ThisAble

กสม.หารือหน่วยงานเน้นคุ้มครองสิทธิคนพิการด้านการศึกษา-อาชีพ-สิทธิเลือกตั้ง

ThisAble - Wed, 2019-10-30 16:28

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะกำกับดูแลงานด้านสิทธิผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก การศึกษาและการสาธารณสุข เปิดเผยถึงการประชุมหารือร่วมกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องต่อแนวทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิคนพิการ ว่า สถานการณ์การการเข้าถึงสิทธิคนพิการในปัจจุบันยังน่าเป็นห่วงในหลายประเด็น ทั้งการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษา สิทธิในการประกอบอาชีพและสิทธิในการเลือกตั้ง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

1.สิทธิด้านการศึกษาพบว่า ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการโรงเรียนเฉพาะทางคนพิการทั่วประเทศให้ครอบคลุมเด็กพิการทุกระดับ เนื่องจากมีจำนวนบุคลากรด้านการศึกษาพิเศษไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้เด็กพิการไม่สามารถเข้าศึกษาในโรงเรียนเฉพาะได้ทุกคน

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาขาดแคลนงบประมาณในการจ้างครูดูแลเด็กพิการตามบ้าน ที่ไม่สามารถเดินทางไปโรงเรียนได้ และการขาดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กพิการในสถานศึกษา นอกจากนี้้ยังได้แสดงควางกังวลต่อแนวนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการลดจำนวนครูอัตราจ้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิทางการศึกษาของคนพิการ ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities – CRPD), พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 20 (2), พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 และพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 มาตรา 5 ซึ่งมีสาระคุ้มครองสิทธิของคนพิการในการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยไม่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษาเพราะเหตุแห่งความพิการ และรัฐมีหน้าที่ในการส่งเสริมการศึกษาแก่คนพิการ

ทั้งนี้ ในการประชุมได้มีการเสนอแนวทางแก้ปัญหา โดยเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษต่อบุคลากรการศึกษาพิเศษ เพิ่มอัตราจ้างครูให้สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนในแต่ละสถานศึกษา รวมถึงกำหนดให้มีครูการศึกษาพิเศษประจำโรงเรียน และเห็นควรกำหนดหลักสูตรการศึกษาพิเศษเป็นวิชาภาคบังคับ เพื่อทำให้บุคลากรครูทุกคนต้องผ่านการอบรมเรื่องการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการด้วย

2.สิทธิด้านการประกอบอาชีพพบว่า ปัจจุบันอัตราการจ้างงานคนพิการอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ พ.ศ.2550 ได้เปิดโอกาสให้นายจ้างหรือสถานประกอบการจ่ายเงินสมทบกองทุนคนพิการแทนการจ้างงาน ตามมาตรา 34 หรือเปิดโอกาสให้สัมปทานจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีการพิเศษ ฝึกงาน หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการก็ได้ ตามมาตรา 35 ส่งผลให้นายจ้างหรือสถานประกอบการเลือกแนวทางดังกล่าวแทนการจ้างงานคนพิการ อันกระทบต่อสิทธิการทำงานของคนพิการตาม CRPD

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการระบุว่า ปัจจุบันมีคนพิการในวัยทำงานอายุ 15 – 60 ปี เข้าสู่ระบบแรงงานเพียง 800,000 คน จากจำนวนทั้งหมด 2,000,000 คน และมีเพียง 100,000 คนที่เข้าสู่ระบบการจ้างงานตามกฎหมาย จึงทำให้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเร่งสนับสนุนให้สถานประกอบการจ้างงานคนพิการแทนการจ่ายเงินสมทบตามมาตรา 34 หรือ จ้างเหมาบริการตามมาตรา 35 ส่งผลให้คนพิการได้รับการจ้างงานมากขึ้น

3. สิทธิการเลือกตั้งของคนพิการพบว่า จากการใช้สิทธิเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2562 มีคนพิการที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 753 คน จากจำนวนประมาณ 1,800,000 คน ที่มีสิทธิเลือกตั้ง โดยปัญหาส่วนใหญ่มาจากปัญหาเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 92 จะกำหนดให้มีการอำนวยความสะดวกแก่คนพิการ แต่ในทางปฏิบัติ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และคนพิการยังไม่ทราบถึงกฎหมายดังกล่าว เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่หรือคนพิการไม่มีความมั่นใจที่จะมอบหมายบุคคลอื่นหรือเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้ลงคะแนนแทน

ทั้งนี้ฉัตรสุดาระบุว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีความยินดีที่จะเป็นองค์กรกลางในการประสานความร่วมมือ เพื่อให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและได้รับโอกาสทัดเทียมกับบุคคลอื่นในสังคมตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนแรงงานสุขภาพการศึกษาคนพิการกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
Categories: ThisAble

เกิดอะไรขึ้นกับฉันที่นอนพิการติดเตียงมา 21 ปี: สุพัตรา แวววับ

ThisAble - Mon, 2019-10-28 15:38
“ทักษะชีวิตทุกอย่างต้องเริ่มใหม่หมดเลย พอเดินไม่ได้เราก็เครียด พาลคิดไปถึงเรื่องเวรกรรม โทษตัวเองที่เป็นแบบนี้ทั้งที่กำลังจะมีอนาคต กำลังจะแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้ แต่กลับต้องมาเป็นภาระ” 

อาจจนกว่าเราจะกลายเป็นคนพิการรุนแรงเสียเองถึงจะเข้าใจว่า การช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ความเจ็บปวดจากร่างกาย การพึ่งพิงไปถึงโอกาสในการกลับไปใช้ชีวิตทางสังคมที่ริบหรี่นั้นส่งผลกระทบต่อเรายังไง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนพิการในระดับรุนแรงต้องเผชิญ หากเป็นความพิการที่ไม่ได้มาตั้งแต่กำเนิด พวกเขาจะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

เราคุยกับเก๋- สุพัตรา แวววับ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงชีวิตอิสระพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ที่สะท้อนปัญหาในฐานะคนพิการรุนแรง เกิดอะไรขึ้นกับ 21 ปีของการนอนติดเตียง เราคุยกับเธอในวันที่ได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง เราอยากรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่พลักดันให้เธอกลับมาใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง 

สุพัตรา: หลังเรียนจบทำงานได้ 3 เดือนไม่ได้กลับบ้านเลย วันนั้นจึงนั่งรถกลับบ้านไปหาแม่ ก่อนกลับเราแวะกินข้าวกับพี่ๆ ที่ทำงาน จนใกล้เที่ยงคืนก็ขึ้นแท็กซี่ และจำได้ว่าหลังจากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย เราฟื้นอีกทีที่โรงพยาบาล จึงรู้ว่าแท็กซี่ที่ตัวเองนั่งถูกรถกระบะที่วิ่งข้ามเกาะกลางถนนชน และหัวของเรากระแทกกับหลังคารถจนคอหัก 

ตอนอยู่โรงพยาบาลแรกๆ เรารับสภาพตัวเองไม่ได้ที่ต้องนอนโรงพยาบาลมีสายโยงใยเต็มไปหมด คอก็ต้องถูกยึดไว้เพราะมันหัก วันต่อมาพบโรคแทรกซ้อนอีกจนหมอบอกว่าโอกาสรอดมี 50-50 เราอยู่ในสภาพงัวเงีย สื่อสารไม่ได้ในโรงพยาบาลอยู่ประมาณ 2-3 เดือนเต็ม 

แรกเริ่มชีวิตติดเตียง

ตอนแรกที่เห็นตัวเองก็รับสภาพตัวเองไม่ได้ ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เพราะเราเพิ่งเรียนจบ ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าจะเดินไม่ได้ พอออกมาจากโรงพยาบาลจึงได้รู้ว่าตัวเองต้องพิการตลอดชีวิต และไม่สามารถกลับไปเดินได้อีก วันนั้นก็น้ำตาร่วงเลย

พอกลับมาอยู่บ้านสังเกตว่าเราอารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราดมากขึ้น เพราะต้องนอนเฉยๆ ทำอะไรเองไม่ได้ต้องคอยเรียกพ่อ เรียกแม่มาดูแลตลอด อยากจะหยิบจับอะไรก็ไม่ได้ ทักษะชีวิตทุกอย่างต้องเริ่มใหม่หมดเลย พอเดินไม่ได้เราก็เครียด พาลคิดไปถึงเรื่องเวรกรรม โทษตัวเองที่เป็นแบบนี้ทั้งที่กำลังจะมีอนาคต กำลังจะแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้ แต่กลับต้องมาเป็นภาระให้ป้อนข้าว เช็ดตัว ยันจัดการเรื่องขับถ่ายเหมือนเด็กแรกเกิด

สภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง

จากที่เล่าว่า เรากลายเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง ก็ยิ่งหนักขึ้นถ้าเจออะไรไม่ได้ดั่งใจ เราโมโหและเริ่มทำร้ายตัวเอง เอามือฟาดกับพื้นแรงๆ เรื่องที่เราโมโห เช่น พอนอนติดเตียง อุณหภูมิในร่างกายจะร้อนง่ายขึ้น เราก็เรียกให้เอาน้ำมาเช็ด พอไม่มีใครเอามาเราก็โมโห ทั้งๆที่ ตอนเดินได้เราไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

ช่วงกลางวันเราอยู่บ้านกับแม่ แม่รับซักรีดและไม่ค่อยมีเวลาว่างให้เราสักเท่าไหร่ สิ่งที่ทำได้จึงมีแค่นอนมองผนัง มองเพดาน ไม่ก็ดูโทรทัศน์ เพื่อรอพ่อกลับมาจากที่ทำงาน การนอนติดเตียงทำให้เราคิดไปเรื่อย คิดมาก ทั้งเรื่องจะทำยังไงต่อและกังวลหากพ่อแม่เป็นอะไรไป 

แผลกดทับ

พ่อแม่พาเราตระเวนรักษาตามที่ต่างๆ หมดเงินไปไม่น้อยกว่าจะยอมรับว่าเราพิการ ซึ่งใช้เวลาตั้ง 2-3 ปี ครั้งหนึ่งเราไปรักษากับหมอน้ำมัน เขาเชี่ยวชาญเรื่องกระดูก จากเดิมที่เป็นแผลกดทับอยู่แล้ว น้ำมันที่เขาใช้ยิ่งทำให้แผลเราเน่า สุดท้ายต้องจ้างคนจากสถานีอนามัยมาล้างแผลกดทับทุกวันเพราะ แผลกดทับลุกลามน่ากลัวมาก ลึกถึงกระดูก ปัจจุบันนี้ก็หายดีแล้ว 

แผลกดทับเป็นสิ่งที่เราต้องระวัง ถ้าไม่ได้พลิกตัวหรือต้องนอนท่าเดิมตลอดก็เสี่ยงที่จะเป็น ส่วนไหนของร่างกายที่อยู่ติดพื้นสามารถเป็นได้หมด จนเราเรียนรู้ในช่วงหลังว่า การได้พลิกตัวบ่อยๆ และการล้างแผลที่ถูกวิธีจะช่วยป้องกันแผลกดทับได้

เริ่มต้นใหม่

ทุกอย่างคือการเริ่มต้นใหม่ หลังอุบัติเหตุเรานั่งก็ไม่ได้เพราะจะเป็นลม มีการอาการน้ำลายไหลและตาเหลือก เกิดขึ้นจากการนอนมานาน ติดเตียงตั้งแต่อายุ 21 จนวันนี้อายุ 44 แล้ว

หากย้อนดูตอนเราย้ายมาอยู่นครปฐมเมื่อปี 2550 ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ จนปี 2558 เทศบาลและอาสาสมัครจึงเข้ามาเยี่ยม ตอนนั้นชีวิตเราก็ดีขึ้นเหมือนคนที่ได้เกิดใหม่ ทั้งฝึกกายภาพบำบัด ฝึกการจัดการร่างกาย แนะนำเรื่องการทำแผล หาสื่อต่างๆ มาให้เราฟัง เพื่อปรับและเปลี่ยนมุมมอง จากอารมณ์ฉุนเฉียวก็กลายเป็นใจที่เย็นลง สิ่งที่เปลี่ยนไปมากคือ จากเดิมเราเคยนอนอยู่กับพื้น ก็ได้รับคำแนะนำให้นอนบนเตียง เพราะเปลี่ยนอิริยาบถได้ง่าย พอปลายปี 2558 กลุ่ม IL หรือ Independent Living พุทธมณฑล ก็เริ่มเข้ามา ทำให้เราได้ออกสู่สังคมเมื่อปี 2559 

IL เข้ามาพูดคุยกับเรา ช่วงแรกพ่อแม่ไม่ต้อนรับเท่าไหร่ เพราะเขาไม่อยากคุยและไม่อยากเตรียมตัวเรา ไม่อยากให้เราออกไปข้างนอกเพราะไม่รู้ว่า IL เป็นใคร มีจุดประสงค์อะไร กลัวจะโดนหลอก เวลา IL เข้ามา แม่จึงมักบอกว่าเราท้องเสีย ไม่สบายให้มาวันหลัง จนเขาต้องไปหาพยาบาลที่ดูแลเราให้มายืนยัน แม่จึงเลยยอมให้ ‘ออม รณภัทร’ เจ้าหน้าที่ศูนย์เข้ามา

เขาพาคนต้นแบบมาให้เราดู เราเห็นคนที่เป็นแบบเรา เคยนอนติดเตียงแต่กลับใช้ชีวิตได้ ทำอะไรได้หมดทุกอย่าง ทั้งทำงานได้ กินข้าว แล้วทำไมเราถึงยังนอนติดเตียงอยู่แบบนี้ นั่นเป็นจุดที่ทำให้เราตัดสินใจออกไปใช้ชีวิต

วันแรกที่ออกจากบ้านโดยไม่ได้ไปหาหมอคือวันที่ 29 สิงหาคม 2559 เราตื่นเต้นและดีใจกับการได้ออกไปสู่โลกภายนอกมาก แต่ก็ยังอายสายตาคนมอง เพราะเราไม่ได้ออกจากบ้านมานานมากแล้ว วันนั้นไม่กล้ากินอะไรเลย น้ำก็จิบหน่อยเดียว ข้าวก็ไม่แตะ เพราะกินเองไม่ได้ แล้วก็ไม่กล้าให้ผู้ช่วยป้อนให้ ที่กินน้ำนิดเดียวก็เพราะกลัวปวดฉี่ 

หลังจากนั้นเราก็ออกไปไหนมาไหนเรื่อยๆ ได้ฝึกกระบวนการพูดคุยเป็นกลุ่ม  สร้างความเชื่อมั่นในการออกไปเจอผู้คน โดยเขาให้เราออกไปซื้อของที่งานองค์พระปฐมเจดีย์ เพราะอยากรู้ว่าเราจะสามารถซื้อของได้หรือไม่ กล้าคุยกับคนขายหรือเปล่า 

สิ่งเหล่านี้ดูเป็นเรื่องปกติสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเรากลับเป็นสิ่งที่ต้องหัดทำ เพราะตั้งแต่กลายเป็นคนพิการติดเตียง ก็ไม่เคยได้ออกไปซื้อของอะไรเลย และสูญเสียความกล้า ความมั่นใจในตนเอง โดยเฉพาะความเชื่อมั่นที่ถูกทำให้หายไปกับการนอนอยู่บ้าน 21 ปี  เราอายที่จะเผชิญกับข้างนอก แต่พอได้ลองทำจริงๆ แล้ว ก็พบว่าสายตาคนก็ไม่ได้แย่ คนยิ้มให้เรา เราเลยได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น

พอถูกถามว่าเป้าหมายของเราคืออะไร ก็ตอบได้เต็มปากว่า อยากทำงานกับศูนย์ IL อยากไปเจอคนพิการที่นอนติดเตียงเหมือนเรา และช่วยให้เขาลุกขึ้นมามีชีวิตที่ดีมีอิสระ

เราเพิ่งได้งานที่นี่เมื่อปีที่แล้ว หน้าที่ของเราคือลงพื้นที่และบริการข้อมูลข่าวสาร 

สิ่งที่หายไประหว่างความพิการ

พอเป็นคนพิการ ทำให้เราขาดความอิสระ ถึงแม้เราสามารถออกไปใช้ชีวิตได้ประมาณหนึ่งแล้ว ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ต้องพึ่งพิงคนในครอบครัว ความสัมพันธ์เชิงอำนาจหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น การตัดสินใจแทน การคิดแทนคือสิ่งที่ยังเป็นอุปสรรคและหลายคนมองไม่ค่อยเห็น 

แน่นอนว่าสิ่งที่เห็นได้ชัด คือความทรมานที่ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้เอง ต้องไหว้วานคนอื่น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คนเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่คนไม่เข้าใจ เช่น มองว่าคนพิการจะสวยไปทำไม เห็นชัดเวลาซื้อครีมหรือซื้อเครื่องสำอาง คนก็ยังถามว่า พิการแล้วจะใช้ทำไม จะเอาไปอวดใครเหรอ หรือเรื่องความรัก เขามองว่า พิการแล้วจะมีความรักได้อย่างไร มีแฟนอีกทำไม พอเขาลดทอนว่าเราไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ ความเชื่อมั่นในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ก็หายไปด้วย 

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสุขภาพพิการรุนแรงคนพิการติดเตียงPA
Categories: ThisAble

ผมตาบอด และผมต้องการเบรลล์บล็อกเดี๋ยวนี้

ThisAble - Mon, 2019-10-21 13:14

ผมยังไม่เบื่อที่จะเขียนเรื่องเบรลล์บล็อกซ้ำไปซ้ำมา ถึงแม้ว่าจะปวดหัวแค่ไหน แต่เวลาเขียนเรื่องนี้กลับมีสารแห่งความสุขหลั่งไหล เหมือนกับว่าได้ปลดปล่อยความคับแค้นในจิตใจออกมา เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้อยากให้ทุกคนอ่านด้วยความเป็นกลาง ไม่ตัดสิน ไม่ว่ากล่าวทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง คนตาบอดที่อยู่ในเหตุการณ์หรือพนักงานบริษัทที่จะกล่าวถึงเพราะไม่ใช่ความผิดของเขา ถ้าเข้าใจกันดีแล้ว ก็เริ่มเรื่องได้!

ไม่กี่วันที่ผ่านมาผมไปทำธุระที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง คนที่ใช้รถไฟฟ้าสถานีนี้ประจำคงจำได้ว่าที่นี่มีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟใต้ดิน ประเด็นที่จะเล่าก็อยู่ตรงจุดเชื่อมต่อนี่แหละ 

คนตาบอดลงมาจากรถไฟฟ้า มุ่งหน้าเดินไปทางเชื่อมระหว่างรถบนดินและใต้ดิน ไม่แน่ใจว่าเขาต้องการต่อรถไฟ หรือไปวิ่งออกกำลังที่กายสวนลุมและพี่เจ้าหน้าที่รถไฟฟ้าก็ใจดีเดินไปส่ง ผิดจากปรกติที่พนักงานสถานีนี้จะไม่สามารถเดินไปส่งถึงสถานีรถไฟใต้ดินได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นระเบียบวิธีปฏิบัติงานที่ต้องมีขอบเขตในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานคนดังกล่าวจึงถูกหัวหน้าตำหนิ และผมก็กำลังเดินอยู่กับหัวหน้าคนที่กำลังตำหนิพนักงานคนนั้น


ก.พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือน (Warning Tactile/Block) ที่ติดจนเยอะเกินไป

เรื่องนี้มองได้หลายมุม คนตาบอดคนนั้นอาจไม่อยากเดินไปเองเพราะทางเดินยากและยาว คนตาดีอาจจะคิดว่า  ทางเดินตรงนั้นก็แค่ทางเดินตรง ๆ เดินไปเรื่อยก็ถึง แต่สำหรับคนตาบอด ทางเดินตรงยาวและกว้างมากนี่แหละที่ทำให้รู้สึกเคว้งคว้าง ทำให้คนตาบอดหาทางไปไม่ถูกเพราะไม่สามารถใช้อะไรเป็นจุดสังเกตได้เลย สมาธิทั้งหมดต้องใช้หลบคนเดินสวนทางไปมา หลบเสาที่ขวางทาง หลบมุมที่ยื่นออกมา  ผมเองเวลาเดินจุดนั้นแทบจะต้องใช้สัมผัสจากไม้เท้าอย่างเดียว ไม่สามารถใช้หูฟังเสียงที่สะท้อนจากวัตถุต่างๆ ได้ เพราะเสียงสะท้อนนั้นก้องจนจับทิศทางไม่ถูก จากอุปสรรคนี้จึงทำให้คนตาบอดอาจขอให้พนักงานเดินไปส่ง พนักงานก็อาจเดินไปส่งจนทำให้หัวหน้าตำหนิที่ทำผิดระเบียบวิธีปฏิบัติงานที่ตกลงกันไว้

เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น หัวหน้าก็ไม่อยากตำหนิ ลูกน้องก็ไม่ได้อยากเดินไปส่ง และคนตาบอดก็ไม่ได้อยากเป็นภาระต่อคนอื่น แต่ในเมื่อทางเดินไม่เอื้อให้คนตาบอดมั่นใจในการเดินทางด้วยตนเอง ก็ทำให้เขาต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเท่าที่เขาสามารถทำได้ ก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะต้องเกิดขึ้นอีกกี่ครั้ง เบรลล์บล็อกจึงเป็นเครื่องมือในการนำทางที่เราเองก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าสำคัญมากในการช่วยให้คนตาบอดสามารถเดินทางด้วยตนเองได้

อย่างไรก็ดี เบรลล์บล็อกไม่ใช่สิ่งเดียวที่มีแล้วแก้ไขปัญหาให้จบลงได้ แต่เป็นส่วนสำคัญที่ต้องมีและต้องทำอย่างถูกต้องใช้งานได้จริง เพื่อทำให้คนตาบอดมีอิสระในการเดินทาง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เหตุผลที่บอกว่าการสร้างเบรลล์บล็อกเปิดช่องให้ทุจริตหรือสร้างแล้วต้องใช้งบประมาณเยอะ ควรหมดไป และหันมาใส่ใจการมีทางเท้าเพื่อทุกคนและมีอิสระในการเดินทาง

จะมีเบรลล์บล็อกที่ดีได้อย่างไร

เรื่องพื้นผิวต่างสัมผัสหรือเบรลล์บล็อกมีมาตรฐานการวางพื้นผิวต่างสัมผัสที่ใช้จัดทำกันในประเทศไทย เบรลล์บล็อกจะมีคุณภาพดีได้ ต้องมีการวางพื้นผิวต่างสัมผัสให้เหมาะสมกับการเดินทางของคนตาบอด พื้นผิวสัมผัสที่ติดตั้งจะใช้ประโยชน์ได้จริงจะต้องผ่านมาตรฐานของผิวสัมผัส ตามที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการได้จัดทำออกมาเป็นคู่มือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ และงานวิจัยที่สถาบันต่างๆ ได้จัดทำคู่มือการออกแบบทางเท้าหรือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการไว้ 

การออกแบบติดตั้งพื้นผิวต่างสัมผัส (Tactile Surface)  คือการติดตั้งพื้นผิวที่มีสัมผัสและสีที่แตกต่างไปจากพื้นผิวและสีในบริเวณข้างเคียง อาจจะเป็นพื้นผิวต่างสัมผัสชนิดแผ่นกระเบื้องหรือพื้นทรายล้าง โดยทั่วไปเราจะพบเห็นพื้นผิวต่างสัมผัส 2 ชนิดคือ

ก.พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือน (Warning Tactile/Block)
ข.พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดนำทาง (Guiding Tactile/Block)
หรือสำหรับบางประเทศซึ่งอาจมีการใช้งาน แบบ ค.พื้นผิวแจ้งเปลี่ยนทิศทางการเดิน (Postional Tactile)

การติดตั้ง ก.พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือน (Warning Tactile/ Block) ต้องติดตั้งในบริเวณพื้นที่ดังต่อไปนี้ พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือน กว้าง 30 เซนติเมตร ความยาวเท่ากับและขนานไปกับความกว้างของช่องทางเดินของพื้นที่ต่างระดับ ทางลาด บันไดหรือประตู

ขอบของพื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือน อยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นของทางขึ้นหรือทางลงของพื้นต่างระดับ ทางลาด บันได หรือประตู 30-35 เซนติเมตร ในกรณีของสถานีขนส่งมวลชน ให้ขอบนอกของพื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือนอยู่ห่างจากขอบของชานชาลา ไม่น้อยกว่า 60-65 เซนติเมตร


ข.พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดนำทาง (Guiding Tactile/Block)

บริเวณที่ต้องทำการติดตั้ง

1. ทางขึ้นและลงของทางลาดหรือบันได
2. พื้นด้านหน้าและด้านหลังของประตูทางเข้าอาคาร
3. พื้นด้านหน้าของประตูห้องน้ำ
4. พื้นที่หน้าประตูลิฟต์
5. พื้นบริเวณทางออกฉุกเฉิน
6. บริเวณที่เป็นทางแยกหรือทางเลี้ยวในอาคาร

ข.พื้นผิวต่างสัมผัสชนิดนำทาง (Guiding Tactile/Block) ให้ติดตั้งในบริเวณพื้นที่ที่ใช้สำหรับนำทางคนพิการไปสู่จุดหมายที่สำคัญในพื้นที่ บริเวณพื้นที่โถงอาคารที่กว้างจนไม่สามารถใช้ปลายไม้เท้าขาวแตะขอบผนังอาคารได้ การติดตั้งพื้นผิวต่างสัมผัสชนิดนำทางจะใช้ควบคู่กับพื้นผิวต่างสัมผัสชนิดเตือนและนำทางไปสู่ป้ายให้ข้อมูล แผนผังต่างสัมผัส หรือจุดบริการข้อมูลที่มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่

นอกจากตำแหน่งในการติดตั้งแล้ว วัสดุที่นำมาสร้างเบรลล์บล็อกหรือพื้นผิวต่างสัมผัสก็สำคัญ ทั้งแผ่นกระเบื้อง หรือพื้นทรายล้าง โดยทั้งสองแบบจะต้องมีพื้นผิวและสีแตกต่างจากพื้นบริเวณข้างเคียง สังเกตได้ว่า เบรลล์บล็อกไม่ได้ผลิตจากวัสดุแค่แบบเดียว แต่สามารถผลิตได้จากหลายพื้นผิว พื้นทรายล้างจะให้ความหยาบ ส่วนมากจะพบพื้นผิวต่างสัมผัสนี้ในอาคารที่มีพื้นหินขัด เมื่อนำพื้นทรายล้างมาใช้จะเกิดพื้นผิวต่างสัมผัส ส่วนเบรลล์บล็อกแบบกระเบื้อง ส่วนมากจะพบบริเวณทางเดินนอกอาคารกลางแจ้ง

ต้นทุนในการสร้างเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก ราคากลางของราชการตั้งงบไว้ถึงตารางเมตรละ 740 บาท ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับกว้างยาวของกระเบื้องเบรลล์บล็อกที่ 30 X 30 ซม. ทั้งนี้นี่เป็นราคาของพื้นผิวที่เป็นโลหะ แต่การออกแบบในที่ต่างๆ ย่อมมีการปรับเปลี่ยนวัสดุให้เหมาะสมกับพื้นที่ ราคาแต่ละที่จึงไม่เท่ากัน ขึ้นกับความเหมาะสมแต่ละจุด ที่สำคัญคือการสร้างพื้นผิวต่างสัมผัสจะต้องสร้างขึ้นมาพร้อมกับพื้นปกติ การทุบรื้อออกมาปูทีหลังหรือทำซ้ำพื้นผิวต่างสัมผัสจะทำให้เสียงบประมาณเพิ่มเติมไม่ใช่น้อย  เพราะต้องเสียทั้งค่าแรงและเวลา

แล้วบ้านเราพร้อมสำหรับเบรลล์บล็อกแค่ไหน

เมื่อสำรวจลักษณะโครงสร้างและพฤติกรรมการใช้ทางเท้าในบ้านเราว่าพร้อมรองรับเบรลล์บล็อกแค่ไหน ก็พบว่า สำหรับทางเท้าริมถนนนั้นเป็นไปได้ยากมากที่คนตาบอดจะเดินเลาะขอบเพราะมีสิ่งก่อสร้างทั้งถาวรและชั่วคราว ส่วนในด้านพฤติกรรมของคนใช้ทางเท้า พวกเขาไม่ได้เดินยึดด้านใดด้านหนึ่ง ฉะนั้น การเดินสวนทางอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จากประสบการณ์ของผม เมื่อต้องเดินบนทางเท้ากลับพบว่า หากเดินตรงกลางจะปลอดภัยที่สุด ไม่ค่อยชนใคร เมื่อไหร่ที่เดินเลาะขอบกลับชนคนอื่นหรือหลงทางง่ายๆ อีกด้วย ฉะนั้นแนวคิดเรื่องการทำเบรลล์บล็อกเลาะขอบคงไม่ค่อยเหมาะกับบริบทบ้านเราสักเท่าไหร่ 

มีอาจารย์บางท่านบอกว่าต้องทำเบรลล์บล็อกให้ใกล้กับขอบ ในความเห็นของผมคิดว่า การทำใกล้ขอบขัดกับหลักของการทำพื้นผิวนำทาง เพราะการทำพื้นผิวนำทาง ควรทำในพื้นที่ที่กว้างจนไม่สามารถใช้ปลายไม้เท้าแตะบริเวณขอบหรือผนังได้หากทำใกล้กับขอบ ก็อาจไม่ได้ประโยชน์อะไร

หากพูดถึงเรื่องมาตรฐานการตรวจวัด การตรวจประเมินจะมีคะแนนเต็มสิบ เท่าที่สังเกตและเท่าที่เคยเจอ หลายที่ก็ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ เช่น ความกว้าง ความนูน ความยาว ความห่าง ถ้าหากผ่านสามในสี่ก็คือผ่าน อย่างไรก็ดี ความปลอดภัยในการใช้งานไม่สามารถอาศัยแค่คำว่าผ่านได้ แต่ต้องได้คะแนนเต็มเท่านั้น เช่น เบรลล์บล็อกแบบ ก. หากนำมาติดตั้งที่ชานชลารถไฟ และได้คะแนนเพียงแค่ผ่าน แบบนี้จะเป็นอันตรายมาก เท่าที่เห็นสถานีรถไฟฟ้าบ้านเราจะมีเบรลล์บล็อกแค่บริเวณหน้าประตูเข้าขบวนรถ ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากจะทำต้องทำยาวทั้งชานชลา ผมก็ไม่รู้ว่าเบรลล์บล็อกแบบนี้ผ่านการตรวจวัดมาตรฐานมาได้อย่างไร  เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องควาามปลอดภัย การตรวจวัดเพียงเฉพาะจุดไม่ควรถือว่าผ่าน และควรปรับแก้ 

อีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้คนตาบอดเข้าใจการเดินทางมากขึ้นคือแผนที่แบบนูน ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะจะช่วยอธิบายจุดหมายได้อย่างถูกต้อง คนตาดียังต้องใช้แผนที่ในการเดินทาง เราจะทอดทิ้งคนตาบอดและปลอบใจด้วยคำว่า ให้ไปถามคนตาดีอย่างนั้นหรือ ที่ประเทศญี่ปุ่นที่ปลายราวจับของบันไดจะเขียนเอาไว้ลงมาแล้วเจออะไร ขึ้นไปแล้วเจออะไร แต่เสียที่เขียนเอาไว้เป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งแนวคิดหรือวิธีการแบบนี้ผมคิดว่าไม่ยากที่บ้านเราจะทำ

หากประเทศไทยต้องการสนับสนุนให้คนพิการใช้ชีวิตอย่างอิสระก็ควรจะมี ครั้งแรกอาจยุ่งยากเพราะขาดความรู้ แต่หากทำบ่อยขึ้น หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะมีทักษะความรู้มากขึ้นแน่นอน 

สุดท้ายนี้  อยากจะเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ที่ต้องให้บริการสาธารณะในด้านต่างๆ ให้คำนึงถึงผู้ใช้งานในทุกกลุ่มและความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างอิสระของคนพิการ “เบรลล์บล็อกไม่ใช่ปัญหาในการเดินทางของคนตาบอด แต่การออกแบบที่ผิดพลาดต่างหากที่ทำให้เกิดอันตรายต่อการเดินทางของคนตาบอด”

 

เว็บไซต์อ้างอิง

Livingบทความคุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อมเบรลล์บล็อกคนตาบอดคนพิการทางเท้า
Categories: ThisAble

สิ่งที่เราเห็นแล้วรีบเดินผ่าน...‘ผู้ป่วยจิตเวชข้างถนน’ อยู่อย่างไร ใครดูแล

ThisAble - Sat, 2019-10-19 20:51

รายงานเปิดชีวิตคนไร้บ้านที่มีอาการทางจิตเวช พบเป็นจำนวนมากในกทม.และปริมณฑล ปี 2559 มูลนิธิกระจกเงาเก็บข้อมูลมี 125 คน ปี 2560 มูลนิธิอิสรชนเก็บข้อมูลมี 700 กว่าคน เราติดตามกระจกเงาลงพื้นที่พบหลากหลายกรณี รวมถึงผู้หญิงที่คลอดลูกข้างถนนแล้วลูกเสียชีวิตมา 3 ครั้งแล้ว พร้อมกันนี้จะพาไปดูระบบการดูแล ตั้งแต่การส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล การเข้าสู่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งโดยระบบปัจจุบันยังห่างไกลจากปลายทางที่จะทำให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุขอย่างมาก

  “ถ้าลุงไปแล้วใครจะให้หวย”

 

ป้าคนหนึ่งในละแวกนั้นพูดถึงฟังก์ชันของ ‘ลุงอ้วน’ ขึ้นมา ขณะที่ตำรวจกำลังนำตัวแกไปโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา   วันนั้น เราและมูลนิธิกระจกเงาในส่วนของโครงการผู้ป่วยข้างถนนนัดเจอกันแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อนำส่งลุงอ้วนไปโรงพยาบาล แดดร้อน แต่ลุงอ้วนก็ยังนั่งตัวเปล่าเปลือยบนสะพานข้ามคลองเล็กๆ ที่รถขับเบียดกันไปมาอย่างลำบาก คนแถวนั้นต่างก็กลัวว่า สักวันลุงอ้วนจะโดนรถชนเข้าจนได้   ลุงอ้วนเป็นชายวัยห้าสิบเศษ ตัวใหญ่ ผิวคล้ำ และยิ่งคล้ำมากขึ้นอีกโขเพราะแกไม่ได้อาบน้ำมานานมากแล้ว คำบอกเล่าที่หนึ่งบอกว่า แกเป็นคนแถวนี้ มีบ้านแถวนี้ มีญาติพี่น้องแถวนี้ คำบอกเล่าที่สองบอกว่า แกมีญาติมาหาเรื่อยๆ เอาเงินมาให้แล้วก็หายไป คำบอกเล่าที่สามพยายามชี้ทิศทางของบ้านแก บ้านซึ่งไม่รู้มีจริงหรือเปล่า และคำบอกเล่าที่ สี่ ห้า หก ที่เรื่องราวไม่เคยตรงกัน     สิทธิพล ชูประจง จากมูลนิธิกระจกเงาเล่าว่า เมื่อทำงานเกี่ยวกับคนไร้บ้านถึงได้เห็นว่ามีผู้มีอาการทางจิตร่วมด้วยเป็นกลุ่มใหญ่ จึงเกิดเป็นโครงการผู้ป่วยข้างถนนเพื่อทำงานกับกลุ่มนี้อย่างจริงจัง ปัญหาที่พบคือผู้ป่วยอาศัยข้างถนนเป็นที่พักพิง บ่อยครั้งจึงถูกทำร้ายร่างกาย ถูกไล่ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือกลั่นแกล้งเหมือนของเล่น แต่ผู้ป่วยข้างถนนก็จำเป็นต้องอยู่ตรงนั้นต่อ และหากมีการปรากฏตัวตามพื้นที่สาธารณะของผู้ป่วย ผู้คนก็มักเลือกถอยห่างเพื่อความปลอดภัย   ลุงอ้วนที่นั่งอยู่บนสะพานข้ามคลอง ยิ้ม โบกมือทักทายให้กับคนที่เดินผ่านไปมา ไม่มีสัญญาณอันตรายใดๆ จากเขา ไม่กี่นาทีลุงก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปเข็นรถซาเล้งคันเก่าเข้าไปเก็บไว้ในวัดใกล้ๆ จากนั้นออกมานั่งบ่นอะไรสักอย่างบนสะพานเดิม   “เค้าขโมยรถไป”   ลุงพูดซ้ำๆ เราค่อยๆ เขยิบเข้าใกล้เพื่อคุยกับลุง จนกระทั่งลุงบอกหิวและบอกว่าอยากกินข้าวไข่เจียว 10 ฟองกับเป๊ปซี่ เงินถูกควักออกจากถุงย่าม เดินหายไป สักพักก็กลับมาพร้อมข้าวไข่เจียวกล่องมหึมา   ถ้าหากลุงอ้วนไม่ผมเผ้ารุงรัง เนื้อตัวสกปรก กินข้าวไข่เจียววันละหลายฟองจนปวดท้องและซัดยาธาตุเข้าไปทีละเกือบสิบขวด คนในละแวกนั้นก็คงไม่เอะใจและแจ้งหน่วยงานให้มาเอาตัวแกไป   ปัญหาของการระบุตัวตนผู้ป่วยเป็นปัญหาใหญ่ที่กระจกเงาก็ยอมรับว่ายังแก้ไม่ตก จึงทำให้กว่าจะได้รับแจ้งและรับตัวผู้ป่วยจิตเวชข้างถนนเข้าสู่กระบวนการรักษา อาการพวกเขาก็หนักมากแล้ว หลายคนหูแว่ว เห็นภาพหลอน พูดคนเดียว และเริ่มทำร้ายคนรอบข้างด้วยความหวาดระแวง นอกจากนี้พวกเขาหลายคนไม่รู้หรือไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย   เมื่อกล่องข้อความเฟสบุ๊คของโครงการผู้ป่วยข้างถนนเตือนขึ้นมาเพราะมีคนแจ้งเคสผู้ป่วย ทีมงานจะตรวจสอบเพื่อแยกแยะ ‘ผู้ป่วยข้างถนน’ออกจากคนไร้บ้านทั่วไป และกำหนดวิธีลงพื้นที่ประเมินผู้ป่วยเพื่อลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน โดยขั้นต้นจะถามผู้แจ้งกลับไปด้วยคำถาม 10 ข้อ คือ รูปถ่ายผู้ป่วย, เพศ, ช่วงอายุ, เวลาที่พบ, ระยะเวลาที่พบ, สถานที่ที่พบ, ลักษณะภายนอกทั่วไป เช่น เสื้อผ้า รูปร่าง, พฤติกรรมที่สังเกตได้, ข้อมูลจากคนแถวที่ผู้ป่วยอยู่ และชื่อ เบอร์โทรติดต่อกลับของผู้แจ้ง หลังจากนั้นจึงลงพื้นที่ติดตาม ถ้าไม่เจอก็จะเดินเท้าและสอบถามจากคนที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้น เช่น วินมอเตอร์ไซค์ เจ้าของร้านค้า ฯลฯ       สายเกินไปเสมอ...กว่าจะได้รักษา ใจ (นามสมมติ) หญิงสาวสวมเสื้อแจ็คเก็ตลายเสือที่นั่งและเดินไปเดินมาช่วงซอยทองหล่อถึงอโศก มักนั่งปัดมือไปมากลางอากาศ เตะขาใส่ภาพในจินตนาการจนเหมือนสู้กับตัวอะไรสักอย่าง  พูดคนเดียว และบางครั้งก็ด่าใครสักคนในหัวของเธอจนดูเป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง กระจกเงาได้รับการแจ้งกรณีของใจ คำบอกเล่าของป้าร้านขายดอกไม้ พี่รถเข็นขายผลไม้ วินมอเตอร์ไซค์และอีกหลายคนในละแวกนั้นคือ เธอนั่ง นอน เดิน อยู่ทุกที่ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน และเกิดอาการทางจิตอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่นานเธอก็เร่ร่อนอยู่แถวนี้ ไม่มีใครเอะใจจนอาการของเธอเริ่มแสดงออกรุนแรงขึ้น   ขั้นตอนต่อมา เธอจะต้องได้รับการประเมินว่าอยู่ในขอบข่ายของการช่วยเหลือนำส่งผู้ป่วยจิตเวชหรือไม่ เราลงติดตามกรณีนี้กับกระจกเงาหลายครั้ง เจอบ้างไม่เจอบ้าง ถ้าหากเจอก็จะติดตามดูพฤติกรรมของผู้ป่วยว่ามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างไรที่บ่งชี้ถึงอาการทางจิตเวช เช่น คุยหรือหัวเราะคนเดียว โรคทางกายและสภาพทางกายภาพเป็นอย่างไร เช่น เสื้อผ้าร่างกายมอมแมมมาก สังเกตบริเวณที่ผู้ป่วยอยู่อาศัย หากพบการสะสมของที่ไม่เป็นประโยชน์ เช่น ใบไม้ ของเน่าเสียก็ยิ่งเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการบอกถึงอาการทางจิตเวชได้ชัดเจนยิ่งขึ้น   เมื่อได้ข้อมูลจากการสังเกตผู้ป่วยทั้งทางพฤติกรรม กายภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ข้อมูลจากปากคำของผู้คนที่อาศัยในบริเวณนั้น ในกรณีของใจ คำถามมีขึ้นเพื่อทบทวนเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตก่อนจะนำส่งเธอไปรักษา   ในแต่ละปีกระจกเงาจะมีเคสผู้ป่วยไร้บ้านที่ดูแลอยู่ประมาณ 20 ราย เป็นชายมากกว่าหญิง แม้ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 จะระบุว่า คนที่มีความผิดปกติทางจิตสามารถเข้ารับการรักษาได้จากโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลของรัฐ แต่ในสภาพความเป็นจริง หากไม่ใช่โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวชแล้ว โรงพยาบาลทั่วๆ ไปก็มักไม่รับผู้ป่วยจิตเวชเข้ารักษาเนื่องจากความแออัดของผู้ป่วยเดิมที่มี ผู้ป่วยจิตเวชจึงมักถูกส่งไปโรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีอยู่เพียงภาคละไม่กี่แห่งโดยอัตโนมัติ เมื่อสิ้นสุดกระบวนการรักษา พวกเขาก็จะถูกส่งไปที่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งต่อไป   ผู้ป่วยข้างถนนส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ใช่คนต่างจังหวัดที่มีที่ทำกินแบบที่หลายคนเข้าใจ ฉะนั้นถึงแม้จะถูกส่งตัว รักษา ฟื้นฟู และส่งออกกลับภูมิลำเนา แต่พวกเขาก็ไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้จะทำอะไรหาเลี้ยงชีพ นอกจากกลับไปสู่พื้นที่ที่คุ้นเคยเมื่อตอนเร่ร่อนอีกครั้ง     ลุงอ้วนอยู่บนสะพานข้ามคลองมานานกว่า 10 ปีแล้วหรืออาจจะถึง 20 ปีตามคำบอกเล่าของคนแถวนั้น ไม่มีใครคิดพาลุงอ้วนออกจากสภาพความเป็นอยู่เช่นนั้นแม้มันจะไม่ถูกสุขลักษณะ เพียงเพราะลุงอ้วนเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้ม และให้หวยในบางครั้ง จากตอนแรกที่ลุงอ้วนยังพูดคุยได้ ดูแลตัวเองได้และไม่ปล่อยให้ผมเผ้ารุงรัง อาการทางจิตของลุงเริ่มหนักขึ้น คิดซ้ำ คิดวน พูดคนเดียว จนกลไกการใช้เหตุผลตัดสินใจหลายๆ เรื่องหายไป   เช่นเดียวกับดาว (นามสมมติ) หญิงสาวชุดกระโปรงยาวบนสะพานลอยย่านใจกลางเมือง ซึ่งวนเวียนเข้าสู่กระบวนการรักษามา 3 รอบแล้วในระยะเวลา 3 เดือน เรื่องราวของดาวซับซ้อนและเล่ายาก เดือนที่แล้วก่อนดาวคลอดลูก เธอถูกปฏิเสธจากโรงพยาบาลทางจิตและส่งต่อไปฝากครรภ์ในโรงพยาบาลทั่วไป ก่อนจะหนีออกมาอยู่ข้างถนนอีกครั้งจนถึงวันคลอด ไม่มีใครรู้ว่าเธอหายไปไหนจนเห็นศพของทารกที่ถูกทิ้งไว้ที่ป้ายรถเมล์ในค่ำคืนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานคนก็เห็นเธอกลับมาอยู่บนสะพานลอยเดิมย่านสุขุมวิท   ใช่ ดาวเคยอาการดีขึ้น ตอนที่เธอเข้ารักษาอาการจิตเวชครั้งแรก   แต่หลังจากสิ้นสุดกระบวนการรักษา ดาวที่กลับไปอยู่กับครอบครัวก็ออกมาเร่ร่อนใหม่ เธอบอกว่าที่บ้านไม่อิสระ ตอนนี้ดาวที่เคยพูดรู้เรื่องกลายเป็นดาวที่พูดไม่รู้เรื่อง เก็บตัว และประทังชีวิตด้วยการขอทาน   ช่องว่างในระบบ มีเหมือนไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบ  ผู้ป่วยข้างถนนบางส่วนมีอาการไม่เข้าหลักเกณฑ์การนำส่งตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต กล่าวคือ คำว่า ‘บุคคลอันตรายในขอบข่ายต้องนำส่ง’ นั้นถูกระบุว่า เป็นอันตรายที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติทางจิตที่แสดงออกมาทางพฤติกรรม อารมณ์ ความคิดหลงผิดหรือพฤติกรรมที่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของตนเองหรือผู้อื่น เช่น อาละวาด ทำร้ายคนรอบข้าง ซึ่งหลายครั้งพบว่า ผู้ป่วยไร้บ้านไม่ได้อาละวาด ก้าวร้าว ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น แต่ด้วยสภาวะทางจิตทำให้พวกเขาไม่สามารถดูแล ปกป้องตัวเองให้ปลอดภัย มีสุขลักษณะที่ดีและเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ ข้อกำหนดเช่นนั้นจึงทำให้ผู้ป่วยข้างถนนหลายคนไม่เข้าข่ายการนำส่งโรงพยาบาล และถูกปล่อยปละละเลยจนอาการกำเริบ   สุดท้าย อาการของพวกเขาจึงไม่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้เท่าที่ควรจะเป็น   การไม่มีเจ้าภาพและหน่วยนำส่งผู้ป่วยเป็นอีกเรื่องที่กระจกเงาพยายามผลักดัน ความคลุมเครือเมื่อผู้ป่วยมีปัจจัยแทรกซ้อน เช่น ท้อง เจ็บป่วยทางกาย ไร้สัญชาติ สูงอายุ พิการ ฯลฯ ทำให้ไม่สามารถหาผู้ดูแลเคสที่ติดตามในระยะยาวได้ เหมือนกับดาวที่ถูกส่งไปโรงพยาบาลที่ไม่เข้าใจภาวะจิตเวช ส่วนโรงพยาบาลทางจิตเวชเองก็ไม่รับเพราะเธอท้อง จนกระทั่งคลอดลูกข้างถนนและมีหน่วยงานที่ชัดเจนมารับผิดชอบในที่สุด        ฉันควรรักษาที่โรงพยาบาลไหน?  ตอนนี้ลุงอ้วนอยู่โรงพยาบาลมากว่าเดือนแล้ว ตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต ผู้ป่วยจะอยู่ในกระบวนการรักษานานที่สุด 90 วัน และอาจบวกเพิ่มอีก 90 วันถ้ายังรักษาให้ดีขึ้นได้อีก   การรักษาจะเริ่มจากการประเมินอาการโดยแพทย์ ให้ยา ทำกิจกรรมบำบัด และอาจช็อตไฟฟ้าได้หากเจ้าตัวอนุญาต โดยทั่วไปขั้นตอนการรักษาจะกินเวลา 3 สัปดาห์-2 เดือน แน่นอนว่า ผู้ป่วยข้างถนนเกือบทั้งหมดที่เข้ารับการรักษานั้นไม่สามารถระบุตัวตนได้ ลุงอ้วนเองก็บอกไม่ได้ว่า ตัวเองเป็นใคร มาจากไหน แม้แต่ชื่อก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ   หากถามชื่อ 10 ครั้ง ชื่อที่ได้ก็จะไม่เหมือนกันสักครั้ง แถมอาจจะไม่มีครั้งไหนที่ถูกต้องเลย   นั่นเป็นเหตุให้พวกเขาไม่สามารถใช้สิทธิบัตรทอง สิทธิคนพิการ หรือสิทธิใดๆ ได้ หากโชคดีจะได้รับโควตาอนาถาสำหรับการรักษาในโรงพยาบาล แต่หากโชคร้ายและโรงพยาบาลไม่มีพื้นที่เพียงพอ การรักษาก็ไม่เกิดขึ้น   อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ถึงแม้ผู้ป่วยมีสิทธิเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลใดก็ได้ แต่ในความเป็นจริง พวกเขามักถูกส่งไปโรงพยาบาลจิตเวช และโรงพยาบาลจิตเวชที่รับผู้ป่วยเข้ารักษามีอยู่เพียงภูมิภาคละไม่กี่แห่ง แถมยังมีคนไข้หนาแน่นอย่างมากโดยเฉพาะในภาคกลาง    ลุงอ้วนถูกส่งไปโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาและกำลังจะสิ้นสุดการรักษา คำว่า ‘สิ้นสุดการรักษา’ ไม่ใช่หายขาดจากอาการจิตเวช แต่หมายถึงรักษาอะไรไม่ได้อีกแล้ว หลังจากนี้ลุงอ้วนก็จะถูกส่งต่อไปที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง และมีแนวโน้มว่าจะต้องอาศัยอยู่ในที่อยู่นี้ไปตลอดชีวิต   แล้วทำอย่างไร ลุงอ้วน ใจ และดาวจึงจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้   สถานสงเคราะห์/สถานคุ้มครอง ไม่เพียงพอรองรับ   อ้อย (นามสมมติ) หญิงสาวผู้ป่วยข้างถนนอีกรายกำลังรอเข้าสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง หลังวนเวียนเข้ารับการรักษากับศูนย์พักพิงมานับครั้งไม่ถ้วน ขณะอยู่ข้างถนนอ้อยตั้งครรภ์และคลอดลูกมาแล้ว 3 คน ตอนท้องครั้งล่าสุดได้ 8 เดือน ชาวบ้านใกล้เคียงแจ้งเข้ามาที่มูลนิธิกระจกเงาขอให้มารับตัวเธอไปเพราะชาวบ้านเห็นท้องโตและสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ กระจกเงาได้ดำเนินการส่งตัวผ่านรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังโรงพยาบาลจิตเวช แต่เนื่องจากเธอท้องใกล้คลอด จึงถูกส่งไปอยู่บ้านพักแม่และเด็กที่อาจไม่มีความเข้าใจเรื่องการดูแลผู้ป่วยจิตเวช เด็กเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ที่นั่นโดนเธอตบ เพราะเธอหงุดหงิดเด็กที่ส่งเสียงดังอันเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีต่ออาการทางจิต   หลังสิ้นสุดการรักษา ผู้ป่วยไร้บ้านที่ไม่มีญาติหรือญาติไม่รับกลับจะถูกส่งต่อไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง แม้สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแห่งใหญ่ๆ ประจำภูมิภาคมักกันที่ไว้สำหรับกลุ่มผู้ป่วยข้างถนน แต่ด้วยบุคลากรที่จำกัดทำให้ไม่สามารถดูแลและรองรับได้มากนัก   ณิชาภัทร วิบูลย์พานิช อดีตผู้ปกครองสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี เล่าว่า ปี 2561 สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนนทบุรีมีผู้ใช้บริการ 430 คน มีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 29 คนในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ดูแลผู้ป่วยในชีวิตประจำวันทั้งหมด 5 คน จากผู้รับบริการทั้งหมด เกินครึ่งเป็นคนไร้ที่พึ่งป่วยจิตเวช ที่เหลือเป็นคนแก่ คนพิการ กระทั่งคนหนุ่มสาว อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยจิตเวชไร้ที่พึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังมี พ.ร.บ.สุขภาพจิตที่ระบุให้สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งรับคนกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชด้วย ปัจจุบันนี้อาคารที่พัก 5 หลังที่รับคนได้ทั้งหมดราว 350 คน กลับต้องรับคนมากถึงเกือบ 100 คนต่อหลัง และต้องพยายามทยอยผ่องถ่ายไปศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งตามแต่ละจังหวัดเพื่อให้พร้อมรับคนใหม่ได้ตลอดตามกฎหมายกำหนด   สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศมี 11 แห่ง เกี่ยวพันกับ พ.ร.บ.หลัก 3 ฉบับที่ต้องปฏิบัติตามคือ (1) พ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ปี 2557 (2) พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน เดิมเป็นกฎหมายเก่าแก่ตั้งแต่ปี 2484 แล้วแก้ไขใหม่ในปี 2559 (3) พ.ร.บ.สุขภาพจิตที่กำหนดว่า เมื่อผู้ป่วยจิตเวชสิ้นสุดการรักษาจากโรงพยาบาลทางจิตแล้ว หากครอบครัวไม่ดูแล ดูแลไม่เหมาะสมหรือไม่มีครอบครัวให้ส่งกลับก็ให้ส่งผู้ป่วยมาที่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง เมื่อรับเข้ามาก็ต้องมีกระบวนการดูแลต่อเนื่อง เช่น การกินยา การดูแลหากเจ็บป่วยทางจิตฉุกเฉิน ฯลฯ   สองเหตุผลข้างต้นทำให้ไม่ใช่แค่คนท้องแบบอ้อยที่อาจถูกส่งต่อไปที่อื่น ผู้ป่วยจิตเวชที่มีสภาวะอื่นร่วมด้วยเช่น ความพิการ ติดเตียงและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ก็เป็นกลุ่มที่เกินกำลังของสถานคุ้มครองฯ ที่มีเจ้าหน้าที่เพียงหยิบมือ   ณิชาภัทรระบุว่า เนื่องจากสถานคุ้มครองฯ เป็นหน่วยงานราชการการ จำนวนเจ้าหน้าที่จึงถูกจำกัดด้วยงบประมาณและตำแหน่ง งบส่วนใหญ่หมดไปกับการดูแลผู้ใช้บริการและค่าอาหาร เมื่อบุคลากรไม่พอ เจ้าหน้าที่ที่นี่จึงต้องทำงานหลายหน้าที่ เช่น พ่อบ้านมาช่วยขับรถ พยาบาลทำงานสำนักงานไปด้วย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังต้องได้รับการดูแลจิตใจเพราะอยู่กับความไม่น่าอภิรมย์ เช็ดอึ เช็ดฉี่ ตลอดเวลา หากผ่อนอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดีก็อาจเกิดผลเสียกับผู้ป่วย   คนไร้ที่พึ่ง = คนไม่ขยันทำมาหากิน ? ความไม่เข้าใจของคนในสังคมเป็นเรื่องที่ณิชาภัทรยังมีความกังวล คนทั่วไปมักคิดว่าผู้ที่เข้ามาอยู่ในสถานคุ้มครองหรือสถานสงเคราะห์เป็นภาระของสังคม ไม่ทำมาหากินและอันตราย ทั้งที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้อันตราย ขี้เกียจหรือไม่อยากทำงาน แต่หลายคนไม่มีโอกาสในชีวิตและจำนวนไม่น้อยก็ป่วยทางจิต จนเผชิญประสบการณ์ที่อาจทำให้ไม่สามารถกลับไปอยู่กับครอบครัวหรือครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ เหมือนกับดาวที่หลังได้รับการรักษา อยู่สถานคุ้มครองจนได้กลับบ้าน แต่ครอบครัวก็อาจไม่ได้มีความเข้าใจหรือไม่มีเวลามากนัก ดาวจึงออกมาสู่ข้างถนนครั้งแล้วครั้งเล่า   พื้นที่ข้างถนนไม่ใช่ที่ที่ง่ายนักสำหรับการเริ่มต้นทำมาหากิน ก่อนจะมีอาการทางจิต ใจเคยทำงานที่สถานบันเทิงและขายบริการเพศอยู่ย่านกลางเมือง ไม่มีใครรู้ว่าเธอทำอาชีพนี้มากี่ปี และเรื่องราวของเธอก็เป็นเพียงคำบอกเล่าของคนอื่นเพราะตัวเธอเองไม่สามารถสื่อสารกับใครได้รู้เรื่อง พอเริ่มมีอาการทางจิต ใจก็ยังคงขายบริการทางเพศอยู่แต่ลูกค้าก็น้อยลงเรื่อยๆ เพราะเธอมักโวยวายเสียงดังและบางครั้งก็ทำร้ายคนรอบข้าง เมื่อลูกค้าน้อยลง รายได้ที่เข้ามาก็น้อยลงไปด้วย จึงทำให้เธอตัดสินใจผันตัวเองออกมาอยู่ข้างถนนโดยมีรายได้หลักคือการขอทาน   เรื่องราวเหล่านี้ตอกย้ำว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดหวังให้ผู้ป่วยข้างถนนมีอาชีพโดยไม่มีระบบสนับสนุนที่ดีพอ   เจ้าหน้าที่จากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งระบุว่า เมื่อคนไร้ที่พึ่งอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ วิธีที่ง่ายต่อการจัดการก็คือ กำหนดให้ผู้รับบริการทุกคนทำอะไรพร้อมๆ กัน เช่น ตื่นนอน อาบน้ำ กินข้าว กินยา ฯลฯ พวกเขาทุกคนใช้ชีวิตโดยไม่ต้องวางแผนเพราะแผนทั้งหมดมีคนวางให้ หลายคนอยู่แบบนี้เกือบครึ่งชีวิตจนคุ้นชิน และมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้มีโอกาสเข้าฝึกทักษะอาชีพ เช่น ปลูกผัก ฝึกงานหัตถกรรม จึงเป็นเรื่องยากมากที่ผู้ใช้บริการจะปรับตัวและออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้ หากไม่มีแต้มต่อหรือระบบสนับสนุนที่คอยติดตามใกล้ชิดตลอดเส้นทาง     การฟื้นฟูที่ยัง ฟื้นไม่ได้ ฟูไม่จริง ในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง นอกจากดูแลเรื่องความเป็นอยู่ ให้ยา และการรักษาตามอาการแล้ว ที่นี่ยังมุ่งหวังที่จะฟื้นฟูผู้รับบริการโดยเฉพาะผู้ป่วยจิตเวชด้วย อุเทน ชนะกุล อดีตผู้ปกครองสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งธัญบุรีชาย ระบุว่า ธัญบุรีชายมีโมเดลหลายอย่างที่ฝึกให้ผู้รับบริการได้มีทักษะอาชีพ แต่ปัญหาคือในแต่ละปีมีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการฝึก และยังไม่สามารถออกไปทำงานได้จริง   ผู้ป่วยจิตเวชส่วนใหญ่เช่นลุงอ้วน ใจ ดาว และอ้อยเมื่ออยู่ในสถานคุ้มครองจะถูกจัดกลุ่ม โดยการประเมิน IRP หรือ Individual Rehabilitation Program จากนักจิตวิทยา พ่อบ้านแม่บ้าน และนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อวางแผนการดูแลเป็น กลุ่ม A B และ C   กลุ่ม A ช่วยเหลือตัวเองและคนอื่นได้แต่ยังติดขัดปัญหาบางอย่าง เช่น ติดสุราเรื้อรัง   กลุ่ม B มีภาวะพึ่งพิง กินยาจิตเวช ยังต้องได้รับการดูแล ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีเยอะที่สุดในสถานคุ้มครอง   กลุ่ม C ต้องการการพึ่งพิงสูง ติดเตียง ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้   สำหรับกลุ่ม A มีโปรแกรมบำบัดและอาจเข้าฝึกอาชีพได้เลย หลายคนช่วยงานในอาคารพัก และช่วยอุ้มเพื่อนอาบน้ำ กลุ่ม B ทำงานง่ายๆ อย่างแยกพลาสติก แยกขยะต่างๆ แต่การเปลี่ยนกลุ่มจาก B ขยับขึ้นเป็น A มีน้อยกว่า B ขยับลงไปเป็น C  เนื่องจากหลายคนกว่าจะได้เข้ามาฟื้นฟู ร่างกายและจิตใจก็บอบช้ำมาก   ผู้ป่วยจิตเวชที่อยู่กลุ่ม A มีจำนวนปีละประมาณ 10 กว่าคนเท่านั้นที่จะได้ไปฝึกการใช้ชีวิตประจำวันใน “บ้านน้อยในนิคม” พวกเขาอยู่ที่นั่นตั้งแต่ตื่นนอน อาบน้ำ ทำกับข้าว ซักผ้า เก็บผ้า โดยไม่มีใครมาบอกให้ทำ แต่ก็ยังถูกกำหนดด้วยกฎระเบียบ เช่น ห้ามกินเหล้า หลังจากนี้พวกเขาบางคนจะถูกส่งออกไปทำงานข้างนอกตามทักษะที่ถนัด บางคนไปทำงานโรงงานและมีชีวิตที่อิสระขึ้น แต่แม้จะอิสระมากขึ้นแต่ยาจิตเวชและการรักษาก็ยังเป็นเรื่องต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง หลายคนไม่กินยาและกลับไปติดสุรา เสียงานเสียการ แล้ววนกลับเข้ามารับบริการในสถานคุ้มครองอีก   ในปีที่ผ่านมาไม่มีข้อมูลของผู้ที่ได้ไปเข้าโครงการบ้านน้อยในนิคม แต่หากย้อนดูในปี 2560 2559 และ 2558 จำนวนของผู้ที่เข้าโครงการซึ่งอาจเป็นทั้งผู้ป่วยจิตเวชและไม่ป่วยจิตเวชอยู่ที่ 0 ราย 16 รายและ 5 รายคนตามลำดับ     แมลงในกล่อง...พวกเขาไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตภายนอก “ลุงอ้วนจะอยู่ที่สถานคุ้มครองฯ ไปตลอดชีวิต” สิทธิพลกล่าว   แม้ในวันที่ลุงอ้วนถูกนำส่งจากข้างถนนสู่โรงพยาบาล ทุกคนต่างเกลี้ยกล่อมแกว่า “เอาของไว้นี่แหละลุง เดี๋ยวก็มา” จนแกยอมขึ้นท้ายรถกระบะตำรวจไปด้วยตัวเปล่า สีหน้ากังวลเหมือนกับรู้ว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ได้อยู่ที่นี่ บนสะพานที่อยู่มาเกือบ 20 ปี   ไม่ว่าจะเพราะอาการจิตเวช ต้นทุนในชีวิตต่ำ ทักษะในชีวิตมีน้อย ดูแลตัวเองแทบไม่ได้นัก ฯลฯ ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชข้างถนนไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกไปจากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง การแก้ไขที่ปัจจัยต่างๆ ที่เป็นสาเหตุทำได้ยากมาก หากไม่มีกลไกที่คำนึงถึงการดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ สิทธิพลจึงนำเสนอข้อเสนอว่า รัฐจะต้องมีกลไกที่ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ขั้นช่วยเหลือนำส่งออกจากข้างถนน ฟื้นฟูรักษาอาการทางกายและจิต ฝึกทักษะการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพ จนถึงการติดตามและสร้างพื้นที่ทางโอกาสให้ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการในสถานคุ้มครองฯ     นอกจากนี้ยังเสนอว่า ควรมีสถานคุ้มครองหรือสถานสงเคราะห์ที่เหมาะกับผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนเพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ถูกดูแลรักษาอย่างถูกต้องตามขั้นตอนของกระบวนการทางจิตเวช รวมถึงได้พัฒนาทักษะที่สูญหายและจำเป็นในการดำรงชีวิต และทักษะทางอาชีพ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแทนที่จะใช้ชีวิตในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งที่มีแต่จะล้นมากขึ้นทุกวัน   ท้ายที่สุด พ.ร.บ.สุขภาพจิต ต้องทำหน้าที่คุ้มครองลุงอ้วน ใจ ดาว อ้อย และผู้ป่วยจิตเวชคนอื่นให้ได้รับสิทธิการดูแลรักษาและคุ้มครอง พวกเขาต้องไม่ถูกตีตราจากความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น รวมถึงเป็นกลไกที่ไม่เพียงแต่สร้างเครื่องมือเพื่อระวังผู้ป่วยให้คนทั่วไปในสังคมเท่านั้น แต่ต้องสามารถทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิต มีทักษะ ได้รับการรักษาที่มีคุณภาพและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคทางจิตเวชให้กับคนทั่วไปในสังคมให้มากขึ้น   เพื่อที่วันหนึ่ง ลุงอ้วนอาจได้ออกไปรับจ้างขับรถแบบที่แกอยากทำ ใจ อ้อย และผู้ป่วยคนอื่นๆ คงได้ทำงานและมีชีวิตในแบบที่เธออยากเป็น     ขอขอบคุณมูลนิธิกระจกเงาในการทำงานร่วมกันเพื่อผลิตรายงานชิ้นนี้ และขอบคุณ คุณถิรนันท์ ช่วยมิ่ง คุณเบญจมาศ พางาม และคุณสิทธิพล ชูประจง สำหรับข้อมูลและการลงพื้นที่ร่วมกัน   เผยแพร่ครั้งแรกในประชาไท  https://prachatai.com/journal/2019/01/80807  

 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนคนไร้บ้านคนเร่ร่อนผู้ป่วยจิตเวชผู้ป่วยจิตเวชข้างถนนมูลนิธิกระจกเงามูลนิธิอิสรชนสถานสงเคราะห์สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง
Categories: ThisAble

ชีวิตคู่และการแต่งงาน ในโลกของ ผู้หญิง-พิการ-ชนเผ่า

ThisAble - Sat, 2019-10-19 17:21

ผู้หญิงในกลุ่มชาติพันธุ์ มายาคติหลายอย่างที่แฝงอยู่ทำให้พวกเธอต้องเผชิญกับความไม่เท่าเท่าเทียมในหลายด้าน ตั้งแต่เรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ ไปจนถึงเรื่องความเชื่อแบบสุดโต่งของบุคคลากรทางการแพทย์บางคนที่มองว่า หญิงชาวเผ่านั้นสกปรก ฯลฯ งานศึกษาเรื่องสิทธิของผู้หญิงในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ นั้นพอมีให้เห็นกันอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนหญิงชนเผ่าที่เป็นคนพิการด้วยนั้นอยู่ในหลืบมุมที่ไม่มีใครเข้าถึง  

ที่ผ่านมายังไม่เคยมีงานศึกษาเกี่ยวกับหญิงพิการในพื้นที่ชนเผ่ามาก่อนในประเทศไทย อาจเพราะความซับซ้อนของประเด็นและความยากในการค้นหา เข้าถึง และสื่อสาร กับหญิงพิการชนเผ่า

งานวิจัยหนึ่งของกมลพรรณ พันพึ่ง ระบุว่า หญิงพิการบางคนพอใจกับมายาคติที่สังคมมองว่า เมื่อเป็นคนพิการ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีครองบ้านครองเรือน พวกเขาจึงไม่ต้องกดดันจากความคาดหวังให้แต่งงานเหมือนกับผู้หญิงคนอื่นแต่ในขณะเดียวกันพวกเขากลับถูกสังคมคาดหวังให้เป็นคนเก่ง ทำได้หลายอย่าง พึ่งพาตัวเองได้และใช้ความพิการเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา นี่คงเป็นความย้อนแย้งที่แม้แต่ตัวเราเองก็พบเจอ จนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วในพื้นที่ชนเผ่าความย้อนแย้งต่อผู้หญิงพิการเกิดขึ้นไหม อย่างไรกัน

เราลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่พร้อมความรู้จากตัวหนังสือที่เคยได้อ่าน เช่น ผู้หญิงกลุ่มชาติพันธุ์สื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ไม่มีสัญชาติและเข้าไม่ถึงสวัสดิการสุขภาพจากภาครัฐ หรือความเชื่อว่าการเปิดเผยอวัยวะเพศเป็นเรื่องน่าอายที่ครอบไว้จนทำให้ผู้หญิงเป็นมะเร็งปากมดลูก วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ที่เห็นได้ชัดในสังคมเมือง ยิ่งเห็นมากขึ้นในสังคมชนเผ่าจากทุกงานวิจัยที่เคยอ่านผ่านมา

แม้เราจะมีมุมมองเรื่องคนพิการอยู่มากพอสมควร แต่พื้นที่ชนเผ่าเป็นพื้นที่ใหม่ที่เรายังไม่เคยเข้าไปจ้องมองดูอย่างจริงจัง เราใช้เวลา 9 วันเพื่อสำรวจประเด็นนี้ใน 2 กลุ่มชาติพันธุ์ในเชียงใหม่คือ ปกาเกอะญอ และ ม้ง เราพบว่าคนพิการในพื้นที่มีไม่มากนัก สอดคล้องกับจำนวนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์โดยรวมทั้งหมด

หลายคนเข้าใจว่า ชาวเผ่าภาคเหนือต้องคอยาวและมักเรียกพวกเขากันติดปากว่า “กะเหรี่ยง” แท้จริงแล้วพวกเขามีชื่อและวัฒนธรรมที่ต่างกันไป กะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอ, โพล่ง, กะยาห์, กะยัน, และปะโอ กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของ 15 จังหวัดคือ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร แพร่ สุโขทัย อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ รวมแล้วก็เกือบ 400,000 คน เดิมทีคนที่นี่นับถือผี แต่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นพุทธและคริสต์นิกายคาทอลิก

พื้นที่ทับซ้อนของคนพิการและผู้หญิงชนเผ่า

จักรวาลคนพิการนั้นลึกแต่ไม่กว้าง ปัจจุบันมีคนพิการในประเทศไทยประมาณ 1.9 ล้านคนที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน พวกเขาได้เบี้ยความพิการเดือนละ 800 บาทและเกือบ 60% ไม่มีรายได้อื่น ไม่มีอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเพราะปัจจัยทางสภาพแวดล้อม อุปกรณ์ที่ไม่พร้อม ความยากลำบากของร่างกายหรือความไม่เข้าใจของสังคม หนำซ้ำคนพิการมักถูกมองว่าน่าสงสารจนทำให้เกิดปัญหาการกดขี่และเลือกปฏิบัติ

เช่นเดียวกับหญิงชนเผ่าที่ในอดีตนั้นถูกกดขี่สารพัดโดยเฉพาะเมื่อแต่งงาน อำพร ไพรพนาสัมพันธ์ หญิงปกาเกอะญอซึ่งทำงานในเครือข่ายสตรีชนเผ่าได้กล่าวในงาน "การประชุมและรณรงค์วันยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงสากล" โดยเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศว่า ตนเองมาจากชนพื้นเมืองปกาเกอะญอ การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมเมื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศมีข้อจำกัดเนื่องจากจารีตของชนพื้นเมือง เช่น การต้อง "เป็นผู้หญิงที่ดี" หมายถึงความเป็นแม่ ความบริสุทธิ์ ซึ่งถูกกำหนดวิถีทางเพศด้วยการแต่งงาน ผู้หญิงปกาเกอะญอถูกคาดหวังให้ต้องทนกับสามีเมื่อถูกทำร้ายหรือล่วงละเมิด และมักถูกประณามว่าร้ายแทนที่จะได้รับความช่วยเหลือ สำหรับตัวเธอเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ เธอไม่เพียงเจ็บปวดจากการถูกกระทำแต่จารีตกลับทำให้รู้สึกกลายเป็น "ผู้หญิงไม่ดี" ความคิดนี้เหล่านี้ทำให้หญิงชนเผ่าบางคนกดดันจนหาทางออกไม่ได้และฆ่าตัวตายพร้อมกับลูกในท้อง

ข้อมูลข้างต้น เป็นชุดข้อมูลเชิงลึกที่หลายคนรับรู้และมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะแก้ไขจารีตบางอย่างเพื่อให้ผู้หญิงชาวเผ่าสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียม เช่น การสร้างประเพณีเอาลูกสาวกลับบ้านของชาวม้งเมื่อผู้หญิงเลิกกับสามี เป็นต้น

แล้วผู้หญิงพิการชนเผ่าล่ะ พวกเธออยู่ตรงไหนของชุดข้อมูลนี้ ?

เราเองก็จินตนาการภาพของ “หญิงพิการชนเผ่า” ไม่ออก พวกเธออาจอยู่หรือไม่อยู่ อาจเป็นหรือไม่เป็นผู้หญิงชนเผ่าแบบที่เราเล่าให้ฟังข้างต้น ชีวิตแต่งงานของพวกเธอราบรื่น มีอุปสรรคหรือพวกเธอไม่เคยได้เข้าถึงการแต่งงานและความรักเลยกันแน่ ?

ปกาเกอะญอกับหญิง “พิการ” ที่ไม่มีอยู่ “ชายปกาเกอะญอมองว่า ต้องแต่งงานกับหญิงพิการเพราะสงสาร และพ่อแม่หญิงพิการปกาเกอะญอบางคนก็ยกลูกให้ผู้ชายโดยไม่ต้องทำพิธีกรรมตามประเพณี”   เราเดินทางเข้าหมู่บ้านปกาเกอะญอ อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความตั้งใจที่จะสัมภาษณ์ผู้หญิงพิการประเภทต่างๆ ที่อยู่ในวัฒนธรรมแต่งงานแบบชนเผ่า หลายคนบอกว่าผู้หญิงพิการมีโอกาสเข้าถึงการมีชีวิตคู่ยากกว่าผู้หญิงไม่พิการ ทั้งจากมายาคติที่ว่าผู้หญิงพิการนั้นไม่มีเพศ ไม่มีความสามารถในการมีความสัมพันธ์ทางเพศ และมักถูกแยกขาดออกจากเรื่องเพศโดยสิ้นเชิง เพราะกลัวว่าจะมีภาระตามมาหลังจากนั้น เช่น มีลูกพิการแล้วดูแลเองไม่ได้ หรือจะมีชีวิตคู่ที่ไม่ยั่งยืน   หญิงพิการปกาเกอะญอในพื้นที่แม่วางส่วนใหญ่พิการทางการได้ยิน เกือบทุกคนสื่อสารด้วยภาษามือที่คุยกันได้เฉพาะในบ้านและบริเวณโดยรอบ นอกจากความพิการทางการได้ยินแล้ว ความพิการทางสติปัญญาและการเรียนรู้ก็พบได้มาก น่าแปลกใจที่ความพิการ 2 ประเภทนี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการแต่งงานและมีชีวิตคู่ของหญิงปกาเกอะญอเลย พวกเขามองความพิการแตกต่างจากสังคมเมือง ปกาเกอะญอ มองความพิการว่าคือการใช้การบางส่วนไม่ได้ มากกว่าจะมองว่าคือความบกพร่อง ผู้หญิงหูหนวกจึงเพียงไม่ได้ยิน แต่ทำกิจวัตรอย่างอื่นได้ปกติ   แม้ปกาเกอะญอจะมองว่าความพิการทางการได้ยินหรือทางสติปัญญาไม่เป็นอุปสรรคต่อการมีครอบครัว แต่กับคนพิการทางการเคลื่อนไหว เรากลับไม่เห็นพวกเขาในพื้นที่เลย เราพยายามกระซิบถามชาวบ้านในแต่ละละแวกบ้านที่ไปหรือถามพี่ที่พาลงพื้นที่ พวกเขาก็ล้วนบอกเล่าไปในทางเดียวกันว่า คนพิการทางการเคลื่อนไหวนั้นมีอยู่ แต่มักอยู่แค่ในบ้าน จึงเข้าไม่ถึงวัฒนธรรมการแต่งงาน หนำซ้ำยังถูกมองว่าไม่สามารถทำหน้าที่เมียได้อย่างเต็มที่ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่เห็นพวกเธอเลยตลอดหลายวันในพื้นที่     แบรี (นามสมมติ) 54 ปี หญิงปกาเกออะญอกำลังเดินเก็บผลเสาวรสตอนที่ไปสัมภาษณ์ หูของเธอหนวกเพราะการทำพิธีกรรมที่ผิดพลาดตอนเกิด นอกจากแบรีแล้วพี่ชายคนหนึ่งของเธอก็หูหนวกเช่นกัน แม้หูจะไม่ได้ยินแต่แบรีก็ใช้ชีวิตได้ปกติผ่านภาษามือที่ใช้เฉพาะภายในครอบครัว จนกระทั่งแต่งงานมีครอบครัว ลูก 4 คน เป็นชาย 1 และหญิง 3 หนึ่งในนั้นเป็นเนื้องอกในสมองจนเดินไม่ค่อยถนัด   ตามวัฒนธรรมแล้ว หนุ่มสาวปกาเกอะญอแต่งงานในช่วงอายุราว 18-20 ปี แบรีพบรักกับ “ทวน” ผู้เป็นสามีตอนอายุ 24 ปีซึ่งเรียกได้ว่า “แก่จนจะขึ้นคานแล้ว” สำหรับสังคมปกาเกอะญอ หลังปลงใจจะอยู่กินด้วยกันผู้หญิงจะไปสู่ขอผู้ชาย ถ้าพ่อแม่ตกลงผู้ชายจะเลี้ยงเหล้า 2 ขวดเป็นพิธีและย้ายเข้าบ้านผู้หญิง ทุกคนที่นี่มีอิสระในการเลือกคู่เช่นเดียวกับแบรี ปกาเกอะญอค่อนข้างเปิดกว้างและให้อิสระในการเลือกคู่เพราะแผลในอดีตจากการกีดกันของพ่อแม่ หนุ่มสาวปกาเกอะญอที่ผิดหวังจากความรักจะฆ่าตัวตาย เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าพ่อแม่รุ่นหลังจึงมักไม่กีดกันลูกตัวเองหากพวกเขาชอบพอกันเพราะไม่อยากให้ลูกต้องเจอจุดจบที่น่าเศร้า   แบรีอ่านหนังสือได้และใช้เวลาในช่วงวันทำสวน ปลูกเสาวรส และสื่อสารกับครอบครัวด้วยภาษามือและการอ่านปาก (ตอนสัมภาษณ์เธออ่านปากเราออกก่อนที่ลูกจะแปลเป็นภาษามือเสียอีก) เธอเล่าย้อนไปถึงวันที่เจอกับทวน หลังย่นย่อความห่างของภูเขาสองสามลูกพวกเขาเจอกันที่บ้านป่ากล้วย บ้านเกิดของแบรี ทวนข้ามภูเขามาจากแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อทำงานกับพี่ชายของแบรี โดยครอบครัวเดิมที่แม่ฮ่องสอนคิดว่า เขาตายไปแล้วเพราะจากบ้านมาโดยไม่ได้บอกกล่าว   ทวนทำงานกับพี่ชายแบรีกว่า 6 ปี จนคุ้นชินและรู้สึกสงสารที่แบรี “ไม่มีคนเอา” (ไม่มีคนเอาในความหมายว่า ไม่มีครอบครัวดูแล) จึงตัดสินใจแต่งงานกันอาศัยในบ้านไม้สลับปูนยกพื้นสูง หลังอยู่กินกัน 30 กว่าปีทวนเส้นเลือดในสมองแตกเข้าโรงพยาบาลกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก แม้ทวนจะเหลือแขนที่ใช้งานได้เพียงข้างเดียว แขนข้างเดียวก็สื่อสาร เถียง ทะเลาะกับแบรีได้เหมือนเดิม ในขณะที่เราผู้ไม่ค่อยได้คุยหรือไม่คุ้นชินกับคนหูหนวกจึงมีความรู้สึกติดขัดอยู่บ้างในการสื่อสาร โดยเฉพาะเวลาที่ต้องการถามเรื่องส่วนตัว แบรีไม่เข้าใจคำถามที่ถูกแปลงเป็นภาษามือ หรืออาจอึดอัดใจที่ต้องมีคนในครอบครัวคอยเป็นตัวกลางในระหว่างบทสนทนาโดยตลอดก็เป็นได้   ปกาเกอะญอรุ่นใหม่ที่แต่งงาน พวกเขามักจดทะเบียนสมรสกัน แม้จะเลิกกันในภายหลังก็ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไรเพื่อนำชายและหญิงคู่นั้นกลับบ้าน แตกต่างกับวัฒนธรรมม้งที่ผู้หญิงจะถูกตัดจากบ้านเดิมเมื่อฝ่ายชายฉุดผู้หญิงให้พ้นหมู่บ้าน ปกาเกอะญอสมัยก่อน การคลุมถุงชนเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่ปัจจุบันหลังจากการเข้ามาของศาสนาพุทธและศริสต์ คนเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเพราะได้รับการศึกษามากขึ้น ทำให้การกดขี่ระหว่างหญิงชายลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ดี ยังมีการข่มขืนหรือมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานกับผู้หญิงพิการมากกว่าผู้หญิงทั่วไป แต่ส่วนมากมักจบลงด้วยการรับผิดชอบแต่งงานกัน   ดังเช่นกรณีของ ตินา (นามสมมติ) หญิงพิการทางการได้ยินและสติปัญญาวัย 28 ปี ซึ่งแต่งงานมา 8 ปีแล้ว โดยสามีของเธอ “จะเด็จ” เล่าว่า เกิดความรักและสงสารอยากดูแลเพราะตินาไม่มีพ่อแถมครอบครัวก็ไม่ใส่ใจ ก่อนแต่งงานเมื่อ 8 ปีที่แล้วตนและตินามีความสัมพันธ์กันจนท้อง แต่เพราะยังไม่ได้แต่งงาน แม่ของตินาจึงยกลูกให้กับคนนอกหมู่บ้านและให้เธอทำหมัน เพราะมองว่าเธอจะไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ จะเด็จเองไม่มีสิทธิพูดอะไร หลังจากนั้นถึงค่อยตกลงแต่งงานกัน     เป็นคนพิการชนเผ่า = เข้าไม่ถึงการศึกษา จากข้อมูลในเว็บไซต์ TCIJ ระบุว่า มีเด็กพิการในวัยเรียนทั่วประเทศ 800,000 คน ซึ่งตัวเลขดูจะไม่สอดคล้องกับข้อมูลในเว็บไซต์สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษที่ระบุว่า ทั่วประเทศมีโรงเรียนเฉพาะทางความพิการ 48 แห่ง ในเชียงใหม่มีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนกาวิละอนุกูล โรงเรียนศรีสังวาลเชียงใหม่ และโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร ซึ่งไม่ได้รองรับเพียงแค่นักเรียนพิการจากเชียงใหม่เท่านั้น แต่รับนักเรียนพิการจากทั่วประเทศ แม้นักเรียนพิการส่วนหนึ่งอยู่ในระบบการเรียนรวม แต่ด้วยโรงเรียนเฉพาะมีจำนวนน้อยและไกลบ้าน จึงทำให้เด็กพิการที่อยู่ห่างไกลเข้าไม่ถึงการศึกษา  

เช่นเดียวกับตินา เธอใช้ชีวิตเองได้ด้วยการเลียนแบบพฤติกรรมคนรอบข้าง ตั้งแต่เรื่องทำกับข้าว ซักผ้า ตักน้ำ รวมไปถึงการหัดใช้เครื่องซักผ้าไฟฟ้าและใช้เวลาว่างไปกับการเขียน ก.ไก่ เธอไม่เคยได้เข้าโรงเรียนในขณะที่พี่ชายและพี่สาวนั้นเข้าโรงเรียนกันตามปกติ สอดคล้องกับข้อมูลของเจ้าหน้าที่ศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) ที่ระบุว่า คนพิการกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไม่ถึงการศึกษาเพราะครอบครัวมองว่า ถ้าพิการก็ไม่จำเป็นต้องเรียน ถึงจะอยากเรียนก็ไม่มีโรงเรียนที่เข้าถึง ครูไม่เข้าใจเด็กพิการ คนพิการชนเผ่าจึงมักอ่านและเขียนไม่ได้ นอกจากบางกลุ่มซึ่งออกจากบ้านไปอยู่โรงเรียนประจำของคนพิการในตัวเมืองเชียงใหม่ อย่างไรก็ดี การไปอยู่โรงเรียนประจำทำให้เด็กพิการถูกแบ่งแยกจากวัฒนธรรมเดิม เด็กผู้หญิงบางคนไปอยู่โรงเรียนประจำก็โดนล่วงละเมิดทางเพศซ้ำอีก

ลูกชายของตินาและจะเด็จเป็นเด็กแข็งแรงเรียนอยู่ชั้น ป.2 ที่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ทุกวันนี้ตินาพร่ำบอกให้สามีไปเอาลูกคืน หลังเธอได้เจอลูกอีกครั้งที่โรงเรียนใกล้หมู่บ้าน จะเด็จจึงได้แต่บอกว่า ไม่ใช่ลูกแล้วเพราะยกให้คนอื่นไปแล้ว จะเด็จกลุ้มใจที่ตินาความจำดีมากและไม่เคยลืมเรื่องลูก บาดแผลในใจจากการโดนพรากทำให้ทุกวันนี้พวกเขาทั้งสองคนก็ยังต้องพูดเรื่องลูกอย่างไม่จบไม่สิ้น

แม้จะมีคนพิการจำนวนน้อยสอดคล้องไปกับจำนวนประชากรของเผ่า แต่หญิงพิการส่วนใหญ่กลับถูกบอกให้ทำหมัน เพราะมักถูกข่มขืนและท้องก่อนที่จะแต่งงาน หากไม่รู้ว่าใครข่มขืนและไม่มีคนรับผิดชอบก็จะโดนคนในหมู่บ้านประณาม กล่าวหาว่าติดเอชไอวี

เช่นเรื่องของ จรุงจิต (นามสมมติ) วัย 26 ปีซึ่งพิการทางการเรียนรู้ เธอถูกคนต่างหมู่บ้านข่มขืน การถูกข่มขืนทำให้เธอกลัวและเสียใจ แต่ที่แย่กว่านั้นคือ คนในหมู่บ้านกลับมองว่าเธอเป็นเอดส์และกำลังจะตาย ทุกคนตีตัวออกห่าง หมอแนะนำให้เธอทำหมันเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์หากเกิดเหตุการณ์ถูกล่วงละเมิดอีก แต่เธอปฏิเสธและขอเพียงแค่ฉีดยาคุม หลังตรวจแล้วว่าไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี แม่และพ่อเลี้ยงของจรุงจิตก็ให้เธอแต่งงานและย้ายไปอยู่กับชายคนหนึ่งเพราะเชื่อว่าจะช่วยดูแลเธอได้ หลังจากนั้น 1 เดือนผู้ชายก็ทิ้งไป เธอกลับมาอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยงตามเดิม

สมัยก่อน การล่วงละเมิดทางเพศในปกาเกอะญอนั้นมีน้อยมาก แต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง ชาวบ้านเชื่อว่าเกิดขึ้นเพราะมีการย้ายถิ่นฐานของคนข้างนอกเข้ามามากขึ้น รวมถึงหมู่บ้านกลายเป็นพื้นที่สัญจรผ่านไปมาของหมู่บ้านใกล้เคียง เหตุข่มขืนเกิดขึ้นเยอะโดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงพิการทางสติปัญญาและหญิงพิการทางการได้ยิน เมื่อข่มขืนแล้ว เขาและเธอจะแต่งงานกันตามวัฒนธรรมและมักใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้ยาว ที่ผ่านมามีเพียง 2 คู่เท่านั้นที่เลิกกัน

แต่ไม่ใช่กับกรณีของจรุงจิต คนที่ข่มขืนเธอเป็นคนต่างหมู่บ้านและหนีไปหลังเกิดเหตุการณ์ ทิ้งให้จรุงจิตงุนงงอยู่สักพักก่อนจะตั้งหลักได้และเข้าทำงานในศูนย์ดูแลเด็กเล็ก เธอเรียนรู้ช้า แต่ช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง เหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นทิ้งบาดแผลเป็นโรคซึมเศร้า ความอยากตาย ซึ่งถาโถมเข้าใส่เธออยู่บ่อยๆ จนต้องกินยา แต่เพราะบ้านอยู่ไกลโรงพยาบาล เมื่อยาหมดก็ไม่ได้ไปเอาอีกและหยุดกินไปในที่สุด จนอาการมักกำเริบวนไปวนมา การทำงานที่ศูนย์เด็กเล็กเหมือนเป็นเครื่องเยียวยาเธอทางหนึ่งและสร้างรายได้เดือนละ 9,000 บาทซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของชาวบ้านที่นี่ที่มีรายได้เดือนละ 2,000 บาท   ชีวิตแต่งงาน 1 เดือนของเธอจบลงเพราะนึ่งข้าวไม่เป็น ฟังแล้วอาจดูเป็นเหตุผลที่เล็กน้อย แต่สิ่งนี้เป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ของภรรยาชาวปกาเกอะญอ แม่ของฝ่ายชายจึงไม่ชอบและไม่ยินดีให้เธออยู่ด้วยอีกต่อไป ตั้งแต่เลิกกันเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จรุงจิตก็ไม่เคยมีคนรักอีก เพราะกลัวจะเลี้ยงลูกไม่ได้และยินดีที่อาจต้องเป็นโสดตลอดไป   แน่นอนว่า เวลา 4 วันในพื้นที่ไม่สามารถบอกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด แต่เค้าลางของความเปลี่ยนแปลงจากการนับถือผีเป็นศาสนาทำให้ความเชื่อของคนที่นี่ค่อนข้างเปลี่ยนไปเช่นเดียวกับในชนเผ่าม้ง ตรงกับที่อังศุรักษ์ พรหมสุวรรณ์ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับผู้หญิงม้งได้ให้ข้อสังเกตว่า ผู้หญิงม้งเองก็เลือกที่จะนับถือศาสนาเพื่อเป็นหนทางสู่การเข้าถึงการศึกษาและการสร้างพรรคพวกเพื่อต่อรองกับความเชื่อเรื่องชายเป็นใหญ่ที่พวกเธอต้องเจอ   ชนเผ่าม้งอยู่ในเขตภูเขาสูงภาคเหนือของไทย มีจำนวนประชากรมากกว่า 150,000 คน อังศุรักษ์เล่าให้ฟังว่า ผู้หญิงม้งมองว่าตัวเองโดนกดขี่ตั้งแต่เกิดแล้วเพราะพวกเธอไม่มีสิทธิในการตัดสินใจอะไรเลย และยิ่งเข้มข้นขึ้นในกรณีคนพิการ ต่างกันกับคนปกาเกอะญอที่มีพื้นฐานความเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศมากกว่า     “วัฒนธรรมม้งสะท้อนให้เห็นจนถึงปัจจุบัน เห็นได้จากแม้ครอบครัวม้งมีฐานะดี แต่การส่งลูกชายและลูกสาวเรียนก็ไม่เท่ากัน หรือวิธีการ “ฉุด” เมียแล้วค่อยไปขอ คนม้งมีเมียได้ไม่จำกัดเพื่อเป็นแรงงาน เมื่อผู้หญิงหายตัวไปครอบครัวจะรู้แล้วว่าโดนฉุด พอรุ่งเช้าแล้วค่อยให้ผู้ใหญ่มาเคลียร์กัน” อังศุรักษ์กล่าว   ปัญหาไม่ได้จบเพียงแค่การฉุดเท่านั้น ผู้หญิงม้งที่โดนฉุดและทำพิธีเข้าบ้านผู้ชายแล้วจะไม่สามารถกลับมาที่บ้านตัวเองได้ ถ้าหย่ากันจะต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน ไม่มีครอบครัว ไร้ญาติขาดมิตรและต้องตายนอกบ้าน ในช่วงหลังมีความพยายามต่อสู้ในการเอาลูกสาวกลับบ้านด้วยการใช้พิธีกรรมบางอย่าง หรือไม่ตัวผู้หญิงเองก็เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ทั้งที่ตัวเองอาจจะไม่ได้เชื่อ แต่เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อตายไปก็ยังมีคนในครอบครัวมากราบไหว้ (แม้จะนับถือคริสต์ แต่หญิงม้งก็ยังอาจทำพิธีกรรมแบบไหว้ผี หรือเข้าวัดแบบพุทธไปด้วย) เพราะการนับถือคริสต์ไม่มีการหย่าขาด ทำให้พวกเธอยังมีขาข้างหนึ่งอยู่ในตระกูลของสามีทั้งๆ ที่เลิกกันแล้ว ไม่กลายเป็นสัมพเวสีผีไร้บ้านที่ไม่มีคนกราบไหว้   ด้วยความเชื่อเรื่องผีและบรรพบุรุษที่เข้มข้นของชาวม้ง จึงส่งผลให้เมื่อมีคนพิการเกิดขึ้นในหมู่บ้าน พวกเขาจึงมองว่า ความพิการเกิดจากสิ่งที่บรรพบุรุษเคยทำในอดีตมากกว่าเป็นความผิดปกติของการตั้งครรภ์หรือโรคภัยไข้เจ็บที่อธิบายได้ด้วยการแพทย์ คนพิการม้งไม่เคยโดนล้อเลียนและพูดถึงความพิการเพราะพวกเขาเชื่อว่าจะทำให้บรรพบุรุษโกรธ และส่งผลให้ลูกหรือคนรุ่นต่อไปในครอบครัวมีความพิการเหมือนกัน ฉะนั้นคนพิการม้งจึงได้รับการปฏิบัติด้วยอย่างดีและมีการระบุไว้เป็นธรรมเนียมด้วยว่า หากครอบครัวใดมีคนพิการ น้องชายคนเล็กจะต้องเป็นผู้ที่ดูแลพี่พิการไปตลอดชีวิต   สาวพิการชาวม้งที่ไม่มีวันแต่งงาน “สาวม้งที่มีความพิการจะไม่แต่งงาน ไม่ว่าเธอจะมีความพิการเล็กน้อยขนาดไหน”   จากคำพูดนี้เราเดินทางเข้าสู่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ด้วยรถห้าประตูสีชมพูคันเก่ากับ “แน่งน้อย” ผู้หญิงม้งที่เคยเป็นกรณีศึกษาและผันตัวเองมาเป็นนักสู้เรื่องสิทธิผู้หญิงชนเผ่า แม้แน่งน้อยจะรู้จักผู้หญิงพิการหลายคน แต่เธอก็นึกไม่ออกว่า คนเหล่านั้นมีชีวิตประจำวันอย่างไร การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการเดินทางครั้งแรกของเราทั้งสองคนที่จะเข้าไปทำความรู้จักกับหญิงพิการชาวม้ง   เราเดินทางไกลกว่า 2 ชั่วโมงจากตัวเมืองเชียงใหม่มุ่งหน้าสู่ อ.หางดง คนที่นี่นิยมปลูกบ้านชั้นเดียวไม่ยกพื้น พวกเขานิยมค้าขาย เห็นได้จากการเปิดหน้าบ้านเป็นร้านขายของ ขายก๋วยเตี๊ยว ฯลฯ บ้านของเฉิน (นามสมมติ) หญิงม้งซึ่งเกิดมาตัวเล็กและขายึดตึงอาศัยอยู่ตรงข้ามร้านขายของชำ น้องชายของเฉินเล่าว่า เธอพิการเพราะเป็นไข้สมองอักเสบตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้และไม่เคยได้ไปโรงเรียน ไม่ใช่ว่าโรงเรียนไม่รับหรือไม่มีครูดูแล แต่พ่อแม่ของเฉินไม่เคยคิดจะพาไป คล้ายกับคนพิการอีกหลายคนในเผ่าม้งที่ไม่เคยได้รับการศึกษาใดๆ เลย   ความว้าวของเราเกิดขึ้นเมื่อเฉินเริ่มเอ่ยปากพูดภาษากลาง ใช่แล้ว ภาษาไทยกลาง ตั้งแต่ลงพื้นที่ปกาเกอะญอจนมาถึงม้ง เราแทบจะฟังใครไม่ออกเลยแม้แต่คนเดียว แต่เฉินกลับพูดภาษากลางได้อย่างชัดถ้อยชัดคำเพราะหัดจากหนังและละครที่ดูทุกวัน หนึ่งในนั้นคือบุพเพสันนิวาสหรือ “ออเจ้า” ที่ใครหลายคนติดกัน หน้าเฉินดูฟินมากเมื่อพูดถึงฉากรักในละคร เราจึงได้จังหวะถามเธอเกี่ยวกับเรื่องความรักบ้าง เธอดูเขินอายทันทีพร้อมบอกเบาๆว่า โสด ไม่เคยมีแฟนและอยากอยู่กับพ่อแม่ นิรันด์น้องชายของเฉินที่นั่งข้างๆ พูดแทรกขึ้นมาว่า ตามธรรมเนียมม้ง ผู้หญิงพิการจะไม่แต่งงานและอยู่กับครอบครัวไปตลอดชีวิต   อย่างที่บอก การนับถือศาสนาให้โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและเพิ่มเครือข่ายที่อยู่ต่างพื้นที่ สายสัมพันธ์ม้งจึงไกลข้ามลาว เพชรบูรณ์ ไปถึงสหรัฐอเมริกาตามแบบฉบับของครอบครัวชาวจีนและนอกจากพวกเขาจะเครือข่ายเยอะ ค้าขายเก่งแล้ว พวกเขาก็ยึดถือธรรมเนียมการมีลูกไว้สืบสกุลด้วย เช่นเดียวกับวิชัย ภูศิริพัฒนานนท์ ที่แต่งงานมานานแต่ไม่มีลูก จึงตัดสินใจรับ มาลัย (นามสมมติ)เป็นลูกบุญธรรม   มาลัย ในวัย 17 ปีเป็นหญิงสาวผิวขาวอมชมพู ถูกรับมาเลี้ยงตั้งแต่อายุได้ 4 วัน ไม่มีสัญญาณอะไรเลยที่บอกว่ามาลัยมีความพิการ แต่เมื่อถึงวัยเข้าเรียนชั้นประถมโรงเรียนกลับปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนเพราะเธอสมองช้า ทำอะไรไม่เป็น วิชัยจึงส่งลูกสาวเข้าโรงเรียนคนพิการในตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะลาออกเมื่อ 2 ปีที่แล้วเพราะเธองอแงไม่อยากไปโรงเรียน   “ตอนพาลูกหาหมอที่โรงพยาบาลนครพิงค์ หมอบอกว่าเขาปัญญาอ่อน แต่ละวันที่ลูกโตขึ้นเขาก็ดีขึ้นนะ รับรู้ทุกอย่าง เวลาใครพูดไม่ถูกใจเขาก็โกรธ แต่ไม่พูดโต้ตอบ ถึงตอนนี้ก็หลายสิบปีแล้ว เราเอาเค้ามาเลี้ยงแล้วจะทอดทิ้งก็ไม่ใช่เรื่อง” วิชัยกล่าว   โดยทั่วไป หญิงม้งจะแต่งงานตอนอายุราวๆ 16-17 ปี หรือตอนเรียนชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 ซึ่งก็คือวัยเดียวกับมาลัย วิชัยกล่าวว่า วัยนี้แหละที่สาวชาวม้งจะแต่งงานกัน แต่ไม่ใช่กับลูกสาวเพราะเธอจะเป็นภาระให้กับครอบครัวฝ่ายชาย เว้นแต่ครอบครัวฝ่ายชายจะสามารถเลี้ยงได้ก็ยินดีให้แต่ง ด้วยความไม่ประสีประสาของมาลัย วิชัยผู้เป็นพ่อเลยไม่อยากให้เธอออกนอกบ้านมากนักเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องเสียหายแล้วไม่มีใครดูแล จึงวางแผนให้ย้ายไปอยู่กับพี่น้องถ้าพ่อกับแม่ไม่อยู่แล้ว วิชัยเล่าว่าช่วงแรกๆ หมอแนะนำให้มาลัยทำหมันเพราะเธอดูแลตัวเองไม่ได้หากมีลูกจะยิ่งลำบาก ตอนนั้นวิชัยก็เห็นด้วย แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจทำ มาลัยก็ตัดสินใจไปโรงเรียนเสียเอง เมื่อไม่มีอะไรน่ากังวลเมื่ออยู่ที่บ้าน พวกเขาจึงล้มเลิกโครงการทำหมัน   แม้หลายคนจะบอกว่า มาลัยนั้นพัฒนาการช้า ไม่ประสีประสาอะไรเลย แต่เราเชื่อว่า มาลัยนั้นทำอะไรได้ไม่น้อยกว่าคนอื่น ในวัย 16 ปีเธอสามารถทำงานบ้านได้ทุกอย่าง แถมยังปักผ้าได้ นอกจากทำงานบ้านแล้วอีกสิ่งที่เธอชอบก็ไม่แพ้กันก็คือการเล่นกับเด็กเล็กๆ   ทุกวันนี้แม้จะยังมีประเพณีการฉุดอยุ่บ้าง แต่ก็น้อยลงเรื่อยๆ ตามคำบอกเล่าของวิชัย ความเข้าใจและชอบพอกันเป็นปัจจัยสำคัญในการแต่งงานของหนุ่มสาวม้งรุ่นใหม่เสียมากกว่า สอดคล้องกับที่อังศุรักษ์กล่าวว่า การใช้ชีวิตของหนุ่มสาวชาวม้งนั้นเริ่มเปลี่ยนไปจากปัจจัยของการศึกษาและการใช้ชีวิต เมื่อพวกเขาส่งลูกเข้ามาเรียนใช้ชีวิตแบบคนเมือง ทัศนคติของพวกเขาก็เปลี่ยนไปคล้ายกับชนชั้นกลาง เด็กรุ่นใหม่เรียนโรงเรียนดีๆ พ่อแม่ตามรับตามส่ง อย่างไรก็ดี ความคิดแบบคนเมืองก็ไม่ได้สะท้อนกลับไปในหมู่บ้านทั้งหมดเพราะยังมีผู้ใหญ่ในหมู่บ้านที่คอยกำกับสร้างวัฒนธรรมม้งอย่างเข้มแข็งอยู่ วัฒนธรรมการฉุดก็ยังพอมีให้เห็น ดังเช่นผู้หญิงหลายคนเมื่อกลับบ้านช่วงปิดเทอมก็กลับโดนฉุดไปเป็นเมียคนที่สองที่สาม จึงทำให้หนุ่มสาวม้งบางคนไม่กลับบ้านและทำงานนอกพื้นที่มากขึ้น การศึกษาและอาชีพจึงเป็นเงื่อนไขของการมาอยู่ในเมืองหรือหากหนุ่มสาวม้งที่ชอบกันในเมืองก็จะกลับบ้านไปฉุดกัน เพื่อกันไม่ให้พ่อแม่จัดแจงการแต่งงานกับคนอื่น   หลายคนอาจมองว่า การรับวัฒนธรรมเมืองเข้ามาอาจทำให้ม้งมีปัญหาและสูญเสียอัตลักษณ์ แต่สำหรับชาวม้ง การผสานรวมวัฒนธรรมเกิดขึ้นอย่างกลมกลืน ปกาเกอะญอและม้งมีความเชื่อคล้ายคนพุทธ พวกเขาคิดว่า ศาสนาหรือวัฒนธรรมที่เข้ามาเป็นโอกาสในการเรียนหนังสือ ไม่ขัดกับผีที่นับถือ พวกเขาสามารถรับทั้งคู่และผสมผสานเข้าด้วยกัน แม้รุ่นปู่ย่าอาจไม่เปลี่ยนความเชื่อแต่พวกเขาก็ไม่ได้ขัดขวาง หลายคนไหว้พระสวดมนต์แต่ก็นับถือผีหรือไม่ยอมออกจากสายตระกูลเพราะกลัวไม่มีใครเส้นไหว้ รวมถึงการสานสัมพันธ์แบบสายตระกูลที่ยังเข้มแข็ง เช่น การเอาคนรุ่นเดียวกันมาทำงานด้วยกันเมื่อมีพิธีแต่งงาน   แม้การรับวัฒนธรรมเมืองจะทำให้หนุ่มสาวชาวม้งยืดหยุ่นในชีวิตมากขึ้น แต่ความยืดหยุ่นนี้ก็ทำให้คนพิการหญิงหลายคนรู้สึกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องอยู่ในวัฒนธรรมการแต่งงานเหมือนที่พวกเขาเคยถูกปลูกฝังไว้ เพชรกมล (นามสมมติ) หญิงพิการทางร่างกายวัย 29 ปี เกิดมาพร้อมกับภาวะไดพีเจียแบบเกร็ง (ภาวะที่ทำให้กล้ามเนื้อยึดตึง โดยเฉพาะบริเวณสะโพกและขา หัวเข่าจะมีลักษณะบิดเข้าหากันและทำให้การเดินเป็นไปอย่างลำบาก) ก่อนไปเรียนโรงเรียนศรีสังวาลย์เธอเคยเรียนโรงเรียนร่วมกับเด็กๆ ในชุมชน และหลังจากจบชั้น ม.3 ที่ศรีสังวาลย์เธอก็ถูกส่งต่อไปเรียนที่อยุธยา แต่ความทรงจำส่วนนี้กลับไม่อยู่ในความจำเธอเลยกระทั่งไปค้นเจอกระเป๋าและเสื้อผ้านักเรียน   ความสามารถและโอกาสที่ต้องรอการหยิบยื่น “ตอนเด็กๆ นั่งก็ไม่ได้ คลานก็ไม่ได้ ยืนก็ไม่ได้ แต่เราอยากเดินก็เลยพยายาม ซึ่งเจ็บมาก สุดท้ายก็ยืนและเดินได้แต่ก็ไม่เหมือนคนอื่นเพราะเข่าเล็กผิดปกติ จากที่แม่เคยต้องยกไปยกมาจนอายุ 8-9 ขวบ ก็ช่วยเหลือตัวเองและทำกิจวัตรประจำวันได้” เพชรกมลกล่าว   เพชรกมลมีน้อง 5 คนหญิง 4 และน้องชายคนสุดท้อง แม้อายุของเพชรกมลจะล่วงเลยถึง 29 ปีแล้ว ซึ่งเป็นวัยที่ “ควร” แต่งงานแล้วสำหรับหญิงชาวม้ง แต่ปัจจุบันเธอก็ยังไม่มีแฟนและอาศัยอยู่กับครอบครัว เธอพูดเสียงแข็งว่า ไม่ต้องการมีครอบครัวเพราะอยู่คนเดียวสบายตัวกว่า หลังจากเข้าเรียนที่ศรีสังวาลย์ตอนอายุ 13 ปีในชั้น ป.1 ตามคำชักชวนจากผู้ก่อตั้งโรงเรียนที่เข้ามาติดต่อในแต่ละหมู่บ้าน แรกๆ เธอยังสื่อสารภาษาไทยไม่คล่องนัก อาศัยทักษะจากการดูละครที่บ้านเวลาพ่อแม่ออกไปทำไร่นา ตอนนี้เธอพูดภาษาไทยคล่องและใช้ได้ถูกหลักมากกว่าคนที่ใช้มันมาตลอดเสียอีก     ความทรงจำเดียวที่ประทับใจที่สุดคือตอนเรียนโรงเรียนศรีสังวาลย์ที่ทั้งช่วยปลดเปลื้องความกังวลเมื่อต้องอยู่บ้านคนเดียว เธอกลัวโจร กลัวผู้ชาย กลัวทุกอย่าง และยังสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตกับคนอื่น เธอจึงย้ำอยู่ตลอดการสัมภาษณ์ว่า โรงเรียนเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง มีวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาโปรด ตอนเรียนจบใหม่ๆ เธออยากเรียนต่อด้านภาษา แต่ตอนนี้แก่แล้วก็เลยลังเล แม้ใจจะยังอยากเป็นครูสอนภาษาแค่ไหนก็ตาม   เพชรกมลมีอะไรที่อยากทำหลายอย่าง ตั้งแต่อยากไปเที่ยวน้ำตก ทะเล อยากออกจากบ้านไปทำงานคนเดียว อยากเรียนต่อหรืออยากเรียนขับรถ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากไปไหนมาไหนได้เองโดยไม่ต้องรบกวนใคร แต่ก็มักโดนเบรคโดยคนในครอบครัวที่หาว่าเธอพูดเพ้อเจ้อ “พิการแล้วจะขับรถได้อย่างไร” “แค่เดินนิดหน่อยก็เหนื่อยแล้วแล้วจะไปไหนได้” ระหว่างที่เราสัมภาษณ์เสียงแม่ น้องสาว น้องชาย ดังขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อคัดค้านสิ่งที่เพชรกมลพูด ทั้งเรื่องอยากเรียนต่อ การใช้ชีวิตเองหรือแม้แต่การหัดขับรถ   คนสัมภาษณ์รู้สึกอึดอัดกับเหตุการณ์นั้น ผิดกับผู้ให้สัมภาษณ์ เพชรกมลบอกว่าความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่ “ปกติ” สำหรับคนในชุมชนชาวเผ่า พวกเขาไม่รู้ว่ามีโรงพยาบาลที่คนพิการเข้าไปรักษาได้ ไม่รู้ว่ามีโรงเรียนที่เด็กพิการไปเรียนได้และมักไม่ให้คนพิการออกจากบ้านไปพบปะกับสังคม ตั้งแต่สมัยก่อนคนพิการก็อยู่บ้านและกินข้าวไปวันๆ คนในครอบครัวไม่ได้มีเวลาพาคนพิการออกไปไหน ชายหญิงชาวม้งไม่ว่าจะพิการแบบไหน มักมีคนในครอบครัวเลี้ยงดูอยู่เช่นนั้น เธอจึงมองว่าตัวเองโชคดีมากที่แม่พาไปเรียนจนอ่านออกเขียนได้คล่อง   ถ้ามีคนมาขอแต่งงานจะว่ายังไง? เราโยนคำถามไป เพชรกมลรีบส่ายหน้าบอกว่า ไม่แต่งเพราะอยู่แบบนี้ก็มีความสุขดี และหากมีคนมารักก็อยากรัก แต่ถ้าไม่มีคนรักก็ไม่เห็นต้องหา หากถามถึงเรื่องกุ๊กกิ๊กแบบหนุ่มสาว เธอเล่าว่ามีเพื่อนชายเข้ามาชอบ แต่ตัวเธอเองไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเขาแอบชอบ ทั้งที่เขามานั่งขวางทางให้เห็นตอนเดินออกจากห้อง มานั่งเฝ้าหรือแอบดูข้ามตึกผ่านกระจกห้องนอนของเพชรกมล เธอมีคนที่เธอเคยแอบชอบและอกหักเสียใจอย่างรุนแรงมาแล้ว จากนั้นก็ตั้งใจว่า เป็นคนพิการตั้งใจเรียนก็พอและไม่คิดถึงเรื่องความรักอีก หลังจากจบชั้น ม.3 ตอนอายุ 19 ปี ชีวิตที่เคยมีเพื่อนห้อมล้อมก็หายไป เพชรกมลกลับมาอยู่ในหมู่บ้าน ช่วงแรกๆ เธอเล่าว่าเหงามากเพราะไม่มีอะไรให้ทำ บวกกับสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากขึ้น กระทั่งผ่านไป 3 ปี ความเคยชินก็เพิ่มขึ้นมากและยังเผื่อแผ่ไปคิดถึงอนาคตด้วยว่า ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเมื่อไม่มีพ่อแม่แล้ว  

สมัยก่อนผู้ชายม้งสามารถฉุดผู้หญิงที่ชอบเพื่อแต่งงานสร้างครอบครัว โดยจะชวนพรรคพวกมาอุ้มผู้หญิงเข้าบ้าน ฝ่ายบ้านผู้หญิงเองเมื่อเห็นว่าลูกสาวหายไปก็เป็นอันรู้กันว่าโดนฉุด รุ่งเช้าฝ่ายชายจะต้องพาผู้หญิงกลับมาที่บ้านและสู่ขอไปเป็นเมีย เป็นอันเสร็จพิธี เมื่อผู้หญิงผ่านขั้นตอนการฉุดพวกเธอจะต้องถูกตัดขาดจากบ้านเดิม และย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านสามี ถึงแม้เลิกกันก็ไม่สามารถกลับไปบ้านเดิมของพ่อแม่ได้ด้วยความเชื่อที่ว่า ลูกสาวเปรียบเสมือนน้ำในขันที่เทออกไปแล้วไม่สามารถคืนมาได้ ในปัจจุบันจึงมีความพยายามที่จะนำเอาผู้หญิงกลุ่มนี้กลับบ้านโดยใช้พิธีกรรมที่เรียกว่า ผู่ (Phum) หรือการ “รับลูกสาวกลับบ้าน” ซึ่งมี 2 ขั้นตอนคือ ‘หลีไก๊’ หรือการแจ้งย้ายฝ่ายหญิงกลับมาเป็นสมาชิกในบ้านเพื่อบอกให้ผีบ้านผีเรือนและบรรพบุรุษรับทราบ และการเสริมกำลังใจด้วยการสู่ขวัญและให้ผู้อาวุโสกล่าวคำอวยพรและผูกข้อมือให้เพื่อให้ผู้หญิงสามารถกลับคืนบ้านเดิมของเธอได้

หลายวันในพื้นที่ม้งและพื้นที่ปกาเกอะญอ เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ที่ท้าทายสมมติฐานที่เราเคยมีต่อผู้หญิงพิการ ทั้งในเรื่องของการสร้างชีวิตครอบครัว ความไร้ตัวตนและการมีตัวตน จากเดิมที่แม้แต่จินตนาการยังยากจะไปถึงว่า ผู้หญิงพิการชนเผ่านั้นมีชีวิตความเป็นอยู่กันยังไง 

การได้สำรวจโลกของพวกเขาครั้งนี้ทำให้รู้ว่า ผู้หญิงพิการในพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้เข้าไม่ถึง หรือไม่ประสีประสาในเรื่องเพศ แต่พวกเธอมีวิถีความเชื่อ วิถีทางเพศที่เป็นแบบแผนของตัวเอง รวมไปถึงวิถีชนเผ่าเองก็ไม่ได้กีดกันคนพิการออกจากความสัมพันธ์ แต่ถึงกระนั้นก็เป็นเรื่องยากสำหรับคนพิการที่อยากออกจากวิถีที่เป็นอยู่ เพราะพวกเธอมีโอกาสน้อยที่จะได้ออกมาเรียนหนังสือ ทำงาน หรือบอกเล่าเรื่องราวให้คนอื่นได้ฟัง

 

วิจัยพบสตรีชาติพันธุ์ถูกเอาเปรียบสุด ถูกวัฒนธรรม-ความเชื่อชนเผ่ากดขี่ 4 คนยังรอสัญชาติ - เข้าไม่ถึงกฎหมาย
http://transbordernews.in.th/home/?p=3867

อัตลักษณ์การเสริมพลังอำนาจและการกำหนดวิถีชีวิตตนเอง: การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในสังคมไทย; กมลพรรณ พันพึ่ง 2553

วิจัยพบสตรีชาติพันธุ์ถูกเอาเปรียบสุด ถูกวัฒนธรรม-ความเชื่อชนเผ่ากดขี่ 4 คนยังรอสัญชาติ - เข้าไม่ถึงกฎหมาย
http://transbordernews.in.th/home/?p=3867

กะเหรี่ยง
http://impect.or.th/?p=15026

ความเชื่อจารีตที่กดขี่ซ้ำคนถูกละเมิดทางเพศ – เสียงจากหญิงชนเผ่าพื้นเมือง

https://prachatai.com/journal/2017/11/74279

รายงานพิเศษ: ‘หญิงพิการ(1)’ ชีวิตที่ถูกกระทำซ้ำซ้อน ข่มขืน-ทำหมัน
https://prachatai.com/journal/2016/10/68524

เพศวิถีของคนพิการ : มายาภาพและอคติ
https://prachatai.com/journal/2009/05/23927

เผยแพร่ครั้งแรกในประชาไท 

https://prachatai.com/journal/2018/10/78993

ภาพประกอบโดย กิตติยา อรอินทร์

        Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสุขภาพ
Categories: ThisAble

ชวนเที่ยวงาน Good Society Expo 2019: รวมหนึ่งแรง เป็นล้านพลัง

ThisAble - Tue, 2019-10-15 13:45

เมื่อวันที่ 10-13 ต.ค.ที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อคนไทยได้จัดงาน Good Society Expo 2019: รวมหนึ่งแรง เป็นล้านพลัง ณ ลานลิฟต์แก้ว ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  โดยมีเครือข่ายจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงาน 

โดยในวงเสวนาช่วงเช้า เป็นการพูดคุยจากตัวแทนของ 5 หัวข้อหลัก ทั้งเรื่องการศึกษา สิ่งแวดล้อม คนพิการ ต่อต้านคอรัปชันและคุณภาพชีวิตระยะท้าย

ตัวแทนจาก Saturday School เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันของการศึกษา และมองว่าเด็กมีความสนใจหลายด้าน เขาจึงต้องการพัฒนาทักษะหลายด้านให้กับเด็กๆ รวมทั้งปลูกฝังให้รักสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เขายังได้ระบุถึงปัญหาการตกหล่นกว่าร้อยละ 70 ระหว่างทาง

อภิชาติ การุณกรสกุล จากมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโอกาส โดยเฉพาะด้านอาชีพ แม้บ้านจะเรามี พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมาตรา 33 และ 35 แต่สถานประกอบการก็ไม่มีความสามารถที่จะหาคนพิการได้ครบ จึงเลือกส่งเงินเข้ากองทุน และมีคนพิการที่ไม่ได้งานจำนวนมาก คนพิการอยากมีงานใกล้บ้าน งานไม่เรียกร้องวุฒิการศึกษา จึงเกิดเป็นการทำงานใกล้บ้านที่ทุกคนได้ประโยชน์ ชุมชนได้ประโยชน์ ที่ผ่านมูลนิธิฯ ทำได้ 5,000 อัตรา และเน้นย้ำการทำงานในสามมิติคือ ติดตามชีวิตคนพิการหลังจากได้รับโอกาสทางอาชีพ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่า การจ้างงานคนพิการเชิงสังคมกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับโลกได้อย่างไร

ตัวแทนจากประเด็นสิ่งแวดล้อมระบุว่า ปัญหาสิ่งเเวดล้อมมีหลากหลาย แม้จะเป็นเรื่องกว้างมาก แต่กลับใกล้ตัวเรามากอย่าง ฝุ่น PM 2.5 น้ำเน่าหรือโลกร้อน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่แก้ยากมาก เพราะการแก้ปัญหาจะต้องเปลี่ยนความเคยชิน เรานึกกันไม่ออกว่า ถุงข้าวแกงของเราจะไปอยุ่ในท้องวาฬได้อย่างไร เพราะเรื่องนี้ไกลมากจนอาจไม่รุ้สึก สำหรับปีนี้โชคดีมากที่เรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นกระแส ภาคีสิ่งแวดล้อมได้หยิบยกเรื่องขยะพลาสติกมาเป็นประเด็นให้คนเห็นว่า ถ้าเราไม่เริ่มทำวันนี้ก็อาจไม่ทัน

ในส่วนของประเด็นคอร์รัปชัน ดร.มานะ นิมิตรมงคล ระบุว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่คนไทยทุกคนต้องรู้ว่า เราได้รับผลกระทบจากการคอร์รัปชัน เป็น 10 ปีแล้วที่เราใช้รถเมล์ห่วยๆ ควันดำ เราได้ยินข่าวที่น่าเป็นห่วง เช่น การโกงกินอาหารกลางวันเด็ก การเข้าถึงระบบสาธารณะสุขได้ยาก ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่คนไทยไม่รู้ว่าปัญหาเบื้องหลังคืออะไร เห็นแต่ว่าจะสร้างอะไรทีก็มีข่าวโกงกิน มีข้าราชการตั้งกลุ่มจดทะเบียนหลอกเอาเงินจนผลประโยชน์ตกไม่ถึงคนพิการ ถ้าคนไทยช่วยกันดู เป็นหูเป็นตา ปัญหาก็จะน้อยลงไปด้วย

ในประเด็นชีวิตระยะท้าย มีเนื้อหาระบุว่า ภาครัฐและ บุคลากรสาธารณะสุขต้องเข้าใจว่า เป็นเรื่องธรรมชาติของชีวิต อย่างไรคนก็ต้องตาย คุณจะทำยังไงให้ตายอย่างทรมานน้อยที่สุด ตอนนี้ปัญหาคือ เศรษฐกิจ พื้นที่การรักษา เมื่อป่วยก็หาเตียงยากมาก หรือปัญหาการตายที่่บ้านแล้วต้องชันสูตร หลายคนไม่รู้ระเบียบว่าหากแพทย์เป็นคนเซ็นให้กลับมาบ้าน ก็ไม่ต้องชันสูตร บางคนจึงเรียกรถพยาบาลมาเมื่อมีคนตายที่บ้านเพื่อจะได้เเจ้งว่าเสียบนรถพยาบาล และลดขึ้นตอนยุ่งยากทั้งหลาย 





 

Culture & Artข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมGood Society Expo 2019: รวมหนึ่งแรง เป็นล้านพลังคนพิการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม
Categories: ThisAble

Pages

Subscribe to ประชาไท Prachatai.com aggregator - ThisAble