ThisAble

เสวนา: จะส่งเสริมการจ้างงานหญิงพิการอย่างไรให้ครอบคลุมและหลากหลายมากขึ้น

ThisAble - Mon, 2019-11-04 16:19

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.62 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ในประเทศไทย (UNDP) ร่วมกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม (SIF) และสำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) จัดประชุมว่าด้วยการส่งเสริมการจ้างงานของผู้หญิงพิการ ภายใต้ชื่อ "Able to Create Change: the Business Network Meeting for Employing Women Living with Disability” ณ สำนักงานสำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) โดยมีเรอโน เมแยร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยกล่าวเปิดงานถึงความสำคัญของการส่งเสริมหญิงพิการ ด้านการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ทั้งการศึกษา รวมไปถึงสิทธิการทำงาน เพื่อให้หญิงพิการมีส่วนร่วมในสังคมมากขึ้น

ในงานมีเสวนาในหัวข้อ “บริษัทจะทำอย่างไรให้พื้นที่การทำงานครอบคลุมและมีความหลากหลายมากขึ้น” เพื่อพูดคุยถึงนโยบาย วิธีการปฏิบัติที่ดี และส่งเสริมการจ้างงานหญิงพิการในไทย โดยมีฮิโรมิ ทาจิริ นักสังคมสงเคราะห์ที่ปรึกษาด้านอาชีพจากบริษัท Litalico, อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม, ดร.ชาติชาย นรเศรษฐาภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายพัฒนาการศึกษาและสังคมอย่างยั่งยืน บริษัทเครือเซนทรัล และ มานพ เอี่ยมสอาด ผู้จัดการศูนย์พัฒนามูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ร่วมเป็นวิทยากร

ฮิโรมิ ทาจิริ นักสังคมสงเคราะห์ที่ปรึกษาด้านอาชีพจากบริษัท Litalico กล่าวว่า การจ้างงานของคนพิการทั้งชายและหญิงในประเทศญี่ปุ่นแต่ก่อนนั้นทำเพื่อการ CSR แต่ในปัจจุบันอัตราการจ้างงานของคนพิการเกิดจากความสามารถในการทำงานได้ของตัวคนพิการเอง หญิงพิการมีการทำงานน้อยกว่าชาย เพราะค่านิยมของคนญี่ปุ่นที่มองว่าผู้หญิงไม่ทำงานก็ได้ ซึ่งในปัจจุบันมีการแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง มีแผนรองรับคนพิการเข้าทำงานในแต่ละบริษัทตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมีการพัฒนาทักษะต่างๆ ของคนพิการตามความถนัด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพนักงานในส่วนต่างๆ บริษัทในญี่ปุ่นมักจะตั้งบริษัทลูกเพื่อจ้างคนพิการมาทำงานโดยเฉพาะ และพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานให้เข้ากับตัวคนพิการ และทำให้คนพิการคิดว่าตัวเขาสามารถทำงานนั้นๆ ได้

อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมกล่าวว่า มูลนิธินวัตกรรมทางสังคมเป็นองค์กรที่มีเป้าหมายในการทำให้คนพิการเข้าถึงโอกาสงาน มีอาชีพมากขึ้น เพราะเนื่องจากคนพิการเป็นกลุ่มคนที่เข้าถึงโอกาสได้น้อย สิ่งที่มูลนิธิทำคือการสนับสนุนให้คนพิการมีอาชีพ กฎหมายการจ้างงานคนพิการในไทยก้าวหน้ามาก กำหนดให้บริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 100 คนต้องรับคนพิการเข้าทำงานอัตราส่วน 1 ต่อ 100 แต่การจ้างจริงเพื่อทำงานในสถานประกอบการยังมีไม่ถึงครึ่ง เพราะหลายบริษัทโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่นั้นมักเลือกจ่ายเงินชดเชยให้กับรัฐบาลมูลค่าเท่ากับเงินเดือนที่จะต้องจ่ายให้กับคนพิการแทน หรือไม่ก็เลือกสนับสนุนกองทุนเพื่อคนพิการในด้านอื่น ตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ แทนการจ้างเข้าทำงาน ดังนั้นภารกิจของมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมคือการทำให้อัตราการจ่ายชดเชยเหล่านั้นลดลงให้ได้มากที่สุด


อภิชาติ การุณกรสกุล


ดร.ชาติชาย นรเศรษฐาภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายพัฒนาการศึกษาและสังคมอย่างยั่งยืน บริษัทเครือเซนทรัลกล่าวว่า พนักงานในเครือ ไม่รวมพนักงานชั่วคราวและต่างประเทศ มีราว 72,000 คนโดยประมาณ ดังนั้นเซนทรัลต้องจ่ายชดเชยตามมาตรา 34 อยู่สม่ำเสมอ จึงเปลี่ยนความคิดเป็นการจ้างคนพิการและจ่ายเงินชดเชยให้น้อยลง ตอนนี้เครือเซนทรัลจ้างพนักงานคนพิการเกือบ 770 คน ซึ่งมากกว่าที่กฎหมายกำหนด มีหญิงพิการน้อยกว่าชาย โดยการจ้างเลือกตามความเหมาะสมกับงาน โดยเน้นว่าทำอย่างไรพนักงานคนพิการจะทำงานได้อย่างมีความสุข และอยู่ได้นาน

ด้านมานพ เอี่ยมสอาด ผู้จัดการศูนย์พัฒนามูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการกล่าวว่า มูลนิธิมหาไถ่มีโรงเรียนฝึกอาชีพ และมีศูนย์จัดหางาน มีคนพิการหางานทำได้มากกว่า 10,000 คน โดยคนพิการที่เข้าร่วมฝึกได้รับการสนับสนุนให้ทำงานตามที่สนใจและบริษัทสนใจ มีการประเมินว่างานนั้นเหมาะกับคนพิการหรือไม่ มูลนิธิพระมหาไถ่จะติดตาม ส่งต่อคนพิการให้สถานประกอบการต่างๆ ดูสถานที่ทำงาน ที่พักสำหรับคนพิการ จนกว่าจะมั่นใจว่าคนพิการสามารถทำงานได้ รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่คนพิการและสถานประกอบการเพื่อให้การทำงานของคนพิการมีประสิทธิผลมากขึ้น

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนอาชีพมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมคนพิการผู้หญิง
Categories: ThisAble

เปิดรับสมัครคนหูหนวก-หูตึงประกวด MISS & MISTER, MISS QUEEN, MRS.DEAF THAILAND 2020

ThisAble - Mon, 2019-11-04 12:45

กองประกวด MISS & MISTER, MISS QUEEN, MRS.DEAF THAILAND ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายของสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ได้กำหนดจัดการประกวดประจำปี 2020 มีความพิเศษที่ในปีนี้เป็นวาระครบรอบ 10 ปี MISS DEAF THAILAND

เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา จัดแถลงข่าวเปิดตัวชุดการประกวดของ Miss & Mister Deaf Stars Thailand 2019 ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต โดยมีรุ่นพี่อย่างเก๋ - ฉวีวรรณ “MISS DEAF THAILAND 2012”, เฟิร์สท์- ธัญชนก “MISS DEAF THAILAND 2013”, แป๋ม- ภัคจิรา “MISS DEAF THAILAND 2015”, ปิ๊กกี้- ชลธิชรา “MISS DEAF THAILAND 2016”, เพลง- จุฑาทิพย์ “MISS DEAF THAILAND 2018 & 1st MISS DEAF WORLD 2018” และปุ๊กกี้- กาญจนา “MISS DEAF THAILAND 2019 & MISS DEAF ASIA 2018” เดินโปรโมทงานในชุด Thai Bangkok Red จากห้องเสื้อ CatWalkDesign

เป้าหมายของงานประกวดในครั้งนี้คือเพื่อค้นหาหนุ่มหล่อ 15 คน สาวสวย 15 คน และสาวประเภทสอง 15 คนที่หูหนวกหรือคนหูตึงเป็นตัวแทนแต่ละจังหวัด ภายใต้ชื่อ MISSDEAFLtd. เข้าร่วมการประกวดเวทีคนหูหนวกระดับโลก 3 เวที และจะแถลงข่าวเปิดผู้ประกวดภายในวันที่ 21 ธ.ค.62 โดยมีกำหนดการอย่างคร่าวดังนี้ รอบการประกวด “Swimsuit Competition” ภายในวันที่ 14 มี.ค.63 รอบการประกวด “Preliminary Show” ภายในวันที่ 28 มี.ค.63 และการประกวดรอบ “Final Show” ภายในวันที่ 4 เม.ย.63 ในกรุงเทพมหานคร ถ่ายทอดทด Facebook Lives  และ ช่อง ThaiPBS 

การประกวดครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ThaiPBS, กสทช, สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย, Ajintai Academy, EVA by Liza, Novotel Bangkok Suvarnabhumi Airport, บริษัท จัดใหญ่ จำกัด, WE Fitness Thailand, ChicClubHair, แบรนด์ชุดว่ายน้ำ Unlozk’s swimwear, KIMS Makeup Center Thailand, ร้าน Metasit, รางวัลเครื่องสำอางแบรนด์ BSC, ห้องเสื้อ Teerak Stdio สาขาบางแค, The Survivor Production, ห้องเสื้อ CatWalkDesign และ LOO CHANG HUAT


สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมประกวด MISS & MISTER, MISS QUEEN DEAF THAILAND 2020 สามารถสมัครออนไลน์ได้ที่
https://forms.gle/M6LF3D36WyPU1Vqk6 ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 ธ.ค.62
 

Culture & Artข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนประกวด MISS & MISTERMISS QUEENMRS.DEAF THAILANDคนหูหนวก
Categories: ThisAble

วิทยุต บุนนาค : คนหูหนวกกับความไม่เท่าเทียมที่เริ่มต้นตั้งแต่อยู่ในท้อง

ThisAble - Fri, 2019-11-01 17:26
“ตอนคุณอยู่ในท้อง คุณได้ยินแม่เล่านิทานตั้งแต่ตอนนั้น แต่คนหูหนวกเราช้าไปเก้าเดือน พอคลอดออกมา คนอื่นได้ยินเป็นพันๆ คำ แต่คนหูหนวกเห็นแต่ท่าทาง การรับรู้เหล่านี้เข้าไปที่สมอง เมื่อมันเข้าไปน้อย การสื่อสารของเขาก็เลยถอยหลัง ช้ากว่าคนอื่น” 

มีคนกล่าวว่า คนหูหนวกถึงแม้จะเรียนจบปริญญาตรี แต่ก็อาจอ่านเขียนได้เท่าๆ กับเด็กประถม 4 คำกล่าวนี้แม้ดูเกินจริง แต่ไม่เกินจริงเมื่อเราได้คุยถึงเรื่องปัญหาและอุปสรรคของคนหูหนวกกับวิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย

ที่ผ่านมา การศึกษาของคนหูหนวกเป็นเรื่องที่วิทยุตพยายามทำงานมาตลอด แต่กระนั้นเองด้วยระบบที่ไม่ยืดหยุ่น และความไม่เข้าใจของคนทำงานก็ทำให้คนหูหนวกไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของพวกเขาได้มากเท่าที่ควร ชวนคุยกับวิทยุตถึงเส้นทางการทำงานด้านคนหูหนวก ปัญหาอุปสรรคที่คนหูหนวกเจอ และสิ่งที่อยากเห็นในฐานะนายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย

กว่าจะเป็นวิทยุต บุนนาค

วิทยุต: ผมขอเริ่มที่โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดชลบุรี เป็นชื่อสถานที่ที่ผมไม่อยากให้ใช้คำว่า “โสตศึกษา” อยากให้ใช้คำว่า โรงเรียนสอนคนหูหนวก เพราะเมื่อพูดคำว่า “โสต” ผู้คนจะนึกถึงเรื่องการแพทย์ เรื่องเกี่ยวกับหู เรื่องเกี่ยวกับการไม่ได้ยิน แต่ชีวิตของคนหูหนวกมีมากกว่านั้น พวกเขามีวัฒนธรรมและภาษา ซึ่งสร้างความภูมิใจในการเป็นคนหูหนวก

สมัยที่ผมเรียนอยู่ นอกจากจะต้องฝึกพูด ฝึกอ่านปาก ก็ยังมีภาษามือและการใช้ชีวิตกับเพื่อนหูหนวก จนทำให้ ผมชอบอยู่โรงเรียนมากกว่าเพราะพูดคุยกับทุกคนได้ สิ่งเหล่านี้ปั้นความเป็นตัวตนของผม และทำให้รู้สึกภูมิใจและดีใจที่เป็นคนหูหนวก 

เมื่อผมมีโอกาสได้เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า คนหูหนวกและคนหูดีมีสิทธิเท่ากันเกือบทุกเรื่อง จึงทำให้เรียนรู้ว่านี่คือเรื่องของสิทธิพื้นฐานของคนหูหนวกที่พึงมี นอกจากนี้ แม้ตัวผมไม่ใช่พลเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ผมยังมีโอกาสได้รับอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะประเทศสหรัฐอเมริกามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิของคนพิการ 

เมื่อผมโตขึ้น ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาพันกว่าคนเป็น คนหูหนวก มีบุคลากรด้านต่างๆ เป็นคนหูหนวก เช่น อาจารย์หูหนวก ผู้บริหารหูหนวก 

อธิการบดีหูหนวก ผมเห็นภาวะผู้นำในคนเหล่านี้ พวกเขามีวุฒิภาวะ มีความรับผิดชอบ พวกเขาสอนให้คนหูหนวกไม่แพ้ใคร สอนให้ทุกคนรู้ว่า เราทุกคนเท่าเทียมกัน และจะต้องสู้ด้วยตัวเองไม่รอให้คนอื่นมาป้อน การมีภาวะผู้นำสำคัญมาก หลังจากเรียนจบ ผมมุ่งทำงานด้านการแสดง เพราะเป็นสิ่งที่เรียนมา รู้สึกรักและสนุกกับการถ่ายทอดสื่อสารการแสดงผ่านภาษามือ 

ต่อมาผมได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทด้านหูหนวกศึกษาที่สหรัฐอเมริกา โดยหวังจะกลับมาปฎิรูปการศึกษาไทย แต่ต้องผิดหวัง เนื่องจากการลงมือเปลี่ยนแปลงและเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาเป็นเรื่องที่ยากมาก จึงเบนเข็มไปเริ่มทำงานในพื้นที่เล็กๆ โดยการเป็นกรรมการสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเข้าวงการเมืองคนหูหนวกของผม

ต่อมา ผมค่อยๆ ขยับตำแหน่งขึ้นไป จนมีโอกาสสมัครตำแหน่งนายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย เพราะมองว่าเป็นเส้นทางที่สามารถบริหารจัดการและพัฒนางานในเรื่องที่เห็นควรว่า “ต้องได้รับการพัฒนา” อาจมีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า ผมจึงลองสมัครและในที่สุดผมได้รับตำแหน่งนายกสมาคมจนถึงปัจจุบัน

คนหูหนวกเผชิญปัญหาหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือเรื่องการศึกษา

ความจริงแล้วคนหูหนวกขาดความมั่นใจในตนเอง แม้พวกเขามีสิทธิและมีจุดยืน แต่ยังคงไม่กล้าที่จะเปิดเผยและออกจากโลกของตนเอง เพราะคนหูหนวกอ่านไม่ค่อยออก เขียนไม่ค่อยคล่อง ความรู้ความสามารถน้อย ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จัดการยากมาก ผมพยายามเริ่มต้นที่ครอบครัว เช่น การสนับสนุนให้พ่อแม่เรียนภาษามือเพื่อสื่อสารกับลูกตั้งแต่ก่อนวัยเรียน เพราะเมื่อเด็กเข้าสู่ระบบโรงเรียนเราไม่สามารถเข้าไปแทรกได้ 

ในขณะที่การบริหารส่วนกลางของภาครัฐไม่ได้มีวิธีสร้างคนหูหนวกให้เป็นพลเมืองที่มีความรู้ความสามารถ 

ส่วนตัวผมอยากให้คนหูหนวกมีความรู้ เพราะพวกเขาจะมีทางเลือกหลากหลายในการประกอบอาชีพ อย่างที่สหรัฐอเมริกามีคนหูหนวกจบด็อกเตอร์หลายคน ประเทศไทยไม่มีคนหูหนวกจบ ด็อกเตอร์เลย กลุ่มคนหูหนวกที่ใช้ภาษามือพอไม่มีการศึกษาระดับสูง สุดท้ายก็เลือกทำอาชีพทั่วไปเพียงเพื่อให้เลี้ยงตัวเองได้ เราไม่แก้จากต้นน้ำ แต่มาโฟกัสกันอยู่ที่ปลายน้ำแทน

แค่ “เปิดโอกาส” นั้นไม่พอ

เราเห็นได้ว่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดโอกาสแต่คนหูหนวกสอบไม่ผ่าน เพราะไม่มีความพร้อม เช่น ถ้าทุกวันนี้วิชาแพทย์เปิดโอกาสให้คนหูหนวกเรียน ก็จะไม่มีคนหูหนวกเรียน เพราะพวกเขาสอบไม่ผ่านตั้งแต่แรก การผลักดันให้เปิดเยอะๆ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควร หรืออีกนัยหนึ่งคือ อาจไม่ได้ผลมากนัก สิ่งที่ถูกต้องคือการแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ คือการทำให้เด็กเติบโตขึ้นมามีความรู้ความสามารถ รู้สิทธิพื้นฐานของตัวเอง และสามารถเรียกร้องพื้นที่ของตัวเองได้ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ควรทำ 

ความไม่เท่าเทียมเริ่มต้นตั้งแต่อยู่ในท้อง

ตอนคุณอยู่ในท้อง คุณได้ยินแม่เล่านิทานตั้งแต่ตอนนั้น แต่คนหูหนวกเราช้าไปเก้าเดือน พอคลอดออกมา คนอื่นได้ยินเป็นพันๆ คำ แต่คนหูหนวกเห็นแต่ท่าทาง การรับรู้เหล่านี้เข้าไปที่สมอง เมื่อมันเข้าไปน้อย การสื่อสารของเขาก็เลยถอยหลัง ช้ากว่าคนอื่น ดังนั้น เราจึงอยากให้ผู้ปกครองเรียนภาษามือคุยกับลูก เมื่อเด็กเริ่มโตก็ส่งเข้าเรียนในโรงเรียนที่ครูใช้ภาษามือ เพื่อที่จะได้รับความรู้เหมือนกับคนหูดี

ตอนผมเด็กๆ ผมโดดเดี่ยว ไม่รู้เรื่องเพราะรับข้อมูลได้น้อย แต่ยังโชคดีที่สามารถอ่านปากได้บางคำ พอสรุปได้ว่าพูดอะไรได้เป็นบางครั้ง ขณะที่บางคนไม่มีความสามารถในการอ่านปาก ผมคิดว่าทักษะนี้เกิดขึ้นจากความรู้ความสามารถแต่ละคน

สำหรับเด็กหูดี ก.ไก่ ข.ไข่ ถูกสอนโดยการชี้ภาพ เขาจะเริ่มรู้วิธีการสะกดตัวหนังสือ รูปร่าง สัญลักษณ์ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเสียงเลย เช่นเดียวกับคนหูหนวกที่ใช้ภาษามือแทนการพูด แต่มีไวยากรณ์ที่แตกต่างกัน เด็กหูหนวกบางคนเก่งภาษามือ บางคนไม่เก่งภาษามือ เหมือนกับเด็กหูดีที่สามารถเก่งหรือไม่เก่งภาษา ขณะที่ไวยากรณ์ภาษาไทยและไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมีความแตกต่าง คนหูดีเรียนรู้ว่า ถ้าเป็นภาษาไทยจะพูดว่า  ‘ผู้หญิงสวย’ แต่ภาษาอังกฤษไม่พูดว่า Woman beautiful ต้องพูดว่า Beautiful woman คนหูหนวกก็เช่นกัน พวกเขาต้องแยกภาษามือไทย ภาษาไทย หรือ ภาษาอังกฤษ แต่ความรู้ที่พวกเขาได้รับมีน้อย ภาษามือก็ไม่ได้ เขียนอ่านไม่ค่อยมีสอนให้เข้าใจอย่างแท้จริง เพราะในระบบการเรียนการสอนมีแต่วิชาภาษาไทยในทุกชั้นเรียน ไม่มีวิชาภาษามือไทย จนเป็นเหตุให้เด็กๆ ไม่รู้ กฎ ระเบียบของทั้งสองภาษา เชื่อว่าถ้ามีวิชาภาษามือไทย อาจทำให้เด็กเข้าใจระบบประโยคของทั้งสองภาษาได้ดีขึ้น จนเก่งสองภาษาได้ และต้องทำให้เด็กรู้ว่า สองภาษามีความสำคัญเท่ากัน

การศึกษาที่ไม่ได้แย่ลง แต่ก็ไม่ดีขึ้น

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การศึกษาของคนหูหนวกยังเหมือนเดิม หากเทียบเด็กหูหหนวกที่เรียนจบมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 กับกับเด็กหูดีที่จบมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 จะพบว่าเด็กหูหนวกเขียนอ่านไม่ได้ มีความรู้ไม่เท่าเด็กหูดี 

แม้ผมจบปริญญาโทด้านการศึกษาสำหรับหูหนวก (Deaf Education) แต่พอกลับมาประเทศไทย กลับไม่สามารถทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศได้เลย เพราะไม่มีงานที่เหมาะสมหรือผมอาจพยายามไม่มากพอ ผมจึงเปลี่ยนทิศทางการทำงานหลังรู้สึกติดกับดักและอุปสรรคของระบบการศึกษาไทย จนไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนได้

การทำงานที่ผ่านมาทำให้ผมเรียนรู้ว่า ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความอดทน และความพยายาม แม้จะบรรลุสำเร็จแล้วแต่ยังคงมีใหม่ที่เรื่องต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ และต้องยอมรับให้ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมต้องใช้เวลา 

 



 

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนคนหูหนวกวิทยุต บุนนาคสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย
Categories: ThisAble

กสม.หารือหน่วยงานเน้นคุ้มครองสิทธิคนพิการด้านการศึกษา-อาชีพ-สิทธิเลือกตั้ง

ThisAble - Wed, 2019-10-30 16:28

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะกำกับดูแลงานด้านสิทธิผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก การศึกษาและการสาธารณสุข เปิดเผยถึงการประชุมหารือร่วมกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องต่อแนวทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิคนพิการ ว่า สถานการณ์การการเข้าถึงสิทธิคนพิการในปัจจุบันยังน่าเป็นห่วงในหลายประเด็น ทั้งการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษา สิทธิในการประกอบอาชีพและสิทธิในการเลือกตั้ง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

1.สิทธิด้านการศึกษาพบว่า ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการโรงเรียนเฉพาะทางคนพิการทั่วประเทศให้ครอบคลุมเด็กพิการทุกระดับ เนื่องจากมีจำนวนบุคลากรด้านการศึกษาพิเศษไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้เด็กพิการไม่สามารถเข้าศึกษาในโรงเรียนเฉพาะได้ทุกคน

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาขาดแคลนงบประมาณในการจ้างครูดูแลเด็กพิการตามบ้าน ที่ไม่สามารถเดินทางไปโรงเรียนได้ และการขาดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กพิการในสถานศึกษา นอกจากนี้้ยังได้แสดงควางกังวลต่อแนวนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการลดจำนวนครูอัตราจ้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิทางการศึกษาของคนพิการ ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities – CRPD), พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 20 (2), พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 และพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 มาตรา 5 ซึ่งมีสาระคุ้มครองสิทธิของคนพิการในการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยไม่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษาเพราะเหตุแห่งความพิการ และรัฐมีหน้าที่ในการส่งเสริมการศึกษาแก่คนพิการ

ทั้งนี้ ในการประชุมได้มีการเสนอแนวทางแก้ปัญหา โดยเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษต่อบุคลากรการศึกษาพิเศษ เพิ่มอัตราจ้างครูให้สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนในแต่ละสถานศึกษา รวมถึงกำหนดให้มีครูการศึกษาพิเศษประจำโรงเรียน และเห็นควรกำหนดหลักสูตรการศึกษาพิเศษเป็นวิชาภาคบังคับ เพื่อทำให้บุคลากรครูทุกคนต้องผ่านการอบรมเรื่องการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการด้วย

2.สิทธิด้านการประกอบอาชีพพบว่า ปัจจุบันอัตราการจ้างงานคนพิการอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ พ.ศ.2550 ได้เปิดโอกาสให้นายจ้างหรือสถานประกอบการจ่ายเงินสมทบกองทุนคนพิการแทนการจ้างงาน ตามมาตรา 34 หรือเปิดโอกาสให้สัมปทานจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีการพิเศษ ฝึกงาน หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการก็ได้ ตามมาตรา 35 ส่งผลให้นายจ้างหรือสถานประกอบการเลือกแนวทางดังกล่าวแทนการจ้างงานคนพิการ อันกระทบต่อสิทธิการทำงานของคนพิการตาม CRPD

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการระบุว่า ปัจจุบันมีคนพิการในวัยทำงานอายุ 15 – 60 ปี เข้าสู่ระบบแรงงานเพียง 800,000 คน จากจำนวนทั้งหมด 2,000,000 คน และมีเพียง 100,000 คนที่เข้าสู่ระบบการจ้างงานตามกฎหมาย จึงทำให้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเร่งสนับสนุนให้สถานประกอบการจ้างงานคนพิการแทนการจ่ายเงินสมทบตามมาตรา 34 หรือ จ้างเหมาบริการตามมาตรา 35 ส่งผลให้คนพิการได้รับการจ้างงานมากขึ้น

3. สิทธิการเลือกตั้งของคนพิการพบว่า จากการใช้สิทธิเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2562 มีคนพิการที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 753 คน จากจำนวนประมาณ 1,800,000 คน ที่มีสิทธิเลือกตั้ง โดยปัญหาส่วนใหญ่มาจากปัญหาเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 92 จะกำหนดให้มีการอำนวยความสะดวกแก่คนพิการ แต่ในทางปฏิบัติ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และคนพิการยังไม่ทราบถึงกฎหมายดังกล่าว เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่หรือคนพิการไม่มีความมั่นใจที่จะมอบหมายบุคคลอื่นหรือเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้ลงคะแนนแทน

ทั้งนี้ฉัตรสุดาระบุว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีความยินดีที่จะเป็นองค์กรกลางในการประสานความร่วมมือ เพื่อให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและได้รับโอกาสทัดเทียมกับบุคคลอื่นในสังคมตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนแรงงานสุขภาพการศึกษาคนพิการกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
Categories: ThisAble

เกิดอะไรขึ้นกับฉันที่นอนพิการติดเตียงมา 21 ปี: สุพัตรา แวววับ

ThisAble - Mon, 2019-10-28 15:38
“ทักษะชีวิตทุกอย่างต้องเริ่มใหม่หมดเลย พอเดินไม่ได้เราก็เครียด พาลคิดไปถึงเรื่องเวรกรรม โทษตัวเองที่เป็นแบบนี้ทั้งที่กำลังจะมีอนาคต กำลังจะแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้ แต่กลับต้องมาเป็นภาระ” 

อาจจนกว่าเราจะกลายเป็นคนพิการรุนแรงเสียเองถึงจะเข้าใจว่า การช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ความเจ็บปวดจากร่างกาย การพึ่งพิงไปถึงโอกาสในการกลับไปใช้ชีวิตทางสังคมที่ริบหรี่นั้นส่งผลกระทบต่อเรายังไง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนพิการในระดับรุนแรงต้องเผชิญ หากเป็นความพิการที่ไม่ได้มาตั้งแต่กำเนิด พวกเขาจะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

เราคุยกับเก๋- สุพัตรา แวววับ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงชีวิตอิสระพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ที่สะท้อนปัญหาในฐานะคนพิการรุนแรง เกิดอะไรขึ้นกับ 21 ปีของการนอนติดเตียง เราคุยกับเธอในวันที่ได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง เราอยากรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่พลักดันให้เธอกลับมาใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง 

สุพัตรา: หลังเรียนจบทำงานได้ 3 เดือนไม่ได้กลับบ้านเลย วันนั้นจึงนั่งรถกลับบ้านไปหาแม่ ก่อนกลับเราแวะกินข้าวกับพี่ๆ ที่ทำงาน จนใกล้เที่ยงคืนก็ขึ้นแท็กซี่ และจำได้ว่าหลังจากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย เราฟื้นอีกทีที่โรงพยาบาล จึงรู้ว่าแท็กซี่ที่ตัวเองนั่งถูกรถกระบะที่วิ่งข้ามเกาะกลางถนนชน และหัวของเรากระแทกกับหลังคารถจนคอหัก 

ตอนอยู่โรงพยาบาลแรกๆ เรารับสภาพตัวเองไม่ได้ที่ต้องนอนโรงพยาบาลมีสายโยงใยเต็มไปหมด คอก็ต้องถูกยึดไว้เพราะมันหัก วันต่อมาพบโรคแทรกซ้อนอีกจนหมอบอกว่าโอกาสรอดมี 50-50 เราอยู่ในสภาพงัวเงีย สื่อสารไม่ได้ในโรงพยาบาลอยู่ประมาณ 2-3 เดือนเต็ม 

แรกเริ่มชีวิตติดเตียง

ตอนแรกที่เห็นตัวเองก็รับสภาพตัวเองไม่ได้ ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เพราะเราเพิ่งเรียนจบ ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าจะเดินไม่ได้ พอออกมาจากโรงพยาบาลจึงได้รู้ว่าตัวเองต้องพิการตลอดชีวิต และไม่สามารถกลับไปเดินได้อีก วันนั้นก็น้ำตาร่วงเลย

พอกลับมาอยู่บ้านสังเกตว่าเราอารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราดมากขึ้น เพราะต้องนอนเฉยๆ ทำอะไรเองไม่ได้ต้องคอยเรียกพ่อ เรียกแม่มาดูแลตลอด อยากจะหยิบจับอะไรก็ไม่ได้ ทักษะชีวิตทุกอย่างต้องเริ่มใหม่หมดเลย พอเดินไม่ได้เราก็เครียด พาลคิดไปถึงเรื่องเวรกรรม โทษตัวเองที่เป็นแบบนี้ทั้งที่กำลังจะมีอนาคต กำลังจะแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้ แต่กลับต้องมาเป็นภาระให้ป้อนข้าว เช็ดตัว ยันจัดการเรื่องขับถ่ายเหมือนเด็กแรกเกิด

สภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง

จากที่เล่าว่า เรากลายเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง ก็ยิ่งหนักขึ้นถ้าเจออะไรไม่ได้ดั่งใจ เราโมโหและเริ่มทำร้ายตัวเอง เอามือฟาดกับพื้นแรงๆ เรื่องที่เราโมโห เช่น พอนอนติดเตียง อุณหภูมิในร่างกายจะร้อนง่ายขึ้น เราก็เรียกให้เอาน้ำมาเช็ด พอไม่มีใครเอามาเราก็โมโห ทั้งๆที่ ตอนเดินได้เราไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

ช่วงกลางวันเราอยู่บ้านกับแม่ แม่รับซักรีดและไม่ค่อยมีเวลาว่างให้เราสักเท่าไหร่ สิ่งที่ทำได้จึงมีแค่นอนมองผนัง มองเพดาน ไม่ก็ดูโทรทัศน์ เพื่อรอพ่อกลับมาจากที่ทำงาน การนอนติดเตียงทำให้เราคิดไปเรื่อย คิดมาก ทั้งเรื่องจะทำยังไงต่อและกังวลหากพ่อแม่เป็นอะไรไป 

แผลกดทับ

พ่อแม่พาเราตระเวนรักษาตามที่ต่างๆ หมดเงินไปไม่น้อยกว่าจะยอมรับว่าเราพิการ ซึ่งใช้เวลาตั้ง 2-3 ปี ครั้งหนึ่งเราไปรักษากับหมอน้ำมัน เขาเชี่ยวชาญเรื่องกระดูก จากเดิมที่เป็นแผลกดทับอยู่แล้ว น้ำมันที่เขาใช้ยิ่งทำให้แผลเราเน่า สุดท้ายต้องจ้างคนจากสถานีอนามัยมาล้างแผลกดทับทุกวันเพราะ แผลกดทับลุกลามน่ากลัวมาก ลึกถึงกระดูก ปัจจุบันนี้ก็หายดีแล้ว 

แผลกดทับเป็นสิ่งที่เราต้องระวัง ถ้าไม่ได้พลิกตัวหรือต้องนอนท่าเดิมตลอดก็เสี่ยงที่จะเป็น ส่วนไหนของร่างกายที่อยู่ติดพื้นสามารถเป็นได้หมด จนเราเรียนรู้ในช่วงหลังว่า การได้พลิกตัวบ่อยๆ และการล้างแผลที่ถูกวิธีจะช่วยป้องกันแผลกดทับได้

เริ่มต้นใหม่

ทุกอย่างคือการเริ่มต้นใหม่ หลังอุบัติเหตุเรานั่งก็ไม่ได้เพราะจะเป็นลม มีการอาการน้ำลายไหลและตาเหลือก เกิดขึ้นจากการนอนมานาน ติดเตียงตั้งแต่อายุ 21 จนวันนี้อายุ 44 แล้ว

หากย้อนดูตอนเราย้ายมาอยู่นครปฐมเมื่อปี 2550 ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ จนปี 2558 เทศบาลและอาสาสมัครจึงเข้ามาเยี่ยม ตอนนั้นชีวิตเราก็ดีขึ้นเหมือนคนที่ได้เกิดใหม่ ทั้งฝึกกายภาพบำบัด ฝึกการจัดการร่างกาย แนะนำเรื่องการทำแผล หาสื่อต่างๆ มาให้เราฟัง เพื่อปรับและเปลี่ยนมุมมอง จากอารมณ์ฉุนเฉียวก็กลายเป็นใจที่เย็นลง สิ่งที่เปลี่ยนไปมากคือ จากเดิมเราเคยนอนอยู่กับพื้น ก็ได้รับคำแนะนำให้นอนบนเตียง เพราะเปลี่ยนอิริยาบถได้ง่าย พอปลายปี 2558 กลุ่ม IL หรือ Independent Living พุทธมณฑล ก็เริ่มเข้ามา ทำให้เราได้ออกสู่สังคมเมื่อปี 2559 

IL เข้ามาพูดคุยกับเรา ช่วงแรกพ่อแม่ไม่ต้อนรับเท่าไหร่ เพราะเขาไม่อยากคุยและไม่อยากเตรียมตัวเรา ไม่อยากให้เราออกไปข้างนอกเพราะไม่รู้ว่า IL เป็นใคร มีจุดประสงค์อะไร กลัวจะโดนหลอก เวลา IL เข้ามา แม่จึงมักบอกว่าเราท้องเสีย ไม่สบายให้มาวันหลัง จนเขาต้องไปหาพยาบาลที่ดูแลเราให้มายืนยัน แม่จึงเลยยอมให้ ‘ออม รณภัทร’ เจ้าหน้าที่ศูนย์เข้ามา

เขาพาคนต้นแบบมาให้เราดู เราเห็นคนที่เป็นแบบเรา เคยนอนติดเตียงแต่กลับใช้ชีวิตได้ ทำอะไรได้หมดทุกอย่าง ทั้งทำงานได้ กินข้าว แล้วทำไมเราถึงยังนอนติดเตียงอยู่แบบนี้ นั่นเป็นจุดที่ทำให้เราตัดสินใจออกไปใช้ชีวิต

วันแรกที่ออกจากบ้านโดยไม่ได้ไปหาหมอคือวันที่ 29 สิงหาคม 2559 เราตื่นเต้นและดีใจกับการได้ออกไปสู่โลกภายนอกมาก แต่ก็ยังอายสายตาคนมอง เพราะเราไม่ได้ออกจากบ้านมานานมากแล้ว วันนั้นไม่กล้ากินอะไรเลย น้ำก็จิบหน่อยเดียว ข้าวก็ไม่แตะ เพราะกินเองไม่ได้ แล้วก็ไม่กล้าให้ผู้ช่วยป้อนให้ ที่กินน้ำนิดเดียวก็เพราะกลัวปวดฉี่ 

หลังจากนั้นเราก็ออกไปไหนมาไหนเรื่อยๆ ได้ฝึกกระบวนการพูดคุยเป็นกลุ่ม  สร้างความเชื่อมั่นในการออกไปเจอผู้คน โดยเขาให้เราออกไปซื้อของที่งานองค์พระปฐมเจดีย์ เพราะอยากรู้ว่าเราจะสามารถซื้อของได้หรือไม่ กล้าคุยกับคนขายหรือเปล่า 

สิ่งเหล่านี้ดูเป็นเรื่องปกติสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเรากลับเป็นสิ่งที่ต้องหัดทำ เพราะตั้งแต่กลายเป็นคนพิการติดเตียง ก็ไม่เคยได้ออกไปซื้อของอะไรเลย และสูญเสียความกล้า ความมั่นใจในตนเอง โดยเฉพาะความเชื่อมั่นที่ถูกทำให้หายไปกับการนอนอยู่บ้าน 21 ปี  เราอายที่จะเผชิญกับข้างนอก แต่พอได้ลองทำจริงๆ แล้ว ก็พบว่าสายตาคนก็ไม่ได้แย่ คนยิ้มให้เรา เราเลยได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น

พอถูกถามว่าเป้าหมายของเราคืออะไร ก็ตอบได้เต็มปากว่า อยากทำงานกับศูนย์ IL อยากไปเจอคนพิการที่นอนติดเตียงเหมือนเรา และช่วยให้เขาลุกขึ้นมามีชีวิตที่ดีมีอิสระ

เราเพิ่งได้งานที่นี่เมื่อปีที่แล้ว หน้าที่ของเราคือลงพื้นที่และบริการข้อมูลข่าวสาร 

สิ่งที่หายไประหว่างความพิการ

พอเป็นคนพิการ ทำให้เราขาดความอิสระ ถึงแม้เราสามารถออกไปใช้ชีวิตได้ประมาณหนึ่งแล้ว ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ต้องพึ่งพิงคนในครอบครัว ความสัมพันธ์เชิงอำนาจหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น การตัดสินใจแทน การคิดแทนคือสิ่งที่ยังเป็นอุปสรรคและหลายคนมองไม่ค่อยเห็น 

แน่นอนว่าสิ่งที่เห็นได้ชัด คือความทรมานที่ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้เอง ต้องไหว้วานคนอื่น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คนเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่คนไม่เข้าใจ เช่น มองว่าคนพิการจะสวยไปทำไม เห็นชัดเวลาซื้อครีมหรือซื้อเครื่องสำอาง คนก็ยังถามว่า พิการแล้วจะใช้ทำไม จะเอาไปอวดใครเหรอ หรือเรื่องความรัก เขามองว่า พิการแล้วจะมีความรักได้อย่างไร มีแฟนอีกทำไม พอเขาลดทอนว่าเราไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ ความเชื่อมั่นในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ก็หายไปด้วย 

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสุขภาพพิการรุนแรงคนพิการติดเตียงPA
Categories: ThisAble

ผมตาบอด และผมต้องการเบรลล์บล็อกเดี๋ยวนี้

ThisAble - Mon, 2019-10-21 13:14

ผมยังไม่เบื่อที่จะเขียนเรื่องเบรลล์บล็อกซ้ำไปซ้ำมา ถึงแม้ว่าจะปวดหัวแค่ไหน แต่เวลาเขียนเรื่องนี้กลับมีสารแห่งความสุขหลั่งไหล เหมือนกับว่าได้ปลดปล่อยความคับแค้นในจิตใจออกมา เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้อยากให้ทุกคนอ่านด้วยความเป็นกลาง ไม่ตัดสิน ไม่ว่ากล่าวทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง คนตาบอดที่อยู่ในเหตุการณ์หรือพนักงานบริษัทที่จะกล่าวถึงเพราะไม่ใช่ความผิดของเขา ถ้าเข้าใจกันดีแล้ว ก็เริ่มเรื่องได้!

ไม่กี่วันที่ผ่านมาผมไปทำธุระที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง คนที่ใช้รถไฟฟ้าสถานีนี้ประจำคงจำได้ว่าที่นี่มีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟใต้ดิน ประเด็นที่จะเล่าก็อยู่ตรงจุดเชื่อมต่อนี่แหละ 

คนตาบอดลงมาจากรถไฟฟ้า มุ่งหน้าเดินไปทางเชื่อมระหว่างรถบนดินและใต้ดิน ไม่แน่ใจว่าเขาต้องการต่อรถไฟ หรือไปวิ่งออกกำลังที่กายสวนลุมและพี่เจ้าหน้าที่รถไฟฟ้าก็ใจดีเดินไปส่ง ผิดจากปรกติที่พนักงานสถานีนี้จะไม่สามารถเดินไปส่งถึงสถานีรถไฟใต้ดินได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นระเบียบวิธีปฏิบัติงานที่ต้องมีขอบเขตในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานคนดังกล่าวจึงถูกหัวหน้าตำหนิ และผมก็กำลังเดินอยู่กับหัวหน้าคนที่กำลังตำหนิพนักงานคนนั้น


ก.พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือน (Warning Tactile/Block) ที่ติดจนเยอะเกินไป

เรื่องนี้มองได้หลายมุม คนตาบอดคนนั้นอาจไม่อยากเดินไปเองเพราะทางเดินยากและยาว คนตาดีอาจจะคิดว่า  ทางเดินตรงนั้นก็แค่ทางเดินตรง ๆ เดินไปเรื่อยก็ถึง แต่สำหรับคนตาบอด ทางเดินตรงยาวและกว้างมากนี่แหละที่ทำให้รู้สึกเคว้งคว้าง ทำให้คนตาบอดหาทางไปไม่ถูกเพราะไม่สามารถใช้อะไรเป็นจุดสังเกตได้เลย สมาธิทั้งหมดต้องใช้หลบคนเดินสวนทางไปมา หลบเสาที่ขวางทาง หลบมุมที่ยื่นออกมา  ผมเองเวลาเดินจุดนั้นแทบจะต้องใช้สัมผัสจากไม้เท้าอย่างเดียว ไม่สามารถใช้หูฟังเสียงที่สะท้อนจากวัตถุต่างๆ ได้ เพราะเสียงสะท้อนนั้นก้องจนจับทิศทางไม่ถูก จากอุปสรรคนี้จึงทำให้คนตาบอดอาจขอให้พนักงานเดินไปส่ง พนักงานก็อาจเดินไปส่งจนทำให้หัวหน้าตำหนิที่ทำผิดระเบียบวิธีปฏิบัติงานที่ตกลงกันไว้

เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น หัวหน้าก็ไม่อยากตำหนิ ลูกน้องก็ไม่ได้อยากเดินไปส่ง และคนตาบอดก็ไม่ได้อยากเป็นภาระต่อคนอื่น แต่ในเมื่อทางเดินไม่เอื้อให้คนตาบอดมั่นใจในการเดินทางด้วยตนเอง ก็ทำให้เขาต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเท่าที่เขาสามารถทำได้ ก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะต้องเกิดขึ้นอีกกี่ครั้ง เบรลล์บล็อกจึงเป็นเครื่องมือในการนำทางที่เราเองก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าสำคัญมากในการช่วยให้คนตาบอดสามารถเดินทางด้วยตนเองได้

อย่างไรก็ดี เบรลล์บล็อกไม่ใช่สิ่งเดียวที่มีแล้วแก้ไขปัญหาให้จบลงได้ แต่เป็นส่วนสำคัญที่ต้องมีและต้องทำอย่างถูกต้องใช้งานได้จริง เพื่อทำให้คนตาบอดมีอิสระในการเดินทาง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เหตุผลที่บอกว่าการสร้างเบรลล์บล็อกเปิดช่องให้ทุจริตหรือสร้างแล้วต้องใช้งบประมาณเยอะ ควรหมดไป และหันมาใส่ใจการมีทางเท้าเพื่อทุกคนและมีอิสระในการเดินทาง

จะมีเบรลล์บล็อกที่ดีได้อย่างไร

เรื่องพื้นผิวต่างสัมผัสหรือเบรลล์บล็อกมีมาตรฐานการวางพื้นผิวต่างสัมผัสที่ใช้จัดทำกันในประเทศไทย เบรลล์บล็อกจะมีคุณภาพดีได้ ต้องมีการวางพื้นผิวต่างสัมผัสให้เหมาะสมกับการเดินทางของคนตาบอด พื้นผิวสัมผัสที่ติดตั้งจะใช้ประโยชน์ได้จริงจะต้องผ่านมาตรฐานของผิวสัมผัส ตามที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการได้จัดทำออกมาเป็นคู่มือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ และงานวิจัยที่สถาบันต่างๆ ได้จัดทำคู่มือการออกแบบทางเท้าหรือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการไว้ 

การออกแบบติดตั้งพื้นผิวต่างสัมผัส (Tactile Surface)  คือการติดตั้งพื้นผิวที่มีสัมผัสและสีที่แตกต่างไปจากพื้นผิวและสีในบริเวณข้างเคียง อาจจะเป็นพื้นผิวต่างสัมผัสชนิดแผ่นกระเบื้องหรือพื้นทรายล้าง โดยทั่วไปเราจะพบเห็นพื้นผิวต่างสัมผัส 2 ชนิดคือ

ก.พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือน (Warning Tactile/Block)
ข.พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดนำทาง (Guiding Tactile/Block)
หรือสำหรับบางประเทศซึ่งอาจมีการใช้งาน แบบ ค.พื้นผิวแจ้งเปลี่ยนทิศทางการเดิน (Postional Tactile)

การติดตั้ง ก.พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือน (Warning Tactile/ Block) ต้องติดตั้งในบริเวณพื้นที่ดังต่อไปนี้ พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือน กว้าง 30 เซนติเมตร ความยาวเท่ากับและขนานไปกับความกว้างของช่องทางเดินของพื้นที่ต่างระดับ ทางลาด บันไดหรือประตู

ขอบของพื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือน อยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นของทางขึ้นหรือทางลงของพื้นต่างระดับ ทางลาด บันได หรือประตู 30-35 เซนติเมตร ในกรณีของสถานีขนส่งมวลชน ให้ขอบนอกของพื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือนอยู่ห่างจากขอบของชานชาลา ไม่น้อยกว่า 60-65 เซนติเมตร


ข.พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดนำทาง (Guiding Tactile/Block)

บริเวณที่ต้องทำการติดตั้ง

1. ทางขึ้นและลงของทางลาดหรือบันได
2. พื้นด้านหน้าและด้านหลังของประตูทางเข้าอาคาร
3. พื้นด้านหน้าของประตูห้องน้ำ
4. พื้นที่หน้าประตูลิฟต์
5. พื้นบริเวณทางออกฉุกเฉิน
6. บริเวณที่เป็นทางแยกหรือทางเลี้ยวในอาคาร

ข.พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดนำทาง (Guiding Tactile/Block) ให้ติดตั้งในบริเวณพื้นที่ที่ใช้สำหรับนำทางคนพิการไปสู่จุดหมายที่สำคัญในพื้นที่ บริเวณพื้นที่โถงอาคารที่กว้างจนไม่สามารถใช้ปลายไม้เท้าขาวแตะขอบผนังอาคารได้ การติดตั้งพื้นผิวต่างสัมผัสชนิดนำทางจะใช้ควบคู่กับพื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือนและนำทางไปสู่ป้ายให้ข้อมูล แผนผังต่างสัมผัส หรือจุดบริการข้อมูลที่มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่

นอกจากตำแหน่งในการติดตั้งแล้ว วัสดุที่นำมาสร้างเบรลล์บล็อกหรือพื้นผิวต่างสัมผัสก็สำคัญ ทั้งแผ่นกระเบื้อง หรือพื้นทรายล้าง โดยทั้งสองแบบจะต้องมีพื้นผิวและสีแตกต่างจากพื้นบริเวณข้างเคียง สังเกตได้ว่า เบรลล์บล็อกไม่ได้ผลิตจากวัสดุแค่แบบเดียว แต่สามารถผลิตได้จากหลายพื้นผิว พื้นทรายล้างจะให้ความหยาบ ส่วนมากจะพบพื้นผิวต่างสัมผัสนี้ในอาคารที่มีพื้นหินขัด เมื่อนำพื้นทรายล้างมาใช้จะเกิดพื้นผิวต่างสัมผัส ส่วนเบรลล์บล็อกแบบกระเบื้อง ส่วนมากจะพบบริเวณทางเดินนอกอาคารกลางแจ้ง

ต้นทุนในการสร้างเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก ราคากลางของราชการตั้งงบไว้ถึงตารางเมตรละ 740 บาท ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับกว้างยาวของกระเบื้องเบรลล์บล็อกที่ 30 X 30 ซม. ทั้งนี้นี่เป็นราคาของพื้นผิวที่เป็นโลหะ แต่การออกแบบในที่ต่างๆ ย่อมมีการปรับเปลี่ยนวัสดุให้เหมาะสมกับพื้นที่ ราคาแต่ละที่จึงไม่เท่ากัน ขึ้นกับความเหมาะสมแต่ละจุด ที่สำคัญคือการสร้างพื้นผิวต่างสัมผัสจะต้องสร้างขึ้นมาพร้อมกับพื้นปกติ การทุบรื้อออกมาปูทีหลังหรือทำซ้ำพื้นผิวต่างสัมผัสจะทำให้เสียงบประมาณเพิ่มเติมไม่ใช่น้อย  เพราะต้องเสียทั้งค่าแรงและเวลา

แล้วบ้านเราพร้อมสำหรับเบรลล์บล็อกแค่ไหน

เมื่อสำรวจลักษณะโครงสร้างและพฤติกรรมการใช้ทางเท้าในบ้านเราว่าพร้อมรองรับเบรลล์บล็อกแค่ไหน ก็พบว่า สำหรับทางเท้าริมถนนนั้นเป็นไปได้ยากมากที่คนตาบอดจะเดินเลาะขอบเพราะมีสิ่งก่อสร้างทั้งถาวรและชั่วคราว ส่วนในด้านพฤติกรรมของคนใช้ทางเท้า พวกเขาไม่ได้เดินยึดด้านใดด้านหนึ่ง ฉะนั้น การเดินสวนทางอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จากประสบการณ์ของผม เมื่อต้องเดินบนทางเท้ากลับพบว่า หากเดินตรงกลางจะปลอดภัยที่สุด ไม่ค่อยชนใคร เมื่อไหร่ที่เดินเลาะขอบกลับชนคนอื่นหรือหลงทางง่ายๆ อีกด้วย ฉะนั้นแนวคิดเรื่องการทำเบรลล์บล็อกเลาะขอบคงไม่ค่อยเหมาะกับบริบทบ้านเราสักเท่าไหร่ 

มีอาจารย์บางท่านบอกว่าต้องทำเบรลล์บล็อกให้ใกล้กับขอบ ในความเห็นของผมคิดว่า การทำใกล้ขอบขัดกับหลักของการทำพื้นผิวนำทาง เพราะการทำพื้นผิวนำทาง ควรทำในพื้นที่ที่กว้างจนไม่สามารถใช้ปลายไม้เท้าแตะบริเวณขอบหรือผนังได้หากทำใกล้กับขอบ ก็อาจไม่ได้ประโยชน์อะไร

หากพูดถึงเรื่องมาตรฐานการตรวจวัด การตรวจประเมินจะมีคะแนนเต็มสิบ เท่าที่สังเกตและเท่าที่เคยเจอ หลายที่ก็ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ เช่น ความกว้าง ความนูน ความยาว ความห่าง ถ้าหากผ่านสามในสี่ก็คือผ่าน อย่างไรก็ดี ความปลอดภัยในการใช้งานไม่สามารถอาศัยแค่คำว่าผ่านได้ แต่ต้องได้คะแนนเต็มเท่านั้น เช่น เบรลล์บล็อกแบบ ก. หากนำมาติดตั้งที่ชานชลารถไฟ และได้คะแนนเพียงแค่ผ่าน แบบนี้จะเป็นอันตรายมาก เท่าที่เห็นสถานีรถไฟฟ้าบ้านเราจะมีเบรลล์บล็อกแค่บริเวณหน้าประตูเข้าขบวนรถ ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากจะทำต้องทำยาวทั้งชานชลา ผมก็ไม่รู้ว่าเบรลล์บล็อกแบบนี้ผ่านการตรวจวัดมาตรฐานมาได้อย่างไร  เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องควาามปลอดภัย การตรวจวัดเพียงเฉพาะจุดไม่ควรถือว่าผ่าน และควรปรับแก้ 

อีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้คนตาบอดเข้าใจการเดินทางมากขึ้นคือแผนที่แบบนูน ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะจะช่วยอธิบายจุดหมายได้อย่างถูกต้อง คนตาดียังต้องใช้แผนที่ในการเดินทาง เราจะทอดทิ้งคนตาบอดและปลอบใจด้วยคำว่า ให้ไปถามคนตาดีอย่างนั้นหรือ ที่ประเทศญี่ปุ่นที่ปลายราวจับของบันไดจะเขียนเอาไว้ลงมาแล้วเจออะไร ขึ้นไปแล้วเจออะไร แต่เสียที่เขียนเอาไว้เป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งแนวคิดหรือวิธีการแบบนี้ผมคิดว่าไม่ยากที่บ้านเราจะทำ

หากประเทศไทยต้องการสนับสนุนให้คนพิการใช้ชีวิตอย่างอิสระก็ควรจะมี ครั้งแรกอาจยุ่งยากเพราะขาดความรู้ แต่หากทำบ่อยขึ้น หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะมีทักษะความรู้มากขึ้นแน่นอน 

สุดท้ายนี้  อยากจะเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ที่ต้องให้บริการสาธารณะในด้านต่างๆ ให้คำนึงถึงผู้ใช้งานในทุกกลุ่มและความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างอิสระของคนพิการ “เบรลล์บล็อกไม่ใช่ปัญหาในการเดินทางของคนตาบอด แต่การออกแบบที่ผิดพลาดต่างหากที่ทำให้เกิดอันตรายต่อการเดินทางของคนตาบอด”

 

เว็บไซต์อ้างอิง

Livingบทความคุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อมเบรลล์บล็อกคนตาบอดคนพิการทางเท้า
Categories: ThisAble

สิ่งที่เราเห็นแล้วรีบเดินผ่าน...‘ผู้ป่วยจิตเวชข้างถนน’ อยู่อย่างไร ใครดูแล

ThisAble - Sat, 2019-10-19 20:51

รายงานเปิดชีวิตคนไร้บ้านที่มีอาการทางจิตเวช พบเป็นจำนวนมากในกทม.และปริมณฑล ปี 2559 มูลนิธิกระจกเงาเก็บข้อมูลมี 125 คน ปี 2560 มูลนิธิอิสรชนเก็บข้อมูลมี 700 กว่าคน เราติดตามกระจกเงาลงพื้นที่พบหลากหลายกรณี รวมถึงผู้หญิงที่คลอดลูกข้างถนนแล้วลูกเสียชีวิตมา 3 ครั้งแล้ว พร้อมกันนี้จะพาไปดูระบบการดูแล ตั้งแต่การส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล การเข้าสู่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งโดยระบบปัจจุบันยังห่างไกลจากปลายทางที่จะทำให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุขอย่างมาก

  “ถ้าลุงไปแล้วใครจะให้หวย”

 

ป้าคนหนึ่งในละแวกนั้นพูดถึงฟังก์ชันของ ‘ลุงอ้วน’ ขึ้นมา ขณะที่ตำรวจกำลังนำตัวแกไปโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา   วันนั้น เราและมูลนิธิกระจกเงาในส่วนของโครงการผู้ป่วยข้างถนนนัดเจอกันแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อนำส่งลุงอ้วนไปโรงพยาบาล แดดร้อน แต่ลุงอ้วนก็ยังนั่งตัวเปล่าเปลือยบนสะพานข้ามคลองเล็กๆ ที่รถขับเบียดกันไปมาอย่างลำบาก คนแถวนั้นต่างก็กลัวว่า สักวันลุงอ้วนจะโดนรถชนเข้าจนได้   ลุงอ้วนเป็นชายวัยห้าสิบเศษ ตัวใหญ่ ผิวคล้ำ และยิ่งคล้ำมากขึ้นอีกโขเพราะแกไม่ได้อาบน้ำมานานมากแล้ว คำบอกเล่าที่หนึ่งบอกว่า แกเป็นคนแถวนี้ มีบ้านแถวนี้ มีญาติพี่น้องแถวนี้ คำบอกเล่าที่สองบอกว่า แกมีญาติมาหาเรื่อยๆ เอาเงินมาให้แล้วก็หายไป คำบอกเล่าที่สามพยายามชี้ทิศทางของบ้านแก บ้านซึ่งไม่รู้มีจริงหรือเปล่า และคำบอกเล่าที่ สี่ ห้า หก ที่เรื่องราวไม่เคยตรงกัน     สิทธิพล ชูประจง จากมูลนิธิกระจกเงาเล่าว่า เมื่อทำงานเกี่ยวกับคนไร้บ้านถึงได้เห็นว่ามีผู้มีอาการทางจิตร่วมด้วยเป็นกลุ่มใหญ่ จึงเกิดเป็นโครงการผู้ป่วยข้างถนนเพื่อทำงานกับกลุ่มนี้อย่างจริงจัง ปัญหาที่พบคือผู้ป่วยอาศัยข้างถนนเป็นที่พักพิง บ่อยครั้งจึงถูกทำร้ายร่างกาย ถูกไล่ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือกลั่นแกล้งเหมือนของเล่น แต่ผู้ป่วยข้างถนนก็จำเป็นต้องอยู่ตรงนั้นต่อ และหากมีการปรากฏตัวตามพื้นที่สาธารณะของผู้ป่วย ผู้คนก็มักเลือกถอยห่างเพื่อความปลอดภัย   ลุงอ้วนที่นั่งอยู่บนสะพานข้ามคลอง ยิ้ม โบกมือทักทายให้กับคนที่เดินผ่านไปมา ไม่มีสัญญาณอันตรายใดๆ จากเขา ไม่กี่นาทีลุงก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปเข็นรถซาเล้งคันเก่าเข้าไปเก็บไว้ในวัดใกล้ๆ จากนั้นออกมานั่งบ่นอะไรสักอย่างบนสะพานเดิม   “เค้าขโมยรถไป”   ลุงพูดซ้ำๆ เราค่อยๆ เขยิบเข้าใกล้เพื่อคุยกับลุง จนกระทั่งลุงบอกหิวและบอกว่าอยากกินข้าวไข่เจียว 10 ฟองกับเป๊ปซี่ เงินถูกควักออกจากถุงย่าม เดินหายไป สักพักก็กลับมาพร้อมข้าวไข่เจียวกล่องมหึมา   ถ้าหากลุงอ้วนไม่ผมเผ้ารุงรัง เนื้อตัวสกปรก กินข้าวไข่เจียววันละหลายฟองจนปวดท้องและซัดยาธาตุเข้าไปทีละเกือบสิบขวด คนในละแวกนั้นก็คงไม่เอะใจและแจ้งหน่วยงานให้มาเอาตัวแกไป   ปัญหาของการระบุตัวตนผู้ป่วยเป็นปัญหาใหญ่ที่กระจกเงาก็ยอมรับว่ายังแก้ไม่ตก จึงทำให้กว่าจะได้รับแจ้งและรับตัวผู้ป่วยจิตเวชข้างถนนเข้าสู่กระบวนการรักษา อาการพวกเขาก็หนักมากแล้ว หลายคนหูแว่ว เห็นภาพหลอน พูดคนเดียว และเริ่มทำร้ายคนรอบข้างด้วยความหวาดระแวง นอกจากนี้พวกเขาหลายคนไม่รู้หรือไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย   เมื่อกล่องข้อความเฟสบุ๊คของโครงการผู้ป่วยข้างถนนเตือนขึ้นมาเพราะมีคนแจ้งเคสผู้ป่วย ทีมงานจะตรวจสอบเพื่อแยกแยะ ‘ผู้ป่วยข้างถนน’ออกจากคนไร้บ้านทั่วไป และกำหนดวิธีลงพื้นที่ประเมินผู้ป่วยเพื่อลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน โดยขั้นต้นจะถามผู้แจ้งกลับไปด้วยคำถาม 10 ข้อ คือ รูปถ่ายผู้ป่วย, เพศ, ช่วงอายุ, เวลาที่พบ, ระยะเวลาที่พบ, สถานที่ที่พบ, ลักษณะภายนอกทั่วไป เช่น เสื้อผ้า รูปร่าง, พฤติกรรมที่สังเกตได้, ข้อมูลจากคนแถวที่ผู้ป่วยอยู่ และชื่อ เบอร์โทรติดต่อกลับของผู้แจ้ง หลังจากนั้นจึงลงพื้นที่ติดตาม ถ้าไม่เจอก็จะเดินเท้าและสอบถามจากคนที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้น เช่น วินมอเตอร์ไซค์ เจ้าของร้านค้า ฯลฯ       สายเกินไปเสมอ...กว่าจะได้รักษา ใจ (นามสมมติ) หญิงสาวสวมเสื้อแจ็คเก็ตลายเสือที่นั่งและเดินไปเดินมาช่วงซอยทองหล่อถึงอโศก มักนั่งปัดมือไปมากลางอากาศ เตะขาใส่ภาพในจินตนาการจนเหมือนสู้กับตัวอะไรสักอย่าง  พูดคนเดียว และบางครั้งก็ด่าใครสักคนในหัวของเธอจนดูเป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง กระจกเงาได้รับการแจ้งกรณีของใจ คำบอกเล่าของป้าร้านขายดอกไม้ พี่รถเข็นขายผลไม้ วินมอเตอร์ไซค์และอีกหลายคนในละแวกนั้นคือ เธอนั่ง นอน เดิน อยู่ทุกที่ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน และเกิดอาการทางจิตอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่นานเธอก็เร่ร่อนอยู่แถวนี้ ไม่มีใครเอะใจจนอาการของเธอเริ่มแสดงออกรุนแรงขึ้น   ขั้นตอนต่อมา เธอจะต้องได้รับการประเมินว่าอยู่ในขอบข่ายของการช่วยเหลือนำส่งผู้ป่วยจิตเวชหรือไม่ เราลงติดตามกรณีนี้กับกระจกเงาหลายครั้ง เจอบ้างไม่เจอบ้าง ถ้าหากเจอก็จะติดตามดูพฤติกรรมของผู้ป่วยว่ามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างไรที่บ่งชี้ถึงอาการทางจิตเวช เช่น คุยหรือหัวเราะคนเดียว โรคทางกายและสภาพทางกายภาพเป็นอย่างไร เช่น เสื้อผ้าร่างกายมอมแมมมาก สังเกตบริเวณที่ผู้ป่วยอยู่อาศัย หากพบการสะสมของที่ไม่เป็นประโยชน์ เช่น ใบไม้ ของเน่าเสียก็ยิ่งเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการบอกถึงอาการทางจิตเวชได้ชัดเจนยิ่งขึ้น   เมื่อได้ข้อมูลจากการสังเกตผู้ป่วยทั้งทางพฤติกรรม กายภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ข้อมูลจากปากคำของผู้คนที่อาศัยในบริเวณนั้น ในกรณีของใจ คำถามมีขึ้นเพื่อทบทวนเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตก่อนจะนำส่งเธอไปรักษา   ในแต่ละปีกระจกเงาจะมีเคสผู้ป่วยไร้บ้านที่ดูแลอยู่ประมาณ 20 ราย เป็นชายมากกว่าหญิง แม้ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 จะระบุว่า คนที่มีความผิดปกติทางจิตสามารถเข้ารับการรักษาได้จากโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลของรัฐ แต่ในสภาพความเป็นจริง หากไม่ใช่โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวชแล้ว โรงพยาบาลทั่วๆ ไปก็มักไม่รับผู้ป่วยจิตเวชเข้ารักษาเนื่องจากความแออัดของผู้ป่วยเดิมที่มี ผู้ป่วยจิตเวชจึงมักถูกส่งไปโรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีอยู่เพียงภาคละไม่กี่แห่งโดยอัตโนมัติ เมื่อสิ้นสุดกระบวนการรักษา พวกเขาก็จะถูกส่งไปที่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งต่อไป   ผู้ป่วยข้างถนนส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ใช่คนต่างจังหวัดที่มีที่ทำกินแบบที่หลายคนเข้าใจ ฉะนั้นถึงแม้จะถูกส่งตัว รักษา ฟื้นฟู และส่งออกกลับภูมิลำเนา แต่พวกเขาก็ไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้จะทำอะไรหาเลี้ยงชีพ นอกจากกลับไปสู่พื้นที่ที่คุ้นเคยเมื่อตอนเร่ร่อนอีกครั้ง     ลุงอ้วนอยู่บนสะพานข้ามคลองมานานกว่า 10 ปีแล้วหรืออาจจะถึง 20 ปีตามคำบอกเล่าของคนแถวนั้น ไม่มีใครคิดพาลุงอ้วนออกจากสภาพความเป็นอยู่เช่นนั้นแม้มันจะไม่ถูกสุขลักษณะ เพียงเพราะลุงอ้วนเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้ม และให้หวยในบางครั้ง จากตอนแรกที่ลุงอ้วนยังพูดคุยได้ ดูแลตัวเองได้และไม่ปล่อยให้ผมเผ้ารุงรัง อาการทางจิตของลุงเริ่มหนักขึ้น คิดซ้ำ คิดวน พูดคนเดียว จนกลไกการใช้เหตุผลตัดสินใจหลายๆ เรื่องหายไป   เช่นเดียวกับดาว (นามสมมติ) หญิงสาวชุดกระโปรงยาวบนสะพานลอยย่านใจกลางเมือง ซึ่งวนเวียนเข้าสู่กระบวนการรักษามา 3 รอบแล้วในระยะเวลา 3 เดือน เรื่องราวของดาวซับซ้อนและเล่ายาก เดือนที่แล้วก่อนดาวคลอดลูก เธอถูกปฏิเสธจากโรงพยาบาลทางจิตและส่งต่อไปฝากครรภ์ในโรงพยาบาลทั่วไป ก่อนจะหนีออกมาอยู่ข้างถนนอีกครั้งจนถึงวันคลอด ไม่มีใครรู้ว่าเธอหายไปไหนจนเห็นศพของทารกที่ถูกทิ้งไว้ที่ป้ายรถเมล์ในค่ำคืนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานคนก็เห็นเธอกลับมาอยู่บนสะพานลอยเดิมย่านสุขุมวิท   ใช่ ดาวเคยอาการดีขึ้น ตอนที่เธอเข้ารักษาอาการจิตเวชครั้งแรก   แต่หลังจากสิ้นสุดกระบวนการรักษา ดาวที่กลับไปอยู่กับครอบครัวก็ออกมาเร่ร่อนใหม่ เธอบอกว่าที่บ้านไม่อิสระ ตอนนี้ดาวที่เคยพูดรู้เรื่องกลายเป็นดาวที่พูดไม่รู้เรื่อง เก็บตัว และประทังชีวิตด้วยการขอทาน   ช่องว่างในระบบ มีเหมือนไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบ  ผู้ป่วยข้างถนนบางส่วนมีอาการไม่เข้าหลักเกณฑ์การนำส่งตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต กล่าวคือ คำว่า ‘บุคคลอันตรายในขอบข่ายต้องนำส่ง’ นั้นถูกระบุว่า เป็นอันตรายที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติทางจิตที่แสดงออกมาทางพฤติกรรม อารมณ์ ความคิดหลงผิดหรือพฤติกรรมที่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของตนเองหรือผู้อื่น เช่น อาละวาด ทำร้ายคนรอบข้าง ซึ่งหลายครั้งพบว่า ผู้ป่วยไร้บ้านไม่ได้อาละวาด ก้าวร้าว ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น แต่ด้วยสภาวะทางจิตทำให้พวกเขาไม่สามารถดูแล ปกป้องตัวเองให้ปลอดภัย มีสุขลักษณะที่ดีและเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ ข้อกำหนดเช่นนั้นจึงทำให้ผู้ป่วยข้างถนนหลายคนไม่เข้าข่ายการนำส่งโรงพยาบาล และถูกปล่อยปละละเลยจนอาการกำเริบ   สุดท้าย อาการของพวกเขาจึงไม่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้เท่าที่ควรจะเป็น   การไม่มีเจ้าภาพและหน่วยนำส่งผู้ป่วยเป็นอีกเรื่องที่กระจกเงาพยายามผลักดัน ความคลุมเครือเมื่อผู้ป่วยมีปัจจัยแทรกซ้อน เช่น ท้อง เจ็บป่วยทางกาย ไร้สัญชาติ สูงอายุ พิการ ฯลฯ ทำให้ไม่สามารถหาผู้ดูแลเคสที่ติดตามในระยะยาวได้ เหมือนกับดาวที่ถูกส่งไปโรงพยาบาลที่ไม่เข้าใจภาวะจิตเวช ส่วนโรงพยาบาลทางจิตเวชเองก็ไม่รับเพราะเธอท้อง จนกระทั่งคลอดลูกข้างถนนและมีหน่วยงานที่ชัดเจนมารับผิดชอบในที่สุด        ฉันควรรักษาที่โรงพยาบาลไหน?  ตอนนี้ลุงอ้วนอยู่โรงพยาบาลมากว่าเดือนแล้ว ตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต ผู้ป่วยจะอยู่ในกระบวนการรักษานานที่สุด 90 วัน และอาจบวกเพิ่มอีก 90 วันถ้ายังรักษาให้ดีขึ้นได้อีก   การรักษาจะเริ่มจากการประเมินอาการโดยแพทย์ ให้ยา ทำกิจกรรมบำบัด และอาจช็อตไฟฟ้าได้หากเจ้าตัวอนุญาต โดยทั่วไปขั้นตอนการรักษาจะกินเวลา 3 สัปดาห์-2 เดือน แน่นอนว่า ผู้ป่วยข้างถนนเกือบทั้งหมดที่เข้ารับการรักษานั้นไม่สามารถระบุตัวตนได้ ลุงอ้วนเองก็บอกไม่ได้ว่า ตัวเองเป็นใคร มาจากไหน แม้แต่ชื่อก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ   หากถามชื่อ 10 ครั้ง ชื่อที่ได้ก็จะไม่เหมือนกันสักครั้ง แถมอาจจะไม่มีครั้งไหนที่ถูกต้องเลย   นั่นเป็นเหตุให้พวกเขาไม่สามารถใช้สิทธิบัตรทอง สิทธิคนพิการ หรือสิทธิใดๆ ได้ หากโชคดีจะได้รับโควตาอนาถาสำหรับการรักษาในโรงพยาบาล แต่หากโชคร้ายและโรงพยาบาลไม่มีพื้นที่เพียงพอ การรักษาก็ไม่เกิดขึ้น   อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ถึงแม้ผู้ป่วยมีสิทธิเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลใดก็ได้ แต่ในความเป็นจริง พวกเขามักถูกส่งไปโรงพยาบาลจิตเวช และโรงพยาบาลจิตเวชที่รับผู้ป่วยเข้ารักษามีอยู่เพียงภูมิภาคละไม่กี่แห่ง แถมยังมีคนไข้หนาแน่นอย่างมากโดยเฉพาะในภาคกลาง    ลุงอ้วนถูกส่งไปโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาและกำลังจะสิ้นสุดการรักษา คำว่า ‘สิ้นสุดการรักษา’ ไม่ใช่หายขาดจากอาการจิตเวช แต่หมายถึงรักษาอะไรไม่ได้อีกแล้ว หลังจากนี้ลุงอ้วนก็จะถูกส่งต่อไปที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง และมีแนวโน้มว่าจะต้องอาศัยอยู่ในที่อยู่นี้ไปตลอดชีวิต   แล้วทำอย่างไร ลุงอ้วน ใจ และดาวจึงจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้   สถานสงเคราะห์/สถานคุ้มครอง ไม่เพียงพอรองรับ   อ้อย (นามสมมติ) หญิงสาวผู้ป่วยข้างถนนอีกรายกำลังรอเข้าสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง หลังวนเวียนเข้ารับการรักษากับศูนย์พักพิงมานับครั้งไม่ถ้วน ขณะอยู่ข้างถนนอ้อยตั้งครรภ์และคลอดลูกมาแล้ว 3 คน ตอนท้องครั้งล่าสุดได้ 8 เดือน ชาวบ้านใกล้เคียงแจ้งเข้ามาที่มูลนิธิกระจกเงาขอให้มารับตัวเธอไปเพราะชาวบ้านเห็นท้องโตและสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ กระจกเงาได้ดำเนินการส่งตัวผ่านรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังโรงพยาบาลจิตเวช แต่เนื่องจากเธอท้องใกล้คลอด จึงถูกส่งไปอยู่บ้านพักแม่และเด็กที่อาจไม่มีความเข้าใจเรื่องการดูแลผู้ป่วยจิตเวช เด็กเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ที่นั่นโดนเธอตบ เพราะเธอหงุดหงิดเด็กที่ส่งเสียงดังอันเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีต่ออาการทางจิต   หลังสิ้นสุดการรักษา ผู้ป่วยไร้บ้านที่ไม่มีญาติหรือญาติไม่รับกลับจะถูกส่งต่อไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง แม้สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแห่งใหญ่ๆ ประจำภูมิภาคมักกันที่ไว้สำหรับกลุ่มผู้ป่วยข้างถนน แต่ด้วยบุคลากรที่จำกัดทำให้ไม่สามารถดูแลและรองรับได้มากนัก   ณิชาภัทร วิบูลย์พานิช อดีตผู้ปกครองสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี เล่าว่า ปี 2561 สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนนทบุรีมีผู้ใช้บริการ 430 คน มีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 29 คนในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ดูแลผู้ป่วยในชีวิตประจำวันทั้งหมด 5 คน จากผู้รับบริการทั้งหมด เกินครึ่งเป็นคนไร้ที่พึ่งป่วยจิตเวช ที่เหลือเป็นคนแก่ คนพิการ กระทั่งคนหนุ่มสาว อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยจิตเวชไร้ที่พึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังมี พ.ร.บ.สุขภาพจิตที่ระบุให้สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งรับคนกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชด้วย ปัจจุบันนี้อาคารที่พัก 5 หลังที่รับคนได้ทั้งหมดราว 350 คน กลับต้องรับคนมากถึงเกือบ 100 คนต่อหลัง และต้องพยายามทยอยผ่องถ่ายไปศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งตามแต่ละจังหวัดเพื่อให้พร้อมรับคนใหม่ได้ตลอดตามกฎหมายกำหนด   สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศมี 11 แห่ง เกี่ยวพันกับ พ.ร.บ.หลัก 3 ฉบับที่ต้องปฏิบัติตามคือ (1) พ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ปี 2557 (2) พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน เดิมเป็นกฎหมายเก่าแก่ตั้งแต่ปี 2484 แล้วแก้ไขใหม่ในปี 2559 (3) พ.ร.บ.สุขภาพจิตที่กำหนดว่า เมื่อผู้ป่วยจิตเวชสิ้นสุดการรักษาจากโรงพยาบาลทางจิตแล้ว หากครอบครัวไม่ดูแล ดูแลไม่เหมาะสมหรือไม่มีครอบครัวให้ส่งกลับก็ให้ส่งผู้ป่วยมาที่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง เมื่อรับเข้ามาก็ต้องมีกระบวนการดูแลต่อเนื่อง เช่น การกินยา การดูแลหากเจ็บป่วยทางจิตฉุกเฉิน ฯลฯ   สองเหตุผลข้างต้นทำให้ไม่ใช่แค่คนท้องแบบอ้อยที่อาจถูกส่งต่อไปที่อื่น ผู้ป่วยจิตเวชที่มีสภาวะอื่นร่วมด้วยเช่น ความพิการ ติดเตียงและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ก็เป็นกลุ่มที่เกินกำลังของสถานคุ้มครองฯ ที่มีเจ้าหน้าที่เพียงหยิบมือ   ณิชาภัทรระบุว่า เนื่องจากสถานคุ้มครองฯ เป็นหน่วยงานราชการการ จำนวนเจ้าหน้าที่จึงถูกจำกัดด้วยงบประมาณและตำแหน่ง งบส่วนใหญ่หมดไปกับการดูแลผู้ใช้บริการและค่าอาหาร เมื่อบุคลากรไม่พอ เจ้าหน้าที่ที่นี่จึงต้องทำงานหลายหน้าที่ เช่น พ่อบ้านมาช่วยขับรถ พยาบาลทำงานสำนักงานไปด้วย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังต้องได้รับการดูแลจิตใจเพราะอยู่กับความไม่น่าอภิรมย์ เช็ดอึ เช็ดฉี่ ตลอดเวลา หากผ่อนอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดีก็อาจเกิดผลเสียกับผู้ป่วย   คนไร้ที่พึ่ง = คนไม่ขยันทำมาหากิน ? ความไม่เข้าใจของคนในสังคมเป็นเรื่องที่ณิชาภัทรยังมีความกังวล คนทั่วไปมักคิดว่าผู้ที่เข้ามาอยู่ในสถานคุ้มครองหรือสถานสงเคราะห์เป็นภาระของสังคม ไม่ทำมาหากินและอันตราย ทั้งที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้อันตราย ขี้เกียจหรือไม่อยากทำงาน แต่หลายคนไม่มีโอกาสในชีวิตและจำนวนไม่น้อยก็ป่วยทางจิต จนเผชิญประสบการณ์ที่อาจทำให้ไม่สามารถกลับไปอยู่กับครอบครัวหรือครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ เหมือนกับดาวที่หลังได้รับการรักษา อยู่สถานคุ้มครองจนได้กลับบ้าน แต่ครอบครัวก็อาจไม่ได้มีความเข้าใจหรือไม่มีเวลามากนัก ดาวจึงออกมาสู่ข้างถนนครั้งแล้วครั้งเล่า   พื้นที่ข้างถนนไม่ใช่ที่ที่ง่ายนักสำหรับการเริ่มต้นทำมาหากิน ก่อนจะมีอาการทางจิต ใจเคยทำงานที่สถานบันเทิงและขายบริการเพศอยู่ย่านกลางเมือง ไม่มีใครรู้ว่าเธอทำอาชีพนี้มากี่ปี และเรื่องราวของเธอก็เป็นเพียงคำบอกเล่าของคนอื่นเพราะตัวเธอเองไม่สามารถสื่อสารกับใครได้รู้เรื่อง พอเริ่มมีอาการทางจิต ใจก็ยังคงขายบริการทางเพศอยู่แต่ลูกค้าก็น้อยลงเรื่อยๆ เพราะเธอมักโวยวายเสียงดังและบางครั้งก็ทำร้ายคนรอบข้าง เมื่อลูกค้าน้อยลง รายได้ที่เข้ามาก็น้อยลงไปด้วย จึงทำให้เธอตัดสินใจผันตัวเองออกมาอยู่ข้างถนนโดยมีรายได้หลักคือการขอทาน   เรื่องราวเหล่านี้ตอกย้ำว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดหวังให้ผู้ป่วยข้างถนนมีอาชีพโดยไม่มีระบบสนับสนุนที่ดีพอ   เจ้าหน้าที่จากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งระบุว่า เมื่อคนไร้ที่พึ่งอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ วิธีที่ง่ายต่อการจัดการก็คือ กำหนดให้ผู้รับบริการทุกคนทำอะไรพร้อมๆ กัน เช่น ตื่นนอน อาบน้ำ กินข้าว กินยา ฯลฯ พวกเขาทุกคนใช้ชีวิตโดยไม่ต้องวางแผนเพราะแผนทั้งหมดมีคนวางให้ หลายคนอยู่แบบนี้เกือบครึ่งชีวิตจนคุ้นชิน และมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้มีโอกาสเข้าฝึกทักษะอาชีพ เช่น ปลูกผัก ฝึกงานหัตถกรรม จึงเป็นเรื่องยากมากที่ผู้ใช้บริการจะปรับตัวและออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้ หากไม่มีแต้มต่อหรือระบบสนับสนุนที่คอยติดตามใกล้ชิดตลอดเส้นทาง     การฟื้นฟูที่ยัง ฟื้นไม่ได้ ฟูไม่จริง ในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง นอกจากดูแลเรื่องความเป็นอยู่ ให้ยา และการรักษาตามอาการแล้ว ที่นี่ยังมุ่งหวังที่จะฟื้นฟูผู้รับบริการโดยเฉพาะผู้ป่วยจิตเวชด้วย อุเทน ชนะกุล อดีตผู้ปกครองสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งธัญบุรีชาย ระบุว่า ธัญบุรีชายมีโมเดลหลายอย่างที่ฝึกให้ผู้รับบริการได้มีทักษะอาชีพ แต่ปัญหาคือในแต่ละปีมีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการฝึก และยังไม่สามารถออกไปทำงานได้จริง   ผู้ป่วยจิตเวชส่วนใหญ่เช่นลุงอ้วน ใจ ดาว และอ้อยเมื่ออยู่ในสถานคุ้มครองจะถูกจัดกลุ่ม โดยการประเมิน IRP หรือ Individual Rehabilitation Program จากนักจิตวิทยา พ่อบ้านแม่บ้าน และนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อวางแผนการดูแลเป็น กลุ่ม A B และ C   กลุ่ม A ช่วยเหลือตัวเองและคนอื่นได้แต่ยังติดขัดปัญหาบางอย่าง เช่น ติดสุราเรื้อรัง   กลุ่ม B มีภาวะพึ่งพิง กินยาจิตเวช ยังต้องได้รับการดูแล ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีเยอะที่สุดในสถานคุ้มครอง   กลุ่ม C ต้องการการพึ่งพิงสูง ติดเตียง ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้   สำหรับกลุ่ม A มีโปรแกรมบำบัดและอาจเข้าฝึกอาชีพได้เลย หลายคนช่วยงานในอาคารพัก และช่วยอุ้มเพื่อนอาบน้ำ กลุ่ม B ทำงานง่ายๆ อย่างแยกพลาสติก แยกขยะต่างๆ แต่การเปลี่ยนกลุ่มจาก B ขยับขึ้นเป็น A มีน้อยกว่า B ขยับลงไปเป็น C  เนื่องจากหลายคนกว่าจะได้เข้ามาฟื้นฟู ร่างกายและจิตใจก็บอบช้ำมาก   ผู้ป่วยจิตเวชที่อยู่กลุ่ม A มีจำนวนปีละประมาณ 10 กว่าคนเท่านั้นที่จะได้ไปฝึกการใช้ชีวิตประจำวันใน “บ้านน้อยในนิคม” พวกเขาอยู่ที่นั่นตั้งแต่ตื่นนอน อาบน้ำ ทำกับข้าว ซักผ้า เก็บผ้า โดยไม่มีใครมาบอกให้ทำ แต่ก็ยังถูกกำหนดด้วยกฎระเบียบ เช่น ห้ามกินเหล้า หลังจากนี้พวกเขาบางคนจะถูกส่งออกไปทำงานข้างนอกตามทักษะที่ถนัด บางคนไปทำงานโรงงานและมีชีวิตที่อิสระขึ้น แต่แม้จะอิสระมากขึ้นแต่ยาจิตเวชและการรักษาก็ยังเป็นเรื่องต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง หลายคนไม่กินยาและกลับไปติดสุรา เสียงานเสียการ แล้ววนกลับเข้ามารับบริการในสถานคุ้มครองอีก   ในปีที่ผ่านมาไม่มีข้อมูลของผู้ที่ได้ไปเข้าโครงการบ้านน้อยในนิคม แต่หากย้อนดูในปี 2560 2559 และ 2558 จำนวนของผู้ที่เข้าโครงการซึ่งอาจเป็นทั้งผู้ป่วยจิตเวชและไม่ป่วยจิตเวชอยู่ที่ 0 ราย 16 รายและ 5 รายคนตามลำดับ     แมลงในกล่อง...พวกเขาไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตภายนอก “ลุงอ้วนจะอยู่ที่สถานคุ้มครองฯ ไปตลอดชีวิต” สิทธิพลกล่าว   แม้ในวันที่ลุงอ้วนถูกนำส่งจากข้างถนนสู่โรงพยาบาล ทุกคนต่างเกลี้ยกล่อมแกว่า “เอาของไว้นี่แหละลุง เดี๋ยวก็มา” จนแกยอมขึ้นท้ายรถกระบะตำรวจไปด้วยตัวเปล่า สีหน้ากังวลเหมือนกับรู้ว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ได้อยู่ที่นี่ บนสะพานที่อยู่มาเกือบ 20 ปี   ไม่ว่าจะเพราะอาการจิตเวช ต้นทุนในชีวิตต่ำ ทักษะในชีวิตมีน้อย ดูแลตัวเองแทบไม่ได้นัก ฯลฯ ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชข้างถนนไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกไปจากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง การแก้ไขที่ปัจจัยต่างๆ ที่เป็นสาเหตุทำได้ยากมาก หากไม่มีกลไกที่คำนึงถึงการดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ สิทธิพลจึงนำเสนอข้อเสนอว่า รัฐจะต้องมีกลไกที่ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ขั้นช่วยเหลือนำส่งออกจากข้างถนน ฟื้นฟูรักษาอาการทางกายและจิต ฝึกทักษะการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพ จนถึงการติดตามและสร้างพื้นที่ทางโอกาสให้ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการในสถานคุ้มครองฯ     นอกจากนี้ยังเสนอว่า ควรมีสถานคุ้มครองหรือสถานสงเคราะห์ที่เหมาะกับผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนเพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ถูกดูแลรักษาอย่างถูกต้องตามขั้นตอนของกระบวนการทางจิตเวช รวมถึงได้พัฒนาทักษะที่สูญหายและจำเป็นในการดำรงชีวิต และทักษะทางอาชีพ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแทนที่จะใช้ชีวิตในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งที่มีแต่จะล้นมากขึ้นทุกวัน   ท้ายที่สุด พ.ร.บ.สุขภาพจิต ต้องทำหน้าที่คุ้มครองลุงอ้วน ใจ ดาว อ้อย และผู้ป่วยจิตเวชคนอื่นให้ได้รับสิทธิการดูแลรักษาและคุ้มครอง พวกเขาต้องไม่ถูกตีตราจากความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น รวมถึงเป็นกลไกที่ไม่เพียงแต่สร้างเครื่องมือเพื่อระวังผู้ป่วยให้คนทั่วไปในสังคมเท่านั้น แต่ต้องสามารถทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิต มีทักษะ ได้รับการรักษาที่มีคุณภาพและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคทางจิตเวชให้กับคนทั่วไปในสังคมให้มากขึ้น   เพื่อที่วันหนึ่ง ลุงอ้วนอาจได้ออกไปรับจ้างขับรถแบบที่แกอยากทำ ใจ อ้อย และผู้ป่วยคนอื่นๆ คงได้ทำงานและมีชีวิตในแบบที่เธออยากเป็น     ขอขอบคุณมูลนิธิกระจกเงาในการทำงานร่วมกันเพื่อผลิตรายงานชิ้นนี้ และขอบคุณ คุณถิรนันท์ ช่วยมิ่ง คุณเบญจมาศ พางาม และคุณสิทธิพล ชูประจง สำหรับข้อมูลและการลงพื้นที่ร่วมกัน   เผยแพร่ครั้งแรกในประชาไท  https://prachatai.com/journal/2019/01/80807  

 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนคนไร้บ้านคนเร่ร่อนผู้ป่วยจิตเวชผู้ป่วยจิตเวชข้างถนนมูลนิธิกระจกเงามูลนิธิอิสรชนสถานสงเคราะห์สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง
Categories: ThisAble

ชีวิตคู่และการแต่งงาน ในโลกของ ผู้หญิง-พิการ-ชนเผ่า

ThisAble - Sat, 2019-10-19 17:21

ผู้หญิงในกลุ่มชาติพันธุ์ มายาคติหลายอย่างที่แฝงอยู่ทำให้พวกเธอต้องเผชิญกับความไม่เท่าเท่าเทียมในหลายด้าน ตั้งแต่เรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ ไปจนถึงเรื่องความเชื่อแบบสุดโต่งของบุคคลากรทางการแพทย์บางคนที่มองว่า หญิงชาวเผ่านั้นสกปรก ฯลฯ งานศึกษาเรื่องสิทธิของผู้หญิงในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ นั้นพอมีให้เห็นกันอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนหญิงชนเผ่าที่เป็นคนพิการด้วยนั้นอยู่ในหลืบมุมที่ไม่มีใครเข้าถึง  

ที่ผ่านมายังไม่เคยมีงานศึกษาเกี่ยวกับหญิงพิการในพื้นที่ชนเผ่ามาก่อนในประเทศไทย อาจเพราะความซับซ้อนของประเด็นและความยากในการค้นหา เข้าถึง และสื่อสาร กับหญิงพิการชนเผ่า

งานวิจัยหนึ่งของกมลพรรณ พันพึ่ง ระบุว่า หญิงพิการบางคนพอใจกับมายาคติที่สังคมมองว่า เมื่อเป็นคนพิการ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีครองบ้านครองเรือน พวกเขาจึงไม่ต้องกดดันจากความคาดหวังให้แต่งงานเหมือนกับผู้หญิงคนอื่นแต่ในขณะเดียวกันพวกเขากลับถูกสังคมคาดหวังให้เป็นคนเก่ง ทำได้หลายอย่าง พึ่งพาตัวเองได้และใช้ความพิการเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา นี่คงเป็นความย้อนแย้งที่แม้แต่ตัวเราเองก็พบเจอ จนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วในพื้นที่ชนเผ่าความย้อนแย้งต่อผู้หญิงพิการเกิดขึ้นไหม อย่างไรกัน

เราลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่พร้อมความรู้จากตัวหนังสือที่เคยได้อ่าน เช่น ผู้หญิงกลุ่มชาติพันธุ์สื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ไม่มีสัญชาติและเข้าไม่ถึงสวัสดิการสุขภาพจากภาครัฐ หรือความเชื่อว่าการเปิดเผยอวัยวะเพศเป็นเรื่องน่าอายที่ครอบไว้จนทำให้ผู้หญิงเป็นมะเร็งปากมดลูก วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ที่เห็นได้ชัดในสังคมเมือง ยิ่งเห็นมากขึ้นในสังคมชนเผ่าจากทุกงานวิจัยที่เคยอ่านผ่านมา

แม้เราจะมีมุมมองเรื่องคนพิการอยู่มากพอสมควร แต่พื้นที่ชนเผ่าเป็นพื้นที่ใหม่ที่เรายังไม่เคยเข้าไปจ้องมองดูอย่างจริงจัง เราใช้เวลา 9 วันเพื่อสำรวจประเด็นนี้ใน 2 กลุ่มชาติพันธุ์ในเชียงใหม่คือ ปกาเกอะญอ และ ม้ง เราพบว่าคนพิการในพื้นที่มีไม่มากนัก สอดคล้องกับจำนวนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์โดยรวมทั้งหมด

หลายคนเข้าใจว่า ชาวเผ่าภาคเหนือต้องคอยาวและมักเรียกพวกเขากันติดปากว่า “กะเหรี่ยง” แท้จริงแล้วพวกเขามีชื่อและวัฒนธรรมที่ต่างกันไป กะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอ, โพล่ง, กะยาห์, กะยัน, และปะโอ กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของ 15 จังหวัดคือ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร แพร่ สุโขทัย อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ รวมแล้วก็เกือบ 400,000 คน เดิมทีคนที่นี่นับถือผี แต่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นพุทธและคริสต์นิกายคาทอลิก

พื้นที่ทับซ้อนของคนพิการและผู้หญิงชนเผ่า

จักรวาลคนพิการนั้นลึกแต่ไม่กว้าง ปัจจุบันมีคนพิการในประเทศไทยประมาณ 1.9 ล้านคนที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน พวกเขาได้เบี้ยความพิการเดือนละ 800 บาทและเกือบ 60% ไม่มีรายได้อื่น ไม่มีอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเพราะปัจจัยทางสภาพแวดล้อม อุปกรณ์ที่ไม่พร้อม ความยากลำบากของร่างกายหรือความไม่เข้าใจของสังคม หนำซ้ำคนพิการมักถูกมองว่าน่าสงสารจนทำให้เกิดปัญหาการกดขี่และเลือกปฏิบัติ

เช่นเดียวกับหญิงชนเผ่าที่ในอดีตนั้นถูกกดขี่สารพัดโดยเฉพาะเมื่อแต่งงาน อำพร ไพรพนาสัมพันธ์ หญิงปกาเกอะญอซึ่งทำงานในเครือข่ายสตรีชนเผ่าได้กล่าวในงาน "การประชุมและรณรงค์วันยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงสากล" โดยเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศว่า ตนเองมาจากชนพื้นเมืองปกาเกอะญอ การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมเมื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศมีข้อจำกัดเนื่องจากจารีตของชนพื้นเมือง เช่น การต้อง "เป็นผู้หญิงที่ดี" หมายถึงความเป็นแม่ ความบริสุทธิ์ ซึ่งถูกกำหนดวิถีทางเพศด้วยการแต่งงาน ผู้หญิงปกาเกอะญอถูกคาดหวังให้ต้องทนกับสามีเมื่อถูกทำร้ายหรือล่วงละเมิด และมักถูกประณามว่าร้ายแทนที่จะได้รับความช่วยเหลือ สำหรับตัวเธอเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ เธอไม่เพียงเจ็บปวดจากการถูกกระทำแต่จารีตกลับทำให้รู้สึกกลายเป็น "ผู้หญิงไม่ดี" ความคิดนี้เหล่านี้ทำให้หญิงชนเผ่าบางคนกดดันจนหาทางออกไม่ได้และฆ่าตัวตายพร้อมกับลูกในท้อง

ข้อมูลข้างต้น เป็นชุดข้อมูลเชิงลึกที่หลายคนรับรู้และมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะแก้ไขจารีตบางอย่างเพื่อให้ผู้หญิงชาวเผ่าสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียม เช่น การสร้างประเพณีเอาลูกสาวกลับบ้านของชาวม้งเมื่อผู้หญิงเลิกกับสามี เป็นต้น

แล้วผู้หญิงพิการชนเผ่าล่ะ พวกเธออยู่ตรงไหนของชุดข้อมูลนี้ ?

เราเองก็จินตนาการภาพของ “หญิงพิการชนเผ่า” ไม่ออก พวกเธออาจอยู่หรือไม่อยู่ อาจเป็นหรือไม่เป็นผู้หญิงชนเผ่าแบบที่เราเล่าให้ฟังข้างต้น ชีวิตแต่งงานของพวกเธอราบรื่น มีอุปสรรคหรือพวกเธอไม่เคยได้เข้าถึงการแต่งงานและความรักเลยกันแน่ ?

ปกาเกอะญอกับหญิง “พิการ” ที่ไม่มีอยู่ “ชายปกาเกอะญอมองว่า ต้องแต่งงานกับหญิงพิการเพราะสงสาร และพ่อแม่หญิงพิการปกาเกอะญอบางคนก็ยกลูกให้ผู้ชายโดยไม่ต้องทำพิธีกรรมตามประเพณี”   เราเดินทางเข้าหมู่บ้านปกาเกอะญอ อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความตั้งใจที่จะสัมภาษณ์ผู้หญิงพิการประเภทต่างๆ ที่อยู่ในวัฒนธรรมแต่งงานแบบชนเผ่า หลายคนบอกว่าผู้หญิงพิการมีโอกาสเข้าถึงการมีชีวิตคู่ยากกว่าผู้หญิงไม่พิการ ทั้งจากมายาคติที่ว่าผู้หญิงพิการนั้นไม่มีเพศ ไม่มีความสามารถในการมีความสัมพันธ์ทางเพศ และมักถูกแยกขาดออกจากเรื่องเพศโดยสิ้นเชิง เพราะกลัวว่าจะมีภาระตามมาหลังจากนั้น เช่น มีลูกพิการแล้วดูแลเองไม่ได้ หรือจะมีชีวิตคู่ที่ไม่ยั่งยืน   หญิงพิการปกาเกอะญอในพื้นที่แม่วางส่วนใหญ่พิการทางการได้ยิน เกือบทุกคนสื่อสารด้วยภาษามือที่คุยกันได้เฉพาะในบ้านและบริเวณโดยรอบ นอกจากความพิการทางการได้ยินแล้ว ความพิการทางสติปัญญาและการเรียนรู้ก็พบได้มาก น่าแปลกใจที่ความพิการ 2 ประเภทนี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการแต่งงานและมีชีวิตคู่ของหญิงปกาเกอะญอเลย พวกเขามองความพิการแตกต่างจากสังคมเมือง ปกาเกอะญอ มองความพิการว่าคือการใช้การบางส่วนไม่ได้ มากกว่าจะมองว่าคือความบกพร่อง ผู้หญิงหูหนวกจึงเพียงไม่ได้ยิน แต่ทำกิจวัตรอย่างอื่นได้ปกติ   แม้ปกาเกอะญอจะมองว่าความพิการทางการได้ยินหรือทางสติปัญญาไม่เป็นอุปสรรคต่อการมีครอบครัว แต่กับคนพิการทางการเคลื่อนไหว เรากลับไม่เห็นพวกเขาในพื้นที่เลย เราพยายามกระซิบถามชาวบ้านในแต่ละละแวกบ้านที่ไปหรือถามพี่ที่พาลงพื้นที่ พวกเขาก็ล้วนบอกเล่าไปในทางเดียวกันว่า คนพิการทางการเคลื่อนไหวนั้นมีอยู่ แต่มักอยู่แค่ในบ้าน จึงเข้าไม่ถึงวัฒนธรรมการแต่งงาน หนำซ้ำยังถูกมองว่าไม่สามารถทำหน้าที่เมียได้อย่างเต็มที่ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่เห็นพวกเธอเลยตลอดหลายวันในพื้นที่     แบรี (นามสมมติ) 54 ปี หญิงปกาเกออะญอกำลังเดินเก็บผลเสาวรสตอนที่ไปสัมภาษณ์ หูของเธอหนวกเพราะการทำพิธีกรรมที่ผิดพลาดตอนเกิด นอกจากแบรีแล้วพี่ชายคนหนึ่งของเธอก็หูหนวกเช่นกัน แม้หูจะไม่ได้ยินแต่แบรีก็ใช้ชีวิตได้ปกติผ่านภาษามือที่ใช้เฉพาะภายในครอบครัว จนกระทั่งแต่งงานมีครอบครัว ลูก 4 คน เป็นชาย 1 และหญิง 3 หนึ่งในนั้นเป็นเนื้องอกในสมองจนเดินไม่ค่อยถนัด   ตามวัฒนธรรมแล้ว หนุ่มสาวปกาเกอะญอแต่งงานในช่วงอายุราว 18-20 ปี แบรีพบรักกับ “ทวน” ผู้เป็นสามีตอนอายุ 24 ปีซึ่งเรียกได้ว่า “แก่จนจะขึ้นคานแล้ว” สำหรับสังคมปกาเกอะญอ หลังปลงใจจะอยู่กินด้วยกันผู้หญิงจะไปสู่ขอผู้ชาย ถ้าพ่อแม่ตกลงผู้ชายจะเลี้ยงเหล้า 2 ขวดเป็นพิธีและย้ายเข้าบ้านผู้หญิง ทุกคนที่นี่มีอิสระในการเลือกคู่เช่นเดียวกับแบรี ปกาเกอะญอค่อนข้างเปิดกว้างและให้อิสระในการเลือกคู่เพราะแผลในอดีตจากการกีดกันของพ่อแม่ หนุ่มสาวปกาเกอะญอที่ผิดหวังจากความรักจะฆ่าตัวตาย เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าพ่อแม่รุ่นหลังจึงมักไม่กีดกันลูกตัวเองหากพวกเขาชอบพอกันเพราะไม่อยากให้ลูกต้องเจอจุดจบที่น่าเศร้า   แบรีอ่านหนังสือได้และใช้เวลาในช่วงวันทำสวน ปลูกเสาวรส และสื่อสารกับครอบครัวด้วยภาษามือและการอ่านปาก (ตอนสัมภาษณ์เธออ่านปากเราออกก่อนที่ลูกจะแปลเป็นภาษามือเสียอีก) เธอเล่าย้อนไปถึงวันที่เจอกับทวน หลังย่นย่อความห่างของภูเขาสองสามลูกพวกเขาเจอกันที่บ้านป่ากล้วย บ้านเกิดของแบรี ทวนข้ามภูเขามาจากแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อทำงานกับพี่ชายของแบรี โดยครอบครัวเดิมที่แม่ฮ่องสอนคิดว่า เขาตายไปแล้วเพราะจากบ้านมาโดยไม่ได้บอกกล่าว   ทวนทำงานกับพี่ชายแบรีกว่า 6 ปี จนคุ้นชินและรู้สึกสงสารที่แบรี “ไม่มีคนเอา” (ไม่มีคนเอาในความหมายว่า ไม่มีครอบครัวดูแล) จึงตัดสินใจแต่งงานกันอาศัยในบ้านไม้สลับปูนยกพื้นสูง หลังอยู่กินกัน 30 กว่าปีทวนเส้นเลือดในสมองแตกเข้าโรงพยาบาลกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก แม้ทวนจะเหลือแขนที่ใช้งานได้เพียงข้างเดียว แขนข้างเดียวก็สื่อสาร เถียง ทะเลาะกับแบรีได้เหมือนเดิม ในขณะที่เราผู้ไม่ค่อยได้คุยหรือไม่คุ้นชินกับคนหูหนวกจึงมีความรู้สึกติดขัดอยู่บ้างในการสื่อสาร โดยเฉพาะเวลาที่ต้องการถามเรื่องส่วนตัว แบรีไม่เข้าใจคำถามที่ถูกแปลงเป็นภาษามือ หรืออาจอึดอัดใจที่ต้องมีคนในครอบครัวคอยเป็นตัวกลางในระหว่างบทสนทนาโดยตลอดก็เป็นได้   ปกาเกอะญอรุ่นใหม่ที่แต่งงาน พวกเขามักจดทะเบียนสมรสกัน แม้จะเลิกกันในภายหลังก็ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไรเพื่อนำชายและหญิงคู่นั้นกลับบ้าน แตกต่างกับวัฒนธรรมม้งที่ผู้หญิงจะถูกตัดจากบ้านเดิมเมื่อฝ่ายชายฉุดผู้หญิงให้พ้นหมู่บ้าน ปกาเกอะญอสมัยก่อน การคลุมถุงชนเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่ปัจจุบันหลังจากการเข้ามาของศาสนาพุทธและศริสต์ คนเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเพราะได้รับการศึกษามากขึ้น ทำให้การกดขี่ระหว่างหญิงชายลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ดี ยังมีการข่มขืนหรือมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานกับผู้หญิงพิการมากกว่าผู้หญิงทั่วไป แต่ส่วนมากมักจบลงด้วยการรับผิดชอบแต่งงานกัน   ดังเช่นกรณีของ ตินา (นามสมมติ) หญิงพิการทางการได้ยินและสติปัญญาวัย 28 ปี ซึ่งแต่งงานมา 8 ปีแล้ว โดยสามีของเธอ “จะเด็จ” เล่าว่า เกิดความรักและสงสารอยากดูแลเพราะตินาไม่มีพ่อแถมครอบครัวก็ไม่ใส่ใจ ก่อนแต่งงานเมื่อ 8 ปีที่แล้วตนและตินามีความสัมพันธ์กันจนท้อง แต่เพราะยังไม่ได้แต่งงาน แม่ของตินาจึงยกลูกให้กับคนนอกหมู่บ้านและให้เธอทำหมัน เพราะมองว่าเธอจะไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ จะเด็จเองไม่มีสิทธิพูดอะไร หลังจากนั้นถึงค่อยตกลงแต่งงานกัน     เป็นคนพิการชนเผ่า = เข้าไม่ถึงการศึกษา จากข้อมูลในเว็บไซต์ TCIJ ระบุว่า มีเด็กพิการในวัยเรียนทั่วประเทศ 800,000 คน ซึ่งตัวเลขดูจะไม่สอดคล้องกับข้อมูลในเว็บไซต์สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษที่ระบุว่า ทั่วประเทศมีโรงเรียนเฉพาะทางความพิการ 48 แห่ง ในเชียงใหม่มีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนกาวิละอนุกูล โรงเรียนศรีสังวาลเชียงใหม่ และโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร ซึ่งไม่ได้รองรับเพียงแค่นักเรียนพิการจากเชียงใหม่เท่านั้น แต่รับนักเรียนพิการจากทั่วประเทศ แม้นักเรียนพิการส่วนหนึ่งอยู่ในระบบการเรียนรวม แต่ด้วยโรงเรียนเฉพาะมีจำนวนน้อยและไกลบ้าน จึงทำให้เด็กพิการที่อยู่ห่างไกลเข้าไม่ถึงการศึกษา  

เช่นเดียวกับตินา เธอใช้ชีวิตเองได้ด้วยการเลียนแบบพฤติกรรมคนรอบข้าง ตั้งแต่เรื่องทำกับข้าว ซักผ้า ตักน้ำ รวมไปถึงการหัดใช้เครื่องซักผ้าไฟฟ้าและใช้เวลาว่างไปกับการเขียน ก.ไก่ เธอไม่เคยได้เข้าโรงเรียนในขณะที่พี่ชายและพี่สาวนั้นเข้าโรงเรียนกันตามปกติ สอดคล้องกับข้อมูลของเจ้าหน้าที่ศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) ที่ระบุว่า คนพิการกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไม่ถึงการศึกษาเพราะครอบครัวมองว่า ถ้าพิการก็ไม่จำเป็นต้องเรียน ถึงจะอยากเรียนก็ไม่มีโรงเรียนที่เข้าถึง ครูไม่เข้าใจเด็กพิการ คนพิการชนเผ่าจึงมักอ่านและเขียนไม่ได้ นอกจากบางกลุ่มซึ่งออกจากบ้านไปอยู่โรงเรียนประจำของคนพิการในตัวเมืองเชียงใหม่ อย่างไรก็ดี การไปอยู่โรงเรียนประจำทำให้เด็กพิการถูกแบ่งแยกจากวัฒนธรรมเดิม เด็กผู้หญิงบางคนไปอยู่โรงเรียนประจำก็โดนล่วงละเมิดทางเพศซ้ำอีก

ลูกชายของตินาและจะเด็จเป็นเด็กแข็งแรงเรียนอยู่ชั้น ป.2 ที่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ทุกวันนี้ตินาพร่ำบอกให้สามีไปเอาลูกคืน หลังเธอได้เจอลูกอีกครั้งที่โรงเรียนใกล้หมู่บ้าน จะเด็จจึงได้แต่บอกว่า ไม่ใช่ลูกแล้วเพราะยกให้คนอื่นไปแล้ว จะเด็จกลุ้มใจที่ตินาความจำดีมากและไม่เคยลืมเรื่องลูก บาดแผลในใจจากการโดนพรากทำให้ทุกวันนี้พวกเขาทั้งสองคนก็ยังต้องพูดเรื่องลูกอย่างไม่จบไม่สิ้น

แม้จะมีคนพิการจำนวนน้อยสอดคล้องไปกับจำนวนประชากรของเผ่า แต่หญิงพิการส่วนใหญ่กลับถูกบอกให้ทำหมัน เพราะมักถูกข่มขืนและท้องก่อนที่จะแต่งงาน หากไม่รู้ว่าใครข่มขืนและไม่มีคนรับผิดชอบก็จะโดนคนในหมู่บ้านประณาม กล่าวหาว่าติดเอชไอวี

เช่นเรื่องของ จรุงจิต (นามสมมติ) วัย 26 ปีซึ่งพิการทางการเรียนรู้ เธอถูกคนต่างหมู่บ้านข่มขืน การถูกข่มขืนทำให้เธอกลัวและเสียใจ แต่ที่แย่กว่านั้นคือ คนในหมู่บ้านกลับมองว่าเธอเป็นเอดส์และกำลังจะตาย ทุกคนตีตัวออกห่าง หมอแนะนำให้เธอทำหมันเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์หากเกิดเหตุการณ์ถูกล่วงละเมิดอีก แต่เธอปฏิเสธและขอเพียงแค่ฉีดยาคุม หลังตรวจแล้วว่าไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี แม่และพ่อเลี้ยงของจรุงจิตก็ให้เธอแต่งงานและย้ายไปอยู่กับชายคนหนึ่งเพราะเชื่อว่าจะช่วยดูแลเธอได้ หลังจากนั้น 1 เดือนผู้ชายก็ทิ้งไป เธอกลับมาอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยงตามเดิม

สมัยก่อน การล่วงละเมิดทางเพศในปกาเกอะญอนั้นมีน้อยมาก แต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง ชาวบ้านเชื่อว่าเกิดขึ้นเพราะมีการย้ายถิ่นฐานของคนข้างนอกเข้ามามากขึ้น รวมถึงหมู่บ้านกลายเป็นพื้นที่สัญจรผ่านไปมาของหมู่บ้านใกล้เคียง เหตุข่มขืนเกิดขึ้นเยอะโดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงพิการทางสติปัญญาและหญิงพิการทางการได้ยิน เมื่อข่มขืนแล้ว เขาและเธอจะแต่งงานกันตามวัฒนธรรมและมักใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้ยาว ที่ผ่านมามีเพียง 2 คู่เท่านั้นที่เลิกกัน

แต่ไม่ใช่กับกรณีของจรุงจิต คนที่ข่มขืนเธอเป็นคนต่างหมู่บ้านและหนีไปหลังเกิดเหตุการณ์ ทิ้งให้จรุงจิตงุนงงอยู่สักพักก่อนจะตั้งหลักได้และเข้าทำงานในศูนย์ดูแลเด็กเล็ก เธอเรียนรู้ช้า แต่ช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง เหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นทิ้งบาดแผลเป็นโรคซึมเศร้า ความอยากตาย ซึ่งถาโถมเข้าใส่เธออยู่บ่อยๆ จนต้องกินยา แต่เพราะบ้านอยู่ไกลโรงพยาบาล เมื่อยาหมดก็ไม่ได้ไปเอาอีกและหยุดกินไปในที่สุด จนอาการมักกำเริบวนไปวนมา การทำงานที่ศูนย์เด็กเล็กเหมือนเป็นเครื่องเยียวยาเธอทางหนึ่งและสร้างรายได้เดือนละ 9,000 บาทซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของชาวบ้านที่นี่ที่มีรายได้เดือนละ 2,000 บาท   ชีวิตแต่งงาน 1 เดือนของเธอจบลงเพราะนึ่งข้าวไม่เป็น ฟังแล้วอาจดูเป็นเหตุผลที่เล็กน้อย แต่สิ่งนี้เป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ของภรรยาชาวปกาเกอะญอ แม่ของฝ่ายชายจึงไม่ชอบและไม่ยินดีให้เธออยู่ด้วยอีกต่อไป ตั้งแต่เลิกกันเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จรุงจิตก็ไม่เคยมีคนรักอีก เพราะกลัวจะเลี้ยงลูกไม่ได้และยินดีที่อาจต้องเป็นโสดตลอดไป   แน่นอนว่า เวลา 4 วันในพื้นที่ไม่สามารถบอกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด แต่เค้าลางของความเปลี่ยนแปลงจากการนับถือผีเป็นศาสนาทำให้ความเชื่อของคนที่นี่ค่อนข้างเปลี่ยนไปเช่นเดียวกับในชนเผ่าม้ง ตรงกับที่อังศุรักษ์ พรหมสุวรรณ์ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับผู้หญิงม้งได้ให้ข้อสังเกตว่า ผู้หญิงม้งเองก็เลือกที่จะนับถือศาสนาเพื่อเป็นหนทางสู่การเข้าถึงการศึกษาและการสร้างพรรคพวกเพื่อต่อรองกับความเชื่อเรื่องชายเป็นใหญ่ที่พวกเธอต้องเจอ   ชนเผ่าม้งอยู่ในเขตภูเขาสูงภาคเหนือของไทย มีจำนวนประชากรมากกว่า 150,000 คน อังศุรักษ์เล่าให้ฟังว่า ผู้หญิงม้งมองว่าตัวเองโดนกดขี่ตั้งแต่เกิดแล้วเพราะพวกเธอไม่มีสิทธิในการตัดสินใจอะไรเลย และยิ่งเข้มข้นขึ้นในกรณีคนพิการ ต่างกันกับคนปกาเกอะญอที่มีพื้นฐานความเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศมากกว่า     “วัฒนธรรมม้งสะท้อนให้เห็นจนถึงปัจจุบัน เห็นได้จากแม้ครอบครัวม้งมีฐานะดี แต่การส่งลูกชายและลูกสาวเรียนก็ไม่เท่ากัน หรือวิธีการ “ฉุด” เมียแล้วค่อยไปขอ คนม้งมีเมียได้ไม่จำกัดเพื่อเป็นแรงงาน เมื่อผู้หญิงหายตัวไปครอบครัวจะรู้แล้วว่าโดนฉุด พอรุ่งเช้าแล้วค่อยให้ผู้ใหญ่มาเคลียร์กัน” อังศุรักษ์กล่าว   ปัญหาไม่ได้จบเพียงแค่การฉุดเท่านั้น ผู้หญิงม้งที่โดนฉุดและทำพิธีเข้าบ้านผู้ชายแล้วจะไม่สามารถกลับมาที่บ้านตัวเองได้ ถ้าหย่ากันจะต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน ไม่มีครอบครัว ไร้ญาติขาดมิตรและต้องตายนอกบ้าน ในช่วงหลังมีความพยายามต่อสู้ในการเอาลูกสาวกลับบ้านด้วยการใช้พิธีกรรมบางอย่าง หรือไม่ตัวผู้หญิงเองก็เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ทั้งที่ตัวเองอาจจะไม่ได้เชื่อ แต่เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อตายไปก็ยังมีคนในครอบครัวมากราบไหว้ (แม้จะนับถือคริสต์ แต่หญิงม้งก็ยังอาจทำพิธีกรรมแบบไหว้ผี หรือเข้าวัดแบบพุทธไปด้วย) เพราะการนับถือคริสต์ไม่มีการหย่าขาด ทำให้พวกเธอยังมีขาข้างหนึ่งอยู่ในตระกูลของสามีทั้งๆ ที่เลิกกันแล้ว ไม่กลายเป็นสัมพเวสีผีไร้บ้านที่ไม่มีคนกราบไหว้   ด้วยความเชื่อเรื่องผีและบรรพบุรุษที่เข้มข้นของชาวม้ง จึงส่งผลให้เมื่อมีคนพิการเกิดขึ้นในหมู่บ้าน พวกเขาจึงมองว่า ความพิการเกิดจากสิ่งที่บรรพบุรุษเคยทำในอดีตมากกว่าเป็นความผิดปกติของการตั้งครรภ์หรือโรคภัยไข้เจ็บที่อธิบายได้ด้วยการแพทย์ คนพิการม้งไม่เคยโดนล้อเลียนและพูดถึงความพิการเพราะพวกเขาเชื่อว่าจะทำให้บรรพบุรุษโกรธ และส่งผลให้ลูกหรือคนรุ่นต่อไปในครอบครัวมีความพิการเหมือนกัน ฉะนั้นคนพิการม้งจึงได้รับการปฏิบัติด้วยอย่างดีและมีการระบุไว้เป็นธรรมเนียมด้วยว่า หากครอบครัวใดมีคนพิการ น้องชายคนเล็กจะต้องเป็นผู้ที่ดูแลพี่พิการไปตลอดชีวิต   สาวพิการชาวม้งที่ไม่มีวันแต่งงาน “สาวม้งที่มีความพิการจะไม่แต่งงาน ไม่ว่าเธอจะมีความพิการเล็กน้อยขนาดไหน”   จากคำพูดนี้เราเดินทางเข้าสู่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ด้วยรถห้าประตูสีชมพูคันเก่ากับ “แน่งน้อย” ผู้หญิงม้งที่เคยเป็นกรณีศึกษาและผันตัวเองมาเป็นนักสู้เรื่องสิทธิผู้หญิงชนเผ่า แม้แน่งน้อยจะรู้จักผู้หญิงพิการหลายคน แต่เธอก็นึกไม่ออกว่า คนเหล่านั้นมีชีวิตประจำวันอย่างไร การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการเดินทางครั้งแรกของเราทั้งสองคนที่จะเข้าไปทำความรู้จักกับหญิงพิการชาวม้ง   เราเดินทางไกลกว่า 2 ชั่วโมงจากตัวเมืองเชียงใหม่มุ่งหน้าสู่ อ.หางดง คนที่นี่นิยมปลูกบ้านชั้นเดียวไม่ยกพื้น พวกเขานิยมค้าขาย เห็นได้จากการเปิดหน้าบ้านเป็นร้านขายของ ขายก๋วยเตี๊ยว ฯลฯ บ้านของเฉิน (นามสมมติ) หญิงม้งซึ่งเกิดมาตัวเล็กและขายึดตึงอาศัยอยู่ตรงข้ามร้านขายของชำ น้องชายของเฉินเล่าว่า เธอพิการเพราะเป็นไข้สมองอักเสบตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้และไม่เคยได้ไปโรงเรียน ไม่ใช่ว่าโรงเรียนไม่รับหรือไม่มีครูดูแล แต่พ่อแม่ของเฉินไม่เคยคิดจะพาไป คล้ายกับคนพิการอีกหลายคนในเผ่าม้งที่ไม่เคยได้รับการศึกษาใดๆ เลย   ความว้าวของเราเกิดขึ้นเมื่อเฉินเริ่มเอ่ยปากพูดภาษากลาง ใช่แล้ว ภาษาไทยกลาง ตั้งแต่ลงพื้นที่ปกาเกอะญอจนมาถึงม้ง เราแทบจะฟังใครไม่ออกเลยแม้แต่คนเดียว แต่เฉินกลับพูดภาษากลางได้อย่างชัดถ้อยชัดคำเพราะหัดจากหนังและละครที่ดูทุกวัน หนึ่งในนั้นคือบุพเพสันนิวาสหรือ “ออเจ้า” ที่ใครหลายคนติดกัน หน้าเฉินดูฟินมากเมื่อพูดถึงฉากรักในละคร เราจึงได้จังหวะถามเธอเกี่ยวกับเรื่องความรักบ้าง เธอดูเขินอายทันทีพร้อมบอกเบาๆว่า โสด ไม่เคยมีแฟนและอยากอยู่กับพ่อแม่ นิรันด์น้องชายของเฉินที่นั่งข้างๆ พูดแทรกขึ้นมาว่า ตามธรรมเนียมม้ง ผู้หญิงพิการจะไม่แต่งงานและอยู่กับครอบครัวไปตลอดชีวิต   อย่างที่บอก การนับถือศาสนาให้โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและเพิ่มเครือข่ายที่อยู่ต่างพื้นที่ สายสัมพันธ์ม้งจึงไกลข้ามลาว เพชรบูรณ์ ไปถึงสหรัฐอเมริกาตามแบบฉบับของครอบครัวชาวจีนและนอกจากพวกเขาจะเครือข่ายเยอะ ค้าขายเก่งแล้ว พวกเขาก็ยึดถือธรรมเนียมการมีลูกไว้สืบสกุลด้วย เช่นเดียวกับวิชัย ภูศิริพัฒนานนท์ ที่แต่งงานมานานแต่ไม่มีลูก จึงตัดสินใจรับ มาลัย (นามสมมติ)เป็นลูกบุญธรรม   มาลัย ในวัย 17 ปีเป็นหญิงสาวผิวขาวอมชมพู ถูกรับมาเลี้ยงตั้งแต่อายุได้ 4 วัน ไม่มีสัญญาณอะไรเลยที่บอกว่ามาลัยมีความพิการ แต่เมื่อถึงวัยเข้าเรียนชั้นประถมโรงเรียนกลับปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนเพราะเธอสมองช้า ทำอะไรไม่เป็น วิชัยจึงส่งลูกสาวเข้าโรงเรียนคนพิการในตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะลาออกเมื่อ 2 ปีที่แล้วเพราะเธองอแงไม่อยากไปโรงเรียน   “ตอนพาลูกหาหมอที่โรงพยาบาลนครพิงค์ หมอบอกว่าเขาปัญญาอ่อน แต่ละวันที่ลูกโตขึ้นเขาก็ดีขึ้นนะ รับรู้ทุกอย่าง เวลาใครพูดไม่ถูกใจเขาก็โกรธ แต่ไม่พูดโต้ตอบ ถึงตอนนี้ก็หลายสิบปีแล้ว เราเอาเค้ามาเลี้ยงแล้วจะทอดทิ้งก็ไม่ใช่เรื่อง” วิชัยกล่าว   โดยทั่วไป หญิงม้งจะแต่งงานตอนอายุราวๆ 16-17 ปี หรือตอนเรียนชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 ซึ่งก็คือวัยเดียวกับมาลัย วิชัยกล่าวว่า วัยนี้แหละที่สาวชาวม้งจะแต่งงานกัน แต่ไม่ใช่กับลูกสาวเพราะเธอจะเป็นภาระให้กับครอบครัวฝ่ายชาย เว้นแต่ครอบครัวฝ่ายชายจะสามารถเลี้ยงได้ก็ยินดีให้แต่ง ด้วยความไม่ประสีประสาของมาลัย วิชัยผู้เป็นพ่อเลยไม่อยากให้เธอออกนอกบ้านมากนักเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องเสียหายแล้วไม่มีใครดูแล จึงวางแผนให้ย้ายไปอยู่กับพี่น้องถ้าพ่อกับแม่ไม่อยู่แล้ว วิชัยเล่าว่าช่วงแรกๆ หมอแนะนำให้มาลัยทำหมันเพราะเธอดูแลตัวเองไม่ได้หากมีลูกจะยิ่งลำบาก ตอนนั้นวิชัยก็เห็นด้วย แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจทำ มาลัยก็ตัดสินใจไปโรงเรียนเสียเอง เมื่อไม่มีอะไรน่ากังวลเมื่ออยู่ที่บ้าน พวกเขาจึงล้มเลิกโครงการทำหมัน   แม้หลายคนจะบอกว่า มาลัยนั้นพัฒนาการช้า ไม่ประสีประสาอะไรเลย แต่เราเชื่อว่า มาลัยนั้นทำอะไรได้ไม่น้อยกว่าคนอื่น ในวัย 16 ปีเธอสามารถทำงานบ้านได้ทุกอย่าง แถมยังปักผ้าได้ นอกจากทำงานบ้านแล้วอีกสิ่งที่เธอชอบก็ไม่แพ้กันก็คือการเล่นกับเด็กเล็กๆ   ทุกวันนี้แม้จะยังมีประเพณีการฉุดอยุ่บ้าง แต่ก็น้อยลงเรื่อยๆ ตามคำบอกเล่าของวิชัย ความเข้าใจและชอบพอกันเป็นปัจจัยสำคัญในการแต่งงานของหนุ่มสาวม้งรุ่นใหม่เสียมากกว่า สอดคล้องกับที่อังศุรักษ์กล่าวว่า การใช้ชีวิตของหนุ่มสาวชาวม้งนั้นเริ่มเปลี่ยนไปจากปัจจัยของการศึกษาและการใช้ชีวิต เมื่อพวกเขาส่งลูกเข้ามาเรียนใช้ชีวิตแบบคนเมือง ทัศนคติของพวกเขาก็เปลี่ยนไปคล้ายกับชนชั้นกลาง เด็กรุ่นใหม่เรียนโรงเรียนดีๆ พ่อแม่ตามรับตามส่ง อย่างไรก็ดี ความคิดแบบคนเมืองก็ไม่ได้สะท้อนกลับไปในหมู่บ้านทั้งหมดเพราะยังมีผู้ใหญ่ในหมู่บ้านที่คอยกำกับสร้างวัฒนธรรมม้งอย่างเข้มแข็งอยู่ วัฒนธรรมการฉุดก็ยังพอมีให้เห็น ดังเช่นผู้หญิงหลายคนเมื่อกลับบ้านช่วงปิดเทอมก็กลับโดนฉุดไปเป็นเมียคนที่สองที่สาม จึงทำให้หนุ่มสาวม้งบางคนไม่กลับบ้านและทำงานนอกพื้นที่มากขึ้น การศึกษาและอาชีพจึงเป็นเงื่อนไขของการมาอยู่ในเมืองหรือหากหนุ่มสาวม้งที่ชอบกันในเมืองก็จะกลับบ้านไปฉุดกัน เพื่อกันไม่ให้พ่อแม่จัดแจงการแต่งงานกับคนอื่น   หลายคนอาจมองว่า การรับวัฒนธรรมเมืองเข้ามาอาจทำให้ม้งมีปัญหาและสูญเสียอัตลักษณ์ แต่สำหรับชาวม้ง การผสานรวมวัฒนธรรมเกิดขึ้นอย่างกลมกลืน ปกาเกอะญอและม้งมีความเชื่อคล้ายคนพุทธ พวกเขาคิดว่า ศาสนาหรือวัฒนธรรมที่เข้ามาเป็นโอกาสในการเรียนหนังสือ ไม่ขัดกับผีที่นับถือ พวกเขาสามารถรับทั้งคู่และผสมผสานเข้าด้วยกัน แม้รุ่นปู่ย่าอาจไม่เปลี่ยนความเชื่อแต่พวกเขาก็ไม่ได้ขัดขวาง หลายคนไหว้พระสวดมนต์แต่ก็นับถือผีหรือไม่ยอมออกจากสายตระกูลเพราะกลัวไม่มีใครเส้นไหว้ รวมถึงการสานสัมพันธ์แบบสายตระกูลที่ยังเข้มแข็ง เช่น การเอาคนรุ่นเดียวกันมาทำงานด้วยกันเมื่อมีพิธีแต่งงาน   แม้การรับวัฒนธรรมเมืองจะทำให้หนุ่มสาวชาวม้งยืดหยุ่นในชีวิตมากขึ้น แต่ความยืดหยุ่นนี้ก็ทำให้คนพิการหญิงหลายคนรู้สึกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องอยู่ในวัฒนธรรมการแต่งงานเหมือนที่พวกเขาเคยถูกปลูกฝังไว้ เพชรกมล (นามสมมติ) หญิงพิการทางร่างกายวัย 29 ปี เกิดมาพร้อมกับภาวะไดพีเจียแบบเกร็ง (ภาวะที่ทำให้กล้ามเนื้อยึดตึง โดยเฉพาะบริเวณสะโพกและขา หัวเข่าจะมีลักษณะบิดเข้าหากันและทำให้การเดินเป็นไปอย่างลำบาก) ก่อนไปเรียนโรงเรียนศรีสังวาลย์เธอเคยเรียนโรงเรียนร่วมกับเด็กๆ ในชุมชน และหลังจากจบชั้น ม.3 ที่ศรีสังวาลย์เธอก็ถูกส่งต่อไปเรียนที่อยุธยา แต่ความทรงจำส่วนนี้กลับไม่อยู่ในความจำเธอเลยกระทั่งไปค้นเจอกระเป๋าและเสื้อผ้านักเรียน   ความสามารถและโอกาสที่ต้องรอการหยิบยื่น “ตอนเด็กๆ นั่งก็ไม่ได้ คลานก็ไม่ได้ ยืนก็ไม่ได้ แต่เราอยากเดินก็เลยพยายาม ซึ่งเจ็บมาก สุดท้ายก็ยืนและเดินได้แต่ก็ไม่เหมือนคนอื่นเพราะเข่าเล็กผิดปกติ จากที่แม่เคยต้องยกไปยกมาจนอายุ 8-9 ขวบ ก็ช่วยเหลือตัวเองและทำกิจวัตรประจำวันได้” เพชรกมลกล่าว   เพชรกมลมีน้อง 5 คนหญิง 4 และน้องชายคนสุดท้อง แม้อายุของเพชรกมลจะล่วงเลยถึง 29 ปีแล้ว ซึ่งเป็นวัยที่ “ควร” แต่งงานแล้วสำหรับหญิงชาวม้ง แต่ปัจจุบันเธอก็ยังไม่มีแฟนและอาศัยอยู่กับครอบครัว เธอพูดเสียงแข็งว่า ไม่ต้องการมีครอบครัวเพราะอยู่คนเดียวสบายตัวกว่า หลังจากเข้าเรียนที่ศรีสังวาลย์ตอนอายุ 13 ปีในชั้น ป.1 ตามคำชักชวนจากผู้ก่อตั้งโรงเรียนที่เข้ามาติดต่อในแต่ละหมู่บ้าน แรกๆ เธอยังสื่อสารภาษาไทยไม่คล่องนัก อาศัยทักษะจากการดูละครที่บ้านเวลาพ่อแม่ออกไปทำไร่นา ตอนนี้เธอพูดภาษาไทยคล่องและใช้ได้ถูกหลักมากกว่าคนที่ใช้มันมาตลอดเสียอีก     ความทรงจำเดียวที่ประทับใจที่สุดคือตอนเรียนโรงเรียนศรีสังวาลย์ที่ทั้งช่วยปลดเปลื้องความกังวลเมื่อต้องอยู่บ้านคนเดียว เธอกลัวโจร กลัวผู้ชาย กลัวทุกอย่าง และยังสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตกับคนอื่น เธอจึงย้ำอยู่ตลอดการสัมภาษณ์ว่า โรงเรียนเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง มีวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาโปรด ตอนเรียนจบใหม่ๆ เธออยากเรียนต่อด้านภาษา แต่ตอนนี้แก่แล้วก็เลยลังเล แม้ใจจะยังอยากเป็นครูสอนภาษาแค่ไหนก็ตาม   เพชรกมลมีอะไรที่อยากทำหลายอย่าง ตั้งแต่อยากไปเที่ยวน้ำตก ทะเล อยากออกจากบ้านไปทำงานคนเดียว อยากเรียนต่อหรืออยากเรียนขับรถ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากไปไหนมาไหนได้เองโดยไม่ต้องรบกวนใคร แต่ก็มักโดนเบรคโดยคนในครอบครัวที่หาว่าเธอพูดเพ้อเจ้อ “พิการแล้วจะขับรถได้อย่างไร” “แค่เดินนิดหน่อยก็เหนื่อยแล้วแล้วจะไปไหนได้” ระหว่างที่เราสัมภาษณ์เสียงแม่ น้องสาว น้องชาย ดังขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อคัดค้านสิ่งที่เพชรกมลพูด ทั้งเรื่องอยากเรียนต่อ การใช้ชีวิตเองหรือแม้แต่การหัดขับรถ   คนสัมภาษณ์รู้สึกอึดอัดกับเหตุการณ์นั้น ผิดกับผู้ให้สัมภาษณ์ เพชรกมลบอกว่าความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่ “ปกติ” สำหรับคนในชุมชนชาวเผ่า พวกเขาไม่รู้ว่ามีโรงพยาบาลที่คนพิการเข้าไปรักษาได้ ไม่รู้ว่ามีโรงเรียนที่เด็กพิการไปเรียนได้และมักไม่ให้คนพิการออกจากบ้านไปพบปะกับสังคม ตั้งแต่สมัยก่อนคนพิการก็อยู่บ้านและกินข้าวไปวันๆ คนในครอบครัวไม่ได้มีเวลาพาคนพิการออกไปไหน ชายหญิงชาวม้งไม่ว่าจะพิการแบบไหน มักมีคนในครอบครัวเลี้ยงดูอยู่เช่นนั้น เธอจึงมองว่าตัวเองโชคดีมากที่แม่พาไปเรียนจนอ่านออกเขียนได้คล่อง   ถ้ามีคนมาขอแต่งงานจะว่ายังไง? เราโยนคำถามไป เพชรกมลรีบส่ายหน้าบอกว่า ไม่แต่งเพราะอยู่แบบนี้ก็มีความสุขดี และหากมีคนมารักก็อยากรัก แต่ถ้าไม่มีคนรักก็ไม่เห็นต้องหา หากถามถึงเรื่องกุ๊กกิ๊กแบบหนุ่มสาว เธอเล่าว่ามีเพื่อนชายเข้ามาชอบ แต่ตัวเธอเองไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเขาแอบชอบ ทั้งที่เขามานั่งขวางทางให้เห็นตอนเดินออกจากห้อง มานั่งเฝ้าหรือแอบดูข้ามตึกผ่านกระจกห้องนอนของเพชรกมล เธอมีคนที่เธอเคยแอบชอบและอกหักเสียใจอย่างรุนแรงมาแล้ว จากนั้นก็ตั้งใจว่า เป็นคนพิการตั้งใจเรียนก็พอและไม่คิดถึงเรื่องความรักอีก หลังจากจบชั้น ม.3 ตอนอายุ 19 ปี ชีวิตที่เคยมีเพื่อนห้อมล้อมก็หายไป เพชรกมลกลับมาอยู่ในหมู่บ้าน ช่วงแรกๆ เธอเล่าว่าเหงามากเพราะไม่มีอะไรให้ทำ บวกกับสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากขึ้น กระทั่งผ่านไป 3 ปี ความเคยชินก็เพิ่มขึ้นมากและยังเผื่อแผ่ไปคิดถึงอนาคตด้วยว่า ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเมื่อไม่มีพ่อแม่แล้ว  

สมัยก่อนผู้ชายม้งสามารถฉุดผู้หญิงที่ชอบเพื่อแต่งงานสร้างครอบครัว โดยจะชวนพรรคพวกมาอุ้มผู้หญิงเข้าบ้าน ฝ่ายบ้านผู้หญิงเองเมื่อเห็นว่าลูกสาวหายไปก็เป็นอันรู้กันว่าโดนฉุด รุ่งเช้าฝ่ายชายจะต้องพาผู้หญิงกลับมาที่บ้านและสู่ขอไปเป็นเมีย เป็นอันเสร็จพิธี เมื่อผู้หญิงผ่านขั้นตอนการฉุดพวกเธอจะต้องถูกตัดขาดจากบ้านเดิม และย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านสามี ถึงแม้เลิกกันก็ไม่สามารถกลับไปบ้านเดิมของพ่อแม่ได้ด้วยความเชื่อที่ว่า ลูกสาวเปรียบเสมือนน้ำในขันที่เทออกไปแล้วไม่สามารถคืนมาได้ ในปัจจุบันจึงมีความพยายามที่จะนำเอาผู้หญิงกลุ่มนี้กลับบ้านโดยใช้พิธีกรรมที่เรียกว่า ผู่ (Phum) หรือการ “รับลูกสาวกลับบ้าน” ซึ่งมี 2 ขั้นตอนคือ ‘หลีไก๊’ หรือการแจ้งย้ายฝ่ายหญิงกลับมาเป็นสมาชิกในบ้านเพื่อบอกให้ผีบ้านผีเรือนและบรรพบุรุษรับทราบ และการเสริมกำลังใจด้วยการสู่ขวัญและให้ผู้อาวุโสกล่าวคำอวยพรและผูกข้อมือให้เพื่อให้ผู้หญิงสามารถกลับคืนบ้านเดิมของเธอได้

หลายวันในพื้นที่ม้งและพื้นที่ปกาเกอะญอ เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ที่ท้าทายสมมติฐานที่เราเคยมีต่อผู้หญิงพิการ ทั้งในเรื่องของการสร้างชีวิตครอบครัว ความไร้ตัวตนและการมีตัวตน จากเดิมที่แม้แต่จินตนาการยังยากจะไปถึงว่า ผู้หญิงพิการชนเผ่านั้นมีชีวิตความเป็นอยู่กันยังไง 

การได้สำรวจโลกของพวกเขาครั้งนี้ทำให้รู้ว่า ผู้หญิงพิการในพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้เข้าไม่ถึง หรือไม่ประสีประสาในเรื่องเพศ แต่พวกเธอมีวิถีความเชื่อ วิถีทางเพศที่เป็นแบบแผนของตัวเอง รวมไปถึงวิถีชนเผ่าเองก็ไม่ได้กีดกันคนพิการออกจากความสัมพันธ์ แต่ถึงกระนั้นก็เป็นเรื่องยากสำหรับคนพิการที่อยากออกจากวิถีที่เป็นอยู่ เพราะพวกเธอมีโอกาสน้อยที่จะได้ออกมาเรียนหนังสือ ทำงาน หรือบอกเล่าเรื่องราวให้คนอื่นได้ฟัง

 

วิจัยพบสตรีชาติพันธุ์ถูกเอาเปรียบสุด ถูกวัฒนธรรม-ความเชื่อชนเผ่ากดขี่ 4 คนยังรอสัญชาติ - เข้าไม่ถึงกฎหมาย
http://transbordernews.in.th/home/?p=3867

อัตลักษณ์การเสริมพลังอำนาจและการกำหนดวิถีชีวิตตนเอง: การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในสังคมไทย; กมลพรรณ พันพึ่ง 2553

วิจัยพบสตรีชาติพันธุ์ถูกเอาเปรียบสุด ถูกวัฒนธรรม-ความเชื่อชนเผ่ากดขี่ 4 คนยังรอสัญชาติ - เข้าไม่ถึงกฎหมาย
http://transbordernews.in.th/home/?p=3867

กะเหรี่ยง
http://impect.or.th/?p=15026

ความเชื่อจารีตที่กดขี่ซ้ำคนถูกละเมิดทางเพศ – เสียงจากหญิงชนเผ่าพื้นเมือง

https://prachatai.com/journal/2017/11/74279

รายงานพิเศษ: ‘หญิงพิการ(1)’ ชีวิตที่ถูกกระทำซ้ำซ้อน ข่มขืน-ทำหมัน
https://prachatai.com/journal/2016/10/68524

เพศวิถีของคนพิการ : มายาภาพและอคติ
https://prachatai.com/journal/2009/05/23927

เผยแพร่ครั้งแรกในประชาไท 

https://prachatai.com/journal/2018/10/78993

ภาพประกอบโดย กิตติยา อรอินทร์

        Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสุขภาพ
Categories: ThisAble

ชวนเที่ยวงาน Good Society Expo 2019: รวมหนึ่งแรง เป็นล้านพลัง

ThisAble - Tue, 2019-10-15 13:45

เมื่อวันที่ 10-13 ต.ค.ที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อคนไทยได้จัดงาน Good Society Expo 2019: รวมหนึ่งแรง เป็นล้านพลัง ณ ลานลิฟต์แก้ว ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  โดยมีเครือข่ายจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงาน 

โดยในวงเสวนาช่วงเช้า เป็นการพูดคุยจากตัวแทนของ 5 หัวข้อหลัก ทั้งเรื่องการศึกษา สิ่งแวดล้อม คนพิการ ต่อต้านคอรัปชันและคุณภาพชีวิตระยะท้าย

ตัวแทนจาก Saturday School เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันของการศึกษา และมองว่าเด็กมีความสนใจหลายด้าน เขาจึงต้องการพัฒนาทักษะหลายด้านให้กับเด็กๆ รวมทั้งปลูกฝังให้รักสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เขายังได้ระบุถึงปัญหาการตกหล่นกว่าร้อยละ 70 ระหว่างทาง

อภิชาติ การุณกรสกุล จากมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโอกาส โดยเฉพาะด้านอาชีพ แม้บ้านจะเรามี พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมาตรา 33 และ 35 แต่สถานประกอบการก็ไม่มีความสามารถที่จะหาคนพิการได้ครบ จึงเลือกส่งเงินเข้ากองทุน และมีคนพิการที่ไม่ได้งานจำนวนมาก คนพิการอยากมีงานใกล้บ้าน งานไม่เรียกร้องวุฒิการศึกษา จึงเกิดเป็นการทำงานใกล้บ้านที่ทุกคนได้ประโยชน์ ชุมชนได้ประโยชน์ ที่ผ่านมูลนิธิฯ ทำได้ 5,000 อัตรา และเน้นย้ำการทำงานในสามมิติคือ ติดตามชีวิตคนพิการหลังจากได้รับโอกาสทางอาชีพ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่า การจ้างงานคนพิการเชิงสังคมกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับโลกได้อย่างไร

ตัวแทนจากประเด็นสิ่งแวดล้อมระบุว่า ปัญหาสิ่งเเวดล้อมมีหลากหลาย แม้จะเป็นเรื่องกว้างมาก แต่กลับใกล้ตัวเรามากอย่าง ฝุ่น PM 2.5 น้ำเน่าหรือโลกร้อน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่แก้ยากมาก เพราะการแก้ปัญหาจะต้องเปลี่ยนความเคยชิน เรานึกกันไม่ออกว่า ถุงข้าวแกงของเราจะไปอยุ่ในท้องวาฬได้อย่างไร เพราะเรื่องนี้ไกลมากจนอาจไม่รุ้สึก สำหรับปีนี้โชคดีมากที่เรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นกระแส ภาคีสิ่งแวดล้อมได้หยิบยกเรื่องขยะพลาสติกมาเป็นประเด็นให้คนเห็นว่า ถ้าเราไม่เริ่มทำวันนี้ก็อาจไม่ทัน

ในส่วนของประเด็นคอร์รัปชัน ดร.มานะ นิมิตรมงคล ระบุว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่คนไทยทุกคนต้องรู้ว่า เราได้รับผลกระทบจากการคอร์รัปชัน เป็น 10 ปีแล้วที่เราใช้รถเมล์ห่วยๆ ควันดำ เราได้ยินข่าวที่น่าเป็นห่วง เช่น การโกงกินอาหารกลางวันเด็ก การเข้าถึงระบบสาธารณะสุขได้ยาก ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่คนไทยไม่รู้ว่าปัญหาเบื้องหลังคืออะไร เห็นแต่ว่าจะสร้างอะไรทีก็มีข่าวโกงกิน มีข้าราชการตั้งกลุ่มจดทะเบียนหลอกเอาเงินจนผลประโยชน์ตกไม่ถึงคนพิการ ถ้าคนไทยช่วยกันดู เป็นหูเป็นตา ปัญหาก็จะน้อยลงไปด้วย

ในประเด็นชีวิตระยะท้าย มีเนื้อหาระบุว่า ภาครัฐและ บุคลากรสาธารณะสุขต้องเข้าใจว่า เป็นเรื่องธรรมชาติของชีวิต อย่างไรคนก็ต้องตาย คุณจะทำยังไงให้ตายอย่างทรมานน้อยที่สุด ตอนนี้ปัญหาคือ เศรษฐกิจ พื้นที่การรักษา เมื่อป่วยก็หาเตียงยากมาก หรือปัญหาการตายที่่บ้านแล้วต้องชันสูตร หลายคนไม่รู้ระเบียบว่าหากแพทย์เป็นคนเซ็นให้กลับมาบ้าน ก็ไม่ต้องชันสูตร บางคนจึงเรียกรถพยาบาลมาเมื่อมีคนตายที่บ้านเพื่อจะได้เเจ้งว่าเสียบนรถพยาบาล และลดขึ้นตอนยุ่งยากทั้งหลาย 





 

Culture & Artข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมGood Society Expo 2019: รวมหนึ่งแรง เป็นล้านพลังคนพิการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม
Categories: ThisAble

สุนัขนำทางคนตาบอดและรัฐธรรมนูญปี40 : วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

ThisAble - Sun, 2019-09-29 12:01

หลายคนอาจจะรู้จักการใช้สุนัขนำทางในไทยผ่านทรายและลูเต้อร์มาไม่มากก็น้อย (หากใครยังไม่รู้จัก เรามีบทสัมภาษณ์ที่นี่ https://thisable.me/content/2019/08/549 )

แต่รู้หรือไม่ว่า ลูเต้อร์ไม่ใช่สุนัขนำทางตัวแรกที่เข้ามาในไทย!ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ หรือ อาจารย์วิริยะ คือคนแรกที่ใช้สุนัขนำทางคนตาบอด



ย้อนกลับไปในปี 2524 อาจารย์วิริยะ กำลังศึกษาในระดับชั้นปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการแนะนำจากเพื่อน อาจารย์ได้รู้จักกับสุนัขนำทางคนตาบอด และติดต่อไปยังสโมสรไลออนส์เพื่อขอเข้ารับการฝึกอบรมการใช้งานสุนัขนำทางฯ

ปี 2526 อาจารย์วิริยะกลับมารับตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เขาไม่ได้กลับมามือเปล่า ยังมี "สกี๊ด" สุนัขสีดำตัวใหญ่สายพันธุ์ลาบลาดอร์ รีทรีพเวอร์ ช่วยนำทาง นอกจากเจ้าสกี๊ดแล้วก็ยังมีสุนัขตัวที่สองอย่าง "โทบี้" อย่างไรก็ดี ปัจจุบันอาจารย์ไม่ได้ใช้งานสุนัขนำทางอีกแล้วนอกจากประโยชน์ในการใช้สุนัขนำทางแล้ว อาจารย์เล่าว่า หมาเหล่านี้ยังทำให้ผู้คนหันมาสนใจและยอมรับประเด็นคนพิการมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงของการรณรงค์รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่มีสุนัขนำทางเป็นตัวช่วงดึงความสนใจกับสื่อ

"ในการรณรงค์การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ช่วงนั้นเราต้องมีกระบวนการรวมกลุ่ม ชุมนุม เรียกร้อง ทำสารพัดอย่าง เพื่อให้ประเด็นของคนพิการอยู่ในรัฐธรรมนูญ กว่าจะได้แต่ละประเด็นก็ต้องใช้เวลา ถึงขนาดว่าต้องเอาโลงศพไปวางหน้ารัฐสภาเพื่อประท้วง ด้วยเหตุผลว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิทธิคนพิการ"

"หลังการได้มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว เราถือว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 มีเรื่องราวเกี่ยวกับสิทธิของคนพิการอย่างชัดเจน เป็นฉบับแรกของประเทศไทย คนหูหนวกมีสิทธิรับสมัครเลือกตั้งได้ การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต้องคำนึงถึงกลุ่มคนพิการด้วย ซึ่งตอนนั้น ก็ได้อาจารย์ณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ เข้าไปเป็น สว. คนแรกที่เป็นคนพิการ นอกจากนี้ยังมีเรื่อง สื่อ การบริการ และการช่วยเหลืออื่นใดสำหรับคนพิการ ข้อนี้กว่าจะได้มาเหนื่อยมาก"

อีกสิ่งที่เราควรรู้คือ อาจารย์วิริยะ รับราชการครั้งแรกในตำแหน่งอาจารย์ สาขากฎหมายแพ่งและนิติศึกษาฯ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขากฎหมายแพ่งและนิติศึกษาฯ รองศาสตราจารย์และศาสตราจารย์ สาขากฎหมายแพ่งและนิติศึกษาฯ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปัจจุบันเขาเป็นประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ, ประธานมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในพระบรมราชูปถัมภ์, กรรมการศูนย์ฝึกพัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก, กรรมการมูลนิธิคนตาบอดไทย และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

งานด้านการรณรงค์ก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญ อาจารย์วิริยะเป็นผู้ริเริ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของคนพิการในรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้มีพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2534 และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2556

นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญทั้งด้านการศึกษา กองทุน กฎกระทรวง และก่อตั้งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ มูลนิธิคนตาบอดไทยและมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการประเทศไทย

"เราต้องไม่ลืมว่า ในอดีตสังคมไทยเขาไม่เชื่อเรื่องความสามารถของคนพิการ เขาบอกว่าคนพิการเป็นภาระ สิ่งที่ตามมาจึงเป็นการตัดโอกาสทุกอย่าง เพราะฉะนั้นกฎหมาย ก็จะระบุตรงนั้นเอาไว้เช่นไม่ให้ทำอาชีพอะไร แม้แต่สิทธิในการขับขี่รถยนต์ เราก็ต่อสู้สำเร็จ ประมาณปี 2531 ส่วนคนหูหนวกเพิ่งจะมีสิทธิ์เลือกตั้งเมื่อปี 2532 แต่สิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งก็ยังไม่สามารถทำได้

"กฎหมายฉบับที่สำคัญก็คือพระราชบัญญัติส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ เราต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี 2526 ในปีนั้นเป้าหมายของการตั้งสภา ก็คือการรณรงค์ ให้มีกฎหมายฉบับนี้ ตามที่รัฐบาลได้รับปากเอาไว้ในปีคนพิการสากล 2524 แต่ก็ยังไม่ได้เป็นไปตามนั้น เราเพิ่งจะมาประสบความสำเร็จในอีก 10 ปีต่อมา นั่นคือปี 2534 นับเวลาได้ 10 ปีกว่าเราจะได้กฎหมายฉบับหนึ่ง

"แต่จนถึงวันนี้เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือการต้องเปลี่ยนความเชื่อ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อคนได้ ต่อให้จะนโยบายกฎหมายดีแค่ไหน ก็ไม่พ้นเรื่องความเชื่อ พอมีกฎหมายบังคับหลายคนก็พอปรับปรุงบ้าง แต่บางคนก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง"

อ้างอิง
https://www.matichon.co.th/lifestyle/news_570067
https://www.youtube.com/watch?v=uniblZtYBdM

Socialบทความคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสุนัขนำทางวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์คนตาบอดรัฐธรรมนูญปี2540
Categories: ThisAble

รถเมล์ชานต่ำไทย มีสายอะไรบ้าง ?

ThisAble - Tue, 2019-09-24 19:43

ขนส่งสาธารณะในฝัน คือขนส่งที่ทั้งปลอดภัยและราคาถูก และหากพูดถึงสองข้อนี้ก็คงหนีไม่พ้นการเดินทางด้วยรถเมล์ สำหรับคนพิการ การขึ้นรลเมล์อาจเป็นไปได้แค่ฝันเพราะเมื่อก่อนบ้านเรามีแต่รถเมล์ชานสูงคันใหญ่ ยากที่จะขึ้นและลง ไม่สะดวกกับการเดินทางเลยแม้แต่น้อย

แต่เดี๋ยวก่อน ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป ปัจจุบันรถเมล์รุ่นใหม่ นั้นเป็นรถชานต่ำ!

รถโดยสารปรับอากาศเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) ใหม่ เป็นรถโดยสารประเภทชานต่ำ สีฟ้า ขนาด 12 เมตร 35 ที่นั่ง เป็นเบาะพับได้ 4 ที่นั่งสำหรับเป็นพื้นที่จอดวีลแชร์ จำนวน 2 คัน พร้อมที่ล๊อคล้อ กริ่งสัญญาณหยุดรถสำหรับคนพิการ และมีทางลาดแบบพับเก็บได้สำหรับขึ้นลง

ไม่รอช้าเราโทรหาสายด่วย ขสมก. 1348 สอบถามว่ามีเส้นทางไหนบ้างที่มีรถเมล์ชานต่ำวิ่งผ่าน สรุปได้ดังนี้

1. สาย 129. บางเขน - สำโรง (17 คัน)

อู่บางเขน การไฟฟ้าบางเขน กรมทหารราบที่11(ประตู1) ตรงข้ามอู่บางเขน ตรงข้ามซอยพหลโยธิน 51 กรมทหารราบที่11(ประตู2) กรมทหารราบที่11(ประตู3) วัดบางบัว มหาวิทยาลัยศรีปทุม โรงเรียนสารวิทยากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก โรงแรมมารวย สำนักงานใหญ่ธกส. ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(ฝั่งพหลโยธิน) แยกเกษตร(พหลโยธิน34/2) รพ.เมโย โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ ตรงข้ามเมเจอร์รัชโยธิน ตึกช้าง โรงเรียนสตรีวรนาถบางเขน กองปราบปรามเทสโก้โลตัส ลาดพร้าว ตรงข้ามเซ็นทรัลลาดพร้าว โรงเรียนเซนต์จอห์น บริษัทมหานครการบินไทย(สำนักงานใหญ่) ซอยบัวสุวรรณ ธนาคารกรุงเทพซอยวิภาวดี 18 ตึกวรสินซอยโชคชัยร่วมมิตร ซอยวิภาวดี 14 ก่อนถึงแยกสุทธิสาร แยกสุทธิสาร(ดับเพลิง) ศูนย์ฝึกรักษาดินแดน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี แยกบางนา(ลงทางด่วน) BTS บางนา กรมอุตุวิทยาหมู่บ้านนภาลัย BTS แบริ่ง(ซอยลาซาล) ซอยแบริ่ง ซอยสันติคาม(สุขุมวิท109) ตลาดธรรมสาโรจน์ ตรงข้ามอิมพิเรียลสำโรง(ตลาดสำโรง) บิ๊กซีสำโรง(บิ๊กซีจัมโบ้) (อู่สำโรงเก่า) ซอยสุขุมวิท 115 (ซอยอภิชาติ) เนชั่นแนลท่าปล่อยรถ ช้างเอราวัณ

2. สาย 543 บางเขน - ลำลูกกา (10 คัน)

ตลาดใหญ่คลอง 7 ลำลูกกา สำนักงานเขตลำลูกกา ตรงข้ามหมู่บ้านฟ้าปิยรมย์ ตรงข้ามเทสโก้โลตัสลำลูกกาคลอง 6 คลอง 6(ขาเข้า) ตรงข้ามโรงเรียนวัดประชุมราษฎร์ ไปรษณีย์ตรงข้ามบิ๊กซีคลอง 5 ลำลูกกา บริษัทกำแพงเพชรวิวัฒน์จำกัด อาคารพีอีซี(PEC),ตรงข้ามบริษัทชัยบูรณ์บราเดอร์สจำกัด วัดคลองชันเอสซีจีออโต้แก๊ซจำกัด ตรงข้ามหมู่บ้านลัลลี่วิลล์ วิริยะประกันภัยคลอง3 ชุมชนเสาวรส ตรงข้ามซอยสุนีย์ สถานีตำตรวจคูคต โรงเรียนระเบียบ วัดโพสพ ตรงข้ามเทศบาลคูคต ตรงข้ามโลตัสลำลูกกา แยกฟ้าครามคลองสอง ลำลูกกา 4 ซอยจามร วัดลาดสนุ่น ปากทางลำลูกกา แยกลำลูกกา,ตลาดลำลูกกากม.27,ซอยพหลโยธิน 62/2 แยก2-1 โรงพยาบาลบีแคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ หมู่บ้านการ์เด้นโฮม ซอยแอนเน็กซ์กม.26 กม.25,พหลโยธิน 54/4 ประตูกรุงเทพแยก คปอ. โรงเรียนนายเรืออากาศ หอประชุมกานตรัตน์ โรงเรียนฤทธิยะสโมสรทหารอากาศ,หอประชุมกองทัพอากาศ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช แยกท่าดินแดง,ตรงข้ามโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ แยกวัดเกาะสะพานใหม่ ตรงข้ามตลาดยิ่งเจริญ ซอยโชคดี 2 ,ตรงตลาดไชยณรงค์ บิ๊กซีสะพานใหม่ ตรงข้ามธนาคารกรุงไทย,โรงพยาบาลเซ็นทรัล ซอยสายหยุดธนาคารไทยพาณิชย์(พหลโยธิน46/1) หมู่บ้านฝนทองเทสโก้โลตัส หลักสี่บางเขน,กรมทหารสื่อสารกองทัพบกการไฟฟ้าบางเขน,กรมทหารราบที่11(ประตู1) อู่บางเขน

3. สาย A1 ดอนเมือง - สวนจตุจักร (20 คัน)

อาคารผู้โดยสารดอนเมือง 1 ชั้น 1  โรงเรียนหอวังธนาคารทหารไทย (สำนักงานใหญ่) BTSสถานีหมอชิต ตรงข้ามเจเจมอลล์ ตรงข้ามสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อู่หมอชิต 2

4. สาย A2 ดอนเมือง - อนุสาวรีย์ชัยฯ (15 คัน)

อาคารผู้โดยสารดอนเมือง 1 ชั้น 1  โรงเรียนหอวังธนาคารทหารไทย (สำนักงานใหญ่) BTS สถานีหมอชิต วัดไผ่ตัน Btsสะพานควาย ทางออก 1 ซอยพหลโยธิน 11 กองบัญชาการตชด. Bts อารีย์ทางออก 3 ซอยพหลโยธิน 5,ซอยราชครู Bts สนามเป้า รพ.พญาไท 2 ซอยลือชา อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเกาะพหลโยธิน

5. สาย A3 ดอนเมือง - สวนลุมพินี (10 คัน)

อาคารผู้โดยสารดอนเมือง 1 ชั้น 1 สํานักงาน ป.ป.ส. ตรงข้ามซอยวัดตะพาน,ตรงข้ามโรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค ซอยรางน้ำ อินทราสแควร์ เซ็นทรัลเวิลด์ โรงพยาบาลตํารวจ Btsราชดําริ ตรงข้ามเอยูเอ ตรงข้ามสถานีตํารวจลุมพินี

6. สาย A4 ดอนเมือง - สนามหลวง (10 คัน)

อาคารผู้โดยสารดอนเมือง 1 ชั้น 1 โรงพยาบาลมิชชั่น,ตลาดมหานาค สํานักงานสถิติแห่งชาติ วัดแคนางเลิ้ง ตรงข้ามบริษัทเดินอากาศไทย(บดท.) อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย(ศึกษาภัณฑ์) กองสลาก วัดชนะสงคราม แยกบางลําพู ป้อมพระสุเมรุ พระอาทิตย์ โรงละครแห่งชาติ ท่าปล่อยรถสนามหลวง

7. สาย 510 มธ.รังสิต - อนุสาวรีย์ชัย (38 คัน)

อู่ธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ตลาดไทตรงข้าม มธ.ศูนย์รังสิต ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาคลองหลวง ตรงข้ามหมู่บ้านกฤษดานคร ตรงข้ามซอยรัตนะ โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี ตรงข้ามกอล์ฟแมนชั่น ตรงข้ามมหาวิทยาลัยกรุงเทพรังสิต โรงงานไก่เซ็นทราโกจำกัด สุเหร่าแก้วนิมิตร ตรงข้ามบุญถาวร รังสิต ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต เมเจอร์รังสิต โรงเรียนธัญบุรี ฟาร์มโชคชัย ตรงข้ามวัดประยูรจินดาราม พหลโยธิน 84 โรงพยาบาลแพทย์รังสิต เซียร์รังสิต อนุสรณ์สถาน โรงงานพรมไทยปิง หมู่บ้านพิพรพงษ์ 2,3,4 หมู่บ้านศุภลักษณ์บริษัทTTL ISUZU ฐานทัพอากาศ ตรงข้ามสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง ฝ่ายช่างท่าอากาศดอนเมือง ดอนเมือง(สำนักงานท่าอากาศยาน) ดอนเมือง (อาคารผู้โดยสาร 1-2) ดอนเมือง (อาคารผู้โดยสาร 3) ดอนเมือง(คลังสินค้า) ดอนเมือง (ช่องทาง ทดม.8) ร้านเจ้เล้ง คอตโต้ ฮีโน่มอเตอร์สเซลส์แยกหลักสี่(ศูนย์อะไหล่หลักสี่ซอย 2) หนังสือพิมพ์แนวหน้า โรงเรียนไผทอุดมศึกษา สโมรสตำรวจ ThaiPBS ซอยวิภาวดี 58 โรงแรมรามากาเด้นซ์ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ บริษัท ยาคูลท์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์การทางพิเศษบางเขน โรงพยาบาลวิภาวดี ถนนวิภาวดีรังสิต บริษัทโตโยต้า ซอยวิภาวดี 46 ซอยวิภาวดี 42 ตรงข้ามวัดเสมียน สถานีตำรวจวิภาวดี หนังสือพิมพ์บ้านเมือง สำนักงานเขตจตุจักร อาคารชินวัตร3 บริษัทตรีเพชร โรงเรียนหอวัง สนญ.ธ.ทหารไทย ตรงข้ามสวนจตุจักร กรมการขนส่งทางบก ซอยพหลโยธิน 18 ตรงข้ามวัดไผ่ตัน BTS สะพานควาย(ทางออก2) สถานีตำรวจบางซื่อ ซอยพหลโยธิน 8 ซอยสายลม BTS อารีย์(ทางออก4) ซอยราชครู ตรงข้ามซอยพหลโยธิน 5 ซอยพหลโยธิน 2 ซอยกาญจนาคม BTSสนามเป้า(ทางออก4) ททบ.5 ซอยลือชา ตรงข้ามซอยพหลโยธิน 1 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (เกาะพหลโยธิน)

8. สาย 59 รังสิต - สนามหลวง (5 คัน)

อู่รังสิตหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี โรงพยาบาลปทุมเวชเมเจอร์รังสิต โรงเรียนธัญบุรีฟาร์มโชคชัย ตรงข้ามวัดประยูรจินดารามพหลโยธิน 84 โรงพยาบาลแพทย์รังสิต เซียร์รังสิต อนุสรณ์สถานโรงงานพรมไทยปิง หมู่บ้านพิพรพงษ์ 2,3,4 หมู่บ้านศุภลักษณ์บริษัทTTL,ISUZU ฐานทัพอากาศ ตรงข้ามสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง ฝ่ายช่างท่าอากาศดอนเมือง ดอนเมือง(สำนักงานท่าอากาศยาน) ดอนเมือง (อาคารผู้โดยสาร 1-2) ดอนเมือง (อาคารผู้โดยสาร 3) ดอนเมือง(คลังสินค้า) ดอนเมือง (ช่องทาง ทดม.8) ร้านเจ้เล้ง คอตโต้ฮีโน่มอเตอร์สเซลส์ ธนาคารไทยพาณิชย์แจ้งวัฒนะ โรงเรียนเจริญผล จัสโก้แจ้งวัฒนะ,ตรงข้ามมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ตรงข้ามโรงเรียนสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุ การไฟฟ้าบางเขน,กรมทหารราบที่11(ประตู1) ตรงข้ามอู่บางเขน ตรงข้ามซอยพหลโยธิน 51 กรมทหารราบที่11(ประตู2) กรมทหารราบที่11(ประตู3) วัดบางบัว มหาวิทยาลัยศรีปทุม โรงเรียนสารวิทยากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก โรงแรมมารวย สำนักงานใหญ่ธกส. ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(ฝั่งพหลโยธิน) แยกเกษตร(พหลโยธิน34/2) รพ.เมโยโรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ ตรงข้ามเมเจอร์รัชโยธิน ตึกช้าง โรงเรียนสตรีวรนาถบางเขน กองปราบปรามเทสโก้โลตัส ลาดพร้าวตรงข้ามเซ็นทรัลลาดพร้าว สนญ.ธ.ทหารไทยตรงข้ามสวนจตุจักร (เฉพาะรถเข้าหมอชิต 2) ตรงข้ามสวนจตุจักร กรมการขนส่งทางบก ซอยพหลโยธิน 18 ตรงข้ามวัดไผ่ตัน BTS สะพานควาย(ทางออก2) สถานีตำรวจบางซื่อ ซอยพหลโยธิน 8,ซอยสายลมBTS อารีย์(ทางออก4) ซอยราชครู,ตรงข้ามซอยพหลโยธิน 5 ซอยพหลโยธิน 2,ซอยกาญจนาคม BTSสนามเป้า(ทางออก4)ททบ.5 ซอยลือชา,ตรงข้ามซอยพหลโยธิน 1 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (เกาะพญาไท) เซ็นจูรี่ กิ่งเพชร อุรุพงษ์ โรงพยาบาลมิชชั่น,มหานาคตรงข้ามสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตรงข้ามวัดแคนางเลิ้งบริษัทเดินอากาศไทย(บดท.) วัดราชนัดดา,ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย(ตรงข้ามศึกษาภัณฑ์) แยกคอกวัว ตรงข้ามกองสลาก ตรงข้ามกองสลากสนามหลวง(ศาลฎีกา) สนามหลวง(กรมศิลปากร) สนามหลวง(ม.ธรรมศาสตร์) ท่าปล่อยรถ สนามหลวง

9. สาย 503 รังสิต - สนามหลวง (4 คัน)

อู่รังสิต หมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี โรงพยาบาลปทุมเวช ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต เมเจอร์รังสิต โรงเรียนธัญบุรี ฟาร์มโชคชัย ตรงข้ามวัดประยูรจินดาราม พหลโยธิน 84 โรงพยาบาลแพทย์รังสิต เซียร์รังสิต แยกลำลูกกา กม.27 ซอยพหลโยธิน 62/2 แยก2-1 โรงพยาบาลบีแคร์เมดิคอลเซ็นเตอร์ หมู่บ้านการ์เด้นโฮม ซอยแอนเน็กซ์ กม.26 กม.25 พหลโยธิน 54/4 ประตูกรุงเทพ แยก คปอ. โรงเรียนนายเรืออากาศ หอประชุมกานตรัตน์ โรงเรียนฤทธิยะ สโมสรทหารอากาศ หอประชุมกองทัพอากาศ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช แยกท่าดินแดง ตรงข้ามโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ แยกวัดเกาะ สะพานใหม่ ตรงข้ามตลาดยิ่งเจริญ ซอยโชคดี 2 ตรงตลาดไชยณรงค์ บิ๊กซีสะพานใหม่ ตรงข้ามธนาคารกรุงไทย โรงพยาบาลเซ็นทรัล ซอยสายหยุด ธนาคารไทยพาณิชย์(พหลโยธิน46/1) หมู่บ้านฝนทอง เทสโก้โลตัสหลักสี่ บางเขน กรมทหารสื่อสารกองทัพบก การไฟฟ้าบางเขน กรมทหารราบที่11(ประตู1) ตรงข้ามอู่บางเขน ตรงข้ามซอยพหลโยธิน 51 กรมทหารราบที่11(ประตู2) กรมทหารราบที่11(ประตู3) วัดบางบัว มหาวิทยาลัยศรีปทุม โรงเรียนสารวิทยา กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก โรงแรมมารวย สำนักงานใหญ่ ธกส. ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(ฝั่งพหลโยธิน) แยกเกษตร(พหลโยธิน34/2) รพ.เมโย โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ ตรงข้ามเมเจอร์รัชโยธิน ตึกช้าง โรงเรียนสตรีวรนาถบางเขน กองปราบปราม เทสโก้โลตัสลาดพร้าว ตรงข้ามเซ็นทรัลลาดพร้าว สนญ.ธ.ทหารไทย ตรงข้ามสวนจตุจักร กรมการขนส่งทางบก ซอยพหลโยธิน 18 ตรงข้ามวัดไผ่ตัน BTS สะพานควาย(ทางออก2) สถานีตำรวจบางซื่อ ซอยพหลโยธิน 8 ซอยสายลม BTS อารีย์(ทางออก4) ซอยราชครู ตรงข้ามซอยพหลโยธิน 5 ซอยพหลโยธิน 2 ซอยกาญจนาคม BTS สนามเป้า(ทางออก4) ททบ.5 ซอยลือชา ตรงข้ามซอยพหลโยธิน 1 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ(เกาะพญาไท) โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย โรงเรียนอำนวยศิลป์ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท กรมทางหลวง(ถนนศรีอยุธยา) ตรงข้ามสวนจิตรลดา วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ลานพระรูปทรงม้า(ถนนศรีอยุธยาขาออก) กองทัพภาคที่ 1 ตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ ตรงข้ามองค์การสหประชาชาติ สนามมวยราชดำเนิน กระทรวงคมนาคม สถานีตำรวจนางเลิ้ง วัดราชนัดดา ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย(ตรงข้ามศึกษาภัณฑ์) แยกคอกวัว ตรงข้ามกองสลาก สนามหลวง(ศาลฎีกา) วัดพระแก้ว(ท่าช้าง) ท่ามหาราช ท่าพระจันทร์(ตรงข้ามวัดมหาธาตุ) สนามหลวง(ม.ธรรมศาสตร์)

10. สาย 522 รังสิต - อนุสาวรียชัยฯ (10 คัน)

อู่รังสิต หมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี ตลาดรังสิต ต่างระดับรังสิต ห้างฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ห้างเมเจอร์รังสิต ตลาดรังสิต เวทีมวยรังสิต โรงพยาบาลธัญญารักษ์ ห้างแมคโครรังสิต กรมบังคับคดี (ธัญบุรี) อู่โชคชัย โรงพยาบาลแพทย์รังสิต ตลาดสี่มุมเมือง ห้างเซียร์รังสิต อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สนามกีฬาธูปเตมีย์ แยกลำลูกกา โรงพยาบาลบีแคร์ แยกถนนจันทรุเบกษา-พหลโยธิน โรงเรียนนายเรืออากาศ พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ กรมแพทย์ทหารอากาศ วิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ โรงพยาบาลภูมิพล โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ โรงเรียนจ่าอากาศดอนเมือง การไฟฟ้าสะพานใหม่ แยกพหลโยธิน ซอย 52 ตลาดยิ่งเจริญ ตลาดสะพานใหม่ ห้างบิ๊กซีสะพานใหม่ พหลโยธิน ซอย 50 สำนักงานไปรษณีย์สะพานใหม่ พหลโยธิน ซอย 69 โรงพยาบาลตากรุงเทพ หมู่บ้านฝนทองนิเวศน์ โรงเรียนประสาทวิทยา ห้างโลตัสหลักสี่ สถานีตำรวจบางเขน อนุสาวรีย์ชัยหลักสี่ สถานีตำรวจบางเขน ศูนย์เยาวชนบางเขน วัดพระศรีมหาธาตุ พหลโยธิน ซอย 53 พหลโยธิน ซอย 51 สวนอาหารบางบัว (พหลโยธิน) กรมทางหลวงชนบท โรงเรียนปราโมชวิทยาทาน ท่าเรือบางบัว พหลโยธิน ซอย 49/1 โรงเรียนบางบัว มหาวิทยาลัยศรีปทุม โรงเรียนสารวิทยา พหลโยธิน ซอย 47 กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก กรมป่าไม้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โรงแรมมารวยการ์เด้น สภาวิจัยแห่งชาติ สำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พหลโยธิน) แยกเกษตร โรงเรียนอนุบาลสิริกานต์ โรงเรียนเรืองปัญญา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (งามวงศ์วาน) โรงพยาบาลวิภาวดี แยกบางเขน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เรือนจำกลางคลองเปรม ตลาดพงษ์เพชร แยกพงษ์เพชร ห้างโลตัสงามวงศ์วาน (งามวงศ์วาน) โรงพยาลนนทเวช (งามวงศ์วาน) ห้างเดอะมอลล์งามวงศ์วาน ห้างพันธ์ทิพย์พลาซ่างามวงศ์วาน ต่างระดับงามวงศ์วาน งามวงศ์วาน (ด่านทางด่วน) คลองประปา 2 (ด่านทางด่วน) กรมโยธาธิการ สำนักงานการประปาแม้นศรี แยกโรงกรองน้ำ โรงกรองน้ำสามเสน ซอยสวนเงิน บ้านราชวิถี (พระราม 6) สภาสังคมสงเคราะห์ (พระราม 6) แยกตึกชัย โรงเรียนสอนคนตาบอด วิทยาลัยแพทย์พระมงกุฏ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน โรงพยาบาลพระมงกุฎ โรงพยาบาลเด็ก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ สถาบันโรคผิวหนัง ราชวิถี ซอย 16 ราชวิถี ซอย 14 โรงพยาบาลราชวิถี ราชวิถี ซอย 12 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

11. สาย 26 มีนบุรี - อนุสาวรีย์ชัยฯ (30 คัน)

อู่มีนบุรี หน้าร้านทองมีนบุรี โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 แยกมีนบุรี ตรงข้ามตะเกียง,ปั้มบางจาก ตรงข้าม รร.เศรษฐบุตรบำเพ็ญรามอินทรา 86 หม่อมเจ้าสง่างามฯ ตรงข้ามรามอินทรา 115 ตรงข้ามพระยาสุเรนทร์ ซอยรามอินทรา74,หมู่บ้านรังสิยาวิทยาลัยทักษิณา(ไทยสุริยะเก่า) ตรงข้ามโรงพยาบาลนพรัตน์ ฮ้อปูดอง ธนาคารไทยพาณิชย์รามอินทรา ตรงข้ามแฟชั่นไอส์แลนด์ ตรงข้ามอำนวยเภสัช ซอยชื่นกมล,ตรงข้ามศูนย์โตโยต้าชัวร์ โรงพยาบาลสินแพทย์ ซอยรามอินทรา 46 ตรงข้ามซอยรามอินทรา 69กม.7 รามอินทรา(ขาเข้า) ซอยนวลจันทร์ โรงเรียนสายอักษรกม.6 ตรงข้ามหมู่บ้านสวัสดิการทหารบกวัชรพล ตรงข้ามกองบินตำรวจซอยมัยลาภ(รามอินทราซอย16) ตรงข้ามตลาดกม.4 ตรงข้ามหมู่บ้านเกาหลี บิ๊กซีรามอินทราแยกลาดปลาเค้า(ศูนย์การค้ารามอินทรา) สนามมวยลุมพินีรามอินทรา ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก สนามกอล์ ตรงข้ามเซ็นทรัลรามอินทรา ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกริก การไฟฟ้าบางเขน,กรมทหารราบที่11(ประตู1) ตรงข้ามอู่บางเขน ตรงข้ามซอยพหลโยธิน 51 กรมทหารราบที่11(ประตู2) กรมทหารราบที่11(ประตู3) วัดบางบัว มหาวิทยาลัยศรีปทุม โรงเรียนสารวิทยา กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก โรงแรมมารวย สำนักงานใหญ่ธกส.ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(ฝั่งพหลโยธิน) แยกเกษตร(พหลโยธิน34/2) รพ.เมโยโรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ ตรงข้ามเมเจอร์รัชโยธิน ตึกช้างโรงเรียนสตรีวรนาถบางเขน กองปราบปราม เทสโก้โลตัสลาดพร้าว ตรงข้ามเซ็นทรัลลาดพร้าว สนญ.ธ.ทหารไทย ตรงข้ามสวนจตุจักร กรมการขนส่งทางบก ซอยพหลโยธิน 18 ตรงข้ามวัดไผ่ตัน BTS สะพานควาย(ทางออก2) สถานีตำรวจบางซื่อ ซอยพหลโยธิน 8,ซอยสายลม BTS อารีย์(ทางออก4) ซอยราชครู,ตรงข้ามซอยพหลโยธิน 5 ซอยพหลโยธิน 2,ซอยกาญจนาคม BTSสนามเป้า(ทางออก4)ททบ.5 ซอยลือชา,ตรงข้ามซอยพหลโยธิน 1 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (เกาะพหลโยธิน)

12. สาย 514 มีนบุรี - รัชดา - สีลม (25 คัน)

อู่มีนบุรี ตลาดมีนบุรี(ตลาดสด) สำนักงานเขตมีนบุรี สำนักงานที่ดินมีนบุรี,ศาลจังหวัดมีนบุรี สถานีตำรวจมีนบุรี การสื่อสารโทรคมนาคมมีนบุรี แยกสุวินทวงศ์-รามคำแหง,การไฟฟ้านครหลวงเขตมีนบุรี ตรงข้ามการประปามีนบุรี เอสซีจีโฮมโซลูชั่น,แยกรามคำแหง-ร่มเกล้าหมู่บ้านรุ่งนภา 2 เตหะชุมชนรามคำแหง หมู่บ้านรินทร์ทอง ตรงข้ามซอยรามคำแหง 199 หน้าหมู่บ้านเบญจรงค์ โรงเรียนเทพอักษร กรมสรรพากรพื้นที่ 11 อู่มีนบุรีตลาดมีนบุรี(ตลาดสด) สำนักงานเขตมีนบุรี สำนักงานที่ดินมีนบุรี,ศาลจังหวัดมีนบุรี สถานีตำรวจมีนบุรี การสื่อสารโทรคมนาคมมีนบุรี แยกสุวินทวงศ์-รามคำแหง,การไฟฟ้านครหลวงเขตมีนบุรี ตรงข้ามการประปามีนบุรี เอสซีจีโฮมโซลูชั่น,แยกรามคำแหง-ร่มเกล้าหมู่บ้านรุ่งนภา เตหะชุมชนรามคำแหง หมู่บ้านรินทร์ทอง ตรงข้ามซอยรามคำแหง 199 หน้าหมู่บ้านเบญจรงค์ โรงเรียนเทพอักษร กรมสรรพากรพื้นที่ 11 หมู่บ้านธรากร ซอยรามคำแหง 162 บริษัท มิสทีนหมู่บ้านปรีชา 2(รามคำแหง159/1) คลองจั่นวิลล่า 7 หมู่บ้านธารารมณ์ โรงเรียนเตรียมอุดมน้อมเกล้า คลองจั่นวิลล่า 4 หมู่บ้านเกศรี 2 ตรงข้ามซอยรามคำแหง 151/1 หมู่บ้านพฤษชาติ หมู่บ้านสัมมากร โรงพยาบาลการุณเวช(ถนนรามคำแหง) หมู่บ้านชวนชื่นหมู่บ้านฐิติพร 1 หมู่บ้านรุ่งกิจ ตรงข้ามหมู่บ้านเดชา 2 ศูนย์เกียรามคำแหง,ตรงข้ามซอยรามคำแหง 123 ศูนย์อีซูซุรามคำแหง แยกบ้านม้า(รามคำแหงขาเข้า) ซอยรามคำแหง 68 ตรงข้ามวัดศรีบุญเรือง บริษัทแอมเวย์(เก่า) บางกะปิคอนโด(แยกสวนสน) (รามคำแหง60/1)เดอะมอลล์บางกะปิ แม็คโครลาดพร้าว,ตะวันนา2 ตรงข้ามโรงพยาบาลเวชธานี ซอยลาดพร้าว 130/1,ตรงข้ามวิสุทธานี ตรงข้ามซอยลาดพร้าว 101 ซอยลาดพร้าว 122 ตรงข้ามโรงพยาบาลลาดพร้าว ตรงข้ามฟู้ดแลนด์ ซอยลาดพร้าว 114,โรงเรียนบางกอกศึกษาโรงเรียนบางกอกศึกษา(ลาดพร้าว112) ตรงข้ามสำนักงานเขตวังทองหลาง ตรงข้ามอิมพิเรียลลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 92 ตรงข้ามซอยลาดพร้าว 71 ซอยลาดพร้าว 80 ตรงข้ามไปรษณีย์ลาดพร้าว(ลาดพร้าว72) ซอยลาดพร้าว64,ตรงข้ามศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ กรมแผนที่ทหาร ตรงข้ามตลาดโชคชัย 4,ซอยลาดพร้าว 58 ตรงข้ามตลาดสะพาน 2 โรงเรียนพิบูลย์อุปถัมภ์ ซอยลาดพร้าว 42 ซอยลาดพร้าว 40,ศิริชัยไก่ย่างซอยลาดพร้าว 34 ตรงข้ามบ้านกลางเมือง ลาดพร้าว MRT รัชดาฯ,โอลิมเปีย ตรงข้ามโรงเรียนปัญจทรัพย์ MRT สุทธิสาร,ตรงข้ามสถานีตำรวจสุทธิสาร บริษัทเมืองไทยภัทร ซอยรัชดาภิเษก 14 MRT ห้วยขวาง โรงแรมเลอคองคอร์ด รร.เตรียมอุดมฯ รัชดา ตรงข้ามบิ๊กซีรัชดาภิเษก ตรงข้ามเอสพลานาดรัชดาภิเษก ตรงข้ามสถานทูตจีน เซ็นทรัลพระราม 9 ตรงข้ามซอยโพธิ์ปั้น ตรงข้ามตลาดขวัญพัฒนา โบสถ์แม่พระฟาติมา แฟลตดินแดง(ป้าย1) แฟลตดินแดง(ป้าย2) ตลาดศรีวานิช ตรงข้ามซอยรางน้ำ ตรงข้ามอินทราสแควร์ ประตูน้ำ บิ๊กซีราชดำริ เพนนินซูล่าพลาซ่า BTS ราชดำริ(ทางออก2) สถาบันสอนภาษา AUA สวนลุมพินี(ฝั่งราชดำริป้าย2) ซีพีทาวเวอร์ แยกนรารมย์ วัดแขก ซอยสีลม 19

13. สาย 60 สวนสยาม - ปากคลองตลาด (30 คัน)

อู่สวนสยาม ซอยสวนสยาม 11 ตรงข้ามซอยสวนสยาม 9 ซอยสวนสยาม 20 ตรงข้ามสวนสยาม ซอยสวนสยาม 16 ซอยสวนสยาม 14 ซอยสวนสยาม 8 แยกสวนสยาม โรงพยาบาลรัตนราชธานี หมู่บ้านเอกบุรี รามอินทรา ซอย 68 หมู่บ้านรังสิยา สำนักงานเขตคันนายาว ห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา กม. 10 รามอินทรา ซอย 62 รามอินทรา ซอย 60 รามอินทรา ซอย 58 การเคหะแห่งชาติ โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา ซอย 52 แยกรามอินทรา กม. 8 ซอยอมรวิวัฒน์ สำนักงานไปรษณีย์จรเข้บัว ซอยสิงหเสนีย์ หมู่บ้านอัมรินทร์ 2 โรงพยาบาลศรีสยาม ห้างโลตัสนวมินทร์ หมู่บ้านศรีนคร 2 ห้างจัสโก้สุขาภิบาล 1 โรงเรียนเบญจมินทร์ หมู่บ้านนพรัตน์ หมู่บ้านปัฐวิกรณ์ แยกนวมินทร์-เกษตรนวมินทร์ หมู่บ้านธนะสิน หมู่บ้านสามัคคี วัดบางเตย หมู่บ้านสินธานี 1 สันติอโศก ตลาดอินทรารักษ์ หมู่บ้านปรีชา 2 (นวมินทร์) หมู่บ้านศรีนคร 1 หมู่บ้านวังทองเฮ้าส์ แยกคลองพังพวย แยกศรีบูรพา-นวมินทร์ ตรงข้ามซอยศรีบูรพา 5 ตรงข้ามซอยศรีบูรพา 8 การ์เด้น ตรงข้ามซอยศรีบูรพา 15 ครัวประมง ตรงข้ามซอยศรีบูรพา 21 แยกนิด้า มหาวิทยาลัยนิด้า เสรีไทย ซอย 7 วัดศรีบุญเรือง (เสรีไทย) สำนักงานไปรษณีย์คลองจั่น แยกบางกะปิ ตลาดบางกะปิ ลาดพร้าว ซอย 150 ลาดพร้าว ซอย 148 ลาดพร้าว ซอย 146 แยกลาดพร้าว-ศรีนครินทร์ อาคารสมประสงค์ แยกลำสาลี ห้างเดอะมอลล์บางกะปิ (รามคำแหง) ลุมพินีวิลล์ (รามคำแหง 44) โรงพยาบาลรามคำแหง บริษัทไทยน้ำทิพย์รามคำแหง รามคำแหง ซอย 81 บริษัทโอสถสภา (รามคำแหง) รามคำแหง ซอย 77 สถานีตำรวจหัวหมาก แยกซอยมหาดไทย-รามคำแหง รามคำแหง ซอย 61 รามคำแหง ซอย 59 รามคำแหง ซอย 37 มหาวิทยาลัยรามคำแหง โรงเรียนวัดเทพลีลา แยกวัดเทพลีลา-รามคำแหง แยกรามคำแหง ซอย 24 ห้างบิ๊กซีรามคำแหง ห้างเมเจอร์รามคำแหง สำนักงานไปรษณีย์หัวหมาก ห้างเดอะมอลล์รามคำแหง ห้างฟู้ดแลนด์รามคำแหง รามคำแหง ซอย 7 แยกรามคำแหง รามคำแหง ซอย 5 รามคำแหง ซอย 3 อาคารเอ็มโก้ รามคำแหง ซอย 1 โรงแรมนาซ่าลาสเวกัส สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ รามคำแหง ยูเอ็มทาวเวอร์ (รามคำแหง) แยกคลองตัน ท่าเรือคลองตัน แยกเพชรพระราม-เพชรบุรี เมรี อาบอบนวด ห้างฟู้ดแลนด์เพชรบุรี แยกเอกมัย-เพชรบุรี สถานีรถไฟคลองตัน อาคารร่วมทุนพัฒนา ตึกชาญอิสระ 2 ยูเนียนทาวเวอร์ แยกทองหล่อ (ปลายซอย) สถานีรถไฟมักกะสัน แยกซอยศูนย์วิจัย-เพชรบุรี นิวฮาวาย อาบอบนวด บางกอกโคซี่ อาบอบนวด สำนักงานไปรษณีย์เพชรบุรีตัดใหม่ บางกอกทาวเวอร์ RCA (เพชรบุรี) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน วัดใหม่ช่องลม ตึกอิตาเลียน-ไทย แยกพร้อมพงษ์ สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ อามารี เอเทรียม แยกเพชรอุทัย-เพชรบุรี โรงแรมสยาม โมนาลิซ่า อาบอบนวด มหาวิทยาลัย มศว. ประสานมิตร (เพชรบุรี) สถานีรถไฟฟ้า รฟม. เพชรบุรี แยกอโศก-เพชรบุรี โรงเรียนเซนต์ดอมินิก โรงแรมรอยัลปริ๊นซ์โฮเต็ล นิคมมักกะสัน วัดมักกะสัน ห้างเมโทร ประตูน้ำคอมเพล็กซ์ ห้างพันธ์ทิพย์พลาซ่า โรงเรียนกรุงเทพการบัญชี กิ่งเพชร แยกอุรุพงษ์ โรงพยาบาลมิชชั่น แยกสะพานขาว การบินไทยหลานหลวง ศูนย์เบ็นซ์ราชดำเนิน กระทรวงยุติธรรม (ราชดำเนิน) กระทรวงกลาโหม วังสราญรมณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ปากคลองตลาด

14. สาย 168 สวนสยาม - พระราม 9 - อนุสาวรีย์ชัยฯ (25 คัน)

อู่สวนสยาม ซอยสวนสยาม 11,คริสจักรนาซารีน ตรงข้ามโรงเรียนอนุบาลสวนสยาม สรรพากรบึงกุ่ม,ตรงข้ามสวนสยาม ซอยสวนสยาม 16 ซอยสวนสยาม 12(ซอยเก้าเเสน) ซอยสวนสยาม 6 ภัตตาคารชายทะเลจันทร์เพ็ญ สาขารามอินทรา ครัวแมกไม้ พระยาสุเรนทร์รามอินทรา 117 หมู่บ้านสินธานี 2 ร้านอาหารแพน้ำ รร.เศรษฐบุตรบำเพ็ญ แยกมีนบุรี,ซอยตะเกียง วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี จตุจักร 2 มีนบุรี สำนักงานเขตมีนบุรีสำนักงานที่ดินมีนบุรี,ศาลจังหวัดมีนบุรี สถานีตำรวจมีนบุรี การสื่อสารโทรคมนาคมมีนบุรี แยกสุวินทวงศ์-รามคำแหง,การไฟฟ้านครหลวงเขตมีนบุรี ตรงข้ามการประปามีนบุรี แยกร่มเกล้า(บิ๊กซีร่มเกล้า) หมู่บ้านรุ่งนภา 2 เคหะชุมชนรามคำแหง หมู่บ้านรินทร์ทองตรงข้ามซอยรามคำแหง 199 หน้าหมู่บ้านเบญจรงค์ โรงเรียนเทพอักษร กรมสรรพากรพื้นที่ 11 หมู่บ้านธรากรบริษัท มิสทีนซอยรามคำแหง 162 หมู่บ้านปรีชา 2(รามคำแหง159/1)คลองจั่นวิลล่า 7หมู่บ้านธารารมณ์โรงเรียนเตรียมอุดมน้อมเกล้าคลองจั่นวิลล่า 4หมู่บ้านเกศรี 2ตรงข้ามซอยรามคำแหง 151/1หมู่บ้านพฤษชาติหมู่บ้านสัมมากรโรงพยาบาลการุณเวช(ถนนรามคำแหง) หมู่บ้านชวนชื่น หมู่บ้านฐิติพร 1 หมู่บ้านรุ่งกิจ ศูนย์อีซูซุรามคำแหง แยกบ้านม้า(รามคำแหงขาเข้า) ซอยรามคำแหง 68 ตรงข้ามวัดศรีบุญเรือง บริษัทแอมเวย์(เก่า) บางกะปิคอนโด(แยกสวนสน) (รามคำแหง60/1) โรงพยาบาลรามคำแหง บริษัทไทยน้ำทิพย์รามคำแหง สถานีตำรวจหัวหมาก,สนามกีฬาหัวหมาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง อาคารเศรษฐศาตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง เดอะมอลล์รามคำแหง 2 แยกถนนพระราม 9 ตรงข้ามศูนย์โตโยต้าพระราม 9 วิลล่าคาเฟ่ โรงพยาบาลปิยะเวช(ถนนพระราม 9 ขาออก) ตรงข้ามสำนักผังเมือง แยก อ.ส.ม.ท.,พระราม 9 ซอย 4 ตรงข้ามซอยโพธิ์ปั้น ตรงข้ามตลาดขวัญพัฒนา โบสถ์แม่พระฟาติมาแฟลตดินแดง(ป้าย2) ตรงข้าม รร.พิบูลประชาสรรค์ ตลาดศรีวานิช สวนสันติภาพ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (เกาะดินแดง)

15. สาย ปอ.23 ปากน้ำ - เทเวศน์ (15 คัน)

ท่าปล่อยรถ ช้างเอราวัณ วัดไตร,พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ฮิตาชิ,โตโยต้า ปั้มน้ำมัน ปตท.(ตรงข้ามซอยอภิชาติ) ปู่เจ้า,ตรงข้ามบิ๊กซีสำโรง(ตรงข้ามบิ๊กซีจัมโบอู่สำโรงเดิม) ตลาดสำโรง ตรงข้ามสุขุมวิท 111 ซอยสันติคาม(ธ.นครหลวงไทย) ซอยโปษยานนท์ BTS แบริ่ง,ลาซาล หมู่บ้านนภาลัย รพ.มนารมย์ ตรงข้ามกรมอุตุนิยมวิทยา,BTS บางนา แยกบางนา(ขึ้นทางด่วน) เมโทร แยกประตูน้ำพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำรร.กรุงเทพการบัญชี กิ่งเพชรอุรุพงษ์ โรงพยาบาลมิชชั่น ตรงข้ามสนามม้านางเลิ้ง วิทยาเขตพณิชยการ พระนครทำเนียบรัฐบาล วังแดง ตลาดเทเวศร์ ท่าปล่อยรถ เทเวศร์

16. สาย 102 ปากน้ำ - สาธุประดิษฐ์ (15 คัน)

ถนนอมรเดช ตลาดปากน้ำ ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ ฝั่งขาเข้าโรงเรียนนายเรือสมุทรปราการ โรงเรียนนายเรือ,ตรงข้ามไปรษณีย์ปากน้ำ วัดบางนางเกรง ตรงข้ามซอยนารถสุนทร ตรงข้ามโรงนม สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสมุทรปราการ โค้งเกริกเก่าวัดไตร,พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ฮิตาชิ,โตโยต้าปู่เจ้า,ตรงข้ามบิ๊กซีสำโรง(ตรงข้ามบิ๊กซีจัมโบอู่สำโรงเดิม) ตลาดสำโรง ตรงข้ามสุขุมวิท 111 ซอยสันติคาม(ธ.นครหลวงไทย) ซอยโปษยานนท์ BTS แบริ่ง,ลาซาลหมู่บ้านนภาลัย รพ.มนารมย์ ตรงข้ามกรมอุตุนิยมวิทยา,BTS บางนา แยกบางนา(ขึ้นทางด่วน) ท่าปล่อยรถ ท่าเรือคลองเตย การท่าเรือแห่งประเทศไทย ตรงข้ามเขตการเดินรถที่4 สนามกีฬาการท่าเรือบริษัท ล็อกซเล่ย์ ซอยหมู่บ้านคลองเตย อาคารเอื้ออมรสุข,ซอยอมรศุภาลัยพริมารีวา เทสโก้โลตัสพระราม3(ฝั่งรัชดาภิเษก) อาคารปัญจธานี ใต้ทางด่วนสาธุประดิษฐ์ เซ็นทรัลพระราม 3 อู่สาธุประดิษฐ์

17. สาย 142 ปากน้ำ - แสมดำ (20 คัน)

อู่แสมดำ คลองระหาญ ซอยโฟร์โมสพระราม 2 ซอย 86 บางกระดี่(ถนนพระราม2ขาเข้า) อมรชัย 4 หมู่บ้านพระราม 2 สะแกงาม เคหะธนบุรี(บิ๊กซีการเคหะพระราม2) โรงพยาบาลพระราม 2 การเคหะแห่งชาติบางขุนเทียน แยกหัวกระบือ สำนักงานเขตบางขุนเทียน เซ็นทรัลพระราม 2 วัดกำแพง(ถนนพระราม2ขาเข้า) ศาลเจ้าแม่งู วัดกก สถานีตำรวจบางมด สมาคมฮินแหน่นแห่งประเทศไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์วัดสีสุก จันทร์พริ้ง ศูนย์โตโยต้า(ตรงข้ามซอยวัดพุทธบูชา) โรงพยาบาลบางปะกอก9อินเตอร์เนชั่นแนล โพธิ์ทอง(ใต้ทางด่วนด่านดาวคะนอง) ตรงข้ามสำนักงานเขตจอมทอง บิ๊กซีบางประกอก วัดบางปะกอก ตรงข้ามซอยอนามัย โรงพยาบาลบางปะกอก1 ตลาดบางปะกอก ตรงข้ามวัดสารอด แยกประชาอุทิศ ตรงข้ามวัดสน ซอยเด็กกรำพร้า สุขสวัสดิ์ กม.9 (ขึ้นทางด่วน) แยกบางนา(ลงทางด่วน) BTS บางนา,กรมอุตุวิทยาหมู่บ้านนภาลัย BTS แบริ่ง(ซอยลาซาล) ซอยแบริ่ง ซอยสันติคาม(สุขุมวิท109) ตลาดธรรมสาโรจน์ ตรงข้ามอิมพิเรียลสำโรง(ตลาดสำโรง) บิ๊กซีสำโรง(บิ๊กซีจัมโบ้) (อู่สำโรงเก่า)ซอยสุขุมวิท 115 (ซอยอภิชาติ) เนชั่นแนล วัดไตรโค้ง เกริกอุดมเดช(กศน.) โรงนมนารถสุนทร(โรงเรียนพร้านีลวัชระ) วัดบางนางเกรง,โรงพยาบาลยุวประสาท ไปรษณีย์ปากน้ำ ซอยบุญศิริ ตรงข้ามโรงเรียนสารพัดช่างสมุทรปราการ,สองแถว36 สนง.สรรพากรสมุทรปราการ 1 วัดพิชัยสงคราม ศาลหลักเมืองปากน้ำ วงเวียนท้ายบ้าน ซอยสายลวด 3 ธนาคารกรุงเทพ(ถนนสายลวด) หน้าฟาร์มจรเข้ อู่ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ

18. สาย 511 ปากน้ำ - สายใต้ใหม่ (15 คัน)

อู่ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ ป้ายหน้าฟาร์มจรเข้ มูลนิธิวัยวัฒนานิวาส อู่สายลวด ธนาคารกรุงเทพ(ถนนสายลวด) โรงพยาบาลสัตว์ปากน้ำ ว.อะกาลิโก โรงพยาบาลสมุทรปราการ วงเวียนท้ายบ้าน (ตรงข้าม)ตลาดปากน้ำ ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ ฝั่งขาเข้าโรงเรียนสารพัดช่างสมุทรปราการ โรงเรียนนายเรือสมุทรปราการ โรงเรียนนายเรือ,ตรงข้ามไปรษณีย์ปากน้ำ วัดบางนางเกรง ตรงข้ามซอยนารถสุนทร ตรงข้ามโรงนมสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสมุทรปราการ โค้งเกริกเก่าวัดไตร,พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ฮิตาชิ,โตโยต้า ปั้มน้ำมัน ปตท.(ตรงข้ามซอยอภิชาติ) ปู่เจ้า,ตรงข้ามบิ๊กซีสำโรง(ตรงข้ามบิ๊กซีจัมโบอู่สำโรงเดิม) ตรงข้ามอิมพิเรียลสำโรง(ตลาดสำโรง) ตลาดสำโรงตรงข้ามสุขุมวิท 111 ตลาดธรรมสาโรจน์ ซอยสันติคาม(ธ.นครหลวงไทย) ซอยโปษยานนท์ BTS แบริ่ง,ลาซาลหมู่บ้านนภาลัย รพ.มนารมย์ตรงข้ามกรมอุตุนิยมวิทยา,BTS บางนา แยกบางนา(ขึ้นทางด่วน) แยกบางนา(ขาเข้า) โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 2 BTS อุดมสุข(ทางออก 4) BTS อุดมสุขปณ.อุดมสุข วชิรธรรมสาธิต(ตรงข้ามสุขุมวิท 101/1) BTS ปุณณวิถี(ทางออก 4) BTS ปุณณวิถี(ทางออก 2) ซอยสุขุมวิท 62/1 สุขุมวิท62 แยก4-6 สุขุมวิท62 แยก8 เมโทรแยกประตูน้ำ พันธุ์ทิพย์ประตูน้ำ รร.กรุงเทพการบัญชี กิ่งเพชรอุรุพงษ์ โรงพยาบาลมิชชั่น,มหานาคตรงข้ามสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตรงข้ามวัดแคนางเลิ้ง บริษัทเดินอากาศไทย(บดท.) วัดราชนัดดา,ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย(ตรงข้ามศึกษาภัณฑ์) ตรงข้ามกองสลาก สะพานพระปิ่นเกล้า(ขาออก) ตรงข้ามพาต้าปิ่นเกล้า เทสโกโลตัสปิ่นเกล้า เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ตรงข้ามคอนโดลุมพินีปิ่นเกล้า โรงพยาบาลเจ้าพระยา(ซอยรุ่งประชา) โรงพยาบาล หู ตา คอ จมูก ก่อนถึงสายใต้ไหม่ ซอยบรมราชชนนี 35 ซอยบรมราชชนนี 45 ซีด้าร์แมนชั่น สถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน ต่างระดับราชพฤกษ์-บรมราชชนนี ศาลแขวงดุสิต สำนักงานอัยการจังหวัดตลิ่งชัน โรงเรียนโพธิสาร(ซอยวัดมะกอก) หมู่บ้านเปี่ยมรัก ท่าปล่อยรถ สายใต้ใหม่ (ตลิ่งชัน)

19. สาย 145 ท่ากระสา(บ่อดิน) - หมอชิต 2 (30 คัน) 

อู่หมอชิต 2 สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เจเจมอลล์  ตลาดนัดจตุจักร(ประตู1) สวนจตุจักร ตรงข้าม ธนาคารทหารไทย (สำนักงานใหญ่) พหลโยธิน(ทางออก3) แยกลาดพร้าว(ซอยลาดพร้าว 1) ตรงข้ามสงวนซาวต์ออโต้แคร์ ตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ บิ๊กซีลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 15,ตรงข้ามซอยลาดพร้าว 20 Mrt ลาดพร้าว แยกลาดพร้าว-รัชดา(ซอยลาดพร้าว 25) ซอยลาดพร้าว 31,ตรงข้ามซอยลาดพร้าว 40 ซอยภาวนาลาดพร้าว 41 ซอยลาดพร้าว 41/1  ตรงข้ามโรงเรียนพิบูลย์อุปถัมภ์ ลาดพร้าวสะพาน 2 สถานีตำรวจโชคชัย โชคชัย 4 ตรงข้ามโรงเรียนถนอมพิศ ศึกษาภัณฑ์ลาดพร้าว ไปรษณีย์ลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 76,ตรงข้ามซอยลาดพร้าว 80 ตรงข้ามแกรนด์วิลเลจ ซอยลาดพร้าว 79,ตรงข้ามแมงป่อง อิมพิเรียลลาดพร้าว สำนักงานเขตวังทองหลาง ตรงข้ามโรงเรียนบางกอกศึกษา ซอยลาดพร้าว 93 ฟู้ดแลนด์ โรงพยาบาลลาดพร้าว โรงเรียนภาษาอังกฤษสันติ  ร้านอาหารทิพวรรณ ซอยลาดพร้าว 101 โรงเรียนเตรียมศึกษาบางกะปิ ซอยลาดพร้าว 107 เวชธานี ซอยลาดพร้าว 111 เอ็นมาร์คพลาซ่า(น้อมจิตต์) แยกลำสาลี(ถนนศรีนครินทร์ขาออก) ซอยโรงงาน,ปั้มน้ำมัน ป.ต.ท. ตรงข้ามบริษัท กรีนสปอร์ต แยกกรุงเทพกรีฑา,หมู่บ้านนักกีฬา ซอยลำสาลี 2 อาคารยูทาวเวอร์ (รพ.สมิติเวช (ศรีนครินทร์)) สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์หัวหมาก แยกพัฒนาการ(ถนนศรีนครินทร์ขาออก) โมเดอร์ฟอร์ม,อาคารจิตรวรนันท์ ธัญญาพาร์ค ไก่ย่างน้อมจิตต์,ตรงข้ามซอยอนามัย(ศรีนครินทร์ 24) แยกสวนหลวง ตรงข้ามมัสยิดดารุ่ลอมีน(สุเหร่าอ่อนนุช) ศรีนครินทร์ซอย45,ตรงข้ามหมู่บ้านมิตรภาพ  โรงแรมดุสิตปริ๊นเซสศรีนครินทร์ ซีคอนสแควร์ ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ พาราไดซ์พาร์ค สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาพระโขนง สำนักงานประกันสังคมพื้นที่8 อุดมสุข 1 อุดมสุข 2,ซอยศรีนครินทร์ 63 โรงแรมโนโวเทลกรุงเทพบางนา ซอยลาซาล(ออกเมือง) บิ๊กซีศรีนครินทร์ ซอยศรีด่าน 14(หมู่บ้านลัดดาวัลย์) สำนักงานบริการลูกค้าดีแทคศรีนครินทร์(ดีแทค) เอกไพลิน ฟูดแลนด์ (ศรีนครินทร์) ตรงข้ามด่านสำโรง แยกเทพารักษ์ สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรปราการ ตรงข้ามเทสโก้โลตัสศรีนครินทร์ หมู่บ้านนครทอง,หมู่บ้านนันทวันศรีนครินทร์(ตรงข้ามสมพงษ์หมูกะทะ) ตรงข้ามดีดีพลาซ่า หมู่บ้านมัณฑนา ตรงข้ามคอนโดรินทอง (ถนนศรีนครินทร์)  สวนอาหารสมพงษ์ ร้านอาหารชายป่า โรงพยาบาลเปาโล(ถนนศรีนครินทร์ขาออก) แยกการไฟฟ้านครหลวง เขตสมุทรปราการ ตรงข้ามโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ โรงพยาบาลเมืองสมุทร สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ วัดพิชัยสงคราม ศาลหลักเมืองปากน้ำ วงเวียนท้ายบ้าน โรงพยาบาลสัตว์ปากน้ำว.อะกาลิโก ตรงข้ามโรงพยาบาลสมุทรปราการ ซอยสายลวด 3 ธนาคารกรุงเทพ(ถนนสายลวด) บิ๊กซีสมุทรปราการ ซอย เทศบาลบางปู 26 ตรงข้ามอู่แพรกษา หมู่บ้านศิวะนคร หมู่บ้านบดิพัฒน์ อู่บ่อดิน

20. สาย 20 ป้อมพระจุลฯ - ท่าน้ำดินแดง (15 คัน)

โรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์ สามแยกเจดีย์คริสตจักรเอเมน ตรงข้ามซอยหมู่บ้านสุขสวัสดิ์ ซอยร่มเย็น ซอยท่าทราย ซอยปริ้น ซอยเคเบิ้ล วัดคู่สร้าง(ถนนสุขสวัสดิ์ขาเข้า) วัดชังเรือง วัดชมนิมิตร โรงเรียนราชประชา อู่พระประแดง (ราชประชา) ศูนย์อีซูซุ(ตรงข้ามซอยอายิโนโมโต๊ะ) ซอยสุขสวัสดิ์ 64 หมู่บ้านวัชราภรณ์ แยกพระประแดง เมเจอร์พระประแดง(ต่างระดับวงแหวนอุตสาหกรรม) ตรงข้ามซอยวัดรวก ตรงข้ามวัดสน ซอยเด็กกรำพร้า สุขสวัสดิ์ กม.9 วัดสารอด ตรงข้ามตลาดบางปะกอก ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ซอยอนามัย(สุขสวัสดิ์ 32) ตรงข้ามวัดบางปะกอก ตรงข้ามบิ๊กซีบางประกอก บางปะแก้ว ซอยสุขสวัสดิ์ วัดนาคนิมิตรซอยปลั่ง ตลาดดาวคะนอง บิ๊กซีดาวคะนอง โกบ๊อโรงแก้ว โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ตรงข้ามตลาดสำเหร่ ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม โรบินสันลาดหญ้า ทีโอทีลาดหญ้า ซอยลาดหญ้า 11 แยกถนนอิสระภาพ ตรงข้ามโรงเรียนกุลศิริ ตลาดท่าดินแดง ท่าน้ำดินแดง

21. สาย 21 วัดคู่สร้าง - จุฬา (18 คัน)

วัดคู่สร้าง(ถนนประชาอุทิศ) หมู่บ้านเคซีบ้านระยอง หมู่บ้านสยามนิเวศน์ หมู่บ้านประชาสามัคคี หมู่บ้านเอื้ออาทร สำนักงานขนส่งสมุทรปราการ โรงเรียนคลองนาเกลือน้อย สะพานสุดเขตกรุงเทพมหานคร หมู่บ้านวรารมย์ ประชาอุทิศซอย 98 บ้านผู้กองก่อนถึงแยกแฟลตทุ่งครุ ตรงข้ามซอยประชาอุทิศ 125 ซอยประชาอุทิศ 121 วัดทุ่งครุซอยประชาอุทิศ 78 ซอยประชาอุทิศ 76 ตรงข้ามซอยประชาอุทิศ 89/2 ซอยประชาอุทิศ 62 โรงเรียนอนุบาลบ้านโดมอิสลาม วิทยาลัยแห่งประเทศไทย ซอยประชาอุทิศ 56 ซอยประชาอุทิศ 54 ซอยประชาอุทิศ 48 ตรงข้ามซอยประชาอุทิศ 53 ธนาคารกรุงเทพประชาอุทิศ(ขาออก) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ตรงข้ามซอยประชาอุทิศ 28 โรงเรียนขจรโรจน์,ซอยประชาอุทิศ 33 ตรงข้ามประชาอุทิศซอย27 ซอยประชาอุทิศ 22 ซอยประชาอุทิศ 21 ซอยประชาอุทิศ 14 ตลาดราษฎร์บูรณะเก่า,หน้าโรงเรียนศึกษษ(เก่า) ซอยประชาอุทิศ 10 วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน วัดสารอด ตรงข้ามตลาดบางปะกอก ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ซอยอนามัย(สุขสวัสดิ์ 32) ตรงข้ามวัดบางปะกอก ตรงข้ามบิ๊กซีบางประกอก บางปะแก้ว ซอยสุขสวัสดิ์วัดนาคนิมิตร ซอยปลั่ง ตลาดดาวคะนอง บิ๊กซีดาวคะนอง โกบ๊อ โรงแก้ว โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ตรงข้ามตลาดสำเหร่ ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม เลียบทางรถไฟวงเวียนใหญ่ วงเวียนใหญ่(ธนบุรีศึกษา) แยกบ้านแขก(ขาเข้า) โรงเรียนศึกษานารีพาหุรัด(อินเดียเอ็มโพเรียม) วังบูรพาคลองถม(ฝั่งเจริญกรุง) โรงพยาบาลกว๋องสิว มูลนิธิวงเวียน 22 กรกฎา MRT หัวลำโพง(ทางออก 3) สะพานเหลือง จุฬาลงกรณ์ 9 จุฬาลงกรณ์ 11 จามจุรีสแควร์ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย

22. สาย 37 แจงร้อน - มหานาค (10 คัน)

ท่าแจงร้อน ชุมชนแจงร้อน ราษฎร์บูรณะ ซอย 37 โรงเรียนแจงร้อนวิทยา วัดแจงร้อน ราษฎร์บูรณะ ซอย 33 ราษฎร์บูรณะ ซอย 31 ราษฎร์บูรณะ ซอย 29 สะพานพระราม 9 ธนาคารกสิกรไทยสำนักงานใหญ่ ราษฎร์บูรณะ ซอย 30 ราษฎร์บูรณะ ซอย 27 ราษฎร์บูรณะ ซอย 25 ราษฎร์บูรณะ ซอย 24 สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ สถานีตำรวจราษฎร์บูรณะ ตลาดราษฎร์บูรณะ วัดราษฎร์บูรณะ แยกราษฎร์บูรณะ วัดประเสริฐสุทธาวาส โรงพยาบาลราษฎร์บูรณะ แยกสุขสวัสดิ์ ซอย 27 ห้างโลตัสบางปะกอก ตลาดบางปะกอก โรงพยาบาลบางปะกอก 1 สุขสวัสดิ์ ซอย 25 สุขสวัสดิ์ ซอย 21 สุขสวัสดิ์ ซอย 19 สุขสวัสดิ์ ซอย 17 ห้างคาร์ฟูร์บางปะกอก สุขสวัสดิ์ ซอย 15 สำนักงานไปรษณีย์บางปะแก้ว แยกบางปะแก้ว ตลาดบางปะแก้ว โรงพยาบาลธนบุรี (สุขสวัสดิ์) สุขสวัสดิ์ ซอย 14 สุขสวัสดิ์ ซอย 12 สุขสวัสดิ์ ซอย 10 สุขสวัสดิ์ ซอย 8 สุขสวัสดิ์ ซอย 4 ดาวคะนอง แยกจอมทอง-ตากสิน ตากสิน ซอย 44 ห้างบิ๊กซีดาวคะนอง ตากสิน ซอย 38 สมาคมพุทธธรรมบุคคโล ตากสิน ซอย 40 แยกมไหสวรรค์ ตากสิน ซอย 24 วิทยาลัยพยาบาลทหารเรือ (ตากสิน) โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ ตากสิน ซอย 20 โรงพยาบบาลกรุงธน 1 สำนักงานไปรษณีย์สำเหร่ ตากสิน ซอย 14 อาคารอนุวัตร ตากสิน ซอย 10 แยกตากสิน-กรุงธนบุรี ตากสิน ซอย 4 วงเวียนใหญ่ ถนนประชาธิปก สำนักงานไปรษณีย์วงเวียนใหญ่ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี แยกบ้านแขก โรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ประชาธิปก ซอย 2 โรงเรียนศึกษานารี วัดประยูรวงศ์วาสวรวิหาร สะพานพุทธ ใต้สะพานพุทธ โรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ แยกพาหุรัด คลองถม แยกวรจักร แยกแม้นศรี วัดสระเกศ วัดสิตาราม แยกหลานหลวง ตลาดโบ้เบ้ ท่ารถสาย 37 มหานาค

23. สาย 138 พระประแดง - หมอชิต 2 (27 คัน)

อู่หมอชิต 2 สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เจเจมอลล์ ตลาดนัดจตุจักร(ประตู1) ป้ายรถประจำทาง BTS สถานีหมอชิต(ทางออก3) โรงเรียนเซนต์จอห์น บริษัทมหานคร  การบินไทย(สำนักงานใหญ่) ซอยบัวสุวรรณ,ธนาคารกรุงเทพ ซอยวิภาวดี 18,ตึกวรสิน ซอยโชคชัยร่วมมิตร ซอยวิภาวดี 14,ก่อนถึงแยกสุทธิสาร แยกสุทธิสาร(ดับเพลิง) ศูนย์ฝึกรักษาดินแดน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สุขสวัสดิ์ กม.9(ลงทางด่วน) วัดสน วัดรวก ตรงข้ามเมเจอร์พระประแดง(ต่างระดับวงแหวนอุตสาหกรรม) ธนาคารกรุงเทพ(ถนนนครเขื่อนขันธ์) วัดกลาง

  24. สาย 76 แสมดำ - ประตูน้ำ (8 คัน)

อู่แสมดำ คลองระหาร ซอยโฟร์โมส บางกระดี่ อมรชัย 4 หมู่บ้านพระราม 2 สะแกงาม เคหะธนบุรี โรงพยาบาลพระราม 2 แยกบางขุนเทียน-พระราม 2 พระราม 2 ซอย 58 โรงพยาบาลนครธนพระราม 2 สำนักงานเขตบางขุนเทียน ห้างเซ็นทรัลพระราม 2 ห้างบิ๊กซีพระราม 2 โรงพยาบาลสัตว์พระราม 2 พระราม 2 ซอย 48 วัดเลา พระราม 2 ซอย 46 โรงเรียนวัดเลา พระราม 2 ซอย 44 สถานีตำรวจบางมด โรงพยาบาลบางมด พระราม 2 ซอย 36 หมู่บ้านบางมด พระราม 2 ซอย 30 อาคารเอเชียกรุ๊ป 1999 หมู่บ้านชิชา แยกถนนรัตนกวี-พระราม 2 วัดสีสุก โรงเรียนบางมดวิทยา พระราม 2 ซอย 20 แยกพุทธบูชา-พระราม 2 พระราม 2 (ด่านทางด่วน) โรงพยาบาลเวชสวัสดิ์ โรงพยาบาลบางปะกอก 9 พระราม 2 ซอย 16 ตลาดโอ๋เอ๋ พระราม 2 ซอย 2 วัดโพธิ์แก้ว แยกบางปะแก้ว ตลาดบางปะแก้ว โรงพยาบาลธนบุรี (สุขสวัสดิ์) สุขสวัสดิ์ ซอย 14 สุขสวัสดิ์ ซอย 12 สุขสวัสดิ์ ซอย 10 สุขสวัสดิ์ ซอย 8 สุขสวัสดิ์ ซอย 4 ดาวคะนอง แยกจอมทอง-ตากสิน ตากสิน ซอย 44 ห้างบิ๊กซีดาวคะนอง ตากสิน ซอย 38 สมาคมพุทธธรรมบุคคโล ตากสิน ซอย 40 แยกมไหสวรรค์ กรมแพทย์ทหารเรือ ตากสิน ซอย 20 โรงพยาบบาลกรุงธน 1 สำนักงานไปรษณีย์สำเหร่ ตากสิน ซอย 14 อาคารอนุวัตร ตากสิน ซอย 10 แยกตากสิน-กรุงธนบุรี กรุงธนบุรี ซอย 2 สถานีรถไฟฟ้า BTS. วงเวียนใหญ่ กรุงธนบุรี ซอย 4 สินสาทรทาวเวอร์ กรุงธนบุรี ซอย 6 กรุงธนบุรี ซอย 8 สถานีรถไฟฟ้า BTS. กรุงธนบุรี แยกเจริญนคร-กรุงธนบุรี สะพานตากสิน สถานีรถไฟฟ้า BTS. สะพานตากสิน ท่าสาทร แยกสุรศักดิ์ สีลม ซอย 12 แยกรารมย์ อาคารบุญมิตร สีลม ซอย 8 ยูไนเต็ดทาวเวอร์ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน แยกพัฒน์พงษ์-สีลม ซี.พี. ทาวเวอร์ สีลม ซอย 4 สถานีรถไฟฟ้า BTS. ศาลาแดง ห้างเซ็นทรัลสีลม สีลมคอมเพล็กซ์ อาคารสีลมเซ็นเตอร์ แยกศาลาแดง โรงแรมดุสิตธานี อาคารอื้อจื้อเหลียง แยกวิทยุ สวนลุมพินี (วิทยุ) สถานีตำรวจลุมพินี แยกสารสิน อาคารสินธร สถานทูตอเมริกา สถานทูตเนเธอร์แลนด์ โรงแรมคอนราด อาคารไวร์เลสโรด อาคารวีรสุ วิทยุ ซอย 1 สถานทูตเวียดนาม สถานทูตสเปน อาคารเซ็นเตอร์พอยท์ อาคารเพลินจิต (วิทยุ) แยกเพลินจิต อาคารเวฟเพลส สถานทูตอังกฤษ สถาทูตสวิสเซอร์แลนด์ ธนาคารอเมริกา ท่าเรือวิทยุ อาคารวานิช (วิทยุ) อาคารวิทยุคอมเพล็กซ์ (วิทยุ) แยกวิทยุ-เพชรบุรี เพชรบุรี ซอย 35 ธนาคารนครหลวงไทยเพชรบุรี เพชรบุรี ซอย 33 แยกเพชรบุรี ซอย 34 แยกเพชรบุรี ซอย 31 ประตูน้ำคอมเพล็กซ์ ห้างแพลตตินั่มประตูน้ำ แยกประตูน้ำ

25.สาย 105 มหาชัย - คลองสาน (20 คัน)

ท่ารถสาย105 ตลาดมหาชัยเมืองใหม่ ตรงข้ามตลาดมหาชัยเมืองใหม่ วัดราษฎร์รังสรรค์ ฮีโน่ชัยรัชการ บางน้ำจืด ตรงข้ามวัดพันท้ายนรสิงห์ ตรงข้ามวัดแทนวันดี พระราม 2 ซอย 100,ตรงข้ามวัดพรหมรังษี พระราม 2 ซอย 94 อู่แสมดำคลองระหาญ ซอยโฟร์โมส พระราม 2 ซอย 86 บางกระดี่(ถนนพระราม2ขาเข้า) อมรชัย 4 หมู่บ้านพระราม 2 สะแกงามพระราม 2 ซอย 66 เคหะธนบุรี(บิ๊กซีการเคหะพระราม2) โรงพยาบาลพระราม 2 การเคหะแห่งชาติบางขุนเทียน แยกหัวกระบือ สำนักงานเขตบางขุนเทียน เซ็นทรัลพระราม 2 วัดกำแพง(ถนนพระราม2ขาเข้า) ศาลเจ้าแม่งู วัดกก สถานีตำรวจบางมด สมาคมฮินแหน่นแห่งประเทศไทยธนาคารอาคารสงเคราะห์ วัดสีสุกจันทร์พริ้ง ศูนย์โตโยต้า(ตรงข้ามซอยวัดพุทธบูชา)โรงพยาบาล บางปะกอก9 อินเตอร์เนชั่นแนล โพธิ์ทอง(ใต้ทางด่วนด่านดาวคะนอง) ตรงข้ามสำนักงานเขต จอมทอง บางปะแก้วซอยสุขสวัสดิ์ วัดนาคนิมิตร ซอยปลั่ง ตลาดดาวคะนอง บิ๊กซีดาวคะนอง ตรงข้ามโรงเรียนแสงทองโทรทัศน์ โรงแก้ว โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ตรงข้ามตลาดสำเหร่ ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม BTS วงเวียนใหญ่(ทางออก3) ท่าปล่อยรถ BTS กรุงธนบุรี แยกกรุงธนบุรี วัดสุวรรณ ตรงข้ามตลาดคลองสาน

26. สาย 140 (ทางด่วน ) อนุสาวรีย์ชัยฯ - แสมดำ (24 คัน)

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สถานีรถไฟฟ้า BTS. อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี โรงภาพยนต์เซ็นจูรี่ 2 แยกโยธี-พญาไท ซอยรางน้ำ (พญาไท) กรมการแพทย์ทหารบก โรงพยาบาลราชเวศ อาคารพญาไท โรงเรียนเสนารักษ์ สำนักงานเขตราชเทวี โนเบิ้ลเฮ้าส์พญาไท พญาไทเพลสคอนโด (พญาไท) แยกพญาไท สถานีรถไฟฟ้า BTS. พญาไท พญาไทพลาซ่า สำนักงานไปรษณีย์ราชเทวี กรมปศุสัตว์ กรมการพลังงานทหาร ห้างพันธ์ทิพย์พลาซ่า แยกประตูน้ำ ประตูน้ำคอมเพล็กซ์ ธนาคารกรุงไทยประตูน้ำ ประตูน้ำ (ด่านทางด่วน) ทางด่วน สุขสวัสดิ์ กม. 9 (ด่านทางด่วน) เลี้ยวขวา แยกประชาอุทิศ-สุขสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์ ซอย 46 สุขสวัสดิ์ ซอย 44 โรงเรียนวัดสารอด แยกสุขสวัสดิ์ ซอย 27 ห้างโลตัสบางปะกอก สุขสวัสดิ์ ซอย 40 ตลาดบางปะกอก ซอยอานมัย วัดบางปะกอก สุขสวัสดิ์ ซอย 15 แยกบางปะแก้ว วัดโพธิ์แก้ว พระราม 2 ซอย 2 ตลาดโอ๋เอ๋ พระราม 2 ซอย 16 โรงพยาบาลบางปะกอก 9 โรงพยาบาลเวชสวัสดิ์ พระราม 2 (ด่านทางด่วน) แยกพุทธบูชา-พระราม 2 พระราม 2 ซอย 20 โรงเรียนบางมดวิทยา วัดสีสุก แยกถนนรัตนกวี-พระราม 2 หมู่บ้านชิชา อาคารเอเชียกรุ๊ป 1999 พระราม 2 ซอย 30 หมู่บ้านบางมด พระราม 2 ซอย 36 โรงพยาบาลบางมด สถานีตำรวจบางมด พระราม 2 ซอย 44 โรงเรียนวัดเลา พระราม 2 ซอย 46 วัดเลา พระราม 2 ซอย 48 โรงพยาบาลสัตว์พระราม 2 ห้างบิ๊กซีพระราม 2 ห้างเซ็นทรัลพระราม 2 สำนักงานเขตบางขุนเทียน โรงพยาบาลนครธนพระราม 2 พระราม 2 ซอย 58 แยกบางขุนเทียน-พระราม 2 โรงพยาบาลพระราม 2 เคหะธนบุรี แสมดำ

27. สาย 141 (ทางด่วน) แสมดำ - จุฬาฯ (8 คัน)

อู่แสมดำพระราม 2 ซอย 94 อู่แสมดำคลองระหาญ ซอยโฟร์โมสพระราม 2 ซอย 86 บางกระดี่(ถนนพระราม2ขาเข้า) อมรชัย 4หมู่บ้านพระราม 2 สะแกงาม เคหะธนบุรี(บิ๊กซีการเคหะพระราม2) โรงพยาบาลพระราม 2 การเคหะแห่งชาติบางขุนเทียน แยกหัวกระบือสำนักงานเขตบางขุนเทียน เซ็นทรัลพระราม 2 วัดกำแพง(ถนนพระราม2ขาเข้า) ศาลเจ้าแม่งู วัดกก สถานีตำรวจบางมด สมาคมฮินแหน่นแห่งประเทศไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ วัดสีสุกจันทร์พริ้ง ศูนย์โตโยต้า(ตรงข้ามซอยวัดพุทธบูชา) โรงพยาบาลบางปะกอก9 อินเตอร์เนชั่นแนลโพธิ์ทอง(ใต้ทางด่วนด่านดาวคะนอง) ตรงข้ามสำนักงานเขตจอมทอง บิ๊กซีบางประกอก วัดบางปะกอก ตรงข้ามซอยอนามัย โรงพยาบาลบางปะกอก1 ตลาดบางปะกอก ตรงข้ามวัดสารอด แยกประชาอุทิศ ตรงข้ามวัดสน สุขสวัสดิ์ กม.9 (ขึ้นทางด่วน) การท่าเรือแห่งประเทศไทย ตรงข้ามเขตการเดินรถที่4 สนามกีฬาการท่าเรือ โรงเรียนคอนแวนต์,ตลาดปีนัง การไฟฟ้าคลองเตย ลุมพินีทาวเวอร์(ตรงข้ามบ่อนไก่) อื้อเจือเหลียง โรบินสันสีลม(ตรงข้ามรพ.จุฬา) สภากาชาดไทย

นอกจากรถเมล์ชานต่ำที่วิ่งให้บริการโดย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพแล้ว ยังมี รถที่ร่วมวิ่งบริการโดยเอกชนที่เป็นชานต่ำ ได้แก่สาย R26E สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ - รพ.รามาธิบดี (ทางด่วน) อีกด้วย 

 

  Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนรถเมล์ชานต่ำรถเมล์เปลี่ยนสายรถเมล์ขสมก
Categories: ThisAble

เพราะเราล้วนอยากมีชีวิตที่ลิขิตเอง : หลากบทเรียนที่ฉันรู้จากผู้อื่น

ThisAble - Tue, 2019-09-24 09:50

1

ช่วงแรกของการทำงานที่ Thisable.me ผมไม่เข้าใจประเด็นการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ หรือที่เรียกกันว่า IL (Independent Living) เท่าไหร่นัก รู้แค่ว่า เป็นหลักการที่ทำให้คนพิการได้ใช้ชีวิตด้วยตนเอง คิดเอง ตัดสินใจเอง แต่ก็ไม่รู้ว่า แล้วทำไมจะต้องมีหลักคิดนี้ในเมื่อใครๆ ก็ล้วนมีอิสระภาพทางการตัดสินใจทั้งนั้น หากไม่นับบุคคลที่รับโทษอยู่ในเรือนจำซึ่งไร้ซึ่งอิสระภาพ

หลังจากนั้นไม่นาน ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่เพื่อเขียนเรื่องผู้ช่วยคนพิการ โดยเล่าเรื่องของ “พี่วรรณ” ชายผู้ออกเดินทางแต่เช้าเพื่อช่วยคนพิการดำเนินกิจวัตรประจำวััน ทั้งล้างหน้า แปรงฟัน สวนปัสสาวะ สวนอุจจาระ จนถึงแต่งตัวและออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านตามต้องการ (อ่าน ทำไมผู้ช่วยคนพิการ (PA) ถึงเป็นงานที่สร้างสังคมให้เท่าเทียม)

เท่าที่สังเกต สิ่งที่พี่วรรณทำให้กับคนพิการก็เหมือนกิจวัตรหลังตื่นนอนของคนทั่วไป  เพียงแต่เขาไม่ได้ทำให้ตัวเอง และเป็นแขนเป็นขาให้กับคนพิการ ไม่ว่าคนพิการอยากใส่เสื้อตัวไหน สีอะไร กางเกงแบบไหน ก็สามารถเลือกได้ด้วยตนเองโดยพี่วรรณจะไม่คิดแทน ไม่ครอบงำ แม้ว่าคนพิการอยากจะดูดบุหรี่ หรือกินน้ำอัดลม พี่วรรณจัดให้หมดโดยไม่ครอบงำการตัดสินใจของคนพิการ

2

แม้การตัดสินใจบางอย่างเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่กลับเป็นสิ่งที่คนพิการรุนแรงหลายคนไม่สามารถเลือกได้ หากไม่มีผู้ช่วยคนพิการ โดยเฉพาะคนพิการรุนแรงที่อาศัยอยู่กับครอบครัว พวกเขาหลายคนมักถูกปฏิเสธคำของ่ายๆ เพียงเพราะไม่ว่างหรือไม่สะดวกของผู้ที่ช่วยเหลือ

แนวคิด Independent Living หรือ IL เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1972 จากชายที่ชื่อเอ็ด โรเบิร์ต เขาเป็นคนพิการรุนแรงคนแรกที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย จนทำให้คนทั่วไปเรียนรู้เรื่องการใช้ชีวิตของคนพิการรุนแรงและกลายเป็นแนวคิดในภายหลัง ในไทย แนวคิดนี้เข้ามาช่วงปี 2545 และเกิดกลไกผู้ช่วยคนพิการ เพื่อสนับสนุนให้คนพิการออกมาใช้ชีวิตได้ด้วยตนเอง

จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า 1 ใน 5 ของความช่วยเหลือที่คนพิการต้องการจากรัฐ คือ การสนับสนุนด้านผู้ช่วยคนพิการ 

ในระดับกฏหมาย เรื่องผู้ช่วยคนพิการถูกบรรจุไว้ตั้งแต่ปี 2550 ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 ที่ระบุให้มีผู้ช่วยคนพิการในทุกจังหวัด เฉลี่ยจังหวัดละประมาณ 7 คน รวมทั้งประเทศประมาณ 539 คน ต่อสัดส่วนตัวเลขคนพิการในไทยประมาณ 3.7 ล้านคน แม้ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการผู้ช่วยคนพิการ แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ยังแสดงให้เห็นถึงความไม่เพียงพอ ทำให้จากปี 2550 เป็นต้นมา  อาชีพผู้ช่วยคนพิการก็ยังขาดแคลนอยู่เสมอ คนพิการหลายคนจึงเลือกจ้างผู้ช่วยจากสถานพยาบาล หรือแรงงานต่างด้าว ซึ่งทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น แม้จะมีเบี้ยความพิการเดือนละ 800 บาทก็ไม่สามารถใช้จ่ายได้อย่างเพียงพอ

 

3

ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ทำให้เรานึกถึงการทำงานของ PA ได้ชัดเจนมากขึ้น คงหนีไม่พ้น The Intouchables (2011) หนังสัญชาติฝรั่งเศสซึ่งเล่าถึงชีวิตชายตกงานที่กลายมาเป็นผู้ช่วยคนพิการ หนังแสดงให้เห็นการใช้ชีวิตของตัวละครเอกที่เป็นคนพิการว่า หลังจากที่เขามีผู้ช่วย เขาก็กล้าที่จะทำตามความต้องการของตัวเองมากขึ้น ทั้งออกไปดูละคร การแสดง ทำกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ หนังสะท้อนให้เห็นภาพของการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ และเป็นส่วนหนึ่งของคนในสังคม หากตัดภาพกลับมาที่บ้านเรา คนพิการหลายคนไม่สามารถออกจากบ้านและใช้ชีวิตตามที่ตัวเองอยากเป็น ดังจะเห็นจากที่หลายครั้ง พ่อแม่ของคนพิการลาออกจากงานประจำ หรือหางานทำที่บ้าน เพื่อจะได้มีเวลาเลี้ยงดูคนพิการ ภาพปัญหาเหล่านี้ สะท้อนถึงโครงสร้างที่ล้มเหลวในเรื่องผู้ช่วยคนพิการ เพราะตราบใดที่เรายังไม่มีระบบผู้ช่วยคนพิการอย่างเป็นระบบ ครอบครัวของคนพิการก็ยังต้องเป็นผู้รับหน้าที่นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เรื่องของผู้ช่วยคนพิการสำหรับผมตอนนี้ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป หลังจากลงพื้นที่ เจอพี่วรรณ เจอพี่คนพิการรุนแรง ก็รู้สึกว่า ความพิการและการหมดความสามารถที่จะตัดสินใจเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา  เช่น ตอนป่วยไข้แล้ว ต้องนอนซมอยู่บนเตียงเพียงไม่กี่วัน แค่นั้นแต่เรารู้สึกอึดอัดแค่ไหน และถ้าไม่ใช่เพียงไม่กี่วัน แต่หลังจากนี้เราจะไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตในแบบที่อยากเป็นได้อีกแล้ว สิ่งที่เราอยากได้ คงไม่ใช่ความใจบุญที่คนในสังคมจะมอบให้ แต่เป็นระบบสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ ระบบสวัสดิการที่ดี ที่ช่วยเหลือคนพิการทุกคนไม่ว่าจะมีชื่อเสียงหรือฐานะอย่างไร  



 

Culture & ArtบทความคุณภาพชีวิตสุขภาพILIndependentLiving
Categories: ThisAble

‘เธอเป็นตา และเขาเป็นกำลัง’ เดินป่ากับนักเดินทางตาบอด-ตาดี พิชิตยอดภูกระดึง

ThisAble - Mon, 2019-09-09 14:39

เรานัดเจอกับ “มอส” หลังจากที่เขากลับมาจากดอยอินทนนท์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา มอสเป็นชายหนุ่มตาบอดที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากจะเป็นคนเรียนเก่งแล้ว มอสยังรักในการเดินทาง เห็นได้จากทริปหลายทริปที่เขาไป ซึ่งท้าทายขีดจำกัดและทำให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองในทุกทริป

มอส-ปราโมทย์ ชื่นขำ และบุ๋มบิ๋ม-เพ็ญเพชร น้อยยาสูง เพื่อนร่วมทาง ทำงานด้วยกันที่ชุมนุมเพื่อนโดมสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มอสเป็นคนตาบอดที่ชอบการเดินป่าโดยมีบุ๋มบิ๋ม เพื่อนตาดีเป็นคนนำทาง พวกเขาทั่งคู่ขึ้นภูกระดึง 3 ครั้งในรอบไม่ถึง 5 เดือน พอเราได้เห็นก็รู้สึกตื่นเต้นไปกับพวกเขาจนอยากแชร์ให้โลกรู้ว่า คนตาบอดก็รักและสามารถไปเที่ยวในที่ที่ต้องผจญภัยอย่างภูกระดึงได้เช่นกัน

จุดเริ่มต้นของการผจญภัย

มอส: แต่ก่อนเราเป็นเด็กเรียนเก่งมาก จบชั้นประถมศึกษาได้เกรดเฉลี่ยสูงสุด จนได้ทุนเรียนฟรีตั้งแต่ ม.1 - ม.6 จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนปี 1 เราก็ได้ที่ 1 ของคณะหลังจากนั้นก็ถูกชักชวนให้เข้าชุมนุม ทั้งสนุกแต่ก็เหนื่อยจนเป็นลม เพราะเราทำเหมือนกับตัวเองเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่ยอมนอน พอง่วงก็กินกาแฟ วันสอบวันหนึ่งเราเป็นลมแต่ก็ฝืนสอบต่อจนเสร็จเพราะรู้ว่าหากเราออกไปก็จะไม่มีวันได้เกียรตินิยม วันนั้นเราผ่านไปได้และได้คะแนนสูงที่สุด แต่ก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว มันเหนื่อย จะเอาไปทำไมคะแนนเยอะๆ เหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเราเลย

ตอนปี 3 เราเริ่มทำงานกับชุมนุมเพื่อนโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และได้เป็นประธานชุมนุม คอนเส็ปและเป้าหมายของชุมนุมนี้คือทำให้เพื่อนพิการกับเพื่อนไม่พิการได้มาเป็นเพื่อนกัน โดยผ่านการทำค่ายกึ่งอาสา หรือกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม เราได้ประสบการณ์และเพื่อนจากการทำงานในชุมนุม ทุกคนยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกัน เราถึงยอมออกจากคอมฟอร์ตโซนและใช้ชีวิต นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการไปเดินป่า

ไปภูกระดึง 3 ครั้งในรอบไม่ถึง 5 เดือน

ครั้งแรกเราไปที่ภูกระดึงกับน้องซึ่งเป็นผู้หญิง น้องเป็นคนเลือกสถานที่ เราไม่รู้หรอกว่าภูกระดึงจะยากแค่ไหนกัน คิดว่าคงเหมือนตอนเดินเขากับที่ชุมนุม

ในทริปนั้นมีผู้หญิงสองคน ผู้ชายหนึ่งคน น้องผู้หญิงคนหนึ่งเคยไปภูกระดึงแล้ว และบอกว่าที่นี่จ้างลูกหาบจ้างได้ เราเลยจัดเต็ม 8-9 กิโล แต่เพราะเราไปกันในวันหยุดยาว คนจึงเยอะจนทีมลูกหาบเต็ม สุดท้ายเลยตัดสินใจแบกของกันเอง แม้ขึ้นมาได้แต่โคตรเหนื่อยเลย คิดในใจว่า กูจะไม่มาอีกแล้ว (หัวเราะ)

คนตาบอดขึ้นไปดูอะไร?

ถ้าคุณพูดแค่ในแง่การมองเห็น คุณก็มองโลกได้แคบมาก แต่ถ้าคุณลองใช้หู ลองใช้ใจ ฟังเสียงลม เสียงนก เสียงไม้ที่ถูกลมพัด เสียงน้ำตก ลองสัมผัสความเย็น ความชื้น ความหนาว ความกดอากาศ ความเบาบางของอากาศ อากาศหายใจที่ปลอดโปร่ง ในตอนนั้นแม้ไม่ต้องมองคุณก็สามารถจินตนาการเป็นอะไรก็ได้ เหมือนกับเวลาได้ยินเสียงเครื่องบินบินผ่านแล้วรู้สึกว่าใกล้มาก สิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่เราตามหา ผมจึงย้ำว่าไม่ใช่แค่สายตาเท่านั้นที่สัมผัสได้

การมาที่นี่ทำให้เรารักคนอื่นมากขึ้น มีมิตรภาพที่หาในเมืองไม่ได้ หลายคนจึงพูดว่า หากท้อให้เดินเข้าป่า เราไม่ได้หนีปัญหา แต่ไปหาพลังในการกลับมาเอาชนะเท่านั้น

มิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

เราชอบภูกระดึงเพราะภูกระดึงเป็นเหมือนเมืองๆ หนึ่ง กว้างขวาง มีพื้นที่ให้เดินเล่น วีลแชร์ก็ปั่นบนนั้นได้ แต่ระหว่างทางวีลแชร์อาจจะต้องจ้างลูกหาบ ตอนเราไปครั้งแรกได้รู้จักพี่คนหนึ่งที่ทำงานโรงงานแถวระยอง แกเป็นนักปีนป่ายหรือที่เรียกสิงห์ภูกระดึง เพราะพวกเขารู้ที่ลับ จุดที่ห้ามไป จุดถ่ายรูปสวย คอยแนะนำสถานที่และร้านลับของสิงห์ภูกระดึง เราได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นตลอดเลย และเป็นคนที่สนใจอะไรเหมือนๆกัน เพราะคนที่จะเดินขึ้นไปได้ใจคุณต้องได้ เดินตั้ง 9 กิโล คุณจะขึ้นไปทำไมถ้าใจคุณไม่รัก

ล่าสุดพวกเราไปอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ขี่มอเตอร์ไซค์จากเชียงใหม่เข้าลำพูนและต่อไปยังเมืองลี้ พวกเรานอนที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิงสองคืน และขับรถไปน้ำตก วันสุดท้ายขับกลับทางดอยเต่า ผ่านฮอด จอมทอง แต่พอมาถึงจอมทองพวกเราก็แวะอินทนนท์ ใช้เวลาขึ้นไปชั่วโมงหน่อยๆ โดยมอเตอร์ไซค์  ขาลงฝนซัดหนักมากเราก็ต้องค่อยๆ ไต่ลงมา การเที่ยวป่านั้นสนุกแต่ก็อันตราย เรายอมรับที่จะเสี่ยงว่า ถ้าพลาดก็เจ็บ แต่หากไม่พลาดก็ได้ประสบการณ์ 

เรียนรู้วิธีการเดินป่าจากที่ไหน?

จากการดูคลิป ฟังคลิป เราติดตามมิ้นท์ เจ้าของเพจ I roam alone ผู้หญิงที่แบกเป้ไปเที่ยวคนเดียวกว่า 80 ประเทศ อีกคนคือพี่สิงห์ วรรณสิงห์ จากรายการเถื่อนทราเวล ที่เราดูทุกตอนเลย และชอบตรงที่เขาพูดว่า เราจะไปในที่ที่คนดีๆ เขาไม่บ้าไปกัน แม้เราอาจมองไม่เห็นเท่าพี่สิงห์ แต่แค่ได้รับประสบการณ์เดียวกันก็โอเคแล้ว โลกมันกว้างขึ้นเวลาทำสิ่งนี้

เตรียมอะไรไปบ้าง?

คนพิการกับคนไม่พิการใช้ในสิ่งที่ไม่ต่างกันเท่าไรหรอก หลังจากประสบการณ์แบกของครั้งแรก เราก็ยอมลงทุนซื้อกระเป๋าแบ็คแพ็ค กระเป๋าแบ็คแพ็คไม่ควรน้ำหนักเกิน 1 ส่วน 3 ของน้ำหนักตัว เราหนัก 80 ก็ไม่ควรแบกเกิน 25 โล สิ่งที่เอาไปก็มีเต๊นท์ เตา หม้อสนาม ไข่หนึ่งโหล น้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลืองที่สุด อีกสิ่งที่หนักก็คือข้าวสาร และเชือกเพื่อทำราวตากผ้า วิธีสร้างราวตากผ้าคือ ขุดดิน เอาไม้ฝัง แล้วขึงเชือก เสื้อผ้าที่เราเอาไปจะมีชุดนอน ชุดเดินป่า 2 ชุด ถุงเท้ากับกางเกงในหลายตัวหน่อย อาหารที่ให้พลังงานเยอะ เช่น ขนมปัง ซีเรียล และอาหารที่ทำง่ายๆ อย่างที่วางแผนไว้ว่าจะกินมื้อละซอง แต่เรากินมื้อละ 3 ซองเพราะหิวมาก (หัวเราะ) สุดท้ายคือมีดเพื่อฟันไม้ หรือขุดดิน

กระเป๋าแบ็คแพ็คหนัก 18 กิโล มีวิธีจัดกระเป๋าที่ไม่ทำให้ปวดหลังก็คือวิธี เบา หนัก เบา เอาของหนักไว้ตรงกลางและปรับสายกระเป๋าให้ชิดกับลำตัวเพื่อให้น้ำหนักกดลงมาข้างหน้าหรือปรับให้กระเป๋าเอนไปข้างหลังเพื่อช่วยไม่ให้หัวทิ่ม ตัวรัดเอวจะช่วยดึงน้ำหนักไม่ให้ลงที่หัวไหล่ เราเดินตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นก็ไม่ปวด แม้ราคากระเป๋าจะเริ่มต้นที่ 5,000 บาท แต่คุ้มในแง่ของสุขภาพ รองเท้าก็เป็นอีกอย่างที่ต้องเลือกให้เหมาะกับสถานที่ที่จะไป  ถ้าไปเดินอุทยานแห่งชาติพื้นเรียบๆ หรือถนน รองเท้าสตั๊ดดอยยางธรรมดาแบบมีดอกหรือไม่มีดอก เหมือนรองเท้านักฟุตบอลก็เหมาะและเอารองเท้าแตะไปด้วย

ไม้เท้าเดินป่า ตรงหัวจะเป็นเหล็กเมื่อปักลงพื้นจะเกาะกับหินหรือดิน จริงๆ ไม้เท้านี้ใช้เดินในหิมะ และต่างกับไม้เท้าขาวคนตาบอดตรงที่ ไม้เท้าขาวเอาไว้เขี่ยไม้เท้าเดินป่าเอาไว้ปักลงพื้น พยุงเราเป็นขาที่ 3 ช่วยพยุงหากลื่น ทั่วไปจะใช้ 2 อัน 

หากเดินป่าตอนกลางวันเราจะใส่เสื้อฮีทเทค เพราะช่วยกันหนาว ระบายเหงื่อได้ง่าย เวลาเข้าป่าเรื่องอาบน้ำไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะอากาศหนาวมาก ใส่เสื้อผ้าสัก 2 วันค่อยเอามาซัก

ก้าวข้ามความกลัว

สิ่งที่กดมนุษย์ไม่ให้ทำโน่นทำนี่คือความกลัว คนไม่พิการหรือคนพิการมีกันทั้งคู่ เพื่อนไม่พิการบางคนกลัวการออกจากบ้าน อยากอยู่ติดบ้าน ทำงานอะไรก็ต้องอยู่ติดกับบ้าน เพราะกลัวความลำบาก แต่หากอยากเที่ยวป่าหรือขึ้นดอย คุณต้องเลิกกลัว สร้างความอยากรู้อยากเห็น หาประสบการณ์ใหม่ๆและทำใจยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เที่ยวที่ไหนก็มีอุปสรรค  แต่เราสามารถเพิ่มความระมัดระวังได้ เช็ครถ หาอุปกรณ์ดีๆ พยุงชีวิตเราให้รอด เมื่อคุณไม่กลัวโลกจะเหวี่ยงคุณไปเจอคนที่ไม่กลัวเหมือนกัน คนแบบนี้ต้องการก้าวข้ามอะไรบางอย่าง และเชื่อในศักยภาพมนุษย์

คนนำทางที่ไม่ใช่ใครก็ได้

เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไปเดินป่าคนเดียวเพราะว่ามองไม่เห็น ทีมของเรามาจากค่ายและไม่ใช่อาสา เป็นคนที่อยากไปเที่ยวเหมือนกัน ถ้าได้ปีนเขากับใครสักคนคุณจะรักเขาแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ได้รักในฐานะคู่รัก แต่รักในฐานะเพื่อนร่วมทาง คนตาดีคนหนึ่งจะพาคนตาบอดเดินป่า คนตาดีต้องเชื่อก่อนว่าคนตาบอดไปได้ กล้าเสี่ยง การไต่หน้าผาบางที่แค่ก้าวผิดนิดเดียว ก็อาจจะตกตาย คนตาบอดก็ต้องเชื่อและไว้ใจคนนำด้วย ทั้งคู่ต้องเชื่อใจซึ่งกันและกัน

บางคนนำทางเรา พอเจอแอ่งน้ำก็ไม่พาเราไปต่อแล้ว บอกว่าอันตรายเราตาบอดไปไม่ได้ เราก็ไม่อยากขัดใจ จึงเลือกไปกับคนที่เราไว้ใจแล้วเขาและเขาก็ไว้ใจเราดีกว่า

การผจญภัยของมอสจะเป็นไปไม่ได้เลยหาากขาดคู่หูที่รู้ใจที่คอยซัพพอร์ตอย่าง บุ๋มบิ๋ม- เพ็ญเพชร น้อยยาสูง ที่ตอนนี้เรียนคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาปี 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเธอเป็นสมาชิกชุมนุมเพื่อนโดมสัมพันธ์อีกด้วย

รู้จักกันได้อย่างไร?

บุ๋มบิ๋ม: รู้จักกันจากชุมนุมเพื่อนโดมสัมพันธ์ตั้งแต่ปี 1 เจอกันแทบทุกวัน เราไม่ได้มีปัญหาในการปรับตัว เพราะจูนกันง่ายมาก ด้วยทัศนคติที่คล้ายๆ กัน ไปไหนก็ไปด้วยกัน เราเป็นคนใจๆเหมือนกันด้วย ตอนชวนกันเดินป่าก็ตอบรับทันที เหมือนไว้ใจกันแล้วไม่ต้องมาตั้งคำถามว่า จะไปอยู่ยังไง อันตรายรึป่าวเพราะพี่มอสก็ไว้ใจเรา ก่อนหน้าที่จะเข้าเรียนที่นี่ไม่เคยรู้จักคนพิการมาก่อน พอได้เข้าชุมนุม ทำค่ายด้วยกัน ก็เห็นว่าทุกคนทำทุกอย่างได้เหมือนๆ กัน ลงทะเลได้ เห็นคนตาบอดไปเดินป่า ปีนต้นไม้ จึงรู้สึกว่าการไปเที่ยวด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว  เรานำทาง ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่กลัว ไม่มีคำว่ากลัว ยิ่งอยู่ด้วยกันยิ่งอุ่นใจเวลาเดินป่าตอนกลางคืน ต่างคนต่างซัพพอร์ตกัน

สิ่งที่ประทับใจผ่านการท่องเที่ยว

เรื่องการถ่ายรูป เรามักจะถ่ายรูปสวยๆ ให้พี่มอสเวลาไปเที่ยวด้วยกัน แต่เราเองก็อยากมีรูปสวยๆ เป็นของตัวเองบ้าง ก็เลยให้พี่มอสถือกล้องโดยเราจัดมุมให้เขา เขาเองก็กดถ่าย  ถึงรูปที่ได้อาจจะตรงบ้าง เบี้ยวบ้างก็ไม่เป็นไร ประสบการณ์และคุณค่าอยู่ในเหตุการณ์นั้น อีกเรื่องคือการคุยกับคน พี่มอสเป็นคนต่อรองเก่งมากเวลาไปเที่ยวด้วยกัน ทั้งเรื่องต่อรองราคา และการวางแผน

เราได้เรียนรู้ความเป็นคน ทุกคนเป็นคนเหมือนกัน มีความแตกต่างกัน มีคุณค่าและไม่มีใครด้อยไปกว่าใครเลย เราไม่ได้มองว่าคนพิการน่าสงสาร เวลาเพื่อนเห็นเราอยู่กับคนพิการ ก็มักพูดว่า เราเป็นนางฟ้ามาช่วยคนพิการ เขามองเราว่าเป็นผู้ให้ แล้วอีกฝั่งเป็นผู้รับ สำหรับเราคิดว่าต่างคนต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างเป็นผู้ให้ในครั้งเดียวกัน เขายังไม่มีโอกาสได้มาสัมผัสก็คงยังไม่เข้าใจเหมือนที่เราเข้าใจ

แบ่งหน้าที่กันอย่างไร?

ทุกทริปพี่มอสจะเป็นคนที่แบกทุกอย่างไป กระเป๋า 18 กิโลบรรจุทุกอย่างได้ครบครัน เราแบกของได้น้อยก็เลยเป็นตาให้เขา และช่วยกันคิดวางแผน เช่น เราขี่มอเตอร์ไซค์ เขาก็จะดูแผนที่ให้ ใครทำอะไรได้ก็ทำอันนั้น

เราอยากให้ทุกคนออกมาใช้ชีวิต ทั้งคนไม่พิการและคนพิการเพราะการออกไปใช้ชีวิต การออกไปเห็นโลกกว้างเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เราได้ออกจากเซฟโซนที่เราอยู่ คนพิการหลายคนมีเซฟโซนของตัวเอง คนที่ไม่ทำกิจกรรมเขาก็อยู่หอแล้วก็ตื่นออกไปเรียน เรียนเสร็จแล้วก็กลับมาหอ นับดูแล้วคนพิการที่ออกมาทำกิจกรรมที่รู้จักก็มีไม่ถึง 10 คน

ก้าวข้ามขีดจำกัด

การออกไปเที่ยวแต่ละครั้งทำให้เราก้าวข้ามความกลัว แต่ก่อนเราเป็นคนกลัวที่สูง และความมืดมาก เราเคยก้าวข้ามไปไม่ได้ ในทริปล่าสุดเราทำได้และรู้สึกภูมิใจในตัวเอง ที่ทำลายขีดจำกัดได้แล้ว

เคยน้อยใจครั้งหนึ่งตอนไปทริปแรก ภูกระดึงยังไม่ค่อยมีคนพิการขึ้นไป คนที่นั่นตื่นเต้นกันมากว่าคนตาบอดขึ้นมาได้ยังไง ทุกคนรุมถ่ายรูปพี่มอส แล้วมองข้ามเราที่อยู่ข้างๆ เราก็เลยพูดกับพี่มอสว่า อ้าว แล้วเราล่ะ ตอนขาลงก็มีคนมาขอถ่ายรูปอีก พี่มอสเลยบอกว่า ถ้าไม่มีน้องผมก็มาไม่ถึงวันนี้หรอกและพาเรามาถ่ายรูปด้วย คนส่วนใหญ่มักจะโฟกัสที่คนพิการว่า ขึ้นมาถึงบนนี้ได้คือสุดยอดมาก ให้ค่ากับความพยายามของคนพิการมากกว่า ซึ่งเราไม่อยากให้มองแบบนั้นเพราะใครก็ตามที่ขึ้นไปถึงข้างบนก็ล้วนสุดยอดกันทุกคน

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสุขภาพคนตาบอดเดินป่าภูกระดึงมอสบุ๋มบิ๋มท่องเที่ยว
Categories: ThisAble

สุจิตรา พิณประภัศร์: ทนายความล่ามภาษามือในโลกที่ความยุติธรรมต้องมีเสียง

ThisAble - Thu, 2019-09-05 14:20

คุณคิดว่าเสียงของความยุติธรรมนั้นดังพอหรือเปล่า? ที่ผ่านมาเราอาจเคยได้ยินเสียงของชาวบ้านที่ต่อต้านการทำเหมืองแร่ เสียงของนักกิจกรรมทางการเมือง เสียงของผู้เรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ แม้เราอาจเคยได้ยินบ้าง แต่เสียงเหล่านั้นก็อาจยังดังไม่พอ เช่นเดียวกับเสียงของกระบวนการยุติธรรมของคนหูหนวก ที่เสียงเหล่านั้นยังแผ่วเบา จนแทบไม่มีใครเคยได้ยิน

ผู้ส่งสาร สาร สื่อ และผู้รับสาร รวมกันเป็นองค์ประกอบของการสื่อสาร เราอาจสามารถเข้าถึงมันได้ด้วยการมองหรือฟัง ขณะที่สารบางอย่างอาจเรียกร้องทั้งการฟังและมองควบคู่กันไป แต่สำหรับคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสารในบางรูปแบบได้ จะเข้าถึงเรื่องราวและเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้อย่างไร หรือเมื่อเกิดสถานการณ์อันตรายหรือเหตุเลวร้าย พวกเขาจะทำอย่างไร 

แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงคนหูหนวก กลุ่มคนที่แม้แต่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารยังเป็นเรื่องยาก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกฏหมายและกระบวนการยุติธรรมที่แทบจะไม่มีโอกาสได้เข้าถึงเลย แล้วพวกเขาทำอย่างไรเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และทำอย่างไรคนหูหนวกจึงจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ชวนคุยกับสุจิตรา พิณประภัศร์ ล่ามภาษามือและทนายความ จากนักศึกษาหลักสูตรล่ามภาษามือวิทยาลัยราชสุดาที่เรียนนิติศาสตร์ควบคู่ บ่มเพาะให้เธอเห็นถึงข้อจำกัดที่คนหูหนวกเผชิญ

ชวนคุณเงี้ยหูฟังเสียงความยุติธรรมอันแผ่วเบาของคนหูหนวก และชวนคิดไปต่อว่า จากเสียงของความยุติธรรมนี้ยังมีเรื่องอะไรที่เราต้องฟังให้มากขึ้น

เห็นอะไรตอนเรียนที่วิทยาลัยราชสุดา

สุจิตรา: ตอนเข้าปีแรก ด้วยความที่ไม่รู้จักวัฒนธรรมของคนหูหนวก ก็ค่อนข้างตกใจ เมื่อต้องปรับตัวเข้าไปอยู่ในโลกของคนหูหนวก ที่นั่นมีกฏระเบียบเลยว่าต้องมีรูมเมทเป็นคนหูหนวก แรกๆ สื่อสารค่อนข้างยาก รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน แต่พอเข้าใจมากขึ้นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีความแตกต่าง 

นอกจากเรียนวิชาภาษามือแล้ว ก็มีวิชาวัฒนธรรมของคนหูหนวกและประวัติศาสตร์คนหูหนวก ช่วยทำให้เราเข้าใจว่าทำไมคนหูหนวกจึงเลือก คิดหรือทำแบบนั้น  ทำไมเวลาคุยกับคนหูหนวกเขาจึงจ้องหน้าเราตลอดเวลา นั่นเป็นเพราะวัฒนธรรมเขาจะใช้ตามองเป็นหลัก

ทำไมจึงอยากเป็นนักกฎหมายที่ใช้ภาษามือได้

ตำแหน่งแรกที่เริ่มทำหลังเรียนจบคือนักวิชาการการศึกษา เราได้เป็นล่ามภาษามือในห้องเรียนให้เด็กหูหนวกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังลาออกเรารู้สึกได้ทันทีว่า มีล่ามในแวดวงการศึกษา แต่กลับไม่มีล่ามในแวดวงนักกฏหมาย ไม่มีล่ามที่เรียนนิติศาสตร์ ตอนนี้น่าจะมีเราคนเดียว  จึงคิดว่าอยากทำให้วิชากฎหมายเป็นประโยชน์สำหรับคนหูหนวกมากกว่านี้ และตัดสินใจว่า จะเป็นนักกฎหมายที่ใช้ภาษามือได้ นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้หันเหไปทางกฎหมายมากขึ้น  

เมื่อก่อนเวลาคนหูหนวกจะไปพบทนายก็ต้องนัดล่ามไปด้วย เกิดความยุ่งยาก เพราะต้องนัดทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน ระบบล่ามเองก็ไม่การันตีว่านัดแล้วจะได้เสมอไป หรือหากนัดมาแล้ว การแปลภาษากฎหมายให้เป็นภาษามือก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย หากมีล่ามภาษามือที่รู้กฎหมายก็จะแก้ปัญหาส่วนนั้น 

เป้าหมายแรกที่อยากให้สำเร็จคือการเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนหูหนวก เพราะเรามีความรู้ความเข้าใจด้านนี้ และอยากบรรยายกฎหมายให้สมาคมคนหูหนวกแต่ละจังหวัด เพื่อสื่อสารว่า เรามีตัวตน หากมีปัญหาอะไรก็สามารถเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยเหลือ และพลักดันให้คนหูหนวกใช้สิทธิของตนเอง เช่นเรื่องกฎหมายมรดก  หลายคนคิดว่า คนหูหนวกเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้ เราก็พลักดันจนเขาสามารถเป็นได้ เมื่อเกิดเคสแรกแล้ว ก็จะมีคนหูหนวกที่มองเห็นสิทธิของตนเองและลุกขึ้นผลักดันต่อไปไม่รู้จบ

เคสแรกที่ทำงาน

ช่วงแรก เราเริ่มต้นด้วยการผลักให้คนหูหนวกมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สิน มรดก และเรื่องในชีวิตประจำวัน คนหูหนวกบางคนพ่อแม่เสียชีวิต ได้พินัยกรรมมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้ว่าต้องติดต่อที่ไหน ขั้นตอนเป็นอย่างไร ล่ามเองก็ไม่รู้เพราะไม่เข้าใจกฎหมาย คนหูหนวกคนหนึ่งเคยเดินทางเป็นสิบๆ ที่เพื่อจัดการเรื่องนี้ แต่ก็ไม่สำเร็จ จนมาเจอเราที่งานบรรยายกฎหมาย เขาจึงถือพินัยกรรมเอามาให้เราช่วย เพราะเขาไม่เชื่อว่าตัวเองทำพินัยกรรม จัดการมรดกได้ เราจึงอธิบายไปว่าในเมื่อไม่มีกฎหมายอะไรที่ห้าม คุณทำได้อยู่แล้ว 

สำหรับคนหูหนวกเมื่อต้องติดต่อราชการ การจัดการเอกสารกฎหมายต่างๆ ก็ดูเป็นเรื่องยากไปหมด เราจึงช่วยแนะนำว่าต้องทำอย่างไรผ่านภาษามือซึ่งเป็นภาษาที่เขาเข้าใจดีกว่า 

นอกจากเรื่องพินัยกรรมก็ยังมีเรื่องอื่น เช่น ปัญหาฉ้อโกง งาน เรื่องในครอบครัว คนหูหนวกมีปัญหาเหมือนคนหูดีทุกเรื่อง บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องถึงชั้นศาล แค่ต้องการคำปรึกษา เพราะการเข้าาถึงข้อมูลเป็นเรื่องยาก ทั้งจากไม่มีข้อมูล หรือไม่มีการเก็บบันทึกข้อมูลที่ดีพอ 

จำนวนของคดีคนหูหนวก

ยังถือว่าน้อย เราถึงพยายามออกบรรยายกฎหมายเพื่อประชาสัมพันธ์ให้เขาเข้าถึงสิทธิของตนเอง ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 มีการพูดถึงเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่า คนพิการไม่ต้องออกค่าทนาย ศาล จนถึงประกันตัว แต่สิทธินี้จะมีคนพิการกี่คนที่รู้ จึงมีคนมาใช้น้อยมากๆ หรือบางคนแม้รู้ว่ามีสิทธิ แต่เมื่อต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่างซึ่งกินระยะเวลานาน ก็ยอมเสียค่าใช้จ่ายจ้างทนายด้วยตนเอง

เท่าที่พบคนหูหนวกมีความเข้าใจด้านกฎหมายมากน้อยขนาดไหน

คนหูหนวกหลายคนไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ด้านกฎหมาย บางคนก็แยกไม่ออกระหว่างคดีแพ่งกับคดีอาญาว่าแตกต่างกันอย่างไร เขาคิดว่าทุกอย่างสามารถแจ้งตำรวจได้ทั้งหมด ต้องแจ้งความเลย ศาลก็คิดว่ามีแค่ศาลเดียว ซึ่งในความเป็นจริงคดีจะแบ่งไปตามประเภทของศาล คดีครอบครัวต้องไปศาลนี้ คดีแพ่งต้องไปศาลนี้ เขามีพื้นฐานค่อนข้างน้อย เคยมีคนหูหนวกเคยเอาสัญญากู้มาให้ดู เราพบว่าเขาเซ็นต์ไม่ถูกช่อง ไม่เข้าใจว่าผู้กู้คือใคร หรือผู้ให้กู้คือใคร หรือบางคนก็เซ็นต์ค้ำประกัน ทั้งที่ไม่เข้าใจผลภาระทางกฎหมาย ซึ่งมีไม่น้อย หากเปรียบเทียบกับคนหูดีที่เป็นชาวบ้านทั่วไป ความไม่รู้กฎหมายก็พอๆ กัน แต่สำหรับคนหูหนวกนั้นเพิ่มเรื่องการเข้าไม่ถึงไปด้วย

เราเชื่อว่าถ้ามีการหยิบยกข้อมูลเหล่านี้มาทำเป็นสื่อสำหรับคนหูหนวก เขาจะสามารถเข้าถึงได้ เวลาเราออกไปบรรยายกฎหมายด้วยภาษามือ คนหูหนวกจะตั้งใจฟังมากเพราะเป็นเรื่องที่เขาอยากรู้ แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ การบรรยายจะเริ่มตั้งแต่กฎหมายขั้นพื้นฐาน คดีมีกี่ประเภท ในกระบวนการยุติธรรมมีใครบ้าง ศาลมีกี่ประเภท มีกี่ศาล มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอะไร อยู่ส่วนไหนของจังหวัด เวลาเกิดคดีความแบบนี้จะต้องไปที่ไหน อย่างน้อยคือเมื่อเกิดเรื่องแล้วรู้ว่าไปไหน และติดต่ออย่างไร หากมีเวลาเหลือก็จะลงรายละเอียดในเรื่องที่เขาสนใจ เช่น กฎหมายมรดก กฎหมายการกู้ยืมเงิน การเช่าซื้อ อะไรที่เป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน

คนหูหนวกบางคนมีเงินทองก็จริง แต่โดนหลอกก็ไม่น้อย บางคนโดนให้เซ็นต์เอกสารปลอม โดนเอาทรัพย์สินไปจำนอง โดนหลอกเอาสินทรัพย์ไปขาย โดนหลอกขายที่ดินหรือโดนหลอกเอาที่ดินมาขายให้ ในชั้นศาลเวลาทำคดี ก็ต้องช่วยแก้ต่างให้ศาลเข้าใจว่า คนหูหนวกไม่มีความเข้าใจเรื่องนี้ คนแปลกหน้าพาคนหูหนวกไปทำธุรกรรมโดยไม่มีล่ามภาษามือนั้นเป็นเรื่องแปลก การจะพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าคนหูหนวกถูกหลอก หรือไม่เข้าใจกฎหมายนั้นยาก เพราะต้องอธิบายไปถึงวัฒนธรรมว่าต่างจากคนทั่วไปอย่างไร มีวิธีการตัดสินใจที่แตกต่างอย่างไร และเรามักอธิบายเรื่องเหล่านี้ให้คนในกระบวนการยุติธรรมด้วยกันฟังเสมอ 

ล่ามภาษามือทั่วไปเข้าใจเรื่องกฎหมายมากแค่ไหน

เข้าใจบ้างแต่น้อย ล่ามเองก็มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ล่ามที่มีความเข้าใจด้านกฎหมายยิ่งน้อยไปใหญ่ ล่ามหลายคนไม่แตะกฎหมายเพราะไม่สะดวกใจ คิดว่าตนเองมีความรู้เรื่องกฎหมายน้อย มันมีความซับซ้อนการแปลไม่ละเอียดอาจส่งผลกระทบ เช่น คำถามที่ว่า เสพหรือขาย การแปลนั้นต่างกันและค่อยข้างละเอียดอ่อน คนเป็นล่ามต้องระวังอยู่เสมอ เคยเจอล่ามโทรมาปรึกษาเราว่า แบบนี้เข้าใจถูกไหม แปลแบบนี้ได้ไหม 

ล่ามมีสองประเภทคือล่ามคนหูดีกับล่ามคนหูหนวก ถ้าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ อย่างเรื่องเพศ ความรุนแรงในครอบครัว หรือเรื่องเยาวชน จะต้องมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าล่ามหูดีไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานเรื่องนั้น ก็จะเอาล่ามหูหนวกเข้ามาช่วย โดยการรับสารที่เป็นภาษามือจากล่ามหูดีไปแปลให้คนหูหนวกอีกที  เพื่อช่วยให้เข้าใจในประเด็นบางอย่างซึ่งยิบย่อยและละเอียดอ่อนได้ดีกว่า และเป็นการทบทวนความหมายซ้ำด้วย

ปกติแล้วคนหูหนวกแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไร

คนหูหนวกส่วนใหญ่ไม่ปรึกษาพ่อแม่หรือครอบครัวตัวเองหากครอบครัวเป็นคนหูดีและไม่ได้เรียนภาษามือ คนหูหนวกคนเดียวในบ้าน ทำให้การมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาต่างๆ แทบไม่มีเลย คนหูหนวกจึงมักมีสังคมเพื่อนเป็นคนหูหนวกด้วยกัน 

เวลาเกิดเหตุร้าย หากเป็นคนหูดีเขาจะรู้ว่า ต้องไปที่ไหนหรือโทรแจ้งใคร แต่สำหรับคนหูหนวก ก็จะต้องสื่อสารผ่านล่ามก่อนเป็นอันดับแรก นั่นแสดงว่าเขาเข้าถึงการช่วยเหลือได้ช้ากว่าคนอื่นมาก ไม่ว่าจะเจ็บแค่ไหนหากไม่มีล่ามก็สื่อสารลำบาก นอกจากนี้เคสลูกจ้าง ที่เป็นคนหูหนวกก็ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องกฎหมายแรงงาน เมื่อเกิดปัญหาคนหูหนวกก็ไม่รู้ว่าสามารถร้องเรียนได้ กลายเป็นต้องยอมรับชะตากรรมทั้งที่ไม่ยุติธรรม การเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร ทำให้เขาลำบากกว่าคนอื่น

ทำไมคนหูหนวกเข้าไม่ถีงสื่อที่มีอยู่ทั่วไป

ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะสามารถเข้าถึงผ่านการอ่านได้ ขนาดเรื่องกฎหมายเองก็ยังผ่านการแปลไทยเป็นไทย หากซื้อหนังสือมาอ่านเองอย่างเดียวก็แทบไม่รู้เรื่อง คนหูหนวกก็เช่นเดียวกัน หลายคนอ่านไม่เก่ง ยิ่งอ่านภาษากฎหมายยิ่งไม่เข้าใจ ทั้งกฎหมายจำนอง จำนำ ค้ำประกัน จะเข้าใจได้อย่างไร ขนาดเราเรียนกฎหมายยังต้องมีคนคอยอธิบาย มีตัวอย่าง ให้ดูถึงจะเข้าใจ ฉะนั้นการอ่านมันไม่ได้ฟังก์ชันสำหรับทุกคน

แม้ในเชิงนโยบายจะมีสิทธิของคนของหูหนวกที่กำหนดให้เข้าถึงบริการล่าม แต่หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ เวลาเผชิญกับปัญหาไม่สามารถเอาตัวรอดได้ อย่างน้อยที่สุดคนหูหนวกควรรู้ว่าหากมีปัญหาต้องคุยกับใคร ปรึกษาใครที่จะสามารถให้ข้อมูลได้  เรื่องล่ามภาษามือที่มีน้อยก็เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่ง บริการล่ามภาษามือระบุว่า สามารถรับบริการได้แค่ 5 เรื่อง คือ เรื่องการแพทย์ การสมัครงานและการประกอบอาชีพ การติดต่อตำรวจ หรือชั้นศาล การประชุมอบรมสัมมนา และบริการสาธารณะอื่นๆ เช่น ติดต่อหน่วยงานราชการ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ระบุตามที่กฎหมาย แต่ในชีวิตคนเรามีมากกว่านั้น

การจำกัดการใช้งานล่ามภาษามือเพียงแค่ 5 ด้านนั้นไม่พอ คนหูหนวกต้องการล่ามตอนจัดงานสำคัญ งานแต่ง งานบวช งานศพ  และพบปะพูดคุยกับคนอื่น แม้จะมีข้อสุดท้ายอย่างบริการสาธารณะ แต่ก็กลายเป็นว่า ถ้าไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ก็แทบจะขอล่ามไม่ได้ เช่น ปัญหาภายในครอบครัวและต้องการล่ามเข้าไปสื่อสาร ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องใช้ ดังนั้นมุมมองของผู้ให้บริการกับมุมมองของผู้รับบริการ ก็มีความต่างกันว่าอะไรคือความจำเป็นพื้นฐาน ปัจจุบันต้องอาศัยความสนิทสนมกัน ถ้าสนิทกับล่าม หรือมีล่ามเป็นเพื่อน ล่ามก็จะไปช่วย แต่ถ้าไม่ได้สนิทกันบางทีก็ต้องจ้าง หรือหากไม่มีเงินจ้าง ก็ปล่อยตามมีตามเกิด ไม่ต้องมีล่าม ใครทำอะไรก็ทำแต่คนหูหนวกไม่มีส่วนร่วม  

ล่ามคือสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นที่สุดของคนหูหนวก นี่เป็นสิ่งที่ควรจะสนับสนุนเต็มที่ ถ้าคิดบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน พวกเขาต้องได้ ถ้ามองว่าล่ามไม่พอก็ควรผลิตล่ามให้มากขึ้น ปัจจุบันเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐว่าอยากจะส่งเสริมเรื่องนี้หรือไม่

เราคิดว่า แต่ละจังหวักควรมีล่ามอย่างน้อยจังหวัดละ 1 คน นั่งประจำอยู่ที่ พมจ.และลงพื้นที่ ไม่ว่าที่โรงพยาบาล สถานีตำรวจ ศาล ชุมชน คนหูหนวกก็สามารถใช้สิทธิได้ตลอด การมีล่ามภาษามือในภูมิภาค จะทำให้คนหูหนวกเข้าถึงได้รวดเร็วมากขึ้น หากเกิดปัญหาอะไร ล่ามประจำจังหวัดจะเข้าถึงคนหูหนวกได้ก่อนใคร เราคิดว่าคุ้มค่ากับการเสียงบประมาณ 

เรามักได้ยินคนหูหนวกหรือคนพิการหลายๆ คนเล่าให้ฟังว่า เวลาไปอยู่ต่างประเทศ เขาแทบไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิการ เพราะเขาทำได้ทุกอย่างจนไปถึงการสั่งพิซซ่า นั่นเพราะว่า มีการสนับสนุนให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ รัฐมองเห็นความสำคัญ พอกลับมาประเทศเราก็พบว่าติดระเบียบ ติดกฎกติกาเต็มไปหมด พอกลับมาแล้วยิ่งรู้สึกว่ากลายเป็นคนพิการ

ประเทศไทยควรเริ่มอย่างไร

อาจจะไม่ต้องถึงขั้นบังคับให้ล่ามเรียนกฎหมาย แต่ควรมีการอบรมพัฒนาศักยภาพของล่ามภาษามือ เสริมความรู้ ในหลายศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวิชาทางการแพทย์ กฎหมาย เทคโนโลยี รัฐศาสตร์หรือสังคม เพราะยังมีความรู้อีกหลายแขนงที่ต้องใช้คู่กับภาษามือ 

คนพิการมีศักยภาพเท่ากับเราแต่เขาเข้าไม่ถึงโอกาส บางคนคิดว่า จะต้องช่วยเหลือคนพิการอยู่เสมอ เพราะเขาน่าสงสาร คนพิการเป็นกลุ่มด้อยโอกาส แต่เรากลับไม่เคยรู้สึกอย่างนั้น ถ้าเขาได้สิ่งที่ควรจะได้ตั้งแต่แรกอย่างเท่าเทียมกัน คนพิการก็สามารถพัฒนาได้เท่ากับเราทุกอย่าง ฉะนั้นเเราต้องเลิกมองกันในเชิงสงเคราะห์ และมองให้รู้สึกเท่าเทียมกันบนพื้นฐานสิทธิมนุษยชนให้ได้ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องย้ำกับสังคม

       

 

     

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมคนหูหนวกล่ามภาษามือกระบวนการยุติธรรมศาลทนายความ
Categories: ThisAble

เที่ยวภูกระดึงไปทำไมในเมื่อตาบอด

ThisAble - Wed, 2019-08-28 11:22

จากพื้นที่ความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล แถบยอดเขาภูกระดึง มอส- ปราโมทย์ ชื่นขำ และ บุ๋มบิ๋ม- เพ็ญเพ็ชร น้อยยาสูง สองคู่หูที่เป็นทั้งเพื่อนและพี่น้องได้ออกเดินทางมาเยือนที่นี่บ่อยครั้ง ถึงแม้ว่ามอสจะเป็นคนตาบอด ก็ไม่ได้ทำให้การเดินทางเป็นอุปสรรคสำหรับการท่องเที่ยว เขาสองคนออกโลดแล่นผจญภัยในป่ามากกว่าสิบครั้งทั้ง ภูกระดึง เชียงดาว และป้อมปี่ พวกเขาก็ไปมาหมดแล้ว

เราอยากชวนคุณหลับตา ฟังเรื่องราวของพวกเขา ถึงจุดเริ่มต้นการเดินทาง แรงบันดาลใจ คนมักถามว่า มองไม่เห็นแล้วขึ้นไปดูอะไรบนดอย? ร่วมคุยกับพวกเขาทั้งสองคนว่า การท่องเที่ยวทำให้สัมผัสอะไรบ้าง ทัศนคติที่มองคนพิการเที่ยวป่าเป็นอย่างไร การเลือกปฏิบัติ และการมีเพื่อนเป็นคนพิการทำให้เขาทั้งสองคนรู้สึกอย่างไร 

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมกีฬา
Categories: ThisAble

แม่ ทหาร คนพิการและนักการเมือง ตัวตนที่หลากหลายของแทมมี ดักเวิร์ธ

ThisAble - Tue, 2019-08-27 13:37

เป็นเวลา 4 ปีแล้วหลังจากแทมมี ดักเวิร์ธ กลับมาเยือนเมืองไทยครั้งก่อน ครั้งนี้เธอกลับมาพร้อมกับบทบาทการเป็นแม่ของลูก 2 คนเพื่อพบปะนายร้อยและเยี่ยมชมการทำงานของรัฐสภาไทย นอกจากนี้เธอวางแผนจะไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารผู้ได้รับบาดเจ็บในโรงพยาบาลทหารผ่านศึก สุดท้ายเธอจะเดินทางไปเชียงใหม่เพื่อพบปะญาติพี่น้องและพักผ่อนหย่อนใจก่อนกลับสหรัฐฯ

พันโทหญิง ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ เป็นสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา จากรัฐอิลลินอยส์เคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกิจการทหารผ่านศึกของประเทศสหรัฐอเมริกา เธอเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกันที่สูญเสียขาทั้งสองข้างระหว่างรบในสงครามอิรัก เมื่อปี 2547 ในตอนนั้นเธอเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์กองทัพสหรัฐอเมริกา

Thisable.me ชวนคุยกับแทมมีอย่างส่วนตัวกับเรื่องราวความเป็นแม่ หน้าที่การงาน และสิ่งที่เธอต่อสู้เพื่อจะได้เห็น และอ่านการแลกเปลี่ยนกับสื่อหลายที่ที่ให้ความสนใจในการกลับมาครั้งนี้ของเธอ

อะไรคือข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ โอกาสและความท้าทายในฐานะแม่ที่ทำงานการเมือง

ดักเวิร์ธ: โชคดีมากที่ดิฉันได้มีโอกาสทำงานนี้ เมื่อเห็นอะไรที่ลำบากหรือเป็นอุปสรรคก็มีโอกาสเขียนกฎหมายได้ ตอนที่เริ่มต้นทำงานที่เมืองหลวงของสหรัฐฯ การหาทางขึ้นที่วีลแชร์ขึ้นได้ตามตึกต่างๆ ยังเป็นเรื่องยากลำบากมาก หลายตึกเป็นตึกโบราณกว่า 200 ปี บางที่ก็ไม่มีห้องน้ำคนพิการ บางห้องประชุมที่ใช้วีลแชร์ก็ยังเข้าไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องเปลี่ยน ทำตามกฎหมายที่ว่า คนทุกคนจะต้องเข้าถึงได้ ใช้ได้ การเข้ามาทำงานของดิฉันจึงเป็นโอกาสที่ทำให้ประเทศของตัวเองเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ปัจจุบัน มีสตรีทำงานการเมืองที่หาเสียงมากขึ้น และทุกปีและมีสตรีที่อายุน้อยลง เมื่อก่อนนี้หากผู้หญิงจะหาเสียงเลือกตั้งก็จะคอยให้ลูกโตก่อน นักการเมืองหญิงบางคนไม่ได้หาเสียงจนกระทั่งลูกโต แต่ใน 15 ปีที่ผ่านมาผู้หญิงบางคนอายุแค่ 20 กว่าๆ หลายคนยังมีลูกเล็กที่อยู่ที่บ้านก็ก้าวเข้าสู่การหาเสียงเลือกตั้ง เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี เขาจะเป็นคนที่เข้าใจครอบครัวที่ต้องไปทำงาน และออกกฎหมายที่เอื้อต่อการทำงานของครอบครัวที่ยังมีลูกเล็กด้วย

จำเป็นไหมที่คนพิการต้องขับเคลื่อนงานคนพิการและจะก้าวข้ามความพิการไปสู่ประเด็นอื่นได้อย่างไร

คนพิการควรทำงานเรื่องนี้ก่อนคนอื่นเพราะเรารู้จักตัวเอง อะไรเป็นเรื่องที่ลำบาก ความลำบากเป็นยังไง อะไรที่อยากเปลี่ยนแปลง สมาคมคนพิการที่สหรัฐฯ มีคนไม่พิการหลายคนที่ร่วมมือกัน ดิฉันเองจึงคาดหวังที่จะคนพิการทำงานในทุกด้าน ไม่เฉพาะแค่เรื่องคนพิการ เหมือนกับตัวดิฉันที่เป็นทหารผ่านศึก บาดเจ็บจากสงคราม คนเห็นดิฉันเพราะการเป็นทหารผ่านศึก ไม่ได้เห็นความพิการ ไม่ได้เห็นความเป็นผู้หญิง และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พิเศษของตัวดิฉันเอง

เนืองจากดิฉันเป็นแม่ หลังคลอดลูก 2 คนก็เริ่มที่จะเขียนกฎหมายใหม่ที่ช่วยครอบครัวสหรัฐฯ ได้มีวันหยุดดูแลลูกที่คลอดมา เพราะปัจจุบันสหรัฐฯ ไม่มีกฎหมายบังคับให้หยุดแบบรับเงินเดือนเหมือนในยุโรป ที่ให้หยุดได้ถึง 6 เดือนทั้งพ่อและแม่ ดิฉันเลยพยายามเปลี่ยนกฎหมายเหล่านี้และมีส.ส.ที่เป็นแม่หลายคนร่วมสนับสนุนผ่านกฎหมายตัวนี้

ทำไมกลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยอย่าง LGBT คนพิการ ทหารผ่านศึก ฯลฯ จึงมีความสำคัญสำหรับคุณ

ปัจจุบันสหรัฐฯ เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่อง Intersectionality หมายความว่าเรื่องที่สำคัญกับกลุ่มนี้ อาจจะไปซ้อนทับกับอีกเรื่อง เราจึงพยายามทำงานในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เช่น ปัจจุบันคนพิการหางานยากมาก ร้อยละ 80 ไม่มีงานทำ เช่นเดียวกับสตรีที่มีลูกก็หางานยากเหมือนกัน บางคนหางานแบบ Part time เพราะอยากมีเวลาดูแลลูกฉะนั้นสมาคมคนพิการกับสมาคมสตรีหรือแม่ก็สามารถร่วมมือกันเพื่อหาทางช่วยคนที่ว่างงานให้มีงานทำ ทำให้สังคมเห็นว่า คนพิการส่วนมากจะมีความจงรักภักดีกับที่ทำงาน ไม่เปลี่ยนงานบ่อยๆ เพราะฉะนั้นสำหรับบริษัทที่จ้างคนพิการก็จะได้กำไรเพราะคนพิการจะไม่เปลี่ยนงานบ่อย ไม่ต้องสอนคนใหม่เรื่อยๆ

จากการทำงานด้านทหารสู่การเป็นนักการเมืองมีอะไรที่แตกต่างไปบ้าง

ตอนที่ดิฉันยังอยู่ที่โรงพยาบาลเมื่อครั้งบาดเจ็บใหม่ๆ มองว่า รัฐบาลของเราดูแลทหารผ่านศึกได้ไม่ดีพอ  จึงติดต่อไปที่ ส.ว.รัฐอิลลินอยส์ซึ่งเป็นกรรมการทหารผ่านศึกเพื่อบอกเล่าเรื่องราวปัญหา หลังจากนั้นเกือบ 10 เดือน ดิฉันก็ถูกเรียกไปหาเสียง วันนั้นเป็นจุดเริ่มต้น ดิฉันไม่เคยคิดว่าจะต้องออกไปหาเสียงเพราะมองว่า ตัวเองเป็นทหารและกำลังจะทำงานที่โรเตอรีสากล แต่เมื่อประเทศเรียกให้เราไปทำงาน เราก็ต้องไป หลังจากเข้าสู่การเมืองก็ทั้งสนุก โมโหหรือบางวันก็เสียใจ ก็เหมือนงานอื่นๆ แต่ว่าสิ่งที่ดีคือเราได้รับใช้ชาติและมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงชาติของตัวเองให้ดีขึ้น

อะไรคือบทเรียนที่สำคัญที่สุดในการทำงานทั้งด้านทหารและการเมือง

สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนเป็นทหารคือต้องดูแลทุกคนที่เป็นลูกน้อง ดิฉันเป็นนายร้อย นายพัน และเป็นพันโท ก็ต้องอย่าเห็นแก่ตัวเอง ต้องดูแลคนที่ตำแหน่งที่ต่ำที่สุดอยู่ใต้บังคับบัญชาให้ดี คนที่เป็นผู้นำที่ดีต้องดูแลลูกน้องก่อนดูแลตัวเอง ทหารสหรัฐฯ มีประเพณีว่าเมื่อทานอาหาร คนที่เป็นหัวหน้าจะไม่ทานจนกระทั่งลูกน้องทานหมดแล้ว ส่วนเขาจะทานที่เหลือ และพักผ่อนทีหลังลูกน้องเสมอเพราะคนพวกนี้เป็นคนที่ทำให้ กลุ่มทหารของเรามีความสำเร็จ

การรับใช้ชาติก็เช่นกัน เราต้องรับใช้ชาติก่อนจะรับใช้ตัวเองและอย่าคิดว่าเรารู้จักคนอื่นเพียงแค่เห็นด้านเดียว ต้องใช้เวลาที่จะเข้าใจ และรู้จักกันจริงๆ ดิฉันอยู่พรรคเดโมแครตและคนมักคิดว่า จะไม่มีทางเห็นตรงกันกับรีพับลิคกัน แต่บางครั้งเมื่อพวกเราหารือกัน เช่น กฎระเบียบเรื่องลูก ดิฉันพยายามเปลี่ยนกฎระเบียบให้สามารถพาลูกเพิ่งคลอดมาที่รัฐสภาก็ได้ ส.ส.จากพรรครีพับลิคกันมาร่วมพลักดันเพราะเขามองว่าตอนที่มีลูกเขาก็อยากจะพาลูกมาที่รัฐสภาเหมือนกัน จึงพร้อมที่จะสู้ทั้งที่เราอยู่กันคนละพรรค คนละแนวคิดทางการเมือง ความเป็นพ่อทำให้เขาเข้าใจเรื่องเหล่านี้มากขึ้น

สำหรับคนพิการไทย ดิฉันเห็นกรุงเทพฯ สร้างตึกใหม่อยู่เรื่อยๆ แต่ทำไมตึกใหม่ถึงไม่มีการสร้างให้มีทางที่คนพิการเข้าถึงเพราะหากสร้างตั้งแต่แรกจะต้นทุนน้อยที่สุด เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเปลี่ยนแปลงเมืองหลวงของประเทศไทยให้เป็นที่ที่คนพิการมีอิสรภาพในการเดินทางไปไหนมาไหนได้

ทำอย่างไรจึงรักษาคะแนนนิยมได้

สิ่งที่สำคัญสำหรับสหรัฐฯ คือ ส.ส.และ ส.ว.ต้องอย่าลืมว่า เราเป็นคนใช้ของประชาชนหรือ  Public services คำสำคัญอย่าง Services จะต้องไม่ลืม ข้าราชการต้องเป็นข้าผู้รับใช้ของคนธรรมดา คนที่ลืมเรื่องนี้จะเป็นคนที่จะไม่ประสบความสำเร็จและไม่ได้รับเลือก

ประสบการณ์ในการเป็น ส.ว.แตกต่างจาก ส.ส.ตรงที่ ส.ว.สหรัฐฯ มีเพียง 100 คน ฉะนั้นอิทธิพลของ ส.ว.จะมีมากกว่า ต่างจาก ส.ส.ที่มี 435 คนซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนกลุ่มที่เล็กกว่า รัฐที่ดิฉันอยู่เป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของสหรัฐฯ ความรับผิดชอบก็มากขึ้นไปด้วย สิ่งที่คิดว่าทำสำเร็จคือการผ่านกฎหมายต่างๆ ขณะเป็น ส.ว.และ ส.ส. พอเป็นแม่ดิฉันเริ่มรู้สึกว่ากฎหมายหลายอย่างนั้นดีไม่พอ เช่น ก่อนหน้านี้แม่ที่เดินทางด้วยเครื่องบิน ต้องการให้นมลูกต้องใช้พื้นที่ห้องน้ำ นี่มันสกปรก ไม่ใช่เรื่องที่ดี ฉะนั้นดิฉันจึงทำกฎหมายให้มีห้องให้นมในทุกสนามบิน หากดิฉันไม่ได้เป็นแม่ก็อาจไม่รู้ปัญหาเรื่องนี้เลย

ในไทยมีผู้หญิงทำงานการเมืองมากขึ้น คุณมีข้อแนะนำอย่างไร

รัฐบาลของประเทศต้องมีหน้าตาเหมือนกับคนในประเทศของเรา Politic needs to look like people ที่สหรัฐฯ มีผู้หญิง 51% ของประชากรทั้งหมดแต่มีนักการเมืองหญิงเพียง 20% เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะควรมีนักการเมืองหญิงแตะ 50% ของผู้ที่เป็น ส.ส.และ ส.ว. รวมถึงจำนวนของคนพิการก็ไม่เท่ากับเปอร์เซ็นต์ที่ในสังคมมี จนมีเรื่องตลกที่พูดว่า มีคนที่มีอำนาจในรัฐบาลเป็นผู้ชายผิวขาวชื่อจอห์นจำนวนมากกว่าผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันหรือเอเชียเสียอีก ฉะนั้นจึงสำคัญมากที่นักการเมืองจะต้องสะท้อนประชาชนเพราะหากเราไม่มีที่นั่งบนโต๊ะอาหาร เราจะเป็นได้เพียงแค่เมนูที่ถูกคนอื่นเลือก เขาจะไม่นึกถึงเราว่าอยากจะกินอะไร (If you’re not at the table then you’re on the menu)

การมีรากของความเป็นไทยเป็นแรงบันดาลใจต่อการทำงานอย่างไร และประชาธิปไตยของไทยปัจจุบันอย่างไร

การเป็นคนไทยของดิฉันนั้นสำคัญมาก เพราะทำให้เห็นค่าและบทบาทของอเมริกาที่มีต่อโลก โดยไม่ได้คิดว่าอเมริกาเป็นผู้นำ แต่เรามีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมโลก

สำหรับในเรื่องของการเมือง ก็คงตอบแบบไทยว่า ใจเย็นๆ ค่ะ ในสหรัฐฯ หลังจากเป็นประชาธิปไตยมา 100 ปีก็ยังมีเหตุการณ์สงครามกลางเมือง ครอบครัวต้องต่อสู้กันเอง คนฆ่ากันเองในประเทศตัวเอง จึงเป็นเรื่องปกติมากที่จะมีความสับสน วุ่นวายและเลอะเทอะเพราะ Real democracy is messy เรากำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย ดิฉันเข้าใจความกังวล และความอึดอัดใจของคนไทยที่อยากเห็นประชาธิปไตยก้าวไปเร็วกว่านี้ และดีใจมากที่คนไทยหลายคนมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเห็นประเทศของเราเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนต่างประเทศTammy Duckworthสหรัฐอเมริกาสมาชิกวุฒิสภาแม่
Categories: ThisAble

เส้นที่ก้าวต่ออย่างอิสระของทราย-ลูเต้อร์ และคุณทำอะไรได้บ้าง

ThisAble - Wed, 2019-08-21 00:26

ช่วงที่ผ่านมา กระแสของทราย-คีริน เตชะวงศ์ธรรมและลูเต้อร์ สุนัขนำทางพันธุ์ลาบราดอร์สีดำสนิทหน้าตาแสนเป็นมิตร ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อสังคมเป็นวงกว้าง คนเริ่มรู้จักและรู้วิธีการปฏิบัติตัวต่อคนพิการที่ใช้สุนัขนำทาง รวมทั้งทรายเองก็ได้มีโอกาสเข้าใช้บริการในสถานที่ต่างๆ ที่ไม่เคยได้เข้าไป

แต่คำถามก็คือ แล้วกระแสนี้จะนำไปสู่การปฏิบัติที่เท่าเทียมต่อคนตาบอดที่ใช้สุนัขนำทางได้หรือไม่ ทำอย่างไรจึงจะก้าวพ้นจากความน่ารักแสนรู้ของลูเต้อร์ ไปสู่การปฏิบัติอันเป็นมาตรฐานและการสร้างความเข้าใจเรื่อง Service Dog หรือสุนัขบริการ ชวนคุยกับครอบครัวเตชะวงค์ธรรม (วิภาวี โอทกานนท์-แม่และ วสันต์ เตชะวงศ์ธรรม-พ่อ) ถึงความคืบหน้าของการต่อสู้ของพวกเขา และหมุดหมายที่อยากให้เกิดขึ้นภายหลังจากทรายกลับไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง

เห็นอะไรในกระแสที่เกิดขึ้น

ทราย: หลายที่อนุญาตให้เราไปใช้บริการ เช่น เซนทรัลทุกสาขา รถไฟฟ้าบีทีเอส เมืองทองธานี ฯลฯ อย่างไรก็ดี ตอนขึ้นบีทีเอสก็ยังมีเจ้าหน้าที่พยายามช่วยเรา เหมือนกับคนตาบอดทั่วไปที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วย ทั้งที่จริงแล้วทรายถูกฝึกมาให้ไม่ต้องใช้ให้เจ้าหน้าที่ช่วย สามารถเดินเองได้ในเมืองนอก และคิดว่าในเมืองไทยก็สามารถเดินเองได้ แต่ระบบไทยยังมองว่าคนตาบอดจะต้องมีเจ้าหน้าที่ช่วย ต่างกับที่สหรัฐฯ ที่มองว่าคนพิการสามารถดูแลตัวเองได้

คนในสังคมที่รู้จักทรายกับลูเต้อร์ทุกคนให้ความร่วมมือดีมากเลย ทรายเห็นคนตื่นเต้นและพูดถึงลูเต้อร์ แต่ไม่พุ่งเข้ามาเล่นให้ลูเต้อร์เสียสมาธิ ซึ่งเราดีใจมาก แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องปรับคือพอทรายไม่ให้คนเล่นกับลูเต้อร์ คนก็ไม่กล้าเข้ามาทักทายทรายไปด้วย ทั้งที่จริงๆ แล้วสามารถทักทรายได้ เวลาคนพูดถึงเรา แต่ไม่มาทักเราก็ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น คนอยากจะคุยกับหมาแต่ไม่ได้อยากจะคุยกับคน เป็นความรู้สึกที่คนพิการหลายคนเจอบ่อย เช่น เมื่อทรายไปร้านอาหารกับแม่ พนักงานก็จะคุยกับแม่เกี่ยวกับตัวทราย “น้องเขาอยากได้อะไร น้องเขาอยากกินอะไร” เหมือนกับว่าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น

ลูเต้อร์เองก็ปรับตัว เรียนรู้ได้เร็ว เขาไปเดินในสวนหลวงได้ 2-3 ครั้งแล้ว เราพยายามสอนเส้นทางเดิมๆ ซึ่งเขาก็เริ่มจำได้ เห็นจากเมื่อเจอสี่แยกเขาก็รู้ว่าต้องเลี้ยวไปทางไหน หรือหยุดหากไม่แน่ใจ

แม่: ทรายกับลูเต้อร์ก็ได้ไปเซนทรัล ร้านส่วนมากก็ยินดีให้ทรายเข้าไป แต่ก็ยังมีบางร้านที่ขอคิดดูก่อน ทางเซนทรัลเองก็บอกว่าเขาไม่สามารถไปบังคับได้เพราะในสัญญาเดิมไม่ได้มีการระบุเรื่องนี้อยู่ แต่หากต่อไปมีการต่อสัญญา เรื่องสุนัขนำทางจะถูกระบุเข้าไปในสัญญาด้วย

หลังจากกระแสสุนัขนำทาง คิดว่าเป็นไปได้แค่ไหนที่จะใช้สุนัขนำทางแบบ Independent ได้

ทราย: ก็ยังต้องผลักดันกันอีกเยอะ ไม่ใช่แค่มีโรงเรียนฝึกหรือมีหมาแล้วจะแปลว่าใช้ได้ ตอนนี้ไทยก็พยายามส่งคนไปเรียนฝึกสุนัขที่ออสเตรเลีย กระนั้นเองแม้ที่นู่นจะมีโรงเรียนฝึกแต่ก็ยังต้องคัดเลือกคนตาบอดที่มีความรับผิดชอบสูง มีระเบียบวินัย มีความพร้อมที่จะรับสุนัขอย่างละเอียด ฉะนั้นแค่ขั้นแรกก็มีรายละเอียดเยอะแล้ว

เจ้าของสุนัขนำทางต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก ต้องไม่ปล่อยให้ใครก็ได้มาเล่นหรือเอาขนมให้กิน พอทรายเห็นว่า เมื่อลูเต้อร์เป็นที่รู้จักคนก็เริ่มพูดว่า “เดี๋ยวจะเอาหมาไปแจก” ความคิดนี้ใช้ไม่ได้เด็ดขาด นอกจากมีการฝึกแล้ว โครงสร้างอื่นๆ เช่น ฟุตปาธไทยก็ยังต้องปรับโครงสร้างเยอะ ดังนั้นที่ทรายห่วงก็คือ การที่ภาครัฐคิดว่า ถ้ามีโรงเรียนสุนัขนำทางได้แล้วก็สำเร็จ จะไม่ต้องปรับโครงสร้าง ไม่ต้องปรับทัศนคติคนและคนพิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นอิสระแล้ว ทั้งที่มันไม่ใช่ ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำต่อ

วันที่ไปเจอภาครัฐ ทรายไม่แน่ใจจริงๆว่าผลเป็นอย่างไร จะเห็นว่ามีแค่การพูดถึงการอนุญาตให้เข้าสวนสาธารณะหรือสถานบริการด้านสาธารณสุขได้ ส่วนเรื่องอื่นก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ รวมถึงมีเวลาพูดคุยน้อยและมักถามคนอื่นว่าคิดและควรจะแก้ไขยังไง โดยไม่มีใครในนั้นเป็นคนพิการเลย กลายเป็นว่าคนไม่พิการเป็นคนนั่งคิดแก้ไขปัญหาให้คนพิการ โดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นว่าคนพิการต้องการให้แก้ยังไง

แผนการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งการใช้ชีวิตอย่างอิสระ

แม่: แผนการเป็นเรื่องที่เราวางแผนร่วมกัน เรื่องสิทธิการเข้าถึงสิ่งต่างๆ ของคนพิการเป็นเรื่องที่อยู่ในใจทรายอยู่แล้วตั้งแต่เริ่มทำเพจ และไม่ได้คาดหวังว่า การใช้ชีวิตกับสุนัขนำทางจะไวรัลขนาดนี้

พ่อ: ประเด็นนี้ถือเป็นหัวหอกที่สร้างความรับรู้ในสังคมโดยรวม ปัญหาคนพิการและความพิการในสังคมเป็นประเด็นมนุษย์ล่องหน คนอาจจะเห็นแต่ไม่ได้คิดต่อว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของคนพิการเป็นยังไง จนทำให้การแก้ไขปัญหาจากทั้งภาครัฐและเอกชนมีแค่เบื้องต้น กฎหมายมีแค่ไหนก็ทำแค่นั้น

“เรื่องของทรายจึงเป็นหัวหอกที่สร้างความรับรู้ ขนาดหมาตัวเดียวยังมีปัญหาขนาดนี้ แล้วเรื่องอื่นจะขนาดไหน”

ทราย: ตอนนี้คนไทยจำนวนมากพร้อมกันรู้จักว่า สุนัขนำทางคืออะไรและรู้ว่าควรจะปฏิบัติยังไง ในแง่นั้นเกินที่คาดคิดเยอะมาก แต่ในแง่ทัศนคติเกี่ยวกับคนพิการยังต้องปรับอีกเยอะ แม้แต่ในเพจเองคนก็ยังส่งข้อความมาว่า “ฝากคุณแม่ไปบอกน้องทรายหน่อยค่ะว่า…” หรือไม่ก็ส่งรูปภาพเข้ามา ทรายก็จะถามกลับไปว่า “อันนี้รูปอะไรคะ” เขาก็ตอบว่า “รบกวนคุณแม่ช่วยบรรยายให้น้องฟังหน่อยค่ะ” การคิดถึงเรื่องนี้มันยังอึมครึมในสังคมไทย

ตอนอยู่ที่สหรัฐฯ ก็เจอภาวะแบบนี้อยู่บ้างเพราะที่นั่นประชาชนคนพิการก็ยังเป็นคนส่วนน้อย คนทั่วไปก็ไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติตัวกับคนพิการยังไง บางครั้งก็ไม่กล้าเข้ามาคุย เวลาไปร้านอาหารเขามักถามเพื่อนว่าทรายอยากกินอะไร ทั้งที่เราอยู่ตรงนี้และได้ยิน เมื่อ 2-3 วันก่อนแม่โทรไปคุยกับห้างๆหนึ่ง เจ้าหน้าที่ถามว่าถ้าเกิดไม่ได้ใช้สุนัขนำทาง ทรายต้องนั่งรถเข็นหรือเปล่า “เฮ้ย หนูตาบอด” คนอื่นชอบคิดว่าคนพิการทำไม่ได้ เวลาไม่รู้ว่าทำได้หรือไม่ได้ ก็จะใส่ว่าทำไม่ได้ไว้ก่อน ตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่โอเค

ความสัมพันธ์ของหมากับคนนั้นไม่ใช่เจ้าของ แต่เป็น handlers และ partner ship เราทั้งคู่เป็นทีมเวิร์คไม่ได้เป็นเจ้าชีวิตแต่เป็นความสัมพันธ์ที่ให้ความเท่าเทียม  เรายังเห็นความเข้าใจผิด เช่น คอมเมนท์ว่าหมาเป็นคนจูงหรือดูแลพี่ทราย โดยไม่เข้าใจว่าเราสองคนทำงานด้วยกัน

อะไรคือสิ่งที่ขาดและอะไรเป็นสิ่งที่เกิน

แม่: ขาดการคิดว่าคนพิการก็ทำอะไรได้เหมือนกับทุกคน เราต้องมีโรลโมเดลให้เห็นว่าคนพิการก็ทำได้ อาจจะด้วยวิธีต่างกัน และบางสิ่งที่เขาทำไม่ได้เป็นเพราะสังคมไม่ได้มีโครงสร้างที่ทำให้เขาทำได้อย่างอิสระ เวลาพูดว่าทรายเรียนมวยไทย เรียนโยคะ ปีนหน้าผาจำลอง หรือเล่นเปียโน คนจะประหลาดใจว่าทำได้ด้วยเหรอ ทรายทำได้ทุกอย่างหากมีการรองรับและการยอมรับ ให้เกิดการสนับสนุนที่เหมาะสม ซึ่งบ้านเรายังไม่มีภาพเหล่านี้มากพอ คนเลยตั้งค่ามาตรฐานว่าคนพิการทำไม่ได้ หรือถ้าทำได้ก็คงเสี่ยงเกินไป

ทราย: บางทีก็รำคาญเพราะเราถูกฝึกมาว่าอะไรที่ทำได้ก็ต้องทำเอง เวลาที่คนตาบอดหรือคนพิการไปไหนมาไหนแล้วมีเจ้าหน้าที่ประกบตลอดเวลา คนอื่นก็มองว่าคนพิการไม่สามารถทำเองได้ คนพิการบางคนก็อาจสะดวกให้เจ้าหน้าที่มาช่วยอำนวยความสะดวก คนที่อยากจะใช้ชีวิตได้เองก็ต้องเลือกได้

เรารู้สึกว่า สังคมปฏิบัติกับคนพิการเหมือนเป็นเด็ก ทราย 22 แล้วแต่คนกลับพูดกับเราผ่านแม่ “ทรายอยากกินอะไร” หรือหยิบนู่น หยิบนี่ให้เหมือนเราเป็นเด็กที่ไม่มีความคิดเห็นหรือความเชื่อมั่นในตัวเอง อยากจะจูงไปนู่น ไปนี่โดยไม่ไว้ใจว่าเราจะดูแลตัวเองได้ ตัดสินใจเองได้ และเรามีความหนักแน่นมากพอที่จะระวังตัวเอง หากเราตัดสินใจว่า ‘จะทำ’ นั่นเป็นเพราะมั่นใจว่าทำได้ แต่คนอื่นกลับคิดว่าการตัดสินใจของเขานั้นแม่นกว่าเรา

พ่อ: ทั้งหมดเป็นเรื่องของระบบคิด แทนที่จะมาคอยช่วยคนพิการแต่ละคน ทำไมไม่คิดเรื่องการทำโครงสร้างให้เหมาะกับการใช้งานของคนพิการ คนตาบอดเดินไปไหนมาไหน เดินข้ามถนนก็อันตรายมากอยู่แล้ว เขามีทักษะในการระวังตัวเองที่ดี

ตั้งแต่กลับมาจากสหรัฐฯ ได้ลองเดินทางเองกับลูเต้อร์บ้างหรือยัง

ทราย: ตั้งแต่กลับมาก็ยังไม่ได้ไปไหนแบบ Independent ทรายไม่เคยไปไหนเองในไทยเพราะฉะนั้นยอมรับเลยว่ายังไม่มีความมั่นใจ กำลังดูเรื่องการฝึกขึ้นรถเมล์เพราะเราอยากเดินทางเอง ตอนพ่อแม่เดินตามเขาก็จะคอยบอกว่า ‘ตรงนั้นมีเสา ตรงนั้นมีลวด’ บางทีเราก็อยากเดินชนเพื่อจะได้สอนลูเต้อร์

ทำไมส่งทรายไปเรียนรู้ทักษะของคนตาบอดที่สหรัฐฯ

แม่: มี 2-3 เหตุผล ตั้งแต่ทรายเรียนมัธยม โรงเรียนก็ไม่รู้หรอกว่าต้องทำยังไงกับเด็กตาบอด เขาให้ทรายไปคุยและสาธิตว่าทำอะไรได้บ้างจนยินดีรับเข้าเรียน แต่เราก็รู้ว่า การเดินนำทางทรายไปเรียนทุกวันมันไม่พอ มีไลฟ์สกิลหลายอย่างที่มีความจำเป็นสำหรับคนตาบอด ตอนนั้นทรายยังเดินไม้เท้าไม่เป็นด้วยซ้ำ แม่จึงค้นข้อมูลและไปเจอการฝึกทักษะภาคฤดูร้อนสำหรับคนตาบอด เป็นคอร์สสั้นช่วงซัมเมอร์ ที่สอนทักษะในการใช้ชีวิต

พ่อ: ระบบนี้เป็นระบบที่ดีมาก เป็นสวัสดิการที่ทุกรัฐในสหรัฐฯ สนับสนุนให้พลเมืองของเขาได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่ทำให้สามารถดำรงชีพ ทำให้พลเมืองมีประโยชน์กับสังคม ฉะนั้นเขายอมเสียเงินเพื่อหนุนช่วยให้คนสามารถอยู่ได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นระบบที่บ้านเราไม่ได้คิดถึงเลย หากจะมีแต่ระบบสังคมสงเคราะห์ ช่วยเป็นมื้อๆ อยู่รอดกันเป็นวันๆ

ทราย: คอร์สฤดูร้อนยาว 2 เดือนให้สกิลเรา แต่สิ่งที่เปลี่ยนมากกว่าคือความมั่นใจ ก่อนหน้านั้นเราไม่รู้ว่าคนตาบอดทำอะไรได้บ้างหรือทำยังไง วิชาที่เรียนมี 4 วิชาหลักคือ เบรลล์ เทคโนโลยี การใช้ไม้เท้าและการเดินทาง และการทำกับข้าว เป้าหมายหลักของศูนย์คือการสร้างความมั่นใจและการเชื่อในตัวเองผ่านชั้นเรียน ตอนคอร์สใกล้จะจบ จะมีการทดสอบให้เราหาร้านอาหาร โดยไม่บอกว่าอยู่ที่ไหน

นอกจากโปรแกรมนี้ ยังมีโปรแกรมระยะยาว 6 ถึง 9 เดือน จะมีวิชาเพิ่มเติมอย่าง Industrial Art และทักษะการใช้เครื่องมือ การซ่อมเครื่องไฟฟ้า ทักษะทางช่าง เลื่อยไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่กำลังจะกลับไปฝึก เป้าหมายของโครงการคือการก้าวข้ามความกลัว ฝึกความมั่นใจ ความเชื่อในตัวเอง ให้สามารถมีทักษะทั่วไปเหมือนคนที่จะอยู่ด้วยตัวเอง

พ่อ: อยากเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทย การเกิดขึ้นของระบบต่างๆ แปรผันโดยตรงจากสิ่งที่คุณคิดต่อประเด็นต่างๆ เหมือนกับที่เราชอบพูดว่า คุณจะให้ปลาหรือคุณจะให้เบ็ด  เราจึงควรเปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนทัศนคติการมองคนพิการว่าความบกพร่องไม่ได้ทำให้เขาสิ้นสูญสมรรถภาพ มีศักยภาพอื่นๆ ที่สามารถดึงออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ หากคนพิการมีงานก็ไม่เป็นภาระกับรัฐ ไม่ต้องใช้เงินภาษีมาคอยสงเคราะห์และเขาเองก็สามารถเสียภาษีได้ ผมถึงดีใจมากที่สภามีส.ส.เป็นคนพิการ ในอดีตสภาเรามีส.ว.คนพิการที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง  แต่ส.ส.เป็นตัวแทนของประชาชน เขาจะมีโอกาสได้อภิปรายและทำอะไรต่อมิอะไรให้คนได้เห็นคนพิการมากขึ้น

หมุดหมายที่อยากไปถึงคืออะไร

ทราย: ทรายก็ไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องนี้ไปได้ถึงไหนเหมือนกันเพราะอีกไม่นานก็จะกลับไปเรียนต่อ และทรายเองก็ไม่ได้เป็นคนที่ชอบการเผชิญหน้า ค่อนข้างเป็นคนเก็บตัวด้วยซ้ำไป รวมถึงเราเองมีความสนใจส่วนตัวในเรื่องสุขภาพจิต หากเรียนจบก็อยากเป็นนักจิตวิทยาให้คำปรึกษา

ในตอนนี้อยากให้มีคนพิการใช้สุนัขนำทาง เพื่อให้เรื่องนี้อยู่ในความรับรู้ของสังคมและผลักดันต่อไป หากมีคนใช้จริงก็จะเจอปัญหาซึ่งจะช่วยไฮไลท์ให้คนได้รับรู้ ส่วนเรื่องการทำโรงเรียนสุนัขนำทาง ก็อยากให้เกิด แต่ค่อนข้างซับซ้อน ความคิดที่จะเอาสุนัขปลดประจําการหรือสุนัขจรจัดมาฝึกนั้นทรายไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าจะเวิร์ค โรงเรียนของลูเต้อร์ใช้สุนัขที่เพาะพันธุ์เอง ฝึกตั้งแต่เกิดและไม่ใช่ทุกตัวจะได้เป็นสุนัขนำทาง เพราะมีความซับซ้อนมาก เขาต้องทำหน้าที่ที่เขาฝึกมาได้แต่ก็ต้องเข้าสังคมได้ด้วย  สุนัขจะต้องถูกประเมินแล้วประเมินอีก โดยเฉพาะเรื่องเข้าสังคม หากผ่านจึงจะเริ่มฝึกสุนัขนำทาง และประเมินเรื่อยๆ จนกว่าจะจบคอร์ส  คนรับสุนัขเองก็ต้องเทรน 3 อาทิตย์ เก็บข้อมูลว่าเราเหมาะกับตัวไหน ลองเดิน เรียนรู้การดูแล เช่น ให้อาหาร ให้น้ำ เก็บขี้ หวีขน ฯลฯ จึงทำให้กว่าจะมาอยู่กับทราย เขาก็อายุ 2 ปีแล้ว

แม่: ในทางกฎหมายมีการเขียนเรื่องสุนัขนำทางไว้อยู่แล้ว ซึ่งเราก็เคยเอาข้อมูลส่วนนี้ไปลงในเพจ ใจความว่า กฎหมายอนุญาตให้คนพิการนำสิ่งอำนวยความสะดวกรวมถึงสุนัขนำทาง เข้าถึงสถานที่ต่างๆ โดยไม่มีข้อยกเว้น สิ่งที่เราทำคือขอความร่วมมือให้ทำตามกฎหมาย ไม่ได้ขอมากกว่ากฎหมาย เวลาไปเจอสถานที่ที่บอกว่าไม่อนุญาตเราก็จะหงุดหงิดมากเพราะเรื่องนี้เป็นกฎหมาย ฉะนั้นจริงๆแล้ว เราไม่ควรต้องขออนุญาตด้วยซ้ำ ที่ต้องทำแบบนี้เพราะยังรู้สึกว่าอยากให้เกียรติเขา

พ่อ: กฎหมายที่เป็นอยู่ในเวลานี้ บังคับใช้จริงไม่ได้ ไม่มีบทลงโทษ ถึงแม้คุณจะทำผิดคุณก็ไม่โดนอะไร ไม่ทำตามกฎหมายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรายังติดอยู่กับระบบความคิดและอำนาจจากข้างบนมาข้างล่าง แต่การมีส่วนร่วมในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆกลับไม่มี

ทำไม ‘ทางเลือก’ จึงสำคัญสำหรับคนตาบอด และคนทั่วไปทำอะไรได้บ้าง

ทราย: มันคือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า ใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้ บางครั้งคนทั่วไปในสังคมมักคิดว่าคนตาบอดดูแลตัวเองไม่ได้หรือต้องให้คนอื่นช่วยคิดตลอดเวลา พอเป็นแบบนั้นเรารู้สึกว่าถูกขโมยการตัดสินใจ คนเข้ามาตัดสินใจให้เราว่า จะทำอันนี้ให้, จะไม่ทำอันนี้ให้, คุณทำอันนี้ไม่ได้หรอก เราไม่มี Autonomy (อิสรภาพ) ในการตัดสินใจด้วยตัวเอง เรื่องนี้สำคัญกับทรายมาก ฉะนั้นการมีหมาเป็นส่วนหนึ่งที่เราสามารถตัดสินใจว่าเราจะใช้หรือไม่ใช้

เวลาพูดถึงสังคม คุณและคนพิการก็เป็นส่วนหนึ่ง ฉะนั้นวิธีที่คุณคิดหรือมองคนพิการต้องเปลี่ยนไป บางคนชอบพูดกับทรายว่า “น้องเป็นแรงบันดาลใจ น้องเก่งมาก” ทั้งที่เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับทรายเลย ทรายก็จะสงสัยว่าเขาชมเรื่องอะไร เก่งอะไร ทำไมแค่เดินห้างก็กลายเป็นคนเก่งหรือว่าแค่พิการก็เก่งเพราะเดินห้างได้ สังคมมีความคาดหวังกับคนพิการต่ำมากเพราะแค่เดินห้างได้ก็เก่งแล้ว ทรายจึงอยากให้ปรับว่าก่อนที่คุณจะชมคนพิการว่า เป็นแรงบันดาลใจหรือเก่งจังเลย ช่วยคิดก่อนว่าคุณกำลังชมเขาเรื่องอะไร ถ้าหากตอนนี้เขาไม่ใช่คนพิการคุณก็ยังคิดว่าเก่ง ก็ควรชม แต่หากชมเพียงเพราะเขาเป็นคนพิการก็คงไม่เหมาะสม

และนอกจากเรื่องความคิดแล้ว อยากให้ไปต่อว่าคุณทำอะไรได้ เช่น ช่วยทำให้สังคมรอบตัวนั้นโอบอุ้มทุกคน สอนลูกว่าถ้าเห็นคนพิการควรคิดถึงเขาแบบไหน ถ้าคุณเปลี่ยนทัศนคติในวงเล็กๆรอบตัวคุณได้ ก็จะค่อยๆกระจายสารเหล่านี้ได้

พ่อ: อนาคตหลังจากนี้เราอยากทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม ความพิการแต่ละอย่างมีความต้องการแตกต่างกัน ค่อยเรียนรู้ด้วยกันทีละนิด ขนาดพ่อเองก็ยังต้องเรียนรู้และบางครั้งก็โดนทรายตำหนิ เพราะเรื่องคนพิการเป็นเรื่องที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน จึงต้องสร้างจิตสำนึก ความรู้สึก และความอ่อนไหวต่อความต้องการของคนอื่นในทุกกลุ่มด้วย

เข้าไปดูคลิปสัมภาษณ์ได้ที่นี่ กด

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนลูเต้อร์คีริน เตชะวงศ์ธรรมสุนัขนำทางผมชื่อลูเต้อร์คนตาบอดไม้เท้าขาว
Categories: ThisAble

ชวนปิดตา เปิดประสาทสัมผัสดูละครเวที ‘เรื่องเล่าจากหิ่งห้อย’ กับ Blind Experience

ThisAble - Thu, 2019-08-08 18:22

ละครเวทีที่ต้องปิดตาชม อาจไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วเพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี การเติบโตของการแสดงในกลุ่มคนตาบอดนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้ชื่อของ Blind Theatre หากแต่ว่า พวกเขาใช้เวลาในการทดลอง ค้นหาและสะสมประสบการณ์จนนำมาสู่ละครเวที “เรื่องเล่าจากหิ่งห้อย” ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

กฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์หรือหลุยส์ ผู้ก่อตั้ง Blind Theatre และ Blind Experience เล่าให้เราฟังว่า ละครเวทีเรื่องเล่าจากหิ่งห้อยนั้นเคยจัดแสดงครั้งแรกเมื่อห้าปีที่แล้ว ก่อนจะล้มลุกคลุกคลาน หาความหมายและต่อสู้กับความเชื่อต่างๆ ที่มีเกี่ยวกับความพิการ จากความสงสารสู่การมุ่งไปที่คุณภาพ และครั้งนี้เองเป็นครั้งแรกที่ผู้ชมจะได้เข้าไปสัมผัสและเรียนรู้งานศิลปะที่เจ๋ง เสียจนคุณต้องมองข้ามเรื่องความพิการเหมือนกับที่หลุยส์ได้โม้เอาไว้!

จากภาพยนตร์สุสานหิ่งห้อย และเพลงนิทานหิ่งห้อย

หลุยส์: บทละครนิทานจากหิ่งห้อยพูดถึงมนุษย์ทุกคนที่ต้องการอยู่กับคนหรือสังคมที่เชื่อเหมือนกับเรา มีความฝันเดียวกับเรา หรือปลอดภัยเมื่ออยู่ในสังคมนั้น หากแต่ว่าตัวละครที่มีความเชื่อเหมือนกันกลับมีวิธีการที่ต่างกันออกไปในการครอบครอง โดยคาดหวังว่า จะได้ปกครองทุกคนที่มีความเชื่อเหมือนกัน เหมือนกับบางคนที่มีแฟนและคิดว่าแฟนต้องอยู่กับเราตลอดไป แต่ลืมนึกไปว่า ความสุขที่แท้จริงคือการไม่ครอบครอง

นิทานเรื่องนี้เคยเล่นมาแล้วเมื่อ 4-5 ปีก่อน ตอนผมอายุประมาน 25 ปี ช่วงนั้นชีวิตมักตั้งคำถามตามประสาเด็กวัยรุ่นกำลังก้าวผ่านเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เริ่มเห็นความสูญเสีย ตามหาความยึดติดและปล่อยวางของชีวิต แม้เราจะตามหาแต่ก็ยังยึดติดครอบครัว คนรัก และความทุกข์ จนได้ฟังเพลงนิทานหิ่งห้อยที่มีใจความว่า “อย่าขังความจริง อย่าขังความงาม” แล้วความจริงของชีวิตคืออะไรล่ะ?  เพลงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานละครในระยะต่อมา

ผมเมื่อ 5 ปีที่แล้วยึดติดเยอะมากเพราะเราฝันจะทำละครเวที แต่พอหลายคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ก็เครียดมาก เหมือนกับคนวัยหลายคนที่เริ่มมีความคิดไม่อยากทำงานใต้การปกครองของคนอื่น พวกเขารู้ว่าตัวเองชอบอะไรและไม่ชอบอะไร แต่หาวิธีการทำสิ่งที่ชอบให้สำเร็จไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวเสียส่วนใหญ่ เช่น คุณอาจชอบทำละครเวที แต่ก็เห็นว่าในความเป็นจริงไม่มีคนทำอาชีพนี้ให้ได้นำมาเป็นตัวอย่าง พอต้องไปทำอย่างอื่นก็มีความทุกข์ รอบตัวเต็มไปด้วยคนที่ไปก็ไม่สุด กลับตัวก็ไม่ได้ อยู่ในวงจรการทำในสิ่งที่ไม่ชอบ แต่พอเราถอยมาและปล่อยมันไปหน่อย ปล่อยให้ความคิดได้สร้างสรรค์เหมาะกับสภาพสังคม เราก็เรียนรู้เรื่องนี้แล้วไปต่อจนกลายเป็นบลายน์เธียเตอร์

ศิลปะเป็นของทุกคน ?

จุดประสงค์ของการทำบลายน์เธียเตอร์คือ วิพากษ์พื้นที่ทางศิลปะหรือคำพูดที่ว่า ศิลปะเป็นของทุกคน ตอนเราอยู่ในโรงละครหรืองานนิทรรศการ เราไม่เห็นว่ามีคนจนอยู่ในนั้น ไม่เห็นว่ามีคนพิการอยู่ในนั้น พื้นที่นี้กลับเป็นของคนชนชั้นกลางที่มีเงิน โรงโอเปร่าไม่มีคนจน คำพูดที่บอกว่า ศิลปะเป็นของทุกคนในเชิงรูปธรรมของสังคมไทยจึงไม่เป็นจริง

สี่ปีที่ผ่านมา บลายน์เธียเตอร์ลองทำหลายอย่างร่วมกับศิลปินที่มองไม่เห็น จนรู้ว่า คนที่มองไม่เห็นไม่ได้ต้องการแค่แสดงละครเวที แต่เขาอยากทำอะไรอีกมากเช่น เต้น ออกแบบ และมีความฝันอื่น สี่ปีที่ผ่านมาจึงเป็นสี่ปีแห่งการศึกษาและทดลอง เพราะหากเราต้องทำละครเองทุกปีโดยไม่มีใครทำต่อได้ เราก็จะกลายเป็นคนที่ทำเพื่อสังคมตัวเล็กๆ ที่ไม่เกิดแรงสั่นสะเทือนอะไรเลย

เราไม่ได้เพียงวิพากษ์พื้นที่ทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเปิดรับทุกความหลากหลายร่วมแสดง เรามีนักแสดงอาชีพและนักแสดงที่ไม่เคยมีประสบการณ์ มีคนที่เป็นนักศึกษา มีคนพิการ ฯลฯ ทุกคนสามารถสร้างงานศิลปะได้และงานศิลปะที่ดีต้องมีคุณภาพ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์แต่คือการออกแบบพื้นที่ให้กับคนที่มีใจและอยากเริ่มทำงานศิลปะ

ผู้ชม = แรงสั่นสะเทือน

“สิ่งที่เจ็บที่สุดอย่างแรกคือเราช่วยคนตาบอดได้ไม่เยอะเหมือนกับที่สังคมคาดหวัง และไม่มากเท่าที่บอกคนตาบอดว่าเป็นละครเพื่อคนตาบอด มีคนตาบอดอยู่กับเราไม่กี่คน ผมไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไง”

ที่ผ่านมาผมไม่พอใจเลย เวลาบอกว่าทำละครเพื่อสร้างสรรค์สังคม แต่สังคมกลับไม่ได้เปลี่ยนเท่าที่เราโม้ จนเราคิดได้ว่า ก็คนดูไงล่ะ คือแรงสั่นสะเทือนของเรา ละครบางเรื่องเมื่อเล่นเสร็จคนดูประทับใจ ปรบมือและกลับบ้านไป แม้ตัวเองจะเปลี่ยน แต่สังคมเปลี่ยนไหมก็ไม่รู้เพราะวัดผลไม่ได้ ผมเห็นงานศิลปะแบบนี้เยอะมาก จึงอยากทดลองทำงานบางอย่างที่บอกคนดูว่า หากคุณประทับใจก็สามารถลงมือแก้ไขอะไรบางอย่างได้ และจะได้ผลเมื่อคุณเริ่มทำการศึกษา ทำโปรดัคชันออกมาเป็นผลลัพธ์ มีคนมาซื้อ มาเสพ และมีวิธีการให้คนได้ทำต่อ เราจึงกลับมาทำละครอีกครั้งในรูปแบบของบริษัทและเปลี่ยนชื่อเป็น  Blind Experience

สอง จะเห็นได้ว่าคนที่ทำงานเพื่อสังคมยังไม่มีความยั่งยืนและยังอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ หากผมยังประกาศว่า คนที่มาดูได้ช่วยเหลือคนตาบอด เขาก็จะเข้ามาพร้อมกับความอยากช่วยเหลือ ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนั้น จุดประสงค์ของการทำงานในปีนี้จึงเปลี่ยน เราไม่ได้บอกว่ากำลังช่วยเหลือใคร แต่เรากำลังมาแลกเปลี่ยนความรู้ ไม่ได้โฟกัสว่าจะเป็นคนตาบอดหรือคนตาดี

หากคนมาดูละครแล้วตื่นเต้นว่า “คนตาบอดเล่นละครได้” เขาก็จะมาดูครั้งเดียวแล้วก็หายตื่นเต้น เขามาเพื่อแสวงหาอะไรบางอย่างซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เป้าหมายที่เราต้องการ ฉะนั้นสิ่งที่เราขายจึงเป็นเรื่องคุณภาพ ความรู้และประสบการณ์ เพราะเป็นสิ่งที่คนซื้อได้ตลอดชีวิต

ยิ่งมืดยิ่งชัดเจน

ในความมืดมีสิ่งใหม่ๆ ที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ ไม่ว่าคุณจะหูหนวก นั่งวีลแชร์ ตาบอดหรือตาดี ผมมีแค่หน้าที่สร้างความรู้ เพื่อทำให้คุณตื่นเต้นและเปิดประสบการณ์ใหม่ของประสาทสัมผัสอื่นนอกจากการมอง หลายคนบอกว่า สัมผัสเวลาอยู่ในความมืดนั้นแม่นยำขึ้น

“คนที่เข้ามาดูจะได้เปิดประสาทสัมผัส เพราะหลายประสบการณ์นั้นออกแบบมาให้คุณมองไม่เห็น คุณจะตื่นตัว เพราะ90% ของชีวิตไม่นับตอนนอน คุณเปิดตาทำทุกอย่าง ความตื่นตัวนี้จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจและความหวัง”

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องยูนิเวอร์แซลดีไซน์ในงานศิลปะ สี่ปีก่อนเราอาจบอกได้แค่ว่าอยากให้เกิดอะไร แต่ตอนนี้มีตัวอย่างที่คนสามารถมาศึกษาแล้วนำไปต่อยอดได้

คนที่เข้าร่วมกับเราในปัจจุบันไม่ใช่คนคนเดิม สี่ปีก่อนเราทำละครเพื่อคนดูประมาณ 1,000 คน แต่ปีนี้เราทำขาย 8,000 คน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายกับละครเวทีที่ไม่ได้มีแบรนด์ อีกสิ่งที่เปลี่ยนไปคือราคาบัตร เมื่อก่อนเราไม่กล้าเก็บค่าบัตรแพงๆ 5-600 มาตลอด ทั้งที่ค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการทำละครเวทีสูงมาก เราจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายจากคนที่มีใจเพื่อสังคม ทำอะไรเกี่ยวกับสังคมอยู่แล้วเป็นคนที่ยังไม่ได้ทำงานทางสังคม แต่สนใจงานด้านสังคม มีชีวิตอีกแบบหนึ่ง อาจเป็นคนที่รวยมากหรือสนใจเรื่องราวต่างๆ ผ่านโลกโซเชียล ซึ่งมีอยู่เยอะมาก การดึงคนเหล่านี้เข้ามาจะต้องวางน้ำหนักให้ดี หากเป็นงานเพื่อสังคมมากเกินไปเขาอาจจะไม่สนใจ จึงต้องบาลานซ์ความต้องการอื่นด้วย เช่น ความสนุก ความตลกและคุณภาพงาน

“คนถามว่า ถ้าปิดตาชมแล้วจะต่างอะไรกับละครวิทยุ ผมก็บอกได้เลยว่า เมื่อคุณมองไม่เห็น ประสบการณ์ในเรื่องของเสียงสัมผัส กลิ่นและรสชาติจะเต็มที่มากขึ้น ผู้ชมทุกนั่งอยู่บนเวที ฉะนั้นประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ตัวละครทุกตัว เสียงทุกเสียง ฉากทุกฉากจะอยู่รอบตัวคุณทั้ง 360 องศา พูดแค่นี้ก็น่าตื่นเต้นจนต้องมาดูแล้ว”

โอกาสที่จะมีตัวตน

มีเรื่องตลกเยอะแยะที่เราไม่เคยเจอในวงทั่วไป เมื่อได้ทำงานกับคนตาบอด บางครั้งเราคนตาบอดชอบส่งเสียงดังมาก อยู่ดีๆ ก็ตะโกนขึ้นมา ในความตลกนี้สิ่งที่ไม่ตลกเลยคือ คนตาดีรับรู้คนรอบข้างผ่านการมอง บางคนเงียบ บางคนยิ้ม แต่คนตาบอดไม่รู้ว่ารอบตัวเขามีบรรยากาศอย่างไร ฉะนั้นสิ่งที่ทำให้เขามีตัวตนคือการทำเสียงดัง

พื้นฐานของมนุษย์ทุกคนต้องการที่จะมีตัวตนในสังคมและนำเสนอด้วยพฤติกรรมต่างๆ คนพิการหลายคนขาดโอกาสและเมื่อได้โอกาสก็พยายามแสดงตัวว่าเขาไม่เป็นปัญหา เขาจึงมักเกรงในในทุกเรื่องและไม่เป็นตัวของตัวเอง รู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือนั้นเป็นปัญหา การทำงานกับคนตาบอดมีความต่างแตกต่างไม่มาก แต่เราไม่เคยมีองค์ความรู้ใดที่สร้างมาก่อนเพราะองค์ความรู้หลักขึ้นอยู่กับคนมองเห็นเสียส่วนมาก

อย่าว้าวแค่มีคนตาบอด แต่ให้ว้าวที่คุณภาพการแสดง

การชื่นชมเพียงเพราะตาบอดเป็นสิ่งพื้นฐานที่หากไม่เข้าใจเราเขวทันที ถ้าคุณเห็นคนที่มีความพิการขึ้นมาทำอะไรแล้วคุณก็ตื่นเต้น หรืออวยเกินเหตุจะทำให้คนพิการท้อใจที่สุดเพราะเขารู้สึกว่าไม่ได้ทำดีขนาดนั้นแต่ทำไมคนชื่นชมเกินไป ในอีกนัยหนึ่งผมก็เข้าใจเพราะนี่คือมนุษย์ เราพร้อมที่จะซัพพอร์ตคนที่อ่อนแอกว่า อยากจะช่วยเหลือ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนต้องมองให้ขาด และปฏิเสธไม่ได้ว่าคนดูกว่า 80% เข้ามาด้วยความคิดแบบนี้ หน้าที่ของเราคือทำให้เขาเห็นว่า นักแสดงพิการก็เป็นนักแสดงคนหนึ่ง ให้เขาได้เคยชินและหยุดว้าว แต่มองที่คุณภาพของการแสดงแทน

ปีนี้เราไม่ได้บอกคนดูว่า เรามีนักแสดงคนพิการหรือไม่ เพราะอยากให้คนดูมองที่คุณภาพของงาน ไม่ว่าคุณจะเข้ามาด้วยความสงสารแต่คุณต้องออกไปด้วยความรู้สึกเจ๋ง และมองข้ามความพิการ

หมุดหมายของเราคือการพยายามทำให้คนที่ดูละครสามารถเปลี่ยนประสบการณ์เหล่านี้ผ่านกิจกรรมที่คุณทำอยู่แล้ว ให้เกิดความหลอมรวมมากขึ้น สำหรับคนที่อ่านถึงตรงนี้คงมีความตั้งใจลึกๆ จะอยากทำงานด้านสังคม มีความสนใจทางสังคม อยากจะเห็นสังคมดีขึ้น ผมจึงอยากให้คุณมางานนี้ในพื้นที่พื้นที่หนึ่งที่ทุกคนสามารถเข้ามาอยู่ได้ บริหารจัดการตัวเองได้ มารับประสบการณ์ใหม่ เชื่อผมเถอะว่ามันจะเป็นการชมละครเวทีและงานศิลปะที่ทำให้คุณตื่นตัว ตื่นเต้นและพบว่าแรงบันดาลใจนั้นมีอยู่เยอะมากเมื่อคุณอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลุกคุณให้ตื่นแบบนี้

ละครเวทีนิทานจากหิ่งห้อยจะจัดแสดงที่ Theatre 3 ของ Lido Connect สยามแสควร์ ในวันที่ 13-31 สิงหาคมนี้ สามารถติดตามรายละเอียดและจองบัตรได้ที่ https://www.facebook.com/theblindstheatrethailand/

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนBlind Experienceเรื่องเล่าจากหิ่งห้อยLido connectกฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์ละครเวที
Categories: ThisAble

‘กาญจนา พิมพา’ จากเวทีนางงามสู่การปฏิบัติที่เท่าเทียมของการใช้ชีวิตคนหูหนวก

ThisAble - Tue, 2019-07-30 14:43

ในทุกปี การประกวดนางงามหูหนวกถูกจัดขึ้นคู่ขนานกับการประกวดนางงามกระแสหลัก เป็นการประกวดที่ทำให้ชุมชนคนหูหนวกภาคภูมิใจและมองว่าจะช่วยทำให้พวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม แต่น้อยครั้งนักที่ความภาคภูมิใจเหล่านี้จะถูกนำเสนอและได้รับกระแสความสนใจจากสื่อ รวมถึงมีน้อยคนที่จะรู้จักว่า ชุมชนคนหูหนวกก็มีการประกวดนางงามเฉกเช่นเดียวกัน

ชวนคุยกับปุ๊กกี้- กาญจนา พิมพา Miss Deaf Thailand คนล่าสุด หลังจากได้รับตำแหน่ง Miss Deaf Asia 2019 ที่เพิ่งประกวดในประเทศแอฟริกาใต้ ถึงเรื่องราวในชีวิตของเธอ ปัญหา อุปสรรคและแรงผลักดันที่ทำให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นนางงามหูหนวกคนล่าสุดของประเทศไทย

ชีวิตวัยเด็ก

กาญจนา: สมัยก่อนตอนยังไม่รู้ภาษามือก็ใช้ชีวิตลำบาก สื่อสารกับคนในครอบครัวก็ไม่ได้ จนได้เรียนที่โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดอุดรธานี จึงสามารถสื่อสารกับพ่อแม่ได้ ใช้เขียนบ้าง สีหน้าบ้าง ภาษามือธรรมชาติบ้าง หลังเรียนจบ ม.6 ก็เรียนต่อมหาวิทยาลัยที่สกลนครและกำลังจะขึ้นปี 2 เรียนเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยี

ความไม่เท่าเทียมที่เจอ

หลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการเรียนที่มีอุปสรรค เราเคยมาสมัครเรียนในกรุงเทพฯ แต่หลายมหาวิทยาลัยก็ไม่รับ เพราะบอกว่าเราเรียนไม่ได้ ไม่มีล่ามภาษามือ

เรารู้สึกว่าเราอยู่ตัวคนเดียว รอบข้างมีแต่คนหูดี เราเห็นคนหูดีมีเพื่อน แต่เรากลับไม่มีเพื่อน ต้องอยู่บ้านตัวคนเดียว ตามพ่อแม่ไปไหนมาไหน จึงพยายามเรียนรู้การใช้ชีวิตจากเพื่อนหูดี ไปไหนกับเพื่อนหูดีโดยพูดคุยผ่านการใช้ท่าทาง ก็พอไปไหนกับเขาได้ อย่างเมื่อก่อนพี่สาวเราก็ใช้ภาษามือไม่ได้ ตอนนี้เขาก็ยอมเรียนและใช้ภาษามือกับเราในการพูดคุย

ความฝันของปุ๊กกี้

เราฝันอยากเป็นครู อยากเรียนมหาวิทยาลัย และอยากทำงานบริษัท แต่ก็มองว่ายากเกินไปสำหรับคนหูหนวก ทั้งเรื่องการสมัครงาน ซึ่งอาจไม่มีใครรับเพราะเราเขียนและสื่อสารยาก เราเห็นบริษัทส่วนมากไม่รับคนหูหนวกเข้าทำงาน พอคิดแบบนี้ก็เลยก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

เราคิดว่าสังคมยังเปิดโอกาสให้คนหูหนวกค่อนข้างน้อย ไม่สนับสนุนในเรื่องต่างๆ กลับกันหากดูคนหูดีทำอะไรก็จะมีคนสนับสนุนมากมาย และมีโอกาสมากกว่าในทุกด้าน

ประสบการณ์ผ่านการประกวด

เราเห็นการแข่งขันเดินแบบ ประกวดนางงามของคนหูดีมีเยอะแยะไปหมด พอเห็นแล้วก็ชอบ อยากทำบ้าง สำหรับเรามันใช่มากเลย พอเห็นข่าวรับสมัครประกวดนางงามหูหนวกจึงรีบสมัคร และพยายามพัฒนาตัวเอง จนชนะได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งที่ประเทศแอฟริกาใต้ และได้รางวัล Miss Deaf Asia 2019 ในปีนี้

ก่อนประกวดเราก็ดูแลตัวเองให้พร้อม ฝึกแต่งหน้า ทำผม ปรับบุคลิกภาพร่างกาย ฝึกเดินแบบ และฝึกภาษามือสากลทั้งที่ไม่เคยใช้ เพราะรู้ว่าหากอยากจะไปแข่งก็ต้องใช้ภาษามือสากลให้ได้ ซึ่งตอนนี้ก็พอใช้ได้แล้ว

ตอนแข่งขันมีจุดเน้น 5 อย่างคือ วัฒนธรรมไทย การเดินแบบ การเเสดงภาคอีสาน ชุดว่ายน้ำ และชุดราตรี เราถนัดรำไทยเพราะแสดงรำไทยตั้งแต่เด็ก แม้เมื่อก่อนจะไม่กล้าแสดง แต่เมื่อเห็นคนหูหนวกคนอื่นทำได้ ก็คิดว่าตัวเองน่าจะทำได้  จึงพัฒนาตัวเอง ความยากอยู่ที่ต้องใช้ความรู้สึก แทนที่จะได้ยินก็ต้องดูแสงไฟ และนับจังหวะในใจ

ความเท่าเทียมที่อยากให้เกิดขึ้น

อยากให้ทุกคนมีใจที่เท่าเทียมกัน คนหูดีได้รับข่าวสารต่างๆ แต่คนหูหนวกไม่รู้ จึงอยากให้มีสื่อและข่าวสารต่างๆ ให้เท่ากับคนหูดี เวลานางงามหูดีกลับมาไทย มีการประชาสัมพันธ์ต้อนรับ ให้เกียรติ นางงามหูหนวกก็ควรจะได้รับการปฏิบัติแบบนั้นเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม

หากดูตอนนี้จะพบว่า เมื่อคนหูดีได้รางวัลมีนักข่าวเยอะแยะรอสัมภาษณ์ แต่นางงามหูหนวกไม่มีสื่อมาสนใจเลย เราจึงอยากได้ความรู้สึกแบบนั้น อยากให้มองว่า คนหูดีทำได้ คนหูหนวกก็ทำได้

หลังได้ตำแหน่งชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร

ยังเป็นปุ๊กกี้คนเดิม แต่บุคลิกภาพและการเดินเปลี่ยนไปเพราะเราพยายามพัฒนาตัวเอง มีคนแนะนำว่าเราต้องยิ้มแย้มแจ่มใส พัฒนาตัวเอง พอรู้ว่าตัวเองทำได้และได้รางวัลมาให้คนไทยก็ดีใจ

ความหมายของคำว่านางงาม

มีบุคลิกภาพที่ดี มีความรู้ในการตอบคำถาม สวย ครบเครื่อง ก่อนหน้ามีคนหูหนวกเข้าไปร่วมแข่งขันเวทีคนหูดี แต่ก็ตกรอบกลับมา เป็นเพราะไม่มีล่าม และเราไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน จึงอยากสนับสนุนให้ให้มีล่ามในการทำกิจกรรมหรือเข้าถึงสื่อต่างๆ มากขึ้น อย่างวันนี้พอมีล่าม เราก็สามารถสื่อสาร แปลการสนทนาได้เข้าใจ อธิบายได้ชัดเจน

สิ่งที่อยากให้คนทั่วไปเข้าใจคือ บางครั้งคนหูหนวกใช้ภาษาเขียนที่คนส่วนมากมองว่าเป็นคำสลับ ซึ่งการเขียนแบบนี้เป็นไวยากรณ์ของคนหูหนวก จนทำให้คนหูดีมองว่าเขียนอะไร จึงอยากให้คนหูดีช่วยแก้ ช่วยเปลี่ยนไวยากรณ์ให้คนหูหนวก ได้เรียนรู้การเขียนที่ถูกต้องมากขึ้น

-

ขอบคุณโรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิแอร์พอร์ท และล่ามภาษามือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนนางงามหูหนวกMiss Deaf Thailandภาษามือกาญจนา พิมพา
Categories: ThisAble
Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble