ThisAble

Subscribe to ThisAble feed
Updated: 38 นาที 27 วินาที ago

‘มองคนเป็นออทิสติกอย่างเป็นมนุษย์ เหมือนที่คุณมองคนอื่นในสังคม’ : นิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์

Thu, 2021-01-21 19:22

ท่ามกลางช่วงที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างออกมาต่อต้านการบูลลี่กันและกัน ไม่ว่าจะเพราะเพศ รูปร่าง หน้าตา สีผิวหรือแม้แต่ความพิการ เช่นเดียวกับในประเทศไทย กระแสของการใช้รูปลักษณ์และความพิการมาโจมตีก็ถูกต่อต้าน คนในสังคมมีความตระหนักและเรียนรู้เรื่องเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Thisable.me  ชวนคุยกับนิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 นางงามที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อคนที่มีภาวะออทิสติก หลังน้องชายของเธอเกิดมาพร้อมกับอาการนี้ว่า ความเข้าใจที่มีต่อคนเป็นออทิสติกนั้นเป็นอย่างไร และความรู้สึกในฐานะพี่สาวนั้นเป็นอย่างไร


ภาพจากเฟซบุ๊ก Nicolene Pichapa Limsnukan

ออทิสติกคือแรงบันดาลใจ

นิโคลีนเล่าว่า เธอมีน้องชายเป็นเด็กออทิสติก จึงทำให้เธอได้รับแรงบันดาลใจในการทำโครงการ ‘Love for all’ เพื่อสนับสนุนให้เด็กออทิสติกและเด็กด้อยโอกาสได้มีโอกาสทางสังคม เพราะที่ผ่านมาคนพิการหรือคนที่เป็นออทิสติกไม่ได้รับโอกาสทางสังคมมากเท่ากับคนอื่น การทำโครงการนี้จะช่วยเติมช่องว่างระหว่างคนพิการและคนไม่พิการที่จะช่วยสร้างโอกาสในชีวิตให้กับคนพิการมากขึ้น ยิ่งนิโคลีนมีประสบการณ์ใกล้ตัวจากน้องชายของเธอเอง ก็ยิ่งเห็นปัญหาทั้งในเรื่องการศึกษาและความเข้าใจของสังคม ในโครงการ Love for all จึงประกอบไปด้วยกิจกรรมที่ส่งเสริมให้คนพิการและไม่พิการได้ทำร่วมกัน  เช่น การสอนภาษาอังกฤษ การอ่านหนังสือการฝึกอาชีพและสุดท้ายคือการส่งเสริมให้คนที่เป็นออทิสติกได้ก้าวเข้าสู่อาชีพร่วมกับคนอื่นในสังคมได้

“ที่อเมริกาน้องชายนิโคลสามารถเรียนไปพร้อมไปกับเพื่อนที่เป็นเด็กปกติได้ หากคลาสไหนที่เขาอาจเรียนรู้ช้าไม่ว่าจะเป็นวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษหรือประวัติศาสตร์ โรงเรียนก็จะให้เรียนเสริมเพิ่มเติม”

นิโคลีนเล่าให้ฟังว่า วิชาพละเป็นวิชาที่น้องทำได้ดี น้องก็สามารถเรียนร่วมกับเพื่อนๆได้ และที่สำคัญการสนับสนุนที่ถูกจุดทำให้น้องชายสามารถเรียนจบไฮสคูลได้พร้อมกับเพื่อนๆ อีกด้วย แถมการเรียนร่วมกับเพื่อนคนอื่น ช่วยส่งเสริมให้ทักษะทางสังคมมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เนื่องจากคนที่มีภาวะออทิสติกหลายคนจะเผชิญกับปัญหาการขาดทักษะทางสังคม แต่ตั้งแต่น้องชายได้เรียนร่วมกับเพือนเขาก็กล้าคุย มีความคิดเห็นของตัวเอง ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้สังคมยอมรับคนที่เป็นออทิสติกมากขึ้นด้วย

การบูลลี่ที่เลี่ยงไม่ได้

เช่นเดียวกับที่คนเป็นออทิสติกหลายคนเจอ การบูลลี่และความไม่เข้าใจก็เกิดขึ้นกับน้องชายของนิโคลีน เธอเล่าว่าครั้งหนึ่งขณะไปรับน้องที่โรงเรียน เธอหาน้องไม่เจอก่อนจะพบว่า น้องชายกำลังถูกเด็กอีกคนผลักให้ล้มอยู่ตรงพุ่มกุหลาบซึ่งมีหนาม เธอตกใจมากและรีบลงจากรถเพื่อช่วยน้อง ก่อนจะเข้าใจว่า เด็กอีกคนคิดว่าน้องชายของเธอต้องการจะแย่งลูกฟุตบอลแ เธอจึงอธิบายเรื่องลักษณะของภาวะออทิสติกให้เด็กคนนั้นฟัง โดยชี้ให้เห็นว่าแต่ละคนมีความแตกต่างกัน และเราควรปฏิบัติกับทุกคนอย่างให้เกียรติเพราะในอนาคตเราไม่รู้หรอกว่าจะต้องเจอใครอีกบ้างและเขามีภาวะออทิสติกหรือไม่ ฉะนั้นการเคารพและมองเห็นถึงความหลากหลายเป็นสิ่งที่ควรทำกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ดี จากเหตุการณ์นี้ไม่ใช้น้องชายของเธอที่รู้สึกเสียใจ แต่กลับเป็นเธอเองที่รู้สึกถึงความไม่เข้าใจของสังคมและมองว่าอยากจะเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิม ขณะที่น้องชายของธอค่อนข้างเป็นคนไม่ค่อยแคร์ แต่ก็ยังแอบซึมหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น

เมื่อเราถามว่า แล้วระหว่างนิโคลีนซึ่งไม่มีภาวะออทิสติกกับน้องชายที่เป็นออทิสติก ครอบครัวดูแลแตกต่างกันหรือไม่ เธอตอบอย่างรวดเร็วถึงสิ่งที่ต้างกันว่า ตอนที่เธอเด็กๆ ครอบครัวจะพูดคุยกันทั้ง 2 ภาษาคือไทยและอังกฤษ แต่เมื่อมีน้องหมอแนะนำว่าให้ใช้เพียงภาษาเดียวเพื่อให้น้องไม่สับสน นอกจานี้เธอยังสังเกตได้ว่า ครอบครัวให้ความสนใจที่น้องมากกว่า จึงทำให้เธอซึ่งเป็นพี่มีอิสระมากขึ้นด้วย

“นิโคลรู้สึกมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าน้องเป็นเด็กออทิสติก ก็เลยไม่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนอะไร”

ด้วยระยะเวลาที่ทั้งสองพี่น้องได้อยู่ร่วมกัน ทำให้ไม่มีอะไรที่นิโคลีนรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับเธอ ภาวะออทิสติกที่น้องเป็นกลายเป็นเรื่องปกติ เธอเข้าใจข้อจำกัด การแสดงออกและความต้องการของน้องเป็นอย่างดี อย่างไรก็ดีเธอยังพบว่าสังคมมีความเข้าใจเกี่ยวกับออทิสติกไม่มากนักและเมื่อครอบครัวใดมีลูกเป็นออทิสติกก็มักจะเกิดความกังวลอย่างมาก เธอจึงต้องการอธิบายว่าออทิสติกเปรียบเสมือนสเปกตรัมที่กว้าง มีตั้งแต่ออทิตติกแบบ High function ไปจนถึง Low Function และแน่นอนว่าการเป็นออทิสติกมาพร้อมกับข้อจำกัดบางอย่าง ที่จำกัดให้ไม่สามารถทบางอย่างได้ พวกเขาอาจะเผชิญความยากลำบากอยู่บ้างในการเข้ามหาวิทยาลัย หรืออาจติดระเบียบข้อบังคับเรื่องการขับรถในอเมริกา

“น้องชายนิโคลใช้ชีวิตได้สบายมาก เขาค่อนข้างฉลาด เรียนได้เกรด A เป็นคนชอบเล่นเกม ในขณะที่นิโคลก็เป็นคนช่วยแนะนำ เชฟรูปร่างของสิ่งที่เขาชอบทำไปสู่สิ่งที่อยากจะเป็น ช่วยค้นหาว่าเขาอยากทำอะไร อยากจะเป็นเกมดีไซเนอร์ไหม แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสว่าเขาต้องทำอะไร โชคดีที่ครอบครัวของนิโคลมองว่าทำอะไรก็ได้ที่มีความสุข “

สิ่งที่คนมักเข้าใจผิด

“คนเป็นออทิสติกนั้นก้าวร้าว”

ทัศนคติเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยังเกิดขึ้นสังคม เช่นเดียวกับที่นิโคลีนเล่าให้ฟังว่า ความเข้าใจว่าคนเป็นออทิสติกจะต้องก้าวร้าวรุนแรงนั้นยังมีอยู่ในสังคม ที่ผ่านมาคนในสังคมยังมองว่า คนที่เป็นออทิสติกค่อนข้างก้าวร้าว มีอารมณ์รุนแรง อย่างไรกเธอกล่าวว่าไม่ใช่ทุกเคสที่จะมีภาวะก้าวร้าว คนในสังคมจึงไม่ควรเหมารวมภาพจำเหล่านั้นและแสดงออกด้วยการกระทำที่ทำให้คนเป็นออทิสติกหรือครอบครัวรู้สึกแย่ เช่น เมื่อพ่อแม่เห็นเด็กออทิสติกก็กลัวและดึงลูกตัวเองออกห่าง ไม่อยากให้ไปเจอกับเด็กออทิสติกหรือกลัวลูกตัวเองถูกทำร้าย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่นิโคลีนอยากจะสื่อสารให้สังคมได้เข้าใจว่า ความกลัวสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ต้องรู้จักที่จะก้าวข้ามความกลัวด้วยการศึกษาให้รู้จักเพราะหากเข้าใจว่าออทิสติกคืออะไร ความกลัวแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

หลังจากนิโคลีนเข้าร่วมประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 เธอได้เข้าสู่แวดวงของกลุ่มออทิสติกในประเทศไทย ได้เห็นการทำงานศิลปะโดยคนที่เป็นออทิสติก ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เธอย่างมาก

“เขามีอะไรที่คนอื่นไม่มี อย่างความครีเอทีฟ พวกเขาเปลี่ยนสิ่งที่มองเห็นเป็นงานศิลปะในแบบฉบับของตัวเอง จุดนี้เป็นจุดเรามองว่าเป็นแรงบันดาลใจได้และน่าจะเป็นจุดขายของการทำงานในอนาคตได้”

อย่างไรก็ดี นิโคลีนมองว่าสิ่งที่ยังขาดสำหรับเด็กออทิสติกคือเรื่องการศึกษาและการยอมรับจากคนในครอบครัว ทุกวันนี้เธอยังเห็นว่าครอบครัวที่มีลูกเป็นเด็กออทิสติกยังไม่ยอมรับภาวะที่ลูกตัวเองมี การไม่ยอมรับนี้ทำให้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น เด็กบางคนควรได้รับการฝึกพูดให้ชัดหรือการสบตาคนเมื่อพูดคุย แต่เมื่อครอบครัวไม่ยอมรับในปัญหาพวกเขาก็ไม่ส่งเด็กเข้าฝึก จนอาจทำให้เวลาล่วงเลยไปจนฝึกไม่ได้หรืออาจไม่ได้ประสิทธิภาพเท่ากับฝึกตั้งแต่เด็กๆ  นอกจากนี้ในเรื่องการศึกษาเธอคิดว่าในสังคมยังให้ความสำคัญค่อนข้างน้อย แต่ก็เห็นการพัฒนามากขึ้นกว่า 5-6 ปีที่แล้ว สังคมเริ่มเปิดและยอมรับคนพิการไม่ว่าจะเป็นเด็กออทิสติก คนตาบอด คนหูหนวกหรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศ แม้ตอนนี้ยังไม่สามารถยอมรับได้ทั้ง 100% แต่ตัวเธอก็มองว่าต้องค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ ถ้าเราให้เขาถูกยอมรับในห้องเรียนได้จะเปรียบเสมือนกระดุมเม็ดแรกที่กลัดให้เขาเข้ามาอยู่ในสังคมที่ไม่ใช่สังคมครอบครัว ไม่แบ่งแยกคนออกจากกัน แม้จะมีบางมุมที่เขาไม่ปกติแต่ว่าไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ของเขาที่ไม่ปกติ จึงไม่ควรเอาคำว่าออทิสติกมาแปะในทุกๆ ด้านของชีวิต และที่สำคัญนิโคลีนย้ำว่า อยากให้มองคนที่เป็นออทิสติกอย่างเป็นมนุษย์ ที่เป็นใครสักคนในสังคมเช่นเดียวกัน

ท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญที่นิโคลีนพูดถึงคือความคาดหวังที่ครอบครัวมีเพราะเมื่อแต่ละครอบครัวมีลูก พวกเขาก็ย่อมหวังให้สมาชิกครอบครัวสมบูรณ์แข็งแรง แต่พอลูกมีความพิการความตึงเครียดก็เกิดขึ้นเพราะเราไม่เพียงหวังกับลูกในวันนี้ แต่เราคาดหวังว่าอนาคตเขาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเช่นกัน ฉะนั้นเมื่อมีความพิการแล้วครอบครัวไม่สามารถคาดหวังถึงอนาคตได้ จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก แต่การมีน้องชายกลับไม่ใช่เรื่องที่นิโคลีนผิดหวังเลยเพราะสำหรับเธอแล้ว น้องชายเปรียบเสมือนส่วนที่ช่วยเติมเต็มชีวิตของเธอตั้งแต่เขาเกิดมาเลยทีเดียว

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศนิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018ออทิสติกคนพิการ
Categories: ThisAble

องค์กรคนพิการแถลงจี้'ปารีณา'ขอโทษ กรณีใช้คำพูดกระทบคนพิการ-ตอกย้ำเจตคติเชิงลบ

Wed, 2021-01-13 13:04

13 ม.ค. (วันนี้) ที่สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ถนนราชวิถี องค์การคนพิการร่วมอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลังใช้คำว่า ‘ออทิสติก’ เปรียบเปรยสภาพบุคคล ชี้การแจ้งความประชาชนนั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง วอนสื่ออย่าเงียบ เพราะการเอาเปรียบคนพิการเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

จากกรณีที่สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึมไทยได้โพสต์จดหมายผ่านทางเฟซบุ๊กส่งถึง ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้ตักเตือนปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เรื่องการใช้คำเปรียบเปรยสภาพบุคคลหลังปารีณาได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ก้อย อัชราพร คือใคร...ดาราหน้าแบ๊ว หรือออทิสติกกันแน่...จึงได้เล่นเป็นแค่ตัวตลก ตลกหกฉาก และเธอคือใคร ตกอับหรือไม่ จึงต้องมาโหน พล.อ.ประยุทธ์ ดัง” เพื่อพูดถึงก้อย-อรัชพร โภคินภากร ดารานักแสดงนั้น

ล่าสุดสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยจึงร่วมอ่านแถลงการณ์เรื่องข้อเรียกร้องต่อนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใจความว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อสาธารณะเรื่องนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ต่อว่าดาราท่านหนึ่งโดยใช้คำว่า ‘ออทิสติก’ เปรียบเปรยแทนคำในทำนองว่า ‘ดาราท่านนั้นแบ๊วหรือออทิสติก’ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการเหยียดหยาม เป็นการทำให้รู้สึกด้อยค่า เป็นการหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ ขัดกับหลักการตามรัฐธรรมนูญและอนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ รวมทั้งเมื่อเป็นคำพูดที่ออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้แทนปวงชนชาวไทย ยิ่งเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมเจตคติที่ไม่ถูกต้องของสังคมเกี่ยวกับคนพิการว่า เป็นคนไร้ความสามารถ ทั้งนี้บ่อยครั้งที่คนในสังคมยังใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม เช่น คนหูหนวกว่าคนใบ้ เรียกคนพิการทางสติปัญญาว่าปัญญาอ่อน เรียกคนพิการทางจิตสังคมว่าบ้า และใช้คำหลังนั้นแทนคำด่า ถึงแม้ท่านจะใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมข้างต้นด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจหรือไม่มีเจตนาดูหมิ่นดูแคลนคนพิการหรือบุคคลออทิสติก แต่ทว่าเมื่อสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก บิดามารดาผู้ปกครองบุคคลออทิสติก บุคคลออทิสติกเองและคนอื่นในสังคมมากมายออกมาแสดงความกังวล ไม่สบายใจ ตักเตือนวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะด้วยความบริสุทธิ์ใจ แทนที่ท่านจะรับฟังเสียงของประชาชนโดยเฉพาะพยายามทำความเข้าใจกับประเด็นความอ่อนไหวทางสังคมและวัฒนธรรม ท่านกับประกาศ แก่สาธารณะว่าจะดำเนินคดีทางอาญาและทางแพ่งให้ถึงที่สุด รวมถึงได้แจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทแก่ประชาชนเหล่านั้นเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและองค์กรสมาชิกในฐานะที่มีหน้าที่พิทักษ์สิทธิคนพิการขอเรียกร้องให้นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ กล่าวคำขอโทษต่อบุคคลออทิสติกและครอบครัวและยุติการดำเนินคดีทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทันที รวมถึงขอให้สังคมมีเจตคติและให้โอกาสคนพิการเพราะคนพิการมีศักยภาพไม่ต่างจากคนทั่วไป จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกันวันที่ 13 มกราคม 2564

ลงชื่อ

สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย
สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย
สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย
สมาคมบุคคลออทิซึมไทยสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
เสาวลักษณ์ ทองก๊วย ที่ปรึกษาสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ
วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานฝ่ายกฎหมายสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
อนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ
ว่าที่ร้อยตรีสมเกียรติ คุณสุขทวีเลิศ ทนายความ
ชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิสซึมไทย
ศุภชีพ ดิษเทศ นายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย
สุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย
นุจจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
วิทยุท บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย
เอกกมล แพทยานันท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
สำเริง วิรัตน์ชนัง อุปนายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิสซึมไทย
ปราโมทย์ ธรรมสโรช อุปนายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิสซึมไทย

นูนู๊ บุคคลออทิสติกซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิออทิสติกอาเซียน กล่าวว่า ตัวเองเป็นออทิสติกและคิดว่าการเอาออทิสติกมาล้อเล่นนั้นไม่สนุกเลย เพราะถึงแม้ว่าคนเป็นออทิสติกจะน่ารักจริงตามที่ปารีณากล่าว แต่ชีวิตของพวกเขาไม่ได้มีแค่ความน่ารัก การอยู่กับออทิสทิกนั้นไม่ได้น่ารักเพราะต้องเผชิญความยากลำบากหลายอย่างและคนที่มีภาวะออทิสติกสามารถเป็นอะไรได้มากกว่านั้น ทุกคนไม่เหมือนกัน และมีความเป็นตัวของตัวเอง

เสาวลักษณ์ ที่ปรึกษาสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างสากลว่า การใช้คำพูดดูหมิ่น เหยียดหยาม กลั่นแกล้ง ถือเป็นการเลือกปฏิบัติชนิดหนึ่งที่สร้างอคติและการเหมารวม การทำแบบนี้เป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์และเป็นต้นเหตุของการแบ่งแยก กีดกัน ไม่ส่งเสริมการพัฒนาระดับประเทศ ทั้งที่ประเทศไทยให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ตามมาตราแปด ที่เขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐภาคีจะต้องสร้างความตระหนักรู้และป้องกันการสร้างพภาพลักษณ์ที่เหมารวมเพื่อลดการลดทอนศักศรีความเป็นมนุษย์ คนที่เป็นผู้แทนประชาชนอยู่สในสภาฯกลับทำเรื่องนี้เสียเอง เราคงต้องกลับมาคุยกันถึงเรื่องจริยธรรมของนักการเมืองและไม่สามารถปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านเลยไปได้เมื่อภาครัฐเป็นฝ่ายกระทำเสียเอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องยุติเรื่องนี้โดยด่วน อย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นทำลาย ลดทอนคุณค่า และทำให้คนพิการไม่มั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน ถือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ร้ายแรง

“จึงขอให้พี่น้องทุกท่านสนับสนุนข้อความในแถลงการณ์ ซึ่งดำเนินการตามมาตราแปด ช่วยสนับสนุนกระตุ้นให้รัฐภาคีหยุดเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะทัศนคติทางลบที่บั่นทอนให้คนไม่สามารถสร้างคุณค่าให้ตัวเองได้ วอนสื่ออย่าปล่อยเรื่องนี้เหมือนสายลมที่พัดผ่าน การเอาเปรียบคนพิการไม่ควรเป็นเรื่องที่ยอมรับได้”

เธอเสริมกับผู้สื่อข่าว Thisable.me ว่า หลักการของความเป็นมนุษย์นั้นสากลอยู่แล้วว่า เราจะไม่เปรียบเทียบใครว่าดีกว่าใคร ใครเก่งกว่าใคร ใครสวยกว่าใคร ใครหล่อกว่าใคร เพราะการเปรียบเทียบนั้นลดทอนคุณค่าของคนที่ด้อยกว่า ฉะนั้นเหตุการณ์นี้จึงถือว่ายอมรับไม่ได้ เป็นการเลือกปฏิบัติทางตรงที่ลดทอนคุณค่าในความเป็นมนุษย์ ทำให้มนุษย์ไร้ค่าทันทีและแยกคนออกเป็น 2 ฝั่งคือฝั่งที่มีค่ากับฝั่งที่มีค่าน้อย คนจึงถูกให้คุณค่าด้วยคุณค่าจากคำเปรียบเทียบและอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นอกจากนี้ยังลดทอนความสามารถ ศักยภาพผ่านการบูลลี่ ซึ่งไม่ใช่การแกล้งด้วยวาจาอย่างเดียวแต่เป็นการใช้คำที่แฝงไปด้วยเจตนา เช่น เมื่อพูดว่าแบ๊วหรือออทิสติก นัยยะของการพูดว่าออทิตติกก็ตีความได้กับการบอกว่า ปัญญาอ่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องคนที่พูดต้องให้คำตอบเอง คุณรู้อยู่แล้วว่าคุณมีเจตนาอะไร คำเดียวมันแสดงเจตนาของผู้พูด เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องการใช้คำกระทบกระเทียบเรียกคนโดยใช้คำถามเหน็บแนมเปรียบเปรยนั้นคนที่รู้ดีที่สุดคือคนพูด

การเปิดเวทีนี้ขึ้นเป็นเพราะต้องการสร้างแกนกลาง สร้างหลักเกณฑ์หลักการในการใช้คำให้ถูกต้อง ให้คุณค่ากับคนเหมือนกันขณะที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นโดยคนที่อยู่ในกลไกรัฐสภาอันทรงเกียรติ ซึ่งมีหน้าที่บริหารประเทศและต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนทั้งประเทศ สิ่งนี้จึงไม่ใช่แค่ความผิดตามหลักการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการหรือหลักการสิทธิมนุษยชนสากลเท่านั้น แต่ผิดหลักการของความเป็นคนที่เป็นผู้นำ คนที่ดูแลเรื่องการบริหารและมีอำนาจในการตัดสินใจที่ต้องเป็นตัวอย่างและสร้างความเคารพ โดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตยที่มีความหลากหลายและเคารพความแตกต่างของคน

แม้ตอนนี้หลายคำเกี่ยวกับสภาพบุคคลถูกสังคมใช้จนเป็นความเคยชิน แต่คนที่จะตัดสินใจได้คือคนที่ถูกกล่าวถึง ถ้าคนที่เขาถูกกล่าวถึงบอกว่าคุณกำลังเปรียบเปรยและลดทอนคุณค่าฉัน ก็ไม่ควรทำ เพราะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ใช้คำในการตีตราคนทนายอนันตชัยกับน้องนูนู๊เล่าให้ฟังว่าเขาพยายามขนาดไหนในการที่จะยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกและของตัวเองให้ได้มาตรฐานตามที่สังคมวางไว้ว่าคนเก่ง คนดี คนปกติ คนมีความสามารถต้องเป็นแบบไหน ในขณะเดียวกันคนที่มีหน้าที่อันทรงเกียรติกลับใช้คำพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรยกับอีกสิ่งหนึ่งเพื่อลดคุณค่าสิ่งที่ตัวเองต้องการจะลดคุณค่าผ่นโซเชียลมีเดีย ฉะนั้นเมื่อเกิดการแบ่งเขาแบ่งเราคนก็ใส่กันเต็มที่ ปารีณาเองก็โดนบูลลี่ไม่ใช่น้อย ซึง่เราก็ไม่เห็นด้วยกับฝั่งที่นำเอาคำเหล่านั้นมาบูลลี่ปารีณาเสียเองแต่แกก็ยอมรับและไม่ได้ตระหนัก อย่างไรก็ดีไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับการถูกบูลลี่ เรื่องนี้จึงควรถูกแก้ไขก่อนที่จะเกิดความรุนแรงขึ้น เป็นซุปเปอร์สเปรดเดอร์ในเชิงการสร้างความเกลียดชังจากการใช้คำพูดได้เลย


รูปภาพของเสาวลักษณ์ ทองก๊วย

เอกกมล นายกสมาคนคนตาบอด ระบุว่า หากจะทำให้คนพิการอยุ่ดีกินดีได้ ความเข้าใจต่อคนพิการนั้นจำเป็นมาก แต่ถ้ายังมีการพูดจาเชิงลบก็ไม่สามารถทำให้คนเข้าใจคนพิการได้ คนพิการเองก็อาจมองตัวเองในแง่ลบ เราในฐานะสังคมจึงควรลดการพูดจาเชิงลบต่อคนพิการ ออกมาช่วยกันพิทักษ์สิทธิของคนพิการและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

สุชาติ นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่มีลูกพิการสิ่งหนึ่งที่ต่อสู้มาตลอดคือเจตคติ ลูกเราไม่กล้าออกนอกบ้านเพราะเจอสังคมกีดกัน เหยียดหยาม และตัวเขาเองก็ต่อสู้ยืนหยัดเพื่อศักศรีคนพิการ และจะเดินหน้ายืนหยัดไม่ยอมต่อเรื่องนี้เป็นอันขาด

ชูศักดิ์ นายกสมาคมผู้ปกครองออทิติกไทย ระบุว่า น้องออทิสติกและผู้ปกครองหลายคนแจ้งเรื่องมายังสมาคม เพราะรู้สึกเจ็บปวดและไม่สบายใจมากที่ถูกเปรียบเทียบด้วยคำว่าออทิสติก จนรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าในสังคม ทั้งทั้งที่พยายามทำความดีมาตลอด สมาคมจึงต้องเข้าไปดูแลทำหนังสือไปถึงต้นสังกัดของผู้กระทำ แต่กลับถูกถูกกล่าวหาว่านำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบและหมิ่นประมาท เราไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น ทนายสมเกียรติและทนายอนันตชัยจึงอาสาดูแลเรื่องกฎหมายให้

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญก็คือ คนพูดไม่ใช่คนทั่วไป แต่เป็นคนที่มีสถานะทางสังคมสูงมาก หากเกิดการเลียนแบบหรือมีคนเข้าใจว่าใช้คำเหล่านี้ได้แล้วจะทำอย่างไร เด็กๆ ก็ต้องเจ็บปวด พวกเราจะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างไรการพูดไม่คิดเป็นเรื่องที่อันตราย น้องเพียงฝันที่อยู่ประเทศอังกฤษเขาก็รู้สึกว่าตัวเองถูกบูลลี่ ซ้ำยังถูกขู่อีก ในเบื้องต้นทางสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยจะร้องเรียนไปในเรื่องของการเลือกปฏิบัติ แต่ถ้าคุณปารีณายอมกล่าวขอโทษ เราก็จบ ผมอยากให้สังคมเข้าใจความแตกต่าง ออทิสติกไม่ใช่บุคคลที่น่ากลัวหรือน่ารังเกียจ แม้อาจทำอะไรผิดๆ ถูกๆ แต่ก็ทำด้วยความจริงใจ เราควรจะให้เกียรติกัน เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ควรว่ากล่าวดูถูกแต่ควรให้โอกาสในการทำงาน
 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนปารีณา ไกรคุปต์คนพิการก้อย อรัชพรออทิสติก
Categories: ThisAble

“พก.”เสนอบอร์ดชาติจ่ายเบี้ยคนพิการ 1 พันถ้วนหน้า ตามข้อเรียกร้องม็อบคนพิการ

Mon, 2021-01-11 16:51

สราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เปิดเผยว่าจากการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิคนพิการเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา (อ่านที่นี่) ซึ่งมีการเรียกร้องหลายข้อ เช่น ให้รัฐบาลพิจารณาจ่ายเบี้ยคนพิการแบบถ้วนหน้า 1,000 บาท เพราะคนพิการมีอุปสรรคในการใช้ชีวิตทุกคน ไม่เฉพาะคนพิการที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มคนพิการที่อายุต่ำกว่า18 ปีเท่านั้น รวมถึงเรียกร้องให้ผลักดันคนพิการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาและมีงานทำ

นอกจากนี้ มีการพูดถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางคมนาคม เพื่อสนับสนุนให้คนพิการได้ออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น โดยพก.ระบุว่าไม่นิ่งนอนใจและรับฟังข้อเสนอจึงได้จัดทำข้อมูลเพื่อเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ พิจารณาปรับเพิ่มเบี้ยคนพิการแบบถ้วนหน้า 1,000 บาทในช่วงเดือน ม.ค. ซึ่งจะทำให้คนพิการอีก 8 แสนคนจากยอดคนพิการ 2.05 ล้านคนที่ยังได้เบี้ย 800 บาท ปรับเพิ่มเป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า โดยประมาณการว่าต้องใช้งบประมาณเพิ่มอีก 2 พันล้านบาทต่อปี จากปัจจุบันใช้ 8 พันกว่าล้านเพิ่มเป็น 10,018 ล้านบาท

อธิบดี พก.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้พก.พยายามผลักดันให้คนพิการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการด้วยอารยสถาปัตย์ ตั้งแต่ระบบคมนาคม และการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่ต่างๆ ให้เอื้อต่อคนพิการ เพื่อผลักดันให้คนพิการได้ออกมาใช้ชีวิต เรียนหนังสือและทำงานได้ ทั้งนี้ พก.ได้หารือกับกระทรวงศึกษาธิการในการจัดทำสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ ตลอดจนการนำสื่อการเรียนรู้ของ พก.เผยแพร่ให้คนพิการในชุมชนและชนบทเพื่อให้คนพิการรู้สิทธิและสวัสดิการที่ตัวเองได้รับ จนสามารถดูแลและพัฒนาตัวเองได้

อ่านที่นี่

https://thisable.me/content/2020/12/675

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนแรงงานม็อบ10ธันวากรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
Categories: ThisAble

สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึมไทย ร้อง 'ชวน' ตักเตือน ส.ส.ใช้คำพูดกระทบคนพิการ

Fri, 2021-01-08 13:17
จากกรณีที่ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐโพสต์เฟซบุ๊กระบุถึงว่า “ก้อย อัชราพร คือใคร...ดาราหน้าแบ๊ว หรือออทิสติกกันแน่...จึงได้เล่นเป็นแค่ตัวตลก ตลกหกฉาก และเธอคือใคร ตกอับหรือไม่ จึงต้องมาโหน พล.อ.ประยุทธ์ ดัง” เพื่อพูดถึงก้อย-อรัชพร โภคินภากร ดารานักแสดงนั้น   ล่าสุด วานนี้ (7 ม.ค.) สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึมไทยได้โพสต์จดหมายผ่านทางเฟซบุ๊กส่งถึง ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้ตักเตือน การใช้คำเปรียบเปรยสภาพบุคคล โดยระบุว่า สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) ซึ่งเป็นองค์กรด้านบุคคลออทิสติกตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและไม่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดๆ ได้ทราบข้อมูลจากสื่อมวลชนสาธารณะ กรณีนักการเมืองท่านหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลที่มีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทรงเกียรติ กล่าวเปรียบเทียบในข้อความว่า "ใครหน้าแบ๊วหรือออทิสติกกันแน่" ซึ่งเป็นการพูดเปรียบเปรยสภาพบุคคลโดยขาดความยั้งคิดและไม่สมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ กระทบความรู้สึกคนพิการ บุคคลออทิสติกและครอบครัวอย่างมาก ไม่ว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องส่วนบุคคลหรือระหว่างบุคคล แต่การเผยแพร่ข้อความต่อสาธารณชนเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมกับสถานะอันทรงเกียรติ ขัดต่อจริยธรรมอันดีงามของความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาชนให้ความยอมรับนับถือและเป็นผู้แทนเพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศชาติให้เกิดความเจริญ   สมาคมจึงขอให้ ฯพณฯ ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร ช่วยกล่าวตักเตือนหรือให้ข้อสังเกตในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแก่ผู้ที่ปฏิบัติดังกล่าวอย่างเป็นทางการด้วย แม้ว่าท่านอาจจะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจสื่อสารออกมาก็ตาม ทั้งนี้สมาคมพยายามทำงานร่วมกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องของความเป็นมนุษย์ (Understanding on human dignity) ให้ผู้คนในสังคม มองความพิการเป็นความหลากหลายที่มีสิทธิเท่าเทียมกัน ตามแนวทางและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ   ดูจดหมายได้ที่นี่ Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึมไทยปารีณา ไกรคุปต์คนพิการ
Categories: ThisAble

ถ้ามีรัฐสวัสดิการชีวิตคนพิการจะเป็นอย่างไร

Fri, 2021-01-08 12:52

“ผมคิดว่าไม่มีใครอยากขายความเวทนาของตัวเองเพื่อมีชีวิตรอด เมื่อเข้าถึงสวัสดิการคนพิการก็สามารถตัดสินใจเองได้มากขึ้น เช่นไม่จำเป็นต้องมานั่งง้อพ่อ ง้อแม่ว่าจะแต่งชุดแบบไหนเพราะเขามีเงินพอที่จะจ้างผู้ช่วยคนพิการ สามารถดูแลตัวเองได้ เข้าถึงอาชีพได้มากขึ้น”

กลางปีที่แล้วกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ประกาศเพิ่มเบี้ยความพิการจาก 800 เป็น 1000 บาท ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า คุณจะต้องเป็นคนพิการที่ที่มีบัตรคนพิการและอายุไม่เกิน 18 ปี หรือมีทั้งบัตรคนพิการและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้นถึงจะได้  

การปรับเบี้ยเฉพาะกลุ่มครั้งนี้ทำให้คนพิการจำนวนมากออกมาแสดงถึงความไม่พอใจและตั้งคำถามว่า ทำไมคนพิการบางคนได้ 800 บาท แต่บางคนถึงได้ 1,000 บาท การได้เบี้ยความพิการไม่เท่ากันจะสร้างความเหลื่อมล้ำหรือไม่ หนำซ้ำบางส่วนยังสะท้อนว่า แม้ให้เป็น 1,000   บาท ก็ยังน้อยเกินไปและยังไม่สอดคล้องกับการดำรงชีวิต 

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ แล้วเบี้ยความพิการควรจะเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตของคนพิการ ในแบบที่ใช้ชีวิตอิสระและพึ่งพาตัวเองได้  ThisAble.me เอาคำถามเหล่านี้ไปคุยกับ ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ เจ้าหน้าที่เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรมหรือ WeFair ว่าถ้าประเทศเรามีรัฐสวัสดิการและคนพิการได้เบี้ยความพิการ คุณภาพชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร 

คนพิการมีสภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

ชูเวช : คนพิการมีงานทำอยู่น้อยมาก แค่ประมาณ 3 แสนคนจากคนพิการวัยทำงานล้านกว่าคน ในจำนวนนี้เป็นลูกจ้างประจำประมาณหนึ่งแสนคน ที่เหลือก็ถูกระบุว่าเป็นเกษตรกร  เป็นลูกจ้างทั่วไป อีก  10 เปอร์เซ็นต์ที่มีงาน ก็พบว่าก็ไม่ได้รับเงินเดือนตามวุฒิที่ควรจะเป็น เช่น หากทำงานตามมาตรา 33 หรือ 35 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ ถึงแม้จบปริญญาตรีก็ได้รับเงินเดือน 9,000 บาทเพราะเป็นโควต้าของคนพิการ หรือเป็นนโยบายของบริษัท คนพิการเป็นกลุ่มที่ค่าครองชีพสูงกว่าคนอื่น พวกเขาไม่สามารถนั่งรถเมล์ราคาถูกได้จึงต้องนั่งแท็กซี่ไปทำงาน บางคนมีค่าแพมเพิส ค่าบำรุงรักษาวีลแชร์ ค่าอุปกรณ์สวนปัสสาวะ ค่าเครื่องช่วยฟัง พวกเขาใช้ต้นทุนในการออกมาใช้ชีวิตประจำวันหรือทำงาน เยอะกว่าคนทั่วไปมาก

เบี้ยความพิการอย่างน้อยที่สุดที่คนพิการจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้ คือเท่าไหร่

เราต้องย้อนกลับไปดูแนวคิดก่อนว่า เบี้ยคนพิการมีไว้ทำไม หากตั้งต้นมาจากเพราะมองเห็นประชาชนที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ หรือมีข้อจำกัดในชีวิต ดังที่ในแต่ละประเทศมีมุมมองในการสนับสนุนประชากรในประเทศไม่เหมือนกัน หากเรามองว่าประชาชนมีข้อจำกัดในการดำรงชีวิตที่ไม่ได้เกิดจากความผิดของตัวเอง เช่น เกิดมาเป็นผู้หญิงแล้วมีเมนส์ซึ่งไม่ได้เป็นความผิดของผู้หญิง ภาครัฐก็มีหน้าที่เข้าไปดูแลเรื่องผ้าอนามัยได้ หรือแม้แต่ถ้าเรามองว่า สายตาสั้นไม่ได้เป็นความผิดของบุคคล รัฐก็เข้าไปสนับสนุนแว่นตา ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่าคุณมองการชดเชยอย่างไร ความพิการก็เช่นกัน หากไม่ใช่ความผิดของบุคคลก็เป็นหน้าที่ที่รัฐต้องเข้ามาชดเชยข้อจำกัดในการดำรงชีวิตของคนพิการ

พอเรามองว่าประชาชนมีความต้องการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เราก็จะคิดบนจำนวนเงินที่พวกเขาอยู่ได้จริงๆ เช่น เพื่อจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่ามือถือ ค่าอาหาร แต่ถ้ามองเพียงแค่ให้มีข้าวกิน เราก็จะให้จำนวนเงินแค่พอให้ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ ทีนี้ก็จะเริ่มเห็นแล้วว่าเบี้ยผู้สูงอายุ 600 บาทหรือเบี้ยคนพิการ 800 บาท ถูกมองจากมุมมองแบบไหน และเราคาดหวังคุณภาพชีวิตแค่ไหน เพราะฉะนั้นเวลาบอกว่าพอหรือไม่พอเราต้องถามประชาชนว่ามีจินตนาการต่อคุณภาพชีวิตที่ดีได้แค่ไหน

ในตอนที่เบี้ยคนพิการแจกครั้งแรก คนพิการยกมือไหว้ขอบคุณ อบต.ท่วมหัว เพราะมองเป็นบุญคุณที่มาแจกเงิน คนพิการไม่รู้เลยว่านี่เป็นสิทธิของเขา ภาษีของเขา จนวันเวลาผ่านไป คนพิการเริ่มบอกว่าแค่นี้ไม่พอ หมายความว่า คนเริ่มจินตนาการถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เลยสามารถบอกภาครัฐได้ว่าต้องการอะไรและแค่ไหนถึงพอ

ที่ไอร์แลนด์เบี้ยความพิการถูกให้รายสัปดาห์ สัปดาห์ละ 203 ยูโรหรือประมาณ 7,900 บาท รวมๆ แล้วก็ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคิดมาจากฐานค่าครองชีพของคน ไม่ได้คิดบนฐานเส้นความยากจน อย่างไรก็ดี หากคิดบนเส้นยากจน เส้นความยากจนของคนไทยจะอยู่ที่ประมาณ 2,900 บาทต่อเดือน เป็นเงินที่คำนวณแล้วว่า สามารถอยู่แบบพอซื้ออาหารราคาถูกได้ทุกมื้อ แต่เบี้ยความพิการก็ยังน้อยกว่า 3,000 บาท หรือยังไม่ถึง 1 ใน 3 เสียด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าจิตนาการต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในประเทศนี้ยังมีน้อยมาก คนอาจมองว่าสังคมเปี่ยมไปด้วยน้ำใจในการบริจาคและสงเคราะห์ จนประเทศไทยติดอันดับเรื่องเกี่ยวกับการทำบุญสงเคราะห์ แต่ก็ยังเป็นประเทศที่ยากจนและเหลื่อมล้ำที่สุดในด้านทรัพย์สิน สะท้อนให้เห็นแล้วว่า การสงเคราะห์ แบบคนดีในไทยไม่ได้แก้ปัญหาสังคม ความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ ฉะนั้นเบี้ยคนพิการที่เพียงพอ คือ เบี้ยที่คนพิการจินตนาการต่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ได้เพียงพอ 

ถ้าถามผม ผมคิดว่า น้อยที่สุดควรอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท ตามเส้นความยากจน แต่ถ้าสิ่งที่อยากให้เกิดก็อยู่ที่ประมาณ 12,000 บาท เพื่อให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะคนที่ไม่มีอาชีพ

ทำไมรัฐต้องการันตีรายได้คนทั้งประเทศ

1% ของประชากรเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศซึ่งถือครองทรัพย์สินอยู่ 50% จากทั้งหมด 10 % ที่รวยรองลงมาครองทรัพย์สินอยู่ประมาณ 76 %   ดังนั้นจะเหลือคนอีก 90 % ที่ถือครองทรัพย์สินอร่วมกันยู่ประมาณ 20  % การรับประกันคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศไม่ได้เป็นเรื่องเกินเลย ในเมื่อเรารวมตัวกันก่อตั้งเป็นรัฐ เอาเงินภาษีมารวมกันก็เพื่อดูแลประชาชน  ถ้าเราอยากให้ทุกคนดูแลตัวเอง ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีก็ได้หรือเปล่าฉะนั้นการจ่ายภาษีก็คือการ กลับคืนสู่สาธารณูปโภคและหลักประกันในชีวิตอยู่แล้ว

หากถามว่าทำไมจึงต้องถ้วนหน้า สาเหตุเป็นเพราะกระบวนการคัดกรองความยากจนยิ่งทำให้คนตกหล่น เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือเบี้ยเด็กเล็ก 0-6 ปี งานวิจัยระบุว่า จะมีคนตกหล่นประมาณ 28 %หรือแม้แต่เรื่องคนพิการกับการเข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็พบว่ามีแนวโน้มว่าคนพิการจะ เข้าไม่ถึง อีกสาเหตุคือความรั่วไหล นโยบาย วางเงินของรัฐบาลที่ผ่านมาเป็นลักษณะของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้คนชั้นกลางมีโอกาสจับจ่ายใช้สอย แต่อาจเข้าไม่ถึงรากหญ้า พวกเขาอาจจะไม่เคยเข้าถึงตัวเงินจริงๆ เช่นเดียวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีลักษณะเป็นเครดิต  เงื่อนไขแบบนี้ อาจทำให้คนจนไม่ได้รับประโยชน์เท่ากับการให้แบบถ้วนหน้า

รัฐสวัสดิการเป็นเรื่องที่โอเวอร์เกินจริงหรือเปล่า

ไม่โอเวอร์เลย ฟินแลนด์และเดนมาร์กเริ่มมีรัฐสวัสดิการ ในตอนที่ประเทศอยู่ในภาวะหลังสงคราม ไม่ได้เริ่มตอนที่ประเทศตัวเองร่ำรวย แต่เขาเห็นว่านี่คือหนทางที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนตัวเองดีขึ้น คนไม่ต้องไปก่ออาชญากรรม คุณคิดว่า ปัญหาอาชญากรรมในประเทศนี้เกิดขึ้นเพราะคนอยากจะก่ออาชญากรรมเหรอ คำตอบคืออาชญากรรมเป็นเพราะความยากจนต่างหาก ถ้าหากคุณรับประกันว่าคนจะมีอาหารกิน มีที่อยู่ คุกคงมีคนน้อย แม้แต่ปัญหาทิ้งลูกให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงแทนพ่อแม่ ก็จะลดลง 

ถ้าดูสัดส่วน GDP ในประเทศเราจะพบว่างบที่ใช้ในนโยบายรัฐสวัสดิยังน้อย บางคนเปรียบเทียบว่ารัฐสวัสดิการเป็นภาระทางการคลัง เช่น ฝรั่งเศสของเขาเก็บภาษีเกือบ 40% ประเทศเราอยู่ที่ประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์ น้อยมากๆ 

ถ้ามีรัฐสวัสดิการชีวิตคนพิการจะเป็นอย่างไร

จะไม่มีรายการทีวีมานั่งถ่ายคนพิการเพื่อขอรับบริจาคหรือมีดาราหน้าหนวดคนไหน ถ่ายรูปกับคนพิการออกทีวีแล้วก็มาขอรับบริจาคให้มูลนิธิต่างๆ อะไรแบบนี้จะลดลงหรือกระทั่งไม่มีเลย

ไม่ใช่แค่คนพิการ ผมคิดว่าไม่มีใครอยากขายความเวทนาของตัวเองเพื่อมีชีวิตรอด เมื่อเข้าถึงสวัสดิการคนพิการก็สามารถตัดสินใจเองได้มากขึ้น เช่นไม่จำเป็นต้องมานั่งง้อพ่อ ง้อแม่ว่าจะแต่งชุดแบบไหนเพราะเขามีเงินพอที่จะจ้างผู้ช่วยคนพิการ สามารถดูแลตัวเองได้ เข้าถึงอาชีพได้มากขึ้น เราจะเริ่มเห็นความเท่าเทียมมากขึ้นในระดับวัฒนธรรม หลายคนที่เคยเป็นวิศวกรเมื่อพิการก็ต้องตกงาน ถ้าเรามีสวัสดิการที่ดีพอวิศวกรคนนั้นก็อาจจะสามารถกลับมาทำงานได้ เป็นวิศวกรที่นั่งวีลแชร์เพราะอาคารสถานที่ต่างๆ จะปรับให้เอื้อกับเขาในการทำงาน

ปัจจุบันเรื่องเบี้ยเป็นเรื่องที่แทบจะไม่ได้อยู่ในความสนใจหลักของคนพิการ เพราะน้อยจนไม่รู้ว่าจะพูดถึงทำไม แต่เบี้ยนั้นสำคัญ ตอนนี้คนพิการคนหนึ่งอยากจะซื้อรองเท้าใหม่สักคู่ ก็ต้องรอเบี้ยคนพิการ ถึงจะน้อยแต่ก็เป็นอำนาจในการตัดสินใจของเขาที่ไม่ต้องขอพ่อแม่ ไม่ต้องขอญาติพี่น้อง ไม่ต้องถูกมองด้วยสายตาที่เป็นภาระ ต่อให้น้อยก็เป็นศักดิ์ศรี คนพิการในต่างจังหวัดที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงขนส่งมวลชนสาธารณะ แค่ออกจากบ้านไปโรงพยาบาลก็ต้องเหมารถไปไปกลับ 500 บาทเป็นอย่างน้อยแล้ว เบี้ยแค่นี้ไม่มีทางพอ

ผมเคยคุณนายมาบริจาคของที่มูลนิธิหนึ่งเป็นวีลแชร์ประมาณ 100 กว่าคัน เขาก็นัดรับของถ่ายรูปกับเราตามปกติ เราก็ส่งตัวแทนขององค์กรไป แต่ว่าสิ่งที่ เขาพูดกลับมาก็คือไม่มีคนพิการที่ดูจนกว่านี้หรือ พอเขาใช้คำนี้ เราก็เลยเข้าใจแล้วว่าเขาต้องการภาพอะไร เขาต้องการสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรม คุณเป็นคนพิการอย่างเดียวคุณไม่ควรได้รับของแต่คุณต้องจนด้วยในสายตาผู้บริจาค ซึ่งเราคิดว่าเป็นอะไรที่น่าสะอิดสะเอียนมาก นี่ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าถ้ามีรัฐสวัสดิการ คนจะไม่ต้องมานั่งทำให้ตัวให้ดูจนเพื่อเข้าถึงสิ่งของ ไม่ต้องขายความเวทนาตัวเอง

หรือผู้สูงอายุที่รับเบี้ยประมาณ 600 บาทแต่ข้าราชการเกษียรได้ 2-3 หมื่น หากเราถามว่ารายได้หลักของประเทศคืออะไรคำตอบคงเป็นภาคการบริการ ภาคการท่องเที่ยวและภาคเอกชน ไม่เห็นมีนักท่องเที่ยวคนไหนบอกว่า ระบบข้าราชการไทยดีจังเลย มีแต่บอกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานเราห่วยแตกพนักงานเอกชนและบริการเป็นกลุ่มที่หารายได้หลักให้กับประเทศแต่กลับมีรายได้หลังเกษียณแค่ 600 บาทต่อเดือน นี่เป็นหลักฐานสำคัญเลยว่าเราไม่ได้จริงจังกับการดูแลคนในประเทศนี้ แต่เราจริงจังกับองคาพยพของการปกครองในระบบข้าราชการ ข้าราชการก็ไม่กล้าตั้งคำถามกับผู้บังคับบัญชา เพราะหากต้องออกจากราชการแล้วก็จะไม่ได้รับสวัสดิการในบั้นปลาย กลัวพ่อแม่จะไม่ได้รับการรักษาพยาบาล ดังนั้นถ้ามีรัฐสวัสดิการที่เท่ากัน ข้าราชการไม่ต้องกังวลว่าสวัสดิการของตัวเองจะหายไป กล้าแข็งข้อกับนโยบายหรือคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมเพราะไม่ว่าอยู่ในระบบหรือนอกระบบ คุณภาพชีวิตก็ไม่ต่างกัน ถ้าสวัสดิการดี จะไม่มีเงื่อนไขที่ชนชั้นนำใช้ควบคุมประเทศ เราอยากอยู่ในสังคมที่ข้าราชการพร้อมจะยิงประชาชนแล้วบอกว่านายสั่งมา กันจริงๆ เหรอ 

ฉะนั้นเรื่องสวัสดิการเป็นเรื่องการเมือง ไม่ว่าคุณหรือองค์กรคนพิการจะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง คนพิการมีแต่เรื่องคุณภาพชีวิต ก็อย่าลืมว่า ภาษีที่ถูกเรียกร้องให้กลับมาเป็นสวัสดิการเพื่อคนพิการก็เป็นเรื่องการเมืองแล้ว

  Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนแรงงานรัฐสวัสดิการเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรมชูเวช เดชดิษฐรักษ์
Categories: ThisAble

คนตาบอดเห็นผีหรือไม่? ผีเป็นอย่างไรในโลกของคนตาบอด

Thu, 2021-01-07 10:24

คนตาบอดเห็นผีหรือไม่? ผีเป็นอย่างไรในโลกของคนตาบอด เต๋า ศิวนาถ มณีแดง เล่าให้เราฟังถึงโลกวิญญาณว่าเป็นอย่างไร ประสบการณ์ที่เขาเจอ และสื่อที่คนตาบอดเข้าถึงได้เป็นแบบไหนกัน

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมเรื่องผีคนตาบอด
Categories: ThisAble

Brownies & downieS ร้านเบเกอรี่ที่อบอุ่นไปด้วยพนักงานดาวน์ซินโดรม

Fri, 2020-12-25 16:17

ที่เนเธอแลนด์ หากถามว่า อาชีพอะไรที่เหมาะกับผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรม ?  คำตอบที่ได้คงเป็นอาชีพที่พวกเขาเองสนใจและอยากทำ คนที่นี่ได้รับการฝึกฝนให้พวกเขาสามารถทำอาชีพตามฝันได้ และพวกเขาก็ทำหลายต่อหลายอาชีพ  ชวนมาดูกันว่า คนที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมในประเทศเนเธอแลนด์ที่มีความสนใจด้านเครื่องดื่มและเบเกอรี่เรียนรู้และทำงานกันอย่างไร 

Brownies & downiesS เป็นองค์กรแฟรนไชส์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2555 โดยมีจุดกำเนิดครั้งแรกที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เจ้าของร้านก่อตั้งร้านนี้ขึ้นเพราะต้องการทำให้เห็นว่าคนที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ 

เวนดี้ เวอมูลเลน หนึ่งในผู้ก่อตั้งร้านเล่าว่า เมื่อก่อนนี้หากพูดถึงอาชีพของคนที่เป็นดาวน์ซินโดรม คนก็มักจะนึกถึงงานไม้ การสร้างบ้านตุ๊กตา หรือการทำร้านจิวเวอรี่ มีเพียงไม่กี่คนที่จะได้ทำงานในสายอาชีพอื่นๆ เช่น บาริสต้า พนักงานเสิร์ฟหรือแม้กระทั่งการเป็นเชฟ โเธอจึงต้องการให้ดยผู้ก่อตั้งมีวิสัยทัศน์ของร้านนี้คือการเป็นบ้านหลังที่สอง เพื่อสร้างความรู้สึกนับถือในตัวเอง self-esteem  การตระหนักรู้ในความสามารถและศักยภาพของตัวเอง การเปิดโอกาสเช่นนี้เป็นการมอบโอกาสให้กับคนที่เป็นดาวน์ซินโดรมได้เพื่อแสดงให้พ่อแม่  ครอบครัวและสังคมเห็นว่า พวกเขาเหล่านี้สามารถทำงานและพึ่งตัวเองได้จริงในสังคม 

นอกจากนี้การเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพแล้ว การทำงานที่นี่ยังเสริมสร้างทักษะการเข้าสังคม เนื่องจากผู้ที่มีภาวะดาวซินโดมส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหาเรื่องในการเข้าสังคม และแน่นอนว่า พวกเขาจะได้ทักษะการทำขนม ชงกาแฟอย่างเต็มเปี่ยม การสร้างทักษะเฉพาะไม่ว่าจะเป็นการชงกาแฟ การอบขนม ซึ่งผ่านการอบรมโดยบาริสต้ามืออาชีพ รวมถึงทักษะในด้านการบริการ การทำให้ลูกค้าพึงพอใจ นอกจากนี้ยังรวมถึงเรื่องการรับมือต่อสถานการณ์ที่ลูกค้าไม่พึงพอใจด้วยเช่นกัน

พนักงานโดยทุกๆ คนที่ร้านจะยึดถือมีคติประจำใจว่า แนวคิดเกี่ยวกับการบริการว่า "สิ่งที่เห็นคือ สิ่งที่ได้รับ" ซึ่งหมายถึงการแสดงออกทางความรู้สึกนึกคิด ความใจดีและความเป็นกันเองของพนักงานที่มีต่อลูกค้า  ผ่านการบริการแบบ 'Pure is perfect' ซึ่งถือเป็นคติของร้าน ที่เป็นการอธิบายทั้งในตัวอาหารอันสดใหม่ จากวัตถุดิบชั้นดีและพนักงานที่ใส่ใจในกรรมวิธีในร้านได้เป็นอย่างดี 

คำอธิบายในที่นี้ก็คือพนักงานของร้านที่คิดเห็นอย่างไรก็แสดงออกมาแบบนั้น บวกกับอาหารที่ทำเองกับมือ รวมถึงกรรมวิธีและการสรรหาวัตถุดิบในการทำเมนูต่างๆ 

โดยเมนูชาของร้านนั้น นำเข้าจากประเทศศรีลังกา มีความเป็นมาที่น่าสนใจ โดยเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เจ้าของบริษัทชาเนื่องจากเจ้าของบริษัทชาดังกล่าวได้รับถูกอุปการะเป็นบุตรบุญธรรมมาจากประเทศศรีลังกา หลังเติบโตที่ประเทศและย้ายมาอยู่ที่เนเธอแลนด์ เมื่อเติบโตก็กลับไปประเทศศรีลังกาไปอีกครั้งเพื่อตั้งสร้างบริษัทชาขึ้นมา โดยบริษัทชาดังกล่าวนั้นก็มีโดยมีพนักงานที่ความสามารถจำกัดด้วยเช่นกัน

ในส่วนของเมนูกาแฟ ทางร้านจะคัดสรรกาแฟที่มีกระบวนการยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และบางเมนูของร้านจะมีการเสิร์ริฟคู่กับเป็นชอกโกแเลตขิ้นเล็กๆ พอดีคำ ยี่ห้อTony's Chocolonely ซึ่งเป็น บริษัทขนมสัญชาติดัตช์ที่ผลิตและจำหน่ายช็อคโกแลตตามแนวปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม และต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก โดยร่วมมือกับ บริษัทการค้าในกานาและไอวอรี่โคสต์เพื่อซื้อเมล็ดโกโก้โดยตรงจากเกษตรกรในราคาที่โดยให้ราคาพิเศษสำหรับเกษตรกรอีกอีกด้วย

ในการทำงานร่วมกัน ทุกๆ เช้าพนักงานของร้านจะทำอาหารมื้อเช้า ขณะทานอาหารทุกคนจะพูดคุยและอธิบายขอบเขตของงานในแต่ละวัน พนักงานดาวน์ซินโดรมที่นี่ไม่เคยพูดจาในแง่ลบหรือแสดงอาการก้าวร้าว ขณะที่ลูกค้าในร้านเองก็รู้กันว่าพวกเขาต้องใจเย็น จึงก่อเกิดเป็นบรรยากาศอบอุ่นที่มาจากความสัมพันธ์ของผู้ให้บริการและผู้มาใช้บริการ นอกจากนี้ในทุกปีจะมีการจัดงานกีฬากระชับมิตร โดยเป็นการรวมตัวพนักงานของร้านดาวนี่และบราวนี่ทั้ง 52 สาขาทั่วประเทศเนเธอแลนด์ มาทำกิจกรรมร่วมกันโดยมีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาภาพรวมทางสังคม และสร้างการยอมรับความหลากหลายภายในบรรยากาศของความรักที่อบอวบท่ามกลางอาหารรสชาติอร่อยและบราวนี่ที่เป็นเมนูชูโรงของที่นี่ 

หากการแพร่รพบาดของโควิด-19 หมดไปแล้ว หากใครมาเที่ยวประเทศเนเธอร์แลนด์ นอกจากจะมาชมความสวยงามของกังหันลมและทุ่งดอกทิวลิปแล้ว อย่าลืมแวะมากินบราวนี่และชอกโกแชตร้อนที่ร้านบราวนี่และดาวนี่และสามารถชมเว็บไซต์ของร้าน อีกทั้งดูสาขาทั่วประเทศทั้งในแอฟริกาใต้ เบลเยี่ยม และเนเธอร์แลนด์ ได้ที่นี่

Livingบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศBrownies & downiesSดาวน์ซินโดรมเบเกอรี่อัจฉราพรรณ พาลี
Categories: ThisAble

เบี้ยคนพิการมีไว้ทำไม รัฐต้องจ่ายเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ

Tue, 2020-12-22 11:35

ปีนี้เริ่มจ่ายเบี้ยยังชีพคนพิการอัตราใหม่ 1,000 บาทต่อคนต่อเดือนเฉพาะคนพิการ 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนพิการอายุไม่เกิน 18 ปี และคนพิการที่มีทั้งบัตรคนพิการและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คำถามจากคนพิการเกิดขึ้นมากมายว่าทำไมเบี้ยคนพิการจึงไม่ถ้วนหน้า ทำไมคนพิการบางคนได้ 800 บาท บางคนได้ 1,000 บาท และการได้เบี้ยความพิการไม่เท่ากันจะสร้างความเหลื่อมล้ำหรือไม่ หรือบางเสียงที่ดังขึ้นมาก็บอกว่า 1000 ก็ไม่ได้เพียงพอต่อการดำรงชีพของคนพิการจริงๆ

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เอาเข้าจริงแล้วเบี้ยคนพิการควรจะได้เท่าไหร่ รัฐต้องจ่ายมากแค่ไหนถึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีพของคนพิการ จนสามารถใช้ชีวิตอิสระและพึ่งพาตัวเองได้ เราเอาคำถามเหล่านี้ไปคุยกับ ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม ถ้าคนพิการมีรัฐสวัสดิการ หรือมีเบี้ยยังชีพที่ดีพอจะเป็นอย่างไร มาหาคำตอบได้ในคลิปนี้กันเลย

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนแรงงานสุขภาพรัฐสวัสดิการชูเวช เดชดิษฐรักษ์เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม
Categories: ThisAble

ประมวลม็อบคนพิการ 10 ธันวา ชี้รัฐต้องสนับสนุนอาชีพ-รัฐสวัสดิการ-แก้รัฐธรรมนูญ

Thu, 2020-12-10 23:50

10 ธันวาคม เวลาประมาณ16.30 น. หน้ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้ชุมนุมทยอยรวมตัวร่วมม็อบคนพิการ โดยมีลุงบรรพต เป็นแกนนำ ระยุว่าการชุมนุมวันนี้ถูกต้องตามกฎหมาย จัดขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิของคนพิการที่ควรจะได้โดยเฉพาะเรื่องอาชีพและการจ้างงานของคนพิการที่ภาครัฐยังไม่ค่อยสนใจ วันนี้ภูมิใจที่ได้มาพูดให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ยิน หลังจากพิการเขาต้องพึ่งพาตัวเองและเห็นว่าการเป็นคนพิการลำบากมากแค่ไหน

น้ำพุหนึ่งในผู้ปราศรัยระบุว่า เขาพิการรุนแรงและมาวันนี้เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราที่เกี่ยวกับคนพิการ หวังให้สิทธิคนพิการมีอยู่จริง สังคมไม่มีความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง สมาคมคนพิการต้องอยู่อย่างประโยชน์ ม็อบวันนี้ทำให้เห็นว่าคนพิการไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่สามารถออกมาเรียกร้องได้ ไม่ได้ต้องการการสงเคราะห์แต่สิ่งที่เรียกร้องทั้งหมดเป็นสิ่งที่ควรได้รับ เขาเองต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อให้อยู่ได้ เพราะเงิน 800 บาทนั้นไม่เพียงพอ แต่ถ้าวันหนึ่งแก่ตัวไปก็ไม่รู้จะอยู่ยังไง อะไรเป็นหลักประกันว่าเขาจะอยู่ได้


น้ำพุ
 

"วันนี้ผมอยากให้เห็นว่า คนพิการอยู่ยังไง ใช้ชีวิตแบบไหน มีคนพิการหลายคนที่พิการหนักกว่าผมและสวัสดิการบ้านเราทำให้คนอยู่ไม่ได้ เราควรพูดถึงสวัสดิการที่จะทำให้คนพิการใช้ชีวิตได้จริง ผมมาสู้ให้เพื่อนที่ไม่ได้มาอีกหลายคนในวันนี้" เขาระบุด้วยว่า ใครก็บอกว่ากฏหมายคนพิการไทยดีที่สุดในอาเซียน กฏหมายเขียนทุกอย่างทั้งคนพิการอยากเรียนต้องได้เรียน อยากทำงานต้องได้ทำ แต่หากสิ่งอำนวยความสะดวกไม่เอื้อต่อคนพิการแล้วคนพิการจะไปเรียน ไปทำงานได้อย่างไร รัฐหลอกประชาชนหรือเปล่าที่บอกว่าคนพิการมีสิทธินู่น สิทธินี่ อีกทั้งเรื่องการทำงานตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ ที่พบว่าความเป็นจริงคนพิการเข้าไม่ถึง วุฒิไม่มี บางคนไม่ต้องทำงานแล้วได้เงิน หลายคนเจอความเหลื่อมล้ำและการเอาเปรียบคนพิการเกิดขึ้น ทำไมหน่วยงานรัฐถึงไม่เคยเจอ เขาจึงต้องการปฏิรูปโครงสร้าง กระจายอำนาจไปยังหน่วยงานท้องถิ่น ไม่ใช่งบไปลงแต่ที่สมาคมจนเกิดความเหลื่อมล้ำและกระทบการดำรงชีวิตของคนพิการ

"อยากฝากถึง พม.ให้เปิดใจ ยอมรับความเป็นจริง ทั้งเรื่องเบี้ยคนพิการ การจ้างงานและโครงสร้างที่มันเหลื่อมล้ำ ถ้าเรายอมรับก็มีทางออก สุดท้ายผมอยากให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากที่รัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 พูดถึงเรื่องศักด์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่รัฐธรรมนูญล่าสุดไม่มีการพูดถึงเลย  และเราควรพูดถึงเรื่องรัฐสวัสดิการได้แล้ว" พร้อมกันนี้เขาชวนทุกคนพูดว่า "ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฏรจงเจริญ" ส่งท้าย

ต่อจากนั้น ออม ผู้ปราศรัยคนต่อไประบุว่า เบี้ยความพิการ 800 บาท ไม่เพียงพอและควรให้อย่างต่ำเท่าเส้นความยากจนเพราะคนพิการมีรายจ่ายที่มากกว่าคนทั่วไป ตัวเขาเองเคยไปสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ก็โดนปฏฺิเสธเพราะมหา'ลัยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก นอกจากนี้เขายังพูดถึงปัญหาการเดินทางของคนพิการที่ไม่มีโอกาสในการได้ใช้ ไม่ได้รับทรัพยากรที่มีคุณภาพและราคาต่ำ จนหลายครึ่งต้องนั่งแท็กซี่ เขาจึงออกมาเรียกร้องเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการใช้ชีวิต

กานต์นิธิจากม๊อบเฟสขึ้นพูดว่า วันหนึ่งเราทุกคนจะต้องหย่อนสมรรถภาพและใช้ชีวิตยากมากขึ้น รถเมล์หรือขนส่งสาธารณะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะทำให้เราใช้ชีวิตได้หรือไม่? ฟุทปาธเช่นกัน คนธรรมดาทั่วไปยังลำบากแล้วคนพิการจะขนาดไหนเราต้องเจออะไรบ้าง ทั้งสายไฟทั้งท่อ ในฐานะที่เรียนด้านวิศวะมา ได้มีโอกาสไปเปิดดูมาตรฐานเกี่ยวกับวิศวะและการออกแบบทั้งหลาย แต่ในภาคการปฏิบัติก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเพราะไม่เคยถูกมาบังคับใช้ถึงแม้ว่าจะเขียนไว้อย่างดี นี่คือความอัปลักษณ์ที่รัฐไม่ยอมจัดให้ประชาชน

เอินขึ้นพูดต่อระบุว่าตนมาพูดในฐานะพี่สาวของคนพิการที่ต้องได้รับการผ่าตัดและใช้ค่าใช้จ่ายสูง สิทธิของคนพิการมีจริงแต่ต้องใช้เวลารอเป็นเดือนทั้งที่น้องกำลังจะต้องผ่าตัดจากอาการน้ำท่วมสมอง ถ้าคนพิการมีชีวิตดีจริง คุณภาพชีวิตควรจะดีกว่านี้หรือไม่ การมาพูดในวันนี้มีความคาดหวังว่าคนพิการควรมีชีวิตแบบถูกเห็นค่าและได้มีค่ามากกว่านี้ คนพิการไม่ใช่คนที่จะต้องถูกสงเคราะห์แต่ควรเป็นคนที่จะต้องได้รับการดูแล ที่ผ่านมามีกระแสโซเชียลโจมตีหนักมาก ถูกด่าสารพัด แต่ยังจะคงยืนหยัดว่าเด็ก สตรี คนพิการจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้


เอิน


พลอยขึ้นเล่าว่า ตนเองมีแม่เป็นคนพิการเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก จึงทำให้เห็นว่าชีวิตคนพิการลำบากมากแค่ไหน การเป็นคนพิการมีต้นทุนสูงในการใช้ชีวิต อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ อุปกรณ์สำหรับการช่วยเหลือคนพิการไม่ได้ราคาถูก ยิ่งเทียบกับรายได้คนพิการจากรัฐที่จ่ายให้ยิ่งแย่มาก พร้อมตั้งคำถามว่า หน่วยงานภาครัฐทำอะไรอยู่?

ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ จาก We Fair ขึ้นปราศรัยเป็นคนสุดท้ายระบุว่า แนวคิดการดำรงชีวิตอิสระคนพิการเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คนรู้ว่าความพิการเกิดจากข้อจำกัดด้านกายภาพ ข้อกฎหมาย การเข้าถึงสื่อ และอุปสรรคทางทัศนคติ การเข้าถึงของคนพิการอย่างจำกัดเช่นนี้ทำให้คนพิการไม่ได้รับสิทธิแบบที่ควรเป็น ในต่างประเทศมีการกำหนดจอล่ามภาษามืออัตราส่วน 1 ต่อ 9 หรือครึ่งหนึ่งของจอจะต้องเป็นล่ามภาษามือหากเป็นข้อมูลข่าวสารที่สำคัญ แต่บ้านเราจอล่ามคือจอเล็กๆ แสดงให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับคนพิการแบบไหน อุปสรรคเหล่านี้ทำให้คนพิการออกมาต่อสู้เรื่องสิทธิน้อย มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ออกมาต่อสู้ได้ เช่น พันโทต่อพงษ์ กุลครรชิตที่รวบรวมคนพิการและตั้งกลุ่มดำรงชีวิตอิสระคนพิการขึ้นมา

ในรัฐธรรมนูญ 50 ระบุว่า คนพิการต้องเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แต่เมื่อเข้าถึงรัฐธรรมนูญปี 60 ข้อความเหล่านี้ก็หายไป เช่นเดียวกับการเข้าถึงการศึกษาที่จะต้องไม่เกิดการกีดกันก็หายไปในรัฐธรรมนูญปี 60 เช่นกัน แม้จะมีตัวแทนคนพิการอยู่ในสภาเรื่องนี้ก็ยังเกิดขึ้น

ชูเวชเสริมว่า ที่ผ่านมาคนพิการไม่ได้รับการให้ความสำคัญ เช่น อาจารย์วิริยะและอาจารย์มณเฑียรซึ่งเป็นบุคลากรที่มีโอกาสเข้าไปนั่งอยู่ในสภาก็ไม่ถูกให้ความสำคัญ บางครั้งเวลาจะพูดในสภาก็ถูกกีดกัน ไม่ก็บอกว่าหมดเวลา คนไม่ได้มองเห็นถึงประสิทธิภาพคนพิการ การต่อสู้เรื่องประชาธิปไตยถ้าไม่ได้มองเรื่องคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของประชาชนจึงเป็นไปไม่ได้ กฎหมายคนพิการที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นแค่ขยะที่ไม่สามารถใช้งานได้

"อยากฝากไปถึงผู้นำคนพิการให้ลุกมาต่อสู้เช่นประชาชน ไม่ใช่ขุนนางศักดินา" ชูเวชทิ้งท้าย


ชูเวช

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนแรงงานสิ่งแวดล้อมความมั่นคงคนพิการม็อบ10ธันวา
Categories: ThisAble

มากกว่าเวลาคือเงินทองและโอกาสของคนพิการที่หายไปในการเดินทาง : สว่าง ศรีสม

Wed, 2020-12-02 03:30

“เวลาที่เราพูดถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเรามักจะไม่ค่อยพูดถึงมิติด้านเวลาซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับทุกคน คนพิการเวลาของเขาก็มีค่า ในขณะที่คนทั่วไปถ้าถามว่าให้ไปใช้แบบนั้นแล้วจะใช้มั้ยก็ไม่ใช้”

ในฐานะคนทำงานกับคนพิการ สิ่งนึงที่เราพอเข้าใจได้คือเวลา การเดินทางในกรุงเทพมหานครกับคนพิการทำให้ผมเห็นปัญหา ฟุตปาธที่ไม่เรียบทำให้เราเดินทางยาก บางจุดไม่มีลิฟต์ก็ต้องอ้อม มีสิ่งกีดขวางก็ต้องลงไปเดินถนน จากการเดินทางที่ใช้เวลาเดินได้ใน 10 นาที ขยับเป็น ครึ่งชั่วโมง เดินทางไปนัดหมายในเวลาหนึ่งชั่วโมงอาจใช้เวลาสองชั่วโมง ไม่รวมรถติด หากใช้ขนส่งสาธารณะยิ่งควรบวกเวลาเพิ่ม รอรถเมล์ชานต่ำสักสายต้องใช้เวลา

เรานัดเจอ สว่าง ศรีสม เขาเป็นผู้จัดการโครงการและแผนงานภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ หรือ Transportation For All (T4A)  ขับเคลื่อนงานด้านขนส่งสาธารณะ สว่างมีสารตั้งต้นมาจากประสบการณ์ส่วนตัว เขามองเห็นปัญหาเรื่องคนพิการกับการเดินทาง ในต่างประเทศคนพิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ เพราะมีคนส่งสาธารณะที่ดี เขาตั้งมั่นอยากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ในไทย เขาเล่าให้เราฟังถึงฝันที่คนพิการเดินทางได้ และเขาบอกว่าจะทำให้มันเป็นจริง เราชวนเขาคุยว่าในแต่ละวันคนพิการใช้เวลามากขนาดไหน พวกเขาสูญเสียอะไรไปบ้าง ที่มีมากกว่าเรื่องของเวลาที่ใช้ในการเดินทาง 

คุณใช้เวลาการเดินทางมากขนาดไหน

สว่าง : ถ้าเป็นในอดีตอย่างเช่นผมที่ต้องใช้แท็กซี่ การจะเดินทางไปไหนไม่ว่าจะเรียกรถหรือโทรเรียกก็ใช้เวลานานมาก แต่ปัจจุบันมีแอปก็ช่วยได้ทำให้เรียกได้ไวขึ้น ถ้าเป็นเรื่องของการเดินทางในภาพรวมเวลาที่เราจะไปที่ใดก็แล้วแต่ต้องวางแผน โดยเฉพาะเมื่อเราจะไปที่ใหม่ๆ ผมต้องวางแผนว่าจะเดินทางยังไง จะไปรถแท็กซี่อย่างเดียว หรือรถแท็กซี่แล้วไปต่อรถไฟฟ้า แล้วรถไฟฟ้าก็ต้องดูด้วยว่าเป็นสถานีที่เราจะต้องไปเสียเวลาเพิ่มอีกมั้ย เช่น ไปรอลิฟต์ที่ปิด ไม่เปิด ซึ่งก็ทำให้เราเสียเวลาแต่ละจุดพอสมควร พอลงรถไฟฟ้าก็ต้องดูอีกว่าที่ที่เราจะไปเราเข็นรถไปได้มั้ยหรือว่าต้องเรียกรถอีก ก็มีเวลาเพิ่มเข้ามา ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มเข้ามาอีก

เคยไปหาญาติแถวๆ รัชดา ผมต้องนั่งรถแท็กซี่แล้วไปต่อรถไฟฟ้ามาลงแถวรัชดาและเรียกแท็กซี่เข้าไปอีก ใช้เวลาค่อนข้างนานเพราะรถติด กว่าที่จะไปหาญาติ บางทีนัดเวลากันไว้เท่านี้แต่สุดท้ายก็ใช้เวลามากกว่าที่ควรจะเป็น จากที่จะไปทำอะไรบางอย่างก็ไปไม่ทัน ก็เกิดปัญหาว่าการที่เราใช้เวลากับการเดินทางมากเกินไปทำให้เราพลาดอะไรไปเหมือนกัน แม้แต่เรื่องที่เราจะใช้เวลากับคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้องบางทีก็ทำให้เราเสียโอกาสไป

การเดินทางสักครั้งต้องประเมินอะไรบ้าง 

ขึ้นอยู่กับว่าต้องการจะประหยัดหรือไม่ ถ้าต้องการประหยัดผมก็พยายามใช้รถไฟฟ้าไปให้ใกล้สถานที่นั้นมากที่สุดและค่อยเรียกแท็กซี่ไปต่อ ถ้าไม่ใช่แท็กซี่ก็อยากลองรถเมล์แต่ค่อนข้างที่จะใช้งานยาก เพราะบางทีรถเมล์ก็ไม่สามารถจอดเทียบได้ จะมีรถแท็กซี่หรือรถอื่นๆ มาจอดรับผู้โดยสาร ซึ่งก็เกะกะขวางทางทำให้รถเมล์จอดที่ป้ายไม่ได้ เราก็ไม่สามารถเข็นรถจากฟุตบาทไปบนถนนได้เหมือนคนทั่วไป เพราะฉะนั้นทางเลือกผมไม่มีอย่างอื่น มีอยู่สองอย่างก็คือถ้าไม่ใช้แท็กซี่ก็ซื้อรถ

ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เสียเวลามากๆ ผมขอยกมาสองตัวอย่างทั้งในไทยและต่างประเทศ ในไทยผมเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบ่อยและจะมีบางสถานีที่ลิฟต์ล็อค ไม่สามารถที่จะใช้งานได้ พอเวลาที่เราไปถึงเขาก็จะมีเบอร์โทรศัพท์ให้เราโทรไป บางทีโทรไปแล้วไม่มีคนรับ วันนั้นผมจำได้ว่าผมรออยู่ชั่วโมงนึง รอเพื่อที่จะลงไปข้างล่าง ฝนก็กำลังจะตก สุดท้ายก็ไม่มีใครมาเปิดลิฟต์ให้ ผมต้องไปแท็กซี่เสียเวลาไปชั่วโมงนึงฟรีๆ โดยที่ไม่ได้ไปไหนเลย ผมพยายามที่จะบอกทางผู้รับผิดชอบเหมือนกันว่าถ้าเป็นไปได้ไม่อยากให้ปิดลิฟต์ ถามว่าเขามีเหตุผลที่จะปิดไหม เขาบอกว่ามี อย่างเช่นบางที่มีคนเข้าไปสูบบุหรี่ในลิฟต์ หรือบางที่ที่มีคนจรจัดอยู่บางทีคนจรจัดก็อาจจะเข้ามาขับถ่ายในลิฟต์ เราก็เข้าใจเขาเลยทำให้เขาต้องล็อคลิฟต์บางช่วงเวลาแล้วถ้ามีคนพิการมาถึงจะเปิดให้ แต่ว่าก็ไม่ค่อยสะดวก

อีกอันที่เสียเวลาเหมือนกันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เกาหลี จำได้ว่าไปงานประชุม เราก็อยากไปเที่ยวที่ตลาดเมียงดงก็ไปกับเพื่อนสองคน ไปด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน พอเราไปถึงปรากฏว่าเป็นสแตร์ลิฟต์ (Stairlift) ลิฟต์แบบเกาะราวบันได ซึ่งตอนนั้นเราอยู่ชั้น B3 เจ้าหน้าที่ก็พาเราไต่ขึ้นมาทีละนิดจาก B3 มา B2 มา B1 แล้วก็ขึ้นมาถึงชั้นระดับถนน คนละครึ่งชั่วโมง สองคนก็หนึ่งชั่วโมงถึงจะได้ออกมาเที่ยวที่ตลาด ใช้เวลานานมาก ผมก็คิดว่าขากลับต้องแบบนี้อีก พอมาเจอแบบนี้เราก็ไปใช้แท็กซี่ดีกว่า เราก็ต้องเสียตังค์มากกว่าคนทั่วไปอีก 

บางทีการมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่ตอบโจทย์เรื่องเวลาผมคิดว่าเราไม่ควรเอามาใช้ เวลาที่เราพูดถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเรามักจะไม่ค่อยพูดถึงมิติด้านเวลาซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับทุกคน คนพิการเวลาของเขาก็มีค่า ในขณะที่คนทั่วไปถ้าถามว่าให้ไปใช้แบบนั้นแล้วจะใช้มั้ยก็ไม่ใช้ คุณก็เดินขึ้นบันไดหรือถ้ามีลิฟต์ก็ใช้ลิฟต์ ไม่มีใครอยากเสียเวลาชั่วโมงนึงแค่ขึ้นลงอย่างเดียว

รู้สึกไหมว่าการเป็นคนพิการต้องใช้เวลาเตรียมตัวมากกว่าคนอื่น

แน่นอน เพราะว่าการจะไปที่ใดที่หนึ่งต้องวางแผนพอสมควร ไม่ใช่แค่เรื่องของจะเดินทางยังไง แต่พอไปถึงแล้วต้องคิดว่าห้องน้ำมีไหม มีบันไดไหมต้องขึ้นลงยังไง จะหาคนมาช่วยยังไง ต้องวางแผนพอสมควร อย่างเวลาเราไปเที่ยวสมมติว่าเราไปต่างจังหวัดจองโรงแรม เราจะโทรไปเช็คว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกไหม มีทางลาดไหม บางทีคนที่ให้ข้อมูลก็ไม่คุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ เขาจะให้ข้อมูลเรามาผิดๆ ถูกๆ บางที่บอกว่าได้แต่พอเราไปจริงกลับไม่ได้ ผมเคยไปแล้วเสียเงินไปฟรีๆ เฉียดหมื่น โดยที่เราก็เข้าพักไม่ได้ก็เสียเวลา เราไปรู้เอาตอนที่ไปถึงแล้วไม่ใช่ว่ารู้ล่วงหน้า เราพยายามโทรถามเขา ดูรูปเท่าที่มีอยู่ ปรากฏว่าพอไปถึงก็เป็นอีกแบบนึง ลำบากมากเราต้องไปหาที่พักใหม่ ก็เซ็ง อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกลไปถึงก็พักไม่ได้

ถ้าถามว่าขนส่งสาธารณะมีผลมากมั้ย ก็ต้องบอกว่ามีแน่นอน สำคัญที่สุดคือค่าใช้จ่าย ไม่มีใครอยากจะเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเยอะ ตอนผมเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ใหม่ๆ ขณะที่เพื่อนไปรถเมล์ ผมไปรถแท็กซี่ ผมถามค่ารถเขาว่าไปกลับวันนึงกี่บาท 20 บาท ในขณะที่ผม 200 บาทต่อวันเป็นอย่างน้อยถึงจพะไปกลับได้ เรารู้สึกว่าส่วนต่าง 80 บาทที่เป็น 5 เท่าของเขา ถ้าเราสามารถลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ก็เอาไปทำอะไรได้อีกเยอะ ซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือมีเงินเก็บ ตอนที่เราทำงานใหม่ๆ เงินเดือนก้ไม่ได้เยอะแต่ต้องมาหมดกับการเดินทาง

สองคือเรื่องของเวลา แน่นอนเราใช้เวลาเดินทางมากกว่าคนทั่วไปต้องวางแผน การใช้แท็กซี่อย่านึกว่าแค่เรียกแล้วก็มา บางทีมาถึงแล้วดันไม่รับเราเพราะเห็นว่านั่งรถเข็น หรือบางทีเราเรียกมาคนที่อยู่ตรงนั้นก็วิ่งขึ้นหน้าตาเฉย มีบางวันผมแทบจะร้องไห้ เราไปทำงานแล้วฝนตก เราเรียกรถมาแต่ถูกใครไม่รู้วิ่งตัดหน้าแล้วฉกไป ซึ่งแน่นอนว่าแท็กซี่เขาต้องรับคนที่เดินเหินสะดวก เขาก็เลือกแบบนั้นเพราะมันง่าย ไม่ต้องมาช่วยยกรถเข็น ซึ่งผมมองว่าบางทีเรื่องของมารยาทในการอยู่ร่วมกันของสังคมไทยก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องของการเดินทางของคนพิการขึ้นมา เช่นการแย่งใช้รถทั้งๆ ที่เราเป็นคนเรียก 

แม้กระทั่งในปัจจุบันที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นอย่างรถไฟฟ้าที่มีลิฟต์ให้ แต่สิ่งที่ผมพบคือมีคนมาแย่งใช้ลิฟต์ หลังเริ่มเป็นเด็กมัธยมมากขึ้น ซึ่งผมอยากจะบอกน้องๆ ว่า ถ้าเรายังแข็งแรงเดินได้อยู่ เราเห็นคนที่มีความจำเป็นต้องใช้มาเราควรจะต้องออกจากลิฟต์ ให้คนที่มีความจำเป็นต้องใช้ได้ใช้ ผมพึ่งเจอเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้ ผมจะไปประชุมที่นึง เราวางแผนว่าถ้าเดินทางด้วยรถไฟฟ้ายังไงก็ทัน แต่เจอเหตุการณ์คนวิ่งเข้าไปในลิฟต์โดยที่ไม่สนใจเรา แล้วคนที่เข้าไปก็กดมือถือไม่ได้สนใจใคร เราต้องรอลิฟต์มาใหม่ พอเราได้ลงไปปรากฏว่ารถไฟไปแล้ว จากนั้นก็มีขบวนใหม่มาแต่ขบวนนั้นไม่ให้บริการ ปรากฏว่าไปสาย เรื่องแบบนี้ที่ทำให้เราเสียเวลา บางทีเกิดจากตัวระบบบ้าง ตัวคนบ้างที่ทำให้เราเสียเวลามากกว่าคนทั่วไป

ผมเคยชวนนักศึกษาจากม.รังสิตมาทำกิจกรรม อยากให้เขาเป็นคนพิการลองเดินทางด้วยรถไฟฟ้าดูบ้าง ทุกคนพูดเหมือนกันว่าถ้าเดินทางด้วยวิธีที่ไม่ใช่คนพิการเขาใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง แต่พอเขาลองมานั่งรถเข็นกลายเป็นสองชั่วโมงได้ยังไงไม่รู้ ซึ่งเขาก็ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง บางทีคนทั่วไปที่ผ่านมาเห็นว่ามีลิฟต์ก็คิดว่าสะดวก บางคนคิดว่าใช้ได้แต่ในความเป็นจริงมีลิฟต์แค่ข้างเดียว เขาไม่ใช่คนพิการที่ใช้ระบบนี้เป็นประจำเขาก็ไม่รู้ เขาก็นึกว่ามีลิฟต์อยู่แล้วก็ใช้ได้ แต่วันหนึ่งที่เขาลองมาใช้จริงแล้วพบว่าข้างที่อยากจะลงไม่มีลิฟต์ ทำให้เขาต้องข้ามถนนบางทีอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เสี่ยงข้าม หรือหาคนมาช่วย จุดนี้อาจจะเพิ่มมา 5 นาที 3 นาที 10 นาที บวกกันเข้าไปกลายเป็นเวลาที่เพิ่มขึ้น เรารู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นธรรมกับคนพิการเท่าไหร่

แล้วคนพิการคนอื่นเดินทางยังไง

ส่วนใหญ่คนพิการที่ไม่ได้ขับรถเองก็จำเป็นต้องใช้ขนส่งสาธารณะ คนพิการหลายประเภทไม่สามารถขับรถเองได้ เช่น คนตาบอด เขาเลยต้องมาพึ่งพาขนส่งสาธารณะเป็นหลัก ซึ่งช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมาที่รถไฟฟ้ายังไม่เยอะ เขาไปใช้รถแท็กซี่ก็เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ แต่พอมีรถไฟฟ้าก็สะดวกขึ้น 

ผมมีเพื่อนที่พิการรุนแรงใช้รถเข็นไฟฟ้า การที่เขาจะออกจากบ้าน เรียกแท็กซี่ ขึ้นรถไฟฟ้าก็เป็นความลำบากอีกแบบหนึ่ง ซึ่งยังไม่มีการเดินทางที่ตอบโจทย์เขา อย่างคนที่ใช้รถเข็นไฟฟ้าการที่จะขึ้นรถแท็กซี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นที่ต้องมียานพาหนะที่เขาใช้ได้ออกมาให้บริการซึ่งบ้านเรามีน้อย รถแท็กซี่กทม.ก็มีจำนวนจำกัดต้องโทรไปจอง ซึ่งวิธีการใช้งานค่อนข้างยุ่งยาก ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ไปได้แค่บางสถานที่จะไปที่ไกลๆ ก็ไม่ได้

เคยคิดจะไม่ไปไหน เพราะขนส่งสาธารณะบ้างไหม

จริงๆ ไม่เคยตัดสินใจที่จะไม่ไปด้วยเหตุนั้น แต่เราจะลดการเดินทาง ถ้าผมจะใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วๆ ไปไม่ได้แน่นอน ตอนที่ทำงานผมสังเกตุว่าพอเพื่อนเลิกงานเขาก็เดินเที่ยวห้าง แวะไปหาเพื่อนที่หมู่บ้านนี้ แวะซื้อของที่หมู่บ้านนี้ ไปออกกำลังกาย บางคนทำธุรกิจเสริมเดินทางไปหาลูกค้าตรงนี้ ถามว่าคนพิการจะทำอย่างนั้นได้มั้ย ก็ทำไม่ได้ ผมเคยลองทำแล้ววันนึงต้องจ่ายค่าแท็กซี่ไปพันกว่าบาท เลยทำให้เราพยายามที่จะจำกัดการเดินทางของเรา ปัญหาคือเราไม่ได้เติมเต็มชีวิตของเรา แทนที่จะไปหาเพื่อน ทำอาชีพเสริม ออกกำลังกายหลังเลิกงาน แทนที่เราจะได้ไปทำอย่างอื่นที่ทำให้เรามีโอกาสพบปะสังสรรค์ กิจกรรมพวกนี้หายไปจากชีวิตเรา ทำให้ชีวิตไม่มีสีสัน แต่ถ้าจะทำก็ต้องใช้เงินเยอะซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำถ้าต้องใช้เวลาหรือเงินขนาดนั้น

แน่นอนว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ แล้วคนพิการหลายคนไม่มีอาชีพ หรือถ้ามีอาชีพก็เป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่เยอะ รวมทั้งสภาพยานพาหนะสภาพเมือง หลายๆ รวมกันทำให้การที่คนพิการจะตัดสินใจเดินทางไปที่ไหนสักแห่งต้องใช้ความคิดเยอะ สุดท้ายเขาก็จะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเหลือแต่สิ่งที่จำเป็นเท่านั้น ผมจำได้ว่าตื่นเช้าไปทำงานกลับบ้าน แล้วก็อาจจะเข็นๆ อยู่แถวบ้านแถวตลาด แค่นั้น ไม่เคยได้ไปเหมือนที่คนอื่นเขาไป บางทีอยากไปหาเพื่อนก็ไม่ได้

อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นปัญหา

ผมเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ช่วงปี 46 มาอยู่อนุสาวรีย์ชัยฯ แน่นอนว่าตรงนั้นก็มีรถไฟฟ้าสายหนึ่งผ่าน ตอนนั้นเราจำได้ว่าได้แต่มองไม่สามารถขึ้นได้ เราก็เสียค่าใช้จ่ายกับแท๊กซี่ไปหมดแล้วรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมสำหรับเรา พอทำงานไปสักพักเราก็เห็นกลุ่มผู้นำพากันลงถนนประท้วงเราก็สนใจอยากไปด้วย ครั้งแรกผมก็ลางานไปร่วมม๊อบกับเขาเป็นส่วนหนึ่งกับเขา คือช่วงที่ประสบการณ์ยังไม่มากเราก็แค่อยากเรียนรู้ ก็ได้เห็นการต่อสู้ที่นานมาก เพราะตอนนั้นช่วงปี 46 จนมาได้ลิฟต์เมื่อปี 58 แต่จริงๆ มีก่อนหน้านั้นประมาณ 30 ปี ผมเข้ามาในช่วงประมาณ 20 ปี จำได้ว่าทั้งประท้วง เข้าไปพบ จัดประชุม ออกสื่อ ทั้งด่าทั้งชม ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เคยมีบางคนบอกว่า ‘คนพิการเป็นคนส่วนน้อยเอาไว้ที่หลังได้มั้ย คนทั่วไปเขามีปัญหาเยอะกว่า’ หรือบางทีนักการเมืองก็พูดให้เราฟัง ทัศนคติในช่วงนั้นก็จะเป็นแบบนี้

บางทีผมก็เกิดคถามว่า อย่างผมตอนอายุ 7 ขวบ ผมควรจะต้องเรียนหนังสือ ควรจะได้เข้า ป.1 ผมรอไปอีก 10 ปีแล้วค่อยเข้า ป.1 ได้มั้ย ก็ไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ในการที่เราจะทำความเข้าใจกับสังคม พอทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ก็พบว่า 10 ปีผ่านไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเราก็เริ่มเล่นแรงขึ้นมีการไปฟ้องศาลปกครอง จำได้ว่าตอนไปฟ้องเราพากันนั่งรถเมล์จากอนุสาวรีย์ไปศาลปกครอง อาจจะเป็นในเชิงสัญลักษณ์นิดนึง ผมก็รู้สึกสนุกดีที่ได้ทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ แต่จากวันนั้นก็ผ่านมาหลายปี ขึ้นศาลศาลก็พิพากษาว่าตอนที่เขาเซ็นสัญญาก่อนสร้างกฎหมายคนพิการยังไม่มีเราจะเอาผิดเขาไม่ได้ ก็ยืดระยะเวลาไปอีก แทนที่จะได้ตัดสินก็กลายเป็นต่อสู้กันใหม่ ก็เป็น 10 ปีอีกที่กว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องขอบคุณเขาที่สุดท้ายตัดสินใจเพิ่มลิฟต์ให้ ก็ทำให้การเดินทางของเราดีขึ้น

ผมคิดว่าผมเข้ามาในกรุงเทพฯ ในช่วงที่ค่อนข้างดี เพราะผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วงที่ลำบากสุดๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเปลี่ยนเป็นอีกแบบ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เช่น เรื่องค่าใช้จ่ายที่เมื่อก่อนผมใช้เป็นหลักหมื่นต่อเดือน ทุกวันนี้เหลือพันกว่าบาท ลดไป 80% - 90% หลังจากที่มีรถไฟฟ้า เรารู้สึกว่าควรจะมีมาตั้งนานแล้ว ผมเคยมีเพื่อนคนนึงที่มาทำงานในกรุงเทพฯ ถ้าเขามาทำตอนนี้เขาคงไม่ต้องลาออก เพราะตอนที่เขามาทำเขาอยู่สุขุมวิทไปกลับวันละ 500 บาท เพราะรถติด สุดท้ายเขาทำงานไม่ไหวต้องลาออกกลับไปอยู่ที่บ้าน ก็เสียโอกาสมากๆ

มีเรื่องอื่นในชีวิตอีกไหมที่รู้สึกว่าเสียโิอกาส

มีอยู่เรื่องนึงที่คาใจผมมาตั้งแต่เด็ก คือ เรื่องการศึกษาของตัวเองที่ผมรู้สึกว่าเสียไปโดยที่ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้ ตอนนั้นที่เข้าเรียนมัธยมผมจำได้ว่าสอบเข้าได้ที่ 1 ของอำเภอ ซึ่งผมควรจะมีอนาคตที่ดีใช่มั้ย? ผมชอบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เราอยากเป็นวิศวกร แต่พอเราได้เรียนไปสักพักเรารู้สึกว่าไม่ไหว ต้องตะเกียกตะกายขึ้นไปเรียนต้องคลานไป พอเป็นวัยรุ่นเราก็ไม่อยากทำแบบนั้นให้คนอื่นเห็น ก็กดดันตัวเอง สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะไม่ไปเรียนหนังสือ ทั้งที่สอบได้ที่ 1 และมีคนให้ทุน 

ก็เป็นโอกาสที่เสียไปเลย ปัจจุบันถ้าผมจะเรียกกลับคืนมาได้มั้ย ก็ไม่ได้แล้ว เกิดคำถามในใจว่า จริงๆ เราก็ทำประโดยชน์ให้สังคมได้นะ ถ้าวันนั้นเราได้เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกร เราอาจจะทำอะไรให้กับสังคมนี้ในบทบาทนั้นที่อาจจะทำให้บ้านเมืองมันดีขึ้นก็ได้ แต่เราเสียโอกาสนั้นไปเพียงเพราะว่าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เรา รู้สึกว่าติดอยู่ในใจตั้งแต่เด็ก

คนพิการคนอื่นก็เสียโอกาสตรงนี้เยอะ บางคนที่เรียนเก่งหรือคนที่มีความฝัน อยากทำอะไรหลายๆ อย่างเหมือนคนทั่วไปแต่ทำไม่ได้เพราะมีอุปสรรค อุปสรรคที่ผมพูดไม่ได้หมายถึงป่วย ไม่สบาย แต่เป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้าง เช่น ขึ้นไปเรียนไม่ได้ เดินทางไม่ได้ เป็นอุปสรรคที่ทำให้เราเสียโอกาสหลายๆ อย่าง ทุกวันนี้ผมก็ยังรู้สึกว่าไม่สามารถที่จะทำสิ่งที่อยากทำได้อย่างเต็มที่ มีโอกาสหลายๆ อย่างที่เราเสียไป เช่น อยากจะทำธุรกิจแต่เราทำไม่ได้เพราะต้องเดินทาง และเสียเวลาเราอีก ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มอีก

การมีขนส่งสาธารณะที่ดีจะเปลี่ยนชีวิตคนพิการได้ขนาดไหน

จะเปลี่ยนอย่างแน่นอน เพราะว่าโอกาสอยู่ข้างนอกไม่ได้อยู่ในบ้านเรา ถ้าเราออกไปข้างนอกไม่ได้เราก็จะไม่ได้เจอโอกาส ใครเขาจะเอาโอกาสมาให้เราที่บ้านล่ะ ถึงแม้ในปัจจุบันเราจะงานผ่านออนไลน์ได้แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ต้องออกมาพบปะพบเจอผู้คนสิ่งต่างๆ มากมายที่ไม่ได้มาหาเราผ่านเทคโนโลยี ก็ยังอยู่ข้างนอกอยู่ดี แน่นอนว่าจะเติมเต็มโอกาสในการทำสิ่งที่อยากทำ โอกาสที่จะมีสุขภาพที่ดีจากการออกกำลังกาย ได้มีความสุขกับชีวิต ได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อน ได้ทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ทำประโยชน์ให้กับสังคม แม้กระทั่งออกไปจับจ่ายใช้สอยเราก็จะสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนให้กับสังคมได้ แต่ถ้าออกไปไหนไม่ได้ก็จะถูกจำกัดไม่ให้ทำกิจกรรมเหล่านี้ อย่างน้อยการออกจากบ้านเราก็เสียเงินแล้ว เราได้อุดหนุนคนขายชากาแฟ ถ้าไม่ได้ออกไปก็ไม่ได้ใช้จ่ายอะไร

ทำไมถึงคิดว่ารัฐควรทำให้เข้าถึงได้

สุดท้ายแล้ว ก็เป็นหลักประกันของทุกคน สิ่งอำนวยความสะดวกไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับคนพิการอย่างเดียว แต่คนที่ต้องการจริงๆ ก็คือคนพิการ และก็ยังเป็นประโยชน์กับคนในภาพรวม วันหนึ่งทุกคนก็จะอายุมากขึ้น บางคนอาจจะตั้งท้องก็ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ ถ้าคุณเดินขึ้นบันไดแล้วสะดุดล้มขึ้นมา ก็สร้างความเสียหายให้กับชีวิตคุณได้ 

ผมเคนตั้งคำถามว่า คนที่เคยวิ่งขึ้นวิ่งลงรถไฟฟ้าเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ตอนนี้คุณยังทำได้อยู่มั้ย คุณอาจจะทำไม่ได้เพราะข้อเข่าเสื่อม จะเห็นว่าเมื่อเวลาผ่านไปบางอย่างที่เราเคยทำได้อาจจะทำไม่ได้แล้วก็ได้ เราก็ต้องการวิธีการเข้าถึงแบบใหม่การใช้งานแบบใหม่ ถ้าสังคมเราออกแบบมาให้ดีจะตอบโจทย์ความต้องการการใช้งานที่หลากหลาย เป็นหลักประกันให้ทุกคนว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนคุณยังคงทำสิ่งที่เคยทำได้เหมือนเดิมหรือได้เกือบเท่าเดิม

ทำไมสิ่งอำนวยความสะดวกที่รัฐทำถึงไม่ตอบโจทย์คนพิการ

หนึ่งคือขาดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ สองคือขาดการทดลอง อย่างเอสการ์ด (S-Guard เสากั้นบนทางเท้า) แน่นอนว่าเขาหวังดีที่อยากให้คนเดินเท้าปลอดภัยจากรถมอเตอร์ไซค์ แต่ไม่มีการทดลองใช้เพื่อดูว่าส่งผลกระทบอะไรบ้างก่อนที่จะเอามาติดตั้ง นอกจากจะบล็อกรถมอเตอร์ไซค์ รถเข็นก็พลอยโดนบล็อกไปด้วย

ผมเคยถามคนทั่วไปว่า ตอนเขาสร้างรถไฟฟ้าเคยไปดูมั้ยว่าบันไดใช้ได้หรือเปล่า เขาตอบว่าไม่เคย เขาไม่เคยต้องกังวลว่าบันไดใช้ได้มั้ย บันไดจะได้มาตรฐานมั้ย ก้าวขึ้นลงแล้วสะดวกมั้ย แต่คนพิการยังระแวงอยู่ว่าทางลาดได้มาตรฐานหรือเปล่า แคบไปมั้ย เอาไปไว้ข้างหลังแล้วหายากหรือเปล่า เอาไปซ่อนไว้ตรงหรือไหนหรือเปล่า การติดตั้งราวจับติดยังไงขวางทางที่จะใช้งานมั้ย เรายังต้องคอยดูคอยตามเรื่องพื้นฐานแบบนี้อยู่ มีความจำเป็นที่ผู้ใช้แบบพวกเราควรได้เข้าไปมีส่วนร่วม อย่างน้อยก็ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าที่ผ่านมาเจอปัญหาอะไร ไม่ใช่ว่าเอาเข้าไปตอนท้ายๆ แล้วก็ทำอะไรได้ไม่มาก ทำให้เป็นปัญหาที่ผ่านมาว่าทำแล้วใช้ไม่ได้

คิดว่าเมืองในฝันจะเป็นแบบไหน

ต้องเป็นเมืองที่ทุกคนช่วยกันออกแบบ ช่วงหลังๆ ผมได้มีโอกาสไปร่วมกับโปรเจ็คเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองรอบสถานีขนส่ง TOD (การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน Transit-Oriented Development:TOD) ค่อนข้างเยอะ เช่น รถไฟความเร็วสูงที่จะผ่านจังหวัดต่างๆ เขาจะวางแผนว่าตรงที่มีสถานีรถไฟเขาจะปรับปรุงยังไง ออกแบบเมืองใหม่ให้รองรับการเดินทางแบบนี้ได้ยังไง ซึ่งจะมีเรื่องของ Universal Design เข้าไปด้วย เราซึ่งเป็นคนพิการก็พยายาามเข้าไปมีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นว่าต้องเป็นแบบไหน ทำยังไง คำนึงถึงเรื่องอะไร 

ผมดีใจที่ตอนนี้มีโปรเจ็คพัฒนาเมืองเพิ่มขึ้นมาก เช่น ถนนรัชดาภิเษก รัตนโกสินทร์ ศรีราชาที่พัทยา บ้านฉางที่ขอนแก่น เขาก็เริ่มมีการพัฒนาแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งคนพิการจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอนจากการมีพื้นที่เมืองใหม่ๆ ที่คำนึงถึงการเข้าถึงของทุกคน อะไรที่ออกแบบใหม่ทำใหม่น่าจะดีกว่าเมืองในปัจจุบันของเรา ขออย่างเดียวคือเราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมเท่านั้นเอง

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสว่าง ศรีสมวีลแชร์พิการทางการเคลื่อนไหว
Categories: ThisAble

คุยกับคนพิการไปม็อบ ว่าด้วยเรื่อง “ถ้าการเมืองดี”

Mon, 2020-11-30 12:54

กระแสการชุมนุมของฝ่ายประชาธิปไตยที่เริ่มขึ้นจากกลุ่มนักศึกษาทำให้เกิดการขับเคลื่อนประเด็นแตกแยกย่อยออกไปในหลายประเด็น ทั้งประเด็นความหลากหลายทางเพศ แรงงาน การศึกษา ศิลปะ รวมถึงประเด็นคนพิการด้วยเช่นกัน แฮชแทกที่เกิดขึ้นอย่าง #ถ้าการเมืองดี ถูกเอามาใช้เล่าถึงปัญหาทางสังคมต่างๆ มากมาย Thisable.me จึงอยากชวนผู้อ่านทุกคนมาดูว่า หากการเมืองดีแล้ว คนพิการฝันเห็นอะไร

ถ้าการเมืองดี คนพิการจะได้ออกมาใช้ชีวิต: 

“ถ้าสภาพแวดล้อมสะดวกกว่านี้ คนพิการจะออกมาใช้ชีวิต ฟุทปาธหรือลิฟต์ที่มีในปัจจุบันไม่สามารถใช้ได้จริง เหมือนทำให้รู้ว่ามีก็เท่านั้น”

“เวลาที่เราเดินทางไปม๊อบต้องมีการต่อรถหลายสายเพราะลำพังเราเองก็ไม่ได้มีกำลังที่จะนั่งรถแท็กซี่ไปทุกครั้ง บางครั้งก็ต้องลงถนน สลับขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างถนนกับฟุทปาธที่ค่อนข้างสูงมาก เพื่อนผู้หญิงที่ไปด้วยก็ช่วยไม่ไหวจนคนแถวนั้นต้องเข้ามาช่วยยก เรามองว่าการใช้ชีวิตของคนพิการในกรุงเทพฯ เป็นอะไรที่ลำบากมาก ยิ่งถ้าไม่มีรถส่วนตัวก็อาจทำให้คนที่พิการไม่มากกลายเป็นคนพิการสุดๆ เพราะเขาไม่สามารถที่จะไปไหนได้

“เราไปร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากมีสลายการชุมนุมที่ถนนเกียกกาย วันสลายการชุมนุมเราเองก็โดนความรุนแรงและเกิดอุบัติเหตุด้วย ขนาดว่าไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่สะเก็ดแก๊สที่หลงเหลืออยู่ทำให้รู้เลยว่า พลังของมันแรงมากจริงๆ แสบตาจนน้ำตาไหล ตอนนั้นคิดถึงคนที่อยู่แถวหน้าว่าเขาจะได้รับผลกระทบขนาดไหน ในช่วงชุลมุนเราเองก็รีบปั่นวีลแชร์ เพื่อนๆ ในม๊อบก็มาช่วยกันเข็นและด้วยความชุลมุนก็เกิดอุบัติเหตุวีลแชร์สะดุดจนเราล้ม น็อตวีลแชร์หลุดหายไป 3 ตัว (หัวเราะ) แต่การล้มทำให้เห็นว่าทุกคนช่วยกัน ไม่มีใครทิ้งกัน หากใครมองว่าม็อบคณะราษฎรใช้กำลัง มีความรุนแรง เราจะขอเถียงเพราะตัวเองไปมาตลอดตั้งแต่ที่สนามหลวงจนถึงวันนี้ พวกเรามีแค่แว่นและน้องเป็ด คุณไม่เคยไปใช่ไหมถึงมองว่ารุนแรง เลยอยากชวนให้ลองมาสัมผัสเอง จะแฝงตัวมาก็ได้ จะใส่เสื้อสีอะไรมาก็ได้ อยากให้มาเห็นความประทับใจที่เราได้กลับมาตลอด ทุกคนคอยช่วยเหลือ ดูแลกันและกัน ไปด้วยอุดมการณ์เดียวกันที่อยากจะเปลี่ยนแปลง ถ้าคนไม่เดือดร้อนจริงๆ ก็คงไม่ออกกันมาเยอะขนาดนี้”

“ทุกวันนี้ไม่กังวลเลย ตั้งแต่วันที่ไปสนามหลวงแล้วเขาบอกว่าจะเข้าสลายการชุมนุมเพราะเกินเวลา เราก็ยังตัดสินใจไปร่วม ไม่ได้กลัวแต่คิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงทำให้มันดีขึ้น อยากเป็นส่วนหนึ่งของการบอกว่า ขนาดหนูพิการ หนูมีความลำบากทางด้านร่างกาย แต่หนูเลือกออกมาม็อบเพราะหนูทนกับความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่ไม่ได้ จนต้องยอมออกมาลำบากในม็อบทั้งที่ที่ม็อบไม่ได้สะดวกกับหนู นั่งนานๆ ขาก็บวม เข้าห้องน้ำก็ลำบาก หนูอยากแสดงให้เห็นว่าเรามาเพราะอยากให้ประเทศดีขึ้น ตอนนี้มีปัญหาหลายอย่าง ค่าครองชีพที่สูงมาก การเดินทางที่แย่ไม่ใช่แค่สำหรับคนพิการแต่คนที่ไม่พิการก็ต้องยืนรอรถเมล์นานมากทั้งที่เลิกงานแล้วก็ควรได้กลับบ้านพักผ่อน ชีวิตเขาไปไหนหมด กฎหมายอะไรที่ไม่ควรเอามาใช้ก็เอามาใช้ ทั้งทีมีคดีอีกมากที่ควรจะจับได้แต่ก็จับไม่ได้ นอกจากนี้เราก็ยังเห็นการปิดกั้นสื่อผ่านอำนาจของรัฐบาล ทั้งที่สื่อควรจะได้ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลที่รอบด้าน

“เรื่องการศึกษาก็เช่นกัน ทำไมคนกรุงเทพฯ กับคนต่างจังหวัดจึงได้รับคุณภาพการศึกษาที่ต่างกัน ทั้งที่ทุกคนเสียภาษีเท่ากัน ทำไมคุณภาพชีวิตเราถึงแย่กว่าชีวิตของคนกรุงเทพฯ ทำไมรัฐบาลมองไม่เห็นปัญหาตรงนี้ถึงออกแต่นโยบายที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างโครงการคนละครึ่ง หนำซ้ำไม่ใช่ทุกคนที่ได้ประโยชน์ เราเลยมองว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่รัฐบาลควรทำ แต่ควรแก้ปัญหาได้ดีและยั่งยืนกว่านี้”

“เราไม่เหนื่อยเลย ยิ่งเห็นคนโดนจับยิ่งอยากออกไป อยากให้มีม็อบทุกวัน อยากออกไปให้ตำรวจเห็นว่าแกนนำไม่ใช่แค่คนที่ถูกจับ แต่ทุกคนก็คือแกนนำ ไม่ว่าใครก็สามารถขึ้นไปพูดปัญหาที่ตัวเองเจอได้ ต่อให้ไม่มีแกนนำ ม็อบก็เดินต่อได้อย่างที่ห้าแยกลาดพร้าวเพราะทุกคนมาด้วยอุดมการณ์เดียวกัน สิ่งที่เสียดายคือเรายังไม่ค่อยเห็นคนพิการในม็อบสักเท่าไหร่ อาจเพราะอุปสรรคด้านการเดินทาง หรืออย่างเราเองก็จะต้องชวนเพื่อนไป หากเพื่อนไม่พร้อมก็ต้องไล่ชวนคนอื่น ค่าใช้จ่ายก็เป็นเรื่องใหญ่ เราเองเก็บเงินสำรองไว้เป็นค่าแท็กซี่และจ่ายแทนเพื่อนด้วยเพราะมองว่าถ้าเพื่อนไม่ได้ไปกับเรา เพื่อนอาจนั่งรถเมล์หรือเลือกการเดินทางที่ประหยัดกว่านี้ได้ เราไม่ได้มีคนใหญ่คนโตหนุนหลังอย่างที่เขาบอกกันเลยไม่ได้เดินทางฟรี ฉะนั้นทุกการไปม็อบคือค่าใช้จ่าย

“ความคิดต่างๆ ที่ถูกปลูกฝังมาเราคิดว่าจะต้องแก้ตั้งแต่ระบบการศึกษา ผู้ใหญ่ที่ดูถูกเด็กในวันนี้เขาก็ถูกสอนด้วยชุดความรู้แบบหนึ่งและอาจไม่ได้มีโอกาสหาความรู้ชุดอื่นๆ เพราะเทคโนโลยีในสมัยนั้นไม่ได้แพร่หลาย ฉะนั้นเมื่อปัจจุบันมีเทคโนโลยีแล้ว การเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ก็ควรต้องเปลี่ยนเพราะโลกข้างนอกไปไกลกว่าแบบเรียน คนตาสว่างกันแล้ว เลยอยากจะฝากถึงคนที่ไล่ให้เยาวชนไปเสียภาษีทั้งที่ทุกคนก็รู้กันว่าแค่ซื้อของในร้านสะดวกซื้อก็เสียภาษีแล้ว ให้มองเห็นคุณภาพชีวิตในอนาคต ไม่ใช่ว่าคุณอยู่ในพื้นฐานครอบครัวที่ดีอยู่แล้วจึงไม่มองคนรากหญ้า เราอยู่ประเทศเดียวกันก็ควรที่จะมองเห็นคุณภาพชีวิตของทุกคนเท่ากัน คนจน คนรากหญ้าก็มีฐานะเป็นประชาชนเจ้าของประเทศไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง เปิดใจสักนิด ใส่ใจคนข้างหลังสักหน่อยแล้วจะเข้าใจว่าตอนนี้เราออกมาเรียกร้องเพื่ออะไร”

ถ้าการเมืองดี ฟุทปาธจะดี: 

“ถ้าการเมืองดี การวางแผนผังเมืองก็จะดีด้วย ตัวเราเองมีปัญหากับเรื่องฟุทปาธมากเพราะใช้เดินทางทุกวัน เสาไฟฟ้า สะพานลอย ป้อมตำรวจ ฝาท่อและทางลาดที่ใช้ไม่ได้ ทำให้เราต้องลงไปเข็นวีลแชร์บนถนน ซึ่งอันตรายมาก ถ้าการเมืองดีเราคงไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้”

“หากการเมืองดีเมื่อรัฐทำอะไรสักอย่างเขาก็จะนึกถึงคนทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครต้องสามารถใช้ระบบขนส่งได้ เราจะมีงบประมาณในการปรับปรุงสิ่งที่มีปัญหา ถ้าคนที่มีอำนาจมากพอใส่ใจความเป็นอยู่ของประชาชนงบประมาณจะถูกเอามาใช้อย่างถูกต้องและทำให้คุณภาพชีวิตของคนในประเทศไม่ว่าจะพิการหรือไม่พิการดีขึ้น พอเราเห็นปัญหาเยอะแยะที่ไม่ถูกแก้ก็เกิดคำถามว่า คนที่มีอำนาจทำงานนั้นเก่งจริงหรือเปล่า มีความสามารถแค่ไหน

“เหตุผลที่ไปม็อบเพราะเราเห็นความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราเดินได้เราสามารถขึ้นรถเมล์ เดิน นั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปทำงานก็ได้ ราคาก็ถูกกว่า แต่เมื่อนั่งวีลแชร์เราไม่สามารถใช้ฟุทปาธได้ เราไม่สามารถเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะได้ หลายครั้งต้องนั่งแท็กซี่จนเสียค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตมากกว่าคนอื่น เราอยากให้การออกมาร่วมในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้ ออกไปเพื่อให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้ก็เจอปัญหา แม้ผู้มีอำนาจอาจมองไม่เห็นแต่อย่างน้อยคนทั่วไปก็จะได้รู้ว่า ปัญหาที่เราเจอนั้นแย่มาก ขนาดคนที่เดินทางลำบากยังต้องออกมาเรียกร้องเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“การโดนข้อหาไม่ควรเกิดขึ้นเพราะทุกคนมีสิทธิที่จะพูด การใช้กฎหมายที่ผ่านมาเพื่อทำให้คนรู้สึกกลัวนั้นไม่ได้ผลหรอก เราไม่เคยกังวลเรื่องนี้แต่ก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย เหมือนที่หลายๆ คนน่าจะเห็นผ่านสื่อว่า บางครั้งก็มีการปะทะกัน หากเป็นคนทั่วไปก็อาจจะสามารถเอาตัวรอดได้ง่ายกว่า แต่เมื่อเรานั่งวีลแชร์โอกาสที่จะเกิดอันตรายก็สูง โอกาสที่จะเอาตัวเองออกมาจากเหตุการณ์ยากก็มี แต่ถ้าถามว่าคุ้มที่จะเสี่ยงไหมเราก็คิดว่าคุ้ม ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ โดยไม่มีใครรู้ปัญหาและไม่รู้ว่ายังมีอีกหลายอย่างในประเทศนี้ที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง

“คนที่บอกว่าประเทศเราดีอยู่แล้วอาจเป็นเพราะเขามีความสุขสบายในชีวิต หากเปรียบเทียบสังคมคือบ้าน ขนาดบ้านคุณมีปัญหาพื้นพัง น้ำรั่ว อยู่ไม่สบายคุณยังต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เข้ากับคนในบ้าน สังคมก็เหมือนกัน หากคนที่อยู่มีปัญหา มีเรื่องไม่สบายก็ต้องได้รับการปรับปรุง ทำไมถึงบอกว่าบ้านเมืองของเราดีแล้วจนไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ผู้ชุมนุมออกมาเล่าปัญหาเยอะแยะ ซึ่งเห็นได้ง่ายมากโดยเฉพาะเดี๋ยวนี้มีสื่อโซเชียลเราก็ไม่ควรจะปิดรับสิ่งที่จะพัฒนาให้ประเทศเราดีขึ้น ถ้าวันหนึ่งเรามีโอกาสได้คุยกับคนที่มองว่าเด็กและเยาวชนที่ออกมาม็อบเป็นพวกหัวรุนแรงหรือจาบจ้วง เราก็จะเล่าให้เขาฟังว่า สิ่งที่เราออกมาเคลื่อนไหวนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เราไม่ได้พูดแบบปั้นน้ำเป็นตัวหรือต้องการสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความไม่สงบในประเทศ คุณควรพยายามทำความเข้าใจและหากไม่เข้าใจเราก็อยากชวนไปเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อย่างเช่นปัญหาของคนที่ใช้วีลแชร์ซึ่งเห็นได้ง่ายมาก”

ถ้าการเมืองดี นโยบายของรัฐก็จะดี: 

“คำว่าการเมืองดีของผมคือประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มองเห็นทุกคนคือมนุษย์เท่าเทียมกัน คนทุกคนไม่ว่าจะพิการ ไม่พิการก็ต้องได้รับสิทธิผ่านนโยบายที่คิดเพื่อทุกคน มีสวัสดิการที่เอื้อให้เขาสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี”

“ปัญหาที่เกิดขึ้นคือความเหลื่อมล้ำของนโยบายรัฐที่ทำให้คนถูกเลือกปฏิบัติ ได้รับการสงเคราะห์แทนที่จะมีรัฐสวัสการ เช่น สวัสดิการแห่งรัฐหรือแม้แต่เบี้ยคนพิการที่เพิ่มแบบไม่เท่ากัน สิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องคือเราควรจะมีรัฐสวัสดิการได้แล้วเพราะรัฐสวัสดิการนั้นตอบโจทย์กับคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่คนพิการหรือผู้สูงอายุ ความเหลื่อมล้ำทุกวันนี้เห็นได้จากทุกส่วน คนจนไม่มีเงินส่งลูกเรียน ในขณะที่คนรวยส่งลูกเรียนจบปริญญาได้สบายๆ แล้วจะบอกว่าทุกคนมีโอกาสเท่ากันได้ยังไง ถ้าหากทุกคนได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐานเท่ากัน ความเหลื่อมล้ำก็จะน้อยลงและค่อยๆ หายไปแปรผันตามโอกาสทางการศึกษา ตัวผมเป็นคนพิการรุนแรงที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียว ในแต่ละเดือนค่าใช้จ่ายสูงมาก ทั้งค่าห้อง ค่าผู้ช่วยคนพิการ ค่าแพมเพิส ค่าเดินทางไปทำงาน ค่ากินและค่าใช้จ่ายอื่น เมื่อเทียบกับคนอื่นที่เงินเดือนประมาณ 9,000 เท่ากัน เขาไม่ต้องมาเสียเหมือนผม ไม่ต้องมีค่าผู้ช่วยคนพิการ ไม่ต้องมีค่าแพมเพิสหรือค่าเดินทางที่สูงกว่า คุณเห็นความเหลื่อมล้ำไหม ผมจึงเข้าใจคนที่ต้องออกมามาขโมยของไปเป็นค่านมลูกเพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก สังคมมันเหลื่อมล้ำ สวัสดิการก็ไม่เอื้อให้คนได้อยู่แบบมีคุณค่า

“เงินเดือนจากบริษัท 9,300 บาท ได้มาแต่ละเดือนก็ต้องจ่ายค่าแพมเพิส ค่าเดินทางที่สูงกว่าคนทั่วไป ค่าผู้ช่วยคนพิการ แค่คนพิการรุนแรงจะเข้าห้องน้ำคุณก็ต้องเสียตังค์แล้วเป็นค่าผู้ช่วยต่อเดือนประมาณ 6,000 บาทหรือชั่วโมงละ 100 บาท คิดดูหากคุณเป็นคนพิการรุนแรงที่ใช้ผู้ช่วย 24 ชั่วโมง เดือนๆ หนึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายหมื่นกว่าบาท มันไม่พอกับเงินเดือนที่ได้มาหรอก ผมเคยคิดว่าถ้าวันหนึ่งถ้าทำงานไม่ไหวแล้วจะอยู่ยังไง ทุกวันนี้ที่อยู่ได้เพราะมีงานทำ แต่คนพิการอีกหลายคนต้องอาศัยครอบครัวในการดูแล มีพ่อแม่คอยอาบน้ำแต่งตัวให้ บางวันพ่อแม่ไม่ว่างก็ต้องปล่อยลูกนอนขี้เต็มกางเกง 5-6 ชั่วโมงถึงกลับบ้านมาจัดการ

“หากอนาคตประเทศไทยยังไม่มีรัฐสวัสดิการที่จะสามารถดูแลคนพิการได้ เราอาจต้องพูดถึงเรื่องการุณยฆาตเพราะผมก็ไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างไรหากทำงานไม่ได้เมื่อแก่ตัวไป เวลาคนพูดว่า คนพิการได้เบี้ยความพิการ 800 บาทแล้วจะมาเรียกร้องอะไรอีกผมก็ต้องบอกเลยว่า บริบทของคนพิการแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ใช่คนพิการทุกคนที่ลุกขึ้นมาทำงานได้ หลายคนพิการภายหลังที่นอกจากสูญเสียฟังก์ชันร่างกายแล้ว ยังเสียความเชื่อมั่นและคิดว่าตัวเองเป็นภาระที่ต้องให้คนอื่นเลี้ยงดู นอกจากนี้ถึงแม้เขาทำงานได้ ก็มีไม่กี่บริษัทที่รับคนพิการทำงานแล้วพร้อมที่จะปรับสิ่งอำนวยความสะดวก ผมว่าเวลาพูดแบบนี้ก็ต้องดูด้วยว่าโครงสร้างบ้านเราเป็นอย่างไร ทำไมคนพิการถึงออกมาทำงานไม่ได้

“ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่ว่ารวยจนหรือเกิดมาในครอบครัวไหนคุณก็คือมนุษย์ แต่ทำไมโครงสร้างสังคมจึงไม่เอื้อให้คนทุกคนอย่างเท่าเทียมจนเกิดความเหลื่อมล้ำ เราจึงมองว่าข้อเรียกร้องของนักศึกษา 3 ข้อที่มองว่าทุกคนเท่ากันนั้นเป็นไปได้จริง พลเมืองทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออกทางความคิดเห็นและเป็นสิทธิของผมเช่นกันที่จะร่วมชุมนุมได้ เราก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไงเราแต่เราผ่านความกลัวตรงนั้นมาหมดแล้ว”

ถ้าการเมืองดี คุณภาพชีวิตของทุกคนจะดี: 

“ผมอยากทำตามความฝันของตัวเองบ้าง แต่การจะทำแบบนั้นได้ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี สภาพแวดล้อมที่ดีที่ทำให้สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ และการเมืองก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้น”

“การเมืองเชื่อมโยงกับทุกมิติของชีวิต โดยเฉพาะประเด็นคนพิการไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักษาพยาบาล เรื่องกายอุปกรณ์เ เบี้ยยังชีพคนพิการ เรื่องแรกคือเรื่องที่สำคัญมากอย่างการศึกษา ในขณะที่เด็กคนอื่นในชุมชนที่ไม่ได้มีความพิการอาจจะสามารถเลือกเรียนใกล้บ้านได้ แต่เด็กพิการไม่สามารถที่จะเลือกเรียนใกล้บ้านได้เนื่องจากข้อจำกัดของสภาพแวดล้อม ห้องเรียน อาคารเรียน ไปจนถึงครูผู้สอนเองที่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความพิการ สองคือเรื่องการเดินทางหรือสภาพแวดล้อม แม้เราจะต่อสู้กันมาอย่างยาวนานไม่ว่าจะกี่รัฐบาลแล้วแต่ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงและยิ่งทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น ขณะที่ประชาชนคนอื่นมีทางเลือกในการเดินทางอย่างหลากหลาย แต่คนพิการเองไม่มีทางเลือกในการเดินทาง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผมออกมาร่วมชุมนุม นอกจากประเด็นเรื่องคนพิการที่เป็นอัตลักษณ์ของผมด้วยแล้ว ความคิดเห็นทางการเมืองที่ตรงกันกับม็อบนี้อย่างระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย เห็นคนเท่ากัน ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าต้องออกมา

“ม็อบไม่ได้น่ากลัว ไม่มีการใช้ความรุนแรง แต่มีความคิดสร้างสรรค์มาก ทั้งการแสดงศิลปะ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ การทำกิจกรรมที่ทำให้คนตระหนักรู้เรื่องของสิทธิ เสรีภาพ และความสำคัญของสวัสดิการทางสังคม ไม่ได้จ้องจะโจมตีหรือทำลายฝั่งตรงข้าม สำหรับผมการเดินทางไปม็อบไม่ได้สะดวกสบาย ถ้าใกล้สถานีรถไฟฟ้าก็จะเดินทางง่ายขึ้น แต่ถ้าม็อบไม่ใกล้รถไฟฟ้าก็ต้องนั่งแท็กซี่เข้าไป

“ผมคิดว่าประชาธิปไตยที่ดีต้องรับฟังเสียงของทั้งคนส่วนมากและส่วนน้อย แต่ปัจจุบันเราจะเห็นว่าตั้งแต่มีการรัฐประหารและคสช. เข้ามา ประชาชนก็ถูกจำกัดสิทธิหลายด้าน เกิดความไม่เป็นธรรมกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เราเห็นการใช้อำนาจโดยไม่สมควรและรู้สึกไม่พอใจต่อวิธีที่รัฐบาลใช้ จึงมองว่าถ้าไม่ออกมาเรียกร้องก็แสดงว่าเรายอมรับการอยู่ภายใต้อำนาจนี้ การสลายการชุมนุมที่ผ่านมาผมมองว่า ไม่สมเหตุสมผล รัฐใช้ความรุนแรงในการฉีดน้ำผสมสารเคมีที่ส่งผลต่อกลุ่มผู้ชุมนุมนมทั้งที่ไม่ได้มีความวุ่นวายหรือความรุนแรง เราไม่เห็นด้วยเพราะเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและมองว่าควรประณามการกระทำเหล่านี้

“ม็อบราษฏรเป็นม็อบแรกที่ผมไป จุดเปลี่ยนก็คือการได้ศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ช่วงปี 54 เป็นต้นมา เราค้นพบว่าภายใต้ปัญหาทางการเมืองต่างๆ ล้วนเชื่อมโยงกับอำนาจการปกครองแบบศักดินาที่กดทับผู้คน ถ้าเราไม่กล้าพูดในวันนี้แล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ทำไมคนไม่ตั้งคำถามเมื่อเห็นหนี้สินที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด รถเมล์ที่ใช้ตั้งแต่ผม 5 ขวบก็ยังเป็นคันเดิม คุณภาพแย่เหมือนเดิม ภาษีที่เราจ่ายหายไปไหนทำไมคุณภาพชีวิตของคนไม่ดีขึ้น คนควรรักชาติ รักประชาชนและมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็น ใครจะมองว่าม็อบเด็กรุนแรง จ้วบจ้าบอย่างไรเราก็ไม่ได้แคร์เพราะเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราแคร์อนาคตมากกว่า ครั้งหนึ่งที่ผมเคยแสดงละครใบ้ ทาหน้าขาวทำท่าคว้าพานรัฐธรรมนูญเพื่อเรียกร้องสิทธิทางการศึกษาของเด็กพิการ มีคนมาคอมเมนท์ว่า ‘อ้วนแบบนี้พิการจริงเหรอ?’ หรือ ‘แค่ให้คนพิการเรียนก็น่าจะพอใจได้แล้ว’ ผมคิดว่าความคิดแบบนี้แสดงให้เห็นเลยว่าระบบศักดินาที่ครอบอยู่กดทับประชาธิปไตยอย่างไร ถึงทำให้คนไม่เห็นความหลากหลายของคนในสังคมและตัดสินคนอื่นผ่านการแบ่งชนชั้นแบบนี้”

    Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชน
Categories: ThisAble

จากงานแนะแนวที่ไม่เห็นผล สู่ครั้งแรกที่เด็กพิการได้ค้นหาและรู้ว่าชอบอะไร

Mon, 2020-11-23 20:28

เมื่อ 21 ตุลาคม 2563 ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และบริษัท กล่องดินสอ จำกัดได้จัดงาน “เด็กพิการเรียนไหนดี ’64 ตอน ปั้นฝันเป็นตัว” ปีที่ 3 โดยจากเสียงสะท้อนสองครั้งที่ผ่านมาพบว่า การจัดงานดังกล่าวเป็นเพียงงานแนะแนว ที่มีบูธแนะนำสถานศึกษา แต่สุดท้ายเด็กพิการก็ไม่รู้จะเรียนอะไร ในครั้งนี้จึงจัดกระบวนการค้นหาตัวเองและแนวทางการเลือกคณะหรือสาขาที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในการเลือกสาขาที่ต้องการเรียน

สำรวจอาชีพที่ใช่ สาขาเรียนที่ชอบในโซน “ค้นหาตัวเอง”

ระหว่างงานศิลปะกับคอมพิวเตอร์ชอบอะไร?
ชอบทำงานศิลปะลงกระดาษหรือจอคอม?
ชอบวาดอะไร?
ชอบวาดเองหรือชอบสอนเพื่อนด้วย?
ระหว่างทำเองกับสอนเพื่อนแบบไหนมีความสุขมากกว่า?
ชอบทำงานแบบคิดเองหรือทำตามคำสั่ง?

เสียงถามคำถามจากกระบวนกรแต่ละโต๊ะดังต่อเนื่อง คำถามเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ความถนัดและความชอบของเด็กพิการแต่ละคน เพื่อแนะแนวสาขาที่เหมาะสมในการเรียนต่อ

สิ่งแรกที่เด็กพิการทุกคนต้องทำเมื่อเข้าไปในโซนค้นหาตัวเองคือ การทำแบบทดสอบเพื่อประเมินตัวเองว่ามีความถนัด ชอบหรือให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งความถนัดคือ สิ่งทำได้ดี แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ชอบทำก็ได้ ส่วนสิ่งที่สนใจคือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ทำได้ดี โดยให้คะแนนเป็นดาวตั้งแต่ 1 ดวง คือถนัดหรือชอบน้อย ไปจนถึงดาว 5 ดวง คือถนัดมากหรือชอบมาก

ตัวอย่างคำถามประเมิน เช่น ถนัดงานที่ต้องลงมือทำ เช่น งานสร้างหรือซ่อมของ งานที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ เครื่องจักร ทำอาหาร ฯลฯ ถนัดงานที่คนอื่นวางแผนมาแล้ว งานรับคำสั่ง หรืองานที่ทำตามแบบแผน เช่น งานธุรการ บัญชี ประสานงาน ฯลฯ บางคนถนัดงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ถนัดงานที่ต้องขายสินค้า ชอบศิลปะวัฒนธรรม ชอบสัตว์เลี้ยง ชอบหรือสนใจการถ่ายภาพหรือวิดีโอ เป็นต้น

จากนั้นกระบวนกรจะถามคำถามเพิ่มเติมกับเด็กเพื่อวิเคราะห์ว่าเด็กแต่ละคนเหมาะที่จะเรียนสาขาวิชาใด โดยมีคู่มือประกอบการวิเคราะห์และใช้ประสบการณ์ส่วนตัวของครูที่ดูแลเด็กแต่ละคนมาประกอบ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนจะมีผู้ช่วยให้ข้อมูล แต่สุดท้ายการตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเอง

ตัวอย่างการวิเคราะห์ของกลุ่มเด็กพิการทางสายตา

คนพิการทางการมองเห็น

คำถาม

คำตอบ

ถนัดร้อยลูกปัดหรืองานหัตถกรรม

ค่อนข้างชอบ

ชอบงานขายของ?

ที่บ้านขายของเลยซึมซับมา

ชอบงานช่วยเหลือผู้อื่น?

ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

การท่องเที่ยว

ชอบไปเที่ยว

อยากทำงานด้านการท่องเที่ยวไหม

ติดปัญหาด้านภาษา และเราเข้าไม่ถึงการเรียน แต่พยายามเรียนรู้

ชอบธรรมชาติ ?

อยู่กับธรรมชาติแล้วเป็นตัวเองมากที่สุด

ชอบอ่านหนังสือ?

อ่านเกี่ยวกับจิตวิทยา ไลฟ์โค้ช

สามารถเป็นไลฟ์โค้ชโดยตรงได้

ผู้พิการทางสายตาสามารถเรียนได้หรือ?

ถึงแม้เราสังเกตท่าทางของคนอื่นไม่ได้ แต่เราสามารถฟังได้ อย่าเพิ่งตัดสิ่งที่เราชอบทำออกไป

ไม่เคยตัดใจจากสิ่งที่ชอบ

 

แสดงว่าสนใจด้านจิตวิทยา?

 

จากการวิเคราะห์คำตอบ กระบวนกรแนะนำให้เรียนคณะจิตวิทยา การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์, ครุศาสตร์ เอกการเรียนรู้, มาร์เก็ตติ้ง บริหารธุรกิจ, และความสนใจเรื่องป่าเขาธรรมชาติ อาจจะเลือกคณะวนศาตร์

คนพิการทางการเคลื่อนไหว

คำถาม

คำตอบ

ถนัดทำงานที่คนอื่นวางแผนมาแล้ว?

ใช่

ถนัดงานคอมฯ ด้านไหนระหว่างโปรแกรมหรือซ่อมคอมฯ

โปรแกรม

ถนัดโปรแกรมอะไร

พาวเวอร์พอยท์

ชอบเลี้ยงสัตว์

แมว สุนัข ยกเว้นปลา

ชอบกินอาหาร และชอบทำอาหารไหม

ชอบกินมากกว่าชอบทำ ทำอาหารได้บางอย่าง

ชอบออกแบบตกแต่งภายในไหม ถ้าให้ออกแบบผลิตภัณฑ์หรือห้องชอบไหม

ชอบมากกว่าโปรแกรมคอม

 

ถ้าให้ทำกราฟิกแอนิเมชั่นชอบไหม ทำได้หรือไม่ได้ไม่เป็นไร

 อยากทำ

จากการวิเคราะห์ กระบวนกรแนะนำให้ลองหาข้อมูลคณะที่เกี่ยวกับการออกแบบภายใน ออกแบบแอพพลิเคชั่น ออกแบบอาคารบ้าน อาชีพ สถาปนิก

กระบวนกรถามและวิเคราะห์ความชอบ จนได้คณะที่เด็กพิการอยากเรียน

กอใจ อุ่ยวัฒนพงศ์ กระบวนกรผู้ทำหน้าที่แนะแนวเล่าว่า เธอค่อยๆ ถามตั้งคำถามกับน้องๆ โดยริเริ่มจากความชอบ จากนั้นขุดลึกลงมาว่าสิ่งที่ชอบทำนั้นคือชอบทำเองหรือชอบสอนคนอื่นให้ทำ หรือมีความถนัดหรือความสนใจอะไรที่ชัดเจน เช่น ศิลปะ โดยถามย่อยให้ละเอียดลงไปแคบที่สุดแบบมีข้อมูลมารองรับ แม้เธอจะสามารถแนะนำได้ประมาณหนึ่ง แต่อีกส่วนก็ต้องขึ้นกับสิ่งที่เขาชอบ

อย่างไรก็ดี เธอเล่าว่าการเรียนต่อของน้องหูหนวก อาจต้องใช้คนที่มีประสบการณ์เฉพาะทางเข้าช่วย เช่น ล่ามภาษามือหรือคนใกล้ชิดของคนหูหนวก และมีเราป้อนคำถามไปเรื่อยๆ

ครั้งแรกของเด็กพิการได้ค้นหาตนเองและรู้ว่าจะเรียนอะไร

วิภาวดี แอมสูงเนิน ผู้จัดงานเล่าว่า โครงการปั้นฝันเป็นตัวนำเครื่องมือจากไทยและต่างประเทศมาอัพเดทและออกแบบให้ง่ายที่สุดสำหรับเด็ก กระบวนการคือให้มีกระบวนกรชวนคุย ช่วยถามคำถามเรื่องความถนัด ความชอบ จากนั้นกระบวนกรจะเอาความถนัดและความชอบนั้นมาวิเคราะห์และแนะนำสาขาที่เรียน จากนั้นน้องต้องเอาไปทบทวนด้วยตัวเองอีกครั้งว่าชอบจริงหรือเปล่า เป็นไปได้หรือไม่ หรือมีสาขาอื่นที่ใกล้เคียงสิ่งที่อยากเรียน โดยสามารถหาข้อมูลได้จากบูธของมหาวิทยาลัยที่มาร่วมในงาน

เด็กพิการได้เลือกเองตามความชอบและความสนใจ

วิภาวดีระบุว่า เธอเองไม่เคยเห็นงานแนะแนวการศึกษาที่มีพื้นที่ให้ค้นหาตัวเองมาก่อน งานแนะแนวการศึกษาที่ผ่านมาเน้นให้เด็กเดินดูบูธต่างๆ พอจัดกระบวนการค้นหาตัวเองก็ทำให้เด็กพิการ พ่อแม่ผู้ปกครองและครูได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น เธอเล่าว่า มีน้องเด็กพิการสงสัยว่าสามารถเรียนคณะนี้ได้ด้วยเหรอหรือมีอาชีพนี้ด้วยเหรอ น้องตื่นเต้นและตาวาว นอกจากนี้เสียงสะท้อนจากครูก็บอกว่า งานนี้ดีกว่าครูคุยกับนักเรียนเองเพราะบางครั้งครูก็ตีกรอบให้นักเรียนและไม่ได้มีข้อมูลเยอะ พ่อแม่เองก็ยัดความชอบให้เด็ก แต่งานวันนี้ทำให้เด็กได้เลือกเอง ได้เจอคู่พ่อแม่ลูกที่กล้าต่อรองกันเรื่องการเรียนหลังจากที่แม่บอกให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านและคณะที่ไม่ต้องขยับตัวมากนัก

นอกจากโซนค้นหาตนเองแล้วยังมีโซนแนะนำการทำพอร์ตโฟลิโอให้เหมาะกับคณะที่เลือก วิทยากรแนะนำโปรแกรม canva ที่สามารถทำพอร์ทได้ง่ายและสะดวกแค่เพียงใส่รูปลงในโปรแกรม นอกจากนี้การทำพอร์ตควรต้องสั้น กระชับ มีพลัง ใส่รูปพร้อมคำบรรยายที่เกี่ยวข้องกับคณะที่เราเลือก หากเป็นนักเรียนตาบอด ก็จะมีครูคอยช่วยทำพอร์ทโฟลิโอให้

อีกโซนที่น่าสนใจคือโซนแนะนำการสัมภาษณ์ ที่แนะนำข้อมูลจากมหาลัยต่างๆ เช่น เรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก และตัวอย่างคำถามจากมหาวิทยาลัยมาให้น้องๆ ลองตอบ เช่น เราต้องการความช่วยเหลืออะไรในการเรียนบ้าง อุปกรณ์ที่จำเป็นคืออะไรบ้าง อะไรที่เป็นอุปสรรคในการเรียนบ้าง กลัวอะไรที่สุดในการเรียนและมีวิธีการการแก้ปัญหาอย่างไร เป็นต้น

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนการศึกษาคนพิการเด็กพิการเรียนไหนดี
Categories: ThisAble

เป็นคนพิการมันเสียเวลา

Thu, 2020-11-19 18:41

"เรามักไม่ค่อยพูดถึงมิติด้านเวลาซึ่งมันมีความสำคัญมาก สำหรับทุกคน คนพิการเวลาของเขาก็มีค่า"

ใครเล่าอดช้อปปิ้ง ออกกำลังกาย เดินตลาดนัด ดูคอนเสิร์ต เมื่อการเดินทางเป็นอุปสรรคคนพิการไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างคนอื่น เดินทางก็ใช้เวลานานกว่าคนอื่น ใครเล่าจะรู้ว่าเรา(คนพิการ)เสียเวลามากขนาดไหน

รถติดๆ แบบนี้ คุยกับสว่าง ศรีสม ขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ - Transportation For All ถึงเรื่องการเดินทางที่เสียเวลาของคนพิการ เสียเงินเสียทองที่มากขึ้น รวมถึงโอกาสชีวิตที่เสียไป จากการเข้าไม่ถึงขนส่งสาธารณะ

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสว่าง ศรีสมภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้
Categories: ThisAble

บาดแผลของดอกไม้ : เรื่องเล่าเมื่อหญิงพิการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

Thu, 2020-11-12 17:27

วันนี้ (12 พ.ย.) มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนา “ตีแผ่ความจริง เมื่อคนพิการถูกล่วงละเมิดทางเพศ” และเปิดตัวหนังสือ “บาดแผลของดอกไม้” โดยอรสม สุทธิสาคร ซึ่งสะท้อนปัญหาของคนพิการที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยมุ่งหวังให้เกิดความสนใจและตระหนักในปัญหา นำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหานี้ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ในวงเสวนา “ตีแผ่ความจริง เมื่อคนพิการถูกล่วงละเมิดทางเพศ” มีผู้ร่วมเสวนาทั้งหมด 5 คนได้แก่วิจิตรา รชตะนันทิกุล รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, เสาวลักษณ์ ทองก๊วย นักสิทธิคนพิการ สำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก, อรสม สุทธิสาคร ศิลปินศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2552, จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และเอ (นามสมมุติ) คุณพ่อนักสู้ ทวงคืนความยุติธรรมให้ลูก โดยมีจิตติมา ภาณุเตชะ นักวิชาการอิสระเป็นผู้ดำเนินรายการ

อรสมกล่าวเป็นคนแรกว่า หนังสือเล่มนี้เป็นงานที่หนักหน่วงที่สุดในการทำงานตลอด 33 ปีที่ผ่านมา แม้คนรู้จักเธอในฐานะนักเขียนสารคดีสายดาร์ค เต็มไปด้วยปัญหาสังคม แต่เธอก็ไม่เคยเขียนเรื่องปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงพิการมาก่อนทั้งที่เรื่องนี้เป็นความสนใจส่วนตัวที่อยากทำมากว่าสิบปี แม้จะรู้อยู่แล้วว่างานนี้เป็นงานที่หนักแน่ๆ เพราะลำพังผู้หญิงธรรมดาเมื่อตกอยู่ในความไม่เป็นธรรมก็แย่แล้ว ผู้หญิงพิการก็ยิ่งหนักหนาสาหัสกว่า

เธอเล่าว่า พอได้ลงพื้นที่จริงพบว่าปัญหาการถูกละเมิดเป็นแค่ประตูบานแรกเพราะหลังจากนี้ยังมีความยากลำบากที่ต้องฝ่าฝันตลอดชีวิต คนพิการผู้ถูกกระทำมีความเปราะบางของสภาพร่างกายอยู่แล้ว แต่ครอบครัวของพวกเขาด้วยเช่นกันที่ต้องแบกรับ หลายกรณีเมื่อถูกล่วงละเมิดแล้วก็ตั้งครรภ์ เด็กบางคนเกิดมาปกติ บางคนก็พิการเป็นภาระของพ่อแม่ที่แก่เฒ่าโดยมีกลไกของรัฐช่วยได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ความพิการทำให้เกิดข้อจำกัดด้านคดีความ พ่อแม่เองก็ทำงานไม่ได้เพราะต้องเฝ้าลูกและยังชีพด้วยเบี้ยคนพิการและเบี้ยคนชรา บางรายก็ถูกส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์ของรัฐ บางคนต้องถูกทำหมัน แม้พ่อแม่หลายคนคิดถึงลูกแต่ก็ไม่สามารถอยู่กันได้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ครอบครัวคนพิการต้องแบกรับทั้งสิ้น มากไปกว่านั้น ในระดับชุมชนก็มีปัญหา เช่น กรณีของผู้หญิงชนเผ่าที่ถูกล่วงละเมิดจนตั้งครรภ์ จนทั้งครอบครัวต้องออกมาอยู่พื้นที่ราบ เพราะชุมชนรังเกียจ หรือครั้งการล่วงละเมิดคนพิการก็ส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัว เช่น กรณีของยายอายุ 84 ปีที่โดนคนข้างบ้านล่วงละเมิดทางเพศ หลังจากนั้นยายก็จากไปเพราะติดเชื้อในกระแสเลือด ลูกของยายยังคงมีบาดแผลในทุกครั้งที่พูดถึงแม่ เธอร้องให้และไม่อยากให้เป็นคดีเพราะจะต้องมีการสอบสวน ถามคำถามซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตอกย้ำบาดแผลนั้น

อรสมกล่าวว่า เธอเขียนหนังสือเล่มนี้เพราะไม่อยากให้หยุดแค่คำว่าสงสารจังเหมือนที่คนไทยชอบพูด เพราะหากจบที่การสงสาร ผู้กระทำผิดก็อาจทำซ้ำเป็นคลื่นอย่างไม่จบสิ้น สารคดีนี้เป็นสะพานที่บอกว่าจะไม่ปล่อยให้คนพิการทุกข์เพียงลำพัง อยากให้แปรความทุกข์เป็นพลัง แปรความมืดเป็นแสงสว่าง หยุดสงสารเปลี่ยนเป็นร่วมรับรู้ เป็นเพื่อนและร่วมกันหาทางออก คนพิการต้องไม่ยอมจำนนกับชะตากรรมและจะเป็นไปได้มั้ยที่ อบต. พม. หรือ รพสต.จะร่วมมือกันตั้งเดย์แคร์ที่ดำเนินการโดยชุมชน สำหรับดูแลคนพิการเพื่อพ่อแม่จะได้ไปทำมาหากิน เชื่อว่าอย่างน้อยนี่จะเป็นทางออกที่เป็นไปได้เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดซ้ำ

เสาวลักษณ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราอาจได้ยินคำพูดที่ว่า กลัวเด็กจะท้องมากกว่าคำถามที่ว่าทำอย่างไรไม่ให้ถูกข่มขืน เพราะหากเรามองแค่เรื่องการทำหมันแล้วจะพบว่าป้องกันแค่การตั้งครรภ์ เราจึงต้องหาวิธีการทำให้ไม่เกิดการท้องและการติดโรคด้วย สิ่งสำคัญคือต้องมองให้รอบด้าน Right to health นั้นรวมถึงสิทธิอื่นๆ ทั้งเรื่องการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ ฯลฯ และสิทธิสุขภาพเป็นแค่หน่วยเล็กๆ ที่จะทำให้สุขภาพกลับสู่ภาวะปกติ แม้บางคนอาจมีสุขภาพไม่ปกติ แต่เราก็ต้องอยู่กับสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมก็มีความจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจ ถ้าปราศจากมิติด้านนี้คนก็ไม่มีทางที่จะมีสุขภาพดี

เสาวลักษณ์ได้เน้นให้คนตั้งคำถามเชิงรุก กลับไปสนใจที่มาและมองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นประตูทำให้คนได้รับรู้ว่าผู้หญิงพิการมีมิติอะไรบ้าง หลายครั้งเมื่อมีการล่วงละเมิดทางเพศ ผู้กระทำมักอ้างว่า หนึ่ง ผู้หญิงพิการนั้นยินยอมและตัวเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะล่วงละเมิด กรณีเช่นนี้มักเกิดกับเด็กพิการทางสติปัญญา แท้จริงแล้ว แม้หากคนพิการจะยินยอมก็ไม่ได้แปลว่าคุณต้องกระทำ สอง ผู้กระทำมองว่าคนพิการเป็นวัตถุทางเพศ ในเคสยายนอนติดเตียงถูกล่วงละเมิดโดยเด็กวัยรุ่นที่มีอารมณ์ทางเพศ เขามองคนแก่เป็นวัตถุทางเพศจึงเกิดการกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉะนั้นเราจึงต้องตั้งคำถามถึงที่มา ลึกถึงระดับโครงสร้างที่ถูกถ่ายทอดจากอคติของสังคมด้วย

นอกจากนี้เธอเสริมว่า กระบวนการยุติธรรมจำเป็นมากเพราะเป็นกลไกตามกฏหมายในการพิทักษ์สิทธิ จากประสบการณ์ทำงานพบว่า ถ้าเคสไหนเข้าสู่กระบวนทางกฏหมาย การล่วงละเมิดที่เกิดในชุมชนนั้นจะหยุด เธอได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวว่า เคยเป็นผู้ถูกกระทำโดยการลวนลาม ชวนเข้าห้อง ถูกลูบไล้ รวมทั้งก่อนที่จะมีความพิการก็มองเห็นการละเมิดสิทธิและพบว่าเมื่อมีความพิการการละเมิดก็ยังดำรงอยู่ เรื่องนี้จึงอาจนับได้ว่าเป็นปัญหาที่เกิดกับทุกคน รวมทั้งผู้ชายด้วย หลายครอบครัวเมื่อเกิดเรื่องก็เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ไม่ได้แจ้งความ จึงหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประตูแรกที่ทำให้เห็นว่า มีความรุนแรงต่อผู้หญิงพิการอยู่จริง ส่วนใหญ่เกิดจากคนในบ้าน เพื่อนของคนในบ้าน เพื่อนบ้านและเป็นคนแปลกหน้าน้อยมาก เราควรตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรไม่ให้เด็กและผู้หญิงพิการไม่ถูกข่มขืน

เอ (นามสมมติ) กล่าวว่า ลูกของเขาโดนล่วงละเมิดทางเพศและไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใคร ไปแจ้งความก็ไม่คืบหน้าหลังผ่านมาเป็นปี จนติดต่อมาที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล จึงได้ดำเนินการทางกฏหมาย ระหว่างทางคู่กรณีก็ติดต่อมาไกล่เกลี่ย แต่เขาก็ไม่ยอมเพราะไม่อยากให้ปลอยไปกลัวว่าจะเกิดกรณีนี้ซ้ำอีก จึงอยากให้เรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้กับครอบครัวอื่นๆ และอยากฝากให้คนในสังคมช่วยกันดูแล เป็นหูเป็นตาเมื่อเห็นคนพิการด้วย

จะเด็จกล่าวว่า มูลนิธิเก็บสถิติความรุนแรงต่อผู้หญิงทุกปีและเริ่มเห็นสถานการณ์คนพิการที่น่าเป็นห่วง กระบวนการยุติธรรมมีปัญหาค่อนข้างมาก  คดีคืบหน้ายาก จนหลายครั้งต้องออกสื่อให้เป็นกระแส หนังสือเล่มนี้เป็นตัวสะท้อนว่าทำไมเสียงคนพิการจึงมีน้อย ทั้งปัจจัยของความเป็นผู้หญิง ความเป็นคนพิการ เห็นกลไกในการบอกว่า ไม่ให้ผู้หญิงออกมาร้องเรียน เช่น ข่มขู่ จนทำให้มีคนพิการจำนวนมากถูกกระทำแต่สังคมอาจจะไม่รับรู้

วิจิตรากล่าวว่า ปัจจุบัน พม.เปลี่ยนบทบาทเป็นพลังของสังคม ที่จะแก้ไขให้ดอกไม้ดอกนี้มีชีวิตชีวา มีเป้าหมายในการสร้างคุณภาพชีวิต เรารอให้กระบวนการยุติธรรมเกิดไม่ได้ แต่ต้องมีการป้องกันเฝ้าระวัง ในมิติแรกคือเรื่องกฏหมาย พม.ดูแลกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนเกือบ 50 ฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.คนพิการที่มุ่งเน้นในเรื่องสิทธิคนพิการ สองคือเรื่องกลไกเรื่องการให้บริการ พม.มีสถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ มีบ้านพักเด็กและครอบครัว และศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง สามคือเรื่องครอบครัว ชุมชนและท้องถิ่นที่ต้องแข็งแรง ทำอย่างไรให้หน่วยเล็กๆ เข้มแข็ง นอกจากนี้ยังมีโครงการ ‘บวร’ หรือ บ้าน วัด โรงเรียน ที่สามารถจัดงบเพื่อให้สถานที่เหล่านี้ให้ความช่วยเหลือคนพิการได้ โดยหากคนพิการมีเรื่องราวร้องเรียน ปัญหาการละเมิดสิทธิสามารถโทรไปที่สายด่วนคนพิการเบอร์ 1479 ได้ทันที

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสุขภาพผู้หญิงข่มขืนคนพิการ
Categories: ThisAble

“ภาคี 3 ประสาน” ร่วมมือลดโรคซึมเศร้า-เพิ่มทางเลือกการรักษา

Thu, 2020-11-12 14:14

‘โรคซึมเศร้า’ เป็นโรคที่มีมานานแต่ถูกพูดถึงบ่อยในช่วงสองสามปีมานี้ บางคนอาจจะรู้จักโรคนี้จากคนใกล้ตัว และบางคนอาจจะรู้จักจากนักร้อง นักแสดงที่ออกมาเปิดเผยว่าตนเป็นโรคซึมเศร้า หลายคนอาจรู้จักโรคนี้เมื่อคนที่มีชื่อเสียงเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ทุกองค์ประกอบทำให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความร้ายแรงของโรคทางจิตเวชชนิดนี้ และทำให้หลายคนหันมาดูแลสุขภาพจิต กล้าที่จะพบจิตแพทย์และลบความคิดเดิมๆ ที่ว่า พบจิตแพทย์ = บ้า ทิ้งไป

ในวันที่ 1 - 7 พฤศจิกายนของทุกปีตรงกับสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ปีนี้กรมสุขภาพจิตได้จัดกิจกรรมตลอดทั้ง 7 วัน ภาพใต้ธีม ‘Working Together สุขภาพจิตไทย ก้าวไปพร้อมกัน’ และในวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการจัดงานเสวนาเรื่อง ‘ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคซึมเศร้าสำหรับประชาชน’ ที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ซึ่งภาคีเครือข่ายหรือที่เรียกว่า ‘ภาคีเครือข่าย 3 ประสาน’ ประกอบไปด้วย กรมสุขภาพจิต สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

 

โรคซึมเศร้า เป็นได้ รักษาได้

“ทุกคนเคยเศร้า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ในทางการแพทย์จะดูว่าถ้าความเศร้าส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น จากเดิมที่เรียนหรือทำงานงานได้ แต่ความเศร้าทำให้เราไม่สามารถเรียนหรือทำงานได้ตามปกติ ส่งผลต่อความสัมพันธ์ ความสามารถในการดูและตัวเองลดลง ให้สงสัยเลยว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า

“คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าโรคซึมเศร้าเกิดจากความอ่อนแอทางจิตใจ แต่ทางการแพทย์แล้วเราเชื่อว่าอารมณ์ซึมเศร้าที่มากกว่าปกติเกิดจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติ ซึ่งสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้” รศ.นพ.พิชัย อิฏฐสกุล ตัวแทนจากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดโรคซึมเศร้า 

นพ.บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์ ตัวแทนจากราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เสริมว่า ซึมเศร้ามีสองแบบคือ ภาวะกับตัวโรค ภาวะซึมเศร้าทางจิตเวชเกิดจากการปรับตัวซึ่งทำให้เกิดอารมณ์เศร้า แต่อาการทางอารมณ์และพฤติกรรมจะไม่รุนแรงมาก พอดีขึ้นอาจจะกลับไปเป็นปกติได้เอง ทำให้บางคนคิดว่าโรคซึมเศร้าสามารถรักษาหายได้

แต่ถ้าเป็นภาวะซึมเศร้านานเกิน 2 อาทิตย์ อาจจะอยู่ในส่วนของโรคซึมเศร้า ถ้าถามว่าหายเองได้มั้ย บางคนอาจจะหายได้ถ้าเป็นโรคซึมเศร้าไม่มาก และสามารถจัดการตัวเองได้ แต่ขอแนะนำว่าควรให้จิตแพทย์ช่วยดูแล เพราะเราไม่รู้หรอกว่าโรคซึมเศร้าที่เราเป็นมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน กระบวนการรักษาจึงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคทั้งการทานยา และการทำจิตบำบัด 

“เราได้สร้างความตระหนักรู้ว่าโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาได้ และยาก็ไม่แพง เรามีระบบการเฝ้าระวังเกิดขึ้นทั่วประเทศ ตั้งแต่ระบบคัดกรอง การคีย์ข้อมูลเข้าไปในฐานข้อมูล มีการเพิ่มศักยภาพของบุคลากร แพทย์และพยาบาลที่จบใหม่ทุกปีจะได้รับการอบรมเรื่องโรคซึมเศร้า ซึ่งนับว่าเป็นความเข้มแข็งอย่างหนึ่งของระบบการบริหารจัดการโรคซึมเศร้า เมื่อแพทย์มีความรู้ที่ทันสมัยขึ้น ก็นำไปสู่การรักษาที่มากขึ้น และเราได้ร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ เช่น อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข) รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือสถานีอนามัย) เราพยายามดึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยมาร่วมมือกัน” นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงการทำงานของกรมสุขภาพจิตด้านการรักษาและให้บริการโรคซึมเศร้า

 

บทบาทที่แตกต่างของ ภาคี 3 ประสาน

ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นผู้กำกับมาตรฐานวิชาชีพของจิตแพทย์ในประเทศไทย ดูแลตั้งแต่การเรียน การสอน การสอบ ไปจนถึงการจัดกิจกรรมวิชาการสำหรับจิตแพทย์ และเน้นการให้แนวทางในการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าให้กับแพทย์ประจำบ้านหรือจิตแพทย์ ยิ่งโดยเฉพาะช่วงนี้ที่มีการระบาดของโควิด-19 ราชวิทยาลัยจึงมีโจทย์ว่า จะต้องทำอย่างไรให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยถึงแนวทางการใช้ Telemedicine หรือการรักษาผ่านโลกอินเทอร์เน็ต ในการรักษาโรคทางจิตเวช เพื่อทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาที่โรงพยาบาล

สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นฝ่ายซัพพอร์ตจิตแพทย์ที่มีปัญหาในการปฏิบัติงาน เช่น การทำจิตเวชสัญจร ที่จะลงพื้นที่ไปทุกภาคทั่วประเทศไทยเพื่ออัปเดตความรู้ให้กับจิตแพทย์ และเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายด้านจิตเวช เมื่อเครือข่ายเข็มแข็งการดูแลคนไข้ก็ได้รับความร่วมมือมากขึ้น ทางสมาคมยังมีบทบาทในการให้ความรู้กับประชาชนในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพจิตผ่านเฟซบุ๊คเพจ สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ทั้งผลักดันให้เกิดแผนการป้องกันการฆ่าตัวตายและจัดการกับโรคซึมเศร้า โดยตระหนักว่าโรคซึมเศร้าเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการฆ่าตัวตาย 

กรมสุขภาพจิต มีบทบาทในการวางแผนตั้งรับปัญหาสุขภาพจิตเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 โดยในช่วงนี้ทางกรมจะเน้นเรื่องการเข้าถึงยาที่มีราคาสูงเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วย  ไม่เฉพาะแค่โรคซึมเศร้าแต่รวมถึงยาที่ใช้ในโรคทางจิตเวชอื่นๆ ด้วย และอีกบทบาทที่สำคัญคือ การทำงานควบคู่กับนโยบาย ‘คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน’ ถือเป็นความท้าทายของกรมสุขภาพจิตที่จะทำอย่างไรให้แพทย์ทั้ง 3 มีองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตที่ตรงกับอาชีพ

 

ใช้โซเชียลมีเดียอย่างไรให้ไกลจากซึมเศร้า

“ถ้าในฐานะผู้ใช้เราต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวแบบ 100% ข้อความที่เราโพสต์สามารถถูกแคปเอาไปโพสต์ต่อ และอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ถ้าไม่มั่นใจว่าข้อความจะเกิดความเสี่ยงหรือไม่ แนะนำว่าไม่โพสต์ดีกว่า หรืออาจจะตั้งเป็น Only me หรือเฉพาะฉัน

“สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างคือ เรากำลังโพสต์ในฐานะอะไร อย่างบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องระวังว่า เราไม่ได้มีหมวกแค่ใบเดียว เวลาแสดงความคิดเห็นลงบนโซเชียลมีเดียอาจมีคนนำข้อความนั้นไปกล่าวอ้างในฐานะของจิตแพทย์ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้ 

“ถ้าในฐานะของผู้เสพข่าวสารอาจจะต้องถามตนเองว่า เราใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้นานแค่ไหนและส่งผลกับเราอย่างไร ถ้ารู้สึกเครียดอาจจะต้องหยุด เวลาเราเสพข่าวบนโซเขียลมีเดียจะเห็นว่าเราเสพข่าวเดิมซ้ำๆ เมื่อเลื่อนกด news feed ก็จะมีข่าวเดิมขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งขอแนะนำให้เซ็ตเวลาว่าวันนึงจะเสพข่าวแค่เท่านี้พอ และคำนึงถึงความสามารถของตัวเราในการรับมือกับความเครียดได้ในระดับไหน ถ้าเริ่มรู้สึกถึงปัญหาก็หยุดใช้ก่อน 

“ยิ่งในปัจจุบันมีเรื่องการเมืองเกี่ยวข้อง หลายคนได้รับข้อมูลเยอะมากและบางคนไม่รู้ว่าควรเชื่อข้อมูลไหน ทำให้เกิดความเครียดหนัก” รศ.นพ.พิชัย กล่าวถึงวิธีการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านสุขภาพจิต

 

4 ข้อสรุปโรคซึมเศร้า

นพ.บุรินทร์ได้สรุปทิ้งท้ายเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าไว้ 4 ข้อว่า หนึ่ง ‘ซึมเศร้าเราคุยกันได้’ โดยมีเครือข่ายให้ประชาชนกล้าที่พูดคุยปรึกษาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ซึ่งนำไปสู่กระบวนการที่สองคือ ‘ซึมเศร้าเราเข้าถึงได้’ ที่ตอนนี้เรามีเครือข่ายเยอะขึ้น เช่น สายด่วนสุขภาพจิต หรือโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณะสุข โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งไม่ต้องห่วงที่จะเข้ามารับการดูแลเพืื่อให้ตนเองอาการดีขึ้น

สามคือ ‘ซึมเศร้าเราหายได้’ การเข้ารับการรักษาสามารถทำให้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ สิ่งที่สำคัญคือจะทำยังไงให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาต่อเนื่องจนดีขึ้น สุดท้ายคือ ‘ซึมเศร้ายังใช้ชีวิตได้’ เราอยากให้คนไข้โรคซึมเศร้ากลับไปใช้ชีวิตได้ ซึ่งพวกเขาสามารถเล่าประสบการณ์ว่าเคยเป็นมาก่อน คนอื่นที่ฟังก็จะได้เรียนรู้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้           

  Healthข่าวคุณภาพชีวิตสุขภาพสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติโรคซึมเศร้าภาคี 3 ประสาน
Categories: ThisAble

ส่องโรงเรียนคนตาบอด: โรงเรียนสอนคนตาบอดเป็นยังไงและเด็กๆ เรียนอะไรในแต่ละวัน

Mon, 2020-11-02 19:51

คนตาบอดเขาเรียนกันยังไง? เรียนอะไรกันบ้าง? โรงเรียนสอนคนตาบอดแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปอย่างไร? คำถามมากมายผุดขึ้นมาในความคิดนักศึกษาฝึกงานอย่างเราเมื่อเรานึกถึงการศึกษาของคนตาบอด  Thisable.me  จึงอยากชวนทุกคนคุยกับผู้ที่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีที่สุด อย่างคุณครูและนักเรียนใน “โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ”.

 

ทำความรู้จักก่อนเรียน โรงเรียนสอนคนตาบอด

‘โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ’ เป็นโรงเรียนเอกชนการกุศลมีทั้งแบบประจำและไปกลับ สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 จนถึงประถม 6 จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า ในประเทศไทยมีโรงเรียนสอนคนตาบอดเอกชนไม่ถึง 10 แห่ง ทั้งโรงเรียนที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมปลายและโรงเรียนระดับมัธยมปลาย นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนรัฐบาลที่สอนคนตาบอดภายใต้สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษอีก 2 แห่งและศูนย์การศึกษาพิเศษในแต่ละจังหวัด นอกจากโรงเรียนพิเศษเฉพาะความพิการแล้วยังมีโรงเรียนเรียนร่วมที่โรงเรียนสอนคนตาบอดเป็นผู้ส่งนักเรียนไปเรียนร่วมกับคนตาดี

 

“โรงเรียนคนตาบอดก็เหมือนโรงเรียนทั่วไป มี 8 กลุ่มสาระและ 10 วิชาเรียน แต่เรามีวิชาเฉพาะ O&M  (Orientation and Mobility) เพิ่มเติมเข้ามาแค่นั้นเอง” ครูพัชรนันท์ ลิ้มประเสริฐ ครูโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพเล่าให้เราฟัง

 

ครูพัชรนันท์ยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ในระดับอนุบาลเด็กจะต้องฝึกทักษะการดำรงชีวิต เช่น การใส่เสื้อผ้า กินข้าว แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ และเมื่อขยับขึ้นมาในระดับชั้น ป.1 เด็กจึงเริ่มเรียนทักษะทางด้านวิชาการ

 

ด้วยความที่เป็นโรงเรียนสอนคนตาบอดและเด็กแต่ละคนมีความต้องการพิเศษเฉพาะที่ต่างกัน จึงทำให้ครูต้องดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น จึงมีกฎว่า ในระดับชั้นอนุบาล คุณครู 1 คนถูกมอบหมายให้สอนนักเรียนคาบละไม่เกิน 5 คน ถ้าเป็นระดับชั้นประถมคุณครู 1 คน สามารถสอนนักเรียนได้คาบละ 10 คน  เพื่อที่ครูแต่ละคนจะได้ดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง

 

  คาบที่ 1 ทฤษฎี

สิ่งสำคัญสำหรับการเรียนของเด็กตาดีคือ การใช้ตาดู หูฟัง เด็กนักเรียนจะนั่งเรียนโดยใช้หนังสือและกระดานตรงหน้า พร้อมกับฟังสิ่งที่คุณครูสอน แต่หากเป็นนักเรียนตาบอด วิธีการเรียนทุกอย่างจะถูกปรับเปลี่ยน ตั้งแต่วิธีการสอนไปจนถึงสื่อที่ใช้ จากหนังสือเรียนทั่วไปกลายเป็นหนังสือเรียนอักษรเบรลล์ จากที่ต้องใช้ตาดูก็กลายมาเป็นใช้มือสัมผัส เช่น วิชาภาษาไทยที่เปลี่ยนจากการท่อง ก เอ๋ย ก ไก่ กลายเป็น ก ไก่จุด หนึ่ง สอง สี่ ห้า ซึ่งเป็นการสอนภาษาไทยและอักษรเบรลล์ไปพร้อมกัน

 

อีกหนึ่งวิชาที่ถูกปรับให้เข้ากับนักเรียนตาบอดคือ วิชาโหดหินอย่างคณิตศาสตร์ ที่ต้องทั้งจำสูตร จำวิธีคิด ถ้าเป็นการบวกลบง่ายๆ อาจคิดในใจได้ แต่หากมีเลขหลายชุด หลายหลัก หรือต้องใช้สูตรคงไม่พ้นการทดเลขลงกระดาษ ซึ่งวิธีนี้ไม่เหมาะกับนักเรียนที่มองไม่เห็นแน่นอน

 

ครูพัชรี ใจใส ครูสอนคณิตศาสตร์เล่าถึงการสอนคณิตศาสตร์ของที่นี่ว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชานามธรรม และเด็กเราก็มองไม่เห็น จะสอนอะไรก็ต้องใช้สื่อ ใช้อุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อให้เขาเข้าใจมากยิ่งขึ้น เวลาคิดเลขเราก็ใช้ลูกคิดช่วยในการคำนวน ลูกคิดถือว่าเป็นอุปกรณ์การศึกษาที่เด็กพกติดตัวไปเรียนหรือเอาเข้าไปในห้องสอบได้ เปรียบเสมือนเครื่องคิดเลข ทำหน้าที่คล้ายกับกระดาษทด

 

นอกจากนี้ ครูพัชรียังได้พูดเพิ่มเติมถึงสิ่งสำคัญที่ครูผู้สอนต้องมีคือ ทักษะการสื่อสารด้วยภาษาเบรลล์ เพราะการใช้อักษรเบรลล์เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการสอนนักเรียนตาบอด ถึงแม้ครูบางท่านจะไม่ได้จบการศึกษาพิเศษมา ก็ต้องมาเรียนรู้ไปพร้อมเด็กๆ เพื่อให้ครูสามารถตรวจงานหรือทำสื่อการสอนได้

 

  คาบที่ 2 ปฏิบัติ

หากดูกันที่วิชาภาคปฏิบัติแล้ว ความทรงจำที่เรามีมักจะเป็นวิชาที่ต้องใช้ร่างกายและสายตาอย่างสัมพันธ์กัน เช่น วิชาพละ ศิลปะ ดนตรีหรือแม้แต่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ การใช้สายตาเช่นนี้จะเป็นอุปสรรคหรือไม่ต่อการเรียนของนักเรียนตาบอด

 

ครูฝั่งวิชาภาคปฏิบัติอย่างครูเชวง ดุริยางคเศรษฐ์ ผู้สอนวิชาพละ เล่าประสบการณ์การสอนเด็กตาบอดเล่นกีฬาปิงปองว่า ครูผู้สอนต้องดูความเหมาะสมของอุปกรณ์ เช่น การปรับโต๊ะปิงปองให้มีร่องกันลูกปิงปองตกพื้น  ขึงเน็ตให้สูงขึ้นเพื่อให้เด็กตาบอดตีลูกปิงปองลอดใต้เน็ต และหาวิธีทำให้ลูกปิงปองมีเสียงเพื่อให้นักเรียนตาบอดใช้การฟังแทนการมองเห็น หากดูเผินๆ แล้ว การตีปิงปองของนักเรียนตาบอดนั้นคล้ายกับการเล่นเกมตู้ Air Hockey เลยทีเดียว

 

นอกจากจะสอนกีฬาแล้ว ครูเชวงยังสอนวิชา ‘การทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ O&M ซึ่งโรงเรียนจะเปิดสอนวิชานี้หนึ่งชั่วโมงต่ออาทิตย์ เด็กๆ ที่มาเรียนสามารถเรียนได้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล โดยจะเน้นเรื่องการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน และเมื่อเด็กขึ้น ป.1 ก็จะเน้นเรื่องการนำทางและการเดินทางในโรงเรียนซึ่งจะเรียนเรื่องนี้ยาวๆ จนถึง ป.3 และจะได้เริ่มใช้ไม้เท้าขาวอย่างจริงจังในระดับชั้น ป.4 ถึง ป.6 เพราะมองว่า ช่วงอายุนี้เป็นช่วงที่เด็กมีกล้ามเนื้อพอจะสามารถควบคุมไม้เท้าได้

เมื่อเด็กพร้อมแล้ว ด่านสุดท้ายคือการเรียนนอกสถานที่ เด็กนักเรียนจะได้ลองเดินทางด้วยตัวเองในบริเวณละแวกใกล้ๆ โรงเรียน โดยมีครูคอยดูและเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ 

  คาบที่ 3 กิจกรรม

เมื่อมีเรื่องเรียนแล้วย่อมต้องมีกิจกรรมเป็นของคู่กัน แน่นอนว่าชมรม การไปทัศนศึกษา เข้าค่ายลูกเสือเนตรนารี กิจกรรมกีฬาสีและเลือกตั้งสภานักเรียน นั้นเป็นกิจกรรมที่มีในโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพครบทุกอย่าง แม้นักเรียนมีปัญหาด้านการมองเห็นแต่กลับไม่เป็นอุปสรรคของการร่วมกิจกรรมเลย หากต้องไปทัศนศึกษาหรือเข้าค่ายต่างจังหวัด ครูจะมีหน้าที่บอกข้อควรระวังและปล่อยให้นักเรียนสนุกได้เต็มที่ เพราะครูต่างมีเป้าหมายที่จะทำให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นนอกโรงเรียน และไม่เขินอายเมื่ออยู่ในสังคมใหม่ๆ 

 

สภานักเรียนมีบทบาทคอยดูแลนักเรียนแทนคุณครู เช่น ตรวจไม้เท้าขาว ตรวจการเข้าแถวตอนเช้าหรือเข้าแถวทานอาหาร 

 

“ในโรงเรียนจะมี 2 พรรค ให้นักเรียนตั้งชื่อและแต่งตั้งพรรคกันเอง หลังจากนั้นก็หาเสียง เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งก็ให้เลือกหมายเลข 1 หรือหมายเลข 2 เราจะมีคูหาและกระดาษไว้ให้ ถ้าใครไม่ทำตามกฎระเบียบก็ฟาวล์ไป นักเรียนทุกระดับชั้นมีสิทธิเลือกตั้ง แต่นักเรียนที่ลงสมัครได้จะต้องอยู่ในระดับชั้น ป.3 ถึง ป.6” ครูพัชรนันท์กล่าว

 

  ก้าวต่อไปของโรงเรียนสอนคนตาบอด

แม้ในปัจจุบันโรงเรียนสอนคนตาบอดจะมีทุกอย่างพร้อม ทั้งเรื่องหลักสูตร อุปกรณ์ และการสอนที่เหมาะกับนักเรียนตาบอด แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังมีเรื่องที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพอยากจะพัฒนา ครูพัชรนันท์กล่าวว่า ในอนาคตอาจเพิ่มการเรียนภาษาที่สองนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ เพราะตอนนี้ภาษาเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ และจำเป็นสำหรับเด็กเมื่อพวกเขาโตขึ้น

 

เสียงจากนักเรียนต่อการศึกษาของคนตาบอด

เมื่อเสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น นักเรียนหลายคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน หรือไม่ก็เตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรมชมรม เราที่อยากรู้มุมมองของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนการสอนของโรงเรียนคนตาบอด จึงใช้โอกาสนี้ เข้าไปนั่งล้อมวงพูดคุยกับน้องๆ นักเรียนชั้น ป.5 กลุ่มหนึ่ง

 

เราเริ่มเปิดบทสนทนาด้วยคำถามว่า เรียนอักษรเบรลล์และการใช้ไม้เท้าขาวยากมั้ย? นักเรียนทุกคนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ไม่ยาก! “ถ้าเราทำความเข้าใจ เราก็เรียนได้ทั้งเบรลล์ทั้งไม้เท้า” นักเรียนชายคนหนึ่งตอบอย่างมั่นใจ

 

เด็กๆ ยังแชร์ประสบการณ์การเข้าค่ายลูกเสือเนตรนารีที่ต่างจังหวัด ทั้งแสดงรอบกองไฟ ขึ้นเขาเดินทางไกล กิจกรรมเหล่านี้นักเรียนตาบอดได้เข้าร่วมหมดทุกอย่าง นักเรียนคนหนึ่งเล่าถึงกิจกรรมที่ชอบว่า ครั้งหนึ่งเคยได้ลองล่องแพ ครูก็บอกให้ทรงตัวให้ดีอย่าให้แพคว่ำ สุดท้ายพอใกล้จะถึงฝั่งแพก็คว่ำอยู่ดี ทุกคนเลยได้เล่นน้ำไปด้วย

 

พูดคุยกันสักพักก็ใกล้จะถึงเวลาที่ทุกคนต้องกลับบ้าน เราจึงถามคำถามสุดท้ายว่า ทำไมถึงเลือกมาเรียนที่นี่? หลายเสียงตอบว่าหมอแนะนำมา บางคนบ้านอยู่ต่างจังหวัดก็ต้องมาเรียนประจำในกรุงเทพฯ บางคนก็เคยเรียนที่โรงเรียนอื่นก่อนจะมาเรียนที่นี่

 

“หนูไปเรียนหลายที่ไม่ใช่แค่โรงเรียนตาบอด ได้เรียนโรงเรียนอื่นตอนอนุบาล 2  แม่อยากให้หนูเรียนโรงเรียนตาดีแต่เขาไม่รับ แม่เลยตระเวนไปศูนย์นู่น โรงเรียนนี่ แล้วก็มาเจอโรงเรียนตาบอด” นักเรียนคนหนึ่งกล่าว

 

คำตอบข้างต้นทำให้ความขี้สงสัยของเราทำงานว่า ‘สิทธิทางการศึกษาของคนพิการมีอะไรบ้าง’ ซึ่งใน พ.ร.บ.การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 ได้ระบุสิทธิของคนพิการไว้ในมาตรา 5 ดังนี้

  1. ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดชีวิต และได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษา

  2. สามารถเลือกสถานศึกษาหรือรูปแบบการศึกษา โดยคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความต้องการ

  3. ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับความต้องการของคนพิการแต่ละประเภทและแต่ละคน

และในมาตรา 8 วรรค 5 ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังระบุว่า สถานศึกษาที่ปฏิเสธไม่รับคนพิการถือว่าเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย

 

ยังจำคำถามตอนเปิดเรื่องได้ไหม คนตาบอดเขาเรียนกันยังไง? เรียนอะไรกันบ้าง? โรงเรียนสอนคนตาบอดแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปอย่างไร? หวังว่างานชิ้นนี้จะทำให้คุณเห็นภาพทั้งด้านดี และปัญหาการศึกษาของเด็กตาบอดมากขึ้น อย่างไรก็ดี ภาพของโรงเรียนในงานชิ้นนี้ เป็นเพียงภาพของโรงเรียนเฉพาะทาง เราจึงอยากชวนคุณจินตนาการว่า จะทำอย่างไรให้เด็กตาบอดเข้าถึงการศึกษาในแบบที่พวกเขาต้องการได้ หรือว่าโรงเรียนเฉพาะทางเป็นโรงเรียนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

Socialบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชน
Categories: ThisAble

ส่องโรงเรียนคนตาบอด: โรงเรียนสอนคนตาบอดเป็นยังไงและเด็กๆ เรียนอะไรในแต่ละวัน

Mon, 2020-11-02 19:45

คนตาบอดเขาเรียนกันยังไง? เรียนอะไรกันบ้าง? โรงเรียนสอนคนตาบอดแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปอย่างไร? คำถามมากมายผุดขึ้นมาในความคิดนักศึกษาฝึกงานอย่างเราเมื่อเรานึกถึงการศึกษาของคนตาบอด  Thisable.me  จึงอยากชวนทุกคนคุยกับผู้ที่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีที่สุด อย่างคุณครูและนักเรียนใน “โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ”.

 

ทำความรู้จักก่อนเรียน โรงเรียนสอนคนตาบอด

‘โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ’ เป็นโรงเรียนเอกชนการกุศลมีทั้งแบบประจำและไปกลับ สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 จนถึงประถม 6 จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า ในประเทศไทยมีโรงเรียนสอนคนตาบอดเอกชนไม่ถึง 10 แห่ง ทั้งโรงเรียนที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมปลายและโรงเรียนระดับมัธยมปลาย นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนรัฐบาลที่สอนคนตาบอดภายใต้สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษอีก 2 แห่งและศูนย์การศึกษาพิเศษในแต่ละจังหวัด นอกจากโรงเรียนพิเศษเฉพาะความพิการแล้วยังมีโรงเรียนเรียนร่วมที่โรงเรียนสอนคนตาบอดเป็นผู้ส่งนักเรียนไปเรียนร่วมกับคนตาดี

“โรงเรียนคนตาบอดก็เหมือนโรงเรียนทั่วไป มี 8 กลุ่มสาระและ 10 วิชาเรียน แต่เรามีวิชาเฉพาะ O&M  (Orientation and Mobility) เพิ่มเติมเข้ามาแค่นั้นเอง” ครูพัชรนันท์ ลิ้มประเสริฐ ครูโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพเล่าให้เราฟัง

ครูพัชรนันท์ยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ในระดับอนุบาลเด็กจะต้องฝึกทักษะการดำรงชีวิต เช่น การใส่เสื้อผ้า กินข้าว แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ และเมื่อขยับขึ้นมาในระดับชั้น ป.1 เด็กจึงเริ่มเรียนทักษะทางด้านวิชาการ

ด้วยความที่เป็นโรงเรียนสอนคนตาบอดและเด็กแต่ละคนมีความต้องการพิเศษเฉพาะที่ต่างกัน จึงทำให้ครูต้องดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น จึงมีกฎว่า ในระดับชั้นอนุบาล คุณครู 1 คนถูกมอบหมายให้สอนนักเรียนคาบละไม่เกิน 5 คน ถ้าเป็นระดับชั้นประถมคุณครู 1 คน สามารถสอนนักเรียนได้คาบละ 10 คน เพื่อที่ครูแต่ละคนจะได้ดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง

 

คาบที่ 1 ทฤษฎี

สิ่งสำคัญสำหรับการเรียนของเด็กตาดีคือ การใช้ตาดู หูฟัง เด็กนักเรียนจะนั่งเรียนโดยใช้หนังสือและกระดานตรงหน้า พร้อมกับฟังสิ่งที่คุณครูสอน แต่หากเป็นนักเรียนตาบอด วิธีการเรียนทุกอย่างจะถูกปรับเปลี่ยน ตั้งแต่วิธีการสอนไปจนถึงสื่อที่ใช้ จากหนังสือเรียนทั่วไปกลายเป็นหนังสือเรียนอักษรเบรลล์ จากที่ต้องใช้ตาดูก็กลายมาเป็นใช้มือสัมผัส เช่น วิชาภาษาไทยที่เปลี่ยนจากการท่อง ก เอ๋ย ก ไก่ กลายเป็น ก ไก่จุด หนึ่ง สอง สี่ ห้า ซึ่งเป็นการสอนภาษาไทยและอักษรเบรลล์ไปพร้อมกัน

อีกหนึ่งวิชาที่ถูกปรับให้เข้ากับนักเรียนตาบอดคือ วิชาโหดหินอย่างคณิตศาสตร์ ที่ต้องทั้งจำสูตร จำวิธีคิด ถ้าเป็นการบวกลบง่ายๆ อาจคิดในใจได้ แต่หากมีเลขหลายชุด หลายหลัก หรือต้องใช้สูตรคงไม่พ้นการทดเลขลงกระดาษ ซึ่งวิธีนี้ไม่เหมาะกับนักเรียนที่มองไม่เห็นแน่นอน

ครูพัชรี ใจใส ครูสอนคณิตศาสตร์เล่าถึงการสอนคณิตศาสตร์ของที่นี่ว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชานามธรรม และเด็กเราก็มองไม่เห็น จะสอนอะไรก็ต้องใช้สื่อ ใช้อุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อให้เขาเข้าใจมากยิ่งขึ้น เวลาคิดเลขเราก็ใช้ลูกคิดช่วยในการคำนวน ลูกคิดถือว่าเป็นอุปกรณ์การศึกษาที่เด็กพกติดตัวไปเรียนหรือเอาเข้าไปในห้องสอบได้ เปรียบเสมือนเครื่องคิดเลข ทำหน้าที่คล้ายกับกระดาษทด

นอกจากนี้ ครูพัชรียังได้พูดเพิ่มเติมถึงสิ่งสำคัญที่ครูผู้สอนต้องมีคือ ทักษะการสื่อสารด้วยภาษาเบรลล์ เพราะการใช้อักษรเบรลล์เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการสอนนักเรียนตาบอด ถึงแม้ครูบางท่านจะไม่ได้จบการศึกษาพิเศษมา ก็ต้องมาเรียนรู้ไปพร้อมเด็กๆ เพื่อให้ครูสามารถตรวจงานหรือทำสื่อการสอนได้

 

คาบที่ 2 ปฏิบัติ

หากดูกันที่วิชาภาคปฏิบัติแล้ว ความทรงจำที่เรามีมักจะเป็นวิชาที่ต้องใช้ร่างกายและสายตาอย่างสัมพันธ์กัน เช่น วิชาพละ ศิลปะ ดนตรีหรือแม้แต่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ การใช้สายตาเช่นนี้จะเป็นอุปสรรคหรือไม่ต่อการเรียนของนักเรียนตาบอด

ครูฝั่งวิชาภาคปฏิบัติอย่างครูเชวง ดุริยางคเศรษฐ์ ผู้สอนวิชาพละ เล่าประสบการณ์การสอนเด็กตาบอดเล่นกีฬาปิงปองว่า ครูผู้สอนต้องดูความเหมาะสมของอุปกรณ์ เช่น การปรับโต๊ะปิงปองให้มีร่องกันลูกปิงปองตกพื้น  ขึงเน็ตให้สูงขึ้นเพื่อให้เด็กตาบอดตีลูกปิงปองลอดใต้เน็ต และหาวิธีทำให้ลูกปิงปองมีเสียงเพื่อให้นักเรียนตาบอดใช้การฟังแทนการมองเห็น หากดูเผินๆ แล้ว การตีปิงปองของนักเรียนตาบอดนั้นคล้ายกับการเล่นเกมตู้ Air Hockey เลยทีเดียว

นอกจากจะสอนกีฬาแล้ว ครูเชวงยังสอนวิชา ‘การทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ O&M ซึ่งโรงเรียนจะเปิดสอนวิชานี้หนึ่งชั่วโมงต่ออาทิตย์ เด็กๆ ที่มาเรียนสามารถเรียนได้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล โดยจะเน้นเรื่องการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน และเมื่อเด็กขึ้น ป.1 ก็จะเน้นเรื่องการนำทางและการเดินทางในโรงเรียนซึ่งจะเรียนเรื่องนี้ยาวๆ จนถึง ป.3 และจะได้เริ่มใช้ไม้เท้าขาวอย่างจริงจังในระดับชั้น ป.4 ถึง ป.6 เพราะมองว่า ช่วงอายุนี้เป็นช่วงที่เด็กมีกล้ามเนื้อพอจะสามารถควบคุมไม้เท้าได้

เมื่อเด็กพร้อมแล้ว ด่านสุดท้ายคือการเรียนนอกสถานที่ เด็กนักเรียนจะได้ลองเดินทางด้วยตัวเองในบริเวณละแวกใกล้ๆ โรงเรียน โดยมีครูคอยดูและเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ 

 

คาบที่ 3 กิจกรรม

เมื่อมีเรื่องเรียนแล้วย่อมต้องมีกิจกรรมเป็นของคู่กัน แน่นอนว่าชมรม การไปทัศนศึกษา เข้าค่ายลูกเสือเนตรนารี กิจกรรมกีฬาสีและเลือกตั้งสภานักเรียน นั้นเป็นกิจกรรมที่มีในโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพครบทุกอย่าง แม้นักเรียนมีปัญหาด้านการมองเห็นแต่กลับไม่เป็นอุปสรรคของการร่วมกิจกรรมเลย หากต้องไปทัศนศึกษาหรือเข้าค่ายต่างจังหวัด ครูจะมีหน้าที่บอกข้อควรระวังและปล่อยให้นักเรียนสนุกได้เต็มที่ เพราะครูต่างมีเป้าหมายที่จะทำให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นนอกโรงเรียน และไม่เขินอายเมื่ออยู่ในสังคมใหม่ๆ 

สภานักเรียนมีบทบาทคอยดูแลนักเรียนแทนคุณครู เช่น ตรวจไม้เท้าขาว ตรวจการเข้าแถวตอนเช้าหรือเข้าแถวทานอาหาร 

“ในโรงเรียนจะมี 2 พรรค ให้นักเรียนตั้งชื่อและแต่งตั้งพรรคกันเอง หลังจากนั้นก็หาเสียง เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งก็ให้เลือกหมายเลข 1 หรือหมายเลข 2 เราจะมีคูหาและกระดาษไว้ให้ ถ้าใครไม่ทำตามกฎระเบียบก็ฟาวล์ไป นักเรียนทุกระดับชั้นมีสิทธิเลือกตั้ง แต่นักเรียนที่ลงสมัครได้จะต้องอยู่ในระดับชั้น ป.3 ถึง ป.6” ครูพัชรนันท์กล่าว

 

ก้าวต่อไปของโรงเรียนสอนคนตาบอด

แม้ในปัจจุบันโรงเรียนสอนคนตาบอดจะมีทุกอย่างพร้อม ทั้งเรื่องหลักสูตร อุปกรณ์ และการสอนที่เหมาะกับนักเรียนตาบอด แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังมีเรื่องที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพอยากจะพัฒนา ครูพัชรนันท์กล่าวว่า ในอนาคตอาจเพิ่มการเรียนภาษาที่สองนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ เพราะตอนนี้ภาษาเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ และจำเป็นสำหรับเด็กเมื่อพวกเขาโตขึ้น

 

เสียงจากนักเรียนต่อการศึกษาของคนตาบอด

เมื่อเสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น นักเรียนหลายคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน หรือไม่ก็เตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรมชมรม เราที่อยากรู้มุมมองของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนการสอนของโรงเรียนคนตาบอด จึงใช้โอกาสนี้ เข้าไปนั่งล้อมวงพูดคุยกับน้องๆ นักเรียนชั้น ป.5 กลุ่มหนึ่ง

เราเริ่มเปิดบทสนทนาด้วยคำถามว่า เรียนอักษรเบรลล์และการใช้ไม้เท้าขาวยากมั้ย? นักเรียนทุกคนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ไม่ยาก! “ถ้าเราทำความเข้าใจ เราก็เรียนได้ทั้งเบรลล์ทั้งไม้เท้า” นักเรียนชายคนหนึ่งตอบอย่างมั่นใจ

 

เด็กๆ ยังแชร์ประสบการณ์การเข้าค่ายลูกเสือเนตรนารีที่ต่างจังหวัด ทั้งแสดงรอบกองไฟ ขึ้นเขาเดินทางไกล กิจกรรมเหล่านี้นักเรียนตาบอดได้เข้าร่วมหมดทุกอย่าง นักเรียนคนหนึ่งเล่าถึงกิจกรรมที่ชอบว่า ครั้งหนึ่งเคยได้ลองล่องแพ ครูก็บอกให้ทรงตัวให้ดีอย่าให้แพคว่ำ สุดท้ายพอใกล้จะถึงฝั่งแพก็คว่ำอยู่ดี ทุกคนเลยได้เล่นน้ำไปด้วย

พูดคุยกันสักพักก็ใกล้จะถึงเวลาที่ทุกคนต้องกลับบ้าน เราจึงถามคำถามสุดท้ายว่า ทำไมถึงเลือกมาเรียนที่นี่? หลายเสียงตอบว่าหมอแนะนำมา บางคนบ้านอยู่ต่างจังหวัดก็ต้องมาเรียนประจำในกรุงเทพฯ บางคนก็เคยเรียนที่โรงเรียนอื่นก่อนจะมาเรียนที่นี่

“หนูไปเรียนหลายที่ไม่ใช่แค่โรงเรียนตาบอด ได้เรียนโรงเรียนอื่นตอนอนุบาล 2  แม่อยากให้หนูเรียนโรงเรียนตาดีแต่เขาไม่รับ แม่เลยตระเวนไปศูนย์นู่น โรงเรียนนี่ แล้วก็มาเจอโรงเรียนตาบอด” นักเรียนคนหนึ่งกล่าว

 

คำตอบข้างต้นทำให้ความขี้สงสัยของเราทำงานว่า ‘สิทธิทางการศึกษาของคนพิการมีอะไรบ้าง’ ซึ่งใน พ.ร.บ.การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 ได้ระบุสิทธิของคนพิการไว้ในมาตรา 5 ดังนี้

  1. ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดชีวิต และได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษา

  2. สามารถเลือกสถานศึกษาหรือรูปแบบการศึกษา โดยคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความต้องการ

  3. ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับความต้องการของคนพิการแต่ละประเภทและแต่ละคน

และในมาตรา 8 วรรค 5 ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังระบุว่า สถานศึกษาที่ปฏิเสธไม่รับคนพิการถือว่าเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย

 

ยังจำคำถามตอนเปิดเรื่องได้ไหม คนตาบอดเขาเรียนกันยังไง? เรียนอะไรกันบ้าง? โรงเรียนสอนคนตาบอดแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปอย่างไร? หวังว่างานชิ้นนี้จะทำให้คุณเห็นภาพทั้งด้านดี และปัญหาการศึกษาของเด็กตาบอดมากขึ้น อย่างไรก็ดี ภาพของโรงเรียนในงานชิ้นนี้ เป็นเพียงภาพของโรงเรียนเฉพาะทาง เราจึงอยากชวนคุณจินตนาการว่า จะทำอย่างไรให้เด็กตาบอดเข้าถึงการศึกษาในแบบที่พวกเขาต้องการได้ หรือว่าโรงเรียนเฉพาะทางเป็นโรงเรียนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

Socialบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชน
Categories: ThisAble

อ่านบาดแผลและความทรงจำ 14 ตุลาคม 2516 ผ่านพีรศักดิ์ จิตต์วิมลกุล

Wed, 2020-10-14 18:50

ลุงพีรศักดิ์ จิตต์วิมลกุล อายุ 67 ปี ชายผู้ร่วมชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ในวันนั้นมีการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงโดยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 800 คนและมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก การประท้วงเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุหลายอย่างทั้งความคับข้องใจภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร กอปรกับข่าวการฉ้อราษฎร์บังหลวง จึงนำไปสู่การเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจากภาคประชาชน

การประท้วงใหญ่เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่การเดินประท้วงบนถนนราชดำเนินและลานพระบรมรูปทรงม้า มีแกนนำเป็นนักศึกษาและมีประชาชนเข้าร่วมด้วยหลายแสนคน กระทั่งเคลื่อนขบวนถึงพระบรมมหาราชวัง ก็เกิดความชุลมุนขึ้นและตำรวจเริ่มต้นปราบปรามนักศึกษาอย่างรุนแรง

ชวนคุยกับเขา ชายผู้ผ่านเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม้จะสูญเสียขาและนั่นก็เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคืออุดมการณ์ ความเชื่อที่ว่า คนทุกคนเท่ากัน ไม่มีใครควรถูกกดขึ่และอยู่อย่างต่ำต้อยกว่าใคร เหนือสิ่งอื่นใด เขายังเชื่อว่านักศึกษาและคนธรรมดาๆ นี่แหละ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองของเรา

ความเชื่อ

ย้อนไปก่อนที่พีรศักดิ์จะร่วมชุมนุม เขาเล่าว่า ตอนนั้นประชาชนโดนกดขี่ จึงออกมาเรียกร้องรัฐธรรมนูญและต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง ตัวเขาไปร่วมชุมนุมตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม เริ่มจากการไปดูทุกๆ วันในช่วงเย็นหลังเลิกงานว่าแกนนำพูดเรื่องอะไร จนถึงวันที่เกิดเรื่อง ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ 

“ผมรู้สึกว่าตัวเองโดนกดขี่ แม้จะไม่ได้เป็นแกนนำ แต่เป็นคนซึบซับจากสิ่งที่นักศึกษาพูด แต่ผมก็เข้าใจความรู้สึกได้จากการที่มีพ่อแม่เป็นคนจีน เวลาทำอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับราชการจะไม่ได้รับความสะดวก เขาจะโยนเราไปทางนู้นทางนี้ พอนักศึกษาขึ้นมาเคลื่อนไหวเราก็สนใจ อยากจะเห็นความเสมอภาค

“หลายคนบอกว่า ม็อบทำให้รถติด เศรษฐกิจแย่ ผมคิดว่า การเปลี่ยนแปลงต้องแลกกับความไม่สะดวกบ้าง ถ้าเทียบกันแล้วคนที่ออกไปเดือดร้อนกว่า ไหนจะต้องเดือดร้อนเรื่องอาชีพการงาน ไหนจะต้องเสียเวลา

“บางสื่อก็พยายามเสนอข่าวว่า คนมาชุมนุมถูกจ้างหรือได้ค่าตอบแทน ทั้งที่คนออกไปจริง ไม่เคยได้ ผมออกไปตั้งกี่ครั้ง จนกระทั่งม็อบเสื้อแดงถามว่าเคยได้อะไร ก็ไม่เคย สิ่งที่ได้คือความสบายใจ ความสุขใจที่ได้แสดงออกถึงความต้องการ”

เหตุการณ์ในวันนั้น 

ในวันที่ 14 ตุลาคม ท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้นยืดเยื้อหลายวัน พีรศักดิ์หนึ่งในผู้ชุมนุมถูกยิงเข้าที่ขา จนขาของเขาขาดในที่เกิดเหตุ

“ในวันนั้นมีการประท้วงเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนลามเป็นการลุกฮือของประชาชน เจ้าหน้าที่เข้าปราบปรามและมีการปะทะกัน ผมเองไปชุมนุมช่วงก่อนการปะทะ หลังจากนั้นพอกลับมาแล้วได้ข่าวว่ามีการปะทะเกิดขึ้นจึงย้อนกลับไปอีกรอบ โดยตั้งใจจะไปไปช่วยขนคนเจ็บ แต่สุดท้ายก็ไปโดนยิงตรงข้ามกรมประชาสัมพันธ์ ประมาณบ่ายโมง

“ผมตัดสินใจเข้าไปเข้าไปเพราเกิดการปะทะ ประชาชนโดนรังแก มีทั้งคนเจ็บเด็กและผู้ใหญ่ ยิ่งเกิดคำถามว่าทำไมประชาชนต้องโดนรังแกขนาดนี้ เท่าที่เห็นก็มีแต่ทหารที่ใช้กำลังกับประชาชนเท่านั้น แม้จะมีการยิงปืนเป็นพักๆ แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดว่ากลัวหรือไม่กลัว รู้แต่ว่าเห็นคนเจ็บก็อยากจะช่วยคนเจ็บ 

“ตอนผมเข้าไปแล้วก็เกิดการยิงอีกรอบหนึ่ง ผมหมอบอยู่ตรงข้ามกรมประชาสัมพันธ์ พยายามคลานหลบกระสุน แต่ว่าสุดท้ายก็โดนยิงระหว่างที่คลานบริเวณช่วงต้นขา  เท่าที่ทราบมาการยิงนั้นมาจากรถถังที่จอดอยู่ที่สะพานปิ่นเกล้า เป็นการยิงกราด ไม่ได้ยิงเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หลังจากโดนยิง น้องชายก็ช่วยพาไปที่รถพยาบาล

“เท่าที่ถามมา กระสุนที่โดนเป็นปืนกล 93 แรงจนทำให้ขาขาดหายไปเลย ตั้งแต่หัวเข่ามาถึงต้นขา ณ วินาทีนั้นผมไม่ไม่รู้สึกเจ็บ รู้สึกแค่ว่าเสียวแปลบแต่ขาก็ขาดไปแล้ว ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า ทางบ้านจะรู้สึกอย่างไร ต่างจากตัวผมที่ยังไม่ได้คิดเลยว่า ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร”

“ผมคิดว่าการจัดการของเจ้าหน้าที่นั้นเกินกว่าเหตุ ตอนนั้นในมือประชาชนไม่มีอะไรเลย ประชาชนมือเปล่าแต่เจ้าหน้าที่อาวุธครบมือ หลังจากเกิดความรุนแรง ประชาชนก็พยายามหยิบจับอะไรก็ได้จากข้างทางขึ้นมาเป็นอาวุธป้องกันตัว”

ปัจจุบัน

ในปัจจุบันการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองของพีรศักดิ์มองว่า สิทธิในการชุมนุมของประชาชนนั้นไม่ได้ดีขึ้นเลย 

“เราไม่ควรปิดกั้นการชุมนุม การออกไปเพื่อบอกว่าเราต้องการอะไรควรต้องทำได้ การกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นความคิดของฝ่ายตรงข้ามทั้งนั้น ประชาชนที่ออกไปไม่ได้ออกไปเพื่อหาเรื่อง แต่ออกไปเพื่อแสดงออก แม้จะมีสองคนหรือเป็นร้อยเป็นพันก็ต้องทำได้เพราะการชุมนุมเป็นสิทธิของประชาชนเมื่อคุณบอกว่าเราเป็นประเทศประชาธิปไตย ถ้าหากจำกัดสิทธิก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว  คุณต้องฟังเสียงประชาชนว่าประชาชนต้องการอะไร เอาไปพิจารณาในระบบรัฐสภา สำคัญคือต้องรับฟังจากข้างนอกเข้าไป ไม่ใช่ไปคิดแทน

“สิ่งที่ผมสะเทือนใจที่สุดในช่วงที่ผ่านมาก็คือ การทำร้ายร่างกายทั้งจ่านิวและคุณเอกชัย ถ้าจะหาคนทำผิดผมว่าไม่ยาก แต่รัฐทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็น ตอบได้แค่ว่ารออยู่ ทั้งที่เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าประชาชน เวลากลางวันแสกๆ ใจกลางเมือง แต่รัฐบาลไม่มีใครทำอะไรได้เลยจนถึงทุกวันนี้”

ชีวิตที่เปลี่ยนไป

หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ชีวิตของพีรศักดิ์ก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล จากคนที่เคยทำงานหนักและเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องกลายเป็นคนที่ทำงานอะไรไม่ได้ แถมยังต้องให้ครอบครัวช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา 

“จากที่ผมเคยทำงานได้ก็ต้องกลับมาอยู่บ้านเฉยๆ เป็นเวลาหลายปี โชคดีที่ว่า พี่ชายทำงานช่างทอง เป็นงานที่เราไม่จำเป็นต้องเดินแค่มีมือก็ทำได้ จึงทำงานกับพี่ชายเกือบ  10 ปี หลังจากพี่ชายเลิกกิจการผมก็ออกมา ต่างคนต่างแยกมามีครอบครัวและใช้ชีวิตข้างนอก อย่างไรก็ดีผมยังมีพี่สาวบุญธรรมคอยช่วยดูแล คนทางบ้านก็ไม่มีใครตั้งข้อรังเกียจ แม้ชีวิตหลังจากนี้จะลำบาก แต่คิดว่าไม่มีผลกระทบต่อเรื่องจิตใจ” 

“ครอบครัวของผมมีแต่ให้กำลังใจ คอยประคองความเป็นอยู่ในช่วงแรกๆ ตอนที่เปลี่ยนจากใช้ชีวิตธรรมดากลับต้องอยู่ติดที่”

ความเชื่อที่ไม่เคยเปลี่ยน

“ตอนออกไปชุมนุมช่วงแรกๆ กระทั่งผ่านมาหลายต่อหลายปี  ผมคิดว่าประชาชนทุกคนเริ่มมีความหวัง แต่พอหลังจากปี 2519 เหตุการณ์การล้อมปราบก็เกิดขึ้นอีก ความรู้สึกของผมเสมือนต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่  จนทุกวันนี้ผมรู้สึกว่าสถานการณ์บ้านเมืองไม่ได้ไปไหน อาจจะขยับไปบ้างแล้วก็ถอยกลับมา โดยเฉพาะหลังจากปี 2557 ก็เหมือนกับว่าถอยกันไปเริ่มต้นใหม่ อย่างที่เห็นว่าหากคุณอยู่ฝั่งนี้ คุณถึงจะอยู่ได้ แต่ถ้าอยู่คนละฝั่งคุณก็จะผิดไปซะทุกอย่าง 

“ถึงวันนี้จะมีเลือกตั้งแล้วปัญหาก็ยังไม่ได้ไปข้างหน้า เรายังย่ำอยู่กับที่ เผลอๆ ดูเหมือนจะย้อนถอยกลับไปมากกว่าเก่า หากดูแล้วเมื่อก่อนคนถูกก็ว่าไปตามถูก ผิดก็ยังว่ากันไปตามผิด แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะมีกฏหมายที่พลิกไปพลิกมา พลิกถูกเป็นผิด พลิกผิดเป็นถูก คนคิดว่าหลังจากเลือกตั้งจะสามารถมีปากมีเสียง แต่ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลย ทุกวันนี้คนยังทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม แม้แต่การเห็นต่างก็ยังผิดเลย นักเคลื่อนไหวถูกทำร้ายและจับคนทำผิดไม่ได้ทั้งที่ก็เห็นๆ อยู่ว่าใครทำ”

การเยียวยา

หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา มีการตั้งมูลนิธิ 14 ตุลาฯ ขึ้น ผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บได้รับการเยียวยาในอีกหลายสิบปีให้หลัง 

“ 20 กว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยมีการเยียวยาอะไรเลย คนเจ็บตรงนั้นไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ แม้แต่บางคนที่ตายไปแล้วก็ยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยา อย่างไรก็ดี การเยียวยาที่ได้รับส่วนตัวคิดว่า ยังไม่เต็มที่ ผู้บาดเจ็บบางคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย อยากให้ช่วยเหลืออะไรก็ต้องออกมาเรียกร้องกัน 

“คนตายก็ตายไป ความยุติธรรมหน้าตาเป็นยังไงไม่เคยรู้เลย จำนวนคนเจ็บที่รัฐออกมาบอกก็ถูกเชื่อแบบนั้น ทั้งที่ความรู้สึกบอกเราว่าต้องมีมากกว่านั้น 

อนาคต

เราโยนคำถามที่ว่า ถึงตอนนี้แล้วยังอยากจะไปชุมนุมทางการเมืองอีกไหม พีรศักดิ์ตอบอย่างไม่ลังเลว่าอยาก โดยเฉพาะยิ่งเขาต้องเสียขาไป  ยิ่งอยากจะออกไปเรียกร้องความเป็นธรรม

“เท่าที่เราออกไปก็คือเรียกร้องขอความเป็นธรรมทั้งนั้น  ไม่ได้ไปหาเรื่อง คนที่บอกว่าม๊อบรุนแรงก็คือคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น เพราะหากได้เข้าไปฟังก็จะต้องรู้ว่า คนเรียกร้องเรื่องสิทธิ เรื่องความเป็นธรรมทั้งนั้น ผมจึงตอบว่าถ้ามีม็อบก็ยังจะไปอยู่ จะไปร่วมทุกครั้งถ้าไม่ลำบาก” 

บทเรียน

ทุกวันนี้สิ่งเดียวที่พีรศักดิ์อยากเห็นก็คือ บ้านเมืองที่ดีขึ้น แม้สุขภาพร่างกายของเขาไม่เต็มร้อยเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังหวังว่าตัวเองจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงนี้

“ผมหวังว่าสักวันมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ นับว่าทุกวันนี้เมื่อมีเลือกตั้งแล้วกลไกของผู้แทนก็อาจเป็นความหวังให้เราได้

ก็หวังว่า ผู้แทนที่เข้าไปจะสะท้อนความเห็นหรือความคิดของประชาชน และที่สำคัญประชาชนต้องสามารถแสดงออกได้ อย่ามาปิดกั้นความคิดเห็น

“อยากฝากให้คนรุ่นหลังสนใจการเมือง ไม่ได้เรียกร้องว่าคุณต้องออกไปชุมนุมเท่านั้น แต่ต้องติดตามและกล้าแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นของคุณเป็นประโยชน์ที่ช่วยปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ยังขาดอยู่ได้ ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณคิดว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้น มันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชน14 ตุลาคนพิการชุมนุมความรุนแรง
Categories: ThisAble

คนหูหนวก : คนไทยคนอื่นบนผืนแผ่นดิน

Wed, 2020-10-07 23:03

"สังคมเราเป็นสังคมของคนหูดี หากเราเริ่มต้นรูปแบบของความเป็นไทยว่าต้องพูดภาษาไทย ก็เท่ากับว่าเราแยกคนหูหนวก รวมถึงคนไทยที่ไม่ได้พูดภาษาไทยออกไปจำนวนมาก 

ทั้งคนมลายูที่อยู่ภาคใต้ คนกะเหรี่ยงหรือม้งที่ไม่ได้พูดภาษาไทย จนทำให้พวกเขากลายเป็นคนอื่นที่อยู่ในสังคมไทย รวมไปถึงคนหูหนวกด้วย”

คุณเคยเห็นคนเปิดกล้อง โบกไม้โบกมือคุยโทรศัพท์ตามที่สาธารณะไหม พวกเขาไม่ได้เอาหูแนบโทรศัพท์แต่กลับเปิดกล้องหน้า แน่นอนล่ะว่าหลายคนไม่เข้าใจว่าพวกเขาทำอะไร และแม้พวกเขาเข้าใจว่าคนเหล่านั้นใช้ภาษามือ แต่ก็อาจไม่เข้าใจความหมายอยู่ดีถ้าคุณไม่ใช่คนหูหนวกหรือไม่เคยเรียนภาษามือ สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากระบบการศึกษาของคนทั่วไปนั้นก็ไม่เคยมีวิชาภาษามือให้เราได้เลือกเรียน 

เรารู้จักคนหูหนวกมากแค่ไหน รู้หรือไม่ว่าภาษามือมีหลายภาษาคุณเคยมีโอกาสคุยกับพวกเขาหรือไม่ วัฒนธรรมและสังคมของพวกเขาเป็นอย่างไร สังคมของพวกเขากว้างขนาดไหน และภาษาไทยที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยมีอิทธิพลในภาษามือมากขนาดไหน

ธงชัย วินิจกูล อาจารย์และนักประวัติศาสตร์ เคยอธิบายไว้ในหนังสือ คนไทยคนอื่น สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันว่า เป็นความจำเป็นของรัฐที่จะต้องสร้างคุณสมบัติเด่นของสังคมหรือกลุ่มชน ควบคู่กับการระบุคุณสมบัติที่แตกต่างหรือตรงกันข้ามออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น ฝรั่ง หรือประเทศเพื่อนบ้าน แม้ธงชัยจะไม่ได้พูดถึงคนหูหนวกโดยตรง แต่ก็พอทำให้เราเห็นภาพได้ว่า สิ่งที่คนหูหนวกไม่ได้ร่วมผลิตซ้ำซึ่งอัตลักษณ์ความเป็นไทย ก็คือภาษาไทย ความแตกต่างทางภาษานี้ เป็นส่วนสำคัญในการแบ่งแยกคนหูหนวกออกจากสังคม โดยเฉพาะหากยิ่งไม่มีการสนับสนุนโดยรัฐเพื่อให้คนทั่วไปในสังคมเข้าถึงภาษามือ คนหูหนวกก็ยิ่งกลายเป็นคนอื่นที่อยู่ร่วมกับคนไทย ที่ใช้ภาษาไทยในการพูดและสื่อสาร  

 

ในห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมคนหูหนวก ของวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า  คนหูหนวกคือชาติพันธ์ุหนึ่ง มีอัตลักษณ์และภาษาที่ชัดเจน แต่เรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องนอกตำรา 

ชวนคุยกับ อาจารย์พฤหัส ศุภจรรยา อาจารย์หูหนวกและ อาจารย์ณัฐวิชญ์ ศุภสินธุ์ อาจารย์หูดีประจำภาควิชาหูหนวกศึกษา วิทยาลัยราชสุดา  มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงความเป็นอื่นที่เกิดขึ้น ทำไมคนหูหนวกเรียกตัวเองว่ากลุ่มชาติพันธุ์ ทำไมคนหูดีถึงรู้จักคนหูหนวกน้อย และทำไมรัฐจึงให้ความสำคัญกับภาษามือและคนหูหนวกไม่มาก  

อาจารย์พฤหัส ศุภจรรยา (ซ้าย) และ อาจารย์ณัฐวิชญ์ ศุภสินธุ์ (ขวา)

Chapter 1 เป็นคนอื่นจากครอบครัว คนหูหนวกมีอัตลักษณ์และวัฒนธรรมต่างจากคนอื่นหรือไม่ 

พฤหัส: คนหูหนวกก็เหมือนคนทั่วไป เพียงแค่ไม่ได้ยินเสียง เสียงเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่หมายถึงเสียงทุกอย่าง ส่งผลให้คนหูหนวกทำอะไรเสียงดัง เช่น ทานข้าวไปเคาะโต๊ะไป นั่นเป็นเพราะเขาไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง พวกเขาอยู่ได้ด้วยการรับข้อมูลข่าวสารที่เป็นภาษามือ 

ณัฐวิชญ์: สังคมเราเป็นสังคมของคนหูดี หากเรานิยามความเป็นไทยคือต้องพูดภาษาไทย คนหูหนวกก็ถูกแยกออกไป รวมถึงคนไทยที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาหลักด้วย พวกเขากลายเป็นคนอื่นที่อยู่ในสังคมไทยทั้งสิ้น คนกะเหรี่ยงหรือมลายูเขาไม่ใช้ภาษาไทยเลย และเป็นภาษาที่ต่างจากภาษาไทยโดยชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นระบบไวยากรณ์ ระบบเสียง ความหมายคำ ปัญหาหนึ่งที่พวกเผชิญเช่นเดียวกับคนหูหนวกก็คือ การเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา เพราะบ้านเราเน้นการสอนโดยใช้ภาษาไทยเป็นสื่อกลาง หรือถึงแม้เขาสามารถเรียนจบได้และต้องการสอบข้าราชการก็ต้องผ่านการสอบเป็นภาษาไทย กลายเป็นว่าเกิดความเสียเปรียบ คนหูหนวกเองก็เสียเปรียบแบบนี้ตั้งแต่ระบบการศึกษา การเข้าทำงาน เพราะทุกระบบจำเป็นต้องใช้ภาษาไทยเป็นแกนหลัก แต่คนหูหนวกใช้ภาษามือ

ในมุมนักภาษาศาสตร์จะรู้ว่า ในไทยมีคนใช้ภาษาไทยภาคกลางเป็นภาษาหลักประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเราพูดภาษาอื่น คนส่วนใหญ่ของไทยพูดภาษาอีสาน ซึ่งเป็นภาษาในกลุ่มเดียวกับภาษาลาว แต่เมื่อแกนหลักของภาษาคือภาษาไทยภาคกลาง ภาษาย่อยอื่นๆ จึงกลายเป็นส่วนเกิน ทั้งที่ความจริงเราพูดภาษาอื่นมากกว่า

ชาติพันธ์ุคนหูหนวกแปลว่าอะไร

ณัฐวิชญ์: ชาติพันธุ์แปลว่าคน บางความหมายอธิบายว่าเป็นคนที่มีอำนาจน้อยในสังคม ไม่ใช่คนที่มีจำนวนน้อย คนอีสานเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่มีอำนาจน้อย แต่คนภาคกลางเป็นคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจมาก คนหูหนวกเป็นคนชาติพันธุ์เพราะมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง วัฒนธรรมของเขาถูกกันออกจากส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นภาษา การศึกษา เหมือนกับคนชาติพันธุ์อื่น เช่น คนมลายูในสามจังหวัดชายแดนใต้ แม้เด็กแถวนั้นพูดภาษามลายู แต่พอเข้าโรงเรียนต้องพูดภาษาไทย พวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพูดไทย เรียนเรื่องประเทศไทย วัฒนธรรมไทย ศาสนาพุทธ หรือเข้าวัดไทยทั้งที่ตัวเองเป็นมุสลิม หากเรียนจบแล้วอยากเป็นข้าราชการก็ต้องสอบด้วยภาษาไทย ซึ่งยากสำหรับเขา เราจึงเห็นพวกเขาเข้ามาทำงานและมีโอกาสเข้ามากำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับตัวเองได้น้อยมาก 

นี่คือส่วนหนึ่งของการกีดกันทางวัฒนธรรม ที่คนหูหนวกเผชิญเช่นเดียวกัน คนหูหนวกหลายคนถูกพัฒนาชีวิตแบบไม่ถามถึงความต้องการ คิดแบบแผนการศึกษาแล้วก็เอามาครอบให้คนหูหนวกทำตาม โดยไม่ได้มีส่วนร่วมกำหนดหน้าตาของการศึกษานั้นๆ   

บรรยากาศวิชาวัฒนธรรมคนหูหนวก

คนหูหนวกเริ่มต้นเรียนภาษามืออย่างไร

พฤหัส: ภาษาแรกของคนหูหนวกก็คือภาษามือ หลักๆ เกิดมาก็จะมีครอบครัว 2 ประเภท คือมีพ่อแม่เป็นคนหูดีหรือมีพ่อแม่เป็นคนหูหนวก สำหรับคนหูหนวกที่มีพ่อแม่เป็นคนหูดี มีโอกาสเจอปัญหาในการสื่อสาร ถึงพ่อแม่จะพยายามพูดแต่ลูกก็ไม่ได้ยินเสียง ส่งผลให้ระดับพัฒนาการทางภาษาของลูกช้ากว่าคนอื่น ในกรณีที่พ่อแม่และลูกเป็นคนหูหนวกทั้งครอบครัวและพวกเขาใช้ภาษาเดียวกัน บางครอบครัวก็ใช้ภาษามือธรรมชาติคือสร้างขึ้นมาเองเพื่อคุยกันในครอบครัว โดยมีภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง

คนหูหนวกที่โตมาในครอบครัวหูดี ถ้าพ่อแม่ไม่มีความพยายามสื่อสารกับลูกในทางที่ถูกต้อง คนหูหนวกก็จะมีพัฒนาการทางภาษาที่ช้า ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารดีขึ้น พ่อแม่หลายคนก็ปรับตัว และรู้ว่าต้องดูแลลูกหูหนวกอย่างไร อย่างไรก็ดี ยังมีครอบครัวจำนวนมากโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ที่เลี้ยงลูกตามสัญชาตญาณ สิ่งเหล่านี้ปรับเปลี่ยนได้ด้วยความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมคนหูหนวก หรือการเรียนภาษามือเพิ่มเติม แต่ในไทยไม่ค่อยผลักดันเรื่องนี้ พ่อแม่ที่มีลูกหูหนวกพวกเขาก็ยังต้องดิ้นรนทำงานหาเงินจนการดูแลลูกหูหนวกอาจเป็นไปได้ยาก ระบบราชการจึงควรเข้ามาสนับสนุน อย่างน้อยที่สุดก็คือเรื่องการสื่อสาร 

พ่อแม่หูดีมีลูกหูหนวก มักสื่อสารกันไม่ค่อยได้ ภาพหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนหูหนวกไม่ค่อยเข้าใจพ่อแม่ เพราะพ่อแม่เองไม่สามารถอธิบายความคิดเห็นและต้องการของตัวเองได้ การสอน ตักเตือน พูดคุย การแนะนำจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะสื่อสารกันเป็นคำๆ ไม่เป็นประโยค พ่อแม่หูดีบางคนไม่ยอมให้ลูกใช้ภาษามือ พอลูกใช้ก็ดึงมือลูกออก เพราะไม่ยอมรับความพิการที่เกิดขึ้นกับลูกของตัวเอง บางคนถึงขั้นไม่ยอมให้ลูกทำบัตรคนพิการเลยก็มี แต่หากพ่อแม่รู้ภาษามือก็จะสามารถอธิบายได้อย่างครบถ้วน รวมไปถึงเรื่องส่วนตัวอย่างการคุมกำเนิด การป้องกันการตั้งครรภ์ การป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ หากดูต่างประเทศเราจะพบว่า คนที่เกิดมาหูหนวก พวกเขาได้รับการดูแลจากพ่อแม่เป็นอย่างดี มีฐานทางภาษา ดีกว่าคนหูหนวกในไทยมาก 

ที่สวีเดนมีกฎหมายว่า ถ้าพ่อแม่หูดีมีลูกหูหนวก พ่อแม่จะต้องไปเรียนหรืออบรมภาษามือ ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของคนหูหนวก โดยมีรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย รัฐไทยไม่สนับสนุนนโยบายอะไรแบบนี้ เพราะมองว่าเป็นภายในครอบครัวทั้งที่ควรจะเข้ามาสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ 

ณัฐวิชญ์ : พ่อแม่หูดีที่ไม่ยอมให้ลูกใช้ภาษามือ เขาจะพยายามให้ลูกพูดได้ไม่ว่าจะวิธีการใดก็ตาม หลายคนให้ลูกหูหนวกเรียนร่วมกับคนหูดี หมอบางคนก็เชื่อแบบนั้นว่าภาษามือคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่พูด หมอบางคนไม่ได้มองภาษามือว่าเป็นภาษา แต่มองว่าเป็นท่าทางที่ขัดขวางพัฒนาการของเด็ก พอเด็กหูหนวกไปเรียนร่วมกับเด็กหูดีทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ก็ส่งผลต่อพัฒนาการและความรู้ของเขา เขาจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ภาษามือก็ไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ อ่านก็ไม่ได้ จากที่แปลกแยกอยู่แล้วก็แปลกแยกหนักเข้าไปอีก

ประเทศในแถบยุโรป โรงเรียนที่ทุกคนเรียนร่วมกัน ถ้าห้องเรียนนั้นมีคนหูหนวก เขาก็จะให้เพื่อนๆ ไปเรียนภาษามือเพิ่มเติม หรือแม้แต่ในหมู่บ้านหรือชุมชนไหนที่มีคนหูหนวกอาศัยอยู่ เขาก็จะให้ญาติพี่น้องหรือคนที่อยู่บริเวณนั้นไปเรียนภาษามือ ไม่ใช่แค่พ่อแม่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเขามองว่าทุกคนควรเรียนรู้ร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดความแปลกแยก การสนับสนุนเรื่องนี้มีความจำเป็นมาก แต่อาจเกิดขึ้นยากในไทยเพราะพื้นฐานบ้านเราไม่ใช่รัฐสวัสดิการ สวัสดิการทุกอย่างเป็นเรื่องยาก แม้แต่สวัสดิการพื้นฐานที่ควรมี บางอย่างก็ยังไม่มี หากรัฐต้องการให้พ่อแม่เรียนภาษามือ รัฐจะต้องสนับสนุนรายได้ที่อาจสูญเสียไปจากการหยุดประกอบอาชีพด้วย 

อาจารย์พฤหัส ศุภจรรยา

Chapter 2 เป็นคนอื่นจากสังคม ทำไมสังคมไทยถึงรู้จักคนหูหนวกน้อยเหลือเกิน 

ณัฐวิชญ์: เราต้องยอมรับก่อนว่าประเทศเรามีการสื่อสารและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ถ้าระบบราชการเราเปิดกว้างด้านภาษามากกว่านี้ ภาษาไทยไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาประจำชาติ ก็จะเกิดการยอมรับการมีอยู่ของภาษาอื่น อย่างในสหรัฐอเมริกาที่ไม่กำหนดภาษาประจำชาติ 

คนไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดเหมือนกันหรือใช้ภาษาเดียวกัน ระบบควรเปิดทางให้มีภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย พวกเราจะยอมรับได้หรือไม่หากนายกรัฐมนตรีพูดภาษามาลายู หรืออาจมีคนมองว่าเป็นเรื่องที่ผิดแปลกในสังคมเราเวลานี้ 

พฤหัส : ผมมีความรู้สึกแปลกแยกอยู่บ้างในฐานะเป็นคนหูหนวก  ตอนเด็กๆ เวลาเข้าไปเล่นกับเพื่อน ก็จะถูกคนหูดีล้อหรือแกล้ง พอโตขึ้นก็เข้าใจมากขึ้นว่าหูหนวกไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย ภาษามือไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย นี่เป็นภาษาของเรา แต่คนในสังคมรู้จักคนหูหนวกน้อยมาก ชอบเรียกพวกเราว่า คนใบ้ ซึ่งคำนี้กระทบจิตใจของคนหูหนวก เรามองว่าถ้าภาครัฐให้ความรู้ความเข้าใจและ ทัศนคติที่มีต่อคนหูหนวก อย่างน้อยที่สุดคือทำให้คนทั่วไปรู้ว่าไม่ควรเรียกคนหูหนวกว่าคนใบ้ ก็คงดี เพราะคำว่าใบ้ ในรากศัพท์ภาษาไทยแปลว่าไม่พูด คนเอามาเรียกเพราะคิดว่าคนหูหนวกไม่พูด ทั้งที่ความเป็นจริงภาษามือของเขาคือการพูด

นอกจากนี้ผมเองก็ไม่อยากยอมรับคำว่า ‘ผู้พิการทางการได้ยิน’ หรือ ‘ผู้บกพร่องทางการได้ยิน’ ที่ถูกใช้ในระบบราชการไทยเพราะ คำว่าผู้พิการทางการได้ยินมาจากภาษาอังกฤษคำว่า hearing impairment ถ้ามองอย่างเคารพวัฒนธรรมของคนหูหนวก ก็ไม่ควรใช้คำนี้ และใช้คำว่า Deaf ที่แปลว่าคนหูหนวกแทน เพราะคำนี้หมายถึงกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีภาษาเป็นของตนเอง พวกเขาใช้ภาษาที่มีการมองเห็นเป็นหลักไม่ใช่ภาษาผ่านเสียง แต่การเรียกว่า  hearing impairment คือการนับคนหูดีเป็นหลักแล้วมองคนหูหนวกว่า เป็นคนที่ไม่ได้ยิน ผ่านคำว่า impairment แปลว่า บกพร่อง การบอกว่าบกพร่องจึงพ่วงมากับการดูแล สงสารและสงเคราะห์

ภาษามือมีกี่ภาษา

พฤหัส : ไม่อาจทราบได้เพราะภาษามือแยกย่อยไปตามแต่ละประเทศ ผมอยู่ที่บ้านก็ใช้ภาษามือครอบครัว เรียกว่า  Homemade signed แม้แต่คำว่าพ่อแม่แต่ละครอบครัวก็แตกต่างกันไป บางครอบครัว ทำมือเป็นรูปหนวดหมายถึงพ่อ ลูบที่หน้าอกหมายถึงแม่ แต่บางคนก็ใช้นิ้วโป้งหมายถึงพ่อ นิ้วก้อยหมายถึงแม่ โรงเรียนคนหูหนวกจึงจะช่วยปรับความต่างนี้ให้ใช้ตรงกัน

ภาษามือแต่ละภูมิภาคก็มีความแตกต่างกัน อย่างคำว่าส้มโอ วัฒนธรรมภาษามือของภาคเหนือ ก็จะทำมือเป็นคำว่าส้ม แล้วก็สระโอ ภาคอีสานจะทำมือเป็นลูกส้มโอครอบหัว ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า ภาษามือถูกสร้างขึ้นผ่านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนแต่ละพื้นที่ จากวัฒนธรรมกลายเป็นคำศัพท์

ณัฐวิชญ์ : ภาษาคือพลวัตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่สามารถบอกได้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของวัฒนธรรมทางภาษา มองในมุมนักภาษาศาสตร์ ภาษาไทยเป็นภาษาที่พยายามทำให้เกิดค่ามาตรฐาน จนทำให้คนหลุดออกจากกรอบเหล่านี้ เช่นเดียวกับภาษามือที่มีพลวัต มีความลื่นไหลไม่หยุดนิ่ง

Chapter 3 เป็นคนอื่นจากรัฐไทย คิดว่ารัฐไทยมีความเข้าใจเรื่องคนหูหนวกและภาษามือมากน้อยแค่ไหน  

พฤหัส : ยังขาดความเข้าใจอยู่ กลุ่มคนหูหนวกพยายามสร้างความเข้าใจกับภาครัฐอยู่หลายครั้งว่า เราเป็นคนที่มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง เหมือนรัฐจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ แม้มีความพยายามเก็บข้อมูลแต่ก็ไม่เคยมีการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พอเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ เราก็ต้องมานั่งอธิบายใหม่ ขาดความต่อเนื่องในเรื่องนโยบายคนพิการ คนหูหนวกที่เป็นคนขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็เหนื่อยหน่ายและรู้สึกท้อ รัฐควรให้ความสำคัญมากกว่านี้ และอยากให้ลงมาเห็นว่าคนหูหนวกจริงๆ เป็นอย่างไร

ณัฐวิชญ์ : ตัวอย่างของความไม่เข้าใจ เช่น ในโรงเรียนสอนคนหูหนวก หรือบางคนเรียกโรงเรียนโสตศึกษา ก็ควรจะได้รับการประเมินแบบเฉพาะทาง แต่ปัจจุบันเมื่อครูต้องผ่านระบบส่วนกลาง ซึ่งน้อยมากที่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องคนหูหนวกหรือภาษามือ ปัญหาเฉพาะทางเช่นนี้ ทำให้คนที่เข้ามาไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญ บางคนก็ปรับตัวพยายามไปเรียนภาษามือเพื่อกลับมาสื่อสาร แต่ทำไปสักพักก็ถูกย้าย พอคนใหม่มาก็ไม่เป็นภาษามือเหมือนเดิม แม้โรงเรียนมีมาตรฐานของตัวเอง แต่ก็ไปต่อไม่ได้เนื่องจากข้อกำหนดส่วนกลางที่ไม่มีภาษามือในการสอบ 

และไม่ใช่แค่เรื่องโรงเรียนคนหูหนวกแต่ระบบราชการก็เป็นแบบนี้ การรับคนทั้งหมดสอบจากส่วนกลาง ทำให้ปัญหาคนหูหนวกไม่ถูกรับรู้ ขาดการตะหนักเรื่องความหลากหลายด้วยมาตรฐานหรือเกณฑ์ที่ยึดโยงแบบเดียว จนมองข้ามคนที่แตกต่าง อย่างการที่วัฒนธรรมหลักถูกจัดให้เป็นของคนหูดี แล้วบอกให้คนหูหนวกต้องเรียนรู้ เช่น เรื่องระดับของการพูด การใช้ภาษาต่างๆ มารยาทบนโต๊ะประชุมของคนหูดีเป็นอย่างไร ทำไมไม่ควรเคาะโต๊ะหรือทำให้เกิดเสียงที่น่ารำคาญ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมที่คนหูหนวกไม่ได้คำนึงถึง เพราะพวกเขาไม่ได้ยิน 

ณัฐวิชญ์ : ผมคิดว่าเพราะเราอยู่ร่วมกัน เราเรียนรู้เขา เขาเรียนรู้เรา เราต้องยอมรับว่าคนนั้นต่างกัน แต่เราจะเรียนรู้ร่วมกันได้  

ปัจจัยอะไรที่จะทำให้คนทั้งสองกลุ่มอยู่ร่วมกันได้

พฤหัส : มีวิธีการมากมายเลย แต่ถ้าดีที่สุดก็อยากเชิญชวนให้มาเรียนภาษามือ เรียนรู้ นำไปใช้ และเข้าใจคนหูหนวกมากขึ้น จะได้ไม่มองว่าคนหูหนวกใช้ภาษามือแล้วเป็นเรื่องตลก เราคาดหวังว่าวันหนึ่งภาษามือจะถูกยอมรับมากขึ้นและคนหูดีจะมีทัศนคติที่ดีต่อภาษามือ  

ณัฐวิชญ์ : ผมคิดว่าคนรอบตัวมีส่วนสำคัญ ที่จะต้องเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของคนหูหนวกก่อน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ผู้ดูแล ควรได้เรียนรู้และใช้ภาษามืออย่างคล่องแคล่วเพื่อสื่อสารกับคนหูหนวก คนทั่วไปที่อยากรู้จักคนหูหนวกก็ลองทักทายใช้ภาษามือเบื้องต้น ความเป็นเพื่อนมนุษย์สำคัญที่หนึ่ง ภาษาที่ใช้เป็นเรื่องถัดมา 

อาจารย์ณัฐวิชญ์ ศุภสินธุ์

รัฐทำอะไรได้บ้าง 

พฤหัส : อยากให้รัฐลงมาเห็นและสัมผัสให้เข้าใจปัญหาว่าคนหูหนวกเผชิญปัญหาอะไร จะได้ไม่มองว่าเราขาดแค่เรื่องงบประมาณหรือทุนในการสนับสนุนเพียงอย่างเดียว    

ณัฐวิชญ์ : คิดว่าเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือ ในนโยบายสาธารณะต่างๆ คนที่เกี่ยวข้องควรมีสิทธิกำหนด ไม่ใช่แค่ผู้มีอำนาจที่สามารถกำหนดได้ เช่น โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลต้องมีมาตรฐานทางการศึกษาแตกต่างกับโรงเรียนส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา วิธีเรียน วัฒนธรรม รวมทั้งเป้าหมายของผู้เรียน ควรจะเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายหรือมาตรฐานการศึกษาในพื้นที่ตัวเอง 

ล่ามภาษามือ 

  1. เพ็ญพักตร แก้วดี 

  2. ศักดา โกมลสิงห์



 

  





 

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนคนหูหนวกวิทยาลัยราชสุดาภาษามือล่ามภาษามือวัฒนธรรมคนหูหนวก
Categories: ThisAble

สภาคนพิการฯยื่นหนังสือเรียกร้องเบี้ยคนพิการถ้วนหน้า ชี้เป็นสวัสดิการพื้นฐานตามสิทธิ

Tue, 2020-10-06 12:02

วันนี้ (6 ต.ค.63) ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย, วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานฝ่ายกฎหมายและสิทธิมนุษยชนสภาคนพิการฯ และผู้นำองค์การคนพิการแต่ละประเภทได้ยื่นหนังสือถึงผู้แทนนายกรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลนำ “งบกลาง” มาจัดสรรปรับสวัสดิการเบี้ยความพิการเพิ่มจาก 800 บาทเป็น 1,000 บาทให้กับคนพิการจำนวนกว่า 800,000 คนอย่างถ้วนหน้า โดยในเอกสารแถลงการณ์ระบุว่า

สืบเนื่องจากวันที่ 28 ม.ค.63 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการปรับสวัสดิการเบี้ยความพิการจาก 800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือนให้กับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 1,103,065 คน ต่อมาเมื่อในวันที่ 28 เม.ย.63 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบหลักการให้ปรับสวัสดิการเบี้ยความพิการจาก 800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคน พิการและมีอายุไม่เกิน 18 ปีจำนวน 126,032 คน รวมจำนวนคนพิการที่ได้ปรับเบี้ยความพิการตามมติคณะรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้งเป็นนวน 1.2 ล้านคน โดยจะเริ่มจ่ายอัตราใหม่ในเดินต.ค.63 (อ่านที่นี่) ทว่ายังมีคนพิการจำนวนอีกประมาณ 800,000 คน จากจำนวนคนพิการที่ได้รับการออกบัตรประจำตัวทั้งหมด 2,030,800 คน ไม่ได้รับเบี้ยความพิการเพิ่มเป็น 1,000 บาท ทั้งที่ทุกคนล้วนมีต้นทุนในการดำรงชีวิตสูงกว่าคนทั่วไป 

สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยในฐานะองค์การขับเคลื่อนงานเชิงนโยบายและกฎหมายด้านคนพิการระดับชาติ รวมทั้งพิทักษ์สิทธิคนพิการ จึงขอให้รัฐบาลนำ “งบกลาง” มาจัดสรรปรับเบี้ยความพิการให้กับคนพิการอีก 8 แสนคนให้ครบถ้วน คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 1,920 ล้านบาท (800,000 คน x 200 บาท x 12 เดือน) หากรัฐบาลเมินเฉยที่จะเพิ่มสวัสดิการเบี้ยความพิการให้กับคนพิการแบบถ้วนหน้า จะทำให้คนพิการไม่ได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐานนี้อย่างทั่วถึง เท่าเทียมและเป็นธรรม ดังเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 20(9) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2556 อีกทั้งคนพิการที่มีสิทธิรับสวัสดิการเบี้ยความพิการดังกล่าวจะเกิดความสับสนด้วยเหตุเพราะรัฐบาลกำหนดลักษณะการจ่ายเงินที่แตกต่างกัน เนื่องจากรัฐบาลนำสวัสดิการขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิคนพิการมาผสมปนเปกับนโยบายชั่วคราวเพื่อสร้างความนิยมของรัฐบาลเอง เช่น นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หนำซ้ำการกระทำดังกล่าวยังสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างความแตกแยก ความเหลื่อมล้ำและ การเลือกปฏิบัติระหว่างคนพิการด้วยกันเอง อันถือได้ว่ารัฐบาลมีเจตนาที่จะทิ้งคนพิการไว้ข้างหลังและอาจจะนำมาสู่ความขุ่นข้องหมองใจจนคนพิการต้องไปร่วมชุมนุม

Livingข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจเบี้ยคนพิการสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยคนพิการ
Categories: ThisAble

Pages