ThisAble

Subscribe to ThisAble feed
Updated: 39 นาที 51 วินาที ago

เคาะ 4 มาตรการเยียวยาคนพิการจากโควิด-19 พักหนี้-เงินช่วยเหลือ-กู้ฉุกเฉิน

Mon, 2020-03-30 23:06

วันนี้ (30 มีนาคม ) ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการที่มีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมมีมติช่วยเหลือคนพิการและครอบครัวใน 4 เรื่อง ดังนี้

1.พักชำระหนึ้แก่คนพิการที่กู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นระยะเวลา 12 เดือน นับจากเดือนเมษายน 2563 ถึง เมษายน 2564 มีคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ที่กู้ยืมเงินจากกองทุนคนพิการฯจำนวน  134,497คน

2.การจัดเงินช่วยเหลือคนพิการกรณีฉุกเฉินแบบถ้วนหน้า คนละ 1,000 บาท กำหนดจ่ายเข้าบัญชีเบี้ยความพิการ สำหรับคนพิการแต่ละบุคคล จำนวนกว่า  2 ,027,457 คน เป็นวงเงิน. 2,027,457,000 บาท โดยจะโอนเงินภายในเดือนเมษายน 2563

3. กำหนดวงเงินกู้ฉุกเฉิน ไม่เกิน 10,000 บาทสำหรับคนพิการและผู้ดูแลเพื่อการประกอบอาชีพในสภาวะวิกฤติโควิด-19 วงเงิน 2,000 ล้านบาท ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีผู้ค้ำประกัน และให้ชำระหนี้ภายใน 12 เดือน ทั้งนี้ให้มีการ แก้ไขระเบียบกองทุน นำเสนอคณะกรรมการส่งเสริม ฯ ภายใน วันที่ 15 เมษายน 2563

4. เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา จ่ายเบี้ยคนพิการแบบถ้วนหน้าโดยไม่ต้องมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 2 ล้านคน คนละ 1,000 บาท 


 

Healthข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนแรงงานความมั่นคงสุขภาพคนพิการโควิด-19
Categories: ThisAble

เผยผลสำรวจความต้องการคนพิการช่วงโควิด-19 พบต้องการอุปกรณ์ป้องกันโรคเป็นอันดับ1

Mon, 2020-03-30 20:29

จากที่ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ (T4A) เผยผล “แบบสอบถามความต้องการของคนพิการ/ผู้สูงอายุซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19” เพื่อเสนอต่อกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการหาแนวทางในการออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาต่อไป 

โดยสรุปผลการสำรวจเรื่องความต้องการ 3 อันดับแรก ได้แก่

1) ชุดเวชภัณฑ์จำเป็นสำหรับผู้มีรายได้น้อย คิดเป็นร้อยละ 69.2

2) ช่องทางลงทะเบียนที่สะดวกเพื่อรับเงินบรรเทาความเดือดร้อนจากรัฐ คิดเป็นร้อยละ 67.8

3) มาตรการเยียวยาเพิ่มเติม เช่น เพิ่มเบี้ยคนพิการ 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 65.7

 

จากข้อมูลสามอันดับข้างต้น จะเห็นว่า คนพิการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง จึงจำเป็นต้องได้รับอุปกรณ์ป้องกันและเวชภัณฑ์ต่างๆ ตามด้วยเรื่องของปากท้องและการเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19

 

ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาให้ข้อมูล 3 อันดับแรก ได้แก่

1) ความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย จำนวน 814 คน หรือร้อยละ 37

2) ความพิการทางการเห็น จำนวน 276 คน หรือร้อยละ 12.6

3) คนที่ไม่มีความพิการ จำนวน 215 หรือร้อยละ 9.8

 

ทั้งนี้สามารถสรุปลักษณะความต้องการซึ่งได้จากความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ตอบแบบสอบถาม นำมาแบ่งเป็นระดับความต้องการจาก 0 - 100 โดยที่ 100 หมายถึงต้องการสูงสุดและ 0 คือไม่ต้องการเลย 3 อันดับแรกที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ได้แก่

1) ความต้องการการช่วยเหลือด้านการเงิน หนี้สิน ค่าใช้จ่าย เงินเดือน เพิ่มเบี้ยความพิการ เงินกู้ ฯลฯ (ระดับความต้องการ 100)

2) ความต้องการเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ป้องกัน หน้ากาก เจลล้างมือ การรักษาโรค ความปลอดภัย ฯลฯ (ระดับความต้องการ 82.7)

3) ความต้องการให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนหรือทำให้สะดวกแก่ผู้รับบริการมากที่สุด (ระดับความต้องการ 66.3)

 

สามารถดาวน์โหลดรายละเอียดผลสำรวจ ได้ที่

ไฟล์ PDF bit.ly/covid_dis_th

ไฟล์เวิร์ด bit.ly/covid_dis_th_word (สำหรับคนพิการทางการเห็นเท่านั้น)

 

และดูแบบสำรวจได้ที่

https://forms.gle/14at4pnmGdKynARv8

Healthข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนความมั่นคงสุขภาพcovid-19คนพิการโควิด-19
Categories: ThisAble

มองการเมืองไทยเมื่อนักศึกษาตาบอดร่วมชุมนุม

Thu, 2020-03-26 16:24
มองการเมืองไทยไปกับนักศึกษาตาบอด

แม้เราเห็นพลังการแสดงออกของนักศึกษาในตลอดหลายการแฟลชม็อบเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล แต่ก็ยังมีคนพูดว่า นักเรียน นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรืออีกนัยหนึ่งคือการผลักนักศึกษาออกไปจากปัญหาบ้านเมือง ภาพของนักศึกษาพิการหลายคนแทรกตัวอยู่กับนักศึกษาคนอื่นๆ ในการชุมนุม ทำให้เราสงสัยว่า แล้วนักศึกษาพิการที่แม้ในสถานการณ์ปกติก็อยู่ในชายขอบของสังคม พวกเขาถูกผลักออกหรือมีส่วนร่วมในส่วนไหนของการเมืองไทย

Thisable.me ชวนนักศึกษาตาบอดคุยกันเรื่องความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองไทย  เขาคนนี้เคยเข้าร่วมการชุมนุมหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงแฟลชม็อบครั้งที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่คิดเห็นอย่างไรกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ชังชาติหรือไม่  ไปจนถึงความฝันที่พวกเขาอยากเห็นต่อไปในฐานะประชาชน

ชุมนุมครั้งแรก

ตอนปี 53 ทางบ้านสนใจการเมืองมาก (ลากเสียงยาว) เราก็ไปแบบไม่รู้อะไร เห็นที่บ้านดูก็ดูตาม ตอนหลังเริ่มหาข้อมูลเองไปเรื่อยๆ  ตอนช่วงสถานการณ์ที่มีกลุ่มคนอยากเลือกตั้งชุมนุม ช่วงนั้นเราไม่ได้ไปร่วม แต่สนใจและติดตามมาโดยตลอด

แล้วทำไมไม่ไป

ตอนนั้นผมรู้สึกว่า การชุมนุมยังไม่สามารถดึงคนกลุ่มใหญ่ออกมาได้ กลุ่มคนที่ไม่ได้สนใจการเมืองก็มักพูดว่า ช่างมัน จะเลือกก็ได้ไม่เลือกก็ได้ ผมยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้การชุมนุมดึงคนพวกนี้ให้ออกมา ทำใหคนเห็นว่า ตอนนี้เดือดร้อนจริงๆ ถึงเวลาที่ต้องออกมา ในระหว่างที่ คสช.ยึดอำนาจก็มีการเดินขบวน การชุมนุมอยู่เรื่อยๆเป็นกลุ่มเล็กๆ คิดว่าสำหรับตอนนั้นถ้าไปก็เสี่ยง มีโอกาสแพ้มากกว่า แต่ว่าสำหรับตอนนี้มีหลายประเด็นที่ควรจัดชุมนุม เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถควบคุมเศรษฐกิจภายในประเทศได้ องค์กรอิสระถูกแทรกแทรงมากเกิน และไม่มีความชอบธรรม

ไปชุมนุมคนเดียวครอบครัวเป็นห่วงบ้างไหม

ก็มีบ้างแต่ว่าใช้ยุทธศาสตร์หลบพ่อแม่มาชุมนุม

ก็คือไม่ได้บอก

ไม่ได้บอกตรงๆ แต่ก็โพสต์ขึ้นสื่อโซเชียล เขาก็รู้อยู่ดี เราใช้ไปก่อนแล้วค่อยบอกทีหลัง เรานึกจะไปก็ไป

ถ้าบอกเขาจะห้ามรึเปล่า

เขาคงห้าม หรือไม่ก็มีวิธีทำให้เรารู้สึกว่าไม่ต้องไปเพราะห่วงเรื่องอันตราย มีหลายครอบครัวนะแม้กระทั่งเพื่อนผมที่ทางบ้านบอกว่า เรียนกฏหมายได้ แต่สั่งห้ามไม่ให้ยุ่งการเมือง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ยมันจะเป็นไปได้เหรอวะ มันเลี่ยงไม่ได้

แล้วคิดยังไงกับการชุมนุม แฟลชม็อบในปัจจุบัน

ผมว่าอาจจะเวิร์คในช่วงหนึ่ง แล้วก็อาจจะไม่เวิร์คในระยะยาว แม้มองว่าที่หลายมหาวิทยาลัยจัดการชุมนุมเป็นเรื่องปกติ แต่พอมีเด็กมัธยมออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น ก็รู้สึกแปลกใจที่เด็กตื่นตัวทางการเมืองทั้งๆ ที่พวกเขายังไม่เคยเลือกตั้งด้วยซ้ำไป จึงคิดว่าถ้าจะเกิดการชุมนุมใหญ่จริงๆ ก็ต้องชุมนุมแบบมีข้อเสนอต่อรัฐบาล ไม่ใช่ชุมนุมแบบเลื่อนลอย

แฟลชม็อบตอนนี้ถือว่าเลื่อนลอยไหม

ตอนนี้เหมือนเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ ไม่มีหัวข้อใหญ่ร่วมกัน เหมือนแสดงออกว่า เฮ้ยกูไม่พอใจศาลรัฐธรรมนูนที่ตัดสินแบบทำลายฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน ประชาชนเริ่มไม่ไหวแล้วนะ ทั้งที่ผ่านมาพวกเขาก็ทำแบบนี้กันเป็นเรื่องปกติ ฉะนั้นถ้าจะให้เกิดชุมนุมใหญ่ ก็ต้องมีเงื่อนไขมาต่อรองกับรัฐบาล เรียกร้องให้นายกลาออก เรียกร้องให้มีการยุบสภา เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายบางฉบับ ต้องมีการปฏิรูปกองทัพหรือองค์กรอิสระที่พยายามแทรกแซงอยู่ในทุกวันนี้

แล้วคิดว่าแฟลชม็อบช่วงนี้จะนำไปสู่ชุมนุมใหญ่ไหม

อาจจะเกิดขึ้นได้แต่ไม่ใช่เวลานี้ สถานการณ์ในปัจจุบันยังเป็นไปได้ยาก ถ้ามีชุมนุมใหญ่จริงๆ ก็คงต้องรอให้กระแสหมดก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาทำให้เกิดการตื่นตัวต่อ ตอนนี้พลังที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นพลังของนักเรียน นักศึกษา แต่อย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เป็นกลุ่มคนชนชั้นกลางที่เรายังไม่สามารถดึงเขาออกมาชุมนุมได้ ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้คนชั้นกลางกับชั้นล่างออกมาชุมนุมได้ยาก แค่เลี้ยงปากท้องก็ย่ำแย่อยู่แล้ว ออกมาจะเอาเวลาไหนไปทำมาหากิน ส่วนคนชนชั้นนำในสังคมไม่ออกมาอยู่แล้ว เขาลอยตัวเหนือปัญหา จะเห็นได้จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ที่มีการต่อสู้มา ไม่มีชนชั้นนายทุนออกหน้ามาร่วมชุมนุม เขาอยู่เฉยๆ ก็ได้ผลประโยชน์

หากถามว่ารัฐบาลชุดนี้บริหารเป็นอย่างไร ให้วิจารณ์ตรงๆ ก็คือแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ คุณเล่นแจกเงิน ละลายงบเล่น แก้ปัญหาไม่ถูกจุด แก้ปัญหาความจนโดยการไปแจกเงินเขา ให้เอาไปซื้อของนายทุนกลุ่มเครือที่ใหญ่โตมากในประเทศ สรุปว่าเงินที่แจกมา ถึงชนชั้นล่างไหม คุณเอาบัตรพลังประชารัฐ ชิม ช๊อป ใช้ มาซื้อส้มตำก็ซื้อไม่ได้นะเพราะไม่ได้เข้าร่วมรายการ แล้วฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ออกมาพูดซะดีเลยว่าเศรษฐกิจบ้านเราไม่ถึงกับย่ำแย่หรอก ค่า GDP ยังดีอยู่ แต่คุณมองแค่ค่า GDP ไม่ได้มองสภาพความเป็นจริง ต่อให้พรรคการเมืองที่อ้างตัวว่าเป็นกลุ่มทุนเสรีก็ยังมีบางส่วนแบบประชานิยม ถ้าคุณบอกว่า อดีตนายกทักษิณเป็นประชานิยม ธนาธรเป็นประชานิยม หรือกรณีนโยบายรถยนต์คันแรก ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยเท่าไหร่หากแทนที่นโยบายประชานิยมเหล่านี้ ด้วยการปฏิรูประบบขนส่งสาธารณะให้ดีขึ้นก็คงดี ทำแกร็บให้ถูกกฎหมาย เพื่อขจัดปัญหาหลายอย่าง เช่น ช้าก็ช้า จอดไม่ตรงป้าย เห็นคนพิการก็ไม่รับ แม้ว่าตอนนี้แกร็บจะผิดกฎหมายแต่ผมกลับผมเห็นด้วยที่จะทำให้ถูกกฎหมาย อย่างแรกเพราะมันสะดวก ใช้ได้ ต่างจากแท็กซี่ที่โบก 7 คันไม่รับสักคัน ยิ่งถ้าคุณนั่งวีลแชร์ยิ่งตัวเลือกน้อย รถเมล์ก็ขึ้นยาก รถแท็กซี่ก็ขึ้นยาก

เจอปัญหาอะไรไหม เวลาไปชุมนุม

ไม่เจอ ปัญหาอย่างเดียวคือกลัวเจอทหารดัก

ถ้าทหารเข้าดักจะรู้ไหมเขาเป็นทหาร

อาจจะไม่รู้ก็ได้ บางทีผมก็อยากจะแหย่เขาสักหน่อยเหมือนกัน ให้เหมือนกับที่เขาทำทีเข้ามาตรวจสอบในที่ชุมนุม ทั้งที่การชุมนุมเป็นเรื่องของเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ คุณกลัวอะไรจนต้องให้คนไปขออนุญาต หากผู้ชุมนุมชุมนุมเพื่อเรียกร้องเงื่อนไขบางอย่างจากรัฐบาล แต่ดันต้องอนุญาตก่อน ฟังดูย้อนแย้งไหม  บางครั้งมันก็ขัดกับความรู้สึกเหมือนกัน

ไม่เห็นข้อเสนอร่วมของแฟลชม็อบ  แต่ทำไมยังไปร่วม

เพราะอารมณ์ร่วม เราไม่พอใจองค์กรอิสระที่ใช้อำนาจเกินกว่าที่มีอยู่ รู้สึกว่าระบบยุติธรรมตอนนี้มีการคุมเกม แต่ก็ไม่เชื่อว่าจะได้ผลขนาดนั้นเพราะ บางครั้งฝั่งประชาธิปไตยเองก็ไม่มีการสรุปบทเรียน ทำอะไรซ้ำๆ ชุมนุมได้ไม่นานเดี๋ยวทหารก็ออกมายึดอำนาจอีก แล้วก็เลือกตั้งใหม่ บางทีการล้มรัฐบาลก็อาจไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เราต้องดูด้วยว่าทุกวันนี้เราสู้อยู่กับระบอบเก่าแก่อะไร

เวลาไปชุมนุมมีปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ไหม

ผมไม่มีปัญหา ชิลมาก แต่เพื่อนผมนั่งวีลแชร์เข้าไปข้างในไม่ได้ แม้จะอยากไปอยู่หน้าเวทีแต่ก็เข้าไม่ได้เพราะพื้นเป็นสนามหญ้าทำให้วีลแชร์เลื่อนไปไม่ได้ เขาจึงให้ผมไปอยู่ข้างหน้าแทน การมาก็ดีเพราะทำให้ได้แสดงสัญลักษณ์ว่าเรามาอยู่ตรงนี้ด้วย

นักศึกษาสมัยนี้ชังชาติหรือเปล่า

ก็เป็นวาทะกรรมเดิมๆ วาทะกรรมชังชาติเป็นวาทะกรรมที่แยกคนไทยออกเป็นสองฝ่าย ผมว่ามันเป็นการปลูกฝังความเกลียดชังเสียมากกว่า ใครจะมาแบ่งแยกชาติได้ คุณเอาอะไรมาวัดว่าคนคนนั้นชังชาติ แบบไหนถึงเรียกว่าชังชาติ ในยุคนี้ยังมีการปลูกฝังเรื่องอย่างนี้อีกเหรอ

ฝากอะไรไปถึงรัฐบาล

ที่นายกบอกว่า นักศึกษาที่ออกมาชุมนุมระวังอนาคตจะดับ ผมบอกเลยว่า ดับตั้งแต่ตอนที่พวกคุณเข้ามาแล้ว คนทนกันไม่ไหวจริงๆ ก็เลยออกมา อยากฝากถึงกลุ่มนักศึกษาที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยว่าเราต้องสรุปบทเรียน ต้องประเมินว่าสิ่งที่กำลังทำเราสู้กับอะไร ถ้าเราจะสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมันไม่คุ้มหรอก แต่เราต้องรู้ว่า เราสู้อยู่กับระบอบที่ฝังรากลึกกว่า 100 ปีแล้วแม้จะยากที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนคนพิการทางการมองเห็น
Categories: ThisAble

คุยสถานการณ์และการรับมือโควิด-19 ในกลุ่มเปราะบางกับ นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล

Wed, 2020-03-25 21:10

เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้คนทั่วโลกต่างเฝ้าระวังและตื่นตระหนก เช่นเดียวกับคนพิการ คนแก่และเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งที่คนมักเรียกรวมๆ ว่ากลุ่มเปราะบาง พวกเขานั้นมีความเสี่ยงที่จะอาการหนักมากกว่ากลุ่มอื่นหากได้รับเชื้อเข้าไป 

 

ชวนคุยกับนายแพทย์อนุพงศ์ สุจริยากุล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค ถึงสถานการณ์ของโควิด-19 ความรุนแรง การปฏิบัติตัว และการดูแลตัวเองของคนกลุ่มเปราะบาง รวมไปถึงคนรอบข้างว่าพวกเขาควรจะต้องรับมือกับการระบาดครั้งใหญ่นี้อย่างไร

โควิด-19 คืออะไร  

นายแพทย์อนุพงศ์:  ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โควิด-19  เป็นโรคใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ การระบาดของโรคนี้เริ่มต้นที่อู่ฮั่น ประเทศจีน หลังจากนั้นก็กระจายออกไปทั่วโลก จากภายในจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สู่ศูนย์กลางการระบาดที่ยุโรป ดังจะเห็นจากสถานการณ์ในยุโรปไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์และอังกฤษ อัตราการเสียชีวิตของคนในอิตาลีมีมากกว่าประเทศจีน ขณะที่ยอดรวมผู้ป่วยติดเชื้อในจีนมี 80,000 กว่าคน เสียชีวิตอยู่ที่ 3,000 กว่าคนแต่ยอดรวมอิตาลีอยู่เกือบ 30,000 คนแต่เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน 

 

นอกจากนี้แต่ละประเทศก็มีความพร้อมเรื่องการจัดการไม่เท่ากันเนื่องจากเป็นโรคใหม่ เรารู้จักผู้ป่วยมากขึ้นผ่านอาการทางคลินิกจากจีน และมีข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการตรวจระดับสารพันธุกรรมจึงจะรู้ว่าลำดับสารพันธุกรรมของโควิด-19  หรือซาร์-โควี-2 เป็นเชื้อตัวเดียวกันกับซาร์-โคโรน่าไวรัสที่ทำให้เกิดเกิดโรคซาร์ในปี 2002-2003 จนมีคนเสียชีวิตไปประมาณ 700-800 คน หลังจากนั้นมาเชื้อดังกล่าวก็อยู่ไม่ได้และสูญหายไป อย่างไรก็ดีปัจจุบันซาร์-โควี-2 ปรากฏขึ้นมาและค่อนข้างรุนแรงมากขึ้น ขยายตัวทั่วโลก จนกลายเป็นสถานการณ์ Global pandemic หรือการระบาดทั่วโลก 

ความรุนแรงของโรค

อาการทางคลินิหรืออาการป่วยส่วนใหญ่ที่ทำให้คนมาหาหมอเกือบ 80% เป็นอาการเบาและ 20% เป็นอาการรุนแรง ใน 20% นั้นมี 5-6% ที่ปอดอักเสบรุนแรงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ข้อมูลยังแสดงให้เห็นอีกว่า บุคคลที่เสี่ยงสูงคือผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวร่วม ไม่ว่าจะเป็นความดันสูง เบาหวานหรือโรคหัวใจล้วนเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต แต่เนื่องจากโรคนี้เกิดขึ้นใหม่ทุกคนไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรค จึงมีโอกาสติดเชื้อเหมือนกันทุกคนแต่ความรุนแรงไม่เท่ากัน เด็กก็ติดได้ แต่อาการไม่รุนแรง คล้ายๆ หวัดน้ำมูกแต่เชื้อยังไม่ได้โจมตีปอดหรือถุงลมปอด อย่างที่บอกว่า แม้ 80% จะไม่รุนแรงแต่ก็ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงบริการตรวจ จากที่ไม่รุนแรงอาจมีปัจจัยร่วมบางอย่างที่ทำให้กลายเป็นผู้ป่วยรุนแรงได้ 

 

ตอนนี้เรามียาต้านไวรัสแล้วและพยายามที่จะจัดแจงให้กับเคสที่รุนแรง โดยยาดังกล่าวมาจากประเทศญี่ปุ่นและจีน ตั้งแต่ตอนที่ญี่ปุ่นผลิตเพื่อไว้รักษาโรคซาร์ อีกส่วนได้มาจากการเป็นเพื่อนที่ดีกับจีน อย่างไรก็ตาม ยายังถือว่ามีจำกัดโดยเฉพาะในสถานการณ์ขณะนี้ของเราผ่านระยะการนำเข้าเชื้อจากต่างประเทศโดยนักท่องเที่ยว ทั้งจากอู่ฮั่น หรือคนไทยที่ไปอู่ฮั่น อีกทั้งเราไม่ได้ห้ามเดินทางท่องเที่ยว จึงยังมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเรื่อยๆ เกิดการระบาดระยะที่ 2 หรือเฟส 2 คือมีการติดเชื้อจากคนไทยสู่คนไทยด้วยกัน มีลักษณะเกี่ยวพันเป็นกลุ่มก้อน กลุ่มก้อนแรกคือกลุ่มสถานบันเทิงที่ทองหล่อ หลังสวนและสุขุมวิท อีกก้อนคือสนามมวย ทั้งรายการต่อเนื่องวันที่ 5 และ 6 มีนาคม ในสนามมวยลุมพินีและรามอินทรา ซึ่งมีทั้งคนไทยและต่างประเทศเข้าชม จากวันที่ 6 มีนาคมถึงวันนี้ แม้จะพ้นระยะเวลา 14 วันแล้ว แต่เราก็ยังเจอผู้ป่วยจากสนามมวย แสดงให้เห็นว่า เมื่อได้รับเชื้อร่างกายจะสู้ เราไม่รู้เลยว่าจะออกอาการเมื่อไหร่ และการออกอาการไม่จำเป็นต้องมีไข้ทุกคน มีเพียง 40-50 % เท่านั้นที่มีไข้ การไม่มีไข้จึงไม่ได้การันตีว่าไม่มีเชื้อ 

 

การกักตัวเอง 14 วันถือเป็นมาตรการเบื้องต้น และเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล บางคนก็ไม่ให้ความร่วมมือในช่วงแรกที่เราสู้เฟส 2 แต่พอเรารู้ว่า ต้องเข้าเฟส 3 อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็พยายามออกประกาศกระทรวงเรื่องเขตติดโรคตามกฎหมาย โดยไม่รับคนจากจีน เกาหลีใต้ อิตาลีและอิหร่าน และเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามกฎหมายมีอำนาจติดตามคนเดินทางกลับมาตลอดระยะเวลา 14 วัน 

 

คนต้องปรับตัวอย่างไร

ในตอนนี้คนคือตัวเชื้อโรค ถ้าตัวเชื้อโรคมีการเดินทาง มีการไปสังสรรค์ชุมนุมและปล่อยเชื้อในชุมชน เชื้อจะระบาด แต่หากมีเชื้ออาการเบาก็สามารถยู่ดูแลตัวเองที่บ้านแยกจากคนอื่น หากอาการดีขึ้นจึงสามารถเจอคนอื่น สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือต้องดูแลรับผิดชอบสังคมด้วยการใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าก็เพียงพอแล้ว จะช่วยให้เอาโรคออกไปน้อยลง

 

ในตอนนี้สถานการณ์การปิดสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลทำให้คนทะลักกลับต่างจังหวัด ทั้งที่เราคาดคะเนว่าอาจเกิดในช่วงสงกรานต์ สิ่งที่เรากังวลที่สุดก็คือเชื้อจะเคลื่อนย้าย เพราะเมืองหลวงมีคนที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยมาก เมื่อคนออกไปใครบางคนที่มีเชื้อแต่ยังไม่แสดงอาการอาจกลับบ้านและไม่ได้แยกตัว 14 วัน เขาไม่ได้ถูกบังคับให้กักเพราะไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย แต่คนจากกรุงเทพฯ คือคนทั่วไปที่บางคนอาจจะมีเชื้อและบางคนก็ไม่มี แต่เราไม่รู้หรอกว่าใครมีใครไม่มี สิ่งที่เราเห็นคือทุกคนก็ไปรวมกันที่หมอชิต สายใต้ ใช้รถขนส่ง 8-12 ชั่วโมงในสิ่งแวดล้อมแคบๆ แอร์คอนดิชันเดียวกัน ทำให้มีโอกาสที่จะแลกเชื้อกัน ฉะนั้นคนที่กลับไปแล้วก็ถือว่าท่านเสี่ยงแล้ว ควรกักตัวเองที่บ้าน 14 วันก่อนเจอญาติผู้ใหญ่หรือเด็กๆถ้าท่านรักเขาท่านต้องอยู่ห่างๆ เขา เว้นระยะห่างทางสังคม

 

คนที่เป็นประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการหรือคนที่นอนติดเตียง กลุ่มนี้หลายคนภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่าคนอื่น ฉะนั้นการที่พี่น้องประชาชนจากกรุงเทพฯ ออกไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมแต่ก็เกิดขึ้นแล้ว คนที่ยังไม่กลับหรือคิดว่าจะกลับภายในสัปดาห์ก็ขอร้องว่าท่านอย่ากลับเลย ท่านอยู่ที่กรุงเทพฯและเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อที่ทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายกว่านี้ 

 

สำหรับคนพิการ ผมเข้าใจว่าแต่ละสมาคมน่าจะต้องมีช่องทางในการสื่อสารซึ่งกันและกัน สิ่งที่ปฏิบัติเพิ่มจริงๆ ก็ไม่ได้มากกว่าคนทั่วไป ถ้าสัมผัสอะไรก็ต้องล้างมือด้วยสบู่ มีแอลกอฮอล์เจลติดไว้ หน้ากากอนามัยต้องไม่ขาด ฉะนั้นผมคิดว่า คนพิการควรได้รับการสนับสนุนเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ และถ้าไม่มีการสนับสนุนเกิดขึ้น ควรเรียกร้องไปที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

อาการแบบไหนคือโควิด-19

ในสถานการณ์ที่เรายังอยู่เฟส 2 สิ่งสำคัญที่สุดที่ดูคือคุณไปเกี่ยวข้องกับแหล่งแพร่โรคยังไง ถ้าคุณไม่มีประวัติเกี่ยวข้องอะไรกับการแพร่โรคเลยโอกาสป่วยน้อยมาก ตอนนี้แหล่งแพร่โรคก็จะมีหลักใหญ่ ที่สนามมวย สถานบันเทิง พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมศาสนาที่กัวลาลัมเปอร์ รวมไปถึงคนไทยที่กลับจากปอยเปต 

 

สำหรับคนธรรมดาทั่วไปโควิด-19 ไม่ได้ติดง่ายหากจะติดต้องโดนคนที่มีเชื้อจามใส่หน้าในระยะ 1-2 เมตร โอกาสที่เดินสวนกันแล้วติดนั้นมีน้อย ฉะนั้นวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุดคือทุกคนใส่หน้ากากอนามัยตั้งแต่ต้น ทั้งป่วยและไม่ป่วย เราเรียนรู้เรื่องนี้ตั้งแต่มีไข้หวัด 2009 ซึ่งขัดแย้งกับฝั่งตะวันตกที่มองว่าคนใส่หน้ากากคือคนป่วย อาจเพราะความรู้ของคนตะวันตกมีมากกว่าโดยเฉลี่ยและมีวินัยมากกว่าคนไทยที่ขอความร่วมมือก็เฉยๆ คุณก็ไม่ให้ความร่วมมือเต็มที่ตั้งแต่ไข้หวัด 2009 จึงบอกว่าถ้าคุณไม่ป่วยก็ใส่ป้องกันตัวเอง ไม่ได้ผิด และใส่หน้ากากผ้าก็พอสำหรับผู้คนทั่วไปเพราะเราเจอภาวะขาดแคลนโรงงานผลิต 

  หน้ากากที่ขาดแคลนและการกักตุนสินค้า

หน้ากาก n95 สามารถผลิตได้เพียงโรงงานเดียวในประเทศไทย จึงทำให้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่พอ หน้ากากอนามัยจึงควรใช้เพียงเวลาออกไปที่ชุมชนหรือเวลาที่สงสัยว่าตัวเองป่วย เป็นหน้ากากผ้าก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้ควรล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ และสามารถใช้แอลกอฮอล์เจลบ้างเมื่อไม่สะดวกล้างมือ

 

มีตัวอย่างดีๆ จากต่างประเทศที่อำนวยความสะดวกให้คนสูงอายุซื้อของก่อน เราต้องคิดให้ครบวงจร อาจให้คนแก่ คนพิการ หมอและพยาบาลซื้อก่อนเพราะเขาเป็นกลุ่มที่ต้องทำงานตลอด คนออกนโยบายต้องกล้าคิดจัดการเรื่องพวกนี้ ถ้าเราสร้างความเชื่อมั่นว่า ร้านอาหารไม่ได้ปิด ช้อปปิ้งมอลล์ไม่ได้ปิด ร้านของชำ ซุปเปอร์มาร์เก็ตยังเปิดตลอดและมีของตลอด มีตัวชี้วัดว่าแค่ไหนคือการกักตุน ก็ไม่อนุญาตขาย เพื่อกระจายสินค้าให้คนที่ต้องการได้อย่างทั่วถึง ถ้าทำแบบนี้ได้ก็จะเกิดความมั่นใจว่าของจะไม่ขาด เมื่ออยากได้ก็ไปซื้อ

 

สถานการณ์และจำนวนที่เพิ่มขึ้น

จากรายงานเมื่อวาน(23 มีนาคม) เพิ่มขึ้น 122 คน รวมแล้วมี 722 คน เป็นตัวเลขกราฟช่วงขาขึ้น พร้อมที่จะท้าทายพวกเราทุกคน จุดนี้เป็นจุดเวลาทอง ถ้าเราไม่ช่วยกันก็จะมีเคสพุ่งขึ้นเหมือนกับอิตาลีหรืออิหร่าน แต่ถ้าเราช่วยกันและเข้าใจความปรารถนาดีตามแคมเปญ ‘หยุดอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’ จะทำให้สถานการณ์การพุ่งเป็นกราฟเอกซ์โพเนนเชียลนั้นเบี่ยงขวา หน่วงช้าๆ ก่อนเข้าสู่เฟส 3 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรุนแรงสามารถเข้าสู่ระบบโรงพยาบาลที่มีอยู่อย่างจำกัดได้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นห้องแยกโรคความดันลบซึ่งป้องกันไม่ให้เชื้อออก ซึ่งห้องเหล่ามีสำหรับผู้ป่วยหนักในไทยมีเพียง 200-300 ห้อง และเราไม่สามารถสร้างโรงพยาบาลสนามภายใน 10 วันเหมือนกับจีนได้ และอาจไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นหากคนหยุดอยู่บ้าน ปัจจุบันการปิดสถานที่ต่างๆใช้เกณฑ์ 14 วัน เรายังไม่ถึงขั้นล็อคดาวน์ แต่ชัตดาวน์บางอย่าง หากมีการล็อคดาวน์อย่างจริงจังเหมือนอู่ฮั่น จะต้องห้ามคนนอกเข้า ห้ามคนในออก ปิดการเดินทางสาธารณะทั้งหมด 

 

ในเฟส 3 นิยามไว้ว่า เป็นการระบาดหรือการกระจายของเชื้อในวงกว้าง คำว่าวงกว้างคือต้องเกิดหลายที่โดยที่ไม่มีอะไรสัมพันธ์กันเลย อย่างตอนนี้มี 2 แหล่งใหญ่ทำให้เกิดขึ้นในหลายจังหวัด ยังสามารถหาความเชื่อมโยงของการเกิดโรคระบาดได้ หากคนใกล้ชิดไม่ป่วยในระยะ 14 วันก็แปลว่าเคลียร์ แต่หากมีคนป่วยที่เชียงใหม่ นครนายกและลพบุรีโดยไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศและไม่มีประวัติมาที่สนามมวยหรือไปทองหล่อและเกิดเป็นซุปเปอร์สเปรดเดอร์ทำให้อีกหลายคนในเชียงใหม่ติดเชื้อ หรือแม้แต่กรณีที่ควบคุมสนามมวยไม่จบในเจเนเรชันที่ 1 เกิดเป็นเจเนอเรชันที่ 2  3 และ 4 ก็แปลว่าเกิดการระบาด เมื่อนั้นก็ประเทศไทยเข้าสู่เฟส 3 และจะมีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลถ้าหากไม่ได้มีการเตรียมการที่ดี  

การรับมือคนติดเชื้อเป็นอย่างไร

เมื่อเจอผู้ป่วย ทีมสืบสวนจะต้องซักประวัติว่า ระหว่างป่วยและก่อนป่วยเขาไปที่ไหนมาบ้าง เจอใคร เกี่ยวข้องกับใคร และเก็บตัวอย่างเชื้อในคนใกล้ชิด หากเก็บแล้วไม่มีใครป่วยก็โชคดี แปลว่าเราน็อคดาวน์จบที่นั่น แต่ถ้าเจอก็เอาเข้ามารักษาแต่เนิ่นๆ ไม่ให้แพร่เชื้อต่อ

 

ถ้าพูดถึงการรักษาในแบบอุดมคติ ห้องแยกความดันลบน้ันดีที่สุด แต่ว่าเราไม่ได้มีห้องความดันลบเยอะ ห้องความดันลบและห้องที่ดัดแปลงเป็นห้องแยกความดันลบมีอยู่ประมาณ 200-300 ห้อง และมีห้องแยกแบบพิเศษสามารถเอาคนเข้าไปอยู่ได้จำนวนหนึ่ง  การคาดกรณ์ของอาจารย์ศิริราชระบุว่าใน 30 วันจะมีคนเสียชีวิตประมาณ 4,485 คน มีคนป่วยอาการหนักประมาณ 17,000 คน ถ้าทั้งหมดถูกกระจายตัวก็ยังสามารถรับมือได้ แต่ถ้าทั้งหมดอยู่ที่กรุงเทพฯ เราไม่สามารถรับมือได้ถึงแม้จะรวมทรัพยากรและโรงพยาบาลของรัฐ กทม.หรือเอกชนก็แล้ว ทรัพยากรก็ยังอาจจะอยู่แค่หลักพันต้นๆ 

 

ถึงเวลานั้นเราอาจต้องจำแนกผู้ป่วย กรณีรุนแรงต้องห้องแยกโรคหรือห้องเรียกความดันลบ  ต้องบริหารจัดการส่งต่อผู้ป่วยตามไปตามโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ เช่น โรงพยาบาลราชวิถีทรวงอกและนพรัตน์ คนป่วยน้อยถ้าไม่สามารถกักตัวที่บ้านได้เราก็มีคอนเสปต์ที่เรียก วอร์ดสามัญ สำหรับผู้ติดเชื้อ 14 วัน

 

หากถามว่า จะรับมือคนพิการป่วยคนติดเตียงอย่างไร ก็ต้องบอกว่ายากมากที่จะเคลื่อนย้ายคนไข้ออกมาเพื่อรับการรักษาที่โรงพยาบาล และไม่มีทางเอาเครื่องช่วยหายใจ ทรัพยากรพยาบาลต่างๆ ไปไว้ที่บ้านได้ ฉะนั้นจะต้องปกป้องประชากรกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ให้มาก คนรอบข้างต้องเข้าใจการทำ Social distancing หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม ปฏิบัติตามคำแนะนำเคร่งครัด เพราะคุณอาจมีเชื้อแต่ไม่มีอาการ จะดูแลคนที่บ้านได้อย่างไรหากทำงานหาเช้ากินค่ำที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คน เช่น คนขับแท็กซี่ จึงต้องเข้าใจว่าตัวเองอาจเป็นคนเอาเชื้อให้คนที่บ้าน 

  ไม่มีงาน ไม่มีเงิน คนจะอยู่อย่างไร

พนักงานร้านนวดหลายคนหาเช้ากินค่ำ ไม่รู้ว่าเขาแต่ละคนมีอีกกี่คนที่ต้องดูแล ฉะนั้นรัฐต้องมีมาตรการ ยิ่งออกมาเร็วจะยิ่งดีเพื่อไม่ให้ประชาชนตระหนก คนไม่มีอะไรทำ อาชีพก็ไม่มี ค่าครองชีพก็ไม่มี กลับบ้านค่าครองชีพต่ำ เขาคิดแบบนี้ไปโทษเขาไม่ได้ มาตรการเยียวยาเศรษฐกิจและสังคมควรมีเพื่อทำให้คนมั่นใจว่า นายจ้างจะต้องถูกช่วยเหลือจากรัฐบาลเท่าไหนแล้วเขาจะได้จากนายจ้างเท่าไหร่ 

 

เจ็บป่วยได้ แต่ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดี

บางกลุ่มเปราะบางอย่างผู้ต้องขัง ก็เป็นกลุ่มที่น่ากังวล แม้จะมีโครงการ ‘ราชทัณฑ์ปันสุข เพื่อชาติศาสน์กษัตริย์’ ที่ทำงานในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกในเรือนจำและสุขาภิบาลสุขอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานพยาบาลต่างๆในโรงเรือน แต่เราก็ต้องเข้าใจว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหน หากความเสี่ยงไม่ได้อยู่ภายใน แสดงว่าความเสี่ยงจะมากับผู้ต้องขังรายใหม่ ก็ต้องอย่าให้คนที่อยู่มาก่อนสัมผัส แปลว่าจะต้องมีโซนที่ขังแยกผู้ต้องขังใหม่ 14 วัน หากเขาเคลียร์ไม่มีอาการต่างๆ ก็โอเค แต่ถ้ามีอาการก็ต้องรักษา ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวยังเป็นแค่คำแนะนำ ที่ผ่านมาความจำกัดในเรื่องสถานที่แออัดจึงทำให้ไม่ได้ทำขั้นตอนเหล่านี้เลย แม้คนที่เข้ามาใหม่อาจจะตรวจสุขภาพ แต่ตรวจเสร็จตอนเช้า บ่ายก็เข้าไปในแดนแล้ว จึงมีความเสี่ยงที่บางคนอาจจะเอาเชื้อมาให้ นอกจากนี้ โควิด-19 อาจจะมาจากคนอื่น เช่น ผู้ต้องขังชั้นดีที่ออกมาทำงานข้างนอก ญาติที่มาเยี่ยม หรือมาจากผู้คุมก็ได้ถ้าไม่สะอาดพอ ฉะนั้นเราต้องรู้ทางเข้าของเชื้อทั้งหมด และอุดรูรั่วให้ได้ แก้ปัญหาให้ถูก เกาให้ถูกที่คันเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า ไม่จำเป็นต้องชัตดาวน์ทุกอย่าง แต่ต้องดูว่าโครงสร้างแบบไหนต้องอนุญาต ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อต่อคนยากไร้ และมีผลต่อคุณภาพชีวิตของเขา 

 

ผมคิดว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะร่าเริงแจ่มใส ไม่จำเป็นต้องอยู่แบบเหงา เครียด เซ็ง ในประเทศจีนระหว่างที่เขากำลังกักตัวอยู่ด้วยกันเขาก็มีเอนเตอร์เทนเมนท์ ให้คนป่วยได้ขึ้นมาขยับเส้นขยับร่างกาย ต้องมีอะไรที่บาลานซ์ ระหว่างการเจ็บป่วยและอารมณ์ที่ดี ของพวกนี้เป็นสิ่งที่เราต้องใส่เข้าไป

Healthสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนcovid-19คนพิการโควิด-19กรมควบคุมโรค
Categories: ThisAble

คนตาบอดและปอดน้อยๆ ใช้ชีวิตอย่างไรในโควิค 19

Mon, 2020-03-23 14:52

สำรวจผลกระทบในการใช้ชีวิตของคนตาบอดที่ต้องใช้มือเพื่อสัมผัสสิ่งของในการนำทาง และคนพิการด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่ปอดของพวกเขาไม่แข็งแรงนักว่า ในภาวะที่โควิด-19 กำลังระบาดอย่างรวดเร็ว พวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร มีข้อกังวลอะไรที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ไปถึงการเยียวยาช่วยเหลือที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

รถเมล์- ภณิตา ชวภัทรนากุล เป็นโรค Spinal Muscular Atrophy ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อของเธออ่อนแรงลงเรื่อยๆรวมทั้งมีปัญหาเรื่องทางเดินหายใจและปอดอยู่แล้ว ทำให้เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นหวัดก็จะเป็นมากกว่าคนอื่น 

“เราไม่ค่อยมีแรงจนทำให้คายเสมหะไม่ออก เสมหะเลยไปสะสมที่ปอดเยอะ เวลาเป็นหวัดจะหายช้ากว่าคนทั่วไปหรือบางทีก็ทำให้ปอดติดเชื้อจนต้องนอนโรงพยาบาลทั้งที่เป็นหวัดธรรมดา

“พอมีโควิด-19 รู้สึกกังวลมากเพราะโควิด-19 

เป็นเชื้อที่ทำลายปอดโดยตรง พอปอดเราไม่แข็งแรงอยู่แล้ว มีความเสี่ยงเรื่องระบบทางเดินหายใจอยู่แล้ว ตัวเราจึงห้ามเป็นเด็ดขาด เพราะคิดว่า ถ้าเป็นอาจจะไม่สามารถมีแรงเหมือนเดิมได้อีกแล้ว ขนาดหวัดธรรมดาเรายังแอดมิดและปอดอักเสบติดเชื้อ พอกลับมาแรงก็ตก เลยทำให้อะไรที่เคยเป็นแพลนแล้วงดได้ก็จะงดไปหมด

“ถ้าต้องออกไปไหนจริงๆ ตอนนี้ก็จะใส่หน้ากาก พกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือและสเปรย์แอลกอฮอล์เพื่อฉีดตรงที่เราจะสัมผัส เวลาไปนั่งกินข้าวที่ไหนก็จะฉีดที่โต๊ะก่อนแล้วก็มีเครื่องฟอกอากาศพกพาไปด้วย ไม่งั้นก็หยุดกิจกรรมเสี่ยง ช่วงนี้ก็ต้องกินวิตามินมากขึ้น และพ่นแอลกอฮอล์ตรงปุ่มบังคับวีลแชร์ 

“สำหรับเรา พอจะมีหน้ากากอยู่แล้วตั้งแต่ตอนมีปัญหาฝุ่น ยังพอใช้ในช่วงนี้ประกอบกับที่เราไม่ค่อยออกจากบ้าน แต่ถ้าถามว่าวันนึงถ้าหมดแล้วคิดว่าจะหาซื้อไม่ได้แน่ๆ ราคาก็สูงถึงขั้นเลวร้าย หน้ากากอันหนึ่งราคา 40-50 บาท ถ้าเกิดคนทำงานรายได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำต้องมาเสียเงินกับของพวกนี้ จะพอได้ยังไง เราอยากให้รัฐบาลทำให้ปัญหานี้จบเร็วที่สุด อยู่กันแบบนี้ไม่มีใครใช้ชีวิตได้ งานที่กระทบก็ทำไม่ได้ บ้านเราขายของก็เดือดร้อนมาก การปล่อยให้คนพยายามกันเอง  เลยไม่เวิร์ค อยากให้มีมาตรการเชิงบังคับ ทำให้คนเห็นว่า ทำไมเราควรสนใจสุขภาพตัวเอง และระวังจะเป็นพาหะให้คนอื่น 

“เรื่องสิทธิในการรักษาจริงๆแล้วไม่ค่อยรู้ รู้แค่ว่าเรามีสิทธิประกันสังคม ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง มีไข้ หรือเจอคนที่เสี่ยงก็จะตรวจให้ อยากให้บอกข้อมูลมากกว่านี้ ให้ทุกคนรู้เลยว่าไปตรวจที่ไหนราคาเท่าไหร่ ที่ไหนตรวจฟรี เป็นแบบไหนถึงตรวจฟรี เพราะบางทีเราพยายามหาข้อมูลแล้วแล้วก็จะเจอว่าอันนี้ฟรี แต่มีข้อยกเว้นตัวเล็กๆ และอยากให้คนในภาวะกลุ่มเสี่ยงและคนพิการได้รับการตรวจโดยไม่ต้องรอให้เสี่ยงขนาดนั้น

แพรว- เพทาย จิรคงพิพัฒน์ มีภาวะของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด DSMA- Distal Spinal Muscular Atrophy และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเล่าว่า หากเธอติดโควิด-19 ก็น่าจะอาการหนักเอาการเพราะเดิมทีเธอมีปัญหาด้านระบบหายใจอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เคยเป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ จนทำให้ปอดติดเชื้อ ต้องนอนโรงพยาบาลกว่า 2 อาทิตย์และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอด 24 ชม. หลังจากหายดีก็ยังต้องฝึกหายใจ ฝึกพูดใหม่นานถึง 3 เดือนกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ โควิด-19 เลยเป็นอะไรที่ค่อนข้างน่ากลัวสำหรับเธอ 

“ตอนที่ป่วยจากปอดติดเชื้อ ก็เริ่มจากเป็นไข้ เบื่ออาหาร ไอมีเสมหะ นอนซมอยู่บ้านเกือบอาทิตย์ จนเริ่มเหนื่อยเวลาถอดเครื่องช่วยหายใจถึงได้เอะใจ แม้แต่จะไปโรงพยาบาลยังไม่ไหว ต้องเรียกรถพยาบาล พอไปถึงก็โดนแหย่จมูกไปตรวจเชื้อ จำไม่ได้ว่าตอนนั้นผลออกมาเป็นอะไร น่าจะไข้หวัด 2009 ทำให้ปอดอักเสบ จับออกซิเจนได้ต่ำระดับ 90 ต้นๆ แล้วเราก็คายเสมหะด้วยตัวเองไม่ได้ทำให้หายช้ากว่าคนปกติและได้ใช้ยาตัวหนึ่งที่เหมือนกับยารักษาโควิด-19 คือ Oseltamivir หรือ Tamiflu

“ถ้าถามว่าใช้ชีวิตยากยังไง ตอนนี้ไม่ออกไปไหนเลยถ้าไม่จำเป็น โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงคนเยอะ ตั้งแต่โรคเริ่มระบาดเลื่อนนัดหมอมา 2 ครั้งแล้วและเพราะปอดเราอ่อนแรงอยู่แล้ว ถ้าต้องใส่หน้ากากอนามัยก็จะเหนื่อยมาก จึงต้องเลี่ยงออกไปเผชิญผู้คน ตอนนี้ก็เป็นห่วงคนรอบข้างมากกว่า เพราะเขายังต้องออกไปข้างนอก มีความเสี่ยงมากกว่า ถ้ามีคนในบ้านติดขึ้นมาก็ไม่มีคนดูแลเรา หรือเราอาจติดด้วย ไม่โอเคทั้งสองแบบ 

“ตอนนี้ก็ทำได้แค่จัดการตัวเองและคนในครอบครัว ล้างมือบ่อยๆ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ การที่ของขาดตลาดไม่ว่าเพราะใครกักตุนก็ส่งผลกระทบกับคนที่จำเป็นต้องใช้ เราใช้หน้ากากผ้าไม่ได้เลย หรือเวลาเห็นคนที่ป่วยติดเตียงต้องใช้แอลกอฮอล์ทำแผล แล้วหาซื้อไม่ได้นี่โคตรเศร้าใจ ปัจจุบันก็ยังไม่มีการช่วยเหลือจากรัฐบาลและไม่ได้ต้องการให้รัฐช่วยแบบเฉพาะเจาะจงแค่พวกเรา แต่อยากให้มีมาตรการที่เข้มข้นเพื่อทำให้โรคนี้สงบโดยเร็วที่สุด ก่อนจะกระจายไปทุกหย่อมหญ้า และในหลายมาตรการที่ออกมาแล้วก็อยากให้บังคับควบคุมให้จริงจังด้วย”

พลอย- สโรชา กิตติสิริพันธุ์ หญิงสาวตาบอดมองว่าในสถานการณ์โควิด-19 คนตาบอดมีความเสี่ยงมากเนื่องจากพวกเขาต้องสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา

“ความอันตรายของโรคนี้คือ การที่โรคแพร่กระจายไปได้ขณะที่ผู้ติดเชื้อยังไม่แสดงอาการ และโรคเป็นอันตรายต่อผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เนื่องจากเราไม่มีโรคประจำตัว และยังอยู่ในวัยแข็งแรง จึงกังวลว่า อาจจะติดแล้วแพร่เชื้อไปให้พ่อกับแม่ ทำให้ไม่กล้าออกจากบ้าน ถึงออกจากบ้านก็พยายามสวมหน้ากาก สวมแว่น พกเจลล้างมือ และระวังไม่ใช้มือสัมผัสสิ่งต่างๆ รวมทั้งพยายามสัมผัสคนอื่นให้น้อยที่สุด ซึ่งทำได้ยากพอสมควร

“การเป็นคนตาบอดนั้นค่อนข้างมีความเสี่ยงมากเพราะรับรู้สิ่งรอบตัวด้วยการสัมผัส มีโอกาสมากที่จะสัมผัสถูกบริเวณที่มีเชื้อโรค แล้วเผลอขยี้ตาหรือหยิบขนมเข้าปาก เขาไม่รู้ว่า บริเวณรอบตัวนั้นปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย เช่น อาจจะมีคนทีท่าเหมือนเป็นไข้อยู่ใกล้ๆ แต่คนตาบอดก็ไม่รู้ จึงไม่ทันระวังป้องกันตนเอง และเนื่องจากคนตาบอดจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่นให้ช่วยเหลือบางสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทาง การหยิบสิ่งของหรือขอให้ช่วยอธิบายสิ่งต่างๆ เมื่อเดินทางออกนอกบ้าน จึงเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ยากมาก เขาไม่สามารถขับรถส่วนตัวได้ ถ้าไม่มีใครขับรถพาไป ก็จำเป็นต้องใช้การเดินทางสาธารณะซึ่งมีความเสี่ยงแบบที่ได้บอกไป

“มาตรการในการป้องกันหรือดูแลตัวเองของเราคือ พยายามไม่ออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น หรือ หากจำเป็นต้องออกจากบ้าน จะเดินทางไปกับคนที่มองเห็นที่ช่วยเหลือดูแลเราได้ เพื่อลดการพึ่งพาคนแปลกหน้า สวมหน้ากากและพกเจลล้างมือติดตัวเสมอ

“อยากให้รัฐจัดหาหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือให้พอสำหรับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนตาบอดที่จำเป็นต้องสัมผัสสิ่งต่างๆ อยู่บ่อยๆ นอกจากนี้อยากให้รัฐมีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ตกงาน ให้มีรายได้ และมีงานทำ เพราะถ้าคนมีเงินพอจะซื้อหาอาหารกิน คนก็จะแข็งแรง ถ้าคนมีเงินพอจะซื้อหาอุปกรณ์ป้องกันตนเอง คนก็จะไม่สบายน้อยลง และถ้าคนมีงานทำ คนก็จะรู้สึกมั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน ในที่สุดก็น่าจะอดทนจนผ่านปัญหาโรคระบาดครั้งใหญ่นี้ไปได้

“ส่วนตัวเราเป็นคนที่เสพสื่อน้อย ดูทีวีน้อย ส่วนใหญ่จะรับฟังจากคนในบ้าน คนตาบอดพอเข้าถึงสื่อได้ การมีอินเตอร์เน็ตยิ่งทำให้เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้น แต่สิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหาก็คือ เรื่องความถูกต้อง สารที่รับมาจะชัวร์หรือไม่ ถูกต้องแค่ไหน นี่ไม่ใช่ปัญหาแค่สำหรับคนตาบอดอย่างเดียว เป็นปัญหาสำหรับคนทั่วไปเหมือนกัน สื่อเองจึงควรทบทวนถึงความถูกต้องและประโยชน์ของข่าวที่รายงานออกไปด้วย”

เลาะ- บุญฤทธิ์ จันทร ชายตาบอดมีความกังวลต่อการใช้ชีวิตแบบ social distancing เพราะในขณะที่ทุกคนใช้ชีวิตแบบมีระยะห่าง คนตาบอดยังต้องการความช่วยเหลือจากคนรอบข้างในการใช้ชีวิตประจำวันอยู่เหมือนเดิม

“ถ้าถามว่าโควิด-19 สร้างผลกระทบต่อเราอย่างไรบ้าง ก็ต้องบอกว่าหลายด้าน หลายครอบครัวต้องสูญเสียรายได้ ผมเองก็ต้องเรียนออนไลน์ ก็ดีเพราะไม่ต้องเดินทาง แต่ก็ทำให้เราขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

“เรากังวลเพราะการบริหารจัดการของภาครัฐที่ไม่มีแนวทางอย่างเป็นระบบและชัดเจน ยังเห็นคนที่ไม่เข้าใจในเรื่องความรู้ด้านโรค และเรื่องการป้องกันเท่าที่ควร ยังมีความเคลือบแคลงในมาตรการการกักกันอยู่ และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะกระทบคนตาบอดอย่างผมแน่นอน คือ social distancing เพราะหากเราเดินทางไปในพื้นที่ที่ต้องขอความช่วยเหลือหรือมีคนพาเดิน ไม่ว่าจะเป็นการข้ามถนน หรือว่าการเดินตามตรอก ซอก ซอย มาตรการนี้ก็อาจจะทำให้คนตาบอดลำบากอยู่บ้าง และคนตาบอดอาจจะต้องระมัดระวังมากกว่าเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น กรณีที่มีคนเดินมาจับมือเรา หรือเราไปสัมผัสผู้อื่น ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสี่ยงกับทุกคน 

“มาตรการป้องกันตัวเองของผมคือ พกเจลล้างมือตลอด ใส่หน้ากากเมื่อต้องออกพื้นที่ชุมชน สาธารณะหรือบริการขนส่งสาธารณะต่างๆ หลีกเลี่ยงการจับสิ่งของและโดนตัวผู้อื่นโดยไม่จำเป็น สุดท้ายก็กินร้อนช้อนกลาง กินของสดสะอาด 

“สำหรับคนพิการเองอาจจะไม่จำเป็นต้องมีการช่วยเหลืออะไรเป็นพิเศษ เราคาดหวังให้เขามีมาตรการป้องกันโรคสำหรับทุกคน อยากให้การตรวจเป็นบริการที่ทุกคนเข้าถึงได้ อยากให้ดูนโยบายการทำประกันที่บางบริษัทห้ามคนพิการทำเพราะมองว่าเป็นกลุ่มอ่อนแอ ซึ่งผิดกฏหมาย รัฐต้องเข้าไปจัดการอย่างจริงจัง สุดท้ายคือ อยากให้มีการสนับสนุนอุปกรณ์เพื่อป้องกันโรค โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีความเปราะบาง หรือกลุ่มคนที่เข้าถึงอุปกรณ์ได้อย่างยากลำบาก”

        Healthสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสุขภาพcovid-19
Categories: ThisAble

คนนั่งวีลแชร์หลบอยู่ซอกหลืบไหนในพื้นที่คอนเสิร์ต

Mon, 2020-03-23 14:43

หลายคนกล่าวว่า ดนตรีเป็นภาษาสากลที่ทำให้คนหลงรักโดยไม่ต้องรู้ความหมาย การฟังดนตรี การไปคอนเสิร์ตจึงเปรียบเสมือนพื้นที่แห่งความรัก และเป็นกิจกรรมที่หลายคนเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ดี แม้ดนตรีจะเป็นเรื่องของทุกคนแต่พื้นที่กลับไม่ใช่

ชวนคุยกับคนพิการทางการเคลื่อนไหว ฟังประสบการณ์ของพวกเขากันว่า ทุกคนเข้าถึงความสุขจากดนตรีได้เท่ากันหรือเปล่า แล้วพวกเขาอยู่ตรงไหนกันบ้าง ในคอนเสิร์ต

รถเมล์
แนวเพลงที่ฟัง: J-pop

เคยไปคอนเสิร์ตที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เป็นคอนเสิร์ตใหญ่และมีแสตนสร้างขึ้นมาให้คนพิการโดยเฉพาะ แตกต่างจากที่ อิมแพค เมืองทองธานีที่ไม่มีที่สำหรับวีลแชร์โดยเฉพาะ หากจองที่นั่งโซนล่างสุด ก็จะมีที่ให้เข้าไปจอดได้ แต่ถ้าเป็นชั้นบน ก็จะเข้าไปนั่งตามที่นั่งไม่ได้ ต้องแยกไปนั่งตามขอบทางเดิน บางครั้งไปดูคอนเสิร์ตกับเพื่อน เพื่อนจองโซนด้านบน เราก็จะถูกแยกไปอยู่คนเดียวข้างทางเดิน ไม่ได้นั่งกับเพื่อน และไม่ได้สนุกกับเพื่อน

บางคอนเสิร์ตค่อนข้างลำบากสำหรับวีลแชร์ เพราะถ้าเรานั่งก็จะมองไม่เห็นเหมือนคนที่ยืน หากอยู่ข้างหน้าสุดไม่ได้ก็จะไม่ไปคอนเสิร์ตนั้น เราจะไม่พยายามไปข้างหน้าทั้งที่เรามาทีหลังคนอื่น เกือบทุกครั้งก็จะต้องเช็คก่อนว่า ที่ไหนมีพื้นที่สำหรับวีลแชร์ยังไงบ้าง ถามที่ Thai ticket major หรือจากเพจของศิลปิน แต่คำตอบก็อาจจะยังไม่เคลียร์เท่าไหร่

การนั่งวีลแชร์ก็มีผลว่าจะไปหรือไม่ไปคอนเสิร์ตไหน อย่างตอนอยากไป Music festival ที่เขาใหญ่ แต่ไม่มีโซนสำหรับวีลแชร์ แถมยังจัดในลานดินด้วย ก็เลยไม่สะดวก จึงไม่ได้ไป คอนเสิร์ตที่สนุกด้ทุกคนสำหรับคนนั่งวีลแชร์ก็คือ มีที่ให้วีลแชร์นั่งได้และมองเห็นเหมือนคนอื่นก็โอเคแล้ว                

บัดดี้
แนวเพลงที่ฟัง: K-pop

เวลาไปคอนเสิร์ต เรานั่งวีลแชร์เข้าไปแล้วก็ให้สตาฟอุ้มไปนั่งตรงที่ปกติ และต้องไปก่อนเวลาเพื่อให้สตาฟยกเข้าไป จะได้ไม่เกะกะคนอื่น

ก่อนจองบัตรจะถามไปทางผู้จัดไปทางเฟซบุ๊ก เขาบอกจะจัดการให้ แต่พอเราทักไปถามเขาอีกทีว่า เป็นยังไงบ้าง เขาก็อ่านไม่ตอบ จนคอนเสิร์ตผ่านไปเขาก็ยังไม่ตอบเรา จนพลาดโอกาสไม่ได้ไป หลังๆ เราจึงไปเลยแล้วให้เขาหาที่ให้เพราะคิดว่าคอนเสิร์ตควรจะมีพื้นที่สำหรับทุกคนอยู่แล้ว

ตอนที่เราไปคอนเสิร์ตแฟนคลับคนอื่นก็ไม่ได้อะไรกับเรานะ ก็ยิ้มให้ปกติ ในคอนเสิร์ตเกาหลี บัตรมีราคาหลายแบบ เราซื้อบัตร 6,000 แล้วได้นั่งตรงแถว A ซึ่งเป็นแถวหน้าสุด โดยให้สตาฟอุ้มเข้าไป ไม่แน่ใจว่าถ้าซื้อบัตรราคาแพงที่สุด จะได้มองเห็นในราคาที่หวังไหม หรือไม่ว่าคุณจะซื้อบัตร 6,000 หรือ 2,000 ก็ต้องนั่งอยู่ในโซนนี้ แต่ก็จะมีดราม่าอีกหากเราซื้อบัตร 2,000 แล้วได้เห็นในราคา 6,000 ถ้าเป็นไปได้จึงอยากให้มีโซนสำหรับราคานั้นๆ ในพื้นที่สำหรับคนพิการ

ถ้าเป็นคอนเสิร์ตที่ยืนหมดเลยจะยากมาก เพราะไม่มีโซนสำหรับรถเข็น ถ้าเราไปช้าคนอื่นก็ยืนบัง จึงต้องไปอยู่ข้างหน้าหรือไปตั้งแต่บ่ายโมงเพื่อที่จะได้อยู่ข้างหน้าสุด หากตอนนี้เราไม่ได้เป็นคนพิการแต่เป็นคนสูงอาย ประสบอุบัติเหตุ ขาเจ็บหรือใช้ไม้เท้า ก็ควรจะมีพื้นที่รองรับ ตอนนี้ผู้จัดเขาอาจจะยังมองไม่เห็นเท่าไหร่ เพรายังไม่ค่อยเห็นคนพิการ ไม่รู้ว่าคนพิการสามารถออกมาดูคอนเสิร์ตได้

โต้ง
แนวเพลงที่ฟัง: ทุกแนว

ผมไปคอนเสิร์ตเยอะมาก มากกว่า 5-6 ครั้งต่อปี ก็พอจะรู้ว่าแต่ละสถานที่เป็นยังไง บางที่เข้าได้ บางที่ต้องให้คนอื่นช่วย ต้องติดต่อผู้จัดงานว่าเขามีความพร้อมและ รองรับเราได้แค่ไหน ถ้าเป็นงานใหญ่ส่วนมากจะไม่ค่อยได้รับคำตอบเพราะคน อินบ๊อกเขาเยอะ เห็นอีกทีเราก็อยู่หน้างานแล้ว ต้องไปวัดดวงเอาหน้างานว่ามีความพร้อมแค่ไหน

เวลาไปดูคอนเสิร์ต เราตั้งลิมิตตัวเองไว้ก่อนว่าได้แค่ไหน อย่างเราลิมิตตัวเองว่า จะเข้าไปข้างหน้าโดยที่ไม่ลำบากคนอื่น ถ้ารู้ว่าลำบากแน่ๆ จะไม่เข้า การนั่งวีลแชร์มีผลกับการเลือกเวที เราต้องวางแผน ดูแผนที่งาน และเลือกก่อนว่าจะไปไหนบ้าง ถ้าเป็นงานคอนเสิร์ตรวมศิลปิน เวลาแต่ละเวทีจะเหลื่อมกัน เราต้องเลือกว่าจะอยู่นี่หรือจะไปนู่น ทุกอย่างต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า หรือบางทีเราก็ไม่เข้าข้างหน้าเด็ดขาดเพราะลำบากคนอื่น หรือหากจัดตอนเย็น เราก็จะไม่พยายามเข้าไป เพราะบางครั้งมองทางข้างหน้าไม่เห็น ไม่รู้ว่าข้างหน้ามีหลุมไหม ทางเรียบไหม จึงอยู่ด้านหลังดีกว่าแม้จะไม่เห็นเวที และต้องหาห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด ไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับคนเยอะๆ ในที่ที่คนเข้าออกเป็นระยะ

ที่อิมแพค เมืองทองธานี เราต้องพยายามไปถึงเก้าอี้ที่ซื้อไว้ สมมติว่าซื้อที่ 3,000 บาท พนักงานก็จะช่วยให้เราเข้าไปใกล้ที่สุดแล้วถามว่า เราสามารถย้ายไปที่เก้าอี้ตัวนั้นได้ไหม หากย้ายได้เขาก็จะเอาวีลแชร์ไปเก็บไว้ให้ใกล้ ๆ ที่ทันเดอร์โดมไม่มีทางลาดขึ้นเข้าไปในตัวตึก และไม่มีทางลาดออกลงมา จึงต้องใช้คนแบกวีลแชร์อย่างน้อย 3 คน พาขี้นไป ที่ Voice space เป็นสถานที่ที่เป็นมิตรกับวีลแชร์มาก แต่มักจัดงานช่วงเย็น ซึ่งตึกจะปิดบางโซน จึงอาจเข้าห้องน้ำไม่ได้

ทุกวันนี้คอนเสิร์ตเริ่มเห็นความสำคัญของการที่ทุกคนสามารถไปด้วยกันได้ ผมเจอคนใช้วีลแชร์ทุกรอบ รอบละประมาณ 2 คน

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อม
Categories: ThisAble

จับคู่อาสาช่วยคนพิการ คนสูงอายุรับมือโควิด-19 ผ่าน 'Covid Aid Bangkok'

Fri, 2020-03-20 16:56

Covid Aid Bangkok เป็นแพลตฟอร์มในการหาและจับคู่อาสาสมัครเพื่อให้ความช่วยเหลือกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวและคนพิการ ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 โดยจะให้การช่วยเหลือหลายด้าน เช่น ซื้อของอุปโภคบริโภค อาหาร ของจำเป็นในการรับมือโควิด-19 เช่น เจลล้างมือ กระดาษชำระ หรือโทรพูดคุย

โดยเมื่อเปิดเข้าไปในเว็บไซต์ https://www.covidbangkokaid.com/ จะพบกับรายละเอียดและให้คุณกรอกว่า คุณคืออาสาสมัคร หรือคุณคือคนพิการ/ รู้จักคนพิการ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับทางแพลตฟอร์มในการจับคู่อาสามารถและความต้องการของคนพิการและผู้สูงอายุ  

ผู้ที่สนใจเป็นอาสาสมัคร Covid Aid Bangkok หรือแจ้งขอความช่วยเหลือ สามารถลงทะเบียนได้ที่ www.covidbangkokaid.com

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนcovid-19คนพิการอาสาสมัครคนสูงอายุ
Categories: ThisAble

ธรรมศาสตร์ทำอย่างไรถึงเป็นมหาวิทยาลัยที่คนพิการอยากมาเรียน

Fri, 2020-03-13 19:23

ข่าวคนพิการจบปริญญาตรีกลายเป็นกระแสโด่งดังในสื่อหลายประเภท ในข่าวเล่าถึงความมานะพยายามของเธอผู้ซึ่งตั้งใจเล่าเรียนศึกษาจนได้รับปริญญาเช่นเดียวกับนักศึกษาคนอื่น แต่เรื่องราวของเธอ กลับสร้างความภาคภูมิใจ ปิติ ยินดีสู่ผู้พบเห็น เพราะไม่คิดว่าคนพิการจะสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ 

ไม่ผิดนัก หากคนทั่วไปไม่คิดว่าคนพิการจะสามารถเข้าเรียนได้ เพราะที่ผ่านมาจำนวนคนพิการที่เข้าสู่ระบบการศึกษานั้นมีน้อยเหลือเกิน ดังที่จะเห็นได้จากจำนวนคนพิการที่เรียนจบระดับปริญญาตรีทั้งหมดเพียง 3,457 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.18 ของจำนวนคนที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ

หนึ่งในคำถามที่คนไม่ค่อยถามก็คือ ทำไมคนพิการในไทยถึงจบระดับปริญญาน้อย หรือทำไมคนพิการเข้าถึงระบบการศึกษาน้อย หรือทำไมคนที่เข้ามาแล้ว ก็หลุดหายไประหว่างทาง เราจึงตัดสินใจเดินทางไปคุยกับ  ปิยพงศ์ เอียดปุ่ม ผู้จัดการศูนย์นักศึกษาพิการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยปิดที่มีจำนวนนักศึกษาพิการเข้าเรียนมากที่สุด ตั้งแต่ปี 46 นับตั้งแต่มหาวิทยาลัยเปิดทดลองโครงการนักศึกษาพิการจนถึงวันนี้ ธรรมศาสตร์ได้เรียนรู้อะไรบ้าง พวกเขามองเห็นอะไร โอกาสและความท้าทาย และอะไรคือเบื้องหลังของความสำเร็จที่ทำให้ธรรมศาสตร์มีศูนย์นักศึกษาพิการที่ครบครันติดอันดับต้นๆ ของไทย  

รูปแบบของศูนย์นักศึกษาคนพิการในประเทศไทย 

ปิยพงศ์: รูปแบบของศูนย์อำนวยการนักศึกษาพิการในประเทศไทย มี 2 รูปแบบ 1.สังกัดคณะ 2.สังกัดส่วนกลาง ในส่วนแรกคือสังกัดคณะ จะเป็นกลุ่มของมหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ ซึ่งมีคณะครุศาสตร์เอกการศึกษาพิเศษ ฉะนั้นศูนย์อำนวยการนักศึกษาพิการหรือ Disability Support Services (DSS) จึงถูกผนวกอยู่ในเอกการศึกษาพิเศษ ซึ่งดูแลโดยคณะครุศาสตร์เอกการศึกษาพิเศษ และการบริหารจัดการขึ้นอยู่กับคณะ

รูปแบบที่ 2 คือสังกัดส่วนกลาง  ในที่นี้ก็แล้วแต่บริบทของแต่ละที่ เมื่อก่อนหน่วยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สังกัดฝ่ายการนักศึกษา เพราะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานบริการและให้คำปรึกษา หลังมีนักศึกษาพิการอยู่ในความดูแลเยอะขึ้น ศูนย์ก็โตขึ้นจึงแยกไปอยู่ในงานกองกิจการนักศึกษา ขึ้นตรงกับผู้อำนวยการกองกิจการ แต่หลังจากมหาวิทยาลัยฯ ออกนอกระบบ หน่วยนี้ก็ถูกรวมไปอยู่กับงานบริการและให้คำปรึกษา หมวดงานบริการนักศึกษาพิการ และล่าสุดมีแนวโน้มที่จะปรับอีก โดยแยกศูนย์ออกมาเป็นอิสระ ขึ้นตรงกับผู้อำนวยการกองกิจการฯ เหมือนเดิม 

เราต้องเข้าใจก่อนว่าแต่ละมหาวิทยาลัยมีหน่วยงานสังกัดต่างกันไปในแต่ละแห่ง บางที่สังกัดกับฝ่ายวิชาการ ส่วนใหญ่สังกัดฝ่ายการนักศึกษา หลายที่ ไม่สามารถทำให้เกิดศูนย์รูปธรรมได้เพราะนำงานนักศึกษาพิการไปแขวนกับงานทุน ซึ่งเป็นงานบริการและสวัสดิการนักศึกษา ฉะนั้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งอาจจะต้องรับบทบาทในหลายหน้าที่ไปด้วย

แม้ศูนย์นักศึกษาพิการในแต่ละพื้นที่ไม่ได้มีโครงสร้างที่แน่นอนว่าจะต้องอยู่ภายใต้หน่วยงานไหน และไม่ได้มีการบังคับในระบบของหน่วยการศึกษา แต่สิ่งที่เหมือนกันของศูนย์บริการนักศึกษาพิการทุกที่ คือการทำงานภายใต้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการจัดการทางการศึกษาสำหรับคนพิการ

โครงการนักศึกษาพิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ก่อนจะพูดถึงศูนย์บริการนักศึกษาพิการ เราต้องพูดถึงโครงการนักศึกษาพิการ ในปี 46 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดโอกาสให้คนพิการเข้ามาศึกษา  โดยต้องการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับคนทุกกลุ่ม แม้ตอนนั้นธรรมศาสตร์ มีโครงการรับสมัครคนพิการแล้ว แต่ก็ยังไม่มีศูนย์บริการนักศึกษาพิการ 

ช่วงนั้นอาจารย์สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย หลังเกิดโครงการ 2 ปี ปรากฏว่านักศึกษาพิการมีผลการเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดคือ 2.00 กว่าครึ่งหนึ่งของนักศึกษาพิการทั้งหมด จึงจัดตั้งศูนย์ขึ้นมารองรับนักศึกษาพิการที่เข้ามาศึกษาในธรรมศาสตร์ เพราะมองว่ายังไม่มีระบบที่จะให้การสนับสนุนช่วยเหลือสำหรับคนพิการเลย 

ตอนนั้นเราเปิดรับนักศึกษาใน 15 คณะ ทั้งหมด 50 คน ลักษณะความพิการที่เปิดรับมีความพิการทางการมองเห็น เคลื่อนไหว และการได้ยินที่สามารถใช้เครื่องช่วยฟัง ทั้งหมด 3 ประเภทความพิการ แต่คนสมัครก็ไม่ได้เป็นไปตามโควตาที่คณะกำหนดทุกปี ในบางคณะก็ไม่มีคนพิการมาสมัครเลย เช่น นิติศาสตร์รับ 4 คน รัฐศาสตร์รับ 3 คน แต่คนพิการมักจะสมัครในคณะเดียวกันค่อนข้างเยอะ จึงถูกคัดเลือกออกไปจึงเหลือแต่ละปีแค่ 16-18 คน แต่ปัจจุบันได้เพิ่มโควต้าปี 63 เป็น 19 คณะ 62 คน ทำให้มีนักศึกษาพิการทั้งหมดจำนวน 76 คน ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดในบรรดามหาวิทยาลัยปิด 

ปัจจุบันเกณฑ์การเรียนของนักศึกษาพิการต่ำกว่าที่มหาวิทยาลัยกำหนด อธิการบดีจึงมอบหมายให้วิลัยวัณ ปรีดา อดีตหัวหน้าศูนย์บริการนักศึกษาพิการ แกเองทำงานอยู่กองกิจการนักศึกษาไม่ได้มีความรู้ทางด้านนี้ ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ พอได้รับมอบหมายก็เหมือนเริ่มจาก 0 ต้องพยายามหาข้อมูล จดจัดตั้ง เป็นศูนย์บริการนักศึกษาพิการ ในปี 48 รวมทั้งได้รับอนุเคราะห์จากมูลนิธิเพื่อคนตาบอดในการผลิตสื่อการเรียนการสอนอักษรเบรลล์ ให้กับนักศึกษาพิการด้านการมองเห็นด้วย 

หลังจากมีศูนย์ก็ได้มีการติดตามผลประเมินผลการเรียนของนักศึกษาพิการ ปรากฏว่ามีผลการเรียนที่ดีขึ้น เกิน 2.00 ร้อยละ80 พอนักเรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้นในปีต่อมาทางมหาวิทยาลัยก็รับนักศึกษาพิการเข้ามาเยอะขึ้น 

จัดแนะแนวการศึกษา/ รับเข้า/ เตรียมความพร้อม

เริ่มแรกหน้าที่ของศูนย์เราไม่ได้เยอะอย่างปัจจุบัน จำนวนนักศึกษาเองก็ไม่ได้เยอะเท่ากับปัจจุบัน เดิมที่สิ่งที่ศูนย์ทำคือช่วยผลิตสื่อการเรียนการสอน จัดสรรทุนการศึกษา สนับสนุนอุปกรณ์อำนวยความสะดวก แต่ปัจจุบันธรรมศาสตร์จัดแนะแนวการศึกษาให้กับนักเรียนพิการ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา โดยเดินทางไปในโรงเรียนเฉพาะทาง เช่น โรงเรียนสอนคนตาบอด มูลนิธิธรรมิกชนในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการว่าเปิดรับในสาขาวิชาไหนบ้าง แต่ละสาขาวิชาเรียนเกี่ยวกับอะไร ถ้าน้องสำเร็จการศึกษาสามารถประกอบอาชีพอะไร รวมถึงถ้าเข้ามาเรียนในธรรมศาสตร์จะได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือในด้านใดบ้าง เพื่อเป็นตัวเลือกทางการศึกษาให้กับเขา 

นอกจากแนะแนวการศึกษา กระบวนการรับเข้าทั้งหมดดำเนินการโดยศูนย์บริการนักศึกษาพิการ ตั้งแต่การจัดประชุมคณะกรรรมการโครงการนักศึกษาพิการ ประชุมผู้แทนแต่ละคณะที่เปิดรับคนพิการเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับเข้าในแต่ละปี จัดทำร่างประกาศ ประกาศรับสมัคร เปิดรับสมัครและจัดสอบคัดเลือก จนถึงประกาศรายชื่อ ผู้มีสิทธิเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย กระบวนการรับเข้าทั้งหมดดำเนินการโดยศูนย์บริการนักศึกษาพิการ 

วัตถุประสงค์ของโครงการนักศึกษาพิการไม่ได้ต้องการคนพิการที่มีความเก่งทางด้านวิชาการเข้ามาศึกษา แต่ต้องการรับคนพิการที่มีศักยภาพพอที่จะเรียนได้เข้ามาเรียน

เกณฑ์ที่ใช้ในการรับเข้าปี 63 ได้มีการปรับเปลี่ยนค่อนข้างเยอะ ในอดีตเกณฑ์ที่เราใช้พิจารณา ไม่ได้ยากเท่ากับการสอบเข้าแบบอื่น เราใช้ข้อสอบที่เรียกว่า Z ที่มีด้วยกัน 3 หมวด มีหมวดภาษา จำนวนและเหตุผล ซึ่งแต่ละหมวดไม่ได้ยาก ใช้การหลอกล่อและระยะเวลาเป็นตัวกำหนด แต่กลุ่มภาษาที่สอง เช่น อังกฤษกลับไม่ได้วัด จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะไม่เก่งเท่าเด็กที่เข้ามาทาง แอดมิดชันหรือรับตรง 

เมื่อเด็กเข้ามาแล้วก็เลยต้องเตรียมความพร้อมก่อน โดยเชิญอาจารย์ผู้สอน ในแต่ละปีการศึกษามาพูดคุยเกี่ยวกับวิชาเรียนว่าการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย มีความแตกต่างระหว่างเด็กมัธยมอย่างไร มีเนื้อหาการเรียนแบบไหน มีการวัดผล ประเมินผลอย่างไร ที่ผ่านมาเราเชิญอาจารย์ 2 วิชาด้วยกันคือภาษาอังกฤษและภาษาไทย ซึ่งเป็นวิชาบังคับเรียนของทุกคณะ 

นอกจากเรื่องความพร้อมด้านความรู้แล้ว ยังมีเรื่องการใช้ชีวิตภายในมหาวิทยาลัย ฝึกการใช้อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกของแต่ละประเภทความพิการ เพื่อให้เขารู้วิธีการใช้งาน ฝึกเรียนรู้ทั้งเส้นทางเดินและเส้นทางการเดินรถในมหาวิทยาลัย สำหรับคนพิการทางการมองเห็น เราต้องการให้เขาเกิดภาพในหัวว่า พื้นที่มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร อาคารสำคัญที่เขาต้องใช้ชีวิต อยู่ในพื้นที่ไหนบ้าง เพื่อให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตนเองหลังจากที่เปิดการเรียนการสอนไปแล้ว มีการฝึกทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ของทุกคนเพราะการเรียนในมหาวิทยาลัยคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะคนพิการทางการมองเห็น โปรแกรมสำคัญ ๆ ที่ต้องใช้ เช่น โปรแกรมอ่านหน้าจอนั้นอาศัยทักษะการใช้งานที่ดีพอสมควร รวมทั้งการจัดสอบมิดเทอม หรือไฟนอลก็กำหนดให้นักศึกษาพิการทางการเห็นทุกคนสอบที่ศูนย์บริการนักศึกษาพิการโดยใช้คอมพิวเตอร์ในการสอบทั้งหมด 

หอพัก/  อุปกรณ์ช่วยเหลือ

หอพักธรรมศาสตร์เราให้นโยบายไว้เลยว่า นักศึกษาพิการคนไหนต้องการหอพักในมหาวิทยาลัย จะต้องได้รับสิทธินั้นทุกคน และจะให้สิทธิในการรับบัดดี้หรืออาสาสมัครในการพักร่วมได้ด้วยหนึ่งคน โดยศูนย์บริการนักศึกษาพิการเป็นคนจองให้ นักศึกษาพิการไม่ต้องแย่งโควตาหอพักกับนักศึกษาคนอื่น

ในส่วนของการจัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ปัจจุบันนักศึกษาพิการไม่ว่าจะผ่านโครงการนักศึกษาพิการหรือช่องทางปกติ ก็มีสิทธิได้รับอุปกรณ์ต่างๆ เหมือนกันทุกคน อย่างแรกคือโน๊ตบุ๊คและเครื่องบันทึกเสียง หากเป็นคนตาบอด อย่างแรกที่จะได้รับคือไม้เท้าขาว ที่ใช้ในการเดินทาง เด็กหลายคนพอเข้ามาใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยจนคุ้นเคยก็มักเดินโดยไม่ใช้ไม้เท้า ซึ่งอันตรายมากเวลาข้ามถนน บางทีคนขับรถอาจจะไม่รู้ว่าตาบอด เราเลยรณรงค์ให้ใช้ไม้เท้าเป็นกิจลักษณะ สำหรับคนตาเลือนรางก็มีเครื่องขยายภาพแบบพกพา และตั้งโต๊ะแจกจ่ายให้ 

นักศึกษาพิการทางการเคลื่อนไหว เรามีทั้งวีลแชร์ธรรมดาและวีลแชร์ไฟฟ้าให้ยืม การซ่อมบำรุงจะมีศูนย์บริการนักศึกษาพิการเป็นผู้ดูแลให้โดยไม่ต้องออกค่าใช้จ่าย พอเรียนจบค่อยเอามาคืน ทางด้านการได้ยินประเภทหูตึงคือสามารถใช้เครื่องช่วยฟังและสื่อสารได้ คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยขอรับความช่วยเหลือในด้านอุปกรณ์สักเท่าไหร่ หลักๆ เป็นเรื่องของการติดต่อประสานงานทำความเข้าใจกับคณะหรืออาจารย์ผู้สอน ก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ช่วยจดคำบรรยาย รวมถึงสรุปการเรียนการสอนรายวิชาด้วย แต่ปัจจุบันนักศึกษาพิการทางการได้ยินก็ไม่ได้ใช้บริการมากและเนื่องจากค่าตอบแทนที่น้อย ทำให้การหาเจ้าหน้าที่ทำงานในส่วนนี้ค่อนข้างยากเหมือนกัน

อุปกรณ์ทุกอย่างที่ศูนย์จัดซื้อให้นักศึกษาพิการล้วนแต่เป็นอุปกรณ์ที่ดีที่สุด อันไหนเป็นเทคโนโลยีใหม่ เราก็พยายามจัดหามาให้นักศึกษาพิการได้ใช้หรือทดลองใช้ แม้แต่ร้านค้าเองก็ยังถามว่า ทำไมธรรมศาสตร์ถึงซื้ออุปกรณ์ที่ดี ราคาแพงให้กับนักศึกษาพิการใช้ ทั้งที่ที่อื่นไม่เห็นจะให้ความสำคัญขนาดนี้ เราตอบเขาไปว่า อะไรที่ไม่ได้เกินความสามารถ เป็นประโยชน์ หรืออยู่ในงบประมาณที่จัดสรรให้ได้เราก็พยายามเต็มที่ หากน้องไปเจออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ แล้วอยากได้ก็จะฟีดแบคมาตลอดเช่นกัน ล่าสุดไปเจอหัวลากวีลแชร์ไฟฟ้า แค่เอามาติดวีลแชร์ธรรมดา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้งาน ตอนนี้ก็ได้งบประมาณเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ได้จัดซื้อ 

สื่อการเรียนการสอน / หนังสือเสียงสำหรับคนตาบอด

ในส่วนของสื่อการเรียนการสอน เนื่องด้วยเรามีนักศึกษาพิการทางการมองเห็นเยอะถึง 35 คน แต่ละคนมีความต้องการใช้สื่อการเรียนการสอน ศูนย์เองจึงต้องจัดทำสื่อเพื่อให้นักศึกษากลุ่มนี้เข้าถึงได้ ปัจจุบันมีสื่ออักษรเบรลล์ หนังสือตัวขยายและไฟล์หนังสือ เพื่อให้เขาสามารถอ่านได้ง่ายขึ้น 

บางคนต้องการแค่ไฟล์เพราะเขาสามารถใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอได้ บางคนอยากได้ Audio book หรือหนังสือเสียงเราก็มี ปัจจุบันเรามีห้องบันทึกเสียงเพื่อจัดทำหนังสือเสียงทั้งหมด 4 ห้อง มีเจ้าหน้าที่ดูแลและมีอาสาสมัครจิตอาสามาช่วยในการอ่านหนังสือด้วยอีกทางหนึ่ง 

ทุนและเงินอุดหนุน

เรื่องของเงินอุดหนุนทางการศึกษาหรือค่าเทอม  นักศึกษาพิการจะมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหากมีบัตรประจำตัวคนพิการ ไม่เกิน 60,000 บาท ต่อปีการศึกษา สายวิทยาศาสตร์ไม่เกิน 70,000 บาท ต่อปีการศึกษา และเบิกจ่ายตามการจดทะเบียนเรียนจริงของนักศึกษาพิการ ธรรมศาสตร์ใช้ระบบการผ่อนผัน ค่าจดทะเบียนการศึกษาให้กับนักศึกษาพิการไปก่อน คือนักศึกษาพิการทุกคนสามารถลงทะเบียนได้โดยต้องมีเงินในบัญชีหรือสำรองจ่าย

ในส่วนของทุนโครงการนักศึกษาพิการ มีไว้สำหรับคนไหนที่พื้นฐานทางครอบครัวค่อนข้างลำบาก หรือขาดแคลนทุนทรัพย์ก็มีสิทธิได้รับพิจารณาทุนของโครงการนักศึกษาพิการอีก ซึ่งที่ผ่านมาเราจัดสรรให้ปีละประมาณ 25 ทุน ทุนละ 55,000 บาท ต่อปี ทุนนี้เป็นทุนให้เปล่า ไม่เหมือนกับทุน กยศ.หรือ กรอ. ที่ต้องใช้หนี้ทีหลัง แต่มีเงื่อนไขว่า คนที่ได้รับทุนต้องมารายงานตัวกับศูนย์อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรืออาทิตย์ละครั้งในช่วงแรก การรายงานตัวทำโดยการเข้ามารับบริการที่ศูนย์ เพื่อให้เกิดการติดต่อสื่อสารกัน เราเองก็ได้ติดตามน้องได้ว่าผลการเรียนเป็นยังไง มีปัญหาอะไรหรือเปล่า 

การจัดสอบสำหรับนักศึกษาพิการ 

การจัดสอบแก่นักศึกษาพิการ ไม่ว่าจะเป็นภาคการศึกษาไหน มิดเทอม ไฟนอล ที่ศูนย์จะจัดสอบให้กับนักศึกษาพิการทางด้านการมองเห็น โดยจะดำเนินการในการออกหนังสือ เพื่อขอข้อสอบกับทางคณะหรือสาขาวิชาที่นักศึกษาพิการทางด้านการมองเห็นจดทะเบียนเรียนเอาไว้ และจัดทำเป็นข้อสอบเบรลล์ ข้อสอบตัวขยายหรือไฟล์ข้อสอบเพื่อใช้ในการจัดสอบ

นักศึกษาพิการประเภทอื่นถ้ามีปัญหาในการสอบร่วมกับนักศึกษาปกติก็สามารถสอบแยกที่ศูนย์อำนวยการนักศึกษาพิการได้เช่นกัน โดยให้สิทธิในการเพิ่มเวลาสอบแก่นักศึกษาพิการ อย่างวิชาไหนที่มีเวลาสอบตั้งแต่ 1 ชั่วโมงแต่ไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็จะได้รับการเพิ่มเวลาอีก 30 นาที วิชาไหนที่มีการสอบตั้งแต่ 2 ชั่วโมงเป็นต้นไปก็จะได้รับการเพิ่มอีก 1 ชั่วโมง นักศึกษาสามารถเลือกรับสิทธิเพิ่มเวลาหรือไม่ก็ได้ หากต้องการจะต้องเข้าห้องสอบก่อนเวลาปกติ ที่มีการจัดสอบของนักศึกษาทั้งหมดเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อสอบ และออกจากห้องสอบในเวลาเดียวกันกับนักศึกษาคนอื่น

สอนเสริม/ TU BUDDY/ ให้คำปรึกษา

การสอนเสริมหรือติวในรายวิชาได้มีการจัดสอนเสริมวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานของมหาวิทยาลัย เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า เราไม่ได้วัดความรู้ด้านภาษาอังกฤษของนักศึกษาพิการ จึงเชิญอาจารย์จากสถาบันภาษามาสอนเสริมโดยมีศูนย์เป็นคนจ่ายค่าตอบแทน

ปัจจุบันมีความตั้งใจจะจัดติวหรือสอนเสริมในวิชาต่างๆ มากกว่านี้ ในเทอมที่ผ่านมาเพื่อนผมเป็นอาจารย์ที่สอนอยู่ที่คณะสังคมวิทยา ก็มาช่วยติววิชาพื้นฐานของคณะสังคมวิทยา ซึ่งมีหลายคณะที่บังคับเรียน 

ตอนนี้มีการจัดตั้งกลุ่มที่เรียกว่า TU BUDDY หรือเพื่อนช่วยเพื่อนธรรมศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักหาอาสาช่วยติวในวิชาต่างๆ ตามที่นักศึกษาพิการร้องขอ ซึ่งตอนนี้มีจิตอาสาเกือบ 30 คนแล้ว นอกจากเรื่องติวแล้วก็ยังช่วยหากมีความต้องการเร่งด่วน เช่น นักศึกษาพิการด้านการมองเห็นมีความต้องการที่จะไปเรียนในอาคารใหม่  เขาไม่สามารถไปได้และต้องการอาสาพาไป ก็เรียกขอความช่วยเหลือจาก TU BUDDY ได้ TU BUDDY ส่วนหนึ่งยังช่วยเหลือในเรื่องของการผลิตสื่อ การพิมพ์ไฟล์เพื่อแปลงเป็นอักษรเบรลล์ การอ่านหนังสือเสียง ทั้งหมดเป็นกิจกรรมที่ได้วางเอาไว้เพื่อซัพพอร์ทนักศึกษาพิการ 

เรื่องของการให้คำปรึกษานั้นเป็นหน้าที่ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการทุกคนมีหน้าที่ในการให้คำปรึกษากับนักศึกษาพิการทุกคนที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านการเรียน การใช้ชีวิตหรือปัญหาอื่นๆ ที่ผ่านมา มีนักศึกษาปรึษา เช่น เทอมนี้เกรดหนูค่อนข้างสุ่มเสี่ยง เทอมหน้าหนูควรจะวางแผนการจดทะเบียนเรียนอย่างไร เจ้าหน้าที่ก็จะแนะนำวิชาช่วยดึงเกรดหรือจำนวนวิชาที่ควรลง การวางแผนอ่านหนังสือ หรือแม้แต่ปัญหาครอบครัว หรือความรัก ทางศูนย์ก็ยินดีถ้านักศึกษาต้องการปรึกษา

การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ

การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษาพิการ ถ้าเป็นที่อื่น อาจจะไม่ใช่หน้าที่ความรับผิดชอบของศูนย์บริการนักศึกษาพิการ แต่จะอยู่ในฝ่ายอาคารสถานที่ แต่เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมเกี่ยวข้องกับนักศึกษาพิการ และเราเป็นคนริเริ่มตั้งแต่แรก ทุกหน่วยจึงโยนมาที่ศูนย์อำนวยการนักศึกษาพิการทั้งหมด 

จุดเริ่มต้นของการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ คือตอนพี่วิไลวรรณ หัวหน้าศูนย์ เห็นว่ามีงบจัดสรรที่เหลือจ่ายในแต่ละปี เพราะตอนนั้นครุภัณฑ์หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีค่อนข้างพร้อมอยู่แล้ว จึงปรึกษาและคิดว่าจะนำมาปรับปรุงกายภาพ เพราะเราเองรับนักศึกษาพิการมาตั้งแต่ปี 46 แต่กายภาพหลายอย่างไม่เอื้อกับการเรียนหรือการใช้ชีวิต เงินก้อนแรกศูนย์จึงนำไปปรับปรุง ลิฟต์โดยสารในกลุ่มอาคารเรียนสังคมศาสตร์ คณะแพทย์และคณะวิทย์ให้มีปุ่มกดสำหรับคนพิการ แผงปุ่มกดอักษรเบรลล์และมีเสียงบอกชั้น หลังจากนั้นก็มีโครงการอื่นๆ มากมายไม่ต่ำกว่า 20 โครงการ ทั้งการปรับปรุงทางลาดในอาคารต่างๆ ห้องน้ำคนพิการ ที่จอดรถคนพิการ ทางเดินเท้า  เบรลล์บล็อกในการนำทาง และโครงการล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปก็คือการปรับปรุงหอสมุดป๋วย 

ตอนนี้กำลังดำเนินการปรับปรุงหอพักหญิงชั้น 1 จำนวน 7 ห้อง ทั้งห้องน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิต เฟอนิเจอร์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า โต๊ะอ่านหนังสือ ซิงค์ล้างจาน และทางลาดอีก 2 จุด 

ศูนย์บริการนักศึกษาพิการ

นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด หน้าที่อีกอย่างคือการให้บริการทั่วไป เรามีห้องอัดเสียงจำนวน 4 ห้อง มีบริการคอมพิวเตอร์จำนวน 28 ชุด รวมถึงเครื่องขยายภาพแบบตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่นี่จะมีโปรแกรมช่วยอ่านหน้าจอหรือ Screen reader เพื่อให้นักศึกษาพิการทางการมองเห็นสามารถใช้งานได้ ส่วนพื้นที่ข้างในเป็นพื้นที่ออฟฟิศ ของเจ้าหน้าที่ ห้องผลิตสื่ออักษรเบรลล์ ห้องประชุมและพื้นที่พักผ่อน 

ศูนย์ให้บริการตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ โดยวันจันทร์ถึงศุกร์ เปิดให้บริการตั้งแต่ 8.30- 22.30 น. มีเจ้าหน้าที่สลับสับเปลี่ยนเวรให้บริการ ส่วนวันเสาร์เปิดให้บริการตั้งแต่ 8.30- 16.30 น. เพื่อนักศึกษาพิการเข้ามาใช้บริการโดยเฉพาะ โดยไม่ต้องไปแย่งชิงพื้นที่ส่วนกลางกับนักศึกษาทั่วไป และเราไม่ได้มีข้อบังคับว่าต้องใช้เพื่อการเรียน หรือค้นคว้าหาความรู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สามารถใช้เพื่อกิจกรรมบันเทิงผ่อนคลายก็ได้ 

ทำไมต้องใช้เงินส่วนรวมไปเพื่อคนส่วนน้อย

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าเงินที่ใช้ในการปรับปรุงทั้งหมดเป็นเงินที่ศูนย์ได้รับการจัดสรรจากสำนักงบประมาณโดยตรงเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของศูนย์บริการนักศึกษาพิการ ฉะนั้นวัตถุประสงค์คือเพื่อนักศึกษาพิการ เราจึงไม่ได้ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เพราะทำเพื่อให้นักศึกษาพิการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้เหมือนกับนักศึกษาทั่วไป เช่น ตรงพื้นที่บริเวณหอสมุดป๋วย จะมีร้านกาแฟสตาร์บัค ซึ่งก่อนหน้านี้เด็กพิการไม่สามารถใช้บริการได้ คำถามคือทำไมเขาไม่มีสิทธิเข้าไปใช้บริการสตาร์บัค 

สำหรับผมซึ่งเป็นคนทำงาน คิดว่ามหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควรเพราะที่ผ่านมา เราดำเนินการขับเคลื่อนไปได้ด้วยงบประมาณของตัวเอง แม้ในยุคแรกอธิการบดีให้ความสำคัญ  จะเห็นได้จากเมื่อไหร่ที่มีปัญหาหัวหน้างานสามารถสื่อสารกับอธิการบดีได้เลย และตัวท่านเองก็เข้ามาศูนย์บ่อยมาก แต่ในยุคหลังมหาวิทยาลัยคงมองว่า ได้ลงทุนกับเรื่องนี้ไปประมาณหนึ่งแล้ว ดังเช่นในปี 63 นี้ เราโดนตัดงบจากสำนักงบประมาณ เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกนอกระบบแล้ว และโครงการนักศึกษาพิการเป็นโครงการที่มหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการต่อ โดยใช้เงินรายได้ของมหาวิทยาลัย ส่วนเงินกองทุนนักศึกษา แต่ก็มีหลายประเด็นที่เขารู้สึกว่า ทำไมต้องเอาเงินส่วนใหญ่ไปอุดหนุนคนส่วนน้อย และไม่เห็นด้วยกับการเอาเงินไปให้นักศึกษาพิการ จึงทำให้หากเราโดนตัดงบ บริการที่เคยมีอยู่ อาจต้องโดนตัดหรือลดการให้บริการ ทั้งที่ธรรมศาสตร์มีชื่อเสียงในเรื่องของการให้บริการและสนับสนุนช่วยเหลือนักศึกษาพิการเป็นอย่างมาก และถือว่าเป็นโมเดลให้กับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ 

และเนื่องจากหลายอย่างไม่ได้เป็นภาระหน้าที่ของศูนย์โดยตรง จึงควรได้รับการร่วมมือจากหน่วยงานอื่น เช่น ฝ่ายอาคารสถานที่ในการปรับปรุงกายภาพ อย่างล่าสุดกรณีน้องวีลแชร์ตกทางลาดหอพัก เรื่องนี้ก็ยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีกว่า เวลาเด็กเกิดอุบัติเหตุก็ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย และนักศึกษาคนดังกล่าวก็อยู่ในความดูแลของเราด้วย

เรื่องคนพิการก็เป็นหน้าที่ของศูนย์นักศึกษาพิการเท่านั้น 

ปัจจุบันมีศูนย์อำนวยการนักศึกษาพิการ ทุกคนจึงคิดว่า พอเกี่ยวกับนักศึกษาพิการ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของศูนย์บริการนักศึกษาพิการ ศูนย์อื่นก็โยนมาทางนี้ทั้งหมด 

สำหรับหน่วยบริการนักศึกษาพิการในต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่หน่วยประสานงาน แต่ไม่ใช่หน่วยงานกลางในการแก้ปัญหา เรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวก ฝ่ายอาคารสถานก็ต้องดู เรื่องของสื่อการเรียนการสอน หอสมุดเป็นคนรับผิดชอบ ในเรื่องของการเรียนการสอน อาจารย์ผู้สอนเองก็มีหน้าที่ในการออกแบบสื่อการเรียนการสอนให้คนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ในเรื่องของบริการสุขภาพทางหน่วยที่ดูแลก็ต้องจัดหาเครื่องออกกำลังกายหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทำให้นักศึกษาใช้ได้ เรื่องของหอพักก็จะเป็นส่วนหอพักที่จะต้องดูแล ไม่ใช่ทั้งหมดเป็นหน้าที่เรา

อาจจะเห็นว่าภาพของธรรมศาตร์ไปได้ไกลก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เช่น ถ้าสังเกตจะเห็นเสาสัญญาณไฟจราจรแบบปุ่มกด นี่เป็นสิ่งที่ศูนย์นักศึกษาพิการทำขึ้นหลังจากไปดูงาน ที่ฮ่องกง ที่น่าจะช่วยให้เกิดความปลอดภัยกับนักศึกษาพิการ พอจะทำก็มีเสียงคัดค้าน ว่าจะทำให้จราจรติดขัดและคงไม่มีใครยอมหยุดรถให้ จนช่วงหลัง เรารณรงค์ใช้กันเป็นกิจลักษณะ เมื่อกดไฟรถก็เริ่มจอด การกดแล้วจอดกลายเป็นประโยชน์กับคนทุกคน ไม่ใช่แค่นักศึกษาพิการ หลังจากนั้นพอเสาไฟปุ่มกดเสีย คนที่เดือดร้อนกลุ่มหลักไม่ใช่นักศึกษาพิการ แต่เป็นนักศึกษาทั่วไป เราจึงต้องรีบซ่อมให้ไวที่สุด แต่คนที่ต้องดูแลรับผิดชอบก็คือศูนย์นักศึกษาพิการ 

ปัจจุบันปัญหาหนึ่งคือ มีคนพูดมากกว่าคนทำ เรามีงานวิจัยเยอะแต่การกระทำไม่มี พอคนมองว่า เรื่องคนพิการไม่ใช่เรื่องของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคนพิการมักจะเป็นกลุ่มที่ตกหล่นอยู่ตลอดเวลา และเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ถูกพูดถึง จนต้องมาแก้ปัญหาทุกรอบ เห็นได้จากแม้ว่าปัจจุบันอาคารสร้างใหม่ มีกฎหมายบังคับกำหนดมาตรฐาน ลักษณะ กว้างยาว แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เคยเป็นไปตามกฎหมายกำหนด

ประเทศไทยยังเข้าไม่ถึงแนวคิดเรื่องทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ตราบใดที่สังคมไทยยังมีการแบ่งชั้นวรรณะ แยกคนรวย คนจน ผู้มีอำนาจ นับประสาอะไรที่คนพิการ จะถูกเห็นความสำคัญ

ทำไมเราต้องทุ่มเททรัพยากรไปเพื่อคนพิการซึ่งเป็นส่วนน้อย

ถ้ามองว่า ลงทุนแล้วต้องคุ้มค่ากับการลงทุน ศูนย์บริการนักศึกษาพิการในแต่ละที่ก็จะไม่เกิด อุปกรณ์ เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างมีมูลค่าค่อนข้างสูงมากถ้าเทียบกับอุปกรณ์ของคนปกติ อย่างเครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์ เครื่องละ 550,000 บาท เครื่องขยายภาพเครื่องละ 150,000 บาท วีลแชร์คันละ 80,000 บาท โปรแกรมอ่านหน้าจอหรือ Screen reader ลิขสิทธิ์โปรแกรมผู้ใช้ละ 50,000 บาท หรือเครื่องขยายภาพ CCTV เล็กๆ เครื่องละ 25,000 บาท 

ถ้ามองแค่ว่าคุ้มค่าไหมตั้งแต่แรก เราก็ไม่สามารถจัดบริการหรือช่วยเหลือนักศึกษากลุ่มนี้ได้เลย ในต่างประเทศเขามีแนวคิดที่ไม่เหมือนเรา เขามองว่าจะทำอย่างไรให้สิทธิเท่าเทียม เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตโดยไม่เป็นอุปสรรค ไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษ แต่มองถึงคนทุกคน 

ในบางประเทศไม่มีศูนย์บริการนักศึกษาพิการ เช่นในยุโรปมีศูนย์ที่เรียกว่า success center  ที่คนทุกคนสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ภายในนั้นก็จะมีพื้นที่ให้บริการนักศึกษาพิการ หรือในอเมริกาเองซอฟแวร์หรือฮาร์แวร์ที่มีลิขสิทธิคนพิการสามารถใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายพวก  ต่างจากเราที่ต้องจัดซื้อและหานำเข้าจากต่างประเทศ

อะไรที่ทำให้ศูนย์นักศึกษาพิการธรรมศาสตร์มาไกลขนาดนี้

ส่วนหนึ่งที่ทำให้เราไปได้ไกลและไม่เหมือนคนอื่นก็คือ โครงการนักศึกษาพิการ ที่เปิดรับคนพิการเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยเฉพาะ เป็นการให้โควต้าคนพิการแข่งขันเฉพาะคนพิการจริงๆ ฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของจำนวนคนพิการในแต่ละปี ก็บีบให้เราต้องทำหน้าที่ในการรับผิดชอบ รวมทั้งที่ผ่านมาพอเราคิดที่จะทำให้ไกลกว่าเดิม ผู้บริหารเองก็ไม่ได้คัดค้าน อาจจะมีคอมเมนท์บ้าง แต่ก็ไว้วางใจในการบริหารจัดการ และเราไม่ได้หยุดคิดเพียงแค่ว่า ให้ทุน ให้เงิน ให้บริการ แต่เราพยายามไปให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ต้องรอให้นักศึกษาร้องขอ 

อะไรที่ทำให้นักศึกษาทั่วไปตระหนักเรื่องคนพิการ 

ส่วนหนึ่งคือเรื่องวัฒนธรรมขององค์กร ธรรมศาสตร์ค่อนข้างให้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก เป็นสิ่งที่ชัดเจนมาก นักศึกษาทุกคนมีสิทธิแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ผู้สอน มีอิสระในการพูดคุย รับฟังความคิดเห็น เมื่อไหร่ที่เป็นเสียงจากนักศึกษา ผู้บริหารค่อนข้างที่จะรับฟังหรือให้ความสำคัญ เพราะถือว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นสิทธิเสรีภาพในการทำงาน

เรารับนักศึกษาพิการมาตั้งแต่ปี 46 เป็นเวลา 18 ปีแล้ว ฉะนั้น การมีคนพิการเรียนที่นี่เลยเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้แปลกแยกจากกลุ่มคนประชาคมในธรรมศาสตร์แต่อย่างใด แรกๆ อาจจะมีบ้างเรื่องมุมมองทัศนคติ แต่พอผ่านมาเรื่อยๆ ก็เกิดความเข้าใจเคยชิน เป็นส่วนหนึ่ง มีความคุ้นเคย หรือความสนิท เขามีกลุ่มการทำกิจกรรมร่วมกัน ถ้าเพื่อนมีความเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือ เขาเองก็พร้อมที่จะมีรีแอคชันให้กับเพื่อนๆ อันนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง

การทำให้เด็กพิการเข้าถึงระบบการศึกษาได้ สำคัญอย่างไร 

ในอดีต คนพิการไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเรียนในระดับอุดมศึกษา เพราะคิดว่าเป็นคนพิการคงทำอะไรไม่ได้มากมาย หลายคน เลี่ยงหรือหันไปสายอาชีพ นวด ทำงานฝีมือ ฯลฯ 

ปัจจุบัน ผมมองว่าโอกาสทางการศึกษาเปิดกว้างขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีกฎหมาย ถึงแม้ว่ากฎหมายจะบังคับได้ล่าช้ากว่าปกติ แต่ก็มีการขยายโอกาสเยอะมาก

ผมบอกกับน้องๆ เสมอว่าปริญญาตรีไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของเราเสมอไป แต่อย่างน้อยการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่เปิดโอกาสทางด้านอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ เอกชน หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว  เป็นเครื่องมือที่ทำให้เรายืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ และไม่เป็นภาระของสังคม 

หากสนใจประเด็นศูนย์นักศึกษาพิการ ควรจะเริ่มตรงไหน  

ถ้าดูตามประกาศของคณะกรรมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการในระดับอุดมศึกษาได้กำหนดว่า ทุกมหาวิทยาลัยโดยสภามหาวิทยาลัย จะต้องออกประกาศข้อกำหนดและเกณฑ์เงื่อนไขคุณสมบัติ ที่รับคนพิการเข้าไปศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ไม่อยากให้สถาบันการศึกษาแต่ละที่ วางข้อกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์ปิดกั้นการรับคนพิการเข้ามาศึกษา ควรให้ความสำคัญในเรื่องของโอกาส การจัดระบบสนับสนุน 

สิ่งสำคัญอยากให้เล็งเห็นความสำคัญของศักยภาพของคนพิการ มากกว่าความพิการและความสงสารแล้วคุณจะเกิดความเข้าใจและตระหนักในความสามารถของตัวเขา อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นการบ้านคือ มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษา ต้องเล็งเห็นความสำคัญและเข้าใจว่าทำไมต้องมีหน่วยบริการ เพราะถ้ามีความเข้าใจพอ ก็จะรู้ว่า การให้การสนับสนุนและช่วยเหลือเป็นงานหนักและมีรายละเอียดเยอะมาก ถ้าจะทำจริงใจก็ต้องพร้อม 

สำหรับเด็กพิการที่กำลังสนใจโครงการนี้

สำหรับปีการศึกษา 2563 จะมีการเปลี่ยนแปลง เรื่องเงื่อนไขและคุณสมบัติ น้องที่สนใจก็ทำคะแนนให้เป็นไปตามที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด เพื่อใช้ในการรับเข้า 

ผมเองไม่ได้คิดว่า เกณฑ์ที่ใช้เข้าสูงหรือยากมาก ต้องมีคะแนน o-net ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 และมีผล GAT ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ส่วนคะแนน o-net รายวิชาน่าจะเป็นอุปสรรคบ้าง เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ อยากให้เตรียมตัวและทำคะแนนให้มากที่สุด ส่วนเงื่อนไขคุณสมบัติทั่วไป และเกรดเฉลี่ยที่ใช้ในการรับเข้า ใช้เพียง 2.00 และเราเปิดโอกาสทั้งสายอาชีพหรือสายสามัญ 


 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์นักศึกษาพิการนักศึกษาพิการธรรมศาสตร์
Categories: ThisAble

จากเหรียญทอง Global IT Challenge สู่การศึกษาไทยที่เด็กพิการยังไปไม่ถึง: จิดาภา นิติวีระกุล

Wed, 2020-03-11 17:57

การแข่งขันความท้าทายทางเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสากลประจำปี 2562 ( Global IT Challenge for Youth with Disabilities 2019 ) เยาวชนไทยคว้าเหรียญทองประเภททีม 1 เหรียญ และ เหรียญเงินประเภทเดี่ยว 2 เหรียญ การแข่งขันทางเทคโนโลยีที่คนมองว่าไกลตัวอยู่แล้ว อาจยิ่งไกลเข้าไปอีกเมื่อคนที่ชนะคือเยาวชนหญิงที่นั่งวีลแชร์

ThisAble.me ชวนคุณไปคุยกับมะปราง-จิดาภา นิติวีระกุล กับเส้นทางจากประเทศไทยสู่การไปแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่เกาหลีใต้ อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เด็กผู้หญิงหันมาสนใจเรื่องหุ่นยนต์ และคุยถึงชีวิตความเป็นอยู่ จากประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้

มะปรางคือใคร

มะปราง: หนูเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่เรียกว่า SMA- Spinal Muscular Atrophy อาการเริ่มออกตอน 1 ขวบ แม้หนูจะยืนได้แต่ไม่ยอมเดิน แม่ก็เลยรู้สึกผิดปกติจนพาไปตรวจ ตอน 10 ขวบ กระดูกสันหลังเริ่มงอลงเรื่อยๆ จนเป็นตัวซี ทำให้ตอนนี้ต้องนั่งวีลแชร์ แม้หนูพยายามออกกำลังกาย แต่ก็ช่วยได้เพียงไม่ให้อ่อนแรงลงไปมากกว่านี้ 

ตอนอนุบาลหนูเรียนกับเด็กปกติ ยังพอเกาะเดินได้ แต่พอเข้า ป.1 ไปสมัครโรงเรียนแถวบ้านก็ไม่มีโรงเรียนไหนรับ ก็เลยไปเรียนอยู่โรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น เพราะหาโรงเรียนไม่ได้

ทำไมต้องไปไกลถึงขอนแก่น

สมัครที่จังหวัดนนทบุรีแล้ว แต่เราไปช้าเขาไม่รับ ก็เลยไปสมัครที่ขอนแก่น โชคดียายหนูเป็นคนขอนแก่นเลยยังมีคนดูแลอยู่ที่นั่น อยู่ขอนแก่น 1 ปี พอ ป.2 ก็มาสมัครที่นนทบุรี อยู่ที่นี่ยาวเลยจนจบ ม.3 แล้วก็ไปต่อ ปวช.ที่โรงเรียนอาชีวะพระมหาไถ่ จังหวัดพัทยา 

แม่: แม้คนพิการมีนโยบายเรียนฟรี แต่ฟรีแล้วมีโรงเรียนไหนรับ นี่คือปัญหาของการศึกษาไทย หลายคนเขาไม่ให้ลูกตัวเองเรียนหนังสือเลย ไม่ใช่เพราะความยากจน แต่เพราะไม่มีโรงเรียนจะเรียน สำหรับมะปราง แม่มองว่าพวกเรามีโอกาสเยอะกว่า พยายามดิ้นรนหาตั้งแต่เริ่มเข้าอนุบาล หาแถวบ้านทุกโรงเรียนก็ไม่ได้ ไม่มีใครรับ ให้เหตุผลว่า ถ้าลูกคุณเข้ามาแล้วโดนแกล้งทางโรงเรียนจะมีปัญหา หรือบอกว่าไม่มีลิฟต์ ทั้งที่ชั้นอนุบาลเรียนอยู่ข้างล่าง เขายังไม่รับเลย จนต้องเข้าโรงเรียนเอกชน

ทำไมเลือกเรียน ปวช.สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

มะปราง: ตอนนั้นหนูยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพวกโปรแกรมเมอร์ ตอนเด็กก็ไม่ได้ชอบคอมพิวเตอร์ เรียนได้แต่ไม่ได้ชอบ แต่ชอบภาษาอังกฤษ พอหลักสูตรคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนเน้นภาษาอังกฤษ หนูก็เลยเลือกเรียนคอมพิวเตอร์ธุรกิจเพราะมองว่าเดี๋ยวได้ภาษาอังกฤษไปด้วย

จบ ปวช.แล้วอยากเรียนคณะอะไร

จะเรียนเกี่ยวกับด้านไอทีนี่แหละ ตั้งใจว่าจะไปด้านนี้เลย อยากเรียนเขียนโค้ดโปรแกรมและเป็นโปรแกรมเมอร์

พอหนูเรียนแล้วอาจารย์เห็นว่าไปด้านนี้ได้ เขาเลยสนับสนุนจนหนูมีโอกาสไปอบรมด้านไอที พอไปเห็นมากๆ ก็ชอบ สนุกดี ที่ร่วมแข่งได้ก็เพราะเห็นว่ารุ่นพี่กล้ามเนื้ออ่อนแรงเขาทำได้ 

การแข่งขันชื่อว่า การแข่งขันความท้าทายทางเทคโนโลยีระดับสากล เป็นการแข่งขันทักษะเกี่ยวกับด้านไอที มีทั้งการตอบคำถาม ตัดต่อวิดิโอและบังคับหุ่นยนต์  หนูทำตั้งแต่เขียนโค้ต จนถึงการบังคับหุ่นยนต์ ประเทศไทยปีนี้ส่งไปทั้งหมดสองทีม 

ในทีมเรามีใครบ้าง

มี 4 คน เพื่อนหนูพิการทางการได้ยินเป็นผู้หญิงชื่อมิ้ว คนตาบอดชื่อเดียร์ อีกคนพิการทางสมอง ชื่อไตเติ้ล นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ทำงานกับเพื่อนหลายๆ ความพิการ รู้สึกตื่นเต้นตอนที่เจอเพื่อนแรกๆ ทำตัวไม่ถูก แต่มิ้วพอได้ยินเสียงบ้างถ้าใส่เครื่องช่วยฟัง แม้ตอนซ้อมมีล่ามภาษามือ แต่ตอนแข่งจริงเราจะต้องคุยกันเองไม่มีล่ามแปล เราจึงเขียนใส่กระดาษคุยกัน แต่ว่าคนหูหนวก เขามีสกิลในการอ่านปากที่ดีมาก เราพูดเร็วแค่ไหนเขาก็อ่านปากได้ แถมมิ้วยังสอนภาษามือเราด้วย


ความพิการที่แตกต่างกันอยู่ร่วมกันยากไหม

ยากเวลาต้องสื่อสารกัน แต่อยู่ด้วยกันไปนานๆ ก็ไม่ยากอะไรมาก พอคุยกันเข้าใจก็สนุกไปอีกแบบ บางทีก็มีปวดหัวบ้างกับเพื่อนที่พิการทางสมอง หลายครั้งต้องพยายามอธิบายว่าทำอะไรได้ อะไรไม่ได้ ค่อยๆ เรียนรู้กันไป เราเรียนรู้ว่าเวลาช่วยเพื่อนตาบอดเราต้องช่วยยังไง อย่างเวลากินข้าวเราต้องบอกเป็นเข็มนาฬิกา เช่น แก้วน้ำอยู่ทางขวามือก็บอกว่าอยู่ทาง 3 นาฬิกา ซ้ายมือก็ 9 นาฬิกา

คิดว่าอะไรเป็นจุดแข็งของทีมเรา 

ข้อได้เปรียบคือความสามัคคี ตลอดค่ายเราพยายามช่วยเหลือกันจนถึงการแข่งขัน ที่เขาไม่ให้ใครเข้าไปเลย ครูยังต้องอยู่นอกห้อง แข่งขันเป็นภาษาอังกฤษ ต้องพยายามฟังและคุยกับเพื่อน ฟังความเห็นเพื่อนและทำให้ได้ตามโจทย์ เราจะถามกันตลอด และต้องสังเกตเพื่อนด้วยนะ เวลากินข้าวมิ้วจะคอยสังเกตเพื่อนตาบอดแล้วสะกิดหนู ให้หนไปดูเพื่อนตาบอดว่าข้าวหมด หนูก็จะเป็นคนถามว่า เอาข้าวอีกไหม พอเพื่อนตาบอดเอาข้าวอีก หนูเองที่เอื้อมตักไม่ได้ก็จะพยักหน้าบอกมิ้วให้ตักให้

ไปเกาหลีครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง

สนุก ตื่นเต้นเพราะไปต่างประเทศครั้งแรก หนูไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ด้วย เกาหลีสวยและอากาศหนาวมาก แตกต่างจากไทยที่เวลาไปไหนก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการ มีเบรลล์บล็อกสำหรับคนตาบอด มีทางม้าลายให้คนพิการข้ามและมีตำรวจคอยดูแลความเรียบร้อย

ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก ในอีกหลายเรื่องประเทศไทยก็สู้ประเทศอื่นไม่ได้ แค่รถไฟฟ้าคนพิการต้องไปประท้วงเรียกร้องสิทธิอยู่หลายปี เรียกร้องแล้วเรียกร้องอีก คนพิการต้องฝ่าฟันกว่าจะได้ใช้งานจริง หนูก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าเพราะอะไรที่อื่นเขาก็ไปกันไกลแล้ว


วางแผนอนาคตไว้ยังไง  

เป้าหมายหนูคืออยากจบปริญญาตรีแล้วมีงานทำ ถ้าถามว่าอยากแต่งงานไหม ก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงอยากจะแต่งงาน แต่ไม่อยากมีลูก เรารู้ว่าเราเป็นยังไง ถ้าหนูไม่พิการก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยากมีหรือไม่อยากมี แต่พอพิการเราก็รู้ตัวว่าไม่อยากมี ไม่ได้มีความคิดเรื่องนี้ อยากมีครอบครัวแต่ไม่ได้อยากมีลูก

คิดว่าเสียโอกาสไหมเมื่อไม่ได้อยู่รวมกับเพื่อนไม่พิการ

คิดว่าทำให้เกิดการแบ่งแยกกัน คนพิการก็เหมือนคนทั่วไปแค่เรามีข้อจำกัดทางด้านร่างกาย มีความคิดและความรู้สึกเหมือนเด็กทั่วไป แล้วทำไมเราถึงไม่มีโอกาสได้เรียนเหมือนเด็กคนอื่น ไม่ได้เรียนในสายที่อยากเรียน ทุกคนต้องมีสิทธิเท่ากันแม้มีข้อจำกัดด้านร่างกาย แต่เราก็เป็นคนหนึ่งในสังคม ต้องมีสิทธิที่จะเลือกว่า ฉันต้องการจะทำอันนี้ จะทำงานด้านนี้ อยากเรียนด้านนี้ แต่กลับทำไม่ได้เพราะโรงเรียนไม่รับ สังคมไม่โอเค พื้นไม่มีทางลาด หรือสิ่งอำนวยความสะดวก สังคมยังไม่ทันถามด้วยซ้ำว่าทำได้หรือไม่ได้ หนูคิดว่า ข้อจำกัดไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลแต่อยู่ที่สังคม เราไม่ได้เป็นปัญหาแต่สังคมเป็นปัญหากับเรา สมมติได้เรียนในโรงเรียนที่มีทางลาด ปัญหาก็ไม่เกิด ฉะนั้นก็เห็นได้เลยว่า ปัญหาคือสังคมไม่ได้มีสถานที่ที่เอื้ออำนวยต่อเรา แต่เอื้ออำนวยต่อคนอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ถ้าหนูเจอคนพูดว่า ทำไมไปเรียนอะไรยากๆ ไปเรียนเย็บปักถักร้อย ใช้ชีวิตง่ายๆ สิ หนูจะบอกคำเดียวเลยว่า ให้คุณมาลองเป็นแบบหนู เขาจะเข้าใจในคำพูดเอง

ใครที่ไม่ได้อยู่จุดเดียวกับเราต้องให้เขาลองมาเป็นเรา คุณก็เป็นคนเราก็เป็นคน แล้วเราแตกต่างกันตรงไหน แค่เพราะคุณเดินได้แต่เราเดินไม่ได้อย่างนั้นเหรอ เราแต่ละคนมีความคิด ความรู้สึกเหมือนกัน มีสิทธิเท่าเทียมกัน

ตอนนี้คนพิการพยายามออกมาเรียกร้องสิทธิมากขึ้น ถ้าเทียบกับประเทศอื่น ประเทศไทยก็ยังไปช้ากว่าเขาอยู่ดี สังคมที่อื่นเปิดกว้าง คนพิการใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ เรามีสิทธิทำอะไรได้อย่างอิสระอย่างที่อยากจะทำ คนพิการไม่ได้อยากจะถูกแบ่งแยกว่า คนพิการควรอยู่กับคนพิการ คนปกติก็อยู่กับคนปกติ แต่เราอยากได้รับการยอมรับ อยากใช้ชีวิตได้ หนูอาจจะต้องให้แม่ช่วยอาบน้ำ ช่วยอุ้มขึ้นรถ แต่หนูเองก็มีความรู้สึก มีความคิดส่วนตัวที่อยากจะเลือกทำอะไร แต่งตัวแบบไหน

คิดว่าการศึกษาสำคัญต่อคนพิการยังไง เพราะอย่างที่เห็นสังคมอาจมองว่าคนพิการไม่จำเป็นต้องเรียน

การศึกษาสำคัญกับทุกคน คนพิการเช่นกันเขาเกิดมาก็ควรได้รับการศึกษาเหมือนคนปกติ อยากเรียนอะไรควรได้เรียน ไม่ใช่ว่าต้องเลือกเรียนสาขานี้เพราะว่าไม่มีสิทธิเลือกเรียนสาขาอื่น  ถ้าหนูไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้มานั่งเรียนกับเพื่อน หนูก็คงไปไม่ได้ถึงขนาดนั้น คนพิการทุกคนมีความรู้ ความสามารถเพียงแต่เขาขาดโอกาส รวมทั้งมีคนพิการอีกหลายคนที่เขายังไม่รู้ว่า มีโรงเรียนสำหรับคนพิการ เขาก็อยู่แต่บ้าน นั่งๆ นอนๆ ฉะนั้นการศึกษาจึงสำคัญเพราะช่วยพัฒนาบุคคล ช่วยให้สังคมเราเจริญขึ้นได้

คนพิการที่อยากออกมาใช้ชีวิตต้องเริ่มอย่างไร

อยากให้กำลังใจว่า ถึงสังคมเราจะเป็นแบบนี้ เราก็ต้องออกมาใช้ชีวิต ถ้าเราไม่กล้าออกไปใช้ชีวิต เก็บตัวอยู่กับบ้านสังคมก็ไม่รู้ คนทุกคนมีสิทธิ มีเสรีภาพ ไม่ต้องกลัว และต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราทำได้เหมือนคนทั่วไป เรามีสมอง มีความคิด อย่าเพิ่งท้อหรืออย่าเพิ่งคิดว่าทำไม่ได้หากยังไม่ได้ลอง ออกมาใช้ชีวิตให้สังคมยอมรับเรามากขึ้น เห็นเรามากขึ้น

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนไอซีทีการศึกษาGlobal IT Challengeคนพิการ
Categories: ThisAble

องค์กรคนพิการเสนอเพิ่มการมีส่วนร่วม-เข้าถึง-ขจัดเลือกปฏิบัติต่อกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ

Tue, 2020-03-10 17:24

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเปิดรับฟังความเห็นต่อรัฐธรรมนูญปี 60 โดยมีกลุ่มแรกที่เข้าร่วมคือกลุ่มคนพิการ ที่อาคารรัฐสภา 1 ถนนสามเสน ในที่ประชุมมีวิเชียร ชวลิต เป็นประธานและเอกพันธ์ ปิณฑวนิช ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินการประชุม


มณเทียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา

มณเทียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภากล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญปี 40 ไม่มีการระบุคำว่าคนพิการลงไปทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ คนพิการจึงต้องการให้รัฐธรรมนูญบัญญัติคำว่าคนพิการไว้ทั้ง 3 สภา แต่สิ่งที่ผิดหวังสำหรับรัฐธรรมนูญปี 60 คือการตัดเรื่องการเข้าถึงบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมทางการเมือง เราเองก็ตามไปเสนอแต่ไม่ได้รับพิจารณาและถูกตัดทั้งหมด สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยจึงเตรียมข้อเสนอ 11 ข้อ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการ เช่น เรื่องความเท่าเทียมกันและการไม่เลือกปฏิบัติ มาตรา 27, สิทธิในการรวมตัว เพิ่มภาคประชาสังคม มาตรา 42 , หน้าที่ของรัฐในการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพประชาชนมาตรา 53, การศึกษามาตรา 54  ที่ตกประเด็น, สิทธิในการเข้าถึงสภาพแวดล้อมสาธารณะ, การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศ, การเข้าถึงตัวบทกฏหมาย กระบวนการในการตราหรือยกร่างกฏหมายคนพิการและการพิจารณาบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองต่างๆ 

 

นอกจากนี้มณเทียรยังเสริมอีกว่า รัฐธรรมนูญควรตัดคำว่าเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมออก เพราะไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยเป็นธรรมอยู่แล้ว คำว่าเลือกปฏิบัติก็ไม่เป็นธรรมในตัวเอง อีกเรื่องทีสำคํญคือหากดูที่อาคารหลังนี้ ถึงแม้จะมีการย้ำว่าต้องจัดสร้างแบบยูนิเวอแซลดีไซน์ แต่ตอนนี้กลับห่างไกลจากคำว่ายูนิเวอแซลดีไซน์มาก กฏหมายลูกที่มีก็ไม่สามาถบ้งคับได้จริงและล้าสมัยมาก จึงสำคัญหากมีการยกร่างทั้งฉบับ คนพิการควรต้องมีสิทธิเข้าไปอยู่ในสภาร่าง ไม่ว่าจะเลือกตามกลุ่มประชากรหรือกลุ่มพื้นที่ก็ตาม 


ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีข้อเสนอ 8 ประเด็น ใน 6 มาตรา ประเด็นแรกอยากให้ทบทวนเรื่องคนพิการในฐานะสิทธิมนุษยชน จะเห็นว่าไม่มีใครที่ทำอะไรเองได้ทุกอย่าง ฉะนั้นการใช้เงื่อนไขว่าการเป็นคนพิการภายใต้เงื่อนไขของความสงสาร หรือการทำดีจึงไม่ควร ควรมองมองว่าสวัสดิการเป็นสิทธิสำหรับทุกคน, มาตรา 47 เรื่องสิทธิการรักษาพยาบาลที่ถูกระบุว่าเป็นของคนยากไร้ สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสวัสดิการแบบถ้วนหน้า, มาตรา 56 การพยายามจัดสาธารนูปโภคพื้นฐานอย่างทั่วถึง แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการสร้างบริการถ้วนหน้าอย่างไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะแม้จะมีรถไฟฟ้า ทางด่วน แต่คนเข้าไม่ถึงเพราะไม่มีทุนทรัพย์ก็ไม่ได้ประโยชน์, มาตรา 54 การศึกษาต้องฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงการศึกษา รวมถึงในวรรค 4 เรื่องกองทุนการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส แม้ว่าจะเปิดโอกาสให้คนยากจนและเรียนเก่งแต่กลับผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำ อย่างที่เห็นว่าคนพิการเข้าไม่ถึง ต้องย้อนกลับไปสู่กลไกพิสูจน์ความยากจน, มาตรา 42 เรื่องสิทธิการรวมตัว ที่ระบุว่า ตราบใดที่การรวมตัวนี้ไม่ขัดกับความมั่นคงของประเทศ แต่หากเราดูการพัฒนาสิทธิของคนจะเห็นว่าล้วนไม่ได้เกิดจากความสงสารจากผู้มีอำนาจ แต่เกิดจากความเป็นประชาธิปไตย เช่นเดียวกับมาตรา 43 เรื่องเสรีภาพในการแสดงออก 

 

ษัษฐรัมย์จึงสรุปว่า เงื่อนไขการจัดสวัสดิการเพดานต่ำ ตั้งต้นจากความน่าสงสาร การทำความดี ซึ่งเห็นได้จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้ต้องมีการพิสูจน์ความยากจน หากเราทำรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า เราจะสามารถแก้ไขปัญหาของผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบได้

 

ตัวแทนจากกลุ่มนักกฏหมายคนพิการตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรรัฐธรรมนูญจึงจะมีสภาพบังคับ ในหมวด 3 เรื่องการรับรองสิทธิเสรีภาพ มาตรา 26 และ 27 เรื่องการไม่เลือกปฏิบัติดัวยเหตุเเห่งเพศและความพิการ รวมทั้งในหมวดที่ 6 เรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ แม้รัฐจะบอกให้ทำยุทธศาสตร์ แต่ไม่มีการดำเนินการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสิทธิคนพิการ จึงควรทำข้อบัญญัติ เช่น ให้รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมสิทธิและหน้าที่คนพิการในเรื่องการศึกษาในกฏหมายลูก ในหมวด 12 เรื่ององค์กรอิสระ เพราะรัฐที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปอาจไม่ได้มีความความรู้เรื่องคนพิการ จึงควรให้องค์กรคนพิการมีอำนาจ เช่น บริหารจัดการกำกับดูแลสภาคนพิการแต่ละประเภท แก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสภาคนพิการ ประสานงานเมื่อคนพิการมีปัญหา ศึกษาปัญหาคนพิการในปัจจุบัน กำหนดทิศทาง และที่สำคัญคือหากสมาคมมีปัญหาภายในหรือการบริหารการเงิน อยากให้มีองค์กรบริหารบริหารจัดการสภาคนพิการด้วย


พีรพงษ์ จารุสาร ตัวแทนจากสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย

พีรพงษ์ จารุสาร ตัวแทนจากสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยระบุว่า มาตรา 27 หากมองย้อนกลับไปช่วงปี 40 ความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนดำเนินมาตลอด รัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ปี 40 มีการแก้ไขเพิ่มเติม แต่น่าเสียดายในปี 60 มีการตัดถ้อยคำหลายอย่างออก เนื่องจากกลัวเยิ่นเย้อ แต่ทั้งนี้ขนาดตัวเองเรียนกฏหมายมาแต่วิธีตีความก็ยังใช้นิติวิธีต่างกัน จึงจำเป็นต้องเขียนไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น แต่เดิมมีการเขียนไว้ในมาตรา 30 ถึงบุคคลที่สุ่มเสี่ยงจะถูกเลือกปฏิบัติ 

 

สุนทร สุขชา ฝ่ายกฏหมายสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญปี 40  มีคำว่า พิการและเทียบเคียงได้ใน 5 มาตรา ในปี 50 มีคำว่าพิการ และเทียบเคียงได้ 7 มาตรา ในปี 60 เข้าใจว่าจะกระชับและสั้นที่สุด ให้ไปตีความเอา จึงมีคำว่าพิการเพียง 4 จุด เราต้องการให้มี 7 จุดเหมือนเดิมในแต่ละประเด็น ทั้งเรื่องสิทธิการศึกษาและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 

 

สุนทรระบุว่า เรื่องความเท่าเทียมและห้ามเลือกปฏิบัตินั้นยังมีอยู่ ทั้งในการเป็นทหารและตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐยังมีข้อยกเว้นเรื่องร่างกาย ทำให้เกิดการใช้ดุลพินิจในการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะในรายงานวิจัยเรื่องกฏหมายกฏระเบียบที่กีดกันคนพิการเข้าทำงาน ทั้งที่เขามีคุณลักษณะที่สามารถทำงานได้ ประเด็นต่อมาคือเรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากรัฐต้องส่งเสริมแล้ว ควรครอบคลุมไปถึงพันธกรณีระหว่างประเทศด้วย นอกจากนี้การจัดสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ก็สำคัญ โดยเน้นในพื้นที่สาธารณะเพราะประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงอายุ มีเด็ก สตรี คนพิการที่ต้องใช้ร่วมกัน  นอกจากนี้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในการครอบครองของรัฐ ทำอย่างไรจะสามารถทำให้มีรูปแบบที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง มีการช่วยเหลือทางกฏหมายเพื่อการเข้าถึงกระบวนการทางยุติธรรม คนพิการหลายคนไม่มีโอกาสเข้าถึง แม้แต่การลงบันทึกประจำวันก็เข้าถึงไม่ได้ 


ศุภวัฒน์ เสมอภาค ตัวแทนจากเครือข่ายสตรีพิการ

ศุภวัฒน์ เสมอภาค ตัวแทนจากเครือข่ายสตรีพิการกล่าวว่า การบังคับใช้ที่ไม่มีความเข้มข้นทำให้เกิดปัญหา และการไม่มีบทลงโทษ ทำให้ตึกหรืออาคารที่สร้างใหม่ ไม่มีการบังคับใช้ เราอาจจะเห็นว่า กรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ประเมินปีละครั้ง แต่มาตรฐานในการประเมินอยู่ตรงไหนและคนทำเช็คลิสมีความรู้แค่ไหน เรื่องการใช้คำในรัฐธรรมนูญไม่เจอปัญหาใหญ่ๆ แต่จะเจอคำพ่วงท้ายว่า “หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง” จึงทำให้อาจเข้าใจว่า การมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว สรุปที่พูดมาทั้งหมดกับอย่างใดอย่างหนึ่งอะไรสำคัญกว่ากัน แสดงให้เห็นว่า ผู้กำหนดมักกำหนดอย่างหลวมๆ จึงทำให้การสร้างถูกสร้างอย่างหลบหลืบ สร้างไว้ด้านหลัง ต้องให้เจ้าหน้าที่มาล้อม ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ 

 

นอกจากนี้ในด้านการศึกษา ศุภวัฒน์ระบุว่าแม้เรามีโรงเรียนเฉพาะแต่ละความพิการ แต่เรายังขาดหลักสูตรการเรียนเรื่องความแตกต่างหลากหลาย และขาดความเสมอภาค สิ่งที่เขาเจอกับตัวเองตามมาตรา 3 ที่ว่าด้วยคนทุกคนเท่าเทียมกัน ทำไมคนพิการบางคนยังต้องใช้ปากคาบปากกาในการถอนเงิน ทำไมยังต้องคาบปากกา คาบบัตรไปหย่อนลงหีบเลือกตั้ง 


สว่าง ศรีสม ตัวแทนจากภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้

สว่าง ศรีสม ตัวแทนจากภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้เห็นว่า รัฐธรรมนูญปี 60 กลับไปเป็นฐานสงเคราะห์ มาตรา 47 เรื่องการให้ความช่วยเหลือแก่คนยากไร้ ไม่เป็นจริงแล้วเมื่อประเทศไทยเขยิบเข้าเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ทำอย่างไรจะยกระดับให้มาตรา 47 เป็นรัฐสวัสดิการ ที่พูดถึงเรื่องมาตรการทางสังคม จะเห็นได้ว่า ตัวเลขของการใช้งบประมาณต่อจีดีพีทั่วโลกอยู่ที่11% ไทยอยู่4% เราน่าจะเพิ่มได้อีก นอกจากนี้ในมาตรา 56 เรื่องการจัดสภาพแวดล้อมควรมีบทลงโทษด้วยเพราะหากไม่มีจะนำไปสู่การเพิกเฉย อีกทั้งในรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ตัดสิ่งอำนวยความสะดวก การเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้หายไป นอกจากเอากลับมาแล้ว ควรเพิ่มว่าโดยไม่มีภาระเพิ่มเติม เช่น เมื่อนั่งรถไฟฟ้าเเต่ไม่มีลิฟต์ เขาบอกให้เรานั่งแท็กซี่ข้ามไป ความเท่าเทียมจึงต้องดูในหลายมิติ เช่น เวลา เงิน สภาพจิต ฯลฯ รวมทั้งในมาตรา 71 ที่มีลักษณะของความสงเคราะห์ มีคำหนึ่งที่ไม่ชอบคือผู้ด้อยโอกาส มันไม่ใช่เรื่องของความด้อยโอกาสแต่เป็นเรื่องของการเข้าไม่ถึงโอกาส การใช้คำจะต้องไม่ทำให้ประชาชนเป็นเหยื่อ 

 

อรรพล ศรีชิษณุวรานนท์ จากศูนย์การดำรงชีวิตอิสระพุทธมณทล เห็นด้วยในการแก้มาตรา 71 ให้เป็นการเสริมพลัง อยากให้รัฐสนับสนุนองค์กรเอกชน เอ็นจีโอต่างๆให้สามารถฟื้นฟูคนพิการ ให้ดำรงชีวิตอิสระอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้มากขึ้นซึ่งจะสอดคล้องกับเรื่องสภาพแวดล้อม กายอุปกรณ์ที่มีความเหมาะสมกับสภาพความพิการ 


วิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย

วิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทยระบุว่า พบคำว่าการเข้าถึงกฏหมาย กระบวนการยุติธรรม ประกันสุขภาพ แต่การเข้าถึงสภาพแวดล้อมที่คนพิการต้องการมากที่สุดกลับไม่ถูกพูดถึงเลย รัฐธรรมนูญจึงควรเขียนให้มาก นอกจากนี้ยังไม่พบคำว่าสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งที่เป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อคนพิการมาก ในกลุ่มคนหูหนวก หลายครั้งการใช้ภาษามือทำให้ถูกมองว่าเป็นคนที่วัฒนธรรมถดถอยทั้งที่เป็นภาษาแม่ คนหูดีเกิดมาเรียนภาษาไทย ก็เหมือนกับคนหูหนวกที่เกิดมาควรได้เรียนภาษามือ แต่กลับไม่มีการสนับสนุน อีกทั้งเมื่อลองค้นหาคำว่าภาษามือ กลับไม่พบในรัฐธรรมนูญ จึงอยากให้คำนึงถึงความสำคัญของภาษามือที่เป็นภาษาแม่ของคนหูหนวกด้วย

 

ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ ตัวแทนจากมูลนิธิอัลเฟรลระบุว่า อยากให้ดูหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งพบว่า บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เคยส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองหายไปในรัฐธรรมนูญปี 60 ทั้งที่ กกต.ควรต้องมีหน้าที่บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ แม้จะมีคำว่าเข้าถึงปรากฎในบางประเด็นแต่ในเรื่องเลือกตั้งกลับไม่มี ในบางประเทศที่ยากจนกว่าเรา เช่น พม่า ก็ยังมีโมบายยูนิต เข็นกล่องเลือกตั้งไปข้างเตียง สิ่งเหล่านี้จึงแสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิทธิหน้าที่ของพลเมือง

 

นอกจากนี้ชูเวชยังแลกเปลี่ยนว่า ปัญหาเรื่องกายอุปกรณ์ ที่คนใช้วีลแชร์คุณภาพสูงต้องขอจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนซึ่งจะให้กับคนที่พิการจากอุบัติเหตุทางท้องถนนเท่านั้น ทำให้คนที่พิการจากสาเหตุอื่นไม่สามารถเข้าถึงวีลแชร์คุณภาพสูง เข้าถึงแต่วีลแชร์นำ้หนักเยอะ ที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน สิทธิในการได้อุปกรณ์เพื่อสามารถใช้ชีวิตอิสระของตัวเองจึงควรอยู่ภายใต้คอนเซปการดำรงชีวิตอิสระหรือ Independent living  และนำไปสู่เรื่องผู้ช่วยคนพิการ ที่จะทำให้คนพิการหลายคนสามารถตัดสินใจเองได้แม้ไม่สามารถขยับแขนขาได้ จึงควรมีบริการผู้ช่วยระบุในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับหลายประเทศ ท้ายที่สุดอยากให้มีการเรียนแบบ Inclusive education คือการเรียนรวม เพราะการมีคนพิการเรียนในห้องทำให้คนทั่วไปได้เรียนรู้เรื่องคนพิการ และส่งเสริมการมีพหุวัฒนธรรมด้วย

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนความมั่นคงรัฐธรรมนูญ2560คนพิการแก้รัฐธรรมนูญ
Categories: ThisAble

อ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตร่วมกับคนหูหนวกผ่านงาน ‘โสตทุ่ง Showcase’

Wed, 2020-02-19 18:05

เมื่อวันที่ 15 ก.พ.63 EDeaf หรือ Education for the Deaf ร่วมกับโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ จัดแสดงงาน “โสตทุ่ง Showcase” ที่ห้างสรรพสินค้า Siam Square One กรุงเทพฯ โดยแสดงผลงานของเด็กหูหนวก จากการทำงานร่วมกันตลอด 10 สัปดาห์ เช่น สติกเกอร์ไลน์ ภาพถ่าย หนังสั้น และการแสดง

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการสนทนาแบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตร่วมกับคนหูหนวกในหัวข้อ ‘The Silent Love’ โดยมี สุชีพ เจริญสาริกิจ สามีผู้ใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาหูหนวก, พีรพงษ์ บุญคุณานันท์ พูดถึงบทบาทของครอบครัวและการศึกษาสำหรับนักศึกษาคนหูหนวกในประเทศไทยและชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พูดถึงบทบาทความเป็นพ่อในการดูแลลูกชาย ร่วมเป็นวิทยากร

สุชีพ เจริญสาริกิจ สามีผู้ใช้ชีวิตกับภรรยาหูหนวกกล่าวว่า ช่วงแรกผมก็งงนิดหน่อยเพราะไม่เคยสัมผัสกับคนหูหนวกมาก่อน เราพิมพ์คุยกัน พยายามทำความเข้าใจเขา เขาก็พยายามทำความเข้าใจเรา ทุกสิ่งขึ้นอยู่ที่ว่าตัวเรายอมรับในสิ่งที่เขาเป็นได้ไหมต่างคนต้องต่างพร้อมที่จะพัฒนาความรัก สำหรับเราหูหนวกไม่เป็นอุปสรรคที่จะเป็นแฟนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องอื่นไม่สำคัญเลย ทั้งภาษามือ ภาษาเขียนหรือภาษาพูดล้วนเป็นภาษาใจที่คนหูหนวกสามารถรับรู้ได้เหมือนกันเพียงแค่ต้องพัฒนาให้มาก

พีรพงษ์ บุญคุณานันท์ กล่าวว่า การเรียนร่วมเริ่มยากขึ้นในแต่ละระดับ หากเด็กปกติเรียนรู้ได้ 80% ลูกเราที่หูหนวกจะรับได้แค่ 30% ฉะนั้นเราต้องเพิ่มแรงผลักดันเขามากขึ้น ส่วนใหญ่เราสู้กับการเรียน หลังจากจบ มัธยมต้น ขึ้นมัธยมปลาย ตอนนั้นเรารู้เลยว่าลูกเรียนร่วมกับเด็กปกติไม่ได้ การสื่อสาร การเข้าใจในแต่ละวิชาเริ่มยากขึ้น จึงตัดสินใจเปลี่ยนไปเรียนโรงเรียนเฉพาะทางของเด็กหูหนวกด พอไปโรงเรียนเฉพาะ เขาเริ่มรู้สึกว่าเขามีเพื่อนที่เป็นเพื่อนจริง ๆ เด็กหูหนวกที่นั่นยิ้มแย้มแจ่มใส มีสังคมของเขา มีกิจกรรมของเขาและใช้ชีวิตอย่างปกติ

ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวว่า ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ไม่มีปาฏิหาริย์ เด็กที่ใส่ประสาทหูเทียมจะไม่ได้ยินเสียงพูดเพราะเครื่องไม่ได้ขยายเสียงแต่แทนเสียงด้วยสัญญาณไฟฟ้า ฉะนั้นจึงมีคนที่ผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมแล้วไม่สำเร็จเยอะมาก หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่การฝึก การผ่าตัดใช้เวลา 6 ชั่วโมง แต่การฝึกอาจกินเวลายาวนานกว่า 2 ปี ความเอาใจใส่ของพ่อแม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่าหวังว่าครูจะช่วยแก้ปัญหาให้เราได้ เพราะครูอยู่กับลูกเราไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน พ่อแม่จึงควรต้องมีวิธี ต้องเข้าใจ และต้องกลายเป็นวัฒนธรรมของครอบครัวเลย ไม่ว่าจะเป็นภาษามือ หรือการอ่านปากและอย่าท้อถอยเพราะชีวิตลูกขึ้นอยู่กับเรา



 

Culture & Artข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนหูหนวกEdeafชัชชาติ สิทธิพันธุ์ประสาทหูเทียมการศึกษา
Categories: ThisAble

วาเลนไทน์นี้ฉันโสด: คุยกับคนพิการโส้ดโสดเรื่องความรัก

Fri, 2020-02-14 14:42

วาเลนไทน์นี้ใครโสดบ้าง
.
หลายปีที่ผ่านมา Thisable.me พาคุณไปพบกับคู่รักคนพิการหลายต่อหลายคู่ แต่ในปีนี้เราชวนคุณมาอ่านมุมมองความรักของคนพิการที่ยังโสด เพราะคนโสดไม่ใช่คนไม่มีประสบการณ์เรื่องความรัก พวกเขาคิดอย่างไรเวลามีคนบอกว่าคนพิการไม่มีความรักหรือรักแล้วต้องลำบาก มาอ่านกัน!

“ที่ผ่านมา ส่วนมากคนที่เข้ามาคุยจะเป็นแนวให้กำลังใจเราหรือไม่ก็คุยแนวปรึกษาปัญหาเขามากกว่า ในจำนวนนั้นมีน้อยคนมากที่คุยกันได้ทุกเรื่อง พอเจอคนแบบนั้นเราก็จะเริ่มรู้สึกดี เสพติดที่ได้คุยจนถึงประทับใจ เป็นแนวแอบชอบ เคยแอบชอบทั้งคนพิการและคนไม่พิการ ที่พีคสุดน่าจะเป็นการสารภาพความรู้สึกออกไป แต่ก็แห้ว ทำให้้จากที่เคยคุยกันก็ไม่เหมือนเดิม จนเลิกคุยกันไป หลังจากนั้นเราไม่คิดจะสารภาพความรู้สึกกับใครอีกเลย แม้แต่คนที่รู้สึกดีด้วยตอนนี้ก็ตาม

“ทุกครั้งที่รู้สึกชอบใครมากๆ ความรู้สึกนั้นกัดกินมาก เราโทษความพิการ โทษความไม่สวยของตัวเองไปแล้ว แล้วก็ย้อนมารู้สึกสงสารตัวเอง แต่ก็ยังเชื่อว่าคนพิการมีความรักได้ คนอื่นที่มองว่าเป็นคนพิการแล้วมีความรักไม่ได้หรอก ก็มองแบบตื้นเขินเกินไป ไม่รู้เขาคิดแบบนั้นด้วยความทะนุถนอม หรือหมิ่นแคลน คนพิการไม่ใช่สัญลักษณ์ความผ่องแผ้วหรือน่าสงสาร อย่าว่าแต่ความรักเลย คนพิการก็มีทั้งโลภ โกรธ หลง เหมือนมนุษย์ทุกคน

“เมื่อก่อนเคยพยายามตีความคำว่า ‘รัก’ จนได้ชอบใครจริงๆ ถึงรู้ว่ารักก็คือรักอะ ใช่ก็คือใช่ กฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่เคยมีไม่มีความหมายอีกต่อไป รักมันเกิดขึ้นแบบเรียบง่ายและสามัญ ไม่ต้องใช้ความพยายาม แต่เพราะเราเองต้องมีผู้ช่วยคอยดูแลแทบจะตลอดเวลา คนที่จะเข้ามาก็ต้องสามารถเข้าใจธรรมชาติของเรา และโอเคกับขีดจำกัดบางอย่างที่เขาต้องเจอ”

- แพรว

“ปัจจัยพื้นฐานในสังคมส่งผลต่อเรื่องความรัก อย่างเวลาจะไปไหนสักที่หนึ่ง ถ้าไปได้สะดวก เราก็สามารถไปเจอใครต่อใครหรือไปเจอแฟนโดยไม่ต้องมานั่งคิดว่าเขาต้องมาดูแลเรา ”

“เราเคยเจอประสบการณ์ความรักที่ไม่ค่อยเวิร์ค สิ่งเหล่านี้เลยเป็นกำแพงกั้น จนเลือกที่จะอยู่ตรงนี้แล้วไม่เสียใจ ไม่รู้สึกแย่ กลายเป็นมีขอบเขตและไม่มีแฟน

“เรารู้สึกว่า พอนั่งวีลแชร์ทำให้การมีแฟนเป็นเรื่องยากขึ้น ไม่ใช่ว่าเราดูแลตัวเองไม่ได้ แต่หลายคนยังมีทัศนคติที่มองว่าหากคบคนที่นั่งวีลแชร์ ก็ต้องดูแลมากขึ้นกว่าคนปกติทั่วไป ความคิดนี้ทำให้เราไม่มั่นใจในตัวเองและกลัวไปทุกอย่าง

“อีกแง่หนึ่ง เราก็มองว่าที่ไม่มีแฟนอาจเป็นเพราะเราปิดกั้นตัวเอง ไม่อยากรับใครเข้ามาเพราะไม่อยากเสียใจ ไม่อยากที่จะต้องดูถูกตัวเอง หากวันหนึ่งต้องเลิกกันก็กลัวจะกลับไปคิดว่า เพราะเราเป็นแบบนี้หรือเปล่าเขาก็เลยเหนื่อยและไม่อยากอยู่กับเรา ทั้งที่จริงๆ ก็อาจจะไม่ใช่เหตุผลนี้ทั้งหมด

“คนถามว่า เป็นคนพิการแล้วทำไมต้องพยายามเพื่อที่จะให้ตัวเองมีความรัก เขามีสิทธิถามแบบนี้ กับเราแต่ไม่ควรนำมาเป็นบรรทัดฐานที่ใช้มองคนพิการ เราก็เป็นคนคนหนึ่ง เวลาเสียใจก็ร้องไห้ มีความสุขก็หัวเราะ แล้วมันแปลกตรงไหนที่จะมีความรัก เราก็คนเหมือนกัน

“ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจัยพื้นฐานในสังคมส่งผลต่อเรื่องความรัก อย่างเวลาจะไปไหนสักที่หนึ่ง ถ้าไปได้สะดวก เราก็สามารถไปเจอใครต่อใครหรือไปเจอแฟนโดยไม่ต้องมานั่งคิดว่าเขาต้องมาดูแลเรา แต่พอบ้านเราไม่เอื้อ จะไปไหนสักที่ก็ต้องคิด MRT ก็ไม่ได้ BTS ก็ไม่ถึง แท็กซี่ก็ยังปฏิเสธอีก ก็กลายเป็นปัญหาเหมือนกัน ใครอยู่กับเราก็ต้องเหนื่อยขึ้น

“ตอนนี้ยังมีความสุข ไม่ได้ขาด ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้ ถ้ามีใครสักคนก็อยากเดินไปด้วยกัน ไม่ทำให้เขาใช้ชีวิตลำบากขึ้นหรือไม่ทำให้ชีวิตเราแย่ลง ไม่ต้องเป็นแฟนก็ได้ แต่แค่ตอนนี้ยังไม่เจอ”

-เจินเจิน

“ผมไปไหนไม่ได้เพราะรู้สึกว่าเวลาไม่ได้ช่วยอะไร ผมไม่เคยเปลี่ยน ยังอยู่ที่เดิม แต่เธอไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่ผมยังเลือกที่จะเก็บโมเมนต์นั้นไว้”

“มีแฟนครั้งแรกตอนประมาณ ม.2 คบกันจนถึง ม.6 เขาเป็นรุ่นพี่เราหนึ่งปี เราเรียนโรงเรียนเดียวกัน แต่มารู้จักกันตอนไปค่ายวิทยาศาสตร์ สมัยก่อนผมเป็นพวกไม่ค่อยเข้าหาคน เธอเข้ามาทักก่อน จากนั้นเลยได้มีโอกาสคุยกัน ตอนนั้นเรายังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่าแฟน รู้แค่ว่าไปกินข้าว เดินด้วยกัน ดูแลกันแค่นั้น ช่วงหลังเราติดเพื่อนมากขึ้น ไปเรียนพิเศษจนให้เวลาเขาน้อย ยิ่งช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยยิ่งแทบไม่ได้เจอ

“เขาไปเจอคนใหม่ตอนเข้ามหาวิทยาลัย ความรู้สึก ณ ตอนนั้นเหมือนเป็นยุคเสื่อมสลายของความรัก ผมก็ไม่ได้โทษเธอเลยเพราะตัวเองไม่ได้เป็นแฟนที่ดีเหมือนกัน แม้จะไปเรียนที่เดียวกัน แต่ก็ไม่เคยได้คุยกันอีก”

“ตอนอยู่มหาวิทยาลัยผมไม่มีใคร อาจคิดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เป็นตัวของตัวเอง ถึงผมตาบอดแต่ผมก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบมองไม่เห็น ผมเป็นคนที่ไปในที่ที่อยากจะไป แต่จริงๆ แล้วผมชอบผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่สามารถไปต่อด้วยกันได้ เธอเป็นเพื่อนในคณะ เป็นคนที่ทำให้ผมอยากเป็นคนที่ดีขึ้น อยู่ด้วยแล้วรู้สึกเย็นลงและสบายใจ”

“ผมบอกชอบเธอตอนปี 3 เธอก็เริ่มเฟดตัวออกไป ผมก็เดาออกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าเธอไม่ได้ชอบผม แต่ก็ยังเลือกจะบอกเพราะคิดว่าเธอควรรู้จากผมตรงๆ ในวันนั้นเธอบอกว่าเธอก็รู้ แต่ผมยังไม่ใช่ หลังจากนั้นเราไม่เคยพูดเรื่องนี้กันอีกเลย แต่ยังเป็นเพื่อนที่คุยกันทุกวัน มีแต่ผมที่ยังมูฟออนไม่ได้ ผมไปไหนไม่ได้เพราะรู้สึกว่าเวลาไม่ได้ช่วยอะไร ผมไม่เคยเปลี่ยน ยังอยู่ที่เดิม แต่เธอไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่ผมยังเลือกที่จะเก็บโมเมนต์นั้นไว้”

“ตอนนี้ผมเริ่มคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง เรารู้จักกันตั้งแต่ปี1 เธอเป็นอีกคนที่ผมรู้สึกว่า เป็นความสบายใจ ผมเตรียมดอกไม้ให้เธอแล้วด้วยในวันวาเลนไทน์นี้”

- แมว

“ความรักเป็นเรื่องของวัฒนธรรมด้วย สื่อไทยพยายามสร้างให้คนพิการเป็นคนน่าสงสาร เป็นผู้รับอย่างเดียว หรือไม่ก็เป็นบทลองใจ เช่น แกล้งเป็นคนพิการ”

“ตอนบอกเลิกเราไม่ได้รู้สึกเสียใจขนาดนั้น มีนิดนึงเหมือนเสียใจตามมารยาท ถ้าไม่เสียใจเลยก็จะดูใจร้ายเกินไป

“เรารู้จักกับแฟนเก่าผ่านโชเชียลมีเดีย เขาก็ดีนะ แต่ที่เลิกกันก็มีหลายเหตุผล เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะเราไม่รักแล้วและรู้สึกว่าต้องการพื้นที่ส่วนตัว แถมระยะทางก็ไกลกันด้วย คนเราเปลี่ยนไปตลอดเวลาและเราไม่ได้มีเวลาคุยกันตลอด เท่าที่อ่านเจอมา เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาของคู่รัก อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งพูดถึงสารเคมีในสมอง แต่ตอนนั้นเรากลับเลือกที่จะตัดเค้าออกไปเลย โดยให้เหตุผลว่า อยากจะไปทำอย่างอื่น อยากอ่านหนังสือ อยากทำงานและไม่อยากเสียเวลา 5 นาทีหรือครึ่งชั่วโมงเพื่อโทรคุยกัน

“จริงๆ แล้วตอนนั้นถ้าเราไม่มีเวลาก็น่าจะบอกเขาได้ แต่เราขี้เกียจอธิบายและมีพื้นที่ส่วนตัวสูงในระดับหนึ่ง เคยไล่เขากลับบ้านด้วยโดยบอกว่า “เธอเหนื่อยแล้ว เธอกลับไปพักเถอะ” เพราะเราอยากดูซีรีย์เกาหลีแบบตั้งสมาธิ ไม่อยากให้ใครมาพูดข้างหู ทั้งๆ ที่บอกเขาได้ว่าอย่ามาพูดข้างหูแต่เราก็ไม่อธิบาย

“เราอยากมีความรักอีกนะ ชอบตัวเองเวลามีความรัก แต่ไม่อยากเปลี่ยนตัวเองหรือให้ใครมาครอบครอง ความรักน่าเบื่อเวลาเกิดการครอบครอง ถึงแม้จะมีบางเรื่องที่เราไม่เคยยอมใครเลย แต่จะมีคนนั้นให้เรายอมอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่เจอ”

“คนที่คิดว่าคนพิการไม่ควรมีความรักเรามองว่าเค้า ‘เสือก’ ถ้าเขามีสิทธิที่จะคิดแบบนั้น เราก็มีสิทธิด่า ความรักเป็นเรื่องของวัฒนธรรมด้วย สื่อไทยพยายามสร้างให้คนพิการเป็นคนน่าสงสาร เป็นผู้รับอย่างเดียว หรือไม่ก็เป็นบทลองใจ เช่น แกล้งเป็นคนพิการ ซึ่งเป็นบทที่เปลี้ยมาก พอบทบาทของคนพิการในไทยถูกมองให้เป็นแบบนั้นเราจึงไม่อยากเรียกตัวเองเป็นคนพิการ ต่างกับในต่างประเทศที่นำเสนอคนพิการแบบเก่งๆ เท่ห์ๆ จึงสบายใจเวลาบอกใน Tinder ว่า ‘Hey,I’m disabled yeah” มากกว่า

- ดีวีดี

“คนพิการคือคนที่มีความบกพร่องบางอย่าง อาจมีข้อจำกัดทำให้การใช้ชีวิตลำบากกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนพิการไม่ควรมีความรัก พวกเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึก และความต้องการ”

“เราชอบคนเก่ง เป็นผู้ใหญ่ การได้แอบชอบคนๆ นั้นทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง ให้ได้สักเสี้ยวหนึ่งของเขา ความรักที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นความรักแบบแอบชอบ สำหรับเราคิดว่าสมหวังอยู่บ้างตรงที่เค้ามองเห็นว่าเราเก่งและพัฒนาขึ้นเพราะเค้า ถึงจะไม่ได้คบกัน ก็โอเคแล้ว

“ความรักมันก็เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ตามที่โชคชะตาจะให้เจอ ความรักสำหรับเราเป็นได้หลายอย่างมาก เป็นทั้งความสัมพันธ์ในรูปแบบของครอบครัว คนรัก เพื่อน ที่ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ความรักที่ดีจะช่วยผลักดันให้เราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้พัฒนาตัวเองต่อไป รวมไปถึงความรักที่ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น การรักศิลปิน ไอดอล หรือแม้แต่การได้ช่วยเหลือคนอื่นในเรื่องเล็กๆน้อย

“เรามองว่าความพิการไม่ได้เป็นตัวกำหนดที่ทำให้ความรักไม่เกิดขึ้นกับเรา แต่มองว่า เป็นเหมือนบททดสอบแรกของความรักที่จะเกิดขึ้น คนที่ตัดสินแค่ภายนอกก็จะมองผ่านไป ส่วนคนที่เห็นอะไรบางอย่างในตัวเราเค้าก็จะเข้ามา เรามองว่า คนพิการคือคนที่มีความบกพร่องบางอย่าง อาจมีข้อจำกัดทำให้การใช้ชีวิตลำบากกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนพิการไม่ควรมีความรัก พวกเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึก และความต้องการ

“วันไหนที่เราจะออกไปห้าง ไปเดินเล่น และอยากไปกับแค่คนคุย เราก็จะบอกกับคนดูแลว่า ‘ช่วยรอตรงนี้ก่อนได้มั้ย หรือกี่โมงค่อยมาเจอกันอีกทีเพราะเราอยากไปกับแค่คนคุยของเรา’ และเราว่าเค้าเข้าใจได้นะ ส่วนตอนนี้ก็ยังโสดอาจจะยังไม่เจอคนที่รู้สึกว่าใช่ เราก็เปิดใจมีคนที่คุยอยู่ แต่เค้ายังไม่ขอเป็นแฟน เป็นเศร้าเพราะไม่ทันวาเลนไทน์ปีนี้แล้ว

- เมย์

 

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนวาเลนไทน์ความรักคนพิการโสด
Categories: ThisAble

กลุ่มครูอาสา ‘หัวใจถ่ายภาพ’ ที่เป็นมากกว่าการแค่การสอนคนตาบอดถ่ายภาพ

Thu, 2020-02-13 17:21

กลุ่มครูอาสา ‘หัวใจถ่ายภาพ’ คือกลุ่มคนอาสาที่สร้างขึ้นมาเพื่อสอนคนตาบอดถ่ายภาพ เริ่มโครงการมาตั้งแต่ ปี 53 ปัจจุบันตอนนี้ก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว ท่ามกลางคำถามว่าคนตาบอดจะถ่ายรูปไปทำไม ถ่ายไปแล้วได้อะไร

ปัจจุบัน ทัศนคติที่สังคมมองเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แล้ว ‘หัวใจถ่ายภาพ’ เปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน ชวนคุยกับ นพดล ปัญญาวุฒิไกร หรือครูฉุน กับการตกผลึกมาตลอด 10 ปี

แรกเริ่มไม่ได้แทนตัวเองว่าครู’ อะไรคือจุดเปลี่ยนในการเรียกตัวเองว่าครู

ครูฉุน: แรกเริ่มที่สอนคนตาบอดถ่ายภาพ เราไม่ได้คิดจะแตะอะไรลึกอะไรไปมากกว่านั้น ก็แค่สอนให้เขาถ่ายภาพได้ แต่ว่ายิ่งสอนไปเรื่อย ๆ ก็รู้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของการถ่ายภาพ แต่เป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์

ตอนที่เริ่มสอนทุกคนเรียกเราว่าพี่ทั้งที่อายุของเรามากกว่าพ่อแม่ของเขาอีก จนมาเด็กรุ่นหลัง ๆ เขาเรียกเราว่าครู เพราะรู้สึกเรามาสอน ครูบางโรงเรียนอยากให้เด็กเรียกว่าครู เพราะหากเรียกพี่เด็กจะดื้อ ไม่ให้ความร่วมมือ แต่สำหรับตัวเราเองไม่ซีเรียสในชื่อเรียก เป็นห่วงแค่การทำหน้าที่นั้นสมบูรณ์แบบหรือเปล่า การที่เราทำงานแบบนี้โดยที่ไม่ผ่านการเรียนครูมาก่อน ความรับผิดชอบจึงเป็นเรื่องสำคัญ เราจะต้องเตรียมตัวมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ฝังรากลึก จนในที่สุดก็เรียกตัวเองว่าครู

อะไรคือการสอนคนตาบอดถ่ายภาพ

เราเริ่มต้นจากการสอนถ่ายภาพ  หลังจากนั้น 2 ปีก็เริ่มปรับการสอน เพราะเขาสามารถใช้ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารได้ เช่น เวลาเด็กตาบอดเล่าเรื่องบรรยากาศ หรือสภาพแวดล้อม  เขามักเล่าไม่ถูกว่า สถานที่เหล่านี้ตกแต่งหรือมีสภาพแวดล้อมเป็นยังไงหรือบอกไม่ถูกว่าความสนุกสนานหรือสิ่งที่ประทับใจนั้นเป็นยังไง  ภาพถ่ายจึงช่วยเล่าเรื่องราวส่วนนี้

ตอนสอนปีแรกเราก็เห็นว่าภาพถ่ายเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสื่อสาร จึงลองให้เด็กไปถ่ายรูปงานวันเด็ก เขาก็บอกว่ามันสนุกมีนู่นมีนี่ แต่ก็บอกไม่ได้ว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นยังไง ฉะนั้นภาพที่เขาถ่ายจึงช่วยทำให้เราเห็นว่า สภาพแวดล้อมที่เขารู้สึกสนุกสนานมันเป็นยังไง อีกอย่างที่เห็นคือเมื่อเด็กต้องมาอยู่โรงเรียนสอนคนตาบอดตั้งแต่เล็ก ๆ หลายคนเกิดความเหงา คิดถึงพ่อแม่ แต่ตอนนี้เขาสามารถถ่ายภาพสิ่งที่ทำให้หายเหงา เช่น เครื่องเล่น อุปกรณ์เล่น ที่เขาบอกไม่ถูกว่าหน้าตาเป็นยังไงกลับไปให้พ่อแม่ดูได้ หลังจากนั้นเราเริ่มให้เขาเขียนอักษรเบรลล์เล่าเรื่องประกอบ งานจึงพัฒนาแตะเรื่องของการสื่อสารมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงทุกวันนี้

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่คือการปรับให้เด็กเป็นศูนย์กลาง ทำกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดประโยชน์กับเด็กที่สุด เมื่อก่อนหากต้องจับคู่ เราจะใช้วิธีให้ครูเลือกเด็ก แต่พอลองให้เด็กเลือกครูบ้าง พบว่าการเรียนประสบผลสำเร็จมากกว่าเด็ก ๆ เลือกคู่ของเขาจากน้ำเสียง ซึ่งสามารถบ่งบอกความรู้สึกได้ดี เด็กเลือกจากน้ำเสียงที่เขาคิดว่าจะเติมเต็มหรือจะจับคู่กับเขาได้

การทำงานที่ผ่านมามีข้อผิดพลาดบ้างไหม

ผิดเป็นครู หากผิดมากจะได้เป็น ผอ. การทำผิดเป็นเรื่องสำคัญ ขึ้นอยู่กับเจตนา ถ้าเรามีเจตนาดี หรือพยายามแล้ว แต่ยังผิด เราก็ยอมรับและเรียนรู้กับมัน โอบกอดมัน ละพิจารณาว่าทำอย่างไรไม่ให้ผิดพลาดแบบนั้นอีก

ในช่วงแรก บางอย่างที่เราคิดว่าถูก เช่น เมื่อมีเป้าหมายว่าอยากให้เด็กสื่อสารเก่ง เขียน-อ่านอักษรเบรลล์ได้คล่อง เราก็ไปบอกเด็กว่าคนไหนตั้งใจเขียนอักษรเบรลล์ได้เยอะก็จะอัดรูปเพิ่มให้ ปรากฏว่าเด็กก็เขียนอักษรเบรลล์มาเยอะเลยเพื่อขอรูปเพิ่ม ปรากฏว่าสิ่งที่เขาเขียนมาก็คือ ก-ฮ เราเองก็ไม่รู้ว่าเขาเขียนอะไร ทั้งที่เจตนาอยากให้เขาเขียน-อ่านอักษรเบรลล์ ตอนหลังมารู้ว่าสิ่งที่เราทำคือการเอาเหยื่อมาล่อ เห็นผลแค่ในระยะสั้น แต่ระยะยาวมันไม่ดี  หลังจากนั้นเราก็เปลี่ยนทันที ไม่เอารางวัลมาล่อเด็กแล้ว พยายามให้เขางอกงามจากภายใน และถามเหตุผลว่าเขาอยากได้รูปไปทำอะไร และพยายามโน้มน้าวให้เข้าเขียนด้วยการตั้งคำถาม เช่น ถ้าหากมีหลายรูป หนูจะจำได้ยังไงว่ารูปนี้คืออะไร เด็กก็จะรู้ว่าสุดท้ายเขาต้องเขียนเบรลล์ เขาถึงจะผ่านจุดนี้ได้ ครูเองก็ต้องหัดเขียน-อ่านอักษรเบรลล์ เวลาเด็กเขียนผิดจะได้บอกได้

คนเคยถามว่าจะสอนคนตาบอดถ่ายภาพไปทำไม และพี่ตอบว่าเขาจะมีความสุข ทุกวันนี้ยังตอบเหมือนเดิมไหม

ยิ่งเราทำก็ยิ่งยืนยันว่าการให้แบบไหนเป็นการให้ที่ให้ที่ยั่งยืน ความสุขมันก็เหมือนกันเนี่ยเราจะหาความสุขได้จากสิ่งภายนอกเนี่ยง่ายมาก เพลง การพูดคุย สิ่งแวดล้อม แต่ว่าความสุขพวกนี้มันอยู่ไม่นานยิ่งนับวันในสังคมเนี่ยความสุขมันต้องแลกมาด้วยเงิน ก็ทำให้คนที่ด้อยโอกาสหรือคนพิการเนี่ย ถูกจัดจำพวกหรือถูกให้ไปอยู่เบียดกลุ่มคนอยู่ล่าง ๆ ค่าคลองชีพที่แพงขึ้นเพราะทุกอย่างมันแลกมาด้วยเงินหมด ในขนาดที่คนพิการเนี่ยไม่ได้โอกาสจากทางสังคมที่เขาจะไม่มีความแตกต่างจากคนทั่วไป แล้วถามว่าแล้วเขาจะมีความสุขอย่างนั้นได้เนี่ยทำไง มันต้องแลกมาด้วยเงิน คือสินค้าบริโภคอุปโภคมันแลกมาด้วยเงินหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยิ่งทำให้เราเห็นมากขึ้นก็คือกระบวนการศึกษา กระบวนการสอนของเราเนี่ยต้องมุ่งจะทำให้เขาจะยื่นยัดด้วยตัวเขาเองได้และขนาดเดียวกันเขาก็ต้องการให้สังคมได้เห็นว่า เราแค่ให้โอกาส    

แล้วทัศคติของสังคมต่างไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนไหม

เปลี่ยนไปน้อยมาก ถึงแม้ว่าโครงการเราทำมา 10 ปี ในช่วง 5 ปีแรกออกสื่อเยอะมาก อบรมครูอาสาไปไม่น้อยกว่า 500 คน แต่ก็เหลืออยู่ที่เราไม่ถึง 20 คน ทัศนคติที่คนในสังคมมีต่อคนพิการยังไม่ค่อยได้เปลี่ยนแปลง สังเกตได้ง่าย ๆ คนไม่พิการมาหาคนพิการก็มาแล้วเลี้ยงข้าว เอาของมาให้ มาแล้วก็ไป ของที่เอามาให้ไม่กี่วันก็หมด แล้วถามว่าวันต่อไปเขาจะอยู่ด้วยอะไรถ้าเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 

การสอนให้เขาช่วยตัวเองได้ก็ต้องสอนให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของสังคม ไม่ใช่สักแต่ว่าสอนอาชีพ แล้วอาชีพนั้นไม่ได้เป็นที่ต้องการ พอเขาทำของที่คนไม่ต้องการออกมา คนที่อุดหนุนก็จะอุดหนุนเพราะความสงสาร ฉะนั้นเราต้องกลับมาทบทวนว่า สิ่งที่เราสอนเขา ให้เขา เป็นการช่วยจริงหรือไม่ ก่อนที่จะบอกว่าคนพิการเป็นภาระของสังคม

เป็นครูอาสา ต้องทำอะไรบ้าง

ต้องลงมือทำ และปฏิบัติกับเขาเหมือนคนปกติ เขาสามารถสอยมะม่วง จุดเตา ทำทุกอย่างด้วยตัวเขาเองได้เราต้องมีความอดทนมากพอที่จะสอนให้เขาทำ แม้อาจต้องใช้เวลามากกว่าเราเพราะเขามองไม่เห็น สุดท้ายเขาก็ทำได้

ตอนนี้เด็กทุกคนเก่งกว่าพวกเราอีก ครูที่สอนเขาก็บอกว่าเขามัดย้อมเก่งกว่าครูอีก มัดละเอียดและมีความอดทนมากกว่า เพราะฉะนั้นเนี่ยเราพยายามจะใช้จุดแข็งของเขาก็คือความอดทน ทำให้สังคมเห็นอะไรสักอย่างเป็นรูปธรรม ภาพถ่ายของคนตาบอดนั้นดีมาก จนไม่มีไม่มีใครเชื่อว่าคนตาบอดถ่าย ทำไมถ่ายแล้วฟ้าไม่เอียง น้ำทะเลไม่หก กลายเป็นความเคลือบแคลงสงสัย เราก็เลยพยายามทำให้เป็นรูปธรรม ให้แตะไปถึงสิ่งที่เขาใช้ เช่น ถุงผ้ามัดย้อม

ก็ลองดูนะ ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นคำตอบที่ถูกต้อง หรือเปล่า แต่เราก็บอกว่าสิ่งที่เราทำเนี่ยมันได้มาจากประสบการณ์ ได้มาจากพื้นฐานขององค์ความรู้ที่มี แล้วเราก็ตัดสินใจทำ

ทำไมเขาไม่เชื่อว่าคนตาบอดสามารถถ่ายรูปได้

เพราะทุกคนมีกรอบความคิดของตัวเอง เขามองว่ากลไกการถ่ายภาพต้องอาศัยการมองเห็น ถ้าตามองไม่เห็นก็ถ่ายภาพไม่ได้หรือไม่มีทางถ่ายภาพดีแต่จริง ๆ แล้วทุกอย่างเป็นเรื่องของเหตุและผล เช่นเดียวกับการสอนเด็กตาบอดถ่ายภาพที่ไม่ได้อาศัยความฟลุ๊ค แต่เราทดลองและนำวิทยาศาสตร์การถ่ายภาพเนี่ยมาจับคู่กัน การถ่ายภาพได้ระนาบคือการถือกล้องให้ได้ระนาบ และการถือกล้องให้ได้ระนาบก็ต้องมีจุดอ้างอิง โดยเฉพาะคนที่มองไม่เห็นจุดอ้างอิงยิ่งสำคัญมาก เมื่อดูจะเห็นว่าสันกล้องเป็นเส้นตรง และระหว่างคิ้วเราก็เป็นเส้นตรง วางทาบกัน ก็จะได้แนวระนาบ

คนตาบอดบางคนไม่รู้ว่าตัวเองคอเอียง และเขาก็ไม่รู้ตัวว่าเอียง เขารู้สึกว่านี่คือโลกความตรงของเขาเราก็จะไม่ไปบอกว่าเขาคอเอียง  เพราะนั่นทำลายตัวตนของเขา เราจึงใช้วิธีบอกว่าหนูอยากได้รูปสวยไหม ถ้าหนูอยากได้มีอุบายนะ ต้องเอียงคอตรงนี้หน่อยแล้วถ่ายรูปจะสวย

แล้วปัจจุบันโครงการนี้เป็นที่รู้จักทั่วโรงเรียนตาบอดหรือยัง

รู้จักแต่ก็เสียดาย ที่หลายโรงเรียนมองเราเป็นแค่คนอยากทำความดี ทำจิตอาสา แต่ก่อนเราไปสอนทั่วประเทศ ตอนหลังก็ไม่ไปโรงเรียนไหนที่ไม่ให้ความร่วมมือหรือมีความตั้งใจไปกับเราจริง ๆ ถามว่าเด็กอยากให้เราไปไหม เขาอยาก แต่พอไปเนี่ยเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ความเหนื่อย งบประมาณ  ค่าวัสดุอุปกรณ์การเรียน มันหมดไป เราก็ต้องกลับมาโฟกัสว่า ที่ไหนที่พร้อมจะไปกับเรา เราก็โฟกัสที่โรงเรียนนั้น

เหมือนปัญหาจริง ๆ คือโรงเรียนกับครูมากกว่า

พวกผมสอนวิทยาศาสตร์เด็กมา 2 ปี ประยุกต์การสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์กับเด็กตาบอดและจัดให้ครูเนี่ยมาเรียนกับเรา แต่เท่าที่ทราบไม่มีโรงเรียนไหนกลับไปทำต่อ วันที่เราสอนก็รู้เลยว่าการสอนที่มีขาดความละเอียดอ่อนเพราะว่าเด็กตาบอดหลายคนเป็นโรคสมาธิจึงตั้งโจทย์ให้ครูว่าจะสอนเด็กยังไง ครูตอบไม่ได้ เขารู้ว่าเด็กไม่มีสมาธิ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั่งเรียนกับผม 10 นาทีก็เริ่มนั่งคุยกัน หยิบมือถือมาเล่น คำถามคือคิดว่าครูมีสมาธิไหม ต่างอะไรกับเด็ก จึงบอกให้เด็กต้องอยู่กับเราเป็นชั่วโมง แล้วเราก็ไปบอกว่าเด็กไม่มีสมาธิ

แล้วหากเด็กเป็นสมาธิสั้นคุณรู้ไหมว่าจะต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กยังไงเพราะถ้าคุณวินิจฉัยผิดก็เท่ากับทุบเด็ก ฉะนั้นการมีมูลนิธิ มีโรงเรียน มีเจตนาดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีองค์ความรู้ ใฝ่รู้ เราอยากให้เด็กเป็นยังไงเราก็ทำให้เด็กดูนั่นคือต้นแบบ เหมือนคำไทยเราพูดว่าครูคือพ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ของชาติ

ในตอนนี้ยังสอนถ่ายรูปอยู่ไหม

สอนอยู่ แต่ลดบทบาทของการถ่ายภาพน้อยลง อาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือพาเขาออกไปข้างนอกแล้วให้เขาถ่ายรูป แต่เขาต้องกลับมาเล่าเรื่อง สื่อสารได้ สะท้อนว่าการพาไปครั้งนี้เขาได้อะไร เขารู้อะไรบ้าง เขาประทับใจอะไรบ้าง หาทางให้เขาได้สื่อสาร เพิ่มสัดส่วนกระบวนการเรียนรู้เพิ่มขึ้น

หลังเริ่มทำมัดย้อม เป็นอย่างไรบ้าง

ปีที่แล้วเขาก็ไม่ได้เก่งขนาดนี้นะ เด็กตาบอดพยายามจะหางาน ทำให้สังคมยอมรับ เราจึงเอางานนี้มาให้เด็กทำ ตอนนี้เขาคล่องมากเลย แต่เมื่อคล่องมากก็แปลว่าองค์ความรู้ที่เราสอนเด็กมันตันแล้ว เขาเก่งกว่าเราอีก ฉะนั้นทั้งครูทั้งเด็กต้องไปหาความรู้เพิ่มเติม กระบวนการทำงานแม้เงินจะเป็นส่วนสำคัญ  แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือทำยังไงให้มีความสุข ถ้าเขามีความสุขกับการทำงานผลงานก็จะสวย คนซื้อก็จะมีความสุขด้วย ถ้าเราทำงานด้วยตัวเองอย่างมีความสุข ผลงานสวยเป็นการส่งต่อความสุข และถ้าคนซื้อไปมีความสุข เขาอาจจจะกลับมาซื้อซ้ำและไม่ได้ซื้อเพราะความสงสาร แต่ซื้อเพราะมันมีคุณค่า

10 ปีที่คิดไหมว่าจะมาถึงขนาดนี้

ไม่คิดหรอกว่าเราจะมาถึงขนาดนี้ แต่ยิ่งสอนก็ยิ่งตกผลึกมากขึ้น ภาพถ่ายที่ดีที่สุดไม่ใช่ภาพถ่ายที่เกิดจากกล้องถ่ายรูปหรือมือถือ เพราะไอ้พวกนั้นเราเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ หากฮาร์ดดิสเสีย ก็เรียกภาพคืนไม่ได้ แต่ภาพในความทรงจำนึกถึงเมื่อไหร่มันก็มา ไฟฟ้าไม่มีก็มา นึกถึงเมื่อไหร่ความสุขก็มา เราถึงบอกว่าภาพสวยที่สุดคือภาพของความทรงจำดี ๆ  ที่มีอยู่ในตัวผู้คนมากกว่า นี่คือภาพถ่ายที่สวยงามที่สุด


 

Livingสัมภาษณ์ศิลป-วัฒนธรรมคนพิการทางสายตาครูอาสาผ้ามัดย้อมหัวใจถ่ายภาพ
Categories: ThisAble

คนตาบอดดู 'หนังโป๊' ได้อย่างไร มองไม่เห็นแต่ทำไมยังอยากดูหนังโป๊

Thu, 2020-02-13 16:16

แสงไฟทำให้ยามราตรีไม่เคยมืดมิด…

เรานัดสุภาพบุรุษสองคนนั่งคุยกันที่ร้านอาหารย่านรัชดา แสงสีเฉิดฉาย ท่ามกลางเสียงเพลงแจ๊ซขับกล่อม อาสองและชายกลาง ชายตาบอดเดินเข้ามาในร้านพร้อมไม้เท้าขาว หลังเข้าไปแนะนำตัวและยื่นศอกให้จับเพื่อเดินตามมาที่โต๊ะ ทั้งสองนั่งลงและสั่งอาหาร วันนี้เราสามคนจะคุยกันเรื่องหนังโป๊กับคนตาบอด

มีคำถามมากมายที่เราอยากรู้เกี่ยวกับคนตาบอด ตั้งแต่เรื่องหนังโป๊ไปจนถึงสื่อลามก หลายคนมองว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา แล้วพวกเขามองว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนตาบอดด้วยไหม คนตาบอดเข้าถึงเรื่องเพศมากแค่ไหน อย่างไร ไปจนถึงเม้าท์มอยสไตล์ที่พี่ทั้งสองคนชอบ และแหล่งที่พวกเขาติดตาม เพื่อตอบคำถามที่ว่าตามองไม่เห็นทำไมยังอยากดูหนังโป๊กันอีก ?

คนตาบอดดูหนังโป๊ไหม

ชายกลาง : ดู 

อาสอง : ผมเป็นสมาชิกพอนฮับพรีเมี่ยม

แล้วดูกันยังไง ในเมื่อมองไม่เห็น 

อาสอง : ผ่านการฟัง แต่ถามว่ารู้เรื่องไหมอีกเรื่องนึงนะ

เลือกหนังยังไง 

อาสอง : ผมชอบเลือกหนังโป๊คนไทยมากกว่า อย่างน้อยก็ฟังรู้เรื่อง พอเข้าเว็บไซต์ ก็หาหมวดคนไทย แล้วก็เลือกหมวดย่อยลงไปอีก เช่น นักศึกษา เมียฝรั่ง แต่จริงๆ ก็ดูได้หมด ใช้ฟังเสียงเป็นหลัก คลิปไหนที่เงียบเกินสามนาทีก็กดออกเพราะเราไม่รู้ว่าตรงที่เงียบเขาทำอะไรกัน 

ชายกลาง : ผมเป็นขาประจำเว็บไซต์พอนฮับ แต่เพราะเว็บไซต์เป็นภาษาอังกฤษ เลยไปศึกษาคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องอย่างโบลว์จ๊อบหรือเลสเบี้ยน คีย์เวิดช่วยทำให้หาสิ่งที่อยากดูง่ายขึ้น ไม่อย่างนั้นก็ใช้วิธีค้นหาผ่านค่ายหรือแชลแนลในดวงใจ แต่ถ้าคลิปไหนเสียงไม่ชัด ไม่ใส ไม่เคลียร์ หรือมีเสียงรบกวนเยอะๆ ผมก็ไม่ฟัง แต่ส่วนใหญ่คลิปที่ดูเป็น HD หรือ 4K ก็ไม่มีปัญหา 

อาสอง : ถ้าเสียงยิ่งใสยิ่งมีอารมณ์ หนังบางเรื่องได้ยินถึงขนาดเสียงหายใจรดต้นคอกัน  อันนี้เราถือว่าน่าสนใจ สามารถเสพได้อย่างเต็มอิ่ม 

เชื้อชาติส่งผลอะไรต่อการเลือกดูไหม 

ชายกลาง : ถึงเรามองไม่เห็นก็จริง แต่ก็เลือก ผมไม่นิยมหนังจากประเทศญี่ปุ่น เพราะเสียงฟังดูแล้วเกินจริง บางคลิปฟังแล้วเหมือนคนกรีดร้องแบบเจ็บปวดมากกว่าเสียว เลยไม่ใช่แนวผม 

อาสอง : ชาติไหนก็ได้ อยู่ที่นักแสดงแต่ละคนว่าถูกจริตเรามากแค่ไหน  อย่างในกลุ่มพอเจออันไหนดีก็บอกต่อ คุณอาจจะบอกว่าคนนั้นหน้าสวย คนนี้ผิวขาว แต่คนตาบอดเน้นที่เสียง คนนั้นเสียงดี คนนี้เสียงแจ่ม คนตาดีดูหนังก็ใช้ตากับหูในการรับสาร ส่วนเราใช้ได้แค่หู แต่ถ้าจะให้เพิ่มความเสียวก็สามารถทำได้ เช่น บางคนจะหาน้ำหอมกลิ่นที่ชอบ ฉีดไว้ตามหมอนหรือมือเพื่อเพิ่มอรรถรสให้ฟินมากขึ้น เขาเรียกว่าการเสริมสร้างจินตนาการ

ชายกลาง : กลิ่นช่วยได้จริงๆ ลองเอาไปทำตาม

อาสอง : นอกจากน้ำหอมแล้วก็มีอุปกรณ์ ผมชอบหิ้วเซ็กส์ทอยมาจากต่างประเทศ เอามาฝากเพื่อนๆ ในกลุ่ม เพื่อนก็ประทับใจกันใหญ่

เข้าใจเนื้อเรื่องในหนังไหม

อาสอง : ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็พอฟังได้ แต่ถ้าเป็นภาษาอื่นก็จะกดเลื่อนไปกลางเรื่อง ไปถึงตอนร้องอย่างเดียวไม่สนอย่างอื่นเลย ถ้า 20 นาทียังไม่ร้องก็เปลี่ยนเรื่อง 

ชายกลาง : ถ้าเนื้อเรื่องเป็นภาษาที่เราฟังออกก็พอเดาได้ ถ้าฟังไม่ออก พยายามฟังไปก็เท่านั้น เพราะภาพเราก็ไม่เห็น กดไปตอนร้องอย่างเดียวเหมือนกัน  

อาสอง : จุดนั้นเราพร้อมที่จะระเบิดอารมณ์แล้วไง ถ้าต้องมาโฟกัสเนื้อเรื่องด้วยคงไม่ไหว 

รู้ได้ยังไงว่าในหนังเขาทำอะไรกันอยู่

อาสอง : ยอมรับว่าเข้าถึงไม่ได้ ตอนดูเราก็เดา แต่ก็ไม่แม่นยำ ถ้าได้ยินเสียงดูดหรือจูบพร้อมกัน ก็พอจินตนาการได้ว่าพวกเขาน่าจะทำท่า 69 หรือเปล่า หรือถ้าเสียงผู้ชายจูบอยู่ข้างบน  แล้วมีเสียงตับๆ ดังข้างล่าง ก็พอเดาท่าได้ แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ ต้องบวกจินตนาการเข้าไปด้วยประมาณหนึ่ง ถ้าอยากรู้จริงๆ ต้องให้เพื่อนตาดีที่สนิทและไว้ใจได้เป็นคนบอก เราก็จำแล้วมาดูของเราเอง 

ต่างกันมากแค่ไหน ระหว่างหนังที่เราจินตนาการเองกับเพื่อนอธิบาย

อาสอง : ต่างกันเยอะ น่าตื่นเต้นกว่าเวลามีคนเล่า ต้องอาศัยความไว้ใจพอสมควรในการหาเพื่อนแบบนี้ แม้จะมีแอปพลิเคชันช่วยหาของ ดูฉลากยาหรือสีกางเกง และกลุ่มที่เราสามารถขอความช่วยเหลือ ในการช่วยอ่านสิ่งต่างๆ แต่เรื่องหนังโป๊เราไม่สามารถร้องขอได้ แต่ก็จะมีเพื่อนตาดีประเภทหนึ่งที่เห็นเราเป็นคนดี พอรู้ว่าเราดูหนังโป๊ก็จะพูดว่า “โหย ตาก็ไม่ดียังจะดูหนังแบบนี้อีกเหรอ” จนเรารู้สึกว่าเขาตีตราเรา  

ชายกลาง : มีคนเคยถามผมเหมือนกันว่า “ตาบอดดูแล้วมันจะช่วยอะไรได้” หรือไม่ก็ “ตาบอด แล้วมึงจะเงี่ยนทำไม”

อาสอง : คนขับแท็กซี่คนหนึ่งพูดกับผมว่า “เนี้ย อย่างคุณตาบอด จะต้องไปบวชนะ จะมาทำงานได้ยังไง จะมามีชีวิตเหมือนคนปกติได้ยังไง” โห เราอยากรู้ว่าตรรกะเขาเป็นอะไร แต่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้พูดอะไรนะ เห็นเลยว่าในสังคมก็มีคนอีกไม่น้อยที่มองเราเป็นตัวประหลาด 

หนังโป๊เรื่องแรกที่ดูเป็นยังไง  

ชายกลาง :  เรื่องแรกที่ดูเป็นหนังไทย เพื่อนเอาให้ดูเกี่ยวกับช่างแอร์ ‘ผมไม่เล็กนะครับ’ จำได้ว่ากลับไปดูซ้ำเป็น 10 เที่ยวเลย หนังเข้าใจง่าย ฟังแล้วพอเดาเนื้อเรื่องได้ ผู้หญิงไปอาบน้ำแล้วผู้ชายก็ไปแอบดู มีบทสนทนาที่มีการพูดคุยกัน ท้าทายกัน 

อาสอง : ของผมคือ สมัยคุณ น.หนู กำลังดัง เป็นหนังคนไทยกับคนญี่ปุ่น พอได้ฟังตอนนั้นก็ว้าวเลย ขนาดนี้เลยเหรอ เมื่อก่อนตอนที่เราเริ่มช่วยตัวเอง ยังไม่มีสื่อพวกนี้เข้ามาประกอบ หนังช่วงแรกๆ เป็นแผ่น หรือเป็นไฟล์ที่ส่งต่อกันทางโทรศัพท์ แต่ตอนนี้เป็นออนไลน์รูปแบบการรับชมก็เปลี่ยน 

ครั้งนึงที่จำได้ดีเกี่ยวกับประสบการณ์ดูหนังโป๊คือ ตอนที่ชวนเพื่อนตาบอดหลายคนมาดูหนังโป๊ที่ห้อง ในหอโรงเรียนเก่า ปรากฏว่าวันนั้นแม่มาเยี่ยมพอดี พอเปิดประตูมา แจ็คพอตเลย เห็นคนตาบอดกำลังทรมานตัวเอง (ช่วยตัวเอง) อยู่ ดีที่วันนั้นผมไม่ได้ทำ แต่ก็โดนแม่ดุ แและบอกอย่าทำ ผมก็บอกว่าจะไม่ทำอีกแล้วครับ แต่ลับหลังก็ยับเยิน 

วาร์ปจากไหน  

อาสอง : แชร์กันเองในกลุ่มเพื่อนมากกว่า เป็นกลุ่มคนตาบอดที่เอาหนังมาแชร์กัน เสียงไหนโดน ก็มาแนะนำ แต่กลุ่มหนังโป๊ของคนตาดีทั่วไป นี่ไม่ได้อยู่ 

คนตาบอดดูหนังโป๊กันเยอะไหม 

ชายกลาง : ก็ดูทั้งผู้ชายผู้หญิง เท่าที่รู้ผู้หญิงหลายคนจะเสพเป็นตัวหนังสือ นิยาย เรื่องเล่า ฟิกชั่น เป็นเรื่อราวที่มีการเขียนบรรยายว่าใครกำลังทำอะไรอย่างละเอียด จนเห็นภาพในจินตนาการ

อาสอง : ผู้หญิงบางคนก็หาดูหนังที่มีเสียงผู้ชายชัดกว่า ส่วนผู้ชายก็ชอบที่เสียงผู้หญิงดังกว่า แล้วแต่คน แล้วแต่รสนิยมของเขา ถ้าผู้หญิงตาดีดู ผู้หญิงตาบอดก็ดู ตาบอดแล้วไม่ได้ถูกกำหนดมาให้เรียบร้อย ดีงามทุกสรรพสิ่ง  

แล้วเวลาดูหนังโป๊นี่ระวังคนรอบข้างกันยังไง ไม่กลัวคนมาเห็นเหรอ 

ชายกลาง : ไม่ว่าจะดูอะไรก็แล้วแต่ ถ้าใส่หูฟังคนอื่นก็จะไม่รู้ เพราะหน้าจอโทรศัพท์มันมืดสนิท เราตั้งค่าให้หน้าจอมืดได้ แล้วกดผ่านเสียง 

อาสอง : ถ้าจะมีกิจกรรมทำร้ายตัวเองอย่างละมุนละม่อม (ช่วยตัวเอง) คงทำได้แต่ในห้อง ลูกบิดต้องล็อคให้ดีและต้องแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่จริงๆ 

ตอบคนอื่นซิว่าทำไมตาบอดแล้วยังอยากดูหนังโป๊   

ชายกลาง : ต้องถามย้อนกลับว่าทำไมคนตาดีอยากดูหนังโป๊  

อาสอง : ร่างกายต้องการการปลดปล่อยไง ไม่ซับซ้อน 

มีคนถามว่าทำไมตาบอดแล้วยังจะหื่นอีก 

ชายกลาง : ผมได้ยินคำนี้มากับตัวเองเลย ตอนนั้นไปร้านขายเสื้อผ้ากับเพื่อนผู้หญิง เราจับหุ่นลองเสื้อผ้าอยู่ เป็นธรรมดาของเราที่ต้องจับ ต้องคลำ ต้องสัมผัส คนเดินมาข้างหลังพูดให้เราได้ยินว่า ตาบอดแม่งหื่นว่ะ ทั้งๆ ที่เราแค่จับหุ่นลองเสื้อผ้าเฉยๆ นะ ไม่ได้คิดอะไรเลย ก็ยังถูกคนว่า  

อาสอง : ตาดีมึงก็หื่น ไม่ได้มีกฏหมายอะไรที่บอกว่าคนตาบอดห้ามหื่น ไม่งั้นคนตาบอดก็มีลูกไม่ได้ อย่างที่เพื่อนพูดนั้นสะท้อนว่ามุมมองของคนตาบอดกับตาดีไม่เหมือนกัน คนตาบอดเมื่อมองไม่เห็นก็ต้องลองสัมผัส ส่วนคนตาดีก็เอาวิธีการมองแบบตัวเองมาครอบไว้ เพราะตัวเองมองเห็นหุ่นอยู่แล้ว ทำไมจะต้องไปจับ คนจับหุ่นลองเสื้อผ้าคือคนหื่น แต่ไม่ได้มองว่าคนตาบอดมองไม่เห็น 

คิดยังไงที่บางคนมองว่าคนตาบอดไม่ควรดูหนังโป๊ หรือไม่ควรมีชีวิตแบบคนทั่วไป  

อาสอง : เราก็มีชั่วดี เราทำบุญ ทำบาปเหมือนกัน แต่คำถามคือพอเราเป็นคนตาบอด บางคนก็ตีตราว่าเราเคยสร้างกรรมหนักมาก่อนในชาติที่แล้ว เกิดมาชาตินี้เลยตาเลยบอด แถมยังเป็นคนหื่นลามกอีก ถ้าเขาเชื่อแบบนี้ ก็ถือว่าถูกต้องตามความคิดเขา แต่อย่าลืมว่าทัศนคติแบบนี้กดขี่คนอื่น จนเหมือนลดคุณค่า เราคิดว่าควรจะมีวิธีหรือมุมมองอื่นที่จะทำให้คุณค่า และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนเท่าเทียมกัน เรามีความรู้สึกเหมือนคนอื่นทั่วไป 

ชายกลาง : คุณตาดีก็สามารถไปเที่ยวหรือทำสิ่งที่อยากทำได้ ไม่ต้องอยู่ในสภาวะถูกกดขี่หรือตั้งข้อเปรียบเทียบ แต่สำหรับคนพิการต้องเจอเรื่องเหล่านี้ตลอด  คนตาบอดแค่มองไม่เห็นเฉยๆ แต่ศักยภาพอย่างอื่นเราก็เทียบเท่าทุกคน บางอย่างก็ยังแข็งเหมือนทุกคนนั่นแหละ

อาสอง : เป็นเรื่องยากที่จะได้เจอคนตาดีที่มองคนตาบอดแบบเพื่อนฝูง มองว่าสามารถทำทุกอย่างได้ อย่างเวลาผมไปนั่งใช้มือถือตามห้าง คนมองกันเต็มเพราะเขาไม่รู้ว่าคนตาบอดใช้มือถือได้ กลายเป็นภาพว่าคนตาบอดเล่นคอมพิวเตอร์ เล่นมือถือได้คือเทวดา แล้วยิ่งสื่อมวลชนบางกลุ่มเอาประเด็นคนตาบอดไปเล่นก็ต้องมีความดราม่าพ่วง  จนสงสัยว่า ถ้าไม่ดราม่าคนจะไม่สนใจเรื่องคนตาบอดเหรอ 

เว็บไซต์หนังโป๊ควรปรับตัวยังไงให้คนตาบอดเข้าถึงได้

ชายกลาง : ผมเชื่อว่าเขาอยากจะทำถ้าเขารู้และเข้าใจ

อาสอง : ก่อนอื่นต้องอย่าลืมฐานคนดูที่เป็นคนตาบอด ซึ่งมีไม่น้อย ถ้ารวมความพิการอย่างอื่นก็ยิ่งเยอะ ในเว็บบอร์ดคนพิการมีห้องเกี่ยวกับเรื่องเพศ ก็มีคนพิการโพสต์หาเพื่อน หาคนคุย เป็นเพศหลากหลายก็มี หากช่องทางนี้คนไม่พิการสามารถเข้าถึง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เราน่าจะได้เห็นสิ่งน่าสนใจเกิดขึ้นในสังคมมากกว่านี้  ที่ไม่ใช่แค่เรื่องการทำบุญกับคนพิการ จนคนพิการต้องรู้สึกลดทอนและลดคุณค่าตัวเอง  

อีกภาพหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือ คนตาบอดจะพ่วงมากับพัฒนาการทางสมองที่ช้า ไม่สามารถสร้างตรรกะคิดอ่านเขียนอะไรเหมือนคนอื่นได้ เวลาเดินไปกับเพื่อนตาดี แล้วไปเจอคนแปลกหน้าอีกคน เขาอยากรู้เรื่องเราแต่ไม่ถามเรา หันไปถามเพื่อนตาดีทั้งที่อยู่ด้วยกัน 

มีเว็บไซต์หนังโป๊เว็บไหนที่เอื้อสำหรับคนตาบอดบ้างไหม 

ชายกลาง : พอนฮับก็เอื้อประมาณหนึ่ง แต่ก็ไม่ดีมาก

อาสอง : ยังไม่เจอเว็บไหนที่เข้าถึงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เมื่อเข้าจะต้องหาปุ่ม ‘เล่น’ ให้เจอก่อน เพราะจะถูกทับด้วยโฆษณาเยอะมาก ทั้งยาต่างๆ เว็บไซต์พนัน กว่าจะหาปุ่มเจอก็หายเงี่ยนแล้ว  

แล้วเว็บไซด์ที่ทำให้คนตาบอดเข้าถึงได้ควรเป็นแบบไหน 

ชายกลาง : มีสัญลักษณ์ที่ชัดเจน บอกรายระเอียดว่าปุ่มอะไรอยู่ตรงไหน เพราะคนตาบอดอ่านผ่านแอพฯ ถ้าปุ่มหรือข้อความชัด คนตาบอดก็เข้าถึงง่าย  

อาสอง : จริงๆ แล้วมีมาตรฐานการสร้างเว็บไซต์ที่คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเว็บไซต์ต่างประเทศ เว็บไทยไม่ค่อยทำ เรามักเจอรูปภาพซึ่งไม่รู้ว่าคือรูปอะไร เวลากดไปแล้ว แอพฯจะอ่านว่า เป็นกราฟิก เป็นภาพ ทั้งที่ในเว็บมีช่องให้เขียนอธิบายเพิ่มเติมได้ ถ้าคุณเขียนคนตาบอดก็เข้าถึง เพราะข่าวสารเป็นเรื่องสำคัญ บางข่าวคนตาดีคุยกันทั้งบ้านทั้งเมือง พอคนตาบอดกดเข้าไปในลิงก์ข่าวปรากฏว่าอ่านไม่รู้เรื่อง เข้าไปคุยหรือพิมพ์ก็ไม่ได้ สื่อสารกับคนในแชลแนลหลักไม่ได้

สื่อทั่วๆ ไป แบบไหนที่คนตาบอดเข้าถึงได้ 

ชายกลาง : ถ้าเป็นหนังก็ควรจะมีเสียงบรรยายภาพ ตอนนี้ในไทยก็มีแอพฯ พรรรณา ที่ช่วยบรรยายบางฉากที่มีดนตรีอย่างเดียว หรืออย่างฉากพระเอก นางเอกจูบกันพูดไม่ได้ เสียงบรรยายภาพก็จะทำหน้าที่แทน

อาสอง : อย่างถ้าเป็นคลิปในยูทูป บางอันต้องอาศัยถามเพื่อนตาดีว่ามันคืออะไร ทำยังไง แบบไหน เช่นคลิปสอนดีดกีต้าร์ ทำขนม เรามองไม่เห็นว่าเขาทำยังไง เสพได้แค่เสียง คลิปที่เขาไวรัลกัน อย่าง ‘ตาลือตกบ้าน’ กว่าเราจะรู้เรื่องนี่ชาวบ้านเขาก็เลิกดูไปนานแล้ว 

อยากฝากอะไรไปถึงคนที่ไม่เข้าใจคนตาบอด 

ชายกลาง : คนตาบอดที่เป็นแฟนกัน อยู่กินใช้ชีวิต เขาก็มีลูกไว้เป็นโซ่ทองคล้องใจเหมือนคนอื่นๆ แต่คนก็ยังพูดว่า ตาบอดแล้วยังจะมีลูกให้ลำบากตัวเองอีก เพราะคนไม่ได้คิดว่าเราก็อยากมีลูก

อาสอง : เรื่องความรัก คนทั่วไปก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน บางคนมองว่าคนตาบอดคบได้เฉพาะกับคนตาบอดเท่านั้น ทั้งที่เราสามารถคบกับใครก็ได้ ตราบที่หัวใจของคนทั้งสองตรงกัน และตัดสินใจร่วมกันว่ารักกัน ไม่ใช่ประเด็นที่จะมาถามว่า คบตาบอดได้ไหม ตาไม่บอดได้ไหม ผมเคยมีแฟนแล้วก็ถูกพ่อแม่ฝ่ายหญิงกีดกันเพราะผมเป็นคนตาบอด จึงอยากจะฝากให้สังคมได้หยุดคิดสักนิดในเรื่องการยอมรับในความแตกต่างของคนแต่ละคน 

  Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมหนังโป๊คนตาบอด
Categories: ThisAble

บันทึกวงถกปัญหาผู้ใช้-ธนาคาร-องค์กรสิทธิเรื่องการเข้าถึง ATM ของคนตาบอด

Thu, 2020-02-06 15:12

5 ก.พ. ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมมาธิการกิจการคนพิการจัดประชุมโดยเชิญ 18 องค์กรร่วมปรึกษาหารือกรณีข้อเรียกร้องการเข้าถึงบริการทางการเงินของคนพิการ โดยมีผู้ร่วมประชุมได้แก่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), สมาคมธนาคารไทย, ตัวแทนจากธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพานิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารธนชาติ ธนาคารเพื่อการเกษตร ธนาคารออมสิน, สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย, สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ฯลฯ

โดยพีรพงศ์ จารุสาร จากสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ผมและกลุ่มนักกฎหมายคนตาบอดต้องการนำเสนอปัญหาเรื่องการใช้เอทีเอ็ม เนื่องด้วยในปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาทั้งโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ คนตาบอด สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีด้วยโปรแกรมอ่านเสียง รวมถึงมีการเปลี่ยนเอทีเอ็มเป็นระบบทัชสกรีน แต่กลับน่าเสียดายที่ไม่มีระบบเสียงเหมือนในโทรศัพท์ จึงทำให้คนตาบอดไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ 

ด้านมณเทียร บุญตัน ประธานในที่ประชุมระบุว่า รัฐไทยนอกจากเป็นรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการแล้วยังลงนามในพิธีสารเลือกรับซึ่งเปิดให้คนพิการยื่นร้องทุกข์ โดยประเทศแรกที่ประสบความสำเร็จในการใช้กลไกนี้คือฮังการี โดยกรณีดังกล่าวสอดคล้องกับไทย

เจ้าหน้าที่จาก สวทช.นำเสนอการใช้งานเอทีเอ็มของต่างประเทศที่สามารถเข้าถึงได้โดยคนพิการ ในญี่ปุ่นตู้เอทีเอ็มมีเสียงนำทาง มีปุ่มสัมผัส ปุ่มนูน อักษรเบรลล์ และหูฟังเฮดเซทวางอยุ่ข้างตู้ ต่างจากในยุโรปที่มีช่องเสียบหูฟัง ฟังก์ชันทอล์กกิ้ง-ฟิงเกอร์อ่านในจอ เบรลล์ข้างจอสัมผัส มีปุ่มที่ชัดเจน การกดแบบหลายจุด และการเคลื่อนไหวท่าทาง หรือในอิสราเอลซึ่งใช้ฟังก์ชันเสียง เช่น เบิกเงินกด 1 ฝากเงินกด 2 

ตัวแทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระบุว่า ได้รับการร้องเรียนในกรณีดังกล่าวตั้งแต่ปี 2561 เรื่องการไม่ได้รับความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมการเงินและโดนปฏิเสธในการซื้อขายหลักทรัพย์การเงิน ซึ่งถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ทั้งที่ในประกาศธนาคารมีเพียงข้อแนะนำเรื่องการระมัดระวังในการให้ข้อมูล จึงมีข้อเสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมต่อธนาคารแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ(พก.) และคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์คือ ต้องจัดให้มีพนักงานประจำสาขาดูและคนพิการ  ยกเลิกการนำพยานหรือผู้ดูแลและเปลี่ยนให้พนักงานของสาขาเป็นพยานแทน และจัดให้มีเอทีเอ็มที่คนพิการเข้าถึงได้

ด้านกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการระบุว่า ตนเป็นหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ ตาม พ.ร.บ.คนพิการ มาตรา 20 ที่กำหนดว่าคนพิการจะต้องเข้าถึงบริการสาธารณะ จึงต้องการที่จะสนับสนุนการกำหนดนโยบายให้คนพิการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก และช่วยแก้ไขกฎหมาย ผลักให้แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางธนาคาร

นอกจากนี้สำนักงานดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกล่าวว่า เอทีเอ็มเป็นหนึ่งของเครื่องมือดิจิตอล ตามมาตรา 20(6) โดยตั้งข้อสังเกตว่า ฮาร์ทแวร์ปัจจุบันมีลักษณะรองรับบ้างไม่รองรับบ้าง , ซอฟเเวร์และการจัดการแต่ละค่ายเป็นอย่างไร และการเข้าถึง การเอื้ออำนวยความสะดวกที่จะเข้าถึงตู้

เอกภาพ ลำดวน ตัวแทนกลุ่มนักกฎหมายคนพิการร่วมแลกเปลี่ยนว่า อยากให้ธนาคารแก้ไขประกาศข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกรรมของคนพิการ เช่นเดียวกับสุนทร สุขขา ฝ่ายกฎหมายของสภาคนพิการฯ ระบุว่า ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนเอทีเอ็มแบบใหม่ แต่ไม่มีเสียง กดไม่ได้เพราะปกติคนตาบอดใช้การจำปุ่ม ถ้ามีอะไรผิดพลาด เช่น กระดาษสลิปหมด ก็จะทำอะไรไม่ได้เลย คนตาบอดบางคนไม่รู้ว่าเป็นตู้สัมผัส จนโดนหน้าจอ และโดนดูดบัตรเข้าไป เหมือนกับที่มนเทียรเองได้เล่าว่า ตนเองใช้การจดจำและสังเกตปุ่มในแต่ละธนาคาร เขาอดทนมาตลอดกับปุ่มในเอทีเอ็มรุ่นเก่า แต่พอเปลี่ยนเป็นจอสัมผัส ไม่มีทั้งปุ่มไม่มีทั้งโลเคชั่น ถึงจะพยายามแถยังไงก็แถไม่ได้ แม้แต่โมบายแบ้งกิ้งก็ยังใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ถอนเงินไม่ใช้บัตรก็ต้องแตะบนหน้าจอสัมผัส

ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ข้อจำกัดเมื่อไปใช้บริการที่สาขาเกิดขึ้นจากการต้องนำพยานไปด้วย เพราะกลัวว่าจะเกิดความทุจริต หลังจากนี้จะประสานให้เกิดการบริการเหมือนกันทุกที่ ส่วนเรื่องเอทีเอ็มต้องแก้ไขให้เหมาะสม สมเหตุสมผล ศึกษาว่าซอฟเเวร์ที่เหมาะสมเป็นอย่างงไร ต้องตกลงร่วมกันว่าผู้ใช้ต้องการแบบไหน และปรับแก้

ด้านสมาคมธนาคารไทยกล่าวว่า สมาคมรับทราบดี มีแผนในเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2550 มีธนาคารเข้ามาปรึกษาเยอะ แต่ขาดมาตรฐาน เพราะแต่ละธนาคารคิดกันเองว่ามาตรฐานควรเป็นอย่างไร สิ่งที่อยากจะปรับคือกำหนดกรอบมาตรฐานขั้นต่ำ สโคปในการให้บริการ เพราะปัจจุบันเอทีเอ็มมีหลายหมื่นเครื่องตั้งแต่เก่าถึงใหม่ จึงอาจไม่สามารถทำได้ทันที

ด้านตัวแทนจากธนาคารกรุงไทยระบุว่า ปัจจุบันเอทีเอ็มที่คนตาบอดใช้ได้มี 5,000 กว่าตู้ และเปลี่ยนเป็นระบบสัมผัส 2,000 กว่าตู้ และไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังหารือกับบริษัทที่ซื้อเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขต่อไป ส่วนธนาคารกสิกรไทยระบุว่า เครื่องรุ่นใหม่เป็นรุ่นทดลอง อาจจะมีแนวโน้มไม่ขยายต่อ หากมีการนำเครื่องรุ่นใหม่ที่จะพัฒนาจะนำคำแนะนำมาใช้

Livingข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนต่างประเทศไอซีทีเอทีเอ็มธนาคารคนพิการคนตาบอดATM
Categories: ThisAble

บทเรียน 11 ปีของ พาย ภาริอร จากช่วงแรกของการดูแลจนถึงช่วงท้ายก่อนการจากลา

Wed, 2020-02-05 10:50

ข้าพเจ้าเคยได้รับคำถามว่า ผู้ป่วยติดเตียงยาวนานเช่นนี้ มีเหตุผลอย่างไรที่ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ในเมื่อมิอาจช่วยเหลือตัวเองได้ มิอาจทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

ข้าพเจ้าหวังว่าช่วงชีวิตสุดท้ายของแม่ ได้พิสูจน์ให้ท่านเห็นแล้วว่า ในลมหายใจของแม่ทุกวัน นอกจากอยู่ได้และได้อยู่ เพื่อได้รักข้าพเจ้าแล้วนั้น ท้ายที่สุดอาจจะอยู่เพื่อยืนยันว่า ความรักที่แท้จริงบนโลกนี้มีอยู่ เป็นประโยชน์ในการช่วยใครหลายคนได้ตระหนักและหวนสู่ครอบครัวของตน ทั้งที่แม่ไม่เคยรู้จักหรือพานพบหน้ามาก่อน 

ด้วยบุญกุศลเพียงข้อเดียวเท่านั้นที่ข้าพเจ้าขอหยิบยกมา ดังที่กล่าวไว้ในข้างต้นนี้ ข้าพเจ้าจึงเชื่อมั่นเสมอว่าในการออกเดินทางครั้งนี้ของแม่นั้น แม่มิได้โดดเดี่ยวเลย แม่ออกเดินทางท่ามกลางความรักของผู้คนมากมายที่ระลึกถึงท่านอยู่เสมอ รวมถึงความรักจากทุกๆ ท่าน ณ ที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน 

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม 2561, ภาริอร วัชรศิริ จากบทอ่านไว้อาลัยวันฌาปณกิจ

เราได้เจอ พาย- ภาริอร วัชรศิริ ในวันที่แม่ของเธอไม่อยู่แล้ว เธอชี้ให้เราเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงภายในบ้าน จากเตียงคนป่วยกลายเป็นโซฟา มุมวางของใช้คนป่วยกลายเป็นสิ่งของทั่วไป เธอเล่าว่า แม้แต่เพื่อนสนิทที่มาบ้านก็ยังรู้สึกไม่ชินตากับภาพการเปลี่ยนแปลง จากภาพเดิมคือบ้านชั้นล่างที่เคยเต็มไปด้วยสิ่งของสำหรับดูแลผู้ป่วย

ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา พายคือภาพสะท้อนของชีวิตผู้ดูแลผู้ป่วย ที่ทั้งทำแผล กายภาพบำบัด ตื่นแต่เช้าไปจองคิวหมอ ดูแลเรื่องอาหารการกินจนถึงการขับถ่าย  ภาพเหล่านี้อาจเป็นภาพที่หลายคนน่าจะนึกไม่ออก จนกว่าจะได้มีโอกาสเหล่านั้นเป็นของตัวเอง ชวนพายถอดบทเรียนบนเส้นทาง 11 ปีของการดูแลผู้ป่วยติดเตียงถึงเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ วิธีดูแล สิ่งที่เรียนรู้ ความคาดหวัง ไปจนถึงเรื่องแผลกดทับ ความกดดันที่เรียกว่ากตัญญู ความกดดันจากในฐานะผู้ดูแล และจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้อย่างไร ตั้งแต่วันแรกของการดูแลจนถึงช่วงสุดท้ายก่อนการจากลา

รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังจากที่แม่ไม่อยู่

พาย : ต้องใช้การปรับตัวสูงมาก เดี๋ยวนี้เวลาเราดูซีรีย์ทุกๆ 10 ถึง 15 นาทีเราต้องกดหยุดเพราะ รู้สึกว่าทำไมตัวเองถึงมีเวลาว่างมาดู เมื่อก่อนเรายุ่งมาก ทั้ง 24 ชั่วโมงใช้เพื่อคนสองคน คือตัวเองกับแม่ แต่ตอนนี้ 24 ชั่วโมงกลายเป็นตัวเราเองคนเดียว กลายเป็นชีวิตที่มีเวลา และไม่ต้องวางแผนตลอดเวลาเหมือนเมื่อก่อน

ฟังแล้วดูเหมือนดี แต่ตอนที่ต้องปรับตัวกลับรู้สึกอีหลักอีเหลื่อกับความไม่คุ้นเคย เราต้องปรับไลฟ์สไตล์สูงมาก เช่น ไม่คุ้นที่มีเวลาว่างหลังเลิกงาน ไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้ หรือตอนที่แม่ไปใหม่ๆ เราแทบจะอยู่ในสภาพบ้านเดิมไม่ได้ เพราะเคยอยู่กับเตียงคนป่วย เลยตัดสินใจบริจาคให้ศูนย์ไร้ญาติและผู้ป่วยติดเตียงไปทั้งหมด เราเคยชินกับตอนที่ยังมีสิ่งของ ทั้งยาอุปกรณ์ทำแผล แล้วอยู่ดีๆ ก็ไม่เหลืออะไรเลย 

พายเรียนรู้วิธีการดูแลแม่มาจากไหน

แม่เราป่วยมา 11 ปี เมื่อก่อนข้อมูลไม่แพร่หลาย คนไม่ได้ใส่ใจที่จะสร้างความรู้ เครือข่าย หรือสร้างพื้นที่สำหรับการแชร์ข้อมูลเหล่านี้ เราพูดตลอดเวลาว่า เราเป็นคนดูแลคนป่วยที่เริ่มจากติดลบถึงศูนย์ คือไม่รู้อะไรเลย ไม่ใช่แค่ไม่รู้วิธีการดูแลคนป่วยแต่วิธีการดูแลชีวิตตัวเองให้รอดเรายังไม่รู้เลย เพราะเราถูกสปอยมาตลอด 

ก่อนแม่ป่วยเราใช้ชีวิตแบบไม่ดูแลตัวเอง พอต้องมาดูแลแม่มันเลยยาก ตอนหมออธิบาย เขาจะพูดถึงแต่วิธีการรักษา แต่ไม่ได้พูดถึงวิธีการใช้ชีวิตหลังจากก้าวออกจากโรงพยาบาลว่า ของที่คุณต้องซื้อคืออะไร สิ่งที่คุณต้องระวังคืออะไร เวลาแม่จะลุกคุณต้องอุ้มท่านี้ สิ่งเหล่านี้เราเริ่มจากการสังเกตและดัดแปลงเอาเอง บันไดต้องติดราวไหม ต้องใช้ไม้ 3 ขา หรือแบบเป็นคอก เมื่อแม่ใช้มือได้ข้างเดียวต้องทำอย่างไร ทั้งหมดผ่านการลองผิดลองถูก

แม้แต่เรื่องการอาบน้ำยังต้องลอง เราไม่รู้ว่าอาบแล้วต้องใส่ถุงมือไหมเพราะกลัวเล็บข่วน  ต้องเปลี่ยนช้อนไหม ไม่งั้นกินข้าวแล้วอาจจะไหลเลอะจนแม่รู้สึกตัวเองเป็นภาระถึงขั้นอยากตาย

หลังแม่ป่วย เราลองรักษาทุกขนานเลยให้เขากลับมาหายและใช้ชีวิตใกล้เคียงคนปกติได้มากที่สุด เคยทะเลาะกับแม่เรื่องการเดิน ตอนนั้นแม่ไม่อยากจะเดินอีกแล้ว เราก็พยายามผลักให้แม่เดินเพราะคิดว่าแม่จะต้องหาย ยิ่งถูกบีบด้วยคนที่มาเยี่ยมที่ถามว่า แม่ยังไม่หายอีกเหรอ เมื่อไหร่แม่จะเดินได้ เราก็มากดดันแม่ให้ต้องเดิน จนเขาร้องไห้ทุกข์ทรมาน เราถามตัวเองว่า สิ่งเหล่านี้คือคำตอบจริงเหรอ มีใครได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ เราไม่ควรเอาความคาดหวังไปกดทับเขา

ตอนนั้นมีความคิดว่าแม่จะหายเป็นปกติไหม

มาก เราถึงขั้นให้แม่ฝึกเขียนลายเซ็นต์บนเช็ก ฝึกพิมพ์คอมพิวเตอร์ ถามคำถามทบทวนความจำว่า สนามบินนี้อยู่ที่ไหน เมืองนี้ตัวย่อว่าอะไร ฝึกให้เขารับโทรศัพท์ ฯลฯ ทั้งที่เขาเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก และการมองเห็นของตาทั้งสองข้างก็ทับซ้อนกันจนแทบมองไม่ชัด จนฝืนตัวเองอย่างมาก สำหรับเรามันไม่ใช่ จึงคอยสำรวจใจตัวเองทุกครั้งว่าเป้าหมายที่พยายามจะทำเป็นเป้าหมายของใครกันแน่ ของเราหรือของแม่ ถ้าไม่ใช่เป้าหมายร่วมกันก็ควรต้องตกลงกัน 

เราคิดว่าช่วงแรกแม่อยากหาย แต่หลังจากลองทำไปสักระยะหนึ่งก็พบว่า ทำไม่ได้ ใจเขาล้าลงเรื่อยๆ และไม่อยากทำแล้ว แม่ซึมลงและเครียดจนไม่อยากแม้แต่จะกินข้าว บ่นว่าท้ออยากตายทุกวัน เพราะเขาเคยเป็นคนทำงานหนักมาก่อน เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่โคตรเก่ง พอตักข้าวกินเองไม่ได้ เขาก็อยากตาย จึงต้องเปลี่ยนวิธีการกิน เปลี่ยนอุปกรณ์ที่เขาควบคุมได้ เขาก็รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น

อะไรทำให้เราเกิดความหวังว่าแม่จะกลับมาหายดี

มันเป็นความคาดหวังของคนที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งอาจจะมากกว่าคนป่วยหรือพิการด้วยซ้ำ คนป่วยหรือพิการเขาอาจจะรับสภาพตัวเองได้ รู้ว่าศักยภาพตัวเองเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว แต่คนที่อยู่ข้างหลังสิ่งที่ยังเหลือคือความหวัง ความเคยชินกับรูปแบบเดิม เลยเกิดคำถามว่าเขาจะหายไหม เขาจะเป็นแบบเดิมไหม โดยที่ลืมคิดไปว่า ความคาดหวังนั้นกดดัน

คนชอบพูดว่า เดี๋ยวก็หาย ต้องหายและคิดว่าคือการให้กำลังใจ จริงๆ แล้วเป็นดาบสองคม คนป่วยที่ตกตะกอนกับตัวเองแล้ว รู้ว่าตัวเองไม่หาย เขาอาจจะรับได้หรือรู้สึกว่าไม่เป็นไร แต่บางคนไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เขาอาจจะอยู่ในจุดดิ่ง พอได้ฟังคำนี้แล้วรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม 

โจทย์ที่ต้องแก้ในตอนนั้นคืออะไร

โจทย์ของคนดูแลคือทำยังไงให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ซึ่งจะทำให้บรรยากาศในบ้านโอเคขึ้นมาก บางบ้านเราจะรู้สึกเลยว่าตึงเครียดมาก บรรยากาศพร้อมจะหงุดหงิด ลงไม้ลงมือ 

คิดว่าความเจ็บป่วยเปรียบเสมือนอะไร

ความเจ็บป่วยคือความเหนื่อยยาก เราชอบประโยคหนึ่งตอนที่แม่ล้มวันแรก แล้วต้องผ่าตัด พยาบาลบอกว่า คิดซะว่าแม่พักร้อนเร็วกว่าคนอื่น ส่วนพายก็ได้ทำหน้าที่เร็วกว่าคนอื่น อยากให้มองเป็นโอกาส ตอนนั้นโคตรไม่เข้าใจเลย แต่พอแม่ตาย เวลา 11 ปีที่เหมือนจะนาน กลับรู้สึกว่าก็เท่านี้เอง จนเพื่อนเราบอกว่า เธอเหมือนคนที่ทำข้อสอบเสร็จแล้วและต้องส่งครูก่อนคนอื่น หลังจากนี้เธอก็ไม่ต้องสอบแล้ว

บางสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น ช่วยแม่ขับถ่าย จะเริ่มต้นยังไง

ถ้าให้เราเดาคิดว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ต้องดูแลจะสามารถทำได้เอง เพราะในสถานการณ์จริงเราก็ต้องตัดสินใจว่าจะทำยังไง จะเอาอึก้อนนี้ออกไหมหรือจะปล่อยให้ท้องบวม ถ้าเราสามารถลูบอ้วกให้เพื่อนได้ในวันที่มันเมาหนัก เราก็จะค่อยๆ เห็นอ้วกได้ เช็ดอ้วกได้ สิ่งเหล่านี้มันค่อยเป็นค่อยไป การเช็ดอึ เช็ดฉี่ เบาไปเลยถ้าเทียบกับการทำแผลที่เช็ดอย่างไรก็ไม่หายสักที หรือหนักที่สุดก็แผลกดทับ 

เรากลัวแผลกดทับมาก สรรหาทุกวิธีที่จะทำให้แม่ปราศจากแผลกดทับ ทำให้แม่เป็นคนป่วย 11 ปี ที่ไม่มีแผลกดทับเลย เรารู้ว่าถ้ามันมาเมื่อไหร่คืองานงอก ยิ่งแผลกดทับที่ลึกมากๆ อาจติดเชื้อ ผู้ดูแลในบ้านอาจจะไม่สามารถทำแผลได้เอง ต้องพึ่งพาพยาบาลหรือหมอ 

อีกเรื่องที่กังวลคือ ค่าใช้จ่ายในการดูแล ในชีวิตประจำวัน ค่ายา ค่าแพมเพิส ค่าหาหมอ และเงินจ้างผู้ช่วย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่มาก เราโชคดีที่มีญาติช่วยบางจุด แต่ก็ต้องเป็นตัวหลักในการหา เคยมีประโยคที่พูดว่า “เอาแต่ส่งเงินมา แต่ไม่มาดู” ตามความคิดเราก็ยังรู้สึกสาธุบุญนะว่ายังส่งเงินมา เพราะถ้าเราต้องดิ้นรนทั้งแรงและเงินคงเหนื่อยมาก

นอกจากบัตรทองที่เราพอได้ใช้บ้าง อย่างอื่นก็ไม่ค่อยเห็น เราคิดว่าถ้ามีสวัสดิการของสังคมที่คอยช่วยเหลือดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะอยู่แล้วก็อาจจะไม่เหนื่อยขนาดนี้ ทั้งในแง่ของเรื่องการดูแล หรือเรื่องอุปกรณ์ หรือสวัสดิการบางอย่างที่จะทำให้เข้าถึงได้มากกว่านี้ มันไม่ควรจะต้องยากหรือหลายขั้นตอน คือมีการอำนวยความสะดวกเราบ้าง

ใช้เงินมากขนาดไหนในการดูแลแม่แต่ละเดือน

เกินหมื่นไปไกลมาก ค่าอุปกรณ์ สิ่งของจำเป็นของผู้ป่วยติดเตียง เฉพาะแพมเพิสแบบแปะ อย่างเดียวตลอด 11 ปี ก็สูงถึง 3-4 แสนบาท มากขนาดดาวน์รถได้ 1 คัน สิ่งของที่เกี่ยวกับคนป่วยมีราคาแพง ทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย คนป่วยไม่สามารถนั่งมอเตอร์ไซค์ไปโรงพยาบาลได้ ต้องนั่งแท็กซี่เท่านั้น ทุกอย่างต้องคำนวณหมด

เรื่องอะไรที่คนมักมาปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลคนป่วย

มีทุกรูปแบบเลย ตั้งแต่เขาเรื่องการปรับความคิด ความเหนื่อยล้า หรือเรื่องเงิน เราก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่าไม่มีสูตรสำเร็จให้ใครเลยเพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขต่างกัน แต่ก็จะพยายามบอกว่า ถ้าเป็นเราจะทำยังไง ปัญหาของผู้ดูแลคนป่วยติดเตียงก็คือ เขาไม่มีใครที่สามารถพูดคุยด้วยได้อย่างจริงจัง เวลาคุยกับญาติบางคนก็เทศนา หรือกดดัน ไม่เหมือนกับผู้ดูแลปรับทุกข์กันเอง เขามีความเข้าใจหรือความเห็นบางอย่างร่วมกัน และแม้ว่าจะไม่ได้ทางออกอะไรกลับไปเลย แต่ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น 

ต้องดูแลแม่เพราะรู้สึกว่าเป็นความกตัญญูหรือเปล่า

เคยสัมภาษณ์สื่อหลายเจ้ามาก และหลายที่ก็จะพาดหัวเราด้วยคำว่า ลูกกตัญญู แต่เรากลับรู้สึกไม่ค่อยอินกับคำนี้เท่าไหร่ คนอื่นจะเรียกเราแบบนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่จะไม่บอกว่าตัวเองเป็นคนกตัญญู 

หากเมื่อไหร่ก็ตามที่เราดูแลใครสักคนด้วยเหตุผลที่ว่า สังคมบอกว่าเราต้องทำ ไม่อย่างนั้นจะไม่กตัญญู แบบนั้นมันไม่มีประโยชน์เพราะการดูแลคนป่วยไม่สามารถบอกได้เลยว่า จะทำเสร็จเมื่อไหร่ ฉะนั้นถ้าคุณทำด้วยความไม่เต็มใจ หรือทำเพื่อคำพูดว่าลูกกตัญญู คุณก็ไม่มีทางทำมันได้อย่างยาวนาน

เหตุผลที่ทำให้ดูแลแม่ได้นานขนาดนี้ จึงเป็นเพราะเราอยากทำ ไม่ได้ต้องทำ ฉันรักคุณคนนี้ ไม่ได้ดูแลเพราะเป็นแม่ แต่ดูแลเพราะเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เรารักมาก เกินกว่าจะปล่อยให้นอนจมขี้จมเยี่ยวแล้วไม่มีใครดูแล เราทนสภาพนั้นไม่ได้ ต่อให้ไม่ใช่แม่ ถ้าเป็นแฟน หรือเป็นเพื่อนรักของเรา เราก็จะทำแบบเดียวกัน 

ความรู้สึกที่ว่า ทำไมเราต้องเหนื่อยขนาดนี้นั้นมีอยู่แล้ว ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา แล้วทำไมเราต้องเป็นคนทำ เคยอยากตายเพราะดูแลแม่ ไม่รู้ว่าทำไมเด็กอายุ 16 ต้องแบกเรื่องขนาดนี้ไว้บนบ่า สอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องคิดว่าแม่จะอยู่ยังไง จนกลับมาที่จุดเดิม ว่าถ้าเราฆ่าตัวตาย ใครจะดูแลแม่ เราจึงไม่ขายฝัน และไม่อยากขายฝันว่าการดูแลคนป่วยเป็นเรื่องที่ดีทั้งหมด แต่ควรคุยกันอย่างเปิดเผยว่า สิ่งที่จะต้องเจอคืออะไรบ้าง 

คิดอย่างไรกับคนที่ตัดสินใจไม่ดูแลพ่อแม่ด้วยตนเอง

เข้าใจและเคารพเขามากเพราะเขาจะถูกโจมตีจากคนรอบข้าง ว่าทำไมไม่ดูพ่อแม่ ทำไมต้องจ้างคนอื่นมาดู หรือบอกว่าไม่มีใครดูแลพ่อแม่ได้ดีเท่าเรา ฯลฯ ทั้งทีเขาอาจมีเหตุผลอื่น ข้อจำกัดต่างๆ ต้องทำงานหาเงิน หรือคนดูแลอาจทำได้ดีกว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีพลังทำแบบที่เราทำ 

เราไม่เคยคิดอยากให้แม่ไปอยู่บ้านพักคนชรา เพราะรู้สึกว่าดูแลไหว และไม่มีเงินมากพอที่จะส่งแม่ไปอยู่ ยิ่งเราเรียนและทำงานไปด้วยยิ่งไม่มีทางเลยที่จะทำแบบนั้น ถ้าคนรอบตัวผู้ป่วยหรือรอบตัวผู้ดูแลเลิกตัดสิน จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นมาก คนป่วยเจ็บป่วยเชิงกาย แต่ผู้ดูแลก็เจ็บป่วยไม่น้อยกว่าในเชิงการใช้ชีวิต เขาไม่สามารถออกไปเที่ยวที่ไหนได้แม้จะเป็นวันหยุด วันๆ มีแต่พยุงไปอาบน้ำ กินข้าว กินยา ดูแลอื่นๆ ฉะนั้นการดูแลใจตัวเอง สำหรับคนที่อยู่ในสภาวะหรือบริบทแบบนี้จึงสำคัญและคนมักจะลืม

อะไรเป็นสิ่งที่คนในสังคมยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย

เบื้องต้นควรจะมีวิธีการ การย่อยข้อมูลการดูแลต่างๆ เช่น 20 อุปกรณ์ที่ต้องมีเพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียง ใช้อะไรดี อะไรเหมาะ แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ถ้าเรารู้ว่าจะต้องดูแลกันอย่างไร ความเครียดก็น้อยลง รู้สึกมีที่ทาง มีกลุ่มในการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็น เราคิดว่า ประเด็นนี้ยังเป็นประเด็นซ้อนเร้นในสังคม เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มเข้าใจ การจัดการที่ดีขึ้นก็จะตามมา

แม้จะมีข้อมูลบ้าง แต่ยังไม่แมสพอจะทำให้คนเข้าถึงได้ สมมติว่าพรุ่งนี้แม่เธอป่วย รู้ไหมว่าต้องหาข้อมูลการดูแลจากไหน สิ่งเหล่านี้ไม่เหมือนเราอยากได้แอปเปิ้ลแล้วไปตลาด เราขาดข้อมูล ไม่เคยมีการบอกก่อนว่าต้องใช้อะไร ต้องไปซื้อที่ไหน ไม่มีการทิ้งขนมปังเพื่อบอกใบ้ไว้รายทาง แม้การมีข้อมูลจะตอบไม่ได้ทั้งหมด แต่ช่วยลดเวลา ลองผิดลองถูก เหมือนที่เราเคยเขียนเกี่ยวกับผู้ดูแล 101 เกี่ยวกับอุปกรณ์ผู้ป้วยติดเตียง และมีคนคอมเม้นท์ว่า ไม่สามารถมีเยอะขนาดนี้ได้เพราะต้องใช้เงินเยอะมาก ก็สะท้อนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีต้นทุนในการดูแล การดูแลคนป่วยต้องใช้ทรัพยากรค่อนข้างมากและต่อเนื่องยาวนาน 

เกิดอะไรขึ้นในข่าว จากเหตุการณ์ลูกทำร้ายพ่อแม่ที่ป่วย 

ทุกครั้งที่เห็นข่าวแบบนั้น เราจะพยักหน้าว่ามันเกิดขึ้นได้ ไม่ได้พูดว่าเป็นเรื่องดีและเชื่อว่าคนที่ทำก็รู้ตัวว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่ขณะนั้นเขาอาจจะควบคุมตัวเองไม่อยู่อีกแล้ว คนดูแลคนป่วยก็เจ็บป่วยเหมือนกันในเชิงการใช้ชีวิต ทั้งแรงกดดันและความเครียด ยิ่งหากต้องรับมือกับสภาวะเหล่านั้นทั้งวัน เราค่อนข้างเห็นใจและเข้าใจว่ากว่าจะผ่านไปได้ทุกวัน ไม่ได้ง่ายเลย 

คนป่วยไม่ได้น่ารักทุกคน แม้ว่าเขาจะเป็นพ่อแม่เรา หลายคนรู้สึกว่า เราจะต้องเข้าใจ เห็นใจ อดทนกับพ่อแม่ แต่คนดูแลก็เป็นมนุษย์ ไม่ได้เป็นหุ่นยนต์ ยังต้องรับส่งอารมณ์  พอเกิดการกระทบกระทั่ง ก็อาจพลั้งมือและจะรู้สึกผิดมหันต์ กลับมาโบยตีตัวเองหนักมากเหมือนกับที่เราเคยเขียนในหนังสือเล่มแรกว่า เคยตีแม่ เพราะแม่ทำอะไรบางอย่างที่ไม่ดี พอตีแม่เสร็จเราก็ตบหน้าตัวเอง ความรู้สึกตอนนั้นคือ การถามซ้ำๆว่า ทำไมเราถึงทำทั้งที่เขาไม่มีทางตอบโต้ เรื่องเหล่านี้เป็นเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผู้ดูแลคนป่วย มันท้าทายด้านมืดในความเป็นตัวเรา ทำให้เราเห็นตัวเองในแบบที่ละเอียดมากขึ้น และต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นลูก แฟน เพื่อนหรือบทบาทไหนก็ตามของการเป็นผู้ดูแล คุณก็ยังเป็นมนุษย์ 

อะไรที่ต้องระวังในฐานะผู้ดูแล

ต้องไม่ดูแลคนป่วยเหมือนเขาเป็นสิ่งของ ดูแลเขาเหมือนมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์แต่มีหัวใจปกติ ต้องเคารพสิทธิเขาให้มาก เราเคยลงรูปแม่ แต่ไม่เคยมีใครได้ถ่ายรูปแม่ ไม่มีสื่อไหนได้กดชัตเตอร์ใส่แม่ มากที่สุดคือเห็นรูปสมัยเด็กๆ ทุกอย่างคือการเคารพความรู้สึกเขา สิ่งเหล่านี้เราไม่ได้คิดเอง แต่เกิดจากการถามแม่ว่าอยากออกทีวีไหม เมื่อแม่บอกไม่อยากเพราะไม่อยากให้ใครเห็นสภาพนี้ เราก็ต้องเคารพเขา

ใน 11 ปีที่ดูแล เราแทบจะเคยทำสิ่งไม่ดีต่างๆ มาหมดแล้ว เคยหงุดหงิดเสียงดังลั่นบ้าน ตีแม่ ฯลฯ จึงได้เรียนรู้ว่า ทำแล้วไม่สบายใจเลย เราเจ็บปวดกับสิ่งเหล่านี้ จึงไม่ทำอีก และหาวิธีการจัดการตัวเองเพื่อสงบสติอารมณ์ การมีใครสักคนที่สามารถเล่าทุกอย่างได้หมดจด ทั้งด้านที่สว่างที่สุดและมืดที่สุดได้โดยไม่ตัดสินจะช่วยบำบัดตัวเราเอง แต่หากไม่มีใคร การพบนักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัดก็เป็นเรื่องที่ดี

ทุกครั้งเวลาเล่าเรื่องตัวเอง เราจะบอกเสมอว่า กระบวนการของเราไม่ได้สวยงาม เพื่อให้คนที่อ่านหรือเข้ามารับรู้ไม่ได้มองแค่ผลลัพธ์ปลายทางว่า เราดูแลแม่ดีจังเลย แต่เขาควรต้องเห็นว่า ถ้าเธอเป็นฉัน สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องปกติ กว่าเราจะผ่านเส้นทางเหล่านี้ไปได้มันจะต้องขึ้นๆลงๆแบบนี้

ในระดับนโยบายภาครัฐ คิดว่ามีอะไรที่จะสามารถแบ่งเบาได้บ้าง

ถ้าให้เราตอบอย่างตรงไปตรงมาเลยคือนึกไม่ออก เพราะแทบไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้นเลย จึงนึกภาพไม่ออกว่าสิ่งที่ควรจะมีคืออะไร แม้การช่วยเหลือในระดับเล็กๆ ก็ไม่มี ถ้าคิดกลมๆ ก็คิดว่า ควรต้องมีสวัสดิการเรื่องอุปกรณ์หรือการรักษาของคนป่วยระยะยาวที่จะช่วยลดค่าใช้จ่าย การทำเรื่องเอกสารต่างๆ ที่ง่าย รวดเร็วและว่องไวกว่านี้เพราะเขาไม่ได้มีสมรรถภาพ ที่จะใช้เวลา ใช้แรงกายในการดำเนินเรื่อง หรือแม้แต่ศูนย์ดูแลคนป่วยที่ดี ปัจจุบันก็ยังเป็นของเอกชนมากกว่า ทำให้ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง คนไม่มีเงินก็ไม่มีทางเข้าถึง

คนทั่วไปควรเตรียมตัวรับมือความเจ็บป่วยอย่างไร

ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่เตรียมตัวได้ แต่จะมีสักกี่คนที่ยอมเตรียมตัว อย่างที่บอกว่า เราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะป่วยเมื่อไหร่และจะเลิกป่วยเมื่อไหร่ 

การเตรียมตัวจึงอาจไม่ใช่ในเชิงอุปกรณ์ แตเป็นการหาความรู้ วิธีการต่างๆ ให้มีองค์ความรู้ประมาณหนึ่ง สิ่งที่สำคัญกว่าหากตอนนี้พ่อแม่ยังไม่ป่วย แต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ก็ให้ตัดโอกาสเหล่านั้นตามที่ทำได้ เช่น ทำพื้นบ้านให้เดินง่าย กันลื่น ติดราวจับในห้องน้ำ ฯลฯ ให้ชีวิตปัจจุบันปลอดภัยมากที่สุด เพื่อชะลอความเจ็บป่วยรุนแรงในอนาคต

คนรอบข้างสามารถทำอะไรได้บ้าง 

กำลังใจไม่ใช่เรื่องหลัก แต่ความเข้าใจในเงื่อนไขและข้อจำกัดสำคัญกว่า เช่น เวลาที่เพื่อนชวนเราไปเที่ยวต่างจังหวัด เราก็บอกว่าไปไม่ได้เพราะต้องดูแลแม่ หลังเพื่อนชวน 3 ครั้งแล้วเราไปไม่ได้ เพื่อนเลยเลิกชวน จนเรารู้สึกท้อมากเหมือนถูกตัดออกจากกลุ่ม จึงต้องการให้คนรอบข้างเข้าใจในข้อจำกัดเรา ชวนเราไปใกล้ๆ หรือสั้นๆ เสียมากกว่า

อีกเรื่องคือของฝาก ขนมหวานไม่โอเคกับคนป่วย ถ้าคิดอะไรไม่ออกสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดคือ แพมเพิส อยากให้ลองคิดถึงอุปกรณ์พื้นฐานที่เขาต้องใช้เพราะสิ่งเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก 

 

 

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงภาริอร วัชรศิริ
Categories: ThisAble

ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี: มุมมองกฎหมายต่อการฟ้องธนาคารในการบริการ ATM ที่คนตาบอดใช้ได้

Mon, 2020-02-03 13:43

เขียนโดย: ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี

อ่านมุมมองของลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มนักกฎหมายคนพิการในเรื่องการเข้าถึงธุรกรรมทางการเงินของคนตาบอด

จากที่กลุ่มนักกฎหมายคนพิการยื่นข้อเรียกร้อง การเข้าถึงธุรกรรมการเงินของคนตาบอด เนื่องจากไม่สามารถใช้งานตู้กดเงินสดหรือ ATM ได้นั้น (รายละเอียดตาม https://thisable.me/content/2020/01/589) ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาการไม่สามารถใช้งานตู้กดเงินสดได้ด้วยตัวเองของคนตาบอดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทย ประเทศฮังการีก็เคยถูกร้องเรียนและตัดสินโดยคณะกรรมการสิทธิคนพิการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD Committee) ว่าเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการ เพราะไม่สามารถทำให้คนพิการที่บกพร่องทางการมองเห็นเข้าถึงบริการทางการเงินในการใช้ตู้ ATM ได้ในคดี Nyusti and Takács v. Hungary (Communication No. 1/2010) ในปี ค.ศ. 2013 โดยบทความนี้จะสรุปข้อเท็จจริงและผลคำตัดสินของคดี รวมทั้งกล่าวถึงข้อโต้แย้งเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของกลุ่มนักกฎหมายคนพิการในประเทศไทย

ข้อเท็จจริง

Szilvia Nyusti และ Péter Takács เป็นคนพิการทางการมองเห็นชาวฮังการี โดยทั้งคู่ต่างเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร OTP ประเทศฮังการี และมีสิทธิใช้บัตรเอทีเอ็มของธนาคาร แต่ว่าทั้งสองคนไม่สามารถใช้บริการตู้ ATM ได้โดยไม่มีคนอื่นช่วยเหลือ เนื่องจากแป้นกดของตู้ ATM ไม่ได้มีอักษรเบรลล์หรือการใช้คำสั่งเสียง ทั้งที่ทั้งสองคนเสียค่าบริการบัตร ATM เช่นเดียวกับลูกค้ารายอื่นๆ ของธนาคาร

จึงได้มีการร้องเรียนและในปี ค.ศ.2005 ได้ฟ้องคดีต่อศาลด้วยเหตุว่าธนาคารละเมิดสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมด้วยเหตุแห่งความพิการ แต่ธนาคารให้การต่อสู้ในศาลว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และตู้ ATM ไม่ใช่อาคารสถานที่ ตามกฎหมายของฮังการีที่จะต้องให้บริการให้คนพิการเข้าถึง อย่างไรก็ดี ศาลชั้นต้นได้ตัดสินในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ.2007 ว่า ธนาคาร OTP ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของโจทก์และไม่ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เป็นการเลือกปฏิบัติโดยตรง (direct discrimination) เพราะทำให้โจทก์ซึ่งมองไม่เห็นไม่สามารถใช้บริการตู้ ATM ได้เหมือนลูกค้ารายอื่น ดังนั้นธนาคารต้องปรับปรุงตู้ ATM อย่างน้อยหนึ่งเครื่องในแต่ละเขตให้โจทก์ใช้บริการได้ภายใน 120 วัน เนื่องจากต้องมีการซ่อมบำรุงรักษาตู้ ATM ประจำปีอยู่แล้ว และศาลยังได้ตั้งข้อสังเกตว่ามีตู้ ATM อีกประมาณ 1 ใน 3 ของตู้ ATM 1,800 เครื่องที่ไม่สามารถทำการปรับปรุงให้คนพิการเข้าถึงได้ และการซื้อเครื่องใหม่จะสร้างภาระทางการเงินเกินสมควรแก่ธนาคาร

เดือนกรกฎาคม ค.ศ.2007 โจทก์อุทธรณ์ เพื่อขอให้สามารถเข้าถึงตู้ ATM ได้ทุกเครื่อง เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเครื่องนั้นเป็นเพียงร้อยละ 0.12 ของรายได้สุทธิต่อปีของธนาคาร OTP ในปี ค.ศ.2006 เท่านั้น จึงไม่ใช่ภาระการเงินเกินสมควร ศาลอุทธรณ์มองว่ากรณีนี้เป็นการเลือกปฏิบัติโดยอ้อม (indirect discrimination) ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติโดยตรงอย่างที่ศาลชั้นต้นตัดสิน และการที่คนพิการต้องรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วยเหตุแห่งความพิการนั้นไม่ได้ฝ่าฝืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์ยังให้ความเห็นอีกด้วยว่าการปรับปรุงตู้ ATM ให้คนพิการใช้งานได้เองลำพังนั้นจะเป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของคนพิการ ดังนั้นธนาคาร OTP จึงได้รับการยกเว้นหน้าที่ในการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในกรณีนี้

วันที่ 14 เมษายน ค.ศ.2008 โจทก์ยื่นคำร้องขอฎีกาต่อศาลสูงสุดฮังการี และเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดมา ศาลสูงสุดฮังการียืนคำตัดสินศาลอุทธรณ์ และยืนยันด้วยว่าเป็นเสรีภาพในการเข้าทำสัญญาของเอกชนที่จะกำหนดเงื่อนไขอย่างไรก็ได้ รวมถึงเงื่อนไขที่จะจำกัดการเข้าถึงบริการต่างๆ ตั้งแต่ในชั้นเข้าทำสัญญา

ในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 2010 ทั้งสองคนจึงยื่นคำร้องต่อ CRPD Committee ว่าฮังการีละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ

ประเด็นที่คณะกรรมการ CRPD พิจารณา

1. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักการช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผล (reasonable accommodation) กับหลักการเข้าถึง (accessibility)

เดิมผู้ฟ้องคดีฟ้องธนาคารโดยร้องขอให้ปรับปรุงตู้ ATM ในบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีอยู่อาศัยเท่านั้น แต่เมื่อทำการอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้ขยายขอบเขตเป็นตู้ ATM ทั้งหมดของธนาคาร OTP ฐานการฟ้องจึงกว้างขึ้น เป็นการเปลี่ยนจากการขอการช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผลเป็นการขอให้เข้าถึงตามข้อ 9 อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ

2. หน้าที่ของรัฐในการจัดให้คนพิการเข้าถึงบริการที่เอกชนเป็นผู้บริการ

คณะกรรมการ CRPD เห็นว่าหน้าที่ของรัฐในการจัดให้คนพิการเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารและบริการอื่นๆ ตามข้อ 9 นั้น ไม่จำกัดเฉพาะบริการของรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริการที่จัดโดยเอกชนหากบริการนั้นเปิดให้สาธารณชนใช้ และรัฐยังมีหน้าที่สอดส่องให้เอกชนที่มีหน้าที่ให้บริการจัดทำให้คนพิการเข้าถึงบริการได้ ตามข้อ 4 วรรคหนึ่ง (e) ประกอบข้อ 9 วรรคสอง (a) และ (b) แห่งอนุสัญญาฯ

ฮังการีให้การว่าได้แบ่งแผนการทำให้คนพิการเข้าถึงตู้ ATM เป็น 3 ด้าน คือ 1) การเข้าถึงตู้ ATM และบริการทางการเงินอื่นๆ โดยคนพิการทุกประเภท 2) แผนการเข้าถึงนั้นจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเนื่องจากมีการดำเนินการมีเรื่องต้นทุนมาเกี่ยวข้อง 3) การเข้าถึงตู้ ATM และบริการทางการเงินอื่นๆ ไม่จำกัดเฉพาะธนาคาร OTP เท่านั้น แต่ใช้บังคับกับสถาบันการเงินทุกแห่ง นอกจากนี้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้เสนอแนะให้ผู้บริหารของธนาคาร OTP พยายามซื้อตู้ ATM ที่คนพิการเข้าถึงได้หากต้องซื้อเครื่องใหม่ในอนาคตให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี และได้ออกข้อแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังจากสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการ CRPD เห็นว่ามาตรการต่างๆ นั้นไม่สามารถประกันได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองคนหรือคนพิการคนอื่นที่มีสถานการณ์แบบเดียวกันจะเข้าถึงบริการผ่านตู้ ATM ของธนาคาร OTP ได้จริง ดังนั้นฮังการีจึงฝ่าฝืนพันธกรณีตามข้อ 9

ผลคำตัดสิน

นอกจากรัฐต้องเยียวยาผู้ฟ้องคดีแล้วคณะกรรมการ CRPD ยังสั่งให้ฮังการีดำเนินการเพิ่มเติมต่อไปนี้

1. จัดทำมาตรฐานการเข้าถึงบริการทางการเงินของสถาบันทางการเงินเอกชนสำหรับคนพิการทางการมองเห็นและคนพิการด้านอื่นๆ

2. ให้ฮังการีวางแผนที่เป็นรูปธรรม บังคับได้จริงและกำหนดระยะเวลาในการปรับปรุงให้ชัดเจน

3. รับประกันว่าตู้ ATM ที่จะจัดหาใหม่และบริการทางการเงินอื่นๆ ที่จะมีหลังคำตัดสินนี้ คนพิการจะเข้าถึงได้เต็มที่

4. จัดทำการฝึกอบรม (training) เกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการและพิธีสารเลือกรับแก่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อจะได้พิจารณาคดีที่เกี่ยวกับความพิการ

5. รับประกันว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้ในประเทศจะสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

6. ฮังการีต้องยื่นรายงานต่อคณะกรรมการ CRPD ภายในหกเดือนว่าได้ดำเนินการใดบ้าง

7. แปลคำตัดสินเป็นภาษาราชการของฮังการี และในรูปแบบที่เข้าถึงได้อีกด้วย

ข้อสังเกต

จากคำตัดสินมีประเด็นที่เกี่ยวโยงและสามารถนำมาพิจารณาเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของกลุ่มนักกฎหมายคนพิการในประเทศไทยได้ดังนี้

1. พันธกรณีของประเทศไทยตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ

ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการย่อมมีพันธกรณีเช่นเดียวกันกับที่ฮังการีมีต่อคนพิการ กล่าวคือ ต้องเคารพสิทธิของคนพิการอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติต่อคนพิการ ต้องรับที่จะประกันและส่งเสริมโดยการออกมาตรการทางกฎหมาย ทางปกครองและมาตรการอื่นๆ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามสิทธิที่รับรองไว้ในอนุสัญญาทั้งที่ดำเนินการโดยรัฐและโดยองค์กรภาคเอกชนที่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่เปิดหรือจัดหาแก่สาธารณะ รวมไปถึงอบรมผู้เกี่ยวข้องให้เข้าใจสิทธิของคนพิการและตีความกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับสิทธินั้น

2. เสรีภาพของเอกชนในการทำสัญญาตัดสิทธิคนพิการ

ศาลภายในประเทศฮังการีให้ความเห็นว่าเอกชนมีเสรีภาพในการเข้าทำสัญญา ในกรณีของคนพิการเมื่อเข้าทำสัญญากับธนาคาร OTP จึงสามารถทำสัญญาไม่ให้บริการตู้ ATM ได้ แต่คณะกรรมการ CRPD ไม่เห็นด้วย แม้จะไม่ได้ให้เหตุผลอธิบายการที่กฎหมายสิทธิมนุษยชนมีผลเหนือกว่าหลักเสรีภาพในการทำสัญญาของกฎหมายเอกชนไว้ชัด แต่เห็นได้จากการที่คณะกรรมการ CRPD ตัดสินให้ฮังการีมีความผิดฐานฝ่าฝืนพันธรณีตามข้อ 9 แห่งอนุสัญญาฯ ในการกำกับดูแลภาคเอกชนให้จัดให้มีการเข้าถึงในบริการด้านต่างๆ และสั่งให้มีการอบรมให้ความรู้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการแก่ผู้พิพากษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ย่อมหมายความว่าคณะกรรมการ CRPD  ตีความว่าหน้าที่ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนมีผลเหนือกว่าเสรีภาพในการเข้าทำสัญญาตามกฎหมายเอกชน

เช่นเดียวกันกรณีของประเทศไทย ธนาคารย่อมไม่อาจปฏิเสธทำให้คนพิการเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยเหตุว่าได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้วในขณะที่คนพิการเข้าทำสัญญาเป็นลูกค้าธนาคารได้ ไม่ว่าธนาคารจะเป็นของเอกชนหรือรัฐก็ตาม

3. ความปลอดภัยสำหรับคนพิการในการใช้บริการตู้ ATM โดยลำพัง

ศาลอุทธรณ์ให้ความเห็นว่าการให้คนพิการใช้ตู้ ATM ได้เองจะมีความเสี่ยงต่อตัวคนพิการจึงไม่จำเป็นต้องปรับตู้ ATM ประเด็นนี้ไม่ได้กล่าวถึงในคำตัดสินของคณะกรรมการ CRPD แต่ศาสตราจารย์อันนา ลอว์สัน (Anna Lawson) ได้ให้ความเห็นไว้ในบทความเรื่อง Accessibility Obligations in the UN Convention on the Rights of Persons with Disabilities: Nyusti and Takács v Hungary ในวารสาร South African Journal on Human Rights โดยยกข้อมูลการศึกษาของสหราชอาณาจักรในเรื่องการให้บริการทางการเงินแก่คนพิการมาสนับสนุนข้อโต้แย้งว่า 1) ความปลอดภัยสำหรับคนพิการจะยิ่งลดลงเมื่อต้องพึ่งพาคนอื่นให้ช่วยทำธุรกรรมให้ เพราะจะต้องบอกรหัสบัตรให้คนอื่นซึ่งในบางกรณีอาจต้องพึ่งพาคนไม่รู้จักให้ช่วยทำธุรกรรมทางการเงิน 2) การให้คนพิการต้องพึ่งคนอื่นในการดำรงชีวิตนั้น ขัดกับหลักการอยู่ได้โดยอิสระและมีส่วนร่วมกับชุมชนที่รับรองไว้ในอนุสัญญาฯ

ผู้เขียนมีความเห็นเพิ่มเติมว่าข้ออ้างเรื่องความปลอดภัยสำหรับคนพิการนั้น หากจะรับฟังได้ อย่างน้อยจะต้องมีรายงานการศึกษาในเชิงประจักษ์มาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว และรับฟังความเห็นจากคนพิการซึ่งเป็นผู้ถูกกระทบสิทธิอย่างรอบด้านก่อน ยิ่งไปกว่านั้นผู้ให้บริการควรหาทางแก้ที่จะทำให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ด้วยตัวเองมากกว่าจะห้ามการใช้เพียงเพราะกังวลแทนคนพิการ เพราะเป็นการประกันสิทธิหลักการตามอนุสัญญาสิทธิคนพิการที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี มิฉะนั้นประเทศไทยย่อมมีโอกาสถูกฟ้องอย่างเช่นฮังการี

Socialบทความคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนต่างประเทศATMคนตาบอดลลิล ก่อวุฒิกุลรังษีธุรกรรมการเงินธนาคารฮังการี
Categories: ThisAble

เคาะแล้ว! เพิ่มเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาท เริ่ม 1 ต.ค.ปีนี้

Tue, 2020-01-28 17:39

วันนี้ (28 ม.ค.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเพิ่มเบี้ยคนพิการจากปัจจุบัน 800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเสนอ

โดยระบุว่า การเพิ่มในครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนพิการได้ และไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายทางการคลังเพิ่มมากขึ้นจนเกินไป

จากการสำรวจพบว่า คนพิการส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทและมีรายได้น้อยมาก เฉลี่ยเดือนละ 4,326 บาท และจากข้อมูลจากฐานทะเบียนกลาง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ วันที่ 2 ธ.ค.62 มีจำนวนคนพิการที่ทำบัตร 2.02 ล้านคน การปรับเบี้ยคนพิการเพิ่มขึ้นจะทำให้ต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 4,852 ล้านบาทต่อปีจากกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ปีงบประมาณ 2564 โดยจะเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.63 ให้แก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเแก้ไขปัญหาดังนี้
1.ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ให้ทุกส่วนราชการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการเช่น ทางลาดขึ้น-ลงอาคาร และให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การออกแบบอาคารเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการ โดยกำหนดให้เป็นเงื่อนไขในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร

2.ด้านการสร้างอาชีพ ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ดำเนินการ 1) จัดทำบัญชีคนพิการโดยแยกประเภทตามความพิการ คุณวุฒิเฉพาะด้านของคนพิการ เพื่อเป็นข้อมูลในการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐและการทำงานที่บ้าน 2) กำหนดเป้าหมายการรับคนพิการเข้าทำงานในแต่ละภาคส่วนให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ให้กระทรวงแรงงาน ติดตามและตรวจสอบการจ้างงานคนพิการของนายจ้างหรือผู้ประกอบการต่างๆ ให้ดำเนินการถูกต้องเป็นไปตามที่กฎกระทรวงกำหนด เพื่อให้คนพิการได้เข้าทำงานจริงและเปิดโอกาสให้ได้รับการพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพ 

3.ด้านสิทธิประโยชน์ ให้กระทรวงแรงงาน (สำนักงานประกันสังคม) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พิจารณาแนวทางปรับปรุงสิทธิประโยชน์ในการได้รับบริการด้านสุขภาพของคนพิการที่มีงานทำและเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และคนพิการที่ยังไม่มีงานทำและเป็นผู้ได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้มีความสอดคล้องเท่าเทียมกัน

Livingข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนเบี้ยคนพิการบัตรคนพิการคนพิการ
Categories: ThisAble

ชายหูหนวกฟ้องเว็บโป๊ หลังพบเข้าไม่ถึงเพราะไม่มีคำบรรยายเสียง

Tue, 2020-01-28 16:55

หลายคนอาจชอบอ่านหนังโป๊ หรือชอบดูหนังโป๊ที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับชายชาวอเมริกันที่ชื่อยาโรสลาฟ ซูริส ที่ชอบดูหนังโป๊ในเว็บไซต์ชื่อดังอย่างพอนฮับ (PornHub)

ซูริสพยายามที่จะดูหนังโป๊หลายต่อหลายเรื่องในเว็บไซต์หนังโป๊ชื่อดังต่างๆ เช่น พอนฮับ ยูพอนและเรดทูป อยู่หลายเดือนในหลากหลายเรื่อง แต่หนังเหล่านั้นกลับไม่มีคำบรรยายเสียง

ทำให้ชายคนดังกล่าวฟ้องร้องเว็บไซต์ที่ไม่จัดทำคำบรรยายเสียงสำหรับคนหูหนวกหรือหูตึง ซึ่งอ้างอิงตามกฎหมายด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในพระราชบัญญัติคนพิการของสหรัฐอเมริกาหรือ Americans with Disabilities Act- ADA ที่ระบุเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก การเข้าถึง รวมถึงสื่อเช่นวีดีโอจะต้องจัดทำคำบรรยายเสียงหรือ Closed captioning สำหรับคนพิการทาการได้ยินด้วย โดยก่อนหน้านี้ซูริสเคยฟ้องเว็บไซต์อื่นๆ เช่น ฟ็อกส์นิวส์ และนิวยอร์กโพสต์ ในข้อหาลักษณะคล้ายกัน จนทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เขาอาจใช้สิทธิคนพิการหาผลประโยชน์หรือเรียกร้องเงินชดเชยจากองค์กรเว็บไซต์ต่างๆ

อย่างไรก็ดี ทางด้านคอรีย์ ไพรซ์ รองประธานเว็บไซต์พอนฮับได้ออกมาชี้แจงยืนยันว่า ทางเว็บไซต์พอนฮับมีหมวดหมู่คำบรรยายใต้ภาพอยู่แล้วตามปกติ และไม่ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการฟ้องร้องดังกล่าว

ที่มา https://abcnews.go.com/US/deaf-man-sues-pornhub-lack-closed-captions/story?id=68354500

Socialข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนPornhubเว็บโป๊คนหูหนวก
Categories: ThisAble

ช่วยเหลือคนตาบอดบนรถไฟฟ้าอย่างไรให้ถูกวิธี

Sat, 2020-01-25 02:23

นั่งอยู่ก็ตกใจว่าจะทำอย่างไร แม้เขาจะยังไม่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ หลายคนระส่ำระส่าย คุณกำลังคิดว่าจะให้เขายืนอยู่ตรงไหน จะลุกให้เขานั่ง จะพาเขาไปนั่งเก้าอี้คนพิการ หรือปล่อยให้เขายืนต่อไป



นี่คงเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่หลายคนพบเจอ คนตาบอดขึ้นรถไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คุณก็ทำตัวไม่ถูก คุณไม่มั่นใจว่าคนตาบอดเหล่านั้นต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า และคุณเองก็ไม่กล้าถาม

thisable.me ได้มีโอกาสคุยกับพี่ๆ คนตาบอด ทั้งพี่หรั่ง พี่เอก และพี่ทิพย์ เกี่ยวกับประสบการณ์บนรถไฟฟ้า รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือที่ถูกต้อง ว่าถ้าคุณจะช่วยต้องทำอย่างไร อะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ ลองมาสำรวจกันว่ามีสิ่งใดบ้างที่คุณช่วยได้ เมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ

‘เอก’ พิการทางการมองเห็นและใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางเกือบทุกวัน ทั้งไปทำงานและทำธุระต่างๆ
เขาเป็นครูสอนการเดินทางให้กับนักเรียนตาบอดที่โรงเรียนสอนคนตาบอด ทำให้เขามีประสบการณ์ในการไปไหนมาไหนอย่างเชี่ยวชาญ

หลายครั้งคนมักถามเขาว่า หากเจอคนตาบอดบนรถไฟฟ้าจะต้องลุกให้คนตาบอดนั่งหรือไม่ เขาจึงอธิบายให้ฟังว่า อยากให้คนมองคนตาบอดเป็นคนปกติทั่วไป ที่นั่งสำหรับคนพิการ เป็นที่นั่งสำหรับคนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ไม่สามารถยืนนานๆ ได้ เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คนท้อง ฯลฯ คนตาบอดหลายคนสามารถยืนได้ แค่ต้องการอะไรยึดเกาะเหมือนคนอื่นทั่วไป

หากอยากช่วยเหลือคนตาบอดก็สามารถช่วยได้โดยการหาที่ให้คนตาบอดจับ ไม่ว่าจะเป็น เสา ราวจับ ห่วงที่ห้อยอยู่ เพื่อให้คนตาบอดปลอดภัย บางคนช่วยเหลืออย่างผิดๆเช่น คิดว่าคนตาบอดจำเป็นต้องนั่ง ต้องเสียสละลุกให้คนตาบอดนั่ง

“มีคนลุกแล้วจับผมหันหลังชิดกับเก้าอี้ และจับไหล่กดลง คนตาบอดไม่รู้หรอกว่าเก้าอี้อยู่ตรงไหน จนอาจทำให้อันตรายทั้งตัวคนตาบอดและคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ คนตาบอดหลายคนมีไม้เท้าอยู่ในมือ หากเขาเสียหลักล้มลง แม้จะล้มลงไปบนที่นั่งไม้เท้าที่ถืออยู่ก็อาจพลั้งไปโดนคนที่อยู่ข้างๆได้ เพราะฉะนั้นหากอยากจะบอกว่ามีเก้าอี้ว่าง และให้คนตาบอดนั่ง การช่วยเหลือที่ถูกต้องก็คือ การบอกคนตาบอดว่ามีเก้าอี้ว่างอยู่ตรงไหน ข้างหน้า ข้างซ้าย ข้างขวา แค่นั้นก็พอแล้ว คนตาบอดสามารถเอื้อมมือไปจับเองได้” เอกแนะนำ     ‘หรั่ง’ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง และยังเป็นครูสอนการเดินทางด้วยไม้เท้าขาวให้กับนักเรียนตาบอด เขาใช้รถไฟฟ้าเป็นประจำในการเดินทางไปเรียนและทำงาน

ระหว่างทางบนรถไฟฟ้าหรั่งเจอการช่วยเหลือทั้งถูกและไม่ถูกวิธี เช่นเดียวกับเอกเจอ คนมักลุกเพื่อให้คนตาบอดนั่ง และเข้าใจว่าคนตาบอดไม่สามารถยืนได้นาน

“การช่วยเหลือคนตาบอดไม่ใช่แค่การลุกให้นั่ง แต่ต้องดูสถานการณ์ประกอบว่า ว่าเขาเจ็บขาไหม น้ำหนักเยอะรึเปล่า ยืนได้มั่นคงไหม ถ้าเขายืนได้ก็แค่หาที่จับหรือที่ปลอดภัยไม่ขวางทางเข้าออก หรือเสียงถูกชนและกีดขวางคนอื่น”

วิธีช่วยเหลือคนตาบอดที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดก็คือ เวลาคนตาบอดเดินออกจากรถไฟฟ้าคนมักจะจับหรือคว้าแขนเขาไว้เพราะกลัวคนตาบอดล้มหรือกีดขวางคนอื่น แต่นั่นอาจทำให้คนตาบอดที่กำลังก้าวลงรถไฟฟ้าเสียหลักล้มลงไป

ฉะนั้นหากจะช่วยก็ก็ควรเริ่มพูดคุยตั้งแต่อยู่บนรถไฟฟ้า เช่น อธิบายว่าต้องก้าวขาข้ามช่องว่างระหว่างรถอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัย

นอกจากนี้หรั่งยังอยากให้มีระบบอำนวยความสะดวกที่หลากหลายมากขึ้น พื้นที่สถานีควรมีเบรลล์บล็อกหรือระบบนำทางอื่นเช่น ระบบเสียง อย่างเช่นเสียง ‘กรุณาจับราวบันไดด้วย’ คนตาบอดก็จะรู้ว่าบันไดเลื่อนอยู่ตรงนี้

“ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่จะส่งคนตาบอดขึ้นบริเวณหัวขบวน ผมเข้าใจความสะดวกของระบบการทำงาน แต่หากเราสามารถทำให้คนตาบอดใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้ เดินทางได้เองด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีไกด์บล็อก มีเสียงนำทาง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องบอกให้คนตาบอดขึ้นรถไฟบริเวณหัวขบวนอีกต่อไป”     ‘ทิพย์’ เป็นหญิงสาวพิการทางสายตา ซึ่งกำลังเรียนปริญญาโทที่ประเทศมาเลเซีย เธอเล่าว่า การใช้รถไฟฟ้าที่ไทยกับมาเลเซียไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ รถไฟฟ้าของมาเลเซียมีข้อดีตรงที่มักมีห้างสรรพสินค้าติดกับสถานีรถไฟฟ้าและมีเบรลล์บล็อกจากบริเวณสถานียาวไปจนถึงในห้าง ซึ่งช่วยให้คนตาบอดเดินทางได้ง่ายขึ้น

ทิพย์มักเจอคนเข้ามาช่วยเหลือถูกวิธีบ้างไม่ถูกบ้าง เธอจึงเสนอวิธีการช่วยอย่างง่าย โดยหากเจอคนตาบอดเดินมาสถานีรถไฟฟ้าก็สามารถถามเขาก่อนว่าเขาต้องการไปที่ไหน และมีอะไรให้ช่วยไหม เพราะโครงสร้างของแต่ละสถานีนั้นไม่เหมือนกัน คนตาบอดจึงอาจไม่รู้ว่าจุดจำหน่ายตั๋วอยู่ที่ไหน คนที่เข้ามาช่วยอาจพาคนตาบอดไปที่ตู้เลยหรืออาจจะพาไปส่งต่อให้เจ้าหน้าดูแลอีกทีก็ได้

หากเจอคนตาบอดบนรถไฟฟ้า คนทั่วไปคงคิดว่าต้องลุกให้นั่ง แต่ทิพย์กลับบอกว่า จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องลุกให้ เพราะคนตาบอดสามารถยืนได้โดยไม่มีปัญหา และอาจมีบางคนต้องการที่นั่งมากกว่า เช่น ผู้สูงอายุ คนท้อง หรือคนที่ขาเจ็บ เธอคิดว่าคนตาบอดที่ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน

ส่วนวิธีที่ช่วยเหลือคนตาบอดที่คนทั่วไปเข้าใจผิดคือการนำทางด้วยการจับไม้เท้าจับมือหรือจูงมือ วิธีนี้อาจทำให้คนตาบอดเดินไม่ถนัดหรือเสียหลังล้มชนได้ วิธีที่ถูกคือการให้คนตาบอดจับด้านหลังของข้อศอกแล้วนำทางโดยเดินก้าวปกติไม่จำเป็นต้องเดินช้า หรือพะวงหน้าหลัง เมื่อถึงในขบวนรถไฟฟ้าก็พาเขาไปจับเสาหรือราวเอาไว้ในจุดที่ไม่กีดขวางคนทั่วไป

หากถามเรื่องระบบนำทางเทื่ออกจากรถไฟฟ้า ทิพย์ระบุว่า ยังไม่มี หากคนตาบอดเดินทางจากรถเมล์เพื่อขึ้นรถไฟฟ้า เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปทางไหนเพื่อให้ถึงสถานี เพราะไม่มีเบรลล์บล็อกสำหรับคนตาบอดเลย ไม่รู้ว่าประตูอยู่ตรงไหน บันไดเลื่อนอยู่ตรงไหน เธอยกตัวอย่างสถานี MRT สวนจตุจักร หากคนขับแท็กซี่ไม่เข้าไปส่งที่หน้าประตูทางเข้า เธอก็ไม่สามารถเข้าไปได้เพราะด้านหน้าเป็นที่จอดรถ หลายครั้งที่เธอโชคดีเจอคนที่เข้าไปส่งได้ แต่ถ้าไม่มีคนไปส่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องเดินเข้าไปยังไงเพราะไม่มีระบบอะไรที่จะนำทางเราไปเลย ดังนั้นควรมีระบบนำทางคนพิการเข้าไปยังสถานีรถไฟฟ้า เช่น เบรลล์บล็อกเพื่อนำทางคนตาบอดไปยังสถานีรถไฟฟ้าด้วยตัวเอง Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนคนตาบอดรถไฟฟ้าช่วยเหลือคนพิการ
Categories: ThisAble

Pages