ThisAble

Subscribe to ThisAble feed
Updated: 27 นาที 44 วินาที ago

คุยกับกราฟิกและแม่ค้าออนไลน์คนพิการ เมื่อการฝึกอาชีพอาจไม่เพียงพอต่องานในฝันและการมีรายได้ที่ยั่งยืน

Wed, 2022-01-12 15:07

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ร่วมแถลงข่าวเพื่อมอบของขวัญปีใหม่ 2565 ให้กับคนพิการวัยแรงงาน ระบุว่า กระทรวงนั้นตระหนักดีว่าคนพิการวัยแรงงานเป็นกำลังการผลิตส่วนหนึ่งที่ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต โดยคำนึงถึงเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคดิจิทัล จึงได้จัดทำโครงการ  “Future of Work เพื่อคนพิการ ... สู่อาชีพใหม่ สร้างรายได้” ที่มีเป้าหมายในการสร้างอาชีพใหม่ให้กับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ กว่า 5,000 คน ทั่วประเทศ

โครงการได้มุ่งเน้นให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการสามารถประกอบอาชีพได้จริง โดยแบ่งเป็น 2 อาชีพ คือ 1) สร้างช่องทางการขายของออนไลน์ (E-commerce) 2,500 คน และ 2) สร้างคนพิการนักออกแบบอีก 2,500 คน ผ่านการอบรมคนพิการให้มีความสามารถเพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพได้ต่อไป Thisable.me จึงได้ชวน ฟ้า-วิญธัชชา ถุนนอก ยูทูบเบอร์ผู้มีประสบการณ์ด้านการขายของออนไลน์มากกว่า 5 ปี และ วี-ปวีนุช แก้ววงค์ กราฟิกผู้ทำงานออกแบบมามากกว่า 9 ปี ร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์การทำงาน จุดเริ่มต้นของอาชีพ อุปสรรค ตลาดงานและสิ่งสนับสนุนที่ทั้งสองอาชีพต้องการเพื่อให้ประกอบอาชีพได้จริงอย่างยั่งยืน 

จุดเริ่มต้นในการทำงาน

ฟ้า และ วี จบปริญญาตรีในสาขาที่ตนเองสนใจ แต่เมื่อจบมาแล้วทั้งคู่กลับไม่สามารถหางานที่ตรงกับสายที่เรียนได้ จึงต้องเริ่มต้นเรียนรู้ทักษะใหม่และหันมาประกอบอาชีพขายสินค้าออนไลน์และ นักออกแบบกราฟิก

ฟ้า: ตอนที่เรียนจบแล้วไปสมัครงานแต่ไม่มีใครรับ แม้เรามีความสามารถด้านภาษาเพราะได้ทุนไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ อาจเพราะตอนนั้นกำลังท้อง แล้วก็พิการด้วย บริษัทก็กลัวว่าจะทำงานให้เขาได้ไม่เต็มร้อย ความเครียดเริ่มมากขึ้นเพราะเราเองก็ท้องประมาณ 6 เดือนแต่ใจอยากช่วยแฟนหารายได้เสริม พอดีเจอเพื่อนไลฟ์สดขายของในเฟซบุ๊ค จึงเข้าไปสอบถาม แล้วก็เริ่มต้นจากตรงนั้น

วี: เราเรียนจบสาขาบริหารธุรกิจ ยื่นสมัครงานไปหลายที่มาก แต่เขาไม่รับเพราะใช้วีลแชร์ และส่วนมากสถานที่ทำงานจะมีบันไดทั้งหมด ดูแล้วค่อนข้างจะลำบากสำหรับคนที่นั่งวีลแชร์ ก็เลยไม่ได้ไปทำงานที่ไหน พอมีเวลาเลยฝึกออกแบบกราฟิกจากยูทูบ แล้วลองโพสต์ในอินเทอร์เน็ตว่ารับทำงานกราฟิก หลังจากนั้นก็เริ่มมีลูกค้าจ้างทำงาน พอคนหนึ่งจ้างแล้วเขาเห็นเราทำงานได้ ก็เริ่มแนะนำเพื่อนแบบปากต่อปาก

อุปสรรคที่เจอ

ฟ้า: ช่วงแรกๆ ก็ขายยาก ต้องใช้เวลาในการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ต้องถ่ายรูปให้สวย รู้จักการทำการตลาดออนไลน์ การยิงแอดต่างๆ ปฎิเสธไม่ได้ว่าการขายของออนไลน์มีการแข่งขันกันสูง ต้องใช้ความพยามยามและความทุ่มเทค่อนข้างมาก อีกสิ่งที่จะต้องเจอสำหรับคนพิการที่ขายของในโลกออนไลน์คือ ช่วงขายของแรกๆ จะมีนักเลงคีย์บอร์ดมาดูถูก มาบลัฟ มาบอกว่าคนพิการเนี่ยนะจะมาขายของออนไลน์ หรือการบอกว่า คนที่ซื้อก็ซื้อเพราะเขาสงสาร ทำมาเป็นขายของแต่จริงๆ จะมาขอทาน มาเอาเงินบริจาคใช่ไหม  ฯลฯ เราก็ต้องทำให้เห็นว่า เราขายของด้วยศักยภาพและคุณภาพสินค้า ไม่ใช่ด้วยความต้องการให้ใครมาสงสาร 

วี: ช่วงเริ่มต้นมีปัญหาเรื่องอุปกรณ์ เพราะอุปกรณ์ที่มีนั้นสเปคค่อนข้างต่ำ เวลาต้องทำงานที่มีความละเอียดสูงแล้วแรมน้อย ก็เรนเดอร์งานช้าและทำให้ส่งงานลูกค้าช้า บางครั้งก็มีปัญหาเรื่องอินเทอร์เน็ตช้า รวมถึงอยากให้คนเข้าใจว่า คนพิการแต่ละคนมีร่างกายที่ต่างกันไป ระยะเวลาการทำงานของคนไม่พิการอาจจะไวกว่าเพราะสรีระที่คล่องตัวกว่า คนพิการบางคนอาจจับเมาส์หรือพิมพ์งานได้ช้า บางคนก็มีปัญหาเรื่องสายตา ยิ่งในคนพิการติดเตียงจะเจอปัญหานี้มากกว่าเพราะลุกเดินไปไหนไม่ได้ เลยต้องอยู่หน้าจอคอมตลอดเวลา แต่หากดูที่คุณภาพของผลงาน เราคิดว่าไม่มีอะไรต่างกันเลย

ตลาดการทำงานในปัจจุบันเป็นอย่างไร

ฟ้า: งานขายออนไลน์มีการแข่งขันสูงและเทรนด์เปลี่ยนไปไวมาก ตอนนี้การขายของใน TikTok กำลังมาแรง เราต้องศึกษาให้ทัน ลูกค้าน่ะมีอยู่ตลอดเราแค่ต้องรู้จักหาตลาด หากลุ่มเป้าหมาย รู้จักการสร้างตัวตนและสร้างจุดเด่นของตัวเอง ก่อนหน้านี้เราลองไปขายในแพลตฟอร์มอย่างลาซาด้าและชอปปี้ แต่ก็ขายไม่ได้เลย อาจเพราะเราเอารูปทุกอย่างไปโพสต์แต่เราไม่รู้ว่าเราจะทำให้สินค้าของเราเด่นขึ้นมาจากสินค้าทั้งหมดในแพลตฟอร์มยังไง ทุกอย่างต้องศึกษาและทุ่มเท เลือกทางที่ตนเองถนัดแล้วไปทางนั้น

วี: ตอนนี้มีคนทำกราฟิกเยอะกว่าคนจ้าง คนทำเป็นมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่เด็กมัธยมก็ทำเป็น ยิ่งเดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องทำในโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่าง Photoshop หรือ Illustrator แล้ว แต่ทำในมือถือก็ได้ อาจต่างกันแค่เรื่องคุณภาพ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการโดนตัดราคา เช่น เรารับทำคอนเทนต์โฆษณาชุดละ 500 บาท พอมีคู่แข่ง เราก็ลดลงมาเป็น 300 บาท จนปัจจุบันเทคโนโลยีในมือถือทำงานได้มากขึ้น คนทำง่ายขึ้น งานก็ขายยากจนราคาลดลงมาเหลือแค่ภาพละ 50 บาท สถานการณ์แบบนี้ทำให้กราฟิกมืออาชีพที่ไม่ได้สร้างชิ้นงานจากโปรแกรมสำเร็จรูปในโทรศัพท์มือถือหางานยากขึ้น แถมมีต้นทุนแพงกว่า งานก็แพงกว่า ลูกค้าที่สนใจราคาอันดับแรก คุณภาพมาทีหลัง ก็มักยอมเสี่ยง

ด้วยความที่คู่แข่งเยอะขึ้น การรับงานข้างนอกอย่างเดียวไม่เพียงพอในการดำรงชีพ นักออกแบบกราฟิกจึงต้องทำงานประจำควบคู่ไปด้วยเพื่อเพิ่มรายได้ แต่ด้วยข้อจำกัดที่หลายบริษัทกำหนดให้คนพิการทำงานที่สำนักงาน และส่วนมากรับเฉพาะคนพิการที่ดูแลตัวเองได้ จึงทำให้กราฟิกคนพิการจำนวนมากเข้าไม่ถึงอาชีพและรายได้ไปโดยปริยาย

คำว่าช่วยเหลือตัวเองได้สำหรับเขาคือ ไม่ต้องมีคนดูแล ไม่ต้องป้อนข้าว ไม่ต้องพาเข้าห้องน้ำ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งหมด เหมือนคนทั่วไปนั่งวีลแชร์และที่สำคัญต้องมาทำงานที่บริษัทได้ พอช่วงที่มีสถานการณ์โควิด ประกอบกับสุขภาพของคนพิการที่อ่อนแอกว่าคนทั่วไป ก็ยิ่งยากที่จะเข้าไปทำงาน พอการเดินทางลำบากโอกาสที่คนพิการมีก็ลดลงไป

แต่คนพิการหลายคนทำกราฟิกได้ แต่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หากทำงานที่บริษัทก็ต้องมีญาติหนึ่งคนยอมออกจากงานเพื่อมาดูแล

ข้อกังวลต่อโครงการฝึกอาชีพ

ฟ้า: เรามองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่อาจไม่สามารถต่อยอดในการสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนได้ถ้าหลักสูตรไม่มีความต่อเนื่องหรือหยุดแค่การอบรมฝึกทักษะ ควรจะจัดอย่างต่อเนื่องและเพิ่มเนื้อหามากขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาให้ทันโลกในทุกปี ไม่ใช่ว่าทำครั้งนี้แล้วจบไป

วี: การให้ความรู้และการอบรมอาชีพเป็นสิ่งที่ดี เราเห็นด้วย แต่ว่าพออบรมจบแล้วจะมีหน่วยงาน บริษัท หรือแบรนด์ไหนมาจ้างทำงานอันนี้ยังเป็นเรื่องท้าทาย เพราะการอบรมไม่ได้ประกันว่าจะมีงานในอนาคต 

ของขวัญที่ต้องการเพื่อประกอบอาชีพขายของออนไลน์และออกแบบกราฟิก คืออะไร

ฟ้ามองว่า ตลาดขายของออนไลน์เปลี่ยนไปอยู่เสมอ การเข้าใจเทรนด์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ขายสินค้าได้ โครงการจึงควรเพิ่มหลักสูตรที่กว้างและตามกระแส นอกจากนี้จะต้องเหมาะเหมาะกับคนพิการทุกประเภทที่จะนำความรู้จากการอบรมไปใช้ประกอบอาชีพ และสร้างรายได้ได้จริง

ฟ้า: ควรต้องขยายหลักสูตรการอบรมให้กว้างมากขึ้นทั้งด้านการตลาด การยิงแอด การถ่ายภาพ การหากลุ่มลูกค้าและการพูด ต้องศึกษาเทรนด์ให้ทัน โซเชียลไม่ได้อยู่กับที่แต่เปลี่ยนไปตลอด อะไรที่ดังในปีที่แล้วเอามาสอนปีนี้ก็ไม่ทันแล้ว เพราะเทรนด์เปลี่ยนไปแล้ว หากเราตามทันเทรนด์แล้วก็ค่อยจ้างวิทยากรที่เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ มาให้ความรู้ และปรับหลักสูตรให้เข้ากับคนพิการที่อาจมีต้นทุนในการขายไม่มาก

หากทีมอบรมมีนักจิตวิทยาด้วยก็ดี เพราะโซเชียลเป็นที่ที่เต็มไปด้วยคำพูด คำบูลลี่ที่เลี่ยงไม่ได้ จิตใจของคนพิการแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราเป็นคนมั่นใจ มองว่าคนพิการก็คนเท่ากัน ไม่ได้ด้อยกว่าคนอื่น เวลาใครด่าก็กล้าที่จะสวนกลับไป แต่ไม่ใช่คนพิการทุกคนจะรับเรื่องเหล่านี้ได้ ทัศนคติของคนไทยบางกลุ่มยังไม่ค่อยเปิดกว้างสำหรับคนพิการ พอเห็นคนพิการมาขายของอาจใช้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจได้

ท้ายที่สุดคือเป็นไปได้ไหมที่จะทำข้อตกลงกับแพลตฟอร์ม E-commerce ต่างๆ เพื่อให้สิทธิเพิ่มเติมกับพ่อค้าแม่ค้าคนพิการ เช่น การส่งฟรี ลดราคาค่าส่ง หรือลดค่าธรรมเนียม  เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าเห็นและอุดหนุนร้านค้าของคนพิการมากขึ้น และสามารถสร้างรายได้ให้คนพิการได้จริง 

ขณะที่วีมองว่าอาชีพกราฟิกเป็นอาชีพที่เหมาะกับคนพิการมาก เพราะไม่มีความจำเป็นต้องเดินทาง สามารถทำงานอยู่กับบ้านได้ แต่ด้วยตลาดแรงงานกราฟิกในปัจจุบันที่งานฟรีแลนซ์มีไม่มากพอที่จะหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพ การทำงานในสถานประกอบการควบคู่ไปด้วยจึงเป็นสิ่งจำเป็น

วี: เราคิดว่าทุกบริษัทก็มีนโยบายการจ้างงานคนพิการ แต่ปัจจุบันยังไม่ทั่วถึง คนที่เดินทางไปสำนักงานได้เท่านั้นจึงจะได้รับการว่าจ้าง ถ้าเป็นไปได้อยากให้บริษัทต่างๆ ปรับ หรือขยายการจ้างงานคนพิการที่ทำงานอยู่บ้าน เพราะจะทำให้คนพิการมีโอกาสได้ทำงานมากขึ้น สามารถเข้าถึงการทำงานและประกอบอาชีพได้มากขึ้นการทำงานกราฟิกจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ราคาค่อนข้างสูง ถ้าหน่วยงานภาครัฐมีโครงการให้ยืมอุปกรณ์ ช่วยออกคนละครึ่ง หรือแบ่งเบาค่าใช้จ่าย จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนพิการที่มีความสามารถด้านออกแบบกราฟิกสามารถทำงานได้จริง 

คนพิการก็เหมือนกับคนทั่วไป แต่ละคนมีความถนัดของตัวเอง ไม่ใช่ทุกคนที่จะถนัดทำกราฟิกทั้งหมด ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มีการอบรมที่กว้างและหลากหลายมากขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ อบรมแล้วจะไปทำงานที่ไหนต่อ เป็นไปได้ไหมที่รัฐอาจทำสัญญากับบริษัทต่างๆ ว่าหลังฝึกอบรมแล้วจะรับคนพิการเข้าทำงาน การคิดให้สุดทางจะสร้างโอกาสให้คนพิการมีงานทำ และสามารถหาเงินเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืนจริงๆ

  Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิต
Categories: ThisAble

ชมสวนคลองช่องนนทรีด้วยวีลแชร์

Wed, 2021-12-29 18:14

ชม “สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี” ด้วยวีลแชร์ไฟฟ้า

“สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี” แห่งนี้เป็นโครงการสวนสาธารณะแห่งใหม่โดยกรุงเทพมหานคร มีระยะทางรวมประมาณ 4.5 กิโลเมตร งบประมาณทั้งหมด 980 ล้านบาท สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง พัฒนาทางสาธารณะ และปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลองช่องนนทรีอันจะช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานครในระยะยาว นอกจากนี้ยังหวังให้เป็นสถานที่พักผ่อน เป็นเส้นทางออกกำลังกาย รวมทั้งเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ ของประชาชน

Thisable.me จึงชวนทุกคนร่วมซิ่งวีลแชร์ไปชมสวนสาธารณะคลองช่องนนทรีผ่าน Photo Album นี้ หลังสวนเปิดให้บริการในส่วนแรก ไล่ตั้งแต่ออกเดินทาง ระหว่างทางและบรรยากาศ ทัศนีภาพโดยรอบว่า การไปพักผ่อนพร้อมกับวีลแชร์จะเป็นอย่างไร ขาไป พวกเราเริ่มต้นจากบีทีเอสสถานีสยามเพื่อลงที่สถานีช่องนนทรีในช่วงบ่ายแก่ ลงลิฟต์ที่อยู่กลางถนนแล้ววิ่งยาวข้ามแยกช่องนนทรี (เนื่องจากตัวลิฟต์ริมถนนกำลังสร้าง และสกายวอร์คสู่สวนสาธารณะก็กำลังสร้างเช่นกัน) เมื่อถึงสวนสาธารณะเราพาทุกคนชมในมุมถ่ายรูปต่างๆ ระหว่างเที่ยวชมก็มีคนทั่วไปแวะเวียนเข้ามาถ่ายรูป นั่งเล่นอยู่บ้างประปราย ขากลับ เนื่องจากช่วงเย็นการจราจรหนาแน่นมาก ไม่สามารถข้ามถนนกลับไปทางเดิมได้ จึงตัดสินใจไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีเซนต์หลุยส์ แม้จะไม่ต้องข้ามถนนใหญ่ แต่ก็พบสิ่งกีดขวางระหว่างทางค่อนข้างเยอะ ทั้งเสา ตอม่อและสะพานสอย กระทั่งสามารถถึงสถานีสยามได้อย่างปลอดภัย

#สวนคลองช่องนนทรี

อ้างอิง : กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์ https://www.facebook.com/.../pcb.../4175534125879510

เดินทางด้วยรถไฟฟ้าแสนสะดวกสบาย ลงสถานีช่องนนทรี

อุ้ย

ครับ

วิ่งบนถนนไปจ้ะ

ข้ามมาไม่มีทางลาดขึ้น

ลิฟต์บริเวณใกล้สี่แยกยังสร้างไม่เสร็จ

เดินทางไปยังแยก

ไปต่อไม่ได้ติดเสา

อุ้ย ตัน

กอดไว้

สีหน้าคนเมื่อรู้ว่าต้องข้ามสี่แยก

เตรียมแข่งกับมอไซด์

ขอบคุณพี่มอเตอร์ไซด์ข้างขวามากค่ะ ขับช้าๆ ไปส่งถึงอีกฟากเลย

ข้ามแยก ไปละฟิ้วว

วิ่งมาติดฝาท่อ

ถึงแล้ววว

ถึงจ้าาาา

ไปได้ไม่สุดเพราะยังสร้างไม่เสร็จ

ชมทัศนียภาพ

ชมทัศนียภาพ

ส่วนนี้ลงไปไม่ได้

ชมทัศนียภาพ

ชมทัศนียภาพ กำแพงน้ำจากเครื่องพิมพ์สามมิติ

ชมทัศนียภาพ

ชมทัศนียภาพ

ชมทัศนียภาพแต่ลงไม่ได้น่ะ

ช่วงขากลับ

ไปได้แบบพอดีตัว

เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าสถานีเซนต์หลุยส์เนื่องจากไม่กล้าข้ามแยกแล้ววว

พอดีเป้ะ

หนึ่งภาพบรรยายความรู้สึกของทั้งวัน

 

 

 

 

 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสวนสาธารณะคลองช่องนนทรี
Categories: ThisAble

“เราเกิดมาผิวเผือกค่ะ” คุยกับแป้งเมื่อผิวเผือกคือธรรมชาติที่เหมาะกับเธอที่สุด

Mon, 2021-12-27 15:09

“กินไฮเตอร์เป็นอาหารเหรอ” เป็นคำพูดที่คนผิวเผือกต้องเจอเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ ‘คนผิวขาว’ มักถูกให้คุณค่าว่าสวย แล้วทำไมขาวมากๆ ก็กลายเป็นเรื่องที่ถูกล้อเลียน?

ที่ผ่านมาเราอาจคิดว่า คนผิวดำเท่านั้นที่ถูกเหยียดและล้อเลียน แต่ใครจะคาดคิดว่า คนที่ผิวขาวมากก็ถูกเหยียดและล้อเลียนไม่ต่างกัน คนผิวเผือก (Albinism) เป็นคนกลุ่มเล็กๆ ในสังคม พวกเขาเกิดมาพร้อมกับการไม่มีเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวหนัง ผม เส้นขนและลูกตาไม่มีสีดำ และบางคนยังพบกับภาวะกล้ามเนื้อตาสั่น สาเหตุของสายตาเลือนราง 

Thisable.me ชวนรู้จักกับแป้ง - นพวรรณ แก้วใส คนผิวเผือกเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์และบล็อกเกอร์สาวนักรีวิว ที่จะพาเราไปรู้จักกับโลกของคนผิวเผือกทั้งเรื่องประสบการณ์ที่ผ่านมา  ความไม่เข้าใจของคนในสังคมและการเลือกปฏิบัติที่เธอเจอ


แป้ง - นพวรรณ แก้วใส
 

ผิวเผือกเป็นเรื่องธรรมชาติที่คนไม่ค่อยรู้

แป้ง: ผิวเผือกมีสองแบบ คือผิวเผือกบางส่วนกับผิวเผือก 100 เปอร์เซนต์แบบที่เราเป็นซึ่งไม่มีเม็ดสีเมลานินเลย คนผิวเผือกบางส่วนอาจมีเมลานินน้อยหรือทำงานไม่เต็มที่ เมื่อโตขึ้นร่างกายสามารถผลิตเมลานินได้มากขึ้น สีผิว สีผมจะเข้มขึ้น ต่างจากเราที่ไม่ว่าจะอายุมากขึ้น ก็จะมีสีผิว สีผมแบบนี้ไปตลอด การมีผิวเผือกส่งผลให้เกิดอาการผิวแพ้แดด ตาแพ้แสง และมีปัญหากล้ามเนื้อตาสั่นทำให้มองเห็นเลือนราง แต่ละคนก็จะสั่นมากน้อยไม่เท่ากัน หากย้อนดูในครอบครัวก็มีแค่เรากับพี่ชายที่ผิวเผือก แต่ที่จริงแล้วผิวเผือกเกิดขึ้นได้ทุกบ้านและไม่จำเป็นว่าต้องมีญาติพี่น้องเป็นมาก่อน 

สมัยก่อนการตรวจก่อนตั้งครรภ์ยังไม่แพร่หลาย แม่เลยรู้ว่าพี่ชายมีผิวเผือกหลังคลอดออกมา หลังจากเห็นว่าลูกมีผิวเผือกก็ไม่มีอะไรที่ยากเกินไปอีกแล้ว เขายอมรับแล้วก็เลี้ยงดูเรามาแบบระมัดระวัง เช่น พอมีลูกผิวเผือกก็ต้องระวังเรื่องการโดนแดด เพราะไม่อย่างนั้นอาจมีอาการพุพอง ผิวแดงแสบ ผิวลอก เป็นกระและผิวไหม้ตามลำดับ แถมยังเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนทั่วไป

ความไม่เข้าใจต่อคนผิวเผือก

เท่าที่จำความได้เราก็เห็นแล้วว่าตัวเองไม่เหมือนกับคนอื่น แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกหรือแตกต่าง อาจเพราะความเคยชินที่เกิดมาแล้วเป็นอย่างนี้เลยตั้งแต่ต้น แต่เมื่อโตขึ้นการบูลลี่ก็เพิ่มขึ้น บ้างก็โดนล้อเลียนเปรียบเทียบด้วยคำอย่างอีขาว อีเผือก กินไฮเตอร์เป็นอาหารเหรอ ใครเอาน้ำร้อนสาดเหรอ ฯลฯ ตอนนั้นโมโหแล้วก็โกรธแต่ทำได้แค่ฟ้องแม่ โตขึ้นมาก็ยังเจอเรื่องเข้าใจผิดบ่อยๆ เช่น คนคิดว่าคนผิวเผือกตาบอดสีหรือถ้ามีลูกก็จะผิวเผือก หรือคนมักสงสัยว่า คนเผือกเลือดสีอะไร มีประจำเดือนไหม ย้อมสีผมได้รึเปล่า แม้กระทั่งเวลาเราเดินตลาดก็ได้ยินคนพูดว่า ทำไมถึงไปฉีดผิวมาขาวขนาดนี้ หรือมองเราแปลกๆ ถ้าเราได้ยินก็จะหันไปบอกว่า เป็นแบบนี้ตั้งแต่เกิด ไม่ได้ฉีดผิว หลายคนไม่รู้ว่าในไทยมีคนผิวเผือกหรือเข้าใจว่าเป็นลูกครึ่ง ทั้งที่จริงแล้วผิวเผือกมีได้ทุกเชื้อชาติและทุกบ้านมีโอกาสที่จะเป็น

อีกเรื่องที่หนักหนาก็คือหลายคนมองว่า ผิวเผือกคือโรคที่เพิ่งเกิดและติดต่อได้ ทั้งที่ผิวเผือกไม่ใช่โรค เราเป็นคนเผือก เกิดมาผิวเผือกและไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นโรคผิวเผือกด้วย นอกจากความไม่เข้าใจ คนผิวเผือกยังเจอความรุนแรง เช่น เคสของคนผิวเผือกในแอฟริกาที่ถูกจับไปทำพิธีหรือว่าเอาไปกิน โชคดีที่เราไม่เคยเจออะไรแบบนั้น จะมีก็แต่คำแนะนำแปลกๆ อย่างมีคนมาบอกแม่ว่า ให้เอาลูกไปตากแดด แม่ซึ่งไม่มีความรู้ก็เอาพี่ชายไปตากแดด ผิวของพี่ก็เลยเสียมากกว่าผิวเรา

ตอนแรกเราไม่ได้คิดที่จะสื่อสารเรื่องผิวเผือกผ่านยูทิวบ์ (Youtube) หรอก แต่เกิดจากความขี้เกียจตอบคำถามเรื่องความขาว เลยทำคลิปขึ้นมาเพื่อตอบและพอคนทักมาถามก็ส่งคลิปไปให้ดูเลย คลิปนี้ได้รับความสนใจมากกว่าคลิปอื่นและทำให้ช่องมีผู้ติดตามถึง 1,000 คน และผู้ปกครองที่มีลูกเป็นคนผิวเผือกเข้ามาปรึกษาค่อนข้างเยอะ 

27 ปีที่ผ่านมาเรายอมรับว่าใช้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ เราถูกบูลลี่น้อยลงตั้งแต่อายุ 15 ปี ช่วงที่เทรนเกาหลีเข้ามา ตอนนั้นคนมองว่าขาวคือสวย คนนิยมไปฉีดกลูต้า เราก็ไม่ค่อยถูกล้อเลียน แต่ถ้าถามว่าคนรู้จักผิวเผือกเพิ่มขึ้นไหม ก็คิดว่าไม่มากเท่าไหร่ 

ผิวเผือกคือสิ่งที่ภูมิใจ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกปิด

หลายคนบอกเราว่า ไปย้อมผมให้สีเหมือนคนปกติสิ สักคิ้วหรือปัดมาสคาร่าสิ เรามองว่า คนทั่วไปเกิดมาพร้อมธรรมชาติของเขาที่มีคิ้วดำ ขนตาดำ ผมดำ แต่ธรรมชาติของเราเกิดมาพร้อมผมขาว ผิวขาว ทุกอย่างเป็นสีขาว สิ่งนี้บาลานซ์สำหรับเราแล้ว เราพอใจ ไม่เคยรู้สึกแย่กับตัวเอง ไม่ได้อยากเปลี่ยนเป็นแบบที่คนอื่นต้องการ และไม่ต้องการอำพรางตัวเองเพื่อให้กลายเป็น “คนปกติ” เพราะเราสามารถมีชีวิตอย่างที่ธรรมชาติให้มาได้

เรามองว่า บิวตี้สแตนดาร์ด (Beauty Standard) ควรเป็นเรื่องส่วนตัวอยู่ที่ใครจะพอใจอะไร ทุกคนมีสิทธิสวยในแบบของตัวเองและไม่ควรไปตัดสินว่าต้องเป็นแบบไหนถึงจะสวย คุณชอบแบบไหนคุณก็ทำแบบนั้นแต่ไม่ต้องไปยุ่งกับคนอื่น เพราะเราเชื่อว่า ทุกคนอยากดูดีเพื่อความมั่นใจของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ควรไปก้าวก่ายใคร สำหรับเราความหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคนยอมรับความหลากหลาย ทุกคนก็สามารถมีความสุขในแบบของตัวเองได้

ความพิการที่มองไม่ชัดแต่ถูกเลือกปฏิบัติ

แม้ผิวเผือกไม่ถูกนับว่าเป็นความพิการ แต่ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากผิวเผือกนับว่าเป็นความพิการโดยที่คนผิวเผือกอาจไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ เนื่องจากเรากล้ามเนื้อตาสั่น ทำให้มองเห็นเลือนราง จำเป็นต้องใช้แว่นขยายเวลาอ่านหนังสือ เราเลยได้สิทธิคนพิการ บางคนถามว่าพิการตรงไหน ทำได้หมดทุกอย่างทำไมถึงได้สิทธิคนพิการ เพราะมองว่าคนพิการต้องแขนกุด ขาขาด หูหนวกหรือตาบอด ทั้งที่จริงแล้วความพิการของแต่ละคนก็แตกต่างและมีระดับ ไม่จำเป็นต้องเห็นได้ชัดเจน 

เราโชคดีที่พ่อแม่เป็นข้าราชการจึงมีข้อมูลเรื่องสิทธิคนพิการและเขาก็มองว่า การลงทะเบียนความพิการทำให้เข้าถึงสิทธิต่างๆ ได้ ตอนเด็ก เราและพี่ชายมีสิทธิคนพิการกันทั้งคู่ แต่เมื่อโตขึ้นพี่ชายก็ไม่ต่ออายุบัตรคนพิการเพราะยังรู้สึกว่า การมีบัตรคนพิการทำให้คนมองแปลกๆ ขนาดไม่นานมานี้ตอนเขาตัดสินใจไปทำบัตรคนพิการอีกครั้งก็ยังเจอพยาบาลพูดเหน็บแนมว่า ไม่เห็นจะพิการยังทำบัตรอีก ทั้งที่เราและพี่ถูกจัดอยู่ในความพิการประเภทสายตาเลือนราง

สมัยเรียนมีกิจกรรมหลายอย่างที่เราทำไม่ได้ จึงโดนเพื่อนมองว่าเอาเปรียบที่ทำน้อยกว่าคนอื่นแต่สอบผ่าน เช่น กิจกรรมกลางแดดในค่ายลูกเสือ รวมถึงเจอความไม่เข้าใจเมื่อเรียนหนังสือ แม้เรานั่งแถวหน้าสุดแต่ก็มองไม่เห็นกระดาน จึงเลือกนั่งฟังเฉยๆ แล้วค่อยไปยืมเพื่อนจดทีหลัง แต่ครูกับเพื่อนบางคนก็ไม่เข้าใจและต่อว่าเราว่าไม่ตั้งใจเรียน เอาแต่นั่งเฉยๆ หรือทำอะไรไม่ได้น่าจะไปอยู่โรงเรียนเฉพาะคนพิการ เราเองน้อยใจมาก ตอนนั้นคิดในใจว่าถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากเป็นแบบนี้ ขนาดโตมาในวัยทำงาน คนก็มองว่าเราผิวขาวเป็นลูกคุณหนู จะต้องใช้ชีวิตสบาย บางคนก็พูดเปรียบเทียบหรือเหน็บแนมในเรื่องนี้ 

ชีวิตเมื่อเริ่มเป็นที่รู้จัก

หลังทำยูทิวบ์ก็เริ่มมีคนจำเราได้ เรารีวิวสินค้าทั้งจากที่ใช้แล้วชอบเอง งานจ้างและสินค้าสปอนเซอร์ผ่านเว็บไซต์จีบัน ก่อนรีวิวสินค้าทุกตัวเราต้องลองใช้จนแน่ใจก่อน เพราะมองว่าถ้าคนไปซื้อตามแล้วใช้ไม่ดีคนจะจำเราได้แน่ ที่ผ่านมามีสินค้าที่โปรโมทว่าใช้แล้วผิวขาว ติดต่อให้เราโฆษณาว่าใช้สินค้าแล้วจึงขาว เมื่อก่อนไม่ได้ขาวเท่านี้หรือขอถ่ายถ่ายแขน ขา เพื่อเอาไปโฆษณา เราก็จะปฏิเสธไปเพราะทำไม่ลง ในเมื่อเราไม่ได้ใช้อะไรแล้วขาว แต่เกิดมาเป็นแบบนี้ซึ่งไม่ได้ขาวแค่แขน ขนก็ขาวด้วย 

ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์ที่รีวิวแล้วคนไปซื้อตามเยอะๆ ได้แก่ มาสคาร่าเปลี่ยนสีผม สีย้อมผมแบบแว็กซ์ และกันแดดแบบซอง อาจเพราะผมเราขาว เมื่อเปลี่ยนสีให้ดูก็เห็นชัด และยิ่งพอเราบอกว่าแพ้แดดแต่ชอบใช้กันแดดตัวนี้ คนก็เชื่อว่าจะใช้ได้ดี ส่วนของที่ยังไม่ค่อยได้รีวิวและคิดว่าน่าจะเหมาะกับเราคือ อาหารเสริมบำรุงสายตา 

ชุมชนคนผิวเผือก

ตอนนี้ที่รวมกลุ่มกันได้ก็มีเกือบ 40 คน กลุ่มคนผิวเผือกเกิดขึ้นหลังเราเริ่มเป็นที่รู้จัก แต่ว่ากลุ่มก็ยังค่อนข้างเงียบ เราเองพยายามสร้างการมีส่วนร่วม โยนคำถามต่างๆ เข้าไปให้ทุกคนได้พูดคุยกัน เช่น คุยกันเรื่องครีมกันแดดที่ชอบ แนะนำตัวและจังหวัดที่อยู่

เราอยากให้คนทั่วไปเลือกถามคนผิวเผือกตรงๆ ถ้าหากมีข้อสงสัย มากกว่าพูดซุบซิบนินทา ยิ่งบางครั้งถูกพูดผ่านอคติจนทำให้กลายเป็นคำเหยียด เช่น ขนทุกที่สีขาวเหมือนกันเหรอ แล้วขนตรงนั้นสีอะไรอ่ะ หรือการบอกว่า ผิวเผือกนี่ปังนะ มีทั้งคน ทั้งสัตว์ ก็เท่แหละแต่ถ้าเลือกได้ก็ขอไม่เป็น ประโยคเหล่านี้บางครั้งก็ไม่ใช่คำถาม แต่ออกแนวเอาตัวเองมาเปรียบเทียบกับเราแล้วบอกว่าตัวเขาโชคดีกว่า ทั้งที่จริงๆ แล้วเราสามารถอยู่ร่วมกัน ชมกัน และยอมรับกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกันเลย

 

 ทิพยาภรณ์ ทองแช่ม - ถ่ายภาพ

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนผิวเผือกสายตาเลือรางAlbinism
Categories: ThisAble

‘เพราะเสียงไม่ใช่ทั้งหมดของเพลง’ ชวนคุยอุปสรรคที่คนหูหนวกหูตึงเผชิญ เมื่อฟังเพลง

Fri, 2021-12-24 18:34

หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมเพลงก็คือการถูก “ได้ยิน” จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสักเท่าไหร่ที่เพลงส่วนมากถูกผลิตเพื่อตอบสนองประสาทสัมผัสด้านการฟัง เพื่อมอบอารมณ์ความสุข ความเศร้า เหงา อกหัก ฯลฯ สำหรับคนที่ได้ยินเสียง  แต่สำหรับคนหูหนวก หูตึง “เสียง” ผ่านการฟังเพลงดูเหมือนเป็นคำที่ห่างไกล และอาจมีเพียงน้อยคนนักที่มองว่า พวกเขาก็เป็นกลุ่มที่ได้รับอารณ์ความรู้สึกจากบทเพลงเช่นกัน 

“หูหนวกแล้วแกล้งใส่หูฟังทำไม” นี่เป็นคำถามที่คนหูหนวก หูตึงเจอเมื่อพวกเขาฟังเพลง เพราะเหตุใดการฟังเพลงของคนหูหนวกจึงถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ และคนหูดีได้รับเพียง “เสียง” เท่านั้นหรือจากการฟังเพลง  ชวนเฟิรสท์—ธัญชนก จิตตกุล และ ดิว—ปิยะวัฒ คงเจริญวิวัฒน์ คนหูหนวก หูตึงผู้หลงใหลในเสียงเพลง มาเล่าประสบการณ์การฟังเพลงที่ไม่ได้มีเพียงแค่ “เสียง” หากแต่ประกอบไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่พวกเขามีต่อเพลง มาร่วมกันเรียนรู้ว่า คนหูหนวก หูตึงเข้าถึงอุตสาหกรรมเพลงกันอย่างไรและพวกเขาต้องฝึกฝน พัฒนาทักษะอะไรเพื่อให้สามารถเข้าถึงเพลงได้ไม่ต่างจากคนอื่นในสังคม

 

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่มาฟังเพลง

เฟิร์ส: เราหูหนวกมาตั้งแต่เกิด แต่ตอนนั้นแม่ไม่รู้ กระทั่งเรียนจบชั้นอนุบาลร่วมกับคนหูดี จึงได้ย้ายไปเรียนในโรงเรียนที่มีคนหูตึง คุณครูเลือกให้เราไปเต้นรำ แต่เราเองไม่ชินกับการฟังเพลงและเต้นรำ เขาจึงสอนให้จับจังหวะจากการสั่นสะเทือนของเสียงเบส และอ่านปากเพื่อดูว่าเนื้อเพลงอยู่ท่อนไหนแล้ว เราก็พยายามเรียนรู้จากการอ่านข้อความและฟังจังหวะ พอซ้ำหลายๆ รอบ ก็ทำให้มีทักษะการฟัง

ดิว: เรามีปัญหาการได้ยินตั้งแต่เกิดแต่จำไม่ได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และไม่สามารถรักษาให้หายได้ ก็เลยใส่เครื่องช่วยฟังตั้งแต่ตอนนั้น ขณะเรียนชั้นอนุบาลหนึ่ง ที่โรงเรียนจัดกิจกรรมปีใหม่และเราก็ต้องซ้อมเต้นเพลง ‘รักกันไหม’ ของพี่เบิร์ด—ธงไชย แมคอินไตย์ หลังจากได้ฟังเพลงและซ้อมเต้นก็ทำให้ผมหลงรัก ถึงไม่รู้เนื้อร้อง แต่จังหวะดนตรีทำให้รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นไปตามเพลง 

เวลาพ่อมารับกลับบ้าน เราจะเปิดเพลงในรถทุกวัน ถึงจะฟังเนื้อเพลงไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าเขาร้องอะไร ฟังออกแค่บางคำ คำไหนฟังไม่ออกก็ปล่อยผ่านไปก่อนแล้วค่อยหาเนื้อเพลงมาอ่านตามทีหลัง

คนหูหนวก คนหูตึงฟังเพลงกันอย่างไร

เฟิร์ส: คนหูหนวก หูตึง มีระดับการได้ยินและทักษะไม่เหมือนกัน ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คนหูหนวกไม่ใช่คนที่ไม่ได้ยินอะไรเลย แต่คนหูหนวกมีระดับการได้ยินเสียงแตกต่างกัน คนหูหนวก หูตึง บางคนสามารถพูดได้ ฟังได้ อ่านภาษาไทยได้หรือบางคนก็สามารถอ่านปากได้  ทำให้แต่ละคนมีวิธีการฟังเพลงแตกต่างกัน

ครั้งหนึ่งเพื่อนชวนไปผับ พอเข้าไปก็รู้สึกว่า ดนตรีสั่นสะเทือนมาถึงตัวเราเลย ทำให้เรารู้จังหวะ เต้นได้ สนุกกับดนตรีได้ ถ้าเป็นร้านอาหารนั่งชิลล์ เล่นเพลงเบาๆ เราจะไม่รู้สึกถึงดนตรี ไม่ได้อารมณ์ เลยต้องจับโต๊ะเพื่อรับรู้แรงสั่นสะเทือน ซึ่งช่วยให้เราฟังเพลงง่ายขึ้น  บางครั้งไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วร้านอาหารเปิดเพลงแต่เราก็ไม่เข้าใจเนื้อเพลง  ก็จะถามเพื่อนว่าเพลงที่กำลังเปิดอยู่คือเพลงอะไรแล้วเปิดหาในยูทิวป์หรือหาเนื้อเพลงอ่าน 

พอฟังเพลงจากแรงสั่นทำให้เราจับจังหวะได้ ต่างจากคนหูดีที่จับจังหวะไม่ค่อยถูก ตอนไปคัดเลือกสงครามนางงาม The Casting Project มีทดสอบการเต้น กรรมการยังงงเลยว่า ทำไมเราเต้นมีจังหวะมากกว่าคนหูดี 

ดิว: ช่วงอนุบาลเราเรียนร่วมกับคนที่มีปัญหาทางการได้ยิน พอขึ้น ป.1 พ่อตัดสินใจให้เรียนกับคนหูดีแทนเพราะอยากให้มีความสามารถเท่าเทียมคนทั่วไป เราจึงไม่เคยใช้ภาษามือเลย เวลาสื่อสารกับเพื่อนหูดีก็ใช้วิธีอ่านปาก ก็เลยทำให้เราฟังเพลงไม่เหมือนคนหูหนวกทั่วไปที่ต้องสัมผัสพื้นหรือลำโพง แต่เราใส่เครื่องช่วยฟังและอ่านปากไปด้วย ยิ่งอยู่ในที่เงียบๆ ไม่มีเสียงรบกวนก็จะฟังชัดขึ้น แต่ถ้าไม่ใส่เครื่องช่วยฟัง ก็จะใช้วิธีอ่านปาก พอทำแบบนี้มาตั้งแต่เด็กทุกวันนี้เลยติดการฟังเพลง ร้องเพลง เพลงช่วยทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนทั่วไป

หูหนวกบางคนจะเปิดเพลงดังสุด จับลำโพง นับจังหวะในใจ บางครั้งก็ได้ยินเสียงดนตรีนิดหน่อยแต่ไม่มีเสียงร้อง ทำให้คนหูหนวกชอบฟังดนตรี เพราะจังหวะดนตรีเสียงดังกว่าคนร้อง

แสดงว่าการใส่เครื่องช่วยฟังทำให้ได้ยินเสียงดีขึ้น

เฟิร์ส: ใช่ อย่างเวลาง่วงนอนได้ยินแล้วเสียงก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข ถ้าไม่มีเครื่องช่วยฟัง ก็ต้องฟังเพลงดังกว่าคนอื่น หรือหากไม่ได้ยินเสียงนานๆ ก็อาจสูญเสียการได้ยินและทักษะการนับจังหวะ เราเคยไม่ใส่เครื่องช่วย 3 ปี ก็สูญเสียทักษะเหล่านั้นไป แต่ก็มีดิวช่วยฝึกฝนทักษะการจับจังหวะดนตรีและช่วยฟื้นฟูทักษะที่หายไปกลับคืนมา

คนหูหนวกบางคนก็ไม่ใส่เครื่องช่วยฟัง เขาบอกว่าใส่แล้วมึนหัว รู้สึกงงเวลาได้ยินเสียง คนหูหนวกเลยไม่ชอบใส่ ต่างกับเราที่ชอบใส่เพราะเมื่อใส่บ่อยๆ ทำให้เราได้ยินเสียงมอเตอร์ไซด์ เสียงรถยนต์ หรือเวลาพ่อแม่เรียก การได้ยินจะช่วยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น

ดิว: สำหรับเรา ถ้าไม่ใส่เครื่องช่วยฟังก็จะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย หากอยากฟังเพลงก็ต้องใส่สมอลทอล์กและเปิดเพลงดังสุด จนกระทั่งเสียงดังทะลุออกมา เราถึงจะได้ยินเสียงดนตรี

นอกจากเครื่องช่วยฟังแล้ว มีอะไรช่วยทำให้การฟังเพลงดีขึ้นได้อีกบ้าง

เฟิร์ส: คนหูหนวกจะมองเป็นภาพ พอได้ยินแค่ดนตรีแต่ไม่เห็นเอ็มวี ไม่เห็นซับเพลง ไม่เห็นล่าม ก็จะไม่เข้าใจเนื้อหาและอารมณ์ของเพลง ดังนั้นถ้ามีจอล่ามปรากฎคล้ายกับเวลาดูข่าว ก็จะช่วยให้คนหูหนวกจับอารมณ์ของเพลงได้ ถึงมีซับก็อาจมีคำบางคำที่คนหูดีอ่านแล้วเข้าใจทันที ขณะที่คนหูหนวกอ่านแล้วไม่เข้าใจ ต้องอาศัยล่ามช่วยตีความภาษาไทยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น 

ส่วนตัวเรา ถ้าทั้งต้องฟังเพลง ดูซับและดูล่ามแปล เรามองทั้งหมดไม่ทัน เราถนัดฟังเพลงและดูซับไปด้วยจะทำให้เข้าใจเพลงได้มากกว่า 

ดิว: ถ้าทั้งเอ็มวีเห็นปากของศิลปินที่ร้องเพลง เราก็สามารถอ่านปากและฟังเพลงได้ง่ายขึ้น ช่วงที่ผ่านมาคนหูหนวกเล่นติ๊กต๊อก เวลามีเพลงไหนดังก็จะดูคลิปลิปซิงค์เสียงว่าต้องทำปากอย่างไร ขยับปากแบบไหนและฝึกทำคลิปลิปิ้งค์เสียงกัน คนหูหนวกก็ร้องเพลงและฟังเพลงได้เหมือนคนอื่นๆ 

ปกติฟังเพลงแนวไหนกัน

เฟิร์ส: ชอบฟังเพลงสนุกๆ เพราะชอบอารมณ์ตอนที่ได้ฟังเสียงจังหวะเบสตึงๆ ฟังแล้วรู้สึกดี ส่วนใหญ่จะชอบฟังเพลงสากล ไม่ค่อยชอบฟังเพลงไทยเท่าไร ข้อแตกต่างคือ ดนตรีไทยจังหวะจะเรียบๆ แต่ดนตรีสากลจังหวะดนตรีจะสั่นสะเทือน อย่างเพลงคังนัมสไตล์ ของ PSY ก็ชอบ เพราะดนตรีสนุก ของไทยไม่มีเพลงที่ทำให้รู้สึกสนุกแบบนี้

ดิว: เราชอบฟังเพลงเร็วเพราะเสียงกระแทกเหมือนเสียงตีกลอง พอฟังแล้วเหมือนหัวใจเต้นตามไปด้วย ถึงจะชอบเต้นแต่เราเต้นไปด้วย ฟังเพลงไปด้วยไม่ได้ เพราะเวลาเต้นเหงื่อออกเยอะมากและจะมีเสียงกระแทกพื้นแทรกเข้ามาจนเสียสมาธิ เลยต้องถอดเครื่องช่วยฟังออกก่อนเพื่อไม่ให้โดนน้ำ ดังนั้นก่อนที่จะเต้นเพลงไหน ก็ต้องฟังซ้ำๆ และจับจังหวะเพลงให้ได้ก่อน ค่อยเต้นตามจังหวะเพลงที่ฝึกมา 

ศิลปินในดวงใจของทั้งคู่คือใคร

เฟิร์ส: นักร้องเกาหลีชื่อ เรน หรือช็องจีฮุน  เขาร้องเพลงก็ดี เต้นก็ดี เราชอบเขามาก เราติดตามเพลงของเรนมาตลอด ขนาดแผ่นซีดีเพลงยังเก็บไว้ ไม่ว่ากี่ปีที่เขาออกเพลงใหม่มา ก็ยังรู้สึกชอบแนวเพลงของเขา 

ตอนอายุ 14 ปี เราชอบเพลงของกอล์ฟ-ไมค์ เพราะรับอารมณของเพลงเขาได้ แต่ตอนนี้ไม่มีเพลงแบบนั้นแล้วและไม่รู้ว่าพวกเขาหายไปไหน ทำไมถึงไม่เห็นผลงานเพลงเลย 

แต่ถ้าพูดถึงช่วงนี้ศิลปินที่ชอบก็คือ ลิซ่า แบล็คพิ้ง เพื่อนสนิทเล่าให้ฟังว่าลิซ่าเสียงดี เต้นเก่ง พอได้ดูเอ็มวีของลิซ่าก็รู้สึกสนุก และสามารถส่งอารมณ์มาถึงเราได้

ดิว: วันเดอร์เกิร์ลทุกวันนี้ก็ยังฟังอยู่ เพลงที่ชอบก็โหลดเอ็มวีมาเก็บไว้  ส่วนศิลปินไทยที่ชอบคือ บัวชมพู ฟอร์ด เพราะเคยฟังมาตั้งแต่เด็ก นอกจากนี้ก็ยังชอบ ทาทา ยัง, วงบาซู, บียอนเซ่, บริทนีย์ สเปียร์ส เราชอบฟังเพลงแนวผู้หญิง แต่ถ้าเป็นเพลงผู้ชายก็ชอบฟังเพลงของ เรน และกามิกาเซ่ที่มีภาษามือด้วย เพราะฟังแล้วรู้สึกดีที่มีคนทำเพลงให้คนหูหนวก 

ใช้แอพพลิเคชั่นอะไรในการฟังเพลง

เฟิร์ส: ถ้าฟังแค่จังหวะดนตรี ก็จะฟังในจูกซ์ (Joox) ยิ่งมีลำโพงหรือหูฟังที่สามารถเปิดให้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนก็ยิ่งได้ยินเสียงดีขึ้น แต่ถ้าอยากเข้าใจภาพและอารมณ์ของเพลงก็จะเปิดยูทิวป์

ดิว: ฟังเพลงจากยูทิวป์ค่อนข้างมาก เพราะเวลาฟังแล้วอ่านปากคนร้องจะช่วยให้จำจังหวะ เสียงร้องและภาษาได้ แต่เอ็มวีส่วนใหญ่เน้นการแสดงเล่าเรื่องราวประกอบเพลงเป็นหลัก จะไม่ค่อยเห็นนักร้องร้องเพลง ก็ทำให้ไม่รู้ว่าเนื้อเพลงร้องอย่างไร สุดท้ายก็ต้องเข้ากูเกิ้ลเสิร์ชหาเนื้อเพลงหรือดูโคฟเวอร์ที่เห็นคนร้องเพลงทั้งวิดีโอ

ความไม่เข้าใจของสังคมที่มีต่อการฟังเพลงของคนหูหนวกคืออะไร
เฟิร์ส: เวลาใส่หูฟัง บางทีก็จะโดนว่าว่าแกล้งฟังเพลง แกล้งใส่หูฟัง ทั้งที่เราก็ฟังดนตรี ฟังจังหวะ รับรู้แรงสั่นสะเทือนของเบส และอารมณ์ของเพลงได้เหมือนกัน บางครั้งก็น้อยใจ เพราะอยากให้มองว่า คนหูหนวกก็ชอบเพลงเหมือนกับคนหูดี และคนหูหนวกก็มีสิทธิที่จะฟังเพลงที่เขาอยากฟัง พวกเราฝึกฝนทักษะเพื่อเข้าถึงการฟังเพลง ทำไมถึงต้องมาว่าเรา มาดูถูกเรา บางครั้งเวลาไปนั่งกินข้าว คนหูหนวกก็เปิดเพลงฟังและร้องเพลงเป็นภาษามือไปด้วย ก็จะเห็นสีหน้าและสายตาเหยียดเชิงดูถูก แม้ไม่ได้ยินหรอกว่าเขากำลังว่าอะไร แต่คนหูหนวกจับสีหน้าคนได้เร็วมาก 

เมื่อก่อนนี้เราหูฟังที่แถมกับมือถือ เวลาฟังเพลงก็จะต้องเพิ่มเสียงให้ดังสุด ถึงแม้จะใส่หูฟังเสียงก็ยังดังออกมาและรบกวนคนรอบข้าง บางคนเดินมาบอกให้เราช่วยลดเสียงเพลงหน่อย น้องก็เคยถามว่าทำไมเปิดเพลงเสียงดังมากเลย รู้ไหมว่าเสียงดังมาก หลังจากนั้นเวลาฟังเพลงก็ต้องคอยระวังไม่ให้เสียงดังรบกวนคนอื่น และชวนเพื่อนหูดีไปซื้อหูฟังใหม่ที่ถึงเปิดเพลงดังสุดก็ไม่ได้ยินเสียงออกมาข้างนอก

ดิว: ยังไม่เคยมีใครเข้ามาว่า แต่เราดูออกเวลามีสายตามองมา อย่างเวลานั่งรถเมล์บางครั้งเราลืมตัวเปิดเพลงเสียงดังมาก แต่ถ้ามีแม่หรือแฟนไปด้วย เขาก็จะคอยเตือน

แต่ก่อนเวลาอยู่ข้างนอกแล้วอยากฟังเพลง ก็จะใส่เครื่องช่วยฟังและหูฟังไปด้วยกัน โดยเอาสายหูฟังมาคล้องหลังหูตามแนวเครื่องช่วยฟัง และให้ส่วนหัวของหูฟังอยู่ใกล้รูหู ในตำแหน่งเดียวกับตัวรับเสียง วิธีนี้ช่วยให้ฟังเพลงได้ดีขึ้น แต่คนอื่นเห็นแล้วก็ชอบขำ เราเลยอายมากเวลาที่ฟังเพลงด้วยวิธีนี้ 

สิ่งที่อยากให้สังคมเข้าใจเมื่อคนหูหนวก หูตึงฟังเพลง

เฟิร์ส: อยากให้ทุกคนรู้ว่าคนหูหนวก หูตึงก็ชอบฟังเพลงเหมือนกัน พวกเขาก็เข้าร้านอาหาร เข้าผับไปฟังเพลงเช่นกัน คนหูดีฟังเพลงแล้วอารมณ์ดี มีความสุข คนหูหนวกก็เป็นเหมือนกัน ไม่อยากให้คิดว่าหูหนวกก็ต้องอยู่ในโลกเงียบ ไม่อยากให้มองว่าหูหนวกแล้วไม่ฟังเพลง คนทุกคนเคยฟังเพลงและเพลงช่วยเปิดโลกเราไม่ต่างกับที่คนหูดีทำ 

ดิว: เราติดการฟังเพลง ไม่มีเพลงไม่ได้เพราะจะไม่มีแรงบันดาลใจในการเต้น พอไม่ฟังเพลงแล้วไม่มีความสุข รู้สีกเหมือนโลกเงียบ รู้สึกโดดเดี่ยวคล้ายๆ คนเป็นซึมเศร้า ยิ่งถ้าเงียบเกินไปก็จะปวดหัว จึงต้องพยายามใส่เครื่องช่วยฟังให้ได้ยินเสียงรถวิ่ง เสียงลมทะเล เสียงคลื่น เพื่อให้สมองได้ทำงาน เราคิดว่าคนหูหนวก หูดีก็สามารถสนุกกับเพลงร่วมกันได้ในที่ที่เหมาะอย่าง ผับหรือคอนเสิร์ต เพราะในขณะที่คนหูดีฟังเพลงเสียงดัง คนหูหนวกก็สามารถจับแรงสั่นจากพื้นและสามารถเต้นตามจังหวะได้









 

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนคนหูหนวกคนหูตึงการฟังเพลงของคนหูหนวกหูตึงผู้พิการทางการได้ยิน
Categories: ThisAble

“คุกก็จำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก ความพิการไม่ควรเป็นเครื่องทรมานคน” ณัฐชนน แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมกับขาเทียมของเขา

Thu, 2021-12-23 10:33

ในช่วงปีที่ผ่านมา การชุมนุมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่เป็นเปรียบเสมือนหมุดหมายหนึ่งที่ขยับเพดานผ่านข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 10 ข้อ และหนึ่งในการชุมนุมที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด คือการชุมนุมของกลุ่มธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2564 ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัย การชุมนุมนี้ทำให้เรารู้จักแกนนำคนรุ่นใหม่หลายคนและพาเราเข้าไปรู้จักกับข้อเรียกร้องและชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น

แสงสปอตไลท์สีแดงสาดลงบนเวทีกิจกรรมในเวลาหัวค่ำ นอกจากรุ้ง-ปณัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำที่ขึ้นอ่านแถลงการณ์แล้ว ก็ยังมีนักศึกษาชายอีกคนหนึ่งที่ถูกพูดถึง เขาคือณัฐชนน ไพโรจน์ หนึ่งในแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่ขึ้นพูดบนเวทีวันนั้น 

แม้มองภายนอกหลายคนจะไม่ได้รับรู้ถึงความพิการ แต่ณัฐชนนเป็นหนึ่งในผู้ปราศรัยที่มีความพิการ กระทั่งวันหนึ่งเขาเล่าให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนฟังถึงช่วงเวลาที่อยู่ในเรือนจำและอุปสรรคในการใช้ชีวิตที่เขาเจอ ทั้งการขาดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการหรือ ความไม่เข้าใจที่มองว่า ขาเทียมข้างกายของเขาเป็นอาวุธทำให้คืนแรกในเรือนจำต้องอยู่โดยไม่มีขาเทียม 

ชวนคุยกับณัฐชนนผ่านหลายเรื่องราวที่เขาต้องเผชิญในฐานะคนพิการ ที่บอกกับเราว่า แม้จะเป็นคนพิการก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกความพิการลงโทษเนื่องจากไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกช่วงจังหวะเวลาเล็กๆที่เราได้คุยกับเขาอาจทำให้ใครหลายคนได้เห็นผลกระทบหลังเกิดความพิการ ที่มาและจุดเริ่มต้นของการออกมาต่อสู้ทางการเมืองผ่านมุมมองของคนพิการว่า หากการเมืองดีชีวิตคนพิการจะเป็นอย่างไร

ความพิการเกิดขึ้นได้อย่างไร

ณัฐชนน : เราพิการปลายเดือนสิงหาคมปี 2558 ตอนนั้นเรียนอยู่ชั้น ม.4 วันนั้นไปเรียน รด. กับไหว้ครูตอนเช้า ระหว่างทางกลับบ้านถูกรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเฉี่ยว เกี่ยวตกลงมาจากรถมอเตอร์ไซค์ที่เราซ้อนอยู่ รองเท้า รด.ที่หนักและแข็งมากบิดกระดูกขาไปอีกทา ทำให้ขาหัก เส้นเลือดขาดหมด พอไปถึงโรงพยาบาลก็ต้องรอหลายชั่วโมงกว่าจะได้ผ่าตัด เพราะเขาไม่มั่นใจว่าเรากินอะไรไปตอนไหน กระทั่งประมาณสามทุ่ม ขาของเราเริ่มเย็นแล้ว เย็นเหมือนศพเลย รอจนตี 1 ถึงได้ผ่าตัดและหมอถึงรู้ว่าเราเส้นเลือดขาด จึงส่งตัวไปต่อเส้นเลือดที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ แต่ก็ต่อไม่สำเร็จ จึงต้องทำการตัดขา เพื่อรักษาชีวิต

พอต้องกลายเป็นคนพิการปรับตัวอย่างไร

ตอนแรกเรากังวลเพราะในใจก็คิดไปสอบนักเรียนทหาร แต่พอต้องถูกตัดขาก็ทำให้วิธีคิดเปลี่ยน ความฝันเราก็เปลี่ยน ตอนนั้นความฝันของตัวเองไม่ใหญ่เท่ากับความกังวลที่มีต่อสังคม เพราะความพิการที่เกิดขึ้นเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต และกลัวว่าทุกคนจะมองเราด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป เพื่อนจะยังคบกันเหมือนเดิมไหมหรือ เขาจะคิดกับเราอย่างไร สิ่งเหล่านี้ทำให้เรากังวลมาก รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ เช่น ต้องย้ายโรงเรียนไหม จะเรียนได้เหรอ จะเดินไหวไหม ฯลฯ แต่สุดท้ายก็พบว่า เราสามารถผ่านมันมาได้ด้วยดี เพื่อนก็ยังซัพพอร์ตเราเหมือนเดิมและยังได้เรียนที่เดิม

ช่วงที่ยังอยู่ในห้อง ICU ตอนนั้นกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นตัวประหลาดและเป็นภาระของเพื่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพิการแล้วจะต้องทำอย่างไรหรือปรับตัวแบบไหน ยิ่งติดต่อใครไม่ได้ก็ยิ่งกังวล แต่พอหลังจากออกไปก็พบว่าเพื่อนเป็นห่วงมาก อยากมาหา ทุกคนอยากให้เราสู้ต่อ นั่นเป็นแรงผลักดันที่ ทำให้เราพยายามกลับมาใช้ชีวิต ตอนกลับไปเรียนเช้าๆ เพื่อนก็จะมาหา ถามว่าเราต้องการอะไรไหม ถ้าเดินขึ้นตึกเรียนสูงๆ ไม่ไหวเพื่อนก็ช่วยกันแบกขึ้นไป 

การเป็นคนพิการในสังคมไทยลำบากไหม

ผมต้องตัดขาด้านขวาตั้งแต่หัวเข่าลงไปแล้วใส่ขาเทียม การมืขาหนึ่งข้างยังเพียงพอสำหรับการเดินด้วยตัวเอง บางคนก็ไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าผมเป็นคนพิการ เพราะไม่เห็นขาเทียมหากใส่กางเกงขายาวจึงมักถามว่า เป็นอะไรเดินขากระเพลก หรือทำไมเป็นตั้งนานแล้วไม่หายสักที เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนคนพิการหลายคนในมหาวิทยาลัย เรายังใช้ชีวิตค่อนข้างสะดวกกว่า ยิ่งหากเพื่อนใช้วีลแชร์ก็ต้องเจอสถานที่ที่ไม่เอื้ออำนวย หรือเพื่อนตาบอดที่เจอแต่สิ่งกีดขวางบนทางเท้า มากไปกว่านั้นยังต้องมาเจอสังคมที่ไม่เข้าใจอีก

จากเหตุผลเหล่านี้ก็บอกเลยว่าคนพิการใช้ชีวิตลำบากมาก ในสังคมไม่มีอะไรเหมาะสำหรับเราเลย ตอนเรียนเพื่อนก็ต้องแบกขึ้นไปเรียนทั้งที่ในความเป็นจริงควรมีสิ่งอำนวยความสะดวก การที่นักเรียนคนหนึ่งมีความพิการ แล้วพบว่าโรงเรียนไม่อำนวยความสะดวกเป็นเรื่องที่ลำบากมาก เพราะเราต้องใช้ชีวิตอยู่ในนั้นและโรงเรียนหลายที่ก็เป็นแบบนี้ จึงแสดงให้เห็นว่า ระบบการศึกษาไม่ได้ต้อนรับเด็กพิการให้เข้าไปเรียนในโรงเรียน เหมือนกับที่หลังจากเราพิการ แล้วกลับไปโรงเรียนก็เจอความท้าทายเต็มไปหมด

หลังเรียนจบเราก็ยังพบอุปสรรคอยู่ดี ทั้งเรื่องขนส่งสาธารณะ ทางเท้า ที่ไม่ได้อำนวยความสะดวกให้กับคนพิการเลย รัฐให้เบี้ยความพิการเพียง 800 บาท แล้วก็มองว่าเพียงพอแล้วสำหรับชีวิตของคนพิการคนหนึ่ง ทั้งที่คนพิการหลายคนไม่สามารถทำงานได้ หรือข่าวที่เราเห็นอยู่เสมออย่างการออกมาเรียกร้องว่า รถไฟฟ้าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่เคยเป็นมิตร เมื่อสร้างไม่ถูกต้อง จนกลายเป็นอุปสรรคสำหรับคนพิการไปแทน คนพิการในรัฐไทยก็จะลำบากแบบนี้

อะไรที่ทำให้รัฐมองข้ามความพิการ

ปัจจุบันคนพิการถูกกีดกันออกจากสังคมแทนที่จะเรียนรู้ร่วมกัน ในพื้นที่สาธารณะเราก็ไม่ค่อยเห็นคนพิการออกไปใช้ชีวิต แต่กลับถูกจัดให้อยู่เป็นกลุ่ม เป็นก้อน ในโรงเรียนเฉพาะความพิการและมีสังคมแบบคนพิการ คนไม่พิการก็ไม่เห็นว่าคนพิการก็เป็นส่วนหนึ่งในสังคม ไม่เรียนรู้ว่าจะต้องช่วยเหลืออย่างไร หรือคนพิการมีความต้องการแบบไหน ทั้งที่จำนวนคนพิการก็มีมาก แล้วคนพิการหายไปไหน เช่น ในมหาวิทยาลัยเราไม่เคยเห็นคนหูหนวกเลย พอได้มีมีโอกาสคุยกับคนหูหนวก เขาก็เล่าให้ฟังว่า พอไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก คนหูหนวกจะเรียนได้อย่างไรเมื่อไม่ได้ยิน การอ่านไวยากรณ์ก็ไม่เหมือนภาษาไทย โดยเฉพาะคาบบรรยายที่ใช้เสียงเป็นหลักแล้วคนหูหนวกจะรู้เรื่องได้อย่างไร พอคนหูหนวกเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา โอกาสในชีวิตของพวกเขาก็น้อยลง หลายคนใช้ชีวิตกันปีต่อปีโดย ไม่มีเป้าหมายระยะไกล ไม่สนใจใครและสังคมก็ไม่สนใจเขา

ความพิการมีส่วนในการที่ทำให้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองไหม

ตอนแรกไม่ ไม่ได้คิดว่าความพิการเกี่ยวข้องอะไรกับการเมือง แต่พอนั่งคิดดูดีๆ เราก็ต่างเรียกร้องความเท่าเทียมความเจริญที่กระจายออกมากกว่าอยู่ในเมือง อำนาจที่ไม่ได้อยู่ในคนใดคนหนึ่ง หรือเรียกร้องให้ทุกคนเข้าถึงอำนาจทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ กฎหมายที่เท่ากัน 

หากย้อนคิดจะพบว่า ขาที่ขาด เพราะประสบอุบัติเหตุที่ต่างจังหวัด แต่รักษาไม่ได้จนต้องเข้ากรุงเทพฯ เพื่อให้หมอต่อเส้นเลือดที่ขา ทั้ังที่จริงๆ เราแค่ขาหักแต่โรงพยาบาลต่างจังหวัดไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จะสามารถต่อเส้นเลือดได้ จนเกิดความพิการ สิ่งเหล่านี้เกิดจากความเหลื่อมล้ำในสังคม เห็นได้ชัดว่าความเจริญทางการแพทย์ไม่ได้เข้าถึงทุกคน จริงๆ สาเหตุของความพิการก็เกิดจากความไม่เท่าเทียมนี้ 

แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง

ในช่วงรัฐประหารปี 2557 ตอนนั้นเราอยู่ ม.2 และไม่ได้เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร แถมยังรู้สึกสนับสนุนด้วยซ้ำ เพราะทหารเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเมือง ดูเท่ คิดว่าทหารต้องไม่โกงแน่ๆ แถมความฝันของเราก็คืออยากเป็นทหาร 

ช่วงเข้ามหาวิทยาลัยเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการตัดสินใจว่าจะเข้าเรียนคณะไหน ก็มองอยู่หลายคณะไม่ว่าจะเป็น นิติศาสตร์ สถาปัตย์หรือบัญชี แต่ก็ยังไม่ใช่จนเห็นเพื่อนอยากเข้ารัฐศาสตร์ เลยลองศึกษาตามจนเข้าใจการเมืองมากขึ้น ทำให้สนใจ มากกว่าสิ่งที่อยู่ในตำราเรียน ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดีโอหรือหนังสือวิเคราะห์การเมืองก็ตามหมด รายการจอมขวัญ เจาะข่าวตื้น รายการชูวิทย์เราก็ดูถึงเข้าใจว่า รัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เพราะทำให้ประเทศเข้าสู่วงเวียนของปัญหาในไทยมีการเคลื่อนไหวประท้วงกันอยู่ตลอด เช่น การเคลื่อนไหวของนักศึกษา 14 ตุลาคมขับไล่เผด็จการ โดยมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทในการขับไล่เผด็จการ ในช่วงนั้นก็คือธรรมศาสตร์ นี่จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเรียนและอยู่ในสังคมที่ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อขับไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นผู้นำการรัฐประหาร

หลังเข้าเรียนเราก็ได้มีโอกาสทำกิจกรรมทางการเมือง ได้ต่อสู้กับเพื่อนทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ได้ไปชุมนุม ได้ปราศรัย ได้คุยกับพี่น้องประชาชน ได้ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยได้ทำ แล้วก็โดนอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยได้โดน เช่น โดนคุกคาม โดนค้นบ้าน โดนติดตาม โดนจับ โดนคดี จนไปถึงติดคุก ที่ล่าสุดก็เพิ่งออกมาไม่นานนี้

ชีวิตในเรือนจำเป็นอย่างไรบ้าง

ผมเคยเข้าเรือนจำมาแล้ว 2 ครั้ง ที่เรือนจำธัญบุรี ครั้งแรกโดนจับวันที่ 15 ตุลาคม  2563 ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าข้างในเรือนจำเป็นยังไง เหมือนในหนังไหม เราบอกกับตัวเองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ เป็นราคาที่ต้องจ่ายเมื่ออยากจะเปลี่ยนแปลง ยังไงก็ต้องเจอเป็นเรื่องธรรมดา

พอเดินเข้าไปข้างในสิ่งแรกที่เขาบอกก็คือ ขาเทียมของเราเป็นอาวุธ ในคืนแรกเขาพยายามไม่ให้เราเอาขาเทียมเข้าห้องขัง ทำให้เราต้องถอดขาเทียมเอาไว้หน้าห้อง ใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีขาเทียมและไม่มีไม้ค้ำยัน จึงต้องเขย่งหรือคลานไปมาเพื่อเดิน กระทั่งวันถัดมาเขาถึงยอมให้เราใช้ขาเทียม 

ไม่ว่าจะเข้าเรือนจำครั้งไหน สิ่งที่เห็นก็คือไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ตอนอยู่ข้างนอกผมรู้สึกว่าลำบาก แต่ยังพอใช้ชีวิตได้ แต่ข้างในเรือนจำผมลำบากมากเพราะขาข้างเดียวเป็นอุปสรรคกับห้องน้ำที่ทั้งลื่นและไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก

ถ้าขาเทียมโดนน้ำก็อาจเป็นสนิม เราก็ต้องระวังมากๆ พอมาเจอส้วมเรือนจำแบบนั่งยองๆ ยิ่งลำบากมากสำหรับคนที่ใส่ขาเทียมเพราะนั่งยองไม่ได้  แถมให้เรือนจำก็เต็มไปด้วยขั้นบันไดและสัน แนวกั้นเต็มไปหมด ตอนนั้นเราต้องพยายามหาที่จับ เอาหัวเข่าไปค้ำไว้ที่กำแพง  เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้า ยิ่งยากเวลาที่ต้องสัมผัสน้ำและถอดขาเทียม เช่น อาบน้ำ ล้างหน้า ซักผ้า หากพลาดล้มลงไปอาจจะหมายถึงชีวิต ฉะนั้นการใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำสำหรับคนพิการเป็นเรื่องที่ต้องระวังมากๆ  

เรามองว่า แม้จะเป็นคุกก็จำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ วิธีคิดต่อผู้กระทำผิดควรลงโทษในเรื่องที่ผิด ส่วนสิทธิความเป็นมนุษย์ในด้านอื่นๆ ของเขาไม่จำเป็นต้องลดทอน ความพิการไม่ควรเป็นเครื่องทรมานคนเมื่อเขากระทำผิด

ไม่จำเป็นต้องมองว่าคุณมันเลวชั่วระยำโดนแบบนี้ก็ดีแล้ว ออกมาก็ต้องโดนด่าต่อ แล้วตีตราว่าคนนี้เคยติดคุก การคิดแบบนี้เป็นทัศนคติที่ผิด เพราะเรือนจำควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนได้ออกมาใช้ชีวิต ขัดเกลาให้มีวิธีคิดและทัศนคติที่เปลี่ยนไป ทำให้สังคมเข้าใจเขาและทำให้เขาเข้าใจสังคมมากขึ้น บางครั้งความผิดก็ไม่ได้เกิดจากตัวเขาไปเสียทั้งหมด หลายคนถูกกดดันจากคุณภาพชีวิตที่แย่จนกลายเป็นอาชญากร ในการเข้าเรือนจำครั้งที่ 2 ผมพบว่า จากที่มีคดียาเสพติดมากที่สุดกลับเปลี่ยนเป็นคดีลักทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ อย่างกาแฟ ของกินในร้านค้ากันมากขึ้นนี่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่แย่ บางคนหิวจนต้องขโมยของกิน แม้แต่คนที่ขายยาหลายคนก็เป็นเพราะว่าไม่มีทางเลือก รู้ว่าทำก็โดนจับ แต่ถ้าได้ออกไปก็ต้องทำเหมือนเดิม เพราะไม่มีงานที่ดีที่ทำให้เขาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้

เราคิดว่า เมื่อติดคุกควรมีโอกาสได้เรียนรู้ว่า ออกมาจะใช้ชีวิตอย่างไรและสังคมก็ควรที่จะให้โอกาส ถ้าเขาอยากเรียนหนังสือก็ควรที่จะส่งเสริม  กระทั่งถึงวันที่ได้ออกสู่โลกภายนอกจะเข้าใจและมีทักษะ 

เพื่อนๆ ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง

ล่าสุดเรามีกันแปดคน ผมอยู่กับเพนกวิน แซม น้องปูน พี่ฟ้า และพี่ไมค์ คนที่อยู่ในนั้นพยายามที่จะช่วยเหลือเยียวยา ดิ้นรนต่อสู้เพื่อที่จะได้ออกไป สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ เพียงแต่ไม่ได้อยู่ข้างนอก ทุกคนยังกำลังใจดี เข้มแข็งที่จะสู่ต่อ

มองการเคลื่อนไหวหลังจากนี้อย่างไร

สังคมไม่มีทางที่จะย้อนกลับหลังได้ เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงและตาสว่างขึ้นทุกวัน เรามองเห็นความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนมากขึ้น หลายอย่างกำลังพังลงอย่างช้าๆ แค่เห็นระบบการศึกษาที่ทำให้เด็กต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์วันละ 5 - 6 ชั่วโมง แทนที่จะได้ไปวิ่งเล่นใช้ชีวิตกับเพื่อน ก็รู้แล้วว่าอนาคตของชาติกำลังพังลง ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่นั่นไม่ไหว

หากความเดือดร้อนมันมีอยู่จริง คุณจับแกนนำเข้าไปกี่ร้อยกี่พันคน เรื่องก็ไม่มีทางจบ การออกมาสู้ของประชาชนไม่ได้เป็นลูกเล่นทางการเมือง หรือเป็นความต้องการของคนใดคนหนึ่งที่คุณตัดแล้วจบ เพราะหากยังมีความเดือดร้อนก็จะยังมีคนออกมาต่อสู้และจะมีมากขึ้น นี่คือความเป็นไปของสังคมนี้ที่กำลังพังทลายไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

การออกมาประท้วงมีความสำคัญอย่างไร

เรามีเสียงของตัวเอง ประเทศนี้ก็เป็นของประชาชนเพราะอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน การออกมาเรียกร้องต่อสู้เพื่อบอกความต้องการต่อผู้แทนจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำเมื่อเกิดความเดือดร้อนว่าประชาชนต้องการอะไรในฐานะเจ้าของอำนาจ

ปัจจุบันผู้แทนหลายคนไม่สามารถสะท้อนเสียงของประชาชนได้ หน่วยงานข้าราชการก็ไม่เคยทำงานตอบสนองความต้องการของประชาชน เห็นได้จากที่พวกเขาไม่สามารถเอาความต้องการของประชาชนมายึดโยงเป็นนโยบายรัฐได้เลย นี่จึงเป็นเรื่องที่ประชาชน ไม่ว่าคุณจะอยู่กลุ่มไหน พิการหรือไม่ ก็ต้องออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องเพราะการเมืองคือเรื่องของทุกคน คือปากท้องไม่ใช่เพียงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแต่มันเป็นสิ่งที่จำเป็นและควรทำด้วยซ้ำ

เจออุปสรรคอะไรบ้างเวลาไปชุมนุม

พอร่างกายเราไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ลำบากกว่าคนอื่นนิดนึง แต่เราก็อยากจะสู้ไปกับเพื่อน เพื่อนเองก็คอบถามว่าไหวไหม ไปด้วยกัน ความพิการของผมไม่ใช่ข้อจำกัด เพื่อนมองเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่พร้อมช่วยเหลือถ้าทำไม่ได้ รอเราถ้าเดินไม่ทัน หรือเดินไกลแล้วเหงื่อออกขาเทียมก็เดินยาก   จึงต้องหยุดเดินเป็นพักๆ เพื่อเช็ดขา ซับเหงื่อแล้วค่อยไปต่อ ยิ่งถ้าฝนตกเรายอมแพ้เลย แต่พออยู่ในสถานการณ์การต่อสู้ มันทำให้เรามองข้ามความลำบากที่เจออะไรช่วยได้ก็ต้องช่วยกัน ยิ่งจำเป็นยิ่งต้องไป

ถ้าการเมืองดี คนพิการในประเทศนี้จะเป็นยังไง

ถ้าการเมืองดีเราทุกคนจะมีพื้นที่ให้พูด เสียงของทุกคนจะเท่ากันเสียงของคนพิการจะมีคนฟังเพื่อนำไปสู่การแก้ไข ปัญหาคนพิการเป็นหนึ่งในปัญหาเยอะแยะที่เกิดขึ้น ข้อเรียกร้องต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ การทำแท้งถูกกฎหมาย ฯลฯ  ยิ่งปัญหามีมาก ปัญหาคนพิการก็อาจถูกให้ความสำคัญน้อยลง ฉะนั้นถ้าการเมืองดี ปัญหาทางการเมืองถูกแก้อย่างเป็นระบบ มีเสรีภาพและเท่าเทียม คุณภาพชีวิตของคนพิการจะดีขึ้นแน่นอน 

เรามองว่า การต่อสู้ไม่เคยได้มาด้วยการร้องขอและไม่เคยชนะได้ด้วยการก้มกราบ สิทธิและเสรีภาพของเรา เราต้องเป็นคนต่อสู้เพื่อให้ได้มาและเราต้องการเสียงของทุกคน 

การเมืองไม่ใช่เรื่องของแกนนำหรือว่าม็อบ แต่คือเรื่องของทุกคน การต่อสู้เรียกร้องจึงสำคัญและผมขอเรียกร้องให้ เพื่อนๆ ที่เห็นว่า บ้านเมืองของเรากำลังมีปัญหา คุณภาพชีวิตของเราห่วยแตก ร่วมออกมาต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ และช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ด้วยกัน

  Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนณัฐชนน ไพโรจน์ธรรมศาสตร์และการชุมนุมรุ้ง ปณัสยา
Categories: ThisAble

“รู้ว่าพิการก็ปฏิเสธเลย” เมื่อทัศนคติและสภาพแวดล้อมเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของคนพิการ

Wed, 2021-12-22 14:28

ตั้งแต่ปี 2550 ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมี มาตรา 33 กำหนดให้สถานประกอบการหรือหน่วยงานต้องจ้างงานคนพิการในอัตราส่วน 100 : 1 เช่น ถ้าบริษัทมีพนักงาน 100 คน ก็ให้จ้างงานคนพิการ 1 คน หากผู้ประกอบการไม่สะดวกจ้าง ก็ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปีตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 34 หากผู้ประกอบการไม่ทำตามมาตรา 33 และ 34 ก็สามารถทำตามมาตรา 35 คือ ให้สถานที่ทำงาน ฝึกอบรมคนพิการ หรือให้การจ้างงานในลักษณะเหมาจ้างหรือเหมาบริการ

ดูเหมือนกับว่าข้อกำหนดตามมาตราเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้คนพิการหางานง่ายขึ้น และผลักดันให้คนพิการมีงานทำ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การจ้างงานตามมาตราดังกล่าวช่วยให้คนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงานได้จริงหรือไม่ เพราะเมื่อดูตามสถิติของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจะเห็นได้ว่า ในปี 2563 มีคนพิการที่อยู่ในวัยทำงานมากกว่า 800,000 คน แต่มีไม่ถึง 80,000 คนเท่านั้นที่ได้รับการจ้างงานในหน่วยงานของรัฐและสถานประกอบการ ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2562 ก็พบว่าตัวเลขผู้ที่ได้รับการจ้างงานแทบจะไม่แตกต่างกันเลย 

การรับรู้และความเข้าใจความพิการของสังคมส่งผลอย่างไรต่อการทำงานของคนพิการในสถานประกอบการในปัจจุบัน และทำไมอัตราการจ้างงานของคนพิการจึงยังไม่ไปถึงเป้าหมายสักที Thisable.me ชวนปุ๊กปิ๊ก - กมลวรรณ กระถินทอง และเก่ง - ณรงค์ศิลป์ ล้านศรี คนพิการที่ผ่านประสบการณ์การจ้างและทำงานมาพูดคุยถึงประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา ตั้งแต่การสมัครงาน เพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงความฝันที่จะช่วยให้คนพิการสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างแท้จริง 

ปฏิเสธเพราะพิการ

ปุ๊กปิ๊กใช้เวลากว่าสี่เดือนหลังเรียนจบจากภาควิชาการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการหางานที่ตรงกับสิ่งที่เธออยากทำและตรงกับความสามารถ เธอเลือกที่จะยื่นใบสมัครในเว็บไซต์หางานตามปกติและไม่คิดว่าความพิการมีผลอะไรต่อการทำงาน ในช่วงแรกเธอจึงไม่ได้แจ้งเรื่องความพิการไปพร้อมกับใบสมัคร แต่เมื่อผู้ประกอบการรับรู้ถึงความพิการของเธอ คำตอบเดียวที่เธอได้รับคือคำปฏิเสธการรับเข้าทำงาน

“ตอนแรกเราไม่ได้แจ้งเพราะมองโลกในแง่บวกมาก คิดว่าเขาไม่น่าจะติดขัดอะไรมั้ง แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด ประเทศไทยยังไม่ได้ก้าวหน้าขนาดนั้น สังคมในภาพรวมมีความเข้าใจต่อคนพิการไม่เหมือนกับสังคมที่เราเจอมาตั้งแต่เด็กจนถึงตอนมหาลัย บางที่พอเขารู้ว่าเราเป็นคนพิการ เขาก็ไม่รับเลย

“บางที่พอไปสัมภาษณ์ เขาเห็นว่านั่งรถเข็นมา เขาก็ไม่ให้สัมภาษณ์และโดนปฏิเสธเลย เราเจอมาเยอะมาก”

เช่นเดียวกับเก่ง ในช่วงที่เขาหางาน แม้เป็นงานสำหรับคนพิการหรือโอกาสต่างๆ ที่ตรงกับความต้องการและเงื่อนไขทางด้านร่างกายแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะได้งาน 

“เคยลองสมัครงานประกันที่หนึ่ง พอบอกว่าเราพิการปุ๊บ เขาก็ไม่รับเลย

“เขาบอกว่า กังวลเรื่องสภาพแวดล้อมและการไปทำงาน ทั้งที่บางงานไม่ได้ต้องเข้าออฟฟิศตลอด แต่เขาก็ปฏิเสธ เพราะอาจจะยังไม่เข้าใจบริบทของความพิการ เขาไม่เข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับคนพิการ เลยปิดกั้น แล้วก็ไม่อยากรับ”

ผู้คน สังคม สถานที่

เมื่อได้รับการปฏิเสธซ้ำ ๆ ปุ๊กปิ๊กจึงเลือกที่จะแจ้งเงื่อนไขทางด้านร่างกายของเธอไปกับบริษัทตามตรง

“เวลาบริษัทโทรมา เราก็แจ้งไปว่าเรามีความพิการ เรามืองอนะ ยืนได้นะ แต่อาจจะต้องเกาะ บางครั้งก็ถามเขาว่า ต้องการดูรูปเราไหม แต่ก็พบว่า ไม่มีที่ไหนคุยอะไรกับเราต่อ กระทั่งเจอที่แรกก็คือที่ที่ได้ไปทำงาน ตอนที่เขาโทรมาคุยกับเราและเราแจ้งเรื่องความพิการไป เขาบอกว่า พี่ไม่ได้มองว่าน้องพิการนะ พี่มองว่าน้องทำงานได้ก็แค่นั้น เป็นประโยคที่ทำให้รู้สึกดีมาก

“พอเข้าไปทำงานทุกอย่างก็ดีมาก ทั้งเพื่อนในทีม คนจากทีมอื่น แม่บ้าน รปภ. ทุกคนดีกับเรามาก แล้วที่นี่ก็มีกฏเกี่ยวกับ Disability Harassment กำหนดไม่ให้กีดกันคนพิการออก ให้ดูคนที่ความสามารถไม่ใช่ความพิการ ถ้าเกิดมีการละเมิดใด ๆ เกิดขึ้น ก็สามารถแจ้งทางบริษัทได้เลย

“สถานที่ก็สะดวกมากเพราะตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ข้างในออฟฟิศก็กว้าง สามารถเข็นรถเข้าไปได้เลย เรียกว่า Universal Design ก็ได้ เขาทำทุกอย่างไว้พร้อม ตั้งแต่ยังไม่มีคนพิการเข้ามาทำงานด้วยซ้ำ ห้องน้ำก็สะดวกทั้งในออฟฟิศ และในห้างสรรพสินค้า ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทางในที่ทำงาน หรือสภาพแวดล้อมตรงนั้นเลยเพราะเราสามารถเข้าไปได้ทุกที่ รู้สึกว่าสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติและมีความมั่นใจมากตลอดเวลาที่ทำงานที่นี่” 


ปุ๊กปิ๊ก

เมื่ออยู่ในสังคมที่เข้าใจ สถานที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทุกคนสามารถใช้งานและเข้าถึงได้ ความพิการก็เป็นแค่เงื่อนไขหนึ่งในการดำเนินชีวิตเท่านั้น หากแต่ในประเทศไทยของเรามีเพียงไม่กี่ที่ที่สามารถสร้างสังคมและสถานที่แบบนั้นได้ 

ปุ๊กปิ๊กจำเป็นต้องเปลี่ยนงานเนื่องจากเหตุผลทางด้านครอบครัว สถานที่ทำงานใหม่ และเพื่อนร่วมงานกลุ่มใหม่ทำให้ความมั่นใจในความสามารถ และความเชื่อมั่นในตนเองในฐานะมนุษย์โดนสั่นคลอน

“เขาปฏิบัติกับเราไม่ดีจริงๆ สีหน้าท่าทางของเขามันบ่งบอกออกมาเลย บางคนก็ล้อท่าทางของเรา ด้วยความที่เรามืองอ บางทีมือจะแข็ง ก็ต้องสะบัดมือเพื่อที่จะทำให้ทำงานต่อได้ แต่เขากลับมาพูดว่า ทำไมต้องสะบัดด้วย แล้วก็หัวเราะกัน มองว่าเป็นเรื่องตลก แต่ถ้าถามว่าเราตลกด้วยหรือเปล่า คำตอบคือไม่

“บางคนก็มาถามว่า ทำไมไม่ใส่รองเท้าคัชชู ทั้งที่เราคุยกับ HR แล้ว แต่ฝ่ายอื่นก็มาจี้กับเราว่ามันผิดกฎ บางครั้งก็บอกว่า ต้องใส่ยูนิฟอร์มอย่างกระโปรงสอบหรือกางเกงขายาว แต่ไม่คิดว่า คนพิการที่เป็นแบบเราจะใส่ยังไง แม้หัวหน้าใหญ่ไม่ได้บังคับให้เราใส่ แต่คนรอบข้างบังคับ สุดท้ายเราก็ทนไม่ได้ ก็ต้องใส่ให้ได้

“สถานที่ทำงานไม่สะดวกเลย มีแค่ห้องน้ำคนพิการอย่างเดียว ออฟฟิศแคบมาก แค่คนจะเดินสวนกันก็ยากอยู่แล้ว ต้องตะแคงตัวกันเดิน พอเราไปพร้อมรถเข็น เขาก็พูดกันว่าเกะกะหรือบางทีไม่พูดอะไร แต่ยืนอยู่ตรงนั้นจนกว่าเราจะถอยไปเพราะเขาจะเดินก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตอนอยู่บริษัทแรก มีแต่คนบอกให้เราไปก่อนเลย ให้ทำแบบที่ปิ๊กสะดวก เพราะเขาไม่มองว่าเราแตกต่างหรือแบ่งแยกเราออกไป

“เวลาหิวน้ำต้องไปกดที่ที่กดน้ำ เราต้องขอให้แม่บ้านช่วยกดน้ำให้เพราะหน้าตู้มีสเตป แต่คนอื่นมองว่า ทำไมเราไม่ทำเอง มองว่า การให้แม่บ้านมาช่วยกดน้ำมันทุเรศเหมือนคนไม่มีความสามารถ ทั้งที่เราไม่สามารถเข้าสเตปที่ขวางอยู่ได้ บางทีเอกสารที่ต้องหยิบต้องปีนบันไดขึ้นไป เราทำไม่ได้ก็ต้องพึ่งคนอื่น เขาก็มาบอกกับเราว่า ไหนบอกว่าทำได้ทุกอย่างไง

“เวลาที่มีเอกสารกองใหญ่ๆ ด้วยความที่มือเราไม่ดี ไม่สามารถใช้แรงเยอะในการหนีบหรือแม็กก็เลยต้องขอให้คนอื่นช่วย มีคนหนึ่งเข้ามาช่วยเราดีมาก แต่กลับไปบอกหัวหน้าใหญ่ว่า รับเราเข้ามาทำไม รับเข้ามาแล้วทำให้เดือดร้อน ไล่มันออกไปเถอะ โดยที่เขาไม่ได้บอกเราซักคำว่า เขาไม่สะดวกหรือไม่เต็มใจช่วยเรา”

เมื่อปุ๊กปิ๊กเจอกับความกดดันจากที่ทำงานที่มองว่าเธอเป็นคนไร้ความสามารถ เธอจึงพยายามทำทุกอย่างให้มากขึ้น ยกดัมเบลข้างละ 2 กก. ทุกวัน ฝึกกล้ามเนื้อมือ เพื่อให้พร้อมที่จะทำทุกอย่างให้ได้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด 

“เราก็พยายามจัดการตัวเอง เลือกที่จะฝึกฝนและพัฒนาตัวเอง เพราะถ้าลาออกไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปทำงานที่ไหน ในเมื่องานของคนพิการมันหายาก แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนใช้ 

“พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น คำพูดต่างๆ ที่เขาคอยพูดก็ทำให้เราถูกกลืนไปว่าทุกอย่างเป็นเพราะเรา เป็นเพราะความพิการของเรา เพราะสังคมที่เราเจอทุกวัน วันละหลายชั่วโมงคือตรงนี้ ถึงคนใกล้ชิดนอกที่ทำงานจะบอกว่าอย่าไปสนใจ แต่พอโดนทุกวันก็ไม่ไหว เราถูกกลืนไปจริงๆ สมองสั่งให้เราโทษตัวเอง โทษตัวเอง โทษตัวเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ความผิดเราเลย

“เราเริ่มโทษตัวเองว่า ทำไมเราถึงเกิดมาพิการ รู้สึกแย่มาก เราได้ยินแต่คำพูดที่ไม่ดีที่คนพูดให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองจะได้ลาออกไป เขาพยายามพูดว่าเราไร้ความสามารถ พิการก็ให้ไปหางานของคนพิการทำเถอะ จนเราเชื่อว่า เราไม่มีความสามารถจริง ๆ ตอนนั้นเราเอาคำพูดของเขามาด้อยค่าตัวเองจนกลายเป็นว่าไม่มีความมั่นใจในตัวเองไปเลย กลัวไปหมดทุกคน”

หรือแท้จริงคนพิการกำลังถูกเอาเปรียบ

สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับเมื่อจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 หรือ 35 คือ สถานประกอบการนั้นๆ สามารถที่จะเอาค่าจ้างคนพิการไปลดหย่อนภาษีได้เป็นสองเท่าของหลักเกณฑ์ปกติ และถ้าจ้างคนพิการครบตามที่ พ.ร.บ.ระบุเอาไว้ ก็ไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนคนพิการตามมาตรา 34 

ฝั่งผู้ประกอบการก็ได้ลดหย่อนภาษี ฝั่งคนพิการก็ได้งานทำ เหมือนจะเป็นสถานการณ์ที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย แต่การต้องทำงานในสถานที่ที่ไม่ได้เอื้อกับคนพิการ รวมถึงเพื่อนร่วมงานที่ไม่เข้าใจ การถูกมองว่าไร้ความสามารถ และเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อลดหย่อนภาษี ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักในฐานะมนุษย์คนหนึ่งดังเช่นที่ปุ๊กปิ๊กเจอ

"เราได้มารู้ทีหลังว่าจริงๆ แล้วจุดประสงค์หลักที่เขารับเราเข้ามาก็คือเพื่อให้มีคนพิการอยู่ในที่ทำงาน เพราะบริษัทเขามีพนักงานหลายร้อยคน เราเป็นคนพิการคนแรกที่เขารับ ปีหนึ่งบริษัทต้องเสียเงินให้กับกองทุนคนพิการเป็นล้าน การรับเราเข้ามาสามารถที่จะเอาไปใช้ลดหย่อนภาษีได้"

ทางด้านเก่งก็เช่นกัน เขาได้รับการติดต่อจากโรงงานแห่งหนึ่งในช่วงที่กฎหมายคนพิการกำลังเป็นกระแส ให้เข้าทำงานด้วยค่าจ้าง 2,000 บาท แลกกับการไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากแจ้งชื่อเป็นพนักงานของโรงงานนั้นด้วยค่าจ้างเต็ม 9,000 บาท เพื่อโรงงานจะได้นำไปลดหย่อนภาษี

“เขาบอกว่า ให้เรามาวาดรูปโลโก้ ถ้าทำสวยจะเอาไปทำเป็นลายผ้า โดยให้เดือนละ 2,000 บาท ตอนนั้นเราก็โอเค ลองทำดู ไม่ได้คิดมากอะไรเพราะหางานทำไม่ได้ ไปๆ มาๆ คือเราไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้เดือนละ 2,000 บาท

“เคยต่อรองขอเพิ่มแต่ก็ไม่ได้ จริงๆ เราอยากทำงานแล้วได้เงินเต็มจำนวน แต่เขาก็ไม่ให้ จึงรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ เพราะเขาจ้างเราไปลดหย่อนภาษีได้เป็นแสน สุดท้ายเราก็ออกมาเพราะอยากทำงาน ถ้าไม่ออกก็ไปทำที่อื่นไม่ได้ อย่างไรก็ดี หลังออกก็ว่างงานอยู่หลายปีเหมือนกัน”

ความพิการเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน?

หลายคนมองว่า ความพิการทำให้โอกาสในการทำงานนั้นน้อยลง แต่นอกจากความพิการที่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคดังที่เก่งคิดแล้ว ยังมีอะไรอีกบ้างที่กีดกันคนพิการออกจากการทำงาน

"ความพิการเป็นอุปสรรคแน่นอน เปรียบเสมือนเงื่อนไขหนึ่งที่ต้องจัดการแก้ไข ถ้าบริษัทนั้นๆ เข้าใจและเห็นความสามารถของคนพิการและรู้ว่าคนพิการมีเงื่อนไขอะไรบ้าง และต้องจัดการกับเงื่อนไขเหล่านั้นอย่างไรก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าบริษัทแค่เห็นว่าเป็นคนพิการก็ปิดกั้นโดยไม่สนใจว่าเขาเก่งแค่ไหน แบบนี้ก็ไปต่อไม่ได้ บริษัทต้องดูว่า คนพิการคนหนึ่งมีทักษะที่จะมาซัพพอร์ตองค์กรไหมและหาทางปรับตัวต่อเงื่อนไขนั้นๆ

"สภาพแวดล้อมทางสังคมไม่ได้รองรับการใช้ชีวิตของคนพิการ ทุกวันนี้คนพิการยังออกไปใช้ชีวิตข้างนอกลำบากอยู่ ต่อให้มีกฎหมายว่า ตึกที่สูงเท่านี้จะต้องทำอุปกรณ์รองรับคนพิการ แต่ผู้สร้างก็มักทำเพื่อให้ไม่ผิดกฎหมายแต่ไม่ได้ใช้งานได้จริง พอคนพิการออกไปใช้ชีวิตแล้วไปเจอทางลาดชันมาก เข็นขึ้นเองไม่ได้ก็ต้องพึ่งคนรอบข้าง จะขึ้นรถเมล์ก็ขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีรถเมล์ชานต่ำ กลายเป็นว่าคนพิการจะออกไปใช้ชีวิตอย่างปกติเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก คนทั่วไปก็ไม่เคยได้เห็นคนพิการใช้ชีวิตเลย ก็ยิ่งทำให้ความเข้าใจหรือจินตนาการเรื่องคนพิการยากขึ้นไปอีกว่าคนพิการจะทำงานได้อย่างไร ผู้ประกอบการจึงไม่เคยคิดถึงคนพิการ แต่ถ้าผู้ประกอบการได้เห็นคนพิการในชีวิตประจำวัน และใช้ชีวิตตามปกติ การจ้างงานคนพิการก็ควรเป็นเรื่องปกติ แต่ปัจจุบันคนพิการส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตในสังคมได้ไม่ปกติ พวกเขาถูกดองไว้ที่บ้าน ไม่ว่าคนพิการคนนั้นจะเก่งขนาดไหน ก็ยังไม่สามารถเข้าสังคมเพื่อไปใช้ชีวิตได้"


เก่ง

เช่นเดียวกับปุ๊กปิ๊กที่มองว่า ปัญหาด้านสภาพแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้คนพิการหลายคนเข้าไม่ถึงการทำงาน เพราะถึงแม้มีกฏหมาย แต่การบังคับใช้กลับไม่เคร่งครัด

"ภาครัฐไม่สนใจก็มีส่วนทำให้คนพิการไม่ถูกจ้างงาน รัฐจะสนตอนที่คนพิการโวยวาย แล้วคนที่ออกไปโวยวายก็ถูกมองว่าเป็นคนมีปัญหา เราเองก็เคยคิดอย่างนั้นกระทั่งตอนนี้รู้แล้วว่าบางอย่างเราไม่ต้องทนก็ได้ เพราะถ้าเราไม่พูดถึงปัญหาแล้วใครจะมารู้ ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เราที่ต้องเผชิญคนเดียว คนพิการแบบเรามีอีกมาก คนรุ่นหลังที่พิการ หรือคนแก่ก็เยอะ ถ้าสิ่งที่เรียกร้องเกิดขึ้นยังไงก็มีคนที่ได้ใช้ประโยชน์ 

"ถ้ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ ไม่ส่งเสริมให้คนพิการออกมาใช้ชีวิตข้างนอก ไม่ว่าจะด้วยแนวคิดของคนไทยที่ว่า คนพิการเกิดมาพร้อมเวรกรรม จนทำให้หลายครอบครัวอายที่มีลูกพิการ จึงเก็บไว้บ้าน ไม่ให้ไปเรียนหนังสือ ไม่ให้ไปทำงาน คนพิการก็จะถูกมองว่าเป็นภาระของคนอื่น ทั้งที่จริงแล้วมีหลายอย่างที่คนพิการทำได้ และควรเข้าใจว่า ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เราทุกคนช่วยเหลือกันและกันได้ ต่างก็มีสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้เหมือนกัน ฉะนั้นบริษัทต้องมีสถานที่ที่ตรงกับความพิการของเรา และเรื่องนี้เป็นอุปสรรคแน่ๆ ในเมืองไทย แม้จะมีกฎหมายกำหนดให้มีทางลาด กำหนดให้ทุกบริษัทที่มีพนักงานเกิน 100 คนมีพนักงานคนพิการ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าทำได้จริง ในหลายประเทศไม่ว่าจะสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ เขาทำตามอย่างเคร่งครัด สถานที่ต่างๆ จะต้องออกแบบให้เป็น Universal Design ทั้งหมดผ่านกฎหมายบังคับ สำคัญที่สุดคือทัศนคติ ในเมืองนอกไม่ว่าพิการจะเป็นแบบไหนถ้าเขาคิดว่าทำงานได้ เขาก็จะพยายามปรับสภาพแวดล้อมให้เข้ากับเรา"

สิ่งที่สถานประกอบการควรมีเพื่อให้คนพิการทำงานได้สะดวกมากขึ้น

ปุ๊กปิ๊กคิดว่าทัศนคติของคนในองค์กรต้องมาก่อน โดยเฉพาะเมื่อบ้านเรายังมีปัญหาด้านต่างๆ เต็มไปหมด

"ถ้าคุณมองว่าคนพิการคือคนคนหนึ่ง ที่เป็นคน มีสิทธิ เสรีภาพ มีความเสมอภาค เท่าเทียมและมองเห็นถึงความสามารถของเขา ทุกอย่างจะตามมาได้เองหมดเลย เรื่องสภาพแวดล้อมหรือสิ่งอื่นใดมาปรับกันได้ทีหลังหมดเลย คนพิการเองรู้ตัวอยู่แล้วว่าหางานยาก มีความแตกต่าง มีอุปสรรค พวกเราก็พยายามเป็นสองเท่า เวลามีบริษัทรับเราเข้าไป หลายคนก็พยายามตอบแทนให้เต็มที่ที่สุดอยู่แล้ว คนพิการทุกคนพร้อมที่จะทุ่มเททั้งกายและใจ แม้บางทีกายอาจจะไม่พร้อมแต่ใจทุ่มเทให้เต็มที่เท่าที่ความสามารถของเขาจะทำได้ เพราะฉะนั้นถ้าบริษัทต้องการเปิดรับคนพิการ ก็ควรจะมีการทำความเข้าใจกับคนในองค์กรเรื่องข้อจำกัดและเงื่อนไขต่างๆ ของคนพิการ คนที่มีอำนาจในบริษัทควรจะมีนโยบายการปฏิบัติต่อคนพิการในองค์กร เพื่อที่ทุกคนในองค์กรจะได้เข้าใจร่วมกันและต้อนรับ เปิดใจให้คนพิการกันมากขึ้น"

เช่นเดียวกับเก่งที่มองว่า ไม่อยากให้ผู้ประกอบการตัดสินใจจ้างคนพิการเพราะว่าสงเคราะห์หรือเพียงเพราะมีโควต้า  หากเทียบกับกีฬาฟุตบอลก็เหมือนกับการมีโควต้าเอเชียหรือโควต้าอาเซียน เมื่อมีโควต้าคนพิการ ก็ควรหาคนพิการที่เจ๋งๆ มาทำงาน ไม่ใช่สงเคราะห์คนพิการโดยให้เงินแต่ไม่มีงาน

แต่การจะเป็นคนเจ๋งที่มีทักษะในการประกอบอาชีพสำหรับคนพิการก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสภาพแวดล้อมทำให้คนพิการต้องอาศัยต้นทุนของชีวิตมาเป็นตัวกำหนด 

"คนพิการเข้าถึงการเรียนยากมาก ทั้งจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อและคนในครอบครัวไม่เข้าใจ คนพิการบางคนก็มีพลังใจดี พร้อมลุย แต่ครอบครัวไม่เข้าใจหรือไม่มีเงินสนับสนุน หลายคนมองว่าคนพิการทำไม่ได้หรืออยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ สิ่งเหล่านี้ยิ่งกดทับคนพิการ จึงอยากเห็นวันหนึ่งที่คนพิการเก่งได้ เจ๋งได้ แล้วคนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดากว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน"

สิ่งที่ทำให้คนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงานและสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

เก่งมองว่า การประชาสัมพันธ์หรือสื่อที่ทำให้คนเข้าใจและปรับเปลี่ยนมุมมองต่อคนพิการจะทำให้คนพิการมีอาชีพที่ยั่งยืนได้

"ถ้าความเข้าใจเหล่านี้แมสได้ การรับคนพิการเข้าทำงานก็น่าจะเป็นไปได้เพราะตอนนี้คนไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของคนพิการ เห็นได้จากเวลาคนพิการออกมาทำอะไรสักอย่าง โลกออนไลน์ก็จะแชร์ แห่ชื่นชมว่าดูสิเป็นคนพิการยังทำได้ สังคมยังมองแล้วยกย่องเกินจริงหรือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ทั้งที่จริงแล้วเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งทั่วไปที่คนหนึ่งคนควรจะทำได้"

ในขณะที่ปุ๊กปิ๊กมองว่า รัฐบาลเป็นกลไกประสานสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการจ้างงานคนพิการ

"รัฐบาลเป็นองค์กรที่มีอำนาจมากที่สุดของประเทศนี้ คุณสามารถออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับทุกหน่วยงานในประเทศได้ ฉะนั้นถ้าคุณออกกฎมา บริษัทต่างๆ ก็ต้องทำตาม นอกจากนี้จะต้องทำให้มีผลในทางปฏิบัติและใช้ได้จริงด้วย การบังคับให้มีเพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าจะมีประสิทธิภาพ เช่น หากกำหนดให้สถานีรถไฟฟ้าทุกที่ต้องมีทางลาดให้วีลแชร์ แต่ไม่ได้กำหนดมาตรฐาน ใช้ทางลาดลงมาก็เจอเสาไฟฟ้า เจอดินลูกรัง เจอทางตัน ฯลฯ ฉะนั้นก็หวังว่า ถ้าออกกฏต่างๆ ก็ต้องคำนึงถึงการใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ อาจหยิบยกตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างญีปุ่น เกาหลี สิงคโปร์หรือไต้หวัน หากมีกฏที่ชัดเจนก็เชื่อว่า บริษัทเอกชนก็จำเป็นจะต้องออกนโยบายให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายที่กำกับไว้"

 

อ้างอิง

https://www.dep.go.th/images/uploads/files/situation_Sep64.pdf

https://dep.go.th/th/law-academic/service_stats/stat-depjob 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนอาชีพคนพิการทำงานหางานเงินเดือนการเลือกปฏิบัติ
Categories: ThisAble

ครบรอบ 1 ปี ม็อบคนพิการ 10 ธันวา ชี้ข้อเสนอไม่คืบหน้า-ปัญหาอยู่เหมือนเดิม

Fri, 2021-12-10 14:03

10 ธันวาคม ปีที่แล้ว หน้ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คนพิการกลุ่มหนึ่งได้จัดม็อบขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิคนพิการ โดยมีผู้ปราศรัยทั้งคนพิการและไม่พิการพูดถึงหลากหลายปัญหาคนพิการ เช่น เบี้ยความพิการ รัฐธรรมนูญ สิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ

หนึ่งในผู้ปราศรัยอย่างน้ำพุซึ่งพิการรุนแรง ได้ปราศรัยเอาไว้ว่า

"วันนี้ผมอยากให้เห็นว่า คนพิการอยู่ยังไง ใช้ชีวิตแบบไหน มีคนพิการหลายคนที่พิการหนักกว่าผมและสวัสดิการบ้านเราทำให้คนอยู่ไม่ได้ เราควรพูดถึงสวัสดิการที่จะทำให้คนพิการใช้ชีวิตได้จริง ผมมาสู้ให้เพื่อนที่ไม่ได้มาอีกหลายคนในวันนี้

“ใครก็บอกว่ากฏหมายคนพิการไทยดีที่สุดในอาเซียน กฏหมายเขียนทุกอย่างทั้งคนพิการอยากเรียนต้องได้เรียน อยากทำงานต้องได้ทำ แต่หากสิ่งอำนวยความสะดวกไม่เอื้อต่อคนพิการแล้วคนพิการจะไปเรียน ไปทำงานได้อย่างไร รัฐหลอกประชาชนหรือเปล่าที่บอกว่าคนพิการมีสิทธินู่น สิทธินี่ อีกทั้งเรื่องการทำงานตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ ที่พบว่าความเป็นจริงคนพิการเข้าไม่ถึง วุฒิไม่มี บางคนไม่ต้องทำงานแล้วได้เงิน หลายคนเจอความเหลื่อมล้ำและการเอาเปรียบคนพิการเกิดขึ้น ทำไมหน่วยงานรัฐถึงไม่เคยเจอ เขาจึงต้องการปฏิรูปโครงสร้าง กระจายอำนาจไปยังหน่วยงานท้องถิ่น ไม่ใช่งบไปลงแต่ที่สมาคมจนเกิดความเหลื่อมล้ำและกระทบการดำรงชีวิตของคนพิการ

"อยากฝากถึง พม.ให้เปิดใจ ยอมรับความเป็นจริง ทั้งเรื่องเบี้ยคนพิการ การจ้างงานและโครงสร้างที่มันเหลื่อมล้ำ ถ้าเรายอมรับก็มีทางออก สุดท้ายผมอยากให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากที่รัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 พูดถึงเรื่องศักด์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่รัฐธรรมนูญล่าสุดไม่มีการพูดถึงเลย  และเราควรพูดถึงเรื่องรัฐสวัสดิการได้แล้ว" 

ผ่านไปหนึ่งปี Thisable.me คุยกับน้ำพุอีกครั้งว่าหลังข้อเสนอของเขาถูกปล่อยออกไป มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างและจุดมุ่งหมายต่อไปในการขับเคลื่อนประเด็นคนพิการคืออะไร 

น้ำพุ : หลังจากที่ม็อบจบได้ประมาณเดือนสองเดือน ก็มีข่าวว่า พม.  (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ได้มีการพูดคุยเรื่องการปรับเบี้ยยังชีพคนพิการจาก 800 เป็น 1,000 ถ้วนหน้า แต่ว่าก็เงียบหายไปจนตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม เช่นเดียวกับข้อเรียกร้องอื่น เหมือนมีการพูดคุยกันแต่ก็ไม่มีการทำอะไรออกมาเป็นรูปธรรม และคนพิการธรรมดาอย่างเราก็ไม่เคยได้เข้าไปมีส่วนร่วมเพราะรัฐมักเข้าไปคุยกับองค์กรคนพิการเสียมากกว่า 

สิ่งที่แปลกอย่างหนึ่งหลังจากจัดม็อบก็คือ ผู้นำคนพิการระดับประเทศหลายคนก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของเรา แต่ก็ไม่มีใครออกมาแอคชั่นอะไรต่อจากนั้น แม้เห็นด้วยแต่ไม่มีใครกล้าออกมาแสดงความคิดเห็นของตัวเอง บางคนก็บอกกับเราตรงๆ ว่าเขาไม่สามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้เพราะอยู่ภายใต้ข้อจำกัด ส่วนภาครัฐก็ไม่มีใครมาคุยกับเราเลย 

อีกเรื่องคือหลังจากจบกิจกรรมไม่นานเฟสบุ๊กของผมก็ถูกแฮก ผมไม่มั่นใจว่าเกี่ยวกับเรื่องการเมืองหรือเปล่า ก่อนหน้าวันจัดม็อบก็มีคนโทรมาข่มขู่ว่าอย่าไปยุ่งกับม็อบหรืออย่าจัดกิจกรรมอะไร 

ผมยังหวังจะเห็นการแก้รัฐธรรมนูญเพราะพวกเราหลายคนก็รู้ดีว่ามีปัญหาอย่างไร ทั้งเรื่องของที่มา ระบบโครงสร้าง เห็นได้จากปีที่ผ่านมาเสียงของประชาชนที่เข้าไปในสภาได้รับการตอบสนองน้อย แม้แต่ประชามติก็ยังไม่เคยเกิด ทุกอย่างเขาก็แก้ไขกันเบ็ดเสร็จในนั้น บ้างก็มี สว.ยกมือขัดตลอด ทั้งที่หลายเรื่องควรให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

เรื่องรัฐสวัสดิการก็ยังไม่คืบหน้าทั้งที่เป็นเรื่องควรทำ นโยบายรัฐเรื่องคนพิการยังเป็นเรื่องของการสงเคราะห์ เห็นได้จากเงื่อนไขที่ผูกกับบัตรคนจน สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่รัฐสวัสดิการ ความคิดเรื่องการแบ่งแยกคนออกแบบนี้มีปัญหา รัฐสวัสดิการจึงต้องเริ่มจากการมีผู้นำที่เห็นความสำคัญของความเท่าเทียมและความเสมอภาค ต้องมองคนเท่ากันก่อนรัฐสวัสดิการถึงจะเกิดขึ้นจริงได้

ปีนี้หลังจากติดตามสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะช่วงที่ศาลตัดสินเรื่องข้อเรียกร้องการปฏิรูปว่า เป็นการล้มล้าง เราคิดว่าหลายอย่างคงขับเคลื่อนยากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการแก้กฎหมาย แม้กฎหมายหลายตัวเขียนด้วยเจตนาที่ดีแต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้จริง รัฐธรรมนูญปี 60 ทำให้เห็นเลยว่าประเด็นคนพิการถอยหลังลงไป ไม่สะท้อนว่าคนพิการต้องการอะไร ฉะนั้นกฎหมายควรเกิดช่วงที่มีการเลือกตั้ง ไม่ใช่ช่วงรัฐประหาร

ส่วนตัวผมมองว่าปัจจุบันกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการไม่เป็นเอกเทศ แต่เป็นหน่วยงานที่ต้องคอยฟังคำสั่งของรัฐ ทำตามนโยบายของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ทั้งที่เจ้ากระทรวงเหล่านี้อาจไม่ได้เข้าใจปัญหาของคนพิการเท่าไหร่ มองคนพิการเป็นคนที่ต้องการการช่วยเหลือหรือการสงเคราะห์

สุดท้ายถ้าจะฝากอะไร ผมคงไม่ฝากไปถึงรัฐบาล แต่อยากฝากไปถึงผู้นำคนพิการและคนพิการมากกว่าว่า ถ้าอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง คนพิการเราเองควรจะเป็นปากเป็นเสียง เพราะเราเองที่เป็นเจ้าของปัญหา รัฐไม่มีทางรู้ว่าคนพิการรู้สึกอย่างไร เขารู้แค่ว่า ให้ตังค์แล้ว ให้ประโยชน์แล้ว มีกฎหมายแล้วก็จบ ผู้นำคนพิการควรจะต้องแสดงออกให้มากกว่านี้ อย่าไปหวังว่าเขาจะเข้าใจว่าคนพิการต้องการอะไร ผมเองเป็นคนพิการธรรมดาคนหนึ่งไม่ได้มีเสียงดังอะไรเมื่อเทียบกับผู้นำคนพิการ จึงเชื่อว่าถ้านายกสภาคนพิการหรือผู้นำคนอื่นพูดปัญหา ไม่กี่วันหน่วยงานภาครัฐก็ต้องติดตามหรือสอบถามความเห็นแน่นอน

 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง 

ประมวลม็อบคนพิการ 10 ธันวา ชี้รัฐต้องสนับสนุนอาชีพ-รัฐสวัสดิการ-แก้รัฐธรรมนูญ

https://thisable.me/content/2020/12/675

“พก.”เสนอบอร์ดชาติจ่ายเบี้ยคนพิการ 1 พันถ้วนหน้า ตามข้อเรียกร้องม็อบคนพิการ

https://thisable.me/content/2021/01/681

ถ้ามีรัฐสวัสดิการชีวิตคนพิการจะเป็นอย่างไร

https://thisable.me/content/2021/01/679

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนม็อบคนพิการคนพิการรัฐสวัสดิการ
Categories: ThisAble

คุยความหลากหลายในจักรวาล Marvel กับ ‘ริท’ สมาคมผู้คลั่งไคล้ซุปเปอร์ฮีโร่

Thu, 2021-12-09 12:53

คุยความหลากหลายในจักรวาล Marvel กับ ‘ริท’ สมาคมผู้คลั่งไคล้ซุปเปอร์ฮีโร่

จักรวาล MCU หรือ Marvel Cinematic Universe เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์จักรวาลภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมจากคนดูต่อเนื่องยาวนานถึง 1 ทศวรรษ ประกอบไปด้วยภาพยนตร์กว่า 25 เรื่อง รวมถึงซีรีย์อีกนับไม่ถ้วน  ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวก็มักมีกระแสหรือเกิดเป็นปรากฎการณ์ เช่นตัวละครที่หลายคนรู้จักอย่าง ไอรอนแมน กัปตันอเมริกาหรือธอร์ ก็อยู่ในจักรวาลมาร์เวลแห่งนี้เช่นกัน

หากมองจักรวาลหนังแห่งนี้ เราจะเห็นความแตกต่างหลากหลายของตัวละคร ทั้งความพิการ ความหลากหลายทางเพศ มีฮีโร่จำนวนมากที่เป็นคนชายขอบหรือนำเสนอประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเฉียงอยู่ในสังคมที่ถูกนำมาเป็นสารตั้งต้นในการสร้างเนื้อหาหรือผลิตตัวละคร เช่น แบล็กแพนเธอร์ ที่เล่าถึงกษัตริย์ชัลล่า แห่งอาณาจักรวากานด้า ซึ่งมีเทคโนโลยีล้ำสมัย เขาต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงในสังคมหลังตัวเองกลายเป็นราชา ทั้งเรื่องการช่วงชิงอำนาจที่หนังได้ซ่อนนัยยะเรื่องพื้นที่และการยอมรับสถานะคนผิวดำ ทำให้แบล็กแพนเธอร์ถูกพูดถึงและได้รับการยอมรับว่ามีประเด็นที่แข็งแรงและสะท้อนคุณค่าเชิงสังคมที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง อย่างเช่นประโยคที่พูดถึงบริบทการเมืองในสหรัฐที่ว่า

“In times of crisis the wise build bridges, while the foolish build barriers.” ในช่วงวิกฤตคนฉลาดจะสร้างสะพาน ในขณะที่คนโง่สร้างกำแพงกั้น - Black Panther

ช่วงลางปี 2021 ภาพยนตร์เรื่องชางชีกับตำนานของกลุ่มเท็นริงส์ได้ออกฉาย โดยตั้งใจที่จะสื่อสารความเป็นเอเชียเชื้อสายจีน ทั้งทางด้านวิธีคิดและวัฒนธรรมของคนเอเชีย ผ่านผู้กำกับที่มีเชื้อสายเอเชียเช่นเดียวกัน 

หรือเรื่องล่าสุดอย่างอีเทอนัลหรือฮีโร่พลังเทพเจ้า ซึ่งกำกับโดยโคอี้ เจา ผู้กำกับชาวจีนเจ้าของรางวัลออสการ์ หนังเรื่องนี้ได้รับการพูดถึงในเรื่องความหลากหลายของนักแสดงและตัวบท ที่มีทั้งตัวละครหูหนวกและคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เช่น ตัวละครที่ชื่อมัคคารี แสดงโดยลอเรน ริดลอฟ นักแสดงวัย 41 ปี จากซีรีย์ เรื่อง The Walking Dead ซึ่งเป็นคนหูหนวกมาตั้งแต่กำเนิด ก็ได้มาร่วมอยู่ในจักรวาลแห่งนี้ด้วย

แน่นอนว่าหลังจากหนังออกฉาย แพลตฟอมสำหรับเรียนภาษา Preply รายงานว่า ผู้คนให้ความสนใจภาษามือกันมากขึ้นเห็นได้จากยอดการค้นหาคำว่า เรียนภาษามือที่ถูกค้นหาเพิ่มมากขึ้นกว่า 250 เปอร์เซ็นต์ ตัวนักแสดงอย่างลอเรนก็ให้สัมภาษณ์ว่า หนังเรื่องนี้มีความหมายต่อลูกชายทั้งสองของเธอ ซึ่งเป็นคนหูหนวกเหมือนกัน เพราะหนังยืนยันคุณค่าว่า คนหูหนวกเองก็เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ได้ รวมถึงการยอมรับและการเห็นคนหูหนวกเติบโตในสังคมด้วย

ฝั่งของซีรีย์ก็มีหลายเรื่องที่เกี่ยวกับคนพิการและความหลากหลาย อย่างล่าสุดเพิ่งประกาศพัฒนาซีรีย์ชื่อเอคโค่ ซึ่งเป็นภาคแยกต่อจากซีรี่ย์ฮอคอาย เนื้อหาเล่าถึงมายา โลเปซ เป็นตัวละครหูหนวก รับบทโดยอลาควา ฟ็อกส์ นักแสดงชาวอเมริกันซึ่งเป็นคนหูหนวกเหมือนกันกับตัวละคร 

อีกหนึ่งเรื่องที่กำลังจะเข้าฉายทาง Disney Plus ในช่วงปีหน้าคือมิสมาร์เวล ซีรีย์เล่าชีวิตของกมลา ข่าน สาวชาวปากีสถานที่อาศัยอยู่ในนิวเจอร์ซีย์ เธอเป็นตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่มุสลิมคนแรก นอกจากเรื่องของการต่อสู้กับวายร้ายแล้ว ตัวละครมิสมาร์เวลยังเล่าถึงถึงการตีตราคนมุสลิมในสังคม ครอบครัวและการตั้งคำถามกับศรัทธาของตัวเองอีกด้วย

หากย้อนดูจะพบว่า บทบาทคนพิการในจักรวาลมาร์เวลไม่ได้เพิ่งเริ่มก่อร่างสร้างตัวในช่วงหลัง ตัวละครที่มีความพิการหรือสูญเสียฟังก์ชั่นการใช้ชีวิตอย่าง สตีเฟ่น สเตรจหรือนิก ฟิวรี่ก็มีความพิการ เพียงแต่ยังไม่ค่อยถูกพูดถึงหรือยังไม่เห็นชัดเจน แต่ในยุคหลังความหลากหลายกลายเป็นคุณค่าที่ค่ายหนังและผู้สร้างสรรค์อยากจะนำเสนอมากขึ้นและมีผู้ชมที่ละเอียดอ่อนกับความหลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย 

อะไรจะเกิดขึ้นกับจักรวาลแห่งนี้และความหลากหลายจะเป็นคุณค่าใหม่ที่คงอยู่กับเราอีกยาวนานแค่ไหน ชวนคุยกับ ริท จากสมาคมผู้คลั่งไคล้ซุปเปอร์ฮีโร่ หนึ่งในคนที่รู้เรื่องซุปเปอร์ฮีโร่มากที่สุด เพื่อสำรวจว่าในจักรวาลนี้ประกอบไปด้วยความหลากหลายอย่างไรและทำไมกระแสความหลากหลายถึงแทรกซึมเข้ามาได้อย่างแนบเนียน

ใน MCU มีตัวละครที่มีความหลากหลายตัวไหนน่าสนใจบ้าง

ริท: ตัวละครหนึ่งที่รู้สึกว่าเขาบาดเจ็บมากๆ ก็คือวานด้า จากซีรีย์วานด้าวิชั่น  เพราะเจอเรื่องร้ายมาเยอะมากจนเป็นแผลอยู่ในใจ ล่าสุดในซีรีย์วันด้าวิชั่น เขาเสียคนรักและคนรอบตัวจนตัวเองสติแตก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ บวกกับโดนเป่าหูจึงทำให้เกิดเหตุการณ์ในซีรีย์ ตั้งแต่ผ่านสงคราม สูญเสียครอบครัวและสูญเสียคนรัก

ที่จริงวานด้ากับธอร์แทบไม่ต่างกันเลย แต่ความเจ็บปวดของธอร์ถูกบดบังด้วยเรื่องความเป็นกษัตริย์ เลยทำให้เหมือนเขาผ่านเรื่องร้ายๆ ไปได้เร็วกว่าคนอื่นทั้งตอนที่แม่เสีย พ่อเสีย ดาวแตก แต่เรากลับรู้สึกว่าเห็นมุมของการสูญเสียจากวันด้ามากกว่า อาจเพราะเธอเป็นมนุษย์เหมือนกันและเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นบนโลก จนทำให้เธอมีอาการคล้ายกับคนที่เป็นโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงหรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder)

ในคอมมิคเป็นมีเรื่องความหลากหลายและคนพิการหรือไม่

ในคอมมิคมีความหลากหลายอยู่แล้ว บางตัวละครมีผิวดำบางตัวละครถูกเปลี่ยนให้ตรงกับหนัง ที่กำลังออกมา เช่น ตัวล่าสุดอย่างมัคคารี ในคอมมิค ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ชายกล้ามใหญ่ วิ่งเร็ว แต่ก็ถูกเปลี่ยนตามหนังให้เป็นชายผิวดำ และหูหนวก เราคิดว่าเขาปรับเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้าดูหนังแล้วอ่านคอมมิคก็จะไม่งง

ความหลากหลายถูกเล่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วในคอมมิคเช่น ใน X-men ตัวละครอย่างวูฟเวอรีน จีนเกรย์ และสก๊อต สามคนนี้เป็นไบเซ็กชวล ถ้าในอนาคตหนังจะสร้างให้ทั้งสามคนเป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศ  ก็คิดว่าก็ไม่แปลก

สำหรับในมาร์เวล ความพิการที่เห็นได้คือ แดร์เดวิล ที่ตาบอดจากการโดนสารเคมี ตัวละครนี้เป็นฮีโร่คลาสสิกที่มีมานานมากแล้ว เขาจับความเคลื่อนไหวผ่านเรดาร์ แทนการมองเห็น ส่วนตัวเราคิดว่าความหลากหลายเป็นสิ่งที่ทำกันมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ถูกมองเห็นมากขึ้นในปัจจุบันมากกว่า

เหมือนเราเห็นความหลากหลายมากขึ้นใช่ไหมในหนังยุคหลังไม่ว่าจะเป็น ชางชี แบล็กแพนเธอร์ หรืออีเทอนัล

ด้วยความที่มาร์เวลเป็นจักรวาลซุปเปอร์ฮีโร่ที่อยากเข้าถึงคนทุกกลุ่ม ตัวละครอย่างแบล็กแพนเธอร์ก็ทำให้คนผิวดำหรือกลุ่มแอฟริกันอเมริกันชอบมาก เพราะทำให้พวกเขาเห็นวัฒนธรรมของตัวเองในหนัง หรืออย่างชางชีที่ทำให้เห็นวัฒนธรรมความเป็นเอเชีย หรือเรื่องความหลากทางเพศ ในเรื่องอีเทอนัลประเด็นคนพิการก็ถูกนำมาใส่ทั้งที่ในคอมมิคก็ไม่มีมาก่อนเช่นกัน  อย่างไรก็ดี การใส่ความหลากหลายลงไปไม่ได้ใส่อย่างยัดเยียดผ่านการทำให้เป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าจะมีคนพิการหรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เพราะความสมบูรณ์พร้อมของฮีโร่ในปัจจุบันไม่ได้เหมือนกับที่เคยเป็นหรืออย่างที่เคยนิยามแล้ว 

หากถามต่อว่าความหลากหลายจะเวิร์คไหมในอนาคต เราคิดว่าต้องดูเป็นเรื่องๆไป เขาก็คงต้องประเมินจากผู้ชม เช่น หากกัปตันอเมริกาให้เป็นเกย์คนดูจะโอเคไหม อย่างกรณีซุปเปอร์แมนผิวดำก็มีทั้งกระแสต่อต้านและยอมรับ หรือที่เปิดตัวว่า จอน เคล็น ในซุปเปอร์แมนว่าเป็นไบเซ็กชวล ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเคยคบกับผู้หญิง คนดูก็รู้สึกถูกยัดเยียด ฉะนั้นอาจขึ้นอยู่กับวิธีเล่าว่า จะทำให้คนเชื่อได้มากแค่ไหน หรือการให้เหตุผลว่าซุปเปอร์แมนซึ่งเคยเป็นตัวละครที่มีบุคลิกเป็นชายตายตัวประมาณหนึ่ง หากเปลี่ยนเป็นไบเซ็กชวลก็ควรจะมีคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผล

อย่างไรก็ดี เราคิดว่าการนำเสนอความหลากหลายเป็นเรื่องที่ดี เราน่าจะได้มีโอกาสเห็นอะไรใหม่ๆ เพรารู้สึกว่าหนังซุปเปอร์ฮีโร่ค่อนข้างมีรูปแบบซ้ำ ตัวละครได้พลังมา ต่อสู้กับวายร้ายแล้วชนะ เราอยากเห็นการนำเสนอและตีความในแบบใหม่บ้าง สิ่งต้องคำนึงคงมีแค่ใส่ความหลากหลายยังไงให้คนดูไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดและมีเหตุผลเพียงพอ

คิดว่าเราจะได้เห็นอะไรในจักรวาลซุปเปอร์ฮีโร่ต่อจากนี้

เรื่องมัลติเวิร์สน่าสนใจมากนะ นอกจากปีเตอร์ ปาร์คเกอร์เป็นสไปเดอร์แมนแล้ว ยังมีสไปเดอร์แมนอีกหลายคนกระทั่งตัวละครอย่างโลกิเองเราก็ได้เห็นว่ามีทั้งโลกิที่เป็นผู้หญิง เป็นคนแก่ เป็นเด็กหรือเป็นจระเข้ ทั้งหมดเป็นตัวละครชื่อเดิมแต่บุคลิกหลากหลาย ความแปลกใหม่ของความหลากหลายที่เกิดขึ้นเป็นยุคสมัยของมัน ในวันหนึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็อาจเป็นเรื่องปกติธรรมดา เราอาจไม่รู้สึกว่าการมีคนพิการหรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องแปลก และอาจมีคุณค่าใหม่ๆ ที่อยากจะนำเสนอเกิดขึ้นต่อไป



 

Culture & Artรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมMarvelMCUสมาคมผู้คลั่งไคล้ซุปเปอร์ฮีโร่
Categories: ThisAble

3 ธันวาคม วันคนพิการสากล “ทุกเรื่องเกี่ยวกับเรา ต้องมีเรา”

Fri, 2021-12-03 11:23

นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 องค์การสหประชาชาติ (United  Nations) ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปีเป็น "วันคนพิการสากล" (International day of persons with disability) เพื่อรำลึกถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2525 สมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติได้รับรองแผนปฏิบัติการโลกว่าด้วยเรื่องคนพิการ (WPA-World Programme of Action concerning Disabled Persons)

วันคนพิการสากลนอกจากจะเป็นวันสร้างความเข้าใจต่อคนพิการและสนับสนุนให้คนพิการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีแล้ว วันนี้ยังเกิดขึ้นเพื่อสร้างความตื่นตัวของสังคมที่มีต่อคนพิการและระลึกถึงความเท่าเทียมทางโอกาสผ่านการมีกฎหมายคนพิการผ่านการสนับสนุนให้ประเทศต่างๆ เฉลิมฉลองวันคนพิการสากล

ในปี 2021 นี้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้ออกสารเนื่องในวันคนพิการสากลใจความว่า การตระหนักถึงสิทธิ การเป็นตัวแทนและความเป็นผู้นำของคนพิการจะสร้างอนาคตที่เดินไปร่วมกัน ซึ่งการทำให้เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยทุกคนรวมทั้งคนพิการ เพื่อบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามที่องค์กรคนพิการทั่วโลกต่างเชื่อในสิ่งเดียวกันที่ว่า ‘Nothing about us, without us’ หรือ ‘ทุกเรื่องเกี่ยวกับเรา ต้องมีเรา’ ช่วงที่ผ่านมา โควิด-19 ทำให้เห็นอุปสรรคและความไม่เท่าเทียมที่คนพิการกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญ พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการระบาดใหญ่ การรับมือและการเยียวยาสถานการณ์ดังกล่าวจึงควรเข้าถึงได้โดยทุกคนโดยปราศจากความอยุติธรรมและการเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ต้องขยายโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีและความเข้มแข็งขององค์กรเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม การเข้าถึงและความยั่งยืนหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดจบสิ้นลง ในโอกาสนี้ได้เรียกร้องให้ทุกประเทศดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและขจัดอุปสรรคทางกฏหมายสังคม เศรษฐกิจ และอุปสรรคอื่นใด บนฐานของการมีส่วนร่วมของคนพิการและองค์กรผู้แทนคนพิการ โดยต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา การต่อสู้เพื่อสิทธิคนพิการทั่วโลกก่อให้เกิดแนวคิดต่างๆ ที่เป็นรากฐานอันแข็งแกร่งของงานด้านคนพิการ ย้อนกลับไปในปี 1970 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เวลานั้นเนื่องจากยังไม่มีกฏหมายคุ้มครองคนพิการ คนพิการจึงถูกเลือกปฏิบัติ เข้าไม่ถึงและไม่สามารถมีส่วนร่วมกับสังคมได้อย่างกว้างขวางผ่านอุปสรรค 4 ด้าน ได้แก่ อุปสรรคทางกายภาพ, อุปสรรคทางข้อมูลข่าวสาร, อุปสรรคทางกฎหมายและการบังคับใช้ และอุปสรรคทางความเชื่อและวัฒนธรรม อย่างไรก็ดีคนพิการเองไม่ได้ยอมจำนน พยายามรวมตัวต่อสู้เรียกร้อง กดดัน ปิดถนน ยึดสถานที่รัฐเพื่อให้เกิดกฎหมายยุติการเลือกปฏิบัติและได้เกิดกฏหมายฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ซึ่งใช้หลักคิดทางการแพทย์มากกว่าที่จะคำนึงถึงสิทธิ ความเสมอภาคและศักดิ์ศรีของคนพิการ คนพิการจึงชุมนุมใหญ่อีกครั้งเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลผ่านกฎหมาย 504 ซึ่งเป็นกฎหมายที่สร้างความเท่าเทียมให้คนพิการอเมริกันและเป็นต้นแบบของการพัฒนาเป็นกฎหมายคนพิการอเมริกัน (ADA – American with Disabilities Acts) ที่ใช้จนกระทั่งปัจจุบัน

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งกระแสเคลื่อนไหวสำคัญในสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นควบคู่กัน ก็คือการเกิดขึ้นของแนวคิด ‘การดำรงชีวิตอิสระ’ หรือ ‘IL-Independent Living’ ที่มีเอ็ด โรเบิร์ต นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน นักศึกษาพิการของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองเบิร์กเล่ย์ สหรัฐอเมริกา สาขาวิชารัฐศาสตร์ เป็นคนริเริ่ม เขาพิการด้วยโปลิโอและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิของคนพิการหลังจากที่ถูกปฏิเสธการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพราะมีความพิการมากเกินไป เหตุการณ์นี้ทำให้เพื่อนนักศึกษารวมตัวเรียกร้องให้จัดตั้งองค์กรบริการผู้ช่วยคนพิการและเกิดศูนย์การดำรงชีวิตอิสระ (CIL : Center for independent living) ที่จะช่วยให้คนพิการมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ต้องถูกครอบงำภายใต้อำนาจที่เหนือกว่าอย่างครอบครัว และเป็นกลไกที่ทำให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเพราะเชื่อว่าพลังแห่งการตัดสินใจจะทำให้คนพิการสามารถกำหนดชีวิตตัวเองได้

จากการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เบิร์กเล่ย์กลายเป็นเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากที่สุด แนวทางการดำรงชีวิตอิสระได้ขับเคลื่อนไปทั่วโลกทั้งในแคนาดา อังกฤษ สวีเดน ญี่ปุ่น รวมทั้งในประเทศไทย โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนพิการดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ เท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์

ในระดับสากล แนวคิดการดำรงชีวิตอิสระถูกกำกับและรับรองอยู่ในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ชื่อ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD-Convention on the Rights of Persons with Disabilities) ที่เกิดขึ้นในปี 2549 และไทยลงสัตยาบันแล้วเมื่อปี 2551 หากดูตาม CRPD จะพบว่า ในบทที่ 14 ได้เน้นย้ำถึงเรื่องเสรีภาพและความปลอดภัยว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของคนพิการนั้นเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เช่นเดียวกับในบทที่ 19 ที่นอกจากจะระบุสิทธิของปัจเจกแล้วยังย้ำว่า รัฐยังต้องสนับสนุนให้คนพิการอยู่ในชุมชนอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนตามความหมายของการดำรงชีวิตอิสระ การเน้นย้ำเช่นนี้นับเป็นการย้ำเตือนว่า คนพิการเป็นเจ้าของชีวิต เป็นคนที่มีอนาคต สามารถตัดสินใจ สามารถอยู่กับคนอื่นหรือชุมชนได้โดยรับการช่วยเหลือจากผู้ช่วยคนพิการในสิ่งที่ทำไม่ได้

อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบันแนวคิดการดำรงชีวิตอิสระและระบบผู้ช่วยคนพิการในไทยก็ยังไม่เข้มแข็งนัก ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญไทยหลายฉบับได้สอดแทรกแนวคิดดังกล่าวไว้ผ่านการระบุเจตนารมณ์ให้คนพิการ ‘พึ่งพาตัวเองได้’ แต่ก็ยังไม่ละการสงเคราะห์และมีแนวทางปฏิบัติอย่างสวนทางดังที่ศุภชีพ ดิษเทศ นายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศระบุว่า จำนวนของผู้ช่วยคนพิการไม่สอดคล้องกับผู้รับบริการที่มีมากกกว่าแสนคน ปัจจุบันผู้ช่วยได้ค่าแรงต่ำและมีนโยบายที่ขึ้นอยู่กับส่วนกลาง ไม่กระจายอำนาจและมีเงื่อนไขการอบรมผู้ช่วยที่ซับซ้อน เช่นเดียวกับที่ธีรยุทธ สุคนธวิท ผู้อำนวยการศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการนนทบุรี ระบุไว้สอดคล้องกันว่า การจัดการผู้ช่วยคนพิการยังไร้ประสิทธิภาพ ทั้งการให้หาลูกค้าคนพิการใกล้บ้านแล้วทำใบสัญญาเองโดยไม่สนใจว่าเป็นคนพิการรุนแรง ผู้ช่วยจึงเลือกเคสที่ไม่ต้องทำอะไรเยอะ แค่วัดความดัน อ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง บีบนวด ซื้อขนม นั่งคุยเล่น ฯลฯ โดยไม่ตอบเจตนารมณ์ของกฎหมาย อีกทั้งผู้ช่วยหลายคนมักบอกคนพิการว่าทำงานด้วยจิตอาสาโดยไม่มีค่าตอบแทน คนพิการจึงไม่กล้าใช้งาน ไม่กล้าให้ช่วยเหลือ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้งานด้านคนพิการของนานาประเทศจะมีแนวทางปฏิบัติตามที่ได้ลงสัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ แต่นิยามและการพิจารณาความพิการก็มีความต่างกัน บ้างก็มองคนพิการเป็นผู้ที่เผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงหรือมีส่วนร่วมในสังคม เช่นใน CRPD มองว่าคนพิการคือคนที่มีความบกพร่องด้านกายภาพ จิต สติปัญญาและประสาทสัมผัสเป็นระยะเวลานาน ที่ส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างเต็มที่ มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกับคนอื่นในสังคม หรือใน ADA ที่นิยามความพิการสอดคล้องกันว่า ความพิการคือความบกพร่องทางกายภาพหรือทางจิตซึ่งจำกัดกิจกรรมหลักในชีวิต รวมถึงคนที่เคยมีความบกพร่อง คนที่อาจจะเกิดความพิการและยังได้กำหนดว่าจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการด้วย

แตกต่างจากที่พระราชบัญญัติส่งสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการที่มองว่า ความพิการเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงได้ ผ่านการนิยามว่าคนพิการคือบุคคลที่มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจวัตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหวการสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา การเรียนรู้หรือความบกพร่องอื่นใด ประกอบกับมีอุปสรรคในด้านต่างๆ และมีความจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใดเพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป ตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประกาศกำหนด เป็นต้น นั่นทำให้การกำหนดสิทธิ สวัสดิการและการคุ้มครอง ปกป้องที่เกี่ยวข้องกับคนพิการถูกจัดทำขึ้นแตกต่างกันตามทัศนะของนิยาม

ในไทย การเคลื่อนไหวที่สำคัญในเรื่องการพิทักษ์สิทธิคนพิการเกิดขึ้นเมื่อพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการปี 2534 ได้ถือกำเนิด ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการปี 2550 และแก้ไข 2556 ทำให้ไทยมีภาระผูกพันธ์ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเสรีภาพขั้นพื้นฐานและความเสมอภาค

แต่อย่างไรก็ดี แม้ พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นกฏหมายคนพิการที่ก้าวหน้าและครอบคลุมในเรื่องสิทธิคนพิการแต่ก็ยังมีข้อกังขาถึงเรื่องการบังคับใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพและการกำหนดนโยบายเชิงสงเคราะห์ อีกทั้งยังมีข้อกังวลว่ากฏหมายสูงสุดของประเทศอย่างกฏหมายรัฐธรรมนูญก็อาจไม่ครอบคลุมถึงสิทธิของคนพิการ เช่น การสนับสนุนทางการศึกษาและสิทธิในการเข้าถึงสภาพแวดล้อมอันเป็นสาธารณะที่ได้หายไปในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ทำให้คนพิการยังเผชิญกับปัญหาการเลือกปฏิบัติ การเดินทาง การประกอบอาชีพ การศึกษา การเข้าถึงสวัสดิการด้านต่างๆ และไม่สามารถมีส่วนร่วมกับสังคมได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายว่า การต่อสู้เรื่องสิทธิคนพิการในไทยจะดำเนินไปอย่างไรจึงจะทำให้คนพิการมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีส่วนร่วม เข้าถึงและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังดังเช่นที่เคยเป็น

 

อ้างอิง

MESSAGE ON INTERNATIONAL DAY OF PERSONS WITH DISABILITIES
https://www.un.org/development/desa/disabilities/wp-content/uploads/sites/15/2021/11/SG-Message-Disability-FINAL.pdf

คนพิการรุนแรง ผู้ช่วยและการตัดสินใจเลือกชีวิตด้วยตัวเอง
https://thisable.me/content/2019/07/539

“PA” ผู้ช่วยคนพิการ งานหลักคือให้คนพิการได้ “ตัดสินใจ”
https://thisable.me/content/2017/08/261

ประมวลม็อบคนพิการ 10 ธันวา ชี้รัฐต้องสนับสนุนอาชีพ-รัฐสวัสดิการ-แก้รัฐธรรมนูญ
https://thisable.me/content/2020/12/675

3 ธันวาคมวันคนพิการสากล และสิทธิที่ยังเข้าไม่ถึงของคนพิการไทย
https://www.posttoday.com/politic/columnist/639427

 

Socialบทความคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนต่างประเทศวันคนพิการสากลคนพิการindependent livingผู้ช่วยคนพิการ
Categories: ThisAble

รู้จัก 'การออกแบบเพื่อทุกคน' ที่ทำให้คนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโดยปราศจากการกีดกัน

Thu, 2021-12-02 12:25

คนพิการที่มีแขนหนึ่งข้าง คนที่เกิดอุบัติเหตุจนแขนต้องใส่เฝือกชั่วคราว แม่ที่ต้องอุ้มลูกด้วยแขนข้างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา แม้ทั้งสามคนนี้มีหลายอย่างที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่มีเหมือนกัน ณ ขณะนี้ ก็คือ พวกเขาทั้งหมดกำลังใช้ชีวิตด้วยแขนเพียงข้างเดียว

แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยให้การใช้ชีวิตของพวกเขาเป็นไปอย่างสะดวก เพราะสิ่งของต่างๆ รอบตัวไม่ได้ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานอย่างแท้จริง แถมยังเป็นเรื่องปกติที่ผู้ออกแบบส่วนใหญ่มักออกแบบสินค้า เครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสถาปัตยกรรมต่างๆ ตามความรู้ ความคิด ประสบการณ์และความต้องการของตนเองเป็นหลัก แต่การทำเช่นนี้ กลับเป็นการผลักผู้คนมากมายจากการใช้งานของเหล่านั้นไป ทำให้พวกเขาไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่ง ไม่สามารถเข้าถึง และโดนกีดกันจากการจะใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคม

จากอุปสรรคที่เกิดขึ้นดังกล่าว ไมโครซอฟท์จึงได้ปล่อยคู่มือที่ชื่อว่า Inclusive 101 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการออกแบบเพื่อทุกคนหรือ Inclusive Design ให้มากขึ้น

การออกแบบเพื่อทุกคนคืออะไร

การออกแบบเพื่อทุกคน คือการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานที่แตกต่างและหลากหลายเป็นแกนหลัก ผ่านการมองดูว่าในสถานการณ์หนึ่ง มีใครบ้างที่โดนผลักออกจากการใช้สิ่งของหรือสิ่งอำนวยความสะดวกและหาวิธีในการออกแบบที่ทำให้คนที่ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพร่างกายแบบใด สภาพจิตใจเป็นอย่างไรหรืออยู่ในสถานการณ์ไหน ก็สามารถที่จะใช้หรือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างสะดวก กล่าวคือ การออกแบบเพื่อทุกคนไม่ใช่การออกแบบของหนึ่งสิ่งเพื่อให้ทุกคนใช้เหมือน ๆ กัน แต่เป็นการออกแบบของหนึ่งสิ่งเพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึงด้วยวิธีการที่หลากหลายและได้รับความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่ง โดยไม่ถูกผลักออกไปจากสังคม

Inclusive Design มีประโยชน์อย่างไรกับคน ‘ปกติ’

หลักสำคัญหนึ่งข้อที่ต้องมีสำหรับการออกแบบเพื่อทุกคน คือการกำจัดกรอบความคิดของความ ‘ปกติ’ ที่ฝังอยู่ในหัวทิ้งไปเสียก่อน เมื่อกำจัดออกไปแล้วก็มองทุกอย่างให้กว้าง กว้างมากพอที่จะรับรู้ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย และเราทุกคนต่างมีความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพร่างกาย จิตใจ หรือสถานการณ์ใดๆ ที่ทำให้ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสได้อย่างสะดวก เช่น อาจมีวันที่เราอยู่บนรถเมล์แล้วไม่ได้เอาหูฟังมาแต่อยากรับชมรายการโปรด การอ่านปากทำให้เราไม่เข้าใจว่าแต่ละคนในรายการพูดว่าอะไร แต่การมีคำบรรยายใต้ภาพทำให้เราสามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้พูดสื่อได้ คำบรรยายใต้ภาพนี้ยังทำให้คนหูหนวกและหูตึงสามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วยเช่นกัน และนั่นก็เป็นจุดมุ่งหมายหลักของการออกแบบเพื่อทุกคน

เริ่มต้นการออกแบบเพื่อทุกคน

การออกแบบเพื่อทุกคนเป็นแนวคิดและวิธีคิดที่จะทำให้การออกแบบสิ่งของ สถานที่หรือบริการใดๆ มีประโยชน์กับคนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การมุ่งไปสู่การออกแบบเพื่อทุกคนอย่างมีประสิทธิภาพมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่สามส่วน ได้แก่

1.     Recognize Exclusion การรับรู้ถึงการกีดกัน 

การกีดกันจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ออกแบบแก้ปัญหาโดยยึดเอาความต้องการของตนเองเป็นหลักแล้วผลักคนหลายคนออกไปโดยไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญคือการรับรู้ว่าการกีดกันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่บุคคลนั้นเผชิญอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องความบกพร่องทางสภาพร่างกายหรือจิตใจ

การรับรู้ถึงการกีดกัน คือการยอมรับว่าโลกของเราเป็นโลกแห่งการปฏิสัมพันธ์ ถ้าบุคคลสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่ได้เป็นอย่างดี คนๆ นั้นก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกและมีความสุขมากขึ้น เพราะฉะนั้นการมองว่าคนพิการเป็นผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายจึงทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกจึงเป็นเรื่องที่เก่าและขาดการมองอย่างเข้าอกเข้าใจ เพราะจริงๆ แล้วการที่คนพิการไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกเป็นเพราะสภาพแวดล้อมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ต่างหาก จึงทำให้การใช้ชีวิตของคนพิการยากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ออกแบบจึงควรคำนึงถึงการฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่ หาว่าอะไรในสถานการณ์ไหนบ้างเป็นสิ่งที่ทำให้คนบางคนถูกกีดกันจากการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่าง และหาวิธีที่จะทำให้คนจำนวนมากที่สุดสามารถอยู่ในสังคมและใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมได้โดยปกติ

2.     Learn from diversity การเรียนรู้จากความแตกต่าง

ผู้ออกแบบควรรับรู้ว่ามนุษย์มีความแตกต่างหลากหลาย การเปิดกว้างต่อสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอคือสิ่งที่จำเป็นกับการออกแบบเพื่อทุกคน การจะเข้าใจถึงความต้องการอันลึกซึ้งของผู้ใช้งาน ผู้ออกแบบควรต้องเข้าใจความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์เสียก่อน

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในด้านการปรับตัวอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนหรือเจอความลำบากอะไร มนุษย์ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์หรือสิ่งที่มีอยู่ได้ในที่สุด แต่สิ่งที่ผู้ออกแบบควรระลึกถึงไม่ใช่การมองว่าผู้ใช้งานสามารถปรับตัวเพื่อใช้ของสิ่งหนึ่งได้อย่างไร แต่เป็นชุดประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานได้รับ ความรู้สึก ความลำบากที่ต้องเจอและความสุขที่ได้รับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบควรต้องรับรู้และทำความเข้าใจและควรออกแบบสิ่งที่สามารถปรับให้ทุกคนใช้งานได้ ไม่ใช่บีบบังคับให้ผู้ใช้ต้องปรับตัวตามสภาพของสิ่งที่มีอยู่

3.     Solve for one, extend to many แก้หนึ่งปัญหา เพื่อคนมากมาย

องค์ประกอบนี้เหมือนกับสุภาษิตไทยที่ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว จริงๆ แล้วมนุษย์ทุกคนมีจุดร่วมมากมายในการใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พวกเราทุกคนต่างมีความสามารถและขีดจำกัดของความสามารถ หลายคนต้องเจอกับการกีดกันจากการเข้าถึงสิ่งของหรือบริการอะไรบางอย่าง ฉะนั้นการแก้ปัญหาอาจสามารถตอบโจทย์สำหรับผู้ใช้งานที่หลากหลายได้ เช่น เทคโนโลยีการสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับผู้ใช้งานที่พิการทางสายตาในขณะเดียวกันก็ยังมีประโยชน์อย่างมากกับผู้ใช้งานที่กำลังขับรถยนต์และใช้สายตามองไปยังถนน 

หลายคนอาจมองว่าการออกแบบโดยคำนึงถึงคนพิการนั้นเป็นข้อจำกัด แต่ความเป็นจริงแล้วมันกลับสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้งานได้เป็นจำนวนมาก เช่น การมีคำบรรยายใต้ภาพอาจถูกสร้างขึ้นเพื่อกลุ่มคนที่มีความลำบากในการได้ยิน แต่มันกลับสร้างประโยชน์ให้กับคนที่อยู่ในสถานที่เสียงดังหรือช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้การอ่านได้อีกด้วย เช่นเดียวกับการออกแบบรีโมทคอนโทรล ประตูเลื่อนอัตโนมัติ หนังสือเสียง อีเมล และสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ฉะนั้นการออกแบบที่ดีก็คือการออกแบบโดยคำนึงถึงข้อจำกัดนั่นเอง  

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนขึ้น คู่มือได้แบ่งผู้ใช้งานออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

(1)   ถาวร คือผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือจิตใจใดๆ โดยถาวร

(2)   ชั่วคราว คือผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถใช้ร่างกายบางส่วนได้ชั่วคราว

(3)   ตามสถานการณ์ คือผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

แผนภาพ Persona Spectrum นี้ ช่วยทำให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างผู้ที่มีความพิการถาวร ผู้ที่มีความพิการชั่วคราวและผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสได้อย่างสะดวกและยังแสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเพื่อคนกลุ่มหนึ่ง จะสามารถช่วยขยายจำนวนคนที่ได้รับประโยชน์จากการแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร

การออกแบบเพื่อทุกคนเป็นสิ่งที่ต้องทำในขั้นตอนการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานในสังคม เพราะมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมีสภาพร่างกายอย่างไรก็มีสิทธิที่จะเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นได้โดยเท่าเทียม

เป็นเวลานานแล้วที่ความพิการถูกทำให้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล เป็นความบกพร่องทางสภาพร่างกายหรือจิตใจ ที่ทำให้คนพิการไม่สามารถใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมใดๆ ได้โดยสะดวก แต่หากมีสภาพแวดล้อมที่ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานทุกคน ความลำบากในการใช้ชีวิตเนื่องจากความบกพร่องก็จะลดลงไป หรืออาจไม่มีเลย

ฉะนั้นการออกแบบเพื่อทุกคนจึงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปและหากทำได้ก็จะมีประโยชน์ต่อผู้คนมากมายไม่ใช่เพียงแค่คนพิการ

 

อ้างอิง

https://www.microsoft.com/design/inclusive/
https://www.toptal.com/designers/ux/inclusive-design

https://www.toptal.com/designers/ui/inclusive-design-infographic
http://www.inclusivedesigntoolkit.com/

Livingบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศการออกแบบเพื่อทุกคนUniversal Designคนพิการสิ่งอำนวยความสะดวก
Categories: ThisAble

คุยหลังดู “โจเซ่กับเสือและหมู่ปลา” จากรถเมล์ ปนิตา ถึงโจเซ่ และทะเลที่คนพิการไทยยังไปเองไม่ได้ (โว้ย)

Thu, 2021-11-18 20:56

“การเอื้อมมือคว้าสิ่งที่อยากได้มันน่ากลัว แต่นี่อาจจะเป็นโอกาสครั้งแรกและครั้งสุดท้าย” - โจเซ่

‘Josee The Tiger and The Fish’ (โจเซ่ กับเสือและหมู่ปลา) สร้างจากนวนิยายสั้น (light novel) ของ ‘ทานาเบะ เซย์โกะ’ ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1984 นวนิยายเรื่องนี้เคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เวอร์ชั่นญี่ปุ่นเมื่อปี 2003 และเวอร์ชั่นเกาหลีใต้ในปี 2020 นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสฉายในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาโดยได้รับการพูดถึงจากหลายๆ คนว่า เป็นอนิเมะที่ทำให้เข้าใจเรื่องความพิการมากขึ้น

เนื้อเรื่องเล่าถึง ‘โจเซ่’ หญิงสาวพิการนั่งวีลแชร์ที่อยู่กับคุณย่า เธอมีงานอดิเรกคือการวาดรูปและอ่านหนังสือ ในบ้าน พอไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกทำให้เธอหวังที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตของตัวเองอยู่เสมอ จนวันหนึ่งได้มีโอกาสพบกับ ‘สึเนโอะ’ นักศึกษาด้านชีววิทยาทางทะเลที่คุณย่าจ้างมาเป็นผู้ดูแล นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ครั้งใหม่ของเธอในรูปแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


การเข้ามาของสึเนโอะ ส่งเสริมให้โจเซ่ได้ลองออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ไปทะเล สวนสัตว์ ห้องสมุด ดูหนังในโรงภาพยนตร์ โดยหนังเล่าถึงมุมมองของคนพิการที่ไม่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตของตัวเองผ่านข้อจำกัดของร่างกาย นอกจากนี้เธอยังมีโอกาสได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ ค้นหาศักยภาพตัวเอง ในช่วงต้นของหนังเราจะเห็นความหงุดหงิดของเธอ ก่อนที่ช่วงกลางและปลายเรื่องบทบาทของเธอนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด

เพื่อให้เห็นภาพและสิ่งที่หนังพยายามเล่าเรื่องความพิการมากขึ้น เราชวนรถเมล์- ปนิตา ชวภัทนากุล นิสิตปริญญาเอกด้านจิตวิทยา เธอมีภาวะของโรคเส้นประสาทไขสันหลังเสื่อมหรือ Spinal Muscular Atrophy: SMA Type 2 และวีลแชร์และผู้ช่วยคนพิการถือเป็นส่วนหนึ่งที่มีความจำเป็นสำหรับเธอเหมือนกับโจเซ่ที่มีผู้ดูแล ร่วมพูดคุยหลังดูหนังจบเพื่อเพื่อสะท้อนภาพชีวิตจริงของคนพิการรุนแรง ในสังคมและสะท้อนว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการมีฝันของคนพิการ

**** คำเตือน บทสัมภาษณ์นี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง ****



► ความรู้สึกหลังดูจบเป็นอย่างไร
รถเมล์ : เรารออนิเมะเรื่องนี้มานานมาก ตั้งแต่ช่วงเข้าโรงที่ญี่ปุ่น ถ้าไม่ติดโควิด-19 ก็น่าจะมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม

พอดูแล้วรู้สึกชอบมาก ส่วนตัวเราเป็นคนที่อินอนิเมะอยู่แล้ว ภาพสวย รายละเอียดดี เนื้อเรื่องเป็นเรื่องของโจเซ่ นางเอกที่มีความพิการแล้วต้องนั่งวีลแชร์ เธอมีย่า ซึ่งไม่ค่อยอยากให้ออกไปข้างนอก เพราะมองว่าข้างนอกอันตราย เธอจะเปรียบเทียบคนอื่นเป็นเสือ มีความหมายว่าคนใจร้าย ดังเช่นที่ในหนังทำให้เราเห็นว่า นางเอกเคยโดยเดินชนแล้วคนนั้นก็ไม่หันมาขอโทษ เสมือนเปรียบเทียบว่า คนพิการเมื่อออกไปสู่สังคมอาจไม่ปลอดภัยจริงๆ คนรอบตัวเป็นเสือหรือเปล่า

ส่วนตัวโจเซ่ แม้จะเข้าใจที่ย่าบอกว่าอยากให้อยู่บ้าน ไม่อยากให้ออกไปไหนเพราะอันตราย แต่เธอก็อยากจะออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง หากสังเกตรูปวาดของเธอก็มักจะเห็นภาพวาดของโลกกว้าง ของปลาในมหาสมุทร เปรียบเหมือนโจเซ่ที่อยากจะออกไปนอกบ้าน และทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อคุณย่าได้จ้างพระเอกหรือสึเนโอะมาเป็นผู้ดูแล



► ดูนางเอกเป็นคนขี้หงุดหงิดพอสมควรในช่วงต้น
รถเมล์ : เธอเป็นคนที่อ่านหนังสือมากแต่ไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์กับสังคม จึงมีความยึดโยงตัวเองค่อนข้างสูง เหมือนกับช่วงแรกยังมีจังหวะที่กดดันพระเอกอยู่ ต้องไปหาใบโคลเวอร์ต้องไปหาลายเสื่อ โจเซ่ค่อนข้างใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางเธอยังไม่ค่อยนึกถึงคนอื่น เหมือนกับคนพิการที่ไม่ค่อยได้เจอคนอื่น ก็จะมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ค่อนข้างน้อยตามไปด้วย และเธอเองก็เชื่อในสิ่งที่หนังสือที่ได้อ่านเพราะมองว่าเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว

ในความเป็นจริงก็มีคนพิการที่ขี้หงุดหงิด ถ้าไปอยู่ในจุดที่คุณย่าพูดซ้ำๆ ว่า การออกไปข้างนอกมันอันตราย แบบนี้ใครก็หงุดหงิด เพราะสำหรับเราแม้จะรู้ว่าข้างนอกอันตราย แต่ก็อยากออกไป อยากรู้ว่าอันตรายแบบไหน การไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกหงุดหงิด เหมือนถูกจำกัดเพราะเป็นคนพิการ เวลาเห็นย่ากลัวอันตรายในบริบทประเทศญี่ปุ่นแล้วก็นึกขำว่า ถ้าโจเซ่มาอยู่ไทยย่าก็คงช็อกไปแล้ว (หัวเราะ)

ไม่มีทางเป็นไปได้เลยถ้าโจเซ่เมืองไทยอยากไปทะเล ด้วยขนส่งสาธารณะ เราคงไม่มีภาพสวยๆ เหมือนในหนังแน่นอน นักศึกษาคนหนึ่งจะพาคนพิการนั่งวิลแชร์ไปทะเลยังไง หากไม่มีรถเป็นของตัวเอง



► สึเนโอะหรือผู้ดูแลที่เข้ามามีผลกับโจเซ่อย่างไร
รถเมล์ : คือถ้าดูจากในเรื่อง สึเนโอะเหมือนแฟนมากกว่าผู้ดูแล (หัวเราะ) เพราะเราเห็นแต่ภาพของการออกไปเที่ยวอย่างเดียว ซึ่งในความเป็นจริงการเป็นผู้ดูแลคนพิการมีหน้าที่ที่หลากหลายมากทั้งทำกับข้าว อาบน้ำ ดูแลชีวิตการใช้ชีวิตประจำวันทั้งหมด อาจเป็นเพราะโจเซ่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ประมาณหนึ่ง

ถ้าเปรียบเทียบกับเราที่ไม่มีแรงจะหยิบของด้วยตัวเองเมื่อมีผู้ช่วยคนพิการ (Personal Assistant) เขาเป็นคนหยิบมาให้ หรือเมื่ออยากจะย้ายตัวเองก็จะให้เขาเป็นคนช่วย ผู้ช่วยจะคอยสนับสนุนตามความต้องการของเรา ไม่ใช่การคิดแทน หรือตัดสินใจแทน ในช่วงแรกของหนังนางเอกอยากไปข้างนอก แต่พอคุณย่าสั่งห้ามว่าไม่ให้ออก ก็ทำให้สึเนโอะซึ่งเป็นผู้ดูแลสับสน และไม่ค่อยสนับสนุนความต้องการของโจเซ่สักเท่าไหร่ ทั้งที่เธออยากจะออกไปข้างนอก

คำสั่งทำให้ซึเนโอะสับสนว่าต้องทำตามคำสั่งใครกันแน่ หากเป็นในชีวิตจริง ทั้งคุณย่าและโจเซ่ควรจะคุยให้รู้เรื่อง และตกลงกันให้เรียบร้อยว่าไม่ให้ออกไปเพราะอะไร และโจเซ่อยากออกไปเพราะอะไร


► แล้วในความเป็นจริงการมีผู้ช่วยทำให้ชีวิตอิสระมากขึ้นไหม
รถเมล์ : แน่นอนว่าการมีคนช่วยเหลือทำให้เราได้ไปในที่ที่อยากไปมากขึ้น บางทีแม่หรือคนในครอบครัวก็มีหน้าที่ของตัวเองที่ต้องทำ เลยไม่สะดวกที่จะไปกับเราตลอดเวลา การมีผู้ดูแลจึงทำให้เราคล่องตัวมากขึ้น อย่างนี้เรื่องเมื่อสึเนโอะมาก็ทำให้คุณยายได้มีเวลาของตัวเองมากขึ้น

แต่สิ่งที่ต้องระวังสำหรับคนเป็นผู้ช่วยคือเรื่องของการคิดแทน การมีผู้ช่วยคือการสนับสนุนในส่วนที่เราทำเองไม่ไหว หรืออยากให้เขาช่วย ไม่ใช่ตัดสินใจแทนให้ทุกอย่าง เราเองก็ยังเจอการตัดสินใจแทนบ้าง เช่น เราจะตื่นเพื่อเตรียมตัวเรียนตอน 7 โมง แต่เขาคิดว่า เรานอนดึกตื่นสายบ้างก็ได้ เขาก็ไม่ปลุกเรา ทำให้แผนเราล่มหรือเวลาเราจะแต่งตัวออกข้างนอก

หรือเรื่องการแต่งตัวเขาบอกว่าให้ใส่ชุดอื่นเพราะใส่ง่ายกว่า แบบนี้คือการคิดแทนซึ่งทำไม่ได้ คนพิการต้องมีสิทธิในการตัดสินใจด้วยตัวเอง การเป็นผู้ช่วยไม่ได้หมายความว่ามีอำนาจเหนือคนพิการและความดื้อของโจเซ่ก็แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้กับการตัดสินใจแทนของคนอื่นเช่นกัน

ช่วงกลางเรื่องพอโจเซ่ได้ออกไปเจอสังคมเธอก็ดูสดใสมีชีวิตชีวามากขึ้น
ใช่ พอได้เห็นคนอื่นมากขึ้น จากช่วงแรกที่ไม่กล้าพูด ก็พูดเยอะขึ้น เหมือนกับคนพิการในชีวิตจริงที่ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านก็ไม่แปลกที่จะไม่กล้าพูด พอเจอคนก็รู้สึกกังวล เราออกข้างนอกบ่อยก็ไม่รู้สึกกังวล ไม่ประหม่า นอกจากนี้เราก็ยังเห็นคนไม่พิการที่งงๆ บ้างว่า ต้องช่วยเหลือคนพิการอย่างไรหรือจะต้องเริ่มปฏิสัมพันธ์แบบไหน



► พอคุณย่าเสียชีวิตของโจเซ่ก็เปลี่ยนไปเลย
รถเมล์ : โจเซ่ต้องดูแลตัวเองเมื่อต้องอยู่คนเดียว ในชีวิตจริงคนพิการอาจจะต้องประเมินว่า ระดับความพิการมากแค่ไหน ความพิการของโจเซ่อาจจะยังไม่ท้าทายมากเพราะยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในหลายเรื่อง เช่น เคลื่อนย้ายและจัดการตัวเองได้ บวกกับตัวเธออยู่ในบริบทสังคมที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการออกไปใช้ชีวิตในสังคมข้างนอก

ในอนิเมะอาจนำเสนอมุมเดียว คือการที่ออกไปเจอคนที่เป็นเสือหรือกลุ่มคนที่ค่อนข้างใจร้ายกับคนพิการ คนเห็นแก่ตัว แต่ในมุมอื่นๆของชีวิตคนพิการ เช่น เรื่องของ Universal Design ความลำบากที่คนพิการเจอจึงอาจต้องประเมินจากระดับ ความพิการและบริบทของสังคม ยิ่งพิการมากและอยู่ในสังคมที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกก็ยิ่งลำบากมาก

ในหนังจะเห็นว่า โจเซ่ได้รับการติดตามและประเมินจากนักสังคมสงเคราะห์ในพื้นที่ ช่วงหนึ่งเขาแนะนำให้เธอไปเป็นนักวาดภาพเพราะเธอชอบวาดรูป เขาหาหน่วยงานที่รองรับความฝันของเธอ ต่างจากในไทยที่ต้องหาเองว่า ที่ไหนเปิดรับคนพิการเข้าทำงาน โดยไม่มีคนช่วยคิดช่วยวางแผน และสนับสนุนให้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองมีพรสวรรค์ คนพิการบ้านเราต้องไปคอยดูว่าองค์กรไหนต้องรับคนพิการตามกฏหมายแต่ไม่ใช่การหางานตามความถนัดและความชอบอย่างที่เราอยากทำ



► เมื่อรู้ว่าซึเนโอะต้องไปเมืองนอก
รถเมล์ : ตัวละครตัวหนึ่งบอกกับโจเซ่ว่า ซึเนโอะจะต้องไปเรียนต่อที่เมืองนอก ที่เขายอมมาอยู่ด้วยเพราะว่าสงสาร เราว่าตรงนี้ใจร้ายมาก ทั้งเพราะคนที่มาบอกอิจฉาโจเซ่และต้องการให้โจเซ่แยกออกจากสึเนโอะ และคำพูดนี้นั้นแรงสำหรับคนพิการหลายคนอยู่เหมือนกัน

ล่าสุดเราก็เพิ่งโดนขณะขึ้นแท็กซี่เพื่อไปห้าง เขาถามว่า ขากลับมีรถหรือยัง ถ้ายังไม่มีเรียกเขาได้ จะมารับเพราะว่าเห็นแล้วสงสาร เราก็งงเหมือนกัน เพราะในความสงสารเขาก็คิดเงิน แถมยังขับรถแย่ เขามาสงสารอะไรก่อน

ส่วนโจเซ่กับสึเนโอะช่วงแรกของหนังแม้จะเป็นอารมณ์ของการจ้างงาน แต่ช่วงหลังเหมือนซึเนโอะจะชอบโจเซ่ก็เลยมาหาบ่อยๆ ผู้หญิงอีกคนจึงเข้าใจว่า มาหากันเพราะสงสาร เรื่องความสงสารเป็นมิติที่ดึงไม่ออกจากคนพิการสักที ในบ้านเราก็ใช้กันจนชินทั้งที่อาจทำร้ายจิตใจคนพิการ หากดูในอนิเมะแม้โจเซ่จะเลิกจ้างซึเนโอะไปแล้วแต่เขาก็ยังกลับมาหา นั่นแสดงให้เห็นว่าความรู้สึกเกินเลยความสงสารไปแล้ว



► การได้ออกไปเที่ยวสำหรับคนพิการรุนแรงมีคุณค่าขนาดไหน
รถเมล์ : ส่วนนี้อินมาก โจเซ่มีเรื่องคาใจเกี่ยวกับการไปทะเล เพราะเคยคุยกับพ่อไว้ว่ารสชาติของน้ำทะเลเป็นอย่างไร ช็อตนี้เชื่อมโยงกับเราที่เสียพ่อไปตั้งแต่ยังเด็ก เราเคยบอกพ่อไว้ว่าถ้าโตขึ้นจะออกไปใช้ชีวิตให้ได้ สุดท้ายพ่อเสียไปก่อน เรายังไม่ได้ใช้ชีวิตให้เขาเห็นเลย ตอนนี้เราก็เลยอยากจะใช้ชีวิตให้ดีอย่างที่เคยคุยกับพ่อเอาไว้ คำพูดของโจเซ่ที่บอกว่า ถ้าไม่พยายามตอนนี้จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว เลยรู้สึกตรงมาก

เราคิดว่า ทั้งหมดทั้งมวลหนังพยายามเน้นว่าทุกคนมีฝันได้ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่พิการ เกิดมาพิการไม่ได้แปลว่าไม่มีสิทธิฝัน หรือต้องใช้ชีวิตเพื่อหาเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว แต่อย่างที่เห็นว่า อยู่เมืองไทยคนพิการก็คงฝันยากหน่อย แค่ย้อนไปเรื่องผู้ช่วยคนพิการก็ยังเข้าไม่ถึง ฉะนั้นการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบธรรมดาทั่วไปก็ถือว่าเป็นเรื่องยากลำบาก พอพูดถึงเรื่องฝันของคนพิการก็คงยิ่งยากขึ้นไปอีก

Culture & Artรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนโจเซ่กับเสือและหมู่ปลารถเมล์ ภณิตาJosee The Tiger and The Fish
Categories: ThisAble

ประวัติศาสตร์โลกซึมเศร้า จากพระเจ้าลงโทษ สู่การเป็นอัจฉริยะและการรักษาทางการแพทย์

Fri, 2021-11-12 18:17

แม้ในทางการแพทย์ ภาวะซึมเศร้าเพิ่งมีเกณฑ์การวินิจฉัยอย่างเป็นมาตรฐานเมื่อประมาณ 69 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีซึมเศร้ากลับเป็นเรื่องที่พูดกันมาเป็นพันๆ ปีแล้ว หากแต่ บริบททางสังคมและความก้าวหน้าทางการแพทย์ส่งผลให้คำว่า ‘โรคซึมเศร้า’ และ ‘ซึมเศร้า’ มีความแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย 

ในยุคสมัยนี้โลกให้ความสำคัญกับภาวะซึมเศร้าอย่างมากและจัดว่าเป็นวิกฤตทางสุขภาพจิตที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ยิ่งมีคนป่วยเยอะ อัตราการฆ่าตัวตายยิ่งเพิ่มสูงขึ้น การฆ่าตัวตายไม่ได้เป็นเรื่องของคนๆ เดียวแต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อกันเป็นโดมิโน ดังทีองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาบอกว่าภาวะซึมเศร้านั้นเป็นสาเหตุสำคัญของความพิการที่เกิดขึ้นทั่วโลกและแทรกซึมอย่างมีส่วนร่วมหลักกับภาวะของโรคต่างๆ ในระดับโลก 

กว่าซึมเศร้าจะเป็นเรื่องที่ทั้งโลกต้องหันมาให้ความสนใจและยอมรับว่าเป็นความเจ็บป่วยเหมือนโรคทางกายอื่นๆ ภาวะนี้ผ่านความเข้าใจมาอย่างไรบ้าง Thisable.me ชวนย้อนดูว่า โลกซึมเศร้าในแต่ละยุคสมัยมีความหมายแปรผันไปอย่างไรบ้าง

เม-ลัง-โค-เลีย (Melancholia) ขื่อเรียกแรกของภาวะซึมเศร้า 

ฮิปโปเครติส (Hippocrates) แพทย์ชาวกรีกที่ต่อมาได้รับการขนานนามว่า บิดาการแพทย์ตะวันตกนั้นเชื่อว่า ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยของเหลว 4 ชนิด ได้แก่ เลือด น้ำดีเหลือง น้ำดีดำและเสมหะ โดยความร้อน ความเย็น ความชื้นและความแห้งจากสภาพแวดล้อมส่งผลให้ของเหลวในร่างกายเสียสมดุลจนทำให้เกิดความเจ็บป่วย



ฮิปโปเครติส  (Hippocrate)
อ้างอิงภาพ: wellcomecollection.org

 

และน้ำดีดำ (Black Bile) หรือภาษากรีกโบราณที่เรียก เมลังโคเลีย นี่แหละที่คนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า ดังนั้น ซึมเศร้าถูกขนานนามว่าเมลังโคเลีย โดยให้ความหมายว่า ความเจ็บป่วยทางจิตใจที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมีอาการหลักๆ ก็คือ ความรู้สึกโศกเศร้าและความกลัว เพราะเกิดจากร่างกายมีน้ำดีดำมากเกินไป

 

ยุคมืดของโลกซึมเศร้า

หลังจากจักรวรรดิโรมันล่มสลาย ความโกลาหลวุ่นวายจากการรุกรานของชนเผาต่างๆ ทำให้คนต้องการที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ จนคริสต์ศาสนากลายเป็นที่พึ่งทางใจ และยังเป็นเสาหลักของทุกเรื่องในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือเรื่องภาวะซึมเศร้าก็ถูกครอบงำภายใต้กรอบความคิดของคริสต์ศาสนาด้วย

ช่วงตอนต้นของยุคกลาง ใครที่ทำอะไรแตกต่างจากสังคมแค่นิดเดียว รวมถึงคนที่มีภาวะซึมเศร้าและแยกตัวออกจากสังคมไม่สุงสิงกับใคร ก็จะถูกโยงว่าเป็นพ่อมด แม่มด ซาตาน หรือมีผีร้ายเข้ามาสิงร่าง จึงเกิดวิธีขับไล่ผีออกจากร่างกายหลายรูปแบบ ไล่ตั้งแต่วิธีเบสิกทางศาสนา เช่น การสวดมนต์ ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ ไปจนวิธีการโหดเหี้ยมอย่างการเฆี่ยนตี จับถ่วงน้ำ ตัดหัวและเผาทั้งเป็น

นักบุญกาเตรีนาแห่งซีเอนากำลังทำพิธีกรรมขับไล่ผีร้าย

อ้างอิงภาพ: commons.wikimedia.org


 

 

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1585 เกิดเหตุการณ์การเผาแม่มด 3 คน ในเมืองบาเดน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยเดอะ วิเกียนา (The Wickiana )

อ้างอิงภาพ: en.wikipedia

 

 

ภาพผู้ต้องสงสัยว่าแม่มดถูกแขวนคอในประเทศอังกฤษ ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1655

อ้างอิงภาพ: en.wikipedia.org

แง่มุมทางเทววิทยามีอิทธิพลกับผู้คนช่วงยุคกลางตอนปลาย พวกเขาเชื่อว่า ความเจ็บป่วยเป็นเรื่องของจิตวิญญาณมากกว่าร่างกาย ดังนั้นภาวะซึมเศร้าจึงเกิดจากจิตวิญญาณที่ต่อสู้กับอาซีเดีย (Acedia; ภาษาละติน) และสโลธ (Sloth; ภาษาอังกฤษ) ที่หมายถึงความเกียจคร้าน การกระทำดังเกล่าจึงถูกมองว่าเป็นการกระทำที่พระเจ้าไม่ทรงโปรด และก่อความผิดบาป เทียบเท่ากับบาปกำเนิดและบาป 7 ประการ

 

 

บาปกำเนิด (Original sin) 

เกิดจากขัดคำสั่งของพระเจ้าห้ามเอวาชวนอาดัมให้กินผลไม้จากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว

อ้างอิงภาพ: metmuseum.org

 

บาป 7 ประการ

ทางคริสต์ทางศาสนานิกายโรมันคาทอลิกเชื่อว่ามนุษย์มีบาปในใจอยู่เจ็ดประการ ซึ่งบาปแต่ละประเภทก็จะแทนด้วยสัตว์ต่างๆ เช่น กบเป็นตัวแทนโลภะ งูเป็นตัวแทนความริษยา หมูเป็นตัวแทนตะกละ นกยูงเป็นตัวแทนอัตตาหรือความเย่อหยิ่ง เป็นต้น

อ้างอิงภาพ 

th.wikipedia.org


อยากเป็นอัจฉริยะ ก็แค่ทำตัวซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้าในยุคเรอเนสซองส์ได้รับอิทธิพลจากหนังสือชื่อว่า Problemata ได้เชื่อมโยงภาวะซึมเศร้ากับความเป็นอัจฉริยะ ผสมผสานกับแนวคิดของนักปราชญ์ชาวอิตาเลียนที่ชื่อว่ามาร์ซีลีโอ ฟีชีโน (Marsilio Ficino) ที่เชื่อว่าอิทธิพลของดาวเสาร์ที่แห้งเย็นและดำมืดเหมือนน้ำดีดำนั้นถูกโยงเข้ากับซึมเศร้าจะช่วยให้นักปราชญ์หยั่งรู้อนาคต เข้าถึงความลับของธรรมชาติและมีปัญญาสูงสุด หากนักปราชญ์สามารถเรียนรู้และควบคุมภาวะซึมเศร้าได้ 

 

มาร์ซีลีโอ ฟีชีโน (Marsilio Ficino)

อ้างอิงภาพ: wellcomecollection.org

 

เมื่อซึมเศร้าได้รับการตีความใหม่ นักปราชญ์และชนชั้นสูงในยุโรปตอนเหนือและอังกฤษจึงแกล้งทำตัวเป็นซึมเศร้าตามเทรนด์สมัยนั้น โดยมีชาวอิตาลีที่ได้รับอิทธิพลความคิดจากมาร์ซีลีโอ ฟีชีโนทำให้เกิดกระแสนิยมในยุคเรอเนสซองส์และอังกฤษสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ชุดความคิดนี้ปรากฎขึ้นอีกครั้งในยุควิทยาศาสตร์ แต่สิ่งต่างกันก็คือ  ยุควิทยาศาสตร์เชื่อว่า ระบบประสาทและสัญชาติญาณสัตว์อันละเอียดอ่อนเป็นสาเหตุทำให้คนซึมเศร้า ซึ่งถือได้ว่า เป็นลักษณะส่วนหนึ่งของบุคคลที่มีความอัจฉริยะ 

อิสระภาพและความเมตตากรุณาต่างหาก เป็นวิธีการรักษา

ในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซีกโลกตะวันตกเริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลจิตเวชขึ้นมา แต่เรียกว่าโรงพยาบาลก็เรียกได้ไม่เต็มปาก เพราะบรรยายกาศข้างในเหมือนกับคุกที่ยัดคนแปลกแยกในสังคมเช่น คนไร้บ้าน คนพิการ คนที่มีอาการทางจิต ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือภาวะซึมเศร้า ที่ถูกนับว่าเป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่ง โดยจะถูกคอยล่ามโซ่ไว้ไม่ให้หนีออกไปสู่สังคมคน ‘ปกติ’ 

ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 เริ่มมีคนรู้จักโรงพยาบาลเบธเลม ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชสมัยนั้น จากจาโคเบียดราม่าและบัดลาด  (Jacobean dramas and ballads) และละครของเชคสเปียร์เรื่อง Hamlet and Macbeth เพราะมีตัวละครบางตัวเป็นบ้า ทำให้ผู้ชมต่างสงสัยว่าคนบ้าเป็นอย่างไร โรงพยาบาลจึงตอบสนองความอยากรู้ของประชาชนโดยเปิดโรงพยาบาลให้คนภายนอกเข้าชม ซึ่งมีคนเข้าชมกว่า 96,000 คนและกลายเป็นสถานที่เที่ยวยอดฮิตอันดับสองรองจากมหาวิหารนักบุญพอลที่เดียวเท่านั้น 

 

 

โรงพยาบาลเบธเลม

อ้างอิงภาพ: wellcomecollection.org

ช่วงปี ค.ศ. 1676 โรงพยาบาลเบธเลมถูกปรับปรุงใหม่ออกแบบโดย รอเบิร์ต ฮุก (Robert Hooke) นักสำรวจเมืองที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจากพระราชวังตุยเลอรีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อสร้างเสร็จหลายคนบอกว่าเหมือนพระราชวังแวร์ซายมากกว่าโรงพยาบาลบ้า กระนั้นเองการปฏิบัติกับคนไข้อย่างโหดร้ายรุนแรงก็ยังอยู่ เช่นกรณีของวิลเลียม นอร์ริส (William Norris) ที่ถูกกักขังเดียวและยังล่ามโซ่ไว้กับเตียงมากว่า 12 ปีแล้ว 

 

 วิลเลียม นอร์ริส ในปีค.ศ. 1814

อ้างอิงภาพ: wellcomecollection.org

 

 

บรรยากาศภายในโรงพยาบาลเบธเลมโดยวิลเลียม โฮการ์ธ (William Hogarth) 

อ้างอิงภาพ: wellcomecollection.org

ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18  ฟิลิป พิเนล (Philippe Pinel) แพทย์โรงพยาบาลจิตเวชบิเซเทรอ (Bicêtre Hôpital) ในปารีสเห็นว่า วิธีการรักษาเดิมๆ ที่ป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรมนั้นไม่สมควรเกิดขึ้น จึงตัดสินใจปลดโซ่ตรวนคนป่วยท่ามกลางความตกใจของคนในสังคม เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าการกักขังล่ามโซ่ให้คนอยู่แต่ในโรงพยาบาลไม่ได้ช่วยรักษาโรค แต่อิสระ ความเมตตากรุณา จะช่วยรักษาโรคจิตเวชต่างๆ ได้


 

 

ฟิลิป พิเนล (Philippe Pinel)

อ้างอิงภาพ: en.wikipedia.org

 

 

ฟิลิป พิเนล ปลดโซ่ตรวจให้คนป่วยโรคจิตเวช

อ้างอิงภาพ: en.wikipedia.org

 

วิธีการรักษาซึมเศร้าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การันตีความสยดสยองด้วยรางวัลโนเบล

ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แพทย์พยายามคิดค้นวิธีการรักษาอาการซึมเศร้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นไม่ว่าจะการถ่ายเลือด (Bloodletting) การเจาะกะโหลกศีรษะ (Trephination) การบำบัดด้วยการฉีดอินซูสิน (Insulin Coma Therapy)  การกรักษาด้วยไฟฟ้า (Electroconvulsive therapy ;ECT) และอีกวิธีที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ การผ่าตัดเส้นประสาทกลีบสมองส่วนหน้า (Lobotomy) ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี ค.ศ.1949 วิธีการรักษาคือ การใช้เหล็กแหลมยาวเจาะเข้าไปที่เบ้าตาและใช้ค้อนตอกจนถึงสมอง แล้วตัดเนื้อสมองสีขาวของของสมองส่วนหน้าออก 

 

 

วอลเตอร์ แจ็กสัน 

แพทย์อเมริกาที่เชียวชาญการผ่าตัดการผ่าตัดเส้นประสาทกลีบสมองส่วนหน้า (Lobotomy)  

กำลังผ่าตัดคนไข้ในปีค.ศ. 1950 

อ้างอิงภาพ: npr.org

 

 

ฮาวเวิร์ด ดัลลี (Howard Dully) หนึ่งในผู้รับการผ่าตัดเส้นประสาทกลีบสมองส่วนหน้าที่มีอายุน้อยที่สุด 

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปีค.ศ. 1960 

อ้างอิงภาพ: npr.org

 

วอลเตอร์ รูดอล์ฟ เฮสส์ และ แอนโตนิโอ เอกัส โมนิซ

เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ปีค.ศ. 1949 

จากการค้นพบวิธีผ่าตัดแบบ Lobotomy 

อ้างอิงภาพ: nobelprize

แม้จะเป็นวิธีการรักษาที่สยดสยอง แต่ก็รับความนิยมมากในสหรัฐอเมริกา และมีคนดังหลายคน ได้แก่ Rosemary Kennedy น้องสาวของจอห์น เอฟ. เคนเนดี ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา, Rose Williams น้องสาวของเทนนิสซี วิลเลียมส์ (Tennessee Williams) นักเขียนบทละครแนวหน้าของสหรัฐอเมริกา, ลีน่า ซาวาโรนี (Lena Zavaroni) นักร้องชาวสก็อตและโจเซฟ แฮสซิด (Josef Hassid) นักไวโอลินชาวโปแลนด์ ที่รักษาด้วยวิธีนี้ 

ไม่ใช่เพราะน้ำดีดำมากเกิน ผีเข้าสิงหรือพระเจ้าลงโทษ แต่เป็นเรื่องของสารเคมีในสมองล้วนๆ

วิวัฒนาการความรู้เพิ่มมากขึ้นและการปฏิบัติกับผู้ป่วยฐานะคนไม่ใช่สัตว์ เริ่มทำให้แพทย์เห็นสาเหตุที่แท้จริงของภาวะซึมเศร้าว่าเป็นความปกติของสมองไม่ใช่จากน้ำดีดำภายในมีมากเกิน  จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของภาษาด้วย ในปี ค.ศ.1975  อดอล์ฟ เมเยอร์ (Adolf Meyer) จิตแพทย์ชาวสวิสเสนอให้ใช้คำว่า Depression แทนคำว่าเมลังโคเลีย เพราะมีความหมายเชิงการแพทย์ปัจจุบันมากกว่า 

 

 

 

อดอล์ฟ เมเยอร์ (Adolf Meyer) ในปีค.ศ. 1900

อ้างอิงภาพ: en.wikipedia.org

 

ในช่วงปี ค.ศ.1970 เกิดกระแสต่อต้านจิตเวชศาสตร์และการวินิจฉัยโรคที่ไม่แน่นอน ทำให้วงการจิตแพทย์ต้องหาเกณฑ์มาตรฐานในการวินิจฉัยรักษาโรคร่วมกันเรียกว่า DSM ย่อมาจากคำว่า Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders ที่ค่อยๆ ศึกษาพัฒนามาจาก DSM-1 จนถึง DSM-5 ใช้เป็นเกณฑ์รักษาโรคซึมเศร้าในทุกวันนี้

คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิตเล่มที่ 5 (DSM-5)

อ้างอิงภาพ: appi.org

จะเห็นได้ว่า ภาวะซึมเศร้าแปรเปลี่ยนไปตามความเชื่อ ความรู้ทางการแพทย์และบริษททางสังคมของคนแต่ละยุคสมัย อย่างไรก็ดี แม้ภาวะซีมเศร้าจะถูกเข้าใจในฐานะของวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ก็ยังเกิดการตีตราผู้ป่วยพ่วงรวมกับอคติด้านเชื้อชาติ หรือฐานะทางการเงิน เช่น หากผู้ก่อการร้ายผิวขาวกราดยิงอาจถูกมองว่าเป็นโรคจิตเวช แตกต่างจากผู้ก่อการร้ายชาวแอฟริกันอเมริกันที่อาจถูกมองว่า เป็นพวกใช้ความรุนแรงและมักมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน เช่นเดียวกับในไทย ที่หลายครั้งภาวะซึมเศร้าอาจถูกมองเป็นเหตุของการทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่น  

 

ในอนาคตโลกซึมเศร้าจะถูกนิยามว่าอย่างไร การรักษา ความเข้าใจและการตีตราผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะถูกพัฒนาไปในทางไหนอาจขึ้นอยู่กับการเลือกใช้คำว่า ‘ซึมเศร้า’ ของคนในสังคมปัจจุบันก็เป็นได้ 

 

อ้างอิง

https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/135706

https://www.silpa-mag.com/history/article_19172

https://www.silpa-mag.com/history/article_19836

https://readthecloud.co/institute-of-psychiatry/

https://www.sciencedirect.com/topics/medicine-and-dentistry/history-of-psychiatry

https://www.sciencemuseum.org.uk/objects-and-stories/mental-health

https://www.everydayhealth.com/pictures/worst-mental-health-treatments-history/

https://online.csp.edu/resources/article/history-of-mental-illness-treatment/

http://oaji.net/articles/2016/1170-1457809587.pdf

https://web.facebook.com/PsychologistCafe/posts/1639837282923676/

https://www.blockdit.com/posts/5dc50d9f99f05869fb380af7

https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/depression

https://www.bbc.com/culture/article/20161213-how-bedlam-became-a-palace-for-lunatics










 

Healthบทความศิลป-วัฒนธรรมสุขภาพ
Categories: ThisAble

"ถ้าการเมืองดี เสียงของคนพิการจะถูกฟัง" ณัฐชนน แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมกับขาเทียมของเขา

Tue, 2021-11-09 15:28



หลายคนอาจจะรู้จัก ณัฐชนน ไพโรจน์ ในฐานะแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าเขาก็เป็นคนพิการจากอุบัติเหตุหลายปีก่อนทำให้เข้าต้องตัดขาและใส่ขาเทียม เราพูดคุยกับเขาถึงประสบการณ์และแนวคิดทางการเมือง ความพิการมีผลต่อบทบาทมากแค่ไหน คุณภาพชีวิตของคนพิการเป็นอย่างไรเมื่ออยู่ในเรือนจำ และการเรียกร้องทางการเมืองมีผลต่อคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างไร


 

 


 

 

Socialมัลติมีเดียการเมืองสิทธิมนุษยชนณัฐชนน ไพโรจน์แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเรือนจำ
Categories: ThisAble

สภาคนพิการฯ เปิดสถิติการจ้างงานภาครัฐประจำปี 2564

Tue, 2021-11-09 14:38

สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย เปิดสถิติการจ้างงานภาครัฐประจำปี 2564 ระบุว่าจากจำนวนผู้ปฏิบัติงานของภาครัฐทั้งหมด 1,760,183 คน ต้องรับคนพิการเข้าทำงานตามกฏหมาย 17,602 คน โดยในปัจจุบันรับคนพิการเข้าทำงานในมาตรา 33 จำนวน 2,778 คนและมาตรา 35 จำนวน 601 คน รวม 3,379 คน และยังต้องจ้างเพิ่มอีก 14,223 คน   จากข้อมูลดังกล่าวจะพบว่า มีเพียง 3 กระทรวงเท่านั้นที่จ้างงานคนพิการครบตามกฏหมายคือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และกระทรวงคมนาคม โดยมี 1 กระทรวงไม่ระบุจำนวนคนพิการที่ต้องจ้าง ได้แก่ กระทรวงกลาโหม ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง   นอกจากนี้สภาคนพิการฯ ยังเปิดสถิติการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการทั่วประเทศประจำปี 2564 ระบุว่า มีการจ้างงานคนพิการทั้งหมด 64,758 คน จากมาตรา 33 จำนวน 37,734 คน มาตรา 34 จำนวน 12,802 คน และมาตรา 35 จำนวน 13,619 คน   สำหรับการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการว่า ด้วยเรื่องสถานประกอบการหรือหน่วยงานต้องจ้างผู้พิการในอัตราส่วน 100 : 1 คน และมาตรา 35 กำหนดว่า หากสถานประกอบการไม่รับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 ก็ให้ส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ x 365 วัน x จำนวนคนพิการที่ต้องรับเข้าทำงาน   ในกรณีไม่รับพนักงานตาม ม.33 และไม่ประสงค์ส่งเงินเข้ากองทุน หน่วยงานหรือสถานประกอบการอาจช่วยเหลือหรือจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่คนพิการแทนได้ ที่มา : https://www.facebook.com/.../pcb.../1509931159363339/

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองแรงงานจ้างงานคนพิการ
Categories: ThisAble

หญิง-กนกวรรณ สาวผู้รักการวีลแชร์แคมปิ้งและอยากให้ลานทุกที่รองรับคนพิการมากขึ้น

Fri, 2021-11-05 14:57

หญิง-กนกวรรณ นาคนาม เคยเป็นคนที่เดินด้วยสองขาและเคยเป็นผู้หญิง ‘ปกติ’ ในนิยามของคนทั่วไป แต่เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นจึงทำให้ขาทั้งสองข้างไม่สามารถใช้งานและกลับมาเดินได้อย่างที่เคยเป็น เป็นเวลากว่าสามปีแล้วที่หญิงใช้วีลแชร์ในการไปไหนมาไหน และต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตเพื่อให้อุปกรณ์ใหม่อย่างวีลแชร์ กลายเป็นอวัยวะหนึ่งในร่างกายอย่างสมบูรณ์

จาก Personal Trainer ที่แอคทีฟอยู่เสมอ สู่ YOOYINGSOPA ON WHEEL ยูทิวป์เบอร์ที่ผลิตคอนเทนต์ท่องเที่ยวแคมป์ปิ้ง Thisable.me ชวนหญิงคุยถึงเรื่องการท่องเที่ยวในแบบฉบับผู้ใช้วีลแชร์ ประสบการณ์ที่เธอได้รับ สวัสดิการด้านต่างๆ และระบบสาธารณูปโภคที่ส่งผลอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ใช้วีลแชร์

ชอบไปแคมป์ปิ้งมานานหรือยัง

หญิง: เมื่อก่อนไม่ได้ชอบเท่าตอนนี้ ก่อนหน้านี้ชอบไปเที่ยวญี่ปุ่นแต่พอมีโควิด-19 มา เลยไปไหนไม่ได้เท่าไหร่ ช่วงนี้กระแสเที่ยวแคมป์ก็มาแล้วแฟนเราอิน เราไปด้วยก็สนุกดีเหมือนกันแต่ก็โคตรลำบากเลยล่ะ

คนมักถามเราว่า เห็นพี่หญิงไปแคมป์แล้วใช้ชีวิตยังไง แล้วเข้าห้องน้ำยังไง หนูก็อยากไปแต่หนูก็กลัวลำบาก เราก็บอกว่าไม่ต้องกลัวลำบากเพราะว่าลำบากแน่ ถ้าเป็นแคมป์ของเอกชนบางที่เขาก็ทำห้องน้ำเล็ก เพราะคงไม่คิดว่าคนนั่งวีลแชร์จะไปเที่ยว ทั้งที่เราก็เคยเจอคนนั่งวีลแชร์ไปเที่ยว ถึงแม้จะลำบากแต่ถ้าได้แลกกับการออกไปข้างนอก เราก็ยอมลำบากนะ จริงๆ แล้วคนที่ลำบากกว่าเราคือคนที่ไปด้วย ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากดูแลตัวเอง แต่สถานที่ไม่อำนวยพอที่จะทำให้เราดูแลตัวเองได้ แตกต่างจากเวลาอยู่บ้านที่เราก็ทำเองได้หมดทุกอย่าง

สถานที่แคมป์ปิ้งควรมีอะไรที่จะทำให้สะดวกขึ้น

ถ้ามองในมุมของคนนั่งวีลแชร์ก็อยากได้ลานดินแน่นๆ เพื่อให้เข็นวีลแชร์เองได้ เพราะบางลานเป็นพื้นทราย ดินก็ยวบไปหมด เข็นรถไม่ไป เราก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

แต่สิ่งที่อยากได้จริงๆ คงเป็นเรื่องห้องน้ำ อย่างน้อยอยากให้มีส้วมที่เป็นชักโครกเพราะเราต้องสวนปัสสาวะเป็นเวลา ถ้าเป็นห้องน้ำแบบนั่งยองๆ ก็ทำไม่ได้ เราเข้าใจว่าห้องน้ำคนพิการแพงกว่าห้องน้ำปกติอยู่แล้วเพราะต้องมีพื้นที่กว้าง มีราวจับ ฯลฯ แต่ถ้าคิดถึงผู้ใช้อย่างแม่ที่มีลูกเล็กแล้วต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือลูกที่อยากพาพ่อแม่อายุเยอะ ๆ มาเที่ยว พวกเขาก็ใช้ได้ด้วย จึงควรจะมีซักหนึ่งห้องที่ทำไว้เพื่อให้ใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย ตอนเวลาไปต่างประเทศ เราไม่เคยต้องนั่งกังวลว่าจะมีห้องน้ำไหม เพราะมีทุกที่ ที่ที่ไม่คิดว่าจะมีก็ยังมี เช่น ในเซเว่น พอพูดแล้วก็โกรธอยากให้เมืองไทยมีแบบนี้บ้าง

ปัญหาการเข้าห้องน้ำของผู้ใช้วีลแชร์

เรื่องนี้เอกคลูซีฟมากไม่เคยบอกใคร เวลาตื่นเช้าเราจะปวดฉี่มากๆ เหมือนกระเพาะปัสสาวะมันบีบตัว ร่างกายก็จะมีอาการเกร็งเนื่องจากความผิดปกติของเส้นประสาท พอไปแคมป์แฟนก็หาอุปกรณ์ให้เราฉี่ใส่ ไม่ว่าจะเป็นใส่ขวด ใส่แผ่นซึมซับ ใส่แพมเพิร์ส จนพบว่า ฉี่ใส่แผ่นซึมซับนั้นเวิร์กที่สุดเพราะไม่ทะลักเหมือนฉี่ใส่แพมเพิร์ส แม้เรื่องนี้ดูเป็นปัญหาเล็ก แต่สาวๆ มาปรึกษาบ่อยมาก

สถานที่ท่องเที่ยวในไทยเอื้อต่อการใช้วีลแชร์มากน้อยแค่ไหน

น้อยมาก เมืองไทยแค่ถนนก็เข็นยาก ขนาดคนทั่วไปยังเดินยากเลย อยู่บนฟุตปาธก็กลัวรถจะเฉี่ยว ถ้าวีลแชร์อยากไปเที่ยวสบายก็แนะนำให้ไปพักโรงแรม อย่างไรก็ดีโรงแรมบางที่ก็ไม่มีลิฟต์หรือห้องน้ำแคบ วีลแชร์คันใหญ่เข็นเข้าห้องน้ำไม่ได้ เท่ากับว่าเราต้องทำการบ้านเยอะหากไม่มีคนช่วย ถ้าไปคนเดียวแบบเท่ๆ ก็ลำบาก 

ถ้าเทียบกับที่ญี่ปุ่นล่ะ

ที่ญี่ปุ่นการเดินทางสะดวกสบาย เข็นรถเองได้เพราะมีทางจักรยาน วีลแชร์เองก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน รถเมล์ที่ญี่ปุ่นคนขับจะทำหน้าที่ทุกอย่าง พอเขาเห็นคนนั่งวีลแชร์มาปุ๊บ เขาจะรีบลงมาดึงลานสไลด์ออกให้เรา โดยหน้าไม่มีบูด ไม่มีบึ้ง ถ้าเกิดเดินทางด้วยรถไฟฟ้า เขาก็จะถามว่าเราอยากได้ทางลาดไหม ถ้าอยากได้ก็จะวอร์ไปหาเจ้าหน้าที่ แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ที่สถานีปลายทางเตรียมรับเสียบแผ่นสไลด์ เขาเทคแคร์เราดีมากอ่ะ

ครั้งนั้นเราไปเที่ยวที่หนึ่งคล้ายกับบ้านพิพิธภัณฑ์เก่าๆ ของคนญี่ปุ่น เราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีห้องน้ำคนพิการเพราะเป็นสถานที่โบราณ และไม่ได้เป็นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเมื่อเทียบกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่น แต่ปรากฎว่าที่นี่มีห้องน้ำวีลแชร์ที่โคตรไฮเทค เปิดประตูไปปุ๊บก็มีไฟอัตโนมัติ แล้วก็สะอาดมาก แต่โรงแรมที่เราไปพักค่อนข้างเล็ก รวมถึงห้องน้ำเล็กมากจนต้องมีคนช่วยย้ายตัวเพราะวีลแชร์ไม่สามารถเข้าไปได้ ห้องน้ำที่นี่เป็นแบบทูอินวัน มีทั้งอ่างอาบน้ำและชักโครก นอกจากนี้บางร้านอาหารก็มีขนาดค่อนข้างเล็ก มีที่นั่งเพียงไม่กี่ที่  

เห็นหญิงชอบแต่งตัว เวลาไปเที่ยวแล้วมีคนมองว่าเราไม่พิการบ้างไหม 

มี บางคนมองตั้งแต่หัวจรดเท้าว่าเราเป็นอะไร เวลาใส่กางเกงขาสั้นแล้วเราขาไม่ได้ลีบมาก ขาเราก็ดูเหมือนขาคนทั่วไป คนเลยอาจมองว่าขาแพลง ครั้งหนึ่งไปเที่ยวที่หมู่เกาะสุรินทร์ ไกด์แนะนำว่าไม่ต้องเอาวีลแชร์ไปหรอก เอาไปก็เข็นไม่ได้เพราะหาดทรายมันละเอียด เข็นไปก็จม แฟนเราก็เลยต้องอุ้มทั้งทริป พอเข้าไปในหมู่บ้าน ชาวบ้านมอร์แกนก็ถามว่า ทำไมไม่เดินอ่ะ เจอใครใครก็ถามว่าทำไมไม่เดินเพื่อนที่ไปด้วยกันเลยบอกว่า เขาพึ่งแต่งงานกัน เขาสวีท คนคงคิดว่าทำไมอ้อนแฟนขนาดนี้จนไม่เดิน จริงๆ แล้วไม่ใช่ไม่อยากเดิน แต่เราเดินไม่ได้ คนชอบมองว่าเราไม่ได้พิการเพราะภาพจำของคนทั่วไปคิดว่าคนพิการน่าสงสาร ต้องโทรม ต้องปล่อยตัว ซึ่งเป็นภาพจำที่เมื่อก่อนเราก็เคยคิดแบบนั้น เหมือนกับคนพิการที่เห็นในวงเวียนชีวิต เราคิดว่าเป็นเพราะคนไทยชอบเสพดราม่า อะไรที่ดราม่าจะเรียกกระแส เรียกยอดวิว เรียกยอดไลก์และมีคนสนใจมาก จนทำให้คนพิการซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตพร้อมอุปสรรคทางด้านร่างกายถูกมองว่าน่าสงสาร หรือต้องการความช่วยเหลืออะไรแบบนั้นไป

การได้แต่งตัว สำคัญกับเรายังไง

เกิดความสุข การแต่งตัวคือตัวเรา ไม่ว่าจะเปลี่ยนสถานภาพหรือร่างกายสุดท้ายการแต่งตัวก็ยังเป็นตัวเรา ช่วงแรกก็มีเขวเหมือนกันนะเพราะนั่งวีลแชร์แล้วอ้วนง่ายขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีพุงจนแต่งตัวยาก ก็เกิดความไม่มั่นใจ แต่ก่อนชอบใส่เอวลอยก็กลายเป็นไม่มั่นใจ กลัวคนอื่นคิดอย่างนู้นอย่างนี้ สุดท้ายมีแต่เรานั่นแหละที่คิดไปเองหลังจากนั้นก็เปลี่ยนตัวเอง เราอยากแต่งตัวทำไมต้องคิดเยอะ พอพิการก็แค่ต้องหาเสื้อผ้าที่เหมาะกับเรามากขึ้น มีพุงก็ใส่เอวสูงหน่อยไหม ใส่สีดำหน่อยไหมให้มั่นใจมากขึ้น คนเราต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้รู้สึกมั่นใจแล้วก็สวยในแบบที่เราเป็น ไม่ใช่แค่คนพิการแต่ทุกคนก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับรสนิยมหรือกระแสแฟชั่นในช่วงนั้น

ความคิดของคนพิการที่มองตัวเองก็สำคัญมากเช่นเดียวกับคนรอบข้าง แฟนเราฟรีมากนะ แต่งอะไรก็ไม่ว่า แถมยังทำให้เรามั่นใจ เขาก็รู้อยู่แล้วว่าเราเป็นคนชอบแต่งตัวตั้งแต่ก่อนพิการ เรานี่เอฟชุดว่ายน้ำเป็นว่าเล่น จะไปไหนก็ต้องแซ่บไว้ก่อน คำว่าคนพิการก็เป็นแค่คำจัดกัดความของคน ที่อาจมองเรื่องความบกพร่องว่าเป็นอุปสรรค แต่สำหรับเราความพิการก็เหมือนกับการบอกว่า คนนี้สายตาสั้น ฉะนั้นความเป็นมนุษย์เรายังอยู่ อยากสวย อยากแซ่บเหมือนคนทั่วไป ไม่ใช่ว่าพอพิการแล้วห้ามแซ่บ ห้ามแต่งตัวโป๊ แต่อยู่ที่ว่าอยากทำหรือเปล่า อยากใส่หรือเปล่า ถ้าอยากใส่ก็ใส่เลยสิคะ

คิดยังไงกับคนที่มองคนพิการด้วยความสงสาร

คนที่มองคนพิการด้วยความสงสารคงคิดว่าไม่น่าเดินไม่ได้เลย ทั้งที่เขาก็ไม่ได้อยู่ในชีวิตเรา ไม่ได้เห็นว่าเรามีความสุขขนาดไหน ถ้าสนิทกับเราจะไม่มีใครกล้าพูดว่าสงสาร เราก็คือมนุษย์ปกติแค่ใช้ชีวิตลำบากกว่าเดิมหน่อย แต่ถ้าสถานที่เอื้ออำนวย คนพิการก็ไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากใคร เพราะทุกคนก็อยากพึ่งพาตัวเองให้ได้เยอะที่สุด เราไม่เคยอยากเข็นวีลแชร์ไปเจอสเตปสูงให้คนอื่นเห็นแล้วมาบอกว่า อุ้ยน่าสงสารจัง ไปช่วยเขาหน่อยซิ ทั้งที่จริงๆ เราก็ไปได้ถ้าทางถูกออกแบบให้ทุกคนเข้าถึงได้

การยอมรับตัวเองได้เป็นเพราะทัศนคติ ต้นทุนชีวิตหรือครอบครัวที่เข้าใจ

คิดว่าทุกอย่างรวมกัน การมีต้นทุนชีวิตที่ดีก็ทำให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย คนพิการในเมืองไทยถ้าไม่มีตัง ก็ลำบาก หากอยู่ในเมืองก็ยังเดินทางด้วยรถไฟฟ้าพอได้ แต่บางทีลิฟต์ก็ปิด รถเมล์ก็ขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าพูดถึงในต่างจังหวัดก็เรียกได้ว่าเดินทางโคตรยาก

ครอบครัวมีส่วนสำคัญมาก คนที่ไปข้างหน้าไม่ค่อยได้ส่วนใหญ่เป็นเพราะครอบครัวกีดกัน บางครอบครัวไม่เข้าใจว่าการรักษาสิ้นสุดแล้วแต่ความพิการคงอยู่ จึงยังคิดว่าทำไมไม่พยายาม ทำไมไม่ฝึกเดิน เดี๋ยวก็เดินได้แล้ว ทีคนนู้นยังเดินได้เลยและไม่เข้าใจว่าการบาดเจ็บของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน คู่ชีวิตก็สำคัญ แฟนเราพูดตลอดเลยว่า เดินไม่ได้ก็ไม่เป็นปัญหา เดินไม่ได้ก็เข็นเอา อุ้มเอา ถ้าอยากไปก็ไปได้ทุกที่ เวลาจะไปที่ที่มองว่าลำบากจริงๆ ก็จะหาเพื่อนไปด้วย ถ้าไปเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ยังไงก็ไปได้ 

แม้เราจะโชคดีที่คนใกล้ตัวเข้าใจ แต่อย่าลืมว่าสุดท้ายทุกอย่างขึ้นกับตัวเรา  ถ้าตัวเราซึมเศร้าเหงาหงอย ใครชวนไปไหนก็ไม่ไป ไม่เอา กลัวลำบาก อาย ไม่กล้าเจอคน กลัวคนอื่นจะมอง เราก็คงไม่ได้ไปไหน หากเรามีทัศนคติต่อตัวเองที่ดีก็ส่งผลต่อคนรอบข้าง คนก็จะมีความสุขกับเราไปด้วยเพราะเขาไม่ต้องกังวลว่าพูดเรื่องความพิการแล้วจะกระทบใจเราหรือระมัดระวังไปเสียทุกอย่าง

ต้นทุนชีวิตและสวัสดิการภาครัฐ

ต้นทุนชีวิตของคนมันไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือคนไม่พิการแต่เราสามารถมีชีวิตที่ดีได้ด้วยรัฐสวัสดิการ ถ้าคุณเอาภาษีของเราไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนหนทาง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อประชาชนและทำให้ทุกคนสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากที่สุด เราคิดว่าก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำเป็นอันดับหนึ่ง แต่ทุกวันนี้รัฐบาลผลักภาระให้ครอบครัวคนพิการ ทำให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

งบประมาณเบี้ยคนพิการเดือนละ 800 บาท ซื้อแผ่นรองซับปัสสาวะแพ็คนึงก็แทบไม่ได้แล้ว เดือนๆหนึ่งคนพิการใช้ตั้งกี่แผ่น เราเลยมองว่าสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนพิการควรต้องได้ รัฐต้องให้ เช่น อุปกรณ์เกี่ยวกับคนพิการ คนชราหรือเด็ก ไม่ว่าจะเป็นวีลแชร์ แผ่นรองซับ ยา ฯลฯ ของบางอย่างที่จำเป็นกับคนพิการปัจจุบันกลายเป็นภาระของคนที่บ้าน ยิ่งถ้าคนพิการไม่สามารถทำมาหากินได้็ยิ่งเพิ่มภาระให้คนที่บ้านเข้าไปอีก

รัฐบอกว่าคนพิการมีสิทธิรักษาพยาบาลฟรี แต่คนในต่างจังหวัด ไปไหนมาไหนลำบาก ถ้าบ้านคุณไม่มีรถขับจะเดินทางไปโรงพยาบาลยังไง การพัฒนาเกิดขึ้นแค่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้กระจายสู่ต่างจังหวัด ทั้งที่ทุกคนเสียภาษีกันหมด คนพิการพูดอะไรก็เหมือนไม่มีใครได้ยิน เพราะเขามองเราเป็นส่วนน้อย ทั้งที่จริงๆ ก็ไม่น้อย คนพิการเองก็ต้องรักษาสิทธิตัวเองด้วย

ความเห็นเราคือรัฐสวัสดิการต้องมาเป็นอันดับหนึ่งจริง แต่พอมันไม่มีคนพิการก็ต้องพึ่งตัวเองก่อน พยายามหารายได้เสริมที่พอเลี้ยงชีพตัวเองได้หรืออย่างน้อยก็แบ่งเบาภาระครอบครัวและรัฐควรต้องผลักดันให้คนพิการมีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน โดยเฉพาะหากจะไม่มีสวัสดิการอื่นก็ควรทำให้อาชีพสร้างได้แก่คนพิการ

การไปเที่ยวทำให้คนอื่นเปลี่ยนทัศนคติหรือเห็นความสำคัญของคนพิการมากขึ้นหรือไม่

เราเคยแซวพี่ที่รู้จักกันซึ่งเป็นเจ้าของรีสอร์ทที่สวนผึ้งตอนที่เขาเริ่มทำลานตั้งแคมป์ว่า หญิงจะเข้าห้องน้ำได้ไหมนะ มารู้ทีหลังว่า เขาทำห้องน้ำคนพิการให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก 

คนทั่วไปหรือแม้แต่คนพิการก็แปลกใจกันว่ามาเที่ยวแบบนี้ได้ด้วยเหรอ การทำสื่อทำให้คนเห็นว่าแบบนี้ก็ไปได้ คุณแค่ต้องก้าวเท้าออกมาจากบ้านแล้วก็มีคนคอยอยู่ข้างๆ แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องการความช่วยเหลือมากกว่าคนทั่วไป แต่การออกไปจะทำให้คนปรับทัศนคติใหม่ว่าคนพิการไม่ได้จำเป็นต้องติดเตียงอยู่บ้าน คนพิการก็คือคน มีความสามารถเหมือนกัน คนพิการอ่ะเข้มแข็งนะ เรื่องใหญ่ที่สุดอย่างความพิการก็ผ่านมาได้แล้ว ก็เหมือนมีภูมิคุ้มกันที่ดี อะไรที่เล็กน้อยทำอะไรเราไม่ได้แล้วล่ะ

จะทำอย่างไรให้คนพิการออกไปเที่ยวได้สะดวกมากขึ้น 

ในฐานะประชาชนคนหนึ่งเราอยากให้รัฐบาลหรือว่าหน่วยงานไหนก็แล้วแต่มองเห็นว่าคนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ควรมีสิทธิที่จะได้ใช้สาธารณูปโภค มีสิทธิที่จะเข้าถึงสถานที่ต่างๆ  โดยไม่เป็นข้อจำกัด การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกหรือสิ่งสนับสนุนต่างๆ ทำให้คนสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ เลี้ยงดูครอบครัวได้ และคนพิการก็จะสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนคนทั่วไป แต่ปัจจุบันสถานที่บางแห่งทำให้เราพิการในสายตาคนอื่นและเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เราไม่สามารถทำอะไรเองได้เลย

ถ้ามีคนพิการที่ยังไม่กล้าออกจากบ้าน 3 สถานที่ไหนที่แนะนำให้ลองไป

อันดับแรกหน้าบ้าน ให้เริ่มต้นจากออกจากบ้านไปสูดอากาศก่อน ไปคุยกับชาวบ้าน นั่งหน้าบ้านดูลมชมวิวไป เราคิดว่าต้องลองลุกจากเตียงก่อนและเริ่มจากออกจากบ้านเพราะบางคนอาจจะกลัวสายตาชาวบ้าน แต่เราก็ควรปล่อยเขา หันกลับมาโฟกัสที่ตัวเอง

อันดับที่สอง แนะนำให้ไปที่ห้าง ถ้านั่งวีลแชร์ห้างเป็นอะไรที่ซัพพอร์ต เรื่องห้องน้ำ เรื่องทางลาดที่สุดแล้ว นับว่าเป็นขั้นเบสิคในการออกไปข้างนอก เข็นรถเองก็ง่าย แทบจะไม่ต้องให้คนอื่นช่วยเลย 

ที่สุดท้ายคือไปกางเต๊นท์ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่นี่มีห้องน้ำวีลแชร์ที่ใช้ได้จริง มีห้องแยกเปียก แยกแห้ง ไม่ต้องเอาเก้าอี้อาบน้ำไปก็มีที่ให้นั่ง ถ้าเป็นคนพิการที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็เข้าห้องน้ำเองได้โดยเอาวีลแชร์เข้าไป ไม่ต้องเอาวีลแชร์ไว้ข้างนอกแล้วเรียกคนอื่นให้มาช่วย

สุดท้ายนี้มีอะไรอยากฝากถึงผู้อ่านไหม

ประชาชนคนไทยผู้ที่เสียภาษีให้รัฐควรได้รับสาธารณูปโภคและสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ไม่ใช่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีสิทธิมากกว่าคนอื่น คนพิการจะมีอิสระได้ก็ต่อเมื่อสถานที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต  ถ้าวันหนึ่งคนที่คุณรักต้องใช้วีลแชร์ คุณรับได้ไหมกับสภาพที่เป็นอยู่ มองเห็นคนที่รักไม่สามารถช่วยเหลือตัวเอง ไม่สามารถไปไหนมาไหน อยากออกจากบ้านแล้วรถประจำทางก็ไม่รู้จะมาตอนไหน มาหรือเปล่า แล้วจะขึ้นยังไงถ้าเป็นรถสองแถว ฉะนั้นถ้าสิทธิขั้นพื้นฐานคนพิการยังไม่มี คนพิการจะดูแลตัวเอง มีงาน หาเงินเลี้ยงตัวเองได้อย่างไร บางคนมาช่วยเหลือคนพิการแล้วถ่ายรูปลงโซเชียล สุดท้ายก็ปล่อยให้คนพิการเคว้งคว้างลอยกลางอากาศโดยไม่มีความยั่งยืน ทั้งที่การช่วยเหลือเป็นครั้งคราวไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายระยะยาวอย่างอุปกรณ์ต่างๆ นั้นหมดไป ทำให้คนพิการหลายคนไม่มีโอกาสได้ไปทำอย่างอื่นในชีวิต ฉะนั้นถ้าคนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นอยู่ คนพิการก็คงได้ออกไปเที่ยวกันทุกคน

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมแคมปิ้งคนพิการท่องเที่ยว
Categories: ThisAble

ตาจิ๋วที่ไม่ถูกนับว่าพิการ กับความโดดเดี่ยวผ่านสังคมแห่งการไม่ยอมรับ

Fri, 2021-10-29 15:47

แพง มีภูมิลำเนาจากอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ผู้หญิงอีสานวัย 27 ปีคนนี้เป็นพนักงานกึ่งฟรีแลนซ์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งแอดมินประสานงาน นอกจากนี้ก็มียูทิวป์แชลแนลชื่อ CutiePaang

มองภายนอกแพงคือพนักงานบริษัททั่วๆ ไป แต่ตัวเธอเองรู้ดีว่าร่างกายของเธอนั้นไม่เหมือนกับคนอื่น ย้อนกลับไปตั้งแต่แพงเกิด ตาซ้ายของเธอไม่ได้โตขึ้นตามร่างกายและแอบอยู่ด้านในของโพรงตา ตาข้างนั้นของแพงมองไม่เห็น แม้ในทางกฏหมายการสูญเสียตาเพียงข้างหนึ่งเช่นนี้จะไม่ถูกนับว่าเป็นความพิการ แต่ผลกระทบและอุปสรรคที่แพงเผชิญจากการมีตาข้างเดียวกลับไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่ถูกนิยามว่าคนพิการ

Thisable.me จึงชวนแพงพูดคุยเกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้นกับดวงตาของเธอและทัศนคติของสังคมที่ทำให้เกิดความยากลำบาก การถูกเลือกปฏิบัติ ความโดดเดี่ยวผ่านการกีดกันออกจากสังคมดังที่เธอเผชิญและชวนฝันกันว่า แล้วสังคมแบบไหนกันล่ะที่แพงอยากเห็นและใช้ชีวิตอยู่ในอนาคต

เมื่อรู้ว่ามีตาจิ๋ว

แพง: อาการที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีชื่อเรียก เรียกได้ว่าเราเกิดมาพร้อมกับอาการนี้เลย ตอนเล็กๆ พอสังเกตว่าตาไม่โตและหลบอยู่ด้านในก็ไปพบหมอ หมอสันนิษฐานว่า อาจเกิดจากการติดเชื้อหรือเส้นเลือดตาตีบ แต่ก็ไม่สามารถฟันธงได้

ดวงตาเล็กๆ ที่อยู่ข้างในนั้นขยับได้ตามตาข้างที่ปกติ แต่มองไม่เห็นอะไรเลย มืดสนิท ทำให้เมื่อวัดค่าลานสายตาจะได้ไม่มาก อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมองเห็นเพียงหนึ่งข้างตาตั้งแต่แรก แต่ตามกฏหมายแล้วเราไม่ได้ถือว่ามีความพิการ เพราะค่าการมองเห็นจะถูกวัดตามตาข้างที่ปกติ

ตอนเราอายุประมาณ 5 เดือน พ่อพาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาหมอที่โรงพยาบาลหนึ่ง หมอบอกว่าเป็นแบบนี้รักษาไม่ได้ ไม่ต้องทำอะไรหรอก แต่พ่อก็ไม่ล้มเลิกและคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตาเราใกล้เคียงกับคนทั่วไปมากที่สุด ในตอนนั้นมีโครงการศัลยกรรมอวัยวะเทียมของสมเด็จย่าซึ่งเราได้เข้าร่วม จึงได้ผ่าตัดตอนอายุ 9 เดือน โดยเริ่มจากการดึงผนังตาบนมายึดติดกับผนังตาล่างเพื่อกันไม่ให้ระคายเคืองเวลาใส่ตาเทียม จากนั้นจึงเริ่มทำตาเทียมด้วยเรซิ่นแข็ง หมอใช้สารพิมพ์ คล้ายสารพิมพ์ฟันฉีดเข้าไปในเบ้าตาและใช้คอนแทคเลนส์แบบแข็งแปะระบุตำแหน่ง สุดท้ายจึงใช้ก้านเสียบและแซะออกจากเบ้าตา หลังขั้นตอนนี้ก็จะได้รูปร่างของโพรงตาเพื่อเตรียมหล่อเป็นรูปทรงของลูกตา หมอจะเปรียบเทียบรายละเอียดจากตาข้างที่ดีและเลียนแบบทั้ง ขนาดลูกตาดำ เส้นเลือด ความห่างของตา ฯลฯ เพื่อให้การทำตาเทียมนั้นสมจริงที่สุด

การทำอวัยวะเทียมครั้งนั้นนับเป็นการรักษาเคสแรกๆ ของเมืองไทย ทำให้หน้าของเราไปอยู่ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ต่างๆ และไม่เสียเงินในการรักษาสักบาทเดียว

ตาที่ไม่ค่อยมีคนเข้าใจ 

คนชอบคิดว่าเราตาเหล่ ตาเข หรือไม่มีลูกตา แต่ไม่ใช่เพราะที่จริงแล้วเรายังมีตาอยู่ด้านใน เป็นตาขนาดจิ๋วที่สามารถขยับได้ แต่มองไม่เห็น พอลูกตาจิ๋วไม่โต โพรงตาที่มีก็เลยกลายเป็นโพรงว่างๆ กลวงๆ จึงต้องใส่ตาปลอมเพื่อให้ตาสองข้างนั้นเท่ากัน อย่างไรก็ดีแม้ใส่ตาปลอมแล้ว แต่กล้ามเนื้อตาก็ยังหย่อน เนื่องจากต้องถอดตาเทียมทำความสะอาด

แม้ตาจิ๋วจะขยับได้ แต่เมื่อใส่ตาเทียมเข้าไป ตาเทียมจะขยับได้เพียงเล็กน้อยจากการใส่แบบสูญญากาศที่ดูดติดกัน ทำให้เมื่อเราหันหน้าแต่ลูกตาเราไม่ไปด้วย คนจึงนึกว่าตาเข ทุกวันนี้เราก็ยังคงต้องรักษาต่อเนื่องที่ศูนย์ทันตกรรมพิเศษมหาวิทยาลัยมหิดล แม้จะเป็นคณะทันตแพทย์ศาสตร์แต่ก็ทำเกี่ยวกับอวัยวะเทียม เช่น เบ้าตาหรืออวัยวะอื่นๆ

ความไม่เข้าใจของคนทำให้เราเจอกับการตัดสินและถูกผลักออกจากสังคม แม้ที่บ้านเราจะสู้มากขนาดหมอบอกว่าทำอะไรไม่ได้ก็ยังพยายามหาวิธี แต่สังคมวงนอกก็ยังมีคำถามต่อตาเรา และหลายครั้งถูกทำให้เป็นเรื่องตลก เรื่องน่าสงสารจนใช้ชีวิตลำบาก ครั้งหนึ่งญาติบอกกับเราว่า “ไม่เป็นไรนะ ก็แค่โรคเวรโรคกรรม เอาทองไปแปะตรงลูกตาพระพุทธรูปนะ” หรือไม่ก็ยื่นเงินให้ 20 บาท แล้วบอกว่า “เอาไปทำบุญให้คนตาบอดที่อยู่ในวัดสิ ชาติหน้าจะได้ไม่เกิดมาเป็นแบบนี้อีก” ตอนนั้นเราโกรธนะแต่ไม่รู้จะจำกัดความยังไง สมองเต็มไปด้วยคำถามว่า ทำไมคนพิการต้องคอยรับเงินจากคนใจดีหรือผู้บริจาค ทำไมคนพิการไม่มีคุณค่าในตัวเอง ไม่มีงาน ทำไมความพิการต้องน่าสงสารและเป็นแหล่งชุปตัวของคนอยากทำความดีและเงิน 20 บาทที่กำอยู่ในมือตอนนั้นไม่สามารถทำให้คนมีชึวิตที่ดีขึ้นได้หากพวกเขาไม่ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดี คนพิการก็ทำได้แค่ขายลอตเตอรี่ ร้องเพลงหรือนวด ทั้งที่คนพิการก็เป็นประชาชนที่เสียภาษีแต่กลับไม่สามารถใช้ชีวิตได้เลย

การเลือกปฏิบัติที่เผชิญ

ตาของเรามองเห็นได้กว้างประมาณหนึ่งแต่ไม่เท่าคนทั่วไป เรามักเดินชนคนหรือมองไม่เห็นรถที่ขับมาทางซ้าย ทำให้กว่าพ่อจะยอมให้ขับมอเตอร์ไซค์ก็หลายปีเพราะเขามองว่าเราต้องฝึกเยอะกว่าคนอื่น

ครั้งหนึ่งขณะสังสรรค์กับญาติ ลุงที่ดูเอ็นดูเราก็ดีดกีต้าร์เพลง Whatever Will Be ที่เคยใช้ประกอบโฆษณาประกันชีวิตและบอกให้เราฟังเพื่อปลอบใจ ทั้งที่เราไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือน่าสงสาร ตอนเข้าสู่วัยเรียนก็โดนล้อจนกลายเป็นคนเก็บตัวเพราะไม่อยากมีปัญหากับคนอื่น เพื่อนหลายคนมองว่าเราหน้าบึ้ง ปากคว่ำ หนังตาข้างซ้ายก็หย่อนจนไม่มากพอสำหรับการแสดงอารมณ์เลยยิ่งดูหยิ่ง ยิ่งช่วงเรียนชั้นมัธยมในโรงเรียนประจำจังหวัดและเพื่อนส่วนมากฐานะดี เราก็ยิ่งถูกผลักออก เหมือนกับว่าใครที่แตกต่างต้องรีบเอาออกไป

ในคาบวิทยาศาสตร์ช่วงชั้นมัธยมปลาย เด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่นั่งโต๊ะข้างหลังคุยล้อกันว่าเราเป็นอีเข ตอนนั้นเกือบสติหลุดฟาดเก้าอี้ใส่ แต่ก็ทำได้แค่โยนไปที่โต๊ะแทนเพราะรู้สึกแค่ว่าไม่ไหว เราไปทำอะไรให้ ทำไมหน้าเราถึงเห็นแล้วหงุดหงิด

ครูเองก็ไม่สนใจ เขาสนใจแค่เด็กบ้านจนแต่เรียนดีและมองว่าเด็กพิการจะมาเรียนทำไม ก็ไปเรียนโรงเรียนคนพิการสิ ทั้งๆที่ในช่วงเวลานั้นเราเองไม่ได้ถูกนิยามว่าคนพิการ หลายคนมองว่าเราตาเหล่และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราใส่ตาเทียม กระทั่งช่วงมัธยม 5 การล้อเลียนต่างๆ เริ่มหายไปเพราะได้เจอเพื่อนที่ดีคนหนึ่งที่มองว่าเรามีความสามารถ จึงได้ช่วยเหลือกันเรื่องการเรียน เราเองก็ค่อยๆ ขยับตัวเองจนสามารถช่วยเหลือเพื่อนในห้องได้ คนที่เคยแกล้งเรา ล้อเลียนเราจึงเริ่มพูดกับเราดีขึ้นและพยายามปรับตัวเองให้ยอมรับให้ได้ว่ามีคนอย่างเราอยู่ในสังคม

สังคมที่ใหญ่ขึ้น

ความคิดคนจะเปลี่ยนก็ต้องปรับทัศนคติตั้งแต่ระดับครอบครัว ผู้ปกครองจะต้องสอนให้ลูกเคารพความหลากหลาย เช่นเดียวกับพ่อแม่ของเราที่อาจต้องสร้างความเข้าใจกับครูเกี่ยวกับภาวะที่เราเป็นหรือถ้ามีการล้อเลียนเกิดขึ้นแล้วจะทำอย่างไร รวมถึงต้องสอนเราหรือเด็กพิการคนอื่นๆ ให้เอาตัวเองให้รอดก่อน โดยเฉพาะถ้าโครงสร้างพื้นฐานของบ้านเรายังไม่เอื้อ

ที่ผ่านมา ความผิดปกติบนใบหน้าทำให้คนอื่นมีอำนาจเหนือเราโดยไม่มีเหตุผล เราเหมือนตัวเล็กลงโดยเฉพาะในช่วงที่เป็นนักเรียนเพราะผู้ใหญ่เป็นกลุ่มที่เก็บอารมณ์เก่ง แม้เขาสงสัยเกี่ยวกับตาของเรา แต่บางคนก็เลือกไม่ถาม ขณะที่บางคนก็ถามเชิงเหยียดหรือสงสาร สุดท้ายความมั่นใจของเราก็ลดลง กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยสบตาและอายที่จะมองตาแม้เราจะสูงถึง 175 เซนติเมตรแต่ก็อยากทำตัวให้เล็ก หลังจากย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ คนไม่ค่อยสนใจความผิดปกติของเราแล้ว อาจเพราะแต่ละคนต้องสนใจชีวิตตัวเองเป็นหลักเสียมากกว่า

ในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยภาคภาษาอังกฤษ เราอยากเป็นแอร์โฮสเตสเพราะคิดว่า ความสูงก็ได้ ภาษาก็ได้ แต่พอมารู้ว่าเป็นไม่ได้เพราะมองเห็นตาเดียวก็รู้สึกเหมือนโลกล่มสลาย คนเราไม่ได้หาเป้าหมายในชีวิตได้บ่อยยิ่งถ้าไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับชีวิตต่อไป เราจะทำอะไรได้บ้าง เหมือนกับถ้าอยากทำอะไรก็ต้องขออนุญาตจากทุกคนว่าทำได้หรือไม่ หลังจากเหตุการณ์นั้นเราเลยเลี่ยงงานที่ต้องใช้หน้าตา เลี่ยงการเจอคน เพราะต่อให้เราเข้มแข็งขนาดไหนแต่ก็ไม่สามารถสู้กับสายตาของคนอื่นได้ทั้งหมด งานที่ใช้แค่เสียงทำให้คนไม่ตัดสินเราจากหน้าตา ล่าสุดเราวางแผนแต่งงาน ความกังวลทำให้เราเลือกคุยกับช่างแต่งหน้าว่ารับได้ไหมที่หน้าและตาของเราไม่เท่ากัน เขียนคิ้วยังไงก็เบี้ยวหรือกรีดอายไลน์เนอร์ก็หลุดเพราะน้ำตาที่ไหลตลอดเวลาเพราะกลัวว่าหากรู้ทีหลังแล้วช่างจะไม่สะดวกใจ

สิ่งที่กังวลพอจะคบใครคือเขาจะรับเราได้ไหม พอเริ่มคุยกันเราก็จะพาเขาไปหาหมอด้วยกัน ให้เขารู้ทุกอย่าง ถ้ารับไม่ได้ก็เลิกเลยเพราะไม่อยากให้มาบอกทีหลังว่าเลิกกับเราเพราะเรื่องนี้ อีกทั้งเราไม่รู้ว่าภาวะที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร กรรมพันธุ์หรือไม่ ฉะนั้นเราเดาไม่ได้เลยว่าถ้ามีลูกลูกจะเป็นหรือไม่ แฟนเราจึงต้องเข้าใจตั้งแต่แรก

ความตลกที่ถูกสร้าง สู่การสร้างสังคมแห่งการยอมรับ

เรามองว่าความผิดปกติ ความแปลกมักถูกทำให้ตลกเพราะชีวิตคนมันแย่ ไม่มีอะไรให้รื่นรมย์เลยได้แต่ปลอบใจตัวเองด้วยการขำเรื่องคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ด้อยกว่าผ่านการกดขี่กันเอง เหมือนที่พวกเขาโดนกดขี่จากรัฐและผู้มีอำนาจ คนหลายคนมีปัญหาพื้นฐานมากเกินไปจนต้องมานั่งรู้สึกดีกับคนพิการและเอาไปเทียบกับตัวเองว่า “ดีแล้วที่เกิดมาครบ 32” รายการเกมโชว์ต่างๆ ที่เอาคนด้อยโอกาส คนพิการ คนจนมาออกแล้วเล่นเกม แจกเงินแจกทองจึงฉายอยู่ได้ เอาเข้าจริงคนอาจสิ้นหวังกับการแก้ไขเชิงโครงสร้างแล้วเพราะเดี๋ยวก็มีรายการใจบุญมาช่วยเหลือเอง

สำหรับเราคำว่าคนพิการไม่ใช่คำไม่ดี ไม่ใช่คำอัปมงคล แต่เป็นคำที่บ่งบอกว่าเราเป็นใคร เราเองไม่เข้าข่ายว่าเป็นคนพิการแต่ก็ไม่ใช่คนทั่วไป พ่อแม่บางคนอาจมองว่า คำว่าพิการนั้นรุนแรง เพราะไม่รู้ว่าถ้าลูกถูกเรียกว่าพิการจะโดนผลกระทบอะไรบ้างเพราะลูกก็คือคนที่เขารัก เรามองว่า ถ้าคนพิการสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ความพิการจะไม่มีความหมายมากกว่าคำที่ใช้อธิบายตัวตนเหมือนกับบอกว่า คนนี้ผมสีดำ แค่นั้นเอง

ช่วงที่ผ่านมา เราดีใจมากที่เห็นคนรุ่นใหม่ให้เกียรติคนอื่นและมองทุกคนเท่ากัน เราอยากให้คนมองว่าทุกคนมีข้อดี สิ่งที่เกิดขึ้นกับใครไม่ใช่เวรกรรมแต่เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เพราะการโยงเข้าเรื่องเวรกรรมทำให้คนพิการหมดหน้าที่ในทางโลก เสมือนว่าไม่ใช่ภาระหน้าที่ของสังคมที่ต้องโอบอุ้มและไม่ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อความพิการนั้นห้ามยาก เช่น การมอง การถาม การมีอคติ ฯลฯ แต่ถ้าเรารู้เท่าทันความคิดตัวเอง รู้ว่าสิ่งที่คิดนั้นสามารถนำไปถึงการตั้งคำถามเชิงโครงสร้างได้ก็จะทำให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากอนาคตถ้าเรามีลูกที่เกิดมาเป็นเหมือนกัน เราก็อยากให้มีคนเข้าใจลูก ไม่ตัดสินและไม่ต้องอายที่มีเราเป็นแม่

อีกเรื่องที่อยากให้เกิดขึ้นคือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนควรจะมีเท่ากัน คนที่ด้อยกว่าไม่ใช่ตัวตลก จะต้องไม่มีชนชั้นที่อยู่สบายแล้วตลกขำขันหรือตื่นเต้นกับความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของใคร อีกทั้งต้องสอนเด็กเรื่องความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น (Empathy) ไม่ว่าคนๆ นั้นจะพิการหรือไม่
 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนตาเทียมคนพิการทัศนคติ
Categories: ThisAble

ถอดรหัสคดีฆาตกรรมคนพิการรุนแรง มีอะไรมากกว่าข่าวสลด

Wed, 2021-10-27 18:54

ถอดรหัสคดีฆาตกรรมคนพิการรุนแรง มีอะไรมากกว่าข่าวสลด

หนึ่งในข่าวเศร้าที่สุดในรอบสัปดาห์ อย่างข่าวการจบชีวิตลูกที่เป็นคนพิการรุนแรงจนติดเตียง ก่อนที่พ่อจะฆ่าตัวตายตามทำให้ใครหลายต่อหลายคนรู้สึกใจหายไปตามๆ กัน  ดังที่หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า "สุดเศร้า พ่อจำใจรัดคอลูกป่วยติดเตียงก่อนลาโลกตาม แม่เล่าน้ำตาตก หมดเงินค่ารักษา"

เนื้อข่าวเล่าว่าผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นชายวัย 22 ปี ถูกฆ่ารัดคอด้วยเชือกไนล่อนบนเตียงและไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ในเวลาต่อมาก็พบศพอีกรายเป็นชายอายุ 54 ปี บิดาของผู้เสียชีวิตรายแรก เขามีบาดแผลเฉือนบริเวณลำคอเป็นแผลฉกรรจ์ และมีมีดพร้าตกใกล้มือด้านขวา

จากการพูดคุยกับแม่และภรรยาของผู้เสียชีวิตเล่าว่า ก่อนหน้านี้ลูกชายประสบอุบัติเหตุบนถนน ทำให้คอและกระดูกสันหลังหักกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ กระทั่งภายหลังกลับมารักษาต่อที่บ้านเนื่องจากไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล

ในด้านของสามีหรือพ่อ พอเห็นสภาพลูกชายกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ได้แต่ยืนมองน้ำตาคลอเบ้าและเป็นคนคอยทำหน้าที่ดูแล เปลี่ยนแพมเพิร์สและนอนใต้เตียงผู้ป่วยเพื่อเฝ้าลูกชายเป็นประจำ จนวันที่เกิดเหตุ แม่กับลูกสาวคนเล็กออกไปดูข้าวในนา จึงบอกกับสามีว่าถ้าลูกหิวข้าวก็ป้อนด้วย หากกลับจากนาก็จะมาล้างแผลกดทับให้เอง แต่เมื่อกลับมากลับพบว่า ลูกและสามีหมดลมหายใจแล้ว

หากย้อนกลับไป จะพบว่านี่ไม่ใช่ข่าวเศร้าสลดข่าวแรก ในช่วงเดือนกันยายนปีนี้ที่จังหวัดลำปาง ก็เกิดเหตุลูกชายใช้มีดแทงแม่ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงจนเสียชีวิต เนื่องจากความเครียดเมื่อต้องดูแล อย่างไรก็ดี แม้สังคมส่วนหนึ่งจะเห็นใจและเห็นถึงปัญหาความเครียดของผู้ดูแล แต่อีกด้านก็ยังมองว่า การฆ่านั้นบาปกรรมหรือไม่ก็มองว่าพ่อแม่ป่วยแค่นี้ทำไมดูแลไม่ได้ กระทั่งมองว่าเป็นลูกอกตัญญู

ประเทศไทยมีคนพิการรุนแรงกว่าแสนคนและมีผู้ช่วยคนพิการ (Personal Asisstance-พีเอ) ที่ได้การรับรองจากรัฐทั้งหมด 539 คน ภายใต้จำนวนที่ต่างกันขนาดนี้ ทำให้คนพิการจำนวนมากเข้าไม่ถึงสิทธิในการได้รับบริการผู้ช่วยคนพิการ คนในครอบครัวจึงต้องผันตัวเองกลายเป็นผู้ดูแล ซึ่งเป็นงานที่เสมือนว่าจะไม่มีวันจบสิ้น

ภาระหน้าที่ที่พ่วงมากับสิทธิที่ขาดหายไปและงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หนักหนาเฉพาะแค่เรื่องการใช้แรงกาย เศรษฐกิจครัวเรือนที่เริ่มฝืดเคืองจากการสูญเสียรายได้ ความเหน็ดเหนื่อยจากหน้าที่ที่ไม่มีวันหมดและความเครียดที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่การดูแลคนรักโดยผู้ดูแลที่เป็นคนในครอบครัวกลายเป็นเรื่องต้องคิดหนักเมื่อรวมถึงเงินค่ารักษาพยาบาล อุปกรณ์ เตียง วีลแชร์ แพมเพิร์สรวมทั้งความเครียดจากการดูแลผู้ป่วยติดเตียง การจัดการแผลกดทับและจัดการอุจจาระ ปัสสาวะ

พาย-ภาริอร วัชรศิริ เคยให้สัมภาษณ์ (อ่านที่นี่) ถึงการดูแลแม่ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงว่าเธอเองซึ่งเป็นผู้ดูแลต้องประสบกับแรงกดกันค่อนข้างมาก คนดูแลหลายคนกลายเป็นผู้ป่วยไปเสียเองจากการดูแลคนอื่นเป็นเวลานาน อีกทั้งยังเมื่อไม่มีความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยก็ยิ่งเพิ่มความกดดัน หลายคนจึงเลือกส่งพ่อแม่หรือผู้ป่วยในบ้านไปอยู่บ้านพักคนชรา หรือหากมีเงินทุนก็จ้างคนดูแล แทนที่จะดูแลด้วยตัวเอง

เมื่อต้องกลายเป็นคนที่ดูแลคนในครอบครัว ปัจจัยความเครียดก็เกิดขึ้น พายเล่าว่า การทำร้ายผู้ป่วยติดเตียงเกิดขึ้นได้เสมอผ่านสถานการณ์ความเครียด โดยเฉพาะเมื่อต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงเพียงตัวคนเดียว

"คนป่วยไม่ได้น่ารักทุกคน แม้ว่าเขาจะเป็นพ่อแม่เรา หลายคนรู้สึกว่า เราจะต้องเข้าใจ เห็นใจ อดทนกับพ่อแม่ แต่คนดูแลก็เป็นมนุษย์ ไม่ได้เป็นหุ่นยนต์ ยังต้องรับส่งอารมณ์ พอเกิดการกระทบกระทั่งก็อาจพลั้งมือและจะรู้สึกผิดมหันต์ กลับมาโบยตีตัวเองหนักมาก

"เราเคยเขียนในหนังสือเล่มแรกว่า เราเคยตีแม่เพราะแม่ทำอะไรบางอย่างที่ไม่ดี พอตีแม่เสร็จเราก็ตบหน้าตัวเอง ความรู้สึกตอนนั้นคือ การถามซ้ำๆ ว่า ทำไมเราถึงทำ ทั้งที่เขาไม่มีทางตอบโต้ เรื่องเหล่านี้เป็นเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผู้ดูแลคนป่วย มันท้าทายด้านมืดในความเป็นตัวเรา ทำให้เราเห็นตัวเองในแบบที่ละเอียดมากขึ้นและต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นลูก แฟน เพื่อนหรือบทบาทไหนก็ตามของการเป็นผู้ดูแล คุณก็ยังเป็นมนุษย์" พายกล่าว

ในมุมของคนพิการหรือผู้ป่วยติดเตียงก็เครียดไม่ต่างกัน หลายคนหลังกลายเป็นคนพิการยังต้องใช้เวลาปรับตัว บางคนใช้เวลาหลายปี บางคนหลายสิบปี เก๋- สุพัตรา แวววับ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงชีวิตอิสระพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สะท้อนปัญหาในฐานะคนพิการรุนแรง หลังเกิดความพิการเธอนอนติดเตียงอยู่ถึง 21 ปี และสภาวะที่เกิดขึ้นทำให้เธอกลายเป็นคนอารมณ์รุนแรง (อ่านที่นี่)

"เรากลายเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง ยิ่งหนักขึ้นถ้าเจออะไรไม่ได้ดั่งใจก็จะโมโหและเริ่มทำร้ายตัวเอง เอามือฟาดกับพื้นแรงๆ เรื่องที่เราโมโหเป็นเรื่องอย่างพอนอนติดเตียง อุณหภูมิในร่างกายจะร้อนง่ายขึ้น เราก็เรียกให้เอาน้ำมาเช็ด พอไม่มีใครเอามาเราก็โมโห ทั้งๆ ที่ตอนเดินได้เราไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

"ช่วงกลางวันเราอยู่บ้านกับแม่ แม่รับซักรีดและไม่ค่อยมีเวลาว่างให้เราสักเท่าไหร่ สิ่งที่ทำได้จึงมีแค่นอนมองผนัง มองเพดาน ไม่ก็ดูโทรทัศน์ เพื่อรอพ่อกลับมาจากที่ทำงาน การนอนติดเตียงทำให้เราคิดไปเรื่อย คิดมากคิดว่าจะทำยังไงต่อและกังวลหากพ่อแม่เป็นอะไรไป"

ความเครียดของเก๋เห็นได้เด่นชัดเมื่อเธอไม่สามารถทำอะไรเองได้เหมือนเดิม อำนาจเหนือที่มีเพิ่มขึ้นของคนรอบตัวและความพิการที่ทำให้อำนาจของเธอในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ยิ่งลดน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อคนในครอบครัวพ่วงสถานะของผู้ดูแล สภาวะคิดและตัดสินใจแทนเกิดขึ้นซ้ำๆ และดูเหมือนจะเลี่ยงไม่ได้  หากคนพิการอยากกินส้มตำปูปลาร้า แต่คนดูแลไม่ยอมเนื่องจากกลัวท้องเสียแล้วจัดการยาก คนพิการก็จำใจต้องยอมเพราะพวกเขาต้องพึ่งพาและอาศัยการดูแลจากผู้ดูแลอยู่ สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อคนพิการเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ช่วยคนพิการหรือพีเอเป็นกลไกหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยให้คนพิการรุนแรงได้มีชีวิตอย่างอิสระ พีเอนั้นทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเพื่อให้คนพิการสามารถทำกิจวัตรประจำวันของพวกเขาได้ผ่านการตัดสินใจด้วยตัวเองการมีพีเอทำให้คนพิการมั่นใจได้ว่า เมื่อวันที่ผู้ดูแล เช่น พ่อ แม่ ญาติพี่น้องนั้นตายไป เขาก็จะสามารถอยู่ได้ผ่านการตัดสินใจของเขาเอง  ระบบพีเอไม่เพียงถูกใช้ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังถูกใช้และสนับสนุนโดยรัฐในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศเพื่อให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง 

จากข้อมูลของจำนวนคนพิการรุนแรงและจำนวนผู้ดูแลคนพิการที่กล่าวไปในข้างต้น จะเห็นได้ว่าแม้ในไทยจะมีระบบสนับสนุนชนิดนี้ แต่จำนวนที่น้อยมากส่งผลให้เรื่องพีเอยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ดังเช่นที่ธีรยุทธ สุคนธวิท ผู้อำนวยการศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการ เคยระบุว่า ระบบพีเอเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนพิการกับผู้ช่วย โดยเน้นการเลิกคิดแบบสงเคราะห์ หันมาเคารพสิทธิมนุษยชนและการรักษาความลับของผู้รับบริการ อย่างไรก็ดี พีเอภาครัฐที่เกิดขึ้นยังไม่ตอบโจทย์ที่คนพิการต้องการรับบริการ ตั้งแต่เรื่องของกระบวนการสรรหา พัฒนา ไปจนถึงความใส่ใจของภาครัฐต่อนโยบายพีเอ (อ่านที่นี่)

"ความไร้ประสิทธิภาพของการจัดพีเอภาครัฐ คือการให้พีเอไปหาลูกค้าคนพิการใกล้บ้านแล้วทำใบสัญญา แค่เริ่มต้นก็ผิดแล้วเพราะเขาไม่ได้สนใจว่า คนพิการคนนั้นเป็นกลุ่มเป้าหมายตามที่กฎหมายระบุไว้หรือเปล่า เช่น พิการรุนแรงจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้ พีเอที่มีจึงเลือกเคสที่ไม่ต้องดูแลอะไรเยอะ แค่วัดความดัน อ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง บีบนวด ซื้อขนมมาฝาก นั่งคุยเล่น ฯลฯ การทำงานจึงไม่ตอบเจตนารมณ์ของกฎหมาย ฉะนั้นพีเอในระบบของรัฐเกินครึ่งนับว่าไม่ประสบผลสำเร็จและในจังหวัดที่ประสบความสำเร็จจะไม่ใช่พีเอที่ทำด้วยใจ แต่ทำตามคำสั่งและนโยบาย

“คนพิการรุนแรงหากมีเงิน พ่อแม่ดูแลดีก็ดี ไม่มีเงินก็ต้องปล่อยตามมีตามเกิด อยู่แบบสงเคราะห์ ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี คนพิการจะเผยอหน้าอ้าปากอะไรไม่ได้เลย มืดแปดด้าน ได้แต่นอนคุยกับจิ้งจก ตุ๊กแกเท่านั้น

“เรื่องมาตรฐานการคัดคนและจ้างคนก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำให้เกิด พีเอบางคนไม่ได้ค่าจ้าง ได้เพียงค่ารถ เขาจึงไม่อยากทำงานไกลบ้าน บางคนก็ได้แต่ค่าแรง ไม่ได้ค่าเดินทางหรือบางคนก็หัวใส เอาค่าเดินทางรวมกับค่าแรง แล้วบอกว่า นี่ไง! ขึ้นเงินค่าจ้างแล้ว เหตุผลเหล่านี้ทำให้ไม่มีใครอยากเป็นพีเอ หนำซ้ำ พมจ.บางจังหวัดไม่อยากจ่ายเงินให้พีเอเพราะไม่อยากจัดการ” ธีรยุทธกล่าว

จะเห็นได้ว่า ปัญหาข้างต้นตั้งแต่เรื่องของความเครียด ความกดดัน ชีวิตความเป็นอยู่ที่ไร้อำนาจของคนพิการ ไปจนถึงระบบผู้ช่วยคนพิการที่ยังไม่เป็นรูปร่างในไทย ล้วนทำให้ภาระการดูแลและการใช้ชีวิตของคนพิการรุนแรงนั้นตกเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดโจทย์ใหญ่ว่าจะทำอย่างไรหากในอีกไม่กี่ปีบ้านเรามีคนพิการรุนแรงเพิ่มขึ้นและกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ และหากปัญหาที่เป็นรูปธรรมอย่างระบบผู้ช่วยไม่ถูกแก้ไขเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เราก็คงต้องเห็นข่าวการฆาตกรรมคนพิการกันแบบนี้ต่อไป

 

อ้างอิง 

https://www.matichon.co.th/region/news_3006211

https://thisable.me/content/2020/02/594

https://thisable.me/content/2019/07/539

https://thisable.me/content/2017/08/261

https://www.youtube.com/watch?v=hWv2_RBq3eU










 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตคนพิการรุนแรงฆาตกรรม
Categories: ThisAble

สรุปเฟซบุ๊กไลฟ์ "การศึกษาของเด็กพิเศษเป็นอย่างไรในอังกฤษ"

Tue, 2021-10-26 20:59

สรุปไลฟ์เฟซบุ๊ก "การศึกษาของเด็กพิเศษเป็นอย่างไรในอังกฤษ"  คุยกับพิชญา ปิยจันทร์ ครูประกบเด็กพิเศษในประเทศอังกฤษว่า เด็กพิเศษที่นู้นได้รับการสนับสนุนในห้องเรียนกันอย่างไรและมีการพัฒนาระบบการศึกษาเด็กพิเศษมากน้อยขนาดไหน

  • ปิ่น—พิชญา ปิยจันทร์ ทำงานเป็นครูประกบเด็กพิเศษ (Special Educational Needs Teaching Assistant : SEN TA) อยู่ที่โรงเรียนประถมเล็กๆ ใน West Sussex ประเทศอังกฤษ เธอมีหน้าที่ประกบเด็กพิเศษไม่ว่าจะเป็นออทิสซึม สมาธิสั้นหรือเรียนรู้ช้า เพื่อช่วยให้พวกเขาอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ 
     
  • แม่ของเธอเป็นครูสอนเด็กทั่วไปแต่ก็มีเด็กพิเศษประปรายเข้ามาบ้าง สิ่งนี้จุดประกายให้เด็กเรียนจบอักษรศาสตร์ผันมาเรียนด้านการศึกษาพิเศษไกลถึงประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นเธอทำงานเป็นอาสาสมัครกับเด็กออทิสติกที่หน่วยงานแห่งหนึ่ง บรรยากาศการเรียนการสอนทำให้เธอตัดสินใจส่งใบสมัครทำงานที่นี่และได้ดูแลเด็กพิเศษที่เรียนในห้องเรียนร่วม
     
  • ที่ประเทศอังกฤษห้องเรียนเป็นระบบเรียนร่วมกันระหว่างเด็กทั่วไปและเด็กพิเศษ โดยเด็กพิเศษจะมีแผนการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษตั้งแต่ 0-25 ปี (Education Health and Care Plan ;EHCP) ที่มีกุมารแพทย์ พ่อแม่ ครูแต่ละชั้นช่วยกันสังเกตว่าพัฒนาการเรียนรู้สมวัยหรือไม่ มีปัญหาอะไรในการดำเนินชีวิต ถ้าพิจารณาแล้วว่าเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปได้ก็จะส่งไปโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้าน แต่ถ้าเรียนร่วมกันยังไม่ได้ก็จะส่งเรื่องต่อไปที่ (Special Educational Needs Coordinator ;SENCO) ให้ดึงสหวิชาชีพเข้ามาช่วย โดยที่รัฐบาลเป็นคนออกเงินช่วยเหลือ
     
  • ปิ่นเล่าให้ฟังว่าในหนึ่งห้องเรียนจะมีเด็กไม่เกิน 30 คน จะมีครูประจำชั้น (Class Teacher) และครูผู้ช่วยครูประจำชั้น (Teacher Assistant) ถ้าโรงเรียนนั้นมีเด็กพิเศษก็จะจ้างครูประกบเด็กพิเศษมาช่วยอีกดูแลอีกทีหนึ่ง การเรียนการสอนในช่วงเช้าจะเป็นการเรียนตามหลักสูตรที่ส่วนกลางกำหนดไว้ ส่วนช่วงบ่ายครูประกบเด็กพิเศษจะทำกิจกรรมซ่อมเสริมทักษะที่มีปัญหา เช่น กิจกรรมบำบัดต่างๆ ทักษะการพูดและทักษะการจัดการอารมณ์
     
  • สิ่งที่เธอประทับใจมากก็คือมาตรการวัดผลการศึกษาให้เหมาะสมกับระดับการเรียนของเด็กแต่ละกลุ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการจัดลำดับว่าใครสอบได้ที่เท่าไหร่ จนทำให้เกิดความเครียด ความกดดันผ่านการแข่งขันเพื่อให้ได้ลำดับที่ดีขึ้น 
     
  • การวัดผลการเรียนจะไม่ใช้เกณฑ์เดียวเพื่อวัดความสามารถของเด็กทุกคน เด็กทั่วไปอาจเขียนเรียงความสามหน้าได้เป็นเรื่องปกติ กลับกันสำหรับเด็กพิเศษการเขียนได้ 5 ประโยคด้วยตัวเองก็อาจถือว่าประสบความสำเร็จในการเรียนการสอนแล้วเช่นเดียวกัน 
     
  • การเรียนที่นี่จะเน้นให้คิดและลงมือทำ หากมีเด็กมาหาแล้วบอกว่า ‘ไม่รู้’ หรือ ‘ทำไม่ได้ ก็จะมีกฎเหล็ก 4 ข้อให้เด็กลองทำก่อนที่จะช่วย เริ่มต้นจากให้เด็กลองคิดหาคำตอบเองอีกรอบ ถ้ายังคิดไม่ออกก็จะชวนเด็กสำรวจว่ามีอะไรที่ช่วยให้ได้คำตอบบ้าง ถ้าไม่ได้อีกก็ให้เขาหันไปถามเพื่อนหรือครูที่ค่อยช่วยเหลือ
     
  • ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปิ่นพยายามปรับการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง พึ่งพาพ่อแม่ให้น้อยที่สุดและมองว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรกลางที่วางไว้สามารถทำได้ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการเขียนหรือการวาดรูป 
     
  • สิ่งที่ทำให้ปิ่นแฮปปี้มากกับการเป็นครูอยู่ที่นี่ก็คือ Universal Design ภายในโรงเรียนที่เอื้อกับทุกคน ไม่ว่าจะคนพิการ คนไม่พิการ ถึงแม้โรงเรียนจะมีบันไดไม่ถึง 10 ขั้น แต่ก็มีลิฟต์ให้ใช้เพื่อรับรองเด็กที่นั่งวีลแชร์หรือเด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถเดินได้สะดวก 

สำหรับใครที่อยากชมไลฟ์ฉบับเต็ม
https://www.youtube.com/watch?v=ZIuQvteqDuY

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนครูประกอบเด็กพิเศษSpecial Educational Needs Teaching Assistantออทิสซึม สมาธิสั้นเด็กที่เรียนรู้ช้า
Categories: ThisAble

“PA” ผู้ช่วยคนพิการ งานหลักคือให้คนพิการได้ “ตัดสินใจ”| อ่านให้ฟัง

Tue, 2021-10-26 16:04

แม้ว่าภาพที่เราชินตา เมื่อพูดถึงความเป็นอยู่ของคนพิการส่วนใหญ่ คือภาพของครอบครัวที่ล้อมหน้าล้อมหลัง ปรนนิบัติดูแล แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่คนพิการทุกคนที่มีครอบครัวที่พร้อมจะดูแล และไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการให้คนที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือ เป็นคนในครอบครัว

ไม่ต้องคิดเยอะ ก็น่าจะพอเดาออกว่า ภาระค่าใช้จ่ายของคนพิการนั้นมากมายมหาศาลในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยและไม่มีการจัดสรรสวัสดิการที่ครอบคลุม การหารายได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนดูแลคนพิการหลายคนจึงต้องเลือกทิ้งคนพิการไว้ที่บ้าน ดูแลตามความจำเป็นปัจจัย 4 และไม่มีเวลามาสนใจว่า จริงๆแล้ว คนพิการสนใจอะไร ต้องการทำอะไร อยากกินอะไร อยากอาบน้ำตอนไหน หรืออยากออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านหรือเปล่า

บางครอบครัวก็เลือกให้คนพิการไปอยู่ตามสถานพักฟื้นหรือสถานสงเคราะห์ต่างๆ เพราะไม่มีกำลังจะเลี้ยงดู

แล้วทำไม คนพิการบางคนถึงไม่ต้องการผู้ดูแลเป็นคนในครอบครัว?
 

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนผู้ช่วยคนพิการ
Categories: ThisAble

รีวิวสินค้าจากสหกรณ์คนตาบอด ตอน 1

Mon, 2021-10-25 13:47

มีใครรู้จัก ที่แผ่นวัดธนบัตร เครื่องเขียนอักษรเบรลล์ นาฬิกามีเสียง กรอบลายเซ็น บ้าง ยกมือขึ้น

วันนี้ thisable.me ชวนไปทำความรู้จักกับสินค้าคนตาบอดที่มีวางจำหน่ายในสหกรณ์บริการคนตาบอดแห่งประเทศไทย มีหลายชิ้นที่น่าจะไม่เคยเห็นกันมาก่อน ใช้แบบไหนราคาเท่าไหร่เราชวนไปรเวทสทานสัตย์ รองผู้จัดการสหกรณ์บริการคนตาบอดแห่งประเทศไทย มาเล่าให้เราฟังว่ามีอะไรขายที่ร้านบ้านแล้วเหมาะกับคนตาบอดอย่างไร

Mediaสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนไอซีที
Categories: ThisAble

Pages