ThisAble

ทำไมผู้ช่วยคนพิการ (PA) ถึงเป็นงานที่สร้างสังคมให้เท่าเทียม

ThisAble - Mon, 2019-05-13 15:56

คุณอาจนึกภาพไม่ออกว่าการมีผู้ช่วยคนพิการ (PA) มีความจำเป็นมากแค่ไหน ถ้าคุณไม่ใช่คนพิการระดับรุนแรง แม้แต่คนพิการบางคนก็อาจไม่เข้าใจถึงความจำเป็นนี้  PA หรือ Personal Assistant ตามความหมายของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2550 คือบุคคลซึ่งให้ความช่วยเหลือคนพิการเฉพาะบุคคล เพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจวัตรต่างๆ  ตามที่เจ้าตัวตัดสินใจ

แล้วทำไมคนพิการจึงจำเป็นต้องตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง เพราะอะไรครอบครัวจึงไม่สามารถเป็นผู้ช่วยเหลือคนพิการได้ หน้าที่นี้มีอะไรพิเศษ จนทำให้เป็นที่ต้องการ ติดตามไปพร้อมกันผ่านชีวิตของชายร่างเล็กอย่าง วรรณ -มงคล แก้วนิล วัย 53 ปี ผู้ช่วยคนพิการมืออาชีพที่จะเป็นผู้พาเราก้าวเข้าไปรู้จักกับอาชีพนี้อย่างใกล้ชิด

7 โมงเช้าวันหนึ่งเรานัดกับวรรณแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ เพราะเขาต้องเดินทางต่อไปศาลายา จังหวัดนครปฐม อันเป็นพื้นที่ทำงานของเขาในวันนี้

วรรณเริ่มต้นอาชีพนี้จากการเป็นเพื่อนกับคนพิการมาก่อน เขาเดินทางและทำกิจกรรมร่วมกันเสมอ จนได้มีโอกาสช่วยเหลือเพื่อน จนความสัมพันธ์ค่อยๆ พัฒนา เขาเรียนรู้ทักษะการช่วยเหลือคนพิการทีละน้อย ก่อนจะขยับมาทำงานเป็นผู้ช่วยคนพิการเต็มตัวและมีรายได้เฉลี่ยวันละ 3 - 4 ร้อยบาท ขึ้นอยู่กับความขยัน หากเป็นผู้ช่วยเหลือคนพิการหนึ่งชั่วโมงจะได้รับค่าตอบแทนประมาณ 100 บาท ขยันมากก็ได้มาก แต่ก็ต้องแลกกับความเหน็ดเหนื่อยของร่างกาย จึงทำให้วันหนึ่งเขาสามารถเป็นช่วยให้คนพิการได้ 3 ถึง 4 คน

หน้าที่ของพีเอ

เรามาถึงอพาร์ตเมนท์ย่านศาลายาช่วง 9 โมงเช้า  วรรณมีนัดกับคนพิการที่นี่ เพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือเรื่องชีวิตประจำวัน พุ -อธิพันธ์ ว่องไว คนพิการที่ใช้บริการจากวรรณกำลังรอเขาอยู่ เขาเป็นผู้อำนวยการศูนย์ “IL -Independent Living พุทธมณฑล” วรรณเริ่มต้นงานวันนี้ด้วยการช่วยเหลือกิจกรรมที่ต้องอาศัยความสามารถด้านร่างกาย อย่างเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และเตรียมตัวให้พุได้ออกจากห้องไปทำงาน  ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วคนพิการหนึ่งคนจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงหรืออาจมากกว่านั้น กรณีที่มีความต้องการอื่นเพิ่มเติม

พุนอนอยู่ตอนที่วรรณมาถึง วรรณจัดแจงพาพุขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง ก่อนเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาด แปรงสีฟัน แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว และจัดการล้างหน้า แปรงฟัน เช็ดหน้าเช็ดตา และหยิบเสื้อผ้าสำหรับใส่วันนี้ ในทุกขั้นตอนที่วรรณเป็นคนทำ จะมีพุเป็นคนตัดสินใจเองตลอดว่าจะทำอะไร ไม่ทำอะไรหรือจะใส่อะไร สิ่งนี้เรียกว่า ‘อำนาจร่วม’ (shared power) ที่สร้างให้คนมีอำนาจน้อยกว่าได้เข้ามามีส่วนร่วมในอำนาจด้วย

“เรื่องสำคัญมากของคนที่เป็นพีเอคือเรื่องการคิดแทน คนพิการควรกำหนดเองว่า จะทำอะไร ตามการตัดสินใจของเขา พีเอจะไม่คิดแทนเหมือนกับคนในครอบครัว ที่มักมีปัญหาอย่าง ไม่ให้คนพิการออกไปข้างนอก หรือเมื่อให้ออกไปแล้วก็ถามว่าไปทำไม จะไปได้เหรอ ขึ้นรถเมล์หรือข้ามถนนได้เหรอ จะเข้าห้องน้ำยังไง เพราะครอบครัวคิดว่าคนพิการใช้ชีวิตไม่ได้ ต้องช่วยเหลือตลอดเวลา และหากไม่ว่างช่วยก็รู้สึกว่าคนพิการกลายเป็นภาระ

“ไม่ใช่แค่ในครอบครัว อุปสรรคต่างๆ ของคนพิการ ไม่ว่าจะเรื่องสภาพแวดล้อมหรืออื่นใดล้วนเกิดจากความไม่เข้าใจของคนในสังคม ที่ใช้ประสบการณ์ของตัวเองแต่ไม่ได้ถามความคิดเห็นของคนพิการ พอทำเสร็จ คนพิการก็ไม่ได้ใช้เพราะใช้ไม่ได้ สุดท้ายก็บ่นว่าสร้างแล้วไม่มีคนใช้”  วรรณกล่าว

พุกล่าวว่า เหตุผลที่เขาต้องจ้างวรรณเป็นเพราะในพื้นที่นครปฐมมีพีเอน้อย ยิ่งพีเอที่เข้าใจแนวคิดด้านการช่วยเหลือคนพิการแบบ IL ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ เขาเล่าให้เราฟังไปพร้อมกับให้วรรณช่วยเตรียมตัว แต่งตัวออกจากบ้านไปด้วย

“ผู้ช่วยคนพิการเป็นตำแหน่งงานที่หายาก นอกจากพี่วรรณก็มีนักเรียน นักศึกษามาช่วยบ้าง เป็นระยะสั้นๆ วันธรรมดาเขาก็ต้องไปทำงานหรือไปเรียน จึงมาช่วยได้แค่ช่วงเช้าหรือเย็นเท่านั้น” พุกล่าว

ปัญหาของพีเอ

หนึ่งในปัญหาคลาสสิคที่สุดของงานพีเอคือความไม่เพียงพอของคนทำงานด้านนี้ แม้หน่วยงานรัฐจะกำหนดสัดส่วนของผู้ช่วยคนพิการไว้แล้วคือ จังหวัดหนึ่งจะมีผู้ช่วยประจำ 7 คน แต่ในทางปฎิบัติก็ยังดูห่างไกล และไม่เพียงพอ

“จริงๆ มีระเบียบกำหนดไว้สำหรับคนพิการที่ไม่มีใครช่วยเหลือ ดูแล ให้สามารถมีผู้ช่วยตามที่หน่วยงานจัดสรรมาดูแลได้โดยกำหนดให้มีจังหวัดละ 7 คน แต่ปัญหาคือ จำนวน 7 คนนั้นไม่เพียงพอ จึงทำให้ผู้ช่วยคนหนึ่งอาจต้องดูแลคนพิการอย่างน้อยสามคน นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญอีกอย่างคือ บางครั้งไม่ได้มีหลักในการประเมินความจำเป็น จนทำให้พีเอที่มีอยู่ประจำจังหวัดไปเป็นผู้ช่วยของกลุ่มคนพิการที่ไม่ได้มีความพิการรุนแรง”

“ความไม่เข้าใจของผู้ช่วยคนพิการประจำจังหวัดก็เป็นปัญหาที่สำคัญ บางคนเข้ามาเยี่ยม มาให้กำลังใจ มาแนะนำว่า ตัวเองเป็นตัวแทนของศูนย์แล้วก็หายไป สิ่งเหล่านี้อาจเกิดจากความเข้าใจผิดในเรื่องหน้าที่ของพีเอว่าต้องทำอะไรบ้าง เพราะพีเอส่วนหนึ่งเติบโตมาจากการเป็น อสม.(อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) การเป็นผู้ช่วยคนพิการไม่ใช่หน้าที่ของเขา เคยถามบางคนเขาก็บอกตรงๆ ว่า ถ้าให้มาช่วยเช็ดขี้ เช็ดเยี่ยว เขาทำไม่ได้หรอก สิ่งทำได้มากที่สุดคือมาเยี่ยม” พุกล่าวต่อ

หลายครั้ง มักมีข้อถกเถียงว่าด้วยเรื่องพีเอคือแนวคิด ซึ่งสามารถให้คนในครอบครัวมาเป็นได้ ไม่ว่าจะพ่อแม่ ญาติ พี่น้อง ท้ายที่สุดหากเราดูตามความหมายของคำว่า พีเอ จริงแล้วๆ ในสายตาของคนพิการ พุกลับคิดต่างออกไป

“คนบอกว่า เราเอาเงินให้พ่อแม่ดีกว่า เงินไม่ไปไหน แต่หากมองในมุมการเป็นผู้ช่วย เมื่อครอบครัวเป็นคนดูแลเรา เวลาเราคิดอะไรที่ไม่เหมือนเรากลับไม่มีสิทธิแย้ง อยากกินอะไร อยากไปไหน หรือทำอะไรที่ครอบครัวอาจไม่เห็นด้วย เขาก็คิดแทนเราไปทุกเรื่อง”

“เราอยากกินส้มตำ เขาก็ไม่ให้กินเพราะกลัวจะท้องเสีย แล้วต้องมานั่งเช็ดขี้ เช็ดเยี่ยวให้ หรือเรื่องง่ายๆ แค่อยากแต่งตัวแบบไหน ก็ยังคิดแทน อยากใส่กางเกงขายาวก็ใส่ไม่ได้เพราะมันใส่ยาก ต้องเสียเวลามานั่งทำให้ แต่พีเอจะไม่แทรกแซงเราในเรื่องเหล่านี้ เขาทำหน้าที่ช่วยให้สิ่งที่เราตัดสินใจนั้นเกิดผลสำเร็จ”

“อย่างไรก็ดี ก็ยังมีบางเรื่องที่พีเออาจไม่เข้าใจ เช่น เรื่องที่เราดูดบุหรี่ แขนเราไม่ดีจึงต่อไฟเองไม่ได้ ก็ต้องถามพีเอก่อนเสมอว่า ดูดบุหรี่ไหม ถ้าเขาไม่โอเคกับบุหรี่เราก็จะขอให้คนอื่นช่วยแทน พีเอบางคนคิดว่า ดูดบุหรี่แล้วไม่ดี ก็มาห้ามเราดูดบุหรี่ ด้วยคำพูดอย่างว่า “พิการแล้วยังดูดบุหรี่มันไม่ดีนะ” หรือพยายามหาแต่ของกินเพื่อสุขภาพมาให้เรา ให้เรากินแต่ผัก เจอแบบนี้ครั้งหน้าเราก็ขอเปลี่ยนเป็นคนอื่นแทน”

“ในญี่ปุ่น คนพิการกับผู้สูงอายุต้องมีความเข้าใจพื้นฐานเรื่องพีเอ  สมมติว่า มีคนพิการคนหนึ่งอยากออกมาใช้ชีวิตข้างนอกบ้าน รัฐจะจ่ายค่าพีเอให้ แต่เขาต้องมาที่ศูนย์  IL เพื่อประเมินก่อนว่า จะต้องใช้ผู้ช่วยกี่ชั่วโมง ต้องใช้งานอย่างไร ปฏิบัติตัวอย่างไร กว่าที่จะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกต้องมีการฝึกหัดก่อน

“การปฏิบัติต่อพีเอก็สำคัญ คนพิการบางคนคิดว่างานพีเอคือคนใช้ ซึ่งไม่ถูกต้อง พีเอเป็นคนช่วยเหลือไม่ใช่คนใช้ หรือบางคนเวลาเรียกพีเอมาช่วย ก็เรียกเหมือนเขาเป็นลูกน้อง “เห้ย มานี้ดิ” แบบนี้ไม่ได้ ไม่ใช่ว่ามีเงินจ้าง แล้วคุณจะไปใช้เขาทุกอย่าง ให้เขาเอากางเกงในไปซักหรือใช้พีเอไปล้างห้องน้ำ ทั้งๆ ที่มีคนอื่นในครอบครัวอยู่”

ระบบพีเอที่ขาดการส่งเสริม

“บ้านเราไม่มีการส่งเสริมเรื่องผู้ช่วยอย่างจริง เพราะเขาประเมินว่าบ้านเรามีคนพิการน้อย เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ในญี่ปุ่นเขาคิดว่าต้องมีผู้ช่วยให้มากขึ้น เพราะสังคมกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ”

“เราเคยเป็นคนพิการติดเตียงมาก่อน ทำให้เข้าใจความรู้สึกดี ต่อให้เราทำเรื่อง UD (Universal design) ให้เกิดขึ้นได้แล้ว แต่คนพิการไม่มีความเชื่อมั่น เขาก็ไม่กล้าออกมาใช้ชีวิต

อย่างรถเมล์ชานต่ำที่คนพิการใช้ได้ พอไปถามคนขับก็พบว่า คนที่ใช้ส่วนใหญ่มีแต่คนหน้าเดิมๆ นั่นเป็นเพราะยังมีคนพิการอีกมากที่ไม่ออกมาใช้ชีวิต กลัว ไม่รู้ว่าออกมาแล้วจะใช้ชีวิตยังไง รวมถึงอีกหลายคนยังต้องการพีเอในการช่วยเหลือสิ่งต่างๆ ที่เขาทำในชีวิตประจำวัน”

“ในกฏหมายเขียนครอบคลุมหมดทุกอย่าง แต่ในทางปฏิบัติคนละเรื่อง ปีที่แล้วเราไปทำเรื่องขอกู้เงินคนพิการกับ พมจ. (กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการประจำจังหวัด) เขาไม่ให้เรากู้ เพราะพิการรุนแรง คิดว่ากู้ไปก็เอาไปทำอะไรไม่ได้ เรารู้กฏหมายเลยคุยกับเขา ชี้ให้เขาดูว่าจริงๆ แล้วทำได้ ไม่มีกฏข้อไหนที่ห้ามคนพิการรุนแรงกู้เงินกองทุนคนพิการ สิ่งเหล่านี้หากคนพิการไม่รู้กฏหมายก็เข้าไม่ถึง” พุกล่าว

 

ไม่ใช่แค่ปัญหาเชิงระบบเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการทำงานด้วย องค์ประกอบหนึ่งของการขาดคนทำงานคือ คามเสี่ยงจากการบาดเจ็บของร่างกาย วรรณเล่าให้ฟังว่า

“เรื่องร่างกายเป็นปัญหาปกติของคนเป็นพีเอ โดยเฉพาะเมื่อต้องอุ้มคนพิการ รวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอเพราะบางทีดูแลคนพิการที่นอนดึกเราก็ต้องนอนทีหลัง แล้วเราก็ต้องตื่นก่อนเพื่อมาดูแลเขาซึ่งมันไม่เพียงพอเท่าไหร่“

“เรื่องของการอุ้ม แม้ผมจะยังไม่เคยเจ็บตัว แต่ต้องมีการฝึกฝน หาเทคนิค เพราะอุ้มแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำคัญคือต้องปลอดภัยสำหรับตัวเราเอง บางครั้งเราต้องอุ้มคนที่ตัวใหญ่กว่ามากๆ ถ้ามีคนช่วยก็เป็นเรื่องที่ดี”

“การเป็นพีเอมันเหนื่อยมากๆ ทำงานจนหนีเลยก็มี บางทีเจอคนพิการที่จู้จี้จุกจิกมากๆ ก็เบื่อ แต่สำหรับคนพิการ การถูกพีเอทิ้งคือเรื่องใหญ่ บางคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็ต้องนอนอยู่อย่างนั้น ข้าวก็ไม่ได้กิน น้ำก็ไม่ได้อาบ ไม่มีคนช่วยจัดการเรื่องขับถ่ายหรือการเข้าห้องน้ำ คนพิการคนหนึ่งที่รู้จักถูกพีเอทิ้ง ต้องนั่งบนรถเข็นทั้งคืนเพราะไม่มีคนมาช่วย ลองนึกสภาพของคุณสิ ถ้าต้องนั่งท่าเดิมทั้งคืนจะเมื่อยและเหนี่อยขนาดไหน”  

อาชีพที่คนไม่ค่อยอยากทำ?

“สมัยก่อนผมมีความพยายามจะทำกลุ่มของตัวเอง ทำได้ประมาณเกือบ 2 ปี มีประมาณ 20 กว่าคนที่เข้ามาเป็นอาสาสมัคร และมีคนทำงานจริง 4 คน ซึ่งก็ทำอยู่ไม่กี่เดือนก็หายไป คิดว่าไม่ประสบความสำเร็จเพราะคนไม่เห็นว่าการยึดทำอาชีพนี้จริงได้ ยิ่งหาคนทำประจำยิ่งยาก

หากเป็นนักศึกษา เมื่อเรียนจบเขาก็หางานประจำทำ แถมการเป็นพีเอเป็นอาชีพที่ไม่ได้มีรายได้มากมาย ใครจะทนอยู่ สู้ไปทำงานบริษัทดีกว่า ฉะนั้นปัญหาแรกคือเราจะทำยังไงให้คนทำงานนี้มีรายได้ที่มั่นคง คือให้เป็นอาชีพที่ถาวรให้ได้ ทุกวันนี้คนไทยไม่ทำแล้ว พีเอหลายคนจึงเป็นคนต่างด้าว แสดงให้เห็นว่าคนบ้านเราไม่สนใจเลย จึงควรเริ่มจากค่าตอบแทนที่ดีก่อนเพื่อจูงใจ” 

อ้างอิง

พระราชบัญญัติ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ 2550

http://www.mol.go.th/content/62670/1504757160

“PA” ผู้ช่วยคนพิการ งานหลักคือให้คนพิการได้ “ตัดสินใจ”

https://thisable.me/content/2017/08/261

 

             

 

  รายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพPersoal Assistant Paผู้ช่วยคนพิการพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ2550
Categories: ThisAble

ศุกร์นี้ขอเสนอ: STILL ALICE เธอคืออลิซ

ThisAble - Fri, 2019-05-03 18:14

ความทรงจำเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายคนไม่อยากให้หายไป โดยเฉพาะความทรงจำที่มีแต่เรื่องราวดีๆ

แต่ถ้าวันหนึ่งความทรงจำของเราเริ่มหายไปล่ะ?

เราเริ่มลืมวัน เวลา คนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เคยทำ

และแน่นอนว่าหากเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเราเอง ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการ เราจึงอยากชวนผู้อ่านได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่ออลิซ ที่มีอาการหลงลืมในเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว

 

ภาพประกอบโดย ณัฐนรี อิ่มรักษา

อาการหลงลืมที่ไม่ทราบที่มา
​อลิซมีชีวิตที่แทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ เธอได้ทำอาชีพที่รัก มีครอบครัวอบอุ่นกับสามีที่รักใคร่และลูกทั้งสาม แอนนา ทอม ลีเดีย ลูกคนโตและคนรองเรียนจบนิติศาสตร์และแพทย์ เธอจึงเป็นห่วงและไม่ค่อยเห็นด้วยกับลูกคนเล็กที่กำลังเรียนด้านการแสดง ต่างจากสามีที่เข้าใจและสนับสนุน

หลังจากการฉลองวันเกิดปีที่ 50 มีบางอย่างเกิดขึ้นกับอลิซ เธอเริ่มนึกคำศัพท์บางคำไม่ออก ไปจนถึงลืมทางกลับบ้าน การไปพบหมอครั้งแรกยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเธอเป็นโรคอะไร เธอเป็นกังวลกับอาการนี้มาก จนในวันคริสมาสต์ล่าสุด ขณะที่ครอบครัวร่วมเฉลิมฉลองกัน อลิซก็เอาแต่ฝึกจำคำศัพท์ จนลืมสูตรอาหารจานโปรดของลีเดีย และยังลืมชื่อของแฟนใหม่ลูกชายทั้งที่อีกฝ่ายได้แนะนำตัวไปแล้ว อาการหลงลืมอยู่ในสายตาของลีเดียตลอด

การพบหมอครั้งที่สอง ได้รับการสันนิษฐานว่า อลิซอาจจะเป็นอัลไซเมอร์ชนิดเกิดเร็ว หมอจึงอยากให้อลิซมาตรวจอีกครั้ง อาการหลงลืมของอลิซทำให้เธอกลายเป็นคนขี้หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย และนอนไม่ค่อยหลับ เธอจึงตัดสินใจบอกสามีเรื่องที่เธอไปพบหมอด้านประสาท และเรื่องที่เธออาจจะเป็นอัลไซเมอร์ชนิดเกิดเร็ว แม้สามีของเธอไม่ค่อยเชื่อแต่เขาก็อยู่เคียงข้างเธอเสมอ

ผลการวินิจฉัยอาการของอลิซคืออัลไซเมอร์ ซึ่งสาเหตุคาดว่าเป็นการส่งต่อโรคทางพันธุกรรมที่มาจากพ่อของเธอ อลิซตัดสินใจบอกกับลูกของเธอว่า เธอเป็นอัลไซเมอร์ชนิดเกิดเร็ว แม้จะกินยาก็ทำได้แค่บรรเทาอาการเท่านั้น และโรคนี้ยังสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานของเธอ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักกับแอนนา ลูกสาวคนโตที่กำลังจะตัดสินใจจะมีลูก

 

อลิซที่เปลี่ยนไป
อาการหลงลืมเริ่มมีผลกับอาชีพของอลิซ เธอไปสอนสาย จนถึงลืมว่าจะสอนเรื่องอะไร ทำให้ผลตอบรับที่ได้จากนักเรียนออกมาแย่ สุดท้ายเธอต้องออกจากการเป็นครู หลังจากที่ทางคณะทราบเรื่องโรคของเธอ

สำหรับอลิซอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เธอไม่อยากจะเป็นมากที่สุด เพราะโรคนี้ทำให้เธอไม่เป็นตัวเอง แถมต้องมารู้สึกอับอายจากการพูดไม่รู้เรื่อง หรือตอบคำถามเรื่องง่ายๆ ไม่ได้เลย

อลิซไปดูสถานที่พักฟื้นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ยิ่งเห็นว่าผู้ป่วยที่นี่อยู่กันแบบไหน อาการเป็นอย่างไร อลิซยิ่งรับไม่ได้ เธอจึงถ่ายคลิปบอกให้ตัวเองในอนาคตกินยาฆ่าตัวตายเสียในวันที่เธอไม่สามารถตอบคำถามอะไรได้อีกแล้ว

เพื่อผ่อนคลายจากเรื่องเคร่งเครียดทั้งหมด อลิซและสามีตัดสินใจเดินทางไปพักผ่อนที่ชายทะเล แรกๆ ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่อาการของอลิซกลับกำเริบขึ้น เธอหาห้องน้ำในบ้านไม่เจอ ลืมว่าจะทำอะไร ความทรงจำในวัยเด็กผ่านเข้ามาเรื่อยๆ

ความสัมพันธ์กับลีเดียลูกสาวคนเล็กไม่ดีขึ้น จากการที่เธอไม่เห็นด้วยเรื่องการเรียนของลูก และยิ่งแย่เมื่ออลิซไปเปิดอ่านบันทึกส่วนตัวของลีเดีย เช้าวันต่อมาอลิซลืมไปแล้วว่าเธอทะเลาะกับลีเดียเรื่องอะไร อาการหลงลืมของเธอดำเนินไปอีกขั้น เมื่อครั้งตอนไปงานแสดงละครเวทีของลูกสาวคนเล็ก อลิซกลับลืมลีเดียไปชั่วขณะ

 

บทสรุปของอลิซ
อลิซถูกเชิญให้ไปเป็นวิทยากรในงานของสมาคมดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ลีเดียแนะนำให้อลิซเปลี่ยนคำที่จะนำไปพูดให้เป็นกันเองมากกว่านี้ แต่อลิซไม่พอใจ เธอแสดงอาการให้เราเห็นผ่านคำพูดที่ตอบกลับลีเดีย ที่ทั้งหงุดหงิดและย้ำซ้ำไปซ้ำมา

วันงานมาถึง อลิซตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความตื่นเต้นทำให้ช่วงแรกของการกล่าวค่อนข้างว้าวุ่นลนลาน แต่เมื่ออลิซตั้งสติได้เธอก็ทำได้ดีขึ้น สิ่งที่อลิซพูดกินใจคนฟังเป็นอย่างมาก รวมถึงเธอได้แก้ไขคำพูดเหล่านั้นตามคำแนะนำของลูกสาว

สิ่งหนึ่งที่ดิฉันพยายามจดจำไว้ คือการที่ได้มาพูดที่นี่วันนี้มันจะเลือนหายไป ดิฉันทราบดี อาจจะหายไปพรุ่งนี้ก็ได้ แต่การได้มาพูดวันนี้มีความหมายอย่างยิ่ง ต่อตัวตนเดิมผู้กระตือรือร้นของดิฉัน ซึ่งหลงใหลในการสื่อสารเหลือเกิน

อาการหลงลืมทำให้อลิซกลายเป็นคนละคนจากตอนแรกที่เรารู้จัก สาวแกร่งกระตืนรือร้นกลายเป็นคนที่นิ่งสงบและไม่รับรู้สิ่งใด เธอลืมวันเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป จนวันหนึ่งที่อลิซได้พบกับคลิปที่เคยอัดไว้ เธอทำตามผู้หญิงที่บอกในคลิปโดยที่ไม่รู้ว่านั่นคือการฆ่าตัวตาย สุดท้ายเธอก็ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จเพราะเธอลืมว่าจะทำอะไร

คำพูดของอลิซเริ่มลดน้อยลงตามความทรงจำที่ค่อยๆ หายไป ลีเดียจึงวางความฝันของตนลงเพื่อดูแลอลิซแทนพ่อที่ต้องไปทำงานที่อื่น เธอแสดงความรักที่มีต่อแม่ให้เราเห็น แม้ว่าเธอไม่สนิทกับแม่เหมือนพี่ทั้งสอง

 

Still Alice ได้แสดงให้เราเห็นถึงอาการของโรคอัลไซเมอร์อย่างชัดเจนผ่านตัวละครหลักอย่างอลิซ อัลไซเมอร์ได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของเธอ ทำให้มีอาการซึมเศร้า หงุดหงิดโมโหง่าย ย้ำคำพูดของตัวเอง ลืมชื่อสิ่งของ และทุกสิ่งทุกอย่างโดยเฉพาะความทรงจำระยะสั้น และในท้ายที่สุดอลิซก็ไม่รับรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เป็นเหมือนกับตุ๊กตาไร้ชีวิต

นอกจากโรคอัลไซเมอร์แล้วอลิซยังแสดงบทบาทของคนเป็นแม่ เธอมีความรักและความห่วงใยต่อลูกอย่างเต็มเปี่ยม และเธอยังแสดงให้เห็นถึงความเหงาความโดดเดี่ยวของแม่ที่ลูกๆ ต่างเติบโตและไปใช้ชีวิตของตัวเอง

 

อัลไซเมอร์ เกิดจากการทำงานของโครงสร้างเนื้อเยื่อในสมองที่เสื่อมถอยลง พบในผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ก่อนวัย สาเหตุมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาการของโรคอัลไซเมอร์คือสูญเสียความทรงจำ โดยเฉพาะความทรงจำระยะสั้น พฤติกรรมแตกต่างจากที่เคย รวมไปถึงมีอาการหวาดระแวงและวิตกกังวล

  คอลัมน์ศิลป-วัฒนธรรมศุกร์นี้ขอเสนอStill Alice
Categories: ThisAble

เรียนรู้ร่วมกันผ่าน 'วิทยาลัยราชสุดา' พื้นที่แลกเปลี่ยน-เรียนรู้เรื่องคนพิการ

ThisAble - Mon, 2019-04-29 19:08

ภาพลักษณ์ของวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล คือวิทยาลัยของคนพิการ เพราะอะไรน่ะหรือ?

เพราะราชสุดามีนักศึกพิการเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก ดังที่เราจะเห็นพวกเขาเดินไปพร้อมไม้เท้าขาว วีลแชร์ หรือพูดคุยกันผ่านภาษามือ ชวนคุยกับแพทย์หญิงวัชรา ริ้วไพบูลย์ คณบตีวิทยาลัยราชสุดา ถึงการศึกษาในเรื่องความพิการ และความเป็นไปได้ของการทำงานในเรื่องนโยบายคนพิการที่วิทยาลัยพยายามพลักดัน

ความเป็นมาของวิทยาลัยราชสุดา

พญ.วัชรา: ต้องย้อนไปปี 34 สมเด็จพระเทพฯ มีพระราชดำริว่า คนพิการไทยมีศักยภาพ  แต่ว่าโอกาสทางการศึกษาไม่ค่อยมี โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา ถ้าไม่ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา คนพิการก็จะมีโอกาสทำงานน้อยลงหรือว่าได้ทำงานแรงงานมากกว่างานวิชาชีพ จึงได้พระราชทานดำรินี้ไปกับสภามหาวิทยาลัยมหิดล สภาจึงได้น้อมรับพระราชดำริแล้วจัดตั้งวิทยาลัยราชสุดาในปี 35 เป็นสถาบันการศึกษาขั้นอุดมศึกษาที่ทำ  2 หน้าที่คือ เปิดโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้กับคนพิการและเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้ในเรื่องของความพิการ คนพิการ และการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม

ในช่วงแรกเราไม่ได้มีความพร้อมทั้งหมดในทุกด้าน จึงเริ่มต้นด้วยการจัดตั้งวิทยาลัยเป็นศูนย์วิจัยคนพิการทางกาย  ในที่นี้หมายถึงความพิการร่างกายและการเคลื่อนไหว ตาบอดและหูหนวก

หลักสูตรแรกคือ ‘หูหนวกศึกษา’ เปิดเพื่อให้คนหูหนวกได้มีโอกาสเรียนระดับอุดมศึกษา ในช่วงแรกนั้นยากลำบากมาก มีน้องหูหนวกที่เรียนจบชั้น ม. 6 น้อย และการจบ ม. 6 ของเด็กหูหนวกอาจจะไม่ได้เท่ากับเด็กหูดี หรือแม้แต่ไม่เท่ากับเด็กตาบอดที่จบจากโรงเรียนสอนคนตาบอด วิธีจัดการเรียนการสอนจึงต้องมีการจัดพิเศษ เช่น มีล่ามภาษามือ มีหน่วยช่วยสอน เรียกได้ว่าต้องออกแบบการสอนทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะเนื้อหาวิชา  การเรียนเน้นเรื่องประวัติศาสตร์ความเป็นมาทางด้านการได้ยินและวัฒนธรรมของคนหูหนวก ส่วนสำหรับคนตาบอดช่วงแรกจะเน้นเรื่องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยี ส่วนคนพิการทางกายและการเคลื่อนไหวจะเรียนเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก จนเริ่มพัฒนาหลักสูตรเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพซึ่งเป็นหลักสูตรปริญญาโท รวมถึงหลักสูตร rehabilitation counselling ที่เป็นการทำความเข้าใจเรื่องภายใน ผลักดันให้คนพิการรู้สึกว่าเขามีคุณค่า รู้ว่าตัวเองมีศักยภาพ

เป้าหมายของการสนับสนุนให้คนพิการได้เรียน

วิชาหูหนวกศึกษา มีขึ้นเพื่อพัฒนาคนหูหนวกให้กลับเข้าไปเป็นครูในโรงเรียน  และพัฒนาให้เด็กหูหนวกเรียนหนังสือได้ดีขึ้น หลักสูตรจะเรียนด้านการศึกษาเพิ่มขึ้น เรียน 5  ปี ในสาขาหูหนวกศึกษา ภาษามือ ล่ามภาษามือ และทักษะความเป็นครู แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้คนพิการได้เรียนรู้แบบ  inclusive ได้ จึงพยายามผลักให้วิทยาลัยรับคนทุกแบบ พิการและไม่พิการ คนที่ทำงานเกี่ยวกับคนพิการก็มาเรียนที่นี่ และได้อยู่ร่วมกับคนพิการ เมื่อเขาอยู่ร่วมกัน เรียนด้วยกันความเข้าใจก็เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่เราคาดหวัง

ตัวเองเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน และคิดว่าเรายังไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง ไปได้ไม่ถึงครึ่งทางหมายความว่าเรายังทำได้เท่าเดิม ทั้งๆ ที่คนพิการมีตั้งหลายประเภท คนตาบอดก็ยังไม่ได้มีหลักสูตรตาบอดศึกษา ขณะที่เรามีหูหนวกศึกษาฉะนั้นเรายังเข้าไม่ถึงคนที่อยากเรียนให้ลึกว่า ทำอย่างไรจะสามารถพัฒนาศักยภาพหรือเพิ่มขีดความสามารถของคนตาบอดได้  หรือทำให้สังคมได้ศึกษาและเข้าใจวิถีชีวิตของคนตาบอดมากกว่านี้เพื่อจัดบริการให้สอดคล้องกับความจำเป็น นอกจากนี้สิ่งที่เรายังขาดคือประสบการณ์ของปัจเจก ยังมีชุดความรู้ไม่มากพอ

 

เป้าหมายที่ยังไปไม่ถึง

เรายังเห็นคนตาบอดอีกตั้งเยอะที่เข้าไม่ถึงการศึกษา  หรือหากเข้าถึงก็ไปได้ไม่สุดตามศักยภาพที่ควรจะเป็น แม้เราจะมีนักศึกษาเรียนปริญญาโทหลายคน  แต่หากถามว่าที่นี่สามารถผลิตให้คนพิการออกไปเป็นนักวิชาการ ทำงานวิจัยที่ critical มากๆ และส่ง feedback ด้านนโยบายให้กับรัฐบาลได้รึยัง คิดว่าเราก็ยังไปไม่ถึง รวมทั้งอาจารย์ที่อยู่ในวิทยาลัย ก็ยังไม่มีพิการร่างกาย

คนตาบอดหลายคนที่ทำงานในแวดวงวิชาการ  เขาสะท้อนว่า พอเป็นคนตาบอดจะรู้ได้อย่างไรว่าได้ใช้ศักยภาพเต็มที่ อาจารย์บางคนมีความรู้ระดับ professor แต่ทำไมคนตาบอดกลับไม่ได้เป็น professor หลายคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ แต่พอกลับมา เขาได้ใช้ศักยภาพเท่ากับตอนอยู่ต่างประเทศไหม เราคิดว่าไม่ ไม่ใช่ว่าความสามารถลดลง แต่สิ่งแวดล้อมที่นี่นั้นยังไม่เอื้อ สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะอะไร  ทำไมอาจารย์หูหนวกจึงไม่เป็น รองศาสตราจารย์ทั้งที่เป็นอาจารย์มาสิบปี ยี่สิบปี ทำไมเราไม่เห็นบทบาทของคนหูหนวกที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอย่างชัดเจน

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะเป็นอะไร ก็ควรที่จะปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่ นักศึกษาพิการที่มาเรียนที่นี่ก็ต้องก้าวข้ามทุกอุปสรรคที่มีเพื่อเอาศักยภาพออกมาใช้และได้ส่งต่อความรู้ที่เกี่ยวกับคนพิการ โดยเฉพาะในบริบทสังคมแบบไทยๆ โดยอาศัยความรู้เชิงวิพากษ์ และสุดท้ายสามารถนำเอาความรู้ไปถกกับนานาประเทศได้  รววมถึงวิเคราะห์นโยบายอย่างเป็นวิชาการและสามารถให้ข้อมูลวิชาการกับหน่วยงานภาครัฐได้ สิ่งเหล่านี้ในประเทศเรายังมีไม่มาก แต่เป็นสิ่งที่ควรจะเริ่มทำ

บางมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ  คณะในเรื่อง social policy ส่วนของ disability study centre ทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์กรคนพิการ เพื่อให้องค์กรคนพิการมีข้อมูลทางวิชาการไว้ขับเคลื่อน เราเองก็อยากจะทำแบบนั้นหรือ รวมถึงต้องคอยเฝ้ามองสังคมที่ผลิตภาพซ้ำของคนพิการด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ วิทยาลัยต้องมีบทบาททางสังคมวิทยา



 

สิ่งที่ยังขาดในการทำงานเรื่องคนพิการ

การเรียนรู้และเข้าใจอย่างมีระบบทางวิชาการ หากเราดูเรื่องการขับเลื่อนของคนพิการที่ผ่านมา ข้อมูลทางวิชาการมีค่อนข้างน้อย  แต่เราเอาความจำเป็นเป็นตัวขับเคลื่อน เช่น เราจำเป็นอะไร เราขาดอะไร ระบบไม่เป็นธรรมกับเราอย่างไร แต่การขับเคลื่อนแบบนั้นก็ไม่การันตีว่า เราจะได้แบบยั่งยืนอาจเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะหน้า แต่หากเราขับเคลื่อนแบบสร้างการเรียนรู้ ไม่เรียกร้องแบบลอยๆ แต่มีที่มาที่ไป มีเหตุผลความจำเป็น นโยบายที่ออกมาจะต้องเป็นนโยบายที่ยั่งยืน ไม่ใช่การสงเคราะห์เป็นครั้งคราว

ฉะนั้น หากวิทยาลัยสามารถผลิตบุคลากรแบบนั้นได้ก็ถือว่า วิทยาลัยทำบทบาทหน้าที่ได้เต็มที่

 

คนที่มีความสนใจแบบไหน ถึงเหมาะจะเรียนที่นี่

ถ้าทำงานด้านคนพิการก็คิดว่าควรจะต้องมาเรียน แต่อาจจะต้องมีทางเลือกว่า ไม่จำเป็นต้องมาเรียนที่นี่ เช่น เราอาจเปิดเป็นคาบออนไลน์ สามารถเรียนและนับเป็นเครดิตได้ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้คนได้เรียนและทำนโยบายที่มีมุมมองเข้าใจเรื่องของความพิการชัดเจนมากขึ้น

บางคนเรียนจบมาทางด้าน medical science ไม่ค่อยเข้าใจวิธีคิด มุมมองความพิการ ถ้ามาเรียนที่นี่ เขาจะได้มุมมองที่แตกต่างไป ไม่ได้มองว่า คนพิการมาเพื่อรับบริการฟื้นฟู หรือแค่มารับอุปกรณ์ หากคนตาบอดรับบริการ orientation mobility เขาไม่ได้ป่วยแต่เขามาเพื่อฝึกฝนการใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้ ฉะนั้นมุมมองต้องไม่เหมือนกับเวลาเป็นไส้ติ่งอักเสบ ที่มีหมอเป็นคนวินิจฉัยในทุกเรื่อง

นอกเหนือจากนี้วิทยาลัยอาจจะจัดเป็น training course หรือให้บริการฝึกทักษะ แต่ในปัจจุบันเรายังเป็นแบบ project base ไม่สามารถขอรับบริการได้ตลอดเวลา ก็เป็นความคาดหวังต่อวิทยาลัยว่าเราจะต้องขยับตัวเองขึ้นมาให้ทำให้ได้มากขึ้น



บทบาทของวิทยาลัยราชสุดาต่อสังคมคืออะไร

มองได้สองแง่ ในแง่ของการให้ข้อเสนอทางวิชาการเพื่อพัฒนาระบบนโยบายจากการวิจัยถือว่าเป็นบทบาททางสังคม  อีกด้านก็เป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือในหมายงานต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคณะกรรมการ หรืออนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการพัฒนาระบบบริการคนพิการ อาจารย์ของวิทยาลัยก็น่าจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย รวมถึงการพัฒนาในระดับชุมชนและสมาคมคนพิการประเภทต่างๆ

อาจารย์ตาบอดทุกคนจะมีคอนเนคชันแล้วก็สิ่งที่ทำร่วมกับสมาคม แต่อาจารย์ไม่พิการบางคนยังไม่มีคอนเนคชันนี้ เราจึงพยายามให้อาจารย์เข้าไปทำงานรุกมากขึ้น เพื่อให้เขาเข้าใจบริบทจริงๆ ของสิ่งที่สอน

 

มีบริการอะไรสำหรับนักศึกษาพิการบ้าง

จะมีส่วนของสำนักบริหาร สำนักบริการวิชาการและวิจัย และสำนักการศึกษา นักศึกษาที่เข้ามาเรียนที่นี่ส่วนใหญ่จะมีทุนการศึกษาให้เพื่อสนับสนุนการศึกษา 

นอกจากนี้ หากไม่ใช่นักศึกษา แต่ต้องการบริการ ก็จะมีเปิดอบรมเป็นช่วงๆ หรือถ้าคนมีลูกพิการก็สามารขอคำแนะนำเริ่มต้นที่นี่ได้ แต่หน่วยเหล่านี้ไม่ได้เปิดบริการไว้อย่างชัดเจน เราเปิดบริการการให้คำปรึกษาฉันท์เพื่อนอาทิตย์ครั้ง และแนะนำเรื่องการใช้อุปกรณ์ การปรับสภาพบ้าน นอกจากนี้ยังมีบริการล่ามภาษามือ เป็นล่ามบริการเฉพาะบุคคล หรือบริการตามอีเวนท์ประชุมวิชาการ

คนพิการเรียนที่นี่เรียนฟรี  แต่กระนั้นคนพิการก็ยังอาจอาจมาเรียนด้วยความยากลำบาก  สิ่งที่วิทยาลัยต้องสนับสนุนอาจเป็นเรื่องที่พัก ค่าครองชีพขั้นพื้นฐาน เราต้องหาทุนส่วนนี้เพื่อมาจัดสรรให้กับนักศึกษา นอกจากนี้นักศึกษาที่เข้ามาเรียนต้องเรียนได้จริง

วิทยาลัยราชสุดาสร้างความรู้ ทำเรื่องการพัฒนาศักยภาพผ่านระบบการศึกษา แต่เราไม่มีช่องทางสื่อสารที่แบบนักสื่อสาร เราอาจจะมีงานที่เผยแพร่ แต่ไม่ใช่แบบนักสื่อสาร หากเราสามารถทำงานเชื่อมกันได้  ทั้งกับThisable.me ที่เป็นสื่อของคนพิการเอง ช่องทางที่จะสื่อสารความรู้ก็จะกระจายมากขึ้น โดยเฉพาะหากทีมสื่อมีความ proactive ไม่นั่งรอข้อมูลมาแล้วค่อยสื่อสารนอกจากนี้ เราต้องสร้างนักวิจัยคนพิการ เพื่อทำวิจัย ประเมินนโยบาย วิพากษ์นโยบายแบบ academic learning เพื่อสร้างโลกทัศน์ร่วมกัน

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนคนพิการวิทยาลัยราชสุดาการศึกษาวัชรา ริ้วไพบูลย์
Categories: ThisAble

ศุกร์นี้ขอเสนอ: WONDER ความมหัศจรรย์ของออกัสต์

ThisAble - Fri, 2019-04-26 18:00

​ถ้าพูดถึงเรื่องความแข็งแกร่งหลายคนคงจะนึกถึงความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นอย่างแรก น้อยนักที่จะนึกถึงความแข็งแกร่งของจิตใจ เราจึงอยากชวนให้ทุกคนได้รู้จักอ๊อกกี้ เด็กชายที่ถูกมองว่าร่างกายอ่อนแอแต่กลับมีจิตใจที่เข้มแข็ง จากภาพยนต์เรื่อง Wonder

 


ภาพประกอบโดย ณัฐนรี อิ่มรักษา

หากจะจำกัดความ Wonder ก็คงพูดได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ให้ความอบอุ่นหัวใจ บอกเล่าเรื่องของความรักในครอบครัวและมิตรภาพระหว่างเพื่อน โดยมีตัวเอกเป็นเด็กชายคนหนึ่งชื่อว่าอ๊อกกี้ เขามีใบหน้าแปลกประหลาดเมื่อเทียบกับเด็กทั่วไป จนทำให้การเริ่มต้นทุกๆ เรื่องราวในชีวิตดูจะมีอุปสรรคไปเสียหมดวันเปิดเทอมครั้งแรกของเขา อ๊อกกี้พบกับเรื่องที่ทั้งดีและร้ายที่ส่งผลต่อคนรอบข้างเขาด้วย

นอกจากการเล่าเรื่องในมุมมองของอ๊อกกี้แล้ว ยังมีเรื่องราวในมุมมองของ เวีย พี่สาวของอ๊อกกี้ แจ๊ก เพื่อนของอ๊อกกี้ และ มิแรนดา เพื่อนสนิทของเวีย ตัวละครทั้งสี่อยู่ในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น แน่นอนว่าเราจะได้เห็นปัญหาของพวกเขาที่สะท้อนถึงปัญหาของเด็กและวัยรุ่นในโรงเรียน

 

Auggie

ออกัสต์ พูลแมน หรือ อ๊อกกี้ ก็เป็นเหมือนเด็กวัย 10 ขวบทั่วไปที่ชอบเล่นเกม ปั่นจักรยาน ชอบวิทยาศาสตร์และสตาร์วอร์ส และมีครอบครัวที่อบอุ่น แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาไม่เหมือนกับเด็กคนอื่น นั่นก็คือเขาเป็นโรค Treacher Collins Syndrome ที่ทำให้รูปหน้าผิดปกติและต้องผ่าตัดหลายครั้งเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ อิสซาเบล แม่ของอ๊อกกี้จึงต้องสอนหนังสือเขาที่บ้านแทนการออกไปเรียนที่โรงเรียนร่วมกับคนอื่น เพราะเธอกังวลว่าอ๊อกกี้จะโดนเพื่อนแกล้ง จนกระทั่งวันหนึ่งอิสซาเบลตัดสินใจให้อ๊อกกี้ได้ออกไปใช้ชีวิตในสังคมที่เรียกว่าโรงเรียน

ก่อนวันเปิดเรียนแม่ของอ๊อกกี้ได้พาเขาไปทำความรู้จักกับโรงเรียนที่จะเข้า โดยมีนักเรียนเป็นไกด์พาทัวร์ อ๊อกกี้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ผ่านรองเท้าที่พวกเขาสวม เพราะเขามักจะก้มหน้าตลอดเวลา นั่นทำให้เขาได้รู้จัก เด็กบ้านรวย จูเลียน เด็กขัดสน แจ๊ก วิลล์ และเด็กช่างเพ้อ ชาร์ลอตต์

หลังจากกลับจากโรงเรียน อ๊อกกี้รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง จากความรู้สึกแปลกแยกจากเพื่อนนรอบข้าง ขณะนั่งทานอาหารกับครอบครัว แม่ผู้ซึ่งไม่รู้จะทำอย่างไรสอนให้เขารู้จักเข้าใจและปล่อยวางไปพร้อมๆ กับความไม่แน่ใจว่าการที่ส่งอ๊อกกี้ไปเรียนนั้นเป็นเรื่องดีหรือไม่ ขณะเดียวกับที่พ่อสอนเผชิญหน้า

วันแรกของการเรียนไม่ได้เต็มไปด้วยความสุขอย่างที่ควรจะเป็น อ๊อกกี้โดนมองเหมือนเป็นตัวประหลาด และโดนเพื่อนร่วมห้องอย่างจูเลียนล้อเลียนตั้งแต่คาบเรียนแรกจนกระทั่งเลิกเรียน นั่นทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารในครอบครัวหลังเลิกเรียนเต็มไปด้วยความตึงเครียด อ๊อกกี้ได้ระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกมาถึงสิ่งที่เขาได้พบเจอทั้งหมด และพ่อกับแม่ต่างปลอบโยนเขาโดย โอลิเวีย พี่สาวกลับไม่อยู่ในบทสนทนา


Via

​ในมุมของโอลิเวีย อ๊อกกี้ที่เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ที่มีทุกคนในบ้านเป็นดาวเคราะห์หมุนรอบตัว เวียรักอ๊อกกี้มากเกินกว่าจะอิจฉา เธอมักบอกให้อ๊อกกี้ยอมรับกับสิ่งที่เจอและทำใจให้เข้มแข็ง เธอไม่ค่อยเรียกร้องอะไรมากนักจากครอบครัว มีเพียงย่าที่เสียไปแล้ว และเพื่อนสนิทของเธอเท่านั้นที่ได้รู้เรื่องราวส่วนตัวต่างๆ

​วันแรกของการเปิดเรียนของเวียก็น่าเศร้าพอๆ กับอ๊อกกี้ เพราะมิแรนดาเพื่อนสนิทที่เข้าใจเธอที่สุดเปลี่ยนไป ทั้งลุคใหม่ และเพื่อนกลุ่มใหม่ที่ไม่มีเธอ เวียรู้สึกเศร้าใจมากที่ตอนนี้เธอเหมือนจะไม่เหลือใครที่เข้าใจเธออีกแล้ว จนกระทั่งเธอได้พบกับ จัสติน ผู้ที่สร้างความประทับใจให้เธอตั้งแต่แรกพบ เวียได้โกหกจัสตินว่าเธอเป็นลูกคนเดียวเหมือนเขา ในฉากนี้สิ่งที่เวียพูดออกไปไม่ใช่ว่าเธอเกลียดน้องจนไม่เห็นว่าเป็นคนในครอบครัว แต่น่าจะหมายความว่ามีแค่เธอคนเดียวในครอบครัวพูลแมน

เวียได้แสดงให้เห็นถึงความน้อยใจเล็กๆ ที่เธอมีต่อครอบครัว ผ่านการเล่าว่าอิสซาเบล แม่ของเธอทุ่มเทให้อ๊อกกี้มากแค่ไหน และรูปภาพที่อิสซาเบลวาดจะมีแต่อ๊อกกี้อยู่ในภาพเสมอ เวียจึงได้แต่หวังว่าสักวันแม่จะมองเห็นเธอบ้าง

 

ฮาโลวีนที่เปลี่ยนไป

​หลายวันผ่านไปอ๊อกกี้ก็เริ่มชินกับโรงเรียนใหม่และในที่สุดเขาก็มีเพื่อนคนแรกคือ แจ๊ก หนึ่งในเด็กที่พาอ๊อกกี้เดินชมโรงเรียน ทั้งสองทำความรู้จักกัน กินข้าวด้วยกัน เล่นด้วยกัน ทำให้จากเพื่อนร่วมห้องก็ได้กลายเป็นเพื่อนสนิท ทางฝั่งเวียความห่างเหินของเธอกับเพื่อนสนิทก็ยังคงเดิม แต่กับจัสตินกลับดีขึ้นเรื่อยๆ การพูดคุยของทั้งสองทำให้เธอนึกถึงอดีตสมัยที่ยายเธอยังมีชีวิตอยู่ อิสซาเบลแม่ของเธอเห็นความเศร้าของลูกสาวจึงตัดสินใจจะใช้วันฮาโลวีนที่จะถึงเพื่อสานสัมพันธ์ระว่างแม่ลูก

วันฮาโลวีนเป็นวันที่ทุกคนจะแต่งตัวแฟนตาซีเป็นภูตผีปีศาจ นั่นเป็นเหตุผลที่อ๊อกกี้รักวันนี้ เพราะเขาจะได้เดินเชิดหน้าได้อย่างเต็มภาคภูมิโดยไม่มีใครมองด้วยสายตาแปลกๆ

ฮาโลวีนเป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับอ๊อกกี้แต่คงไม่ใช่ฮาโลวีนในปีนี้ อ๊อกกี้บังเอิญไปได้ยินแจ๊กพูดถึงเขาในแง่ลบ ว่าเขาเป็นเพื่อนอ๊อกกี้เพราะครูใหญ่ขอให้ทำ

เรื่องที่ได้ยินทำร้ายอ๊อกกี้ทั้งร่างกายและจิตใจ อิสซาเบลจึงไปรับอ๊อกกี้กลับบ้านและทำให้เวียไม่ได้ใช้วันหยุดกับแม่ของเธอ เป็นอีกครั้งที่เวียไม่โกรธน้องและยังพยายามชวนน้องให้ออกไปสนุกกับวันฮาโลวีน


Jack Will

​ก่อนเปิดเรียนแม่ของแจ๊กได้บอกให้เขาเป็นคนพานักเรียนใหม่ไปสำรวจโรงเรียน ในตอนแรกแจ๊กไม่อยากไป แต่พอรู้ว่าเด็กที่เขาจะพาไปเดินชมโรงเรียนเป็นอ๊อกกี้ที่ขนาดน้องชายเขายังกลัวจนร้องไห้ แจ๊กจึงยอมช่วยเหลือและเป็นเพื่อนกับอ๊อกกี้ตามที่คำขอของแม่​

ในครั้งแรกที่พบกับอ๊อกกี้ แจ๊กก็เหมือนกับคนอื่นที่มองหน้าตาก่อน เขาคิดว่ามองไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชิน แต่หลังจากที่เรียนร่วมกันมาทำให้เขาได้รู้จักอ๊อกกี้มากขึ้น อ๊อกกี้เรียนเก่งมากโดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังมีอารมณ์ขัน และเป็นเพื่อนที่ดีมากจนแจ๊กอยากเป็นเพื่อนกับอ๊อกกี้จริงๆ แม้วันนั้นเขาจะต้องพูดไปว่าโดนบังคับ เพราะไม่อยากรู้สึกแปลกแยกจากเพื่อนคนก็ตามที

 

​วันฮาโลวีนผ่านไป อ๊อกกี้ก็กลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง เขาปฏิเสธที่จะพูดคุยกับแจ๊ก เพื่อนร่วมห้องอีกคนอย่าง ซัมเมอร์ จึงเข้ามาทำความรู้จักเขาแทน เพราะเธออยากได้เพื่อนที่จะจริงใจกับเธอเช่นอ๊อกกี้ ทางด้านเวียเมื่อเธอตัดสินใจที่จะคบกับจัสติน เวียจึงเลือกที่จะสารภาพความจริงว่าเธอไม่ใช่ลูกคนเดียว และพาเขาไปทำความรู้จักกับครอบครัวของเธอ ความสุขกับความรักในครั้งนี้ของเวียอยู่ในสายตาของมิแรนดาที่ตอนนี้เหมือนจะเป็นอดีตเพื่อนสนิทของเวีย


Miranda

​ครอบครัวของมิแรนดาไม่ได้อบอุ่นเหมือนครอบครัวของเพื่อนสนิทอย่างเวีย เธอมีพ่อที่หย่าขาดจากแม่และแต่งงานใหม่ ส่วนแม่ก็ยังทำใจไม่ได้ มิแรนดาจึงอยากที่จะเป็นเวียมาก ในค่ายฤดูร้อนที่เธอไปเธอได้สวมบทบาทว่าเธอเป็นเวีย ทั้งบ้านที่แสนสวย พ่อแม่แสนดี น้องชายที่หน้าตาพิกลพิการ และน้องหมาอีกหนึ่งตัว นั่นทำให้เธอกลายเป็นสาวฮอตประจำค่ายที่ทุกคนอยากทำความรู้จัก หลังกลับจากค่ายเธออยากจะคุยกับเวีย แต่เพราะความรู้สึกผิดทำให้มิแรนดาทำตัวห่างเหินแทน

ความรู้สึกที่มิแรนดามีต่อเวียคือความชื่นชมอย่างถึงที่สุด และลึกๆ แล้วเธอก็มีความอิจฉาต่อเวียเช่นกัน เธออยากมีครอบครัวที่รักใคร่กันแบบเวีย

 

บอกลาความทุกข์ เปิดรับความสุข

​เมื่อสิ้นปีก็ถึงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เอาเรื่องแย่ออกไปแล้วตอบรับเรื่องดีๆ เข้ามา เรื่องดีๆ เริ่มจากแจ๊กและอ๊อกกี้ได้กลับมาเป็นเพื่อนกันอีกครั้ง จากการที่แจ๊กขอโทษอ๊อกกี้กับสิ่งที่เขาได้พูดออกไป และแจ๊กยังได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่าอ๊อกกี้เป็นเพื่อนที่สำคัญสำหรับเขา จากการปกป้องอ๊อกกี้จากคำพูดว่าร้าย

ความสัมพันธ์ระหว่างเวียและมิแรนดาก็เริ่มดีขึ้นจากงานละครเวทีของโรงเรียน มิแรนดายกบทที่เธอต้องแสดงให้เวีย เพราะเธออยากให้ครอบครัวของเวียได้เห็นและชื่นชม ก่อนการแสดงจะเริ่มขึ้นอิสซาเบลหาแว่นตาไม่เจอจนเธอเลิกหา แต่เมื่อรู้ว่าเวียได้ขึ้นแสดงเธอจึงแย่งแว่นตาของสามีเพื่อมองดูลูกสาวบนเวที สิ่งที่เราได้รู้จากฉากนี้คือถึงแม้ที่ผ่านมาอิสซาเบลจะสนใจอ๊อกกี้มากกว่าเวีย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่ได้รักเวีย คำขอของเวียก็เป็นจริงดังที่หวัง แม่ของเธอก็มองเห็นเธอในที่สุด

เรื่องราวทุกอย่างเหมือนจะลงเอยได้ดี ผลงานวิทยาศาสตร์ของอ๊อกกี้และแจ๊กได้ที่ 1 เพื่อนๆ หลายคนเริ่มมองข้ามรูปลักษณ์ภายนอกและเข้ามาทำความรู้จักตัวตนจริงๆ ของอ๊อกกี้ แต่ไม่ใช่กับจูเลียน ยิ่งอ๊อกกี้มีความสุขจูเลียนยิ่งเกิดความอิจฉา การกลั่นแกล้งของจูเลียนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งภาพถ่ายของห้องที่ตัดรูปอ๊อกกี้ออก หรือรูปวาดล้อเลียน เมื่อเรื่องนี้รู้ถึงหูครูใหญ่ จูเลียนและพ่อแม่จึงต้องเข้าพบเพื่อรับรู้และอธิบายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ตัวละครใหม่ที่พึ่งมีบทบาทอย่างพ่อกับแม่ของจูเลียน ถอดแบบออกมาจากพ่อแม่ของหลายๆ บ้านที่เลี้ยงลูกแบบตามใจโดยคิดว่า ลูกฉันไม่ผิด ลูกฉันยังเด็ก การเลี้ยงดูแบบนี้เป็นผลเสียอย่างมากต่อคนรอบข้างของเด็กและต่อตัวเด็กเอง อย่างที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ สุดท้ายแล้วจูเลียนก็ต้องย้ายโรงเรียนตามคำสั่งของพ่อแม่

ทัศนศึกษาครั้งแรกของอ๊อกกี้เป็นหนึ่งในเรื่องราวดีๆ ที่เขาได้รับจากการเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ ความสนุกสนานที่เด็กๆ ได้รับได้เปลี่ยนให้ศัตรูได้กลายเป็นมิตร และในวันพิธีจบการศึกษาวันสุดท้ายของการเป็นเด็กเกรด 5 ก็ครบหนึ่งปีที่อ๊อกกี้ได้ใช้ชีวิตในโรงเรียนนี้ ผ่านเรื่องราวที่ทั้งทุกข์ทั้งสุขมามากมาย ความเข้มแข็งของอ๊อกกี้ทำให้เขาได้รับเหรียญรางวัลที่แสดงให้เห็นถึงแบบอย่างการเป็นนักเรียนที่ดี จากการที่เขาได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของจิตใจ และนี่ก็เป็นการปิดม่านอย่างสวยงามของ Wonder

“ จงมีไมตรี เพราะคนเราล้วนต้องต่อสู้ดิ้นรน และถ้าเราเข้าใจคนอื่นอย่างถ่องแท้ เราก็เพียงแค่เปิดตามอง ”



​นอกจากคำคมและคติสอนใจแล้ว Wonder ยังได้สะท้อนเรื่องการเลี้ยงดูลูกผ่านครอบครัวทั้งสาม คือ ครอบครัวของอ๊อกกี้กับเวีย ครอบครัวของมิแรนดา และครอบครัวของจูเลียน

และสิ่งที่หนังยังสะท้อนให้เราเห็นคือการปฏิบัติต่อคนที่แตกต่าง โรงเรียนของอ๊อกกี้เปรียบเสมือนภาพสะท้อนของสังคม สิ่งที่อ๊อกกี้เจอในโรงเรียนทั้งการถูกกลั่นแกล้ง ล้อเลียน ไม่มีเพื่อนคบ และมองในแง่ลบต่างๆ นานา เป็นสิ่งที่เราจะเจอเมื่อเรามีหน้าตา ร่างกาย หรือความคิดที่แตกต่างจากคนอื่น ความพยายามและการพิสูจน์จะทำให้คนอื่นมองข้ามความแตกต่างและยอมรับเราในฐานะบุคคลหนึ่ง ดังเช่นอ๊อกกี้ในเรื่อง

 

Treacher Collins Syndrome เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีน อัตราการเกิดของโรคคือ 1 ใน 50,000 คน พบได้ในเด็กตั้งแต่แรกเกิด ผลคือใบหน้าตั้งแต่ตาจนถึงขากรรไกรเจริญเติบโตผิดรูปและผิดที่ผิดทาง ทำให้ต้องผ่าตัดเพื่อทำให้ส่วนต่างๆ ของหน้าอยู่ถูกที่ และเพื่อให้สามารถมองเห็น ได้ยิน หายใจได้เหมือนคนทั่วไป ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ นอกจากการผ่าตัดหรือใช้อุปกรณ์ช่วยเหลืออื่นๆ เช่น เครื่องช่วยฟัง

 

คอลัมน์ศิลป-วัฒนธรรมศุกร์นี้ขอเสนอWonder
Categories: ThisAble

พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ ราคาดี คุณภาพดี และเวลาดี กับ Mayday

ThisAble - Fri, 2019-04-19 18:26

“อยากไปที่ ….. ต้องนั่งรถเมล์สายอะไร”

คำถามที่มักไร้คำตอบ เมื่อการจดจำและทำความเข้าใจสายรถเมล์ต่างๆ เป็นเรื่องยาก แถมยังไม่สามารถอ่านได้อย่างเข้าใจเมื่ออยู่ที่ป้ายรถเมล์  นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ Mayday (เมล์เดย์) กลุ่มคนที่สนใจเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ลุกขึ้นมาทำบางอย่าง เพื่อให้การเดินทางในบ้านเราสะดวก ประหยัดและรวดเร็ว

ชวน กรวิชญ์ ขวัญอารีย์ กราฟิคดีไซน์ประจำ Mayday เล่าประสบการณ์การออกแบบการขึ้นรถเมล์แบบใหม่ ที่ท้าทายความสามารถ และเปลี่ยนแปลงความไม่ชัดเจนเดิมเพื่อให้คนทุกคนสามารถใช้งานบริการรถสาธารณะ ได้ตามหลัก Inclusive Design

จุดเริ่มต้นของ Mayday

กรวิชญ์: Mayday เกิดจากการรวมกลุ่มของคนที่สนใจอยากพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ย้อนกลับไปช่วงหลังการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เกาะรัตนโกสินทร์มีคนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเดินทางค่อนข้างลำบากเนื่องจากไม่รู้ข้อมูลการเดินรถสาธารณะ ปัญหาใหญ่ที่สุดของการใช้รถเมล์คือ การให้ข้อมูล เราจึงขอกทม.ทดลองติดตั้งป้ายรถเมล์แบบชั่วคราว ขึ้นมา 2 ป้ายบริเวณสี่แยกแยกคอกวัว และทดลองใช้งานจริง ปรากฎว่าผลตอบรับดี กทม.จึงให้เราออกแบบอีก 120 ป้าย ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาตลอด

  เป็นคนที่นั่งรถเมล์บ่อยๆ หรือเปล่า ถึงสนใจเรื่องรถเมล์

ไม่จำเป็น ทีมงานเองก็ใช้หลายอย่าง บางคนต้องไปทำงานไกลมาก ระบบขนส่งสาธารณะยังเข้าไม่ถึงก็ต้องใช้รถส่วนตัว เวลาเก็บข้อมูลเราจึงมักใช้วิธีฟังจากคนที่ใช้งานจริง เพราะเราอาจไม่ใช่คนใช้งานจริงของระบบนั้น ไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร แล้วจึงนำมาหาวิธีแก้ไข

 

แนวคิดการทำป้ายรถเมล์แบบใหม่

ในช่วงที่กทม.มีการทำป้ายรถเมล์ใหม่อันใหญ่ๆ ข้อมูลเยอะ เยอะจนคนต้องก้มลงไปอ่านด้านล่าง ป้ายนี้โดนวิพากษ์วิจารณ์สูงมาก เขาก็ติดต่อมาที่ Mayday ว่าสามารถช่วยแก้ไขอะไรได้ไหม โดยมีเงื่อนไขคือ ใช้ข้อมูลแบบเดิม ทางทีมจึงจัดเรียงตัวอักษรใหม่ให้ทุกคนเข้าใจได้ ผู้สูงอายุใช้งานได้สะดวกโดยที่ไม่ต้องก้มลงไปอ่าน สุดท้ายเราก็ออกแบบได้ แต่ด้วยข้อมูลที่เยอะมาก จึงทำให้คนไม่เข้าใจฟังก์ชันหลายอย่างที่ใส่เข้าไป จนต้องกลับมาคิดใหม่ว่าข้อมูลระดับไหนถึงจะเพียงพอให้คนเข้าใจได้ง่าย

3 ขั้นตอนที่เราทำคือ ฟังปัญหาจากภาคประชาชน ให้ประชาชนเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหา และผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เราชวนประชาชนเข้ามาร่วมกันทำเวิร์คช้อป คุยกันถึงเรื่องข้อมูล ประสบการณ์การใช้บริการ และนำมาแลกเปลี่ยนกัน สุดท้ายจึงออกมาเป็นตัวต้นแบบ ป้ายรถเมล์อันแรก

ต่อมาในงาน Bangkok Design Week เราลองทำแบบใหม่ที่มีพื้นที่มากขึ้น ทำให้เราสามารถบอกเส้นทางได้ยาวขึ้น รวมถึงเพิ่มเติม Spider Map ที่แสดงให้เห็นว่าจุดเชื่อมต่ออยู่ตรงไหน และมีดัชนี ซึ่งง่ายที่สุดในการค้นหา เช่น จะไปสยาม ก็หาตัว ส.เสือ ก็จะเห็นเลยว่ารถเมล์สายไหนผ่านบ้าง

นอกจากนี้ ป้ายรถเมล์ที่มีอยู่เดิมมีขนาดค่อนข้างใหญ่และกินพื้นที่ทางเท้า เราจึงเริ่มมีการให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยออกแบบ และให้ความสำคัญเรื่องการใช้งานของคนหลากหลาย ผู้สูงอายุจะต้องมองเห็นตัวอักษร จากการคุยกับ Thaiga หรือสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย ตัวอักษรมีหัวนั้นดีที่สุดในการออกแบบป้ายสาธารณะ และใช้สีแยกรถร้อน รถแอร์ หรือจุดเชื่อมต่อ โดยเป็นสีที่มองเห็นได้ชัดเจนเพื่อให้คนพิการทางสายตาใช้ได้ แยกชัดเจน   

 

ศาลารอรถเมล์เพื่อมวลชน

ศาลารอรถเมล์เคยถูกติดตั้งจริงแต่ได้มีการรื้อถอนไปแล้ว โดยตัวที่ถูกติดตั้งเป็นตัวต้นแบบที่ขอทางกทม.ติดตั้งแต่ช่วง Bangkok Design Week  ปกติการนั่งรอรถเมล์จะต้องหันมองทางขวาเพื่อดูรถที่กำลังมา เราเลยทำเก้าอี้หันขวาดูว่าจะเป็นอย่างไรและติดบาร์ยืนพิง  นอกจากนี้ยังเพิ่มพื้นที่สีฟ้าสำหรับคนพิการ เพื่อใช้งานวีลแชร์ แต่ก็ยังอาจจะชันไปอยู่บ้าง

สำหรับฟีดแบ็ค ผู้สูงอายุจะไม่ค่อยชินกับที่นั่งแบบนี้เท่าไหร่ เพราะเดิมเป็นเต้นท์ผ้าใบสีเขียว และที่นั่งเหมือนในสวนสาธารณะ ซึ่งมีที่นั่งมากกว่า แต่เขาก็รู้สึกว่าใหม่ดี และมีฟังก์ชันที่หลากหลาย มีทั้งฟีดแบ็คดีและไม่ดี เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง บางคนก็ยังนั่งตรงๆ อยู่ทั้งที่ที่นั่งบังคับให้นั่งแบบเฉียง

ระบบขนส่งสาธารณะมีเรื่องอะไรที่ต้องแก้ไขอีก

มีอีกหลายส่วนมากที่ต้องได้รับการแก้ไข หลักๆ เช่นเรื่องของ ราคา ความสะดวกสบาย และเวลา ถ้า 3 อย่างนี้ยังไม่ดีคนจะตัดสินใจยาก คนที่ใช้รถไฟฟ้าได้ 2 ใน 3 อย่าง คือความสะดวกสบาย และเวลา พวกเขายอมยอมเสียเงิน ดังนั้นถ้า 2 ใน 3 ดี คนก็จะใช้มากขึ้น

สิ่งที่ Mayday ทำ เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่า การใช้ระบบขนส่งสาธารณะนั้นง่ายขึ้น แต่สิ่งที่อยากให้เป็นคือแก้ปัญหา เมื่อคนขึ้นไปแล้ว ระบบการจ่ายเงิน กระเป๋ารถเมล์ ที่นั่ง ฯลฯ รองรับคนทุกกลุ่มหรือยัง ผู้สูงอายุยังต้องปีนบันได หรือคนต้องรอนาน คาดเดาเวลาไม่ได้

รถเมล์แบบใหม่ที่เพิ่งสั่งซื้อเข้ามา 500 กว่าคัน มีการรองรับคนพิการแล้ว ที่มากไปกว่านั้นคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยผลักดันต่อ เช่น ต้องให้รถจอดชิดฟุตปาธ เพื่อกางทางลาด หรือทำทางเท้าให้สูงพอกับรถ

 

ป้ายรถเมล์ที่มีสัญาณไฟ สัญญาณเสียง เกิดขึ้นที่ไทยได้ไหม

เป็นไปได้ ในที่นี้คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องทำงานมากขึ้น รถเมล์หนึ่งระบบมีผู้ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานมาก อย่างเช่น กทม.เป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องป้าย กรมขนส่งทางบกเป็นคนกำหนดตำแหน่งป้าย และกรมขนส่งทางบกและ ขสมก. กำหนดข้อมูลการเดินรถทั้งหมด ดังนั้นถ้าจะทำระบบนี้ต้องมีการทำ Big Data เป็นระบบข้อมูลสาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ซิงค์ข้อมูลกันเพื่อบอกว่า รถสายนี้จะมาเมื่อไหร่  บนจอดิจิทัล Mayday เองก็พยายามผลักดันเพื่อให้เปิดข้อมูลนี้เป็นสาธารณะ ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้พัฒนาต่อยอด หรือนำไปทำแอปพลิเคชั่นที่ใช้งานได้ง่ายที่สุด

Mayday มองไปถึง Inclusive Design คือไม่ใช่แค่ทุกคนสามารถใช้งานได้ แต่ทุกคนสามารถใช้งานได้ดีด้วย คนพิการประเภทไหนก็ต้องสามารถใช้งานได้เอง แบบที่ไม่ต้องรู้สึกว่าเป็นภาระของใคร ต่อให้เราบอกว่า ปัจจุบันบีทีเอสก็ใช้งานได้ ถ้าสถานีไหนไม่มีลิฟต์ ก็จะมีรปภ.ช่วยกันแบกรถเข็นขึ้นไป ถามว่าคนพิการรู้สึกโอเคไหม ในมุมมองของผมคิดว่าไม่โอเค การออกแบบแบบ Universal Design หรือ Inclusive Design จึงควรนำมาใช้เพื่อให้คนทุกคนใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา

ระบบขนส่งสาธารณะในอุดมคติของ Mayday

ถ้าให้วาดเมืองในฝันก็คงจะต้องมี 3 อย่างอย่างที่บอกไปคือ ราคาดี คุณภาพดี และเวลาดี นอกเหนือจากนั้นคือคนสามารถเดินทางจากจุด A ไปจุด B ได้ โดยที่ไม่ติดอะไร

สมมติเราตื่นมา อาบน้ำ แต่งตัว นั่งทานข้าว เช็คแอปพลิเคชั่นในมือถือดูว่ารถเมล์จะมาในอีกกี่นาที คนคาดการณ์เวลาเตรียมตัว รู้ว่าเราต้องออกไปรอรถเมล์ในอีกกี่นาที ทำให้ไม่มีช่องว่างที่ปล่อยเวลาไปเปล่าประโยชน์ ยิ่งหากรถเมล์มีเลนเฉพาะ การนั่งรถเมล์ไปจนถึงที่ทำงานจะคาดเดาเวลาได้ ทุกอย่างก็ดูน่าใช้งาน ปัจจุบันคนกรุงเทพ แค่ออกจากบ้านก็เริ่มหัวเสียแล้ว บางคนเสียเวลาการเดินทางไป 2 ชั่วโมงต่อวัน แล้วคุณภาพชีวิตที่เหลือจะเป็นอย่างไร ยิ่งถ้าขึ้นรถเมล์ร้อนในตอนเช้า เหงื่อเหนอะหนะมาทำงาน มันไม่คูลเลย การมีขนส่งคุณภาพดี คุมเวลาได้ ไม่ต้องรอ ไม่เสียเวลา ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า คนจะมีเวลาในการทำอย่างอื่น ไปเดินห้าง ไปสวนสาธารณะ ทำอะไรก็ตามที่อยากทำ สิ่งนี่น่าจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะในอุดมคติที่เราวาดฝันไว้

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนMaydayรถเมล์คนพิการ
Categories: ThisAble

ศุกร์นี้ขอเสนอ: ME BEFORE YOU ตัวฉัน...ก่อนพบกับคุณ

ThisAble - Fri, 2019-04-19 18:06

การจากลานับเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก ยิ่งเป็นการจากลาที่ไม่มีโอกาสได้พบกันอีกก็คงเป็นความทรงจำอันน่าเศร้าที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น เหมือนกับเรื่องราวของ ลูอิซ่า คลาร์ก และ วิล เทรย์เนอร์ หญิงสาวที่ต้องเสียผู้ชายที่เธอรักไปตลอดกาล

 

ลูอิซ่า คลาร์ก และ วิล เทรย์เนอร์ สองตัวละครหลักในเรื่อง Me Before You ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักและการใช้ชีวิตของหญิงสาวที่หางาน จนเจอกับชายหนุ่มพิการซึ่งกำลังตามหาผู้ช่วย จนทำให้ทั้งสองได้ใช้ชีวิตร่วมกัน วิลสามารถออกไปใช้ชีวิตตามแบบที่เขาต้องการ และได้ทำตามในสิ่งที่เราเลือกหรือตัดสินใจเอง

Me Before You เปิดเรื่องมาด้วยการแนะนำวิล เทรย์เนอร์ ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมไปด้วยหน้าตา ฐานะ หน้าที่การงาน และความรัก วิลเป็นคนชอบความตื่นเต้นท้าทาย เห็นได้จากแผนเดินทางไปปีนเขาหรือการขับบิ๊กไบค์ แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุกับวิลเพราะความไม่ระวังของเขาในขณะข้ามถนน ทำให้ร่างกายตั้งแต่ช่วงคอลงไปใช้งานไม่ได้ เหลือเพียงแต่มือที่ยังขยับได้เพียงเล็กน้อย

ลูอิซ่า คลาร์กหรือ ลู หญิงสาวที่แต่งตัวด้วยชุดที่มีความสะดุดตา คำพูดน่าฟัง และมีทักษะการขายขนมปังที่ยอดเยี่ยม ถึงแม้เธอจะขายเก่งเพียงใดเจ้าของร้านก็จ้างเธอออกจากงาน ฉากเมื่อลูกลับบ้านเราจะเห็นถึงความสัมพันธ์ของตัวละครในครอบครัว ทั้งพ่อที่ไม่เชื่อว่าลูจะได้งาน แม่ที่ให้กำลังใจและเชื่อมั่นว่าเธอจะหางานใหม่ได้แน่ และแฟนหนุ่มของลูได้แก่ แพทริค นักวิ่งที่รักการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งแนะนำให้เธอไปหางานที่ศูนย์หางาน

ตัวลูเองแม้ว่าจะต้องการงานมากแค่ไหนแต่สิ่งที่เธอทำได้ก็มีอยู่จำกัด เธอบอกว่าทำได้ทุกอย่าง แต่เธอกลับปฏิเสธงานหลายอย่างที่ถูกเสนอมา จนสุดท้ายก็ได้งานดูแลผู้ป่วยพิการที่อยู่ไม่ไกลบ้านนัก เป็นระยะเวลา 6 เดือน

 

สาวยิ้มสวยเป็นมิตรแต่กระโปรงขาด กับหนุ่มปากร้ายที่แผลงฤทธิ์ตั้งแต่แรกพบ

วันสัมภาษณ์งานของลู เธอไม่เป็นตัวของตัวเองนัก เธอใส่เสื้อผ้าที่ไม่คุ้นเคยจนเผลอทำกระโปรงขาด และตื่นเต้นประหม่าเพราะต้องการงานมาก จนทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ในการตอบคำถาม กระนั้นเถอะ เรากลับรู้จักลูมากขึ้นจากการตอบคำถาม เธอเป็นคนช่างพูด คิดอะไรพูดออกไปอย่างนั้นและไม่มีเป้าหมายในอนาคต  สัมภาษณ์ของเธอผ่านไปได้ด้วยดีอย่างน่าแปลกใจเพราะความตั้งใจและจริงใจที่เธอได้แสดงให้แม่ของวิลเห็น

หน้าที่หลักๆ ของลูไม่ใช่การดูแลแบบผู้เชี่ยวชาญแต่คือการช่วยเหลือแบบเพื่อน ความประทับใจแรกของทั้งสองคือ สาวยิ้มสวยเป็นมิตรแต่กระโปรงขาด กับหนุ่มปากร้ายที่แผลงฤทธิ์ตั้งแต่แรกพบ ช่วงแรกของการทำงานลูต้องเรียนรู้ทั้งตารางสิ่งที่ต้องทำ ยาต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ นอกจากนี้เธอต้องพยายามอย่างหนักในทุก วันเพื่อเป็นเพื่อนกับวิล ตรงข้ามกับอีกฝ่ายที่ขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์อย่างชัดเจน

ความสัมพันธ์ของลูและแพทริคนั้นไม่ค่อยดีนัก ทั้งสองมีความคิดที่ต่างกันอย่างชัดเจน แพทริครักการวิ่ง รวมถึงปั่นจักรยานมากจนวางแผนจะใช้วันหยุดที่ทั้งสองคนมีร่วมกันไปนอร์เวย์เพื่อร่วมงานปั่นจักรยานกับเพื่อน จนทำให้ลูรู้สึกไม่พอใจและแปลกแยกไม่เข้ากันเริ่มก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ความสัมพันธ์ที่เริ่มก่อตัว

ความสัมพันธ์ของลูและวิลดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ลูระเบิดสิ่งที่อยู่ในใจทั้งหมดออกมาตั้งแต่พบกันครั้งแรก ทำให้วิลเริ่มเปิดใจและทำความรู้จักลูมากกว่าคนก่อนที่ถูกจ้างมา ทั้งสองเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านการดูหนัง เดินเล่น และเล่าเรื่องชีวิตของแต่ละฝ่าย

หนึ่งในฉากที่หลายคนน่าจะนึกถึงคือฉากที่วิลชื่นชมรองเท้าของลู เราเห็นมุมมองชีวิตของวิลและลู ในขณะที่วิลแสดงออกว่าเบื่อหน่ายกับที่ที่เขาอยู่ อยากไปท่องโลก แต่ลูค่อนข้างพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นแม้จะไม่มีโอกาสได้เรียนในสิ่งที่ชอบก็ตาม วิลจึงแนะนำให้เธอออกไปใช้ชีวิตให้เต็มที่

แต่แล้วลูก็บังเอิญได้ยินบางสิ่งเข้า นั่นคือเรื่องที่วิลจะอยู่อีกแค่ 6 เดือนและจะจบชีวิตตัวเอง แม่ของวิลไม่เห็นด้วยและต้องการจะใช้เวลาที่เหลือนี้เพื่อเปลี่ยนใจวิลโดยฝากความหวังไว้กับลู ลูรู้สึกเสียใจและไม่อยากทำงานนี้แล้ว จึงปรึกษาพี่สาวจนได้แนะนำให้เธอสร้างช่วงเวลาพิเศษให้กับวิลทำก่อนจบชีวิต ทำให้ลูเกิดไอเดียที่จะเปลี่ยนใจวิลอีกครั้ง

ลูนำกิจกรรมไปเสนอพ่อแม่ของวิล จนได้กิจกรรมแรกอย่างไปชมการแข่งม้า แต่ทุกอย่างก็พังตั้งแต่ลงจากรถเพื่อเข้างานไปจนถึงการทานข้าวที่ร้านอาหาร ลูจึงแก้ตัวด้วยการชมคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิก ที่มีลูในชุดราตรีสีแดงและวิลในชุดทักซิโดท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความโรแมนติกและเสียงดนตรีของโมซาร์ท

 

การตัดสินใจ

ในงานวันเกิดของลู ลูได้ชวนวิลไปร่วมฉลองที่บ้านเพื่อพบครอบครัวและแฟนของเธอ ความชื่นชอบในการวิ่งของแพทริคทำให้มางานวันเกิดลูสาย ในฉากนี้เราเห็นได้ว่า วิลนั้นใส่ใจสิ่งที่ลูพูดมาก จากการที่เขาซื้อของขวัญให้เธอเป็นถุงน่องลายผึ้ง ที่เธอเคยพูดถึงครั้งแต่ต้นเรื่อง

หลังจากพิการ วิลมองว่าตัวเขาในตอนนี้ไม่ใช่ตัวเขาจริงๆ เขาไม่สามารถทำในสิ่งที่เคยทำได้ และไม่ชอบที่เป็นแบบนี้แต่ลูกลับได้รับอะไรหลายอย่างจากวิล ทั้งพ่อที่ได้งานใหม่เป็นหัวหน้าช่างซ่อมบำรุงปราสาท และอิสระที่เธอจะได้ทำในสิ่งที่ชอบ แต่แม้ลูจะทำให้วิลใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้มากเท่าไหร่ ก็เหมือนจะยังไม่เพียงพอที่ทำให้วิลเลือกมีชีวิตต่อ

ลูวางแผนที่จะไปเที่ยวกับวิลเธอและยกเลิกนัดกับแพทริค จึงทำให้แพทริคไม่พอใจที่ลูเห็นงานสำคัญกว่า หากมองในมุมของแพทริคเขาย่อมไม่พอใจเป็นธรรมดาที่แฟนไปเที่ยวกับผู้ชายคนอื่นหรือเห็นงานสำคัญกว่า ส่วนในมุมของลูเธออยากทำให้วิลมีชีวิตต่อ และตอนนี้ใจก็ค่อนข้างเอียงเอนไปทางวิลที่เข้าใจตัวเธอมากกว่า อาการป่วยหนักของวิลก็ยิ่งย้ำเตือนถึงความสำคัญของวิลต่อลูมากยิ่งขึ้น แม้แพทริคจะกลับมาเพื่อปรับความเข้าใจกับลูอีกครั้ง แต่เมื่อเขาเห็นแผนท่องเที่ยวกับวิลที่ลูจัดไว้ เขาก็ไม่พอใจอีกครั้ง เขารู้สึกเป็นคนนอกมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไม่รู้เลยว่าแฟนที่คบกันมา 7 ปีกำลังทำอะไรอยู่ บทสรุปของความสัมพันธ์นี้จึงเป็นการเลิกลา

แม้จะเสียใจจากการเลิกกับแฟนมาหมาดๆ ลูก็ยังตั้งใจแน่วแน่ในการไปเที่ยวกับวิลที่ทะเล ตลอดทั้งทริปเต็มไปด้วยความสุข เสียงหัวเราะ และความรักที่กำลังก่อตัว ไม่ใช่แค่วิลที่มีความสุขแต่ลูก็เช่นกัน เธอทำหลายสิ่งที่ไม่เคยทำก็เพราะวิล แต่ถึงอย่างนั้นความสุขนี้ก็ไม่สามารถทำให้วิลเปลี่ยนใจได้ เพราะวิลรู้สึกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ชีวิตเขา

แม้วิลจะรักลูมากแค่ไหนแต่เขาไม่อยากที่จะอยู่กับลูในขณะที่ร่างกายเป็นอัมพาต วิลได้แสดงความแน่วแน่ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะมีคนที่เขารักหรือคนที่รักเขามากแค่ไหนก็ไม่สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจนี้ของเขาได้

ลูได้ตัดสินใจออกจากงานและกลับบ้านเพื่อเล่าให้พ่อแม่ฟัง แม่ของลูไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่วิลตัดสินใจ แต่พ่อของลูเห็นต่างออกไปว่า ไม่มีใครที่จะเปลี่ยนตัวตนของใครได้ นั่นทำให้ลูยอมรับและตั้งใจจะไปอยู่ดูใจวิลเป็นครั้งสุดท้ายที่สวิตเซอร์แลนด์

สำหรับตอนจบของเรื่อง Me Before You คงไม่แปลกอะไรที่สุดท้ายแล้วพระเอกกับนางเอกจะไม่ได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แต่วิลก็ได้ทำให้ลูรู้จักถึงสิ่งที่เรียกว่าการใช้ชีวิต การตัดสินใจและการก้าวต่อไปข้างหน้าแม้จะไม่มีวิลอีกแล้วก็ตาม

 

Euthanasia หรือ Mercy Killing หรืออีกชื่อที่คนไทยรู้จักอย่างการุณยฆาต เป็นการตัดสินใจที่จะจบชีวิตโดยผ่านกระบวนการในการอย่างละเอียด ทั้งการสัมภาษณ์ พูดคุยกับครอบครัว เก็บข้อมูลทางการแพทย์ โดยขั้นตอนเหล่านี้จะอยู่ในการดูแลของแพทย์ทั้งหมด ปัจจุบันมีแค่ 10 ประเทศเท่านั้นที่มีการการุณยฆาต

กระบวนการนี้เป็นที่ถกเถียงกันทั่วโลกในเรื่องของจริยธรรมและสิทธิมนุษยชน ในประเทศไทยเองการการุณยฆาตยังไม่เป็นที่ยอมรับ ทั้งจากเรื่องกฎหมายพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตราที่ 12 ที่มีใจความว่าผู้ป่วยสามารถยื่นหนังสือไม่ขอรับบริการทางการแพทย์ เพื่อที่จะตายแบบธรรมชาติได้ แต่การตายแบบธรรมชาติแตกต่างจากการเร่งให้ตายอย่างการุณยฆาต รวมถึงเรื่องจรรยาบรรณของแพทย์ที่ต้องรักษาผู้ป่วยทำให้อาการดีขึ้น ไม่ใช่ให้ผู้ป่วยแย่ลงหรือทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิต

 

คอลัมน์ศิลป-วัฒนธรรมMe Before Youศุกร์นี้ขอเสนอ
Categories: ThisAble

หญิงสาวรับเลี้ยงแมวไร้หู และกลายเป็นเพื่อนเยียวยาใจจากโรควิตกกังวล

ThisAble - Thu, 2019-04-11 17:05

ตอนที่มอลลี่ ลิชเธนวาลเนอร์ สาวที่เป็นโรควิตกกังวลเห็นเจ้าเหมียวไร้หูสีขาวชื่อโอธิทิสครั้งแรก เธอก็เข้าใจได้ทันทีเลยว่าเจ้าเหมียวและเธอเกิดมาเพื่อกันและกัน เจ้าของเก่าทิ้งไปหลังจากที่โอธิทิสผ่าตัดซีสต์ที่หู จนมันไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกต่อไป ไม่มีใครต้องการเลี้ยงเจ้าโอธิทิส นอกจากมอลลี่ที่เคยเลี้ยงลูกสุนัขหูหนวกมาก่อน จนรู้วิธีการอยู่กับสัตว์เลี้ยงที่มีความบกพร่องมาพอสมควร

มอลลี่นั้นเป็นโรควิตกกังวลจากการประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ การมีเพื่อนสัตว์เลี้ยงสักตัวจะช่วยให้อาการของเธอบรรเทาลง เธอกล่าวว่า โอธิทิสเป็นแมวที่อ่อนไหวที่สุดเท่าที่เคยมีมา มันมักคลอเคลียกับมอลลี่อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาที่เธอเครียดหรือมีอาการตื่นตระหนก โอธิทิสเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เธอใจเย็นลงได้ และเธอก็ไม่ได้ต้องช่วยอะไรเจ้าเหมียวเป็นพิเศษเลยด้วยซ้ำเกี่ยวกับความพิการที่มันมี

โรควิตกกังวลเป็นโรคที่พบได้ทั่วไป โดยมีสถิติการเกิดโรคร้อยละ 15 ของประชากร ผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายร้อยละ 60 และมีอายุเฉลี่ยของการเริ่มเป็นโรคคือ 11 ปี โรควิตกกังวลเกิดจากทั้งประสบการณ์ส่วนตัว ปัจจัยทางพันธุกรรมที่อาจถ่ายทอดในครอบครัว หรือเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจ โดยจะมีอาการแตกต่างกันออกไป เช่น กลัวต่อเหตุการณ์ สถานที่ สิ่งของที่ไม่อันตราย จนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาอย่างน้อย 6 เดือน และมักมีอาการทางกายร่วม เช่น หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก สั่น นอนไม่หลับ ฯลฯ

โรควิตกกังวลหรือตื่นกลัวอาจมีอาการกำเริบขึ้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกกลัวอย่างฉับพลัน ซึ่งอาการมักคงอยู่ได้หลายนาทีจนถึงครึ่งชั่วโมง โดยสถานที่หรือสถานการณ์บางอย่างสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบได้ในบางคน และอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อนก็ได้ นอกจากนี้ การมีอาการวิตกกังวลกำเริบบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณของโรคหวาดระแวงได้ 



ภาพโอธิทิสจาก www.boredpanda.com

แปลและเรียบเรียงจาก

https://www.boredpanda.com/earless-cat-otitis-emotional-support/?utm_source=facebook&utm_medium=social&utm_campaign=organic

https://www.honestdocs.co/anxiety/anxiety-symptoms

ข่าวคุณภาพชีวิตต่างประเทศสุขภาพแมววิตกกังวลสัตว์เลี้ยง
Categories: ThisAble

มาแล้ว! ผลประกวด Miss & Mister Deaf Thailand 2019 และ Miss Deaf Queen Thailand 2019

ThisAble - Wed, 2019-04-10 16:01

เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา กองประกวด Miss & Mister Deaf Thailand 2019 และ Miss Deaf Queen Thailand 2019 ได้ผู้ครองตำแหน่งคนใหม่ เพื่อทำหน้าที่ส่งต่อความเท่าเทียม และเป็นตัวแทนประเทศไปประกวดความสามารถบนเวทีโลก


การประกวดรอบตัดสินในปีนี้ จัดขึ้นที่โรงแรมจรินทร์ทิพย์ ถนนศรีนครินทร์ โดยมีดาราและผู้มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงร่วมงานมากมาย เช่น ลูกเกด เมธินี กิ่งโพยม มิสไทยแลนด์เวิล 1992, น้ำเพชร ชิณวงศ์  รองมิสทิฟฟานี่ 2010, น้ำอ้อย ชนะพาล มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2018 ฯลฯ

การประกวดเริ่มต้นด้วยการแสดงภาษามือจากรุ่นพี่ Miss & Mister Deaf Thailand ต่อด้วยการปรากฏตัวของผู้เข้าประกวดทั้ง 40 คน โดยมีผลการประกวดดังนี้ MISS DEAF THAILAND 2019 ได้แก่หมายเลข 1 ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา จากจังหวัดอุดรธานี, MISS DEAF STARS THAILAND 2019 ได้แก่หมายเลข 9 แม็กกี้-เนตรชนก จันทา จากจังหวัดสระแก้ว , MISS DEAF INTERNATIONAL THAILAND 2019 ได้แก่หมายเลข 11 นุ๊ก-มณฑิรา แซ่โย้ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช, 1st runner up MISS DEAF THAILAND 2019 ได้แก่หมายเลข 12 จ๋า -ลลนา ปาชม จากจังหวัดเพชรบูรณ์และ 2nd runner up MISS DEAF THAILAND 2019 ได้แก่หมายเลข 8 น้ำใจ-น้ำใจ เกื้อกูล จากจังหวัดอุบลราชธานี

MISTER DEAF THAILAND 2019 ได้แก่หมายเลข 8 ม่อน-นเรนทร น้อยพร จากจังหวัดอุบลราชธานี
, MISTER DEAF STARS THAILAND 2019 ได้แก่หมายเลข 11 อ๊อด-ปรัชญา เมฆลอย จากจังหวัดกรุงเทพมหานคร, MISTER DEAF INTERNATIONAL THAILAND 2019 ได้แก่หมายเลข 13 จอม-วีรภัทร ชูพรหมแก้ว จากจังหวัดสุราษร์ธานี, 1st runner up MISTER DEAF THAILAND 2019 ได้แก่หมายเลข 1 เจมส์-กมล อุ่นใจ จากจังหวัดอุดรธานี และ 2nd runner up MISTER DEAF THAILAND 2019 ได้แก่หมายเลข 15 อาร์ม-สุภชัย แสนเกตุ จากจังหวัดสุราษร์ธานี


MISS DEAF QUEEN THAILAND 2019 ได้แก่หมายเลข 4 เบนซ์-ปรีชา ลาแก้ว จากจังหวัดตาก
,1st runner up MISS DEAF QUEEN THAILAND 2019  ได้แก่หมายเลข 10 ป๊อป-อัครพล พวงทับทิม จากจังหวัดอุบลราชธานี และ 2nd runner up MISS DEAF QUEEN THAILAND 2019 ได้แก่หมายเลข 5 อาร์ม-ปัณณวัฒน์ วันหวัง จากจังหวัดกรุงเทพมหานคร


หลังจากนี้ ผู้ชนะการประกวด Miss & Mister Deaf Thailand 2019 จะเป็นตัวแทนประเทศไทยเดินทางไปประกวดบนเวทีระดับนานาชาติ โดย MISS DEAF THAILAND 2019 และ MISTER DEAF THAILAND 2019 จะเดินทางไปประกวดเวที Miss & Mister Deaf World 2019 and Europe and Asia ณ ประเทศแอฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 12 – 22 ก.ค.62 , MISS DEAF STARS THAILAND 2019 และ MISS DEAF STARS THAILAND 2019 เดินทางไปประกวดเวที Miss & Mister Deaf Stars 2019 ณ ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 1 – 11 พ.ย.62 และ MISS DEAF INTERNATIONAL THAILAND 2019 และ MISTER DEAF INTERNATIONAL THAILAND 2019 เดินทางไปประกวดเวที MISS & MISTER DEAF INTERNATIONAL 2019 ณ ประเทศรัสเซีย

ติมตามข่าวการประกวดได้ที่  https://www.facebook.com/missmisterdeafthailand/

ข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนประกวดนางงามMiss & Mister Deaf Thailand 2019คนหูหนวก
Categories: ThisAble

‘เพศ’ ที่ไม่ได้ ‘ศึกษา’ ของวัยรุ่นพิการกับเพลง- อธิษฐาน สืบกระพันธ์

ThisAble - Wed, 2019-04-10 13:56

เราพบกับเพลง- อธิษฐาน สืบกระพันธ์ ในงานเสวนาเรื่องเพศอีเวนท์หนึ่ง สาววัย 18 ปีคนนี้ นั่งวีลแชร์ไฟฟ้าขึ้นไปพูดเรื่องเพศแบบแซ๋บๆ บนเวที วันนั้นเธอเล่าว่า เธอเป็นคนที่เพื่อนเลือกที่จะปรึกษาเรื่องเพศ เช่น มีอะไรกันแล้วจะท้องไหม ป้องกันยังไง ฯลฯ จนทำให้เรารู้สึกว้าว เธอคนนี้แหละที่เราต้องไปสัมภาษณ์

ตอนนี้เพลงฝึกอาชีพอยู่ที่มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ จังหวัดนนทบุรี ในด้านคอมพิวเตอร์กราฟิค อยู่ที่นี่เธอเป็นน้องเล็กตัวจี้ด ที่พี่ๆ ยังคงแวะเวียนมาปรึกษาปัญหาอยู่เรื่อยๆ

ชวนคุยกับเพลงถึงปัญหาของวิชา ‘เพศศึกษา’ ที่เด็กพิการเรียน สิ่งที่เด็กพิการอยากรู้และไม่เคยได้รู้เกี่ยวกับเรื่องเพศ จนไปถึงประสบการณ์เรื่องเพศของตัวเธอเอง

โรงเรียนเด็กพิการที่ไม่สันทัดเรื่องเพศ

อธิษฐาน: ตั้งแต่เด็กเราเรียนกับคนพิการมาตลอด เพราะแม่กลัวไปเรียนกับเด็กคนอื่นแล้วมีปม โดนเขาล้อและดูถูก กังวลเรื่องห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวก คนดูแล และเป็นปกติที่โรงเรียนเด็กพิการจะสอนช้า ต้องรอคนอื่น ถึงจะแยกห้องแต่ก็ยังมีคนที่ไม่เท่ากัน หลายคนจึงหน่วงๆ ว่างๆ

ห้องเรียนเพศศึกษาจะสอนตามหลักสูตรของหนังสือ เน้นในเรื่องรู้จักฮอร์โมน อารมณ์คืออะไร การเปลี่ยนแปลงของร่างกายเป็นอย่างไร เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เด็กสนใจเป็นพิเศษมากกว่าวิชาอื่นๆ เพราะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น มีอารมณ์ร่วม แต่ครูก็ไม่กล้าสอนให้ลึกเพราะกลัวเด็กเอาไปทำตาม จึงมักสอนทฤษฎีพร้อมกับบอกว่าสิ่งเหล่านี้นั้นไม่ดี อย่าไปทำตาม เด็กหลายคนก็ยิ่งอยากจะลองทำ

โรงเรียนที่เพลงอยู่เป็นโรงเรียนประจำ นักเรียนเป็นวัยรุ่นวัยอยากรู้อยากลอง มีเรื่องชู้สาว ก็กังวล กลัวว่าจะท้องเพราะหลายคนไม่รู้วิธีป้องกัน เด็กๆ รวมถึงเพลงเรียนรู้การป้องกันจากพ่อแม่เพราะครูไม่ได้สอน แม่เพลงเป็นแม่วัยรุ่น เขาเข้าใจและไม่ว่าถ้าเราจะมีความรักหรือมีแฟน เขาอยากรู้อย่างเดียวคือเราป้องกันอย่างไร กินยาคุมยังไง

เรียนรู้ด้วยตัวเอง

เพราะโรงเรียนสอนเพียงปากเปล่า เราก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองเพิ่มเติม เขาไม่เคยบอกเลยว่ายาคุม ถุงยาง ห่วงอนามัย ฯลฯ ใช้เพื่ออะไรและใช้ยังไง เขาไม่กล้าพูดถึงการจัดการอารมณ์ทางเพศที่เกิดขึ้น แต่สำหรับเด็กแล้วยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ

เด็กพิการอยากรู้เรื่องการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพราะพวกเขามีอะไรกันเป็นปกติ เเต่ไม่รู้วิธีการป้องกัน จะถามครูก็ไม่กล้าถาม ถึงถามครูครูก็ไม่กล้าตอบ เพลงเคยถามครูว่า ทำไมมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรไม่ได้ทั้งที่รู้จักการป้องกัน ครูก็สวนกลับทันทีว่า “เธอเคยทำเหรอ ที่หายไปเสาร์อาทิตย์ไปทำอะไร” กลายเป็นเขามากดดันเราและไม่ได้คำตอบอื่นนอกจากบอกว่า การมีอะไรก่อนวัยอันควรนั้นผิด ต้องแต่งงานก่อน พร้อมกับเสริมว่า การท้องนั้นลำบากเพราะร่างกายเราผิดปกติ

สังคมของวัยรุ่นพิการก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไป คุยทะลึ่งตึงตัง โดยเฉพาะเรื่องเพศเป็นเรื่องที่มักเอามาพูดแซวกัน มีคนมาปรึกษาเพลงเยอะ ทั้งเรื่องว่า ทำแบบนี้แล้วจะท้องไหม มีอะไรกันแล้วต้องทำยังไง บางครั้งเราก็รับอาสาไปซื้อยาคุมให้เพื่อนที่ไม่กล้าซื้อ โดยบอกคนขายว่าจะเอาไปหมักผม แปลกใจที่พอเวลาซื้อเราต้องพยายามทำตัวร่าเริง ถึงแม้เราไม่อายแต่พอเจอสายตามอง ก็มีรู้สึกแปลกๆบ้างเหมือนกัน

ความไม่เข้าใจของคนในสังคม ต่อเรื่องเพศของคนพิการ

เคยไปหาหมอเพื่อฉีดยาคุม หมอถามพร้อมตกใจว่า เรามีอะไรกับผู้ชายแล้วเหรอ ในใจได้แต่คิดว่า ทำไมอะ หนูก็มีหอยนะ เลยบอกหมอไปว่า “ค่ะ มีแล้วค่ะ หนูมีไม่ได้เหรอ”

เวลาเจอคนมองว่า พิการแล้วยังคิดเรื่องเพศอีก เราอยากตบมากเลย เราก็คน ทำไมถึงจะคิดไม่ได้ บางความเชื่อถึงขั้นบอกว่าให้เก็บซิงไว้ตอนแต่งงาน เพราะซิงเราจะมีค่ามาก ฯลฯ สำหรับเราพรหมจรรย์ไม่ได้ทำให้ผู้หญิงมีคุณค่ามากขึ้น หรือหมดคุณค่า การทำร้ายคนอื่นและไม่รักตัวเองต่างหากที่ลดคุณค่าในตัวเอง

วัยรุ่นพิการหลายคนทำหมัน เพราะไม่อยากลำบากตอนมีเมนส์ แรกๆ เราก็คิดแบบนั้นเหมือนกันเนื่องจากแขนเราใช้ไม่ได้ ทำอะไรก็ลำบากคนอื่นเลยบอกแม่ให้พาไปตัดมดลูกหน่อย แม่ไม่ยอมและฉีดยาคุมให้ ฉีดมาต่อเนื่อง พอรู้ว่ามีแบบฝัง ก็เลยฝังมาเรื่อยๆ

คำถามอะไรที่มักเจอบ่อยๆ

“คนพิการมีอะไรกันได้ยังไง”

พอเราพิการ แล้วมีแฟนพิการ คนมักนึกไม่ออกว่ามีเพศสัมพันธ์กันท่าไหน สำหรับเราไม่รู้ว่าจะถามคำถามนี้ทำไม ไม่ใช่เรื่องที่ต้องถาม เรายังไม่เคยไปถามใครเลยว่ามีอะไรกันท่าไหน โดยเฉพาะหากไม่สนิท จึงมักพูดกลับไปว่าว่างๆก็เปิดให้สักห้อง เดี๋ยวหนูไปทำให้ดู เอาเข้าจริงแล้วเขาก็ไม่กล้าดูหาว่าเราบ้าที่จะมีอะไรกันต่อหน้าคนอื่น ก็ใช่น่ะสิ เรื่องส่วนตัวใครเขาจะทำให้คนอื่นดู แล้วทำไมยังมาถามอะไรแบบนี้ เราไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบ ความรักขึ้นกับคนสองคน ไม่ได้ขึ้นกับร่างกาย

หลายคนเข้าใจว่า เป็นคนพิการต้องเรียบร้อย อย่าแก่แดด อย่ายุ่งเรื่องเพศ ตอนแรกๆ ก็ท้อเพราะเหมือนเป็นกบในกะลา ไม่เคยได้ออกไปไหนนอกจากอยู่บ้านเพราะคนอื่นบอกปลอดภัย เราก็ฝังใจกลัวโลกภายนอกทุกอย่าง จนได้ออกมาใช้ชีวิตจึงรู้ว่า คนพิการไม่ต่างอะไรกับคนอื่น มีชีวิต มีความฝันได้ ไม่ได้เป็นบุคคลสาธารณที่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ใคร แต่ต้องเป็นตัวเองและไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเท่านั้นเอง


 

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพเพศคนพิการเพศสัมพันธ์เพศศึกษา
Categories: ThisAble

ฉันเป็นโรคซึมเศร้าและจะเล่าให้ฟัง : ฐิติพร พริ้งเพริ้ด

ThisAble - Thu, 2019-04-04 18:48

ฐิติพร พริ้งเพริ้ด ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่ปี 44 ในตอนที่คนยังไม่รู้จักคำว่า “โรคซึมเศร้า” กันดีนัก ช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่เธอจะป่วย เธอใช้ชีวิตแบบ “ทำร้ายร่างกายอย่างหนักหน่วง” กินหนัก นอนดึกถึงขั้นไม่นอน จนเมื่ออาการโรคซึมเศร้านั้นชัดเจน เธอก็ไม่ยอมไปหาหมอ และจมอยู่แบบนั้นนานถึง 2 ปี

ประสบการณ์ร่วมกับโรคซึมเศร้าเกือบ 20  ปีที่ผ่านมา เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าภาวะซึมเศร้าไม่ได้เกิดขึ้นประเดี๋ยวประด๋าว แต่โรคนี้อยู่กับเธอเกินครึ่งชีวิต ชวนคุยกับฐิติพรถึงเรื่องโรคซึมเศร้า การปรับตัว และการใช้ชีวิตของเธอ

ฐิติพร : เราป่วยเป็นซึมเศร้าในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปีสาม ตอนนั้นมีปัญหาทางบ้าน พ่อแม่ทะเลาะกัน ถึงขั้นแยกทาง บวกกับปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ และการเรียนที่กลายเป็นความกดดันเราจนเครียดจัด  นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ สุดท้ายก็เกิดอาการวิตกกังวลหนักมาก

ปี 2544 ตอนนั้นคนยังไม่ค่อยรู้จักโรคซึมเศร้าหรือเข้าใจโรคทางจิตเวชเท่าไหร่ มักเหมารวมว่า คนที่เป็นคือคนบ้า คนหลอน คนเพี้ยน บางครั้งเราก็รู้สึกตัวเองเป็นแบบนั้น และทำให้เราเก็บตัวและซึมเศร้า ถ้าเป็นผู้ป่วยระดับที่แพทย์ประเมินมา ก็จะเรียกว่าผู้ป่วยจิตเวช ส่วนใหญ่ ยังอยู่ในความดูแลของครอบครัวได้ ถ้าเป็นระดับคนพิการต้องนับจากการทานยามาแล้วเกิน 8 ปี เคสเราหมอจึงประเมินให้เป็นคนพิการทางจิตเวช

เริ่มรู้จักซึมเศร้าซึมเศร้า

พอเริ่มมีอาการ เราก็ค้นว่าอาการใกล้เคียงกับการเป็นอะไรมากที่สุด หนังสือเล่มแรกที่เจอคือสุขศึกษา ม.6 ที่เขียนว่าอาการแบบนี้คือภาวะจิตประสาท ที่มีอาการทางร่างกายร่วมด้วย ถ้าเครียดจัดๆ ก็จะอาเจียน ปวดหัวเหมือนไมเกรนแต่มากกว่า ความดันโลหิตสูง ร่างกายแปรปรวน ทานอาหารมากว่าปกติจนทำให้น้ำขึ้นเร็วจาก 60 กลายเป็น 80 ภายใน 2 เดือนเพราะเรากินตลอดเวลา กลางคืนก็กิน เครียดก็กิน คิดอะไรไม่ออกก็กิน ไม่อย่างนั้นก็นอน

คนทั่วไปกินหมูกระทะครั้งเดียวตอนเย็นก็โคตรอิ่มแล้ว แต่เรากินไปชั่วโมงหนึ่งก็หิวอีก กินจนย่อยไม่ทันก็ไปอ้วกออก ถ้านับแล้วก็เกิน 10 มื้อต่อวัน

อะไรที่ทำให้ตัดสินใจไปหาหมอ

เรายอมทนอยู่กับอาการของตัวเองเพราะรู้สึกอายที่จะบอกคนอื่นว่าเป็นโรคจิตเวช กลัวคนอื่นจะมองเป็นคนบ้า รู้สึกผิดหวังในชีวิตที่ทำความคาดหวังของพ่อไม่สำเร็จ นั่นคือการเรียนจบปริญญาตรี 2 ปีที่รู้ว่ามีอาการเราจึงนอนจมอยู่แบบนั้น ไม่ทำอะไร ไม่สนใจอะไร ได้แต่กินและนอน

กระนั้นเราก็ยังดื้อไม่ไปหาหมอจิตเวช เลี่ยงไปหาหมออื่นๆ เช่น หมอระบบประสาท ก็ได้ยาที่ช่วยให้ร่างกายดีขึ้นเพราะก่อนหน้าเรามีอาการบ้านหมุน เดินไม่ได้ ร่างกายแปรปรวนไปหมด ยาของหมอทำให้เรากลับมาทรงตัวได้ แต่สิ่งที่ยังไม่โอเคคือภาวะทางจิต เรายังคงหงุดหงิดง่าย เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด ขี้โมโห พ่อเลยตัดสินใจพาไปหาหมอจิตเวช

ครอบครัวมีส่วนอย่างไรเมื่อเราป่วย

พ่อเป็นคนที่ห่วงเราตลอด ช่วงที่ป่วยหนักๆ แกก็หยุดงานมาดูแลเรา พาไปรักษา  ทั้งที่เรามีอาการถึงขั้นหลงผิด ไม่รู้ตัว พูดคนเดียว นอนร้องไห้และจำใครก็ไม่ได้ ช่วงที่เราป่วยหนักคนแถวบ้านพาเราไปหาหมอผี ร่างทรง ไปรดน้ำมนต์ ร่างทรงบอกว่า จิตเราอุปทาน คิดไปเอง สุดท้ายจึงแอดมิทโรงพยาบาลจิตเวชในภาคเหนือ ที่รักษาในทุกด้าน ตั้งแต่อาหารการกิน  การนอน การออกกำลังกาย จนไปถึงการดูแลเรื่องโรคประจำตัวอื่นด้วย

อยู่ที่นี่ เราได้อยู่ร่วมกับผู้ป่วยคนอื่นจากหลายจังหวัด แต่ละคนจะอยู่ในพื้นที่เท่าที่เขาจัดไว้ คนที่อาการหนักก็จะอยู่ไอซียูจิตเวช ส่วนเราได้อยู่โซนผู้ป่วยชั้นดี เราเข้าออกที่นี่อยู่ 3-4 รอบ เพราะไม่มีความเข้าใจเรื่องการทานยา พออาการเหมือนจะดีขึ้นเราก็หยุดกินยาเอง จึงทำให้อาการไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร

ตั้งแต่เรายอมรับว่า ตัวเองเป็นผู้ป่วยจิตเวช ก็ทำให้เรายอมที่จะดูแลตัวเองและเอาใจใส่กับร่างกายมากขึ้น หลังอาการเริ่มดีขึ้น โรงพยาบาลก็จำหน่ายผู้ป่วยออกมา แต่ยังต้องทานยาและปรับการใช้ชีวิต

สิ่งที่ยากที่สุดคืออะไรในตอนนั้น

ทำงานไม่ได้มาห้าหกปี เรียนก็ยังไม่จบ เป็นหนี้ กยศ. ไม่มีงาน ไม่มีเงิน เราเก็บทั้งหมดมาเครียดสะสม  เราโฟกัสที่การเรียนสูงที่สุด เพราะเราเชื่อว่าเรียนจบสูงจะช่วยแก้ปัญหาหลายๆ อย่างในชีวิต คิดแต่แบบนั้น

การที่ทั้งป่วยและไม่มีเงิน มันน่ากังวล เราแทบไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ต้องขอยืมคนอื่น พอไม่มีคืน ความรู้สึกก็แย่กว่าเดิม จนคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เราเริ่มไปหาหมออย่างสม่ำเสมอ และหาเงินด้วยการร้อยมาลัยขาย สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น ช่วงหลังนอกจากร้อยแล้ว ก็ยังเดินขายด้วย แรกๆก็เขิน แต่ก็ทำมาสามปีจนคล่อง การทำงานทำให้เรามีสมาธิ มั่นใจในตัวเองมากขึ้น คนแถวบ้านเข้าใจเรามากขึ้น ผิดกับช่วงแรกที่กลัวเราทำร้ายคนในครอบครัว

อย่างไรก็ดี ก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจ เห็นเราเขาก็หัวเราะ มองด้วยสายตาที่รู้สึกได้เลยว่าแย่ บางคนก็ถับถมเรื่องเรียนไม่จบ หรือเอาตัวไม่รอด คิดว่าเป็นบ้าแล้วเท่ากับไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป เป็นแล้วไม่สามารถหายได้ หลายคนเชื่อแบบนั้น  

ก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจ เห็นเราเขาก็หัวเราะ มองด้วยสายตาที่รู้สึกได้เลยว่าแย่ บางคนก็ถับถมเรื่องเรียนไม่จบ หรือเอาตัวไม่รอด คิดว่าเป็นบ้าแล้วเท่ากับไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป เป็นแล้วไม่สามารถหายได้ หลายคนเชื่อแบบนั้น

หลังจากขายพวงมาลัยจนคล่อง ทำอะไรต่อ

เราได้มีโอกาสช่วยงานของสมาคม แรกๆ ก็ช่วยทำไข่เค็ม จากนั้นก็ขยับไปทำงานอื่น จนเข้าไปทำงานในสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ในฝ่ายธุรการ ไปจนถึงการวางตัวและงานเอกสาร จนกว้างขวางขึ้น ทั้งนี้เรายังคงกินยาอยู่ตลอด ยังปรึกษาหมออยู่ไม่ขาด ไม่ได้เปลี่ยนยามาหกปีแล้ว ใช่ กิน 2 มื้อ มื้อเช้ากับเย็น ครั้งละ 4 เม็ด บางวันก็ 5 เม็ดมียาความดันด้วยเฉลี่ยแล้วกินวันละ 9 เม็ด

เราคิดว่า เราหาหมอมามากกว่าร้อยครั้ง เพื่อประเมินอาการ พฤติกรรม การตอบสนอง จากที่ตอบคำถามอะไรหมอไม่ได้ ตอนนี้เราไปหาหมอได้ด้วยตัวเอง มีพัฒนาการที่ดีขึ้น

เคยอยากจบชีวิตไหม

เคย มันเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้คิด เห็นปลั๊กไฟก็อยากเอามือแหย่ โดยเฉพาะหากอยู่ในสถานการณ์บีบคั้น มีปัญหา เราก็มักคิดว่าถ้าทำครั้งเดียวก็จบไปเลย โชคดีที่ยังมีปู่ที่เป็นห่วง เลยไม่ทำ

ช่วงสองปีที่ไม่ได้ไปหาหมอเราคิดฆ่าตัวตายตลอดทุกวัน แม้แต่ข้ามถนนก็รู้สึกว่าอยากวิ่งตัดหน้ารถ ขี่มอเตอร์ไซค์ก็อยากขับตัดหน้ารถคันใหญ่ๆ จนต้องหยุดขี่ อาการสามารถกำเริบเมื่อไหร่ก็ได้ถ้ารู้สึกกลัวหรือประหม่าอะไรบางอย่าง หลายครั้งเราใช้วิธีหลับตาแล้วนิ่ง นับหนึ่งถึงสิบในใจ ถ้ายังไม่โอเคก็จะนับถึงร้อย เรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น

เราเคยทำร้ายตัวเอง เอาหัวกระแทกผนัง ทำเวลาที่คิดอะไรไม่ออก กะให้สลบไปเลยแต่ก็แค่มึน แต่ทำไปแล้วก็ไม่ได้คำตอบว่าทำไปทำไม เพราะไม่รู้สึกดีขึ้น ถึงจุดหนึ่ง เราบอกตัวเองว่าพอได้แล้ว ทำไปก็มีแต่แย่ลง ควรหาความสุขมากกว่า

คนเป็นซึมเศร้าหลายคนทิ้งยา ไม่รู้ว่าต้องทานยาไปทำไม ทานไปก็ไม่หาย บางคนก็ไม่ยอมรักษาเหตุผลก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล สำหรับเราที่เคยผ่านมา อยากให้คนพิการทางจิตมีแรงและกำลังใจ มีเป้าหมายในการดูแลตัวเองและทานยาอย่างสม่ำเสมอ

คนในสังคมเข้าใจซึมเศร้าอย่างไร

คนเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมมาก เมื่อก่อนคนไม่เข้าใจว่าคนพิการทางจิตคืออะไร อาการเป็นอย่างไร บางคนก็คิดว่าแกล้งทำ หรือคิดไปเอง หากมีคนใกล้ตัวเป็นซึมเศร้า อยากให้แนะนำไปหาคนที่เชี่ยวชาญและเข้าใจเรื่องโรคโดยตรงจะดีที่สุด หรือเข้ามาเรียนรู้ที่สมาคมผู้บกพร่องทางจิตเพื่อทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนเรื่องโรคและสังคมของคนเป็นโรคจิตเวชมากขึ้น

  สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพผู้ป่วยโรคซึมเศร้าโรคซึมเศร้าภาวะซึมเศร้าโรคทางจิตเวชจิตแพทย์การฆ่าตัวตาย
Categories: ThisAble

เปิดบ้านศรีธัญญา A Day in the Life ออกไปบอกใครๆ ว่า #IAmFromศรีธัญญา

ThisAble - Thu, 2019-04-04 14:23

เมื่อวันที่ 28 มี.ค.62 โรงพยาบาลศรีธัญญาร่วมกับกรมสุขภาพจิตจัดกิจกรรมเปิดบ้านศรีธัญญา “A Day in the Life หนึ่งวันกับศรีธัญญา ที่คุณจะรัก และกล้าออกไปบอกใคร ๆ ว่า #IAmFormศรีธัญญา” โดยมี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต, นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา, นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์และโฆษกกรมสุขภาพจิต และนิติพงษ์ ห่อนาค ที่ปรึกษามูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญาร่วมงาน

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวเปิดงานว่า โรงพยาบาลศรีธัญญาเป็นโรงพยาบาลจิตเวชของรัฐแห่งแรกในประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับการจัดสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร พัฒนารูปแบบการรักษา ศักยภาพบุคลากร และการจัดกิจกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าโรงพยาบาลจิตเวชไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา และประธานมูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญาเสริมว่า การปิดบ้านศรีธัญญาครั้งนี้เพื่อบอกกล่าวกับสังคมให้เข้าใจ เกิดทัศนคติที่ดีต่อโรงพยาบาลศรีธัญญา และหน่วยบริการด้านจิตเวชสังกัดกรมสุขภาพจิต

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์และโฆษกกรมสุขภาพจิตได้กล่าวว่า ศรีธัญญาใช้เงินมากแต่ไม่มีคนมาบริจาคเพราะกลัว คนติดภาพเดิม ที่นี่จึงต้องการความช่วยเหลือทั้งเรื่องแรงงาน กำลังคน ความสามารถ และการสร้างความเข้าใจ เพราะคนไทยบางส่วนยังไม่คุ้นชินกับอาชีพจิตแพทย์

ทั้งนี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ที่ปรึกษามูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญากล่าวว่า ไม่อยากให้สังคมมองว่าศรีธัญญาเป็นสถานที่ที่มีแต่คนสติไม่ดี น่ากลัว หรือพูดถึงในแง่ของการล้อเลียนมากกว่ารักษา อยากให้มองว่าศรีธัญญาคือ เพื่อนของผู้ไม่สบายทางจิต

หลังจากจบการพูดคุยเจ้าหน้าที่ก็ได้พาชมรอบๆ ศรีธัญญา นอกจากหอผู้ป่วยแล้วยังมีสนามฟุตบอล ที่ปั่น จักรยาน และแปลงปลูกผัก แม้โรงพยาบาลนี้จะขึ้นชื่อเรื่องของโรคทางจิตเวชแต่ด้านในก็มีคลินิกทันตกรรม รวมถึงคลินิกโรคจิตเวชในเด็กและวัยรุ่น มีห้องให้คำปรึกษาอย่างห้องสุขใจ ที่ให้คำปรึกษาและจิตบำบัดตามแนวคิดซาเทียร์ เพื่อให้เปลี่ยนมุมมองความคิดและได้รับพลังด้านบวก ห้องรู้จิต รักษ์ใจ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหงุดหงิดง่าย เครียด หรือนอนไม่หลับซึ่งเป็นอาการที่ยังไม่ร้ายแรง ห้องส่งเสริมชีวิต ให้ผู้ป่วยค้นหาสิ่งที่ทำได้หรือสิ่งที่เคยทำ เพื่อสามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตในสังคมได้

 

ข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพศรีธัญญา
Categories: ThisAble

เปิดตัว Live Transcribe ฟีเจอร์เปลี่ยนเสียงพูดเป็นตัวหนังสือสำหรับคนหูหนวก

ThisAble - Wed, 2019-04-03 17:59

กูเกิลเปิดตัว Live Transcribe บริการเปลี่ยนเสียงพูดเป็นตัวหนังสือสำหรับคนหูหนวกหรือผู้ที่มีปัญหาในการได้ยิน

Live Transcribe เป็นฟีเจอร์ที่ทำหน้าที่ถอดเสียงคำพูดให้เป็นข้อความในหน้าจอโดยใช้เทคโนโลยีการจำคำพูดอัตโนมัติของกูเกิล สร้างขึ้นจากการทำงานร่วมกับ Gallaudet University มหาวิทยาลัยสำหรับคนหูหนวกและผู้ที่มีปัญหาในการได้ยินในสหรัฐอเมริกา ซึงช่วยให้คนหูหนวกมีส่วนร่วมในบทสนทนาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถตอบบทสนทนาได้ด้วยการพิมพ์คำตอบลงในหน้าจอ โดยมีฟังก์ชันมากมาย เช่น รองรับการถอดเสียงเป็นคำสำหรับภาษาและสำเนียงต่างๆ กว่า 70 ภาษา, รองรับการใช้งาน 2 ภาษาโดยสลับไปมาได้อย่างรวดเร็ว, ข้อความที่ถอดมีคุณภาพตามเสียงที่ได้รับจากไมโครโฟน และรองรับไมโครโฟนภายนอกจากชุดหูฟังมีสาย หูฟังบลูทูธ และไมโครโฟน, ตอบกลับโดยการพิมพ์คำตอบภายในแอป ฯลฯ

ทั้งนี้ฟีเจอร์ดังกล่าวจะพร้อมให้บริการใน Android 5.0 (Lollipop) ขึ้นไป โดยหากต้องการเปิดใช้สามารถตั้งค่าที่โทรศัพท์แล้วเลือกการช่วยเหลือพิเศษในโหมด Accessibility และเลือก Live Transcribe และสามารถลงทะเบียนทดสอบเวอร์ชันเบต้าได้ที่นี่

ข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศไอซีทีLive TranscribeGoogleคนหูหนวก
Categories: ThisAble

กีฬา ลูกและชีวิตของ 'สายสุนีย์ จ๊ะนะ' นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบทีมชาติไทย

ThisAble - Mon, 2019-04-01 11:50

“เท่าที่จำความได้ เราไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นชายหรือหญิง”

พ่ออยากได้ลูกชายเป็นลูกคนแรกเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัวและทำงาน แต่เราเกิดมาเป็นผู้หญิง ในตอนนั้นจึงต้องรับจ้าง ทำนา ทำทุกอย่างด้วยตัวเองจนแกร่งตั้งแต่เด็ก หลังจบป.6 ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเพราะพ่อแม่ไม่มีเงิน เราก็ผลักตัวเองทำงานตั้งแต่ตอนนั้น ไม่สนหรอกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย รู้จักแค่ต้องดิ้นรน

ตอนเราพ้นขีดจำกัดความยากจน ก็มาเรียน กศน.จนจบม.3 อายุ 15 ปี เริ่มทำงานในนิคมอุตสาหกรรม แต่ทำงานแค่ปีเดียวก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น

อ่านชีวิตของสายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาฟันดาบคนพิการหญิง เจ้าของเหรียญทองหลายสมัยนานกว่า 20 ปี อะไรคือความท้าทายของการขึ้นมาอยู่ในสปอทไลท์หนึ่งในนักกีฬาฟันดาบพิการหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และความสุขของบทบาทแม่สำหรับลูกสาววัยน่ารัก

ด.ญ.สายสุนีย์ ที่ก้าวพ้นความจน

สายสุนีย์: ชีวิตเราเหมือนนิยาย พอถีบตัวเองให้พ้นความยากจนได้ก็กลับมาลำบากกว่าเดิมเพราะพิการ ช่วงแรกเรารับไม่ได้เลย มองว่าพิการคือรอวันตาย มีเราพิการคนเดียวในโลก ไม่เคยรู้จักคนพิการคนอื่น ตอนนั้นคิดว่า ทำกรรมอะไรมา คิดฆ่าตัวตาย เป็นแบบนั้นอยู่ 4 ปี จนกลับบ้านก็ต้องอยู่ใต้ถุนบ้านเพราะขึ้นบ้านไม่ได้ สุดท้ายพ่อแม่ก็เลิกกัน

วันหนึ่งเราไปเจอคนพิการ ที่ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการหยาดฝน จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่เป็นสถานสงเคราะห์ที่เราตั้งใจจะไปอยู่เพราะไม่อยากเป็นภาระครอบครัว แต่เรากลับเจอคนพิการเป็นร้อย ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้พิการคนเดียวในโลก ทั้งทึ่ง ทั้งตื่นเต้นว่าทำไมคนพิการคนอื่นถึงมีความสุข

แฟนเราพิการเหมือนกัน ไม่มีมือด้านหนึ่งและเด็กกว่าเรา 20 ปี จนตอนนี้ก็อยู่ด้วยกันห้าปีแล้ว คอยดูแลในเรื่องที่เราทำไม่ได้ ตอนท้องลำบากมากถึงที่สุด ช่วยเหลือตัวเองลำบาก แฟนต้องอุ้ม ดูแลทุกอย่าง เรากังวลว่า เราจะไม่สมบูรณ์พอที่จะทำให้ลูกสมบูรณ์ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดจนรับไม่ได้คือหมอจะให้เอาลูกออกตอนที่รู้ตัวว่าท้อง เพราะมองว่า พิการแล้วทำไมถึงปล่อยให้ท้อง ท้องได้ยังไงลำบากแบบนี้ พิการแล้วจะดูแลตัวเองยังไง เราโมโหมากเพราะความฝันสูงสุดคืออยากมีลูก

ตอนลูกสองขวบเราได้มีโอกาสไปโรงพยาบาลนี้อีก เจอหมอคนเดิม เลยพาลูกไปสวัสดี เขาจำเราได้พร้อมกับมองบนลงล่าง และพูด”เหลือเชื่อ”

‘กีฬา’ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ตอนอยู่ที่ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการหยาดฝนเราช่วยตัวเองได้ทุกอย่าง ไม่อยากเป็นภาระของใคร ไม่เคยมองว่าผู้หญิงจะทำอะไรได้น้อยกว่าผู้ชาย จนได้มีโอกาสเล่นกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล ช่วงแรกลำบากมาก แป้นบาสสูงมาก ชู้ทไม่ได้ ล้มมือแตก แต่ก็ยังเลือกเล่นกับผู้ชายทั้งที่เขาแข็งแรงกว่า คิดแต่ว่าจะช่วยพัฒนาเราได้เร็วขึ้น

ตอนปี 1999 ไทยเป็นเจ้าภาพกีฬาเฟสปิกเกม จัดอบรมกีฬาฟันดาบ เราติดทีมชาติและอดทนฝึกซ้อม จนสู้กับผู้ชายได้ จากความคิดรอบข้างที่ดูถูกว่า ผู้หญิงยังไงก็เล่นสู้ผู้ชายไม่ได้ ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

กีฬาฟันดาบเป็นกีฬาที่ชอบที่สุดเพราะเราเป็นคนคาดหวัง เวลาเล่นกีฬาทีมถึงเราจะตั้งใจ มีความมุ่งมั่น พอเจอเพื่อนร่วมทีมที่ไม่ตั้งใจเราก็รู้สึกว่าทำได้ไม่เต็มที่ แต่ฟันดาบเป็นกีฬาเดี่ยว เราอดทน ขยันซ้อม ผลลัพธ์ก็เป็นแบบที่เราต้องการ

การสนับสนุนและภาพจำของนักกีฬาพิการ

สมัยก่อนก่อนสนับสนุนไม่เท่าเทียม ไม่ว่าจะเงินรางวัล การดูแลก็ต่างกันสิบเท่า จนปัจจุบันเงินรางวัลต่างกันเท่าหนึ่ง คนพิการก็สู้และผลักดันให้เกิดความเท่าเทียม

ปัจจุบันกีฬาเป็นธุรกิจ กีฬาคนทั่วไปมีการถ่ายทอดสด มีสปอนเซอร์ โฆษณา เป็นธุรกิจมากกว่ากีฬาคนพิการ ในบ้านเราไม่ได้ทำให้คนพิการและไม่พิการสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในทุกด้าน คนเลยอาจเห็นว่า คนพิการด้อยกว่าเพราะไม่เห็นพวกเขาออกมาทำอะไรเพื่อสังคม ต่างจากเมืองนอกที่มองว่าคนพิการสามารถอยู่ร่วมกัน ไม่เป็นภาระเเละน่าสงสาร

สิ่งที่ต้องแลกกับชื่อเสียง

เราแลกตั้งแต่แรก ก่อนหน้านี้ 20 ปีตอนเล่นครั้งแรก เราใฝ่ฝันอยากติดโอลิมปิค พาราลิมปิก แต่ก็ต้องออกจากบ้านเกิดเพื่อมาอยู่กรุงเทพฯ ต้องทำงานเหนื่อย ห่างครอบครัว จนประสบความสำเร็จได้ไปพาราลิมปิกครั้งแรกในปี 2010 ที่กรีซและได้เหรียญทอง หลังจากกลับมา เราเรียนหนังสือจบปริญญาตรี มีครอบครัวและมีลูก แต่เมื่อคลอดได้หกเดือนก็ต้องกลับมารับใช้ชาติ สามปีเต็มๆ ที่เราไม่ได้อยู่กับเขา

เราจะเห็นได้ว่า แทบไม่มีคนพิการหญิงในระบบการทำงานกีฬา เพราะคนอาจมองว่าผู้หญิงทำงานไม่คล่องหรือไม่เก่งเหมือนผู้ชาย ทั้งที่เราทำงานได้หลายบทบาท ไม่ว่าจะบริหารสมาคม ทำแผน ดูแลคน ฯลฯ สำหรับเราผู้ชาย ผู้หญิงนั้นแตกต่างกันในเรื่องรูปร่าง อวัยวะ กำลัง ฯลฯ แต่ไม่ใช่สำหรับเรื่องสมอง ความรู้ความสามารถ และการเข้าสังคม

เห็นอะไรในการทำงานกว่าครึ่งชีวิตที่ผ่านมา

สิ่งอำนวยความสะดวกคือสิ่งที่กังวล ตอนร่างกายปกติเราไปไหนมาไหนเองได้ตลอด แต่พอพิการสิ่งที่กลัวที่สุดคือการไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก หรือเจออุปสรรคที่ทำให้ทำอะไรเองไม่ได้ ทั้งการเดินทาง สถานที่

ต้องยอมรับว่า กีฬาคนพิการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเห็นและมีจิตสำนึกต่อคนพิการ เพราะภาพแรกๆ ที่คนมองว่าคนพิการมีความสามารถ มีโอกาส ไม่ใช่แค่ภาพน่าสงสารน่าเวทนาแบบที่เคยเป็นมา

เส้นทางต่อไป

เราฝันให้ครอบครัวอยู่ด้วยกัน มีธุรกิจและอยู่จนเห็นลูกรับปริญญา นอกจากนี้ทุกอย่างมีพร้อมหมดแล้ว

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนกีฬาสุขภาพสายสุนีย์ จ๊ะนะฟันดาบคนพิการนักกีฬาผู้หญิง
Categories: ThisAble

คนพิการสู่ผู้ประกอบการ กับนโยบายคนพิการของพลังประชารัฐ

ThisAble - Mon, 2019-03-25 15:15

คุยนโยบายคนพิการพรรคพลังประชารัฐกับกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค ทั้งเรื่องนโยบายการสนับสนุนคนพิการเป็นผู้ประกอบการ และแนวทางการพัฒนาคความสามารถของคนพิการให้เป็นต้นแบบของคนพิการคนอื่นๆ

นโยบายคนพิการของพลังประชารัฐ

เราได้หารือกับทางแกนนำคนพิการมาระยะและตกผลึกนโยบาย 5 เรื่อง

1. สนับสนุนให้คนพิการเป็นผู้ประกอบการ การเป็นคนพิการไม่ได้หมายความว่าต้องออกจากกระบวนการการผลิต

2. การเข้าถึงเรื่องข้อมูล รวมไปถึงตึกอาคารต่างๆ Accessibility for all เป็นสิ่งที่เราอยากจะพยายามปรับปรุง

3. Assistive technology หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมอย่างที่ stephen hawking ได้ จนดังระดับโลก สอนหนังสือได้อีกด้วย ทั้งหมดที่เป็นไปได้เพราะเทคโนโลยี คนหูหนวกถ้าเป็นสมัยก่อนก็จะลำบากแต่สมัยนี้ก็มีเครื่องช่วยฟังจนใช้ชีวิตเหมือนปกติ

4. Personal assistant ถ้าคนพิการมีผู้ช่วยเหลือที่ดีเขาก็ใช้ชีวิตได้พอสมควร

5. การศึกษาและการฝึกทักษะของคนพิการ ทำยังไงให้เขาเข้าถึงและมีโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสม

เราทำ 5 เรื่องนี้พอแล้ว ห้าเรื่องนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของชีวิตของคนพิการทั้งประเทศไทย ปัจจุบันคนพิการเกิดน้อยลงเรื่อยๆ แต่เกิดจากอุบัติเหตุมากขึ้น

ในการทำให้คนพิการเป็นผู้ประกอบการ มีโมเดลกฎหมาย Social enterprise เราจะตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อทำหน้าที่ในการช่วยเหลือคนพิการ เราทำได้เลยภายในสามเดือน

เรามีบุคลากรเยอะมาก คนพิการภายหลังอาจเป็นนักบัญชี นัก Marketing ฯลฯ เราก็เอาเขามาร่วมกับเรา ผมมั่นใจว่าจะเปลี่ยนชีวิตของคนพิการให้มีความหวัง นอกจากนี้ยังมีอีก 3-4 อย่างคือ หมอนวดตาบอด ในหนังกำลังภายใน อาจารย์ตาบอดสอนกระบี่ก็เก่งเป็นพิเศษ หมอนวดคนตาบอดผมจึงมั่นใจเลยว่าเขาจะนวดได้ดี พรีเมี่ยมด้วยซ้ำไป อีกเรื่องคือเรื่องเกษตร สินค้าเกษตรปลูกเห็ด ปลูกผัก ปลูกทุกอย่าง และงานหัตถกรรม

เรามีกองทุนผู้พิการ 12,000 ล้าน สามารถเป็นทุนเบื้องต้น และหาตลาดให้ เมื่อดำเนินการได้ก็จะเปลี่ยนผู้พิการให้เป็นผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร หมอนวด หัตถกรรม จดบันทึกการประชุม อ่านหนังสือ อัดเทป เพียงแค่เราต้องให้โอกาส

Personal assistant หรือผู้ช่วยเหลือยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม หากเป็นฟรีแลนซ์ก็ไม่ได้รับสวัสดิการต่าง ๆ จึงควรจ้างเขาในอัตราเบื้องต้นไม่ต้องแพงนัก และบวกจากค่าจ้างจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเข้าไป นอกจากนี้จะสนับสนุน PA รับจ้าง หลังจากมีคนสมัครเข้ามาก็จะมีการอบรมตามหลักสูตร และให้พม.รับรอง

ความเป็นไปได้ของนโยบาย

เรามั่นใจในโครงการเพราะเคยคุยกับผู้นำกลุ่มคนพิการ นโยบายทั้งหมดมาจากเขา เราต้องทำให้คนพิการมีตัวอย่างความสำเร็จ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นต่อไป นักกีฬาพิการไม่มีแขนมีขายังทำได้เลย เขาทำได้เราก็ต้องทำได้ นโยบายทั้งหมดต้องมองให้ทะลุว่าจะทำยังไง ทุกอย่างเป็นไปได้ ข้าราชการจะคิดว่ากฎหมายคือพระเจ้า ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่จะสั่งเขียนกฎหมายใหม่

ทำไมถึงให้ความสนใจเรื่องคนพิการ

ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องสวัสดิการจากรากฐาน เพื่อให้ทุกกลุ่มสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ปีที่ผ่านมากฎหมายสำคัญของรัฐบาลมาจากผมหลายอย่าง ทั้งเรื่องเกษตรพันธสัญญา โชว์ห่วยชุมชน  ธนาคารชุมชน วิสาหกิจชุมชน ป่าชุมชน และแชร์ลูกโซ่ เราเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาของสังคมไทย คนตัวใหญ่รังแกคนตัวเล็ก คนที่ช่วยชุมชนมีหลายกลุ่ม ส่วนหนึ่งเป็นเอ็นจีโอประชาสังคมซึ่งไม่เวิร์ค ผมโชคดีที่เป็นเอกชน มองปัญหาของสังคมจากมุมมองของเอกชนที่ทำเพื่อสังคมเพื่อทำให้คนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง

 

อ่านนโยบายคนพิการจากพรรคอื่นๆ ได้__ที่นี่__

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนพลังประชารัฐนโยบายคนพิการ62เลือกตั้ง62คนพิการอาชีพ
Categories: ThisAble

ประชาธิปไตยฐานราก และนโยบายคนพิการที่ประชาชนกำหนดเองจากพรรคสามัญชน

ThisAble - Sat, 2019-03-23 16:13

เราอาจไม่ค่อยหรือไม่เคยเห็นป้ายหาเสียงของพรรคสามัญชนมาเท่าไหร่นัก เพราะสามัญชนเป็นพรรคการเมืองเล็กๆ ที่ส่งผู้สมัครเพียงไม่กี่เขต และหนึ่งในนั้นคือผู้สมัครบัญชีรายชื่อ สุริยา แสงแก้วฝัน ที่ทำงานในประเด็นคนพิการ

ความตั้งใจของการเข้าสู่สนามการเมืองในนามพรรคสามัญชน

สุริยา: ผมเข้ามาในพรรคสามัญชนก็เพราะว่า พรรคมีอุดมการณ์ที่ชัดเจน เน้นเรื่องประชาธิปไตยจากฐานรากคือประชาชนเป็นคนกำหนดนโยบาย เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยและคนชายขอบ

ผมเข้ามาช่วยในส่วนนโยบาย เช่น นโยบายรัฐสวัสดิการ ซึ่งครอบคลุมทั้งคนจน ผู้สูงอายุ คนพิการ คนชายขอบที่ต้องได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึงและได้มาตรฐาน ในสวัสดิการด้านสุขภาพจะพยายามผลักดันหรือต่อยอดโครงการที่มีอยู่เดิม เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค สำหรับประชาชนทั่วไป เราต้องการจะยกระดับสวัสดิการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันคือ ไม่ว่าข้าราชการหรือประชาชนต้องมีความเท่าเทียมกัน ไม่ควรแบ่งมาตรฐานว่าอันนั้นเป็นของข้าราชการ อันนี้เป็นของประชาชน นี่คือรากฐานของหลักการประชาธิปไตย

ในประเด็นคนพิการ และคนชายขอบ สามัญชนอยากจะแก้ไขในเรื่องใดบ้าง

ในส่วนของผู้ด้อยโอกาส หรือคนชายขอบในสังคม นโยบายอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นและผลักดันมาแล้วหลายปี แต่ก็ไร้ผล เพราะเราคือประชาชนคนเล็กคนน้อย แทบไม่มีเสียงในสังคม

ข้อเสนอของผมคือการเพิ่มสวัสดิการ เดิมคนพิการได้สวัสดิการจากรัฐเดือนละ 800 บาท ซึ่งไม่พอกับค่ายังชีพของคนพิการ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมผลักดันเคยเสนอว่า เงินส่วนนี้ควรได้อย่างต่ำเดือนละ 1,500 บาท และในวงเงิน 1,500 บาท คำนวนจากฐานคิดหลัก 3 ส่วนคือ เงินที่ใช้ในปัจจุบัน เงินที่ใช้ในอดีต และเงินในอนาคต

ปัจจุบันและที่ผ่านมาในอดีต ในสังคมไทยมีกฎหมายเฉพาะเรื่องนี้ชัดเจนคือ พ.ร.บ.ส่งเสริมและฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2550 กำหนดไว้ชัดเจน แต่แนวทางการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สถานประกอบการทั้งหลายที่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ยังไม่มีแนวทางปฏิบัติเป็นรูปธรรม เพราะว่าตัวกฎหมายเองก็มีช่องโหว่อยู่มากพอสมควร

อย่างเช่น มาตรา 34 และ 35 ใน พ.ร.บ. ดังกล่าว ที่มีเนื้อหาค่อนข้างชัดเจนว่าสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการ 1 คน แต่แนวทางปฏิบัติหรือว่าแนวทางตามความเป็นจริงแล้วมันไม่เป็นอย่างนั้น เพราะว่ามาตรา 35 กำหนดทางเลือกให้สถานประกอบการและนายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนฟื้นฟู

ผมคิดว่าต้องเข้าไปผลักดันหรือว่าอุดช่องว่างตรงนี้ มันเป็นเรื่องของตัวบทกฎหมายที่มีช่องว่างพอสมควร

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสามัญชนนโยบายคนพิการ62เลือกตั้ง62คนพิการ
Categories: ThisAble

ผลักดันความเท่าเทียมผ่านศูนย์เรียนรู้-อาชีพคนพิการกับชาติพัฒนา

ThisAble - Sat, 2019-03-23 11:59

คุยนโยบายคนพิการกับพรรคชาติพัฒนา กับเยาวภา บุรพลชัย ถึงโยบายที่ไร้ความขัดแย้งกับใคร  ที่จะทำให้คนพิการใช้ชีวิตสะดวกด้วยการออกแบบแบบอารยสถาปัตย์ การผลักดันให้คนทุกคนสุขภาพดีด้วย Sport Complex ทั่วประเทศ

มุมมองของพรรคชาติพัฒนาต่อคนพิการเป็นอย่างไร

คนพิการเลือกเกิดไม่ได้ แต่คนพิการมีศักยภาพเทียบเท่ากับคนปกติได้ หากมีการอำนวยความสะดวกให้กับเขาในการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ได้รับการสนับสนุนในการประกอบอาชีพหรือการศึกษา

ปัญหาคนพิการที่พรรคมองเห็นมีอะไรบ้าง

เรื่องถนนหนทางหรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ขนส่งสาธารณะไม่เอื้อสำหรับคนพิการ อีกประเด็นก็คือการใช้ชีวิตหรือการเข้าถึงสิทธิต่างๆ การศึกษา และการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ทั้งคนพิการด้านร่างกาย หรือความพิการทางสมอง ที่อาจเข้าไม่ถึงสิทธิเพราะเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

นโยบายคนพิการของชาติพัฒนา

พรรคมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการแต่ไม่ได้เจาะจงเฉพาะสำหรับคนพิการ เราเน้นความเสมอภาคของทุกคน นโยบายแรกไม่ว่าคุณจะเป็นใครเรามีนโยบายที่จะช่วยเหลือแม่ที่มีบุตร เป็นเงินสงเคราะห์บุตรให้เดือนละ 1,000 บาท จนกว่าอายุจะถึง 18 ปี ซึ่งอาจจะไม่ได้ช่วยทั้งหมดแต่ก็ช่วยบรรเทา แบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูบุตรของผู้หญิง คนพิการก็มีสิทธิที่จะได้รับเงินตรงนี้ด้วย

สองคือเรื่องการศึกษา เราสนับสนุนให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าคุณจะเป็นคนแก่ คนจน คนรวย คนพิการ ต้องเกิด TK Knowledge Center สถานที่ที่ให้คนทุกเพศ ทุกวัยเข้ามาเรียนรู้ เรียนคอร์สออนไลน์ กิจกรรม ศิลปะ ดนตรี โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย

เราเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องอารยสถาปัตย์ Universal Design เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำหรับคนพิการอย่างเดียว โดยจะเริ่มจากหน่วยงานราชการ โรงพยาบาล และสำนักงานเขต

การสนับสนุนอาชีพ กองทุน 1 หมื่นล้านบาทในการทำ OTOP ส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวท้องถิ่นเชิงวัฒนธรรมเพื่อก่อเกิดรายได้ในชุมชน คนพิการสามารถทำในสิ่งที่ตนเองทำได้ ไม่ว่าเป็นเรื่องของงานฝีมือหรือว่ากิจกรรม

นอกจากนี้นโยบาย Smart governance หรือการใช้ระบบดิจิตอลในการประสานงานจะทำให้คนพิการสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นในการขอแบบฟอร์ม ทำกิจกรรมต่าง ๆ และเอกสารทางราชการ

ปัญหาของนักกีฬาคนพิการ

ถ้าได้เป็นรัฐบาลเราอยากจะทำให้เบี้ยเลี้ยงนั้นเท่ากัน และสนับสนุน Mini Sport Complex ในทุกอำเภอ คนพิการสามารถเข้ามาใช้ศูนย์กีฬาได้ ได้มาเจอเพื่อน ได้มาทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น อาจจะทำให้สังคมยอมรับในความสามารถของคนพิการ

 

ทำไมคนพิการถึงควรเลือกพรรคชาติพัฒนา

ตอนนี้มีพรรคเยอะมาก ทุกพรรคก็มีนโยบายที่จะสนับสนุนเรื่องของคนพิการอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าการเมืองในประเทศมีความขัดแย้งมาก แม้ตั้งใจพัฒนาประเทศ ช่วยเหลือคนพิการ ช่วยเหลือด้านสังคมเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายมก็ไปไม่ถึงไหนเพราะว่ามีความขัดแย้ง แต่พรรคชาติพัฒนาเราเคารพทุกความคิดเห็นทางการเมืองทุกฝ่าย พร้อมร่วมมือกับทุกพรรคโดยไม่สร้างเงื่อนไขอะไรให้กับประเทศชาติ ไม่ทำให้ประเทศชาติต้องสะดุด พรรคชาติพัฒนาไม่เคยโจมตีพรรคไหน เราพูดแต่นโยบาย สิ่งที่เราอยากจะทำ เราพูดแต่สาระของพรรค ถ้าเลือกพรรคชาติพัฒนาประเทศชาติไม่มีปัญหาแน่นอน

คนพิการจะมีส่วนร่วมออกนโยบายได้อย่างไรบ้าง

ติดต่อได้เลยว่าอยากทำงานการเมือง คนพิการรู้ดีที่สุดว่าควรจะต้องปรับอะไร เรามีหน้าที่ทำให้นโยบายมันออกมาสมดุล เราอยากให้คนพิการมาทำงานการเมือง

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนชาติพัฒนานโยบายคนพิการ62เลือกตั้ง62คนพิการ
Categories: ThisAble

สะดวกเดินทาง สวัสดิการครบถ้วน กับนโยบายคนพิการพรรคเสรีรวมไทย

ThisAble - Fri, 2019-03-22 15:28

สัมภาษณ์ นพ.เรวัต วิศรุตเวช รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ถึงเรื่องนโยบายด้านคนพิการ ที่จะเน้นทั้งในเรื่องสภาพแวดล้อม การเดินทางที่สะดวก ครบครัน ปลอดภัย และการจัดการกองทุนคนพิการ รวมถึงกองทุนสวัสดิการอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพอย่างสูงที่สุด

ประสบการณ์คนพิการที่ผ่านมา

นพ.เรวัต: ผมเคยเป็นอดีตอธิบดีกรมการแพทย์ โดยมีสถาบันที่เกี่ยวกับคนพิการคือ ศูนย์สิรินธร เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ  ที่มีพันธกิจคือเป็นองค์กรนำในด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ระดับสากล และมุ่งสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนโดยมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ฉะนั้นในศูนย์มีจึงองค์ประกอบทุกอย่างทั้งพื้นฟู บำบัดด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย และมีบุคลากรคุณภาพ ที่ใหญ่ที่สุด

การได้ดูแลศูนย์นี้ทำให้มีความสัมพันธ์กับเรื่องคนพิการ และเห็นปัญหาของคนพิการ หลักทางการแพทย์มองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการป้องกัน หากเราสามารถป้องกัน จะช่วยลดจำนวนคนพิการเกิดใหม่โดย หนึ่ง ป้องกันอุบัติเหตุ อุบัติเหตุในประเทศไทยต่อปีมีหลายหมื่นราย ทำให้เกิดคนพิการขึ้น 5 พันคนต่อปี

สอง ป้องกันโรค 2 โรคที่สำคัญมากคือ เบาหวานและความดันโลหิต ขณะนี้มีผู้ป่วยโรคเบาหวานในไทย 2.7 ล้านคน ส่วนโรคความดันโลหิตสูงมีประมาณ 5.7 ล้านคน หากเราไม่ดูแลรักษา ควบคุมให้ดี จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนกลายเป็นโรคอื่นต่อไปหลายโรค เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตา โรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก เบาหวานสามารถทำให้เส้นเลือดที่จอประสาทตาแตกจนตาบอด และกลายเป็นคนคนพิการทางการมองเห็น โรคความดันโลหิตสูงถ้าไม่ควบคุมให้ดี และเส้นเลือดในสมองแตกก็จะเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตนอนติดเตียงหรือใช้วีลแชร์

สิ่งที่เราต้องทำคือ การคัดกรองโรค เพื่อรักษาและควบคุมก่อนที่โรคจะดำเนินไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่น เราทำได้เยอะมากก่อนถึงขั้นซื้อวีลแชร์ให้คนพิการ รวมถึงผู้สูงอายุ นอกจากนี้จะต้องส่งเสริมการออกกำลังกายด้วย

นโยบายคนพิการของเสรีรวมไทย

นโยบายของพรรคเสรีรวมไทยเป็นทั้งอุดมการณ์และนโยบาย เป้าหมายของเราคือ ทำอย่างไรให้คนพิการรู้สึกและสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ มีสิทธิเสมอภาคเช่นคนทั่วไป ตั้งแตบ้านจนถึงที่ทำงานจะต้องอำนวยความสะดวก หรือออกแบบสิ่งก่อสร้างต่างๆ ให้มีชีวิตที่สะดวกสบายและปลอดภัย มีระบบขนส่งมวลชนที่ดีไซน์สำหรับเขา เช่น รถไฟฟ้า ควรจะมีลิฟต์โดยสารขึ้นลง ไม่ใช่ลงได้ แต่ขึ้นไม่ได้ รถเมล์ที่มีอยู่ควรเป็นชานต่ำ คนหูหนวกก็ควรจะมีป้ายบอกที่เห็นชัดเจน สำหรับคนตาบอดก็ควรจะต้องมีสัญญาณเสียง เป็นต้น

นโยบายของพรรคทุ่มเทเรื่องนี้อย่างมาก เพราะการเดินทางได้สะดวกทำให้กิจวัตรประจำวันเป็นไปได้อย่างดี คุณภาพชีวิตของเขาก็จะดีขึ้นอย่างมาก  โดยเฉพาะเรื่องอาคาร สถานที่ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่ติดต่อทำงาน โรงเรียน สถานที่ราชการ ห้างสรรพสินค้า ทุกอาคารจะต้องถูกบังคับด้วยกฎหมายเรื่อง Universal design ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน ทางลาด ห้องน้ำ ลิฟต์ ฯลฯ อาคารเก่าก็ควรจะต้องมีแก้การแก้ไขเพิ่มเติม

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ประเด็นสำคัญที่ควรจะต้องดำเนินการคือ เรื่องการศึกษา ที่ต้องส่งเสริมและสนับสนุน หรือจัดการให้คนพิการเข้าถึงระบบการศึกษาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างอุปกรณ์การช่วยเหลือหรือผู้ช่วยเหลือ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษา และเมื่อจบการศึกษา การทำงานเป็นสิ่งที่คนพิการต้องการ รัฐจะต้องส่งเสริมให้เขามีงานทำจริง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 มาตรา 33 และ 35 ที่กำหนดให้บริษัท พนักงาน 100 คน ต้องรับคนพิการ 1 คน บริษัทสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการส่งเงินเข้ากองทุน ซึ่งจริงๆไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะคนพิการต้องการทำงาน การมีงานทำสำคัญกว่าเงินอุดหนุนรายเดือน เพราะทำให้เขาภูมิใจ มีศักดิ์ศรี ได้ใช้ความรู้ ทักษะและความเชี่ยวชาญ

ทำอย่างไรให้เกิดการจ้างงานจริง

เท่าที่ทราบกองทุนมีเงินอยู่ประมาณ 1.2 หมื่นล้าน ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการในจุดนี้อย่างดี โดยหลักการของกองทุนไม่ควรเอาไปเป็นเบี้ยรายเดือน หรือเป็นเบี้ยยังชีพ เงินส่วนนี้ต้องงอกเงยและเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนพิการ และไม่ปล่อยให้ภาครัฐจัดการอย่างเดียว  ควรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

ความเป็นไปได้จริงและงบประมาณที่ใช้

ผมไม่คิดว่าการทำสิ่งเหล่านี้จะแพง งบอะไรที่ไม่จำเป็นก็สามารถตัดทิ้งได้และนำมาสนับสนุนงานทางด้านสังคม เช่น งบที่คิดว่าไม่ต้องมี อย่างเรือเหาะอยู่แล้ว เรือดำน้ำ GT 200 ที่ตรวจอะไรไม่ได้เลย คิดว่าไม่มีอะไรที่งี่เง่ากว่านี้อีกแล้วในโลกนี้ หากถูกหลอกให้ซื้อ GT 200 ได้เราสามารถนำเงินนั้นมาสร้างสวัสดิการที่ดีถ้วนหน้า  ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ ปัญหาบัตรทองด้อยคุณภาพ เป็นเพราะรัฐบาลอ่อนด้อยมากในการบริหารจัดการ และให้ความสนใจน้อยมาก

เมืองไทยมีสิทธิอยู่ 3 ประเภท เพราะมีกองทุนอยู่ 3 กองทุน กองทุน 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม ทั้ง 3 กองทุนมีที่มาที่ไปต่างกันเยอะมาก ต้นกำเนิดของกองทุนมันต่างกัน ฉะนั้นการรวมกองทุนยังเป็นปัญหา ดังนั้นเบื้องต้นจึงควรปรับคุณภาพของกองทุนให้มีคุณภาพมากขึ้น หรือเพิ่มงบค่าใช้จ่ายต่อหัวให้มากขึ้น

เงินอุดหนุนรายเดือนของคนพิการไม่สำคัญเท่ากับงาน หรืออาชีพที่ยั่งยืนแล้ว เพราะนอกจากจะทำให้ภูมิใจ  รู้สึกมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว ทักษะ ความรู้ ความชำนาญนั้นยังมีคุณค่ามากกว้าเงินอุดหนุนรายเดือนที่ใช้ไม่พอ แต่สำหรับคนที่ไม่สามารถทำงานได้ ก็ต้งสนับสนุนคนละแบบ

ระบบสนับสนุนจะได้ประโยชน์หากมองว่า คนเท่ากัน

หากมองว่า เขาเป็นสมาชิกปกติของสังคมได้ เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่ต้องการความสะดวกเพื่อดำรงชีวิต โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น เขาก็ควรต้องอยู่โดยที่ไม่ต้องขอความช่วยเหลือ ไม่ควรต้องสงเคราะห์ แต่ควรส่งเสริม หรือสนับสนุนให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง

 

อ่านนโยบายคนพิการจากพรรคอื่นๆ ได้__ที่นี่__

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนเสรีรวมไทยนโยบายคนพิการ62เลือกตั้ง62คนพิการกองทุน
Categories: ThisAble

เข้าถึง เท่าเทียมและโอบรับความหลากหลายกับนโยบายคนพิการพรรคอนาคตใหม่

ThisAble - Tue, 2019-03-19 17:18

ในออฟฟิศสีขาวที่ถูกจัดวางอย่างทันสมัย โลโก้สามเหลี่ยมสีส้มเห็นได้ชัดทั่วบริเวณ "คนเท่าเทียมกัน ไทยเท่าทันโลก" เป็นสโลแกนของพรรคอนาคตใหม่ที่ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ แล้วคนพิการจะเท่าเทียมกันและเท่าทันโลกได้อย่างไร ชวนคุยกับศิริกัญญา ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่ ถึงปัญหา และนโยบายด้านคนพิการที่พรรคจะทำ รวมทั้งคำเชิญชวนที่อยากเห็นทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมกับเรื่องการเมืองให้มากขึ้น

คนพิการคือใครสำหรับอนาคตใหม่

ศิริกัญญา: คนพิการคือคนที่มีความแตกต่างหลากหลายแบบหนึ่ง เหมือนกับทุกคนที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่ความแตกต่างนี้ไม่ควรเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ ทั้งสิทธิขั้นพื้นฐานและบริการสาธารณะต่าง ๆ อันเป็นหน้าที่ที่รัฐต้องจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิได้

ปัญหาของคนพิการในปัจจุบัน

หนึ่ง ที่เห็นได้ชัดคือการเข้าไม่ถึงสิทธิเรื่องบริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นขนส่งสาธารณะที่ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับคนพิการ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นในระบบขนส่ง

สอง การเข้าไม่ถึงสวัสดิการต่างๆ ที่ภาครัฐจัดเตรียมไว้ ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า มีคนพิการแค่ 60% ที่ได้รับเบี้ยคนพิการ ทั้งที่เป็นสวัสดิการที่รัฐจัดให้กับคนพิการทุกคนถ้วนหน้า

สาม การจัดบริการต่างๆ ที่มักแยกกันระหว่างคนพิการกับคนไม่พิการ ซึ่งบางเรื่องอาจจะไม่จำเป็น เช่น หากเด็กพิการร่างกายสามารถเรียนรวมได้ ก็ควรได้เรียน ไม่ใช่แยกเป็นโรงเรียนการศึกษาพิเศษ โดยที่ภาครัฐก็ต้องจัดการเรื่องบุคลากร สิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างของโรงเรียนในการเรียนรวม และมีโรงเรียนการศึกษาพิเศษเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

สี่ การเข้าถึงงานและแหล่งทุนต่างๆ คนพิการจำนวนมากมีศักยภาพที่จะทำงานได้ในสายงานหลากหลาย ไม่ได้จำกัดเพียงแค่งานไม่กี่แบบที่รัฐเคยมอง รัฐต้องเปลี่ยนมุมมอง วิธีคิด และทำลายกำแพงนี้ รวมถึงจัดการอบรมอาชีพอื่น ไม่ใช่แค่การประดิษฐ์ดอกไม้ หัตถกรรม ช่างซ่อม ฯลฯ เพื่อให้คนพิการปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่

ปัญหาอีกส่วนที่สำคัญก็คือ กฎระเบียบต่างๆ ที่แยกกันทำ ไม่ว่าจะเรื่องการคมนาคม คนพิการออกจากอาคารแล้วใช้ทางเท้าไม่ได้ใครเป็นคนจัดการ จากทางเท้าไปที่ขึ้นรถเมล์ใครจัดการ หรือเรื่องหลักประกันสุขภาพ ที่ใช้สิทธิได้บ้าง ไม่ได้บ้างเพราะกระบวนการที่ไม่มีระบบและขาดความยืดหยุ่น

นโยบายคนพิการของพรรคอนาคตใหม่

อย่างแรกที่เป็นนโยบายหลักของพรรคด้วยคือ การโอบรับความหลากหลาย ซึ่งนโยบายนี้ไม่เพียงได้ประโยชน์เฉพาะคนพิการ แต่ทุกคนในสังคมจะได้ประโยชน์เช่นกันก็คือเรื่องของการส่งเสริมการออกแบบเพื่อทุกคน ซึ่งจะทำใน 4 เรื่องด้วยกัน ทั้งการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ การออกแบบอาคารและพื้นที่นอกอาคาร จัดการผังเมือง ไปจนถึงการพัฒนาด้านไอทีด้วย โดยทั้งสี่อย่างนี้จะเน้นเรื่อง User Experience เป็นหลัก คนใช้จะต้องมีประสบการณ์ในการใช้ได้ดี และได้มีส่วนร่วมในการออกแบบตั้งแต่ต้น ได้ทดสอบมาตรฐานกลาง และส่งต่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่ในการปรับปรุงพื้นที่หรือผังเมืองเอาไปใช้ ทั้งนี้การจัดทำจะต้องเป็นไปตามหลักและมีโครงสร้างที่เป็น Universal Design

สอง การเข้าถึงบริการสาธารณะ ทั้งเรื่องการศึกษา เงินสวัสดิการคนพิการ ในนโยบายการศึกษา อนาคตใหม่จะลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการศึกษาครั้งใหญ่เรียกว่า Mega Project เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ นอกจากห้องเรียนจะต้องมีอุปกรณ์การเรียนทันสมัยครบครันแล้ว  ต้องสามารถรองรับนักเรียนที่มีความพิการได้ด้วย นอกจากนี้เบี้ยคนพิการเดิมที่ 800 บาทนั้นไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ จึงจะสนับสนุนเพิ่มขึ้นเป็น 1,800 บาทต่อเดือน และการันตีถึงความครอบคลุม ผ่านกลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเข้าใจพื้นที่ และรู้จักคนพิการเป็นอย่างดี นอกจากนี้คนพิการที่ไม่มีอาชีพหรือไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ต้องได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมเป็นพิเศษ

สาม การเข้าถึงอาชีพ จากสถิติพบว่า จากคนพิการเกือบ 2 ล้านคน มีคนที่สามารถประกอบอาชีพได้เพียง 2 แสนคน ในขณะที่อีก 5 แสนคนมีศักยภาพที่จะประกอบอาชีพได้แต่ไม่ได้รับโอกาส ที่ผ่านมาเรามี พ.ร.บ.คนพิการที่ระบุให้บริษัทที่มีพนักงาน 100 คนต้องจ้างงานคนพิการ 1 คน แต่หลายครั้งบริษัทก็เลือกวิธีที่ง่ายคือจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ หรือใส่ชื่อแต่ไม่ให้ทำงานจริง การแก้ไขเรื่องนี้ จึงต้องทำงานตั้งแต่ขั้นวิธีคิดของบริษัท การอบรมความพร้อม การให้ตัวอย่างของการทำงาน รวมถึงเงินอุดหนุนการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่บริษัทใช้ปรับปรุงสถานที่ด้วยระบบเงินกองทุน หรือหากต้องใช้อุปกรณ์เสริมต่างๆ การได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำก็อาจสร้างแรงจูงใจได้ เพื่อให้คนพิการได้เข้าถึงอาชีพที่สามารถใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ จะสนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการ เพราะปัจจุบันคนหันไปเป็นฟรีแลนซ์มากขึ้น อาชีพของคนพิการจึงต้องก้าวให้ทัน เงินกองทุนคนพิการที่มีอยู่หมื่นกว่าล้านสามารถนำมาสนับสนุนให้เกิดคอร์สฝึกอบรม รวมถึงการให้คนพิการใช้ต่อยอดความรู้ตามที่สนใจเองได้ เช่น คอร์สสอนออนไลน์ต่างๆ ที่หลายบริษัทได้มีเปิดสอนอยู่แล้ว

สี่ ผลักดันให้เกิดศูนย์บริการคนพิการทั่วประเทศ ในรูปแบบของศูนย์ดำรงชีวิตอิสระ (Independent Living Center) ที่ตอนนี้ทั้งประเทศมีเพียง 8 ศูนย์ ศูนย์นี้จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาในการใช้ชีวิต แนะนำเรื่องสิทธิ และพิทักษ์สิทธิในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นที่กายภาพบำบัด ออกกำลังกายหรือพักผ่อนหย่อนใจตามหลักแนวคิดเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ส่วนนี้จะดำเนินการเป็นโครงการที่ถูกเสนอเข้ามาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐส่วนกลางเป็นเพียงผู้สมทบ เพื่อให้ศูนย์ที่สร้างขึ้นนั้นตอบโจทย์แต่ละชุมชนอย่างแท้จริง

ห้า วางระบบ Personal Assistant(PA) หรือผู้ช่วยคนพิการ ทุกวันนี้มี PA ที่ลงทะเบียนน้อยมากจากปัญหาและระเบียบที่มี อนาคตใหม่จึงอยากปรับเปลี่ยนข้อจำกัดของการเป็น PA ที่เดิมระบุให้แต่เจ้าหน้าที่ของสมาคมคนพิการ และจัดอบรมความรู้ ทักษะเพื่อให้ PA กลายเป็นอาชีพได้จริงและคนพิการได้รับประโยชน์แท้จริง

วิธีทำให้เกิดการเรียนรวม

การเรียนรวมจะสำเร็จได้ ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสม รวมถึงบุคลากรที่ต้องเพิ่มครู Special Education ด้วย โรงเรียนในต่างประเทศมีครูที่จบการศึกษาพิเศษเข้าร่วมอยู่ในห้องเรียนที่มีนักเรียนพิการ เราให้ความสำคัญเพราะ ห้องเรียนเปรียบเหมือนภาพจำลองของสังคม หากคนพิการเรียนที่หนึ่ง คนไม่พิการเรียนที่หนึ่ง ก็ไม่ใช่ภาพจำลองของสังคมที่เราอยากเห็น การที่เด็กได้เรียนร่วมกันเขาจะได้เรียนรู้ว่า คนที่แตกต่างกันจะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างไร เมื่อโตขึ้นเขาก็รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวกันอย่างไรในสังคม

ทั้งนี้ ความพิการบางประเภทก็อาจจะต้องมีโรงเรียนพิเศษอยู่ แต่นักเรียนจากโรงเรียนการศึกษาบางส่วนที่สามารถเรียนรวมได้ ก็ควรเรียนรวม และโยกย้ายบุคลากรจากโรงเรียนพิเศษเข้ามาสู่โรงเรียนรวมให้เป็นปกติ

นโยบายต่างๆจะเป็นจริงได้แค่ไหน

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการจัดลำดับความสำคัญ และการมองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานหรือเป็นแค่การสงเคราะห์ ถ้าหากเรามองว่า การทำให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตได้สะดวกเป็นการสงเคราะห์ น้ำหนักในการผลักดันนโยบายคงไม่ดีพอ แต่หากเรามองว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิที่ทุกคนต้องได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ก็เป็นเรื่องที่ต้องผลักดันให้สำเร็จ

ก้าวต่อไปที่จะทำหลังเลือกตั้งคือ Policy Forum เป็นช่องทางที่คนทั่วไปหรือสมาชิกพรรคสามารถส่งข้อเสนอ หรือว่าร้องเรียนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้พรรคพิจารณาจัดทำเป็นนโยบาย เพราะเราไม่มีทางที่จะไปพบกับทุกคนหรือไม่สามารถมีใครสะท้อนปัญหาได้ดีกว่าตัวคนพิการได้จริงๆ ฉะนั้น ทางเดียวก็คือทางตรง ต้องเข้ามามีส่วนร่วม

ทำไมคนพิการควรเลือกพรรคอนาคตใหม่

สิ่งที่เราแตกต่างคือ อุดมการณ์หลักในเรื่องสิทธิที่เท่าเทียม และสิทธิมนุษยชน เราโอบอุ้มความหลากหลายและเห็นว่าคนต้องเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน ตัวพรรคเกิดขึ้นมาพร้อมกับอุดมการณ์หลัก 3 ข้อคือ เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เชื่อว่ามนุษย์มีความเท่าเทียมกัน และเราส่งเสริมให้มนุษย์มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามสโลแกนไทยสองเท่า ได้แก่ ‘คนเท่าเทียมกัน ไทยเท่าทันโลก’

 

อ่านนโยบายคนพิการจากพรรคอื่นๆ ได้__ที่นี่__

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนอนาคตใหม่คนพิการนโยบายคนพิการ62เลือกตั้ง62ศิริกัญญา ตันสกุล
Categories: ThisAble

ผู้โดยสารชาวอิสราเอลชี้ สายการบินเลือกปฏิบัติ เหตุไม่ให้นำแบตฯวีลแชร์ขึ้น-ตรวจจนตกเครื่อง

ThisAble - Tue, 2019-03-19 15:25

อูดิ พอลลัค (Udi Pollak) นักออกแบบด้านการเข้าถึงของคนพิการชาวอิสราเอลซึ่งนั่งวีลแชร์ ถูกปฏิเสธให้นำแบตเตอรี่ของวีลแชร์ไฟฟ้าไปด้วยขณะบิน จนทำให้เขาตกเครื่องทั้งที่วีลแชร์ไฟฟ้าของเขานั้นมีใบรับรองแล้ว

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา อูดิต้องเดินทางจากที่พักที่เชียงใหม่ซึ่งเขาอยู่อาศัยมา 3 ปีแล้ว ด้วยสายการบิน Thai VietJet Airlines เพื่อร่วมงานประชุมจัดโดย International Association of Universal Design (IAUD) ที่กรุงเทพฯ ที่ตนร่วมเป็นวิทยากร ทั้งนี้ นี่เป็นการเดินทางคร้งแรกของเขาและสายการบิน Thai VietJet Airlines ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำจากเวียดนามที่เพิ่งเปิดให้บริการในไทยได้ไม่นาน

แบตเตอรี่ของเขาเป็นแบตเตอรี่แบบแห้ง (dry Lithium Ion) ขนาด 10Ah ซึ่งได้รับการรับรองว่าสามารถบินได้ โดยก่อนเดินทาง 48 ชั่วโมง เขาได้ส่งรายละเอียดแบตเตอรี่ พร้อมกับสำเนาใบอนุญาตเดินทางโดยเครื่องบิน หลังจากนั้นเขาได้รับอีเมล์ตอบจากสายการบินว่า ที่นี่ไม่มีนโยบายขนถ่ายรถเข็นไฟฟ้า (ตามข้อมูลจากเว็บไซต์สายการบิน https://www.vietjetair.com/Sites/Web/en-US/NewsDetail/baggage-service/%20383/baggage-service) เขาตกใจมากจึงโทรไปถามคอลเซ็นเตอร์และได้รับคำตอบแบบเดียวกัน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเพิ่มเติมว่า พนักงานภาคพื้นดินอาจจะอนุญาตให้บิน แต่อูดิก็ไม่มั่นใจจึงขอเงินคืน แต่สายการบินไม่สามารถคืนเงินให้ได้

สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจเดินทางด้วยสายการบินนี้ เมื่อไปที่สนามบิน พนักงานใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงตรวจสอบแบตเตอรี่ จนยอมออกตั๋วให้และพาไปที่ทางออกขึ้นเครื่อง หลังจากนั้นเขาโดนตรวจแบตเตอรี่อีกรอบโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบิน
เวลากว่า 90 นาทีที่ตรวจทำให้เที่ยวบินล่าช้า เขาถูกพาไปที่ประตูขึ้นเครื่อง แต่กลับไม่ได้ขึ้นเครื่องในวินาทีสุดท้าย หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่สนามบินเสนอทางออกให้อูดิถอดแบตฯ ออกและส่งตามไปทางไปรษณีย์ ซึ่งแบตฯ จะถึงกรุงเทพในเวลาสองวัน เขาไม่รับข้อเสนอนี้เพราะหากไม่มีแบตฯ เขาก็ไม่สามารถใช้วีลแชร์ได้จึงตัดสินใจซื้อตั๋วใหม่จากสายการบินอื่น และเดินทางมาร่วมงาน แต่ก็ไม่ทันเวลาอยูู่ดี


ภาพของบัตรโดยสาร และประตูขึ้นเครื่อง ซึ่งหลังจากที่เจ้าหน้าพาเขาออกมาที่ประตูดังกล่าว เครื่องบินก็ได้วิ่งออกจากที่จอดไปโดยไม่มีเขา

ThisAble.me ได้มีโอกาสพูดคุยกับอูดิถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีความคืบหน้าดังนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ อูดิได้ส่งจดหมายร้องทุกข์ไปยังหน่วยบริการลูกค้าของสายการบิน Thai VietJet Airlines และได้รับคำตอบว่า ทางสายการบินจะให้ส่วนลดในการซื้อตั๋วเครื่องบินครั้งต่อไป ในมูลค่าเท่ากับไฟล์ทที่เขาพลาดไป อูดิปฏิเสธข้อเสนอนี้ ตราบใดที่สายการบินยังไม่อนุญาตให้วีลแชร์ของเขาขึ้นเครื่องบินหลังจากนั้นเขาจึงส่งเรื่องนี้ไปยังกระทรวงการท่องเที่ยว จนทำให้เมือวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา สายการบินดังกล่าวติดต่อเพื่อขอคืนเงินค่าโดยสารทั้งหมดให้แก่เขา แต่ไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ กับเวลา ความรู้สึก และการเลือกปฏิบัติที่ได้ทำต่ออูดิ

ทั้งนี้ อูดิเคยบินในประเทศอยู่บ่อยครั้ง สายการบินที่เขาชื่นชอบเพราะบริการดี และใส่ใจในเรื่อความต้องการพิเศษคือสายการบินแอร์เอเชีย ไทยแอร์เวย์และแบงคอกแอร์ไลน์ ซึ่งทำตามกฎนานาชาติของสายการบินที่ต้องบริการผู้โดยสารที่มีความพิการด้วยความเคารพ และมีการอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ในระดับสูงในการช่วยเหลือคนที่มีความต้องการพิเศษ โดยสายการบินเหล่านี้ยินดีให้วีลแชร์ไฟฟ้าขึ้นเครื่อง โดยมีการแบกระหว่างแบตเตอรี่ที่ถือขึ้นเครื่อง กับวีลแชร์ที่โหลดใต้เครื่อง


สำหรับสายการบินในอิสราเอล อูดิได้แลกเปลี่ยนว่า  เช่นเดียวกับเกือบทุกสายการบินทั่วโลก สายการบินของอิสราเอลก็ปฏิบัติตามกฎของ FAA (the American Federal Aviation Administration) ที่ระบุถึงเรื่องสิทธิความเท่าเทียม และการบริการที่เสมอภาคของผู้โดยสารทุกคน รวมถึงผู้โดยสารที่มีความพิการและความยากลำบากอื่นๆ กฎเหล่านี้ถูกระบุอยู่ในกฎการบินที่เผยแพร่โดย
US Department of Transportation (https://www.transportation.gov/airconsumer/passengers-disabilities) ซึ่งโฟกัสในเรื่องการห้ามเลือกปฏิบัติ ทั้งในเรื่องสิ่งอำนนวยความสะดวก และบริการของสายการบินและสนามบิน

อูดิได้ให้ข้อเสนอกับทาง Thai VietJet และสายการบินอื่นว่า หากยังไม่สามารถปฏิบัติกับผู้โดยสารให้ทุกคนให้เท่าเทียมกัน ก็อยากจะให้ทบทวนกฎระเบียบการบินใหม่อีกครั้งเพื่อปรับปรุงกฎระเบียบของสายการบินให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อบริการผู้โดยสายพิการ หรือมีความต้องการพิเศษ และควรอบรมเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการให้มีความเข้าใจและบริการผู้โดยสารอย่างเห็นคุณค่าและเท่าเทียมกันกับผู้โดยสารคนอื่นๆ
 

ข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศเครื่องบินคนพิการสายการบินวีลแชร์ไฟฟ้าแบตเตอรี่อูดิ พอลลัคUdi Pollak
Categories: ThisAble

เสวนา: จุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 18 “เข้าใจปัญหาเยาวชนกับภาวะซึมเศร้า”

ThisAble - Tue, 2019-03-19 13:49

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 18 เรื่อง “เข้าใจปัญหาเยาวชนกับภาวะซึมเศร้า” เพื่อเผยแพร่ความรู้ และเสนอแนะทางออกของปัญหาความเครียด และภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญได้แก่ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ หัวหน้าศูนย์สุขภาวะทางจิต อาจารย์สาขาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ, พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์, ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จิตแพทย์เด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ, ผศ.ดร.ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ หัวหน้าภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬา และดร.ลูซี่ ตันอติชาติ สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์กล่าวว่า ปัจจัยที่สามารถส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นมีทั้งหมด 4 ปัจจัย คือ
1.ปัจจัยภายนอก มีอยู่ 3 สาเหตุหลักด้วยกัน คือ 1.การถูกประเมิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกรด เรื่องผลสอบ 2.เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเงินทอง บางทีผู้ใหญ่อย่างเราอาจจะไม่คิดว่าเด็กมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน 3.เรื่องความรัก อาจจะไม่ใช่ความรักหนุ่มสาวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์กับเพื่อน เช่น การถูกยอมรับ หรือการคิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือไม่ อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และจากงานวิจัยพบสาเหตุอีก 2 ประการ คือ ความรู้สึกผิด (Guilt)หมายถึง การรู้สึกผิดกับคนสำคัญ ซึ่งสามารถโยงไปถึงเรื่องการถูกประเมิน ทำให้เด็กรู้สึกผิดกับตัวเอง เช่น ฉันเป็นเด็กที่ไม่ได้เกรด A ฉันจะทำให้พ่อแม่ผิดหวังไหมนะ อีกด้านหนึ่งคือ ความสูญเสีย (Lost) นอกจากการรู้ผิดแล้ว การสูญเสียโดยฉับพลัน การสูญเสียโดยที่ไม่ทันตั้งตัวก็สามารถนำไปสู่ภาวะเสียศูนย์ได้มากเช่นกัน

2.ปัจจัยภายใน ได้แก่ ประสบการณ์การรับรู้ที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล ไม่ควรนำประสบการณ์ของเราไปตัดสินหรือไปตีกรอบผู้อื่น, รูปแบบการคิด, การโทษผู้อื่น และการมองโลกในแง่ร้าย

3.ปัจจัยโดยรอบ ได้แก่ การแยกตัวออกจากสังคม เรื่องการเรียนถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับวัยรุ่น หากเมื่อไหร่ที่เด็กแยกตัวออกไป ครูหรือพ่อแม่ ควรจะต้องเป็นผู้ที่สังเกตเขา, พฤติกรรมการทำร้ายตนเอง ซึ่งคนเหล่านี้ต้องการการซัพพอร์ต 2 ด้าน ได้แก่ Cognitive Support และ Emotional Support คือ ต้องการคนที่สามารถช่วยคิด ช่วยซัพพอร์ตทางด้านอารมณ์ของเขาได้

4.วิธีการออกจากปัญหา มี 2 วิธี คือ 1.วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม (Coping Strategies) คือการใช้ความหลากหลาย การพึ่งพิง การจัดการอารมณ์ และหารหยุดเพื่อวางแผนในการจัดการปัญหา 2.การเติบโตหลังผ่านเหตุการณ์ความเศร้า (Post-traumatic Growth) เมื่ออยู่ในความเศร้า เราต้องรู้จักตัวเอง มองตัวเองในทางใหม่ เพื่อให้เข้มแข็งและผ่านพ้นไปได้

ด้านผศ.ดร.ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ในชีวิตของนิสิต นักศึกษา ความสำคัญมากกว่า 50% เป็นเรื่องของการเรียน และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย บทบาทที่สำคัญของอาจารย์ผู้สอนที่จะสามารถช่วยเหลือนิสิต นักศึกษาได้คือ การเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Differences) ในคลาสเรียนหนึ่งเด็กแต่ละคนที่เข้ามาเรียนอาจจะมีอารมณ์ ความคิด รวมถึงทัศนคติที่แตกต่างกัน อีกเรื่องหนึ่งคืออาจารย์ผู้สอนเองก็มีส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศในชั้นเรียน (Academic Emotions) เด็กบางคนอาจจะเกิดอารมณ์ทางบวก อยากเรียน ชอบที่จะเรียนรู้ แต่บางคนอาจเกิดอารมณ์ตรงกันข้าม คือ อารมณ์ทางลบ ซึ่งหากไม่สามารถจัดการอารมณ์ทางลบได้จนทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง จะส่งผลไปสู่ภาวะซึมเศร้าในที่สุด

อีกประเด็นหนึ่งคือ ภูมิคุ้มกันของผู้เรียน คนที่มีประสบการณ์ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จะมีภูมิคุ้มกันที่ค่อนข้างดี แต่ในขณะเดียวกันคนที่เคยทำได้มาตลอดหรือไม่เคยได้เลย จะมีความเสี่ยงมากกว่าเด็กทั่วไป สิ่งที่เสี่ยงกับเด็กที่เก่ง ทำได้มาโดยตลอดคือ เมื่อเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น สอบตก คะแนนน้อยลง การรับรู้คุณค่าในตัวเองของเด็กจะลดลง ฉะนั้นสิ่งที่อยากฝากผู้สอนไว้คือ ควรจะให้เด็กเก่งพบเจอกับความล้มเหลวบ้าง แต่ในขณะเดียวกันเด็กที่ไม่เก่งก็ควรให้เขาประสบความสำเร็จบ้าง เพื่อให้รู้จักคุณค่าในตัวเอง เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทักษะการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงอารมณ์ สภาวะทางจิตใจ ภูมิคุ้มกัน คำพูดบางคำพูดเด็กบางคนอาจจะเฉยๆ แต่มันอาจจะสามารถสร้างความเจ็บปวดให้เด็กอีกคนก็ได้ ดังนั้น อาจารย์ผู้สอนจำเป็นจะต้องมีวิธีการที่ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จได้บนพื้นฐานความแตกต่างของแต่ละคน

ส่วนพญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ กล่าวว่า ภาวะซึมเศร้าเป็นกลุ่มโรคทางจิตเวชที่มีผลต่อสาเหตุการตายก่อนวัยอันควรเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถส่งผลไปถึงการฆ่าตัวตายและการอยู่แบบไม่มีความสุข ทำให้ภาวะซึมเศร้าติดอันดับ 1 ของโรคจิตเวชมาตลอด และหากเทียบกับโรคอื่นๆก็อยู่อันดับ 1 ใน 10 มาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับการพูดถึง เพราะจับต้องไม่ได้ เวลาพูดกับใครว่าเป็นซึมเศร้าเป็นเรื่องที่น่าอาย

สำหรับภาวะซึมเศร้าในกลุ่มวัยรุ่น ประเทศเรามีระบบดูแลในสถานศึกษาที่ทำต่อเนื่องมา 4-5 ปี แต่ยังครอบคลุมเพียงแค่ 10% ของวัยรุ่นในโรงเรียนมัธยมทั้งหมด เนื่องจากถูกมองเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญเท่ากับคะแนนสอบ หรือผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย กลายเป็นว่าเราให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเสียมาก จนไม่แน่ใจว่าความสุขของวัยรุ่นในสถานศึกษาใครเป็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล ในระบบมัธยมศึกษามีหน่วยการประเมินเด็กและเยาวชนที่เรียกว่า แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน(SDQ) แบบประเมินนี้จะประเมินภาวะทางอารมณ์ออกมาด้วย แต่ปัญหาของวัยรุ่นก็คือ การแสดงอารมณ์บางครั้งไม่ได้แสดงออกด้วยอาการเศร้า อาจจะออกมาในพฤติกรรมที่ก้าวร้าวบ้าง ซึ่งหากครูหรือผู้ปกครองไม่เข้าใจก็จะคิดว่าเด็กเกเร สำหรับตัวของหมอเองมองว่า คนที่มีความสุขจะไม่สร้างความทุกข์ให้คนอื่น คือถ้าเมื่อไหร่ที่เด็กเริ่มสร้างความทุกให้คนอื่นหรือสร้างความทุกข์ให้ตนเอง แปลว่าข้างในเขาไม่ได้มีความสุขจริง ซึ่งถ้ามองไม่ออกและไม่ส่งต่อสู่ระบบ เด็กจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ ส่วนระบบมหาวิทยาลัยยังไม่มีการเข้าไปทำระบบอย่างชัดเจนในส่วนของภาครัฐ เป็นทางมหาวิทยาลัยที่จัดการระบบของตัวเอง ซึ่งกระแสปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญก็เป็นได้ และในสถานศึกษาควรมีระบบเฝ้าระวัง โดยกรมสุขภาพจิตแนะนำให้ใช้หลัก 3 ส. “สอดส่องมองหา ใส่ใจรับฟัง ส่งต่อเชื่อมโยง”

สอดส่องมองหา คือ มองหาคนที่มีสัญญาณเตือนของความเศร้า หรือความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย เคสฆ่าตัวตายจำนวนมากส่งสัญญาณเตือนก่อน แต่คนรอบข้างไม่รู้ว่านี่คือสัญญาณเตือน ทำให้ช่วยไว้ไม่ทัน

ใส่ใจรับฟัง คือ เวลาที่ฟังคนเครียดมาปรับทุกข์ ธรรมชาติคนเรามักจะชวนหาทางออก พร้อมกับบอกว่าต้องเข้มแข็งและสู้ๆ แต่ความจริงแล้วสิ่งที่คนเศร้าต้องการคือการปฐมพยาบาลทางจิตใจเบื้องต้น คือการรับฟังอย่างเข้าใจก็พอ แต่ถ้าเรารับฟังแล้วยังหาคำตอบไม่ได้ แนะนำให้ ส่งต่อเชื่อมโยง สู่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไป

“คนเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอความทุกข์ ทุกคนมีโอกาสพบเจออยู่เสมอ แต่เมื่อเจอความทุกข์แล้วก็อยากจะให้ทำความเข้าใจ ยอมรับ และปรับตัวกับมัน ไม่ใช่แค่กับความทุกข์แต่รวมไปถึงอารมณ์ ยอมรับว่าความเศร้าเป็นส่วนหนึ่งของเราถึงแม้ว่าจะไม่ชอบมันก็ตาม จริงๆแล้วอารมณ์เศร้าก็มีแง่ดี มันมาบอกเราว่าเรื่องไหนหรืออะไรมีความสำคัญกับเรา อะไรที่เราสูญเสียไปแล้วทำให้เราเศร้า เพราะฉะนั้นอารมณ์จะบวกหรือลบก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา เพียงแต่ยอมรับ และปรับตัวที่จะอยู่กับอารมณ์ของตัวเอง”

“สำหรับคนรอบตัว เราพูดถึงไปแล้วในหลัก 3ส. วินาทีที่สำคัญขณะนั้นคือวินาทีที่เขาลังเลว่าจะอยู่หรือไป ถ้าตอนนั้นคนใกล้ตัวมองหาเขาได้ทัน รับฟังแล้วรีบจัดการส่งต่อก็จะสามารถช่วยชีวิตของคนๆหนึ่งได้ สำหรับสังคม อยากเชิญชวนให้มีสังคมที่มองเห็นคุณค่า และให้โอกาสกัน หมอเคยทำเวิร์คช้อปกับคุณครูทั่วประเทศมาประมาณหมื่นกว่าคน สิ่งที่คุณครูสะท้อนออกมาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คือ เพิ่งรู้ว่าการชมเด็กเป็นเรื่องที่ดี ที่น่าตกใจอีกอย่างหนึ่งคือ กลุ่มพ่อแม่ของเด็กปฐมวัย เขาเพิ่งรู้ว่าการชมลูกเป็นเรื่องดี แล้วก็ได้พบอีกว่า เด็กและเยาวชนไทยของเราเติบโตมาโดยแห้งแล้งคำชม เขาไม่เคยได้รับการสะท้อนด้านบวกเมื่อเขาทำได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กเติบโตมาแบบไม่รู้จักคุณค่าของตนเอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไม่อยากมีชีวิตอยู่ ดังนั้นหมอจึงชวนมองว่าจะทำอย่างไรให้สังคมเรามองคนอย่างเห็นคุณค่า ไม่เหยียบซ้ำ และให้โอกาสซึ่งกันและกัน” พญ.ดุษฎีกล่าว

ข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพภาวะซึมเศร้าเยาวชนวัยรุ่นจุฬาฯ
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble