ThisAble

ประชาธิปไตยฐานราก และนโยบายคนพิการที่ประชาชนกำหนดเองจากพรรคสามัญชน

ThisAble - Sat, 2019-03-23 16:13

เราอาจไม่ค่อยหรือไม่เคยเห็นป้ายหาเสียงของพรรคสามัญชนมาเท่าไหร่นัก เพราะสามัญชนเป็นพรรคการเมืองเล็กๆ ที่ส่งผู้สมัครเพียงไม่กี่เขต และหนึ่งในนั้นคือผู้สมัครบัญชีรายชื่อ สุริยา แสงแก้วฝัน ที่ทำงานในประเด็นคนพิการ

ความตั้งใจของการเข้าสู่สนามการเมืองในนามพรรคสามัญชน

สุริยา: ผมเข้ามาในพรรคสามัญชนก็เพราะว่า พรรคมีอุดมการณ์ที่ชัดเจน เน้นเรื่องประชาธิปไตยจากฐานรากคือประชาชนเป็นคนกำหนดนโยบาย เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยและคนชายขอบ

ผมเข้ามาช่วยในส่วนนโยบาย เช่น นโยบายรัฐสวัสดิการ ซึ่งครอบคลุมทั้งคนจน ผู้สูงอายุ คนพิการ คนชายขอบที่ต้องได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึงและได้มาตรฐาน ในสวัสดิการด้านสุขภาพจะพยายามผลักดันหรือต่อยอดโครงการที่มีอยู่เดิม เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค สำหรับประชาชนทั่วไป เราต้องการจะยกระดับสวัสดิการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันคือ ไม่ว่าข้าราชการหรือประชาชนต้องมีความเท่าเทียมกัน ไม่ควรแบ่งมาตรฐานว่าอันนั้นเป็นของข้าราชการ อันนี้เป็นของประชาชน นี่คือรากฐานของหลักการประชาธิปไตย

ในประเด็นคนพิการ และคนชายขอบ สามัญชนอยากจะแก้ไขในเรื่องใดบ้าง

ในส่วนของผู้ด้อยโอกาส หรือคนชายขอบในสังคม นโยบายอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นและผลักดันมาแล้วหลายปี แต่ก็ไร้ผล เพราะเราคือประชาชนคนเล็กคนน้อย แทบไม่มีเสียงในสังคม

ข้อเสนอของผมคือการเพิ่มสวัสดิการ เดิมคนพิการได้สวัสดิการจากรัฐเดือนละ 800 บาท ซึ่งไม่พอกับค่ายังชีพของคนพิการ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมผลักดันเคยเสนอว่า เงินส่วนนี้ควรได้อย่างต่ำเดือนละ 1,500 บาท และในวงเงิน 1,500 บาท คำนวนจากฐานคิดหลัก 3 ส่วนคือ เงินที่ใช้ในปัจจุบัน เงินที่ใช้ในอดีต และเงินในอนาคต

ปัจจุบันและที่ผ่านมาในอดีต ในสังคมไทยมีกฎหมายเฉพาะเรื่องนี้ชัดเจนคือ พ.ร.บ.ส่งเสริมและฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2550 กำหนดไว้ชัดเจน แต่แนวทางการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สถานประกอบการทั้งหลายที่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ยังไม่มีแนวทางปฏิบัติเป็นรูปธรรม เพราะว่าตัวกฎหมายเองก็มีช่องโหว่อยู่มากพอสมควร

อย่างเช่น มาตรา 34 และ 35 ใน พ.ร.บ. ดังกล่าว ที่มีเนื้อหาค่อนข้างชัดเจนว่าสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการ 1 คน แต่แนวทางปฏิบัติหรือว่าแนวทางตามความเป็นจริงแล้วมันไม่เป็นอย่างนั้น เพราะว่ามาตรา 35 กำหนดทางเลือกให้สถานประกอบการและนายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนฟื้นฟู

ผมคิดว่าต้องเข้าไปผลักดันหรือว่าอุดช่องว่างตรงนี้ มันเป็นเรื่องของตัวบทกฎหมายที่มีช่องว่างพอสมควร

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสามัญชนนโยบายคนพิการ62เลือกตั้ง62คนพิการ
Categories: ThisAble

ผลักดันความเท่าเทียมผ่านศูนย์เรียนรู้-อาชีพคนพิการกับชาติพัฒนา

ThisAble - Sat, 2019-03-23 11:59

คุยนโยบายคนพิการกับพรรคชาติพัฒนา กับเยาวภา บุรพลชัย ถึงโยบายที่ไร้ความขัดแย้งกับใคร  ที่จะทำให้คนพิการใช้ชีวิตสะดวกด้วยการออกแบบแบบอารยสถาปัตย์ การผลักดันให้คนทุกคนสุขภาพดีด้วย Sport Complex ทั่วประเทศ

มุมมองของพรรคชาติพัฒนาต่อคนพิการเป็นอย่างไร

คนพิการเลือกเกิดไม่ได้ แต่คนพิการมีศักยภาพเทียบเท่ากับคนปกติได้ หากมีการอำนวยความสะดวกให้กับเขาในการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ได้รับการสนับสนุนในการประกอบอาชีพหรือการศึกษา

ปัญหาคนพิการที่พรรคมองเห็นมีอะไรบ้าง

เรื่องถนนหนทางหรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ขนส่งสาธารณะไม่เอื้อสำหรับคนพิการ อีกประเด็นก็คือการใช้ชีวิตหรือการเข้าถึงสิทธิต่างๆ การศึกษา และการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ทั้งคนพิการด้านร่างกาย หรือความพิการทางสมอง ที่อาจเข้าไม่ถึงสิทธิเพราะเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

นโยบายคนพิการของชาติพัฒนา

พรรคมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการแต่ไม่ได้เจาะจงเฉพาะสำหรับคนพิการ เราเน้นความเสมอภาคของทุกคน นโยบายแรกไม่ว่าคุณจะเป็นใครเรามีนโยบายที่จะช่วยเหลือแม่ที่มีบุตร เป็นเงินสงเคราะห์บุตรให้เดือนละ 1,000 บาท จนกว่าอายุจะถึง 18 ปี ซึ่งอาจจะไม่ได้ช่วยทั้งหมดแต่ก็ช่วยบรรเทา แบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูบุตรของผู้หญิง คนพิการก็มีสิทธิที่จะได้รับเงินตรงนี้ด้วย

สองคือเรื่องการศึกษา เราสนับสนุนให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าคุณจะเป็นคนแก่ คนจน คนรวย คนพิการ ต้องเกิด TK Knowledge Center สถานที่ที่ให้คนทุกเพศ ทุกวัยเข้ามาเรียนรู้ เรียนคอร์สออนไลน์ กิจกรรม ศิลปะ ดนตรี โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย

เราเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องอารยสถาปัตย์ Universal Design เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำหรับคนพิการอย่างเดียว โดยจะเริ่มจากหน่วยงานราชการ โรงพยาบาล และสำนักงานเขต

การสนับสนุนอาชีพ กองทุน 1 หมื่นล้านบาทในการทำ OTOP ส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวท้องถิ่นเชิงวัฒนธรรมเพื่อก่อเกิดรายได้ในชุมชน คนพิการสามารถทำในสิ่งที่ตนเองทำได้ ไม่ว่าเป็นเรื่องของงานฝีมือหรือว่ากิจกรรม

นอกจากนี้นโยบาย Smart governance หรือการใช้ระบบดิจิตอลในการประสานงานจะทำให้คนพิการสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นในการขอแบบฟอร์ม ทำกิจกรรมต่าง ๆ และเอกสารทางราชการ

ปัญหาของนักกีฬาคนพิการ

ถ้าได้เป็นรัฐบาลเราอยากจะทำให้เบี้ยเลี้ยงนั้นเท่ากัน และสนับสนุน Mini Sport Complex ในทุกอำเภอ คนพิการสามารถเข้ามาใช้ศูนย์กีฬาได้ ได้มาเจอเพื่อน ได้มาทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น อาจจะทำให้สังคมยอมรับในความสามารถของคนพิการ

 

ทำไมคนพิการถึงควรเลือกพรรคชาติพัฒนา

ตอนนี้มีพรรคเยอะมาก ทุกพรรคก็มีนโยบายที่จะสนับสนุนเรื่องของคนพิการอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าการเมืองในประเทศมีความขัดแย้งมาก แม้ตั้งใจพัฒนาประเทศ ช่วยเหลือคนพิการ ช่วยเหลือด้านสังคมเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายมก็ไปไม่ถึงไหนเพราะว่ามีความขัดแย้ง แต่พรรคชาติพัฒนาเราเคารพทุกความคิดเห็นทางการเมืองทุกฝ่าย พร้อมร่วมมือกับทุกพรรคโดยไม่สร้างเงื่อนไขอะไรให้กับประเทศชาติ ไม่ทำให้ประเทศชาติต้องสะดุด พรรคชาติพัฒนาไม่เคยโจมตีพรรคไหน เราพูดแต่นโยบาย สิ่งที่เราอยากจะทำ เราพูดแต่สาระของพรรค ถ้าเลือกพรรคชาติพัฒนาประเทศชาติไม่มีปัญหาแน่นอน

คนพิการจะมีส่วนร่วมออกนโยบายได้อย่างไรบ้าง

ติดต่อได้เลยว่าอยากทำงานการเมือง คนพิการรู้ดีที่สุดว่าควรจะต้องปรับอะไร เรามีหน้าที่ทำให้นโยบายมันออกมาสมดุล เราอยากให้คนพิการมาทำงานการเมือง

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนชาติพัฒนานโยบายคนพิการ62เลือกตั้ง62คนพิการ
Categories: ThisAble

สะดวกเดินทาง สวัสดิการครบถ้วน กับนโยบายคนพิการพรรคเสรีรวมไทย

ThisAble - Fri, 2019-03-22 15:28

สัมภาษณ์ นพ.เรวัต วิศรุตเวช รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ถึงเรื่องนโยบายด้านคนพิการ ที่จะเน้นทั้งในเรื่องสภาพแวดล้อม การเดินทางที่สะดวก ครบครัน ปลอดภัย และการจัดการกองทุนคนพิการ รวมถึงกองทุนสวัสดิการอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพอย่างสูงที่สุด

ประสบการณ์คนพิการที่ผ่านมา

นพ.เรวัต: ผมเคยเป็นอดีตอธิบดีกรมการแพทย์ โดยมีสถาบันที่เกี่ยวกับคนพิการคือ ศูนย์สิรินธร เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ  ที่มีพันธกิจคือเป็นองค์กรนำในด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ระดับสากล และมุ่งสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนโดยมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ฉะนั้นในศูนย์มีจึงองค์ประกอบทุกอย่างทั้งพื้นฟู บำบัดด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย และมีบุคลากรคุณภาพ ที่ใหญ่ที่สุด

การได้ดูแลศูนย์นี้ทำให้มีความสัมพันธ์กับเรื่องคนพิการ และเห็นปัญหาของคนพิการ หลักทางการแพทย์มองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการป้องกัน หากเราสามารถป้องกัน จะช่วยลดจำนวนคนพิการเกิดใหม่โดย หนึ่ง ป้องกันอุบัติเหตุ อุบัติเหตุในประเทศไทยต่อปีมีหลายหมื่นราย ทำให้เกิดคนพิการขึ้น 5 พันคนต่อปี

สอง ป้องกันโรค 2 โรคที่สำคัญมากคือ เบาหวานและความดันโลหิต ขณะนี้มีผู้ป่วยโรคเบาหวานในไทย 2.7 ล้านคน ส่วนโรคความดันโลหิตสูงมีประมาณ 5.7 ล้านคน หากเราไม่ดูแลรักษา ควบคุมให้ดี จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนกลายเป็นโรคอื่นต่อไปหลายโรค เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตา โรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก เบาหวานสามารถทำให้เส้นเลือดที่จอประสาทตาแตกจนตาบอด และกลายเป็นคนคนพิการทางการมองเห็น โรคความดันโลหิตสูงถ้าไม่ควบคุมให้ดี และเส้นเลือดในสมองแตกก็จะเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตนอนติดเตียงหรือใช้วีลแชร์

สิ่งที่เราต้องทำคือ การคัดกรองโรค เพื่อรักษาและควบคุมก่อนที่โรคจะดำเนินไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่น เราทำได้เยอะมากก่อนถึงขั้นซื้อวีลแชร์ให้คนพิการ รวมถึงผู้สูงอายุ นอกจากนี้จะต้องส่งเสริมการออกกำลังกายด้วย

นโยบายคนพิการของเสรีรวมไทย

นโยบายของพรรคเสรีรวมไทยเป็นทั้งอุดมการณ์และนโยบาย เป้าหมายของเราคือ ทำอย่างไรให้คนพิการรู้สึกและสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ มีสิทธิเสมอภาคเช่นคนทั่วไป ตั้งแตบ้านจนถึงที่ทำงานจะต้องอำนวยความสะดวก หรือออกแบบสิ่งก่อสร้างต่างๆ ให้มีชีวิตที่สะดวกสบายและปลอดภัย มีระบบขนส่งมวลชนที่ดีไซน์สำหรับเขา เช่น รถไฟฟ้า ควรจะมีลิฟต์โดยสารขึ้นลง ไม่ใช่ลงได้ แต่ขึ้นไม่ได้ รถเมล์ที่มีอยู่ควรเป็นชานต่ำ คนหูหนวกก็ควรจะมีป้ายบอกที่เห็นชัดเจน สำหรับคนตาบอดก็ควรจะต้องมีสัญญาณเสียง เป็นต้น

นโยบายของพรรคทุ่มเทเรื่องนี้อย่างมาก เพราะการเดินทางได้สะดวกทำให้กิจวัตรประจำวันเป็นไปได้อย่างดี คุณภาพชีวิตของเขาก็จะดีขึ้นอย่างมาก  โดยเฉพาะเรื่องอาคาร สถานที่ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่ติดต่อทำงาน โรงเรียน สถานที่ราชการ ห้างสรรพสินค้า ทุกอาคารจะต้องถูกบังคับด้วยกฎหมายเรื่อง Universal design ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน ทางลาด ห้องน้ำ ลิฟต์ ฯลฯ อาคารเก่าก็ควรจะต้องมีแก้การแก้ไขเพิ่มเติม

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ประเด็นสำคัญที่ควรจะต้องดำเนินการคือ เรื่องการศึกษา ที่ต้องส่งเสริมและสนับสนุน หรือจัดการให้คนพิการเข้าถึงระบบการศึกษาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างอุปกรณ์การช่วยเหลือหรือผู้ช่วยเหลือ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษา และเมื่อจบการศึกษา การทำงานเป็นสิ่งที่คนพิการต้องการ รัฐจะต้องส่งเสริมให้เขามีงานทำจริง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 มาตรา 33 และ 35 ที่กำหนดให้บริษัท พนักงาน 100 คน ต้องรับคนพิการ 1 คน บริษัทสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการส่งเงินเข้ากองทุน ซึ่งจริงๆไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะคนพิการต้องการทำงาน การมีงานทำสำคัญกว่าเงินอุดหนุนรายเดือน เพราะทำให้เขาภูมิใจ มีศักดิ์ศรี ได้ใช้ความรู้ ทักษะและความเชี่ยวชาญ

ทำอย่างไรให้เกิดการจ้างงานจริง

เท่าที่ทราบกองทุนมีเงินอยู่ประมาณ 1.2 หมื่นล้าน ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการในจุดนี้อย่างดี โดยหลักการของกองทุนไม่ควรเอาไปเป็นเบี้ยรายเดือน หรือเป็นเบี้ยยังชีพ เงินส่วนนี้ต้องงอกเงยและเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนพิการ และไม่ปล่อยให้ภาครัฐจัดการอย่างเดียว  ควรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

ความเป็นไปได้จริงและงบประมาณที่ใช้

ผมไม่คิดว่าการทำสิ่งเหล่านี้จะแพง งบอะไรที่ไม่จำเป็นก็สามารถตัดทิ้งได้และนำมาสนับสนุนงานทางด้านสังคม เช่น งบที่คิดว่าไม่ต้องมี อย่างเรือเหาะอยู่แล้ว เรือดำน้ำ GT 200 ที่ตรวจอะไรไม่ได้เลย คิดว่าไม่มีอะไรที่งี่เง่ากว่านี้อีกแล้วในโลกนี้ หากถูกหลอกให้ซื้อ GT 200 ได้เราสามารถนำเงินนั้นมาสร้างสวัสดิการที่ดีถ้วนหน้า  ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ ปัญหาบัตรทองด้อยคุณภาพ เป็นเพราะรัฐบาลอ่อนด้อยมากในการบริหารจัดการ และให้ความสนใจน้อยมาก

เมืองไทยมีสิทธิอยู่ 3 ประเภท เพราะมีกองทุนอยู่ 3 กองทุน กองทุน 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม ทั้ง 3 กองทุนมีที่มาที่ไปต่างกันเยอะมาก ต้นกำเนิดของกองทุนมันต่างกัน ฉะนั้นการรวมกองทุนยังเป็นปัญหา ดังนั้นเบื้องต้นจึงควรปรับคุณภาพของกองทุนให้มีคุณภาพมากขึ้น หรือเพิ่มงบค่าใช้จ่ายต่อหัวให้มากขึ้น

เงินอุดหนุนรายเดือนของคนพิการไม่สำคัญเท่ากับงาน หรืออาชีพที่ยั่งยืนแล้ว เพราะนอกจากจะทำให้ภูมิใจ  รู้สึกมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว ทักษะ ความรู้ ความชำนาญนั้นยังมีคุณค่ามากกว้าเงินอุดหนุนรายเดือนที่ใช้ไม่พอ แต่สำหรับคนที่ไม่สามารถทำงานได้ ก็ต้งสนับสนุนคนละแบบ

ระบบสนับสนุนจะได้ประโยชน์หากมองว่า คนเท่ากัน

หากมองว่า เขาเป็นสมาชิกปกติของสังคมได้ เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่ต้องการความสะดวกเพื่อดำรงชีวิต โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น เขาก็ควรต้องอยู่โดยที่ไม่ต้องขอความช่วยเหลือ ไม่ควรต้องสงเคราะห์ แต่ควรส่งเสริม หรือสนับสนุนให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง

 

อ่านนโยบายคนพิการจากพรรคอื่นๆ ได้__ที่นี่__

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนเสรีรวมไทยนโยบายคนพิการ62เลือกตั้ง62คนพิการกองทุน
Categories: ThisAble

เข้าถึง เท่าเทียมและโอบรับความหลากหลายกับนโยบายคนพิการพรรคอนาคตใหม่

ThisAble - Tue, 2019-03-19 17:18

ในออฟฟิศสีขาวที่ถูกจัดวางอย่างทันสมัย โลโก้สามเหลี่ยมสีส้มเห็นได้ชัดทั่วบริเวณ "คนเท่าเทียมกัน ไทยเท่าทันโลก" เป็นสโลแกนของพรรคอนาคตใหม่ที่ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ แล้วคนพิการจะเท่าเทียมกันและเท่าทันโลกได้อย่างไร ชวนคุยกับศิริกัญญา ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่ ถึงปัญหา และนโยบายด้านคนพิการที่พรรคจะทำ รวมทั้งคำเชิญชวนที่อยากเห็นทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมกับเรื่องการเมืองให้มากขึ้น

คนพิการคือใครสำหรับอนาคตใหม่

ศิริกัญญา: คนพิการคือคนที่มีความแตกต่างหลากหลายแบบหนึ่ง เหมือนกับทุกคนที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่ความแตกต่างนี้ไม่ควรเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ ทั้งสิทธิขั้นพื้นฐานและบริการสาธารณะต่าง ๆ อันเป็นหน้าที่ที่รัฐต้องจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิได้

ปัญหาของคนพิการในปัจจุบัน

หนึ่ง ที่เห็นได้ชัดคือการเข้าไม่ถึงสิทธิเรื่องบริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นขนส่งสาธารณะที่ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับคนพิการ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นในระบบขนส่ง

สอง การเข้าไม่ถึงสวัสดิการต่างๆ ที่ภาครัฐจัดเตรียมไว้ ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า มีคนพิการแค่ 60% ที่ได้รับเบี้ยคนพิการ ทั้งที่เป็นสวัสดิการที่รัฐจัดให้กับคนพิการทุกคนถ้วนหน้า

สาม การจัดบริการต่างๆ ที่มักแยกกันระหว่างคนพิการกับคนไม่พิการ ซึ่งบางเรื่องอาจจะไม่จำเป็น เช่น หากเด็กพิการร่างกายสามารถเรียนรวมได้ ก็ควรได้เรียน ไม่ใช่แยกเป็นโรงเรียนการศึกษาพิเศษ โดยที่ภาครัฐก็ต้องจัดการเรื่องบุคลากร สิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างของโรงเรียนในการเรียนรวม และมีโรงเรียนการศึกษาพิเศษเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

สี่ การเข้าถึงงานและแหล่งทุนต่างๆ คนพิการจำนวนมากมีศักยภาพที่จะทำงานได้ในสายงานหลากหลาย ไม่ได้จำกัดเพียงแค่งานไม่กี่แบบที่รัฐเคยมอง รัฐต้องเปลี่ยนมุมมอง วิธีคิด และทำลายกำแพงนี้ รวมถึงจัดการอบรมอาชีพอื่น ไม่ใช่แค่การประดิษฐ์ดอกไม้ หัตถกรรม ช่างซ่อม ฯลฯ เพื่อให้คนพิการปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่

ปัญหาอีกส่วนที่สำคัญก็คือ กฎระเบียบต่างๆ ที่แยกกันทำ ไม่ว่าจะเรื่องการคมนาคม คนพิการออกจากอาคารแล้วใช้ทางเท้าไม่ได้ใครเป็นคนจัดการ จากทางเท้าไปที่ขึ้นรถเมล์ใครจัดการ หรือเรื่องหลักประกันสุขภาพ ที่ใช้สิทธิได้บ้าง ไม่ได้บ้างเพราะกระบวนการที่ไม่มีระบบและขาดความยืดหยุ่น

นโยบายคนพิการของพรรคอนาคตใหม่

อย่างแรกที่เป็นนโยบายหลักของพรรคด้วยคือ การโอบรับความหลากหลาย ซึ่งนโยบายนี้ไม่เพียงได้ประโยชน์เฉพาะคนพิการ แต่ทุกคนในสังคมจะได้ประโยชน์เช่นกันก็คือเรื่องของการส่งเสริมการออกแบบเพื่อทุกคน ซึ่งจะทำใน 4 เรื่องด้วยกัน ทั้งการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ การออกแบบอาคารและพื้นที่นอกอาคาร จัดการผังเมือง ไปจนถึงการพัฒนาด้านไอทีด้วย โดยทั้งสี่อย่างนี้จะเน้นเรื่อง User Experience เป็นหลัก คนใช้จะต้องมีประสบการณ์ในการใช้ได้ดี และได้มีส่วนร่วมในการออกแบบตั้งแต่ต้น ได้ทดสอบมาตรฐานกลาง และส่งต่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่ในการปรับปรุงพื้นที่หรือผังเมืองเอาไปใช้ ทั้งนี้การจัดทำจะต้องเป็นไปตามหลักและมีโครงสร้างที่เป็น Universal Design

สอง การเข้าถึงบริการสาธารณะ ทั้งเรื่องการศึกษา เงินสวัสดิการคนพิการ ในนโยบายการศึกษา อนาคตใหม่จะลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการศึกษาครั้งใหญ่เรียกว่า Mega Project เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ นอกจากห้องเรียนจะต้องมีอุปกรณ์การเรียนทันสมัยครบครันแล้ว  ต้องสามารถรองรับนักเรียนที่มีความพิการได้ด้วย นอกจากนี้เบี้ยคนพิการเดิมที่ 800 บาทนั้นไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ จึงจะสนับสนุนเพิ่มขึ้นเป็น 1,800 บาทต่อเดือน และการันตีถึงความครอบคลุม ผ่านกลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเข้าใจพื้นที่ และรู้จักคนพิการเป็นอย่างดี นอกจากนี้คนพิการที่ไม่มีอาชีพหรือไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ต้องได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมเป็นพิเศษ

สาม การเข้าถึงอาชีพ จากสถิติพบว่า จากคนพิการเกือบ 2 ล้านคน มีคนที่สามารถประกอบอาชีพได้เพียง 2 แสนคน ในขณะที่อีก 5 แสนคนมีศักยภาพที่จะประกอบอาชีพได้แต่ไม่ได้รับโอกาส ที่ผ่านมาเรามี พ.ร.บ.คนพิการที่ระบุให้บริษัทที่มีพนักงาน 100 คนต้องจ้างงานคนพิการ 1 คน แต่หลายครั้งบริษัทก็เลือกวิธีที่ง่ายคือจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ หรือใส่ชื่อแต่ไม่ให้ทำงานจริง การแก้ไขเรื่องนี้ จึงต้องทำงานตั้งแต่ขั้นวิธีคิดของบริษัท การอบรมความพร้อม การให้ตัวอย่างของการทำงาน รวมถึงเงินอุดหนุนการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่บริษัทใช้ปรับปรุงสถานที่ด้วยระบบเงินกองทุน หรือหากต้องใช้อุปกรณ์เสริมต่างๆ การได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำก็อาจสร้างแรงจูงใจได้ เพื่อให้คนพิการได้เข้าถึงอาชีพที่สามารถใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ จะสนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการ เพราะปัจจุบันคนหันไปเป็นฟรีแลนซ์มากขึ้น อาชีพของคนพิการจึงต้องก้าวให้ทัน เงินกองทุนคนพิการที่มีอยู่หมื่นกว่าล้านสามารถนำมาสนับสนุนให้เกิดคอร์สฝึกอบรม รวมถึงการให้คนพิการใช้ต่อยอดความรู้ตามที่สนใจเองได้ เช่น คอร์สสอนออนไลน์ต่างๆ ที่หลายบริษัทได้มีเปิดสอนอยู่แล้ว

สี่ ผลักดันให้เกิดศูนย์บริการคนพิการทั่วประเทศ ในรูปแบบของศูนย์ดำรงชีวิตอิสระ (Independent Living Center) ที่ตอนนี้ทั้งประเทศมีเพียง 8 ศูนย์ ศูนย์นี้จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาในการใช้ชีวิต แนะนำเรื่องสิทธิ และพิทักษ์สิทธิในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นที่กายภาพบำบัด ออกกำลังกายหรือพักผ่อนหย่อนใจตามหลักแนวคิดเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ส่วนนี้จะดำเนินการเป็นโครงการที่ถูกเสนอเข้ามาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐส่วนกลางเป็นเพียงผู้สมทบ เพื่อให้ศูนย์ที่สร้างขึ้นนั้นตอบโจทย์แต่ละชุมชนอย่างแท้จริง

ห้า วางระบบ Personal Assistant(PA) หรือผู้ช่วยคนพิการ ทุกวันนี้มี PA ที่ลงทะเบียนน้อยมากจากปัญหาและระเบียบที่มี อนาคตใหม่จึงอยากปรับเปลี่ยนข้อจำกัดของการเป็น PA ที่เดิมระบุให้แต่เจ้าหน้าที่ของสมาคมคนพิการ และจัดอบรมความรู้ ทักษะเพื่อให้ PA กลายเป็นอาชีพได้จริงและคนพิการได้รับประโยชน์แท้จริง

วิธีทำให้เกิดการเรียนรวม

การเรียนรวมจะสำเร็จได้ ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสม รวมถึงบุคลากรที่ต้องเพิ่มครู Special Education ด้วย โรงเรียนในต่างประเทศมีครูที่จบการศึกษาพิเศษเข้าร่วมอยู่ในห้องเรียนที่มีนักเรียนพิการ เราให้ความสำคัญเพราะ ห้องเรียนเปรียบเหมือนภาพจำลองของสังคม หากคนพิการเรียนที่หนึ่ง คนไม่พิการเรียนที่หนึ่ง ก็ไม่ใช่ภาพจำลองของสังคมที่เราอยากเห็น การที่เด็กได้เรียนร่วมกันเขาจะได้เรียนรู้ว่า คนที่แตกต่างกันจะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างไร เมื่อโตขึ้นเขาก็รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวกันอย่างไรในสังคม

ทั้งนี้ ความพิการบางประเภทก็อาจจะต้องมีโรงเรียนพิเศษอยู่ แต่นักเรียนจากโรงเรียนการศึกษาบางส่วนที่สามารถเรียนรวมได้ ก็ควรเรียนรวม และโยกย้ายบุคลากรจากโรงเรียนพิเศษเข้ามาสู่โรงเรียนรวมให้เป็นปกติ

นโยบายต่างๆจะเป็นจริงได้แค่ไหน

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการจัดลำดับความสำคัญ และการมองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานหรือเป็นแค่การสงเคราะห์ ถ้าหากเรามองว่า การทำให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตได้สะดวกเป็นการสงเคราะห์ น้ำหนักในการผลักดันนโยบายคงไม่ดีพอ แต่หากเรามองว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิที่ทุกคนต้องได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ก็เป็นเรื่องที่ต้องผลักดันให้สำเร็จ

ก้าวต่อไปที่จะทำหลังเลือกตั้งคือ Policy Forum เป็นช่องทางที่คนทั่วไปหรือสมาชิกพรรคสามารถส่งข้อเสนอ หรือว่าร้องเรียนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้พรรคพิจารณาจัดทำเป็นนโยบาย เพราะเราไม่มีทางที่จะไปพบกับทุกคนหรือไม่สามารถมีใครสะท้อนปัญหาได้ดีกว่าตัวคนพิการได้จริงๆ ฉะนั้น ทางเดียวก็คือทางตรง ต้องเข้ามามีส่วนร่วม

ทำไมคนพิการควรเลือกพรรคอนาคตใหม่

สิ่งที่เราแตกต่างคือ อุดมการณ์หลักในเรื่องสิทธิที่เท่าเทียม และสิทธิมนุษยชน เราโอบอุ้มความหลากหลายและเห็นว่าคนต้องเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน ตัวพรรคเกิดขึ้นมาพร้อมกับอุดมการณ์หลัก 3 ข้อคือ เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เชื่อว่ามนุษย์มีความเท่าเทียมกัน และเราส่งเสริมให้มนุษย์มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามสโลแกนไทยสองเท่า ได้แก่ ‘คนเท่าเทียมกัน ไทยเท่าทันโลก’

 

อ่านนโยบายคนพิการจากพรรคอื่นๆ ได้__ที่นี่__

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนอนาคตใหม่คนพิการนโยบายคนพิการ62เลือกตั้ง62ศิริกัญญา ตันสกุล
Categories: ThisAble

ผู้โดยสารชาวอิสราเอลชี้ สายการบินเลือกปฏิบัติ เหตุไม่ให้นำแบตฯวีลแชร์ขึ้น-ตรวจจนตกเครื่อง

ThisAble - Tue, 2019-03-19 15:25

อูดิ พอลลัค (Udi Pollak) นักออกแบบด้านการเข้าถึงของคนพิการชาวอิสราเอลซึ่งนั่งวีลแชร์ ถูกปฏิเสธให้นำแบตเตอรี่ของวีลแชร์ไฟฟ้าไปด้วยขณะบิน จนทำให้เขาตกเครื่องทั้งที่วีลแชร์ไฟฟ้าของเขานั้นมีใบรับรองแล้ว

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา อูดิต้องเดินทางจากที่พักที่เชียงใหม่ซึ่งเขาอยู่อาศัยมา 3 ปีแล้ว ด้วยสายการบิน Thai VietJet Airlines เพื่อร่วมงานประชุมจัดโดย International Association of Universal Design (IAUD) ที่กรุงเทพฯ ที่ตนร่วมเป็นวิทยากร ทั้งนี้ นี่เป็นการเดินทางคร้งแรกของเขาและสายการบิน Thai VietJet Airlines ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำจากเวียดนามที่เพิ่งเปิดให้บริการในไทยได้ไม่นาน

แบตเตอรี่ของเขาเป็นแบตเตอรี่แบบแห้ง (dry Lithium Ion) ขนาด 10Ah ซึ่งได้รับการรับรองว่าสามารถบินได้ โดยก่อนเดินทาง 48 ชั่วโมง เขาได้ส่งรายละเอียดแบตเตอรี่ พร้อมกับสำเนาใบอนุญาตเดินทางโดยเครื่องบิน หลังจากนั้นเขาได้รับอีเมล์ตอบจากสายการบินว่า ที่นี่ไม่มีนโยบายขนถ่ายรถเข็นไฟฟ้า (ตามข้อมูลจากเว็บไซต์สายการบิน https://www.vietjetair.com/Sites/Web/en-US/NewsDetail/baggage-service/%20383/baggage-service) เขาตกใจมากจึงโทรไปถามคอลเซ็นเตอร์และได้รับคำตอบแบบเดียวกัน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเพิ่มเติมว่า พนักงานภาคพื้นดินอาจจะอนุญาตให้บิน แต่อูดิก็ไม่มั่นใจจึงขอเงินคืน แต่สายการบินไม่สามารถคืนเงินให้ได้

สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจเดินทางด้วยสายการบินนี้ เมื่อไปที่สนามบิน พนักงานใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงตรวจสอบแบตเตอรี่ จนยอมออกตั๋วให้และพาไปที่ทางออกขึ้นเครื่อง หลังจากนั้นเขาโดนตรวจแบตเตอรี่อีกรอบโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบิน
เวลากว่า 90 นาทีที่ตรวจทำให้เที่ยวบินล่าช้า เขาถูกพาไปที่ประตูขึ้นเครื่อง แต่กลับไม่ได้ขึ้นเครื่องในวินาทีสุดท้าย หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่สนามบินเสนอทางออกให้อูดิถอดแบตฯ ออกและส่งตามไปทางไปรษณีย์ ซึ่งแบตฯ จะถึงกรุงเทพในเวลาสองวัน เขาไม่รับข้อเสนอนี้เพราะหากไม่มีแบตฯ เขาก็ไม่สามารถใช้วีลแชร์ได้จึงตัดสินใจซื้อตั๋วใหม่จากสายการบินอื่น และเดินทางมาร่วมงาน แต่ก็ไม่ทันเวลาอยูู่ดี


ภาพของบัตรโดยสาร และประตูขึ้นเครื่อง ซึ่งหลังจากที่เจ้าหน้าพาเขาออกมาที่ประตูดังกล่าว เครื่องบินก็ได้วิ่งออกจากที่จอดไปโดยไม่มีเขา

ThisAble.me ได้มีโอกาสพูดคุยกับอูดิถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีความคืบหน้าดังนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ อูดิได้ส่งจดหมายร้องทุกข์ไปยังหน่วยบริการลูกค้าของสายการบิน Thai VietJet Airlines และได้รับคำตอบว่า ทางสายการบินจะให้ส่วนลดในการซื้อตั๋วเครื่องบินครั้งต่อไป ในมูลค่าเท่ากับไฟล์ทที่เขาพลาดไป อูดิปฏิเสธข้อเสนอนี้ ตราบใดที่สายการบินยังไม่อนุญาตให้วีลแชร์ของเขาขึ้นเครื่องบินหลังจากนั้นเขาจึงส่งเรื่องนี้ไปยังกระทรวงการท่องเที่ยว จนทำให้เมือวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา สายการบินดังกล่าวติดต่อเพื่อขอคืนเงินค่าโดยสารทั้งหมดให้แก่เขา แต่ไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ กับเวลา ความรู้สึก และการเลือกปฏิบัติที่ได้ทำต่ออูดิ

ทั้งนี้ อูดิเคยบินในประเทศอยู่บ่อยครั้ง สายการบินที่เขาชื่นชอบเพราะบริการดี และใส่ใจในเรื่อความต้องการพิเศษคือสายการบินแอร์เอเชีย ไทยแอร์เวย์และแบงคอกแอร์ไลน์ ซึ่งทำตามกฎนานาชาติของสายการบินที่ต้องบริการผู้โดยสารที่มีความพิการด้วยความเคารพ และมีการอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ในระดับสูงในการช่วยเหลือคนที่มีความต้องการพิเศษ โดยสายการบินเหล่านี้ยินดีให้วีลแชร์ไฟฟ้าขึ้นเครื่อง โดยมีการแบกระหว่างแบตเตอรี่ที่ถือขึ้นเครื่อง กับวีลแชร์ที่โหลดใต้เครื่อง


สำหรับสายการบินในอิสราเอล อูดิได้แลกเปลี่ยนว่า  เช่นเดียวกับเกือบทุกสายการบินทั่วโลก สายการบินของอิสราเอลก็ปฏิบัติตามกฎของ FAA (the American Federal Aviation Administration) ที่ระบุถึงเรื่องสิทธิความเท่าเทียม และการบริการที่เสมอภาคของผู้โดยสารทุกคน รวมถึงผู้โดยสารที่มีความพิการและความยากลำบากอื่นๆ กฎเหล่านี้ถูกระบุอยู่ในกฎการบินที่เผยแพร่โดย
US Department of Transportation (https://www.transportation.gov/airconsumer/passengers-disabilities) ซึ่งโฟกัสในเรื่องการห้ามเลือกปฏิบัติ ทั้งในเรื่องสิ่งอำนนวยความสะดวก และบริการของสายการบินและสนามบิน

อูดิได้ให้ข้อเสนอกับทาง Thai VietJet และสายการบินอื่นว่า หากยังไม่สามารถปฏิบัติกับผู้โดยสารให้ทุกคนให้เท่าเทียมกัน ก็อยากจะให้ทบทวนกฎระเบียบการบินใหม่อีกครั้งเพื่อปรับปรุงกฎระเบียบของสายการบินให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อบริการผู้โดยสายพิการ หรือมีความต้องการพิเศษ และควรอบรมเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการให้มีความเข้าใจและบริการผู้โดยสารอย่างเห็นคุณค่าและเท่าเทียมกันกับผู้โดยสารคนอื่นๆ
 

ข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศเครื่องบินคนพิการสายการบินวีลแชร์ไฟฟ้าแบตเตอรี่อูดิ พอลลัคUdi Pollak
Categories: ThisAble

เสวนา: จุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 18 “เข้าใจปัญหาเยาวชนกับภาวะซึมเศร้า”

ThisAble - Tue, 2019-03-19 13:49

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 18 เรื่อง “เข้าใจปัญหาเยาวชนกับภาวะซึมเศร้า” เพื่อเผยแพร่ความรู้ และเสนอแนะทางออกของปัญหาความเครียด และภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญได้แก่ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ หัวหน้าศูนย์สุขภาวะทางจิต อาจารย์สาขาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ, พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์, ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จิตแพทย์เด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ, ผศ.ดร.ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ หัวหน้าภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬา และดร.ลูซี่ ตันอติชาติ สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์กล่าวว่า ปัจจัยที่สามารถส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นมีทั้งหมด 4 ปัจจัย คือ
1.ปัจจัยภายนอก มีอยู่ 3 สาเหตุหลักด้วยกัน คือ 1.การถูกประเมิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกรด เรื่องผลสอบ 2.เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเงินทอง บางทีผู้ใหญ่อย่างเราอาจจะไม่คิดว่าเด็กมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน 3.เรื่องความรัก อาจจะไม่ใช่ความรักหนุ่มสาวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์กับเพื่อน เช่น การถูกยอมรับ หรือการคิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือไม่ อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และจากงานวิจัยพบสาเหตุอีก 2 ประการ คือ ความรู้สึกผิด (Guilt)หมายถึง การรู้สึกผิดกับคนสำคัญ ซึ่งสามารถโยงไปถึงเรื่องการถูกประเมิน ทำให้เด็กรู้สึกผิดกับตัวเอง เช่น ฉันเป็นเด็กที่ไม่ได้เกรด A ฉันจะทำให้พ่อแม่ผิดหวังไหมนะ อีกด้านหนึ่งคือ ความสูญเสีย (Lost) นอกจากการรู้ผิดแล้ว การสูญเสียโดยฉับพลัน การสูญเสียโดยที่ไม่ทันตั้งตัวก็สามารถนำไปสู่ภาวะเสียศูนย์ได้มากเช่นกัน

2.ปัจจัยภายใน ได้แก่ ประสบการณ์การรับรู้ที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล ไม่ควรนำประสบการณ์ของเราไปตัดสินหรือไปตีกรอบผู้อื่น, รูปแบบการคิด, การโทษผู้อื่น และการมองโลกในแง่ร้าย

3.ปัจจัยโดยรอบ ได้แก่ การแยกตัวออกจากสังคม เรื่องการเรียนถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับวัยรุ่น หากเมื่อไหร่ที่เด็กแยกตัวออกไป ครูหรือพ่อแม่ ควรจะต้องเป็นผู้ที่สังเกตเขา, พฤติกรรมการทำร้ายตนเอง ซึ่งคนเหล่านี้ต้องการการซัพพอร์ต 2 ด้าน ได้แก่ Cognitive Support และ Emotional Support คือ ต้องการคนที่สามารถช่วยคิด ช่วยซัพพอร์ตทางด้านอารมณ์ของเขาได้

4.วิธีการออกจากปัญหา มี 2 วิธี คือ 1.วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม (Coping Strategies) คือการใช้ความหลากหลาย การพึ่งพิง การจัดการอารมณ์ และหารหยุดเพื่อวางแผนในการจัดการปัญหา 2.การเติบโตหลังผ่านเหตุการณ์ความเศร้า (Post-traumatic Growth) เมื่ออยู่ในความเศร้า เราต้องรู้จักตัวเอง มองตัวเองในทางใหม่ เพื่อให้เข้มแข็งและผ่านพ้นไปได้

ด้านผศ.ดร.ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ในชีวิตของนิสิต นักศึกษา ความสำคัญมากกว่า 50% เป็นเรื่องของการเรียน และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย บทบาทที่สำคัญของอาจารย์ผู้สอนที่จะสามารถช่วยเหลือนิสิต นักศึกษาได้คือ การเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Differences) ในคลาสเรียนหนึ่งเด็กแต่ละคนที่เข้ามาเรียนอาจจะมีอารมณ์ ความคิด รวมถึงทัศนคติที่แตกต่างกัน อีกเรื่องหนึ่งคืออาจารย์ผู้สอนเองก็มีส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศในชั้นเรียน (Academic Emotions) เด็กบางคนอาจจะเกิดอารมณ์ทางบวก อยากเรียน ชอบที่จะเรียนรู้ แต่บางคนอาจเกิดอารมณ์ตรงกันข้าม คือ อารมณ์ทางลบ ซึ่งหากไม่สามารถจัดการอารมณ์ทางลบได้จนทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง จะส่งผลไปสู่ภาวะซึมเศร้าในที่สุด

อีกประเด็นหนึ่งคือ ภูมิคุ้มกันของผู้เรียน คนที่มีประสบการณ์ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จะมีภูมิคุ้มกันที่ค่อนข้างดี แต่ในขณะเดียวกันคนที่เคยทำได้มาตลอดหรือไม่เคยได้เลย จะมีความเสี่ยงมากกว่าเด็กทั่วไป สิ่งที่เสี่ยงกับเด็กที่เก่ง ทำได้มาโดยตลอดคือ เมื่อเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น สอบตก คะแนนน้อยลง การรับรู้คุณค่าในตัวเองของเด็กจะลดลง ฉะนั้นสิ่งที่อยากฝากผู้สอนไว้คือ ควรจะให้เด็กเก่งพบเจอกับความล้มเหลวบ้าง แต่ในขณะเดียวกันเด็กที่ไม่เก่งก็ควรให้เขาประสบความสำเร็จบ้าง เพื่อให้รู้จักคุณค่าในตัวเอง เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทักษะการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงอารมณ์ สภาวะทางจิตใจ ภูมิคุ้มกัน คำพูดบางคำพูดเด็กบางคนอาจจะเฉยๆ แต่มันอาจจะสามารถสร้างความเจ็บปวดให้เด็กอีกคนก็ได้ ดังนั้น อาจารย์ผู้สอนจำเป็นจะต้องมีวิธีการที่ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จได้บนพื้นฐานความแตกต่างของแต่ละคน

ส่วนพญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ กล่าวว่า ภาวะซึมเศร้าเป็นกลุ่มโรคทางจิตเวชที่มีผลต่อสาเหตุการตายก่อนวัยอันควรเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถส่งผลไปถึงการฆ่าตัวตายและการอยู่แบบไม่มีความสุข ทำให้ภาวะซึมเศร้าติดอันดับ 1 ของโรคจิตเวชมาตลอด และหากเทียบกับโรคอื่นๆก็อยู่อันดับ 1 ใน 10 มาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับการพูดถึง เพราะจับต้องไม่ได้ เวลาพูดกับใครว่าเป็นซึมเศร้าเป็นเรื่องที่น่าอาย

สำหรับภาวะซึมเศร้าในกลุ่มวัยรุ่น ประเทศเรามีระบบดูแลในสถานศึกษาที่ทำต่อเนื่องมา 4-5 ปี แต่ยังครอบคลุมเพียงแค่ 10% ของวัยรุ่นในโรงเรียนมัธยมทั้งหมด เนื่องจากถูกมองเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญเท่ากับคะแนนสอบ หรือผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย กลายเป็นว่าเราให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเสียมาก จนไม่แน่ใจว่าความสุขของวัยรุ่นในสถานศึกษาใครเป็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล ในระบบมัธยมศึกษามีหน่วยการประเมินเด็กและเยาวชนที่เรียกว่า แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน(SDQ) แบบประเมินนี้จะประเมินภาวะทางอารมณ์ออกมาด้วย แต่ปัญหาของวัยรุ่นก็คือ การแสดงอารมณ์บางครั้งไม่ได้แสดงออกด้วยอาการเศร้า อาจจะออกมาในพฤติกรรมที่ก้าวร้าวบ้าง ซึ่งหากครูหรือผู้ปกครองไม่เข้าใจก็จะคิดว่าเด็กเกเร สำหรับตัวของหมอเองมองว่า คนที่มีความสุขจะไม่สร้างความทุกข์ให้คนอื่น คือถ้าเมื่อไหร่ที่เด็กเริ่มสร้างความทุกให้คนอื่นหรือสร้างความทุกข์ให้ตนเอง แปลว่าข้างในเขาไม่ได้มีความสุขจริง ซึ่งถ้ามองไม่ออกและไม่ส่งต่อสู่ระบบ เด็กจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ ส่วนระบบมหาวิทยาลัยยังไม่มีการเข้าไปทำระบบอย่างชัดเจนในส่วนของภาครัฐ เป็นทางมหาวิทยาลัยที่จัดการระบบของตัวเอง ซึ่งกระแสปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญก็เป็นได้ และในสถานศึกษาควรมีระบบเฝ้าระวัง โดยกรมสุขภาพจิตแนะนำให้ใช้หลัก 3 ส. “สอดส่องมองหา ใส่ใจรับฟัง ส่งต่อเชื่อมโยง”

สอดส่องมองหา คือ มองหาคนที่มีสัญญาณเตือนของความเศร้า หรือความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย เคสฆ่าตัวตายจำนวนมากส่งสัญญาณเตือนก่อน แต่คนรอบข้างไม่รู้ว่านี่คือสัญญาณเตือน ทำให้ช่วยไว้ไม่ทัน

ใส่ใจรับฟัง คือ เวลาที่ฟังคนเครียดมาปรับทุกข์ ธรรมชาติคนเรามักจะชวนหาทางออก พร้อมกับบอกว่าต้องเข้มแข็งและสู้ๆ แต่ความจริงแล้วสิ่งที่คนเศร้าต้องการคือการปฐมพยาบาลทางจิตใจเบื้องต้น คือการรับฟังอย่างเข้าใจก็พอ แต่ถ้าเรารับฟังแล้วยังหาคำตอบไม่ได้ แนะนำให้ ส่งต่อเชื่อมโยง สู่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไป

“คนเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอความทุกข์ ทุกคนมีโอกาสพบเจออยู่เสมอ แต่เมื่อเจอความทุกข์แล้วก็อยากจะให้ทำความเข้าใจ ยอมรับ และปรับตัวกับมัน ไม่ใช่แค่กับความทุกข์แต่รวมไปถึงอารมณ์ ยอมรับว่าความเศร้าเป็นส่วนหนึ่งของเราถึงแม้ว่าจะไม่ชอบมันก็ตาม จริงๆแล้วอารมณ์เศร้าก็มีแง่ดี มันมาบอกเราว่าเรื่องไหนหรืออะไรมีความสำคัญกับเรา อะไรที่เราสูญเสียไปแล้วทำให้เราเศร้า เพราะฉะนั้นอารมณ์จะบวกหรือลบก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา เพียงแต่ยอมรับ และปรับตัวที่จะอยู่กับอารมณ์ของตัวเอง”

“สำหรับคนรอบตัว เราพูดถึงไปแล้วในหลัก 3ส. วินาทีที่สำคัญขณะนั้นคือวินาทีที่เขาลังเลว่าจะอยู่หรือไป ถ้าตอนนั้นคนใกล้ตัวมองหาเขาได้ทัน รับฟังแล้วรีบจัดการส่งต่อก็จะสามารถช่วยชีวิตของคนๆหนึ่งได้ สำหรับสังคม อยากเชิญชวนให้มีสังคมที่มองเห็นคุณค่า และให้โอกาสกัน หมอเคยทำเวิร์คช้อปกับคุณครูทั่วประเทศมาประมาณหมื่นกว่าคน สิ่งที่คุณครูสะท้อนออกมาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คือ เพิ่งรู้ว่าการชมเด็กเป็นเรื่องที่ดี ที่น่าตกใจอีกอย่างหนึ่งคือ กลุ่มพ่อแม่ของเด็กปฐมวัย เขาเพิ่งรู้ว่าการชมลูกเป็นเรื่องดี แล้วก็ได้พบอีกว่า เด็กและเยาวชนไทยของเราเติบโตมาโดยแห้งแล้งคำชม เขาไม่เคยได้รับการสะท้อนด้านบวกเมื่อเขาทำได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กเติบโตมาแบบไม่รู้จักคุณค่าของตนเอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไม่อยากมีชีวิตอยู่ ดังนั้นหมอจึงชวนมองว่าจะทำอย่างไรให้สังคมเรามองคนอย่างเห็นคุณค่า ไม่เหยียบซ้ำ และให้โอกาสซึ่งกันและกัน” พญ.ดุษฎีกล่าว

ข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพภาวะซึมเศร้าเยาวชนวัยรุ่นจุฬาฯ
Categories: ThisAble

‘คนพิการต้องเข้าถึงบริการสาธารณะ’ คุยนโยบายคนพิการกับพรรคพลเมืองไทย

ThisAble - Mon, 2019-03-18 11:57

"นโยบายของทุกรัฐบาลที่ผ่านมามักมองข้ามคนพิการ เป็นเพียงนโยบายที่คิดให้คนพิการเท่านั้น แต่ไม่มีวิธีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ยั่งยืน หรือทำให้บริการสาธารณะรองรับคนพิการ จึงควรมีพรรคการเมืองที่กำหนดนโยบายเหล่านี้สำหรับคนพิการโดยเฉพาะ เลยเป็นที่มาของพรรคพลเมืองไทยที่จะเน้นนโยบายคนพิการ เพื่อให้คนพิการอยู่ได้ในสังคม" โฆษกพรรคพลเมืองไทย

คุยกับธนชาติ แสงประดับธรรมโชติ โฆษก และชีวานนท์ พรรัตน์นิติกุล รองโฆษกพรรคพลเมืองไทยถึงนโยบายที่พวกเขาอยากจะทำ

มองคนพิการเป็นใคร

คนพิการเป็นพลังที่จะสร้างแรงดึงดูดให้สังคมได้ร่วมกันพัฒนา เราต้องสร้างแต้มต่อให้กับคนพิการไม่ใช่อยู่ๆคนเราจะมีความเสมอภาคกันได้ ในพรรคเรามีผู้สมัครประมาณ 10 คนเป็นคนพิการ เราพยายามจะหาให้ได้เยอะๆ แต่ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ที่ยังไม่ตรงตามเกณฑ์จึงมีเพียงเท่านี้

ปัญหาเรื่องคนพิการที่พรรคมองเห็น

ปัญหาการบริการสาธารณะ ทั้งเดินทาง ถนน อาคาร และการไม่มีอารยะสถาปัตย์ เหมือนที่เราเคยร่วมต่อสู้เรื่องลิฟต์รถไฟฟ้า BTS จนต้องฟ้องคดีแล้วก็ทำอะไรไม่ได้

คนพิการอาจจะมีความพิการที่แตกต่างกันไปจึงไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างคนปกติได้ ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการต่างๆ เข้ามารองรับการเดินทาง แม้กฎหมาย และพระราชบัญญัติต่างๆมีบัญญัติมานานแล้ว เช่น กฎกระทรวงการกำหนดลักษณะหรือการจัดให้มีอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคารสถานที่ หรือบริการสาธารณะอื่นๆ เพื่อให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ คนพิการจึงเข้าสู่การเมือง เพราะอยากเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ แทนที่จะเป็นคนเรียกร้อง การทำสิ่งต่างๆเป็นการทำเพื่อคนทั้งมวล อย่างรถเมล์ชานต่ำที่วิ่งอยู่ก็เป็นเพราะคนพิการเท่านั้นที่ต่อสู้มา แต่สุดท้ายทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ หรือผู้ป่วยก็สามารถขึ้นรถเมล์ชานต่ำได้อย่างสะดวก

นโยบายเรื่องคนพิการของพลเมืองไทย

เรามองภาพของคนพิการเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นกลุ่มที่มีพลังช่วยผลักดันนโยบาย ลำพังตัวพรรคการเมืองหากไม่เข้าใจความต้องการของคนพิการจริงก็ผลักนโยบายไม่ได้ พรรคจึงเสนอ

1.ทำให้เงินกองทุนคนพิการเป็นก้อนใหญ่ เงินส่วนหนึ่งที่มาจากการขายสุรายาเมาที่นำไปสู่ปัญหาคนพิการต้องเจียดเข้ากองทุน รวมถึงรายได้อื่นที่ก่อให้เกิดความพิการ พอเราได้เงินก้อนใหญ่มา ก็วางรูปแบบบริหารจัดการ จัดสวัสดิการให้เป็นระบบ เพื่อให้คนพิการที่มีอยู่เกือบ 2 ล้านเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้

2.สายตาของประชาชนอาจมองว่าคนพิการคือภาระ แต่เราจะเปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง โดยการสร้างสังคมสวัสดิการ ซึ่งต่างจากหลายพรรคการเมืองที่พยายามพูดถึงรัฐสวัสดิการ พลเมืองไทยมองข้ามรัฐสวัสดิการแต่อยากสร้างสังคมไทยเนี่ยให้เป็นสังคมสวัสดิการ หมายความว่า รัฐก็เป็นส่วนหนึ่งและภาคเอกชนก็ต้องมาร่วมเอารายได้ที่เป็นกำไรทอนกลับมาให้สังคม นอกจากนี้ภาคประชาสังคมที่มีแนวนโยบายอยู่แล้ว เราจะเข้าไปจัดระบบ

3.คนพิการมีสองแบบคือทำงานได้ และไม่สามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้ คนพิการที่ทำงานได้ก็ต้องทำให้อาชีพยั่งยืนมั่นคง คนไม่มีงานก็ต้องสร้างงาน เพิ่มเบี้ยคนพิการสำหรับคนว่างงาน และติดตามบังคับใช้พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในเรื่องการจ้างงานที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่น จ้างคนพิการแล้วไม่ได้ทำงานจริง มีภาคเอกชนที่มีพฤติกรรมเหล่านี้จำนวนมากที่คนพิการตกเป็นเครื่องมือของการแสวงหารายได้

คนพิการจะต้องพัฒนาตัวเอง เราจึงอยากมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นทักษะต่างๆ เช่น ฝีมือ ระบบคอมพิวเตอร์ และธุรการ ต้องดูดีในสายตาของนายทุนและสถานประกอบการ นอกจากนี้ก็จะเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานปี 2541 โดยบรรจุเรื่องหมวดแรงงานคนพิการและผู้สูงอายุเข้าไปด้วย เพื่อให้ได้รับสิทธิและสวัสดิการที่ดีในการทํางาน

4.การคุ้มครองสิทธิคนพิการ โดยเน้นเรื่องหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม โดยเริ่มจากในบ้าน พอมีกระบวนการคิดและการดำรงชีวิตที่ดีจากในบ้าน ก็ค่อยออกมาสู่สังคมภายนอกซึ่งต้องมีระบบหนทางต่างๆให้เดินทางได้อย่างสะดวก 

5.การสร้างสังคมอารยะ จากการประกันรายได้ของคนพิการ กองทุนคนพิการ และคุ้มครองสิทธิปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองโดยเปิดพื้นที่ให้คนพิการเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคเรา 

นโยบายทั้งหมดจะเป็นจริงได้อย่างไร

จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนเรายังไม่รู้ แต่ต้องผลักดันให้เกิด และแจ้งให้พี่น้องคนพิการเข้าใจปัญหา เพื่อร่วมกันแก้ไข

 

อ่านนโยบายคนพิการจากพรรคอื่นๆ ได้__ที่นี่__

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนพลเมืองไทยพรรคการเมืองเลือกตั้ง62นโยบายคนพิการ62
Categories: ThisAble

‘เพราะเราเข้าใจดี’ดูนโยบายคนพิการชาติไทยพัฒนา กับกัญจนา ศิลปอาชา

ThisAble - Sat, 2019-03-16 13:15

คุยกับกัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เหตุใดชาติไทยพัฒนาถึงให้ความสนใจในเรื่องคนพิการ และปัญหาอะไรที่อยากจะแก้ไข ผ่านมุมมองประสบการณ์ใกล้ชิดคนพิการกว่า 20 ปี 

อดีตของชาติไทยพัฒนา

ทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนพรรคการเมืองดูแลกระทรวงศึกษาธิการ คนพิการจะต้องมาเรียกร้องขอสิทธิและโอกาสทางการศึกษา เราไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องให้คนพิการคอยเรียกร้องในเมื่อสิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิพื้นฐานอยู่แล้ว จึงจุดประกายในใจและลงส.ส.ครั้งแรกเมื่อปี 38 ในสมัยที่พ่อบรรหารเป็นนายกฯ ความสัมพันธ์กับคนพิการจึงเริ่มตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวสู่สนามการเมือง แม้ไม่เชี่ยวชาญการเมือง แต่ความรักในเรื่องสังคมและการทำงานกับเอ็นจีโอด้านสังคมมาตลอดทำให้ตอนพ่อบรรหารเป็นนายก เราพยายามหาความหลากหลายของผู้ที่จะมาเป็นองค์ประกอบวุฒิสมาชิก จนได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มวุฒิสมาชิกที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ประกอบด้วยองค์ประกอบหลากหลายที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ มีเอ็นจีโอมาก มีคนทุกประเภท รวมทั้งมีคนพิการคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เป็นวุฒิสมาชิกคือณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ

ในปีที่เราได้ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ เรารับฟังคนพิการจำนวนมาก จนประกาศนโยบาย ทุกโรงเรียนต้องติดป้ายว่า คนพิการทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียน กลายเป็นสโลแกนทั่วประเทศในยุคนั้น ทำให้เกิดโอกาสทางการศึกษาของคนพิการมากมาย

นอกจากนี้ยังสร้างศูนย์การศึกษาพิเศษทั่วประเทศ เป็นศูนย์ที่รวมให้ความช่วยเหลือ และให้การศึกษาคนพิการทุกรูปแบบ ศูนย์นี้เป็นเหมือนหน่วยเคลื่อนที่ที่มีบุคลากรไปให้ความรู้ ทำกายภาพบำบัด

นอกจากนี้นโยบายเรียนร่วม เราก็ให้ความสำคัญเพราะคนพิการหลายคนสามารถเรียนร่วมในโรงเรียนปกติได้ โลกนี้มีใบเดียวเราต้องอยู่ด้วยกัน การเรียนร่วมจะทำให้คนปกติได้เข้าใจคนพิการว่า เขาไม่ได้อยากจะเรียกร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอด เขาอยากช่วยตัวเองได้ ต้องการเพียงแต้มต่อเพื่อยืนขึ้นมาแล้วอยู่ในระดับที่เท่ากับคนปกติ ในช่วงนั้นการศึกษาคนพิการยกระดับมากขึ้นทีเดียว นอกจากนี้ช่วงนั้นยังเป็นช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเฟสบิกเกมส์ ครั้งที่ 7 ซึ่งกลายเป็นอาเซียนพาราเกมส์ ในตอนนั้นไทยรับเป็นเจ้าภาพแต่ไม่มีการเตรียมการ คนพิการจึงให้พ่อบรรหารช่วยเป็นธุระเรื่องนี้จนเฟสบิกเกมส์โด่งดังมาก สังคมไทยตระหนักว่า คนพิการมีความสามารถอย่างไร เห็นสมชาย ดวงแก้วที่มีแขนขานิดเดียวว่ายน้ำไวเหมือนปลา หรือประวัติ วะโฮรัมย์ได้เหรียญทองวีลแชร์เรซซิ่งไม่รู้กี่เหรียญ  แต่รางวัลเหรียญทอง เหรียญเงินและเหรียญทองแดงสำหรับคนพิการได้เงินรางวัลน้อยกว่านักกีฬาปกติมากทั้งที่ความพยายามในการได้เหรียญของคนพิการมากกว่าคนปกติ เราก็ต่อสู้เรื่อยมาเรื่องความเท่าเทียมของมูลค่ารางวัล

ชาติไทยพัฒนามีคอนเสปสำหรับคำว่า คนพิการอย่างไร

คนพิการต้องการความเท่าเทียม เขาไม่ได้อยากงอมืองอเท้า ไม่ต้องการเป็นภาระของคนในสังคม แต่ต้องการเป็นทรัพย์สินของสังคม สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเอง หาเลี้ยงครอบครัวและจ่ายภาษีให้กับประเทศเหมือนกับคนปกติทั่วไป เพียงแค่ขอแต้มต่อและโอกาสที่จะยืนอยู่ในสังคมอย่างเท่าเทียม

ปัญหาของคนพิการในปัจจุบัน

ตอนนี้สังคมเริ่มเปิดกว้างและมีพื้นที่ให้กับคนพิการมากขึ้น แต่ก็อาจจะยังไม่ครบถ้วนในทุกจุด คนในสังคมยังขาดความเข้าใจและยังไม่ตระหนักเท่าที่ควร บางอย่างอาจจะต้องทำให้เป็นกฎหมาย เช่น สิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารของภาครัฐ รวมทั้งเรื่องอาชีพที่จะต้องปรับให้ทันสมัยเพราะศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการหลายที่ยังใช้อุปกรณ์ดึกดำบรรพ์ บางครั้งเป็นเครื่องไฟฟ้าเก่าๆ ที่คนบริจาคมา

นอกจากนี้ปัญหาการตกหล่นของคนพิการก็เป็นประเด็นสำคัญ เพราะการจะรับสิทธิที่รัฐให้ต้องเป็นคนพิการที่ได้จดทะเบียนก่อน แต่จำนวนคนพิการที่จดทะเบียนมีน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนคนพิการทั้งหมดเพราะไม่สามารถเดินทางมาจดทะเบียนได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีหน่วยเคลื่อนที่ทำเรื่องจดทะเบียนในลักษณะ one stop service

การไม่มีงานทำก็เป็นอีกปัญหาที่คิดว่าจะต้องแก้ไข คนพิการทุกประเภทสามารถทำงานได้ ถ้ามีงานที่เหมาะกับความพิการ มีอาชีพหลายอย่างที่คนพิการสามารถทำที่บ้านได้ เช่น งานหัตถกรรม

นโยบายคนพิการของชาติไทยพัฒนา

หนึ่ง โอกาสทางการศึกษา คนพิการทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียนเป็นคำขวัญที่เรายึดถือ และต้องเป็นการศึกษาที่เหมาะกับคนพิการแต่ละบุคคลด้วย

สอง โอกาสในการประกอบอาชีพ โดยผลักดันกฎหมายให้เกิดผลทางปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมทั้งจัดการฝึกอาชีพให้กับคนพิการศูนย์ฝึกอาชีพต่างๆ หาตลาดให้กับผลิตภัณฑ์คนพิการ

สาม ดูแลสมรรถภาพของคนพิการ เช่น กีฬาคนพิการที่ตอนนี้มีศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการ โดยพ่อบรรหารซึ่งเป็นที่แรกและที่เดียว

สี่ เรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก อารยสถาปัตย์เน้นให้มีครอบคลุมในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการ สถานที่ท่องเที่ยว

นโยบายต่างๆ จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

เราทำมาแล้ว คนพิการรุ่นก่อนๆ จะรู้ว่า พรรคชาติไทยดูแลคนพิการยังไงเพราะมีผลงานประจักษ์ เบี้ยยังชีพคนพิการตอนนี้ 800 บาท ถ้าเพิ่มได้ก็อยากเพิ่มเป็น 1,000 บาท ส่วนด้านอื่นตอนนี้สังคมไทยก็ทำมาได้ดีในระดับหนึ่งแล้วและต้องขยายผลให้มากขึ้น ฟังคนที่คนพิการให้มากขึ้น เขาจะบอกเราเองว่าเราควรจะทำอะไร

การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญอย่างไร

เรารอคอยการเลือกตั้งครั้งนี้เกือบ 5 ปี หมายความว่าไม่มีผู้แทนราษฎรที่คอยรับฟังความต้องการของประชาชน จึงอยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคน รวมทั้งกลุ่มคนพิการด้วยให้มาลงคะแนนให้มากที่สุดศึกษานโยบายที่เป็นไปได้จริง ถูกต้องตามศีลธรรม ถ้าหากมีข้อเสนอก็สามารถติดต่อที่พรรคได้ทันที


 

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนคนพิการชาติไทยพัฒนาพรรคการเมืองนโยบายคนพิการ62เลือกตั้ง
Categories: ThisAble

ไทยรักษาชาติ: ขจัดอุปสรรค บังคับใช้กฎหมายและเพิ่มการมีส่วนร่วมของคนพิการ

ThisAble - Tue, 2019-03-12 16:04

'โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน' เป็นสโลแกนของพรรคไทยรักษาชาติ ThisAble.me จึงชวนคุยกับรองศาสตราจารย์นายแพทย์ เชิดชัย ตันติศิรินทร์ คณะกรรมการนโยบายพรรคไทยรักษาชาติว่า แล้วคนพิการจะก้าวทันได้อย่างไร

ร่วมพูดคุยปัญหาคนพิการที่ไทยรักษาชาติมองเห็น และนโยบายที่ฝันอยากจะทำ เพื่อเป็นข้อมูลในระยะยาวสำหรับการทำนโยบายคนพิการต่อไป อนึ่ง พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบเมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา และการเลือกพรรคไทยรักษาชาติในบัตรลงคะแนน จะทำให้บัตรใบนั้นกลายเป็นบัตรเสีย

ไทยรักษาชาติมองคนพิการอย่างไร

คนพิการบางส่วนเป็นคนที่ต้องการการช่วยเหลือ บางส่วนต้องการการส่งเสริมและพัฒนา แนวคิดหลักของพรรคมุ่งเน้นเรื่องพลิกฟื้นเศรษฐกิจ สร้างโอกาส เพิ่มรายได้ กระจายความมั่นคงให้ประชาชน ตามสโลแกน ‘โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน’

สถิติคนพิการในประเทศไทยปี 60 มีลงทะเบียนเกือบ 2 ล้านคน และมีคนพิการที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนอีก จากจำนวนนั้นร้อยละ 40 ร่างกายสามารถใช้งานได้ เครือข่ายคนพิการเริ่มมีการตั้งศูนย์ดำรงชีวิตอิสระคนพิการในหลายที่ทั้งนครปฐม ชลบุรี นนทบุรี และขยับการรวมตัวเป็นระดับสภาฯ เพื่อขับเคลื่อนหลายประเด็น ทั้งเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก สิทธิการเข้าถึงต่างๆ และการจัดตั้งศูนย์บริการร่วมในโรงพยาบาล

ผมมองอุปสรรคเกิดขึ้นทั้งเรื่องร่างกาย สิ่งแวดล้อม ระบบต่างๆ กฎหมาย สถาบันการเมือง เป็นเรื่องที่พรรคต้องเอาใจใส่ คนพิการเองปัจจุบันมีหลายกลไกที่ร่วมซัพพอร์ท เช่น ศูนย์การศึกษาพิเศษของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือจากกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งก็ต้องเข้าไปตรวจสอบว่ากลไกเหล่านี้นั้นใช้ได้ไหม เพื่อไม่ให้เป็นเพียงการช่วยเหลือแบบสงเคราะห์ทำบุญ เพราะคนพิการมีสิทธิเสรีภาพซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 27 ที่ระบุไม่ให้เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการหรือสภาพทางกาย

 

พรรคเห็นปัญหาอะไรและจะแก้ไขอย่างไร

พ.ร.บ. 2 ตัวที่เกี่ยวข้องอย่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการปี 56 ที่มีกลไลคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ และพ.ร.บ.การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการปี 34 มีการให้เบี้ยยังชีพ 500 บาทและเพิ่มเป็น 800 บาท ในหนึ่งปีจะใช้เงินไป 28,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่มากพอสมควร แต่กลับไม่ได้ผล

ฉะนั้นเบื้องต้นก็คงต้องช่วยบรรเทาเฉพาะหน้าก่อนและจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวก ตามหลัก Universal Design สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อคนพิการต้องถูกแก้ไข โดยออกเป็นกฎกระทรวงและต้องมีการตรวจสอบการใช้งาน ทางเดินเท้าต้องถูกแก้ไข

ผมชอบรัฐธรรมนูญปี 40 ที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ทุกอย่างมาจากการเลือกตั้ง เพราะคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เขาก็ไม่สนใจเสียงของความต้องการ  แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำแบบนี้ไม่ได้ เขาจะโดนตรวจสอบ ประชาชนจี้ได้ เราจึงหวังพึ่งระบอบประชาธิปไตยในพรรคการเมืองที่มีตัวแทนของประชาชนมาประกอบขึ้น

คนพิการจะเข้าถึงอาชีพได้อย่างไร

เทรนด์ในอนาคตบางอาชีพจะสูญพันธุ์ อาชีพที่จะดำรงอยู่คืออาชีพที่เกี่ยวของกับไอที สุขภาพ โค้ช PA(Personal Assistant) เพราะฉะนั้นคนพิการไม่ใช่คนที่ประกอบอาชีพไม่ได้ แต่ขาดเพียงโอกาส และมีการสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น การพัฒนาทักษะที่ตรงกับสายงาน การมีล่ามหรือผู้ช่วยในการทำงาน

 

นโยบายด้านคนพิการของพรรค

1.แก้ไข สร้าง และบรรเทาสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ฟุธปาธ การขนส่งที่ต้องมีการเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง รถเมล์ชานต่ำที่ต้องการการเร่งรัดให้เกิดขึ้นจริง ลิฟต์รถไฟฟ้าที่ต้องสร้างให้เสร็จ ดีกว่าซื้อตู้แตะบัตรแล้วก็ไม่ได้ใช้ ไม่รู้เสียเงินไปเท่าไหร่

2.แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นปัญหา เป็นอุปสรรคและเพิ่มช่องทางในการร้องเรียน

3.สนับสนุนการรักษาพยาบาลที่ดี

4.มีมาตรการตรวจสอบเรื่องการจ้างงานคนพิการ เราหวังว่า ในทางปฏิบัติจะจ้างงานคนพิการได้เพิ่มขึ้น 30%

5.เมื่อมีกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ จะต้องให้คนพิการเข้ามามีส่วนร่วมเป็นกรรมาธิการ

6.เพิ่มความปลอดภัยในการใช้ชีวิตและสร้างจิตสำนึกให้ประชาชน

ทั้งนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคการเมืองจะรู้ทุกอย่าง การมีส.ส.จึงเป็นกลไกรับฟังเสียงจากประชาชนแล้วนำมาแก้ไข


 

คิดอย่างไรกับฐานคิดแบบสงเคราะห์

คอนเซปท์ของเราคือถ้าหากสังคมยังมีความเหลื่อมล้ำ เขายังเข้าถึงบางอย่างไม่ได้ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการสงเคราะห์ เพียงแต่ต้องให้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้เพื่อบรรเทาไม่ใช่ให้เพื่อยัดเยียด การช่วยมีหลายรูปแบบ การให้เงินก็เป็นการช่วยรูปแบบหนึ่ง ให้ที่พักอาศัยก็รูปแบบหนึ่ง ให้โอกาสก็อีกแบบหนึ่ง

อย่างไรก็ดี พรรคไทยรักษาชาติต้องการให้คนพิการมีโอกาสเพื่อให้คนพิการมีโอกาส ที่จะสามารถช่วยเหลือตนเองได้ แต่หากมีความจำเป็นในระยะแรกก็ก็ต้องบรรเทา ฉะนั้นบัตรคนจนก็คงยังไม่ยกเลิก ให้ต่อ และมีวิธีลดคนจน โดยใช้นโยบายเสริมเช่น สวัสดิการจากรัฐในเรื่องสุขภาพ การศึกษา และการปฏิรูป 3 กองทุนใหญ่เพื่อสร้างระบบสุขภาพ โดยต้องมีความต่อเนื่องของนโยบาย และมีเจ้าภาพฝั่งประชาชน
 

ไทยรักษาชาติต้องการแก้กฎหมายหรือนโยบายอะไรบ้าง

แก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยให้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ คือ 1. แก้รัฐธรรมนูญ และ 2. แก้เรื่ององค์กรอิสระ  ทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องต้องใช้เวลา กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นประชาธิปไตย ที่ถูกพูดถึงมากคือการปฏิรูปกองทัพ ทำให้ทหารเป็นทหารอาชีพ มีศักดิ์ศรี มีเกียรติศักดิ์ของทหาร และกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ต้องถูกปฏิรูปให้เป็นธรรมและมีมาตรฐานเดียว เพื่อให้อำนาจเป็นของประชาชน

 

อ่านนโยบายคนพิการจากพรรคอื่นๆ ได้__ที่นี่__

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนนโยบายคนพิการ62เลือกตั้ง'62ไทยรักษาชาติคนพิการประชาธิปไตยพรรคการเมือง
Categories: ThisAble

รัฐศาสตร์และการเข้าถึงการเมืองในทัศนะของอาจารย์ตาบอด: เทวพงษ์ พวงเพชร

ThisAble - Mon, 2019-03-11 18:08

คนตาบอดเข้าถึงการเมืองได้แค่ไหน หลายครั้งเรามักได้ยินอุปสรรคของการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ของคนตาบอดทั้งเรื่องทั่วไปจนถึงเรื่องการเมือง แต่แท้จริงแล้วคนตาบอดสนใจและอยากเข้ามามีส่วนร่วมกับการเมืองแค่ไหน

ชวนคุยกับ เทวพงษ์ พวงเพชร อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ จากเด็กตาบอดผู้สนใจการเมือง สู่อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ผู้ถ่ายทอดการเมืองให้นักศึกษาฟัง คนตาบอดอินกับเรื่องการเมืองแค่ไหน, เหตุใดกฎหมายเรื่องคนพิการต่างๆ จึงมักเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร, ทำอย่างไรคนตาบอดจึงจะเข้าถึงสิทธิทางการเมือง และสามารถมีส่วนร่วมกับการเมืองได้อย่างเต็มที่

โรงเรียนสอนคนตาบอด สู่รั้วมหาวิทยาลัยที่มีแต่คนตาดี

ตอนเด็กๆ เรียนในโรงเรียนเฉพาะความพิการ ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ตอนนั้นอุปสรรคในการเรียนมีไม่มากเพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกตอบสนองความต้องการและความจำเป็นของนักเรียนตาบอดอยู่แล้ว แต่พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ต้องออกไปเรียนรวมกับคนตาดีก็เริ่มมีอุปสรรคเข้ามาบ้าง  ถึงแม้ที่โรงเรียนจะมีอุปกรณ์ ติวเตอร์ ครูเสริมวิชาการที่ช่วยทำเอกสารอักษรเบรลล์หรือบันทึกเสียง แต่การบ้านยังต้องให้เพื่อนช่วยหรือครูอะลุ่มอล่วยในงานบางอย่าง ช่วงหลังเทคโนโลยีเจริญขึ้น เริ่มมีคอมพิวเตอร์ที่ใส่โปรแกรมอ่านหน้าจอ เราเลยใช้งานง่ายขึ้น

การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั้นยากขึ้นเพราะไม่มีหนังสือหลักที่ใช้เรียนเหมือนมัธยม เราต้องพยายามเข้าฟังอาจารย์ เน้นเลคเชอร์และหาอาสาสมัครช่วยอ่าน ยิ่งในระดับปริญญาโทที่ต้องค้นคว้า ปัญหาก็เยอะพอสมควรเพราะหนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่เราเข้าไม่ถึง แม้จะมีแอปพลิเคชันช่วยอ่าน แต่ก็ใช้ไม่ค่อยดี จะใช้อ่านเอกสารสั้นๆได้ แต่ถ้าอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ก็คงไม่ไหวแม้จะมีการอ่านหนังสือเสียงเป็นจำนวนมาก แต่หนังสือที่ถูกอ่านมักเป็นหนังสือบันเทิงมากกว่าวิชาการ

หากเด็กตาบอดอยากเรียนรัฐศาสตร์เพื่อสอบเป็นข้าราชการ ผมไม่แน่ว่าเขาจะบรรลุเป้าในการเป็นข้าราชการหรือไม่เพราะระบบการสอบยังไม่เป็นมิตรต่อคนตาบอดมากนัก รวมถึงทัศนคติที่มองคนตาบอดด้วย กฎหมายรับคนพิการเข้าทำงานในมุมหนึ่งก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนพิการได้ทำงานภาครัฐเพิ่มมากขึ้น แต่ในทางหนึ่งก็บังคับคนพิการให้เข้าช่องทางคนพิการเพียงทางเดียว ไม่สามารถไปแข่งขันกับคนอื่นได้  

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้จำกัด

ตอนเด็กๆ ผมชอบติดตามข่าวสารบ้านเมือง พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เลยลองสอบคณะรัฐศาสตร์เพราะเป็นคณะที่ว่าด้วยการเมืองการปกครอง การบริหารราชการ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คนตาบอดสนเรื่องการเมืองเยอะ ยิ่งในช่วง 10-20 ปีให้หลัง ที่มีความเห็นแตกต่าง คนตาบอดก็อยู่ในทั้ง 2 ข้าง มีอารมณ์ร่วมกับคนในสังคมและเห็นความสำคัญของสิ่งที่ตนเองสนับสนุนอยู่ มองว่าการเมืองส่งผลกระทบกับความเป็นอยู่ของตนเอง 

เราเข้าถึงข่าวสารการเมืองได้มากขึ้นด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมอ่านหน้าจอบนสมาร์ทโฟน ที่อ่านได้ทั้งโซเชียลมีเดีย หรือเว็บไซต์ข่าว รวมถึงรายการการเมืองที่เผยแพร่ทางยูทิวป์ ซึ่งบางรายการเป็นรายการที่เคยออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์

ตอนที่ผมจบปริญญาตรี มีทางเลือก 2 ทางคือหางานกับเรียนต่อ แต่งานไม่ได้หาง่ายสำหรับคนตาบอด ในปี 47กฎหมายการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการมีกฎจ้างงานคือ 200:1 เราก็มั่นใจมากเพราะเรียนดีระดับเกียรตินิยม จึงไปสมัครงาน แต่พอเขารู้ว่ามองไม่เห็น น้ำเสียงที่คุยก็เปลี่ยนไป ผมจึงหันเหเรียนต่อสอบปริญญาโทที่จุฬาฯ เรียนจบก็พยายามไปสอบราชการ แต่ก็ติดสำรองและไม่เคยถูกเรียกเข้าทำงาน จนมาได้โอกาสทำงานที่ราชภัฏวไลยอลงกรณ์

เอกสารด้านรัฐศาสตร์เข้าถึงได้ค่อนข้างน้อย เวลาสอนนักเรียนผมจึงต้องพยายามหาจากอินเตอร์เน็ตและติดตามข่าวสารการเมือง สอนโดยยกตัวอย่างในอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างแนวคิดทฤษฎีในเอกสารกับการยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เป็นปัจจุบัน แค่พูดถึงระบบรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งเป็นระบบใหม่ เทียบกับ รัฐธรรมนูญปี 40 ที่ใช้เลือกตั้งปี 44 และปี 48 แต่การเลือกตั้งปี 50 ก็ใช้อีกแบบหนึ่ง เลือกตั้งปี 54 ก็ใช้อีกแบบหนึ่ง ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการคิดระบบแบบสัดส่วน เราก็ต้องอธิบายให้นักศึกษาเข้าใจระบบเลือกตั้ง รวมถึงการติดตามฟังความเห็นจากนักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ นักกฎหมายว่ามีความคิดเห็นอย่างไรด้วย

 

คนตาบอดเข้าถึงข้อมูลการเลือกตั้งได้มากน้อยแค่ไหน

จากข้อมูลมีจำนวนคนตาบอดมากถึง  2 แสนคน ที่จดทะเบียนคนพิการแล้ว แต่ใน 2 แสนคนก็มีความหลากหลาย มีคนตาบอดหลายคนที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยี แต่ก็ยังมีคนตาบอดจำนวนมากที่ยังไม่มีทักษะหรือความสามารถด้านนี้ อย่างไรก็ดี ยังมีข้อมูลหลายด้านที่แม้ว่าคนตาบอดจะเข้าถึงเทคโนโลยีแต่ก็ยังมีอุปสรรค เช่น ข้อมูลนำเสนอตัวผู้สมัคร ขั้นตอนวิธีการเลือกตั้ง และอีกหนึ่งอุปสรรคคือ การเลือกตั้งครั้งนี้ผู้สมัครพรรคเดียวกันที่อยู่ต่างเขต ใช้ตัวเลขไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนการเลือกตั้งในปี 54, 48 หรือ 43 ที่หมายเลขพรรคการเมืองทุกเขต ทุกพื้นที่เป็นหมายเลขเดียวกัน จึงทำให้คนตาบอด ซึ่งมองไม่เห็นป้ายหาเสียงมีข้อจำกัดด้านข้อมูลข่าวสาร

ป้ายหาเสียงที่เกลื่อนกลาดอยู่บนถนนไม่มีประโยชน์สำหรับคนตาบอด จึงทำให้การรับรู้เรื่องนโยบายมีน้อย ส่วนมากมาจากการบอกเล่า บางเว็บไซต์ที่มีข้อมูลก็อาจจะเข้าถึงไม่ได้ ต้องยอมรับว่าการหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้นำเสนอในรูปแบบที่คนตาบอดเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็น ป้ายหาเสียงข้อมูลผู้สมัคร หรือนโยบาย

อยากให้พรรคการเมืองทำสื่อที่หลากหลายมากขึ้น เช่น คลิปวิดีโอ หรือข้อมูลนโยบายที่เผยแพร่ทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการเผยแพร่ทางอิเล็กทรอนิกส์นอกจากคนตาบอดจะได้ประโยชน์แล้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนอื่นก็สามารถติดตามได้ด้วย รวมถึงมีคิวอาร์โค้ดบนป้ายหาเสียง ที่คนตาบอดสามารถสัมผัสได้ชัดเจนว่าอยู่ตรงไหน และใช้โทรศัพท์สามารแสกน เพื่ออ่านข้อมูล

ป้ายหาเสียงเป็นอุปสรรคต่อเดินทางของคนตาบอดไหม

ก็เป็นบ้าง แต่เราเข้าใจว่าเป็นช่วงฤดูการหาเสียง วิธีการวางป้ายส่วนใหญ่ก็จะวางไว้ตามฟุตปาธซึ่งเดินไม่ค่อยสะดวกและมีสิ่งกีดขว้างอยู่แล้ว ยิ่งมีป้ายหาเสียงของผู้สมัครมาวางไว้  ก็ยิ่งเป็นสิ่งกีดขว้างเพิ่มเติมในมุมของคนตาบอด ผมเองก็เคยเดินชน แต่ไม่ทราบว่าเป็นป้ายใคร

 

รถหาเสียงช่วยให้คนตาบอลเข้าถึงข้อมูลไหม

ช่วยมาก เวลาที่รถหาเสียงออกวิ่งแล้วประกาศเบอร์ซ้ำๆ ประกาศนโยบายเดิมๆ ทำให้คนตาบอดเข้าถึงเบอร์ผู้สมัครหรือนโยบายได้ แต่ก็ยังเข้าไม่ถึงรายละเอียด ยกเว้นแต่ว่าผู้สมัครคนนั้นมีประวัติการทำงานเชิงประจักษ์ในพื้นที่

 

ข้อเสนอแนะสำหรับกกต.ในการจัดการเลือกตั้งสำหรับคนตาบอด

มี 3 เรื่องใหญ่ๆ คือก่อนการเลือกตั้ง, ในวันเลือกตั้ง และในช่วงประกาศผลการเลือกตั้ง

ก่อนการเลือกตั้ง ตั้งแต่มีการส่งเอกสารมาที่บ้านของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบถึงข้อมูลรายละเอียดต่างๆ เอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่คนตาบอดสามารถเข้าถึงได้ กกต.จึงควรต้องคำนึงถึงช่องทางอื่นที่คนตาบอดสามารถเข้าถึงได้ เช่น การมีคิวอาร์โค้ดให้สแกนและอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าบนเว็บไซต์

นอกจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือองค์กรคนตาบอดเองอาจจะต้องอบรมเรื่องการใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่ผ่านมาการอบรมในลักษณะนี้เกิดกระชั้นชิดกับการเลือกตั้งจนบางครั้งทำไม่ทัน จึงควรอบรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เรื่องเครื่องหมายกากบาท เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนตาบอด

ในวันเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ตัวกฎหมายเองก็ให้ความสำคัญในการเลือกตั้งค่อนข้างมาก ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2561 มาตรา 92 พูดถึงการอำนวยความสะดวกแก่คนพิการ ทุพพลภาพและผู้สูงอายุ โดยให้มีการจัดหน่วยเลือกเฉพาะตั้งสําหรับคนพิการ ทุพพลภาพหรือผู้สูงอายุเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงสามารถให้บุคคลอื่นหรือกรรมการประจําหน่วยเป็นผู้เลือกตั้งแทนสำหรับคนพิการทางกายที่ไม่สะดวกลงคะแนน

กรณีของคนตาบอดที่ไปเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยจะช่วยดูข้อมูลและอำนวยความสะดวกในเรื่องของการเซ็นชื่อ ปั๊มนิ้วต่างๆ และให้บัตรทาบกระดาษแข็งเจาะรูสอดคล้องกับบัตรเลือกตั้ง คนตาบอดสัมผัสดูจะรู้ว่าช่องที่ 1 คือหมายเลข 1 ปัญหาที่ผมกังวลคือ ไม่รู้ว่าเวลากาลงไปแล้ว หมึกของปากกานั้นติดหรือเปล่า รวมไปถึงคนตาบอดจำนวนมากไม่รู้ว่ากากบาทมีหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะบางคนมองไม่เห็นตั้งแต่กำเนิด ไม่เคยเรียนในโรงเรียนเรียนร่วม การจัดเจ้าหน้าที่หรือคนที่ช่วยเหลือลงคะแนนจึงอาจเป็นตัวเลือก แต่ก็ยังมีความกังวลว่า การกาเป็นความประสงค์ของคนตาบอดจริงหรือเปล่า

ช่วงหลังการเลือกตั้ง คนตาบอดเองอยากจะเข้าถึงข้อมูลผลคะแนน การดูโทรทัศน์จะบอกแค่อันดับ 1 2 3 แต่บางทีคนที่เราเลือกอาจจะไม่อยู่ในลำดับนั้นและการหาคะแนนจากสื่อออนไลน์ก็อาจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก

คนตาบอดเห็นความสำคัญของการเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหน

คนตาบอดเห็นความสำคัญไม่ต่างจากคนอื่น พวกเราเห็นว่า การเลือกตั้งเป็นสิทธิ จึงอยากออกไปใช้สิทธิตามเจตนารมณ์ที่อยากเห็นคนที่ตัวเองชอบขึ้นมาบริหารประเทศ ที่ผ่านมาหรือแม้แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องยอมรับว่า นโยบายเรื่องคนพิการดูไม่เป็นรูปธรรมนัก คนตาบอดก็เริ่มบ่นๆ ส่วนหนึ่งจึงออกไปเลือกตั้งเพราะอุดมการณ์ไม่ใช่เรื่องของนโยบายเพียงอย่างเดียว รวมถึงเรื่องสัดส่วนของรัฐบาลชุดเก่าหรือต่อต้านการสืบทอดอำนาจ

 

ทำไมนโยบายคนพิการถึงไม่ถูกชูขึ้นมาเป็นนโยบายหลัก

เมื่อดูจำนวนคนพิการ จะพบว่า 1.จำนวนคนพิการที่ลงทะเบียนมีเกือบ 2 ล้านคน และข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระบุว่า มีคนพิการที่เลือกตั้งได้มากกว่า 1.8 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย นอกจากนี้ครอบครัวหรือคนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการก็อาจจะสนใจนโยบายเหล่านี้ 2.เมื่อมองเรื่องเขตเลือกตั้ง คนพิการไม่ได้อยู่เขตเดียวกัน แต่กระจายตามเขตต่างๆ เลยกลายเป็นคนกลุ่มน้อยในเขตนั้นๆ พรรคการเมืองจึงอาจมองว่าคนพิการไม่ใช่ปัจจัยหรือตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินแพ้ชนะของ สส.แต่ละเขต ฉะนั้นนโยบายที่เกี่ยวกับคนพิการก็ไม่จำเป็นต้องโดดเด่นก็ได้ 3.เรื่องคนพิการเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย พรรคการเมืองหรือผู้ออกนโยบายก็อาจจะยังไม่เข้าใจ รวมถึงยังไม่มีคนพิการเข้าปร่วมกำหนดนโยบายมากนัก

 

ทำไมพรรคการเมืองถึงต้องมีนโยบายเรื่องคนพิการ

มีสี่เหตุผล 1.จำนวนคนพิการที่มีอยู่ทั่วประเทศเกือบ 2 ล้านคน ทั้งที่เป็นคนพิการที่มีสิทธิเลือกตั้งและไม่มีสิทธิเลือกตั้ง (เด็กอายุไม่ถึง 18 ปี)

2.คนพิการไม่ได้อยู่คนเดียว แต่มีครอบครัวหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคนเหล่านี้ก็เป็นผู้ที่มีสิทธิเหมือนกัน

3.ถ้าพรรคการเมืองใดมีนโยบายด้านคนพิการ ก็อาจดึงคะแนนจากคนพิการได้ ระบบการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นระบบจัดสรรปันส่วน ถ้าเรามองว่าคนพิการ 1.8 ล้านคนเทคะแนนให้พรรคใดพรรคหนึ่ง พรรคนั้นอาจได้จำนวน ส.ส.กว่า  20 ที่นั่ง

4.สังคมมีความหลากหลาย ถ้ามีนโยบายด้านคนพิการที่ทำให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น มีโอกาสในการประกอบอาชีพมากขึ้น มีเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีขึ้น หรือแม้แต่มีเบี้ยคนพิการที่เพิ่มขึ้น ก็อาจจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนพิการดีขึ้น ภาระของคนพิการที่มีต่อสังคมหรือผู้ดูแลก็จะลดน้อยลง ทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมลดน้อยลง

 

คนพิการมองว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายอื่นๆ แค่ไหน

แน่นอนว่า นโยบายบางอย่างก็เป็นนโยบายที่คนพิการได้รับประโยชน์ร่วมด้วย เช่น การเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ หรือนโยบายเรียนฟรี แต่บางนโยบายอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้คนพิการเข้าถึงสิทธิ เช่น หากระบุว่า เรียนไม่เสียค่าใช้จ่าย การเรียนฟรีอย่างเดียวไม่อาจทำให้คนพิการเข้าถึงการศึกษาได้ เพราะหลายคนต้องใช้เทคโนโลยี อุปกรณ์การเรียนเพิ่มเติมตามกฎกระทรวงว่าด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในการศึกษา, หากพูดถึงเรื่องมีงานทำ คนพิการก็อยากจะรู้ว่า  แล้วคนพิการจะเข้าถึงงานได้อย่างไรหรือรถไฟรางคู่ที่พูดถึงกันนั้น คนพิการขึ้นได้หรือไม่

คนพิการจะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นได้อย่างไร

ในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ไม่เคยมีนักการเมืองที่เป็นคนพิการได้เป็น ส.ส. รวมถึงหากเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อก็ไม่ได้อยู่ในลำดับต้นๆ มีเพียง ส.ว.แต่งตั้งอย่างอาจารย์ณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ เป็นวุฒิสภาปี 38 พอคนพิการมาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งก็จะไม่ถูกโยงเข้ากับพรรคการเมือง แล้วทำไมคนพิการไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง ทั้งใน ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อ ผมคิดว่าคนในพื้นที่ต้องการคนที่จะสามารถมาดูแลทุกข์สุขของเขาได้ จึงมองว่าเอาคนที่ไม่พิการดีกว่า เพราะคนพิการไม่น่าจะดูแลเขาได้

การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาต้องคำนึงถึงกลุ่มคนที่หลากหลายในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักธุรกิจ เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสด้วย คนพิการจึงถูกคัดเลือกเข้าไปในสภาฯ แต่สำหรับ ส.ส.แบ่งเขตหรือบัญชีรายชื่อไม่ได้มีโควตาสำหรับกลุ่มนี้ พรรคการเมืองก็เลยมองแค่ว่าจะจัดกลุ่มคนอย่างไรให้เป็นที่รู้จักในเขตพื้นที่ จึงไม่มีพื้นที่สำหรับผู้ที่ด้อยโอกาส

รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า กฎหมายใดที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ มีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับคนพิการ ต้องมีคนพิการหรือคนที่อยู่ในองค์กรคนพิการเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ที่น่าแปลกใจคือ กฎหมายที่เกี่ยวกับคนพิการส่วนใหญ่เกิดขึ้นในรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการปี 34 และใช้ต่อเนื่อง 10 กว่าปี ทั้งที่มีความคิดจะแก้ไขหรือยกร่างกฎหมายใหม่แต่ก็ไม่สำเร็จ จนมีการรัฐประหารปี 49 อาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์ถูกแต่งตั้งให้เป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงผลักดันพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการปี 50 และรวมถึงพระราชบัญญัติการจัดการการศึกษาสำหรับคนพิการปี 51

 

ขั้นตอนน้อยกว่า ?

ใช่ เพราะหากเป็นช่วงสภาวะปกติจะมี  2 สภาคือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ในช่วงรัฐประหารจะมีสภาเดียวคือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งแน่นอนว่า กฎหมายก็จะผ่านได้เร็วขึ้น รวมทั้งรัฐบาลมีอำนาจที่เด็ดขาดในการออกกฎหมาย และมีคนค้านไม่มาก ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับความชอบธรรมเพราะเมื่ออำนาจรัฐประหารไม่ได้มาจากความชอบธรรม ฉะนั้นแล้วการให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่มก็เปรียบเสมือนการเอาใจ เช่น การผลักดันกฎหมายคนพิการ ฯลฯนอกจากนี้กลุ่มคนพิการเองก็รู้สึกว่า สามารถผลักดันกฎหมายได้ค่อนข้างง่ายกว่าด้วย

 

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนคนพิการคนตาบอดนโยบายคนพิการ62เลือกตั้งรัฐศาสตร์
Categories: ThisAble

คุยกับณัฏฐา มหัทธนา: คนพิการ=ประชาชน และการเมืองเป็นเรื่องของคุณ

ThisAble - Sun, 2019-03-10 11:40

“หลังการรัฐประหารครั้งล่าสุด เป็นครั้งแรกที่เราเจอกับการเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ มีผู้ถูกละเมิดสิทธิเยอะตั้งแต่วันแรกและมากขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่า อยากจะออกมามีส่วนร่วมในการต่อต้านและปกป้องสิทธิของคนที่ถูกละเมิดตามกำลังเท่าที่เราจะทำได้”

หลังจากวันนั้น โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา เธอซึ่งเป็นทั้งแม่ ครูและอาจารย์พิเศษ จึงเริ่มเดินทางสู่เส้นทางนักกิจกรรมตามคำชักชวนของกลุ่มนักกิจกรรม ทั้งกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ เช่น โหวตโนร่างรัฐธรรมนูญ, ปล่อยไผ่ ดาวดิน และที่เด่นชัดที่สุดในบทบาทของนักกิจกรรมที่รณรงค์ให้เกิดการเลือกตั้งอย่างกลุ่ม ‘คนอยากเลือกตั้ง’

คุยกับโบว์ ณัฏฐาในเรื่องการเมืองและประชาธิปไตยในโอกาสใกล้ถึงวันเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.62 คนพิการและคนตัวเล็กตัวน้อยจะผลักดันประเด็นได้อย่างไรด้วยกลไกประชาธิปไตย ทำไมการเลือกตั้งจึงสำคัญ และเหตุใดการเมืองจึงเป็นเรื่องของทุกคน

 

จากครูสู่นักกิจกรรมการเมือง

ณัฏฐา: เรามีความสนใจหลักเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ส่วนเรื่องการเมืองเป็น ‘ร่มเล็กในร่มใหญ่’ ที่ปกติไม่ได้สนใจมากขนาดนั้นเพราะเท่าที่ผ่านมาค่อนข้างไว้วางใจในการเลือกรัฐบาลและการตรวจสอบรัฐบาล แต่ครั้งนี้ การละเมิดสิทธิพลเมืองและการละเมิดสิทธิทางการเมืองเข้มข้นขึ้นมาก การสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวเยอะจนกระทั่งหน่วยงานหรือภาคส่วนต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอ่อนกำลังลง เราจึงมาลงแรงเรื่องการเมืองในส่วนสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

สิทธิของผู้ต้องขังเป็นเรื่องที่เรามีความรู้สึกร่วมมาก เขาเป็นกลุ่มคนที่ได้พูดน้อยและถูกละเมิดอย่างรุนแรงที่สุด เช่น เวลาถูกตัดสินดำเนินคดีและได้รับคำพิพากษาจำคุก 3 ปี แม้นั่นคือโทษที่เขาได้รับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาได้รับโทษเกินจากนั้นมาก คำพิพากษาไม่ได้บอกว่า คุณจะต้องนอนกับพื้นโดยไม่มีเตียง ไม่ได้บอกว่าถ้าคุณเจ็บป่วยสิ่งที่คุณจะได้รับอย่างเดียวคือยาพาราและไม่ได้บอกว่าคุณจะต้องนอนอยู่ในที่แออัดขยับตัวแทบไม่ได้ เราคิดว่าคนเหล่านี้ได้รับโทษที่เกินคำพิพากษา รวมถึงบางคนถูกตัดสิทธิทางการเมืองนานถึง 10 ปี กฎหมายใหม่ถูกเติมเข้ามาเรื่อยๆ เพื่อจำกัดสิทธิ และไม่ค่อยมีใครเป็นปากเป็นเสียงเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว บางส่วนก็มีอคติกับผู้ต้องขัง คิดว่าเป็นคนเลวร้ายที่ไม่มีสิทธิจะมีสิทธิ

สังคมเรามีความรับรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนต่ำ ทั้งที่ความหมายคือสิทธิขั้นต่ำสุดที่เมื่อคุณเป็นคนก็ต้องได้รับ ผู้ต้องขังจำนวนมากไม่ได้เป็นคนเลวโดยสันดาน ทุกคนมีความจำเป็นกับสิ่งที่ทำลงไป แต่ต่อให้เลวสุดๆ สิทธิขั้นต่ำของความเป็นคนก็ไม่ควรมีใครพรากจากเขาไปได้ แต่สิ่งเหล่านี้สังคมแทบไม่พูดถึง

สิทธิมนุษยชนหรือประชาธิปไตยควรจะเกิดก่อนกัน

วัฒนธรรมประชาธิปไตยต้องเกิดก่อนถึงแม้จริงๆ ควรมาคู่กัน ถ้ามีวัฒนธรรมประชาธิปไตยก็จะมีการออกกฎหมายที่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และควรสร้างค่านิยมเกี่ยวกับเรื่องสิทธิตั้งแต่วัยเด็กเพราะเมื่อโตแล้วอคติหลายอย่างถูกสร้างขึ้นจนเปลี่ยนไม่ทัน ถ้าเราทำให้เด็กรู้ว่า สิทธิมนุษยชนแปลว่าอะไร ปฏิญญาสากลที่ไทยไปลงนามเป็นภาคีอยู่ 20 กว่าข้อมีอะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่สร้างสังคมวัฒนธรรมประชาธิปไตยซึ่งจะทำให้กฎหมายหมายต่างๆ ออกมาโดยไม่ละเมิดสิทธิ

กลไกประชาธิปไตยมีไว้เพื่อให้สิทธิของทุกคนได้รับการปกป้อง โดยเริ่มจากความคิดที่มองว่า ทุกคนเท่ากัน มีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง เคารพความแตกต่างหลากหลาย อะไรที่เป็นสิทธิของเขาเขาก็ต้องพูดได้ เมื่อมีการพูด การขับเคลื่อนทางความคิดและการต่อสู้ทางความคิดจะเกิดการเกลี่ยและรักษาผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน สิทธิเหล่านั้นก็จะได้รับการปกป้อง

ตอนนี้บ้านเมืองเราถอยกลับไปเยอะ ห่างจากสังคมเป็นประชาธิปไตยไปเยอะมากเพราะสิ่งที่ถูกทำลายไม่ใช่แค่สิทธิของทุกคนที่หายไป 5 ปี แต่ค่านิยมที่คุ้นเคยและใกล้ชิดกับประชาธิปไตยก็หายไป 5ปีที่ผ่านมาเราถูกสร้างค่านิยมว่า ประชาธิปไตยอาจจะเท่ากับความวุ่นวาย ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไทย ประชาธิปไตยเป็นสิ่งแปลกปลอมและตัวปัญหา ดังนั้นเราจึงต้องไปสู่ประตูบานแรกคือการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด ต่อไปก็สร้างสังคมประชาธิปไตยและไปให้ได้ไกลกว่าจุดที่เราเคยเป็น

เรารู้สึกว่าการลงทุนชีวิตกับเรื่องนี้นั้นคุ้มเพราะนอกจากว่าจะเกี่ยวข้องกับชีวิตทุกคนโดยตรง ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตคนรุ่นหลังหรือรุ่นลูกของเราด้วย

คนตัวเล็กตัวน้อยจะผลักดันประเด็นได้อย่างไร

แต่ก่อนเรามักวางมือให้กับรัฐสภา จึงทำให้การขับเคลื่อนรณรงค์จากประชาชนทั่วไปมีน้อย การสร้างคำร้องใน change.org ยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวคนไทยมาก การเข้าถึงผู้มีอำนาจเพื่อขอให้ช่วยจึงเป็นช่องทางที่ง่ายที่สุด แต่วันนี้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นการรณรงค์ของคนเล็กคนน้อย ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์โหวตโนร่างรัฐธรรมนูญ, การรณรงค์ปล่อยไผ่ ดาวดิน, การรณรงค์ SaveKaheem หรือเพจเกี่ยวกับโรคเอดส์ เพื่อทำให้สังคมเข้าใจว่าการอยู่ร่วมกับคนเป็นเอดส์หรือความท้าทายที่เขาเผชิญคืออะไร เราเริ่มทำความรู้จักกับ change.org ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเพื่อสร้างข้อเรียกร้องและร่วมลงชื่อได้ จึงเห็นได้ว่า สังคมไทยเพิ่งจะอยู่ในจุดเริ่มต้นของการรู้จักพลังตัวเองและการใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ในการทำให้เสียงเป็นที่ได้ยิน จากวันนี้สังคมไทยน่าจะเห็นว่าตัวเองเป็นผู้มีส่วนร่วมและเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จได้มากขึ้น วันหนึ่งที่มีคนเห็นด้วยมากพอก็สามารถลงชื่อ 10,000 รายชื่อเพื่อเสนอแก้กฎหมายต่อรัฐสภา นี่คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและนี่คือประชาธิปไตยในแบบที่เราจะต้องไปถึงให้ได้หลังการเลือกตั้ง

เราเองเรียนรู้ว่า บางจังหวะการชุมนุมเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ แต่บางจังหวะก็ไม่ใช่ วันนี้จนถึงวันเลือกตั้งเราจะไม่ไปชุมนุมแล้วเพราะสังคมพร้อมที่จะเลือกตั้ง ไม่ใช่เวลาเรียกร้องซึ่งกันและกันอีกต่อไปแต่เป็นเวลาของการแลกเปลี่ยนความรู้ ให้ข้อมูลและเสริมอาวุธทางปัญญา

พลวัตในสังคม 5 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนไปเยอะ เราเห็นว่าสังคมไทยกล้าพูดและมีส่วนร่วมมากขึ้น มีความกลัวน้อยลงจากเหตุการณ์วันที่ 8 ก.พ. ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็นับเป็นสัญญาณที่ดีว่า ต่อไปนี้สังคมจะมีการแลกเปลี่ยนทางความคิดกันอย่างเข้มข้นมากขึ้นและเมื่อเราสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดสำหรับการแลกเปลี่ยนทางความคิด ก็จะเกิดการต่อยอดการพัฒนาได้เอง

อะไรใช่ และไม่ใช่การเมือง

ทุกอย่างเป็นเรื่องการเมือง ที่เรารู้สึกว่าบางเรื่องยังเป็นเรื่องตัวเองเพราะเรายังไม่สามารถมองเชื่อมโยงว่าเรื่องเหล่านั้นเกี่ยวกับคนอื่นยังไง ทุกคนในโลกนี้มีสิทธิที่จะพิการได้ทุกเมื่อ ทุกวินาที เดินออกจากกบ้านไปก็ไม่รู้ว่าจะกลับบ้านในสภาพเดิมไหม การอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามคอนเซ็ปต์ของ Universal Design หรือการออกแบบที่ทุกคนใช้ได้ จึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะคนพิการอีกต่อไป การที่เราทำทางลาดให้วีลแชร์วิ่งได้ คนแก่ที่ใช้วีลแชร์ก็ใช้ได้ ครอบครัวที่มีเด็กทารกใช้รถเข็นก็ใช้ได้ แม้แต่คนที่แบกของเยอะๆ หาบเร่แผงลอยก็ได้ใช้ ถ้าเราทำให้เห็นความเชื่อมโยงเหล่านี้ ทุกคนก็จะรู้สึกไม่แปลกแยกอีกต่อไป

ที่สิงคโปร์ทำเมืองจำลองที่เรียกว่า Enable City โดยรัฐบาลและเอกชน เป็นโมเดลตัวอย่างให้เห็นว่าคนทุกคนอยู่และใช้เมืองร่วมกันได้ รวมถึงทุกคนมีอาชีพการงานเป็นปกติ ในร้านกาแฟมีคนพิการทางสติปัญญาให้บริการอยู่ คนที่เป็นออทิสติกบางประเภทมีความสามารถในการทำสิ่งที่มีรายละเอียดซ้ำๆ ได้ดี ในออฟฟิศก็มีสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนพิการทางสายตาหรือคนพิการทางการได้ยินอยู่ร่วมกันได้ ทำให้ศักยภาพของทุกคนถูกเอามาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีโรงภาพยนตร์ โรงละคร โรงพยาบาล ฯลฯ พวกเขาแสดงให้เห็นว่า นี่คือเมืองที่ควรจะเป็นปกติ และสิงคโปร์จะทำทุกเมืองให้เป็นแบบนี้ เพื่อเป็น Enable City ที่ไม่มีใคร Disabled หรือใช้ชีวิตไม่ได้อีกต่อไป

สำหรับเมืองไทยสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ยากจนเกินไป แต่ต้องอาศัยองค์ความรู้และคนที่มีความหลงใหลมากพอที่จะทำ และแน่นอนต้องอาศัยภาคการเมืองที่มีความคิดก้าวหน้า นักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ มองอะไรไปไกลระยะยาว พร้อมที่จะขับเคลื่อนไปกับสังคม แม้อาจจะไม่ได้ทำคะแนนเสียงเยอะๆ ในการเลือกตั้ง แต่สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ พาสังคมไปด้วยกัน

นอกจากนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์แล้ว ความเป็นนักเคลื่อนไหวก็สำคัญ นักเคลื่อนไหวคือคนที่พร้อมที่จะอดทนและปะทะกับความไม่ถูกต้องแม้ว่าจะยังไม่นำผลประโยชน์อะไรให้คุณเลยแต่คุณเชื่อว่ามันมีผลประโยชน์ระยะยาวให้กับสังคม หากนักการเมืองคนไหนที่ไม่มีสปิริตนี้ก็ควรต้องตั้งคำถามว่า เขามาเป็นนักการเมืองทำไม ฉะนั้นพลังของประชาชนคือพลังของการบอกว่า เราต้องการนักการเมืองแบบไหน แล้วเราจะค่อยๆ มีนักการเมืองแบบนั้นเข้ามาสู่สนามให้เราเลือก

เห็นอะไรในการเลือกตั้งครั้งนี้

การเลือกตั้งครั้งนี้มีนิมิตหมายที่ดีหลายอย่าง เรามองเห็นทั้งสปิริตนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีความเป็นนักเคลื่อนไหว มองเห็นนักการเมืองหน้าเก่าที่เปลี่ยนแปลงตัวเองถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่แปลเป็นคะแนนเสียง สิ่งเหล่านี้เกิดจากภาคประชาชนที่ส่งเสียงตัวเองมากขึ้น แต่สังคมไทยยังไปได้ไม่เร็วหรอกเพราะคนไทยไม่ได้ถูกสอนให้กล้าแสดงออก ฉะนั้นการขับเคลื่อนทางความคิดโดยการสื่อสารมันก็จะค่อยเป็นค่อยไป แต่ว่าเมื่อมีจุดเริ่มต้นแล้วเราจะไปถึงได้ในที่สุด

ทำไมประชาชนจึงควรไปเลือกตั้ง

ถ้ามีของบางอย่างให้เราเลือก เลือกฟรีด้วยและของเหล่านั้นมีสัญญาณว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเรา ถ้าเรารักตัวเองทำไมจะไม่ไปเลือก แม้นโยบายหลายเรื่องไม่ได้เกี่ยวกับความพิการ แต่เป็นนโยบายอื่นที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ คนพิการก็ต้องอยากไปเลือกเพราะไม่มีเหตุผลว่าทำไมคุณเห็นตัวเองไม่เท่ากับคนอื่นทั้งที่เป็นประชาชนหนึ่งคน แต่ทั้งนี้คนพิการอยากไปเลือกอย่างเดียวอาจไม่พอหากการอำนวยความสะดวกหรือการเข้าถึงหน่วยเลือกตั้งไม่มี จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องบริหารจัดการให้ด้วย

ฝรั่งจะมีคำพูดว่า Be on the Table หมายถึงคุณต้องอยู่บนโต๊ะนั้นด้วย สมมติว่าคุณถูกกล่าวหาหรือถูกจำกัดสิทธิ ผู้ร่วมตัดสินคุณนั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะเพื่อถกเถียงเพื่อหาทางออก ถ้าคุณไม่ไปนั่งด้วย คุณจะมาบ่นทีหลังว่าไม่เห็นมีสิ่งที่ต้องการเลยก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้อง Be on the Table เอาตัวเองไปอยู่ในนั้น การเลือกตั้งจึงเป็นประตูบานแรก พอเราได้รัฐบาลที่เป็นรัฐบาลพลเรือนที่มีค่านิยมอยู่ในฝั่งประชาธิปไตย การรวมกลุ่มเพื่อสร้างข้อเรียกร้อง เสนอเข้าชื่อ เสนอกฎหมายในเรื่องสิทธิก็จะเกิดขึ้นเอง

สิ่งนึงที่ควรจะใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญคือ กฎหมายทุกมาตราที่จะเกิดขึ้นในประเทศนี้จะต้องเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อกันไม่ให้มีกฎหมายละเมิดสิทธิอย่างการห้ามผู้ต้องขังพ้นโทษลงสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี, กฎหมายที่ห้ามคนจำนวนมากทำบางอย่าง เช่น พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะที่ยังมีเนื้อหาที่เป็นการสกัดกั้น, การไม่ให้ประกันตัวโดยอัตโนมัติจะไม่เกิดขึ้นเพราะทุกคนมีสิทธิที่จะสู้คดีอย่างเต็มที่

คนพิการเท่ากับประชาชน

คนเราเมื่อมีความพิการ สิ่งที่เขาเป็นเขาไม่ใช่แค่คนพิการ แต่เขาเป็นคน เป็นประชาชน เป็นคนที่ต้องการให้เศรษฐกิจดี เขายังมีประเด็นอื่นในชีวิตด้วย เช่นเดียวกับเราที่เป็นครู เป็นแม่ แต่กฎหมายหลายก็ไม่เกี่ยวกับการเป็นแม่หรือครูเลย แต่เราก็ยังอยากไปเลือกตั้งเพราะมีประเด็นอีกมากมายที่เกี่ยวกับเรา แต่เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าต้องการกฎหมายที่ดูแลคนเป็นแม่มากกว่านี้หรือคุ้มครองคนทำงานฟรีแลนซ์แบบเรา เราก็สร้างข้อเรียกร้องไป แต่ไม่ว่าข้อเรียกร้องนี้จะได้รับการตอบสนองหรือไม่ ไม่ได้หมายความว่าประเด็นอื่นในชีวิตเราหายไป เรายังต้องการการคมนาคมที่ดี อากาศที่ดี การรักษาสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจที่ดี ฉะนั้นการที่ประเด็นของเรายังไม่ได้รับการตอบสนองในวันนี้ไม่ใช่เหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่เราจะไม่ไปเลือกตั้งหรือไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง

หลังการเลือกตั้งเราอาจได้เห็นอุปสรรคอีกเยอะมาก ไม่อยากให้ท้อเพราะนี่คือประตูบานแรกไม่ใช่ปลายทาง ประชาธิปไตยไม่มีปลายทาง ไม่ได้จบแค่คนรุ่นเรา การทำงานเรื่องนี้เหมือนกับ Snow Ball ไหลลงจากภูเขา และค่อยๆ ใหญ่ขึ้น แม้เราอาจจะไม่รู้สึกว่ามันใหญ่ขึ้น แต่เมื่อมองย้อนกลับไปที่เรามาจาก 0 หรือติดลบ การทำอะไรสำเร็จไม่ว่าจะเล็กแค่ไหนก็คือใหญ่แล้ว หลังเลือกตั้งคุณจะยังเห็นความขมุกขมัว แต่มันเป็นความขมุกขมัวที่คุณเริ่มมีส่วนร่วมในการปัดเป่าได้ในที่สุด

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนณัฏฐา มหัทธนานโยบายคนพิการ62คนพิการเลือกตั้งประชาธิปไตย
Categories: ThisAble

เสวนา: คนพิการกับการโดยสารเครื่องบิน

ThisAble - Thu, 2019-03-07 13:13

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการจัดการธุรกิจด้านการบิน วิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงานสัมมนาเรื่อง คนพิการกับการเดินทางโดยสารเครื่องบิน โดยมีภัทรพันธ์ กฤษณา เลขานุการสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย, กิตติพงษ์ พวงเงิน เจ้าหน้าที่บริหาร 7 ส่วนบริการอาคารผู้โดยสารฝ่ายการท่าอากาศยาน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและนิจพัฒน์ ปิยะพันธ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ส่วนปฏิบัติการภาคพื้นของ Bangkok Airways ร่วมเป็นวิทยากร

กิตติพงษ์กล่าวบนเวทีถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้จัดเตรียมไว้แล้วว่า ท่าอากาศยานจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการในส่วนของอาคารตามกฎกระทรวงข้อ 16 ประกอบไปด้วย การติดตั้งป้ายอักษรไว้แจ้งข้อความสำหรับคนพิการทางการได้ยิน ลิฟต์ที่อยู่ในระดับที่คนนั่งวีลแชร์กดถึงพร้อมอักษรเบรลล์สำหรับคนพิการทางสายตาและปุ่มขอความช่วยเหลือ ประตูทางเข้าอัตโนมัติ ทางลาดสำหรับพื้นต่างระดับ ที่จอดรถรับส่งคนพิการ เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ระดับต่ำ ที่นั่งสำรองสำหรับคนพิการและคนท้องก่อนขึ้นเครื่อง และพื้นที่ตรวจหนังสือเดินทางสำหรับคนพิการที่นั่งวีลแชร์

ทางด้าน Bangkok Airways นิจพัฒน์ได้กล่าวถึงสิ่งอำนวยความสะดวกหรือ Special Services Requirements (SSR) สำหรับคนพิการ โดยระบุว่าทางสายการบินแบ่งการอำนวยความสะดวกเป็น 7 ชนิดได้แก่

          1. BLIND ผู้โดยสารที่มีปัญหาทางการมองเห็น ต้องแจ้งทางสายการบินล่วงหน้า 24 ชั่วโมง เพื่อดูว่าลูกเรือบนเครื่องบินสามารถรับได้กี่ที่นั่งในการช่วยผู้โดยสารเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้บนเครื่องจะมีประกาศเป็นอักษรเบรลล์เตรียมไว้ให้ผู้โดยสารอ่านด้วย

          2. DEAF ผู้โดยสารที่มีปัญหาทางการได้ยิน ต้องแจ้งสายการบินล่วงหน้า 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมการดูแลตั้งแต่ขึ้นเครื่องจนลงปลายทาง

          3. WHEELCHAIR วีลแชร์ของสายการบินจะมีทั้งหมด 3 ชนิด

              WCHR สำหรับผู้โดยสารที่สามารถเดินขึ้นเครื่องได้เอง

              WCHS สำหรับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินขึ้นบันไดได้เลย

              WCHC สำหรับผู้โดยสารที่ต้องนั่งอยู่บนวีลแชร์ตลอดเวลา

          4. SERVICE DOG สุนัขนำทางสามารถนำขึ้นเครื่องบินได้โดยไม่เสียเงิน ลำละหนึ่งตัวเท่านั้น โดยต้องแจ้งสายการบินล่วงหน้า 24 ชั่วโมง

          5. HIGH LIFT CAR SERVICE มีในสนามบินระดับนานาชาติ คนที่ใช้จะต้องผ่านการเรียนเรื่องการเข็นวีลแชร์ การทำ CPR เบื้องต้นจากสภากาชาดฯ

          6. POWER WHEELCHAIR ต้องแจ้งลักษณะการใช้งาน น้ำหนัก ชนิดของแบตเตอร์รี่แก่สายการบิน เพื่อตรวจสอบว่าสามารถนำไปได้หรือไม่และต้องมาก่อนเครื่องออกกี่นาที

          7. SERVICE ON FLIGHT เตียงนอนสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถนั่งได้หรือผู้ป่วยฉุกเฉิน (Stretcher) ซึ่งต้องจองล่วงหน้า โดยเตียงนอนจะกินพื้นที่เก้าอี้ 3 แถว ผู้โดยสารต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เอง

ทางด้านภัทรพันธ์ได้เสริมว่า อาคารสถานที่ของสนามบินในประเทศมีอุปกรณ์ครบตามกฎหมาย แต่ก็มีบางจุดที่ต้องปรับ เช่น ในห้องน้ำควรมีเตียงไว้เปลี่ยนผ้าอ้อม, ฝารองนั่งชักโครกควรมีร่องตรงกลาง, มีห้องอาบน้ำหากคนพิการหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น อุจจาระหรือปัสสาวะเลอะ และควรมีสายสวนปัสสาวะสำรองไว้ด้วย นอกจากนี้อยากให้สายการบินได้คำนึงถึงคนพิการบางคนที่ต้องนั่งวีลแชร์ของตนเองเท่านั้น เพราะหากนั่งวีลแชร์คันอื่นอาจทำให้เกิดแผลกดทับได้ หรือปัญหาอีกอย่างที่พบคือตัว High Lift นั้นมีอยู่ที่สนามบินนานาชาติเท่านั้น ในสนามบินเล็กหรือภายในประเทศจึงไม่มีให้บริการ

ทั้งนี้ กิตติพงษ์ ตัวแทนจากท่าอากาศยานระบุว่า จะส่งพนักงานไปอบรมที่วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ในเรื่องการช่วยเหลือคนพิการ รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่ด้านวิศวกรรมไปเรียนรู้เรื่องการออกแบบกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และติดตั้งเครื่อง TTRS หรือตู้ล่ามภาษามือสำหรับคนพิการทางการได้ยิน

ในขณะที่ Bangkok Airways จะเริ่มหาวิธีดูแลผู้โดยสารที่มีภาวะออทิสติก และเพิ่มการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัว (GDPR) ของคนพิการ

 

ข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศเครื่องบินสายการบินคนพิการ
Categories: ThisAble

‘คนพิการอยู่ดี 8 ด้าน’ อ่านนโยบายที่ชูความเท่าเทียมจากพรรค ‘ประชาธิปัตย์’

ThisAble - Tue, 2019-03-05 15:00

“นโยบายคนพิการของประชาธิปัตย์มี 8 ข้อด้วยกัน” หลังจากสุดประโยคนี้ พวกเราก็คุยกันต่อยาวๆ กับวิพัตรา โตเต็มโชคชัยการ หรือเนย กรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง New Dem ซึ่งเธอเป็นตัวแทนเพื่อร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนโยบายคนพิการของพรรค

อ่านประสบการณ์การทำงานที่ยาวนานของประชาธิปัตย์และนโยบายใหม่สำหรับการเลือกตั้งที่จะถึง ทั้งเรื่อง Universal Design การศึกษา อาชีพหรือความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนเจตคติเรื่องคนพิการของคนในสังคมเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม

ประชาธิปัตย์มองคนพิการเป็นคนอย่างไร

วิพัตรา: ประชาธิปัตย์มองว่า คนพิการเหมือนคนในครอบครัว ถ้าหากคนในครอบครัวของมีความต้องการพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจหรืออารมณ์ เราก็ยินดีที่จะอยู่เคียงข้าง ดูแลส่งเสริมศักยภาพอย่างเต็มความสามารถ โดยไม่มีวันทอดทิ้ง หรือมองว่าการช่วยเหลือเป็นการสงเคราะห์หรือเป็นภาระของงบประมาณประเทศ การออกนโยบายจึงเต็มไปด้วยความยินดีเพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับทุกคนในสังคมด้วยความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี เท่าเทียมในโอกาส และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เทียบเท่ากับทุกคนในสังคม

 

ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายอะไรเรื่องคนพิการมาแล้วบ้าง

ตั้งแต่รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราได้พัฒนาระบบจัดเก็บจำนวนคนพิการ ทำฐานข้อมูลคนพิการ และลดสัดส่วนการจ้างงานคนพิการจาก 200 ต่อ 1 เป็น 100 ต่อ 1 นอกจากนี้ยังเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงท่านเดียวที่ให้ความสำคัญกับการประชุมคนพิการ โดยนั่งเป็นประธานการประชุมเองทุกครั้ง นอกจากนี้เรายังมีแพลนปรับปรุงรอบตึกพรรคเพื่อเป็นแบบอย่างว่าพรรคคิดจริงทำจริงเพื่อคนพิการอย่างแท้จริง

เห็นปัญหาอะไรในเรื่องคนพิการบ้าง

เรื่องของการให้ความสำคัญ ทัศนคติและความรู้ความเข้าใจที่คนในสังคมมีต่อคนพิการ เราจะเห็นบ่อยๆ เช่น การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกแบบไม่เข้าใจ จนทำให้คนพิการมีอุปสรรคและใช้ชีวิตแบบIndependent living ไม่ได้ คุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ จึงยังไม่ดี นอกจากนั้นยังมีเรื่องของโอกาสและความเท่าเทียมกันในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ยังขาดไป

 

ในฐานะหนึ่งในประชาธิปัตย์รุ่นใหม่ (New Dem) มีนโยบายอะไรสำหรับคนพิการรุ่นใหม่บ้าง

โรคซึมเศร้าในกลุ่มวัยรุ่นเป็นปัญหาสำคัญของการฆ่าตัวตาย และจัดว่าเป็นความบกพร่องในด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งไทยควรให้ความสำคัญและดูแล เราจึงมีนโยบายให้คนไทยตรวจสุขภาพจิตได้ฟรีโดยไม่จำกัดอายุ

New Dem ไม่ได้ทำงานที่แยกจากพรรคแต่ยังมีการทำงานร่วมกันเสมอ ผู้ร่วมก่อตั้ง New Dem ทุกคนจะมีบัดดี้เป็นผู้ใหญ่ในพรรคเรียกว่า รุ่นใหม่กับรุ่นเก๋า เพื่อนำเสนอนโยบายทั้งหมดประมาณ 21 นโยบาย และผลักดัน 21 นโยบายนั้นเข้าไปเป็นนโยบายหลัก เนยมีบัดดี้เป็นคุณอภิรักษ์ โกษะโยธินซึ่งก็ทำงานเรื่องคนพิการตอนที่เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ การนำนโยบายจึงได้รับทั้งคำแนะนำและรับฟังข้อเสนอจากคนพิการในเรื่องของการทำ Universal Design

มีนโยบายด้านคนพิการอย่างไรบ้าง

หลักคิดของนโยบายพรรคคือ คนพิการอยู่ดี ด้วยยูดี (Universal Design) นอกจากยูดีแล้ว ก็ตามมาด้วยการศึกษาดี งานดี สาธารณะสุขดี สวัสดิการดี คุณภาพชีวิตดี และสังคมที่ดี รวมทั้งหมด 8 ข้อด้วยกัน

ข้อแรกเราจะส่งเสริม การรณรงค์เพื่อสร้างการตระหนักรู้ ปรับเปลี่ยนเจตคติต่อคนพิการ ให้คนในสังคมเคารพคุณค่าและสิทธิ เสรีภาพของทุกคน

สอง ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพของการศึกษาคนพิการ โดยเฉพาะหลักสูตรการเรียนการสอนที่พัฒนาให้เหมาะกับคนพิการแต่ละประเภทและแต่ละระดับความพิการ รวมไปถึงส่งเสริมให้คนพิการประเภทต่างๆได้รับข้อมูล ข่าวสารอย่างถูกช่องทางมากยิ่งขึ้น

สาม ส่งเสริมการจ้างงานให้คนพิการมีรายได้ และสนับสนุนการเข้าถึงกองทุนเพื่อการประกอบอาชีพให้สามารถกู้ยืมเงินได้ง่ายขึ้น

สี่ ปรับอัตราเบี้ยยังชีพคนพิการเป็น 1,000 บาทแบบถ้วนหน้า และปรับปรุงสวัสดิการอื่นให้เหมาะสมกับความจำเป็นของคนพิการ

ห้า สนับสนุนการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ การรักษา บำบัด ฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการตรวจคัดกรองตั้งแต่ทารกในครรภ์เพื่อป้องกันการเกิดความพิการ

หก การศึกษา เด็กพิการหาโรงเรียนยาก อันดับแรกต้องปรับอาคารสถานที่ที่ยังมีปัญหามาก มหาวิทยาลัยหลายที่รับเด็กเข้าเรียนไม่ได้เพราะอาคารไม่เอื้อต่อวีลแชร์และต้องมีศูนย์ DSS (Disability student service) รวมถึงการปรับความรู้ความเข้าใจของครู และเพื่อนในมหาวิทยาลัย

เจ็ด ส่งเสริมให้จัดทำและปรับปรุงสภาพแวดล้อมตามหลักการอารยสถาปัตย์ (Universal Design) เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันให้กับคนพิการมากขึ้น โดยเริ่มจากอาคารสร้างใหม่ทุกอาคาร สถานที่ราชการ สถานศึกษาและขยายสู่อาคารทุกประเภท รวมถึงขนส่งสาธารณะทุกระบบให้รองรับคนพิการและควบคุมความถูกต้องของการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวก

แปด สร้างระบบรวมฐานข้อมูล เพื่อยกระดับให้คนพิการทั่วประเทศเข้าถึงข้อมูลการประกอบอาชีพ หรือการศึกษา

  หากได้เป็นรัฐบาลจะทำอะไรก่อน

ทำทุกอย่างควบคู่กันไป แต่ที่สำคัญที่สุดคือการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนเจตคติต่อคนพิการให้มีการเคารพ เห็นความสำคัญและมีความรู้ความเข้าใจ การสร้างสิ่งนี้จะต้องเกิดควบคู่ไปกับการสร้างระบบโครงสร้างต่างๆ ด้วย คนในสังคมก็จะได้เห็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคนทุกคน

นโยบายหรือกฎหมายปัจจุบันที่ต้องแก้ไข

จริงๆ กฎหมายไทยเขียนไว้ค่อนข้างสวยงาม แนวทางกว้างและครอบคลุม แต่การปฏิบัติยังไม่ได้ เช่น แม้จ้างงานคนพิการจริง แต่ก็เพียงเอาชื่อไปใส่ ตัวไม่ต้องทำงาน หรือแม้จะมีกฎชัดเจนว่า โรงเรียนต้องห้ามเลือกปฏิบัติ แต่ผู้อำนวยการหลายโรงเรียนก็มีวิธีการสื่อสารอย่างอ่อนโยนเพื่อให้เห็นว่าโรงเรียนไม่พร้อมรับ  รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่ยังดำเนินการช้าอยู่ ซึ่งเรามองว่าไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยเวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆและควรเร่งรัดการดำเนินการให้เร็วขึ้น  

 

จะใช้งบประมาณส่วนไหนในการทำนโยบายคนพิการ

สำคัญที่สุดเลยคือการปฏิรูประบบภาษีให้เป็นธรรม ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้งบประมาณเพิ่มขึ้นเยอะมาก เพราะปัจจุบันมีความไม่เป็นธรรมของการเก็บภาษีอยู่เยอะมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องระบบภาษีที่ได้มากขึ้นจากผู้สูงอายุและการจัดการร่วมทุนกันระหว่างเอกชน รวมถึงนโยบายอื่นของพรรคที่จะช่วยผลักดันการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดการกู้เงินและจัดสรรกองทุนของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตอย่างIndependent Living และอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเท่าเทียม

 

อ่านนโยบายคนพิการจากพรรคอื่นๆ ได้__ที่นี่__

 

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองเลือกตั้งนโยบายพรรคการเมืองประชาธิปัตย์วิพัตรา โตเต็มชัยการคนพิการนโยบายคนพิการ62
Categories: ThisAble

ศาลปกครองกลาง 'ยกฟ้อง' คนพิการกรณีเรียกค่าเสียหายก่อสร้างลิฟต์บีทีเอสล่าช้า

ThisAble - Mon, 2019-03-04 18:52

เช้านี้ (4 มี.ค.62) ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ และเครือข่ายคนพิการหลากหลายประเภท เดินทางรวมตัวหน้าศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อแถลงข่าวและรับฟังคำพิพากษากรณียื่นฟ้องค่าเสียหายบีทีเอสรายคน สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้บีทีเอสและกรุงเทพฯ จัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้าเมื่อวันที่  20 ม.ค.58 ที่ระบุให้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งสิ้น 23 สถานี แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี แต่ไม่แล้วเสร็จ คนพิการจึงรวมตัวกันฟ้องร้องค่าเสียหายแบบกลุ่ม (อ่านที่นี่) และล่ารายชื่อเกือบ 500  รายชื่อฟ้องร้องค่าเสียหายรายคนหรือ “ปฏิบัติการ 4183 ฟ้องประชาชน” (อ่านที่นี่) โดยศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง

เวลา 13.00 ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 4 ศาลปกครองกลางถนนแจ้งวัฒนะ ผู้พิพากษาได้อ่านทั้งสิ้น 2 สำนวน คือคดีดำที่ 495/2561 และ 990/2561 โดยมีใจความว่า ศาลต้องวินิจฉัยว่ามีอำนาจรับฟ้องคดีหรือไม่ และตรวจสอบเอกสารของผู้ฟ้องทั้งสิ้น 430 ราย โดยพบว่า มีข้อผิดพลาดในห้าเรื่อง ได้แก่ ไม่มีสำเนาบัตรประชาชนที่แสดงหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ, สำเนาเอกสารหมดอายุหรือไม่บอกอายุ, พิมพ์ลายนิ้วมือโดยไม่มีพยานรับรอง, ไม่ลงลายมือชื่อ และส่งสำเนาชื่อ โดยไม่มีชื่อจริงเซ็นต์กำกับ จึงมีคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง แล้วส่งอีกครั้งก่อนกำหนด ทั้งนี้ผู้ฟ้องบางส่วนไม่ดำเนินการแก้ไข ศาลจึงพิจารณาไม่รับฟ้องผู้ฟ้องหมายเลขที่ 55, 104, 124, 129, 232, 233, 293, 270, 273, 274, 282, 283, 311, 340, 368, 369, 378, 380, 398, 405, 424 และ427

นอกจากนี้ได้พิจารณาประเด็นการละเลยต่อหน้าที่ของผู้ถูกฟ้อง โดยจะวิเคราะห์จาก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ หนึ่ง การงดเว้นการสร้างโดยตั้งใจ ประมาท เลินเล่อ สอง เป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย และสาม เป็นการกระทำที่ตั้งใจทำให้เกิดความเสียหาย โดยมีรายละเอียดดังนี้

จากกรณีคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 20 ม.ค.58 พิพากษาให้บีทีเอสจัดทำลิฟต์ใน 23 สถานี ซึ่งผู้แพ้คดีจะต้องปฏิบัติตามระยะเวลาที่กำหนด 1 ปีคือ 21 ม.ค.59 จึงเห็นได้ว่าผู้ถูกฟ้องปฏิบัติตามกฎหมายล้าช้าเกินสมควร ศาลเห็นว่า ผู้ฟ้องเป็นคนบกพร่องทางการเคลื่อนไหวจึงจำเป็นจะต้องได้รับการอำนวยความสะดวกตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่ได้กำหนดลักษณะเพื่อให้คนพิการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ มีสิ่งอำนวยความสะดวกและพึ่งพาตนเองได้ ดังนั้นเพื่อเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการขนส่งที่ต้องทำให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องทำตามคำพิพากษาศาลปกครอง เพื่อให้ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นคนพิการ รับบริการได้

นอกจากนี้ในประเด็นการก่อสร้างล่าช้า เกิดจากการประมาทเลินเล่อหรือไม่ ศาลเห็นว่า นับตั้งแต่พิจารณาคดี ผู้ถูกฟ้องทำตามคำสั่ง แต่เจออุปสรรคทั้งการร้องเรียน การย้ายสาธารณูปโภคและข้อจำกัดในเวลาทำงาน ทำให้การก่อสร้างและติดตั้งลิฟต์ล่าช้า และมีการยกเลิกการก่อสร้างในบางจุด ได้แก่ นานา, สะพานตากสิน, ศาลาแดง, ชิดลมและอโศกเนื่องจากติดขัดด้านข้อจำกัด อย่างไรก็ดี ผู้ถูกฟ้องได้ดำเนินการแจ้งความคืบหน้าการก่อสร้างเป็นระยะ แม้จะทำตามคำพิพากษาล้าช้า แต่มีเหตุผลคือติดขัด ไม่ได้จงใจไม่ทำเพื่อมุ่งประสงค์ร้าย จึงเห็นได้ว่า การล้าช้าไม่ได้เกิดจากจงใจหรือประมาทจึงไม่ถือว่า ละเมิด และไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทั้ง 2 สำนวน มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง

โดยหลังจากฟังคำพิพากษา เครือข่ายคนพิการระบุจะเดินหน้าต่อโดยการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และประกาศยุทธศาสตร์  3 ข้อ ในการขับเคลื่อนต่อ

หนึ่ง ติดตามเร่งรัด การดำเนินงานของกรุงเทพมหานครตามคำพิพากษาของศาล โดยภาคีเครือข่ายยินดีร่วมมือกับกรุงเทพมหานครและบีทีเอส เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการและพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม

สอง สนับสนุนและยกระดับมาตรฐานบริการสาธารณะไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะ ยานพาหนะ อาคารสถานที่ และบริการสาธารณะอื่นๆ จำเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนในเรื่องแนวคิดการออกแบบ การกำหนดเงื่อนไขขอบเขตของงาน (TOR) การก่อสร้าง การส่งมอบงาน และการใช้งานจริงในทุกขั้นตอนเหล่านี้ ภาคีเครือข่ายมีความยินดีเข้าร่วมสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล

สาม ใช้มาตรการเชิงสังคมและกลไกระบบยุติธรรม อย่างไรก็ตามด้วยปรากฏมีบริการสาธารณะจำนวนมากทั้งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการ ที่ไม่ได้ใช้หลักสากลตามที่กฎหมายกำหนด ภาคีเครือข่ายจะใช้มาตรการดำเนินการเชิงสังคมโดยเสนอข้อเท็จจริง ถึงปัญหาอุปสรรค ให้สังคมได้รับทราบ และร่วมกันให้ข้อเสนอแนะ หรือกดดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ ตลอดจนใช้กลไกในระบบยุติธรรมและการพิทักษ์สิทธิอย่างกว้างขวางในทุกระบ

 

ย้อนดูประวัติศาสตร์กการต่อสู้เรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้าได้ที่ https://thisable.me/content/2019/01/499

ข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนคนพิการลิฟต์บีทีเอสสิ่งอำนวยความสะดวกรถไฟฟ้า
Categories: ThisAble

ฟุตปาธ รัฐสวัสดิการ และสิทธิที่จะตาย: สมบัติ บุญงามอนงค์จากพรรค ‘เกียน’

ThisAble - Sun, 2019-03-03 01:42

ภายใต้เอี๊ยมสีส้ม หมวกโจรสลัดและบุคลิกขี้เล่นทีเล่นทีจริงของสมบัติ บุญงามอนงค์หัวหน้าพรรคเกียน ความคิดถึง เอาใจใส่และมุ่งมั่นกลับเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ตลอดการสัมภาษณ์ และถูกบอกเล่าผ่านนโยบายที่เขาจะผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการ ทางเดินเท้า หรือแม้แต่สิทธิที่จะตาย

ชวนคุยกับสมบัติ บุญงามอนงค์ หัวหน้าพรรคเกียน ถึงความเป็นมาของพรรค นโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ และฝันที่อยากจะขายให้กับทุกคนในสังคม

คนพิการเป็นใครสำหรับพรรคเกียน

สมบัติ: คนพิการคือพลเมือง ผมเชื่อว่า คนมีความเท่าเทียมกันทุกกลุ่มและควรจะมีพื้นที่ มีสิทธิ มีเสียงและได้รับสวัสดิการเหมือนกัน

ต้องยอมรับว่า ในสังคมเรานโยบายที่เกี่ยวกับคนชายขอบ หรือแม้แต่คนพิการยังไม่ดีพอ เช่น การบังคับใช้เรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างลิฟต์รถไฟฟ้าที่ถึงแม้จะมีการเคลื่อนไหวหรือคำสั่งศาลแต่สุดท้ายในทางปฏิบัติก็ไม่มี, ที่จอดรถคนพิการที่มักมีคนไม่พิการไปจอดหรือทางเดินฟุตปาธที่มีสัญลักษณ์เบรลล์มั่วๆ เดินไปก็ชนนู่น ชนนี่ ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากคนพิการเองไม่มีเสียงดังมากพอที่จะผลักให้เกิดการจัดการศึกษา ข้อต่อรอง จนเกิดรูปธรรมในการเคารพต่อสิทธิ เมื่อไหร่ก็ตามที่ทำให้คนเรื่องของคนชายขอบหรือคนพิการเข้าไปเกี่ยวในความรู้สึกของคนไม่พิการได้การอภิปรายจึงค่อยเกิดขึ้นและจะเกิดพลังอำนาจทางการเมืองในการขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้

 

สิทธิเป็นจริงด้วย “รัฐสวัสดิการ”

หลายพรรคการเมืองพูดถึงเรื่องรัฐสวัสดิการ ส่วนตัวผมคิดว่าจะเป็นจริงได้ด้วยปัจจัยคือหนึ่ง ภาครัฐจะต้องมีนโยบายหรือตระหนักเรื่องการเคารพสิทธิสวัสดิการของประชาชน ดูแลคนแต่ละคนอย่างเท่าเทียมตามความแตกต่างหลากหลาย สอง ทำให้มีงบประมาณในการใช้จัดสวัสดิการที่เพียงพอ แม้หลายคนอาจคิดว่า เรื่องนี้ดูเหมือนไม่เกี่ยวแต่ผมว่าสำคัญ เพราะต่อให้ตระหนักแต่หากหาเงินไม่ได้สวัสดิการก็จะไม่เกิดขึ้น

 

ทำไมคนทุกคนต้องได้รับสวัสดิการที่ดี เท่าเทียมกัน

คนพิการไม่ได้เลือกที่จะพิการและเขาเป็นคนหนึ่งในสังคม ในเมื่อสังคมใช้ทรัพยากรร่วมในการอยู่ร่วมกันเพื่อสร้างรายได้ ดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว จึงจำเป็นต้องแบ่งเงินก้อนหนึ่งสำหรับดูแลคนที่ดูแลตัวเองไม่ได้ หรือดูแลตัวเองได้ระดับหนึ่ง รวมถึงต้องไม่ลืมว่า ต่อให้วันนี้คุณแข็งแรงแต่วันหนึ่งก็ต้องแก่ ไม่สบายหรือเกิดอุบัติเหตุ ตอนนั้นคุณก็จะเห็นความสำคัญของรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่เข้าถึงทุกคน เหมือนกับตอนเราเป็นเด็ก ต่อให้เราทำอะไรไม่ได้ กินอย่างเดียว ทำไมเราจึงเลี้ยงดูเขา เหตุผลหลักก็คือเขาเป็นสมาชิกในสังคม

นโยบายแรกที่จะผลักดันหากเป็นรัฐบาล

สิทธิของคนที่ป่วยหนัก พิการเรื้อรังและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เป็นเรื่องต้องอภิปราย เขาควรจะมีสิทธิพูดถึงการมีชีวิตต่อ หยุดการมีชีวิตของตัวเองหรือการุณยฆาต เราควรคุยกันได้แล้วเพราะคนเราไม่ได้มีเพียงทางเลือกเดียวคือมีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพชีวิต แน่นอนว่า สังคมก็ต้องพยายามทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่พออยู่ได้ มีสวัสดิการที่ดี แต่เมื่อถึงจุดที่เขาอยากยุติชีวิตก็ควรเลือกได้ แม้จะดูล่อแหลมทางศีลธรรมแต่ผมคิดว่าอันนี้มีคุณธรรม

การมีนโยบายนี้ก็อาจจะโดนด่าก่อน (หัวเราะ) แต่ไม่เป็นไร แค่ได้คุยกันและทำให้สังคมได้เติบโต รวมถึงสร้างความเข้าใจก็เป็นสิ่งที่ดีและน่าทำแล้ว ในต่างประเทศก็มีกระบวนการเหล่านี้ ยิ่งในสังคมผู้สูงอายุ การมีทางเลือกนั้นทำให้คนสามารถไตร่ตรอง ดีกว่าปล่อยให้เขาไปกระโดดน้ำ กระโดดตึกหรือนอนเป็นผู้ป่วยเรื้อรังจัดการตัวเองไม่ได้ คนที่ต้องการจะจบชีวิตต้องผ่านกระบวนการโดยมีนักจิตวิทยาเป็นตัวกลาง พิจารณาว่า การตัดสินใจนั้นอยู่บนสติสัมปชัญญะครบถ้วนและเป็นการเลือกของเขาจริงๆ อย่างที่เราเห็น บางคนแสดงความต้องการของตัวเองผ่านการสักที่คอว่า หากตายอย่าปั๊มหัวใจขึ้นมาเพราะไม่ต้องการตื่นขึ้นมาพร้อมสายระโยงระยางหรืออยู่ในร่างที่ทำอะไรเองไม่ได้เลย ผมจึงคิดว่า ถ้าผมอยู่สถานการณ์แบบนั้นก็อยากจะได้รับสิทธิในการตัดสินใจ

 

ฟุตปาธและเทคโนโลยีจะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

ผมอยากได้ฟุตปาธที่ดีและคิดว่ามันสำคัญมาก ปัญหาฟุตปาธในสังคมไทยคนไม่ได้มีความพิการก็ลำบาก อยู่บนฟุตปาธก็ถูกมอเตอร์ไซค์ชนได้ ที่เดินคับแคบ พื้นกระเบื้องหลุดเดินสะดุด ถ้าต่อสู้เรื่องนี้ผมว่า ทุกคนพร้อมเล่นด้วย ในญี่ปุ่นมีฟุตปาธที่ประเสริฐ จนทำให้พื้นที่ของเขามีอิสรภาพ คนเดินทางได้ นอกจากนี้ผมอยากสนับสนุนให้เกิดการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มความพิการที่การสื่อสารเป็นไปอย่างลำบาก เช่น คนหูหนวก

 

แต้มต่อ = ขยายโอกาส

สำหรับคนจนจริงๆ ต้องมีแต้มต่อให้เขา ผมไม่ปฏิเสธที่คนจนจะได้รับการสงเคราะห์ แต่สิ่งระบบยังทำไม่ได้คือการคัดกรองที่ดี ที่ต้องทำให้คนได้มากกว่าเงิน คือสิทธิที่เขาควรได้รับจริง ฉะนั้นเลยอาจบอกได้ว่า การช่วยเหลือเป็นเรื่องที่ดีแต่การจัดการเป็นปัญหาใหญ่

ปัจจุบันคนที่มีอำนาจไม่ได้เป็นคนที่มาจากฐานของกลุ่มด้อยโอกาส เพราะหากชีวิตเขาเคยอยู่ข้างล่างมาก่อน เขาก็จะมองเห็นเรื่องนี้ และจะผลักดันเพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่เคยได้รับในอดีต คุณจะสังเกตว่า คนที่มีอำนาจและโอกาสในทางการเมืองมักมีโอกาสทางสังคม แต่นโยบายทางสังคมเป็นนโยบายที่ชายขอบมาก คนที่เติบโตแบบมีโอกาสทางสังคมจึงมักรู้เรื่องการแก้ปัญหาคนชายขอบในแบบที่ตื้นเขินมาก ไม่เห็นกลไกที่ทำให้คนไปอยู่ชายขอบ ไม่เห็นวิธีการที่จะพาคนเหล่านั้นออกจากชายขอบ ฉะนั้นวิธีการคิดที่ง่ายที่สุดจึงเป็นการสงเคราะห์ เหมือนซื้อไอศกรีมให้กิน หมดแท่งแล้วก็ซื้อให้ใหม่ไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดี การสงเคราะห์เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับบางคนที่ขาดแคลนมากๆ ก็ต้องมีการหยิบยื่นให้ ผมจึงมองว่า การสงเคราะห์ไม่ใช่ปัญหา แต่การพัฒนาเป็นปัญหา เพราะเราเอาแต่สงเคราะห์โดยไม่ให้โอกาสเขาได้พัฒนา เรื่องผ้าห่มเป็นตัวอย่างที่ดี จะสังเกตได้ว่า พอฤดูหนาวทุกปีจะมีการแจกผ้าห่ม ทั้งๆ ที่ผ้าห่มไม่จำเป็นต้องได้ทุกปี แต่กลไกที่ทำให้คนรู้จักและสามารถดูแลสุขภาพตัวเองได้กลับไม่เคยมี

นโยบายเป็นเรื่องของทุกคน

หลายคนที่ทำนโยบายกลุ่มชายขอบเป็นมือสมัครเล่น ทำชั่วคราวเป็นงานอดิเรกแต่ไม่ได้เป็นนักเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ตัวอย่างความล้มเหลวที่ชัดมากจากการทำนโยบายที่ไม่เข้าใจมากพอ เช่น ผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกมา แม้จะได้รับโทษครบแล้วหรือได้รับสิทธิลดหย่อนโทษ แต่ก็ยังขาดกระบวนการที่จะทำให้เขาออกมาแล้วอยู่ได้จริงแบบคนอื่นในสังคม เมื่อไม่มีกระบวนการนี้ อดีตนักโทษที่ออกมาจะกลับไปสู่ที่เดิมเนื่องจากไม่มีการเตรียมตัวทั้งที่บ้าน อาชีพ รวมไปถึงสังคมเองก็ไม่เปิดรับ ฉะนั้นเราจึงควรทุ่มเทความคิดให้กับกลไกในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่จะทำให้เขาดูแลรักษาตัวเองได้

Think Tank ที่พรรคเกรียนจะทำ จะเวิร์คก็ต่อเมื่อ หนึ่ง เราเชื่อว่าคำตอบในเรื่องนวัตกรรมการแก้ปัญหาสังคมอยู่ในคนที่เดินบนถนนทั่วไป ดังนั้นถ้ามีพื้นที่ที่ให้คนร่วมกันแก้ไขปัญหาและเสนอความเห็น ก็จะเกิดนวัตกรรมในการแก้ปัญหาได้ สอง ต้องใช้เวลาสะสมและเชื่อมโยงปัญหา เพราะปัญหาหนึ่งอาจเป็นต้นเหตุของอีกปัญหาหนึ่ง และอาจสร้างปัญหาอีกอันหนึ่ง ดังนั้นต้องสามารถมองความเชื่อมโยงของปัญหาและพฤติกรรมของมันได้

 

5 ปีที่ผ่านมา เป็น 5 ปีของความ..

เสียโอกาส เพราะหากอยู่ภายใต้การเมืองแบบประชาธิปไตย การผลักดันหรือแสดงออกเพื่อนำไปสู่การแก้ไขจะเกิดขึ้น พออยู่ในรัฐบาลทหาร การเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมในเรื่องการเมืองซึ่งทำให้เกิดแรงกระเพื่อมจึงเกิดขึ้นน้อยมาก การเรียกร้องยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะเป็นไปได้ค่อนข้างจำกัดจำเขี่ย ฉะนั้นผมจึงคิดว่า เป็น 5 ปีที่เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ

 

พรรคเกียนคือ สนามเด็กเล่น

ผมเพิ่งคิดได้ว่าต้องทำพรรค เราควรจะมีสนามเด็กเล่นให้ทดลองก่อนเพราะพวกเราหลายคนเป็นมือสมัครเล่นที่ต้องการพื้นที่สำหรับจินตนาการถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ดี แหลมคม มีประสิทธิภาพ และน่าสนใจ เราจึงดำเนินการทำพรรคในช่วงเวลานี้

พรรคเกียนพยายามเป็นพรรคการเมืองมวลชน แม้ตอนนี้จะยังเป็นไม่ได้เพราะขนาดเล็กไป แต่เราก็เป็นพรรคในระบบเปิด หมายความว่า มีลักษณะคล้ายโอเพ่นซอร์ส ให้คนที่มีไอเดียเข้ามาพัฒนาต่อยอดพรรคเกียนให้มีฟังก์ชันต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น และต้องใช้เวลากว่าจะพัฒนา

การแต่งตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชุดนักบินอวกาศหรือชุดโจรสลัดเป็นเพราะต้องการความบันเทิง การเมืองไทยนั้นน่าเบื่อ ผมจึงต้องการสร้างความบันเทิงให้กับตัวเองและคนที่พบเห็น เพื่อให้เกิดความยุติธรรมที่ท่านเสียเวลามาฟังผม รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง อย่างน้อยก็รู้สึกว่าบ้าดี ตลกก็ได้ อย่างน้อยเราก็ได้แลกเปลี่ยนกัน และสำหรับคนพิการที่อยากจะมีส่วนร่วมทางการเมืองและได้ยินเสียงของผมแล้วคิดว่าสามารถไปกับผมได้ สามารถติดต่อมาที่เพจพรรคเกียนเพื่อร่วมพัฒนา Think Tank และนโยบายที่เกี่ยวกับคนพิการร่วมกัน

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนเลือกตั้งนโยบายพรรคการเมืองเกียนสมบัติ บุญงามอนงค์คนพิการนโยบายคนพิการ62การุณยฆาต
Categories: ThisAble

ฝึก “วิชาตัวเบา” กับวีลแชร์ไฟฟ้า ไลฟ์อินราชมังคลากีฬาสถาน

ThisAble - Wed, 2019-02-20 01:16

เรื่องโดย ภณิตา ชวภัทรนากุล

 

ช่วงสิ้นปีที่แล้ว ตอนรู้ข่าวคอนเสิร์ตใหญ่ของบอดี้สแลมที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หลายความรู้สึกเข้ามาพร้อมๆ กัน ทั้งตื่นเต้น ดีใจเพราะไม่ได้เจอพี่ตูนมานานมาก ตั้งแต่ไปรอเจอพี่ตูนวิ่งที่โครงการก้าว จ.ลำปาง

เราจำไม่ค่อยได้แล้วว่าวันนั้นที่ลำปางคุยอะไรกันบ้าง แต่ที่จำได้คือ เราให้กำลังใจกัน และบอกกับพี่ตูนว่า “ไว้เจอกันอีกนะคะ” คอนเสิร์ตนี้แหละจะเป็นวันที่เราได้ทำตามที่พูดไว้ หลังจากตื่นเต้นไปแล้ว ก็เข้าสู่โหมดกังวลและลุ้นระทึกกันบ้าง เพราะเราไม่เคยไปดูคอนเสิร์ตที่สนามราชมังฯ มาก่อน เลยไม่รู้ว่าสถานที่สะดวกสำหรับวีลแชร์แค่ไหน จึงสอบถามไปทางเพจบอดี้สแลมและได้รับคำตอบว่า มีทางลาดเข้าไปในสนามและข้างในสนามก็มีโซนสำหรับวีลแชร์ เป็นสแตนยกระดับ ทำให้มองเห็นเวที พอหมดห่วงเรื่องสถานที่ ก็เหลือด่านยากด่านสุดท้ายคือการจองบัตร เราเคยนก(พลาด) จากการจองบัตรคอนเสิร์ตผ่านเว็บไซต์มาบ้าง ครั้งนี้จึงคิดว่าจะไปต่อแถวพร้อมๆ กับกดผ่านเว็บไซต์ ตั้งใจว่าครั้งนี้จะเอามันทุกทางเลย ต้องสู้!!

วันที่ 6 ม.ค.62 “วันจองบัตร”มาถึงแล้ว แต่เราตื่นสาย แผนที่วางไว้อย่างดีว่าจะไปก่อนห้างเปิด ก็กลายเป็นหลังห้างเปิดเกือบ 20 นาที แถวต่อคิวซื้อบัตรยาวมาก ขดไปขดมาประมาณ 200 คิว ใจเสียเลยเพราะดูแล้วกว่าจะถึงคิวเราคงอีกนาน ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า เอาน่า สนามราชมังฯ เลยนะ จุคนได้ตั้งเยอะบัตรน่าจะเหลือถึงเราบ้างแหละ หลังจากต่อแถวกว่า 40 นาที ระหว่างนั้นก็กดจองบัตรในมือถือไปด้วย เว็บไซต์ล่มแต่ก็พยายามกดวนไปเรื่อยๆ จนเจ้าหน้าที่มาประกาศว่า บัตรของวันเสาร์ที่ 9 ก.พ.นั้นหมดแล้ว …

เฮ้ยย ไม่ได้นะ เราต้องได้ไป ในใจคิดวนไปวนมา

มือยังคงพยายามกดบัตรในเว็บไซต์ต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จองได้ เรารีบออกจากแถวและหวังว่าอีก 60 กว่าคนด้านหน้าจะได้บัตรเช่นกัน

 

10 ก.พ.62 วันที่รอคอยก็มาถึง ฟังคนอื่นพูดกันเยอะว่า รถจะติดมาก จึงรีบออกจากบ้านมาก เรารีบมาประตูฝั่งที่คุ้นเคยแต่ปรากฏว่า ไม่เปิด จึงต้องยกขึ้นฟุตปาธและยกลงอีกที ฟุตปาธตรงนี้ค่อนข้างสูง ถ้าไม่มีคนช่วย หากนั่งวีลแชร์แนะนำให้เข้าทางประตูอื่นดีกว่า หลังจากเข้ามาในสนามแล้วก็ไม่เจอทางต่างระดับอีก มีเพียงพื้นขรุขระหรือลูกระนาดบ้าง

ถึงหน้างาน ขณะกำลังต่อแถวตรวจกระเป๋าตามปกติ สตาฟเรียกให้เราไปข้างหน้าเพื่อตรวจกระเป๋าแล้วเข้างานได้เลย ซุ้มกิจกรรมเยอะมากจนแวะได้ไม่ครบทุกจุด เราได้เข้าไปถ่ายรูป 3 ช็อต และเพ้นท์หน้าซึ่งคิวยาวมากจนได้ซึมซับบรรยากาศอยู่นาน ตอนอยู่ในแถวเบียดไปเบียดมา แฟนคลับที่มารอดูคอนเสิร์ตก็พัดให้กัน

เราเห็นผังทางเข้าของวีลแชร์อยู่มุมซ้ายสุด เราออกแว๊นวีลแชร์ไปและมีสตาฟคอยช่วยอำนวยความสะดวก ทางเข้าสนามมีทางลาดทั้งหมด แต่ค่อนข้างชันมาก บนสแตนนี้มีคนใช้วีลแชร์ ผู้สูงอายุ และคนที่ได้รับบาดเจ็บ คนข้างหน้าไม่บังเราเลยเพราะสแตนสูงพอสมควร เราประทับใจในการจัดโซนนี้จริงๆ

ตลอดระยะเวลาคอนเสิร์ตเกือบ 4 ชั่วโมงนั้นสุดยอดมาก มีทั้งช่วงที่สนุก ซึ้ง ประทับใจ และเป็นช่วงเวลาที่สวยงาม การมาคอนเสิร์ตอาจไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ได้ฟังเพลงอย่างเดียว แต่การได้มาพบศิลปินที่ชอบ ได้ฟังเรื่องราวผ่านบทเพลงบังเอิญตรงกับช่วงนึงในชีวิตเรา รวมถึงได้แรงบันดาลใจจากท่วงทำนองต่างๆ แม้ขนาดเราไม่ได้ติดตามบอดี้สแลมอย่างเหนียวแน่นมาตลอด ก็ยังมี “แสงสุดท้าย” เป็นเพลงประจำใจกับเขาเหมือนกัน พี่ตูนบอกกับเราเสมอว่า ”ใช้ชีวิตให้สนุก แต่ไม่ใช่ให้ทำแต่เรื่องที่สนุกอย่างเดียว ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ก็ขอให้เราสนุกไปกับมันเพราะนี่คือชีวิตของเรา”

 

บทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนตูน บอดี้สแลมวิชาตัวเบาคอนเสิร์ตคนพิการ
Categories: ThisAble

คุยกับพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน: คนพิการอาจไม่ไปเลือกตั้ง เพราะยังเข้าคูหาไม่ได้

ThisAble - Mon, 2019-02-18 02:32

ปีที่แล้ว พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ประสานงานมูลนิธิอัลเฟรลประจำประเทศไทย เป็นคนทำงานหลักในเวทีการขับเคลื่อนเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกของคนพิการในหน่วยเลือกตั้ง หลังพบว่าคนพิการประเภทต่างๆ มีอุปสรรคในการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองในหลายขั้น โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในกระบวนการสำคัญอย่างการเข้าถึงคูหาและข้อมูลในการเลือกตั้ง

20 ปีก่อน พงษ์ศักดิ์ขาหักและไม่สามารถเดินได้นานกว่า 2 ปี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขารู้สึกว่า ความพิการนั้นใกล้ตัว และอาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เขาจึงเริ่มศึกษาและอยากทำความเข้าใจกระบวนการที่ทำให้คนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างแท้จริง

ชวนคุยเตรียมพร้อมก่อนเลือกตั้ง คนพิการเข้าถึงคูหาได้หรือไม่ แล้วทำอย่างไรล่ะคนพิการหรือคนที่เข้าไม่ถึงสิทธิกลุ่มอื่นๆ จะสามารถใช้สิทธิในการเป็นพลเมืองของตัวเองได้อย่างเต็มที่

 

อุปสรรคที่ทำให้คนพิการ เข้าไม่ถึง การเลือกตั้ง

พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน: หลายเรื่องมาก ทั้งเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก การเข้าไม่ถึงข้อมูลการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องพรรคการเมือง กฎหมาย กฎระเบียบหรือวิธีการเลือกตั้ง หรือกระทั่งกฎระเบียบของ กกต.และอีกส่วนที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องความเข้าใจของสังคมที่มักผลิตซ้ำในเรื่องความทุกข์ของคนพิการ ความแตกต่างทั้งทางด้านร่างกายหรือจิตใจทำให้คนกลุ่มนี้ถูกละเลย หน่วยงานที่จัดการเลือกตั้งเองก็ไม่ให้ความสำคัญมากพอ ไม่สามารถทำให้การเลือกตั้งนั้น Inclusive ได้จริง

ทำไมคนพิการจะต้องได้รับสิทธิทางการเมือง

เพราะเป็นเรื่องสำคัญมากเมื่อพูดถึงความเท่าเทียม เมื่อก่อนความพิการถูกนิยามให้เป็นเรื่องที่ต้องปกปิด อับอาย แต่ปัจจุบันคนพิการออกสู่สังคมมากขึ้น และต่อสู้เรียกร้องสิทธิอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งและการเข้าถึงสิทธิทางการเมืองอื่นๆ จึงเปรียบเสมือนเครื่องยืนยันความเป็นพลเมืองที่มีสิทธิทุกอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นตัวชี้วัดของเรื่องสิทธิมนุษยชนตามที่รัฐไทยได้เซ็นต์อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ

การเลือกตั้งสำคัญอย่างไร

การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเมื่ออยู่ในระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ต้องมาต่อสู้หรือฆ่ากันเพื่อเข้าถึงอำนาจเพราะการเมืองเป็นเรื่องอำนาจ ผลประโยชน์และการต่อรอง การเลือกตั้งทำให้เกิดความเท่าเทียม ทำลายชนชั้น ทำลายความแตกต่างเพราะไม่ว่าคุณจะพิการหรือไม่พิการ มียศถาบรรดาศักดิ์ หรือมีการศึกษาสูงแค่ไหนก็มี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากัน การเลือกตั้งจึงทำลายกำแพงความแตกต่าง

ผมสนใจเรื่องคนพิการเพราะเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเคยขาหัก 3 ท่อนจนเส้นเอ็นขาด กายภาพบำบัดอยู่ 2 ปีกว่าจะเดินได้เลยเข้าใจภาวะความยากลำบาก คนมักไม่เข้าใจว่า ทุกคนสามารถเป็นคนพิการเมื่อไหร่ก็ได้ คำว่าพิการไม่จำเป็นต้องรุนแรงจนนอนติดบ้าน เพียงแค่คุณไม่สามารถทำอะไรซักอย่างหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของสังคม ก็อาจถือได้ว่าคุณมีความพิการแล้ว

ที่ผ่านมามีการผลักดันเรื่องการเลือกตั้งของคนพิการอย่างไรบ้าง

เคยมีการจัดกลุ่มโฟกัส และเสวนาหลายครั้งในเรื่องคนชรา คนท้องและคนพิการที่ไม่สามารถเข้าถึงหน่วยเลือกตั้งได้ รวมถึงคนที่ไม่มีสิทธิ เช่น พระสงฆ์ แม่ชีและผู้ต้องขัง เพื่อชวนหลายฝ่ายมาคุยกันถึงปัญหา และหาทางออกตามบริบทของสังคมไทย นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้เรียนรู้การจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งประเทศอินโดนีเซีย ที่เราไปสังเกตการณ์ หลังการปฏิรูปการเลือกตั้งจนก้าวหน้าที่สุดในเอเชีย เซ็คลิสต์ของ กกต.อินโดฯ มีรายละเอียดเยอะมากเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนพิการเข้าถึงหน่วยเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเรื่องทางเข้า ลานจอดรถ ทางเข้า โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ

ในไทย เราเคยนำเสนอและปรึกษาหารือกับ กกต. เขาเองก็มองว่าเรื่องนี้สำคัญจึงพยายามกลุ่มพูดคุยและสื่อสารผ่านสื่อมวลชน รวมถึงจัดทำเช็คลิสต์หรือแบบประเมินสำหรับผู้จัดการเลือกตั้ง แต่เสียดายที่เมื่อทำงานได้สักพักกลับมีการเซ็ทซีโร่คณะกรรมการการเลือกตั้ง และปรับเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าง จนเรื่องนี้เงียบไป

คนพิการแต่ละประเภทเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงต่างกันอย่างไร

คนพิการแต่ละประเภทเจออุปสรรคและมีความต้องการแตกต่างกัน คนพิการทางการมองเห็นอยากที่จะได้ข้อมูลข่าวสารที่เข้าถึงได้ อ่านได้ด้วยอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือแอปพลิเคชันอ่านหน้าจอ บางเว็บไซต์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ราชการมักใส่เอกสารเป็นไฟล์ภาพ ทำให้คนพิการอ่านไม่ได้

คนหูหนวกหรือพิการทางการได้ยินอยากให้ทุกสื่อมีช่องภาษามือที่ใหญ่ มองเห็นได้ชัดเจน รวมถึงอย่างน้อยที่สุดช่วงก่อนเลือกตั้งและวันเลือกตั้งควรมีเอกสารอธิบายข้อมูลหรือขั้นตอนที่หน้าหน่วย

คนพิการทางการเคลื่อนไหวเน้นการเข้าถึงหน่วยเลือกตั้ง ตั้งแต่เรื่องตำแหน่งที่ตั้งหน่วยที่ต้องเขาถึงง่าย ไม่มีอุปสรรค โต๊ะ เก้าอี้ และพื้นที่ในบริเวณหน่วยที่ต้องถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐาน รวมถึงการให้ความสำคัญกับผู้ช่วย หากคนพิการไม่สามารถจับปากกากากบาทได้เอง

คนพิการทางจิต เป็นกลุ่มที่พบว่า มักถูกกีดกันออกจากการเลือกตั้ง เพราะเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยอาจเกิดความเข้าใจผิดและตัดสินว่า คนนั้นมีความ “วิกลจริตจิตฟั่นเฟือน” จนไม่มีสิทธิเลือกตั้ง นอกจากนี้ควรจะมีที่นั่งพักเพราะในภาวะที่ต้องรอนาน คนเยอะอาจทำให้อาการกำเริบตื่นตระหนกได้

ในกลุ่มคนพิการทางสติปัญญาและออทิสติก การทำการเลือกตังจำลองนั้นสำคัญมาก กกต.สามารถส่งหน่วยงานไปร่วมจำลองการเลือกตั้งในที่ทำงาน หรือศูนย์คนพิการซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ก็จะทำให้คนพิการมั่นใจในการไปลงคะแนนมากขึ้น

การมี ผู้ช่วยลงคะแนนสามารถทำได้ไหมและขัดต่อกฎระเบียบ กกต.หรือไม่

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันเยอะ ผมทำงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งมา 18 ปี จนรู้ว่าในหลายประเทศทำเรื่องนี้เป็นกฎหมาย ระหว่างข้อถกเถียงว่า การลงคะแนนต้องเป็นความลับและสิทธิในการเลือกตั้ง

เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นคนพิการไม่สามารถเคลื่อนไหวตั้งแต่คอลงไปและใช้ชีวิตบนวีลแชร์ แม้เขามีผู้ช่วยตลอด แต่ก็พูดและตัดสินใจทุกเรื่องได้ ครั้งก่อนๆ เมื่อมีเลือกตั้ง ผูช่วยของเขาสามารถเข้าไปกากบาทให้ได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ประธานหน่วยกลับแจ้งว่าไม่สามารถให้ผู้ช่วยเข้าไปในหน่วยได้เพราะการลงคะแนนต้องเป็นความลับ และบอกว่าหากต้องการลงคะแนนให้ใช้ปากอมปากกา ปากกาที่คนกว่า 6-7 ร้อยคนเคยถือ เพื่อนผมจำยอมเพราะต้องการรักษาสิทธิของตัวเองในฐานะพลเมือง แต่สุดท้ายบัตรนั้นก็กลายเป็นบัตรเสียเพราะเขาไม่สามารถกาลงช่องได้ เพื่อนผมรู้สึกเศร้าเสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมจึงร่วมผลักดันจนมีระเบียบที่ระบุว่า คนพิการสามารถให้ผู้ช่วยหรือเจ้าหน้าที่หน่วยกากบาทลงคะแนนในคูหาเลือกตั้ง เพราะการเข้าถึงสิทธิการเลือกตั้งเป็นเรื่องสำคัญกว่าการลงคะแนนต้องเป็นความลับ

บางประเทศในยุโรปมีการลงคะแนนแทนได้ หากผมป่วย อยู่ต่างประเทศ หรือไม่สามารถเลือกตั้งในพื้นที่ที่อยู่ ก็ทำจดหมาย อธิบายให้คนอื่นในครอบครัวลงคะแนนแทน

อินโดนีเซียจัดการเลือกตั้งแบบไหนสำหรับคนกลุ่มเฉพาะ เช่น คนพิการ คนแก่ ผู้ต้องขัง ฯลฯ

ในประเทศอินโดนีเซียมีหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ไปตามโรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่หน่วยจะนำอุปกรณ์เลือกตั้งไปหาผู้ลงคะแนนที่ลงทะเบียนไว้ พอถึงเตียงก็จะเอาผ้าคลุมและลงคะแนน เช่นเดียวกับในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นเนปาล พม่า หรือศรีลังกาก็ล้วนมีหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ แต่สำหรับบ้านเรายังติดเรื่องกฎหมายที่ว่า เลือกตั้งต้องทำในคูหาเลือกตั้งเท่านั้น

ทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าใจความจำเป็น และคำนึงถึงสิทธิของคนพิการ

ไม่มีทางลัด ต้องทำงานทางความคิดกับสังคม ความรุนแรงเชิงโครงสร้างของสังคมเป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่หยั่งราก แม้แต่ในโรงเรียนผมก็ไม่แน่ใจว่า สอนให้เด็กเข้าใจเรื่องคนพิการอย่างไร ในต่างประเทศมีกระบวนการสร้างความเข้าใจตั้งแต่ชั้นประถมซึ่งง่ายกว่าการทำงานสร้างความเข้าใจกับคนที่โตแล้ว ดังนั้นจึงอาจต้องมีการอบรม กกต.จะต้องฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยให้เข้าใจเรื่องการจัดการเลือกตั้งและการช่วยเหลือคนพิการอย่างถูกต้อง รวมถึงทัศนคติและความเข้าใจด้วย

เนื้อแท้ของการเข้าถึง คือการที่ทุกหน่วยเลือกตั้งเข้าถึงได้แบบ Inclusive ไม่ใช่การจัดแยก หรือคนละที่ คนละเวลา รวมไปถึงควรให้คนพิการมีส่วนร่วมตั้งแต่ในขั้นการออกแบบกฎระเบียบ เพื่อให้สิ่งที่ออกมานั้นใช้ได้จริงและอำนวยความสะดวกได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังต้องเปิดโอกาสให้คนพิการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่นเป็นผู้สมัคร ส.ส.หรือ ส.ว. เจ้าหน้าที่ประจำหน่วย หรือเป็นผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ด้วย

สัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนเลือกตั้ง'62คนพิการคูหานักการเมือง
Categories: ThisAble

สปสช.จับมือ TTRS บริการล่ามภาษามือผ่านสายด่วน 1330

ThisAble - Mon, 2019-02-11 18:23

สปสช.ร่วมกับ TTRS เปิดบริการล่ามภาษามือทางไกลอำนวยความสะดวกผู้ใช้สิทธิบัตรทองให้เข้าถึงข้อมูลสำหรับคนหูหนวก

ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย (TTRS) ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พัฒนาระบบให้บริการคนพิการทางการได้ยินให้สามารถเข้าถึงสายด่วน สปสช.ที่เบอร์ 1330 ในการ ติดต่อสอบถาม ร้องเรียน ร้องทุกข์การใช้สิทธิบัตรทอง ผ่านล่ามแปลภาษามือ

สำหรับบริการดังกล่าวสามารถรับบริการได้ผ่านตู้ TTRS ที่กระจายอยู่ตามสถานที่ต่างๆกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงผ่านเว็บไซต์ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย www.ttrs.or.th และแอปพลิเคชัน “mymmx ttrd video” หรือติดต่อด้วยตนเองที่สำนักงาน สปสช. ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการติดต่อล่ามจาก TTRS เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสาร

วันทนีย์ พันธชาติ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย (TTRS) กล่าวว่า ผู้ใช้สิทธิบัตรทองส่วนใหญ่ใช้ช่องทางสายด่วน 1330 เพื่อสอบถามสิทธิประโยชน์ และข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับสิทธิบัตรทอง ซึ่งนอกจากการให้บริการด้วยเสียง (call center) แล้ว น่าจะมีช่องทางในการให้บริการคนพิการทางการได้ยินด้วย จึงประสานความร่วมมือระหว่างศูนย์ทั้ง 2 ศูนย์ คือสายด่วน สปสช.1330 และ TTRS

ปัจจุบันทั่วประเทศมีคนพิการทางการได้ยินไม่ต่ำกว่า 3 แสนราย ขณะที่อัตราการผลิตล่ามมีเพียงปีละ 40 รายเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการ การเกิดขึ้นของ TTRS ศูนย์ล่ามทางไกล จึงเป็นเหมือน call center ที่เป็นช่องทางต่างๆ ให้ผู้ที่ต้องการใช้ล่ามภาษามือและคนพิการทางการได้ยินติดต่อมาเพื่อขอรับบริการ

ทั้งนี้ แอปพลิเคชันจะมีลักษณะแตกต่างไปตามพฤติกรรมการใช้งานของคนพิการทางการได้ยินแต่ละราย เช่น 1.SMS 2.TTRS message 3.Live chat 4. ช่องทางเว็บไซต์ ซึ่งสามารถทั้งฝาก e-mail หรือสนทนาบนเว็บ 5. Video call 6. ผ่านตู้ TTRS 180 แห่งทั่วประเทศ ที่กระจายอยู่ในสถานศึกษา โรงพยาบาล สถานีตำรวจ สมาคมคนหูหนวก และห้างสรรพสินค้า 7.สำหรับกลุ่มคนที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ จะมีโปรแกรมช่วยปรับเสียงพูดให้มีความชัดเจนขึ้น เพื่อส่งออกไปยังปลายสาย 8.กลุ่มคนหูตึงจะมีแอปพลิเคชันที่ช่วยแปลงเสียงปลายทางกลับมาเป็นตัวอักษร 

 

ข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนไอซีทีสปสช.หลักประกันสุขภาพคนหูหนวกTTRS
Categories: ThisAble

พม.แจงสถานที่เลือกตั้งคนพิการ-ผู้สูงอายุและชี้ใช้สิทธิยื่นเลือกตั้งล่วงหน้าได้ถึง 19 ก.พ.

ThisAble - Mon, 2019-02-11 17:06

พม.แจงวิธีการยื่นเลือกตั้งล่วงหน้าภายใน 19 ก.พ. และชี้แจงรายละเอียดหน่วยเลือกตั้งที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ

ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวใน กิจกรรม “ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งของคนพิการและผู้สูงอายุปี 2562”  ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการว่า ในการเลือกตั้งที่กำลังจะถึง 24 มี.ค.2562 มีคนพิการมีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 1,834,808 คน โดยสามารถลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 19 ก.พ.2562 และใช้สิทธิล่วงหน้าได้ในวันที่ 17 มี.ค.2562 ผ่านสามช่องทางได้แก่

  1. ยื่นด้วยตัวเอง โดยการยื่นคำขอต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น

  2. ยื่นทางไปรษณีย์ จ่าหน้าซองถึงนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น โดยระบุหมายเลขประจำตัวประชาชน, ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน และสถานที่ที่ต้องการไปเลือกตั้งล่วงหน้า

  3. ยื่นทางอินเทอร์เน็ต หรือมอบหมายผู้อื่นยื่นแทน

นอกจากการระบุวันเลือกตั้งล่วงหน้าดังกล่าว ยังมีการระบุสถานที่เลือกตั้งพิเศษสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยสถานที่ดังกล่าวจะมีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ และมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเลือกตั้งทั้งในวันเลือกตั้งล่วงหน้า(17 มี.ค.2562) และในวันเลือกตั้งจริง(24 มี.ค.2562) ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. สำหรับสถานที่เลือกตั้งกลางสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุได้มีการจัดไว้ 14 แห่ง ได้แก่

  1. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

  2. บ้านผู้สูงอายุบางแค 2 เขตบางแค กรุงเทพฯ

  3. โรงพยาบาลทหารผ่านศึกเขตพญาไท กรุงเทพฯ

  4. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ พระนครศรีอยุธยา

  5. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ สงขลา

  6. สถานสงเคราะห์คนชราวัยทองนิเวศน์ เชียงใหม่

  7. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ นครพนม

  8. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางละมุง ชลบุรี

  9. มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ อำเภอบางละมุง ชลบุรี

  10. สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการพระประแดง สมุทรปราการ

  11. สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านนนทภูมิ นนทบุรี

  12. ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการบ้านศรีวนาไล อุบลราชธานี

  13. ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการบ้านโมกุล ลพบุรี

  14. ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการ หนองคาย  

ข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนเลือกตั้งคนพิการเลือกตั้งล่วงหน้าหน่วยเลือกตั้ง
Categories: ThisAble

ฟังความเป็นมนุษย์ผ่าน "TEDTALK"

ThisAble - Thu, 2019-02-07 16:14

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่า TEDTALK คือเวทีของการถ่ายทอดประเด็นที่น่าสนใจให้เกิดขึ้นกับสังคมบ่อยๆ จากการนำคนจากหลายหลายวงการมาบอกเล่า เรื่องราวที่พวกเขาได้เจอ หลายเรื่องก็ยกระดับไปสู่การเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 

และครั้งนี้ Thisable.me ได้หยิบ 4 TEDTALK ที่เราเห็นว่าน่าสนใจ ประเด็นเรื่อง 'ความเป็นมนุษย์' ที่พวกเขาบอกเล่าได้น่าสนใจ เราคิดว่าหลังจากคุณได้ฟัง คุณอาจได้ประเด็นในการส่งต่อเรื่องราวบางอย่าง จนไปถึงแง่มุมของความเป็นมนุษย์ที่คุณอาจคิดไม่ถึง

คืนความเป็นมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีทางสมอง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ TEDxBangkok


ยศชนัน คือคนที่ทำงานอยู่ในแลป "การเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์" เขามีเป้าหมายในการช่วยเหลือคนพิการรุนแรงให้กลับมาใช้ชีวิตได้ผ่านเทคโนโลยีการควบคุมด้วยสมอง ในทอล์คนี้เขาจะมาบอกเล่าที่มา และแรงบัลดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาขับเคลื่อนงานของตนเอง 
ลิงก์ : https://www.youtube.com/watch?v=3IRPNa6MWPY

คนพิการจะมีคุณค่า ถ้าพัฒนาให้ถูกทาง
ผ่องศรี ศรีบุญลือ TEDxKhonKaenU

คุณเชื่อในเด็กออทิสติกแค่ไหน ? นี่คือคำถามที่เราอยากถามคุณก่อนดูเท็ดทอล์คอันนี้ ก่อนจะไปรู้จักกับ ครูผ่องศรี ศรีบุญลือ ผู้ก่อตั้งบ้านเติมเต็ม จ.ขอนแก่น สถานฟื้นฟูสมรรถภาพและเตรียมความพร้อมสำหรับบุคคลออทิสติก มีหลายคำถามที่ครูผ่องศรีอยากชวนทำความเข้าใจและสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กออทิสติก ไปพร้อมๆ กัน  ลิงก์ : https://www.youtube.com/watch?v=8Gi_KrNPhMw

คน | สําคัญ - Dealing 
นลัทพร ไกรฤกษ์ TEDxThammasatU

นลัทพร บรรณาธิการเว็บไซต์ “ThisAble.me” ตั้งคำถามว่า เหตุผลอะไรที่ทำให้เธอได้แทรกคิวคนอื่นก่อนเสมอ เธอสะท้อนว่าคนพิการถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ควรได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง และควรได้รับสิทธิพิเศษเพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิต โดยไม่ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการของคนพิการอย่างถูกต้อง นลัทพร จะมาเล่าให้ฟังว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนอะไร และเราควรจะทำยังไงการอำนวยความสะดวกให้คนพิการหรือจะทำยังไงเมื่อต้องต่อคิวร่วมกับคนพิการ ลิงก์ : https://www.youtube.com/watch?v=dfsrXpdZjWg

ความพิการกับความรัก ความศรัทราและความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์
เสาวลักษณ์ ทองก๊วย TEDxSilpakornU

ตลอดช่วง 3 ปีแรกของความพิการ เสาวลักษณ์ ทองก๊วย ได้พบกับเรื่องราวหลายๆ อย่าง มีทั้งความห่วงใยและไม่เข้าใจ และนั่นก็ทำให้เธอเห็นแง่มุมของสังคมต่อคมพิการ เมื่อเราได้ดูเท็ดทอล์คของเสาวลักษณ์แล้ว ก็น่าจะเข้าใจได้มากขึ้ว่าทำไมบางครั้ง คำชื่นชม ยกยอ ก็ไม่ได้ทำให้คนพิการรู้สึกดีเสมอไป 

ลิงก์ : https://www.youtube.com/watch?v=k4fQPn5ZEXM

      รายงานพิเศษคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสุขภาพtedtalkเสาวลักษณ์ ทองก๊วยยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ผ่องศรี ศรีบุญลือนลัทพร ไกรฤกษ์
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble