ThisAble

สรุปเสวนา “จะรับได้ไหม ถ้าฉันท้อง” เสวนาว่าด้วยสิทธิในการเป็นแม่ของคนพิการ

ThisAble - Tue, 2022-11-29 13:47

19 พ.ย.2565 Thisable.me, ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ พุทธมณฑล สมาคมนักขับเคลื่อนสังคมเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาวะ (นธส.) และประชาไท จัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘เสรีภาพ หรือเสรีพร่อง’ ตอน ‘จะรับได้ไหม ถ้าฉันท้อง’ ชวนพูดคุยเกี่ยวกับทัศนคติของผู้หญิงพิการ ครอบครัวและสังคม ในการเป็นแม่ของผู้หญิงพิการ  ที่ดีคอมมูเน (Die Kommune) เลียบคลองทวีวัฒนา โดยมีผู้ร่วมเสวนา 3 คน คือ ตั้ม - สุรีพร ยุพา มิยาโมโตะ,ฟ้า - วิญธัชชา ถุนนอกและ หมออ้น - พญ.ดลฤดี ศรีศุภผล ดำเนินรายการโดยจันทิมา ตรีเลิศ

ประสบการณ์ก่อนและหลังมีลูก

ฟ้าเล่าว่า ตัวเองเหมือนกับผู้หญิงทั่วไปที่อยากมีแฟน มีคนรัก อยากมีครอบครัว มองว่าถ้าทุกอย่างพร้อมก็อยากมีน้อง แฟนเองก็อยากมี เราเลยปรึกษาหมอว่ามีได้ไหมและไปตรวจสุขภาพ ร่างกายเราค่อนข้างแข็งแรง เพียงแค่ไม่มีขา ช่วงหลังจากแต่งงาน 2-3 ปี แม่เป็นห่วงว่าถ้ามีลูกจะไหวมั้ย ท้องต้องใหญ่นะ จะเคลื่อนย้ายตัวลำบากนะ แต่ถ้าตัดสินใจแล้วว่ามีแล้วเลี้ยงได้ก็ลองดู หลังฟ้าบินกลับไปเรียนที่ต่างประเทศได้ไม่นานก็รู้ว่าท้องได้ 2 เดือน ตอนนั้นเธอแอบตกใจว่าต้องทำยังไง เนื่องจากไม่ได้เป็นพลเมืองแต่เป็นเพียงนักเรียน หมอก็ถามว่า ถ้าไม่พร้อมก็สามารถเอาออกได้อย่างถูกกฏหมายและให้เวลาเธอคิด ระหว่างนั้นก็ได้ยาบำรุงกลับมา เมื่อเธอตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เอาออก หมอก็เลยดูแลจนท้องหกเดือน ระหว่างนั้นก็พยายามให้แฟนทำวีซ่า แต่สุดท้ายไม่ผ่าน จึงประเมินว่าถ้าอยู่คนเดียวแล้วคลอดที่นี่ก็คงไม่ไหว เลยตัดสินใจคุยกับมหาวิทยาลัยและรู้ว่าคนท้องก็เอาลูกมาเรียนได้ แต่เธอเองมองว่าไม่ไหวเลยกลับมาเมืองไทย 

ตั้มเล่าว่า ตัวเองเป็นคนรักเด็ก ถ้าวันหนึ่งแต่งงานก็อยากมีลูก ตอนไปญี่ปุ่นเห็นคนพิการหลายคู่มีลูก เลยไม่กลัว พอแต่งงานจึงคุยกับสามีว่าอยากมีลูก จึงไปตรวจร่างกายก็พบว่า ระบบทุกอย่างดีหมดไม่มีอะไรต้องกังวล แต่เนื่องจากประจำเดือนมาแค่สองวันหมอบอกว่าอาจมีลูกยาก หลังจากนั้นเดินทางไปต่างประเทศเป็นปีก็ยังไม่มีลูก แต่อยู่ๆ ก็มีน้องมะลิ (ลูกสาวคนโต) ตอนนั้นเธอดีใจมากและไปฝากท้อง หมอคนแรกบอกเธอว่าดีใจด้วยและแนะนำไปหาหมอสูตินารีเวช เพื่อเจาะน้ำคร่ำหาดาวน์ซินโดรม ตอนนั้นเราบอกว่าถ้าเป็นไม่เป็นไร ถึงเขาจะเกิดมาพิการเราเลี้ยงได้ หลังจากนั้นเธอจึงไปหาหมอคนที่สอง ซึ่งเป็นคนที่ดูแลเธอจนคลอด

คนทั่วไปมองผู้หญิงพิการที่ท้องอย่างไร 

ฟ้าเล่าว่า ตอนอยู่ที่อังกฤษคนไม่มองผู้หญิงพิการท้องในแง่ลบ แต่พอกลับไทยแล้วถ่ายรูปท้องลงโซเชียลแล้วมีคนแชร์เกือบสามหมื่น บางคอมเมนท์ก็บอกว่า ปล่อยให้ท้องทำไม ถ้าลูกออกมาเดี๋ยวก็เอาลูกไปขอทาน คลอดมาเดี๋ยวผู้ชายก็ทิ้งหรือถ้าคลอดมาเดี๋ยวลูกก็เหมือนตัวเองหรอก เธออึ้งมาก คิดในใจว่าขนาดนี้เลยเหรอ ทำไมผู้หญิงพิการตัดสินใจว่าอยากมีและพร้อมแล้วถึงมีไม่ได้ เธอบอกกับตัวเองตอนนั้นว่า สักวันหนึ่งเธอจะเอาคลิปต่างๆ ที่มีร่วมกับลูกมาให้ทุกคนได้ดู และนั่นก็เกิดขึ้นจริงผ่านเพจ Hello Harley

ตั้มเล่าว่า เธอเองท้องที่ประเทศแอฟริกาใต้ ที่นู่นมีคนพิการท้องเยอะจนไม่ใช่เรื่องเปลก แต่เธอก็มองว่าถ้าตัวเองท้องที่ไทยก็คงเจอแรงเสียดทานเยอะดังเช่นที่ฟ้าเจอ ครั้งหนึ่งเธอเคยไปเวิร์คชอปที่ญี่ปุ่นในศูนย์การดำรงชีวิตอิสระ ผู้หญิงแต่ละคนมาร่วมแลกเปลี่ยนเรื่องการมีสามีและการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งทำให้เธอได้เปิดหูเปิดตามากเพราะในไทยไม่มี 

หมออ้นสะท้อนว่า หากฟังฟ้าและตั้มก็อาจคิดว่าการท้องของคนพิการนั้นราบลื่น แต่ตัวเธอเองทำงานอยู่กับคนพิการในเมืองไทย กลับพบว่าเรื่องเพศถูกพูดถึงน้อยที่สุดในขอบรั้วโรงพยาบาล ทั้งที่จริงแล้วอาจเป็นเรื่องที่คนพิการอยากรู้มากที่สุด ในต่างประเทศเรื่อง sexual function ขึ้นมาหนึ่งในสามเรื่องที่คนพิการสนใจอยู่ตลอดแต่บุคลากรไทยไมให้ความสนใจ ยิ่งถ้าคนพิการคนนั้นมีครอบครัวอย่างพ่อแม่มาด้วยสิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งพูดยาก อย่างไรก็ดีแม้มีการเข้ามาปรึกษา ก็ยังพบว่า 99.99% เป็นคนพิการเพศชาย ทำให้เห็นว่า ผู้ชายพูดถึงเรื่องนี้ได้ง่ายกว่าผู้หญิง อาจเพราะเรื่องนี้วงการแพทย์ไทยพูดถึงน้อย แม้หลักสูตรการเรียนจะมีเรื่องการให้คำปรึกษาเรื่องเพศแต่ก็ยังไม่มีการพูดถึงมาก ในวงการหมอฟื้นฟูจะต้องเรียนว่าถ้าคนพิการท้องจะเกิดอะไรบ้าง เช่น หากน้ำหนักเยอะก็จะลำบากมากขึ้น หายใจลำบาก ความดันขึ้น ไม่เจ็บท้อง มีภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นเรื่องทางทฤษฏีที่พูดยาก เช่น ร่วมเพศยังไง ท้องยังไง ถ้าคนพิการที่มีปัญหาขับถ่ายต้องจัดการอย่างไรหากจะมีเพศสัมพันธ์ หากคนดูแลคือสามีภรรยาที่ต้องช่วยเรื่องอึฉี่ก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ไม่ดี หมดอารมณ์ การมีผู้ช่วยคนพิการ (PA- Personal Assistant) ก็จะช่วยตรงส่วนนี้ ทำให้ผู้หญิงไม่ต้องให้สามีล้วงก้นทำความสะอาดให้ทุกวัน ทำให้ความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกก็ยังคงอยู่

ในตอนคลอดเป็นอย่างไร

ฟ้าเล่าว่า เธอต้องผ่าคลอดเพราะตัวเล็ก ไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้ ตอนผ่ารู้สึกเจ็บเพราะบล็อคหลังไม่ได้เลยใช้ดมยา หลังผ่าตัดตื่นมาเธอเจ็บแผลมาก หมอทำได้เพียงบอกให้ลุกนั่งแต่ไม่รู้ว่าต้องดูแลคนพิการหลังคลอดอย่างไร และเนื่องจากฟ้าไม่มีขาทำให้ลำบากตอนป้อนนมลูก เพื่อนที่ต่างประเทศจึงแนะนำหมอนรูปตัวซี ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้เธอป้อนนมลูกง่ายขึ้นมาก

เช่นเดียวกับข้อมูลของหมออ้น ที่ระบุว่า ต่างจังหวัดของไทยไม่ได้ฝากท้องกับหมอสูตินารีเวช ถ้ามีคนพิการฝากท้อง หมอก็น่าจะช็อคกันทั้งโรงพยาบาล หมอจะสวดมนต์ว่าอย่ามีเคสคลอดลำบาก ซับซ้อนและความเสี่ยงสูงมาก หมอทั่วไปคงบอกว่าให้ไปศิริราชหรือโรงเรียนแพทย์ นอกจากนี้ผู้หญิงพิการก็มีความแตกต่างทางโรค หมออาจไม่คุ้นเคย ขนาดแค่ผู้หญิงพิการจะพาลูกไปอาบน้ำก็ไม่รู้ว่าจะต้องมีอุปกรณ์เสริมอย่างไร 

ฟ้าเล่าว่า หลังกลับจากอังกฤษมาฝากท้องก็ไม่มีใครรับเพราะกลัวจะเกิดอันตราย เพื่อนพยาบาลจึงแนะนำมาที่โรงพยาบาลศิริราชหรือวชิระ แม้ตอนแรกจะดูเหมือนยุ่งยากเพราะเอกสารที่เธอเอามาทั้งหมดนั้นเป็นภาษาอังกฤษ แต่หลังจากได้เจออาจารย์หมอก็ได้อัลตร้าซาวบอกว่าลูกเธอแข็งแรง ปากสวยน่ารักและส่งต่อไปกายภาพ สอบถามว่าเข้าห้องน้ำยังไง เมื่อได้แลกเปลี่ยนแล้วก็ทำให้หมอเข้าใจด้วยว่าเธอใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองอย่างไร 

ตั้มเล่าว่า ตอนท้องน้องมะลิตัวเองยังไม่มีประสบการณ์ ยิ่งมาเจอว่าลูกสาวมีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ก็ยิ่งยาก และเธอเองก็กระดูกเชิงกรานเล็ก จึงทำให้ปวดมากตอนใกล้คลอด ตอนเลือกการคลอดหมอเล่าให้เธอฟังว่า มีคนที่เป็นโปลิโอเคยคลอดธรรมชาติ เธอจึงอยากลองคลอดธรรมชาติ แต่ท้ายที่สุดปากมดลูกก็ไม่เปิดมากพอ และต้องผ่าคลอด ตอนท้องสองเธอวางแผนจะกลับไปคลอดที่เมืองไทย แต่สามีของตั้มก็กังวลว่า หากกลับไปแล้วจะหาหมอที่เข้าใจได้ยาก หากไม่เจอหมอที่เข้าใจจะทำยังไง จึงตัดสินใจอยู่กับหมอคนเดิม 

หากมีข้อมูล ผู้หญิงพิการจะเป็นแม่มากขึ้นไหม 

ฟ้าแลกเปลี่ยนว่า มีคนพิการเข้ามาปรึกษาเธอจำนวนมากว่าอยากมีลูก คำแนะนำของเธอคือการหาหมอเฉพาะทาง และประเมินความเสี่ยงผ่านสภาพร่างกาย เพราะแต่ละความพิการมีความแตกต่างกัน ถ้าตัวเราโอเค ครอบครัวโอเค ก็อย่าไปสนใจคำพูดของคนรอบข้างมาก ถ้าพร้อมก็สามารถมีได้อย่างคนทั่วไป 

ตั้มแลกเปลี่ยนว่า อันดับแรกตัวเราต้องแข็งแกร่ง ต้องเชื่อว่าเรามีได้ เลี้ยงได้ ไม่ต้องโอนเอนไปตามความเชื่อของคนอื่น นอกจากครอบครัวแล้วก็ไม่ได้มีใครที่ช่วยเลี้ยง ฉะนั้นหากพื้นฐานเราแน่นมากพอเสียงข้างนอกก็จะเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา 

หมออ้นแลกเปลี่ยนว่า การตัดสินใจท้องของผู้หญิงพิการไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูลทางการแพทย์ แต่อยู่ที่ความพร้อมและการเงิน ถ้าสวัสดิการทางสังคมไม่ได้ซัพพอร์ทให้ผู้หญิงทั่วไปท้อง ผู้หญิงพิการก็ท้องยากกว่าหลายเท่า ขนาดเราเป็นหมอแล้วคนไข้มาขอคำแนะนำในการฝากท้องเราก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าต้องไปที่ไหน 

ได้เรียนรู้อะไรจากลูกบ้าง

ตั้มเล่าว่า เธอได้เรียนรู้ความเป็นแม่ซึ่งต่างกับในตำรามาก การเป็นแม่จะต้องมีความอดทน จะสอนลูกยังไงให้ไม่เป็นการตำหนิเขา ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะต้องเจออะไร จะเตรียมพร้อมอะไร สิ่งหนึ่งที่เธอสอนลูกเสมอคือคนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน มีความแตกต่าง จึงไม่แปลกที่แม่พิการ สิ่งสำคัญคือแม่เลี้ยงลูกได้และสอนให้ลูกมีคุณภาพได้ไม่ต่างกัน 

ฟ้าเล่าว่า เธอได้เรียนรู้ความเป็นแม่ เป็นครู เป็นทุกอย่าง ชีวิตไม่เหงา มีเหนื่อยบ้างเป็นเรื่องปกติของมนุษย์แม่ ลูกสาวเธออายุ 6 ขวบก็เริ่มรับรู้เวลาเพื่อนถามว่าทำไมแม่นั่งรถเข็น ซึ่งลูกก็จะตอบว่า หม่าม้านั่งรถเข็นแต่หม่าม้าเลี้ยงเราได้นะ เธอจึงรู้สึกว่าลูกมั่นใจในตัวเธอ ภูมิใจที่มีเธอเป็นแม่ 

หมออ้นเล่าว่า ตอนอยู่อังกฤษเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นซีรีบรัลเพาซี (Cerebral Pulsy) ได้ทำสารคดีกับลูกชาย และลูกชายบอกว่า ผมรอวันที่ผมจะโตพอที่จะมีวีลแชร์เหมือนพ่อ สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าในครอบครัวคนพิการ ความหลากหลายนั้นแทรกซึมไปเลย ไม่รู้สึกว่าความพิการแปลกแยก 

สิ่งที่อยากให้ประเทศไทยมี

ตั้มมองว่า อยากให้มีข้อมูลเพราะตอนท้องเธอมีข้อมูลน้อยมากว่าคนพิการท้องยังไง คลอดยังไง มีเพียงความรู้จากการถามเพื่อน จึงอยากให้มีสวัสดิการของรัฐมาสนับสนุนคนพิการในส่วนนี้

ฟ้ามองว่า อยากให้มีข้อมูลว่าพิการท้องแล้วต้องทำอย่างไรบ้าง อย่างเรื่องสวัสดิการ ในต่างประเทศแม่พิการจะได้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้น มีสวัสดิการที่สมเหตุสมผลกับภาษี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เธออยากเห็นในไทย 

หมออ้นมองว่า อยากให้ผู้หญิงพิการท้องแบบไม่ต้องเจอทัศนคติที่กดทับ ทัศนคติต่างๆ จะต้องมาพร้อมกับมูลว่าการท้องของผู้หญิงพิการไม่ได้เป็นข้อห้าม พิการแล้วไม่ได้แปลว่าลูกจะพิการ หากกังวลว่าพิการแล้วจะเลี้ยงลูกไม่ได้ ก็ต้องไปดูเรื่องคุณภาพชีวิตของคนพิการทั่วไปว่าคนพิการมีพื้นฐานชีวิตไม่เท่ากับคนทั่วไปเหรอ ถ้าจะเปลี่ยนก็คงไม่ใช่เเค่เรื่องการแพทย์ แต่สวัสดิการทางสังคมจะเข้าเข้ามามีส่วน ในต่างประเทศถ้าคุณคลอดลูกแล้วคุณต้องการการช่วยเหลือก็สามารถมีได้ เช่น ผู้ช่วยเพิ่มเข้ามาวันละ 3-4ชั่วโมง หรือช่วยอาบน้ำสระผมลูก ในไทยเราอาศัยพ่อแม่ปู่ย่าตายาย สิ่งเหล่านี้ทำให้คนพิการตัดสินใจท้องยากขึ้นไปอีก คนพิการในอังกฤษมีสถานะเป็นนายจ้างไม่ใช่คนดูแลแบบในไทยที่ทำให้คนพิการรู้สึกว่า ฉันมาช่วยดูแล 2 ชั่วโมงก็บุญแล้ว พอเราเป็นผู้จ้าง เรามีศักดิศรี ไม่ต้องรอคอยความช่วยเหลือจากคนอื่น เพราะการรอความช่วยเหลือทำให้แนวคิดแบบสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมเกิดยากกว่าที่อื่น 

สุดท้ายตั้มทิ้งไว้ว่า ระยะเวลาตั้งแต่ท้อง เลี้ยงลูกจนโตก็หล่อหลอมให้เราเข็มเเข็ง คนเป็นแม่ต้องทำให้ลูกเห็นว่าเราทำหน้าที่นี้ได้ทุกอย่าง ให้ลูกได้ภูมิใจว่าพ่อแม่เป็นแบบนี้ก็มีความสุข เธอมั่นใจว่าลูกเธอไม่ใช่เด็กที่ขาดอะไร และหากคนนอกที่มองมาแบบดูถูกแต่ไม่ได้ช่วยเลี้ยงก็อยากให้ช่วยกรุณาอยู่นิ่งๆ ไปจะดีกว่า

ฟ้า ทิ้งท้ายว่าเธอเลี้ยงลูกเองและมั่นใจว่าความพิการจะไม่เป็นปมของลูกเพราะเขาเห็นแม่ในทุกๆ มุม แม่เราอันลิมิเตด อยากให้ความมั่นใจกับแม่และอยากให้คนทั่วไปมองความสามารถ อย่าเพิ่งตัดสินภายนอกว่าทำอะไรไม่ได้ เราเชื่อว่าคนพิการทุกคนมีศักยภาพเหมือนคนทั่วไป ทำทุกกกิจกรรมกับลูกได้ เพียงแค่เรามีวีลแชร์ อยากให้ทุกคนเปิดกว้างให้กับคนพิการ ทุกคนมีสิทธิใช้ชีวิตในแบบที่เขาเลือก ที่เขาอยากเป็น

Socialบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศผู้หญิงแม่คนพิการตั้งครรภ์ ท้อง
Categories: ThisAble

ถ้า ‘ไม่อุ้ม ไม่แบก ไม่คลาน’ ผู้โดยสารพิการจะขึ้นเครื่องบินได้ยังไง?

ThisAble - Wed, 2022-11-16 14:35

ในช่วงไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา ภาพของหญิงสาวชาวออสเตรเลียที่คลานไปบนห้องโดยสารของเครื่องบินถูกเผยแพร่พร้อมกับข้อความที่ระบุว่า เธอเดินทางถึงประเทศไทยแต่เกิดความขัดข้องจนทำให้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมารับเธอออกจากเครื่องบิน แม้กรณีดังกล่าวอาจเป็นข่าวที่เห็นไม่บ่อยนัก แต่ที่ผ่านมาคนพิการและการขึ้นเครื่องบินในไทยกลับเป็นประสบการณ์ไม้เบื่อไม้เมาที่เพื่อนคนพิการต้องเจอกันประจำ ไม่ว่าจะจากความไม่เข้าใจ ความไม่พร้อมของอุปกรณ์ และนโยบายที่ไม่เอื้อ

ชวนคุยกับ ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอเรียนจบด้านกฎหมายการเดินอากาศและกฎหมายอวกาศ และทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรื่องสิทธิในการเดินทางทางอากาศของคนพิการ มาอ่านกันว่า อะไรทำให้ผู้โดยสารคนพิการต้องเจอกับความยากลำบากในการโดยสารเครื่องบิน และเมื่อไหร่การเดินทางทางอากาศจึงจะเป็นสิทธิที่คนทุกคนเข้าถึงได้อย่างไม่มีการเลือกปฏิบัติ

One person, One Fare

ลลิล: ระหว่างเรียนอยู่ที่แคนาดามีกรณีฟ้องร้องโดยคนอ้วนและคนพิการ โดยใช้แคมเปญที่ชื่อว่า หนึ่งคน หนึ่งค่าโดยสาร (One Person, One Fare) หลังจากคนกลุ่มนี้ต้องเสียค่าโดยสารและค่าธรรมเนียมเพิ่ม คนอ้วนที่ต้องนั่งสองที่ต้องเสียค่าตั๋วสองเท่า คนพิการที่จำเป็นต้องมีผู้ช่วย (Personal Assistance) ก็ต้องเสียค่าผู้ช่วยเพิ่ม อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดศาลแคนาดาตัดสินว่า คนหนึ่งคนต้องเสียค่าโดยสารหนึ่งที่เท่านั้น แม้แต่การมีผู้ช่วยก็ไม่ถูกนับเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หลังจากคำตัดสินก็เกิดประเด็นการโต้แย้งจากสายการบินว่า จะวัดอย่างไรว่าอ้วนแค่ไหนถึงจะได้ที่นั่งเพิ่ม และการให้ผู้ช่วยคนพิการขึ้นฟรีเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ ความน่าสนใจของเรื่องนี้ทำให้สนที่จะทำวิทยานิพนธ์เรื่องคนพิการและการเดินทางทางอากาศในที่สุด 

หากเทียบกับกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและกฎหมายของสหภาพยุโรป จะเห็นได้ว่า พื้นฐานของกฏหมายนั้นถกเถียงกันบนเรื่องความเสมอภาคเและการเลือกปฏิบัติ อย่างบางประเทศนึกถึงสุนัขนำทางเมื่อพูดถึงคนตาบอด แต่ในบางประเทศนั้นมองกว้างกว่านั้นและตั้งคำถามว่าทำไมถึงอนุญาตเพียงสุนัขและการอนุญาตเพียงสุนัขนำทางนั้นถือเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ 

คนเท่ากัน ต้องเดินทางได้เหมือนกัน

เนื่องจากการเปรียบเทียบกฏหมายต้องเลือกประเทศที่มีกฎหมายคล้ายกัน จึงไม่สามารถเลือกประเทศไทยได้เพราะประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ ฐานคิดของกฏหมายแคนาดาและสหรัฐอเมริกาคือ หากเรามองว่าคนเท่ากัน การเดินทางก็คือสิทธิขั้นพื้นฐาน ฉะนั้นเรื่องต้นทุนไม่ใช่เหตุยกเว้นที่จะเอามาตัดสิทธิขั้นพื้นฐาน สิ่งที่จะตัดสิทธิขั้นพื้นฐานได้คือเรื่องความปลอดภัยของตัวคุณและความปลอดภัยของส่วนรวม เช่น การกำหนดไม่ให้เอาวีลแชร์พร้อมแบตเตอรี่ขึ้นเครื่องแต่ต้องถอดแบตออก ขณะที่อีกกลุ่มประเทศยังเถียงบนฐานคิดเรื่องต้นทุน ทั้งที่ถูกพิสูจน์ในหลายประเทศแล้วว่า การมีผู้โดยสารพิการไม่นับเป็นภาระเกินสมควรทางการเงิน รัฐเองก็ต้องคำนึงตามกฏระเบียบระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญในเรื่องไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อบังคับเอกชนในการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวก ในเมื่อคุณให้เอกชนดำเนินการบริการขนส่งแทนคุณ ก็จะต้องคำนึงถึงการเข้าถึงของคนพิการโดยไม่แบ่งแยกว่า นี่คือรัฐหรือเอกชน หรือนี่คือสายการบินโลวคอสเพราะเป้าหมายคือคนพิการต้องเดินทางได้ทุกแบบเท่ากับคนอื่น การออกแบบการบริการที่หลากหลายทั้งในกลุ่มคนแก่ คนพิการ คนท้อง หรือเด็ก จึงต้องคิดตั้งแต่ต้น 

กรณีคำตัดสินของประเทศแคนาดานั้นทำให้เกิดกฏที่ชัดเจนว่า ถ้าคนพิการจำเป็นต้องมีผู้ช่วยในการเดินทาง จะต้องต้องคิดค่าเดินทางแค่หนึ่งคน นั่นหมายความว่าคนพิการจะต้องเสียเงินสำหรับตั๋วหนึ่งใบ ค่าธรรมเนียมสนามบิน ค่าภาษีต่างๆ สำหรับแค่หนึ่งที่เท่านั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายเพราะกว่าจะตัดสินแบบนี้สายการบินต่างๆ จะต้องออกมาโต้แย้งเพื่อแสดงให้เห็นว่า กฏนี้จะทำให้ธุรกิจขาดทุนหรือกระทบแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดข้อพิสูจน์ก็พบว่า กฏนี้ไม่ได้กระทบจนเกิดนัยยะสำคัญที่ทำให้ธุรกิจล้ม จึงจำเป็นต้องให้สิทธินี้กับคนพิการ 

ในสหรัฐอเมริกาก็มีออกกฏหมายเฉพาะเรื่องการเดินทางทางอากาศสำหรับคนพิการ ที่ระบุว่า ทุกคนมีเสรีภาพในการเดินทางเท่ากัน โดยไม่คิดแทนว่าคนพิการต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกอะไร คนพิการที่มีความต้องการพิเศษต้องมีหน้าที่แจ้ง คนพิการสามารถเดินทางคนเดียวได้ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แตกต่างจากที่บางประเทศค่อนข้างกังวลจนเกิดเป็นข้อจำกัด กระทั่งตั้งค่ามาตรฐานว่า คนพิการจะต้องมีคนเดินทางไปด้วย 

ไม่อุ้ม ไม่แตะตัว แต่ต้องเคลื่อนย้ายได้ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก

จากกรณีผู้หญิงพิการนั่งวีลแชร์ชาวออสเตรเลียที่ต้องคลานออกจากห้องโดยสารบนเครื่องบินนั้นเรามองว่า อาจเกิดจากข้อผิดพลาดด้านการสื่อสาร หากคนพิการมีความต้องการพิเศษและได้แจ้งแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของสายการบินที่จะต้องจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกที่คนพิการใช้งานได้อย่างสบายใจที่สุด และเจ้าหน้าที่ไม่ควรจะอุ้มหรือแบกใครออกจากเครื่องบิน

ข้อแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศแม้ไม่ได้มีค่าบังคับในทางกฎหมายแต่ก็ระบุว่า ไม่ควรอุ้มผู้โดยสาร เหตุผลแรกคือ คนพิการเองคงไม่รู้สึกสนิทใจที่ใครก็ไม่รู้มาอุ้ม สอง ฝั่งเจ้าหน้าที่สายการบินเองก็ไม่ได้สบายใจหากเกิดเหตุอุบัติเหตุและเขาไม่ได้ถูกฝึกฝนมาเพื่ออุ้มใคร  และเมื่อการอุ้มเกิดขึ้นกับชาวต่างชาติ เขาอาจมองว่านี่คือการลดการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเขาให้คุณค่ามาก

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น คนพิการสามารถร้องเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือหน่วยงานกำกับการบินกำกับพลเรือน แต่การฟ้องแบบนี้คือการฟ้องเพื่อกำกับดูแลให้สายการบินมีมาตรฐานมากขึ้นเท่านั้น แต่หากเป็นการฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจะต้องดูเงื่อนไขตามอนุสัญญามอนทรีออล ค.ศ. 1999 (Montreal Convention 1999)

เรื่องความรับผิดของผู้ขนส่งทางอากาศซึ่งสามารถเรียกค่าเสียหายได้เฉพาะถ้ามีการบาดเจ็บของร่างกาย หากคนพิการรู้สึกว่าสายการบินทำไม่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์มาตรฐานทางการบิน แต่ไม่ได้บาดเจ็บทางกายก็จะไม่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ ดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ คู่สามี-ภรรยาเดินทางโดยเครื่องบิน สามีที่นั่งวีลแชร์ได้ขอให้ภรรยานั่งข้างๆ แต่ไม่ได้และต้องต้องนั่งแยกกัน ทำให้เขาไม่ได้เข้าห้องน้ำ กินอาหารไม่สะดวก ท้ายที่สุดจึงฟ้องว่าสายการบินทำไม่ถูกตามมาตรฐานการอำนวยความสะดวก ศาลอังกฤษตัดสินว่า เข้าใจว่าสายการบินทำไม่ถูกจนทำให้เกิดความอับอาย อีดอัด แต่อย่างไรก็ดีไม่เกิดการบาดเจ็บทางร่างกายจึงทำให้ไม่ได้ค่าเสียหาย

นอกจากอนุสัญญามอนทรีออลแล้ว องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศมีอนุสัญญาชื่อว่าชิคาโก (Chicago Convention on International Civil Aviation) ซึ่งกำหนดมาตรฐานในการเดินทางทางอากาศผ่านข้อแนะนำภาคผนวกแก่แต่ละประเทศที่ลงนามในอนุสัญญา ไม่ได้มีข้อบังคับหรือบทลงโทษ แต่ละประเทศสามารถออกกฏข้อบังคับของตัวเองได้ และหากทำผิดกฎข้อบังคับภายในประเทศ คนพิการก็สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายภายใน แต่หากเหตุการณ์เข้ากับเงื่อนไขในอนุสัญญามอนทรีออลแต่ไม่เกิดการบาดเจ็บร่างกายก็ยังคงติดปัญหาส่วนนี้อยู่

จุดที่น่าสนใจคือที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หากมีการฟ้องร้องว่าสายการบินไม่ทำตามระเบียบ สายการบินจำเป็นต้องเสียค่าปรับเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ดี หลายประเทศรวมทั้งไทยยังไม่สามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้และยังไม่เห็นความพยายามในการปรับกฎหมายระหว่างประเทศ อาจเพราะกฎหมายเรื่องความรับผิดของผู้ขนส่งทางอากาศยกร่างจากผู้แทนรัฐ ตัวแทนสมาพันธ์สายการบินและตัวแทนประกันภัย สาระสำคัญจึงเป็นเรื่องพาณิชย์มากกว่าเรื่องจิตใจ และหากครอบคลุมถึงเรื่องจิตใจก็อาจมีโอกาสเกิดการฟ้องมากขึ้น 

ไกด์ไลน์และคนที่รักษาสิทธิจะทำให้เกิดมาตรฐานได้จริง

การมีไกด์ไลน์ที่มีเนื้อหาจะเริ่มตั้งแต่การขึ้นเครื่องจนจบนั้นใช้งานได้จริงหากคนรักษาสิทธิและมีระบบการร้องเรียน แต่ละประเทศนั้นมีรายละเอียดของข้อแนะนำไม่เหมือนกัน เช่น ในสหภาพยุโรปมีหลักว่า คนพิการมีสิทธิเดินทางได้ปกติ และปฏิเสธคนพิการได้เฉพาะเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง เช่น เรื่องสุขภาพ หรืออุปกรณ์ความพิการที่ไม่สามารถขึ้นเครื่องได้ แต่ถ้าไม่ใช่เหตุเหล่านี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติกับคนพิการ ไกด์ไลน์นี้ยังบอกอีกว่าหน้าที่ในสนามบินเป็นหน้าที่ของใคร เช่น สหภาพยุโรประบุว่าเป็นหน้าที่ของสนามบิน ขณะที่สหรัฐอเมริกาบอกว่าเป็นหน้าที่ของสายการบิน และแนะนำเรื่องการดำเนินการตั้งแต่การจองตั๋ว การโทรแจ้งความพิการเพิ่มเติมโดยที่ไม่เสียค่าติดต่อ และแนะนำสายการบินว่าจะต้องเปิดหมายเลขคอลเซ็นเตอร์ที่โทรฟรี สำหรับเรื่องนี้เพราะเช่นนั้นคนพิการจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งค่าใช้จ่ายเพิ่มคือความไม่เท่าเทียม ระบุเรื่องการเข้าถึง เช่น คู่มืออักษรเบรลล์หรือสื่อที่จำเป็นอื่นสำหรับคนพิการประเภทต่างๆ 

เรื่องที่สำคัญคือฝรั่งค่อนข้างรักษาสิทธิตัวเองและมีช่องทางฟ้องร้องที่เข้าถึงค่อนข้างง่าย เมื่อเกิดการร้องเรียน ระบบงานกำกับดูแลจะรายงานว่ามีกี่คดีและมีผลออกมาเป็นอย่างไร หากสายการบินผิดก็ต้องถูกปรับและตัดแต้ม ส่วนตัวมองว่า ระบบนี้ใช้ได้ผลเพราะเกิดขึ้นจากการยอมรับร่วมกันตั้งแต่แรก และการจัดทำมาตรฐานนั้นทำร่วมกับหลายภาคส่วนรวมถึงสายการบิน จึงทำให้แต่ละสายการบินก็ตื่นตัว มีการส่งพนักงานไปอบรมเป็นระยะจนกระทั่งมาตรฐานการบริการถูกต้อง ไม่อุ้มคนพิการแบบที่เราเห็นบ่อยในบ้านเรา 

จากกระแสในโซเชียลและการฟ้องร้อง สู่การเปลี่ยนแปลงระดับนโยบาย 

ในอินเดียเป็นประเทศที่เห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากเกิดการฟ้องร้อง แม้ไม่มีกฏหมายแต่ก็กระทบภาพลักษณ์ของสายการบินโดยตรง หุ้นก็ตก ภาครัฐจึงเกิดความพยายามออกกฎเกณฑ์ให้ดีขึ้น และเพิ่มงบให้สนามบินไปบริหารจัดการ

ในไทยเองก็มีกฎเกณฑ์มาตรฐานผ่านเงื่อนไขคล้ายๆ กันทุกสายการบิน เช่น กฎกระทรวงเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก อย่างไรก็ดีส่วนตัวมองว่ากฎกระทรวงไม่ได้พูดถึงเรื่องการปฎิบัติ แต่พูดถึงสภาพแวดล้อมหรือการกำหนดว่าต้องมีที่นั่งสำหรับคนพิการ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากบนเครื่องบินเพราะไม่ใช่แค่การแปะสติกเกอร์เท่านั้นแต่มีรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น เก้าอี้ต้องสามารถยกที่วางแขนขึ้นได้ ปุ่มกดเรียกพนักงานต้องอยู่เตี้ย จึงยังมองไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร การออกกฏระเบียบที่ดีและทำได้จริงสำหรับเราจึงควรเป็นกฏที่มีกระบวนการโปร่งใส ทำได้และประกอบไปด้วยความคิดเห็นหลายส่วน

การจัดการเป็นเรื่องของทัศนคติ

หากมองเห็นความหลากหลาย เมื่อมีผู้โดยสารตาบอดเขาก็จะได้รับการอำนวยความสะดวกในรูปแบบที่เข้าถึงได้ เช่น เสียงหรืออักษรเบรลล์ คนมักมีคำถามเกี่ยวกับการเดินทางของคนตาบอดว่า คนตาบอดจะเดินทางคนเดียวได้เหรอ หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะทำอย่างไร แต่คนตาบอดก็โต้แย้งกลับว่า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินไฟจะดับ คนตาบอดนั้นเคยชินแต่คนตาดีอาจเผชิญความลำบากมากกว่าเพราะมองไม่เห็น หนำซ้ำยังไม่มีงานวิจัยใดชี้ชัดว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินคนตาบอดจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่คนเลือกตัดสินก่อนแล้วว่าคนตาบอดจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องฐานคิด แม้สถานการณ์ในไทยจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ก็ยังไม่พ้นการมองว่า คนพิการอยู่บ้านก็ได้ ไม่ต้องออกไปไหน ผู้ให้บริการเองหากบริการลูกค้าคนพิการก็อาจมีต้นทุนเพิ่มจึงเลือกไม่รับคนพิการเพื่อหลีกปัญหา นอกจากนี้อีกเหตุผลที่สำคัญคือการมองว่า รับลูกค้าพิการเพราะสงสาร สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการขึ้นรถฟรี การใช้บริการฟรีทำให้การต่อสู้เรื่องความเท่าเทียมของคนพิการเป็นไปได้ยากขึ้น ส่วนตัวเห็นด้วยกับการสนับสนุนโดยรัฐผ่านการทำให้คนพิการขึ้นโดยสารได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องบอกใครต่อใครว่าจะไปไหน เช่น การมีการ์ดโดยสารที่ให้โดยรัฐเพื่อให้คนพิการไปจ่ายขึ้นรถโดยสาร เพราะการขึ้นฟรีทำให้คนพิการถูกมองว่า ไม่สามารถสร้างกำไรหรือสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้

มีมาตรฐานจะทำให้ห่างไกลเรื่อง “ช่วยคนพิการแล้วได้บุญ”

ในเรื่องของการต่อสู้ของคนพิการเราอาจต้องทำให้คนเห็นว่า เป็นปัญหาที่กระทบในวงกว้าง การเริ่มต้นอย่างใช้สื่อโซเชียลอาจเป็นสิ่งที่ดี แต่หลังจากนั้นจะต้องเริ่มขับเคลื่อนต่อว่าจะทำอย่างไรในการดึงภาครัฐและเอกชนมามีส่วนร่วม เพื่อไม่ให้เกิดวงจรปัญหาและชี้ให้เห็นทางแก้ที่ดีกว่า หากปล่อยให้สายการบินจัดการกันเองเขาก็รู้สึกว่า การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกนั้นต้นทุนเยอะ แต่หากมีการชี้ให้เห็นฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นและภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ก็มีหลักปฏิบัติ พวกเขาก็ไม่เพราะรู้ว่าจะต้องทำจัดการเมื่อมีคนพิการอย่างไร ผู้โดยสารไม่ควรต้องนั่งคิดว่า วันนี้ฉันไปบุรีรัมย์เป็นอย่างนี้ อีกวันไปสุโขทัยเป็นอีกอย่าง ฉะนั้นเราควรตัดวงจรเคสบายเคสออกไปและมีมาตรฐานที่ทุกเคสใช้เหมือนกันจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยกำกับทั้งสนามบินและสายการบิน เช่น ขนาดของวีลแชร์อาจจะมีผลต่อการขึ้นเครื่อง ไม่ใช่ความต่างของแต่ละสายการบินแต่ขึ้นกับขนาดของเครื่องบินที่สัมพันธ์กับรันเวย์สนามบิน 

อย่างไรก็ดี การออกกฎโดยฝ่ายกำกับจะฟังจากแค่สนามบินและสายการบินไม่ได้ แต่คุณต้องฟังจากผู้บริโภคด้วย ทั้งคนพิการและไม่พิการ บางทีคนไม่พิการอาจมองว่า ถ้ามีผู้โดยสารนั่งวีลแชร์อาจทำให้เสียเวลา สิ่งเหล่านี้ต้องถูกทำให้เกิดความเข้าใจ ไม่ว่าจะผ่านบทบาทของภาควิชาการในการจัดเวทีกลางพูดคุยระหว่างเอ็นจีโอและภาครัฐ จุดสำคัญคือต้องทำให้เห็นปัญหาร่วม เช่น ในที่สุดทุกคนจะแก่และเดินขึ้นบันไดยาก โอกาสที่คุณจะพิการมีทุกช่วงชีวิต ในประเทศนี้อยู่ๆ ก็เดินสะดุดฟุธปาตหกล้มขาเจ็บ พรุ่งนี้อาจจะต้องใส่เฝือกก็เป็นไปได้

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศเครื่องบินสายการบินคนพิการลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี
Categories: ThisAble

สรุปเสวนา “เลือกเกิดไม่ได้ เลือกตายได้ไหม” เสวนาว่าด้วยสิทธิที่จะเลือกความตายของคนพิการ

ThisAble - Thu, 2022-11-10 14:18

5 พ.ย.2565 Thisable.me, ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ พุทธมณฑล สมาคมนักขับเคลื่อนสังคมเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาวะ (นธส.) และประชาไท จัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘เสรีภาพ หรือเสรีพร่อง’ ตอน ‘เลือกเกิดไม่ได้ เลือกตายได้ไหม’ ชวนพูดคุยเกี่ยวกับทัศนคติเรื่องความตายของคนพิการ และสิทธิที่จะเลือกความตายของตัวเอง ที่ดีคอมมูเน (Die Kommune) เลียบคลองทวีวัฒนา โดยมีผู้ร่วมเสวนา 3 คน คือ อดิศักดิ์ พาพรชัย, นลัทพร ไกรฤกษ์ และนพ.ภิญโญ ศรีวีระชัย ดำเนินรายการโดยพรเพ็ญ​ เธียร​ไพศาล ​

ลิงก์ชมเสวนา ‘เสรีภาพ เสรีพร่อง’ เลือกเกิดไม่ได้ เลือกตายได้ไหม https://www.facebook.com/thisAble.me/videos/3264901300424767/

มุมมองความตาย มุมมองการุณยฆาต

นลัทพรหรือหนู บรรณาธิการจากเพจ Thisable.me เธอเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA) ตั้งแต่ยังเด็ก เธอเล่าว่าตอนเด็กยังไม่เข้าใจว่า การตายคืออะไร เด็กตายคืออะไร เพราะคิดว่าเด็กตายไม่ได้ แต่หายไปได้ จำได้ว่าตอนที่อยากหายไป ตอนนั้นอายุประมาณ 4-5 ขวบ อยู่บ้านชั้นสองแล้วงไม่ได้ จึงตะโกนสุดเสียงเป็นชั่วโมงเรียกแม่ให้พาลงไปเป็นชั่วโมง ตอนนั้นเธอเล่าว่า ครั้งนั้นน่าจะเป็นแว๊บแรกที่หนูอยากหายไปจากตรงนี้ แต่เธอไม่รู้ว่านี่คือความยากตายหรือเปล่า แต่รู้สึกไม่อยากอยู่แล้วตรงนี้ เพราะทำอะไรเองไม่ได้เลย

จุดเริ่มต้นที่ทำให้หนูได้รู้จักความตายอีกรอบก็คือ ตอนสร้างเพจเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แล้วมีโอกาสได้คุยผู้ปกครองที่มีลูกป่วยอาการคล้ายๆ กันประมาณสองอาทิตย์ ลูกเขาเสียชีวิต เธอแชร์ความรู้สึกตอนนั้นให้ฟังว่า กลัวมากและไม่อยากทำเพจต่อเพราะกลัวเจอความตายไปเรื่อยๆ แต่ต่อมาเธอก็ยังสูญเสียคนรู้จักที่เป็นโรคเดียวกันเฉลี่ย 3-4 คนต่อปี ไม่ว่าจะเป็นเพราะโรคฆ่าเขา สภาพแวดล้อมฆ่าเขา หรือการตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

อดิศักดิ์หรือแจ็ค เป็นคนพิการบาดเจ็บที่ไขสันหลังระดับคอ C4 - C5 ทำให้ตั้งแต่ใต้ราวนมขยับไม่ได้มาเป็นระยะเวลา 14 ปี แจ็คมีมุมมองเรื่องความตายแตกต่างจากหนู เพราะไม่เคยสูญเสียคนใกล้ตัวหรือเพื่อนที่มีความพิการคล้ายกันมาก่อน จะเห็นความตายจากข่าวมากกว่า และส่วนตัวแจ็คมีความเห็นเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายว่า เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่การุณยฆาตไม่ใช่แบบนั้น กว่าจะมีสิทธิที่จะตายในรูปแบบของการุณยฆาตนั้นมีกระบวนการอีกเยอะ

ส่วนมุมมองสิทธิที่จะตายทางการแพทย์จาก นพ.ภิญโญหรือหมอโย เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนหากผู้ป่วยระยะสุดท้ายไม่อยากอยู่แล้ว เขาต้องฆ่าตัวตายเอง แต่พอกาลเวลาผ่านไป ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความรู้สึกว่าการจากไปด้วยการฆ่าตัวตายนั้นน่ากลัวและเจ็บ จึงพยายามหาทางออกให้การจากไปสบายยิ่งขึ้น พวกเขาจึงมาปรึกษาวงการแพทย์ว่าช่วยอะไรได้บ้าง แต่ตอนนั้นวงการแพทย์ยังไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ยังมองว่าวิธีทางการแพทย์ยังสามารถดูแลผู้ป่วยได้ หลังจากได้พยายามใช้วิธีต่างๆ นานาแล้ว ก็พบว่ายังมีผู้ป่วยที่รักษาไม่หายจริงๆ จึงเริ่มคิดทางเลือกให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ตายอย่างสงบ และการุณยฆาตจึงได้ถูกบัญญัติขึ้นมา

ต่อมามีการศึกษาเก็บข้อมูลจากประเทศที่อนุญาตให้ทำการุณยฆาตว่าปัจจุบันทำแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง อัตราการการุณยฆาตมากน้อยขนาดไหน หมอโยได้กล่าวว่าการศึกษานี้เป็นของประเทศเนเธอร์แลนด์ ผลการศึกษาพบว่าเมื่อปี ค.ศ.2002 มีการทำการุณยฆาตประมาณ 2,000 รายต่อปี สิบปีต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 รายต่อปี และในปี ค.ศ.2016 เพิ่มขึ้นเป็น 6,000 รายต่อปี พอลงไปดูรายละเอียดก็พบว่ายังมีผู้ป่วยกลุ่มอื่นที่ขอมาทำการุณยฆาตคือ ผู้สูงอายุ โดยให้เหตุผลว่ามีอาการเทียบเท่ากับผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งประเทศเนเธอร์แลนด์ก็อนุญาตให้ผู้สูงอายุทำการุณยฆาต อย่างไรก็ดีกลับพบว่า ผู้ป่วยหลายคนไม่ได้ตัดสินใจเองแต่ถูกกดดันจากครอบครัวและสังคมว่าไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายแล้ว ปัญหานี้ทำให้ประเทศเนเธอร์แลนด์สะท้อนกลับมาดูระบบการดูแลผู้สูงที่อาจไม่ดีพอจนทำให้ผู้สูงอายุตัดสินใจที่จะทำแบบนี้

เพราะอะไรถึงอยากให้มีการุณยฆาต

แจ็คกล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้อยากให้ประเทศไทยมีการุยฆาต เพราะเมื่อเป็นคนพิการที่มีอาการบาดเจ็บไขสันหลังแล้วต้องใส่สายสวนปัสสาวะ ทำให้แจ็คมีอาการแทรกซ้อนเข้ามา เช่น ติดเชื้อ หายใจไม่ออก รู้สึกร้อนหรือหนาวจนจะขาดใจตาย อาการเหล่านี้ทำให้แจ็คทรมานมาก ถ้าเลือกได้ขอไปก่อน แต่ทุกวันนี้ไม่มีทางให้เลือก มีให้เดินทางเดียวคือ การมีชีวิตอยู่ 

ระหว่างพูดคุยแจ็คได้แชร์ความคิดหนึ่งที่ว่า พ่อแม่ของแม่ก็ตายไปแล้ว พ่อของผมหรือแฟนแม่ก็ตายแล้ว เขาผ่านความสูญเสียมาเยอะแล้ว ถ้าวันหนึ่งไม่มีผมเขาก็เสียใจอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้เขาทำอะไรไม่ได้เลย ต้องอยู่ดูแลผมตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าเลือกได้ก็จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย แจ็คก็มีความสุขจนวันสุดท้ายและแม่จะใช้ชีวิตในแบบของเขาได้

ส่วนหนูมองว่าอาการป่วยของตน อาการไม่ได้ทรงตัวตลอดเวลา มีโอกาสที่อาการจะแย่ลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ถ้าวันหนึ่งหนูไม่สามารถทำอะไรได้เลยหรือแม้จะบอกความต้องการของตัวเองว่าอยากจะทำอะไร คิดว่าจุดนั้นก็อยากเลือกได้ว่าอยากมีชีวิตแค่นี้แหละ 

จากกรณีที่ผู้สูงอายุโดนกดดันให้เซ็นต์ทำการุณยฆาตในประเนอร์เธอร์แลนด์และได้ฟังความคิดของหนูและแจ็คเกี่ยวกับประเด็นนี้ หมอโยกล่าวว่า การที่ใครคนหนึ่งตัดสินใจว่าจะจากไป ก็อยากให้การจากไปอย่างสมศักดิ์ศรี คำว่า ‘สมศักดิ์ศรี’ นี้หมายความว่า ผู้ที่ตัดสินใจการุณยฆาตได้รับสวัสดิการทุกอย่างแล้ว แต่ชีวิตก็ยังไม่โอเค กรณีที่เกิดขึ้นในเนเธอแลนด์ทำให้เห็นว่า อย่าปล่อยให้มาไกล มาเร็วจนเกินไป อยากให้ดูก่อนว่าตอนนี้เรามีสวัสดิการเพียงพอหรือยัง ปัจจุบันกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ดูแลอยู่ก็ยังไม่สามารถให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างเต็มที่ และคนพิการก็ยังเข้าไม่ถึงเช่นกันเดียวกัน

ปัญหาสวัสดิการของรัฐไทยกับการุณยฆาต

แจ็คสะท้อนปัญหาว่า มีคนพิการอีกจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าทำอะไรได้บ้าง ถ้าเขารู้ว่ามีสิทธิ สวัสดิการอะไรบ้าง เขาสามารถทำอะไรได้อีกเยอะแยะ คนพิการจะคิดเรื่องการุยฆาตน้อยลง แจ็คเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ถูกเชิญไปพูดแนวคิดการดํารงชีวิตอิสระของคนพิการที่ประเทศสิงค์โปร์และญี่ปุ่น พอเขาได้เห็นทางเท้า รถเมล์ที่นู้นก็อดเปรียบเทียบกับประเทศไทยไม่ได้ ที่นี่คนพิการออกมาใช้ชีวิตง่ายและไม่ถูกมองเป็นตัวประหลาด คนพิการรุนแรงมีผู้ช่วยตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ต้องทรมานเพราะมีคนช่วยตลอด

หนูพูดเสริมจากแจ็คว่า สวัสดิการที่มีต้องทำให้คนพิการรู้สึกว่าอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีด้วย ทุกวันนี้หนูเดินทางไปทำงานเองได้ด้วยรถไฟฟ้า แต่ต้องร้องขอทุกคนในเส้นทางว่า ‘ช่วยเปิดให้หน่อยนะคะ’ ‘ช่วยยกนิดนึงนะคะ’ พูดแบบนี้วันหนึ่งประมาณ 15 รอบ ถึงแม้จะเป็นคนพิการที่ใช้ชีวิตได้ ไปไหนมาไหนเองได้ แต่หนีไม่พ้นการต้องขอความช่วยเหลือตลอดเวลา ไม่มีความเป็นส่วนตัวในการเดินทาง เวลาเข้าสถานีรถไฟฟ้าเจ้าหน้าที่ก็จะตะโกนไปบอกว่าคนนี้จะไปไหน สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่านี่ยังไม่ใช่การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพอย่างที่ควรจะเป็น

หนทางการุณยฆาตในประเทศไทย

หมอโยได้พูดถึงการุณฆยาตในประเทศไทยไว้ว่า หากผู้ป่วยระยะสุดท้ายและคนพิการยังเข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์อย่างเต็มที่ เรื่องการุณยฆาตก็จะไม่ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

ในฐานะที่เป็นหมอดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เขาเจอผู้ป่วยที่เพิ่งเข้ามารักษาจำนวนไม่น้อยมาขอการุณยฆาต แต่หมอจะขอโอกาสจากคนไข้ให้ได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดก่อน แล้วค่อยกลับมาคุยว่ายังอยากการุณยาตอยู่ไหม ที่ผ่านมาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการดูแลดีๆ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ เขาก็ไม่ได้ต้องการตายแล้ว นี่เป็นการตอกย้ำว่าสวัสดิการเป็นสิ่งสำคัญ คนไม่ได้อยากตายแต่มีอะไรบางอย่างบีบคั้น

คำตอบของคำถาม ‘เลือกเกิดไม่ได้ เลิกตายได้ไหม’

หนูมองว่า สิทธิที่เราจะตายควรเป็นสิทธิที่เลือกได้โดยที่เราไม่ต้องต้องฆ่าตัวตาย ปัจจุบันเราไม่มีพื้นที่ในการตาย จนต้องฆ่าตัวตายในสักที่หนึ่งแล้วคนอื่นต้องมาใช้ต่อ เธอคิดว่าการุณฆาตไม่ได้ทำให้คนตายมากขึ้น เพราะกระบวนการุณยฆาตอาจยาวนานกินเวลาไปถึงสองปี ต้องผ่านการคุยกับนักจิตวิทยา ผ่านการประเมินว่าคุณตัดสินใจอย่างนี้แล้วจริงๆ ซึ่งอาจจะทำให้คนที่ไม่ได้ทบทวนตัวเองมีโอกาสทบทวนและเห็นว่าชึวิตสามารถไปทางไหนได้บ้าง อย่างสถิติการทำการุยฆาตในเนเธอร์แลนด์ที่หมอโยที่กล่าวไว้ว่า เพิ่มขึ้นจาก 2,000 เป็น 4,000 เป็น 6,000 นี่ก็สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่มีสวัสดิการที่เพียงพอ ตรงนี้อาจเป็นภาพสะท้อนของเมืองไทยได้ด้วยว่ามีสวัสดิการเพียงพอไหม หากมีสวัสดิการมากพอแล้วแต่สุดท้ายยังตัดสินใจจบชีวิต การุณยฆาตก็ควรเป็นทางเลือก

ส่วนแจ็คยังยืนกรานคำตอบเดิมตั้งแต่ต้นว่าอย่างน้อยน่าจะมีทางให้เลือก ให้เขาเลือกได้เท่านั้นเอง ถ้าวันหนึ่งระบบสวัสดิการของรัฐเหมือนญี่ปุ่นแจ็คอาจไม่มีความคิดแบบนี้ก็ได้ เพราะเขาเองไม่เคยได้ลองสัมผัสการใช้ชีวิตที่นั่น หากแม่ไม่ต้องเหนื่อย ทำอะไรได้มากขึ้น ผมอาจไม่มีความคิดนี้ก็ได้ 

 

  Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพสิทธิที่จะตายการุณยฆาตเสรีภาพหรือเสรีพร่องเสวนาเสรีภาพหรือเสรีพร่องเสวนา
Categories: ThisAble

สรุปเสวนา เย็ด ยัง ยาก เสวนาว่าด้วยเซ็กส์ของคนพิการ

ThisAble - Wed, 2022-10-26 23:24
22 ต.ค.2565 Thisable.me, ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ พุทธมณฑล จัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘เสรีภาพ หรือเสรีพร่อง’ ตอน ‘เย็ด ยัง ยาก’ ชวนผู้ฟังสำรวจมายาคติ ความเชื่อและความเข้าใจผิดๆ ของคนในสังคมที่มีต่อเรื่องเซ็กส์และความพิการที่ ดีคอมมูเน (Die Kommune) เลียบคลองทวีวัฒนา โดยมีผู้ร่วมเสวนา 4 คน คือ ยะหยา The Pillow Talks, ชยธร ชนะโชคชัยสกุล, กนกวรรณ นาคนาม และอธิพันธ์ ว่องไว ร่วมเสวนา และมีวิปัศยา อยู่พูล เป็นผู้ดำเนินรายการ   ลิงก์ชมเสวนา ‘เสรีภาพ เสรีพร่อง’ ตอนเย็ด ยัง ยาก https://www.facebook.com/thisAble.me/videos/1246890609487907   วิปัศยาเริ่มต้นเสวนาด้วยการตั้งคำถามถึงพื้นที่ปลอดภัยในการพูดถึงเรื่องเซ็กส์ว่ามีมากแค่ไหน และพบว่าการพูดเรื่องเซ็กส์ก็ยากแล้ว เซ็กกับความพิการยิ่งยากเข้าไปใหญ่ งานเสวนาครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการพูดถึงเรื่องที่ไม่ค่อยมีพื้นที่ปลอดภัย     คนพิการเงี่ยนไหม กนกวรรณหรือหญิงจากเพจ yooyingsopa ผู้หญิงที่ใช้ชีวิตบนวีลแชร์ เธอพิการประเภท 3 หรือทางการเคลื่อนไหวจากอุบัติเหตุ ทำให้อ่อนแรงตั้งแต่ใต้ราวนม อุบัติครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังคบหาดูใจกับแฟนได้ไม่กี่เดือนกระทั่งปัจจุบันก็คบได้ 5 ปีแล้ว เธอเล่าว่า ตัวเองเป็นมนุษย์ทั่วไปแค่มีความผิดปกติทางร่างกายบางอย่าง หัวใจก็ปกติ ตั้งแต่รู้ว่าเป็นอัมพาต ขาขยับไม่ได้ ก็เกิดความอยากรู้ว่า จะมีเซ็กส์ได้ไหมเพราะก่อนพิการเซ็กส์ก็คือความสุขอย่างหนึ่ง ด้วยความอยากรู้อยากลองทั้งที่ตอนนั้นยังคาสายสวนปัสสวะอยู่ด้วยซ้ำ ก็เลยลอง ลองท่านี้ไม่ได้ก็ลองท่าใหม่ ส่วนตัวหญิงคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ระหว่างเรากับพาร์ทเนอร์ต้องเรียนรู้ร่วมกัน บางท่าที่แอดเวนเจอร์มากก็อาจทำไม่ได้ กว่าจะลงตัวเธอก็ลองมาหลายท่วงท่า เธอสะท้อนว่าที่ผ่านมาไม่ค่อยเห็นพื้นที่ที่ให้คนพิการได้พูดเรื่องเซ็กส์กันมากสักเท่าไหร่

อธิพันธ์หรือน้ำพุ คนพิการทางการเคลื่อนไหวตั้งแต่กำเนิดจาก Cerebral Pulsy ที่ทำให้แขนขาเกร็ง พูดไม่ชัด ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ปัจจุบันมีแฟนคบกันมา 3 ปีแล้ว ได้สะท้อนว่า ตอนวัยรุ่นก็รู้สึกอยากรู้เรื่องเพศเป็นปกติ ตัวเขาเองอยู่กับครอบครัวที่มองว่าคนพิการทำอะไรไม่ได้ มีคนรักไม่ได้ จนตัวเองก็มองว่าตัวเองมีแฟนไม่ได้ การมีเซ็กส์เป็นไปไม่ได้ หลังช่วยตัวเองครั้งแรกตอนอายุ 13-14 ก็รู้สึกผิด กลัวคนในครอบครัวต่อว่า กระทั่งได้ได้รู้จักกับแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระก็เกิดความเชื่อในตัวเองและมีแฟนคนแรกทางออนไลน์ ก็โกหกว่าเดินได้ปกติ คุยเซ็กส์โฟนกันเกือบปี แต่ไม่กล้าเจอเพราะกลัวผู้หญิงจะรับไม่ได้ แต่ปรากฏว่าเขารับได้ หลังจากนั้นก็เริ่มมีความมั่นใจไปถึงขั้นที่เรียกเจ้าชู้ ทำผู้หญิงร้องไห้ แต่ตอนนี้เลิกเจ้าชู้แล้ว (หัวเราะ)  
ชยธรหรือเปา เป็นคนพิการประเภท 3 ตั้งแต่ใต้ราวนมลงไปขยับไม่ได้ แต่ก็ช่วยเหลือตัวเองได้ทุกเรื่อง เขาเน้นย้ำว่า ไม่มีสักเรื่องที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ปัจจุบันมีแฟนและคบกันหลังจากพิการ เปาสะท้อนว่า เซ็กส์เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ คนพิการมีความรู้สึก มีความต้องการ เห็นอะไรที่ถูกตาต้องใจก็มีความรู้สึก ตัวเขาเข้าใจในมุมของคนทั่วไปที่มีสงสัยว่าเป็นแบบนี้แล้วมีเซ็กส์อย่างไร หรือบางคำถามแปลกๆ เช่น พิการแล้วยังต้องสนใจเรื่องพวกนี้อีกเหรอ ซึ่งดูแล้วเป็นคำถามที่ไม่ให้เกียรติกัน “พิการแล้วต้องสวดมนต์ทุกคืนเหรอ คนร่างกายปกติก็เงี่ยน กูก็เงี่ยนเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าพิการแล้วไม่เงี่ยนเพราะผมก็ยังใช้ชีวิตปกติ กิน ขี้ ปี้ นอน”

ยะหยากล่าวว่า ตัวเองไม่ได้ทำเรื่องเซ็กส์กับคนพิการโดยตรง แต่อยากให้เซ็กส์เป็นเรื่องของทุกคน และนับรวม (Inclusive) มากที่สุด จึงมองว่า หากไม่ได้พูดเรื่องเซ็กส์และความพิการก็คงไม่นับว่าประสบความสำเร็จ เธอสะท้อนว่าทุกวันนี้สังคมยังพูดถึงเซ็กส์ด้วยความตลกขบขันหรือทำให้อาย แต่ไม่ได้พูดว่าเย็ดแบบไหนถึงดี แบบไหนคนมีจิ๋มถึงฟิน คนมีจู๋ถึงฟิน ยิ่งเซ็กส์ของคนพิการก็ยิ่งไม่ค่อยถูกพูดถึง      เย็ดยังไง เปาเล่าว่า เขาก็เย็ดปกติ แต่วิธีการอาจต่างจากคนไม่พิการนิดหน่อย เนื่องจากใต้ราวนมลงไปไม่มีความรู้สึก ทำให้ไม่เสียว แต่แค่เห็นเข้าๆ ออกๆ ก็มีความสุขเหมือนสมองหลั่งสารอะไรสักอย่าง กล้ามเนื้อก็ได้ออกกำลังกาย มีการตึงกระตุก ตัวเขาเองไม่ได้สรรหาความเสียว แต่หาความสุขในระหว่างมีเซ็กส์ และการเห็นคู่นอนเสียวก็มีความสุชแล้ว เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า แล้วเมื่อไม่มีความรู้สึก อวัยวะเพศแข็งได้อย่างไร เปาก็สะท้อนให้ฟังว่า เขาพิการโดยสมบูรณ์ทำให้อวัยวะเพศแข็งเป็นช่วงสั้นๆ ถ้ามีเซ็กส์ก็จะขาดตอน จึงต้องใช้ยาช่วย และการกินยาเองก็ต้องกินแบบมีศิลปะ เช่น ต้องกินตอนท้องว่างก่อนมีเซ็กส์และอย่ากินพร้อมแอลกอฮอล์

พุมีความรู้สึกปกติ แต่เขาก็สะท้อนถึงคนทั่วไปที่มักเข้าใจว่า เขาไม่มีความความรู้สึกหรือไม่สามารถมีเซ็กส์ได้ แม้จะไม่สามารถทำบางท่าได้ แต่พุก็สะท้อนว่าเขาสามารถช่วยให้ผู้หญิงเสร็จได้ หลายครั้งผู้หญิงก็เป็นฝ่ายอยู่ข้างบนหรือนอนตะแคง แม้เรื่องนี้จะคุยกันได้ แต่เขาก็เคยเจอเหตุการณ์ถูกบอกเลิกเพราะแฟนบอกว่าเขาให้ความสุขไม่ได้ เขาจึงมองว่าเซ็กส์เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุย ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้าเอาแต่ท่าเดิมก็เบื่อ บางทีเขาก็จินตนาการ ชวนคุย หรือสมมติบทบาทว่า ตอนนี้อยู่ข้างบนนะ  

หญิง กล่าวว่าความพิการของเธอเป็นแบบไม่สมบูรณ์ จึงยังมีความรู้สึกหลงเหลืออยู่มาก สำหรับเธอที่เป็นผู้หญิงไม่ได้มีปัญหาเรื่องท่าทางอะไรมากมาย แต่ก็อาจจะไม่โลดโผนเหมือนเมื่อก่อนกลายเป็นเป็นสาวน้อยคนหนึ่ง และเธอเองก็ยังมีความรู้สึกจึงถึงจุดสุดยอดได้

“โชคดีที่แฟนปฏิบัติกับเราเหมือนผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ต้องดูแลอะไรพิเศษ เคยชวนกันว่าลองแบบนี้มั้ย แต่ลองขึ้นไปแล้วก็เจอว่าไม่เวิร์คขยับไม่ได้ ก็เหนื่อยดี”

ยะหยามองว่า อยากทะลายความคิดอย่าง คนไม่พิการต้องมีเซ็กส์สอดใส่เท่านั้นหรือจะจู๋แข็งแบบมั่นคง เพราะจริงๆ แล้วคนไม่พิการก็จู๋ไม่แข็งได้ ไม่จำเป็นจต้องสอดใส่ก็ได้ คนมีจิ๋มไม่จำเป็นต้องแตก ต้องเสร็จก็ได้ บางทีถ้าไม่ได้โฟกัสว่าต้องแตก ต้องเสร็จ แต่อยากให้โฟกัสว่าระหว่างทางนั้นดีไหมผ่านการคุยกัน

“ไม่ใช่ว่าคนไม่พิการจะเสียวจากท่าเดียวกัน คนไม่พิการบางคนก็ขึ้นข้างบนไม่ได้นะ เราไม่ได้เย็ดเพราะจะท้องอย่างเดียว แต่เราทำเพื่อมีความสุข ความสัมพันธ์ที่มีความสุขจึงสำคัญ”   ทำไมคนพิการไม่ไปสวดมนต์

เนื่องจากเปาเองก็มักเจอความไม่เข้าใจหรือการตัดสินของคนในสังคม เขาก็มีคำตอบที่เอาไว้ตอบคำถามเหล่านั้นว่า “แล้วมึงเป็นควยอะไรอ่ะไอ้เหี้ย เสือกเรื่องอะไรของกูวะ กูต้องมาสวดมนต์ ต้องไปบวชเลยมั้ยครับขนาดพระก็ยังเงื่ยนเลย”

พุ สะท้อนความไม่เข้าใจของคนในสังคมว่า เขาเคยซื้อบริการทางเพศแต่ตัวเองก็ไม่สามารถเลือกได้ พนักงานบริการบางคนก็นึกภาพไม่ออกว่าจะทำอย่างไร จึงไม่ทำ นั่งเฉยๆ เขารู้สึกว่าถูกรังเกียจจึงตัดสินใจบอกปฏิเสธ

“ช่วงหนึ่งแฟนผมท้อง คนบอกให้เอาเด็กออกเพราะไม่รู้ว่าลูกจะพิการไหม พิการแล้วจะเลี้ยงลูกได้เหรอ ผมคิดว่าผมตัดสินใจได้นะว่าหากเลี้ยงไม่ได้ก็ไม่อยากมี แต่นี่เขาตีตราเราว่าไม่ควรมีไปก่อนแล้ว”

หญิง เสริมว่าคนไม่พิการก็มีโอกาสที่จะมีลูกพิการเช่นกัน ส่วนตัวเธอมักเจอแต่คนน่ารัก ถามเพราะอยากได้ความรู้ ยิ่งพอความรู้ทางการแพทย์มีไม่ลึก มีตามตำราแต่เธอปฏิบัติจริง คนจึงมักแวะเวียนมาถามเธอ

ยะหยาสะท้อนว่า อยากลบภาพจำที่คนอาจมองเป็นคนสองกลุ่มคือพิการและไม่พิการ ให้กลายเป็นความคล้ายคลึงของปัญหาที่พวกเขาเจอ คนส่วนมากที่ปรึกษา The Pillow Talks ก็ถามว่า ทำแบบไหนถึงเสร็จไม่ได้แยกว่าพิการหรือไม่ คนไม่พิการก็อาจเจอปัญหาอย่างเดียวกับคนพิการเพียงแต่วิธีการต่างกัน เรื่องจู๋แข็งคนไม่พิการก็เจอเหมือนกัน

“ไม่อยากให้จำว่าไม่พิการต้องเย็ดดี เย็ดนาน เราไม่สามารถบอกว่าไม่พิการเย็ดยังไงก็แตก ที่สุดแล้วเซ็กส์เป็นเรื่องเคสบายเคสอาศัยการคุยกัน การมีภาพจำแบ่งเป็นสองแบบยังไงก็ไม่พอ ขนาดคนพิการแต่ละคนเล่ายังไม่เหมือนกันเลย” 

ของฝากทางบ้าน

ผมพิการแต่กำเนิด สังคมปัจจุบันอาจจะมองว่าทำไม่ไม่เอาเวลาไปทำอย่างอื่น แต่ผมอยากให้สังคมมองเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องปกติธรรมชาติของมนุษย์ ถึงจะบอกว่าคนพิการไทยเป็นคนพุทธแต่เขาก็อารมณ์ คนพิการมีเพศ มีเซ็กส์ได้เมื่อเราพร้อม” พุกล่าว

“คนพิการก็มนุษย์ มีความต้องการ สามารถใช้ชีวิตได้ ยังเงี่ยนเหมือนกับทุกคน มัวแต่สงสัยกันอะไม่ลองกันหน่อยเหรอว่าเป็นยังไง” เปาฝาก

“อยากให้โรงพยาบาลให้ความรู้เรื่องเซ็กส์กับคนที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุ อยากให้ครอบครัวหรือโรงเรียนสอนว่าเห็นคนพิการไม่ใช่เรื่องประหลาดและเกิดขึ้นได้ ความหลายหลายไม่ใช่เรื่องประหลาด แม้กระทั่งเรื่องเซ็กส์” หญิงเสริม

 

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสุขภาพเสรีภาพหรือเสรีพร่องเสวนา
Categories: ThisAble

สรุปเสวนา 'แดก ดื่ม ดูด' เสวนาที่ว่าด้วยเสรีภาพในการเข้าถึงความสุขที่เป็นสิ่งต้องห้าม!

ThisAble - Mon, 2022-10-24 13:52

เมื่อ 8 ต.ค. 2565 ‘thisable.me’ สื่อที่นำเสนอเรื่องราวของคนพิการ และศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ พุทธมณฑล จัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อ 'เสรีภาพหรือเสรีพร่อง' ตอน 'แดก ดื่ม ดูด' ชวนผู้ฟังสำรวจความคิดของคนในสังคมเวลาเห็นผู้พิการเที่ยวยามราตรี ปาร์ตี้ และใช้ชีวิต และข้อเสนอของผู้พิการต่อการสร้างสถานประกอบการที่ทำให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ ที่ดีคอมมูเน (Die Kommune) เลียบคลองทวีวัฒนา กทม.

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย เอกชัย ศิริผล 'จ๋า' รุจิเรข และ รณภัฎ วงศ์ภา มาร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผู้พิการ และมี อรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ จากศูนย์การดำรงชีวิตอิสระฯ พุทธมณฑล เป็นผู้ดำเนินรายการ

อรรคพล เล่าว่าเสวนาครั้งนี้เริ่มจากแนวคิดที่ทางผู้จัดเชื่อว่า 'ผู้พิการ คือ มนุษย์' มีชีวิต จิตใจ ตลอดจนเสรีภาพในการใช้ชีวิตไม่ต่างจากคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ผู้จัดก็ตั้งคำถามว่าทำไมเรื่องราวของผู้พิการต้องนำเสนอผ่านมิติงานวิชาการหรือทางการแพทย์เท่านั้น แต่มิติเสรีภาพการใช้ชีวิตและเรียบง่าย กลับไม่ค่อยได้รับการนำเสนอผ่านหน้าสื่อเลย ดังนั้น งานเสวนานี้มุ่งหวังว่าผู้ฟังไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะเข้าใจผู้พิการในด้านที่เป็นมนุษย์มากขึ้น

เสรีภาพการใช้ชีวิตที่ถูกขวางกั้นโดยทัศนคติ (?)

วงเสวนาเริ่มต้นจากการชวนทุกคนคุยว่า หลังจากต้องเป็นผู้พิการแล้ว คนรอบตัวมีความเป็นห่วง หรือมีทัศนคติอย่างไรบ้าง เวลาที่ผู้พิการไปเที่ยวกลางคืน

'จ๋า' รุจิเรข ผู้พิการหญิงที่ต้องใช้วีลแชร์ เล่าให้ฟังว่า ตอนช่วงมหาวิทยาลัยเธอเป็นคนชอบไปเที่ยวกลางคืนมากๆ เวลาไปบางร้านจะมีสายตาจากคนรอบข้างที่อาจจะแปลกใจที่เห็นผู้พิการมาเที่ยว และด้วยความที่เธอเป็นคนชอบทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เที่ยวแบบสุดตัว เวลาเมาก็เมาหนัก ทำให้เมื่อก่อนเวลาเมาแทบทุกครั้งมักจะได้แผลกลับมา หรือสร้างวีรกรรมมากมาย ซึ่งนี่เป็นปัจจัยที่ทำให้หลายคนห่วงว่า ถ้าผู้พิการเมาจะทำยังไง โดยเฉพาะคนในครอบครัว

"เราไม่ได้มองว่าเราพิการแล้วเราจะต้องถนุถนอมตัวเองเซฟตัวเอง หรือจะต้องเหนียมอาย เราก็รู้สึกว่า เราก็คนพิการคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิต อยากใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ความพิการเป็นแค่อุปสรรคในร่างกาย แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต" จ๋า กล่าว

จ๋า กล่าวว่า สำหรับการปรับความเข้าใจกับครอบครัว เธอเริ่มจากใช้วิธีคุย หรือพูดติดตลก เพื่อให้ครอบครัวยอมรับ หรือเปิดโลกเกี่ยวการใช้ชีวิตของผู้พิการมากขึ้น เธอกล่าวว่าที่ใช้วิธีนี้เพราะอยากบอกกับครอบครัวว่าไม่จำเป็นต้องโอบอุ้มผู้พิการขนาดนั้น ซึ่งปัจจุบันก็ได้ผล และเวลาที่เธอไปเที่ยวช่วงกลางคืน ครอบครัวเองก็ถามเพียงว่าตอนนี้อยู่ไหน หรือทำอะไรอยู่ ไม่ได้เป็นห่วงมาก 

"ภาพจำของทุกคนจะมองว่า ผู้พิการจะต้องติดเตียง ผู้พิการจะต้องแบบแต่งตัวโทรมๆ จะต้องอยู่กับบ้าน ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอนติดเตียง แต่นั่นมันคือในยุคในช่วงที่ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมันเอื้อขนาดนี้ หรือการออกมาขับเคลื่อนให้ชีวิตคนพิการมันมีการพัฒนา ซึ่งพอมองไปมันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องค่อยๆ ปรับความเข้าใจก่อนกับคนในครอบครัว กับคนรอบข้าง เหมือนเราอยู่กับใครเราก็ปรับความคิด ปรับมายด์เซตเขา ชีวิตเรามันสามารถที่จะใช้ได้ ทำไมเราต้องรอให้อุปสรรคนั้นมันถูกแก้ไขก่อน ทำไมเราไม่ออกไปจนกว่าอุปสรรคนี้มันจะถูกพัฒนา หรือมีความเปลี่ยนแปลง" จ๋า กล่าว

ด้าน 'เอก' เอกชัย ศิริผล อีกหนึ่งคนพิการที่ต้องใช้วีลแชร์ มาร่วมคุยว่า โดยพื้นฐานเขาไม่ใช่คนกลัวการออกไปอยู่ข้างนอก และครอบครัวก็พยายามผลักดันให้เขาไปเที่ยวอยู่ตลอด ไม่อยากให้เก็บตัวอยู่ในบ้านอย่างเดียว 

เอก เล่าว่าเขาไม่มีปัญหากับสายตาคนรอบข้างมากนัก เพราะเขารู้สึกว่า พื้นฐานของคนในสังคมเป็นคนใจดีและมีน้ำใจ ดังนั้นเวลาที่มีคนมอง เขาจะจัดการตัวเองหรือมองตัวเองว่า ‘เป็นคนธรรมดา’ เหมือนกับคนอื่นๆ  

ขณะที่ 'ออม' รณภัฎ วงศ์ภา ผู้พิการที่ต้องใช้วีลแชร์อีกราย บอกว่า เวลาไปเที่ยว ครอบครัวก็เป็นกังวล เพราะว่าที่เขาต้องนั่งวีลแชร์มีสาเหตุมาจากการไปเที่ยวกลางคืน แต่เขาก็ใช้วิธีคุยกับครอบครัวจริงจังว่า วันนี้ไม่เที่ยวที่ไหน หรือยังไงบ้าง เพื่อให้เขาคลายความกังวล และรู้สึกว่าเขาดูแลตัวเองได้

ส่วนเรื่องสายตาคนรอบข้างนั้น ออม เจอสายตามองบ้างมีทั้งมองในแง่ดี กับมองแบบว่าทำไมพิการยังออกมาเที่ยวเหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารู้สึกได้

อยากเที่ยว แต่สถาปัตย์ไม่เอื้อ

จากวงเสวนา ร่วมสะท้อนว่าการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมสถานที่เที่ยวบางแห่งเป็นอุปสรรคต่อผู้พิการการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีทางลาดทางเข้าร้านจนบ่อยครั้งต้องให้คนช่วย  หรือห้องน้ำที่มีความคับแคบ 

จ๋า สังเกตว่า ร้านเหล้าส่วนใหญ่ถูกสร้างโดยไม่อำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการมากเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นบันไดทางเข้าร้าน หรือต้องขึ้นไปชั้น 2 แต่เธอโชคดีที่เพื่อนเป็นคนช่วยจัดการ หรือโทรสอบถามร้านว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้พิการหรือไม่ 

ด้าน 'เอก' กล่าวว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่ชอบไปเที่ยวมากไปคอนเสิร์ต ไปปาร์ตี้ หรือไปชมภาพยนตร์ ซึ่งถ้าไม่ติดปัญหาเรื่องทางเข้า และห้องน้ำ เขาพร้อมจะไปทุกที่ 

เอก สะท้อนปัญหาว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือทุกที่โดยเฉพาะถ้าเป็นตึก มักจะมีขั้นบันไดบริเวณทางเข้าทุกครั้ง ร้านเกือบเท่าพื้นก็ต้องมียกพื้นขึ้นมานิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้พิการใช้วีลแชร์ไม่สามารถเข็นเข้าไปในร้านได้เลย และต้องมีคนช่วยยกเข้าไป  อีกปัญหาหนึ่งที่เอก ร่วมสะท้อนคือเรื่องห้องน้ำ ซึ่งบางครั้งมีขนาดเล็กเกินไป เมื่อเข็นวีลแชร์เข้าไปแล้วปิดประตูไม่ได้ เขาก็ไม่สามารถใช้ได้ 

เอก แบ่งปันประสบการณ์ต่อว่า นอกจากร้านเหล้า หรือผับบาร์ การออกแบบภายในโรงภาพยนตร์ที่ไม่มีทางลาดก็สร้างความลำบากให้กับผู้พิการที่ต้องใช้วีลแชร์ด้วย 

ประเทศที่ดีคนพิการต้องมีเสรีภาพการใช้ชีวิต

เอก เล่าว่า เขาเองไม่แน่ใจว่าจะผลักดันเรื่องการออกแบบโครงสร้างหรือสถาปัตย์ที่เอื้อต่อคนพิการได้อย่างไรเพราะเขาเชื่อว่าไม่สามารถเปลี่ยนใจใครได้ ถ้าคนๆ นั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับคนพิการ แม้แต่เขาก็เริ่มมาคิดเรื่องนี้จริงจังตอนที่ต้องนั่งวีลแชร์ 

อย่างไรก็ตาม เอกเชื่อว่าประเทศที่ดีต้องทำให้คนพิการมีเสรีภาพในการไปเที่ยวได้ อย่างการเดินทางบนเกาะไต้หวันที่เขาสามารถเดินทางเองได้ โดยไม่ต้องขอให้ใครมาช่วยเป็นพิเศษ

"ผมไปประมาณ 7 วัน เดินทางไปไหนได้หมดเลย ผมคิดว่าสิ่งนี้เกิดที่เมืองไทย ตอนนั้นผมอาจจะไม่ซื้อรถเลยก็ได้ ผมเคยมีประสบการณ์เรื่องรถยนต์ เคยขึ้นแท็กซี่เดินไม่ได้ ผมมีวีลแชร์รับผมไหม เขาบอกเดี๋ยวเบาะพี่ขาด ไม่รับ"

"ถ้ามันเจริญขนาดนี้ผมคงไม่ซื้อรถ คนพิการที่นั่นออกจากบ้านเข็นไปถึงสถานีรถไฟใต้ดิน ลงได้สะดวก ในสถานีมีห้องน้ำคนพิการด้วย ไปที่ไหนที่รถไฟฟ้าไปไม่ถึง คุณขึ้นรถเมล์ได้ เปิดกูเกิลแอปฯ มาตรงมาก ตรงเป๊ะ มาถึงไม่มีกระเป๋ารถเมล์ คนขับมาเปิดทางลาดให้ ใช้บัตรเดียวกับรถไฟฟ้าจ่าย บัตรเดียวกับรถไฟฟ้าจ่ายของที่เซเว่นได้ บัตรเดียวทำได้ทุกอย่าง ขึ้นเรือได้หมดเลย ผมเลยรู้สึกว่าอยากให้ประเทศเราเป็นแบบนั้น" เอก กล่าวเสริม

อย่างไรก็ตาม เอกมองว่าร้านเหล้าที่เขาได้ไปในไต้หวันมีปัญหาคล้ายคลึงของไทย โดยเฉพาะห้องน้ำคือห้องน้ำขนาดเล็ก เนื่องจากอยู่ในตึกแถว แต่เขาแก้ปัญหาไปเข้าห้องน้ำที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแทน

ปรับเปลี่ยนมุมมองให้ ‘คนพิการเป็นคนเท่ากัน’

ในเรื่องข้อเสนอ จ๋า มองว่า ปัญหาเรื่องที่สถานประกอบการหลายแห่งไม่ได้มีการสร้างที่คำนึงถึงคนผู้พิการ อาจเป็นเพราะพวกเขาอาจมองแค่ว่าคนพิการเป็นแค่ลูกค้ากลุ่มเดียวที่ขาดไป ก็คงไม่ได้กระทบเรื่องรายได้ของเขา ซึ่งเธออยากให้เจ้าของสถานประกอบการปรับเปลี่ยนความคิด และอาจมองว่าคนทุกคนทุกกลุ่มควรมีเสรีภาพในการใช้ชีวิต และการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกัน 

นอกจากนี้ เธอ กล่าวต่อว่า การเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทางลาด หรือห้องน้ำผู้พิการ ไม่ใช่แค่คนพิการที่ได้รับประโยชน์ แต่ทุกคนจะได้รับประโยชน์จากตรงนั้น ซึ่งเธอมองว่า ผู้ประกอบการไม่น่าจะเสียประโยชน์ หรือเดือดร้อนตรงไหน จากการต่อเติมหรือสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงได้ทุกคน 

"รัฐอาจจะต้องเพิ่มงบประมาณในการจัดสรรตรงนั้นมากขึ้น หรือภาษีที่เพิ่มตรงนั้นมากขึ้น แต่ตรงนั้นก็มีการใช้สิ่งที่อำนวยความสะดวกจากตรงนั้นอยู่แล้ว ลองมองว่ามีทางลาดหนึ่งอัน ลองไปนั่งดูสิ มีคนทั่วไปที่ไม่ขึ้นทางนั้นไหม และคุณจะรู้ว่าสิ่งพวกนั้นมันเข้าถึงคนพิการทุกกลุ่ม มันไม่ใช่แค่กลุ่มคนพิการกลุ่มเดียว แต่มันแค่ช่วยเอื้อให้กลุ่มคนพิการเข้าถึงสังคมได้ง่ายขึ้น" จ๋า กล่าว

สุดท้าย ผู้หญิงพิการมองคำถามว่าทำไมผู้พิการต้องมีเสรีภาพการใช้ชีวิต อาจจะไม่ต้องแบ่งแต่แรกว่าใครพิการหรือไม่พิการ เพราะว่าทุกคนควรมีเสรีภาพการใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียม 

"ให้นึกถึงคนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้พิการ ถ้าไม่มีเสรีภาพเขาจะใช้ชีวิตยังไง และทำไมต้องมองว่าพิการหรือไม่พิการที่จะต้องมีเสรีภาพ เพราะคนพิการก็คือคนหนึ่งๆ ที่อยากมีชีวิต อยากใช้ชีวิต อยากทำอะไรได้เหมือนกันทุกคน" จ๋า กล่าว

สำหรับเรื่องข้อเสนอ เอก มองว่า เรื่องทางเข้าอาจแก้ไม่ยาก เพราะทำทางลาดก็เสร็จแล้ว แต่ปัญหาห้องน้ำเล็กไปอาจจะแก้ยากกว่า ส่วนที่เขาอยากได้มากที่สุด เป็นเรื่องห้องน้ำสาธารณะที่อยากให้มีมากขึ้น และเอื้อต่อผู้พิการ

การใช้ชีวิตอย่างอิสระ โดยไม่ต้องพึ่งพิงคนอื่น

ออม มองว่า เสรีภาพการใช้ชีวิตของผู้พิการ และการได้ไปทุกสถานที่โดยไม่ต้องให้คนอื่นๆ มาคอยช่วยเหลือเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่สภาพแวดล้อมในไทยปัจจุบันผลักให้คนพิการออกมา และการไปเที่ยวเขาไม่ได้อยากให้คนรอบๆ มาช่วยเหลือตลอดเวลา ผู้พิการก็อยากทำอะไรได้ด้วยตัวเองเช่นกัน เขาคงจะรู้สึกดีใจหากมีร้านเหล้า ผับ บาร์ มีโครงสร้างที่คนเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม

ออม เสนอว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะแม้ว่าในไทยจะมีกฎหมายที่บังคับให้ผู้ประกอบการต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ แต่มันไม่ได้ไปเปลี่ยนความคิดคนด้วย

"อยากให้สถานประกอบการทุกที่ ไม่ใช่แค่ผับแค่บาร์ หรือร้านอาหารก็แล้วแต่ ให้เขาคำนึงหรือเข้าใจว่าไม่ได้มีแค่กลุ่มคนพิการกลุ่มเดียวนะ มันยังมีกลุ่มคนผู้สูงอายุด้วย ที่อนาคตประเทศไทยเราก็จะเกิดกลุ่มผู้สูงอายุที่เยอะมาก ก็อยากทำให้เขาสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องมานั่งคอยช่วยเหลือ" ออม ทิ้งท้าย

 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนแดกดื่มดูดเสรีภาพหรือเสรีพร่องเสวนา
Categories: ThisAble

หรือแปะป้ายว่าโรคจิต ง่ายกว่าหาสิ่งซุกใต้พรม: คุยกับจอมเทียน จันสมรักหลังเหตุการณ์กราดยิงหนองบัวลำภู

ThisAble - Sat, 2022-10-22 11:28

เหตุกราดยิงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นประเด็นสะเทือนใจที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะจากอดีตตำรวจ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนกลายเป็นผู้ก่อเหตุสังหาร ‘เด็ก’ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนต่างมีทฤษฎีมากมายเพื่อประกอบเหตุผลและการตัดสินใจของผู้กระทำ  ดังเช่นที่ในรายการ Wake Up Thailand ของช่อง VoiceTV รายงานว่า ก่อนก่อเหตุอดีตตำรวจคนนี้ได้ไปศาล และยังมีข้อมูลจากสื่ออื่นๆ อีกว่า ก่อนหน้านี้เขามีพฤติกรรมที่ส่งสัญญาณอันตราย เช่น ยิงปืนขึ้นฟ้า มีพฤติกรรมก้าวร้าวไม่เคารพผู้บังคับบัญชา เสพยาและมีปัญหากับครอบครัวด้วย 

แม้มีปัจจัยหลายอย่างที่สุดท้ายเราก็ไม่มีวันสรุปอย่างแน่ชัดได้ ไม่ว่าจะทั้งจากปัญหาสุขภาพจิต ความเครียด สารเสพติด ปัญหาการครอบครองอาวุธ ฯลฯ แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่หลายคนพูดถึงกันอย่างความเป็นชาย ก็เป็นอีกเรื่องที่คนให้ความสนใจเนื่องจากที่ผ่านมาภาพของผู้กระทำมักอยู่ในพื้นที่ของอาชีพอย่างทหาร ตำรวจ ที่มีความเป็นชายเข้มข้น  หรือที่หลายคนอาจจะนิยามว่า ภาวะความเป็นชายเป็นพิษ (Toxic Masculinity)  อะไรทำให้ภาพความเป็นชายเข้มข้นสัมพันธ์กับสุขภาพจิต ชวนจอมเทียน จันสมรัก ผู้ส่งเสริมประเด็นสุขภาพจิต (Mental Health Advocate) และนักกิจกรรมที่ทำงานเรื่องความรุนแรงที่เกิดจากเพศ พูดคุยถึงความเป็นชาย การเผชิญกับความรุนแรงและปัญหาด้านสุขภาพจิตว่ามีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง

 

อำนาจและสิทธิความเสียใจของผู้เสียหายที่ขึ้นอยู่กับรัฐ 

จอมเทียน: เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นการคุกคามสิทธิในการมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชน เหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะที่ใครๆ เดินเข้าเดินออกนั้นส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยในการใช้พื้นที่สาธารณะ ทำให้ความรู้สึกได้รับการกระทบกระเทือนและเกิดการตั้งคำถามว่า จะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในชีวิตเราอีกไหม เราจะมีชีวิตปลอดภัยได้อย่างไร ซึ่งคำถามที่กล่าวมา แทบจะหาคำตอบไม่ได้ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อไหร่ ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้งและคิดว่าคนก็รับรู้ลึกๆ ว่าจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีก

เราเห็นบางเพจให้ความรู้ว่า เมื่อเกิดการกราดยิงควรวิ่งอย่างไร ซ่อนตัวที่ไหน ต้องทำอย่างไร กลายเป็นภาระทางจิตใจอย่างหนึ่งที่คนต้องเรียนรู้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่ในขณะเดียวกันความรู้เหล่านี้ก็สร้างความหน่วงในใจว่า ชีวิตไม่ปลอดภัยจนต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้เลยเหรอ

เรามองว่า สิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่ควรทำคือ คืนอำนาจการควบคุมชีวิตของผู้เสียหาย แต่พอมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ได้ถามความยินยอมของผู้เสียหายก่อนหรือเปล่าในการกำหนดกิจกรรมต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรอรับเสด็จ การถ่ายรูปกับป้ายมอบเงินของรัฐ การพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่าผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดประเด็นมากๆ แล้ว 

เราคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความรุนแรงซ้ำซ้อน เมื่อคนกลุ่มหนึ่งถูกทำร้าย ไม่มีใครสามารถเลือกได้ว่าไม่อยากตาย ไม่มีใครปกป้อง หลังจากเผชิญเหตุร้ายไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องนั่งลงกับพื้น รอ ไหว้ ทำให้ผู้เสียหายรู้ว่าชีวิตเขาไม่ได้มีอำนาจมากเท่ากับใครบางคน แทบไม่เห็นว่ารัฐยึดความต้องการของผู้เสียหายเป็นหลัก แต่กลับใช้เหตุการณ์นี้คืนภาพลักษณ์ให้กับตนเอง เป็นความรุนแรงซ้ำซ้อน และยังสะท้อนความล้มเหลวของรัฐ

สังคมบังคับให้รู้ ให้เห็นเนื้อหาและภาพความรุนแรง

เราอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างจึงเสิร์ชแฮชแท็ก #กราดยิงหนองบัวลําภู พอเห็นภาพและข้อความต่างๆ เรากดปิดหน้าต่างเว็บเลย เพราะไม่มีการเขียนข้อความเตือนผู้อ่านว่า เนื้อหาหรือภาพบางส่วนอาจกระทบกระเทือนจิตใจ ไม่ได้สนใจว่าคนอื่นๆ อยากรับรู้ความรุนแรงนี้หรือเปล่า อาจเพราะสื่อหรือคนทั่วไปต้องการยอดไลก์ ยอดแชร์ ยอดเอนเกจเมนต์จากเหตุการณ์นี้ แต่สิ่งที่เราเห็นคือ เพื่อนเราหลายคนปิดเฟซบุ๊กเพราะไม่อยากเห็น ไม่อยากกระทบกระเทือนจิตใจจากสิ่งที่โซเซียลมีเดียกำลังทำอยู่

ดังนั้น การบอกว่าไม่ต้องเข้าโซเซียลมีเดียไม่ใช่การแก้ปัญหา โซเซียลมีเดียเป็นพื้นที่สังคมที่คนอยู่ร่วมกัน หลายแพลตฟอร์มมีกฎ เช่น เฟซบุ๊กเซ็นเซอร์รูปที่มีความรุนแรง รีพอร์ตแจ้งเตือนเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม แต่บางอย่างไม่สามารถรอกฎของแพลตฟอร์มได้ เราจึงต้องสร้างบรรทัดฐานการใช้โซเซียลมีเดีย เช่น การงดแชร์ภาพผู้เสียชีวิต เป็นต้น 

การแปะป้ายว่า โรคจิตง่ายกว่าหาคำตอบว่า ทำไมจึงก่อเหตุกราดยิง

งานวิจัยของสหรัฐอเมริกาได้อธิบายว่า ทำไมสังคมจึงกล่าวว่าคนทำอาชญากรรมเป็นคนผิดปกติ เป็นปีศาจ เป็นคนติดยา เป็นโรคจิต คำตอบก็คือนี่เป็นกลไกป้องกันตัวเอง (Defence Mechanism) ของคนในสังคม 

ก่อนกราดยิง หลายคนลืมไปว่า เขาเป็นเพื่อนข้างบ้าน เขาเป็นคนที่คุณเห็นว่ามาซื้อข้าว เขาเป็นพ่อของใครบางคน วินาทีที่เขาลั่นไก สังคมพร้อมแยกผู้ก่อเหตุออกจากความเป็นมนุษย์ เพราะพวกเราเป็นมนุษย์ที่ไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับการกระทำที่เลวร้าย แล้วแปะป้ายว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เป็นมนุษย์ที่เป็นโรคจิต โดยไม่ได้สนใจว่าโรคจิตคืออะไร ทั้งๆ ที่โรคจิตเวชมีหลายแบบแต่ไม่มีใครซักถามหรือเจาะลึกรายละเอียดลงไปว่าเป็นโรคอะไร แล้วอาการของโรคนั้นทำให้เขาวางแผน ก่อเหตุความรุนแรงได้ขนาดนี้เลยเหรอ เราสนใจแค่ว่าจะผลักผู้ก่อเหตุจากความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร ซึ่งการคิดแบบนี้ไม่ได้นำมาสู่การแก้ไขปัญหาใดๆ เลย 

งานวิจัยของสหรัฐฯ อย่าง Violence Project ที่ทำขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 ชี้ว่า 70% ของผู้กราดยิงในสหรัฐอเมริกา ไม่มีอาการทางจิตไม่ว่าจะเป็นซึมเศร้า ไบโพล่าร์ จิตเภท ฯลฯ อาจมีเพียง 10.5 % ที่่มีภาวะอาการทางสุขภาพจิตบางอย่าง งานวิจัยพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า การผลักผู้ก่อเหตุให้เป็นโรคจิตนั้นเป็นมายาคติและความเชื่อที่ผิด ดังนั้นต้องย้อนกลับมาดูว่า เขาเป็นคนๆ หนึ่งเหมือนกับเรา เขาเคยเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไปโรงเรียน เจอเพื่อน สอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำงาน ดื่มเหล้า กินข้าว ใช้ชีวิตในสังคมเหมือนเราทุกอย่างมาโดยตลอด แล้วอะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนทำให้เขากระทำความรุนแรงที่หนักหนาขนาดนี้ 

นี่ไม่ใช่เรื่องแรกที่ผู้ป่วยจิตเวชถูกแปะป้ายว่าเป็นผู้ก่อเหตุ อาการทางจิตเวชมีเยอะมาก แต่มักจะถูกเหมารวมตีตราว่า คนเป็นโรคจิตจะทำร้ายคนอื่น สิ่งเหล่านี้จะเป็นกำแพงให้คนกลัวที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้ จนไม่ได้รักษาและตกเป็นเหยื่อความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการข่มขื่น การฆาตกรรม ทำร้ายตัวเอง เผลอทำร้ายคนรอบข้างในขณะที่เขาไม่สามารถควบคุมการกระทำและความรู้สึกของตัวเองได้ ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพจิตควรออกมาพูดเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อทะลายกำแพงการตีตราและช่วยให้ผู้ป่วยจิตเวชได้รับการดูแลจากสังคมดีขึ้น ไม่ต้องอายที่จะบอกว่าป่วยเป็นโรคจิต 

ภาพความเป็นชายที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต

ภาวะความเป็นชายเป็นพิษ (Toxic Masculinity) มีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับสุขภาพจิตของผู้ชาย เพราะความคาดหวังว่า ผู้ชายว่าจะต้องแข็งแรง แข็งแกร่ง ไม่อ่อนแอตั้งแต่เด็ก เราจะได้ยินว่า ‘เป็นผู้ชายอย่าร้องไห้นะลูก’ หรือ ‘เป็นเด็กผู้ชายต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้’ ในขณะที่ผู้หญิงสามารถร้องไห้ แสดงอารมณ์และขอช่วยเหลือได้เต็มที่ ต่างจากผู้ชายที่ไม่สะดวกใจทำสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากการเลี้ยงดูเด็กผู้ชายไม่ถูกฝึกให้เข้าใจอารมณ์ตัวเอง หัดสื่อสารอารมณ์ตั้งแต่เล็กๆ เมื่อโตขึ้นการทำความเข้าใจกับอารมณ์ของตัวเองและการตระหนักรู้ว่าตัวเองต้องความช่วยเหลือทางด้านจิตใจจะยากมากขึ้น 

ผู้ชายบางคนก็เปลี่ยนให้ความเครียด หรือปัญหาชีวิตไปสู่อารมณ์ที่รุนแรง แล้วไม่ไปหานักจิตวิทยา ไม่ไปหาหมอ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อตัวบุคคล แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของภาครัฐด้วย เช่น ตำรวจต้องทำงานกับความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการจี้ การปล้น การฆ่า เห็นความตายบ่อยๆ และยังทำงานเสี่ยงชีวิตตลอดเวลา 

เราไม่รู้ว่าตำรวจได้สวัสดิการในการพบนักจิตวิทยาเพียงพอไหม ได้รับเวลาพักอย่างเพียงพอหรือเปล่า แต่ส่วนตัวเห็นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะยิ่งตำรวจต้องเผชิญความรุนแรงในชีวิตมากเท่าไหร่ เขาต้องได้รับการดูแลทางสภาพจิตใจมากขึ้นเพื่อจะได้มีสุขภาพจิตที่ดีในระยะยาว 

ข้อเสนอต่อปัญหาสุขภาพจิตจากกรณีที่เกิดขึ้น

การแก้ปัญหาเรื่องนี้พูดได้ 2 ประเด็น อย่างแรกคือ การแก้ไขปัญหาระยะสั้น รัฐต้องนำแนวทางยึดผู้เสียหายเป็นจุดศูนย์กลางทันทีหรือปฏิญญาสำคัญของแพทย์ (Do No Harm) ที่จะป้องกันผู้เสียหายจากอันตราย ไม่ทำอันตรายต่อผู้เสียหาย และระวังไม่ให้เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก และควรประยุกต์ใช้การดูแลบาดแผลทางใจ (Trauma-Informed Care Approach) ในการทำงานกับผู้เสียหาย เข้าใจว่าบาดแผลทางใจคืออะไร ดูแลสภาพจิตใจของผู้เสียหาย โดยพยายามไม่ให้ผู้เสียหายกลับอยู่ในเหตุการณ์หรือต้องพูดถึงเหตุการณ์ซ้ำๆ ในกระบวนการสอบปากคำ 

นอกจากนี้อย่าลืมสวัสดิการดูแลสุขภาพจิตของผู้เสียหายด้วย ไม่ใช่แค่จ่ายเงินเยียวยาผู้เสียหายเพียงอย่างเดียว เพราะบาดแผลทางจิตใจนั้นชดเชยได้ยากมากและแผลจะคงอยู่ หากรัฐช่วยแบ่งเบาได้ก็เป็นเรื่องดี 

ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว สืบเนื่องจากงานวิจัยค้นพบว่า การกราดยิงไม่ใช่การฆาตกรรมอย่างเดียว แต่ยังมีการฆ่าตัวตายซ่อนอยู่ในนั้นด้วย ก่อนจะกราดยิงผู้ก่อเหตุรู้อยู่แล้วว่าชีวิตเขาต้องจบด้วย เขาอาจเผชิญกับวิกฤติชีวิตที่ส่งผลต่อจิตใจ แล้วทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป เช่น ก้าวร้าว แยกตัวจากสังคม พูดถึงความรุนแรง ซึ่งใช้เวลาเป็นปี ไม่ใช่อยู่ดีๆ ตัดสินใจทำเลย สัญญาณบางก็สามารถตรวจจับได้ หากผู้กราดยิงส่วนใหญ่เป็นทหาร ตำรวจ ที่สามารถครอบครองปืนได้มีสวัสดิการทางสุขภาพจิต และพวกเขาสามารถเข้ามาพูดคุยกับนักจิตวิทยา และนักจิตวิทยาเห็นสัญญาณความผิดปกติของสุขภาพจิตที่เกิดขึ้น  ผู้เชี่ยวชาญก็จะเข้ามาช่วยเหลือก่อนที่จะเกิดปัญหาหนักและรุนแรงอย่างเช่นการกราดยิง

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาการกราดยิงต้องอาศัยหลายภาคส่วนมาก เพราะมีปัญหาเรื่องยาเสพติด การครอบครองปืน ความปลอดภัย และนักจิตวิทยาด้วย เราไม่สามารถแจ้งว่า ถ้าคุณดูแลสุขภาพจิตของเขาได้ การกราดยิงจะไม่เกิดขึ้น การแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาพจิต ไม่ได้เป็นทางออกทางเดียวเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ 



 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสุขภาพจอมเทียน จันสมรักผู้ส่งเสริมประเด็นสุขภาพจิตสุขภาพจิตกราดยิงหนองบัวลำภูกราดยิงศูนย์เด็กเล็กภาวะความเป็นชายเป็นพิษToxic MasculinityการดูแลบาดแผลทางใจTrauma-Informed Care Approach
Categories: ThisAble

เพราะการได้ตัดสินใจเองนั้นมีคุณค่า คุยกับ ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล

ThisAble - Tue, 2022-10-11 10:36

“คนพิการภายหลัง อย่างแรกที่ต้องเจอแน่นอนคือสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลง จิตใจที่อ่อนแอลง ตัวเขาจะขาดความเชื่อมั่น คิดว่าไม่สามารถทำอะไรเองได้ รู้สึกเป็นภาระ บางคนถึงขั้นไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ เพราะรู้สึกว่าอยู่ไปก็ทำอะไรไม่ได้ ไร้คุณค่าและไม่สามารถจัดการชีวิตตัวเองได้” 

เสียงสะท้อนนี้ อธิพันธ์ ว่องไว ผู้อำนวยการศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล บอกกล่าวจากประสบการณ์เสียงของเพื่อนๆ ที่มีความพิการภายหลัง เมื่อความพิการเกิด คนที่เพิ่งเจอกับความพิการนั้นต้องเผชิญกับอะไรบ้าง แล้วแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการนั้นสามารถสนับสนุนอะไรให้เพื่อนๆ คนพิการรายใหม่ได้บ้าง 

ถึงตรงนี้หลายคนอาจยังไม่เคยได้ยินชื่อของแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการว่าคืออะไร ครั้งนี้เราจะพาไปรู้จักแนวคิดนีว่ามีเป้าหมายอะไร การดำรงชีวิตอิสระจะเกิดขึ้นจริงได้เหรอ และอะไรคือจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

แนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการคืออะไร

อธิพันธ์ : เแนวคิดนี้คือการบอกว่า คนพิการหนึ่งคนสามารถเลือกกำหนดความต้องการเป็นของตัวเองได้ ไม่ว่าจะมีความพิการมากหรือน้อย การคิด การตัดสินใจต้องเกิดจากการที่คนพิการ เช่น  การอาบน้ำ แต่งตัว การเลือกใส่เสื้อผ้า การเลือกกินอาหาร และเรื่องที่มีผลกระทบต่อตัวเอง 

แนวคิดนี้เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิตอย่างหนึ่งว่ามนุษย์ทุกคนต้องการมีวิถีชีวิตและอิสรภาพ ที่จะเลือกการมีชีวิตเป็นตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่มีความพิการ ก็ล้วนต้องการอิสรภาพ แต่เมื่อมีความพิการขึ้นมาบนพื้นฐานโครงสร้างที่จำกัดก็ทำให้เขาไม่สามารถมีอิสรภาพได้ แนวคิดนี้จะช่วยสนับสนุนในด้านจิตใจ ทำให้เพื่อนคนพิการได้ทบทวนและเห็นความต้องการในชีวิตของเขาเองได้ 

เป้าหมายหลักของเรามี 2 อย่าง คือ 1) เสริมพลังคนพิการ (empowerment) 2) การขับเคลื่อนสังคม (Social movement) โดยแนวคิดไม่สามารถทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ต้องทำงานควบคู่กัน เพราะถ้าเน้นแต่การเสริมพลังคนพิการอย่างเรื่องมุมมองทัศนคติ แต่สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อคนพิการ การใช้ชีวิตอิสระก็ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ เช่นเดียวกันถ้าขับเคลื่อนสังคมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคนพิการ แต่คนพิการยังไม่เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง เขาก็ไม่สามารถออกมาใช้ชีวิตในชุมชนได้ 

แนวคิดการดำรงชีวิอิสระของคนพิการ เริ่มเข้ามาในไทยเมื่อ พ.ศ.2545 จากประเทศญี่ปุ่น มีการนำร่องในสามจังหวัดคือ นครปฐม นนทบุรี ชลบุรี จากนั้น สันติ รุ่งนาสวน คนพิการที่ผ่านกระบวนจากนครปฐม ตัวเขาเคยเป็นคนพิการติดเตียงและผ่านกระบวนการการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการจนเกิดความเชื่อมั่น และเห็นว่าแนวคิดนี้สามารถช่วยให้เพื่อนคนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ จึงชวนเพื่อนที่สนใจมารวมตัวกันและจัดตั้งศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑลเมื่อปี พ.ศ.2550 

เมื่อถามต่อว่าทำไมต้องให้ชีวิตอิสระกับคนพิการ ทำไมคนพิการต้องกิน เที่ยว ก็เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ เราอาจเห็นว่าคนพิการบางคนมีครอบครัว แต่สักวันหนึ่งครอบครัวอาจไม่สามารถอยู่กับเราได้ อาจจะจากกันด้วยความตาย ถ้าพี่น้องไม่ดูแล คนพิการต้องอยู่สถานสงเคราะห์เหรอ ในบางครอบครัวมีโครงสร้างอำนาจของพ่อ แม่ ความเป็นพี่ เป็นน้องที่กดทับคนพิการ เช่น ถ้าเพื่อนคนพิการจะออกไปข้างนอก อยากไปเที่ยวที่อื่นที่ไม่ใช่บ้าน โดยนั่งรถเมล์ไป ครอบครัวอาจจะห่วงและกังวลว่าจะลำบาก ไปแท๊กซี่ดีกว่ามั้ย และเพื่อนคนพิการก็ไม่สามารถเลือกหรือต่อรองในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ 

สถานการณ์ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในประเทศไทย 

ปัจจุบันเรามีข้อมูลศูนย์อยู่ประมาณ 16 ถึง 17 แห่ง ทั่วประเทศ มีจำนวนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเกาหลี แนวคิดไอแอลเข้า       เกาหลีปีเดียวกับประเทศไทยคือปี 2545 แต่ในสิบกว่าปีเกาหลีมีศูนย์ถึง 200 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ไทยมีเพียง 10 กว่าแห่ง ผมเคยไปร่วมงานที่เกาหลี เขาแลกเปลี่ยนให้ฟังถึงแนวทางการขยายโดยมองว่าศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการต้องมีแนวคิดที่ชัดเจน มีความเข้าใจต่อแนวคิด ใครสามารถเปิดศูนย์ก็ได้ เพียงต้องเข้าใจแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระว่าคืออะไร ระบบผู้ช่วยคืออะไร แต่คนที่ให้คำปรึกษาฉันเพื่อนต้องเป็นคนพิการเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เกาหลีไปได้ไกลกว่าไทย และนโยบายของรัฐก็สนับสนุนคนพิการโดยตรง 

ปัญหาของงานการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในไทยคือการขาดคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงาน ทำให้ไอเดียการขับเคลื่อนงานไม่ค่อยก้าวหน้า อีกทั้งไม่มีนโยบายการขยายที่ชัดเจน เราควรต้องเริ่มต้นจากการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามา ไม่ใช้อำนาจจากบนลงล่าง สนับสนุนให้เกิดการบริหารผ่านการใช้อำนาจร่วม และเปิดใจกว้าง 

หากดูภาพรวมแล้ว โครงสร้างของคนพิการไทยนั้นยังไม่มีการขับเคลื่อนร่วมกัน ความพิการประเภทอื่นที่ไม่ใช่ทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวยังมองว่าแนวคิดนี้ใช้เฉพาะกับคนพิการรุนแรง เช่น เวลาขับเคลื่อนเรื่องผู้ช่วยคนพิการ  ความพิการอื่นก็ไม่อิน แตกต่างจากต่างประเทศที่ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนเรื่องผู้ช่วยหรือเรื่องอื่นๆ ความพิการทุกประเภทก็รวมตัวกันขับเคลื่อนไปด้วยกัน เขามองว่าเป็นการสนับสนุนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อหวังว่าคุณภาพชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งต้องดีขึ้น ส่วนไทยยังมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกัน 

งานของศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ

งานที่ทำมีงานบริการอยู่ 5 อย่าง ได้แก่ 1) การให้ข้อมูลข่าวสารและการส่งต่อ 2) การให้คำปรึกษาฉันเพื่อน 3) ผู้ช่วยคนพิการ 4) การฝึกทักษะการดำรงชีวิตอิสระ 5) การพิทักษ์สิทธิ เป็นเครื่องมือในการทำงานใช้สนับสนุน โดยมีเป้าหมายหลัก 2 อย่าง คือ การเสริมพลังคนพิการ (empowerment) และการขับเคลื่อนสังคม (Social movement)

ปัจจุบันที่ศูนย์มีคนทำงานรวม 5 คน และอาสาสมัครอีก 3 คน โดยแต่ละคนทำกันคนละบทบาททั้งผู้อำนวยการศูนย์ ผู้จัดการศูนย์ การรณรงค์และพิทักษ์สิทธิ์ และให้คำปรึกษาฉันเพื่อน

งานของเราคือการเข้าไปหาคนที่เพิ่งเจอกับความพิการ เขาต้องเจอและเผชิญกับอะไรบ้าง คนพิการภายหลังอย่างแรกที่ต้องเจอจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลง คือจิตใจที่อ่อนแอลง ตัวเขาจะขาดความเชื่อมั่น คิดว่าไม่สามารถทำอะไรเองได้ รู้สึกเป็นภาระ บางคนถึงขั้นไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ เพราะรู้สึกว่าอยู่ไปก็ทำอะไรไม่ได้ ไร้คุณค่า ไม่สามารถจัดการชีวิตตัวเองได้ 

ส่วนครอบครัวยังคาดหวังว่าจะรักษาให้หายได้ พยายามหาทางรักษาให้หาย หาวิธีการทุกวิถีทาง เพื่อให้หาย รวมทั้งทางไสยศาสตร์ รดน้ำมนต์ จ้างหมอผี จะเกิดภาวะครอบครัวไม่ยอมรับความพิการ  เวลาเข้าไปทำงาน เราทำงานในฐานะเพื่อน จะไม่ตีตรา ไม่เอาตัวเองเป็นมาตราฐาน ว่าเราทำได้เขาทำไม่ได้ เข้าไปหาในฐานะเพื่อน

ในช่วงแรกที่เข้าหาคนพิการ เราต้องสร้างความสัมพันธ์และรับฟัง แนะนำตัว ชวนคุยในสิ่งที่เพื่อนพิการรู้สึกชอบ เรื่องที่เขาอยากคุย จนไว้วางใจและเกิดความเชื่อมั่น เห็นเราเป็นเพื่อน เราก็จะชวนคุยต่อถามความต้องการอยากไปเที่ยวไหน หรืออยากไปที่ไหน ชวนเขาออกจากพื้นที่ที่เขาเคยอยู่ จากที่อยู่แต่ในบ้านออกมาเปลี่ยนบรรยากาศ จากในห้องออกมาหน้าห้อง หรือออกไปซื้อของแถวบ้าน หรือออกไปเที่ยวในชุมชน ให้ได้เจอผู้คน สิ่งนี้เป็นกระบวนการแรกที่เราทำ ให้เขาเกิดความมั่นใจในตัวเอง เปลี่ยนแปลงมุมมองของตัวเอง 

จากนั้นเมื่อเขามีความมั่นใจกล้าที่จะออกไปข้างนอกมากขึ้น เราจะชวนคุยต่อถามเขามีความต้องการอยากจะทำอะไร เราเรียกว่าการกำหนดเป้าหมายชีวิต แต่ถ้าหากเขายังนึกไม่ออกว่ามีความต้องการ หรือจะใช้ชีวิตยังไง เราอาจจะต้องมีเพื่อนคนพิการต้นแบบ ในการเข้าไปพูดคุยกับเขา คือคนที่มีความพิการคล้ายๆกัน ที่มีภูมิหลังความพิการเหมือนกัน หรือความต้องการที่เหมือนกัน ให้เขาได้แลกเปลี่ยนกัน เขาจะได้เห็นคนพิการต้นแบบ เขาอาจจะนึกออกว่าเขาอยากทำอะไรต่อ เราเรียกว่า โรลโมเดล (role model) ซึ่งกระบวนการนี้อยู่ในการให้คำปรึกษาฉันเพื่อน 

เมื่อเขากำหนดเป้าหมายว่ามีสิ่งที่อยากทำคืออะไร ชวนเขาประเมินตัวเอง สมมุติว่า ถ้าเขาอยากเปิดร้านขายของ แต่เขายังนั่งได้ไม่นาน เราจะชวนเขาคุยทบทวน อะไรที่เขาควรทำก่อนหรือหลัง เราเรียกว่า การกำหนดแผนการฝึกทักษะ โดยแผนจะต้องออกมาจากการคิดและการตัดสินใจจากตัวของเพื่อนคนพิการเอง 

เริ่มต้นจากการรับฟัง

เพื่อนคนพิการคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุจากการตกนั่งร้านงานทาสี ทำให้พิการอัมพาตท่อนล่างอยู่ติดเตียงมาประมาณ 5 ปี พักอาศัยอยู่กับสามีแค่สองคน ไม่มีลูก สามีต้องเป็นคนทำงาน ตัวเขาโทษสามีคิดว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ต้องพิการเพราะพาเขาไปตกนั่งร้าน และโทษตัวเองด้วย รู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่ ช่วงแรกที่เข้าไปเขาจะพูดตัดพ้อว่าอยากตายอยู่ตลอด ก็ต้องรับฟังเขา 

เราทำได้แค่รับฟัง รับฟังอย่างจริงจัง เพื่อให้เขาได้ระบายในเรื่องที่เขาไม่สามารถพูดให้ใครฟังได้ จนระยะเวลาผ่านไปได้สองสามเดือนก็เกิดความเปลี่ยนแปลง เพียงแค่ตัวเพื่อนคนพิการได้มีโอกาสได้ออกไปข้างนอกกับพวกเรา จากที่ชักชวนให้ออกไปข้างนอกตั้งหลายสิบครั้งเขาก็ไม่ยอมออก พอได้ไปกินข้าวด้วยกันที่ตลาด แล้วเขาเห็นว่าผมนั้นมีความพิการที่รุนแรงแต่กินข้าวเอง เขาก็ถามผมว่า ไม่อายบางเหรอเวลากินข้าวต่อหน้าคนเยอะๆ ผมบอกไม่อายครับ หลังจากวันนั้นเขาเริ่มมีความคิดที่เปลี่ยนไป กล้าออกมาแถวบ้านมากขึ้น และปัจจุบันสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมเองได้ แต่ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร 

ส่วนอีกคนหนึ่ง มีความพิการอยู่บ้านมา 20 ปี จากอุบัติเหตุทางถนน เราก็ทำงานตามกระบวนการไอแอล สิ่งที่เห็นได้ชัด คนพิการต้นแบบนั้นมีผลต่อเพื่อนคนพิการ ในช่วงสองสามเดือนแรกที่เราไปหาเขา ครอบครัวเพื่อนคนพิการก็กลัวไม่ยอมรับทีมงานเรา กังวลว่าเราจะไปหลอกลูกเขา ก็เป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่ง แต่เราก็สร้างความเชื่อมั่นกับครอบครัวเพื่อนคนพิการ 

เราประสานร่วมมือทำงานกับ อสม.ในชุมชนและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลประจำจังหวัด เวลาเข้าไปที่บ้านเขาจะเข้าไปพร้อมกับทีมงานเราด้วย เพื่อสร้างความไว้วางใจต่อครอบครัว เมื่อผ่านไปได้จนเกิดความเข้าใจกันในระดับหนึ่ง แต่ครอบครัวยังรู้สึกเปรียบเทียบว่า ทีมงานของเราบางคนมีความพิการที่น้อยกว่าลูกของเขา ซึ่งลูกเขาไม่สามารถทำอะไรเองได้เลย จากความกังวลนั้นเราแก้ไขโดยให้คนพิการต้นแบบที่มีความพิการคล้ายๆกัน  เข้าไปกับเราด้วยในครั้งต่อๆไป จนครอบครัวเพื่อนคนพิการได้เห็นและได้แลกเปลี่ยนสอบถามคนพิการต้นแบบ ทำให้ครอบครัวเริ่มเห็นความเป็นไปได้ และเริ่มเปลี่ยนแปลงมุมมองความคิดได้ 

รัฐสนับสนุนการทำงานมากขึ้นแต่ก็ยังไม่มากพอ

ถ้าภาพรวมของประเทศ ปัจจุบันนี้ผมมองว่ารัฐเริ่มเปิด และมีกฏหมายที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุน มีระบบสนับสนุนเรื่องผู้ช่วยคนพิการ และพยายามทำให้เกิดบริการการฝึกทักษะการดำรงชีวิตชีวิตอิสระมากขึ้น แต่ว่ายังไม่ค่อยตอบโจทย์กับงานการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการอย่างเต็มที 

ระบบผู้ช่วยคนพิการที่รัฐสนับสนุน จำนวนผู้ช่วยยังมีจำนวนน้อย และค่าตอบแทนไม่เพียงพอสำหรับคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย แนวคิดเรื่องระบบผู้ช่วยของรัฐ ไม่ได้ถูกทำให้ชัดเจนตามแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ ที่ถูกนิยามไว้ว่า ผู้ช่วยคนพิการจะช่วยคนพิการในสิ่งที่คนพิการไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง และต้องเกิดจากการตัดสินจากคนพิการ จะไม่คิดแทนหรือทำในสิ่งที่นอกเหนือจากการคิดของคนพิการ แต่ในขณะเดียวคนพิการเองก็ต้องใช้บริการผู้ช่วยคนพิการบนฐานการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของตัวผู้ช่วยคนพิการด้วยเช่นกัน เพราะผู้ช่วยไม่ได้เป็นคนรับใช้ 

จึงมองว่า รัฐต้องเร่งสร้างความเข้าใจเรื่องการจัดบริการผู้ช่วย ไม่ควรเร่งรีบ ไม่ควรทำให้การบริการผู้ช่วยเหมือนการสงเคราะห์ เพื่อให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตอิสระได้จริง ส่วนเรื่องของบริการการฝึกทักษะการดำรงชีวิตอิสระ ผมมองว่ามีความพยายามที่จะทำให้เกิดบริการนี้ในมุมกว้างขึ้น แต่ว่าวิธีการของรัฐ จะทำให้งานไม่แตกต่าง ไม่เน้นการตัดสินของตัวคนพิการเป็นหลัก ซึ่งในส่วนการฝึกทักษะการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ ตามแนวคิดเราเน้นการฝึกทักษะการใช้ชีวิตในสังคม ไม่คิดแทนไม่ตัดสิน เคารพการตัดสินใจของเพื่อนคนพิการเป็นหลักถึงแม้ว่าการตัดสินใจนั้น อาจจะไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม  

การฝึกทักษะเป็นก้าวแรกของคนพิการ เป็นประตูบานแรกที่สนับสนุนให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตอิสระได้ เพราะจากความพิการเกิดขึ้นจะทำให้เขาหมดความมั่นใจ แต่การฝึกทักษะที่เกิดจากการที่เขาได้คิดและตัดสินใจเอง จะทำให้เขาได้เรียนรู้ สามารถสร้างความเชื่อมั่นกลับมาได้ ตามรูปแบบและวิถีชีวิตของตามแต่ละคน 

วันนี้ในหลายประเทศที่สนับสนุนแนวคิดการดำรงชีวิอิสระของคนพิการอย่างเต็มที อย่างเช่นประเทศเกาหลี หรือญี่ปุ่น รัฐจะสนับสนุนงบประมาณแก่กลุ่มคนพิการที่ทำงานด้านไอแอล และรัฐก็จัดบริการที่พอเหมาะกับความพิการให้คนพิการตามแต่ละคน คิดว่ารัฐไทยควรสนับสนุนงบปริมาณให้กลุ่มคนที่จะทำงานด้านนี้ หรือรัฐควรต้องมีกฏหมายเฉพาะเจาะจงเกี่ยวแนวคิด ให้เป็น พ.ร.บ.ที่ท้องถิ่นสามารถจัดการเองได้ เพื่อเป็นการขยายให้กว้างขึ้น 

คิดอย่างไรที่บางคนบอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมของคนมีน้ำใจ คนพิการก็ให้ครอบครัวหรือพี่น้องดูแล  

ถ้าพูดถึงในสังคมไทย ใช่ครับคนไทยมีน้ำใจ แต่ก็ไม่เห็นด้วย ผมเป็นคนพิการรุนแรงและอยู่กับครอบครัว เขาดูแลเราได้ แต่บางทีเขาทำงานหนักเหนื่อยกับมา บางทีเราท้องเสีย ก็ต้องรอให้เขาทำให้ ต้องรอให้เขาทำอย่างอื่นให้เสร็จก่อนถึงมาทำให้เราได้ รู้สึกว่าความอิสระของตัวเองก็จะหายไป ไม่ใช่ว่าอยู่กับครอบครัวไม่ดีนะ แต่มีส่วนหนึ่งของคนพิการที่ต้องการอิสระแบบที่ไม่ต้องพึ่งพิงครอบครัว 

ในสังคมไทยที่มองเรื่องความพิการเป็นเรื่องบุญบาป แนวคิดนี้มีการทำงานกับเรื่องนี้อย่างไร 

แน่นอนว่าไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ภายในวันสองวัน แต่เรามองถึงคนรุ่นใหม่ คิดว่าถ้ามีกระบวนการที่สื่อสารกับสังคม หรือคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจเรื่องแนวคิดนี้ หรือว่าด้วยเรื่องของมุมมองความพิการ ที่ไม่ได้มองเรื่องความพิการเป็นการสงเคราะห์ ให้มองเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนว่าคนพิการเป็นมนุษย์คนหนึ่งความมีสิทธิได้อิสรภาพ ก็ต้องใช้เวลา แต่งานของเราต้องมีกระบวนการที่คนให้คนอื่นๆในสังคมที่ยังไม่รู้ ได้เข้าใจมุมมองต่อเรื่องนี้ แต่เราไม่สามารถบอกได้ว่าครอบครัวต้องเปลี่ยน หรือคนอื่นๆ ต้องเปลี่ยน ทั้งหมดมีเงื่อนไขของเวลา ในการสื่อสาร 

ถ้าเพื่อนคนพิการและครอบครัวอยากรู้จักแนวคิดนี้จะเริ่มต้นยังไง

ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก่อนว่ามีศูนย์การดำรงชีวิตอิสระที่ไหนอยู่ใกล้ๆ ติดต่อไปพูดคุยกันก่อน หรือติดต่อมาที่เพจเฟสบุ๊ก ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล หรือโทร หมายเลข 098-5742176

  Livingรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจศิลป-วัฒนธรรมศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑลอธิพันธ์ ว่องไว
Categories: ThisAble

นายกสภาคนพิการฯ ติด #เลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรม หลังครม.ประกาศห้ามผู้ป่วยโรคจิต-อารมณ์ผิดปกติสมัครข้าราชการ

ThisAble - Fri, 2022-09-23 14:39

เมื่อวันที่ 21 ก.ย 65 รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกับร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยโรคที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) โดยยกเลิกให้ “โรควัณโรคในระยะแพร่กระจายเชื้อ” ออกจากลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้ที่สมัครเป็นข้าราชการพลเรือน และเพิ่มโรคจิต (Psychosis) หรือโรคอารมณ์ผิดปกติ (Mood Disorders) ที่มีอาการเด่นชัดรุนแรงหรือเรื้อรังและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ เข้าไปแทนที่โรควัณโรค โดยอ้างเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า ผู้ป่วยโรควัณโรคมีแนวโน้มลดลงและใช้ระยะเวลารักษา 2 สัปดาห์ก็หายได้ อย่างไรก็ดี ครม.และสำนักงาน ก.พ.ยังไม่ได้ชี้แจงว่า ทำไมจึงเพิ่มโรคจิต (Psychosis) หรือโรคอารมณ์ผิดปกติ (Mood Disorders) เป็นลักษณะต้องห้ามในการสมัครเป็นข้าราชการ

ในวันเดียวกันเพจสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยหรือ Disabilities Thailand - DTH (อ่านต่อได้ที่นี่) เผยแพร่โพสต์ข้อความของชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยว่า

“ #เลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรม

วันนี้ ข่าวแก้กฎ ก.พ. “เพิ่มโรคจิต-โรคอารมณ์ผิดปกติ ลักษณะต้องห้ามรับราชการพลเรือน

สงสัยว่า ทำไมร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยโรคฉบับนี้ ทำไมต้องเพิ่มโรคจิต (Psychosis) หรือโรคอารมณ์ผิดปกติ (Mood Disorders) ที่มีอาการเด่นชัดรุนแรงหรือเรื้อรังและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ เป็นลักษณะต้องห้ามด้วย สำหรับผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือน อย่างนี้ข้าราชการที่เจ็บป่วยด้วยโรคนี้อยู่แล้ว หรือผู้ป่วยจิตเวช จะมีช่องทางรับราชการต่อหรือเข้ารับราชการได้อย่างไร

#เลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรม

ขอให้หน่วยงานรัฐที่ประกาศว่า จะสนับสนุนให้คนพิการมีงานทำ ซึ่งหมายรวมถึง คนพิการทางจิตด้วย เช่น พก. ก.พ. จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

ในฐานะคนที่เคลื่อนงานคนพิการ เห็นว่า “กฎ กพ. อาจเข้าข่าย เลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรม” ต่อคนพิการ”
 

ชูศักดิ์ จันทยานนท์
สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
21 ก.ย. 2565

นอกจากนี้นายแพทย์เจษฎา ทองเถาว์ เจ้าของเพจคลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา ได้โพสต์ข่าวเรื่องนี้บนเพจ (อ่านได้ที่นี่)ใต้โพสต์มีผู้คนมาแสดงความคิดเห็นมากมาย บางคนก็ตั้งคำถามต่อว่า หากระหว่างรับราชการแล้วป่วยเป็นโรคจิตหรือโรคอารมณ์ผิดปกติจะถูกไล่ออกไหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับผิดชอบอย่างไร และข้อความที่บอกว่า ‘ที่มีอาการเด่นชัดรุนแรงหรือเรื้อรังและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่’ มีความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ผู้คนยังถกเถียงถามหาถึงเกณฑ์การพิจารณาอาการเด่นชัดรุนแรงหรือเรื้อรังนี้อยู่

ส่วนทางสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยยังไม่แสดงท่าทีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพเลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรมห้ามผู้ป่วยโรคจิต-อารมณ์ผิดปกติสมัครข้าราชการโรคจิตโรคผิดปกติข้าราชการพลเรือนPsychosisMood Disordersร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยโรค
Categories: ThisAble

ทำอย่างไรให้คนพิการเข้าถึงประสบการณ์ละคร: สรุปเสวนา Theatre for All

ThisAble - Fri, 2022-09-16 13:39

3 กันยายน 2565 ณ ห้องออดิทอเรี่ยม ชั้น M ศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ (TCDC) BIPAM ร่วมกับวิทยาลัยราชสุดาและ Thisable.me จัดเสวนาเรื่อง Theatre for All เพื่อค้นหาแนวทางการสร้างสรรค์ละครสำหรับทุกคน โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ แพทย์หญิงดลฤดี ศรีศุภผล แพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาคุณภาพ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ วิทยุต บุนนาค จากสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย โสภณ ทับกลอง จากจังหวะของความมืด Blind Rituals อรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการพุทธมณฑล ชัชชญา สิริวัฒกานนท์ นอนไบนารี่ ไทยแลนด์ และสิรี ริ้วไพบูลย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

แพทย์หญิงดลฤดี ศรีศุภผล นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาคุณภาพ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ เล่าว่า ทุกวันนี้ประเทศเราและหลายๆ ประเทศนิยามความพิการตามระดับความสามารถหรือสมรรถนะ ถ้าทำได้ไม่เท่าคนทั่วไปก็จะเรียกว่าคนพิการ คนส่วนใหญ่จะมีความพิการตอนแก่ เพราะสมรรถนะลดลงและไม่มีสมรรถนะในบางอย่าง  แต่คนส่วนใหญ่ไม่อยากเรียกคนแก่ว่าคนพิการ  ไม่เรียกปู่ ย่า ตา ยายว่าคนพิการ นอกจากนี้ ยังมีความไม่ถาวรของความพิการ เช่น ตอนที่เป็นโควิด พูดไม่ได้ชั่วขณะ หรือปวดหัวจนไม่สามารถโงหัวขึ้นมาได้ เมื่อสมรรถนะบางอย่างหายไป ทุกคนล้วนมีประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับความพิการ ดังนั้นในการออกแบบสังคมให้คนพิการก็เสมือนเป็นการทำเพื่อตัวเองด้วย 

เราจะเลือกทำอะไรเป็นอย่างแรกเมื่อความพิการเกิดขึ้นกับเรา เช่น เมื่อตื่นเช้าขึ้นมายกแขนไม่ขึ้น ขยับตัวไม่ได้ จะจัดการชีวิตได้อย่างไร คนส่วนใหญ่คงเรียกรถพยาบาล เวลาเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายกระหันทัน เพราะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อเรายกแขนไม่ได้หรือขยับตัวไม่ได้ก็คงไม่มีใครที่คิดว่าวันจันทร์ฉันจะไปทำงาน คนส่วนใหญ่คิดว่าจะไปพบแพทย์ ดังนั้นเวลาที่เรามีความเจ็บป่วยหรือร่างกายไม่เหมือนเดิม สัญชาตญาณแรกคือไปเข้ารับการรักษา 

ในยุคแรกเมื่อคนมีความพิการก็จะไปพบแพทย์  ถ้าย้อนไป 100-200 ปีที่แล้ว ที่วิทยาการทางการแพทย์รุ่งเรืองในโลกตะวันตก ถ้าแม่คลอดเด็กออกมาแล้วเด็กมีแขนขาไม่ครบ แพทย์จะบอกให้แม่ลืมลูกคนนั้นไปเพราะต้องให้อยู่ในโรงพยาบาลตลอดชีวิต สิ่งนี้สะท้อนว่า วิธีในการจัดการกับความพิการขึ้นอยู่กับว่ามองคนพิการอย่างไร เช่น ถ้ามองว่าความพิการคือความเจ็บป่วย เมื่อมีความพิการก็ต้องไปพบแพทย์ ผู้ที่มารักษามักสอบถามว่าทำไมเขาไม่ปกติเสียที หลายคนเป็นโรคแล้วโรคนั้นสามารถรักษาหาย แต่โรคบางโรคเมื่อรักษาแล้วไม่กลับมาเป็นปกติ เช่น ขาขาดสองข้าง รู้ว่าขาไม่กลับมาแน่นอน  ทุกวันนี้เมื่อมีความพิการ หลายคนค้นหาวิธีการและหนทางเพื่อให้ความพิการหายไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าหาวิธีการและหนทางเพื่อให้ความพิการหายไปไม่ได้ เราจะจัดการกับชีวิตอย่างไรดี หรือเมื่อมีความพิการแล้ว คิดว่าไม่จำเป็นต้องอยู่กับแพทย์ก็ได้ ออกมาอยู่ในสังคมก็ได้ คิดต่อไปว่าจะไปโรงเรียนอย่างไร ไปทำงานอย่างไร หรือไปเล่นกีฬาอย่างไร เราทุกคนมีสิทธิที่จะทำได้ แนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดที่มาออกแบบสังคมที่เราอยู่ คนพิการไม่ใช่เพราะอวัยวะหายไป แต่เพราะสมรรถนะของตนไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะดำรงชีวิต

“กฎหมายประเทศไทยนั้นทันสมัย แต่ในทางปฏิบัติก็อีกเรื่องหนึ่ง กฎหมายเชื่อว่าความพิการไม่ใช่ความบกพร่องที่มาจากการหายไปของอวัยวะ แต่สังคมมีส่วนทำให้สมรรถนะของคนๆ นั้นไม่เท่าคนทั่วไป ถ้าเราคิดว่าอาคารต้องมีทางลาดแล้วไปนับว่าอาคารในกรุงเทพฯ มีทางลาดกี่แห่งก็อาจจะไม่ใช่ เพราะบางอาคารอาจไม่จำเป็นต้องมีทางลาดถ้ามีตัวเลือกอื่น ดังนั้นวิธีการจัดการจึงขึ้นอยู่กับวิธีคิดของคนในสังคม และถ้าเราเชื่อว่าทุกคนเข้าถึงได้ (accessibility) วิธีทางศิลปะและเทคโนโลยีก็จะตามมาเพื่อออกแบบสังคมที่เราอยู่ร่วมกันได้”

คำถามที่ว่า ทำไมคนพิการไม่ได้เข้าไปอยู่ในงานศิลปะ สะท้อนว่าเรามีภาพจำของคนพิการที่ควรทำอะไร และไม่ทำอะไรเยอะมาก คนไม่พิการผลิตซ้ำความคิดเหล่านี้ เช่น คนพิการไม่ควรเที่ยวกลางคืน คนพิการไม่สามารถแต่งงานหรือมีลูกได้ เป็นต้น แม้เรามีการจัดอับดับอาชีพที่คนพิการทำมากที่สุด แต่ถ้าเราไปหาหมอแล้วเจอหมอพิการ เราจะรักษาหรือไม่

 ในประเทศไทยมีหลายอาชีพที่ระบุว่า ถ้าเป็นคนพิการจะเรียนไม่ได้ หมอเป็นอาชีพหนึ่งที่คนพิการเรียนไมได้ ในสหรัฐอเมริกามีหมอนั่งวีลแชร์ หรือหูหนวก มีเทคโนโลยีรองรับการเรียนรู้ของคนพิการ สิ่งเหล่านี้เป็นมิติทางสังคม

แล้วในการทำงานศิลปะ เราสร้างการมีส่วนร่วมของคนพิการอย่างไร งานของเราจะสะท้อนวิถีคนพิการแบบใด เราเชื่อว่าศิลปะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ครั้งหนึ่งทีมคุณอรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ เอาละคร ‘มาร็องดู’ ไปแสดงในงานวิชาการทางการแพทย์ แสดงให้เห็นว่า ศิลปะที่เกิดจากคนพิการเปลี่ยนแปลงทัศนคติคนในวงการทางการแพทย์ได้ค่อนข้างเยอะ แม้เราอาจจะยังไม่สามารถเอาคนพิการเข้าไปถึงสื่อกระแสหลักได้ แต่ในฐานะคนผลิตงานศิลปะเล็กๆ นั้นสามารถสะท้อนสังคมและเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางใดทางหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องAccessibility หรือ Inclusive ความแตกต่างจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ศิลปะมีส่วนช่วยสื่อสารออกมาได้มาก

วิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทยแลกเปลี่ยนเรื่องราวของตนเองว่า เขาเกิดมาเป็นคนหูหนวกและได้ ฝึกอ่านปากด้วยการอ่านปากครูตอนที่ครูพูด และมีครูเป็นคนสอนเขียนภาษาไทย  เมื่อจบชั้นอนุบาล ย้ายมาเรียนชั้น ป.1 ในโรงเรียนเฉพาะทางของคนหูหนวกและได้เริ่มเรียนภาษามือตั้งแต่ตอนนั้น

 ในโรงเรียนเฉพาะทางของคนหูหนวกมีวัฒนธรรมเฉพาะในโรงเรียนที่ต่างจากโรงเรียนทั่วไป และเห็นได้ว่าในโรงเรียนคนหูหนวกมีการใช้ภาษามือและวัฒนธรรมเข้มข้น ภายในโรงเรียนมีการสื่อสารภาษามือ เช่น มีการเล่านิทาน เห็นได้ว่าชุมชนคนหูหนวกมีพลังและก่อตั้งได้โดยการรวมตัวของคนหูหนวก

คนหูหนวกสามารถทำการละครได้ เช่น ตอนที่มีโอกาสได้เรียนที่สหรัฐอเมริกา ได้เริ่มทำงานร่วมกับครูหูดีที่เป็นผู้กำกับ เป็นการทำละครเวทีสำหรับเด็กในโรงเรียน โรงเรียน 80 กว่าที่มารับชมละครเวที เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กชายหูหนวก ที่มีพ่อไม่ใช้ภาษามือและมีปัญหาในครอบครัว ตนเล่นเป็นวัยผู้ใหญ่ของเด็กหูหนวก เรื่องราวเล่าตั้งแต่เด็กหูหนวก จนโตเป็นวัยรุ่น ตอนนั้นได้ประสบการณ์ที่ดีมาก มีล่ามแปลให้ ผู้กำกับพูดอะไรก็ทำตามที่ผู้กำกับบอก ก่อนที่จะมีการแสดง ก็จะมี Stand reading อ่านแล้วก็แปลเป็นภาษามือกัน 

“คนหูหนวกแสดงหนังได้ ในภาพยนตร์ที่คนหูหนวกได้รางวัลออสการ์ ชื่อหนัง Children of a Lesser God และล่าสุดก็คือ CODA ได้รางวัลออสการ์ เป็นสิ่งที่ยืนยันความสามารถเรื่องการแสดงของคนหูหนวก”

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งเรื่องการแสดงในบทคนหูหนวก หลายครั้งที่จะเห็นเอานักแสดงหูดีมาแสดงเป็นคนหูหนวก ทั้งที่ควรใช้คนหูหนวกแสดงมากกว่า แต่ผู้กำกับไม่อยากจะใช้เพราะกลัวหนังจะขายไม่ได้หรือเพราะคนหูหนวกเป็นนักแสดงที่ไม่ดัง แต่ภาพยนตร์ CODA พิสูจน์แล้วว่า เป็นหนังที่ได้รับรางวัล การแสดงจึงควรต้องมองว่าความตั้งใจคืออะไร การทำละครเพื่ออะไร มีจุดประสงค์ว่าเราอยากทำศิลปะแบบใด นำเสนออย่างไร เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจว่าเป็นสิ่งที่คนหูหนวกทำได้จริงๆ 

ในประเทศไทยเคยมีความพยายามในการนำนักหูหนวกแสดงละครเรื่องนางฟ้า แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่เพราะดูไม่สมจริง ภาษามือไม่เป็นธรรมชาติ ในส่วนการละคร วิธีการที่ดีที่สุดคือมีผู้กำกับที่เป็นคนหูหนวกทำงานด้วยกัน ในประเทศไทยใช้ล่ามมาทำหลายบทบาท ทั้งการแปล สื่อสารกับนักแสดง การอ่านบทเป็นภาษามือให้คนหูหนวก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะการแปลบทหรือภาษามือต้องใช้คนหูหนวกที่มีความเก่งและมีประสบการณ์ทั้ง 2 ภาษา ที่สามารถอ่านภาษาไทยและใช้ภาษามือได้ อย่างในหนังของ Marvel ที่มีนักแสดงผู้หญิงแสดงเป็นคนหูหนวกนั้นมีผู้กำกับที่เป็นคนหูหนวก 3 คน มาดูแลในเรื่องภาษามือให้ถูกต้องตามเวลาในการเปลี่ยนแปลงของภาษามือ ซึ่งต้องใช้ให้ถูกต้อง หรือการตั้งชื่อตัวละครใหม่ก็ต้องใช้คำให้สวย ต้องใช้เวลาศึกษาและดูประวัติประกอบ ทำท่าให้ถูกต้อง เร็วหรือช้า

โสภณ ทับกลอง Dance Artist จังหวะของความมืด Blind Rituals เล่าว่า ตนทำงานศิลปะการเต้นและละครนำเสนอประเด็นที่เชื่อมโยงกับสังคม ซึ่งแบ่งหมวดการเข้าถึงเป็นสามหมวด ได้แก่ การเข้าถึงพื้นที่ การเข้าถึงการศึกษา และการเข้าถึงอาชีพ

ในปี 2022 การเข้าถึงเทคโนโลยีโทรศัพท์ของคนตาบอดทำได้ด้วยโปรแกรมอ่านหน้าจอ (screen reader) และมีโปรแกรมที่ใช้คำบรรยายภาพมาเกี่ยวข้อง คนตาบอดเข้าถึงการเรียกรถและการเดินทางโดยใช้โปรแกรมในโทรศัพท์ ส่วนในด้านการเดินทางนั้นคนตาบอดมักเดินทางด้วยรถไฟฟ้า  เพราะคนตาบอดมองว่า เป็นการเดินทางที่ปลอดภัยและไม่เสียค่าโดยสาร ทั้งรถไฟฟ้า BTS และ MRT นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ในสถานีมีการรับส่งตามสถานีต่างๆ ผ่านการใช้วิทยุสื่อสารกับเจ้าหน้าที่สถานีปลายทาง แต่ปัญหาคือเมื่อลงจากรถไฟฟ้ามาแล้ว คนตาบอดต้องก็ยังเดินทางไม่สะดวก

ในการเข้าถึงการศึกษา เขาศึกษาระดับอนุบาลและประถมศึกษาที่โรงเรียนสอนคนตาบอด ส่วนระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยนั้นเรียนโรงเรียนเรียนร่วม ตอนออกจากโรงเรียนเฉพาะความพิการไปเรียนในโรงเรียนเรียนร่วมนั้นมีข้อจำกัดเรื่องการเข้ากับเพื่อนในวัยเดียวกัน ช่วงนั้นเป็นช่วงเข้าสู่วัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ ประกอบกับเพื่อนในโรงเรียนไม่คุ้นกับคนพิการมาก่อน การที่คนตาบอดเข้าไปเรียนร่วมกับเพื่อนนักเรียนในโรงเรียนทั่วไปซึ่งเพื่อนไม่เคยมีเพื่อนพิการมาก่อน ทำให้เด็กตาบอดรู้สึกว่าเรียนต่อยากเพราะเข้ากับเพื่อนไม่ได้ ขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกไม่สอดคล้องกับความพิการ ตลอดจนเรื่องวิธีการเรียนโดยเฉพาะการเรียนในวิชาที่ต้องลงมือปฏิบัติ เช่น วิชาศิลปะ วิชาพละศึกษาก็ไม่รู้ว่าจะเรียนอย่างไร ครูก็ไม่ทราบว่าจะสอนคนตาบอดอย่างไร และระบบการศึกษาไม่เคยมีวิธีการให้คนตาบอดว่า ถ้าจะเรียนวิชาอื่นนอกเหนือจากวิชาการ เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ แล้วจะเรียนอย่างไร ซึ่งก็มาเชื่อมโยงกับการประกอบอาชีพว่าคนตาบอดเลือกอาชีพได้ค่อนข้างจำกัด   

คนพิการทางการเห็นมีความต้องการทางการเรียนและประกอบอาชีพที่หลากหลายเหมือนกับคนทั่วไป แต่ไม่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่ต้องการและจำเป็นต่อการประกอบอาชีพที่อยากทำได้ ซึ่งก็ต้องถามว่าสังคม Inclusive ขนาดไหน ตั้งแต่การเข้าถึงเชิงพื้นที่ ทุกวันนี้เรียนง่ายมากเพราะมีการประชาสัมพันธ์หลักสูตรในออนไลน์มากมาย แต่การที่จะเข้าไปที่พื้นที่นั้นมีข้อจำกัด เช่น เรื่องการเดินทาง และไม่รู้ว่าเมื่อเข้าไปตรงนั้นได้แล้ว จะเรียนอย่างเขาได้ไหม เช่น อยากเรียนเต้นฮิปฮอป ครูสอนไม่ได้ เพราะครูสอนฮิปฮอปไม่รู้วิธีสอนคนตาบอดเต้นฮิปฮอป  ขณะที่คนตาบอดก็ไม่สามารถอธิบายครูได้ว่า มีวิธีสอนอย่างไร กล่าวได้ว่าไม่มี Inclusive Learning  ผมจึงปรับวิธีการเรียนใหม่ มองว่ามีปัจจัยอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องกับ Sensory ได้บ้าง เช่น การสัมผัส การใช้เสียง ที่สามารถนำเข้ามาใช้ และในประเทศไทย จะเริ่มทำได้อย่างไรโดยไม่ต้องสร้างใหม่ แต่สร้างพื้นที่ที่มีอยู่แล้วให้เป็น Theatre for All เช่น การสัมผัส การใช้เสียง 

การออกแบบโรงละครเพื่อให้คนตาบอดมาดู อาจจะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นคนเสพย์ประสบการณ์ร่วม เราจะออกแบบอย่างไรได้บ้างเช่น ตอนที่ไปหอศิลป์ เขาไม่ให้จับงาน ดังนั้นในการรับรู้ตัวงาน เราไม่สามารถสัมผัสงานได้ แต่เราต้องใช้การอธิบายเท่านั้น ซึ่งรสนิยมและการจินตนาการของคนไม่เหมือนกัน เราจะออกแบบอย่างไรเพื่อดึงประสบการณ์ภาพนั้นมาให้คนตาบอดได้บ้าง อย่างเรื่องกลิ่นเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้มีความรู้สึกอย่างนั้น ดึงเซนส์ความรู้สึกเหล่านั้นออกมาได้หรือไม่ เราจะดึงประสบการณ์งานของเราออกมาให้คนที่เข้ามารู้สึกได้ 

“ไอเดียนี้สามารถทำให้ทุกพื้นที่เป็น theater ได้ ทั้งในเรื่องกลิ่นและการสัมผัส เนื่องจาก inclusive learning สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกที่ผู้เสพย์ประสบการณ์ ที่ปิดตาจะกลายเป็นโรงละครแห่งความมืด  70-80% ของโลกที่ถูกสร้างขึ้นมาเกิดจากการมองเห็น ถ้าเราอยากสร้างอะไรก็ต้องนำองค์ความรู้จากประสบการณ์ออกมาสร้างสรรค์ เพราะคนพิการเจอคนทั่วไปน้อย สิ่งที่เราทำได้คือการพยายามสร้างพื้นที่พูดคุยและมีส่วนร่วม”

อรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการพุทธมณฑล เริ่มต้นถามว่า  ความพิการของตนนั้นเป็นความพิการเชิงประจักษ์หรือไม่  ที่ผ่านมาบัตรคนพิการของเขาหมดอายุ เมื่อไปต่ออายุบัตรจึงแจ้งว่า อยากได้ตลอดชีพ แต่ก็ได้รับแจ้งว่า ความพิการที่เป็นนั้นไม่ใช่ความพิการเชิงประจักษ์ นี่เป็นเรื่องของการนิยามและความหมาย ซึ่งสัมพันธ์กับสภาวะที่คนพิการประสบ ตัวเขาความรู้สึกหายไปครึ่งท่อนล่าง เกิดสภาวะตกใจ ช็อค ทำอะไรไม่ถูก ต่อมาเป็นเรื่องของความรู้สึกโทษตัวเอง น้อยใจ ดาวน์ และเริ่มต่อรองหาการรักษาต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แขนงต่าง ๆ หรือไสยศาสตร์ ต่อมาเมื่อปรับตัวเข้ากับความพิการ เมื่อรู้ว่าไม่หายจากความพิการ จึงเกิดการยอมรับความจริงได้แล้วออกมาใช้ชีวิตได้

“สังคมมีการผลิตซ้ำความน่าสงสารเรื่องความพิการทั้งในบทละคร หนัง  บางกรณีก็ทำให้คนพิการดูเป็นคนเก่งหรือพิเศษเกินไป  ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปทำได้   ความพิการอยู่ในตัวเรา สามารถเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ และคนพิการยังเป็นคนที่มีความต้องการ มีความรู้สึก สื่อควรผลิตประเด็นนี้เพื่อสร้างความเข้าใจให้สังคม หากบทละครเขียนจากประสบการณ์ของคนเขียนซึ่งไม่มีประสบการณ์ก็ควรไปถามจากคนพิการ”

อรรถพลอยากให้มองว่า คนพิการไม่ใช่ผู้ป่วย ทัศนคติที่มองว่า คนพิการเป็นคนหนึ่งคนที่มีอัตลักษณ์แตกต่างจะนำไปสู่การสร้างและประกอบสร้างของศิลปะ หรือ Theater ตัวเขาเองมีบทบาทหนึ่งคือ นักแสดง การละครของผู้กดขี่ เป็นกระบวนการที่ได้เรียนรู้เมื่อ 7-8 ปีก่อน ก่อนหน้านี้เป็นคนพิการคนหนึ่งที่ออกมาใช้ชีวิตและมีความฝันว่าอยากแสดง จนเจอคุณฉั่ว-ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย กระบวนกรที่จัดกระบวนการการละคร ซึ่งทำให้ค้นพบตัวเองว่า คนพิการก็มีศักยภาพที่จะเป็นนักแสดงได้ เพียงต้องการเพื่อนที่มีความเชื่อมั่นว่าแสดงได้ 

แต่มีปัญหาหนึ่งคือ กระบวนการสร้างสรรค์ไม่มีศิลปินที่มีความพิการมากนัก อุปสรรคด้านสภาพแวดล้อมสำคัญมาก การไม่เข้าถึงการศึกษาของคนพิการทางร่างกาย พวกเขาออกจากบ้านไม่ได้ ลิฟต์รถไฟฟ้าก็มีฝั่งเดียว  สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องทัศคติทั้งสิ้นที่ทำให้คนพิการไม่สามารถออกไปสู่พื้นที่สร้างสรรค์ได้ หรือไม่สามารถสร้างสรรค์ประเด็นตนเองได้

อุปสรรคอีกเรื่องที่เกิดขึ้นคือการเข้าถึงสภาพแวดล้อมของโรงละคร หลายครั้งคนพิการได้ที่นั่ง VIP หน้าเวทีที่ต้องแหงนดูตลอดเวลา ก็รู้สึกปวกคอ อยากเลือกที่นั่งได้เอง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องทัศนคติว่าจะออกแบบ ให้คนพิการมีส่วนร่วมและนับรวมคนพิการอย่างไร

“เราต้องการเพื่อนที่มีความเข้าใจว่าเรามีความต้องการอย่างไร เราไม่ต้องการผู้ใจบุญที่เลือกเราเป็นสินค้าบุญกุศล เราต้องการเพื่อนที่จะใช้ชีวิต และมีชีวิตในฐานะประชากรคนหนึ่งในโลกนี้เท่านั้น ถ้าแนวคิดเหล่านี้สามารถมองเราเท่ากันได้ ถึงวันนี้เรามีความแตกต่าง ก็ไม่ต้องรอว่าวันหนึ่งคุณจะมีความแตกต่าง แต่ให้มองว่าเรามีความต้องการก็เท่านั้นเอง”

ส่วนการนำเสนอ ควรนำเสนอประเด็นที่ดูเป็นชีวิตมากขึ้น เล่าว่าชีวิตเขาเป็นอย่างไร ในละครมีคนนั่งวีลแชร์ในระยะสั้นๆ แล้วกลับมาเดินได้ หรือคนตาบอดรักษาตาหายได้ สื่อผลิตซ้ำความพิการ เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในชีวิตของคน คนก็คิดว่าจะมีปาฏิหารย์เกิดขึ้น แต่ปาฏิหาริย์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง สื่อไม่เล่าว่าเมื่อเกิดภาวะความพิการในชีวิตคนแล้วจะเกิดอะไร

ชัชชญา สิริวัฒกานนท์ นอนไบนารี่ ไทยแลนด์ เล่าว่าสำหรับออทิสติกนั้นเป็นความพิการและอัตลักษณ์ ออทิสติกเป็นความพิการที่เกี่ยวกับการรับรู้ การปฏิสัมพันธ์ การโต้ตอบ บางคนมีการโต้ตอบช้ากว่าคนอื่น  โต้ตอบกับแสงสีเสียงที่ไวกว่าคนอื่นๆ บางคนความพิการไม่ได้เด่นชัด 

คนออทิสติกไม่ได้ฉลาดเหมือนทนายวู (Extraordinary Attorney Woo) ทุกคน มีความชอบที่หลากหลายตัวเองถูกวินิจฉัยตอน 5 ขวบ พูดได้ตอน 5 ขวบ เขียนหนังสือได้ตอน 10 ขวบ ที่ทำงานตกใจเมื่อรู้ว่าเป็นออทิสติก ซึ่งเป็นดาบสองคม แม้ไม่ได้ถูกกดทับ แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือเพราะไม่มีใครเชื่อว่าเป็นคนพิการ การทำตัวเป็นคนทั่วไปเกิดจากการกดทับของสังคมที่กดอัตลักษณ์ไว้ กดทับตนเองและเพิ่งยอมรับตัวเองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งต้องใช้เวลาในการเยียวยาจิตใจ โลกคือสิ่งที่โหดร้ายสำหรับคนออทิสติก เพราะในสังคมและโลกไม่แน่ไม่นอน มีสิ่งเร้าเยอะ คนออทิสติกชอบความแน่นอน คนในสังคมมักเหยียด โดยเฉพาะหากมีอัตลักษณ์ทับซ้อนก็จะเจอเรื่องการเลือกปฏิบัติ เช่น เป็นออทิสติกที่มีความหลากหลายทางเพศ

“เราอยากให้โลกยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ปฏิบัติและพูดคุยด้วยความเข้าใจ ตรงไปตรงมาด้วยความเคารพ  ไม่ตัดสิน ถามความต้องการ คนออทิสติกมีความลำบากในการรับรู้ และแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น บางคนไม่อยากให้เสียงดังเกินไปเพราะทำให้เครียด บางคนไม่ชอบคนเยอะเกินไป อาจมีห้องแยกเงียบๆ ให้เขาพักผ่อน การศึกษาควรมีการปรับให้เข้ากับเด็กออทิสติก”

ในละคร ภาพยนตร์ โทรทัศน์ ที่เอาคนพิการมานำเสนอ อย่างทนายวู คนแสดงไม่ใช่ออทิสติก ดูไม่สมจริง การแสดงเป็นการเหมารวมและตีตรา แทนที่จะสร้างการเรียนรู้ แต่กลับสร้างการกดทับซ้ำ มีคนออทิสติกที่อยากเป็นคนแสดงแต่สังคมไม่ให้โอกาส จะทำอย่างไรให้ละครและคนเขียนบทชวนคนพิการเข้ามามีส่วนร่วม

ในกรณีของคนออทิสติก ขอให้ระวังเรื่องแสงและเสียง แต่ละคนมีลักษณะแตกต่างกัน บางคนอ่อนไหวกับเสียงดัง  บางคนอ่อนไหวกับการแสดงอารมณ์บางอย่างของตัวละคร  เช่น อารมณ์โกรธ เมื่อคนออทิสติกดูนักแสดงที่มีอารมณ์โกรธแล้วก็จะส่งผลให้เขาอ่อนไหวไปด้วย และอาจไม่ใช้เสียงมากจนเกินไป หรือถ้าเรื่องใดมีการใช้เสียงมากก็อาจขึ้นคำเตือนไว้ก็ได้ 

  Culture & Artรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมเสวนา
Categories: ThisAble

คุยกับ ‘Sara Minkara’ ทูตพิเศษสหรัฐฯ ด้านสิทธิคนพิการ: คนพิการจะมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยและการเมืองได้อย่างไร?

ThisAble - Thu, 2022-09-15 12:52

หากพูดถึงงานด้านคนพิการในระดับสากล หลายคนคงคิดถึงหลักการอย่างอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการหรือ CRPD และต้นแบบของงานด้านคนพิการที่สำคัญอย่างกฏหมายคนพิการสหรัฐฯ ที่สะท้อนภาพของความเข้มแข็งของคนพิการภาคประชาสังคมผ่านการประท้วง เรียกร้องและต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตอย่างอิสระ (Independent living) การเรียน และการทำงานอย่างเท่าเทียม จนทำให้สามารถเรียกได้ว่า ภาคประชาสังคมคนพิการในสหรัฐฯ เป็นชุมชนที่เข้มแข็งและคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของคนอย่างแท้จริง 

ด้วยความสำคัญนี้ Thisable.me ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ Sara Minkara; Special Advisor on International Disability Rights Bureau of Democracy, Human Rights, and Labor ถึงความสำคัญของงานด้านคนพิการ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้คนพิการได้มีส่วนร่วมในสิทธิทางประชาธิปไตยและการเมือง อะไรทำให้การมีอยู่ของผู้หญิงตาบอดมุสลิมในพื้นที่ทางการเมืองนั้นสร้างความหลากหลายและเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า สังคมที่หลอมรวมทุกคนนั้นเกิดขึ้นได้จริง 

ตำแหน่ง Special Advisor on International Disability Rights นั้นมีที่มาที่ไปและมีความสำคัญอย่างไร

Sara: ตำแหน่งนี้เริ่มต้นขึ้นในยุคประธานาธิบดีโอบาม่า เพื่อให้ความสำคัญกับเรื่องสันติภาพ เสรีภาพและความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมของคนพิการ และส่งเสริมสิทธิทั้งในประเทศและทั่วโลก

การสนับสนุนคนพิการไม่ใช่แค่เรื่องถูกต้องดีงามเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ควรทำอันดับแรก หลังจากได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีแผนการทำงานที่ให้ความสำคัญ 4 ด้านหลัก ด้านแรกคือ ความรับผิดชอบและการส่งเสริมศักยภาพ เราพยายามดูว่า เราจะสนับสนุนประเทศต่างๆ ในการส่งเสริมสิทธิและนโยบายคนพิการได้อย่างไร โดยเฉพาะในหลายประเทศที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) แล้ว เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ได้ผล

ด้านที่สองคือ การส่งเสริมให้มีการมีส่วนร่วมของคนพิการในกระบวนการทางประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไบเดนให้ความสำคัญมาก คนพิการจะต้องอยู่ในทุกกรอบงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านสิทธิอย่างการออกเสียงเลือกตั้ง และการดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงมีส่วนร่วมในการออกเสียงไม่ว่าจะเป็นนโยบายต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่ส่วนหนึ่งของเรื่องความพิการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของทุกเรื่อง

ด้านที่สามคือ การช่วยเหลือทางสิทธิมนุษยชนสำหรับคนพิการในภาวะวิกฤติ ปกติเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นคนพิการมักถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ เห็นได้ชัดโดยเฉพาะในยูเครนและอัฟกานิสถาน รวมทั้งวิกฤติด้านสภาพภูมิอากาศ หรือโควิด-19 เราต้องการให้คนพิการไม่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และมีส่วนร่วมในการคิดหาทางออก ไม่ว่าจะเป็นทางออกเรื่องสันติภาพหรือการสร้างสังคมใหม่หลังเกิดวิกฤติ

ด้านที่สี่นั้้นสำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงความคิดของคน ถึงแม้ว่าเราจะมีนโยบายและกฎหมาย แต่ใครล่ะที่เป็นคนบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ คนทั่วไปมีคุณค่าและค่านิยมที่แตกต่างกัน ถ้าคนไม่เห็นคุณค่าของกฏหมาย การบังคับใช้ก็คงเป็นเรื่องยาก

บริบทอะไรในสหรัฐฯ ที่ทำให้การต่อสู้เรื่องคนพิการนั้นนับได้ว่าประสบความสำเร็จ และการมี ADA - Americans with Disabilities Act ถือเป็นกฏหมายคนพิการที่มีประสิทธิภาพ ของการทำงานคนพิการทั่วโลก 

การมีกฎหมายว่าด้วยการไม่เลือกปฏิบัติคนพิการของสหรัฐฯ เป็นมาตรฐานที่ดีในระดับโลกในการนำมาใช้ ตรวจสอบและบังคับใช้กลไกต่างๆ ที่ช่วยพิทักษ์สิทธิคนพิการชาวอเมริกัน ด้วยเหตุผลนี้หน่วยงานระดับรัฐบาลกลางและรัฐจำนวนมาก ตลอดจนมหาวิทยาลัยและองค์กรภาคประชาสังคมในสหรัฐฯ จึงดำเนินงานตามแผนนี้ อีกทั้งเรายังมีแหล่งทรัพยากรด้านวิชาการในการสนับสนุนช่วยเหลือประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง รวมถึงเขตเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่าน และบังคับใช้กฎหมายสิทธิคนพิการในประเทศอย่างมีประสิทธิผล

นับตั้งแต่กฎหมายคนพิการอเมริกัน (ADA - Americans with Disabilities Act) ผ่านในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2533 ก็ช่วยให้โลกได้เห็นความพิการในแง่มุมของสิทธิ ความเสมอภาคและโอกาส หลักการที่ปรากฏในกฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นรากฐานของสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิคนพิการฉบับแรกคือ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities: CRPD)

เราอาจจะเห็นภาพความสำเร็จของการต่อสู้เรื่องคนพิการในสหรัฐอเมริกาเยอะมากเมื่อเทียบกับไทย กว่าจะได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้นมีความยากลำบากอย่างไรบ้าง

ADA หรือ Americans with Disabilities Act เป็นกฎหมายที่สำคัญมากสำหรับคนพิการ กฏหมายนี้ทำให้ฉันได้รับสิทธิทางการเรียน สิทธิในการทำงาน และสิทธิในการใช้ชีวิต แต่พวกเราก็ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะได้กฏหมายฉบับนี้มา และตั้งคณะกรรมการที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องคนพิการเพื่อผลักดันเพื่อให้ได้กฎหมายตัวนี้

นอกจากนี้ ADA ยังเป็นกฎหมายที่มีอิทธิพลอย่างมาก ผลักดันให้เกิดสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการและเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญว่าเราสามารถดำเนินการอะไรได้บ้างเพื่อคนพิการ อย่างไรก็ดี การมีส่วนร่วมของคนพิการก็ยังเป็นการเดินทางที่ต้องไปต่อ รยังต้องผลักดันให้คนพิการมีสิทธิ มีเสียงในทุกๆ ด้านของการสนทนา

ความสำคัญของกฏหมายนี้ฉันแบ่งเป็น 2 ด้าน ประเด็นแรกคือ หลายครั้งในการทำงานในระดับโลก ประเด็นคนพิการเป็นเพียงการหาทางออกในเชิงทฤษฎี แต่แท้จริงแล้วการทำงานเรื่องคนพิการคือเรื่องของการเปลี่ยนแปลง พัฒนา ปรับปรุง เช่น เราจะเปลี่ยนความคิดของสังคมยังไงให้ตระหนักว่า คนพิการควรมีส่วนร่วมเพราะถ้าหากคนพิการไม่มีส่วนร่วม ฉันก็จะสูญเสียโอกาสหรือสูญเสียคุณค่าไปเช่นกัน

ประเด็นที่สองคือ มีคำหนึ่งที่พูดบ่อยก็คือ Nothing About Us Without Us หรือสิ่งที่เกี่ยวกับเรา เราก็ควรจะมีส่วนร่วม แต่ฉันอยากขยายคำพูดตรงนี้ออกไปอีกว่า เราควรจะมีส่วนร่วมในทุกๆ เรื่องไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับเราก็ตาม

เมื่อพูดถึงการมีส่วนร่วม เราจะทำยังไงให้คนพิการมีส่วนร่วมในทางประชาธิปไตยหรือการเมืองได้มากขึ้น

มีหลายมิติมากๆ ในการดำเนินงานเรื่องนี้ มิติที่ค่อนข้างจะเบสิคหน่อยก็คือเราต้องมั่นใจให้ได้ว่า กกต.คิดถึงว่าคนพิการจะสามารถเข้าถึงการเลือกตั้งได้อย่างไร คนพิการต้องสามารถเข้าถึงคูหาการเลือกตั้งได้ และได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งในรูปแบบที่เข้าถึงได้ นอกจากนี้เราต้องพยายามทำงานร่วมมือกับภาคประชาสังคมเพื่อให้เกิดการตระหนักเกี่ยวกับความพิการและพยายามให้คนพิการมีส่วนร่วม 

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากก็คือการสนับสนุนเยาวชนให้พวกเขาเชื่อมั่นในตัวเองว่า มีส่วนร่วมได้และเชื่อว่าเราสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ เราในฐานะรัฐจะต้องสนับสนุนพวกเขาด้วยเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้เขาสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วย

ในไทยบททางการเมืองไทยผู้นำคนพิการมักเป็นเพศชาย ในฐานะของผู้หญิงพิการที่ทำงานเป็นผู้นำมีความท้าทายอย่างไร

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและการเข้าถึงการมีส่วนร่วม ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีการจ้างงานตำแหน่งใหม่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องความหลากหลายโดยเฉพาะ ตอนนี้มีเจ้าหน้าที่กระจายอยู่ในกระทรวงต่างๆ ในฐานะสตรีตาบอดมุสลิมการกระทำเช่นนี้เป็นการแสดงถึงการสนับสนุน ให้ความสำคัญ และยอมรับในอัตลักษณ์ของเรา 

ในขณะที่ปัจจุบันทั่วโลกเผชิญความยากลำบากจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำ หรือแม้แต่การเกิดขึ้นของวิกฤติอย่างโควิด-19 งานด้านคนพิการมีแนวโน้ม หรือเทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนไปหรือไม่ อย่างไร

สถานการณ์โรคระบาดและวิกฤติการณ์ในปัจจุบัน เช่น สงครามในยูเครน แสดงให้เห็นผลกระทบที่คนพิการได้รับอย่างมากจากความวุ่นวายทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ บทเรียนสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้คือ เราจะต้องพิจารณาถึงคนพิการตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นในการวางแผน เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ หากมีระบบที่พร้อมสำหรับคนพิการ ก็จะเกิดประโยชน์กับสังคมโดยรวม

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) มีวัตถุประสงค์เพื่อยุติความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในระดับโลก เราไม่อาจบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้เลยหากไม่ตระหนักถึงและแก้ไขปัญหาของคนพิการและชุมชนชายขอบอื่นๆ ไม่ว่าจะในเรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โควิด-19 หรือปัญหาทางสังคมอื่นๆ

จากบทบาทการทำงานในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย สถานการณ์คนพิการแต่ละพื้นที่มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

สิ่งที่เหมือนกันก็คือทุกคนอยากมีส่วนร่วม อยากแสดงความคิดเห็นและได้รับโอกาสเฉกเช่นคนอื่นๆ คนพิการก็เช่นกัน อย่างไรก็ดีแต่รัฐบาลแต่ละประเทศให้ความคุ้มครองคนพิการแตกต่างกันทั้งในแง่ของกฎหมาย นโยบาย และการสนับสนุนทางสังคม 

สิ่งที่แตกต่างกันคือมุมมองที่ใช้เกี่ยวกับคนพิการ บางประเทศใช้มุมมองของระบบอุปถัมภ์ (paternalistic) ที่จะต้องให้การดูแลและมองว่าคนพิการเป็นคนที่น่าสงสาร ในขณะที่บางประเทศสร้างมุมมองที่ว่า คนพิการเป็น “คนที่มีความมุ่งมั่น” และควรได้รับการส่งเสริมสนับสนุนในลักษณะดังกล่าว ใจความสำคัญที่อยากจะบอกคือ คนพิการก็เหมือนกับทุกคน เราอยากให้ทุกคนเห็น ฟังเราและให้ค่าเราในสังคม

สังคมที่หลอมรวมทุกคน (Inclusive Society) การคำนึงถึงสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนพิการ จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

สังคมที่หลอมรวมจะเกิดขึ้นได้เมื่อคนอื่นเห็นค่าของคนพิการ ไม่ว่าจะมีความพิการด้านใดก็ตาม นั่นหมายความว่า คนพิการจะสามารถมีส่วนในตลาดแรงงาน และได้รับการจ้างงานอย่างเต็มที่และเลี้ยงชีพได้ คนพิการต้องเข้าถึงกระบวนการทางประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง โดยการออกเสียงเลือกตั้งและเป็นตัวแทนในรัฐบาล เราต้องมีระบบการศึกษาที่ครอบคลุม มีทุกคนเป็นมาตรฐาน สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนได้และมีหลักสูตรเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์คนพิการ เพื่อทำให้คนพิการเป็นส่วนหนึ่งของสื่อหลัก รวมถึงในวงการบันเทิง 

นอกจากนี้จะต้องทำให้ทุกคนไม่ว่าจะมีข้อจำกัดทางกายหรือข้อจำกัดอื่นใด สามารถเข้าถึงระบบคมนาคมขนส่งได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องตระหนักและยกย่องทุกมิติของการเป็นมนุษย์ และให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ยึดมนุษย์เป็นหลัก คนพิการเป็นมนุษย์ที่มีความปรารถนา มีความสามารถ ทักษะ ความเจ็บปวดและความสูญเสียเหมือนกับทุกคน เราทุกคนเชื่อมโยงกันเพราะความเป็นมนุษย์ที่เรามีร่วมกัน และนั่นรวมถึงคนพิการด้วย

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนต่างประเทศSara Minkaraสหรัฐอเมริกาประชาธิปไตยการเมืองคนพิการ
Categories: ThisAble

#UrboyTJ และอีกด้านของปัญหาการเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพจิตของคนไทย

ThisAble - Wed, 2022-09-14 16:06

เพราะการรักษาอาการป่วยใจและการฆ่าตัวตายนั้นมีต้นทุน ดังกรณีของ UrboyTJ หรือ เต๋า—จิรายุทธ ผโลประการ นักร้องแร็ปเปอร์ ที่โพสต์เล่าอาการและขออนุญาตแฟนๆ ไปรักษาตัวทั้งร่างกายและจิตใจผ่านอินสตราแกรม หลังจากโพสต์นี้ปรากฎบนโซเซียล ต่อมา UrboyTJ  ได้ลงไอจีสตอรี่ว่า “ค่ารักษาพยาบาล 6 แสน ไม่ต้องรักษากูก็ได้นะ ถ้าจะแพงขนาดนี้ สัสนรก” ส่งผลให้ #UrboyTJ ติดเทรนด์ทวิตเตอร์เพื่อแสดงความในใจของหลายๆ คนที่ไปรับบริการสุขภาพจิต 

 

แม้คนไทยทุกคนมีสิทธิการรักษาพยาบาล แต่ทำไมการเจ็บปวดทางจิตจึงไม่ครอบคลุม Thisable.me จึงชวนหมอน้ำหวาน—แพทย์หญิงชนิกา เลี้ยงชีพ กุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นมาพูดคุยหาคำตอบว่า ต้นตอของปัญหาเรื่องนี้คืออะไร และปัญหาที่ปรากฎอยู่ในแฮชแท็กช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตของคนไทยได้อย่างไรบ้าง 

 

2 ปีที่โควิด-19 แพร่ระบาดกับสถานการณ์โรคจิตเวชไทย

หมอน้ำหวานให้ข้อมูลว่า ในประเทศอังกฤษช่วงล็อกดาวน์ครั้งที่ 1 มีจำนวนผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้น 10-20% ส่วนในไทยนั้นเก็บข้อมูลรวมๆ  ของจำนวนเคสที่ขอบริการให้คำปรึกษา (Counseling) เรื่องความเครียดจากการเรียน การงานและครอบครัวเยอะขึ้น 

เวลาคนอยู่ในภาวะความเครียดช่วงสั้นๆ แต่อาการอื่นยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าก็จะเรียกว่า ภาวะการปรับตัวที่ผิดปกติ (Adjustment Disoder) ถ้าภาวะนี้เอาความเครียดออกก็จะหายเลย  แต่ถ้ายังเจอปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เป็นความเครียดที่ยังจัดการไม่ได้ คนต้องจำยอมอยู่กับสถานการณ์นี้เป็นเวลานาน ส่งผลให้ระบบประสาทและฮอร์โมนในสมองทำงานผิดปกติ จนเกิดโรคทางจิตเวชและอาจจะทำให้สมองบางส่วนฝ่อ เกิดเป็นโรคสมองเสื่อมได้แม้อายุน้อย

 

สัดส่วนจิตแพทย์กับคนไข้ที่สวนทางกัน 

“หมอรุ่นนี้มี 300 กว่าคน มีคนที่เลือกเรียนเป็นจิตแพทย์ 2 คน” 

ในฐานะที่หมอน้ำหวานที่เคยเป็นนักศึกษาแพทย์ที่ต้องตัดสินใจเลือกเรียนเฉพาะทางจึงเล่าให้ฟังว่า จิตเวชศาสตร์เป็นวิชาที่คนไม่อยากเรียน ถ้าไม่ได้มีใจรักจริงๆ ไม่มีทางทนเรียนได้ อย่างวิชาแพทย์เฉพาะทางอื่นๆ เช่น ศัลยศาสตร์ อายุรศาสตร์ กุมารเวชศาสตร์ ถึงไม่ค่อยชอบ แต่เป็นเรื่องทางกายยังทนเรียนได้ แต่จิตเวชศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจที่หากไม่ชอบก็ไม่สามารถฝืนเรียนได้ 

“อัตราจ้างที่เขาเปิดไม่ได้เยอะ ต่อให้เราอยากเพิ่ม แต่ถ้าตำแหน่งเปิดมาจำนวนเท่านี้ ก็ได้เท่านี้ ทุกอย่างผันแปรตามจำนวนคนไข้ และขึ้นอยู่กับว่าคนเขียนนโยบายเห็นความสำคัญของการเปิดตำแหน่งจิตแพทย์ตรงนี้เท่าไร 

“งานทางจิตเวชเป็นงานที่ใช้พลังจิต พลังใจเยอะมาก บางทีทำแล้วรู้สึกเหนื่อย ไม่คุ้ม ไม่มีความสุข บางครั้งเราแก้ไขและรับฟังปัญหาของคนไข้ได้ แต่ปัญหาตัวเองกลับยังแก้ไม่ได้ 

“สมมติว่าสวัสดิการของรัฐไม่ได้ช่วยให้บุคลากรที่ทำงานด้านสุขภาพจิตรู้สึกมีชีวิตที่ดีได้ ค่าตอบแทนน้อย  เขาทำงานยาวๆ ไม่ไหวหรอก”

ตรงกับที่อาจารย์เคยบอกกับหมอน้ำหวานในสมัยเรียนว่า จิตแพทย์ต้องจัดการความเครียดตัวเองให้ได้ก่อน แล้วถึงช่วยคนอื่นได้ จิตเวชศาสตร์ไม่เหมือนหมอสาขาแพทย์เฉพาะทางอื่นที่ถึงแม้มีความเครียดก็ยังพอทำงานได้ แต่งานจิตเวชต้องจัดการกับจิตใจคนอื่น ถ้าเราเองยังจัดการปัญหาความเครียดในใจเราไม่ได้และไม่สามารถจัดการอารมณ์ ความคิดได้ ตอนคุยกับคนไข้ก็อาจจะช่วยเขาไม่ได้และอาจทำให้คนไข้รู้สึกแย่ขึ้นกว่าเดิมโดยไม่ได้ตั้งใจ

หมอน้ำหวานเน้นย้ำว่า ต่อให้ประเทศเราจะมีเงินเพิ่มเตียงหรือห้องตรวจผู้ป่วยนอก (OPD) ที่รักษาคนไข้จิตเวชได้เยอะ แต่ถ้าจำนวนหมอไม่เพิ่ม ก็ไม่มีคนไปทำ

 

จำนวนหมอน้อยนำไปสู่ปัญหาเรื่องสถานที่

“ส่วนตัวคิดว่า เพราะไม่มีคนมานั่งเฝ้าคนไข้ไม่ให้หนี พอใช้คนคุมไม่ได้ ก็ต้องใช้สถานที่มาควบคุมไม่ให้คนไข้หนี” 

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหอพักผู้ป่วยจิตเวชดูคล้ายกับกรง หมอน้ำหวานเสริมอีกว่า ถ้าทำเหมือนต่างประเทศที่ใช้กระจกนิรภัยไม่แตกหรือแตกแล้วเป็นพลาสติก จะต้องทำเป็นระบบแอร์เพื่อให้คนไข้มีอากาศหายใจ ก็อาจมีค่าใช้จ่ายสูงมาก โรงพยาบาลจิตเวชในไทยหลายที่ก่อตั้งมานานแล้ว และหมอน้ำหวานเองไม่มีโอกาสได้คุยกับผู้บริหารในยุคบุกเบิก จึงมองว่าประเทศไทยอากาศร้อนบวกกับงบที่จำกัด และบุคลากรน้อย การสร้างหอผู้ป่วยให้มีรูปแบบที่ป้องกันไม่ให้คนไข้หนี น่าจะง่ายที่สุด

 

‘การมีอำนาจในการเลือก’ เป็นสิ่งที่คนยอมจ่ายแพง

หมอน้ำหวานเล่าประสบการณ์ตรงที่เจอกับตัวเองให้ฟังว่า คนไข้ไม่ค่อยมาหาหมอในเวลาราชการ โดยเฉพาะในเคสจิตเวช ถ้าเป็นเด็กต้องไปโรงเรียน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ต้องไปทำงาน มันไม่ใช่เวลาที่จะมาหาหมอ ถ้าเขาลาก็ถูกหักเงิน 

“คนที่เขาไม่มีเงิน ถ้าเขามาโรงพยาบาลก็เท่ากับเขาไม่มีเงินกินข้าว มีคนไข้หลายคนที่เป็นแบบนี้ สุดท้ายเขาก็ต้องเลือกว่าจะเสียเงิน 300 บาท ที่เป็นค่าจ้างรายวันเพื่อมาหาหมอหรือไม่”

บางครั้งคนไข้ที่มารักษาที่โรงพยาบาลรัฐบาลอาจรู้สึกว่า จิตแพทย์ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นหรือคนไข้บางคนอาจจะไม่ชอบคุยกับจิตแพทย์คนนี้ แต่ก็ไม่มีสิทธิเลือก ขึ้นอยู่กับดวงคนไข้เลยว่าจะได้หมอคนไหน 

“ ถ้ารักษาที่โรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวชก็เปลี่ยนหมอได้ แต่หมอต้องเป็นคนประเมินเองว่าไม่สามารถรักษาคนไข้คนนี้ได้แล้ว ถึงจะได้รักษากับหมอคนใหม่ แต่ถ้าไปโรงพยาบาลเอกชนคนไข้เลือกได้ว่าขอนัดเจอหมอคนนี้ได้เลย แต่แลกกับการที่ต้องยอมจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น”

 

คนทั่วไปเข้าไม่ถึงสิทธิประกันสังคมในโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวช

ทุกๆ ต้นปี ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จะต้องเลือกสถานพยาบาลประกันสังคมใหม่ หากเลือกสถานพยาบาลเป็นโรงเรียนแพทย์อย่าง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี หรือโรงพยาบาลศิริราช ฯล พอ HR เห็นแบบฟอร์มเลือกสถานพยาบาลประกันสังคมก็จะแนะนำให้เลือกโรงพยาบาลอื่นแทน ถ้าหากเลือกโรงพยาบาลเหล่านี้ก็ไม่มีทางได้

“เพราะคนที่ได้สิทธิสถานพยาบาลประกันสังคมจากโรงเรียนแพทย์คือ หมอและบุคลากรที่ทำงานที่นั่น เนื่องจากโรงเรียนแพทย์ไม่ได้อยู่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข แต่อยู่ในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะไม่ได้สิทธิข้าราชการ แต่ได้สิทธิประกันสังคมแทน ดังนั้นเขาต้องกันสิทธิประกันสังคมให้กับบุคลากรของเขาก่อน” 

รายชื่อสถานพยาบาลประกันสังคมจะไม่มีโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวชให้เลือก ทำให้คนเบนเข็มมาเลือกโรงเรียนแพทย์ เพราะเป็นสถานที่เปิดรับสอนสาขาแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งจิตเวชศาสตร์เป็น 1 ในสาขาที่โรงเรียนแพทย์เปิดสอน ดังนั้นโรงเรียนแพทย์จะมีแผนกจิตเวช มีอาจารย์หมอ จิตแพทย์ และยารักษาโรคจิตเวชที่จ่ายให้คนไข้เหมือนกับโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวช 

หมอน้ำหวานเผยอีกแง่มุมว่า แต่ก็มีโรงพยาบาลประกันสังคมเอกชนที่เปิดคลินิกจิตเวชแต่มีน้อย 

เงินก้อนที่ได้จากการเก็บเงินประกันสังคมจะถูกส่งไปยังโรงพยาบาลประกันสังคมเอกชน หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลว่าจะให้คนไข้ที่มาโรงพยาบาลได้รับบริการอะไรบ้าง บางโรงพยาบาลมียาจิตเวชไม่ครอบคลุม บางที่หมอทั่วไป (General Practice) ส่งคนไข้ไปเจอหมอเฉพาะทางหลายรอบแล้ว แต่ถูกตีกลับมาตลอด เพื่อนของหมอน้ำหวานที่เคยอยู่โรงพยาบาลประกันสังคมเอกชนเล่าว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หมอไม่ทำหน้าที่ แต่เป็นเรื่องของระบบประกันสังคมที่จำกัดสิทธิการรักษาอยู่แค่นี้

หมอทั่วไปในโรงพยาบาลประกันสังคมเอกชนส่งคนไข้ไปที่โรงพยาบาลเฉพาะทางไม่ได้เหรอ เราถามต่อ 

หมอน้ำหวานให้คำตอบว่า โรงพยาบาลประกันสังคมเอกชนไม่ส่งไปโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวช พอส่งคนไข้ไปรักษา คนไข้ไม่อยากกลับมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลต้นสังกัด เพราะได้รับการรักษาที่ดีกว่า แต่โรงพยาบาลประกันสังคมเอกชนจะควบคุมค่ารักษาพยบาลให้อยู่ในวงเงินประกันสังคมไม่ได้ 

 

‘ไม่เห็นความสำคัญ’ ต้นต่อของปัญหาสุขภาพจิตทั้งหมดทั้งมวล 

“ปัญหาจิตเวชเป็นปัญหาเชิงคุณภาพไม่ใช่เชิงปริมาณ ถ้าเราไม่สามารถวัด Outcome เป็นเชิงปริมาณ เป็นตัวเลขให้คนทำนโยบายเห็นได้ เขาก็ไม่เห็นความสำคัญ”

ไม่ใช่แค่ประเทศเราที่มีปัญหาแบบนี้ ต่างประเทศก็เป็นเช่นกัน ช่วงหลังงานวิจัยจะเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพผสมกับเชิงปริมาณหรือที่เรียกว่า Mixed Method เพื่อให้นักการเมือง คนทำนโยบายเห็นปัญหาเชิงคุณภาพเป็นเชิงปริมาณ สมมติงานวิจัยชี้ว่า คนป่วยเป็นโรคน้อยลง ค่าใช้จ่ายในสถาบันพยาบาลลดลง เขาก็มีเงินเหลือเอาไปใช้ทำอย่างอื่นได้ 

แก้ไข ‘การศึกษา’ เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

“การแก้ปัญหาจิตเวชที่โรงพยาบาลนั้นเป็นปลายเหตุ ถ้าย้อนกลับไปมองต้นเหตุจริงๆ คือเศรษฐานะ ถ้าเราแก้ต้นเหตุให้ได้ก่อนปัญหาก็จะน้อยลง ถ้าประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เราอาจไม่จำเป็นต้องจัดการเรื่องหมอ เรื่องสถานที่เลยก็ได้

“โรคจิตเวชส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับเศรษฐานะสังคมต่ำ (low socioeconomic) มีความชุกในกลุ่มคนจน แต่คนที่เข้าถึงการรักษาได้คือคนรวย”

หากจะลงทุนแก้ปัญหาโรคจิตเวช หมอน้ำหวานแนะนำให้ลงทุนแก้ไขเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งตัวชี้วัดเศรษฐานะหรือสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจของแต่ละคน นอกเหนือจากอาชีพและรายได้ 

หมอน้ำหวานมองว่า การศึกษาช่วยให้มองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง การคิดอย่างมีเหตุผลจะช่วยทำให้ผู้คนเข้าใจว่า การป่วยเป็นโรคจิตเวชไม่ได้หมายความว่าเป็นคนอ่อนแอ และเริ่มเข้าใจว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต 

เช่นเดียวกับการเลี้ยงดูที่เป็นส่วนสำคัญของสุขภาพจิตเด็ก หากพ่อแม่ไม่มีการตระหนักรู้ (Self-Awareness) ในตัวเอง ไม่มีทักษะจัดการอารมณ์เชิงลบ เช่น เวลาเครียด โกรธ มักจะกดอารมณ์ไม่แสดงออกมา เพราะกลัวคนอื่นมองไม่ดี ดูเป็นคนก้าวร้าว พอลูกสังเกตเห็นว่าพ่อแม่จัดการอารมณ์แบบนี้ เวลาเจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน เขาจะลอกเลียนแบบวิธีการจัดการอารมณ์จากพ่อแม่ ถ้าหากพ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดี ก็จะช่วยให้เขามีทักษะจัดการอารมณ์และมีสุขภาพจิตที่ดี

นอกจากนี้หมอคิดว่า ครูเป็นหนึ่งในคนสำคัญในชีวิตเด็ก (Authority Figure) เพราะว่าเด็กส่วนใหญ่พอออกจากบ้านก็จะมาอยู่ที่โรงเรียน สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน 5 วันจะอยู่เด็กอยู่โรงเรียนเป็นระยะเวลา 12 กว่าปี ถ้าครูทำให้ช่วงเวลานั้นของเด็กไม่ดี นั่นหมายความว่า เด็กต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี คิดเป็น 70% ของช่วงชีวิตวัยเด็ก ซึ่งก็จะส่งผลต่อสุขภาพจิต ทักษะการคิดจัดการปัญหา และมีผลยาวจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความฉลาดทางอารมณ์ไม่ดี

“สุดท้ายการเพิ่มหมอก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โรคจิตเวชหลายโรคเป็นเรื้อรัง คนไข้ต้องเจอหมอไปตลอดชีวิต ถ้าเราไปจัดการที่ต้นเหตุก่อน จริงๆ มันจะแก้ปัญหาในระยะยาวกว่า”

จากเรื่อง UrboyTJ สู่ความขาดในระบบดูแลสุขภาพจิตผ่านโพสต์ที่ว่า ‘ค่ารักษาพยาบาล 6 แสน ไม่ต้องรักษากูก็ได้นะ ถ้าจะแพงขนาดนี้’ หมอน้ำหวานก็ได้สะท้อนทิ้งท้ายว่า 

“สมมติเขาได้รักษาที่โรงพยาบาลของรัฐตามสิทธิ 30 บาท ได้อยู่โรงพยาบาลรัฐที่ดี วอร์ดที่ดี เขาอาจจะรู้สึกอีกแบบ ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือ ปัจจุบันการบริการที่ดีจำกัดอยู่แค่บางที่เท่านั้น”


 

ขอบคุณสถานที่

ร้าน Start Slurp_Coffee

เปิดทุกวันเวลา 09.00  – 18.00 น.

ที่ตั้ง : 307/167 จรัญสนิทวงศ์ 31 เขตบางกอกน้อย แขวงบางขุนศรี กรุงเทพมหานคร

โทรศัพท์ : 083 910 0429 

Facebook : https://www.facebook.com/Start Slurp_Coffee


 

Healthสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสุขภาพ#UrboyTJ6 แสนสุขภาพจิตโรคจิตเวชผู้ป่วยโรคจิตเวชการเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพจิตของคนไทยจิตแพทย์สิทธิสถานพยาบาลสิทธิประกันสังคมโรงเรียนแพทย์
Categories: ThisAble

เพราะความรักต้องมาพร้อมความเข้าใจ คุยกับ CODA ลูกคนหูหนวก เรื่องพ่อแม่หูหนวก

ThisAble - Mon, 2022-09-12 18:38

หลายคนน่าจะมีโอกาสรู้จัก CODA หรือ Child of Deaf Adults ผ่านภาพยนตร์ในชื่อเรื่องเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อหนังคว้ารางวัลในงานประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 94 ประจำปี 2022 ไปถึง 3 รางวัลด้วยกันก็คือ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) รางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม (Best Adapted Screenplay) และหนึ่งในนักแสดงคนหูหนวกอย่าง Troy Kotsur ยังสามารถคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Best Support Male Actor) นั่นเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของภาพยนตร์

โคด้าเป็นเรื่องราวของเด็กสาวมัธยมที่ชื่อรูบี้ รอสซี่ (แสดงโดยเอมิลี่ โจนส์) เธอเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่เป็นคนหูดี พ่อแม่และพี่ชายของเธอเป็นคนพิการทางการได้ยิน จึงทำให้เธอต้องคอยเป็นหูให้แก่ครอบครัวไปโดยปริยาย แต่ถึงแม้เธอจะต้องทำหน้าที่ในการดูแลครอบครัวของเธอ แต่เธอก็ยังฝันจะร้องเพลง เมื่อเธอได้ทุนเรียนต่อด้านการร้องเพลงจากสถาบันเบิร์กลีย์ แต่ฝันก็ต้องมีอุปสรรคเมื่อครอบครัวมีปัญหาด้านการเงิน เธอจึงต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเดินตามความฝันหรืออยู่ดูแลครอบครัวที่กำลังมีปัญหาทางด้านการเงิน โดยในเรื่องนั้นเล่าถึงหน้าที่ที่เธอต้องรับผิดชอบและความฝันที่เธอต้องเลือกได้อย่างสวยงามและลึกซึ้ง

หนังทำให้เรารู้จักคนทั้งสองกลุ่มมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นคนหูหนวก และลูกของคนหูหนวกซึ่งเป็นคนหูดี ปัญหาเรื่องการสื่อสารดูจะส่งผลไปจนถึงเรื่องความเข้าใจภายในครอบครัว รูบี้ คิดว่าตนกลายเป็นผู้ที่ครอบครัวพึ่งพิงในฐานะคนหูดี ที่ต้องคอยเป็นปากเป็นเสียง หรือจะมุมมองของพี่ชายที่มองว่าตนอยู่ได้และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนหูดี

แน่นอนพอดูหนังจบเราเกิดคำถามขึ้นในใจว่าและในสถานการณ์บ้านเราล่ะ มีโคด้าไหม และชีวิตลูกของคนหูหนวกเป็นอย่างไร ภายใต้บริบทไทยและสหรัฐสถานการณ์ย่อมต่างกัน และมีคำถามหลากหลายที่เราสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของลูกคนหูหนวก เรียนภาษามืออย่างไร เติบโตแบบไหน ปัญหาต่อเรื่องความเข้าใจ เราคุยกับแพร พัชราภรณ์ เหล่าทองมีสกุล ลูกสาวของครอบครัวคนหูหนวก ปัจจุบันงานของเธอคือล่ามภาษามือ เธอสะท้อนถึงปัญหาที่เจอ หลายปัญหาเป็นสิ่งที่คนหูหนวกต้องเจอ และอีกหลายปัญหาก็เป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวต้องเจอ

แพร : พ่อแม่เราหลังจากที่ทั้งสองคนแต่งงานกัน พวกเขาก็จะเผชิญปัญหากันมาตลอดในฐานะคู่รักที่เป็นคนหูหนวกทั้งคู่ อย่างเช่นตอนที่จะมีลูก  ในใจตอนนั้นอยากจะมีลูกหลายๆคน แต่ญาติฝั่งนึง เขาไม่อยากให้แม่กับพ่อมีลูกเยอะ เพราะว่าทั้งสองคนเป็นคนพิการ พอมีเราเสร็จ เขาก็ให้หมอทำหมันเลยโดยที่ไม่ได้ถามความเห็นแม่สักคำ ทั้งที่พ่อเราก็บอกว่าเลี้ยงได้เขาก็ไม่ยอม ทั้งที่เรื่องนี้มันควรเป็นสิทธิ์ของพ่อกับแม่เรา แต่เขาก็ไม่ยอมให้มีเราได้แค่คนเดียว ทีนี้พ่อแม่เราอยากจะมีอีกก็ไปแก้อะไรไม่ได้แล้วเพราะทำหมันไปแล้ว

สิ่งที่พ่อแม่เริ่มสอนก็คือภาษามือ ซึ่งจะควบคู่ไปกับน้าที่จะสอนพูด บ้านเราอยู่หลายคน มีพ่อแม่น้ายาย พ่อแม่ไปทำงานก็อยู่กับน้า อย่างภาษามือพ่อแม่ก็จะสอนจากคำศัพท์ง่ายๆ อย่างแก้วน้ำ กินน้ำ หิวน้ำ เขาก็จะทำมือให้เราดู แล้วให้เราทำตาม ทำให้เข้าใจว่าน้ำภาษามือทำยังไง  หรือเวลาหิวก็จะต้องทำภาษามือแบบไหนให้เขารู้ว่าเราหิว เหมือนกับพ่อแม่คนอื่นที่สอนให้พูดตอนเด็กๆ แต่พ่อแม่เราสอนเป็นภาษามือ เขาก็จะสอนไปเรื่อยๆ จากเป็นคำก็เริ่มเป็นประโยค จากประโยคก็กลายเป็นบทสนทนาได้ สำหรับเราภาษามือจะเรียกว่าใช้เป็นภาษาที่ 1 ก็ได้เพราะเราใช้ตลอด

เข้าใจคำว่าหูหนวกตอนไหน 

ตอนเด็กๆ เราไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนหูหนวกใครเป็นคนหูดี เรารู้แค่ว่าพ่อแม่เราพูดไม่ได้ ก็มีคำถามอยู่ในใจ คำตอบของคนรอบตัวก็หลากหลายเช่น จะไปสงสัยทำไมยังไงเขาก็ดูแลเราได้อยู่แล้ว อยากได้อะไรก็ได้ หรือไม่ก็เพราะว่าเป็นเวรเป็นกรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็ไม่ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะรู้ ในช่วงที่เราเป็นเด็กมันก็มีความรู้สึกคิดไปเยอะเหมือนกัน ทำไมพ่อแม่เราถึงพูดไม่ได้ ถ้าพ่อแม่พูดได้มันจะดีกว่านี้ไหม ตอนเด็กๆ อายไม่อยากให้พ่อแม่ไปโรงเรียน เพราะกลัวจะโดนเพื่อนล้อ แต่ก็โชคดีว่าเพื่อนก็ไม่เคยล้อ เราคิดว่ามันมาจากความรู้สึกแปลกแยกกับคนอื่น ที่เขาสามารถนั่งคุยกันได้ทั่วไป แต่เราต้องมานั่งทำภาษามือ เราไม่ได้รังเกียจภาษามือแต่รู้สึกเขินอายมากกว่าในวัยเด็ก 

พออยู่ไปสักพักความเขินอายของเรามันลดน้อยลงไปเยอะเพราะเราทำให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาปกติ พยายามไปหาเราที่โรงเรียนไปยืนคุยกับเราที่โรงเรียน พาไปกินข้าว พาไปเที่ยว พอเจอเพื่อน พ่อแม่เราก็สอนเพื่อนเราใช้ภาษามือ กลายเป็นว่าเพื่อนๆ ก็อยากเจอพ่อแม่เหมือนกัน อยากจะเรียนภาษามือไปด้วย ภาพในหนังอย่างการโดนล้อหรือบูลลี่เราเลยไม่เคยเจอ อาจจะเป็นโชคดีที่มีเพื่อนที่เข้าใจ

แล้วมีปัญหาเรื่องความเข้าใจกันบ้างไหม 

ก็เยอะนะ คุยกันยากคุยกันแล้วไม่เข้าใจ เพราะเราก็มีมุมมองของเรา พ่อแม่ก็มีมุมมองของตัวเอง เราทะเลาะกับเขาบ่อยด้วยหลายสาเหตุ อย่างบางทีเขาก็อยากให้เราเล่าเรื่องอะไรสักอย่างโดยที่ไม่ถามหัวข้อ คือมาถึงก็จะให้พูดเลย มาถึงก็ถามว่ามีอะไรจะพูดไหม เราก็บอกว่าไม่มี เขาก็จะชอบพูดว่าใช่สิ เรามันคนหูหนวกเป็นคนกระจอก คุณอยากจะคุยแต่กับคนหูดีเท่านั้นแหละ เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่เกี่ยว บางทีถามสารทุกข์สุขดิบ หรือบางครั้งจะเล่าเรื่องตัวเองว่าไปเจออะไรมาบ้าง ก็เป็นตั้งแต่เด็กจนโต บางทีโทรไลน์ มาหาแล้วก็พูดว่ามีอะไรจะพูดไหม เราก็งง บางทีก็รู้สึกไม่ค่อยอยากคุย เขาก็จะเปรียบเทียบลูกเพื่อนเขามีอะไรก็เล่าให้พ่อแม่ฟังตลอด แต่เราไม่ค่อย

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นตั้งแต่ตอนเด็กๆ ก็คือต้องคุยเรื่องของผู้ใหญ่ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อยากคุย เพราะต้องคอยช่วยสื่อสารระหว่างญาติกับพ่อแม่ ซึ่งบางครั้งเราก็จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เราไม่อยากรู้หรือไม่เข้าใจเลย ตอนนั้นพ่อแม่เขาก็โกรธนะ เขาคงรู้สึกว่าทำไมไม่ช่วยเขาพูดถ้าเขาพูดได้คงพูดไปแล้ว เขาอยากคุยกับคนนี้ก็อยากให้เราพูดให้หน่อยแต่เราก็รู้สึกว่าเราเป็นเด็กเราไม่อยากพูด ตอนนี้ถ้ามองกลับไป เราก็เข้าใจเขาในตอนนั้นมากขึ้นนะ เขาอยากให้เราช่วยพูดแต่บางเรื่องที่ให้พูดก็เป็นเรื่องใหญ่เกินตัวเราไปมาก อย่างสมมุติว่าเขาจะให้เราไปตำหนิหรือว่าใคร เราจะพูดได้ยังไงเพราะเราเป็นเด็ก จะไปเถียงแทนพ่อแม่เราก็ไม่ทันเขาหรอก แต่ถ้าเขาใช้บริการล่ามเขาจะสามารถพูดอะไรก็ได้ เพราะผู้ฟังจะมองว่าเป็นตัวเขาพูด ไม่ได้มองว่าเป็นเราที่เป็นเด็กพูด เพราะคนสมัยก่อนเขาไม่ค่อยเข้าใจหรอก เขาจะคิดว่าเราพูดเอง

ครั้งหนึ่งคนในครอบครัวพ่อบอกให้พ่อลาออกจากงานมาอยู่บ้านเพื่อให้ดูแลย่า ตอนนั้นเราก็บอกไปตามที่ญาติอยากให้สื่อสาร แต่ถ้าเป็นตอนนี้เราคงให้ข้อมูลเสริมพ่อไปว่ามันมีอะไรบ้าง และสามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง เพราะตอนนั้นเราเป็นเด็กเวลาใครบอกอะไรมาเราก็บอกพ่อต่อไป ให้พ่อเป็นฝ่ายฟังฝ่ายเดียว ตอนนั้นเราก็ลืมไปแล้วว่าพ่อเราก็โตแล้วเหมือนกัน พ่อเราก็ควรจะมีสิทธิ์พูดเหมือนกัน คิดว่าตอนนั้นถ้าเป็นล่ามภาษามืออาชีพแปลให้พ่อ พ่อก็น่าจะพูดอะไรได้อีกเยอะ อยากจะพูดอะไรก็พูดได้เลย แต่ยุคนั้นการเข้าถึงล่ามมันก็ยังยากอยู่ ก็เลยมีแค่เราที่สามารถพูดได้ เราคิดว่าพ่อแม่เราก็เสียผลประโยชน์ไปเยอะเหมือนกันจากการที่เป็นคนหูหนวกแล้วสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ 

เรื่องการสื่อสารไม่เข้าใจก็มีหลายเรื่องที่ก็ต้องยอมรับว่าเราก็ไม่ได้คุยกับพ่อแม่ เราเพิ่งจะเริ่มมาคุยปัญหาของเราก็ตอนที่เราโตมาประมาณนึงแล้ว ตอนเด็กๆ ถ้าไม่คุยกับเพื่อนก็จะคุยกับตัวเอง ปัญหาเรื่องแฟน เรื่องเพื่อน จะไม่ค่อยคุยกับใคร เพราะเรารู้สึกว่าเราชอบโดนเปรียบเทียบ ซึ่งทั้งคนหูหนวก หรือหูดีก็ชอบเปรียบเทียบ เลยเป็นเหตุผลที่ เราไม่ค่อยคุยกับพ่อแม่ 

พอมีพ่อแม่เป็นคนหูหนวกแล้วรู้สึกว่าการทำหน้าที่ล่ามเป็นหน้าที่ของตัวเองหรือเปล่า 

ตอนเป็นเด็กเราก็ยังคิดไม่ได้ขนาดนั้น ตอนนั้นคิดว่าทำไมไม่คุยกันเองวะ แต่เราลืมไปว่าเขาคุยไม่ได้ ทำไมในชีวิตไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องเป็นเราตลอดที่ต้องคอยทำหน้าที่นี้ อารมณ์ประมาณว่าอะไรก็เรา บางครั้งถ้าเราเหนื่อยไม่อยากทำเราก็หนี อย่างสิ่งที่พ่อแม่ชอบให้เราทำสมัยเด็กก็คือการแปลข่าว เราก็ชอบหนีไม่เอาแล้วไปแล้ว ลำพังเป็นเด็กก็ไม่อยากดูข่าวอยู่แล้ว  เราอยากดูละครอยากดูการ์ตูน ขอให้มานั่งแปลข่าวเราไม่เอา หรือบางทีอยากดูละครเขาอยากรู้ว่าพูดอะไรเราก็ไม่ได้อยากแปลให้เพราะเราอยากจะนั่งดูละครของเราเฉยๆ แต่เราก็คิดไม่ได้ว่าเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าตัวละครมันพูดอะไรกัน ถ้าตอนนี้ย้อนกลับไปเราคิดว่าคงจะเป็นสิ่งที่เราจะทำ เพราะเรื่องข่าวสารเป็นสิ่งที่คนหูหนวกเข้าไม่ถึงจริงๆ อย่างเวลาเราดูข่าวเราไม่เข้าใจช่องนี้เราก็เปลี่ยนไปหาดูรายละเอียดจากที่อื่นได้ จากเว็บไซต์อื่นจากคนรอบข้าง แต่คนหูหนวกทำแบบนั้นไม่ได้ 

การเป็นคนหูหนวกในสังคมไทยมันเสียสิทธิ์มากแค่ไหน

เยอะอยู่ ถ้าอยู่ในครอบครัวที่ดีก็ช่วยได้มากแต่ถ้าอยู่ในครอบครัวที่ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ก็เป็นปัญหาสำหรับคนหูหนวก ครั้งหนึ่งคนที่บ้านพ่อให้พ่อลาออกจากงานเพื่อมาดูแลอาม่าที่บ้าน คำถามคือจากคนมีเงินเดือนอยู่จะให้ลาออกจากงานไปอยู่ที่บ้านเขาจะอยู่ได้ยังไง จะเอาเงินที่ไหนกิน เขาบอกว่าพ่อต้องลาออกเพราะว่าพ่อทำงานเอกชนส่วนคนอื่นทำงานราชการ ให้พ่อเราไปดูแลอาม่าแล้วใครดูแลพ่อเรา เพราะที่บ้านค่าใช้จ่ายก็ยังเหมือนเดิม ถ้าเป็นเราตอนนั้นก็คงจะถามว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบพ่อเรา ตอนนั้นบอกว่าเขาสั่งมาให้ไปพ่อก็ต้องไป ถ้าพ่อไม่ไปใครจะดูแลอาม่า ถ้าเป็นเราตอนนี้ก็คงจะถามว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่พ่อเราต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่ตอนนั้นเราทำได้แค่ ทำตามเขาไปเถอะพ่อ เพราะพี่ๆของพ่อสั่งมา เขาสั่งให้พ่อไปก็ต้องไป  ถ้าพ่อไม่ไป แล้วใครจะดูแลอาม่า ส่วนการสื่อสารในเรื่องของการทำธุระกรรมสำหรับคนหูหนวกค่อนข้างยุ่งยากมาก จะต้องมีคนที่ไว้ใจได้ ญาติที่ไว้ใจได้ เวลาจะต้องทำเรื่องเอกสารนิติกรรมสัญญาต่างๆ เช่นซื้อบ้านซื้อรถ แต่ของบ้านเราจะมีน้าคอยช่วยดู คือจะต้องมีคนที่ไว้ใจได้ช่วยดู  

เราทำงานเป็นล่ามภาษามือก็จะได้เห็นปัญหาของคนหูหนวกประมาณนึง  เวลามีลูกหูหนวกในบ้านก็จะไม่ค่อยได้รับอะไรเหมือนที่คนอื่นได้ มีเหมือนกันที่แบ่งมรดกได้กันทุกคนแต่ลูกคนที่หูหนวกไม่ได้ เพราะเขากลัวว่าจะใช้เงินไม่เป็น หรือใช้เงินหมด ซึ่งมันไม่เกี่ยว เราเคยจัดโครงการเรื่องแบ่งสินทรัพย์มรดกให้กับคนหูหนวก เขาก็บอกว่าเพิ่งรู้เหมือนกันว่ามันเป็นแบบนี้ เขาก็เพิ่งรู้ว่าทุกคนควรมีสิทธิ์เท่ากันหมด บางคนก็เพิ่งรู้ตัวว่าเขาเองก็ไม่ได้ ไม่ถูกแบ่งให้เหมือนกัน หรือพี่น้องเอาไปหมดแล้ว 

เราคิดว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของคนหูหนวกคงเป็นเรื่องของการสื่อสาร ขนาดเราเป็นคนที่อยู่ในบ้านเดียวกับพ่อแม่ แล้วก็ใช้ภาษามือเป็น ก็ไม่ได้เข้าใจทุกอย่างที่แม่จะสื่อสาร บางทีมันก็มีรอยต่อของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นที่เกิดได้แม้กระทั่งไม่ใช่คนหูหนวกหรือคนพิการ  

เคยได้มีโอกาสคุยกับลูกคนหูหนวกคนอื่นบ้างไหมเขามีปัญหาอะไรบ้าง

ก็เคยมีแชร์กันบ้าง บางคนเขาก็มีกำแพงเรื่องการสื่อสารเหมือนกัน แต่เราคิดว่าก็เป็นสิ่งที่ไม่ว่าคนหูดีหรือคนหูหนวกก็จะต้องเผชิญเหมือนกัน คือกำแพงเรื่องการสื่อสารกับพ่อแม่ มันไม่ใช่สิ่งที่คนหูหนวกจะเจออย่างเดียว บางคนสนิทกับพ่อแต่ไม่สนิทกับแม่ บางคนก็ตรงข้าม ทุกครอบครัวไม่ได้คุยกันได้หมด 

อะไรจะแก้ปัญหาเรื่องการสื่อสารไม่เข้าใจเหล่านี้ได้

เราคิดว่าน่าจะเริ่มแก้ปัญหาที่ครอบครัวก่อน ถ้าครอบครัวเปิดใจที่จะคุย เรามีลูก มีพี่หรือมีน้องที่เป็นคนพิการนะ แล้วพวกเราอาจจะต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องปรับตัวหรือพูดคุยกันเพื่อหาทางออกที่ทุกคนรับได้ ถ้ามีลูกเป็นคนหูหนวกแล้วพ่อแม่พยายามสื่อสารหรือทำความเข้าใจความรู้สึกของลูก ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด บางเรื่องต่อให้เป็นล่ามภาษามือก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถผู้แทนได้ เรื่องในครอบครัวถ้าเป็นคนในครอบครัวมันก็ปฏิเสธไม่ได้ อย่างกรณีของเราถ้าคนในบ้านคนอื่นสามารถใช้ภาษามือได้ เรื่องสำคัญๆ ก็คงถึงกันได้มากกว่านี้เข้าใจกันมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เช่น  เรื่องมรดก เรื่องบ้าน เรื่องที่ดิน 

คิดว่าถ้าในครอบครัวที่มีคนหูหนวก มีใครสักคนใช้ภาษามือได้ เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาก็สามารถสื่อสารกันได้ เวลาต้องคิดทำอะไร หรือต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างน้อยก็จะได้มีความเห็นของคนหูหนวกบ้าง  หรือถ้าคนทั้งครอบครัวสามารถใช้ภาษามือได้ก็ยิ่งดี ความรู้สึกเป็นคนแปลกแยกของคนหูหนวกก็จะลดลง 

ไม่ว่าจะมีปัญหามากแค่ไหน หรือถึงแม้จะมีความต่างด้านภาษา ด้านวัฒนธรรม แต่เขาก็รักเราในแบบของเขา ในแบบของพ่อแม่ที่จะสรรหาสิ่งดีๆ มาให้กับลูกได้ เราก็แค่ต้องเข้าใจเขา เข้าใจว่าเขาเป็นแบบนี้ สิ่งที่คนหูหนวกต้องการ ก็แค่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ทั้งระดับครอบครัวและสังคม ถ้าคนในครอบครัวสื่อสารกับเขาได้ในทุกเรื่อง เขารับรู้ทุกสิ่งอย่าง ทุกความเคลื่อนไหว ทุกความเป็นไปของคนในครอบครัว เขาก็คงไม่รู้สึกแปลกแยกอะไร และก็คงทำให้คนหูหนวกมีความสุขกับครอบครัวและสังคมมากขึ้น

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนCODAลูกคนหูหนวกDeafคนหูหนวก
Categories: ThisAble

แฮมมี่ นักดนตรีดาวน์ซินโดรมและตัวตนที่เติบโตจาก ‘ดนตรีบำบัด’

ThisAble - Thu, 2022-09-01 16:08

“ดนตรีบำบัด” เป็นการใช้ดนตรีที่ช่วยให้มีพัฒนาการ การเรียนรู้ในกระบวนการความคิดต่อเด็กพิเศษทางสติปัญญาไม่ว่าจะเป็น กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม กลุ่มอาการเวโลคาร์ดิโอเฟเชียล กลุ่มอาการวิลเลี่ยม กลุ่มอาการฟีนิลคีโตนูเรีย กลุ่มอาการพราเดอร์-วิลลี โดยดนตรีบำบัดช่วยให้กลุ่มเด็กพิเศษเหล่านี้มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆมากขึ้นและยังช่วยเสริมสร้างปรับเปลี่ยนทาง พฤติกรรม ร่างกาย จิตใจ นิสัย อารมณ์ ให้ดีขึ้น จนสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุข

ThisAble.me พาไปรู้จักแฮมมี่ - จิตติภัทท์ ทองประเสริฐ ผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมผ่านบทสนทนาของแม่ป๋อง - จินดามณี ทองประเสริฐ และครูสอ - ครู ฐานันดร ชูประกาย ที่จะทำให้เราเห็นว่า การใช้ดนตรีบำบัดเป็นอีกศาสตร์ทางเลือกหนึ่ง ที่อาจเสริมพัฒนาการและสร้างความมั่นใจให้กับบุคคลดาวน์ซินโดรมได้เช่นกัน 

ในระหว่างสัมภาษณ์ แฮมมี่เล่าให้เราฟังว่า ตัวเขานั้นชอบเล่นดนตรีตั้งแต่อายุ 7 ขวบช่วงแรกๆ เล่นดนตรีไทยอย่างขิม จากนั้นจึงเปลี่ยนมาเล่นดนตรีสากล จากที่เล่นเปียโนมาปีครึ่ง ก็เปลี่ยนมาเป็นแซกโซโฟน และรู้สึกชอบมากกว่าเพราะเล่นได้ดี จนได้ไปเล่นดนตรีกับป้อม ออโต้บาห์นและได้ไปเล่นที่ร้าน Happy Birth Day Music Town

นอกจากการเล่นดนตรีแล้ว แฮมมี่ยังชอบทำอาหาร ร้องเพลง และเล่นกีฬาปิงปอง และโปรดปรานรายการแข่งขันร้องเพลงอย่าง The Voice All Stars และ The Golden Song เอามากๆ จึงเอาศิลปินมาเป็นแรงบันดาลใจและนำเพลงที่อยู่ในรายการมาฝึกซ้อมด้วย

ทำไมถึงใช้ดนตรีเป็นศาสตร์ในการบำบัด

แม่ป๋อง: แฮมมีลองมาหลายอย่างแล้ว ทั้งอาชาบำบัดและดนตรี เราเคยพาเขาไปเรียนขี่ม้าที่ศูนย์ดูแลและกระตุ้นพัฒนาการเด็กพิเศษ ร่วมได้สักพักหนึ่ง  แฮมมี่ก็ทำได้และไม่ได้ต่อต้าน  แต่ที่เห็นว่าโดดเด่นก็คือเรื่องดนตรี ช่วงแรกก็ยังเรียนหลายๆ อย่าง แล้วเราก็คอยสังเกตว่าเขาชอบอะไร พอเห็นว่าเขาชอบและทำได้ดีเราก็ส่งเสริมเต็มที่ และมองว่า ดนตรีดีสำหรับลูกเราที่มีภาวะแบบนี้ 

ดนตรีบำบัดทำให้เกิดการปรับตัวอย่างไรบ้าง

ครูสอ: แฮมมี่เริ่มเรียนเปียโนตอนอายุสัก 10 ขวบ เมื่อลองเล่นเปียโนได้ปีกว่า ก็พบว่าพัฒนาการและความก้าวหน้าช้า จึงลองเครื่องดนตรีอื่น เช่น แซกโซโฟน และพบว่าเล่นได้ดี เห็นความสามารถเด่นชัดมากขึ้น ตอนนี้ก็เล่นมาเข้าสู่ปีที่ 6 ใกล้จะปีที่ 7 แล้ว

การสอนเด็กพิเศษมีความยากต่างกันในแต่ละเคส เนื่องจากไม่มีตำราสอนเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนกับการสอนประถมวัยหรือศิลปะประถมวัย การสอนดนตรีจึงต้องค้นหาสไตล์ของแต่ละคน ปรับการสอนจนเจอสิ่งที่เขาชอบและสามารถพัฒนาได้ดี

ตอนนี้แฮมมี่มีความสุขทุกครั้งที่มาเรียน และทำตามเป้าหมายที่เราวางไว้ได้ดีพอสมควรการสอนเด็กพิเศษรอดหรือไม่รอดขึ้นกับการอยากทำ ถ้าเราให้เขาทำสิ่งที่ยากจนทำไม่ได้ เขาจะท้อและไม่อยากทำ ไม่อยากมาเรียน เช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ หากเราลงทุนลงแรงก็ต้องได้ผลลัพท์ออกมาผ่านการทำให้เขาสำเร็จให้เร็วที่สุด ถึงแม้ไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่ แต่ก็ทำไปเรื่อยๆ และทศปัญหาไว้ อย่างการอ่านโน้ต แค่อ่านเป็นก็ยากแล้ว แต่จะทำอย่างไรให้อ่านเร็ว ฉะนั้นการเรียนคือการอดทน บางครั้งอาจต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อก้าวไปข้างหน้า 

ดนตรีบำบัดช่วยอะไรบ้าง

ครูสอ: ส่งเสริมทักษะทุกด้านเลย ทั้งเรื่องสมาธิ ความอดทน ความพยายาม การสื่อสาร การแก้ปัญหา รวมทั้งบุคลิกภาพก็ดูดีขึ้น เมื่อก่อนแม่แฮมมี่ต้องเฝ้า ต้องอยู่กับลูกตลอด แต่เดี๋ยวนี้แฮมมี่สามารถหยิบเครื่องดนตรีขึ้นมาตั้งโปรแกรม ตั้งตารางซ้อมของตัวเองได้ เช่น วันนี้ซ้อมแซกโซโฟน 2 ชม. ต่อด้วยร้องคาราโอเกะ เขาว่างแผนของเขาเอง แล้วก็ตั้งเป้าเพื่อทำสิ่งต่างๆ เอง ทำเสร็จก็ถ่ายรูปไปให้ญาติๆ ดูว่าเขาทำได้

นอกจากนี้ยังช่วยทำให้เห็นว่า คนทุกกลุ่มสามารถอยู่ด้วยกันได้ พอคนเห็นเด็กพิเศษก็ยอมรับ ทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น เด็กเองก็รู้สึกไม่แปลกแยก เขาก็เริ่มจะพูด เริ่มมีสิทธิมีเสียง สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้มากขึ้น และเกิดการเชื่อมกับสังคมได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน

ดนตรีทำให้แฮมมี่มีตัวตน เขาตั้งชื่อตัวเองว่า Super hammy และทำกิจกรรมต่างๆ ลงโซเชียลมีเดีย ก็หวังว่าจะทำให้เขาเป็นที่รู้จัก มีอาชีพและสังคมยอมรับในตัวตนของเขา เราก็ไม่รู้หรอกว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร แม้ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนรับก็ต้องใช้เวลานี้ฝึกฝนความสามารถ ถ้าไม่ใช่เรื่องดนตรีก็คงเรื่องทำอาหาร 

สังคมมีทัศนคติต่อคนดาวน์ซินโดรมอย่างไร

แม่ป๋อง: คิดว่าส่วนใหญ่มองว่าคนดาวน์ซินโดรมทำอะไรไม่ได้เลย มองแต่ด้านลบอย่างเดียว  มองเหมือนเป็นคนไม่รู้เรื่อง ความรู้ความเข้าใจที่สังคมมียังน้อย ฉะนั้นถ้าเรามีภาพดีๆ หรือทำให้สังคมเห็นความสามารถก็น่าจะสื่อให้สังคมได้รู้ว่าสิ่งที่เขาคิดไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป 

แม้แต่ญาติมีอายุก็ยังพูดว่า ลูกเธอสมองไม่ดีเหรอ ไม่ปกติเหรอ ความคิดมันฝังหัวไปแล้ว เขาอาจจะไม่ได้รู้จริงๆ ว่าเด็กกลุ่มนี้ทำอะไรได้บ้าง ไม่สนใจและไม่อยากรับรู้ด้วย 

ครูสอ:  คิดว่าไม่ควรต้องสนใจ ทำเรื่องของเราให้ดี หากเห็นว่าเด็กมีศักยภาพก็ต้องพยายามพัฒนาความคิดเห็นของคนอื่นเป็นความเชื่อหรืออคติข้างในตัวเขา 

อนาคตของแฮมมี่

แม่ป๋อง: อยากให้เขาทำในสิ่งที่เขารักและพัฒนาทางด้านดนตรี ทำช่อง Youtube Tiktok Instagram เพื่อให้ตัวเขาเองเกิดความภูมิใจ สังคมก็จะได้เห็นว่าเด็กพิเศษก็ทำได้ เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่นเลย

ครูสอ: ไม่ใช่แค่แฮมมี่แต่อยากเห็นเด็กทุกคนที่สอนไปไกลได้มากที่สุด มีที่ยืนให้มากที่สุด  พยายามหาโอกาสให้เขาได้เรียนต่อด้านดนตรีในระดับมหาวิทยาลัยแต่ก็ยังไม่มีใครรับ

อยากฝากอะไรถึงคนที่อ่านบทความนี้ไหมครับ

แม่ป๋อง: ฝากถึงครอบครัวอื่นๆ ว่า เด็กพิเศษอาจจะมีบ้างเรื่องที่ช้า อาจจะมีอุปสรรคอาจจะยากกว่าเด็กธรรมดา แต่ว่าเราต้องไม่ท้อ สู้ไปเรื่อยๆ และเรียนอย่างสม่ำเสมอ สักวันหนึ่งก็จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมแฮมมี่จิตติภัทท์ ทองประเสริฐฐานันดร ชูประกายดนตรีบำบัดThe Voice All StarsThe Golden Songเด็กพิเศษทางสติปัญญาดาวน์ซินโดรม
Categories: ThisAble

สอนพ่อแม่ให้ #สอนลูกเรื่องคนพิการ กับเพจ ‘เลี้ยงลูกนอกบ้าน’

ThisAble - Mon, 2022-08-22 16:17

ปัจจุบันมีแนวคิดเกี่ยวกับความพิการหลักๆ อยู่ 2 แนวคิดก็คือ แนวคิดทางการแพทย์ (Medical Model of Disability) และแนวคิดทางสังคม (Social Model of Disability) คนไทยส่วนใหญ่ยังมองเรื่องความพิการบนฐานแนวความคิดทางการแพทย์ โดยมองว่าความพิการเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากร่างกายและไม่สามารถแก้ไขได้ ทำให้คนต้องปรับตัวเอง ฝึก และฟื้นฟูตัวเองให้กลับสู่สังคมได้  

แต่สำหรับหมอโอ๋ ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี หรือที่รู้จักกันจากเพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน กลับมีความคิดที่ต่างออกไป โดยไม่ได้มองความพิการเป็นความผิดปกติทางร่างกาย แต่วิธีการเข้าหาคนพิการต่างหากที่ผิดปกติ และความพิการก็เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายเหมือนกับการอยู่ในกลุ่ม LGBTQIA+ 

ถึงแม้หมอโอ๋จะไม่ได้มีสมาชิกครอบครัวเป็นคนพิการโดยตรง แต่จากเด็กหญิงที่เคยคิดว่าความพิการเป็นเรื่องของเวรกรรมที่ทำมาแต่ชาติปางก่อน จนกระทั่งโตมาเป็นกุมารแพทย์รักษาเด็กวัยรุ่นที่มีความพิการ อะไรทำให้หมอโอ๋เขียนคอนเทนต์  #สอนลูกเรื่องคนพิการ ลงเพจ และการรู้จักความพิการนั้นสำคัญอย่างไรกับเด็กๆ Thisable.me ชวนทุกคนหาคำตอบเพื่อสร้างความเข้าใจไปพร้อมกัน

อะไรเป็นไอเดียที่ทำให้หมอเขียนคอนเทนต์ #สอนลูกเรื่องคนพิการ   

ผศ.พญ.จิราภรณ์: หมอทำงานที่โรงพยาบาลรามาธิบดี บริเวณใกล้ๆ กันมีโรงเรียนสอนคนตาบอดและกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ บางทีเวลาเรียกวินมอเตอร์ไซด์ก็มักจะเจอคนตาบอดพร้อมกับได้ยินเสียงพ่อแม่ผู้ปกครองพูดถึงคนพิการว่า ‘ดูสิพี่เขาน่าสงสาร’ หรือ ‘เห็นไหมว่าเขาโชคร้าย เราโชคดี’ หมอก็ตั้งคำถามว่า ทำไมต้องทำให้คนพิการน่าสงสาร พอได้ไปเรียนต่างประเทศก็ทำให้หมอเห็นว่า คนที่นู้นเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนพิการเท่ากันกับคนไม่พิการ คนไม่พิการขึ้นรถเมล์ได้ คนพิการก็ต้องขึ้นได้เหมือนกัน  

แต่สิ่งที่สร้างบทเรียนเรื่องคนพิการครั้งใหญ่ให้กับหมอก็คือลูก ครั้งนั้นเราไปเที่ยวต่างประเทศ ลูกสาวเห็นคนเดินแปลกๆ ก็เลยสงสัยและถามว่า “มามี้คนนั้นเขาเป็นอะไร” พอได้ยินลูกถาม หมอก็ตอบลูกไปโดยไม่ทันคิดให้ดีว่า เราไม่ควรเสียงดังในการถามแบบนี้นะลูก เพราะอาจจะทำให้พี่เขารู้สึกไม่ดี แต่ลูกสาวหมอตอบกลับมาว่า เขาฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องนะมามี้ (หัวเราะ) หลังจากนั้นหมอก็อธิบายให้ฟังว่า พี่เขาขาไม่เท่ากัน แล้วลูกก็ถามต่ออีกว่า ขาไม่เท่ากันเพราะอะไร ตอนนั้นหมอกำลังคิดว่าจะตอบลูกอย่างไร สุดท้ายก็ตอบว่า มามี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมขาเขาไม่เท่ากัน บางคนอาจจะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดหรือเพิ่งมาป่วย แล้วโรคนั้นส่งผลให้เขาเดินผิดปกติ วันนั้นหมอจำได้ว่าสิ่งที่ตอบลูกน่าจะเป็นคำตอบที่คนพิการอยากได้ยินมากกว่าคำว่า เขาโชคร้าย เขาน่าสงสาร เขาทำกรรมมา เราเป็นคนใจดีได้ โดยที่ไม่ต้องทำให้คนอื่นต่ำลง เรามีคุณค่าได้เพราะว่าได้ช่วยเหลือคนอย่างเท่ากัน  

แสดงว่าคอนเทนต์หลายชิ้นมีไว้สอนพ่อแม่หรือเปล่า  

จริงๆ เพจหมอสอนพ่อแม่มากกว่าสอนลูกนะ (หัวเราะ) ก่อนจะสอนลูกได้ พ่อแม่ต้องรู้และเข้าใจสังคมก่อน ตอนที่หมอคิดว่าตอบลูกอย่างไรดี ก็เป็นช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้เหมือนกันว่า เราเลือกคำตอบได้ แต่ใครที่จะสอนให้ลูกกลัวบาปกรรม เช่น อย่าหักขาสัตว์ เดี๋ยวชาติหน้าเกิดมาขาเป๋ ก็ยังคงเป็นเรื่องของเขา เราแค่เสนอทางเลือกว่ามีวิธีการสอนแบบนี้ ถ้าชอบก็นำปรับใช้ในการสอนลูกตัวเอง 

นอกจากนี้เด็กยังเหมือนฟองน้ำที่ซึมซับทุกอย่าง ไม่ใช่แค่คำพูดคำสอนอย่างเดียว แต่เขาจะซึมซับสายตาของพ่อแม่ที่มองไปยังคนพิการด้วยความเวทนาสงสาร หรือความรู้สึกกลัวคนพิการของพ่อแม่ที่แผ่ออกมาด้วย ดังนั้นหมอคิดว่า การทำงานกับตัวของพ่อแม่ก่อนน่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด  

มีวิธีการตอบคำถามลูกเรื่องคนพิการอย่างไรบ้าง 

จากประสบการณ์ตอนที่ลูกถามแล้วเราตอบว่า เราไม่ควรถามเสียงดังนะลูก หมอก็ลองมาคิดดูว่า ถ้าเป็นตัวเองเดินผ่านผู้คน คงไม่ได้อยากได้ยินเสียงซุบซิบพูดคุยกันว่า คนนี้เขาเป็นอะไร แต่พอลูกถามพ่อแม่ก็อย่าตกใจจนต้องรีบเอามือไปปิดปากเด็ก ทำแบบนี้ เด็กก็จะยิ่งมองความพิการเป็นเรื่องแปลกประหลาด น่ากลัว ลี้ลับ ทั้งที่จริงความพิการเป็นเรื่องที่ถามได้ พูดถึงได้ เวลาอ่านหนังสือเด็กก็จะเห็นว่าคนมี 2 ขาตลอด พอเห็นคนที่มีขาข้างเดียวก็ต้องสงสัยเป็นเรื่องธรรมดา พ่อแม่ก็แค่ตอบคำถามตรงไปตรงมา ตอบด้วยท่าทีที่ดูเป็นปกติ  

คำว่าสงสารมีผลอย่างไรกับคนพิการบ้าง 

หากพูดคำว่าสงสาร ผู้พูดจะรู้สึกว่าเราอยู่สูงกว่า เราโชคดีกว่า ส่วนผู้ฟังจะรู้สึกต้อยต่ำ โชคร้าย ซึ่งจะลดประสิทธิภาพการรู้จักตัวตนของตัวเอง (Self) และความสามารถการมองเห็นคุณค่าของตัวเอง แต่ละคนมีรากความคิดเกี่ยวกับเรื่องคนพิการไม่เหมือนกัน ความสงสารที่เกิดขึ้นกับคนพิการบางคนก็เป็นเรื่องดี บ่งบอกถึงความเห็นใจของคนอื่น (Empathy) ของเรา คำว่าสงสารในภาษาอังกฤษมีคำจำกัดความที่หลากหลาย การที่เราเห็นคนพิการน่าสงสารอาจจะเป็นความรู้สึกเห็นอกเห็นใจที่มีเยอะจนเกินเลยไปถึงความน่าสงสาร (Sympathy) ก็ได้ เช่น สมมติเราเห็นคนไม่มีแขนกินข้าว แล้วคิดว่าถ้าเราเป็นเขาคงกินข้าวไม่ถนัด แต่จริงๆ แล้ว เขาอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าการใช้ชีวิตแบบนี้เป็นปัญหา การมีแขนข้างหนึ่งก็สามารถใช้ชีวิตได้ แต่พอเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนพิการก็คิดว่า เขาต้องใช้ชีวิตลำบากแน่เลย ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกสงสารเมื่อมีความพิการ ดังนั้นหมออยากให้ใช้คำว่าเห็นใจ เพราะคำว่าเห็นใจแสดงความเข้าใจถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตของเขา  

คนพิการไม่อยากให้ใครสงสารแต่เราก็ยังรู้สึกสงสาร ควรจัดการความรู้สึกนี้อย่างไร  

เรารู้สึกสงสารได้นะ แต่ระมัดระวังวิธีการแสดงออกกับความรู้สึกสงสารนั้น ถ้าสงสารแล้วรีบพุ่งไปเอาตังค์ให้เขา อยู่ๆ ดีจับมือเขาเดินโดยที่อาจจะไม่ได้ต้องการ อันนี้เป็นความสงสารที่ไม่เฮลตี้ แต่ถ้าเจอทางเท้าไม่ดีและคนพิการเดินทางลำบาก เรามาไลน์ไปหาแอพฯ เพื่อนชัชชาติให้เจ้าหน้าที่มาซ่อมทางเท้า แบบนั้นก็อาจเป็นความสงสารที่เฮลตี้กว่า  

การสอนลูกเรื่องคนพิการจะช่วยให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน  

คำว่าสงสารมีผลต่อกระบวนการการทำงานของสมองเด็ก หากเด็กได้ยินคำนี้บ่อยๆ จะทำให้สมองไม่เกิดทักษะกระบวนการคิด (Cognitive Skill) แต่ใช้วิธีเข้าหา ทำความรู้จักกับสิ่งต่างๆ ด้วยอารมณ์ ส่งผลให้เป็นคนทำอะไรโดยไม่ทันคิด เช่น เห็นคนพิการแล้วรู้สึกสงสาร เดินไปให้เงินเขาดีกว่า หรือเห็นคนพิการเป็นโอกาสที่จะได้ทำความดี จะได้เป็นนางฟ้า เลยวิ่งเข้าไปช่วยเขาโดยไม่ถามความต้องการของคนพิการก่อน แต่ถ้าเด็กมีทักษะกระบวนการคิดที่ดีและมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เขาจะช่วยเหลือคนพิการด้วยความมีสติมากกว่า มองวิธีการช่วยเหลือด้วยการใช้ความคิดมากกว่า นอกจากนี้เวลาที่พ่อแม่สอนอะไรมาเขาก็จะไม่ได้เชื่ออย่างนั้นเลย จะเกิดการตั้งคำถามกับสิ่งที่พ่อแม่สอนก่อน ส่งผลให้ความคิดที่มองคนพิการว่า เป็นคนน่าสงสาร เป็นคนที่ด้อยกว่าคนทั่วไป เป็นคนที่โชคร้ายจากบาปกรรมที่ทำไว้ในอดีตชาติไม่ถูกส่งต่อรุ่นลูกรุ่นลูกหลาน แล้ววันหนึ่งถ้าเกิดเขาต้องเป็นคนพิการเขาก็จะไม่ได้เชื่อว่าตัวเองเป็นอย่างนั้น  

หากพ่อแม่สอนให้ลูกเข้าใจเรื่องคนพิการ หมอคิดว่าเด็กจะโตมาเป็นคนที่เข้าใจโลก รักตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็นได้ เพราะเชื่อว่าทุกคนบนโลกไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และวันหนึ่งที่เห็นคนอื่นที่แตกต่างจากตัวเอง เขาก็ยอมรับความแตกต่างนั้นได้โดยที่ยังมองคนๆ นั้นเป็นมนุษย์ที่เท่ากันกับเขา ไม่ยกตัวเองมากดคนอื่นให้ด้อยค่าเพื่อทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า วันหนึ่งที่เขาเจอกับเรื่องราวบางอย่างในชีวิต เช่น วันหนึ่งเขามีโอกาสเป็นคนพิการ เขาก็ไม่ได้สูญเสียความเป็นมนุษย์ เพียงแต่เป็นคนเดิมที่แตกต่างไป 

  Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อมสุขภาพคนพิการสอนลูกเรื่องคนพิการเพจเลี้ยงลูกนอกบ้านหมอโอ๋ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูรกุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น
Categories: ThisAble
Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble