ThisAble

คุยกับ EDeaf กับฝันที่อยากเห็นเด็กหูหนวกเข้าถึงการศึกษาไทยได้มากกว่านี้

ThisAble - Fri, 2021-07-23 18:27

“เพราะคนทั่วไปไม่ได้เกิดมาเข้าใจเรื่องคนพิการได้เลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่านโยบายที่ทำ ตึกที่สร้าง ทางที่เดินเหมาะสมกับคนหูหนวกหรือคนพิการแค่ไหน เราต้องพยายามให้เขาได้ออกมาพูดว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ถ้าคนส่วนมากไม่รู้จักคนส่วนน้อย ก็เหมือนผลักคนที่ตัวเองไม่รู้จักออกจากสังคม” แหวว-จารุณี จรัสเรืองชัย

จากการริเริ่มของนัท-ยุทธกฤต เฉลิมไทย ผู้ก่อตั้งองค์กร EDeaf : Education for the Deaf (เอ็ดเด็ฟ) ที่ชักชวนแหวว-จารุณี จรัสเรืองชัย มาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเพื่อสร้างแพลทฟอร์มฟังคนหูหนวกเปิดใจ โดยมีภูมิ-ตฤณ เศวตณรงค์ เป็นเจ้าหน้าที่ Learning and development จนถึงวันนี้ EDeaf ก่อร่างสร้างรูปมาถึงซีซัน 3 ในโครงการจุดประกายฝันเด็กหูหนวกผ่านหลายกิจกรรมทั้งถ่ายภาพ ถ่านวีดิโอ ออกแบบ เย็บปักถักร้อย ฯลฯ 

Thisable.me จึงชวนพวกเขาพูดคุยถึงจุดเริ่มต้น แนวคิดและปัญหาด้านการศึกษาของคนพิการ จากภาพเล็กในโครงการสะท้อนถึงภาพใหญ่ในระดับสังคม  

จุดเริ่มต้นโครงการ

แหวว : การได้เข้าไปฟังน้องหูหนวก เล่าถึงโครงการที่ได้ไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐ นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าไปอยู่ในสังคมคนหูหนวก ในโครงการมีการเล่าประสบการณ์ของรุ่นพี่หูหนวกที่ใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกาว่าเป็นอย่างไร พวกเขาได้อะไรกลับมาบ้าง เราจึงได้รู้ว่า คนหูหนวกที่นั่นไม่รู้สึกตัวเลยว่าเป็นคนหูหนวกหรือคนพิการ ไม่รู้สึกแปลกแยกจากสังคม สามารถไปเรียนในโรงเรียนมัธยมที่มีทั้งคนหูดีและคนหูหนวก สังคมเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้และลองอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยลองในสังคมบ้านเรา หลังจากวันนั้นเราได้รู้อะไรหลายๆ เช่น ไวยากรณ์การใช้คำของคนหูหนวกที่ไม่เหมือนกับคนหูดี ควรใช้ศัพท์ที่เป็นรูปธรรม เพราะหากใช้นามธรรมคนหูหนวกจะไม่เห็นภาพร่วมกับเรา  น้องคนหนึ่งพูดว่าเขาอยากสื่อสารกับคนหูดีให้ได้ ทำให้เรารู้สึกว่าสังคมยังไม่มีที่สำหรับคนหูหนวก เพียงเพราะคนหูดีไม่รู้จักภาษามือและคิดว่าคงสื่อสารไม่ได้ กลับกลายเป็นเส้นบางๆ ที่แบ่งระหว่างคนหูดีกับคนหูหนวก แนวคิดการทำโครงการต่างๆ เลยเกิดขึ้น 

โอกาสที่เข้าไม่ถึง

แหวว: โอกาสทางการศึกษาของคนหูหนวกมีน้อย หลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนสอนคนหูหนวกในปัจจุบันมีความเข้มข้นทางวิชาการไม่เท่ากับโรงเรียนเด็กหูดี และโรงเรียนคนหูหนวกแต่ละที่ก็มีความเข้มข้นต่างกัน นี่คือความไม่เท่าเทียมกัน พอเราเห็นเด็กหูหนวก 3 คนที่ไปอเมริกาแล้วเขากลายเป็นคนที่มั่นใจมากขึ้น เรายิ่งเชื่อว่าน้องๆ คนหูหนวกสามารถมั่นใจขึ้นได้ถ้าได้รับการส่งเสริม 

เป็นโชคดีที่นัท (ยุทธกฤต เฉลิมไทย) มีโอกาสทำงานร่วมกับคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษา เลยมีโอกาสรู้ปัญหาภายในระบบ เราเลยได้เห็นภาพรวมของปัญหาที่เกิดขึ้นของเด็กหูหนวก แต่ละโรงเรียนมีการเรียนการสอนเป็นอย่างไร ครูให้ความสนใจมากแค่ไหน งบประมาณเป็นอย่างไร พอได้มาแล้วก็ออกแบบกิจกรรมว่าเราจะทำอะไรดี 

สิ่งที่เห็นคือความไม่เท่ากันของแต่ละโรงเรียนขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของครู ซึ่งมีแนวทางในการพัฒนาต่างกัน ครูบางท่านก็ใส่ใจมากๆ อยากจะส่งเสริมศักยภาพเด็กหูหนวก เขามองออกว่าสนับสนุนในด้านไหน ถ้าใครมีครูแบบนี้ เด็กโรงเรียนนั้นก็จะได้รับโอกาสที่มากกว่า อย่างโครงการในซีซั่นที่ 3 ที่เราทำงานร่วมกับโรงเรียนดอนบอสโกก็เห็นว่าน้องๆ มีศักยภาพ พวกเขากล้าแสดงออก นั่นเป็นเพราะฐานเดิมคือครูได้วางระบบเอาไว้ประมาณหนึ่ง 

ปัจจัยเรื่องครูก็เป็นส่วนหนึ่ง โรงเรียนสอนคนหูหนวกเองหลายๆ ที่ไม่ได้มีแค่คนหูหนวก เขาต้องรับหลายประเภทความพิการเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Learning Disability หรือกลุ่มคนพิการซ้ำซ้อน ผู้อำนวยการ โรงเรียนต้องดูหลายหน้างาน โอกาสในการส่งเสริมเด็กเฉพาะด้านมีน้อย เด็กหูหนวกไม่ถูกเน้นว่ามีความถนัดหรือความเชี่ยวชาญอะไร หลักสูตรสำหรับเด็กหูหนวกไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร อย่างหลักสูตรเด็กหูดีทั่วไปก็จะเห็นว่ามีการพัฒนาหลักสูตรตลอดเวลา แต่สำหรับเด็กหูหนวกนั้นการปรับปรุงการศึกษาขาดช่วง มีความต่อเนื่องไม่มากเท่าเด็กหูดี 

ช่องว่างระหว่างคนหูดีกับคนหูหนวก 

หนึ่งในปัญหาที่คนหูหนวกต้องเผชิญคือ ช่องว่างด้านการสื่อสารของคนหูหนวกกับคนหูดี สังเกตว่าคนหูหนวกค่อนข้างที่จะมีสังคมของตัวเองที่แข็งแกร่ง มีเพื่อนที่แน่นแฟ้น แต่นั่นเป็นเพราะส่วนหนึ่งเขามีแต่เพื่อนที่เป็นคนหูหนวก วัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของพวกเขาผูกติดกัน 

เราคิดว่าควรจะหาโอกาสให้คนหูดีได้เข้ามาทำความรู้จักกับคนหูหนวกบ้าง เพื่อลดช่องว่างที่เกิดขึ้นตรงนี้ ทุกคนในสังคมควรสามารถสื่อสารกับคนหูหนวกได้ ครูอาสาที่เข้ามาเป็นวิทยากร 80-90 เปอร์เซ็น ไม่ได้เรียนภาษามือหรือรู้จักคนหูหนวกมาก่อน คนเหล่านี้เคยกลัวการสื่อสารกับคนหูหนวกทั้งนั้น กังวลว่าจะสื่อสารอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องค่อยๆ เรียนรู้  ไม่ใช่การเริ่มต้นด้วยการเรียนภาษามือให้คล่องแคล่วแล้วจึงไปรู้จักกับคนหูหนวก แต่เป็นการทำความรู้จักกันไปและเรียนรู้กันไป ซึ่งภาษามือจะเป็นเครื่องต่อเติมความสัมพันธ์ระหว่างนั้น เราอยากทำให้ทุกคนรู้สึกว่าสามารถคุยกับคนหูหนวกได้  สามารถเริ่มต้นจากการใช้มือ ท่าทาง พิมพ์หรือการเขียนคุยกันได้ 

ทำไมคนหูหนวกและคนหูดีควรรู้จักกัน

เพราะคนทั่วไปไม่ได้เกิดมาเข้าใจเรื่องคนพิการได้เลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่านโยบายที่ทำ ตึกที่สร้าง ทางที่เดิน เหมาะสมกับคนหูหนวกหรือคนพิการมากขนาดไหน เราต้องพยายามให้คนพิการหรือคนหูหนวกได้พูดออกมาว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ถ้าเราไม่ให้โอกาสให้พวกเขาได้พูด แล้วเขาจะกล้าพูดปัญหาของตัวเองได้อย่างไร ถ้าคนส่วนมากไม่รู้จักคนส่วนน้อย ก็เหมือนผลักคนที่ตัวเองไม่รู้จักออกจากสังคม 

ตอนที่เราไปอยู่ต่างประเทศ เราเห็นคนพิการในสังคมเยอะมาก เราถามเพื่อนว่าทำไมประเทศของคุณมีคนพิการเยอะ ทั้งคนนั่งวีลแชร์ คนตาบอด คนหูหนวก เพื่อนบอกว่าไม่ได้แปลกอะไร เป็นเรื่องปกติของสังคม เราเลยคิดได้ว่า จริงๆ แล้วคนพิการไม่เคยได้ออกมาใช้ชีวิตในสังคมเลย พวกเขาถูกเก็บให้อยู่แต่ในบ้าน ซึ่งนั่นเป็นการดูถูกศักยภาพของคน 

โดยหลักการเราคิดว่าเมื่อเราสร้างพื้นที่ขึ้นมา เราจะไม่มานั่งถามว่าทำแล้วคนพิการจะมาใช้หรือไม่ใช้ แต่ควรมีที่ให้เขา แล้วเมื่อไหร่ที่เขาอยากจะมาก็มา ทำให้มีตัวเลือก ในซีซัน 3 มีน้องหูหนวกอาสาเข้ามาเป็นวิทยากรด้วย นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงแต่เป็นผู้รับเท่านั้น เขามองว่าตัวเองก็เป็นผู้ให้ได้ หรือในมุมของครูอาสา หรือวิทยากรที่เข้ามาให้ความรู้ บางคนก็แชร์ให้ฟังว่า แต่ก่อนของตัวเองได้เจอคนหูหนวกในที่ทำงาน ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็ไม่กล้าเข้าทักทายซะด้วยซ้ำ แต่พอได้มาเข้าร่วมกิจกรรมก็พอได้เรียนรู้ภาษามือเบื้องต้นและเปิดใจให้กล้าที่จะลองคุยกับคนหูหนวกดู

อยากจะเรียนอะไร

ซีซันแรกเราไปที่โรงเรียนทุ่งมหาเมฆ เริ่มต้นจากการหาครูและวิทยากรที่สนใจในด้านต่างๆ และไปนำเสนอกับน้องๆ ว่าอยากเรียนเรื่องอะไร คุยกับครูผู้สอน พ่อแม่ และน้องๆ จนเกิดเป็นรายวิชาต่างๆเพื่อให้พวกเขาเลือกเรียน เราให้พวกเขาเป็นแกนหลักเลยว่าสนใจเรื่องไหน หรือบางวิชามีน้องหูหนวกอยากเรียนมาก เราก็ไปหาครูที่สอนได้ 

ความสนุกของการออกแบบหลักสูตรคือ ได้เรียนรู้ว่าจะคุยกับน้องหูหนวกอย่างไร สื่อสารแบบไหนถึงเข้าใจ อย่างตอนที่ให้น้องเลือกว่าจะเรียนวิชาอะไร หนึ่งในนั้นก็มีวิชาการถ่ายภาพ ซึ่งจะมีไอคอนเป็นรูปกล้อง น้องบางคนก็ไม่รู้ว่ารูปกล้องถ่ายรูปหมายถึงวิชาอะไร บางคนเข้าใจว่าเรียนสอนการซื้อกล้อง หรือการซ่อมกล้อง รูปกล้องรูปเดียวตีความได้หลากหลาย เราก็ต้องเรียนรู้ตรงนี้ในทั้ง 3 ซีซัน ก็มีการปรับอยู่ตลอด มีหลากหลายวิชา ทั้งการถ่ายภาพ การทําวีดีโอ ออกแบบกราฟิก บางวิชาก็เป็นสิ่งที่ต้องเรียนอยู่แล้วในโรงเรียน แต่ก็ยังมีส่วนที่อยากเรียนเพิ่มเติมจากที่โรงเรียนไม่ได้สอน เราจึงจะต้องออกแบบว่าพวกเขาอยากเรียนอะไร และสิ่งไหนจะผลักดันเขาได้มากกว่า

เราประทับใจวิชา DIY เพราะเป็นการทำงานคราฟ ทำลูกปัดจนไปถึงสายคล้องแมส น้องหูหนวกจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาได้ยาก วิชาหนึ่งที่ท้าทายก็คือวิชาเต้น การออกแบบท่าทาง ทำอย่างไรให้คนหูหนวกสามารถเต้นได้ นี่เป็นสิ่งใหม่ที่พวกเรารู้ตอนมาทำโครงการ ครูอาสาต้องออกแบบหลักสูตรว่าจะสอนอย่างไรให้เข้าถึงน้องๆ ได้มากที่สุด เราประชุมกันทุกสัปดาห์ 

อีกวิชาก็คือการทำอาหาร เรามองหาสิ่งที่เป็นวิชาชีพได้มากขึ้น เพราะเรารู้ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกมาก น้องหลายคนมีโอกาสเรียนได้แค่มัธยมหรือปวช. การทำอาหารเป็นสิ่งที่น้องหูหนวกบอกว่าสนใจและทำได้ เป็นการเพิ่มทักษะและหารายได้ให้กับพวกเขาด้วย แต่นี้ก็ยังเป็นโจทย์เบื้องต้น เราก็ต้องพยายามต่อไป เมื่อเขาได้ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าออกมา เราจะผลักดันอย่างไรให้เกิดเป็นรายได้จริง 

สอนในสิ่งที่เด็กอยากเรียน

หลักการของเราคือ Human Center เราอยากให้เขาเป็นเซ็นเตอร์ สิ่งที่เรียนควรจะเป็นสิ่งที่เขาอยากรู้ด้วย เขาอยากจะได้อะไรเราอยากรู้ ในการออกแบบเราจำเป็นต้องให้พ่อแม่ได้รู้ด้วยว่าลูกๆ ของเขาอยากจะเรียนอะไร ไม่งั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกต้องมาเรียน แต่พอมาคุยจริงๆ แล้วพ่อแม่ก็โอเคเพราะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ เขาเห็นว่า ลูกๆ อยากที่จะให้ถึงวันเสาร์อาทิตย์ ตั้งหน้าตั้งตาที่จะมาเรียนกับพวกเรา 

ท้ายสุดแล้วการศึกษา ควรมองเรื่องของ อุปสงค์และอุปทานด้วย ถ้าไม่ยอมประเมินการศึกษา ก็จะไม่ตอบโจทย์ของนักเรียน  ยิ่งเป็นคนหูหนวก มีรายละเอียดที่จะต้องดูในเรื่องของการศึกษา เขายิ่งให้ความสำคัญน้อย เราพบว่าการศึกษาบ้านเราไม่สามารถทำให้เด็กตั้งคำถามจริงๆ ได้ 

บางคนคิดว่าการทำงานด้านคนพิการควรเป็นการทุ่มทุน เปรียบเทียบว่าคิดว่าต้องใช้ถึง 10 แต่ที่จริงแล้วใช้เพียงแค่ 2-3  เพื่อให้ได้เข้าใกล้คนพิการมากขึ้น ส่วนหนึ่งคนพิการเขาก็จะใช้ 2-3 ของตัวเองเพื่อขยับเข้ามาเช่นกัน คนพิการไม่ได้เกิดมาเพื่อได้รับเพียงอย่างเดียว เขาเป็นผู้ให้ได้ อย่างครูอาสาบางคนเข้ามาในโครงการเขาก็อยากจะให้ เพราะความสงสาร เราก็ต้องบอกเขาว่าสิ่งเหล่านี้ทำไม่ได้และไม่ควร พยายามอธิบายให้เขาเห็นว่าสิ่งที่มีต้นทางมาจากความสงสารเป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่างไร คุณมาให้ความรู้เขา ไม่ได้มาเพื่อสงเคราะห์

ในบางสัปดาห์ของการเรียนการสอนล่ามอาสาก็ไม่สะดวกที่จะมาเข้าร่วมกิจกรรม แต่เราก็ไม่สามารถที่หยุดเรียนได้ เราต้องยังทำต่อ ให้ครูอาสาร้องสื่อสารกับน้องให้ได้เป็นการวาด การพิมพ์ หรือทำยังไงก็ได้เพื่อให้เกิดการสื่อสาร พูดคุยถามไถ่ สิ่งเหล่านี้ทำได้อยู่แล้ว 

ก้าวต่อไป

ในทุกๆ ซีซีนเรามีทีมงานที่ทำหน้าที่ Learning and Development ซึ่งไม่ได้จะดูเฉพาะแค่ตัวหลักสูตรอย่างเดียว เขาจะดูรูปแบบการเรียนการสอนของครูอาสาที่เข้าไป อะไรเหมาะหรืออะไรไม่เหมาะกับน้องหูหนวก จะนำไปเสนอกับคนที่เกี่ยวข้องก็ได้ว่าการเรียนการสอนที่ดีสำหรับคนหูหนวกเป็นอย่างไรเราไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เราทำดีที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่ได้มีการทดลองแล้ว เราอยากให้คนมีอำนาจเข้ามารับฟังว่าคนหูหนวกต้องการอะไร อะไรที่ปรับและพัฒนาได้เราก็อยากให้เกิดขึ้น เราอยากจัดฟอรั่มที่มีครูและผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนคนหูหนวก มานั่งคุยกัน แชร์ร่วมกันว่าอะไรเวิร์คหรืออะไรควรเลิก 

สิ่งหนึ่งที่เราอยากจะลองทำเหมือนกันก็คือเป็นรูปแบบของการไปทัวร์ ตามโรงเรียนหรือทำเป็นค่าย 3 -5 วัน สำคัญก็คือเราไม่ได้อยากจะหยุดอยู่แค่สอนน้องๆ คนหูหนวก ความรู้หรือทักษะที่เราได้ก็อยากจะนำไปใช้ในการทำงานอื่นๆ ให้มากขึ้น ในวันหนึ่งที่เรามีโอกาสทำงานในภาพใหญ่มากขึ้น ข้อมูลที่เราเคยทำมาก็จะเป็นประโยชน์ในการทำงาน อย่างน้อยก็เสนอได้ว่าอะไรเหมาะและดีกับคนหูหนวก 

ความคาดหวังของเราเราอยากเห็นหลักสูตรการเรียนการสอนของคนหูหนวกที่มีมาตรฐานมากกว่านี้ มีเนื้อหาสอดคล้องและเป็นสิ่งที่เขาอยากจะเรียนจริงๆ สิ่งเหล่านี้เราไม่เคยถามคนที่เรียนเลย จะดีแค่ไหนถ้าคนหูหนวกได้มีส่วนร่วมในสิ่งที่ตัวเองต้องเรียนและนี่เป็นสิ่งที่เด็กไทยทุกคนควรจะได้รับ 

ตฤณ เศวตณรงค์ (ภูมิ) Learning and development

ภูมิ : เราเข้ามาช่วยงานโครงการผ่านการแนะนำของเพื่อน ไม่รู้จักคนหูหนวกมาก่อน เลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ภาษาและการพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของวิชาจิตวิทยาที่เราเรียน เลยเกิดความสงสัยว่าคนหูหนวกที่ไม่สามารถพูดและฟังได้ พวกเขาจะมีพัฒนาการทางภาษาอย่างไร เราเข้ามาทำในทีม Learning and Development ดูเรื่องของการวิเคราะห์วิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพ ในการเรียนการสอน การสื่อสารระหว่างทีมงาน ครูอาสาและนักเรียน ถ้าเจอปัญหาหรือข้อสงสัยในกระบวนการเรียนการสอนเราก็จะเก็บสิ่งเหล่านั้นมาทำข้อมูล และนำมาปรับปรุง 

เราได้เห็นอะไรเยอะแยะ ตั้งแต่ความแตกต่างระหว่างคนหูดีกับคนหูหนวก ในด้านของศักยภาพการคิดและการแก้ปัญหา ทั้ง 2 กลุ่มไม่ได้มีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เป็นความต่างคือคนหูหนวกไม่สามารถได้ยินเลยทำให้เขาไม่สามารถพูดได้ นำมาสู่ปัญหาเรื่องการสื่อสาร ศักยภาพของคนหูหนวกจึงด้อยกว่าคนหูดีในเรื่องของการศึกษา หนึ่งในนั้นคือเรื่องของโรงเรียน ที่จะต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับคนหูหนวกค่อนข้างมากและปัญหาในภาพความเป็นจริงก็พบว่าคนหูหนวกมีโอกาสในการรับความรู้ไม่เท่ากับคนอื่นๆ เพราะมีทักษะการอ่านและการเขียนที่ด้อยกว่า จากที่พบคือหูหนวกส่วนมากจะอ่านไม่ค่อยได้ เขียนไม่ค่อยออกเพราะพัฒนาการทางภาษาของเขาตั้งแต่เด็กๆ น้อยกว่าคนทั่วไปนี่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาด้านการศึกษาของคนหูหนวก  

โครงการมีเป้าหมาย 3 อย่างหลักๆ คือ 1. เพิ่มโอกาสทางการศึกษา 2. เพิ่มความมั่นใจในตัวเองให้กับนักเรียนหูหนวกเพราะพวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีความพิการ ก็เลยรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้สึกด้อยกว่านักเรียนที่ไม่มีความพิการ 3. สถานที่ของเขาในสังคม จุดยืนต่างๆ เราอยากให้ดีขึ้น ซึ่งผมมีวิธีการประเมินผล 4 แบบ เพื่อที่จะวัดความสำเร็จของโครงการ และเป็นการเก็บข้อมูลด้วยได้แก่ 1.คือจะต้องมีการประเมินทักษะการเรียนรู้ มี Pre Test และ Post Test 2. ความมั่นใจในตัวเอง ตั้งแต่ก่อนและหลังโครงการดูว่าน้องมีความมั่นใจที่มากขึ้นหรือเปล่า 3.ทัศนคติต่อคนหูดีและคนหูหนวกที่มีให้แก่กันเป็นอย่างไร 4. ความรู้สึกต่อการสื่อสาร คือรู้สึกดีกับการสื่อสารกับฝ่ายตรงข้ามมากขึ้นหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในซีซั่นหน้าถ้าเกิดพี่นัดอนุมัติให้ใช้ 

ผมก็ยังคิดว่าเรายังมีข้อจำกัดอยู่ แม้ด้านหนึ่งเราจะมองว่า เราสามารถสื่อสารกันได้แบบมนุษย์ต่อมนุษย์ แต่เราต้องใช้เทคนิคในการพูดกับเขา และในหลายๆครั้ง เราก็พูดกับเขาไม่รู้เรื่องตามที่เราต้องการ การทักทายถามไถ่เบื้องต้นไม่เพียงพอในการสนทนาเรื่องที่สำคัญ และไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการสื่อสารที่เท่าเทียมกับคนทั่วไป ยังไม่ลึกและมีคุณภาพมากพอ บางครั้งในวิชาเรียนเราก็สื่อสารกัน ไม่ได้เวลาเราถามคนหูหนวกว่าสงสัยตรงไหนไหม บางครั้งคนหูหนวกเขาก็ขี้เกียจตอบเพราะรู้ว่าบางครั้งถามมาแล้วก็ตอบไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถใช้ภาษามืออย่างคล่องแคล่วได้เท่ากับเขา 

สังคม

สิ่งที่คนในสังคมพอจะทำได้ก็คงเป็นเรื่องของความเข้าใจ เหมือนกับที่เมื่อก่อนคนไม่เข้าใจว่าซึมเศร้าเป็นยังไงหรือออทิสติกเป็นยังไง แต่ปัจจุบันก็เข้าใจมากขึ้น ทิศทางจะดีมากขึ้นถ้ามีการเรียนรู้และมีการเรียนการสอน ในโรงเรียนในเรื่องของลักษณะของความพิการ ถ้าหากทำให้เกิดพื้นที่ในการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนหูดีกับคนหูหนวกมากขึ้นเรื่องทัศนคติโดยรวมในสังคมที่เป็นปัญหาอยู่ก็จะลดน้อยลง อีกเรื่องหนึ่งที่จะช่วยได้คือการมีนโยบายที่สนับสนุนกับคนพิการที่มากขึ้น 

แก่นของปัญหา

สิ่งที่เราทำในปัจจุบันเป็นการแก้เพิ่มพื้นที่แต่ยังไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาอยากเป็นรูปธรรม สิ่งที่จะมีประสิทธิภาพในการนำพาคนหูหนวกให้มีศักยภาพที่ดีทัดเทียมกับคนหูดีในสังคมก็คือเรื่องพัฒนาการทางภาษาที่เท่าเทียมมากขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้ามีโอกาสก็อยากเห็นโครงการที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของพัฒนาการทางภาษาของเด็กหูหนวกมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันง่ายเพราะจะต้องใช้ความชำนาญเงินและบุคลากรที่มากขึ้น

จากการทำงานที่ผ่านมาเราคิดว่าควรจะต้องตั้งคำถามให้มากขึ้น เขารู้สึกว่าตัวเองด้อยจริงหรือเปล่า รู้สึกว่าถูกกดขี่จริงหรือเปล่า แล้วไปกดขี่เขาจริงหรือเปล่า สิ่งที่เราตั้งจุดประสงค์ไว้อาจไม่ใช่ก็ได้ เรื่องการทำงานที่ผ่านมาคนที่เข้ามาช่วยงานโครงการก็เป็นคนที่มีทัศนคติกับคนหูหนวกดีมาก ส่วนทัศนคติของคนหูหนวกที่มีกับเราก็ดีอยู่แล้ว ในด้านของการสื่อสารระหว่างกันก็ดูไม่ได้มีปัญหา ไม่ได้มีอะไรเพิ่มและไม่ได้มีอะไรลด เพราะคนที่เข้ามาทำงานก็มีความเข้าใจเรื่องคนหูหนวกประมาณหนึ่งแล้ว ข้อสังเกตหนึ่งก็คือเป็นไปได้ไหมที่บางคนที่ไม่ชอบหรือไม่พยายามเข้าใจคนหูหนวกหรือเปล่าซึ่งคนเหล่านั้นก็ไม่ได้เข้ามาทำงานในโครงการของเรา ไม่เช่นนั้นโครงการของเราก็ไม่ช่วยอะไรมากนัก คนที่ชอบคนหูหนวกก็เลือกที่จะเข้ามาทำโครงการ และควรจะปรับเปลี่ยนทัศนคติเขาก็ไม่มาเข้าโครงการ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นคำถามที่เรายังต้องคุยกันภายในว่าจะทำยังไงต่อไป 

สิ่งที่อยากเพิ่มเติมคือข้อระวังในเรื่องของการทำงานจิตอาสาคืออย่าติดกับดักคุณธรรม อย่าคิดว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ดีและอย่าคิดว่าเพราะเราเป็นคนดีจึงทำแบบนี้ หัวใจเปลี่ยนโลกไม่ได้แต่สิ่งที่เปลี่ยนโลกก็คือหัวใจและทักษะ โครงการจิตอาสาหลายโครงการเน้นในเรื่องของการช่วยคน บอกว่าทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งไม่ได้ดีที่สุดเท่าที่คนควรจะได้รับ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาเราไม่ต้องการแบบนั้น เวลาเราซื้อคอร์สไปเรียนอะไรสักอย่างเราก็ไม่ต้องการซื้อเพื่อไปเรียนกับจิตอาสาที่มาสอน เราอยากได้ทักษะและความรู้จากผู้ที่มีความชำนาญ บางคนชอบพูดว่ามีก็ดีกว่าไม่มี เราอาจสอนสิ่งที่ผิด ความมั่นใจผิดๆ รวมถึงเราอาจจะกินพื้นที่ของคนอื่นที่เขามีศักยภาพมากกว่าในการทำเรื่องนี้ การติดกับดักคุณธรรมจึงส่งผลถึงคนที่ได้รับและเสียเวลากับทุกฝ่าย 



 

Culture & Artบทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมต่างประเทศคนหูหนวกEdeafจารุณี จรัสเรืองชัยตฤณ เศวตณรงค์
Categories: ThisAble

ถ้าสภาพแวดล้อมดี อากาศดี โครงสร้างดี การได้ยินของเราก็จะดีขึ้นไปด้วย

ThisAble - Thu, 2021-07-22 20:51

อย่างที่รู้กันว่า ความร้อนจากภาวะโลกร้อนทำให้อุณภูหมิโลกสูงขึ้น หนำซ้ำประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรทำให้อากาศยิ่งร้อนเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนทำให้ฤดูกาล 3 ฤดู อย่างฤดูร้อน ฤดูฝนและฤดูหนาว เปลี่ยนเป็นฤดูร้อน ฤดูร้อนมากและฤดูร้อนมากที่สุด ซึ่งร้อนมากถึง 44 องศาเซลเซียส อากาศที่ร้อนทำให้หลายคนคนร้อนเนื้อร้อนใจ บางคนเป็นโรคจากความร้อน แต่สำหรับบางคนความร้อนกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ประสิทธิภาพในการได้ยินลดลง ส่งผลทำให้กลายเป็นคนพูดไม่เก่งและไม่ค่อยออกไปพบปะสังสรรค์กับผู้คนเพื่อตัดปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น 

จากปัญหาดังกล่าว Thisable.me จึงชวนคุณอาร์วี มาพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจว่า สภาพแวดล้อมกระทบกับการได้ยินของเธออย่างไรบ้าง แม้ความผิดปกติทางการได้ยินของเธอเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ประสิทธิภาพการได้ยินที่ลดลงกลับทำให้ต้องเผชิญปัญหาหรือสูญเสียอะไรในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย 

จุดเริ่มต้นของปัญหาการได้ยินเฉพาะ ‘ช่วงบทสนทนา’

อาร์วี: เรามีปัญหาการได้ยินมาตั้งแต่เด็กคือจะได้ยินเสียงคนพูดคุยแค่ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์และสามารถขยับเป็น 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนคนทั่วไปได้จากการอ่านปาก ตั้งแต่ช่วงประถมที่บ้านสังเกตว่าเรามีปัญหาทางการได้ยิน จึงพาไปหาหมอที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นได้เครื่องช่วยฟังแบบคล้องหู ซึ่งจะทำให้ช่วงการได้ยินส่วนที่มีปัญหาดังขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ช่วงที่ไม่มีปัญหาได้ยินดังขึ้นกว่าปกติจนหูทำงานหนักและมีปัญหา เราจึงหยุดใช้เครื่องช่วยฟังและพยายามปรับตัว ตอนเรียนอาจารย์สังเกตว่าเรามีปัญหาการได้ยิน ประกอบกับพ่อแม่สังเกตว่าการได้ยินเราแย่ลง จึงไปหาหมออีกรอบ จึงรู้ว่ากราฟการได้ยินของเราไม่เหมือนคนที่ได้ยินปกติซึ่งจะเป็นกราฟสโลป แต่ของเราเป็นกราฟหน้าตาคล้ายแอ่งท้องช้าง หมอจึงวินิจฉัยว่าประสาทหูชั้นในเสื่อม ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้แค่ชะลอให้เสื่อมช้าลงและให้เครื่องช่วยฟังอันใหม่มา 

การใช้เครื่องช่วยฟังไม่ได้ดีกับตัวเราเสมอไป

เครื่องช่วยฟังตัวใหม่ที่ได้มาล่าสุด เป็นตัวที่ราคาแพงขึ้นและคุณภาพดีขึ้น แต่ข้อเสียก็คือไม่สามารถใช้ได้ทั้งวัน การใช้งานมันทำให้เราใช้พลังงานเยอะจนร่างกายเพลีย ถ้าไม่ได้เจอเสียงคนใหม่ๆ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ได้ยินเสียงคนที่คุ้นเคยเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ สำหรับเราแล้วเครื่องช่วยฟังเหมาะกับคนที่ต้องไปเจอผู้คนใหม่ๆ ที่ต้องใช้การฟัง เครื่องช่วยฟังก็จะเสริมความมั่นใจให้มากขึ้น 

 

ความร้อนส่งผลต่อการได้ยินเสียง

อีกเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการได้ยินคือ ความร้อน ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาแล้วเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน ความร้อนภายในร่างกายก็เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการได้ยินลดลง แต่ถ้ามีความร้อนจากภายนอก เช่น แสงแดด ยิ่งช่วงหน้าร้อน แล้วการได้ยินจะยิ่งแย่ลงกว่าเดิม เราต้องใช้สมาธิในการฟังมากขึ้นร่วมกับการอ่านปาก ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานสูงขึ้นจนความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้น ถ้าวันนั้นเรามีเพื่อนอยู่ด้วย ก็จะให้เพื่อนช่วยแปลสิ่งที่คนอื่นพูดเพราะเราชินกับเสียงเพื่อนมากกว่าคนแปลกหน้า แต่ถ้าไม่มีเพื่อน บางครั้งก็ปล่อย ไม่คุยเพราะคิดว่าคนคงไม่อยากต้องมานั่งพูดซ้ำให้เราฟังหลายรอบ 

 

นอกจากอากาศแล้วยังมีความร้อนจากท่อไอเสียรถยนต์และฝุ่นควันในกรุงเทพฯ มาเป็นปัจจัยที่ทำให้เราต้องคิดว่าเราจะเดินทางอย่างไร ช่วงเวลาไหน เราพยายามเซฟร่างกาย ไม่ให้เกิดความร้อนมากเกินไป เวลาอยากสื่อสารกับคนอื่น หูจะได้ไม่มีปัญหา หากนัดกันตอนกลางวัน ตอนเย็นเราจะไม่นัดใคร แต่ถ้ามีนัดตอนเย็น ตอนกลางวันเราจะพยายามไม่ไปไหน ไม่ทำกิจกรรมอะไรเพราะยิ่งทำความร้อนยิ่งเพิ่มมากขึ้น ร่างกายเรายิ่งเหนื่อยล้าเข้าไปอีก

 

ครั้งหนึ่ง เราอยากประหยัดเงินก็เลยตัดสินใจรอรถเมล์ รออยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ไม่มีรถเมล์มาจอดทั้งๆ ที่เป็นป้ายรถเมล์ การรอรถเมล์ในสภาพอากาศร้อนมากเป็นระยะเวลานาน ทำให้เราไม่ไหว หูไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยและเสียเวลาด้วย สุดท้ายก็ตัดสินใจนั่งแท็กซี่แทน 

 

ตัดสินใจกลับไปทำงานที่บ้านแทนที่จะอยู่กรุงเทพฯ ต่อไป 

หลายคนตัดสินใจทำงานอยู่กรุงเทพฯ เพราะเรื่องเงิน แต่เราคิดเรื่องสภาพแวดล้อมและการเดินทางเป็นหลัก เราสังเกตการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ ตลอดว่าเป็นอย่างไร ช่วงแปดปีที่แล้วตอนเราเรียนปีหนึ่ง การเดินทางในกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เราก็จะเผื่อเวลาสักหนึ่งชั่วโมงเอาไว้พัก แต่ช่วงปีสาม ระยะเวลาการเดินทางในกรุงเทพฯ ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้เราเริ่มคิดหนักแล้วว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรในกรุงเทพ จึงทำให้เรานึกถึงสมัยตอนเข้ากรุงเทพใหม่ๆ ที่ป่วยหนักมาก เป็นไข้สองสัปดาห์เว้นสองสัปดาห์ กินยาบ่อยมากและป่วยหนักจนเป็นไซนัสทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งสาเหตุมาจากมลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ การกลับไปทำงานที่บ้านเลยแว็บเข้ามา เราไม่อยากทำงานหาเงินเพื่อเข้าโรงพยาบาล โชคดีที่มีธุรกิจที่บ้านจึงตัดสินใจกลับมาทำงานที่บ้านดีกว่า

 

ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงได้ยินเสียงดีขึ้น 

ส่วนใหญ่จะนอนพักผ่อนไปเต็มที่ การพักผ่อนเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้หูกลับมามีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าพักผ่อนไม่เต็มที่ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการได้ยินลดลง

 

เราอยากปรับปรุงหรือแก้ไขสภาพแวดล้อมในไทยอะไรเพื่อการได้ยินที่ดีขึ้น 

อยากแก้ไขทั้งหมดเลย เพราะทุกอย่างในชีวิตเราสัมพันธ์กันหมด ประเทศเราจัดสรรทรัพยากรไม่ดีเท่าไร ตั้งแต่การออกแบบเมือง ขยายพื้นที่ของเมืองที่ทำให้ป่าในเมืองไทยค่อยๆ หายไป หรือแม้แต่วิธีการจัดการขยะที่ทำให้ไม่มีมลพิษทางกลิ่น เพราะเราก็มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน กลิ่นเป็นสารพิษอย่างหนึ่ง ถ้าสูดดมไปมากๆ ก็จะทำให้ร่างกายป่วย หรือการจัดการมลภาวะมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมก็มีส่วนที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ทุกประเทศต้องช่วยกัน
 

ฟังดูเป็นคำขอที่ยากเหมือนกัน แต่ปัญหาทุกอย่างอยู่รอบตัวเรา คนทั่วไปอาจจะไม่ได้สังเกตหรือมองเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหา แต่เราอ่อนไหวกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปค่อนข้างง่าย เช่น อากาศและฝุ่น ทำให้เราต้องคอยสังเกตตลอดเวลา เราไม่อยากให้โฟกัสแค่คนปกติ อย่าลืมว่าคนที่ตกสำรวจ เช่น คนยากคนจน คนพิการก็ต้องเจอปัญหาเหมือนกัน ถ้าออกแบบเมืองให้ซัพพอร์ตคุณภาพชีวิต ทุกคนจะมีแรง มีพลังใช้ชีวิตต่อไป

 

ช่วงที่มี PM 2.5 หรือช่วงโควิด-19 ส่งผลอย่างไรกับเราบ้าง
ช่วงที่มี PM 2.5 ทำให้หายใจติดขัด หายใจไม่ค่อยออก เราไม่สามารถระบายความร้อนในร่างกายได้ ทำให้ร่างกายสะสมความร้อนมากขึ้น การได้ยินลดลง ตอนนั้นแค่กินข้าวยังทรมานเลยเพราะว่าหายใจไม่ออก 

 

ส่วนช่วงโควิด-19 คนในบริษัทกลัวมากจนไม่เปิดแอร์เพราะกลัวเชื้อแพร่กระจาย ปกติช่วงหน้าร้อนหรืออากาศร้อนมากๆ เราจะต้องเปิดแอร์ และอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าเราต้องอ่านปากไปด้วย แต่ตอนนี้คนใส่แมสก์กันหมดเลย ก็ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร ยิ่งช่วงนี้คนที่พูดในทีวีก็ใส่แมสก์ ทำให้อ่านปากไม่ได้ ปกติก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้ว ยิ่งเจอคนใส่แมสก์ทำให้พูดไม่ชัด ยิ่งฟังไม่รู้เรื่องเข้าไปอีก 

 

เราคิดว่า การสื่อสารกับประชาชนควรใช้แผ่นใสกั้นหรือใส่ Face Shield เพราะการสื่อสารเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องสำคัญมากที่สื่อควรคำนึงถึง ช่วงนี้เราจึงต้องให้เพื่อนช่วยแปลเป็นตัวอักษรแล้วอ่าน ไม่ค่อยฟังเอง เพราะทำงานมาทั้งวันก็เหนื่อยแล้ว เมื่อก่อนดูยูทูปเราต้องใช้สมาธิในการฟังมาก แต่ช่วงหลังช่องต่างๆ ทำซับไตเติ้ล ทำให้เราไม่ได้ใช้พลังงานมากในการโฟกัสเสียง และทำให้การดูยูทูบผ่อนคลายมากขึ้น

 

ถ้าสภาพแวดล้อมดี อากาศดี ประสิทธิภาพการได้ยินของเราก็จะขึ้น

เราเคยไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงดอกซากุระบาน อากาศเย็นทำให้หูเราฟื้นตัวเร็ว บางทีพักแค่ 2-3 ชั่วโมงการได้ยินกลับมาดีขึ้นประมาณสัก 70-80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเยอะมาก เราสนุกกับการเดินเที่ยวทุกวัน มีโอกาสได้เจอคนต่างๆในสังคม แต่ตอนไปเที่ยวเวียดนาม สภาพแวดล้อมและอากาศคล้ายๆ ประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องฝุ่นควันจากรถยนต์ก็ทำให้ภูมิคุ้มกันตก ต้องกินยาพาราเซตามอล กินน้ำเยอะๆ แล้วก็ใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าตอนไปญี่ปุ่น

 

ปัญหาที่เผชิญเมื่อประสิทธิภาพการได้ยินไม่เท่ากับคนอื่น 

เราเจอปัญหาเรื่องบูลลี่ตั้งแต่เด็ก คนอื่นไม่เข้าใจว่าเราเป็นอะไร บางคนบอกว่าเราไม่สมประกอบ เหตุการณ์ที่ยังจำได้ก็คือในคาบวิชาภาษาไทยจะมีให้เขียนตามคำบอก เราได้ยินไม่ตรงกับสิ่งที่ครูพูด สมมติเราได้ยินว่าขนมจีน แต่ครูอาจจะไม่ได้พูดคำนี้ ครูหัวเราะกลางห้อง หรือตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เราเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่จะมีการรับน้องระบบโซตัส ก็จะมีคนหยิบปมด้อยของเราไปล้อว่า ‘ได้ยินผิดหรือเปล่า’ หรือ ‘พูดอะไรอ่ะ’ คำพูดนี้ค่อนข้างเจ็บนะ เพราะการที่เราฟังใครสักคนเราใช้ความพยายามมากที่จะตั้งใจฟังคนอื่น พยายามรักษาผลประโยชน์ตัวเองให้มากที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางครั้งเขามายืนรุมล้อมรอบเราประมาณสิบกว่าคน พยามยามพูดคุยปั่นหัวให้เราสับสน กล่าวหาว่าเราโกหก หรือเอาเรื่องที่เรามีปัญหาการได้ยินมาพูดด้วย ตอนนั้นรู้สึกว่าพยายามคุยแล้ว แต่คิดว่าคุยไปก็ไม่ได้อะไร เราพยายามหนีออกไปหาเพื่อน พอเรามีปัญหาด้านการฟัง ทำให้เราพูดไม่ค่อยเก่ง ตั้งแต่เด็กเราก็จะไม่ค่อยได้พูด ส่วนตัวถนัดการเขียนมากกว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เรามีอาการสั่นจนพูดไม่ได้ เราต้องเขียนว่าเกิดอะไรขึ้น แทนการเล่าให้ฟัง แต่รุ่นพี่ก็บอกว่าเขาคุยกันเฉยๆ แต่คุยแล้วมีคนล้อมขนาดนั้น มันไม่ใช่คุยแล้ว ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นบาดแผลที่ติดในใจเรามาจนถึงทุกวันนี้

 

เวลาใช้ชีวิตปกติเราจะไม่ได้โฟกัสเสียงรอบข้าง เพราะมันทำให้เราเสียพลังงาน ถ้าไม่มีใครพูดกับเราก็จะไม่ได้สนใจมาก แต่จะมีปัญหาตอนที่มีคนพูดกับเรา เรียกชื่อเราแล้วพูดเรื่องที่อยากพูดมาเลย เราโฟกัสเสียงไม่ทัน ทำให้บางทีเขาต้องพูดซ้ำกับเราอีกรอบ เพราะยังจับใจความไม่ได้ คนทั่วไปเรียกชื่อแล้วพูดโดยที่ไม่ต้องหันไปฟังก็ยังได้ยินเสียง แต่เราต้องให้เรียกชื่อแล้วรอเราหันหน้าไปก่อนแล้วค่อยพูด เราจะรับสารได้เต็มที่ พอเป็นแบบนี้บางคนก็จะคิดว่าเราไม่ได้สนใจฟังที่เขาพูด 

 

รอบตัวมีคนที่มีปัญหาการได้ยินน้อยมาก เราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรบ้าง ทำให้เราต้องสังเกต คอยเรียนรู้ พยายามช่วยเหลือตัวเองตลอดเวลา เพราะพ่อแม่ก็ไม่ได้มาช่วยแก้ปัญหาได้ตลอด เราจึงรู้สึกโดดเดียวพอสมควรที่ต้องพยายามด้วยตัวเอง

 

อยากให้คนอื่นเข้าใจหรือปรับตัวให้เขากับเราอย่างไรบ้าง

เราอยากให้คนอื่นเข้าใจว่าเราก็มีจุดที่ต้องการให้ช่วยเหลือ เราพยายามสุดความสามารถที่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันภายใต้เงื่อนไขเยอะแยะ

 

สังคมมองว่าสิ่งที่เป็นตอนนี้ดีที่สุดแล้ว แต่มันดีที่สุดเมื่อ 10 - 20 ปีก่อน แต่มันไม่ได้ดีที่สุดตอนนี้ เพราะว่าคุณตกสำรวจคนบางกลุ่ม เราไม่ต่างจากคนพิการที่ต้องการคนซัพพอร์ต อยากให้คนในสังคมเข้าใจว่าไม่มีอะไรดีที่สุด เรายังต้องพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป ที่มีสังคม สามารถทำอะไรก็ได้ ไม่ใช่ถูกกักขังไว้แล้วทำอะไรไม่ได้

 

มีอะไรที่อยากบอกให้คนทั่วไปเข้าใจเรามากขึ้นไหม

อยากจะบอกคนที่ชอบบูลลี่คนที่มีปัญหาทางการได้ยินว่า เขาตั้งใจฟังสิ่งที่คุณพูดมาก จะดีมากถ้าไม่บั่นทอนความตั้งใจด้วยการบูลลี่ การคุยกับคนจะต้องปรับไปตามสภาพของแต่ละคน การแสดงออกทางภาษากายของคนฟังก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดทางใจเราได้เหมือนกัน เวลาอ่านปากเราจะเห็นว่าคุณแสดงสีหน้า ท่าทางอย่างไร สีหน้าเป็นสิ่งที่ทำให้จับสังเกตได้ว่าคุณฟังหรือไม่ฟัง ถ้าเห็นว่าคนไม่รับฟัง เราจะเสียใจมาก เราก็เหมือนคนทั่วไปที่อยากจะระบาย อยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อยากให้คนใส่ใจสิ่งที่พูดเหมือนกัน

  Healthสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อม
Categories: ThisAble

สรุปไลฟ์เฟซบุ๊ก "คุณภาพชีวิตคนพิการเป็นอย่างไรในเยอรมนี"

ThisAble - Wed, 2021-07-21 18:03

สรุปไลฟ์เฟซบุ๊ก "คุณภาพชีวิตคนพิการเป็นอย่างไรในเยอรมนี" ที่ช่วยคุยกับสุรัตน์ อังคะปาน แม่ของลูกที่มีความต้องการพิเศษ จะมาเล่าให้เราฟังว่าที่นั่นเป็นอย่างไร

  • สุรัตน์ อังคะปาน ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมนีและมีลูกสาวเป็นดาวซินโดรม ตอนมาเยอรมันครั้งแรกลูกสาวมีอาการตัวเหลือง หมอได้ส่งลูกของเธอไปยังโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญและแผนกเฉพาะด้านโดยทันที แม้ภาษาของเธอยังไม่ค่อยแข็งแรงแต่โรงพยาบาลก็จัดหาล่ามมาให้ด้วย 

  • ตอนอยู่ที่ไทย ลูกของเธอเดินไม่ได้ถึงแม้จะอายุ 4 ขวบแล้วก็ตาม แต่หลังจากได้รับคำแนะนำ พร้อมกับทำการผ่าตัด ปัจจุบันก็สามารถเดินได้และไม่เคยมีอาการเจ็บป่วยเลย

  • โรงพยาบาลที่นี่มีการทำงานเป็นลำดับขั้นตอน โดยประเมินจากภาวะของแต่ละคน เช่น ถอนฟัน หาหมอตา และตัดรองเท้าพิเศษ โดยทั้งหมดนี้ไม่ต้องเสียค่ารักษา แม้จะไม่ใช่พลเมืองเพราะที่นี่ให้ความสำคัญกับมนุษย์ทุกคนเท่ากันหมด จึงมีนโยบายในการดูแลสิทธิพื้นฐานของทุกคนให้ดี 

  • นอกจากเรื่องการรักษา สวัสดิการอีกอย่างที่ได้คือการจัดหาคนดูแล เนื่องจากเธอทำงานกลางคืนและไม่มีเวลาดูแลลูก คนดูแลที่นี่ไม่ต้องเสียเงินจ้างเช่นเดียวกับสิทธิการรักษา ทุกวันนี้ลูกสาวของเธอย้ายไปอยู่บ้านพักคนพิการที่ไม่ต้องเสียเงินและได้รับการสนับสนุน เงินตามสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง ลูกของเธอช่วยเหลือตัวเองได้ 80 เปอร์เซ็นต์ จึงได้รับบัตรขึ้นรถฟรีของตัวเองและผู้ดูแล 

  • ครั้งหนึ่งตอนอยู่ไทยเธอเคยพาลูกไปเข้าโรงเรียนอนุบาล แต่โรงเรียนดูแลได้แค่วันเดียวแล้วบอกว่าไม่ต้องเอาลูกมาแล้วเพราะไม่มีเวลาดูแล และทำให้เด็กคนอื่นเรียนช้าไปด้วย แตกต่างกับที่เยอรมันเพราะที่นี่จะบอกว่าเด็กเก่งอะไร และถึงแม้จะเรียนช้าแต่ก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้กันไป จนปัจจุบันลูกก็เรียนจบและทำงานในบริษัทสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งมีสวัสดิการ เช่น รถรับส่งและมีวันหยุดเหมือนคนทำงานทั่วไป 

  • ลูกของเธอชอบเข้าสังคมมากและคนที่นี่ก็ไม่แบ่งแยกว่าใครพิการหรือไม่พิการ การใช้ชีวิตข้างนอกจะมีพี่เลี้ยงไปด้วย เขาสามารถทำกิจกรรมได้หลากหลายในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ จนทำให้เธอรู้สึกหายเหนื่อยเพราะมองว่าลูกสามารถใช้ชีวิตเองได้แล้ว 

  • สวัสดิการสำหรับเด็กพิเศษเกิดขึ้นจากการเก็บภาษีและมีการจัดสรรที่เป็นเรื่องราว โดยจะถูกจัดเบี้ยคนพิการตามเปอร์เซ็นต์ที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลยก็จะได้ประมาณ 1,000 กว่ายูโร หรือบางคนก็ได้เป็นเบี้ยช่วยเหลือหากสามารถช่วยเหลือตัวเองได้เยอะ

  • แม้จะเสียภาษีเยอะ เป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่ได้ แต่เธอมองว่าภาษีกับสวัสดิการที่ได้กลับมามีความคุ้มค่า ยิ่งเธอไม่ได้มีเงินเดือนเยอะแต่ลูกก็ได้รับการดูแลหลายอย่าง 

  • สิ่งที่อยากให้มีที่เมืองไทยคือการเห็นความสำคัญของเด็ก จัดสรรงบประมาณในสถานที่ดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพราะพ่อแม่หลายคนไม่มีเวลาดูแลลูกทั้งวัน ถ้ามีสถานที่นี้เกิดขึ้นก็จะทำให้มีเวลาหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้ เด็กเลือกเกิดไม่ได้และพ่อ-แม่ก็ไม่ได้อยากที่จะให้ลูกของตนเป็นภาระสังคม ซึ่งในเมื่อเด็กและพ่อ-แม่เลือกไม่ได้ รัฐก็ควรที่จะต้องช่วยพวกเขา

    สำหรับใครที่อยากชมไลฟ์ฉบับเต็ม https://www.youtube.com/watch?v=D6qPzfdKnSI

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนต่างประเทศความมั่นคงคนพิการสิทธิคนพิการในต่างแดนคนพิการอยากไปต่างประเทศออสเตรเลียคนพิการในเยอรมนีดาวซินโดรมสรุปไลฟ์
Categories: ThisAble

สภาคนพิการฯ ออกแถลงการชี้รัฐต้องจัดหาวัคซีนเร่งด่วน-ตรวจเชิงรุก-ประสานส่งต่อคนพิการสีแดง

ThisAble - Wed, 2021-07-21 17:23

วันนี้ (21 ก.ค.) สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ระบุข้อเรียกร้อง 3 ข้อต่อมาตรการช่วยเหลือคนพิการในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ใจความว่า

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤติระบาดรุนแรงในวงกว้าง จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระดับหลักหมื่นต่อวัน สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยมีความห่วงใยต่อคนพิการ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางอย่างยิ่ง โดยพบว่าแนวโน้มคนพิการและครอบครัวที่ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังมีคนพิการที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือพื้นที่เสี่ยงตกหล่นเข้าไม่ถึงการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 เชิงรุก ส่งผลให้เข้าสู่กระบวนการรักษาล่าช้า รวมถึงการฉีดวัคซีน ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาดำเนินการ ดังนี้

1. การเข้าถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของคนพิการและครอบครัว

1.1 ขอให้กระทรวงสาธารณสุขและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เร่งจัดทำประกาศคำสั่งจากหน่วยงานต้นสังกัดไปยังหน่วยงานในจังหวัดเพื่อดำเนินการจัดสรรและฉีดวัคซีนให้แก่คนพิการและครอบครัวเป็นลำดับต้นๆ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากคนพิการถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อจากคนในครอบครัว
1.2 ขอให้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เป็นกลไกหลักประสานงานกับหน่วยงานในจังหวัดเพื่อจัดสรรวัคซีนให้คนพิการในจังหวัด

2. การตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) และ RT-PCR

2.1 ควรจัดให้มีช่องทางการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 สำหรับคนพิการและครอบครัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเป็นการเฉพาะเร่ง (Fast Track) ครอบคลุมทั่วประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
2.2 ควรจัดให้มีทีมตรวจโควิด-19 เชิงรุกในชุมชน องค์กร สถานที่ที่มีคนพิการและครอบครัว โดยใช้วิธี Antigen Test Kit และ RT-PCR เพื่อแยกประเภทผู้ป่วยติดเชื้อและนำส่งผู้ป่วยติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาลโดยเร็ว
2.3 ควรจัดสรรชุดตรวจ Antigen Test Kit แก่คนพิการและองค์กรด้านคนพิการ หรือขอให้องค์กรด้านคนพิการจัดซื้อในราคาต้นทุนหรือราคาที่เหมาะสม

3. การรักษาพยาบาลตามมาตรการแยกกักตัวที่บ้าน Home Isolation การกักตัวในชุมชน Community Isolation และโรงพยาบาล

3.1 ควรจัดหาโรงพยาบาลต้นทางที่รับลงทะเบียนและดูแลผู้ป่วย HI และ CL ในแต่ละพื้นที่หรือหน่วยบริการใกล้บ้านให้แก่คนพิการและครอบครัวที่มีผลทดสอบเป็นบวกหรือพบเชื้อโควิด-19 เพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบการรักษาโดยเร็ว
3.2 ควรเตรียมการรักษาเบื้องต้นโดยเฉพาะยาฟ้าทะลายโจร ยาฟาวิพิราเวียร์สำหรับคนพิการและครอบครัวที่ติดเชื้อโควิด-19
3.3 ควรเตรียมจัดตั้ง Community Isolation สำหรับคนพิการและครอบครัวเพื่อรองรับสถานการณ์ในกรณีที่ไม่มี Community Isolation ที่คนพิการเข้าถึงได้หรือไม่สามารถหา Community Isolation ทั่วไปให้คนพิการได้
3.4 ควรปรับปรุงแนวทางประสานส่งต่อคนพิการที่มีอาการประดับวิกฤตสีแดงให้ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลโดยเร็ว
3.5 ขอให้กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์ร่วมกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและองค์กรด้านคนพิการพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล (DMS Tele Medicine) เพื่อให้คนพิการทุกประเภทสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

ทั้งนี้สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรด้านคนพิการทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคจะสามารถบูรณาการความร่วมมือเพื่อก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ด้วยกันโดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
วันที่ 21 กรกฎาคม 2564

Healthข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสุขภาพโควิด-19คนพิการสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
Categories: ThisAble

สำเร็จ หรือโศกเศร้า ? คนพิการจะเป็นอะไรได้อีกเมื่ออยู่ในสื่อ

ThisAble - Wed, 2021-07-21 14:38

เมื่อเราเปิดทีวี ไม่ว่าจะเป็นรายการข่าวหรือละคร สิ่งที่เราเห็นก็คือผู้คนและตัวละครที่มีความหลากหลาย ทั้งรูปลักษณ์หรือบทบาท ความหลากหลายนี้ทำให้เราเพลิดเพลินได้เสมอ แต่ความหลากหลายมีไว้เพื่อทุกคนหรือไม่ เมื่อคนพิการเข้ามามีบทบาทในสื่อ เรามักจะเห็นภาพที่ปรากฎเพียงไม่กี่บทบาทเท่านั้น เช่น บทบาทของความสำเร็จของคนพิการที่แสดงให้เห็นถึงการมีข้อจำกัดทางร่างกายแต่สามารถประสบความสำเร็จในด้านใดด้านหนึ่งได้ หรือบทบาทความทุกข์ยากต่างๆ  ซึ่งจะเห็นได้จากรายการทีวีต่างๆ ที่ให้คนพิการมาเล่าเรื่องราวความลำบากในชีวิตตนเองให้ฟัง บทบาทเหล่านี้กลายเป็นภาพปรากฏของคนพิการจนคุ้นชิน 

Thisable.me จึงอยากชวนทุกคนร่วมสำรวจภาพลักษณ์ของคนพิการผ่านสื่อและทำความเข้าใจปรากฎการณ์นี้ให้มากขึ้นผ่านการพูดคุยกับรับขวัญ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ งานวิจัยในระดับปริญญาเอกของเธอนั้นศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์การแสดงที่ไม่ได้อยู่แค่ในทีวีหรือสื่อ หากแต่เป็นปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในสังคมและวัฒนธรรมว่า  ปรากฏการณ์ความสุขเกิดขึ้นผ่านสื่อได้อย่างไรและสร้างชุดความเชื่อในสังคมได้อย่างไร

ว่าด้วยเรื่องของสื่อ

รับขวัญ: พอเราพูดถึงเรื่องสื่อ (Media) ความหมายมันกว้างมาก สื่อคือเรื่องของการสื่อสาร พูดแบบตรงไปตรงมาก็คือเครื่องมือตรงกลางที่ใช้ส่งข้อมูลระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร ก่อนที่จะมีสื่อ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุหรือทีวี การรับรู้ข้อมูลและการสื่อสารของคนถูกส่งผ่านปากต่อปากผ่านคนที่เล่าต่อมาเรื่อยๆ แต่ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงระหว่างคนเล่าที่ 1 และคนเล่าที่ 2 เทคโนโลยีจึงเข้ามาแทนที่เพื่อทำให้การสื่อสารของมนุษย์พัฒนาขึ้น 

ตัวกลางอย่างการเกิดขึ้นของหนังสือพิมพ์เริ่มมีบทบาทในการกำหนดชุดข้อมูล เช่น แทนที่จะเล่าว่าตอนเช้าไปเจอคนรถคว่ำ ก็กลายเป็นว่าเรื่องนี้จะถูกบันทึกไว้ในแบบที่คนสามารถรับรู้ได้เหมือนกัน โดยไร้ซึ่งการบิดหรือเปลี่ยนไป การเกิดขึ้นของสื่อจึงค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องสื่อทำหน้าที่อะไรก็คือ “ใครเป็นคนส่งต่อข้อมูลชุดนั้น” หรือ “ใครมีอำนาจในการถือครองสื่อชุดนั้น” เพราะยิ่งเป็นสื่อสาธารณะเท่าไหร่ แปลว่ายิ่งมีคนดูที่สามารถเข้าถึงข้อมูลชุดนั้นมากขึ้นสื่อจึงไม่ใช่แค่เรื่องของสื่อแต่หมายถึงผู้ส่งสารกับผู้รับสารผ่านความสัมพันธ์ทางอำนาจของความหลากหลาย หากมีการผูกขาดชุดข้อมูล เช่น สื่อในยุค Propaganda สงครามโลก หรือยุคเผด็จการใดๆก็แล้วแต่ ก็จะเห็นว่า สื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือได้ผ่านผู้มีอำนาจ ที่สามารถส่งต่อข้อมูลชุดหนึ่งเพื่อสร้างความปกติหรือการรับรู้ให้คนในสังคม การรับรู้จึงขึ้นอยู่กับว่าสื่อชิ้นนั้นถูกผูกขาดโดยอำนาจแบบใดหรือคนที่มีทัศนคติ (Mind set) ความเชื่อแบบไหน ทำให้เมื่อเราพูดถึงสื่อ จึงไม่สามารถพูดด้วยหลักนิเทศศาสตร์สมัยเก่าได้ แต่ต้องต้องมองถึงโครงสร้าง เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองด้วย เช่น ประชาธิปไตยทำให้วงการสื่อเกิดประชาธิปไตยหรือเปล่า หากมีการเลือกตั้งแล้วสื่อยังถูกผูกขาดโดยทุนกลุ่มหนึ่งก็เท่ากับว่า ยังผูกขาดข้อมูลและการรับรู้ของประชาชนเช่นกัน

เพราะจุดขายคือ“ความแปลก” 

สื่อหรือ Media ที่มีการใช้คนพิการเข้ามาไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยที่เราเห็นในบทบาทของดาราหรือนักแสดงตลก แต่ต้องมองกลับไปถึง “ความพิการ” (Disabled) ที่สื่อเลือกจะหยิบมาเล่น ถ้าเรามองในตรรกะของการขายของ โฆษณาหรือการเขียนบทละคร สิ่งเหล่านี้ต้องมีจุดขายที่เด่นและไม่ซ้ำเรื่องอื่น สื่อหยิบภาพคนพิการในลักษณะของความผิดปกติมาเป็นจุดขาย เช่น ดาราคนนี้พูดไม่ชัด ตัวเล็ก ก็นำมาขายเหมือนมีความพิเศษบางอย่าง ความพิเศษเช่นนี้ในยุคแรกๆ มักมาพร้อมกับความตลกหรือคอมเมดี้  เช่นเดียวกับในไทย การเล่นตลกเจ็บตัว ตลกตีหัวก็เกิดขึ้นเหมือนกับในต่างประเทศ เช่นละครยุคหนึ่งซึ่งเรียกว่า “Slapstick Comedy” ที่ดำเนินเรื่องผ่านการฟาดกันไป ฟาดกันมาแล้วก็ขำ คนดูขำเพราะรู้ว่าความตลกนั้นมันไม่จริง เป็นเพียงการแสดง และเรารู้สึกตลกเพราะว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเองคล้ายกับตอนเด็กๆ ที่เราเห็นเพื่อนตกเก้าอี้หงายท้องแล้วคนในห้องก็หัวเราะ แต่เมื่อภาพเหล่านี้พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นสื่อที่ฉายซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ ก็กลายเป็นภาพปกติ ยิ่งคนที่มีสื่ออยู่ในมือผลิตซ้ำภาพแบบเดิมเท่าไหร่ ยิ่งมีพื้นที่ในการส่งข้อมูลให้คนดูซ้ำแล้วซ้ำอีกได้นานเท่าไหร่ สิ่งที่เรามองว่าแย่มากหรือไม่ปกติ ก็กลายเป็นเรื่องปกติ สิ่งนี่คืออำนาจของสื่อในการผลิตซ้ำ ก็ยิ่งเกิดภาพแบบนี้ขึ้น

ในต่างประเทศมีข้อสังเกตและโต้แย้งในเรื่องนี้มานานมากแล้วและไปไกลกว่าภาพคนพิการในเชิงตลก แต่ยังรวมถึงภาพของเหยื่อด้วย ในไทยก็เริ่มมีภาพการทำให้ดูน่าสงสาร เช่น รายการที่ทำให้คนเห็นว่าพิการแล้วน่าสารมากจนต้องรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ในต่างประเทศเองก็มีการเอามาทำให้รู้สึกมีพรสวรรค์หรือมองว่า คนพิการคือคนที่มีความพิเศษซ่อนอยู่หรือไม่ก็เป็นฮีโร่ เช่น  ภาพยนต์ Blockbuster หนังฮอลลิวูด หรือแม้แต่ X-men ก็รวมคนพิการแล้วมองว่าความพิการมีความพิเศษบางอย่างอยู่ นอกจากนี้ยังนำเสนอคนพิการในรูปแบบของความไร้เดียงสา ความบริสุทธิ์เช่น ภาพยนต์ I am Sam และ Rain man ที่ทำให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ของคนพิการ 

อย่างไรก็ดี ตัวอย่างทั้งหมดที่ว่ามานั้นไม่ได้หลุดไปจากกรอบที่มองว่าความพิการคือ “ความแปลก” และเอามาเป็นจุดขาย หากแต่เป็นความพิการแบบน่าสงสาร พิการแบบตัวร้ายที่สร้างรูปลักษณ์ว่ามีบาดแผล หรือมีความพิการทางจิตใจ เช่น โจ๊กเกอร์ ที่ถูกเล่าอย่างเป็นรูปแบบผ่านสื่อเท่านั้นโดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นมนุย์

คนพิการที่ถูกเล่าในสังคมไทย

ในไทย เราคุ้นชินกับการทำให้เป็นตัวตลก เมื่อเราลองย้อนกลับไปตั้งคำถามว่า ทำไมคนสามารถใจร้ายได้ขนาดนี้ ทำไมเราขำกับการเอาคนพิการมาแสดงตลกได้ เราจะพบว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ คนไม่ได้มีดีเอ็นเอแห่งการดูถูกคนอื่น แต่เกิดจากปฏิบัติการทางวัฒนธรรมผ่านสื่อที่ถูกทำซ้ำมาตลอด เช่น ในคณะตลกต้องมีคนพิการ แม้เราอาจมองว่า นี่คือการให้โอกาส แต่สุดท้ายก็ไม่หลุดกรอบจากการทำให้ตลก (Make fun) หรือการทำให้ภาพจำของคนพิการที่ถูกเล่าในสังคมไทยผ่านความตลกโปกฮา (Cheap Laughs) คือการเอาเสียงหัวเราะแบบง่ายๆ จากความพิการมาขาย 

อีกประเด็นที่รู้สึกว่าเริ่มมีเยอะและชัดขึ้นก็คือ การทำให้เป็นเหยื่อ (Victim) ไม่ก็คนสิ้นหวัง (Helpless) ที่ดูแลตัวเองไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดการแก้ปัญหา แต่ทำให้คนไม่พิการได้รู้สึกชำระล้างตัวเองผ่านการเห็นอกเห็นใจผ่านสื่อ เช่น รายการเกมส์โชว์บนทีวีที่ทำให้เห็นว่าเป็นคนพิการแต่ร้องเพลงเพราะ กรรมการก็จะชมว่า พิการขนาดนี้แต่ยังทำได้ ส่วนตัวจึงมองว่า สังคมไทยยังไม่ไปถึงจุดที่เอาความพิการมาสร้างเป็นพรสวรรค์ (Gifted) หรือความเป็นฮีโร่เลยด้วยซ้ำ แต่ยังอยู่ในจุดผู้ถูกกระทำเสียมากกว่า

ถูกสร้างเป็นตัวละครแต่ไม่สะท้อนโครงสร้าง

เวลาเกิดภาพจำนั้นไม่ได้มาจากการดีดนิ้วแล้วเกิด แต่เกิดจากการทำย้ำๆ จนสังคมมีภาพจำของความพิการ เช่น พิการคือวีลแชร์ พิการต้องไม่สมประกอบ ทั้งที่จริงแล้วความพิการมีหลายระดับ มีความพิการที่มองไม่เห็น ความพิการเหล่านี้จะสามารถไปอยู่ในสื่อหรือความบันเทิงโดยไม่กดทับได้หรือไม่ เราคิดว่าขึ้นอยู่กับต้องการส่งข้อความอะไรคุณมองคนพิการในฐานะมนุษย์คนหนึ่งหรือว่าคุณกำลังพูดเรื่องความพิการเป็นจุดขาย หากเป็นอย่างหลัง ไม่ว่าจะเชิดชูคุณค่ายังไงก็จะพูดถึงได้แค่คนพิการที่เป็นเด็กออทิสติกมีความสามารถพิเศษ แต่ไม่ได้พูดถึงเด็กออทิสติกกี่ร้อยกี่พันคนที่ไม่ได้มีพื้นที่แบบนี้

ฉะนั้นถ้าจะเล่าเรื่อง สร้างหนังหรือละครแล้วมีตัวละครที่พิการ คำถามคือทำไมตัวละครนี้ถึงต้องพิการ คุณเลือกมาเพราะอยากให้เห็นว่าตัวละครตัวนี้โดนกระทำจากสังคมรึเปล่า เขาควรได้รับคุณค่าที่ดีกว่านี้รึเปล่า หรือเพียงเลือกมาเพราะมีวีลแชร์แล้วเก่ง สามารถทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่ตั้งคำถามต่อว่า ใช่ทุกคนหรือไม่ที่สามารถมีชีวิตแบบนี้ได้ แม้แต่ในภาพยนต์ต่างประเทศเองก็ดี หลายครั้งก็ใช้ภาพของคนพิการเป็นพระเอก-นางเอกเพื่อลบหรือกลบปัญหาเชิงโครงสร้าง ผลักความพิการเป็นเรื่องของจิตใจที่เข้มแข็ง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่สำหรับทุกคน ทุกคนไม่ได้เกิดมามีต้นทุน ไม่ใช่ทุกคนเกิดมาจะได้รับการศึกษาแบบพิเศษที่ครอบคลุม โดยเฉพาะในหลายครั้งมักพยายามลบความพิการออกเพื่อให้ทุกอย่างดูเรียบง่าย หรือหายได้แต่ไม่ตั้งคำถามว่าสังคมโอบรับพวกเขามากน้อยแค่ไหน มีความเท่าเทียมในการเข้าถึงสิทธิเป็นอย่างไร  สื่อยังทำหน้าที่ตรงนี้น้อยมากในประเทศไทย กลับเห็นแต่เรื่องคนพิการจนแล้วสู้ชีวิต 

การสร้างเรื่องเล่าของคนพิการในเสรีนิยมใหม่

ปัญหาหลักใหญ่เวลาที่เราพูดถึงเรื่องอัตลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ สีผิว หรือแม้แต่ความพิการ แนวคิดเสรีนิยมใหม่พยายามตัดเรื่องพวกนี้ออกจากเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ผ่านการมองเป็นแค่เรื่องของจิตใจ อย่างคำพูดที่ว่า “ถ้าใจสู้” ซึ่งจริงๆ ตรรกะใจสู้นี้เป็นตรรกะเดียวกับสังคมทุนนิยมเลย ที่บอกว่าถ้าคุณขยัน สู้ ทำงานหนัก ก็จะมีชีวิตที่ดีได้ แนวคิดเช่นนี้กดทับหนักโดยเฉพาะสังคมเสรีนิยมใหม่แบบเข้มข้นที่ไม่มีตาข่ายรองรับประชาชน คนก็ต้องแบกรับต้นทุนชีวิตหนักขึ้นเท่านั้นคนที่ร่างกายแข็งแรงยังแบกรับขนาดนี้ คนที่มีความพิการยิ่งต้องแบกรับหนักกว่าคนปกติทั่วไป ฉะนั้นเวลาเห็นข่าวจึงรู้สึกหงุดหงิดมากที่คนชมว่าเขาสู้ชีวิต เขาต้องสู้เพราะคุณไม่มีอะไรให้ไง เหมือนเวลาเราดูคนจนแล้วเชิดชูว่าเค้าสู้ชีวิต แต่คนรวยไม่ต้องสู้ชีวิตเพราะคุณรวยแล้ว สิ่งเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องชนชั้นแห้งๆ อย่างชนชั้นสูง ชนชั้นต่ำ แต่ทุกสิ่งเกี่ยวข้องกันตลอดเวลา คือคนที่มีต้นทุนสูงใช้คนพิการเป็นพื้นที่เพื่อให้รู้สึกดีกับตัวเอง โดยไม่พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้มีชีวิตดีขึ้น ทำเพียงแค่สงสารและบริจาค ถ่ายรูปลงว่าไปช่วยคนพิการเพื่อให้ตัวเองอยู่เหนือขึ้นไปอีก 

สตีเฟ่น ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษที่มีความพิการต่อสู้และเน้นย้ำมาตลอดว่าเขามีชีวิตอยู่ได้เพราะระบบ Health Care System ในยุคสมัยของเขาที่ทำให้ครอบครัวชนชั้นกลางที่สามารถเข้าถึงการสนับสนุนต่างๆ เช่น วีลแชร์ สิ่งหนึ่งที่เขายืนยันคือ เขาไม่ได้ต้องการหายจากความพิการ แต่ เราต้องยอมรับความพิการและต้องหาทางดูแลโอบอุ้มสิ่งเหล่านี้ นั่นก็คือระบบ Health Care System เพราะหากปล่อยให้โรงพยาบาลกลายเป็นสินค้ามากเท่าไหร่ คนพิการที่เกิดมาต้นทุนต่ำก็ไม่มีทางที่จะเข้าถึงการรักษาที่ดี ปลอดภัยหรือมีอุปกรณ์ที่ทำให้ใช้ชีวิตที่ได้เหมือนคนทั่วไป ทั้งเรื่องการคมนาคม การสื่อสาร การเข้าถึงการเรียนรู้

ทำไมคนพิการจึงยังเอาตัวเองเข้าไปในกลไกของสื่อแบบนี้

เป็นเรื่องของพื้นที่และเงื่อนไขเศรษฐกิจ เมื่อสื่อไทยผลิตซ้ำค่านิยมหรือวัฒนธรรมการ Make Fun กับร่างกายคน ไม่ใช่แค่ความพิการหรือสีผิว เรื่องเพศก็เช่นกัน โครงสร้างนี้ทำให้วงการมีพื้นที่จำกัด ถ้าเกิดคุณอยากเป็นดารา คุณก็มีพื้นที่แค่นี้ แล้วคุณจะเอามั้ยเมื่อเล่นเป็นอันนี้แล้วคนชอบมากเลย เรตติ้งดีมาก คุณก็ต้องอยู่ในพื้นที่นี้สังคมมองว่าถ้าจะทำงานก็ต้องเอาความพิการมาขาย เอาความตลกมาขาย เอาความ “แปลก” ที่สังคมสร้างขึ้นมาขาย คนจึงรับบทเหล่านั้นเพราะอาจไม่เห็นว่าสามารถเป็นอย่างอื่นได้ 

ในสังคมปัจจุบันที่มีการตระหนักรู้มากขึ้น คิดว่าสื่อจะเปลี่ยนมุมมองตามไปด้วยหรือไม่

ถ้าถามเมื่อ 5 ปีก่อนก็จะตอบว่าคงยาก แต่ทุกวันนี้พอได้อยู่กับคนรุ่นใหม่ ได้เห็นกระแสสังคม ได้อ่านทวิตเตอร์และดูความเปลี่ยนแปลงของสื่อก็คิดว่าการตระหนักรู้นั้นมีผล แต่ก่อนนี้คนทำสื่อคิดว่าก็ทำละครตบจูบไปเถอะ คนชอบดู แต่ไม่เคยถามกลับเรื่องอำนาจของคนดูว่าถ้าวันหนึ่งคนไม่ดูคุณ ไม่เอาเนื้อหาแบบนี้จะทำยังไงกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมในประเทศไทยไม่ใช่แค่ในเฉพาะเชิงการเมือง วัฒนธรรม แต่กำลังอยู่ในช่วงคุกรุ่น ประเด็นหลายๆ อย่างเกิดขึ้นเยอะไปหมด และทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง การถกเถียงก็คือสิ่งที่ดีเสมอ แต่ก่อนเราไม่เคยคิดเลยว่าไม่ควรบูลลี่คนพิการเพราะทำมาตั้งแต่เด็ก สมัยตัวเองเด็กๆก็ดูละครเรื่องบ้านทรายทองที่มีตัวละครคือชายน้อย การเล่นเป็นชายน้อยก็คือการ Make Fun เล่นตลก แต่พอสังคมเปลี่ยนไป คำถามเกิดขึ้นคนรุ่นใหม่ตั้งคำถามถึงการบูลลี่ ก็แสดงให้เห็นว่าเริ่มมีการวิเคราะห์ถึงบางอย่างที่เคยโอเค วันหนึ่งอาจจะไม่โอเคแล้วก็ได้ ตอนนี้สื่อกระแสหลักก็เริ่มปรับตัว เช่นประมาณ 4 ปีก่อน ในเกมส์โชว์มักจะมีการล้อสีผิว แม้แต่นักแสดงที่ผิวคล้ำก็ยังเล่นความดำของตัวเอง แต่พอสังคมเริ่มมีการวิพากษ์มากขึ้น การไม่ปล่อยผ่านมากขึ้น สังคมและวัฒนธรรมก็เปลี่ยนและสื่อก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน

หลุดจากกรอบอัตลักษณ์เพื่อมามองปัญหาสังคม

อีกสิ่งหนึ่งที่คิดว่าสำคัญก็คือเวลาเราพูดว่าต้องเคารพสิทธิมนุษยชนในโลกเสรีนิยมใหม่สิทธิมนุษยชนมักมากับเรื่องส่วนตัว ตัวใครตัวมัน เราไม่บูลลี่กัน ฉะนั้นการสร้างภาพจำไม่ควรแค่เลิก Make Fun และหันมาทำละครแบบมีความสามารถพิเศษเท่านั้นเพราะหากเราไม่สามารถหลุดจากกรอบที่สร้างความพิการว่า “แปลก” โดยไม่ได้มองปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือบอกว่าคนพิการมีความพิเศษจนคนดูได้รับแรงบันดาลใจ คนพิการอีกมากมายที่ไม่ได้มีคุณค่าเช่นนั้นก็จะตกหล่น สังคมจะไม่รองรับพวกเขา ฉะนั้นสื่อจะต้องสร้างให้เห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพร่างกายแบบไหน ต้องสามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานได้ ไม่เช่นนั้นคนพิการก็จะตกอยู่ในกรอบของการเอาอัตลักษณ์ความพิการมาเป็นตัวละครหนึ่งเท่านั้น

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศรับขวัญ ธรรมบุษดีสื่อคนพิการละครภาพยนตร์
Categories: ThisAble

สมาคมคนตาบอด แจงผลแผนแม่บทอาเซียน พ.ศ.2568 "ทำสิทธิคนพิการให้เป็นจริง"

ThisAble - Wed, 2021-07-21 13:12
วันนี้ (20 ก.ค.) สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยThailand Association of the Blind ได้จัดการประชุมเรื่อง “การติดตามผลการดําเนินงานตามกรอบแผนแม่บทอาเซียน พ.ศ. 2568 เพื่อบูรณาการสิทธิคนพิการ” ผ่านแอพลิเคชันซูม โดยมีตัวแทนจากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ตัวแทนสภาคนพิการทุกประเทศแห่งประเทศไทย ตัวแทนจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และองค์กรคนพิการเข้าร่วม     นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ได้มีการประกาศใช้แผนแม่บทอาเซียนเพื่อมุ่งบูรณาการสิทธิคนพิการสู่สิทธิกระแสหลักในภูมิภาคอาเซียนเพื่อให้คนพิการได้รับการยอมรับว่ามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาแต่กําเนิดและได้รับสิทธิในการดํารงชีวิตอย่างเสมอภาคเท่าเทียมเฉกเช่นพลเมืองทุกคน ในปี 2564 ได้มาถึงระยะครึ่งแผน สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์การคนพิการระดับชาติเล็งเห็นถึงความจําเป็นในการผลักดันแผนแม่บทฉบับนี้สู่การปฏิบัติจริง โดยได้ดําเนินการเผยแพร่การบูรณาการแผนแม่บทในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องผ่านการสนับสนุนจากองค์กรระดับนานาชาติอย่าง The International Foundation for Electoral Systems (IFES) และ The General Election Network for Disability Access (AGENDA) นับตั้งแต่ปี 2562   การจัดประชุมในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดําเนินงานตามกรอบแผนฯ โดยสอดคล้องตามอํานาจหน้าที่และกลไกการทํางานในระดับผู้แทนไทยในอาเซียน ทั้งด้านสิทธิมนุษยชน เด็กและสตรี ในโอกาสที่ได้ดําเนินการมาครบระยะครึ่งแผน ตลอดจนเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคมและองค์กรคนพิการในการดําเนินงานตามแผนดังกล่าว   ในการประชุมประกอบด้วยการบรรยายพิเศษเรื่อง การบูรณาการแผนแม่บทอาเซียนฯ และความสําคัญในการกํากับติดตามและการประเมินผลการดําเนินงาน โดยผู้ที่มีบทบาทสําคัญอย่างยิ่งในการริเริ่มแผนฯ อย่างดร.เสรี นนทสูติ สมาชิกคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ต่อเนื่องด้วยการนําเสนอเรื่อง อํานาจหน้าที่และการดําเนินงานตามกรอบแผนแม่บทอาเซียนฯ ในระยะครึ่งแผน: ความคืบหน้า ปัญหาที่พบ ความท้าทายและแนวทางการบูรณาการสิทธิคนพิการในอนาคต โดยตัวแทนจากสามหน่วยงาน ได้แก่ ผู้แทนประเทศไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน (AICHR), ผู้แทนไทยด้านสิทธิเด็กในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิ สตรีและสิทธิเด็ก (ACWC) และผู้แทนเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสวัสดิการสังคมและการพัฒนาของประเทศไทย (SOMSWD) นอกจากนี้ ยังมีเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อผนึกความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นๆ ในการร่วมขับเคลื่อนสิทธิคนพิการไทยสู่สิทธิกระแสหลักและการสร้างสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังให้เป็นจริง   เอกกมล แพทยานันท์ นายกสมาคมคนตาบอดระบุว่า การทำงานในอีกสี่ปีข้างหน้าเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่โควิด-19 เกิดขึ้น เรื่องสิทธิคนพิการจึงควรคิดอย่างครอบคลุมและอาจจำเป็นที่จะต้องมีกรรมการที่ดูแลฝ่ายอาเซียนโดยเฉพาะ การพูดคุยวันนี้จึงถือเป็นการติดตามความคืบหน้าว่าในอีกสี่ปีต่อไปจะทำให้แผนงานบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างไร   ดร.เสรี นนทสูติ สมาชิกคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมระบุว่า แผนบูรณาการเป็นความพยายามที่จะทำให้สิทธิคนพิการเป็นที่ยอมรับ ทั้งเสาสามด้านได้แก่ด้านการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ จะต้องถูกพัฒนาครบทุกด้าน คนพิการต้องมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับทุกคนในสังคมและการดำเนินงานจะต้องถูกรายงานสู่ผู้นำสูงสุด ขณะนี้แผนอยู่ในช่วงครึ่งกลางและจะสิ้นสุดพร้อมกับแผนวิสัยทัศอาเซียน จึงต้องเตรียมการประเมินผล ทั้งนี้มีการเรียกร้องว่า ควรมีคณะกรรมการเฉพาะด้านด้านคนพิการหรือไม่ ตนมองว่าหากมีพี่น้องคนพิการมาร่วมกันส่งเสียงก็น่าจะทำให้เกิดผลดี โดยเฉพาะที่ช่วงนี้โควิด-19 กระทบต่อทุกสิทธิของคนพิการ เราจึงยิ่งต้องมาบูรณาการร่วมกันในเรื่องการปกป้องคุ้มครองสิทธิ   ศาสตราจารย์กิตติคุณ อมรา พงศาพิชญ์ ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ระบุว่า แผนนี้เริ่มจัดทำโดยอาจารย์เสรี เนื่องจากคณะกรรมการอาเซียนด้านสิทธิมนุษยชนมีหน้าที่ที่ต้องดูแลด้านสิทธิคนพิการทั้งสามด้าน เพื่อให้สิทธิคนพิการเป็นเรื่องของภูมิภาคและโลกทุกคนต้องทำงานร่วมกันและต้องผลักดันต่อไป นอกจากนี้ควรต้องมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องนี้เพื่อรับผิดชอบให้เกิดกลไกในระดับอาเซียนด้านคนพิการ   สำเริง วิระชะนัง ตัวแทนจากสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยระบุว่า ที่ผ่านมางานด้านคนพิการเข้าถึงแผนในลักษณะกระดาษแต่การเข้าถึงในทางปฏิบัติยังเป็นไปได้น้อย หนำซ้ำยังเกิดการเลือกปฏิบัติจนก่อให้เกิดปัญหาในการประกอบอาชีพโดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 การทำงานจึงควรมุ่งเน้นว่า ทำอย่างไรให้สิทธิคนพิการด้านต่างๆ เป็นจริง ทั้งเรื่องผู้ช่วยคนพิการ ล่ามภาษามือ ที่ต้องกำหนดแนวทางการปฏิบัติและร่วมมือกันเพื่อลดปัญหาการไม่เข้าใจและขจัดการเลือกปฏิบัติให้หมดไป   หากสนใจสามารถศึกษารายละเอียดของแผนบูรณาการสิทธิคนพิการอาเซียนเพิ่มเติมได้ที่ https://asean.org/.../Thai-Translated-ASEAN-Enabling... นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามการดําเนินงานที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทอาเซียนฯ โดยสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ได้ทางเพจเฟซบุ๊ค ASEAN Enabling Master Plan การทําสิทธิ์คนพิการไทยให้เป็นจริงได้ที่ https://www.facebook.com/ASEANEMPThailand Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองแผนแม่บทอาเซียนสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยเอกกมล แพทยานันท์เสรี นนทสูติอมรา พงศาพิชญ์สำเริง วิระชะนัง
Categories: ThisAble

เปิดใจครอบครัวเด็กพิเศษ ติดโควิด-19 ยกบ้าน ชี้ลำบาก ไร้เตียง วอนรัฐช่วย

ThisAble - Tue, 2021-07-20 14:00

เปิดใจครอบครัวเด็กพิเศษ ติดโควิด-19 ยกบ้าน ชี้ลำบาก ไร้เตียง วอนรัฐจัดสถานพยาบาลสำหรับเด็กพิเศษ เหตุเป็นกลุ่มยากลำบากดูแลตัวเองไม่ได้ ด้าน“ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษ สมุทรสงคราม” เตรียมพร้อมข้อมูลใช้ดูแลเด็กพิเศษหากติดโควิด ขณะที่ มูลนิธิเด็กเยาวชนฯ ลุยมอบสิ่งของจำเป็นช่วยเด็กพิการ

19 กรกฎาคม 2564 มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว ร่วมกับศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดสมุทรสงคราม และเครือข่ายอัมพวาโมเดล สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนาออนไลน์เรื่อง “เด็กพิเศษ  ในสถานการณ์โควิด-19ที่ยังไม่จบ”ไลฟ์สดทางเพจเฟซบุ๊กมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว  

สกุลศรี บุญโชติอนันต์ คุณแม่ที่ต้องรักษาตัวเองและลูกชาย กล่าวว่า ตนมีลูก 2 คน คนเล็กเป็นชายอายุ 18 ปี บุคคลออทิสติก การเลี้ยงเด็กพิเศษถือว่ามีความยากกว่าเด็กทั่วไป แต่โชคดีที่ลูกของตนสามารถ สามารถพูดคุย สื่อสารและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารทางอารมณ์ ทั้งนี้ในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด19 ก็ได้พยายามสอนให้น้องรู้จักโรค รู้จักการป้องกันและรักษาโรค จนกระทั่งสามีของคนต้องกักตัวที่บ้านเนื่องจากที่ทำงานมีคนติดโควิด แต่ระหว่างที่อยู่ที่บ้านก็ไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยหรือแยกตัวออกจากครอบครัว ยังรับประทานอาหารดูทีวีด้วยกันจนกระทั่งไปตรวจหาโควิดทั้งครอบครัวและทราบผลเมื่อประมาณวันที่8 ก.ค. ก็มีการติดเชื้อ 3 คน คือตน สามี และลูกชาย ส่วนลูกสาวที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ติดเชื้อ ทั้งนี้ สามีถูกส่งไปที่รพ.สนาม ส่วนตนพยายามพยายามหาเตียงที่เหมาะสมสำหรับการดูแลเด็กพิเศษด้วยแต่ไม่สามารถหาได้ ทำให้ต้องอยู่รักษาตัวเองที่บ้าน และแยกตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสาวติดไปด้วย แรกๆ ลูกชายเนื่องจากเป็นออทิสติกก็จะต้องมีการปรับการดูแลกันเยอะ ทั้งการกิน การอยู่ ทำความเข้าใจเรื่องการไม่ออกมานอกห้อง แรกๆ น้องไม่เข้าใจ แต่หลังๆ เริ่มเข้าใจมากขึ้น

“เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ทางรพ.ได้มีการเอ็กซเรย์ปอดลูกชายเริ่มมีปัญหา จะถูกส่งเข้ารพ.สนาม แต่เราไม่สามารถไปได้เพราะน้องเป็นเด็กพิเศษ ซึ่งจะยากมากในการไปอยู่ร่วมกับคนอื่น จึงให้อยู่บ้าน แล้วจากนั้นก็ไม่ได้มาดูแลอะไรอีกเลย ไม่มียามาให้ ไม่มีเครื่องวัดไข้วัดออกซิเจน ยา และอุปกรณ์ต่างๆ มีแต่ทางมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับน้องส่งมา และภาคประชาชนต่างๆ ส่งมา ซึ่งตอนนี้อาการดีขึ้นแล้ว แต่เรามองว่านี่เป็นแค่ความโชคดี ยังมีเด็กพิเศษอีกมากที่ติดโควิด และกำลังหาเตียงอยู่ หากเป็นไปได้อยากให้ภาครัฐได้จัดหาสถานพยาบาลสำหรับเด็กพิเศษกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึงด้วย เพราะเป็นกลุ่มที่ดูแล หรือช่วยเหลือตัวเองลำบากหากติดเชื้อ” สกุลศรี กล่าว

ด้าน โกสินทร์ สวัสดิ์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ในพื้นที่สมุทรสงคราม มีกลุ่มเด็กพิเศษที่โรงเรียนดูแลอยู่ 110 คน การดูแลเด็กพิเศษที่ผ่านมาในช่วงที่มีโรคโควิดระบาด แล้วภาครัฐให้เรียนออนไลน์ แต่เด็กกลุ่มนี้จะไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ดังนั้นทางจังหวัดจึงได้จัดส่งครูไปสอนแบบที่บ้าน โดยมีการให้ความรู้เกี่ยวกับโรค และการป้องกันโรคโควิด-19 ให้ด้วย รวมถึงมีการเตรียมความพร้อมเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล บุคลิกภาพ ความชอบหรือไม่ชอบ หรือข้อจำกัดส่วนบุคคลของเด็กพิเศษเหล่านี้เอาไว้ด้วยเพราะตอนนี้มีการระบาดโรคหนักขึ้น หากเกิดการติดเชื้อจะได้เป็นฐานข้อมูลให้กับบุคลากรการแพทย์ในการดูแล เพราะต้องยอมรับว่าบางครอบครัวมีข้อจำกัดไม่สามารถทำ Home Isolation ได้ทุกคน แต่คนไหนที่ทำได้ ทางศูนย์ฯ ก็พร้อมให้การช่วยเหลือดูแลในส่วนที่ทำได้ เช่นการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันเราก็เริ่มวางแผนเตรียมการเพื่อที่จะรับมือหากจำเป็นต้องแยกเด็กออกมาเข้าสู่การดูแลรักษา และกำลังมองแนวทางในการปรับสถานที่ของโรงเรียนบางจุดเพื่อเป็นหน่วยดูแล พักคอยรอส่งต่อในเบื้องต้นเอาไว้ด้วย

ขณะที่ ชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า สองปีที่ผ่านมามูลนิธิฯได้ทำงานร่วมกันกับหลายหน่วยงานในพื้นที่อำเภออัมพวา ทั้งสภ.อัมพวา บ้านพักเด็กและครอบครัว สมุทรสงคราม ศูนย์การศึกษาพิเศษ วัดบางกะพ้อม สาธารณสุขจังหวัด ฝ่ายปกครอง กำนันผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ เพื่อออกแบบการทำงานเชิงป้องกันลดปัญหาสังคม เห็นความสำคัญต่อปัญหาครอบครัว ปัญหาเด็ก เยาวชน กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มที่เปราะบางรวมถึงเด็กพิการเด็กพิเศษ ภายใต้คณะทำงาน “อัมพวาโมเดล” มี พ.ต.อ.เผด็จ ภูบุปผากาจนผกก.สภ.อัมพวา เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ กำหนดจุดเฝ้าระวัง และแจ้งเหตุเพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ช่วยไปหลายเคสในช่วงโควิด และมูลนิธิฯได้ร่วมกับเพจอีจัน แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน และสสส.จัดหาสิ่งของจำเป็นช่วยเหลือครอบครัวเด็กพิเศษที่เผชิญความยากลำบาก51ครอบครัว ซึ่งอยู่ในการดูแลของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม โดยจะทยอยส่งมอบสิ่งของภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตามมูลนิธิฯ อยากเห็นการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กพิเศษ มีการวางแผนวาดฉากสถานการณ์ปัญหาเพื่อเตรียมการรับมืออย่างเป็นระบบ

Socialข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนcovid-19เด็กพิเศษ
Categories: ThisAble

“ออทิสติก” ชวนเข้าใจ ไม่คิดแทน กับเพจ NeurodiverThai

ThisAble - Mon, 2021-07-12 14:18

ปัจจุบันเราอยู่ในสังคมมีความตระหนักรู้มากขึ้น ผู้คนในกลุ่มต่างๆ ได้รับความเข้าใจที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ สัญชาตหรือวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี แม้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีอยู่ในสังคมมานานและได้รับความเข้าใจมากขึ้น แต่ประเด็นหนึ่งอย่างบุคคลออทิสติกกลับยังไม่ได้รับความเข้าใจจากคนในสังคมเท่าที่ควร จึงทำให้เกิดการกลั่นแกล้ง การปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องจนทำให้คนบุคคลออทิสติกใช้ชีวิตลำบากและคนในสังคมรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้เข้าถึงยาก

Thisable.me จึงชวนทำความเข้าใจบุคคลออทิสติกให้มากขึ้นผ่านมุมมองของ “โฟกัส” ผู้ซึ่งรู้ตัวว่าตัวเองเป็นออทิสติกตอนอายุ 15 ปี ปัจจุบันเขาได้สร้างและเป็นแอดมินเพจ NeurodiverThai ที่คอยอัพเดตเรื่องราวและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบุคคลออทิสติก

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สนใจเรื่องออทิสติก

โฟกัส: ตอนที่เรารู้ตัวว่าเป็นออทิสติก เราก็ลองเข้ากลุ่มออของฝรั่ง เช่น Autism Community หรือ Autism Inclusivity กลุ่มเหล่านี้ให้ความรู้เกี่ยวกับ Neurodiversity (ความหลากหลายทางระบบประสาท) ในตอนนั้นงงว่า Neurodiversity คืออะไร แล้วเกี่ยวกับออทิสติกอย่างไร จึงลองเอาคำนี้ไปเสิร์ชในอินเทอร์เน็ตและพบว่าน่าสนใจ ในเมืองไทยก็ยังไม่มีคนพูดเรื่องนี้ เราจึงต้องการบอกเล่าเรื่องดังกล่าวและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ก่อตั้งเพจ

อีกสาเหตุหนึ่งของการทำเพจก็คือ ช่วงหนึ่งเราเห็นคนทะเลาะกันในเพจเฟซบุ๊กโดยใช้คำด่าว่า “พิการทางสมอง” และตอนนั้นตัวเองก็รู้สึกไม่โอเค จึงได้ออกโรงต่อต้านและตั้งเพจ NeurodiverThai ในปัจจุบัน 

คนที่เป็นออทิสติกอยากให้นิยามตัวเขาว่าอะไร

คนที่เป็นออทิสติกนิยามตัวเองว่าเป็น “บุคคลออทิสติก” คือเราจะเรียกเป็น Identity first language เช่นเกี่ยวกับในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Person with Autistic ไม่ใช่คำว่า Person with Autism เหตุผลที่นิยามเช่นนี้เป็นเพราะอยากให้ออทิสติกเป็นส่วนเด่นที่สุดของร่างกาย ไม่ใช่ส่วนด้อยที่ขจัดออกได้ 

คำไหนไม่ควรใช้กับบุคคลออทิสติก

จริงๆ มีหลายคำมาก คำที่เจอบ่อย เช่น เอ๋อ ติงต๊อง ปัญญาอ่อน หรือคำที่แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องทางสติปัญญา นอกจากนี้ก็คือคำว่าป่วย โรค รักษา เพราะว่าออทิสติกไม่ใช่โรคและไม่มีใครตายจากออทิสติกด้วย

สิ่งที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับบุคคลออทิสติกคืออะไร

คนเข้าใจผิดกันว่าคนออทิสติกควบคุมอารมณ์ไม่ได้เพราะว่าอยู่ไม่เฉย ทั้งที่จริงแล้วการอยู่ไม่เฉยเป็นเพราะพฤติกรรมการควบคุมอารมณ์ และการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น เช่น การโยกตัวไปมา มองพัดลม หรือการที่ตัวเราเองที่ชอบฟังเพลงซ้ำไปซ้ำมาเพราะรู้สึกว่ามันผ่อนคลายและควบคุมอารมณ์เราได้ หากเราปิดกั้นพฤติกรรมการกระตุ้น สิ่งที่ตามมาก็คืออาการ Melt Down หรือภาวะฟิวส์ขาด ชัตดาวน์ แล้วก็หมดไฟ ซึ่งอันตรายมากสำหรับบุคคลออทิสติกอาการ Melt Down ไม่ใช่แค่โมโห ส่วนใหญ่จะออกมาเป็นอารมณ์เศร้าหมองที่คนเข้าใจผิดว่าเป็นอาการเกี้ยวกราดนั่นเอง

สิ่งที่จะทำให้บุคคลออทิสติกกับคนทั่วไปอยู่ด้วยกันได้คืออะไร

ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถามความต้องการของเขาว่าต้องการอะไรและศึกษาข้อมูลว่า มีจุดละเอียดอ่อนอะไรหรือไม่ ถ้าศึกษาไม่ดีพอก็อาจเกิดปัญหาทางสังคมได้ 

หากครอบครัวใดมีลูกเป็นออทิสติก อย่างแรกคืออย่าพาเด็กไปบำบัดหรือแก้ไข้ความเป็นออทิสติก เราเองเคยโดนมาแล้ว ทั้งโดนให้นั่งเฉยๆในห้องน้ำเพื่อปิดกั้นการกระตุ้น จนสุดท้ายเราก็เกิดอาการ Melt Down แล้วสุดท้ายอาจนำไปสู่การเกิดความรุนแรงในครอบครัวได้ เราไม่อยากให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น นอกจากนี้คนควรเคารพความเป็นออทิสติก เช่น พอรู้ว่าลูกตัวเองเป็นออทิสติก ก็ต้องถามลูกว่ามีความละเอียดอ่อนเรื่องไหน พอรู้แล้วก็จะได้ระวังไม่ให้เกิดสิ่งกระตุ้นจุดอ่อนของเขา เช่น หากลูกละเอียดอ่อนเรื่องแสงก็ต้องเตรียมแว่นกันแดดมาให้ใส่และสุดท้ายอย่าไปโมโหเขา เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตในอนาคตได้

ทำไมถึงมองว่าบุคคลออทิสติกไม่ควรรับการรักษา

เราดูกลุ่มคนที่เป็นออทิสติกในต่างประเทศและเขาเชื่อกันว่า ออทิสติกคือพันธุกรรม เป็นความหลากหลายทางระบบประสาท ซึ่งรักษาไม่ได้ ถ้ารักษา พฤติกรรมสำคัญอย่างการกระตุ้นก็จะเลือนหายไปด้วย ถ้ายิ่งไปบำบัดแก้ความเป็นออทิสติก เช่น ABA (Applied Behavior Analysis) ที่เป็นการบำบัดออทิสติกก็อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออาการ PTSD (Post-traumatic stress) ได้ เพราะการบำบัดมีความรุนแรงซ่อนอยู่

เป็นออทิสติกในไทยมีปัญหาอะไรบ้าง

จริงๆ แล้วเราไม่กล้าเปิดเผยตัวตนในที่สาธารณะเพราะกลัวคนมองในทางที่ไม่ดี ปัจจุบันคนยังเอาความเป็นออทิสติกมาทำให้เป็นเรื่องตลก ประกอบกับที่บ้านเรายังไม่รู้ว่า ออทิสติกคืออะไร เราจึงไม่กล้าให้ตัวเองรับการกระตุ้นมากเมื่ออยู่ภายนอก เช่น โยกตัวไปมาเพราะว่ากลัวคนจะมองว่าเราเป็นคนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มากสุดก็เลยใส่หูฟัง ปัญหาอีกอย่างคือบ้านเราไม่มีองค์กรที่เจ้าของเป็นออทิสติกเลย จากที่ศึกษาข้อมูลขององค์กรหนึ่งในต่างประเทศและได้พูดคุยกับเจ้าของที่ชื่อว่า Autistic Inclusive Meets เขาเล่าว่าส่วนตัวอยากมาเปิดสาขาในเอเชียมาก แต่องค์กรออทิสติกในไทยยังมองว่าออทิสติกคือข้อผิดพลาด เช่น ยังให้มีการบำบัดอยู่ ส่วนตัวไม่อยากให้เกิดการบำบัดในอนาคต และอยากทำให้เกิดองค์กรออทิสติกในประเทศไทย ความฝันนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้อยากเรียนต่อด้านสังคมศาสตร์ด้วย

คิดว่าในตอนนี้มุมมองของคนที่มีต่อบุคคลออทิสติกเปลี่ยนไปมั้ย 

ตอนนี้เราทำเพจมาได้ 1 ปีแล้ว และพบว่าจากปีที่แล้วคนไทยยังไม่รู้จักวันภูมิใจในความเป็นออทิสติกซึ่งตรงกับวันที่ 18 มิถุนายน แต่ปีนี้คนก็รู้จักพิ่มขึ้น แม้ตอนนี้อาจจะยังไม่ถึงขั้นเยอะแต่ก็เพิ่มจากปีที่แล้ว และเรื่อง Neurodiversity ก็มีคนรู้เยอะขึ้นด้วย

ในอนาคต เราอยากให้เรื่องบูลลี่หมดไป การบูลลี่ต้องเป็น 0% และไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ และต้องแบนการรักษาที่มุ่งแก้ออทิสติกออกไป เหมือนกับในต่างประเทศที่เริ่มแบนการบำบัดแล้ว ไม่อยากบุคคลออทิสติกเกิดมาเจอเรื่องน่ากลัว เราอยากได้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับบุคคลออทิสติก เช่น เราเป็นคนไม่ชอบสบตาคนอื่น หากต้องไปสมัครงานในอนาคตและต้องมีการคุยแบบสบตาอาจจะรู้สึกไม่โอเค ก็อยากให้คนเข้าใจส่วนนี้ 

สามารถติดตามผลงานได้ที่ไหนบ้าง

ตอนนี้ก็มีเพจ NeurodiverThai (https://www.facebook.com/neurodiverthai/)และเว็บซต์ http://neurodiverthai.wordpress.com ที่ลงบทความและ Podcast ทั้ง 2 รายการคือรายการจิตสีรุ้ง กับรายการ NeuroTalk

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศNeurodiverThaiออทิสติกคนพิการทัศนคติ
Categories: ThisAble

สรุปไลฟ์เฟซบุ๊ก "ผลักดันชีวิตคนพิการให้อิสระในแอฟริกาใต้"

ThisAble - Thu, 2021-07-08 13:46

สรุปไลฟ์เฟซบุ๊ก (ศุกร์ที่ 25 มิ.ย.) "ผลักดันชีวิตคนพิการให้อิสระในแอฟริกาใต้" คุยกับ สุรีพร ยุพา มิยาโมโตะ กับประสบการณ์ช่วงของการจัดตั้งศูนย์ดำรงชีวิตชีพอิสระที่ประเทศแอฟริกาใต้ว่า ทำไมต้องผลักดันให้คนพิการได้มีชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากมี

• ในปี พ.ศ.2556 ตั้ม-สุรีพร ยุพา มิยาโมโตะ เริ่มทำโครงการที่ชื่อว่าการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ทำงานเกี่ยวกับการก่อตั้งศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการ เธอใช้เวลา 6 ปี โดยใน 3 ปีแรก เป็นการก่อตั้งศูนย์การดำรงค์ชีวิตอิสระคนพิการโดยตรง ส่วน 3 ปีหลัง ใช้ไปกับการสร้างระบบขนส่งให้กับคนพิการในชุมชน พร้อมกับสามีชาวญี่ปุ่นที่ทำงานด้านคนพิการในฐานะผู้จัดการโครงการ

• ก่อนที่จะไปแอฟริกาใต้ เธอทำงานอยู่ที่องค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (DPIAP) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ส่งเสริมสิทธิคนพิการ การทำงานที่นี่กว่า 10 ปี ทำให้เข้าใจประเด็นคนพิการ ที่แอฟริกาใต้เธอได้เจอกับผู้นำที่มีความกระตือรือร้นและมีประสบการณ์ในทำงานระดับประเทศ

• เธออาศัยอยู่ในจังหวัดเคาเต็ง ซึ่งอยู่ส่วนกลางของประเทศแอฟริกาใต้ ชุมชนที่ทำงานชื่อว่าโซเวโต ซึ่งเป็นชุมชนแออัด มีสภาพความเป็นอยู่ลำบาก และคนพิการส่วนใหญ่ไม่ออกจากบ้านเพราะไม่มีแนวคิดอะไรที่เข้าไปสนับสนุนให้คนพิการออกมาใช้ชีวิตเหมือนกับคนทั่วไป

• เนื่องจากไม่เจอคนพิการในสถานที่ทั่วไป เธอจึงต้องตามหาคนพิการที่โรงพยาบาลและขอข้อมูลจากนักกายภาพบำบัด จนได้คนพิการมาเข้าร่วม 5 คน ในช่วงแรกมีทีมงานจากญี่ปุ่นมาจัดฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระ จากนั้นก็คัดเลือกคนพิการบางส่วนไปอบรมต่อที่ประเทศญี่ปุ่น และกลับมาเป็นต้นแบบคนพิการและทำงานในศูนย์ต่อไป

• การดำรงชีวิตอิสระนั้นมุ่งเน้นให้คนพิการรุนแรงเรียนรู้วิธีการช่วยเหลือตัวเองผ่านระบบผู้ช่วยคนพิการ ซึ่งผู้ช่วยคนพิการจะให้คนพิการเป็นคนตัดสินใจแล้วบอกให้ผู้ช่วยเป็นคนทำ สิ่งนี้จึงทำให้คนพิการมีอำนาจในการตัดสินใจและสามารถตอบสนองความต้องการของชีวิตด้วยความคิดของตัวเอง ดังนั้นไม่ว่าจะพิการระดับไหน ก็สามารถเลือกสิ่งชอบให้กับตัวเองได้ และสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนพิการรุนแรงใช้ชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง

• ในช่วงแรกโครงการทำงานผ่านการให้คนพิการต้นแบบไปเยี่ยมคนพิการในชุมชน โดยใช้จิตวิทยาเพื่อสร้างเสริมกำลังใจให้คนพิการที่ไม่เคยออกสู่สังคมรู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ การจัดกลุ่มสนับสนุนเป็นกระบวนการเบื้องต้นของคนพิการเพื่อชวนพูดคุยถึงเรื่องพูดคุยเรื่องครอบครัว เรื่องความพิการ โดยเฉพาะในบางคนที่มักไม่ค่อยอยากพูดถึงหรือยอมรับความพิการของตัวเอง ผ่านทีมงานที่ต้องดูข้อมูลของกลุ่มที่จะเชิญอย่างละเอียด

• โครงการไม่ได้เพียงต้องการให้คนพิการเป็นผู้นำของคนพิการในชุมชนเท่านั้น แต่สอนเรื่องการจัดสรรทรัพยากรด้วย เพื่อให้สามารถบริหารองค์กรต่อไปได้ในอนาคต แต่หลายคนที่ฝึกอบรมเป็นคนที่มีภาวะความเสี่ยงด้านสุขภาพและเสียชีวิตไประหว่างทำงาน การฝึกจึงต้องเริ่มต้นใหม่ นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมและโภชนาการก็มีผลเกี่ยวข้องกับชีวิต ตั้มจึงคิดว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

• อย่างไรก็ดี การทำกลุ่มสนับสนุนทำให้คนพิการออกสู่ชุมชนเยอะขึ้น ระบบผู้ช่วยคนพิการก็สร้างความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ทำให้คนพิการรุนแรงออกไปใช้ชีวิตพร้อมกับผู้ช่วย ช่วงแรกโครงการได้งบสนับสนุนจาก JICA หรือองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น 3 ปีต่อมาก็ได้ขายโครงการให้กับรัฐบาล และมีการส่งพนักงานของรัฐไปอบรมที่ประเทศญี่ปุ่นในเรื่องการดำรงชีวิตอิสระด้วย

• คนพิการหลายคนคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หลังจากที่เธอทำงานกับโครงการ 2-3 ปี จนได้เงินก้อนหนึ่งจึงออกแบบบันไดบ้านให้ตัวเองใช้งานได้ ชีวิตของเธอเป็นอิสระมากขึ้น อยากจะออกจากบ้านไปทำอะไรตอนไหนก็ได้ ตั้มบอกว่า เรื่องสิทธิมนุษยชนที่แอฟริกาใต้แข็งแรงกว่าที่ไทยเยอะ อาจเพราะประเทศไทยเป็นเมืองพุทธที่มีความเชื่อเรื่องภพชาติ แต่แอฟริกาใต้ได้รับแนวคิดจากคริสเตียนและยุโรปที่เชื่อเรื่องสิทธิมนุษยชน จึงเห็นได้ว่า สิ่งอำนวยความสะดวกในที่สาธารณะ แหล่งชุมชนมีเยอะกว่าในไทยผ่านกฎหมายที่บังคับใช้

• ความตระหนัก เอาจริงเอาจังและการใส่ใจในเรื่องนโยบายคนพิการเป็นเรื่องสำคัญ ตั้มมองว่าถ้าเมื่อไหร่คนเห็นว่าทุกประเด็นมีความสำคัญ สิ่งดีๆ ก็เกิดขึ้นได้ แอฟริกาใต้ไม่ได้ดีกว่าประเทศไทย แต่ก็มีความต่างให้เห็น เช่น เจ้าหน้าที่ที่มีความใส่ใจและเอาจริงเอาจังราวกับเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตตัวเอง ตั้มจึงอยากให้องค์กรคนพิการทุกองค์กรรับแนวคิดนี้ไปใช้และปรับปรุง

• การเมืองมีผลต่อระบบเพราะถ้าระบบไม่เอื้อ คนพิการก็จะใช้ชีวิตอิสระยาก เช่น ระบบการเดินทาง ถ้าภาครัฐไม่ได้จัดสรรการเดินทางที่สะดวก การไปไหนมาไหนของคนพิการก็ยากขึ้น ต่อให้คุณเข้มแข็งยังไงก็ออกจากบ้านลำบาก ทุกหน่วยงานจึงควรคำนึงถึงคนพิการและการใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งระบบ เพราะคนเราไม่สามารถสร้างโลก 2 ใบ คนพิการและไม่พิการอยู่บนโลกเดียวกัน โลกจึงควรให้ทุกคนเข้าถึง ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ตั้มอยากที่จะมีสิทธิมีเสียงในสังคม ไม่อยากถูกแยกขบวน ไม่อยากเป็นคนพิเศษที่ต้องแยกออกไป

• เธอคาดหวังว่าวันหนึ่งอยากเห็นคนพิการออกมาใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง รู้สิทธิของตัวเอง  ซึ่งจะช่วยให้คนพิการมีความเข้มแข็ง ยิ่งถ้าสิ่งแวดล้อมดี ก็จะช่วยสนับสนุนให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้ คนพิการจะพึ่งพาตัวเองได้โดยคนอื่นไม่ต้องหยิบยื่นให้

 

รับชมย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=WTnE2pZaFZI

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนต่างประเทศคนพิการแอฟริกาใต้สุรีพร ยุพา มิยาโมโตะการดำรงชีวิตอิสระสิทธิคนพิการในต่างแดนสรุปไลฟ์
Categories: ThisAble

ทำความรู้จักกับสุนัขช่วยเหลือคนพิการ ผู้ช่วยร่วมทางสุดแสนน่ารัก

ThisAble - Fri, 2021-07-02 19:29

หากเราย้อนกลับไปในปี 2001 ทุกคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของสุนัขนำทางที่มีชื่อว่า “โรเเซล ” ที่ช่วยนำทางชายตาตาบอดพร้อมกับผู้คนอีก 30 ชีวิตในตึก ให้รอดพ้นอันตรายจากเหตุการณ์ 9/11 หรือตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มในสหรัฐอเมริกา ได้อย่างกล้าหาญและดีเยี่ยม

สิ่งที่เจ้าโรเเซลทำเป็นหนึ่งในหน้าที่ของสุนัขนำทางที่ถูกฝึกมาเพื่อให้บริการคนพิการ และเป็นตัวอย่างหนึ่งของการทำหน้าที่สุนัขช่วยเหลือที่คอยช่วยเหลือเจ้าของในการทำกิจวัตรประจำวันในด้านต่างๆ

Thisable.me จึงอยากชวนทุกคนมารู้จักสุนัขช่วยเหลือว่าพวกมันมีหน้าที่อะไร แตกต่างจากสุนัขทั่วไปอย่างไร และข้อจำกัดของการใช้งานสุนัขช่วยเหลือคืออะไรบ้าง

สุนัขช่วยเหลือคนพิการ คืออะไร แตกต่างกับสุนัขทั่วไปอย่างไร?

สุนัขช่วยเหลือคนพิการคือสุนัขที่ได้รับการฝึกฝนในระดับสูงสำหรับดูแลเจ้าของสุนัขเพียงคนเดียว โดยจะคอยอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือคนพิการ แต่ละตัวจะมีเอกสารรับรองเฉพาะ ที่ระบุความสามารถของสุนัขในการให้ความช่วยเหลือคนพิการแต่ละประเภทอย่างชัดเจน ดังนั้นความแตกต่างของสุนัขช่วยเหลือกับสุนัขทั่วไปก็คือพวกมันถูกฝึกมาเป็นพิเศษและสามารถเดินทางไปพร้อมกับเจ้าของได้ทุกที่ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร อาคารต่างๆ รวมไปถึงสวนสาธารณะ โดยปกติแล้วสุนัขช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อกั๊ก, ติดป้ายพิเศษ, สวมปลอกคอหรือใส่บังเหียน แต่เจ้าของจะต้องมีเอกสารหรือหลักฐานยืนยันว่าสุนัขของพวกเขานั้นเป็นสุนัขที่ได้รับการฝึกเพื่อช่วยเหลือ และเพื่อให้เป็นที่รับรู้ว่ามันกำลังปฏิบัติงานอยู่ เจ้าของส่วนใหญ่จึงมักเลือกที่จะสวมใส่อุปกรณ์ให้กับสุนัขเพื่อบ่งบอกว่าพวกมันเป็นสุนัขช่วยเหลือและกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่และคนทั่วไปไม่ควรขัดขวางการทำหน้าที่นี้

อย่างไรก็ดี แม้สุนัขช่วยเหลือสามารถเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ กับเจ้าของได้ แต่หากสุนัขมีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อผู้คนในบริเวณนั้นก็อาจถูกขอให้นำออกจากพื้นที่ได้

กว่าจะได้เป็นสุนัขช่วยเหลือคนพิการนั้น สุนัขต้องรับการฝึกฝนอย่างสูงและผ่านบททดสอบหลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจที่ต้องทำ สุนัขที่เข้ารับการฝึกต้องมีความอดทนสูงและมีสมาธิ จนสามารถผ่านบททดสอบมาตรฐานได้แก่

- การทดสอบให้อยู่ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อดูว่าสุนัขสามารถควบคุมสมาธิพร้อมรับมือกับสภาพเเวดล้อมต่างๆ ได้หรือไม่

- การทดสอบช่วยเหลือคนพิการทาางร่างกาย เช่น สุนัขสามารถนั่งคอยได้นานๆ อย่างสงบแม้จะมีคนมาเล่นด้วยก็ต้องไม่กระโดด ตื่นเต้นหรือว่าดีใจ รวมทั้งสุนัขยังรับฟังคำสั่งให้หยิบของและ เปิด - ปิดประตูได้

- การทดสอบการนำทางโดยเฉพาะสุนัขนำทางคนพิการทางสายตา เพื่อดูว่าสุนัขสามารถนำทางได้อย่างปลอดภัย หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้  มีสมาธิสูง ไม่ว่อกแว่กและตัดสินใจได้

- การทดสอบการได้ยินโดยเฉพาะสุนัขดูแลคนพิการทางการได้ยิน เพื่อดูการตอบสนองต่อการได้ยินและเเยกประเภทเสียงต่างๆ ว่าเป็นเสียงรบกวนทั่วไปหรือเป็นเสียงเตือนภัย เช่น เสียงกริ่งแจ้งเตือนไฟไหม้และการขานรับชื่อเมื่อเจ้าของเรียกหา

เมื่อถึงระยะเวลาครบตามกำหนดของการฝึก สุนัขที่ผ่านการทดสอบก็จะได้ใบรับรองเป็นประกาศนียบัตรจากหน่วยงาน  Dog Certification of America หรือจาก Nation Service Animal Registry (NSAR) ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงอีกหลายหน่วยงานที่มีการทดสอบและออกใบรับรองให้แก่สุนัขช่วยเหลือ เพื่อเป็นการแสดงสิทธิว่าสุนัขเหล่านี้สามารถเข้าไปในพื้นที่สาธารณะหรือสถานที่ซึ่งไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปได้

สุนัขช่วยเหลือคนพิการ มีกี่ประเภท?

สุนัขช่วยเหลือถูกแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.Guide dog หรือสุนัขนำทาง มีหน้าที่ช่วยนำทางคนพิการทางการมองเห็น สอดส่องดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ

2.Hearing dog หรือสุนัขช่วยเหลือผู้บกพร่องทางการได้ยิน มีหน้าที่รับฟังเสียงและคอยเตือนผู้พิการว่าเมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น 

3.Service dog หรือสุนัขช่วยเหลือ มีหน้าที่ช่วยเหลือคนพิการหรือคนที่มีความผิดปกติบางอย่าง เช่น ความพิการประเภทต่างๆ คนที่มีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือด โดยสุนัขช่วยเหลือจะทำหน้าที่ช่วยเตือนระดับน้ำตาลในเลือดให้กับผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนี้พวกมันยังถูกฝึกให้มีความสามารถเพิ่มเติมอื่นๆ ด้วยเช่น การช่วยกดปุ่ม, เปิดประตู, หยิบสิ่งของหรือเตือนผู้อื่นเมื่อเจ้าของไม่ตอบสนองได้อีกด้วย

 

สายพันธุ์ของสุนัขที่นิยมฝึกให้เป็นสุนัขช่วยเหลือมี 4 สายพันธุ์คือ

1.German Shepherd เป็นสุนัขขนาดใหญ่ ฉลาด ฝึกง่ายและชอบทำกิจกรรม

2.Labrador Retriever เป็นสุนัขที่ถูกฝึกสำหรับงานนี้โดยเฉพาะเลยก็ว่าได้ เพราะมีความกระตือรือร้น สงบ เชื่อฟังและเป็นมิตร อีกทั้งยังแข็งแรงและพลังงานเยอะ

3.Golden Retriever เป็นสุนัขที่มีขนาดกลางแต่ประสาทสัมผัสดีเยี่ยม ฉลาดและมีความร่าเริง

4.Border Collie เป็นสุนัขที่ฉลาด คล่องแคล่ว ว่องไว ฝึกสอนได้ง่ายและชอบสังเกตอยู่เสมอ

คุณสมบัติพิเศษของสุนัขช่วยเหลือคนพิการมีอะไรบ้าง?
  • สามารถควบคุมอารมณ์และความรู้สึกไม่มั่นคงได้ดีในสภาพเเวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางผู้คนและสัตว์อื่นๆ อีกทั้งพวกมันจะไม่ตกใจง่าย ไม่ข่มขู่ผู้คนหรือหวั่นกลัวกับเสียงต่างๆ

  • สามารถอยู่ภายใต้คำสั่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เข้าใจทั้งคำสั่งเสียง คำสั่งภาษามือหรือทั้ง 2 ภาษา

  • สามารถอยู่ในรถสาธารณะ เช่น รถไฟ รถประจำทางหรือเครื่องบินได้อย่างสงบ และยังนั่งรอให้ถึงเวลาขึ้น - ลงพาหนะต่างๆได้เมื่อเจ้าของออกคำสั่งให้ไป นอกจากนี้พวกมันต้องไม่ดึง กระชากหรือเดินนำเจ้าของเพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุได้ โดยเฉพาะหากเป็นสุนัขนำทางคนตาบอด ที่จะต้องมีความระมัดระวังในการนำทางเป็นพิเศษ มันต้องคอยเตือนให้เจ้าของรู้ว่า ต้องหยุดเดินตอนไหน เดินไปยังทิศทางทางใด และปกป้องอันตรายที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะเมื่อต้องข้ามถนน

  • สามารถอยู่บนท้องถนนที่มีเสียงดังรบกวนได้อย่างสงบ ผ่อนคลาย ไม่ตื่นตกใจกับเสียงแตรรถ รวมทั้งไม่ถูกหันเหความสนใจจากสิ่งเร้ารอบข้าง

  • สามารถแยกเสียงเตือนภัยออกจากเสียงรบกวนทั่วไปได้

  • สามารถจำชื่อเจ้าของได้ เมื่อมีคนเรียกชื่อเจ้าของ โดยเฉพาะสำหรับคนพิการทางการได้ยิน สุนัขต้องสามารถเตือนเจ้าของให้รับรู้ได้ รวมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกหรือหยิบข้าวของตามคำสั่งให้แก่คนพิการทางร่างกายได้

 

ข้อควรรู้เมื่อพบเจอสุนัขช่วยเหลือคนพิการ

แน่นอนว่าในบางประเทศเมื่อสุนัขช่วยเหลือสามารถไปไหนมาไหนกับเจ้าของที่เป็นคนพิการได้อย่างอิสระ คนทั่วไปก็มีโอกาสได้พบเจอกับคนพิการและสุนัขช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ดี เมื่อสุนัขเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารัก น่าจับ หลายคนก็อาจตรงเข้าไปเล่นกับสุนัขโดยลืมว่าพวกมันกำลังปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอยู่จนอาจทำให้สุนัขเสียสมาธิและทำให้เจ้าของบาดเจ็บได้ ฉะนั้นการปฏิบัติตัวของคนรอบข้างจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรรู้

หากคนทั่วไปพบเจอคนพิการที่ใช้สุนัขช่วยเหลือ ซึ่งสังเกตง่ายๆ ผ่านสัญลักษณ์บนตัวสุนัข เช่น สุนัขนำทางจะใส่บังเหียนที่เป็นเหมือนชุดเกราะคลุมตัวอยู่หรือมีสัญลักษณ์ โลโก้ต่างๆ หรือตัวอักษรว่า Service Dog เขียนอยู่ นั่นหมายความว่าสุนัขตัวนั้นเป็นสุนัขช่วยเหลือ

และไม่ว่าจะเป็นสุนัขช่วยเหลือประเภทใด การปฏิบัติต่อสุนัขที่ดีคือ ไม่เข้าไปรบกวนด้วยการสัมผัส ส่งเสียงดังหรือให้อาหาร เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้สุนัขนั้นสมาธิในช่วงเวลาปฏิบัติหน้าที่และจะทำให้เกิดอันตรายต่อเจ้าของซึ่งเป็นคนพิการได้รับบาดเจ็บ

นอกจากนี้ หากต้องการที่จะพูดคุยกับคนพิการ หรือต้องการที่จะเล่นหรือหยอกล้อกับสุนัข ก็ควรที่จะทักทายคนพิการก่อนเท่านั้น ไม่ควรปรี่ตรงเข้าไปหรือเรียกชื่อสุนัขก่อน โดยที่ไม่ทักคนพิการ หรือไม่ขออนุญาตก่อน เพราะการกระทำเหล่านี้ทำให้คนพิการรู้สึกถูกมองข้ามความเป็นตัวตน

อีกสิ่งที่คนทั่วไปควรเข้าใจก็คือ การใช้สุนัขนำทางเป็นทางเลือกที่คนพิการสามารถเลือกได้ในการดำรงชีวิต ซึ่งถูกระบุไว้ในกฎหมายอย่างถูกต้องรวมทั้งในประเทศไทยด้วย ฉะนั้นสุนัขช่วยเหลือจึงสามารถเข้าไปในสถานที่ต่างๆ ได้พร้อมกับเจ้าของที่เป็นคนพิการได้อย่างถูกกฎหมาย และการกำหนดห้ามไม่ให้สุนัขช่วยเหลือเข้าใช้สถานที่ต่างๆ ระบบขนส่งสาธารณะหรือการบอกให้คนพิการผูก ล่าม มัดสุนัขไว้นอกอาคารจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถือเป็นการละเมิดสิทธิคนพิการ และเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการ

อย่างไรก็ดี แม้ในไทยจะอนุญาตให้คนพิการสามารถใช้สุนัขช่วยเหลือได้ แต่เรากลับไม่เคยเห็นคนพิการที่ใช้สุนัขนำทางนอกจากอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เคยใช้เมื่อครั้งกลับจากอเมริกา และทราย-คีรินทร์ เตชะวงษ์ธรรม ที่เพิ่งเป็นกระแสเมื่อช่วงที่ผ่านมาเลย ทำไมการใช้สุนัขช่วยเหลือจึงมีจำนวนน้อยนัก 

ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อคนพิการในการใช้สุนัขช่วยเหลือ
  • มีกฎหมายคุ้มครองแต่ไม่สามารถใช้ได้จริง

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในมาตรา 20 วรรค 8 เรื่องของสิทธิในการนำสัตว์นำทางหรือเครื่องมือช่วยเหลือความพิการใดๆ ติดตัวไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเดินทาง  แต่ทว่าในหลายๆ สถานที่ก็ยังมีข้อจำกัดในการห้ามนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า รถโดยสารสาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาลหรืออาจกล่าวได้ว่า ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ควบคุมสถานที่นั้นๆ เสียมากกว่า

จากเรื่องราวของทราย - คีรินทร์และลูเต้อร์สุนัขนำทาง ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ ผมชื่อลูเต้อร์ ” เราจะเห็นได้ว่า หลังกลับจากสหรัฐอเมริกา ทรายและลูเต้อร์พบอุปสรรคมากมายในการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการเข้าไม่ถึงสถานที่ต่างๆ การถูกปฏิเสธเข้าใช้บริการ รวมทั้งสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อการเดินทาง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมของข้อกำหนดในการใช้สุนัขนำทางและการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

จุดนี้แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จะมี พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แต่สุนัขช่วยเหลือกลับไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควรและไม่มีการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการใช้สุนัขช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ คนพิการจึงไม่มีสิทธิเลือกวิธีการใช้ชีวิตอย่างอิสระตามที่ตัวเองต้องการได้อย่างครบถ้วน 

 

  • ทางเท้าที่ไม่เอื้ออำนวยความสะดวก

ทางเท้าประเทศไทยไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็มักจะเจอกับปัญหาความไม่สะดวกและอันตรายอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นพื้นไม่เรียบ สิ่งของขรุขระ มีแอ่งน้ำขังสกปรก มีขยะวางเกลื่อน ป้ายรถเมล์ที่ใหญ่และเกะกะขวางทางเท้า ป้ายโฆษณา ป้ายหาเสียง แผงร้านค้าขายของและการขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า อุปสรรคเหล่านี้เป็นปัญหากับคนทั่วไปอยู่แล้ว และยิ่งเป็นปัญหากับคนพิการ ทั้งคนพิการทางร่างกายและทางการมองเห็นที่อาจได้รับอันตรายถึงชีวิต คนพิการทางการมองเห็นมักใช้ไม้เท้าขาวกวาดไปมาเพื่อสำรวจพื้นที่โดยรอบก่อนที่พวกเขาจะเดินไปข้างหน้าและมักใช้มือสัมผัสกับสิ่งของรอบกายซึ่งทำให้พวกเขามีความจำเป็นต้องเดินเข้าไปใกล้กับวัตถุชิ้นนั้นจึงจะรู้ว่าพื้นที่ไม่สามารถไปได้และต้องหลีกเลี่ยง หากพวกเขาใช้สุนัขนำทาง สุนัขจะทำหน้าที่ในการระวังสิ่งกีดขวางแทนคนพิการและพาหลีกเลี่ยงอุปสรรคต่างๆ ไปยังที่ที่ปลอดภัยกว่า รวมไปถึงหากเจอพื้นที่แคบๆ สุนัขก็จะช่วยนำทางไม่ให้คนตาบอดเดินชนสิ่งของอีกด้วย 

 

  • การเจอสุนัขจรจัดหรือสุนัขเจ้าถิ่น

อีกปัญหาหนึ่งที่อาจเจออย่างไม่อาจคิดระหว่างเดินทางก็คือ การพบเจอสุนัขจรจัดหรือสุนัขเจ้าถิ่น ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่อคนพิการและสุนัขนำทางได้ โดยเฉพาะเมื่อสุนัขนำทางถูกฝึกมาให้ไม่ต่อสู้ การเจอกับสุนัขตัวอื่นที่เข้ามาทำร้ายจึงอาจทำให้สุนัขไม่สามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือคนพิการได้เหมือนเดิมและอาจเกิดอันตรายกับทั้งคนพิการและสุนัขได้ ทราย-คีรินทร์และลูเต้อร์ก็เจอกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน จึงทำให้พวกเขาต้องมีผู้ช่วยนำทางอีกคนที่คอยสังเกตเส้นทางและพาคนพิการกับสุนัขนำทางเดินไปด้วยกัน นอกจากนี้ยังต้องคอยกันสุนัขตัวอื่นๆ ที่อาจเข้ามารบกวนการทำงานของสุนัขช่วยเหลือด้วย 

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก 

http://www.1479hotline.org/archives/11211

https://www.transpeed.biz/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-service-dog/

https://www.youtube.com/watch?v=Lu9zAoE-io4

https://www.dogilike.com/content/tip/9442/

http://www.prbangkok.com/th/hotnews/view/MDY1cDBzNnM0NHIyb3Ezc3E2NnEyNDk0cDRyOTQzcjQ2NDEyMQ==

http://ssguidedogs.blogspot.com/p/1_2.html

Livingบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสุนัขช่วยเหลือสุนัขนำทางคนพิการ
Categories: ThisAble

เปิดประสบการณ์อาบ อบ นวด และเรียกไซด์ไลน์กับมิตรสหายตาบอด

ThisAble - Fri, 2021-06-25 11:49

“บางคนมองว่าพอเป็นคนพิการหรือคนตาบอดยังจะมีความต้องการหรืออยากไปเที่ยวอะไรแบบนี้อีกเหรอ เราอยากให้คุณมองว่า ถ้าคุณเป็นคนพิการหรือคนตาบอด คุณยังมีความรู้สึกหรือความต้องการอยู่หรือไม่ ซึ่งเราก็ยังมีความต้องการอยู่ อะไรที่เป็นบริการที่สังคมเข้าถึงได้ คนพิการหรือคนตาบอดก็อยากเข้าถึงได้เช่นกัน” 

ถ้อยคำที่สะท้อนจากมิตรสหายตาบอดทำให้เราได้เห็นว่าที่สุดแล้วทุกคนก็มีความรู้สึก ความรัก ความต้องการไม่ต่างกัน แต่ยังมีคนพิการอีกไม่น้อย ที่ถูกขีดเส้นแบ่งไว้ในแดนสนธยาผ่านการบอกว่า “พิการแล้วยังมีอารมณ์อีกเหรอ” “เกิดเป็นแบบนี้ยังสนใจเรื่องเพศอีกเหรอ” คำดูแคลนสารพัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่คนพิการหลายคนเผชิญกลายเป็นเรื่องปกติ  หนำซ้ำคนยังมองว่า ความพิการเป็นเรื่องเวรกรรม บุญบาปที่มีติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน ทัศนคติเรื่องเพศของคนพิการจึงถูกกลบเสียจนมิดและพร่ำบอกว่า เรื่องเพศเป็นสิ่งที่ต้องหนีไปให้ไกลสุดไกล 

สองมิตรสหายตาบอดที่เราชวนคุยแลกเปลี่ยนในวันนี้ พูดคุยกับเราด้วยบรรยากาศเป็นกันเองสนุกสนาน มิตรสหาย ช และมิตรสหาย จ เน้นย้ำว่าการบอกเล่าเรื่องนี้เป็นเพราะอยากให้สังคมได้รู้จักและเข้าใจ ว่าที่จริงแล้ว เซ็กส์เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องพูดได้ เมื่อคนทั่วไปมีความอยาก คนพิการก็อยากและนอกเหนือจากประสบการณ์เรื่องเพศ เรายังได้ชวนเขาทั้งสองคนคุยถึงเรื่องทัศนคติ การปฏิบัติต่อคนพิการและการเข้าถึงบริการต่างๆ ของคนพิการในสังคม ซึ่งเป็นกระจกสะท้อนภาพความเป็นจริงที่คนพิการต้องเผชิญ 

เที่ยวครั้งแรก

มิตรสหาย ช : ผมเคยไปหมดทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาบ อบ นวด ไซด์ไลน์ หรือย่านที่มีการขายบริการต่างๆ จุดเริ่มต้นเริ่มมาจากการไปกับเพื่อนเพราะเพื่อนเคยเป็นคนตาดีมาก่อน เขารู้จักสถานที่เที่ยวแนวนี้มากเป็นพิเศษ ก็เลยชักชวนกันไป 

การเที่ยวครั้งแรกของผมคือแถวปทุมธานี ย่านที่ไปเรียกว่าซอยโลกีย์ วันนั้นคนตาบอดนั่งแท็กซี่รวมกันไปหลายคน บรรยากาศภายนอกของร้านเป็นเหมือนร้านอาหาร มีการร้องคาราโอเกะและนั่งดื่มเครื่องดื่ม พอเข้าไปก็จะมีคนคอยถามว่าสนใจใครบ้างไหม อยากจะขึ้นหรือเปล่า เที่ยวไหม พนักงานมาถามผมว่าชอบหุ่นเพรียวบางหรือหนานุ่ม ชอบคนมีน้ำมีนวลหรือคนตัวเล็ก จัดฟันก็มี ตอนนั้นคิดแค่ว่าครั้งแรกของผมจะยังไงก็ได้เพราะตื่นเต้นมาก 

พอตัดสินใจเลือกมาคนหนึ่ง ฟังจากน้ำเสียงรู้สึกว่าเขายังอายุไม่เท่าไหร่ แต่พอพาขึ้นมาที่ห้องถึงรู้ว่าเกือบจะ 40 แล้ว (หัวเราะ) เขาเริ่มจากการให้เราจับมือ จับแขน เราก็รู้สึกดี พอจ่ายค่าเสียหายถึงได้เริ่มกิจกรรมเข้าจังหวะ เขาถามเราว่าเคยมาเที่ยวอะไรแบบนี้ไหม เราก็บอกว่าไม่เคย นี่เป็นครั้งแรก เขาจึงให้เราคลำไปทีละส่วน แล้วก็บอกว่าไม่ต้องตื่นเต้นนะลูก คำนี้ฝังใจผมมาก (หัวเราะ) 

ตามการบ้าน

มิตรสหาย ช : หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมก็เริ่มลองหาอ่านหรือศึกษาวงการว่าเขาทำอะไรกันอย่างไร เสิร์ชหาจากคำง่ายๆ ที่ใช้กันเยอะ เช่น ขายตัว ขายบริการ ไซด์ไลน์ พอเริ่มอ่านไปเรื่อยๆ ก็จะได้ศัพท์ใหม่ เช่น การบ้านและพบว่ามีการเขียนรีวิวไว้ด้วย เรียกว่าลายแทง เปรียบเสมือนลายแทงสมบัติให้เราไปตามหาของเราเอง อันไหนที่คนรีวิวเยอะๆ หรือได้คะแนนความน่าสนใจ เราก็ไปตามนั้น 

การเขียนรีวิวในที่นี้คือเขียนจริงๆ กว่า 30 หน้า เล่าว่าไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เขาเล่าเป็นฉากๆ เราก็ต้องศึกษาเพื่อความคุ้มค่าของการลงทุน ครั้งต่อมาที่เราไปเที่ยวก็คือไปตามการบ้าน แต่การอ่านก็ต้องดูให้ดีว่าอันไหนเป็นรีวิวหรืออันไหนเป็นโฆษณาที่เขียนแบบรีวิว การอ่านรีวิวเพื่อประกอบการตัดสินใจทำให้คนตาบอดตัดสินใจได้ดีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของ หรือบริการต่างๆบางทีการบ้านก็เขียนไว้ได้น่าสนใจมาก แต่ในความเป็นจริงทำไม่ได้ เราก็รู้สึกเฟลนะ ไม่คุ้ม เหมือนไปร้านอาหารที่รีวิวดีแต่ของจริงไม่อร่อย 

การติดต่อไปตามที่ระบุในลายแทง ส่วนใหญ่จะผ่านการนัดแนะกันแล้วก็ไปเจอในสถานที่ที่ตกลงไว้ พอจ่ายเงินแล้วก็ปฏิบัติการ ถ้านัดกันข้างนอกก็เราก็ต้องเสียค่าโรงแรม แต่ถ้าเป็นสถานที่เขามีให้บริการก็จะมีจุดรองรับให้เรา

รูปแบบการใช้บริการเบื้องต้นก็คือ การโทรคุยติดต่อนัดแนะและไปเจอตัวจริง บางครั้งเราก็ไม่ได้บอกว่าเราเป็นคนตาบอดเพราะเคยบอกไปแล้วก็ถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้บริการ ครั้งหนึ่งเราเคยโทรไปถาม เสียงของเขาดีมาก น่ารักและมีเสน่ห์ คุยจนรู้สึกถูกคอเราจึงไม่อยากบอกว่า เราเป็นคนตาบอดเพราะกลัวจะถูกปฏิเสธ ยังไงซะคุยผ่านโทรศัพท์เขาก็ไม่มีทางรู้ว่าเราเป็นคนตาบอด คุยเสร็จจึงได้นัดแนะว่าให้ไปเปิดโรงแรมรอ พอเขามาถึงและพบว่าเราเป็นคนตาบอด เขาก็ปิดประตูเดินออกไปเลย เข้าใจว่าเขาน่าจะตกใจแล้วก็เดินหนีไป โทรกลับไปก็ปิดเครื่องไปแล้ว 

โดนหลอกให้นอนแข็ง

มิตรสหาย จ : เรื่องการนัดแนะผมเคยเจอเหมือนกัน พอเราได้คอนแทคมาผมก็โทรนัดที่สถานที่หนึ่ง เราก็เรียกแท็กซี่ไป แท็กซี่ก็เตือนนะว่าแถวนี้โดนหลอกกันบ่อย ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจเพราะอยากจะเที่ยวมากกว่า พอไปถึงเราก็จ่ายเงินค่าห้องและค่าถุงยางอนามัยให้เขาไปก่อนเลย 1,500 บาท ถือว่าเป็นเงินที่เยอะเหมือนกันสำหรับคนที่เพิ่งเรียนจบ จ่ายตังค์ไปมือสั่นเลย  (หัวเราะ) 

พอเข้าห้องไปเขาก็บอกว่าเดี๋ยวขอออกไปเอาถุงยางก่อน เราก็ไม่ได้เอะใจอะไร ปรากฏว่าเขาไปเรียกเพื่อนเขาที่อยู่กับเพื่อนผมอีกห้องให้ออกจากโรงแรมไปเลย ผ่านไป 10 กว่านาทีถึงได้รู้ว่าโดนหลอกเพราะยามมาเคาะประตูเรียก เขาบอกว่าสองคนเมื่อกี้นั่งมอเตอร์ไซค์ออกไปแล้ว ใจร้ายมาก ปล่อยให้คนตาบอด 2 คนนอนแข็งอยู่ในโรงแรม เจ็บใจมากที่เงินก็เอาไปแล้ว ตอนแรกผมคุยกับเพื่อนว่าห้องติดกันใครปฏิบัติการเสียงดังกว่าคนนั้นชนะ แต่ปรากฏว่าวันนั้นนั่งเศร้าปรับทุกข์กับเพื่อนยันเช้า (หัวเราะ) 

ฟีลแฟน

มิตรสหาย จ : ครั้งที่ประทับใจก็มีเหมือนกันเพราะหลายครั้งเรามักเจอคนที่ชอบข่มขู่ หรือพูดคำบางคำจนเราเสียความมั่นใจไปเลย การไปเที่ยวจึงมีความเสี่ยงเนื่องจากผู้ให้บริการแต่ละคนก็มีสไตล์แตกต่างกันไป ฉะนั้นเมื่อเราได้เจอครั้งที่ประทับใจก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับเงินที่แลกเปลี่ยนไปเพื่อความสุข  ครั้งที่ประทับใจเกิดขึ้นเพราะอีกฝ่ายชวนพูดคุยทำความรู้จักและสัมผัสไปทีละส่วน ตอนนั้นอาจเป็นเพราะเขาเห็นเราตาบอด เพราะฉะนั้นถ้าชอบตรงไหนหรืออยากให้ทำอะไรก็บอกได้เต็มที่เลย สิ่งเหล่านี้ทำให้เราประทับใจมาก 

บางครั้งเขาก็บริการจนเราอยากกลับมาอีก ภาษาของคนเที่ยวเขาเรียกฟีลแฟน พอได้ยินคำนี้เราก็รู้สึกว่าเป็นกันเองแน่นอน แต่ในทางปฏิบัติก็จะต้องมาดูว่า ฟีลแฟนหรือฟีลเฟล เราจะประทับใจคนที่พร้อมที่จะเรียนรู้ไปกันเราว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรกระตุ้นความอยากของเราให้มากขึ้น หรือแพ้คนใส่ใจรายละเอียดนั้นแหละ

มิตรสหาย ช : ครั้งที่ประทับใจของผมมาจากการตามลายแทงการบ้าน ครั้งนั้นเป็นคนตาบอดเขียนรีวิวไว้ แม้ไม่รู้ว่าใครเขียนแต่เพราะเป็นคนตาบอดเหมือนกันก็เลยไว้เนื้อเชื่อใจ ก็เลยไปตามการบ้านเขาอีกที 

พอไปถึงเขาก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี พาเราจับศอกขึ้นไป ทำให้รู้เลยว่าเขาให้บริการคนตาบอดมาก่อน ดูแลเราฟีลแฟน กอด จูบ ลูบ คลำ พาอาบน้ำอาบท่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ว่าเราจะทำได้กับทุกคนนะ แล้วแต่ขอบเขตการบริการว่าทำได้แค่ไหน แต่นี่เขาทำทุกอย่างตรงกับในรีวิว ไม่คอยมานั่งถามว่าเป็นคนตาบอดทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ แม้ผมจะมองว่าถามได้แหละ เป็นเรื่องปกติที่คนทั่วไปจะสงสัย แต่ในเวลานั้นมานั่งถามกันเราก็ไม่มีอารมณ์จะตอบ พอเจอคนที่เป็นงานเราก็รู้สึกว่าโอเคนะ ปล่อยให้เกมรักมันดำเนินไปตามเรื่องราวของมัน  

อาบ อบ นวด

มิตรสหาย จ : นอกเหนือจากการเที่ยวแบบไซด์ไลน์ ก็จะเป็นการเที่ยวในสถานบริการเป็นเรื่องเป็นราวอย่างอาบ อบ นวด ช่วงนั้นเป็นเดือนเมษายน อากาศกำลังร้อนๆ เราตัดสินใจไปเที่ยวอ่างครั้งแรก ตอนนั้นคนเชียร์แขกก็จะช่วยเราดูว่าอยากได้คนไหนหรือเหมาะกับใคร แล้วเขาก็จะเรียกให้มาคุยกับเรา พอเป็นอาบ อบ นวดก็จะมีมาตรฐานในการบริการที่ดีขึ้นมาอีกขั้น 

คนเชียร์เล่าให้เราฟังว่า ใครเป็นอย่างไร หน้าตาเป็นแบบไหน สัดส่วนเป็นอย่างไร พอเจอคนเชียร์แขกที่จริงใจเขาก็จะสะท้อนภาพออกมาได้ตรงอย่างที่พูด แต่บางคนก็ไม่ใช่ ตอนเชียร์บอกว่าคนนี้ตัวเล็กมาก แต่พอไปคลำจริงคนละเรื่อง เราไม่ได้ติดว่ารูปร่างหน้าตาใครจะเป็นแบบไหน  แต่พอเจอไม่ตรงแบบที่เชียร์แขกก็เสียความรู้สึก สิ่งเหล่านี้คนตาดีไม่มีปัญหาเพราะเขาชี้แล้วเลือกได้เลย แต่คนตาบอดเลือกแบบนั้นไม่ได้ จะเดินไปคลำก็อย่างไรอยู่  ถ้าเขาเชียร์หรือเรียกมาแล้วเราจะปฏิเสธหรือบอกว่าไม่ชอบก็ไม่ได้ ถ้าโดนเรียกมาแล้วถูกไล่กลับไปคงเสียความรู้สึก เรารู้ดีว่าปฏิเสธได้ แต่เรานึกถึงใจคนที่เขาโดนเรียกมามากกว่าว่าเขาอาจจะเต็มใจให้บริการเราก็ได้ ถ้ามีทางเลือกให้คนตาบอดมากขึ้นก็น่าจะดี เช่น ให้ฟังเสียง หรือให้แนะนำตัวสั้นๆ ก็ได้ 

พอออกไปเที่ยวก็คุยกับพนักงานว่าเคยเจอคนพิการบ้างไหม หลายคนก็บอกว่า เคยเจอ ก็ให้บริการเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป เขาได้เปิดใจเล่าให้เราฟังหลายเรื่อง ซึ่งบางเรื่องออกแนวบ่น เช่น เวลาเจอแขกชาวต่างชาติที่มีขนาดอวัยวะเพศใหญ่หรือคนที่มีกลิ่นตัวแรงมากๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาจะต้องเผชิญและอดทนด้วยหน้้าที่การงาน เราได้ฟังแล้วก็รู้สึกดีที่เขากล้าเล่าให้เราฟัง ทำให้เราเห็นว่า ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็เป็นมนุษย์ปุถุชนเหมือนๆกัน 

ข้อจำกัด

มิตรสหาย จ : การไปเที่ยวของคนตาบอดมีข้อจำกัดเหมือนกันเพราะคนตาบอดต้องพูดคุยเยอะ และต้องมีกำลังใจ ความมั่นใจที่แข็งกล้าประมาณหนึ่งเมื่อซื้อบริการ คนตาบอดต้องการการถูกยอมรับเพราะเมื่อเป็นคนพิการก็มักมีโอกาสที่จะเสียความมั่นใจ เช่น เวลาเจอคำถามสารพัด อย่างเล่นไลน์ได้อย่างไร จะทำได้จริงๆ เหรอ หรือหนักสุดคือการที่เขายอมรับไม่ได้แล้วหนีหายไปเลย คนตาบอดต้องเผื่อใจยอมรับเรื่องราวเหล่านี้

มิตรสหาย ช : หลังจากที่เจอเขาปิดประตูหนีไปทำให้เราต้องวางแผนการเที่ยวแบบใหม่คือผมจะบอกก่อนเสมอว่าเป็นคนตาบอด ใครที่รับไม่ได้จะไม่ต้องรับแต่แรก เขาก็จะบอกเลยว่าไม่รับบริการคนพิการหรือบางคนเขาก็หาว่าเราแกล้ง ไม่เชื่อว่าตาบอดจริง มีคนบอกว่าเป็นคนพิการไม่มีส่วนลดนะ สิ่งเหล่านี้สะท้อนความเชื่อว่า พอเป็นคนพิการแล้วจะได้สิทธิอะไรบางอย่าง ทั้งที่เราไม่เคยมองหาส่วนลดอะไรแบบนั้น แค่เราอยากได้สิ่งที่ขาดและเติมส่วนนั้นให้เต็มเสียมากกว่า 

มิตรสหาย จ : นิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นเรื่องที่ดีในสังคมเรา แต่การสงสารนั้นพ่วงมากับการลดทอนคุณค่าคนอื่น การคิดแทน ครอบงำ ทำให้ เป็นสิ่งที่คนพิการในสังคมไทยพบเจอเสมอ ในหลายเรื่องคนพิการไม่ได้สมัครใจหรือเต็มใจอยากจะทำ สิ่งเหล่านี้ยังเป็นเนื้อร้ายที่สังคมไทยควรกำจัดสิ้นไป 

ทัศนคติเหล่านี้มันสะท้อนไปถึงเรื่องที่เราเจอในชีวิตประจำวันด้วย คำถามหลายอย่างที่คนตาบอดเจอสะท้อนที่ทางของคนตาบอดว่ายังอยู่ในจุดที่ต่ำกว่า บางครั้งคำถามก็เหยียดเรา เช่น ขนาดเรื่องง่ายๆ บางอย่างก็มองว่าเราทำไม่ได้ อย่างที่ถามว่าเรียนได้เหรอ เที่ยวได้เหรอ เขาเปรียบตัวเองเสมือนยืนถามจากที่ที่สูงกว่า ส่วนเราอยู่ต่ำกว่า หรือมีภาพจำมาแล้วว่าคนตาบอดต้องเป็นอย่างไร คนพิการต้องเป็นแบบไหน 

มิตรสหาย ช : มีน้องพนักงานบริการคนหนึ่งบอกเราว่า เขาเองก็เพิ่งรับแขกคนพิการครั้งแรก ถ้ามีอะไรบกพร่องก็ให้บอก เราบอกเขาว่า ทำเหมือนที่ทำกับคนทั่วไปเลย เหตุการณ์นี้ดีมากที่เขาไม่คิดแทนเรา ไม่ได้มองว่าเป็นคนตาบอดแล้วทำได้แค่ 1 2 3 หรือทำอะไรหรือไม่ทำอะไร พอเขาคุ้นเคยเขาก็กล้าที่จะปฏิบัติ ยังบอกเลยว่าถ้ามีเพื่อนให้ชวนมาเที่ยวได้นะ แต่เรื่องแย่ๆ ก็มีนะ เช่น พนักงานเขาบอกว่า ที่ยอมเพราะทำบุญ อยากทำให้คนพิการมีความสุข เจอแบบนั้นก็คงหดหมด 

คำพูดที่ว่าเป็นคนตาบอดยังจะเที่ยวอีกหรือ/ตาบอดแล้วไม่เจียม 

มิตรสหาย จ : บางคนก็จะมองว่า เป็นคนพิการหรือคนตาบอดยังจะมีความต้องการหรืออยากไปเที่ยวอะไรแบบนี้อีกเหรอ ในอีกมุมหนึ่งเราก็อยากให้คุณมองว่าถ้าคุณเป็นคนพิการหรือคนตาบอดคุณยังมีความรู้สึกหรือความต้องการอยู่หรือไม่ ซึ่งเราก็ยังมีความต้องการอยู่ อะไรที่เป็นบริการที่สังคมเข้าถึงได้คนพิการหรือคนตาบอดก็อยากเข้าถึงได้เช่นกัน คนพิการก็อยากจะมีสิทธิเลือก 

มิตรสหาย ช :  เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเที่ยวในย่านความบันเทิงหรือสถานที่อโคจร ในชีวิตประจำวันเราทั่วไปก็มีปัญหา ผมเป็นคนตาบอดไปทำธุรกรรมธนาคาร บางสาขาก็บอกว่าให้เอาพ่อแม่ผู้ปกครองมาด้วยถึงจะทำได้ เราก็บอกว่าอายุป่านนี้แล้วยังจะต้องให้ตามพ่อแม่มาอีกหรือ บางทีก็บอกว่าให้ใครก็ได้ที่เป็นคนตาดีมาเซ็นเพื่อความปลอดภัย แต่เขาบอกว่าเป็นใครก็ได้ที่เป็นคนตาดีให้มาเซ็น ถ้าเป็นแบบนั้นทำไมพนักงานไม่เซ็นให้เราไปเลยล่ะ แบบนั้นเป็นความปลอดภัยจริงหรือ ตู้ ATM ที่เป็นระบบสัมผัสที่ไม่มีปุ่มคนตาบอดก็ใช้งานไม่ได้ บางคนก็มองว่าเป็นข้อบกพร่องเล็กๆ แต่สำหรับคนพิการมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นปัญหาในการใช้ชีวิต 

ในที่สุดผมคิดว่าก็คงจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนทัศนคติ คนตาบอดและคนพิการก็มีหัวใจ มีความคิดและความรู้สึก เราแค่ตาบอดแต่เราก็ยังมีงานที่ต้องทำ มีเงินที่ต้องหา มีภาระที่ต้องรับผิดชอบดูแล มีอารมณ์เหมือนกับทุกคน เราไปเที่ยวเราก็ใช้เงินของตัวเอง ไม่ได้ขอหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ในเมื่อเป็นเงินเราแล้วเราก็อยากจะมีทางเลือกในการสร้างความสุขให้กับตัวเอง 

มิตรสหาย จ : วงการคนพิการเป็นวงการที่ไม่มีใครอยากจะมาอยู่หรอก มันออกไม่ได้ ถ้าเลือกได้ทุกคนก็อยากมีชีวิตที่ครบถ้วนสมบูรณ์ นอกจากความเข้าใจของคนทั่วไปที่จะต้องปรับทัศนคติแล้ว ผมก็มองว่าเป็นหน้าที่ของคนพิการเหมือนกันที่จะสร้างความเข้าใจและถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ของตัวเองว่าในมุมมองของคนพิการคิดเห็นต่อเรื่องไหนอย่างไร อย่างน้อยเราเป็นคนตาบอดก็ยังมีความรู้สึกนึกคิดได้ ต้องการการยอมรับจากคนในสังคม ต้องการศักดิ์ศรีและคุณค่า เราไม่ต้องการที่จะอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งที่คนในสังคมตีกรอบหรือขีดให้เรา แต่ต้องการอยู่ในโลกใบเดียวกันที่ไม่มีกำแพงทัศนคติที่คอยตัดสินและคั่นกลางระหว่างคนพิการและคนไม่พิการ 







 

Culture & Artรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนคนตาบอดการปฏิบัติต่อคนตาบอดไซด์ไลน์อาบอบนวด
Categories: ThisAble

สรุปไลฟ์เฟซบุ๊ก "สิทธิคนพิการเป็นอย่างไรในอังกฤษ"

ThisAble - Fri, 2021-06-25 10:13

สรุปไลฟ์เฟซบุ๊ก "คุณภาพชีวิตคนพิการเป็นอย่างไรในออสเตรเลีย" ที่ชวนคุยกับคุณสุธีนุช ตั้งสถิตย์กุลชัย NDIS Specialist Support Coordinator อาชีพ Social Worker (นักสังคมสงเคราะห์) ถึงคุณภาพชีวิตคนพิการในออสเตรเลียว่าเป็นอยู่อย่างไร

 

  • นุชสุธีนุช ตั้งสถิตย์กุลชัย ทำงานในตำแหน่ง NDIS Specialist Support Coordinator เธอเรียนปริญญาโทด้านสังคมสงเคราะห์ที่ The University of Western Australia ในเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งกำลังจะจบในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ 

 

  • ที่ฝึกงานแรกของนุชนั้นเกี่ยวกับคนพิการทางสายตา โดยให้บริการแทบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทีมบำบัด สอนวิธีการใช้ไม้เท้า สอนขึ้นรถเมล์ สอนเดินทาง และรวมไปถึงบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตสำหรับคนที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจเมื่อเกิดความพิการ นอกจากนี้ยังมีบริการ เช่น Audio Production Audio Books ผลิตอักษรเบรลล์ ผลิตอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยี และสุนัขนำทางอีกด้วย

 

  • หน่วยที่เธอทำมีหน้าที่หลักอยู่ 2 แบบ คือ 1.สนับสนุนด้าน Emotional Support โดยเฉพาะคนที่ตาบอดเมื่ออายุมาก หน้าที่นี้จึงมีเพื่อให้คำปรึกษาและการสนับสนุนคล้ายนักจิตวิทยา แต่จะเน้นรับฟังมากกว่ารักษา 2.การเชื่อมคนพิการเข้ากับการบริการต่างๆ หน้าที่นี้จะช่วยดูว่ามีบริการอะไรในสังคมและประเมินความต้องการพร้อมกับเชื่อมบริการหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ เข้ากับคนพิการ

 

  • หากเพิ่งประสบอุบัติเหตุและกลายเป็นคนพิการ คนมักรับความพิการไม่ได้ นุชรู้จักลูกค้าคนหนึ่งที่เกิดอาการมองไม่เห็นเฉียบพลันเนื่องจากจอประสาทตาลอก หลังเกิดความพิการเขารับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะรู้สึกสูญเสียคุณค่าในตัวเอง ทั้งไม่สามารถเป็นหัวหน้าครอบครัวได้เหมือนเดิม และไม่สามารถไปส่งลูกที่โรงเรียนได้อีก หน้าที่ของเธอจึงเป็นการเชื่อมคนพิการกับ NDIS (National Disability Insurance Scheme) หรือระบบสำหรับผู้พิการในออสเตรเลียที่มีเกณฑ์ 3 อย่างคือ 1.อายุต่ำกว่า 65 ปี 2.ต้องมีความพิการที่ถาวรและมีผลกระทบรุนแรงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน 3.ต้องเป็นพลเมืองของออสเตรเลียหรือถือวีซ่าถาวร ซึ่งเกณฑ์ทั้ง 3 ต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ 

 

  • NDIS ให้เงินเฉพาะบุคคล หากสูญเสียการมองเห็นก็จะได้เงิน 3 ประเภทคือ 1.Core Support Funding คือเงินพื้นฐานในชีวิตประจำวัน สิ่งของที่บริโภคแล้วหมดไปหรือบริการต่างๆที่ทำโดย Support Worker ที่ดูแลผู้บริการโดยตรง 2.Therapy Services ซึ่งจะเกี่ยวกับการบำบัดต่างๆ 3.Capital Support หรือพวกเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งราคาค่อนข้างแพง ซึ่งสุนัขนำทางก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

 

  • สิ่งที่นุชประหลาดใจมากคือ ที่ออสเตรเลียมี Support Holiday หรือเงินไปเที่ยวสำหรับคนพิการ เงินส่วนนี้อาจรวมค่าที่พัก ค่าเดินทาง หรืออุปกรณ์ช่วยเหลือเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการจะค้างคืนและยังรวมไปถึงส่วนของ Support Worker ที่นอนค้างคืนด้วย การได้เที่ยวนั้นสะท้อนคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะคนพิการบางคนที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหวและไม่สามารถมีความสุขกับกิจกรรมได้เท่าคนอื่น
     

  • NDIS ถูกออกแบบระบบสำหรับปัจเจกบุคคล ตามแต่ละกรณีว่าใครมีความต้องการอะไร แต่เมื่อมีบริการมากมายขนาดนี้ คนก็ต้องจ่ายภาษีเยอะขึ้นด้วย แต่คนที่นี่ก็ยินดีจ่ายเพราะเห็นว่าภาษีที่เสียนั้นไปไหน

 

  • นุชอธิบายถึงสิ่งที่ทำให้เกิดการสนับสนุนคนพิการอย่างแนวคิดเรื่อง Equity หรือความเที่ยงธรรม วิธีการออกแบบนโยบายของที่นี่มีเป้าหมายอย่างแรกคือต้องเข้าถึงคนพิการ อย่างที่สองคือต้องครอบคลุมคนทุกกลุ่มในประเทศและอย่างที่สามคือคนพิการต้องมีทางเลือกในการใช้ชีวิตและการใช้บริการต่างๆ ด้วยตนเอง

 

  • นุชกล่าวว่าโครงสร้างพื้นฐานของออสเตรเลียนั้นดีมาก ทั้งเรื่องทางเดิน การคมนาคม และตัวอาคารต่างๆ เช่น ทางเดินดี มีทางเดินสำหรับคนพิการทางสายตา ไฟจราจรมีเสียง รถเมล์เป็นระบบไฮดรอลิก ทำให้คนที่นั่งรถเข็นหรือคนถือของหนักขึ้นรถง่าย ถ้าเป็นการเดินทางผ่านรถไฟก็จะมีเจ้าหน้าคอยช่วยเหลือประจำแต่ละสถานี ส่วนตึก อาคารก็มีทางลาดหรือลิฟต์ อาจเป็นเพราะการมีกฎหมายบังคับใช้ในสร้างตึกที่เป็นสาธารณะ เจ้าหน้าที่ให้บริการก็เป็นมิตรและทำงานรวดเร็วมาก มีประสิทธิภาพ และระบบทุกอย่างเป็นออนไลน์เชื่อมโยงกัน 

 

  • ความก้าวหน้าด้านสิทธิคนพิการในออสเตรเลียใช้เวลานาน ตั้งแต่ประกาศบทบัญญัติมาตั้งแต่ปี 2013 ได้เริ่มดำเนินการตอนปี 2017 หากไทยอยากทำได้แบบออสเตรเลียก็ควรจะต้องแบ่งระหว่างความพิการกับสุขภาพธรรมดาให้ชัดเจน อย่างที่ออสเตรเลียมี Disability Allowance ซึ่งถูกจ่ายโดยหน่วยงานที่ชื่อว่า Center Link หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่จ่ายเงินคนหลายประเภท เช่น คนตกงาน คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ที่ดูแลผู้ป่วย ซึ่งให้ประมาณสี่ร้อยเหรียญ (หนึ่งหมื่นบาท) ต่อสองอาทิตย์

 

  • สิทธิประโยชน์ของคนพิการในออสเตรเลียมีหลายอย่างมาก เช่น คนที่มีปัญหาในด้านการเคลื่อนไหวก็จะมีส่วนลดแท็กซี่ 75%, บัตร Smart Rider ที่เป็นบัตรเอาไว้แตะกับรถเมล์ รถไฟ เรือ ซึ่งฟรีสำหรับคนพิการ และ Companion Card สำหรับคนดูแลคนพิการ การดูแลเช่นนี้ ทำให้รู้สึกมั่นใจว่า หากแก่หรือพิการก็จะมีระบบรองรับ

 

  • ในออสเตรเลีย เราสามารถพบคนพิการได้ทั่วไปตามท้องถนนเพราะโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อ เช่น ทางเดินเท้า และการคมนาคมที่นึกถึงคนพิการ จึงทำให้คนพิการสามารถทำงานได้ อีกทั้งยังมีนโยบายในการรับคนพิการเข้าทำงานตามสามารถหรือคุณสมบัติ

 

  • หน่วยงานที่เธอทำงานก็มีบริการสนับสนุนสุนัขนำทางเช่นกัน สุนัขนำทางที่นี่เป็นพันธุ์ลาบราดอร์ พวกมันต้องผ่านการฝึกอย่างหนัก หากบางตัวเป็นมิตรกับคนมากเกินไปก็อาจถูกคัดให้ไปเป็นสุนัขบำบัด แต่ปัจจุบันเกณฑ์ในการได้รับสุนัขนำทางยังค่อนข้างยากเพราะยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการมายืนยันว่าสุนัขนำทางมีประสิทธิภาพจริงๆ และอาจมีปัญหาเรื่องการเลี้ยงดู 

 

  • เป้าหมายหนึ่งของรัฐบาลออสเตรเลียคือการคำนึงว่าประเทศเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเตรียมการเรื่องนี้ผ่านการเอาคนอายุน้อยออกจากบ้านพักคนชรา ซึ่งในจำนวนนี้หลายคนเป็นคนพิการ เพราะที่พักที่เหมาะสำหรับคนพิการน้อยมาก บางคนถ้าอายุต่ำกว่า 65 ปี ก็ต้องไปบ้านพักคนชรา พร้อมไปกับการสร้างบ้านที่เหมาะสมกับคนพิการไปด้วย

 

  • สำหรับคนพิการที่สนใจเรียนในออสเตรเลีย ที่นี่จะมีศูนย์ Uni Access เพื่อบอกความพิการและข้อจำกัด มหาวิทยาลัยจะปรับสไตล์การเรียนที่เหมาะสมให้กับเรา เพื่อนของเธอที่เป็นโรคสมาธิสั้น ไม่สามารถนั่งในห้องสอบได้ ก็ได้รับการสอบแยก ที่นี่ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก จึงพร้อมสนับสนุนเรื่องนี้และตอนนี้บางรัฐก็เริ่มรับนักศึกษาต่างชาติแล้วด้วย หากเข้ามาด้วยวีซ่าชั่วคราวก็จะได้บางสิทธิ แต่ไม่ว่าวีซ่าใดก็สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานได้อยู่แล้ว

 

  • นุชทิ้งท้ายว่าคนพิการที่นี่ได้รับการสนับสนุนแทบจะทุกด้านในชีวิต ระบบคนพิการไทยจะต้องแก้ข้างบนลงข้างล่าง เพราะแม้ระดับปฏิบัติการจะทำงานมากเท่าไหร่แต่ระบบไม่เอื้อ อะไรๆ ก็ยาก รัฐบาลจึงเป็นบุคคลสำคัญที่เริ่มแก้ปัญหา ทำให้โครงสร้างพื้นฐานและสิทธิคนพิการเกิดขึ้นจริงให้ได้

    สำหรับใครที่อยากชมไลฟ์ฉบับเต็ม สามารถรับชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Ip96EpTLWf8&t=1089s

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตต่างประเทศ
Categories: ThisAble

คุณภาพชีวิตคนพิการเป็นอย่างไรในออสเตรเลีย I TWT Ep.13

ThisAble - Wed, 2021-06-23 13:20

คุณภาพชีวิตคนพิการเป็นอย่างไรในออสเตรเลีย คุยเรื่องนโยบาย คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ TALKWITHTHISABLE.ME คุยกับ สุธีนุช ตั้งสถิตย์กุลชัย NDIS Specialist Support Coordinator อาชีพ Social Worker (นักสังคมสงเคราะห์) ถึงคุณภาพชีวิตคนพิการในออสเตรเลียว่าเป็นอยู่อย่างไร

Mediaสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนต่างประเทศสุขภาพออสเตรเลีย
Categories: ThisAble

สรุปไลฟ์เฟซบุ๊ก "สิทธิคนพิการเป็นอย่างไรในอังกฤษ"

ThisAble - Tue, 2021-06-22 17:48
  • ฟ้า—เพียงฝัน แกรนต์ เป็นนักวิจัยสาขาแพทยศาสตร์ที่ Queen’s University Belfast ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) ประเทศสหราชอาณาจักร เธอเป็นนักเรียนไทยที่มีภาวะออทิสติกคนแรกที่ได้รับทุนจากสหภาพยุโรปเพื่อมาศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก
     
  • สมัยเรียนอยู่ที่ประเทศไทยเธอมักถูกเพื่อนๆ กลั่นแกล้งและบูลลี่เป็นประจำ ครูที่เป็นที่พึ่งเดียวในโรงเรียนก็เมินเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  หลังจากฟ้าในวัย 16 ปีเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตตัวเองกะทันหันด้วยการไปเรียนซ้ำชั้นที่ประเทศนอร์เวย์เพราะได้ทุนเต็มจำนวนของ United World College 
     
  • พ่อของฟ้าป่วยเป็นโรคหายาก ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาวะเลือดออกผิดปกติและต้องใช้ Plasma Extract เป็นยาในการรักษา ยาตัวนี้ราคาเกือบแสนบาทและยังต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเท่านั้น จึงทำให้ฟ้าสงสัยว่ายาตัวนี้มีผลต่อการรักษาโรคที่พ่อเป็นอย่างไร 
     
  • จากความสงสัยเปลี่ยนมาเป็นความหลงใหลที่ทำให้ฟ้าอยากเรียนด้านแพทย์ศาสตร์ แต่เธอรู้สึกว่าการรักษาคนไข้ไม่เหมาะกับตัวเธอสักเท่าไหร่เพราะรู้ตัวว่าคุยกับคนไข้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เธอจึงลองหาหนทางอื่นในสายแพทย์ ฟ้าจึงค้นพบว่า ถ้าเป็นนักวิจัย เธอก็สามารถนำความรู้มาช่วยคนอื่นได้เหมือนกับแพทย์เช่นเดียวกัน
     
  • และเพราะฟรานซิส คริก (Francis Harry Compton Crick) นักอณูชีววิทยาชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบโครงสร้างของ DNA อยู่ที่นี่ และสถานที่เรียนมีความทันสมัยเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและมีโปรแกรมที่นำการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เรื่องจีโนมมาใช้ จึงทำให้ฟ้าตัดสินใจขอทุนมาเรียนที่นี้
     
  • ที่สหราชอาณาจักรมีหมอที่เป็นออทิสติกเยอะมากและคนพิการด้านอื่นก็สามารถทำงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขได้ ถ้าสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์แพทย์สภาที่อังกฤษกำหนด หากไม่เข้าเกณฑ์ก็ยังหาอาชีพใกล้เคียงกับความสนใจและอยู่ในแวดวงแพทย์และสาธารณสุขได้
     
  • ที่นี่พยายามกระตุ้นคนพิการออกมาใช้ชีวิตด้วยการให้ส่วนลดและเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการ เช่น ลดค่าโดยสารรถไฟรอบสหราชอาณาจักรให้ 50% หากมีบัตร Disabled person’s railcard ก็ยังสามารถลดค่าโดยสารได้ 1 ใน 3 ของค่าเดินทางและยังมีไกด์นำทางคอยบอกทางให้ไปถึงที่หมายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี Blue Badge ซึ่งเป็นบัตรอนุญาตให้จอดรถในพื้นที่เฉพาะ เช่น ลาดจอดรถสำหรับคนพิการ
     
  • สำหรับคนที่มีภาวะออทิสติกที่อ่อนไหวกับเสียงดังและสภาพแวดล้อมแต่อยากเดินชมพิพิธภัณฑ์ สามารถขอ Ear Defenders for Autism ซึ่งมีลักษณะเป็นหูฟังอันใหญ่ ปิดกันเสียงไม่ให้รบกวนอรรถรสในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์
     
  • มหาวิทยาลัยที่นี่ค่อนข้างให้ความใส่ใจนักศึกษาพิการเป็นอย่างมาก มีการฝึกอบรมครู อาจารย์ให้ผลิตเนื้อหาการเรียนการสอนให้นักเรียนพิการเข้าถึงได้ในทุกๆ ปี และยังใส่ใจ ปรับสภาพแวดล้อม  (Reasonable adjustment) เอื้อให้นักศึกษาพิการประสบความสำเร็จในเรื่องการเรียนให้ได้มากที่สุด 
     
  • ฟ้าแนะนำว่าถ้าใครกำลังมองหาทุนเรียนปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ให้ลองเสิร์ชกูเกิ้ลว่า “Snowdon trust” ซึ่งเป็นมูลนิธิของอังกฤษที่สนับสนุนให้คนพิการทุกประเภทได้ทุนมาเรียนต่อสาขาต่างๆ ในอังกฤษ ซึ่งเป็นทุนที่ไม่มีข้อผูกมัด แล้วยังมีเงินให้นักศึกษาทุนทุกเดือนด้วย

    สำหรับใครที่อยากชมไลฟ์ฉบับเต็ม สามารถรับชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=n2Tug7GLi5s&t=2628s
Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตต่างประเทศสิทธิคนพิการสิทธิคนพิการในต่างแดนสิทธิคนพิการในสหราชอาณาจักรสิทธิคนพิการในอังกฤษชีวิตคนพิการในอังกฤษ
Categories: ThisAble

สุนัขช่วยเหลือคืออะไร? เมื่อเจ้าตูบ 4 ขาเป็นมากกว่าสัตว์เลี้ยง

ThisAble - Fri, 2021-06-18 16:14

 

เมื่อพูดถึงสัตว์เลี้ยงที่มอบความสุขให้กับใครหลายคน ทั้งความน่ารักและเป็นเพื่อนที่ดีให้กับเราก็คงไม่พ้นเจ้าตูบสี่ขา แต่นอกจากความน่ารักน่าเอ็นดูของมันแล้ว สุนัขยังมีความสามารถพิเศษมากกว่านั้นเพราะมันสามารถเป็น “สุนัขช่วยเหลือ” ที่คอยช่วยเหลือผู้คนในเรื่องต่างๆ

Thisable.me ชวนรู้จักกับสุนัขช่วยเหลือ มาดูกันว่าสุนัชช่วยเหลือคืออะไรและพวกมันทำอะไรบ้าง แตกต่างกับสุนัขทั่วไปแบบไหน และช่วยเหลือในเรื่องอะไรกัน

สุนัขช่วยเหลือคืออะไร?

สุนัขช่วยเหลือ คือ สุนัขที่ได้รับการอบรมฝึกฝนให้ความช่วยเหลือผู้คนในด้านต่างๆแบบเฉพาะด้าน เพื่อมอบความสุข ความผ่อนคลายและช่วยดูแลผู้คนตามสถาณที่ต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

- Service Dog สุนัขบริการหรือเรียกอีกอย่างว่าสุนัขช่วยเหลือคนพิการคือ สุนัขที่ได้รับการฝึกอบรมขั้นสูงเพื่อดูแลเจ้าของสุนัขเพียงคนเดียว ซึ่งสุนัขจะช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือคนพิการ หลังจากการฝึกฝนอย่างหนักสุนัขจะได้รับเอกสารรับรองเฉพาะ เพื่อระบุความสามารถของสุนัขแต่ละตัวในการให้ความช่วยเหลือผู้พิการแต่ละประเภทอย่างชัดเจน เช่น สำหรับคนพิการทางการมองเห็น สุนัขจะคอยช่วยสอดส่องดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปยังสถาณที่ต่างๆ โดยปกติแล้วสุนัขบริการมักจะได้รับอนุญาตให้เดินทางไปพร้อมกับผู้ดูแลได้ทุกที่ ซึ่งรวมถึงร้านค้า ร้านอาหาร และอาคารอื่นๆ

ในประเทศไทยก็มีเคสของคนพิการกับสุนัขช่วยเหลือด้วยเหมือนกันนะ อย่างเรื่องราวของทราย - คีรินและเจ้าลูเต้อร์ สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์สีดำสุดน่ารัก จากเพจเฟซบุ๊กผมชื่อลูเตอร์ ที่บอกเล่าเรื่องราวของทรายและลูเต้อร์ในการใช้ชีวิตที่ประเทศไทยหลังจากกลับมาจากสหรัฐอเมริกาว่ามีการที่มีสุนัขค่อยช่วยนำทางในคนพิการนั้นมีข้อจำกัดหรืออุปสรรคอะไรบ้างและทางเลือกของสุนัขนำทางนั้นสำคัญอย่างไรในการใช้ชีวิตอิสระของคนพิการ

- Therapy Dog สุนัขบำบัด คือ สุนัขที่ได้รับการฝึกมาเป็นพิเศษ โดยมีหน้าที่หลักคือ สร้างความสุข มอบรอยยิ้มและความผ่อนคลายทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยสุนัขบำบัดจะทำงานตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงพยาบาลเด็ก บ้านพักผู้สูงอายุ หรือสถานที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ เรียกได้ว่าเป็นนักบำบัดสุดน่ารักเลยก็ว่าได้

- Emotional Support Animal หรือสัตว์ให้ความช่วยเหลือทางอารมณ์ ซึ่งในที่นี้ไม่ได้มีแค่สุนัขอย่างเดียว แต่รวมไปถึงสัตว์หลายประเภท เช่น สุนัขที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือทางอารมณ์แม้อาจจะไม่ได้รับการฝึกทักษะด้านใดเป็นพิเศษ แต่มีภารกิจอันยิ่งใหญ่ทั้ง เป็นผู้ให้ความรัก ความสบายใจและเป็นเพื่อนข้างกาย ตามกฎหมายถือว่า พวกมันไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงธรรมดา จึงกำหนดให้สถานพยาบาลต้องออกจดหมายรับรองผู้ป่วย เพื่อให้สุนัขสามารถติดตามไปในที่ต้องห้ามได้ เช่น ร้านอาหารหรือบนเครื่องบิน เป็นต้น

ข้อมูลอ้างอิงจาก

https://www.therapydogthailand.org/whatistherapydog

https://www.khaophuket.com/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%94-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99

Mediaบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศสุนัขนำทางสุนัขช่วยเหลือคนพิการ
Categories: ThisAble

ทำไมเรื่องคนพิการจึงกลายเป็นข่าวชายขอบ I TWT Ep. 12

ThisAble - Wed, 2021-06-16 02:49

ปัญหาหลายเรื่อง เหตุการณ์หลายอย่าง ทั้งที่หลายคนก็มองเป็นประเด็นสำคัญ แต่ทำไม ช่องข่าวไม่นำเสนอ หลายเรื่องไม่เป็นประเด็น หรือสื่อสารออกไป กลายเป็นผิดซะงั้น โดยเฉพาะข่าวคนตัวเล็กตัวหน่อย คนกลุ่มเฉพาะ หรือกลุ่มความหลากหลาย

เช่นเดียวกับเรื่องคนพิการ และคนอีกหลายกลุ่ม ทำไมจึงกลายไปอยู่ชายขอบ ทำไมข่าวไม่ค่อยนำเสนอ ทำไมถึงเกิดสำนักข่าวประเด็นใหม่ๆ เราจะผลักดันเรื่องของผู้คนได้อย่างไร เราชวน เยี่ยมยุทธ สุทธิฉายา ผู้ช่วยบรรณาธิการ ประชาไทอิงลิช

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนข่าวคนพิการนักข่าว
Categories: ThisAble

โลกกว้างที่ไร้ทางเลือกของคนหูหนวก LGBTQ+ : นับดาว องค์อภิชาติ

ThisAble - Wed, 2021-06-16 02:37

“เรื่องหนึ่งที่คนหูหนวกไม่ค่อยรู้ ก็คือเรื่องกฎหมายและสิทธิ จึงมักถูกห้ามและกดขี่ ไม่รู้ว่าบางเรื่องก็ทำได้ เวลาถูกเอาเปรียบก็สู้ไม่ได้ เช่น เมื่อคนหูหนวกท้องก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้สิทธิของตัวเอง”

ในปี 2021 ยุคสมัยที่คนเข้าใจเรื่องเพศกันมากขึ้นกว่าเดิม เรื่องที่ไม่เข้าใจก็ถูกทำให้กระจ่าง อินเตอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ทำให้เราเห็นบริบทผู้คนที่หลากหลาย โลกนี้ไม่ได้มีแค่หญิงชาย คำนำหน้าชื่อไม่อาจจำกัดคนไว้เพียงเท่านั้นได้ เราเข้าใจสิ่งที่เป็นและรู้สึก และที่สำคัญเรารู้สิทธิ รู้กฏหมาย มีสังคมที่เราปรึกษาได้ มีผู้คนที่พร้อมรับความหลากหลาย แต่นั่นก็ยังไม่ได้เต็มที่นักสำหรับคนหูหนวก ผ่านเรื่องราวที่พวกเราได้ยินผ่านนับดาว เธอจะเล่าให้เราฟังถึงปัญหาที่คนหูหนวกต้องเจอ โดยเฉพาะ LGBTQ+

Thisable.me คุยกับนับดาว องค์อภิชาติ ที่ด้านหนึ่งเธอคือผู้จัดงาน มิส&มิสเตอร์, มิสควีน, มิสซิสเดฟไทยแลนด์ แต่อีกด้านนึงนั้น เธอคือประธานชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง คอยทำหน้าที่อบรมและให้ความรู้เรื่องเพศ ซึ่งสำหรับคนหูหนวกเธอยังพบว่ายังขาดความเข้าใจอีกมาก รวมถึงโอกาสและอุปสรรคอีกมากมายที่คนหูหนวก LGBTQ+  ต้องเผชิญ แม้ในยุคที่เราจะรู้สึกว่าคนควรจะเท่ากันได้แล้ว 

ชมรมหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง 

นับดาว: ชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2010 เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับคนหูหนวก หูตึงที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับคนหูหนวกในประเทศอื่น หลังจากได้รับตำแหน่งประธานชมรมก็หวังว่าคนหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกกดขี่ จะได้รับการสนับสนุนเพื่อความเท่าเทียม นอกจากนี้ยังหวังให้ความรู้กับคนหูหนวกที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อพัฒนาพวกเขาให้เท่าเทียมกับทุกคนในสังคม

คนหูหนวกหลายคนมีความรู้ชุดเก่า เพราะพวกเขาถูกปลูกฝังมาแบบนั้น หน้าที่ของเราจึงเริ่มตั้งแต่การสอนวิธีป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอดส์หรือยาเสพติด และเชิญคนในกลุ่มต่างๆ มาให้ความรู้ความเข้าใจ เช่น มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ เป็นต้น เรื่องหนึ่งที่คนหูหนวกไม่ค่อยรู้ ก็คือเรื่องกฎหมายและสิทธิ จึงมักถูกห้ามและกดขี่ ไม่รู้ว่าบางเรื่องก็ทำได้ เวลาถูกเอาเปรียบก็สู้ไม่ได้ เช่น เมื่อคนหูหนวกท้องก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้สิทธิของตัวเอง มากที่สุดก็ทำได้แค่ปรึกษาพ่อแม่ แม้แต่การไปปรึกษาหมอที่โรงพยาบาลหลายคนก็ยังเข้าไม่ถึง 

LGBTQ+

สมัยก่อน หากสังคมรู้ว่าคนหูหนวกเป็น LGBTQ+ ก็มักมองในแง่ลบ คนหูหนวกจึงไม่กล้าที่จะเปิดตัว ไม่รู้ว่าตัวเองทำถูกหรือทำผิด พ่อแม่คนหูหนวกก็มองว่า เป็นคนหูหนวกอยู่แล้ว ยังจะเป็น LGBTQ+ อีก ส่วนใหญ่จึงบังคับว่า ห้ามเป็น LGBTQ+ เป็นได้เฉพาะผู้หญิงหรือผู้ชาย คนหูหนวกก็ยอมทำตามที่ถูกสั่ง แม้ใจจริงอยากเป็น LGBTQ+ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อคนหูหนวกต้องการทำงานเช่นกัน เมื่อคนไม่ค่อยรับ LGBTQ+ หูหนวกเข้าทำงาน 

แต่เมื่อคนหูหนวกเริ่มเปิดตัวกันมากขึ้น เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมกับกับผู้หญิงหรือผู้ชาย  เช่น โรงเรียนก็ยังไม่ยอมรับนักเรียน LGBTQ+ หรือการมองข้ามพนักงาน LGBTQ+  โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 หลายที่ไล่พนักงาน LGBTQ+ หูหนวกออก ส่วนผู้ชายกับผู้หญิงยังคงทำงานได้อยู่ LGBTQ+ กลายเป็นกลุ่มที่จะถูกเอาออกก่อนเสมอ เราจึงอยากให้เกิดความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็น  LGBTQ+  ผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็ควรมองเรื่องความสามารถมากกว่า 

ในตอนนี้เราก็พยายามร่วมมือกับองค์กรต่างๆ รวมถึงมูลนิธิ สมาคม บริษัทของคนหูดี รณรงค์ให้เขาเห็นว่า LGBTQ+ หูหนวกมีความสามารถ อย่ามองแต่รูปลักษณ์ LGBTQ+ การมองว่า LGBTQ+ ชอบมีปัญหาหรือมักจะเป็นคนผิดเสมอนั้นไม่สมควร เราไม่อยากให้เกิดการเหมารวม จึงหวังว่าเมื่อเราเป็นประธานชมรมจะสามารถสร้างความรู้ใหม่ๆ แก้ปัญหาเรื่องการทำงานของคนหูหนวก LGBTQ+ หูหนวกต้องมีสิทธิเท่าเทียมผู้ชาย ผู้หญิง ต้องเคารพสิทธิของกันและกัน 

แม้ตอนนี้ LGBTQ+ อย่างเกย์ สาวประเภทสองหูหนวกจะเปิดตัวกันเยอะมาก แต่ทอมยังมีอุปสรรค พวกเขากลัว ยังไม่กล้าที่จะเปิดตัว  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังขาดความรู้ความเข้าใจ ถ้ามีโอกาสก็อยากขอเชิญชวนคนที่มีความรู้เรื่องทอมมาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อที่จะได้ผลักดันกันต่อไปในอนาคต 

ชีวิตของนับดาว 

ตั้งแต่เล็กจนโต เราชอบเล่นของเล่นของเด็กผู้หญิง พ่อแม่ก็ไม่ได้บังคับว่าห้ามเล่น ในใจเรามองว่าครอบครัวรับรู้ตั้งแต่ตอนนั้น เราไม่เคยเปิดตัวเพราะรู้สึกอาย สังคมตอนนั้นยังไม่ได้เปิดกว้างและโรงเรียนของคนหูหนวกก็เขร่งครัด พอเห็นเราตุ้งติ้ง โรงเรียนก็ชอบมองว่าจะไปสอนน้องให้เป็น LGBTQ+ ครูจึงจับเราแยกจากทุกคน ช่วงนั้นเราต้องอดทนมากเพราะถูกกดดันเพียงเพราะอยากมีความสุข จึงหนีโรงเรียนบ่อยๆ เพื่อมากรุงเทพฯ 

สังคมข้างนอกโรงเรียนไม่มีปัญหาสำหรับเรา ต่างจากโรงเรียนที่มองว่าเราแปลก แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยเราได้เรียนรู้เรื่องสาวประเภทสองจากคนหูดี ตอนนั้นรู้สึกว่าสุดยอดมาก จึงเริ่มพยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง เรียนรู้ประสบการณ์การกินยา เริ่มแต่งตัวเป็นผู้หญิง อยากมีหน้าอก จากตอนแรกที่ไม่มีความรู้แล้วกินยาเองจนปวดไปหมด ฝากเพื่อนผู้หญิงไปซื้อเสื้อในเพราะไม่กล้าซื้อเอง 

การเป็นคนหูหนวกที่เป็น LGBTQ+ มีอุปสรรคมาก เราฝันอยากจะเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะรักในการเขียนบทภาพยนตร์ ตัดต่อถ่ายทำและชอบการแสดง แต่สังคมทำให้ความฝันดับลงเพราะเขาไม่ให้โอกาส สุดท้ายก็ต้องไปเรียนสาขาอื่น เช่นเดียวกับคนหูหนวกหลายคนที่มีความฝัน อยากเรียนในบางสาขาแต่ก็ไม่มีโอกาส จนสุดท้ายก็ไม่ได้ทำงานที่อยากทำ 

แม้แต่เรื่องเปิดบัญชีหรือทำธุรกรรมธนาคารก็มีปัญหาสำหรับคนหูหนวก เพราะจะต้องมีพยานไปด้วยเสมอ ทำให้เรารู้สึกว่าสังคมยังไม่ให้โอกาสกับคนหูหนวกเท่าที่ควร แสดงให้เห็นว่า คนหูหนวกมีความฝันแต่สังคมยังไม่เปิดรับ 

การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของคนหูหนวก

ส่วนมากคนหูหนวกจะเชื่อคนหูดีหรือคำแนะนำของเพื่อน จน ไม่ค่อยได้ไปพบแพทย์ เมื่อก่อนนี้คนหูหนวกก็กินยาคุมแบบผิดๆ จนมีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพ เราจึงร่วมมือกับมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ อบรมขั้นตอนที่ถูกต้องให้กับทุกคน หลายคนตกใจเพราะเป็นเรื่องใหม่มาก 

ในตอนนี้ก็พยายามให้คนหูหนวกได้เรียนรู้และดูแลรักษาสุขภาพตัวเอง ให้ความรู้ว่าถ้าคนหูหนวกไม่สบายแล้วต้องไปพบแพทย์ก็เอาล่ามไปได้ คนหูหนวกบางคนไม่รู้ว่าล่ามใช้บริการฟรี ก็เลยไปเองและใช้วิธีเขียนคุยกับหมอ บางทีก็ไม่เข้าใจ ยิ่งตอนนี้ทุกคนใส่แมสก์เขาก็ไม่รู้ว่าหมอพูดอะไร คนหูหนวกก็จับคำพูดไม่ได้ บางทีหมอก็ไม่ยอมเขียน หลายครั้งคนหูหนวกอยากจะเปิดบริการล่ามภาษามือออนไลน์ (TTRS) และหันกล้องไปหาหมอ หมอก็บอกว่าห้ามเปิด การพบแพทย์สำหรับคนหูหนวกจึงเป็นอุปสรรคมาก 

เราอยากให้ภาครัฐสนับสนุนคนหูหนวกให้ได้รับการอบรม โดยเฉพาะเรื่องสิทธิ และความรู้ด้านกฎหมาย  นอกจากนี้องค์กร บริษัทต่างๆ ควรเปิดโอกาสให้กับคนหูหนวก LGBTQ+ อย่างเท่าเทียม โดยดูจากความสามารถเป็นหลัก เราอยากให้สังคมรับรู้ว่า ทุกวันนี้มีคนหูหนวกที่เป็น LGBTQ+ และคนหูหนวกก็อยากเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ เช่นเดียวกัน เพราะพวกเราก็มีความฝันที่อยากเห็นความเท่าเทียมเหมือนกับคนอื่นในสังคม

ถ้าคุณเป็นคนหูหนวก หูตึงที่เป็น LGBTQ+ เผชิญกับปัญหา รู้สึกเก็บกด หรือโดนกดดันต่างๆ สามารถมาปรึกษาทางชมรมหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง

หรือปรึกษามูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ 

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสุขภาพLGBTQ+นับดาว องค์อภิชาติคนหูหนวกวัฒนธรรมคนหูหนวก
Categories: ThisAble

ไขข้อสงสัยการฉีดวัคซีนโควิด-19 กลุ่มคนพิการ

ThisAble - Mon, 2021-06-07 17:10

หลังจากที่มีการลงทะเบียนรับวัคซีนโควิด -19 สำหรับกลุ่มคนพิการตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา มีข้อสงสัยกันมากมายเกี่ยวกับการรับวัคซีนดังกล่าว Thisable.me จึงทำคำถาม-คำตอบสั้นๆ เพื่อคลายข้อสงสัยดังกล่าว

ไขข้อสงสัยการฉีดวัคซีนโควิด-19 กลุ่มคนพิการ


คำถาม: ได้รับวัคซีนตัวไหน
คำตอบ: คนพิการอายุ 18 ปีขึ้นไป ได้วัคซีนซีโนแวค (Sinovac) และคนพิการอายุ 60 ปีขึ้นไปได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกา (Astrazeneca)

คำถาม: จะได้ฉีดเมื่อไหร่
คำตอบ: ยังไม่มีกำหนดเวลา

คำถาม: นอกจากพื้นที่สีแดง สามารถลงทะเบียนได้อย่างไร
คำตอบ: นอกจากพื้นที่สีแดงสามารถลงทะเบียนในช่องทางปกติผ่านหมอพร้อม โครงการไทยร่วมใจ หรือติดต่อโรงพยาบาลใกล้บ้าน

คำถาม: หากเป็นคนพิการติดเตียงทำอย่างไร
คำตอบ: ให้ติดต่อสำนักงานเขตที่รับผิดชอบพื้นที่หรือโทรสายด่วนคนพิการที่เบอร์ 092 984 7199 การฉีดวัคซีนนอกสถานที่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่

คำถาม: หากมียาที่ทานประจำ เช่น ยาโรคลมชัก ยาซึมเศร้า ฯลฯ ทำอย่างไร
คำตอบ: ปรึกษาแพทย์ที่ดูแลก่อนเพื่อประเมินความเหมาะสมในการฉีดวัคซีน

คำถาม: มีข้อจำกัดที่ควรระวังพิเศษหรือไม่
คำตอบ: ตอนนี้ไม่มีข้อมูล และเปิดให้คนพิการทุกประเภทฉีดได้

คำถาม: ครอบครัวที่อาศัยในบ้านเดียวกับคนพิการ ฉีดด้วยได้หรือไม่
คำตอบ: ไม่สามารถฉีดพร้อมกับคนพิการได้ ให้คนในครอบครัวลงทะเบียนตามระบบปกติ

คำถาม: ผู้ดูแลคนพิการสามารถฉีดพร้อมกับคนพิการได้หรือไม่
คำตอบ: ไม่สามารถฉีดได้ ต้องลงทะเบียนตามระบบปกติ

คำถาม: คนพิการที่มีความเสี่ยงจะติดโควิด-19 สามารถเข้ารับการตรวจได้อย่างไร
คำตอบ: สามารถใช้สิทธิคนพิการเข้ารับการตรวจฟรีที่โรงพยาบาลรัฐ หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและมีความผิดปกติของร่างกาย เช่น มีไข้ เป็นต้น

ลงทะเบียนรับวัคซีนได้ที่ https://forms.gle/8sn77z2tUp8EEWdr9
*ข้อมูลจากการสอบถาม สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคมเบอร์ 1300 และสายด่วนคนพิการ 1479
**สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564

รายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสุขภาพcovid-19วัคซีนโควิด-19
Categories: ThisAble

Apple เปิดตัวฟังก์ชันใหม่เอื้อคนพิการใช้งานสะดวกขึ้น

ThisAble - Mon, 2021-06-07 16:55

Apple เปิดตัวฟังก์ชันที่ออกแบบมาเพื่อคนพิการทุกประเภท โดยมีความเชื่อที่ว่า การเข้าถึงเป็นสิทธิมนุษยชนและเป็นการก้าวหน้าไปอีกขั้นของประวัติศาสตร์อันยาวนานของบริษัท โดย Sarah Herrlinger ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายระบุว่า นโยบายเรื่องการเข้าถึง (Global Accessibility Policy and Initiatives) ของ Apple ช่วยขยายขอบเขตของนวัตกรรมให้กว้างไกลยิ่งขึ้น เข้าสู่ผู้คนได้มากยิ่งขึ้น

SignTime

เป็นบริการใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่อำนวยความสะดวกในการติดต่อกับล่ามภาษามือโดยลูกค้าหูหนวกที่แวะเวียนไปร้าน Apple Store ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส จะสามารถใช้ SignTime เพื่อเข้าถึงบริการล่ามภาษามือระยะไกลได้ ซึ่งจะช่วยลูกค้าในการสื่อสารกับ AppleCare และพนักงานด้วยการใช้ภาษามืออเมริกัน (ASL) ในสหรัฐฯ , ภาษามืออังกฤษ (BSL) ในสหราชอาณาจักรและภาษามือฝรั่งเศส (LSF) ในฝรั่งเศสได้โดยตรงจากเบราเซอร์ของทุกคน และมีแผนที่จะขยายบริการนี้ไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติมในอนาคต

AssistiveTouch สำหรับ Apple Watch

ฟังก์ชันนี้เกิดขึ้นเพื่อรองรับผู้ใช้งานซึ่งมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว AssistiveTouch สำหรับ Apple watchOS จะช่วยให้ผู้ใช้ที่มีความบกพร่องของแขนสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องสัมผัสกับหน้าปัดหรือปุ่มควบคุมเลย

ฟังก์ชันนี้ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวในตัว อย่าง Gyroscope และ Accelerometer และเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจด้วยแสง (Optical Heart Rate Sensor) การเรียนรู้ของระบบบนอุปกรณ์ ทำให้ Apple Watch สามารถตรวจจับความแตกต่างแม้เพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นในร่างกายได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้งานเคอร์เซอร์บนหน้าปัดได้ด้วยการใช้ท่าทางของมือ เช่น การจีบนิ้วหรือการกำมือในการรับสายเข้า ควบคุมตัวชี้บนหน้าจอ และการเข้าถึงศูนย์การแจ้งเตือน และอื่นๆ

สำรวจรูปภาพด้วย VoiceOver

คุณสมบัติใหม่สำหรับ VoiceOver ที่ช่วยอ่านหน้าจอสำหรับคนตาบอดแและสายตาเลือนรางในการอัปเดตล่าสุด ได้เพิ่มฟังก์ชัน Image Descriptions มาใช้เพื่ออธิบายรายละเอียดต่างๆ ในภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ข้อความ ตารางข้อมูลและวัตถุอื่นๆ เช่น ผู้ใช้สามารถสำรวจรูปภาพของใบเสร็จได้เหมือนการดูตารางทั้งแถวแนวนอนและแนวตั้ง

VoiceOver ยังสามารถบรรยายตำแหน่งของผู้คน รวมถึงวัตถุอื่นที่อยู่ในภาพได้ด้วย เช่น "ภาพใบหน้าด้านข้างของคนผมหยิกสีน้ำตาล ศีรษะเอียงขวาเล็กน้อยและกำลังยิ้มอยู่"

เสียงพื้นหลัง Background Sounds

เสียงในชีวิตประจำวันอาจทำให้เสียสมาธิ รู้สึกหงุดหงิดหรือรู้สึกกดดันอย่างมาก Apple จึงแนะนำเสียงพื้นหลังใหม่ที่จะช่วยลดสิ่งรบกวนและทำให้ผู้ใช้มีสมาธิ รู้สึกสงบและได้พักผ่อน

เสียงดังกล่าวเป็นเสียงที่ทำให้รู้สึกถึงความสมดุล สว่างใสหรือมืดครึ้ม รวมถึงเสียงของท้องทะเล สายฝน หรือกระแสน้ำ เพื่อกลบสภาพแวดล้อมอันไม่พึงประสงค์หรือเสียงจากภายนอก เสียงนั้นสามารถผสมผสานหรือซ่อนอยู่ภายใต้เสียงอื่นๆ และเสียงของระบบได้อีกด้วย

เครื่องช่วยฟังและการตรวจสมรรถภาพการได้ยิน Made for iPhone

ในการอัปเดตโปรแกรมอุปกรณ์รับฟัง MFi นั้น Apple ได้เพิ่มการรองรับเครื่องช่วยฟังแบบสองทิศทางใหม่ โดยมีไมโครโฟนในเครื่องช่วยฟังที่จะช่วยให้คนหูหนวกหรือหูตึง สามารถใช้งานโทรศัพท์และ FaceTime ได้แบบแฮนด์ฟรี

นอกจากนี้ยังเพิ่มการรองรับการตรวจสมรรถภาพการได้ยิน แสดงเป็นแผนภูมิผลทดสอบการได้ยินในคุณสมบัติการช่วยปรับหูฟัง (Headphone Accommodations) ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งเสียงได้อย่างรวดเร็ว เช่น ขยายเสียงที่เบาให้ดังขึ้น และปรับความถี่บางช่วงเพื่อให้เหมาะกับการฟังของผู้ใช้

คุณสมบัติเพิ่มเติมที่กำลังจะเปิดตัวในช่วงหลังของปีนี้ได้แก่

>Sound Actions สำหรับ Switch Control ซึ่งจะมาแทนที่ปุ่มและสวิทช์ด้วยการใช้เสียง เช่น เสียงเดาะลิ้น เสียงเป่าปาก หรือเสียง "อี" สำหรับผู้ใช้ซึ่งไม่สามารถพูดได้และมีการเคลื่อนไหวที่จำกัด

>การตั้งค่าจอภาพและขนาดอักษร สามารถปรับแต่งได้ในแต่ละแอป สำหรับผู้ใช้ที่ตาบอดสีหรือมีปัญหาทางสายตาอื่นๆ เพื่อทำให้มองเห็นหน้าจอได้ง่ายขึ้น ผู้ใช้จะสามารถปรับแต่งการตั้งค่าเหล่านี้ได้ในแต่ละแอปที่รองรับการใช้งานนี้

>การปรับแต่ง Memoji ใหม่ ที่แสดงตัวตนของผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้นด้วยท่ออ็อกซิเจน ประสาทหูเทียม และหมวกนิรภัยแบบนุ่ม เพื่อฉลองวันรณรงค์เรื่องการช่วยการเข้าถึงโลก (Global Accessibility Awareness Day)

>Apple Fitness+ จะนำเสนอการออกกำลังกายสำหรับทุกคน ตั้งแต่เทรนเนอร์ที่ใช้ภาษามือในการออกกำลังกายแต่ละชนิด ในการพูดว่า "สวัสดี" หรือ "เก่งมาก" ไปจนถึงช่วง "ถึงเวลาไปเดินแล้ว" ที่เปลี่ยนเป็น "ถึงเวลาไปเดินหรือเข็นรถกันแล้ว" สำหรับการออกกำลังกายด้วยวีลแชร์บน Apple Watch และวิดีโอทั้งหมดจะมีคำบรรยายแทนเสียงด้วย Fitness+ ยังจะมีการปรับแต่งการสาธิตของเทรนเนอร์สำหรับการออกกำลังกายแต่ละชนิด เพื่อให้ผู้ใช้ทุกระดับสามารถเข้าร่วมได้ และมีคำบรรยายแทนเสียงสำหรับการออกกำลังกายทุกชนิด

>คำสั่งลัดสำหรับ Accessibility Gallery จะใช้คำสั่งลัด Siri เพื่อติดตามการกินยา และช่วยเหลือการทำกิจวัตรประจำวัน และผ่าน Accessibility Assistant

>Today at Apple ที่นำเสนอเซสชั่นออนไลน์แบบสดที่ใช้ภาษามืออเมริกัน (ASL) และภาษามืออังกฤษ (BSL) ในเรื่องพื้นฐานการใช้ iPhone และ iPad สำหรับคนพิการ

>ใน App Store ลูกค้าจะสามารถอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ Lucy Edwards อินฟลูเอนเซอร์บน TikTok ซึ่งเป็นคนตาบอดที่มามาแบ่งปันแอปการช่วยการเข้าถึงที่เธอชื่นชอบ เช่น แอปประจำวัน FiLMiC Pro ซึ่งเป็นหนึ่งในแอปวิดีโอที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดสำหรับผู้สร้างภาพยนตร์ที่ตาบอดและตาเลือนราง

>Apple TV นำเสนอคอลเลกชันตัวละครผู้ฝ่ากำแพงแห่งอุปสรรค (Barrier-Breaking Characters) เพื่อร่วมฉลองการนำเสนอเรื่องความพิการทั้งบนจอและหลังกล้อง โดยจะนำเสนอการคัดสรรของแขกรับเชิญที่มาจากผู้สร้างและศิลปิน เช่น ทีมนักแสดงจาก “Best Summer Ever” ซึ่งจะมาแบ่งปันภาพยนตร์เรื่องโปรดของตนเอง และรายการเกี่ยวกับประสบการณ์การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์โดย Tennessee Loveless ศิลปินแนวป็อปอาร์ตและเออร์เบินโฟล์คชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากภาพประกอบสีสันสดใส และการเล่าเรื่องอันมีชีวิตชีวาของเขาผ่านมุมมองของผู้ที่ตาบอดสี

>Apple Books มีการเพิ่มเติมเรื่องน่าอ่านแนะนำจากนักเขียนและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิคนพิการ Judith Heumann พร้อมด้วยคอลเลกชั่นอื่นในอีกหลายๆ ธีม

>Apple Maps นำเสนอคู่มือใหม่จากมหาวิทยาลัย Gallaudet ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกสำหรับนักเรียนหูหนวก หูตึง และหูหนวกตาบอด ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ใช้กับธุรกิจและองค์กรต่างๆ ที่เห็นคุณค่า เปิดรับ และให้ความสำคัญต่อชุมชนคนหูหนวกและการใช้ภาษามือ

ภาพประกอบโดย กาญจนี สุคะมะโน

Culture & ArtบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนไอซีทีApple
Categories: ThisAble

รีวิวฉีดวัคซีนโควิดจากคนตาบอด I TWT Ep.11

ThisAble - Mon, 2021-06-07 15:44

ประสบการณ์ฉีดวัคซีน- 19 ของคนตาบอด

TALKWITHTHISABLE.ME ชวนคุยกับ ปิยณัฐ ทองมูล คนตาบอดกับประสบการณ์ฉีดวัคซีนโควิด 19 ของเขาความกังวล ขั้นตอนการเข้ารับ รวมถึงผลกระทบของคนตาบอดต่อสถานการณ์โควิด 19 ที่ผ่านมา

 

MediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตสุขภาพTalkwithThisable.me
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble