ThisAble

จากงานแนะแนวที่ไม่เห็นผล สู่ครั้งแรกที่เด็กพิการได้ค้นหาและรู้ว่าชอบอะไร

ThisAble - Mon, 2020-11-23 20:28

เมื่อ 21 ตุลาคม 2563 ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และบริษัท กล่องดินสอ จำกัดได้จัดงาน “เด็กพิการเรียนไหนดี ’64 ตอน ปั้นฝันเป็นตัว” ปีที่ 3 โดยจากเสียงสะท้อนสองครั้งที่ผ่านมาพบว่า การจัดงานดังกล่าวเป็นเพียงงานแนะแนว ที่มีบูธแนะนำสถานศึกษา แต่สุดท้ายเด็กพิการก็ไม่รู้จะเรียนอะไร ในครั้งนี้จึงจัดกระบวนการค้นหาตัวเองและแนวทางการเลือกคณะหรือสาขาที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในการเลือกสาขาที่ต้องการเรียน

สำรวจอาชีพที่ใช่ สาขาเรียนที่ชอบในโซน “ค้นหาตัวเอง”

ระหว่างงานศิลปะกับคอมพิวเตอร์ชอบอะไร?
ชอบทำงานศิลปะลงกระดาษหรือจอคอม?
ชอบวาดอะไร?
ชอบวาดเองหรือชอบสอนเพื่อนด้วย?
ระหว่างทำเองกับสอนเพื่อนแบบไหนมีความสุขมากกว่า?
ชอบทำงานแบบคิดเองหรือทำตามคำสั่ง?

เสียงถามคำถามจากกระบวนกรแต่ละโต๊ะดังต่อเนื่อง คำถามเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ความถนัดและความชอบของเด็กพิการแต่ละคน เพื่อแนะแนวสาขาที่เหมาะสมในการเรียนต่อ

สิ่งแรกที่เด็กพิการทุกคนต้องทำเมื่อเข้าไปในโซนค้นหาตัวเองคือ การทำแบบทดสอบเพื่อประเมินตัวเองว่ามีความถนัด ชอบหรือให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งความถนัดคือ สิ่งทำได้ดี แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ชอบทำก็ได้ ส่วนสิ่งที่สนใจคือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ทำได้ดี โดยให้คะแนนเป็นดาวตั้งแต่ 1 ดวง คือถนัดหรือชอบน้อย ไปจนถึงดาว 5 ดวง คือถนัดมากหรือชอบมาก

ตัวอย่างคำถามประเมิน เช่น ถนัดงานที่ต้องลงมือทำ เช่น งานสร้างหรือซ่อมของ งานที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ เครื่องจักร ทำอาหาร ฯลฯ ถนัดงานที่คนอื่นวางแผนมาแล้ว งานรับคำสั่ง หรืองานที่ทำตามแบบแผน เช่น งานธุรการ บัญชี ประสานงาน ฯลฯ บางคนถนัดงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ถนัดงานที่ต้องขายสินค้า ชอบศิลปะวัฒนธรรม ชอบสัตว์เลี้ยง ชอบหรือสนใจการถ่ายภาพหรือวิดีโอ เป็นต้น

จากนั้นกระบวนกรจะถามคำถามเพิ่มเติมกับเด็กเพื่อวิเคราะห์ว่าเด็กแต่ละคนเหมาะที่จะเรียนสาขาวิชาใด โดยมีคู่มือประกอบการวิเคราะห์และใช้ประสบการณ์ส่วนตัวของครูที่ดูแลเด็กแต่ละคนมาประกอบ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนจะมีผู้ช่วยให้ข้อมูล แต่สุดท้ายการตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเอง

ตัวอย่างการวิเคราะห์ของกลุ่มเด็กพิการทางสายตา

คนพิการทางการมองเห็น

คำถาม

คำตอบ

ถนัดร้อยลูกปัดหรืองานหัตถกรรม

ค่อนข้างชอบ

ชอบงานขายของ?

ที่บ้านขายของเลยซึมซับมา

ชอบงานช่วยเหลือผู้อื่น?

ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

การท่องเที่ยว

ชอบไปเที่ยว

อยากทำงานด้านการท่องเที่ยวไหม

ติดปัญหาด้านภาษา และเราเข้าไม่ถึงการเรียน แต่พยายามเรียนรู้

ชอบธรรมชาติ ?

อยู่กับธรรมชาติแล้วเป็นตัวเองมากที่สุด

ชอบอ่านหนังสือ?

อ่านเกี่ยวกับจิตวิทยา ไลฟ์โค้ช

สามารถเป็นไลฟ์โค้ชโดยตรงได้

ผู้พิการทางสายตาสามารถเรียนได้หรือ?

ถึงแม้เราสังเกตท่าทางของคนอื่นไม่ได้ แต่เราสามารถฟังได้ อย่าเพิ่งตัดสิ่งที่เราชอบทำออกไป

ไม่เคยตัดใจจากสิ่งที่ชอบ

 

แสดงว่าสนใจด้านจิตวิทยา?

 

จากการวิเคราะห์คำตอบ กระบวนกรแนะนำให้เรียนคณะจิตวิทยา การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์, ครุศาสตร์ เอกการเรียนรู้, มาร์เก็ตติ้ง บริหารธุรกิจ, และความสนใจเรื่องป่าเขาธรรมชาติ อาจจะเลือกคณะวนศาตร์

คนพิการทางการเคลื่อนไหว

คำถาม

คำตอบ

ถนัดทำงานที่คนอื่นวางแผนมาแล้ว?

ใช่

ถนัดงานคอมฯ ด้านไหนระหว่างโปรแกรมหรือซ่อมคอมฯ

โปรแกรม

ถนัดโปรแกรมอะไร

พาวเวอร์พอยท์

ชอบเลี้ยงสัตว์

แมว สุนัข ยกเว้นปลา

ชอบกินอาหาร และชอบทำอาหารไหม

ชอบกินมากกว่าชอบทำ ทำอาหารได้บางอย่าง

ชอบออกแบบตกแต่งภายในไหม ถ้าให้ออกแบบผลิตภัณฑ์หรือห้องชอบไหม

ชอบมากกว่าโปรแกรมคอม

 

ถ้าให้ทำกราฟิกแอนิเมชั่นชอบไหม ทำได้หรือไม่ได้ไม่เป็นไร

 อยากทำ

จากการวิเคราะห์ กระบวนกรแนะนำให้ลองหาข้อมูลคณะที่เกี่ยวกับการออกแบบภายใน ออกแบบแอพพลิเคชั่น ออกแบบอาคารบ้าน อาชีพ สถาปนิก

กระบวนกรถามและวิเคราะห์ความชอบ จนได้คณะที่เด็กพิการอยากเรียน

กอใจ อุ่ยวัฒนพงศ์ กระบวนกรผู้ทำหน้าที่แนะแนวเล่าว่า เธอค่อยๆ ถามตั้งคำถามกับน้องๆ โดยริเริ่มจากความชอบ จากนั้นขุดลึกลงมาว่าสิ่งที่ชอบทำนั้นคือชอบทำเองหรือชอบสอนคนอื่นให้ทำ หรือมีความถนัดหรือความสนใจอะไรที่ชัดเจน เช่น ศิลปะ โดยถามย่อยให้ละเอียดลงไปแคบที่สุดแบบมีข้อมูลมารองรับ แม้เธอจะสามารถแนะนำได้ประมาณหนึ่ง แต่อีกส่วนก็ต้องขึ้นกับสิ่งที่เขาชอบ

อย่างไรก็ดี เธอเล่าว่าการเรียนต่อของน้องหูหนวก อาจต้องใช้คนที่มีประสบการณ์เฉพาะทางเข้าช่วย เช่น ล่ามภาษามือหรือคนใกล้ชิดของคนหูหนวก และมีเราป้อนคำถามไปเรื่อยๆ

ครั้งแรกของเด็กพิการได้ค้นหาตนเองและรู้ว่าจะเรียนอะไร

วิภาวดี แอมสูงเนิน ผู้จัดงานเล่าว่า โครงการปั้นฝันเป็นตัวนำเครื่องมือจากไทยและต่างประเทศมาอัพเดทและออกแบบให้ง่ายที่สุดสำหรับเด็ก กระบวนการคือให้มีกระบวนกรชวนคุย ช่วยถามคำถามเรื่องความถนัด ความชอบ จากนั้นกระบวนกรจะเอาความถนัดและความชอบนั้นมาวิเคราะห์และแนะนำสาขาที่เรียน จากนั้นน้องต้องเอาไปทบทวนด้วยตัวเองอีกครั้งว่าชอบจริงหรือเปล่า เป็นไปได้หรือไม่ หรือมีสาขาอื่นที่ใกล้เคียงสิ่งที่อยากเรียน โดยสามารถหาข้อมูลได้จากบูธของมหาวิทยาลัยที่มาร่วมในงาน

เด็กพิการได้เลือกเองตามความชอบและความสนใจ

วิภาวดีระบุว่า เธอเองไม่เคยเห็นงานแนะแนวการศึกษาที่มีพื้นที่ให้ค้นหาตัวเองมาก่อน งานแนะแนวการศึกษาที่ผ่านมาเน้นให้เด็กเดินดูบูธต่างๆ พอจัดกระบวนการค้นหาตัวเองก็ทำให้เด็กพิการ พ่อแม่ผู้ปกครองและครูได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น เธอเล่าว่า มีน้องเด็กพิการสงสัยว่าสามารถเรียนคณะนี้ได้ด้วยเหรอหรือมีอาชีพนี้ด้วยเหรอ น้องตื่นเต้นและตาวาว นอกจากนี้เสียงสะท้อนจากครูก็บอกว่า งานนี้ดีกว่าครูคุยกับนักเรียนเองเพราะบางครั้งครูก็ตีกรอบให้นักเรียนและไม่ได้มีข้อมูลเยอะ พ่อแม่เองก็ยัดความชอบให้เด็ก แต่งานวันนี้ทำให้เด็กได้เลือกเอง ได้เจอคู่พ่อแม่ลูกที่กล้าต่อรองกันเรื่องการเรียนหลังจากที่แม่บอกให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านและคณะที่ไม่ต้องขยับตัวมากนัก

นอกจากโซนค้นหาตนเองแล้วยังมีโซนแนะนำการทำพอร์ตโฟลิโอให้เหมาะกับคณะที่เลือก วิทยากรแนะนำโปรแกรม canva ที่สามารถทำพอร์ทได้ง่ายและสะดวกแค่เพียงใส่รูปลงในโปรแกรม นอกจากนี้การทำพอร์ตควรต้องสั้น กระชับ มีพลัง ใส่รูปพร้อมคำบรรยายที่เกี่ยวข้องกับคณะที่เราเลือก หากเป็นนักเรียนตาบอด ก็จะมีครูคอยช่วยทำพอร์ทโฟลิโอให้

อีกโซนที่น่าสนใจคือโซนแนะนำการสัมภาษณ์ ที่แนะนำข้อมูลจากมหาลัยต่างๆ เช่น เรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก และตัวอย่างคำถามจากมหาวิทยาลัยมาให้น้องๆ ลองตอบ เช่น เราต้องการความช่วยเหลืออะไรในการเรียนบ้าง อุปกรณ์ที่จำเป็นคืออะไรบ้าง อะไรที่เป็นอุปสรรคในการเรียนบ้าง กลัวอะไรที่สุดในการเรียนและมีวิธีการการแก้ปัญหาอย่างไร เป็นต้น

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนการศึกษาคนพิการเด็กพิการเรียนไหนดี
Categories: ThisAble

เป็นคนพิการมันเสียเวลา

ThisAble - Thu, 2020-11-19 18:41

"เรามักไม่ค่อยพูดถึงมิติด้านเวลาซึ่งมันมีความสำคัญมาก สำหรับทุกคน คนพิการเวลาของเขาก็มีค่า"

ใครเล่าอดช้อปปิ้ง ออกกำลังกาย เดินตลาดนัด ดูคอนเสิร์ต เมื่อการเดินทางเป็นอุปสรรคคนพิการไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างคนอื่น เดินทางก็ใช้เวลานานกว่าคนอื่น ใครเล่าจะรู้ว่าเรา(คนพิการ)เสียเวลามากขนาดไหน

รถติดๆ แบบนี้ คุยกับสว่าง ศรีสม ขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ - Transportation For All ถึงเรื่องการเดินทางที่เสียเวลาของคนพิการ เสียเงินเสียทองที่มากขึ้น รวมถึงโอกาสชีวิตที่เสียไป จากการเข้าไม่ถึงขนส่งสาธารณะ

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสว่าง ศรีสมภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้
Categories: ThisAble

บาดแผลของดอกไม้ : เรื่องเล่าเมื่อหญิงพิการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ThisAble - Thu, 2020-11-12 17:27

วันนี้ (12 พ.ย.) มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนา “ตีแผ่ความจริง เมื่อคนพิการถูกล่วงละเมิดทางเพศ” และเปิดตัวหนังสือ “บาดแผลของดอกไม้” โดยอรสม สุทธิสาคร ซึ่งสะท้อนปัญหาของคนพิการที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยมุ่งหวังให้เกิดความสนใจและตระหนักในปัญหา นำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหานี้ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ในวงเสวนา “ตีแผ่ความจริง เมื่อคนพิการถูกล่วงละเมิดทางเพศ” มีผู้ร่วมเสวนาทั้งหมด 5 คนได้แก่วิจิตรา รชตะนันทิกุล รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, เสาวลักษณ์ ทองก๊วย นักสิทธิคนพิการ สำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก, อรสม สุทธิสาคร ศิลปินศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2552, จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และเอ (นามสมมุติ) คุณพ่อนักสู้ ทวงคืนความยุติธรรมให้ลูก โดยมีจิตติมา ภาณุเตชะ นักวิชาการอิสระเป็นผู้ดำเนินรายการ

อรสมกล่าวเป็นคนแรกว่า หนังสือเล่มนี้เป็นงานที่หนักหน่วงที่สุดในการทำงานตลอด 33 ปีที่ผ่านมา แม้คนรู้จักเธอในฐานะนักเขียนสารคดีสายดาร์ค เต็มไปด้วยปัญหาสังคม แต่เธอก็ไม่เคยเขียนเรื่องปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงพิการมาก่อนทั้งที่เรื่องนี้เป็นความสนใจส่วนตัวที่อยากทำมากว่าสิบปี แม้จะรู้อยู่แล้วว่างานนี้เป็นงานที่หนักแน่ๆ เพราะลำพังผู้หญิงธรรมดาเมื่อตกอยู่ในความไม่เป็นธรรมก็แย่แล้ว ผู้หญิงพิการก็ยิ่งหนักหนาสาหัสกว่า

เธอเล่าว่า พอได้ลงพื้นที่จริงพบว่าปัญหาการถูกละเมิดเป็นแค่ประตูบานแรกเพราะหลังจากนี้ยังมีความยากลำบากที่ต้องฝ่าฝันตลอดชีวิต คนพิการผู้ถูกกระทำมีความเปราะบางของสภาพร่างกายอยู่แล้ว แต่ครอบครัวของพวกเขาด้วยเช่นกันที่ต้องแบกรับ หลายกรณีเมื่อถูกล่วงละเมิดแล้วก็ตั้งครรภ์ เด็กบางคนเกิดมาปกติ บางคนก็พิการเป็นภาระของพ่อแม่ที่แก่เฒ่าโดยมีกลไกของรัฐช่วยได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ความพิการทำให้เกิดข้อจำกัดด้านคดีความ พ่อแม่เองก็ทำงานไม่ได้เพราะต้องเฝ้าลูกและยังชีพด้วยเบี้ยคนพิการและเบี้ยคนชรา บางรายก็ถูกส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์ของรัฐ บางคนต้องถูกทำหมัน แม้พ่อแม่หลายคนคิดถึงลูกแต่ก็ไม่สามารถอยู่กันได้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ครอบครัวคนพิการต้องแบกรับทั้งสิ้น มากไปกว่านั้น ในระดับชุมชนก็มีปัญหา เช่น กรณีของผู้หญิงชนเผ่าที่ถูกล่วงละเมิดจนตั้งครรภ์ จนทั้งครอบครัวต้องออกมาอยู่พื้นที่ราบ เพราะชุมชนรังเกียจ หรือครั้งการล่วงละเมิดคนพิการก็ส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัว เช่น กรณีของยายอายุ 84 ปีที่โดนคนข้างบ้านล่วงละเมิดทางเพศ หลังจากนั้นยายก็จากไปเพราะติดเชื้อในกระแสเลือด ลูกของยายยังคงมีบาดแผลในทุกครั้งที่พูดถึงแม่ เธอร้องให้และไม่อยากให้เป็นคดีเพราะจะต้องมีการสอบสวน ถามคำถามซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตอกย้ำบาดแผลนั้น

อรสมกล่าวว่า เธอเขียนหนังสือเล่มนี้เพราะไม่อยากให้หยุดแค่คำว่าสงสารจังเหมือนที่คนไทยชอบพูด เพราะหากจบที่การสงสาร ผู้กระทำผิดก็อาจทำซ้ำเป็นคลื่นอย่างไม่จบสิ้น สารคดีนี้เป็นสะพานที่บอกว่าจะไม่ปล่อยให้คนพิการทุกข์เพียงลำพัง อยากให้แปรความทุกข์เป็นพลัง แปรความมืดเป็นแสงสว่าง หยุดสงสารเปลี่ยนเป็นร่วมรับรู้ เป็นเพื่อนและร่วมกันหาทางออก คนพิการต้องไม่ยอมจำนนกับชะตากรรมและจะเป็นไปได้มั้ยที่ อบต. พม. หรือ รพสต.จะร่วมมือกันตั้งเดย์แคร์ที่ดำเนินการโดยชุมชน สำหรับดูแลคนพิการเพื่อพ่อแม่จะได้ไปทำมาหากิน เชื่อว่าอย่างน้อยนี่จะเป็นทางออกที่เป็นไปได้เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดซ้ำ

เสาวลักษณ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราอาจได้ยินคำพูดที่ว่า กลัวเด็กจะท้องมากกว่าคำถามที่ว่าทำอย่างไรไม่ให้ถูกข่มขืน เพราะหากเรามองแค่เรื่องการทำหมันแล้วจะพบว่าป้องกันแค่การตั้งครรภ์ เราจึงต้องหาวิธีการทำให้ไม่เกิดการท้องและการติดโรคด้วย สิ่งสำคัญคือต้องมองให้รอบด้าน Right to health นั้นรวมถึงสิทธิอื่นๆ ทั้งเรื่องการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ ฯลฯ และสิทธิสุขภาพเป็นแค่หน่วยเล็กๆ ที่จะทำให้สุขภาพกลับสู่ภาวะปกติ แม้บางคนอาจมีสุขภาพไม่ปกติ แต่เราก็ต้องอยู่กับสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมก็มีความจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจ ถ้าปราศจากมิติด้านนี้คนก็ไม่มีทางที่จะมีสุขภาพดี

เสาวลักษณ์ได้เน้นให้คนตั้งคำถามเชิงรุก กลับไปสนใจที่มาและมองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นประตูทำให้คนได้รับรู้ว่าผู้หญิงพิการมีมิติอะไรบ้าง หลายครั้งเมื่อมีการล่วงละเมิดทางเพศ ผู้กระทำมักอ้างว่า หนึ่ง ผู้หญิงพิการนั้นยินยอมและตัวเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะล่วงละเมิด กรณีเช่นนี้มักเกิดกับเด็กพิการทางสติปัญญา แท้จริงแล้ว แม้หากคนพิการจะยินยอมก็ไม่ได้แปลว่าคุณต้องกระทำ สอง ผู้กระทำมองว่าคนพิการเป็นวัตถุทางเพศ ในเคสยายนอนติดเตียงถูกล่วงละเมิดโดยเด็กวัยรุ่นที่มีอารมณ์ทางเพศ เขามองคนแก่เป็นวัตถุทางเพศจึงเกิดการกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉะนั้นเราจึงต้องตั้งคำถามถึงที่มา ลึกถึงระดับโครงสร้างที่ถูกถ่ายทอดจากอคติของสังคมด้วย

นอกจากนี้เธอเสริมว่า กระบวนการยุติธรรมจำเป็นมากเพราะเป็นกลไกตามกฏหมายในการพิทักษ์สิทธิ จากประสบการณ์ทำงานพบว่า ถ้าเคสไหนเข้าสู่กระบวนทางกฏหมาย การล่วงละเมิดที่เกิดในชุมชนนั้นจะหยุด เธอได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวว่า เคยเป็นผู้ถูกกระทำโดยการลวนลาม ชวนเข้าห้อง ถูกลูบไล้ รวมทั้งก่อนที่จะมีความพิการก็มองเห็นการละเมิดสิทธิและพบว่าเมื่อมีความพิการการละเมิดก็ยังดำรงอยู่ เรื่องนี้จึงอาจนับได้ว่าเป็นปัญหาที่เกิดกับทุกคน รวมทั้งผู้ชายด้วย หลายครอบครัวเมื่อเกิดเรื่องก็เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ไม่ได้แจ้งความ จึงหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประตูแรกที่ทำให้เห็นว่า มีความรุนแรงต่อผู้หญิงพิการอยู่จริง ส่วนใหญ่เกิดจากคนในบ้าน เพื่อนของคนในบ้าน เพื่อนบ้านและเป็นคนแปลกหน้าน้อยมาก เราควรตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรไม่ให้เด็กและผู้หญิงพิการไม่ถูกข่มขืน

เอ (นามสมมติ) กล่าวว่า ลูกของเขาโดนล่วงละเมิดทางเพศและไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใคร ไปแจ้งความก็ไม่คืบหน้าหลังผ่านมาเป็นปี จนติดต่อมาที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล จึงได้ดำเนินการทางกฏหมาย ระหว่างทางคู่กรณีก็ติดต่อมาไกล่เกลี่ย แต่เขาก็ไม่ยอมเพราะไม่อยากให้ปลอยไปกลัวว่าจะเกิดกรณีนี้ซ้ำอีก จึงอยากให้เรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้กับครอบครัวอื่นๆ และอยากฝากให้คนในสังคมช่วยกันดูแล เป็นหูเป็นตาเมื่อเห็นคนพิการด้วย

จะเด็จกล่าวว่า มูลนิธิเก็บสถิติความรุนแรงต่อผู้หญิงทุกปีและเริ่มเห็นสถานการณ์คนพิการที่น่าเป็นห่วง กระบวนการยุติธรรมมีปัญหาค่อนข้างมาก  คดีคืบหน้ายาก จนหลายครั้งต้องออกสื่อให้เป็นกระแส หนังสือเล่มนี้เป็นตัวสะท้อนว่าทำไมเสียงคนพิการจึงมีน้อย ทั้งปัจจัยของความเป็นผู้หญิง ความเป็นคนพิการ เห็นกลไกในการบอกว่า ไม่ให้ผู้หญิงออกมาร้องเรียน เช่น ข่มขู่ จนทำให้มีคนพิการจำนวนมากถูกกระทำแต่สังคมอาจจะไม่รับรู้

วิจิตรากล่าวว่า ปัจจุบัน พม.เปลี่ยนบทบาทเป็นพลังของสังคม ที่จะแก้ไขให้ดอกไม้ดอกนี้มีชีวิตชีวา มีเป้าหมายในการสร้างคุณภาพชีวิต เรารอให้กระบวนการยุติธรรมเกิดไม่ได้ แต่ต้องมีการป้องกันเฝ้าระวัง ในมิติแรกคือเรื่องกฏหมาย พม.ดูแลกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนเกือบ 50 ฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.คนพิการที่มุ่งเน้นในเรื่องสิทธิคนพิการ สองคือเรื่องกลไกเรื่องการให้บริการ พม.มีสถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ มีบ้านพักเด็กและครอบครัว และศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง สามคือเรื่องครอบครัว ชุมชนและท้องถิ่นที่ต้องแข็งแรง ทำอย่างไรให้หน่วยเล็กๆ เข้มแข็ง นอกจากนี้ยังมีโครงการ ‘บวร’ หรือ บ้าน วัด โรงเรียน ที่สามารถจัดงบเพื่อให้สถานที่เหล่านี้ให้ความช่วยเหลือคนพิการได้ โดยหากคนพิการมีเรื่องราวร้องเรียน ปัญหาการละเมิดสิทธิสามารถโทรไปที่สายด่วนคนพิการเบอร์ 1479 ได้ทันที

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสุขภาพผู้หญิงข่มขืนคนพิการ
Categories: ThisAble

“ภาคี 3 ประสาน” ร่วมมือลดโรคซึมเศร้า-เพิ่มทางเลือกการรักษา

ThisAble - Thu, 2020-11-12 14:14

‘โรคซึมเศร้า’ เป็นโรคที่มีมานานแต่ถูกพูดถึงบ่อยในช่วงสองสามปีมานี้ บางคนอาจจะรู้จักโรคนี้จากคนใกล้ตัว และบางคนอาจจะรู้จักจากนักร้อง นักแสดงที่ออกมาเปิดเผยว่าตนเป็นโรคซึมเศร้า หลายคนอาจรู้จักโรคนี้เมื่อคนที่มีชื่อเสียงเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ทุกองค์ประกอบทำให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความร้ายแรงของโรคทางจิตเวชชนิดนี้ และทำให้หลายคนหันมาดูแลสุขภาพจิต กล้าที่จะพบจิตแพทย์และลบความคิดเดิมๆ ที่ว่า พบจิตแพทย์ = บ้า ทิ้งไป

ในวันที่ 1 - 7 พฤศจิกายนของทุกปีตรงกับสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ปีนี้กรมสุขภาพจิตได้จัดกิจกรรมตลอดทั้ง 7 วัน ภาพใต้ธีม ‘Working Together สุขภาพจิตไทย ก้าวไปพร้อมกัน’ และในวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการจัดงานเสวนาเรื่อง ‘ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคซึมเศร้าสำหรับประชาชน’ ที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ซึ่งภาคีเครือข่ายหรือที่เรียกว่า ‘ภาคีเครือข่าย 3 ประสาน’ ประกอบไปด้วย กรมสุขภาพจิต สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

 

โรคซึมเศร้า เป็นได้ รักษาได้

“ทุกคนเคยเศร้า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ในทางการแพทย์จะดูว่าถ้าความเศร้าส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น จากเดิมที่เรียนหรือทำงานงานได้ แต่ความเศร้าทำให้เราไม่สามารถเรียนหรือทำงานได้ตามปกติ ส่งผลต่อความสัมพันธ์ ความสามารถในการดูและตัวเองลดลง ให้สงสัยเลยว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า

“คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าโรคซึมเศร้าเกิดจากความอ่อนแอทางจิตใจ แต่ทางการแพทย์แล้วเราเชื่อว่าอารมณ์ซึมเศร้าที่มากกว่าปกติเกิดจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติ ซึ่งสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้” รศ.นพ.พิชัย อิฏฐสกุล ตัวแทนจากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดโรคซึมเศร้า 

นพ.บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์ ตัวแทนจากราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เสริมว่า ซึมเศร้ามีสองแบบคือ ภาวะกับตัวโรค ภาวะซึมเศร้าทางจิตเวชเกิดจากการปรับตัวซึ่งทำให้เกิดอารมณ์เศร้า แต่อาการทางอารมณ์และพฤติกรรมจะไม่รุนแรงมาก พอดีขึ้นอาจจะกลับไปเป็นปกติได้เอง ทำให้บางคนคิดว่าโรคซึมเศร้าสามารถรักษาหายได้

แต่ถ้าเป็นภาวะซึมเศร้านานเกิน 2 อาทิตย์ อาจจะอยู่ในส่วนของโรคซึมเศร้า ถ้าถามว่าหายเองได้มั้ย บางคนอาจจะหายได้ถ้าเป็นโรคซึมเศร้าไม่มาก และสามารถจัดการตัวเองได้ แต่ขอแนะนำว่าควรให้จิตแพทย์ช่วยดูแล เพราะเราไม่รู้หรอกว่าโรคซึมเศร้าที่เราเป็นมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน กระบวนการรักษาจึงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคทั้งการทานยา และการทำจิตบำบัด 

“เราได้สร้างความตระหนักรู้ว่าโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาได้ และยาก็ไม่แพง เรามีระบบการเฝ้าระวังเกิดขึ้นทั่วประเทศ ตั้งแต่ระบบคัดกรอง การคีย์ข้อมูลเข้าไปในฐานข้อมูล มีการเพิ่มศักยภาพของบุคลากร แพทย์และพยาบาลที่จบใหม่ทุกปีจะได้รับการอบรมเรื่องโรคซึมเศร้า ซึ่งนับว่าเป็นความเข้มแข็งอย่างหนึ่งของระบบการบริหารจัดการโรคซึมเศร้า เมื่อแพทย์มีความรู้ที่ทันสมัยขึ้น ก็นำไปสู่การรักษาที่มากขึ้น และเราได้ร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ เช่น อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข) รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือสถานีอนามัย) เราพยายามดึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยมาร่วมมือกัน” นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงการทำงานของกรมสุขภาพจิตด้านการรักษาและให้บริการโรคซึมเศร้า

 

บทบาทที่แตกต่างของ ภาคี 3 ประสาน

ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นผู้กำกับมาตรฐานวิชาชีพของจิตแพทย์ในประเทศไทย ดูแลตั้งแต่การเรียน การสอน การสอบ ไปจนถึงการจัดกิจกรรมวิชาการสำหรับจิตแพทย์ และเน้นการให้แนวทางในการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าให้กับแพทย์ประจำบ้านหรือจิตแพทย์ ยิ่งโดยเฉพาะช่วงนี้ที่มีการระบาดของโควิด-19 ราชวิทยาลัยจึงมีโจทย์ว่า จะต้องทำอย่างไรให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยถึงแนวทางการใช้ Telemedicine หรือการรักษาผ่านโลกอินเทอร์เน็ต ในการรักษาโรคทางจิตเวช เพื่อทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาที่โรงพยาบาล

สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นฝ่ายซัพพอร์ตจิตแพทย์ที่มีปัญหาในการปฏิบัติงาน เช่น การทำจิตเวชสัญจร ที่จะลงพื้นที่ไปทุกภาคทั่วประเทศไทยเพื่ออัปเดตความรู้ให้กับจิตแพทย์ และเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายด้านจิตเวช เมื่อเครือข่ายเข็มแข็งการดูแลคนไข้ก็ได้รับความร่วมมือมากขึ้น ทางสมาคมยังมีบทบาทในการให้ความรู้กับประชาชนในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพจิตผ่านเฟซบุ๊คเพจ สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ทั้งผลักดันให้เกิดแผนการป้องกันการฆ่าตัวตายและจัดการกับโรคซึมเศร้า โดยตระหนักว่าโรคซึมเศร้าเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการฆ่าตัวตาย 

กรมสุขภาพจิต มีบทบาทในการวางแผนตั้งรับปัญหาสุขภาพจิตเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 โดยในช่วงนี้ทางกรมจะเน้นเรื่องการเข้าถึงยาที่มีราคาสูงเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วย  ไม่เฉพาะแค่โรคซึมเศร้าแต่รวมถึงยาที่ใช้ในโรคทางจิตเวชอื่นๆ ด้วย และอีกบทบาทที่สำคัญคือ การทำงานควบคู่กับนโยบาย ‘คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน’ ถือเป็นความท้าทายของกรมสุขภาพจิตที่จะทำอย่างไรให้แพทย์ทั้ง 3 มีองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตที่ตรงกับอาชีพ

 

ใช้โซเชียลมีเดียอย่างไรให้ไกลจากซึมเศร้า

“ถ้าในฐานะผู้ใช้เราต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวแบบ 100% ข้อความที่เราโพสต์สามารถถูกแคปเอาไปโพสต์ต่อ และอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ถ้าไม่มั่นใจว่าข้อความจะเกิดความเสี่ยงหรือไม่ แนะนำว่าไม่โพสต์ดีกว่า หรืออาจจะตั้งเป็น Only me หรือเฉพาะฉัน

“สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างคือ เรากำลังโพสต์ในฐานะอะไร อย่างบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องระวังว่า เราไม่ได้มีหมวกแค่ใบเดียว เวลาแสดงความคิดเห็นลงบนโซเชียลมีเดียอาจมีคนนำข้อความนั้นไปกล่าวอ้างในฐานะของจิตแพทย์ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้ 

“ถ้าในฐานะของผู้เสพข่าวสารอาจจะต้องถามตนเองว่า เราใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้นานแค่ไหนและส่งผลกับเราอย่างไร ถ้ารู้สึกเครียดอาจจะต้องหยุด เวลาเราเสพข่าวบนโซเขียลมีเดียจะเห็นว่าเราเสพข่าวเดิมซ้ำๆ เมื่อเลื่อนกด news feed ก็จะมีข่าวเดิมขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งขอแนะนำให้เซ็ตเวลาว่าวันนึงจะเสพข่าวแค่เท่านี้พอ และคำนึงถึงความสามารถของตัวเราในการรับมือกับความเครียดได้ในระดับไหน ถ้าเริ่มรู้สึกถึงปัญหาก็หยุดใช้ก่อน 

“ยิ่งในปัจจุบันมีเรื่องการเมืองเกี่ยวข้อง หลายคนได้รับข้อมูลเยอะมากและบางคนไม่รู้ว่าควรเชื่อข้อมูลไหน ทำให้เกิดความเครียดหนัก” รศ.นพ.พิชัย กล่าวถึงวิธีการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านสุขภาพจิต

 

4 ข้อสรุปโรคซึมเศร้า

นพ.บุรินทร์ได้สรุปทิ้งท้ายเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าไว้ 4 ข้อว่า หนึ่ง ‘ซึมเศร้าเราคุยกันได้’ โดยมีเครือข่ายให้ประชาชนกล้าที่พูดคุยปรึกษาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ซึ่งนำไปสู่กระบวนการที่สองคือ ‘ซึมเศร้าเราเข้าถึงได้’ ที่ตอนนี้เรามีเครือข่ายเยอะขึ้น เช่น สายด่วนสุขภาพจิต หรือโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณะสุข โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งไม่ต้องห่วงที่จะเข้ามารับการดูแลเพืื่อให้ตนเองอาการดีขึ้น

สามคือ ‘ซึมเศร้าเราหายได้’ การเข้ารับการรักษาสามารถทำให้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ สิ่งที่สำคัญคือจะทำยังไงให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาต่อเนื่องจนดีขึ้น สุดท้ายคือ ‘ซึมเศร้ายังใช้ชีวิตได้’ เราอยากให้คนไข้โรคซึมเศร้ากลับไปใช้ชีวิตได้ ซึ่งพวกเขาสามารถเล่าประสบการณ์ว่าเคยเป็นมาก่อน คนอื่นที่ฟังก็จะได้เรียนรู้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้           

  Healthข่าวคุณภาพชีวิตสุขภาพสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติโรคซึมเศร้าภาคี 3 ประสาน
Categories: ThisAble

ส่องโรงเรียนคนตาบอด: โรงเรียนสอนคนตาบอดเป็นยังไงและเด็กๆ เรียนอะไรในแต่ละวัน

ThisAble - Mon, 2020-11-02 19:51

คนตาบอดเขาเรียนกันยังไง? เรียนอะไรกันบ้าง? โรงเรียนสอนคนตาบอดแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปอย่างไร? คำถามมากมายผุดขึ้นมาในความคิดนักศึกษาฝึกงานอย่างเราเมื่อเรานึกถึงการศึกษาของคนตาบอด  Thisable.me  จึงอยากชวนทุกคนคุยกับผู้ที่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีที่สุด อย่างคุณครูและนักเรียนใน “โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ”.

 

ทำความรู้จักก่อนเรียน โรงเรียนสอนคนตาบอด

‘โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ’ เป็นโรงเรียนเอกชนการกุศลมีทั้งแบบประจำและไปกลับ สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 จนถึงประถม 6 จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า ในประเทศไทยมีโรงเรียนสอนคนตาบอดเอกชนไม่ถึง 10 แห่ง ทั้งโรงเรียนที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมปลายและโรงเรียนระดับมัธยมปลาย นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนรัฐบาลที่สอนคนตาบอดภายใต้สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษอีก 2 แห่งและศูนย์การศึกษาพิเศษในแต่ละจังหวัด นอกจากโรงเรียนพิเศษเฉพาะความพิการแล้วยังมีโรงเรียนเรียนร่วมที่โรงเรียนสอนคนตาบอดเป็นผู้ส่งนักเรียนไปเรียนร่วมกับคนตาดี

 

“โรงเรียนคนตาบอดก็เหมือนโรงเรียนทั่วไป มี 8 กลุ่มสาระและ 10 วิชาเรียน แต่เรามีวิชาเฉพาะ O&M  (Orientation and Mobility) เพิ่มเติมเข้ามาแค่นั้นเอง” ครูพัชรนันท์ ลิ้มประเสริฐ ครูโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพเล่าให้เราฟัง

 

ครูพัชรนันท์ยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ในระดับอนุบาลเด็กจะต้องฝึกทักษะการดำรงชีวิต เช่น การใส่เสื้อผ้า กินข้าว แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ และเมื่อขยับขึ้นมาในระดับชั้น ป.1 เด็กจึงเริ่มเรียนทักษะทางด้านวิชาการ

 

ด้วยความที่เป็นโรงเรียนสอนคนตาบอดและเด็กแต่ละคนมีความต้องการพิเศษเฉพาะที่ต่างกัน จึงทำให้ครูต้องดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น จึงมีกฎว่า ในระดับชั้นอนุบาล คุณครู 1 คนถูกมอบหมายให้สอนนักเรียนคาบละไม่เกิน 5 คน ถ้าเป็นระดับชั้นประถมคุณครู 1 คน สามารถสอนนักเรียนได้คาบละ 10 คน  เพื่อที่ครูแต่ละคนจะได้ดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง

 

  คาบที่ 1 ทฤษฎี

สิ่งสำคัญสำหรับการเรียนของเด็กตาดีคือ การใช้ตาดู หูฟัง เด็กนักเรียนจะนั่งเรียนโดยใช้หนังสือและกระดานตรงหน้า พร้อมกับฟังสิ่งที่คุณครูสอน แต่หากเป็นนักเรียนตาบอด วิธีการเรียนทุกอย่างจะถูกปรับเปลี่ยน ตั้งแต่วิธีการสอนไปจนถึงสื่อที่ใช้ จากหนังสือเรียนทั่วไปกลายเป็นหนังสือเรียนอักษรเบรลล์ จากที่ต้องใช้ตาดูก็กลายมาเป็นใช้มือสัมผัส เช่น วิชาภาษาไทยที่เปลี่ยนจากการท่อง ก เอ๋ย ก ไก่ กลายเป็น ก ไก่จุด หนึ่ง สอง สี่ ห้า ซึ่งเป็นการสอนภาษาไทยและอักษรเบรลล์ไปพร้อมกัน

 

อีกหนึ่งวิชาที่ถูกปรับให้เข้ากับนักเรียนตาบอดคือ วิชาโหดหินอย่างคณิตศาสตร์ ที่ต้องทั้งจำสูตร จำวิธีคิด ถ้าเป็นการบวกลบง่ายๆ อาจคิดในใจได้ แต่หากมีเลขหลายชุด หลายหลัก หรือต้องใช้สูตรคงไม่พ้นการทดเลขลงกระดาษ ซึ่งวิธีนี้ไม่เหมาะกับนักเรียนที่มองไม่เห็นแน่นอน

 

ครูพัชรี ใจใส ครูสอนคณิตศาสตร์เล่าถึงการสอนคณิตศาสตร์ของที่นี่ว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชานามธรรม และเด็กเราก็มองไม่เห็น จะสอนอะไรก็ต้องใช้สื่อ ใช้อุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อให้เขาเข้าใจมากยิ่งขึ้น เวลาคิดเลขเราก็ใช้ลูกคิดช่วยในการคำนวน ลูกคิดถือว่าเป็นอุปกรณ์การศึกษาที่เด็กพกติดตัวไปเรียนหรือเอาเข้าไปในห้องสอบได้ เปรียบเสมือนเครื่องคิดเลข ทำหน้าที่คล้ายกับกระดาษทด

 

นอกจากนี้ ครูพัชรียังได้พูดเพิ่มเติมถึงสิ่งสำคัญที่ครูผู้สอนต้องมีคือ ทักษะการสื่อสารด้วยภาษาเบรลล์ เพราะการใช้อักษรเบรลล์เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการสอนนักเรียนตาบอด ถึงแม้ครูบางท่านจะไม่ได้จบการศึกษาพิเศษมา ก็ต้องมาเรียนรู้ไปพร้อมเด็กๆ เพื่อให้ครูสามารถตรวจงานหรือทำสื่อการสอนได้

 

  คาบที่ 2 ปฏิบัติ

หากดูกันที่วิชาภาคปฏิบัติแล้ว ความทรงจำที่เรามีมักจะเป็นวิชาที่ต้องใช้ร่างกายและสายตาอย่างสัมพันธ์กัน เช่น วิชาพละ ศิลปะ ดนตรีหรือแม้แต่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ การใช้สายตาเช่นนี้จะเป็นอุปสรรคหรือไม่ต่อการเรียนของนักเรียนตาบอด

 

ครูฝั่งวิชาภาคปฏิบัติอย่างครูเชวง ดุริยางคเศรษฐ์ ผู้สอนวิชาพละ เล่าประสบการณ์การสอนเด็กตาบอดเล่นกีฬาปิงปองว่า ครูผู้สอนต้องดูความเหมาะสมของอุปกรณ์ เช่น การปรับโต๊ะปิงปองให้มีร่องกันลูกปิงปองตกพื้น  ขึงเน็ตให้สูงขึ้นเพื่อให้เด็กตาบอดตีลูกปิงปองลอดใต้เน็ต และหาวิธีทำให้ลูกปิงปองมีเสียงเพื่อให้นักเรียนตาบอดใช้การฟังแทนการมองเห็น หากดูเผินๆ แล้ว การตีปิงปองของนักเรียนตาบอดนั้นคล้ายกับการเล่นเกมตู้ Air Hockey เลยทีเดียว

 

นอกจากจะสอนกีฬาแล้ว ครูเชวงยังสอนวิชา ‘การทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ O&M ซึ่งโรงเรียนจะเปิดสอนวิชานี้หนึ่งชั่วโมงต่ออาทิตย์ เด็กๆ ที่มาเรียนสามารถเรียนได้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล โดยจะเน้นเรื่องการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน และเมื่อเด็กขึ้น ป.1 ก็จะเน้นเรื่องการนำทางและการเดินทางในโรงเรียนซึ่งจะเรียนเรื่องนี้ยาวๆ จนถึง ป.3 และจะได้เริ่มใช้ไม้เท้าขาวอย่างจริงจังในระดับชั้น ป.4 ถึง ป.6 เพราะมองว่า ช่วงอายุนี้เป็นช่วงที่เด็กมีกล้ามเนื้อพอจะสามารถควบคุมไม้เท้าได้

เมื่อเด็กพร้อมแล้ว ด่านสุดท้ายคือการเรียนนอกสถานที่ เด็กนักเรียนจะได้ลองเดินทางด้วยตัวเองในบริเวณละแวกใกล้ๆ โรงเรียน โดยมีครูคอยดูและเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ 

  คาบที่ 3 กิจกรรม

เมื่อมีเรื่องเรียนแล้วย่อมต้องมีกิจกรรมเป็นของคู่กัน แน่นอนว่าชมรม การไปทัศนศึกษา เข้าค่ายลูกเสือเนตรนารี กิจกรรมกีฬาสีและเลือกตั้งสภานักเรียน นั้นเป็นกิจกรรมที่มีในโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพครบทุกอย่าง แม้นักเรียนมีปัญหาด้านการมองเห็นแต่กลับไม่เป็นอุปสรรคของการร่วมกิจกรรมเลย หากต้องไปทัศนศึกษาหรือเข้าค่ายต่างจังหวัด ครูจะมีหน้าที่บอกข้อควรระวังและปล่อยให้นักเรียนสนุกได้เต็มที่ เพราะครูต่างมีเป้าหมายที่จะทำให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นนอกโรงเรียน และไม่เขินอายเมื่ออยู่ในสังคมใหม่ๆ 

 

สภานักเรียนมีบทบาทคอยดูแลนักเรียนแทนคุณครู เช่น ตรวจไม้เท้าขาว ตรวจการเข้าแถวตอนเช้าหรือเข้าแถวทานอาหาร 

 

“ในโรงเรียนจะมี 2 พรรค ให้นักเรียนตั้งชื่อและแต่งตั้งพรรคกันเอง หลังจากนั้นก็หาเสียง เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งก็ให้เลือกหมายเลข 1 หรือหมายเลข 2 เราจะมีคูหาและกระดาษไว้ให้ ถ้าใครไม่ทำตามกฎระเบียบก็ฟาวล์ไป นักเรียนทุกระดับชั้นมีสิทธิเลือกตั้ง แต่นักเรียนที่ลงสมัครได้จะต้องอยู่ในระดับชั้น ป.3 ถึง ป.6” ครูพัชรนันท์กล่าว

 

  ก้าวต่อไปของโรงเรียนสอนคนตาบอด

แม้ในปัจจุบันโรงเรียนสอนคนตาบอดจะมีทุกอย่างพร้อม ทั้งเรื่องหลักสูตร อุปกรณ์ และการสอนที่เหมาะกับนักเรียนตาบอด แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังมีเรื่องที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพอยากจะพัฒนา ครูพัชรนันท์กล่าวว่า ในอนาคตอาจเพิ่มการเรียนภาษาที่สองนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ เพราะตอนนี้ภาษาเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ และจำเป็นสำหรับเด็กเมื่อพวกเขาโตขึ้น

 

เสียงจากนักเรียนต่อการศึกษาของคนตาบอด

เมื่อเสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น นักเรียนหลายคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน หรือไม่ก็เตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรมชมรม เราที่อยากรู้มุมมองของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนการสอนของโรงเรียนคนตาบอด จึงใช้โอกาสนี้ เข้าไปนั่งล้อมวงพูดคุยกับน้องๆ นักเรียนชั้น ป.5 กลุ่มหนึ่ง

 

เราเริ่มเปิดบทสนทนาด้วยคำถามว่า เรียนอักษรเบรลล์และการใช้ไม้เท้าขาวยากมั้ย? นักเรียนทุกคนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ไม่ยาก! “ถ้าเราทำความเข้าใจ เราก็เรียนได้ทั้งเบรลล์ทั้งไม้เท้า” นักเรียนชายคนหนึ่งตอบอย่างมั่นใจ

 

เด็กๆ ยังแชร์ประสบการณ์การเข้าค่ายลูกเสือเนตรนารีที่ต่างจังหวัด ทั้งแสดงรอบกองไฟ ขึ้นเขาเดินทางไกล กิจกรรมเหล่านี้นักเรียนตาบอดได้เข้าร่วมหมดทุกอย่าง นักเรียนคนหนึ่งเล่าถึงกิจกรรมที่ชอบว่า ครั้งหนึ่งเคยได้ลองล่องแพ ครูก็บอกให้ทรงตัวให้ดีอย่าให้แพคว่ำ สุดท้ายพอใกล้จะถึงฝั่งแพก็คว่ำอยู่ดี ทุกคนเลยได้เล่นน้ำไปด้วย

 

พูดคุยกันสักพักก็ใกล้จะถึงเวลาที่ทุกคนต้องกลับบ้าน เราจึงถามคำถามสุดท้ายว่า ทำไมถึงเลือกมาเรียนที่นี่? หลายเสียงตอบว่าหมอแนะนำมา บางคนบ้านอยู่ต่างจังหวัดก็ต้องมาเรียนประจำในกรุงเทพฯ บางคนก็เคยเรียนที่โรงเรียนอื่นก่อนจะมาเรียนที่นี่

 

“หนูไปเรียนหลายที่ไม่ใช่แค่โรงเรียนตาบอด ได้เรียนโรงเรียนอื่นตอนอนุบาล 2  แม่อยากให้หนูเรียนโรงเรียนตาดีแต่เขาไม่รับ แม่เลยตระเวนไปศูนย์นู่น โรงเรียนนี่ แล้วก็มาเจอโรงเรียนตาบอด” นักเรียนคนหนึ่งกล่าว

 

คำตอบข้างต้นทำให้ความขี้สงสัยของเราทำงานว่า ‘สิทธิทางการศึกษาของคนพิการมีอะไรบ้าง’ ซึ่งใน พ.ร.บ.การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 ได้ระบุสิทธิของคนพิการไว้ในมาตรา 5 ดังนี้

  1. ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดชีวิต และได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษา

  2. สามารถเลือกสถานศึกษาหรือรูปแบบการศึกษา โดยคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความต้องการ

  3. ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับความต้องการของคนพิการแต่ละประเภทและแต่ละคน

และในมาตรา 8 วรรค 5 ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังระบุว่า สถานศึกษาที่ปฏิเสธไม่รับคนพิการถือว่าเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย

 

ยังจำคำถามตอนเปิดเรื่องได้ไหม คนตาบอดเขาเรียนกันยังไง? เรียนอะไรกันบ้าง? โรงเรียนสอนคนตาบอดแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปอย่างไร? หวังว่างานชิ้นนี้จะทำให้คุณเห็นภาพทั้งด้านดี และปัญหาการศึกษาของเด็กตาบอดมากขึ้น อย่างไรก็ดี ภาพของโรงเรียนในงานชิ้นนี้ เป็นเพียงภาพของโรงเรียนเฉพาะทาง เราจึงอยากชวนคุณจินตนาการว่า จะทำอย่างไรให้เด็กตาบอดเข้าถึงการศึกษาในแบบที่พวกเขาต้องการได้ หรือว่าโรงเรียนเฉพาะทางเป็นโรงเรียนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

Socialบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชน
Categories: ThisAble

ส่องโรงเรียนคนตาบอด: โรงเรียนสอนคนตาบอดเป็นยังไงและเด็กๆ เรียนอะไรในแต่ละวัน

ThisAble - Mon, 2020-11-02 19:45

คนตาบอดเขาเรียนกันยังไง? เรียนอะไรกันบ้าง? โรงเรียนสอนคนตาบอดแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปอย่างไร? คำถามมากมายผุดขึ้นมาในความคิดนักศึกษาฝึกงานอย่างเราเมื่อเรานึกถึงการศึกษาของคนตาบอด  Thisable.me  จึงอยากชวนทุกคนคุยกับผู้ที่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีที่สุด อย่างคุณครูและนักเรียนใน “โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ”.

 

ทำความรู้จักก่อนเรียน โรงเรียนสอนคนตาบอด

‘โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ’ เป็นโรงเรียนเอกชนการกุศลมีทั้งแบบประจำและไปกลับ สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 จนถึงประถม 6 จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า ในประเทศไทยมีโรงเรียนสอนคนตาบอดเอกชนไม่ถึง 10 แห่ง ทั้งโรงเรียนที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมปลายและโรงเรียนระดับมัธยมปลาย นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนรัฐบาลที่สอนคนตาบอดภายใต้สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษอีก 2 แห่งและศูนย์การศึกษาพิเศษในแต่ละจังหวัด นอกจากโรงเรียนพิเศษเฉพาะความพิการแล้วยังมีโรงเรียนเรียนร่วมที่โรงเรียนสอนคนตาบอดเป็นผู้ส่งนักเรียนไปเรียนร่วมกับคนตาดี

“โรงเรียนคนตาบอดก็เหมือนโรงเรียนทั่วไป มี 8 กลุ่มสาระและ 10 วิชาเรียน แต่เรามีวิชาเฉพาะ O&M  (Orientation and Mobility) เพิ่มเติมเข้ามาแค่นั้นเอง” ครูพัชรนันท์ ลิ้มประเสริฐ ครูโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพเล่าให้เราฟัง

ครูพัชรนันท์ยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ในระดับอนุบาลเด็กจะต้องฝึกทักษะการดำรงชีวิต เช่น การใส่เสื้อผ้า กินข้าว แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ และเมื่อขยับขึ้นมาในระดับชั้น ป.1 เด็กจึงเริ่มเรียนทักษะทางด้านวิชาการ

ด้วยความที่เป็นโรงเรียนสอนคนตาบอดและเด็กแต่ละคนมีความต้องการพิเศษเฉพาะที่ต่างกัน จึงทำให้ครูต้องดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น จึงมีกฎว่า ในระดับชั้นอนุบาล คุณครู 1 คนถูกมอบหมายให้สอนนักเรียนคาบละไม่เกิน 5 คน ถ้าเป็นระดับชั้นประถมคุณครู 1 คน สามารถสอนนักเรียนได้คาบละ 10 คน เพื่อที่ครูแต่ละคนจะได้ดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง

 

คาบที่ 1 ทฤษฎี

สิ่งสำคัญสำหรับการเรียนของเด็กตาดีคือ การใช้ตาดู หูฟัง เด็กนักเรียนจะนั่งเรียนโดยใช้หนังสือและกระดานตรงหน้า พร้อมกับฟังสิ่งที่คุณครูสอน แต่หากเป็นนักเรียนตาบอด วิธีการเรียนทุกอย่างจะถูกปรับเปลี่ยน ตั้งแต่วิธีการสอนไปจนถึงสื่อที่ใช้ จากหนังสือเรียนทั่วไปกลายเป็นหนังสือเรียนอักษรเบรลล์ จากที่ต้องใช้ตาดูก็กลายมาเป็นใช้มือสัมผัส เช่น วิชาภาษาไทยที่เปลี่ยนจากการท่อง ก เอ๋ย ก ไก่ กลายเป็น ก ไก่จุด หนึ่ง สอง สี่ ห้า ซึ่งเป็นการสอนภาษาไทยและอักษรเบรลล์ไปพร้อมกัน

อีกหนึ่งวิชาที่ถูกปรับให้เข้ากับนักเรียนตาบอดคือ วิชาโหดหินอย่างคณิตศาสตร์ ที่ต้องทั้งจำสูตร จำวิธีคิด ถ้าเป็นการบวกลบง่ายๆ อาจคิดในใจได้ แต่หากมีเลขหลายชุด หลายหลัก หรือต้องใช้สูตรคงไม่พ้นการทดเลขลงกระดาษ ซึ่งวิธีนี้ไม่เหมาะกับนักเรียนที่มองไม่เห็นแน่นอน

ครูพัชรี ใจใส ครูสอนคณิตศาสตร์เล่าถึงการสอนคณิตศาสตร์ของที่นี่ว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชานามธรรม และเด็กเราก็มองไม่เห็น จะสอนอะไรก็ต้องใช้สื่อ ใช้อุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อให้เขาเข้าใจมากยิ่งขึ้น เวลาคิดเลขเราก็ใช้ลูกคิดช่วยในการคำนวน ลูกคิดถือว่าเป็นอุปกรณ์การศึกษาที่เด็กพกติดตัวไปเรียนหรือเอาเข้าไปในห้องสอบได้ เปรียบเสมือนเครื่องคิดเลข ทำหน้าที่คล้ายกับกระดาษทด

นอกจากนี้ ครูพัชรียังได้พูดเพิ่มเติมถึงสิ่งสำคัญที่ครูผู้สอนต้องมีคือ ทักษะการสื่อสารด้วยภาษาเบรลล์ เพราะการใช้อักษรเบรลล์เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการสอนนักเรียนตาบอด ถึงแม้ครูบางท่านจะไม่ได้จบการศึกษาพิเศษมา ก็ต้องมาเรียนรู้ไปพร้อมเด็กๆ เพื่อให้ครูสามารถตรวจงานหรือทำสื่อการสอนได้

 

คาบที่ 2 ปฏิบัติ

หากดูกันที่วิชาภาคปฏิบัติแล้ว ความทรงจำที่เรามีมักจะเป็นวิชาที่ต้องใช้ร่างกายและสายตาอย่างสัมพันธ์กัน เช่น วิชาพละ ศิลปะ ดนตรีหรือแม้แต่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ การใช้สายตาเช่นนี้จะเป็นอุปสรรคหรือไม่ต่อการเรียนของนักเรียนตาบอด

ครูฝั่งวิชาภาคปฏิบัติอย่างครูเชวง ดุริยางคเศรษฐ์ ผู้สอนวิชาพละ เล่าประสบการณ์การสอนเด็กตาบอดเล่นกีฬาปิงปองว่า ครูผู้สอนต้องดูความเหมาะสมของอุปกรณ์ เช่น การปรับโต๊ะปิงปองให้มีร่องกันลูกปิงปองตกพื้น  ขึงเน็ตให้สูงขึ้นเพื่อให้เด็กตาบอดตีลูกปิงปองลอดใต้เน็ต และหาวิธีทำให้ลูกปิงปองมีเสียงเพื่อให้นักเรียนตาบอดใช้การฟังแทนการมองเห็น หากดูเผินๆ แล้ว การตีปิงปองของนักเรียนตาบอดนั้นคล้ายกับการเล่นเกมตู้ Air Hockey เลยทีเดียว

นอกจากจะสอนกีฬาแล้ว ครูเชวงยังสอนวิชา ‘การทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ O&M ซึ่งโรงเรียนจะเปิดสอนวิชานี้หนึ่งชั่วโมงต่ออาทิตย์ เด็กๆ ที่มาเรียนสามารถเรียนได้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล โดยจะเน้นเรื่องการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน และเมื่อเด็กขึ้น ป.1 ก็จะเน้นเรื่องการนำทางและการเดินทางในโรงเรียนซึ่งจะเรียนเรื่องนี้ยาวๆ จนถึง ป.3 และจะได้เริ่มใช้ไม้เท้าขาวอย่างจริงจังในระดับชั้น ป.4 ถึง ป.6 เพราะมองว่า ช่วงอายุนี้เป็นช่วงที่เด็กมีกล้ามเนื้อพอจะสามารถควบคุมไม้เท้าได้

เมื่อเด็กพร้อมแล้ว ด่านสุดท้ายคือการเรียนนอกสถานที่ เด็กนักเรียนจะได้ลองเดินทางด้วยตัวเองในบริเวณละแวกใกล้ๆ โรงเรียน โดยมีครูคอยดูและเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ 

 

คาบที่ 3 กิจกรรม

เมื่อมีเรื่องเรียนแล้วย่อมต้องมีกิจกรรมเป็นของคู่กัน แน่นอนว่าชมรม การไปทัศนศึกษา เข้าค่ายลูกเสือเนตรนารี กิจกรรมกีฬาสีและเลือกตั้งสภานักเรียน นั้นเป็นกิจกรรมที่มีในโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพครบทุกอย่าง แม้นักเรียนมีปัญหาด้านการมองเห็นแต่กลับไม่เป็นอุปสรรคของการร่วมกิจกรรมเลย หากต้องไปทัศนศึกษาหรือเข้าค่ายต่างจังหวัด ครูจะมีหน้าที่บอกข้อควรระวังและปล่อยให้นักเรียนสนุกได้เต็มที่ เพราะครูต่างมีเป้าหมายที่จะทำให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นนอกโรงเรียน และไม่เขินอายเมื่ออยู่ในสังคมใหม่ๆ 

สภานักเรียนมีบทบาทคอยดูแลนักเรียนแทนคุณครู เช่น ตรวจไม้เท้าขาว ตรวจการเข้าแถวตอนเช้าหรือเข้าแถวทานอาหาร 

“ในโรงเรียนจะมี 2 พรรค ให้นักเรียนตั้งชื่อและแต่งตั้งพรรคกันเอง หลังจากนั้นก็หาเสียง เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งก็ให้เลือกหมายเลข 1 หรือหมายเลข 2 เราจะมีคูหาและกระดาษไว้ให้ ถ้าใครไม่ทำตามกฎระเบียบก็ฟาวล์ไป นักเรียนทุกระดับชั้นมีสิทธิเลือกตั้ง แต่นักเรียนที่ลงสมัครได้จะต้องอยู่ในระดับชั้น ป.3 ถึง ป.6” ครูพัชรนันท์กล่าว

 

ก้าวต่อไปของโรงเรียนสอนคนตาบอด

แม้ในปัจจุบันโรงเรียนสอนคนตาบอดจะมีทุกอย่างพร้อม ทั้งเรื่องหลักสูตร อุปกรณ์ และการสอนที่เหมาะกับนักเรียนตาบอด แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังมีเรื่องที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพอยากจะพัฒนา ครูพัชรนันท์กล่าวว่า ในอนาคตอาจเพิ่มการเรียนภาษาที่สองนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ เพราะตอนนี้ภาษาเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ และจำเป็นสำหรับเด็กเมื่อพวกเขาโตขึ้น

 

เสียงจากนักเรียนต่อการศึกษาของคนตาบอด

เมื่อเสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น นักเรียนหลายคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน หรือไม่ก็เตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรมชมรม เราที่อยากรู้มุมมองของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนการสอนของโรงเรียนคนตาบอด จึงใช้โอกาสนี้ เข้าไปนั่งล้อมวงพูดคุยกับน้องๆ นักเรียนชั้น ป.5 กลุ่มหนึ่ง

เราเริ่มเปิดบทสนทนาด้วยคำถามว่า เรียนอักษรเบรลล์และการใช้ไม้เท้าขาวยากมั้ย? นักเรียนทุกคนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ไม่ยาก! “ถ้าเราทำความเข้าใจ เราก็เรียนได้ทั้งเบรลล์ทั้งไม้เท้า” นักเรียนชายคนหนึ่งตอบอย่างมั่นใจ

 

เด็กๆ ยังแชร์ประสบการณ์การเข้าค่ายลูกเสือเนตรนารีที่ต่างจังหวัด ทั้งแสดงรอบกองไฟ ขึ้นเขาเดินทางไกล กิจกรรมเหล่านี้นักเรียนตาบอดได้เข้าร่วมหมดทุกอย่าง นักเรียนคนหนึ่งเล่าถึงกิจกรรมที่ชอบว่า ครั้งหนึ่งเคยได้ลองล่องแพ ครูก็บอกให้ทรงตัวให้ดีอย่าให้แพคว่ำ สุดท้ายพอใกล้จะถึงฝั่งแพก็คว่ำอยู่ดี ทุกคนเลยได้เล่นน้ำไปด้วย

พูดคุยกันสักพักก็ใกล้จะถึงเวลาที่ทุกคนต้องกลับบ้าน เราจึงถามคำถามสุดท้ายว่า ทำไมถึงเลือกมาเรียนที่นี่? หลายเสียงตอบว่าหมอแนะนำมา บางคนบ้านอยู่ต่างจังหวัดก็ต้องมาเรียนประจำในกรุงเทพฯ บางคนก็เคยเรียนที่โรงเรียนอื่นก่อนจะมาเรียนที่นี่

“หนูไปเรียนหลายที่ไม่ใช่แค่โรงเรียนตาบอด ได้เรียนโรงเรียนอื่นตอนอนุบาล 2  แม่อยากให้หนูเรียนโรงเรียนตาดีแต่เขาไม่รับ แม่เลยตระเวนไปศูนย์นู่น โรงเรียนนี่ แล้วก็มาเจอโรงเรียนตาบอด” นักเรียนคนหนึ่งกล่าว

 

คำตอบข้างต้นทำให้ความขี้สงสัยของเราทำงานว่า ‘สิทธิทางการศึกษาของคนพิการมีอะไรบ้าง’ ซึ่งใน พ.ร.บ.การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 ได้ระบุสิทธิของคนพิการไว้ในมาตรา 5 ดังนี้

  1. ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดชีวิต และได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษา

  2. สามารถเลือกสถานศึกษาหรือรูปแบบการศึกษา โดยคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความต้องการ

  3. ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับความต้องการของคนพิการแต่ละประเภทและแต่ละคน

และในมาตรา 8 วรรค 5 ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังระบุว่า สถานศึกษาที่ปฏิเสธไม่รับคนพิการถือว่าเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย

 

ยังจำคำถามตอนเปิดเรื่องได้ไหม คนตาบอดเขาเรียนกันยังไง? เรียนอะไรกันบ้าง? โรงเรียนสอนคนตาบอดแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปอย่างไร? หวังว่างานชิ้นนี้จะทำให้คุณเห็นภาพทั้งด้านดี และปัญหาการศึกษาของเด็กตาบอดมากขึ้น อย่างไรก็ดี ภาพของโรงเรียนในงานชิ้นนี้ เป็นเพียงภาพของโรงเรียนเฉพาะทาง เราจึงอยากชวนคุณจินตนาการว่า จะทำอย่างไรให้เด็กตาบอดเข้าถึงการศึกษาในแบบที่พวกเขาต้องการได้ หรือว่าโรงเรียนเฉพาะทางเป็นโรงเรียนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

Socialบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชน
Categories: ThisAble

อ่านบาดแผลและความทรงจำ 14 ตุลาคม 2516 ผ่านพีรศักดิ์ จิตต์วิมลกุล

ThisAble - Wed, 2020-10-14 18:50

ลุงพีรศักดิ์ จิตต์วิมลกุล อายุ 67 ปี ชายผู้ร่วมชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ในวันนั้นมีการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงโดยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 800 คนและมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก การประท้วงเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุหลายอย่างทั้งความคับข้องใจภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร กอปรกับข่าวการฉ้อราษฎร์บังหลวง จึงนำไปสู่การเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจากภาคประชาชน

การประท้วงใหญ่เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่การเดินประท้วงบนถนนราชดำเนินและลานพระบรมรูปทรงม้า มีแกนนำเป็นนักศึกษาและมีประชาชนเข้าร่วมด้วยหลายแสนคน กระทั่งเคลื่อนขบวนถึงพระบรมมหาราชวัง ก็เกิดความชุลมุนขึ้นและตำรวจเริ่มต้นปราบปรามนักศึกษาอย่างรุนแรง

ชวนคุยกับเขา ชายผู้ผ่านเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม้จะสูญเสียขาและนั่นก็เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคืออุดมการณ์ ความเชื่อที่ว่า คนทุกคนเท่ากัน ไม่มีใครควรถูกกดขึ่และอยู่อย่างต่ำต้อยกว่าใคร เหนือสิ่งอื่นใด เขายังเชื่อว่านักศึกษาและคนธรรมดาๆ นี่แหละ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองของเรา

ความเชื่อ

ย้อนไปก่อนที่พีรศักดิ์จะร่วมชุมนุม เขาเล่าว่า ตอนนั้นประชาชนโดนกดขี่ จึงออกมาเรียกร้องรัฐธรรมนูญและต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง ตัวเขาไปร่วมชุมนุมตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม เริ่มจากการไปดูทุกๆ วันในช่วงเย็นหลังเลิกงานว่าแกนนำพูดเรื่องอะไร จนถึงวันที่เกิดเรื่อง ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ 

“ผมรู้สึกว่าตัวเองโดนกดขี่ แม้จะไม่ได้เป็นแกนนำ แต่เป็นคนซึบซับจากสิ่งที่นักศึกษาพูด แต่ผมก็เข้าใจความรู้สึกได้จากการที่มีพ่อแม่เป็นคนจีน เวลาทำอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับราชการจะไม่ได้รับความสะดวก เขาจะโยนเราไปทางนู้นทางนี้ พอนักศึกษาขึ้นมาเคลื่อนไหวเราก็สนใจ อยากจะเห็นความเสมอภาค

“หลายคนบอกว่า ม็อบทำให้รถติด เศรษฐกิจแย่ ผมคิดว่า การเปลี่ยนแปลงต้องแลกกับความไม่สะดวกบ้าง ถ้าเทียบกันแล้วคนที่ออกไปเดือดร้อนกว่า ไหนจะต้องเดือดร้อนเรื่องอาชีพการงาน ไหนจะต้องเสียเวลา

“บางสื่อก็พยายามเสนอข่าวว่า คนมาชุมนุมถูกจ้างหรือได้ค่าตอบแทน ทั้งที่คนออกไปจริง ไม่เคยได้ ผมออกไปตั้งกี่ครั้ง จนกระทั่งม็อบเสื้อแดงถามว่าเคยได้อะไร ก็ไม่เคย สิ่งที่ได้คือความสบายใจ ความสุขใจที่ได้แสดงออกถึงความต้องการ”

เหตุการณ์ในวันนั้น 

ในวันที่ 14 ตุลาคม ท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้นยืดเยื้อหลายวัน พีรศักดิ์หนึ่งในผู้ชุมนุมถูกยิงเข้าที่ขา จนขาของเขาขาดในที่เกิดเหตุ

“ในวันนั้นมีการประท้วงเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนลามเป็นการลุกฮือของประชาชน เจ้าหน้าที่เข้าปราบปรามและมีการปะทะกัน ผมเองไปชุมนุมช่วงก่อนการปะทะ หลังจากนั้นพอกลับมาแล้วได้ข่าวว่ามีการปะทะเกิดขึ้นจึงย้อนกลับไปอีกรอบ โดยตั้งใจจะไปไปช่วยขนคนเจ็บ แต่สุดท้ายก็ไปโดนยิงตรงข้ามกรมประชาสัมพันธ์ ประมาณบ่ายโมง

“ผมตัดสินใจเข้าไปเข้าไปเพราเกิดการปะทะ ประชาชนโดนรังแก มีทั้งคนเจ็บเด็กและผู้ใหญ่ ยิ่งเกิดคำถามว่าทำไมประชาชนต้องโดนรังแกขนาดนี้ เท่าที่เห็นก็มีแต่ทหารที่ใช้กำลังกับประชาชนเท่านั้น แม้จะมีการยิงปืนเป็นพักๆ แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดว่ากลัวหรือไม่กลัว รู้แต่ว่าเห็นคนเจ็บก็อยากจะช่วยคนเจ็บ 

“ตอนผมเข้าไปแล้วก็เกิดการยิงอีกรอบหนึ่ง ผมหมอบอยู่ตรงข้ามกรมประชาสัมพันธ์ พยายามคลานหลบกระสุน แต่ว่าสุดท้ายก็โดนยิงระหว่างที่คลานบริเวณช่วงต้นขา  เท่าที่ทราบมาการยิงนั้นมาจากรถถังที่จอดอยู่ที่สะพานปิ่นเกล้า เป็นการยิงกราด ไม่ได้ยิงเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หลังจากโดนยิง น้องชายก็ช่วยพาไปที่รถพยาบาล

“เท่าที่ถามมา กระสุนที่โดนเป็นปืนกล 93 แรงจนทำให้ขาขาดหายไปเลย ตั้งแต่หัวเข่ามาถึงต้นขา ณ วินาทีนั้นผมไม่ไม่รู้สึกเจ็บ รู้สึกแค่ว่าเสียวแปลบแต่ขาก็ขาดไปแล้ว ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า ทางบ้านจะรู้สึกอย่างไร ต่างจากตัวผมที่ยังไม่ได้คิดเลยว่า ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร”

“ผมคิดว่าการจัดการของเจ้าหน้าที่นั้นเกินกว่าเหตุ ตอนนั้นในมือประชาชนไม่มีอะไรเลย ประชาชนมือเปล่าแต่เจ้าหน้าที่อาวุธครบมือ หลังจากเกิดความรุนแรง ประชาชนก็พยายามหยิบจับอะไรก็ได้จากข้างทางขึ้นมาเป็นอาวุธป้องกันตัว”

ปัจจุบัน

ในปัจจุบันการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองของพีรศักดิ์มองว่า สิทธิในการชุมนุมของประชาชนนั้นไม่ได้ดีขึ้นเลย 

“เราไม่ควรปิดกั้นการชุมนุม การออกไปเพื่อบอกว่าเราต้องการอะไรควรต้องทำได้ การกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นความคิดของฝ่ายตรงข้ามทั้งนั้น ประชาชนที่ออกไปไม่ได้ออกไปเพื่อหาเรื่อง แต่ออกไปเพื่อแสดงออก แม้จะมีสองคนหรือเป็นร้อยเป็นพันก็ต้องทำได้เพราะการชุมนุมเป็นสิทธิของประชาชนเมื่อคุณบอกว่าเราเป็นประเทศประชาธิปไตย ถ้าหากจำกัดสิทธิก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว  คุณต้องฟังเสียงประชาชนว่าประชาชนต้องการอะไร เอาไปพิจารณาในระบบรัฐสภา สำคัญคือต้องรับฟังจากข้างนอกเข้าไป ไม่ใช่ไปคิดแทน

“สิ่งที่ผมสะเทือนใจที่สุดในช่วงที่ผ่านมาก็คือ การทำร้ายร่างกายทั้งจ่านิวและคุณเอกชัย ถ้าจะหาคนทำผิดผมว่าไม่ยาก แต่รัฐทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็น ตอบได้แค่ว่ารออยู่ ทั้งที่เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าประชาชน เวลากลางวันแสกๆ ใจกลางเมือง แต่รัฐบาลไม่มีใครทำอะไรได้เลยจนถึงทุกวันนี้”

ชีวิตที่เปลี่ยนไป

หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ชีวิตของพีรศักดิ์ก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล จากคนที่เคยทำงานหนักและเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องกลายเป็นคนที่ทำงานอะไรไม่ได้ แถมยังต้องให้ครอบครัวช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา 

“จากที่ผมเคยทำงานได้ก็ต้องกลับมาอยู่บ้านเฉยๆ เป็นเวลาหลายปี โชคดีที่ว่า พี่ชายทำงานช่างทอง เป็นงานที่เราไม่จำเป็นต้องเดินแค่มีมือก็ทำได้ จึงทำงานกับพี่ชายเกือบ  10 ปี หลังจากพี่ชายเลิกกิจการผมก็ออกมา ต่างคนต่างแยกมามีครอบครัวและใช้ชีวิตข้างนอก อย่างไรก็ดีผมยังมีพี่สาวบุญธรรมคอยช่วยดูแล คนทางบ้านก็ไม่มีใครตั้งข้อรังเกียจ แม้ชีวิตหลังจากนี้จะลำบาก แต่คิดว่าไม่มีผลกระทบต่อเรื่องจิตใจ” 

“ครอบครัวของผมมีแต่ให้กำลังใจ คอยประคองความเป็นอยู่ในช่วงแรกๆ ตอนที่เปลี่ยนจากใช้ชีวิตธรรมดากลับต้องอยู่ติดที่”

ความเชื่อที่ไม่เคยเปลี่ยน

“ตอนออกไปชุมนุมช่วงแรกๆ กระทั่งผ่านมาหลายต่อหลายปี  ผมคิดว่าประชาชนทุกคนเริ่มมีความหวัง แต่พอหลังจากปี 2519 เหตุการณ์การล้อมปราบก็เกิดขึ้นอีก ความรู้สึกของผมเสมือนต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่  จนทุกวันนี้ผมรู้สึกว่าสถานการณ์บ้านเมืองไม่ได้ไปไหน อาจจะขยับไปบ้างแล้วก็ถอยกลับมา โดยเฉพาะหลังจากปี 2557 ก็เหมือนกับว่าถอยกันไปเริ่มต้นใหม่ อย่างที่เห็นว่าหากคุณอยู่ฝั่งนี้ คุณถึงจะอยู่ได้ แต่ถ้าอยู่คนละฝั่งคุณก็จะผิดไปซะทุกอย่าง 

“ถึงวันนี้จะมีเลือกตั้งแล้วปัญหาก็ยังไม่ได้ไปข้างหน้า เรายังย่ำอยู่กับที่ เผลอๆ ดูเหมือนจะย้อนถอยกลับไปมากกว่าเก่า หากดูแล้วเมื่อก่อนคนถูกก็ว่าไปตามถูก ผิดก็ยังว่ากันไปตามผิด แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะมีกฏหมายที่พลิกไปพลิกมา พลิกถูกเป็นผิด พลิกผิดเป็นถูก คนคิดว่าหลังจากเลือกตั้งจะสามารถมีปากมีเสียง แต่ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลย ทุกวันนี้คนยังทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม แม้แต่การเห็นต่างก็ยังผิดเลย นักเคลื่อนไหวถูกทำร้ายและจับคนทำผิดไม่ได้ทั้งที่ก็เห็นๆ อยู่ว่าใครทำ”

การเยียวยา

หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา มีการตั้งมูลนิธิ 14 ตุลาฯ ขึ้น ผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บได้รับการเยียวยาในอีกหลายสิบปีให้หลัง 

“ 20 กว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยมีการเยียวยาอะไรเลย คนเจ็บตรงนั้นไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ แม้แต่บางคนที่ตายไปแล้วก็ยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยา อย่างไรก็ดี การเยียวยาที่ได้รับส่วนตัวคิดว่า ยังไม่เต็มที่ ผู้บาดเจ็บบางคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย อยากให้ช่วยเหลืออะไรก็ต้องออกมาเรียกร้องกัน 

“คนตายก็ตายไป ความยุติธรรมหน้าตาเป็นยังไงไม่เคยรู้เลย จำนวนคนเจ็บที่รัฐออกมาบอกก็ถูกเชื่อแบบนั้น ทั้งที่ความรู้สึกบอกเราว่าต้องมีมากกว่านั้น 

อนาคต

เราโยนคำถามที่ว่า ถึงตอนนี้แล้วยังอยากจะไปชุมนุมทางการเมืองอีกไหม พีรศักดิ์ตอบอย่างไม่ลังเลว่าอยาก โดยเฉพาะยิ่งเขาต้องเสียขาไป  ยิ่งอยากจะออกไปเรียกร้องความเป็นธรรม

“เท่าที่เราออกไปก็คือเรียกร้องขอความเป็นธรรมทั้งนั้น  ไม่ได้ไปหาเรื่อง คนที่บอกว่าม๊อบรุนแรงก็คือคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น เพราะหากได้เข้าไปฟังก็จะต้องรู้ว่า คนเรียกร้องเรื่องสิทธิ เรื่องความเป็นธรรมทั้งนั้น ผมจึงตอบว่าถ้ามีม็อบก็ยังจะไปอยู่ จะไปร่วมทุกครั้งถ้าไม่ลำบาก” 

บทเรียน

ทุกวันนี้สิ่งเดียวที่พีรศักดิ์อยากเห็นก็คือ บ้านเมืองที่ดีขึ้น แม้สุขภาพร่างกายของเขาไม่เต็มร้อยเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังหวังว่าตัวเองจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงนี้

“ผมหวังว่าสักวันมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ นับว่าทุกวันนี้เมื่อมีเลือกตั้งแล้วกลไกของผู้แทนก็อาจเป็นความหวังให้เราได้

ก็หวังว่า ผู้แทนที่เข้าไปจะสะท้อนความเห็นหรือความคิดของประชาชน และที่สำคัญประชาชนต้องสามารถแสดงออกได้ อย่ามาปิดกั้นความคิดเห็น

“อยากฝากให้คนรุ่นหลังสนใจการเมือง ไม่ได้เรียกร้องว่าคุณต้องออกไปชุมนุมเท่านั้น แต่ต้องติดตามและกล้าแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นของคุณเป็นประโยชน์ที่ช่วยปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ยังขาดอยู่ได้ ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณคิดว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้น มันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชน14 ตุลาคนพิการชุมนุมความรุนแรง
Categories: ThisAble

คนหูหนวก : คนไทยคนอื่นบนผืนแผ่นดิน

ThisAble - Wed, 2020-10-07 23:03

"สังคมเราเป็นสังคมของคนหูดี หากเราเริ่มต้นรูปแบบของความเป็นไทยว่าต้องพูดภาษาไทย ก็เท่ากับว่าเราแยกคนหูหนวก รวมถึงคนไทยที่ไม่ได้พูดภาษาไทยออกไปจำนวนมาก 

ทั้งคนมลายูที่อยู่ภาคใต้ คนกะเหรี่ยงหรือม้งที่ไม่ได้พูดภาษาไทย จนทำให้พวกเขากลายเป็นคนอื่นที่อยู่ในสังคมไทย รวมไปถึงคนหูหนวกด้วย”

คุณเคยเห็นคนเปิดกล้อง โบกไม้โบกมือคุยโทรศัพท์ตามที่สาธารณะไหม พวกเขาไม่ได้เอาหูแนบโทรศัพท์แต่กลับเปิดกล้องหน้า แน่นอนล่ะว่าหลายคนไม่เข้าใจว่าพวกเขาทำอะไร และแม้พวกเขาเข้าใจว่าคนเหล่านั้นใช้ภาษามือ แต่ก็อาจไม่เข้าใจความหมายอยู่ดีถ้าคุณไม่ใช่คนหูหนวกหรือไม่เคยเรียนภาษามือ สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากระบบการศึกษาของคนทั่วไปนั้นก็ไม่เคยมีวิชาภาษามือให้เราได้เลือกเรียน 

เรารู้จักคนหูหนวกมากแค่ไหน รู้หรือไม่ว่าภาษามือมีหลายภาษาคุณเคยมีโอกาสคุยกับพวกเขาหรือไม่ วัฒนธรรมและสังคมของพวกเขาเป็นอย่างไร สังคมของพวกเขากว้างขนาดไหน และภาษาไทยที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยมีอิทธิพลในภาษามือมากขนาดไหน

ธงชัย วินิจกูล อาจารย์และนักประวัติศาสตร์ เคยอธิบายไว้ในหนังสือ คนไทยคนอื่น สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันว่า เป็นความจำเป็นของรัฐที่จะต้องสร้างคุณสมบัติเด่นของสังคมหรือกลุ่มชน ควบคู่กับการระบุคุณสมบัติที่แตกต่างหรือตรงกันข้ามออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น ฝรั่ง หรือประเทศเพื่อนบ้าน แม้ธงชัยจะไม่ได้พูดถึงคนหูหนวกโดยตรง แต่ก็พอทำให้เราเห็นภาพได้ว่า สิ่งที่คนหูหนวกไม่ได้ร่วมผลิตซ้ำซึ่งอัตลักษณ์ความเป็นไทย ก็คือภาษาไทย ความแตกต่างทางภาษานี้ เป็นส่วนสำคัญในการแบ่งแยกคนหูหนวกออกจากสังคม โดยเฉพาะหากยิ่งไม่มีการสนับสนุนโดยรัฐเพื่อให้คนทั่วไปในสังคมเข้าถึงภาษามือ คนหูหนวกก็ยิ่งกลายเป็นคนอื่นที่อยู่ร่วมกับคนไทย ที่ใช้ภาษาไทยในการพูดและสื่อสาร  

 

ในห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมคนหูหนวก ของวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า  คนหูหนวกคือชาติพันธ์ุหนึ่ง มีอัตลักษณ์และภาษาที่ชัดเจน แต่เรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องนอกตำรา 

ชวนคุยกับ อาจารย์พฤหัส ศุภจรรยา อาจารย์หูหนวกและ อาจารย์ณัฐวิชญ์ ศุภสินธุ์ อาจารย์หูดีประจำภาควิชาหูหนวกศึกษา วิทยาลัยราชสุดา  มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงความเป็นอื่นที่เกิดขึ้น ทำไมคนหูหนวกเรียกตัวเองว่ากลุ่มชาติพันธุ์ ทำไมคนหูดีถึงรู้จักคนหูหนวกน้อย และทำไมรัฐจึงให้ความสำคัญกับภาษามือและคนหูหนวกไม่มาก  

อาจารย์พฤหัส ศุภจรรยา (ซ้าย) และ อาจารย์ณัฐวิชญ์ ศุภสินธุ์ (ขวา)

Chapter 1 เป็นคนอื่นจากครอบครัว คนหูหนวกมีอัตลักษณ์และวัฒนธรรมต่างจากคนอื่นหรือไม่ 

พฤหัส: คนหูหนวกก็เหมือนคนทั่วไป เพียงแค่ไม่ได้ยินเสียง เสียงเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่หมายถึงเสียงทุกอย่าง ส่งผลให้คนหูหนวกทำอะไรเสียงดัง เช่น ทานข้าวไปเคาะโต๊ะไป นั่นเป็นเพราะเขาไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง พวกเขาอยู่ได้ด้วยการรับข้อมูลข่าวสารที่เป็นภาษามือ 

ณัฐวิชญ์: สังคมเราเป็นสังคมของคนหูดี หากเรานิยามความเป็นไทยคือต้องพูดภาษาไทย คนหูหนวกก็ถูกแยกออกไป รวมถึงคนไทยที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาหลักด้วย พวกเขากลายเป็นคนอื่นที่อยู่ในสังคมไทยทั้งสิ้น คนกะเหรี่ยงหรือมลายูเขาไม่ใช้ภาษาไทยเลย และเป็นภาษาที่ต่างจากภาษาไทยโดยชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นระบบไวยากรณ์ ระบบเสียง ความหมายคำ ปัญหาหนึ่งที่พวกเผชิญเช่นเดียวกับคนหูหนวกก็คือ การเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา เพราะบ้านเราเน้นการสอนโดยใช้ภาษาไทยเป็นสื่อกลาง หรือถึงแม้เขาสามารถเรียนจบได้และต้องการสอบข้าราชการก็ต้องผ่านการสอบเป็นภาษาไทย กลายเป็นว่าเกิดความเสียเปรียบ คนหูหนวกเองก็เสียเปรียบแบบนี้ตั้งแต่ระบบการศึกษา การเข้าทำงาน เพราะทุกระบบจำเป็นต้องใช้ภาษาไทยเป็นแกนหลัก แต่คนหูหนวกใช้ภาษามือ

ในมุมนักภาษาศาสตร์จะรู้ว่า ในไทยมีคนใช้ภาษาไทยภาคกลางเป็นภาษาหลักประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเราพูดภาษาอื่น คนส่วนใหญ่ของไทยพูดภาษาอีสาน ซึ่งเป็นภาษาในกลุ่มเดียวกับภาษาลาว แต่เมื่อแกนหลักของภาษาคือภาษาไทยภาคกลาง ภาษาย่อยอื่นๆ จึงกลายเป็นส่วนเกิน ทั้งที่ความจริงเราพูดภาษาอื่นมากกว่า

ชาติพันธ์ุคนหูหนวกแปลว่าอะไร

ณัฐวิชญ์: ชาติพันธุ์แปลว่าคน บางความหมายอธิบายว่าเป็นคนที่มีอำนาจน้อยในสังคม ไม่ใช่คนที่มีจำนวนน้อย คนอีสานเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่มีอำนาจน้อย แต่คนภาคกลางเป็นคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจมาก คนหูหนวกเป็นคนชาติพันธุ์เพราะมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง วัฒนธรรมของเขาถูกกันออกจากส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นภาษา การศึกษา เหมือนกับคนชาติพันธุ์อื่น เช่น คนมลายูในสามจังหวัดชายแดนใต้ แม้เด็กแถวนั้นพูดภาษามลายู แต่พอเข้าโรงเรียนต้องพูดภาษาไทย พวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพูดไทย เรียนเรื่องประเทศไทย วัฒนธรรมไทย ศาสนาพุทธ หรือเข้าวัดไทยทั้งที่ตัวเองเป็นมุสลิม หากเรียนจบแล้วอยากเป็นข้าราชการก็ต้องสอบด้วยภาษาไทย ซึ่งยากสำหรับเขา เราจึงเห็นพวกเขาเข้ามาทำงานและมีโอกาสเข้ามากำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับตัวเองได้น้อยมาก 

นี่คือส่วนหนึ่งของการกีดกันทางวัฒนธรรม ที่คนหูหนวกเผชิญเช่นเดียวกัน คนหูหนวกหลายคนถูกพัฒนาชีวิตแบบไม่ถามถึงความต้องการ คิดแบบแผนการศึกษาแล้วก็เอามาครอบให้คนหูหนวกทำตาม โดยไม่ได้มีส่วนร่วมกำหนดหน้าตาของการศึกษานั้นๆ   

บรรยากาศวิชาวัฒนธรรมคนหูหนวก

คนหูหนวกเริ่มต้นเรียนภาษามืออย่างไร

พฤหัส: ภาษาแรกของคนหูหนวกก็คือภาษามือ หลักๆ เกิดมาก็จะมีครอบครัว 2 ประเภท คือมีพ่อแม่เป็นคนหูดีหรือมีพ่อแม่เป็นคนหูหนวก สำหรับคนหูหนวกที่มีพ่อแม่เป็นคนหูดี มีโอกาสเจอปัญหาในการสื่อสาร ถึงพ่อแม่จะพยายามพูดแต่ลูกก็ไม่ได้ยินเสียง ส่งผลให้ระดับพัฒนาการทางภาษาของลูกช้ากว่าคนอื่น ในกรณีที่พ่อแม่และลูกเป็นคนหูหนวกทั้งครอบครัวและพวกเขาใช้ภาษาเดียวกัน บางครอบครัวก็ใช้ภาษามือธรรมชาติคือสร้างขึ้นมาเองเพื่อคุยกันในครอบครัว โดยมีภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง

คนหูหนวกที่โตมาในครอบครัวหูดี ถ้าพ่อแม่ไม่มีความพยายามสื่อสารกับลูกในทางที่ถูกต้อง คนหูหนวกก็จะมีพัฒนาการทางภาษาที่ช้า ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารดีขึ้น พ่อแม่หลายคนก็ปรับตัว และรู้ว่าต้องดูแลลูกหูหนวกอย่างไร อย่างไรก็ดี ยังมีครอบครัวจำนวนมากโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ที่เลี้ยงลูกตามสัญชาตญาณ สิ่งเหล่านี้ปรับเปลี่ยนได้ด้วยความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมคนหูหนวก หรือการเรียนภาษามือเพิ่มเติม แต่ในไทยไม่ค่อยผลักดันเรื่องนี้ พ่อแม่ที่มีลูกหูหนวกพวกเขาก็ยังต้องดิ้นรนทำงานหาเงินจนการดูแลลูกหูหนวกอาจเป็นไปได้ยาก ระบบราชการจึงควรเข้ามาสนับสนุน อย่างน้อยที่สุดก็คือเรื่องการสื่อสาร 

พ่อแม่หูดีมีลูกหูหนวก มักสื่อสารกันไม่ค่อยได้ ภาพหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนหูหนวกไม่ค่อยเข้าใจพ่อแม่ เพราะพ่อแม่เองไม่สามารถอธิบายความคิดเห็นและต้องการของตัวเองได้ การสอน ตักเตือน พูดคุย การแนะนำจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะสื่อสารกันเป็นคำๆ ไม่เป็นประโยค พ่อแม่หูดีบางคนไม่ยอมให้ลูกใช้ภาษามือ พอลูกใช้ก็ดึงมือลูกออก เพราะไม่ยอมรับความพิการที่เกิดขึ้นกับลูกของตัวเอง บางคนถึงขั้นไม่ยอมให้ลูกทำบัตรคนพิการเลยก็มี แต่หากพ่อแม่รู้ภาษามือก็จะสามารถอธิบายได้อย่างครบถ้วน รวมไปถึงเรื่องส่วนตัวอย่างการคุมกำเนิด การป้องกันการตั้งครรภ์ การป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ หากดูต่างประเทศเราจะพบว่า คนที่เกิดมาหูหนวก พวกเขาได้รับการดูแลจากพ่อแม่เป็นอย่างดี มีฐานทางภาษา ดีกว่าคนหูหนวกในไทยมาก 

ที่สวีเดนมีกฎหมายว่า ถ้าพ่อแม่หูดีมีลูกหูหนวก พ่อแม่จะต้องไปเรียนหรืออบรมภาษามือ ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของคนหูหนวก โดยมีรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย รัฐไทยไม่สนับสนุนนโยบายอะไรแบบนี้ เพราะมองว่าเป็นภายในครอบครัวทั้งที่ควรจะเข้ามาสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ 

ณัฐวิชญ์ : พ่อแม่หูดีที่ไม่ยอมให้ลูกใช้ภาษามือ เขาจะพยายามให้ลูกพูดได้ไม่ว่าจะวิธีการใดก็ตาม หลายคนให้ลูกหูหนวกเรียนร่วมกับคนหูดี หมอบางคนก็เชื่อแบบนั้นว่าภาษามือคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่พูด หมอบางคนไม่ได้มองภาษามือว่าเป็นภาษา แต่มองว่าเป็นท่าทางที่ขัดขวางพัฒนาการของเด็ก พอเด็กหูหนวกไปเรียนร่วมกับเด็กหูดีทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ก็ส่งผลต่อพัฒนาการและความรู้ของเขา เขาจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ภาษามือก็ไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ อ่านก็ไม่ได้ จากที่แปลกแยกอยู่แล้วก็แปลกแยกหนักเข้าไปอีก

ประเทศในแถบยุโรป โรงเรียนที่ทุกคนเรียนร่วมกัน ถ้าห้องเรียนนั้นมีคนหูหนวก เขาก็จะให้เพื่อนๆ ไปเรียนภาษามือเพิ่มเติม หรือแม้แต่ในหมู่บ้านหรือชุมชนไหนที่มีคนหูหนวกอาศัยอยู่ เขาก็จะให้ญาติพี่น้องหรือคนที่อยู่บริเวณนั้นไปเรียนภาษามือ ไม่ใช่แค่พ่อแม่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเขามองว่าทุกคนควรเรียนรู้ร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดความแปลกแยก การสนับสนุนเรื่องนี้มีความจำเป็นมาก แต่อาจเกิดขึ้นยากในไทยเพราะพื้นฐานบ้านเราไม่ใช่รัฐสวัสดิการ สวัสดิการทุกอย่างเป็นเรื่องยาก แม้แต่สวัสดิการพื้นฐานที่ควรมี บางอย่างก็ยังไม่มี หากรัฐต้องการให้พ่อแม่เรียนภาษามือ รัฐจะต้องสนับสนุนรายได้ที่อาจสูญเสียไปจากการหยุดประกอบอาชีพด้วย 

อาจารย์พฤหัส ศุภจรรยา

Chapter 2 เป็นคนอื่นจากสังคม ทำไมสังคมไทยถึงรู้จักคนหูหนวกน้อยเหลือเกิน 

ณัฐวิชญ์: เราต้องยอมรับก่อนว่าประเทศเรามีการสื่อสารและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ถ้าระบบราชการเราเปิดกว้างด้านภาษามากกว่านี้ ภาษาไทยไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาประจำชาติ ก็จะเกิดการยอมรับการมีอยู่ของภาษาอื่น อย่างในสหรัฐอเมริกาที่ไม่กำหนดภาษาประจำชาติ 

คนไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดเหมือนกันหรือใช้ภาษาเดียวกัน ระบบควรเปิดทางให้มีภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย พวกเราจะยอมรับได้หรือไม่หากนายกรัฐมนตรีพูดภาษามาลายู หรืออาจมีคนมองว่าเป็นเรื่องที่ผิดแปลกในสังคมเราเวลานี้ 

พฤหัส : ผมมีความรู้สึกแปลกแยกอยู่บ้างในฐานะเป็นคนหูหนวก  ตอนเด็กๆ เวลาเข้าไปเล่นกับเพื่อน ก็จะถูกคนหูดีล้อหรือแกล้ง พอโตขึ้นก็เข้าใจมากขึ้นว่าหูหนวกไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย ภาษามือไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย นี่เป็นภาษาของเรา แต่คนในสังคมรู้จักคนหูหนวกน้อยมาก ชอบเรียกพวกเราว่า คนใบ้ ซึ่งคำนี้กระทบจิตใจของคนหูหนวก เรามองว่าถ้าภาครัฐให้ความรู้ความเข้าใจและ ทัศนคติที่มีต่อคนหูหนวก อย่างน้อยที่สุดคือทำให้คนทั่วไปรู้ว่าไม่ควรเรียกคนหูหนวกว่าคนใบ้ ก็คงดี เพราะคำว่าใบ้ ในรากศัพท์ภาษาไทยแปลว่าไม่พูด คนเอามาเรียกเพราะคิดว่าคนหูหนวกไม่พูด ทั้งที่ความเป็นจริงภาษามือของเขาคือการพูด

นอกจากนี้ผมเองก็ไม่อยากยอมรับคำว่า ‘ผู้พิการทางการได้ยิน’ หรือ ‘ผู้บกพร่องทางการได้ยิน’ ที่ถูกใช้ในระบบราชการไทยเพราะ คำว่าผู้พิการทางการได้ยินมาจากภาษาอังกฤษคำว่า hearing impairment ถ้ามองอย่างเคารพวัฒนธรรมของคนหูหนวก ก็ไม่ควรใช้คำนี้ และใช้คำว่า Deaf ที่แปลว่าคนหูหนวกแทน เพราะคำนี้หมายถึงกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีภาษาเป็นของตนเอง พวกเขาใช้ภาษาที่มีการมองเห็นเป็นหลักไม่ใช่ภาษาผ่านเสียง แต่การเรียกว่า  hearing impairment คือการนับคนหูดีเป็นหลักแล้วมองคนหูหนวกว่า เป็นคนที่ไม่ได้ยิน ผ่านคำว่า impairment แปลว่า บกพร่อง การบอกว่าบกพร่องจึงพ่วงมากับการดูแล สงสารและสงเคราะห์

ภาษามือมีกี่ภาษา

พฤหัส : ไม่อาจทราบได้เพราะภาษามือแยกย่อยไปตามแต่ละประเทศ ผมอยู่ที่บ้านก็ใช้ภาษามือครอบครัว เรียกว่า  Homemade signed แม้แต่คำว่าพ่อแม่แต่ละครอบครัวก็แตกต่างกันไป บางครอบครัว ทำมือเป็นรูปหนวดหมายถึงพ่อ ลูบที่หน้าอกหมายถึงแม่ แต่บางคนก็ใช้นิ้วโป้งหมายถึงพ่อ นิ้วก้อยหมายถึงแม่ โรงเรียนคนหูหนวกจึงจะช่วยปรับความต่างนี้ให้ใช้ตรงกัน

ภาษามือแต่ละภูมิภาคก็มีความแตกต่างกัน อย่างคำว่าส้มโอ วัฒนธรรมภาษามือของภาคเหนือ ก็จะทำมือเป็นคำว่าส้ม แล้วก็สระโอ ภาคอีสานจะทำมือเป็นลูกส้มโอครอบหัว ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า ภาษามือถูกสร้างขึ้นผ่านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนแต่ละพื้นที่ จากวัฒนธรรมกลายเป็นคำศัพท์

ณัฐวิชญ์ : ภาษาคือพลวัตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่สามารถบอกได้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของวัฒนธรรมทางภาษา มองในมุมนักภาษาศาสตร์ ภาษาไทยเป็นภาษาที่พยายามทำให้เกิดค่ามาตรฐาน จนทำให้คนหลุดออกจากกรอบเหล่านี้ เช่นเดียวกับภาษามือที่มีพลวัต มีความลื่นไหลไม่หยุดนิ่ง

Chapter 3 เป็นคนอื่นจากรัฐไทย คิดว่ารัฐไทยมีความเข้าใจเรื่องคนหูหนวกและภาษามือมากน้อยแค่ไหน  

พฤหัส : ยังขาดความเข้าใจอยู่ กลุ่มคนหูหนวกพยายามสร้างความเข้าใจกับภาครัฐอยู่หลายครั้งว่า เราเป็นคนที่มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง เหมือนรัฐจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ แม้มีความพยายามเก็บข้อมูลแต่ก็ไม่เคยมีการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พอเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ เราก็ต้องมานั่งอธิบายใหม่ ขาดความต่อเนื่องในเรื่องนโยบายคนพิการ คนหูหนวกที่เป็นคนขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็เหนื่อยหน่ายและรู้สึกท้อ รัฐควรให้ความสำคัญมากกว่านี้ และอยากให้ลงมาเห็นว่าคนหูหนวกจริงๆ เป็นอย่างไร

ณัฐวิชญ์ : ตัวอย่างของความไม่เข้าใจ เช่น ในโรงเรียนสอนคนหูหนวก หรือบางคนเรียกโรงเรียนโสตศึกษา ก็ควรจะได้รับการประเมินแบบเฉพาะทาง แต่ปัจจุบันเมื่อครูต้องผ่านระบบส่วนกลาง ซึ่งน้อยมากที่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องคนหูหนวกหรือภาษามือ ปัญหาเฉพาะทางเช่นนี้ ทำให้คนที่เข้ามาไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญ บางคนก็ปรับตัวพยายามไปเรียนภาษามือเพื่อกลับมาสื่อสาร แต่ทำไปสักพักก็ถูกย้าย พอคนใหม่มาก็ไม่เป็นภาษามือเหมือนเดิม แม้โรงเรียนมีมาตรฐานของตัวเอง แต่ก็ไปต่อไม่ได้เนื่องจากข้อกำหนดส่วนกลางที่ไม่มีภาษามือในการสอบ 

และไม่ใช่แค่เรื่องโรงเรียนคนหูหนวกแต่ระบบราชการก็เป็นแบบนี้ การรับคนทั้งหมดสอบจากส่วนกลาง ทำให้ปัญหาคนหูหนวกไม่ถูกรับรู้ ขาดการตะหนักเรื่องความหลากหลายด้วยมาตรฐานหรือเกณฑ์ที่ยึดโยงแบบเดียว จนมองข้ามคนที่แตกต่าง อย่างการที่วัฒนธรรมหลักถูกจัดให้เป็นของคนหูดี แล้วบอกให้คนหูหนวกต้องเรียนรู้ เช่น เรื่องระดับของการพูด การใช้ภาษาต่างๆ มารยาทบนโต๊ะประชุมของคนหูดีเป็นอย่างไร ทำไมไม่ควรเคาะโต๊ะหรือทำให้เกิดเสียงที่น่ารำคาญ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมที่คนหูหนวกไม่ได้คำนึงถึง เพราะพวกเขาไม่ได้ยิน 

ณัฐวิชญ์ : ผมคิดว่าเพราะเราอยู่ร่วมกัน เราเรียนรู้เขา เขาเรียนรู้เรา เราต้องยอมรับว่าคนนั้นต่างกัน แต่เราจะเรียนรู้ร่วมกันได้  

ปัจจัยอะไรที่จะทำให้คนทั้งสองกลุ่มอยู่ร่วมกันได้

พฤหัส : มีวิธีการมากมายเลย แต่ถ้าดีที่สุดก็อยากเชิญชวนให้มาเรียนภาษามือ เรียนรู้ นำไปใช้ และเข้าใจคนหูหนวกมากขึ้น จะได้ไม่มองว่าคนหูหนวกใช้ภาษามือแล้วเป็นเรื่องตลก เราคาดหวังว่าวันหนึ่งภาษามือจะถูกยอมรับมากขึ้นและคนหูดีจะมีทัศนคติที่ดีต่อภาษามือ  

ณัฐวิชญ์ : ผมคิดว่าคนรอบตัวมีส่วนสำคัญ ที่จะต้องเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของคนหูหนวกก่อน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ผู้ดูแล ควรได้เรียนรู้และใช้ภาษามืออย่างคล่องแคล่วเพื่อสื่อสารกับคนหูหนวก คนทั่วไปที่อยากรู้จักคนหูหนวกก็ลองทักทายใช้ภาษามือเบื้องต้น ความเป็นเพื่อนมนุษย์สำคัญที่หนึ่ง ภาษาที่ใช้เป็นเรื่องถัดมา 

อาจารย์ณัฐวิชญ์ ศุภสินธุ์

รัฐทำอะไรได้บ้าง 

พฤหัส : อยากให้รัฐลงมาเห็นและสัมผัสให้เข้าใจปัญหาว่าคนหูหนวกเผชิญปัญหาอะไร จะได้ไม่มองว่าเราขาดแค่เรื่องงบประมาณหรือทุนในการสนับสนุนเพียงอย่างเดียว    

ณัฐวิชญ์ : คิดว่าเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือ ในนโยบายสาธารณะต่างๆ คนที่เกี่ยวข้องควรมีสิทธิกำหนด ไม่ใช่แค่ผู้มีอำนาจที่สามารถกำหนดได้ เช่น โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลต้องมีมาตรฐานทางการศึกษาแตกต่างกับโรงเรียนส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา วิธีเรียน วัฒนธรรม รวมทั้งเป้าหมายของผู้เรียน ควรจะเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายหรือมาตรฐานการศึกษาในพื้นที่ตัวเอง 

ล่ามภาษามือ 

  1. เพ็ญพักตร แก้วดี 

  2. ศักดา โกมลสิงห์



 

  





 

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนคนหูหนวกวิทยาลัยราชสุดาภาษามือล่ามภาษามือวัฒนธรรมคนหูหนวก
Categories: ThisAble

สภาคนพิการฯยื่นหนังสือเรียกร้องเบี้ยคนพิการถ้วนหน้า ชี้เป็นสวัสดิการพื้นฐานตามสิทธิ

ThisAble - Tue, 2020-10-06 12:02

วันนี้ (6 ต.ค.63) ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย, วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานฝ่ายกฎหมายและสิทธิมนุษยชนสภาคนพิการฯ และผู้นำองค์การคนพิการแต่ละประเภทได้ยื่นหนังสือถึงผู้แทนนายกรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลนำ “งบกลาง” มาจัดสรรปรับสวัสดิการเบี้ยความพิการเพิ่มจาก 800 บาทเป็น 1,000 บาทให้กับคนพิการจำนวนกว่า 800,000 คนอย่างถ้วนหน้า โดยในเอกสารแถลงการณ์ระบุว่า

สืบเนื่องจากวันที่ 28 ม.ค.63 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการปรับสวัสดิการเบี้ยความพิการจาก 800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือนให้กับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 1,103,065 คน ต่อมาเมื่อในวันที่ 28 เม.ย.63 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบหลักการให้ปรับสวัสดิการเบี้ยความพิการจาก 800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคน พิการและมีอายุไม่เกิน 18 ปีจำนวน 126,032 คน รวมจำนวนคนพิการที่ได้ปรับเบี้ยความพิการตามมติคณะรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้งเป็นนวน 1.2 ล้านคน โดยจะเริ่มจ่ายอัตราใหม่ในเดินต.ค.63 (อ่านที่นี่) ทว่ายังมีคนพิการจำนวนอีกประมาณ 800,000 คน จากจำนวนคนพิการที่ได้รับการออกบัตรประจำตัวทั้งหมด 2,030,800 คน ไม่ได้รับเบี้ยความพิการเพิ่มเป็น 1,000 บาท ทั้งที่ทุกคนล้วนมีต้นทุนในการดำรงชีวิตสูงกว่าคนทั่วไป 

สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยในฐานะองค์การขับเคลื่อนงานเชิงนโยบายและกฎหมายด้านคนพิการระดับชาติ รวมทั้งพิทักษ์สิทธิคนพิการ จึงขอให้รัฐบาลนำ “งบกลาง” มาจัดสรรปรับเบี้ยความพิการให้กับคนพิการอีก 8 แสนคนให้ครบถ้วน คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 1,920 ล้านบาท (800,000 คน x 200 บาท x 12 เดือน) หากรัฐบาลเมินเฉยที่จะเพิ่มสวัสดิการเบี้ยความพิการให้กับคนพิการแบบถ้วนหน้า จะทำให้คนพิการไม่ได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐานนี้อย่างทั่วถึง เท่าเทียมและเป็นธรรม ดังเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 20(9) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2556 อีกทั้งคนพิการที่มีสิทธิรับสวัสดิการเบี้ยความพิการดังกล่าวจะเกิดความสับสนด้วยเหตุเพราะรัฐบาลกำหนดลักษณะการจ่ายเงินที่แตกต่างกัน เนื่องจากรัฐบาลนำสวัสดิการขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิคนพิการมาผสมปนเปกับนโยบายชั่วคราวเพื่อสร้างความนิยมของรัฐบาลเอง เช่น นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หนำซ้ำการกระทำดังกล่าวยังสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างความแตกแยก ความเหลื่อมล้ำและ การเลือกปฏิบัติระหว่างคนพิการด้วยกันเอง อันถือได้ว่ารัฐบาลมีเจตนาที่จะทิ้งคนพิการไว้ข้างหลังและอาจจะนำมาสู่ความขุ่นข้องหมองใจจนคนพิการต้องไปร่วมชุมนุม

Livingข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจเบี้ยคนพิการสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยคนพิการ
Categories: ThisAble

“อาสาวดี” ร้านนวดคนตาบอดที่อยากลบภาพจำเก่าให้ทันสมัยและได้มาตรฐาน

ThisAble - Mon, 2020-10-05 23:45

ที่ผ่านมา ภาพจำเกี่ยวกับร้านนวดคนตาบอดในความทรงจำของคุณเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าร้านนวดคนตาบอดนั้นไม่สวยงาม ไม่สะอาด หรือไม่ก็บอกว่าหมอนวดมีบุคลิกไม่ดีเหมือนกับร้านนวดคนตาดี ด้วยภาพจำที่ว่ามาเหล่านี้ ทำให้ร้านนวดคนตาบอดต้องตั้งราคานวดต่ำกว่าร้านนวดร้านอื่น กล่าวคือในขณะที่ร้านนวดคนตาดี อาจนวดได้ชั่วโมงละ 300 บาท แต่ร้านนวดคนตาบอดกลับได้ชั่วโมงละ 100-150 บาทเท่านั้น

ชวนคุยกับเปรมา ปุณณธนภัสสร เจ้าหน้าที่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ผู้ดูแลร้านนวดอาสาวดี ซึ่งให้คำนิยามตัวเองว่า เป็นร้านนวดคนตาบอดแนวใหม่ ที่จะยกระดับของร้านนวดคนตาบอดทั้งในแง่คุณภาพของการบริการและภาพลักษณ์ของหมอนวด อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ที่ผ่านมาร้านนวดคนตาบอดมีภาพลักษณ์ไม่น่าจดจำ และท่ามกลางวิกฤตของสถานการณ์โควิด-19 ร้านนวดคนตาบอดจะอยู่รอดได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นของอาสาวดี

เมื่อเข้าไปในสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เราจะเห็นร้านนวดร้านหนึ่งสีสันสวยงาม ร้านนวด “อาสาวดี” นี้เป็นร้านนวดที่ดำเนินการโดยคนตาบอด และมีหมอนวดทั้งหมดเป็นคนตาบอด ผนังสีม่วงและเขียวตัดด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ขอบสีทอง ดูแล้วให้ความหรูหราพร้อมไปกับความอบอุ่น

เสียงต้อนรับดังมาจากเปรมา เธอเล่าว่าเธอเริ่มมีปัญหาสายตาเมื่อ 14 ปีก่อนจากโรคต้อหิน คนเป็นโรคนี้มีแต่ทรงกับทรุด หลังจากมองไม่เห็นเธอจึงก้าวเข้าสู่แวดวงคนตาบอดผ่านการทำงานในสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยและทำงานที่นี่มาได้หกปีแล้ว แม้ช่วงแรกที่เริ่มมองไม่เห็นเปรมาจะรู้สึกแย่และรับไม่ได้ แต่เมื่อรู้สึกตัวว่าสิ่งที่เป็นอยู่ไม่มีประโยชน์จึงเดินหน้าสู้ ปรับตัวและเริ่มลุยการทำงานในร้านอาสาวดี

“อาสาวดีเป็นงานรายได้ของสมาคมฯ โดยมีวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนทัศนคติของคนทั่วไปที่มีต่อร้านนวดตาบอด และส่งเสริมให้คนตาบอดสร้างมูลค่าจากการนวดได้มากขึ้น นอกจากการทำร้านแล้ว สมาคมฯ ยังมีโครงการยกระดับร้านนวดคนตาบอด โดยมีอาสาวดีเป็นร้านต้นแบบ

“อาสาวดีเปิดให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของาร้านนวดตาบอดมาศึกษา โดยปกติค่านวดในร้านนวดตาบอดจะอยู่ที่ 100-150 บาทต่อชั่วโมงไม่เคยแตะถึง 200 บาท การทำให้อาสาวดีเป็นต้นแบบในการพัฒนาร้านนวดตาบอดจะช่วยเป็นแนวทางในการเพิ่มมูลค่าได้ ความน่าสนใจของอาสาวดีคือเรามีการคิดคอนเส็ปและเลือกวัสดุ โดยมีดอกอาสาวดีซึ่งเป็นดอกไม้ในตำนาน 1,000 ปีออกหนึ่งครั้งและมีกลิ่นหอมมากเป็นสัญลักษณ์ นอกจากกลิ่นเฉพาะแล้ว สีที่ใช้ในร้านยังให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในป่าหิมพานต์ และได้เพลงจากสถาบันดนตรีคนตาบอดบรรเลงภายในร้าน”


พนักงานใช้ศอกค่อยๆกดลงไปบริเวณบ่า

ภาพลักษณ์ของร้านนวดคนตาบอดยังไม่ค่อยดี

อย่างไรก็ดี เปรมายอมรับว่าที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของร้านนวดคนตาบอดยังด้อยกว่าร้านนวดของคนตาดี และมีอีกหลายอย่างที่ควรต้องปรับปรุงเพื่อให้เกิดมาตรฐาน

“การรับรู้ของคนในสังคมที่มีต่อร้านนวดคนตาบอดยังแตกต่างจากร้านนวดตาดี เรายอมรับว่าพอคนตาบอดมองไม่เห็นก็ทำให้หลายอย่างพลาดไป เช่น 5ส. ความสวยงามหรือการตกแต่งร้าน เพราะคนตาบอดมองไม่เห็น หลายครั้งร้านนวดตาบอดจึงมีแต่เตียงเรียงกัน ไม่มีฉากกั้น สภาพไม่ค่อยน่าดู ช่วงสามปีหลังเราจึงทำโครงการอบรมยกระดับสถานประกอบการ

“จุดเด่นของอาสาวดีคือเราต้องการเเข่งขันในตลาดทั่วไป อยากให้เเข่งขันได้โดยที่คนใช้บริการไม่รู้สึกว่าบริการนี้ถูกจัดการโดยคนตาบอด แต่สามารถเทียบเท่าร้านนวดอย่าง Heathland ตั้งแต่เปิดร้านในวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมาและมีฟีตแบคที่ดี ตอนนี้เราก็ทำการตลาด หากลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น

“หมอนวดของเราดำเนินการรับสมัครมาเป็นปี มีทั้งหมด 6 คนทั้งตาเลือนรางและบอดสนิท ก่อนแต่ละคนทำงานจะต้องอบรมเทคนิคการนวดที่ศูนย์บริการคนตาบอด 6 วัน โดยมีเคล็ดลับเด็ดคือท่านวดตำรับอาสาวดี หมอทุกคนต้องจดทะเบียนผู้ให้บริการตามกฏหมายตามกฏระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข  นอกจากนี้ยังต้องอบรมบุคลิกภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นมากในการเปลี่ยนทัศนคติ"


พนักงานกำลังนวดบริเวณบ่าไหล่ ในท่านั่ง

ท่านวดตำรับอาสาวดี

“ตำรับอาสาวดีเป็นการนวดแบบราชสำนัก เน้นนวดเพื่อผ่อนคลาย มีท่าเฉพาะตัวของที่ร้าน ชุดที่ใส่ลูกค้าใส่เป็นชุดเฉพาะ ไม่เหมือนกับร้านนวดอื่นตรงที่เป็นแขนยาวและใส่สบาย ลักษณะคล้ายชุดนอน แขนยาวนั้นเหมาะกับการนวดช่วงโควิด-19 เป็นอย่างมาก เพราะทำให้พนักงานวดไม่ต้องสัมผัสตัวลูกค้าโดยตรง ต้องยอมรับว่าโควิด-19 เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปสิ้นเชิง

“การนวดของอาสาวดีมีสามแบบคือ นวดตำรับอาสาวดี นวดคอบ่าไหล่และนวดเท้า ลูกค้าหลายคนเป็นออฟฟิศซินโดรมก็เลือกนวดคอบ่าไหล่ ทั้ง 3 แบบราคาเท่ากันคือชั่วโมงละ 300 บาทและหากมาในช่วงแฮปปี้อาวส์ 11-12.00 น. ก็จะเหลือชั่วโมงละ 250 บาท

“คนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจว่าหมอนวดตาบอดนวดยังไง จับเส้นยังไง คนตาบอดเมื่อมองไม่เห็นก็จะใช้ปลายนิ้วสัมผัส จะใช้เก่งหรือไม่ขึ้นกับประสบการณ์ คนที่ไม่เคยมองเห็นเลยต้องใช้นิ้วใช้มือสัมผัสตั้งแต่เกิดก็อาจจะมีความชำนาญได้ง่าย คนตาบอดมีสัมผัสในการนวดที่แม่นยำ ใช้สมาธิในการจับกระดูกและเส้น เวลามองไม่เห็นสมาธิเราก็อยู่ที่มือ และที่สำคัญหมอนวดทุกคนต้องผ่านการอบรมนวดและสอบตามหลักสูตรเดียวกับคนตาดี”


ขั้นตอนการล้างเท้าในอ่างสีขาว ล้อมรอบด้วยหินสีขาวก้อนใหญ่
 

อาชีพหมอนวดหลังสถานการณ์โควิด-19

เนื่องด้วยในช่วงที่ผ่านมา โควิด-19 กระทบอาชีพนวดเข้าอย่างจัง ทั้งการปิดร้าน รวมถึงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมก็ทำให้คนหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องสัมผัสตัวกัน หมอนวดตาบอดเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก ไม่แพ้อาชีพอิสระอื่นๆ ดังที่เปรมาเล่าว่า

“โควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้ร้านนวดถูกปิด ตั้งแต่ล้อคดาวน์หลายคนตกงาน แม้จะมีเงินเยียวยารายบุคคลแต่ไม่มีการเยียวยาร้าน อย่างไรก็ดีการเข้าถึงระบบลงทะเบียนเพื่อรับเงิน 5,000 บาทก็ยังเป็นเรื่องยาก คนตาบอดต้องวานเจ้าหน้าสมาคมฯ ช่วยลงทะเบียน บางคนก็ให้ญาติพี่น้องช่วย หลังจากคลายล็อคดาวน์มาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ก็เพิ่มมากขึ้น ร้านต้องทำจุดคัดกรอง มีเจลล้างมือ มีม่านกั้น จนทำให้บางร้านยังเปิดไม่ได้เพราะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย

เปรมาเล่าว่า คนตาบอดหลายคนพักอาชีพนวด ไปร้องเพลงหรือค้าสลาก ถ้าไม่เจอโควิด-19 อุตสาหกรรมนวดน่าจะไปได้ไกลในช่วงนี้หลังจากรัฐบาลดันประเทศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

“สำหรับคนที่เคยนวด ชอบนวดแก้อาการ ปวดเมื่อยจากการเล่นกีฬา ก็อยากให้ลองมานวดกับเรา อาสาวดีรักษาความปลอดภัย พนักงานนวดทุกคนใส่หน้ากาก มีชุดแขนยาว และมาตรการความปลอดภัยที่รัดกุมแน่นอน”

https://www.facebook.com/AsawasdeeBlindMassage


บริเวณห้องนวดแบบ 3 เตียง

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตเศรษฐกิจศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนนวดคนตาบอดอาสาวดีสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
Categories: ThisAble

‘คาเฟ่ อเมซอน’ ถอนตัวไม่เปิดสาขาที่นิติฯ มธ.ท่าพระจันทร์หลังกระทบร้านยิ้มสู้

ThisAble - Mon, 2020-10-05 13:33

จากกรณีที่วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ โพสเฟซบุ๊กเล่าถึงร้านยิ้มสู้คาเฟ่ ร้านกาแฟที่บริการโดยคนหูหนวก สาขาธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์จะต้องปิดตัวลงในวันที่ 10 พ.ย.2563 เนื่องจากเจ้าของสถานที่มอบสัมปทานให้แก่ร้านกาแฟอื่น ดังใจความบางส่วนที่ว่า

“ผม ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ในฐานะผู้ก่อตั้งร้านยิ้มสู้คาเฟ่ ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่สร้างอาชีพให้แก่คนพิการ บาริสต้าของร้านเป็นคนหูหนวก ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณผู้ที่เคยให้การอุดหนุนกาแฟของเรามาโดยตลอด แต่ ณ วันนี้ ผมต้องขอแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ร้านยิ้มสู้คาเฟ่ สาขาธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จำเป็นต้องปิดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 นี้ ซึ่งจะทำให้คนพิการหลายคนที่ปฏิบัติงานอยู่สาขานี้ต้องตกงาน ขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ สาเหตุเนื่องจาก ทางเจ้าของสถานที่ได้มอบสัมปทานให้แก่ร้านกาแฟอื่นไปเรียบร้อยแล้ว”

“ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ความพยายามในการหาช่องทางสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่คนพิการ กลับพ่ายแพ้ต่อระบบนายทุนใหญ่ ซึ่งจะส่งผลให้คนพิการจะต้องดำเนินชีวิตด้วยความยากลำบาก” 

หลังจากเรื่องนี้กระจายสู่วงกว้าง วิริยะได้โพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้งใจความว่า

“หลังจากที่ท่านได้ทราบข่าว ก็ได้มีการประสานมาเบื้องต้นว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีจุดยืนในการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม และพร้อมให้การช่วยเหลือมูลนิธิสากลคนพิการและร้านยิ้มสู้คาเฟ่อย่างเต็มที่ ในการส่งเสริมการฝึกอาชีพคนพิการและผู้ด้อยโอกาส โดยจะจัดหาพื้นที่ใหม่ในทำเลที่ดีและเหมาะสมภายในท่าพระจันทร์เพื่อเป็นที่ตั้งใหม่ของร้านต่อไป "

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าผมไม่อาจเก็บกดความผิดหวังเอาไว้ในใจได้ เพราะสิ่งที่ผมทำมาโดยตลอดคือ การสนับสนุนให้คนพิการได้ลุกขึ้นสู้ ได้ใช้พลังในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ไม่เป็นภาระให้แก่ใคร “

"อีกด้านหนึ่งคือการบอกเล่าให้สังคมเห็นความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้กับคนพิการ และสิ่งหนึ่งที่เราทำมาตลอดคือ การเป็นองค์การสาธารณกุศลเล็กๆ ที่จะคอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ หรือช่วยแก้ไขปัญหาให้กับคนพิการ เพราะคนพิการไทยส่วนใหญ่ยากจน การจะเข้าถึงหน่วยงานใหญ่ๆ”

ด้านคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์ชี้แจง โดยมีสาระสำคัญว่า ร้านยิ้มสู้ได้หมดสัญญาลงตั้งแต่กลางปี 2563 โดยต่อมาทางคณะได้จัดสรรหาร้านกาแฟ และมีร้านเข้าคัดเลือก 2 ร้าน ได้แก่ Cafe Amazon และ ร้านยิ้มสู้ โดยมีคณะกรรมการประเมินแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ ร้าน และรสชาติสินค้า ซึ่งร้าน Cafe Amazon เป็นผู้ชนะในทั้งสองส่วน และยังคงระเบียบเรื่องการจ้างงานคนพิการไว้ ดังที่ได้แจ้งผลอย่างไม่เป็นทางการให้กับร้านกาแฟยิ้มสู้ทราบแล้ว   

อย่างไรก็ดี หลังมีกระแสดังกล่าว ฝ่ายบริหารธุรกิจร้านค้าคาเฟ่อเมซอน บริษัทปตท.น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด(มหาชน) ได้ชี้แจงโดยระบุว่า บริษัทได้ขอถอนตัวจากการดำเนินการร้านกาแฟดังกล่าว เนื่องจากกระแสข่าวมีผลกระทบต่อผู้ให้บริการรายเดิม

ด้านในโลกออนไลน์กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ก็แตกกันหลายฝ่าย ด้านหนึ่งมองว่า มหาวิทยาลัยไม่ควรให้ร้านกลุ่มทุนใหญ๋เปิดและทำลายอาชีพของคนพิการ รวมทั้งควรสนับสนุนร้านและอาชีพของคนพิการให้มากขึ้น ส่วนอีกด้านก็มองว่า แม้จะเป็นธุรกิจของคนพิการก็ควรที่จะแข่งขันกับตลาดทั่วไป และไม่สมควรเอาเรื่องความพิการมาเป็นประเด็น

 

https://www.facebook.com/photo/?fbid=3951135981569070&set=a.976584295690935

https://www.facebook.com/photo/?fbid=3948760171806651&set=a.976584295690935

  Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพยิ้มสู้คาเฟ่วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์
Categories: ThisAble

‘สวนบำบัด’ ดอกไม้ในสวน ธรรมชาติในใจ และการพัฒนาคนพิการ

ThisAble - Thu, 2020-10-01 12:03

ปัจจุบัน ความรู้ในการบำบัดและฟื้นฟูคนพิการและผู้สูงอายุมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น แน่นอนว่าเป็นเรื่องดี เพราะการบำบัดและฟื้นฟูแต่ละประเภทอาจเหมาะกับบริบทและผู้รับการบำบัดแตกต่างกันไป

ในประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ‘การบริการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยกระบวนการทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าอุปกรณ์ เครื่องช่วยความพิการ และสื่อส่งเสริมพัฒนาการสําหรับคนพิการ พ.ศ.2552’ จึงมีการสนับสนุนการบริการไว้ถึง 26 ประเภท อย่างไรก็ตาม มูลนิธิเพื่อเด็กพิการพยายามผลักดันอีกหนึ่งบริการเข้าไปเป็นบริการที่ 27 กิจกรรมนี้เรียกว่า ‘สวนบำบัด’

เมื่อ ‘สวน’ เริ่มต้นที่ดอกไม้ 1 ดอก

เมื่อได้ยินคำว่า สวนบำบัด เชื่อว่าความคิดแรกที่ปรากฏคงเป็นภาพสวนที่มีต้นไม้ใหญ่เล็กประดับประดา มีสนามหญ้ากว้างๆ ไว้ทำกิจกรรมต่างๆ นพ.ประพจน์ เภตรากาศ ประธานมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ กล่าวว่า ถ้ามีพื้นที่สวนดังว่าก็นับเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ใช่อุปสรรค

นพ.ประพจน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า สวนบำบัด มีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วนใหญ่ๆ ประการแรก ต้องมีต้นไม้ ถ้าเป็นสวนจะให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างดีกว่า แต่ถ้าไม่มีก็อาจเป็นต้นไม้สักกระถางสองกระถาง กล่าวคือต้องมีองค์ประกอบของต้นไม้ใบหญ้า

องค์ประกอบที่ 2 ต้องมีผู้ที่ทำกิจกรรมพัฒนาและบำบัดได้ ซึ่งอาจจะเป็นนักสวนบำบัด ครู หรือครอบครัวของคนพิการ

และองค์ประกอบสุดท้าย คือความรู้ในการทำกิจกรรม เช่น การประเมินความพิการเพื่อจัดกิจกรรมสวนบำบัดที่จะสนองตอบความต้องการของเด็ก และเมื่อกิจกรรมจบก็สามารถประเมินผลกิจกรรมได้

“เริ่มแรก สวนบำบัดใช้รักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะในอเมริกาเขาใช้รักษาทหารผ่านศึก ผู้ป่วยทางด้านจิตเวช เพราะเมื่อมาทำธรรมชาติบำบัดเกี่ยวกับพืชและสวน เขาจะรู้สึกผ่อนคลายและช่วยรักษาได้ แทนที่จะใช้ยาเพียงอย่างเดียว

“เวลาที่เราทำกิจกรรมสวนบำบัด เราอาจนำส่วนหนึ่งของสวนมาใช้ เช่น การปลูกผัก เพาะถั่วงอกในขวด ในกระถางเล็กๆ เราก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสวน ไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในสวนทั้งหมด อาจจะเป็นแค่ไม้ประดับ ไม้ดอก ผัก หรือแม้กระทั่งใบไม้หนึ่งใบ กิ่งไม้หนึ่งกิ่ง”

กิจกรรมสวนบำบัด

ในต่างประเทศ ‘นักพืชสวนบำบัด’ ต้องผ่านการเรียนหลักสูตรปริญญาโท มีความเข้าใจจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก ความรู้ทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรียนรู้ความพิการประเภทต่างๆ ซึ่งในไทยเวลานี้ยังไม่มีนักพืชสวนบำบัดในลักษณะที่ว่า ทั้งยังต้องใช้เวลาและต้นทุนสูงจึงอาจไม่ทันกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น

มูลนิธิเพื่อเด็กพิการจึงเน้นการนำความรู้ด้านสวนบำบัดในแบบที่เข้าใจง่ายและสามารถนำไปประยุกต์ได้จัดอบรมให้ครูและครอบครัวเด็กพิการก่อนเป็นเบื้องต้น

“เรามองว่าการจะพึ่งตนเองได้ต้องใช้ครอบครัวของเด็กพิการ ใช้พี่เลี้ยง ครู บุคลากรที่มีอยู่ในชุมชนเพราะพื้นฐานของเราเป็นเกษตรกรรมอยู่แล้วเราเพียงเพิ่มความรู้เรื่องเด็ก เรื่องพัฒนาการ เรื่องความพิการก็สามารถทำกิจกรรมสวนบำบัดได้เพราะมันไม่ได้ซับซ้อนมาก ไม่มีอันตรายต่อเด็ก คนพิการ หรือผู้สูงอายุ อย่างน้อยการทำกิจกรรมส่วนบำบัดก็ช่วยให้คนกลุ่มนี้เกิดความเพลิดเพลิน ความผ่อนคลาย ได้ทำกิจกรรมรวมกลุ่มแต่ถ้าเราจะเพิ่มพัฒนาการ เราก็ใส่ความรู้เข้าไปอีกนิดหน่อย เพิ่มตัวชี้วัดว่า จะประเมินความพิการอย่างไร จะประเมินว่าได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไร ก็จะมีแบบประเมินง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพื่อประเมินว่ากิจกรรมนี้ช่วยพัฒนาการด้านไหนของเด็ก” นพ.ประพจน์ กล่าว

ยกตัวอย่างเช่นการประเมินความพร้อมหรือปัญหาของเด็ก เพื่อจัดกิจกรรมสวนบำบัดให้ตอบโจทย์ของเด็กคนนั้น เช่น เด็กคนนี้ยืนได้หรือเปล่า นั่งได้หรือไม่ ใช้มือหยิบจับได้ไหม สายตามองเห็นได้ สัมผัสได้ รับคำคำสั่งง่ายๆ ได้หรือไม่ แล้วจึงเลือกกิจกรรมส่วนบำบัด ถ้าเด็กคนนี้ต้องการฝึกการเคลื่อนไหว การนั่ง การยืน ก็จะหากิจกรรมที่ทำให้เด็กได้ยืนซึ่งอาจต้องทำสวนผักแนวตั้งเพื่อให้เกิดการยืนทำกิจกรรม แต่ถ้าเด็กมือไม่ค่อยมีแรงหรือหยิบจับ ก็อาจทำกิจกรรมศิลปะจากใบไม้เพื่อให้เกิดการหยิบจับ เป็นการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือ หลังจากนั้นจึงประเมินว่าเด็กทำได้หรือไม่ เพื่อสร้างกิจกรรมต่อไปที่สามารถฝึกเพิ่มขึ้น เป็นต้น

ชื่นชมดอกไม้ร่วมกัน

ผู้ปกครองเด็กพิการตระหนักดีว่า ต้นทุนในการพาเด็กไปโรงพยาบาลเพื่อรับการบำบัดนั้นค่อนข้างสูง ทัศนี สิงห์ทอง ผู้ปกครองเด็กพิการ เล่าว่า เมื่อก่อนเธอต้องจ่ายค่าแท็กซี่ไป-กลับครั้งละไม่ต่ำกว่า 400-500 บาท แต่ความรู้ด้านสวนบำบัดที่เธอได้รับผ่านการอบรมช่วยให้เธอสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ใช้เวลาทำกิจกรรมเพื่อสร้างพัฒนาและบำบัดลูกสาวของเธอได้เต็มที่

ทัศนีย์ยอมรับว่า เมื่อเข้าอบรมแรกๆ เธอไม่ค่อยเข้าใจ นึกถึงแต่การปลูกต้นไม้ ทำสวน จนเมื่อผ่านการอบรม ความเข้าใจเธอจึงเปลี่ยนไป

“มันคือการเอาธรรมชาติมาบำบัด ไม่ได้เกี่ยวว่าเราต้องปลูกต้นไม้หรือรอดูผลผลิต ไม่ใช่เฉพาะแค่สวน แต่เป็นธรรมชาติที่อยู่รอบข้างเราทั้งหมด มันทำให้เรามองรอบข้างตัวเองมากขึ้น จากแต่ก่อนเป็นคนที่ไม่ค่อยสังเกตอะไร เดินผ่านต้นไม้ต้นนี้ทุกวัน ทำไมเราไม่เคยสังเกตเห็นดอกของมัน ทำไมเราไม่เคยสังเกตว่าดอกมันสวย พอเราได้เข้าอบรม เราอยากมองต้นไม้อยากมองดอกไม้ มันสวยนะ ทำให้เราสังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น เอาธรรมชาติที่อยู่ข้างกายเราที่เดินผ่านทุกวันมาชื่นชมทำให้เราใจเย็นขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น”

เธอเล่าอีกว่า ด้วยข้อจำกัดที่ที่พักของเธอมีพื้นที่ไม่มาก เธอใช้วิธีปลูกต้นไม้ ดอกไม้เล็กๆ ไว้ในกระถาง เวลาจัดแจกันไหว้พระก็ชวนลูกของเธอมาช่วยจัด ได้สัมผัส ได้ฟังเสียงนกร้อง ซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่ทั้งต่อลูกและตัวเธอ ยามที่มีนกมาเกาะ เธอและลูกรับรู้ร่วมกันกับสิ่งแปลกใหม่เหล่านี้

“เราสัมผัสได้ว่าเขารู้สึก เขายิ้ม เขาดีใจที่ได้รู้สิ่งใหม่ๆ น้องเขาตอบสนองกับเรามากขึ้น ใช้มือมากขึ้นอาจเป็นเพราะเราฝึกเขาหลายๆ อย่าง เรากายภาพเขาด้วย แล้วเราก็ให้เขาได้หยิบจับกับเรามากขึ้น ช่วยเราหยิบโน่น ช่วยเราจับนี่ มันก็เลยกระตุ้นให้เขารู้สึกว่าอยากจับและจับได้นานขึ้นจากที่ไม่จับเลย

“เราว่าเราได้เยอะกว่าลูกอีก” ทัศนีย์พูดพร้อมกับหัวเราะ “เราเข้าใจที่ครูบอกว่าผู้ดูแลก็สำคัญ ลูกก็รับรู้จากเราว่าเราโอเคไหม เรามีความรู้สึกอะไร ยังไง ถ้าเราอารมณ์ดี ลูกก็สัมผัสได้ ซึ่งมันก็ใช่ พอเราไม่เครียด ลูกเราก็พลอยได้รับอานิสงส์ อารมณ์ดีไปด้วย อย่างเวลาเราพาลูกไปสวน เราก็คุยกับลูกว่าดูสิลูกมีผีเสื้อด้วย มีดอกไม้สวยด้วย ซึ่งแต่ก่อนเราไม่เคยมีแบบนี้เลย คือพาลูกมาก็มาแบบตั้งหน้าตั้งตามาเลย แต่พอได้เข้าสวนแล้วเรารู้สึกว่าได้พาลูกมองข้างๆ มีเวลากับลูกมากขึ้น มีเวลาผ่อนคลายมากขึ้น”

คุณลุงนักจัดดอกไม้

นอกจากการนำกิจกรรมสวนบำบัดไปใช้ในครอบครัวแล้ว สิ่งนี้ยังถูกนำไปขยายผลต่อตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อใช้ดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และคนพิการ เช่นกรณีโรงพยาบาลลับแล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีวสุวพิชญ์ ซ้อมจันร์ทรา ทำหน้าที่เป็นนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ผู้เข้าอบรมสวนบำบัดและนำกระบวนการไปใช้

“กระบวนการในการบำบัดใช้ได้กับคนที่มาทำกลุ่มคนอย่าง อสม. เริ่มตั้งแต่การขุดดิน การเตรียมแปลงก็จะมีปฏิสัมพันธ์กันในเครือข่าย ช่วยเยียวยาความรู้สึกของเรา ทุกวันพุธเวลามาตลาด เครือข่ายทุกคนก็จะไปเยี่ยมชมแปลงทำให้เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง

“อีกอันหนึ่งคือเอาไปใช้ในเรื่องผู้สูงอายุในชุมชน เราไปชวนเขาจัดดอกไม้ เพาะกล้าอ่อน และช่วยกันทำที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและคนพิการของ อบต. เป็นกิจกรรมหนึ่งที่เรานำไปแทรกในกลุ่มของผู้สูงอายุที่มาโรงเรียนผู้สูงอายุ

“มีคุณลุงคนหนึ่งไม่เคยจัดดอกไม้เลยเพราะเข้าใจว่าการจัดดอกไม้เป็นเรื่องของผู้หญิง หลังจากที่ใช้กระบวนการนี้ คุณลุงก็มีความรู้สึกเปลี่ยนไปจากเดิม คือรู้สึกมีความสุข ได้มองเห็นหลายๆ มุมของดอกไม้และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า การจัดดอกไม้ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิง ตัวเราก็สามารถทำได้ แล้วคุณลุงก็ไปจัดดอกไม้ที่บ้านโดยเอาดอกไม้ข้างบ้านมาใส่แจกันไว้ จะกินข้าวก็เอามาวางไว้ข้างๆ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยมี คุณลุงเขาก็รู้สึกมีความสุขมากขึ้น แล้วก็อยากไปเชิญชวนเพื่อนมาจัดด้วย”

อนาคตของสวนบำบัด

ปัจจุบัน กิจกรรมสวนบำบัดในไทยมีกระจายตัวอยู่ประมาณ 30-40 แห่ง โดยเฉพาะในศูนย์บริการคนพิการ โรงพยาบาล หรือเครือข่ายของผู้ปกครองเด็กพิการ

นพ.ประพจน์ กล่าวว่า อยากให้ทางกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้สวนบำบัดเป็นอีกหนึ่งบริการ เพื่อให้เกิดการสนับสนุนและจัดบริการขึ้นในสถานบริการสาธารณสุขที่มีความพร้อม โดยการประกาศนี้จะมีความสำคัญ 2 ระดับ ระดับที่ 1 คือกระทรวงสาธารณสุขเห็นความสำคัญว่ากิจกรรมสวนบำบัดเป็นกิจกรรมที่สามารถฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการได้และสามารถเข้าถึงได้

ระดับที่ 2 ขณะนี้ศูนย์บริการคนพิการทั่วไปที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 กำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการ ขณะที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ตกลงร่วมกันและยอมรับว่าศูนย์บริการคนพิการทั่วไปถือเป็นสถานบริการสาธารณสุขประเภท 1 ของ สปสช.

“ดังนั้น ถ้ากระทรวงสาธารณสุขยอมรับกิจกรรมสวนบำบัดก็จะเป็นรูปนโยบายใหญ่ว่า ต่อไปถ้าศูนย์บริการผู้พิการจะจัดกิจกรรมสวนบำบัดก็ต้องจัด เพราะเป็นนโยบายของกระทรวงและขณะเดียวกันศูนย์บริการก็เป็นสถานบริการสาธารณสุขที่ สปสช. รับรองด้วย ก็จะเกิดความร่วมมือของทั้งสามส่วน”

สิ่งนี้อาจเป็นบันไดขั้นแรกๆ เพื่อใช้ในการศึกษาประสิทธิภาพและความคุ้มทุนของกิจกรรมสวนบำบัด ก่อนบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของชุดสิทธิประโยชน์ของ สปสช. ในอนาคต

Culture & Artบทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสวนบำบัดมูลนิธิเพื่อเด็กพิการเด็กดอกไม้
Categories: ThisAble

สุริยา แสงแก้วฝั้น: ถ้าการเมืองดี..คนพิการจะมีเสียง และถูกยอมรับในศักยภาพ

ThisAble - Thu, 2020-09-17 16:17

“ถ้าการเมืองดี” เราจะมีฟุตปาธที่เรียบเสมอกันให้ใช้ เราจะมีรถเมล์ที่รองรับคนทุกกลุ่ม เราจะมีความปลอดภัยและเสถียรภาพในการดำเนินชีวิต ความฝันและความเชื่อเหล่านี้ถูกพูดถึงหลายต่อหลายครั้ง ขนานร่วมกับการรวมตัวชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเยาวชนในช่วงที่ผ่านมา จนอาจกล่าวได้ว่า การเมืองเป็นเรื่องของทุกคนอย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนพิการและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความพิการก็ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนออยู่เรื่อยๆ และมีคนพิการจำนวนไม่น้อยที่ตื่นตัว เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง

Thisable.me ได้มีโอกาสพูดคุยกับหนึ่งในผู้ปราศรัยอย่างสุริยา แสงแก้วฝั้น ในช่วงการชุมนุมของฝ่ายประชาธิปไตยที่ผ่านมา เขาเองมีความสนใจเรื่องการเมือง และเหนือไปกว่านั้นเขายังมองว่า ความพิการเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเมือง หากการเมืองดี คนพิการคงมีสิทธิในฐานะพลเมืองได้อย่างสมบูรณ์

ทำไมถึงเริ่มสนใจการเมือง?

สุริยา: เริ่มจากที่ผมเป็นคนชอบตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัว เมื่อก่อนตอนเรียนชั้นประถม โรงเรียนจัดค่ายอบรมจริยธรรมขึ้น แต่ตัวผมและเพื่อนบางส่วนรู้สึกว่า การอบรมครั้งนี้ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน พวกเราในฐานะนักเรียนจึงรวมตัวกันประท้วงเพื่อให้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมเป็นการสอนเนื้อหาวิชาการแทน ท้ายที่สุดโรงเรียนก็ไม่ยอม พวกเราถูกทำโทษกันหลายคน

พอเริ่มโตขึ้นหน่อย ก็รู้ว่าตัวเองสนใจด้านประวัติศาสตร์และการเมือง ตอนผมอยู่ ม.3 มีการปฏิวัติเกิดขึ้น ผมมองว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราในฐานะเยาวชนก็รับฟังข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ชั่งน้ำหนักบวกกับค้นคว้าข่าวสารจากหนังสือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ ฯลฯ และเมื่อเราเห็นความเหลื่อมล้ำจากการเป็นคนพิการมาเชื่อมโยงด้วย ก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นว่า การเมืองไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม และไม่ว่าจะยุคไหนก็ตาม คนพิการมักเป็นเสียงส่วนน้อยเสมอ อย่างไรก็ดี ถึงคนจะมองว่าคนพิการคือเสียงส่วนน้อยแต่ก็ต้องมีสิทธิที่จะได้รับการจัดสรรปันส่วนทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกับคนอื่น ผมจึงเริ่มศึกษาต่อยอดเพื่อเชื่อมโยงเรื่องสิทธิคนพิการกับการเมืองเข้าด้วยกัน และตัดสินใจเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่เนื่องจากตอนนั้นคณะรัฐศาสตร์ยังไม่มีนโยบายรับคนพิการ ผมจึงได้เรียนที่คณะนิติศาสตร์แทน

ครอบครัวของผมให้อิสระทางความคิดและการตัดสินใจ เวลาที่พ่อแม่ทำไม่ถูกต้อง เราในฐานะลูกก็มีสิทธิที่จะโต้แย้งและพูดคุยกันได้เสมอ ผมจึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมทำให้ผมเข้าใจความมีเหตุผลของมนุษย์เสมอมา

การตื่นตัวของสังคมไทย

ช่วงที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเมืองมากขึ้น ถ้าให้มองย้อนกลับไปสมัยเมษา - พฤษภา 53 ตอนนั้นผมอยู่ปี 1 การตื่นตัวและตระหนักรู้ของคนทั่วไปยังถือว่าน้อยมาก ในมหาวิทยาลัยมีไม่ถึง 10% เลยด้วยซ้ำที่สนใจและตระหนักรู้ถึงความรุนแรงจากรัฐตอนที่ปราบปรามประชาชน ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ก็มีแต่ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา ยังไม่ค่อยมีคนหนุ่มสาวสนใจหรือติดตามเท่าไหร่ หากเทียบกับปัจจุบันยิ่งเห็นได้ชัด คนรุ่นใหม่ตื่นตัวทางการเมืองมากในช่วง 2-3 ปีมานี้ จากที่ผมคิดว่าเป็นแค่กระแสสังคม แต่เวลาก็ได้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าความคิดความเชื่อของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่เกิดจากการคิดวิเคราะห์ถึงรากเหง้าของปัญหา เขารู้ว่าตัวเองกำลังสู้อยู่กับอะไร

สิทธิเสรีภาพของผู้คนหลังการรัฐประหารปี 2557

หลังการรัฐประหารปี 57 ประชาชนโดนลิดรอนสิทธิอย่างชัดแจ้งขึ้น ผู้มีอำนาจเริ่มตระหนักรู้แล้วว่ากลุ่มคนที่มีความคิดก้าวหน้ามีพื้นที่มากขึ้น และเขาก็หวาดกลัวที่จะสูญเสียอำนาจและมวลชน คนรุ่นใหม่ไม่สามารถถูกขัดเกลาผ่านระบบการศึกษาแบบเก่าได้แล้ว ผู้มีอำนาจจึงมีหนทางเดียวที่จะจัดการความคิดของประชาชน ด้วยการข่มขู่ คุกคาม และทำให้ประชาชนไม่สามารถพูดในสิ่งที่เชื่อหรือเห็นได้

ความพิการเกี่ยวข้องกับการเมืองไหม

เกี่ยวครับ การเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรอย่างเท่าเทียม เมื่อการเมืองมีความบกพร่อง เราก็สูญเสียทรัพยากรที่เราควรจะได้รับตามสิทธิพลเมืองไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ฟุตปาธ ทางม้าลาย ล้วนเกิดจากการจัดสรรงบประมาณทั้งนั้น คนพิการจึงพบเจอความลำบากด้านเสถียรภาพในการดำเนินชีวิตมากกว่าคนอื่นโดยเฉพาะเมื่อผู้กุมอำนาจไม่ฟังเสียงของประชาชน เห็นได้จากการออกกฎหมายหรือกฎระเบียบได้ตามอำเภอใจ ไม่ได้สนใจเสียงของประชาชนที่เสียภาษีให้พวกเขาเลยด้วยซ้ำ

ประเทศไทยในฝันเป็นยังไง

แบ่งเป็น 2 ประเด็นแล้วกัน ประเด็นแรกมองในฐานะที่ตัวเองเป็นคนพิการ ประเทศไทยควรจะยอมรับในศักยภาพของคนพิการได้แล้ว บางครั้งผมก็คุยกับเพื่อนเล่นๆว่า ถ้าผมมีโอกาสได้เป็น ส.ส.และมีโอกาสเข้าไปนั่งในสภา บรรยากาศจะเป็นอย่างไร ความพิการจะถูกเอาไปล้อหรือเหยียดจากฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ หากลองมองดูประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว สิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้นเพราะคนเคารพในความแตกต่าง ผมอยากเห็นการเมืองของไทยมีพื้นที่สำหรับกลุ่มหลากหลายมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และคงต้องเริ่มจากการฝากฝังให้พรรคการเมืองเห็นความสำคัญของความหลากหลายก่อน และคนที่มีความหลากหลายนั้นจะสามารถนำประเด็นของตนเองไปขับเคลื่อนได้ในสภา ผมคาดหวังกับพรรคการเมืองมากเพราะเราเป็นคนเลือกเขาเข้ามา ฉะนั้นการเมืองในอนาคตก็ขอฝากฝังไว้ที่กลุ่มการเมืองที่เชื่อมโยงกับอำนาจประชาชน โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริง

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสุริยา แสงแก้วฝั้นคนพิการถ้าการเมืองดีชุมนุม
Categories: ThisAble

กรมบัญชีกลางชี้โอนเบี้ยยังชีพคนพิการ-คนแก่วันนี้ หลังล่าช้ากว่าสัปดาห์

ThisAble - Thu, 2020-09-17 15:54

จากที่ก่อนหน้านี้ (11 ก.ย.) อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้แจงเลื่อนจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการเป็นภายในวันที่ 22 ก.ย.เพราะติดขัดขั้นตอนจัดสรรงบประมาณ โดยจะเปลี่ยนแปลงงบประมาณจากรายการอื่นมาจ่ายเป็นเงินเบี้ยยังชีพแทน จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์นั้น (อ่านที่นี่)

ล่าสุด วันนี้ (17 ก.ย.) วิลาวรรณ พยาน้อย รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลางระบุว่าได้โอนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการประจำเดือน ก.ย.63 เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารให้ผู้มีสิทธิแล้ว หลังเลื่อนจากกำหนดเดิมคือวันที่ 10 ก.ย. ผู้มีสิทธิสามารถตรวจสอบยอดเงินในบัญชีได้ตามระยะเวลาของการดำเนินการของแต่ละธนาคาร หากผู้มีสิทธิไม่มีบัญชีธนาคาร กรมบัญชีกลางจะโอนเงินไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อจ่ายเป็นเงินสดให้แก่ผู้มีสิทธิ

สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยจะต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจะได้รับเงินเป็นขั้นบันได ตั้งแต่ 600-1,000 บาทต่อเดือน หากยังไม่เคยลงทะเบียนสามารถติดต่อสอบถามไปที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาลที่อยู่ปัจจุบัน โดยจะได้รับเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดตามช่วงอายุ ดังนี้ อายุ 60-69 ปี ได้รับเงิน 600 บาท/เดือน, อายุ 70-79 ปี ได้รับเงิน 700 บาท/เดือน, อายุ 80-89 ปี ได้รับเงิน 800 บาท/เดือนและอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเงิน 1,000 บาท/เดือน

กลุ่มคนพิการที่จะได้รับเบี้ยความพิการจะต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการ โดยจะได้รับ 800 บาทต่อเดือน และตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.63 เป็นต้นไป คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จะปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจาก 800  เป็น 1,000 บาท หากยังไม่ได้ลงทะเบียนรับเบี้ยคนพิการสามารถติดต่อสอบถามที่อบต. , เทศบาล หรือสำนักงานเขตที่อาศัย

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน ม.ค.63 กรมบัญชีกลางได้จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการเข้าบัญชีเงินฝากของผู้มีสิทธิแต่ละคนโดยตรง ซึ่งปกติจะจ่ายให้ทุกวันที่ 10 ของเดือน แต่หากเดือนใดตรงกับวันหยุด ก็จะเลื่อนวันขึ้นมาจ่ายให้เร็วขึ้น และจากกระแสวิพากษ์วิจารย์ที่ผ่านมา ชัชวาลย์ วงศ์สวรรค์ ประธานชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ตั้งคำถามผ่านเพจ “ชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” กรณีการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการล้าช้านั้นหากกรมบัญชีกลางไม่มีความพร้อมในการดำเนินการ ก็ไม่ควรโยนความผิดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมเสนอให้โอนหน้าที่จ่ายเบี้ยยังชีพกลับมาที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยเหมือนเดิม และยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดกรมบัญชีกลางไม่โอนเงินให้ผู้มีสิทธิ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ กรมบัญชีกลางเคยระบุว่า หากงบประมาณไม่เพียงพอจะนำเงินทดที่มีวงเงิน 1,500 ล้านบาท มาสำรองจ่ายเบี้ยยังชีพทั้ง 2 ส่วนได้ทันที จากนั้นจึงไปเรียกเก็บคืนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทำให้ตนมีคำถามว่าเงิน 1,500 ล้านบาท หายไปไหน

อย่างไรก็ดีจากคำถามดังกล่าว ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข อธิบดีกรมบัญชีกลาง ก็ได้ชี้แจงในวันที่ 15 ก.ย.ระบุว่า กรมบัญชีกลางและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้กำหนดปฏิทินการทำงานสำหรับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณปี 63 โดยกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการร่วมกันในแต่ละเดือนเพื่อให้สามารถจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิตามวันที่กำหนด ซึ่งการโอนเงินให้ผู้มีสิทธิแต่ละเดือนจะจัดสรรให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล จำนวน 7,774 แห่ง ไม่รวม อบจ. ตามจำนวนที่ต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิครบทุกแห่งตามขั้นตอนการดำเนินการ โดยกรมบัญชีกลางจะต้องตรวจสอบงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายให้ผู้มีสิทธิตามปฏิทินการจ่าย และเมื่อตรวจสอบงบประมาณในเดือนก.ย.63 กลับพบว่าไม่เพียงพอ สถ.จึงต้องจัดสรรเพิ่ม ทำให้ระยะเวลาการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการคลาดเคลื่อนไปจากปฏิทินการทำงาน นอกจากนี้ กรณีวงเงิน 1,500 ล้านบาท ไม่ได้ถูกใช้เนื่องจาก สถ.โอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณเพียงพอเเล้ว
 

อ้างอิง
https://www.thairath.co.th/news/business/1930392

https://www.thairath.co.th/news/business/1931453

Livingข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนเบี้ยคนพิการคนพิการล่าช้า
Categories: ThisAble

ศุกร์นี้ขอเสนอ: Rising Phoenix เส้นทางนักกีฬาสู่พาราลิมปิก

ThisAble - Fri, 2020-09-11 16:54

"ผมฝันถึงเวลาที่คนพิการจะมีส่วนร่วมในการแข่งกีฬาโอลิมปิก"

 

หากประโยคนี้ถูกพูดขึ้นเมื่อ 70 กว่าปีที่แล้ว คนฟังคงคิดว่า ‘เป็นไปไม่ได้ คนพิการจะแข่งกีฬาได้อย่างไร’ แต่เวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า คนพิการสามารถแข่งกีฬาได้ และที่สำคัญ คนพิการเข้าสู้การแข่งขันสนามใหญ่เป็นอันดับสองของโลก อย่างพาราลิมปิกเกมส์

 

 

Rising Phoenix หรือ พาราลิมปิก จิตวิญญาณแห่งฟินิกซ์ เป็นสารคดีจากเน็ตฟลิกซ์ ที่แบ่งการเล่าเรื่องออกเป็น 3 เรื่องใหญ่คือ จุดเริ่มต้นของกีฬาพาราลิมปิก,  การจัดงานพาราลิมปิกในแต่ละครั้ง และเรื่องราวของนักกีฬาคนพิการ ที่บางคนทั้งฝ่าฟันอดีตอันโหดร้าย บางคนต้องต่อสู้กับความไม่เท่าเทียม และหลายคนต้องฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ

 

 

ก่อนจะเป็นพาราลิมปิกเกมส์

ย้อนเวลากลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ดร.ลุดวิก กุตต์แมนน์ (Dr.Ludwig Guttmann) ศัลยแพทย์ประสาทและนักประสาทวิทยาชาวยิวย้ายจากเยอรมนีมาทำงานในเบร็สเลา (ปัจจุบันอยู่ในโปแลนด์) เมื่อเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เริ่มส่อเค้าความรุนแรง จนกระทั่งเขากลายเป็นแพทย์ในโรงพยาบาล Stoke Mandeville ในสหราชอาณาจักร

 

ปี 1944 ดร.ลุดวิกเริ่มรักษาทหารบาดเจ็บที่ไม่ได้รับการดูแล ให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยหวังใช้ประโยชน์ของกีฬาช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย เขาจึงเริ่มจัดการแข่งขันกีฬาครั้งแรกในวันที่ 29 ก.ค.1948 ซึ่งตรงกับพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกในลอนดอน โดยใช้ชื่อว่า Stoke Mandeville Games ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 16 คน ทุกคนต่างเป็นคนพิการที่ต้องนั่งวีลแชร์

 

หลังจากปีนั้น Stoke Mandeville Games ถูกจัดขึ้นต่อเนื่องทุกปี จำนวนผู้เข้าแข่งขันก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และไม่ได้มีแค่คนอังกฤษเท่านั้น ผู้คนจากประเทศอื่น เดินทางมาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน จนในปี 1960 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี การแข่งขันกีฬาคนพิการครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ก็เริ่มต้นขึ้น จาก Stoke Mandeville Games กลายมาเป็นพาราลิมปิกเกมส์ครั้งที่ 1 ซึ่งที่มาของชื่อพาราลิมปิก (Paralympic) มาจากคำว่า parallel หมายถึงการจัดคู่ขนาดกับโอลิมปิก แต่การจัดพาราลิมปิกคู่กับโอลิมปิกเริ่มต้นอย่างเป็นทางการจริงๆ เมื่อปี 1988 ที่จัดในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

    ประเทศเจ้าภาพกับพาราลิมปิก

ใน Rising Phoenix พาราลิมปิกที่ถูกพูดถึงคือ พาราลิมปิกปี 2016 ที่ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ซึ่งในตอนนั้นบราซิลแบกรับแรงกดดันจากความคาดหวังของสื่อ อย่างมาก เพราะการจัดพาราลิมปิกสองครั้งก่อน ทั้งจีนและสหราชอาณาจักรต่างจัดออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก

 

ตลอดระยะเวลา 4 ปี ก่อนถึงวันแข่งขัน การจัดงานพาราลิมปิกเจออุปสรรคมากมาย เค้าลางความวุ่นวายเริ่มขึ้นตั้งแต่การประกาศชื่อคณะกรรมการจัดงานที่ไม่มีคำว่าพาราลิมปิก และยิ่งช็อคไปกว่านั้นเมื่อพบว่า บราซิลไม่มีเงินเพื่อจัดการแข่งขันพาราลิมปิก  ทั่วโลกต่างตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น คณะกรรมการพาราลิมปิกสากลต่างวิ่งวุ่นหาหนทางจัดงาน จนสุดท้ายในวันที่ 7 ก.ย.2016 พาราลิมปิกก็จัดขึ้นที่บราซิลและจบลงอย่างงดงาม

 

แม้บางอุปสรรคจะสามารถจบลงได้อย่างงดงาม แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง เช่นในปี 1980 รัสเซียปฏิเสธที่จะเป็นประเทศเจ้าภาพในการจัดโอลิมปิก และพาราลิมปิก จนทำให้พาราลิมปิกในครั้งนั้นต้องจัดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์แทน

    เรื่องราวจากเหล่านักกีฬาพาราลิมปิก

เบเบ วิโอ (Bebe Vio) เป็นนักกีฬาฟันดาบ ชาวอิตาลี

 

"นกฟีนิกซ์มีชีวิตและตายได้ ถูกเผาและมีชีวิตใหม่ได้ พวกเขาเห็นฉันทุกช่วงตั้งแต่มีชีวิตอยู่ ถูกเผา ตาย และฟื้นขึ้นมาใหม่"

เบเบ วิโอ

 

Rising Phoenix จึงเป็นทั้งความหมายและฉายาของเบเบ หญิงสาวผู้รักในการฟันดาบ ที่เสียแขนและขาทั้งสองข้างเพราะโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เมื่อเธออายุ 11 ปี ตั้งแต่วันนั้น เธอใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่งจะลงแข่งขันพาราลิมปิก และเป็นจริงเมื่อปี 2016 เบเบลงแข่งขันฟันดาบเป็นครั้งแรก และคว้าเหรียญทองกลับมาให้ชาวอิตาลี

 

เอลลี โคล (Ellie Cole) นักกีฬาว่ายน้ำ ชาวออสเตรเลีย

ในออสเตรเลียเด็กทุกคนต้องเรียนว่ายน้ำ เช่นเดียวกับเอลลีที่แม้ถูกตัดขาข้างหนึ่งเพราะเนื้องอก และแน่นอนว่าสำหรับเธอการว่ายน้ำไม่เป็นอุปสรรคเลย แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เอลลีไม่รู้สึกว่าพิการ จากความชอบกลายเป็นอาชีพ เธอกลายเป็นนักกีฬาและได้ 4 เหรียญทองจากการแข่งขันว่ายน้ำในพาราลิมปิก 2012

 

ฌอง บัปติสต์ อะเลซ (Jean-Baptiste Alaize) นักกีฬากระโดดไกล ชาวฝรั่งเศส

ฌองโตมาพร้อมกับสงครามกลางเมืองในประเทศบุรุนดี ในปี 1993 ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ Tutsi และ Hutu เขาวัย 3 ขวบโดนมีดฟันที่ขา แขน หัว และหลังและเห็นแม่ถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา หลังฟื้นขึ้นมาฌองพบว่าเขาเสียขาไปหนึ่งข้างและต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเด็กกำพร้า จนกระทั่งวันหนึ่ง มีครอบครัวชาวฝรั่งเศสรับอุปการะเขา แม้ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่เขาก็ต้องเผชิญกับคำดูถูกเหยียดหยาม เพียงเพราะมีร่างกายและสีผิวที่แตกต่าง คำดูถูกเหล่านี้ทำให้เขาเลือกที่จะเป็นนักกีฬากระโดดไกล เพราะรู้สึกว่า การวิ่งและกระโดดทำให้เขาได้หนีจากบางสิ่งบางอย่างในอดีต

 

แมตต์ สตุตซ์แมน (Matt Stutzman) นักกีฬายิงธนู ชาวอเมริกัน

แมตต์เป็นนักกีฬายิงธนูที่หลงรักการแข่งรถ และเคยมีความฝันว่าอยากเป็นไมเคิล จอร์แดน นักกีฬาบาสเกตบอลชื่อดัง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีแขนทั้งสองข้าง ก็ไม่เคยคิดว่าเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต เพราะครอบครัวบุญธรรมบอกเขาเสมอว่า “ลูกทำได้” ครั้งหนึ่งเขาอยากลองปีนต้นไม้ พ่อก็สนับสนุนให้ลองทำอย่างเต็มที่ โดยไม่มีใครช่วย นั่นทำให้แมตต์รู้ว่า เขาทำทุกอย่างได้เหมือนกับคนอื่น หลังจากนั้นแมตต์ได้ลองทุกอย่างที่อยากทำ ทั้งขี่วัวกระทิง แข่งรถ รวมถึงการเป็นนักกีฬายิงธนูด้วย

 

ทาเทียนา แม็คแฟดเดน (Tatyana McFadden) นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง ชาวอเมริกัน เชื้อสายรัสเซีย

ทาเทียนาเป็นเด็กชาวรัสเซียที่เกิดมาพร้อมกับความพิการ แม่แท้ๆ ของเธอไม่มีเงินพอจะเลี้ยงดู จึงส่งทาเทียนาไปบ้านเด็กกำพร้า และโชคดีเธอได้ครอบครัวอุปการะตอนอายุ 6 ขวบ บ้านใหม่และวีลแชร์คู่ใจทำให้เธอรู้สึกถึงอิสระ จนเธอกลายเป็นนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง นอกจากผลงานด้านกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้เธอแล้ว ทาเทียนายังเป็นผู้ที่ทำให้เกิด กฎหมายความเที่ยงธรรมทางกีฬาและสมรรถภาพทางกาย ที่ทำให้คนพิการสามารถเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาในโรงเรียนได้

 

นักกีฬาทั้ง 5 คนที่หยิบยกมาเล่า  เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนักกีฬาทั้งหมดที่ปรากฏในสารคดีเรื่อง Rising Phoenix เรื่องราวชีวิตของพวกเขาหลายคนแสดงให้เราเห็นถึงการสูญเสีย บางคนต้องสูญเสียแขนขาและชีวิตในวัยเด็กให้กับโรคร้าย บางคนสูญเสียให้กับสงคราม อีกหลายคนพบเจอบกับการเลือกปฏิบัติ การกลั่นแกล้ง และคำพูดดูถูก แต่ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และความเข้าใจของคนในครอบครัว ก็ทำให้พวกเขาผ่านเรื่องเลวร้ายเหล่านั้น มีชีวิตอิสระ ได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ และท้ายที่สุด ความฝันของพวกเขาก็สำเร็จ  

 

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

ประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันพาราลิมปิกครั้งแรกเมื่อปี 1984 แม้จะไม่ได้รางวัลกลับมา แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของวงการนักกีฬาคนพิการไทยในการแข่งขันระดับโลก หลังจากปีนั้น ประเทศไทยก็เข้าร่วมพาราลิมปิกฤดูร้อนทุกปี การแข่งขันพาราลิมปิกฤดูร้อน 2016 เป็นการแข่งขันที่ประเทศไทยได้รับรางวัลมากที่สุด จำนวน 6 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน และ 6 เหรียญทองแดง รวมเป็น 18 เหรียญ

 

วีลแชร์เรซซิ่งเป็นกีฬาที่นักกีฬาไทยได้รับเหรียญมากที่สุด หนึ่งในนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งที่มีชื่อเสียงคือ ประวัติ วะโฮรัมย์ ผู้ที่เคยได้ 7 เหรียญทอง 8 เหรียญเงินและ 1 เหรียญทองแดงจากการเข้าแข่งขันพาราลิมปิก 5 ครั้ง อีกคนคือเรวัติร์ ต๋านะ เจ้าของ 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงินและ 1 เหรียญทองแดงจากพาราลิมปิก และทำลายสถิติโลกวีลแชร์เรซซิ่งในปี 2017 ประเภท 5,000 เมตร ชาย T54 จากรายการ 44th Swiss Nationals & Daniela Jutzeler Memorial Arbon

 

วีลแชร์ฟันดาบก็เป็นกีฬาอีกหนึ่งชนิดที่สร้างชื่อเสียงให้ไทยในวงการกีฬาคนพิการ จากความสามารถของ สายสุนีย์ จ๊ะนะ ที่เคยคว้า 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง จากการเข้าร่วมการแข่งขันพาราลิมปิกถึง 4 ครั้ง และยังเป็นนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบมือวางอันดับ 1 ของโลกประเภท Epee B ตั้งแต่ปี 2018 - 2020 จากการจัดอันดับของ International Wheelchair and Amputee Sports Federation (IWAS)

   

อ้างอิง

https://www.paralympic.org/

https://wheelchairfencing.iwasf.com

Culture & Artบทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศกีฬาศุกร์นี้ขอเสนอพาราลิมปิก
Categories: ThisAble

สถ.แจงเลื่อนจ่ายเบี้ยคนแก่-คนพิการ ย้ำจะเร่งรัดจ่ายภายใน 22 ก.ย.นี้

ThisAble - Fri, 2020-09-11 00:46

อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แจงเลื่อนจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ เหตุติดขัดขั้นตอนจัดสรรงบประมาณ ยันจะเร่งรัดจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายใน 22 ก.ย.นี้ โดยโยกย้ายงบอื่นจ่ายแทน

10 ก.ย.2563 กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รายงานผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'ท้องถิ่นไทย' ว่า วันนี้ (10 ก.ย.63) ประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทยเผยว่า การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำเดือน ก.ย.63 มีความจำเป็นต้องเลื่อน โดย สถ.ได้โอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณจากรายการอื่นมาจ่ายเป็นเงินเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุแล้ว โดยจะเร่งรัดจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายในวันอังคารที่ 22 ก.ย.63 นี้

โดยก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจรายงานว่า เฟซบุ๊กเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี ได้โพสต์ข้อความ ว่า เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ ประจำเดือน ก.ย.63 กรมบัญชีกลางไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีผู้มีสิทธิรับเงินและบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ภายในกำหนดเวลาในวันที่ 10 ก.ย. เนื่องจากติดขัดขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณไป-กลับ  ระหว่างกรมบัญชีกลางและ สถ.และระบุว่า อย่างไรก็ดี ทั้งสองหน่วยงานอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขและเร่งรัดเวลาในการจัดสรรงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนผู้มีสิทธิโดยเร็ว และจะแจ้งกำหนดวันจ่ายให้ทราบเร็วนี้ อย่างแน่นอน

สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยจะต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจะได้รับเงินเป็นขั้นบันได ตั้งแต่ 600-1,000 บาทต่อเดือน หากผู้สูงอายุยังไม่เคยลงทะเบียนสามารถติดต่อสอบถามไปที่ อบต. หรือเทศบาลที่อยู่ปัจจุบัน

กลุ่มคนพิการที่จะได้รับเบี้ยความพิการจะต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการโดยจะได้รับ 800 บาทต่อเดือน และตั้งแต่ 1 ต.ค.63 เป็นต้นไป คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จะปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจาก 800  เป็น 1,000 บาท หากยังไม่ได้ลงทะเบียนรับเบี้ยคนพิการ ให้ติดต่อสอบถามที่อบต. เทศบาล หรือสำนักงานเขตที่อาศัย

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนเบี้ยคนพิการคนพิการเงิน
Categories: ThisAble

คนพิการแสดงเชิงออกเชิงสัญลักษณ์ เรียกร้องแก้ไข รธน.ประเด็นการศึกษาของคนพิการ

ThisAble - Sun, 2020-09-06 23:34

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.10 น. ของวันนี้ กลุ่ม Allism (Alliance for Inclusive Society Movement) จัดกิจกรรมการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านละครคนหน้าขาวบนวีลแชร์ คว้าชุดนักเรียนที่ถูกวางไว้บนขั้นบันไดบริเวณสกายวอร์คหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของคนพิการ โดยได้อ่านแถลงการณ์ใจความว่า
.
สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 54 ว่าด้วยเรื่องการศึกษา ใจความว่า ‘รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย’ กลับไม่มีเนื้อหาใดที่กล่าวถึงคนพิการดัง เช่น มาตรา 49 วรรค 2 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งบัญญัติว่า ‘คนพิการมีสิทธิที่จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาทัดเทียมกับบุคคลอื่น’ การบัญญัติเช่นนี้ทำให้คนพิการทุกประเภทถูกละเลย เข้าไม่ถึง จนอาจนำไปสู่การละเลย เพิกเฉยต่อหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลต่อเนื่องทำให้คนพิการไม่ได้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านการศึกษา กระทบคุณภาพชีวิต และขาดโอกาส ถูกแบ่งแยกกีดกันจากกิจกรรมทางสังคม จนขาดโอกาสในการทำงาน ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและไม่สามารถเป็นกำลังในการขับเคลื่อนประเทศได้

เราเชื่อในจุดยืน 2 ข้อ ได้แก่
1. ข้อเรียกร้องทุกข้อต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิด IL-Independent Living หรือแนวคิดการดำเนินชีวิตอิสระ ที่เป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างและคืนอำนาจในการตัดสินใจให้คนพิการ
2. ข้อเรียกร้องทั้งหมดต้องเกิดขึ้นบนสภาพแวดล้อมของสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีอำนาจสูงสุด ปราศจากการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ดังเช่นที่เป็นมาตลอด เพราะเราเชื่อว่าหลักการประชาธิปไตยจะทำให้เสียงและคุณค่าของคนทุกคนเท่ากัน และเกิดการกระจายอำนาจ ที่จะช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมต่อการตัดสินใจในชีวิตของตัวเองบนทุกระดับ

กลุ่ม Allism ขอเรียกร้องให้
1. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษาควรระบุให้ คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลาย และรัฐต้องสนับสนุนสิ่งที่เอื้อให้เกิดการเข้าถึงการศึกษาของคนพิการทุกประเภท เช่น ผู้ช่วยคนพิการ สื่อการสอน สภาพแวดล้อม ฯลฯ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ และมีบทบังคับใช้กับทุกสถานศึกษา ไม่ว่าจะของภาครัฐหรือเอกชน
2. รัฐธรรมนูญต้องมีผลบังคับให้สถานศึกษาตามความหมายของกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับคนพิการและคนชรา ทำตามหลักเกณฑ์ข้อบังคับ และมีผลย้อนหลังครอบคลุมถึงทุกโรงเรียน
3. รัฐธรรมนูญควรคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงและทำกิจกรรมทางสังคม โดยมีการให้สวัสดิการเบี้ยความพิการ ครอบคลุมมาตรฐานค่าครองชีพตามเกณฑ์เส้นความยากจน โดยเฉลี่ยของประเทศ เพื่ออำนวยต้นทุนให้คนพิการมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ตราบที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่เอื้อและอาศัยต้นทุกต่ำสำหรับทุกคน

เราเห็นด้วย และสนับสนุน ข้อเรียกร้องของนักศึกษา และแนวร่วมอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บนแนวทางประชาธิปไตย เพราะเชื่อว่า การมองเห็นคนทุกคนเท่ากัน ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย และการมองว่าเสียงของทุกคนมีคุณค่าจะนำพาประเทศไปสู่สังคมที่อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันได้

นอกจากนี้ อรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ ตัวแทนกลุ่ม Allism ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า 

"การเมืองแย่ สภาพแวดล้อมแย่ เราถูกริดรอนสิทธิหายไป การบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลนี้ก็เห็นอยู่ในแง่เศรษฐกิจ ปัญหาการงานของคนพิการช่วงโควิดก็กระทบ คนทั่วไปถูกปลดโควต้าการทำงานคนพิการก็น้อยลง กระทบในมิติด้านการใช้ชีวิต ค่าครองชีพที่สูงขึ้น คนที่พิการรุนแรงมีต้นทุนในการใช้ชีวิตที่สูง ถ้าการเมืองดี สวัสดิการคนพิการก็จะดีขึ้น จะมีสิทธิที่เข้าถึงได้ การศึกษาที่มีมิติทั้งการเรียนร่วมและเรียนรวมได้ เขาจะได้พบมุมมองที่ตัวเองไม่ได้ถูกจำกัด มีเพื่อนหลากหลายกลุ่ม เข้าถึงโอกาสหลากหลายช่องทาง

กิจกรรมวันนี้ สัญลักษณ์บันไดเปรียบเสมือนอุปสรรคสี่ด้าน ด้านสภาพแวดล้อม ทัศนคติ การมีส่วนร่วมกับสังคม และกฏหมายกับนโยบาย ทำให้เด็กพิการคนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ เสื้อคือตัวแทนของเด็กพิการที่อยากจะเรียนแต่สภาพแวดล้อมไม่เอื้อ เราคาดหวังให้กิจกรรมนี้เป็นการส่งเสียงว่า เราเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เราเน้นเรื่องนี้เพราะว่าการศึกษาคือเครื่องนำทาง ทำให้เห็นสังคมมากขึ้น อนาคตที่เขาจะนำไปต่อยอดในอาชีพและความฝันที่เขาถนัดก็มีโอกาสมากขึ้น

หลังจากนั้นจึงจบกิจกรรม

ประมวลภาพกิจกรรม 

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์allismข่าวคนพิการคนพิการ
Categories: ThisAble

แอฟริกาใต้ถึงไทย พัฒนาการและที่ทางของแนวคิดชีวิตอิสระคนพิการ: สุรีพร ยุพา มิยาโมโตะ

ThisAble - Wed, 2020-09-02 01:52

“ไอแอลเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน เพราะทำให้คนพิการที่รู้สึกตัวเองด้อยค่า สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง

 แต่หน่วยงานรัฐกลับไม่อินเรื่องนี้ จนทำให้เรื่องไอแอลกลายเป็นเรื่องชายขอบ” 

เมื่อพูดถึงไอแอล (IL- Independent Living) หรือแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระ  ภาพที่หลายคนมองเห็นอาจเป็นภาพของประเทศญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศต้นแบบในเรื่องแนวคิดนี้ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า อีกประเทศหนึ่งที่แนวคิดไอแอลมีความเข้มแข็งอย่างมาก อยู่ห่างไปอีกฟากของโลกอย่างประเทศแอฟริกาใต้  ที่แม้แต่ในร้านสะดวกซื้อเล็กๆ ก็มีห้องน้ำคนพิการ  แถมมีลานจอดรถคนพิการในที่สาธารณะแทบทุกที่  ความสำเร็จส่วนหนึ่งเกิดจากการมีองค์กรคนพิการที่เข้มแข็ง

ย้อนไป 17 ปีก่อน ตั้ม-สุรีพร ยุพา มิยาโมโตะ เติบโตจากการเป็นผู้ประสานงานองค์กรคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ผ่านการอบรมและเคี่ยวกรำในประเด็นคนพิการ จนได้เดินทางร่วมกับไทสึเกะ มิยาโมโตะ สามีของเธอ อดีตผู้จัดการโครงการไอแอลที่ญี่ปุ่น  ทั้งคู่มีความฝันร่วมกันว่า จะจัดตั้งศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการในแอฟริกาใต้ จนวันนี้ก็ยาวนานถึง6 ปี แล้ว ที่งานไอแอลในแอฟริกาใต้งอกงามเติบโตและช่วยขับเคลื่อนวงการคนพิการได้เป็นอย่างดี

การจัดตั้งศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการแอฟริกาใต้

สุรีพร: เราจัดตั้งศูนย์ดำรงชีวิตอิสระคนพิการ ที่แอฟริกาใต้เพราะที่นั่นมีองค์กรและผู้นำคนพิการที่เข้มแข็งเป็นทุนเดิม ไทสึเกะ(สามี) เคยรับหน้าที่ผู้จัดการโครงการที่นั่น ทำหน้าที่ซับพอร์ททั้งเรื่องเอกสารและองค์ความรู้ โครงการศูนย์ดำรงชีวิตชีพอิสระเกิดขึ้นในไทยเมื่อ 15 ปีก่อน นำร่องในจังหวัดชลบุรี นครปฐม และนนทบุรี โดยมี Asia Pacific Development Center On Disability (APCD) กำกับดูแล  ส่วนในแอฟริกาใต้ ที่นี่มี Healthment care association เป็นองค์กรไอแอลของญี่ปุ่น โดยมีสามีเราเป็นผู้จัดการโครงการและเราเป็นผู้ติดตามและอาสาสมัคร 

เราทำงานที่แอฟริกาใต้ 6 ปี ช่วง 3 ปีแรกเป็นการจัดตั้งศูนย์ไอแอล ส่วน 3 ปีหลังเป็นเรื่องการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เข้าไปทำกระบวนการต่างๆ และจัดอบรม เช่น กิจกรรมซับพอร์ทกรุ๊ป เป็นที่ปรึกษาให้คนพิการ และงานผู้ช่วยคนพิการ

เดิมทีแอฟริกาใต้ มีคนทำงานด้านคนพิการอยู่แล้ว แต่เป็นองค์กรเล็กๆ  มีสภาคนพิการกลางและแยกย่อยออกเป็นความพิการประเภทต่างๆ ทั้ง หู ตา กล้ามเนื้ออ่อนแรง และสติปัญญา ซึ่งแยกได้ตรงและละเอียดกว่าบ้านเรา การแยกประเภทใช้เหตุผลของความเฉพาะทาง อย่างคนเป็น เช่น โปลิโอไม่เหมือนกับกล้ามเนื้ออ่อนแรงเพราะช่วยเหลือดูแลและเนื้อรายละเอียดที่ต่างกัน 

‘กรุ๊ปโฮม’ สวัสดิการคนพิการแอฟริกาใต้

ที่โน้นมีสวัสดิการคล้ายๆ บ้านเรา มีสมาคมคนพิการ สถานสงเคราะห์ฯ แต่สิ่งไทยไม่มีก็คือ ‘กรุ๊ปโฮม’ อาคารคล้ายอพาร์ทเมนต์ที่ภาครัฐสร้างขึ้น เพื่อเป็นที่พักอาศัยสำหรับคนพิการโดยเฉพาะ มีห้องเป็นสัดส่วนของตัวเองและมีคนกลางในการจัดการ คล้ายกับนิติบุคคล โดยรัฐจะจ้างแม่บ้าน เพื่อบริการซักผ้า ดูแลความสะอาดในพื้นที่ส่วนรวม ผู้เข้าพักส่วนใหญ่เป็นคนพิการรุนแรงที่ช่วยเเหลือตัวเองไม่ได้คนเข้าพักจ่ายเงินจ้างคนดูแลเพียงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งรัฐเป็นผู้จ่าย แม้คนพิการบางคนจะมีบ้าน มีครอบครัว แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการอยู่กับครอบครัว พวกเขาจึงอยู่ที่นี่ 

อย่างไรก็ดี แนวคิดกรุ๊ปโฮมของแอฟริกาใต้ก็ยังมีข้อเสีย ด้วยฐานคิดเรื่องเจ้าอาณานิคมที่เคยปกครองยังแฝงตัวอยู่ จึงทำให้คนไม่พิการคิดแทนคนพิการ มองว่าการอยู่เป็นสัดส่วนภายใต้คนดูแลเป็นเรื่องที่ดี ทำให้คนพิการที่อยู่ในกรุ๊ปโฮมไม่มีอิสระ หรือสบายแบบที่ทุกคนเข้าใจ  ยังมีเรื่องของอำนาจ การเมือง หากใครเป็นหัวหน้าหรือเสียงดังกว่า ก็อาจเข้าถึงสวัสดิการมากกว่า 

เราเคยมีโอกาสอยู่ในกรุ๊ปโฮมช่วงสั้นๆ คนพิการคนหนึ่งเล่าว่า เธออยากออกจากที่นี่ แต่ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน อยากตัดเล็บ สระผม แต่ก็ไม่มีคนมาตัดให้หรือต้องรอคิวนานมาก สำหรับเราเรารู้สึกว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่ดี สะอาด แต่ไม่ซับพอร์ทเรื่องจิตใจ จึงตัดสินใจเอาเรื่องไอแอล เข้าไปเสริม

คนพิการที่ไม่เจอสังคม

เราเชื่อว่า ต่อให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งการเดินทางและสถานที่ มีมาตรการช่วยเหลือต่างๆ แต่ถ้าจิตใจคนพิการไม่เข้มแข็งก็จะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้  พวกเขาจะไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่อยากออกไปไหน อยากอยู่แต่ในห้อง 

เราเริ่มต้นที่เมืองโซเวโต้ โดยเลือกคนพิการที่อยู่ในกรุ๊ปโฮมเข้ามาเป็นกรรมการศูนย์ไอแอล  ส่งพวกเขาไปอบรมแนวคิดทั้งในประเทศและต่างประเทศ แล้วให้กลับมาจัดอบรมให้กับคนที่อยู่ใน กรุ๊ปโฮม  โดยเน้นย้ำเรื่องวิธีคิดและการตัดสินใจด้วยตัวเอง ให้เขาตระหนักว่า อำนาจการตัดสินใจนั้นหายไปอย่างคนพิการภายหลังอำนาจการตัดสินใจของเขาหายไปตอนที่ตนเองพิการ ส่วนหนึ่่งมาจากสังคมที่เชื่อว่าคนพิการอ่อนแอ สิ่งเหล่านี้ลดทอน ทำให้คนพิการขาดความมั่นใจ ต้องเป็นภาระผู้อื่นตลอดชีวิต 

คนพิการหลายคนในโซเวโต้อยู่กับครอบครัว ไม่เจอสังคม คนพิการคนแรกที่เราเจอ เขานั่งมองต้นไม้อย่างเดียว ออกไปไหนไม่ได้  เราจึงพาเขาไปเจอคนพิการรุนแรงอีกคนที่ออกไปใช้ชีวิตได้ เขาสองคนได้พูดคุยแลกเปลี่ยน จนคนพิการที่อยู่ติดบ้านเห็นว่าเขาเลือกและใช้ชีวิตเองได้  

จะเห็นได้ว่า งานช่วงแรกของศูนย์คือการพยายามเอาคนพิการออกจากบ้าน  หลายคนได้รับการอบรมส่งเสริมให้กลับไปดูแลคนพิการ หรือให้คำแนะนำคนพิการในพื้นที่ตัวเองต่อ 

บางคนพอเรียนรู้เรื่องนี้แล้ว เขาก็ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ออกจากกรุ๊ปโฮมเลยเพราะรู้สึกว่าควรมีชีวิตของตัวเอง ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง หลังจากวันนั้น คนพิการในโซเวโต้เปลี่ยนไปมาก หลายคนออกไปใช้ชีวิต ไปกินเหล้ากินเบียร์ มีแฟน มีครอบครัว สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นจากการทำให้คนพิการด้วยกันเองเห็นว่า พิการแล้วยังมีสิทธิออกมาใช้ชีวิตได้ เขาทำได้ คุณก็ทำได้  

ทำให้เข้าถึงขนส่งสาธารณะ 

ช่วงที่ 2 เกิดขึ้นตอนทำงานครบ 3 ปี เราประเมินกันว่ายังขาดอะไร ทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบขนส่ง ที่เมื่อหากคนพิการเข้าไม่ถึงก้ต้องขอความช่วยเหลือ การพูดเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น 

เนื่องจากขนส่งในประเทศแอฟริกาใต้นั้นไม่ดี  ญี่ปุ่นจึงพยายามหารถมือ 2 ที่ติดตั้งลิฟต์แล้วส่งมา สำหรับใช้ในชุมชน ส่งคนพิการจากบ้านไปที่สาธารณะ แม้ในสมัยนั้นมีรถ BRT ที่คนพิการใช้ได้วิ่งในเส้นทางหลักแล้ว แต่ก็ยังไปไม่ถึงเส้นทางย่อยๆ จึงใช้รถของเราในการวิ่งรับส่งคนพิการจากบ้านไปจุดที่มีรถ BRT

ในช่วงแรกคนพิการไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมคนพิการควรใช้ขนส่งสาธารณะได้ เพราะเขาพิการและไม่เชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ มองความพิการเป็นปัญหาส่วนตัว เราก้ต้องสร้างความเข้าใจใหม่ว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องโครงสร้าง เป็นเพราะรัฐไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนทุกคนใช้ชีวิตได้  

พอเริ่มมีกฎหมาย อะไรที่รัฐสร้างเราจะไม่ค่อยห่วงมาก เพราะมีกฎหมายที่ครอบคลุมอยู่ ไม่เหมือนบ้านที่แยกเรื่องความพิการเป็นกฎหมายคนพิการ แต่ที่นี่เรื่องคนพิการรวมอยู่ในทุกส่วน ถึงแม้เป็นกฎหมายเรื่องผู้หญิงก็ต้องมีข้อที่ว่าด้วยผู้หญิงพิการ  กฎหมายเด็กต้องมีเรื่องเด็กพิการ ประเทศเขามองว่า ตัวเองถูกเลือกปฏิบัติมานานในเรื่องเหยียดสีผิว เขาจึงไม่ต้องการเลือกปฎิบัติกับใคร และไม่แยกเรื่องความพิการออกจากเรื่องอื่น แอฟริกาใต้พบปัญหาเรื่องสีผิวมากกว่าเรื่องความพิการ  ประเด็นเรื่องการเลือกปฏิบัติจึงสำคัญมาก  และคนก็ให้การยอมรับอย่างกว้างขวางในพื้นที่สาธารณะหรือห้างสรรพสินค้า

พอเราทำไปได้สักพัก เราก็เอาโครงการนี้ไปเสนอกับรัฐบาลและหน่วยงานส่วนท้องถิ่น  โซเวโต้ก็ได้รับการสนับสนุน ต่อสัญญาทุก 3 ปี กลายเป็นเป็นโครงการต่อเนื่อง และต้องส่งรายงานกลับไปยังรัฐบาล เราคิดว่านี่คือความสำเร็จอย่างหนึ่งเมื่อภาครัฐตอบรับ และเป็นการบ้านให้คนทำงานว่าคุณจะต้องทำต่อจนกว่ารัฐจะมองเป็นเรื่องจำเป็น พอประธานาธิบดีของเขารู้เรื่องนี้ ก็ส่งคนมาทำงานร่วมกันตลอด 

ปัญหาที่เราเห็นในศูนย์ไอแอล แอฟริกาใต้คือ พวกเขาบวกเลขไม่ค่อยเป็น ขาดความรู้เรื่องคณิตศาสตร์ เนื่องจากไม่มีสอนในระบบการศึกษา สิ่งนี้ติดมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม ก่อนยุคเนลสัน แมนเดล่า ผู้มีอำนาจปกครองจงใจตัดวิชาคณิตศาสตร์ออกจากหลักสูตรการศึกษาเพราะมองว่า ระบบการศึกษาผลิตคนเพื่อเป็นแรงงาน ส่งผลให้เกิดปัญหาจนถึงปัจจุบัน คนมองว่า ผู้ชายต้องขุดเหมือง ขุดทอง ทำสวน ผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้าน  ส่วนคนพิการไม่ต้องทำงาน อาศัยพ่อแม่เลี้ยง จึงทำให้ไม่มีอำนาจการต่อรอง

เปรียบเทียบปัญหาคนพิการไทย - แอฟริกาใต้ 

ต้องเปรียบเทียบระหว่างโซเวโต้กับต่างจังหวัดของไทย อย่างที่ศรีสะเกษบ้านเรา ก็มีชมรมคนพิการ มีสมาชิกเยอะ มีการอบรมเรื่องผู้ดูแล สิ่งที่ค้ลายกันคือในต่างจังหวัดจะหาคนทำงานเป็นผู้ดูแลไม่ยาก เพราะคนว่างงานเยอะ ไม่เหมือนกับในกรุงเทพฯ ที่หาคนมาเป็นผู้ดูแลยาก เพราะคนว่างงานน้อย 

สิ่งที่ต่างกันคือในแอฟริกาใต้รัฐเขาใส่ใจ มองหาลู่ทางที่จะสนับสนุนโครงการอยู่ตลอด คอยดูว่ามีกฎหมายข้อไหนที่จะสนับสนุนได้บ้าง แต่บ้านเราแม้จะส่งคนไปอบรมเรื่องต่างๆ ตลอด แต่ไม่มีปลายทาง ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ กลายเป็นภาพขององค์กรคนพิการที่ดิ้นรนอยู่ฝ่ายเดียว เขียนโครงการส่งไปเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน 

ช่วงแรกที่ไทยตั้งไข่งานด้านคนพิการ  APCD เป็นคนประสาน แต่ก็ไม่สามารถลงลึกไปถึงการผลักให้เป็นกลไกรัฐ อีกทั้งหน่วยงานรัฐก็ไม่อินกับเรื่องนี้ 

นอกจากนี้ บุคลากรก็เป็นสิ่งที่ต่าง ที่แอฟริกาใต้หน่วยงานด้านคนพิการต้องเป็นคนพิการทำ เรื่องนี้ถูกเขียนเป็นระเบียบโครงสร้างไว้ชัดเจน ผ่านการเลือกตั้ง สรรหา ผ่านกลไกของสภาคนพิการ โดยมองว่า คนพิการทำเรื่องคนพิการได้อย่างเห็นปัญหาชัดเจนกว่า แต่เราไม่รู้เลยว่าภาครัฐเราให้ความสำคัญกับเรื่องคนพิการขนาดไหน 

ไอแอลจึงเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน เพราะทำให้คนพิการที่รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง คอยสนับสนุนการคิด การตัดสินใจ  กระบวนการหรือเครื่องมือเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ได้ง่าย แต่ต้องอาศัยโครงสร้างในระดับชุมชน จังหวัด จนถึงระดับประเทศ โดยที่องค์กรคนพิการไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยลำพัง  

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

คนพิการรุนแรง ผู้ช่วยและการตัดสินใจเลือกชีวิตด้วยตัวเอง

https://thisable.me/content/2019/07/539  

ทำไมผู้ช่วยคนพิการ (PA) ถึงเป็นงานที่สร้างสังคมให้เท่าเทียม

https://thisable.me/content/2019/05/536

เกิดอะไรขึ้นกับฉันที่นอนพิการติดเตียงมา 21 ปี: สุพัตรา แวววับ

https://thisable.me/content/2019/10/561

  Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศแรงงานILการดำรงชีวิตอิสระ
Categories: ThisAble

ชวนรู้จัก 39 วันที่เกี่ยวกับความพิการ

ThisAble - Mon, 2020-08-31 15:36

ชวนรู้จัก 39 วันที่เกี่ยวกับความพิการ
หลายคนอาจจะรู้จักวันคนพิการสากล หรือวันไม้เท้าขาว กันดีอยู่แล้ว และอาจคิดว่า วันที่เกี่ยวข้องกับความพิการมีแค่ปีละไม่กี่วัน

แต่เดี๋ยวก่อน!! เพราะวันที่เกี่ยวกับความพิการไม่ได้มีแค่สองสามวัน Thisable.me จึงได้รวบรวมวันที่เกี่ยวข้องกับความพิการที่น่าสนใจจำนวน 39 วัน ทั้งวันที่มีหมุดหมายสำคัญในไทย และวันคนพิการในระดับสากล


มกราคม
วันที่ 4 วันอักษรเบรลล์โลก
วันที่ 20 วันแห่งการยอมรับ
วันที่ 24 วัน Moebius Syndrome เป็นโรคทางระบบประสาท ทำให้ใบหน้าเป็นอัมพาต ไม่สามารถแสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้ และมีปัญหาด้านการได้ยิน

กุมภาพันธ์
วันที่ 6 เริ่มใช้ พ.ร.บ.การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551
วันที่ 18 วันโรคแอสเพอร์เกอร์ เป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มโรคออทิสติก ผู้ป่วยจะชอบทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ สามารถใช้ภาษาสื่อสารได้ปกติ แต่จะไม่เข้าใจภาษากาย คำเปรียบเปรย คำเสียดสีประชดประชัน
วันที่ 21 ใช้ พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551
วันที่ 29 วันโรคหายาก

มีนาคม
วันที่ 1 วันวีลแชร์สากล
วันที่ 3 วันการได้ยินโลก
วันที่ 5 วันตระหนักถึงโรคหลายบุคลิก
วันที่ 21 วันดาวน์ซินโดรมโลก
วันที่ 29 เริ่มใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546

เมษายน
วันที่ 1 คนที่มีบัตรคนพิการได้รับเบี้ยคนพิการครั้งแรก
วันที่ 2 วันตระหนักรู้ออทิสติกโลก
วันที่ 11 วันพาร์กินสันโลก
วันที่ 15 วันภาษามืออเมริกัน
วันที่ 16 วันนักกีฬายอดเยี่ยม
พุธสุดท้ายของเดือน วันสุนัขนำทางสากล

พฤษภาคม
อังคารที่ 3 ของเดือน วันการเข้าถึงโลก

มิถุนายน
วันที่ 21 วันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

กรกฎาคม
วันที่ 22 วันสมองโลก

สิงหาคม
วันที่ 4 วันสุนัขผู้ช่วย
วันที่ 30 - 31 จัดการแข่งขันฝีมือคนพิการแห่งชาติครั้งแรก
วันที่ 31 ใช้กฎกระทรวง กำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548

กันยายน
วันที่ 7 วันเฉลิมฉลองนักกีฬาคนพิการ
วันที่ 8 วันกายภาพบำบัดโลก
วันที่ 21 วันอัลไซเมอร์โลก
วันที่ 23 วันภาษามือโลก
วันที่ 28 ใช้ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550
สัปดาห์สุดท้ายของเดือน สัปดาห์หูหนวกโลก

ตุลาคม
วันที่ 10 วันสุขภาพจิตโลก
วันที่ 15 วันกายภาพบำบัดโลก
วันที่ 18 วันพัฒนาความผิดปกติทางด้านภาษา
วันที่ 20 วันโรคกระดูกพรุนโลก
วันที่ 24 วันโปลิโอโลก
พฤหัสบดีที่ 2 ของเดือน วันสายตาโลก

พฤศจิกายน
วันที่ 1 - 7 สัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ
เสาร์ที่ 2 ของเดือน วันคนพิการแห่งชาติ

ธันวาคม
วันที่ 3 วันคนพิการสากล 

  Culture & Artบทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนวันสำคัญ
Categories: ThisAble

บอร์ดคนพิการฯ ตั้งงบ 2 พันล้าน กู้ฉุกเฉินประกอบอาชีพไม่เกิน 1 หมื่น ไม่ต้องค้ำ

ThisAble - Thu, 2020-08-27 16:21

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ในที่ประชุม ที่มีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ได้พิจารณามาตรการช่วยเหลือคนพิการซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเรื่องการเข้าถึงโอกาสกาสการจ้างงาน เพื่อให้คนพิการมีรายได้ ชีวิตมีความมั่นคง และลดการพึ่งพาผู้อื่น

จึงมีมติให้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) เร่งช่วยเหลือคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการให้เข้าถึงเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพกรณีฉุกเฉิน จำนวน 2,000 ล้านบาท และเห็นชอบการปรับแก้ระเบียบคณะกรรมการฯ ว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และการจัดทำรายงานสถานะการเงินและการบริหารกองทุนฯ ร่างระเบียบที่แก้ไขใน 4 ข้อคือ  

1) ให้กู้เงินเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพกรณีฉุกเฉินไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกัน 

2) วงเงินกู้ฉุกเฉินไม่เกินรายละ 1 หมื่นบาท กำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นใน 2 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญากู้ 

3) ไม่มีดอกเบี้ย และอาจให้เริ่มชำระหนี้คืนเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญากู้ยืม

4) เพิ่มช่องทางในการยื่นคำขอก็ยืมเงินทุนประกอบอาชีพ สามารถยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

โดยจะเร่งมาตรการทั้งหมดให้สามารถออกประกาศใหม่ภายใน 30 วัน และวางระบบการทำงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคให้กระชับรวดเร็ว เพื่อพิจารณาการปล่อยสินเชื่อแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการใน 1 เดือนนับแต่วันยื่นขอกู้ 

อย่างไรก็ดี มาตรการกู้เงินฉุกเฉินเป็นหนึ่งในมาตรการการช่วยเหลือกลุ่มคนพิการในช่วงโควิด-19 ตามที่พัชรี อาระยะกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงไว้ 4 ข้อ ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.63 (กดอ่านที่นี่) โดยนอกจากการกู้เงินฉุกเฉินแล้ว ยังมีอีก 3 มาตรการได้แก่ เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าครั้งเดียว 1,000 บาทแก่คนพิการทุกคน ที่ได้จ่ายไปแล้วเมื่อวันที่ 29 พ.ค. (กดอ่านที่นี่) , การพักชำระหนี้คนพิการที่กู้เงินจากกองทุนฯ ในสังกัดเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่ช่วงนี้ถึงปีหน้า และการปรับเบี้ยคนพิการแบบถ้วนหน้าโดยไม่ต้องมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 2 ล้านคน คนละ 1,000 บาท  (กดอ่านที่นี่) แต่อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 28 เม.ย. รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกลับระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้เพิ่มเบี้ยคนพิการให้แก่ผู้ถือบัตรคนพิการ 2 กลุ่มเท่านั้น คือพิการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ราว 120,000 คน และกลุ่มคนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (กดอ่านที่นี่) โดยจะได้รับเดือนแรกในเดือน ต.ค.63

 

ที่มา
https://mgronline.com/politics/detail/9630000085330?fbclid=IwAR3PMyRRfzUf_4gcr9a3AmL_KJ0_Huj_KJKlmC2Bpnpmm28IDb59GVD-TvY

Livingข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนความมั่นคงเงินกู้คนพิการโควิด-19เงินเยียวยากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble