ThisAble

Subscribe to ThisAble feed
Updated: 14 นาที 11 วินาที ago

17 สิทธิคนพิการที่ทุกคนควรรู้

Fri, 2020-07-03 14:15
17 สิทธิคนพิการ ที่ทุกคนควรรู้!

เปิด 17 สิทธิคนพิการที่ทุกคนควรรู้ ตั้งแต่เรื่องเบี้ยยังชีพ ค่าเดินทาง รักษาพยาบาล ไปจนถึงการปรับปรุงบ้านให้เหมาะสมกับความพิการ เพราะคนพิการมีสิทธิที่ใช้ได้ตลอด คนพิการเป็นคนไทย ไทยแปลว่าอิสระ คนพิการต้องสามารถเข้าถึงสิทธิและใช้ชีวิตได้อิสระ คนพิการไม่ยอมไปเป็นทาสคุณหรอกจ่ะ ! 

  1. จ้างงานคนพิการ

การจ้างงานคนพิการ ตามมาตรา 33 ที่ว่าด้วยเรื่องสถานประกอบการหรือหน่วยงานต้องจ้างผู้พิการในอัตราส่วน 100 : 1 คน และ มาตรา 35 หากไม่รับตามกำหนดตามมาตรา ม.33 ให้ส่งเงินเข้ากองทุน โดยมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ x 365 x จำนวนคนพิการที่ต้องรับเข้าทำงาน ในกรณีไม่รับพนักงานตาม ม.33 และไม่ประสงค์ส่งเงินเข้ากองทุน หน่วยงานหรือสถานประกอบการอาจช่วยเหลือหรือจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆแก่คนพิการได้

  1. เบี้ยคนพิการ

เบี้ยคนพิการ คนพิการจะได้รับเบี้ยคนพิการ 800 บาท/เดือน หากมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้รับเบี้ยความพิการ 1000 บาท/เดือน

  1. บริการล่ามภาษามือ 

ล่ามภาษามือ คนพิการทางการได้ยินและการสื่อสารมีสิทธิรับบริการล่ามภาษามือ โดยมีเงื่อนไขดังนี้ 

  1. ใช้บริการทางการแพทย์และการสาธารณสุข

  2. สมัครงานหรือติดต่อประสานงานด้านการประกอบอาชีพ 

  3. ร้องทุกข์การกล่าวโทษหรือพยาน ชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่น 

  4. เข้าร่วมประชุมอบรมหรือสัมมนา รวมทั้งเป็นผู้บรรยาย หน่วยงานหรือองค์กร เป็นผู้จัดซึ่งมี พิการทางการได้ยินเข้าร่วมด้วย 

  5. ติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ ขอรับบริการสาธารณะได้แก่

  • ทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน เปิดแสดงตนอื่นๆตามกฎหมาย จัดนิติกรรมสัญญาและการขออนุมัติ การอนุญาตต่างๆ

  • ขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย ให้ปากคำต่อเจ้าพนักงานทางกฎหมาย นอกเหนือจากข้อ 3 การไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทต่างๆ

  • ขอรับบริการสาธารณะอื่นเพื่อความจำเป็นพื้นฐาน ของคนพิการและบุคคลในครอบครัว 

อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวิธีการขอล่ามได้ (ที่นี่)

http://dep.go.th/Content/View/1343/2

  1. บริการผู้ช่วยคนพิการ (PA)

ผู้ช่วยคนพิการ (PA) คนพิการมีสิทธิที่จะได้รับบริการผู้ช่วยคนพิการ เมื่อต้องการความช่วยเหลือ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นคนพิการที่มีความจำเป็นต้องใช้ผู้ช่วยคนพิการ อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวิธีการได้ (ที่นี่)

          http://dep.go.th/Content/View/1339/1

  1. โควต้าลอตเตอรี่

โควต้าลอตเตอรี่ คนพิการสามารถรับฉลากกินแบ่งรัฐบาลไปขายได้ด้วยตนเองคนละไม่เกิน 6 เล่ม โดยลงทะเบียนกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือองค์กร มูลนิธิคนพิการที่ยื่นคุณสมบัติเป็นตัวแทนจำหน่าย 

เว็บไซต์กองสลาก https://www.glo.or.th/landing-page

  1. เงินกู้คนพิการ

เงินจาก “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” เพื่อเป็นทุน เพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ โดยบริการให้กู้ยืมนั้น คนพิการสามารถกู้ยืมเงินได้วงเงินไม่เกินรายละ 60,000 บาท หรือหากมากกว่าวงเงินให้รายละไม่เกิน 120,000 บาท โดยไม่เสียดอกเบี้ยและมีระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปี 

  1. ปรับสภาพที่อยู่อาศัย

ปรับสภาพที่อยู่อาศัย คนพิการสามารถขอเงินเพื่อปรับสภาพภายในที่อยู่อาศัยไม่เกินคนละ 20,000 บาท โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ 4 ด้าน ประกอบด้วย ได้แก่ 1.ด้านความปลอดภัย 2.การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ 3.การเตรียมการสำหรับในกรณีฉุกเฉิน และ 4.การจัดสภาพแวดล้อมในพื้นที่ใช้สอย

อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวิธีการได้ใน

https://www.thaihealth.or.th/Content/40654-%E0%B8%9E%E0%B8%81.%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20.html

  1. ค่าโดยสารอัตราพิเศษในการเดินทาง

สิทธิบริการค่าโดยสารอัตราพิเศษในการเดินทางด้วยระบบต่างๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

  1. รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ยกเว้นค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภท 

  2. รถไฟฟ้า BTS ยกเว้นค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภท 

  3. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) ลดหย่อนค่าโดยสารค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภทครึ่งราคา (ไม่รวมค่าธรรมเนียม)

  4. บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ลดหย่อนค่าโดยสารค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภทครึ่งราคา (ไม่รวมค่าธรรมเนียม)

  5. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ลดหย่อนค่าโดยสารครึ่งราคาสำหรับคนพิการทางการมองเห็น คนพิการทางการได้ยิน และคนพิการทางร่างกาย เฉพาะเส้นทางการบินในประเทศ โดย และ ลดหย่อนค่าโดยสารร้อยละ 25 สำหรับผู้ช่วยเหลือคนพิการ 

  6. การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ลดหย่อนค่าโดยสารค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภท 50 % (ไม่รวมค่าธรรมเนียม) ใช้ได้เฉพาะช่วง 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. ของทุกปี

  7. บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา  ยกเว้นค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภท

  8. แอร์พอร์ตเรลลิงก์ ยกเว้นค่าโดยสารสำหรับคนพิการทุกประเภท *** โดยคนพิการต้องแสดงสมุดหรือบัตรประจำตัวคนพิการต่อเจ้าหน้าที่ และมีรายละเอียดเงื่อนไขต่างกัน กรุณาศึกษาเพิ่มเติม *** 

         อ่านรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่

http://www.1479hotline.org/archives/2318

  1. ส่งเสริมอาชีพ

คนพิการสามารถรับคำแนะนำในการประกอบอาชีพให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง

  1. ฟื้นฟูสมรรถภาพ

คนพิการสามารถใช้บริการอย่างครบวงจร และหากมีบัตรทอง (ท.74) สามารถใช้บริการสาธารณสุขของรัฐได้ทุกแห่ง ทั้งการฟื้นฟู อาชาบำบัด วารีบำบัด

  1. เรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี

คนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาและอำนวยความสะดวกโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

  1. ลดหย่อนภาษีคนพิการและผู้ดูแล

หากคนพิการมีรายได้ไม่เกิน 190,000 บาท/ปี จะได้รับการยกเว้นภาษี และผู้ดูแลสามารถลดหย่อนภาษีได้ปีละ 60,000 บาท/ปี

อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวิธีการได้ใน

https://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/kormor/528.pdf

  1. ยืมอุปกรณ์กระทรวงดิจิตัล

ยืมอุปกรณ์กระทรวงดิจิตัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม การยืมอุปกรณ์ ICT ของภาครัฐ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์ ต้องใช้สำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ 1 ฉบับและสำเนาทะเบียนบ้านคนพิการ 1 ฉบับ 

อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวิธีการได้ใน

https://www.nectec.or.th/ace2019/wp-content/uploads/2019/09/20190909_SS04_Wansiri.pdf

  1. ยืมอุปกรณ์การท่องเที่ยวและกีฬา

สำหรับคนพิการที่มีความจำเป็นพิเศษทางการศึกษา สามารถขอยืมอุปกรณ์พลศึกษา เช่น บ็อคเซีย ลูกบอลมีเสียง และลูกบาสเกตบอลมีเสียง

  1. อุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ

หากคนพิการเข้ารับการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสถานพยาบาลต้องจัดหาอุปกรณ์เทียม หรือเครื่องคนพิการให้ หากไม่มีให้เบิกจากศูนย์สิรินธร กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

  1. งบสงเคราะห์

งบสงเคราะห์ เงินที่จัดหาให้คนพิการ เช่น เบี้ยคนพิการ,เงินในการปรับสภาพที่อยู่อาศัย,การกู้ยืมเงินทุนในการประกอบอาชีพ หรือการเข้ารับการศึกษารวมทั้งการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

อ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวิธีการได้ที่

http://dep.go.th/Content/View/1345/2

  1. กองทุนเงินออมวันละบาท (พอช.)

ข้อมูลจากสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย

ปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่ 1 ก.ค. 2563


 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนแรงงานสุขภาพสิทธิคนพิการ
Categories: ThisAble

ขึ้นภูกระดึงไปกับคนตาบอด | VISIBLEME EP.01

Fri, 2020-07-03 13:50

ยินดีต้อนรับสู่ VISIBLEME พอตแคสต์ที่จะทำให้คุณรู้จักตัวตนของคนตาบอดในแบบที่คุณก็อาจไม่เคยเห็นมาก่อน มอส ปราโมท ชื่นขำ หนุ่มตาบอดเรียนดี ดีกรีนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ เขาชื่นชอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเดินป่า กับประสบการณ์เดินเขามามากกว่าสิบครั้ง

การเดินป่าของคนตาบอดจะเป็นอย่างไร ? ทำไมมองไม่เห็นแล้วอยากไปดูยอดดอย ? แล้วภูกระดึงในแบบของคนตาบอดเป็นอย่างไร ? มาสัมผัสได้ใน VISIBLEME ตอนนี้กันเลย

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมกีฬาสุขภาพpodcastพอตแคสต์คนตาบอด
Categories: ThisAble

การเมืองพิกลทำคนพิการ

Fri, 2020-07-03 09:47

14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19, พฤษภา 35, เมษา-พฤษภา 53, เสื้อแดง, เสื้อเหลือง, กปปส. ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นคำที่เราใช้จดจำเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เกือบทุกเหตุการณ์นอกจากอุดมการณ์ที่แข็งกล้าและความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าการสูญเสียเป็นเรื่องที่แทบจะเลี่ยงไม่ได้ นอกจากผู้เสียชีวิต ที่บ้างก็ถูกยกย่องให้เป็นวีรชน บ้างก็ถูกบอกให้เป็นผู้ผิดแล้ว ก็ยังมีผู้ที่มีชีวิตแต่ต้องติดอยู่กับบาดแผล บางคนพิการและได้รับการเยียวยา ส่วนหลายคนไม่เคยได้รับแม้แต่คำขอโทษ

"การเมืองพิกล ทำคนพิการ" ThisAble.me X Prachatai คุยกับผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง บางคนสูญเสียดวงตา บางคนสูญเสียขา รับฟังความรู้สึกจากการสูญเสีย เพื่อเรียนรู้และเข้าใจร่วมกันว่าเราทุกคนล้วนเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและมีบาดแผลไม่ต่างกัน

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตการเมือง
Categories: ThisAble

เพศศึกษาในสายตาคนพิการ

Fri, 2020-07-03 09:17

"ครูที่สอนสุขศึกษาไม่ควรเป็นครูที่สอนวิชาอื่น เขาควรจะเป็นครูที่อบรมมาในด้านนี้โดยเฉพาะ และมองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่บอกว่าน่าเกลียดและต้องไม่ทำให้เรื่องนี้ดูน่าเกลียด" แล้ววิชาวิชาเพศเป็นอย่างไรในความทรงจำของคุณ? ตั้งแต่เรื่องเพศสัมพันธ์ การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การคุมกำเนิด ไปจนถึงทัศนคติต่อเรื่องเพศ คุยกับเยาวชนพิการเรื่องวิชาเพศศึกษาที่พวกเขาเคยเรียน และวิชาเพศศึกษาที่พวกเขาอยากให้เป็น

Mediaมัลติมีเดียสุขภาพความต้องการทางเพศความหลากหลายทางเพศ
Categories: ThisAble

คาดเลื่อน! จ่ายเงินเยียวยากลุ่มเปราะบางจาก มิ.ย.เป็นภายใน 20 ก.ค.ทั้งก้อน 3,000 บาท

Tue, 2020-06-30 17:41

ก่อนหน้านี้ มีการระบุว่า เงินเยียวยากลุ่มเปราะบางจากโควิด-19 จะจ่ายได้ภายในเดือนมิ.ย. 63 โดยแบ่งเป็น 2 งวดในเดือน มิ.ย.และ ก.ค. (อ่านที่นี่) แต่ล่าสุด อนุกูล ปีดแก้ว รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า เงินเยียวยากลุ่มเปราะบางดังกล่าว จะจ่ายรวดเดียว 3,000 บาท ภายในวันที่ 20 ก.ค.

เงินเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ครอบคลุมถึงคน 3 กลุ่ม จำนวนรวม 6,781,881 คน ได้แก่ เด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวน 1,394,756 คน, ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จำนวน 4,056,596 คน และคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ จำนวน 1,330,529 คนโดยทั้งหมดนี้เป็นคนที่มีข้อมูลอยู่ตามฐานข้อมูลอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนรับสิทธิเพิ่มเติม

สำหรับการจ่ายเงินเดิมจะถูกแบ่งเป็น 3 เดือนคือ พ.ค., มิ.ย. และก.ค. โดยคนที่จะได้รับเงินนี้จะต้องไม่เป็นผู้ที่รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลในโครงการเราไม่ทิ้งกัน, เยียวยาเกษตรกร หรือประกันสังคมมาก่อน โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียน อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่เพิ่งจะเข้าเกณฑ์ เช่น คนที่อายุเพิ่งครบ 60 ปีในช่วงพ.ค.ที่ผ่านมาก็สามารถแจ้งความประสงค์กับ พม.จังหวัดได้ ทั้งนี้การจ่ายเงินมี 2 ทาง คือกรมบัญชีกลางโอนเงินเยียวยาโดยตรงไปยังบัญชีธนาคารที่เคยได้รับเงินอุดหนุนรายเดือนอยู่เดิม หรือกรมบัญชีกลางโอนเงินไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำจ่ายเป็นเงินสดให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่รับเงินเป็นเงินสดอยู่เดิม หากพบปัญหาสามารถโทรสอบถามได้ที่ สายด่วนพม.1300

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนโควิด-19คนพิการเงินเยียวยากลุ่มเปราะบาง
Categories: ThisAble

จ่ายเยียวยากลุ่มเปราะบางจากโควิด-19 ก้อนแรก 2,000 บาท มิ.ย.นี้ 6.7 ล้านคน

Tue, 2020-06-23 15:50

หลังมีข่าวการมอบเงินเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ล่าสุดเฟซบุ๊กเพจไทยคู่ฟ้า ได้โพสต์รายละเอียดเพิ่มเติมของมาตรการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพ.ค. – ก.ค. 63

ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบจ่ายเงินเยียวยากลุ่มเปราะบางผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 63 ที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และกลุ่มคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ รวมทั้งสิ้น 6,781,881 ราย

ทั้งนี้ ไม่ใช้ทุกคนจากทั้งสามกลุ่มที่จะได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว เพราะจะต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิจากมาตรการช่วยเหลือเยียวยาของกระทรวงการคลัง, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงแรงงาน (สำนักงานประกันสังคม) มาก่อน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะจัดสรรเงินตามฐานข้อมูลผู้รับเงินอุดหนุนรายเดือนที่มีอยู่ และไม่ต้องลงทะเบียนใหม่เพื่อขอรับสิทธิช่วยเหลือเยียวยาตามมาตรการนี้

การจ่ายเงินจะแบ่งเป็น 2 รอบ คือ
• รอบที่ 1 จ่ายเงินภายในเดือน มิ.ย. 63 จำนวน 2,000 บาท ซึ่งเป็นยอดของเดือน พ.ค. - มิ.ย. 63

• รอบที่ 2 จ่ายเงินภายในเดือน ก.ค. 63 จำนวน 1,000 บาท

ผ่านช่องทางเดียวกับเงินอุดหนุนรายเดือนที่เคยได้รับ ทั้งการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือเงินสดผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม.เห็นชอบเยียวยากลุ่มเปราะบาง 13 ล้านคน 1 พันบาท 3 เดือน

Livingข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสุขภาพโควิด-19เงินเยียวยากลุ่มเปราะบางคนพิการ
Categories: ThisAble

เพราะสื่อคือแสงสว่างของคนหูหนวกในภาวะวิกฤต ?

Mon, 2020-06-15 22:34

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า โรคที่เกิดขึ้นในปีนี้อย่างโควิด-19 ได้สร้างผลกระทบ กับคนทุกกลุ่ม ทุกสถานะอย่างมาก ตัวเลขผู้ติดเชื้อหลายล้านคนทั่วโลก และกว่าสามพันคนในไทยคงเป็นเครื่องยืนยันความน่าสะพรึงกลัว ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มคนพิการ 

ย้อนกลับไปในช่วงแรกของการระบาด เราจะพบว่าโควิด-19 ถูกเรียกด้วยชื่อหลากหลายแบบ ตั้งแต่ โคโรน่าไวรัส ไวรัสอู่ฮั่น จนไปถึงโควิด-19  มีข้อมูลของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรค การปฏิบัติตัว นโยบายการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social distancing เกิดขึ้นมากมาย ทั้งจริงและไม่จริง สร้างความสับสนให้แก่ผู้คน โดยเฉพาะคนหูหนวกที่เข้าไม่ถึงข้อมูลอยู่แล้วแม้จะเป็นสถานการณ์ปกติก็ตาม คำถามที่เกิดขึ้นคือในช่วงสภาวะวิกฤตแบบนี้พวกเขาเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากแค่ไหน รวดเร็วเพียงใด สอดรับกับความช่วยเหลือที่ต้องการหรือไม่ สื่อมีความสำคัญต่อคนหูหนวกมากเพียงใด เราอยากชวนคุณปรับมุมมองสู่โลกที่ไร้เสียง ดูผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนหูหนวกในช่วงวิกฤตเช่นนี้

เข้าไม่ถึงข้อมูลเป็นปัญหาใหญ่

ดา-สุชาดา จิตรสุภาพ เป็นล่ามภาษามือนานกว่า 20 ปี เธอเรียนรู้ภาษามือมาตั้งแต่เด็กเพราะมีคนในครอบครัวเป็นคนหูหนวก วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนหูหนวกจึงเป็นสิ่งที่คุ้นเคย เธอเล่าว่า ในช่วงโควิด-19 คนหูหนวกเผชิญทั้งปัญหาการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารที่ไม่ชัดเจน ผลกระทบจาก Social distancing รวมไปถึงการเยียวยาความเดือดร้อนจากภาครัฐที่เข้าไม่ถึง

สุชาดา: คนหูหนวกส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่า ในสถานการณ์ปกติข่าวภาษามืออยู่ช่องไหน ภาคเที่ยงมีช่องไทยพีบีเอส ช่องสาม ช่องทรู ช่องทีเอ็นเอ็น และ ช่อง 11 แต่พวกเขาไม่รู้ว่ามีแถลงสดจากศูนย์ฯ หรือรัฐบาล หลายคนเพิ่งรู้จากรายงานสถานการณ์เป็นภาษามือ รายการ big sign  ของไทยพีบีเอส ที่ได้สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทยและคนหูหนวกช่วยกันแชร์

ช่วงแรกที่เกิดโควิด-19 เป็นปัญหากับคนหูหนวกมาก เพราะข่าวสารมีความหลากหลาย และยังไม่ได้รับการกลั่นกรอง คนหูหนวกคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาวิตกจริตมากเพราะไม่แน่ใจว่าสาเหตุของโรคมาจากไหน ค้างคาวหรืองู ตกลงแล้วมาจากไหนกันแน่ ซึ่งเราเองก็ได้แต่ตอบว่าไม่มั่นใจ เพราะเวลานั้นยังไม่มีใครทราบ แต่คนหูหนวกยิ่งเครียดยิ่งกังวลมากกว่า เพราะเขาไม่มีข้อมูลเลยว่า ติดกันแบบไหน คนสู่คนหรือไม่ ป้องกันอะไรได้บ้าง ช่วงที่ทุกคนต้องการข้อมูลข่าวสาร ก็เป็นช่วงที่คนหูหนวกต้องการเหมือนกัน แต่กลับไม่มีข้อมูลที่เข้าถึงได้

ช่วงแรกที่รัฐบอกให้กักตัวอยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ คนหูหนวกมีคำถามมากมาย เขาถามว่า จะอยู่บ้านได้อย่างไร กินยังไง แม้ช่วงแรกยังพออยู่กันได้ แต่พอถึงช่วงที่มีการปิดสถานประกอบการ คนหูหนวกจำนวนมากก็ตกงาน แล้วใครจะช่วยพวกเขา จะเอาเงินจากไหนมาใช้เมื่อไม่ได้ทำงาน คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบพวกเขาได้

 

การกักตัวอยู่บ้านตามหลัก Social distancing ทำให้คนหูหนวกโดดเดี่ยว หากในบ้านเขาเป็นคนเดียวที่หูหนวกและไม่สามารถสื่อสารกับใครได้ เขาก็ไม่มีสังคม คนหูหนวกอยากจะพูดคุยสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเหมือนกับคนอื่นๆ ในสังคม เพราะอยู่บ้านแล้วก็ไม่มีใครให้ข้อมูล ไม่มีใครพูดคุย แม้ไม่ได้อยากออกไปเสี่ยงหรือมั่วสุม แต่ก็ไม่มีทางเลือกมากนัก คนหูหนวกจึงมักออกไปหาเพื่อนหูหนวก แต่เมื่อจากบ้าน คนหูดีในครอบครัวก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมคนหูหนวกไม่ยอมกักตัว กลายเป็นพวกดื้อเอาเชื้อมาติดคนในบ้านอีก

คนพิการหลายคนเข้าไม่ถึงการเยียวยาจากภาครัฐ ไม่ใช่แค่คนหูหนวกแต่กระทบคนพิการทุกประเภท คนพิการแขนขาบางคนก็ต้องอาศัยญาติพี่น้องลงให้ ถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟนก็ลงทะเบียนรับสิทธิไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อจำกัด พ่อเราเป็นคนหูหนวก ก็ยังมีเราคอยอธิบายให้ฟัง แต่อย่าลืมว่ามีคนหูหนวกที่อยู่คนเดียว บางคนอ่านหนังสือไม่ออกก็ตกขอบหมด มีคนหูหนวกที่ไม่รู้มาตรการอะไรเลย เช่น ถ้าขายเสื้อผ้าที่แผงลอยจะลงทะเบียนเยียวยาได้ไหม รายละเอียดเหล่านี้ไม่มีใครตอบในรูปแบบภาษามือ แค่เพียงทำเป็น QR Code นำไปสู่ขั้นตอนการรับเงินเป็นภาษามือ คนหูหนวกก็จะเข้าถึงได้มากขึ้น

ล่าสุดนโยบายของ กสทช. ที่ให้ใช้อินเตอร์เน็ตฟรี 10 GB คนหูหนวกชอบมากรีบสมัครกันใหญ่เพราะ อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นทำให้พวกเขาคุยวีดิโอคอลได้มากขึ้น แต่ปรากฎว่า ใช้ได้แป๊ปเดียวก็หมด เพราะการคุยผ่านกล้องใช้อินเตอร์เน็ตเยอะ นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดีในช่วงที่ไม่มีรายรับ เพราะคนหูหนวกมีความจำเป็นต้องใช้ ยิ่งในช่วงที่ออกไปเจอใครไม่ได้ก็ยิ่งอยากจะพูดคุย 

สื่อสำคัญมากในสภาวะวิกฤต

ภาษามือทำให้คนหูหนวกเข้าถึงข้อมูลได้อย่างชัดเจน ได้รู้ว่าช่วงนี้มีคนเจ็บกี่คน เสียชีวิตกี่คน ต้องระวังแค่ไหนหากไปในจุดเสี่ยง จังหวัดไหนมีคนป่วยบ้าง เป็นพื้นที่ที่มีญาติหรือคนในครอบครัวอาศัยอยู่หรือเปล่า ช่วงที่ผ่านมามีการเคอร์ฟิว จำกัดเวลา คนหูหนวกหลายคนก็เพิ่งเข้าใจว่า เคอร์ฟิวคือห้ามออกจากพื้นที่บ้านตัวเอง การไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าถึงได้ ทำให้คนหูหนวกได้ข้อมูลกันแบบผิดๆ ถูกๆ พอมีรายการ  Big sign  รายงานข่าวภาษามือขนาดใหญ่ครึ่งจอที่คนหูหนวกเห็นได้ชัดกว่าล่ามภาษามือบนจอทีวีทั่วไป เขาก็รับข้อมูลได้มากขึ้น

คนหูหนวกเป็นคนไทยเหมือนกัน มีสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญคือต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ คนหูหนวกไม่อยากเป็นภาระกับใคร โดยเฉพาะเวลามีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม คนหูดีอาจรู้เรื่องจากข่าว แต่คนหูหนวกรู้ช้ากว่า คนหูหนวกก็ต้องขอความช่วยเหลือจนคนหูดีก็รู้สึกว่าคนหูหนวกเป็นภาระที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ฉะนั้นหากทำให้ คนทั้ง 2 กลุ่มรับสารอย่างเท่าทันกันปัญหานี้ก็จะไม่เกิด

เราคิดว่า ควรต้องมีกลไกในการให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่านี้ ในทุก วินาทีที่คนหูดีได้รับข้อมูลข่าวสารคนหูหนวกก็ควรได้รับเช่นกัน บางคนบอกว่า รายการออกช่วง ตีสามถึงตีห้าไม่มีคนหูหนวกมาดูหรอก เราก็บอกเขาว่าอย่าไปคิดแบบนั้น มีคนหูหนวกที่เลิกงาน นอนไม่หลับหรือทำงานกลางคืนเหมือนคนอื่นทั่วไป หรือหากคิดว่าไม่มีคนดูแล้วจะมีรายการช่วงนั้นไปทำไม หากมีรายการแล้วทำไมคนหูหนวกถึงไม่มีสิทธิดู นอกจากกนี้ รายการที่มีภาษามือในบ้านเราส่วนมากเป็นรายงานข่าว ทั้งๆที่คนหูหนวกก็อยากดูละคร ดูรายการทำอาหาร สาระบันเทิง รายการตลก เหมือนกันกับคนอื่น

Big sign ทำสื่อให้ถึงมือคนหูหนวกในช่วงโควิด-19

หนึ่งในสื่อที่แปลกตาที่สุดในช่วงโควิด-19 คงหนีไม่พ้นรายการ  Big sign รายงานข่าวภาษามือที่มีขนาดใหญ่ครึ่งจอ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาในช่วงสถานการณ์ รายการได้รายงานสถานการณ์จากสองที่ คือศูนย์โควิด-19 ทำเนียบรัฐบาล และกระทรวงสาธารณะสุข ที่มี กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อใหม่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย 

กนกพร : ช่วงเลือกตั้งปี 2562 เรามีรายการพิเศษที่ชื่อว่า ‘สิบวัน พันนาที ชี้อนาคตประเทศไทย’ ทำนโยบายพรรคการเมืองให้เป็นภาษามือ ตอนนั้นตั้้งเป้าหมายว่า คนพิการอยากดูอะไร พวกเขาควรรู้อะไรและมีเรื่องไหนที่ควรจะสื่อสาร

ตอนทำรายการ ‘หนึ่งวัน พันนาที’ แม้จอล่ามค่อนข้างใหญ่แต่ไม่เท่าปัจจุบัน คือขนาดใหญ่กว่าในทีวีทั่วไป เป็น 1 / 3 ของจอ หลังจากโครงการเลือกตั้งปี 2562 ก็มาที่งานพระราชพิธีสำคัญ โดยเลือกจากเหตุการณ์ที่คนในสังคมให้ความสนใจ และมีความสำคัญกับประเทศ หลังจากก็ต่อยอดไปอีกเพราะคนหูหนวกไม่ควรรู้แค่ข่าวสาร จึงขยายไปยังเนื้อหาบันเทิงและสารคดีข่าวด้วย

โดยเอารายการในสถานีมาทำเป็นภาษามือ ที่เป็นรายการสำหรับทุกช่วงอายุ เช่น รายการหม้อข้าวหม้อแกง เกี่ยวกับเด็กทำอาหาร, รายการยินดีที่ได้รู้จัก สำหรับช่วงวัยทำงาน , รายการดูให้รู้ ที่เกี่ยวกับเรื่องราวในต่างประเทศ และสุดท้ายเป็นละครซิทคอมแก๊งค์เก๋าเขย่าครัว เป็นซิทคอมเกี่ยวกับผู้สูงอายุ รายการเหล่านี้น่าจะตอบโจทย์คนหูหนวกได้ไม่มากก็น้อย 

เราดำเนินงานมาเรื่อยๆ จนต้นปีที่ผ่านมาเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทีมงานจึงเสนอว่าน่าจะมีการรายงานสถานการณ์เป็นภาษามือ หลังประสานไปยังสมาคมคนหูหนวก เพื่อขอล่ามภาษามือแปลข่าว สมาคมตอบรับไวมากและทำงานร่วมกันนานนับเดือนแล้ว โดยรายงานแถลงการณ์จากกระทรวงสาธารณะสุข ตัวเลขผู้ติดเชื้อ การปฏิบัติตัว และการป้องกัน 

แต่พอทำไปได้ครึ่งเดือน สถานการณ์ดูเหมือนจะตึงเครียดขึ้น มีแถลงการณ์จากรัฐบาลเพิ่มขึ้นมาทั้้งเรื่องนโยบายและกฏหมาย เราจึงทำเพิ่มอีกหนึ่งช่วง  เท่ากับหนึ่งวันเรามีสองตอน คือ 11-12.00 น. จากทำเนียบรัฐบาล บ่าย 13-14.00 น. จากกระทรวงสาธารณะสุข

คนดูไม่เยอะแต่ต้องทำให้มี

มีคนเข้าถึงประมาณหนึ่งแต่ไม่ได้มากเพราะเป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม  โชคดีที่กลุ่มเป้าหมายช่วยกันกระจาย ความโชคดีของไทยพีบีเอสคือ เราเป็นองค์กรที่มีศักยภาพพร้อม ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือและนโยบายแนวทางการปฏิบัติที่ว่าประชาชนทุกคนควรเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ เมื่อนโยบายและทิศทางมาทางนี้ บวกกับเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อม รายการก็เกิดขึ้นจริงได้ แม้ช่องอื่นอาจมีทรัพยากรเหมือนกันแต่หากมองเชิงธุรกิจก็จะพบว่า การทำอะไรแบบนี้นั้นไม่คุ้มค่า เพราะใช้ทรัพยากรค่อนข้างมากและไม่สามารถวัดเรทติ้งได้ ไม่สามารถเรียกไลค์และแชร์ได้ แต่รายการนี้ทำแล้วมีประโยชน์เพราะสามารถอธิบายเรื่องการเข้าถึงสื่อได้อย่างชัดเจนและเหมาะสมที่สุด

ในอนาคตอยากจะทำรายการเพื่อคนหูหนวกโดยเฉพาะ เป็นเนื้อหาใหม่ๆ ไม่ใช่เอารายการที่มีมาใส่ภาษามือเพียงอย่างเดียว ในช่องอื่นมีรายการข่าวที่มีช่องล่ามอยู่แล้ว  แต่มิติของชีวิตไม่ได้มีแค่เรื่องข่าว ยังมีสาระบันเทิงหรือสุนทรียะอื่นที่คนอยากเข้าถึง รายการนี้ทำให้เรา ได้เรียนรู้วิถีชีวิตและวิธีคิดของคนหูหนวก ได้เห็นปัญหาที่เราไม่เคยรู้หรือคาดคิดมาก่อน คนหูดีเวลามีปัญหากันยังสามารถพูดคุยกันได้ แต่คนหูหนวกไม่สามารถสื่อสารกับคนหูดีได้ การทำงานตรงนี้จึงทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น และได้เห็นว่าคนพิการไม่ใช่คนที่น่าสงสารเลย และคงไม่มีใครอยากถูกสงสาร 

ทำอย่างไรให้ถึงมือคนหูหนวก

จากบทสัมภาษณ์ของวิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ในรายการล้อมวงข่าว ช่องไทยพีบีเอส ได้ระบุถึงปัญหาด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนหูหนวกว่า

 

วิทยุ : อีกปัญหาที่สำคัญคือการมีล่ามไม่เพียงพอ คนหูหนวกที่ขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการมีจำนวน 3 แสนคน หลายคนเข้าไม่ถึงสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น โทรศัพท์มือถือจึงทำให้เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร และมีคนหูตึงบางส่วนที่ใช้ภาษามือไม่ได้ ที่ต้องการคำบรรยายใต้ภาพ การแถลงข่าวสำคัญต่างๆ ที่เป็นข่าวรวมการเฉพาะกิจ ไม่มีทั้งจอล่ามและคำบรรยาย เขาจึงต้องการให้มีการแก้กฎหมาย เรื่องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนทุกกลุ่มอย่างชัดเจน 

ทั้งนี้ เครือข่ายคนหูหนวกก็ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูล จัดทำคลิปสาธิตการป้องกันโรค  โรงเรียนเศรษฐเสถียรก็มีการทำข้อมูลสำหรับเด็ก อย่างไรก็ดี จอล่ามภาษามือในปัจจุบันมีแค่ในช่วงข่าว แถมบางครั้งก็แปลไม่ชัดเจน ทำให้คนหูหนวกต้องดูหลายๆ ช่องมาเทียบ 

อีกปัญหาที่สำคัญคือล่ามภาษามือมีไม่เพียงพอ แหล่งผลิตล่ามภาษามือมีอยู่ที่เดียวคือ วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล  จึงควรสนับสนุนให้คนอื่นมีโอกาสทำความรู้จักภาษามือมากขึ้น อาจเป็นวิชาเลือกเหมือนกับภาษาอื่นๆ ที่สอนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย และรัฐบาลควรมีจอล่ามในแถลงการณ์สดต่างๆ  ปัจจุบันคนหูดีได้ยินเสียง แต่คนหูหนวกใช้ได้แค่สายตา การมีล่ามจึงจำเป็นเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงในทุกช่วงที่ออกอากาศ

 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพคนหูหนวกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทยcovid-19
Categories: ThisAble

ชวนส่อง! มีอะไรใหม่ในร่างกฎกระทรวงสิ่งอำนวยความสะดวกฯ ตัวล่าสุด

Mon, 2020-06-15 13:57

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับคนพิการและคนชรา ฉบับที่ .. พ.ศ. …. (อ่านที่นี่) ซึ่งปรับปรุงแก้ไขจากกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการ ทุพพลภาพและคนชรา พ.ศ.2548 ที่กำหนดให้อาคารดังต่อไปนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามกำหนดในกฎกระทรวง ได้แก่ อาคารที่ให้บริการสาธารณะ เช่น โรงมหรสพ หอประชุม โรงแรม สถานศึกษา หอสมุด อาคารประกอบของสนามกีฬากลางแจ้งหรือสนามกีฬาในร่ม, สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธาณสุขและ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและอาคารที่ทำการราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจและองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย โดยสามารถเปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่างได้ดังนี้

  นิยามพื้นที่หลบภัยที่เป็นไปตามมาตรฐาน

กฎกระทรวงฉบับปี พ.ศ.2548 ไม่มีการระบุถึงพื้นที่หลบภัย ขณะที่ร่างแก้ไขกฎกระทรวงล่าสุดระบุถึงพื้นที่หลบภัยภายในอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษเท่านั้น จึงทำให้อาคารที่ครอบคลุมอยู่ตามกฎกระทรวงต้องมีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป มีพื้นที่รวมกันทุกชั้นหรือชั้นใดชั้นหนึ่งตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. ขึ้นไป หรืออาคารที่มีความสูงเกิน 15 เมตร และมีพื้นที่รวมกันทุกหรือชั้นใดชั้นหนึ่ง เกิน 1,000 ตร.ม. ที่ต้องจัดให้มีพื้นที่หลบภัย (Area of Refuge) ระบบการเตือนภัย และการขอความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินเป็นไปตามมาตรฐาน

 

อย่างไรก็ดี อาคารอื่นที่แม้จะมีหลายชั้นกลับไม่อยู่ในข้อบังคับของกฎกระทรวงนี้ ซึ่งอาจทำให้คนพิการที่อยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ในอาคารขนาดเล็กหรือกลางได้รับอันตรายหากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยอันตรายต่างๆ เช่น ไฟไหม้จนทำให้ไม่สามารถใช้งานลิฟต์โดยสารได้ รวมทั้งข้อกำหนดนี้ไม่รวมถึงพื้นที่นอกอาคาร และสถานีรถไฟต่างๆ 

  ข้อกำหนดของอาคาร

กฎกระทรวงกำหนดให้อาคารตามกรอบข้างต้น ต้องจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก

โดยในกฎกระทรวงปี 2548 มีการระบุถึงอาคารประเภทสำนักงาน ซึ่งสามารถตีความครอบคลุมถึงสำนักงานบริษัทเอกชน

ขณะที่ร่างกฎกระทรวงล่าสุดนั้นไม่มีอาคารประเภทสำนักงานปรากฎอยู่ จึงอาจทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคต่อเนื่องในเรื่องการรับคนพิการเข้าทำงาน หากบริษัทนั้นๆ ไม่ได้ตั้งอยู่ในระเบียบข้อบังคับขออาคารสามอย่างข้างต้น และเป็นบริษัทเอกชน จนอาจใช้ช่องว่างนี้ในการปฏิเสธการจ้างงานคนพิการได้ 



ที่จอดรถ

ร่างกฎกระทรวงล่าสุดได้เพิ่มจำนวนรถยนต์ของคนพิการและผู้สูงอายุ โดยระบุให้มีที่จอดรถคนพิการไม่น้อยกว่า 1 คันต่อที่จอดรถทั้งหมด1- 25 คัน, ไม่น้อยกว่า 2 คันสำหรับที่จอดรถทั้งหมดตั้งแต่ 26 - 50 คัน,ไม่น้อยกว่า 3 คัน สำหรับที่จอดรถทั้งหมดตั้งแต่ 51 - 75 คัน, ไม่น้อยกว่า 4 คันสำหรับที่จอดรถทั้งหมดตั้งแต่ 76 - 100 คัน, ไม่น้อยกว่า 5 คันสำหรับที่จอดรถทั้งหมดตั้งแต่ 101-150 คัน และไม่น้อยกว่า 6 คันสำหรับที่จอดรถทั้งหมดตั้งแต่ 151-200 คัน และเพิ่มขึ้นอีก 1 คันต่อรถที่เพิ่มขึ้นทุก 100 คัน ถ้าเกินกว่า 50 คัน ให้คิดเป็น 100 คัน 

 

ต่างจากกฎกระทรวงปี 2548 ที่มีที่จอดรถคนพิการอย่างน้อย 1 คันต่อที่จอดรถทั้งหมด 10 - 50 คัน และอย่างน้อย 2 คันต่อที่่จอดรถทั้งหมด 51-100 คัน และเพิ่มขึ้นทีละ 1 คัน ทุก 100 คัน โดยเศษของรถหากมากกว่า 50 คัน ให้ปัดเป็น 100 คัน ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบว่าสถานที่แห่งหนึ่งมีที่จอดรถทั้งหมด 170 คัน หากทำตามกฎกระทรวงปี 2548 จะต้องมีที่จอดรถคนพิการไม่น้อยกว่า 3 คันในขณะที่กฎกระทรวงล่าสุดแก้ไขให้มีที่จอดรถไม่น้อยกว่า 6 คัน 

 

ในร่างแก้ไขกฎกระทรวงน่าสนใจตรงที่หากมีที่จอดรถทั้งหมดเพียง 1 คัน ที่จอดนั้นก็จะต้องถูกจัดเป็นที่จอดรถคนพิการ ต่างจากกฎกระทรวงปี 2548 ที่จะต้องมีที่จอดรถทั้งหมด 10 คัน จึงจะต้องมีที่จอดรถคนพิการคันแรก

 

นอกจากนี้กฎกระทรวงแก้ไขล่าสุดยังกำหนดให้ ที่จอดรถคนพิการและผู้สูงอายุต้องอยู่ใกล้ทางเข้า-ออกอาคารมากที่สุด มีพื้นผิวเรียบ ระดับเสมอกัน และมีสัญลักษณ์รูปคนพิการนั่งวีลแชร์อยู่บนพื้นที่จอดรถ หากมีธรณีประตู ความสูงและความกว้างของธรณีประตูให้เป็นไปตามที่กำหนด

 

ป้ายแสดงสิ่งอำนวยความสะดวก

จากเดิมกฎกระทรวงปี 2548 กำหนดให้อาคารต้องมีป้ายแสดงสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควร โดยต้องมีรายละเอียดได้แก่ สัญลักษณ์คนพิการสีขาวโดยพื้นป้ายเป็นสีน้ำเงิน หรือเป็นสีน้ำเงินโดยพื้นป้ายเป็นสีขาว, เครื่องหมายแสดงทางไปสู่สิ่งอำนวยความสะดวกและสัญลักษณ์ หรือตัวอักษรแสดงประเภทของสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งหมดต้องมีความชัดเจน มองเห็นได้ง่าย ติดอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ทำให้สับสน และจัดให้มีแสงส่องสว่างเป็นพิเศษทั้งกลางวันและกลางคืน

 

โดยร่างแก้ไขล่าสุดกำหนดเพิ่มคุณลักษณะของป้าย ทั้งป้ายแสดงสิ่งอำนวยความสะดวก ป้ายสัญลักษณ์สิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องหมายแสดงทิศทางไปสู่สิ่งอำนวยความสะดวกที่จะต้องสามารถมองเห็น สัมผัสได้ รับรู้ มีความชัดเจนและอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ทำให้สับสน 

 

อย่างไรก็ดี การระบุว่าการติดตั้งป้ายสามารถทำได้ตามสมควร อาจเป็นช่องโหว่ที่จะทำให้สถานที่ต่างๆ ใช้เป็นข้ออ้างในการยกเว้น หรือไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ จนอาจทำให้คนพิการไม่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากป้ายได้เท่าที่ควร

 

ลักษณะทางลาด

สิ่งที่แก้ไขในเรื่องทางลาดจากกฎกระทรวงปี 2548 อย่างแรกคือการเปลี่ยนหน่วยเรียกจากมิลลิเมตร เป็นเซนติเมตร โดยเดิมความกว้างของทางลาดคือ 900 มิลลิเมตร (90 เซนติเมตร) หากยาวรวมกัน 6,000 มิลลิเมตร (6 เมตร) ขึ้นไปจะต้องกว้างไม่น้อยกว่า 1,500 มิลลิเมตร (1.5 เมตร) ในขณะที่กฎกระทรวงล่าสุดกำหนดให้ทางลาดมีความกว้างรวมไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร ในกรณีเป็นทางลาดแบบ 2 ทางสวนกันให้มีความกว้างรวมไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร

 

เดิมทางลาดต้องมีความลาดชันไม่เกิน 1:12 และมีความยาวช่วงละไม่เกิน 6 เมตร ในกรณีที่ทเกิน 6 เมตร ต้องจัดให้มีชานพักยาวไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร คั่นระหว่างแต่ละช่วงของทางลาด ขณะที่ร่างกฎกระทรวงล่าสุดกำหนดให้มีความลาดชันไม่เกิน 1:12 และมีความยาวช่วงละไม่เกิน 9 เมตร ในกรณีที่เกิน 9 เมตร ต้องจัดให้มีชานพักยาวไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร คั่นระหว่างแต่ละช่วงของทางลาด

 

ในกฎกระทรวงปี 2548 กำหนดให้ทางลาดด้านที่ไม่มีผนังกั้น ต้องยกขอบสูงจากพื้นผิวของทางลาดไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตรและมีราวกันตก แตกต่างจากร่างแก้ไขล่าสุดที่่กำหนดให้ยกขอบสูงจากพื้นผิวของทางลาดไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร และต้องมีราวมือจับและราวกันตกตามมาตรฐาน

 

อีกอย่างที่เปลี่ยนไปคือ เดิมทางลาดที่มีความยาวตั้งแต่ 2.5 เมตรขึ้นไป ต้องมีราวจับทั้งสองด้าน โดยราวจับต้องทำด้วยวัสดุเรียบ มั่นคงแข็งแรง ไม่เป็นอันตรายในการจับและไม่ลื่น มีลักษณะกลม เส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 3 เซนติเมตรไม่เกิน  4 เซนติเมตร และสูงจากพื้น 80 - 90 เซนติเมตร ติดผนังเรียบโดยมีระยะห่างไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตรและสูงจากจุดยึดไม่น้อยกว่า 12 เซนติเมตร ทั้งนี้ราวจับต้องยาวต่อเนื่อง ไม่มีสิ่งกีดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการใช้ของคนพิการทางการมองเห็น และปลายของราวจับต้องยื่นเลยจากจากทางลาดไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ขณะที่ร่างแก้ไขกฎกระทรวงล่าสุดกำหนดให้ทางลาดที่มีความยาวตั้งแต่ 1.8 เมตรขึ้นไป ต้องมีราวมือจับทั้งสองด้าน หากกว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป ต้องมีราวจับมือห่างกันไม่เกิน 1.5 เมตร ทำด้วยวัสดุเรียบ มั่นคงแข็งแรง ไม่เป็นอันตรายในการจับ มีลักษณะกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 - 4 เซนติเมตร หรือมีลักษณะอื่นตามมาตรฐาน สูงจากพื้น 75 - 90 เซนติเมตร ติดผนังเรียบให้มีระยะห่างไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร และมีความสูงจากจุดยึดไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร ราวมือจับต้องยาวต่อเนื่องกันหรือมีระยะห่างไม่เกิน 5 เซนติเมตร  และส่วนที่ยึดผนังจะต้องไม่กีดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการใช้ของคนพิการทางการเห็น 

 

ห้องลิฟต์

กฎกระทรวงปี 2548 ได้ระบุสัดส่วนต่างๆ ภายในลิฟต์แล้วอย่างชัดเจน ทั้งความกว้าง ยาว ราวจับ ประตู ปุ่มกด อย่างไรก็ดี ร่างกฎกระทรวงล่าสุดได้แก้ไขรายละเอียดดังกล่าวในบางส่วน โดยกำหนดให้ลิฟต์มีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.35 เมตรและยาวไม่น้อยกว่า 1.4 เมตร และสูงไม่น้อยกว่า 2.3 เมตร และเพิ่มเติมระบบชุดไฟฟ้าสำรองเพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าดับ และระบบไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉิน พัดลมระบายอากาศซึ่งสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงหากเกิดเหตุไฟฟ้าดับ

  ปั๊มน้ำมัน

ในร่างกฎกระทรวงล่าสุดมีการเพิ่มเติมเรื่องของสถานให้บริการเชื้อเพลิงหรือปั๊มน้ำมัน ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงต้องว่า ต้องจัดให้มีห้องน้ำสำหรับคนพิการที่ สามารถเข้าใช้ได้ตลอดเวลาทำการอย่างน้อย 1 ห้อง มีชักโครกชนิดนั่งราบสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 40 เซนติเมตร และที่กดน้ำเป็นชนิดคันโยก ปุ่มกดขนาดใหญ่หรือชนิดอื่นที่สามารถใช้ได้อย่างสะดวกตามระเบียบว่าด้วยเรื่องห้องน้ำคนพิการ 

 

โรงมหรสพและห้องประชุม

เดิมที่ที่นั่งสำหรับผู้ใช้วิลแชร์มีสัดส่วนเป็น 1:100 ขณะที่ร่างกฎกระทรวงล่าสุดเพิ่มที่นั่งของผู้ใช้วีลแชร์ เป็น 2:100 และเพิ่มขึ้น 1 ที่นั่งต่อจำนวน 50 ที่นั่ง โดยจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่เป็นพื้นที่ราบ เข้าออกได้สะดวก

 

ทั้งนี้ โรงมหรสพมีความหมายรวมถึงสถานที่ฉายภาพยนตร์ โรงละคร และหอแสดงดนตรีหรือการแสดงรื่นเริงอื่นใดที่เปิดให้สาธารณะชนเข้าชม ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม

 

โรงแรม

ในกฎกระทรวงปี 2548 กำหนดสัดส่วนจำนวนห้องพักสำหรับคนพิการในสัดส่วน 1:100 ห้อง  ในขณะที่ ร่างกฎกระทรวงล่าสุดอัตราส่วนของห้องพักคนพิการนั้นเยอะขึ้น โดยกำหนดให้มีห้องพักสำหรับคนพิการชั้นละ 1 ห้อง หากมีชั้นเดียว จะต้องมีห้องพักสำหรับคนพิการในสัดส่วน 1:10 ห้อง ต้องอยู่ใกล้บันได หรือบันไดหนีไฟ หรือลิฟต์ดับเพลิง และต้องจัดให้มีสัญญาณบอกเหตุ หรือเตือนภัยทั้งสัญญาณที่เป็นเสียงและ แสงและระบบสั่นสะเทือน
 

ที่พักอาศัยรวม หอพัก อาคารชุด

ในร่างแก้ไขกฎกระทรวงล่าสุด มีการระบุเพิ่มเติมในเรื่องที่พักอาศัยรวมด้วย โดยระบุว่า หอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก หรืออาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ต้องจัดสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง ตลอดจนพื้นที่บริการสาธารณะ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ศาสนสถานหรือฌาปนสถาน ต้องมีทางลาดหรือลิฟต์ หรืออุปกรณ์ขึ้นลงทางดิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าใช้ได้

 

อย่างไรก็ดียังไม่มีการพูดถึงจำนวนอัตราส่วนของห้องพักและมาตรฐานของห้องพักที่เหมาะสมสำหรับคนพิการในการอยู่อาศับแบบที่พักอาศัยรวม 

 

ทั้งนี้การแก้ไขร่างกฎกระทรวงจะบังคับใช้กับอาคารสร้างใหม่ หลังจากที่กฎกระทรวงนี้บังคับใช้เท่านั้น ไม่นับรวมถึงอาคารเก่า หรือยื่นขออนุญาตก่อสร้าง หรือดัดแปลงอาคารตามมาตรา 39 ทวิแล้ว ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ

Livingบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมอาคารสิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการกฎกระทรวงที่จอดรด
Categories: ThisAble

ครม.เห็นชอบแก้กฎกระทรวงสิ่งอำนวยความสะดวก-ปรับสภาพแวดล้อม

Thu, 2020-06-04 15:47

รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับคนพิการและคนชรา ฉบับที่ .. พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพและคนชรา พ.ศ.2548 ให้ครอบคลุมประเภทและขนาดของอาคารในปัจจุบัน โดยมีสาระสำคัญเรื่องประเภทของอาคารที่บังคับใช้ ได้แก่


1.อาคารที่ให้บริการสาธารณะ เช่น โรงมหรสพ หอประชุม โรงแรม สถานศึกษา หอสมุด อาคารประกอบของสนามกีฬากลางแจ้งหรือสนามกีฬาในร่ม

2.สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

3.อาคารที่ทำการของราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย

เช่น กำหนดให้มีที่จอดรถยนต์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยในอาคารที่มีที่จอดรถยนต์ไม่เกิน 25 คัน ต้องมีที่จอดรถยนต์คนพิการและผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 1 คัน, อาคารที่มีที่จอดรถยนต์ตั้งแต่ 26 – 50 คัน ต้องมีที่จอดรถยนต์คนพิการและผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 2 คัน, อาคารที่มีที่จอดรถยนต์ตั้งแต่ 51 – 75 คัน ต้องมีที่จอดรถยนต์คนพิการและผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 3 คัน, อาคารที่มีที่จอดรถยนต์ตั้งแต่ 76 – 100 คัน ต้องมีที่จอดรถยนต์คนพิการและผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 4 คัน, อาคารที่มีที่จอดรถยนต์ตั้งแต่ 101 – 150 คัน ต้องมีที่จอดรถยนต์คนพิการและผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 5 คัน และอาคารที่มีที่จอดรถยนต์ตั้งแต่ 151 – 200 คัน ต้องมีที่จอดรถยนต์คนพิการและผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า 6 คัน และต้องจัดให้ใกล้ทางเข้าออกอาคารมากที่สุด มีพื้นผิวเรียบ เสมอกันและมีสัญลักษณ์รูปคนพิการนั่งวีลแชร์อยู่บนพื้นของที่จอดรถ

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้มีทางลาด โดยมีความกว้างไม่น้อยกว่า 90 ซ.ม.หากเป็นทางลาดสวนกันได้ ต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร, มีความลาดชันไม่เกิน 1:12 และมีความยาวแต่ละช่วงไม่เกิน 9 เมตร หากทางลาดยาวเกิน 9 เมตร ต้องให้มีชานพักขนาดไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร คั่นระหว่างแต่ละช่วง, ทางลาดที่ไม่มีผนังกั้นให้ยกขอบสูงไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร และทางลาดที่มีความยาวตั้งแต่ 1.8 เมตรขึ้นไป ต้องมีราวจับทั้งสองด้าน สำหรับทางลาดที่มีความกว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป ต้องมีราวจับห่างกันไม่เกิน 1.5 เมตร โดยทำจากวัสดุผิวเรียบ ลักษณะกลม มีความมั่นคงแข็งแรงและไม่เป็นอันตรายต่อการจับ

กำหนดให้ปั๊มน้ำมันจัดห้องน้ำสำหรับคนพิการและคนชรา ที่เข้าใช้ได้ตลอดเวลาทำการ อย่างน้อย 1 ห้อง มีโถชนิดนั่งราบสูงจากพื้นไม่เกิน 40 ซ.ม. ที่กดน้ำเป็นคันโยกหรือปุ่มกดขนาดใหญ่ที่สะดวกต่อการใช้งาน

กำหนดให้โรงมหรสพหรือหอประชุมจัดให้มีพื้นที่สำหรับวีลแชร์อย่างน้อย 2 ที่นั่ง ต่อจำนวนไม่เกิน 100 ที่นั่ง และเพิ่มขึ้น 1 ที่ทุก 50 ที่นั่ง โดยต้องเป็นพื้นราบอยู่ในตำแหน่งที่เข้าออกได้สะดวก

กำหนดให้โรงแรมจัดให้มีห้องพักที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกชั้น ชั้นละไม่น้อยกว่า 1 ห้อง สำหรับโรงแรมชั้นเดียวต้องจัดให้มีห้องพักที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่น้อยกว่า 1 ห้อง ต่อจำนวนห้องพักไม่เกิน 10 ห้อง และเพิ่มขึ้นอีก 1 ห้องทุก 10 ห้อง ต้องอยู่ใกล้บันได ทางหนีไฟหรือลิฟต์ดับเพลิง และต้องมีสัญญาณเตือนภัยทั้งแบบเสียง แสงและระบบสั่น

กำหนดให้อาคารชุด หอพัก อาคารอยู่อาศัยรวมจัดสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณพื้นที่ส่วนกลางตลอดจนพื้นที่บริการสาธารณะ เช่น ร้านสะดวกซื้อและร้านอาหาร นอกจากนี้ ศาสนสถานหรือฌาปนสถานต้องมีทางลาด ลิฟต์หรืออุปกรณ์ขึ้นลงที่ทุกคนสามารถเข้าใช้ได้สะดวกด้วย

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการลิฟต์ทางลาดกฎกระทรวง
Categories: ThisAble

สภาคนพิการฯ ติง พม.กำหนดประเภทความพิการเข้าทำงานเป็นการเลือกปฏิบัติ

Mon, 2020-06-01 15:56

วันนี้ (1 มิ.ย.) เฟซบุ๊กเพจสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย โพสต์ถึงกรณี ประกาศรับสมัครงานคนพิการเพื่อเป็นข้าราชการทั่วไปของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่า เลือกปฏิบัติต่อคนพิการบางประเภทโดยระบุว่า

“พม. เลือกปฏิบัติไม่ให้คนพิการอื่นนอกจากร่างกายสมัครงาน!

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเปิดรับสมัครพนักงานราชการ พนักงานทั่วไป (คนพิการ) 3 อัตรา แต่ระบุคุณสมบัติว่า “เป็นผู้พิการประเภทความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย” แถมระบุเพิ่มอีกว่า “ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้...” ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ “เพราะเหตุแห่งความพิการ” เลือกปฏิบัติซ้ำซ้อน แทนที่จะเปิดโอกาสให้คนพิการประเภทอื่นที่มีศักยภาพสามารถทำงานตามตำแหน่งที่เปิดรับได้ โดยเฉพาะกรณีนี้ที่รับพนักงานคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล และพนักงานบริการ คนพิการประเภทอื่นก็สามารถทำได้นะครับ!

สภาคนพิการขอถาม พม.ว่า จะกีดกันคนพิการกันไปถึงไหน? วัดกันที่ความรู้ความสามารถ/ทักษะ แทนความพิการได้ไหมครับ?”

ทั้งนี้ ตำแหน่งงานที่เป็นปัญหาดังกล่าว เป็นตำแหน่งงานจากประกาศรับสมัครงานคนพิการของ พม.ในกลุ่มงานเทคนิคและกลุ่มงานบริการ ได้แก่ ตำแหน่งพนักงานคอมพิวเตอร์ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งกุ่มสะแก จังหวัดเพชรบุรี 1 อัตรา, ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล นิคมสร้างตนเองกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 1 อัตรา และตำแหน่งงานพนักงานบริการ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดหนองคาย 1 อัตรา โดยในข้อ 9 คุณสมบัติทั่วไปและคุณสมบัติเฉพาะของผู้มีสิทธิสมัครถูกระบุว่า รับผู้พิการประเภทความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า จะต้องไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือไร้ความสามารถ จิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดไว้ในกฏหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน 

นอกจากการการรับสมัครงานของ พม.แล้ว ผู้สื่อข่าวยังพบประกาศรับสมัครงานคนพิการเพื่อเป็นข้าราชการหรือพนักงานที่รับสมัครเฉพาะบางประเภทความพิการ ได้แก่ความพิการทางร่างกาย เช่น 

ประกาศกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เรื่องการรับสมัครบุคคลเข้ารับคัดเลือกเป็นพนักงานจ้างเหมาบริการ (คนพิการ) สังกัดกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่ระบุว่ารับเฉพาะคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกายเท่านั้น (อ่านที่นี่)

หรือประกาศสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการรับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งด้านภาษาต่างประเทศ (คนพิการ) ของสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ระบุว่ารับเฉพาะคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกายเช่นเดียวกัน (อ่านที่นี่) 

  Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนแรงงานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
Categories: ThisAble

ครม.เห็นชอบเยียวยากลุ่มเปราะบาง 13 ล้านคน 1 พันบาท 3 เดือน

Wed, 2020-05-27 14:25
รองโฆษกรัฐบาลระบุ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการเยียวยา 3 กลุ่มเปราะบาง จำนวนเงิน 1,000 บาท 3 เดือน โดยจ่ายงวดแรก 2,000 บาท ในเดือน มิ.ย. หลังจากพิจารณาหลักเกณฑ์ของกลุ่มเปราะบางเสร็จเรียบร้อย

 

วานนี้ (26 พ.ค.63) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวหลังประชุม ครม.กรณีการเยียวยากลุ่มเปราะบางว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบในหลักการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท เรื่องมาตรการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ใน 3 กลุ่ม รวมประมาณ 13 ล้านคนดังนี้ กลุ่มเด็กแรกเกิด - 6 ปี จากครัวเรือนที่มีความยากจน ประมาณ 1.45 ล้านคน, กลุ่มผู้สูงอายุประมาณ 9.66 ล้านคน และกลุ่มคนพิการ ประมาณ 2 ล้านคน

ทั้งนี้ เงินเยียวยาจะจ่ายรายละ 1,000 บาทต่อเดือน ระยะเวลา 3 เดือน รวม 3,000 บาท เริ่มจ่ายครั้งแรกสองงวด คืองวดเดือน พ.ค.และ มิ.ย. 2,000 บาท และจ่ายงวดสุดท้ายในเดือน ก.ค. 1,000 บาท โดยเงินเยียวยานี้เป็นการจ่ายเพิ่มจากเงินอุดหนุนจากที่ได้รับอยู่แล้วอย่าง เงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด, เบี้ยความพิการ, และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ รวมไปถึงเป็นเงินที่เพิ่มเติมมาจากเงินเยียวยาคนพิการเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 รายละ 1,000 บาท 1 ครั้งที่ทางกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพคนพิการได้มีนโยบายและจะจ่ายในวันที่ 29 พ.ค.นี้

อย่างไรก็ดี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงการคลังยังต้องพิจารณาเกณฑ์ของกลุ่มเปราะบางร่วมกันให้มีความชัดเจน เพื่อให้เงินเยียวยาไปถึงกลุ่มเปราะบางอย่างรวดเร็วที่สุด

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เคาะวันจ่ายเงิน 1,000 บาท เยียวยาคนพิการจากโควิด 19 วันที่ 29 พ.ค. นี้


 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนเงินเยียวยาโควิด-19คนพิการ
Categories: ThisAble

คนพิการชี้เข้าไม่ถึงเงินเยียวยาโควิด-19 เพราะธนาคารไม่ให้ทำธุรกรรมการเงิน

Tue, 2020-05-26 16:09

วันนี้ (26 พ.ค.63) ณ อาคารรัฐสภา สุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่าย ยื่นหนังสือต่อวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส และมณเฑียร บุญตัน ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ วุฒิสภา เรื่อง ขอให้พิจารณาการเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินสำหรับคนพิการทางการเห็นในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19)

โดยระบุว่า เนื่องจากปัจจุบันมีคนพิการและครอบครัวจำนวนมากที่ประสบความเดือดร้อน เช่น กลุ่มผู้ค้าสลาก กลุ่มหมอนวดพิการ กลุ่มผู้แสดงความสามารถ ผู้ดูแลคนพิการและครอบครัวที่ต้องออกจากงานแต่ยังต้องดูแลลูกพิการ แต่ธนาคารหลายแห่งปฏิเสธไม่ให้คนพิการทำธุรกรรมการเงินและเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร สิ่งนี้ซ้ำเติมและส่งผลกระทบสาหัสต่อคนพิการ หลายคนไม่สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาลได้ เช่น

1.มาตรการจ่ายเงินเยียวยาให้คนพิการทุกคนจำนวน 2 ล้านคน คนละ 1,000 บาท จำนวนหนึ่งครั้ง ซึ่งกรมบัญชีกลางจะโอนเงินให้คนพิการในวันที่ 29 พ.ค.63 แต่ยังมีคนพิการกว่าสี่แสนคนที่ไม่มีบัญชีเงินฝากธนาคาร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธนาคารไม่ยอมให้เปิดบัญชี ทำให้คนพิการกลุ่มนี้ได้รับเงินเยียวยาล่าช้าเพราะต้องรอองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจ่ายเป็นเงินสด

2.มาตรการปรับเบี้ยความพิการจากเดือนละ 800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ให้แก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการที่อายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 120,000 คน แต่ยังมีธนาคารบางแห่งไม่ยอมให้เด็กพิการทางสติปัญญาเปิดบัญชีธนาคาร ถึงแม้จะมีผู้ปกครองไปร่วมเปิดด้วย

3.โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระ / ผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาของธนาคารออมสิน แม้คนตาบอดได้รับการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ประจำสาขาที่รับผิดชอบการทำสัญญากลับปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าคนตาบอดในฐานะผู้กู้ไม่สามารถลงลายมือชื่อในสัญญาได้

4.มาตรการเยียวยาและฟื้นฟูในอนาคตตามแผนงานและโครงการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 จำนวน 1 ล้านล้านบาท ล้วนแต่ต้องอาศัยการทำธุรกรรมทางการเงินแทบทั้งสิ้น

สุชาติระบุว่า ปัญหาทั้งหลายเกิดจากเจตคติและความเชื่อเชิงลบที่ว่า คนพิการไม่สามารถรับผิดชอบดูแลความปลอดภัยเงินของตนเองได้ คนพิการไม่มีศักยภาพในการประกอบอาชีพและผ่อนชำระหนี้ ทำให้มีการใช้ดุลยพินิจและการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และใช้ข้ออ้างเดิมๆ ว่า “ธนาคารต้องการรักษาผลประโยชน์ของลูกค้า จึงขอไม่ให้บริการธุรกรรมทางการเงินแก่คนพิการ” สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรคนพิการที่มีหน้าที่ติดตามการบังคับใช้กฎหมายและนโยบาย รวมทั้งพิทักษ์สิทธิคนพิการ จึงต้องการให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ คุ้มครองสิทธิคนพิการให้สามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม เป็นธรรม ปราศจากการใช้ดุลยพินิจในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยคนพิการธนาคารเงินเยียวยา
Categories: ThisAble

กูเกิ้ลเปิดแอปฯ ปุ่มลัด-ฟีเจอร์ถอดคำพูดและขยายเสียงบนสมาร์ทโฟน

Tue, 2020-05-26 15:44

รายงานจาก UNESCAP ระบุว่า เอเชียแปซิฟิกมีคนพิการเกือบ 700 คน และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นในปัจจุบัน เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจึงช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมและสะดวก โดยที่ผ่านมามีเทคโนโลยีต่างๆ เกิดขึ้นหลายต่อหลายอย่าง เช่น แผนที่การเดินทางสำหรับคนใช้วีลแชร์ เกมคอนโทรลเลอร์ที่ใช้งานง่ายหรือฟังก์ชันบอกทิศทางและสิ่งกีดขวางตรงหน้า ที่ช่วยทำให้คนตาบอดใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยขึ้น

ล่าสุดกูเกิ้ลเปิดตัวแอบพลิเคชันและฟีเจอร์ใหม่ในแอนดรอยด์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานสมาร์ทโฟน อย่างแอปฯ Action Blocks แอปทางลัดที่ช่วยให้การใช้งานสมาร์ทโฟนง่ายขึ้น, ฟีเจอร์ Live Transcribe สำหรับถอดคำพูดและ Sound Amplifier ช่วยขยายเสียงด้วยสมาร์ทโฟน

Action Blocks
แอคชัน บล็อค

เวลาเราต้องการใช้งานเครื่องมือต่างๆ ในโทรศัพท์มือถือ เราอาจต้องกดหลายปุ่มหรือหลายครั้งกว่าจะเข้าถึงเครื่องมือนั้นๆ ‘แอคชัน บล็อก’ จึงออกแบบมาเพื่อลดขั้นตอนเหล่านั้นซะ ทำให้ทุกอย่างง่ายและรวมรวมเอาคำสั่งต่างๆ มาสร้างเป็นทางลัดไว้ที่หน้าโฮมสกรีน โดยสิ่งที่ผู้ใช้ต้องทำ คือการแตะภาพที่หน้าจอแล้วเปิดคำสั่งต่างๆได้ทันที เช่น สนทนาวีดิโอ ตรวจสอบสภาพอากาศ หรือเปิดแผนที่นำทาง

แอปแอคชัน บล็อกจะสร้างไอคอนขึ้นบนหน้าจอ โดยผู้ใช้สามารถเลือกภาพได้เองสำหรับคำสั่งต่างๆ ที่ตั้งค่าไว้ สามารถปรับขนาดเล็ก-ใหญ่เท่าไหร่ก็ได้ การมีแอปนี้จะช่วยให้คนที่มีความพิการทางการเรียนรู้หรือสติปัญญา ที่มักตอบสนองกับภาพของคนหรือสถานที่ที่คุ้นเคยได้ดีกว่าตัวหนังสือ และคนแก่ที่สายตาหรือความจำไม่ดีสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้ง่ายขึ้นด้วย

Live Transcribe
ไลฟ์ ทรานสคริป

ฟีเจอร์ไลฟ์ ทรานสคริปเปิดตัวครั้งแรกในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ฟีเจอร์นี้ช่วยถอดคำจากเสียงพูดให้กลายเป็นตัวหนังสือแบบทันที การมีฟังก์ชันนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการทางการได้ยิน หรือคนที่มีปัญหาในการฟัง และอาจเป็นประโยชน์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกือบทุกคนใส่หน้ากากจนคนพิการหลายคนที่ใช้การอ่านปากเพื่อสนทนา ไม่สามารถพูดคุยได้อย่างเข้าใจ การเปลี่ยนเสียงพูดเป็นตัวหนังสือ จึงจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้บางส่วน

นอกจากนี้กูเกิ้ลยังได้อัปเดตใหญ่ครั้งที่ 3 การอัปเดตครั้งนี้ทำให้เราสามารถตั้งค่าให้โทรศัพท์สั่น เมื่อมีการพูดชื่อเรา รวมถึงสามารถใส่คำศัพท์เฉพาะ เช่น สิ่งของหรือสถานที่ และสามารถค้นหาคำจากข้อความที่ถอดเสียงเก็บไว้ได้ด้วย

Sound Amplifier
ซาวน์ แอมพลิฟาเออร์

เป็นโปรแกรมช่วยขยายเสียงบนสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ ให้ดังและชัดเจนมากขึ้น และสามารถตัดเสียงรบกวนรอบข้าง โดยผู้ใช้สามารถใช้งานร่วมกับหูฟังบลูทูธได้ จึงทำให้ผู้ใช้งานสามารถวางมือถือไว้ใกล้ๆ คนพูดหรือแหล่งกำเนิดเสียง และปรับระดับเสียงในหูฟังของเรา นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ขยายเสียงในแอปพลิเคชันอื่น เช่น ยูทิวป์และสปอทิฟายอีกด้ว

 

ที่มา https://thailand.googleblog.com/2020/05/blog-post.html

 

 

Livingข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศไอซีทีGoogleคนพิการSound AmplifierLive TranscribeAction Blocks
Categories: ThisAble

นักศึกษาตาบอดไทยอยู่อย่างไรในต่างแดนเมื่อโควิด-19 กระทบชีวิตคนทั่วโลก

Tue, 2020-05-26 13:25

ตั้งแต่ปลายปี 2562 เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 กลายเป็น ‘วาระแห่งโลก’ ที่ส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติ ถือได้ว่าเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะใดๆ ที่จะสามารถหยุดยั้งได้ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นความหวาดกลัวจากการติดเชื้อ การทำงานจากบ้าน การเรียนการสอนออนไลน์ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจหรือความขาดแคลนต่างๆ ทั้งภาคประชาชนหรือหน่วยงานรัฐ คุณคงเข้าใจความยากลำบากที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี ฉันจึงอยากเล่าอีกหนึ่งประสบการณ์ของนักศึกษาพิการไทยที่กำลังหัวหกก้นขวิดกับการผจญ ‘ภัย’ ของโควิด-19 นี้ไม่ต่างกัน

นักศึกษา (ตาบอด) ไทยในเมืองแขก

ฉันมีโอกาสได้มาศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขานโยบายสาธารณะ ที่ International Institute of Public Policy and Management, University of Malaya ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และเริ่มต้นการใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างเต็มตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือน มี.ค.2562 ฉันตาเลือนรางตั้งแต่กำเนิด การมองเห็นน้อยลงเรื่อยๆ เพราะโรคต้อหินที่เป็นอภินันทนาการจากการลืมตาดูโลก ถึงจะมองไม่เห็น แต่ฉันก็เป็นอีกคนที่ฝันไว้ว่า สักวันอยากลองไปใช้ชีวิตในต่างแดนเพื่อเรียนรู้และเปิดโลกกว้าง ออกจากพื้นที่ปลอดภัยเดิมๆ แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่สร้างความอกสั่นขวัญหายให้กับผู้คนทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายจริงๆ คุณลองจินตนาการดูว่า ในวันที่คุณหวาดกลัวเจ้าเชื้อโรคร้ายนี้ อย่างน้อยที่สุดคุณยังได้อยู่ในที่ที่คุณคุ้นเคย ในบ้าน ในประเทศที่เกิดและอยู่มาตั้งแต่เด็กจนโต แต่ในสภาวะที่เลือกไม่ได้ นักศึกษาไกลบ้านทุกคนที่ไม่สามารถกลับบ้าน ต่างก็กังวลกับความปลอดภัยในชีวิตไม่ต่างกัน แล้วนักศึกษาตาบอดอย่างฉันนี่ล่ะ จะทำยังไง?

ความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยและรัฐบาลมาเลเซีย

หลังการประกาศมาตรการควบคุมการสัญจร หรือ Movement Control Order: MCO ของรัฐบาลมาเลเซียครั้งแรกในกลางดึกคืนวันที่ 16 มี.ค. โดยระบุรายละเอียดการปิดประเทศชั่วคราวว่า จะบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มี.ค. สิ่งที่กระทบการใช้ชีวิตของนักศึกษาตาบอดคือ การห้ามให้คนต่างชาติเดินทางเข้ามาเลเซียตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.เป็นต้นไป ส่วนคนมาเลเซียที่อยู่ต่างประเทศสามารถกลับเข้ามาเลเซียได้ และต่างชาติที่อยู่ในมาเลเซีย เช่นนักเรียนไทยอย่างฉัน สามารถออกนอกมาเลเซียได้แต่จะกลับเข้ามาอีกไม่ได้จนกว่าจะมีมาตรการใหม่ ร้านรวงต่างๆ ทั้งรายใหญ่ รายย่อยต่างได้รับผลกระทบจากมาตรการ MCO ในเรื่องระยะเวลาเปิดปิดที่เข้มงวด ขนส่งสาธารณะถูกจัดตารางเวลาใหม่และจำกัดเวลาการเดินรถ ห้ามเดินทางข้ามเมือง รวมทั้งหน่วยงานรัฐ โรงเรียน มหาวิทยาลัยและสำนักงานต่างๆ ล้วนถูกสั่งปิดทั้งหมด

ช่วงก่อนหน้านี้เสียงกระเป๋าเดินทางแบบมีล้อลากดังกระทบหูทุกครั้งที่ฉันเดินออกมานอกห้องพัก ยิ่งช่วงสองสามวันแรกของการประกาศมาตรการ MCO ยิ่งได้ยินบ่อย แต่ช่วงนี้ เสียงบนหอพัก 7th residential college ที่ฉันอยู่ก็เงียบลง และเหลือคนพักอาศัยอยู่เพียงหลักสิบ จากที่เคยรองรับนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ได้เกือบพันคน

มาสเตอร์หรือหัวหน้าหอพักตั้งกลุ่มพูดคุยเฉพาะสำหรับนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ที่ยังพักอยู่ในหอ เราสามารถติดต่อกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประกาศต่างๆ ถูกทยอยนำมาเผยแพร่ ทุกคนร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการกันแข็งขัน สิ่งที่เป็นกฎเหล็กสูงสุดของนอกจากนักศึกษาคือ ทุกคนต้องอยู่แต่ในห้องพักของตัวเอง เว้นระยะห่างระหว่างกันและห้ามนักศึกษาที่พักหอพักในออกนอกเขตมหาวิทยาลัยโดยเด็ดขาด แต่ถึงกฎระเบียบจะเข้มงวด แต่ในทางกายภาพพวกเราแทบไม่ลำบากกันเลยเมื่อมหาวิทยาลัย หอพัก และผู้ให้ทุนการศึกษาของฉันต่างให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี

นักศึกษาทุกคนได้รับการสนับสนุนอาหารทั้ง 3 มื้อจากรัฐบาล ไม่ใช่อาหารแห้งหรือแช่แข็ง แต่เป็นอาหารสดใหม่ ปรุงสุกร้อนๆ ส่งให้ถึงหน้าห้องทุกวัน เพื่อสร้างระยะห่างระหว่างกัน เจ้าหน้าที่หอพักไม่ให้นักศึกษาทุกคนมารวมกันเพื่อรับอาหาร แต่ให้ตัวแทนนักศึกษานำอาหารไปส่งให้กับคนอื่นๆ ที่อยู่ในชั้นเดียวกัน เรื่องการสนับสนุนอาหารเป็นอะไรที่ทำให้ฉันประหลาดใจมาก เพราะรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนแค่วันสองวัน หรือหลักอาทิตย์สองอาทิตย์ แต่มากกว่า 2 เดือนแล้วที่นักศึกษาที่พักอยู่ในมหาวิทยาลัยได้ทานอาหารสด สะอาด ร้อนๆ อย่างนี้ทุกวัน

พอเห็นสถานการณ์เริ่มแย่ลง ASEAN University Network Disability and Public Policy (AUN-DPPnet) ผู้ให้ทุนการศึกษาและคณะที่ฉันเรียนอยู่ก็เสนอจะช่วยหาตั๋วเครื่องบินกลับประเทศไทยให้ แต่ใจของฉันก็แกว่งมาก เมื่อประเทศไทยประกาศปิดประเทศ ปิดน่านฟ้า ห้ามทุกคนไม่เว้นคนไทยเข้า ไม่แน่ใจว่าคนไทยในต่างแดนรู้สึกยังไง แต่สำหรับฉัน ตอนได้ยินประกาศ รู้สึกใจแกว่ง เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราต้องแก้ปัญหาและจะต้องอยู่ต่างแดนไปจนกว่าจะมีประกาศใหม่ของรัฐบาลไทย ต้องอยู่ ต้องสู้เพราะกลับบ้านเราไม่ได้

เมื่อต้องอยู่ให้ได้ ฉันเริ่มสำรวจและเตรียมการสำหรับตัวเองมากขึ้น หากได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ อะไรที่ตระหนกตกใจ สับสนกันอยู่ก็สามารถคลี่คลายไปได้ มหาวิทยาลัยให้ข้อมูลอัพเดตเรื่องโควิด-19 ผ่านทางช่องทางโซเชียลเนตเวิร์คตลอด ไม่ว่าจะเป็นหน้าเพจเฟซบุ๊ก หรือกลุ่มย่อยต่างๆ



ภาพของผู้เขียนขณะอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า KL Gateway Mall
ถ่ายโดยอลีนา ปาโหด

ความช่วยเหลือจากสถานทูตไทยในกรุงกัวลาลัมเปอร์

ในขณะที่ทุกพื้นที่ในมาเลเซียเงียบลงเรื่อยๆ ผู้คนสัญจรบนถนนน้อยจนนับได้ หน่วยงานราชการต่างยังต้องทำงานกันอย่างแข็งขัน นักศึกษาเป็นกลุ่มคนที่ทางสถานทูตไทยให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในการช่วยเหลือ ทั้งส่งข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงอาหารแห้ง หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์มาให้นักศึกษาทุกคนแล้ว 2 รอบ รวมถึงข้อมูลข่าวสารการระบาดทางหน้าเฟซบุ๊กของสถานทูต ยิ่งช่วงเดือนแรกที่ผู้ติดเชื้อมีอัตราสูง อยู่ในหลักร้อยทุกวัน สถานทูตก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแปลมาตรการจากภาษามาเลเป็นไทย และประกาศเรื่องการลงทะเบียนกลับไทยอยู่เสมอ รวมถึงมีสายด่วนให้คนไทยที่ต้องการความช่วยเหลือโทรได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นักเรียนไทยที่นี่ก็ช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี แม้เจอกันไม่ได้ แต่ก็ถามไถ่และส่งต่อความช่วยเหลือดูแลกันอยู่เสมอ ในมหาวิทยาลัย University of Malaya ที่ฉันเรียนอยู่เราก็มีช่องทางสื่อสารกันในหมู่นักเรียนไทย ทั้งให้ความช่วยเหลือ แนะนำ ส่งข่าว และพูดคุยหยอกล้อพอให้หายเครียด เรียกได้ว่า ใครทำอะไรได้ ก็ช่วยกันสุดความสามารถ 

เรียนออนไลน์ เรียนได้ ถ้าคนพิการเข้าถึง

ในส่วนของการเรียนเราต้องปรับทุกอย่างให้อยู่ในระบบออนไลน์ โปรแกรมสื่อสารแบบมีส่วนร่วมฉันยกนิ้วให้ ZOOM Meeting ที่ไม่ว่าจะในมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ก็เป็นโปรแกรมที่คนตาบอดสามารถเข้าถึงได้ดี ส่วน Microsoft Teams ที่ได้รับความนิยมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ฉันรู้สึกว่าค่อนข้างยากต่อการเข้าถึงสำหรับคนตาบอด ในคลาสออนไลน์ที่ต้องดูถ่ายทอดการสอนของอาจารย์นั้นไม่ค่อยมีปัญหา แต่เข้าไม่ถึงถ้าต้องทำงานบนคอมพิวเตอร์ การเรียนออนไลน์เป็นแผนการปฏิบัติการรูปแบบใหม่ที่ทางคณะกำลังปรึกษาและหาแพลทฟอร์มที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษาทุกคน รวมถึงนักศึกษาพิการด้วย

COVID 19 โรคอุบัติใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21

ก่อนมาเรียนที่มาเลเซีย ฉันเตรียมใจไว้หลายอย่าง ทั้งเรื่องความลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับการเรียนในสาขาใหม่ ภาษา วัฒนธรรม อาหารการกิน การใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนใหม่ที่ต่างเชื้อชาติ หลากศาสนาที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ให้กับฉันและทั่วโลก เกิด New Normal หรือวิถีการดำเนินชีวิตใหม่ในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน การชอปปิ้ง การเดินทาง ทุกอย่างถูกเซทรูปแบบใหม่เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ 

ขณะที่ฉันเขียนเรื่องราวอยู่คือกลางเดือนพ.ค.2563 จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมในมาเลเซียมีมากกว่า 6,000 คน แต่อัตราผู้ที่หายจากการติดเชื้อก็มีสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ จึงมีการประกาศการลดระดับมาตรการการควบคุมการสัญจรอย่างมีเงื่อนไข (Conditional Movement Control Oder; CMCO) แต่ยังไม่เปิดประเทศ และประชาชนยังต้องปฏิบัติตามกฎเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้ออย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ดี ทางการมาเลเซียได้เปิดด่านพรมแดนทางบก เพื่อให้คนไทยที่ต้องการกลับประเทศ เดินทางเข้าไทยผ่านด่านด้านทางบกด้านจังหวัดทางภาคใต้ของไทยได้ และมีการจัดเที่ยวบินพิเศษจากทางสถานฑูตไทยในกรุงกัวลาลัมเปอร์และรัฐบาลไทย โดยเที่ยวบินแรกจะออกเดินทางในวันที่ 26 พ.ค. นี้ 

ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงกว่าสองหมื่นคน และผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกที่มีจำนวนเฉียด 5 ล้านคนแล้วนั้น ฉันพบว่า การจัดการที่เป็นระบบ มาตรการที่บังคับใช้ได้จริง และการได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างเหมาะสมและเพียงพออยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ผู้คนหยุดตื่นตระหนก และจัดการชีวิตได้ดีขึ้น  

การรู้สึกว่า ไม่ถูกทอดทิ้งในสภาวะเช่นนี้ เป็นกำลังใจในการก้าวต่อและสู้กับปัญหาที่สำคัญมาก ฉันเห็นข่าวคราวจากเพื่อนตาบอด และองค์กรตาบอดหลายแห่งทั้งในไทยและในต่างประเทศ รวมถึงองค์กรคนพิการประเภทอื่นๆ พยายามหาทางช่วยคนของตนอย่างสุดความสามารถ และคนพิการแทบจะทั่วทุกมุมโลกต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ คนพิการ ‘ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ 

หากฉันไม่ได้อยู่ในสถานที่และมีคนที่เข้าใจให้ความช่วยเหลือ ก็จินตนาการไม่ออกเลยว่า ความไม่สะดวกทั้งหลายที่เกิดขึ้นในภาวะโรคระบาดเช่นนี้ ฉันจะผ่านมันไปอย่างไร หากเราจะเปลี่ยนโลกใบนี้ ให้เป็น New Normal ก็ขอให้ระบบความคิดความเชื่อที่เห็นคนพิการเป็นประชากรแถวหลัง ที่มีมานานนั้น ถูกกำจัดไปพร้อมๆ กับเจ้าเชื้อ Covid 19 จะได้ไหม?

Socialบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศสิ่งแวดล้อมสุขภาพคนตาบอดโควิด-19
Categories: ThisAble

We Fair ชี้ 1,000 ไม่พอเยียวยาคนพิการจากโควิด-19 แถมเพิ่มเบี้ยบางกลุ่มยิ่งตอกย้ำความจน

Fri, 2020-05-22 18:51

สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ต่อเนื่องเรื้อรังมาเกือบสองเดือน รัฐบาลได้มีมาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด รวมทั้งมาตรการดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เช่น เงินช่วยเหลือแรงงานอิสระที่ได้รับผลกระทบ 5,000 บาทเป็นเวลาสามเดือน การแจกอาหาร การเพิ่มเบี้ยความพิการ รวมไปถึงเงินช่วยเหลือเยียวยาคนพิการเพื่อบรรเทาผลกระทบคนละ 1,000 บาท

อย่างไรก็ดี แม้รัฐมีมาตรการเยียวยาและลดผลกระทบประชาชน แต่ประชากรกลุ่มเฉพาะจำนวนมากยังคงเข้าไม่ถึง โดนเฉพาะอย่างยิ่ง คนพิการจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงสิทธิในการได้รับการเยียวยาอื่นใด นอกเหนือจากเงินช่วยเหลือเยียวยาคนพิการคนละ 1,000 บาท จนทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตต่อมาตรการดังกล่าวว่ามีความเหมาะสมและครอบคลุมเพียงใด

จากข้อสังเกตดังกล่าว เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรมหรือ We Fair จึงร่วมกับโครงการพัฒนาเครือข่ายขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการสังคมและสุขภาวะเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม ตั้งคำถามและชวนตรวจสอบมาตรการเยียวยาคนพิการในสถานการณ์โควิด-19 ครั้งนี้

มาตรการช่วยเหลือด้วยเงิน 1,000 บาทแบบครั้งเดียวจบ

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 28 เม.ย.63 ที่ผ่านมา (กดอ่านที่นี่) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอเงินเยียวยาเพื่อช่วยเหลือคนพิการในช่วงการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ให้แก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการจำนวน 2 ล้านคน คนละ 1,000 บาท จำนวน 1 ครั้ง พร้อมเพิ่มเบี้ยความพิการจาก 800 บาทเป็น 1000 บาท ให้คนพิการที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 1,100,000 คน และเด็กพิการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 120,000 คนนั้น

เครือข่าย We Fair ได้แสดงความเห็นว่า มาตรการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมสมรรถนะในการประเมินความรุนแรงของปัญหาของรัฐบาล ที่ไม่เข้าใจว่าปัจจัยในการดำรงชีวิตของคนพิการไม่ว่าจะมีงานทำหรือไม่มีงานทำก็มีต้นทุนสูงกว่าคนไม่พิการ จำนวนเงินเยียวยาดังกล่าวจึงไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตแบบมีคุณภาพได้

เครือข่ายเห็นว่า คนพิการและครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่ต้องแบกรับและเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่ได้ลดลง เช่น ค่าจ้างผู้ช่วยคนพิการที่คนพิการยังต้องเสียเงินจ้างเอง เพื่อช่วยเหลือในกิจวัตรต่างๆ ในแต่ละวัน เนื่องจากระบบผู้ช่วยคนพิการในปัจจุบันมีไม่เพียงพอ แถมยังถูกจัดสรรโดยผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ หรือค่าใช้จ่ายจ้างนักกิจกรรมบำบัดมากระตุ้นพัฒนาการเด็ก เพราะบุคลากรในศูนย์การศึกษาพิเศษมีไม่เพียงพอ ทำให้ครอบครัวคนพิการต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปจนกว่าบริการของรัฐจะครอบคลุม

ปัญหาเหล่านี้สร้างความเหลื่อมล้ำจนทำให้เด็กพิการจำนวนมากไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการและส่งเสริมทักษะในการดำรงชีวิต เพียงเพราะพ่อแม่ไม่มีเงินค่าเดินทางหรือไม่สามารถลางานได้ ส่งผลให้คนพิการที่ไม่มีทักษะในการช่วยเหลือตัวเองถูกปล่อยให้อยู่ในบ้านตามลำพังในระหว่างที่ผู้ดูแลออกไปหารายได้

นอกจากนี้ โควิด-19 ยังซ้ำเติมการดำรงชีวิตของคนพิการให้เผชิญกับความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เนื่องจากคนพิการมีต้นทุนการดำรงชีวิตเท่าเดิม แต่มีคนที่จ่ายไม่ไหวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เงินช่วยเหลือเพียง 1,000 บาทครั้งเดียวจบ จึงไม่ใช่ทางแก้ปัญหาใดๆ สำหรับคนพิการ ในเมื่อรากเหง้าปัญหาอยู่ที่ระบบรัฐสวัสดิการแบบขอไปที ไม่ถ้วนหน้า ไม่ครอบคลุม แถมยังกรีดซ้ำแผลเก่าในใจที่ว่าไม่มีรัฐบาลไหนเข้าใจพวกเขาจริง

เบี้ยคนพิการที่เหมือนเพิ่มจะถ้วนหน้า สุดท้ายให้เฉพาะบางกลุ่ม แต่คนจนตกหล่นอยู่ดี

จากรายงานข่าวเรื่องการเพิ่มเบี้ยความพิการที่เผยแพร่เป็นครั้งแรกในเดือน ธ.ค.2562 โดยระบุให้เพิ่มเบี้ยความพิการอีก 200 บาทจาก 800 เป็น 1,000 บาท แต่ก็ยังคลุมเครือว่า ผู้ที่จะได้รับสิทธิต้องถือทั้งบัตรประจำตัวคนพิการและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่

ต่อมาภายหลัง ในการประชุมคณะกรรมการคนพิการที่มีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม (กดอ่านที่นี่) ได้ประกาศ 4 มาตรการเยียวยาคนพิการ โดยหนึ่งในนั้นเสนอให้คณะรัฐมนตรีเพิ่มเงินเบี้ยความพิการแบบถ้วนหน้า ไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามที่เคยคลุมเครือ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 28 เม.ย.63 (กดอ่านที่นี่) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกลับระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้เพิ่มเบี้ยคนพิการให้แก่ผู้ถือบัตรคนพิการ 2 กลุ่มเท่านั้นคือ กลุ่มอายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 1.2 แสนคน และกลุ่มคนพิการที่มีทั้งบัตรคนพิการและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อปี) จำนวน 1 ล้านคน จากเดือนละ 800 บาทเป็น 1,000 บาท โดยจะเริ่มปรับเพิ่มเบี้ยในเดือน ต.ค.63 มิได้เป็นการเพิ่มแบบถ้วนหน้าแต่อย่างใด

ดังนั้นนโยบายการเพิ่มเบี้ยคนพิการในไทย ซึ่งหวนกลับมาใช้การพิสูจน์ความยากจนเป็นเกณฑ์ จึงสวนทางกับแนวคิดการมองสวัสดิการเป็นสิทธิ ทั้งที่งานวิจัยทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า การจัดรัฐสวัสดิการที่ใช้กระบวนการพิสูจน์ความยากจนนั้น จะยิ่งซ้ำเติมให้คนที่อยู่ชายขอบของการศึกษาหรือการเข้าถึงเทคโนโลยีไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐและถูกกีดกันตั้งแต่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ การให้แบบถ้วนหน้าแล้วค่อยตัดสิทธิผู้ที่ไม่มีความจำเป็นภายหลัง จึงเป็นทางออกของการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำนี้

นอกจากนี้ เครือข่าย We Fair ได้ระบุถึงข้อมูลของคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าว่า มีเด็กยากจนที่รายได้ครอบครัวไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีในไทย ที่ตกหล่นจากกระบวนการพิสูจน์ความยากจน จำนวน 30% ทำให้ไม่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด-6 ขวบ เดือนละ 600 บาท

เมื่อมองย้อนกลับมาที่คนพิการที่มีอุปสรรคทั้งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สภาพแวดล้อม บางครั้งยังถูกกีดกันจากการทำธุรกรรมโดยเจ้าหน้าที่ธนาคาร ฯลฯ เมื่อสิ่งเหล่านี้รวมกันจึงเดาได้ไม่ยากนักว่า มีคนพิการจำนวนไม่น้อยตกหล่นจากกระบวนการพิสูจน์ความยากจน

ข้อสันนิษฐานข้างต้นสามารถพิสูจน์อย่างง่ายบนสถิติจำนวนคนพิการทั้งหมด จากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2.02 ล้านคน ในจำนวนนี้มีคนพิการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.1 ล้านคน มีคนพิการวัยทำงานที่มีอาชีพ 266,484 คนและมีคนพิการที่อายุน้อยกว่า 18 ปี 1.2 แสนคน เท่ากับจะเหลือคนพิการ 4.4 แสนคนที่ไม่ได้รับการเพิ่มเบี้ยความพิการ อาจไม่มีอาชีพและตกหล่นจากการทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงหมายความว่า คนพิการยากจน 28% ตกหล่นจากกระบวนการพิสูจน์ความจน การที่รัฐเพิ่มเบี้ยความพิการให้เฉพาะคนพิการที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนที่อายุไม่ถึง 18 ปี จึงไม่ใช่ทางออก รัฐจึงควรเพิ่มให้ทุกคนมีหลักประกันในชีวิตที่ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน

บริการผู้ช่วยคนพิการแบบทิ้งขว้าง

เครือข่าย We Fair อ้างถึงข้อมูลในเว็บไซต์ www.disability-memorial.org ว่าตลอด 39 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีเหตุการณ์ฆาตกรรมคนพิการจากผู้ดูแลที่เป็นสมาชิกในครอบครัวมากกว่า 1,300 กรณีที่สามารถระบุได้ชัดเจน โดยกระบวนการเก็บข้อมูลดังกล่าวมักถูกนับหลังจากสิ้นสุดกระบวนการสืบสวนแล้ว เคสที่ถูกบันทึกจึงไม่นับรวมการฆาตกรรมอำพรางที่ถูกมองว่าเป็นการฆ่าตัวตายและไม่นับรวมการฆาตกรรมที่เกิดจากการเพิกเฉยจากรัฐจนนำไปสู่การเสียชีวิต ในประเทศไทยเพื่อนคนพิการที่กลุ่มรู้จักอย่างน้อย 6 คน เคยถูกคนในครอบครัวเสนอวิธีจบชีวิตด้วยท่าทีที่เศร้าโศก โกรธแค้น และหยอกล้อ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ สามี พี่ น้อง ปู่ ยาย และทุกคนต่างอยู่ในหลากหลายสถานะ รวมทั้งเกิดขึ้นในครอบครัวของศาสนิกชนหลากหลายศาสนา

ดังนั้นการคุยเรื่องนี้จึงไม่ใช่การบอกว่าฆาตกรเป็นคนบาป แต่คือการทำความเข้าใจเงื่อนไขบนความเป็นจริงของมนุษย์ โดยทิ้งความโรแมนติกของครอบครัวในฝัน แล้วคิดภาพแม่ของคุณต้องลาออกจากงานที่กำลังก้าวหน้า เพื่อมาป้อนข้าวป้อนน้ำให้คุณเพราะรายได้ไม่พอจ้างผู้ช่วยหรือผู้ดูแล พ่อของคุณไปมีภรรยาใหม่และมีครอบครัวที่อบอุ่น คำถามคือแม่ของคุณผิดหรือไม่ หากเธอเลือกกลับไปทำงานและทิ้งคุณไว้ที่บ้านลำพัง อย่างน้อยทั้งคู่จะไม่อดตาย

แม้แม่คุณต้องการคนดูแล แต่ไม่มีใครเลยที่พร้อมเป็นพ่อของเด็กพิการ แม่คุณทำงานสายตัวแทบขาดและกลับบ้านมาเจอความเกรี้ยวกราดหงุดหงิดของคุณ ผู้ซึ่งถูกดองในบ้านมาหลายสิบปีและมีเพียงแม่เท่านั้นที่ระบายอารมณ์ได้ คงไม่ผิดนักถ้าคุณจะวิงวอนต่อโชคชะตาว่าไม่อยากมีชีวิตแบบนี้ไปจนตาย คุณต้องการอิสรภาพ และผิดไหมหากแม่ของคุณเลือกจบชีวิตคุณก่อนเพราะมองไม่เห็นอนาคตที่รออยู่ข้างหน้า ห่วงว่าคุณจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ วันใดวันหนึ่งแม่ของคุณเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุและคุณต้องมีชีวิตต่อโดยลำพัง รัฐจะส่งต่อคุณให้กับญาติใกล้ชิดที่อาจไม่ได้พร้อมอุปการะ แต่ก็ไม่อยากถูกสังคมสาปแช่ง เมื่ออุปการะไปก็ขังคุณไว้ในคอกไม้นอกบ้านและทำร้ายร่างกายเสมือนตายทั้งเป็น ถ้าคุณคิดว่านี่คือเรื่องแต่งก็คิดผิด เพราะเด็กคนนี้มีตัวตนอยู่จริงและยังมีชีวิตอยู่ในปี 2020

คำถามที่ควรไปไกลกว่าคำว่า ผิดหรือถูกคือทำอย่างไรให้ทั้งคนพิการและผู้ดูแลมีอิสรภาพ ทำอย่างไรจะคืนความรักในครอบครัวโดยไม่ผูกรั้งด้วยโซ่ตรวนอันเกิดจากภาวะพึ่งพิง คำตอบของคำถามนี้มีมานานกว่า 40 ปี และในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาคำตอบของคำถามดังกล่าวนั้น ข้าราชการกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการย่อมรู้ดีที่สุดนั่นคือ “บริการผู้ช่วยคนพิการ”

ตัวแทนกลุ่มระบุว่า เมื่อปลายปีที่แล้วได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานเรื่องการขับเคลื่อนแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการในเกาหลีใต้ ที่นั่นมีประวัติศาสตร์การฆาตกรรมโดยรัฐเพราะความเชื่อใจหมอเกิดขึ้น กล่าวคือรัฐพยายามแยกระดับความรุนแรงและความจำเป็นของคนพิการเพื่อพิสูจน์สิทธิว่าควรได้รับบริการอะไรบ้าง สุดท้ายคนพิการที่เคยได้รับบริการบางคนถูกตัดสิทธิในการเข้าถึงบริการผู้ช่วยคนพิการ จนสุดท้ายเขาเสียชีวิตโดยลำพัง ผลชันสูตรพบว่าขาดสารอาหาร ซึ่งเดิมผู้ช่วยคนพิการมีหน้าที่พาคนพิการคนนี้ไปซื้ออาหารในห้างสรรพสินค้า

จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดของคนพิการในเกาหลีใต้ เพื่อให้ยกเลิกระบบ DRS หรือ  Disability rating system โดยเสนอว่าควรให้พิจารณาจากความบกพร่องในกิจวัตรต่างๆ เพราะแม้มีความพิการและกล้ามเนื้ออ่อนแรงมัดเดียวกัน แต่ความสามารถในการดำเนินกิจวัตรต่างๆ นั้นแตกต่างกัน พร้อมทั้งเสนอให้บริการนี้ครอบคลุมไปนอกเหนือจากคนพิการด้วย เช่น คนไข้หลังผ่าตัด หรือผู้ที่มีความพิการชั่วคราว

เครือข่าย We Fair ระบุว่า ในขณะที่แนวคิดการดำรงชีวิตอิสระฯ เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่แนวคิดดังกล่าวเริ่มเข้าไปในเกาหลีใต้ ผ่านมาเกือบ 20 ปี ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการที่มีกลิ่นอายของแนวคิดดังกล่าวอย่างท้วมท้น แต่ในทางปฏิบัตินั้นกลับไม่พบข้อมูลการเปิดเผยจำนวนสถิติ 5 อย่างในรายงานของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

            1.จำนวนผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมผู้ช่วยคนพิการ
            2.จำนวนผู้ที่รัฐขึ้นทะเบียนเป็นผู้ช่วยคนพิการ
            3.จำนวนคนพิการที่ได้รับบริการ และจำนวนชั่วโมงที่ให้บริการ
            4.จำนวนคนพิการที่ยื่นคำร้องแต่ไม่ได้รับบริการ
            5.จำนวนคนพิการที่แบกรับค่าจ้างผู้ช่วยด้วยตนเอง

นอกจากนี้พบว่า ตลอด 5 ปีที่แห่งการนำเอาผลงานของข้าราชการไปออกในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ไม่เคยมีการกล่าวถึงบริการผู้ช่วยคนพิการแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งเหล่านี้สะท้อนผลการให้บริการผู้ช่วยคนพิการว่า ไม่ใช่ผลงานที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการภาคภูมิใจนัก และตรงกับสิ่งที่เป็นในปัจจุบัน เพราะแม้แต่คนพิการรุนแรงระดับผู้นำองค์กรคนพิการตามแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระ ผู้ซึ่งเคยออกมาชุมนุมเรียกร้องให้มีการยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสิทธิคนพิการก็ยังเข้าไม่ถึงบริการผู้ช่วยคนพิการ จึงไม่แปลกใจนักหากคนพิการรุนแรงอีกหลายหมื่นชีวิตจะยังคงเข้าไม่ถึงบริการผู้ช่วยคนพิการ ซึ่งเป็นบริการที่ยุติการฆาตกรรม

 

Healthบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพโควิด-19รัฐสวัสดิการเบี้ยความพิการเงินเยียวยาคนพิการWe Fair
Categories: ThisAble

“กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้” นายกสภาคนพิการฯ ถอดบทเรียนความล่าช้าของนโยบายรัฐต่อโควิด-19

Thu, 2020-05-21 16:02

“ในช่วงวิกฤต กองทุนคนพิการควรถูกดึงมาใช้ เพื่อช่วยเหลือและดูแลคนพิการให้ได้มากที่สุด หมดโควิด-19 แล้วค่อยหาเงินใหม่ได้ ช่วยคนของเราก่อน อย่าให้ตัวเลขสำคัญกว่าชีวิตคน”

“กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการควรประเมินให้ดีกว่านี้ ที่ผ่านมาผมคิดว่าเขาประเมินต่ำไป ปัญหาหลักของคนพิการคือรายได้และค่าใช้จ่าย ฉะนั้นคำถามที่เกิดขึ้นคือ เราจะทำยังไงให้มีรายได้ อะไรที่ห่วยหรือตามไม่ทันก็ต้องมีการปรับ”

ชวนคุยกับ สุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย หลังเกิดวิกฤตโควิด-19 อะไรคือปัญหาที่ทำให้ปัจจุบันคนพิการยังไม่ได้แม้แต่เงินเยียวยา เกิดอะไรขึ้น กับข้อเสนอและนโยบายที่จัดทำโดยคนพิการ ไปจนถึง สำรวจความพร้อมในการช่วยเหลือของภาครัฐต่อการจัดการวิกฤตสำหรับคนพิการ

คนพิการเดือดร้อนมากแค่ไหน

สุชาติ : เยอะมาก คนไม่พิการยังกระทบจนเอาตัวแทบไม่รอด  บริษัทต้องปิดตัว หลายคนตกงาน ผมและองค์กรคนพิการเลยต้องออกมาช่วยกันกดดันให้สังคมเห็นถึงความเดือดร้อนของคนพิการ  หลายคนมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บางคนทำงานคนเดียวเพื่อหาเลี้ยงทั้งครอบครัว พอตกงานก็กระทบหนัก บางบ้านไม่มีรายได้เลย ในช่วงที่ผ่านมาผมโอนเงินเยอะมาก คนพิการโทรมาก็ช่วยตามที่ช่วยไหว สมาคมคนพิการทางสติปัญญาที่ผมเป็นนายกสมาคมอยู่ก็มีนโยบายช่วยให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าเป็นข้าวสารอาหารแห้งหรือเงินก็มีประโยชน์ทั้งนั้น ภาครัฐควรต้องช่วยให้เร็วที่สุด ลูกผมเป็นคนพิการ แต่หน้ากากสักอันก็ไม่เคยได้จาก กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) 

การเยียวยาที่ล้าช้า

ที่ต้องพูดถึง พก. เยอะเพราะเขาคือหน่วยงานที่ทำงานในภาพรวมของคนพิการทั้งประเทศ ช่วงแรกมีการทำหน้ากาก เจลล้างมือ อุปกรณ์ป้องกันตัวต่างๆ แต่ก็ไม่เคยเกิดเป็นรูปธรรมจริงแม้ว่ามีไอเดีย เขาไม่มีภาวะกดดันมากเท่า ความเป็นห่วงต่างๆ เช่น กลัวกองทุนคนพิการล้ม ผมคิดว่านโยบายที่เกิดขึ้นในภาวะวิกฤตควรเป็นนโยบายช่วยคนก่อน แม้แต่เรื่องข้อถกเถียงเรื่องเงินกู้สำหรับคนพิการ ทั้งที่ไม่ใช่การให้เปล่า ยืมแล้วก็ต้องคืน ก็ยังไม่มีนโยบาย ทั้งที่ ทุกคนควรเข้าถึงโอกาสนี้ เพื่อรักษาชีวิตของตัวเองระยะยาวจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน 

นอกจากจะไม่ได้ใจคนพิการแล้ว แม้ถูกด่าก็ยังเฉย 

ผมคิดว่า ในช่วงวิกฤตเราควรโฟกัสปัญหาที่สำคัญที่สุดก่อน และ เกิดข้อปฏิบัติจริงจัง ไม่ใช่ตามระเบียบและกฎหมายไปเสียหมด สถานการณ์ฉุกเฉินควรแก้ได้ทำได้ ที่คุยมาคืออะไรก็ไม่ได้ ต้องผ่านกฎหมาย ผ่านการแก้ระเบียบก่อนแล้วจะเเรียกฉุกเฉินทำไม

สิ่งที่บรรลุตามข้อเสนอ 4 ข้อคือ  1.เงินเยียวยาโควิด-19 1,000 บาท 2. เงินกู้ 10,000 บาท 3. การพักชำระหนี้ 4. เพิ่มเบี้ยยังชีพคนพิการจาก 800 บาทเป็น 1,000 บาท 

และแม้แต่นโยบายพักชำระหนี้เองก็มีปัญหาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่ไม่น่ามีปัญหาอะไร และเราเสนอบอร์ดชาติว่าให้ทำโดยอัตโนมัติ แต่ราชการกลับต้องการเอกสารมากมาย ต้องมีพยาน ช่วงนี้ใครอยากมาเซ็นต์ ถ้าต้องการเพียงแค่คนพิการเซ็นต์ก็โอเค  เหมือนที่ธนาคารออมสินทำได้ ใช้เวลาเพียง5 วัน ขณะที่เรื่องคนพิการผ่านบอร์ดชาติแล้ว 4 ข้อ แต่เงินยังไม่ถึงคนพิการ

นโยบายที่ขอไป100 แต่ได้ไม่ถึง50

นโยบายเพิ่มเบี้ยยังชีพคนพิการสำหรับกลุ่มอายุต่ำกว่า 18 ปี เกิดขึ้นจากเมื่อธันวาคมปีก่อนเราเสนอให้เพิ่มเบี้ยยังชีพคนพิการเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนพิการทั้งประเทศ จาก 800 บาทเป็น 1,000 บาท เหมือนค่าแรงขั้นต่ำที่ควรเพิ่มทุกปีเป็นเรื่องธรรมดา ในวาระบอร์ดชาติเขาก็เห็นด้วย แต่พอผ่านในวาระ ครม. กลับตัดให้เหลือแค่คนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

คนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคือคนอายุ 18 ปีขึ้นไป และต้องมีที่ไม่เกิน 1 ไร่ ในไทยคนพิการอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 1 ล้านคน ถึงแม้เป็นข้อบ่งชี้ว่าคนพิการเป็นคนจนเยอะ แต่ก็อย่าลืมว่า มีคนพิการที่ไม่ได้จด เพราะไม่เข้าใจกระบวนการและเข้าไม่ถึงกระบวนการทำบัตร

จนเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเพิ่มจาก 800 บาทเป็น 1,000 บาทเฉพาะกลุคนพิการที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ทั้งที่ตอนแรกเราเสนอให้เป็นถ้วนหน้า ผมคิดว่า ที่เขาเอาจำนวนอายุต่ำกว่า 18 ปีเพราะว่ามีไม่เยอะ ประมาณ 120,000 คน จึงใช้เงินไม่เท่าไหร่ ถ้าเทียบกับให้ถ้วนหน้า ผมจึงเสนอไปว่า ให้มีการทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกรอบสำหรับคนพิการตกหล่น  

ด้านนโยบายพักชำระหนี้ก็ยังได้คำตอบไม่ชัดเจน แถมเรื่องเงินกู้ 10,000 บาท ก็มีปัญหา ทั้งที่ในช่วงสถานการณ์ความเดือดร้อน คนต้องการการช่วยเหลือที่รวดเร็วที่สุด จนวันนี้ก็ยังไม่เกิดทั้งที่อนุมัติตั้งแต่ 30 มีนาคม เงินก็มีอยู่แล้ว รายชื่อคนพิการมีอยู่แล้ว เลขที่บัญชีก็มีอยู่แล้ว ทำไมเงินพันเดียวยังไม่สามารถโอนได้ ทำไมต้องพึ่งพากรมบัญชีกลาง หากบอกว่าข้อมูลอยู่ที่ฐานกรมบัญชีกลาง คำถามคือคุณทำงานด้านคนพิการมาแล้วกี่ปี แต่กลับไม่มีฐานข้อมูลเป็นของตัวเอง ทำไมต้องตรวจสอบอีก กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้แล้ว

ข้อเสนอจากสมาคมคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย 

สมาคมคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยคิดนโยบายเยียวยาคนพิการ 5,000 บาท 3 เดือน ทั้งหมดประมาณ 29,000 ล้านบาท เงินเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน แต่หมุนเวียนบรรเทาความเดือดร้อน อย่างไรก็ดี 5,000 ไม่น่าจะเป็นจริง ข่าวแว่วมาว่าได้เป็นคนละ 1,000 บาท 3 เดือนแทน 

นอกจากนี้ก็มีเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟฟรีสำหรับคนพิการ ที่ใช้ไฟไม่เกิน 3,000 ยูนิต แค่มีบัตรคนพิการและมีบ้านเลขที่ชัดเจน ก็เอาหลักฐานไปยื่นและควรจะเป็นการให้แบบถ้วนหน้า อย่างน้อยจะช่วยแบ่งเบาภาระได้ อาจเริ่มต้นสัก 6 เดือน 

ระบบทำให้เกิดความล้าช้า

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ายังอ่อนคือ ฐานข้อมูลด้านคนพิการ จากที่คุยนักคุยหนาว่า มีฐานข้อมูลแน่น แต่เมื่อขอดูก็เห็นเลยว่าแทบไม่ได้ทำอะไรเลย แม้จะทำมาหลายปี แต่ของจริงมีเพียง 60 เปอร์เซ็นต์ที่มีข้อมูล แค่เรื่องจ้างงาน อายุ ที่อยู่บ้าน ข้อมูลแค่นี้ผมว่าไม่ยาก พอถึงช่วงเวลาวิกฤตจึงไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปล่อยให้คนพิการรออยู่ด้วยความหวังต่อไป

อีกปัญหาหนึ่งคือ ที่มาของอำนาจ ข้าราชการทำงานภายใต้คำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเดียว ต้องเอาใจเจ้านาย เอาใจผู้หลักผู้ใหญ่มากกว่าคนพิการคงดีถ้าการทำงานมีประชาธิปไตยมากกว่านี้ ทั้งการจัดสรรตำแหน่ง หรือประเมินผลข้าราชการ การมีคนพิการหรือพ่อแม่ผู้ปกครองคนพิการทำงานอยู่ในระบบ จึงช่วยทำให้สังคมเห็นคนพิการมากขึ้น มากขึ้น เหมือนที่อาจารย์มณเฑียร บุญตัน ทำให้ระบบขับเคลื่อนได้โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับคนพิการ

ภาครัฐหรือคนพิการต้องปรับตัว?

ในช่วงชีวิตปกติผมคิดว่า คนพิการเป็นกลุ่มคนที่ต่อสู้อยู่แล้ว พวกเขาต้องต่อสู้กับประเด็นต่างๆ ในสังคมที่เกิดขึ้นกับตัวเอง อย่าลืมว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคน ซึ่งมีแต้มต่อไม่เท่ากับคนอื่นในสังคม แม้คนตาบอดที่ทำอาชีพนวด จะพยายามฝึกทักษะใหม่ ก็ยากที่จะทันคนอื่น เพราะการพัฒนาแต่ละอาชีพก็ไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนทำมาตลอดชีวิต เฉพาะการฝึกเพื่อต่อสู้อุปสรรค ข้ามขีดจำกัดของร่างกายตัวเองก็ยากอยู่แล้ว อยู่ๆ จะเปลี่ยนให้เขาทำอย่างอื่นเลย เป็นไปไม่ได้

ช่วงวิกฤตเช่นนี้ ควรดึงเงินกองทุนของคนพิการมาใช้ เพื่อช่วยเหลือและดูแลคนพิการให้ได้มากที่สุด หมดโควิด-19 แล้วค่อยกลับมาหาใหม่ได้ ช่วยคนของเราก่อน อย่าให้ตัวเลขสำคัญกว่าชีวิตคน

ผมคิดว่า ตอนนี้เป็นโอกาสอันดีที่ภาครัฐจะปรับตัวให้รูปแบบการทำงานให้สมัยใหม่มากขึ้น วิกฤตที่ผ่านมาคือข้อบ่งชี้ว่า เรามีระบบที่ไม่เสถียร ไม่สามารถช่วยเหลือคนพิการได้ทันการ เราจึงจะใช้แนวคิดแบบเดิมไม่ได้แล้ว ผมไม่ได้คาดหวังว่า ไอเดียทั้งหมดสามารถทำได้เลยทันที แต่อย่างน้อยต้องเข้าใจหลักการ แนวคิดและความต้องการของคนพิการ 

การกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้น ในต่างประเทศภาครัฐมีหน้าที่แค่ กำกับและตรวจสอบคุณภาพ แต่งานหลักมอบให้องค์กรเอกชนทำ เพราะไม่มีทางที่รัฐจะสามารถทำงานเองได้ทั้งหมด มีองค์กรคนพิการที่ถนัดและเชี่ยวชาญด้านนี้มากกว่า ก็ให้พวกเขาทำ รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและตรวจสอบก็พอแล้ว 

นอกจากนี้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการควรประเมินผลให้ดีกว่านี้ ที่ผ่านมาผมคิดว่าเขาประเมินต่ำไปว่าปัญหาอะไรจะตามมา ปัญหาหลักของคนพิการคือเรื่องรายได้และค่าใช้จ่ายเพราะฉะนั้นคำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เราจะทำยังไงให้เขามีรายได้ การทำงานอะไรที่ห่วยหรือตามไม่ทันต้องมีการปรับ 

ได้เห็นอะไรบ้างในช่วงโควิด 

ความเป็นผู้นำเห็นได้ชัดเจนว่าสำคัญ การตัดสินใจที่รอบคอบและรวดเร็ว เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เป็นบทเรียนสำคัญที่จะทำให้เราฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ นอกจากนี้ ควรคิดระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องการปรับตัว เพื่อให้คนพิการสามารถอยู่รอดให้ได้

หากมองแบบปัจเจก ผมคิดว่าพึ่งตัวเองก่อนอาจจะดีที่สุด เพราะจากวิกฤตนี้เราจะเห็นได้ว่า เราพึ่งพาภาครัฐแทบไม่ได้เลย การพัฒนาตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  คนพิการเองมีตลาด “คนพิการไม่ทิ้งกัน” ขายออนไลน์ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าร้าน ไม่ต้องเช่าที่ใคร คุณขายจากที่บ้านได้

ที่สุดแล้วการเยียวยาด้วยเงินก็เป็นการช่วยเหลืออีกรูปแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่ควรจะส่งเสริมมากกว่าคือเรื่องความรู้ เพราะความรู้จะติดตัวไปตลอดชีวิต 

    Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสุขภาพโควิด-19สุชาติ โอวาทวรรณสกุลสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
Categories: ThisAble

เคาะวันจ่ายเงิน 1,000 บาท เยียวยาคนพิการจากโควิด 19 วันที่ 29 พ.ค. นี้

Wed, 2020-05-20 08:11

วันนี้ (20 พ.ค.) เฟซบุ๊กนาย สุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่เอกสารจากกรมบัญชีกลาง เรื่อง กำหนดเวลาการส่งข้อมูลและการจ่ายเงินช่วยเหลือคนพิการ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยระบุถึง กำหนดเวลาการส่งข้อมูลและการจ่ายเงินช่วยเหลือคนพิการ 1,000 บาท โดยกำหนดการส่งข้อมูลจะเป็นช่วงวันที่ 19 - 27 พ.ค. และเริ่มโอนเข้าบัญชีของคนพิการและบัญชีเงินฝากของ อปท. ในวันที่ 29 พ.ค. เป็นต้นไป 

โดยเงินช่วยเหลือคนพิการผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 มาจากมติที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการที่มีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมมีมติช่วยเหลือคนพิการและครอบครัว เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่าน ซึ่งที่งหมดมีด้วยกัน 4 ข้อได้แก่ 

1.พักชำระหนึ้แก่คนพิการที่กู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นระยะเวลา 12 เดือน นับจากเดือนเมษายน 2563 ถึง เมษายน 2564 มีคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ที่กู้ยืมเงินจากกองทุนคนพิการฯจำนวน  134,497คน

2.การจัดเงินช่วยเหลือคนพิการกรณีฉุกเฉินแบบถ้วนหน้า คนละ 1,000 บาท กำหนดจ่ายเข้าบัญชีเบี้ยความพิการ สำหรับคนพิการแต่ละบุคคล จำนวนกว่า  2 ,027,457 คน เป็นวงเงิน. 2,027,457,000 บาท โดยจะโอนเงินภายในเดือนเมษายน 2563

3. กำหนดวงเงินกู้ฉุกเฉิน ไม่เกิน 10,000 บาทสำหรับคนพิการและผู้ดูแลเพื่อการประกอบอาชีพในสภาวะวิกฤติโควิด-19 วงเงิน 2,000 ล้านบาท ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีผู้ค้ำประกัน และให้ชำระหนี้ภายใน 12 เดือน ทั้งนี้ให้มีการ แก้ไขระเบียบกองทุน นำเสนอคณะกรรมการส่งเสริม ฯ ภายใน วันที่ 15 เมษายน 2563

4. เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา จ่ายเบี้ยคนพิการแบบถ้วนหน้าโดยไม่ต้องมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 2 ล้านคน คนละ 1,000 บาท  อ่านได้ที่นี่

 

  Healthข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพโควิด-19
Categories: ThisAble

ข้อเสนอคนพิการ VS มาตรการจากภาครัฐ ส่องข้อเสนอเยียวยาช่วงโควิด19

Mon, 2020-05-04 23:59

หลังเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ร่วมเดือน คณะรัฐมนตรีก็ไฟเขียวมาตรการเยียวยาสำหรับคนพิการ โดยมีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอเงินเยียวยาแก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการจำนวน 2 ล้านคน คนละ 1,000 บาท จ่ายครั้งเดียว ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นดำเนินการ

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งนโยบายที่เป็นที่พูดถึง อย่างโครงการเยียวยาเงิน 2,000 บาท ของกระทรวง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่จะช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เช่น เด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย คนไร้ที่พึ่ง ชาวเขา และผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอื่น โดยจะมีการตรวจสอบตามขั้นตอนของกระทรวง

นอกจากนี้ยังมีความช่วยเหลือต่างๆ ของกระทรวงที่พยายามเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ และสายด่วนเพื่อโทรแจ้งหากพบเห็นคนพิการที่ลำบาก แต่หากพิจารณา 2 โครงการใหญ่ก็จะพบว่า มีเพียงมาตรการการช่วยเหลือด้านการเงิน จนอาจขาดมิติการช่วยเหลือในด้านคุณภาพชีวิตด้านอื่น

และด้วยข้อเสนอของคนพิการนั้นมีมากมายหลายข้อ เราจึงอยากชวนทุกท่านไปดูข้อเสนอต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนพิการและองค์กรเครือข่ายด้านคนพิการว่า พวกเขามองเห็นอะไรและนำเสนออะไรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนพิการในช่วงโควิด-19

ก้อนแรกเป็นข้อเสนอจากสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและเครือข่ายคนพิการซึ่งพวกเขาได้ไปยื่นข้อเสนอมาตรการช่วยเหลือเมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอดังนี้

  1. จ่ายเงินชดเชยให้แก่คนพิการทุกคน รายละ 5,000 บาท ต่อเนื่อง 3 เดือน (คนพิการ 2 ล้านคน งบประมาณ 30,000 ล้านบาท)

  2. ขอให้รัฐบาลสร้างความมั่นใจว่า มาตรการดูแลและเยียวยาฯ ระยะที่ 3 , พรก.ทั้ง 3 ฉบับ รวมถึงแผนงานและโครงการตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด กลุ่มคนพิการจะต้องสามารถเข้าถึงได้อย่างถ้วนหน้า ทั่วถึง สะดวก รวดเร็วและต่อเนื่อง รวมทั้งให้องค์กรด้านคนพิการมีส่วนร่วมในการออกแบบและติดตามมาตรการ แผนงานและโครงการดังกล่าวด้วย

  3. ขอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยลดค่าไฟฟ้า 3 เดือนให้แก่คนพิการทุกครัวเรือน ทั้งกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีมิเตอร์ไฟขนาดไม่เกิน 5 แอมป์และเกิน 5 แอมป์ หากใช้ไม่เกิน 3,000 หน่วย ให้ใช้ไฟฟ้าฟรี

  4. ขอให้รัฐบาลออกมาตรการให้คนพิการสามารถรับเบี้ยความพิการล่วงหน้าได้จำนวน 10 เดือนตามความสมัครใจ

  5. ขอให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เร่งปฏิบัติตามมติคณะกรรมการคนพิการแห่งชาติ โดยโอนเงินจากกองทุนคนพิการให้คนพิการที่มีบัตรทุกคน คนละ 1,000 บาท โดยเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีอีกข้อเสนอความต้องการของคนพิการจากผลสำรวจความต้องการของคนพิการช่วงโควิด-19 ที่เครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้รวบรวมขึ้น เพื่อเสนอต่อกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ใน 3 แนวทางได้แก่

  1. จัดหาชุดเวชภัณฑ์จำเป็นสำหรับผู้มีรายได้น้อย คิดเป็นร้อยละ 69.2

  2. ช่องทางลงทะเบียนที่สะดวกเพื่อรับเงินบรรเทาความเดือดร้อนจากรัฐ คิดเป็นร้อยละ 67.8

  3. มาตรการเยียวยาเพิ่มเติม เช่น เพิ่มเบี้ยคนพิการ 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 65.7

นอกจากข้อเสนอดังกล่าวแล้ว สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยคนตาบอดในประเทศไทย ก็ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 เม.ย.เรื่องการขอให้ช่วยเหลือเยียวยา ได้แก่

  1. ขอให้จ่ายเงินเยียวยาคนพิการรายละ 1,000 บาท ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน  ไม่รวมเบี้ยยังชีพคนพิการที่ให้ทุกเดือนอยู่แล้ว

  2. ขอให้จัดหาแหล่งกู้ยืมเงินฉุกเฉิน ให้คนพิการทางการเห็นที่เป็นเจ้าของร้านนวดกู้ได้ รายละไม่น้อยกว่า 50,000 บาท โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ไม่มีดอกเบี้ย ระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ 1 ปี

  3. ประเด็นเงินชดเชยการขาดรายได้ ตามโครงการเราไม่ทิ้งกัน 5,000 เวลา 3 เดือน  ขอให้ทางกลุ่มเจ้าของร้านนวดและพนักงานนวดคนพิการสามารถส่งรายชื่อสำหรับคนที่ยังไม่ได้รับเงินชดเชยการขาดรายได้เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณารับเงินชดเชยโดยตรง

และล่าสุด สุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และสมชาย ปัญญ์เอกวงศ์ ประธานฝ่ายส่งเสริมอาชีพและการจ้างงาน เข้ายื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ในวันที่ 15 เม.ย.63 ที่ให้เปลี่ยงแปลงการออกรางวัลงวดวันที่ 1 เม.ย.63 จากวันที่ 2 พ.ค.63 ไปเป็นวันที่ 16 พ.ค.63 และขอให้ศาลสั่งให้ยกเลิกการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 เม.ย.63 พร้อมให้รับซื้อสลากคืนในราคาฉบับละ 70.40 บาท และชวนทุกคนพิจารณาข้อเสนอ กับมาตรการจากภาครัฐว่ามีความสอดคล้องเพียงใดและเพียงพอในการช่วยเหลือกับคนพิการหรือไม่ หรือมีแนวการช่วยเหลือแบบไหนที่รัฐควรจะออกมาเพื่อบรรเทาการเยียวยาความเดือดร้อนให้กับคนพิการได้อย่างตรงจุด และสะท้อนความเดือดร้อนในการหามาตรการเพื่อการช่วยเหลือที่ดีมากกว่านี้

อ้างอิง 

https://thisable.me/content/2020/04/616

https://thisable.me/content/2020/04/615

https://thisable.me/content/2020/03/608

https://thisable.me/content/2020/04/612

https://www.khaosod.co.th/politics/news_3982813

  Healthบทความคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนโควิด-19
Categories: ThisAble

คนพิการและดวง ความพิการอยู่ตรงไหนในพื้นที่ของ ‘ความเชื่อ’

Mon, 2020-05-04 20:32

อย่างที่รู้กันว่า คุณภาพชีวิตคนพิการในประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง การเดินทางไปไหนก็ไม่สะดวก แต่เราไม่แน่ใจเลยว่า ในโลกที่ไม่ต้องอาศัยทางลาดหรือลิฟต์อย่างเรื่องความเชื่อ คนพิการมีสิทธิในการเข้าถึงเหมือนกับคนอื่นๆ ไหม โลกของการดูดวงของคนพิการเป็นอย่างไร และหมอดูตาบอดใช้วิธีอะไรในการทำนายดวงชะตาผู้คน Thisable.me ชวนคุยกับหมอดูตาบอด, แม่หมอดูใจ และคนพิการผู้ชื่นชอบการดูดวงว่า สำหรับพวกเขาแล้ว ความพิการและความเชื่อเรื่องดวงชะตามีความสัมพันธ์กันอย่างไร

นิรันดร คมขาว: หมอเจมส์เคลมดวง

ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องดวงแต่เชื่อเรื่องการกำหนดอะไรให้ตัวเอง การดูดวงไม่ใช่แค่การมานั่งดูว่าดวงจะเป็นยังไง แต่เป็นเหมือนการวางแผนชีวิต หากทำแบบนี้ในอนาคตอาจจะเกิดอะไรขึ้น เราจะทำอะไรได้บ้าง ผมมองการดูดวงเหมือนการเข้าพบครูแนะแนว เพื่อแนะนำแนวทางชีวิต เน้นเป็นการพูดคุยกันเพื่อให้เขานำไปใช้ได้จริงมากกว่า

ไพ่ที่ผมใช้จะถูกเขียนอักษรเบรลล์ไว้ที่หัวกระดาษ ตัวอักษรเบรลล์ผมเป็นคนทำเองผมว่าคนพิการเป็นนักจินตนาการ หลายคนสามารถดูดวงจากเลขโทรศัพท์ คลำลายมือ ดูไพ่ยิปซี ดังนั้นจะเห็นว่า วิธีการดูไม่ใช่ประเด็นแต่การเข้าถึงสื่อการศึกษา เข้าถึงหนังสือที่ผลิตออกมาให้คนอ่านนั้น คนพิการจะอ่านได้หรือเปล่า แม้การดูดวงอาจสอนกันมาแบบคนสู่คน แต่ก็มีตำรา สิ่งสำคัญสำหรับเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสื่อที่สนับสนุน 

หากมีคนถามว่า ตาบอดถือเป็นกรรมจากอดีตชาติไหม ผมก็คงตอบว่า การตาบอดก็คือลักษณะหนึ่งของคนที่เกิดมา ความเชื่อของคนยุคก่อนถือว่า เป็นกรรมเพราะเขาเชื่อเรื่องกรรมเวร แต่คนยุคนี้อาจคิดถึงเรื่องความผิดพลาดหรือความไม่สะดวก หากถามหมอดูหรือนักศาสนาหลายคนก็อาจตอบว่าเป็นกรรมเก่า แต่สำหรับผมผมคิดว่าความพิการพิสูจน์ไม่ได้ แต่ยอมรับว่า ตาบอดเป็นดวงในชีวิตประจำวันของผม เป็นอุปสรรค หากตาดีก็คงดวงดีกว่านี้ ฉะนั้นแล้วไม่ใช่แค่ความพิการที่อาจถูกมองว่าเป็นกรรม แต่หากมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิตหลายครั้งคนก็จะโทษเวรโทษกรรมทันทีเช่นเดียวกัน

ณอัญญา​ สาวิกาชยะกูร: วารีแห่งใจ

เหตุผลที่ต้องใช้มือซ้ายหยิบไพ่เพราะเป็นมือที่อยู่ข้างเดียวกับหัวใจ ส่วนเมื่อหยิบไพ่ได้แล้วจะได้คำตอบออกมาตรงหรือไม่สิ่งนี้เรียกว่าความเชื่อ เป็นความเชื่อเฉพาะกลุ่ม เฉพาะบุคคล ความเชื่อแปลว่าไม่ใช่ความจริง 100% ใครเชื่อแบบไหน เขาจะทำแบบนั้น หมอดูบางท่านจึงกำหนดให้ใช้​ เชื่อว่าจะตรง​ สำหรับเราจะใช้มือไหนก็ได้​ หรือถ้าเห็นว่าผู้ที่มารับคำปรึกษา ยังไม่ค่อยนิ่ง​ ไม่มีสมาธิ​ เราจะให้หยิบด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด​เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เขาตั้งใจและกลับมาโฟกัสปัจจุบันตรงหน้าที่อยู่กับเรา

ช่วงนี้ออกจากบ้านไม่ได้ สิ่งที่เราทำก็คือ คนจะโทรมาเพื่อขอคำปรึกษา เราเป็นคนเปิดการ์ดถ่ายรูปส่งให้เขาดูด้วยตัวเอง บางคนถึงแม้จะได้เจอกันก็อาจไม่ได้หยิบไพ่เอง เราก็หยิบให้แล้วถามกลับ ชวนเขาคุย ถึงจะไม่หยิบเองแต่เรื่องราวก็ตรงกับสิ่งที่เขาเป็นอยู่ ฉะนั้นการดูจึงไม่เกี่ยวกับว่าใครหยิบ แต่อยู่ที่คำถามที่นำไป เราพาไปสำรวจและช่วยทำให้เรื่องราวมันตรงออกมา

เราไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นหมอดู ไม่เข้าใจคำว่าดวง คำนี้ทำให้หลายคนหวาดกลัวหรือทำให้หลายคนมีพลัง เราจึงบอกเขาว่าการคุยกับเราต่างจากการดูดวงนะ เราให้คำปรึกษา ชวนคุย แต่ไม่นั่งทำนาย ถ้าให้นิยามตัวเองเป็นแม่หมอก็คงบอกว่าเป็นแม่หมอดูใจแล้วกัน 

สำหรับคนพิการ ข้อจำกัดต่างๆไม่เป็นอุปสรรค แม้ในคนพิการที่ไม่มีมือซ้าย หรือมองไม่เห็น เขาเป็นมนุษย์เหมือนเรา หากต้องการคำปรึกษาแต่ติดอุปสรรคจะทำอย่างไร เราเลยเอาทุกข้อจำกัดที่หลายคนเชื่อว่า การดูหมอจะต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ออกไป ถ้ามองว่าความพิการเป็นสิ่งไม่ดี ความเป็นมนุษย์ก็คงเป็นสิ่งที่ไม่ดีเหมือนกัน อะไรคือตัวตัดสินว่าสิ่งนี้ดีหรือสิ่งนี้ไม่ดี เราจึงมองที่การกระทำของคนมากกว่า ความพิการไม่เกี่ยวกับดวง บางคนความพิการเกิดจากอุบัติเหตุ คนที่พิการแต่กำเนิดก็เกิดจากความผิดปกติของส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างและไม่เกี่ยวกับดวงไม่ดี

ปริศนา ขันแก้ว: คนพิการที่ชอบดูดวง

เราดูดวงสนุกๆ ปีใหม่ทีก็ดูที เชื่อในจุดที่น่าจะเชื่อ เช่น เขาทายถูกในสิ่งที่เราไม่เคยพูด พอเป็นแบบนั้นก็คิดว่าน่าจะจริง ส่วนอื่นก็ฟังไปขำ ๆ ไม่ได้จริงจังมาก  มีอยู่ครั้งหนึ่งไปดูดวงเพื่อนที่ตลาด หมอดูปูผ้านั่งกับพื้นดูดวงให้นักศึกษา ตอนนั้นไปดูเพราะเครียดๆ ฟังแบบเครียดๆ ครั้งนั้นเป็นครั้งเดียวที่จริงจัง เพราะเราถามเขาเกี่ยวกับเรื่องเรียน เรื่องความรักและเรื่องเพื่อน ช่วงนั้นมีปัญหากับเพื่อนจึงไปปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์

เรื่องที่ถามบ่อยก็น่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ตอนเรียนก็จะถามเกี่ยวกับเรื่องเรียน เรื่องสุขภาพ เรื่องความรัก แต่พอเรียนจบแล้วเริ่มทำงานเราก็จะเน้นเรื่องงานเลย จะได้งานไหม จะได้เปลี่ยนงานรึเปล่าว สุขภาพจะเป็นยังไง แตะเรื่องความรักนิดหน่อย อยากรู้ว่า จะแต่งงานเมื่อไหร่ เนื้อคู่เป็นยังไง เราคิดว่าการดูดวงขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงวัยว่าช่วงนั้นเราโฟกัสกับอะไร ตอนนี้โฟกัสแต่เรื่องงานก็ถามแต่เรื่องงาน

เรานั่งวีลแชร์ หลายครั้งที่ไปดูดวงแถวท่าวังหลังก็ต้องมีเพื่อนไปด้วยเพราะมีเสต็ป มีทางลาดที่ไม่ได้อำนวย โคตรสูงเลย แต่พอเข้าไปในร้านก็ปกติไม่ได้มีอะไร นั่งคุยกับหมอดูเหมือนคนทั่วไป เราคิดว่าดวงไม่เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ ดวงก็คือดวง ร่างกายก็คือร่างกาย คนละเรื่องกัน นิสัยคนไทยชอบหยิบจับอะไรมายำรวมกันว่าที่เกิดมาพิการคือชาติที่แล้วไปทำกรรมอะไรไว้ ทั้งๆที่จริงแล้วกูโดนรถชนมาด้วยซ้ำ 

    Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมดูดวงดวง
Categories: ThisAble

ครม.ไฟเขียวเยียวยาถ้วนหน้าโควิด-19 แก่ผู้มีบัตรคนพิการ -ฟาก พม.ชี้เยียวยา 2,000 เฉพาะกลุ่มเปราะบาง

Tue, 2020-04-28 18:25

วันนี้ (28 เม.ย.) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอขอเงินเยียวยาเพื่อช่วยเหลือคนพิการในช่วงการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ให้แก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ จำนวน 2 ล้านคน คนละ 1,000 บาท จำนวน 1 ครั้ง โดยคาดว่าจะดำเนินการจ่ายภายในไม่กี่วันนี้

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบเพิ่มเบี้ยคนพิการให้แก่ผู้ถือบัตรคนพิการ 2 กลุ่มคือ กลุ่มอายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 1.2 แสนคน และคนพิการที่มีทั้งบัตรคนพิการและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อปี) จำนวน 1 ล้านคน จากเดือนละ 800 บาทเป็น 1,000 บาท โดยจะเริ่มปรับเพิ่มเบี้ยในเดือน ต.ค.63 

และในวันเดียวกัน พัชรี อาระยะกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับกระแสการรับเงินเยียวยา 2,000 บาท ที่ถูกพูดถึงกันในโลกออนไลน์ว่า มีนโยบายดังกล่าว และระบุหลักเกณฑ์การรับเงินเยียวยาไว้สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาความเดือนร้อน ไม่ใช่สำหรับประชาชนทุกคน ได้แก่  เด็ก เยาวชน คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย คนไร้ที่พึ่ง ชาวเขาและผู้ที่เดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เท่านั้น โดยกระบวนการการตรวจสอบจะเป็นไปตามขั้นตอนการตรวจสอบและประเมิน ตามระเบียบขั้นตอนของกระทรวง 

พัชรีกล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวง พม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังเร่งดำเนินการสำรวจประชาชนและกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยจะเร่งทำการสำรวจให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ค.63 โดยหากพบเห็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถแจ้งมายัง พมจ. ทุกจังหวัด หรือสายด่วน พม.ที่เบอร์ 1300 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

  Healthข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพโควิด-19
Categories: ThisAble

Pages