ThisAble

Subscribe to ThisAble feed
Updated: 7 นาที 18 วินาที ago

เครือข่ายรัฐสวัสดิการ-คนพิการ ยื่นนายกฯ ทบทวนการปัดตกร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ

Mon, 2021-02-08 15:56

สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการยื่นหนังสือให้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีทบทวนการปัดตกร่างกฎหมายบำนาญแห่งชาติ

วันนี้ ( 8 ก.พ.) ที่ป้ายรถเมล์หน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและกลุ่มเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ทบทวนการพิจารณารับรองร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ พ.ศ. … ที่เสนอโดยประชาชน โดยนิมิตร์ เทียนอุดมจากเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการกล่าวว่า ตามที่ได้มีหนังสือแจ้งให้ประชาชนผู้เสนอกฎหมายทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธการรับรองร่างกฎหมายบำนาญแห่งชาติ หลังจากประชาชน 13,246 รายชื่อ ยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. … ต่อประธานรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย.2562 อย่างไรก็ดี ร่างดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อการรับรองหลังประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลากว่า 15 เดือนแล้ว

ล่าสุดวันที่ 4 ก.พ. 2564 นายกรัฐมนตรีมีความเห็นอย่างเป็นทางการว่าไม่รับรองร่าง พ.ร.บ. บำนาญแห่งชาติฉบับประชาชนให้เข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ เครือข่ายประชาชนเห็นว่าควรเสนอร่างกฎหมายที่มาจากความต้องการของประชาชนให้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ และขอเรียกร้องให้

1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อสาธารณะถึงเหตุผลที่ไม่เห็นชอบต่อร่างกฎหมายของประชาชน

2.ทบทวนและพิจารณาให้การรับรอง พ.ร.บ.บํานาญแห่งชาติ พ.ศ. … ที่เสนอโดยภาคประชาชนใหม่ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนทั้ง 13,246 รายชื่อ

ข้อมูลจากเว็บไซต์ไอลอว์ระบุว่า ประเทศไทยมีระบบบำนาญในหลายรูปแบบ เช่น การจ่ายเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ข้าราชการ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น กองทุนของครูโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ  ฯลฯ อย่างไรก็ดี ภาคประชาชนมองว่า หลักประกันที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อการเป็นหลักประกันทางรายได้และยังเกิดความเหลื่อมล้ำและการจ่ายเงินของภาครัฐยังมีลักษณะเป็นการสงเคราะห์มากกว่าการเป็นสวัสดิการพื้นฐาน ภาคประชาชนในนามเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ จึงผลักดันร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติเพื่อยกระดับให้ประชาชนทุกคนเมื่ออายุถึง 60 ปี มีสิทธิได้รับบำนาญแห่งชาติอย่างเสมอภาคกันและให้คณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยภาคประชาชนจากกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ผู้สูงอายุ เด็กและสตรี คนพิการ ฯลฯ คอยกำกับทิศทาง

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ พ.ร.บ.บํานาญแห่งชาติ ที่นี่

Livingข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนบำนาญคนพิการ
Categories: ThisAble

ก้าวต่อไปของคนพิการหลังโควิด 19

Mon, 2021-02-08 13:07

ตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2563 ชีวิตของคนทั่วโลกก็เปลี่ยนออกไป การเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากและล้างมือกลายเป็นเรื่องปกติภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรต่างๆ เช่นนี้ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไปมากและเกิดผลกระทบตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

สำหรับบางคนโควิด-19 ทำให้พวกเขามีรายได้ลดน้อยลง บางคนสูญเสียอาชีพ บางคนต้องทำตัวให้คุ้นชินกับการทำงานที่บ้านเป็นระยะเวลายาวนาน เช่นเดียวกับคนพิการ การแพระระบาดของโควิด-19 ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อรายได้ การเรียน การทำงานและความสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังทำให้วิถีชีวิตที่มีข้อจำกัดอยู่แล้วเกิดข้อจำกัดเข้าไปอีก

ชวนคุยกับพวกเขาสี่คนจากสี่ความพิการ ถึงผลกระทบและก้าวต่อไปร่วมกับโควิด-19 ภานินี ธรรมธัชพิมล แม่ของ ‘ช่อแก้ว’ ลูกสาวที่เป็นดาวน์ซินโดรมที่ผันตัวเองไปทำร้านอาหารหลังจากโควิด-19 กระทบกับการทำงานและรายได้ของทั้งครอบครัว , ดรัลพร ทิมนิกาย พนักงานบริษัทที่ใช้ชีวิตบนวีลแชร์หลังได้รับผลกระทบทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตที่ต้องมีผู้ช่วยในชีวิตประจำวัน , ชยาภรณ์ ทองท้วม คนหูหนวกที่ได้รับผลกระทบอย่างมากในเรื่องการสื่อสารหลังทุกคนล้วนใส่หน้ากากในชีวิตประจำวัน และปิยณัฐ ทองมูล ชายตาบอดที่ต้องปรับเปลี่ยนมา Work From Home และเขาก็ค้นพบว่า การทำงานแบบใหม่นี้ก็มอบความเป็นอิสระและเวลาที่มากขึ้นในการทำงานอีกด้วย

#มนุษย์กรุงเทพฯxThisablexกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสุขภาพcovid-19
Categories: ThisAble

หยุดเรียกคนหูหนวกด้วยคำว่าใบ้ และเข้าใจพวกเราให้มากขึ้น

Mon, 2021-02-08 11:26

คุณจะทำอย่างไร หากไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นในสังคมได้ ไม่แม้แต่จะสามารถพูดสองสามคำเพื่อสั่งข้าวสักจาน คุยประสานงานกับลูกค้า หรือไม่สามารถติดต่อร้องทุกข์ราชการได้เพราะไม่มีใครสามารถสื่อสารกับคุณได้เลย 

การสื่อสารไม่ได้ของคุณทำให้คุณรู้สึกได้ถึงการเป็นตัวประหลาด ถูกเลือกปฏิบัติทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต แม้มีความสามารถแต่ก็ถูกมองว่าทำงานไม่ได้ เพราะเป็นคนหูหนวก บางครั้งก็โดนโกงเงิน ขึ้นแท็กซี่ก็ถูกเรียกราคาเหมา หนำซ้ำเพื่อนของคุณก็ไม่เอาเข้ากลุ่มเพราะถูกมองเป็นตัวประหลาด 

สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์จริง ที่คนที่มีปัญหาทางการได้ยินเจอ เราจึงชวนพวกเขาทั้งสองคนมาสนทนาถึงประสบการณ์ชีวิตในบรรยากาศยามเย็นริมแม่น้ำเจ้าพระยา เธอคนแรกคือ มิว เป็นคนหูหนวก ส่วนอีกคน อิม เป็นคนหูตึง จะได้ยินเสียงในเวลาที่ใส่เครื่องช่วยฟัง ความพิการที่พวกเธอมีทำให้เห็นทั้งโลกที่คนหูตึงและคนหูหนวกต้องเจอในสังคม

ตัวประหลาด

อิมเล่าให้ฟังถึงปัญหาที่พบในวัยเด็ก ใส่เครื่องช่วยฟังทำให้เกิดความแตกต่างจากเพื่อนคนอื่น  เพื่อนๆ ก็มองว่าเธอเป็นตัวประหลาด จนต้องทำผมปิดบังหูเพื่อไม่ให้คนเห็นว่าใส่เครื่องช่วยฟัง 

“ตอนประถมไม่มีเพื่อนเพราะเขารังเกียจเราที่เราใส่เครื่องช่วยฟัง เราเข้าใจว่าตอนนั้น คนยังไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคนพิการเท่าไหร่ เราเลยกลายเป็นตัวประหลาดต้องคอยเอาผมมาปิดหูไม่ให้คนอื่นเห็นว่าใส่เครื่องช่วยฟัง และกลายเป็นเด็กที่ต้องอยู่คนเดียว แม้จะพยายามเข้าหาเพื่อนแต่คนก็มองเราแปลกๆ ยิ่งไปกว่านั้นตอนทำงานกลุ่มก็ไม่มีใครเอาเข้ากลุ่มและเป็นตัวเลือกสุดท้ายเสมอ จนครูต้องจับกลุ่มให้ ช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่แย่มาก เราไม่มีช่วงเวลาชีวิตที่ดีเลยตอนนั้น  

“เราคิดอยากจะย้ายโรงเรียนตลอดเวลา แม้มีโรงเรียนคนหูหนวกแต่แม่อยากให้เรียนโรงเรียนทั่วไปมากกว่า  เพราะไม่โอเคกับรูปแบบการสอนที่นั่น เลยตองเรียนที่เดิม เราก็ทนอยู่แบบนั้นจนเรียนมัธยมถึงได้ย้ายโรงเรียน ปัญหาก็น้อยลงไป

“ช่วงเด็กๆ เราถูกแกล้งเป็นประจำ โดนเอาเศษขยะมาใส่รองเท้า ขโมยรองเท้า บางครั้งก็รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนเอาไป แต่ไม่สามารถเอากลับมาได้ ยายของเด็กที่ขโมยก็เข้าข้างหลานตัวเอง ทั้งๆ ที่มีหลักฐานเป็นชื่ออยู่ หรือแม้แต่โดนผลักตกน้ำก็เคยมาแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากเพื่อนมองว่าเราแตกต่าง เพราะเราใส่เครื่องช่วยฟัง ก็เลยไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อนในเวลานั้น

“เราคิดว่า ถ้าครูพยายามอธิบายหรือสอน ให้ทุกคนเห็นถึงความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์ สร้างบรรยากาศให้เด็กไม่ปฏิบัติอย่างแบ่งแยกกันและกัน หรือควรปฏิบัติกับคนหูตึงอย่างไร เราน่าจะไม่ถูกแบ่งแยกจากเพื่อนๆ”

สำหรับมิว เธอเติบโตมาค่อนข้างแตกต่างจากอิม เนื่องจากเธอเรียนในโรงเรียนสอนคนหูหนวกโดยเฉพาะ แต่เมื่อเรียนจบเธอก็พบว่าสังคมข้างนอกยังเข้าใจคนหูหนวกน้อยมาก ขนาดเมื่อเช้านี้ ตอนที่เธอกำลังออกจากบ้าน วินมอเตอร์ไซด์ก็ยังหยอกล้อเธอด้วยการเลียนแบบท่าภาษามืออย่างมั่วๆ 

คนหูหนวกเป็นคนเหงา

มิวสะท้อนว่า ไม่ใช่แค่เรื่องคำพูดเท่านั้นที่เป็นปัญหา ความไม่เข้าใจเป็นสิ่งที่คนหูหนวกต้องเผชิญ แม้แต่กับคนในครอบครัว บางครั้งคนหูหนวกใช้ชีวิตอย่างเหงาๆ เพราะคนในบ้านเป็นคนหูดีกันหมด เช่นเดียวกันที่เธอเป็นคนหูหนวกคนเดียวภายในครอบครัว การสื่อสารไม่ได้นั้นทำให้รู้สึกแปลกแยก

