ThisAble

สุริยา แสงแก้วฝั้น: ถ้าการเมืองดี..คนพิการจะมีเสียง และถูกยอมรับในศักยภาพ

ThisAble - Thu, 2020-09-17 16:17

“ถ้าการเมืองดี” เราจะมีฟุตปาธที่เรียบเสมอกันให้ใช้ เราจะมีรถเมล์ที่รองรับคนทุกกลุ่ม เราจะมีความปลอดภัยและเสถียรภาพในการดำเนินชีวิต ความฝันและความเชื่อเหล่านี้ถูกพูดถึงหลายต่อหลายครั้ง ขนานร่วมกับการรวมตัวชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเยาวชนในช่วงที่ผ่านมา จนอาจกล่าวได้ว่า การเมืองเป็นเรื่องของทุกคนอย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนพิการและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความพิการก็ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนออยู่เรื่อยๆ และมีคนพิการจำนวนไม่น้อยที่ตื่นตัว เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง

Thisable.me ได้มีโอกาสพูดคุยกับหนึ่งในผู้ปราศรัยอย่างสุริยา แสงแก้วฝั้น ในช่วงการชุมนุมของฝ่ายประชาธิปไตยที่ผ่านมา เขาเองมีความสนใจเรื่องการเมือง และเหนือไปกว่านั้นเขายังมองว่า ความพิการเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเมือง หากการเมืองดี คนพิการคงมีสิทธิในฐานะพลเมืองได้อย่างสมบูรณ์

ทำไมถึงเริ่มสนใจการเมือง?

สุริยา: เริ่มจากที่ผมเป็นคนชอบตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัว เมื่อก่อนตอนเรียนชั้นประถม โรงเรียนจัดค่ายอบรมจริยธรรมขึ้น แต่ตัวผมและเพื่อนบางส่วนรู้สึกว่า การอบรมครั้งนี้ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน พวกเราในฐานะนักเรียนจึงรวมตัวกันประท้วงเพื่อให้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมเป็นการสอนเนื้อหาวิชาการแทน ท้ายที่สุดโรงเรียนก็ไม่ยอม พวกเราถูกทำโทษกันหลายคน

พอเริ่มโตขึ้นหน่อย ก็รู้ว่าตัวเองสนใจด้านประวัติศาสตร์และการเมือง ตอนผมอยู่ ม.3 มีการปฏิวัติเกิดขึ้น ผมมองว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราในฐานะเยาวชนก็รับฟังข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ชั่งน้ำหนักบวกกับค้นคว้าข่าวสารจากหนังสือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ ฯลฯ และเมื่อเราเห็นความเหลื่อมล้ำจากการเป็นคนพิการมาเชื่อมโยงด้วย ก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นว่า การเมืองไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม และไม่ว่าจะยุคไหนก็ตาม คนพิการมักเป็นเสียงส่วนน้อยเสมอ อย่างไรก็ดี ถึงคนจะมองว่าคนพิการคือเสียงส่วนน้อยแต่ก็ต้องมีสิทธิที่จะได้รับการจัดสรรปันส่วนทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกับคนอื่น ผมจึงเริ่มศึกษาต่อยอดเพื่อเชื่อมโยงเรื่องสิทธิคนพิการกับการเมืองเข้าด้วยกัน และตัดสินใจเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่เนื่องจากตอนนั้นคณะรัฐศาสตร์ยังไม่มีนโยบายรับคนพิการ ผมจึงได้เรียนที่คณะนิติศาสตร์แทน

ครอบครัวของผมให้อิสระทางความคิดและการตัดสินใจ เวลาที่พ่อแม่ทำไม่ถูกต้อง เราในฐานะลูกก็มีสิทธิที่จะโต้แย้งและพูดคุยกันได้เสมอ ผมจึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมทำให้ผมเข้าใจความมีเหตุผลของมนุษย์เสมอมา

การตื่นตัวของสังคมไทย

ช่วงที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเมืองมากขึ้น ถ้าให้มองย้อนกลับไปสมัยเมษา - พฤษภา 53 ตอนนั้นผมอยู่ปี 1 การตื่นตัวและตระหนักรู้ของคนทั่วไปยังถือว่าน้อยมาก ในมหาวิทยาลัยมีไม่ถึง 10% เลยด้วยซ้ำที่สนใจและตระหนักรู้ถึงความรุนแรงจากรัฐตอนที่ปราบปรามประชาชน ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ก็มีแต่ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา ยังไม่ค่อยมีคนหนุ่มสาวสนใจหรือติดตามเท่าไหร่ หากเทียบกับปัจจุบันยิ่งเห็นได้ชัด คนรุ่นใหม่ตื่นตัวทางการเมืองมากในช่วง 2-3 ปีมานี้ จากที่ผมคิดว่าเป็นแค่กระแสสังคม แต่เวลาก็ได้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าความคิดความเชื่อของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่เกิดจากการคิดวิเคราะห์ถึงรากเหง้าของปัญหา เขารู้ว่าตัวเองกำลังสู้อยู่กับอะไร

สิทธิเสรีภาพของผู้คนหลังการรัฐประหารปี 2557

หลังการรัฐประหารปี 57 ประชาชนโดนลิดรอนสิทธิอย่างชัดแจ้งขึ้น ผู้มีอำนาจเริ่มตระหนักรู้แล้วว่ากลุ่มคนที่มีความคิดก้าวหน้ามีพื้นที่มากขึ้น และเขาก็หวาดกลัวที่จะสูญเสียอำนาจและมวลชน คนรุ่นใหม่ไม่สามารถถูกขัดเกลาผ่านระบบการศึกษาแบบเก่าได้แล้ว ผู้มีอำนาจจึงมีหนทางเดียวที่จะจัดการความคิดของประชาชน ด้วยการข่มขู่ คุกคาม และทำให้ประชาชนไม่สามารถพูดในสิ่งที่เชื่อหรือเห็นได้

ความพิการเกี่ยวข้องกับการเมืองไหม

เกี่ยวครับ การเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรอย่างเท่าเทียม เมื่อการเมืองมีความบกพร่อง เราก็สูญเสียทรัพยากรที่เราควรจะได้รับตามสิทธิพลเมืองไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ฟุตปาธ ทางม้าลาย ล้วนเกิดจากการจัดสรรงบประมาณทั้งนั้น คนพิการจึงพบเจอความลำบากด้านเสถียรภาพในการดำเนินชีวิตมากกว่าคนอื่นโดยเฉพาะเมื่อผู้กุมอำนาจไม่ฟังเสียงของประชาชน เห็นได้จากการออกกฎหมายหรือกฎระเบียบได้ตามอำเภอใจ ไม่ได้สนใจเสียงของประชาชนที่เสียภาษีให้พวกเขาเลยด้วยซ้ำ

ประเทศไทยในฝันเป็นยังไง

แบ่งเป็น 2 ประเด็นแล้วกัน ประเด็นแรกมองในฐานะที่ตัวเองเป็นคนพิการ ประเทศไทยควรจะยอมรับในศักยภาพของคนพิการได้แล้ว บางครั้งผมก็คุยกับเพื่อนเล่นๆว่า ถ้าผมมีโอกาสได้เป็น ส.ส.และมีโอกาสเข้าไปนั่งในสภา บรรยากาศจะเป็นอย่างไร ความพิการจะถูกเอาไปล้อหรือเหยียดจากฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ หากลองมองดูประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว สิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้นเพราะคนเคารพในความแตกต่าง ผมอยากเห็นการเมืองของไทยมีพื้นที่สำหรับกลุ่มหลากหลายมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และคงต้องเริ่มจากการฝากฝังให้พรรคการเมืองเห็นความสำคัญของความหลากหลายก่อน และคนที่มีความหลากหลายนั้นจะสามารถนำประเด็นของตนเองไปขับเคลื่อนได้ในสภา ผมคาดหวังกับพรรคการเมืองมากเพราะเราเป็นคนเลือกเขาเข้ามา ฉะนั้นการเมืองในอนาคตก็ขอฝากฝังไว้ที่กลุ่มการเมืองที่เชื่อมโยงกับอำนาจประชาชน โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริง

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสุริยา แสงแก้วฝั้นคนพิการถ้าการเมืองดีชุมนุม
Categories: ThisAble

กรมบัญชีกลางชี้โอนเบี้ยยังชีพคนพิการ-คนแก่วันนี้ หลังล่าช้ากว่าสัปดาห์

ThisAble - Thu, 2020-09-17 15:54

จากที่ก่อนหน้านี้ (11 ก.ย.) อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้แจงเลื่อนจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการเป็นภายในวันที่ 22 ก.ย.เพราะติดขัดขั้นตอนจัดสรรงบประมาณ โดยจะเปลี่ยนแปลงงบประมาณจากรายการอื่นมาจ่ายเป็นเงินเบี้ยยังชีพแทน จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์นั้น (อ่านที่นี่)

ล่าสุด วันนี้ (17 ก.ย.) วิลาวรรณ พยาน้อย รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลางระบุว่าได้โอนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการประจำเดือน ก.ย.63 เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารให้ผู้มีสิทธิแล้ว หลังเลื่อนจากกำหนดเดิมคือวันที่ 10 ก.ย. ผู้มีสิทธิสามารถตรวจสอบยอดเงินในบัญชีได้ตามระยะเวลาของการดำเนินการของแต่ละธนาคาร หากผู้มีสิทธิไม่มีบัญชีธนาคาร กรมบัญชีกลางจะโอนเงินไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อจ่ายเป็นเงินสดให้แก่ผู้มีสิทธิ

สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยจะต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจะได้รับเงินเป็นขั้นบันได ตั้งแต่ 600-1,000 บาทต่อเดือน หากยังไม่เคยลงทะเบียนสามารถติดต่อสอบถามไปที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาลที่อยู่ปัจจุบัน โดยจะได้รับเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดตามช่วงอายุ ดังนี้ อายุ 60-69 ปี ได้รับเงิน 600 บาท/เดือน, อายุ 70-79 ปี ได้รับเงิน 700 บาท/เดือน, อายุ 80-89 ปี ได้รับเงิน 800 บาท/เดือนและอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเงิน 1,000 บาท/เดือน

กลุ่มคนพิการที่จะได้รับเบี้ยความพิการจะต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการ โดยจะได้รับ 800 บาทต่อเดือน และตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.63 เป็นต้นไป คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จะปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจาก 800  เป็น 1,000 บาท หากยังไม่ได้ลงทะเบียนรับเบี้ยคนพิการสามารถติดต่อสอบถามที่อบต. , เทศบาล หรือสำนักงานเขตที่อาศัย

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน ม.ค.63 กรมบัญชีกลางได้จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการเข้าบัญชีเงินฝากของผู้มีสิทธิแต่ละคนโดยตรง ซึ่งปกติจะจ่ายให้ทุกวันที่ 10 ของเดือน แต่หากเดือนใดตรงกับวันหยุด ก็จะเลื่อนวันขึ้นมาจ่ายให้เร็วขึ้น และจากกระแสวิพากษ์วิจารย์ที่ผ่านมา ชัชวาลย์ วงศ์สวรรค์ ประธานชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ตั้งคำถามผ่านเพจ “ชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” กรณีการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการล้าช้านั้นหากกรมบัญชีกลางไม่มีความพร้อมในการดำเนินการ ก็ไม่ควรโยนความผิดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมเสนอให้โอนหน้าที่จ่ายเบี้ยยังชีพกลับมาที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยเหมือนเดิม และยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดกรมบัญชีกลางไม่โอนเงินให้ผู้มีสิทธิ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ กรมบัญชีกลางเคยระบุว่า หากงบประมาณไม่เพียงพอจะนำเงินทดที่มีวงเงิน 1,500 ล้านบาท มาสำรองจ่ายเบี้ยยังชีพทั้ง 2 ส่วนได้ทันที จากนั้นจึงไปเรียกเก็บคืนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทำให้ตนมีคำถามว่าเงิน 1,500 ล้านบาท หายไปไหน

อย่างไรก็ดีจากคำถามดังกล่าว ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข อธิบดีกรมบัญชีกลาง ก็ได้ชี้แจงในวันที่ 15 ก.ย.ระบุว่า กรมบัญชีกลางและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้กำหนดปฏิทินการทำงานสำหรับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณปี 63 โดยกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการร่วมกันในแต่ละเดือนเพื่อให้สามารถจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิตามวันที่กำหนด ซึ่งการโอนเงินให้ผู้มีสิทธิแต่ละเดือนจะจัดสรรให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล จำนวน 7,774 แห่ง ไม่รวม อบจ. ตามจำนวนที่ต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิครบทุกแห่งตามขั้นตอนการดำเนินการ โดยกรมบัญชีกลางจะต้องตรวจสอบงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายให้ผู้มีสิทธิตามปฏิทินการจ่าย และเมื่อตรวจสอบงบประมาณในเดือนก.ย.63 กลับพบว่าไม่เพียงพอ สถ.จึงต้องจัดสรรเพิ่ม ทำให้ระยะเวลาการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการคลาดเคลื่อนไปจากปฏิทินการทำงาน นอกจากนี้ กรณีวงเงิน 1,500 ล้านบาท ไม่ได้ถูกใช้เนื่องจาก สถ.โอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณเพียงพอเเล้ว
 

อ้างอิง
https://www.thairath.co.th/news/business/1930392

https://www.thairath.co.th/news/business/1931453

Livingข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนเบี้ยคนพิการคนพิการล่าช้า
Categories: ThisAble

ศุกร์นี้ขอเสนอ: Rising Phoenix เส้นทางนักกีฬาสู่พาราลิมปิก

ThisAble - Fri, 2020-09-11 16:54

"ผมฝันถึงเวลาที่คนพิการจะมีส่วนร่วมในการแข่งกีฬาโอลิมปิก"

 

หากประโยคนี้ถูกพูดขึ้นเมื่อ 70 กว่าปีที่แล้ว คนฟังคงคิดว่า ‘เป็นไปไม่ได้ คนพิการจะแข่งกีฬาได้อย่างไร’ แต่เวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า คนพิการสามารถแข่งกีฬาได้ และที่สำคัญ คนพิการเข้าสู้การแข่งขันสนามใหญ่เป็นอันดับสองของโลก อย่างพาราลิมปิกเกมส์

 

 

Rising Phoenix หรือ พาราลิมปิก จิตวิญญาณแห่งฟินิกซ์ เป็นสารคดีจากเน็ตฟลิกซ์ ที่แบ่งการเล่าเรื่องออกเป็น 3 เรื่องใหญ่คือ จุดเริ่มต้นของกีฬาพาราลิมปิก,  การจัดงานพาราลิมปิกในแต่ละครั้ง และเรื่องราวของนักกีฬาคนพิการ ที่บางคนทั้งฝ่าฟันอดีตอันโหดร้าย บางคนต้องต่อสู้กับความไม่เท่าเทียม และหลายคนต้องฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ

 

 

ก่อนจะเป็นพาราลิมปิกเกมส์

ย้อนเวลากลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ดร.ลุดวิก กุตต์แมนน์ (Dr.Ludwig Guttmann) ศัลยแพทย์ประสาทและนักประสาทวิทยาชาวยิวย้ายจากเยอรมนีมาทำงานในเบร็สเลา (ปัจจุบันอยู่ในโปแลนด์) เมื่อเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เริ่มส่อเค้าความรุนแรง จนกระทั่งเขากลายเป็นแพทย์ในโรงพยาบาล Stoke Mandeville ในสหราชอาณาจักร

 

ปี 1944 ดร.ลุดวิกเริ่มรักษาทหารบาดเจ็บที่ไม่ได้รับการดูแล ให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยหวังใช้ประโยชน์ของกีฬาช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย เขาจึงเริ่มจัดการแข่งขันกีฬาครั้งแรกในวันที่ 29 ก.ค.1948 ซึ่งตรงกับพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกในลอนดอน โดยใช้ชื่อว่า Stoke Mandeville Games ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 16 คน ทุกคนต่างเป็นคนพิการที่ต้องนั่งวีลแชร์

 

หลังจากปีนั้น Stoke Mandeville Games ถูกจัดขึ้นต่อเนื่องทุกปี จำนวนผู้เข้าแข่งขันก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และไม่ได้มีแค่คนอังกฤษเท่านั้น ผู้คนจากประเทศอื่น เดินทางมาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน จนในปี 1960 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี การแข่งขันกีฬาคนพิการครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ก็เริ่มต้นขึ้น จาก Stoke Mandeville Games กลายมาเป็นพาราลิมปิกเกมส์ครั้งที่ 1 ซึ่งที่มาของชื่อพาราลิมปิก (Paralympic) มาจากคำว่า parallel หมายถึงการจัดคู่ขนาดกับโอลิมปิก แต่การจัดพาราลิมปิกคู่กับโอลิมปิกเริ่มต้นอย่างเป็นทางการจริงๆ เมื่อปี 1988 ที่จัดในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

    ประเทศเจ้าภาพกับพาราลิมปิก

ใน Rising Phoenix พาราลิมปิกที่ถูกพูดถึงคือ พาราลิมปิกปี 2016 ที่ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ซึ่งในตอนนั้นบราซิลแบกรับแรงกดดันจากความคาดหวังของสื่อ อย่างมาก เพราะการจัดพาราลิมปิกสองครั้งก่อน ทั้งจีนและสหราชอาณาจักรต่างจัดออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก

 

ตลอดระยะเวลา 4 ปี ก่อนถึงวันแข่งขัน การจัดงานพาราลิมปิกเจออุปสรรคมากมาย เค้าลางความวุ่นวายเริ่มขึ้นตั้งแต่การประกาศชื่อคณะกรรมการจัดงานที่ไม่มีคำว่าพาราลิมปิก และยิ่งช็อคไปกว่านั้นเมื่อพบว่า บราซิลไม่มีเงินเพื่อจัดการแข่งขันพาราลิมปิก  ทั่วโลกต่างตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น คณะกรรมการพาราลิมปิกสากลต่างวิ่งวุ่นหาหนทางจัดงาน จนสุดท้ายในวันที่ 7 ก.ย.2016 พาราลิมปิกก็จัดขึ้นที่บราซิลและจบลงอย่างงดงาม

 

แม้บางอุปสรรคจะสามารถจบลงได้อย่างงดงาม แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง เช่นในปี 1980 รัสเซียปฏิเสธที่จะเป็นประเทศเจ้าภาพในการจัดโอลิมปิก และพาราลิมปิก จนทำให้พาราลิมปิกในครั้งนั้นต้องจัดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์แทน

    เรื่องราวจากเหล่านักกีฬาพาราลิมปิก

เบเบ วิโอ (Bebe Vio) เป็นนักกีฬาฟันดาบ ชาวอิตาลี

 

"นกฟีนิกซ์มีชีวิตและตายได้ ถูกเผาและมีชีวิตใหม่ได้ พวกเขาเห็นฉันทุกช่วงตั้งแต่มีชีวิตอยู่ ถูกเผา ตาย และฟื้นขึ้นมาใหม่"

เบเบ วิโอ

 

Rising Phoenix จึงเป็นทั้งความหมายและฉายาของเบเบ หญิงสาวผู้รักในการฟันดาบ ที่เสียแขนและขาทั้งสองข้างเพราะโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เมื่อเธออายุ 11 ปี ตั้งแต่วันนั้น เธอใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่งจะลงแข่งขันพาราลิมปิก และเป็นจริงเมื่อปี 2016 เบเบลงแข่งขันฟันดาบเป็นครั้งแรก และคว้าเหรียญทองกลับมาให้ชาวอิตาลี

 

เอลลี โคล (Ellie Cole) นักกีฬาว่ายน้ำ ชาวออสเตรเลีย

ในออสเตรเลียเด็กทุกคนต้องเรียนว่ายน้ำ เช่นเดียวกับเอลลีที่แม้ถูกตัดขาข้างหนึ่งเพราะเนื้องอก และแน่นอนว่าสำหรับเธอการว่ายน้ำไม่เป็นอุปสรรคเลย แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เอลลีไม่รู้สึกว่าพิการ จากความชอบกลายเป็นอาชีพ เธอกลายเป็นนักกีฬาและได้ 4 เหรียญทองจากการแข่งขันว่ายน้ำในพาราลิมปิก 2012

 

ฌอง บัปติสต์ อะเลซ (Jean-Baptiste Alaize) นักกีฬากระโดดไกล ชาวฝรั่งเศส

ฌองโตมาพร้อมกับสงครามกลางเมืองในประเทศบุรุนดี ในปี 1993 ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ Tutsi และ Hutu เขาวัย 3 ขวบโดนมีดฟันที่ขา แขน หัว และหลังและเห็นแม่ถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา หลังฟื้นขึ้นมาฌองพบว่าเขาเสียขาไปหนึ่งข้างและต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเด็กกำพร้า จนกระทั่งวันหนึ่ง มีครอบครัวชาวฝรั่งเศสรับอุปการะเขา แม้ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่เขาก็ต้องเผชิญกับคำดูถูกเหยียดหยาม เพียงเพราะมีร่างกายและสีผิวที่แตกต่าง คำดูถูกเหล่านี้ทำให้เขาเลือกที่จะเป็นนักกีฬากระโดดไกล เพราะรู้สึกว่า การวิ่งและกระโดดทำให้เขาได้หนีจากบางสิ่งบางอย่างในอดีต

 

แมตต์ สตุตซ์แมน (Matt Stutzman) นักกีฬายิงธนู ชาวอเมริกัน

แมตต์เป็นนักกีฬายิงธนูที่หลงรักการแข่งรถ และเคยมีความฝันว่าอยากเป็นไมเคิล จอร์แดน นักกีฬาบาสเกตบอลชื่อดัง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีแขนทั้งสองข้าง ก็ไม่เคยคิดว่าเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต เพราะครอบครัวบุญธรรมบอกเขาเสมอว่า “ลูกทำได้” ครั้งหนึ่งเขาอยากลองปีนต้นไม้ พ่อก็สนับสนุนให้ลองทำอย่างเต็มที่ โดยไม่มีใครช่วย นั่นทำให้แมตต์รู้ว่า เขาทำทุกอย่างได้เหมือนกับคนอื่น หลังจากนั้นแมตต์ได้ลองทุกอย่างที่อยากทำ ทั้งขี่วัวกระทิง แข่งรถ รวมถึงการเป็นนักกีฬายิงธนูด้วย

 

ทาเทียนา แม็คแฟดเดน (Tatyana McFadden) นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง ชาวอเมริกัน เชื้อสายรัสเซีย

ทาเทียนาเป็นเด็กชาวรัสเซียที่เกิดมาพร้อมกับความพิการ แม่แท้ๆ ของเธอไม่มีเงินพอจะเลี้ยงดู จึงส่งทาเทียนาไปบ้านเด็กกำพร้า และโชคดีเธอได้ครอบครัวอุปการะตอนอายุ 6 ขวบ บ้านใหม่และวีลแชร์คู่ใจทำให้เธอรู้สึกถึงอิสระ จนเธอกลายเป็นนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง นอกจากผลงานด้านกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้เธอแล้ว ทาเทียนายังเป็นผู้ที่ทำให้เกิด กฎหมายความเที่ยงธรรมทางกีฬาและสมรรถภาพทางกาย ที่ทำให้คนพิการสามารถเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาในโรงเรียนได้

 

นักกีฬาทั้ง 5 คนที่หยิบยกมาเล่า  เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนักกีฬาทั้งหมดที่ปรากฏในสารคดีเรื่อง Rising Phoenix เรื่องราวชีวิตของพวกเขาหลายคนแสดงให้เราเห็นถึงการสูญเสีย บางคนต้องสูญเสียแขนขาและชีวิตในวัยเด็กให้กับโรคร้าย บางคนสูญเสียให้กับสงคราม อีกหลายคนพบเจอบกับการเลือกปฏิบัติ การกลั่นแกล้ง และคำพูดดูถูก แต่ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และความเข้าใจของคนในครอบครัว ก็ทำให้พวกเขาผ่านเรื่องเลวร้ายเหล่านั้น มีชีวิตอิสระ ได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ และท้ายที่สุด ความฝันของพวกเขาก็สำเร็จ  

 

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

ประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันพาราลิมปิกครั้งแรกเมื่อปี 1984 แม้จะไม่ได้รางวัลกลับมา แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของวงการนักกีฬาคนพิการไทยในการแข่งขันระดับโลก หลังจากปีนั้น ประเทศไทยก็เข้าร่วมพาราลิมปิกฤดูร้อนทุกปี การแข่งขันพาราลิมปิกฤดูร้อน 2016 เป็นการแข่งขันที่ประเทศไทยได้รับรางวัลมากที่สุด จำนวน 6 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน และ 6 เหรียญทองแดง รวมเป็น 18 เหรียญ

 

วีลแชร์เรซซิ่งเป็นกีฬาที่นักกีฬาไทยได้รับเหรียญมากที่สุด หนึ่งในนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งที่มีชื่อเสียงคือ ประวัติ วะโฮรัมย์ ผู้ที่เคยได้ 7 เหรียญทอง 8 เหรียญเงินและ 1 เหรียญทองแดงจากการเข้าแข่งขันพาราลิมปิก 5 ครั้ง อีกคนคือเรวัติร์ ต๋านะ เจ้าของ 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงินและ 1 เหรียญทองแดงจากพาราลิมปิก และทำลายสถิติโลกวีลแชร์เรซซิ่งในปี 2017 ประเภท 5,000 เมตร ชาย T54 จากรายการ 44th Swiss Nationals & Daniela Jutzeler Memorial Arbon

 

วีลแชร์ฟันดาบก็เป็นกีฬาอีกหนึ่งชนิดที่สร้างชื่อเสียงให้ไทยในวงการกีฬาคนพิการ จากความสามารถของ สายสุนีย์ จ๊ะนะ ที่เคยคว้า 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง จากการเข้าร่วมการแข่งขันพาราลิมปิกถึง 4 ครั้ง และยังเป็นนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบมือวางอันดับ 1 ของโลกประเภท Epee B ตั้งแต่ปี 2018 - 2020 จากการจัดอันดับของ International Wheelchair and Amputee Sports Federation (IWAS)

   

อ้างอิง

https://www.paralympic.org/

https://wheelchairfencing.iwasf.com

Culture & Artบทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศกีฬาศุกร์นี้ขอเสนอพาราลิมปิก
Categories: ThisAble

สถ.แจงเลื่อนจ่ายเบี้ยคนแก่-คนพิการ ย้ำจะเร่งรัดจ่ายภายใน 22 ก.ย.นี้

ThisAble - Fri, 2020-09-11 00:46

อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แจงเลื่อนจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ เหตุติดขัดขั้นตอนจัดสรรงบประมาณ ยันจะเร่งรัดจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายใน 22 ก.ย.นี้ โดยโยกย้ายงบอื่นจ่ายแทน

10 ก.ย.2563 กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รายงานผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'ท้องถิ่นไทย' ว่า วันนี้ (10 ก.ย.63) ประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทยเผยว่า การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำเดือน ก.ย.63 มีความจำเป็นต้องเลื่อน โดย สถ.ได้โอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณจากรายการอื่นมาจ่ายเป็นเงินเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุแล้ว โดยจะเร่งรัดจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายในวันอังคารที่ 22 ก.ย.63 นี้

โดยก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจรายงานว่า เฟซบุ๊กเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี ได้โพสต์ข้อความ ว่า เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ ประจำเดือน ก.ย.63 กรมบัญชีกลางไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีผู้มีสิทธิรับเงินและบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ภายในกำหนดเวลาในวันที่ 10 ก.ย. เนื่องจากติดขัดขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณไป-กลับ  ระหว่างกรมบัญชีกลางและ สถ.และระบุว่า อย่างไรก็ดี ทั้งสองหน่วยงานอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขและเร่งรัดเวลาในการจัดสรรงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนผู้มีสิทธิโดยเร็ว และจะแจ้งกำหนดวันจ่ายให้ทราบเร็วนี้ อย่างแน่นอน

สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยจะต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจะได้รับเงินเป็นขั้นบันได ตั้งแต่ 600-1,000 บาทต่อเดือน หากผู้สูงอายุยังไม่เคยลงทะเบียนสามารถติดต่อสอบถามไปที่ อบต. หรือเทศบาลที่อยู่ปัจจุบัน

กลุ่มคนพิการที่จะได้รับเบี้ยความพิการจะต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการโดยจะได้รับ 800 บาทต่อเดือน และตั้งแต่ 1 ต.ค.63 เป็นต้นไป คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จะปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจาก 800  เป็น 1,000 บาท หากยังไม่ได้ลงทะเบียนรับเบี้ยคนพิการ ให้ติดต่อสอบถามที่อบต. เทศบาล หรือสำนักงานเขตที่อาศัย

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนเบี้ยคนพิการคนพิการเงิน
Categories: ThisAble

คนพิการแสดงเชิงออกเชิงสัญลักษณ์ เรียกร้องแก้ไข รธน.ประเด็นการศึกษาของคนพิการ

ThisAble - Sun, 2020-09-06 23:34

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.10 น. ของวันนี้ กลุ่ม Allism (Alliance for Inclusive Society Movement) จัดกิจกรรมการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านละครคนหน้าขาวบนวีลแชร์ คว้าชุดนักเรียนที่ถูกวางไว้บนขั้นบันไดบริเวณสกายวอร์คหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของคนพิการ โดยได้อ่านแถลงการณ์ใจความว่า
.
สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 54 ว่าด้วยเรื่องการศึกษา ใจความว่า ‘รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย’ กลับไม่มีเนื้อหาใดที่กล่าวถึงคนพิการดัง เช่น มาตรา 49 วรรค 2 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งบัญญัติว่า ‘คนพิการมีสิทธิที่จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาทัดเทียมกับบุคคลอื่น’ การบัญญัติเช่นนี้ทำให้คนพิการทุกประเภทถูกละเลย เข้าไม่ถึง จนอาจนำไปสู่การละเลย เพิกเฉยต่อหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลต่อเนื่องทำให้คนพิการไม่ได้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านการศึกษา กระทบคุณภาพชีวิต และขาดโอกาส ถูกแบ่งแยกกีดกันจากกิจกรรมทางสังคม จนขาดโอกาสในการทำงาน ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและไม่สามารถเป็นกำลังในการขับเคลื่อนประเทศได้

เราเชื่อในจุดยืน 2 ข้อ ได้แก่
1. ข้อเรียกร้องทุกข้อต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิด IL-Independent Living หรือแนวคิดการดำเนินชีวิตอิสระ ที่เป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างและคืนอำนาจในการตัดสินใจให้คนพิการ
2. ข้อเรียกร้องทั้งหมดต้องเกิดขึ้นบนสภาพแวดล้อมของสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีอำนาจสูงสุด ปราศจากการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ดังเช่นที่เป็นมาตลอด เพราะเราเชื่อว่าหลักการประชาธิปไตยจะทำให้เสียงและคุณค่าของคนทุกคนเท่ากัน และเกิดการกระจายอำนาจ ที่จะช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมต่อการตัดสินใจในชีวิตของตัวเองบนทุกระดับ

กลุ่ม Allism ขอเรียกร้องให้
1. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษาควรระบุให้ คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลาย และรัฐต้องสนับสนุนสิ่งที่เอื้อให้เกิดการเข้าถึงการศึกษาของคนพิการทุกประเภท เช่น ผู้ช่วยคนพิการ สื่อการสอน สภาพแวดล้อม ฯลฯ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ และมีบทบังคับใช้กับทุกสถานศึกษา ไม่ว่าจะของภาครัฐหรือเอกชน
2. รัฐธรรมนูญต้องมีผลบังคับให้สถานศึกษาตามความหมายของกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับคนพิการและคนชรา ทำตามหลักเกณฑ์ข้อบังคับ และมีผลย้อนหลังครอบคลุมถึงทุกโรงเรียน
3. รัฐธรรมนูญควรคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงและทำกิจกรรมทางสังคม โดยมีการให้สวัสดิการเบี้ยความพิการ ครอบคลุมมาตรฐานค่าครองชีพตามเกณฑ์เส้นความยากจน โดยเฉลี่ยของประเทศ เพื่ออำนวยต้นทุนให้คนพิการมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ตราบที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่เอื้อและอาศัยต้นทุกต่ำสำหรับทุกคน

เราเห็นด้วย และสนับสนุน ข้อเรียกร้องของนักศึกษา และแนวร่วมอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บนแนวทางประชาธิปไตย เพราะเชื่อว่า การมองเห็นคนทุกคนเท่ากัน ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย และการมองว่าเสียงของทุกคนมีคุณค่าจะนำพาประเทศไปสู่สังคมที่อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันได้

นอกจากนี้ อรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ ตัวแทนกลุ่ม Allism ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า 

"การเมืองแย่ สภาพแวดล้อมแย่ เราถูกริดรอนสิทธิหายไป การบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลนี้ก็เห็นอยู่ในแง่เศรษฐกิจ ปัญหาการงานของคนพิการช่วงโควิดก็กระทบ คนทั่วไปถูกปลดโควต้าการทำงานคนพิการก็น้อยลง กระทบในมิติด้านการใช้ชีวิต ค่าครองชีพที่สูงขึ้น คนที่พิการรุนแรงมีต้นทุนในการใช้ชีวิตที่สูง ถ้าการเมืองดี สวัสดิการคนพิการก็จะดีขึ้น จะมีสิทธิที่เข้าถึงได้ การศึกษาที่มีมิติทั้งการเรียนร่วมและเรียนรวมได้ เขาจะได้พบมุมมองที่ตัวเองไม่ได้ถูกจำกัด มีเพื่อนหลากหลายกลุ่ม เข้าถึงโอกาสหลากหลายช่องทาง

กิจกรรมวันนี้ สัญลักษณ์บันไดเปรียบเสมือนอุปสรรคสี่ด้าน ด้านสภาพแวดล้อม ทัศนคติ การมีส่วนร่วมกับสังคม และกฏหมายกับนโยบาย ทำให้เด็กพิการคนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ เสื้อคือตัวแทนของเด็กพิการที่อยากจะเรียนแต่สภาพแวดล้อมไม่เอื้อ เราคาดหวังให้กิจกรรมนี้เป็นการส่งเสียงว่า เราเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เราเน้นเรื่องนี้เพราะว่าการศึกษาคือเครื่องนำทาง ทำให้เห็นสังคมมากขึ้น อนาคตที่เขาจะนำไปต่อยอดในอาชีพและความฝันที่เขาถนัดก็มีโอกาสมากขึ้น

หลังจากนั้นจึงจบกิจกรรม

ประมวลภาพกิจกรรม 

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์allismข่าวคนพิการคนพิการ
Categories: ThisAble

แอฟริกาใต้ถึงไทย พัฒนาการและที่ทางของแนวคิดชีวิตอิสระคนพิการ: สุรีพร ยุพา มิยาโมโตะ

ThisAble - Wed, 2020-09-02 01:52

“ไอแอลเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน เพราะทำให้คนพิการที่รู้สึกตัวเองด้อยค่า สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง

 แต่หน่วยงานรัฐกลับไม่อินเรื่องนี้ จนทำให้เรื่องไอแอลกลายเป็นเรื่องชายขอบ” 

เมื่อพูดถึงไอแอล (IL- Independent Living) หรือแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระ  ภาพที่หลายคนมองเห็นอาจเป็นภาพของประเทศญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศต้นแบบในเรื่องแนวคิดนี้ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า อีกประเทศหนึ่งที่แนวคิดไอแอลมีความเข้มแข็งอย่างมาก อยู่ห่างไปอีกฟากของโลกอย่างประเทศแอฟริกาใต้  ที่แม้แต่ในร้านสะดวกซื้อเล็กๆ ก็มีห้องน้ำคนพิการ  แถมมีลานจอดรถคนพิการในที่สาธารณะแทบทุกที่  ความสำเร็จส่วนหนึ่งเกิดจากการมีองค์กรคนพิการที่เข้มแข็ง

ย้อนไป 17 ปีก่อน ตั้ม-สุรีพร ยุพา มิยาโมโตะ เติบโตจากการเป็นผู้ประสานงานองค์กรคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ผ่านการอบรมและเคี่ยวกรำในประเด็นคนพิการ จนได้เดินทางร่วมกับไทสึเกะ มิยาโมโตะ สามีของเธอ อดีตผู้จัดการโครงการไอแอลที่ญี่ปุ่น  ทั้งคู่มีความฝันร่วมกันว่า จะจัดตั้งศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการในแอฟริกาใต้ จนวันนี้ก็ยาวนานถึง6 ปี แล้ว ที่งานไอแอลในแอฟริกาใต้งอกงามเติบโตและช่วยขับเคลื่อนวงการคนพิการได้เป็นอย่างดี

การจัดตั้งศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการแอฟริกาใต้

สุรีพร: เราจัดตั้งศูนย์ดำรงชีวิตอิสระคนพิการ ที่แอฟริกาใต้เพราะที่นั่นมีองค์กรและผู้นำคนพิการที่เข้มแข็งเป็นทุนเดิม ไทสึเกะ(สามี) เคยรับหน้าที่ผู้จัดการโครงการที่นั่น ทำหน้าที่ซับพอร์ททั้งเรื่องเอกสารและองค์ความรู้ โครงการศูนย์ดำรงชีวิตชีพอิสระเกิดขึ้นในไทยเมื่อ 15 ปีก่อน นำร่องในจังหวัดชลบุรี นครปฐม และนนทบุรี โดยมี Asia Pacific Development Center On Disability (APCD) กำกับดูแล  ส่วนในแอฟริกาใต้ ที่นี่มี Healthment care association เป็นองค์กรไอแอลของญี่ปุ่น โดยมีสามีเราเป็นผู้จัดการโครงการและเราเป็นผู้ติดตามและอาสาสมัคร 

เราทำงานที่แอฟริกาใต้ 6 ปี ช่วง 3 ปีแรกเป็นการจัดตั้งศูนย์ไอแอล ส่วน 3 ปีหลังเป็นเรื่องการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เข้าไปทำกระบวนการต่างๆ และจัดอบรม เช่น กิจกรรมซับพอร์ทกรุ๊ป เป็นที่ปรึกษาให้คนพิการ และงานผู้ช่วยคนพิการ

เดิมทีแอฟริกาใต้ มีคนทำงานด้านคนพิการอยู่แล้ว แต่เป็นองค์กรเล็กๆ  มีสภาคนพิการกลางและแยกย่อยออกเป็นความพิการประเภทต่างๆ ทั้ง หู ตา กล้ามเนื้ออ่อนแรง และสติปัญญา ซึ่งแยกได้ตรงและละเอียดกว่าบ้านเรา การแยกประเภทใช้เหตุผลของความเฉพาะทาง อย่างคนเป็น เช่น โปลิโอไม่เหมือนกับกล้ามเนื้ออ่อนแรงเพราะช่วยเหลือดูแลและเนื้อรายละเอียดที่ต่างกัน 

‘กรุ๊ปโฮม’ สวัสดิการคนพิการแอฟริกาใต้

ที่โน้นมีสวัสดิการคล้ายๆ บ้านเรา มีสมาคมคนพิการ สถานสงเคราะห์ฯ แต่สิ่งไทยไม่มีก็คือ ‘กรุ๊ปโฮม’ อาคารคล้ายอพาร์ทเมนต์ที่ภาครัฐสร้างขึ้น เพื่อเป็นที่พักอาศัยสำหรับคนพิการโดยเฉพาะ มีห้องเป็นสัดส่วนของตัวเองและมีคนกลางในการจัดการ คล้ายกับนิติบุคคล โดยรัฐจะจ้างแม่บ้าน เพื่อบริการซักผ้า ดูแลความสะอาดในพื้นที่ส่วนรวม ผู้เข้าพักส่วนใหญ่เป็นคนพิการรุนแรงที่ช่วยเเหลือตัวเองไม่ได้คนเข้าพักจ่ายเงินจ้างคนดูแลเพียงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งรัฐเป็นผู้จ่าย แม้คนพิการบางคนจะมีบ้าน มีครอบครัว แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการอยู่กับครอบครัว พวกเขาจึงอยู่ที่นี่ 

อย่างไรก็ดี แนวคิดกรุ๊ปโฮมของแอฟริกาใต้ก็ยังมีข้อเสีย ด้วยฐานคิดเรื่องเจ้าอาณานิคมที่เคยปกครองยังแฝงตัวอยู่ จึงทำให้คนไม่พิการคิดแทนคนพิการ มองว่าการอยู่เป็นสัดส่วนภายใต้คนดูแลเป็นเรื่องที่ดี ทำให้คนพิการที่อยู่ในกรุ๊ปโฮมไม่มีอิสระ หรือสบายแบบที่ทุกคนเข้าใจ  ยังมีเรื่องของอำนาจ การเมือง หากใครเป็นหัวหน้าหรือเสียงดังกว่า ก็อาจเข้าถึงสวัสดิการมากกว่า 

เราเคยมีโอกาสอยู่ในกรุ๊ปโฮมช่วงสั้นๆ คนพิการคนหนึ่งเล่าว่า เธออยากออกจากที่นี่ แต่ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน อยากตัดเล็บ สระผม แต่ก็ไม่มีคนมาตัดให้หรือต้องรอคิวนานมาก สำหรับเราเรารู้สึกว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่ดี สะอาด แต่ไม่ซับพอร์ทเรื่องจิตใจ จึงตัดสินใจเอาเรื่องไอแอล เข้าไปเสริม

คนพิการที่ไม่เจอสังคม

เราเชื่อว่า ต่อให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งการเดินทางและสถานที่ มีมาตรการช่วยเหลือต่างๆ แต่ถ้าจิตใจคนพิการไม่เข้มแข็งก็จะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้  พวกเขาจะไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่อยากออกไปไหน อยากอยู่แต่ในห้อง 

เราเริ่มต้นที่เมืองโซเวโต้ โดยเลือกคนพิการที่อยู่ในกรุ๊ปโฮมเข้ามาเป็นกรรมการศูนย์ไอแอล  ส่งพวกเขาไปอบรมแนวคิดทั้งในประเทศและต่างประเทศ แล้วให้กลับมาจัดอบรมให้กับคนที่อยู่ใน กรุ๊ปโฮม  โดยเน้นย้ำเรื่องวิธีคิดและการตัดสินใจด้วยตัวเอง ให้เขาตระหนักว่า อำนาจการตัดสินใจนั้นหายไปอย่างคนพิการภายหลังอำนาจการตัดสินใจของเขาหายไปตอนที่ตนเองพิการ ส่วนหนึ่่งมาจากสังคมที่เชื่อว่าคนพิการอ่อนแอ สิ่งเหล่านี้ลดทอน ทำให้คนพิการขาดความมั่นใจ ต้องเป็นภาระผู้อื่นตลอดชีวิต 

คนพิการหลายคนในโซเวโต้อยู่กับครอบครัว ไม่เจอสังคม คนพิการคนแรกที่เราเจอ เขานั่งมองต้นไม้อย่างเดียว ออกไปไหนไม่ได้  เราจึงพาเขาไปเจอคนพิการรุนแรงอีกคนที่ออกไปใช้ชีวิตได้ เขาสองคนได้พูดคุยแลกเปลี่ยน จนคนพิการที่อยู่ติดบ้านเห็นว่าเขาเลือกและใช้ชีวิตเองได้  

จะเห็นได้ว่า งานช่วงแรกของศูนย์คือการพยายามเอาคนพิการออกจากบ้าน  หลายคนได้รับการอบรมส่งเสริมให้กลับไปดูแลคนพิการ หรือให้คำแนะนำคนพิการในพื้นที่ตัวเองต่อ 

บางคนพอเรียนรู้เรื่องนี้แล้ว เขาก็ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ออกจากกรุ๊ปโฮมเลยเพราะรู้สึกว่าควรมีชีวิตของตัวเอง ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง หลังจากวันนั้น คนพิการในโซเวโต้เปลี่ยนไปมาก หลายคนออกไปใช้ชีวิต ไปกินเหล้ากินเบียร์ มีแฟน มีครอบครัว สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นจากการทำให้คนพิการด้วยกันเองเห็นว่า พิการแล้วยังมีสิทธิออกมาใช้ชีวิตได้ เขาทำได้ คุณก็ทำได้  

ทำให้เข้าถึงขนส่งสาธารณะ 

ช่วงที่ 2 เกิดขึ้นตอนทำงานครบ 3 ปี เราประเมินกันว่ายังขาดอะไร ทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบขนส่ง ที่เมื่อหากคนพิการเข้าไม่ถึงก้ต้องขอความช่วยเหลือ การพูดเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น 

เนื่องจากขนส่งในประเทศแอฟริกาใต้นั้นไม่ดี  ญี่ปุ่นจึงพยายามหารถมือ 2 ที่ติดตั้งลิฟต์แล้วส่งมา สำหรับใช้ในชุมชน ส่งคนพิการจากบ้านไปที่สาธารณะ แม้ในสมัยนั้นมีรถ BRT ที่คนพิการใช้ได้วิ่งในเส้นทางหลักแล้ว แต่ก็ยังไปไม่ถึงเส้นทางย่อยๆ จึงใช้รถของเราในการวิ่งรับส่งคนพิการจากบ้านไปจุดที่มีรถ BRT

ในช่วงแรกคนพิการไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมคนพิการควรใช้ขนส่งสาธารณะได้ เพราะเขาพิการและไม่เชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ มองความพิการเป็นปัญหาส่วนตัว เราก้ต้องสร้างความเข้าใจใหม่ว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องโครงสร้าง เป็นเพราะรัฐไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนทุกคนใช้ชีวิตได้  

พอเริ่มมีกฎหมาย อะไรที่รัฐสร้างเราจะไม่ค่อยห่วงมาก เพราะมีกฎหมายที่ครอบคลุมอยู่ ไม่เหมือนบ้านที่แยกเรื่องความพิการเป็นกฎหมายคนพิการ แต่ที่นี่เรื่องคนพิการรวมอยู่ในทุกส่วน ถึงแม้เป็นกฎหมายเรื่องผู้หญิงก็ต้องมีข้อที่ว่าด้วยผู้หญิงพิการ  กฎหมายเด็กต้องมีเรื่องเด็กพิการ ประเทศเขามองว่า ตัวเองถูกเลือกปฏิบัติมานานในเรื่องเหยียดสีผิว เขาจึงไม่ต้องการเลือกปฎิบัติกับใคร และไม่แยกเรื่องความพิการออกจากเรื่องอื่น แอฟริกาใต้พบปัญหาเรื่องสีผิวมากกว่าเรื่องความพิการ  ประเด็นเรื่องการเลือกปฏิบัติจึงสำคัญมาก  และคนก็ให้การยอมรับอย่างกว้างขวางในพื้นที่สาธารณะหรือห้างสรรพสินค้า

พอเราทำไปได้สักพัก เราก็เอาโครงการนี้ไปเสนอกับรัฐบาลและหน่วยงานส่วนท้องถิ่น  โซเวโต้ก็ได้รับการสนับสนุน ต่อสัญญาทุก 3 ปี กลายเป็นเป็นโครงการต่อเนื่อง และต้องส่งรายงานกลับไปยังรัฐบาล เราคิดว่านี่คือความสำเร็จอย่างหนึ่งเมื่อภาครัฐตอบรับ และเป็นการบ้านให้คนทำงานว่าคุณจะต้องทำต่อจนกว่ารัฐจะมองเป็นเรื่องจำเป็น พอประธานาธิบดีของเขารู้เรื่องนี้ ก็ส่งคนมาทำงานร่วมกันตลอด 

ปัญหาที่เราเห็นในศูนย์ไอแอล แอฟริกาใต้คือ พวกเขาบวกเลขไม่ค่อยเป็น ขาดความรู้เรื่องคณิตศาสตร์ เนื่องจากไม่มีสอนในระบบการศึกษา สิ่งนี้ติดมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม ก่อนยุคเนลสัน แมนเดล่า ผู้มีอำนาจปกครองจงใจตัดวิชาคณิตศาสตร์ออกจากหลักสูตรการศึกษาเพราะมองว่า ระบบการศึกษาผลิตคนเพื่อเป็นแรงงาน ส่งผลให้เกิดปัญหาจนถึงปัจจุบัน คนมองว่า ผู้ชายต้องขุดเหมือง ขุดทอง ทำสวน ผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้าน  ส่วนคนพิการไม่ต้องทำงาน อาศัยพ่อแม่เลี้ยง จึงทำให้ไม่มีอำนาจการต่อรอง

เปรียบเทียบปัญหาคนพิการไทย - แอฟริกาใต้ 

ต้องเปรียบเทียบระหว่างโซเวโต้กับต่างจังหวัดของไทย อย่างที่ศรีสะเกษบ้านเรา ก็มีชมรมคนพิการ มีสมาชิกเยอะ มีการอบรมเรื่องผู้ดูแล สิ่งที่ค้ลายกันคือในต่างจังหวัดจะหาคนทำงานเป็นผู้ดูแลไม่ยาก เพราะคนว่างงานเยอะ ไม่เหมือนกับในกรุงเทพฯ ที่หาคนมาเป็นผู้ดูแลยาก เพราะคนว่างงานน้อย 

สิ่งที่ต่างกันคือในแอฟริกาใต้รัฐเขาใส่ใจ มองหาลู่ทางที่จะสนับสนุนโครงการอยู่ตลอด คอยดูว่ามีกฎหมายข้อไหนที่จะสนับสนุนได้บ้าง แต่บ้านเราแม้จะส่งคนไปอบรมเรื่องต่างๆ ตลอด แต่ไม่มีปลายทาง ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ กลายเป็นภาพขององค์กรคนพิการที่ดิ้นรนอยู่ฝ่ายเดียว เขียนโครงการส่งไปเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน 

ช่วงแรกที่ไทยตั้งไข่งานด้านคนพิการ  APCD เป็นคนประสาน แต่ก็ไม่สามารถลงลึกไปถึงการผลักให้เป็นกลไกรัฐ อีกทั้งหน่วยงานรัฐก็ไม่อินกับเรื่องนี้ 

นอกจากนี้ บุคลากรก็เป็นสิ่งที่ต่าง ที่แอฟริกาใต้หน่วยงานด้านคนพิการต้องเป็นคนพิการทำ เรื่องนี้ถูกเขียนเป็นระเบียบโครงสร้างไว้ชัดเจน ผ่านการเลือกตั้ง สรรหา ผ่านกลไกของสภาคนพิการ โดยมองว่า คนพิการทำเรื่องคนพิการได้อย่างเห็นปัญหาชัดเจนกว่า แต่เราไม่รู้เลยว่าภาครัฐเราให้ความสำคัญกับเรื่องคนพิการขนาดไหน 

ไอแอลจึงเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน เพราะทำให้คนพิการที่รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง คอยสนับสนุนการคิด การตัดสินใจ  กระบวนการหรือเครื่องมือเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ได้ง่าย แต่ต้องอาศัยโครงสร้างในระดับชุมชน จังหวัด จนถึงระดับประเทศ โดยที่องค์กรคนพิการไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยลำพัง  

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

คนพิการรุนแรง ผู้ช่วยและการตัดสินใจเลือกชีวิตด้วยตัวเอง

https://thisable.me/content/2019/07/539  

ทำไมผู้ช่วยคนพิการ (PA) ถึงเป็นงานที่สร้างสังคมให้เท่าเทียม

https://thisable.me/content/2019/05/536

เกิดอะไรขึ้นกับฉันที่นอนพิการติดเตียงมา 21 ปี: สุพัตรา แวววับ

https://thisable.me/content/2019/10/561

  Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศแรงงานILการดำรงชีวิตอิสระ
Categories: ThisAble

ชวนรู้จัก 39 วันที่เกี่ยวกับความพิการ

ThisAble - Mon, 2020-08-31 15:36

ชวนรู้จัก 39 วันที่เกี่ยวกับความพิการ
หลายคนอาจจะรู้จักวันคนพิการสากล หรือวันไม้เท้าขาว กันดีอยู่แล้ว และอาจคิดว่า วันที่เกี่ยวข้องกับความพิการมีแค่ปีละไม่กี่วัน

แต่เดี๋ยวก่อน!! เพราะวันที่เกี่ยวกับความพิการไม่ได้มีแค่สองสามวัน Thisable.me จึงได้รวบรวมวันที่เกี่ยวข้องกับความพิการที่น่าสนใจจำนวน 39 วัน ทั้งวันที่มีหมุดหมายสำคัญในไทย และวันคนพิการในระดับสากล


มกราคม
วันที่ 4 วันอักษรเบรลล์โลก
วันที่ 20 วันแห่งการยอมรับ
วันที่ 24 วัน Moebius Syndrome เป็นโรคทางระบบประสาท ทำให้ใบหน้าเป็นอัมพาต ไม่สามารถแสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้ และมีปัญหาด้านการได้ยิน

กุมภาพันธ์
วันที่ 6 เริ่มใช้ พ.ร.บ.การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551
วันที่ 18 วันโรคแอสเพอร์เกอร์ เป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มโรคออทิสติก ผู้ป่วยจะชอบทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ สามารถใช้ภาษาสื่อสารได้ปกติ แต่จะไม่เข้าใจภาษากาย คำเปรียบเปรย คำเสียดสีประชดประชัน
วันที่ 21 ใช้ พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551
วันที่ 29 วันโรคหายาก

มีนาคม
วันที่ 1 วันวีลแชร์สากล
วันที่ 3 วันการได้ยินโลก
วันที่ 5 วันตระหนักถึงโรคหลายบุคลิก
วันที่ 21 วันดาวน์ซินโดรมโลก
วันที่ 29 เริ่มใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546

เมษายน
วันที่ 1 คนที่มีบัตรคนพิการได้รับเบี้ยคนพิการครั้งแรก
วันที่ 2 วันตระหนักรู้ออทิสติกโลก
วันที่ 11 วันพาร์กินสันโลก
วันที่ 15 วันภาษามืออเมริกัน
วันที่ 16 วันนักกีฬายอดเยี่ยม
พุธสุดท้ายของเดือน วันสุนัขนำทางสากล

พฤษภาคม
อังคารที่ 3 ของเดือน วันการเข้าถึงโลก

มิถุนายน
วันที่ 21 วันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

กรกฎาคม
วันที่ 22 วันสมองโลก

สิงหาคม
วันที่ 4 วันสุนัขผู้ช่วย
วันที่ 30 - 31 จัดการแข่งขันฝีมือคนพิการแห่งชาติครั้งแรก
วันที่ 31 ใช้กฎกระทรวง กำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548

กันยายน
วันที่ 7 วันเฉลิมฉลองนักกีฬาคนพิการ
วันที่ 8 วันกายภาพบำบัดโลก
วันที่ 21 วันอัลไซเมอร์โลก
วันที่ 23 วันภาษามือโลก
วันที่ 28 ใช้ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550
สัปดาห์สุดท้ายของเดือน สัปดาห์หูหนวกโลก

ตุลาคม
วันที่ 10 วันสุขภาพจิตโลก
วันที่ 15 วันกายภาพบำบัดโลก
วันที่ 18 วันพัฒนาความผิดปกติทางด้านภาษา
วันที่ 20 วันโรคกระดูกพรุนโลก
วันที่ 24 วันโปลิโอโลก
พฤหัสบดีที่ 2 ของเดือน วันสายตาโลก

พฤศจิกายน
วันที่ 1 - 7 สัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ
เสาร์ที่ 2 ของเดือน วันคนพิการแห่งชาติ

ธันวาคม
วันที่ 3 วันคนพิการสากล 

  Culture & Artบทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนวันสำคัญ
Categories: ThisAble

บอร์ดคนพิการฯ ตั้งงบ 2 พันล้าน กู้ฉุกเฉินประกอบอาชีพไม่เกิน 1 หมื่น ไม่ต้องค้ำ

ThisAble - Thu, 2020-08-27 16:21

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ในที่ประชุม ที่มีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ได้พิจารณามาตรการช่วยเหลือคนพิการซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเรื่องการเข้าถึงโอกาสกาสการจ้างงาน เพื่อให้คนพิการมีรายได้ ชีวิตมีความมั่นคง และลดการพึ่งพาผู้อื่น

จึงมีมติให้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) เร่งช่วยเหลือคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการให้เข้าถึงเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพกรณีฉุกเฉิน จำนวน 2,000 ล้านบาท และเห็นชอบการปรับแก้ระเบียบคณะกรรมการฯ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และการจัดทำรายงานสถานะการเงินและการบริหารกองทุนฯ ร่างระเบียบที่แก้ไขใน 4 ข้อคือ  

1) ให้กู้เงินเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพกรณีฉุกเฉินไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกัน 

2) วงเงินกู้ฉุกเฉินไม่เกินรายละ 1 หมื่นบาท กำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นใน 2 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญากู้ 

3) ไม่มีดอกเบี้ย และอาจให้เริ่มชำระหนี้คืนเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญากู้ยืม

4) เพิ่มช่องทางในการยื่นคำขอก็ยืมเงินทุนประกอบอาชีพ สามารถยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

โดยจะเร่งมาตรการทั้งหมดให้สามารถออกประกาศใหม่ภายใน 30 วัน และวางระบบการทำงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคให้กระชับรวดเร็ว เพื่อพิจารณาการปล่อยสินเชื่อแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการใน 1 เดือนนับแต่วันยื่นขอกู้ 

อย่างไรก็ดี มาตรการกู้เงินฉุกเฉินเป็นหนึ่งในมาตรการการช่วยเหลือกลุ่มคนพิการในช่วงโควิด-19 ตามที่พัชรี อาระยะกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงไว้ 4 ข้อ ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.63 (กดอ่านที่นี่) โดยนอกจากการกู้เงินฉุกเฉินแล้ว ยังมีอีก 3 มาตรการได้แก่ เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าครั้งเดียว 1,000 บาทแก่คนพิการทุกคน ที่ได้จ่ายไปแล้วเมื่อวันที่ 29 พ.ค. (กดอ่านที่นี่) , การพักชำระหนี้คนพิการที่กู้เงินจากกองทุนฯ ในสังกัดเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่ช่วงนี้ถึงปีหน้า และการปรับเบี้ยคนพิการแบบถ้วนหน้าโดยไม่ต้องมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 2 ล้านคน คนละ 1,000 บาท  (กดอ่านที่นี่) แต่อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 28 เม.ย. รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกลับระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้เพิ่มเบี้ยคนพิการให้แก่ผู้ถือบัตรคนพิการ 2 กลุ่มเท่านั้น คือพิการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ราว 120,000 คน และกลุ่มคนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (กดอ่านที่นี่) โดยจะได้รับเดือนแรกในเดือน ต.ค.63

 

ที่มา
https://mgronline.com/politics/detail/9630000085330?fbclid=IwAR3PMyRRfzUf_4gcr9a3AmL_KJ0_Huj_KJKlmC2Bpnpmm28IDb59GVD-TvY

Livingข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนความมั่นคงเงินกู้คนพิการโควิด-19เงินเยียวยากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
Categories: ThisAble

แท็กซี่วีลแชร์หยุดให้บริการ ก.ย.นี้ เหตุไม่มีงบประมาณดำเนินการต่อ

ThisAble - Thu, 2020-08-27 15:07

อาทิตย์ที่ผ่านมา พานุรักษ์ กลั่นนุรักษ์ ผอ.สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถบริการสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุที่ใช้วีลแชร์ว่า โครงการดังกล่าวจะสิ้นสุดสัญญาว่าจ้างในวันที่ 30 ก.ย.2563 อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ สจส. ได้ของบประมาณเพื่อดำเนินการโครงการต่อ แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ จึงต้องนำโครงการดังกล่าวกลับมาทบทวนเพื่อหาแนวทางในการดำเนินการไม่เกิน 6 เดือน และระหว่างที่สิ้นสุดสัญญา จะไม่มีรถให้บริการ 

สำหรับโครงการนี้ เป็นโครงการที่กทม. ในสมัยอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัทร ทำร่วมกับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.59 โดย กทม.สนับสนุนงบประมาณ 70% เป็นมูลค่า 112,980,818 บาท ปัจจุบันมีรถให้บริการ 30 คัน โดยโครงการนี้เกิดขึ้นจากปัญหาที่ว่า ระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ ยังไม่เอื้อต่อการเดินทางของคนพิการและผู้สูงอายุที่ต้องใช้วีลแชร์ การมีรถจึงจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตด้านการเดินทางให้เกิดความเท่าเทียมกับคนทั่วไป 

โดยปัจจุบันการใช้บริการแท็กซี่วีลแชร์ ลูกค้าจะต้องโทรจองคิวทางโทรศัพท์หมายเลข 1555  ล่วงหน้า 1 วัน ด้วยจำนวนรถที่มีจำกัดและจำนวนคน ใช้วีลแชร์ประมาณ 64,000 คนในกรุงเทพฯ แบ่งเป็นคนพิการ 16,000 คนและผู้สูงอายุ 48,000 คน ทำให้การให้บริการก็เป็นไปอย่างไม่เพียงพอ รถที่ให้บริการมีลักษณะเป็นรถตู้ติดลิฟต์ยกวีลแชร์ไว้ด้านหลัง ผู้โดยสารสามารถเข็นวีลแชร์ขึ้น-ลง ทางด้านหลัง ตัวรถสามารถรองรับวีลแชร์ได้ 2 คันและผู้ติดตาม 2 คน

ตลอดการให้บริการ 4 ปีที่ผ่านมา (2559-2563) มีผู้ใช้บริการ รวม 49,674 งาน แบ่งเป็นปี 2559-60 จำนวน 19,507ครั้ง , ปี 2561-62 จำนวน 18,345 ครั้งและ ปี 2563 (ต.ค.62-มี.ค.63) จำนวน 11,822 ครั้ง

 

ที่มา

https://www.thairath.co.th/content/304949

http://www.1479hotline.org/archives/10424

Livingข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมแท็กซีวีลแชร์คนพิการกรุงเทพฯการเดินทาง
Categories: ThisAble

หยาดเหงื่อ และน้ำตาบนวีลแชร์ เปิดบันทึกคนพิการอเมริกันชุมนุมยึดอาคารรัฐบาลยาวนานถึง 24 วัน!

ThisAble - Wed, 2020-08-26 12:27
"ฉันเหนื่อยมากที่ต้องรู้สึกขอบคุณที่มีห้องน้ำคนพิการ สิ่งที่ฉันรู้สึกคือเมื่อไหร่ฉันจะเท่าเทียมกับสังคมเสียที" Judith Heumann นักสิทธิคนพิการกล่าวในตอนหนึ่งของสารคดี เรื่อง CRIP CAMP: A DISABILITY REVOLUTION. ที่ฉายทาง เน็ตฟลิกซ์   ใครจะคาดคิดว่า ด้วยสภาพสังคมตอนนั้น คนพิการจะรวมตัวกันออกมาประท้วง และทำการยึดอาคารอาคารสำนักงานกระทรวงสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิภาพของรัฐบาลยาวนานได้ถึง 24 วัน เพื่อเรียกร้องกฎหมายด้านสิทธิคนพิการ และการต่อต้านการเลือกปฏิบัติ ซึ่งต่อมากฎหมายนี้ได้ปูทางให้สหรัฐอเมริกาเกิดกฏหมายด้านสิทธิของคนพิการอย่างเป็นรูปธรรม ที่ใช้จนมาถึงปัจจุบัน Thisable.me ชวนทุกคนย้อนดูบันทึกการต่อสู้เรื่องสิทธิคนพิการในสหรัฐฯว่า กว่าจะมาถึงวันที่มีกฎหมายคนพิการ ที่ทำให้เกิดความเท่าเทียม คนพิการอเมริกันต้องต่อสู้และผลักดันอะไรกันมาบ้าง   ย้อนกลับไปในปี 1970 ตอนนั้นสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีกฏหมายด้านสิทธิคนพิการอย่างเป็นรูปธรรม จึงเกิดกลุ่มคนพิการออกมาเรียกร้องให้เกิดการร่างกฎหมาย บนพื้นฐานที่ว่าใครก็ตามที่ได้รับเงินจากรัฐ ทั้งหน่วยงานด้านการศึกษาและสาธารณะสุข ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่ากับใครก็ตาม ร่างกฎหมายนี้มีชื่อว่า “กฏหมายฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ”   แน่นอนว่าในเวลานั้น รัฐแทบจะปฏิเสธในทันที ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ให้สัมภาษณ์ว่า การมีกฏหมายนี้เป็นไปไม่ได้ในทางงบประมาณ โดยเฉพาะการก่อสร้างลิฟต์และทางลาด "แค่งบรวมก็ไม่น่าดูแล้ว" นิกสันกล่าว   ปี 1973 คนพิการรวมตัวเพื่อประท้วงอีกครั้งหน้าที่ทำการของนิกสัน พวกเขาปิดถนนด้านหน้า โดยในครั้งนี้มีคนพิการเข้ามาสมทบจำนวนมาก โดยเฉพาะคนพิการจากสงครามเวียดนาม จนท้ายที่สุด นิกสันจึงยอมเซ็นต์ผ่านร่างกฏหมาย อย่างไรก็ดี มีกฏหมายอยู่ข้อหนึ่งที่เขาไม่ยอมเซ็นต์ ก็คือ"ข้อ 10 การเลือกปฎิบัติ"   ปี 1977 หลังผ่านกฏหมาย คนพิการกลับพบว่า ในความเป็นจริงแล้วกฏหมายใช้งานได้น้อยมาก "สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โรงเรียน มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล ไม่อยากจะเสียเงินเพื่อต่อเติมตึก" Judith อธิบายเหตุผล   ในเวลานั้น แม้จะมีการเปลี่ยนประธานาธิบดี เป็นจิมมี่ คาร์เตอร์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีของกระทรวงสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิภาพ เป็น ‘คาลิฟาโน่’ แต่เขากลับไม่ได้ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ตอนเลือกตั้ง ที่ระบุว่า จะให้การสนับสนุน และผ่านกฎหมายบางส่วนที่รัฐยังเซ็นต์ไม่ครบ   เกิดการชุมนุมของคนพิการอีกครั้งที่อาคารสำนักงานกระทรวงสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิภาพ แกนนำคนพิการยกระดับการชุมนุมเป็นระดับชาติ มีผู้ชมนุมกว่า 300 คนทั้งคนพิการ และไม่พิการ พวกเขาตัดสินใจบุกยึดอาคารทำการของกระทรวงฯ โดยมีจุดมุ่งหมายคือเรียกร้องให้ผ่านกฏหมายที่ชื่อ 504 เรื่องการเลือกปฏิบัติ   หลังจากยึดอาคารที่ทำการอยู่หลายวัน ก็เริ่มถูกภาครัฐตอบโต้ ทั้งตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดการสื่อสารผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นคนพิการทางได้ยินจึงใช้ภาษามือสื่อสารกับคนด้านนอก ถึงจะโดนกีดกัน แต่ก็ยังมีกลุ่มที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เช่น กลุ่มแบล็กแพนเธอร์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวสี และองค์กรส่วนท้องถิ่น   "ผมทึ่งที่มีคนอยู่เยอะขนาดนั้น และอึ้งกับสิ่งที่คนเหล่านี้ต้องทน ไม่มีเครื่องช่วยหายใจ ไม่มีผู้ดูแลส่วนตัว ไม่สามารถใช้สายสวนได้ แค่ดูแลร่างกายตัวเองก็ยากพออยู่แล้ว ยังไม่ได้พูดถึงคนที่ไม่สามารถพลิกตัวนอนได้เอง นอนบนพื้นน่ะเหรอ หายนะชัดๆ" - หนึ่งในผู้ชุมนุมกล่าว   การชุมนุมในอาคารดำเนินไปอย่างน้อยสิบวัน แม้จะมีคนของรัฐบาลเข้ามาเจรจาแต่ก็ไม่เป็นผล พวกเขายืนยันในเรื่องที่ตนเรียกร้อง จนเข้าสู่วันที่ 15 แกนนำบางส่วนเดินทางไปยังวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อยืนข้อเรียกร้องต่อประธานาธิบดีโดยตรง และแน่นอนว่าเขาไม่ออกมารับข้อเรียกร้อง   การชุมนุมยืดเยื้อจนถึงยาวนานจนถึงวันที่ 24 ในที่สุดคาลิฟาโน่ รัฐมนตรีประจำกระทรวงสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิภาพ ก็เซ็นต์ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ ก่อนจะส่งเรื่องไปยังรัฐสภาเพื่อลงคะแนนและผ่านร่างในเวลาต่อมา กฏหมายฉบับนี้ส่งเสริมให้เด็กพิการต้องได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมตามกฎหมาย รัฐต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการอย่างทั่วถึง จัดหาล่ามภาษามือให้แก่คนหูหนวก และคนช่วยอ่านสำหรับคนตาบอด . วันที่ 26 กรกฎาคม 1990 กฏหมายฉบับนี้ผ่านอย่างเป็นทางการ รวมเวลากว่าสิบปีที่คนพิการในสหรัฐฯ ใช้เรียกร้องสิทธิของตนเอง ผ่านหยาดเหงื่อ และน้ำตาและน้ำตาบนวีลแชร์ ก่อนวันที่พวกเขาจะยืดอกภาคภูมิใจบนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่มีเท่ากันในฐานะพลเมือง Socialบทความคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสิทธิคนพิการสหรัฐอเมริกา
Categories: ThisAble

นักเปียโนคนตาบอด | VISIBLEME EP.08

ThisAble - Tue, 2020-08-25 20:21

"เริ่มแรกที่เราเล่นเปียโน เรามีความสุขอยู่กับเครื่องดนตรี เล่นแล้วเพราะจังเลย ขั้นต่อมาเรามีความสุขกับคนที่มานั่งฟัง แม้จะเล่นให้คนเดียวฟังก็ตาม เราอยากให้เขามีความสุข " ถ้าพูดถึงนักเปียโนคนตาบอด หลายคนคงนึกถึง แป้ง อุบลวรรณ เปียแก้ว จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และรางวัลนักดนตรียอดเยี่ยมจาก "The International Piano Festival ครั้งที่ 2 สำหรับผู้พิการ" ร่วมถึงสมาชิกวง วงอภิวาท  ก่อนมาถึงวันนี้เธอผ่านอะไรมา ดนตรีสร้างแรงขับเคลื่อนในเธอได้อย่างไร มีอุปสรรคใดบ้าง ติดตามได้ใน visibleme ตอนนี้กันเลย

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนคนตาบอดvisiblemepodcast
Categories: ThisAble

คนตาบอดนักเรียนนอก | VISIBLEME EP.07

ThisAble - Tue, 2020-08-25 20:10

"ก็เหมือนเด็กทุกคนที่ผู้ใหญ่จะถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เลยคิดว่าอยากเป็น ดร. เป็นนักวิชาการ อยากเรียนต่างประเทศ" "ตอนเรียนอยู่อังกฤษ เขาก็จะรู้ว่ามีคนตาบอดเรียน เขาก็จะส่งเอกสารมาให้ก่อนล่วงหน้า พวกเอกสารหรือเป็นไฟล์ ถ้าไม่มีก็เอาไปสแกน ซึ่งอยู่เมืองไทยนี่เราต้องฉีกหนังสือไปสแกนเลยนะ บางเล่มสวยๆ เราก็ต้องตัดใจฉีก ไม่งั้นไม่มีใครทำให้เราทัน " "การจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ เราต้องยอมรับความแตกต่างของแต่ละคน เพราะแต่ละคนโตมาอย่างหลากหลาย ไม่ได้เพียงแค่เรื่องร่างกายแต่รวมไปถึงเพศสภาพ อายุ จึงอยากให้มีการยอมรับซึ่งกันและกันในความแตกต่าง เราก็จะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข"

คุยกับ อ.ดร. อิศวรา ศิริรุ่งเรือง อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิทยาการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหิดล เส้นทางก่อนการเป็นอาจารย์เป็นอย่างไร เตรียมตัวแบบไหน เรียนเมืองนอกต้องปรับตัวอย่างไรบ้างไร คนตาบอดเรียนนอกเป็นอย่างไร ถ้าคุณใฝ่ฝันที่จะเรียนเมืองนอกต้องไม่พลาด Visibleme ตอนนี้

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพคนตาบอดpodcast
Categories: ThisAble

หมอคอม สิทธิโชค | VISIBLEME EP.06

ThisAble - Tue, 2020-08-25 20:05

เทคโนโลยีมีผลกระทบกับทุกอาชีพทุกคนทุกเพศทุกวัย คนตาบอดก็เช่นกัน ถ้าคุณหยุดอยู่กับความพอใจ หยุดอยู่กับเทคโนโลยีหนึ่งที่คุณคุ้นเคย เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังทันที เพราะทุกวันที่ผ่านไปเทคโนโลยีไม่มีคำว่าหยุดนิ่ง เรากระพริบตาแป๊บเดียวมันก็เปลี่ยนไปแล้ว คุยกับ หมอคอม หรือ สิทธิโชค วรอิทธินันท์ ผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ และแก้ไขปัญหาผ่านทางสายด่วนข่าวสารความรู้ 1414 รวมไปถึงปัญหาด้านการใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีเบื้องต้น เส้นทางกว่าจะมาถึงวันที่เขาเป็นหมอคอม อะไรทำให้เขาหันมาสนใจเทคโนโลยี และเทคโนโลยีสำคัญกับคนตาบอดอย่างไร

Mediaมัลติมีเดียไอซีทีคนตาบอดพอตแคสต์podcast
Categories: ThisAble

คนตาบอดสัมผัสผี | VISIBLEME EP.05

ThisAble - Tue, 2020-08-25 19:39

ผีในโลกของคนตาบอดเป็นอย่างไร ? เรื่องเร้นลับในแบบที่มองไม่เห็นเป็นอย่างไร ? สัปดาห์นี้ VISIBLEME ชวนคุยกับ แซค ชัยวัฒน์ ยอดสิงห์ ผู้มีสัมผัสพิเศษ  ชวนแซคคุยถึง ประสบการณ์การเจอผีและเรื่องเร้นลับ ในแบบของคนตาบอด ถ้าพร้อมกันแล้ว ปิดไฟ เปิดแอร์ แล้วนั่งฟังกันเลย!

Mediaมัลติมีเดียไอซีทีpodcastคนตาบอดvisiblemeพอตแคสต์
Categories: ThisAble

คนพิการไปม็อบได้ไหม? ชวนส่อง 3 สถานที่ชุมนุมยอดฮิตว่าเอื้อต่อคนพิการแค่ไหน

ThisAble - Mon, 2020-08-17 19:17

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ การเมืองเข้ามามีบทบาทในความคิดของคนรุ่นใหม่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนหลายคนพูดว่า การเมืองเป็นเรื่องของทุกคนและล้วนเกี่ยวข้องกับทุกสิ่งในการดำเนินชีวิต ถึงแม้เราไม่เข้าไปยุ่งกับการเมือง แต่การเมืองก็จะเข้ามายุ่งกับเราอยู่ดี

เมื่อไม่นานมานี้ หลายที่ได้จัดชุมนุมประท้วงโดยมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในหลายเรื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจและเดินทางมาร่วมการชุมนุมประท้วง แม้จะมีคนพิการไปร่วมอยู่บ้าง แต่ก็ยังเรียกได้ว่าประปราย เหตุผลหนึ่งที่อาจทำให้เราไม่ค่อยเห็นคนพิการ คงหนีไม่พ้นเรื่องสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย Thisable.me จึงชวนทุกคนสำรวจ สอดส่องเส้นทางของสถานที่และบริเวณโดยรอบของพื้นที่ชุมนุมยอดฮิตในกรุงเทพฯ ทั้งฟุตปาธ, ทางลาด, บันได, ลิฟต์และห้องน้ำว่าแต่ละที่นั้นเอื้อและพร้อมสำหรับคนพิการในการไปม็อบขนาดไหน

Skywalk แยกปทุมวัน

 

 

สกายวอร์คปทุมวันเป็นสถานที่ที่ถูกใช้จัดการชุมนุมบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นสถานที่ที่อยู่ใจกลางเมือง มีรถไฟฟ้าและห้างสรรพสินค้าอยู่บริเวณโดยรอบ พื้นที่บนทางเดินลอยฟ้ามีลักษณะเรียบ มีหลังคาและเปิดโล่งบางช่วง ตั้งอยู่ระหว่างห้างสรรพสินค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ หอศิลป์กรุงเทพฯ และมาบุญครอง ทางเดินด้านบนปูด้วยอิฐบล็อคคอนกรีต พื้นค่อนข้างเรียบ ไม่ขรุขระ วีลแชร์สามารถใช้งานได้สะดวก แต่ไม่พบเห็นเบรลล์บล็อกสำหรับนำทางคนพิการทางการมองเห็น

การเดินทาง

สถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดคือ สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 3 เมื่อลงมาจะพบลิฟต์ยกวีลแชร์ติดอยู่ข้างบันได คนพิการจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อใช้เครื่องยก นอกจากนี้ยังสามารถเดินเชื่อมเข้าทางเดินลอยฟ้าได้จาก ห้างสรรพสินค้าสยามดิสคัพเวอรี่ชั้น M, มาบุญครองชั้น 2 และหอศิลป์กรุงเทพฯชั้น 3

ป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่หน้าลิโด้ คอนเน็ค ซึ่งในจุดนี้ไม่แนะนำคนที่ใช้วีลแชร์เพราะไม่มีลิฟต์ที่เชื่อมขึ้นมายังทางเดินลอยฟ้า หากต้องการลงที่จุดนี้จริงๆ จะต้องข้ามถนนด้วยการขึ้นสถานีรถไฟฟ้าสยาม บนชั้น 2 ของห้างเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์หรือดิจิตอล เกทเวย์เดิม มายังสยามเซ็นเตอร์แล้วจึงต่อขึ้นทางเดินลอยฟ้า อีกป้ายรถเมล์จะอยู่หน้าสนามกีฬาแห่งชาติ คนพิการที่ใช้วีลแชร์ต้องเข้าไปในมาบุญคลองเพื่อใช้ลิฟต์ขึ้นมายังทางเดินลอยฟ้า แต่เนื่องจากทางเท้าด้านล่างค่อนข้างขรุขระ พื้นอิฐไม่เสมอกัน อาจเป็นอุปสรรคจนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และเมื่อถึงหน้าห้าง ให้มุ่งหน้าเลยบันไดมาสักนิด ถึงช่วงโค้งแล้วจะเจอทางลาดเข้าตัวอาคาร

ห้องน้ำ

ห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดอยู่ในหอศิลป์ฯ กรุงเทพ ซึ่งมีทางเข้าจะเชื่อมกับทางเดินลอยฟ้า

ที่นี่มีห้องน้ำสำหรับคนพิการบริการอยู่ทุกชั้น โดยหอศิลป์เปิดทำการ 11.00-21.00 น. หากการชุมนุมกินเวลาดึกกว่านั้น ก็อาจจำเป็นที่ต้องใช้ห้องน้ำในห้างสรรพสินค้าอีกสองแห่งที่มีทางเชื่อมติดกับทางเดินลอยฟ้าแทน ซึ่งเปิดทำการถึง 22.00 น.

 

ภาพของสกายวอร์ค แยกปทุมวัน

 

ลิฟท์ยกวีลแชร์บริเวณบีทีเอสสนามกีฬาแห่งชาติ

ลิฟท์ยกวีลแชร์ในหอศิลป์ฯกรุงเทพ ติดตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของตัวอาคาร เชี่อมกับสกายวอร์คและบีทีเอสสนามกีฬาแห่งชาติ

 

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

 

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นสถานที่ที่คนมักปักหลักชุมนุมประท้วงมานานหลายทศวรรษ ตั้งอยู่ระหว่างถนนราชดำเนินและถนนดินสอ โดยการชุมนุมประท้วงที่ผ่านมามักใช้พื้นที่ครึ่งหนึ่งของถนนเพื่อปราศรัย บนฝั่งร้านแมคโดนัลและโรงเรียนสตรีวิทยา พื้นทางเดินโดยรอบเป็นอิฐบล็อกที่ไม่สม่ำเสมอกัน มีเสากั้นมอเตอร์ไซค์เป็นระยะ มีทางต่างระดับ ทางแคบ มีทางลาดและเบรลล์บล็อกประปราย แต่ยังพบเกาะกลางถนนที่ไม่มีทางลาด ซึ่งเป็นอุปสรรคแก่ผู้ที่นั่งวีลแชร์หากต้องการข้ามถนน

การเดินทาง

 สถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดคือ MRT สามยอด ซึ่งอยู่ห่างออกไป 1.5 กิโลเมตร สามารถใช้วีธีการต่อรถมอเตอร์ไซค์ รถเมล์ หรือแท็กซี่ได้หากไม่มีปัญหาในการขึ้นลงรถ สำหรับคนที่ใช้วีลแชร์และต้องการปั่นวีลแชร์มา ให้ออกจากสถานีบริเวณทางออก 1 เมื่อออกมาแล้วเลี้ยวซ้าย ไปตามทางจนสุดและเลี้ยวซ้ายอีกครั้งก็จะมุ่งหน้าเข้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ระหว่างทาง มีฟุทปาธขนาดความกว้างที่วีลแชร์ไปได้และพื้นค่อยข้างเรียบ แต่ก็มีบางช่วงที่มีกระถางต้นไม้และสิ่งก่อสร้าง รวมไปถึงทางแคบที่ไม่มีทางลาดอยู่ จำเป็นต้องหาคนช่วยในการยกขึ้นลง อย่างไรก็ดีระหว่างทางมีวัดและอาคารต่างๆ ที่เหมือนจะเป็นทางลัดได้ แต่ถ้าหากใช้วีลแชร์ แนะนำว่าไม่ควรเข้าเพราะประตูวัดบางประตูมีธรณีประตู ซึ่งคนนั่งวีลแชร์ไม่สามารถผ่านไปได้

ห้องน้ำ

 ห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดจะอยู่ในร้านแมคโดนัลซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ดี ไม่มีห้องน้ำคนพิการ  เนื่องจากพื้นที่ค่อนข้างจำกัดและแคบ และมีรถห้องน้ำบริการอยู่บริเวณรอบนอกซึ่งคนพิการที่นั่งวีลแชร์ไม่สามารถใช้บริการได้เช่นกัน

 

ทางม้าลายบริเวณข้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีเบร็ลบล็อกและทางลาด แต่เกาะกลางถนนยังคงมีฟุตบาท ซึ่งอาจจะลำบากต่อผู้ที่ใช้วีลแชร์

พื้นฟุตบาทโดยรอบปูด้วยอิฐบล็อก ไม่ค่อยสม่ำเสมอกัน แต่พื้นที่ทางเดินค่อนข้างกว้างพอที่วีลแชร์จะผ่านไปได้

 

พื้นถนนบริเวณโดยรอบมีเสากั้นมอเตอร์ไซค์ แต่มีระยะห่างพอที่วีลแชร์จะผ่านไปได้ รวมถึงมอเตอร์ไซค์ก็น่าจะผ่านได้ด้วยเช่นกัน พื้นถนนเป็นปูนมีลักษณะขรุขระ

 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของไทย ตั้งอยู่บนแขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร เป็นมหาวิทยาลัยที่มีการจัดการชุมนุมประท้วงหลายต่อหลายครั้ง นอกจากนี้ยังถูกใช้จัดรำลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ เพราะสถานที่แห่งนี้มีความทรงจำในอดีตให้หวนกลับมานึกถึงเสมอ

บริเวณลานปรีดี พนมยงค์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์มีประตูทางเข้า - ออกทั้งหมด 4 ประตู โดยประตูที่ใกล้ที่สุดคือ ประตูท่าพระจันทร์ ซึ่งมีพื้นทางเดินจะเป็นปูนเรียบ ไม่ขรุขระ มีทางลาด ผู้ที่นั่งวีลแชร์สามารถใช้งานได้สะดวก แต่ไม่เห็นเบรลล์บล็อกสำหรับคนพิการทางด้านการมองเห็น

การเดินทาง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไม่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน สถานีที่ใกล้ที่สุดคือ MRT สามยอด  และสามารถนั่งรถโดยสารของมหาวิทยาลัยต่อมาได้ โดยรถโดยสารจะออกวิ่งทุกๆ 1 ชั่วโมง และวีลแชร์สามารถขึ้นได้ ทางเดินบริเวณฟุทปาธด้านนอกเป็นทางเดินเป็นอิฐบล็อก พื้นเรียบไม่ขรุขระ แต่ไม่มีทางลาดขึ้นลงบริเวณที่จอดรถเมล์ หากเดินทางด้วยรถเมล์จะต้องอาศัยคนช่วยยก

ห้องน้ำ

 ห้องน้ำที่ใช้ได้อยู่ตามคณะต่างๆ และบางที่มีห้องน้ำคนพิการ หากไม่เปิด สามารถไปใช้ที่ตึกสำนักงานที่อยู่ตรงข้ามคณะศิลปศาสตร์ได้ แต่ไม่สะดวกสำหรับคนนั่งวีลแชร์เพราะมีฟุตปาธและต้องขึ้นบันไดไปอีก 6 ขั้น ในห้องน้ำแคบและมืดมาก โดยห้องน้ำชายจะอยู่ชั้น 1 ส่วนห้องน้ำหญิงจะอยู่ที่ชั้น 2 โดยต้องขึ้นบันไดไป แม้ตัวตึกมีลิฟต์แต่ค่อนข้างแคบและอาจไม่เอื้ออำนวยต่อผู้ใช้วีลแชร์มากเท่าที่ควร

ลานปรีดี พนมยงค์ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ทางลาดเพื่อขึ้นไปยังลานปรีดี พนมยงค์ เป็นพื้นกรวดล้าง ขนาดกว้างประมาณ 1 เมตรกว่า ผู้ใช้วีลแชร์สามารถผ่านไปได้

ทางเข้ามหา’ลัยบริเวณประตูท่าพระจันทร์ เป็นพื้นกรวดล้างไม่มีเนิน

 

จากการสำรวจสามที่ที่มักใช้เป็นสถานที่ในการชุมนุมนั้น พบว่า การเดินทาง สถาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่พร้อม ทำให้คนพิการเกิดอุปสรรคอย่างมากในการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม การเดินทางเข้าร่วมของคนพิการจึงมาพร้อมกับต้นทุนที่มากกว่า เพราะพวกเขาอาจต้องเช่ารถ เรียกแท็กซี่ หรือไหว้วานคนอื่นในการช่วยเหลือ สิ่งเหล่านี้ทำให้พื้นที่ในการแสดงออกของคนพิการน้อยลงตามไปด้วย เกิดการจำกัดอุดมการณ์และความต้องการที่จะแสดงจุดยืนเพราะความล้าถอยของสวัสดิการภาครัฐที่ไม่เอื้ออำนวย ดังนั้นหากสวัสดิการขั้นพื้นฐาน  สิ่งอำนวยความสะดวกและการเข้าถึงต่างๆ นั้นดี คนพิการเองก็จะสามารถเรียกร้อง และเข้าร่วมการมีส่วนร่วมทางสังคมได้มากขึ้น

 

Livingบทความคุณภาพชีวิตการเมืองสิ่งแวดล้อมการเดินทาง การชุมนุมระท้วง ม็อบ คนพิการ สถานที่
Categories: ThisAble

คุยกับเพจ 'คุณพ่อวีลแชร์' คนพิการที่อยากให้คุณออกไปเที่ยวกันทั้งครอบครัว

ThisAble - Fri, 2020-08-07 17:39

“เหมือนคนติดคุก” 

เป็นความรู้สึกของป๊อบเมื่อครั้งที่เขาต้องอยู่แต่กับบ้าน  เช่นเดียวกับคนพิการรุนแรงอีกหลายคนที่ยังไม่เคยได้ออกมาใช้ชีวิตข้างนอกหลังจากเกิดความพิการ หากไม่ใช่ญาติพี่น้องหรือเพื่อน เราอาจไม่รู้จักคนพิการติดเตียงมากนัก มองไม่เห็นถึงชีวิต กิจวัตรประจำวัน และความรู้สึกของคนที่ต้องอยู่ในบ้านมานานหลายปีหรือบางครั้งก็หลายสิบปี 

เราเจอเพจ ”คุณพ่อวีลแชร์” ผ่านการแชร์ต่อๆ กันมา เพจนี้รีวิวการท่องเที่ยวพ่อลูกที่เผินๆ ก็ดูธรรมดา แต่หากสังเกตจะพบว่า ตัวหลักของทุกเรื่องราวเป็นพ่อที่นั่งวีลแชร์กับลูกสาวที่นั่งตักพ่อไปไหนมาไหน ชวนคุยกับป๊อบ - ธนากร กล่อมรักษา , กิ่ง -  วนิดา ทิมสถิตย์ และของขวัญ ลูกสาว ครอบครัวผู้ปลุกปั้นรายการท่องเที่ยวที่น่าสนใจนี้  มาสัมผัสชีวิตหลังเกิดความพิการรุนแรงว่าอะไรทำให้พวกเขาออกไปท่องเที่ยว เจอผู้คนและสังคมพร้อมสะท้อนอุปสรรคระหว่างทางที่พวกเขาต้องเจอเพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญต่อคนพิการมากขนาดไหน 

สาเหตุความพิการเกิดจากอะไร

ป๊อบ : ผมพิการโดยไม่มีสาเหตุ นอนอยู่แล้วปวดต้นคอ หลังจากนั้นไปตรวจจึงพบว่า มีลิ่มเลือดทับไขสันหลัง ซี่ที่ ซี5 ซี6 ทำให้ตั้งแต่ช่วงหน้าอกลงไปใช้การไม่ได้ มือใช้ไม่ได้ แต่แขนยกได้ ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  หมอบอกว่า อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุในอดีต แต่ผมเองก็จำได้ว่าไม่เคยเกิดอุบัติเหตุแรงๆ เลย 

ชีวิตก่อนพิการเป็นอย่างไร

เมื่อก่อนทำงานเป็นธุรการ เงินเดือนพอใช้ได้ แต่พอพิการก็ต้องลาออก และไม่ได้ทำงาน ตอนนั้นแฟนท้อง 2 เดือนแต่ชีวิตกลับเคว้ง มืดแปดด้าน สิ่งที่เคยคิดไว้พังลงมาหมด รถก็ติดผ่อน ลูกก็จะเกิด แต่ผมกลายเป็นคนไม่มีรายได้ ต้องให้แฟนดูแลรับผิดชอบทั้งหมด

ปรับตัวอย่างไรบ้าง

เราเหมือนคนติดคุก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ วันๆ มองแต่ห้องสี่เหลี่ยม ไม่มีสิทธิไปไหน ขยับตัวเองยังไม่ได้ จนเกิดเป็นแผลกดทับ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังจากผมได้ไปศูนย์ฟื้นฟูคนพิการสิรินธร เขาสอนให้เราพลิกตัว ขึ้นวีลแชร์ เข็นวีลแชร์ ทั้งที่ตั้งเป้าว่าแค่พอไถตัวไปไหนมาไหนได้ก็พอ แต่ที่นี่มีเทคนิคและวิธีการยกหรือกระดกขึ้นบันได ผมเริ่มหัดเรื่อยๆ ปัจจุบันยังไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่นอยู่ แต่ก็น้อยลง

จากวันที่เริ่มป่วยจนถึงวันที่กายภาพระยะเวลาเท่าไหร่

1 ปีก่อนทำกายภาพ ผมลองมาทุกอย่าง ทั้งฝังเข็ม นวด ลองทุกศาตร์ แต่ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น ช่วงแรกเป็นช่วงที่เราหวังว่า จะหายกลับเป็นเหมือนเดิม ตอนนั้นยังรับตัวเองไม่ได้ว่าจะต้องกลายเป็นคนพิการ ตอนฟังหมอพูดว่า “ไม่มีทางกลับมาเดินได้แล้ว” ผมร้องไห้เลย ผมทำใจไม่ได้

กิ่ง : หมอบอกว่า ช่วงระยะเวลาพักฟื้นอยู่ที่ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี หลังสิ้นสุดการรักษาจากโรงพยาบาลและกลับมาอยู่บ้านเราก็เริ่มรู้ว่าเขาจะไม่หาย 3 เดือนผ่านไป 6 เดือนผ่านไป ถึง1 ปี เขาก็ยังไม่รู้สึกตัว  เราถึงได้แน่ใจว่าเขาคงไม่กลับมาเดินแล้ว  

ป๊อบ : ผมไม่อยากเชื่อสิ่งที่หมอพูด ไม่อยากยอมรับความพิการที่เกิดขึ้น พยายามทุกวิธีที่คิดว่าทำแล้วจะหาย ครั้งสุดท้ายหมอที่โรงพยาบาลพูดว่า “ไม่ต้องไปหาที่อื่นแล้วนะ ไม่ต้องไปเสียตังค์แล้ว” ผมเลยคิดได้ว่า ต้องเริ่มทำใจแล้ว หลังจากนั้นถึงเริ่มกลับไปทำกายภาพ 

ตอนนี้ช่วยเหลือตัวเองได้แค่ไหน

ตอนนี้ขับถ่ายเองไม่ได้ ต้องใช้สายสวนและยาสอด นอนเองได้ แต่ต้องมีคนช่วยขึ้นรถวีลแชร์ เรานอนอยู่บนเตียงนาน จนเกิดแคลเซียมเกาะในกระดูก ช่วงขางอไม่ได้ ลุกเองไม่ได้ เราไปปรึกษาหมอที่จะให้ผ่าออก แต่เขาบอกว่าอย่าผ่าเลย เพราะไม่คุ้ม 

ช่วงที่เพิ่งพิการใหม่ๆ ทำอะไรยากที่สุด

ช่วงพิการใหม่ๆ แค่พลิกตัวก็ยาก ป้องกันแผลกดทับก็ยาก เพราะเราไม่รู้วิธี ว่าต้องจัดการอย่างไร เราต้องหัดพลิกตัว หัดนั่ง หัดยันแขน ไปจนถึงหัดขึ้นรถเข็น จนกว่าจะรู้ว่าทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ หากทำไม่ได้ ก็ยอมรับ ตอนนั้นแค่ขยับตัวได้ก็ดีใจมากแล้ว รู้สึกว่าชีวิตพัฒนา ไม่ต้องนอนนิ่งๆ เหมือนคนตาย

อะไรเป็นสิ่งกระตุ้นให้อยากออกมาใช้ชีวิต

เริ่มจากแม่ เขามองหาที่รักษาเรื่อยๆ แม้ผมไม่ได้อยากไป แต่ก็ต้องลอง ลูกก็เป็นอีกเหตุผล เราอยากเล่นกับเขา  สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เราเริ่มฝึกใหม่ เริ่มลงมานั่งรถเข็น จากในห้องก็ขยับออกมาหน้าบ้าน แค่นิดเดียวแต่ไม่ง่ายเลย เข็นไปได้นิดเดียวก็เหนื่อยมาก เพราะปอดทำงานไม่ดี  

บางคนก็พูดว่าผมโดนของ หรือเป็นโรคเวรโรคกรรม ผมรับไม่ได้เลย ไม่ใช่แค่คำว่า โรคเวรโรคกรรม แต่ตอนนั้นไม่ว่าใครพูดอะไรเราก็หงุดหงิดโมโหไปหมด อาจเพราะผมเป็นคนชอบทำกิจกรรม เล่นกีฬาทุกอย่าง ทั้งฟุตบอล แบดมินตัน บีบีกัน ว่ายน้ำ กลางวันตีแบต เย็นไปเตะบอล เป็นตัวตั้งตัวตีชวนเพื่อนตลอด คนยังพูดว่า  ผมไม่น่าพิการเพราะเป็นคนแข็งแรง

เพจ คุณพ่อวีลแชร์ เริ่มต้นขึ้นตอนไหน

เพจนี้ทำมา 1-2 ปี เริ่มจากจากไปหาหมอทุก 4 เดือน หมอมักถามตลอดว่าคุณจะทำอาชีพอะไร มีกิจกรรมทำไหม เรารู้สึกหงุดหงิด ไม่เข้าใจว่าหมอถามทำไม เพราะใช้ชีวิตปกติยังไม่ได้แล้วจะทำงานได้ยังไง แฟนผมเลยชวนออกไปข้างนอกแล้วถ่ายวีดีโอลงยูทิวป์ แม้จะตัดต่อไม่เป็น อุปกรณ์ก็มีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียว แถมพูดไม่รู้เรื่อง แต่ก็อยากลอง เราเลยบอกหมอไปว่าจะทำยูทิวป์ 

คลิปแรกเราเริ่มที่ เดอะมอลล์งามวงศ์วาน โดยแฟนเป็นคนคิดชื่อเพจว่าคุณพ่อวีลแชร์ ด้วยคอนเส็ปที่ว่า ถ้าคุณไปได้ ผมก็ไปได้ ผมพาไปดูการใช้งานวีลแชร์ตามสถานที่ต่างๆ ว่าสะดวกแค่ไหน เริ่มจากห้าง ตลาดนัดและต่างจังหวัด ผมเรียนรู้การตัดต่อในโทรศัพท์จากคลิปในยูทิวป์

สถานที่ที่ท้าทายที่สุดคือที่ไหน

ทะเล ผมเข็นรถลุยทราย  เพราะอยากนั่งริมทะเลครอบครัวนั่งริมน้ำแต่เราไปไม่ได้ พอนั่งไกลก็ต้องมีคนมานั่งเฝ้า เขาก็อดเล่นทะเลวันนั้นเลยตัดสินใจเข็นรถไปให้ใกล้ทะเลที่สุดเท่าที่จะไปได้ แม้เคยไปทะเลกับครอบครัวหลายครั้ง แต่ครั้งนั้นเป็นครั้งที่เราอยู่ใกล้ครอบครัวและทะเลมากที่สุด

ครั้งแรกที่ไปทะเล พี่ที่ไปด้วยช่วยเข็นรถตอนไปร้านอาหาร ระหว่างเข็นขึ้นทางลาด มีรูท่อน้ำ และล้อข้างหนึ่งตกลงไป เราล้มจนตกจากรถเข็น แต่สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่ผมยินดี ไม่เคยโทษพี่เขาเลย ถ้าได้ออกแล้วผมไม่เคยโทษใครยินดีทุกอย่างเลย แต่ก่อนรู้สึกไม่ค่อยอยากออกไปไหนมาไหนแต่เดี๋ยวนี้ขอให้เราได้ไป

อะไรทำให้หลังพิการแล้วไม่อยากออกจากบ้าน 

เพราะรับสภาพตัวเองไม่ได้ เพื่อนบอกผมว่าไม่อยากมาหา เพราะรู้สึกว่ารับสภาพไม่ได้ เราเองก็เหมือนกัน นอนไม่ค่อยหลับ ถึงกินยานอนหลับแล้วก็เพ้อ จนต้องไปหาจิตแพทย์ สิ่งเหล่านี้ใช้เวลา การออกมาข้างนอก มาเจอสังคมนั้นคลายล็อกความรู้สึกบางอย่าง เห็นคนในสังคมไม่น้อยคอยช่วยเหลือเราเวลาไม่มีทางลาด พอเพื่อน และครอบครัว รู้ว่าเราชอบออกไปเที่ยวข้างนอก เขาก็มารับเราบ่อยจน เกรงใจ เราเลยต้องพยายามออกไปข้างนอกด้วยตัวเอง

ไปที่ไหนแล้วประทับใจที่สุด

ประทับใจรีสอร์ทแห่งหนึ่งแถวพัทยา เขามีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการครบครัน ตั้งแต่ทางลาด พื้นหน้าห้อง ทางออก จนถึงพื้นที่เล่นน้ำก็เป็นทางลาด ไม่มีจุดไหนที่เราไปไม่ได้เลย เราไปเองได้ทั้งหมด

ไปได้เองทั้งหมดแล้วสำคัญอย่างไร

การให้คนอื่นช่วยก็ไม่ยาก แต่ทุกคนก็อยากทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งนั้น แค่เดินทางไปซื้อของใกล้ๆ ต้องวุ่นวายคนอื่นมาช่วยเหลือ ก็คงไม่ใช่ เราไม่อยากจะเป็นภาระกับใคร  

กิ่ง : เราประทับใจเดอะมอลล์ ก่อนแฟนพิการเราไปบ่อยมาก แต่ไม่เคยสังเกตเรื่องลิฟท์หรือที่จอดรถ พอพิการและถ่ายคลิปเราก็เห็นมากขึ้นว่าพี่ๆ รปภ. ค่อนข้างอำนวยความสะดวกกับเราดีมากเลยทีเดียว  

ป๊อบ : เราอยากใช้คำนี้ คำว่าเกินฝัน คือมันเกินความประทับใจ คือฮ่องกงและญี่ปุ่น ก่อนไปเรากังวลใจตลอดว่า พิการแล้วจะขึ้นเครื่องบินอย่างไร พอไปถึงจะทำยังไงต่อ เพราะเราไม่รู้ขั้นตอน พอไปถึงสนามบินแล้วก็แจ้งเขาว่าเราเป็นคนพิการ เขาก็ใช้รถเข็นวีลแชร์คันเล็กๆ มารับ เพื่อให้สามารถเข้าไปในช่องว่างระหว่างที่นั่งบนเครื่องบินได้

ที่ฮ่องกงการเดินทางด้วยรถไฟสะดวกสบายกับคนพิการมากๆ มีลิฟต์และทางลาดอำนวยความสะดวก เราไปที่ไหนก็ได้  เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่น สิ่งที่ทรมานสำหรับเราคืออุณหภูมิ หนาวมากเนื่องจากระบบการระบายของร่างกายผมผิดปกติ เลยสั่นตลอดเวลา แต่เรื่องก็มีแต่ความประทับใจ

เราไม่มั่นใจว่า สิ่งอำนวยความสะดวกในต่างประเทศนอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยว จะสะดวกหรือไม่ อย่างในบ้านเรา ที่ที่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่สะดวก หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวเอง สิ่งอำนวยความสะดวกที่สร้างก็ใช้ไม่ได้จริง เช่น ทางลาดที่สูงชันเกินไป ห้องน้ำคนพิการที่ใช้การไม่ได้  แต่สิ่งที่เหห็นไ้ด้ชัดคือในต่างประเทศ รถเมล์มีความพร้อมที่จะรับคนพิการ คนขับรถเมล์เองพอเห็นคนพิการ ก็จอดรถและปรับทางลาด ให้รถวีลแชร์ขึ้นมาได้ ส่วนบ้านเราเพิ่งจะเริ่มมีมาไม่นานนี้เอง 

การได้ออกไปข้างนอกนั้นดีอย่างไร 

อย่างแรกเลยคือเรื่องใจ การออกไปข้างนอกทำให้เราไม่หดหู่ ความพิการทำให้เป็นคนเหงา เพราะต้องอยู่แต่ในห้อง ต้องเรียกคนอื่นตลอด พอได้ออกไปเจอผู้คน ได้ออกไปเที่ยว ใจก็เบิกบาน ความเครียดก็ลดลง นี่อาจจะเป็นมุมมองที่คนไม่พิการอาจไม่รู้สึก อาจจะมองไม่ออก ว่าการอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแล้วเครียดอย่างไร แต่สำหรับคนพิการรุนแรงที่อยู่ติดบ้านมันหนักหนามาก เราออกไปเที่ยว ลูกก็ได้ออกมาด้วย พวกเรามีความสุขกันมากขึ้น

ดูจากคลิปแล้วคือออกไปเที่ยวกับลูกตลอดเวลาเลยใช่ไหม

เขาต้องอยู่ข้างๆ เราตลอดเวลาเพราะเราไปกัน 3 คน แฟนดูแลเราเป็นหลัก แต่จะปล่อยให้ลูกเดินคนเดียวก็ไม่ได้ เราเลยเอาลูกมานั่งตัก แต่พอเขาเริ่มโตขึ้น เราก็เริ่มปล่อย

ประเทศไทยมีคนพิการเยอะ แต่คนในสังคมอาจจะไม่ค่อยเห็น ฉะนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกจึงสำคัญมาก ทำให้คนพิการได้ใช้ชีวิตปกติ ถ้าเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดี  คนพิการจะมีอาชีพกันมากขึ้น ได้ออกไปไหนมาไหนเองและไม่เป็นภาระกับใคร

ทำไมถึงคิดว่าเป็นภาระ การมองว่าตัวเองแบบนี้ กระทบอะไรในชีวิตบ้าง 

ในช่วงแรกที่พิการ เราคิดว่าตัวเองเป็นภาระกับคนอื่น 100% เลย จากคนที่เคยเป็นแกนหลัก ต้องให้แฟนและพ่อแม่คอยดูแล มีลูกแต่ก็ไม่สามารถจะเลี้ยงลูกด้วยตัวเองได้ จนคิดฆ่าตัวตาย แต่ไม่เคยทำ ตอนนั้นคิดว่า จะทุบกระจกแล้วเอามาปาดคอตัวเองดีไหม ให้ตายแล้วจบไปเลยได้ไหม แต่ใจก็ทำไม่ได้ เราผ่านจุดนั้นได้เพราะครอบครัว ทุกคนทำให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้

แสดงว่าครอบครัวและคนรอบตัวสำคัญ  

ป๊อบ : มาก กำลังใจสำคัญที่สุด เราเกลียดคำคำถามว่า  ‘เป็นอย่างไรบ้าง’ เพราะเราตอบไม่ได้ รู้แค่ว่าเราก็เป็นเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น แต่พอใครมาหาก็ต้องถามกันแบบนี้ “เป็นอย่างไรบ้างดีขึ้นหรือยัง” คำแบบนี้ได้ยินแรกๆ เราหงุดหงิด 

หากถามว่าปัจจุบันยังรู้สึกเป็นภาระไหม ก็รู้สึกนะ แต่น้อยลง เราพยายามทำสิ่งที่ทำได้ เช่น สอนการบ้านลูก ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ

กิ่ง : ตอนเขาพิการช่วงแรกใจเราก็เสียนะ เพราะก่อนหน้านั้นเราวางแผนไว้หมด เวลาเห็นคนอื่น พาแฟนไปกินข้าวเราก็คิดบ้างว่าทำแบบนั้นไม่ได้ แต่อีกใจก็รู้สึกว่าคิดมากไม่ได้ กลัวจะมีผลถึงลูก พยายามไม่เครียด

ป๊อบ : มีวันหนึ่งแฟนออกไปกับเพื่อนเราไม่ได้ไป ต้องนอนอยู่บ้าน เขาบอกจะกลับเวลานี้ แต่เลยมาเป็นชั่วโมง เรารู้สึกโกรธ งอนไม่พูดด้วย เขาร้องไห้มากอดเรา ทำให้เราคิดได้ว่า ทำไมเขาต้องมาตัวติดเราตลอดเวลา เราเองก็ต้องคิดถึงใจคนอื่นบ้าง ให้เขาได้ไปกับคนอื่นบ้าง ไม่ใช่อยู่กับเราคนเดียว พอได้คุยกันก็กอดกันร้องไห้เลย 

อีกคนที่มีผลกับเรามากคือพ่อแม่ พวกเขาเหนื่อยกับเรามาก เขามีอาชีพขายของ ขายข้าวแกง ตื่นนอนตอนตี 3 พอขายของเสร็จช่วงเที่ยง ก็มาหาเราบ่ายโมง พาไปกายภาพแล้วก็กลับมาส่งบ้าน  

กิ่งมีวิธีจัดการอย่างไร เมื่อชีวิตเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

กิ่ง : เรามีฐานครอบครัวค่อนข้างดี พ่อแม่เราก็พยายามช่วยเลี้ยงลูก เพื่อนก็ช่วยดูแล มีคนเคยถามว่า ทำไมเราไม่ส่งแฟนไปอยู่กับครอบครัว ทำไมต้องเอามาดูแลด้วยตัวเอง ช่วงที่มีลูกเล็กทำไมไม่ให้เขาไปอยู่กับแม่ เราเคยคุยกันเรื่องนี้ และเราเองก็คิดว่า ที่บ้านเขาดูแลดีกว่าเราเสียอีก แต่เขาบอกว่าอยากอยู่ที่นี่กับเราและลูก อีกคำพูดที่เคยได้ยินคือ ถ้าเป็นเขาเขาเลิกไปแล้ว ไม่ทนหรอก เขาบอกว่าเราอดทนดี ทำไมยังคบคนพิการ เราคิดว่าเหตุผลของเราคือนิสัย เราอยู่ด้วยกันจนมองมองเห็นข้อดี ข้อเสีย ฉะนั้นไม่ว่าเขาจะพิการหรือไม่ จึงไม่ใช่เหตุผล

ป๊อบ : ตั้งแต่คบกันมาเราไม่เคยทะเลาะกันแรงๆ ไม่เคยตบตีหรือพูดคำหยาบใส่กัน เราคบกันมาก่อนจะแต่งงาน 10 ปี หรือก่อนพิการ 7 ปี รวมเป็น 17 ปี คิดว่าเพราะเรามีฐานที่ดีตรงนั้น ความพิการเลยไม่เป็นปัญหา

อนาคตจะไปเที่ยวไหนกันบ้าง

มีแต่ไม่กล้าคิดเยอะ เพราะการเที่ยวทุกครั้งมีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้เราเพิ่งได้รถเข็นที่เปียกน้ำได้มา ซึ่งตอนนี้ใช้นั่งอาบน้ำ เลยคิดว่า  ปีนี้จะได้เล่นสงกรานต์กับเพื่อนแล้ว แต่ก็ไม่ได้เล่นเพราะปีนี้งด (หัวเราะ) 

หลายคนมองว่าคนพิการ ไม่ควรมีครอบครัว มองเรื่องนี้อย่างไร 

คนอื่นอาจจะคิดไม่เหมือนกัน แต่ส่วนตัวอยากมีลูกมาก เราอยากมีครอบครัว การมีลูกคือการเติมเต็ม เราได้เห็นเขาเติบโต 

ถ้าพิการก่อนมีลูก เราอาจจะคิดอีกแบบ แต่พอดีว่ามีก่อนพิการ   ในเมื่อเขามาแล้วเราก็ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด แต่ถ้ามีแล้วลำบากคนอื่นก็ควรพิจารณา เพราะเราเองก็ดูแลคนเดียวไม่ได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขาแต่เราช่วยเหลือไม่ได้ เราคงเสียใจมาก

ลูกเคยถามไหมว่าทำไมพ่อถึงนั่งวีลแชร์

เคย เราก็ตอบเขาตรงๆ บอกว่าป๊าไม่สามารถเดินได้เขาก็จะมีคำถามตลอดว่า ถ้าป๊าวิ่งได้ ถ้าป๋าเดินได้จะทำสิ่งนั้นไหม จะทำสิ่งนี้ไหม เราบอกลูกเสมอว่าป๊าทำได้ทุกอย่าง เมื่อก่อนป๊าตีลังกาได้ด้วยซ้ำ 

ผมเคยถามลูกว่า อายเพื่อนไหมที่ป๊านั่งวีลแชร์  เขาตอบว่าไม่อาย ผมกลัวว่า ลูกจะโดนเพื่อนล้อ จนตอนนี้ยังไม่เคยไปโรงเรียนลูกเลย แอบกลัวนิดหน่อย แต่ถ้าวันหนึ่งที่ต้องไปก็จะไป ตอนนี้ลูกผมเขาก็เป็นคนไปชวนเพื่อนมากดไลค์ กดแชร์เพจเรา (หัวเราะ)

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสุขภาพท่องเที่ยวคุณพ่อวีลแชร์
Categories: ThisAble

ศาลปกครองกลางพิพากษาถอนคำสั่งคลัง คืนเงินกองทุนคนพิการ 1 พันล้านบาท

ThisAble - Thu, 2020-08-06 15:09
วานนี้ (5 ส.ค.) เฟซบุ๊กเพจสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยระบุว่า ศาลปกครองกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลัง ที่กำหนดให้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนำเงินส่วนเกินส่งคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน จำนวน 1,000 ล้านบาท และยกฟ้องขอคำขออื่น   ก่อนหน้านี้สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ผู้ฟ้องคดี ฟ้องกระทรวงการคลัง และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.)โดยระบุว่าผู้ฟ้องร้องได้รับความเสียหายหรืออาจจะได้รับความเดือดร้อน เสียหายโดยเลี่ยงไม่ได้อันเนื่องจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง โดยคำพิพากษาระบุว่า ขณะที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งดังกล่าว ยังไม่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดจำนวนเงินสะสมสูงสุด และการนำทุนหรือผลกำไรส่วนเกินของทุนหมุนเวียนส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายลำดับรองกำหนดหลักเกณฑ์กรณีดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ และยังมีข้อเท็จจริงตามคำให้การของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วยว่า การนำเงินของกองทุนส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามคำสั่งของกระทรวงการคลัง อาจส่งผลต่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการตามภารกิจในอนาคต และต่อสภาพคล่องของกองทุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตามกฎหมาย กรณีจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบและเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นตามที่พก.ได้นำส่งเงินไปให้กระทรวงการคลัง 2,000 ล้านบาทแล้วนั้น กระทรวงการคลังควรต้องคืนเงินมาให้กองทุนคนพิการ 1,000 ล้านบาท   โดยต่อจากนี้ สมาคมสภาคนพิการฯ จะทำหนังสือทวงถามกระทรวงการคลังและ พก.ให้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวคืนกองทุนคนพิการโดยเร็ว เพื่อนำเงินดังกล่าวไปใช้เยียวยาและฟื้นฟูคนพิการและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะการ Upskill, Reskill เตรียมความพร้อมสู่ New Normal   อ่านคำพิพากษาได้ที่นี่

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนความมั่นคงกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
Categories: ThisAble

คนพิการเรียนมหา'ลัยเป็นไงบ้าง ? ประสบการณ์ผ่านความพิการในการเรียนรั้วมหาวิทยาลัย

ThisAble - Thu, 2020-08-06 14:58

"ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่ ก็ควรได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในมหา’ลัยเท่ากับคนอื่น ถ้าเขาอยากสนับสนุนให้คนพิการมีสิทธิเข้ามาศึกษา ก็ต้องกล้าที่จะปรับให้คนพิการใช้ชีวิตได้เหมือนคนอื่นหรือให้มีศักดิ์ศรีความเป็นคนเหมือนกับคนอื่น ไม่ใช่จะข้ามถนนทีต้องให้คนอื่นมาคอยยกลงจากฟุตบาทที"

"เราจะเห็นว่ายิ่งเรียนในระดับที่สูงมากขึ้นเท่าไหร่ คนพิการก็เหลือน้อยลงมากเท่านั้น สะท้อนถึงกลไกหรือโครงสร้างว่า แม้การศึกษาภาคบังคับดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเริ่มมีคณะใหม่ๆ ที่เปิดให้คนพิการเข้าศึกษา แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ"

หลายคนคงไม่ทราบว่าหนึ่งในปัญหาหลักที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมีรากฐานปัญหาคือด้านการศึกษา มีคนพิการเรียนจบระดับ อุดมศึกษา 1.04% มัธยมศึกษา 8.28% ประถมศึกษา 61.01% จากคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการทั้งหมด โดยเฉพาะระดับปริญญาตรี 0.16% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมาก

ถ้ามองลึกลงไปเราอาจจะพบว่าปัญหาเรื่องการเข้าถึงโอกาสอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น หากอยากทำให้คนพิการเข้าถึงระบบการศึกษาที่เท่าเทียม มีหลายปัจจัยที่เราอาจต้องพินิจ ชวนคุยกับอดีตนิสิต นักศึกษา คนพิการ เล่าชีวิตการศึกษาและมหาวิทยาลัย เราอาจได้เห็นปัญหาและจุดเริ่มของทางแก้เรื่องนี้ก็ได้

นลัทพร ไกรฤกษ์

ตอนเด็กเราอยากเป็นหมอ เราชอบอ่านและจำชื่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่พอรู้ว่า คนจะเรียนหมอต้องไม่พิการ เลยตัดตัวเลือกนี้ออกไป จากนั้นเราอยากเป็นครู แต่ก็มาพบอีกว่า หากเป็นครูจะต้องฝึกสอนในโรงเรียน แต่โรงเรียนหลายที่ไม่มีลิฟต์ เราน่าจะทำไม่ได้  กลายเป็นว่าความฝันของเราค่อยๆ ถูกลดลงไปทีละอย่างเพราะความพิการ จนเมื่อสอบติดคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และที่บ้านสนับสนุนให้เรียน เราเลยเลือกเรียนศิลปะ

เราชอบวาดรูป แต่ไม่รู้ว่าเป็นความชอบจริงๆ หรือเพราะไม่มีทางเลือก ย้อนกลับไปตอนเด็ก เช้าๆ เราไม่เคยได้ลงไปเข้าแถวกับเพื่อน โรงเรียนเลยให้ครูมาสอนศิลปะเป็นการฆ่าเวลา จึงได้เรียนศิลปะตั้งแต่ชั้น ป.1 พอทำทุกวัน ก็รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี การเรียนศิลปะเปลี่ยนโลกเราเหมือนกัน จากที่ไม่ค่อยกล้าออกไปไหนกลับต้องออกไปวาดรูปที่ต่างจังหวัด ทั้งขึ้นเขา ลงทะเล เหมือนเป็นด่านแรกที่ทำให้รู้ว่าสามารถไปต่างจังหวัดกับคนนอกครอบครัวได้ และสนุกดีเหมือนกัน 

ตอนเรียนมหา’ลัยนั้นไม่ได้เรียนตึกเดียวเหมือนตอนมัธยม พื้นที่ที่มหา’ลัยค่อนข้างกว้าง ต้องข้ามถนน หรือเปลี่ยนตึกเรียน บางครั้งเราเองไม่รู้ว่าเรียนที่ห้องไหนตอนลงทะเบียนเรียน พอตารางสอนออกมาห้องเรียนกลับอยู่อีกฟาก  ซึ่งมีถนนใหญ่กั้นและมีรถวิ่งตลอด จนบางเทอมหากเรียนไกลเราอาจไม่ได้กินข้าวกลางวันเพราะต้องเข็นวีลแชร์ไปเรียน ในขณะที่เพื่อนคนอื่นสามารถนั่งรถโดยสารของมหา’ลัยไปได้ แต่รถโดยสารของมหา’ลัยไม่ได้รองรับคนที่นั่งวีลแชร์เลย บางวิชาที่เราลงเรียนไปแล้วแต่เพิ่งรู้ว่าตึกที่เรียนไม่มีลิฟต์ก็อาจต้องถอนออก เพราะไม่อยากเป็นภาระเพื่อนที่ต้องแบกวีลแชร์ขึ้นห้องในทุกคาบ หอสมุดกลางเองก็ดีที่มีบันไดสูงกว่า 20 ขั้น แม้จะมีลิฟต์ขนของในชั้นล่างที่พอใช้ได้ แต่เราก็เข้าไม่ถึงและติดอยู่บริเวณเสากั้นมอเตอร์ไซค์รอบๆ ตึก เมื่อสอบถามรปภ. ก็ได้รับคำตอบว่าให้ยกข้ามมา ทั้งที่เราเป็นนิสิตคนหนึ่งควรได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเท่ากับนิสิตคนอื่นแต่กลับใช้ไม่ได้ โชคดีที่เพื่อนคอยช่วยเหลือกันและกันอย่างดีมาตลอด 

เราคิดว่าไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่ ก็ควรได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในมหา’ลัยเท่ากับคนอื่น ถ้าเขาอยากสนับสนุนให้คนพิการมีสิทธิเข้ามาศึกษา ก็ต้องกล้าที่จะปรับให้คนพิการใช้ชีวิตได้เหมือนคนอื่นหรือให้มีศักดิ์ศรีความเป็นคนเหมือนกับคนอื่น ไม่ใช่จะข้ามถนนทีต้องให้คนอื่นมาคอยยกลงจากฟุตบาทที หากแค่วันสองวันก็ทำได้ แต่ถ้าต้องใช้ชีวิตแบบนั้น 4 ปี ก็ท้อและลดทอนความเป็นคนของเราด้วย วันไหนที่มหา’ลัยพร้อมสำหรับทุกคน คนพิการก็อยากเข้ามาเรียน ไม่เพียงแค่นั้นแต่นักศึกษาเดิมที่วันหนึ่งอาจจะประสบอุบัติเหตุและกลายเป็นคนพิการ เค้าก็ควรมีสิทธิที่จะเรียนและใช้ชีวิตต่อไปเหมือนอย่างที่เคยเป็น

ชมพูนุท บุษราคำ

เราอยากเรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เพราะอยากทำงานสายครีเอทีฟ แม้จะสอบติด แต่เพราะมหา’ลัยอยู่ในเมือง สิ่งอำนวยความสะดวกไม่ค่อยพร้อมสำหรับคนพิการ เลยตัดสินใจมาเรียนที่ธรรมศาสตร์ในคณะวิทยาศาสตร์ สาขาสิ่งแวดล้อมเนื่องจากบ้านเราอยู่ระยอง มีโรงงานเยอะ คิดว่าน่าจะนำมาต่อยอดเป็นอาชีพได้ในอนาคต แต่พอเรียนไปสักพักนึงก็รู้แล้วแหละว่าไม่ได้ชอบเลย แต่ก็เรียนจนจบและทำงานสายครีเอทีฟอยู่ดี (หัวเราะ) 

ตอนเข้ามาเรียนธรรมศาสตร์แรกๆ หลายอย่างก็ยังไม่เข้าที่ ตึกไม่มีลิฟต์บ้างอะไรบ้าง เพื่อนก็คอยอุ้มเราขึ้นบันได หรือบางวิชาที่ต้องเข้าแลป ก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ หากเราชนหรือทำสารเคมีแตกก็อาจเกิดอันตรายได้ อาจารย์จึงบอกให้เราช่วยทำกับเพื่อน บางอย่างพอเราไม่ได้ลงมือทำก็ไม่ค่อยชำนาญ 

ที่ธรรมศาสตร์มีศูนย์ดูแลและช่วยเหลือนักศึกษาพิการโดยเฉพาะ เวลาเรามีปัญหาก็สามารถเข้าไปคุยที่ศูนย์นี้ได้ เขาก็จะส่งเรื่องไปที่คณะ ด้วยความที่มหา’ลัยกว้าง การจะทำอะไรเพิ่มหรือสร้างอะไรใหม่ก็ค่อนข้างง่าย มีช่วงหนึ่งที่เราไปขอดำเนินการเรื่องลิฟต์ เพราะตึกเรียนไม่มีลิฟต์ เขาก็รับเรื่องแล้วแก้ไขให้ รวมถึงทางเดินที่ส่วนใหญ่ออกแบบมาเพื่อคนพิการจึงทำให้เราใช้ชีวิตได้ปกติ สามารถไปไหนมาไหนกับเพื่อนได้โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยก

เราเป็นคนมองโลกในแง่ดี เวลามีปัญหาอะไรเราจะคิดก่อนว่าเกิดจากปัจจัยภายในหรือภายนอก ถ้าเกิดจากปัจจัยภายในเราก็แก้ไขที่ตัวเราเอง แต่ถ้าเกิดจากปัจจัยภายนอกก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน อาจสำเร็จบ้าง ผิดหวังบ้าง ตอนอยู่มหา’ลัยเราทำกิจกรรมเยอะมาก เป็นคนชอบเข้าสังคมเลยได้เจอเพื่อนจากคณะอื่น ได้แลกเปลี่ยนมุมมองซึ่งกันและกัน อาจเพราะสังคมที่ธรรมศาสตร์ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ว่าเราจะไปไหนหรือทำอะไร เพื่อนหรือคนในมหา’ลัยก็มองเราเป็นคนปกติทั่วไป ไม่ดูถูกเหยียดหยาม แตกต่างจากสังคมข้างนอกที่ยังเจอสายตาหรือการกระทำแปลกๆบ้าง เราเข้าใจนะว่าสังคมข้างนอกกว้างใหญ่กว่าในมหา’ลัย จึงทำให้ทัศคติ ความเคยชินของผู้คนแตกต่างกัน แต่พอคนอื่นเห็นว่าเราก็ทำงานได้ มีความสามารถ คนก็ยอมรับเรามากขึ้น

จิณจุฑา จุ่นวาที

ตอนขึ้นมหา’ลัย เราสอบติดคณะวารสารศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์ ที่เลือกคณะนี้เพราะเราชอบพูด ชอบสื่อสารกับคนอื่น แต่ตอนสัมภาษณ์คณะกลับบอกว่าไม่สามารถรับคนพิการเข้าศึกษาในภาคปกติได้ เพราะยังไม่มีหลักสูตรรองรับ มีแต่ภาคพิเศษที่เปิดรับ จึงเสนอให้เราเลือกเรียนคณะใหม่ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คณะที่รับคนนั่งวีลแชร์ แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่คณะที่เราสนใจ สุดท้ายเราจึงเลือกเรียนที่คณะบริหาร สาขาการตลาด มหา’ลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  

ตอนเข้ามาแรกๆ คิดว่าจะได้เรียนสื่อสารบ้าง ได้พูดคุยกับลูกค้าบ้าง แต่ไม่ใช่เพราะสาขานี้เรียนเพื่อไปเป็นผู้บริหาร พอรู้แบบนี้เราก็ปิดกั้นตัวเอง ไม่อยากเรียนแล้ว คิดว่าจะซิ่วออก จนตอนปี1 เทอม1 เราไม่ตั้งใจเรียนเลย ไม่อ่านหนังสือ ใจมันไม่มา แต่เพื่อนและอาจารย์ก็เข้ามาพูดคุยและให้คำแนะนำต่างๆ เราจึงกลับมาทบทวนอีกครั้ง และตัดสินใจเรียนต่อ เพราะมองว่าสามารถเรียนเพื่อไปเป็นนักการตลาดได้ และคิดว่าสามารถปรับวิชาเรียนกับสิ่งที่ชอบให้ไปด้วยกันได้ พอลองเปิดใจเรียนเราก็สนุกนะ เจอเพื่อนดี สังคมดีด้วย 

ตอนแรกเราอยู่หอนอก แต่ลำบากเลยย้ายมาอยู่หอใน ช่วงแรกหอในไม่มีทางลาด มีแต่บันได มหา’ลัยก็ทุบแล้วทำให้ใหม่ รวมถึงห้องน้ำที่เขาก็ทำให้ใหญ่กว่าเดิม ค่อยๆ ปรับกันไป รถของมหา’ลัยก็ปรับโดยติดเครื่องยก แต่ใช้ไปสักพักก็พัง ไม่ได้ซ่อม ก็มีดีบ้างไม่ดีบ้างปนกันไป 

แม้ทุกมหา’ลัยของรัฐจะมีกองทุนสนับสนุนคนพิการจนเรียนจบปริญญาตรี ซึ่งก็เป็นสิทธิขึ้นพื้นฐาน แต่ต้องถามว่า การเปิดรับคนพิการ เป็นเพราะอยากรับคนพิการเข้าไปศึกษาจริงๆ หรือเพื่อหน้าตาทางสังคม เพราะหากอยากให้เขาเรียนจริงๆ ก่อนที่จะเปิดรับคนพิการ บุคลากรควรจะมีทัศคติที่ดีต่อคนพิการก่อน คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มองคนให้เท่ากัน หากรับคนพิการเข้ามา แต่ว่าทัศนคติ สื่อการเรียนการสอน รวมถึงสถานที่ยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้พร้อมสำหรับคนพิการ แล้วมาบอกว่าค่อยมาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ตอนนั้นก็ไม่ทันแล้ว เราลำบาก เพราะคุณไม่ได้เตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่แรก เราเสียเวลา เสียโอกาสในการเข้าถึงสิ่งต่างๆ กลายเป็นถ้าคนพิการอยากจะเข้าเรียนที่ไหน ก็ต้องมานั่งศึกษาเองว่ามหาลัยที่เราต้องการเข้าไปเรียนนั้นพร้อมสำหรับเราไหม ทั้งที่เขาควรจะมีสิทธิเรียนในสถาบันหรือคณะที่อยากเรียน ถ้าหากสามารถสอบเข้าไปได้เหมือนกับคนอื่น

กฤษณ์พงษ์ เตชะพลี

เรามีความฝันว่าอยากเป็นครู ตอนมัธยมชอบสายสังคม ชอบอธิบายแลกเปลี่ยนประเด็นกับเพื่อนๆ คนที่เป็นต้นแบบของเราก็เป็นครูกันเยอะ แต่คำว่า ‘นักกฎหมาย’ ยังห่างไกลกับเรามากในตอนนั้น ตอน ม.6 เรายื่นโควต้าเรียนดีไปที่คณะครุศาสตร์ เอกสังคม มหา’ลัยเชียงใหม่ แต่โดนปฏิเสธเนื่องจากมีรุ่นพี่ตาบอดที่เรียนไม่จบค้างอยู่เยอะ สุดท้ายก็ได้เรียนที่คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เราใช้เวลาเรียน 3 ปีครึ่ง อาศัยช่วงซัมเมอร์ลงเรียนไปด้วยเลยจบเร็ว จบมาก็ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายที่สมาคมคนตาบอด ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการถูกเลือกปฏิบัติหรือการเข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ ถ้าตอนนี้มีโอกาสก็ยังอยากเรียนต่อเพื่อเป็นอาจารย์มหา’ลัย 

การเรียนกฎหมายต้องอาศัยการอ่านและจำ การมองไม่เห็นเป็นอุปสรรคในการอ่านหนังสือปกติ ทำให้เราต้องอ่านหนังสือเบรลล์ อย่างไรก็ดีหนังสือเบรลล์มีจำกัด ไม่ครอบคลุมเนื้อหาหรือความต้องการของเราทั้งหมด เราเลยเน้นฟังมากกว่า ปัญหาอยู่ที่ว่า พอเราฟัง แม้จะเข้าใจเนื้อหา สามารถนำมาคุยและสอนเพื่อนได้ แต่เราไม่สามารถนำมาเขียนลงในข้อสอบได้ถูกต้อง กลายเป็นว่าพอเกรดออก เรากลับตกทุกตัวเลย จึงได้ไปคุยกับอาจารย์และพบว่าตนเองมีปัญหาในการเขียน หลังจากนั้นเมื่อปรับและแก้ไข มีเพื่อนคอยตรวจและช่วยเหลือจนเข้าใจหลักการเขียนที่ถูกต้องก็ไม่มีปัญหาแล้ว คะแนนขึ้นมาในระดับกลางค่อนไปทางดีเลย

การเข้ามาเรียนที่ธรรมศาสตร์นั้นถือว่า โชคดีกว่าหลายๆ มหา’ลัย เพราะธรรมศาสตร์มีศูนย์ช่วยเหลือนักศึกษาพิการโดยเฉพาะ การแก้ปัญหาต่างๆสะดวกและยืดหยุ่นพอสมควร มีทางลาดและลิฟต์เยอะพอสมควร สื่อการเรียนก็มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้ จึงทำให้เรามีอิสระในการถ่ายทอดความรู้เพื่อวัดผลได้เต็มที่ 

อย่างไรก็ดี ทางเลือกด้านการศึกษาสำหรับคนพิการในประเทศไทยยังถือว่าน้อยอยู่ เนื่องจากมีข้อจำกัดอย่างคำอ้างว่า ‘ไม่พร้อม’ ทางเลือกที่เปิดให้ก็อาจจะไม่เหมาะหรือไม่ใช่สิ่งที่คนพิการอยากเรียน จึงทำให้คนพิการส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงการศึกษาไม่ว่าจะในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่านั้น เราจะเห็นว่ายิ่งเรียนในระดับที่สูงมากขึ้นเท่าไหร่ คนพิการก็เหลือน้อยลงมากเท่านั้น สะท้อนถึงกลไกหรือโครงสร้างว่า แม้การศึกษาภาคบังคับดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเริ่มมีคณะใหม่ๆ ที่เปิดให้คนพิการเข้าศึกษา แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ

ผมมองว่า เราควรจะให้เด็กพิการเรียนร่วมกับเด็กไม่พิการได้ตั้งแต่ประถม คนพิการคนไหนพร้อมก็ควรผลักดันและสนับสนุนให้เข้าโรงเรียนรวม โรงเรียนทั่วไปจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านความพิการให้ความรู้แก่ครูผู้สอน แต่หากความพิการเป็นอุปสรรคในการรับรู้หรือตอบสนอง ก็เห็นด้วยที่มีโรงเรียนเฉพาะทาง แต่โรงเรียนเฉพาะทางไม่ควรเป็นโรงเรียนขั้นพื้นฐานของเด็กพิการ เพราะการจับคนพิการไปเรียนรวมกัน ยิ่งเป็นการตัดคนพิการออกจากสังคมและพวกเขาจะปรับตัวกับสังคมภายนอกได้ยาก

ฉายวิชญ์ สุจริตกุล 

ผมเรียนมัธยมต้น ปวช. ปวส. แล้วก็ขึ้นมหา’ลัย ตอนแรกผมเรียนคณะบริหารธุรกิจ ที่มหา’ลัยเอเชียอาคเนย์ แต่เรียนไม่ไหวเลยมาทางสายดนตรี เพราะผมเองเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก จนเรียนจบที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

ตอนเรียนอยู่ที่มหา’ลัย ถึงแม้จะมีบางวิชาที่ยากแต่ผมก็มีความสุขเพราะเจอสังคมและคนรอบข้างดี ผมอยากไปเรียนทุกวันเพราะอยากเจอเพื่อนและอาจารย์ ทุกคนคอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำผมเสมอ แม้มีภาวะดาวน์ซินโดรมแต่ทุกคนต่างบอกว่าผมกลมกลืนไปกับคนปกติแล้ว 

ผมเรียนสหวิทยาการดนตรี คือไม่ได้เจาะจงลงไปที่เครื่องดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่ง เล่นทั้งระนาด เปียโน แล้วก็ร้องเพลง ผมไม่ได้เป็นคนเก่งมาก แต่อาจารย์ก็เห็นว่าเราเรียนได้ พอเรียนจบแล้วผมได้ทุนเรียนเต้นที่ดีแดนซ์ จากนั้นก็ไปเป็นครูสอนเต้นที่โรงเรียนราชวินิตประถมบางแค แล้วก็สอนน้องๆ ที่สมาคมผู้พิการทางสติปัญญาด้วย 

ผมมองว่า สถานศึกษาไม่ควรปิดกั้น ควรเปิดโอกาสให้คนพิการทุกกลุ่ม ทุกประเภทได้เรียนจนถึงระดับอุมดมศึกษาหรือสูงกว่านั้นในแบบที่เท่าเทียมกับคนปกติ

          Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนมหาวิทยาลัยการศึกษา
Categories: ThisAble

คนตาบอดผู้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย | VISIBLEME EP.04

ThisAble - Mon, 2020-08-03 14:18

"ถ้าเรามองการเมืองแบบแคบ การเมืองก็จะเป็นเรื่องของนักการเมือง พรรคการเมือง รัฐสภา รัฐบาล แต่ถ้าเรามองว่าการเมืองเป็นเรื่องของสิทธิ พลเมือง เป็นเรื่องของการใช้อำนาจ เป็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากร เป็นเรื่องของคนทุกคน บางทีเราพยายามหลีกเลี่ยงการเมืองแต่สุดท้ายแล้วการเมืองก็มีผลกระทบกับเรา

ถามว่าทำไมคนพิการต้องสนใจการเมือง ถ้าเรา คาดหวังว่าจะมีคนเจอนักการเมืองมาเข้าใจคนพิการ แล้วออกนโยบายที่ต้องการตามความต้องการของคนพิการจริงๆมันก็ไม่เกิด กฎหมายคนพิการหลายอย่างเกิดจาก กลุ่มหรือองค์กรคนพิการช่วยกันผลักดัน เกิดเป็นประเด็น หรือนโยบาย เพราะฉะนั้นคนพิการก็ควรต้องสนใจการเมือง"

คุยกับ เทวพงษ์ พวงเพชร อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ จากเด็กตาบอดผู้สนใจการเมือง สู่อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ผู้ถ่ายทอดการเมืองให้นักศึกษาฟัง คนตาบอดทำงานเป็นอาจารย์อย่างไร ก่อนจะมาถึงวันที่เขาเป็นอาจารย์ต้องเผชิญสิ่งใดบ้าง เชิญฟังได้ใน VISIBLEME ตอนนี้กันเลย

Mediaสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนpodcastพอตแคสต์
Categories: ThisAble

รินศรัทธา กาญจนวตี กวีคนตาบอด | VISIBLEME EP.03

ThisAble - Wed, 2020-07-22 22:31

"เราได้ยินเสียงฝีเท้าของเพื่อน เดินออกห่างไปทุกที นาทีนั้นเราเหมือนคนที่ค่อยๆ จมลงไปในทะเลที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ระหว่างที่กำลังนั่งอยู่ได้ยินเสียงฝีเท้าอีกคู่นึงเดินเข้ามา ตอนนั้นไม่รู้ว่าใคร รู้แต่ว่าเขามานั่งใกล้ๆ เขามีหนังสือในมือ เราได้ยินเสียงเขาเปิดกระดาษ เขาชวนเราอ่านหนังสือ เขาคือครูภาษาไทยของเราเอง" 

"ความคว้างของเรามันเหมือนแก้วเปล่า ใครใส่อะไรมาเรารับหมด ครูเลือกอ่านบทกวีของท่านอังคาร …จะไม่ไปแม้แต่พระนิรพาน จะวนว่ายวัฏฏะสังสารหลากหลาย แปลค่าแท้ดาราจักรมากมาย ไว้เป็นบทกวีแด่จักรวาล… ระหว่างที่ครูอ่านเหมือนมีภาพเคลื่นไหวในใจเรา มหัศจรรย์ บทกวีทำให้คนตาบอดกลับมามองเห็นได้ จากนั้นเราเกาะไว้เลย เพราะสิ่งนี้ทำให้ฉันมองเห็นได้ จากนั้นเราขอให้อาจารย์อ่านกวีให้ฟังทุกวันเลย วันไหนไม่อ่านไปทวงถึงโต๊ะ"

นับตั้งแต่วันที่ ลูกหมู หทัยรัตน์ จตุรวัฒนา กลายเป็นคนตาบอด เธอก็สัมผัสได้ถึงความอ้างว้าง ความโดดเดี่ยว แต่พลันเมื่อบทกวี บทแรกเพรียกหาและพาเธอเดินทางบนเส้นทางสายบทกวีเรื่อยมา "บทกวีทำให้คนตาบอดกลับมามองเห็นได้ จากนั้นเราเกาะไว้เลย" จากนั้น ลูกหมู หทัยรัตน์ สู่ รินศรัทธา กาญจนวตี เจ้าของผลงาน "รินศรัทธา" และ ทุกขณะกระจ่างชัดสัมผัสใจ visibleme ชวนทุกคนคุยและสัมผัสบทกวีอันหล่อหลอมจนกลายมาเป็นตัวของเธอ

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมพอตแคสต์podcast
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble