ThisAble

ปัญหาสุขภาพจิตแบบไหนเข้าข่ายว่า‘พิการ’ คุยกับจิตแพทย์ศิริราชเรื่องหลักเกณฑ์และแนวคิดที่ไทยใช้ประเมินคนพิการทางจิต

ThisAble - Fri, 2021-10-15 19:04

ถ้าคำว่า ‘พิการ’ หมายถึง สภาวะที่ขัดขวางการดำเนินชีวิตและทำกิจวัตรประจำวัน แล้วความผิดปกติและผลกระทบที่เกิดจากสภาวะทางจิตแค่ไหน ถึงจะถูกเรียกว่าความพิการ? 

ที่ผ่านมา เรื่องของสภาวะจิตใจถูกพูดถึงและถูกให้ความสำคัญมากขึ้น ดังเช่นอาการของโรคซึมเศร้า ที่อาจพบสภาวะสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ไม่ค่อยมีสมาธิ ความสามารถในการจดจำลดลง รู้สึกกังวลหรือหงุดหงิดเกินกว่าเหตุจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อีกทั้งอาจต้องเผชิญกับผลข้างเคียงของยารักษาที่ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันและกิจวัตรต่างๆ ต้องสูญเสียไป เป็นต้น

อย่างไรก็ดี คนทั่วไปอาจไม่ได้นิยามอาการทางจิตเวชทั้งหมดว่าเป็นความพิการและไม่ใช่ทุกคนที่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวชจะเป็นคนพิการ แล้วอะไรทำให้โรคทางจิตเวชนั้นยากต่อการนิยามและการเป็นคนพิการทางจิตนั้นต้องแลกมากับสิทธิและความไม่เข้าใจของคนในสังคมอย่างไร Thisable.me จึงชวน ผศ.พญ.กมลเนตร วรรณเสวก จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลศิริราชมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน อะไรคือความท้าทายในการทำให้บริการด้านสุขภาพจิตของไทยนั้นมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงแนวคิดและการประเมินความพิการทางจิตของไทยที่ยังไม่สามารถทำให้คนพิการทางจิตกลับมาใช้ชีวิตได้จริงในสังคม

จิตแพทย์ใช้อะไรพิจารณาความพิการทางจิต

ผศ.พญ.กมลเนตร: โรคทางจิตเวชมีหลายโรค แต่ละโรคมีเกณฑ์จำเพาะสำหรับให้จิตแพทย์ใช้ในการวินิจฉัยว่าบุคคลนั้นป่วยเป็นโรคชนิดใด เช่น คนที่เป็นโรคซึมเศร้า จะต้องมีอาการอย่างน้อย 5 จากทั้งหมด 9 ข้อ ติดต่อกันทุกวันเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ จนส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันหรือโรคไบโพล่าร์ ผู้ป่วยต้องมีอารมณ์เศร้าและอารมณ์ดีหรือหงุดหงิดเกินธรรมดาร่วมกับอาการอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในเกณฑ์ที่เป็นสากล 

โดยสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา (American Psychiatric Association) ได้จัดทำคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต DSM-5 (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, 5th Edition) เพื่อเป็นหลักเกณฑ์การวินิจฉัยโรค นอกจากนี้จิตแพทย์จะต้องลงรหัส ​​ICD (International Classification of Diseases) ซึ่งเป็นเกณฑ์ในการลงรหัสสากลของแต่ละโรคที่พัฒนาโดยองค์การอนามัยโลก  เพื่อเก็บสถิติของแต่ละประเทศและใช้ในการรายงานสื่อสารให้แต่ละประเทศเข้าใจตรงกัน สถิตินี้จะถูกใช้ประกอบในการวางแผน วางทิศทางพัฒนาทางการแพทย์และสาธารณูปโภคของประเทศ

สำหรับเกณฑ์ประเมินความพิการ ในไทยถูกแบ่งตามความพิการออกเป็น 7 ประเภท ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมเป็นความพิการประเภทที่ 4 ตามกฎหมายไทย ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า  ผู้ที่มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องหรือความผิดปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้อารมณ์หรือความคิด

ความพิการประเภทที่ 4 คืออะไร แล้วแตกต่างจากประเภทอื่นอย่างไร 

ผู้ที่มีความพิการประเภท 4 ก็คือผู้ที่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวชที่มีผลกับการรับรู้ อารมณ์ ความคิด ซึ่งส่งผลกระทบกับการทำหน้าที่ชีวิตประจำวัน โดยอาการต้องไม่ใช่ในระยะเฉียบพลัน ส่วนใหญ่มักมีอาการและรักษามาต่อเนื่องยาวนานอย่างน้อย 6 เดือน ตัวอย่างโรคทางจิตเวช ได้แก่ โรคจิตเภท โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่าร์ หรือแม้แต่โรคย้ำคิดย้ำทำที่บางคนกังวลเรื่องความสกปรกมาก เข้าห้องน้ำแล้วล้างมือตลอดเวลาจนไม่ยอมออกจากห้องน้ำ ถ้ากระทบการใช้ชีวิตประจำวันก็จัดเป็นความพิการประเภทที่ 4 ซึ่งสามารถออกบัตรคนพิการได้ 

แตกต่างจากความพิการประเภทที่ 5 คือความพิการทางด้านสติปัญญา ได้แก่ ผู้ที่มีพัฒนาการช้ากว่าปกติหรือมีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าคนทั่วไป ประเภทที่ 6 ได้แก่ความพิการด้านการเรียนรู้ คือผู้ที่มีความบกพร่องทางสมองเฉพาะบางด้าน เช่น การอ่าน การเขียน การคิดเลข และประเภทที่ 7 คือความพิการด้านออทิสติก คือผู้ที่บกพร่องทางการเข้าสังคม ภาษา พฤติกรรมและอารมณ์เนื่องจากเป็นบุคคลออทิสติก

ในต่างประเทศและองค์การอนามัยโลกมีการแยกประเภทความพิการทางจิตสังคม (psychosocial disabilities) ออกมาจากความพิการทางกาย โดยคนพิการทางจิตสังคมหมายถึง ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือบกพร่องทางสติปัญญาซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งจากตัวโรคเองโดยตรงหรือผลกระทบจากสังคม เช่น การถูกกีดกัน แบ่งแยก ตีตรา เกณฑ์ในการแบ่งประเภทนั้นไม่ตรงกับของไทยเสียทีเดียว เพราะความพิการทางจิตสังคมน่าจะรวมถึงคนที่พิการประเภทที่ 4 ประเภทที่  5 ประเภทที่ 6 และประเภทที่ 7 ตามเกณฑ์ความพิการของประเทศไทย 

การประเมินความพิการประเภทที่ 4, 5, 6 และประเภทที่ 7 มีรายละเอียดที่แตกต่างอย่างไรบ้าง

ถ้าประเภทที่ 4 คนที่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวช แพทย์ต้องวินิจฉัยก่อนว่าเป็นโรคทางจิตเวชหรือเปล่าไม่ว่าจะใช้เกณฑ์ของ DSM-5 หรือ ICD ซึ่งทำให้คนไข้มีอาการและสมรรถนะการทำงาน การดำเนินชีวิตแย่ลงนานเกิน 6 เดือน ประเภทที่ 5 ก็คือความพิการด้านสติปัญญา แพทย์จะใช้วิธีประเมินว่าหากมีประวัติพัฒนาการล่าช้าเมื่อเทียบกับเด็กทั่วไป ทำอะไรไม่เป็นหรือได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นในวัยเดียวกันหรืออาศัยอยู่ที่บ้านอย่างเดียวต้องมีคนช่วยดูแล เมื่อชัดเจนแล้วว่าพิการด้านสติปัญญา แพทย์สามารถออกใบรับรองความพิการได้เลย แต่หากไม่แน่ใจเรื่อง IQ ต่ำกว่าปกติหรือไม่ แพทย์ก็จะส่งต่อให้นักจิตวิทยาในโรงพยาบาลจิตเวชหรือโรงพยาบาลทั่วไปช่วยทำ IQ Test ให้ด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนประกอบการออกใบรับรองความพิการ สำหรับประเภทที่ 6 ความพิการทางด้านการเรียนรู้ โดยทั่วไปมักประเมินในผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาการเรียนว่ามีความสามารถด้านเขียน อ่านและคำนวณต่ำกว่าระดับชั้นเรียนที่เรียนอยู่มากน้อยแค่ไหน ประเภทที่ 7  ก็คือออทิสซึม กุมารแพทย์กับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นมักเป็นผู้ที่ได้ประเมินเด็ก ทั้งด้านปัญหาเรื่องภาษา การเข้าสังคมและพฤติกรรมผิดปกติ อาจไม่จำเป็นต้องอาศัยแบบประเมินจำเพาะแต่เป็นการสัมภาษณ์ซักประวัติจากพ่อแม่ผู้ปกครองและตรวจดูพัฒนาการ ตรวจการได้ยิน หากพัฒนาการด้านภาษามีปัญหา มีความสนใจอะไรซ้ำๆ หรือชอบทำอะไรซ้ำๆ เช่น มองของหมุน มีปัญหาการเข้าสังคมกับคนอื่น ไม่ค่อยสบตา แม้ IQ อาจปกติหรือต่ำกว่าปกติก็น่าจะเป็นออทิสซึม

การประเมินความพิการทางจิต 

จิตแพทย์จะประเมินจากอาการคนไข้ ร่วมกับพูดคุยกับญาติว่าภาวะความเจ็บป่วยนั้นกระทบสมรรถนะด้านไหนบ้าง ไล่ตั้งแต่การซักประวัติว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ ทำงานเป็นอย่างไร ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นอย่างไร บริบทในชีวิตของคนไข้พอทำให้ประเมินคร่าว ๆ ได้ว่าน่าจะมีสมรรถนะด้านไหนที่เสีย หากกระทบสมรรถนะการดำเนินชีวิตอย่างน้อย 1 ด้านเป็นเวลา 6 เดือนและมีวี่แววที่จะเป็นต่อเนื่องแม้จะรักษาแล้ว ก็ประเมินได้ว่ามีความพิการทางจิตสังคม แต่ถ้าจิตแพทย์ซักประวัติแล้วยังไม่มั่นใจก็สามารถใช้แบบประเมินความพิการทางจิตช่วยในการประเมิน ในแต่ละข้อก็จะมีตัวเลือกให้เลือกตอบได้ 3 ข้อ และเกณฑ์การคิดคะแนนก็ง่ายๆ ได้แก่ ตอบข้อ 1 เท่ากับ 1 คะแนน ตอบข้อ 2 เท่ากับ 2 คะแนน และตอบข้อ 3 เท่ากับ 3 คะแนน ดังนั้นถ้าคนไข้ตอบตัวเลือก 2 หรือ 3 เพียงข้อเดียว ก็จะได้คะแนนรวม 7 คะแนนขึ้นไป แสดงว่ามีความบกพร่องของสมรรถนะการทำหน้าที่ด้านใดด้านหนึ่ง และเข้าเกณฑ์การได้บัตรคนพิการทางจิตแล้ว จะเห็นว่าเกณฑ์การประเมินไม่ได้เคร่งครัดจนเกินไป แต่จิตแพทย์ที่จะทำแบบนี้ได้ต้องมีเวลาพอสมควร ในปัจจุบันมีคนไข้มาหาหมอเยอะมากจนบางทีอาจได้แค่ถามอาการว่านอนหลับไหม มีอาการหูแว่วประสาทหลอนไหม อารมณ์เป็นอย่างไรและใช้เวลาต่อรายไม่ได้มาก จิตแพทย์ก็ไม่ได้ถามเรื่องสมรรถนะทุกครั้งว่าคนไข้ทำอะไรได้แค่ไหน

จิตแพทย์รู้ได้อย่างไรว่าอาการที่คนไข้เล่าเป็นอาการป่วยจริง 

ปกติก็จะมีทั้งคนไข้ที่เล่าอาการตามจริงกับคนไข้ที่บอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไร จิตแพทย์ต้องมีทักษะซักถามเพื่อให้คนไข้เล่าอาการออกมาโดยไม่รู้ตัวหรือถ้าคนไข้ที่บอกว่าไม่ได้ป่วย แต่ญาติอยากให้มาก็เลยมา จิตแพทย์ก็ต้องถามประวัติจากญาติคนไข้ด้วย หลายครั้งประวัติของคนไข้กับญาติคนไข้จะไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องท้าทายของจิตแพทย์ว่าจะเชื่อใคร ต้องพยายามแยกว่าคำพูดไหนเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นความคิดเห็น หากไม่แน่ใจก็ต้องอาศัยตัวช่วย เช่น การทำแบบประเมินทางจิตวิทยา การตรวจร่างกายและนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณา เพราะโรคทางจิตเวชเป็นสิ่งที่จับต้องยาก ไม่เหมือนบางโรคที่เจาะเลือดหรือเอกซเรย์ที่รู้ว่าเป็นโรคอะไร 

แบบประเมินดังกล่าวผู้ที่ทำงานร่วมกับจิตแพทย์สามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน แต่ผู้ที่รับรองความพิการจะต้องเป็นแพทย์หรือจิตแพทย์เท่านั้น โดยเมื่อมีใบรับรองความพิการแล้วก็สามารถทำบัตรคนพิการได้ทุกคน ต้องขอใหม่ต่อเมื่อทำใบรับรองหายหรือไม่ได้ไปดำเนินกระบวนการต่อในช่วงนั้น จนใบรับรองรับเดิมไม่เป็นปัจจุบัน 

ในระดับสากลมีการใช้ ICF (International Classification of Functioning, Disability and Health) เป็นเกณฑ์และรหัสที่องค์การอนามัยโลกพัฒนาขึ้นเพื่อประเมินสมรรถนะและความพิการในด้านต่างๆ ทั้งร่างกาย จิตใจ รวมถึงการทำหน้าที่ของสมองและเก็บเป็นสถิติหรือบันทึกฟความเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย แต่การประเมินความพิการทางจิตในไทยยังไม่ได้นำ ICF มาใช้เพราะค่อนข้างซับซ้อนและยาก ผู้ประเมินต้องไปอบรมอย่างจริงจัง  อีกทั้งประเทศไทยมีข้อจำกัดมาก ทั้งเรื่องบุคลากรน้อย คนไข้เยอะ หรือมีเวลาน้อย 

ประโยชน์ของ ICF คือการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะของคนไข้ ทำให้แพทย์สามารถติดตามและเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังการรักษาและใช้รายงานทางสถิติภาพรวม ปัจจุบันการใช้ ICF ในไทยนั้นดีกับคนพิการที่มีอุปกรณ์และบริการบำบัดฟื้นฟูที่หลากหลาย แต่คนที่พิการทางจิตสังคมยังมีบริการฟื้นฟูยังไม่มาก ทำให้แม้ประเมิน ICF แต่ก็มีประโยชน์น้อย

ต้องรักษามานานหรือไม่จึงจะได้บัตรคนพิการ

ไม่จำเป็นเสมอไป กรณีญาติหรือคนไข้ขอให้ออกใบรับรองความพิการให้ ก็จะทำให้โดยการประเมินความพิการทางจิต

ในกรณีผู้ป่วยและญาติไม่ได้ร้องขอ แต่จิตแพทย์เจ้าของไข้ตระหนักเรื่องความพิการทางจิตสังคม สังเกตว่าคนไข้ป่วยมานานแล้ว รักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นจนกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวันหรือการทำงาน ก็มักจะถามคนไข้และญาติว่าอยากได้ใบรับรองความพิการหรือไม่เพื่อสิทธิประโยชน์ต่างๆ

เกณฑ์การจดทะเบียนความพิการนั้นค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่ได้ยากเกินไป หากโรคส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วยจริง เช่น ปัญหาเรื่องการเรียนรู้ กิจวัตรประจำวัน การเข้าสังคมหรือสมรรถนะการทำหน้าที่ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เห็นชัดเจนได้จากการทำแบบประเมินความพิการทางจิต ถ้าได้คะแนนรวม 7 คะแนนถือว่าเข้าข่ายพิการทางจิต ก็สามารถออกใบรับรองความพิการให้ได้ อย่างไรก็ดี คนไข้หลายรายไม่อยากให้ประเมินความพิการและไม่อยากได้สิทธิคนพิการเพราะคิดว่าไม่คุ้มกับการถูกตีตรา

บัตรคนพิการช่วยทำให้ผู้ป่วยโรคจิตเวชได้รับสิทธิอะไรบ้าง 

โดยปกติผู้ป่วยโรคจิตเวชได้รับสิทธิต่างๆ อยู่แล้วไม่ว่าจะมีบัตรคนพิการหรือไม่ก็สามารถใช้บริการของรัฐได้ฟรีตามความจำเป็นในสถานพยาบาลที่กำหนด โดยสามารถเข้ารับการรักษา ได้รับยา การทำจิตบำบัด การทำกิจกรรมกลุ่มหรือแอดมิทเข้าโรงพยาบาลถ้าจำเป็น หากผู้ป่วยจิตเวชไม่มีบัตรคนพิการเดิมรักษาในสถานพยาบาลขนาดเล็ก แล้วต้องการบริการที่เฉพาะทางขึ้นก็ต้องให้แพทย์ที่สถานพยาบาลต้นสังกัดเขียนใบส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้น ยกเว้นใช้สิทธิข้าราชการที่สามารถรับบริการที่โรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่โดยไม่ต้องส่งตัว

แต่หากมีบัตรคนพิการ อยากจะรักษาโรงพยาบาลรัฐที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องส่งสิทธิการรักษา ก็จะสะดวกขึ้น โดยเฉพาะคนพิการทางจิตที่ต้องการความช่วยเหลือที่เยอะขึ้น และไม่จำเป็นต้องมาขอใบส่งตัวทุกรอบที่ต้องไปรับการรักษาในโรงพยาบาลที่ใหญ่

แต่การได้สิทธิคนพิการทางจิตก็อาจไม่ทำให้เข้าถึงได้มากกว่าคนพิการหรือคนอื่นๆ หากโรงพยาบาลไม่สามารถจัดหาบริการทางการแพทย์เฉพาะทางได้ เช่น เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กอย่าง โรงพยาบาลประจำอำเภอ ซึ่งมียาจิตเวชไม่กี่ตัว ส่วนใหญ่จะเป็นยาพื้นฐานและไม่มีบริการด้านจิตเวชอื่นๆ เช่น ไม่มีบุคลากรในการทำจิตบำบัดหรือการฟื้นฟู  หากเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้นอย่าง โรงพยาบาลประจำจังหวัดที่มีแผนกจิตเวชและมีจิตแพทย์ประจำอยู่ ก็จะมียาด้านจิตเวชหลากหลายมากขึ้นแต่ก็อาจไม่ได้ครบทุกตัวที่มีในประเทศไทย และเริ่มมีบริการเฉพาะทางมากขึ้น แตกต่างจากโรงพยาบาลเฉพาะทางจิตเวชหรือโรงเรียนแพทย์ซึ่งจะมียาให้เลือกค่อนข้างครอบคลุมและมีบริการหลากหลายขึ้นเพราะมีบุคลากรเฉพาะทางที่ให้การดูแลด้านจิตเวชที่ซับซ้อนได้ 

ฉะนั้น สิทธิคนพิการจะมีประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อสถานพยาบาลสามารถจัดบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นให้ได้ แต่หากโรงพยาบาลไม่มีบริการการรักษาเฉพาะทาง ต่อให้คนไข้มีสิทธิแต่ก็อาจไม่ได้รับบริการที่จำเป็นอย่างครบถ้วน 

การมีสิทธิทำให้คนจดทะเบียนความพิการเยอะขึ้นหรือไม่ 

จากรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านคนพิการในประเทศ พ.ศ.2563 จากจำนวนคนไทย 66 ล้านคน มีคนพิการที่ได้รับการออกบัตรคนพิการทุกประเภทรวมทั้งหมดประมาณ 2 ล้านคน แต่เป็นคนที่จดทะเบียนความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมไม่ถึงร้อยละ 8 ของจำนวนคนพิการทุกประเภท ตัวเลขคนพิการในกลุ่มนี้ไม่ได้เยอะมาก อาจเพราะคนไข้ไม่ค่อยขอใบรับรองความพิการเนื่องจากไม่ตระหนักเรื่องสิทธิหรือรู้เรื่องสิทธิแต่ไม่อยากได้เพราะไม่อยากถูกตีตราว่าเป็นคนพิการทางจิตสังคม ส่วนจิตแพทย์เอง พอมีคนไข้รับการตรวจต่อวันจำนวนมากก็อาจมุ่งไปที่เรื่องการซักถามอาการ การกินยา จนไม่ได้ตระหนักเรื่องการขอใบรับรองความพิการกับคนไข้และญาติ ทำให้คนจดทะเบียนความพิการประเภทนี้น้อย ทั้งที่จริงๆ แล้วการขอใบรับรองความพิการจากจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากจนเกินไป

อะไรทำให้คนพิการทางจิตไม่อยากทำบัตรคนพิการ

สาเหตุส่วนใหญ่ที่คนไม่อยากจดทะเบียนคนพิการคือ การตีตราบาปให้กับผู้ป่วยทางจิต (Stigma) ผู้ป่วยกลัวว่าบัตรคนพิการจะทำให้คนอื่นรู้ว่าพิการทางจิตและพฤติกรรม จึงรู้สึกไม่สบายใจ ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นอะไร เพราะหากมาหาจิตแพทย์ แม้มีการบันทึกประวัติการรักษาในเอกสารเวชระเบียน แต่จิตแพทย์ก็จะรักษาความลับ เช่น ไม่เปิดเผยว่าป่วยเป็นโรคอะไร ยกเว้นศาลสั่งหรือคนไข้ขอให้แพทย์เปิดเผยข้อมูลเอง แต่หากจดทะเบียนคนพิการชื่ออาจจะขึ้นในระบบจนมีคนทราบได้

นอกจากนี้คนไข้อาจเข้าใจว่า หากมีความพิการทางจิตใจและพฤติกรรมจะไม่สามารถทำนิติกรรมเองได้เพราะคิดว่าเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ จึงไม่ต้องการจดทะเบียนคนพิการ ทั้งที่ในความเป็นจริง การเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ต้องมีการยื่นคำร้อง ไต่สวนในชั้นศาลและศาลต้องเป็นคนสั่งเท่านั้น

มากไปกว่านั้น คนไข้หรือญาติอาจมองว่าหากมีบัตรคนพิการ อาจเปิดช่องให้มีให้ศาลสั่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ คนไข้จึงเลือกใช้สิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม โดยไม่จดทะเบียนความพิการแม้ว่าตนอาจมีสมรรถนะบางด้านบกพร่อง เพราะคิดว่าสิทธิคนพิการที่จะได้รับไม่คุ้มกับผลกระทบที่ได้รับ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการมีบัตรคนพิการมา ไม่ได้แปลว่าคนไข้ทำนิติกรรมด้วยตัวเองไม่ได้ และกระบวนการสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถไม่ได้ใช้ข้อมูลว่าบัตรคนพิการอย่างเดียว แต่ต้องหลักฐานอื่นประกอบการพิจารณาด้วย

ประเทศไทยควรมีการบริการฟื้นฟูอย่างไรที่จะทำให้คนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

ควรมีบริการด้านการฟื้นฟูที่แพร่หลายเพื่อให้คนไข้กลับมามีสมรรถนะดีขึ้นคนที่ป่วยทางจิตเวชมานานแล้วมักอาการไม่หายขาด มีความบกพร่องของสมรรถนะบางด้าน เช่น คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคจิตเภทเป็นระยะเวลานานก็อาจมีทักษะทางสังคมไม่ดี เวลามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นแล้วทำตัวไม่ถูก และอาจจะทำอะไรที่ดูไม่เหมาะสม ทำให้ใช้ชีวิตในสังคมลำบาก ควรจะต้องมาฝึกทักษะการเข้าสังคม ทักษะการปฏิสัมพันธ์กับคนกันใหม่  แต่ในปัจจุบันบริการฟื้นฟูสมรรถนะคนไข้ไม่ได้มีแพร่หลาย อย่างที่ได้กล่าวไป จึงทำให้คนไข้ไม่สามารถเข้าถึงบริการที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม

แม้เราเป็นจิตแพทย์แต่ได้มีโอกาสไปเรียนในหลักสูตรปริญญาโทด้าน Rehabilitation Counseling จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นวิชาชีพหนึ่งที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ช่วยให้คนพิการทุกรูปแบบกลับไปทำงานได้ตามความสามารถที่ยังมีอยู่ ในไทยบริการนี้ยังขาดแคลนมาก ทั้งที่เป็นสิ่งจำเป็นเพราะการให้คำปรึกษาจะช่วยให้คนพิการกลับไปทำงานได้ ได้มีโอกาสพบปะเพื่อนร่วมงานและมีโอกาสฝึกทักษะทางสังคมโดยอัตโนมัติ เมื่อมีงานสมองก็ได้ทำงาน ได้จดจำข้อมูล มีสมาธิ ก็จะทำให้ทักษะการคิด การวางแผนลำดับความสำคัญของกิจกรรมนั้นดีขึ้น แต่ถ้าไม่มีบริการการให้คำปรึกษาคนพิการก็อาจอยู่แต่บ้าน ทำให้ทักษะการทำงานและทักษะการใช้ชีวิตด้านต่างๆ เสื่อมถอย ขาดรายได้และสามารถพึ่งพาตัวเองได้น้อยลง 

ในออสเตรเลียคนพิการทางจิตต้องมีผลวินิจฉัยทางการแพทย์และพบว่าโรคมีผลกระทบกับสมรรถนะหลักของร่างกาย เช่น การดูแลตัวเอง การสื่อสาร หรือการเคลื่อนที่อย่างน้อย 6 เดือน จึงถือว่าเข้าเกณฑ์พิการทางจิต ในภาคเอกชน รัฐบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนเงินทดแทนในรูปแบบการประกัน คล้ายกับประกันกลุ่มบ้านเรา ต่างกันที่บ้านเราจะได้แค่เงินรักษาอุบัติเหตุและค่าห้องพัก แต่ออสเตรเลียให้เงินหยุดชดเชยช่วงที่นอนโรงพยาบาลหรือไม่ได้ทำงาน นอกจากนี้หากได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน ไม่ว่าจะบาดเจ็บทางร่างกายหรือจิตใจ เช่น ขาพลิก แขนเจ็บ เจ็บป่วยจากการทำงาน ถูกเจ้านายด่าบ่อย ๆ หรือถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงานจนรู้สึกซึมเศร้าไปทำงานไม่ไหว พนักงานก็สามารถลาหยุดงานและเคลมประกันเพื่อได้เงินรับทดแทนระหว่างหยุดงานได้ อย่างไรก็ดีหากพนักงานยังกลับมาทำงานไม่ได้และบริษัทประกันต้องจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานไปเรื่อยๆ นายจ้างก็จะเสียประโยชน์ ดังนั้นบริษัทประกันจึงให้ Rehabilitation Counselor มาช่วยประเมินและช่วยให้พนักงานได้รับบริการฟื้นฟูสมรรถนะด้านต่างๆ เพื่อกลับมาทำงานผ่านการวางแผนตามข้อจำกัดที่ยังมี จนกว่าจะฟื้นฟูสมรรถนะเดิมกลับมาหรือกลับไปทำงานเดิมหรือหน้าที่ใหม่ได้เต็มที่  

ส่วนภาครัฐนั้นมีศูนย์จัดหางานคนพิการ (Disability Employment Services) ช่วยให้คนพิการที่อยากทำงาน แต่หางานไม่ได้เพราะขั้นตอนการสมัครงานยุ่งยากเนื่องจากความสามารถที่ใช้ในการหางานบกพร่องไป ต้องการคำแนะนำเรื่องกระบวนการสมัครงาน  หรือต้องการให้ช่วยประคับประคองระหว่างที่เริ่มงานใหม่ก็สามารถไปใช้บริการได้ 

ในต่างประเทศพูดเรื่องการฟื้นฟูทางจิตเวชตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 ช่วงนั้นคนไข้จิตเวชในต่างประเทศพยายามปลดแอกตัวเองออกจากการรักษาทางการแพทย์และการพยาบาลที่ในอดีตที่บังคับเอาตัวคนไข้ไปทำอะไรโดยไม่ถามและอ้างว่าเป็นการรักษา คนไข้ต้องอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชนานมากจนขาดการติดต่อกับคนอื่นในสังคม ขาดโอกาสในหลายด้าน ญาติและคนไข้จึงเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนคนไข้จิตเวชส่วนใหญ่ได้ออกจากโรงพยาบาลไปอยู่กับญาติแต่ก็พบว่า หลายคนอยู่ไม่ได้เพราะไม่มีทักษะในการใช้ชีวิตหรือบางคนก็ไม่มีญาติ รัฐจึงพยายามแก้ปัญหาโดยหาที่อยู่ให้ เช่น จัดเป็นกรุ๊ปโฮมขึ้นมาให้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเดียวกันอยู่ด้วยกันในบ้านที่มีเจ้าหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแล แต่ก็พบว่าหลายคนไม่มีทักษะการปรับตัวอยู่ดี ดังนั้นรัฐจึงเริ่มพัฒนาบริการ Community Mental Health Service โดยส่งทีมเข้าไปดูแลในชุมชนที่คนไข้อยู่ แทนที่จะนำคนไข้มารักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช ท้ายที่สุดวิธีนี้ช่วยให้คนไข้ปรับตัวอยู่ร่วมกับคนอื่นได้และประหยัดเงินมากกว่านำคนไข้มารักษาในโรงพยาบาล

ในไทยบริการฟื้นฟูคนป่วยที่มีอาการทางจิตเริ่มต้นและพัฒนามานานแล้ว แต่ช่วงหลังพัฒนาการของการให้บริการฟื้นฟูทางจิตเวชค่อนข้างอยู่นิ่ง จิตแพทย์ทั่วไปบางคนไม่รู้จักจิตเวชฟื้นฟูเพราะแทบไม่เคยเห็นบริการด้านจิตเวชฟื้นฟูในไทย ทำให้แม้จิตแพทย์รู้ว่าคนไข้มีปัญหาการเข้าสังคม แต่ก็ไม่รู้จะส่งไปให้ใครช่วยบำบัด จึงทำได้แค่ให้ยา และมีประวัติศาสตร์ด้านบริการทางจิตเวชแตกต่างจากต่างประเทศโดยสิ่้นเชิง เช่น แม้จะมีโรงพยาบาลจิตเวชตั้งแต่รัชการที่ 5 แต่กลับไม่มีผู้ป่วยอยากไปรักษาอยู่โรงพยาบาลจิตเวช ทำให้คนไข้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่บ้าน บางทีญาติต้องล่ามโซ่ไว้ พัฒนาการรักษาจิตเวชของไทยช่วงแรกจึงเน้นที่การปลดโซ่ตรวน ทำให้คนที่ยังไม่เข้าถึงการรักษาได้รับการรักษาก่อน แม้ปัจจุบันเรามีโรงพยาบาลจิตเวชเยอะขึ้นและบริการด้านจิตเวชหลายอย่าง ได้รับการพัฒนามากขึ้นตามมา แต่ก็ยังไม่พอกับจำนวนผู้ป่วยและมีผู้ป่วยระดับรุนแรงค่อนข้างมากจนมีปัญหาเตียงไม่พอ สิ่งเหล่านี้แก้ได้ด้วยการจัดบริการจิตเวชในชุมชนซึ่งจะช่วยลดอาการของผู้ป่วยได้มากและป้องกันไม่ให้อาการกำเริบหนัก

ข้อเสนอแนะต่อการจัดบริการสุขภาพจิต 

ถ้าเป็นจิตแพทย์หรือแพทย์ประจำบ้านที่มีเคสผู้ป่วยอาการเรื้อรังนาน สมรรถนะลดลง ประเมินดูแล้วว่าถึงแม้อาการดีแต่ก็ไม่ได้สมรรถนะคืนมา ก็อยากให้จิตแพทย์เห็นความสำคัญของการออกใบรับรองความพิการ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น 

อีกเรื่องคือวิธีคิด จิตแพทย์หรือแพทย์ในไทยยังใช้แนวคิดทางการแพทย์ (Medical Model) ในการดูแลผู้ป่วยคือเน้นหาว่าเป็นโรคอะไรและทำให้คนไข้หายกลับเป็นปกติ ต่างจากในต่างประเทศหลังช่วงการต่อต้านการรับบริการทางจิตเวช คนไข้ต้องการให้มองว่าพวกเขาเป็นคน ไม่ใช่มองเฉพาะความเจ็บป่วยและต้องการให้ตระหนักว่าแต่ละคนมีความต้องการการฟื้นฟูสมรรถนะให้ดีขึ้นแตกต่างกัน และแม้ว่าจะยังเจ็บป่วยก็อยากมี เช่น มีบ้าน มีงาน มีสังคม มีเพื่อนร่วมงาน มีคนรัก ไม่แตกต่างจากคนทั่วไป ถ้าสมรรถนะด้านใดยังขาด ไม่สามารถทำตามความต้องการหรือเป้าหมายชีวิตได้ก็ควรได้รับความช่วยเหลือด้านต่างๆ ต่างประเทศจึงดูแลผู้ป่วยโดยเน้นให้คนไข้คืนสู่สุขสภาวะความเป็นคนที่เรียกว่าแนวทางพัฒนาชีวิต (Recovery Model) ซึ่งมองว่าแม้จิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์จะมีความรู้ แต่ผู้ที่จะรู้ว่าต้องการอะไรมากที่สุดก็คือคนไข้ การดูแลแนวทางนี้จึงกระตุ้นให้ผู้รับบริการคิดว่าตนต้องการอะไรและร่วมกันวางแผนการรับบริการ หลายที่ในไทยก็เริ่มขยับเป็นแนวทางพัฒนาชีวิตแล้ว แต่ก็ยังไม่แพร่หลายเป็นที่รู้จักเท่าไหร่นัก ฉะนั้นจิตแพทย์ควรได้มีโอกาสเรียนรู้แนวทางพัฒนาชีวิตให้มากขึ้น  เพราะแม้การมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยจิตเวชเข้าถึงบริการจะเป็นสิ่งที่ดี แต่หากขาดการให้บริการด้านการฟื้นฟูทางจิตเวชร่วมด้วยก็คงไม่เพียงพอที่จะทำให้คนพิการหรือผู้ป่วยคืนสู่สุขภาวะและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่าในอนาคต

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพการประเมินความพิการทางจิตความพิการทางจิตความพิการทางจิตใจและพฤติกรรมโรคจิตเวชสิทธิของคนพิการทางจิต
Categories: ThisAble

ชวนคุยกับกัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ ผู้ก่อตั้ง Ooca ในวันที่การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตยังเป็นเรื่องยาก(มาก)

ThisAble - Thu, 2021-10-14 17:29

ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้ปัญหาเรื่องสุขภาพจิตเพิ่มสูงขึ้น จนอาจเป็นเรื่องกังวลใจของใครหลายคน ทั้งจากมาตรการต่างๆ การปิดสถานที่และการสูญเสียรายได้ รวมถึงการสูญเสียหรือเผชิญกับการเจ็บป่วยของตัวเองและบุคคลอันเป็นที่รัก และทำให้การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ยากลำบากขึ้นไปด้วย

ท่ามกลางความยากลำบากนั้น แพลตฟอร์มหนึ่งที่อาจเป็นที่สนใจของใครหลายๆ คน อย่าง อูก้า (Ooca) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือปัญหาเรื่องสุขภาพจิต กลับเป็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น อีกทั้งเป็นที่นิยมมากขึ้นเนื่องจากแพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยลดปัญหาการไม่กล้าไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาและแก้ไขค่านิยมที่มองว่าการพบหมอจิตแพทย์เป็นเรื่องหน้าอายหรือต้องปกปิด

ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว ช่องทางให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตนั้นมีไม่มาก คนอาจรู้จักสายด่วนสุขภาพจิต 1323 และสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย อย่างไรก็ดี ช่องทางที่มีนั้นไม่เพียงพอต่อผู้ต้องการคำปรึกษา ทำให้จำนวนคู่สายต้องรอเป็นระยะเวลานาน 

Thisable.me จึงชวนทุกคนมาพูดคุยกับอิ๊ก—กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ CEO และผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่นอูก้า ว่าอะไรที่ทำให้เธอเลือกลงทุนมหาศาลเพื่อทำงานบริการด้านสุขภาพจิต สิทธิและสวัสดิการด้านสุขภาพจิตในปัจจุบันเป็นอย่างไร และทำอย่างไรการเข้าถึงบริการนี้จะทั่วถึงและดีพอสำหรับทุกคน

จุดเริ่มต้นของบริการด้านสุขภาพจิตนามของแอพพลิเคชั่น ‘อูก้า’

กัญจน์ภัสสร: เราอยากทำให้คนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตได้มากขึ้น ทำอย่างไรให้คนกล้าไปสถานพยาบาล ทำอย่างไรให้การพบแพทย์เกิดขึ้นรวดเร็ว เพราะอย่างที่รู้กันว่า หลายครั้งคนไข้ต้องเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อมาพบหมอ กว่าจะทำนัดเจอหมอครั้งต่อไปก็นานเป็นเดือน เราจะให้คนไข้ตายระหว่างรอหมอไม่ได้ จึงอยากอำนวยความสะดวกสบาย คนไข้ไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยไปโรงพยาบาล หากพบแพทย์ตั้งแต่ตอนเริ่มมีปัญหา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาระยะยาวได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหากนำเทคโนโลยีอย่างโทรเวช (Telemedicine) ที่มีมาอย่างยาวนานจึงเป็นคำตอบที่เรานำมาปรับใช้กับเรื่องให้บริการด้านสุขภาพจิตได้อย่างดี 

การพบจิตแพทย์สมัยก่อนลำบากมาก ลำบากตั้งแต่การนัด การเดินทางไกล นอกจากนี้ยังถูกตีตราเรื่องสุขภาพจิตอีกด้วย ระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาเราพบว่า จำนวนผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตมีน้อยเพราะการตีตราที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ นอกจากนี้ ความสามารถในการสร้างรายได้ให้กับตัวเองในฐานะจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยานั้นค่อนข้างน้อย ถ้าเทียบกับวิชาชีพสาขาใกล้เคียงที่ได้รายได้มากกว่า จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจึงผันตัวไปทำอย่างอื่น ดังนั้นคนที่ทำอาชีพนี้ต้องเป็นคนที่ใจรักมากๆ ถึงจะทำได้นาน

สิทธิการเข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตไทยถือว่าครอบคลุมแค่ไหน

สำหรับคนไทยสิทธิในเชิงสุขภาพจิตเรามีเยอะมาก จากรายงานของ KPMG เทียบเปอร์เซ็นต์ความครอบคลุมของนโยบายของภาครัฐด้านค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพจิตที่สามารถเบิกจ่ายกับรัฐจะพบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่สามารถเบิกได้ 100% ในสถาบันรักษาของภาครัฐ หากดูตารางเทียบงบประมาณค่าใช้จ่ายรายปีสำหรับบริการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพจิต่อคนตั้งแต่ พ.ศ. 2560-2563 จะพบว่าประเทศสิงคโปร์มีงบประมาณสูงสุดอยู่ที่ 40 USD หรือเทียบเป็นเงินไทยเท่ากับ 1,353.20 บาท ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 1.5 USD หรือเทียบเป็นเงินไทยเท่ากับ 50.75 บาท แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นอย่างอินโดนีเซียจะอยู่ที่ 1.1 USD หรือเทียบเป็นเงินไทยเท่ากับ 37.22 บาท ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 0.1 USD หรือเทียบเป็นเงินไทยเท่ากับ 3.38 บาท จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยสูงกว่าประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีจำนวนจิตแพทย์หนึ่งคนต่อประชากรหนึ่งแสนคน นับว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาครองจากอันดับ 1 อย่างสิงคโปร์ที่มีจิตแพทย์ 4.4 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน 

อย่างไรก็ดี เป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดอัตราส่วนที่เหมาะสมไว้ก็คือ ต้องมีจิตแพทย์ 10 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน และจากรายงานของ Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) ยังระบุอีกว่า งบประมาณของแต่ละประเทศที่จัดสรรดูแลระบบสาธารณสุขของภาครัฐควรมีอย่างต่ำ 10 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่ตัวเลขของไทยและประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สูงสุดอยู่แค่ 5 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่างบประมาณดูแลสุขภาพองค์รวมยังมีน้อย และแบ่งเหลือไปดูแลสุขภาพจิตน้อยตามไปด้วย

เพราะฉะนั้นคนไทยมีสิทธิ แต่มีทรัพยากรไม่พอ รัฐบาลต้องลงทุนพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้านสุขภาพจิตมากกว่านี้และให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดสายงานในวิชาชีพอย่างชัดเจน ด้วยการสร้างมาตรฐานวิชาชีพจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ดังเช่นในต่างประเทศที่มีจิตแพทย์ (Psychiatrist) และนักจิตวิทยา (Psychologist) ทำงานส่งต่อร่วมกับนักจิตวิทยาคลินิก บทบาทของนักจิตวิทยามีมากกกว่าการนั่งคุยกันเฉยๆ พวกเขาจัดการทำแบบประเมิน ช่วยจิตแพทย์ทำการทดสอบและช่วยวินิจฉัยเบื้องต้น เส้นแบ่งบางๆ นี้ ทำให้มาตรฐานวิชาชีพจิตวิทยาปรึกษาไทยไม่ชัดเจน 

อาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษาที่คลุมเครือ

นักจิตวิทยาที่สหรัฐอเมริกาต้องเรียนจบดอกเตอร์ และต้องสอบใบอนุญาตเรียกเก็บชั่วโมงสูงกว่าไทยมาก หากยังเรียนไม่จบ จะไม่เรียกแทนตัวเองว่าเป็นนักจิตวิทยาเด็ดขาด คนที่สอบใบอนุญาตประกอบอาชีพนักจิตวิทยาเท่านั้นจึงสามารถเรียกตัวเองว่าเป็นนักจิตวิทยาได้ ขณะที่ไทยไม่มีแบบนั้น เราสามารถเรียกตัวเองว่าเป็นนักจิตวิทยาได้โดยไม่ถูกจับ เราเจอคนที่เคลมว่าเป็นนักจิตวิทยาเยอะมาก เช่น คนที่ยังเรียนไม่จบปริญญาโทหลักสูตรนักจิตวิทยาการปรึกษา จากต่างประเทศ แล้วเปิดบริการให้คำปรึกษาในไทย หรือพยาบาลที่ไปอบรมเกี่ยวกับสุขภาพจิต แล้วเรียกตัวเองว่าเป็นนักจิตวิทยา แม้พวกเขาจะมีทักษะและมีสิทธิให้คำปรึกษา แต่ไม่มีสิทธิเรียกแทนตัวเองว่านักจิตวิทยา ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความมั่นคงในวิชาชีพ เมื่อไม่มีการบัญญัติให้นักจิตวิทยาถูกจัดอยู่กลุ่มชื่อที่ได้รับการคุ้มครอง (Protected Name) ไม่มีการออกกฎหมายปกป้องอาชีพ ไม่มีการสอบใบอนุญาต เนื้องานเหล่านี้ก็สามารถถูกคนอื่นแย่งได้ตลอดเวลา กลายเป็นว่าใครเป็นโค้ชชื่อดังคนก็ไปหาเยอะหรือเมื่อขาดคนก็อะลุมอะล่วยให้กับคนที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพมาทำงานได้และเรียกแทนตัวเองว่านักจิตวิทยาเพราะทำงานให้กับหมอ คนจึงไม่เห็นความสำคัญของการสอบใบประกอบวิชาชีพ 

อย่างไรก็ดี เราไม่สามารถตัดสินว่าคนที่ไม่ได้เรียนจบด้านนี้จะให้คำปรึกษาอย่างไม่มีคุณภาพ บางคนอาจมีพรสวรรค์ในการพูดแต่ไม่ใช่นักจิตวิทยา มันก็ไม่ผิด คุณสามารถคุยแบบนี้กับเพื่อน คุยกับพ่อแม่ก็ได้ แต่ไม่ใช่กับคนไข้ เพราะคนไข้คาดหวังที่จะได้รับบริการจากนักจิตวิทยา การทำงานทั้งที่ไม่มีใบอนุญาติจึงไม่แฟร์กับพวกเขา 

ค่าบริการที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้คนเข้าไม่ถึงบริการหรือไม่

เรื่องนี้ก็มีส่วน แต่คุณมีตัวเลือก มีสิทธิ ถ้าอยากรักษาฟรีก็เข้ารับบริการจากภาครัฐ แต่ของฟรีที่มาจากภาษีประชาชนนั้นมีทรัพยากรอย่างจำกัด มีอะไรบางอย่างที่ต้องยอมแลก เช่น รอคิวนาน นัดได้เฉพาะวันเวลาราชการ ฯลฯ หากคุณรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้มีมูลค่า การจ่ายเงินค่าให้บริการคำปรึกษาจะทำให้คนในวิชาชีพได้เงิน ได้งาน เราอยากให้รู้ว่าวิชาชีพด้านนี้ก็มีมูลค่าเช่นกัน โดยเฉพาะหากคุณยอมไปเข้าคอร์สของคนที่ตั้งตัวเองว่าเป็นโค้ช ทั้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรอง 

หลายคนบอกว่า การให้คำปรึกษาควรจะฟรีและพยายามผลักความรับผิดชอบด้านการเงิน เราเห็นด้วยว่า บริการสุขภาพจิตของภาครัฐควรจะฟรีด้วยเงินภาษีของประชาชน แต่ต้องจัดการปัญหาการบริหารจัดการและค่าตอบแทนด้วย ปัจจุบันนักจิตวิทยาของเอกชนกับภาครัฐได้ค่าตอบแทนต่างกันราวฟ้ากับเหว การบริหารผิดพลาดของรัฐทำให้ได้เงินน้อย ได้เงินตกเบิก สุดท้ายก็ต้องลาออกไปอยู่เอกชน

ตอนแรกที่แอพพลิเคชั่นอูก้าเปิดตัว คนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเก็บเงิน ก็คงต้องถามกลับว่า สิ่งที่เราทำไม่ต้องใช้เงินเหรอ เรามีพนักงานรวมกัน 30 คน ทุกคนไม่สามารถอิ่มทิพย์ มีค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ค่าแอพพลิเคชั่น เราเองก็ทุ่มไปปีแรกกว่า 4 ล้านบาท  แทนที่จะไปเป็นทันตแพทย์เต็มตัวได้เงินเดือนหลายแสน นี่ก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนมีมูลค่า

ในช่วงที่มีทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และความเข้มข้นของการเมือง ทำให้คนมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ 

การเมืองมีผลกับสุขภาพจิตมากๆ แม้ว่าอาจจะไม่ได้มีผลโดยตรง แต่ผลกระทบก็อาจะเกิดขึ้นได้ทางใดทางหนึ่ง เช่น รู้สึกสิ้นหวังกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ไม่ว่าจะตกงาน เห็นจำนวนผู้ติดเชื้อแล้วรู้สึกเศร้า หรือปัญหาอื่นๆ อย่าง สภาวะสังคมหรือเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นโดยตรงผ่านสถานการณ์ทางการเมือง

ปัญหาสุขภาพจิตมีปัจจัยจากหลายอย่าง ความเจ็บป่วยของตัวเราก็ส่งผลต่อสุขภาพจิต อาจเกิดจากสารเคมีในร่างกาย สรีระวิทยา และพันธุกรรมไม่ต่างจากโรคอื่นๆ เช่น มะเร็งที่ต้องมีสารตั้งต้น (Precursor) ถ้าไม่มีสารตั้งต้นมะเร็งก็อาจเกิดจากสิ่งเร้าที่มากระตุ้นบ่อยๆ จนทำให้ทำร่างกายตอบสนองสิ่งเร้า เช่นเดียวกับสุขภาพจิต สิ่งเร้ายูนิตที่เล็กที่สุดก็คือ ครอบครัว ครอบครัวโอเคไหม ไล่ขึ้นมาเป็นสภาพแวดล้อมแถวบ้านโอเคไหม โรงเรียนหรือที่ทำงานโอเคไหม จังหวัดที่อยู่โอเคไหม ประเทศที่อยู่โอเคไหม เราจะเห็นว่าทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด เมื่อมีจุดที่ทำให้รู้สึกไม่สมดุล เช่น  คนที่ชีวิตดีทุกอย่าง บ้านก็ดี ครอบครัวก็ดี เงินก็มีให้ใช้ แต่ก็สามารถเป็นซึมเศร้าได้ ฉะนั้นสภาวะทางจิตจึงไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง 

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่สังคมเรามีความเครียด มนุษย์คนหนึ่งอาจมองว่าสังคมไม่ดีเลยและโกรธแค้นที่สังคมทำให้เป็นซึมเศร้า เราจะมองแบบนั้นก็ได้หากเข้าใจความโกรธความแค้น แต่ถ้าไม่พยายามก้าวผ่านด้วยการแก้ไขปัญหาก็อาจจะส่งผลเสียต่อตัวเองในระยะยาว เราจึงเห็นคนแสดงออกผ่านการทำแคมเปญต่างๆ เรียกร้องให้บางอย่างเกิดขึ้น เช่น ถ้าเราไม่พอใจสิ่งที่มีอยู่ ก็ย้ายประเทศหรือพยายามเรียกร้อง แม้อาจไม่เปลี่ยนอะไรในภาพใหญ่  แต่น้อยที่สุดเราก็ได้ทำอะไรบางอย่างให้ตัวเอง ส่วนตัวเราก็มีวิธีการแก้ปัญหาด้วยการทำแอพพลิเคชั่นอูก้าขึ้นมา พยายามสร้างระบบที่ทำให้คนใช้บริการเข้าถึงง่าย ช่วยให้จิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เงินตอบแทนเหมาะสม สร้างคอนเทนต์ให้คนหันมาสนใจสุขภาพจิต ตอนนี้ก็มีอีกช่องทางสำหรับคนงบน้อยในการปรึกษาสุขภาพจิต แต่ก็ยังไม่สามารถบริการฟรีทั้งหมดได้เนื่องจากเราก็มีพนักงานที่ต้องทำงานหลังบ้านเช่นกัน 

ข้อเสนออะไรต่อภาครัฐ ที่จะทำให้คนสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น 

คงเป็นข้อเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุขที่เราอยากให้เห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต ปัจจุบันอูก้าก็ทำงานร่วมกับกรมสุขภาพจิต จัดตั้งโครงการ Wall of Sharing  เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสามารถเข้าไปใช้บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เราเข้าใจว่าเด็กยังไม่มีเงิน ค่าใช้จ่ายก็ถูกพ่อแม่กำกับอยู่ แม้จิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่มาคุยกับคนไข้ที่เป็นนักเรียนนักศึกษาจะได้เงินน้อยลง แต่พวกเขาก็จะได้รับค่าตอบแทนด้วยวิธีอื่น ไม่ใช่การช่วยฟรีไม่อย่างนั้นเขาจะทำได้แป๊บเดียวแล้วก็ไม่ไหว ถอนตัวออกจากโครงการ 

โครงการนี้ไม่ได้คาดหวังให้เป็นโครงการฟรีตลอดไป แต่ทำเพื่อให้รัฐเห็นความสำคัญว่ามีนักเรียน นักศึกษามาใช้บริการแล้วได้ประโยชน์ ถ้ารัฐเห็นความสำคัญแล้วก็ควรตั้งงบประมาณมาดูแลเรื่องนี้ ไม่ใช่ให้ประชาชนสรรหาบริการฟรีจากประชาชนด้วยกันเอง แล้วรัฐก็มาใช้ประโยชน์ซ้ำอีก กลายเป็นว่าเรากำลังทำหน้าที่เกินประชาชนด้วยกันเสียอีก รัฐต้องตระหนักว่าเอาเงินภาษีประชาชาชนมาเยอะแล้วและสุขภาพจิตของเยาวชนต้องได้รับการดูแล หากรัฐไม่มั่นใจในการใช้งบประมาณเราก็อาสาทำในช่วงสองปีแรกโดยปีไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หลังจากนั้นจะต้องตั้งงบประมาณและค่อยๆ ขยายไปดูแลประชาชนกลุ่มอื่น เช่น คนสูงวัยขาดรายได้ กลุ่มคนยากจน และกลุ่มประชากรที่ขาดทรัพยากรที่ต้องการการซัพพอร์ตด้านสุขภาพจิต แม้เราร่วมมือกับสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ในการทำงาน แต่ที่ผ่านมาน่าเสียดายที่โครงการดังกล่าวไม่ได้ถูกประชาสัมพันธ์เท่าที่ควร เพราะถ้าเด็กๆ รู้จักโครงการนี้ก็สามารถใช้บริการได้ฟรี และอาจทำให้เข้าถึงการบริการกันได้มากขึ้น 

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพสิทธิทางด้านสุขภาพจิตบริการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตสุขภาพจิตMental Healthอูก้าOocaกัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble