ThisAble

Subscribe to ThisAble feed
Updated: 22 นาที 32 วินาที ago

ช่วยเหลือคนตาบอดบนรถไฟฟ้าอย่างไรให้ถูกวิธี

Sat, 2020-01-25 02:23

นั่งอยู่ก็ตกใจว่าจะทำอย่างไร แม้เขาจะยังไม่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ หลายคนระส่ำระส่าย คุณกำลังคิดว่าจะให้เขายืนอยู่ตรงไหน จะลุกให้เขานั่ง จะพาเขาไปนั่งเก้าอี้คนพิการ หรือปล่อยให้เขายืนต่อไป



นี่คงเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่หลายคนพบเจอ คนตาบอดขึ้นรถไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คุณก็ทำตัวไม่ถูก คุณไม่มั่นใจว่าคนตาบอดเหล่านั้นต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า และคุณเองก็ไม่กล้าถาม

thisable.me ได้มีโอกาสคุยกับพี่ๆ คนตาบอด ทั้งพี่หรั่ง พี่เอก และพี่ทิพย์ เกี่ยวกับประสบการณ์บนรถไฟฟ้า รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือที่ถูกต้อง ว่าถ้าคุณจะช่วยต้องทำอย่างไร อะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ ลองมาสำรวจกันว่ามีสิ่งใดบ้างที่คุณช่วยได้ เมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ

‘เอก’ พิการทางการมองเห็นและใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางเกือบทุกวัน ทั้งไปทำงานและทำธุระต่างๆ
เขาเป็นครูสอนการเดินทางให้กับนักเรียนตาบอดที่โรงเรียนสอนคนตาบอด ทำให้เขามีประสบการณ์ในการไปไหนมาไหนอย่างเชี่ยวชาญ

หลายครั้งคนมักถามเขาว่า หากเจอคนตาบอดบนรถไฟฟ้าจะต้องลุกให้คนตาบอดนั่งหรือไม่ เขาจึงอธิบายให้ฟังว่า อยากให้คนมองคนตาบอดเป็นคนปกติทั่วไป ที่นั่งสำหรับคนพิการ เป็นที่นั่งสำหรับคนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ไม่สามารถยืนนานๆ ได้ เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คนท้อง ฯลฯ คนตาบอดหลายคนสามารถยืนได้ แค่ต้องการอะไรยึดเกาะเหมือนคนอื่นทั่วไป

หากอยากช่วยเหลือคนตาบอดก็สามารถช่วยได้โดยการหาที่ให้คนตาบอดจับ ไม่ว่าจะเป็น เสา ราวจับ ห่วงที่ห้อยอยู่ เพื่อให้คนตาบอดปลอดภัย บางคนช่วยเหลืออย่างผิดๆเช่น คิดว่าคนตาบอดจำเป็นต้องนั่ง ต้องเสียสละลุกให้คนตาบอดนั่ง

“มีคนลุกแล้วจับผมหันหลังชิดกับเก้าอี้ และจับไหล่กดลง คนตาบอดไม่รู้หรอกว่าเก้าอี้อยู่ตรงไหน จนอาจทำให้อันตรายทั้งตัวคนตาบอดและคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ คนตาบอดหลายคนมีไม้เท้าอยู่ในมือ หากเขาเสียหลักล้มลง แม้จะล้มลงไปบนที่นั่งไม้เท้าที่ถืออยู่ก็อาจพลั้งไปโดนคนที่อยู่ข้างๆได้ เพราะฉะนั้นหากอยากจะบอกว่ามีเก้าอี้ว่าง และให้คนตาบอดนั่ง การช่วยเหลือที่ถูกต้องก็คือ การบอกคนตาบอดว่ามีเก้าอี้ว่างอยู่ตรงไหน ข้างหน้า ข้างซ้าย ข้างขวา แค่นั้นก็พอแล้ว คนตาบอดสามารถเอื้อมมือไปจับเองได้” เอกแนะนำ     ‘หรั่ง’ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง และยังเป็นครูสอนการเดินทางด้วยไม้เท้าขาวให้กับนักเรียนตาบอด เขาใช้รถไฟฟ้าเป็นประจำในการเดินทางไปเรียนและทำงาน

ระหว่างทางบนรถไฟฟ้าหรั่งเจอการช่วยเหลือทั้งถูกและไม่ถูกวิธี เช่นเดียวกับเอกเจอ คนมักลุกเพื่อให้คนตาบอดนั่ง และเข้าใจว่าคนตาบอดไม่สามารถยืนได้นาน

“การช่วยเหลือคนตาบอดไม่ใช่แค่การลุกให้นั่ง แต่ต้องดูสถานการณ์ประกอบว่า ว่าเขาเจ็บขาไหม น้ำหนักเยอะรึเปล่า ยืนได้มั่นคงไหม ถ้าเขายืนได้ก็แค่หาที่จับหรือที่ปลอดภัยไม่ขวางทางเข้าออก หรือเสียงถูกชนและกีดขวางคนอื่น”

วิธีช่วยเหลือคนตาบอดที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดก็คือ เวลาคนตาบอดเดินออกจากรถไฟฟ้าคนมักจะจับหรือคว้าแขนเขาไว้เพราะกลัวคนตาบอดล้มหรือกีดขวางคนอื่น แต่นั่นอาจทำให้คนตาบอดที่กำลังก้าวลงรถไฟฟ้าเสียหลักล้มลงไป

ฉะนั้นหากจะช่วยก็ก็ควรเริ่มพูดคุยตั้งแต่อยู่บนรถไฟฟ้า เช่น อธิบายว่าต้องก้าวขาข้ามช่องว่างระหว่างรถอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัย

นอกจากนี้หรั่งยังอยากให้มีระบบอำนวยความสะดวกที่หลากหลายมากขึ้น พื้นที่สถานีควรมีเบรลล์บล็อกหรือระบบนำทางอื่นเช่น ระบบเสียง อย่างเช่นเสียง ‘กรุณาจับราวบันไดด้วย’ คนตาบอดก็จะรู้ว่าบันไดเลื่อนอยู่ตรงนี้

“ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่จะส่งคนตาบอดขึ้นบริเวณหัวขบวน ผมเข้าใจความสะดวกของระบบการทำงาน แต่หากเราสามารถทำให้คนตาบอดใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้ เดินทางได้เองด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีไกด์บล็อก มีเสียงนำทาง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องบอกให้คนตาบอดขึ้นรถไฟบริเวณหัวขบวนอีกต่อไป”     ‘ทิพย์’ เป็นหญิงสาวพิการทางสายตา ซึ่งกำลังเรียนปริญญาโทที่ประเทศมาเลเซีย เธอเล่าว่า การใช้รถไฟฟ้าที่ไทยกับมาเลเซียไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ รถไฟฟ้าของมาเลเซียมีข้อดีตรงที่มักมีห้างสรรพสินค้าติดกับสถานีรถไฟฟ้าและมีเบรลล์บล็อกจากบริเวณสถานียาวไปจนถึงในห้าง ซึ่งช่วยให้คนตาบอดเดินทางได้ง่ายขึ้น

ทิพย์มักเจอคนเข้ามาช่วยเหลือถูกวิธีบ้างไม่ถูกบ้าง เธอจึงเสนอวิธีการช่วยอย่างง่าย โดยหากเจอคนตาบอดเดินมาสถานีรถไฟฟ้าก็สามารถถามเขาก่อนว่าเขาต้องการไปที่ไหน และมีอะไรให้ช่วยไหม เพราะโครงสร้างของแต่ละสถานีนั้นไม่เหมือนกัน คนตาบอดจึงอาจไม่รู้ว่าจุดจำหน่ายตั๋วอยู่ที่ไหน คนที่เข้ามาช่วยอาจพาคนตาบอดไปที่ตู้เลยหรืออาจจะพาไปส่งต่อให้เจ้าหน้าดูแลอีกทีก็ได้

หากเจอคนตาบอดบนรถไฟฟ้า คนทั่วไปคงคิดว่าต้องลุกให้นั่ง แต่ทิพย์กลับบอกว่า จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องลุกให้ เพราะคนตาบอดสามารถยืนได้โดยไม่มีปัญหา และอาจมีบางคนต้องการที่นั่งมากกว่า เช่น ผู้สูงอายุ คนท้อง หรือคนที่ขาเจ็บ เธอคิดว่าคนตาบอดที่ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน

ส่วนวิธีที่ช่วยเหลือคนตาบอดที่คนทั่วไปเข้าใจผิดคือการนำทางด้วยการจับไม้เท้าจับมือหรือจูงมือ วิธีนี้อาจทำให้คนตาบอดเดินไม่ถนัดหรือเสียหลังล้มชนได้ วิธีที่ถูกคือการให้คนตาบอดจับด้านหลังของข้อศอกแล้วนำทางโดยเดินก้าวปกติไม่จำเป็นต้องเดินช้า หรือพะวงหน้าหลัง เมื่อถึงในขบวนรถไฟฟ้าก็พาเขาไปจับเสาหรือราวเอาไว้ในจุดที่ไม่กีดขวางคนทั่วไป

หากถามเรื่องระบบนำทางเทื่ออกจากรถไฟฟ้า ทิพย์ระบุว่า ยังไม่มี หากคนตาบอดเดินทางจากรถเมล์เพื่อขึ้นรถไฟฟ้า เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปทางไหนเพื่อให้ถึงสถานี เพราะไม่มีเบรลล์บล็อกสำหรับคนตาบอดเลย ไม่รู้ว่าประตูอยู่ตรงไหน บันไดเลื่อนอยู่ตรงไหน เธอยกตัวอย่างสถานี MRT สวนจตุจักร หากคนขับแท็กซี่ไม่เข้าไปส่งที่หน้าประตูทางเข้า เธอก็ไม่สามารถเข้าไปได้เพราะด้านหน้าเป็นที่จอดรถ หลายครั้งที่เธอโชคดีเจอคนที่เข้าไปส่งได้ แต่ถ้าไม่มีคนไปส่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องเดินเข้าไปยังไงเพราะไม่มีระบบอะไรที่จะนำทางเราไปเลย ดังนั้นควรมีระบบนำทางคนพิการเข้าไปยังสถานีรถไฟฟ้า เช่น เบรลล์บล็อกเพื่อนำทางคนตาบอดไปยังสถานีรถไฟฟ้าด้วยตัวเอง Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนคนตาบอดรถไฟฟ้าช่วยเหลือคนพิการ
Categories: ThisAble

กลุ่มนักกฎหมายคนพิการยื่นข้อเรียกร้อง การเข้าถึงธุรกรรมการเงินของคนตาบอด

Fri, 2020-01-24 14:35

บนเฟซบุ๊กของผู้ใช้ที่ชื่อ Ekapap Lamduan ได้เผยแพร่ข้อเรียกร้อง จากกรณีที่คนตาบอดไม่สามารถใช้งานด้านธุรกรรมการเงินด้วยตู้กดเงินสดหรือ ATM ได้ โดยนอกจากข้อเรียกร้องต่อธนาคารแล้ว ยังได้มีการจัดทำข้อเรียกร้องบนเว็บไซต์ Change.org ต่อกรณีดังกล่าวด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้

-


ภาพจากEkapap Lamduan

เรียน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายกสมาคมธนาคารไทย และผู้จัดการใหญ่ธนาคารเพื่อการพาณิชย์ทุกแห่ง

แม้ไทยจะมีเครื่อง ATM จำนวนมาก ติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่สำหรับผู้พิการทางสายตาที่มีอยู่กว่า 200,000 คน ไม่สามารถใช้งานได้โดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะปัจจุบันเครื่อง ATM กำลังถูกเปลี่ยนเป็นระบบ touch screen และไม่มีฟังก์ชั่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็นเลย

ผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็น ต้องให้ผู้อื่นกดเงินหรือทำธุรกรรมแทนให้ เป็นโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงบัตรและรหัส ATM สูญเสียความเป็นส่วนตัว สูญเสียความปลอดภัยทางการเงินนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

การได้รับบริการทางการเงินอย่างเป็นธรรมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนมิใช่หรือ แต่ทำไมคนกลุ่มนี้กลับถูกหลงลืม ไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐเลย หลายๆ ธนาคารก็ยังเลือกปฏิบัติกับคนกลุ่มนี้ ธนาคารแต่ละสาขาสร้างวิธีปฏิบัติสำหรับคนพิการทางสายตาแตกต่างออกกันไป ขึ้นอยู่กับผู้จัดการ ซึ่งเป็นอุปสรรคทางการเงินอย่างมาก เช่น การเปิดบัญชีต้องมีผู้ดูแลคนพิการมาร่วมเปิดบัญชีหรือร่วมเป็นพยานในการทำธุรกรรมครั้งนั้นด้วย การถอนเงินต้องมีผู้ดูแลคนพิการเซ็นต์ยินยอมด้วยเสมอ หรือไม่อนุญาตให้คนพิการทำบัตรกดเงินสด เพราะเขามองผู้พิการเป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ และต้องการตัดปัญหาความยุ่งยากจากลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งเป็นความเห็นและเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ปิดโอกาสไม่ให้ผู้พิการทางสายตาเข้าถึงกาบริการทางการเงิน กลายเป็นว่า คนตาบอดบางคนมีรายได้แต่ไม่มีบัญชีธนาคาร บางคนมีเงินเดือนแต่ก็ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ มีเงินในบัญชีเหมือนมีขุมทรัพย์ปิดตาย ทำไมนำออกมาใช้ได้ยากเหลือเกิน

กลุ่มนักกฎหมายคนพิการจึงขอเรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้
1. เรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย เข้ามาควบคุมและออกหลักปฏิบัติของธนาคารที่มีต่อคนพิการให้เหมือนกันทั่วประเทศ เพื่อให้คนพิการได้รับความสะดวกและได้รับความเป็นธรรมทางการเงิน
2. เรียกร้องให้ธนาคารทุกแห่งต้องจัดหาตู้กดเงินสด (atm) ที่มีระบบสนับสนุนการใช้งานสำหรับคนพิการทางสายตา
3. ในระหว่างจัดหาตู้ ATM ดังกล่าว ให้ธนาคารเยียวยาและอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการทางสายตาที่ไม่สามารถกดเงินสดด้วยตัวเองได้

ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ที่เห็นด้วยกับการเรียกร้องครั้งนี้ กรุณาลงชื่อในแคมเปญนี้ และได้โปรดบอกต่อไปยังเพื่อนๆและผู้ที่ได้รับผลกระทบคนอื่นๆ ให้มาลงชื่อด้วยกันเพื่อสังคมที่ดีขึ้นของเรา
ขอแสดงความนับถือ
#กลุ่มนักกฎหมายคนพิการ
http://chng.it/SgR64B6hYY

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนATMกลุ่มนักกฎหมายคนพิการคนพิการคนตาบอดธนาคาร
Categories: ThisAble

รู้จัก'ไอแซค'หนุ่มวีลแชร์สุดคูลจากซีรีย์ Sex Education 2

Mon, 2020-01-20 18:21

ในซีซันส์ 2 ของซีรีย์ดังจากเนตฟลิกซ์อย่าง Sex Education ที่เพิ่งฉายเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีบทบาทของตัวแสดงใหม่อย่าง จอร์จ โรบินสัน ในบทของไอแซค ชายหนุ่มที่นั่งวีลแชร์ที่โผล่เข้ามาสร้างปัญหาให้กับเมฟและโอธิส เขาไม่เพียงแสดงเป็นบทบาทคนพิการ แต่นอกจอโรบินสันก็มีความพิการและนั่งวีลแชร์เพราะประสบอุบัติเหตุจากการเล่นรักบี้ในปี 2015

โรบินสันเดินทางแข่งขันรักบี้ที่แอฟริกาใต้ในตอนที่อุบัติเหตุเกิดขึ้น หลังจากใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลที่แอฟริกาใต้กว่า 37 วัน และอีก 5 สัปดาห์ ในโรงพยาบาลอเดนบรู๊คส์ในเคมบริจน์ เขายังต้องเข้ารับการฟื้นฟูการบาดเจ็บไขสันหลังต่อและไม่ได้กลับบ้านยาวนานไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ปี 2016 อย่างไรก็ดี การต่อสู้และก้าวข้ามความเจ็บปวดเหล่านั้นของเขาถูกบันทึกในอินสตราแกรมส่วนตัว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขาและครอบครัวใช้เพื่อหาเงินสนับสนุนสำหรับตัวเขา และคนอื่นๆ ที่ต้องการการสนับสนุนเช่นกัน โดยมีคนดังมากมาย เช่น เดวิด เบคแฮม นักฟุตบอลชื่อดัง หรือนักการเมืองหลายคนร่วมสนับสนุน กระทั้งเขาได้ร่วมเล่นซีรีย์ Sex Education ซึ่งเป็นซีรีย์เรื่องแรกที่โรบินสันเล่นบทบาทนำเป็นครั้งแรก

"ทุกคนอาจจะรู้จักคนพิการในแบบหนึ่ง แต่สิ่งถูกนำเสนอในสื่อกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง แม้ว่าความคิดคนจะเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตาม เมื่อก่อนนี้บทบาทของคนนั่งวีลแชร์จะไม่ถูกแสดงโดยคนที่นั่งวีลแชร์จริงๆ ผมคิดว่า บทบาทในครั้งนี้ของผมจะเปลี่ยนภาพจำเหล่านั้นได้" เขากล่าว

หลังจากที่ซีรี่ย์ดังกล่าวเผยคาแรคเตอร์ของตัวละครไอแซค โรบินสันก็ได้รับกำลังใจมากมาย และสนับสนุนให้บทบาทนี้ถูกเล่นโดยคนพิการ เพราะหลังจากเกิดความพิการ เขาไม่คิดว่าเขาจะสามารถเป็นนักแสดงได้ แต่หลังจากได้ลองทำ เขาก็พบว่าการแสดงเป็นความสุขที่ไม่อยากจะเสียมันไป เขาพบว่าเขารู้สึกสบายใจอย่างมาก นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงการทำงานร่วมกับเอมม่า แมคคี หรือเมฟ นักแสดงนำหญิงในเรื่อง ว่า การทำงานร่วมกับเธอทำให้เขารู้สึกสบายใจ เพราะเธอเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในด้านการแสดง ซึ่งช่วยให้โรบินสันรุ้สึกปลอดภัยและสบายใจในการถ่ายทำ และคลายกังวลจากความเครียดแม้บทบาทที่เขาแสดงจะเป็นบทบาทที่ยากและทำให้เมฟกับโอธิส ชายหนุ่มตัวหลักของเรื่องต้องผิดใจกันก็ตาม

  Culture & Artข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมต่างประเทศSex Educationซีรีย์เนตฟลิกซ์Netflix
Categories: ThisAble

คุยสิทธินักศึกษาพิการและบทบาทของ DSS ม.แม่ฟ้าหลวงกับ ภรัณยู สุริยะกันทา

Fri, 2020-01-17 16:55

หน่วยบริการสนับสนุนนักศึกษาพิการที่เรียกกันว่า  DSS หรือ Disability Support Services เป็นหน่วยที่ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ สนับสนุนทางด้านอุปกรณ์และสิทธิต่าง ๆ ให้กับนักศึกษาพิการ

คงไม่แปลกเท่าไหร่ที่คนทั่วไปจะไม่รู้ว่าคนพิการมีสิทธิอะไรบ้าง รวมถึงสิทธิเรื่องการศึกษา ที่คนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาฟรีจนถึงระดับปริญญาตรีเพราะแม้แต่คนพิการเอง บางคนก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธินี้ด้วยซ้ำไป ThisAble.me ชวนคุยกับ ภรัณยู สุริยะกันทา เจ้าหน้าที่หน่วยบริการสนับสนุนนักศึกษาพิการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ถึงบทบาทการทำงานของเขาจากฝ่ายทุนการศึกษาสู่การแยกออกมาเป็นหน่วยให้บริการสนับสนุนนักศึกษาพิการอย่างเต็มตัว

จุดเริ่มต้นของการทำงานกับนักศึกษาพิการ

ภรัณยู: ผมสอบติดเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยเลยได้ทำงานนี้ แต่ตอนเป็นนักศึกษาก็เคยมีเพื่อนเป็นคนพิการมาบ้าง การทำงานที่นี่นั้นท้าทายดีเพราะเราไม่ได้ทำงานอย่างเดียวแต่ต้องเพิ่มพูนความรู้ใหม่อยู่เรื่อย ๆ เช่น การเรียนอักษรเบรลล์ ซึ่งเป็นภาษาที่เราไม่เคยเรียนและไม่เคยทำ แต่กลับต้องเรียนรู้ทั้ง 3 ภาษาเลย ไทย จีนและอังกฤษ แต่ละอันก็ต่างกันสิ้นเชิง

 

มุมมองที่มีต่อความพิการเหมือนหรือแตกต่างออกไปอย่างไร

หลังทำงานความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะนะ เพราะเราต้องรู้จักว่าการดูแลความพิการแต่ละประเภทต่างกันยังไง เราจะใช้คำพูดยังไง อย่างเด็กที่เป็นออทิสติกเขาจะมีปัญหาด้านการสื่อสารเวลาเราอธิบายอะไรก็ต้องใจเย็น ๆ  หรืออธิบายละเอียดกว่าคนอื่น คนพิการด้านการมองเห็นเราก็จะพยายามพูดคำที่ทำให้เขานึกตามได้ เพิ่มเติมรายละเอียดให้มากที่สุด

 

บทบาทที่เพิ่มขึ้นของ DSS หลังแยกออกมาเป็นหน่วยมีอะไรบ้าง

เมื่อก่อนทุนของนักศึกษาพิการจะอยู่รวมกับฝ่ายทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย แต่พอปี 58 เราได้จัดตั้งหน่วยให้บริการนักศึกษาพิการเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ให้มีความพร้อมมากขึ้น แต่เนื่องจากในช่วงแรกนั้นบางภาระงานยังไม่ชัดเจน ทางมหาวิทยาลัยจึงให้อยู่ภายใต้การดูแลของฝ่ายทุนการศึกษา จนในปี การศึกษา 2562 ทางมหาวิทยาลัยมีนโยบายพัฒนา DSS ให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนที่มีความพิการที่จะเข้ามาศึกษาในอนาคต จึงแยก DSS ออกมาเป็นรูปแบบของฝ่าย ที่อยู่ภายใต้สังกัดส่วนพัฒนานักศึกษา โดยใช้ชื่อใหม่ว่า หน่วยให้บริการสนับสนุนนักศึกษาพิเศษ  DSS เราทำงานกันเป็นทีม เรามีเครือข่าย DSS ทั่วประเทศ และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้กันอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยยังมีแนวคิดที่จะเผยแพร่อักษรเบรลล์ภาษาจีนให้กับมหาวิทยาลัยอื่นหรือหน่วยงานที่มีความสนใจ เพราะมหาวิทยาลัยของเราถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประทศไทยที่ใช้อักษรเบรลล์ภาษาจีนเป็นสื่อในการเรียนการสอนภาษาจีนให้กับนักศึกษาพิการทางการมองเห็นอีกด้วย

 

การทำงานที่ต่างจากเดิม

เมื่อก่อนตอนที่เราอยู่กับฝ่ายทุน เราจะต้องทำกิจกรรมอื่นของฝ่ายทุนด้วย และมีคนทำเรื่องบริการนักศึกษาพิการเพียงคนเดียว แต่พอแยกออกมา ก็มีเวลาทำงานด้านคนพิการอย่างเต็มที่ หรือได้ออกไปแนะแนวการศึกษาสำหรับคนพิการที่สนใจเรียนในมหาวิทยาลัย เราได้มีโอกาสเดินทางไปแนะแนวที่กรุงเทพเมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ในงาน ‘มหกรรมเด็กพิการเรียนไหนดี 63’ ที่จัดโดย ‘กล่องดินสอ’  พวกเราไปแนะนำข้อมูลสิ่งที่มหาวิทยาลัยสนับสนุน หรืออะไรบ้างที่มหาวิทยาลัยเราดูแลเด็กพิการ และได้บอกเล่าสิ่งที่ดีขึ้นในหลายๆ ด้าน  มีทั้งโครงการที่ช่วยอำนวยความสะดวกนักศึกษาพิการเพิ่มขึ้น เช่น โครงการทางลาดสำหรับคนพิการที่โรงอาหาร D1 ซึ่งทำให้คนที่นั่งวีลแชร์มีตัวเลือกในการเดินทางมากขึ้น หรือจัดหาอุปกรณ์สำหรับคนพิการทางสายตาเพิ่มขึ้น อย่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในการยืมเรียนหรือทำงาน

 

สถานการณ์จำนวนนักศึกษาพิการเป็นอย่างไรบ้าง

มีนักศึกษาพิการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นะ ตอนนี้มีอยู่ 10 คนจากที่ตอนแรกมี 3-4 คน อาจเพราะภาคเหนือมีมหาวิทยาลัยให้เลือกค่อนข้างเยอะและมหาวิทยาลัยเราเพิ่งมีศูนย์นักศึกษาพิการอย่างเป็นรูปเป็นร่างไม่กี่ปีนี้ ยังต้องประชาสัมพันธ์อีกเยอะ และออกไปแนะแนว ตอนนี้มีพนักงานในหน่วย 2  คน ถือว่ายังเพียงพอสำหรับจำนวนนักศึกษาพิการในตอนนี้

 

สิทธินักศึกษาพิการในมหาวิทยาลัย

เด็กหลายคนไม่รู้สิทธิของตัวเอง ทั้งสิทธิทางการศึกษาจากรัฐบาล สิทธิในเรื่องทุนค่าใช้จ่าย ฯลฯ อาจเพราะการประชาสัมพันธ์ในส่วนของภาครัฐไม่ค่อยมี คนรู้เรื่องสิทธิจึงมีอยู่แค่บางกลุ่ม นอกจากนี้ครูแนะแนวในแต่ละโรงเรียนก็ต้องรู้เรื่องพวกนี้ด้วย

 

ความเท่าเทียมกันในมหาวิทยาลัย

หน้าที่ของหน่วยคือการสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาของนักศึกษาพิการให้เท่าเทียมกับนักศึกษาทั่วไป รวมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์ หนังสืออักษรเบรลล์ สิทธิต่าง ๆ หากมีปัญหาการเรียนก็เข้ามาปรึกษาได้ ห้เขาได้ใช้ชีวิตของเขาเอง และไม่อยากให้เขารู้สึกว่าถูกประคบประหงมเกินเด็กที่ไม่มีความพิการ

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงDSSDisability Support Services
Categories: ThisAble

เดินไปเดินมา หวยงวดนี้ออกอะไร

Tue, 2020-01-14 19:22

พรุ่งนี้รวย พรุ่งนี้รวย !

หลายคนน่าจะเคยอุดหนุนสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือที่เราเรียกติดปากว่าลอตเตอรี่จากพี่ๆ ผู้พิการทางสายตา แต่พวกคุณเคยได้มีโอกาสคุยกับพวกเขาหรือไม่ เขาเป็นอย่างไร เคยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันบ้างหรือเปล่า

เราออกเดินอีกครั้งไปตามถนน ชวนคนตาบอดคุยสั้นๆ ถึงที่มาและชีวิต ใน' เดินไปเดินมาตอน' หวยงวดนี้ออกอะไร ? คุยกับคนตาบอดขายลอตเตอรี่

พรุ่งนี้รวย พรุ่งนี้รวย !

‘ลุงชาติ’ ขายลอตเตอรี่ที่ตลาดนัดมะลิ ตาของลุงไม่ได้เป็นบอดตั้งแต่เด็ก แต่เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจึงทำให้เป็นคนพิการทางการมองเห็น แกเล่าว่า ฐานะทางบ้านยากจนจึงอยากออกมาขายลอตเตอรี่เพราะไม่อยากงอมืองอเท้าเป็นภาระที่บ้าน อะไรที่พอช่วยได้ก็อยากจะช่วย

“ที่ลุงมาขายลอตเตอรี่เพราะคิดว่าไม่มีงานอื่นรับเข้าทำงานหรอก คนพิการอย่างลุงไม่ได้มีโอกาสให้เลือกงานเหมือนคนทั่วไปหรอก อะไรที่เข้ามาก็ต้องรับไว้ก่อนแหละ”

ระหว่างทางไป BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีกลุ่มคนขายลอตเตอรี่อยู่ 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นคนพิการทางการมองเห็น ‘ชัย’ พิการทางสายตามาตั้งแต่เด็กเพราะโรคบางอย่าง

“ตอนที่ผมรู้ว่ากำลังจะตาบอดหรือสายตากำลังจะมืดลง ผมทำใจได้และรู้สึกเฉยๆ คิดในใจว่า ยังไม่ถึงวันนั้นหรอก แต่พอเช้าวันหนึ่งผมตื่นขึ้นมา ผมพยายามลืมตาแล้ว ลืมตาอีกแต่ผมกลับมองไม่เห็นอะไรเลย ตอนนั้นคือผมทำใจไม่ได้ โวยวาย ร้องไห้ แต่ผมก็ต้องทำใจยอมรับว่าชีวิตก็ต้องก้าวต่อไปข้างหน้า”

ช่วงเวลาเที่ยงวัน ชายคนหนึ่งนั่งขายลอตเตอรี่บริเวณสะพานหน้าเซนทรัลแจ้งวัฒนะ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ ‘ปอง’มีอาชีพขายลอตเตอรี่ อาจเพราะฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน เขาจึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระนิดหน่อยก็ยังดี

“ที่ขายลอตเตอรี่เพราะผมคิดว่าไปทำงานอย่างอื่นคงไม่มีใครรับ คนตาบอดประสิทธิภาพในการทำงานไม่เท่าคนทั่วไปหรอก ผมก็ช่วยงานเท่าที่จะช่วยได้ แต่โอกาสให้เลือกงานมันไม่มีหรอกครับ” ปองกล่าว

ช่วงค่ำระหว่างกำลังกลับบ้าน ‘วิน’ ชายพิการทางการมองเห็น นั่งขายลอตเตอรี่อยู่บนสะพานลอย วินเล่าว่า เมื่อก่อนเขามีอาชีพร้องเพลงข้างถนน แต่รายได้ไม่ค่อยดีนัก จึงหันเหมาขายลอตเตอรี่เพราะมองว่ารายได้ดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่ทั้งเดือน เพราะลอตเตอรี่ขอเขาจะขายดีในช่วงหวยใกล้ออกเท่านั้น

“ที่ผมมาประกอบอาชีพขายลอตเตอรี่เพราะผมอยากหาเงินด้วยตัวเอง ไม่อยากให้เป็นภาระที่บ้านและมองว่า ผมมีมือมีเท้าเหมือนคนทั่วไป ทำไมจะหาเงินด้วยตัวเองไม่ได้”

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนแรงงานลอตเตอรี่คนตาบอดคนตาบอดขายลอตเตอรี่
Categories: ThisAble

เดินไปเดินมา คุยกับนักร้องตาบอด

Tue, 2020-01-14 18:52

ระหว่างทางกลับบ้าน ผมเห็นคนตาบอดหลายคนร้องเพลงเล่นดนตรีข้างถนน พวกเขาบางคนเล่นกลางแดด บางคนก็เลือกหลบในร่ม 

ทำไมพวกเขาจึงเลือกที่จะร้องเพลง เพลงแบบไหนฮิต เพลงแบบไหนคนขอบ่อย แล้วรายได้ล่ะ ดีหรือเปล่า? ชวนไปคุยสั้นๆ กับพวกเขากัน

  วันหนึ่งระหว่างทางกลับบ้าน เสียงร้องเพลงก็ดังขึ้นโดยผู้ชายคนหนึ่งบริเวณข้างบันไดสะพานลอย แจ็ค ชายหนุ่มตาบอดยืนร้องเพลงพร้อมไมค์และเครื่องเสียงตัวโปรด เขาเล่าว่าตัวเองร้องเพลงได้หลากหลายสไตล์
“ ผมไม่ยึดติดแนวใดแนวหนึ่งเลย คิดแค่ว่าคนส่วนมากชอบฟังแนวไหน ผมก็จะแกะเพลงแนวนั้น อีกแบบคือเป็นเพลงที่ติดตลาด ผมอยากร้องเพลงให้คนรู้สึกมีความสุขกับเพลงที่ได้ฟัง” เพลงที่ฮิตหรือเพลงที่คนชอบขอในช่วงนี้ก็เป็นเพลง ‘ถ้าฉันเป็นเขา’ ของวง INDIGO แต่รายได้ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ น้อยครั้งมากที่ได้เยอะๆ     ระหว่างกำลังรอรถเมล์ ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องเพลงอยู่กลางแดด จี ผู้หญิงตาบอดเสื้อสีแดงส้มชอบร้องเพลงสตริง แต่ไม่ค่อยถนัดเพลงลูกทุ่ง คนที่ขอเพลงส่วนใหญ่มักจะขอจากชื่อนักร้อง เช่น ขอเพลงของ ‘ซาซ่า’ ส่วนเพลงที่ฮิตที่ร้องบ่อยๆ ในช่วงนี้คือ เพลง ‘ซ่อนกลิ่น’ ของปาล์มมี่     ช่วงเวลาเที่ยงวัน ป้าคนหนึ่งนั่งร้องเพลงอยู่ริมถนนด้านหน้าของห้างเมเจอร์ ปากเกร็ด เธอชื่อวรรณ และร้องเพลงอยู่ริมถนนมานานแล้ว เพลงที่ชอบเป็นเพลงแนวลูกทุ่ง สตริง และลูกกรุง แต่เพลงที่ร้องบ่อยที่สุดก็คือเพลงแนวลูกกรุง แม้แกจะร้องเพลงได้หลากหลายแต่กลับไม่ค่อยมีคนเข้ามาขอเพลง เพราะบางเพลงแกก็จำเนื้อไม่ได้ จึงต้องพยายามแกะเพลงมาร้องหากร้องไม่ได้แกก็ต้องปฏิเสธ “ขอโทษด้วยนะเพลงนี้ป้าไม่ได้แกะ ส่วนคนบริจาคช่วงนี้ก็ไม่เยอะเพราะเดี๋ยวนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี”     ระหว่างทางขึ้น BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ชายหญิงตาบอดคู่หนึ่งยืนร้องเพลงอยู่ท่ามกลางคนที่เดินผ่านไปผ่านมา น้ำและไอซ์ นักร้องตาบอดทั้งสองคนนี้มักจะไปร้องเพลงด้วยกันเสมอ แต่ทั้งสองกลับมีสไตล์การร้องเพลงแตกต่างกัน   น้ำบอกว่าเธอถนัดร้องเพลงลูกทุ่ง เช่นเพลงของจินตหรา พูลลาภ ส่วนไอซ์ชอบร้องเพลงสตริงอย่างเพลงของ พลพล พลกองเส็งแม้จะไปร้องเพลงเป็นคู่ แต่รายได้ช่วงนี้กลับไม่ดีนัก “คนให้เงินไม่เยอะเท่าไหร่ จะขึ้นอยู่กับสถานที่ แถมช่วงนี้เศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดีด้วย”        

Culture & Artบทความคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนคนตาบอดวณิพกนักร้องตาบอด
Categories: ThisAble

เกย์ พิการและหนังโป๊เรื่องแรกของแอนดริว การ์ซา นักรณรงค์ด้านคนพิการ

Mon, 2020-01-13 11:54

แอนดริว การ์ซา ซึ่งพิการด้วยภาวะซีรีบรัล เพาร์ซีแสดงในหนังผู้ใหญ่หรือที่คนเรียกกันอย่างสั้นว่าหนังโป๊เป็นครั้งแรก โดยระบุว่า การถ่ายทำครั้งนี้ทำขึ้นเพื่อลบล้างมายาคติที่ว่า เกย์พิการนั้นไม่มีเพศ ไม่สมควรหรือไม่สนใจในเรื่องการมีเซ็กส์

ภาพจาก Courtesy of Graham Isador (2019)

การ์ซาระบุว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาดูหนังโป๊เกย์ เขากลับรู้สึกถูกทอดทิ้งเพราะเห็นแต่คนผิวขาวร่างกายกำยำสมบูรณ์ และเขาเองก็เคยมองว่าภาพลักษณ์แบบนั้นนั้นน่าดึงดูดใจเช่นกัน จนทำให้รู้สึกว่าคนที่มีร่างกายพิการไม่สามารถอยู่ในฉากต่างๆ เหล่านั้นได้

“แน่นอนล่ะว่าผมไม่เคยเห็นคนนั่งวีลแชร์ในหนังโป๊ และหวังมาตลอดว่าจะเห็นมันสักวัน”

เขาอยากเห็นคนที่มีร่างกายแบบเดียวกันในนั้น จึงเริ่มคิดเรื่องการแสดงเองที่จะช่วยให้คนอื่นที่มีความพิการได้เห็นตัวเองเช่นกัน แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ฝันเพราะเขาคิดว่าคงไม่มีใครรับนักแสดงหนังโป๊ที่เป็นซีรีบรัล เพาร์ซีแถมยังนั่งอยู่บนวีลแชร์อีก จนวันหนึ่งเมื่อสามเดือนที่แล้ว เพื่อนของเขาซึ่งเป็นยูทูปเบอร์ได้ส่งข้อความมาว่า เว็บไซต์หนังโป๊ที่ทำงานอยู่กำลังวางแผนจะเฉลิมฉลองครบรอบสองปี โดยการเชิญคนที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์มาร่วมสร้างฉากต่างๆ ในหนังขึ้นมาอีกครั้ง

“ผมสนใจไหม” เขาถาม

“ตอนได้รับข้อความ ผมใช้เวลาอีกหลายวินาทีทีเดียวเพื่ออ่านข้อความเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้มั่นใจว่าเข้าใจอย่างถูกต้อง ‘พวกเขาอยากให้ผมไปแสดงหนังโป๊จริงๆ เหรอ’ ‘แน่นอน’ ผมตอบตัวเอง นานแสนนานที่ผมเฝ้ารอให้เกิดขึ้น และไม่คิดไม่ฝันว่าจะกลายเป็นตัวเอง”

 

เขาครุ่นคิดถึงไอเดียในหัวเพราะการทำสิ่งนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจระยะยาวต่อเกย์พิการ แต่ก็ยังมีความกังวลว่า ร่างกายที่พิการจะไม่สามารถให้ประสบการณ์เร้าร้อนเท่ากับหนังโป๊เกย์เรื่องอื่นๆ ที่คนเคยเห็น และกังวลว่าคนจะมองเขาต่างออกไปหลังจากได้ดู

การ์ซาติดต่อเพื่อนคนหนึ่ง จอห์น ชิลด์ นักแสดงหนังโป๊ และชิลด์ก็เสนอตัวที่จะร่วมแสดงด้วยเขาทั้งสองคนต้องสร้างฉากและเหตุการณืเดิมที่เคยมีในเว็บไซต์อีกครั้ง เขาและชิลด์ใช้เวลาสักพักเพื่อคิดว่าอะไรน่าจะดีที่สุดสำหรับร่างกายที่มีความพิการ ทั้งเรื่องท่าทางและการทำให้เซ็กส์และฉากต่างๆ เข้าถึงได้สำหรับเขาและผู้ชม จนสุดท้ายจึงตัดสินใจว่า การถ่ายทำคงง่ายและสมจริงกว่า หากถ่ายฉากต่างๆที่บ้านของเขาเพราะที่นั่นมีทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกเรื่องความพิการ เช่น ลิฟต์ที่ใช้ย้ายตัวเข้าหรือออกจากวีลแชร์ เตียงที่สามารถปรับแต่งได้ รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ

ในวันถ่ายจริง ชิลด์เคาะประตูห้องของการ์ซาและกอดเขาด้วยความอบอุ่น การ์ซาตื่นเต้นมากแต่ก็กังวลถึงสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ จึงเริ่มต้นด้วยการจัดวางที่ทางและคิดว่าจะวางวีลแชร์ไว้ตรงไหน เขาอยากให้คนดูเห็นเขาที่ถูกยกออกจากวีลแชร์ด้วยสลิงค์เส้นพิเศษ เพื่อทำให้ผู้ชมได้รู้ว่า คนพิการที่นั่งวีลแชร์นั้นทำอย่างไรกันเมื่อจะมีเซ็กส์

“ผมอยากให้คนดูเห็นการกระทำที่สามารถสื่อถึงกิจกรรมทางเพศ จึงให้ชิลด์ช่วยเหลือผมไปด้วยในขณะที่พวกเราเริ่มกิจกรรมทางเพศ ฉากเหล่านี้เป็นฉากโปรดเพราะมันไม่ได้หวือหวา หรือโฉ่งฉ่างอะไรเลย แต่กลับเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ถูกพูดถึงมากนัก”

การ์ซากล่าวว่า หลายครั้งกิจกรรมทางเพศที่เกิดขึ้นมักถูกนำโดยคนที่ไม่พิการและเขาก็มักกังวลว่าความพิการจะเป็นอุปสรรคต่อความรู้สึกทางเพศ แต่ในการถ่ายครั้งนี้เขาได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ รู้สึกว่าตัวเองสามารถเป็นจุดสนใจและพอยิ่งรู้ว่าสิ่งที่ทำกำลังถูกบันทึก มันก็เร่าร้อนขึ้นเป็นไหนๆ จนเผลอปล่อยให้ความก้าวร้าวที่มีคลายออกมา เขารู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลายและเป็นอิสระ

“ช่วงหนึ่งขณะถ่ายทำ ผมมีความสุขจนยิ้มกว้างเพราะตอนนี้ผู้ชายที่เป็นซีรีบรัล เพาร์ซี ที่มีร่างกายพิการดูผิดปกติจากที่คนทั่วไปคิด และมักถูกมองว่าไม่มีความเซ็กซี่ใดๆ กำลังถ่ายทำหนังโป๊ครั้งแรก มันอาจฟังดูน่าเขิน แต่ความรู้สึกนี้จะเปลี่ยนผมไปตลอดกาล มันทำให้ผมเห็นว่าร่างกายที่พิการก็เซ็กซี่ได้

“ทุกอย่างจบลงด้วยดี แต่แตกต่างจากสิ่งที่ผมจินตนาการไว้ตอนแรกอย่างสิ้นเชิง ผมได้โชว์เรือนร่างที่มีความพิการ มีเซ็กส์ที่ยอดเยี่ยม จนอดที่จะเล่าประสบการณ์ต่อไม่ได้ ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลยเพราะกลัวถูกตีตราและไม่อยากรู้สึกอับอาย แต่หลังจากนั้นผมก็ได้โพสต์ข้อความลงในโชเชียลมีเดียเกี่ยวกับการถ่ายหนังโป๊และผลตอบรับก็เกินความคาดหมาย ทุกคนตื่นเต้นเพราะรู้ว่าเรื่องนี้สำคัญกับผมแค่ไหน แม้แต่กับแม่ เมื่อผมบอกเธอว่าผมถ่ายหนังโป๊มานะ เธอก็บอกว่านี่เป็นสิ่งที่ดี และทำให้ความสัมพันธ์ของเรานั้นแน่นแฟ้นมากขึ้น"

ท้ายที่สุดเขาต้องการที่จะสร้างเนื้อหาออนไลน์สำหรับคนพิการที่เข้ามาหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ของคนพิการ และหวังว่าฉากของเขากับชิลด์จะทำให้เกย์ที่ไม่พิการมองว่าเกย์พิการก็เร่าร้อนได้เหมือนกัน มากไปกว่านั้น เขาอยากทำให้ผู้กำกับคนอื่นเห็นความสำคัญของหนังโป๊เข้าถึงได้โดยทุกคนและมองเห็นคนที่ยังไม่ค่อยถูกนำเสนอในวงการ สิ่งสำคัญคือการทำให้คนพิการมองว่าตัวเองมีเพศและพวกเขาเซ็กซี่ และควรจะมีที่ทางของตัวเองในวงการเช่นเดียวกับคนไม่พิการคนอื่นๆ

 

แปลและเรียบเรียงจาก

https://www.huffpost.com/entry/andrew-gurza-porn_n_5defc8a7e4b07f6835ba2459

 

Livingข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนสุขภาพหนังโป๊เกย์คนพิการเพศเซ็กส์
Categories: ThisAble

รวมถาม-ตอบ คำถามเบื้องต้นที่คนสงสัยมากที่สุดเกี่ยวกับคนพิการ

Fri, 2019-12-27 14:09

เป็นคนพิการแล้วมีสิทธิอะไรบ้าง อยากเป็นผู้ดูแลคนพิการต้องทำอย่างไร คนพิการกู้เงินได้ไหม มีความรักได้หรือเปล่า ฯลฯ ชวนอ่านถาม-ตอบหลายคำถามที่ติดอันดับถูกถามมากที่สุดเกี่ยวกับคนพิการ

 

ผู้ดูแลคนพิการคือ

เมื่อจดทะเบียนคนพิการ หากมีคนดูแลหรืออุปการะสามารถใส่ชื่อไว้หลังบัตรคนพิการได้ ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 ระบุว่า ผู้ดูแลคนพิการคือ บิดา มารดา บุตร สามี ภรรยา ญาติ พี่น้อง หรือคนอื่นที่รับดูแลหรืออุปการะคนพิการ

ผู้ดูแลคนพิการจะได้รับสิทธิต่างๆ เช่น ลดหย่อนภาษีหรือยกเว้นภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ได้รับบริการให้คำปรึกษา แนะนำ ฝึกอบรมทักษะ การเลี้ยงดู การจัดการศึกษา การส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำ เพื่อให้พึ่งตนเองได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และหากคนพิการไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมายต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ผู้ดูแลคนพิการหรือองค์กรด้านคนพิการสามารถเป็นผู้ดำเนินการแทนได้

 

เงินสงเคราะห์คนพิการคือ

เงินสงเคราะห์คนพิการ 800 บาท หรือที่เรียกกันว่า เบี้ยความพิการ เป็นเงินที่คนพิการได้รับหากมีสมุด หรือบัตรประจำตัวคนพิการ เดิมทีเงินจำนวนนี้ถูกกันไว้ให้เฉพาะคนพิการที่ไม่มีรายได้เท่านั้น หากเป็นคนพิการที่สูงอายุก็มีสิทธิได้รับทั้งเบี้ยความพิการ และเบี้ยผู้สูงอายุ โดยนำบัตรประจำตัวคนพิการ ฉบับจริงพร้อมสำเนา ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนา(เฉพาะหน้าที่แสดงชื่อและเลขที่บัญชี) ไปยื่นได้ที่สำนักงาน พมจ.หรือกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หากไม่สามารถไปยื่นได้ด้วยตัวเองสามารถมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ดูแลคนพิการดำเนินการแทนได้

อย่างไรก็ดีมีการถกเถียงเรื่องเบี้ยความพิการอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมาถึงเรื่องความเหมาะสมของจำนวนเงิน เช่น ในงานสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับภูมิภาค ประจำปี 2562 ผู้แทนองค์การคนพิการแต่ละประเภทและภาคีเครือข่ายใน 4 ภาค ได้นำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติให้รัฐบาลปรับเพิ่มเบี้ยคนพิการเป็น 1,000 บาท และปรับเพิ่มเบี้ยความพิการเป็นแบบขั้นบันได โดยคำนึงถึงความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการเป็นสำคัญ โดยจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็ได้กล่าวว่าเป็นข้อเสนอที่ทำได้ยากมาก

นอกจากนี้ในเว็บไซต์ Change.org ได้มีแคมเปญเพิ่มเบี้ยยังชีพคนพิการเป็น 2,000 บาท โดยระบุว่า ปัจจุบันคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการมีร้อยละ 2 ของประชากรทั้งประเทศ หรือ 1.5 ล้านคนโดยประมาณ ในจำนวนนี้มีคนพิการเพียง 1% ที่มีโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ ที่เหลือจำเป็นต้องได้รับการดูแลอุปการะ เบี้ยยังชีพคนพิการเดือนละ 800 บาทนั้นสามารถใช้จับจ่ายใช้สอยได้ไม่เกิน 2 วัน ทั้งที่คนพิการมีความจำเป็นพื้นฐานสูงกว่าคนปกติ 3-4 เท่าตัว เช่น ค่าใช้จ่ายดูแลฟื้นฟู ซึ่งอยู่นอกเหนือจากความต้องการด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เบี้ยยังชีพคนพิการ 800 บาท จึงไม่สมเหตุสมผล จึงต้องการให้เพิ่มเบี้ยยังชีพเป็นเดือนละ 2,000 บาท แม้จะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพประจำวัน แต่จะช่วยให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยในแคมเปญได้พูดถึง 5 ประโยชน์ที่จะได้รับหากเพิ่มเบี้ยยังชีพคนพิการคือ 1.ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 2.บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวของคนพิการ 3.กระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก เนื่องจากคนพิการส่วนใหญ่คือผู้ด้อยโอกาส และเป็นผู้มีรายได้น้อย 4.เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจได้ถึง 108,000 ล้านบาท 5.จัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น

 

เป็นคนพิการแล้วได้อะไร

เมื่อคนพิการลงทะเบียนความพิการแล้ว ก็มีสิทธิได้รับสวัสดิการด้านต่างๆ เนื้อหาเรื่องสิทธิคนพิการได้ที่ https://thisable.me/content/2019/12/580

หรือจำแนกเป็นด้านต่างๆ ดังนี้
ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก

  • คนพิการสามารถขอเงินเพื่อปรับสภาพภายในที่อยู่อาศัยไม่เกินคนละ 20,000 บาท
  • ยืมอุปกรณ์ ICT ของภาครัฐ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์ โดยต้องใช้สำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ 1 ฉบับและสำเนาทะเบียนบ้านคนพิการ 1 ฉบับในการทำเรื่อง
  • หากคนพิการเข้ารับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางสถานพยาบาลต้องจัดหาอุปกรณ์เทียม หรือเครื่องอำนวยความสะดวกให้ หากไม่มีให้เบิกจากศูนย์สิรินธร กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ด้านการแพทย์

  • คนพิการสามารถใช้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างครบวงจร และหากมีบัตรทอง (ท.74) สามารถใช้บริการสาธารณสุขของรัฐได้ทุกแห่ง ทั้งการฟื้นฟู อาชาบำบัด และวารีบำบัด

ด้านการศึกษา

  • กองทุนการศึกษาเรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรี และมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
  • ยืมอุปกรณ์การท่องเที่ยวและกีฬา สำหรับคนพิการที่มีความจำเป็นพิเศษทางการศึกษา สามารถขอยืมอุปกรณ์พลศึกษา เช่น บ็อคเซีย ลูกบอลมีเสียง และลูกบาสเกตบอลมีเสียงได้

ด้านอาชีพ

  • คนพิการสามารถรับคำแนะนำในการประกอบอาชีพให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง
  • คนพิการสามารถรับสลากกินแบ่งรัฐบาลไปขายได้ด้วยตนเองคนละไม่เกิน 6 เล่ม โดยลงทะเบียนกับหน่วยงาน
  • จ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 ที่ว่าด้วยเรื่องสถานประกอบการหรือหน่วยงานต้องจ้างคนพิการในอัตราส่วน 100 : 1 คน และ มาตรา 35 หากไม่รับตามกำหนดตามมาตรา ม.33 ให้ส่งเงินเข้ากองทุน โดยมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ x 365 x จำนวนคนพิการที่ต้องรับเข้าทำงาน ในกรณีไม่รับพนักงานตาม ม.33 และไม่ประสงค์ส่งเงินเข้ากองทุน หน่วยงานหรือสถานประกอบการอาจช่วยเหลือหรือจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่คนพิการได้
     

ด้านสังคม

  • คนพิการสามารถกู้ยืมเงินได้ไม่เกิน 120,000 บาท โดยไม่เสียดอกเบี้ยและมีระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี
  • สวัสดิการขนส่งสาธารณะ ได้รับการยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS และ MRT และลดหย่อนค่าโดยสาร ขสมก. รถไฟ และเครื่องบิน
  • คนพิการมีสิทธิที่จะได้รับบริการผู้ช่วยคนพิการ เมื่อต้องการความช่วยเหลือ
  • ได้รับงบสงเคราะห์ เช่น เบี้ยคนพิการ,เงินในการปรับสภาพที่อยู่อาศัย,การกู้ยืมเงินทุนในการประกอบอาชีพ หรือการเข้ารับการศึกษารวมทั้งการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
  • ลดหย่อนภาษีคนพิการและผู้ดูแล หากคนพิการมีรายได้ไม่เกิน 190,000 บาท/ปี จะได้รับการยกเว้นภาษี และผู้ดูแลสามารถลดหย่อนภาษีได้ปีละ 60,000 บาท/ปี
  • คนพิการทางการได้ยินและการสื่อสารมีสิทธิรับบริการล่ามภาษามือ
  • เบี้ยคนพิการ 800 บาท/เดือน หรือ 9,600 บาท/ปี
  • สวัสดิการแห่งรัฐ,กองทุนวันละบาท (พอช.)

 

ใครกู้เงินคนพิการได้บ้าง

จากที่รู้กันไปแล้วว่า คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ สามารถกู้เงินได้ โดยสามารถกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพในวงเงินกู้รายบุคคลไม่เกินรายละ 60,000 บาท หากประสงค์กู้ยืมเงินเกินกว่าวงเงินที่กำหนด จะพิจารณาเป็นรายๆ ไปไม่เกิน 120,000 บาท และการกู้ยืมรายกลุ่มกลุ่มละไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยไม่เสียดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเป็นรายบุคคลจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

1) มีบัตรประจำตัวคนพิการ
2) มีความจำเป็นในการขอรับการสนับสนุนเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพในท้องที่ที่ยื่นคำขอ
3) มีความสามารถในการประกอบอาชีพในเรื่องที่ขอรับการสนับสนุน
4) บรรลุนิติภาวะ (อายุ 20 ปีหรือบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส)
5) มีภูมิลําเนาตามทะเบียนบ้านในท้องที่ที่ยื่นกู้ไม่น้อยกว่า 90 วัน
6) ไม่เคยมีประวัติเสียหายในการกู้เงินจากกองทุน หรือดำเนินการแก้ไขมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี 7) ต้องชำระหนี้กองทุนแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินกู้ยืมทั้งหมด
8) มีความสามารถชำระคืนเงินกู้ยืมได้และมีบุคคลที่น่าเชื่อถือได้เป็นผู้ค้ำประกัน

หากเป็นผู้ดูแลคนพิการจะต้อง


1) มีคุณสมบัติเดียวกับกู้ยืมเป็นรายบุคคล (ข้อ 2 - 8)
2) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
3) ได้รับการรับรองจากผู้แทนองค์กรด้านคนพิการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภูมิลำเนา ข้าราชการระดับ 3 หรือเทียบเท่าขึ้นไปหรือมีหลักฐานว่าเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการซึ่งมิได้มีหนี้สินจากกองทุน
4) คนพิการในความดูแลเป็นผู้เยาว์ ผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม ออทิสติก สติปัญญา หรือพิการจนไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้
5) ต้องรับดูแลคนพิการหรืออุปการะคนพิการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน 

สำหรับผู้กู้ยืมเป็นรายกลุ่มจะต้อง

  1. เป็นกลุ่มคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่รวมตัวกันโดยมีผลประโยชน์และวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนกัน หรือทำกิจกรรมอันชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรม หรือดำเนินการอื่นอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสมาชิก มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีระบบบริหารจัดการและการแสดงเจตนาแทนกลุ่มได้ มีสมาชิกกลุ่มไม่น้อยกว่า 2 คน 
    2) มีหลักฐานจากสถาบันการเงินเกี่ยวกับการออมเงินอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 6 เดือน
    3) กิจการอยู่ในจังหวัดที่ยื่นคำขอไม่น้อยกว่า 6 เดือน 
    4) ได้รับหนังสือรับรองจากองค์กรด้านคนพิการนิติบุคคลหรือหน่วยงานภาครัฐว่า เป็นกลุ่มที่มีผลงานน่าเชื่อถือจริง 
    5) มีแผนงานหรือโครงการของกลุ่มที่จะดำเนินการต่อไปอย่างชัดเจน

https://www.thaihealth.or.th/Content/41169

 

กู้เงินคนพิการใช้เอกสารอะไร

คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่มีต้องการกู้เงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หากมีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯ ให้ยื่นต่อกองทุนส่งเสริมความเสมอภาคคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อาคาร 60 ปี กรมประชาสงเคราะห์ บ้านราชวิถี กรุงเทพมหานคร ส่วนคนที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดอื่นให้ยื่นต่อสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) และต้องมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านในท้องที่ที่ยื่นคำขอกู้ไม่น้อยกว่า 90 วัน

เอกสารประกอบการยื่นกู้ยืมเงินกองทุนฯ

1.บัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนาที่ลงลายเซ็นของผู้ดูแล
2.ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนาที่ลงลายเซ็นของผู้ดูแล
3.หนังสือรับรองการเป็นผู้ดูแลหรือผู้อุปการะคนพิการหากไม่มีชื่อในบัตรคนพิการ พร้อมสำเนาบัตรของผู้รับรองที่เป็นข้าราชการ พร้อมลงลายเซ็นมาด้วย
4.สมุดหรือบัตรประจำตัวคนพิการพร้อมสำเนาที่ลงลายเซ็นหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ
5.บัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนา ที่ลงลายเซ็นหรือพิมพ์ลายนิ้วมือของคนพิการ
6.ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา ที่ลงลายเซ็นหรือพิมพ์ลายนิ้วมือของคนพิการ
7.รูปปัจจุบันถ่ายเต็มตัว ขนาด 4 X 6 นิ้ว 1 รูป หากเป็นผู้ดูแลกู้แทนต้องถ่ายคู่กับคนพิการ
8.ใบประมาณการค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ โดยเขียนในกระดาษเปล่า จำนวน 1 ใบ
9.แผนที่ของที่อยู่อาศัยตามทะเบียนบ้าน หรือที่อยู่ปัจจุบันและสถานที่ประกอบอาชีพ
10.ใบรับรองแพทย์ของคนพิการ หากมีความพิการรุนแรง ให้ระบุว่าคนพิการไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้/ ไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้
11.หนังสือยินยอมคู่สมรสในกรณีจดทะเบียนสมรส พร้อมสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านของคู่สมรส ทะเบียนสมรสที่ลงลายเซ็น หรือสำเนาใบหย่าด้วย
12.หนังสือรับรองการอยู่อาศัย กรณีเป็นบ้านเช่า พร้อมสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านของเจ้าของบ้านที่ลงลายเซ็น
13.หลักฐานการศึกษา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิที่ผ่านการฝึกอาชีพหากมี พร้อมสำเนา และลงลายเซ็น
14.กรณียื่นกู้ครั้งที่ 2 ขึ้นไป ให้แนบสำเนาใบเสร็จการชำระหนี้ หรือสำเนาสมุดหักลดยอดหนี้พร้อมลงลายเซ็น หรือพิมพ์ลายนิ้วมือมาด้วย

15.กรณียื่นคำขอกู้เพื่อค้าสลากฯ ให้แนบสำเนาบัตร หรือสำเนาเอกสารยืนยันการรับสลากฯ จากแหล่งที่ได้รับ เช่น สภาสังคมสงเคราะห์ฯ หรือกองสลากฯ เป็นต้นพร้อมลงสำเนาลงลายเซ็นหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ

เอกสารประกอบผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินหากเป็นพนักงานบริษัท ลูกจ้างประจำ ข้าราชการ หรือธุรกิจส่วนตัว

1.บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนาลงลายเซ็น
2.ทะเบียนบ้าน พร้อมสำเนาลงลายเซ็น
3.แผนที่แสดงที่อยู่อาศัยตามทะเบียนบ้าน หรือที่อยู่ปัจจุบันและสถานที่ประกอบอาชีพ ขนาด A4 จำนวน 1 ใบ
4.หนังสือรับรองเงินเดือนจากต้นสังกัดของผู้ค้ำประกันฯ ฉบับจริง หรือถ้าเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจส่วนตัว ให้แนบสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากแสดงรายได้ย้อนหลัง 6 เดือน และทะเบียนการค้า พร้อมสำเนาลงลายเซ็น
5.หนังสือยินยอมคู่สมรสในกรณีจดทะเบียนสมรส พร้อมสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านของคู่สมรส ทะเบียนสมรสที่ลงลายเซ็น หรือสำเนาใบหย่าด้วย

http://202.151.176.107:8080/public/right.do?cmd=goView&id=175

 

ทำบัตรคนพิการอย่างไร

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2556 กำหนดให้คนพิการมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพและพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ และสามารถยื่นทำบัตรประจำตัวคนพิการได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. คุณสมบัติของคนพิการที่ยื่นคำขอ

1.1 มีสัญชาติไทย
1.2 หากยังไม่ได้แจ้งเกิดหรือไม่แน่ใจเรื่องสัญชาติจะต้องไปทำตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร์ก่อน

  1. สถานที่ให้บริการออกบัตรประจำตัวคนพิการ
    2.1 กรุงเทพมหานคร ได้แก่สถานที่ดังนี้
        (1) ศูนย์บริการคนพิการกรุงเทพมหานคร กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
        (2) โรงพยาบาลสิรินธร
        (3) โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน
        (4) สถาบันราชานุกูล
        (5) โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
        (6) โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)
        (7) ศูนย์บริการคนพิการสายไหม เคหะเอื้ออาทรสายไหม
        (8) สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก)
     

2.2 ศูนย์บริการคนพิการจังหวัด (พมจ.)

  1. สถานที่ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ
    3.1 กรุงเทพมหานคร
        (1) ฝ่ายสังคมสงเคราะห์งานเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลศิริราช
        (2) ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี
        (3) โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
    3.2 จังหวัด
        (1) โรงพยาบาลประจำจังหวัด/อำเภอ ที่มีศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จในโรงพยาบาล
        (2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
        (3) หรือหน่วยงานของรัฐอื่นตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศกำหนด
     
  2. เอกสารที่ต้องใช้ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ
  3. 4.1 เอกสารหลักฐานของคนพิการ
        (1) เอกสารประจําตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่
             (ก) บัตรประจําตัวประชาชน
             (ข) บัตรประจําตัวข้าราชการ
             (ค) สูติบัตรสําหรับบุคคลอายุต่ำกว่าสิบห้าปี
             (ง) หนังสือรับรองการเกิดตามแบบที่กรมการปกครองกําหนด
        (2) ทะเบียนบ้านของคนพิการ 
            กรณีที่คนพิการมีทะเบียนบ้าน แต่ไม่มีบัตรประชาชน ต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร์ก่อน
        (3)  รูปถ่ายคนพิการขนาด 1 นิ้ว ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน 2 รูป
        (4)  เอกสารรับรองความพิการโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของสถานพยาบาลของรัฐ หรือสถานพยาบาลเอกชนที่อธิบดีกําหนด
        (5)  สภาพความพิการเป็นที่เห็นได้โดยประจักษ์ โดยเจ้าหน้าที่จะถ่ายภาพความพิการไว้เป็นหลักฐาน
    4.2 เอกสารหลักฐานของผู้ดูแลคนพิการ
        (1)  บัตรประชาชนของผู้ดูแลคนพิการ 
         (2)  ทะเบียนบ้านของผู้ดูแลคนพิการ 


    กรณีคนพิการเป็นเด็กหรือไม่สามารถดำเนินการเองได้ ผู้ดูแลดำเนินการแทนได้ โดยใช้เอกสารเพิ่มเติมดังนี้


     (1)  หนังสือรับรองการเป็นผู้ดูแลคนพิการ 
           - ผู้รับรอง : กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ สมาชิกสภาท้องถิ่น ประธานชุมชน ลูกจ้างประจําของหน่วยงานราชการ, รัฐวิสาหกิจ) โดยผู้รับรองต้องอาศัยอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เดียวกับที่คนพิการอาศัยอยู่ในปัจจุบัน
     (2)  สำเนาบัตรประจำตัวของผู้รับรอง พร้อมรับรองสําเนา จำนวน 1 ฉบับ
           * ข้าราชการบำนาญ ไม่สามารถรับรองหนังสือนี้ได้
           * การรับรองจะสมบูรณ์ เมื่อพยานลงนามครบถ้วน
           * การรับรองอันเป็นเท็จมีความผิดตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญา
5.3  บุคคลอื่นยื่นคำขอมีบัตรฯ แทนคนพิการ
     (1)  สำเนาบัตรประชาชนของบุคคลที่ดำเนินการแทน
     (2)  หนังสือมอบอำนาจ เป็นหลักฐานว่าได้รับมอบจากคนพิการ (พยานต้องลงนามครบถ้วน*)
 

การยกเลิกบัตรคนพิการ
1. กรณีคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการถึงแก่ความตาย     
     (1)  บัตรประจำตัวคนพิการ (ถ้ามี) 
     (2)  บัตรประจำตัวประชาชนของคนพิการ
     (3)  ทะเบียนบ้านของคนพิการ
     (4)  สำเนาใบมรณะบัตร
2. กรณีได้รับการแก้ไขฟื้นฟูจนไม่มีสภาพความพิการ หรือมีความประสงค์ยกเลิกการมีบัตรประจำตัวคนพิการ  
     (1)  บัตรประจำตัวคนพิการ
     (2)  บัตรประจำตัวประชาชนของคนพิการ
     (3)  ทะเบียนบ้านของคนพิการ
     (4)  เอกสารรับรองความพิการ ซึ่งรับรองโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของสถานพยาบาลของรัฐ หรือสถานพยาบาลเอกชนที่อธิบดีประกาศกําหนด
     (5)  ยื่นคำขอแทน ใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ดำเนินการแทน และหนังสือมอบอำนาจ (พยานต้องลงนามครบถ้วน*)

หากคนพิการไม่ได้รับอนุมัติให้มีบัตรประจำตัวคนพิการ สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อนายทะเบียน ภายในสิบห้าวัน นับตั้งแต่ได้รับคำสั่ง และจะได้แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมเหตุผลภายในสิบห้าวัน คำวินิจฉัยของนายทะเบียนให้เป็นที่สิ้นสุด

หากคนมีปัญหา หรือข้อสงสัยในการดำเนินการ สามารถติดต่อได้ที่
- ศูนย์บริการคนพิการกรุงเทพมหานคร โทร. 02-3543388 ต่อ 701-705 ในวันและเวลาราชการ
- ต่างจังหวัด ศูนย์บริการคนพิการจังหวัด

http://dep.go.th/Content/View/1337/2

 

คนพิการมีกี่ประเภท

หากแบ่งตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คนพิการจะถูกแบ่งเป็น 7 ประเภท

1.ความพิการทางการเห็น
2. ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย
3. ความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย
4. ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม
5. ความพิการทางสติปัญญา
6. ความพิการทางการเรียนรู้
7. ความพิการทางออทิสติก

ความพิการทางการเห็น

ตาบอดและตาเห็นเลือนรางหมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมทางสังคม เป็นผลจากความบกพร่องในการเห็น โดยการระบุว่าตาบอดหรือตาเลือนราง ต้องอาศัยการวัดโดยแพทย์สายตา

ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย

หูหนวก หูตึงหมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาความบกพร่องในการได้ยินจนไม่สามารถรับข้อมูลผ่านทางการได้ยิน โดยต้องได้รับการตรวจการได้ยิน โดยใช้คลื่นความถี่ที่ 500 เฮิรตซ์ 1,000 เฮิรตซ์ และ 2,000 เฮิรตซ์ ในหูข้างที่ได้ยินดีกว่า ความดังของเสียงที่ได้ยินจะเป็นตัวบอกว่า หูนั้นตึงหรือหนวก

ความพิการทางการสื่อความหมายหมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการมีความบกพร่องทางการสื่อความหมาย เช่น พูดไม่ได้ พูดหรือฟังแล้วผู้อื่นไม่เข้าใจ เป็นต้น

ความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย

ความพิการทางการเคลื่อนไหวหมายถึง บุคคลมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องหรืออวัยวะสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว ได้แก่ มือ เท้า แขน ขา อัมพาต แขน ขา อ่อนแรง หรือภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังจนมีผลกระทบต่อการทำงาน
ความพิการทางร่างกายหมายถึง การที่บุคคลมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม จากการมีความบกพร่องหรือความผิดปกติของศีรษะ ใบหน้า ลำตัว และภาพลักษณ์ภายนอกของร่างกายที่เห็นได้อย่างชัดเจน

ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม

ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมหมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมทางสังคม จากความบกพร่องหรือความผิดปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์ หรือความคิด

ความพิการทางสติปัญญา

บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีส่วนร่วมทางสังคม จากการมีพัฒนาการช้ากว่าปกติ หรือมีระดับเชาว์ปัญญาต่ำกว่าบุคคลทั่วไป โดยความผิดปกตินั้นแสดงก่อนอายุ ๑๘ ปี

ความพิการทางการเรียนรู้

บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการมีส่วนร่วมทางสังคมโดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ ซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องทางสมอง จนบกพร่องด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ หรือกระบวนการเรียนรู้พื้นฐานอื่น ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามช่วงอายุและระดับสติปัญญา

ออทิสติก

ความพิการออทิสติกหมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือกิจกรรมทางสังคม จากความบกพร่องทางพัฒนาการด้านสังคม ภาษาและการสื่อความหมาย พฤติกรรมและอารมณ์ โดยมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของสมอง และความผิดปกตินั้นแสดงก่อนอายุ 2 ปีครึ่งหรือโดยการวินิจฉัยจากแพทย์

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3

อย่างไรก็ดี หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2552กำหนดประเภทของคนพิการแตกต่างออกไปเป็น 9 ประเภท ได้แก่

1.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น
2.  การได้ยิน
3.  ทางสติปัญญา
4.  ทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ
5.  ทางการเรียนรู้
6.  ทางการพูด และภาษา
7.  ทางพฤติกรรม หรืออารมณ์
8.  ออทิสติก
9.  พิการซ้ำซ้อน

http://www.apdi2002.com

 

คนพิการมีความรักได้หรือเปล่า

ชวนอ่านเรื่องราวความรัก เซ็กส์ ความสัมพันธ์ต่างๆ ได้ที่ เนื้อหาเรื่องความรัก กดที่นี่

 

ไม้เท้าขาว

ชวนอ่านข้อมูลไม้เท้าขาว วิธีใช้ และประสบการณ์ของคนที่ใช้ ได้ที่ เนื้อหาเรื่องไม้เท้าขาว กดที่นี่

 

ออทิสติกต่างจากดาวน์ซินโดรมอย่างไร

อ่านความรู้เรื่องออทิสติก และดาวซินโดรมได้ที่ เนื้อหาเรื่องออทิสติกและดาวน์ซินโดรม กดที่นี่

 

คนพิการมีอารมณ์ทางเพศไหม

ชวนอ่านเรื่องอารมณ์ทางเพศของคนพิการกันที่ เนื้อหาเรื่องเพศ กดที่นี่

 

ข้อดีข้อเสียทำบัตรคนพิการ

การทำบัตรคนพิการมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร กดที่นี่

 

คนพิการขึ้นเครื่องบินได้ไหม

อ่านปัญหาและอุปสรรคที่เพื่อนๆ คนพิการเจอเมื่อเดินทางโดยเครื่องบินที่ เนื้อหาเรื่องเครื่องบิน กดที่นี่

 

Livingบทความคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนสิทธิคนพิการไม้เท้าขาวออทิสติกดาวน์ซินโดรมความรักคนพิการกู้เงินคนพิการบัตรคนพิการ
Categories: ThisAble

Mama Cax นางแบบ-นักรณรงค์ด้านคนพิการที่มุ่งเปลี่ยนค่านิยมความงามวงการแฟชั่น เสียชีวิตในวัย 30 ปี

Tue, 2019-12-24 13:17

Cacsmy Brutus หรือที่ทั่วโลกรู้จักกันในชื่อ Mama Cax นางแบบและนักรณรงค์ประเด็นคนพิการลูกครึ่งเฮติ-อเมริกันเสียชีวิตในวัย 30 ปี ตามที่ครอบครัวได้แจ้งข่าวว่าเธอเสียชีวิตในวันจันทร์ที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตกว่าสัปดาห์ในโรงพยาบาล ช่วงวัยรุ่นเธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระดูก ซึ่งส่งผลให้ต้องตัดขาด้านขวาตั้งแต่บริเวณกระดูกเชิงกรานและเมื่อไม่นานมานี้ เธอพบว่า มีก้อนเลือดอุดตันในขา สะโพก หน้าท้องและปอดของเธอ


ภาพจากอินสตราแกรม mama cax

เธอเป็นนางแบบพิการคนแรกบนรันเวย์นิวยอร์กแฟชั่นวีค ที่กรุยทางให้นางแบบแอฟริกัน-อเมริกันและคนพิการหลายคนได้เดินทางความความฝันบนรันเวย์ ความใฝ่ฝันของเธอคือการได้โลดแล่นบนรันเวย์ของแบรนด์ไฮเอ็นต่างๆ ที่คนไม่คาดคิดว่าจะเห็นนางแบบที่มีความพิการ ซึ่งจะช่วยขยับภาพจำต่อความงามของคนในสังคมและเธอก็ทำตามความใฝ่ฝันนี้ได้เป็นอย่างดี

เธอเคยกล่าวกับนิตยสาร Teen Vogue ว่าสิ่งที่สำคัญคือการทำให้คนอื่นได้เห็นความพิการอย่างประจักษ์ เพราะข้างนอกมีคนพิการทางร่างกายอีกหลายคนที่อยากจะซื้อสินค้าและไม่เคยเห็นตัวเองอยู่ในการโฆษณาสินค้าเลยในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหรือรูปทรง เริ่มแรกเธอเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแคมเปญให้กับ Wet ‘n’ Wild, Olay, Target, Huda Beauty และ Maison Margiela fragrance หลังจากนั้นจึงมีงานเดินแบบจากแบรนด์แฟชั่น เช่น Savage x Fenty และ Chromat นอกจากนี้เธอยังทำงานร่วมกับแบรนด์ Sephora, Tommy Hilfiger, ASOS และ Fenty Beauty อีกด้วย

นอกจากเธอจะเป็นนางแบบที่มีชื่อเสียงแล้ว เธอยังเป็นนักเคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิคนพิการและบล็อกเกอร์ ที่ต้องการจะหยุดค่านิยมความสวยในอุตสาหกรรมแฟชั่น เพราะเธอเองมีความแตกต่างทั้งทางด้านร่างกายและสีผิว เธอกระตุ้นการรับรู้ของสังคมในเรื่องรูปร่างที่แตกต่างและมุมมองที่มีต่อความหลากหลาย โดยใช้โซเชียลมีเดียในการพูดถึงตัวเองหลังจากที่เธอเสียขาไปตอนวัยรุ่น ก่อนที่จะมีความมั่นใจได้ขนาดนี้ เธอต้องผ่านความผิดหวังและต่อสู้ เอาความรักตัวเองและมั่นใจในตัวเองกลับมา หลังจากเมื่อตอนอายุ 14 ที่เธอเสียขาให้กับมะเร็ง เธอเล่าว่าตอนนั้นเธอไม่กล้าแม้แต่จะมองร่างกายตัวเอง หลายต่อหลายปีต่อมาเธอซ่อนขาเทียมไว้ใต้เสื้อผ้า แม้แต่กับเพื่อนสนิท จนในที่สุด ห้าปีต่อมาเธอก็รู้สึกว่าจะต้องเปิดเผย จึงโพสต์ภาพตัวเองพร้อมกับขาเทียมในโซเชียลมีเดีย

“คนพิการเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่มักไม่ถูกนำเสนอ พวกเรามีหลายอัตลักษณ์แต่มักถูกตีตราด้วยอัตลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ฉันถูกมองเป็นผู้หญิงผิวดำ หรือผู้หญิงและพวกเขาก็คิดว่าฉันคงจะพอใจแล้วที่ถูกเห็นแบบนั้น แต่พวกเขาไม่เคยคิดว่า ฉันจะถูกนับรวมได้อย่างไรถ้าพวกเขาจัดงานบนตึกชั้น 6 ที่ไม่มีลิฟต์” เธอกล่าว

 

แปลและเรียบเรียงจาก
https://www.huffpost.com/entry/mama-cax-dies-model-disability-advocate_n_5dfd2450e4b0843d35fbddf4

https://www.theguardian.com/fashion/2019/dec/20/boundary-breaking-model-mama-cax-dies-at-30

Culture & Artข่าวคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนต่างประเทศแฟชั่นMama Caxนางแบบคนพิการเสียชีวิต
Categories: ThisAble

บริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์เปิดรับวัยรุ่นพิการแค่ไหน?

Fri, 2019-12-20 15:01

พญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ คณะบดีวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดลเคยกล่าวว่า แม้สิทธิด้านสุขภาพจะถูกตระหนักรู้ในสังคมโลก แต่เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ของคนพิการกลับถูกมองข้าม โดยเฉพาะในสังคมไทย จนอาจทำให้คนพิการไม่สามารถมีชีวิตที่ดีได้ ในบางรายตัดปัญหาโดยการพาไปทำหมันก็ยังสามารถเห็นได้โดยทั่วไปในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับเวทีสรุปบทเรียนโครงการพัฒนารูปแบบและกระบวนการในการดูแลส่งเสริมสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์และสุขภาวะทางเพศสำหรับผู้หญิงพิการ ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ระบุว่า ผลสำรวจความคิดเห็นต่อเรื่องเพศของเยาวชนหูหนวกในโรงเรียนโสตศึกษา จำนวนกว่าครึ่งจาก 24 คน มีมุมมองต่อตนเองที่ไม่ดี รู้สึกอายที่ต้องใช้ภาษามือ กลัวคนอื่นจะมองหรือพูดถึงตนเองในทางที่ไม่ดี กรอบคิดเรื่องเพศของเด็กหูหนวกมีจำกัด มองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอาย แม้เด็กหูหนวกมีความรู้เรื่องเพศ แต่เป็นความรู้แบบไม่ครบ คลาดเคลื่อน เช่น ทานยาคุมกำเนิดมากเกินไปจะเป็นบ้า นั่งติดกับคนเป็นเอดส์แล้วจะติดได้ ฯลฯ

ด้วยข้อจำกัดทางการได้ยิน ทำให้คนหูหนวกขาดประสบการณ์และข้อมูลเรื่องเพศที่ถูกต้อง รวมทั้งเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพทางเพศ ไม่ต่างจากคนพิการประเภทอื่นที่เผชิญกับข้อมูลและความเข้าใจในแบบต่างๆ ที่คลาดเคลื่อนกันไปคนละทิศละทาง

ข้อมูลที่ไม่ครบ เท่ากับความรู้ที่ตะกุกตะกัก

ในเวทีเดียวกัน มัทนา ทองญวณ ล่ามภาษามือระบุว่า ก่อนอบรมมองเรื่องเพศน่าอาย หากต้องเป็นล่ามแปลเรื่องนี้ให้กับคนหูหนวกก็กลัวคนหูดีมองว่าทำท่ามือน่าเกลียดเพราะท่าทางที่สื่อถึงเรื่องเพศยังมีจำกัด อาจทำให้ภาพลักษณ์ล่ามไม่ดี ผสมกับความรู้ที่ไม่เพียงพอจึงกลัวสื่อสารผิดจนทำให้คนรับสารเข้าใจผิดด้วย เธอจึงมักปฏิเสธงานเกี่ยวกับเรื่องเพศ แต่หลังอบรมก็เปลี่ยนทัศนคติ มองเรื่องเพศเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน เป็นความต้องการพื้นฐาน คุยได้ไม่น่าอาย ส่งผลให้แปลออกมาเป็นท่ามืออย่างมั่นใจและไม่อายอีกต่อไป

วัยรุ่นหูหนวกหลายคนเล่าว่า การไม่มีสื่อที่เป็นรูปภาพหรือไม่มีล่ามช่วยสื่อสาร ทำให้พวกเขาไม่มีความรู้เรื่องเพศ ความรู้ที่มีถูกบอกต่อจากเพื่อนหูหนวกสู่เพื่อนหูหนวก จึงไม่อยากพูดหรือสื่อสารเรื่องเพศกับใครมากนัก รวมถึงครั้นเมื่อต้องไปพบแพทย์ พอเรื่องเพศถูกมองเป็นเรื่องส่วนตัว น่าอายและต้องปกปิด คนหูหนวกจึงรู้สึกว่า การต้องสื่อสารกับแพทย์ผ่านล่ามที่พวกเขารู้จักดีหรืออาจต้องเจอกันอีก เป็นเรื่องที่ขัดเขินและไม่เป็นส่วนตัว

พระราชบัญญัติป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ที่มีเป้าหมายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานสิทธิวัยรุ่น ในมาตรา 5 ระบุว่า วัยรุ่นมีสิทธิสำคัญอยู่ 6 ด้าน ได้แก่ 1.สิทธิในการตัดสินใจโดยตนเอง 2.สิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารความรู้ 3.สิทธิในการได้รับบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ 4.สิทธิในการรักษาความลับ ความเป็นส่วนตัว 5.สิทธิในสวัสดิการสังคม และ 6.สิทธิในการได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ดี ยังมีเยาวชนพิการหลายคนที่เข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ เหล่านี้

สิทธิที่เข้าไม่ถึงและความรู้ที่มีน้อยนิดในเรื่องความพิการ

เพลง- อธิษฐาน สืบกระพันธ์ เยาวชนพิการมีภาวะอ่อนแรงและข้อติด ไม่สามารถขยับได้ทั้งแขนและขา จนทำให้ต้องได้รับความช่วยเหลือในกิจวัตรประจำวันบางอย่าง เช่น การแต่งตัว อาบน้ำ ไปจนถึงการเดินทางในชีวิตประจำวัน


เพลง-อธิษฐาน

เธอเคยได้รับบริการด้านสุขอนามัยเจริญพันธุ์ และพบอุปสรรคมากมาย เช่น เนื่องจากความไม่สะดวกในการเดินทางจึงจำเป็นจะต้องมีคนไปด้วยทุกครั้ง ไม่มีผู้ช่วยอุ้มเธอขึ้นเตียงนอนแพทย์ หรืออุปสรรคที่เกิดจากสภาพร่างกายที่หงิกงอ จนแพทย์ไม่สามารถฝังยาคุมได้ อีกทั้งเมื่อหมอเห็นร่างกายของเธอ พวกเขาก็ไม่สามารถวินิจฉัยและตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาได้ จนทำให้ทุกครั้งที่เธอเข้ารับบริการด้านสุขอนามัยเจริญพันธุ์  แพทย์ก็จะต้องตรวจโรคที่ก่อให้เกิดความพิการของเธอใหม่ทุกครั้ง นั่นทำให้ระยะเวลาการรรักษาเพิ่มขึ้นสามถึงสี่เท่าตัวหรือนานที่สุดถึง 12 ชั่วโมงในการฝังยาคุมกำเนิด

เช่นเดียวกับบัดดี้- ปริญาภัทร บุญรอด เยาวชนพิการอีกคนที่เคยได้รับบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์และพบว่า แพทย์หลายคนไม่กล้าที่จะสื่อสาร พูดคุยกับเธอโดยตรงจึงมักพูดผ่านแม่ของเธอ รวมทั้งอธิบายรายละเอียดต่างๆ ให้แม่ของเธอฟัง

“ตอนฝังยาคุมเราไปกับแม่ หมอเลือกไม่คุยกับเราโดยตรงและไม่พูดถึงความพิการ ไม่บอกว่าฝังเพราะอะไร ไม่ถามเราด้วยซ้ำว่าอยากฝังหรือไม่ เพราะมองว่าแม่เป็นคนตัดสินใจทั้งๆที่เขารักษาเรา ไม่ได้รักษาแม่” บัดดี้เล่า

นอกจากการรับบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์แล้ว บัดดี้ยังเข้ารับบริการคลินิกวัยรุ่น ที่ให้คำปรึกษาด้านจิตเวช  โดยปกติเธอไม่อยากให้ใครรู้ว่าไปไหน หรือต้องพบหมอจิตเวชก็ไม่ค่อยอยากให้พ่อแม่ไป แต่บางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ จึงรู้สึกอึดอัดที่ถูกมองว่ามีปัญหาด้านจิตใจและรู้สึกไม่เป็นส่วนตัว

ทางเลือกที่มีไว้สำหรับคนพิการเท่านั้น

ตอนเพลงไปฝังยาคุม แพทย์พยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอเลือกทางเลือกอื่นๆ อย่างการฉีดยาคุม ทั้งๆ ที่เธอบอกข้อจำกัดด้านการเดินทางมาโรงพยาบาลแล้วและไม่มีเวลามาฉีดยาคุมกำเนิดทุกสามเดือน จึงต้องการฝังเพราะอยู่ได้นานถึงสามปี มากไปกว่านั้นแพทย์ยังมักคิดเองว่าเธอไม่เคยฉีด หรือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ จนทำให้ในช่วงซักประวัติ เมื่อมีคำถามที่ว่า มีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ พอเธอตอบไปกลับกลายเป็นได้รับคำถามและท่าทีเชิงลบ เช่น มีสามีแล้วเหรอ

“เขาคงคิดว่า คนพิการมีแฟนไม่ได้หรือไม่อยากมี แค่ช่วยเหลือตัวเองก็ลำบากแล้ว มีแฟนจะใช้ชีวิตยังไง หนูว่าเขาคงไม่เคยเห็นว่าคนพิการใช้ชีวิตอยู่กันยังไง” เพลงกล่าว

เช่นเดียวกับบัดดี้ เมื่อร่างกายของเธอมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง เธอก็หมดโอกาสจากการทำหลายสิ่งหลายอย่าง ครั้งหนึ่งเธอเข้าโรงพยาบาล แม่ของเธอเริ่มคุยกับหมอเรื่องประจำเดือนที่ดูแลลำบาก หลังจากนั้นหมอสูติฯ จึงเข้ามาคุยและได้ข้อสรุปเป็นการฝังยาคุม  

“ตอนเราหาหมอที่คลินิกวัยรุ่น เราได้ความรู้เรื่องป้องกันโรค เรื่องการตั้งครรภ์แบบครบวงจร ไม่เหมือนตอนรักษากับหมอสูติฯ เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องการป้องกัน โรคติดต่อและความเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์ เพราะคิดว่าเราจะไม่มีเพศสัมพันธ์ ต่างจากหมอวัยรุ่นที่รับฟังปัญหา พอรู้ว่าเรามีแฟนก็บอกว่าต้องระวังอะไรบ้าง ข้อจำกัดของร่างกายเราคืออะไร” บัดดี้สะท้อน


บัดดี้ - ปริญาภัทร

มองวัยรุ่นพิการให้เป็นวัยรุ่น

“อยากให้มองวัยรุ่นพิการเหมือนเป็นวัยรุ่นทั่วไป ถามคำถามอย่างปกติ ไม่ต้องหยุดชะงัก ตกตะลึงว่ามีเพศสัมพันธ์ได้ด้วยเหรอ เราเป็นคนคนหนึ่งที่มีขาที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่เรามีความรู้สึกไม่ต่างกัน” เพลงกล่าว

ที่ผ่านมาเพลงถูกตัดสินเพราะความพิการในหลายเรื่อง เช่น เธอเหมาะจะเรียนแบบนั้นเพราะไม่ต้องออกไปไหน หรือคิดแทนว่าการเดินทางเป็นเรื่องที่ยากเกินไป ไปจนถึงเรื่องวิถีชีวิตทางเพศ เช่นเดียวกับเพื่อนๆ ของเธอหลายคนที่โรงเรียน  ที่ถูกบอกให้ไปตัดมดลูกทิ้ง พาไปทำหมันสิ จนครั้งหนึ่งเธอเองก็เคยเชื่อว่าการตัดมดลูกจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

“พอหนูรู้ว่าการตัดมดลูกตั้งแต่ยังวัยรุ่นจะมีผลเสีย หนูก็เอาไปบอกครู แต่เขากลับบอกว่า ทำเป็นรู้ดีอยากจะมีผัว มีลูกล่ะสิ เป็นตรรกะที่แปลกมาก เหมือนเขานึกว่าเราเป็นสัตว์ที่ตัดมดลูกทำหมันแล้วจะไม่มีอารมณ์ทางเพศ ต่อให้วันนี้เราตัดมดลูก หนูก็ยังมีผัว มีเพศสัมพันธ์อยู่ดี ทำให้เห็นว่าบางคนก็เชื่อในสิ่งผิดๆอยู่” เพลงเล่าอย่างมีอารมณ์ร่วม

ขณะที่บัดดี้มองว่า คนทั่วไปไม่คิดว่าคนพิการจะมีความสัมพันธ์ ทั้งที่เขามองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติสำหรับตัวเอง พอคนพิการมีแฟน ก็ไปหาว่าแฟนจะไม่จริงใจ มาหลอกคนพิการ ทำให้คนพิการรู้สึกด้อยค่า หลายครั้งหากคนพิการคบกับคนไม่พิการ คนไม่พิการก็จะถูกมองว่าจิตใจดีที่มาคบกับคนพิการ

“คนบอกว่า พิการแล้วก็ทำอะไรที่มันง่ายๆสิ แต่ชีวิตเราไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เราเป็นคนเหมือนกัน อยากไปไหนมาไหนได้ เหนื่อยได้ ไม่ต้องการการป้อนอะไรที่ถูกมองว่าง่ายตลอดเวลา เวลาไปไหนมาไหนกับแม่ ยิ่งถูกมองว่าเป็นเด็ก คงไม่มีแฟน ไม่มีเพศสัมพันธ์ และไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

“หากมีการบริการสำหรับวัยรุ่นด้านอนามัยเจริญพันธุ์ หรือมีบริการให้คำปรึกษาเฉพาะสำหรับคนพิการโดยไม่ต้องผ่านผู้ปกครองก็คงเป็นเรื่องที่ดีมาก” บัดดี้ย้ำ

 

ข้อมูลจาก

https://www.thaihealth.or.th/Content/45620

HealthบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพUNFPATRIPคนพิการเพศวัยรุ่น
Categories: ThisAble

บัตรคนพิการทำอย่างไร ทำแล้วได้อะไรบ้าง ?

Fri, 2019-12-20 14:37

สิทธิที่ต้องมี แต่ไม่มี เพราะไม่มีบัตร(คนพิการ)
สิทธิที่ต้องมี แต่ไม่มี เพราะไม่มีบัตร(คนพิการ)
สิทธิที่ต้องมี แต่ไม่มี เพราะไม่มีบัตร(คนพิการ)
สิทธิที่ต้องมี แต่ไม่มี เพราะไม่มีบัตร(คนพิการ)

แล้วบัตรประจำตัวคนพิการคืออะไร?

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปัจจุบันประเทศไทยมีคนพิการถึง 3.7 ล้านคน และมีคนพิการมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 55.6) ไม่ได้จดทะเบียนคนพิการมีสาเหตุเนื่องมาจากไม่ต้องการจดทะเบียน ไม่คิดว่าตนเองพิการอยู่ในระดับที่จดทะเบียนได้ และไม่ทราบข้อมูลการจดทะเบียน

หลายคนอาจไม่ทราบว่าบัตรประจำตัวพิการช่วยในเรื่องสิทธิของคนพิการต่างๆ thisable.me จึงอยากนำเสนอวิธีการทำบัตรง่าย ๆ ว่ามีอะไรบ้าง ทั้งวิธีการเตรียมตัว และสถานที่ที่สามารถไปทำได้ แล้วทำแล้วจะได้สิทธิและการคุ้มครองอะไรบ้าง หลังจากที่ได้บัตรกันแล้ว

คุณสมบัติในการทำบัตรประจำตัวคนพิการ

บัตรนี้ทำกันไม่ยาก ขอเพียงแค่มี “สัญชาติไทย” และเป็นคนที่พิการตั้งแต่ ”กำเนิด” หรือพิการจาก “อุบัติเหตุ” หรือพิการจากการ “เจ็บป่วย” หรือ “กรรมพันธุ์” ก็สามารถทำได้เหมือนกัน สำหรับคนที่ไม่มั่นใจว่าตนเองมีความพิการในระดับที่สามารถจดทะเบียนได้หรือเปล่า สามารถไปขอตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อขอใบรับรองได้

การยื่นขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ มีวิธีการง่าย ๆ เพียงแค่เตรียมเอกสารดังนี้ 1.สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ หรือ สำเนาสูติบัตร
2.สำเนาทะเบียนบ้านของผู้พิการเอง
3.ใบรับรองความพิการจากสถานพยาบาลที่รัฐ และเอกชน
.
***ยกเว้นเห็นสภาพความพิการชัดเจนอยู่แล่ว ไม่ต้องมีใบรับรองก็ได้***     สถานที่ให้บริการในการออกบัตร โดยสถานที่ที่สามารถนำไปยื่นได้ มีดังนี้ สำหรับคนพิการที่อยู่ในกรุงเทพ สามารถไปสถานที่ออกบัตรคนพิการได้ที่ 1.กรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ
2.โรงพยาบาลสิรินธร
3.โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน
4.สถาบันราชานุกูล
5.โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
6.โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)
7.โรงพยาบาลพระราม 2     หลังจากที่ได้บัตรมาแล้ว คนพิการจะได้สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองอะไรบ้าง? ด้านการเดินทาง คนพิการสามารถขึ้นรถขนส่งสาธารณะอย่าง MRT ฟรีทุกสถานี หรือ BTS ฟรี เพียงแค่แสดงบัตรคนพิการ

ด้านการแพทย์ สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐได้ทุกที่ โดยไม่ต้องมีใบส่งต่อ มีสิทธิได้รับบริการทางการใช้ยา การเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ช่วยคนพิการ และรวมถึงการบำบัดรักษา

ด้านการศึกษา จะได้รับการสนับสนุนให้มีการศึกษาให้เหมาะสม โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนจนจบปริญญาตรี รวมถึงเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอื่น ๆ

ด้านอาชีพ จะได้รับการคุ้มครองแรงงานให้มีงานทำตลอด ถ้าประกอบอาชีพอิสระจะได้รับการส่งเสริม เรื่องบริการสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีหรือความช่วยเหลืออื่น ๆ และการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการหน่วยงานรัฐ หรือสถานศึกษาเอกชน

เมื่อผู้พิการบรรลุนิติภาวะ 20 ปีบริบูรณ์ สามารถยืมเงินทุกประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ จากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ราายละไม่เกิน 5 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย

ด้านสิทธิคนพิการและสวัสดิการ จะมีการบริการล่ามภาษามือให้ มีการช่วยเหลือทางกฎหมาย การจัดให้มีผู้ช่วยคนพิการ การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้แก่คนพิการ การช่วยเหลือคนพิการที่ไม่มีผู้ดูแลคนพิการ และการจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการ

ด้านสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย มีบริการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้กับคนพิการ เพื่อเพิ่มความสะดวก และปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันในที่อยู่อาศัยของคนพิการเอง แต่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  

 

Healthรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนแรงงานสุขภาพบัตรคนพิการ
Categories: ThisAble

เดินไปเดินมา หวยงวดนี้ออกอะไร

Fri, 2019-12-20 14:09

พรุ่งนี้รวย พรุ่งนี้รวย !

หลายคนน่าจะเคยอุดหนุนสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือที่เราเรียกติดปากว่าลอตเตอรี่จากพี่ๆ ผู้พิการทางสายตา แต่พวกคุณเคยได้มีโอกาสคุยกับพวกเขาหรือไม่ เขาเป็นอย่างไร เคยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันบ้างหรือเปล่า

เราออกเดินอีกครั้งไปตามถนน ชวนคนตาบอดคุยสั้นๆ ถึงที่มาและชีวิต ใน' เดินไปเดินมาตอน' หวยงวดนี้ออกอะไร ? คุยกับคนตาบอดขายลอตเตอรี่

พรุ่งนี้รวย พรุ่งนี้รวย !

ช่วงค่ำระหว่างกำลังกลับบ้าน ‘วิน’ ชายพิการทางการมองเห็น นั่งขายลอตเตอรี่อยู่บนสะพานลอย วินเล่าว่า เมื่อก่อนเขามีอาชีพร้องเพลงข้างถนน แต่รายได้ไม่ค่อยดีนัก จึงหันเหมาขายลอตเตอรี่เพราะมองว่ารายได้ดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่ทั้งเดือน เพราะลอตเตอรี่ขอเขาจะขายดีในช่วงหวยใกล้ออกเท่านั้น

“ที่ผมมาประกอบอาชีพขายลอตเตอรี่เพราะผมอยากหาเงินด้วยตัวเอง ไม่อยากให้เป็นภาระที่บ้านและมองว่า ผมมีมือมีเท้าเหมือนคนทั่วไป ทำไมจะหาเงินด้วยตัวเองไม่ได้”

ช่วงเวลาเที่ยงวัน ชายคนหนึ่งนั่งขายลอตเตอรี่บริเวณสะพานหน้าเซนทรัลแจ้งวัฒนะ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ ‘ปอง’มีอาชีพขายลอตเตอรี่ อาจเพราะฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน เขาจึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระนิดหน่อยก็ยังดี “ที่ขายลอตเตอรี่เพราะผมคิดว่าไปทำงานอย่างอื่นคงไม่มีใครรับ คนตาบอดประสิทธิภาพในการทำงานไม่เท่าคนทั่วไปหรอก ผมก็ช่วยงานเท่าที่จะช่วยได้ แต่โอกาสให้เลือกงานมันไม่มีหรอกครับ” ปองกล่าว

ระหว่างทางไป BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีกลุ่มคนขายลอตเตอรี่อยู่ 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นคนพิการทางการมองเห็น ‘ชัย’ พิการทางสายตามาตั้งแต่เด็กเพราะโรคบางอย่าง

“ตอนที่ผมรู้ว่ากำลังจะตาบอดหรือสายตากำลังจะมืดลง ผมทำใจได้และรู้สึกเฉยๆ คิดในใจว่า ยังไม่ถึงวันนั้นหรอก แต่พอเช้าวันหนึ่งผมตื่นขึ้นมา ผมพยายามลืมตาแล้ว ลืมตาอีกแต่ผมกลับมองไม่เห็นอะไรเลย ตอนนั้นคือผมทำใจไม่ได้ โวยวาย ร้องไห้ แต่ผมก็ต้องทำใจยอมรับว่าชีวิตก็ต้องก้าวต่อไปข้างหน้า”

‘ลุงชาติ’ ขายลอตเตอรี่ที่ตลาดนัดมะลิ ตาของลุงไม่ได้เป็นบอดตั้งแต่เด็ก แต่เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจึงทำให้เป็นคนพิการทางการมองเห็น แกเล่าว่า ฐานะทางบ้านยากจนจึงอยากออกมาขายลอตเตอรี่เพราะไม่อยากงอมืองอเท้าเป็นภาระที่บ้าน อะไรที่พอช่วยได้ก็อยากจะช่วย

“ที่ลุงมาขายลอตเตอรี่เพราะคิดว่าไม่มีงานอื่นรับเข้าทำงานหรอก คนพิการอย่างลุงไม่ได้มีโอกาสให้เลือกงานเหมือนคนทั่วไปหรอก อะไรที่เข้ามาก็ต้องรับไว้ก่อนแหละ”

Culture & Artรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนแรงงานคนตาบอดลอตเตอรี่
Categories: ThisAble

ตอบคำถามเรื่องเพศกับวัยรุ่นพิการ

Fri, 2019-12-20 11:40

หน้า 7 หลัง 7 คืออะไร - กินอสุจิท้องไหม -ยาคุมใช้อย่างไร - ถุงฯรั่วต้องทำไง - ท้อง 3 เดือนกินยาคุมทันหรือไม่ ฯลฯ

เป็นคำถามที่คุณอาจจะทั้งรู้และไม่รู้คำตอบ เราหยิบคำถามเหล่านี้มาถามวัยรุ่นพิการ . ลองมาดูเลยว่าพวกเขาจะตอบกันอย่างไร

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพความต้องการทางเพศสิทธิทางเพศคนพิการคนตาบอดคนหูหนวกดาวน์ซินโดรมออทิซึม
Categories: ThisAble

3 ธันวาคม วันคนพิการสากล

Mon, 2019-12-09 00:21

3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล (International day of persons with disability) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของความเข้าใจเรื่องความพิการการช่วยเหลือ สิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีของคนพิการ

นอกจากนี้ ยังเป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านกฎหมาย สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม โดยมีจุดมุ่งหวังในการทำให้สังคมตระหนักถึงความ ‘เท่าเทียมของโอกาส’ การฟื้นฟู และป้องการความพิการ

โดยปีนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ปราศรัยเนื่องในวันพิการสากล ใจความว่า "เนื่องในโอกาสวันคนพิการสากลบรรจบครบอีกวาระหนึ่ง ผมขอส่งความปรารถนาดีต่อทุกท่าน

“องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันคนพิการสากลและเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกร่วมจัดกิจกรรม เพื่อให้ทุกประเทศตระหนักถึงความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์และการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเท่าเทียม

“โดยในปี พ.ศ.2562 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลักคือ การสร้างการมีส่วนร่วม เสริมความเป็นผู้นำคนพิการสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ.2573 การจัดการในปีนี้จึงให้ความสำคัญแก่การพัฒนาคนพิการอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ด้วยคำมั่นว่า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นอกจากการส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาคทางสังคมแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการให้โอกาส เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ทรัพยากร กระบวนการยุติธรรม บริการสาธารณะ และมีหลักประกันทางสังคม ที่ครอบคลุมและเหมาะสมโดยบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ในการขจัดอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

“เนื่องในโอกาสวันคนพิการสากลประจำปี พ.ศ.2562 ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลายในสากล อีกทั้งเดชะพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้พี่น้องคนพิการและครอบครัว ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จงประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีกำลังกาย กำลังใจที่เข้มแข็ง ร่วมกันสร้างสรรค์คุณประโยชน์ต่อประเทศชาติสืบไป สวัสดีครับ”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การทำงานด้านคนพิการทั่วโลกมีการผลักดันและนำเอาแนวคิดของ ‘Inclusive Society’ หรือ ‘สังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน’ มาใช้ กล่าวคือเป็นการที่คนในสังคมทุกคนสามารถเข้ามาใช้พื้นที่และทำกิจกรรมทางสังคมได้อย่างอิสระและเท่าเทียม ปราศจากการเลือกปฏิบัติต่อกัน โดยใช้หลักการทำงานของการคิดแบบ ‘การดำรงชีวิตอิสระ’ หรือ ‘Independent living’ ซึ่งมีเอ็ด โรเบิร์ตนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันที่ป่วยด้วยโรคโปลิโอเป็นผู้ริเริ่มและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิของคนพิการ หลังจากที่เขาถูกปฏิเสธการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นักศึกษาจำนวนมากให้ความสนใจและต้องการที่จะย้ายคนพิการออกจากศูนย์พยาบาล พวกเขาเริ่มจัดตั้งองค์กรให้บริการ เช่น การซ่อมรถเข็น ผู้ช่วยคนพิการ จนเกิดเป็นแผนการเรียนพิเศษสำหรับนักศึกษาที่มีความพิการ และ ‘ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระ’ (CIL : Center for independent living) ที่กระจายไปทั่วโลก การขับเคลื่อนครั้งนี้ทำให้เกิดการใช้บังคับใช้ ‘Americans with Disabilities Act: ADA’ ในปี ค.ศ.1990 ซึ่งกฎหมายนี้เป็นต้นแบบของกฎหมายคนพิการในหลายๆประเทศในเวลาต่อมา

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศแรงงานวันคนพิการสากลInternational day of persons with disabilityวันสำคัญ
Categories: ThisAble

เดินไปเดินมา คุยกับนักร้องตาบอด

Mon, 2019-12-09 00:04

ระหว่างทางกลับบ้าน ผมเห็นคนตาบอดหลายคนร้องเพลงเล่นดนตรีข้างถนน พวกเขาบางคนเล่นกลางแดด บางคนก็เลือกหลบในร่ม 

ทำไมพวกเขาจึงเลือกที่จะร้องเพลง เพลงแบบไหนฮิต เพลงแบบไหนคนขอบ่อย แล้วรายได้ล่ะ ดีหรือเปล่า? ชวนไปคุยสั้นๆ กับพวกเขากัน

วันหนึ่งระหว่างทางกลับบ้าน เสียงร้องเพลงก็ดังขึ้นโดยผู้ชายคนหนึ่งบริเวณข้างบันไดสะพานลอย แจ็ค ชายหนุ่มตาบอดยืนร้องเพลงพร้อมไมค์และเครื่องเสียงตัวโปรด เขาเล่าว่าตัวเองร้องเพลงได้หลากหลายสไตล์
“ ผมไม่ยึดติดแนวใดแนวหนึ่งเลย คิดแค่ว่าคนส่วนมากชอบฟังแนวไหน ผมก็จะแกะเพลงแนวนั้น อีกแบบคือเป็นเพลงที่ติดตลาด ผมอยากร้องเพลงให้คนรู้สึกมีความสุขกับเพลงที่ได้ฟัง” เพลงที่ฮิตหรือเพลงที่คนชอบขอในช่วงนี้ก็เป็นเพลง ‘ถ้าฉันเป็นเขา’ ของวง INDIGO แต่รายได้ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ น้อยครั้งมากที่ได้เยอะๆ

ระหว่างกำลังรอรถเมล์ ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องเพลงอยู่กลางแดด จี ผู้หญิงตาบอดเสื้อสีแดงส้มชอบร้องเพลงสตริง แต่ไม่ค่อยถนัดเพลงลูกทุ่ง คนที่ขอเพลงส่วนใหญ่มักจะขอจากชื่อนักร้อง เช่น ขอเพลงของ ‘ซาซ่า’ ส่วนเพลงที่ฮิตที่ร้องบ่อยๆ ในช่วงนี้คือ เพลง ‘ซ่อนกลิ่น’ ของปาล์มมี่

ช่วงเวลาเที่ยงวัน ป้าคนหนึ่งนั่งร้องเพลงอยู่ริมถนนด้านหน้าของห้างเมเจอร์ ปากเกร็ด เธอชื่อวรรณ และร้องเพลงอยู่ริมถนนมานานแล้ว เพลงที่ชอบเป็นเพลงแนวลูกทุ่ง สตริง และลูกกรุง แต่เพลงที่ร้องบ่อยที่สุดก็คือเพลงแนวลูกกรุง แม้แกจะร้องเพลงได้หลากหลายแต่กลับไม่ค่อยมีคนเข้ามาขอเพลง เพราะบางเพลงแกก็จำเนื้อไม่ได้ จึงต้องพยายามแกะเพลงมาร้องหากร้องไม่ได้แกก็ต้องปฏิเสธ “ขอโทษด้วยนะเพลงนี้ป้าไม่ได้แกะ ส่วนคนบริจาคช่วงนี้ก็ไม่เยอะเพราะเดี๋ยวนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี”

ระหว่างทางขึ้น BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ชายหญิงตาบอดคู่หนึ่งยืนร้องเพลงอยู่ท่ามกลางคนที่เดินผ่านไปผ่านมา น้ำและไอซ์ นักร้องตาบอดทั้งสองคนนี้มักจะไปร้องเพลงด้วยกันเสมอ แต่ทั้งสองกลับมีสไตล์การร้องเพลงแตกต่างกัน

น้ำบอกว่าเธอถนัดร้องเพลงลูกทุ่ง เช่นเพลงของจินตหรา พูลลาภ ส่วนไอซ์ชอบร้องเพลงสตริงอย่างเพลงของ พลพล พลกองเส็งแม้จะไปร้องเพลงเป็นคู่ แต่รายได้ช่วงนี้กลับไม่ดีนัก “คนให้เงินไม่เยอะเท่าไหร่ จะขึ้นอยู่กับสถานที่ แถมช่วงนี้เศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดีด้วย”

Culture & Artบทความคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนนักร้องตาบอดคนตาบอด
Categories: ThisAble

ชวนดู'เคว้ง'แบบเสียงบรรยายภาพสำหรับคนตาบอด ทาง Netflix

Sun, 2019-12-08 23:12

"ภาพเขตโรงเรียนหลังโดนสึนามิพลิกซ้อนสลับไปมา ซากเรือยอชท์และโซฟาบนหาด คลื่นน้ำทะเลเป็นระลอกพริ้ว เห็นเชิงเขาด้านหลัง ข้อความตัวอักษรสีเหลืองอ่อน ชื่อเรื่อง เคว้ง" นี่เป็นส่วนหนึ่งของเสียงบรรยายภาพหรือ Audio Description (AD) จากซีรีย์เรื่องใหม่ของ Netflix


เคว้ง (The Stranded) เล่าถึงเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่รอดชีวิตหลังเหตุการณ์สึนามิบนเกาะ พวกเขาพยายามออกจากเกาะ เอาชีวิตรอด และต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญโดยมีเสียงบรรยายภาพช่วยเล่าบรรยากาศ รายละเอียด การกระทำต่างๆ ของฉากและตัวละคร เพื่อทำให้คนพิการทางสายตาสามารถเข้าถึงซีรีย์ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ปัจจุบัน เสียงบรรยายภาพถือเป็นมาตรฐานการให้บริการเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงที่เท่าเทียม ตั้งแต่ปี 2559 กสทช.ออกประกาศว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการให้เข้าถึง รับรู้และใช้ประโยชน์จากบริการของโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล โดยทีวีดิจิตอลจะต้องจัดให้มีบริการล่ามภาษามือ คำบรรยายแทนเสียง และเสียงบรรยายภาพตามสัดส่วนที่กำหนด
.
เคว้ง ฉายแล้วทาง Netflix นำแสดงโดย ปภังกร ฤกษ์เฉลิมพจน์, ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช, จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล, กิตติศักดิ์ ปฐมบูรณา และสินจัย เปล่งพานิช กำกับการแสดงโดยโสภณ ศักดาพิศิษฎ์ และถือเป็นซีรีส์ไทยเรื่องแรกของ Netflix อีกด้วย
.
อ้างอิง
http://bcp.nbtc.go.th/th/detail/2018-02-28-09-05-03?fbclid=IwAR0IRPZfbq4BjPOgO40EhnoxZqu5AOPVfjLRTUG0Wm4L8hDNB49XUS1mveI

Culture & Artข่าวศิลป-วัฒนธรรมเคว้งNetflix
Categories: ThisAble

บันทึกของ ‘เครื่อง ศรีบัวพันธ์’ ชายผู้บุกเบิกวิชาชีพนวดให้แก่คนตาบอดไทย

Wed, 2019-11-27 16:31

“สัมภาษณ์ไปนวดไปละกัน” 

เขาลงมือนวดลูกค้าในขณะที่เรากดบันทึกเสียงลงในเครื่องอัดเสียง

ชายคนที่ได้คุยวันนี้เป็นชายผู้บรรเทาอาการปวดเมื่อยให้คนกว่าแสนคน เขาไม่แม้แต่จะว่างให้เราสัมภาษณ์ ขณะที่ปากเล่าเรื่อง มือของเขาก็ต้องบีบนวดลงไปที่จุดเมื่อย ไหล่ ต้นคอ หลัง นิ้วทั้งสิบค่อยๆ กดลงบนขา แขน และลำตัวอย่างใจเย็น หากคุณได้มีโอกาสนั่งอยู่ตรงนี้ก็จะได้ยินเสียงแห่งความปวดเมื่อยของคนไข้ในบ้านหลังนี้ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ  

เครื่อง ศรีบัวพันธ์ หรือ ครูเครื่อง หมอและครูสอนนวดมือฉมัง ที่คร่ำหวอดในวงการนานหลายสิบปี เขาทำงานภายใต้มูลนิธิคอลฟิลด์เพื่อคนตาบอดที่ตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงเจเนวีฟ คอลฟิลด์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ และอาจารย์ที่เคารพนับถือของเขา โดยได้เปิดสอนวิชานวดแผนโบราณให้กับคนตาบอดจนกลายเป็นวิชาชีพทางเลือกในที่สุด

แม้ปัจจุบันอายุของอาจารย์เครื่องจะล่วงเลยเข้าสู่เลขเจ็ดแล้ว แต่เขายังคงยึดอาชีพนวด และยืนยันที่จะทำต่อไปจนกว่าจะไร้เรี่ยวแรง กว่าจะผ่านมาถึงวันนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง อะไรคือหลักคิด ในยุคสมัยที่คนมองว่าคนพิการและคนตาบอดไม่มีสิทธิหรือคุณค่าเทียบเท่าคนไม่พิการ เราจึงอยากชวนคุณย้อนเวลาไปในปี 2487 หรือ 12 ปี หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นปีที่เด็กชายเครื่องถือกำเนิดเกิด ก่อนกลายเป็นคนตาบอดที่มีวิชาชีพนวดหาเลี้ยงตนคนแรกของประเทศ

 “ตอนอายุ 8 ขวบ เรียนโรงเรียนประชาบาล บ้านหนองบัวขาว จังหวัดชัยภูมิ ผมปวดหัวมาก จนเรียนไม่ได้ ต้องกลับไปอยู่บ้านนาน 3 เดือน เคยช็อคจนคนคิดว่าผมตายแล้ว ก็เตรียมห่อศพ ประจวบจังหวะมีหมูแหกคอกออกมา เขาก็เลยพักศพผมไว้แล้วไปต้อนหมูเข้าเล้า ต้อนเสร็จ ก็ได้เวลานิมนต์พระ ขณะกำลังจะเอาไปฝัง แม่ผมขอดูหน้าเป็นครั้งสุดท้าย จึงเห็นว่าผมยังหายใจ แต่หลังฟื้นขึ้นมาได้สามวัน ตาของผมก็มืดสนิท” 

“พ่อพาผมไปรักษาตาที่โรงพยาบาลศิริราชอยู่สี่เดือน หมอบอกว่าทำได้แค่นี้ ไม่สามารถมองเห็นได้มากกว่านี้อีกแล้ว เห็นลางๆ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้” 

หลังจากนั้นเครื่องต้องใช้ชีวิตอย่างคนตาบอด จนหลังเรียนจบ ม.3 เขาต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อตัวเอง โดยเริ่มต้นทำงานเย็บกระเป๋าหนังส่งขายบริษัทรถเมล์ขาวนายเลิศ จากนั้นจึงเปลี่ยนมาเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ทำสวน และแสวงหาอาชีพอิสระที่คนตาบอดทำได้ 

“ตอนนั้นเราต้องหางานใหม่ทำไปเรื่อยๆ ผมไม่ค่อยถูกกับงานประจำ ทำแล้วรู้สึกเหมือนโดนกดขี่ รู้สึกว่าคนตาดีมีงานทำน้อยกว่าแต่ได้เงินเดือนมากกว่าเรา เกิดการเลือกปฏิบัติ ก็เลยคิดว่าออกไปหางานอิสระทำดีกว่า หลังจากนั้นผมก็เดินขายลอตเตอรี่ จนกระทั่งได้มาเรียนนวด“

ปี 2517 เขาได้ยินเสียงประกาศจาก หลวงบุเรศ บำรุงการ ผ่านรายการวิทยุเรื่องการเปิดรับสมัครเรียนนวดไทย ณ วัดปรินายก นี่นับเป็นจุดเริ่มของการเรียนนวดอย่างเป็นทางการ

“ในปีนั้นได้ยินข่าวจากวิทยุยานเกราะ คุณหลวงบุเรศ บำรุงการ ท่านจัดรายการหมอแผนโบราณ  และประกาศรับสมัครนักเรียนหมอนวด แกบอกว่าหมอนวดดีๆ เก่งๆ เหลืออยู่ไม่กี่คนแล้ว ถ้าใครสนใจอยากจะเป็นหมอนวดเพื่อจะสืบสานให้คงอยู่ต่อไป ก็ให้มารีบมาสมัครเรียน ผมได้ฟังแล้วก็ตัดสินใจไปเรียน และพบท่านอาจารย์เจือ ขจรมาลี นายกสมาคมแพทย์แผนโบราณ”

“ด้วยความที่ยังไม่เคยมีคนตาบอดมาเรียน ตอนแรกแก (อาจารย์เจือ ขจรมาลี) ไม่ยอมรับ แกบอกว่าไม่เคยสอนคนตาบอด ไม่รู้จะสอนอย่างไร ผมเลยบอกกับท่านว่า “อาจารย์รับผมไว้เถอะ ถึงแม้ผมเรียนไม่ได้ผมก็จะไม่โทษอาจารย์ว่าอาจารย์สอนไม่ได้ แต่ผมจะบอกว่าผมเองต่างหากที่ไม่สามารถรับรู้ เรียนรู้ได้” ท่านก็เลยยอมรับ 

“ในขั้นตอนสำหรับนักเรียนทั่วไป อาจารย์จะนวดให้ดู แต่พอผมมองไม่เห็น ผมจึงขอคลำจากมืออาจารย์อีกที จะได้รู้ว่าแกนวดตรงไหน ทำอย่างไร หาเพื่อนที่เรียนด้วยกันที่เชื่อใจได้ และติดตามเขา จนได้รับการถ่ายทอดวิชาเต็มที่” 

“ผมเรียนนวดหนึ่งปีก็จบ รับใบประกาศ หลังจากนั้นก็ไปช่วยงานที่วัดสามพระยา และกลับมาอยู่บ้าน ผมอยากสร้างงานนวดให้เป็นกิจจะลักษณะ เพราะตัวผมเองก็ลองมาหลายอาชีพแล้ว จนมั่นใจในอาชีพนวดว่าทำให้คนตาบอดให้บริการแก่คนในสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ จึงชวนเพื่อนชื่อช่วง ซึ่งเป็นคนตาบอดมาเรียน” 

“พอเริ่มถ่ายทอดวิชาให้คนตาบอด ก็คิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้ยั่งยืน จนได้ไอเดียว่าต้องเป็นมูลนิธิจึงจดทะเบียนมูลนิธิ ในปี 2523 โดยมีผมกับภรรยาและคณะเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิคอลฟิลด์”

“ตอนนั้นคนตาบอดยังไม่มีใครทำอาชีพนวด เป็นขอทานบ้าง หากเรียนจบได้ก็เป็นครู บางคนก็ตั้งวงดนตรีเร่เล่นตามโรงเรียน บางครั้งก็เรี่ยไร บางทีก็แย่งลูกค้ากัน ผมเองก็ทำมาหลายอาชีพ ทั้งเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา แต่ก็สู้การนวดไม่ได้ เพราะอาชีพนี้มีเกียรติ ได้รับการยอมรับที่ดีกว่า”

“เคยได้ยินไหมว่า คนตาบอดเหมือนโต๊ะ เหมือนเก้าอี้ วางไว้ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้นเหมือนสิ่งของ เมื่อก่อนคนจูงคนตาบอดโดยการใช้ท่อนไม้ ให้คนตาบอดจับด้านหนึ่งและคนที่จูงจับอีกด้านหนึ่ง แค่จับเนื้อต้องตัวเขายังไม่อยากจับ ใกล้ชิดที่สุดคือจับแขนเสื้อ นี่คือเรื่องปกติของสมัยก่อน”

“เราตั้งชื่อว่ามูลนิธิคอลฟิลด์ เพราะอยากระลึกถึงท่าน(เจเนวีฟ คอลฟิลด์)  ท่านสนับสนุนส่งเสริมเรื่องอาชีพ ตอนผมบอกว่าสนใจจะเลี้ยงไก่ ท่านก็พาไปพบกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุยกันเรื่องไก่ การเลี้ยงไก่ จนผมได้ตำรามาเล่มหนึ่ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะท่านอยากให้คนตาบอดมีอาชีพ” 

 

จวบจนถึงปัจจุบันมูลนิธิคอลฟิลด์ ยังคงทำสิ่งเดิมอย่างที่ตั้งใจไว้เมื่อเคยก่อตั้ง คือการเป็นโรงเรียนสอนนวดให้กับคนตาบอดสำหรับประกอบอาชีพ 

“การสอนของผมคือการถ่ายทอด ตัวผมเองจะเป็นหุ่นให้นักเรียนนวด ผิดถูกผมจะบอกได้ เช่น เมื่อถ่ายทอดให้หมอช่วง (ลูกศิษย์คนแรก) เสร็จแล้วเขาก็เอาไปสอนคนอื่นต่อเป็นทอดๆ โดยมีกฎว่าคนที่จบแล้วต้องมาเป็นหุ่นให้กับนักเรียนรุ่นใหม่เพื่อสอน และเป็นหุ่นฝึกซ้อม การถ่ายทอดจะต้องเป็นแบบตัวต่อตัว”

“เราต้องนวดด้วยจิต สัมผัสด้วยใจ เพราะฉะนั้นมองเห็นหรือมองไม่เห็นไม่ใช่เรื่องสำคัญ สำคัญที่ว่าเราเวลาจะนวด จะกดในจุดแต่ละจุดต้องมีสมาธิ สัมผัสลงไปให้รู้ว่าจุดไหนคืออะไร แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าจุดไหนคืออะไร ก็รู้จากที่เราฝึกเราซ้อม” 

“ผมมีกฎว่านักเรียนใหม่กับนักเรียนใหม่ห้ามนวดกันเอง เพราะว่าคนนวดไม่รู้แล้วใครจะรู้  โอกาสในการจำผิดพลาดจึงมี เพราะฉะนั้นคนที่จะมาเป็นหุ่นได้ต้องเป็นหมอแล้วเท่านั้น ให้เขาฝึกซ้อมและเมื่อแน่ใจว่าเขารู้แล้วผมถึงให้เขาสอนกันเอง คนที่ถูกนวดต้องคอยจับผิดและคอยดูว่าคู่ตัวเองทำผิดหรือเปล่า”

“ลูกศิษย์คนหนึ่งของผมเป็นชาวเขาอยู่ภาคเหนือ เขาตาบอดตอนอายุ 9 ขวบ และถูกพ่อผลักให้ตกจากหน้าผา เพราะไม่รู้จะเลี้ยงดูอย่างไร แต่เขากลับไม่ตาย หลังจากนั้นเมื่อมีมิชชินนารีฝรั่งไปเผยแผ่ศาสนา พ่อจึงยกเขาให้มิชชันนารี เขาจึงได้ไปเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดที่เชียงใหม่ และถูกส่งมาเรียนกับผม ปัจจุบันเขากลับไปเปิดร้านนวดที่เชียงใหม่ เผยแพร่การนวดในภูมิภาคและซื้อที่ให้พ่อทำไร่ แสดงให้เห็นว่าหากคนตาบอดมีอาชีพ ก็จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” 

“คนพิการอยู่ในสังคมยาก คนที่ถูกยกย่องก็ถูกยกย่องเสียเลิศเลอ ส่วนคนที่ถูกกดก็โดนกดจนติดดิน นี่คือความอึดอัดของคนพิการ แต่พอเขามีงานทำ ก็มีเกียรติ มีคนนับถือ นี่แหละคือความสำเร็จของคนตาบอดและความภาคภูมิใจของผม”

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนแรงงานสุขภาพเครื่อง ศรีบัวพันธ์คนตาบอดสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทยเจเนวีฟ คอลฟิลด์
Categories: ThisAble

ICPD25: บทบาทของเยาวชนและหญิงพิการ ในการตัดสินใจเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์

Fri, 2019-11-22 15:28

ในงาน ICPD25 (International Conference on Population and Development) ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนย่าเมื่อวันที่ 12-14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีเวทีที่ชื่อว่า We decide: Person with disability and the ICPD programme of action ที่นำเสนอความก้าวหน้าด้านงานคนพิการจากหลากหลายประเทศและหลากหลายภูมิภาค เช่น เคนย่า แปซิฟิก โมรอคโคและคอสตาริกา โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือทำให้คนพิการมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ และมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่

ตัวแทนจาก UNFPA ระบุว่า We decide คือโปรแกรมของ UNFPA ที่ทำงานรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมทางสังคม และการสร้างภาวะผู้นำ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงและวัยรุ่นหญิง

จากสถิติระบุว่า มี 1 ใน 7 คนเป็นคนพิการ เท่ากับว่ากว่า 1 พันล้านคนเป็นคนพิการ พวกเขาเผชิญกับความยากลำบาก ทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน และสิ่งที่มากไปกว่านั้นคือการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาวะอนามัยเจริญพันธุ์ จากข้อมูลพบว่า วัยรุ่นหญิงที่พิการทางสติปัญญามีแนวโน้มที่จะเผชิญความรุนแรง และยิ่งรุนแรงขึ้นอีกเมื่อปัญหาเหล่านั้นไม่ได้รับการสนใจและแก้ไข


 

ตัวแทนจากประเทศเคนย่า แลกเปลี่ยนว่า ในวันที่ 14 ธันวาคม 2008 ประเทศเคนย่าได้เกิดกฎหมายด้านคนพิการขึ้นเป็นครั้งแรก และนับเป็นครั้งแรกที่งานด้านคนพิการก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด วันนี้จึงเป็นวันที่คนพิการเคนย่าเฉลิมฉลอง และหวังว่าการเกิดขึ้นของกฎหมายในครั้งนี้จะทำให้งานด้านคนพิการพัฒนา คนพิการเข้าถึงสิทธิและทำให้เกิดการมีส่วนรร่วมทางสังคมมากขึ้น

ตัวแทนจากแปซิฟิก ซึ่งทำงานในองค์กร Disability forum ระบุว่า แปซิฟิกมีความพยายามพลักดันให้เยาวชนมีความเข้มแข็ง ที่จะสามารถนำเสนอความต้องการ ความคิดเห็น รวมทั้งเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนพิการคนอื่นๆ นอกจากนี้ยังต้องเข้าร่วมผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในประเทศ

นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มเยาวชน ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน พันธกิจหนึ่งของประเทศแถบแปซิฟิกคือความร่วมมือระหว่างประเทศในหมู่เกาะ แลกเปลี่ยนกิจกรรมและทำงานร่วมกันในเชิงพาร์ทเนอร์


ตัวแทนคนหูหนวกจากเคนย่า ซึ่งทำงานเรื่องเทคโนโลยีแอปพลิเคชันภาษามือระบุว่า ปัญหาของคนหูหนวกคือการเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร จึงมีเป้าหมายในการทำงานที่ต้องการให้คนหูหนวกเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น  โดยการใช้แอปพลิเคชันล่ามภาษามือ เป็นสื่อการในการสื่อสาร นอกจากนี้อีกปัญหาหนึ่งที่คนหูหนวกมักพบคือ เข้าไม่ถึงบริการด้านสุขภาวะทางเพศและไม่มีที่ปรึกษา พวกเขาจึงทำแพลตฟอร์มที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นโดยเฉพาะ

ด้านตัวแทนจากคอสตาริกา เธอเป็นผู้นำเยาวชนที่ทำงานในประเด็นการดำรงชีวิตอิสระ หรือ IL-Independent Living มีข้อเสนอว่า คนพิการจะต้องถูกนับรวมในทุกกิจกรรม ต้องเข้าถึงการเรียนรู้เรื่องเพศ และคนพิการไม่ได้ไร้เพศ พวกเขาต้องได้รับการสอนเรื่องการคุมกำเนิด ยาคุม และการป้องกันโรค พวกเขาต้องมีความรู้ด้านกฎหมายเพื่อปกป้องตัวเอง และสามารถเปล่งเสียงเพื่อเรียกร้องผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เหมาะสมกับเยาวชนพิการได้

Healthข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศสุขภาพไนโรบีเคนย่าICPD25คนพิการเพศผู้หญิง
Categories: ThisAble

‘ภาพข้างหน้าเป็นยังไง?’ จินตนาการที่ไปไม่ถึงเมื่อฉันลอง ‘ปิดตา’ เสพงานศิลปะ

Tue, 2019-11-19 14:25

เคยคิดกันไหมว่าถ้าเราหลับตาเดินหอศิลป์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ?

การไปแกลอรี่ หรือหอศิลป์อาจเป็นเรื่องปกติสำหรับใครหลายคน บางคนอาจต้องการพักผ่อนหย่อนใจ บางคนต้องการไปเสพงานศิลปะ หรือกระทั่งพบปะสังสรรค์เพื่อนฝูง  แต่เคยจินตนาการกันไหมว่าถ้าไปหอศิลป์โดยที่มองไม่เห็น เราจะยังสนุกและรู้สึกดื่มด่ำกับมันได้อยู่หรือเปล่า

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวที่เปิดมุมมองใหม่ให้กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต เราเดินเที่ยวหอศิลป์พร้อมกับปิดตาตัวเองลงให้แน่น เดินชมนิทรรศการที่ไม่จินตนาการไม่ออก 

-- --

“สนใจอยากลองปิดตาเดินหอศิลป์ด้วยกันไหม”

พี่พลอย-สโรชา พี่สาวซึ่งพิการทางการมองเห็นชวนเรา เราไม่เคยทำมาอะไรแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกมากมายปะปนกันไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นก็ตอบตกลงไปอย่างไม่ลังเล เอาวะ! จะหาประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ไม่ได้อีกแล้วนะ

ว่าแล้วก็หลับตาลง พร้อมกับเกาะแขนพี่พลอยไว้แน่น จุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งนี้อยู่ที่ชั้น 9 ของหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ภารกิจแรกของงานนี้คือการขึ้นลิฟต์ไปยังนิทรรศการ เราสองคนเดินเข้าลิฟต์และกดไปชั้นที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย ทำไมมันง่ายจัง เรายังคิดอยู่ในใจ

แต่การผจญภัยจริงๆ เริ่มตรงนี้ต่างหาก พอออกมาจากลิฟต์แล้วการมองไม่เห็นอะไรเลยก็เริ่มไม่สนุก หลังจากที่เดินตามพี่พลอยได้ไม่กี่ก้าว ก็เกิดความระแวงขึ้นมาว่า ทางข้างหน้าจะมีอะไรขวางทางอยู่ไหม จะเตะอะไรเข้าหรือเปล่าเพราะในหัวเราพอจินตนาการได้ว่าหอศิลป์มักมีงานศิลปะวางอยู่ที่พื้น ถ้าเดินเหยียบขึ้นมาไม่ตลกแน่ๆ และดูเหมือนพี่พลอยจะดูออก จึงหันมาพูดอยู่ว่า ‘ไม่ต้องกลัวนะ พี่จะพาเราเดินเอง’

พอได้ฟังประโยคนั้นมันทำให้เรามีกำลังใจอีกครั้ง จนเดินถึงงานศิลปะชิ้นแรก โชคดีที่สามารถสัมผัสได้ พอเราสัมผัสกับงานนั้นก็สงสัยทันทีว่ามันคืออะไร? ในหัวพยายามคิดถึงสิ่งของที่รูปทรงใกล้เคียงกับสิ่งที่สัมผัสได้ แต่ก็คิดไม่ออก จนมีพี่บอกว่าสิ่งนี้เป็นงานเกี่ยวกับเครื่องครัวไทย ถึงได้รู้ว่าที่เรากอดอยู่มันคือเตาแก๊ส

จากสิ่งที่คุ้นเคยตอนนี้กลายเป็นว่าไม่รู้มันคืออะไรไปแล้ว

 


ชูก้า(ซ้าย) และพลอย(ขวา) พยายามฟังเสียงจากวิดีโอที่อยู่ตรงหน้า

หลังจากขำกับความไม่รู้ของตัวเองได้ไม่นานก็ได้เวลาไปต่อ สองขาที่ค่อยๆ ก้าวไปแบบลากขา มือขวาที่ไม่ได้จับพี่พลอยก็ยื่นไปข้างหน้าอัตโนมัติเพราะกลัวว่าจะเดินไปชนอะไรเข้า ในหัวจิตนาการว่าข้างหน้าจะต้องมีอะไรแน่ๆ คิดแล้วก็กลัวจริงๆ

งานศิลปะบางชิ้นสามารถฟังเสียงได้ด้วย เราจึงไม่รอช้าที่จะฟังเผื่อว่าจะเข้าใจผลงานมากขึ้น แต่กลายเป็นว่าหูฟังที่นิทรรศการมีให้นั้นฟังได้แค่ข้างเดียว แถมมีแค่เสียงธรรมชาติกับเสียงนกคลอเบาๆ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนโดนให้ความหวังแล้วทิ้งไว้กลางทางสุดๆ

สุดท้ายเราสองคนก็ไม่สามารถเข้าใจผลงานชิ้นนี้ได้ เพราะนอกจากเสียงแล้วก็ไม่มีอะไรที่เรารับรู้ได้อีก มันสัมผัสไม่ได้ จึงได้แต่ปลอบใจกันเองและไปที่ผลงานชิ้นต่อไป กระทั่งมาหยุดยืนอยู่ตรงงานศิลปะชิ้นหนึ่ง คนที่มองเห็นเล่าว่ามันคืองานประติมากรรมรูปโต๊ะกับเก้าอี้ที่เอียงไปทางซ้าย ‘เอียงไปทางซ้ายคืออะไรวะ’ เราคิดในใจ ด้วยเพราะประติมากรรมชิ้นนี้จับไม่ได้ จึงทำให้เรามีปัญหาในการตีความมาก แม้ในหัวเราจะมีภาพเก้าอี้ แต่พอได้ยินว่าชิ้นนี้หน้าตาเหมือนเก้าอี้เบี้ยว เราก็จินตนาการไม่ออกว่าเบี้ยวแบบไหน เบี้ยวเพราะลืมกด Ctrl+ T หรือเบี้ยวแบบเอียงทั้งตัว


พลอยและชูก้าฟังเสียงจากเว็บไซต์ บนแถบคิวอาร์โค้ดที่เจอบนพนัง

ทั้งที่ยังคาใจอยู่แต่ก็ต้องเดินต่อ ผลงานชิ้นต่อไปเป็นภาพวาดของศิลปินชื่อดัง ถึงแม้จะไม่สามารถสัมผัสได้แต่ข้างๆ งานมี QR Code อยู่ พี่พลอยจึงหยิบมือถือสแกนทันที ในตอนแรกเราคิดจะมีอธิบายผลงานเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจงานชิ้นนั้นมากขึ้น แต่ปรากฏว่า! QR Code นำไปสู่เว็บไซต์ของหอศิลป์ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับงานศิลปะชิ้นนี้เลยแม้แต่น้อย เป็นการอกหักครั้งที่สอง ตอนนี้เรารู้สึกเคว้งคว้างมาก

ไม่เป็นไร มันต้องมีศิลปะสักชิ้นสิที่คนตาบอดสามารถเข้าใจได้

เราถามพี่พลอยว่า ถ้าเดินจนทั่วแล้วแต่ไม่มีงานชิ้นไหนที่เราสองคนเข้าใจได้เลยแล้วจะทำอย่างไรกันดี แต่พี่พลอยก็ยังยิ้มและบอกว่า ‘ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย’ ถึงจะแปลกใจที่พี่พลอยคิดอย่างนั้นแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป เราในตอนนี้เริ่มที่จะไม่สนุกกับการเดินหอศิลป์ซะแล้ว

ระหว่างที่เดินไปด้านข้างเป็นผลงานศิลปะอีกชิ้นที่คนบอกกันว่า ชิ้นของมันใหญ่กว่าตัวเรามาก เป็นรถเข็นที่กองทับกันจนเป็นภูเขาสูง แต่เราก็นึกไม่ออกว่า รถเข็นที่ว่านั้นเป็นรถเข็นแบบไหน และที่กองเป็นภูเขานั้นจะสูงและใหญ่ขนาดไหน

เดินเลยภูเขารถเข็นมาแล้วจะเจองานศิลปะอีกชิ้นที่สัมผัสโดยการเหยียบ ตอนแรกเราก็แปลกใจว่าทำไมมันสามารถเหยียบได้ แต่ก็เข้าไป เท้าสัมผัสทางขรุขระคล้ายช่องห้าเหลี่ยมของรังผึ้งเป็นทางยาว นั่นคือทั้งหมดที่เรารู้ ไม่รู้ว่าถ้ามองในมุมกว้างจะเป็นรูปทรงอะไรหรือมีการเพ้นท์รูปอะไรไว้หรือไม่ ที่รู้ได้แน่ๆ คือหากคนตาบอดเดินคนเดียวอาจจะสะดุดล้มได้และคนพิการที่วีลแชร์ไม่สามารถผ่านไปได้

เมื่อผ่านทางขรุขระมาได้แล้วจุดต่อไปเป็นห้องโชว์ผลงาน เรารู้สึกถึงห้องโถงไม่ใหญ่มาก ทึบมืด มีดนตรีดังไปทั้งห้อง คนตาบอดไม่รู้ว่าผลงานตรงหน้ามีรูปร่างเป็นอย่างไร เพราะได้ยินแต่เสียง พวกเขารับรู้อารมณ์ของผลงานได้น้อยจริงๆ

ตอนนี้เหมือนจะเริ่มถอดใจไปนิดๆ แล้วว่า ไม่มีงานศิลปะชิ้นไหนเลยที่คนตาบอดจะสามารถเข้าใจได้ จนจุดสุดท้ายบริเวณกำแพงขนาดใหญ่ คนอื่นๆบอกว่า จุดนี้มีรูปงานศิลปะและมีข้อความยาวเป็นบทความติดอยู่ที่กำแพงนั้น เรากับพี่พลอยเข้าไปคลำดู รู้สึกถึงตัวหนังสือ แต่ไม่รู้เลยว่าเขียนว่าอะไร กว่าจะรู้ว่านี่คือตัวก.ไก่ก็กินเวลาไปกว่า 10 นาทีแล้ว เราสองคนเลยล้มเลิกความตั้งใจที่จะอ่าน

เมื่อเสร็จภารกิจปิดตาเที่ยวหอศิลป์ เราก็ลงลิฟต์กันปกติ แต่มีสิ่งที่ไม่ปกติเกิดขึ้น จู่ๆ พี่พลอยก็พูดขึ้นว่า อักษรเบรลล์ตรงปุ่มกดลิฟต์นั้นอ่านไม่ออก ทำเอาอึ้งกันทั้งลิฟต์ พี่พลอยให้เหตุผลว่าอักษรเบรลล์อาจจะเป็นภาษาของประเทศที่ผลิตลิฟต์ตัวนี้ จึงไม่ใช่เบรลล์ไทย เรื่องนี้เป็นความรู้ใหม่ของเราเลย เราเข้าใจผิดมาตลอดว่า เบรลล์เป็นภาษาสากลที่ใช้กันทั่วโลก

การปิดตาเดินหอศิลป์ในวันนี้ทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้น ความสนุกอยู่ตรงที่เราไม่รู้เลยว่าอะไรจะอยู่ข้างหน้า สนุกที่ได้เจอพี่พลอยและเรียนรู้มุมมองของพี่พลอย เข้าใจคนตาบอดที่มาเดินหอศิลป์ แต่นอกจากความสนุกแล้ว ความรู้สึกอีกอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ‘ความไม่เท่าเทียม’ ในขณะที่คนตาดีเสพงานกันอย่างสนุกสนาน ไม่แฟร์เลยที่คนตาบอดเสพงานศิลปะในหอศิลป์ได้น้อยกว่า เราอยากให้ทุกคนรับรู้ถึงความสวยงามของงานศิลปะได้ใกล้เคียงกันมากที่สุด และหวังว่าอนาคตอันใกล้นี้คนทุกคนไม่ว่าจะมีสภาพร่างกายอย่างไร จะสามารถเข้าถึงงานศิลปะได้อย่างไม่แตกต่างกัน

 

เรื่องโดย ชูก้า

Culture & Artบทความคุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนศิลปะคนตาบอดหอศิลป์
Categories: ThisAble

เสวนา: จะส่งเสริมการจ้างงานหญิงพิการอย่างไรให้ครอบคลุมและหลากหลายมากขึ้น

Mon, 2019-11-04 16:19

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.62 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ในประเทศไทย (UNDP) ร่วมกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม (SIF) และสำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) จัดประชุมว่าด้วยการส่งเสริมการจ้างงานของผู้หญิงพิการ ภายใต้ชื่อ "Able to Create Change: the Business Network Meeting for Employing Women Living with Disability” ณ สำนักงานสำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) โดยมีเรอโน เมแยร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยกล่าวเปิดงานถึงความสำคัญของการส่งเสริมหญิงพิการ ด้านการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ทั้งการศึกษา รวมไปถึงสิทธิการทำงาน เพื่อให้หญิงพิการมีส่วนร่วมในสังคมมากขึ้น

ในงานมีเสวนาในหัวข้อ “บริษัทจะทำอย่างไรให้พื้นที่การทำงานครอบคลุมและมีความหลากหลายมากขึ้น” เพื่อพูดคุยถึงนโยบาย วิธีการปฏิบัติที่ดี และส่งเสริมการจ้างงานหญิงพิการในไทย โดยมีฮิโรมิ ทาจิริ นักสังคมสงเคราะห์ที่ปรึกษาด้านอาชีพจากบริษัท Litalico, อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม, ดร.ชาติชาย นรเศรษฐาภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายพัฒนาการศึกษาและสังคมอย่างยั่งยืน บริษัทเครือเซนทรัล และ มานพ เอี่ยมสอาด ผู้จัดการศูนย์พัฒนามูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ร่วมเป็นวิทยากร

ฮิโรมิ ทาจิริ นักสังคมสงเคราะห์ที่ปรึกษาด้านอาชีพจากบริษัท Litalico กล่าวว่า การจ้างงานของคนพิการทั้งชายและหญิงในประเทศญี่ปุ่นแต่ก่อนนั้นทำเพื่อการ CSR แต่ในปัจจุบันอัตราการจ้างงานของคนพิการเกิดจากความสามารถในการทำงานได้ของตัวคนพิการเอง หญิงพิการมีการทำงานน้อยกว่าชาย เพราะค่านิยมของคนญี่ปุ่นที่มองว่าผู้หญิงไม่ทำงานก็ได้ ซึ่งในปัจจุบันมีการแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง มีแผนรองรับคนพิการเข้าทำงานในแต่ละบริษัทตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมีการพัฒนาทักษะต่างๆ ของคนพิการตามความถนัด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพนักงานในส่วนต่างๆ บริษัทในญี่ปุ่นมักจะตั้งบริษัทลูกเพื่อจ้างคนพิการมาทำงานโดยเฉพาะ และพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานให้เข้ากับตัวคนพิการ และทำให้คนพิการคิดว่าตัวเขาสามารถทำงานนั้นๆ ได้

อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมกล่าวว่า มูลนิธินวัตกรรมทางสังคมเป็นองค์กรที่มีเป้าหมายในการทำให้คนพิการเข้าถึงโอกาสงาน มีอาชีพมากขึ้น เพราะเนื่องจากคนพิการเป็นกลุ่มคนที่เข้าถึงโอกาสได้น้อย สิ่งที่มูลนิธิทำคือการสนับสนุนให้คนพิการมีอาชีพ กฎหมายการจ้างงานคนพิการในไทยก้าวหน้ามาก กำหนดให้บริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 100 คนต้องรับคนพิการเข้าทำงานอัตราส่วน 1 ต่อ 100 แต่การจ้างจริงเพื่อทำงานในสถานประกอบการยังมีไม่ถึงครึ่ง เพราะหลายบริษัทโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่นั้นมักเลือกจ่ายเงินชดเชยให้กับรัฐบาลมูลค่าเท่ากับเงินเดือนที่จะต้องจ่ายให้กับคนพิการแทน หรือไม่ก็เลือกสนับสนุนกองทุนเพื่อคนพิการในด้านอื่น ตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ แทนการจ้างเข้าทำงาน ดังนั้นภารกิจของมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมคือการทำให้อัตราการจ่ายชดเชยเหล่านั้นลดลงให้ได้มากที่สุด


อภิชาติ การุณกรสกุล


ดร.ชาติชาย นรเศรษฐาภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายพัฒนาการศึกษาและสังคมอย่างยั่งยืน บริษัทเครือเซนทรัลกล่าวว่า พนักงานในเครือ ไม่รวมพนักงานชั่วคราวและต่างประเทศ มีราว 72,000 คนโดยประมาณ ดังนั้นเซนทรัลต้องจ่ายชดเชยตามมาตรา 34 อยู่สม่ำเสมอ จึงเปลี่ยนความคิดเป็นการจ้างคนพิการและจ่ายเงินชดเชยให้น้อยลง ตอนนี้เครือเซนทรัลจ้างพนักงานคนพิการเกือบ 770 คน ซึ่งมากกว่าที่กฎหมายกำหนด มีหญิงพิการน้อยกว่าชาย โดยการจ้างเลือกตามความเหมาะสมกับงาน โดยเน้นว่าทำอย่างไรพนักงานคนพิการจะทำงานได้อย่างมีความสุข และอยู่ได้นาน

ด้านมานพ เอี่ยมสอาด ผู้จัดการศูนย์พัฒนามูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการกล่าวว่า มูลนิธิมหาไถ่มีโรงเรียนฝึกอาชีพ และมีศูนย์จัดหางาน มีคนพิการหางานทำได้มากกว่า 10,000 คน โดยคนพิการที่เข้าร่วมฝึกได้รับการสนับสนุนให้ทำงานตามที่สนใจและบริษัทสนใจ มีการประเมินว่างานนั้นเหมาะกับคนพิการหรือไม่ มูลนิธิพระมหาไถ่จะติดตาม ส่งต่อคนพิการให้สถานประกอบการต่างๆ ดูสถานที่ทำงาน ที่พักสำหรับคนพิการ จนกว่าจะมั่นใจว่าคนพิการสามารถทำงานได้ รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่คนพิการและสถานประกอบการเพื่อให้การทำงานของคนพิการมีประสิทธิผลมากขึ้น

 

Socialข่าวคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนอาชีพมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมคนพิการผู้หญิง
Categories: ThisAble

Pages