“เหงาจริงๆ เวลาดูทีวีกับคนในบ้านแล้วเขาหัวเราะกัน เราก็แกล้งหัวเราะไปกับเขาด้วย แต่ในใจก็คือไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงหัวเราะ บางครั้งก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาบอกให้เรารอก่อน เวลามีข่าวอะไรถ้าไม่มีล่ามภาษามือเราก็ตามไม่ทัน ก็จะไม่รู้เรื่องเลย ในชีวิตมีแต่คำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ เราไม่รู้จะคุยกับใคร เวลาใช้ภาษามือกับที่บ้านเนื้อหาข้อความก็ตกหล่นเพราะสื่อสารได้เพียงข้อความสั้นๆ ที่ไม่มีรายละเอียด สุดท้ายเราก็ต้องเอาไปถามคนนอกบ้านหรือคนหูหนวกด้วยกัน หรือไม่ก็ถามล่ามภาษามือ

“คนในชุมชนบางคนคิดว่าเราไม่ได้เรียนหนังสือเพราะมองว่าคนหูหนวกน่าจะเรียนไม่ได้ กระทั่งหลังจบมหาวิทยาลัยและได้เข้าทำงาน ทำให้เขาได้เห็นว่าคนหูหนวกก็มีศักยภาพเหมือนคนอื่น โดยที่เราต้องพยายามและอดทนจนเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เราคิดว่าคนหูหนวกหลายคนน่าจะเจอสถานการณ์เช่นเดียวกัน และต้องอดทนต่อการไม่ยอมรับของคนในสังคมและคนรอบตัว” 

อิมเสริมว่า ภาษามือในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญมาก หากไม่เข้าใจหรือใช้ภาษามือง่ายๆ อาจทำให้เนื้อหาไม่ครบ เราเป็นคนหูตึงยังพอสื่อสารได้จากการดูปากว่าพูดอะไร แต่ถ้าวันหนึ่งเรากลายเป็นคนหูหนวกร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็อยากให้แม่เรียนภาษามือไว้เพื่อใช้สื่อสาร

เลิกเรียกคนหูหนวกว่าคนใบ้ 

คำว่าใบ้เป็นคำที่เราได้ยินกันแพร่หลายกันจนเหมือนเป็นคำปกติ แต่จริงๆ แล้วคำนี้ไม่ใช่คำที่คนหูหนวกอยากให้ใช้ พฤหัส ศุภจรรยา อาจารย์ประจำภาควิชาหูหนวกศึกษา วิทยาลัยราชสุดา  มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า คำว่าใบ้หมายถึงคนไม่สามารถสื่อสาร ซึ่งไม่ใช่คนหูหนวกเพราะพวกเขาสื่อสารกันผ่านภาษามือ เช่นเดียวกับอิมที่เธอก็ไม่สบายใจเช่นกันเมื่อถูกเรียกแบบนี้ 

“คำว่าใบ้เป็นคำที่ไม่ควรเอามาเรียกคนหูหนวก คนหูหนวกเรามีชื่อ มีชื่อเล่น มีชื่อจริง มีภาษามือเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร  คำว่าใบ้ทำให้คนหูหนวกรู้สึกไร้ศักยภาพ ฟังแล้วไม่สบายใจแถมยังลดคุณค่าของคนหูหนวก อยากให้ทุกคนให้เกียรติโดยเรียกว่าคนหูหนวกหรือคนพิการทางการได้ยินก็ได้ ตอนเราเด็กๆ เราโดนเรียกทั้งอีใบ้ ไอ้หนวก แม้ในตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกว่าคำนี้เป็นคำหยาบเพราะไม่รู้ความหมาย แต่ก็รู้สึกว่าไม่ชอบ เพราะเราก็มีชื่อของเรา แต่พอรู้ความหมายของคำนี้ยิ่งไม่ชอบ” 

ภาษามือ คำว่า "แกล้ง"

เลือกปฏิบัติ

ความรู้สึกถูกเอารัดเอาเปรียบยังเป็นสิ่งที่มิวรู้สึกอยู่เสมอ อาจด้วยการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ หรือการไม่ยอมรับจากสังคมที่ทำให้เธอมักรู้สึกแบบนั้น

“เราเป็นคนหูหนวกที่ทำงานร่วมกับคนหูดี มักรู้สึกถึงการเอาเปรียบและการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม เช่น หลายครั้งเราถูกโยนงานมาให้จำนวนมากหรือบางครั้งก็โทษว่าเป็นความผิดของเรา ครั้งหนึ่งเคยถูกเพื่อนร่วมงานต่อว่า ทั้งที่ความจริงแล้ววันนั้นเราลาหยุด  มารู้ทีหลังว่าเพื่อนร่วมงานโยนงานมาให้ในวันที่เราไม่อยู่ จนกลายเป็นความผิดของเราและโดนต่อว่าแรงมากว่าไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็วนกลับมาต่อว่าว่าเป็นเพราะเราหูหนวกจึงทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ เขาว่าเราต่อหน้าคนเยอะมากจนเราหลบไปนั่งร้องไห้ที่ห้องน้ำ วันนั้นเสียใจมาก

“ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ในที่ทำงาน เพื่อนหูหนวกคนอื่นก็เคยเจอการกลั่นแกล้ง บางคนต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นทั้งที่เงินเดือนเท่ากัน จึงรู้สึกว่าตัวเองโดนกดขี่”

เช่นเดียวกับอิม เธอสะท้อนถึงเรื่องความไม่เท่าเทียมในการทำงานว่า เมื่อคนหูหนวกไปสมัครงานก็มักได้ตำแหน่งชั่วคราวหรือเป็นลูกจ้างรายวัน น้อยคนที่จะได้เป็นพนักงานประจำ ในขณะที่คนอื่นได้ขึ้นเงินเดือน คนหูหนวกกลับไม่ได้ขึ้น เพื่อนร่วมงานหลายคนชอบตะโกนใส่คนหูหนวกทั้งที่รู้ว่าคนหูหนวกไม่ได้ยิน เขาเลือกสะกิดก็ได้ ทักมาทางแชทก็ได้แต่ก็ไม่ทำ เราเคยเจอคนเรียกเราด้วยการโยนของใส่ แบบนี้ไม่สุภาพ แม้เขาอาจจะทำเพราะขี้เกียจเดินลุกมาสะกิดแต่ก็เหมือนไม่ให้เกียรติเราอยู่ดี

“นอกจากนี้คือชื่อของคนหูหนวกจะหายไป เมื่ออยู่ในออฟฟิศ ทั้งที่เราบอกตลอดว่าชื่อของเราต้องทำภาษามืออย่างไร แต่ก็ไม่มีใครเรียก มีบางคนที่พยายามสื่อสารผ่านการเขียนหรือพิมพ์ ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นมากกว่า”

มิวเสริมว่า สำหรับการสื่อสารในชีวิตประจำวัน คนหูหนวกสามารถใช้ TTRS หรือศูนย์ล่ามภาษามือออนไลน์คอยช่วยเหลือในการทำงานได้ แต่คนหูดีบางคนกลับไม่เข้าใจ หรือไม่อนุญาตให้ใช้เพราะไม่เข้าใจว่าคนหูหนวกต้องการล่ามภาษามือ และไม่ตระหนักว่าล่ามคือสิทธิของคนหูหนวกที่ควรได้รับ

ถูกล้อเลียน

มิวระบุว่า บางครั้งคนในสังคมเลียนแบบท่าทางของคนหูหนวก ทำให้เธอรู้สึกไม่ดีที่ภาษาของคนหูหนวกกลายเป็นเครื่องมือเล่นตลก บ้างก็เอามาล้อเล่นกัน  เหมือนไม่เคารพภาษาที่คนหูหนวกใช้จนทำให้คนหูหนวกถูกเข้าใจผิด หลายครั้งคนล้อเลียนคนหูหนวกว่า ไอ้ใบ้ เพื่อนของเธอถูกล้อด้วยคำเช่นนี้จนกดเก็บอารมณ์และอยากฆ่าตัวตาย

เช่นเดียวกับอิม เธอมองว่า บางครั้งสื่อก็นำเสนอภาพของคนหูหนวกอย่างไม่เข้าใจ เมื่อแสดงไม่ถูกต้องก็อาจทำให้คนอื่นในสังคมเข้าใจว่าคนหูหนวกเป็นแบบนั้น หรือชอบทำแบบนั้น ทั้งที่ความจริงไม่ใช่ การพูดคุยหรือทำความรู้จักคนหูหนวกก่อนจึงจำเป็นมาก

“เวลาไปซื้อของก็โดนล้อเลียนจากคนขายของ บางคนก็ย้ำว่า ห๊ะๆ อะไรนะๆ ทำเหมือนไม่เข้าใจที่คนหูหนวกบอก ตอนเราไปโรงพยาบาลถึงแม้จะย้ำกับพยาบาลว่า เราไม่ได้ยิน รบกวนช่วยบอกหน่อยถ้าถึงคิว แต่พยาบาลก็ละเลย ไม่ใส่ใจ เราต้องไปนั่งใกล้ๆ หน้าห้องตรวจเพื่อคอยฟังเสียงเรียกจากหน้าห้องตรวจ พยาบาลก็มาว่าว่าเกะกะทางเดิน พอไม่ให้ไปนั่งใกล้ๆ เราก็ไม่ได้ยินเสียงเรียก  พอไปห้องตรวจช้า เขาก็เอ็ดเราด้วยเสียงดังอีกว่าเรียกนานแล้วแต่ไม่เข้าไป

“พอมีโควิคแล้วทุกคนใส่หน้ากาก บางครั้งมีฉากกั้น ทำให้การสื่อสารลำบากมาก มองไม่เห็นปาก อ่านปากไม่ได้ เราฟังได้บ้างแต่ก็ไม่ชัด ทำให้เวลาซื้อของคนหูหนวกมักโดนโกงราคา แม้ค้าคิดว่าพูดไม่ได้ก็ไม่รู้เรื่องหรอก บางคนก็คิดว่าเป็นคนต่างชาติ แท็กซี่ก็ชอบคิดราคาแบบเหมา เราคิดว่า คนควรตระหนักเรื่องข้อจำกัดของคนอื่นมากขึ้น เพื่อให้สามารถปฏิบัติต่อกันได้อย่างเคารพและไม่ทำให้อีกฝั่งรู้สึกไม่ดี

มิวส่งท้ายว่า อยากให้ทุกคนให้เกียรติคนหูหนวก โดยเฉพาะในสื่อหรือข่าวสารต่างๆ ควรใช้คำว่าคนหูหนวก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่คนหูหนวกต้องการเพื่อสร้างความเข้าใจต่อคนในสังคม

  Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนSTIGMAวัฒนธรรมคนหูหนวกคนหูหนวก
Categories: ThisAble

จาก'เดชไอ้ด้วน' สู่ภาพจำที่ทำให้คนพิการทางร่างกายกลายเป็นเรื่อง‘ไม่ปกติ’: STIGMA

Thu, 2021-02-04 15:45

ตั้งแต่ จ.เด็กๆ ภาพของคนพิการที่เขาเห็นนั้นมีไม่มาก ส่วนมากก็มาจากหนังจีนหรือละครไทย ความคุ้นเคยที่มีต่อความพิการจึงเกิดขึ้นจากการเลียนแบบสื่อเหล่านั้น Thisable.me ชวนคุยกับ จ. เขาผู้ซึ่งผ่านช่วงสมัยแห่งการทำความรู้จักคนพิการผ่านหนังจีนและละคร ในเรื่องทัศนคติของสังคมที่มีต่อความพิการตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันที่ความพิการถูกส่งต่ออย่างแนบเนียนผ่านความคิดของคนในสังคม

ความเข้าใจเรื่องความพิการ

เมื่อ 39 ปีที่แล้วตอนที่ จ. เกิด เขาเล่าว่าในยุคนั้นสังคมไทยยังไม่ค่อยตระหนักรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนหรือการเคารพคนอื่นเท่าไหร่ เขาและเพื่อนโตมากับหนังจีนประเภท ‘เดชไอ้ด้วน’ ละครไทยและเรื่องเล่าประเภท 'ไอ้บอด ไอ้เป๋ ไอ้ใบ้' ในตอนนั้นเรียกได้ว่า การพูดจาแบบไม่ถนอมน้ำใจคนพิการยังเป็นเรื่องปกติของสังคม

"จะไปว่าคนยุคนั้นด้วยการใช้แว่นเคารพสิทธิมนุษยชนก็ไม่ได้ ตอนนั้นแบบเรียนก็มีแค่ ‘มานีมานะ’ การศึกษาไม่ได้สอนว่าสิทธิมนุษยชนคืออะไร กฎบัตรสหประชาชาติมีอะไรบ้าง ฮิวแมนไรท์ว๊อทหรือแอมเนสตี้คืออะไร เราก็ไม่รู้จัก"

สิ่งที่ จ. เจอในชีวิตเมื่อโตขึ้น ไม่ใช่การล้อเลียนความพิการแต่อย่างใด อย่างเมื่อเขาเดินทางไปไหนมาไหน ถึงแม้คนทั่วไปจะรู้ว่าเขามีความพิการแต่ก็ไม่ตะโกนว่า "เฮ้ย ไอ้ด้วนมาแล้ว" เหมือนในหนังหรือละครที่ดูเพราะสิ่งเหล่านี้ยังถูกจำกัดกรอบด้วยมารยาททางสังคมแบบซึ่งหน้าอยู่

“วันหนึ่งไปขึ้นรถเมล์ กระเป๋ารถเมล์ก็ไม่น่าจะมีความรู้สูงเท่าไรแต่เขาเลือกใช้คำสื่อสารกับคนขับดีมาก เขารู้ว่าเราพิการแล้วเราจะลงรถเลยตะโกนให้คนขับรถได้ยินว่า "จอดป้ายด้วย ขาไม่ดีจะลง" ทำให้รถจอดสนิทเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้สองสามป้ายรถเมล์รีบเลยจอดไม่สนิท เรารีบจ้ำอ้าวเพราะอายที่เขาช่วยเหลือเราพิเศษกว่าคนอื่น แต่ก็รู้สึกดี”

เมื่อถาม จ.ว่า การใช้คำต่างๆ ในโซเชียล ที่หลายครั้งก็ถูกมองว่าเป็นการล้อเลียน เสียดสีคนพิการ เขามีความคิดเห็นอย่างไร จ.ตอบว่า โดยส่วนตัวแล้วการใช้คำในโซเชียลที่เหมือนจะล้อเลียนคนพิการ ตอกย้ำความพิการ จะถูกมองเป็นคำที่บูลลี่ไหมก็ขึ้นอยู่กับกาละเทศะ เขามองว่า หากการใช้ในโซเชียลเพื่อพูดถึงคนที่ไม่รู้จักก็อาจให้ความรู้สึกแบบหนึ่ง แต่หากใช้กับคนที่รู้จักก็เป็นอีกแบบหนึ่ง โดยส่วนตัวแล้วเขาไม่ได้รับผลกระทบด้านลบจากการใช้คำพวกนี้ อย่างไรก็ดี เขายืนยันว่า ประสบการณ์และความรู้สึกเป็นเรื่องส่วนบุคคล ตัวเขาไม่สามารถพูดแทนคนพิการได้ทั้งหมด ไม่สามารถฟันธงได้ว่าดี ไม่ดี ทำได้ ทำไม่ได้ แต่ส่วนตัวไม่ได้คิดว่าการล้อเลียนไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงเพราะเรายังอยู่ในยุคที่คนไทยพึ่งสร้างบ้านแทนการอยู่กระท่อมไม่ถึง 500 ปีเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาพัฒนาไปในทางที่ดีอีกระยะหนึ่ง

“ส่วนตัวเป็นคนเชื่อเรื่องฟรีสปีซอ่ะครับ ใครจะว่าเราไอ้ด้วนก็เป็นสิ่งที่เขาพูดได้ แค่พิมพ์คีย์บอร์ดใครๆ ก็ทำได้ แต่เราก็เชื่อว่าคนที่ล้อเราก็จะได้รับผลกรรมตามทัน เขาอาจจะประสบอุบัติเหตุจนพิการแบบเราหรือไม่ชาติหน้าอาจเกิดมาขาด้วน เรื่องนี้ไม่ต้องไปควบคุมอะไร ยกเว้นการหมิ่นประมาทที่ทำให้เกิดความเสียหายทางกฎหมาย คนพิการไม่ได้เปราะบางถึงขนาดต้องไปเซ็นเซอร์คำพูดของใครต่อใคร"

ความพิการที่ถูกส่งต่อ

จ.เล่าว่า เขาเติบโตขึ้นมากับความคิดที่ว่า ความพิการเป็นผลพวงของบาปในศาสนาพุทธและยิ่งถูกตอกย้ำด้วยภาพที่นำเสนอผ่านสื่ออย่างภาพของคนพิการที่นั่งเศร้าๆ ในละครหลังข่าวหรือรายการเกมโชว์ในทีวีที่มีเพียง 4-5 ช่อง แต่พอมีเครื่องวิดีโอเข้ามาเขาก็รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนไป (อายุ 10 ขวบประมาณปี 2535)

“การเช่าม้วนตลกคาเฟ่มาดูนี่เปิดโลกเราเลยเพราะทำให้เห็นว่าคนพิการไปเล่นตลกก็ทำให้คนอื่นตลกได้ แม้ในหนังกับในละครก็มีแต่ไม่เท่าม้วนวิดีโอตลกคาเฟ่"

จ.เล่าว่า ไม่ใช่แค่ความพิการที่เข้าสู่วงการบันเทิงหรือพื้นที่ในสื่อด้วยการใช้ความตลกขบขัน แต่กลุ่มคนพิการที่มีความหลากหลายทางเพศเป้นคนกลุ่มแรกที่บุกเบิกในพื้นที่สื่อกระแสหลัก ดังจะเห็นได้จากรายการ เกมโชว์หรือแม้แต่ในละครตลก ที่มักใช้คนพิการที่มีความหลากหลายทางเพศเพื่อสร้างความบันเทิงอยู่บ่อยๆ เขาไม่แน่ใจว่ากระบวนการนำมาซึ่งการถกเถียงเรื่องคนพิการที่ใช้ความตลกนี้ละเมิดสิทธิหรือเหมาะสมหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า การเติบโตเรื่องการพูดคุยในประเด็นความพิการในบ้านเรา ก็ล้วนเติบโตมาจากการถกเถียงบนเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคม

ไม่ต้องการความพิเศษจึงปกปิด

หลายครั้งที่คนทั่วไปมักหาหนทางในการช่วยเหลือคนพิการ โดนไม่รู้ว่าคนพิการต้องการสิ่งนั้นหรือเปล่า เช่นเดียวกับ จ.เขารู้สึกว่า มีบ่อยครั้งที่เขาได้รับการช่วยเหลือจากคนรอบข้างเป็นพิเศษ จนมองว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมากเกินไป เมื่ออยากมีความกลมกลืนกับสังคมจึงต้องปกปิดความพิการของตัวเองเพราะไม่อยากให้คนอื่นปฏิบัติตัวกับเขาแบบแปลกๆ หรือเอ็นดูเขาเกินกว่าคนปกติทั่วไป

“มันไม่ใช่อารมณ์แปลกแยกนะ แต่รู้สึกต้องเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมากเกินไป พออยากกลมกลืนกับสังคมเลยต้องปกปิดความพิการ กันไม่ให้คนเอ็นดูเรามากกว่าปกติ”

สำหรับ จ.แล้ว เขาไม่เคยเจอประสบการณ์การแกล้งกันเพราะความพิการมาก่อน ตัวเขาเองเริ่มเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัด เล็กๆ ในชนบท เพื่อนทุกคนจึงรู้จักกันเป็นอย่างดี ต่อมาเมื่อเขาเข้าโรงเรียนประจำอำเภอและเรียนสายอาชีพที่วิทยาลัยเอกชนก็ไม่มีการแกล้งอะไร

“ผมไม่รู้เหตุผลจริงๆ ว่าทำไมไม่โดนแกล้ง อาจจะเพราะคนเชียงใหม่ไม่ค่อยแกล้งกันมั้งหรือเพราะผมอาจจะชอบเข้าสังคม มีเพื่อนเยอะ ไม่ได้เก็บตัวอยู่คนเดียว”

สำหรับ จ.เขามองว่า การใช้แว่นเพื่อมองการบูลลี่ในปัจจุบันอาจใช้ไม่ได้เมื่อพูดถึงการล้อเลียนในสมัยก่อน ในช่วงปี 1990-2000 ที่เขาโตขึ้นมา การใช้คำพูดล้อเลียนยังเป็นคำพูดธรรมดาทั่วไปของคนยุคนั้น รวมทั้งถึงแม้ว่าปัจจุบันในโลกโซเชียลจะสร้างความหนักรู้เรื่องการบูลลี่ค่อนข้างกว้างขวาง แต่ในสังคมชนบทที่เขาอาศัยอยู่ก็ยังคงมีบรรยากาศแบบเดิม ไม่เปลี่ยนไปในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาเท่าไหร่นัก คนในสังคมไม่ได้โอ๋เขามากขึ้น ยังคงใช้มารยาททางสังคมแบบไทยๆ อยู่เหมือนเดิม

ทำให้ความพิการเป็นเรื่องปกติ

เนื่องจาก จ.มีเพื่อนเยอะ โดยเฉพาะเพื่อนในกลุ่มนักเคลื่อนไหว นักกิจกรรมทางสังคมหรือคนที่เรียกตัวเองว่าปัญญาชนซึ่งเป็นกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องสิทธิทางสังคมด้านต่างๆ ที่ดูก้าวหน้า เรื่องคนพิการก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกยกระดับขึ้น จ.ยกตัวอย่างของเรื่องคนพิการในรอบ 10-20 ปีที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุด ก็คือเรื่องเบี้ยความพิการ เงินกู้ให้คนพิการประกอบอาชีพ สวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพของคนพิการดีขึ้น นอกเหนือจากนี้ก็คิดว่ายังไม่มีเรื่องไหนที่สามารถวัดผลได้ชัดนักในสังคมไทย ในชีวิตประจำวัน ตัวเขาเองจึงพยายามพูดถึงความพิการอย่างปกติที่สุด นำเอาความพิการมาพูดคุยถกเถียงโดยไม่ต้องเป็นเรื่องที่ระมัดระวังเกินไปหรือไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องตลกขบขันเกินไป

“ในโลกโซเชียลมีการนำเรื่องคนพิการมาเล่นตลกขบขันบ้าง ตัวเองก็ยังเอาความพิการของตนมาล้อบ้าง แต่ก็แค่ในพื้นที่ที่เรารู้สึกว่าเป็นพื้นที่เล่น ๆ นะเพราะเราคิดว่าเรากำลังเล่นเฟสบุ๊ค เล่นโซเชียลอยู่ ด้วยวัยจะ 40 ปีแล้วเราไม่ได้จริงจังกับพื้นที่นี้ แต่ในอนาคตถ้าพื้นที่นี้มันซีเรียสเพิ่มมากขึ้น เราก็ต้องมาพิจารณาการโพสต์อะไรของเราให้รอบคอบขึ้น นี่พยายามพูดแทนแก้ตัวแทนให้คนเล่นโซเชียลคนอื่น ๆ ที่ชอบล้อคนพิการด้วยนะ แต่ถ้าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เราก็ไม่ว่าอะไรพวกเขา”

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนSTIGMAบูลลี่คนพิการล้อเลียน
Categories: ThisAble

อุทกภัย: คนพิการกับการรับมือน้ำท่วม 54 สู่อุทกภัยรอบใหม่ในอนาคต

Thu, 2021-01-28 15:34

“คนพูดว่าคนพิการเป็นคนสุดท้ายที่ถูกนึกถึง เป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถามว่ามันเป็นแบบนั้นไหม ในแผนต่างๆ ที่เกิดขึ้น คนพิการก็เหมือนคนอื่น คือเน้นการตั้งรับและถูกช่วย การช่วยเหลือนั้นไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของเขา”

ปี 2554 ประเทศไทยต้องเจอกับอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) thaiwater.net ระบุถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมดังกล่าว ว่ามีผู้ได้รับผลกระทบ 65 จังหวัด มีผู้เสียชีวิต 657 ราย สูญหาย 3 คน ประชาชนเดือดร้อน 4,039,459 ครัวเรือน 13,425,869 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 2,329 หลัง บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 96,833 หลัง พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับความเสียหาย 11.20 ล้านไร่ ถนน 13,961 สาย

แม้ไม่มีตัวเลขจำนวนที่ระบุได้ว่า ในจำนวนประชากรทั้งหมดที่ประสบเหตุอุทกภัยในปีนั้นมีเท่าไหร่ แต่ก็พอจะทราบได้ว่า คนพิการในเวลานั้นย่อมเดือดร้อนกันไม่มากก็น้อย ทั้งด้านความช่วยเหลือ การอพยพที่ไม่ครอบคลุม จนไปถึงวิธีการการดูแลปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง คนพิการจึงยากลำบากในการปรับตัวรับมือกับสถานการณ์

แม้จนถึงปัจจุบัน จะยังไม่มีอุทกภัยครั้งไหนใหญ่ใกล้เคียงกับปี 2554 แต่จากรายงานของ Climate Central โดยสำนักข่าวบีบีซี ว่าด้วยการเผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมตามพื้นที่แนวชายฝั่ง ที่ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น มีการคาดการณ์ว่าจะมีคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่า 12 ล้านคน โดยกรุงเทพมหานครเสี่ยงถูกน้ำท่วมในปี 2050 ซึ่งรวมถึงคนพิการด้วย เราลงพื้นที่คุยกับคนพิการ กู้ภัย นักวิจัย ถึงความกังวล ความคาดหวัง สะท้อนปัญหาจากเหตุการณ์น้ำท่วม 2554 ถึงอนาคตว่ามีวิธีการหรือกลไก เพราะที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นบ่อยในรอบปี เช่น ในพื้นที่ภาคเหนือช่วงเดือนสิงหาคม น้ำท่วมภาคใต้ช่วงเดือนธันวาคม  จึงมีความจำเป็นต่อการเตรียมพร้อมไว้สำหรับอุทกภัยรอบใหม่เป็นอย่างยิ่ง

ปทุมธานี: พื้นที่ท่วมฉับพลันที่คนพิการปรับตัวไม่ทัน

“ปี 54 น้ำเริ่มท่วมขึ้นสูงจนถึงจุดที่เราอยู่ไม่ได้จึงต้องหนี ตอนนั้นต้องใช้คน 5-6 คนเพื่อที่จะยกเราขึ้นรถกระบะ ยกไปทั้งคนทั้งรถเข็น รวมทั้งของเราออกไป หลังจากนั้นเราต้องไปอยู่ราชบุรีกับพี่สาว”

วัลลพ สาลี ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์ดำรงชีวิตอิสระคนพิการปทุมธานี ในปีที่มหาอุทกภัยมาเยือน เขาเป็นคนหนึ่งที่ต้องอพยพหนีน้ำไปยังที่ปลอดภัย วัลลพชี้ให้เห็นถึงระดับน้ำที่สูงเข้ามาในบ้าน แม้จะไม่สูงมากสำหรับคนทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีเลยสำหรับคนพิการรุนแรงอย่างเขา

แม้จะไม่ต้องอยู่ท่ามกลางมวลน้ำที่ไหลโอบอยู่ร่วมเดือน วัลลพก็เล่าปัญหาที่เจอในฐานะคนพิการรุนแรงได้ เขาบอกว่า โดยทั่วไปคนพิการรุนแรงบางกลุ่มไม่สามารถปัสสาวะด้วยตนเองได้ และต้องใช้ถุงปัสสาวะที่ต้องผลัดเปลี่ยนทุก 10-15 วัน ผลที่เจอในช่วงน้ำท่วมคือการติดเชื้อ

“คนพิการรุนแรงจะมีเรื่องของสายฉี่ การสวนปัสสาวะ ต้องมีแพมเพิส ต้องมีคนช่วยเตรียม ไม่สามารถทำได้คนเดียว ของเราไปลำบากตอนที่อยู่ราชบุรี ตอนนั้นเราต้องไปเปลี่ยนสายฉี่ที่โรงพยาบาล เลยเลือกไปโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง เราไปรออยู่ครึ่งวันกว่าจะได้เปลี่ยน พอจะได้เปลี่ยนก็มีนักศึกษาแพทย์มาดูเคสเราหลายคนทั้งที่เราไม่ได้อนุญาต ตอนนั้นรู้สึกอาย เขาไม่ได้ถามว่าเราโอเคหรือไม่ แต่เราก็ไม่อยากพูดอะไร พอกลับมาเราก็อาการไม่ดี ฉี่ออกมาเป็นเลือด ถึงได้รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ ต้องกลับไปให้หมออีกโรงพยาบาลช่วย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะต้องหนีน้ำท่วมและมาอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยการปรับตัวก็ต้องเปลี่ยน ถ้าเป็นคนพิการที่ไม่มีต้นทุนที่จะไปหาหมอไปบ่อย เขาจะทำอย่างไร”

ศูนย์อพยพที่ขาดสิ่งอำนวยความสะดวก

ยังมีคนพิการคนอื่นอีกมากที่ไม่สามารถย้ายออกจากพื้นที่ได้ เนื่องจากปัญหาหลากหลายประการ ทั้งความเป็นห่วงบ้าน ฐานะยากจน ไม่มีที่พักอาศัยหรือญาติพี่น้องในพื้นที่อื่น ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ชี้ให้เราเห็นว่าโดยหลักแล้ว คนพิการทั่วไปในพื้นที่ต้องอาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาคารศาลาวัดที่ยกสูงเหนือระดับน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าตามมาด้วยปัญหาการขาดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ

“เหตุผลที่ทำให้วัดกลายเป็นศูนย์อพยพ ก็เพราะอาคารสถานที่ของวัดมีการยกสูง เช่น ศาลาการเปรียญ แต่ถ้าเลือกได้คนพิการก็ไม่อยากอยู่เพราะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะคนพิการผู้หญิง พวกเขาต้องเปลี่ยนผ้าอนามัย เปลี่ยนแพมเพิส ซึ่งไม่มีห้องกั้นหรือพื้นที่ที่เป็นส่วนตัว หลายคนเขาก็อาจจะมองว่าไม่เหมาะสม ส่วนคนพิการเองก็อับอาย ให้ไปแก้ผ้า ขับถ่าย กลางที่สาธารณะ หรือพื้นที่ที่มีคนอยู่กันเยอะอย่างศูนย์พักพิงมันก็ลำบากใจ”

ภายหลังเมื่อศูนย์ฯ เล็งเห็นความสำคัญของวัดในการเป็นพื้นที่อพยพ เขาจึงพยายามไปให้ความรู้ว่าสิ่งอํานวยความสะดวกสําหรับคนพิการคืออะไร แต่ทางวัดเหมือนจะไม่เข้าใจเท่าไหร่ก็เลยไม่ค่อยสัมฤทธิ์ผล เขาจึงทำสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่บริเวณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในละแวกนี้ รวมถึงจัดทอดผ้าป่าเพื่อสร้างห้องน้ำคนพิการ ไว้สำหรับคนพิการที่ไปทำบุญ และเผื่อในอนาคตถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ยังจะได้ใช้

“ควรมีสถานที่ที่หน่วยงานภาครัฐ หรือราชการเป็นผู้รับผิดชอบ จัดที่สำหรับคนพิการสามารถใช้ได้ ควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในช่วงสถานการณ์ภัยพิบัติ คนพิการอยู่ที่ไหนอย่างไร จะแจ้งความจำนงได้อย่างไร ที่สามารถเคลื่อนย้ายคนพิการได้ในสภาวะน้ำท่วม”

“อีกเรื่องคือความเข้าใจเรื่องการช่วยเหลือคนพิการนั้นเป็นสิ่งสำคัญ มีกรณีที่มีคนช่วยคนพิการแต่ไม่ยอมเอารถวีลแชร์เขาไปด้วย คนไม่พิการคงไม่คิดว่าวีลแชร์มีความสำคัญกับคนพิการอย่างไร อยากให้ลองคิดดูว่าเวลาคุณจะออกจากบ้านคุณก็ต้องนึกถึงรองเท้า คนพิการก็แบบนั้นเหมือนกัน วีลแชร์คือส่วนที่สำคัญที่สุดของคนพิการ มันเหมือนเท้าที่พาเราไปไหนมาไหนได้ สมมติว่าไม่เอาวีลแชร์เราไปด้วยแล้วเอาเราไปวางไว้ที่ศูนย์พักพิงสักแห่งหนึ่ง คนพิการคนนั้นก็ไปไหนไม่ได้วางอยู่ตรงนั้นเป็นภาระ”

กลไกหลังน้ำท่วม

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2554 ศูนย์ดำรงชีวิตอิสระคนพิการปทุมธานีเข้าใจและเรียนรู้ว่าการเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญ การจัดอบรมเรื่องการช่วยเหลือคนพิการในช่วงเหตุการณ์ภัยพิบัติจึงเกิดขึ้น โครงการเกิดขึ้นช่วงปี 2555 - 2557 เน้นการอบรมกับเยาวชนตามโรงเรียนในอำเภอจังหวัดปทุมธานี เรื่องการช่วยเหลือคนพิการ การช่วยเหลือ เคลื่อนย้าย รับมือ เช่น พาคนพิการขึ้นลงทางลาด ย้ายขึ้นลงบันได การพาเข้าห้องน้ำ ขึ้นลงเตียง ขึ้นลงเรือ 

วัลลพ เล่าว่าที่เน้นกลุ่มเยาวชนเพราะเยาวชนเป็นกลุ่มที่เรียนรู้ได้ง่าย เข้าใจการปรับตัว การสอนจะช่วยให้พวกเขามีองค์ความรู้ติดตัวในการช่วยเหลือคนพิการคนอื่นในอนาคต หากเกิดเหตุ เยาวชนเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือคนพิการได้อย่างถูกต้อง น่าเสียดายที่โครงการไม่ได้จัดต่อ เนื่องจากจังหวัดซึ่งเป็นหน่วยงานจัดสรรงบประมาณ มองว่าซ้ำซ้อน เพราะตอนหลัง จังหวัดก็จัดการอบรมในลักษณะนี้ แต่ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ยืนยันว่าทั้งรูปแบบการจัดงานและกลุ่มเป้าหมายของทั้งสองกลุ่มนั้นแตกต่างกัน และยังขาดการมีส่วนร่วมในการจัดการ

ในด้านของหน่วยงานภาครัฐ เขามองว่าในช่วงหลังมีความสนใจกันมากขึ้น แต่ยังไม่มีแผนการจัดการและช่วยเหลืออะไร ในฐานะคนทำงานด้านคนพิการในพื้นที่ยังไม่พบ เขาคาดหวังว่า อย่างน้อยควรมีศูนย์อพยพช่วยเหลือที่รองรับคนพิการได้ในอำเภอหรือตำบล 
เพื่อการเข้าถึงง่าย

“สิ่งหนึ่งที่ควรจะทำคือสถานที่ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ได้ใช้ มันควรจะต้องมี อย่างน้อยเอาไว้รองรับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดในอนาคต วางไว้ 1 ที่ ในอำเภอหรือตำบลต่างๆ องค์ความรู้ก็ควรจะมี และก็ต้องมีคน ไม่อย่างนั้นพอเกิดสถานการณ์น้ำท่วมจริงก็ต่างคนต่างหนีกันไป คนที่ถูกทิ้งคือคนพิการ”

อยุธยา: ท่วมซ้ำซากแต่ยังขาดการช่วยเหลือระยะยาว

คล้ายกันกับปทุมธานี การขาดการเตรียมพร้อมและความรู้ยังเป็นสิ่งที่คนพิการเจอ โดยเฉพาะในช่วงการเกิดอุทกภัย อารี ทองเที่ยงธรรม นายกสมาคมคนพิการจังหวัดอยุธยา เล่าให้ฟังถึงปัญหาที่เผชิญในช่วงปี 2554 เรื่องศูนย์พักพิงของคนพิการที่ไม่เข้าใจเรื่องคนพิการเท่าที่ควร เกิดปัญหาเรื่องห้องน้ำ ไม่มีทางลาด ขาดสิ่งอำนวยความสะดวก การเข้าออกอาคาร ส่วนคนพิการที่ติดอยู่ตามบ้านก็ไม่ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือเธอต้องขนคนพิการอย่างน้อย 6 คน ฝ่าน้ำท่วมไปส่งยังภาคตะวันออก เนื่องจากไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้  ในฐานะสมาคมคนพิการของจังหวัด เธออาสาเป็นตัวแทนในการประสานงานและทำให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น

“มีคนพิการที่ต้องไปนอนชั้น 2 และไม่สามารถเปลี่ยนสายฉี่ได้ พวกเขาไม่สามารถออกไปไหนได้ ต้องอยู่แต่ในบ้าน จังหวัดที่ท่วมบ่อยอย่างอยุธยาแต่ไม่เคยมีการเตรียมพร้อมและป้องกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งที่เป็นทั้งจุดที่ท่วมบ่อยและรองรับน้ำ ควรมีการจัดการอย่างเป็นระบบได้แล้ว เหตุการณ์ปี 54 ที่ผ่านมาเราต้องเอาคนพิการไปส่งศูนย์พระมหาไถ่ถึง 6-7 คนเลย เพราะอยู่ตรงนี้ก็ไม่มีอะไรพร้อมจะช่วยเหลือดูแลเขา”

ควรมีศูนย์อพยพที่คนพิการเข้าถึงได้

แม้ว่าอยุธยาเป็นจังหวัดที่มีน้ำท่วมบ่อย โดยนอกจากปี 2554 แล้ว อยุธยายังมีน้ำท่วมอยู่เรื่อยๆ อย่างเช่นปี 60 ท่วมที่อำเภอบางบาล และอำเภอเสนา แต่การเตรียมพร้อมรับมือยังน้อยเกินไป อารีบอกว่า ยังไม่พบหรือเห็นกลไกการช่วยเหลือระยะยาวใดที่คนพิการในพื้นที่จะเข้าไปร่วมแสดงความเห็นและมีส่วนร่วมได้ ศูนย์อพยพช่วยเหลือคนพิการยังไม่เคยถูกสร้างให้เคยเกิดขึ้น ทั้งสถานที่และบุคลากร 

คำถามก็คือทำไมสิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีใครคำนึงถึง ขณะที่อยุธยามีจำนวนคนพิการประมาณ 20,000 คน อำเภอภาชีมีประมาณ 600 คน ทำไมถึงจะไม่น่าทำ เพราะที่ผ่านมาก็เห็นว่าอุปกรณ์และสถานที่มันไม่พร้อมสำหรับคนพิการเลย คนที่มีกำลังทรัพย์ญาติก็พาหนีไปอยู่จุดที่ปลอดภัยแต่คนที่ไม่มีกำลังทรัพย์เขาก็ต้องอยู่ตามศูนย์เหล่านี้ ในฐานะรัฐผู้ถือทรัพยากร เธอมองว่านี่เป็นหน้าที่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเริ่มแก้ไขผลักดัน 

“ปี 54 คนพิการส่วนใหญ่ก็ต้องไปอยู่ตามศูนย์ซึ่งเป็นวัด รวมถึงชาวบ้านประชาชนด้วย อีกส่วนก็ไปรวมกันที่ศาลากลาง แต่ทั้งหมดเหมือนกันคือไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก คนพิการอยู่ยาก การดูแลช่วยเหลือคนพิการต้องมีความรู้ความเข้าใจด้วย จะอำนวยความสะดวกช่วยเหลือเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อาบน้ำขับถ่ายกินข้าว บนศูนย์อพยพตามวัดคนก็แน่นขนัดไปหมด ถ้าเราจะต้องไปฉี่ผ่านสายฉี่ คนที่อยู่แถวนั้นเขาจะรังเกียจไหม แพมเพิสอะไรต่างๆ ก็ไม่มี คนเป็นแผลกดทับจะทำยังไง ต้องจัดการอย่างไร ไอเดียการทำศูนย์เราคิดว่าเป็นไปได้ เริ่มจากมองหาจุดที่น้ำน่าจะท่วมน้อยหรือไม่ท่วม ทำให้เกิดความพร้อม ควรจะมีทุกจังหวัดในประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ ตรงไหนมีความเสี่ยงมากก็ควรเปิด เน้นใกล้พื้นที่ปัญหาและชุมชนไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์ใหญ่”

ยังขาดคนทำงาน

นอกจากภาพความห่วงใยที่เกิดขึ้นกับอนาคตแล้ว เธอยังกังวลเรื่องของการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพราะจากน้ำท่วมหรือวิกฤตการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ยังต้องทำงานหลักทั้งในเชิงคนและประเด็น  จำนวนคนทำงานมีน้อยแต่ปัญหามีมาก คนที่มีบทบาทมากกว่าคือกลุ่มคนทำงานระดับท้องถิ่น อบต. อบจ. มากกว่าหน่วยงานกลางด้านคนพิการ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอของเธอ

“ตอนนั้นถามว่ามีหน่วยงานรัฐไหนเข้ามาช่วยเหลือไหมก็มีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แต่ถามว่าเขาช่วยกลุ่มเราได้อย่างเดียวไหมก็ไม่ได้จะมีกลุ่มอื่นที่รอการสนับสนุนและช่วยเหลือ กำลังคนของเขาก็ไม่พอ แต่นอกเหนือจากนี้คนที่ดูงานเรื่องคนพิการในช่วงน้ำท่วมโดยเฉพาะก็ไม่มีเลยเพราะต่างคนต่าง เอาตัวเองเป็นหลักแล้วตอนนั้น คนที่จะมาช่วยเขาก็ช่วยในภาพรวมเป็นหลัก ไม่ได้รู้สึกว่าต้องแยกแยะว่าควรจะช่วยคนพิการก่อนหรือควรจะช่วยในจุดไหน น้ำท่วมแล้วทุกคนเสมอภาคซะงั้น” 

“หลังน้ำท่วมใหญ่ก็มีการพูดคุยอยู่บ้างในส่วนงานที่เกี่ยวข้องว่าควรจะทำอย่างไร จัดเป็นเวทีประชุมสัมมนาต่างๆ จังหวัดจะมีการจัดทำแผนป้องกันน้ำท่วม ถอดบทเรียนกับปัญหาที่เกิดขึ้น หาวิธีการแก้ไขกัน พวกเขาควรต้องมีข้อมูล รายละเอียดที่ช่วยให้เขาทำงานง่ายขึ้นเมื่อเกิดปัญหา เป็นแผนที่เดินดินจุดสังเกตว่าจุดไหนมีคนพิการหรือกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ คนพิการควรจะมีสัญลักษณ์อะไร องค์การบริหารส่วนตำบลที่เราอยู่ก็ทำตรงนี้ แต่ที่อื่นไม่มั่นใจ”

กู้ภัยกับการช่วยเหลือคนพิการในอุทกภัย

หนึ่งในส่วนงานที่สำคัญในช่วงของการเกิดอุกภัย กู้ภัยเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ สำเริง ผลรัตน์ และ ฆนากร บัวเกตุ เจ้าหน้าที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร เล่าให้ฟังถึงการทำงานในปี 2554 ขอบเขตงานที่เป็นบทเรียนในการทำงาน และพัฒนามาสู่ขอบข่ายของการช่วยเหลือในอนาคต ทั้งเรื่องการเตรียมพร้อม แนวทางการช่วยเหลือ ป้องกัน ตั้งแต่ประสบเหตุจนไปถึงขั้นตอนอพยพ 

สำเริง ผลรัตน์ หัวหน้าสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางขุนเทียนเมื่อปี 2554 อยู่ในฐานะตำแหน่งเจ้าหน้าที่ชำนาญงาน ที่สถานีตำรวจดับเพลิงบางแค รับผิดชอบทั้งเขตบางแคหนองแขมและภาษีเจริญ เล่าว่า หน้าที่หลักของกู้ภัยคือการเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในบ้านโดยเฉพาะคนแก่และเด็ก รวมถึงคนพิการผู้ป่วยติดเตียงต่างๆ ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกมาเองได้ ต้องขนเคลื่อนย้ายพวกเขาออกมาให้ถึงที่ปลอดภัย แล้วจะมีหน่วยงานหรือญาติพี่น้องมารับช่วงต่อไป  

ฆนากร บัวเกตุ พนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยชำนาญงาน ระบุถึงแนวการทำงานที่เป็นแกนหลักของหน่วยงานด้านกู้ภัย ว่ามีหลักการหลายอย่าง ตั้งแต่การวางแผนการปฏิบัติการที่มีความจำเป็น การคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย ทำความเข้าใจต่อประเภทและความช่วยเหลือแต่ละความพิการที่มีความต้องการแตกต่างกัน ข้อจำกัดคนพิการที่จะนำไปวิเคราะห์ร่วมในการให้การช่วยเหลือ เช่นการแจ้งเตือนที่ต้องคำนึงถึงคนพิการบางกลุ่ม เช่นคนพิการทางการได้ยิน ต้องใช้สัญลักษณ์ แสง ข้อความ แทนการใช้เสียงในการแจ้งเตือน หรือในกลุ่มคนตาบอด สัญลักษณ์ป้ายเตือน หรือรูปภาพอาจไม่เหมาะสม จึงควรมีการติดตั้งระบบเสียงและสั่นสะเทือนควบคู่ไปด้วย โดยภาพรวมคือ รูปแบบการเตือนภัยต้องมีมากกว่าหนึ่งช่องทาง ใช้ภาษาที่กระชับเข้าใจง่าย 

นอกจากนี้ การเข้าใจเรื่องความพิการยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะส่งผลถึงวิธีการช่วยเหลือ เช่น การเข้าถึงและการปฏิบัติต่อคนตาบอด คนหูหนวก คนนั่งวีลแชร์ ความพร้อมด้านอุปกรณ์ วิธีการเคลื่อนย้ายในแบบที่ปลอดภัย และคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ ฆนากร กล่าวว่านี่เป็นหลักการคร่าวๆ ในการทำงานของกู้ภัย แต่ทั้งหมดก็ต้องอาศัยการเตรียมตัว ฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ 

แนวโน้มที่มากขึ้นของผู้ป่วยติดเตียง

สำเริง เล่าให้เราฟังว่า แม้ในช่วงหลังจะไม่มีเหตุอุทกภัยร้ายแรงอย่างปี 2554 แล้ว แต่ก็ยังมีกรณีของคนพิการคนป่วยติดเตียงอยู่ และกำลังเพิ่มมากขึ้น สาเหตุมาจากที่ไทยก้าวสู่สังคมของผู้สูงอายุ จึงมีความพยายามระบุกลุ่มคนเปราะบางเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีการวางขอบเขตกันเป็นกระบวนการชุมชนให้มีการติดธงหรือสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อระบุว่าบ้านหลังนี้หรือกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เป็นการจัดวางลำดับความสำคัญของการทำงาน การมีข้อมูลชื่อที่อยู่ผู้ติดต่อญาติพี่น้องช่วยให้ทำงานง่ายมากขึ้น

สำเริงเล่าว่าเคยเกิดกรณีของการที่มีผู้ป่วยติดเตียงโดนควันไฟจากที่เกิดเหตุใกล้ๆ เข้าไปจนเสียชีวิต เป็นเพราะไม่มีใครทราบว่าตรงจุดนั้นมีผู้ป่วยติดเตียงนอนอยู่ เพราะฉะนั้นจึงสำคัญมากในการมีข้อมูลจำเพาะเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าใจว่ามีจุดไหนที่ต้องระวัง ไม่ใช่เพียงที่เกิดเหตุ และสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีด้วย

“ยุคนึงท่านอดีตรองปลัดกรุงเทพมหานคร มีแนวคิดในการให้รถดับเพลิงมีวิลแชร์ติดไปด้วย เพราะเวลาเกิดเหตุ ถ้าเจอคนพิการหรือผู้ป่วยติดเตียง ถ้ามีวีลแชร์ให้เขานั่ง เขาจะพอช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง เราก็สามารถไปทำงานอื่นต่อ ก่อนหน้านั้นเคยมีคนไปเจอเคสแบบนี้แล้วก็พาขี่คอออกมา แนวคิดของเราเลยพยายามเปลี่ยนตรงนั้น แต่พอรองปลัดฯ ท่านนั้นหมดวาระเรื่องนี้ก็แผ่วไป” 

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า หากเกิดน้ำท่วมอีก ก็น่าจะสามารถช่วยเหลือคนพิการได้มากขึ้น เพราะมีข้อมูลอยู่ในมือมากกว่าเดิม “สมัยก่อนเราไม่เคย เราทำงานอย่างสะเปะสะปะไม่รู้ว่าใครอยู่ตรงไหน แต่เมื่อเรามีข้อมูลแล้ว ก็ช่วยในการระงับเหตุได้มาก”

เปิดแผนการจัดการภัยพิบัติสำหรับคนพิการ

แผนการจัดการภัยพิบัติสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2560 - 2564 คือการแสดงให้เห็นถึงการขยับขึ้นของแผนงานคนพิการด้านภัยพิบัติ โดยแผนนี้รับผิดชอบโดยกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มุ่งหวังวิสัยทัศน์ “คนพิการและผู้ดูแลมีความปลอดภัย ในสถานการณ์ภัยพิบัติ” และ 3 ยุทธศาสตร๋ ได้แก่ 

1. พัฒนามาตรการ ลดความเสี่ยงและเตรียมพร้อมให้คนพิการและผู้ดูแลจากสถานการณ์ภัยพิบัติ เช่น ประเมินสถานการณ์ จัดทำแผนที่คนพิการชุมชน ทำคู่มือเตรียมความพร้อมในการเผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติ พัฒนาอาสาสมัคร/คนพิการ สำหรับการแจ้งเตือน เตรียมศูนย์พักพิงและศูนย์อพยพ มีตัวชี้วัดเป็น พม. กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
(พก.) และองค์กรด้านคนพิการ 

2.พัฒนาระบบการจัดการภัยพิบัติและบูรณาการณการดำเนินงานในสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เครือข่ายในการบริหารจัดการภัยพิบัติ จัดระบบแจ้งเตือน หาช่องทางการสื่อสาร สร้างระบบการจัดศูนย์อพยพ ศูนย์พักพิง และพื้นที่ปลอดภัย มีหน่วยงานรับผิดชอบเป็น พม. พก. และองค์กรด้านคนพิการ 

3.เพิ่มประสิทธิภาพ การฟื้นฟูเยียวยาคนพิการและผู้ดูแลคนพิการอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 

โดยภาพรวม เช่น จัดทำคู่มือฟื้นฟูเยียวยา สำรวจข้อมูลปัญหา ปรับสภาพแวดล้อมหลังน้ำท่วม ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ การเยียวยา หน่วยงานรับผิดชอบเป็น พม. พก. และองค์กรด้านคนพิการต่างๆ 

Universal Design ไม่ควรถูกมองข้าม

สว่าง ศรีสม ผู้จัดการโครงการและแผนงาน ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ เป็นหนึ่งในทีมร่วมวิจัยชื่อ  “คนพิการและภัยพิบัติ: การให้อำนาจและการสร้างความสามารถในการปรับตัวรับความเสี่ยง (Disability and Disaster: Empowering People and Building Resilience to Risk)” ซึ่งทำให้เขาเห็นปัญหาเรื่องอำนาจและการปรับตัวของคนพิการในสถานการณ์ภัยพิบัติมากขึ้น

การขาดการเตรียมพร้อม ยังเป็นสิ่งที่สว่างมองเห็น เขาประเมินว่านโยบายในเรื่องการช่วยเหลือยังเป็นเรื่องของการตั้งรับและยังขาดการคำนึงเรื่องความต้องการของคนพิการมากนัก แผนการจัดการด้านคนพิการช่วงอุทกภัยยังขาดรายละเอียด โดยเฉพาะเรื่อง Universal Design เขาบอกว่าการช่วยเหลือคนพิการไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องสงเคราะห์

“น้ำท่วม 54 เหมือนไฟไหม้ฟาง หลังเหตุการณ์เกิดขึ้นก็มีการเตรียมการอยู่บ้าง แต่พอหลังจากนั้นมันก็ซาไป มีคนพูดว่าคนพิการเป็นคนสุดท้ายที่ถูกนึกถึง เป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นถามว่ามันเป็นแบบนั้นไหม ในแผนต่างๆ ที่เกิดขึ้น คนพิการก็เหมือนคนอื่น คือเน้นการตั้งรับและถูกช่วย การช่วยเหลือนั้นไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของเขา 

“มีเหตุการณ์ที่พาคนตาบอดไปอยู่ในศูนย์อพยพ ถามว่าเขาจะใช้ชีวิตได้ไหม คนนั่งวีลแชร์ไปอยู่จะสามารถเข้าห้องน้ำได้อย่างไร ใช้ชีวิตกับคนทั่วไปอย่างไร เพราะไม่เคยมีการเตรียมการ ในกฏหมายระบุว่าแค่ให้ช่วย เป็นกลุ่มความช่วยเหลือพิเศษหรือด่วนที่สุดก็แล้วแต่การใช้คำ แต่การเขียนหรือระบุถึงความจำเป็นพื้นฐานที่คนพิการต้องมีอะไรบ้างไม่เคยเขียน นั่นเป็นมิติที่หายไป

“สุดท้ายแล้วเรื่อง Universal Design ก็เป็นสิ่งจำเป็น เราไม่ได้กังวลในการที่จะต้องไปอยู่ศูนย์อพยพ เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วเราก็เข้าใจได้ เพียงแต่ความจำเป็นพื้นฐานต่างๆ ก็ควรที่จะเข้าถึงได้ และใช้มันอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ วิธีการช่วยเหลือต่างๆ เจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครก็ควรที่จะต้องผ่านการอบรม ไม่ใช่แค่การช่วยแต่การช่วยแล้วต้องถูกวิธี และควรถามความต้องการของเขา ไม่ใช่การคิดแทน ครอบงำทำให้ นี่เป็นสิ่งที่คนพิการสะท้อนออกมา” 

“จริงๆ แล้ว อนุสัญญาหรือกฎหมายด้านคนพิการระหว่างประเทศอย่าง CRPD หรือ Incheon Strategy ก็พูดถึงหลักการคร่าวๆ แต่สิ่งสำคัญจริงๆ คือแผนภายในประเทศ ที่ยังขาดความรอบด้าน ไม่ได้มองถึงความต้องการของแต่ละบุคคล การเคารพในสิทธิความเป็นส่วนตัวของคนพิการ ในแผนบอกว่าจะช่วยเหลือคนพิการเป็นคนแรก ควรจะใส่เรื่องอำนวยความสะดวกและแผนกับความต้องการลงไปในแผนงานด้วย ช่วงที่ยังไม่เกิดเหตุอะไรก็ควรจะมีการปรับปรุง ให้สามารถใช้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อเกิดเหตุขึ้นมา ก็จะได้สามารถอยู่ได้”

“พอไม่ได้เกิดเหตุ หรือเกิดเหตุไม่ได้บ่อยก็ทำให้คนตระหนักถึงคุณค่าเรื่องนี้ไม่มาก แต่ทั้งที่ความจริงแล้วเหตุมันเกิดอยู่เรื่อยๆ แม้จะไม่ได้เป็นเหตุใหญ่ที่เกิดขนาดนั้น แต่ไม่ใช่ว่าอนาคตจะไม่เกิดขึ้นอีก ซึ่งในช่วงที่ยังไม่มีเราก็ยังขาดการตระหนักรู้และการเตรียมพร้อม จะไปรอตื่นตัวอีกทีก็ตอนที่มันเกิดเหตุแล้ว”

“จริงๆ เคยมีคนพูดถึงการทำแผนที่ชุมชน เป็นการสำรวจว่ามีใครในพื้นที่ที่ต้องการการช่วยเหลือพิเศษ ว่าอยู่ตรงไหนจุดใด ไว้สำหรับให้คนที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ สามารถให้การช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที เคยมีกรณีที่เด็กออทิสติกถูกไฟช็อตตายคาบ้าน ซึ่งถ้าเราทราบก่อนก็จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือเขาได้อย่างทันท่วงที อย่างคนพิการทางสติปัญญาบางคนก็อาจจะไม่ทราบได้ว่าการใช้ปลั๊กไฟในช่วงน้ำท่วมก็ทำให้เสี่ยงไฟช็อต”

บางที่ก็ทำได้ บางที่ก็ทำไม่ได้ ปัญหารากจากโครงสร้าง

ปัญหาเรื่องโครงสร้างองค์กร เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการทำงานด้านคนพิการ สะท้อนถึงปัญหาในช่วงน้ำท่วมที่ทำให้เห็นว่า ทำไมบางภาคส่วนของประเทศถึงทำงานได้ดี มีแผนรองรับ แต่ทำไมบางส่วนยังขาด ไม่เคยถูกเหลียวแล หรือไม่มีแผน หรือมีก็ขาดการมีส่วนร่วม ปัญหาด้านการขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างองค์กรเอง จึงทำให้งานด้านคนพิการกับภัยพิบัติถูกมองข้ามไป ไม่มีเจ้าภาพหรือองค์กรแม่ในการทำงาน

“ตำบลเสริมงาม จังหวัดลำปาง  มีการทำวิจัยเรื่องการช่วยเหลือคนพิการ  เพื่อประเมินว่าในชุมชนของเวลาเกิดภัยพิบัติจะต้องช่วยเหลือคนพิการที่อยู่ตรงไหน ออกแบบการช่วยเหลืออย่างไร มีหลายพื้นที่ที่ทำแบบนี้ โดยส่วนใหญ่พื้นที่ที่ทำแบบนี้ เป็นเพราะมีหน่วยงานคนพิการที่ทำงานเข้มแข็ง เป็นหน่วยงานเอกชนหรือ NGO ที่ทำงานร่วมกับ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แต่คำถามคือในพื้นที่ที่ไม่ได้มีองค์กรแบบนี้ จะทำอย่างไรมันก็ไม่มีกระบวนการเกิดขึ้น หรือถึงมีหน่วยงานคนพิการก็อาจจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้สักเท่าไร” 

“ผมคิดว่าเรื่องขององค์กรคนพิการเองก็มีส่วนสำคัญ อาจจะเป็นเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กรคนพิการในบ้านเราด้วยว่า มันถูกแบ่งแยกเป็นประเภท ไม่ใช่ประเด็น อย่างสมาคมคนตาบอดเรื่องการศึกษาก็ต้องดู ภัยพิบัติก็ต้องดู การเดินทางก็ต้องดู หน่วยงานเดียวต้องดูสารพัดเรื่อง สุดท้ายก็เลือกได้แค่บางเรื่อง อาจจะเป็นเรื่องที่คนสนใจมากหรือเป็นเรื่องที่แหล่งทุนสนใจมากกว่า ถ้าแหล่งทุนไม่สนใจเรื่องภัยพิบัติ มันก็ไม่มีการผลักดันเรื่องนี้ออกไป หรือบางเรื่องก็จะถูกมองเป็นเรื่องไกลตัว การแตกตัวการทำงานตามประเภทความพิการก็เป็นเรื่องลำบากเหมือนกันนะ นี่อาจจะเป็นข้อเสียก็ได้”

“ข้อค้นพบจากงานวิจัยที่เกิดขึ้นก็คือ บางหน่วยงานก็ไม่ได้มีความตื่นตัวในเรื่องนี้ ซึ่งจะไปโทษเขาก็ไม่ได้ องค์กรคนพิการเองก็มีข้อจำกัดเรื่องนี้ทรัพยากรไม่พอ คนทำงานน้อย 1 คนทำงานดูเป็น 10 เรื่องก็ทำให้ลดทอนประสิทธิภาพในการทำงาน การผลักดันประเด็นต่างๆ ก็แย่ลง หรือไม่คืบหน้า อาจจะควรมีการคุยว่าองค์กรคนพิการในประเทศไทยควรจะต้องทำงานอย่างไร โดยเฉพาะในสภาพที่ 1 องค์กรดูหลายเรื่อง แล้วซ้ำกันไปเรื่อยๆ อย่างเรื่องการศึกษาก็มีอยู่ในทุกสมาคมคนพิการ เพียงแต่ว่าไม่ได้ทำด้วยกัน”

“เรื่องนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการควรจะต้องทำงานด้วยกัน แต่ที่ผ่านมาผมเข้าใจว่ามันไม่มีเจ้าภาพ ที่จะทำให้ 2 หน่วยงานนี้มาเจอกันได้ ทั้ง 2 หน่วยมีสถานะเป็นกรมเหมือนกัน สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ เรื่องคนพิการ ในกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยก็ไม่ค่อยมี ในขณะที่กรมคนพิการ คนที่สนใจเรื่องภัยพิบัติก็มีอยู่น้อย เราจะทำอย่างไรให้ 2 หน่วยงานนี้มาเจอกันเอาความรู้ของทั้งสององค์กรมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน แต่วันนี้เหมือนจะแยกกันทำอยู่”

อ้างอิง

บันทึกเหตุการณ์มหาอุทกภัย 2554, คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ [เข้าถึงข้อมูล ธันวาคม 2563]

โลกร้อน: งานวิจัยล่าสุดคาด 12 ล้านคนในไทยจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมชายฝั่งเพราะระดับน้ำทะเลสูงขึ้น, บีบีซีไทย, 31 ตุลาคม 2562

เผยแพร่ครั้งแรกใน ประชาไท 

https://prachatai.com/journal/2021/01/91098

 

  Healthรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมภัยพิบัติน้ำท่วม
Categories: ThisAble

‘มองคนเป็นออทิสติกอย่างเป็นมนุษย์ เหมือนที่คุณมองคนอื่นในสังคม’ : นิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์

Thu, 2021-01-21 19:22

ท่ามกลางช่วงที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างออกมาต่อต้านการบูลลี่กันและกัน ไม่ว่าจะเพราะเพศ รูปร่าง หน้าตา สีผิวหรือแม้แต่ความพิการ เช่นเดียวกับในประเทศไทย กระแสของการใช้รูปลักษณ์และความพิการมาโจมตีก็ถูกต่อต้าน คนในสังคมมีความตระหนักและเรียนรู้เรื่องเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Thisable.me  ชวนคุยกับนิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 นางงามที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อคนที่มีภาวะออทิสติก หลังน้องชายของเธอเกิดมาพร้อมกับอาการนี้ว่า ความเข้าใจที่มีต่อคนเป็นออทิสติกนั้นเป็นอย่างไร และความรู้สึกในฐานะพี่สาวนั้นเป็นอย่างไร


ภาพจากเฟซบุ๊ก Nicolene Pichapa Limsnukan

ออทิสติกคือแรงบันดาลใจ

นิโคลีนเล่าว่า เธอมีน้องชายเป็นเด็กออทิสติก จึงทำให้เธอได้รับแรงบันดาลใจในการทำโครงการ ‘Love for all’ เพื่อสนับสนุนให้เด็กออทิสติกและเด็กด้อยโอกาสได้มีโอกาสทางสังคม เพราะที่ผ่านมาคนพิการหรือคนที่เป็นออทิสติกไม่ได้รับโอกาสทางสังคมมากเท่ากับคนอื่น การทำโครงการนี้จะช่วยเติมช่องว่างระหว่างคนพิการและคนไม่พิการที่จะช่วยสร้างโอกาสในชีวิตให้กับคนพิการมากขึ้น ยิ่งนิโคลีนมีประสบการณ์ใกล้ตัวจากน้องชายของเธอเอง ก็ยิ่งเห็นปัญหาทั้งในเรื่องการศึกษาและความเข้าใจของสังคม ในโครงการ Love for all จึงประกอบไปด้วยกิจกรรมที่ส่งเสริมให้คนพิการและไม่พิการได้ทำร่วมกัน  เช่น การสอนภาษาอังกฤษ การอ่านหนังสือการฝึกอาชีพและสุดท้ายคือการส่งเสริมให้คนที่เป็นออทิสติกได้ก้าวเข้าสู่อาชีพร่วมกับคนอื่นในสังคมได้

“ที่อเมริกาน้องชายนิโคลสามารถเรียนไปพร้อมไปกับเพื่อนที่เป็นเด็กปกติได้ หากคลาสไหนที่เขาอาจเรียนรู้ช้าไม่ว่าจะเป็นวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษหรือประวัติศาสตร์ โรงเรียนก็จะให้เรียนเสริมเพิ่มเติม”

นิโคลีนเล่าให้ฟังว่า วิชาพละเป็นวิชาที่น้องทำได้ดี น้องก็สามารถเรียนร่วมกับเพื่อนๆได้ และที่สำคัญการสนับสนุนที่ถูกจุดทำให้น้องชายสามารถเรียนจบไฮสคูลได้พร้อมกับเพื่อนๆ อีกด้วย แถมการเรียนร่วมกับเพื่อนคนอื่น ช่วยส่งเสริมให้ทักษะทางสังคมมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เนื่องจากคนที่มีภาวะออทิสติกหลายคนจะเผชิญกับปัญหาการขาดทักษะทางสังคม แต่ตั้งแต่น้องชายได้เรียนร่วมกับเพือนเขาก็กล้าคุย มีความคิดเห็นของตัวเอง ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้สังคมยอมรับคนที่เป็นออทิสติกมากขึ้นด้วย

การบูลลี่ที่เลี่ยงไม่ได้

เช่นเดียวกับที่คนเป็นออทิสติกหลายคนเจอ การบูลลี่และความไม่เข้าใจก็เกิดขึ้นกับน้องชายของนิโคลีน เธอเล่าว่าครั้งหนึ่งขณะไปรับน้องที่โรงเรียน เธอหาน้องไม่เจอก่อนจะพบว่า น้องชายกำลังถูกเด็กอีกคนผลักให้ล้มอยู่ตรงพุ่มกุหลาบซึ่งมีหนาม เธอตกใจมากและรีบลงจากรถเพื่อช่วยน้อง ก่อนจะเข้าใจว่า เด็กอีกคนคิดว่าน้องชายของเธอต้องการจะแย่งลูกฟุตบอลแ เธอจึงอธิบายเรื่องลักษณะของภาวะออทิสติกให้เด็กคนนั้นฟัง โดยชี้ให้เห็นว่าแต่ละคนมีความแตกต่างกัน และเราควรปฏิบัติกับทุกคนอย่างให้เกียรติเพราะในอนาคตเราไม่รู้หรอกว่าจะต้องเจอใครอีกบ้างและเขามีภาวะออทิสติกหรือไม่ ฉะนั้นการเคารพและมองเห็นถึงความหลากหลายเป็นสิ่งที่ควรทำกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ดี จากเหตุการณ์นี้ไม่ใช้น้องชายของเธอที่รู้สึกเสียใจ แต่กลับเป็นเธอเองที่รู้สึกถึงความไม่เข้าใจของสังคมและมองว่าอยากจะเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิม ขณะที่น้องชายของธอค่อนข้างเป็นคนไม่ค่อยแคร์ แต่ก็ยังแอบซึมหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น

เมื่อเราถามว่า แล้วระหว่างนิโคลีนซึ่งไม่มีภาวะออทิสติกกับน้องชายที่เป็นออทิสติก ครอบครัวดูแลแตกต่างกันหรือไม่ เธอตอบอย่างรวดเร็วถึงสิ่งที่ต้างกันว่า ตอนที่เธอเด็กๆ ครอบครัวจะพูดคุยกันทั้ง 2 ภาษาคือไทยและอังกฤษ แต่เมื่อมีน้องหมอแนะนำว่าให้ใช้เพียงภาษาเดียวเพื่อให้น้องไม่สับสน นอกจานี้เธอยังสังเกตได้ว่า ครอบครัวให้ความสนใจที่น้องมากกว่า จึงทำให้เธอซึ่งเป็นพี่มีอิสระมากขึ้นด้วย

“นิโคลรู้สึกมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าน้องเป็นเด็กออทิสติก ก็เลยไม่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนอะไร”

ด้วยระยะเวลาที่ทั้งสองพี่น้องได้อยู่ร่วมกัน ทำให้ไม่มีอะไรที่นิโคลีนรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับเธอ ภาวะออทิสติกที่น้องเป็นกลายเป็นเรื่องปกติ เธอเข้าใจข้อจำกัด การแสดงออกและความต้องการของน้องเป็นอย่างดี อย่างไรก็ดีเธอยังพบว่าสังคมมีความเข้าใจเกี่ยวกับออทิสติกไม่มากนักและเมื่อครอบครัวใดมีลูกเป็นออทิสติกก็มักจะเกิดความกังวลอย่างมาก เธอจึงต้องการอธิบายว่าออทิสติกเปรียบเสมือนสเปกตรัมที่กว้าง มีตั้งแต่ออทิตติกแบบ High function ไปจนถึง Low Function และแน่นอนว่าการเป็นออทิสติกมาพร้อมกับข้อจำกัดบางอย่าง ที่จำกัดให้ไม่สามารถทบางอย่างได้ พวกเขาอาจะเผชิญความยากลำบากอยู่บ้างในการเข้ามหาวิทยาลัย หรืออาจติดระเบียบข้อบังคับเรื่องการขับรถในอเมริกา

“น้องชายนิโคลใช้ชีวิตได้สบายมาก เขาค่อนข้างฉลาด เรียนได้เกรด A เป็นคนชอบเล่นเกม ในขณะที่นิโคลก็เป็นคนช่วยแนะนำ เชฟรูปร่างของสิ่งที่เขาชอบทำไปสู่สิ่งที่อยากจะเป็น ช่วยค้นหาว่าเขาอยากทำอะไร อยากจะเป็นเกมดีไซเนอร์ไหม แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสว่าเขาต้องทำอะไร โชคดีที่ครอบครัวของนิโคลมองว่าทำอะไรก็ได้ที่มีความสุข “

สิ่งที่คนมักเข้าใจผิด

“คนเป็นออทิสติกนั้นก้าวร้าว”

ทัศนคติเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยังเกิดขึ้นสังคม เช่นเดียวกับที่นิโคลีนเล่าให้ฟังว่า ความเข้าใจว่าคนเป็นออทิสติกจะต้องก้าวร้าวรุนแรงนั้นยังมีอยู่ในสังคม ที่ผ่านมาคนในสังคมยังมองว่า คนที่เป็นออทิสติกค่อนข้างก้าวร้าว มีอารมณ์รุนแรง อย่างไรกเธอกล่าวว่าไม่ใช่ทุกเคสที่จะมีภาวะก้าวร้าว คนในสังคมจึงไม่ควรเหมารวมภาพจำเหล่านั้นและแสดงออกด้วยการกระทำที่ทำให้คนเป็นออทิสติกหรือครอบครัวรู้สึกแย่ เช่น เมื่อพ่อแม่เห็นเด็กออทิสติกก็กลัวและดึงลูกตัวเองออกห่าง ไม่อยากให้ไปเจอกับเด็กออทิสติกหรือกลัวลูกตัวเองถูกทำร้าย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่นิโคลีนอยากจะสื่อสารให้สังคมได้เข้าใจว่า ความกลัวสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ต้องรู้จักที่จะก้าวข้ามความกลัวด้วยการศึกษาให้รู้จักเพราะหากเข้าใจว่าออทิสติกคืออะไร ความกลัวแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

หลังจากนิโคลีนเข้าร่วมประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 เธอได้เข้าสู่แวดวงของกลุ่มออทิสติกในประเทศไทย ได้เห็นการทำงานศิลปะโดยคนที่เป็นออทิสติก ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เธอย่างมาก

“เขามีอะไรที่คนอื่นไม่มี อย่างความครีเอทีฟ พวกเขาเปลี่ยนสิ่งที่มองเห็นเป็นงานศิลปะในแบบฉบับของตัวเอง จุดนี้เป็นจุดเรามองว่าเป็นแรงบันดาลใจได้และน่าจะเป็นจุดขายของการทำงานในอนาคตได้”

อย่างไรก็ดี นิโคลีนมองว่าสิ่งที่ยังขาดสำหรับเด็กออทิสติกคือเรื่องการศึกษาและการยอมรับจากคนในครอบครัว ทุกวันนี้เธอยังเห็นว่าครอบครัวที่มีลูกเป็นเด็กออทิสติกยังไม่ยอมรับภาวะที่ลูกตัวเองมี การไม่ยอมรับนี้ทำให้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น เด็กบางคนควรได้รับการฝึกพูดให้ชัดหรือการสบตาคนเมื่อพูดคุย แต่เมื่อครอบครัวไม่ยอมรับในปัญหาพวกเขาก็ไม่ส่งเด็กเข้าฝึก จนอาจทำให้เวลาล่วงเลยไปจนฝึกไม่ได้หรืออาจไม่ได้ประสิทธิภาพเท่ากับฝึกตั้งแต่เด็กๆ  นอกจากนี้ในเรื่องการศึกษาเธอคิดว่าในสังคมยังให้ความสำคัญค่อนข้างน้อย แต่ก็เห็นการพัฒนามากขึ้นกว่า 5-6 ปีที่แล้ว สังคมเริ่มเปิดและยอมรับคนพิการไม่ว่าจะเป็นเด็กออทิสติก คนตาบอด คนหูหนวกหรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศ แม้ตอนนี้ยังไม่สามารถยอมรับได้ทั้ง 100% แต่ตัวเธอก็มองว่าต้องค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ ถ้าเราให้เขาถูกยอมรับในห้องเรียนได้จะเปรียบเสมือนกระดุมเม็ดแรกที่กลัดให้เขาเข้ามาอยู่ในสังคมที่ไม่ใช่สังคมครอบครัว ไม่แบ่งแยกคนออกจากกัน แม้จะมีบางมุมที่เขาไม่ปกติแต่ว่าไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ของเขาที่ไม่ปกติ จึงไม่ควรเอาคำว่าออทิสติกมาแปะในทุกๆ ด้านของชีวิต และที่สำคัญนิโคลีนย้ำว่า อยากให้มองคนที่เป็นออทิสติกอย่างเป็นมนุษย์ ที่เป็นใครสักคนในสังคมเช่นเดียวกัน

ท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญที่นิโคลีนพูดถึงคือความคาดหวังที่ครอบครัวมีเพราะเมื่อแต่ละครอบครัวมีลูก พวกเขาก็ย่อมหวังให้สมาชิกครอบครัวสมบูรณ์แข็งแรง แต่พอลูกมีความพิการความตึงเครียดก็เกิดขึ้นเพราะเราไม่เพียงหวังกับลูกในวันนี้ แต่เราคาดหวังว่าอนาคตเขาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเช่นกัน ฉะนั้นเมื่อมีความพิการแล้วครอบครัวไม่สามารถคาดหวังถึงอนาคตได้ จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก แต่การมีน้องชายกลับไม่ใช่เรื่องที่นิโคลีนผิดหวังเลยเพราะสำหรับเธอแล้ว น้องชายเปรียบเสมือนส่วนที่ช่วยเติมเต็มชีวิตของเธอตั้งแต่เขาเกิดมาเลยทีเดียว

Culture & Artสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศนิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018ออทิสติกคนพิการ
Categories: ThisAble

Pages