ThisAble

คุยความหลากหลายในจักรวาล Marvel กับ ‘ริท’ สมาคมผู้คลั่งไคล้ซุปเปอร์ฮีโร่

ThisAble - 3 ชั่วโมง 50 นาที ago

คุยความหลากหลายในจักรวาล Marvel กับ ‘ริท’ สมาคมผู้คลั่งไคล้ซุปเปอร์ฮีโร่

จักรวาล MCU หรือ Marvel Cinematic Universe เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์จักรวาลภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมจากคนดูต่อเนื่องยาวนานถึง 1 ทศวรรษ ประกอบไปด้วยภาพยนตร์กว่า 25 เรื่อง รวมถึงซีรีย์อีกนับไม่ถ้วน  ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวก็มักมีกระแสหรือเกิดเป็นปรากฎการณ์ เช่นตัวละครที่หลายคนรู้จักอย่าง ไอรอนแมน กัปตันอเมริกาหรือธอร์ ก็อยู่ในจักรวาลมาร์เวลแห่งนี้เช่นกัน

หากมองจักรวาลหนังแห่งนี้ เราจะเห็นความแตกต่างหลากหลายของตัวละคร ทั้งความพิการ ความหลากหลายทางเพศ มีฮีโร่จำนวนมากที่เป็นคนชายขอบหรือนำเสนอประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเฉียงอยู่ในสังคมที่ถูกนำมาเป็นสารตั้งต้นในการสร้างเนื้อหาหรือผลิตตัวละคร เช่น แบล็กแพนเธอร์ ที่เล่าถึงกษัตริย์ชัลล่า แห่งอาณาจักรวากานด้า ซึ่งมีเทคโนโลยีล้ำสมัย เขาต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงในสังคมหลังตัวเองกลายเป็นราชา ทั้งเรื่องการช่วงชิงอำนาจที่หนังได้ซ่อนนัยยะเรื่องพื้นที่และการยอมรับสถานะคนผิวดำ ทำให้แบล็กแพนเธอร์ถูกพูดถึงและได้รับการยอมรับว่ามีประเด็นที่แข็งแรงและสะท้อนคุณค่าเชิงสังคมที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง อย่างเช่นประโยคที่พูดถึงบริบทการเมืองในสหรัฐที่ว่า

“In times of crisis the wise build bridges, while the foolish build barriers.” ในช่วงวิกฤตคนฉลาดจะสร้างสะพาน ในขณะที่คนโง่สร้างกำแพงกั้น - Black Panther

ช่วงลางปี 2021 ภาพยนตร์เรื่องชางชีกับตำนานของกลุ่มเท็นริงส์ได้ออกฉาย โดยตั้งใจที่จะสื่อสารความเป็นเอเชียเชื้อสายจีน ทั้งทางด้านวิธีคิดและวัฒนธรรมของคนเอเชีย ผ่านผู้กำกับที่มีเชื้อสายเอเชียเช่นเดียวกัน 

หรือเรื่องล่าสุดอย่างอีเทอนัลหรือฮีโร่พลังเทพเจ้า ซึ่งกำกับโดยโคอี้ เจา ผู้กำกับชาวจีนเจ้าของรางวัลออสการ์ หนังเรื่องนี้ได้รับการพูดถึงในเรื่องความหลากหลายของนักแสดงและตัวบท ที่มีทั้งตัวละครหูหนวกและคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เช่น ตัวละครที่ชื่อมัคคารี แสดงโดยลอเรน ริดลอฟ นักแสดงวัย 41 ปี จากซีรีย์ เรื่อง The Walking Dead ซึ่งเป็นคนหูหนวกมาตั้งแต่กำเนิด ก็ได้มาร่วมอยู่ในจักรวาลแห่งนี้ด้วย

แน่นอนว่าหลังจากหนังออกฉาย แพลตฟอมสำหรับเรียนภาษา Preply รายงานว่า ผู้คนให้ความสนใจภาษามือกันมากขึ้นเห็นได้จากยอดการค้นหาคำว่า เรียนภาษามือที่ถูกค้นหาเพิ่มมากขึ้นกว่า 250 เปอร์เซ็นต์ ตัวนักแสดงอย่างลอเรนก็ให้สัมภาษณ์ว่า หนังเรื่องนี้มีความหมายต่อลูกชายทั้งสองของเธอ ซึ่งเป็นคนหูหนวกเหมือนกัน เพราะหนังยืนยันคุณค่าว่า คนหูหนวกเองก็เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ได้ รวมถึงการยอมรับและการเห็นคนหูหนวกเติบโตในสังคมด้วย

ฝั่งของซีรีย์ก็มีหลายเรื่องที่เกี่ยวกับคนพิการและความหลากหลาย อย่างล่าสุดเพิ่งประกาศพัฒนาซีรีย์ชื่อเอคโค่ ซึ่งเป็นภาคแยกต่อจากซีรี่ย์ฮอคอาย เนื้อหาเล่าถึงมายา โลเปซ เป็นตัวละครหูหนวก รับบทโดยอลาควา ฟ็อกส์ นักแสดงชาวอเมริกันซึ่งเป็นคนหูหนวกเหมือนกันกับตัวละคร 

อีกหนึ่งเรื่องที่กำลังจะเข้าฉายทาง Disney Plus ในช่วงปีหน้าคือมิสมาร์เวล ซีรีย์เล่าชีวิตของกมลา ข่าน สาวชาวปากีสถานที่อาศัยอยู่ในนิวเจอร์ซีย์ เธอเป็นตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่มุสลิมคนแรก นอกจากเรื่องของการต่อสู้กับวายร้ายแล้ว ตัวละครมิสมาร์เวลยังเล่าถึงถึงการตีตราคนมุสลิมในสังคม ครอบครัวและการตั้งคำถามกับศรัทธาของตัวเองอีกด้วย

หากย้อนดูจะพบว่า บทบาทคนพิการในจักรวาลมาร์เวลไม่ได้เพิ่งเริ่มก่อร่างสร้างตัวในช่วงหลัง ตัวละครที่มีความพิการหรือสูญเสียฟังก์ชั่นการใช้ชีวิตอย่าง สตีเฟ่น สเตรจหรือนิก ฟิวรี่ก็มีความพิการ เพียงแต่ยังไม่ค่อยถูกพูดถึงหรือยังไม่เห็นชัดเจน แต่ในยุคหลังความหลากหลายกลายเป็นคุณค่าที่ค่ายหนังและผู้สร้างสรรค์อยากจะนำเสนอมากขึ้นและมีผู้ชมที่ละเอียดอ่อนกับความหลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย 

อะไรจะเกิดขึ้นกับจักรวาลแห่งนี้และความหลากหลายจะเป็นคุณค่าใหม่ที่คงอยู่กับเราอีกยาวนานแค่ไหน ชวนคุยกับ ริท จากสมาคมผู้คลั่งไคล้ซุปเปอร์ฮีโร่ หนึ่งในคนที่รู้เรื่องซุปเปอร์ฮีโร่มากที่สุด เพื่อสำรวจว่าในจักรวาลนี้ประกอบไปด้วยความหลากหลายอย่างไรและทำไมกระแสความหลากหลายถึงแทรกซึมเข้ามาได้อย่างแนบเนียน

ใน MCU มีตัวละครที่มีความหลากหลายตัวไหนน่าสนใจบ้าง

ริท: ตัวละครหนึ่งที่รู้สึกว่าเขาบาดเจ็บมากๆ ก็คือวานด้า จากซีรีย์วานด้าวิชั่น  เพราะเจอเรื่องร้ายมาเยอะมากจนเป็นแผลอยู่ในใจ ล่าสุดในซีรีย์วันด้าวิชั่น เขาเสียคนรักและคนรอบตัวจนตัวเองสติแตก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ บวกกับโดนเป่าหูจึงทำให้เกิดเหตุการณ์ในซีรีย์ ตั้งแต่ผ่านสงคราม สูญเสียครอบครัวและสูญเสียคนรัก

ที่จริงวานด้ากับธอร์แทบไม่ต่างกันเลย แต่ความเจ็บปวดของธอร์ถูกบดบังด้วยเรื่องความเป็นกษัตริย์ เลยทำให้เหมือนเขาผ่านเรื่องร้ายๆ ไปได้เร็วกว่าคนอื่นทั้งตอนที่แม่เสีย พ่อเสีย ดาวแตก แต่เรากลับรู้สึกว่าเห็นมุมของการสูญเสียจากวันด้ามากกว่า อาจเพราะเธอเป็นมนุษย์เหมือนกันและเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นบนโลก จนทำให้เธอมีอาการคล้ายกับคนที่เป็นโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงหรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder)

ในคอมมิคเป็นมีเรื่องความหลากหลายและคนพิการหรือไม่

ในคอมมิคมีความหลากหลายอยู่แล้ว บางตัวละครมีผิวดำบางตัวละครถูกเปลี่ยนให้ตรงกับหนัง ที่กำลังออกมา เช่น ตัวล่าสุดอย่างมัคคารี ในคอมมิค ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ชายกล้ามใหญ่ วิ่งเร็ว แต่ก็ถูกเปลี่ยนตามหนังให้เป็นชายผิวดำ และหูหนวก เราคิดว่าเขาปรับเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้าดูหนังแล้วอ่านคอมมิคก็จะไม่งง

ความหลากหลายถูกเล่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วในคอมมิคเช่น ใน X-men ตัวละครอย่างวูฟเวอรีน จีนเกรย์ และสก๊อต สามคนนี้เป็นไบเซ็กชวล ถ้าในอนาคตหนังจะสร้างให้ทั้งสามคนเป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศ  ก็คิดว่าก็ไม่แปลก

สำหรับในมาร์เวล ความพิการที่เห็นได้คือ แดร์เดวิล ที่ตาบอดจากการโดนสารเคมี ตัวละครนี้เป็นฮีโร่คลาสสิกที่มีมานานมากแล้ว เขาจับความเคลื่อนไหวผ่านเรดาร์ แทนการมองเห็น ส่วนตัวเราคิดว่าความหลากหลายเป็นสิ่งที่ทำกันมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ถูกมองเห็นมากขึ้นในปัจจุบันมากกว่า

เหมือนเราเห็นความหลากหลายมากขึ้นใช่ไหมในหนังยุคหลังไม่ว่าจะเป็น ชางชี แบล็กแพนเธอร์ หรืออีเทอนัล

ด้วยความที่มาร์เวลเป็นจักรวาลซุปเปอร์ฮีโร่ที่อยากเข้าถึงคนทุกกลุ่ม ตัวละครอย่างแบล็กแพนเธอร์ก็ทำให้คนผิวดำหรือกลุ่มแอฟริกันอเมริกันชอบมาก เพราะทำให้พวกเขาเห็นวัฒนธรรมของตัวเองในหนัง หรืออย่างชางชีที่ทำให้เห็นวัฒนธรรมความเป็นเอเชีย หรือเรื่องความหลากทางเพศ ในเรื่องอีเทอนัลประเด็นคนพิการก็ถูกนำมาใส่ทั้งที่ในคอมมิคก็ไม่มีมาก่อนเช่นกัน  อย่างไรก็ดี การใส่ความหลากหลายลงไปไม่ได้ใส่อย่างยัดเยียดผ่านการทำให้เป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าจะมีคนพิการหรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เพราะความสมบูรณ์พร้อมของฮีโร่ในปัจจุบันไม่ได้เหมือนกับที่เคยเป็นหรืออย่างที่เคยนิยามแล้ว 

หากถามต่อว่าความหลากหลายจะเวิร์คไหมในอนาคต เราคิดว่าต้องดูเป็นเรื่องๆไป เขาก็คงต้องประเมินจากผู้ชม เช่น หากกัปตันอเมริกาให้เป็นเกย์คนดูจะโอเคไหม อย่างกรณีซุปเปอร์แมนผิวดำก็มีทั้งกระแสต่อต้านและยอมรับ หรือที่เปิดตัวว่า จอน เคล็น ในซุปเปอร์แมนว่าเป็นไบเซ็กชวล ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเคยคบกับผู้หญิง คนดูก็รู้สึกถูกยัดเยียด ฉะนั้นอาจขึ้นอยู่กับวิธีเล่าว่า จะทำให้คนเชื่อได้มากแค่ไหน หรือการให้เหตุผลว่าซุปเปอร์แมนซึ่งเคยเป็นตัวละครที่มีบุคลิกเป็นชายตายตัวประมาณหนึ่ง หากเปลี่ยนเป็นไบเซ็กชวลก็ควรจะมีคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผล

อย่างไรก็ดี เราคิดว่าการนำเสนอความหลากหลายเป็นเรื่องที่ดี เราน่าจะได้มีโอกาสเห็นอะไรใหม่ๆ เพรารู้สึกว่าหนังซุปเปอร์ฮีโร่ค่อนข้างมีรูปแบบซ้ำ ตัวละครได้พลังมา ต่อสู้กับวายร้ายแล้วชนะ เราอยากเห็นการนำเสนอและตีความในแบบใหม่บ้าง สิ่งต้องคำนึงคงมีแค่ใส่ความหลากหลายยังไงให้คนดูไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดและมีเหตุผลเพียงพอ

คิดว่าเราจะได้เห็นอะไรในจักรวาลซุปเปอร์ฮีโร่ต่อจากนี้

เรื่องมัลติเวิร์สน่าสนใจมากนะ นอกจากปีเตอร์ ปาร์คเกอร์เป็นสไปเดอร์แมนแล้ว ยังมีสไปเดอร์แมนอีกหลายคนกระทั่งตัวละครอย่างโลกิเองเราก็ได้เห็นว่ามีทั้งโลกิที่เป็นผู้หญิง เป็นคนแก่ เป็นเด็กหรือเป็นจระเข้ ทั้งหมดเป็นตัวละครชื่อเดิมแต่บุคลิกหลากหลาย ความแปลกใหม่ของความหลากหลายที่เกิดขึ้นเป็นยุคสมัยของมัน ในวันหนึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็อาจเป็นเรื่องปกติธรรมดา เราอาจไม่รู้สึกว่าการมีคนพิการหรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องแปลก และอาจมีคุณค่าใหม่ๆ ที่อยากจะนำเสนอเกิดขึ้นต่อไป



 

Culture & Artรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมMarvelMCUสมาคมผู้คลั่งไคล้ซุปเปอร์ฮีโร่
Categories: ThisAble

3 ธันวาคม วันคนพิการสากล “ทุกเรื่องเกี่ยวกับเรา ต้องมีเรา”

ThisAble - Fri, 2021-12-03 11:23

นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 องค์การสหประชาชาติ (United  Nations) ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปีเป็น "วันคนพิการสากล" (International day of persons with disability) เพื่อรำลึกถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2525 สมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติได้รับรองแผนปฏิบัติการโลกว่าด้วยเรื่องคนพิการ (WPA-World Programme of Action concerning Disabled Persons)

วันคนพิการสากลนอกจากจะเป็นวันสร้างความเข้าใจต่อคนพิการและสนับสนุนให้คนพิการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีแล้ว วันนี้ยังเกิดขึ้นเพื่อสร้างความตื่นตัวของสังคมที่มีต่อคนพิการและระลึกถึงความเท่าเทียมทางโอกาสผ่านการมีกฎหมายคนพิการผ่านการสนับสนุนให้ประเทศต่างๆ เฉลิมฉลองวันคนพิการสากล

ในปี 2021 นี้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้ออกสารเนื่องในวันคนพิการสากลใจความว่า การตระหนักถึงสิทธิ การเป็นตัวแทนและความเป็นผู้นำของคนพิการจะสร้างอนาคตที่เดินไปร่วมกัน ซึ่งการทำให้เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยทุกคนรวมทั้งคนพิการ เพื่อบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามที่องค์กรคนพิการทั่วโลกต่างเชื่อในสิ่งเดียวกันที่ว่า ‘Nothing about us, without us’ หรือ ‘ทุกเรื่องเกี่ยวกับเรา ต้องมีเรา’ ช่วงที่ผ่านมา โควิด-19 ทำให้เห็นอุปสรรคและความไม่เท่าเทียมที่คนพิการกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญ พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการระบาดใหญ่ การรับมือและการเยียวยาสถานการณ์ดังกล่าวจึงควรเข้าถึงได้โดยทุกคนโดยปราศจากความอยุติธรรมและการเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ต้องขยายโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีและความเข้มแข็งขององค์กรเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม การเข้าถึงและความยั่งยืนหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดจบสิ้นลง ในโอกาสนี้ได้เรียกร้องให้ทุกประเทศดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและขจัดอุปสรรคทางกฏหมายสังคม เศรษฐกิจ และอุปสรรคอื่นใด บนฐานของการมีส่วนร่วมของคนพิการและองค์กรผู้แทนคนพิการ โดยต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา การต่อสู้เพื่อสิทธิคนพิการทั่วโลกก่อให้เกิดแนวคิดต่างๆ ที่เป็นรากฐานอันแข็งแกร่งของงานด้านคนพิการ ย้อนกลับไปในปี 1970 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เวลานั้นเนื่องจากยังไม่มีกฏหมายคุ้มครองคนพิการ คนพิการจึงถูกเลือกปฏิบัติ เข้าไม่ถึงและไม่สามารถมีส่วนร่วมกับสังคมได้อย่างกว้างขวางผ่านอุปสรรค 4 ด้าน ได้แก่ อุปสรรคทางกายภาพ, อุปสรรคทางข้อมูลข่าวสาร, อุปสรรคทางกฎหมายและการบังคับใช้ และอุปสรรคทางความเชื่อและวัฒนธรรม อย่างไรก็ดีคนพิการเองไม่ได้ยอมจำนน พยายามรวมตัวต่อสู้เรียกร้อง กดดัน ปิดถนน ยึดสถานที่รัฐเพื่อให้เกิดกฎหมายยุติการเลือกปฏิบัติและได้เกิดกฏหมายฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ซึ่งใช้หลักคิดทางการแพทย์มากกว่าที่จะคำนึงถึงสิทธิ ความเสมอภาคและศักดิ์ศรีของคนพิการ คนพิการจึงชุมนุมใหญ่อีกครั้งเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลผ่านกฎหมาย 504 ซึ่งเป็นกฎหมายที่สร้างความเท่าเทียมให้คนพิการอเมริกันและเป็นต้นแบบของการพัฒนาเป็นกฎหมายคนพิการอเมริกัน (ADA – American with Disabilities Acts) ที่ใช้จนกระทั่งปัจจุบัน

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งกระแสเคลื่อนไหวสำคัญในสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นควบคู่กัน ก็คือการเกิดขึ้นของแนวคิด ‘การดำรงชีวิตอิสระ’ หรือ ‘IL-Independent Living’ ที่มีเอ็ด โรเบิร์ต นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน นักศึกษาพิการของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองเบิร์กเล่ย์ สหรัฐอเมริกา สาขาวิชารัฐศาสตร์ เป็นคนริเริ่ม เขาพิการด้วยโปลิโอและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิของคนพิการหลังจากที่ถูกปฏิเสธการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพราะมีความพิการมากเกินไป เหตุการณ์นี้ทำให้เพื่อนนักศึกษารวมตัวเรียกร้องให้จัดตั้งองค์กรบริการผู้ช่วยคนพิการและเกิดศูนย์การดำรงชีวิตอิสระ (CIL : Center for independent living) ที่จะช่วยให้คนพิการมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ต้องถูกครอบงำภายใต้อำนาจที่เหนือกว่าอย่างครอบครัว และเป็นกลไกที่ทำให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเพราะเชื่อว่าพลังแห่งการตัดสินใจจะทำให้คนพิการสามารถกำหนดชีวิตตัวเองได้

จากการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เบิร์กเล่ย์กลายเป็นเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากที่สุด แนวทางการดำรงชีวิตอิสระได้ขับเคลื่อนไปทั่วโลกทั้งในแคนาดา อังกฤษ สวีเดน ญี่ปุ่น รวมทั้งในประเทศไทย โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนพิการดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ เท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์

ในระดับสากล แนวคิดการดำรงชีวิตอิสระถูกกำกับและรับรองอยู่ในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ชื่อ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD-Convention on the Rights of Persons with Disabilities) ที่เกิดขึ้นในปี 2549 และไทยลงสัตยาบันแล้วเมื่อปี 2551 หากดูตาม CRPD จะพบว่า ในบทที่ 14 ได้เน้นย้ำถึงเรื่องเสรีภาพและความปลอดภัยว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของคนพิการนั้นเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เช่นเดียวกับในบทที่ 19 ที่นอกจากจะระบุสิทธิของปัจเจกแล้วยังย้ำว่า รัฐยังต้องสนับสนุนให้คนพิการอยู่ในชุมชนอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนตามความหมายของการดำรงชีวิตอิสระ การเน้นย้ำเช่นนี้นับเป็นการย้ำเตือนว่า คนพิการเป็นเจ้าของชีวิต เป็นคนที่มีอนาคต สามารถตัดสินใจ สามารถอยู่กับคนอื่นหรือชุมชนได้โดยรับการช่วยเหลือจากผู้ช่วยคนพิการในสิ่งที่ทำไม่ได้

อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบันแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระและระบบผู้ช่วยคนพิการในไทยก็ยังไม่เข้มแข็งนัก ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญไทยหลายฉบับได้สอดแทรกแนวคิดดังกล่าวไว้ผ่านการระบุเจตนารมณ์ให้คนพิการ ‘พึ่งพาตัวเองได้’ แต่ก็ยังไม่ละการสงเคราะห์และมีแนวทางปฏิบัติอย่างสวนทางดังที่ศุภชีพ ดิษเทศ นายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศระบุว่า จำนวนของผู้ช่วยคนพิการไม่สอดคล้องกับผู้รับบริการที่มีมากกกว่าแสนคน ปัจจุบันผู้ช่วยได้ค่าแรงต่ำและมีนโยบายที่ขึ้นอยู่กับส่วนกลาง ไม่กระจายอำนาจและมีเงื่อนไขการอบรมผู้ช่วยที่ซับซ้อน เช่นเดียวกับที่ธีรยุทธ สุคนธวิท ผู้อำนวยการศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการนนทบุรี ระบุไว้สอดคล้องกันว่า การจัดการผู้ช่วยคนพิการยังไร้ประสิทธิภาพ ทั้งการให้หาลูกค้าคนพิการใกล้บ้านแล้วทำใบสัญญาเองโดยไม่สนใจว่าเป็นคนพิการรุนแรง ผู้ช่วยจึงเลือกเคสที่ไม่ต้องทำอะไรเยอะ แค่วัดความดัน อ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง บีบนวด ซื้อขนม นั่งคุยเล่น ฯลฯ โดยไม่ตอบเจตนารมณ์ของกฎหมาย อีกทั้งผู้ช่วยหลายคนมักบอกคนพิการว่าทำงานด้วยจิตอาสาโดยไม่มีค่าตอบแทน คนพิการจึงไม่กล้าใช้งาน ไม่กล้าให้ช่วยเหลือ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้งานด้านคนพิการของนานาประเทศจะมีแนวทางปฏิบัติตามที่ได้ลงสัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ แต่นิยามและการพิจารณาความพิการก็มีความต่างกัน บ้างก็มองคนพิการเป็นผู้ที่เผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงหรือมีส่วนร่วมในสังคม เช่นใน CRPD มองว่าคนพิการคือคนที่มีความบกพร่องด้านกายภาพ จิต สติปัญญาและประสาทสัมผัสเป็นระยะเวลานาน ที่ส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างเต็มที่ มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกับคนอื่นในสังคม หรือใน ADA ที่นิยามความพิการสอดคล้องกันว่า ความพิการคือความบกพร่องทางกายภาพหรือทางจิตซึ่งจำกัดกิจกรรมหลักในชีวิต รวมถึงคนที่เคยมีความบกพร่อง คนที่อาจจะเกิดความพิการและยังได้กำหนดว่าจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการด้วย

แตกต่างจากที่พระราชบัญญัติส่งสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการที่มองว่า ความพิการเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงได้ ผ่านการนิยามว่าคนพิการคือบุคคลที่มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจวัตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหวการสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา การเรียนรู้หรือความบกพร่องอื่นใด ประกอบกับมีอุปสรรคในด้านต่างๆ และมีความจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใดเพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป ตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประกาศกำหนด เป็นต้น นั่นทำให้การกำหนดสิทธิ สวัสดิการและการคุ้มครอง ปกป้องที่เกี่ยวข้องกับคนพิการถูกจัดทำขึ้นแตกต่างกันตามทัศนะของนิยาม

ในไทย การเคลื่อนไหวที่สำคัญในเรื่องการพิทักษ์สิทธิคนพิการเกิดขึ้นเมื่อพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการปี 2534 ได้ถือกำเนิด ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการปี 2550 และแก้ไข 2556 ทำให้ไทยมีภาระผูกพันธ์ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเสรีภาพขั้นพื้นฐานและความเสมอภาค

แต่อย่างไรก็ดี แม้ พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นกฏหมายคนพิการที่ก้าวหน้าและครอบคลุมในเรื่องสิทธิคนพิการแต่ก็ยังมีข้อกังขาถึงเรื่องการบังคับใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพและการกำหนดนโยบายเชิงสงเคราะห์ อีกทั้งยังมีข้อกังวลว่ากฏหมายสูงสุดของประเทศอย่างกฏหมายรัฐธรรมนูญก็อาจไม่ครอบคลุมถึงสิทธิของคนพิการ เช่น การสนับสนุนทางการศึกษาและสิทธิในการเข้าถึงสภาพแวดล้อมอันเป็นสาธารณะที่ได้หายไปในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ทำให้คนพิการยังเผชิญกับปัญหาการเลือกปฏิบัติ การเดินทาง การประกอบอาชีพ การศึกษา การเข้าถึงสวัสดิการด้านต่างๆ และไม่สามารถมีส่วนร่วมกับสังคมได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายว่า การต่อสู้เรื่องสิทธิคนพิการในไทยจะดำเนินไปอย่างไรจึงจะทำให้คนพิการมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีส่วนร่วม เข้าถึงและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังดังเช่นที่เคยเป็น

 

อ้างอิง

MESSAGE ON INTERNATIONAL DAY OF PERSONS WITH DISABILITIES
https://www.un.org/development/desa/disabilities/wp-content/uploads/sites/15/2021/11/SG-Message-Disability-FINAL.pdf

คนพิการรุนแรง ผู้ช่วยและการตัดสินใจเลือกชีวิตด้วยตัวเอง
https://thisable.me/content/2019/07/539

“PA” ผู้ช่วยคนพิการ งานหลักคือให้คนพิการได้ “ตัดสินใจ”
https://thisable.me/content/2017/08/261

ประมวลม็อบคนพิการ 10 ธันวา ชี้รัฐต้องสนับสนุนอาชีพ-รัฐสวัสดิการ-แก้รัฐธรรมนูญ
https://thisable.me/content/2020/12/675

3 ธันวาคมวันคนพิการสากล และสิทธิที่ยังเข้าไม่ถึงของคนพิการไทย
https://www.posttoday.com/politic/columnist/639427

 

Socialบทความคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนต่างประเทศวันคนพิการสากลคนพิการindependent livingผู้ช่วยคนพิการ
Categories: ThisAble

รู้จัก 'การออกแบบเพื่อทุกคน' ที่ทำให้คนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโดยปราศจากการกีดกัน

ThisAble - Thu, 2021-12-02 12:25

คนพิการที่มีแขนหนึ่งข้าง คนที่เกิดอุบัติเหตุจนแขนต้องใส่เฝือกชั่วคราว แม่ที่ต้องอุ้มลูกด้วยแขนข้างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา แม้ทั้งสามคนนี้มีหลายอย่างที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่มีเหมือนกัน ณ ขณะนี้ ก็คือ พวกเขาทั้งหมดกำลังใช้ชีวิตด้วยแขนเพียงข้างเดียว

แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยให้การใช้ชีวิตของพวกเขาเป็นไปอย่างสะดวก เพราะสิ่งของต่างๆ รอบตัวไม่ได้ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานอย่างแท้จริง แถมยังเป็นเรื่องปกติที่ผู้ออกแบบส่วนใหญ่มักออกแบบสินค้า เครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสถาปัตยกรรมต่างๆ ตามความรู้ ความคิด ประสบการณ์และความต้องการของตนเองเป็นหลัก แต่การทำเช่นนี้ กลับเป็นการผลักผู้คนมากมายจากการใช้งานของเหล่านั้นไป ทำให้พวกเขาไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่ง ไม่สามารถเข้าถึง และโดนกีดกันจากการจะใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคม

จากอุปสรรคที่เกิดขึ้นดังกล่าว ไมโครซอฟท์จึงได้ปล่อยคู่มือที่ชื่อว่า Inclusive 101 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการออกแบบเพื่อทุกคนหรือ Inclusive Design ให้มากขึ้น

การออกแบบเพื่อทุกคนคืออะไร

การออกแบบเพื่อทุกคน คือการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานที่แตกต่างและหลากหลายเป็นแกนหลัก ผ่านการมองดูว่าในสถานการณ์หนึ่ง มีใครบ้างที่โดนผลักออกจากการใช้สิ่งของหรือสิ่งอำนวยความสะดวกและหาวิธีในการออกแบบที่ทำให้คนที่ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพร่างกายแบบใด สภาพจิตใจเป็นอย่างไรหรืออยู่ในสถานการณ์ไหน ก็สามารถที่จะใช้หรือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างสะดวก กล่าวคือ การออกแบบเพื่อทุกคนไม่ใช่การออกแบบของหนึ่งสิ่งเพื่อให้ทุกคนใช้เหมือน ๆ กัน แต่เป็นการออกแบบของหนึ่งสิ่งเพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึงด้วยวิธีการที่หลากหลายและได้รับความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่ง โดยไม่ถูกผลักออกไปจากสังคม

Inclusive Design มีประโยชน์อย่างไรกับคน ‘ปกติ’

หลักสำคัญหนึ่งข้อที่ต้องมีสำหรับการออกแบบเพื่อทุกคน คือการกำจัดกรอบความคิดของความ ‘ปกติ’ ที่ฝังอยู่ในหัวทิ้งไปเสียก่อน เมื่อกำจัดออกไปแล้วก็มองทุกอย่างให้กว้าง กว้างมากพอที่จะรับรู้ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย และเราทุกคนต่างมีความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพร่างกาย จิตใจ หรือสถานการณ์ใดๆ ที่ทำให้ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสได้อย่างสะดวก เช่น อาจมีวันที่เราอยู่บนรถเมล์แล้วไม่ได้เอาหูฟังมาแต่อยากรับชมรายการโปรด การอ่านปากทำให้เราไม่เข้าใจว่าแต่ละคนในรายการพูดว่าอะไร แต่การมีคำบรรยายใต้ภาพทำให้เราสามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้พูดสื่อได้ คำบรรยายใต้ภาพนี้ยังทำให้คนหูหนวกและหูตึงสามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วยเช่นกัน และนั่นก็เป็นจุดมุ่งหมายหลักของการออกแบบเพื่อทุกคน

เริ่มต้นการออกแบบเพื่อทุกคน

การออกแบบเพื่อทุกคนเป็นแนวคิดและวิธีคิดที่จะทำให้การออกแบบสิ่งของ สถานที่หรือบริการใดๆ มีประโยชน์กับคนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การมุ่งไปสู่การออกแบบเพื่อทุกคนอย่างมีประสิทธิภาพมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่สามส่วน ได้แก่

1.     Recognize Exclusion การรับรู้ถึงการกีดกัน 

การกีดกันจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ออกแบบแก้ปัญหาโดยยึดเอาความต้องการของตนเองเป็นหลักแล้วผลักคนหลายคนออกไปโดยไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญคือการรับรู้ว่าการกีดกันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่บุคคลนั้นเผชิญอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องความบกพร่องทางสภาพร่างกายหรือจิตใจ

การรับรู้ถึงการกีดกัน คือการยอมรับว่าโลกของเราเป็นโลกแห่งการปฏิสัมพันธ์ ถ้าบุคคลสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่ได้เป็นอย่างดี คนๆ นั้นก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกและมีความสุขมากขึ้น เพราะฉะนั้นการมองว่าคนพิการเป็นผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายจึงทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกจึงเป็นเรื่องที่เก่าและขาดการมองอย่างเข้าอกเข้าใจ เพราะจริงๆ แล้วการที่คนพิการไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกเป็นเพราะสภาพแวดล้อมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ต่างหาก จึงทำให้การใช้ชีวิตของคนพิการยากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ออกแบบจึงควรคำนึงถึงการฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่ หาว่าอะไรในสถานการณ์ไหนบ้างเป็นสิ่งที่ทำให้คนบางคนถูกกีดกันจากการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่าง และหาวิธีที่จะทำให้คนจำนวนมากที่สุดสามารถอยู่ในสังคมและใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมได้โดยปกติ

2.     Learn from diversity การเรียนรู้จากความแตกต่าง

ผู้ออกแบบควรรับรู้ว่ามนุษย์มีความแตกต่างหลากหลาย การเปิดกว้างต่อสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอคือสิ่งที่จำเป็นกับการออกแบบเพื่อทุกคน การจะเข้าใจถึงความต้องการอันลึกซึ้งของผู้ใช้งาน ผู้ออกแบบควรต้องเข้าใจความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์เสียก่อน

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในด้านการปรับตัวอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนหรือเจอความลำบากอะไร มนุษย์ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์หรือสิ่งที่มีอยู่ได้ในที่สุด แต่สิ่งที่ผู้ออกแบบควรระลึกถึงไม่ใช่การมองว่าผู้ใช้งานสามารถปรับตัวเพื่อใช้ของสิ่งหนึ่งได้อย่างไร แต่เป็นชุดประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานได้รับ ความรู้สึก ความลำบากที่ต้องเจอและความสุขที่ได้รับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบควรต้องรับรู้และทำความเข้าใจและควรออกแบบสิ่งที่สามารถปรับให้ทุกคนใช้งานได้ ไม่ใช่บีบบังคับให้ผู้ใช้ต้องปรับตัวตามสภาพของสิ่งที่มีอยู่

3.     Solve for one, extend to many แก้หนึ่งปัญหา เพื่อคนมากมาย

องค์ประกอบนี้เหมือนกับสุภาษิตไทยที่ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว จริงๆ แล้วมนุษย์ทุกคนมีจุดร่วมมากมายในการใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พวกเราทุกคนต่างมีความสามารถและขีดจำกัดของความสามารถ หลายคนต้องเจอกับการกีดกันจากการเข้าถึงสิ่งของหรือบริการอะไรบางอย่าง ฉะนั้นการแก้ปัญหาอาจสามารถตอบโจทย์สำหรับผู้ใช้งานที่หลากหลายได้ เช่น เทคโนโลยีการสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับผู้ใช้งานที่พิการทางสายตาในขณะเดียวกันก็ยังมีประโยชน์อย่างมากกับผู้ใช้งานที่กำลังขับรถยนต์และใช้สายตามองไปยังถนน 

หลายคนอาจมองว่าการออกแบบโดยคำนึงถึงคนพิการนั้นเป็นข้อจำกัด แต่ความเป็นจริงแล้วมันกลับสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้งานได้เป็นจำนวนมาก เช่น การมีคำบรรยายใต้ภาพอาจถูกสร้างขึ้นเพื่อกลุ่มคนที่มีความลำบากในการได้ยิน แต่มันกลับสร้างประโยชน์ให้กับคนที่อยู่ในสถานที่เสียงดังหรือช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้การอ่านได้อีกด้วย เช่นเดียวกับการออกแบบรีโมทคอนโทรล ประตูเลื่อนอัตโนมัติ หนังสือเสียง อีเมล และสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ฉะนั้นการออกแบบที่ดีก็คือการออกแบบโดยคำนึงถึงข้อจำกัดนั่นเอง  

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนขึ้น คู่มือได้แบ่งผู้ใช้งานออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

(1)   ถาวร คือผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือจิตใจใดๆ โดยถาวร

(2)   ชั่วคราว คือผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถใช้ร่างกายบางส่วนได้ชั่วคราว

(3)   ตามสถานการณ์ คือผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

แผนภาพ Persona Spectrum นี้ ช่วยทำให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างผู้ที่มีความพิการถาวร ผู้ที่มีความพิการชั่วคราวและผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสได้อย่างสะดวกและยังแสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเพื่อคนกลุ่มหนึ่ง จะสามารถช่วยขยายจำนวนคนที่ได้รับประโยชน์จากการแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร

การออกแบบเพื่อทุกคนเป็นสิ่งที่ต้องทำในขั้นตอนการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานในสังคม เพราะมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมีสภาพร่างกายอย่างไรก็มีสิทธิที่จะเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นได้โดยเท่าเทียม

เป็นเวลานานแล้วที่ความพิการถูกทำให้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล เป็นความบกพร่องทางสภาพร่างกายหรือจิตใจ ที่ทำให้คนพิการไม่สามารถใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมใดๆ ได้โดยสะดวก แต่หากมีสภาพแวดล้อมที่ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานทุกคน ความลำบากในการใช้ชีวิตเนื่องจากความบกพร่องก็จะลดลงไป หรืออาจไม่มีเลย

ฉะนั้นการออกแบบเพื่อทุกคนจึงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปและหากทำได้ก็จะมีประโยชน์ต่อผู้คนมากมายไม่ใช่เพียงแค่คนพิการ

 

อ้างอิง

https://www.microsoft.com/design/inclusive/
https://www.toptal.com/designers/ux/inclusive-design

https://www.toptal.com/designers/ui/inclusive-design-infographic
http://www.inclusivedesigntoolkit.com/

Livingบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศการออกแบบเพื่อทุกคนUniversal Designคนพิการสิ่งอำนวยความสะดวก
Categories: ThisAble

คุยหลังดู “โจเซ่กับเสือและหมู่ปลา” จากรถเมล์ ปนิตา ถึงโจเซ่ และทะเลที่คนพิการไทยยังไปเองไม่ได้ (โว้ย)

ThisAble - Thu, 2021-11-18 20:56

“การเอื้อมมือคว้าสิ่งที่อยากได้มันน่ากลัว แต่นี่อาจจะเป็นโอกาสครั้งแรกและครั้งสุดท้าย” - โจเซ่

‘Josee The Tiger and The Fish’ (โจเซ่ กับเสือและหมู่ปลา) สร้างจากนวนิยายสั้น (light novel) ของ ‘ทานาเบะ เซย์โกะ’ ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1984 นวนิยายเรื่องนี้เคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เวอร์ชั่นญี่ปุ่นเมื่อปี 2003 และเวอร์ชั่นเกาหลีใต้ในปี 2020 นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสฉายในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาโดยได้รับการพูดถึงจากหลายๆ คนว่า เป็นอนิเมะที่ทำให้เข้าใจเรื่องความพิการมากขึ้น

เนื้อเรื่องเล่าถึง ‘โจเซ่’ หญิงสาวพิการนั่งวีลแชร์ที่อยู่กับคุณย่า เธอมีงานอดิเรกคือการวาดรูปและอ่านหนังสือ ในบ้าน พอไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกทำให้เธอหวังที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตของตัวเองอยู่เสมอ จนวันหนึ่งได้มีโอกาสพบกับ ‘สึเนโอะ’ นักศึกษาด้านชีววิทยาทางทะเลที่คุณย่าจ้างมาเป็นผู้ดูแล นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ครั้งใหม่ของเธอในรูปแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


การเข้ามาของสึเนโอะ ส่งเสริมให้โจเซ่ได้ลองออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ไปทะเล สวนสัตว์ ห้องสมุด ดูหนังในโรงภาพยนตร์ โดยหนังเล่าถึงมุมมองของคนพิการที่ไม่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตของตัวเองผ่านข้อจำกัดของร่างกาย นอกจากนี้เธอยังมีโอกาสได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ ค้นหาศักยภาพตัวเอง ในช่วงต้นของหนังเราจะเห็นความหงุดหงิดของเธอ ก่อนที่ช่วงกลางและปลายเรื่องบทบาทของเธอนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด

เพื่อให้เห็นภาพและสิ่งที่หนังพยายามเล่าเรื่องความพิการมากขึ้น เราชวนรถเมล์- ปนิตา ชวภัทนากุล นิสิตปริญญาเอกด้านจิตวิทยา เธอมีภาวะของโรคเส้นประสาทไขสันหลังเสื่อมหรือ Spinal Muscular Atrophy: SMA Type 2 และวีลแชร์และผู้ช่วยคนพิการถือเป็นส่วนหนึ่งที่มีความจำเป็นสำหรับเธอเหมือนกับโจเซ่ที่มีผู้ดูแล ร่วมพูดคุยหลังดูหนังจบเพื่อเพื่อสะท้อนภาพชีวิตจริงของคนพิการรุนแรง ในสังคมและสะท้อนว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการมีฝันของคนพิการ

**** คำเตือน บทสัมภาษณ์นี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง ****



► ความรู้สึกหลังดูจบเป็นอย่างไร
รถเมล์ : เรารออนิเมะเรื่องนี้มานานมาก ตั้งแต่ช่วงเข้าโรงที่ญี่ปุ่น ถ้าไม่ติดโควิด-19 ก็น่าจะมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม

พอดูแล้วรู้สึกชอบมาก ส่วนตัวเราเป็นคนที่อินอนิเมะอยู่แล้ว ภาพสวย รายละเอียดดี เนื้อเรื่องเป็นเรื่องของโจเซ่ นางเอกที่มีความพิการแล้วต้องนั่งวีลแชร์ เธอมีย่า ซึ่งไม่ค่อยอยากให้ออกไปข้างนอก เพราะมองว่าข้างนอกอันตราย เธอจะเปรียบเทียบคนอื่นเป็นเสือ มีความหมายว่าคนใจร้าย ดังเช่นที่ในหนังทำให้เราเห็นว่า นางเอกเคยโดยเดินชนแล้วคนนั้นก็ไม่หันมาขอโทษ เสมือนเปรียบเทียบว่า คนพิการเมื่อออกไปสู่สังคมอาจไม่ปลอดภัยจริงๆ คนรอบตัวเป็นเสือหรือเปล่า

ส่วนตัวโจเซ่ แม้จะเข้าใจที่ย่าบอกว่าอยากให้อยู่บ้าน ไม่อยากให้ออกไปไหนเพราะอันตราย แต่เธอก็อยากจะออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง หากสังเกตรูปวาดของเธอก็มักจะเห็นภาพวาดของโลกกว้าง ของปลาในมหาสมุทร เปรียบเหมือนโจเซ่ที่อยากจะออกไปนอกบ้าน และทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อคุณย่าได้จ้างพระเอกหรือสึเนโอะมาเป็นผู้ดูแล



► ดูนางเอกเป็นคนขี้หงุดหงิดพอสมควรในช่วงต้น
รถเมล์ : เธอเป็นคนที่อ่านหนังสือมากแต่ไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์กับสังคม จึงมีความยึดโยงตัวเองค่อนข้างสูง เหมือนกับช่วงแรกยังมีจังหวะที่กดดันพระเอกอยู่ ต้องไปหาใบโคลเวอร์ต้องไปหาลายเสื่อ โจเซ่ค่อนข้างใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางเธอยังไม่ค่อยนึกถึงคนอื่น เหมือนกับคนพิการที่ไม่ค่อยได้เจอคนอื่น ก็จะมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ค่อนข้างน้อยตามไปด้วย และเธอเองก็เชื่อในสิ่งที่หนังสือที่ได้อ่านเพราะมองว่าเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว

ในความเป็นจริงก็มีคนพิการที่ขี้หงุดหงิด ถ้าไปอยู่ในจุดที่คุณย่าพูดซ้ำๆ ว่า การออกไปข้างนอกมันอันตราย แบบนี้ใครก็หงุดหงิด เพราะสำหรับเราแม้จะรู้ว่าข้างนอกอันตราย แต่ก็อยากออกไป อยากรู้ว่าอันตรายแบบไหน การไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกหงุดหงิด เหมือนถูกจำกัดเพราะเป็นคนพิการ เวลาเห็นย่ากลัวอันตรายในบริบทประเทศญี่ปุ่นแล้วก็นึกขำว่า ถ้าโจเซ่มาอยู่ไทยย่าก็คงช็อกไปแล้ว (หัวเราะ)

ไม่มีทางเป็นไปได้เลยถ้าโจเซ่เมืองไทยอยากไปทะเล ด้วยขนส่งสาธารณะ เราคงไม่มีภาพสวยๆ เหมือนในหนังแน่นอน นักศึกษาคนหนึ่งจะพาคนพิการนั่งวิลแชร์ไปทะเลยังไง หากไม่มีรถเป็นของตัวเอง



► สึเนโอะหรือผู้ดูแลที่เข้ามามีผลกับโจเซ่อย่างไร
รถเมล์ : คือถ้าดูจากในเรื่อง สึเนโอะเหมือนแฟนมากกว่าผู้ดูแล (หัวเราะ) เพราะเราเห็นแต่ภาพของการออกไปเที่ยวอย่างเดียว ซึ่งในความเป็นจริงการเป็นผู้ดูแลคนพิการมีหน้าที่ที่หลากหลายมากทั้งทำกับข้าว อาบน้ำ ดูแลชีวิตการใช้ชีวิตประจำวันทั้งหมด อาจเป็นเพราะโจเซ่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ประมาณหนึ่ง

ถ้าเปรียบเทียบกับเราที่ไม่มีแรงจะหยิบของด้วยตัวเองเมื่อมีผู้ช่วยคนพิการ (Personal Assistant) เขาเป็นคนหยิบมาให้ หรือเมื่ออยากจะย้ายตัวเองก็จะให้เขาเป็นคนช่วย ผู้ช่วยจะคอยสนับสนุนตามความต้องการของเรา ไม่ใช่การคิดแทน หรือตัดสินใจแทน ในช่วงแรกของหนังนางเอกอยากไปข้างนอก แต่พอคุณย่าสั่งห้ามว่าไม่ให้ออก ก็ทำให้สึเนโอะซึ่งเป็นผู้ดูแลสับสน และไม่ค่อยสนับสนุนความต้องการของโจเซ่สักเท่าไหร่ ทั้งที่เธออยากจะออกไปข้างนอก

คำสั่งทำให้ซึเนโอะสับสนว่าต้องทำตามคำสั่งใครกันแน่ หากเป็นในชีวิตจริง ทั้งคุณย่าและโจเซ่ควรจะคุยให้รู้เรื่อง และตกลงกันให้เรียบร้อยว่าไม่ให้ออกไปเพราะอะไร และโจเซ่อยากออกไปเพราะอะไร


► แล้วในความเป็นจริงการมีผู้ช่วยทำให้ชีวิตอิสระมากขึ้นไหม
รถเมล์ : แน่นอนว่าการมีคนช่วยเหลือทำให้เราได้ไปในที่ที่อยากไปมากขึ้น บางทีแม่หรือคนในครอบครัวก็มีหน้าที่ของตัวเองที่ต้องทำ เลยไม่สะดวกที่จะไปกับเราตลอดเวลา การมีผู้ดูแลจึงทำให้เราคล่องตัวมากขึ้น อย่างนี้เรื่องเมื่อสึเนโอะมาก็ทำให้คุณยายได้มีเวลาของตัวเองมากขึ้น

แต่สิ่งที่ต้องระวังสำหรับคนเป็นผู้ช่วยคือเรื่องของการคิดแทน การมีผู้ช่วยคือการสนับสนุนในส่วนที่เราทำเองไม่ไหว หรืออยากให้เขาช่วย ไม่ใช่ตัดสินใจแทนให้ทุกอย่าง เราเองก็ยังเจอการตัดสินใจแทนบ้าง เช่น เราจะตื่นเพื่อเตรียมตัวเรียนตอน 7 โมง แต่เขาคิดว่า เรานอนดึกตื่นสายบ้างก็ได้ เขาก็ไม่ปลุกเรา ทำให้แผนเราล่มหรือเวลาเราจะแต่งตัวออกข้างนอก

หรือเรื่องการแต่งตัวเขาบอกว่าให้ใส่ชุดอื่นเพราะใส่ง่ายกว่า แบบนี้คือการคิดแทนซึ่งทำไม่ได้ คนพิการต้องมีสิทธิในการตัดสินใจด้วยตัวเอง การเป็นผู้ช่วยไม่ได้หมายความว่ามีอำนาจเหนือคนพิการและความดื้อของโจเซ่ก็แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้กับการตัดสินใจแทนของคนอื่นเช่นกัน

ช่วงกลางเรื่องพอโจเซ่ได้ออกไปเจอสังคมเธอก็ดูสดใสมีชีวิตชีวามากขึ้น
ใช่ พอได้เห็นคนอื่นมากขึ้น จากช่วงแรกที่ไม่กล้าพูด ก็พูดเยอะขึ้น เหมือนกับคนพิการในชีวิตจริงที่ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านก็ไม่แปลกที่จะไม่กล้าพูด พอเจอคนก็รู้สึกกังวล เราออกข้างนอกบ่อยก็ไม่รู้สึกกังวล ไม่ประหม่า นอกจากนี้เราก็ยังเห็นคนไม่พิการที่งงๆ บ้างว่า ต้องช่วยเหลือคนพิการอย่างไรหรือจะต้องเริ่มปฏิสัมพันธ์แบบไหน



► พอคุณย่าเสียชีวิตของโจเซ่ก็เปลี่ยนไปเลย
รถเมล์ : โจเซ่ต้องดูแลตัวเองเมื่อต้องอยู่คนเดียว ในชีวิตจริงคนพิการอาจจะต้องประเมินว่า ระดับความพิการมากแค่ไหน ความพิการของโจเซ่อาจจะยังไม่ท้าทายมากเพราะยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในหลายเรื่อง เช่น เคลื่อนย้ายและจัดการตัวเองได้ บวกกับตัวเธออยู่ในบริบทสังคมที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการออกไปใช้ชีวิตในสังคมข้างนอก

ในอนิเมะอาจนำเสนอมุมเดียว คือการที่ออกไปเจอคนที่เป็นเสือหรือกลุ่มคนที่ค่อนข้างใจร้ายกับคนพิการ คนเห็นแก่ตัว แต่ในมุมอื่นๆของชีวิตคนพิการ เช่น เรื่องของ Universal Design ความลำบากที่คนพิการเจอจึงอาจต้องประเมินจากระดับ ความพิการและบริบทของสังคม ยิ่งพิการมากและอยู่ในสังคมที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกก็ยิ่งลำบากมาก

ในหนังจะเห็นว่า โจเซ่ได้รับการติดตามและประเมินจากนักสังคมสงเคราะห์ในพื้นที่ ช่วงหนึ่งเขาแนะนำให้เธอไปเป็นนักวาดภาพเพราะเธอชอบวาดรูป เขาหาหน่วยงานที่รองรับความฝันของเธอ ต่างจากในไทยที่ต้องหาเองว่า ที่ไหนเปิดรับคนพิการเข้าทำงาน โดยไม่มีคนช่วยคิดช่วยวางแผน และสนับสนุนให้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองมีพรสวรรค์ คนพิการบ้านเราต้องไปคอยดูว่าองค์กรไหนต้องรับคนพิการตามกฏหมายแต่ไม่ใช่การหางานตามความถนัดและความชอบอย่างที่เราอยากทำ



► เมื่อรู้ว่าซึเนโอะต้องไปเมืองนอก
รถเมล์ : ตัวละครตัวหนึ่งบอกกับโจเซ่ว่า ซึเนโอะจะต้องไปเรียนต่อที่เมืองนอก ที่เขายอมมาอยู่ด้วยเพราะว่าสงสาร เราว่าตรงนี้ใจร้ายมาก ทั้งเพราะคนที่มาบอกอิจฉาโจเซ่และต้องการให้โจเซ่แยกออกจากสึเนโอะ และคำพูดนี้นั้นแรงสำหรับคนพิการหลายคนอยู่เหมือนกัน

ล่าสุดเราก็เพิ่งโดนขณะขึ้นแท็กซี่เพื่อไปห้าง เขาถามว่า ขากลับมีรถหรือยัง ถ้ายังไม่มีเรียกเขาได้ จะมารับเพราะว่าเห็นแล้วสงสาร เราก็งงเหมือนกัน เพราะในความสงสารเขาก็คิดเงิน แถมยังขับรถแย่ เขามาสงสารอะไรก่อน

ส่วนโจเซ่กับสึเนโอะช่วงแรกของหนังแม้จะเป็นอารมณ์ของการจ้างงาน แต่ช่วงหลังเหมือนซึเนโอะจะชอบโจเซ่ก็เลยมาหาบ่อยๆ ผู้หญิงอีกคนจึงเข้าใจว่า มาหากันเพราะสงสาร เรื่องความสงสารเป็นมิติที่ดึงไม่ออกจากคนพิการสักที ในบ้านเราก็ใช้กันจนชินทั้งที่อาจทำร้ายจิตใจคนพิการ หากดูในอนิเมะแม้โจเซ่จะเลิกจ้างซึเนโอะไปแล้วแต่เขาก็ยังกลับมาหา นั่นแสดงให้เห็นว่าความรู้สึกเกินเลยความสงสารไปแล้ว



► การได้ออกไปเที่ยวสำหรับคนพิการรุนแรงมีคุณค่าขนาดไหน
รถเมล์ : ส่วนนี้อินมาก โจเซ่มีเรื่องคาใจเกี่ยวกับการไปทะเล เพราะเคยคุยกับพ่อไว้ว่ารสชาติของน้ำทะเลเป็นอย่างไร ช็อตนี้เชื่อมโยงกับเราที่เสียพ่อไปตั้งแต่ยังเด็ก เราเคยบอกพ่อไว้ว่าถ้าโตขึ้นจะออกไปใช้ชีวิตให้ได้ สุดท้ายพ่อเสียไปก่อน เรายังไม่ได้ใช้ชีวิตให้เขาเห็นเลย ตอนนี้เราก็เลยอยากจะใช้ชีวิตให้ดีอย่างที่เคยคุยกับพ่อเอาไว้ คำพูดของโจเซ่ที่บอกว่า ถ้าไม่พยายามตอนนี้จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว เลยรู้สึกตรงมาก

เราคิดว่า ทั้งหมดทั้งมวลหนังพยายามเน้นว่าทุกคนมีฝันได้ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่พิการ เกิดมาพิการไม่ได้แปลว่าไม่มีสิทธิฝัน หรือต้องใช้ชีวิตเพื่อหาเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว แต่อย่างที่เห็นว่า อยู่เมืองไทยคนพิการก็คงฝันยากหน่อย แค่ย้อนไปเรื่องผู้ช่วยคนพิการก็ยังเข้าไม่ถึง ฉะนั้นการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบธรรมดาทั่วไปก็ถือว่าเป็นเรื่องยากลำบาก พอพูดถึงเรื่องฝันของคนพิการก็คงยิ่งยากขึ้นไปอีก

Culture & Artรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนโจเซ่กับเสือและหมู่ปลารถเมล์ ภณิตาJosee The Tiger and The Fish
Categories: ThisAble

ประวัติศาสตร์โลกซึมเศร้า จากพระเจ้าลงโทษ สู่การเป็นอัจฉริยะและการรักษาทางการแพทย์

ThisAble - Fri, 2021-11-12 18:17

แม้ในทางการแพทย์ ภาวะซึมเศร้าเพิ่งมีเกณฑ์การวินิจฉัยอย่างเป็นมาตรฐานเมื่อประมาณ 69 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีซึมเศร้ากลับเป็นเรื่องที่พูดกันมาเป็นพันๆ ปีแล้ว หากแต่ บริบททางสังคมและความก้าวหน้าทางการแพทย์ส่งผลให้คำว่า ‘โรคซึมเศร้า’ และ ‘ซึมเศร้า’ มีความแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย 

ในยุคสมัยนี้โลกให้ความสำคัญกับภาวะซึมเศร้าอย่างมากและจัดว่าเป็นวิกฤตทางสุขภาพจิตที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ยิ่งมีคนป่วยเยอะ อัตราการฆ่าตัวตายยิ่งเพิ่มสูงขึ้น การฆ่าตัวตายไม่ได้เป็นเรื่องของคนๆ เดียวแต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อกันเป็นโดมิโน ดังทีองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาบอกว่าภาวะซึมเศร้านั้นเป็นสาเหตุสำคัญของความพิการที่เกิดขึ้นทั่วโลกและแทรกซึมอย่างมีส่วนร่วมหลักกับภาวะของโรคต่างๆ ในระดับโลก 

กว่าซึมเศร้าจะเป็นเรื่องที่ทั้งโลกต้องหันมาให้ความสนใจและยอมรับว่าเป็นความเจ็บป่วยเหมือนโรคทางกายอื่นๆ ภาวะนี้ผ่านความเข้าใจมาอย่างไรบ้าง Thisable.me ชวนย้อนดูว่า โลกซึมเศร้าในแต่ละยุคสมัยมีความหมายแปรผันไปอย่างไรบ้าง

เม-ลัง-โค-เลีย (Melancholia) ขื่อเรียกแรกของภาวะซึมเศร้า 

ฮิปโปเครติส (Hippocrates) แพทย์ชาวกรีกที่ต่อมาได้รับการขนานนามว่า บิดาการแพทย์ตะวันตกนั้นเชื่อว่า ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยของเหลว 4 ชนิด ได้แก่ เลือด น้ำดีเหลือง น้ำดีดำและเสมหะ โดยความร้อน ความเย็น ความชื้นและความแห้งจากสภาพแวดล้อมส่งผลให้ของเหลวในร่างกายเสียสมดุลจนทำให้เกิดความเจ็บป่วย



ฮิปโปเครติส  (Hippocrate)
อ้างอิงภาพ: wellcomecollection.org

 

และน้ำดีดำ (Black Bile) หรือภาษากรีกโบราณที่เรียก เมลังโคเลีย นี่แหละที่คนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า ดังนั้น ซึมเศร้าถูกขนานนามว่าเมลังโคเลีย โดยให้ความหมายว่า ความเจ็บป่วยทางจิตใจที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมีอาการหลักๆ ก็คือ ความรู้สึกโศกเศร้าและความกลัว เพราะเกิดจากร่างกายมีน้ำดีดำมากเกินไป

 

ยุคมืดของโลกซึมเศร้า

หลังจากจักรวรรดิโรมันล่มสลาย ความโกลาหลวุ่นวายจากการรุกรานของชนเผาต่างๆ ทำให้คนต้องการที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ จนคริสต์ศาสนากลายเป็นที่พึ่งทางใจ และยังเป็นเสาหลักของทุกเรื่องในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือเรื่องภาวะซึมเศร้าก็ถูกครอบงำภายใต้กรอบความคิดของคริสต์ศาสนาด้วย

ช่วงตอนต้นของยุคกลาง ใครที่ทำอะไรแตกต่างจากสังคมแค่นิดเดียว รวมถึงคนที่มีภาวะซึมเศร้าและแยกตัวออกจากสังคมไม่สุงสิงกับใคร ก็จะถูกโยงว่าเป็นพ่อมด แม่มด ซาตาน หรือมีผีร้ายเข้ามาสิงร่าง จึงเกิดวิธีขับไล่ผีออกจากร่างกายหลายรูปแบบ ไล่ตั้งแต่วิธีเบสิกทางศาสนา เช่น การสวดมนต์ ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ ไปจนวิธีการโหดเหี้ยมอย่างการเฆี่ยนตี จับถ่วงน้ำ ตัดหัวและเผาทั้งเป็น

นักบุญกาเตรีนาแห่งซีเอนากำลังทำพิธีกรรมขับไล่ผีร้าย

อ้างอิงภาพ: commons.wikimedia.org


 

 

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1585 เกิดเหตุการณ์การเผาแม่มด 3 คน ในเมืองบาเดน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยเดอะ วิเกียนา (The Wickiana )

อ้างอิงภาพ: en.wikipedia

 

 

ภาพผู้ต้องสงสัยว่าแม่มดถูกแขวนคอในประเทศอังกฤษ ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1655

อ้างอิงภาพ: en.wikipedia.org

แง่มุมทางเทววิทยามีอิทธิพลกับผู้คนช่วงยุคกลางตอนปลาย พวกเขาเชื่อว่า ความเจ็บป่วยเป็นเรื่องของจิตวิญญาณมากกว่าร่างกาย ดังนั้นภาวะซึมเศร้าจึงเกิดจากจิตวิญญาณที่ต่อสู้กับอาซีเดีย (Acedia; ภาษาละติน) และสโลธ (Sloth; ภาษาอังกฤษ) ที่หมายถึงความเกียจคร้าน การกระทำดังเกล่าจึงถูกมองว่าเป็นการกระทำที่พระเจ้าไม่ทรงโปรด และก่อความผิดบาป เทียบเท่ากับบาปกำเนิดและบาป 7 ประการ

 

 

บาปกำเนิด (Original sin) 

เกิดจากขัดคำสั่งของพระเจ้าห้ามเอวาชวนอาดัมให้กินผลไม้จากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว

อ้างอิงภาพ: metmuseum.org

 

บาป 7 ประการ

ทางคริสต์ทางศาสนานิกายโรมันคาทอลิกเชื่อว่ามนุษย์มีบาปในใจอยู่เจ็ดประการ ซึ่งบาปแต่ละประเภทก็จะแทนด้วยสัตว์ต่างๆ เช่น กบเป็นตัวแทนโลภะ งูเป็นตัวแทนความริษยา หมูเป็นตัวแทนตะกละ นกยูงเป็นตัวแทนอัตตาหรือความเย่อหยิ่ง เป็นต้น

อ้างอิงภาพ 

th.wikipedia.org


อยากเป็นอัจฉริยะ ก็แค่ทำตัวซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้าในยุคเรอเนสซองส์ได้รับอิทธิพลจากหนังสือชื่อว่า Problemata ได้เชื่อมโยงภาวะซึมเศร้ากับความเป็นอัจฉริยะ ผสมผสานกับแนวคิดของนักปราชญ์ชาวอิตาเลียนที่ชื่อว่ามาร์ซีลีโอ ฟีชีโน (Marsilio Ficino) ที่เชื่อว่าอิทธิพลของดาวเสาร์ที่แห้งเย็นและดำมืดเหมือนน้ำดีดำนั้นถูกโยงเข้ากับซึมเศร้าจะช่วยให้นักปราชญ์หยั่งรู้อนาคต เข้าถึงความลับของธรรมชาติและมีปัญญาสูงสุด หากนักปราชญ์สามารถเรียนรู้และควบคุมภาวะซึมเศร้าได้ 

 

มาร์ซีลีโอ ฟีชีโน (Marsilio Ficino)

อ้างอิงภาพ: wellcomecollection.org

 

เมื่อซึมเศร้าได้รับการตีความใหม่ นักปราชญ์และชนชั้นสูงในยุโรปตอนเหนือและอังกฤษจึงแกล้งทำตัวเป็นซึมเศร้าตามเทรนด์สมัยนั้น โดยมีชาวอิตาลีที่ได้รับอิทธิพลความคิดจากมาร์ซีลีโอ ฟีชีโนทำให้เกิดกระแสนิยมในยุคเรอเนสซองส์และอังกฤษสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ชุดความคิดนี้ปรากฎขึ้นอีกครั้งในยุควิทยาศาสตร์ แต่สิ่งต่างกันก็คือ  ยุควิทยาศาสตร์เชื่อว่า ระบบประสาทและสัญชาติญาณสัตว์อันละเอียดอ่อนเป็นสาเหตุทำให้คนซึมเศร้า ซึ่งถือได้ว่า เป็นลักษณะส่วนหนึ่งของบุคคลที่มีความอัจฉริยะ 

อิสระภาพและความเมตตากรุณาต่างหาก เป็นวิธีการรักษา

ในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซีกโลกตะวันตกเริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลจิตเวชขึ้นมา แต่เรียกว่าโรงพยาบาลก็เรียกได้ไม่เต็มปาก เพราะบรรยายกาศข้างในเหมือนกับคุกที่ยัดคนแปลกแยกในสังคมเช่น คนไร้บ้าน คนพิการ คนที่มีอาการทางจิต ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือภาวะซึมเศร้า ที่ถูกนับว่าเป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่ง โดยจะถูกคอยล่ามโซ่ไว้ไม่ให้หนีออกไปสู่สังคมคน ‘ปกติ’ 

ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 เริ่มมีคนรู้จักโรงพยาบาลเบธเลม ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชสมัยนั้น จากจาโคเบียดราม่าและบัดลาด  (Jacobean dramas and ballads) และละครของเชคสเปียร์เรื่อง Hamlet and Macbeth เพราะมีตัวละครบางตัวเป็นบ้า ทำให้ผู้ชมต่างสงสัยว่าคนบ้าเป็นอย่างไร โรงพยาบาลจึงตอบสนองความอยากรู้ของประชาชนโดยเปิดโรงพยาบาลให้คนภายนอกเข้าชม ซึ่งมีคนเข้าชมกว่า 96,000 คนและกลายเป็นสถานที่เที่ยวยอดฮิตอันดับสองรองจากมหาวิหารนักบุญพอลที่เดียวเท่านั้น 

 

 

โรงพยาบาลเบธเลม

อ้างอิงภาพ: wellcomecollection.org

ช่วงปี ค.ศ. 1676 โรงพยาบาลเบธเลมถูกปรับปรุงใหม่ออกแบบโดย รอเบิร์ต ฮุก (Robert Hooke) นักสำรวจเมืองที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจากพระราชวังตุยเลอรีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อสร้างเสร็จหลายคนบอกว่าเหมือนพระราชวังแวร์ซายมากกว่าโรงพยาบาลบ้า กระนั้นเองการปฏิบัติกับคนไข้อย่างโหดร้ายรุนแรงก็ยังอยู่ เช่นกรณีของวิลเลียม นอร์ริส (William Norris) ที่ถูกกักขังเดียวและยังล่ามโซ่ไว้กับเตียงมากว่า 12 ปีแล้ว 

 

 วิลเลียม นอร์ริส ในปีค.ศ. 1814

อ้างอิงภาพ: wellcomecollection.org

 

 

บรรยากาศภายในโรงพยาบาลเบธเลมโดยวิลเลียม โฮการ์ธ (William Hogarth) 

อ้างอิงภาพ: wellcomecollection.org

ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18  ฟิลิป พิเนล (Philippe Pinel) แพทย์โรงพยาบาลจิตเวชบิเซเทรอ (Bicêtre Hôpital) ในปารีสเห็นว่า วิธีการรักษาเดิมๆ ที่ป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรมนั้นไม่สมควรเกิดขึ้น จึงตัดสินใจปลดโซ่ตรวนคนป่วยท่ามกลางความตกใจของคนในสังคม เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าการกักขังล่ามโซ่ให้คนอยู่แต่ในโรงพยาบาลไม่ได้ช่วยรักษาโรค แต่อิสระ ความเมตตากรุณา จะช่วยรักษาโรคจิตเวชต่างๆ ได้


 

 

ฟิลิป พิเนล (Philippe Pinel)

อ้างอิงภาพ: en.wikipedia.org

 

 

ฟิลิป พิเนล ปลดโซ่ตรวจให้คนป่วยโรคจิตเวช

อ้างอิงภาพ: en.wikipedia.org

 

วิธีการรักษาซึมเศร้าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การันตีความสยดสยองด้วยรางวัลโนเบล

ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แพทย์พยายามคิดค้นวิธีการรักษาอาการซึมเศร้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นไม่ว่าจะการถ่ายเลือด (Bloodletting) การเจาะกะโหลกศีรษะ (Trephination) การบำบัดด้วยการฉีดอินซูสิน (Insulin Coma Therapy)  การกรักษาด้วยไฟฟ้า (Electroconvulsive therapy ;ECT) และอีกวิธีที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ การผ่าตัดเส้นประสาทกลีบสมองส่วนหน้า (Lobotomy) ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี ค.ศ.1949 วิธีการรักษาคือ การใช้เหล็กแหลมยาวเจาะเข้าไปที่เบ้าตาและใช้ค้อนตอกจนถึงสมอง แล้วตัดเนื้อสมองสีขาวของของสมองส่วนหน้าออก 

 

 

วอลเตอร์ แจ็กสัน 

แพทย์อเมริกาที่เชียวชาญการผ่าตัดการผ่าตัดเส้นประสาทกลีบสมองส่วนหน้า (Lobotomy)  

กำลังผ่าตัดคนไข้ในปีค.ศ. 1950 

อ้างอิงภาพ: npr.org

 

 

ฮาวเวิร์ด ดัลลี (Howard Dully) หนึ่งในผู้รับการผ่าตัดเส้นประสาทกลีบสมองส่วนหน้าที่มีอายุน้อยที่สุด 

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปีค.ศ. 1960 

อ้างอิงภาพ: npr.org

 

วอลเตอร์ รูดอล์ฟ เฮสส์ และ แอนโตนิโอ เอกัส โมนิซ

เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ปีค.ศ. 1949 

จากการค้นพบวิธีผ่าตัดแบบ Lobotomy 

อ้างอิงภาพ: nobelprize

แม้จะเป็นวิธีการรักษาที่สยดสยอง แต่ก็รับความนิยมมากในสหรัฐอเมริกา และมีคนดังหลายคน ได้แก่ Rosemary Kennedy น้องสาวของจอห์น เอฟ. เคนเนดี ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา, Rose Williams น้องสาวของเทนนิสซี วิลเลียมส์ (Tennessee Williams) นักเขียนบทละครแนวหน้าของสหรัฐอเมริกา, ลีน่า ซาวาโรนี (Lena Zavaroni) นักร้องชาวสก็อตและโจเซฟ แฮสซิด (Josef Hassid) นักไวโอลินชาวโปแลนด์ ที่รักษาด้วยวิธีนี้ 

ไม่ใช่เพราะน้ำดีดำมากเกิน ผีเข้าสิงหรือพระเจ้าลงโทษ แต่เป็นเรื่องของสารเคมีในสมองล้วนๆ

วิวัฒนาการความรู้เพิ่มมากขึ้นและการปฏิบัติกับผู้ป่วยฐานะคนไม่ใช่สัตว์ เริ่มทำให้แพทย์เห็นสาเหตุที่แท้จริงของภาวะซึมเศร้าว่าเป็นความปกติของสมองไม่ใช่จากน้ำดีดำภายในมีมากเกิน  จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของภาษาด้วย ในปี ค.ศ.1975  อดอล์ฟ เมเยอร์ (Adolf Meyer) จิตแพทย์ชาวสวิสเสนอให้ใช้คำว่า Depression แทนคำว่าเมลังโคเลีย เพราะมีความหมายเชิงการแพทย์ปัจจุบันมากกว่า 

 

 

 

อดอล์ฟ เมเยอร์ (Adolf Meyer) ในปีค.ศ. 1900

อ้างอิงภาพ: en.wikipedia.org

 

ในช่วงปี ค.ศ.1970 เกิดกระแสต่อต้านจิตเวชศาสตร์และการวินิจฉัยโรคที่ไม่แน่นอน ทำให้วงการจิตแพทย์ต้องหาเกณฑ์มาตรฐานในการวินิจฉัยรักษาโรคร่วมกันเรียกว่า DSM ย่อมาจากคำว่า Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders ที่ค่อยๆ ศึกษาพัฒนามาจาก DSM-1 จนถึง DSM-5 ใช้เป็นเกณฑ์รักษาโรคซึมเศร้าในทุกวันนี้

คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิตเล่มที่ 5 (DSM-5)

อ้างอิงภาพ: appi.org

จะเห็นได้ว่า ภาวะซึมเศร้าแปรเปลี่ยนไปตามความเชื่อ ความรู้ทางการแพทย์และบริษททางสังคมของคนแต่ละยุคสมัย อย่างไรก็ดี แม้ภาวะซีมเศร้าจะถูกเข้าใจในฐานะของวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ก็ยังเกิดการตีตราผู้ป่วยพ่วงรวมกับอคติด้านเชื้อชาติ หรือฐานะทางการเงิน เช่น หากผู้ก่อการร้ายผิวขาวกราดยิงอาจถูกมองว่าเป็นโรคจิตเวช แตกต่างจากผู้ก่อการร้ายชาวแอฟริกันอเมริกันที่อาจถูกมองว่า เป็นพวกใช้ความรุนแรงและมักมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน เช่นเดียวกับในไทย ที่หลายครั้งภาวะซึมเศร้าอาจถูกมองเป็นเหตุของการทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่น  

 

ในอนาคตโลกซึมเศร้าจะถูกนิยามว่าอย่างไร การรักษา ความเข้าใจและการตีตราผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะถูกพัฒนาไปในทางไหนอาจขึ้นอยู่กับการเลือกใช้คำว่า ‘ซึมเศร้า’ ของคนในสังคมปัจจุบันก็เป็นได้ 

 

อ้างอิง

https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/135706

https://www.silpa-mag.com/history/article_19172

https://www.silpa-mag.com/history/article_19836

https://readthecloud.co/institute-of-psychiatry/

https://www.sciencedirect.com/topics/medicine-and-dentistry/history-of-psychiatry

https://www.sciencemuseum.org.uk/objects-and-stories/mental-health

https://www.everydayhealth.com/pictures/worst-mental-health-treatments-history/

https://online.csp.edu/resources/article/history-of-mental-illness-treatment/

http://oaji.net/articles/2016/1170-1457809587.pdf

https://web.facebook.com/PsychologistCafe/posts/1639837282923676/

https://www.blockdit.com/posts/5dc50d9f99f05869fb380af7

https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/depression

https://www.bbc.com/culture/article/20161213-how-bedlam-became-a-palace-for-lunatics










 

Healthบทความศิลป-วัฒนธรรมสุขภาพ
Categories: ThisAble

"ถ้าการเมืองดี เสียงของคนพิการจะถูกฟัง" ณัฐชนน แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมกับขาเทียมของเขา

ThisAble - Tue, 2021-11-09 15:28



หลายคนอาจจะรู้จัก ณัฐชนน ไพโรจน์ ในฐานะแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าเขาก็เป็นคนพิการจากอุบัติเหตุหลายปีก่อนทำให้เข้าต้องตัดขาและใส่ขาเทียม เราพูดคุยกับเขาถึงประสบการณ์และแนวคิดทางการเมือง ความพิการมีผลต่อบทบาทมากแค่ไหน คุณภาพชีวิตของคนพิการเป็นอย่างไรเมื่ออยู่ในเรือนจำ และการเรียกร้องทางการเมืองมีผลต่อคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างไร


 

 


 

 

Socialมัลติมีเดียการเมืองสิทธิมนุษยชนณัฐชนน ไพโรจน์แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเรือนจำ
Categories: ThisAble

สภาคนพิการฯ เปิดสถิติการจ้างงานภาครัฐประจำปี 2564

ThisAble - Tue, 2021-11-09 14:38

สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย เปิดสถิติการจ้างงานภาครัฐประจำปี 2564 ระบุว่าจากจำนวนผู้ปฏิบัติงานของภาครัฐทั้งหมด 1,760,183 คน ต้องรับคนพิการเข้าทำงานตามกฏหมาย 17,602 คน โดยในปัจจุบันรับคนพิการเข้าทำงานในมาตรา 33 จำนวน 2,778 คนและมาตรา 35 จำนวน 601 คน รวม 3,379 คน และยังต้องจ้างเพิ่มอีก 14,223 คน   จากข้อมูลดังกล่าวจะพบว่า มีเพียง 3 กระทรวงเท่านั้นที่จ้างงานคนพิการครบตามกฏหมายคือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และกระทรวงคมนาคม โดยมี 1 กระทรวงไม่ระบุจำนวนคนพิการที่ต้องจ้าง ได้แก่ กระทรวงกลาโหม ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง   นอกจากนี้สภาคนพิการฯ ยังเปิดสถิติการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการทั่วประเทศประจำปี 2564 ระบุว่า มีการจ้างงานคนพิการทั้งหมด 64,758 คน จากมาตรา 33 จำนวน 37,734 คน มาตรา 34 จำนวน 12,802 คน และมาตรา 35 จำนวน 13,619 คน   สำหรับการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการว่า ด้วยเรื่องสถานประกอบการหรือหน่วยงานต้องจ้างผู้พิการในอัตราส่วน 100 : 1 คน และมาตรา 35 กำหนดว่า หากสถานประกอบการไม่รับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 ก็ให้ส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ x 365 วัน x จำนวนคนพิการที่ต้องรับเข้าทำงาน   ในกรณีไม่รับพนักงานตาม ม.33 และไม่ประสงค์ส่งเงินเข้ากองทุน หน่วยงานหรือสถานประกอบการอาจช่วยเหลือหรือจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่คนพิการแทนได้ ที่มา : https://www.facebook.com/.../pcb.../1509931159363339/

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองแรงงานจ้างงานคนพิการ
Categories: ThisAble

หญิง-กนกวรรณ สาวผู้รักการวีลแชร์แคมปิ้งและอยากให้ลานทุกที่รองรับคนพิการมากขึ้น

ThisAble - Fri, 2021-11-05 14:57

หญิง-กนกวรรณ นาคนาม เคยเป็นคนที่เดินด้วยสองขาและเคยเป็นผู้หญิง ‘ปกติ’ ในนิยามของคนทั่วไป แต่เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นจึงทำให้ขาทั้งสองข้างไม่สามารถใช้งานและกลับมาเดินได้อย่างที่เคยเป็น เป็นเวลากว่าสามปีแล้วที่หญิงใช้วีลแชร์ในการไปไหนมาไหน และต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตเพื่อให้อุปกรณ์ใหม่อย่างวีลแชร์ กลายเป็นอวัยวะหนึ่งในร่างกายอย่างสมบูรณ์

จาก Personal Trainer ที่แอคทีฟอยู่เสมอ สู่ YOOYINGSOPA ON WHEEL ยูทิวป์เบอร์ที่ผลิตคอนเทนต์ท่องเที่ยวแคมป์ปิ้ง Thisable.me ชวนหญิงคุยถึงเรื่องการท่องเที่ยวในแบบฉบับผู้ใช้วีลแชร์ ประสบการณ์ที่เธอได้รับ สวัสดิการด้านต่างๆ และระบบสาธารณูปโภคที่ส่งผลอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ใช้วีลแชร์

ชอบไปแคมป์ปิ้งมานานหรือยัง

หญิง: เมื่อก่อนไม่ได้ชอบเท่าตอนนี้ ก่อนหน้านี้ชอบไปเที่ยวญี่ปุ่นแต่พอมีโควิด-19 มา เลยไปไหนไม่ได้เท่าไหร่ ช่วงนี้กระแสเที่ยวแคมป์ก็มาแล้วแฟนเราอิน เราไปด้วยก็สนุกดีเหมือนกันแต่ก็โคตรลำบากเลยล่ะ

คนมักถามเราว่า เห็นพี่หญิงไปแคมป์แล้วใช้ชีวิตยังไง แล้วเข้าห้องน้ำยังไง หนูก็อยากไปแต่หนูก็กลัวลำบาก เราก็บอกว่าไม่ต้องกลัวลำบากเพราะว่าลำบากแน่ ถ้าเป็นแคมป์ของเอกชนบางที่เขาก็ทำห้องน้ำเล็ก เพราะคงไม่คิดว่าคนนั่งวีลแชร์จะไปเที่ยว ทั้งที่เราก็เคยเจอคนนั่งวีลแชร์ไปเที่ยว ถึงแม้จะลำบากแต่ถ้าได้แลกกับการออกไปข้างนอก เราก็ยอมลำบากนะ จริงๆ แล้วคนที่ลำบากกว่าเราคือคนที่ไปด้วย ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากดูแลตัวเอง แต่สถานที่ไม่อำนวยพอที่จะทำให้เราดูแลตัวเองได้ แตกต่างจากเวลาอยู่บ้านที่เราก็ทำเองได้หมดทุกอย่าง

สถานที่แคมป์ปิ้งควรมีอะไรที่จะทำให้สะดวกขึ้น

ถ้ามองในมุมของคนนั่งวีลแชร์ก็อยากได้ลานดินแน่นๆ เพื่อให้เข็นวีลแชร์เองได้ เพราะบางลานเป็นพื้นทราย ดินก็ยวบไปหมด เข็นรถไม่ไป เราก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

แต่สิ่งที่อยากได้จริงๆ คงเป็นเรื่องห้องน้ำ อย่างน้อยอยากให้มีส้วมที่เป็นชักโครกเพราะเราต้องสวนปัสสาวะเป็นเวลา ถ้าเป็นห้องน้ำแบบนั่งยองๆ ก็ทำไม่ได้ เราเข้าใจว่าห้องน้ำคนพิการแพงกว่าห้องน้ำปกติอยู่แล้วเพราะต้องมีพื้นที่กว้าง มีราวจับ ฯลฯ แต่ถ้าคิดถึงผู้ใช้อย่างแม่ที่มีลูกเล็กแล้วต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือลูกที่อยากพาพ่อแม่อายุเยอะ ๆ มาเที่ยว พวกเขาก็ใช้ได้ด้วย จึงควรจะมีซักหนึ่งห้องที่ทำไว้เพื่อให้ใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย ตอนเวลาไปต่างประเทศ เราไม่เคยต้องนั่งกังวลว่าจะมีห้องน้ำไหม เพราะมีทุกที่ ที่ที่ไม่คิดว่าจะมีก็ยังมี เช่น ในเซเว่น พอพูดแล้วก็โกรธอยากให้เมืองไทยมีแบบนี้บ้าง

ปัญหาการเข้าห้องน้ำของผู้ใช้วีลแชร์

เรื่องนี้เอกคลูซีฟมากไม่เคยบอกใคร เวลาตื่นเช้าเราจะปวดฉี่มากๆ เหมือนกระเพาะปัสสาวะมันบีบตัว ร่างกายก็จะมีอาการเกร็งเนื่องจากความผิดปกติของเส้นประสาท พอไปแคมป์แฟนก็หาอุปกรณ์ให้เราฉี่ใส่ ไม่ว่าจะเป็นใส่ขวด ใส่แผ่นซึมซับ ใส่แพมเพิร์ส จนพบว่า ฉี่ใส่แผ่นซึมซับนั้นเวิร์กที่สุดเพราะไม่ทะลักเหมือนฉี่ใส่แพมเพิร์ส แม้เรื่องนี้ดูเป็นปัญหาเล็ก แต่สาวๆ มาปรึกษาบ่อยมาก

สถานที่ท่องเที่ยวในไทยเอื้อต่อการใช้วีลแชร์มากน้อยแค่ไหน

น้อยมาก เมืองไทยแค่ถนนก็เข็นยาก ขนาดคนทั่วไปยังเดินยากเลย อยู่บนฟุตปาธก็กลัวรถจะเฉี่ยว ถ้าวีลแชร์อยากไปเที่ยวสบายก็แนะนำให้ไปพักโรงแรม อย่างไรก็ดีโรงแรมบางที่ก็ไม่มีลิฟต์หรือห้องน้ำแคบ วีลแชร์คันใหญ่เข็นเข้าห้องน้ำไม่ได้ เท่ากับว่าเราต้องทำการบ้านเยอะหากไม่มีคนช่วย ถ้าไปคนเดียวแบบเท่ๆ ก็ลำบาก 

ถ้าเทียบกับที่ญี่ปุ่นล่ะ

ที่ญี่ปุ่นการเดินทางสะดวกสบาย เข็นรถเองได้เพราะมีทางจักรยาน วีลแชร์เองก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน รถเมล์ที่ญี่ปุ่นคนขับจะทำหน้าที่ทุกอย่าง พอเขาเห็นคนนั่งวีลแชร์มาปุ๊บ เขาจะรีบลงมาดึงลานสไลด์ออกให้เรา โดยหน้าไม่มีบูด ไม่มีบึ้ง ถ้าเกิดเดินทางด้วยรถไฟฟ้า เขาก็จะถามว่าเราอยากได้ทางลาดไหม ถ้าอยากได้ก็จะวอร์ไปหาเจ้าหน้าที่ แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ที่สถานีปลายทางเตรียมรับเสียบแผ่นสไลด์ เขาเทคแคร์เราดีมากอ่ะ

ครั้งนั้นเราไปเที่ยวที่หนึ่งคล้ายกับบ้านพิพิธภัณฑ์เก่าๆ ของคนญี่ปุ่น เราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีห้องน้ำคนพิการเพราะเป็นสถานที่โบราณ และไม่ได้เป็นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเมื่อเทียบกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่น แต่ปรากฎว่าที่นี่มีห้องน้ำวีลแชร์ที่โคตรไฮเทค เปิดประตูไปปุ๊บก็มีไฟอัตโนมัติ แล้วก็สะอาดมาก แต่โรงแรมที่เราไปพักค่อนข้างเล็ก รวมถึงห้องน้ำเล็กมากจนต้องมีคนช่วยย้ายตัวเพราะวีลแชร์ไม่สามารถเข้าไปได้ ห้องน้ำที่นี่เป็นแบบทูอินวัน มีทั้งอ่างอาบน้ำและชักโครก นอกจากนี้บางร้านอาหารก็มีขนาดค่อนข้างเล็ก มีที่นั่งเพียงไม่กี่ที่  

เห็นหญิงชอบแต่งตัว เวลาไปเที่ยวแล้วมีคนมองว่าเราไม่พิการบ้างไหม 

มี บางคนมองตั้งแต่หัวจรดเท้าว่าเราเป็นอะไร เวลาใส่กางเกงขาสั้นแล้วเราขาไม่ได้ลีบมาก ขาเราก็ดูเหมือนขาคนทั่วไป คนเลยอาจมองว่าขาแพลง ครั้งหนึ่งไปเที่ยวที่หมู่เกาะสุรินทร์ ไกด์แนะนำว่าไม่ต้องเอาวีลแชร์ไปหรอก เอาไปก็เข็นไม่ได้เพราะหาดทรายมันละเอียด เข็นไปก็จม แฟนเราก็เลยต้องอุ้มทั้งทริป พอเข้าไปในหมู่บ้าน ชาวบ้านมอร์แกนก็ถามว่า ทำไมไม่เดินอ่ะ เจอใครใครก็ถามว่าทำไมไม่เดินเพื่อนที่ไปด้วยกันเลยบอกว่า เขาพึ่งแต่งงานกัน เขาสวีท คนคงคิดว่าทำไมอ้อนแฟนขนาดนี้จนไม่เดิน จริงๆ แล้วไม่ใช่ไม่อยากเดิน แต่เราเดินไม่ได้ คนชอบมองว่าเราไม่ได้พิการเพราะภาพจำของคนทั่วไปคิดว่าคนพิการน่าสงสาร ต้องโทรม ต้องปล่อยตัว ซึ่งเป็นภาพจำที่เมื่อก่อนเราก็เคยคิดแบบนั้น เหมือนกับคนพิการที่เห็นในวงเวียนชีวิต เราคิดว่าเป็นเพราะคนไทยชอบเสพดราม่า อะไรที่ดราม่าจะเรียกกระแส เรียกยอดวิว เรียกยอดไลก์และมีคนสนใจมาก จนทำให้คนพิการซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตพร้อมอุปสรรคทางด้านร่างกายถูกมองว่าน่าสงสาร หรือต้องการความช่วยเหลืออะไรแบบนั้นไป

การได้แต่งตัว สำคัญกับเรายังไง

เกิดความสุข การแต่งตัวคือตัวเรา ไม่ว่าจะเปลี่ยนสถานภาพหรือร่างกายสุดท้ายการแต่งตัวก็ยังเป็นตัวเรา ช่วงแรกก็มีเขวเหมือนกันนะเพราะนั่งวีลแชร์แล้วอ้วนง่ายขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีพุงจนแต่งตัวยาก ก็เกิดความไม่มั่นใจ แต่ก่อนชอบใส่เอวลอยก็กลายเป็นไม่มั่นใจ กลัวคนอื่นคิดอย่างนู้นอย่างนี้ สุดท้ายมีแต่เรานั่นแหละที่คิดไปเองหลังจากนั้นก็เปลี่ยนตัวเอง เราอยากแต่งตัวทำไมต้องคิดเยอะ พอพิการก็แค่ต้องหาเสื้อผ้าที่เหมาะกับเรามากขึ้น มีพุงก็ใส่เอวสูงหน่อยไหม ใส่สีดำหน่อยไหมให้มั่นใจมากขึ้น คนเราต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้รู้สึกมั่นใจแล้วก็สวยในแบบที่เราเป็น ไม่ใช่แค่คนพิการแต่ทุกคนก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับรสนิยมหรือกระแสแฟชั่นในช่วงนั้น

ความคิดของคนพิการที่มองตัวเองก็สำคัญมากเช่นเดียวกับคนรอบข้าง แฟนเราฟรีมากนะ แต่งอะไรก็ไม่ว่า แถมยังทำให้เรามั่นใจ เขาก็รู้อยู่แล้วว่าเราเป็นคนชอบแต่งตัวตั้งแต่ก่อนพิการ เรานี่เอฟชุดว่ายน้ำเป็นว่าเล่น จะไปไหนก็ต้องแซ่บไว้ก่อน คำว่าคนพิการก็เป็นแค่คำจัดกัดความของคน ที่อาจมองเรื่องความบกพร่องว่าเป็นอุปสรรค แต่สำหรับเราความพิการก็เหมือนกับการบอกว่า คนนี้สายตาสั้น ฉะนั้นความเป็นมนุษย์เรายังอยู่ อยากสวย อยากแซ่บเหมือนคนทั่วไป ไม่ใช่ว่าพอพิการแล้วห้ามแซ่บ ห้ามแต่งตัวโป๊ แต่อยู่ที่ว่าอยากทำหรือเปล่า อยากใส่หรือเปล่า ถ้าอยากใส่ก็ใส่เลยสิคะ

คิดยังไงกับคนที่มองคนพิการด้วยความสงสาร

คนที่มองคนพิการด้วยความสงสารคงคิดว่าไม่น่าเดินไม่ได้เลย ทั้งที่เขาก็ไม่ได้อยู่ในชีวิตเรา ไม่ได้เห็นว่าเรามีความสุขขนาดไหน ถ้าสนิทกับเราจะไม่มีใครกล้าพูดว่าสงสาร เราก็คือมนุษย์ปกติแค่ใช้ชีวิตลำบากกว่าเดิมหน่อย แต่ถ้าสถานที่เอื้ออำนวย คนพิการก็ไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากใคร เพราะทุกคนก็อยากพึ่งพาตัวเองให้ได้เยอะที่สุด เราไม่เคยอยากเข็นวีลแชร์ไปเจอสเตปสูงให้คนอื่นเห็นแล้วมาบอกว่า อุ้ยน่าสงสารจัง ไปช่วยเขาหน่อยซิ ทั้งที่จริงๆ เราก็ไปได้ถ้าทางถูกออกแบบให้ทุกคนเข้าถึงได้

การยอมรับตัวเองได้เป็นเพราะทัศนคติ ต้นทุนชีวิตหรือครอบครัวที่เข้าใจ

คิดว่าทุกอย่างรวมกัน การมีต้นทุนชีวิตที่ดีก็ทำให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย คนพิการในเมืองไทยถ้าไม่มีตัง ก็ลำบาก หากอยู่ในเมืองก็ยังเดินทางด้วยรถไฟฟ้าพอได้ แต่บางทีลิฟต์ก็ปิด รถเมล์ก็ขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าพูดถึงในต่างจังหวัดก็เรียกได้ว่าเดินทางโคตรยาก

ครอบครัวมีส่วนสำคัญมาก คนที่ไปข้างหน้าไม่ค่อยได้ส่วนใหญ่เป็นเพราะครอบครัวกีดกัน บางครอบครัวไม่เข้าใจว่าการรักษาสิ้นสุดแล้วแต่ความพิการคงอยู่ จึงยังคิดว่าทำไมไม่พยายาม ทำไมไม่ฝึกเดิน เดี๋ยวก็เดินได้แล้ว ทีคนนู้นยังเดินได้เลยและไม่เข้าใจว่าการบาดเจ็บของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน คู่ชีวิตก็สำคัญ แฟนเราพูดตลอดเลยว่า เดินไม่ได้ก็ไม่เป็นปัญหา เดินไม่ได้ก็เข็นเอา อุ้มเอา ถ้าอยากไปก็ไปได้ทุกที่ เวลาจะไปที่ที่มองว่าลำบากจริงๆ ก็จะหาเพื่อนไปด้วย ถ้าไปเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ยังไงก็ไปได้ 

แม้เราจะโชคดีที่คนใกล้ตัวเข้าใจ แต่อย่าลืมว่าสุดท้ายทุกอย่างขึ้นกับตัวเรา  ถ้าตัวเราซึมเศร้าเหงาหงอย ใครชวนไปไหนก็ไม่ไป ไม่เอา กลัวลำบาก อาย ไม่กล้าเจอคน กลัวคนอื่นจะมอง เราก็คงไม่ได้ไปไหน หากเรามีทัศนคติต่อตัวเองที่ดีก็ส่งผลต่อคนรอบข้าง คนก็จะมีความสุขกับเราไปด้วยเพราะเขาไม่ต้องกังวลว่าพูดเรื่องความพิการแล้วจะกระทบใจเราหรือระมัดระวังไปเสียทุกอย่าง

ต้นทุนชีวิตและสวัสดิการภาครัฐ

ต้นทุนชีวิตของคนมันไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือคนไม่พิการแต่เราสามารถมีชีวิตที่ดีได้ด้วยรัฐสวัสดิการ ถ้าคุณเอาภาษีของเราไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนหนทาง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อประชาชนและทำให้ทุกคนสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากที่สุด เราคิดว่าก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำเป็นอันดับหนึ่ง แต่ทุกวันนี้รัฐบาลผลักภาระให้ครอบครัวคนพิการ ทำให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

งบประมาณเบี้ยคนพิการเดือนละ 800 บาท ซื้อแผ่นรองซับปัสสาวะแพ็คนึงก็แทบไม่ได้แล้ว เดือนๆหนึ่งคนพิการใช้ตั้งกี่แผ่น เราเลยมองว่าสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนพิการควรต้องได้ รัฐต้องให้ เช่น อุปกรณ์เกี่ยวกับคนพิการ คนชราหรือเด็ก ไม่ว่าจะเป็นวีลแชร์ แผ่นรองซับ ยา ฯลฯ ของบางอย่างที่จำเป็นกับคนพิการปัจจุบันกลายเป็นภาระของคนที่บ้าน ยิ่งถ้าคนพิการไม่สามารถทำมาหากินได้็ยิ่งเพิ่มภาระให้คนที่บ้านเข้าไปอีก

รัฐบอกว่าคนพิการมีสิทธิรักษาพยาบาลฟรี แต่คนในต่างจังหวัด ไปไหนมาไหนลำบาก ถ้าบ้านคุณไม่มีรถขับจะเดินทางไปโรงพยาบาลยังไง การพัฒนาเกิดขึ้นแค่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้กระจายสู่ต่างจังหวัด ทั้งที่ทุกคนเสียภาษีกันหมด คนพิการพูดอะไรก็เหมือนไม่มีใครได้ยิน เพราะเขามองเราเป็นส่วนน้อย ทั้งที่จริงๆ ก็ไม่น้อย คนพิการเองก็ต้องรักษาสิทธิตัวเองด้วย

ความเห็นเราคือรัฐสวัสดิการต้องมาเป็นอันดับหนึ่งจริง แต่พอมันไม่มีคนพิการก็ต้องพึ่งตัวเองก่อน พยายามหารายได้เสริมที่พอเลี้ยงชีพตัวเองได้หรืออย่างน้อยก็แบ่งเบาภาระครอบครัวและรัฐควรต้องผลักดันให้คนพิการมีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน โดยเฉพาะหากจะไม่มีสวัสดิการอื่นก็ควรทำให้อาชีพสร้างได้แก่คนพิการ

การไปเที่ยวทำให้คนอื่นเปลี่ยนทัศนคติหรือเห็นความสำคัญของคนพิการมากขึ้นหรือไม่

เราเคยแซวพี่ที่รู้จักกันซึ่งเป็นเจ้าของรีสอร์ทที่สวนผึ้งตอนที่เขาเริ่มทำลานตั้งแคมป์ว่า หญิงจะเข้าห้องน้ำได้ไหมนะ มารู้ทีหลังว่า เขาทำห้องน้ำคนพิการให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก 

คนทั่วไปหรือแม้แต่คนพิการก็แปลกใจกันว่ามาเที่ยวแบบนี้ได้ด้วยเหรอ การทำสื่อทำให้คนเห็นว่าแบบนี้ก็ไปได้ คุณแค่ต้องก้าวเท้าออกมาจากบ้านแล้วก็มีคนคอยอยู่ข้างๆ แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องการความช่วยเหลือมากกว่าคนทั่วไป แต่การออกไปจะทำให้คนปรับทัศนคติใหม่ว่าคนพิการไม่ได้จำเป็นต้องติดเตียงอยู่บ้าน คนพิการก็คือคน มีความสามารถเหมือนกัน คนพิการอ่ะเข้มแข็งนะ เรื่องใหญ่ที่สุดอย่างความพิการก็ผ่านมาได้แล้ว ก็เหมือนมีภูมิคุ้มกันที่ดี อะไรที่เล็กน้อยทำอะไรเราไม่ได้แล้วล่ะ

จะทำอย่างไรให้คนพิการออกไปเที่ยวได้สะดวกมากขึ้น 

ในฐานะประชาชนคนหนึ่งเราอยากให้รัฐบาลหรือว่าหน่วยงานไหนก็แล้วแต่มองเห็นว่าคนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ควรมีสิทธิที่จะได้ใช้สาธารณูปโภค มีสิทธิที่จะเข้าถึงสถานที่ต่างๆ  โดยไม่เป็นข้อจำกัด การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกหรือสิ่งสนับสนุนต่างๆ ทำให้คนสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ เลี้ยงดูครอบครัวได้ และคนพิการก็จะสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนคนทั่วไป แต่ปัจจุบันสถานที่บางแห่งทำให้เราพิการในสายตาคนอื่นและเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เราไม่สามารถทำอะไรเองได้เลย

ถ้ามีคนพิการที่ยังไม่กล้าออกจากบ้าน 3 สถานที่ไหนที่แนะนำให้ลองไป

อันดับแรกหน้าบ้าน ให้เริ่มต้นจากออกจากบ้านไปสูดอากาศก่อน ไปคุยกับชาวบ้าน นั่งหน้าบ้านดูลมชมวิวไป เราคิดว่าต้องลองลุกจากเตียงก่อนและเริ่มจากออกจากบ้านเพราะบางคนอาจจะกลัวสายตาชาวบ้าน แต่เราก็ควรปล่อยเขา หันกลับมาโฟกัสที่ตัวเอง

อันดับที่สอง แนะนำให้ไปที่ห้าง ถ้านั่งวีลแชร์ห้างเป็นอะไรที่ซัพพอร์ต เรื่องห้องน้ำ เรื่องทางลาดที่สุดแล้ว นับว่าเป็นขั้นเบสิคในการออกไปข้างนอก เข็นรถเองก็ง่าย แทบจะไม่ต้องให้คนอื่นช่วยเลย 

ที่สุดท้ายคือไปกางเต๊นท์ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่นี่มีห้องน้ำวีลแชร์ที่ใช้ได้จริง มีห้องแยกเปียก แยกแห้ง ไม่ต้องเอาเก้าอี้อาบน้ำไปก็มีที่ให้นั่ง ถ้าเป็นคนพิการที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็เข้าห้องน้ำเองได้โดยเอาวีลแชร์เข้าไป ไม่ต้องเอาวีลแชร์ไว้ข้างนอกแล้วเรียกคนอื่นให้มาช่วย

สุดท้ายนี้มีอะไรอยากฝากถึงผู้อ่านไหม

ประชาชนคนไทยผู้ที่เสียภาษีให้รัฐควรได้รับสาธารณูปโภคและสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ไม่ใช่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีสิทธิมากกว่าคนอื่น คนพิการจะมีอิสระได้ก็ต่อเมื่อสถานที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต  ถ้าวันหนึ่งคนที่คุณรักต้องใช้วีลแชร์ คุณรับได้ไหมกับสภาพที่เป็นอยู่ มองเห็นคนที่รักไม่สามารถช่วยเหลือตัวเอง ไม่สามารถไปไหนมาไหน อยากออกจากบ้านแล้วรถประจำทางก็ไม่รู้จะมาตอนไหน มาหรือเปล่า แล้วจะขึ้นยังไงถ้าเป็นรถสองแถว ฉะนั้นถ้าสิทธิขั้นพื้นฐานคนพิการยังไม่มี คนพิการจะดูแลตัวเอง มีงาน หาเงินเลี้ยงตัวเองได้อย่างไร บางคนมาช่วยเหลือคนพิการแล้วถ่ายรูปลงโซเชียล สุดท้ายก็ปล่อยให้คนพิการเคว้งคว้างลอยกลางอากาศโดยไม่มีความยั่งยืน ทั้งที่การช่วยเหลือเป็นครั้งคราวไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายระยะยาวอย่างอุปกรณ์ต่างๆ นั้นหมดไป ทำให้คนพิการหลายคนไม่มีโอกาสได้ไปทำอย่างอื่นในชีวิต ฉะนั้นถ้าคนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นอยู่ คนพิการก็คงได้ออกไปเที่ยวกันทุกคน

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมแคมปิ้งคนพิการท่องเที่ยว
Categories: ThisAble

ตาจิ๋วที่ไม่ถูกนับว่าพิการ กับความโดดเดี่ยวผ่านสังคมแห่งการไม่ยอมรับ

ThisAble - Fri, 2021-10-29 15:47

แพง มีภูมิลำเนาจากอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ผู้หญิงอีสานวัย 27 ปีคนนี้เป็นพนักงานกึ่งฟรีแลนซ์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งแอดมินประสานงาน นอกจากนี้ก็มียูทิวป์แชลแนลชื่อ CutiePaang

มองภายนอกแพงคือพนักงานบริษัททั่วๆ ไป แต่ตัวเธอเองรู้ดีว่าร่างกายของเธอนั้นไม่เหมือนกับคนอื่น ย้อนกลับไปตั้งแต่แพงเกิด ตาซ้ายของเธอไม่ได้โตขึ้นตามร่างกายและแอบอยู่ด้านในของโพรงตา ตาข้างนั้นของแพงมองไม่เห็น แม้ในทางกฏหมายการสูญเสียตาเพียงข้างหนึ่งเช่นนี้จะไม่ถูกนับว่าเป็นความพิการ แต่ผลกระทบและอุปสรรคที่แพงเผชิญจากการมีตาข้างเดียวกลับไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่ถูกนิยามว่าคนพิการ

Thisable.me จึงชวนแพงพูดคุยเกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้นกับดวงตาของเธอและทัศนคติของสังคมที่ทำให้เกิดความยากลำบาก การถูกเลือกปฏิบัติ ความโดดเดี่ยวผ่านการกีดกันออกจากสังคมดังที่เธอเผชิญและชวนฝันกันว่า แล้วสังคมแบบไหนกันล่ะที่แพงอยากเห็นและใช้ชีวิตอยู่ในอนาคต

เมื่อรู้ว่ามีตาจิ๋ว

แพง: อาการที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีชื่อเรียก เรียกได้ว่าเราเกิดมาพร้อมกับอาการนี้เลย ตอนเล็กๆ พอสังเกตว่าตาไม่โตและหลบอยู่ด้านในก็ไปพบหมอ หมอสันนิษฐานว่า อาจเกิดจากการติดเชื้อหรือเส้นเลือดตาตีบ แต่ก็ไม่สามารถฟันธงได้

ดวงตาเล็กๆ ที่อยู่ข้างในนั้นขยับได้ตามตาข้างที่ปกติ แต่มองไม่เห็นอะไรเลย มืดสนิท ทำให้เมื่อวัดค่าลานสายตาจะได้ไม่มาก อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมองเห็นเพียงหนึ่งข้างตาตั้งแต่แรก แต่ตามกฏหมายแล้วเราไม่ได้ถือว่ามีความพิการ เพราะค่าการมองเห็นจะถูกวัดตามตาข้างที่ปกติ

ตอนเราอายุประมาณ 5 เดือน พ่อพาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาหมอที่โรงพยาบาลหนึ่ง หมอบอกว่าเป็นแบบนี้รักษาไม่ได้ ไม่ต้องทำอะไรหรอก แต่พ่อก็ไม่ล้มเลิกและคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตาเราใกล้เคียงกับคนทั่วไปมากที่สุด ในตอนนั้นมีโครงการศัลยกรรมอวัยวะเทียมของสมเด็จย่าซึ่งเราได้เข้าร่วม จึงได้ผ่าตัดตอนอายุ 9 เดือน โดยเริ่มจากการดึงผนังตาบนมายึดติดกับผนังตาล่างเพื่อกันไม่ให้ระคายเคืองเวลาใส่ตาเทียม จากนั้นจึงเริ่มทำตาเทียมด้วยเรซิ่นแข็ง หมอใช้สารพิมพ์ คล้ายสารพิมพ์ฟันฉีดเข้าไปในเบ้าตาและใช้คอนแทคเลนส์แบบแข็งแปะระบุตำแหน่ง สุดท้ายจึงใช้ก้านเสียบและแซะออกจากเบ้าตา หลังขั้นตอนนี้ก็จะได้รูปร่างของโพรงตาเพื่อเตรียมหล่อเป็นรูปทรงของลูกตา หมอจะเปรียบเทียบรายละเอียดจากตาข้างที่ดีและเลียนแบบทั้ง ขนาดลูกตาดำ เส้นเลือด ความห่างของตา ฯลฯ เพื่อให้การทำตาเทียมนั้นสมจริงที่สุด

การทำอวัยวะเทียมครั้งนั้นนับเป็นการรักษาเคสแรกๆ ของเมืองไทย ทำให้หน้าของเราไปอยู่ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ต่างๆ และไม่เสียเงินในการรักษาสักบาทเดียว

ตาที่ไม่ค่อยมีคนเข้าใจ 

คนชอบคิดว่าเราตาเหล่ ตาเข หรือไม่มีลูกตา แต่ไม่ใช่เพราะที่จริงแล้วเรายังมีตาอยู่ด้านใน เป็นตาขนาดจิ๋วที่สามารถขยับได้ แต่มองไม่เห็น พอลูกตาจิ๋วไม่โต โพรงตาที่มีก็เลยกลายเป็นโพรงว่างๆ กลวงๆ จึงต้องใส่ตาปลอมเพื่อให้ตาสองข้างนั้นเท่ากัน อย่างไรก็ดีแม้ใส่ตาปลอมแล้ว แต่กล้ามเนื้อตาก็ยังหย่อน เนื่องจากต้องถอดตาเทียมทำความสะอาด

แม้ตาจิ๋วจะขยับได้ แต่เมื่อใส่ตาเทียมเข้าไป ตาเทียมจะขยับได้เพียงเล็กน้อยจากการใส่แบบสูญญากาศที่ดูดติดกัน ทำให้เมื่อเราหันหน้าแต่ลูกตาเราไม่ไปด้วย คนจึงนึกว่าตาเข ทุกวันนี้เราก็ยังคงต้องรักษาต่อเนื่องที่ศูนย์ทันตกรรมพิเศษมหาวิทยาลัยมหิดล แม้จะเป็นคณะทันตแพทย์ศาสตร์แต่ก็ทำเกี่ยวกับอวัยวะเทียม เช่น เบ้าตาหรืออวัยวะอื่นๆ

ความไม่เข้าใจของคนทำให้เราเจอกับการตัดสินและถูกผลักออกจากสังคม แม้ที่บ้านเราจะสู้มากขนาดหมอบอกว่าทำอะไรไม่ได้ก็ยังพยายามหาวิธี แต่สังคมวงนอกก็ยังมีคำถามต่อตาเรา และหลายครั้งถูกทำให้เป็นเรื่องตลก เรื่องน่าสงสารจนใช้ชีวิตลำบาก ครั้งหนึ่งญาติบอกกับเราว่า “ไม่เป็นไรนะ ก็แค่โรคเวรโรคกรรม เอาทองไปแปะตรงลูกตาพระพุทธรูปนะ” หรือไม่ก็ยื่นเงินให้ 20 บาท แล้วบอกว่า “เอาไปทำบุญให้คนตาบอดที่อยู่ในวัดสิ ชาติหน้าจะได้ไม่เกิดมาเป็นแบบนี้อีก” ตอนนั้นเราโกรธนะแต่ไม่รู้จะจำกัดความยังไง สมองเต็มไปด้วยคำถามว่า ทำไมคนพิการต้องคอยรับเงินจากคนใจดีหรือผู้บริจาค ทำไมคนพิการไม่มีคุณค่าในตัวเอง ไม่มีงาน ทำไมความพิการต้องน่าสงสารและเป็นแหล่งชุปตัวของคนอยากทำความดีและเงิน 20 บาทที่กำอยู่ในมือตอนนั้นไม่สามารถทำให้คนมีชึวิตที่ดีขึ้นได้หากพวกเขาไม่ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดี คนพิการก็ทำได้แค่ขายลอตเตอรี่ ร้องเพลงหรือนวด ทั้งที่คนพิการก็เป็นประชาชนที่เสียภาษีแต่กลับไม่สามารถใช้ชีวิตได้เลย

การเลือกปฏิบัติที่เผชิญ

ตาของเรามองเห็นได้กว้างประมาณหนึ่งแต่ไม่เท่าคนทั่วไป เรามักเดินชนคนหรือมองไม่เห็นรถที่ขับมาทางซ้าย ทำให้กว่าพ่อจะยอมให้ขับมอเตอร์ไซค์ก็หลายปีเพราะเขามองว่าเราต้องฝึกเยอะกว่าคนอื่น

ครั้งหนึ่งขณะสังสรรค์กับญาติ ลุงที่ดูเอ็นดูเราก็ดีดกีต้าร์เพลง Whatever Will Be ที่เคยใช้ประกอบโฆษณาประกันชีวิตและบอกให้เราฟังเพื่อปลอบใจ ทั้งที่เราไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือน่าสงสาร ตอนเข้าสู่วัยเรียนก็โดนล้อจนกลายเป็นคนเก็บตัวเพราะไม่อยากมีปัญหากับคนอื่น เพื่อนหลายคนมองว่าเราหน้าบึ้ง ปากคว่ำ หนังตาข้างซ้ายก็หย่อนจนไม่มากพอสำหรับการแสดงอารมณ์เลยยิ่งดูหยิ่ง ยิ่งช่วงเรียนชั้นมัธยมในโรงเรียนประจำจังหวัดและเพื่อนส่วนมากฐานะดี เราก็ยิ่งถูกผลักออก เหมือนกับว่าใครที่แตกต่างต้องรีบเอาออกไป

ในคาบวิทยาศาสตร์ช่วงชั้นมัธยมปลาย เด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่นั่งโต๊ะข้างหลังคุยล้อกันว่าเราเป็นอีเข ตอนนั้นเกือบสติหลุดฟาดเก้าอี้ใส่ แต่ก็ทำได้แค่โยนไปที่โต๊ะแทนเพราะรู้สึกแค่ว่าไม่ไหว เราไปทำอะไรให้ ทำไมหน้าเราถึงเห็นแล้วหงุดหงิด

ครูเองก็ไม่สนใจ เขาสนใจแค่เด็กบ้านจนแต่เรียนดีและมองว่าเด็กพิการจะมาเรียนทำไม ก็ไปเรียนโรงเรียนคนพิการสิ ทั้งๆที่ในช่วงเวลานั้นเราเองไม่ได้ถูกนิยามว่าคนพิการ หลายคนมองว่าเราตาเหล่และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราใส่ตาเทียม กระทั่งช่วงมัธยม 5 การล้อเลียนต่างๆ เริ่มหายไปเพราะได้เจอเพื่อนที่ดีคนหนึ่งที่มองว่าเรามีความสามารถ จึงได้ช่วยเหลือกันเรื่องการเรียน เราเองก็ค่อยๆ ขยับตัวเองจนสามารถช่วยเหลือเพื่อนในห้องได้ คนที่เคยแกล้งเรา ล้อเลียนเราจึงเริ่มพูดกับเราดีขึ้นและพยายามปรับตัวเองให้ยอมรับให้ได้ว่ามีคนอย่างเราอยู่ในสังคม

สังคมที่ใหญ่ขึ้น

ความคิดคนจะเปลี่ยนก็ต้องปรับทัศนคติตั้งแต่ระดับครอบครัว ผู้ปกครองจะต้องสอนให้ลูกเคารพความหลากหลาย เช่นเดียวกับพ่อแม่ของเราที่อาจต้องสร้างความเข้าใจกับครูเกี่ยวกับภาวะที่เราเป็นหรือถ้ามีการล้อเลียนเกิดขึ้นแล้วจะทำอย่างไร รวมถึงต้องสอนเราหรือเด็กพิการคนอื่นๆ ให้เอาตัวเองให้รอดก่อน โดยเฉพาะถ้าโครงสร้างพื้นฐานของบ้านเรายังไม่เอื้อ

ที่ผ่านมา ความผิดปกติบนใบหน้าทำให้คนอื่นมีอำนาจเหนือเราโดยไม่มีเหตุผล เราเหมือนตัวเล็กลงโดยเฉพาะในช่วงที่เป็นนักเรียนเพราะผู้ใหญ่เป็นกลุ่มที่เก็บอารมณ์เก่ง แม้เขาสงสัยเกี่ยวกับตาของเรา แต่บางคนก็เลือกไม่ถาม ขณะที่บางคนก็ถามเชิงเหยียดหรือสงสาร สุดท้ายความมั่นใจของเราก็ลดลง กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยสบตาและอายที่จะมองตาแม้เราจะสูงถึง 175 เซนติเมตรแต่ก็อยากทำตัวให้เล็ก หลังจากย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ คนไม่ค่อยสนใจความผิดปกติของเราแล้ว อาจเพราะแต่ละคนต้องสนใจชีวิตตัวเองเป็นหลักเสียมากกว่า

ในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยภาคภาษาอังกฤษ เราอยากเป็นแอร์โฮสเตสเพราะคิดว่า ความสูงก็ได้ ภาษาก็ได้ แต่พอมารู้ว่าเป็นไม่ได้เพราะมองเห็นตาเดียวก็รู้สึกเหมือนโลกล่มสลาย คนเราไม่ได้หาเป้าหมายในชีวิตได้บ่อยยิ่งถ้าไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับชีวิตต่อไป เราจะทำอะไรได้บ้าง เหมือนกับถ้าอยากทำอะไรก็ต้องขออนุญาตจากทุกคนว่าทำได้หรือไม่ หลังจากเหตุการณ์นั้นเราเลยเลี่ยงงานที่ต้องใช้หน้าตา เลี่ยงการเจอคน เพราะต่อให้เราเข้มแข็งขนาดไหนแต่ก็ไม่สามารถสู้กับสายตาของคนอื่นได้ทั้งหมด งานที่ใช้แค่เสียงทำให้คนไม่ตัดสินเราจากหน้าตา ล่าสุดเราวางแผนแต่งงาน ความกังวลทำให้เราเลือกคุยกับช่างแต่งหน้าว่ารับได้ไหมที่หน้าและตาของเราไม่เท่ากัน เขียนคิ้วยังไงก็เบี้ยวหรือกรีดอายไลน์เนอร์ก็หลุดเพราะน้ำตาที่ไหลตลอดเวลาเพราะกลัวว่าหากรู้ทีหลังแล้วช่างจะไม่สะดวกใจ

สิ่งที่กังวลพอจะคบใครคือเขาจะรับเราได้ไหม พอเริ่มคุยกันเราก็จะพาเขาไปหาหมอด้วยกัน ให้เขารู้ทุกอย่าง ถ้ารับไม่ได้ก็เลิกเลยเพราะไม่อยากให้มาบอกทีหลังว่าเลิกกับเราเพราะเรื่องนี้ อีกทั้งเราไม่รู้ว่าภาวะที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร กรรมพันธุ์หรือไม่ ฉะนั้นเราเดาไม่ได้เลยว่าถ้ามีลูกลูกจะเป็นหรือไม่ แฟนเราจึงต้องเข้าใจตั้งแต่แรก

ความตลกที่ถูกสร้าง สู่การสร้างสังคมแห่งการยอมรับ

เรามองว่าความผิดปกติ ความแปลกมักถูกทำให้ตลกเพราะชีวิตคนมันแย่ ไม่มีอะไรให้รื่นรมย์เลยได้แต่ปลอบใจตัวเองด้วยการขำเรื่องคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ด้อยกว่าผ่านการกดขี่กันเอง เหมือนที่พวกเขาโดนกดขี่จากรัฐและผู้มีอำนาจ คนหลายคนมีปัญหาพื้นฐานมากเกินไปจนต้องมานั่งรู้สึกดีกับคนพิการและเอาไปเทียบกับตัวเองว่า “ดีแล้วที่เกิดมาครบ 32” รายการเกมโชว์ต่างๆ ที่เอาคนด้อยโอกาส คนพิการ คนจนมาออกแล้วเล่นเกม แจกเงินแจกทองจึงฉายอยู่ได้ เอาเข้าจริงคนอาจสิ้นหวังกับการแก้ไขเชิงโครงสร้างแล้วเพราะเดี๋ยวก็มีรายการใจบุญมาช่วยเหลือเอง

สำหรับเราคำว่าคนพิการไม่ใช่คำไม่ดี ไม่ใช่คำอัปมงคล แต่เป็นคำที่บ่งบอกว่าเราเป็นใคร เราเองไม่เข้าข่ายว่าเป็นคนพิการแต่ก็ไม่ใช่คนทั่วไป พ่อแม่บางคนอาจมองว่า คำว่าพิการนั้นรุนแรง เพราะไม่รู้ว่าถ้าลูกถูกเรียกว่าพิการจะโดนผลกระทบอะไรบ้างเพราะลูกก็คือคนที่เขารัก เรามองว่า ถ้าคนพิการสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ความพิการจะไม่มีความหมายมากกว่าคำที่ใช้อธิบายตัวตนเหมือนกับบอกว่า คนนี้ผมสีดำ แค่นั้นเอง

ช่วงที่ผ่านมา เราดีใจมากที่เห็นคนรุ่นใหม่ให้เกียรติคนอื่นและมองทุกคนเท่ากัน เราอยากให้คนมองว่าทุกคนมีข้อดี สิ่งที่เกิดขึ้นกับใครไม่ใช่เวรกรรมแต่เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เพราะการโยงเข้าเรื่องเวรกรรมทำให้คนพิการหมดหน้าที่ในทางโลก เสมือนว่าไม่ใช่ภาระหน้าที่ของสังคมที่ต้องโอบอุ้มและไม่ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อความพิการนั้นห้ามยาก เช่น การมอง การถาม การมีอคติ ฯลฯ แต่ถ้าเรารู้เท่าทันความคิดตัวเอง รู้ว่าสิ่งที่คิดนั้นสามารถนำไปถึงการตั้งคำถามเชิงโครงสร้างได้ก็จะทำให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากอนาคตถ้าเรามีลูกที่เกิดมาเป็นเหมือนกัน เราก็อยากให้มีคนเข้าใจลูก ไม่ตัดสินและไม่ต้องอายที่มีเราเป็นแม่

อีกเรื่องที่อยากให้เกิดขึ้นคือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนควรจะมีเท่ากัน คนที่ด้อยกว่าไม่ใช่ตัวตลก จะต้องไม่มีชนชั้นที่อยู่สบายแล้วตลกขำขันหรือตื่นเต้นกับความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของใคร อีกทั้งต้องสอนเด็กเรื่องความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น (Empathy) ไม่ว่าคนๆ นั้นจะพิการหรือไม่
 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนตาเทียมคนพิการทัศนคติ
Categories: ThisAble

ถอดรหัสคดีฆาตกรรมคนพิการรุนแรง มีอะไรมากกว่าข่าวสลด

ThisAble - Wed, 2021-10-27 18:54

ถอดรหัสคดีฆาตกรรมคนพิการรุนแรง มีอะไรมากกว่าข่าวสลด

หนึ่งในข่าวเศร้าที่สุดในรอบสัปดาห์ อย่างข่าวการจบชีวิตลูกที่เป็นคนพิการรุนแรงจนติดเตียง ก่อนที่พ่อจะฆ่าตัวตายตามทำให้ใครหลายต่อหลายคนรู้สึกใจหายไปตามๆ กัน  ดังที่หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า "สุดเศร้า พ่อจำใจรัดคอลูกป่วยติดเตียงก่อนลาโลกตาม แม่เล่าน้ำตาตก หมดเงินค่ารักษา"

เนื้อข่าวเล่าว่าผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นชายวัย 22 ปี ถูกฆ่ารัดคอด้วยเชือกไนล่อนบนเตียงและไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ในเวลาต่อมาก็พบศพอีกรายเป็นชายอายุ 54 ปี บิดาของผู้เสียชีวิตรายแรก เขามีบาดแผลเฉือนบริเวณลำคอเป็นแผลฉกรรจ์ และมีมีดพร้าตกใกล้มือด้านขวา

จากการพูดคุยกับแม่และภรรยาของผู้เสียชีวิตเล่าว่า ก่อนหน้านี้ลูกชายประสบอุบัติเหตุบนถนน ทำให้คอและกระดูกสันหลังหักกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ กระทั่งภายหลังกลับมารักษาต่อที่บ้านเนื่องจากไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล

ในด้านของสามีหรือพ่อ พอเห็นสภาพลูกชายกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ได้แต่ยืนมองน้ำตาคลอเบ้าและเป็นคนคอยทำหน้าที่ดูแล เปลี่ยนแพมเพิร์สและนอนใต้เตียงผู้ป่วยเพื่อเฝ้าลูกชายเป็นประจำ จนวันที่เกิดเหตุ แม่กับลูกสาวคนเล็กออกไปดูข้าวในนา จึงบอกกับสามีว่าถ้าลูกหิวข้าวก็ป้อนด้วย หากกลับจากนาก็จะมาล้างแผลกดทับให้เอง แต่เมื่อกลับมากลับพบว่า ลูกและสามีหมดลมหายใจแล้ว

หากย้อนกลับไป จะพบว่านี่ไม่ใช่ข่าวเศร้าสลดข่าวแรก ในช่วงเดือนกันยายนปีนี้ที่จังหวัดลำปาง ก็เกิดเหตุลูกชายใช้มีดแทงแม่ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงจนเสียชีวิต เนื่องจากความเครียดเมื่อต้องดูแล อย่างไรก็ดี แม้สังคมส่วนหนึ่งจะเห็นใจและเห็นถึงปัญหาความเครียดของผู้ดูแล แต่อีกด้านก็ยังมองว่า การฆ่านั้นบาปกรรมหรือไม่ก็มองว่าพ่อแม่ป่วยแค่นี้ทำไมดูแลไม่ได้ กระทั่งมองว่าเป็นลูกอกตัญญู

ประเทศไทยมีคนพิการรุนแรงกว่าแสนคนและมีผู้ช่วยคนพิการ (Personal Asisstance-พีเอ) ที่ได้การรับรองจากรัฐทั้งหมด 539 คน ภายใต้จำนวนที่ต่างกันขนาดนี้ ทำให้คนพิการจำนวนมากเข้าไม่ถึงสิทธิในการได้รับบริการผู้ช่วยคนพิการ คนในครอบครัวจึงต้องผันตัวเองกลายเป็นผู้ดูแล ซึ่งเป็นงานที่เสมือนว่าจะไม่มีวันจบสิ้น

ภาระหน้าที่ที่พ่วงมากับสิทธิที่ขาดหายไปและงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หนักหนาเฉพาะแค่เรื่องการใช้แรงกาย เศรษฐกิจครัวเรือนที่เริ่มฝืดเคืองจากการสูญเสียรายได้ ความเหน็ดเหนื่อยจากหน้าที่ที่ไม่มีวันหมดและความเครียดที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่การดูแลคนรักโดยผู้ดูแลที่เป็นคนในครอบครัวกลายเป็นเรื่องต้องคิดหนักเมื่อรวมถึงเงินค่ารักษาพยาบาล อุปกรณ์ เตียง วีลแชร์ แพมเพิร์สรวมทั้งความเครียดจากการดูแลผู้ป่วยติดเตียง การจัดการแผลกดทับและจัดการอุจจาระ ปัสสาวะ

พาย-ภาริอร วัชรศิริ เคยให้สัมภาษณ์ (อ่านที่นี่) ถึงการดูแลแม่ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงว่าเธอเองซึ่งเป็นผู้ดูแลต้องประสบกับแรงกดกันค่อนข้างมาก คนดูแลหลายคนกลายเป็นผู้ป่วยไปเสียเองจากการดูแลคนอื่นเป็นเวลานาน อีกทั้งยังเมื่อไม่มีความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยก็ยิ่งเพิ่มความกดดัน หลายคนจึงเลือกส่งพ่อแม่หรือผู้ป่วยในบ้านไปอยู่บ้านพักคนชรา หรือหากมีเงินทุนก็จ้างคนดูแล แทนที่จะดูแลด้วยตัวเอง

เมื่อต้องกลายเป็นคนที่ดูแลคนในครอบครัว ปัจจัยความเครียดก็เกิดขึ้น พายเล่าว่า การทำร้ายผู้ป่วยติดเตียงเกิดขึ้นได้เสมอผ่านสถานการณ์ความเครียด โดยเฉพาะเมื่อต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงเพียงตัวคนเดียว

"คนป่วยไม่ได้น่ารักทุกคน แม้ว่าเขาจะเป็นพ่อแม่เรา หลายคนรู้สึกว่า เราจะต้องเข้าใจ เห็นใจ อดทนกับพ่อแม่ แต่คนดูแลก็เป็นมนุษย์ ไม่ได้เป็นหุ่นยนต์ ยังต้องรับส่งอารมณ์ พอเกิดการกระทบกระทั่งก็อาจพลั้งมือและจะรู้สึกผิดมหันต์ กลับมาโบยตีตัวเองหนักมาก

"เราเคยเขียนในหนังสือเล่มแรกว่า เราเคยตีแม่เพราะแม่ทำอะไรบางอย่างที่ไม่ดี พอตีแม่เสร็จเราก็ตบหน้าตัวเอง ความรู้สึกตอนนั้นคือ การถามซ้ำๆ ว่า ทำไมเราถึงทำ ทั้งที่เขาไม่มีทางตอบโต้ เรื่องเหล่านี้เป็นเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผู้ดูแลคนป่วย มันท้าทายด้านมืดในความเป็นตัวเรา ทำให้เราเห็นตัวเองในแบบที่ละเอียดมากขึ้นและต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นลูก แฟน เพื่อนหรือบทบาทไหนก็ตามของการเป็นผู้ดูแล คุณก็ยังเป็นมนุษย์" พายกล่าว

ในมุมของคนพิการหรือผู้ป่วยติดเตียงก็เครียดไม่ต่างกัน หลายคนหลังกลายเป็นคนพิการยังต้องใช้เวลาปรับตัว บางคนใช้เวลาหลายปี บางคนหลายสิบปี เก๋- สุพัตรา แวววับ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงชีวิตอิสระพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สะท้อนปัญหาในฐานะคนพิการรุนแรง หลังเกิดความพิการเธอนอนติดเตียงอยู่ถึง 21 ปี และสภาวะที่เกิดขึ้นทำให้เธอกลายเป็นคนอารมณ์รุนแรง (อ่านที่นี่)

"เรากลายเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง ยิ่งหนักขึ้นถ้าเจออะไรไม่ได้ดั่งใจก็จะโมโหและเริ่มทำร้ายตัวเอง เอามือฟาดกับพื้นแรงๆ เรื่องที่เราโมโหเป็นเรื่องอย่างพอนอนติดเตียง อุณหภูมิในร่างกายจะร้อนง่ายขึ้น เราก็เรียกให้เอาน้ำมาเช็ด พอไม่มีใครเอามาเราก็โมโห ทั้งๆ ที่ตอนเดินได้เราไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

"ช่วงกลางวันเราอยู่บ้านกับแม่ แม่รับซักรีดและไม่ค่อยมีเวลาว่างให้เราสักเท่าไหร่ สิ่งที่ทำได้จึงมีแค่นอนมองผนัง มองเพดาน ไม่ก็ดูโทรทัศน์ เพื่อรอพ่อกลับมาจากที่ทำงาน การนอนติดเตียงทำให้เราคิดไปเรื่อย คิดมากคิดว่าจะทำยังไงต่อและกังวลหากพ่อแม่เป็นอะไรไป"

ความเครียดของเก๋เห็นได้เด่นชัดเมื่อเธอไม่สามารถทำอะไรเองได้เหมือนเดิม อำนาจเหนือที่มีเพิ่มขึ้นของคนรอบตัวและความพิการที่ทำให้อำนาจของเธอในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ยิ่งลดน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อคนในครอบครัวพ่วงสถานะของผู้ดูแล สภาวะคิดและตัดสินใจแทนเกิดขึ้นซ้ำๆ และดูเหมือนจะเลี่ยงไม่ได้  หากคนพิการอยากกินส้มตำปูปลาร้า แต่คนดูแลไม่ยอมเนื่องจากกลัวท้องเสียแล้วจัดการยาก คนพิการก็จำใจต้องยอมเพราะพวกเขาต้องพึ่งพาและอาศัยการดูแลจากผู้ดูแลอยู่ สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อคนพิการเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ช่วยคนพิการหรือพีเอเป็นกลไกหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยให้คนพิการรุนแรงได้มีชีวิตอย่างอิสระ พีเอนั้นทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเพื่อให้คนพิการสามารถทำกิจวัตรประจำวันของพวกเขาได้ผ่านการตัดสินใจด้วยตัวเองการมีพีเอทำให้คนพิการมั่นใจได้ว่า เมื่อวันที่ผู้ดูแล เช่น พ่อ แม่ ญาติพี่น้องนั้นตายไป เขาก็จะสามารถอยู่ได้ผ่านการตัดสินใจของเขาเอง  ระบบพีเอไม่เพียงถูกใช้ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังถูกใช้และสนับสนุนโดยรัฐในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศเพื่อให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง 

จากข้อมูลของจำนวนคนพิการรุนแรงและจำนวนผู้ดูแลคนพิการที่กล่าวไปในข้างต้น จะเห็นได้ว่าแม้ในไทยจะมีระบบสนับสนุนชนิดนี้ แต่จำนวนที่น้อยมากส่งผลให้เรื่องพีเอยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ดังเช่นที่ธีรยุทธ สุคนธวิท ผู้อำนวยการศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการ เคยระบุว่า ระบบพีเอเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนพิการกับผู้ช่วย โดยเน้นการเลิกคิดแบบสงเคราะห์ หันมาเคารพสิทธิมนุษยชนและการรักษาความลับของผู้รับบริการ อย่างไรก็ดี พีเอภาครัฐที่เกิดขึ้นยังไม่ตอบโจทย์ที่คนพิการต้องการรับบริการ ตั้งแต่เรื่องของกระบวนการสรรหา พัฒนา ไปจนถึงความใส่ใจของภาครัฐต่อนโยบายพีเอ (อ่านที่นี่)

"ความไร้ประสิทธิภาพของการจัดพีเอภาครัฐ คือการให้พีเอไปหาลูกค้าคนพิการใกล้บ้านแล้วทำใบสัญญา แค่เริ่มต้นก็ผิดแล้วเพราะเขาไม่ได้สนใจว่า คนพิการคนนั้นเป็นกลุ่มเป้าหมายตามที่กฎหมายระบุไว้หรือเปล่า เช่น พิการรุนแรงจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้ พีเอที่มีจึงเลือกเคสที่ไม่ต้องดูแลอะไรเยอะ แค่วัดความดัน อ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง บีบนวด ซื้อขนมมาฝาก นั่งคุยเล่น ฯลฯ การทำงานจึงไม่ตอบเจตนารมณ์ของกฎหมาย ฉะนั้นพีเอในระบบของรัฐเกินครึ่งนับว่าไม่ประสบผลสำเร็จและในจังหวัดที่ประสบความสำเร็จจะไม่ใช่พีเอที่ทำด้วยใจ แต่ทำตามคำสั่งและนโยบาย

“คนพิการรุนแรงหากมีเงิน พ่อแม่ดูแลดีก็ดี ไม่มีเงินก็ต้องปล่อยตามมีตามเกิด อยู่แบบสงเคราะห์ ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี คนพิการจะเผยอหน้าอ้าปากอะไรไม่ได้เลย มืดแปดด้าน ได้แต่นอนคุยกับจิ้งจก ตุ๊กแกเท่านั้น

“เรื่องมาตรฐานการคัดคนและจ้างคนก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำให้เกิด พีเอบางคนไม่ได้ค่าจ้าง ได้เพียงค่ารถ เขาจึงไม่อยากทำงานไกลบ้าน บางคนก็ได้แต่ค่าแรง ไม่ได้ค่าเดินทางหรือบางคนก็หัวใส เอาค่าเดินทางรวมกับค่าแรง แล้วบอกว่า นี่ไง! ขึ้นเงินค่าจ้างแล้ว เหตุผลเหล่านี้ทำให้ไม่มีใครอยากเป็นพีเอ หนำซ้ำ พมจ.บางจังหวัดไม่อยากจ่ายเงินให้พีเอเพราะไม่อยากจัดการ” ธีรยุทธกล่าว

จะเห็นได้ว่า ปัญหาข้างต้นตั้งแต่เรื่องของความเครียด ความกดดัน ชีวิตความเป็นอยู่ที่ไร้อำนาจของคนพิการ ไปจนถึงระบบผู้ช่วยคนพิการที่ยังไม่เป็นรูปร่างในไทย ล้วนทำให้ภาระการดูแลและการใช้ชีวิตของคนพิการรุนแรงนั้นตกเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดโจทย์ใหญ่ว่าจะทำอย่างไรหากในอีกไม่กี่ปีบ้านเรามีคนพิการรุนแรงเพิ่มขึ้นและกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ และหากปัญหาที่เป็นรูปธรรมอย่างระบบผู้ช่วยไม่ถูกแก้ไขเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เราก็คงต้องเห็นข่าวการฆาตกรรมคนพิการกันแบบนี้ต่อไป

 

อ้างอิง 

https://www.matichon.co.th/region/news_3006211

https://thisable.me/content/2020/02/594

https://thisable.me/content/2019/07/539

https://thisable.me/content/2017/08/261

https://www.youtube.com/watch?v=hWv2_RBq3eU










 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตคนพิการรุนแรงฆาตกรรม
Categories: ThisAble

สรุปเฟซบุ๊กไลฟ์ "การศึกษาของเด็กพิเศษเป็นอย่างไรในอังกฤษ"

ThisAble - Tue, 2021-10-26 20:59

สรุปไลฟ์เฟซบุ๊ก "การศึกษาของเด็กพิเศษเป็นอย่างไรในอังกฤษ"  คุยกับพิชญา ปิยจันทร์ ครูประกบเด็กพิเศษในประเทศอังกฤษว่า เด็กพิเศษที่นู้นได้รับการสนับสนุนในห้องเรียนกันอย่างไรและมีการพัฒนาระบบการศึกษาเด็กพิเศษมากน้อยขนาดไหน

  • ปิ่น—พิชญา ปิยจันทร์ ทำงานเป็นครูประกบเด็กพิเศษ (Special Educational Needs Teaching Assistant : SEN TA) อยู่ที่โรงเรียนประถมเล็กๆ ใน West Sussex ประเทศอังกฤษ เธอมีหน้าที่ประกบเด็กพิเศษไม่ว่าจะเป็นออทิสซึม สมาธิสั้นหรือเรียนรู้ช้า เพื่อช่วยให้พวกเขาอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ 
     
  • แม่ของเธอเป็นครูสอนเด็กทั่วไปแต่ก็มีเด็กพิเศษประปรายเข้ามาบ้าง สิ่งนี้จุดประกายให้เด็กเรียนจบอักษรศาสตร์ผันมาเรียนด้านการศึกษาพิเศษไกลถึงประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นเธอทำงานเป็นอาสาสมัครกับเด็กออทิสติกที่หน่วยงานแห่งหนึ่ง บรรยากาศการเรียนการสอนทำให้เธอตัดสินใจส่งใบสมัครทำงานที่นี่และได้ดูแลเด็กพิเศษที่เรียนในห้องเรียนร่วม
     
  • ที่ประเทศอังกฤษห้องเรียนเป็นระบบเรียนร่วมกันระหว่างเด็กทั่วไปและเด็กพิเศษ โดยเด็กพิเศษจะมีแผนการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษตั้งแต่ 0-25 ปี (Education Health and Care Plan ;EHCP) ที่มีกุมารแพทย์ พ่อแม่ ครูแต่ละชั้นช่วยกันสังเกตว่าพัฒนาการเรียนรู้สมวัยหรือไม่ มีปัญหาอะไรในการดำเนินชีวิต ถ้าพิจารณาแล้วว่าเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปได้ก็จะส่งไปโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้าน แต่ถ้าเรียนร่วมกันยังไม่ได้ก็จะส่งเรื่องต่อไปที่ (Special Educational Needs Coordinator ;SENCO) ให้ดึงสหวิชาชีพเข้ามาช่วย โดยที่รัฐบาลเป็นคนออกเงินช่วยเหลือ
     
  • ปิ่นเล่าให้ฟังว่าในหนึ่งห้องเรียนจะมีเด็กไม่เกิน 30 คน จะมีครูประจำชั้น (Class Teacher) และครูผู้ช่วยครูประจำชั้น (Teacher Assistant) ถ้าโรงเรียนนั้นมีเด็กพิเศษก็จะจ้างครูประกบเด็กพิเศษมาช่วยอีกดูแลอีกทีหนึ่ง การเรียนการสอนในช่วงเช้าจะเป็นการเรียนตามหลักสูตรที่ส่วนกลางกำหนดไว้ ส่วนช่วงบ่ายครูประกบเด็กพิเศษจะทำกิจกรรมซ่อมเสริมทักษะที่มีปัญหา เช่น กิจกรรมบำบัดต่างๆ ทักษะการพูดและทักษะการจัดการอารมณ์
     
  • สิ่งที่เธอประทับใจมากก็คือมาตรการวัดผลการศึกษาให้เหมาะสมกับระดับการเรียนของเด็กแต่ละกลุ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการจัดลำดับว่าใครสอบได้ที่เท่าไหร่ จนทำให้เกิดความเครียด ความกดดันผ่านการแข่งขันเพื่อให้ได้ลำดับที่ดีขึ้น 
     
  • การวัดผลการเรียนจะไม่ใช้เกณฑ์เดียวเพื่อวัดความสามารถของเด็กทุกคน เด็กทั่วไปอาจเขียนเรียงความสามหน้าได้เป็นเรื่องปกติ กลับกันสำหรับเด็กพิเศษการเขียนได้ 5 ประโยคด้วยตัวเองก็อาจถือว่าประสบความสำเร็จในการเรียนการสอนแล้วเช่นเดียวกัน 
     
  • การเรียนที่นี่จะเน้นให้คิดและลงมือทำ หากมีเด็กมาหาแล้วบอกว่า ‘ไม่รู้’ หรือ ‘ทำไม่ได้ ก็จะมีกฎเหล็ก 4 ข้อให้เด็กลองทำก่อนที่จะช่วย เริ่มต้นจากให้เด็กลองคิดหาคำตอบเองอีกรอบ ถ้ายังคิดไม่ออกก็จะชวนเด็กสำรวจว่ามีอะไรที่ช่วยให้ได้คำตอบบ้าง ถ้าไม่ได้อีกก็ให้เขาหันไปถามเพื่อนหรือครูที่ค่อยช่วยเหลือ
     
  • ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปิ่นพยายามปรับการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง พึ่งพาพ่อแม่ให้น้อยที่สุดและมองว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรกลางที่วางไว้สามารถทำได้ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการเขียนหรือการวาดรูป 
     
  • สิ่งที่ทำให้ปิ่นแฮปปี้มากกับการเป็นครูอยู่ที่นี่ก็คือ Universal Design ภายในโรงเรียนที่เอื้อกับทุกคน ไม่ว่าจะคนพิการ คนไม่พิการ ถึงแม้โรงเรียนจะมีบันไดไม่ถึง 10 ขั้น แต่ก็มีลิฟต์ให้ใช้เพื่อรับรองเด็กที่นั่งวีลแชร์หรือเด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถเดินได้สะดวก 

สำหรับใครที่อยากชมไลฟ์ฉบับเต็ม
https://www.youtube.com/watch?v=ZIuQvteqDuY

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนครูประกอบเด็กพิเศษSpecial Educational Needs Teaching Assistantออทิสซึม สมาธิสั้นเด็กที่เรียนรู้ช้า
Categories: ThisAble

“PA” ผู้ช่วยคนพิการ งานหลักคือให้คนพิการได้ “ตัดสินใจ”| อ่านให้ฟัง

ThisAble - Tue, 2021-10-26 16:04

แม้ว่าภาพที่เราชินตา เมื่อพูดถึงความเป็นอยู่ของคนพิการส่วนใหญ่ คือภาพของครอบครัวที่ล้อมหน้าล้อมหลัง ปรนนิบัติดูแล แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่คนพิการทุกคนที่มีครอบครัวที่พร้อมจะดูแล และไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการให้คนที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือ เป็นคนในครอบครัว

ไม่ต้องคิดเยอะ ก็น่าจะพอเดาออกว่า ภาระค่าใช้จ่ายของคนพิการนั้นมากมายมหาศาลในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยและไม่มีการจัดสรรสวัสดิการที่ครอบคลุม การหารายได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนดูแลคนพิการหลายคนจึงต้องเลือกทิ้งคนพิการไว้ที่บ้าน ดูแลตามความจำเป็นปัจจัย 4 และไม่มีเวลามาสนใจว่า จริงๆแล้ว คนพิการสนใจอะไร ต้องการทำอะไร อยากกินอะไร อยากอาบน้ำตอนไหน หรืออยากออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านหรือเปล่า

บางครอบครัวก็เลือกให้คนพิการไปอยู่ตามสถานพักฟื้นหรือสถานสงเคราะห์ต่างๆ เพราะไม่มีกำลังจะเลี้ยงดู

แล้วทำไม คนพิการบางคนถึงไม่ต้องการผู้ดูแลเป็นคนในครอบครัว?
 

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนผู้ช่วยคนพิการ
Categories: ThisAble

รีวิวสินค้าจากสหกรณ์คนตาบอด ตอน 1

ThisAble - Mon, 2021-10-25 13:47

มีใครรู้จัก ที่แผ่นวัดธนบัตร เครื่องเขียนอักษรเบรลล์ นาฬิกามีเสียง กรอบลายเซ็น บ้าง ยกมือขึ้น

วันนี้ thisable.me ชวนไปทำความรู้จักกับสินค้าคนตาบอดที่มีวางจำหน่ายในสหกรณ์บริการคนตาบอดแห่งประเทศไทย มีหลายชิ้นที่น่าจะไม่เคยเห็นกันมาก่อน ใช้แบบไหนราคาเท่าไหร่เราชวนไปรเวทสทานสัตย์ รองผู้จัดการสหกรณ์บริการคนตาบอดแห่งประเทศไทย มาเล่าให้เราฟังว่ามีอะไรขายที่ร้านบ้านแล้วเหมาะกับคนตาบอดอย่างไร

Mediaสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนไอซีที
Categories: ThisAble

ปัญหาสุขภาพจิตแบบไหนเข้าข่ายว่า‘พิการ’ คุยกับจิตแพทย์ศิริราชเรื่องหลักเกณฑ์และแนวคิดที่ไทยใช้ประเมินคนพิการทางจิต

ThisAble - Fri, 2021-10-15 19:04

ถ้าคำว่า ‘พิการ’ หมายถึง สภาวะที่ขัดขวางการดำเนินชีวิตและทำกิจวัตรประจำวัน แล้วความผิดปกติและผลกระทบที่เกิดจากสภาวะทางจิตแค่ไหน ถึงจะถูกเรียกว่าความพิการ? 

ที่ผ่านมา เรื่องของสภาวะจิตใจถูกพูดถึงและถูกให้ความสำคัญมากขึ้น ดังเช่นอาการของโรคซึมเศร้า ที่อาจพบสภาวะสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ไม่ค่อยมีสมาธิ ความสามารถในการจดจำลดลง รู้สึกกังวลหรือหงุดหงิดเกินกว่าเหตุจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อีกทั้งอาจต้องเผชิญกับผลข้างเคียงของยารักษาที่ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันและกิจวัตรต่างๆ ต้องสูญเสียไป เป็นต้น

อย่างไรก็ดี คนทั่วไปอาจไม่ได้นิยามอาการทางจิตเวชทั้งหมดว่าเป็นความพิการและไม่ใช่ทุกคนที่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวชจะเป็นคนพิการ แล้วอะไรทำให้โรคทางจิตเวชนั้นยากต่อการนิยามและการเป็นคนพิการทางจิตนั้นต้องแลกมากับสิทธิและความไม่เข้าใจของคนในสังคมอย่างไร Thisable.me จึงชวน ผศ.พญ.กมลเนตร วรรณเสวก จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลศิริราชมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน อะไรคือความท้าทายในการทำให้บริการด้านสุขภาพจิตของไทยนั้นมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงแนวคิดและการประเมินความพิการทางจิตของไทยที่ยังไม่สามารถทำให้คนพิการทางจิตกลับมาใช้ชีวิตได้จริงในสังคม

จิตแพทย์ใช้อะไรพิจารณาความพิการทางจิต

ผศ.พญ.กมลเนตร: โรคทางจิตเวชมีหลายโรค แต่ละโรคมีเกณฑ์จำเพาะสำหรับให้จิตแพทย์ใช้ในการวินิจฉัยว่าบุคคลนั้นป่วยเป็นโรคชนิดใด เช่น คนที่เป็นโรคซึมเศร้า จะต้องมีอาการอย่างน้อย 5 จากทั้งหมด 9 ข้อ ติดต่อกันทุกวันเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ จนส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันหรือโรคไบโพล่าร์ ผู้ป่วยต้องมีอารมณ์เศร้าและอารมณ์ดีหรือหงุดหงิดเกินธรรมดาร่วมกับอาการอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในเกณฑ์ที่เป็นสากล 

โดยสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา (American Psychiatric Association) ได้จัดทำคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต DSM-5 (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, 5th Edition) เพื่อเป็นหลักเกณฑ์การวินิจฉัยโรค นอกจากนี้จิตแพทย์จะต้องลงรหัส ​​ICD (International Classification of Diseases) ซึ่งเป็นเกณฑ์ในการลงรหัสสากลของแต่ละโรคที่พัฒนาโดยองค์การอนามัยโลก  เพื่อเก็บสถิติของแต่ละประเทศและใช้ในการรายงานสื่อสารให้แต่ละประเทศเข้าใจตรงกัน สถิตินี้จะถูกใช้ประกอบในการวางแผน วางทิศทางพัฒนาทางการแพทย์และสาธารณูปโภคของประเทศ

สำหรับเกณฑ์ประเมินความพิการ ในไทยถูกแบ่งตามความพิการออกเป็น 7 ประเภท ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมเป็นความพิการประเภทที่ 4 ตามกฎหมายไทย ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า  ผู้ที่มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องหรือความผิดปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้อารมณ์หรือความคิด

ความพิการประเภทที่ 4 คืออะไร แล้วแตกต่างจากประเภทอื่นอย่างไร 

ผู้ที่มีความพิการประเภท 4 ก็คือผู้ที่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวชที่มีผลกับการรับรู้ อารมณ์ ความคิด ซึ่งส่งผลกระทบกับการทำหน้าที่ชีวิตประจำวัน โดยอาการต้องไม่ใช่ในระยะเฉียบพลัน ส่วนใหญ่มักมีอาการและรักษามาต่อเนื่องยาวนานอย่างน้อย 6 เดือน ตัวอย่างโรคทางจิตเวช ได้แก่ โรคจิตเภท โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่าร์ หรือแม้แต่โรคย้ำคิดย้ำทำที่บางคนกังวลเรื่องความสกปรกมาก เข้าห้องน้ำแล้วล้างมือตลอดเวลาจนไม่ยอมออกจากห้องน้ำ ถ้ากระทบการใช้ชีวิตประจำวันก็จัดเป็นความพิการประเภทที่ 4 ซึ่งสามารถออกบัตรคนพิการได้ 

แตกต่างจากความพิการประเภทที่ 5 คือความพิการทางด้านสติปัญญา ได้แก่ ผู้ที่มีพัฒนาการช้ากว่าปกติหรือมีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าคนทั่วไป ประเภทที่ 6 ได้แก่ความพิการด้านการเรียนรู้ คือผู้ที่มีความบกพร่องทางสมองเฉพาะบางด้าน เช่น การอ่าน การเขียน การคิดเลข และประเภทที่ 7 คือความพิการด้านออทิสติก คือผู้ที่บกพร่องทางการเข้าสังคม ภาษา พฤติกรรมและอารมณ์เนื่องจากเป็นบุคคลออทิสติก

ในต่างประเทศและองค์การอนามัยโลกมีการแยกประเภทความพิการทางจิตสังคม (psychosocial disabilities) ออกมาจากความพิการทางกาย โดยคนพิการทางจิตสังคมหมายถึง ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือบกพร่องทางสติปัญญาซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งจากตัวโรคเองโดยตรงหรือผลกระทบจากสังคม เช่น การถูกกีดกัน แบ่งแยก ตีตรา เกณฑ์ในการแบ่งประเภทนั้นไม่ตรงกับของไทยเสียทีเดียว เพราะความพิการทางจิตสังคมน่าจะรวมถึงคนที่พิการประเภทที่ 4 ประเภทที่  5 ประเภทที่ 6 และประเภทที่ 7 ตามเกณฑ์ความพิการของประเทศไทย 

การประเมินความพิการประเภทที่ 4, 5, 6 และประเภทที่ 7 มีรายละเอียดที่แตกต่างอย่างไรบ้าง

ถ้าประเภทที่ 4 คนที่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวช แพทย์ต้องวินิจฉัยก่อนว่าเป็นโรคทางจิตเวชหรือเปล่าไม่ว่าจะใช้เกณฑ์ของ DSM-5 หรือ ICD ซึ่งทำให้คนไข้มีอาการและสมรรถนะการทำงาน การดำเนินชีวิตแย่ลงนานเกิน 6 เดือน ประเภทที่ 5 ก็คือความพิการด้านสติปัญญา แพทย์จะใช้วิธีประเมินว่าหากมีประวัติพัฒนาการล่าช้าเมื่อเทียบกับเด็กทั่วไป ทำอะไรไม่เป็นหรือได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นในวัยเดียวกันหรืออาศัยอยู่ที่บ้านอย่างเดียวต้องมีคนช่วยดูแล เมื่อชัดเจนแล้วว่าพิการด้านสติปัญญา แพทย์สามารถออกใบรับรองความพิการได้เลย แต่หากไม่แน่ใจเรื่อง IQ ต่ำกว่าปกติหรือไม่ แพทย์ก็จะส่งต่อให้นักจิตวิทยาในโรงพยาบาลจิตเวชหรือโรงพยาบาลทั่วไปช่วยทำ IQ Test ให้ด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนประกอบการออกใบรับรองความพิการ สำหรับประเภทที่ 6 ความพิการทางด้านการเรียนรู้ โดยทั่วไปมักประเมินในผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาการเรียนว่ามีความสามารถด้านเขียน อ่านและคำนวณต่ำกว่าระดับชั้นเรียนที่เรียนอยู่มากน้อยแค่ไหน ประเภทที่ 7  ก็คือออทิสซึม กุมารแพทย์กับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นมักเป็นผู้ที่ได้ประเมินเด็ก ทั้งด้านปัญหาเรื่องภาษา การเข้าสังคมและพฤติกรรมผิดปกติ อาจไม่จำเป็นต้องอาศัยแบบประเมินจำเพาะแต่เป็นการสัมภาษณ์ซักประวัติจากพ่อแม่ผู้ปกครองและตรวจดูพัฒนาการ ตรวจการได้ยิน หากพัฒนาการด้านภาษามีปัญหา มีความสนใจอะไรซ้ำๆ หรือชอบทำอะไรซ้ำๆ เช่น มองของหมุน มีปัญหาการเข้าสังคมกับคนอื่น ไม่ค่อยสบตา แม้ IQ อาจปกติหรือต่ำกว่าปกติก็น่าจะเป็นออทิสซึม

การประเมินความพิการทางจิต 

จิตแพทย์จะประเมินจากอาการคนไข้ ร่วมกับพูดคุยกับญาติว่าภาวะความเจ็บป่วยนั้นกระทบสมรรถนะด้านไหนบ้าง ไล่ตั้งแต่การซักประวัติว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ ทำงานเป็นอย่างไร ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นอย่างไร บริบทในชีวิตของคนไข้พอทำให้ประเมินคร่าว ๆ ได้ว่าน่าจะมีสมรรถนะด้านไหนที่เสีย หากกระทบสมรรถนะการดำเนินชีวิตอย่างน้อย 1 ด้านเป็นเวลา 6 เดือนและมีวี่แววที่จะเป็นต่อเนื่องแม้จะรักษาแล้ว ก็ประเมินได้ว่ามีความพิการทางจิตสังคม แต่ถ้าจิตแพทย์ซักประวัติแล้วยังไม่มั่นใจก็สามารถใช้แบบประเมินความพิการทางจิตช่วยในการประเมิน ในแต่ละข้อก็จะมีตัวเลือกให้เลือกตอบได้ 3 ข้อ และเกณฑ์การคิดคะแนนก็ง่ายๆ ได้แก่ ตอบข้อ 1 เท่ากับ 1 คะแนน ตอบข้อ 2 เท่ากับ 2 คะแนน และตอบข้อ 3 เท่ากับ 3 คะแนน ดังนั้นถ้าคนไข้ตอบตัวเลือก 2 หรือ 3 เพียงข้อเดียว ก็จะได้คะแนนรวม 7 คะแนนขึ้นไป แสดงว่ามีความบกพร่องของสมรรถนะการทำหน้าที่ด้านใดด้านหนึ่ง และเข้าเกณฑ์การได้บัตรคนพิการทางจิตแล้ว จะเห็นว่าเกณฑ์การประเมินไม่ได้เคร่งครัดจนเกินไป แต่จิตแพทย์ที่จะทำแบบนี้ได้ต้องมีเวลาพอสมควร ในปัจจุบันมีคนไข้มาหาหมอเยอะมากจนบางทีอาจได้แค่ถามอาการว่านอนหลับไหม มีอาการหูแว่วประสาทหลอนไหม อารมณ์เป็นอย่างไรและใช้เวลาต่อรายไม่ได้มาก จิตแพทย์ก็ไม่ได้ถามเรื่องสมรรถนะทุกครั้งว่าคนไข้ทำอะไรได้แค่ไหน

จิตแพทย์รู้ได้อย่างไรว่าอาการที่คนไข้เล่าเป็นอาการป่วยจริง 

ปกติก็จะมีทั้งคนไข้ที่เล่าอาการตามจริงกับคนไข้ที่บอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไร จิตแพทย์ต้องมีทักษะซักถามเพื่อให้คนไข้เล่าอาการออกมาโดยไม่รู้ตัวหรือถ้าคนไข้ที่บอกว่าไม่ได้ป่วย แต่ญาติอยากให้มาก็เลยมา จิตแพทย์ก็ต้องถามประวัติจากญาติคนไข้ด้วย หลายครั้งประวัติของคนไข้กับญาติคนไข้จะไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องท้าทายของจิตแพทย์ว่าจะเชื่อใคร ต้องพยายามแยกว่าคำพูดไหนเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นความคิดเห็น หากไม่แน่ใจก็ต้องอาศัยตัวช่วย เช่น การทำแบบประเมินทางจิตวิทยา การตรวจร่างกายและนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณา เพราะโรคทางจิตเวชเป็นสิ่งที่จับต้องยาก ไม่เหมือนบางโรคที่เจาะเลือดหรือเอกซเรย์ที่รู้ว่าเป็นโรคอะไร 

แบบประเมินดังกล่าวผู้ที่ทำงานร่วมกับจิตแพทย์สามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน แต่ผู้ที่รับรองความพิการจะต้องเป็นแพทย์หรือจิตแพทย์เท่านั้น โดยเมื่อมีใบรับรองความพิการแล้วก็สามารถทำบัตรคนพิการได้ทุกคน ต้องขอใหม่ต่อเมื่อทำใบรับรองหายหรือไม่ได้ไปดำเนินกระบวนการต่อในช่วงนั้น จนใบรับรองรับเดิมไม่เป็นปัจจุบัน 

ในระดับสากลมีการใช้ ICF (International Classification of Functioning, Disability and Health) เป็นเกณฑ์และรหัสที่องค์การอนามัยโลกพัฒนาขึ้นเพื่อประเมินสมรรถนะและความพิการในด้านต่างๆ ทั้งร่างกาย จิตใจ รวมถึงการทำหน้าที่ของสมองและเก็บเป็นสถิติหรือบันทึกฟความเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย แต่การประเมินความพิการทางจิตในไทยยังไม่ได้นำ ICF มาใช้เพราะค่อนข้างซับซ้อนและยาก ผู้ประเมินต้องไปอบรมอย่างจริงจัง  อีกทั้งประเทศไทยมีข้อจำกัดมาก ทั้งเรื่องบุคลากรน้อย คนไข้เยอะ หรือมีเวลาน้อย 

ประโยชน์ของ ICF คือการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะของคนไข้ ทำให้แพทย์สามารถติดตามและเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังการรักษาและใช้รายงานทางสถิติภาพรวม ปัจจุบันการใช้ ICF ในไทยนั้นดีกับคนพิการที่มีอุปกรณ์และบริการบำบัดฟื้นฟูที่หลากหลาย แต่คนที่พิการทางจิตสังคมยังมีบริการฟื้นฟูยังไม่มาก ทำให้แม้ประเมิน ICF แต่ก็มีประโยชน์น้อย

ต้องรักษามานานหรือไม่จึงจะได้บัตรคนพิการ

ไม่จำเป็นเสมอไป กรณีญาติหรือคนไข้ขอให้ออกใบรับรองความพิการให้ ก็จะทำให้โดยการประเมินความพิการทางจิต

ในกรณีผู้ป่วยและญาติไม่ได้ร้องขอ แต่จิตแพทย์เจ้าของไข้ตระหนักเรื่องความพิการทางจิตสังคม สังเกตว่าคนไข้ป่วยมานานแล้ว รักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นจนกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวันหรือการทำงาน ก็มักจะถามคนไข้และญาติว่าอยากได้ใบรับรองความพิการหรือไม่เพื่อสิทธิประโยชน์ต่างๆ

เกณฑ์การจดทะเบียนความพิการนั้นค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่ได้ยากเกินไป หากโรคส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วยจริง เช่น ปัญหาเรื่องการเรียนรู้ กิจวัตรประจำวัน การเข้าสังคมหรือสมรรถนะการทำหน้าที่ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เห็นชัดเจนได้จากการทำแบบประเมินความพิการทางจิต ถ้าได้คะแนนรวม 7 คะแนนถือว่าเข้าข่ายพิการทางจิต ก็สามารถออกใบรับรองความพิการให้ได้ อย่างไรก็ดี คนไข้หลายรายไม่อยากให้ประเมินความพิการและไม่อยากได้สิทธิคนพิการเพราะคิดว่าไม่คุ้มกับการถูกตีตรา

บัตรคนพิการช่วยทำให้ผู้ป่วยโรคจิตเวชได้รับสิทธิอะไรบ้าง 

โดยปกติผู้ป่วยโรคจิตเวชได้รับสิทธิต่างๆ อยู่แล้วไม่ว่าจะมีบัตรคนพิการหรือไม่ก็สามารถใช้บริการของรัฐได้ฟรีตามความจำเป็นในสถานพยาบาลที่กำหนด โดยสามารถเข้ารับการรักษา ได้รับยา การทำจิตบำบัด การทำกิจกรรมกลุ่มหรือแอดมิทเข้าโรงพยาบาลถ้าจำเป็น หากผู้ป่วยจิตเวชไม่มีบัตรคนพิการเดิมรักษาในสถานพยาบาลขนาดเล็ก แล้วต้องการบริการที่เฉพาะทางขึ้นก็ต้องให้แพทย์ที่สถานพยาบาลต้นสังกัดเขียนใบส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้น ยกเว้นใช้สิทธิข้าราชการที่สามารถรับบริการที่โรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่โดยไม่ต้องส่งตัว

แต่หากมีบัตรคนพิการ อยากจะรักษาโรงพยาบาลรัฐที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องส่งสิทธิการรักษา ก็จะสะดวกขึ้น โดยเฉพาะคนพิการทางจิตที่ต้องการความช่วยเหลือที่เยอะขึ้น และไม่จำเป็นต้องมาขอใบส่งตัวทุกรอบที่ต้องไปรับการรักษาในโรงพยาบาลที่ใหญ่

แต่การได้สิทธิคนพิการทางจิตก็อาจไม่ทำให้เข้าถึงได้มากกว่าคนพิการหรือคนอื่นๆ หากโรงพยาบาลไม่สามารถจัดหาบริการทางการแพทย์เฉพาะทางได้ เช่น เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กอย่าง โรงพยาบาลประจำอำเภอ ซึ่งมียาจิตเวชไม่กี่ตัว ส่วนใหญ่จะเป็นยาพื้นฐานและไม่มีบริการด้านจิตเวชอื่นๆ เช่น ไม่มีบุคลากรในการทำจิตบำบัดหรือการฟื้นฟู  หากเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้นอย่าง โรงพยาบาลประจำจังหวัดที่มีแผนกจิตเวชและมีจิตแพทย์ประจำอยู่ ก็จะมียาด้านจิตเวชหลากหลายมากขึ้นแต่ก็อาจไม่ได้ครบทุกตัวที่มีในประเทศไทย และเริ่มมีบริการเฉพาะทางมากขึ้น แตกต่างจากโรงพยาบาลเฉพาะทางจิตเวชหรือโรงเรียนแพทย์ซึ่งจะมียาให้เลือกค่อนข้างครอบคลุมและมีบริการหลากหลายขึ้นเพราะมีบุคลากรเฉพาะทางที่ให้การดูแลด้านจิตเวชที่ซับซ้อนได้ 

ฉะนั้น สิทธิคนพิการจะมีประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อสถานพยาบาลสามารถจัดบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นให้ได้ แต่หากโรงพยาบาลไม่มีบริการการรักษาเฉพาะทาง ต่อให้คนไข้มีสิทธิแต่ก็อาจไม่ได้รับบริการที่จำเป็นอย่างครบถ้วน 

การมีสิทธิทำให้คนจดทะเบียนความพิการเยอะขึ้นหรือไม่ 

จากรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านคนพิการในประเทศ พ.ศ.2563 จากจำนวนคนไทย 66 ล้านคน มีคนพิการที่ได้รับการออกบัตรคนพิการทุกประเภทรวมทั้งหมดประมาณ 2 ล้านคน แต่เป็นคนที่จดทะเบียนความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมไม่ถึงร้อยละ 8 ของจำนวนคนพิการทุกประเภท ตัวเลขคนพิการในกลุ่มนี้ไม่ได้เยอะมาก อาจเพราะคนไข้ไม่ค่อยขอใบรับรองความพิการเนื่องจากไม่ตระหนักเรื่องสิทธิหรือรู้เรื่องสิทธิแต่ไม่อยากได้เพราะไม่อยากถูกตีตราว่าเป็นคนพิการทางจิตสังคม ส่วนจิตแพทย์เอง พอมีคนไข้รับการตรวจต่อวันจำนวนมากก็อาจมุ่งไปที่เรื่องการซักถามอาการ การกินยา จนไม่ได้ตระหนักเรื่องการขอใบรับรองความพิการกับคนไข้และญาติ ทำให้คนจดทะเบียนความพิการประเภทนี้น้อย ทั้งที่จริงๆ แล้วการขอใบรับรองความพิการจากจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากจนเกินไป

อะไรทำให้คนพิการทางจิตไม่อยากทำบัตรคนพิการ

สาเหตุส่วนใหญ่ที่คนไม่อยากจดทะเบียนคนพิการคือ การตีตราบาปให้กับผู้ป่วยทางจิต (Stigma) ผู้ป่วยกลัวว่าบัตรคนพิการจะทำให้คนอื่นรู้ว่าพิการทางจิตและพฤติกรรม จึงรู้สึกไม่สบายใจ ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นอะไร เพราะหากมาหาจิตแพทย์ แม้มีการบันทึกประวัติการรักษาในเอกสารเวชระเบียน แต่จิตแพทย์ก็จะรักษาความลับ เช่น ไม่เปิดเผยว่าป่วยเป็นโรคอะไร ยกเว้นศาลสั่งหรือคนไข้ขอให้แพทย์เปิดเผยข้อมูลเอง แต่หากจดทะเบียนคนพิการชื่ออาจจะขึ้นในระบบจนมีคนทราบได้

นอกจากนี้คนไข้อาจเข้าใจว่า หากมีความพิการทางจิตใจและพฤติกรรมจะไม่สามารถทำนิติกรรมเองได้เพราะคิดว่าเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ จึงไม่ต้องการจดทะเบียนคนพิการ ทั้งที่ในความเป็นจริง การเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ต้องมีการยื่นคำร้อง ไต่สวนในชั้นศาลและศาลต้องเป็นคนสั่งเท่านั้น

มากไปกว่านั้น คนไข้หรือญาติอาจมองว่าหากมีบัตรคนพิการ อาจเปิดช่องให้มีให้ศาลสั่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ คนไข้จึงเลือกใช้สิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม โดยไม่จดทะเบียนความพิการแม้ว่าตนอาจมีสมรรถนะบางด้านบกพร่อง เพราะคิดว่าสิทธิคนพิการที่จะได้รับไม่คุ้มกับผลกระทบที่ได้รับ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการมีบัตรคนพิการมา ไม่ได้แปลว่าคนไข้ทำนิติกรรมด้วยตัวเองไม่ได้ และกระบวนการสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถไม่ได้ใช้ข้อมูลว่าบัตรคนพิการอย่างเดียว แต่ต้องหลักฐานอื่นประกอบการพิจารณาด้วย

ประเทศไทยควรมีการบริการฟื้นฟูอย่างไรที่จะทำให้คนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

ควรมีบริการด้านการฟื้นฟูที่แพร่หลายเพื่อให้คนไข้กลับมามีสมรรถนะดีขึ้นคนที่ป่วยทางจิตเวชมานานแล้วมักอาการไม่หายขาด มีความบกพร่องของสมรรถนะบางด้าน เช่น คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคจิตเภทเป็นระยะเวลานานก็อาจมีทักษะทางสังคมไม่ดี เวลามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นแล้วทำตัวไม่ถูก และอาจจะทำอะไรที่ดูไม่เหมาะสม ทำให้ใช้ชีวิตในสังคมลำบาก ควรจะต้องมาฝึกทักษะการเข้าสังคม ทักษะการปฏิสัมพันธ์กับคนกันใหม่  แต่ในปัจจุบันบริการฟื้นฟูสมรรถนะคนไข้ไม่ได้มีแพร่หลาย อย่างที่ได้กล่าวไป จึงทำให้คนไข้ไม่สามารถเข้าถึงบริการที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม

แม้เราเป็นจิตแพทย์แต่ได้มีโอกาสไปเรียนในหลักสูตรปริญญาโทด้าน Rehabilitation Counseling จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นวิชาชีพหนึ่งที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ช่วยให้คนพิการทุกรูปแบบกลับไปทำงานได้ตามความสามารถที่ยังมีอยู่ ในไทยบริการนี้ยังขาดแคลนมาก ทั้งที่เป็นสิ่งจำเป็นเพราะการให้คำปรึกษาจะช่วยให้คนพิการกลับไปทำงานได้ ได้มีโอกาสพบปะเพื่อนร่วมงานและมีโอกาสฝึกทักษะทางสังคมโดยอัตโนมัติ เมื่อมีงานสมองก็ได้ทำงาน ได้จดจำข้อมูล มีสมาธิ ก็จะทำให้ทักษะการคิด การวางแผนลำดับความสำคัญของกิจกรรมนั้นดีขึ้น แต่ถ้าไม่มีบริการการให้คำปรึกษาคนพิการก็อาจอยู่แต่บ้าน ทำให้ทักษะการทำงานและทักษะการใช้ชีวิตด้านต่างๆ เสื่อมถอย ขาดรายได้และสามารถพึ่งพาตัวเองได้น้อยลง 

ในออสเตรเลียคนพิการทางจิตต้องมีผลวินิจฉัยทางการแพทย์และพบว่าโรคมีผลกระทบกับสมรรถนะหลักของร่างกาย เช่น การดูแลตัวเอง การสื่อสาร หรือการเคลื่อนที่อย่างน้อย 6 เดือน จึงถือว่าเข้าเกณฑ์พิการทางจิต ในภาคเอกชน รัฐบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนเงินทดแทนในรูปแบบการประกัน คล้ายกับประกันกลุ่มบ้านเรา ต่างกันที่บ้านเราจะได้แค่เงินรักษาอุบัติเหตุและค่าห้องพัก แต่ออสเตรเลียให้เงินหยุดชดเชยช่วงที่นอนโรงพยาบาลหรือไม่ได้ทำงาน นอกจากนี้หากได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน ไม่ว่าจะบาดเจ็บทางร่างกายหรือจิตใจ เช่น ขาพลิก แขนเจ็บ เจ็บป่วยจากการทำงาน ถูกเจ้านายด่าบ่อย ๆ หรือถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงานจนรู้สึกซึมเศร้าไปทำงานไม่ไหว พนักงานก็สามารถลาหยุดงานและเคลมประกันเพื่อได้เงินรับทดแทนระหว่างหยุดงานได้ อย่างไรก็ดีหากพนักงานยังกลับมาทำงานไม่ได้และบริษัทประกันต้องจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานไปเรื่อยๆ นายจ้างก็จะเสียประโยชน์ ดังนั้นบริษัทประกันจึงให้ Rehabilitation Counselor มาช่วยประเมินและช่วยให้พนักงานได้รับบริการฟื้นฟูสมรรถนะด้านต่างๆ เพื่อกลับมาทำงานผ่านการวางแผนตามข้อจำกัดที่ยังมี จนกว่าจะฟื้นฟูสมรรถนะเดิมกลับมาหรือกลับไปทำงานเดิมหรือหน้าที่ใหม่ได้เต็มที่  

ส่วนภาครัฐนั้นมีศูนย์จัดหางานคนพิการ (Disability Employment Services) ช่วยให้คนพิการที่อยากทำงาน แต่หางานไม่ได้เพราะขั้นตอนการสมัครงานยุ่งยากเนื่องจากความสามารถที่ใช้ในการหางานบกพร่องไป ต้องการคำแนะนำเรื่องกระบวนการสมัครงาน  หรือต้องการให้ช่วยประคับประคองระหว่างที่เริ่มงานใหม่ก็สามารถไปใช้บริการได้ 

ในต่างประเทศพูดเรื่องการฟื้นฟูทางจิตเวชตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 ช่วงนั้นคนไข้จิตเวชในต่างประเทศพยายามปลดแอกตัวเองออกจากการรักษาทางการแพทย์และการพยาบาลที่ในอดีตที่บังคับเอาตัวคนไข้ไปทำอะไรโดยไม่ถามและอ้างว่าเป็นการรักษา คนไข้ต้องอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชนานมากจนขาดการติดต่อกับคนอื่นในสังคม ขาดโอกาสในหลายด้าน ญาติและคนไข้จึงเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนคนไข้จิตเวชส่วนใหญ่ได้ออกจากโรงพยาบาลไปอยู่กับญาติแต่ก็พบว่า หลายคนอยู่ไม่ได้เพราะไม่มีทักษะในการใช้ชีวิตหรือบางคนก็ไม่มีญาติ รัฐจึงพยายามแก้ปัญหาโดยหาที่อยู่ให้ เช่น จัดเป็นกรุ๊ปโฮมขึ้นมาให้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเดียวกันอยู่ด้วยกันในบ้านที่มีเจ้าหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแล แต่ก็พบว่าหลายคนไม่มีทักษะการปรับตัวอยู่ดี ดังนั้นรัฐจึงเริ่มพัฒนาบริการ Community Mental Health Service โดยส่งทีมเข้าไปดูแลในชุมชนที่คนไข้อยู่ แทนที่จะนำคนไข้มารักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช ท้ายที่สุดวิธีนี้ช่วยให้คนไข้ปรับตัวอยู่ร่วมกับคนอื่นได้และประหยัดเงินมากกว่านำคนไข้มารักษาในโรงพยาบาล

ในไทยบริการฟื้นฟูคนป่วยที่มีอาการทางจิตเริ่มต้นและพัฒนามานานแล้ว แต่ช่วงหลังพัฒนาการของการให้บริการฟื้นฟูทางจิตเวชค่อนข้างอยู่นิ่ง จิตแพทย์ทั่วไปบางคนไม่รู้จักจิตเวชฟื้นฟูเพราะแทบไม่เคยเห็นบริการด้านจิตเวชฟื้นฟูในไทย ทำให้แม้จิตแพทย์รู้ว่าคนไข้มีปัญหาการเข้าสังคม แต่ก็ไม่รู้จะส่งไปให้ใครช่วยบำบัด จึงทำได้แค่ให้ยา และมีประวัติศาสตร์ด้านบริการทางจิตเวชแตกต่างจากต่างประเทศโดยสิ่้นเชิง เช่น แม้จะมีโรงพยาบาลจิตเวชตั้งแต่รัชการที่ 5 แต่กลับไม่มีผู้ป่วยอยากไปรักษาอยู่โรงพยาบาลจิตเวช ทำให้คนไข้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่บ้าน บางทีญาติต้องล่ามโซ่ไว้ พัฒนาการรักษาจิตเวชของไทยช่วงแรกจึงเน้นที่การปลดโซ่ตรวน ทำให้คนที่ยังไม่เข้าถึงการรักษาได้รับการรักษาก่อน แม้ปัจจุบันเรามีโรงพยาบาลจิตเวชเยอะขึ้นและบริการด้านจิตเวชหลายอย่าง ได้รับการพัฒนามากขึ้นตามมา แต่ก็ยังไม่พอกับจำนวนผู้ป่วยและมีผู้ป่วยระดับรุนแรงค่อนข้างมากจนมีปัญหาเตียงไม่พอ สิ่งเหล่านี้แก้ได้ด้วยการจัดบริการจิตเวชในชุมชนซึ่งจะช่วยลดอาการของผู้ป่วยได้มากและป้องกันไม่ให้อาการกำเริบหนัก

ข้อเสนอแนะต่อการจัดบริการสุขภาพจิต 

ถ้าเป็นจิตแพทย์หรือแพทย์ประจำบ้านที่มีเคสผู้ป่วยอาการเรื้อรังนาน สมรรถนะลดลง ประเมินดูแล้วว่าถึงแม้อาการดีแต่ก็ไม่ได้สมรรถนะคืนมา ก็อยากให้จิตแพทย์เห็นความสำคัญของการออกใบรับรองความพิการ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น 

อีกเรื่องคือวิธีคิด จิตแพทย์หรือแพทย์ในไทยยังใช้แนวคิดทางการแพทย์ (Medical Model) ในการดูแลผู้ป่วยคือเน้นหาว่าเป็นโรคอะไรและทำให้คนไข้หายกลับเป็นปกติ ต่างจากในต่างประเทศหลังช่วงการต่อต้านการรับบริการทางจิตเวช คนไข้ต้องการให้มองว่าพวกเขาเป็นคน ไม่ใช่มองเฉพาะความเจ็บป่วยและต้องการให้ตระหนักว่าแต่ละคนมีความต้องการการฟื้นฟูสมรรถนะให้ดีขึ้นแตกต่างกัน และแม้ว่าจะยังเจ็บป่วยก็อยากมี เช่น มีบ้าน มีงาน มีสังคม มีเพื่อนร่วมงาน มีคนรัก ไม่แตกต่างจากคนทั่วไป ถ้าสมรรถนะด้านใดยังขาด ไม่สามารถทำตามความต้องการหรือเป้าหมายชีวิตได้ก็ควรได้รับความช่วยเหลือด้านต่างๆ ต่างประเทศจึงดูแลผู้ป่วยโดยเน้นให้คนไข้คืนสู่สุขสภาวะความเป็นคนที่เรียกว่าแนวทางพัฒนาชีวิต (Recovery Model) ซึ่งมองว่าแม้จิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์จะมีความรู้ แต่ผู้ที่จะรู้ว่าต้องการอะไรมากที่สุดก็คือคนไข้ การดูแลแนวทางนี้จึงกระตุ้นให้ผู้รับบริการคิดว่าตนต้องการอะไรและร่วมกันวางแผนการรับบริการ หลายที่ในไทยก็เริ่มขยับเป็นแนวทางพัฒนาชีวิตแล้ว แต่ก็ยังไม่แพร่หลายเป็นที่รู้จักเท่าไหร่นัก ฉะนั้นจิตแพทย์ควรได้มีโอกาสเรียนรู้แนวทางพัฒนาชีวิตให้มากขึ้น  เพราะแม้การมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยจิตเวชเข้าถึงบริการจะเป็นสิ่งที่ดี แต่หากขาดการให้บริการด้านการฟื้นฟูทางจิตเวชร่วมด้วยก็คงไม่เพียงพอที่จะทำให้คนพิการหรือผู้ป่วยคืนสู่สุขภาวะและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่าในอนาคต

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพการประเมินความพิการทางจิตความพิการทางจิตความพิการทางจิตใจและพฤติกรรมโรคจิตเวชสิทธิของคนพิการทางจิต
Categories: ThisAble

ชวนคุยกับกัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ ผู้ก่อตั้ง Ooca ในวันที่การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตยังเป็นเรื่องยาก(มาก)

ThisAble - Thu, 2021-10-14 17:29

ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้ปัญหาเรื่องสุขภาพจิตเพิ่มสูงขึ้น จนอาจเป็นเรื่องกังวลใจของใครหลายคน ทั้งจากมาตรการต่างๆ การปิดสถานที่และการสูญเสียรายได้ รวมถึงการสูญเสียหรือเผชิญกับการเจ็บป่วยของตัวเองและบุคคลอันเป็นที่รัก และทำให้การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ยากลำบากขึ้นไปด้วย

ท่ามกลางความยากลำบากนั้น แพลตฟอร์มหนึ่งที่อาจเป็นที่สนใจของใครหลายๆ คน อย่าง อูก้า (Ooca) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือปัญหาเรื่องสุขภาพจิต กลับเป็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น อีกทั้งเป็นที่นิยมมากขึ้นเนื่องจากแพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยลดปัญหาการไม่กล้าไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาและแก้ไขค่านิยมที่มองว่าการพบหมอจิตแพทย์เป็นเรื่องหน้าอายหรือต้องปกปิด

ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว ช่องทางให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตนั้นมีไม่มาก คนอาจรู้จักสายด่วนสุขภาพจิต 1323 และสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย อย่างไรก็ดี ช่องทางที่มีนั้นไม่เพียงพอต่อผู้ต้องการคำปรึกษา ทำให้จำนวนคู่สายต้องรอเป็นระยะเวลานาน 

Thisable.me จึงชวนทุกคนมาพูดคุยกับอิ๊ก—กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ CEO และผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่นอูก้า ว่าอะไรที่ทำให้เธอเลือกลงทุนมหาศาลเพื่อทำงานบริการด้านสุขภาพจิต สิทธิและสวัสดิการด้านสุขภาพจิตในปัจจุบันเป็นอย่างไร และทำอย่างไรการเข้าถึงบริการนี้จะทั่วถึงและดีพอสำหรับทุกคน

จุดเริ่มต้นของบริการด้านสุขภาพจิตนามของแอพพลิเคชั่น ‘อูก้า’

กัญจน์ภัสสร: เราอยากทำให้คนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตได้มากขึ้น ทำอย่างไรให้คนกล้าไปสถานพยาบาล ทำอย่างไรให้การพบแพทย์เกิดขึ้นรวดเร็ว เพราะอย่างที่รู้กันว่า หลายครั้งคนไข้ต้องเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อมาพบหมอ กว่าจะทำนัดเจอหมอครั้งต่อไปก็นานเป็นเดือน เราจะให้คนไข้ตายระหว่างรอหมอไม่ได้ จึงอยากอำนวยความสะดวกสบาย คนไข้ไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยไปโรงพยาบาล หากพบแพทย์ตั้งแต่ตอนเริ่มมีปัญหา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาระยะยาวได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหากนำเทคโนโลยีอย่างโทรเวช (Telemedicine) ที่มีมาอย่างยาวนานจึงเป็นคำตอบที่เรานำมาปรับใช้กับเรื่องให้บริการด้านสุขภาพจิตได้อย่างดี 

การพบจิตแพทย์สมัยก่อนลำบากมาก ลำบากตั้งแต่การนัด การเดินทางไกล นอกจากนี้ยังถูกตีตราเรื่องสุขภาพจิตอีกด้วย ระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาเราพบว่า จำนวนผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตมีน้อยเพราะการตีตราที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ นอกจากนี้ ความสามารถในการสร้างรายได้ให้กับตัวเองในฐานะจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยานั้นค่อนข้างน้อย ถ้าเทียบกับวิชาชีพสาขาใกล้เคียงที่ได้รายได้มากกว่า จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจึงผันตัวไปทำอย่างอื่น ดังนั้นคนที่ทำอาชีพนี้ต้องเป็นคนที่ใจรักมากๆ ถึงจะทำได้นาน

สิทธิการเข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตไทยถือว่าครอบคลุมแค่ไหน

สำหรับคนไทยสิทธิในเชิงสุขภาพจิตเรามีเยอะมาก จากรายงานของ KPMG เทียบเปอร์เซ็นต์ความครอบคลุมของนโยบายของภาครัฐด้านค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพจิตที่สามารถเบิกจ่ายกับรัฐจะพบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่สามารถเบิกได้ 100% ในสถาบันรักษาของภาครัฐ หากดูตารางเทียบงบประมาณค่าใช้จ่ายรายปีสำหรับบริการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพจิต่อคนตั้งแต่ พ.ศ. 2560-2563 จะพบว่าประเทศสิงคโปร์มีงบประมาณสูงสุดอยู่ที่ 40 USD หรือเทียบเป็นเงินไทยเท่ากับ 1,353.20 บาท ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 1.5 USD หรือเทียบเป็นเงินไทยเท่ากับ 50.75 บาท แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นอย่างอินโดนีเซียจะอยู่ที่ 1.1 USD หรือเทียบเป็นเงินไทยเท่ากับ 37.22 บาท ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 0.1 USD หรือเทียบเป็นเงินไทยเท่ากับ 3.38 บาท จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยสูงกว่าประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีจำนวนจิตแพทย์หนึ่งคนต่อประชากรหนึ่งแสนคน นับว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาครองจากอันดับ 1 อย่างสิงคโปร์ที่มีจิตแพทย์ 4.4 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน 

อย่างไรก็ดี เป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดอัตราส่วนที่เหมาะสมไว้ก็คือ ต้องมีจิตแพทย์ 10 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน และจากรายงานของ Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) ยังระบุอีกว่า งบประมาณของแต่ละประเทศที่จัดสรรดูแลระบบสาธารณสุขของภาครัฐควรมีอย่างต่ำ 10 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่ตัวเลขของไทยและประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สูงสุดอยู่แค่ 5 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่างบประมาณดูแลสุขภาพองค์รวมยังมีน้อย และแบ่งเหลือไปดูแลสุขภาพจิตน้อยตามไปด้วย

เพราะฉะนั้นคนไทยมีสิทธิ แต่มีทรัพยากรไม่พอ รัฐบาลต้องลงทุนพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้านสุขภาพจิตมากกว่านี้และให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดสายงานในวิชาชีพอย่างชัดเจน ด้วยการสร้างมาตรฐานวิชาชีพจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ดังเช่นในต่างประเทศที่มีจิตแพทย์ (Psychiatrist) และนักจิตวิทยา (Psychologist) ทำงานส่งต่อร่วมกับนักจิตวิทยาคลินิก บทบาทของนักจิตวิทยามีมากกกว่าการนั่งคุยกันเฉยๆ พวกเขาจัดการทำแบบประเมิน ช่วยจิตแพทย์ทำการทดสอบและช่วยวินิจฉัยเบื้องต้น เส้นแบ่งบางๆ นี้ ทำให้มาตรฐานวิชาชีพจิตวิทยาปรึกษาไทยไม่ชัดเจน 

อาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษาที่คลุมเครือ

นักจิตวิทยาที่สหรัฐอเมริกาต้องเรียนจบดอกเตอร์ และต้องสอบใบอนุญาตเรียกเก็บชั่วโมงสูงกว่าไทยมาก หากยังเรียนไม่จบ จะไม่เรียกแทนตัวเองว่าเป็นนักจิตวิทยาเด็ดขาด คนที่สอบใบอนุญาตประกอบอาชีพนักจิตวิทยาเท่านั้นจึงสามารถเรียกตัวเองว่าเป็นนักจิตวิทยาได้ ขณะที่ไทยไม่มีแบบนั้น เราสามารถเรียกตัวเองว่าเป็นนักจิตวิทยาได้โดยไม่ถูกจับ เราเจอคนที่เคลมว่าเป็นนักจิตวิทยาเยอะมาก เช่น คนที่ยังเรียนไม่จบปริญญาโทหลักสูตรนักจิตวิทยาการปรึกษา จากต่างประเทศ แล้วเปิดบริการให้คำปรึกษาในไทย หรือพยาบาลที่ไปอบรมเกี่ยวกับสุขภาพจิต แล้วเรียกตัวเองว่าเป็นนักจิตวิทยา แม้พวกเขาจะมีทักษะและมีสิทธิให้คำปรึกษา แต่ไม่มีสิทธิเรียกแทนตัวเองว่านักจิตวิทยา ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความมั่นคงในวิชาชีพ เมื่อไม่มีการบัญญัติให้นักจิตวิทยาถูกจัดอยู่กลุ่มชื่อที่ได้รับการคุ้มครอง (Protected Name) ไม่มีการออกกฎหมายปกป้องอาชีพ ไม่มีการสอบใบอนุญาต เนื้องานเหล่านี้ก็สามารถถูกคนอื่นแย่งได้ตลอดเวลา กลายเป็นว่าใครเป็นโค้ชชื่อดังคนก็ไปหาเยอะหรือเมื่อขาดคนก็อะลุมอะล่วยให้กับคนที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพมาทำงานได้และเรียกแทนตัวเองว่านักจิตวิทยาเพราะทำงานให้กับหมอ คนจึงไม่เห็นความสำคัญของการสอบใบประกอบวิชาชีพ 

อย่างไรก็ดี เราไม่สามารถตัดสินว่าคนที่ไม่ได้เรียนจบด้านนี้จะให้คำปรึกษาอย่างไม่มีคุณภาพ บางคนอาจมีพรสวรรค์ในการพูดแต่ไม่ใช่นักจิตวิทยา มันก็ไม่ผิด คุณสามารถคุยแบบนี้กับเพื่อน คุยกับพ่อแม่ก็ได้ แต่ไม่ใช่กับคนไข้ เพราะคนไข้คาดหวังที่จะได้รับบริการจากนักจิตวิทยา การทำงานทั้งที่ไม่มีใบอนุญาติจึงไม่แฟร์กับพวกเขา 

ค่าบริการที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้คนเข้าไม่ถึงบริการหรือไม่

เรื่องนี้ก็มีส่วน แต่คุณมีตัวเลือก มีสิทธิ ถ้าอยากรักษาฟรีก็เข้ารับบริการจากภาครัฐ แต่ของฟรีที่มาจากภาษีประชาชนนั้นมีทรัพยากรอย่างจำกัด มีอะไรบางอย่างที่ต้องยอมแลก เช่น รอคิวนาน นัดได้เฉพาะวันเวลาราชการ ฯลฯ หากคุณรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้มีมูลค่า การจ่ายเงินค่าให้บริการคำปรึกษาจะทำให้คนในวิชาชีพได้เงิน ได้งาน เราอยากให้รู้ว่าวิชาชีพด้านนี้ก็มีมูลค่าเช่นกัน โดยเฉพาะหากคุณยอมไปเข้าคอร์สของคนที่ตั้งตัวเองว่าเป็นโค้ช ทั้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรอง 

หลายคนบอกว่า การให้คำปรึกษาควรจะฟรีและพยายามผลักความรับผิดชอบด้านการเงิน เราเห็นด้วยว่า บริการสุขภาพจิตของภาครัฐควรจะฟรีด้วยเงินภาษีของประชาชน แต่ต้องจัดการปัญหาการบริหารจัดการและค่าตอบแทนด้วย ปัจจุบันนักจิตวิทยาของเอกชนกับภาครัฐได้ค่าตอบแทนต่างกันราวฟ้ากับเหว การบริหารผิดพลาดของรัฐทำให้ได้เงินน้อย ได้เงินตกเบิก สุดท้ายก็ต้องลาออกไปอยู่เอกชน

ตอนแรกที่แอพพลิเคชั่นอูก้าเปิดตัว คนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเก็บเงิน ก็คงต้องถามกลับว่า สิ่งที่เราทำไม่ต้องใช้เงินเหรอ เรามีพนักงานรวมกัน 30 คน ทุกคนไม่สามารถอิ่มทิพย์ มีค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ค่าแอพพลิเคชั่น เราเองก็ทุ่มไปปีแรกกว่า 4 ล้านบาท  แทนที่จะไปเป็นทันตแพทย์เต็มตัวได้เงินเดือนหลายแสน นี่ก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนมีมูลค่า

ในช่วงที่มีทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และความเข้มข้นของการเมือง ทำให้คนมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ 

การเมืองมีผลกับสุขภาพจิตมากๆ แม้ว่าอาจจะไม่ได้มีผลโดยตรง แต่ผลกระทบก็อาจะเกิดขึ้นได้ทางใดทางหนึ่ง เช่น รู้สึกสิ้นหวังกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ไม่ว่าจะตกงาน เห็นจำนวนผู้ติดเชื้อแล้วรู้สึกเศร้า หรือปัญหาอื่นๆ อย่าง สภาวะสังคมหรือเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นโดยตรงผ่านสถานการณ์ทางการเมือง

ปัญหาสุขภาพจิตมีปัจจัยจากหลายอย่าง ความเจ็บป่วยของตัวเราก็ส่งผลต่อสุขภาพจิต อาจเกิดจากสารเคมีในร่างกาย สรีระวิทยา และพันธุกรรมไม่ต่างจากโรคอื่นๆ เช่น มะเร็งที่ต้องมีสารตั้งต้น (Precursor) ถ้าไม่มีสารตั้งต้นมะเร็งก็อาจเกิดจากสิ่งเร้าที่มากระตุ้นบ่อยๆ จนทำให้ทำร่างกายตอบสนองสิ่งเร้า เช่นเดียวกับสุขภาพจิต สิ่งเร้ายูนิตที่เล็กที่สุดก็คือ ครอบครัว ครอบครัวโอเคไหม ไล่ขึ้นมาเป็นสภาพแวดล้อมแถวบ้านโอเคไหม โรงเรียนหรือที่ทำงานโอเคไหม จังหวัดที่อยู่โอเคไหม ประเทศที่อยู่โอเคไหม เราจะเห็นว่าทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด เมื่อมีจุดที่ทำให้รู้สึกไม่สมดุล เช่น  คนที่ชีวิตดีทุกอย่าง บ้านก็ดี ครอบครัวก็ดี เงินก็มีให้ใช้ แต่ก็สามารถเป็นซึมเศร้าได้ ฉะนั้นสภาวะทางจิตจึงไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง 

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่สังคมเรามีความเครียด มนุษย์คนหนึ่งอาจมองว่าสังคมไม่ดีเลยและโกรธแค้นที่สังคมทำให้เป็นซึมเศร้า เราจะมองแบบนั้นก็ได้หากเข้าใจความโกรธความแค้น แต่ถ้าไม่พยายามก้าวผ่านด้วยการแก้ไขปัญหาก็อาจจะส่งผลเสียต่อตัวเองในระยะยาว เราจึงเห็นคนแสดงออกผ่านการทำแคมเปญต่างๆ เรียกร้องให้บางอย่างเกิดขึ้น เช่น ถ้าเราไม่พอใจสิ่งที่มีอยู่ ก็ย้ายประเทศหรือพยายามเรียกร้อง แม้อาจไม่เปลี่ยนอะไรในภาพใหญ่  แต่น้อยที่สุดเราก็ได้ทำอะไรบางอย่างให้ตัวเอง ส่วนตัวเราก็มีวิธีการแก้ปัญหาด้วยการทำแอพพลิเคชั่นอูก้าขึ้นมา พยายามสร้างระบบที่ทำให้คนใช้บริการเข้าถึงง่าย ช่วยให้จิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เงินตอบแทนเหมาะสม สร้างคอนเทนต์ให้คนหันมาสนใจสุขภาพจิต ตอนนี้ก็มีอีกช่องทางสำหรับคนงบน้อยในการปรึกษาสุขภาพจิต แต่ก็ยังไม่สามารถบริการฟรีทั้งหมดได้เนื่องจากเราก็มีพนักงานที่ต้องทำงานหลังบ้านเช่นกัน 

ข้อเสนออะไรต่อภาครัฐ ที่จะทำให้คนสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น 

คงเป็นข้อเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุขที่เราอยากให้เห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต ปัจจุบันอูก้าก็ทำงานร่วมกับกรมสุขภาพจิต จัดตั้งโครงการ Wall of Sharing  เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสามารถเข้าไปใช้บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เราเข้าใจว่าเด็กยังไม่มีเงิน ค่าใช้จ่ายก็ถูกพ่อแม่กำกับอยู่ แม้จิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่มาคุยกับคนไข้ที่เป็นนักเรียนนักศึกษาจะได้เงินน้อยลง แต่พวกเขาก็จะได้รับค่าตอบแทนด้วยวิธีอื่น ไม่ใช่การช่วยฟรีไม่อย่างนั้นเขาจะทำได้แป๊บเดียวแล้วก็ไม่ไหว ถอนตัวออกจากโครงการ 

โครงการนี้ไม่ได้คาดหวังให้เป็นโครงการฟรีตลอดไป แต่ทำเพื่อให้รัฐเห็นความสำคัญว่ามีนักเรียน นักศึกษามาใช้บริการแล้วได้ประโยชน์ ถ้ารัฐเห็นความสำคัญแล้วก็ควรตั้งงบประมาณมาดูแลเรื่องนี้ ไม่ใช่ให้ประชาชนสรรหาบริการฟรีจากประชาชนด้วยกันเอง แล้วรัฐก็มาใช้ประโยชน์ซ้ำอีก กลายเป็นว่าเรากำลังทำหน้าที่เกินประชาชนด้วยกันเสียอีก รัฐต้องตระหนักว่าเอาเงินภาษีประชาชาชนมาเยอะแล้วและสุขภาพจิตของเยาวชนต้องได้รับการดูแล หากรัฐไม่มั่นใจในการใช้งบประมาณเราก็อาสาทำในช่วงสองปีแรกโดยปีไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หลังจากนั้นจะต้องตั้งงบประมาณและค่อยๆ ขยายไปดูแลประชาชนกลุ่มอื่น เช่น คนสูงวัยขาดรายได้ กลุ่มคนยากจน และกลุ่มประชากรที่ขาดทรัพยากรที่ต้องการการซัพพอร์ตด้านสุขภาพจิต แม้เราร่วมมือกับสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ในการทำงาน แต่ที่ผ่านมาน่าเสียดายที่โครงการดังกล่าวไม่ได้ถูกประชาสัมพันธ์เท่าที่ควร เพราะถ้าเด็กๆ รู้จักโครงการนี้ก็สามารถใช้บริการได้ฟรี และอาจทำให้เข้าถึงการบริการกันได้มากขึ้น 

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพสิทธิทางด้านสุขภาพจิตบริการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตสุขภาพจิตMental Healthอูก้าOocaกัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์
Categories: ThisAble

คุยชีวิตร้อนๆ ของตั๋วร้อน ป๊อปคอร์นชีส ในวันที่คนยังไม่เข้าใจเรื่องปากแหว่งเพดานโหว่

ThisAble - Fri, 2021-09-24 20:55

เป็นเรื่องยากมากที่คอหนังจะไม่รู้จักเพจที่ดังที่สุดในจักรวาลอย่าง “ตั๋วร้อน ป๊อบคอร์นชีส” เพจรีวิวหนังสายฮาที่มียอดไลก์กว่า 5 แสน ซึ่งการันตีได้ถึงฝีไม้ลายมืองของเขา บ้างก็ว่าผลงานเอกอุ สะท้อนสังคม บ้างก็ว่ากวนตีน ทำให้คนยังคงติดตามผลงานอย่างยาวนาน ใครๆ ก็เรียกเขาน้าตั๋ว

ภายใต้รูปของซามูเอล แจ็คสัน จากพับฟิคชั่น ที่เขาใช้บนเพจ ชีวิตจริงของน้าตั๋วกลับผ่านร้อนหนาวสารพัดและผ่านการถูกล้อเลียนจากสังคม เพราะเขามีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ เรื่องราวของเขาให้มีคนจำนวนมากเข้ามาปรึกษาเรื่องการใช้ชีวิตในสังคมแม้น้าตั๋วจะเข้าใจดีว่า สังคมไทยอยู่คู่กับการล้อเลียน ดูถูกเป็นปกติมาอย่างยาวนาน แต่เขาก็ยืนยันว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ดีและควรทำและต้องการให้สังคมทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น 

ThisAble.me ชวนจับเข่าคุยกับน้าตั๋ว แห่งเพจตั๋วร้อน ป๊อบคอร์นชีส ถึงสิ่งที่เขาเผชิญจากสังคมผ่านภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ การล้อเลียน โอกาส บทเรียนชีวิตและการทำงาน บนคำดูถูกที่ผลักดันให้เขากลายมาเป็นแอดมินเพจหนังที่ดังที่สุดน้าตั๋วเริ่มเล่าว่า ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมยิ่งในยุคที่เขา ผู้คนในต่างจังหวัดไม่ได้มีความรู้และเข้าไม่ถึง การรักษา ภาวะดังกล่าวจึงถูกปล่อยไปตามอัตภาพ ก่อนได้รับการผ่าตัดผ่านโครงการของรัฐ แม้การผ่าตัด 3 ครั้งจะไม่ได้ทำให้หายจากภาวะนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ชีวิตของน้าตั๋วก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมาก

ที่ผ่านมาเขามักบอกว่า ตัวเองเรียนไม่สูง เรียนไม่เก่ง แต่รักการทำกิจกรรม หลังเรียนจบระดับชั้นมัธยมก็เข้ากรุงเทพฯ เพื่อสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยทุนทรัพย์ที่จำกัด เขาตัดสินใจทำงานเพื่อหาค่าเล่าเรียนและประสบการณ์นั้นเองที่ทำให้เขาได้พบกับชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่ใช้รูปลักษณ์ภายนอกเป็นตัวตัดสิน 

“งานแรกที่ไปสมัครคือ เด็กเสิร์ฟ แต่ถูกปฎิเสธเพราะกลัวจะสื่อสารกับลูกค้าไม่ได้ หัวหน้ากลัวคนเห็นหน้าแล้วกินข้าวไม่ลง” 

ตั๋วร้อน : ตอนเข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯ  เราสมัครงานเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหาร เขาก็พูดตรงๆ เลยว่าเราทำไม่ได้ เพราะต้องสื่อสารกับลูกค้า ถ้าพูดไม่เข้าใจเดี๋ยวจะมีปัญหา ตอนนั้นน้อยใจแล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเอง ความรู้สึกเคว้งไปหมด หางานทำก็ไม่ได้ 

พอรู้ตัวว่าทำงานแบบนี้ไม่ได้ก็ไปสมัครโรงงาน เพราะไม่ต้องใช้หน้าตาเป็นฝ่ายผลิตอยู่เบื้องหลัง ทำไปได้สักพักก็เบื่อเพราะซ้ำซากและจำเจ พร้อมๆ กับไปเป็นนักร้องกลางคืน แต่ก็รู้สึกไม่เหมาะ เลยลาออกไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ทำงานไต่เต้ามาเรื่อยๆ จนเป็นผู้ช่วยเชฟ เป็นหัวหน้าเชฟทำอาหารฝรั่งและอิตาเลียน เรายังไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเชฟเลย เรียกว่าคนทำอาหารเป็นดีกว่า ความโชคดีอย่างหนึ่งคงเป็นเพราะเจ้าของร้านเป็นฝรั่ง เขาไม่สนใจในสิ่งที่เราเป็น ถ้าเรามีความสามารถและทำงานดี เขาก็พร้อมจะผลักดัน 

หลังจากมีประสบการณ์เรื่องทำอาหารประมาณหนึ่งแล้ว ก็ไปสมัครงานครัวที่ใหม่ เจ้าของร้านคนไทยบอกว่าไม่รับเพราะเราเป็นปากแหว่งเพดานโหว่ แล้วครัวเป็นแบบเปิด กลัวคนเห็นแล้วไม่น่ามอง 

พอโดนปฏิเสธครั้งนั้น เราก็ปฏิญาณเลยว่าจะไม่กลับไปเป็นคนทำงานร้านอาหารอีกแล้ว ตอนนั้นรู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่ก็คิดว่าอาจจะจริงที่ลูกค้าเห็นรูปลักษณ์เราแล้วอาหารจะไม่น่าทานหรือไม่สบายใจ 

นึกย้อนกลับไป รู้สึกขอบคุณที่ผลักดันให้เราได้มาทำในสิ่งที่รักจริงๆ 

แม้จะรู้สึกว่าต้องพยายามมากกว่าคนอื่นหลายเท่า ต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้คนอื่นยอมรับฝีมืออยู่เสมอ ต้องพยายามทำให้ได้เพื่อให้คนที่สบประมาทเรานั้นหุบปาก อย่ามาชี้หน้าว่ากูทำไม่ได้  ทั้งที่ไม่เคยให้กูลองทำเลย

ช่วงวัยรุ่น พอเจอคนเข้ามาล้อเลียน เราก็แก้ปัญหาด้วยกำลังเลย ต่อยเป็นต่อย เจอมาหมดทุกรูปแบบตั้งแต่ด่าว่าไอ้ปากแหว่ง ไปจนถึงล้อเสียงคำพูดที่ไม่ชัด ขนาดครูที่สอนก็ยังล้อเลียน เห็นได้ชัดว่าเมื่อก่อนคนไม่ซีเรียสเรื่องการบูลลี่ ในคาเฟ่คนพิการก็กลายเป็นตัวโจ๊ก เอามาล้อเล่นกัน คนยังมองเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ปัจจุบันทำไม่ได้แล้วเพราะเป็นค่านิยมที่คนไม่โอเค 

โตขึ้นมาหน่อยก็มีแฟน  ถือเป็นโชคดีของผมเพราะในช่วงชีวิตที่ลำบากได้แฟนคอยซับพอร์ต ทำงานเงินเดือนไม่มาก เลยเช่าห้องเล็กๆ อยู่ และเริ่มทำเพจ ทำเพราะอยากทำ ไม่คิดว่าเพจจะทำเงินได้หรอก  เพจนี้เขียนเกี่ยวกับเรื่องหนังก็เลยมักได้ตั๋วหนังฟรีรอบสื่อ พอได้ดูหนังก่อนใครก็รู้สึกเท่มาก ได้ขิงคน แต่ความจริงคือค่ารถไปดูหนังแพงกว่าค่าตั๋วหนังอีก ก็คิดเหมือนกันว่ากูทำไปเพื่ออะไรวะ (หัวเราะ)  

พอได้ทำเพจก็รู้สึกว่า เออนี่แม่งทางของกูเลย ชอบมาก ต้องมีคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ จึงผันตัวเองเป็นนักเขียนเพราะอยากเล่าเรื่อง เกือบจะได้เป็นนักเขียนในนิตยสารกับเขาเหมือนกัน แต่น้ำดันมาท่วมจนต้องยกเลิกโปรเจคเสียก่อน 

เพจ

อย่างที่บอกว่า เราเป็นคนขาดความมั่นใจในการพูดเพราะพูดไม่ชัด จนอาจถูกคนล้อเลียน งานเราเลยหนักไปทางเขียนมากกว่า แม้มีคนอยากให้ไปลองงานพิธีกรหรือทำวีดีโอ  แต่ก็พอเข้าใจข้อจำกัดตัวเองจึงไม่กล้า รู้ดีว่าถ้าต้องพูดหรือบรรยายยาวๆ จะมีปัญหา กระทั่งได้มีโอกาสไปเล่นหนังฟอร์มยักษ์เรื่องหนึ่งของจีน เขาอยากได้คนที่ดูโหดๆ น่ากลัว เรียกได้ว่าไปแคสกันอยู่หลายรอบจนไม่มีตังค์ค่ารถ แต่ก็หวังว่าจะได้งาน จนได้งานจริงและได้บทเพิ่ม เงินเพิ่ม เอาจริงๆ เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า คนปากแหว่งเพดานโหว่จะได้เล่นหนังกับเขา แค่เป็นนักเขียนปลายแถวก็ดีใจแล้ว การเล่นหนังปลดล็อคความเชื่อของตัวเอง เราสามารถทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ  อาจต้องขอบคุณคนที่เคยปฏิเสธที่ช่วยถีบให้มาอยู่ในจุดที่เราชอบได้ทุกวันนี้ การปฏิเสธของคุณผลักให้เราออกไปเผชิญความท้าทายกระทั่งมีคนเห็นคุณค่าและชื่นชมในความสามารถ 

เราไม่ได้เปิดหน้าในช่วงแรกที่ทำเพจ บางคนเข้าใจว่าเพจตั๋วร้อนป๊อปคอร์นชีสมีแอดมินหลายคนและเราหนึ่งในนั้น ทั้งที่มีอยู่คนเดียว   เพจนี้เกิดขึ้นเพราะความชอบดูหนัง เมื่อก่อนมีหนังกลางแปลงเราก็นั่งรถ 10-20 กิโลไปดู  จนค่อยๆ ซึมซับมาตลอด ถ้าไม่เพลงก็หนังผูกพันอยู่ 2 อย่าง หนังที่อยู่ในช่วงชีวิตยุค 90 ก็คือ ‘หญิงข้าใครอย่าแตะ’ ‘หลิวเต๋อหัว’ ‘โจวเหวินฟะ’ ‘โหดเลวดี’ ‘คนเหล็ก’ ‘Die Hard’ ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการทำเพจด้วย การเขียนจึงเป็นเหมือนการย้อนรำลึกชีวิตของในช่วงเวลานั้นๆ  เป็นความทรงจำในลิ้นชักที่เรารู้สึกมีความสุขเมื่อได้พูดถึงมัน 

หนัง

หนังเป็นเครื่องสะท้อนตัวตนของคนอยู่เสมอ อย่างในเรื่อง Wonder ที่เล่าเรื่องของเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ เราดูแล้วร้องไห้เลยเพราะเหมือนเห็นตัวเอง เผลอๆ แย่กว่า ตัวละครในหนังยังเกิดมาในสังคมที่ดี ประเทศที่ดี ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ที่เข้าใจ ลองตัดภาพมาประเทศแถวนี้ที่ปกติก็ไม่มีจะแดกอยู่แล้ว พอปากแหว่งเพดานโหว่ด้วยก็ยิ่งหนักกว่าเดิม ตัวละครในเรื่องนี้พยายามอธิบายว่า เขาก็เหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา อยากให้มองเขาเป็นคนเท่ากัน เราเองก็คิดแบบนั้นเพราะบางครั้งสังคมก็เต็มไปด้วยคนที่ Over PC (Over Political Correctness)  ที่คอยโอ๋คนพิการตลอดเวลาและมองว่าคนพิการทำไม่ได้  ซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าของคนพิการ แต่หนังต่างกับเราตรงที่เขาจบเรื่องด้วย Feel Good  แต่ชีวิตกูแย่กว่านั้น (หัวเราะ) 

บางครั้งการล้อเลียนก็มาในลักษณะกวนตีน คนชอบถามว่าเป็นอะไรแต่ไม่ได้อยากรู้จริงๆ  เป็นเกรียนคีย์บอร์ด บางคนก็บอกว่า ทำเพจหนังนั้นง่ายๆ แป๊ปเดียวก็ดัง  ทั้งที่ไม่รู้เลยว่า เบื้องหลังทำอะไรบ้าง และต้องทำงานหนักเท่าไหร่กว่าจะถึงวันนี้ที่การดูหนังกลายเป็นหน้าที่การงานไปแล้ว 

ในสื่อ ความพิการคือความแปลก และความตลกขบขันที่ถูกนำมาใช้อย่างยาวนาน ที่เห็นกันบ่อยๆ ก็ตลกคาเฟ่ที่ผลิตซ้ำให้ความตลกกลายเป็นความปกติธรรมดา ทำให้ความพิกลพิการกลายเป็นเป็นความบันเทิงแฝดสยามอิน-จัน คือคนสองคนที่ติดกัน แต่กลับถูกมองว่าแปลกประหลาด น่าไปอยู่คณะละครสัตว์ คนมองอิน-จันเป็นวัตถุเสียด้วยซ้ำ จนอิน-จันได้พิสูจน์ตัวเอง ผ่านการพยายามทำให้คนเห็นว่าพวกเขามีความสามารถ

การขายสังขารมีมานานแล้วในบ้านเรา หนำซ้ำคนไม่พิการ บางคนก็เอาความพิการมาใส่ตัวเองเสมือนเป็นคาแรคเตอร์ตลก ผ่านหนัง หรือตลกคาเฟ่ก็มีให้เห็นเยอะแยะ ผมเองก็เคยเจอคนที่พยายามผลิตคาแรคเตอร์เพื่อไปออกรายการเพราะผมพูดไม่ชัดแล้วตลกดี อย่างคำว่า “เหม็นสี” พอเราพูดก็เป็นเหม็นอี๋ คล้ายๆ กับอ่างเถิดเทิง แต่ก็ปฏิเสธเพราะรู้สึกว่า อยากขายอย่างอื่นมากกว่า ที่ได้ใช้ความรู้ ความสามารถและมีความเท่เป็นของตัวเอง ยิ่งถูกบูลลี่มาทั้งชีวิตแล้วก็ไม่อยากเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นจุดขาย งานและเงินก็อยากมี แต่ขอเท่ในแบบของกูไม่ได้เหรอ คนปากแหว่งเพดานโหว่ก็เท่และภูมิใจได้ ผมหวังว่าเด็กที่เป็นปากแหว่งเพดานโหว่จะเห็นผมแล้วรู้สึกภูมิใจ ว่าคนแบบเราก็ยืนหยัดได้ แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จแล้ว

ปาก

เคยมีลูกเพจทักมาว่า เขามีลูกเป็นปากแหว่งเพดานโหว่เหมือนกับเรา จะมีวิธีไหนให้ลูกอยู่ในสังคมและมั่นใจได้อย่างเราบ้าง เขากลัวถูกบูลลี่และกลั่นแกล้งจนลูกฆ่าตัวตาย เราก็อธิบายไปว่าภายใต้สังคมแบบนี้เป็นเรื่องยากมากที่จะไม่ถูกล้อเลียนหรือกลั่นแกล้ง การยอมรับความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หากยอมรับในสิ่งที่เป็น เข้าใจว่าในสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดี  ก็ให้เลือกเข้าหาคนดีที่พร้อมสนับสนุนและให้กำลังใจเรา

อีกเรื่องที่แนะนำก็คือความมั่นใจ เราเชื่อว่าคนที่เกิดมาเป็นปากแหว่งเพดานโหว่มักขาดความมั่นใจในการพูด เราเองสมัยเรียนเวลาต้องออกไปอ่านหรือพรีเซนต์งานหน้าห้องก็ถูกล้อเลียน แม้เราได้ยินเสียงชัดเจน ได้ยินคำควบกล้ำต่างๆ แต่กลับไม่สามารถออกเสียงได้แบบนั้น 

หลังคุยกัน ลูกเพจก็รู้สึกดีและมั่นใจมากขึ้น เขาบอกว่าพอเห็นเราแล้วก็รู้สึกว่าคนปากแหว่งเพดานโหว่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และอยากให้ลูกมั่นใจได้อย่างเรา เราเองแม้มีลูกที่ไม่ได้เป็นปากแหว่งเพดานโหว่ แต่ทุกคนมีโอกาสถูกล้อเลียนจากเพื่อนหรือคนที่ไม่เข้าใจ เราต้องสอนให้เขารู้จักความแตกต่าง และต้องไม่ไปล้อเลียนคนอื่น

อนาคตอยากเห็นคนหลากหลายประเภทสามารถอยู่ในภาพยนตร์หรือสื่อได้โดยปกติ ถ้ามีหนังสักเรื่องที่มีคนปากแหว่งเพดานโหว่เป็นตัวละครแล้วพูดไม่ชัด เราอยากรู้ว่าสังคมจะตอบรับอย่างไร เราอยากเห็นตัวละคร แบบ ‘ทีเรียน แลนนิสเตอร์

’ ในเรื่องGame of Thrones ที่เล่นโดยปีเตอร์ ดิงค์เลจ ซึ่งก้าวพ้นความพิการไปแล้ว คนไม่ได้มองภาพของคนแคระแต่มองเขาเป็นตัวละครหนึ่งที่มีบทบาท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมที่อื่นเขาก้าวข้ามไปแล้ว ถ้าเป็นเมืองไทยอาจจะอยู่คณะตลก นอกจากงานแสดง ปีเตอร์ผลักดันตัวเองจนกลายเป็นผู้ชายทรงเสน่ห์แห่งปี ได้รางวัล Emmy Awards และลูกโลกทองคำ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะฝีมือการแสดง ไม่ใช่ด้วยความพิการ

แนะนำหนังโดยตั๋วร้อนป็อปคอร์นชีส

Wonder (2017)

น่าจะเป็นหนังที่ตรงกับชีวิตที่สุดแล้ว มหัศจรรย์ตรงที่หนังนำเสนอแบบฟีลกู้ด แต่ก็เจ็บปวดรวดร้าวเช่นกัน ผมน้ำตาไหลทั้งเรื่องเพราะมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แต่เราเกิดมาในสังคมไทย ซึ่งไม่ได้ซีเรียสเรื่องการบูลลี่แบบเมืองนอก เลยโดนหนักกว่าอ๊อกกี้ (ตัวละครหลัก) คิดว่าไม่น่าจะมีใครเข้าใจในตัวอ๊อกกี้ได้ดีเท่าคนที่เกิดมาผิดปรกติคล้ายๆ กันอย่างผมอีกแล้ว

The Theory of Everything (2014)

เรื่องนี้ออกแนวยอมใจในสเน่ห์ของสตีเฟน ฮอว์คิง เพราะแม้จะพิการก็ยังมีเมียได้ตลอด แถมเขียนหนังสือเชิงวิชาการได้เล่มหนาเตอะโดยใช้เครื่องมือช่วยผ่านการขยับนิ้วและกระพริบตา ผมเห็นแล้วขี้เกียจแทน

Wrong turn

แม้เรื่องนี้ไม่น่าจะจัดอยู่ในลิสต์ แต่ผมดูทุกภาค แน่ใจเลยว่าตัวประหลาดไล่ฆ่าคนโหดๆ ในหนังเป็นปากแหว่งเพดานโหว่แน่นอน เป็นหนังที่ใจร้าย เอาความไม่สมบูรณ์ของโรคนี้มานำเสนอให้คนเกลียด แต่ก็มันส์มากเช่นกัน

Bang Bang You're Dead (2002)

เชื่อว่าในเมืองไทยมีไม่กี่คนที่ได้ดู หนังไม่ได้พูดถึงความพิกลพิการ แต่พูดถึงการบูลลี่กันในสถานศึกษาและวันหนึ่งที่คนถูกบูลลี่ลุกขึ้นมาเอาคืน หนังเรื่องนี้ดีมาก สร้างจากละครเวทีในคาบวิชาการละครของฝรั่ง โดยเล่าผ่านฉากประชุมผู้ปกครอง ที่มีพระเอกเป็นเด็กถูกบูลลี่และเอาคลิปมาแฉให้ผู้ปกครองเด็กเหี้ยพวกนั้นได้รับรู้ว่าลูกมึงเป็นยังไง  ดูแล้วสะใจมาก

กอด (2008)

เป็นการนำเสนอความพิการในแบบที่เกินขึ้นมา ผมชอบมากที่คนสามแขนกับคนนมใหญ่เกินไป ต้องร่วมหัวจมท้ายกัน ในสายตาคนอื่นอาจมองว่าพระเอกพิการ แต่ถ้าทฤษฎีแล้วแม่งถือว่าได้เปรียบมากนะ อย่างน้อยพระเอกก็สามารถเปิดหนังสือโป๊ช่วยตัวเองได้ถนัดกว่าคนอื่น สองมือก็เปิดหนังสือได้อย่างแม่นยำและอีกมือหนึ่งก็สาว (หัวเราะ) 

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมตั๋วร้อน ป๊อบคอร์นชีสปากแหว่งเพดานโหว่
Categories: ThisAble

ศาลปกครองสูงสุดชี้ กทม.ผิด กรณีสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก BTS ล่าช้า สั่งจ่ายค่าเสียหายคนพิการรายละ 5 พันบาท

ThisAble - Wed, 2021-09-15 18:27

วันนี้ (15 ก.ย. 64) ณ ห้องพิจารณาคดี 9 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ได้มีการอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดระบุ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นที่ได้ยกฟ้อง กรณีบีทีเอสไม่สามารถจัดทำลิฟต์ / สิ่งอำนวยความสะดวกภายในระบบรถไฟฟ้าให้แล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปี นับจากวันที่ 20 มกราคม 2558 นั้น โดยชี้ว่า กทม.ต้องจ่ายค่าเสียหายคนพิการในเขตกรุงเทพมหานครรายละ 5 พันบาท

สืบเนื่องจากกรณีที่ธีรยุทธ สุคนธวิท ผู้ฟ้องที่ 1 กับพวกรวม 430 คน ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ในคดีพิพาทเรื่องการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ในประเด็นการสร้างลิฟต์และอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานีรถไฟฟ้า จำนวน 23 สถานี และจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้าสำหรับคนพิการแต่ไม่แล้วเสร็จครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในปี 2558 นั้น (อ่านที่นี่) ต่อมาศาลปกครองชั้นต้นได้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อที่จะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา (อ่านที่นี่) และผู้ฟ้องได้ยื่นอุทรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด 

วันนี้ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาว่า กรณี BTS ไม่สามารถจัดทำลิฟต์ / สิ่งอำนวยความสะดวกภายในระบบรถไฟฟ้าให้แล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปี นับจากวันที่ 20 มกราคม 2558 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดนั้น ถือได้ว่าเป็นการทำละเมิดต่อคนพิการผู้ฟ้องทั้ง 430 คน และให้กทม. ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทาน รับผิดชอบค่าเสียหายให้แก่คนพิการผู้ฟ้องซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรงที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานครกว่า 10 คน เป็นค่าเสียหายรายละ 5,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด นับแต่วันฟ้องคดี

สนธิพงษ์ มงคลสวัสดิ์ ทนายความ ระบุว่าเรื่องนี้สืบเนื่องมาตั้งแต่คำสั่งศาล ที่สั่งให้จัดทำลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกให้แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2558 ภายใน 1 ปี เมื่อไม่แล้วเสร็จคนพิการจึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย วันนี้ได้เห็นแล้วว่า แม้คู่กรณีจะอ้างอุปสรรคของการทำงาน แต่คำอ้างนี้เป็นอุปสรรคเรื่องการจัดการของกทม. จึงถือว่าเป็นการละเลยและทำให้คนพิการได้รับความเสียหาย โดยศาลมองว่า คนพิการในเขตกรุงเทพฯ ใกล้ชิดกับ BTS มากกว่าคนพิการที่อยู่ต่างจังหวัด จึงพิพากษาให้คนพิการบางส่วนได้รับค่าเสียหาย 

อย่างไรก็ดี จำนวนเงินที่คนพิการยื่นฟ้องด้วยเหตุที่ว่า กทม.ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จและล่วงเลยมานานจนเกินสมควร เข้าข้อกฎหมายพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จึงกำหนดค่าเสียหายโดยประมาณจากค่าใช้จ่ายของคนพิการในการเดินทางหากไม่สามารถใช้บริการได้อยู่ที่ประมาณ 800,000 บาทต่อปี ผ่านมา 4 ปี จึงเป็นเงินประมาณ 4 ล้านบาทต่อคน รวม 430 คนก็ประมาณ 1,400 ล้านบาทเศษ แต่ทั้งนี้ศาลเห็นว่าแม้มีการละเมิดเกิดขึ้นและทำให้คนพิการไม่สามารถเดินทางได้จริง แต่พฤติการณ์ของกทม.ไม่ได้ร้ายแรงหรือจงใจ ไม่ใช่การประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นจำนวนเงินตามที่คนพิการร้องค่าเสียหายไป และเห็นว่ากทม.พยายามที่จะแก้ไข หากแต่เกิดอุปสรรค ศาลจึงกำหนดให้มีการจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท เฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อนในการเดินทางภายในเมือง และเนื่องจากเป็นคดีของศาลปกครองสูงสุด จึงเชื่อว่าถึงที่สุดแล้ว กทม.จะติดต่อผู้ฟ้องคดีที่ต้องได้รับเงิน ซึ่งเป็นเรื่องของการบังคับคดีในส่วนต่อไป 

สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ (T4A)  กล่าวว่าเรื่องนี้ชี้ชัดแล้วว่ากรุงเทพฯ ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่ที่คนพิการฟ้องและศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งก็ยังทำอย่างล่าช้า เลยเถิดมา 5-6 ปี หากถามว่าวันนี้รู้สึกยังไง ก็ดีใจที่เห็นคำพิพากษา มีความศักดิ์สิทธิ์ แต่สิ่งที่ยังไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ก็คือ สามัญสำนึกของผู้บริหารท้องถิ่น ที่แม้มีคำพิพากษาแล้วก็ยังละเลยได้ ทั้งที่ไม่ควรต้องรอคำพิพากษา เมื่อคนพิการเริ่มกระบวนการเจรจาต่อรอง เสนอแนะ ให้คำปรึกษา เขาควรจะต้องให้ความสำคัญและยิ่งเมื่อมีการยื่นฟ้องจนศาลปกครองสูงตัดสิน ก็ควรต้องรีบทำให้เรียบร้อย 

สิ่งที่เราจะขับเคลื่อนต่อไปคงเป็นการขับเคลื่อนในทางแพ่ง ก็คือการฟ้องเรียกค่าเสียหาย แต่คำถามที่สำคัญก็คือความไม่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและงบประมาณของรัฐ หากออกแบบและสร้างตั้งแต่ต้นนั้นประหยัดกว่าการรื้อปรับแก้ ฉะนั้นค่าความเสียหายนี้ใครควรจะเป็นคนที่รับผิดชอบ  เพราะแม้ว่าคำพิพากษาระบุให้จ่ายเงินชดเชยตามข้อเรียกร้องของประชาชน แต่เงินเหล่านั้นก็เป็นเงินของประชาชนเจ้าของภาษี ฉะนั้นผู้มีอำนาจควรที่จะรับผิดชอบและทำงานของตัวเองให้ดีตั้งแต่แรกเสียก่อน ความเสียหายครั้งนี้ไม่ได้ตกอยู่เฉพาะกับคนพิการเท่านั้น แต่ตกไปถึงครอบครัวของคนพิการด้วย เพราะหากคนพิการคนหนึ่งออกไปทำงาน หรือเรียนหนังสือได้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เงิน 1,400 ล้านบาท ที่เรียกเป็นค่าเสียหายไม่สำคัญเท่ากับจิตสำนึกของผู้บริหาร

หลังจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ ในทางกระบวนการยุติธรรม หนึ่งในนั้นคือคำให้การ ของคู่กรณีในช่วงไกล่เกลี่ยที่ระบุว่า ในหนึ่งสถานีได้ทำการติดตั้งลิฟต์ไว้เรียบร้อยแล้วในฝั่งเดียว ศาลก็ถามว่า แล้วถ้าเดินทางอีกฝั่งจะต้องทำอย่างไร เขาก็ตอบอย่างหน้าชื่นตาบานว่า ก็ให้เรียกแท็กซี่ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง แล้วค่อยไปขึ้นรถไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกในหลายสถานี รวมถึงสายสีม่วงและส่วนต่อขยาย เราจึงต้องพิจารณาในเรื่องการออกแบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริงผ่านกระบวนการยุติธรรม ตราบใดที่วิธีคิดของผู้บริหารกับผู้บริโภคยังไม่ตรงกัน กระบวนการสร้างความเข้าใจและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต้องถูกนำมาใช้ควบคู่กัน

วรกร ไหลหรั่ง ทนายความและที่ปรึกษาทางกฏหมายเสริมว่า หลักการและวิธีคิดของของคนพิการคือการส่งเสริมให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างทั่วถึงและปลอดภัย ขนส่งสาธารณะเหล่านี้มันเป็นสิ่งถาวรวัตถุที่ต้องใช้ไปอีกเป็นสิบๆ ปี เราจึงอยากให้รัฐหรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง มองเรื่องการเข้าถึงให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากกว่านี้ 

หากรัฐบอกว่าจุดประสงค์ของการสร้างรถไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้มีขึ้นเพื่อลดระยะเวลาและสร้างความสะดวกให้กับประชาชน แต่คนพิการไม่สามารถเข้าถึงรถไฟฟ้าได้ คนพิการก็ไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ การมีสิ่งอำนวยความสะดวกจะช่วยคนพิการ รวมถึงผู้สูงอายุให้ใช้ชีวิตได้ หากไม่ผลักดันก็เท่ากับว่าวัตถุประสงค์เรื่องการเข้าถึงอย่างสะดวกและปลอดภัยไม่เกิดขึ้นจริง ในอนาคตผมหวังว่ารัฐหรือหน่วยงานต่างๆ จะเอาผู้ใช้งานเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้าง เพื่อให้เขาบอกว่าเขาจะใช้งานสิ่งนั้นได้อย่างไร 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง อ่านประวัติศาสตร์ที่สร้างไม่เสร็จของสิ่งอำนวยความสะดวกบน BTS ได้ (ที่นี่)












 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนBTSสนธิพงษ์ มงคลสวัสดิ์สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์วรกร ไหลหรั่งศาลปกครองสูงสุดสิ่งอำนวยความสะดวก
Categories: ThisAble

ยกฟ้อง! กรณีคนพิการฟ้องรถไฟฟ้าสายสีม่วง เหตุละเลยการปฏิบัติหน้าที่-ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก

ThisAble - Wed, 2021-09-08 22:21

ศาลปกครองยกฟ้อง คนพิการฟ้องรถไฟฟ้าสายสีม่วง เหตุไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการ

วันนี้ (9 ก.ย.64) ณ ห้องพิจารณาคดี 9 ชั้น 3 อาคารศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง จากกรณีที่สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยยื่นฟ้องการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ​ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่กรณีไม่จัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วงเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 โดยเรียกค่าเสียหายรวม 17 ล้านบาท และให้จัดสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่กฎหมายกำหนด ทั้ง 16 สถานี (อ่านเพิ่มเติมที่นี่ )

ข้อมูลจากภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ระบุว่า รถไฟฟ้าสายสีม่วง 16 สถานีมีปัญหาอุปสรรคทั้ง 16 สถานี เช่น ติดตั้งลิฟท์ไม่ครบถ้วนทุกสถานี สภาพแวดล้อมของอาคารสถานีขนส่ง หรืออาคารจอดรถ ก็ไม่มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ตามที่กฎหมายกำหนด และแม้เครือข่ายจะมีความพยายามขอความร่วมมือและเข้าไปมีส่วนร่วมแต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร

โดยวันนี้ ตัดสินยกฟ้อง ด้วยเหตุที่ว่าเนื่องจากมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลฯ ว่า ภายในสถานีรถไฟฟ้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ได้จัดให้มีการติดตั้งลิฟต์สำหรับคนพิการ ลิฟต์บันได และทางลาดสำหรับคนพิการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา ที่มาใช้บริการรถไฟฟ้าในทุกสถานี โดยมีลิฟต์สำหรับคนพิการสถานีละ 4 ตัว ส่วนสถานีรถไฟฟ้าที่คร่อมบริเวณทางแยก ได้แก่ สถานีบางพลู สถานีแยกนนทบุรี 1 สถานีบางซ่อน รฟม. ได้ติดตั้งลิฟต์บันไดเพื่อให้สามารถขึ้นไปถึงชั้นออกบัตรโดยสารและชั้นชานชาลาเพิ่มเติม โดยลิฟต์บันไดดังกล่าวมีราวกั้นทุกด้านบริเวณช่วงลำตัวของคนพิการและที่ล้อเข็นเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และมีป้ายสัญลักษณ์คนพิการที่มีสีขาว และพื้นป้ายสีน้ำเงินติดไว้ที่ช่องประตูด้านนอกลิฟต์และที่อุปกรณ์ลิฟต์บันได 

นอกจากนี้ ภายในอาคารสถานีรถไฟฟ้าได้จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ได้แก่ ช่องขายตั๋ว ห้องน้ำ ที่จอดรถสำหรับคนพิการ และมีพื้นผิวต่างสัมผัสสำหรับคนพิการทางการมองเห็นในบริเวณต่างๆ ในสถานีรถไฟฟ้า อีกทั้งได้จัดให้มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการในรถไฟฟ้า ได้แก่ 1) พื้นที่สำหรับจอดรถเข็นคนพิการในรถไฟฟ้า จำนวน 2 จุด ต่อหนึ่งตู้โดยสาร ใกล้กับประตูรถไฟฟ้า โดยพื้นผิวของพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นผิวกันการลื่นไถล 2) ที่นั่งสำรองสำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา และคนพิการ จำนวน 2 ที่นั่ง ต่อหนึ่งตู้โดยสาร ใกล้กับประตูรถไฟฟ้า 3) อุปกรณ์สำหรับยึดรถเข็นคนพิการ เป็นประเภทเข็มขัดนิรภัยและชุดล็อคขนาดมาตรฐานทั่วไป สามารถปลดออกได้ในกรณีฉุกเฉิน 4) ป้ายสัญลักษณ์คนพิการ บริเวณพื้นที่สำหรับจอดรถเข็นคนพิการ และ 5) ป้ายสัญลักษณ์คนพิการด้านนอกขบวนรถไฟฟ้า

กรณีจึงรับฟังได้ว่า รฟม. ดำเนินการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการเพื่อให้คนพิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ภายในสถานีรถไฟฟ้า และขบวนรถไฟฟ้า ตามกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 และกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ หรือการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ และบริการขนส่ง เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ พ.ศ. 2556 ตามควรแก่กรณี เพื่อเป็นการดำเนินการให้คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะในการใช้บริการรถไฟฟ้าอย่างเหมาะสมแล้ว 

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงไม่อาจฟังได้ว่า รฟม. ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร กรณีการจัดทำลิฟต์สำหรับคนพิการ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี

อ้างอิง 

https://www.thaipost.net/main/detail/116058

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมรถไฟฟ้าสายสีม่วงสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
Categories: ThisAble

สรุปเหรียญรางวัลนักกีฬาพาราไทย ในโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020

ThisAble - Wed, 2021-09-08 22:11

สรุปเหรียญรางวัลนักกีฬาพาราไทย ในโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020

นับตั้งแต่การแข่งขันโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ที่ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.-4 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งมีนักกีฬาไทยเข้าร่วมแข่งขัน 77 คนจาก 14 ชนิดกีฬานั้น นักกีฬาไทยสามารถคว้าเหรียญรางวัลได้ทั้งหมด 18 เหรียญ นับเป็นอันดับที่ 25 จาก 86 ประเทศที่ได้เหรียญและเป็นที่ 1 ของอาเซียน

จากทั้งหมด 18 เหรียญของไทย แบ่งเป็น 5 เหรียญทอง 5 เหรียญเงินและ 8 เหรียญทองแดง โดยวีลแชร์เรซซิ่งคือกีฬาที่คว้าเหรียญรางวัลมากที่สุดจำนวน 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง และพงศกร แปยอคือนักกีฬาที่คว้าเหรียญได้มากที่สุดจำนวน 3 เหรียญทอง จากการแข่งขันวีลแชร์เรซซิ่งคลาส T53 ระยะ 100 เมตร, 400 เมตร และ 800 เมตร และทำลายสถิติพาราลิมปิกทั้ง 3 รายการ โดยเฉพาะ 400 เมตรที่ทำลายสถิติโลก นอกจากนี้ยังมีนักกีฬาที่ได้รับเหรียญเป็นครั้งแรก ได้แก่ อธิวัฒน์ แพงเหนือ, ภูธเรศ คงรักษ์, ขวัญสุดา พวงกิจจา, สุจิรัตน์ ปุกคำ และอำนวย เวชวิฐาน

เหรียญรางวัลทั้งหมดที่นักกีฬาไทยได้รับในโตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020 มีดังนี้

5 เหรียญทอง
- พงศกร แปยอ วีลแชร์เรซซิ่ง 100 เมตร คลาส T53 (ทำลายสถิติพาราลิมปิก)
- พงศกร แปยอ วีลแชร์เรซซิ่ง 400 เมตร คลาส T53 (ทำลายสถิติโลก)
- พงศกร แปยอ วีลแชร์เรซซิ่ง 800 เมตร คลาส T53 (ทำลายสถิติพาราลิมปิก)
- อธิวัฒน์ แพงเหนือ วีลแชร์เรซซิ่ง 100 เมตร คลาส T54
- วิษณุ ฮวดประดิษฐ์, สุบิน ทิพย์มะณี, วัชรพล วงษาและวรวุฒิ แสงอำภา บอคเซียทีม คลาส BC 1-2

5 เหรียญเงิน
- อธิวัฒน์ แพงเหนือ วีลแชร์เรซซิ่ง 400 เมตร คลาส T54
- ประวัติ วะโฮรัมย์ วีลแชร์เรซซิ่ง 1,500 เมตร คลาส T54
- วัชรพล วงษา บอคเซีย บุคคล คลาส BC2
- พรโชค ลาภเย็น บอคเซีย บุคคล คลาส BC4
- สุจิรัตน์ ปุกคำ แบดมินตัน หญิงเดี่ยว WH1

8 เหรียญทองแดง
- สายสุนีย์ จ๊ะนะ วีลแชร์ฟันดาบเอเป้ คลาส B
- รุ่งโรจน์ ไทยนิยม เทเบิลเทนนิส บุคคลชาย คลาส 6
- อนุรักษ์ ลาววงษ์, ยุทธจักร กลิ่นบานชื่นและถิรายุ เชื้อวงษ์ เทเบิลเทนนิส ทีมชาย คลาส 3
- ภูธเรศ คงรักษ์ วีลแชร์เรซซิ่ง 1,500 เมตร คลาส T54
- ภูธเรศ คงรักษ์ วีลแชร์เรซซิ่ง 5,000 เมตร คลาส T54
- สายชล คนเจน วีลแชร์เรซซิ่ง 800 เมตร คลาส T54
- ขวัญสุดา พวงกิจจา เทควันโด รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 49 กก. คลาส K44
- อำนวย เวชวิฐานและสุจิรัตน์ ปุกคำ แบดมินตัน หญิงคู่ คลาส WH1-2

ข้อมูลจาก Stadium TH

Culture & Artข่าวการเมืองกีฬาพาราลิมปิกเกมส์โตเกียวพาราลิมปิกเกมส์ 2020
Categories: ThisAble

5 ฮีโร่คนพิการไทย...ดังไกลระดับโลก

ThisAble - Sat, 2021-09-04 13:57

“การมุ่งเน้นที่ความแตกต่างและมองข้ามสิ่งที่รวมเราให้เป็นหนึ่ง ยิ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกและกีดกัน สิ่งเหล่านี้บั่นทอนเป้าหมายและความสำเร็จที่เราสามารถมีร่วมกันได้ แท้จริงแล้ว ความแตกต่างยิ่งทำให้เราแข็งแกร่ง”

คำกล่าวข้างต้นเป็นของแอนดรูว์ พาร์สัน ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกสากล ในพิธีเปิดพาราลิมปิกเกมส์เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทัพนักกีฬาพาราลิมปิก และผู้คนที่รับชมพิธีเปิดจากทั่วมุมโลกแล้ว ยังสะท้อนถึงแนวคิดของคนในสังคมต่อคนพิการได้เป็นอย่างดี ที่มักจะนำข้อแตกต่างทางกายภาพ รวมถึงแนวคิดทางสังคมและวัฒนธรรม อย่างเช่นความเชื่อเรื่อง “เวรกรรม” มาลดทอนศักยภาพของคนพิการ และผลักให้กลายเป็นกลุ่มคนชายขอบของสังคมในที่สุด 

ในความเป็นจริงแล้วมีคนพิการอีกหลายคนที่ต้องต่อสู้กับทัศนคติการเหมารวมคนพิการ โดยตัดสินจากข้อบกพร่องทางร่างกายเพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้ไม่ต่างจากคนทั่วไปในสังคม และต่อสู้เพื่อสิทธิที่พวกเขาควรจะได้รับอย่างเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ชวนทำความรู้จักกับ 5 ฮีโร่คนพิการไทยผู้เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนเอาชนะอุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้ว “ความแตกต่าง” ยิ่งทำให้ผู้คนแข็งแกร่ง

กันยา เซสเซอร์  (Kanya Sesser)

"กันยา เซสเซอร์" (Kanya Sesser) สาวไทยวัย 24 ปี มีความพิการมาตั้งแต่กำเนิด ในวัยเด็กเธอใช้ชีวิตอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในประเทศไทย แต่แล้วโชคชะตาก็ได้นำพาให้เธอไปมีชีวิตใหม่ เมื่ออายุ 5 ขวบ มีชาวต่างชาติมาขอรับอุปการะและพา "กันยา" ย้ายไปมีชีวิตใหม่กับครอบครัวที่อเมริกา

"กันยา" ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่มองว่าความพิการเป็นอุปสรรค เธอชื่นชอบกีฬาเอ็กซ์ตรีมและฝึกฝนอย่างจริงจัง จนอายุ 15 ปีก็สามารถเป็นนักกีฬาที่มีรูปร่างสุดสตรองและได้รับการติดต่อให้ไปถ่ายแบบกับแบรนด์ชื่อดังต่างๆ มากมาย ซึ่งสร้างรายได้ดีไม่แพ้นางแบบคนอื่นๆ 

ครั้งหนึ่งกันยาเคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยว่า

"กลุ่มนักกีฬาคนพิการ แม้พวกเขาจะเกิดมาแตกต่างกัน แต่จริงๆ เรานั้นเราก็มีอะไรที่เหมือนกัน คุณไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันจึงรู้สึกดี เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น พวกเขาเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทีม เหมือนพี่น้อง เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน"

แทมมี ดักเวิร์ธ  (Tammy Duckworth)

ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ เกิดเมื่อปี 1968 ที่กรุงเทพมหานคร พ่อของเธอเป็นทหารชาวอเมริกัน และแม่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ครอบครัวของเธอต้องโยกย้ายไปหลายประเทศตามหน้าที่การงานของพ่อ ทำให้เธอต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแต่ก็สื่อสารภาษาไทยได้

แต่เดิมเธอเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ โดยสมัครเข้าร่วมกองทัพสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1992 กระทั่งปี 2004 เธอได้เข้าร่วมรบในสงครามอิรัก ขณะนั้นเธอเป็นนักบินผู้ช่วยบนเฮลิคอปเตอร์ ยูเอช-60 แบล็กฮอว์ค และถูกยิงระเบิดเข้าในเครื่องบริเวณที่เธอนั่งทำให้บาดเจ็บที่แขนขวา และสูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง จนต้องนั่งวีลแชร์และใช้ขาเทียมตั้งแต่นั้นมา

ภายหลังเธอหันมาโลดแล่นบนเส้นทางการเมืองสหรัฐฯ โดยได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตและสมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกาจากรัฐอิลลินอยส์ ถือเป็นสตรีเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์

ในปี 2009 เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกิจการทหารผ่านศึกของสหรัฐ และปี 2012 เธอได้รับชัยชนะการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้เธอเป็นสตรีพิการคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงเชื้อสายไทยคนแรกในประวัติศาสตร์

ชาวไทยหันมาจับจ้องไปที่แทมมี ดักเวิร์ธ อีกครั้งหลังจากที่เธอมีส่วนร่วมกับคณะกรรมาธิการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภาสหรัฐในการออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย และเรียกร้องให้ผู้นำไทยฟังเสียงของประชาชนเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีการออกมาพูดในครั้งนั้นส่งผลให้ประชาชนชาวไทยจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็นซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงกลุ่มคนบางกลุ่มที่โจมตีถึงรูปร่างและความพิการของเธอ

อย่างไรก็ตาม แทมมี ดักเวิร์ธ ไม่ได้ย่อท้อต่อชะตาชีวิตของเธอโดยมองว่าเป็นข้อดีเสียด้วยซ้ำเนื่องจากความพิการทำให้เธอได้มองเห็นปัญหาหลายอย่างด้วยตนเอง เช่นสวัสดิการที่คนพิการควรจะได้รับ จึงไม่น่าแปลกใจที่อดีตประธานาธิบดีโอบามาได้ยกให้เธอเป็น "ผู้หญิงแกร่งที่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่"

Golf No Hands สตรีมเมอร์ไร้แขน

"กอล์ฟ” ภารดร รุ่งเรือง หนุ่มวัย 18 ปี ผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดทางกายภาพ เดินตามความฝันและทำในสิ่งที่ตนชอบจนสามารถเป็นสตรีมเมอร์เกมที่มีผู้ติดตามถึง 2.2 แสนคน

กอล์ฟเคยเป็นเด็กหนุ่มธรรมดาที่มีความฝันที่อยากจะเป็นนักกีฬาฟุตบอล แต่โชคชะตากลับไม่เข้าข้างกอล์ฟเมื่อเขาประสบอุบัติเหตุ จนทำให้ต้องสูญเสีย แขนและขา ในเวลาเดียวกันตั้งแต่อายุ 12 ปี แต่แม้จะเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้ต้องทิ้งความฝันไป กอล์ฟก็ไม่ย่อท้อ และพยายามมองหาสิ่งที่ตัวเองพอจะทำได้เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับทางบ้าน จนได้พบกับจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้งในฐานะสตรีมเมอร์ไร้แขน Golf No Hands 

แม้การสูญเสียแขนทั้งสองข้างไปจะเป็นอุปสรรคในการเล่นเกมอยู่บ้าง แต่ความพยายามและการฝึกฝนทำให้เขาสามารถเล่นเกมผ่านการใช้ปากบังคับปากกาและสามารถแข่งขันกับคนทั่วไปได้เป็นอย่างดี`ความสามารถเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของเขาทีเก่งไม่แพ้สตรีมเมอร์คนไหนๆ  ตลอดเวลาที่กอล์ฟได้โชว์ฝีมือในการเล่น เชื่อเถอะว่าไม่มีใครรู้ว่ากอล์ฟใช้ปากบังคับปากกาในการเล่น หากเขาไม่เปิดกล้องให้ใครเห็นตอนที่เขาสตรีม 

ปัจจุบัน Golf No Hands มีผู้ติดตาม 2.2 แสนคน และยังเป็นสตรีมเมอร์ในโครงการ Facebook Gaming อีกด้วย

ใครที่อยากเข้าไปชมและเข้าไปให้กำลังใจรวมถึงอยากเล่นเกมกับกอล์ฟ ก็สามารถเข้าไปเจอกันได้ทุกวัน ตามลิงก์นี้เลย https://www.facebook.com/golf.no.hand.gaming

พงศกร แปยอ

"กร" พงศกร แปยอ เจ้าของ 3 เหรียญทองกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งจากมหกรรมพาราลิมปิก ประจำปี 2020 และแชมป์โลกจากรายการ "เวิลด์ พารา แอธเลติกส์ แชมเปี้ยนชิพ” เมื่อปี 2019 เขาเด็กหนุ่มจากขอนแก่นเป็นโปลิโอที่ขาทั้งสองข้างตั้งแต่กำเนิด ทำให้ต้องนั่งวีลแชร์ตั้งแต่ที่จำความได้ แต่กรไม่เคยคิดเสียใจหรือน้อยใจที่ตนเองมีร่างกายไม่เหมือนคนอื่นเลยแม้แต่น้อย

พงศกร แปยอ เริ่มเล่นกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งตั้งแต่อายุได้ 13 ปี ช่วงเวลานั้นได้มีอาจารย์ สากล ทัพสมบัติ ชักชวนให้ไปแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 30 "นครสุโขทัยเกมส์" เมื่อปี 2009 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเขาแทบจะไม่รู้จักกีฬาชนิดดังกล่าวเลย

ด้วยพรสวรรค์ของเขาที่ใช้เวลาทำความรู้จักและฝึกซ้อมก่อนแข่งแค่เพียง 1 เดือน กลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าเหรียญทองแดงวีลแชร์เรซซิ่ง ประเภท 100 ม. กับ 400 ม. มาครองเมื่อปี 2009 

จากความตั้งใจมุ่งมั่นของพงศกร ทำให้ประวัติ วะโฮรัมย์ และเรวัฒน์ ต๋านะ สองนักวีลแชร์เรซซิงดีกรีทีมชาติไทยเจ้าของเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์หลายสมัย ถึงกับไปขอพ่อแม่ของพงศกรเพื่อรับมาดูแลสนับสนุนในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเล่นกีฬา ประวัติและเรวัฒน์ได้มอบรถวีลแชร์ที่เคยใช้และสภาพยังดีอยู่ให้พงศกรใช้ เพื่อเข้าแข่งขันรายการต่างๆ หรือเรื่องการทำงาน ซึ่งตอนนี้ได้มีการทาบทามให้เจ้าตัวเข้ามาทำงานให้กับ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป

จากเด็กที่เกิดมามีความแตกต่างทางกายภาพ การเล่นกีฬาอย่างจริงจัง ชีวิตของเขาก็กลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ และในการแข่งขันโตเกียว พาราลิมปิก 2020 ความพยายามของเขาก็ได้แสดงผลให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ด้วยการคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันวีลแชร์เรซซิ่ง 400 เมตร เข้าเส้นชัยด้วยความเร็วที่ 46.61 วินาที ทำลายสถิติโลกที่เคยทำไว้โดยผู้เข้าแข่งขันจากประเทศแคนาดาที่ 46.82 วินาที อีกทั้งพงศกรยังได้ถูกรับเลือกให้รับหน้าที่ถือธงไตรรงค์ในพิธีเปิดการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ 2020 ในครั้งนี้ พร้อมกับสุบิน ทิพย์มะณี เจ้าของเหรียญทองบอคเซียอีกด้วย

บุญรอด อารีย์วงศ์

จากการเปิดตัวแคมเปญระดับโลกอย่าง #WeThe15 ที่ถูกปล่อยก่อนการเริ่มต้นกีฬาพาราลิมปิกที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อยุติการเลือกปฏิบัติแบ่งแยกคนพิการและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชากรกลุ่มนี้อย่างยั่งยืน โดยคณะกรรมการพาราลิมปิกและภาคีเครือข่าย ในคลิปวิดีโอนั้นก็มีครีเอเตอร์คนไทยอย่าง ‘บุญรอด’ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการโปรโมท “พาราลิมปิก เกมส์” ด้วย

บุญรอด ต่อสู้กับโรคมะเร็งตับตั้งแต่อายุ 3 เดือน ทำให้ต้องตัดตับทิ้งไปข้างหนึ่ง และทำให้พัฒนาการของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ที่ควรจะมีต้องหยุดชะงัก จากการพักฟื้นที่ยาวนานถึง 1 ปี จึงทำให้บุญรอดต้องใช้ชีวิตกับอาการกล้ามเนื้อยึด ส่งผลต่อการพูด การเดิน 

ถึงแม้จะมีอุปสรรคในการใช้ชีวิต แต่ข้อจำกัดทางกายภาพเหล่านั้นไม่ได้จำกัดศักยภาพของบุญรอดแต่อย่างใด เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ครีเอเตอร์ผู้มีชื่อเสียงบนยูทูวป์ จากช่อง “Poocao Channel” ที่ผลิตคอนเทนต์สร้างเสียงหัวเราะและความเข้าใจเกี่ยวกับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและมีความหลายหลายทางเพศได้เป็นอย่างดี โดยทุกคนสามารถติดตามบุญรอดได้ที่ Instagram @bunroda

ร่วมติดตามเพื่อสนับสนุนการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชากรกลุ่มคนพิการอย่างยั่งยืน รวมไปถึง #ส่งใจเชียร์ฮีโร่พาราลิมปิกไทย ในช่วงการแข่งขันพาราลิมปิก โตเกียว 2020 ได้ที่ Instagram @thaiparaheroes


 

ขอบคุณภาพประกอบ : 

Instagram kanyasesser
Instagram  bunroda
https://www.paralympic.org/news/ipc-president-andrew-parsons-tokyo-2020-opening-ceremony-speech
https://www.sanook.com/women/53187/
https://www.posttoday.com/world/639917
https://www.satc.or.th/athlete/profile.aspx?alid=11
https://thejoi.com/%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94-poocao-channel-paralympic/

บทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศกันยา เซสเซอร์แทมมี ดักเวิร์ธGolf No Handsพงศกร แปยอบุญรอด อารีย์วงศ์
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble