ThisAble

อ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตร่วมกับคนหูหนวกผ่านงาน ‘โสตทุ่ง Showcase’

ThisAble - Wed, 2020-02-19 18:05

เมื่อวันที่ 15 ก.พ.63 EDeaf หรือ Education for the Deaf ร่วมกับโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ จัดแสดงงาน “โสตทุ่ง Showcase” ที่ห้างสรรพสินค้า Siam Square One กรุงเทพฯ โดยแสดงผลงานของเด็กหูหนวก จากการทำงานร่วมกันตลอด 10 สัปดาห์ เช่น สติกเกอร์ไลน์ ภาพถ่าย หนังสั้น และการแสดง

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการสนทนาแบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตร่วมกับคนหูหนวกในหัวข้อ ‘The Silent Love’ โดยมี สุชีพ เจริญสาริกิจ สามีผู้ใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาหูหนวก, พีรพงษ์ บุญคุณานันท์ พูดถึงบทบาทของครอบครัวและการศึกษาสำหรับนักศึกษาคนหูหนวกในประเทศไทยและชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พูดถึงบทบาทความเป็นพ่อในการดูแลลูกชาย ร่วมเป็นวิทยากร

สุชีพ เจริญสาริกิจ สามีผู้ใช้ชีวิตกับภรรยาหูหนวกกล่าวว่า ช่วงแรกผมก็งงนิดหน่อยเพราะไม่เคยสัมผัสกับคนหูหนวกมาก่อน เราพิมพ์คุยกัน พยายามทำความเข้าใจเขา เขาก็พยายามทำความเข้าใจเรา ทุกสิ่งขึ้นอยู่ที่ว่าตัวเรายอมรับในสิ่งที่เขาเป็นได้ไหมต่างคนต้องต่างพร้อมที่จะพัฒนาความรัก สำหรับเราหูหนวกไม่เป็นอุปสรรคที่จะเป็นแฟนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องอื่นไม่สำคัญเลย ทั้งภาษามือ ภาษาเขียนหรือภาษาพูดล้วนเป็นภาษาใจที่คนหูหนวกสามารถรับรู้ได้เหมือนกันเพียงแค่ต้องพัฒนาให้มาก

พีรพงษ์ บุญคุณานันท์ กล่าวว่า การเรียนร่วมเริ่มยากขึ้นในแต่ละระดับ หากเด็กปกติเรียนรู้ได้ 80% ลูกเราที่หูหนวกจะรับได้แค่ 30% ฉะนั้นเราต้องเพิ่มแรงผลักดันเขามากขึ้น ส่วนใหญ่เราสู้กับการเรียน หลังจากจบ มัธยมต้น ขึ้นมัธยมปลาย ตอนนั้นเรารู้เลยว่าลูกเรียนร่วมกับเด็กปกติไม่ได้ การสื่อสาร การเข้าใจในแต่ละวิชาเริ่มยากขึ้น จึงตัดสินใจเปลี่ยนไปเรียนโรงเรียนเฉพาะทางของเด็กหูหนวกด พอไปโรงเรียนเฉพาะ เขาเริ่มรู้สึกว่าเขามีเพื่อนที่เป็นเพื่อนจริง ๆ เด็กหูหนวกที่นั่นยิ้มแย้มแจ่มใส มีสังคมของเขา มีกิจกรรมของเขาและใช้ชีวิตอย่างปกติ

ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวว่า ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ไม่มีปาฏิหาริย์ เด็กที่ใส่ประสาทหูเทียมจะไม่ได้ยินเสียงพูดเพราะเครื่องไม่ได้ขยายเสียงแต่แทนเสียงด้วยสัญญาณไฟฟ้า ฉะนั้นจึงมีคนที่ผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมแล้วไม่สำเร็จเยอะมาก หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่การฝึก การผ่าตัดใช้เวลา 6 ชั่วโมง แต่การฝึกอาจกินเวลายาวนานกว่า 2 ปี ความเอาใจใส่ของพ่อแม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่าหวังว่าครูจะช่วยแก้ปัญหาให้เราได้ เพราะครูอยู่กับลูกเราไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน พ่อแม่จึงควรต้องมีวิธี ต้องเข้าใจ และต้องกลายเป็นวัฒนธรรมของครอบครัวเลย ไม่ว่าจะเป็นภาษามือ หรือการอ่านปากและอย่าท้อถอยเพราะชีวิตลูกขึ้นอยู่กับเรา



 

Culture & Artข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนหูหนวกEdeafชัชชาติ สิทธิพันธุ์ประสาทหูเทียมการศึกษา
Categories: ThisAble

วาเลนไทน์นี้ฉันโสด: คุยกับคนพิการโส้ดโสดเรื่องความรัก

ThisAble - Fri, 2020-02-14 14:42

วาเลนไทน์นี้ใครโสดบ้าง
.
หลายปีที่ผ่านมา Thisable.me พาคุณไปพบกับคู่รักคนพิการหลายต่อหลายคู่ แต่ในปีนี้เราชวนคุณมาอ่านมุมมองความรักของคนพิการที่ยังโสด เพราะคนโสดไม่ใช่คนไม่มีประสบการณ์เรื่องความรัก พวกเขาคิดอย่างไรเวลามีคนบอกว่าคนพิการไม่มีความรักหรือรักแล้วต้องลำบาก มาอ่านกัน!

“ที่ผ่านมา ส่วนมากคนที่เข้ามาคุยจะเป็นแนวให้กำลังใจเราหรือไม่ก็คุยแนวปรึกษาปัญหาเขามากกว่า ในจำนวนนั้นมีน้อยคนมากที่คุยกันได้ทุกเรื่อง พอเจอคนแบบนั้นเราก็จะเริ่มรู้สึกดี เสพติดที่ได้คุยจนถึงประทับใจ เป็นแนวแอบชอบ เคยแอบชอบทั้งคนพิการและคนไม่พิการ ที่พีคสุดน่าจะเป็นการสารภาพความรู้สึกออกไป แต่ก็แห้ว ทำให้้จากที่เคยคุยกันก็ไม่เหมือนเดิม จนเลิกคุยกันไป หลังจากนั้นเราไม่คิดจะสารภาพความรู้สึกกับใครอีกเลย แม้แต่คนที่รู้สึกดีด้วยตอนนี้ก็ตาม

“ทุกครั้งที่รู้สึกชอบใครมากๆ ความรู้สึกนั้นกัดกินมาก เราโทษความพิการ โทษความไม่สวยของตัวเองไปแล้ว แล้วก็ย้อนมารู้สึกสงสารตัวเอง แต่ก็ยังเชื่อว่าคนพิการมีความรักได้ คนอื่นที่มองว่าเป็นคนพิการแล้วมีความรักไม่ได้หรอก ก็มองแบบตื้นเขินเกินไป ไม่รู้เขาคิดแบบนั้นด้วยความทะนุถนอม หรือหมิ่นแคลน คนพิการไม่ใช่สัญลักษณ์ความผ่องแผ้วหรือน่าสงสาร อย่าว่าแต่ความรักเลย คนพิการก็มีทั้งโลภ โกรธ หลง เหมือนมนุษย์ทุกคน

“เมื่อก่อนเคยพยายามตีความคำว่า ‘รัก’ จนได้ชอบใครจริงๆ ถึงรู้ว่ารักก็คือรักอะ ใช่ก็คือใช่ กฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่เคยมีไม่มีความหมายอีกต่อไป รักมันเกิดขึ้นแบบเรียบง่ายและสามัญ ไม่ต้องใช้ความพยายาม แต่เพราะเราเองต้องมีผู้ช่วยคอยดูแลแทบจะตลอดเวลา คนที่จะเข้ามาก็ต้องสามารถเข้าใจธรรมชาติของเรา และโอเคกับขีดจำกัดบางอย่างที่เขาต้องเจอ”

- แพรว

“ปัจจัยพื้นฐานในสังคมส่งผลต่อเรื่องความรัก อย่างเวลาจะไปไหนสักที่หนึ่ง ถ้าไปได้สะดวก เราก็สามารถไปเจอใครต่อใครหรือไปเจอแฟนโดยไม่ต้องมานั่งคิดว่าเขาต้องมาดูแลเรา ”

“เราเคยเจอประสบการณ์ความรักที่ไม่ค่อยเวิร์ค สิ่งเหล่านี้เลยเป็นกำแพงกั้น จนเลือกที่จะอยู่ตรงนี้แล้วไม่เสียใจ ไม่รู้สึกแย่ กลายเป็นมีขอบเขตและไม่มีแฟน

“เรารู้สึกว่า พอนั่งวีลแชร์ทำให้การมีแฟนเป็นเรื่องยากขึ้น ไม่ใช่ว่าเราดูแลตัวเองไม่ได้ แต่หลายคนยังมีทัศนคติที่มองว่าหากคบคนที่นั่งวีลแชร์ ก็ต้องดูแลมากขึ้นกว่าคนปกติทั่วไป ความคิดนี้ทำให้เราไม่มั่นใจในตัวเองและกลัวไปทุกอย่าง

“อีกแง่หนึ่ง เราก็มองว่าที่ไม่มีแฟนอาจเป็นเพราะเราปิดกั้นตัวเอง ไม่อยากรับใครเข้ามาเพราะไม่อยากเสียใจ ไม่อยากที่จะต้องดูถูกตัวเอง หากวันหนึ่งต้องเลิกกันก็กลัวจะกลับไปคิดว่า เพราะเราเป็นแบบนี้หรือเปล่าเขาก็เลยเหนื่อยและไม่อยากอยู่กับเรา ทั้งที่จริงๆ ก็อาจจะไม่ใช่เหตุผลนี้ทั้งหมด

“คนถามว่า เป็นคนพิการแล้วทำไมต้องพยายามเพื่อที่จะให้ตัวเองมีความรัก เขามีสิทธิถามแบบนี้ กับเราแต่ไม่ควรนำมาเป็นบรรทัดฐานที่ใช้มองคนพิการ เราก็เป็นคนคนหนึ่ง เวลาเสียใจก็ร้องไห้ มีความสุขก็หัวเราะ แล้วมันแปลกตรงไหนที่จะมีความรัก เราก็คนเหมือนกัน

“ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจัยพื้นฐานในสังคมส่งผลต่อเรื่องความรัก อย่างเวลาจะไปไหนสักที่หนึ่ง ถ้าไปได้สะดวก เราก็สามารถไปเจอใครต่อใครหรือไปเจอแฟนโดยไม่ต้องมานั่งคิดว่าเขาต้องมาดูแลเรา แต่พอบ้านเราไม่เอื้อ จะไปไหนสักที่ก็ต้องคิด MRT ก็ไม่ได้ BTS ก็ไม่ถึง แท็กซี่ก็ยังปฏิเสธอีก ก็กลายเป็นปัญหาเหมือนกัน ใครอยู่กับเราก็ต้องเหนื่อยขึ้น

“ตอนนี้ยังมีความสุข ไม่ได้ขาด ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้ ถ้ามีใครสักคนก็อยากเดินไปด้วยกัน ไม่ทำให้เขาใช้ชีวิตลำบากขึ้นหรือไม่ทำให้ชีวิตเราแย่ลง ไม่ต้องเป็นแฟนก็ได้ แต่แค่ตอนนี้ยังไม่เจอ”

-เจินเจิน

“ผมไปไหนไม่ได้เพราะรู้สึกว่าเวลาไม่ได้ช่วยอะไร ผมไม่เคยเปลี่ยน ยังอยู่ที่เดิม แต่เธอไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่ผมยังเลือกที่จะเก็บโมเมนต์นั้นไว้”

“มีแฟนครั้งแรกตอนประมาณ ม.2 คบกันจนถึง ม.6 เขาเป็นรุ่นพี่เราหนึ่งปี เราเรียนโรงเรียนเดียวกัน แต่มารู้จักกันตอนไปค่ายวิทยาศาสตร์ สมัยก่อนผมเป็นพวกไม่ค่อยเข้าหาคน เธอเข้ามาทักก่อน จากนั้นเลยได้มีโอกาสคุยกัน ตอนนั้นเรายังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่าแฟน รู้แค่ว่าไปกินข้าว เดินด้วยกัน ดูแลกันแค่นั้น ช่วงหลังเราติดเพื่อนมากขึ้น ไปเรียนพิเศษจนให้เวลาเขาน้อย ยิ่งช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยยิ่งแทบไม่ได้เจอ

“เขาไปเจอคนใหม่ตอนเข้ามหาวิทยาลัย ความรู้สึก ณ ตอนนั้นเหมือนเป็นยุคเสื่อมสลายของความรัก ผมก็ไม่ได้โทษเธอเลยเพราะตัวเองไม่ได้เป็นแฟนที่ดีเหมือนกัน แม้จะไปเรียนที่เดียวกัน แต่ก็ไม่เคยได้คุยกันอีก”

“ตอนอยู่มหาวิทยาลัยผมไม่มีใคร อาจคิดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เป็นตัวของตัวเอง ถึงผมตาบอดแต่ผมก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบมองไม่เห็น ผมเป็นคนที่ไปในที่ที่อยากจะไป แต่จริงๆ แล้วผมชอบผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่สามารถไปต่อด้วยกันได้ เธอเป็นเพื่อนในคณะ เป็นคนที่ทำให้ผมอยากเป็นคนที่ดีขึ้น อยู่ด้วยแล้วรู้สึกเย็นลงและสบายใจ”

“ผมบอกชอบเธอตอนปี 3 เธอก็เริ่มเฟดตัวออกไป ผมก็เดาออกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าเธอไม่ได้ชอบผม แต่ก็ยังเลือกจะบอกเพราะคิดว่าเธอควรรู้จากผมตรงๆ ในวันนั้นเธอบอกว่าเธอก็รู้ แต่ผมยังไม่ใช่ หลังจากนั้นเราไม่เคยพูดเรื่องนี้กันอีกเลย แต่ยังเป็นเพื่อนที่คุยกันทุกวัน มีแต่ผมที่ยังมูฟออนไม่ได้ ผมไปไหนไม่ได้เพราะรู้สึกว่าเวลาไม่ได้ช่วยอะไร ผมไม่เคยเปลี่ยน ยังอยู่ที่เดิม แต่เธอไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่ผมยังเลือกที่จะเก็บโมเมนต์นั้นไว้”

“ตอนนี้ผมเริ่มคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง เรารู้จักกันตั้งแต่ปี1 เธอเป็นอีกคนที่ผมรู้สึกว่า เป็นความสบายใจ ผมเตรียมดอกไม้ให้เธอแล้วด้วยในวันวาเลนไทน์นี้”

- แมว

“ความรักเป็นเรื่องของวัฒนธรรมด้วย สื่อไทยพยายามสร้างให้คนพิการเป็นคนน่าสงสาร เป็นผู้รับอย่างเดียว หรือไม่ก็เป็นบทลองใจ เช่น แกล้งเป็นคนพิการ”

“ตอนบอกเลิกเราไม่ได้รู้สึกเสียใจขนาดนั้น มีนิดนึงเหมือนเสียใจตามมารยาท ถ้าไม่เสียใจเลยก็จะดูใจร้ายเกินไป

“เรารู้จักกับแฟนเก่าผ่านโชเชียลมีเดีย เขาก็ดีนะ แต่ที่เลิกกันก็มีหลายเหตุผล เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะเราไม่รักแล้วและรู้สึกว่าต้องการพื้นที่ส่วนตัว แถมระยะทางก็ไกลกันด้วย คนเราเปลี่ยนไปตลอดเวลาและเราไม่ได้มีเวลาคุยกันตลอด เท่าที่อ่านเจอมา เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาของคู่รัก อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งพูดถึงสารเคมีในสมอง แต่ตอนนั้นเรากลับเลือกที่จะตัดเค้าออกไปเลย โดยให้เหตุผลว่า อยากจะไปทำอย่างอื่น อยากอ่านหนังสือ อยากทำงานและไม่อยากเสียเวลา 5 นาทีหรือครึ่งชั่วโมงเพื่อโทรคุยกัน

“จริงๆ แล้วตอนนั้นถ้าเราไม่มีเวลาก็น่าจะบอกเขาได้ แต่เราขี้เกียจอธิบายและมีพื้นที่ส่วนตัวสูงในระดับหนึ่ง เคยไล่เขากลับบ้านด้วยโดยบอกว่า “เธอเหนื่อยแล้ว เธอกลับไปพักเถอะ” เพราะเราอยากดูซีรีย์เกาหลีแบบตั้งสมาธิ ไม่อยากให้ใครมาพูดข้างหู ทั้งๆ ที่บอกเขาได้ว่าอย่ามาพูดข้างหูแต่เราก็ไม่อธิบาย

“เราอยากมีความรักอีกนะ ชอบตัวเองเวลามีความรัก แต่ไม่อยากเปลี่ยนตัวเองหรือให้ใครมาครอบครอง ความรักน่าเบื่อเวลาเกิดการครอบครอง ถึงแม้จะมีบางเรื่องที่เราไม่เคยยอมใครเลย แต่จะมีคนนั้นให้เรายอมอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่เจอ”

“คนที่คิดว่าคนพิการไม่ควรมีความรักเรามองว่าเค้า ‘เสือก’ ถ้าเขามีสิทธิที่จะคิดแบบนั้น เราก็มีสิทธิด่า ความรักเป็นเรื่องของวัฒนธรรมด้วย สื่อไทยพยายามสร้างให้คนพิการเป็นคนน่าสงสาร เป็นผู้รับอย่างเดียว หรือไม่ก็เป็นบทลองใจ เช่น แกล้งเป็นคนพิการ ซึ่งเป็นบทที่เปลี้ยมาก พอบทบาทของคนพิการในไทยถูกมองให้เป็นแบบนั้นเราจึงไม่อยากเรียกตัวเองเป็นคนพิการ ต่างกับในต่างประเทศที่นำเสนอคนพิการแบบเก่งๆ เท่ห์ๆ จึงสบายใจเวลาบอกใน Tinder ว่า ‘Hey,I’m disabled yeah” มากกว่า

- ดีวีดี

“คนพิการคือคนที่มีความบกพร่องบางอย่าง อาจมีข้อจำกัดทำให้การใช้ชีวิตลำบากกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนพิการไม่ควรมีความรัก พวกเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึก และความต้องการ”

“เราชอบคนเก่ง เป็นผู้ใหญ่ การได้แอบชอบคนๆ นั้นทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง ให้ได้สักเสี้ยวหนึ่งของเขา ความรักที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นความรักแบบแอบชอบ สำหรับเราคิดว่าสมหวังอยู่บ้างตรงที่เค้ามองเห็นว่าเราเก่งและพัฒนาขึ้นเพราะเค้า ถึงจะไม่ได้คบกัน ก็โอเคแล้ว

“ความรักมันก็เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ตามที่โชคชะตาจะให้เจอ ความรักสำหรับเราเป็นได้หลายอย่างมาก เป็นทั้งความสัมพันธ์ในรูปแบบของครอบครัว คนรัก เพื่อน ที่ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ความรักที่ดีจะช่วยผลักดันให้เราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้พัฒนาตัวเองต่อไป รวมไปถึงความรักที่ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น การรักศิลปิน ไอดอล หรือแม้แต่การได้ช่วยเหลือคนอื่นในเรื่องเล็กๆน้อย

“เรามองว่าความพิการไม่ได้เป็นตัวกำหนดที่ทำให้ความรักไม่เกิดขึ้นกับเรา แต่มองว่า เป็นเหมือนบททดสอบแรกของความรักที่จะเกิดขึ้น คนที่ตัดสินแค่ภายนอกก็จะมองผ่านไป ส่วนคนที่เห็นอะไรบางอย่างในตัวเราเค้าก็จะเข้ามา เรามองว่า คนพิการคือคนที่มีความบกพร่องบางอย่าง อาจมีข้อจำกัดทำให้การใช้ชีวิตลำบากกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนพิการไม่ควรมีความรัก พวกเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึก และความต้องการ

“วันไหนที่เราจะออกไปห้าง ไปเดินเล่น และอยากไปกับแค่คนคุย เราก็จะบอกกับคนดูแลว่า ‘ช่วยรอตรงนี้ก่อนได้มั้ย หรือกี่โมงค่อยมาเจอกันอีกทีเพราะเราอยากไปกับแค่คนคุยของเรา’ และเราว่าเค้าเข้าใจได้นะ ส่วนตอนนี้ก็ยังโสดอาจจะยังไม่เจอคนที่รู้สึกว่าใช่ เราก็เปิดใจมีคนที่คุยอยู่ แต่เค้ายังไม่ขอเป็นแฟน เป็นเศร้าเพราะไม่ทันวาเลนไทน์ปีนี้แล้ว

- เมย์

 

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนวาเลนไทน์ความรักคนพิการโสด
Categories: ThisAble

กลุ่มครูอาสา ‘หัวใจถ่ายภาพ’ ที่เป็นมากกว่าการแค่การสอนคนตาบอดถ่ายภาพ

ThisAble - Thu, 2020-02-13 17:21

กลุ่มครูอาสา ‘หัวใจถ่ายภาพ’ คือกลุ่มคนอาสาที่สร้างขึ้นมาเพื่อสอนคนตาบอดถ่ายภาพ เริ่มโครงการมาตั้งแต่ ปี 53 ปัจจุบันตอนนี้ก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว ท่ามกลางคำถามว่าคนตาบอดจะถ่ายรูปไปทำไม ถ่ายไปแล้วได้อะไร

ปัจจุบัน ทัศนคติที่สังคมมองเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แล้ว ‘หัวใจถ่ายภาพ’ เปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน ชวนคุยกับ นพดล ปัญญาวุฒิไกร หรือครูฉุน กับการตกผลึกมาตลอด 10 ปี

แรกเริ่มไม่ได้แทนตัวเองว่าครู’ อะไรคือจุดเปลี่ยนในการเรียกตัวเองว่าครู

ครูฉุน: แรกเริ่มที่สอนคนตาบอดถ่ายภาพ เราไม่ได้คิดจะแตะอะไรลึกอะไรไปมากกว่านั้น ก็แค่สอนให้เขาถ่ายภาพได้ แต่ว่ายิ่งสอนไปเรื่อย ๆ ก็รู้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของการถ่ายภาพ แต่เป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์

ตอนที่เริ่มสอนทุกคนเรียกเราว่าพี่ทั้งที่อายุของเรามากกว่าพ่อแม่ของเขาอีก จนมาเด็กรุ่นหลัง ๆ เขาเรียกเราว่าครู เพราะรู้สึกเรามาสอน ครูบางโรงเรียนอยากให้เด็กเรียกว่าครู เพราะหากเรียกพี่เด็กจะดื้อ ไม่ให้ความร่วมมือ แต่สำหรับตัวเราเองไม่ซีเรียสในชื่อเรียก เป็นห่วงแค่การทำหน้าที่นั้นสมบูรณ์แบบหรือเปล่า การที่เราทำงานแบบนี้โดยที่ไม่ผ่านการเรียนครูมาก่อน ความรับผิดชอบจึงเป็นเรื่องสำคัญ เราจะต้องเตรียมตัวมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ฝังรากลึก จนในที่สุดก็เรียกตัวเองว่าครู

อะไรคือการสอนคนตาบอดถ่ายภาพ

เราเริ่มต้นจากการสอนถ่ายภาพ  หลังจากนั้น 2 ปีก็เริ่มปรับการสอน เพราะเขาสามารถใช้ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารได้ เช่น เวลาเด็กตาบอดเล่าเรื่องบรรยากาศ หรือสภาพแวดล้อม  เขามักเล่าไม่ถูกว่า สถานที่เหล่านี้ตกแต่งหรือมีสภาพแวดล้อมเป็นยังไงหรือบอกไม่ถูกว่าความสนุกสนานหรือสิ่งที่ประทับใจนั้นเป็นยังไง  ภาพถ่ายจึงช่วยเล่าเรื่องราวส่วนนี้

ตอนสอนปีแรกเราก็เห็นว่าภาพถ่ายเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสื่อสาร จึงลองให้เด็กไปถ่ายรูปงานวันเด็ก เขาก็บอกว่ามันสนุกมีนู่นมีนี่ แต่ก็บอกไม่ได้ว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นยังไง ฉะนั้นภาพที่เขาถ่ายจึงช่วยทำให้เราเห็นว่า สภาพแวดล้อมที่เขารู้สึกสนุกสนานมันเป็นยังไง อีกอย่างที่เห็นคือเมื่อเด็กต้องมาอยู่โรงเรียนสอนคนตาบอดตั้งแต่เล็ก ๆ หลายคนเกิดความเหงา คิดถึงพ่อแม่ แต่ตอนนี้เขาสามารถถ่ายภาพสิ่งที่ทำให้หายเหงา เช่น เครื่องเล่น อุปกรณ์เล่น ที่เขาบอกไม่ถูกว่าหน้าตาเป็นยังไงกลับไปให้พ่อแม่ดูได้ หลังจากนั้นเราเริ่มให้เขาเขียนอักษรเบรลล์เล่าเรื่องประกอบ งานจึงพัฒนาแตะเรื่องของการสื่อสารมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงทุกวันนี้

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่คือการปรับให้เด็กเป็นศูนย์กลาง ทำกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดประโยชน์กับเด็กที่สุด เมื่อก่อนหากต้องจับคู่ เราจะใช้วิธีให้ครูเลือกเด็ก แต่พอลองให้เด็กเลือกครูบ้าง พบว่าการเรียนประสบผลสำเร็จมากกว่าเด็ก ๆ เลือกคู่ของเขาจากน้ำเสียง ซึ่งสามารถบ่งบอกความรู้สึกได้ดี เด็กเลือกจากน้ำเสียงที่เขาคิดว่าจะเติมเต็มหรือจะจับคู่กับเขาได้

การทำงานที่ผ่านมามีข้อผิดพลาดบ้างไหม

ผิดเป็นครู หากผิดมากจะได้เป็น ผอ. การทำผิดเป็นเรื่องสำคัญ ขึ้นอยู่กับเจตนา ถ้าเรามีเจตนาดี หรือพยายามแล้ว แต่ยังผิด เราก็ยอมรับและเรียนรู้กับมัน โอบกอดมัน ละพิจารณาว่าทำอย่างไรไม่ให้ผิดพลาดแบบนั้นอีก

ในช่วงแรก บางอย่างที่เราคิดว่าถูก เช่น เมื่อมีเป้าหมายว่าอยากให้เด็กสื่อสารเก่ง เขียน-อ่านอักษรเบรลล์ได้คล่อง เราก็ไปบอกเด็กว่าคนไหนตั้งใจเขียนอักษรเบรลล์ได้เยอะก็จะอัดรูปเพิ่มให้ ปรากฏว่าเด็กก็เขียนอักษรเบรลล์มาเยอะเลยเพื่อขอรูปเพิ่ม ปรากฏว่าสิ่งที่เขาเขียนมาก็คือ ก-ฮ เราเองก็ไม่รู้ว่าเขาเขียนอะไร ทั้งที่เจตนาอยากให้เขาเขียน-อ่านอักษรเบรลล์ ตอนหลังมารู้ว่าสิ่งที่เราทำคือการเอาเหยื่อมาล่อ เห็นผลแค่ในระยะสั้น แต่ระยะยาวมันไม่ดี  หลังจากนั้นเราก็เปลี่ยนทันที ไม่เอารางวัลมาล่อเด็กแล้ว พยายามให้เขางอกงามจากภายใน และถามเหตุผลว่าเขาอยากได้รูปไปทำอะไร และพยายามโน้มน้าวให้เข้าเขียนด้วยการตั้งคำถาม เช่น ถ้าหากมีหลายรูป หนูจะจำได้ยังไงว่ารูปนี้คืออะไร เด็กก็จะรู้ว่าสุดท้ายเขาต้องเขียนเบรลล์ เขาถึงจะผ่านจุดนี้ได้ ครูเองก็ต้องหัดเขียน-อ่านอักษรเบรลล์ เวลาเด็กเขียนผิดจะได้บอกได้

คนเคยถามว่าจะสอนคนตาบอดถ่ายภาพไปทำไม และพี่ตอบว่าเขาจะมีความสุข ทุกวันนี้ยังตอบเหมือนเดิมไหม

ยิ่งเราทำก็ยิ่งยืนยันว่าการให้แบบไหนเป็นการให้ที่ให้ที่ยั่งยืน ความสุขมันก็เหมือนกันเนี่ยเราจะหาความสุขได้จากสิ่งภายนอกเนี่ยง่ายมาก เพลง การพูดคุย สิ่งแวดล้อม แต่ว่าความสุขพวกนี้มันอยู่ไม่นานยิ่งนับวันในสังคมเนี่ยความสุขมันต้องแลกมาด้วยเงิน ก็ทำให้คนที่ด้อยโอกาสหรือคนพิการเนี่ย ถูกจัดจำพวกหรือถูกให้ไปอยู่เบียดกลุ่มคนอยู่ล่าง ๆ ค่าคลองชีพที่แพงขึ้นเพราะทุกอย่างมันแลกมาด้วยเงินหมด ในขนาดที่คนพิการเนี่ยไม่ได้โอกาสจากทางสังคมที่เขาจะไม่มีความแตกต่างจากคนทั่วไป แล้วถามว่าแล้วเขาจะมีความสุขอย่างนั้นได้เนี่ยทำไง มันต้องแลกมาด้วยเงิน คือสินค้าบริโภคอุปโภคมันแลกมาด้วยเงินหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยิ่งทำให้เราเห็นมากขึ้นก็คือกระบวนการศึกษา กระบวนการสอนของเราเนี่ยต้องมุ่งจะทำให้เขาจะยื่นยัดด้วยตัวเขาเองได้และขนาดเดียวกันเขาก็ต้องการให้สังคมได้เห็นว่า เราแค่ให้โอกาส    

แล้วทัศคติของสังคมต่างไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนไหม

เปลี่ยนไปน้อยมาก ถึงแม้ว่าโครงการเราทำมา 10 ปี ในช่วง 5 ปีแรกออกสื่อเยอะมาก อบรมครูอาสาไปไม่น้อยกว่า 500 คน แต่ก็เหลืออยู่ที่เราไม่ถึง 20 คน ทัศนคติที่คนในสังคมมีต่อคนพิการยังไม่ค่อยได้เปลี่ยนแปลง สังเกตได้ง่าย ๆ คนไม่พิการมาหาคนพิการก็มาแล้วเลี้ยงข้าว เอาของมาให้ มาแล้วก็ไป ของที่เอามาให้ไม่กี่วันก็หมด แล้วถามว่าวันต่อไปเขาจะอยู่ด้วยอะไรถ้าเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 

การสอนให้เขาช่วยตัวเองได้ก็ต้องสอนให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของสังคม ไม่ใช่สักแต่ว่าสอนอาชีพ แล้วอาชีพนั้นไม่ได้เป็นที่ต้องการ พอเขาทำของที่คนไม่ต้องการออกมา คนที่อุดหนุนก็จะอุดหนุนเพราะความสงสาร ฉะนั้นเราต้องกลับมาทบทวนว่า สิ่งที่เราสอนเขา ให้เขา เป็นการช่วยจริงหรือไม่ ก่อนที่จะบอกว่าคนพิการเป็นภาระของสังคม

เป็นครูอาสา ต้องทำอะไรบ้าง

ต้องลงมือทำ และปฏิบัติกับเขาเหมือนคนปกติ เขาสามารถสอยมะม่วง จุดเตา ทำทุกอย่างด้วยตัวเขาเองได้เราต้องมีความอดทนมากพอที่จะสอนให้เขาทำ แม้อาจต้องใช้เวลามากกว่าเราเพราะเขามองไม่เห็น สุดท้ายเขาก็ทำได้

ตอนนี้เด็กทุกคนเก่งกว่าพวกเราอีก ครูที่สอนเขาก็บอกว่าเขามัดย้อมเก่งกว่าครูอีก มัดละเอียดและมีความอดทนมากกว่า เพราะฉะนั้นเนี่ยเราพยายามจะใช้จุดแข็งของเขาก็คือความอดทน ทำให้สังคมเห็นอะไรสักอย่างเป็นรูปธรรม ภาพถ่ายของคนตาบอดนั้นดีมาก จนไม่มีไม่มีใครเชื่อว่าคนตาบอดถ่าย ทำไมถ่ายแล้วฟ้าไม่เอียง น้ำทะเลไม่หก กลายเป็นความเคลือบแคลงสงสัย เราก็เลยพยายามทำให้เป็นรูปธรรม ให้แตะไปถึงสิ่งที่เขาใช้ เช่น ถุงผ้ามัดย้อม

ก็ลองดูนะ ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นคำตอบที่ถูกต้อง หรือเปล่า แต่เราก็บอกว่าสิ่งที่เราทำเนี่ยมันได้มาจากประสบการณ์ ได้มาจากพื้นฐานขององค์ความรู้ที่มี แล้วเราก็ตัดสินใจทำ

ทำไมเขาไม่เชื่อว่าคนตาบอดสามารถถ่ายรูปได้

เพราะทุกคนมีกรอบความคิดของตัวเอง เขามองว่ากลไกการถ่ายภาพต้องอาศัยการมองเห็น ถ้าตามองไม่เห็นก็ถ่ายภาพไม่ได้หรือไม่มีทางถ่ายภาพดีแต่จริง ๆ แล้วทุกอย่างเป็นเรื่องของเหตุและผล เช่นเดียวกับการสอนเด็กตาบอดถ่ายภาพที่ไม่ได้อาศัยความฟลุ๊ค แต่เราทดลองและนำวิทยาศาสตร์การถ่ายภาพเนี่ยมาจับคู่กัน การถ่ายภาพได้ระนาบคือการถือกล้องให้ได้ระนาบ และการถือกล้องให้ได้ระนาบก็ต้องมีจุดอ้างอิง โดยเฉพาะคนที่มองไม่เห็นจุดอ้างอิงยิ่งสำคัญมาก เมื่อดูจะเห็นว่าสันกล้องเป็นเส้นตรง และระหว่างคิ้วเราก็เป็นเส้นตรง วางทาบกัน ก็จะได้แนวระนาบ

คนตาบอดบางคนไม่รู้ว่าตัวเองคอเอียง และเขาก็ไม่รู้ตัวว่าเอียง เขารู้สึกว่านี่คือโลกความตรงของเขาเราก็จะไม่ไปบอกว่าเขาคอเอียง  เพราะนั่นทำลายตัวตนของเขา เราจึงใช้วิธีบอกว่าหนูอยากได้รูปสวยไหม ถ้าหนูอยากได้มีอุบายนะ ต้องเอียงคอตรงนี้หน่อยแล้วถ่ายรูปจะสวย

แล้วปัจจุบันโครงการนี้เป็นที่รู้จักทั่วโรงเรียนตาบอดหรือยัง

รู้จักแต่ก็เสียดาย ที่หลายโรงเรียนมองเราเป็นแค่คนอยากทำความดี ทำจิตอาสา แต่ก่อนเราไปสอนทั่วประเทศ ตอนหลังก็ไม่ไปโรงเรียนไหนที่ไม่ให้ความร่วมมือหรือมีความตั้งใจไปกับเราจริง ๆ ถามว่าเด็กอยากให้เราไปไหม เขาอยาก แต่พอไปเนี่ยเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ความเหนื่อย งบประมาณ  ค่าวัสดุอุปกรณ์การเรียน มันหมดไป เราก็ต้องกลับมาโฟกัสว่า ที่ไหนที่พร้อมจะไปกับเรา เราก็โฟกัสที่โรงเรียนนั้น

เหมือนปัญหาจริง ๆ คือโรงเรียนกับครูมากกว่า

พวกผมสอนวิทยาศาสตร์เด็กมา 2 ปี ประยุกต์การสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์กับเด็กตาบอดและจัดให้ครูเนี่ยมาเรียนกับเรา แต่เท่าที่ทราบไม่มีโรงเรียนไหนกลับไปทำต่อ วันที่เราสอนก็รู้เลยว่าการสอนที่มีขาดความละเอียดอ่อนเพราะว่าเด็กตาบอดหลายคนเป็นโรคสมาธิจึงตั้งโจทย์ให้ครูว่าจะสอนเด็กยังไง ครูตอบไม่ได้ เขารู้ว่าเด็กไม่มีสมาธิ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั่งเรียนกับผม 10 นาทีก็เริ่มนั่งคุยกัน หยิบมือถือมาเล่น คำถามคือคิดว่าครูมีสมาธิไหม ต่างอะไรกับเด็ก จึงบอกให้เด็กต้องอยู่กับเราเป็นชั่วโมง แล้วเราก็ไปบอกว่าเด็กไม่มีสมาธิ

แล้วหากเด็กเป็นสมาธิสั้นคุณรู้ไหมว่าจะต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กยังไงเพราะถ้าคุณวินิจฉัยผิดก็เท่ากับทุบเด็ก ฉะนั้นการมีมูลนิธิ มีโรงเรียน มีเจตนาดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีองค์ความรู้ ใฝ่รู้ เราอยากให้เด็กเป็นยังไงเราก็ทำให้เด็กดูนั่นคือต้นแบบ เหมือนคำไทยเราพูดว่าครูคือพ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ของชาติ

ในตอนนี้ยังสอนถ่ายรูปอยู่ไหม

สอนอยู่ แต่ลดบทบาทของการถ่ายภาพน้อยลง อาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือพาเขาออกไปข้างนอกแล้วให้เขาถ่ายรูป แต่เขาต้องกลับมาเล่าเรื่อง สื่อสารได้ สะท้อนว่าการพาไปครั้งนี้เขาได้อะไร เขารู้อะไรบ้าง เขาประทับใจอะไรบ้าง หาทางให้เขาได้สื่อสาร เพิ่มสัดส่วนกระบวนการเรียนรู้เพิ่มขึ้น

หลังเริ่มทำมัดย้อม เป็นอย่างไรบ้าง

ปีที่แล้วเขาก็ไม่ได้เก่งขนาดนี้นะ เด็กตาบอดพยายามจะหางาน ทำให้สังคมยอมรับ เราจึงเอางานนี้มาให้เด็กทำ ตอนนี้เขาคล่องมากเลย แต่เมื่อคล่องมากก็แปลว่าองค์ความรู้ที่เราสอนเด็กมันตันแล้ว เขาเก่งกว่าเราอีก ฉะนั้นทั้งครูทั้งเด็กต้องไปหาความรู้เพิ่มเติม กระบวนการทำงานแม้เงินจะเป็นส่วนสำคัญ  แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือทำยังไงให้มีความสุข ถ้าเขามีความสุขกับการทำงานผลงานก็จะสวย คนซื้อก็จะมีความสุขด้วย ถ้าเราทำงานด้วยตัวเองอย่างมีความสุข ผลงานสวยเป็นการส่งต่อความสุข และถ้าคนซื้อไปมีความสุข เขาอาจจจะกลับมาซื้อซ้ำและไม่ได้ซื้อเพราะความสงสาร แต่ซื้อเพราะมันมีคุณค่า

10 ปีที่คิดไหมว่าจะมาถึงขนาดนี้

ไม่คิดหรอกว่าเราจะมาถึงขนาดนี้ แต่ยิ่งสอนก็ยิ่งตกผลึกมากขึ้น ภาพถ่ายที่ดีที่สุดไม่ใช่ภาพถ่ายที่เกิดจากกล้องถ่ายรูปหรือมือถือ เพราะไอ้พวกนั้นเราเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ หากฮาร์ดดิสเสีย ก็เรียกภาพคืนไม่ได้ แต่ภาพในความทรงจำนึกถึงเมื่อไหร่มันก็มา ไฟฟ้าไม่มีก็มา นึกถึงเมื่อไหร่ความสุขก็มา เราถึงบอกว่าภาพสวยที่สุดคือภาพของความทรงจำดี ๆ  ที่มีอยู่ในตัวผู้คนมากกว่า นี่คือภาพถ่ายที่สวยงามที่สุด


 

Livingสัมภาษณ์ศิลป-วัฒนธรรมคนพิการทางสายตาครูอาสาผ้ามัดย้อมหัวใจถ่ายภาพ
Categories: ThisAble

คนตาบอดดู 'หนังโป๊' ได้อย่างไร มองไม่เห็นแต่ทำไมยังอยากดูหนังโป๊

ThisAble - Thu, 2020-02-13 16:16

แสงไฟทำให้ยามราตรีไม่เคยมืดมิด…

เรานัดสุภาพบุรุษสองคนนั่งคุยกันที่ร้านอาหารย่านรัชดา แสงสีเฉิดฉาย ท่ามกลางเสียงเพลงแจ๊ซขับกล่อม อาสองและชายกลาง ชายตาบอดเดินเข้ามาในร้านพร้อมไม้เท้าขาว หลังเข้าไปแนะนำตัวและยื่นศอกให้จับเพื่อเดินตามมาที่โต๊ะ ทั้งสองนั่งลงและสั่งอาหาร วันนี้เราสามคนจะคุยกันเรื่องหนังโป๊กับคนตาบอด

มีคำถามมากมายที่เราอยากรู้เกี่ยวกับคนตาบอด ตั้งแต่เรื่องหนังโป๊ไปจนถึงสื่อลามก หลายคนมองว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา แล้วพวกเขามองว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนตาบอดด้วยไหม คนตาบอดเข้าถึงเรื่องเพศมากแค่ไหน อย่างไร ไปจนถึงเม้าท์มอยสไตล์ที่พี่ทั้งสองคนชอบ และแหล่งที่พวกเขาติดตาม เพื่อตอบคำถามที่ว่าตามองไม่เห็นทำไมยังอยากดูหนังโป๊กันอีก ?

คนตาบอดดูหนังโป๊ไหม

ชายกลาง : ดู 

อาสอง : ผมเป็นสมาชิกพอนฮับพรีเมี่ยม

แล้วดูกันยังไง ในเมื่อมองไม่เห็น 

อาสอง : ผ่านการฟัง แต่ถามว่ารู้เรื่องไหมอีกเรื่องนึงนะ

เลือกหนังยังไง 

อาสอง : ผมชอบเลือกหนังโป๊คนไทยมากกว่า อย่างน้อยก็ฟังรู้เรื่อง พอเข้าเว็บไซต์ ก็หาหมวดคนไทย แล้วก็เลือกหมวดย่อยลงไปอีก เช่น นักศึกษา เมียฝรั่ง แต่จริงๆ ก็ดูได้หมด ใช้ฟังเสียงเป็นหลัก คลิปไหนที่เงียบเกินสามนาทีก็กดออกเพราะเราไม่รู้ว่าตรงที่เงียบเขาทำอะไรกัน 

ชายกลาง : ผมเป็นขาประจำเว็บไซต์พอนฮับ แต่เพราะเว็บไซต์เป็นภาษาอังกฤษ เลยไปศึกษาคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องอย่างโบลว์จ๊อบหรือเลสเบี้ยน คีย์เวิดช่วยทำให้หาสิ่งที่อยากดูง่ายขึ้น ไม่อย่างนั้นก็ใช้วิธีค้นหาผ่านค่ายหรือแชลแนลในดวงใจ แต่ถ้าคลิปไหนเสียงไม่ชัด ไม่ใส ไม่เคลียร์ หรือมีเสียงรบกวนเยอะๆ ผมก็ไม่ฟัง แต่ส่วนใหญ่คลิปที่ดูเป็น HD หรือ 4K ก็ไม่มีปัญหา 

อาสอง : ถ้าเสียงยิ่งใสยิ่งมีอารมณ์ หนังบางเรื่องได้ยินถึงขนาดเสียงหายใจรดต้นคอกัน  อันนี้เราถือว่าน่าสนใจ สามารถเสพได้อย่างเต็มอิ่ม 

เชื้อชาติส่งผลอะไรต่อการเลือกดูไหม 

ชายกลาง : ถึงเรามองไม่เห็นก็จริง แต่ก็เลือก ผมไม่นิยมหนังจากประเทศญี่ปุ่น เพราะเสียงฟังดูแล้วเกินจริง บางคลิปฟังแล้วเหมือนคนกรีดร้องแบบเจ็บปวดมากกว่าเสียว เลยไม่ใช่แนวผม 

อาสอง : ชาติไหนก็ได้ อยู่ที่นักแสดงแต่ละคนว่าถูกจริตเรามากแค่ไหน  อย่างในกลุ่มพอเจออันไหนดีก็บอกต่อ คุณอาจจะบอกว่าคนนั้นหน้าสวย คนนี้ผิวขาว แต่คนตาบอดเน้นที่เสียง คนนั้นเสียงดี คนนี้เสียงแจ่ม คนตาดีดูหนังก็ใช้ตากับหูในการรับสาร ส่วนเราใช้ได้แค่หู แต่ถ้าจะให้เพิ่มความเสียวก็สามารถทำได้ เช่น บางคนจะหาน้ำหอมกลิ่นที่ชอบ ฉีดไว้ตามหมอนหรือมือเพื่อเพิ่มอรรถรสให้ฟินมากขึ้น เขาเรียกว่าการเสริมสร้างจินตนาการ

ชายกลาง : กลิ่นช่วยได้จริงๆ ลองเอาไปทำตาม

อาสอง : นอกจากน้ำหอมแล้วก็มีอุปกรณ์ ผมชอบหิ้วเซ็กส์ทอยมาจากต่างประเทศ เอามาฝากเพื่อนๆ ในกลุ่ม เพื่อนก็ประทับใจกันใหญ่

เข้าใจเนื้อเรื่องในหนังไหม

อาสอง : ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็พอฟังได้ แต่ถ้าเป็นภาษาอื่นก็จะกดเลื่อนไปกลางเรื่อง ไปถึงตอนร้องอย่างเดียวไม่สนอย่างอื่นเลย ถ้า 20 นาทียังไม่ร้องก็เปลี่ยนเรื่อง 

ชายกลาง : ถ้าเนื้อเรื่องเป็นภาษาที่เราฟังออกก็พอเดาได้ ถ้าฟังไม่ออก พยายามฟังไปก็เท่านั้น เพราะภาพเราก็ไม่เห็น กดไปตอนร้องอย่างเดียวเหมือนกัน  

อาสอง : จุดนั้นเราพร้อมที่จะระเบิดอารมณ์แล้วไง ถ้าต้องมาโฟกัสเนื้อเรื่องด้วยคงไม่ไหว 

รู้ได้ยังไงว่าในหนังเขาทำอะไรกันอยู่

อาสอง : ยอมรับว่าเข้าถึงไม่ได้ ตอนดูเราก็เดา แต่ก็ไม่แม่นยำ ถ้าได้ยินเสียงดูดหรือจูบพร้อมกัน ก็พอจินตนาการได้ว่าพวกเขาน่าจะทำท่า 69 หรือเปล่า หรือถ้าเสียงผู้ชายจูบอยู่ข้างบน  แล้วมีเสียงตับๆ ดังข้างล่าง ก็พอเดาท่าได้ แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ ต้องบวกจินตนาการเข้าไปด้วยประมาณหนึ่ง ถ้าอยากรู้จริงๆ ต้องให้เพื่อนตาดีที่สนิทและไว้ใจได้เป็นคนบอก เราก็จำแล้วมาดูของเราเอง 

ต่างกันมากแค่ไหน ระหว่างหนังที่เราจินตนาการเองกับเพื่อนอธิบาย

อาสอง : ต่างกันเยอะ น่าตื่นเต้นกว่าเวลามีคนเล่า ต้องอาศัยความไว้ใจพอสมควรในการหาเพื่อนแบบนี้ แม้จะมีแอปพลิเคชันช่วยหาของ ดูฉลากยาหรือสีกางเกง และกลุ่มที่เราสามารถขอความช่วยเหลือ ในการช่วยอ่านสิ่งต่างๆ แต่เรื่องหนังโป๊เราไม่สามารถร้องขอได้ แต่ก็จะมีเพื่อนตาดีประเภทหนึ่งที่เห็นเราเป็นคนดี พอรู้ว่าเราดูหนังโป๊ก็จะพูดว่า “โหย ตาก็ไม่ดียังจะดูหนังแบบนี้อีกเหรอ” จนเรารู้สึกว่าเขาตีตราเรา  

ชายกลาง : มีคนเคยถามผมเหมือนกันว่า “ตาบอดดูแล้วมันจะช่วยอะไรได้” หรือไม่ก็ “ตาบอด แล้วมึงจะเงี่ยนทำไม”

อาสอง : คนขับแท็กซี่คนหนึ่งพูดกับผมว่า “เนี้ย อย่างคุณตาบอด จะต้องไปบวชนะ จะมาทำงานได้ยังไง จะมามีชีวิตเหมือนคนปกติได้ยังไง” โห เราอยากรู้ว่าตรรกะเขาเป็นอะไร แต่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้พูดอะไรนะ เห็นเลยว่าในสังคมก็มีคนอีกไม่น้อยที่มองเราเป็นตัวประหลาด 

หนังโป๊เรื่องแรกที่ดูเป็นยังไง  

ชายกลาง :  เรื่องแรกที่ดูเป็นหนังไทย เพื่อนเอาให้ดูเกี่ยวกับช่างแอร์ ‘ผมไม่เล็กนะครับ’ จำได้ว่ากลับไปดูซ้ำเป็น 10 เที่ยวเลย หนังเข้าใจง่าย ฟังแล้วพอเดาเนื้อเรื่องได้ ผู้หญิงไปอาบน้ำแล้วผู้ชายก็ไปแอบดู มีบทสนทนาที่มีการพูดคุยกัน ท้าทายกัน 

อาสอง : ของผมคือ สมัยคุณ น.หนู กำลังดัง เป็นหนังคนไทยกับคนญี่ปุ่น พอได้ฟังตอนนั้นก็ว้าวเลย ขนาดนี้เลยเหรอ เมื่อก่อนตอนที่เราเริ่มช่วยตัวเอง ยังไม่มีสื่อพวกนี้เข้ามาประกอบ หนังช่วงแรกๆ เป็นแผ่น หรือเป็นไฟล์ที่ส่งต่อกันทางโทรศัพท์ แต่ตอนนี้เป็นออนไลน์รูปแบบการรับชมก็เปลี่ยน 

ครั้งนึงที่จำได้ดีเกี่ยวกับประสบการณ์ดูหนังโป๊คือ ตอนที่ชวนเพื่อนตาบอดหลายคนมาดูหนังโป๊ที่ห้อง ในหอโรงเรียนเก่า ปรากฏว่าวันนั้นแม่มาเยี่ยมพอดี พอเปิดประตูมา แจ็คพอตเลย เห็นคนตาบอดกำลังทรมานตัวเอง (ช่วยตัวเอง) อยู่ ดีที่วันนั้นผมไม่ได้ทำ แต่ก็โดนแม่ดุ แและบอกอย่าทำ ผมก็บอกว่าจะไม่ทำอีกแล้วครับ แต่ลับหลังก็ยับเยิน 

วาร์ปจากไหน  

อาสอง : แชร์กันเองในกลุ่มเพื่อนมากกว่า เป็นกลุ่มคนตาบอดที่เอาหนังมาแชร์กัน เสียงไหนโดน ก็มาแนะนำ แต่กลุ่มหนังโป๊ของคนตาดีทั่วไป นี่ไม่ได้อยู่ 

คนตาบอดดูหนังโป๊กันเยอะไหม 

ชายกลาง : ก็ดูทั้งผู้ชายผู้หญิง เท่าที่รู้ผู้หญิงหลายคนจะเสพเป็นตัวหนังสือ นิยาย เรื่องเล่า ฟิกชั่น เป็นเรื่อราวที่มีการเขียนบรรยายว่าใครกำลังทำอะไรอย่างละเอียด จนเห็นภาพในจินตนาการ

อาสอง : ผู้หญิงบางคนก็หาดูหนังที่มีเสียงผู้ชายชัดกว่า ส่วนผู้ชายก็ชอบที่เสียงผู้หญิงดังกว่า แล้วแต่คน แล้วแต่รสนิยมของเขา ถ้าผู้หญิงตาดีดู ผู้หญิงตาบอดก็ดู ตาบอดแล้วไม่ได้ถูกกำหนดมาให้เรียบร้อย ดีงามทุกสรรพสิ่ง  

แล้วเวลาดูหนังโป๊นี่ระวังคนรอบข้างกันยังไง ไม่กลัวคนมาเห็นเหรอ 

ชายกลาง : ไม่ว่าจะดูอะไรก็แล้วแต่ ถ้าใส่หูฟังคนอื่นก็จะไม่รู้ เพราะหน้าจอโทรศัพท์มันมืดสนิท เราตั้งค่าให้หน้าจอมืดได้ แล้วกดผ่านเสียง 

อาสอง : ถ้าจะมีกิจกรรมทำร้ายตัวเองอย่างละมุนละม่อม (ช่วยตัวเอง) คงทำได้แต่ในห้อง ลูกบิดต้องล็อคให้ดีและต้องแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่จริงๆ 

ตอบคนอื่นซิว่าทำไมตาบอดแล้วยังอยากดูหนังโป๊   

ชายกลาง : ต้องถามย้อนกลับว่าทำไมคนตาดีอยากดูหนังโป๊  

อาสอง : ร่างกายต้องการการปลดปล่อยไง ไม่ซับซ้อน 

มีคนถามว่าทำไมตาบอดแล้วยังจะหื่นอีก 

ชายกลาง : ผมได้ยินคำนี้มากับตัวเองเลย ตอนนั้นไปร้านขายเสื้อผ้ากับเพื่อนผู้หญิง เราจับหุ่นลองเสื้อผ้าอยู่ เป็นธรรมดาของเราที่ต้องจับ ต้องคลำ ต้องสัมผัส คนเดินมาข้างหลังพูดให้เราได้ยินว่า ตาบอดแม่งหื่นว่ะ ทั้งๆ ที่เราแค่จับหุ่นลองเสื้อผ้าเฉยๆ นะ ไม่ได้คิดอะไรเลย ก็ยังถูกคนว่า  

อาสอง : ตาดีมึงก็หื่น ไม่ได้มีกฏหมายอะไรที่บอกว่าคนตาบอดห้ามหื่น ไม่งั้นคนตาบอดก็มีลูกไม่ได้ อย่างที่เพื่อนพูดนั้นสะท้อนว่ามุมมองของคนตาบอดกับตาดีไม่เหมือนกัน คนตาบอดเมื่อมองไม่เห็นก็ต้องลองสัมผัส ส่วนคนตาดีก็เอาวิธีการมองแบบตัวเองมาครอบไว้ เพราะตัวเองมองเห็นหุ่นอยู่แล้ว ทำไมจะต้องไปจับ คนจับหุ่นลองเสื้อผ้าคือคนหื่น แต่ไม่ได้มองว่าคนตาบอดมองไม่เห็น 

คิดยังไงที่บางคนมองว่าคนตาบอดไม่ควรดูหนังโป๊ หรือไม่ควรมีชีวิตแบบคนทั่วไป  

อาสอง : เราก็มีชั่วดี เราทำบุญ ทำบาปเหมือนกัน แต่คำถามคือพอเราเป็นคนตาบอด บางคนก็ตีตราว่าเราเคยสร้างกรรมหนักมาก่อนในชาติที่แล้ว เกิดมาชาตินี้เลยตาเลยบอด แถมยังเป็นคนหื่นลามกอีก ถ้าเขาเชื่อแบบนี้ ก็ถือว่าถูกต้องตามความคิดเขา แต่อย่าลืมว่าทัศนคติแบบนี้กดขี่คนอื่น จนเหมือนลดคุณค่า เราคิดว่าควรจะมีวิธีหรือมุมมองอื่นที่จะทำให้คุณค่า และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนเท่าเทียมกัน เรามีความรู้สึกเหมือนคนอื่นทั่วไป 

ชายกลาง : คุณตาดีก็สามารถไปเที่ยวหรือทำสิ่งที่อยากทำได้ ไม่ต้องอยู่ในสภาวะถูกกดขี่หรือตั้งข้อเปรียบเทียบ แต่สำหรับคนพิการต้องเจอเรื่องเหล่านี้ตลอด  คนตาบอดแค่มองไม่เห็นเฉยๆ แต่ศักยภาพอย่างอื่นเราก็เทียบเท่าทุกคน บางอย่างก็ยังแข็งเหมือนทุกคนนั่นแหละ

อาสอง : เป็นเรื่องยากที่จะได้เจอคนตาดีที่มองคนตาบอดแบบเพื่อนฝูง มองว่าสามารถทำทุกอย่างได้ อย่างเวลาผมไปนั่งใช้มือถือตามห้าง คนมองกันเต็มเพราะเขาไม่รู้ว่าคนตาบอดใช้มือถือได้ กลายเป็นภาพว่าคนตาบอดเล่นคอมพิวเตอร์ เล่นมือถือได้คือเทวดา แล้วยิ่งสื่อมวลชนบางกลุ่มเอาประเด็นคนตาบอดไปเล่นก็ต้องมีความดราม่าพ่วง  จนสงสัยว่า ถ้าไม่ดราม่าคนจะไม่สนใจเรื่องคนตาบอดเหรอ 

เว็บไซต์หนังโป๊ควรปรับตัวยังไงให้คนตาบอดเข้าถึงได้

ชายกลาง : ผมเชื่อว่าเขาอยากจะทำถ้าเขารู้และเข้าใจ

อาสอง : ก่อนอื่นต้องอย่าลืมฐานคนดูที่เป็นคนตาบอด ซึ่งมีไม่น้อย ถ้ารวมความพิการอย่างอื่นก็ยิ่งเยอะ ในเว็บบอร์ดคนพิการมีห้องเกี่ยวกับเรื่องเพศ ก็มีคนพิการโพสต์หาเพื่อน หาคนคุย เป็นเพศหลากหลายก็มี หากช่องทางนี้คนไม่พิการสามารถเข้าถึง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เราน่าจะได้เห็นสิ่งน่าสนใจเกิดขึ้นในสังคมมากกว่านี้  ที่ไม่ใช่แค่เรื่องการทำบุญกับคนพิการ จนคนพิการต้องรู้สึกลดทอนและลดคุณค่าตัวเอง  

อีกภาพหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือ คนตาบอดจะพ่วงมากับพัฒนาการทางสมองที่ช้า ไม่สามารถสร้างตรรกะคิดอ่านเขียนอะไรเหมือนคนอื่นได้ เวลาเดินไปกับเพื่อนตาดี แล้วไปเจอคนแปลกหน้าอีกคน เขาอยากรู้เรื่องเราแต่ไม่ถามเรา หันไปถามเพื่อนตาดีทั้งที่อยู่ด้วยกัน 

มีเว็บไซต์หนังโป๊เว็บไหนที่เอื้อสำหรับคนตาบอดบ้างไหม 

ชายกลาง : พอนฮับก็เอื้อประมาณหนึ่ง แต่ก็ไม่ดีมาก

อาสอง : ยังไม่เจอเว็บไหนที่เข้าถึงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เมื่อเข้าจะต้องหาปุ่ม ‘เล่น’ ให้เจอก่อน เพราะจะถูกทับด้วยโฆษณาเยอะมาก ทั้งยาต่างๆ เว็บไซต์พนัน กว่าจะหาปุ่มเจอก็หายเงี่ยนแล้ว  

แล้วเว็บไซด์ที่ทำให้คนตาบอดเข้าถึงได้ควรเป็นแบบไหน 

ชายกลาง : มีสัญลักษณ์ที่ชัดเจน บอกรายระเอียดว่าปุ่มอะไรอยู่ตรงไหน เพราะคนตาบอดอ่านผ่านแอพฯ ถ้าปุ่มหรือข้อความชัด คนตาบอดก็เข้าถึงง่าย  

อาสอง : จริงๆ แล้วมีมาตรฐานการสร้างเว็บไซต์ที่คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเว็บไซต์ต่างประเทศ เว็บไทยไม่ค่อยทำ เรามักเจอรูปภาพซึ่งไม่รู้ว่าคือรูปอะไร เวลากดไปแล้ว แอพฯจะอ่านว่า เป็นกราฟิก เป็นภาพ ทั้งที่ในเว็บมีช่องให้เขียนอธิบายเพิ่มเติมได้ ถ้าคุณเขียนคนตาบอดก็เข้าถึง เพราะข่าวสารเป็นเรื่องสำคัญ บางข่าวคนตาดีคุยกันทั้งบ้านทั้งเมือง พอคนตาบอดกดเข้าไปในลิงก์ข่าวปรากฏว่าอ่านไม่รู้เรื่อง เข้าไปคุยหรือพิมพ์ก็ไม่ได้ สื่อสารกับคนในแชลแนลหลักไม่ได้

สื่อทั่วๆ ไป แบบไหนที่คนตาบอดเข้าถึงได้ 

ชายกลาง : ถ้าเป็นหนังก็ควรจะมีเสียงบรรยายภาพ ตอนนี้ในไทยก็มีแอพฯ พรรรณา ที่ช่วยบรรยายบางฉากที่มีดนตรีอย่างเดียว หรืออย่างฉากพระเอก นางเอกจูบกันพูดไม่ได้ เสียงบรรยายภาพก็จะทำหน้าที่แทน

อาสอง : อย่างถ้าเป็นคลิปในยูทูป บางอันต้องอาศัยถามเพื่อนตาดีว่ามันคืออะไร ทำยังไง แบบไหน เช่นคลิปสอนดีดกีต้าร์ ทำขนม เรามองไม่เห็นว่าเขาทำยังไง เสพได้แค่เสียง คลิปที่เขาไวรัลกัน อย่าง ‘ตาลือตกบ้าน’ กว่าเราจะรู้เรื่องนี่ชาวบ้านเขาก็เลิกดูไปนานแล้ว 

อยากฝากอะไรไปถึงคนที่ไม่เข้าใจคนตาบอด 

ชายกลาง : คนตาบอดที่เป็นแฟนกัน อยู่กินใช้ชีวิต เขาก็มีลูกไว้เป็นโซ่ทองคล้องใจเหมือนคนอื่นๆ แต่คนก็ยังพูดว่า ตาบอดแล้วยังจะมีลูกให้ลำบากตัวเองอีก เพราะคนไม่ได้คิดว่าเราก็อยากมีลูก

อาสอง : เรื่องความรัก คนทั่วไปก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน บางคนมองว่าคนตาบอดคบได้เฉพาะกับคนตาบอดเท่านั้น ทั้งที่เราสามารถคบกับใครก็ได้ ตราบที่หัวใจของคนทั้งสองตรงกัน และตัดสินใจร่วมกันว่ารักกัน ไม่ใช่ประเด็นที่จะมาถามว่า คบตาบอดได้ไหม ตาไม่บอดได้ไหม ผมเคยมีแฟนแล้วก็ถูกพ่อแม่ฝ่ายหญิงกีดกันเพราะผมเป็นคนตาบอด จึงอยากจะฝากให้สังคมได้หยุดคิดสักนิดในเรื่องการยอมรับในความแตกต่างของคนแต่ละคน 

  Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมหนังโป๊คนตาบอด
Categories: ThisAble

บันทึกวงถกปัญหาผู้ใช้-ธนาคาร-องค์กรสิทธิเรื่องการเข้าถึง ATM ของคนตาบอด

ThisAble - Thu, 2020-02-06 15:12

5 ก.พ. ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมมาธิการกิจการคนพิการจัดประชุมโดยเชิญ 18 องค์กรร่วมปรึกษาหารือกรณีข้อเรียกร้องการเข้าถึงบริการทางการเงินของคนพิการ โดยมีผู้ร่วมประชุมได้แก่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), สมาคมธนาคารไทย, ตัวแทนจากธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพานิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารธนชาติ ธนาคารเพื่อการเกษตร ธนาคารออมสิน, สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย, สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ฯลฯ

โดยพีรพงศ์ จารุสาร จากสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ผมและกลุ่มนักกฎหมายคนตาบอดต้องการนำเสนอปัญหาเรื่องการใช้เอทีเอ็ม เนื่องด้วยในปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาทั้งโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ คนตาบอด สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีด้วยโปรแกรมอ่านเสียง รวมถึงมีการเปลี่ยนเอทีเอ็มเป็นระบบทัชสกรีน แต่กลับน่าเสียดายที่ไม่มีระบบเสียงเหมือนในโทรศัพท์ จึงทำให้คนตาบอดไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ 

ด้านมณเทียร บุญตัน ประธานในที่ประชุมระบุว่า รัฐไทยนอกจากเป็นรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการแล้วยังลงนามในพิธีสารเลือกรับซึ่งเปิดให้คนพิการยื่นร้องทุกข์ โดยประเทศแรกที่ประสบความสำเร็จในการใช้กลไกนี้คือฮังการี โดยกรณีดังกล่าวสอดคล้องกับไทย

เจ้าหน้าที่จาก สวทช.นำเสนอการใช้งานเอทีเอ็มของต่างประเทศที่สามารถเข้าถึงได้โดยคนพิการ ในญี่ปุ่นตู้เอทีเอ็มมีเสียงนำทาง มีปุ่มสัมผัส ปุ่มนูน อักษรเบรลล์ และหูฟังเฮดเซทวางอยุ่ข้างตู้ ต่างจากในยุโรปที่มีช่องเสียบหูฟัง ฟังก์ชันทอล์กกิ้ง-ฟิงเกอร์อ่านในจอ เบรลล์ข้างจอสัมผัส มีปุ่มที่ชัดเจน การกดแบบหลายจุด และการเคลื่อนไหวท่าทาง หรือในอิสราเอลซึ่งใช้ฟังก์ชันเสียง เช่น เบิกเงินกด 1 ฝากเงินกด 2 

ตัวแทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระบุว่า ได้รับการร้องเรียนในกรณีดังกล่าวตั้งแต่ปี 2561 เรื่องการไม่ได้รับความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมการเงินและโดนปฏิเสธในการซื้อขายหลักทรัพย์การเงิน ซึ่งถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ทั้งที่ในประกาศธนาคารมีเพียงข้อแนะนำเรื่องการระมัดระวังในการให้ข้อมูล จึงมีข้อเสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมต่อธนาคารแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ(พก.) และคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์คือ ต้องจัดให้มีพนักงานประจำสาขาดูและคนพิการ  ยกเลิกการนำพยานหรือผู้ดูแลและเปลี่ยนให้พนักงานของสาขาเป็นพยานแทน และจัดให้มีเอทีเอ็มที่คนพิการเข้าถึงได้

ด้านกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการระบุว่า ตนเป็นหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ ตาม พ.ร.บ.คนพิการ มาตรา 20 ที่กำหนดว่าคนพิการจะต้องเข้าถึงบริการสาธารณะ จึงต้องการที่จะสนับสนุนการกำหนดนโยบายให้คนพิการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก และช่วยแก้ไขกฎหมาย ผลักให้แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางธนาคาร

นอกจากนี้สำนักงานดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกล่าวว่า เอทีเอ็มเป็นหนึ่งของเครื่องมือดิจิตอล ตามมาตรา 20(6) โดยตั้งข้อสังเกตว่า ฮาร์ทแวร์ปัจจุบันมีลักษณะรองรับบ้างไม่รองรับบ้าง , ซอฟเเวร์และการจัดการแต่ละค่ายเป็นอย่างไร และการเข้าถึง การเอื้ออำนวยความสะดวกที่จะเข้าถึงตู้

เอกภาพ ลำดวน ตัวแทนกลุ่มนักกฎหมายคนพิการร่วมแลกเปลี่ยนว่า อยากให้ธนาคารแก้ไขประกาศข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกรรมของคนพิการ เช่นเดียวกับสุนทร สุขขา ฝ่ายกฎหมายของสภาคนพิการฯ ระบุว่า ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนเอทีเอ็มแบบใหม่ แต่ไม่มีเสียง กดไม่ได้เพราะปกติคนตาบอดใช้การจำปุ่ม ถ้ามีอะไรผิดพลาด เช่น กระดาษสลิปหมด ก็จะทำอะไรไม่ได้เลย คนตาบอดบางคนไม่รู้ว่าเป็นตู้สัมผัส จนโดนหน้าจอ และโดนดูดบัตรเข้าไป เหมือนกับที่มนเทียรเองได้เล่าว่า ตนเองใช้การจดจำและสังเกตปุ่มในแต่ละธนาคาร เขาอดทนมาตลอดกับปุ่มในเอทีเอ็มรุ่นเก่า แต่พอเปลี่ยนเป็นจอสัมผัส ไม่มีทั้งปุ่มไม่มีทั้งโลเคชั่น ถึงจะพยายามแถยังไงก็แถไม่ได้ แม้แต่โมบายแบ้งกิ้งก็ยังใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ถอนเงินไม่ใช้บัตรก็ต้องแตะบนหน้าจอสัมผัส

ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ข้อจำกัดเมื่อไปใช้บริการที่สาขาเกิดขึ้นจากการต้องนำพยานไปด้วย เพราะกลัวว่าจะเกิดความทุจริต หลังจากนี้จะประสานให้เกิดการบริการเหมือนกันทุกที่ ส่วนเรื่องเอทีเอ็มต้องแก้ไขให้เหมาะสม สมเหตุสมผล ศึกษาว่าซอฟเเวร์ที่เหมาะสมเป็นอย่างงไร ต้องตกลงร่วมกันว่าผู้ใช้ต้องการแบบไหน และปรับแก้

ด้านสมาคมธนาคารไทยกล่าวว่า สมาคมรับทราบดี มีแผนในเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2550 มีธนาคารเข้ามาปรึกษาเยอะ แต่ขาดมาตรฐาน เพราะแต่ละธนาคารคิดกันเองว่ามาตรฐานควรเป็นอย่างไร สิ่งที่อยากจะปรับคือกำหนดกรอบมาตรฐานขั้นต่ำ สโคปในการให้บริการ เพราะปัจจุบันเอทีเอ็มมีหลายหมื่นเครื่องตั้งแต่เก่าถึงใหม่ จึงอาจไม่สามารถทำได้ทันที

ด้านตัวแทนจากธนาคารกรุงไทยระบุว่า ปัจจุบันเอทีเอ็มที่คนตาบอดใช้ได้มี 5,000 กว่าตู้ และเปลี่ยนเป็นระบบสัมผัส 2,000 กว่าตู้ และไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังหารือกับบริษัทที่ซื้อเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขต่อไป ส่วนธนาคารกสิกรไทยระบุว่า เครื่องรุ่นใหม่เป็นรุ่นทดลอง อาจจะมีแนวโน้มไม่ขยายต่อ หากมีการนำเครื่องรุ่นใหม่ที่จะพัฒนาจะนำคำแนะนำมาใช้

Livingข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนต่างประเทศไอซีทีเอทีเอ็มธนาคารคนพิการคนตาบอดATM
Categories: ThisAble

บทเรียน 11 ปีของ พาย ภาริอร จากช่วงแรกของการดูแลจนถึงช่วงท้ายก่อนการจากลา

ThisAble - Wed, 2020-02-05 10:50

ข้าพเจ้าเคยได้รับคำถามว่า ผู้ป่วยติดเตียงยาวนานเช่นนี้ มีเหตุผลอย่างไรที่ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ในเมื่อมิอาจช่วยเหลือตัวเองได้ มิอาจทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

ข้าพเจ้าหวังว่าช่วงชีวิตสุดท้ายของแม่ ได้พิสูจน์ให้ท่านเห็นแล้วว่า ในลมหายใจของแม่ทุกวัน นอกจากอยู่ได้และได้อยู่ เพื่อได้รักข้าพเจ้าแล้วนั้น ท้ายที่สุดอาจจะอยู่เพื่อยืนยันว่า ความรักที่แท้จริงบนโลกนี้มีอยู่ เป็นประโยชน์ในการช่วยใครหลายคนได้ตระหนักและหวนสู่ครอบครัวของตน ทั้งที่แม่ไม่เคยรู้จักหรือพานพบหน้ามาก่อน 

ด้วยบุญกุศลเพียงข้อเดียวเท่านั้นที่ข้าพเจ้าขอหยิบยกมา ดังที่กล่าวไว้ในข้างต้นนี้ ข้าพเจ้าจึงเชื่อมั่นเสมอว่าในการออกเดินทางครั้งนี้ของแม่นั้น แม่มิได้โดดเดี่ยวเลย แม่ออกเดินทางท่ามกลางความรักของผู้คนมากมายที่ระลึกถึงท่านอยู่เสมอ รวมถึงความรักจากทุกๆ ท่าน ณ ที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน 

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม 2561, ภาริอร วัชรศิริ จากบทอ่านไว้อาลัยวันฌาปณกิจ

เราได้เจอ พาย- ภาริอร วัชรศิริ ในวันที่แม่ของเธอไม่อยู่แล้ว เธอชี้ให้เราเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงภายในบ้าน จากเตียงคนป่วยกลายเป็นโซฟา มุมวางของใช้คนป่วยกลายเป็นสิ่งของทั่วไป เธอเล่าว่า แม้แต่เพื่อนสนิทที่มาบ้านก็ยังรู้สึกไม่ชินตากับภาพการเปลี่ยนแปลง จากภาพเดิมคือบ้านชั้นล่างที่เคยเต็มไปด้วยสิ่งของสำหรับดูแลผู้ป่วย

ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา พายคือภาพสะท้อนของชีวิตผู้ดูแลผู้ป่วย ที่ทั้งทำแผล กายภาพบำบัด ตื่นแต่เช้าไปจองคิวหมอ ดูแลเรื่องอาหารการกินจนถึงการขับถ่าย  ภาพเหล่านี้อาจเป็นภาพที่หลายคนน่าจะนึกไม่ออก จนกว่าจะได้มีโอกาสเหล่านั้นเป็นของตัวเอง ชวนพายถอดบทเรียนบนเส้นทาง 11 ปีของการดูแลผู้ป่วยติดเตียงถึงเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ วิธีดูแล สิ่งที่เรียนรู้ ความคาดหวัง ไปจนถึงเรื่องแผลกดทับ ความกดดันที่เรียกว่ากตัญญู ความกดดันจากในฐานะผู้ดูแล และจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้อย่างไร ตั้งแต่วันแรกของการดูแลจนถึงช่วงสุดท้ายก่อนการจากลา

รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังจากที่แม่ไม่อยู่

พาย : ต้องใช้การปรับตัวสูงมาก เดี๋ยวนี้เวลาเราดูซีรีย์ทุกๆ 10 ถึง 15 นาทีเราต้องกดหยุดเพราะ รู้สึกว่าทำไมตัวเองถึงมีเวลาว่างมาดู เมื่อก่อนเรายุ่งมาก ทั้ง 24 ชั่วโมงใช้เพื่อคนสองคน คือตัวเองกับแม่ แต่ตอนนี้ 24 ชั่วโมงกลายเป็นตัวเราเองคนเดียว กลายเป็นชีวิตที่มีเวลา และไม่ต้องวางแผนตลอดเวลาเหมือนเมื่อก่อน

ฟังแล้วดูเหมือนดี แต่ตอนที่ต้องปรับตัวกลับรู้สึกอีหลักอีเหลื่อกับความไม่คุ้นเคย เราต้องปรับไลฟ์สไตล์สูงมาก เช่น ไม่คุ้นที่มีเวลาว่างหลังเลิกงาน ไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้ หรือตอนที่แม่ไปใหม่ๆ เราแทบจะอยู่ในสภาพบ้านเดิมไม่ได้ เพราะเคยอยู่กับเตียงคนป่วย เลยตัดสินใจบริจาคให้ศูนย์ไร้ญาติและผู้ป่วยติดเตียงไปทั้งหมด เราเคยชินกับตอนที่ยังมีสิ่งของ ทั้งยาอุปกรณ์ทำแผล แล้วอยู่ดีๆ ก็ไม่เหลืออะไรเลย 

พายเรียนรู้วิธีการดูแลแม่มาจากไหน

แม่เราป่วยมา 11 ปี เมื่อก่อนข้อมูลไม่แพร่หลาย คนไม่ได้ใส่ใจที่จะสร้างความรู้ เครือข่าย หรือสร้างพื้นที่สำหรับการแชร์ข้อมูลเหล่านี้ เราพูดตลอดเวลาว่า เราเป็นคนดูแลคนป่วยที่เริ่มจากติดลบถึงศูนย์ คือไม่รู้อะไรเลย ไม่ใช่แค่ไม่รู้วิธีการดูแลคนป่วยแต่วิธีการดูแลชีวิตตัวเองให้รอดเรายังไม่รู้เลย เพราะเราถูกสปอยมาตลอด 

ก่อนแม่ป่วยเราใช้ชีวิตแบบไม่ดูแลตัวเอง พอต้องมาดูแลแม่มันเลยยาก ตอนหมออธิบาย เขาจะพูดถึงแต่วิธีการรักษา แต่ไม่ได้พูดถึงวิธีการใช้ชีวิตหลังจากก้าวออกจากโรงพยาบาลว่า ของที่คุณต้องซื้อคืออะไร สิ่งที่คุณต้องระวังคืออะไร เวลาแม่จะลุกคุณต้องอุ้มท่านี้ สิ่งเหล่านี้เราเริ่มจากการสังเกตและดัดแปลงเอาเอง บันไดต้องติดราวไหม ต้องใช้ไม้ 3 ขา หรือแบบเป็นคอก เมื่อแม่ใช้มือได้ข้างเดียวต้องทำอย่างไร ทั้งหมดผ่านการลองผิดลองถูก

แม้แต่เรื่องการอาบน้ำยังต้องลอง เราไม่รู้ว่าอาบแล้วต้องใส่ถุงมือไหมเพราะกลัวเล็บข่วน  ต้องเปลี่ยนช้อนไหม ไม่งั้นกินข้าวแล้วอาจจะไหลเลอะจนแม่รู้สึกตัวเองเป็นภาระถึงขั้นอยากตาย

หลังแม่ป่วย เราลองรักษาทุกขนานเลยให้เขากลับมาหายและใช้ชีวิตใกล้เคียงคนปกติได้มากที่สุด เคยทะเลาะกับแม่เรื่องการเดิน ตอนนั้นแม่ไม่อยากจะเดินอีกแล้ว เราก็พยายามผลักให้แม่เดินเพราะคิดว่าแม่จะต้องหาย ยิ่งถูกบีบด้วยคนที่มาเยี่ยมที่ถามว่า แม่ยังไม่หายอีกเหรอ เมื่อไหร่แม่จะเดินได้ เราก็มากดดันแม่ให้ต้องเดิน จนเขาร้องไห้ทุกข์ทรมาน เราถามตัวเองว่า สิ่งเหล่านี้คือคำตอบจริงเหรอ มีใครได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ เราไม่ควรเอาความคาดหวังไปกดทับเขา

ตอนนั้นมีความคิดว่าแม่จะหายเป็นปกติไหม

มาก เราถึงขั้นให้แม่ฝึกเขียนลายเซ็นต์บนเช็ก ฝึกพิมพ์คอมพิวเตอร์ ถามคำถามทบทวนความจำว่า สนามบินนี้อยู่ที่ไหน เมืองนี้ตัวย่อว่าอะไร ฝึกให้เขารับโทรศัพท์ ฯลฯ ทั้งที่เขาเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก และการมองเห็นของตาทั้งสองข้างก็ทับซ้อนกันจนแทบมองไม่ชัด จนฝืนตัวเองอย่างมาก สำหรับเรามันไม่ใช่ จึงคอยสำรวจใจตัวเองทุกครั้งว่าเป้าหมายที่พยายามจะทำเป็นเป้าหมายของใครกันแน่ ของเราหรือของแม่ ถ้าไม่ใช่เป้าหมายร่วมกันก็ควรต้องตกลงกัน 

เราคิดว่าช่วงแรกแม่อยากหาย แต่หลังจากลองทำไปสักระยะหนึ่งก็พบว่า ทำไม่ได้ ใจเขาล้าลงเรื่อยๆ และไม่อยากทำแล้ว แม่ซึมลงและเครียดจนไม่อยากแม้แต่จะกินข้าว บ่นว่าท้ออยากตายทุกวัน เพราะเขาเคยเป็นคนทำงานหนักมาก่อน เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่โคตรเก่ง พอตักข้าวกินเองไม่ได้ เขาก็อยากตาย จึงต้องเปลี่ยนวิธีการกิน เปลี่ยนอุปกรณ์ที่เขาควบคุมได้ เขาก็รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น

อะไรทำให้เราเกิดความหวังว่าแม่จะกลับมาหายดี

มันเป็นความคาดหวังของคนที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งอาจจะมากกว่าคนป่วยหรือพิการด้วยซ้ำ คนป่วยหรือพิการเขาอาจจะรับสภาพตัวเองได้ รู้ว่าศักยภาพตัวเองเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว แต่คนที่อยู่ข้างหลังสิ่งที่ยังเหลือคือความหวัง ความเคยชินกับรูปแบบเดิม เลยเกิดคำถามว่าเขาจะหายไหม เขาจะเป็นแบบเดิมไหม โดยที่ลืมคิดไปว่า ความคาดหวังนั้นกดดัน

คนชอบพูดว่า เดี๋ยวก็หาย ต้องหายและคิดว่าคือการให้กำลังใจ จริงๆ แล้วเป็นดาบสองคม คนป่วยที่ตกตะกอนกับตัวเองแล้ว รู้ว่าตัวเองไม่หาย เขาอาจจะรับได้หรือรู้สึกว่าไม่เป็นไร แต่บางคนไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เขาอาจจะอยู่ในจุดดิ่ง พอได้ฟังคำนี้แล้วรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม 

โจทย์ที่ต้องแก้ในตอนนั้นคืออะไร

โจทย์ของคนดูแลคือทำยังไงให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ซึ่งจะทำให้บรรยากาศในบ้านโอเคขึ้นมาก บางบ้านเราจะรู้สึกเลยว่าตึงเครียดมาก บรรยากาศพร้อมจะหงุดหงิด ลงไม้ลงมือ 

คิดว่าความเจ็บป่วยเปรียบเสมือนอะไร

ความเจ็บป่วยคือความเหนื่อยยาก เราชอบประโยคหนึ่งตอนที่แม่ล้มวันแรก แล้วต้องผ่าตัด พยาบาลบอกว่า คิดซะว่าแม่พักร้อนเร็วกว่าคนอื่น ส่วนพายก็ได้ทำหน้าที่เร็วกว่าคนอื่น อยากให้มองเป็นโอกาส ตอนนั้นโคตรไม่เข้าใจเลย แต่พอแม่ตาย เวลา 11 ปีที่เหมือนจะนาน กลับรู้สึกว่าก็เท่านี้เอง จนเพื่อนเราบอกว่า เธอเหมือนคนที่ทำข้อสอบเสร็จแล้วและต้องส่งครูก่อนคนอื่น หลังจากนี้เธอก็ไม่ต้องสอบแล้ว

บางสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น ช่วยแม่ขับถ่าย จะเริ่มต้นยังไง

ถ้าให้เราเดาคิดว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ต้องดูแลจะสามารถทำได้เอง เพราะในสถานการณ์จริงเราก็ต้องตัดสินใจว่าจะทำยังไง จะเอาอึก้อนนี้ออกไหมหรือจะปล่อยให้ท้องบวม ถ้าเราสามารถลูบอ้วกให้เพื่อนได้ในวันที่มันเมาหนัก เราก็จะค่อยๆ เห็นอ้วกได้ เช็ดอ้วกได้ สิ่งเหล่านี้มันค่อยเป็นค่อยไป การเช็ดอึ เช็ดฉี่ เบาไปเลยถ้าเทียบกับการทำแผลที่เช็ดอย่างไรก็ไม่หายสักที หรือหนักที่สุดก็แผลกดทับ 

เรากลัวแผลกดทับมาก สรรหาทุกวิธีที่จะทำให้แม่ปราศจากแผลกดทับ ทำให้แม่เป็นคนป่วย 11 ปี ที่ไม่มีแผลกดทับเลย เรารู้ว่าถ้ามันมาเมื่อไหร่คืองานงอก ยิ่งแผลกดทับที่ลึกมากๆ อาจติดเชื้อ ผู้ดูแลในบ้านอาจจะไม่สามารถทำแผลได้เอง ต้องพึ่งพาพยาบาลหรือหมอ 

อีกเรื่องที่กังวลคือ ค่าใช้จ่ายในการดูแล ในชีวิตประจำวัน ค่ายา ค่าแพมเพิส ค่าหาหมอ และเงินจ้างผู้ช่วย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่มาก เราโชคดีที่มีญาติช่วยบางจุด แต่ก็ต้องเป็นตัวหลักในการหา เคยมีประโยคที่พูดว่า “เอาแต่ส่งเงินมา แต่ไม่มาดู” ตามความคิดเราก็ยังรู้สึกสาธุบุญนะว่ายังส่งเงินมา เพราะถ้าเราต้องดิ้นรนทั้งแรงและเงินคงเหนื่อยมาก

นอกจากบัตรทองที่เราพอได้ใช้บ้าง อย่างอื่นก็ไม่ค่อยเห็น เราคิดว่าถ้ามีสวัสดิการของสังคมที่คอยช่วยเหลือดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะอยู่แล้วก็อาจจะไม่เหนื่อยขนาดนี้ ทั้งในแง่ของเรื่องการดูแล หรือเรื่องอุปกรณ์ หรือสวัสดิการบางอย่างที่จะทำให้เข้าถึงได้มากกว่านี้ มันไม่ควรจะต้องยากหรือหลายขั้นตอน คือมีการอำนวยความสะดวกเราบ้าง

ใช้เงินมากขนาดไหนในการดูแลแม่แต่ละเดือน

เกินหมื่นไปไกลมาก ค่าอุปกรณ์ สิ่งของจำเป็นของผู้ป่วยติดเตียง เฉพาะแพมเพิสแบบแปะ อย่างเดียวตลอด 11 ปี ก็สูงถึง 3-4 แสนบาท มากขนาดดาวน์รถได้ 1 คัน สิ่งของที่เกี่ยวกับคนป่วยมีราคาแพง ทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย คนป่วยไม่สามารถนั่งมอเตอร์ไซค์ไปโรงพยาบาลได้ ต้องนั่งแท็กซี่เท่านั้น ทุกอย่างต้องคำนวณหมด

เรื่องอะไรที่คนมักมาปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลคนป่วย

มีทุกรูปแบบเลย ตั้งแต่เขาเรื่องการปรับความคิด ความเหนื่อยล้า หรือเรื่องเงิน เราก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่าไม่มีสูตรสำเร็จให้ใครเลยเพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขต่างกัน แต่ก็จะพยายามบอกว่า ถ้าเป็นเราจะทำยังไง ปัญหาของผู้ดูแลคนป่วยติดเตียงก็คือ เขาไม่มีใครที่สามารถพูดคุยด้วยได้อย่างจริงจัง เวลาคุยกับญาติบางคนก็เทศนา หรือกดดัน ไม่เหมือนกับผู้ดูแลปรับทุกข์กันเอง เขามีความเข้าใจหรือความเห็นบางอย่างร่วมกัน และแม้ว่าจะไม่ได้ทางออกอะไรกลับไปเลย แต่ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น 

ต้องดูแลแม่เพราะรู้สึกว่าเป็นความกตัญญูหรือเปล่า

เคยสัมภาษณ์สื่อหลายเจ้ามาก และหลายที่ก็จะพาดหัวเราด้วยคำว่า ลูกกตัญญู แต่เรากลับรู้สึกไม่ค่อยอินกับคำนี้เท่าไหร่ คนอื่นจะเรียกเราแบบนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่จะไม่บอกว่าตัวเองเป็นคนกตัญญู 

หากเมื่อไหร่ก็ตามที่เราดูแลใครสักคนด้วยเหตุผลที่ว่า สังคมบอกว่าเราต้องทำ ไม่อย่างนั้นจะไม่กตัญญู แบบนั้นมันไม่มีประโยชน์เพราะการดูแลคนป่วยไม่สามารถบอกได้เลยว่า จะทำเสร็จเมื่อไหร่ ฉะนั้นถ้าคุณทำด้วยความไม่เต็มใจ หรือทำเพื่อคำพูดว่าลูกกตัญญู คุณก็ไม่มีทางทำมันได้อย่างยาวนาน

เหตุผลที่ทำให้ดูแลแม่ได้นานขนาดนี้ จึงเป็นเพราะเราอยากทำ ไม่ได้ต้องทำ ฉันรักคุณคนนี้ ไม่ได้ดูแลเพราะเป็นแม่ แต่ดูแลเพราะเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เรารักมาก เกินกว่าจะปล่อยให้นอนจมขี้จมเยี่ยวแล้วไม่มีใครดูแล เราทนสภาพนั้นไม่ได้ ต่อให้ไม่ใช่แม่ ถ้าเป็นแฟน หรือเป็นเพื่อนรักของเรา เราก็จะทำแบบเดียวกัน 

ความรู้สึกที่ว่า ทำไมเราต้องเหนื่อยขนาดนี้นั้นมีอยู่แล้ว ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา แล้วทำไมเราต้องเป็นคนทำ เคยอยากตายเพราะดูแลแม่ ไม่รู้ว่าทำไมเด็กอายุ 16 ต้องแบกเรื่องขนาดนี้ไว้บนบ่า สอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องคิดว่าแม่จะอยู่ยังไง จนกลับมาที่จุดเดิม ว่าถ้าเราฆ่าตัวตาย ใครจะดูแลแม่ เราจึงไม่ขายฝัน และไม่อยากขายฝันว่าการดูแลคนป่วยเป็นเรื่องที่ดีทั้งหมด แต่ควรคุยกันอย่างเปิดเผยว่า สิ่งที่จะต้องเจอคืออะไรบ้าง 

คิดอย่างไรกับคนที่ตัดสินใจไม่ดูแลพ่อแม่ด้วยตนเอง

เข้าใจและเคารพเขามากเพราะเขาจะถูกโจมตีจากคนรอบข้าง ว่าทำไมไม่ดูพ่อแม่ ทำไมต้องจ้างคนอื่นมาดู หรือบอกว่าไม่มีใครดูแลพ่อแม่ได้ดีเท่าเรา ฯลฯ ทั้งทีเขาอาจมีเหตุผลอื่น ข้อจำกัดต่างๆ ต้องทำงานหาเงิน หรือคนดูแลอาจทำได้ดีกว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีพลังทำแบบที่เราทำ 

เราไม่เคยคิดอยากให้แม่ไปอยู่บ้านพักคนชรา เพราะรู้สึกว่าดูแลไหว และไม่มีเงินมากพอที่จะส่งแม่ไปอยู่ ยิ่งเราเรียนและทำงานไปด้วยยิ่งไม่มีทางเลยที่จะทำแบบนั้น ถ้าคนรอบตัวผู้ป่วยหรือรอบตัวผู้ดูแลเลิกตัดสิน จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นมาก คนป่วยเจ็บป่วยเชิงกาย แต่ผู้ดูแลก็เจ็บป่วยไม่น้อยกว่าในเชิงการใช้ชีวิต เขาไม่สามารถออกไปเที่ยวที่ไหนได้แม้จะเป็นวันหยุด วันๆ มีแต่พยุงไปอาบน้ำ กินข้าว กินยา ดูแลอื่นๆ ฉะนั้นการดูแลใจตัวเอง สำหรับคนที่อยู่ในสภาวะหรือบริบทแบบนี้จึงสำคัญและคนมักจะลืม

อะไรเป็นสิ่งที่คนในสังคมยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย

เบื้องต้นควรจะมีวิธีการ การย่อยข้อมูลการดูแลต่างๆ เช่น 20 อุปกรณ์ที่ต้องมีเพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียง ใช้อะไรดี อะไรเหมาะ แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ถ้าเรารู้ว่าจะต้องดูแลกันอย่างไร ความเครียดก็น้อยลง รู้สึกมีที่ทาง มีกลุ่มในการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็น เราคิดว่า ประเด็นนี้ยังเป็นประเด็นซ้อนเร้นในสังคม เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มเข้าใจ การจัดการที่ดีขึ้นก็จะตามมา

แม้จะมีข้อมูลบ้าง แต่ยังไม่แมสพอจะทำให้คนเข้าถึงได้ สมมติว่าพรุ่งนี้แม่เธอป่วย รู้ไหมว่าต้องหาข้อมูลการดูแลจากไหน สิ่งเหล่านี้ไม่เหมือนเราอยากได้แอปเปิ้ลแล้วไปตลาด เราขาดข้อมูล ไม่เคยมีการบอกก่อนว่าต้องใช้อะไร ต้องไปซื้อที่ไหน ไม่มีการทิ้งขนมปังเพื่อบอกใบ้ไว้รายทาง แม้การมีข้อมูลจะตอบไม่ได้ทั้งหมด แต่ช่วยลดเวลา ลองผิดลองถูก เหมือนที่เราเคยเขียนเกี่ยวกับผู้ดูแล 101 เกี่ยวกับอุปกรณ์ผู้ป้วยติดเตียง และมีคนคอมเม้นท์ว่า ไม่สามารถมีเยอะขนาดนี้ได้เพราะต้องใช้เงินเยอะมาก ก็สะท้อนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีต้นทุนในการดูแล การดูแลคนป่วยต้องใช้ทรัพยากรค่อนข้างมากและต่อเนื่องยาวนาน 

เกิดอะไรขึ้นในข่าว จากเหตุการณ์ลูกทำร้ายพ่อแม่ที่ป่วย 

ทุกครั้งที่เห็นข่าวแบบนั้น เราจะพยักหน้าว่ามันเกิดขึ้นได้ ไม่ได้พูดว่าเป็นเรื่องดีและเชื่อว่าคนที่ทำก็รู้ตัวว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่ขณะนั้นเขาอาจจะควบคุมตัวเองไม่อยู่อีกแล้ว คนดูแลคนป่วยก็เจ็บป่วยเหมือนกันในเชิงการใช้ชีวิต ทั้งแรงกดดันและความเครียด ยิ่งหากต้องรับมือกับสภาวะเหล่านั้นทั้งวัน เราค่อนข้างเห็นใจและเข้าใจว่ากว่าจะผ่านไปได้ทุกวัน ไม่ได้ง่ายเลย 

คนป่วยไม่ได้น่ารักทุกคน แม้ว่าเขาจะเป็นพ่อแม่เรา หลายคนรู้สึกว่า เราจะต้องเข้าใจ เห็นใจ อดทนกับพ่อแม่ แต่คนดูแลก็เป็นมนุษย์ ไม่ได้เป็นหุ่นยนต์ ยังต้องรับส่งอารมณ์  พอเกิดการกระทบกระทั่ง ก็อาจพลั้งมือและจะรู้สึกผิดมหันต์ กลับมาโบยตีตัวเองหนักมากเหมือนกับที่เราเคยเขียนในหนังสือเล่มแรกว่า เคยตีแม่ เพราะแม่ทำอะไรบางอย่างที่ไม่ดี พอตีแม่เสร็จเราก็ตบหน้าตัวเอง ความรู้สึกตอนนั้นคือ การถามซ้ำๆว่า ทำไมเราถึงทำทั้งที่เขาไม่มีทางตอบโต้ เรื่องเหล่านี้เป็นเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผู้ดูแลคนป่วย มันท้าทายด้านมืดในความเป็นตัวเรา ทำให้เราเห็นตัวเองในแบบที่ละเอียดมากขึ้น และต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นลูก แฟน เพื่อนหรือบทบาทไหนก็ตามของการเป็นผู้ดูแล คุณก็ยังเป็นมนุษย์ 

อะไรที่ต้องระวังในฐานะผู้ดูแล

ต้องไม่ดูแลคนป่วยเหมือนเขาเป็นสิ่งของ ดูแลเขาเหมือนมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์แต่มีหัวใจปกติ ต้องเคารพสิทธิเขาให้มาก เราเคยลงรูปแม่ แต่ไม่เคยมีใครได้ถ่ายรูปแม่ ไม่มีสื่อไหนได้กดชัตเตอร์ใส่แม่ มากที่สุดคือเห็นรูปสมัยเด็กๆ ทุกอย่างคือการเคารพความรู้สึกเขา สิ่งเหล่านี้เราไม่ได้คิดเอง แต่เกิดจากการถามแม่ว่าอยากออกทีวีไหม เมื่อแม่บอกไม่อยากเพราะไม่อยากให้ใครเห็นสภาพนี้ เราก็ต้องเคารพเขา

ใน 11 ปีที่ดูแล เราแทบจะเคยทำสิ่งไม่ดีต่างๆ มาหมดแล้ว เคยหงุดหงิดเสียงดังลั่นบ้าน ตีแม่ ฯลฯ จึงได้เรียนรู้ว่า ทำแล้วไม่สบายใจเลย เราเจ็บปวดกับสิ่งเหล่านี้ จึงไม่ทำอีก และหาวิธีการจัดการตัวเองเพื่อสงบสติอารมณ์ การมีใครสักคนที่สามารถเล่าทุกอย่างได้หมดจด ทั้งด้านที่สว่างที่สุดและมืดที่สุดได้โดยไม่ตัดสินจะช่วยบำบัดตัวเราเอง แต่หากไม่มีใคร การพบนักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัดก็เป็นเรื่องที่ดี

ทุกครั้งเวลาเล่าเรื่องตัวเอง เราจะบอกเสมอว่า กระบวนการของเราไม่ได้สวยงาม เพื่อให้คนที่อ่านหรือเข้ามารับรู้ไม่ได้มองแค่ผลลัพธ์ปลายทางว่า เราดูแลแม่ดีจังเลย แต่เขาควรต้องเห็นว่า ถ้าเธอเป็นฉัน สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องปกติ กว่าเราจะผ่านเส้นทางเหล่านี้ไปได้มันจะต้องขึ้นๆลงๆแบบนี้

ในระดับนโยบายภาครัฐ คิดว่ามีอะไรที่จะสามารถแบ่งเบาได้บ้าง

ถ้าให้เราตอบอย่างตรงไปตรงมาเลยคือนึกไม่ออก เพราะแทบไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้นเลย จึงนึกภาพไม่ออกว่าสิ่งที่ควรจะมีคืออะไร แม้การช่วยเหลือในระดับเล็กๆ ก็ไม่มี ถ้าคิดกลมๆ ก็คิดว่า ควรต้องมีสวัสดิการเรื่องอุปกรณ์หรือการรักษาของคนป่วยระยะยาวที่จะช่วยลดค่าใช้จ่าย การทำเรื่องเอกสารต่างๆ ที่ง่าย รวดเร็วและว่องไวกว่านี้เพราะเขาไม่ได้มีสมรรถภาพ ที่จะใช้เวลา ใช้แรงกายในการดำเนินเรื่อง หรือแม้แต่ศูนย์ดูแลคนป่วยที่ดี ปัจจุบันก็ยังเป็นของเอกชนมากกว่า ทำให้ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง คนไม่มีเงินก็ไม่มีทางเข้าถึง

คนทั่วไปควรเตรียมตัวรับมือความเจ็บป่วยอย่างไร

ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่เตรียมตัวได้ แต่จะมีสักกี่คนที่ยอมเตรียมตัว อย่างที่บอกว่า เราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะป่วยเมื่อไหร่และจะเลิกป่วยเมื่อไหร่ 

การเตรียมตัวจึงอาจไม่ใช่ในเชิงอุปกรณ์ แตเป็นการหาความรู้ วิธีการต่างๆ ให้มีองค์ความรู้ประมาณหนึ่ง สิ่งที่สำคัญกว่าหากตอนนี้พ่อแม่ยังไม่ป่วย แต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ก็ให้ตัดโอกาสเหล่านั้นตามที่ทำได้ เช่น ทำพื้นบ้านให้เดินง่าย กันลื่น ติดราวจับในห้องน้ำ ฯลฯ ให้ชีวิตปัจจุบันปลอดภัยมากที่สุด เพื่อชะลอความเจ็บป่วยรุนแรงในอนาคต

คนรอบข้างสามารถทำอะไรได้บ้าง 

กำลังใจไม่ใช่เรื่องหลัก แต่ความเข้าใจในเงื่อนไขและข้อจำกัดสำคัญกว่า เช่น เวลาที่เพื่อนชวนเราไปเที่ยวต่างจังหวัด เราก็บอกว่าไปไม่ได้เพราะต้องดูแลแม่ หลังเพื่อนชวน 3 ครั้งแล้วเราไปไม่ได้ เพื่อนเลยเลิกชวน จนเรารู้สึกท้อมากเหมือนถูกตัดออกจากกลุ่ม จึงต้องการให้คนรอบข้างเข้าใจในข้อจำกัดเรา ชวนเราไปใกล้ๆ หรือสั้นๆ เสียมากกว่า

อีกเรื่องคือของฝาก ขนมหวานไม่โอเคกับคนป่วย ถ้าคิดอะไรไม่ออกสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดคือ แพมเพิส อยากให้ลองคิดถึงอุปกรณ์พื้นฐานที่เขาต้องใช้เพราะสิ่งเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก 

 

 

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงภาริอร วัชรศิริ
Categories: ThisAble

ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี: มุมมองกฎหมายต่อการฟ้องธนาคารในการบริการ ATM ที่คนตาบอดใช้ได้

ThisAble - Mon, 2020-02-03 13:43

เขียนโดย: ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี

อ่านมุมมองของลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มนักกฎหมายคนพิการในเรื่องการเข้าถึงธุรกรรมทางการเงินของคนตาบอด

จากที่กลุ่มนักกฎหมายคนพิการยื่นข้อเรียกร้อง การเข้าถึงธุรกรรมการเงินของคนตาบอด เนื่องจากไม่สามารถใช้งานตู้กดเงินสดหรือ ATM ได้นั้น (รายละเอียดตาม https://thisable.me/content/2020/01/589) ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาการไม่สามารถใช้งานตู้กดเงินสดได้ด้วยตัวเองของคนตาบอดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทย ประเทศฮังการีก็เคยถูกร้องเรียนและตัดสินโดยคณะกรรมการสิทธิคนพิการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD Committee) ว่าเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการ เพราะไม่สามารถทำให้คนพิการที่บกพร่องทางการมองเห็นเข้าถึงบริการทางการเงินในการใช้ตู้ ATM ได้ในคดี Nyusti and Takács v. Hungary (Communication No. 1/2010) ในปี ค.ศ. 2013 โดยบทความนี้จะสรุปข้อเท็จจริงและผลคำตัดสินของคดี รวมทั้งกล่าวถึงข้อโต้แย้งเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของกลุ่มนักกฎหมายคนพิการในประเทศไทย

ข้อเท็จจริง

Szilvia Nyusti และ Péter Takács เป็นคนพิการทางการมองเห็นชาวฮังการี โดยทั้งคู่ต่างเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร OTP ประเทศฮังการี และมีสิทธิใช้บัตรเอทีเอ็มของธนาคาร แต่ว่าทั้งสองคนไม่สามารถใช้บริการตู้ ATM ได้โดยไม่มีคนอื่นช่วยเหลือ เนื่องจากแป้นกดของตู้ ATM ไม่ได้มีอักษรเบรลล์หรือการใช้คำสั่งเสียง ทั้งที่ทั้งสองคนเสียค่าบริการบัตร ATM เช่นเดียวกับลูกค้ารายอื่นๆ ของธนาคาร

จึงได้มีการร้องเรียนและในปี ค.ศ.2005 ได้ฟ้องคดีต่อศาลด้วยเหตุว่าธนาคารละเมิดสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมด้วยเหตุแห่งความพิการ แต่ธนาคารให้การต่อสู้ในศาลว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และตู้ ATM ไม่ใช่อาคารสถานที่ ตามกฎหมายของฮังการีที่จะต้องให้บริการให้คนพิการเข้าถึง อย่างไรก็ดี ศาลชั้นต้นได้ตัดสินในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ.2007 ว่า ธนาคาร OTP ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของโจทก์และไม่ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เป็นการเลือกปฏิบัติโดยตรง (direct discrimination) เพราะทำให้โจทก์ซึ่งมองไม่เห็นไม่สามารถใช้บริการตู้ ATM ได้เหมือนลูกค้ารายอื่น ดังนั้นธนาคารต้องปรับปรุงตู้ ATM อย่างน้อยหนึ่งเครื่องในแต่ละเขตให้โจทก์ใช้บริการได้ภายใน 120 วัน เนื่องจากต้องมีการซ่อมบำรุงรักษาตู้ ATM ประจำปีอยู่แล้ว และศาลยังได้ตั้งข้อสังเกตว่ามีตู้ ATM อีกประมาณ 1 ใน 3 ของตู้ ATM 1,800 เครื่องที่ไม่สามารถทำการปรับปรุงให้คนพิการเข้าถึงได้ และการซื้อเครื่องใหม่จะสร้างภาระทางการเงินเกินสมควรแก่ธนาคาร

เดือนกรกฎาคม ค.ศ.2007 โจทก์อุทธรณ์ เพื่อขอให้สามารถเข้าถึงตู้ ATM ได้ทุกเครื่อง เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเครื่องนั้นเป็นเพียงร้อยละ 0.12 ของรายได้สุทธิต่อปีของธนาคาร OTP ในปี ค.ศ.2006 เท่านั้น จึงไม่ใช่ภาระการเงินเกินสมควร ศาลอุทธรณ์มองว่ากรณีนี้เป็นการเลือกปฏิบัติโดยอ้อม (indirect discrimination) ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติโดยตรงอย่างที่ศาลชั้นต้นตัดสิน และการที่คนพิการต้องรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วยเหตุแห่งความพิการนั้นไม่ได้ฝ่าฝืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์ยังให้ความเห็นอีกด้วยว่าการปรับปรุงตู้ ATM ให้คนพิการใช้งานได้เองลำพังนั้นจะเป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของคนพิการ ดังนั้นธนาคาร OTP จึงได้รับการยกเว้นหน้าที่ในการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในกรณีนี้

วันที่ 14 เมษายน ค.ศ.2008 โจทก์ยื่นคำร้องขอฎีกาต่อศาลสูงสุดฮังการี และเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดมา ศาลสูงสุดฮังการียืนคำตัดสินศาลอุทธรณ์ และยืนยันด้วยว่าเป็นเสรีภาพในการเข้าทำสัญญาของเอกชนที่จะกำหนดเงื่อนไขอย่างไรก็ได้ รวมถึงเงื่อนไขที่จะจำกัดการเข้าถึงบริการต่างๆ ตั้งแต่ในชั้นเข้าทำสัญญา

ในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 2010 ทั้งสองคนจึงยื่นคำร้องต่อ CRPD Committee ว่าฮังการีละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ

ประเด็นที่คณะกรรมการ CRPD พิจารณา

1. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักการช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผล (reasonable accommodation) กับหลักการเข้าถึง (accessibility)

เดิมผู้ฟ้องคดีฟ้องธนาคารโดยร้องขอให้ปรับปรุงตู้ ATM ในบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีอยู่อาศัยเท่านั้น แต่เมื่อทำการอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้ขยายขอบเขตเป็นตู้ ATM ทั้งหมดของธนาคาร OTP ฐานการฟ้องจึงกว้างขึ้น เป็นการเปลี่ยนจากการขอการช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผลเป็นการขอให้เข้าถึงตามข้อ 9 อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ

2. หน้าที่ของรัฐในการจัดให้คนพิการเข้าถึงบริการที่เอกชนเป็นผู้บริการ

คณะกรรมการ CRPD เห็นว่าหน้าที่ของรัฐในการจัดให้คนพิการเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารและบริการอื่นๆ ตามข้อ 9 นั้น ไม่จำกัดเฉพาะบริการของรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริการที่จัดโดยเอกชนหากบริการนั้นเปิดให้สาธารณชนใช้ และรัฐยังมีหน้าที่สอดส่องให้เอกชนที่มีหน้าที่ให้บริการจัดทำให้คนพิการเข้าถึงบริการได้ ตามข้อ 4 วรรคหนึ่ง (e) ประกอบข้อ 9 วรรคสอง (a) และ (b) แห่งอนุสัญญาฯ

ฮังการีให้การว่าได้แบ่งแผนการทำให้คนพิการเข้าถึงตู้ ATM เป็น 3 ด้าน คือ 1) การเข้าถึงตู้ ATM และบริการทางการเงินอื่นๆ โดยคนพิการทุกประเภท 2) แผนการเข้าถึงนั้นจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเนื่องจากมีการดำเนินการมีเรื่องต้นทุนมาเกี่ยวข้อง 3) การเข้าถึงตู้ ATM และบริการทางการเงินอื่นๆ ไม่จำกัดเฉพาะธนาคาร OTP เท่านั้น แต่ใช้บังคับกับสถาบันการเงินทุกแห่ง นอกจากนี้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้เสนอแนะให้ผู้บริหารของธนาคาร OTP พยายามซื้อตู้ ATM ที่คนพิการเข้าถึงได้หากต้องซื้อเครื่องใหม่ในอนาคตให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี และได้ออกข้อแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังจากสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการ CRPD เห็นว่ามาตรการต่างๆ นั้นไม่สามารถประกันได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองคนหรือคนพิการคนอื่นที่มีสถานการณ์แบบเดียวกันจะเข้าถึงบริการผ่านตู้ ATM ของธนาคาร OTP ได้จริง ดังนั้นฮังการีจึงฝ่าฝืนพันธกรณีตามข้อ 9

ผลคำตัดสิน

นอกจากรัฐต้องเยียวยาผู้ฟ้องคดีแล้วคณะกรรมการ CRPD ยังสั่งให้ฮังการีดำเนินการเพิ่มเติมต่อไปนี้

1. จัดทำมาตรฐานการเข้าถึงบริการทางการเงินของสถาบันทางการเงินเอกชนสำหรับคนพิการทางการมองเห็นและคนพิการด้านอื่นๆ

2. ให้ฮังการีวางแผนที่เป็นรูปธรรม บังคับได้จริงและกำหนดระยะเวลาในการปรับปรุงให้ชัดเจน

3. รับประกันว่าตู้ ATM ที่จะจัดหาใหม่และบริการทางการเงินอื่นๆ ที่จะมีหลังคำตัดสินนี้ คนพิการจะเข้าถึงได้เต็มที่

4. จัดทำการฝึกอบรม (training) เกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการและพิธีสารเลือกรับแก่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อจะได้พิจารณาคดีที่เกี่ยวกับความพิการ

5. รับประกันว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้ในประเทศจะสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

6. ฮังการีต้องยื่นรายงานต่อคณะกรรมการ CRPD ภายในหกเดือนว่าได้ดำเนินการใดบ้าง

7. แปลคำตัดสินเป็นภาษาราชการของฮังการี และในรูปแบบที่เข้าถึงได้อีกด้วย

ข้อสังเกต

จากคำตัดสินมีประเด็นที่เกี่ยวโยงและสามารถนำมาพิจารณาเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของกลุ่มนักกฎหมายคนพิการในประเทศไทยได้ดังนี้

1. พันธกรณีของประเทศไทยตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ

ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการย่อมมีพันธกรณีเช่นเดียวกันกับที่ฮังการีมีต่อคนพิการ กล่าวคือ ต้องเคารพสิทธิของคนพิการอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติต่อคนพิการ ต้องรับที่จะประกันและส่งเสริมโดยการออกมาตรการทางกฎหมาย ทางปกครองและมาตรการอื่นๆ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามสิทธิที่รับรองไว้ในอนุสัญญาทั้งที่ดำเนินการโดยรัฐและโดยองค์กรภาคเอกชนที่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่เปิดหรือจัดหาแก่สาธารณะ รวมไปถึงอบรมผู้เกี่ยวข้องให้เข้าใจสิทธิของคนพิการและตีความกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับสิทธินั้น

2. เสรีภาพของเอกชนในการทำสัญญาตัดสิทธิคนพิการ

ศาลภายในประเทศฮังการีให้ความเห็นว่าเอกชนมีเสรีภาพในการเข้าทำสัญญา ในกรณีของคนพิการเมื่อเข้าทำสัญญากับธนาคาร OTP จึงสามารถทำสัญญาไม่ให้บริการตู้ ATM ได้ แต่คณะกรรมการ CRPD ไม่เห็นด้วย แม้จะไม่ได้ให้เหตุผลอธิบายการที่กฎหมายสิทธิมนุษยชนมีผลเหนือกว่าหลักเสรีภาพในการทำสัญญาของกฎหมายเอกชนไว้ชัด แต่เห็นได้จากการที่คณะกรรมการ CRPD ตัดสินให้ฮังการีมีความผิดฐานฝ่าฝืนพันธรณีตามข้อ 9 แห่งอนุสัญญาฯ ในการกำกับดูแลภาคเอกชนให้จัดให้มีการเข้าถึงในบริการด้านต่างๆ และสั่งให้มีการอบรมให้ความรู้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการแก่ผู้พิพากษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ย่อมหมายความว่าคณะกรรมการ CRPD  ตีความว่าหน้าที่ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนมีผลเหนือกว่าเสรีภาพในการเข้าทำสัญญาตามกฎหมายเอกชน

เช่นเดียวกันกรณีของประเทศไทย ธนาคารย่อมไม่อาจปฏิเสธทำให้คนพิการเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยเหตุว่าได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้วในขณะที่คนพิการเข้าทำสัญญาเป็นลูกค้าธนาคารได้ ไม่ว่าธนาคารจะเป็นของเอกชนหรือรัฐก็ตาม

3. ความปลอดภัยสำหรับคนพิการในการใช้บริการตู้ ATM โดยลำพัง

ศาลอุทธรณ์ให้ความเห็นว่าการให้คนพิการใช้ตู้ ATM ได้เองจะมีความเสี่ยงต่อตัวคนพิการจึงไม่จำเป็นต้องปรับตู้ ATM ประเด็นนี้ไม่ได้กล่าวถึงในคำตัดสินของคณะกรรมการ CRPD แต่ศาสตราจารย์อันนา ลอว์สัน (Anna Lawson) ได้ให้ความเห็นไว้ในบทความเรื่อง Accessibility Obligations in the UN Convention on the Rights of Persons with Disabilities: Nyusti and Takács v Hungary ในวารสาร South African Journal on Human Rights โดยยกข้อมูลการศึกษาของสหราชอาณาจักรในเรื่องการให้บริการทางการเงินแก่คนพิการมาสนับสนุนข้อโต้แย้งว่า 1) ความปลอดภัยสำหรับคนพิการจะยิ่งลดลงเมื่อต้องพึ่งพาคนอื่นให้ช่วยทำธุรกรรมให้ เพราะจะต้องบอกรหัสบัตรให้คนอื่นซึ่งในบางกรณีอาจต้องพึ่งพาคนไม่รู้จักให้ช่วยทำธุรกรรมทางการเงิน 2) การให้คนพิการต้องพึ่งคนอื่นในการดำรงชีวิตนั้น ขัดกับหลักการอยู่ได้โดยอิสระและมีส่วนร่วมกับชุมชนที่รับรองไว้ในอนุสัญญาฯ

ผู้เขียนมีความเห็นเพิ่มเติมว่าข้ออ้างเรื่องความปลอดภัยสำหรับคนพิการนั้น หากจะรับฟังได้ อย่างน้อยจะต้องมีรายงานการศึกษาในเชิงประจักษ์มาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว และรับฟังความเห็นจากคนพิการซึ่งเป็นผู้ถูกกระทบสิทธิอย่างรอบด้านก่อน ยิ่งไปกว่านั้นผู้ให้บริการควรหาทางแก้ที่จะทำให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ด้วยตัวเองมากกว่าจะห้ามการใช้เพียงเพราะกังวลแทนคนพิการ เพราะเป็นการประกันสิทธิหลักการตามอนุสัญญาสิทธิคนพิการที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี มิฉะนั้นประเทศไทยย่อมมีโอกาสถูกฟ้องอย่างเช่นฮังการี

Socialบทความคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนต่างประเทศATMคนตาบอดลลิล ก่อวุฒิกุลรังษีธุรกรรมการเงินธนาคารฮังการี
Categories: ThisAble

เคาะแล้ว! เพิ่มเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาท เริ่ม 1 ต.ค.ปีนี้

ThisAble - Tue, 2020-01-28 17:39

วันนี้ (28 ม.ค.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเพิ่มเบี้ยคนพิการจากปัจจุบัน 800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเสนอ

โดยระบุว่า การเพิ่มในครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนพิการได้ และไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายทางการคลังเพิ่มมากขึ้นจนเกินไป

จากการสำรวจพบว่า คนพิการส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทและมีรายได้น้อยมาก เฉลี่ยเดือนละ 4,326 บาท และจากข้อมูลจากฐานทะเบียนกลาง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ วันที่ 2 ธ.ค.62 มีจำนวนคนพิการที่ทำบัตร 2.02 ล้านคน การปรับเบี้ยคนพิการเพิ่มขึ้นจะทำให้ต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 4,852 ล้านบาทต่อปีจากกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ปีงบประมาณ 2564 โดยจะเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.63 ให้แก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเแก้ไขปัญหาดังนี้
1.ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ให้ทุกส่วนราชการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการเช่น ทางลาดขึ้น-ลงอาคาร และให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การออกแบบอาคารเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการ โดยกำหนดให้เป็นเงื่อนไขในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร

2.ด้านการสร้างอาชีพ ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ดำเนินการ 1) จัดทำบัญชีคนพิการโดยแยกประเภทตามความพิการ คุณวุฒิเฉพาะด้านของคนพิการ เพื่อเป็นข้อมูลในการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐและการทำงานที่บ้าน 2) กำหนดเป้าหมายการรับคนพิการเข้าทำงานในแต่ละภาคส่วนให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ให้กระทรวงแรงงาน ติดตามและตรวจสอบการจ้างงานคนพิการของนายจ้างหรือผู้ประกอบการต่างๆ ให้ดำเนินการถูกต้องเป็นไปตามที่กฎกระทรวงกำหนด เพื่อให้คนพิการได้เข้าทำงานจริงและเปิดโอกาสให้ได้รับการพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพ 

3.ด้านสิทธิประโยชน์ ให้กระทรวงแรงงาน (สำนักงานประกันสังคม) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พิจารณาแนวทางปรับปรุงสิทธิประโยชน์ในการได้รับบริการด้านสุขภาพของคนพิการที่มีงานทำและเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และคนพิการที่ยังไม่มีงานทำและเป็นผู้ได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้มีความสอดคล้องเท่าเทียมกัน

Livingข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนเบี้ยคนพิการบัตรคนพิการคนพิการ
Categories: ThisAble

ชายหูหนวกฟ้องเว็บโป๊ หลังพบเข้าไม่ถึงเพราะไม่มีคำบรรยายเสียง

ThisAble - Tue, 2020-01-28 16:55

หลายคนอาจชอบอ่านหนังโป๊ หรือชอบดูหนังโป๊ที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับชายชาวอเมริกันที่ชื่อยาโรสลาฟ ซูริส ที่ชอบดูหนังโป๊ในเว็บไซต์ชื่อดังอย่างพอนฮับ (PornHub)

ซูริสพยายามที่จะดูหนังโป๊หลายต่อหลายเรื่องในเว็บไซต์หนังโป๊ชื่อดังต่างๆ เช่น พอนฮับ ยูพอนและเรดทูป อยู่หลายเดือนในหลากหลายเรื่อง แต่หนังเหล่านั้นกลับไม่มีคำบรรยายเสียง

ทำให้ชายคนดังกล่าวฟ้องร้องเว็บไซต์ที่ไม่จัดทำคำบรรยายเสียงสำหรับคนหูหนวกหรือหูตึง ซึ่งอ้างอิงตามกฎหมายด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในพระราชบัญญัติคนพิการของสหรัฐอเมริกาหรือ Americans with Disabilities Act- ADA ที่ระบุเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก การเข้าถึง รวมถึงสื่อเช่นวีดีโอจะต้องจัดทำคำบรรยายเสียงหรือ Closed captioning สำหรับคนพิการทาการได้ยินด้วย โดยก่อนหน้านี้ซูริสเคยฟ้องเว็บไซต์อื่นๆ เช่น ฟ็อกส์นิวส์ และนิวยอร์กโพสต์ ในข้อหาลักษณะคล้ายกัน จนทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เขาอาจใช้สิทธิคนพิการหาผลประโยชน์หรือเรียกร้องเงินชดเชยจากองค์กรเว็บไซต์ต่างๆ

อย่างไรก็ดี ทางด้านคอรีย์ ไพรซ์ รองประธานเว็บไซต์พอนฮับได้ออกมาชี้แจงยืนยันว่า ทางเว็บไซต์พอนฮับมีหมวดหมู่คำบรรยายใต้ภาพอยู่แล้วตามปกติ และไม่ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการฟ้องร้องดังกล่าว

ที่มา https://abcnews.go.com/US/deaf-man-sues-pornhub-lack-closed-captions/story?id=68354500

Socialข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนPornhubเว็บโป๊คนหูหนวก
Categories: ThisAble

ช่วยเหลือคนตาบอดบนรถไฟฟ้าอย่างไรให้ถูกวิธี

ThisAble - Sat, 2020-01-25 02:23

นั่งอยู่ก็ตกใจว่าจะทำอย่างไร แม้เขาจะยังไม่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ หลายคนระส่ำระส่าย คุณกำลังคิดว่าจะให้เขายืนอยู่ตรงไหน จะลุกให้เขานั่ง จะพาเขาไปนั่งเก้าอี้คนพิการ หรือปล่อยให้เขายืนต่อไป



นี่คงเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่หลายคนพบเจอ คนตาบอดขึ้นรถไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คุณก็ทำตัวไม่ถูก คุณไม่มั่นใจว่าคนตาบอดเหล่านั้นต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า และคุณเองก็ไม่กล้าถาม

thisable.me ได้มีโอกาสคุยกับพี่ๆ คนตาบอด ทั้งพี่หรั่ง พี่เอก และพี่ทิพย์ เกี่ยวกับประสบการณ์บนรถไฟฟ้า รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือที่ถูกต้อง ว่าถ้าคุณจะช่วยต้องทำอย่างไร อะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ ลองมาสำรวจกันว่ามีสิ่งใดบ้างที่คุณช่วยได้ เมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ

‘เอก’ พิการทางการมองเห็นและใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางเกือบทุกวัน ทั้งไปทำงานและทำธุระต่างๆ
เขาเป็นครูสอนการเดินทางให้กับนักเรียนตาบอดที่โรงเรียนสอนคนตาบอด ทำให้เขามีประสบการณ์ในการไปไหนมาไหนอย่างเชี่ยวชาญ

หลายครั้งคนมักถามเขาว่า หากเจอคนตาบอดบนรถไฟฟ้าจะต้องลุกให้คนตาบอดนั่งหรือไม่ เขาจึงอธิบายให้ฟังว่า อยากให้คนมองคนตาบอดเป็นคนปกติทั่วไป ที่นั่งสำหรับคนพิการ เป็นที่นั่งสำหรับคนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ไม่สามารถยืนนานๆ ได้ เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คนท้อง ฯลฯ คนตาบอดหลายคนสามารถยืนได้ แค่ต้องการอะไรยึดเกาะเหมือนคนอื่นทั่วไป

หากอยากช่วยเหลือคนตาบอดก็สามารถช่วยได้โดยการหาที่ให้คนตาบอดจับ ไม่ว่าจะเป็น เสา ราวจับ ห่วงที่ห้อยอยู่ เพื่อให้คนตาบอดปลอดภัย บางคนช่วยเหลืออย่างผิดๆเช่น คิดว่าคนตาบอดจำเป็นต้องนั่ง ต้องเสียสละลุกให้คนตาบอดนั่ง

“มีคนลุกแล้วจับผมหันหลังชิดกับเก้าอี้ และจับไหล่กดลง คนตาบอดไม่รู้หรอกว่าเก้าอี้อยู่ตรงไหน จนอาจทำให้อันตรายทั้งตัวคนตาบอดและคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ คนตาบอดหลายคนมีไม้เท้าอยู่ในมือ หากเขาเสียหลักล้มลง แม้จะล้มลงไปบนที่นั่งไม้เท้าที่ถืออยู่ก็อาจพลั้งไปโดนคนที่อยู่ข้างๆได้ เพราะฉะนั้นหากอยากจะบอกว่ามีเก้าอี้ว่าง และให้คนตาบอดนั่ง การช่วยเหลือที่ถูกต้องก็คือ การบอกคนตาบอดว่ามีเก้าอี้ว่างอยู่ตรงไหน ข้างหน้า ข้างซ้าย ข้างขวา แค่นั้นก็พอแล้ว คนตาบอดสามารถเอื้อมมือไปจับเองได้” เอกแนะนำ     ‘หรั่ง’ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง และยังเป็นครูสอนการเดินทางด้วยไม้เท้าขาวให้กับนักเรียนตาบอด เขาใช้รถไฟฟ้าเป็นประจำในการเดินทางไปเรียนและทำงาน

ระหว่างทางบนรถไฟฟ้าหรั่งเจอการช่วยเหลือทั้งถูกและไม่ถูกวิธี เช่นเดียวกับเอกเจอ คนมักลุกเพื่อให้คนตาบอดนั่ง และเข้าใจว่าคนตาบอดไม่สามารถยืนได้นาน

“การช่วยเหลือคนตาบอดไม่ใช่แค่การลุกให้นั่ง แต่ต้องดูสถานการณ์ประกอบว่า ว่าเขาเจ็บขาไหม น้ำหนักเยอะรึเปล่า ยืนได้มั่นคงไหม ถ้าเขายืนได้ก็แค่หาที่จับหรือที่ปลอดภัยไม่ขวางทางเข้าออก หรือเสียงถูกชนและกีดขวางคนอื่น”

วิธีช่วยเหลือคนตาบอดที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดก็คือ เวลาคนตาบอดเดินออกจากรถไฟฟ้าคนมักจะจับหรือคว้าแขนเขาไว้เพราะกลัวคนตาบอดล้มหรือกีดขวางคนอื่น แต่นั่นอาจทำให้คนตาบอดที่กำลังก้าวลงรถไฟฟ้าเสียหลักล้มลงไป

ฉะนั้นหากจะช่วยก็ก็ควรเริ่มพูดคุยตั้งแต่อยู่บนรถไฟฟ้า เช่น อธิบายว่าต้องก้าวขาข้ามช่องว่างระหว่างรถอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัย

นอกจากนี้หรั่งยังอยากให้มีระบบอำนวยความสะดวกที่หลากหลายมากขึ้น พื้นที่สถานีควรมีเบรลล์บล็อกหรือระบบนำทางอื่นเช่น ระบบเสียง อย่างเช่นเสียง ‘กรุณาจับราวบันไดด้วย’ คนตาบอดก็จะรู้ว่าบันไดเลื่อนอยู่ตรงนี้

“ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่จะส่งคนตาบอดขึ้นบริเวณหัวขบวน ผมเข้าใจความสะดวกของระบบการทำงาน แต่หากเราสามารถทำให้คนตาบอดใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้ เดินทางได้เองด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีไกด์บล็อก มีเสียงนำทาง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องบอกให้คนตาบอดขึ้นรถไฟบริเวณหัวขบวนอีกต่อไป”     ‘ทิพย์’ เป็นหญิงสาวพิการทางสายตา ซึ่งกำลังเรียนปริญญาโทที่ประเทศมาเลเซีย เธอเล่าว่า การใช้รถไฟฟ้าที่ไทยกับมาเลเซียไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ รถไฟฟ้าของมาเลเซียมีข้อดีตรงที่มักมีห้างสรรพสินค้าติดกับสถานีรถไฟฟ้าและมีเบรลล์บล็อกจากบริเวณสถานียาวไปจนถึงในห้าง ซึ่งช่วยให้คนตาบอดเดินทางได้ง่ายขึ้น

ทิพย์มักเจอคนเข้ามาช่วยเหลือถูกวิธีบ้างไม่ถูกบ้าง เธอจึงเสนอวิธีการช่วยอย่างง่าย โดยหากเจอคนตาบอดเดินมาสถานีรถไฟฟ้าก็สามารถถามเขาก่อนว่าเขาต้องการไปที่ไหน และมีอะไรให้ช่วยไหม เพราะโครงสร้างของแต่ละสถานีนั้นไม่เหมือนกัน คนตาบอดจึงอาจไม่รู้ว่าจุดจำหน่ายตั๋วอยู่ที่ไหน คนที่เข้ามาช่วยอาจพาคนตาบอดไปที่ตู้เลยหรืออาจจะพาไปส่งต่อให้เจ้าหน้าดูแลอีกทีก็ได้

หากเจอคนตาบอดบนรถไฟฟ้า คนทั่วไปคงคิดว่าต้องลุกให้นั่ง แต่ทิพย์กลับบอกว่า จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องลุกให้ เพราะคนตาบอดสามารถยืนได้โดยไม่มีปัญหา และอาจมีบางคนต้องการที่นั่งมากกว่า เช่น ผู้สูงอายุ คนท้อง หรือคนที่ขาเจ็บ เธอคิดว่าคนตาบอดที่ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน

ส่วนวิธีที่ช่วยเหลือคนตาบอดที่คนทั่วไปเข้าใจผิดคือการนำทางด้วยการจับไม้เท้าจับมือหรือจูงมือ วิธีนี้อาจทำให้คนตาบอดเดินไม่ถนัดหรือเสียหลังล้มชนได้ วิธีที่ถูกคือการให้คนตาบอดจับด้านหลังของข้อศอกแล้วนำทางโดยเดินก้าวปกติไม่จำเป็นต้องเดินช้า หรือพะวงหน้าหลัง เมื่อถึงในขบวนรถไฟฟ้าก็พาเขาไปจับเสาหรือราวเอาไว้ในจุดที่ไม่กีดขวางคนทั่วไป

หากถามเรื่องระบบนำทางเทื่ออกจากรถไฟฟ้า ทิพย์ระบุว่า ยังไม่มี หากคนตาบอดเดินทางจากรถเมล์เพื่อขึ้นรถไฟฟ้า เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปทางไหนเพื่อให้ถึงสถานี เพราะไม่มีเบรลล์บล็อกสำหรับคนตาบอดเลย ไม่รู้ว่าประตูอยู่ตรงไหน บันไดเลื่อนอยู่ตรงไหน เธอยกตัวอย่างสถานี MRT สวนจตุจักร หากคนขับแท็กซี่ไม่เข้าไปส่งที่หน้าประตูทางเข้า เธอก็ไม่สามารถเข้าไปได้เพราะด้านหน้าเป็นที่จอดรถ หลายครั้งที่เธอโชคดีเจอคนที่เข้าไปส่งได้ แต่ถ้าไม่มีคนไปส่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องเดินเข้าไปยังไงเพราะไม่มีระบบอะไรที่จะนำทางเราไปเลย ดังนั้นควรมีระบบนำทางคนพิการเข้าไปยังสถานีรถไฟฟ้า เช่น เบรลล์บล็อกเพื่อนำทางคนตาบอดไปยังสถานีรถไฟฟ้าด้วยตัวเอง Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนคนตาบอดรถไฟฟ้าช่วยเหลือคนพิการ
Categories: ThisAble

กลุ่มนักกฎหมายคนพิการยื่นข้อเรียกร้อง การเข้าถึงธุรกรรมการเงินของคนตาบอด

ThisAble - Fri, 2020-01-24 14:35

บนเฟซบุ๊กของผู้ใช้ที่ชื่อ Ekapap Lamduan ได้เผยแพร่ข้อเรียกร้อง จากกรณีที่คนตาบอดไม่สามารถใช้งานด้านธุรกรรมการเงินด้วยตู้กดเงินสดหรือ ATM ได้ โดยนอกจากข้อเรียกร้องต่อธนาคารแล้ว ยังได้มีการจัดทำข้อเรียกร้องบนเว็บไซต์ Change.org ต่อกรณีดังกล่าวด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้

-


ภาพจากEkapap Lamduan

เรียน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายกสมาคมธนาคารไทย และผู้จัดการใหญ่ธนาคารเพื่อการพาณิชย์ทุกแห่ง

แม้ไทยจะมีเครื่อง ATM จำนวนมาก ติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่สำหรับผู้พิการทางสายตาที่มีอยู่กว่า 200,000 คน ไม่สามารถใช้งานได้โดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะปัจจุบันเครื่อง ATM กำลังถูกเปลี่ยนเป็นระบบ touch screen และไม่มีฟังก์ชั่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็นเลย

ผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็น ต้องให้ผู้อื่นกดเงินหรือทำธุรกรรมแทนให้ เป็นโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงบัตรและรหัส ATM สูญเสียความเป็นส่วนตัว สูญเสียความปลอดภัยทางการเงินนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

การได้รับบริการทางการเงินอย่างเป็นธรรมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนมิใช่หรือ แต่ทำไมคนกลุ่มนี้กลับถูกหลงลืม ไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐเลย หลายๆ ธนาคารก็ยังเลือกปฏิบัติกับคนกลุ่มนี้ ธนาคารแต่ละสาขาสร้างวิธีปฏิบัติสำหรับคนพิการทางสายตาแตกต่างออกกันไป ขึ้นอยู่กับผู้จัดการ ซึ่งเป็นอุปสรรคทางการเงินอย่างมาก เช่น การเปิดบัญชีต้องมีผู้ดูแลคนพิการมาร่วมเปิดบัญชีหรือร่วมเป็นพยานในการทำธุรกรรมครั้งนั้นด้วย การถอนเงินต้องมีผู้ดูแลคนพิการเซ็นต์ยินยอมด้วยเสมอ หรือไม่อนุญาตให้คนพิการทำบัตรกดเงินสด เพราะเขามองผู้พิการเป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ และต้องการตัดปัญหาความยุ่งยากจากลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งเป็นความเห็นและเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ปิดโอกาสไม่ให้ผู้พิการทางสายตาเข้าถึงกาบริการทางการเงิน กลายเป็นว่า คนตาบอดบางคนมีรายได้แต่ไม่มีบัญชีธนาคาร บางคนมีเงินเดือนแต่ก็ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ มีเงินในบัญชีเหมือนมีขุมทรัพย์ปิดตาย ทำไมนำออกมาใช้ได้ยากเหลือเกิน

กลุ่มนักกฎหมายคนพิการจึงขอเรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้
1. เรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย เข้ามาควบคุมและออกหลักปฏิบัติของธนาคารที่มีต่อคนพิการให้เหมือนกันทั่วประเทศ เพื่อให้คนพิการได้รับความสะดวกและได้รับความเป็นธรรมทางการเงิน
2. เรียกร้องให้ธนาคารทุกแห่งต้องจัดหาตู้กดเงินสด (atm) ที่มีระบบสนับสนุนการใช้งานสำหรับคนพิการทางสายตา
3. ในระหว่างจัดหาตู้ ATM ดังกล่าว ให้ธนาคารเยียวยาและอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการทางสายตาที่ไม่สามารถกดเงินสดด้วยตัวเองได้

ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ที่เห็นด้วยกับการเรียกร้องครั้งนี้ กรุณาลงชื่อในแคมเปญนี้ และได้โปรดบอกต่อไปยังเพื่อนๆและผู้ที่ได้รับผลกระทบคนอื่นๆ ให้มาลงชื่อด้วยกันเพื่อสังคมที่ดีขึ้นของเรา
ขอแสดงความนับถือ
#กลุ่มนักกฎหมายคนพิการ
http://chng.it/SgR64B6hYY

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนATMกลุ่มนักกฎหมายคนพิการคนพิการคนตาบอดธนาคาร
Categories: ThisAble

รู้จัก'ไอแซค'หนุ่มวีลแชร์สุดคูลจากซีรีย์ Sex Education 2

ThisAble - Mon, 2020-01-20 18:21

ในซีซันส์ 2 ของซีรีย์ดังจากเนตฟลิกซ์อย่าง Sex Education ที่เพิ่งฉายเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีบทบาทของตัวแสดงใหม่อย่าง จอร์จ โรบินสัน ในบทของไอแซค ชายหนุ่มที่นั่งวีลแชร์ที่โผล่เข้ามาสร้างปัญหาให้กับเมฟและโอธิส เขาไม่เพียงแสดงเป็นบทบาทคนพิการ แต่นอกจอโรบินสันก็มีความพิการและนั่งวีลแชร์เพราะประสบอุบัติเหตุจากการเล่นรักบี้ในปี 2015

โรบินสันเดินทางแข่งขันรักบี้ที่แอฟริกาใต้ในตอนที่อุบัติเหตุเกิดขึ้น หลังจากใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลที่แอฟริกาใต้กว่า 37 วัน และอีก 5 สัปดาห์ ในโรงพยาบาลอเดนบรู๊คส์ในเคมบริจน์ เขายังต้องเข้ารับการฟื้นฟูการบาดเจ็บไขสันหลังต่อและไม่ได้กลับบ้านยาวนานไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ปี 2016 อย่างไรก็ดี การต่อสู้และก้าวข้ามความเจ็บปวดเหล่านั้นของเขาถูกบันทึกในอินสตราแกรมส่วนตัว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขาและครอบครัวใช้เพื่อหาเงินสนับสนุนสำหรับตัวเขา และคนอื่นๆ ที่ต้องการการสนับสนุนเช่นกัน โดยมีคนดังมากมาย เช่น เดวิด เบคแฮม นักฟุตบอลชื่อดัง หรือนักการเมืองหลายคนร่วมสนับสนุน กระทั้งเขาได้ร่วมเล่นซีรีย์ Sex Education ซึ่งเป็นซีรีย์เรื่องแรกที่โรบินสันเล่นบทบาทนำเป็นครั้งแรก

"ทุกคนอาจจะรู้จักคนพิการในแบบหนึ่ง แต่สิ่งถูกนำเสนอในสื่อกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง แม้ว่าความคิดคนจะเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตาม เมื่อก่อนนี้บทบาทของคนนั่งวีลแชร์จะไม่ถูกแสดงโดยคนที่นั่งวีลแชร์จริงๆ ผมคิดว่า บทบาทในครั้งนี้ของผมจะเปลี่ยนภาพจำเหล่านั้นได้" เขากล่าว

หลังจากที่ซีรี่ย์ดังกล่าวเผยคาแรคเตอร์ของตัวละครไอแซค โรบินสันก็ได้รับกำลังใจมากมาย และสนับสนุนให้บทบาทนี้ถูกเล่นโดยคนพิการ เพราะหลังจากเกิดความพิการ เขาไม่คิดว่าเขาจะสามารถเป็นนักแสดงได้ แต่หลังจากได้ลองทำ เขาก็พบว่าการแสดงเป็นความสุขที่ไม่อยากจะเสียมันไป เขาพบว่าเขารู้สึกสบายใจอย่างมาก นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงการทำงานร่วมกับเอมม่า แมคคี หรือเมฟ นักแสดงนำหญิงในเรื่อง ว่า การทำงานร่วมกับเธอทำให้เขารู้สึกสบายใจ เพราะเธอเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในด้านการแสดง ซึ่งช่วยให้โรบินสันรุ้สึกปลอดภัยและสบายใจในการถ่ายทำ และคลายกังวลจากความเครียดแม้บทบาทที่เขาแสดงจะเป็นบทบาทที่ยากและทำให้เมฟกับโอธิส ชายหนุ่มตัวหลักของเรื่องต้องผิดใจกันก็ตาม

  Culture & Artข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมต่างประเทศSex Educationซีรีย์เนตฟลิกซ์Netflix
Categories: ThisAble

คุยสิทธินักศึกษาพิการและบทบาทของ DSS ม.แม่ฟ้าหลวงกับ ภรัณยู สุริยะกันทา

ThisAble - Fri, 2020-01-17 16:55

หน่วยบริการสนับสนุนนักศึกษาพิการที่เรียกกันว่า  DSS หรือ Disability Support Services เป็นหน่วยที่ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ สนับสนุนทางด้านอุปกรณ์และสิทธิต่าง ๆ ให้กับนักศึกษาพิการ

คงไม่แปลกเท่าไหร่ที่คนทั่วไปจะไม่รู้ว่าคนพิการมีสิทธิอะไรบ้าง รวมถึงสิทธิเรื่องการศึกษา ที่คนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาฟรีจนถึงระดับปริญญาตรีเพราะแม้แต่คนพิการเอง บางคนก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธินี้ด้วยซ้ำไป ThisAble.me ชวนคุยกับ ภรัณยู สุริยะกันทา เจ้าหน้าที่หน่วยบริการสนับสนุนนักศึกษาพิการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ถึงบทบาทการทำงานของเขาจากฝ่ายทุนการศึกษาสู่การแยกออกมาเป็นหน่วยให้บริการสนับสนุนนักศึกษาพิการอย่างเต็มตัว

จุดเริ่มต้นของการทำงานกับนักศึกษาพิการ

ภรัณยู: ผมสอบติดเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยเลยได้ทำงานนี้ แต่ตอนเป็นนักศึกษาก็เคยมีเพื่อนเป็นคนพิการมาบ้าง การทำงานที่นี่นั้นท้าทายดีเพราะเราไม่ได้ทำงานอย่างเดียวแต่ต้องเพิ่มพูนความรู้ใหม่อยู่เรื่อย ๆ เช่น การเรียนอักษรเบรลล์ ซึ่งเป็นภาษาที่เราไม่เคยเรียนและไม่เคยทำ แต่กลับต้องเรียนรู้ทั้ง 3 ภาษาเลย ไทย จีนและอังกฤษ แต่ละอันก็ต่างกันสิ้นเชิง

 

มุมมองที่มีต่อความพิการเหมือนหรือแตกต่างออกไปอย่างไร

หลังทำงานความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะนะ เพราะเราต้องรู้จักว่าการดูแลความพิการแต่ละประเภทต่างกันยังไง เราจะใช้คำพูดยังไง อย่างเด็กที่เป็นออทิสติกเขาจะมีปัญหาด้านการสื่อสารเวลาเราอธิบายอะไรก็ต้องใจเย็น ๆ  หรืออธิบายละเอียดกว่าคนอื่น คนพิการด้านการมองเห็นเราก็จะพยายามพูดคำที่ทำให้เขานึกตามได้ เพิ่มเติมรายละเอียดให้มากที่สุด

 

บทบาทที่เพิ่มขึ้นของ DSS หลังแยกออกมาเป็นหน่วยมีอะไรบ้าง

เมื่อก่อนทุนของนักศึกษาพิการจะอยู่รวมกับฝ่ายทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย แต่พอปี 58 เราได้จัดตั้งหน่วยให้บริการนักศึกษาพิการเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ให้มีความพร้อมมากขึ้น แต่เนื่องจากในช่วงแรกนั้นบางภาระงานยังไม่ชัดเจน ทางมหาวิทยาลัยจึงให้อยู่ภายใต้การดูแลของฝ่ายทุนการศึกษา จนในปี การศึกษา 2562 ทางมหาวิทยาลัยมีนโยบายพัฒนา DSS ให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนที่มีความพิการที่จะเข้ามาศึกษาในอนาคต จึงแยก DSS ออกมาเป็นรูปแบบของฝ่าย ที่อยู่ภายใต้สังกัดส่วนพัฒนานักศึกษา โดยใช้ชื่อใหม่ว่า หน่วยให้บริการสนับสนุนนักศึกษาพิเศษ  DSS เราทำงานกันเป็นทีม เรามีเครือข่าย DSS ทั่วประเทศ และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้กันอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยยังมีแนวคิดที่จะเผยแพร่อักษรเบรลล์ภาษาจีนให้กับมหาวิทยาลัยอื่นหรือหน่วยงานที่มีความสนใจ เพราะมหาวิทยาลัยของเราถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประทศไทยที่ใช้อักษรเบรลล์ภาษาจีนเป็นสื่อในการเรียนการสอนภาษาจีนให้กับนักศึกษาพิการทางการมองเห็นอีกด้วย

 

การทำงานที่ต่างจากเดิม

เมื่อก่อนตอนที่เราอยู่กับฝ่ายทุน เราจะต้องทำกิจกรรมอื่นของฝ่ายทุนด้วย และมีคนทำเรื่องบริการนักศึกษาพิการเพียงคนเดียว แต่พอแยกออกมา ก็มีเวลาทำงานด้านคนพิการอย่างเต็มที่ หรือได้ออกไปแนะแนวการศึกษาสำหรับคนพิการที่สนใจเรียนในมหาวิทยาลัย เราได้มีโอกาสเดินทางไปแนะแนวที่กรุงเทพเมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ในงาน ‘มหกรรมเด็กพิการเรียนไหนดี 63’ ที่จัดโดย ‘กล่องดินสอ’  พวกเราไปแนะนำข้อมูลสิ่งที่มหาวิทยาลัยสนับสนุน หรืออะไรบ้างที่มหาวิทยาลัยเราดูแลเด็กพิการ และได้บอกเล่าสิ่งที่ดีขึ้นในหลายๆ ด้าน  มีทั้งโครงการที่ช่วยอำนวยความสะดวกนักศึกษาพิการเพิ่มขึ้น เช่น โครงการทางลาดสำหรับคนพิการที่โรงอาหาร D1 ซึ่งทำให้คนที่นั่งวีลแชร์มีตัวเลือกในการเดินทางมากขึ้น หรือจัดหาอุปกรณ์สำหรับคนพิการทางสายตาเพิ่มขึ้น อย่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในการยืมเรียนหรือทำงาน

 

สถานการณ์จำนวนนักศึกษาพิการเป็นอย่างไรบ้าง

มีนักศึกษาพิการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นะ ตอนนี้มีอยู่ 10 คนจากที่ตอนแรกมี 3-4 คน อาจเพราะภาคเหนือมีมหาวิทยาลัยให้เลือกค่อนข้างเยอะและมหาวิทยาลัยเราเพิ่งมีศูนย์นักศึกษาพิการอย่างเป็นรูปเป็นร่างไม่กี่ปีนี้ ยังต้องประชาสัมพันธ์อีกเยอะ และออกไปแนะแนว ตอนนี้มีพนักงานในหน่วย 2  คน ถือว่ายังเพียงพอสำหรับจำนวนนักศึกษาพิการในตอนนี้

 

สิทธินักศึกษาพิการในมหาวิทยาลัย

เด็กหลายคนไม่รู้สิทธิของตัวเอง ทั้งสิทธิทางการศึกษาจากรัฐบาล สิทธิในเรื่องทุนค่าใช้จ่าย ฯลฯ อาจเพราะการประชาสัมพันธ์ในส่วนของภาครัฐไม่ค่อยมี คนรู้เรื่องสิทธิจึงมีอยู่แค่บางกลุ่ม นอกจากนี้ครูแนะแนวในแต่ละโรงเรียนก็ต้องรู้เรื่องพวกนี้ด้วย

 

ความเท่าเทียมกันในมหาวิทยาลัย

หน้าที่ของหน่วยคือการสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาของนักศึกษาพิการให้เท่าเทียมกับนักศึกษาทั่วไป รวมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์ หนังสืออักษรเบรลล์ สิทธิต่าง ๆ หากมีปัญหาการเรียนก็เข้ามาปรึกษาได้ ห้เขาได้ใช้ชีวิตของเขาเอง และไม่อยากให้เขารู้สึกว่าถูกประคบประหงมเกินเด็กที่ไม่มีความพิการ

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงDSSDisability Support Services
Categories: ThisAble

เดินไปเดินมา หวยงวดนี้ออกอะไร

ThisAble - Tue, 2020-01-14 19:22

พรุ่งนี้รวย พรุ่งนี้รวย !

หลายคนน่าจะเคยอุดหนุนสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือที่เราเรียกติดปากว่าลอตเตอรี่จากพี่ๆ ผู้พิการทางสายตา แต่พวกคุณเคยได้มีโอกาสคุยกับพวกเขาหรือไม่ เขาเป็นอย่างไร เคยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันบ้างหรือเปล่า

เราออกเดินอีกครั้งไปตามถนน ชวนคนตาบอดคุยสั้นๆ ถึงที่มาและชีวิต ใน' เดินไปเดินมาตอน' หวยงวดนี้ออกอะไร ? คุยกับคนตาบอดขายลอตเตอรี่

พรุ่งนี้รวย พรุ่งนี้รวย !

‘ลุงชาติ’ ขายลอตเตอรี่ที่ตลาดนัดมะลิ ตาของลุงไม่ได้เป็นบอดตั้งแต่เด็ก แต่เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจึงทำให้เป็นคนพิการทางการมองเห็น แกเล่าว่า ฐานะทางบ้านยากจนจึงอยากออกมาขายลอตเตอรี่เพราะไม่อยากงอมืองอเท้าเป็นภาระที่บ้าน อะไรที่พอช่วยได้ก็อยากจะช่วย

“ที่ลุงมาขายลอตเตอรี่เพราะคิดว่าไม่มีงานอื่นรับเข้าทำงานหรอก คนพิการอย่างลุงไม่ได้มีโอกาสให้เลือกงานเหมือนคนทั่วไปหรอก อะไรที่เข้ามาก็ต้องรับไว้ก่อนแหละ”

ระหว่างทางไป BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีกลุ่มคนขายลอตเตอรี่อยู่ 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นคนพิการทางการมองเห็น ‘ชัย’ พิการทางสายตามาตั้งแต่เด็กเพราะโรคบางอย่าง

“ตอนที่ผมรู้ว่ากำลังจะตาบอดหรือสายตากำลังจะมืดลง ผมทำใจได้และรู้สึกเฉยๆ คิดในใจว่า ยังไม่ถึงวันนั้นหรอก แต่พอเช้าวันหนึ่งผมตื่นขึ้นมา ผมพยายามลืมตาแล้ว ลืมตาอีกแต่ผมกลับมองไม่เห็นอะไรเลย ตอนนั้นคือผมทำใจไม่ได้ โวยวาย ร้องไห้ แต่ผมก็ต้องทำใจยอมรับว่าชีวิตก็ต้องก้าวต่อไปข้างหน้า”

ช่วงเวลาเที่ยงวัน ชายคนหนึ่งนั่งขายลอตเตอรี่บริเวณสะพานหน้าเซนทรัลแจ้งวัฒนะ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ ‘ปอง’มีอาชีพขายลอตเตอรี่ อาจเพราะฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน เขาจึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระนิดหน่อยก็ยังดี

“ที่ขายลอตเตอรี่เพราะผมคิดว่าไปทำงานอย่างอื่นคงไม่มีใครรับ คนตาบอดประสิทธิภาพในการทำงานไม่เท่าคนทั่วไปหรอก ผมก็ช่วยงานเท่าที่จะช่วยได้ แต่โอกาสให้เลือกงานมันไม่มีหรอกครับ” ปองกล่าว

ช่วงค่ำระหว่างกำลังกลับบ้าน ‘วิน’ ชายพิการทางการมองเห็น นั่งขายลอตเตอรี่อยู่บนสะพานลอย วินเล่าว่า เมื่อก่อนเขามีอาชีพร้องเพลงข้างถนน แต่รายได้ไม่ค่อยดีนัก จึงหันเหมาขายลอตเตอรี่เพราะมองว่ารายได้ดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่ทั้งเดือน เพราะลอตเตอรี่ขอเขาจะขายดีในช่วงหวยใกล้ออกเท่านั้น

“ที่ผมมาประกอบอาชีพขายลอตเตอรี่เพราะผมอยากหาเงินด้วยตัวเอง ไม่อยากให้เป็นภาระที่บ้านและมองว่า ผมมีมือมีเท้าเหมือนคนทั่วไป ทำไมจะหาเงินด้วยตัวเองไม่ได้”

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนแรงงานลอตเตอรี่คนตาบอดคนตาบอดขายลอตเตอรี่
Categories: ThisAble

เดินไปเดินมา คุยกับนักร้องตาบอด

ThisAble - Tue, 2020-01-14 18:52

ระหว่างทางกลับบ้าน ผมเห็นคนตาบอดหลายคนร้องเพลงเล่นดนตรีข้างถนน พวกเขาบางคนเล่นกลางแดด บางคนก็เลือกหลบในร่ม 

ทำไมพวกเขาจึงเลือกที่จะร้องเพลง เพลงแบบไหนฮิต เพลงแบบไหนคนขอบ่อย แล้วรายได้ล่ะ ดีหรือเปล่า? ชวนไปคุยสั้นๆ กับพวกเขากัน

  วันหนึ่งระหว่างทางกลับบ้าน เสียงร้องเพลงก็ดังขึ้นโดยผู้ชายคนหนึ่งบริเวณข้างบันไดสะพานลอย แจ็ค ชายหนุ่มตาบอดยืนร้องเพลงพร้อมไมค์และเครื่องเสียงตัวโปรด เขาเล่าว่าตัวเองร้องเพลงได้หลากหลายสไตล์
“ ผมไม่ยึดติดแนวใดแนวหนึ่งเลย คิดแค่ว่าคนส่วนมากชอบฟังแนวไหน ผมก็จะแกะเพลงแนวนั้น อีกแบบคือเป็นเพลงที่ติดตลาด ผมอยากร้องเพลงให้คนรู้สึกมีความสุขกับเพลงที่ได้ฟัง” เพลงที่ฮิตหรือเพลงที่คนชอบขอในช่วงนี้ก็เป็นเพลง ‘ถ้าฉันเป็นเขา’ ของวง INDIGO แต่รายได้ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ น้อยครั้งมากที่ได้เยอะๆ     ระหว่างกำลังรอรถเมล์ ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องเพลงอยู่กลางแดด จี ผู้หญิงตาบอดเสื้อสีแดงส้มชอบร้องเพลงสตริง แต่ไม่ค่อยถนัดเพลงลูกทุ่ง คนที่ขอเพลงส่วนใหญ่มักจะขอจากชื่อนักร้อง เช่น ขอเพลงของ ‘ซาซ่า’ ส่วนเพลงที่ฮิตที่ร้องบ่อยๆ ในช่วงนี้คือ เพลง ‘ซ่อนกลิ่น’ ของปาล์มมี่     ช่วงเวลาเที่ยงวัน ป้าคนหนึ่งนั่งร้องเพลงอยู่ริมถนนด้านหน้าของห้างเมเจอร์ ปากเกร็ด เธอชื่อวรรณ และร้องเพลงอยู่ริมถนนมานานแล้ว เพลงที่ชอบเป็นเพลงแนวลูกทุ่ง สตริง และลูกกรุง แต่เพลงที่ร้องบ่อยที่สุดก็คือเพลงแนวลูกกรุง แม้แกจะร้องเพลงได้หลากหลายแต่กลับไม่ค่อยมีคนเข้ามาขอเพลง เพราะบางเพลงแกก็จำเนื้อไม่ได้ จึงต้องพยายามแกะเพลงมาร้องหากร้องไม่ได้แกก็ต้องปฏิเสธ “ขอโทษด้วยนะเพลงนี้ป้าไม่ได้แกะ ส่วนคนบริจาคช่วงนี้ก็ไม่เยอะเพราะเดี๋ยวนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี”     ระหว่างทางขึ้น BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ชายหญิงตาบอดคู่หนึ่งยืนร้องเพลงอยู่ท่ามกลางคนที่เดินผ่านไปผ่านมา น้ำและไอซ์ นักร้องตาบอดทั้งสองคนนี้มักจะไปร้องเพลงด้วยกันเสมอ แต่ทั้งสองกลับมีสไตล์การร้องเพลงแตกต่างกัน   น้ำบอกว่าเธอถนัดร้องเพลงลูกทุ่ง เช่นเพลงของจินตหรา พูลลาภ ส่วนไอซ์ชอบร้องเพลงสตริงอย่างเพลงของ พลพล พลกองเส็งแม้จะไปร้องเพลงเป็นคู่ แต่รายได้ช่วงนี้กลับไม่ดีนัก “คนให้เงินไม่เยอะเท่าไหร่ จะขึ้นอยู่กับสถานที่ แถมช่วงนี้เศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดีด้วย”        

Culture & Artบทความคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนคนตาบอดวณิพกนักร้องตาบอด
Categories: ThisAble

เกย์ พิการและหนังโป๊เรื่องแรกของแอนดริว การ์ซา นักรณรงค์ด้านคนพิการ

ThisAble - Mon, 2020-01-13 11:54

แอนดริว การ์ซา ซึ่งพิการด้วยภาวะซีรีบรัล เพาร์ซีแสดงในหนังผู้ใหญ่หรือที่คนเรียกกันอย่างสั้นว่าหนังโป๊เป็นครั้งแรก โดยระบุว่า การถ่ายทำครั้งนี้ทำขึ้นเพื่อลบล้างมายาคติที่ว่า เกย์พิการนั้นไม่มีเพศ ไม่สมควรหรือไม่สนใจในเรื่องการมีเซ็กส์

ภาพจาก Courtesy of Graham Isador (2019)

การ์ซาระบุว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาดูหนังโป๊เกย์ เขากลับรู้สึกถูกทอดทิ้งเพราะเห็นแต่คนผิวขาวร่างกายกำยำสมบูรณ์ และเขาเองก็เคยมองว่าภาพลักษณ์แบบนั้นนั้นน่าดึงดูดใจเช่นกัน จนทำให้รู้สึกว่าคนที่มีร่างกายพิการไม่สามารถอยู่ในฉากต่างๆ เหล่านั้นได้

“แน่นอนล่ะว่าผมไม่เคยเห็นคนนั่งวีลแชร์ในหนังโป๊ และหวังมาตลอดว่าจะเห็นมันสักวัน”

เขาอยากเห็นคนที่มีร่างกายแบบเดียวกันในนั้น จึงเริ่มคิดเรื่องการแสดงเองที่จะช่วยให้คนอื่นที่มีความพิการได้เห็นตัวเองเช่นกัน แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ฝันเพราะเขาคิดว่าคงไม่มีใครรับนักแสดงหนังโป๊ที่เป็นซีรีบรัล เพาร์ซีแถมยังนั่งอยู่บนวีลแชร์อีก จนวันหนึ่งเมื่อสามเดือนที่แล้ว เพื่อนของเขาซึ่งเป็นยูทูปเบอร์ได้ส่งข้อความมาว่า เว็บไซต์หนังโป๊ที่ทำงานอยู่กำลังวางแผนจะเฉลิมฉลองครบรอบสองปี โดยการเชิญคนที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์มาร่วมสร้างฉากต่างๆ ในหนังขึ้นมาอีกครั้ง

“ผมสนใจไหม” เขาถาม

“ตอนได้รับข้อความ ผมใช้เวลาอีกหลายวินาทีทีเดียวเพื่ออ่านข้อความเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้มั่นใจว่าเข้าใจอย่างถูกต้อง ‘พวกเขาอยากให้ผมไปแสดงหนังโป๊จริงๆ เหรอ’ ‘แน่นอน’ ผมตอบตัวเอง นานแสนนานที่ผมเฝ้ารอให้เกิดขึ้น และไม่คิดไม่ฝันว่าจะกลายเป็นตัวเอง”

 

เขาครุ่นคิดถึงไอเดียในหัวเพราะการทำสิ่งนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจระยะยาวต่อเกย์พิการ แต่ก็ยังมีความกังวลว่า ร่างกายที่พิการจะไม่สามารถให้ประสบการณ์เร้าร้อนเท่ากับหนังโป๊เกย์เรื่องอื่นๆ ที่คนเคยเห็น และกังวลว่าคนจะมองเขาต่างออกไปหลังจากได้ดู

การ์ซาติดต่อเพื่อนคนหนึ่ง จอห์น ชิลด์ นักแสดงหนังโป๊ และชิลด์ก็เสนอตัวที่จะร่วมแสดงด้วยเขาทั้งสองคนต้องสร้างฉากและเหตุการณืเดิมที่เคยมีในเว็บไซต์อีกครั้ง เขาและชิลด์ใช้เวลาสักพักเพื่อคิดว่าอะไรน่าจะดีที่สุดสำหรับร่างกายที่มีความพิการ ทั้งเรื่องท่าทางและการทำให้เซ็กส์และฉากต่างๆ เข้าถึงได้สำหรับเขาและผู้ชม จนสุดท้ายจึงตัดสินใจว่า การถ่ายทำคงง่ายและสมจริงกว่า หากถ่ายฉากต่างๆที่บ้านของเขาเพราะที่นั่นมีทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกเรื่องความพิการ เช่น ลิฟต์ที่ใช้ย้ายตัวเข้าหรือออกจากวีลแชร์ เตียงที่สามารถปรับแต่งได้ รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ

ในวันถ่ายจริง ชิลด์เคาะประตูห้องของการ์ซาและกอดเขาด้วยความอบอุ่น การ์ซาตื่นเต้นมากแต่ก็กังวลถึงสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ จึงเริ่มต้นด้วยการจัดวางที่ทางและคิดว่าจะวางวีลแชร์ไว้ตรงไหน เขาอยากให้คนดูเห็นเขาที่ถูกยกออกจากวีลแชร์ด้วยสลิงค์เส้นพิเศษ เพื่อทำให้ผู้ชมได้รู้ว่า คนพิการที่นั่งวีลแชร์นั้นทำอย่างไรกันเมื่อจะมีเซ็กส์

“ผมอยากให้คนดูเห็นการกระทำที่สามารถสื่อถึงกิจกรรมทางเพศ จึงให้ชิลด์ช่วยเหลือผมไปด้วยในขณะที่พวกเราเริ่มกิจกรรมทางเพศ ฉากเหล่านี้เป็นฉากโปรดเพราะมันไม่ได้หวือหวา หรือโฉ่งฉ่างอะไรเลย แต่กลับเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ถูกพูดถึงมากนัก”

การ์ซากล่าวว่า หลายครั้งกิจกรรมทางเพศที่เกิดขึ้นมักถูกนำโดยคนที่ไม่พิการและเขาก็มักกังวลว่าความพิการจะเป็นอุปสรรคต่อความรู้สึกทางเพศ แต่ในการถ่ายครั้งนี้เขาได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ รู้สึกว่าตัวเองสามารถเป็นจุดสนใจและพอยิ่งรู้ว่าสิ่งที่ทำกำลังถูกบันทึก มันก็เร่าร้อนขึ้นเป็นไหนๆ จนเผลอปล่อยให้ความก้าวร้าวที่มีคลายออกมา เขารู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลายและเป็นอิสระ

“ช่วงหนึ่งขณะถ่ายทำ ผมมีความสุขจนยิ้มกว้างเพราะตอนนี้ผู้ชายที่เป็นซีรีบรัล เพาร์ซี ที่มีร่างกายพิการดูผิดปกติจากที่คนทั่วไปคิด และมักถูกมองว่าไม่มีความเซ็กซี่ใดๆ กำลังถ่ายทำหนังโป๊ครั้งแรก มันอาจฟังดูน่าเขิน แต่ความรู้สึกนี้จะเปลี่ยนผมไปตลอดกาล มันทำให้ผมเห็นว่าร่างกายที่พิการก็เซ็กซี่ได้

“ทุกอย่างจบลงด้วยดี แต่แตกต่างจากสิ่งที่ผมจินตนาการไว้ตอนแรกอย่างสิ้นเชิง ผมได้โชว์เรือนร่างที่มีความพิการ มีเซ็กส์ที่ยอดเยี่ยม จนอดที่จะเล่าประสบการณ์ต่อไม่ได้ ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลยเพราะกลัวถูกตีตราและไม่อยากรู้สึกอับอาย แต่หลังจากนั้นผมก็ได้โพสต์ข้อความลงในโชเชียลมีเดียเกี่ยวกับการถ่ายหนังโป๊และผลตอบรับก็เกินความคาดหมาย ทุกคนตื่นเต้นเพราะรู้ว่าเรื่องนี้สำคัญกับผมแค่ไหน แม้แต่กับแม่ เมื่อผมบอกเธอว่าผมถ่ายหนังโป๊มานะ เธอก็บอกว่านี่เป็นสิ่งที่ดี และทำให้ความสัมพันธ์ของเรานั้นแน่นแฟ้นมากขึ้น"

ท้ายที่สุดเขาต้องการที่จะสร้างเนื้อหาออนไลน์สำหรับคนพิการที่เข้ามาหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ของคนพิการ และหวังว่าฉากของเขากับชิลด์จะทำให้เกย์ที่ไม่พิการมองว่าเกย์พิการก็เร่าร้อนได้เหมือนกัน มากไปกว่านั้น เขาอยากทำให้ผู้กำกับคนอื่นเห็นความสำคัญของหนังโป๊เข้าถึงได้โดยทุกคนและมองเห็นคนที่ยังไม่ค่อยถูกนำเสนอในวงการ สิ่งสำคัญคือการทำให้คนพิการมองว่าตัวเองมีเพศและพวกเขาเซ็กซี่ และควรจะมีที่ทางของตัวเองในวงการเช่นเดียวกับคนไม่พิการคนอื่นๆ

 

แปลและเรียบเรียงจาก

https://www.huffpost.com/entry/andrew-gurza-porn_n_5defc8a7e4b07f6835ba2459

 

Livingข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนสุขภาพหนังโป๊เกย์คนพิการเพศเซ็กส์
Categories: ThisAble

รวมถาม-ตอบ คำถามเบื้องต้นที่คนสงสัยมากที่สุดเกี่ยวกับคนพิการ

ThisAble - Fri, 2019-12-27 14:09

เป็นคนพิการแล้วมีสิทธิอะไรบ้าง อยากเป็นผู้ดูแลคนพิการต้องทำอย่างไร คนพิการกู้เงินได้ไหม มีความรักได้หรือเปล่า ฯลฯ ชวนอ่านถาม-ตอบหลายคำถามที่ติดอันดับถูกถามมากที่สุดเกี่ยวกับคนพิการ

 

ผู้ดูแลคนพิการคือ

เมื่อจดทะเบียนคนพิการ หากมีคนดูแลหรืออุปการะสามารถใส่ชื่อไว้หลังบัตรคนพิการได้ ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 ระบุว่า ผู้ดูแลคนพิการคือ บิดา มารดา บุตร สามี ภรรยา ญาติ พี่น้อง หรือคนอื่นที่รับดูแลหรืออุปการะคนพิการ

ผู้ดูแลคนพิการจะได้รับสิทธิต่างๆ เช่น ลดหย่อนภาษีหรือยกเว้นภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ได้รับบริการให้คำปรึกษา แนะนำ ฝึกอบรมทักษะ การเลี้ยงดู การจัดการศึกษา การส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำ เพื่อให้พึ่งตนเองได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และหากคนพิการไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมายต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ผู้ดูแลคนพิการหรือองค์กรด้านคนพิการสามารถเป็นผู้ดำเนินการแทนได้

 

เงินสงเคราะห์คนพิการคือ

เงินสงเคราะห์คนพิการ 800 บาท หรือที่เรียกกันว่า เบี้ยความพิการ เป็นเงินที่คนพิการได้รับหากมีสมุด หรือบัตรประจำตัวคนพิการ เดิมทีเงินจำนวนนี้ถูกกันไว้ให้เฉพาะคนพิการที่ไม่มีรายได้เท่านั้น หากเป็นคนพิการที่สูงอายุก็มีสิทธิได้รับทั้งเบี้ยความพิการ และเบี้ยผู้สูงอายุ โดยนำบัตรประจำตัวคนพิการ ฉบับจริงพร้อมสำเนา ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนา(เฉพาะหน้าที่แสดงชื่อและเลขที่บัญชี) ไปยื่นได้ที่สำนักงาน พมจ.หรือกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หากไม่สามารถไปยื่นได้ด้วยตัวเองสามารถมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ดูแลคนพิการดำเนินการแทนได้

อย่างไรก็ดีมีการถกเถียงเรื่องเบี้ยความพิการอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมาถึงเรื่องความเหมาะสมของจำนวนเงิน เช่น ในงานสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับภูมิภาค ประจำปี 2562 ผู้แทนองค์การคนพิการแต่ละประเภทและภาคีเครือข่ายใน 4 ภาค ได้นำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติให้รัฐบาลปรับเพิ่มเบี้ยคนพิการเป็น 1,000 บาท และปรับเพิ่มเบี้ยความพิการเป็นแบบขั้นบันได โดยคำนึงถึงความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการเป็นสำคัญ โดยจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็ได้กล่าวว่าเป็นข้อเสนอที่ทำได้ยากมาก

นอกจากนี้ในเว็บไซต์ Change.org ได้มีแคมเปญเพิ่มเบี้ยยังชีพคนพิการเป็น 2,000 บาท โดยระบุว่า ปัจจุบันคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการมีร้อยละ 2 ของประชากรทั้งประเทศ หรือ 1.5 ล้านคนโดยประมาณ ในจำนวนนี้มีคนพิการเพียง 1% ที่มีโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ ที่เหลือจำเป็นต้องได้รับการดูแลอุปการะ เบี้ยยังชีพคนพิการเดือนละ 800 บาทนั้นสามารถใช้จับจ่ายใช้สอยได้ไม่เกิน 2 วัน ทั้งที่คนพิการมีความจำเป็นพื้นฐานสูงกว่าคนปกติ 3-4 เท่าตัว เช่น ค่าใช้จ่ายดูแลฟื้นฟู ซึ่งอยู่นอกเหนือจากความต้องการด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เบี้ยยังชีพคนพิการ 800 บาท จึงไม่สมเหตุสมผล จึงต้องการให้เพิ่มเบี้ยยังชีพเป็นเดือนละ 2,000 บาท แม้จะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพประจำวัน แต่จะช่วยให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยในแคมเปญได้พูดถึง 5 ประโยชน์ที่จะได้รับหากเพิ่มเบี้ยยังชีพคนพิการคือ 1.ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 2.บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวของคนพิการ 3.กระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก เนื่องจากคนพิการส่วนใหญ่คือผู้ด้อยโอกาส และเป็นผู้มีรายได้น้อย 4.เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจได้ถึง 108,000 ล้านบาท 5.จัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น

 

เป็นคนพิการแล้วได้อะไร

เมื่อคนพิการลงทะเบียนความพิการแล้ว ก็มีสิทธิได้รับสวัสดิการด้านต่างๆ เนื้อหาเรื่องสิทธิคนพิการได้ที่ https://thisable.me/content/2019/12/580

หรือจำแนกเป็นด้านต่างๆ ดังนี้
ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก

  • คนพิการสามารถขอเงินเพื่อปรับสภาพภายในที่อยู่อาศัยไม่เกินคนละ 20,000 บาท
  • ยืมอุปกรณ์ ICT ของภาครัฐ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์ โดยต้องใช้สำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ 1 ฉบับและสำเนาทะเบียนบ้านคนพิการ 1 ฉบับในการทำเรื่อง
  • หากคนพิการเข้ารับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางสถานพยาบาลต้องจัดหาอุปกรณ์เทียม หรือเครื่องอำนวยความสะดวกให้ หากไม่มีให้เบิกจากศูนย์สิรินธร กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ด้านการแพทย์

  • คนพิการสามารถใช้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างครบวงจร และหากมีบัตรทอง (ท.74) สามารถใช้บริการสาธารณสุขของรัฐได้ทุกแห่ง ทั้งการฟื้นฟู อาชาบำบัด และวารีบำบัด

ด้านการศึกษา

  • กองทุนการศึกษาเรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรี และมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
  • ยืมอุปกรณ์การท่องเที่ยวและกีฬา สำหรับคนพิการที่มีความจำเป็นพิเศษทางการศึกษา สามารถขอยืมอุปกรณ์พลศึกษา เช่น บ็อคเซีย ลูกบอลมีเสียง และลูกบาสเกตบอลมีเสียงได้

ด้านอาชีพ

  • คนพิการสามารถรับคำแนะนำในการประกอบอาชีพให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง
  • คนพิการสามารถรับสลากกินแบ่งรัฐบาลไปขายได้ด้วยตนเองคนละไม่เกิน 6 เล่ม โดยลงทะเบียนกับหน่วยงาน
  • จ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 ที่ว่าด้วยเรื่องสถานประกอบการหรือหน่วยงานต้องจ้างคนพิการในอัตราส่วน 100 : 1 คน และ มาตรา 35 หากไม่รับตามกำหนดตามมาตรา ม.33 ให้ส่งเงินเข้ากองทุน โดยมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ x 365 x จำนวนคนพิการที่ต้องรับเข้าทำงาน ในกรณีไม่รับพนักงานตาม ม.33 และไม่ประสงค์ส่งเงินเข้ากองทุน หน่วยงานหรือสถานประกอบการอาจช่วยเหลือหรือจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่คนพิการได้
     

ด้านสังคม

  • คนพิการสามารถกู้ยืมเงินได้ไม่เกิน 120,000 บาท โดยไม่เสียดอกเบี้ยและมีระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี
  • สวัสดิการขนส่งสาธารณะ ได้รับการยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS และ MRT และลดหย่อนค่าโดยสาร ขสมก. รถไฟ และเครื่องบิน
  • คนพิการมีสิทธิที่จะได้รับบริการผู้ช่วยคนพิการ เมื่อต้องการความช่วยเหลือ
  • ได้รับงบสงเคราะห์ เช่น เบี้ยคนพิการ,เงินในการปรับสภาพที่อยู่อาศัย,การกู้ยืมเงินทุนในการประกอบอาชีพ หรือการเข้ารับการศึกษารวมทั้งการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
  • ลดหย่อนภาษีคนพิการและผู้ดูแล หากคนพิการมีรายได้ไม่เกิน 190,000 บาท/ปี จะได้รับการยกเว้นภาษี และผู้ดูแลสามารถลดหย่อนภาษีได้ปีละ 60,000 บาท/ปี
  • คนพิการทางการได้ยินและการสื่อสารมีสิทธิรับบริการล่ามภาษามือ
  • เบี้ยคนพิการ 800 บาท/เดือน หรือ 9,600 บาท/ปี
  • สวัสดิการแห่งรัฐ,กองทุนวันละบาท (พอช.)

 

ใครกู้เงินคนพิการได้บ้าง

จากที่รู้กันไปแล้วว่า คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ สามารถกู้เงินได้ โดยสามารถกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพในวงเงินกู้รายบุคคลไม่เกินรายละ 60,000 บาท หากประสงค์กู้ยืมเงินเกินกว่าวงเงินที่กำหนด จะพิจารณาเป็นรายๆ ไปไม่เกิน 120,000 บาท และการกู้ยืมรายกลุ่มกลุ่มละไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยไม่เสียดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเป็นรายบุคคลจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

1) มีบัตรประจำตัวคนพิการ
2) มีความจำเป็นในการขอรับการสนับสนุนเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพในท้องที่ที่ยื่นคำขอ
3) มีความสามารถในการประกอบอาชีพในเรื่องที่ขอรับการสนับสนุน
4) บรรลุนิติภาวะ (อายุ 20 ปีหรือบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส)
5) มีภูมิลําเนาตามทะเบียนบ้านในท้องที่ที่ยื่นกู้ไม่น้อยกว่า 90 วัน
6) ไม่เคยมีประวัติเสียหายในการกู้เงินจากกองทุน หรือดำเนินการแก้ไขมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี 7) ต้องชำระหนี้กองทุนแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินกู้ยืมทั้งหมด
8) มีความสามารถชำระคืนเงินกู้ยืมได้และมีบุคคลที่น่าเชื่อถือได้เป็นผู้ค้ำประกัน

หากเป็นผู้ดูแลคนพิการจะต้อง


1) มีคุณสมบัติเดียวกับกู้ยืมเป็นรายบุคคล (ข้อ 2 - 8)
2) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
3) ได้รับการรับรองจากผู้แทนองค์กรด้านคนพิการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภูมิลำเนา ข้าราชการระดับ 3 หรือเทียบเท่าขึ้นไปหรือมีหลักฐานว่าเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการซึ่งมิได้มีหนี้สินจากกองทุน
4) คนพิการในความดูแลเป็นผู้เยาว์ ผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม ออทิสติก สติปัญญา หรือพิการจนไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้
5) ต้องรับดูแลคนพิการหรืออุปการะคนพิการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน 

สำหรับผู้กู้ยืมเป็นรายกลุ่มจะต้อง

  1. เป็นกลุ่มคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่รวมตัวกันโดยมีผลประโยชน์และวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนกัน หรือทำกิจกรรมอันชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรม หรือดำเนินการอื่นอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสมาชิก มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีระบบบริหารจัดการและการแสดงเจตนาแทนกลุ่มได้ มีสมาชิกกลุ่มไม่น้อยกว่า 2 คน 
    2) มีหลักฐานจากสถาบันการเงินเกี่ยวกับการออมเงินอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 6 เดือน
    3) กิจการอยู่ในจังหวัดที่ยื่นคำขอไม่น้อยกว่า 6 เดือน 
    4) ได้รับหนังสือรับรองจากองค์กรด้านคนพิการนิติบุคคลหรือหน่วยงานภาครัฐว่า เป็นกลุ่มที่มีผลงานน่าเชื่อถือจริง 
    5) มีแผนงานหรือโครงการของกลุ่มที่จะดำเนินการต่อไปอย่างชัดเจน

https://www.thaihealth.or.th/Content/41169

 

กู้เงินคนพิการใช้เอกสารอะไร

คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่มีต้องการกู้เงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หากมีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯ ให้ยื่นต่อกองทุนส่งเสริมความเสมอภาคคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อาคาร 60 ปี กรมประชาสงเคราะห์ บ้านราชวิถี กรุงเทพมหานคร ส่วนคนที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดอื่นให้ยื่นต่อสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) และต้องมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านในท้องที่ที่ยื่นคำขอกู้ไม่น้อยกว่า 90 วัน

เอกสารประกอบการยื่นกู้ยืมเงินกองทุนฯ

1.บัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนาที่ลงลายเซ็นของผู้ดูแล
2.ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนาที่ลงลายเซ็นของผู้ดูแล
3.หนังสือรับรองการเป็นผู้ดูแลหรือผู้อุปการะคนพิการหากไม่มีชื่อในบัตรคนพิการ พร้อมสำเนาบัตรของผู้รับรองที่เป็นข้าราชการ พร้อมลงลายเซ็นมาด้วย
4.สมุดหรือบัตรประจำตัวคนพิการพร้อมสำเนาที่ลงลายเซ็นหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ
5.บัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนา ที่ลงลายเซ็นหรือพิมพ์ลายนิ้วมือของคนพิการ
6.ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา ที่ลงลายเซ็นหรือพิมพ์ลายนิ้วมือของคนพิการ
7.รูปปัจจุบันถ่ายเต็มตัว ขนาด 4 X 6 นิ้ว 1 รูป หากเป็นผู้ดูแลกู้แทนต้องถ่ายคู่กับคนพิการ
8.ใบประมาณการค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ โดยเขียนในกระดาษเปล่า จำนวน 1 ใบ
9.แผนที่ของที่อยู่อาศัยตามทะเบียนบ้าน หรือที่อยู่ปัจจุบันและสถานที่ประกอบอาชีพ
10.ใบรับรองแพทย์ของคนพิการ หากมีความพิการรุนแรง ให้ระบุว่าคนพิการไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้/ ไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้
11.หนังสือยินยอมคู่สมรสในกรณีจดทะเบียนสมรส พร้อมสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านของคู่สมรส ทะเบียนสมรสที่ลงลายเซ็น หรือสำเนาใบหย่าด้วย
12.หนังสือรับรองการอยู่อาศัย กรณีเป็นบ้านเช่า พร้อมสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านของเจ้าของบ้านที่ลงลายเซ็น
13.หลักฐานการศึกษา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิที่ผ่านการฝึกอาชีพหากมี พร้อมสำเนา และลงลายเซ็น
14.กรณียื่นกู้ครั้งที่ 2 ขึ้นไป ให้แนบสำเนาใบเสร็จการชำระหนี้ หรือสำเนาสมุดหักลดยอดหนี้พร้อมลงลายเซ็น หรือพิมพ์ลายนิ้วมือมาด้วย

15.กรณียื่นคำขอกู้เพื่อค้าสลากฯ ให้แนบสำเนาบัตร หรือสำเนาเอกสารยืนยันการรับสลากฯ จากแหล่งที่ได้รับ เช่น สภาสังคมสงเคราะห์ฯ หรือกองสลากฯ เป็นต้นพร้อมลงสำเนาลงลายเซ็นหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ

เอกสารประกอบผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินหากเป็นพนักงานบริษัท ลูกจ้างประจำ ข้าราชการ หรือธุรกิจส่วนตัว

1.บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนาลงลายเซ็น
2.ทะเบียนบ้าน พร้อมสำเนาลงลายเซ็น
3.แผนที่แสดงที่อยู่อาศัยตามทะเบียนบ้าน หรือที่อยู่ปัจจุบันและสถานที่ประกอบอาชีพ ขนาด A4 จำนวน 1 ใบ
4.หนังสือรับรองเงินเดือนจากต้นสังกัดของผู้ค้ำประกันฯ ฉบับจริง หรือถ้าเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจส่วนตัว ให้แนบสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากแสดงรายได้ย้อนหลัง 6 เดือน และทะเบียนการค้า พร้อมสำเนาลงลายเซ็น
5.หนังสือยินยอมคู่สมรสในกรณีจดทะเบียนสมรส พร้อมสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านของคู่สมรส ทะเบียนสมรสที่ลงลายเซ็น หรือสำเนาใบหย่าด้วย

http://202.151.176.107:8080/public/right.do?cmd=goView&id=175

 

ทำบัตรคนพิการอย่างไร

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2556 กำหนดให้คนพิการมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพและพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ และสามารถยื่นทำบัตรประจำตัวคนพิการได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. คุณสมบัติของคนพิการที่ยื่นคำขอ

1.1 มีสัญชาติไทย
1.2 หากยังไม่ได้แจ้งเกิดหรือไม่แน่ใจเรื่องสัญชาติจะต้องไปทำตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร์ก่อน

  1. สถานที่ให้บริการออกบัตรประจำตัวคนพิการ
    2.1 กรุงเทพมหานคร ได้แก่สถานที่ดังนี้
        (1) ศูนย์บริการคนพิการกรุงเทพมหานคร กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
        (2) โรงพยาบาลสิรินธร
        (3) โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน
        (4) สถาบันราชานุกูล
        (5) โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
        (6) โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)
        (7) ศูนย์บริการคนพิการสายไหม เคหะเอื้ออาทรสายไหม
        (8) สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก)
     

2.2 ศูนย์บริการคนพิการจังหวัด (พมจ.)

  1. สถานที่ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ
    3.1 กรุงเทพมหานคร
        (1) ฝ่ายสังคมสงเคราะห์งานเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลศิริราช
        (2) ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี
        (3) โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
    3.2 จังหวัด
        (1) โรงพยาบาลประจำจังหวัด/อำเภอ ที่มีศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จในโรงพยาบาล
        (2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
        (3) หรือหน่วยงานของรัฐอื่นตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศกำหนด
     
  2. เอกสารที่ต้องใช้ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ
  3. 4.1 เอกสารหลักฐานของคนพิการ
        (1) เอกสารประจําตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่
             (ก) บัตรประจําตัวประชาชน
             (ข) บัตรประจําตัวข้าราชการ
             (ค) สูติบัตรสําหรับบุคคลอายุต่ำกว่าสิบห้าปี
             (ง) หนังสือรับรองการเกิดตามแบบที่กรมการปกครองกําหนด
        (2) ทะเบียนบ้านของคนพิการ 
            กรณีที่คนพิการมีทะเบียนบ้าน แต่ไม่มีบัตรประชาชน ต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร์ก่อน
        (3)  รูปถ่ายคนพิการขนาด 1 นิ้ว ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน 2 รูป
        (4)  เอกสารรับรองความพิการโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของสถานพยาบาลของรัฐ หรือสถานพยาบาลเอกชนที่อธิบดีกําหนด
        (5)  สภาพความพิการเป็นที่เห็นได้โดยประจักษ์ โดยเจ้าหน้าที่จะถ่ายภาพความพิการไว้เป็นหลักฐาน
    4.2 เอกสารหลักฐานของผู้ดูแลคนพิการ
        (1)  บัตรประชาชนของผู้ดูแลคนพิการ 
         (2)  ทะเบียนบ้านของผู้ดูแลคนพิการ 


    กรณีคนพิการเป็นเด็กหรือไม่สามารถดำเนินการเองได้ ผู้ดูแลดำเนินการแทนได้ โดยใช้เอกสารเพิ่มเติมดังนี้


     (1)  หนังสือรับรองการเป็นผู้ดูแลคนพิการ 
           - ผู้รับรอง : กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ สมาชิกสภาท้องถิ่น ประธานชุมชน ลูกจ้างประจําของหน่วยงานราชการ, รัฐวิสาหกิจ) โดยผู้รับรองต้องอาศัยอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เดียวกับที่คนพิการอาศัยอยู่ในปัจจุบัน
     (2)  สำเนาบัตรประจำตัวของผู้รับรอง พร้อมรับรองสําเนา จำนวน 1 ฉบับ
           * ข้าราชการบำนาญ ไม่สามารถรับรองหนังสือนี้ได้
           * การรับรองจะสมบูรณ์ เมื่อพยานลงนามครบถ้วน
           * การรับรองอันเป็นเท็จมีความผิดตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญา
5.3  บุคคลอื่นยื่นคำขอมีบัตรฯ แทนคนพิการ
     (1)  สำเนาบัตรประชาชนของบุคคลที่ดำเนินการแทน
     (2)  หนังสือมอบอำนาจ เป็นหลักฐานว่าได้รับมอบจากคนพิการ (พยานต้องลงนามครบถ้วน*)
 

การยกเลิกบัตรคนพิการ
1. กรณีคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการถึงแก่ความตาย     
     (1)  บัตรประจำตัวคนพิการ (ถ้ามี) 
     (2)  บัตรประจำตัวประชาชนของคนพิการ
     (3)  ทะเบียนบ้านของคนพิการ
     (4)  สำเนาใบมรณะบัตร
2. กรณีได้รับการแก้ไขฟื้นฟูจนไม่มีสภาพความพิการ หรือมีความประสงค์ยกเลิกการมีบัตรประจำตัวคนพิการ  
     (1)  บัตรประจำตัวคนพิการ
     (2)  บัตรประจำตัวประชาชนของคนพิการ
     (3)  ทะเบียนบ้านของคนพิการ
     (4)  เอกสารรับรองความพิการ ซึ่งรับรองโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของสถานพยาบาลของรัฐ หรือสถานพยาบาลเอกชนที่อธิบดีประกาศกําหนด
     (5)  ยื่นคำขอแทน ใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ดำเนินการแทน และหนังสือมอบอำนาจ (พยานต้องลงนามครบถ้วน*)

หากคนพิการไม่ได้รับอนุมัติให้มีบัตรประจำตัวคนพิการ สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อนายทะเบียน ภายในสิบห้าวัน นับตั้งแต่ได้รับคำสั่ง และจะได้แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมเหตุผลภายในสิบห้าวัน คำวินิจฉัยของนายทะเบียนให้เป็นที่สิ้นสุด

หากคนมีปัญหา หรือข้อสงสัยในการดำเนินการ สามารถติดต่อได้ที่
- ศูนย์บริการคนพิการกรุงเทพมหานคร โทร. 02-3543388 ต่อ 701-705 ในวันและเวลาราชการ
- ต่างจังหวัด ศูนย์บริการคนพิการจังหวัด

http://dep.go.th/Content/View/1337/2

 

คนพิการมีกี่ประเภท

หากแบ่งตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คนพิการจะถูกแบ่งเป็น 7 ประเภท

1.ความพิการทางการเห็น
2. ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย
3. ความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย
4. ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม
5. ความพิการทางสติปัญญา
6. ความพิการทางการเรียนรู้
7. ความพิการทางออทิสติก

ความพิการทางการเห็น

ตาบอดและตาเห็นเลือนรางหมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมทางสังคม เป็นผลจากความบกพร่องในการเห็น โดยการระบุว่าตาบอดหรือตาเลือนราง ต้องอาศัยการวัดโดยแพทย์สายตา

ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย

หูหนวก หูตึงหมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาความบกพร่องในการได้ยินจนไม่สามารถรับข้อมูลผ่านทางการได้ยิน โดยต้องได้รับการตรวจการได้ยิน โดยใช้คลื่นความถี่ที่ 500 เฮิรตซ์ 1,000 เฮิรตซ์ และ 2,000 เฮิรตซ์ ในหูข้างที่ได้ยินดีกว่า ความดังของเสียงที่ได้ยินจะเป็นตัวบอกว่า หูนั้นตึงหรือหนวก

ความพิการทางการสื่อความหมายหมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการมีความบกพร่องทางการสื่อความหมาย เช่น พูดไม่ได้ พูดหรือฟังแล้วผู้อื่นไม่เข้าใจ เป็นต้น

ความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย

ความพิการทางการเคลื่อนไหวหมายถึง บุคคลมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องหรืออวัยวะสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว ได้แก่ มือ เท้า แขน ขา อัมพาต แขน ขา อ่อนแรง หรือภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังจนมีผลกระทบต่อการทำงาน
ความพิการทางร่างกายหมายถึง การที่บุคคลมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม จากการมีความบกพร่องหรือความผิดปกติของศีรษะ ใบหน้า ลำตัว และภาพลักษณ์ภายนอกของร่างกายที่เห็นได้อย่างชัดเจน

ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม

ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมหมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมทางสังคม จากความบกพร่องหรือความผิดปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์ หรือความคิด

ความพิการทางสติปัญญา

บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมทางสังคม จากการมีพัฒนาการช้ากว่าปกติ หรือมีระดับเชาว์ปัญญาต่ำกว่าบุคคลทั่วไป โดยความผิดปกตินั้นแสดงก่อนอายุ ๑๘ ปี

ความพิการทางการเรียนรู้

บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการมีส่วนร่วมทางสังคมโดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ ซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องทางสมอง จนบกพร่องด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ หรือกระบวนการเรียนรู้พื้นฐานอื่น ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามช่วงอายุและระดับสติปัญญา

ออทิสติก

ความพิการออทิสติกหมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือกิจกรรมทางสังคม จากความบกพร่องทางพัฒนาการด้านสังคม ภาษาและการสื่อความหมาย พฤติกรรมและอารมณ์ โดยมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของสมอง และความผิดปกตินั้นแสดงก่อนอายุ 2 ปีครึ่งหรือโดยการวินิจฉัยจากแพทย์

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3

อย่างไรก็ดี หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2552กำหนดประเภทของคนพิการแตกต่างออกไปเป็น 9 ประเภท ได้แก่

1.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น
2.  การได้ยิน
3.  ทางสติปัญญา
4.  ทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ
5.  ทางการเรียนรู้
6.  ทางการพูด และภาษา
7.  ทางพฤติกรรม หรืออารมณ์
8.  ออทิสติก
9.  พิการซ้ำซ้อน

http://www.apdi2002.com

 

คนพิการมีความรักได้หรือเปล่า

ชวนอ่านเรื่องราวความรัก เซ็กส์ ความสัมพันธ์ต่างๆ ได้ที่ เนื้อหาเรื่องความรัก กดที่นี่

 

ไม้เท้าขาว

ชวนอ่านข้อมูลไม้เท้าขาว วิธีใช้ และประสบการณ์ของคนที่ใช้ ได้ที่ เนื้อหาเรื่องไม้เท้าขาว กดที่นี่

 

ออทิสติกต่างจากดาวน์ซินโดรมอย่างไร

อ่านความรู้เรื่องออทิสติก และดาวซินโดรมได้ที่ เนื้อหาเรื่องออทิสติกและดาวน์ซินโดรม กดที่นี่

 

คนพิการมีอารมณ์ทางเพศไหม

ชวนอ่านเรื่องอารมณ์ทางเพศของคนพิการกันที่ เนื้อหาเรื่องเพศ กดที่นี่

 

ข้อดีข้อเสียทำบัตรคนพิการ

การทำบัตรคนพิการมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร กดที่นี่

 

คนพิการขึ้นเครื่องบินได้ไหม

อ่านปัญหาและอุปสรรคที่เพื่อนๆ คนพิการเจอเมื่อเดินทางโดยเครื่องบินที่ เนื้อหาเรื่องเครื่องบิน กดที่นี่

 

Livingบทความคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสิทธิคนพิการไม้เท้าขาวออทิสติกดาวน์ซินโดรมความรักคนพิการกู้เงินคนพิการบัตรคนพิการ
Categories: ThisAble

Mama Cax นางแบบ-นักรณรงค์ด้านคนพิการที่มุ่งเปลี่ยนค่านิยมความงามวงการแฟชั่น เสียชีวิตในวัย 30 ปี

ThisAble - Tue, 2019-12-24 13:17

Cacsmy Brutus หรือที่ทั่วโลกรู้จักกันในชื่อ Mama Cax นางแบบและนักรณรงค์ประเด็นคนพิการลูกครึ่งเฮติ-อเมริกันเสียชีวิตในวัย 30 ปี ตามที่ครอบครัวได้แจ้งข่าวว่าเธอเสียชีวิตในวันจันทร์ที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตกว่าสัปดาห์ในโรงพยาบาล ช่วงวัยรุ่นเธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระดูก ซึ่งส่งผลให้ต้องตัดขาด้านขวาตั้งแต่บริเวณกระดูกเชิงกรานและเมื่อไม่นานมานี้ เธอพบว่า มีก้อนเลือดอุดตันในขา สะโพก หน้าท้องและปอดของเธอ


ภาพจากอินสตราแกรม mama cax

เธอเป็นนางแบบพิการคนแรกบนรันเวย์นิวยอร์กแฟชั่นวีค ที่กรุยทางให้นางแบบแอฟริกัน-อเมริกันและคนพิการหลายคนได้เดินทางความความฝันบนรันเวย์ ความใฝ่ฝันของเธอคือการได้โลดแล่นบนรันเวย์ของแบรนด์ไฮเอ็นต่างๆ ที่คนไม่คาดคิดว่าจะเห็นนางแบบที่มีความพิการ ซึ่งจะช่วยขยับภาพจำต่อความงามของคนในสังคมและเธอก็ทำตามความใฝ่ฝันนี้ได้เป็นอย่างดี

เธอเคยกล่าวกับนิตยสาร Teen Vogue ว่าสิ่งที่สำคัญคือการทำให้คนอื่นได้เห็นความพิการอย่างประจักษ์ เพราะข้างนอกมีคนพิการทางร่างกายอีกหลายคนที่อยากจะซื้อสินค้าและไม่เคยเห็นตัวเองอยู่ในการโฆษณาสินค้าเลยในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหรือรูปทรง เริ่มแรกเธอเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแคมเปญให้กับ Wet ‘n’ Wild, Olay, Target, Huda Beauty และ Maison Margiela fragrance หลังจากนั้นจึงมีงานเดินแบบจากแบรนด์แฟชั่น เช่น Savage x Fenty และ Chromat นอกจากนี้เธอยังทำงานร่วมกับแบรนด์ Sephora, Tommy Hilfiger, ASOS และ Fenty Beauty อีกด้วย

นอกจากเธอจะเป็นนางแบบที่มีชื่อเสียงแล้ว เธอยังเป็นนักเคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิคนพิการและบล็อกเกอร์ ที่ต้องการจะหยุดค่านิยมความสวยในอุตสาหกรรมแฟชั่น เพราะเธอเองมีความแตกต่างทั้งทางด้านร่างกายและสีผิว เธอกระตุ้นการรับรู้ของสังคมในเรื่องรูปร่างที่แตกต่างและมุมมองที่มีต่อความหลากหลาย โดยใช้โซเชียลมีเดียในการพูดถึงตัวเองหลังจากที่เธอเสียขาไปตอนวัยรุ่น ก่อนที่จะมีความมั่นใจได้ขนาดนี้ เธอต้องผ่านความผิดหวังและต่อสู้ เอาความรักตัวเองและมั่นใจในตัวเองกลับมา หลังจากเมื่อตอนอายุ 14 ที่เธอเสียขาให้กับมะเร็ง เธอเล่าว่าตอนนั้นเธอไม่กล้าแม้แต่จะมองร่างกายตัวเอง หลายต่อหลายปีต่อมาเธอซ่อนขาเทียมไว้ใต้เสื้อผ้า แม้แต่กับเพื่อนสนิท จนในที่สุด ห้าปีต่อมาเธอก็รู้สึกว่าจะต้องเปิดเผย จึงโพสต์ภาพตัวเองพร้อมกับขาเทียมในโซเชียลมีเดีย

“คนพิการเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่มักไม่ถูกนำเสนอ พวกเรามีหลายอัตลักษณ์แต่มักถูกตีตราด้วยอัตลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ฉันถูกมองเป็นผู้หญิงผิวดำ หรือผู้หญิงและพวกเขาก็คิดว่าฉันคงจะพอใจแล้วที่ถูกเห็นแบบนั้น แต่พวกเขาไม่เคยคิดว่า ฉันจะถูกนับรวมได้อย่างไรถ้าพวกเขาจัดงานบนตึกชั้น 6 ที่ไม่มีลิฟต์” เธอกล่าว

 

แปลและเรียบเรียงจาก
https://www.huffpost.com/entry/mama-cax-dies-model-disability-advocate_n_5dfd2450e4b0843d35fbddf4

https://www.theguardian.com/fashion/2019/dec/20/boundary-breaking-model-mama-cax-dies-at-30

Culture & Artข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศแฟชั่นMama Caxนางแบบคนพิการเสียชีวิต
Categories: ThisAble

บริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์เปิดรับวัยรุ่นพิการแค่ไหน?

ThisAble - Fri, 2019-12-20 15:01

พญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ คณะบดีวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดลเคยกล่าวว่า แม้สิทธิด้านสุขภาพจะถูกตระหนักรู้ในสังคมโลก แต่เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ของคนพิการกลับถูกมองข้าม โดยเฉพาะในสังคมไทย จนอาจทำให้คนพิการไม่สามารถมีชีวิตที่ดีได้ ในบางรายตัดปัญหาโดยการพาไปทำหมันก็ยังสามารถเห็นได้โดยทั่วไปในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับเวทีสรุปบทเรียนโครงการพัฒนารูปแบบและกระบวนการในการดูแลส่งเสริมสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์และสุขภาวะทางเพศสำหรับผู้หญิงพิการ ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ระบุว่า ผลสำรวจความคิดเห็นต่อเรื่องเพศของเยาวชนหูหนวกในโรงเรียนโสตศึกษา จำนวนกว่าครึ่งจาก 24 คน มีมุมมองต่อตนเองที่ไม่ดี รู้สึกอายที่ต้องใช้ภาษามือ กลัวคนอื่นจะมองหรือพูดถึงตนเองในทางที่ไม่ดี กรอบคิดเรื่องเพศของเด็กหูหนวกมีจำกัด มองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอาย แม้เด็กหูหนวกมีความรู้เรื่องเพศ แต่เป็นความรู้แบบไม่ครบ คลาดเคลื่อน เช่น ทานยาคุมกำเนิดมากเกินไปจะเป็นบ้า นั่งติดกับคนเป็นเอดส์แล้วจะติดได้ ฯลฯ

ด้วยข้อจำกัดทางการได้ยิน ทำให้คนหูหนวกขาดประสบการณ์และข้อมูลเรื่องเพศที่ถูกต้อง รวมทั้งเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพทางเพศ ไม่ต่างจากคนพิการประเภทอื่นที่เผชิญกับข้อมูลและความเข้าใจในแบบต่างๆ ที่คลาดเคลื่อนกันไปคนละทิศละทาง

ข้อมูลที่ไม่ครบ เท่ากับความรู้ที่ตะกุกตะกัก

ในเวทีเดียวกัน มัทนา ทองญวณ ล่ามภาษามือระบุว่า ก่อนอบรมมองเรื่องเพศน่าอาย หากต้องเป็นล่ามแปลเรื่องนี้ให้กับคนหูหนวกก็กลัวคนหูดีมองว่าทำท่ามือน่าเกลียดเพราะท่าทางที่สื่อถึงเรื่องเพศยังมีจำกัด อาจทำให้ภาพลักษณ์ล่ามไม่ดี ผสมกับความรู้ที่ไม่เพียงพอจึงกลัวสื่อสารผิดจนทำให้คนรับสารเข้าใจผิดด้วย เธอจึงมักปฏิเสธงานเกี่ยวกับเรื่องเพศ แต่หลังอบรมก็เปลี่ยนทัศนคติ มองเรื่องเพศเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน เป็นความต้องการพื้นฐาน คุยได้ไม่น่าอาย ส่งผลให้แปลออกมาเป็นท่ามืออย่างมั่นใจและไม่อายอีกต่อไป

วัยรุ่นหูหนวกหลายคนเล่าว่า การไม่มีสื่อที่เป็นรูปภาพหรือไม่มีล่ามช่วยสื่อสาร ทำให้พวกเขาไม่มีความรู้เรื่องเพศ ความรู้ที่มีถูกบอกต่อจากเพื่อนหูหนวกสู่เพื่อนหูหนวก จึงไม่อยากพูดหรือสื่อสารเรื่องเพศกับใครมากนัก รวมถึงครั้นเมื่อต้องไปพบแพทย์ พอเรื่องเพศถูกมองเป็นเรื่องส่วนตัว น่าอายและต้องปกปิด คนหูหนวกจึงรู้สึกว่า การต้องสื่อสารกับแพทย์ผ่านล่ามที่พวกเขารู้จักดีหรืออาจต้องเจอกันอีก เป็นเรื่องที่ขัดเขินและไม่เป็นส่วนตัว

พระราชบัญญัติป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ที่มีเป้าหมายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานสิทธิวัยรุ่น ในมาตรา 5 ระบุว่า วัยรุ่นมีสิทธิสำคัญอยู่ 6 ด้าน ได้แก่ 1.สิทธิในการตัดสินใจโดยตนเอง 2.สิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารความรู้ 3.สิทธิในการได้รับบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ 4.สิทธิในการรักษาความลับ ความเป็นส่วนตัว 5.สิทธิในสวัสดิการสังคม และ 6.สิทธิในการได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ดี ยังมีเยาวชนพิการหลายคนที่เข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ เหล่านี้

สิทธิที่เข้าไม่ถึงและความรู้ที่มีน้อยนิดในเรื่องความพิการ

เพลง- อธิษฐาน สืบกระพันธ์ เยาวชนพิการมีภาวะอ่อนแรงและข้อติด ไม่สามารถขยับได้ทั้งแขนและขา จนทำให้ต้องได้รับความช่วยเหลือในกิจวัตรประจำวันบางอย่าง เช่น การแต่งตัว อาบน้ำ ไปจนถึงการเดินทางในชีวิตประจำวัน


เพลง-อธิษฐาน

เธอเคยได้รับบริการด้านสุขอนามัยเจริญพันธุ์ และพบอุปสรรคมากมาย เช่น เนื่องจากความไม่สะดวกในการเดินทางจึงจำเป็นจะต้องมีคนไปด้วยทุกครั้ง ไม่มีผู้ช่วยอุ้มเธอขึ้นเตียงนอนแพทย์ หรืออุปสรรคที่เกิดจากสภาพร่างกายที่หงิกงอ จนแพทย์ไม่สามารถฝังยาคุมได้ อีกทั้งเมื่อหมอเห็นร่างกายของเธอ พวกเขาก็ไม่สามารถวินิจฉัยและตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาได้ จนทำให้ทุกครั้งที่เธอเข้ารับบริการด้านสุขอนามัยเจริญพันธุ์  แพทย์ก็จะต้องตรวจโรคที่ก่อให้เกิดความพิการของเธอใหม่ทุกครั้ง นั่นทำให้ระยะเวลาการรรักษาเพิ่มขึ้นสามถึงสี่เท่าตัวหรือนานที่สุดถึง 12 ชั่วโมงในการฝังยาคุมกำเนิด

เช่นเดียวกับบัดดี้- ปริญาภัทร บุญรอด เยาวชนพิการอีกคนที่เคยได้รับบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์และพบว่า แพทย์หลายคนไม่กล้าที่จะสื่อสาร พูดคุยกับเธอโดยตรงจึงมักพูดผ่านแม่ของเธอ รวมทั้งอธิบายรายละเอียดต่างๆ ให้แม่ของเธอฟัง

“ตอนฝังยาคุมเราไปกับแม่ หมอเลือกไม่คุยกับเราโดยตรงและไม่พูดถึงความพิการ ไม่บอกว่าฝังเพราะอะไร ไม่ถามเราด้วยซ้ำว่าอยากฝังหรือไม่ เพราะมองว่าแม่เป็นคนตัดสินใจทั้งๆที่เขารักษาเรา ไม่ได้รักษาแม่” บัดดี้เล่า

นอกจากการรับบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์แล้ว บัดดี้ยังเข้ารับบริการคลินิกวัยรุ่น ที่ให้คำปรึกษาด้านจิตเวช  โดยปกติเธอไม่อยากให้ใครรู้ว่าไปไหน หรือต้องพบหมอจิตเวชก็ไม่ค่อยอยากให้พ่อแม่ไป แต่บางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ จึงรู้สึกอึดอัดที่ถูกมองว่ามีปัญหาด้านจิตใจและรู้สึกไม่เป็นส่วนตัว

ทางเลือกที่มีไว้สำหรับคนพิการเท่านั้น

ตอนเพลงไปฝังยาคุม แพทย์พยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอเลือกทางเลือกอื่นๆ อย่างการฉีดยาคุม ทั้งๆ ที่เธอบอกข้อจำกัดด้านการเดินทางมาโรงพยาบาลแล้วและไม่มีเวลามาฉีดยาคุมกำเนิดทุกสามเดือน จึงต้องการฝังเพราะอยู่ได้นานถึงสามปี มากไปกว่านั้นแพทย์ยังมักคิดเองว่าเธอไม่เคยฉีด หรือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ จนทำให้ในช่วงซักประวัติ เมื่อมีคำถามที่ว่า มีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ พอเธอตอบไปกลับกลายเป็นได้รับคำถามและท่าทีเชิงลบ เช่น มีสามีแล้วเหรอ

“เขาคงคิดว่า คนพิการมีแฟนไม่ได้หรือไม่อยากมี แค่ช่วยเหลือตัวเองก็ลำบากแล้ว มีแฟนจะใช้ชีวิตยังไง หนูว่าเขาคงไม่เคยเห็นว่าคนพิการใช้ชีวิตอยู่กันยังไง” เพลงกล่าว

เช่นเดียวกับบัดดี้ เมื่อร่างกายของเธอมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง เธอก็หมดโอกาสจากการทำหลายสิ่งหลายอย่าง ครั้งหนึ่งเธอเข้าโรงพยาบาล แม่ของเธอเริ่มคุยกับหมอเรื่องประจำเดือนที่ดูแลลำบาก หลังจากนั้นหมอสูติฯ จึงเข้ามาคุยและได้ข้อสรุปเป็นการฝังยาคุม  

“ตอนเราหาหมอที่คลินิกวัยรุ่น เราได้ความรู้เรื่องป้องกันโรค เรื่องการตั้งครรภ์แบบครบวงจร ไม่เหมือนตอนรักษากับหมอสูติฯ เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องการป้องกัน โรคติดต่อและความเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์ เพราะคิดว่าเราจะไม่มีเพศสัมพันธ์ ต่างจากหมอวัยรุ่นที่รับฟังปัญหา พอรู้ว่าเรามีแฟนก็บอกว่าต้องระวังอะไรบ้าง ข้อจำกัดของร่างกายเราคืออะไร” บัดดี้สะท้อน


บัดดี้ - ปริญาภัทร

มองวัยรุ่นพิการให้เป็นวัยรุ่น

“อยากให้มองวัยรุ่นพิการเหมือนเป็นวัยรุ่นทั่วไป ถามคำถามอย่างปกติ ไม่ต้องหยุดชะงัก ตกตะลึงว่ามีเพศสัมพันธ์ได้ด้วยเหรอ เราเป็นคนคนหนึ่งที่มีขาที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่เรามีความรู้สึกไม่ต่างกัน” เพลงกล่าว

ที่ผ่านมาเพลงถูกตัดสินเพราะความพิการในหลายเรื่อง เช่น เธอเหมาะจะเรียนแบบนั้นเพราะไม่ต้องออกไปไหน หรือคิดแทนว่าการเดินทางเป็นเรื่องที่ยากเกินไป ไปจนถึงเรื่องวิถีชีวิตทางเพศ เช่นเดียวกับเพื่อนๆ ของเธอหลายคนที่โรงเรียน  ที่ถูกบอกให้ไปตัดมดลูกทิ้ง พาไปทำหมันสิ จนครั้งหนึ่งเธอเองก็เคยเชื่อว่าการตัดมดลูกจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

“พอหนูรู้ว่าการตัดมดลูกตั้งแต่ยังวัยรุ่นจะมีผลเสีย หนูก็เอาไปบอกครู แต่เขากลับบอกว่า ทำเป็นรู้ดีอยากจะมีผัว มีลูกล่ะสิ เป็นตรรกะที่แปลกมาก เหมือนเขานึกว่าเราเป็นสัตว์ที่ตัดมดลูกทำหมันแล้วจะไม่มีอารมณ์ทางเพศ ต่อให้วันนี้เราตัดมดลูก หนูก็ยังมีผัว มีเพศสัมพันธ์อยู่ดี ทำให้เห็นว่าบางคนก็เชื่อในสิ่งผิดๆอยู่” เพลงเล่าอย่างมีอารมณ์ร่วม

ขณะที่บัดดี้มองว่า คนทั่วไปไม่คิดว่าคนพิการจะมีความสัมพันธ์ ทั้งที่เขามองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติสำหรับตัวเอง พอคนพิการมีแฟน ก็ไปหาว่าแฟนจะไม่จริงใจ มาหลอกคนพิการ ทำให้คนพิการรู้สึกด้อยค่า หลายครั้งหากคนพิการคบกับคนไม่พิการ คนไม่พิการก็จะถูกมองว่าจิตใจดีที่มาคบกับคนพิการ

“คนบอกว่า พิการแล้วก็ทำอะไรที่มันง่ายๆสิ แต่ชีวิตเราไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เราเป็นคนเหมือนกัน อยากไปไหนมาไหนได้ เหนื่อยได้ ไม่ต้องการการป้อนอะไรที่ถูกมองว่าง่ายตลอดเวลา เวลาไปไหนมาไหนกับแม่ ยิ่งถูกมองว่าเป็นเด็ก คงไม่มีแฟน ไม่มีเพศสัมพันธ์ และไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

“หากมีการบริการสำหรับวัยรุ่นด้านอนามัยเจริญพันธุ์ หรือมีบริการให้คำปรึกษาเฉพาะสำหรับคนพิการโดยไม่ต้องผ่านผู้ปกครองก็คงเป็นเรื่องที่ดีมาก” บัดดี้ย้ำ

 

ข้อมูลจาก

https://www.thaihealth.or.th/Content/45620

HealthบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพUNFPATRIPคนพิการเพศวัยรุ่น
Categories: ThisAble

บัตรคนพิการทำอย่างไร ทำแล้วได้อะไรบ้าง ?

ThisAble - Fri, 2019-12-20 14:37

สิทธิที่ต้องมี แต่ไม่มี เพราะไม่มีบัตร(คนพิการ)
สิทธิที่ต้องมี แต่ไม่มี เพราะไม่มีบัตร(คนพิการ)
สิทธิที่ต้องมี แต่ไม่มี เพราะไม่มีบัตร(คนพิการ)
สิทธิที่ต้องมี แต่ไม่มี เพราะไม่มีบัตร(คนพิการ)

แล้วบัตรประจำตัวคนพิการคืออะไร?

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปัจจุบันประเทศไทยมีคนพิการถึง 3.7 ล้านคน และมีคนพิการมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 55.6) ไม่ได้จดทะเบียนคนพิการมีสาเหตุเนื่องมาจากไม่ต้องการจดทะเบียน ไม่คิดว่าตนเองพิการอยู่ในระดับที่จดทะเบียนได้ และไม่ทราบข้อมูลการจดทะเบียน

หลายคนอาจไม่ทราบว่าบัตรประจำตัวพิการช่วยในเรื่องสิทธิของคนพิการต่างๆ thisable.me จึงอยากนำเสนอวิธีการทำบัตรง่าย ๆ ว่ามีอะไรบ้าง ทั้งวิธีการเตรียมตัว และสถานที่ที่สามารถไปทำได้ แล้วทำแล้วจะได้สิทธิและการคุ้มครองอะไรบ้าง หลังจากที่ได้บัตรกันแล้ว

คุณสมบัติในการทำบัตรประจำตัวคนพิการ

บัตรนี้ทำกันไม่ยาก ขอเพียงแค่มี “สัญชาติไทย” และเป็นคนที่พิการตั้งแต่ ”กำเนิด” หรือพิการจาก “อุบัติเหตุ” หรือพิการจากการ “เจ็บป่วย” หรือ “กรรมพันธุ์” ก็สามารถทำได้เหมือนกัน สำหรับคนที่ไม่มั่นใจว่าตนเองมีความพิการในระดับที่สามารถจดทะเบียนได้หรือเปล่า สามารถไปขอตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อขอใบรับรองได้

การยื่นขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ มีวิธีการง่าย ๆ เพียงแค่เตรียมเอกสารดังนี้ 1.สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ หรือ สำเนาสูติบัตร
2.สำเนาทะเบียนบ้านของผู้พิการเอง
3.ใบรับรองความพิการจากสถานพยาบาลที่รัฐ และเอกชน
.
***ยกเว้นเห็นสภาพความพิการชัดเจนอยู่แล่ว ไม่ต้องมีใบรับรองก็ได้***     สถานที่ให้บริการในการออกบัตร โดยสถานที่ที่สามารถนำไปยื่นได้ มีดังนี้ สำหรับคนพิการที่อยู่ในกรุงเทพ สามารถไปสถานที่ออกบัตรคนพิการได้ที่ 1.กรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ
2.โรงพยาบาลสิรินธร
3.โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน
4.สถาบันราชานุกูล
5.โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
6.โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)
7.โรงพยาบาลพระราม 2     หลังจากที่ได้บัตรมาแล้ว คนพิการจะได้สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองอะไรบ้าง? ด้านการเดินทาง คนพิการสามารถขึ้นรถขนส่งสาธารณะอย่าง MRT ฟรีทุกสถานี หรือ BTS ฟรี เพียงแค่แสดงบัตรคนพิการ

ด้านการแพทย์ สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐได้ทุกที่ โดยไม่ต้องมีใบส่งต่อ มีสิทธิได้รับบริการทางการใช้ยา การเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ช่วยคนพิการ และรวมถึงการบำบัดรักษา

ด้านการศึกษา จะได้รับการสนับสนุนให้มีการศึกษาให้เหมาะสม โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนจนจบปริญญาตรี รวมถึงเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอื่น ๆ

ด้านอาชีพ จะได้รับการคุ้มครองแรงงานให้มีงานทำตลอด ถ้าประกอบอาชีพอิสระจะได้รับการส่งเสริม เรื่องบริการสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีหรือความช่วยเหลืออื่น ๆ และการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการหน่วยงานรัฐ หรือสถานศึกษาเอกชน

เมื่อผู้พิการบรรลุนิติภาวะ 20 ปีบริบูรณ์ สามารถยืมเงินทุกประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ จากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ราายละไม่เกิน 5 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย

ด้านสิทธิคนพิการและสวัสดิการ จะมีการบริการล่ามภาษามือให้ มีการช่วยเหลือทางกฎหมาย การจัดให้มีผู้ช่วยคนพิการ การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้แก่คนพิการ การช่วยเหลือคนพิการที่ไม่มีผู้ดูแลคนพิการ และการจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการ

ด้านสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย มีบริการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้กับคนพิการ เพื่อเพิ่มความสะดวก และปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันในที่อยู่อาศัยของคนพิการเอง แต่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  

 

Healthรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนแรงงานสุขภาพบัตรคนพิการ
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble