศเราก็พบว่าติดระเบียบ ติดกฎกติกาเต็มไปหมดพอกลับมาแล้วยิ่งรู้สึกว่ากลายเป็นคนพิการ” สุจิตรากล่าว

 

อุปสรรคทางการสื่อสารสู่อุปสรรคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

เมื่อการสื่อสารของคนหูหนวกถูกจำกัดด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรมอย่างล่ามที่มีไม่เพียงพอและเหตุผลนามธรรมอย่างทัศนคติที่ไม่เปิดกว้างต่อความหลากหลาย สิ่งเหล่านี้ทำให้ปัญหาที่คนหูหนวกเผชิญทับถม บ่มซ้อนกันโดยไม่ถูกแก้ไข โดยเฉพาะเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นับดาว องค์อภิชาติ ประธานชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้งเล่าว่า ความเข้าใจของคนหูหนวกต่อกฏหมายและกระบวนการยุติธรรมนั้นมีน้อยมาก จนอาจเรียกได้ว่าไม่มี ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการให้ความรู้เรื่องกฏหมายกับคนหูหนวกและคนหูหนวกก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะต้องไปหาความรู้เรื่องนี้จากที่ไหน 

คนหูหนวกไม่รู้ว่ากฏหมายคืออะไร มีขั้นตอนอย่างไร อันไหนถูก อันไหนผิด หากโดนตำรวจจับเขาก็ไม่รู้ว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง โดนละเมิดสิทธิจะไปฟ้องร้องก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ทั้งรวบรวมพยานหลักฐาน สอบถาม สืบสวนพยาน ฯลฯ คนหูหนวกไม่รู้จักเลย” นับดาวสะท้อน 


นับดาว องค์อภิชาติ

อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาสังคมทำให้คนหูหนวกเชื่อว่าพวกเขามีคนดูแลผ่านมายาคติของสังคมที่มองว่าคนพิการต้องมีผู้ดูแลเพราะเป็นคนที่ไม่สามารถทำอะไรเองได้ เหมือนกับที่นับดาวได้ให้ข้อสังเกตว่า คนหูหนวกเองไม่ได้คิดถึงการเรียนรู้เรื่องกฏหมายเพราะคิดว่ามีคนดูแล มีคนสงสาร หลายคนใช้ชีวิตสนุกๆ เข้าชมรมหรือสมาคมคนหูหนวกเพื่อที่จะได้คุยกับเพื่อน แม้จะมีการอบรมเรื่องกฏหมายอยู่เรื่อยๆ แต่ก็กลับไม่ค่อยสัมฤทธิ์ผลเท่าไหร่นัก

คนหูหนวกบางคนก็เข้าใจ บางคนก็ไม่เข้าใจ บางครั้งวิทยากรที่อบรมก็เล่าไปเรื่อยๆ แต่คนหูหนวกไม่เห็นภาพ บางคนก็ง่วงเพราะไม่มีภาคปฏิบัติหรือตัวอย่างให้พวกเขาได้ลองทำ ในโรงเรียนไม่มีสอนเรื่องกฏหมาย พอชีวิตจริงคนหูหนวกเลยโดนหลอกง่าย

นับดาวสะท้อนถึงเหตุที่ทำให้คนหูหนวกเป็นกลุ่มที่ไม่มีความรู้เรื่องกฏหมาย ซึ่งเหตุนี้ส่งผลให้ หนึ่ง คนหูหนวกไม่เข้าใจกระบวนการทางกฏหมายใดๆ เลย ไม่เข้าใจว่าทำไมไปแจ้งตำรวจแล้วจึงต้องรอ ทำไมต้องสอบพยาน เมื่อฟ้องแล้วก็อยากให้ตำรวจจับทันที 

สอง ภาษาที่คนหูหนวกใช้คือภาษามือ แต่หนังสือราชการ เอกสารกฏหมายล้วนเป็นภาษาไทยทั้งสิ้น แถมยังเป็นภาษาไทยในระดับที่เข้าใจยาก คนหูหนวกจึงอ่านไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนหรือขั้นตอนต่างๆ ทำให้คนหูหนวกไม่ระวังในการทำสัญญา บางครั้งคนหูหนวกก็เซ็นต์สัญญาไปโดยอ่านไม่เข้าใจ ไม่มองว่าการให้เอกสารหลักฐานบัตรประชาชนหรือการเซ็นต์นั้นน่ากลัว เนื่องจากไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรมว่าสิ่งเหล่านี้อันตรายเหมือนกับปืนหรือมีด เธอจึงมักแนะนำให้เพื่อนหูหนวกอ่านทวนให้ดีหรือหาคนอื่นที่ไว้ใจช่วยอ่านเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง

การเข้าไม่ถึงความรู้เรื่องกฏหมายของคนหูหนวกทำให้คนหูหนวกเป็นกลุ่มที่เผชิญกับความรุนแรงโดยไร้ที่พึ่ง ดังที่นับดาวได้เล่าว่า คนหูหนวกมีปัญหาเรื่องความรุนแรง หลายคนถูกลวนลามแต่เข้าไม่ถึงกระบวนการทางกฏหมายทำได้เพียงบอกเล่าให้เพื่อนฟัง หลายคนกลัวตำรวจมองว่าคนหูหนวกผิด จึงเลือกที่จะยอมให้ความรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำๆ

 

ข้อกำหนดของล่ามภาษามือในกระบวนการยุติธรรม

ในประเทศอังกฤษการปฏิบัติงานของล่ามภาษามือมีข้อกำหนดต่างๆ เช่น ในศาลล่ามจะต้องยืนตรงข้ามกับคนหูหนวกที่เป็นลูกความ ในขณะที่ล่ามภาษาพูดจะนั่งอยู่ด้านข้างลูกความ การใช้ภาษามือเพื่อสื่อสารและการใช้ภาษามือในกระบวนการยุติธรรมมีความแตกต่างกันที่รายละเอียดในการแปล และมีความซับซ้อนมากกว่า จากข้อมูลในบทความชื่อ The Advocate’s Gateway: Planning to Question Someone Who is Deaf (3) ระบุว่า ประโยคคำถามบางประโยคแปลเป็นภาษามือได้ยากหากไม่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น หากถามว่า ‘เขาตีคุณหรือเปล่า’ ล่ามจำเป็นจะต้องรู้ว่า ตีคว่ำมือหรือตีหงายมือ เพื่อแสดงออกเป็นท่าและสื่อสารกับคนหูหนวก หรือจำเป็นจะต้องรู้ว่า ร่างกายส่วนใดถูกทำร้ายจากทิศทางใดเพื่อให้ลูกความเข้าใจคำถาม หรือบางครั้งเมื่อลูกความตอบกลับด้วยภาษามือเพื่อแสดงท่าทางการทำร้าย ล่ามแต่ละคนก็อาจแปลออกมาเป็นทั้ง ‘ฉันตีเขา’ หรือ ‘ฉันตบเขา’ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสับสนได้ สมาคมล่ามภาษามือ (The Association of Sign Language Interpreters - ASLI) จึงแนะนำว่า ล่ามศาลควรมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 5 ปี ผ่านการสังเกตการณ์ประกบกับผู้เชี่ยวชาญ และจะต้องมีคุณสมบัติขั้นต่ำอยู่ที่ระดับปลอดภัยที่จะปฏิบัติงาน (safe-to-practise) (4)

ในระดับสากลตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง พ.ศ.2509 (International Covenant on Civil and Political Rights, 1966) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีตั้งแต่ปี 2539 ได้ระบุถึงสิทธิเรื่องหลักประกันขั้นต่ำผ่านการช่วยเหลืออย่างไม่คิดมูลค่า หรือไม่มีค่าตอบแทนในเรื่องล่าม ถ้าผู้นั้นไม่สามารถเข้าใจภาษาที่ใช้ในศาลนั้นๆ ได้ ข้อกำหนดนี้ไม่เพียงบังคับใช้กับผู้ที่ใช้ภาษาพูดอื่นเป็นภาษาหลัก แต่รวมถึงคนหูหนวกที่ใช้ภาษามือด้วย

ในไทย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 13 กำหนดให้การสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีด้วยภาษาไทย แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องแปลภาษาไทยท้องถิ่น หากผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่สามารถพูดหรือได้ยินหรือสื่อความหมายได้ เช่น หูหนวก กฎหมายก็บัญญัติให้ศาลจัดหาล่ามภาษามือให้ อย่างไรก็ดี ล่ามที่ทำหน้าที่แปลจะต้องมีความเชี่ยวชาญในภาษานั้นๆ โดยสำนักงานศาลยุติธรรมมีการอบรมเพื่อสร้างความเชี่ยวชาญให้แก่ล่าม แต่สำหรับภาษาอื่นๆ เช่น ภาษามือ ยังไม่มีการจัดอบรม 

เมื่อย้อนกลับมาดูสิทธิของคนหูหนวกผ่านสิทธิคนพิการ คนหูหนวกมีสิทธิในการเข้าถึงล่ามและการช่วยเหลือทางกฏหมายตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามมาตรา 20 ข้อที่ 5 ที่ระบุว่า คนพิการมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือให้เข้าถึงนโยบาย แผนงาน โครงการ กิจกรรม การพัฒนาและบริการอันเป็นสาธารณะ ผลิตภัณฑ์ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต การช่วยเหลือทางกฎหมายและการจัดหาทนายความว่าต่างแก้ต่างคดี ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด และข้อ 7 ที่ระบุว่ามีบริการล่ามภาษามือตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งระเบียบดังกล่าวรวมถึงการใช้บริการเพื่อสื่อสารในระดับชั้นตำรวจและศาล 

โดยหากดูตามข้อมูลของระเบียบกระทรวงยุติธรรมในข้อ 4 ว่าด้วยการจ่ายค่าป่วยการแก่ล่ามและล่ามภาษามือที่ศาลจัดหาให้แล้วจะพบว่า ค่าป่วยการที่จ่ายให้แก่ล่ามหรือล่ามภาษามือถูกคิดเป็นรายชั่วโมงในอัตราตามที่ศาลเห็นสมควรไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 300 บาท และไม่เกินชั่วโมงละ 500 บาท ในขณะที่ล่ามประชุม สัมมนา หรือฝึกอบรมมีอัตราค่าตอบแทนชั่วโมงละ 600 บาท เบิกจ่ายได้ไม่เกิน 2 คนต่อชั่วโมง ไม่เกิน 6 ชั่วโมงต่อวัน (5)

อย่างไรก็ดี แม้ล่ามภาษามือหูดีจะสามารถแปลสารของคนหูหนวกได้ แต่ไม่ใช่ว่าคนหูหนวกทุกคนใช้ภาษามือทางการได้ คนหูหนวกบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เคยเรียนภาษามือหรือหูหนวกภายหลังไม่ได้มีทักษะด้านภาษามือเพียงพอที่จะสื่อสาร ทำให้ล่ามภาษามือที่เป็นคนหูหนวกต้องเข้ามามีบทบาทในการแปลจากคนหูหนวกและส่งต่อให้กับล่ามหูดี วัชรินทร์ ชาลี ล่ามหูหนวกเล่าว่า คนหูหนวกบางคนใช้ภาษามือธรรมชาติสำหรับสื่อสารกับคนในครอบครัว ซึ่งอาจเป็นเพียงคำง่ายๆ เช่น หิว ร้อน การสื่อสารที่จำกัดเช่นนี้ทำให้เมื่อเกิดคดีความแล้ว คนหูหนวกไม่สามารถให้ความหรือเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้ล่ามหูดีเข้าใจได้

ตำแหน่งแปลภาษามือธรรมชาติที่ผมทำเป็นตำแหน่งที่หายากมาก ทั้งประเทศอาจมีคนหูหนวกเพียง 20 - 30 คน ที่แปลได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นล่ามในศาล หน้าที่ของผมคือการแปลให้กับคนหูหนวกที่ไม่ได้เรียนภาษามือและใช้ภาษาแตกต่างกันไปในแต่ละสังคมวัฒนธรรมที่อยู่ เคล็ดลับของผมที่ทำให้สื่อสารได้คือการให้เวลา บ่อยครั้งคนหูหนวกที่ไม่รู้ภาษาจะไม่กล้าพูด บางคนก็หลบตา ผมก็พยายามชวนคุย สร้างความคุ้นเคย ถามว่า บ้านอยู่ไหนล่ะ กินข้าวหรือยัง มีแฟนไหม ฯลฯ พอเขาหายเครียดแล้วจึงเริ่มทำตามขั้นตอนของศาล” วัชรินทร์เล่า


วัชรินทร์ ชาลี

ความยากของภาษามือธรรมชาติก็ส่วนหนึ่ง แต่ความรู้เรื่องกระบวนการยุติธรรมก็เป็นอีกส่วนที่ยากไม่แพ้กัน อย่างที่เล่าไปตอนต้นว่า คนหูหนวกส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องกฏหมายหรือกระบวนการยุติธรรม ทำให้ถึงแม้เข้าใจภาษามือธรรมชาติก็อาจแปลเนื้อหาที่มีความละเอียดซับซ้อนในเรื่องคดีความได้ยาก อีกทั้งการเป็นล่ามหูหนวกเองก็มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก หนำซ้ำยังติดระเบียบต่างๆ ที่ทำให้จำนวนล่ามมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย 

ตอนนี้มีล่ามหูหนวกที่จดแจ้งชื่อกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอยู่ประมาณ 100 คน ในจำนวนนี้กว่าครึ่งเป็นบัตรที่หมดอายุแล้วเช่นเดียวกับของผม พอมีเรื่องด่วนที่ศาล เช่น โจทก์หรือจำเลยใช้ภาษามือธรรมชาติ ผมก็ไปล่ามได้แต่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ศาลจังหวัดจึงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ จึงอยากให้มีการสอบบัตรล่ามหูหนวกและยกระดับความรู้ของล่าม รวมทั้งได้ค่าตอบแทนที่มากขึ้นสอดคล้องไปกับงานที่ซับซ้อนกว่าการล่ามทั่วไป” วัชรินทร์กล่าว

ในฐานะล่ามหูหนวก วัชรินทร์มองว่า หน้าที่นี้เป็นหน้าที่ที่ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากการตัดสินคดีของคนหูหนวกอาจขึ้นอยู่กับการแปลของล่าม อย่างไรก็ดี แม้วัชรินทร์จะทำหน้าที่ล่ามเท่านั้น แต่หลายครั้งกลับถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกับคนหูหนวกและมาช่วยให้พ้นผิด ล่ามจึงต้องแสดงตัวว่าเป็นกลาง ไม่มีการไปสวัสดีทักทายคนหูหนวกหรือเข้าไปคลุกคลีและต้องรักษาระยะห่าง 

 

ปัญหาการเข้าถึงล่าม ที่ส่งผลต่อการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

เมื่อการเข้าถึงล่ามเป็นไปอย่างยากลำบากด้วยจำนวนที่น้อยนิด บวกกับความรู้เกี่ยวกับกฏหมายที่ล่ามต้องมี ทำให้หลายครั้งคนหูหนวกเสียโอกาสในการสื่อสารและสู้คดี

พอมีล่ามน้อย ล่ามก็ต้องเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อไปแปล แต่ในช่วงโควิด - 19 การเดินทางข้ามจังหวัดเป็นเรื่องยาก ล่ามบางคนก็ไปไม่ทัน แปลออนไลน์ก็ไม่ได้ ก็ต้องปล่อยเลยตามเลยไปตามกระบวนการ

วัชรินทร์กล่าวพร้อมเล่าต่อว่า ในกระบวนการยุติธรรม การสื่อสารของคนหูหนวกและล่าม ก็เปรียบเสมือนการเสียบสายไฟ หากสายไฟขาด ไฟก็ไม่มีวันติด ล่ามจึงเป็นสายไฟที่เชื่อมระหว่างศาลกับคนหูหนวก หากคนหูหนวกที่ไม่รู้หนังสือมีเพียงล่ามหูดีไปล่าม เขาจะไม่สามารถสื่อสารได้ถึงแม้ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากขึ้น เสียค่าใช้จ่ายมากกว่า แต่สิ่งนี้เป็นการทำให้คนหูหนวกที่ไม่รู้หนังสือเข้าถึงสิทธิในการได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม

ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด - 19 อย่างที่รู้กันว่ากากใส่หน้ากากถึงแม้จะเป็นมาตรการเพื่อความปลอดภัยแต่กลับเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารของคนหูหนวกเป็นอย่างมากเนื่องจากคนหูหนวกหลายคนใช้การอ่านปากเพื่อสื่อสารกับคนหูดีหรือถึงแม้สื่อสารกับคนหูหนวกด้วยกัน พวกเขาก็อาศัยการแสดงสีหน้าและท่าทางช่วยให้สารที่พูดคุยนั้นชัดเจนขึ้น วัชรินทร์จึงต้องขออนุญาติศาลเพื่อถอดหน้ากากสื่อสารกับคนหูหนวกอยู่เสมอ 

เช่นเดียวกับล่ามและนักกฏหมายหูดีอย่างสุจิตรา ที่มองว่าการเข้าถึงล่ามที่มีความรู้ด้านกฏหมายยังเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคนหูหนวก เธอเล่าว่าที่ผ่านมาไม่เคยเห็นสถิติของคนพิการที่เข้าถึงสิทธิในเรื่องกระบวนการยุติธรรม แม้มีคณะอนุกรรมการในเรื่องการจัดความช่วยเหลือคนพิการด้านกฎหมาย แต่ก็ยังไม่เห็นการขับเคลื่อนเท่าที่ควร จึงมองว่า คนพิการซึ่งรวมถึงคนหูหนวกไม่มีความรู้และไม่เข้าถึงความรู้เรื่องกฎหมาย เธอจึงตั้งใจทำเพจ ‘สำนักงานพิณประภัศร์ทนายความ’ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกฏหมาย ซึ่งมีข้อได้เปรียบที่เธอสามารถอธิบายและให้คำปรึกษาแก่คนหูได้ด้วยภาษามือ

คนพิการหลายคนเวลาไปปรึกษาภาครัฐก็มักคุยเรื่องปากท้อง เงินกู้ หรือเบี้ยความพิการเสียเป็นส่วนใหญ่ น้อยมากที่จะปรึกษาเรื่องกฏหมาย หลายคนยังไม่รู้เลยว่ามีสิทธิด้านนี้ คนหูหนวกสนใจกฏหมายนะ แต่ไม่รู้จะไปคุยกับใคร คุยยังไงบางเรื่องก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เล่าผ่านล่ามยังยาก ยิ่งไม่มีล่ามจะเล่ายังไง” สุจิตราเล่า

ความฝันของสุจิตราตั้งแต่วัยเด็กคือการเป็นทนายและทำงานด้านกฏหมายแต่ตอนชั้นมัธยมปลาย เธอได้มีโอกาสเจอคนหูหนวกที่เผชิญกับปัญหาด้านการสื่อสารเป้าหมายของเธอจึงเปลี่ยนจากทนายทั่วไป กลายเป็นล่ามที่มีความรู้เรื่องกฏหมาย หรือทนายที่ใช้ภาษามือได้เพราะมองว่า ทักษะเหล่านี้จะมีประโยชน์กับคนหูหนวก 

เราเรียนล่ามภาษามือที่วิทยาลัยราชสุดาและเรียนนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเปิดควบคู่กันด้วยเพราะต้องการเป็นนักกฏหมายที่ให้บริการคนหูหนวก การเป็นนักกฎหมายที่ใช้ภาษามือได้แตกต่างจากนักกฏหมายที่พูดผ่านล่ามเพราะล่ามไม่ได้เข้าใจเนื้อหาของกฎหมายทั้งหมด ล่ามเข้าใจแค่ไหนเขาก็อธิบายให้คนหูหนวกได้เท่านั้น การเป็นนักกฏหมายที่รู้ภาษามือทำให้เราตอบในฐานะคนให้คำปรึกษาผ่านภาษามือ เป็นการสื่อสารทางตรงที่บทบาทไม่เหมือนกับล่าม” เธอเสริม


สุจิตรา พิณประภัศร์

การสื่อสารผ่านล่ามอาจไม่เป็นอุปสรรคนักในคดีทั่วไปที่ไม่ได้มีความซับซ้อน แต่ในบางคดีสุจิตราก็เล่าว่า การแปลที่ผิดพลาดหรือความไม่รู้เรื่องกฏหมายของล่ามอาจตัดสินชีวิตของคนหูหนวกได้ บางคดีติดคุก ไม่ติดคุก ก็ขึ้นอยู่กับการแปล การแปลพลาดถือเป็นปัญหาใหญ่ซึ่งอาจทำให้คนหูหนวกไม่ได้รับความเป็นธรรมได้ นอกจากการอธิบายเรื่องกฏหมายแล้ว สำหรับคนหูหนวกการอธิบายบริบทแวดล้อมก็สำคัญมาก เธอเล่าว่า เธอต้องเตรียมตัวคนหูหนวกให้รู้ว่าเข้าไปจะเจออะไร เช่น ผู้พิพากษานั่งตรงนี้ คนไหนคือทนายฝั่งตรงข้าม คุณต้องใส่รองเท้าอะไร แต่งตัวแบบไหนหรือต้องปิดเสียงโทรศัพท์ บ่อยครั้งด้วยธรรมชาติของคนหูหนวกพวกเขามักจะเล่าเรื่องยาวๆ เล่าไปเรื่อยและไม่รู้ว่าประเด็นสำคัญอยู่ตรงไหนทำให้การทำงานในชั้นศาลนั้นยากขึ้น 

เราต้องบอกคนหูหนวกว่า ในศาลจะเล่าไปเรื่อยไม่ได้ ถามอะไรให้ตอบเท่านั้น ไม่อย่างนั้นศาลบันทึกไม่ได้ อย่าเล่าสลับไปสลับมา ต้องเรียงลำดับตามเหตุการณ์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นโจทย์ยากสำหรับคนหูหนวก อย่างหนึ่งที่มั่นใจได้คือคนหูหนวกพูดจริงเสมอการเตี้ยมให้คนหูหนวกพูดอีกอย่างเป็นไปไม่ได้เลยเพราะเขาพูดสิ่งที่เห็นหรือทำและไม่เข้าใจว่าการโกหกต้องทำอย่างไร หากเราก็ถามเขาว่า เธอทำหรือเปล่า เขาทำเขาก็ตอบ ใช่! เวลาถามว่าไปขโมยทำไม คนหูหนวกก็ตอบกันตรงๆ ว่าหิว ไม่มีเงิน ไม่มีงาน ติดคุกก็ยอมรับเพราะว่ามีข้าวกิน” เธอเล่า

จากประสบการณ์ของพิณประภัศร์การเข้าไม่ถึงข้อมูลและการบวนการยุติธรรมนั้นทำลายชีวิตคนหูหนวกได้จริง คนหูหนวกบางคนโดนหลอกจนเสียบ้านและที่ดิน ท้ายที่สุดก็ถูกไล่ที่เพราะบ้านถูกขายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แม้แต่คนหูหนวกเองก็ไม่เข้าใจว่า แค่เซ็นต์เอกสารนิดหน่อยทำไมจึงสูญเสียบ้าน เธอจึงต้องทั้งล่าม ทั้งพาไปติดต่อขอให้เพิกถอนนิติกรรม แม้ในกรณีดังกล่าวคนหูหนวกจะได้บ้านคืน แต่เธอเชื่อว่าจะมีคนหูหนวกอีกหลายคนที่เข้าไม่ถึงข้อมูล ล่ามและกระบวนการยุติธรรมจนทำให้พวกเขาต้องสูญเสียทรัพย์สินไปในที่สุด

 

กระบวนการยุติธรรมที่อยากให้ไปต่อ

จากปัญหาของความรู้เรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ไปไม่ถึงการสื่อสารที่มีอุปสรรค ความขาดแคลนของจำนวนและความรู้ของล่ามทำให้คนหูหนวกเป็นคนอีกกลุ่มที่เผชิญกับความยากลำบากอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าวนับดาวก็ได้มีข้อเสนอการเพิ่มความรู้ให้คนหูหนวกผ่านวิธีอบรมเชิงปฏิบัติการและละคร ซึ่งอาจเป็นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฏหมาย การแนะนำขั้นตอนและวิธีการต่างๆ เมื่อคนหูหนวกเจอกับปัญหาการผลิดสื่อในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจะทำให้คนหูหนวกสามารถกลับมาทบทวนเมื่อไหร่ก็ได้ที่พวกเขาต้องการ

คนหูหนวกงงนะเวลาเห็นข่าวคนประท้วงกันเรื่องสมรสเท่าเทียม แม้จะเห็นข่าวออนไลน์แต่ก็ไม่เข้าใจ ทั้งที่จริงแล้วคนหูหนวกก็อยากเข้าใจอยากรู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรเพื่อใช้ปกป้องสิทธิของตัวเอง พอไม่รู้สิทธิเราก็เหมือนคนที่ไม่มีปากมีเสียง ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโดนละเมิดสิทธิ แล้วเขาจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร” นับดาวกล่าว

อุปสรรคเรื่องความรู้ของคนหูหนวกนั้นคล้ายๆ กับวัชรินทร์ที่มองว่าการทำให้คนหูหนวกเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมนั้นต้องประกอบไปด้วยการเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน ด้านแรก ชุมชนของคนหูหนวกไม่ว่าจะเป็นคนหูหนวกที่ไม่รู้หนังสือ หูหนวกภายหลังหรือหูหนวกตั้งแต่กำเนิดจะต้องสอนกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายเบื้องต้นแก่คนหูหนวก 

สอง งานล่ามที่ต้องมีการอบรมให้ความรู้เรื่องกฏหมายและต้องมีระบบดูแลล่าม เพราะการเป็นตัวกลางสื่อสารหลายครั้งก็ทำให้เกิดความเครียดและความกดดันทั้งจากสภาพแวดล้อมและคน หากสภาพจิตใจของล่ามไม่มีความพร้อม ก็ยากที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สามหน่วยงานจองล่ามจะต้องมีความรู้ว่าจะส่งต่อคนหูหนวกไปที่ไหน หรือมีหน่วยล่ามเฉพาะด้านกฏหมายที่ช่วยเหลือคนหูหนวกได้ตั้งแต่เริ่มต้นทันท่วงที และมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม ยุติธรรม การแปลในชั้นศาลนั้นซับซ้อนกว่าแปลทีวีหรือประชุม มีการใช้ภาษาในระดับที่สูงกว่า ค่าตอบแทนก็ควรต้องได้มากกว่า

ในขณะที่พิณประภัศร์มองว่า ภาครัฐควรผลักดันให้เกิดการจ้างล่ามภาษามือเข้าทำงานในทุกจังหวัดโดยทั่วไปรัฐมีอัตราจ้างงานคนเข้ารับราชการแต่กลับไม่เปิดรับอัตราล่ามภาษามือ ตำแหน่งนี้สามารถเป็นล่ามและทำอย่างอื่นได้ด้วย การทำเช่นนี้จะทำให้ล่ามมีความมั่นคงในหน้าที่การงาน หากตำแหน่งนี้มีอย่างทั่วถึง คนหูหนวกที่มาติดต่อก็สามารถเข้าถึงสิทธิได้และกำจัดข้ออ้างที่บอกว่าเพราะหูหนวกเลยสื่อสารไม่รู้เรื่อง นอกจากนี้เธอยังอยากให้มีการพัฒนาศักยภาพล่ามอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการประเมินและคัดคนออกดังเช่นในปัจจุบัน 

เราอยู่ในวงการล่ามกว่า 10 ปีก็ยังไม่เห็นการพัฒนาล่าม แต่อยู่มาวันหนึ่งจะคัดล่ามออกจากระบบด้วยการประเมินว่าสอบไม่ผ่าน ก็มองว่าไม่แฟร์ ถ้าเขาไม่เก่งก็ควรพัฒนาให้เก่ง ไม่อย่างนั้นล่ามที่มีน้อยเจอระบบคัดออกก็ยิ่งน้อยเข้าไปอีก การเป็นล่ามนั้นไม่ง่าย หลายครั้งล่ามก็ทำด้วยใจอาสาหรือทำเพราะเป็นเพื่อนคนหูหนวกแต่งานอาสานั้นไม่ยังยืน การทำงานล่ามจึงควรมีค่าตอบแทนและทำจริงจัง อาจต้องแยกประเภทของล่าม พัฒนาทักษะและจัดเป็นเลเวลเพื่อเพิ่มคนในวงการให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการเข้าถึงที่มากขึ้นของคนหูหนวกด้วย” พิณประภัศร์กล่าว

 

ล่ามภาษามือ
สุชาดา จิตรสุภาพ
วีรชิต ประสิทธิไกร
ชนากานต์ พิทยภูวไนย 

[1] https://thisable.me/content/2020/10/665
[2] https://thisable.me/content/2019/09/552
[3] https://www.krisdika.go.th/librarian/getfile?sysid=305506&ext=htm
[4] https://millneckinternational.org/resources/deaf-communicating-court
[5] https://mgronline.com/daily/detail/9540000048920

 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนกฏหมายกระบวนการยุติธรรมคนหูหนวกล่ามภาษามือ
Categories: ThisAble

รักษายิ้มอย่างมีคุณภาพ : คุยกับกลุ่มเพื่อ​รอยยิ้ม​เด็ก​ปากแหว่ง​เพดาน​โหว่

ThisAble - Fri, 2022-03-25 16:53

“เด็กที่เป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่มีโอกาสรักษาหายขาด 99.99 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับการรักษาที่ถูกวิธีและได้รับการผ่าตัดจากหมอที่มีฝีมือ”

ปากแหว่งเพดานโหว่เป็นความพิการของใบหน้าที่เกิดกับทารกในครรภ์ ในไทยเราพบเด็กเกิดมาพร้อมกับปากแหว่งเพดานโหว่ 1 - 2 คน ทุกๆ 1,000 คน ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรมหรือโครโมโซมที่ผิดปกติ การขาดสารอาหาร ยาหรือสารเคมี และการติดเชื้อ 

หากมองภายนอก แม้ปากแหว่งเพดานโหว่เป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้เด่นชัด และแต่ละคนก็อาจมีลักษณะที่ต่างกัน แต่อาการนี้ยังอาจทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติในระบบอื่นๆ ของร่างกายด้วย 

Thisable.me จึงชวนคุยกับปอม - นฤศร กมล​สุวรรณ​ หนึ่งในแอดมินกลุ่มเพื่อ​รอยยิ้ม​เด็ก​ปากแหว่ง​เพดาน​โหว่ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโรคปากแหว่งเพดานโหว่ในฐานะผู้ปกครอง เพื่อเรียนรู้กันว่า ปากแหว่งเพดานโหว่คืออะไร การดูและสวัสดิการต่างๆ ที่คนกลุ่มนี้ได้รับนั้นครอบคลุมแค่ไหน และหากมีการรักษาที่มีคุณภาพอาการปากแหว่งเพดานโหว่ก็รักษาหายได้ไม่อยากอย่างที่คิด

จุดเริ่มต้นของกลุ่มรอยยิ้มเด็กปากแหว่งเพดานโหว่

นฤศร: กลุ่มเราเปิดมาปีนี้เข้าสู่ปีที่ 9 แล้ว  โดยพ่อแม่ที่มีลูกเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ที่หาข้อมูลของโรคได้น้อยเปิดกลุ่มเฟสบุ๊กขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ ปัจจุบันเรามีแอดมินทั้งหมด 6 คน มีผมเป็นแอดมินคนล่าสุด 

วันแรกที่รู้ว่าลูกเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ผมเครียด โลกมืดไปหมด จึงหาข้อมูลและเข้ามาเจอกลุ่มนี้ แอดมินในกลุ่มหลายคนคอยให้คำปรึกษา เมื่อลูกผมดีขึ้นจึงตัดสินใจเป็นแอดมินเพื่อช่วยเหลือและส่งต่อข้อมูลให้กับผู้อื่นเหมือนที่เคยได้รับ

กลุ่มเพื่อรอยยิ้มเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ทำอะไร

เราตอบคำถาม ให้คำปรึกษา รักษาใจผู้ปกครอง แนะนำและให้แนวทางการรักษา การเลี้ยงดู การดูแลโดยผู้ปกครองที่มีประสบการณ์และบุคลากรทางการแพทย์ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา แม้หลายครั้งผู้ปกครองจะมีความรู้ถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ทุกคนก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ของกันและกัน นอกจากความรู้เรื่องปากแหว่งเพดานโหว่แล้ว ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพลูกก็ยังถูกพูดถึงมากขึ้น เช่น หลายคนเชื่อว่า การห่มผ้าให้ลูกที่มีไข้สูง ทำให้ความร้อนระบายไม่ได้ แต่พอมีบุคลากรทางการแพทย์อยู่ในกลุ่มก็สามารถให้คำแนะนำดูแลที่ถูกต้อง การสูญเสียก็จะลดลง สมาชิกส่วนมากเป็นผู้ปกครองที่มีลูกเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ คนที่ เป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ที่อยากจะศัลยกรรม และกลุ่มสุดท้ายคือบุคลากรทางการแพทย์

สาเหตุของโรคปากแหว่งเพดานโหว่

ปากแหว่งเพดานโหว่สามารถตรวจพบตั้งอยู่ในครรภ์ แม้สาเหตุของโรคปากแหว่งเพดานโหว่ยังสรุปแน่นอนไม่ได้ แต่เท่าที่เก็บสถิติได้ พบว่าอาจเกิดจาก 

1. รับประทานอาหารชนิดกลุ่มโฟลิกน้อยเกินไป 2.แม่มีภาวะอัตราเบาหวานในเลือดสูงหรือเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ 

3.มีน้ำหนักตัวเกิน 

4.ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาที่มีกรดวิตามินเอ ช่วยในรักษาสิว หรือ 

5. สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ โรคปากแหว่งเพดานโหว่ไม่ส่งผลต่อสติปัญญาและสามารถเป็นได้ทั้งพระเอกและตัวประกอบ แต่หากเป็นโรคอื่นและมีปากแหว่งเพดานโหว่ร่วม เช่น ดาวน์ซินโดรม เอ็ดเวิร์ดซินโดรม พาทัวซินโดรม ก็จะมีผลกระทบด้านทางสติปัญญาด้วย

เมื่อรู้ว่าเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่

ถ้าได้รับการรักษาเร็วก็ยิ่งดี สิ่งที่ควรทำคือ 

1.พ่อแม่ไม่ควรอายและควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ที่มีความรู้ 

2. ถ้าเข้าถึงการรักษาที่ดีโรคนี้จะหายได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ในขวบปีแรก ไม่ต่างอะไรกับเด็กทั่วไป  อาจเหลือแค่ฟันหลอ หากเย็บแผลไม่ดีและมีลมออกผิดทิศทางก็อาจมีปัญหาการพูด 

การรักษาปากแหว่งเพดานโหว่

วิวัฒนาการทางการแพทย์สามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการรักษาที่ดี การผ่าตัด ปากแหว่งเพดานโหว่เป็นศิลปะ ถือเป็นการศัลยกรรมพลาสติกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นหมอแต่ละคนก็มีฝีมือต่างกัน จากสถิติแล้วมีประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ที่เกิดทั้งปากแหว่งและเพดานโหว่พร้อมกัน

ในคนที่พบปากแหว่งเพดานโหว่ก็อาจพบโรคหัวใจรั่ว เพราะมีสถิติทางการแพทย์ที่พบว่า ทั้งสองโรคอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน อาจมีอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน การรักษาอาการต่างๆ ควรรักษาตามช่วงวัยที่เหมาะสม เช่น ผ่าตัดปากแหว่งตอนเด็กน้ำหนักได้ 5 กิโลกรัม อายุ 3-6 เดือนและไม่ควรเกิน 2 ปี เพดานโหว่ควรผ่าตัดช่วงอายุ 10 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน 2 ปี วิธีการดูแลเบี้องต้นเมื่อคลอดออกมาเป็นปากแหว่งเพดานโหว่ คือการฝึกให้ดูดกลืนเหมือนคนทั่วไปก่อน ถ้าไม่ได้ต้องให้นมทางสายยาง แม้ส่วนมากเด็กจะดูดได้ปกติ แต่ต้องระวังเรื่องการสำลัก ซึ่งอาจลงปอดและส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตได้

สิทธิในการรักษาในรักษาปากแหว่งเพดานโหว่

แบบที่ 1 คือการรักษาฟรีโดยใช้สิทธิบัตรทอง แต่การใช้สิทธิบัตรทองนั้นมีข้อจำกัด คือ ไม่สามารถเลือกแพทย์ที่จะรักษาได้อย่างอิสระ และแม้การส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาโรงพยาบาลอื่น จะไม่ต้องใช้ใบส่งตัวแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 แต่คนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบางจังหวัดก็ยังไม่ทราบ 

มีกรณีหนึ่งที่แม่พาลูกเข้ามารักษาปากแหว่งเพดานโหว่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่มาถึงโรงพยาบาลเด็กคนนั้นไม่สามารถเข้ารักษาได้ เพราะโรงพยาบาลต้องการใบส่งตัว สุดท้ายจึงต้องพากลับ ทั้งที่การรักษาผู้ป่วยโดยไม่ต้องใช้เอกสารการส่งตัวผู้ป่วยได้ผ่านการลงมติเห็นชอบและประกาศใช้แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนการทำงานของภาครัฐในเรื่องการติดต่อสื่อสาร การรับทราบข้อมูลหรือนโยบาย 

หากเด็กบางคนได้รับการรักษาที่ไม่ดี การผ่าตัดออกมาอาจทำให้จมูกเบี้ยว จมูกบี้ แม้ไทยมีหมอฝีมือดี แต่มักอยู่ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใหญ่เท่านั้น จากสถิติแล้วเรามีหมอที่เชี่ยวชาญผ่าตัดเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ ประมาณ 200 กว่าคน และมีหมอฝีมือดีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

แบบที่ 2 คือการรักษาฟรีแบบเบิกต้นทางไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน รัฐวิสาหกิจ หรือข้าราชการ หากรับราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ นอกจากบุตรจะรักษาฟรีแล้ว ยังสามารถเลือกหมอและโรงพยาบาลใดก็ได้ที่เป็นโรงพยาบาลรัฐ

ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคปากแหว่งเพดานโหว่

การเสียเงินผ่าตัดรักษาเองในโรงพยาบาลรัฐครั้งหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 3 - 4 หมื่นบาท  ส่วนราคาผ่าตัดโรงพยาบาลเอกชนขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ หมอที่ผ่าตัดจะเป็นระดับอาจารย์หมออย่างเดียว ค่าใช้จ่ายจะสูง ถึงเกือบ 2 แสนบาท ผมแนะนำให้รักษาตามกำลังทรัพย์และความสะดวก แม้ไม่มีกำลังทรัพย์และใช้สิทธิบัตรทอง ก็สามารถไปที่โรงพยาบาลในเวลาที่มีหมอเชี่ยวชาญออกตรวจได้ หรือเข้าโครงการรักษาฟรีของทางภาครัฐ เช่น โครงการ “ยิ้มสวย เสียงใส” เป็นต้น

โรคปากแหว่งเพดานโหว่ไม่สามารถทำบัตรคนพิการได้

ปากแหว่งเพดานโหว่ไม่จัดอยู่ในคนที่มีปัญหาการสื่อสาร จึงทำบัตรคนพิการไม่ได้ ผมอยากให้อาการนี้ทำบัตรคนพิการได้ เพราะจะให้สิทธิในการรักษาพยาบาลและการเลือกสถานพยาบาลที่มากขึ้น ถึงแม้ว่าปากแหว่งเพดานโหว่จะไม่ได้เป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต แต่ก็ทำให้เกิดอุปสรรคทางอ้อมคือผลกระทบทางจิตใจ ยิ่งหากได้รับการรักษาที่ไม่ดีและอาการของโรคไม่หายไป สังคมก็อาจล้อเลียน

ลูกผมนอกจากมีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่แล้ว เขายังไม่มีหูชั้นนอกรวมถึงรูหู นิ้วเกิน กระดูกสันหลังผิดรูป หัวใจรั่ว ปอดเล็กกว่าคนปกติ  ซี่โครงมี 9 ซี่ จากปกติ 11-12 ซี่ กรดไหลย้อนชนิดรุนแรง แพ้นม เพิ่งจะกลืนได้ตอนอายุ 1 ขวบ 8 เดือน ตอนนี้พัฒนาการช้าไม่พูดเป็นคำ การรับรู้ปกติ เขามีปัญหาด้านการได้ยินโดยได้ยินแค่ 25 เดซิเบล จะไม่ได้ยินเสียงกระซิบ แม้เป็นหลายโรคแบบนี้แต่ก็ยังทำบัตรคนพิการไม่ได้ การที่บางคนทำบัตรคนพิการไม่ได้ อาจส่งผลกระทบต่อการรับเข้าทำงาน เนื่องจากจากตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ การจ้างงานคนพิการในมาตรา 33 และ 35 จำเป็นต้องมีบัตรคนพิการ

วิธีการทำความเข้าใจกับลูก

สำหรับลูกผมตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา แต่ในอนาคตคิดว่า พ่อแม่ควรจะเป็นฟูกขนาดใหญ่ให้กับลูก มีคนแนะนำให้สอนลูกแบบ Home School แต่เราจะไม่ทำแบบนั้นเพราะต้องการให้ลูกอยู่ในโลกของความเป็นจริง ยิ่งถ้าเด็กได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีก็มีโอกาสหายเป็นปกติจนคนอื่นอาจไม่รู้เลยว่าเด็กเป็นปากแหว่งเพดานโหว่

อยากจะบอกอะไรกับสังคม

โรคนี้รักษาให้หายได้ แต่ต้องเข้าถึงสิทธิการรักษาที่ดีและมีประสิทธิภาพ ปากแหว่งเพดานโหว่จะดูไม่ออกเลยเพราะทุกวันนี้การแพทย์ก้าวหน้าไปไกลมาก แต่ถึงรักษาไม่หายโรคนี้ก็ไม่มีผลต่อการใช้ชีวิต เพียงอาจทำให้มีปัญหาด้านการพูดและอาจถูกมองว่า อาชีพบางอาชีพไม่เหมาะกับพวกเขา  

อ้างอิง :  https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/โรคปากแหว่งเพดานโหว่/

 

 

 

 

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตเศรษฐกิจศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนปากแหว่งเพดานโหว่กลุ่มเพื่อ​รอยยิ้ม​เด็ก​ปากแหว่ง​เพดาน​โหว่
Categories: ThisAble

ฟุตบาทไทยสไตล์ : เพจเรียกร้องประชาธิปไตยบนทางเท้าให้กับทุกคน

ThisAble - Wed, 2022-03-23 19:00

“เมืองสร้างความสุขและคุณภาพชีวิตคนให้ดีได้ ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่”

คำพูดนี้ไม่ไกลเกินความเป็นจริง เพราะเอนริเก เปญาโลซ่า (Enrique Peñalosa) อดีตนายกเทศบาลเมืองโบโกตา ประเทศโคลัมเบีย บุคคลที่อยู่ในปฐมบทของ ‘Happy City’ หนังสือที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองเล่มแรกที่แอดมินเพจฟุตบาทไทยสไตล์โพสต์แนะนำในเพจ ได้เล่าถึงการเปลี่ยนเมืองที่มีจราจรวุ่นวาย ที่ถูกรถยึดครองนานนับทศวรรษไปเป็นเมืองที่คนเดินเท้ามีสิทธิได้รับความปลอดภัยในการเดินทางไม่ต่างจากรถยนต์

เชื่อว่าหลายคนอยากให้ประเทศไทยเป็นแบบนั้น อยากเห็นทางเท้าดีๆ หากแต่ไม่มีใครมีอำนาจอย่างนายกเทศมนตรีเมืองโบโกตาที่ออกกฎหมายให้รถยนต์หยุดวิ่ง ใช้รถเมล์ ให้พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ออกจากลานสาธารณะได้จริงและสัมฤทธิผล การเคลื่อนไหวในไทยจึงเห็นเด่นชัดผ่านโซเซียลมีเดีย โดยเฉพาะเพจเฟซบุ๊ก เพื่อแสดงปัญหาให้หน่วยงานรัฐหันมามอง นี่คงเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถทำได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง 

เพจที่เริ่มจากปัญหา

“เราเห็นปัญหาทางเท้าแล้วทนไม่ได้ อยากมีส่วนร่วมช่วยแก้ไขปัญหาด้วย” นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้แอดมินตัดสินใจก่อตั้งเพจเฟซบุ๊กชื่อว่า ‘ฟุตบาทไทยสไตล์’ เพื่อเป็นกระบอกเสียงในการยกระดับคุณภาพฟุตปาธให้ทุกคนเดินได้อย่างปลอดภัย

เขาเล่าว่า หลายครั้งเห็นการพูดคุย แจ้งปัญหาตามกระบวนการ แต่ก็ไม่เห็นผลสักเท่าไร แต่ถ้าเขียนคอนเทนต์ด่า ก็จะเห็นว่าเจ้าหน้ารีบลงมือแก้ไขปัญหา แอดมินจึงยึดคาแรคเตอร์นี้มาสื่อสาร ปัจจุบันเขาใช้วิธีเขียนโพสต์ด่าและแซะ พร้อมกับใช้ภาพมาเปรียบเทียบสะท้อนให้เห็นความแตกต่างทางเท้าในไทยและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ติดตามเพจเห็นว่า ทางเท้าบ้านเราสามารถดีขึ้นกว่านี้ได้

แม้ในช่วงแรกคอนเทนต์ยังไม่เห็นผลลัพธ์อย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป การสร้างคอนเทนต์อย่างต่อเนื่องก็ทำให้กลายเป็นไวรัล จนมียอดกดไลก์ กดแชร์ตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น กระนั้นเองถึงแม้จะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาแสดงตัวเพื่อแก้ไขปัญหา แต่เขาก็มองว่า ยังเป็นการแสดงตัวแบบขอไปทีและไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง 

เพราะอำนาจที่มีนั้นไม่เท่ากัน

“เพจไม่ได้มีอำนาจบริหารเหมือนคนในตำแหน่ง เพจไม่มีสิทธิใช้กฎหมายลงโทษผู้กระทำผิดแบบตำรวจ เพจแค่เป็นสื่อที่คอยเป็นหูเป็นตาให้” เขาเล่าพร้อมเสริมต่อว่า ไม่สมควรต้องมีใครสร้างเพจเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐมาแก้ไขสิ่งที่เป็นหน้าที่เขาอยู่แล้ว เพราะเสียภาษีให้กับรัฐแล้ว 

นอกจากคอนเทนต์เกี่ยวกับปัญหาฟุตปาธ ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่แอดมินขับเคลื่อนและมองว่าเป็นประเด็นที่ควรขับเคลื่อนให้เกิดการแก้ไขปัญหา  แต่การออกแบบเพื่อทุกคน หรือ Universal Design  ต่างหากจะช่วยให้เกิดประชาธิปไตยบนทางเท้าอย่างแท้จริง 

เขาแนะนำว่าควรมีวิชาการออกแบบเพื่อทุกคน บรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่แค่สำหรับคนที่เรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หรือคณะวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น 

เพราะทุกคนอาศัยอยู่ในเมืองและเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับทุกคน

“ยิ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ยิ่งต้องเชี่ยวชาญเรื่องนี้กว่าใคร เพราะมีอำนาจอยู่ในมือ เมื่อตัดสินใจแล้วส่งผลกระทบสูง”

จากทำงานคนเดียว สู่การมีส่วนร่วมของสังคม

ก่อนหน้านี้ เวลาเขาทำงาน ไม่ว่าจะถ่ายรูปหรือโพสต์ภาพก็เคยถูกขู่ฟ้องหมิ่นประมาท ทั้งที่ภาพของร้านที่วางสิ่งของกีดขวางทางเท้าเป็นเรื่องผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง เขาจึงแนะว่าเจ้าหน้าที่ควรจับ จัดระเบียบด้วยมาตราการที่เข้มข้น เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ารู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นเรื่องผิดกฎหมายและสังคมไม่ยอมรับ 

ช่วงเปิดเพจใหม่ๆ เขาเล่าให้ฟังว่า เขาต้องออกเดินทางไปถ่ายรูปเพื่อเก็บไว้เป็นสต็อก แต่ตอนนี้แทบจะไม่ต้องลงพื้นที่เอง เพราะในทุก วันจะมีคนทักมาหาเพื่อส่งภาพปัญหามาให้วันละ 10 - 15 คน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องแผงลอย รถเข็นตั้งกีดขวางทางเท้า มอเตอร์ไซด์ที่จอดบนฟุตปาธ รถที่จอดขวางทางเข้าบ้าน ฟุตปาธที่พุพังเป็นเวลานานและที่จอดรถคนพิการ ฯลฯ

แม้ภาพจำของปัญหาฟุตปาธสำหรับคนไม่พิการคือ ภาพของคนพิการนั่งวีลแชร์ที่ไม่สามารถใช้ฟุตปาธได้ แต่นอกจากปัญหานี้ก็ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่ถูกมองข้าม เช่น ทางลาดระหว่างเข้าห้าง ทางข้ามระหว่างเกาะกลางข้ามทางม้าลาย การทำพื้นให้เรียบเรียบกัน (Stepless) หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจะทำให้คนนั่งวีลแชร์สามารถเข็นไปทุกที่อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องพะวงจะหงายหลังหรือล้อฟรี 

นอกจากนี้เขายังสะท้อนว่า การอำนวยความสะดวกบางอย่างก็ทำให้คนพิการรู้สึกแปลกแยก อย่างการติดโลโก้วีลแชร์ฟุ่มเฟือยตามทางลาดสั้นๆ บริเวณหน้าทางเข้าอาคารที่คนมักจะรู้โดยสัญชาตญาณอยู่แล้วว่าเป็นทางขึ้นสำหรับวีลแชร์ การทำแบบนี้นั้นตอกย้ำเรื่องความพิการ นอกจากนี้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกบางอย่างก็ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ เช่น ลิฟต์บันไดสำหรับคนพิการ (Stairlift) สำหรับเข้าห้าง บางครั้งต้องรอ รปภ. เปิดเครื่องลิฟต์บันได และใช้เวลานานเพื่อเคลื่อนตัวรับ - ส่งคนพิการ ทำให้รู้สึกว่าคนพิการเป็นตัวประหลาด หากทำเป็นทางลาดจะสะดวกกว่า คนพิการไม่ได้ปฏิเสธความพิการ ขอแค่มีสิ่งอำนวยสะดวกเหมาะสมให้ดำเนินชีวิตเหมือนคนทั่วไป  

ส่วนเรื่องที่จอดรถก็ยังเป็นเรื่องที่มักถูกเข้าใจผิด การทาสีน้ำเงินที่พื้นที่จอดรถเดิมและใส่โลโก้วีลแชร์ แต่พื้นที่ด้านข้างกว้างเท่ากับที่จอดรถคนไม่พิการ นั้นไม่ถูกต้องและทำให้คนพิการไม่สามารถเอาวีลแชร์ลงจากรถเองได้ ทั้งที่เรื่องนี้มีการกำหนดไว้แล้วว่าระยะห่างจากด้านข้างรถตัวรถทั้ง 2 ด้านต้องไม่น้อยกว่า 1 เมตร ทั้งสำหรับคนพิการที่นั่งข้างคนขับและคนพิการที่ขับรถด้วย 

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนฟุตบาทไทยสไตล์Universal Designการออกแบบเพื่อทุกคนฟุตปาธ
Categories: ThisAble

ชีวิตลิขิตเองของ เฟิรสท์ - ธัญชนก จากกองประกวดสู่กองละครกับฝันต่อไปของเธอ

ThisAble - Sat, 2022-03-12 17:48

หน้ากล้อง เฟิรสท์ - ธัญชนก จิตตกุล คือคนหูหนวกที่เป็นที่รู้จักจากบทบาทบนเวทีประกวด Miss Deaf Thailand 2013 และนักแสดงจากละครสงครามนางงาม 2 เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงหูหนวก ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับสังคมในเรื่องความสามารถทางการแสดง อีกทั้งบทบาทของเธอในละครสงครามนางงาม 2 ทำให้ได้รับคำชื่นชมและเปรียบเสมือนเป็นใบเบิกทางในวงการบันเทิง และเป็นผู้ฝึกสอนนักแสดง นางงามหูหนวกในรุ่นต่อๆ มา 

หากย้อนไปมองตั้งแต่จุดเริ่มต้น เส้นทางของเฟิรสท์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ใครคาดคิด การถูกกลั่นแกล้งในวัยเด็ก ปัญหาความไม่เข้าใจเรื่องการสื่อสาร และปัญหาเรื่องการศึกษานั้นล้วนขัดขวางคนมีฝันอย่างเธอ จากจังหวัดตรังสู่กรุงเทพฯ ของชีวิตการดิ้นรนเพื่อ พิสูจน์ตัวเองจากความไม่เข้าใจและคำสบประมาทที่มีต่อคนหูหนวก เรามาชวนเธอคุยถึงชีวิตที่ผ่านอดีต ปัจจุบัน และมองถึงอนาคตบนก้าวต่อไปที่เธอฝันและกำลังไปต่อ

เฟิรสท์ในวัยเด็กเป็นอย่างไร

เฟิรสท์ : เราหูหนวกตั้งแต่เกิดแต่ตอนแรกไม่มีใครรู้ ตัวเราเองก็รู้สึกแค่ว่าโลกมันว่างเปล่า ไม่รู้สึกถึงเสียง ตอนหลังแม่พาไปตรวจจึงรู้ชัดเจนว่า เป็นคนหูหนวก ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะแม่ป่วยตอนท้อง 

เราเรียนชั้นอนุบาลรวมกับคนหูดีกระทั่ง ป.1 ก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนโสตฯ จังหวัดสงขลา แต่เรียนได้พักเดียวก็อยู่ไม่ได้เพราะโดนรุ่นพี่แกล้ง บางทีก็ถูกถ่มน้ำลายใส่จากชั้นบน เราแอบไปร้องไห้อยู่ในห้องน้ำบ่อยๆ แถมตอนนั้นครูให้ใช้ภาษามือซึ่งเราใช้ไม่เป็น แล้วก็ไม่มีใครสอนภาษามือ เพื่อนหูหนวกก็ไม่มีใครยอมช่วยสอน เราจึงต้องเรียนเองแบบมั่วๆ ถึงเวลาเรียนในห้องครูถามว่าคำนี้แปลว่าอะไร พอทำภาษามือไม่ถูกก็ตีด้วยไม้ เราร้องไห้และทนไม่ไหว บอกแม่ว่าไม่อยากเรียนที่นี่แล้ว แม่เลยหาโรงเรียนใหม่จนไปเจอโรงเรียนที่ปทุมธานีซึ่งเป็นโรงเรียนพิเศษที่มีทั้งคนหูดี คนหูตึงและคนหูหนวก เราเริ่มเรียนอนุบาล 3 ใหม่อีกครั้ง ครูบอกว่าอยู่ที่นี่ห้ามใช้ภาษามือนะ ให้ฝึกพูดแล้วเน้นอ่านปากอย่างเดียวเพราะพ่อ แม่ ไม่สามารถใช้ภาษามือได้ มีแค่น้องที่พอรู้คำศัพท์ง่ายๆ อยู่บ้าง พอได้ใส่เครื่องช่วยฟังและอ่านปากไปด้วยก็ทำให้เข้าใจมากขึ้น แต่ถ้าคำไหนที่มีการออกเสียงหรือรูปปากคล้ายกันก็ยังลำบากหน่อย 

ตอนที่ใส่เครื่องช่วยฟังแรกๆ เราได้ยินเสียงวุ่นวายๆ งุ้งงิ้งๆ เหมือนเสียงยุงแต่ก็ไม่เข้าใจว่าคือเสียงอะไร พอโตมาถึงได้เข้าใจว่าคือเสียงคนคุยกัน จึงต้องอาศัยการอ่านปากประกอบ และเริ่มหัดใช้ภาษามือตอนที่ย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อประกวดนางงาม 

เผชิญปัญหา

พอจบ ป.6 แม้เราไม่รู้ว่าพ่อแม่มีปัญหากัน แต่ก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรผิดปกติและไม่เหมือนเดิมเพราะพ่อกับแม่แยกกันมาเจอเรา เท่าที่รู้คือเขามีปัญหาเรื่องค่าเทอม ต่อมาเราก็ย้ายไปอยู่กับแม่ที่ภาคใต้ และสมัครเรียนที่โรงเรียนคนหูดีที่ภาคใต้ในระดับชั้น ม.1 น้องสมัครผ่านได้แต่เราไม่ได้เพราะโรงเรียนคิดว่าเราสอบไม่ได้ แม่จึงตัดสินใจให้เราไปอยู่กับพ่อ เพื่อไปเรียนที่นั่น 

ในตอนเด็กๆ เราชอบทำกิจกรรมมาก ทั้งเต้น ทั้งร้องเพลงพอได้เข้า ม.1 เราก็อยากร่วมเต้นเชียร์ลีดเดอร์ แต่พ่อไม่ชอบ วันหนึ่งที่เรากำลังซ้อมเต้นอยู่ๆ วันนึงเรากลับบ้านไปเจอแม่ทะเลาะกับพ่อ พ่อเมา ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ทะเลาะกันเรื่ิองอะไร แล้วพ่อก็พาลมาตีเราด้วย พ่อไล่เราออกจากบ้าน เราเสียใจร้องไห้หนักมาก แม่ก็เลยรับเฟิรสท์กลับไปอยู่ด้วยที่ตรังแล้วบอกว่าให้เราพักการเรียนไปก่อน 

พอวันจันทร์เราบอกแม่ว่าอยากไปโรงเรียน แม่ก็ยังยืนยันว่าไม่ให้ไปจนทะเลาะกัน ตอนนั้นหงุดหงิดที่เหมือนโดนขังไว้ที่บ้านจนเครียดมากและคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นโรคซึมเศร้า อาการเหล่านั้นยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน มากไปกว่านั้นเรายังเปรียบเทียบตัวเองกับน้องที่ได้เรียนหนังสือ แต่พอเราหูหนวกกลับไม่ได้เรียน  การอยู่แต่ที่บ้านทำให้รู้สึกไม่มีค่าและถูกกดขี่ 

พอไม่ได้เรียนแม่ก็บังคับให้ไปเรียนเสริมสวย เรียนได้ประมาน 7 เดือนก็ได้ประกาศนียบัตรและแม่ก็เปิดร้านให้ที่บ้าน แต่ร้านทำผมต่างจังหวัดมีลูกค้าน้อย จึงคิดอยากไปทำงานในอำเภอเมืองแต่แม่ไม่เห็นด้วย สุดท้ายจึงไม่ได้ไป พอลูกค้าน้อยมากๆ แม่ก็ให้เราไปกรีดยาง ทุกวันเราต้องควักน้ำยางจากกะลากับต้นยาง 500 ต้นด้วยตัวคนเดียว  รู้สึกเหนื่อยมาก เจ็บมือไปหมด แต่ก็พยายามทำงานเก็บเงินไว้ใช้ในอนาคต   

จุดเริ่มต้นของการประกวด Miss Deaf Thailand 2013 

พี่นับดาว (นับดาว องค์อภิชาติ) ส่งข้อความมาชวนไปประกวดช่วงปี 2012-2013 ตอนนั้นเรายังใช้ภาษามือไม่ได้เลย ต้องพิมพ์ข้อความสื่อสารกัน  แรกๆ ไม่อยากประกวดแต่ก็ตัดสินใจเขียนใบสมัคร หลังจากนั้นจึงเตรียมเอกสาร โปรไฟล์ต่างๆ ไปให้แม่อ่าน  แม่ก็ไม่อยากให้ไปเพราะกลัวโดนหลอก แต่สุดท้ายก็ให้เราคิดเอาเอง เราเอาเงินเก็บมาใช้จ่ายโดยมีน้องตามขึ้นมาดูแลที่กรุงเทพฯ 

ก่อนจะแข่งขันต้องมีการเก็บตัว แต่เราไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับคนหูหนวกมาก่อนเลย ภาษามือที่เขาใช้น่ารักมากพี่นับดาวก็ช่วยเขียนสื่อสารให้ แต่พอเราสื่อสารกับคนหูหนวกกันเองไม่ได้ บางคนเลยคิดเองเออเองเกี่ยวกับเรา เอาข่าวแย่ๆ มาปล่อย เช่น บอกว่าเราขายตัว ขนาดครั้งนั้นเราประกวดแพ้แต่คนหูหนวกด้วยกันก็ยังซ้ำเติมต่ออีก 

ผ่านไปหนึ่งปี เราเข้าใจสังคมคนหูหนวกมากขึ้นว่า คนหูหนวกบางคนเป็นคนคิดมาก  ตัวเราเองพยายามก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซนและใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการฝึกภาษามือจนสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน คุยได้ สื่อสารได้ จากที่คนหูหนวกคิดว่าเราคงยอมแพ้ไปแล้ว แต่เราไม่ยอม เริ่มใช้ภาษามือและกล้าคุย และเข้าไปเรียนรู้ทั้งสังคมของคนหูดีและคนหูหนวก

ฝันที่จะเรียนต่อ

หลังจากต้องหยุดเรียน เราตั้งใจไปเรียนต่อ กศน.ในระดับชั้น ม.1 - ม.6 แม่จึงโทรไปโรงเรียนเก่าเพื่อขอวุฒิ ป.6 แต่วันนั้นแม่คุยโทรศัพท์ไปร้องไห้ไป ถามแม่แล้วก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

พอเข้ากรุงเทพฯ พี่นับดาวก็หางานให้ทำ การศึกษาแค่ชั้น ป.6 ทำให้คนไม่รับเข้าทำงานทั้งที่เรามั่นใจว่าทำงานได้ แต่ก็ไม่สำคัญเท่าวุฒิ หลังเราได้ลองพิมพ์สัมผัสให้ดูเขาก็เห็นว่าทำได้จึงรับเข้าทำงาน  สุดท้ายทำได้ 3 - 4 เดือน ก็มีปัญหาเรื่องเวลาเพราะต้องลางานไปประกวด จึงตัดสินใจลาออก 

ตอนตกงานก็เครียดที่ไม่รู้จะหาเงินจากไหน แล้วจะใช้ชีวิตยังไงต่อ เราได้ทำงานกับ TQM ขอหัวหน้าว่าอยากเรียน กศน.  แต่ กศน.ต้องการวุฒิ ป.6

เราจึงไปที่โรงเรียนอีกครั้งเพื่อขอวุฒิฯ จึงได้รู้ว่า แม่ติดค้างค่าเทอมอีก 200,000 บาท ท้ายที่สุดเราก็รวมเงินได้ 50,000 บาท และได้รับการยกหนี้ในส่วนที่เหลือจึงได้วุฒิมาเรียน กศน. กระทั่งจบแล้วก็เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตอนนี้ปี 3 แล้ว

ก้าวที่เข้าสู่วงการบันเทิง

หลังประกวด Miss Deaf Thailand 2013 จบ พี่นับดาวก็พาไปแคสติ้งละครสงครามนางงาม คิดในใจว่าคงไม่ผ่าน แต่พอกองละครติดต่อมาว่าผ่าน ตอนนั้นเครียดมาก ใจนึงก็ไม่อยากไปแล้วแต่ก็มองว่าเป็นโอกาสที่ดี 

ช่วงนั้นเราเจออุปสรรคหลายอย่าง ทั้งความไม่เข้าใจของแฟนจนเลิกกัน ความเครียดที่ทำให้ซึมเศร้ากลับมากำเริบ ไปจนถึงคำพูดต่างๆ ที่เจอ เช่น แล้วล่ามล่ะ แล้วจะเอางบจากไหนจ้าง ฯลฯ ทำให้ท้อจนเกือบถอนตัว แต่พี่นับดาวก็ให้กำลังใจ บอกว่าพยายามสิ แต่เราเองรู้สึกว่าชีวิตถูกกดขี่ มีปัญหาครอบครัว แล้วยังโดนตราหน้า โดนกระแสลบค่อนข้างเยอะ 

เมื่อก่อนไม่คิดจะเข้าวงการบันเทิงเลย เคยมีคนติดต่อมาเพราะเราน่ารัก แต่เรากลัวเพราะไม่เข้าใจว่าถ่ายแบบคืออะไรน้องจึงช่วยอธิบาย ถึงแม้ไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็มีน้องคอยพาไป พักหลังเราก็เริ่มชอบ และรู้สึกว่าได้เข้าใกล้ฝันที่ฝันตั้งแต่เด็ก คือการเป็นดารา  เราไม่เคยเห็นคนหูหนวกในไทยเป็นดาราเลย มีแต่ในต่างประเทศ ในภาพยนตร์ จึงอยากให้บ้านเรามีบ้าง อย่างไรก็ดีพอเราได้ลองเล่นละครก็พบว่ายากมาก กดดันมาก กล้องก็เยอะ มีแต่คนหน้าตาดี แต่เราก็พยายามที่จะเรียนรู้ ยิ่งพอผ่านเข้ารอบไปเรื่อยๆ ความตื่นเต้นและความกดดันก็น้อยลง 

ชีวิตในกองถ่ายเป็นอย่างไร

หลังแคสติ้งละครสงครามนางงาม 2 ผ่านจะต้องเรียนการแสดงก่อน ทั้งการใช้สีหน้า อารมณ์ การวิเคราะห์ตัวละคร โดยแบ่งเป็นกลุ่มกลุ่มละ 10 คน ใน 1 เดือน เมื่อเรียนจบก็มีบทมาให้อ่านตามตัวละครที่เราแสดง เวลาได้บทมาก็จะมีล่ามคอยช่วยแปล ผู้กำกับก็จะคุยกับล่าม แล้วให้ล่ามเล่าชีวิตของตัวละครและแนะนำว่า ให้นึกถึงชีวิตตัวเองเพื่อบิ้วอารมณ์ไปด้วย นอกจากนี้ก็ต้องมีการฝึกบทมาล่วงหน้า มีบ้างบางครั้งที่เปลี่ยนบทเลยต้องเล่นสด ตลอดเวลาที่อยู่ในกองเราสื่อสารผ่านล่ามและมีการบล๊อกกิ้ง ทำให้การสื่อสารค่อนข้างง่าย  

สิ่งที่เพิ่งรู้คือ นัดเช้าไม่ได้แปลว่าถ่ายเช้า บางวันกองนัดเรา 8 โมงเช้า แต่ก็ต้องรอจนถึงดึกยังไม่ได้ถ่าย กว่าจะได้กลับบ้านก็ตีสี่ แต่สำหรับเรื่องการแสดงเราไม่มีปัญหา พอเป็นคนหูหนวกก็คุ้นเคยกับการแสดงสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ เพราะเป็นสิ่งที่คนหูหนวกทำเป็นปกติ

ช่วงที่ทำงานแรกๆ ก็เครียด ไม่อยากทำ ไม่อยากถ่าย แต่พออยู่ในกองได้เจอเพื่อนและผู้กำกับ ทุกคนเป็นมิตรและส่งพลังบวกให้เยอะมาก ตอนนั้นมีความสุขมาก ถึงแม้บางคนอาจมองว่าเราสื่อสารยากแต่เราก็ยังอยากให้ผู้กำกับให้โอกาสคนหูหนวก โดยเฉพาะหากมีตัวละครหูหนวกก็ควรให้คนหูหนวกแสดง เหมือนกับในต่างประเทศที่ใช้คนหูหนวกแสดงบทคนหูหนวก แต่ในไทยมักใช้คนหูดีแสดงบทคนหูหนวก  

เราอยากเห็นคนหูหนวกเป็นนางเอก และอยากให้วงการบันเทิงเปิดโอกาสให้คนหูหนวกได้มีโอกาสเข้าสู่การแสดงละครมากขึ้น

สิ่งที่คนหูดีไม่เข้าใจคนหูหนวก

คนหูหนวกไม่ชอบถูกมอง ถูกจ้อง บางครั้งเรานั่งคุยระหว่างกินข้าวกับเพื่อน คนหูดีก็มองแล้วทำสีหน้าเหมือนนินทา เราโกรธนะเพราะไม่เข้าใจว่ามองอะไร แค่ใช้ภาษามือเลยคิดว่าเราไม่รู้เรื่องเหรอ เราอ่านปากได้นะ ไม่อยากให้ดูถูก นินทากัน แล้วก็ไม่อยากให้เรียกคนหูหนวกว่า ‘ใบ้’ แม้ส่วนตัวเราไม่ได้อะไรกับคำนี้และเข้าใจว่าเป็นคำโบราณที่เรียกต่อกันมา แต่มีคนหูหนวกอีกหลายคนที่ไม่พอใจ คำว่าใบ้ไม่เหมาะที่จะเรียกเพราะว่าความหมายของคำว่าใบ้คือคนที่ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา แต่จริงๆ แล้วคนหูหนวกก็มีศักยภาพ มีความรู้ ความสามารถ เพียงแต่เราไม่ได้ยินเท่านั้น 

หากครอบครัวไหนมีลูกเป็นคนหูหนวก ก็อยากให้พ่อแม่พยายามอยู่กับเขาให้มากที่สุด อย่าผลักเขาออกจากสังคมเพราะจะทำให้คนหูหนวกไม่ได้รับการพัฒนา อยากให้ปล่อยคนหูหนวกใช้ชีวิต เรียนรู้ ได้รับการศึกษา เพื่อเพิ่มทักษะ อย่าห่วงหรือหวงจนปิดตา ขาดความรู้ ไม่พัฒนา การบอกว่าไม่ให้ทำหรือทำไม่ได้นั้นฝังใจ เหมือนกับที่เราฝังใจคำว่า ‘ทำไม่ได้’ ของพ่อแม่ และอย่าบังคับลูกให้อ่านปาก ส่งเสริมให้ลูกใช้ภาษามือ และเรียนรู้ภาษามือไปพร้อมๆ กับเขาเพื่อสื่อสารกันจะดีกว่า 

บอกอะไรกับคนหูหนวกที่ยังมองว่าตัวเองทำไม่ได้

อยากให้ทุกคนพยายามเปิดประสบการณ์ตัวเอง พาตัวเองไปอยู่ในสังคมหลายๆ แบบ มีความกล้า มีความมั่นใจ ถ้าเรามัวแต่ตื่นเต้นหรือกลัวก็จะไม่ได้พัฒนาไปข้างหน้า แถมยังถอยหลัง แรกๆ เราก็มีความกลัวแต่สุดท้ายก็พยายามทำ บางครั้งไม่มีล่ามก็ต้องพยายามสื่อสารให้ได้ผ่านการใช้เทคโนโลยี

เราเข้าใจว่า ในไทยคนหูหนวกยังไม่เท่าเทียม ยังถูกกดดัน ถูกข่มเหง นี่เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันพัฒนาและส่งเสริมให้คนหูหนวกมีความคิดความอ่านเท่าเทียมกับคนอื่น 

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนเฟิรสท์ธัญชนก จิตตกุลคนหูหนวก
Categories: ThisAble

จะเป็นยังไง? ถ้าคนพิการมีเส้นทางชีวิตอิสระที่พวกเขาเลือกได้เอง

ThisAble - Fri, 2022-03-11 17:40

ไม่ว่าเป็นใครก็คงอยากจะใช้ชีวิตของตัวอย่างอิสระกันทั้งนั้น เพราะการพึ่งพาที่มากเกินจำเป็นอาจทำให้เรารู้สึกถูกควบคุมหรืออยู่ภายใต้กรอบความคิดของคนอื่นเช่นเดียวกับคนพิการหลายคนที่มีข้อจำกัดในด้านต่างๆ ที่ทำให้สังคมมองว่า พวกเขาอาจไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่คนเดียวหรือออกมาใช้ชีวิตในสังคมได้เหมือนกับคนไม่พิการ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วคนพิการเองก็ต้องการที่จะพึ่งพาตัวเอง ตัดสินใจได้เองและมีชีวิตอย่างอิสระไม่ต่างจากคนอื่น แล้วอะไรทำให้การออกมาใช้ชีวิตของคนพิการนั้นยากเสียเหลือเกิน ทำไมเราจึงจินตนาการไม่ออกว่า คนพิการจะสามารถมีชีวิตที่อิสระ ตัดสินใจได้เองและเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองได้อย่างไร

Thisable.me จึงชวนคุยกับคนพิการ 4 คน ได้แก่ ชัย, โมเดล, เฟิร์น และบัดดี้ ถึงเรื่องราวการออกมาใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขาต้องการ ประสบการณ์ของพวกเขาเป็นอย่างไร การได้ตัดสินใจในชีวิตนั้นสำคัญอย่างไร และพวกเขาเผชิญอุปสรรคอะไรเมื่อออกมาใช้ชีวิตในสังคม

ชัย แช่มา
ใช้ชีวิตคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก

ชีวิตในวัยเด็ก
ชัยเป็นเด็กสาวที่เติบโตจากการเลี้ยงดูของปู่กับย่าที่เธอรักเหมือนพ่อกับแม่แท้ ๆ ทั้งสองเลี้ยงชัยด้วยความรัก คอยดูแลทุกอย่าง และเชื่อมั่นในตัวหลานเสมอไม่ว่าชัยจะทำอะไร ชัยเล่าว่า ตามักเชื่อว่าเธอทำได้ เธอเองเมื่อได้รับความมั่นใจเต็มเปี่ยมก็เชื่อมั่นในตัวเองว่าเธอทำอะไรก็ได้สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอมองว่าตัวเองไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่นและจะไม่ทำให้ปู่และย่าผิดหวัง

ชัยเกิดมาพร้อมกับโรค Cerebral Palsy Dyspepsia ซึ่งอาจเกิดจากแม่ตั้งครรภ์ตอนอายุยังน้อย รังไข่ยังไม่แข็งแรง ทำให้การเจริญเติบโตของทารกไม่สมบูรณ์ และอาจขาดออกซิเจนไปช่วงหนึ่งขณะอยู่ในครรภ์ ปัจจุบันชัยกล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่แขนข้างหนึ่งและขาทั้งสองข้างทำให้ไม่สามารถเดินด้วยตัวเองได้ จำเป็นต้องมีที่เกาะจึงจะเดินได้แบบช้าๆ หากถ้ารู้สึกตื่นเต้นหรือกลัวจะเกิดอาการเกร็งทันที นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการพูด อาการเกร็งทำให้ขยับปากลำบากและพูดไม่ชัด

จุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคนเดียว

ชัยใช้ชีวิตคนเดียวมาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 เพราะย้ายมาเรียนที่โรงเรียนศรีสังวาล ในจังหวัดเชียงใหม่ การอยู่โรงเรียนประจำเฉพาะทางสำหรับคนพิการทำให้ชัยใช้ชีวิตสะดวกขึ้นเพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็นลิฟต์ ทางลาด ฯลฯ รวมถึงมีคนช่วยซักผ้า รีดผ้า และทำอาหารให้ทาน แม้กระทั่งช่วงปิดเทอมชัยก็พักอาศัยอยู่ที่โรงเรียน เพราะที่บ้านไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและมีปัญหาทางครอบครัว 

“กระทั่งขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เราเรียนต่อที่โรงเรียนสันทรายวิทยาคม ในจังหวัดเชียงใหม่ นี่ถือเป็นการเรียนร่วมกับเด็กไม่พิการครั้งแรก ทำให้เราเห็นว่าสังคมมีทั้งคนที่คอยช่วยเหลือและคนที่ไม่เข้าใจเรา จึงต้องปรับตัวเพื่อเข้ากับเพื่อน โชคดีที่เพื่อนรักและเอ็นดู แม้โรงเรียนไม่มีลิฟต์ และต้องเดินเรียนเปลี่ยนห้องทุกชั่วโมง หากถ้าเรียนชั้น 2 - 4 เพื่อนก็จะช่วยยกเราพร้อมวีลแชร์ขึ้นไปทุกครั้ง ที่โรงเรียนเองก็ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงพอ เช่น พอโต้ะเรียนไม่ได้ออกแบบสำหรับวีลแชร์เราก็ใช้ยาก ห้องน้ำคนพิการก็มีเพียงหนึ่งห้องอยู่อาคาร 1 ทำให้ไม่ว่าเราจะเรียนอยู่ตึกไหนก็ต้องวิ่งมาเข้าที่นี่ แม้ครูอยากจะสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกแต่ก็ไม่มีงบประมาณ จึงต้องอาศัยเพื่อนคอยช่วยเหลือไม่ว่าจะไปที่ไหน เพื่อนไม่เคยพูดว่า เราไม่ต้องไปขนาดต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เพื่อนก็ยังพาเราไปเลย” ชัยเล่า

ในช่วงหนึ่งชัยย้ายโรงเรียนแต่ยังคงนอนอยู่หอพักโรงเรียนศรีสังวาลเชียงใหม่ ช่วงปิดเทอมใหญ่ เธอมักออกมาเช่าหออยู่คนเดียวและบอกครูว่าจะกลับบ้าน เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาคอยทำกับข้าวให้หรือมานอนเป็นเพื่อนเธอเองที่ไม่เคยอยู่คนเดียวก็รู้สึกกลัว และไม่มั่นใจว่าจะอยู่คนเดียวได้ไหม จะกินข้าวหรือออกไปซื้อข้าวยังไง แต่ก็พบว่า การใช้ชีวิตอยู่คนเดียวทำให้มีความกล้ามากขึ้น เช่น เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวยิ่งเมื่อคิดว่า อีกไม่นานก็ต้องอยู่คนเดียวก็ควรฝึกตั้งแต่ตอนนี้ ทำให้เวลาเธอจะเดินทางไปไหนก็มักหาข้อมูลก่อนโดยถามคนที่รู้หรือเพื่อน จนกล้าที่จะถามและกล้าเผชิญกับโลกภายนอกมากขึ้นด้วย

"การออกมาใช้ชีวิตคนเดียวช่วงปิดเทอม ทำให้รู้สึกว่าสามารถใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไปได้ ทั้งไปตลาดหรือไปซื้อของเซเว่น แม้เซเว่นไม่มีทางลาด เราก็กล้าขอความช่วยเหลือ จากคนแถวนั้นให้ยกวีลแชร์ขึ้นให้ เพราะหากไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ก็คงเอาตัวเองไม่รอด พอทำซ้ำๆ หลายวัน คนที่เห็นก็ช่วยเหลือโดยไม่ต้องขอการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

"ทีแรกไม่คิดว่าตัวเองจะเรียนไกลขนาดนี้ เพราะไม่ได้มีครอบครัวที่คอยสนับสนุน แม่พูดกับเราว่า ไม่มีเงินให้เรียนต่อมหาวิทยาลัย ตากับยายก็แก่มากแล้ว ปักผ้าขาย รายได้ก็ไม่ได้เยอะ แต่เพราะได้ทุนเรียนดี ทุนเด็กยากจนมาตั้งแต่ ประถมจนถึง ม.6 สะสมแล้วก็ประมาณ 50,000 บาท เราเลยเอามาใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ค่าสมัครสอบ GAT - PAT สอบ 9 วิชาสามัญ ค่าสมัครเรียน ค่าเดินทางไปสอบ ค่ารถ ค่าปริ้นพอร์ทโฟลิโอ ทั้งหมดนี้หมดเงินไปเกือบ 10,000 บาท”

แม้ก่อนหน้านี้เธอไม่คิดจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งจากไม่มีทุนและไม่รู้จักใคร แต่ฟ้าก็ดลบันดาลให้ครูสอนภาษาจีนสมัยมัธยมต้นมาเยี่ยมที่โรงเรียน และสนับสนุนให้ไปสอบ โดยจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ไม่ว่าจะค่าตั๋วเครื่องบินและที่พัก เธอจึงรู้สึกขอบครูมากและติดต่อพูดคุยกับครูตลอดเพื่อให้ครูรู้ว่าเธอไม่มีวันลืมน้ำใจในครั้งนั้น

“ตอนเดินทางเจ้าหน้าที่จะไม่ให้ขึ้นเครื่องบิน เพราะเราไม่มีคนไปด้วย เราเลยร้องไห้และบอกว่า "พี่ไม่สงสารหนูเหรอ หนูเป็นเด็กคนหนึ่งที่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย แล้วจะให้เด็กคนหนึ่งเสียอนาคตเพราะขึ้นเครื่องไม่ได้เหรอ” จนเราได้ขึ้น  แต่ถ้าเดินทางในเชียงใหม่เราไปเองได้ บางครั้งเราก็เลือกนั่งรถทัวร์เพราะตั๋วเครื่องบินแพงมาก เราก็ค่อยๆ เกาะเดินช้าๆ  แล้วก็ต่อแท็กซี่เอาเพื่อความสะดวก"

สำหรับการเดินทางในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นสะดวกสบายกว่าที่อื่น เพราะเธอสามารถไปได้ทุกที่ ข้างนอกลำบากกับคนนั่งวีลแชร์ เพราะฟุตปาธไม่สะดวก แม้จะมีรถไฟฟ้าก็ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือ

“การใช้ชีวิตคนเดียวสอนให้เติบโตขึ้น ความคิดเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น มีการตัดสินใจที่หนักแน่น มองว่า ต้องอยู่ด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร ถ้าไม่ฝึกอยู่คนเดียวตั้งแต่ตอนนี้แล้วในอนาคตจะอยู่อย่างไร หากพึ่งพาคนอื่นคอยทำสิ่งต่างๆ ให้ เราก็คงไม่ได้เติบโตและไม่สามารถยืนตรงจุดนี้ได้” 

คนพิการสามารถใช้ชีวิตอยู่คนเดียว

เธอมองว่าการใช้ชีวิตด้วยตัวเองตั้งแต่เด็กทำให้เธอชัดเจนในตัวเองว่า คนพิการไม่ต้องการให้สังคมสงสาร แต่อยากให้สังคมเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เป็น ถ้าคนในสังคมมองว่าคนพิการเป็นมนุษย์คนหนึ่งแล้วเขาก็คงเห็นว่า คนพิการไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย

อย่างไรก็ดีปัจจุบันสังคมยังมองว่า คนพิการน่าสงสาร ทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ คนพิการเองก็ไม่กล้าพอที่จะใช้ชีวิตเพราะกลัวถูกมองในแง่ลบ เราจึงอยากให้สังคมเอื้อให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตเองได้ ไม่ต้องสร้างสถานที่เฉพาะให้กับคนพิการแต่สร้างสถานที่ที่คนทุกคนอยู่ร่วมกันได้โดยไม่แบ่งแยก เช่น ห้องน้ำที่ทุกคนใช้ด้วยกันได้ 

“สำหรับคนที่ไม่กล้าออกมาใช้ชีวิต อาจเพราะเคยอยู่กับพ่อแม่ แต่เมื่อถึงเวลาทุกคนก็ต้องออกมาใช้ชีวิตไม่มีใครอยู่กับเราได้ตลอดชีวิต หากไม่ฝึก ไม่ทำในวันนี้ อนาคตจะยิ่งจะลำบาก เราอยากให้พ่อแม่หรือคนในครอบครัวคนพิการให้โอกาสลูกได้ออกไปใช้ชีวิตในวันที่ยังคอยอยู่เคียงข้างเขา หากเกิดปัญหาติดขัด เพราะหากเขาต้องไปเริ่มใชัชีวิตคนเดียวตอนไม่มีคนซัพพอร์ตแล้วก็คงเป็นเรื่องยาก

“ภาพในจินตนาการของเราก่อนที่จะใช้ชีวิตคนเดียวกับความเป็นจริงนั้นแตกต่างกันพอสมควร เราเคยคิดว่าการอยู่คนเดียวคงลำบากมาก แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ขนาดนั้น ถ้าเรียนจบเราอยากทำงานบัญชีที่ได้เงินเดือนที่สูงๆ เพื่อดูแลน้องอีก 2 คน และอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ตั้งแต่ตาเสียชีวิต เรารู้สึกว่าไม่มีบ้าน ญาติคนอื่นก็ไม่ค่อยยอมรับเรา การมีบ้านเป็นของตัวเองทำให้รู้สึกว่ายังมีบ้านให้กลับ” 

โมเดล - ฑิฆัมพร เมนโดซ่า 

สาวน้อยที่พึ่งห่างจากอกพ่อแม่เพื่อออกมาใช้ชีวิตคนเดียว

เด็กสาวที่เติบโตในครอบครัวที่อบอุ่นท่ามกลางความรักของพ่อ แม่ พี่ชายและน้องสาว ถึงแม้ว่าจะพบความผิดปกติตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 7 - 8 เดือน หมอให้ทางเลือกที่จะยุติการตั้งครรภ์ แต่พ่อกับแม่ก็เลือกรักษาชีวิตเธอไว้แม้คนจะไม่เห็นด้วย

ปัจจุบันโมเดลมีอาการอ่อนแรงไม่สามารถยกแขนขึ้นหรือหยิบจับสิ่งของได้ ขาข้างขวางอ และขาข้างซ้ายได้รับการผ่าตัดจนงอไม่ได้ ทำให้ต้องใช้เท้าแทนมือในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น กินข้าว เขียนหนังสือ ฯลฯ รวมถึงไม่สามารถเดินด้วยตัวเองได้ ต้องใช้วีลแชร์ตลอดเวลา โรคนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่ออาร์ กิ๊ฟโพสิต เป็นโรคพบไม่บ่อยในประเทศไทย หมอสันนิษฐานว่า เกิดจากการโดนรังสีตอนตั้งครรภ์นอกจากนี้เธอยังต้องผ่าตัดหัวใจ เนื่องจากเส้นเลือดหัวใจเกิน 1 เส้น

ครั้งแรกของการใช้ชีวิตคนเดียว

โมเดลเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปีที่ผ่านมานับเป็นปีแรกของการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย จากบ้านที่จังหวัดอุตรดิตถ์สู่ชานเมืองกรุงเทพฯ ทำให้โมเดลต้องย้ายตัวเองมาอยู่หอพัก 

“ครั้งแรกที่ออกมาใช้ชีวิตคนเดียวคือเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากเปิดเทอม 2 และบางคาบต้องเข้าเรียนในห้องตามการเรียนรู้แบบไฮบริดคือออนไลน์ผสมออนไซต์ เราไม่ค่อยชอบเรียนออนไลน์เพราะสื่อสารกับเพื่อนลำบาก พิมพ์ก็ไม่ทันเลยแก้ปัญหาด้วยการเปิดไมค์ 

“ครอบครัวเราเคยไม่กดดันเรื่องการเรียน แต่บอกให้ตั้งใจเรียนในสิ่งที่ชอบ แต่เขาก็กังวลมากเมื่อจะมาอยู่หอเลยย้ำตลอดว่าให้ดูแลตัวเองดีๆ แต่พอเขาเห็นว่าเราใช้ชีวิตได้ก็คลายกังวลและสนับสนุนให้ลองมาใช้ชีวิตคนเดียวเพราะมองว่าเขาไม่ได้อยู่กับเราตลอดชีวิต จึงอยากให้เราดูแลตัวเองได้ และลองออกมาใช้ชีวิต ขณะที่ยังมีพ่อแม่คอยดูแล จะได้ไม่เป็นห่วงมาก”

ช่วงออกมาแรกๆ โมเดลมองว่าเรื่องที่ยากและกังวลคือการใส่เสื้อผ้า เพราะเมื่อก่อนนี้มีคนช่วยใส่เสื้อผ้าให้เธอ หลังจาก 2-3 อาทิตย์เธอสามารถใส่เสื้อได้ด้วยตัวเองได้แม้ใช้เวลานาน หากออกไปข้างนอกต้องตื่นเช้าขึ้น เธอคุ้นชินกับการจัดการกับชีวิตตัวเองและปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ 

“ในตอนแรกยังไม่ค่อยคุ้นชิน แต่พอร่างกายเป็นแบบนี้ ยิ่งต้องเข้าหาเพื่อน เพราะเพื่อนไม่ค่อยกล้าเข้าหาเรา พอเราเข้าหาก่อนเพื่อนก็จะกล้าคุยและเล่นกับเรามากขึ้น วันแรกที่มาอยู่หอเรายังไม่กล้าออกไปไหน วันที่สองรูมเมทชวนไปกินข้าว จึงได้ไปเจอเพื่อนจากคณะแพทย์และเป็นเพื่อนกันมาตลอด หลังจากนั้นเราก็กล้าออกไปข้างนอกกับเพื่อนมากขึ้น วันหนึ่ง เราต้องออกไปถอนเงินที่ธนาคารเพราะกดตู้ ATM ไม่ได้เนื่องจากตู้สูงเกินไปและเพื่อนก็ไม่ว่าง เลยออกไปคนเดียว ข้ามถนนเอง ถามคนรอบข้างทั้งที่เมื่อก่อนไม่ค่อยกล้าถามคนอื่น  เรารู้สึกเป็นคนเก่งขึ้น มีความกล้ามากขึ้นและไม่คิดว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง เช่น ป้ายาม ป้าแม่บ้านมากมายขนาดนี้

ชนะการแข่งขันคัดลายมือระดับภาค

“ตอนอยู่ม.ต้น เราเคยประกวดคัดลายมือระดับภาค และแข่งต่อในระดับประเทศ ปรากฏว่าได้ที่ 2 แต่สื่อหลายที่นำเสนอว่าเราชนะเลิศซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเราจึงอยากให้สื่อนำเสนอให้เห็นว่าคนพิการใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปในสังคม และนำเสนอวิธีการดำเนินชีวิตของคนพิการ เพื่อให้คนพิการคนอื่นนำมาปรับใช้กับตัวเองได้ พอข้อมูลเหล่านี้มีน้อยคนก็ไม่รู้ว่าคนพิการใช้ชีวิตยังไง 

ชีวิตในวิทยาลัยอาชีวะ

ย้อนกลับไปก่อนเข้ามหาวิทยาลัย โมเดลเรียนที่วิทยาลัยอาชีวะ เนื่องจากเธอมองว่าตัวเองชอบลงมือทำมากกว่าการเรียนสายสามัญ ครูแนะแนวจึงแนะนำให้เรียนอาชีวะ คอมพิวเตอร์กราฟิกจึงเป็นสาขาที่เธอเลือก ที่นี่เธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับกราฟิก การตัดต่อรูปภาพ การทำโปสเตอร์ การทำเอ็มวีและการถ่ายหนัง 

“ในวิทยาลัยไม่มีลิฟต์ ทำให้ต้องขึ้นบันไดด้วยตัวเอง เรานั่งที่พื้นและเขยิบตัวขึ้นไปทีละขั้น แม้เปลี่ยนวิชาเรียนทุกชั่วโมงแต่อาจารย์เข้าใจและเพื่อนก็คอยอยู่ด้วย และยกวีลแชร์ให้ตลอด ถ้าวันไหนฝนตกจะขึ้นไปเรียนไม่ได้เพราะพื้นลื่น อาจารย์จะฝากงานมาให้หรือให้รอรับงานอยู่ด้านล่าง วันหนึ่งฝนตกหนักมาก และต้องขึ้นไปสอบชั้น 4 อาจารย์ไม่รู้ว่าเราขึ้นลำบาก จนมีรุ่นพี่ให้เราขี่หลังและพาขึ้นไปสอบ เพื่อนก็คอยจับอยู่ข้างหลัง แม้ลำบากบ้างแต่เราก็เข้าร่วมทุกกิจกรรมของวิทยาลัยเช่นเดียวกับเพื่อน เช่น แห่เทียนพรรษา ลอยกระทง ทัศนศึกษา ฯลฯ โดยมีเพื่อนคอยดูแลและช่วยใส่เสื้อผ้า”

โมเดลเล่าว่า คนในสังคมมักมองว่า วิทยาลัยอาชีวะเป็นโรงเรียนที่เด็กเกเรเรียน แต่หลังจากที่ได้เข้ามาเรียนก็เห็นว่า วิทยาลัยอาชีวะเป็นสถาบันการศึกษาที่ดีที่หนึ่ง เด็กอาชีวะก็เหมือนเด็กมัธยมทั่วไป ไม่ได้เกเร การมองแง่ลบนั้นเป็นการเหมารวมก็ถูกบอกเล่าผ่านการนำเสนอของสื่อ เช่น ข่าวและละคร เพื่อนหลายคนคอยช่วยเหลือเธอ และคอยพาไปไหนมาไหนอีกด้วย 

การใช้ชีวิตของคนพิการในสังคม

“คนในสังคมบางคนมองว่าคนพิการจะออกมาใช้ชีวิตในสังคมทำไมให้ลำบาก เราอยากบอกว่า คนพิการก็มีหัวใจ อยากไปตามหาฝัน อยากไปใช้ชีวิต อยากมีเพื่อน จึงอยากให้มองคนพิการว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง หากพ่อแม่ของคนพิการไม่ให้คนพิการออกไปใช้ชีวิตกระทั่งพ่อแม่จากไปแล้ว   คนพิการคนนั้นจะอยู่ได้ไหม เราจึงอยากให้คนพิการลองออกมาใช้ชีวิตถึงแม้จะลำบาก ถ้าลองแล้วไม่ได้จริงๆ ค่อยว่ากันอีกที”

อุปสรรคคือบทเรียนของชีวิต

แม้การใช้ชีวิตจะมีอุปสรรคมาก โดยเฉพาะการเดินทางด้วยวีลแชร์ทำให้เธอเจอความลำบาก  แต่โมเดลมองว่า อุปสรรคที่เข้ามาคือบทเรียนที่สอนให้รู้จักแก้ปัญหา 

“การเกิดเป็นคนพิการเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเลือกได้ แต่เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องใช้ชีวิตให้ได้และมองหาความสุขมากกว่าความทุกข์”

เฟิร์น - สโรชา ผดุจกิจ 

ชีวิตที่เขาสู่วัยทำงาน

“เราเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 4 เทอม 2 ที่บริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่งซึ่งให้คนพิการสอนประดิษฐ์หรือ AI ผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท เช่น รูปภาพโต๊ะ รูปมนุษย์พิมพ์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ กรอกเข้าไปในระบบให้ AI รู้จัก เราทำหน้าที่ผู้นำกลุ่ม คอยดูแลคนที่สอน AI เช่น สอนงานหรือช่วยแก้ปัญหาให้สำเร็จตามเป้าหมายวางไว้ ปัจจุบันเราลาออกแล้วเนื่องจากอยากพักผ่อนและอยากค้นหาตัวเองว่าชอบทำอะไร“ตอนขอที่บ้านไปอยู่คอนโดคนเดียว เริ่มเกริ่นก่อนประมาณ 1 เดือนเพราะต้องทำงาน บางวันต้องเข้าออฟฟิศ ช่วงแรกที่บ้านเป็นห่วง แต่พอเห็นว่าเราโตแล้วจึงอยากให้ลองไปใช้ชีวิตจึงให้อิสระและเคารพการตัดสินใจ ที่ผ่านมาเราก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ดูแลตัวเองได้และวางแผนเมื่อจะทำอะไรหรือไปไหน ที่บ้านเลยไว้ใจ”

แม้ตอนเธอย้ายมาอยู่คอนโดคนเดียวจะมีแอบกังวลบ้าง เพราะไม่มีเพื่อนเยอะเหมือนในมหาวิทยาลัย แต่เฟิร์นก็มีเพื่อนอยู่คอนโดเดียวกัน เธอจะคอยล็อกห้อง ไปไหนไม่กลับดึกและเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT

“ถ้าสมัครงานใหม่จะเลือกองค์กรที่เดินทางสะดวก ติดกับรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินเพราะรถเข็นไฟฟ้าขึ้นได้สะดวก ขึ้นฟรี และมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยช่วยดูแล  โรค Cerebral Palsy หรือ CP ที่เราเป็นทำให้บางครั้งกล้ามเนื้อมีอาการเกร็ง แม้เดินได้บ้างด้วยไม้ค้ำยันแต่ก็สะดวกกว่าถ้าใช้วีลแชร์  มือเราใช้งานได้ดีกว่าขาแต่ ไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เวลาที่ต้องใช้สมาธิหรือตั้งใจทำอะไร  เช่น งานฝีมือ เย็บผ้า มักมีอาการเกร็งและทำไม่ได้

การเดินทางและการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ

“การเดินทางและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ คนเดียว ค่อนข้างลำบากมาก เพราะฟุตปาธไม่ได้ออกแบบด้วย Universal Design บางจุดไม่มีทางลาดก็ต้องลงถนนเพราะถ้าไม่ลงถนนก็ไปไม่ได้ หรือในบางทีก็แคบเกินจนผ่านไม่ได้  อีกทั้งติดเสาไฟฟ้า จนต้องอาศัยคนช่วยยก บ้านเราไม่ได้วางแผนผังเมืองที่รองรับคนพิการตั้งแต่แรก”

แม้ลำบาก แต่เฟิร์นก็บอกเล่าความประทับใจของการใช้ชีวิตว่าเธอได้เจอคนแปลกหน้าที่เขามาช่วยเหลือ การช่วยเหลือเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะระวังตัว เธอมองว่าสังคมไม่คาดหวังให้คนพิการใช้ชีวิตคนเดียวเพราะเห็นความลำบาก แต่ในความเป็นจริงแล้วคนพิการก็อยากใช้ชีวิต ออกไปเที่ยวให้เหมือนกับคนทั่วไปมากที่สุด ไม่ต้องการอยู่บ้านหรือให้คนอื่นมาดูแล 

“ภาพที่คิดไว้และความเป็นจริงหลังจากที่ออกมาใช้ชีวิตคนเดียวต่างกัน เราพบว่าการใช้ชีวิตไม่ได้น่ากลัว ไม่มีใครมาตัดสินเราว่า พิการแล้วทำไมออกมาใช้ชีวิตคนเดียว เราจึงอยากสนับสนุนให้คนพิการทุกคนมีความสุขกับการใช้ชีวิต

อาจทำให้ได้เจออะไรที่แปลกใหม่และไม่เคยทำ ชีวิตคนเราสั้นอยากทำอะไรก็ทำ เพราะความพิการอยู่กับเราตลอดไป เราจึงต้องปรับตัวและ ออกไปให้คนทั่วไปเห็นว่าคนพิการสามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้ 

“เราอยากให้พ่อแม่ของคนพิการเชื่อมั่นในตัวลูก เปิดใจรับฟังและให้พวกเขาลองออกไปใช้ชีวิตคนเดียว” 

บัดดี้ - ปริยาภัทร บุญรอด 

การออกมาใช้ชีวิตกับคนรัก

บัดดี้เป็นโรค Spinal Muscular Atrophy (SMA) หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่เกิดขึ้นในเด็ก ทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนมีแรงน้อยกว่าปกติและค่อยๆ ถดถอยลง โรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากเซลล์ประสาทที่ไขสันหลังเสื่อม นอกจากบัดดี้แล้ว พี่ชายคนโตของเธอก็เป็นโรคนี้ด้วยเช่นกัน

“ก่อนที่จะย้ายออกมาอยู่กับแฟนก็คบกันมาประมาณ 1 ปีแล้ว ปัจจุบันอยู่กับแฟนได้ประมาณ 1 ปี ตอนย้ายออกไม่ได้คุยกับครอบครัว เพราะปกติมีบ้างที่ออกไปอยู่กับน้อง เพื่อนหรือพี่สาว แต่ตอนนี้อยู่แฟนเป็นหลัก เราตัดสินออกมาอยู่ข้างนอกเพราะบ้านไม่มีห้องส่วนตัว บางครั้งเลยต้องการอยู่เงียบๆ คนเดียวบ้าง เลยตัดสินใจออกมาด้วยตัวเอง ที่บ้านก็เป็นห่วงเรื่องคนดูแล เขาเลยคอยถามว่าอยู่ที่ไหนกับใคร ก็มีแฟนที่ทุกวันนี้เป็นคนอุ้มอาบน้ำและดูแลเวลาออกไปข้างนอก”

ก่อนที่บัดดี้จะออกมาอยู่กับแฟน เธอเองเคยมีประสบการณ์อยู่ร่วมกับเพื่อนมาบ้าง  เพื่อนคอยดูแลเธอได้อย่างดีเพราะเรียนด้วยกันตั้งแต่ชั้นประถม 

“เราลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ ป.6 หลังจากนั้น 2-3 ปี จึงเรียนต่อ กศน. เมื่อก่อนนี้เวลาไปโรงเรียนจะนั่งรถไปคนเดียวและมีเพื่อนคอยช่วยเหลือ เช่น ยกถาดข้าว พาเข้าห้องน้ำหลังจบ ป.6 เพื่อนๆ ก็แยกย้ายไปโรงเรียนอื่นจึงไม่มีใครดูแลและไม่ได้เรียนต่อ เมื่อรู้จัก กศน. จึงตัดสินใจเรียนให้ได้วุฒิ ม.6 แม้ตอนนี้เรียนจบแล้วแต่เราก็ยังไม่ได้เรียนต่อเพราะการเรียนต่อต้องใช้เงินจำนวนมากและเราไม่ได้มีคนสนับสนุน ตัวเราเองก็ค่อนข้างยุ่งเพราะเริ่มทำงานใหม่เพื่อเลี้ยงดูตัวเอง

คนพิการไม่ออกมาใช้ชีวิตคนเดียว

การออกมาใช้ชีวิตคนเดียวอาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น คนพิการบางคนมีข้อจำกัดในการดูแลตัวเอง อาจต้องจ้างคนอื่นมาดูแล และยังมีปัจจัยการเงินอีกหลายอย่าง เช่น ค่าเช่าห้อง ค่ากิน ฯลฯ รวมถึงค่าเดินทางที่เพิ่มจากคนทั่วไปเป็น 2 เท่า นอกจากนี้ยังต้องเจอกับทัศนคติของคนรอบข้าง โชคดีที่เราไม่เจอและไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร คิดแค่ว่าถ้าอยู่บ้านแล้วไม่สบายใจก็ออกมา มีคุยกับแฟนก่อนว่าดูแลเราได้ไหม ถ้าครอบครัวแฟนไม่มีปัญหาก็โอเค

“ประสบการณ์ใหม่ที่ได้จากการออกมาอยู่ข้างนอก คือการรับผิดชอบมากขึ้นในเรื่องต่างๆ เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ นอกจากนี้เราก็ได้รู้จักและเรียนรู้คนใหม่ ๆ  หลายครั้งคนมักพูดว่า คนพิการจะโดนหลอกหรือไม่มีใครชอบคนพิการ เรามองว่าเราห้ามความคิดใครไม่ได้ แต่การรู้จักกับคนคนหนึ่งมา 2-3 ปี ทำให้รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร มาดีหรือมาร้าย และคนอื่นคงไม่รู้จักดีเท่าเรา เราจึงอยากให้คนในสังคมเปิดกว้าง ไม่อยากให้มองว่าการออกมาใช้ชีวิตของคนพิการเป็นภาระของสังคม คนพิการก็อยากไปเที่ยว ไปใช้ชีวิตอิสระในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง"

 

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนคนพิการชีวิตอิสระการเดินทางมหาวิทยาลัย
Categories: ThisAble

คุยกับ เฟิร์น - พรนภาพรรณ สาวออทิสติกผู้เข้าประกวดนางงามที่เชื่อว่า คนพิการก็มีฝันและทำตามฝันได้

ThisAble - Wed, 2022-02-23 13:06

“ถ้ามีเวทีประกวดสำหรับคนออทิสติกในประเทศไทย เฟิร์นก็คงไปประกวดเวทีนั้น แต่ว่าตอนนี้สังคมไทยก็ไม่ได้มองจุดนี้มากพอ เฟิร์นก็เลยลงประกวดในเวทีทั่วไป เพื่อให้ทุกคนรู้ว่ายังมีบุคคลเหล่านี้อยู่ในสังคม และเขายังต้องการความช่วยเหลือนะ”

“เวทีประกวดนางงาม” เวทีที่ใครหลายคนคาดหวังที่จะได้เห็นการประชันความสวยงาม ชุดราตรีสุดหรู หรือการเดินแบบในชุดว่ายน้ำเพื่ออวดเรือนร่าง แต่ที่ผ่านมาเวทีเหล่านี้กลับไม่ค่อยมีคนพิการเข้าร่วมประกวดเลย แต่ในปัจจุบันบริบทของเวทีนางงามนั้นเป็นมากกว่าเวทีประชันความงาม แต่กลายเป็นพื้นที่ที่สะท้อนปัญหาสังคม การประท้วง ไปจนถึงการนำประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคมขึ้นมาพูด ที่สำคัญคือยังเปิดโอกาสให้กับความงามนอกกรอบมุมมองความงามแบบเดิมได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย

เช่นเดียวกับเฟิร์น - พรนภาพรรณ สังวาลย์ทอง หญิงสาวผู้เป็นบุคคลออทิสซึม อายุ 21 ปี นักศึกษาปีที่ 3 คณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ต้องการคว้าโอกาสผ่านการเข้าร่วมประกวดเวทีนางสาวไทยประจำปี 2565 ในฐานะคนพิการคนแรกในเวทีนางงามของประเทศไทย ถึงแม้เธอจะไม่สามารถเข้ารอบ 24 คนสุดท้ายได้ แต่เธอก็คาดหวังว่าการประกวดครั้งนี้จะสามารถสร้างพื้นที่ให้กับคนคนพิการ และทำให้สังคมเห็นว่าคนพิการก็มีตัวตนอยู่ในสังคม ทั้งยังมีศักยภาพมากพอที่จะทำตามความฝันและพัฒนาสังคมได้ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่พิการ

จุดเริ่มต้นความฝันและแรงบันดาลใจการประกวดนางงาม

เฟิร์น: ช่วงปิดเทอมปีที่แล้วนั้นนานมาก แถมเราเองก็ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก จึงเปิดดูอินสตาแกรม กระทั่งเจอสตอรี่ของพี่พรฟ้า (ปุณิกา กุลสุนทรรัตน์) แชร์โพสต์โปรโมทเวทีประกวดนางงามออนไลน์ เรามองว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำสักทีเพราะกลัวแนวคิดเรื่องบิวตี้สแตนดาร์ด จึงตัดสินใจเข้าประกวดเพื่อทำให้ฝันตัวเองเป็นจริง

ตอนแรกเฟิร์นคิดว่า ประกวดก็คงสนุกๆ แต่ยิ่งเราทำเราก็ยิ่งชอบ อยากจะเพิ่มชาเลนจ์ให้ตัวเอง เอาตัวเองไปอยู่ในเวทีที่สร้างผลกระทบได้เพราะการประกวดนางงามออนไลน์ที่ผ่านมานั้นไม่เพียงพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับคนในสังคมเกี่ยวกับเรื่องคนพิการ

หลังคิดได้แบบนั้น จึงวางแผนว่าจะลงสมัครมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ แต่ด้วยระยะเวลาแล้วเวทีนางสาวไทยจัดก่อนและจัดโดยผู้ถือลิขสิทธิ์เดียวกัน จึงตัดสินใจลงสมัครนางสาวไทย เรามองว่าผู้จัดอย่าง TPN นั้นเปิดกว้าง หลังจากที่แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นั้นสื่อสารเรื่องคอนเซปต์ของบิวตี้สแตนดาร์ด จนเกิดแคมเปญ #RealSizeBeauty  และได้เป็นมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2021 เราก็มองว่าตัวเองน่าจะประกวดได้

การสนับสนุนจากครอบครัวและคนรอบข้าง

ตอนประกวดออนไลน์ ที่บ้านก็มองว่าไม่ต้องไปไหน ไม่ได้เสียเงินอะไรมาก แต่พอประกวดเวทีนางสาวไทยเขาก็กังวล เราเองก็กลัวว่าที่บ้านจะรู้แล้วไม่ให้ประกวดจึงเก็บเรื่องไว้เงียบ จนเขารู้เองตอนคลิปวันรายงานตัวออกสื่อ

วันนั้นเฟิร์นไม่คิดว่าจะเข้ารอบ แต่พอเพื่อนส่งมาว่าเราเข้ารอบนะ เราซึ่งกำลังเรียนภาษาอังกฤษง่วงๆ ก็ตื่นเลย กลับบ้านก็กรี๊ดลั่นบ้าน ยายนอนอยู่ข้างๆ เราก็พูดกับยายว่า “ยาย เฟิร์นได้ไปต่อ 50 คนแล้ว!” ยายก็ดีใจปนตกใจด้วยนิดหน่อยเพราะไม่คิดว่าเราจะเข้ารอบ คนรอบตัวก็แสดงความก็ดีใจด้วย บอกว่าเก่งมาก สวยมาก ทำดีมากเลย

ความพิการไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำตามความฝัน

เฟิร์นเคยโดนดูถูกความฝันนะ เราเคยฝันอยากเป็นหลายอย่างเลย เช่น อยากเป็นดีไซน์เนอร์ แต่คนอื่นก็บอกว่าใช้เงินเยอะแล้วจะทำไหวเหรอ นอกจากนี้ก็ฝันอยากเรียนต่อต่างประเทศ แต่คนรอบข้างก็กังวลว่า เราจะไปอยู่คนเดียวที่ต่างประเทศได้เหรอ ช่วงที่โดนดูถูกหนักๆ ก็คือตอนที่เราฝันอยากจะประกวดนางงามนี่แหละ ที่หลายคนมองว่า เราคงทำไม่ได้แน่

นอกจากนี้ อุปสรรคที่สำคัญมีอีกอย่าง คือการรับมือกับกระแสสังคม จากเดิมที่ไม่เป็นที่รู้จักเลยกลายเป็นว่า เป็นที่รู้จักในชั่วข้ามคืน กระแสสังคมก็มาแรงมากทั้งด้านบวกและด้านลบ บางทีโชคดีเจอด้านบวกเยอะมาก แต่บางครั้งก็โชคร้าย ไถๆ โซเชียลไปเจอด้านลบ ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ ที่เราทำได้ก็คือการเลื่อนผ่านไปให้ไวที่สุดและพยายามไม่เก็บไปคิดมาก แต่เอาเข้าจริงถึงจะพยายาม สุดท้ายเราก็เก็บไปคิดอยู่ดี จนบางครั้งเอาไปตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราควรหยุดตรงนี้จริงเหรอ  สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากมากที่จะรับมือ

กระแสสังคมตั้งคำถาม “ทำไมคนพิการไม่อยู่ส่วนคนพิการ?”

เราไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้เลยเพราะสังคมเราเข้าสู่การเป็น Inclusive Society หรือสังคมที่นับรวมทุกคนมากขึ้น คนทุกคน ทุกวัย ทุกประเภทความพิการสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ เราอยู่ในสังคมแบบ Inclusive Society มาตั้งแต่เด็ก จึงมองว่าคนพิการสามารถอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นได้  รวมทั้งสามารถอยู่บนเวทีประกวดนางงามได้ คนพิการมีความสามารถไม่ด้อยกว่าคนอื่น แค่อาจมีบางอย่างที่แตกต่างออกไปและเราไม่ได้มาประกวดเพื่อให้ได้คะแนนความสงสาร 

“ถ้ามีเวทีประกวดสำหรับคนออทิสติกในประเทศไทย เฟิร์นก็คงไปประกวดเวทีนั้น แต่ว่าตอนนี้สังคมไทยก็ไม่ได้มองจุดนี้มากพอ เฟิร์นก็เลยลงประกวดในเวทีทั่วไป เพื่อให้ทุกคนรู้ว่ายังมีบุคคลเหล่านี้อยู่ในสังคม และเขายังต้องการความช่วยเหลือนะ”

มุมมองสังคมไทยที่มีต่อบุคคลออทิสติก

เราเจอการเลือกปฏิบัติต่อคนออทิสติกมาหลายรูปแบบมาก ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบของการบูลลี่ในสถานศึกษา  เหตุการณ์นั้นทำให้เราเป็นซึมเศร้ามาหกปีแล้ว แม้ตอนนี้จะยังรักษาอยู่และยังไม่หาย แต่เราก็พยายามเปลี่ยนให้เป็นแรงผลักดันที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต

หลายคนมักบอกว่า ถ้าเราไม่บอกก็ไม่รู้ว่าเป็นคนออทิสติกเพราะออทิสติกเป็น Hidden Disability หรือความพิการที่ไม่เห็นประจักษ์เหมือนกับความพิการประเภทอื่น  ถ้าคนไม่สังเกตก็อาจไม่เห็น คนออทิสติกไม่จำเป็นต้องพูดไม่รู้เรื่อง ทำอะไรไม่เป็น แต่อาจมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม เราจึงอยากสร้างความเข้าใจว่า ออทิสติกมีหลายระดับ ไม่ควรเอาความคิดของตัวเองตัดสินว่าออทิสติกต้องเป็นแบบไหนตามภาพจำที่สื่อสร้าง เพราะออทิสติกมีหลายเฉด (Spectrum ) ที่แตกต่างกันมากกว่าความพิการประเภทอื่น

คนออทิสติกอยากให้คนอื่นปฏิบัติด้วยเหมือนกับที่ปฏิบัติกับคนอื่นๆ ไม่ต้องดีกว่า เช่น เวลาเราบอกว่าพิการ คนก็ทำเหมือนเราทำอะไรไม่เป็น เราหวังให้คนอื่นมองคนพิการเป็นคนเท่ากัน ซึ่งสร้างภาพจำที่ดีกว่าการมองว่าน่าสงสารหรือทำอะไม่ได้

ความกดดันในฐานะ “คนพิการ” คนแรกในไทยที่ประกวดนางงาม

ตอนแรกเราไม่กดดัน แต่พอเข้ารอบ 50 คนแล้วความกดดันก็เริ่มมากขึ้น ทั้งจากไม่รู้จะทำยังไงให้คนในสังคมเข้าใจความเป็นเรา และรู้ว่าเราไม่สามารถจะทำตามใจทุกคนได้ ตอนนั้นเรายอมงดทุกอย่างที่เราอยากกินและกินแต่ไข่ต้มเพื่อให้คนอื่นพอใจว่าเราลดน้ำหนักแล้ว แต่ว่าสุดท้ายพวกเขาก็ไม่เห็น เราไม่ได้อะไรนอกจากความทรมาน หลังจากที่ตกรอบ เฟิร์นก็กลับบ้านและกินทุกอย่างที่ต้องการ (หัวเราะ)

หลายคนมองว่า เราไม่เหมาะสมที่จะเป็นนางงามเพราะมีคนที่สวยพร้อม เพอร์เฟคกว่าเราแต่ตกรอบ เหมือนเราไปแย่งที่เขา เราเองก็เคยรู้สึกว่า “เรามาทำอะไรตรงนี้?” แต่ในรอบ 24 คนสุดท้ายเราได้รับคำชมว่าตอบคำถามได้ดีมาก ดีกว่าหลายคนที่เข้ารอบ เราก็รู้สึกดีใจที่เขาเห็นในศักยภาพและเห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูด 

แต่สุดท้ายเราเชื่อว่าแต่ละเวทีมีมาตรฐานของนางงามที่ค้นหา ไม่ใช่เพียงบริษัทผู้จัดการประกวด แต่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ถือเป็นต้นฉบับ และมาตรฐานของเรายังไม่ตรงสเปกที่กองประกวดต้องการ

บุคคลออทิสติกถูกกีดกันจากสังคม?

กรอบความคิดเดิมๆ ของคนไม่พิการนั่นแหละที่เป็นอุปสรรค เขาคิดว่าคนพิการควรจะมีพื้นที่ของคนพิการด้วยกันเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วคนพิการก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในสังคมร่วมกับคนอื่น แต่กลับถูกปฏิบัติแบบแตกต่าง ยิ่งหากเกิดการบูลลี่ก็ยิ่งทำให้บุคคลออทิสติกเลือกที่จะปิดบังตัวเอง ไม่กล้าที่จะแสดงความภูมิใจว่าตัวเองเป็นคนออทิสติก คนในสังคมก็ไม่รู้ว่าเป็นบุคคลออทิสติก เมื่อมีปัญหาก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้บนข้อจำกัดหรืออุปสรรคที่เรากำลังเผชิญ 

อาจเพราะกรอบทัศนคติ (Mindset) ของคนไม่พิการไม่ได้มองว่าคนพิการสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่คิดว่าเราทำอะไรไม่ได้บ้าง เหมือนจ้องจะมองแต่ด้านที่ไม่ดี คนไม่พิการจึงมักไม่ค่อยเปิดโอกาสให้คนพิการมีส่วนร่วมในสังคม     คนพิการจึงมีโอกาสมีที่ยืนในสังคมเหมือนคนอื่นได้น้อยมาก

เราคิดว่า ควรมีพื้นที่ให้เรียนรู้ระหว่างคนพิการกับคนไม่พิการ จะช่วยให้ทั้งสองกลุ่มได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน คนพิการได้รู้ว่าคนไม่พิการเขาใช้ชีวิตกันยังไง ส่วนคนไม่พิการก็ได้เรียนรู้ว่าคนพิการประเภทต่างๆ เป็นอย่างไร การได้รู้จักกันทำให้ได้เรียนรู้วิธีช่วยเหลือ วิธีปฏิบัติตัว รวมถึงการเรียนรู้ที่จะให้เกียรติกันด้วย เราคิดว่าไม่ใช่แค่ภาครัฐที่จะมีส่วนในการเปลี่ยนสังคม แต่หน่วยที่เล็กที่สุดอย่างประชาชนก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจและปรับทัศนคติเกี่ยวกับบุคคลออทิสติก

ถึงแม้ไม่เข้ารอบ 24 คนสุดท้าย แต่ก็ได้รับรางวัล “นางงามแห่งแรงบันดาลใจ”

เราตกใจแล้วก็เซอร์ไพรส์มากๆ รู้สึกว่าตัวเองสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นได้สำเร็จแล้ว หลังจากได้รางวัลหลายคนก็อาจจะบอกว่า นี่มันรางวัลปลอบใจ หรือการได้รางวัลนั้นไม่แฟร์เลย เหมือนใช้เราเป็นกระแสซักพักแล้วก็ปัดตุ๊บ แต่เราไม่ได้คิดแบบนั้นนะ เพราะรางวัลนี้แม่ปุ้ย (ปิยาภรณ์ แสนโกศิก - กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเอ็น โกลบอล จำกัด และ บริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด) ให้จากใจจริงๆ ที่เขาเห็นความพยายาม เห็นความเป็นนักสู้ของเรา และมองว่าสิ่งเหล่านี้ควรได้รับการตอบแทน

ตอนไม่เข้ารอบ 24 คนสุดท้ายเราไม่ได้เสียใจที่ไม่เข้า แต่เสียใจที่ทำให้แฟนคลับผิดหวัง หากเข้ารอบแฟนคลับก็คงดีใจและเราเองคงได้สื่อสารประเด็นต่อ ตอนนี้พูดไปก็น้ำตาคลอแล้วนะ (หัวเราะ)

เราหวังว่า การได้รับรางวัลนางงามแห่งแรงบันดาลใจจะทำให้มุมมองที่มีต่อคนพิการเปลี่ยนไป เขาอาจเห็นว่า บุคคลออทิสติกช่วยเหลือตัวเองได้ หลายคนสามารถทำอะไรได้เหมือนคนทั่วไป จึงอยากให้สังคมเปิดกว้างทางความคิดกับบุคคลออทิสติกและส่งเสริม สนับสนุนให้คนออทิสติกกล้าทำอะไรตามฝันตัวเองมากขึ้น

สิ่งที่อยากสื่อสารหากได้เป็น “นางสาวไทย”

ประเด็นเรื่องการศึกษาต่อของคนพิการในระดับปริญญาตรี เพราะก่อนหน้านี้จะเห็นว่านานๆ ทีจะเจอคนพิการที่จบปริญญาตรีแล้วมีงานทำซักที ทำไมถึงน้อยอย่างนั้น เราอยากสนับสนุนให้คนพิการได้เรียน เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยมีซัพพอร์ตให้มากขึ้น อยู่ที่ใจว่าคุณอยากมาเรียนมั้ย หลายมหาวิทยาลัยเปิดโควต้าคนพิการ อย่างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่เราเรียนก็มีเช่นกัน ถ้าเกิดเข้ามาแล้วมหาวิทยาลัยก็พร้อมดูแลเต็มที่

มีอะไรฝากถึงเพื่อนๆ คนพิการ

สำหรับคนพิการทุกประเภท ถ้ารู้ว่าตัวเองมีความฝันอะไร เราสามารถทำได้เลย  การรอให้เวลาผ่านไปแล้วกลับมาเสียใจทีหลังมันน่าผิดหวังกว่าลงมือทำแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่ตั้งใจ หากพยายามที่สุดแล้วแต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ตั้งไว้ อย่างน้อยก็รู้ว่าเราทำดีที่สุดแล้ว และยังรู้ว่าตัวเองผิดพลาดตรงไหน เก็บเอาสิ่งเหล่านั้นไปพัฒนาต่อไปดีกว่าปล่อยผ่านเลยไปจนไม่ได้ทำ

สำหรับคนไม่พิการ เราอยากบอกว่า ความพิการไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำตามความฝัน รวมทั้งการเรียนต่อหรือการทำงาน อยากให้พวกเขาเปิดใจรับฟัง นำพาคนพิการเข้าสู่สังคม ช่วยอะไรได้ก็ช่วยและเปิดโอกาสให้คนพิการได้ลองทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง 

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนนางงามคนพิการออทิสติกนางสาวไทย
Categories: ThisAble

จากถนนเพชรบุรีถึงห้วยขวาง บันทึกการเดินทางของคนเดินไม่คล่อง

ThisAble - Fri, 2022-02-18 13:03

การเดินทางโดยรถเมล์เป็นทางเลือกหนึ่งที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้บริการเมื่อต้องเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ปัจจุบันนี้รถเมล์มีหลายสาย ป้ายรถเมล์เองก็เริ่มทั่วถึงมากขึ้น อีกทั้งค่าโดยสารก็ย่อมเยากว่าการเดินทางด้วยรถสาธารณะชนิดอื่น เหตุผลเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หลายคนเลือกขึ้นรถเมล์ แล้วสำหรับคนพิการ รถเมล์เป็นทางเลือกที่สะดวก ปลอดภัยและประหยัดในการเดินทางหรือไม่?

วันนี้ Thisable.me จะพาทุกคนไปดูการเดินทางโดยรถเมล์ด้วยกับเพื่อนที่พิการทางการเคลื่อนไหว แบม - ชนิสรา หน่ายมี เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เอกวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าเธอโดยสารรถเมล์อย่างไร และอะไรที่เป็นอุปสรรคในการเดินทาง 


แบม (ซ้าย)

“เราพิการตั้งแต่กำเนิดด้วยภาวะสมองพิการ (CP - Cerebral palsy) เพราะคลอดก่อนกำหนดและขาดอากาศหายใจ ทำให้สมองส่วนการเคลื่อนไหวถูกทำลาย ส่งผลให้กล้ามเนื้อขา แขน หรือการพูดผิดปกติ ตอนเด็กๆ เราเดินไม่ได้เลย มาเริ่มเดินได้ตอนอายุ 6 ขวบเพราะฝึกเดินมาตลอด แต่ถึงเดินได้ก็ยังไม่เหมือนคนทั่วไป เราล้มบ่อยมาก เดินแล้วล้ม เดินแล้วล้มจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตไปแล้ว เรามักล้มจนได้แผลเพราะเดินบนพื้นที่ต่างระดับและไม่มีที่ให้เกาะ บางครั้งก็เป็นเพราะถือของหนักทำให้ทรงตัวไม่อยู่  แม้ปัจจุบันเราช่วยเหลือตัวเองได้ประมาณ 80% เดินทางไปไหนมาไหนเองได้ แต่การเดินทางด้วยรถเมล์ถือเป็นการเดินทางที่ยากลำบากมากอยู่ดี 

“ปกติเราไม่ค่อยได้ขึ้นรถเมล์ นานๆ จะขึ้นที แต่วันนี้นัดกับเพื่อนฝึกงานว่าจะเดินทางไปด้วยกันเลยเจอกันที่ MRT เพชรบุรีและต่อรถเมล์สาย 206 ระหว่างทางที่เดินมาป้ายรถเมล์เราได้เดินผ่านทางเท้าขรุขระ ปกติแล้วถ้าไม่มีใครมาด้วยเราจะไม่ขึ้นรถเมล์เด็ดขาดเพราะไม่สามารถเดินคนเดียวได้ ทั้งทางต่างระดับและทางไม่เรียบ อีกทั้งไม่มีอะไรให้เกาะเพื่อช่วยพยุงตัวเดิน จะนั่งมอเตอร์ไซค์ไปที่ป้ายรถเมล์ก็ลำบาก เราไม่สามารถขึ้นมอเตอร์ไซค์เหมือนคนทั่วไปได้เพราะต้องค่อยๆ ถัดตัวขึ้นจากเบาะหน้า พี่คนขับจึงต้องลงจากรถก่อนเราถึงจะขึ้นไปนั่งได้ พอคิดว่าลำบากและค่อนข้างอันตรายจึงเลือกนั่งรถแท็กซี่ ไม่ก็รถไฟฟ้า BTS, MRT หรือ Airport link ในการเดินทาง ครั้งนี้มาขึ้นรถเมล์ นอกจากได้รู้ว่ารถเมล์เป็นยังไงแล้ว ยังได้สำรวจทางเท้า ที่บางช่วงก็แคบมาก แค่เริ่มเดินก็เจอเสาตั้งขวางไว้ บางช่วงมีการทุบทำใหม่ ที่ยังทำไม่เสร็จ ทำให้ทางเท้าที่แคบอยู่แล้วนั้นแคบมากขึ้นไปอีก บางจุดเราไม่สามารถเดินคนเดียวได้ด้วยซ้ำเพราะต้องล้มให้กับความขรุขระแน่นอน ยิ่งพอคิดถึงคนพิการที่ใช้วีลแชร์ก็คงไม่สามารถผ่านได้ เพื่อนๆ วีลแชร์ของเราจึงต้องเข็นลงถนนแทน ซึ่งเสี่ยงอันตรายมาก

“จากสถานีรถไฟฟ้าถึงป้ายรถเมล์ก็เดินเหนื่อยเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน  นอกจากเพราะเดินยากบนพื้นผิวขรุขระที่เล่าไปแล้ว หากสังเกตก็จะเห็นว่า แผ่นเบรลล์บล็อกเส้นตรงที่แปลว่าให้เดินได้นั้นพาดผ่านใกล้ๆ กับป้ายรถเมล์ที่เรานั่งอยู่ แค่นั่งรอรถเมล์เท้าก็เหยียบอยู่บนเบรลล์บล็อก นั่นแปลว่าถ้าคนตาบอดใช้งานก็จะชนกับขาของคนที่รอรถเมล์ และไม่ใช่แค่ขาเรา ยังมีรถเข็นแม่ค้าและสิ่งกีดขวางอื่นๆ จนพาลสงสัยว่าคนตาบอดจะเดินทางคนเดียวอย่างไร หากการออกแบบไม่เอื้อให้ทุกคนสามารถเดินทางและไม่สามารถทำให้คนพิการออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้จริง

“หลังนั่งรอสักพักใหญ่ รถเมล์สาย 206 ก็มา รถสายนี้เป็นรถเมล์แดงชานสูง เราต้องก้าวขึ้นหลายขั้น ยากสำหรับเราที่ต้องมีคนพยุงผ่านทางต่างระดับ ตอนลงรถเมล์ก็ยากและลำบากเช่นกัน ถึงแม้จะมีราวให้เกาะแต่การลงขั้นบันไดสูง  ไม่กี่ขั้นก็สร้างความหวาดกลัวและเกิดอันตราย หากมาคนเดียวเราคงขอความช่วยเหลือจากคนอื่น วันนี้ยังโชคดีที่รถเมล์คันที่เราขึ้นจอดเทียบทางเท้าก้าวลงจากรถก็ถึงทางเท้าพอดี ไม่ต้องให้เพื่อนพยุงก้าวขึ้นทางเท้าอีกรอบ การเดินทางด้วยรถเมล์แดงวันนี้ทำให้เห็นความลำบาก ยิ่งหากเป็นคนที่มีข้อจำกัดในการเดินมากกว่าเราหรือนั่งวีลแชร์ คงเจอปัญหามากกว่านี้อีก

“หลังลงจากรถเมล์แดงก็มานั่งรอรถเมล์สาย 514 ซึ่งเป็นรถเมล์ชานต่ำ แม้รถเมล์สายสีฟ้าชานต่ำขึ้น - ลงไม่ลำบากเท่ารถเมล์ชานสูง แต่ก็ยังยากสำหรับเราในการก้าวขึ้น ในมุมของเรารถเมล์ชานต่ำเอื้อต่อคนพิการมากกว่ารถเมล์ชานสูง คนนั่งวีลแชร์ก็ใช้บริการได้ แต่เพราะยังไม่มีรถมากพอจึงทำให้คนพิการยังถูกจำกัดให้ไปได้เพียงบางที่ที่ขึ้นรถได้เท่านั้น

“ในฐานะคนพิการเราอยากให้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์นั้นปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้บริการได้สะดวก เพราะไม่ใช่แค่คนพิการที่ขึ้น - ลงลำบาก แต่คนชราหรือคนที่ได้รับบาดเจ็บและจำเป็นต้องใช้วีลแชร์ก็ควรที่จะใช้มีโอกาสเดินทางได้ หากเลือกได้เราก็ไม่อยากนั่งแท็กซี่ไปไหนมาไหนเนื่องจากค่าโดยสารที่ค่อนข้างสูง แต่เราก็ไม่มีทางเลือกมากนัก คนอาจคิดว่าคนพิการไม่ค่อยออกไปไหนหรอกหรืออาจอยู่แต่ในบ้าน ทั้งที่จริงๆ แล้วคนพิการก็คือคน พวกเราออกไปใช้ชีวิต ออกไปเรียนหนังสือ ออกไปทำงาน ออกไปเที่ยวกับเพื่อน คนพิการก็ต้องการระบบขนส่งสาธารณะที่ดีเพื่อใช้ชีวิตและหวังว่าจะมีการปรับเปลี่ยนรถเมล์ด้วยความใส่ใจถึงทุกคนในสังคม เพื่อให้คนพิการมีทางเลือกในการเดินทางเพิ่มขึ้นในอนาคต” 


เดินคนเดียวคงไม่เหงาเพราะมีเสาอยู่ตลอดทาง


เราจะเดินผ่านทางเท้าแคบๆ ที่ชำรุดยังไงดี


ให้เพื่อนช่วยพยุงน่าจะปลอดภัยกว่าเดินเอง


โอ้


เกาะเสาเดินเพราะทางเท้าแคบและขรุขระ


หมับเข้าให้


ไม่จูงมือเพื่อนคงได้กบหลายตัวแน่ๆ


ที่นั่งป้ายรถเมล์ เบรลล์บล็อก และรถขายของ


นี่ไงป้ายรถเมล์ที่เรารอ


มีทั้งหิน ดิน น้ำ น่าจะเป็นเรื่องของฮวงจุ้ยแหละ


อุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ ริมทางเท้า


คนนั่งรอรถเมล์วางเท้าพอดีกับเบรลล์บล็อก


รวมพลังไว้ที่ขาเพื่อก้าวขึ้น เอ้าฮึบ!


บนรถเมล์


วินาทีตื่นเต้นคือตอนลงจากรถเมล์ชานสูง


ดีหน่อยที่รถเมล์คันนี้จอดเทียบทางเท้า


นั่งรอรถเมล์สายชานต่ำ


คราวนี้เป็นรถเมล์ชานต่ำ ก้าวขึ้นสบายกว่ารถเมล์ชานสูงนิดหน่อย


อยู่ในรถเมล์แล้ว


รถเมล์ชานต่ำก้าวลงง่ายแต่ยังยากสำหรับเรา


ถึงห้วยขวางแล้วต้องข้ามถนน ตัดสินใจข้ามด้วยอุโมงค์ MRT


เลื่อนไปไม่มีอะไรมากั้น


ถึงแล้ว!


นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างต่อเข้าออฟฟิศ


แล้วเจอกันใหม่ บาย!

Livingบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมรถเมล์ทางเท้าคนพิการการเดินทางรถเมล์ชานต่ำ
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble