ThisAble

Subscribe to ThisAble feed
Updated: 29 นาที 19 วินาที ago

“เป็นคนพิการอย่าหมกมุ่นสิ! ไม่มีความรู้สึกแล้วจะมีเซ็กส์ไปทำไม?”

Thu, 2022-02-17 12:47

“เป็นคนพิการอย่าหมกมุ่นสิ! ไม่มีความรู้สึกแล้วจะมีเซ็กส์ไปทำไม?”

เป็นถ้อยคำที่ฟังแล้วสะท้อนถึงการตัดสินปนสงสัย ที่มีต่อคนพิการบาดเจ็บไขสันหลังในเรื่องเซ็กส์ของพวกเขา เมื่อหลายคนอาจมองว่า ร่างกายขยับไม่ได้ ไม่รู้สึกร้อน เย็น และเสียวซ่าน แล้วยังจะมีเซ็กส์กันไปทำไม?

วันนี้ บี เพื่อนคนพิการบาดเจ็บไขสันหลังจะมาบอกเล่า ประสบการณ์เซ็กส์ของคนพิการบาดเจ็บไขสันหลัง ให้คลายสงสัย เพื่อให้คนเข้าใจว่าคนพิการและเซ็กส์ไม่ได้เท่ากับหมกมุ่นเสมอไป หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ และไม่ว่าคุณจะพิการหรือไม่พิการ ทุกคนล้วนมีความต้องการในเรื่องเพศ และเซ็กส์ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่ต้องถูกปกปิดและกดทับไว้ไม่ให้พูดถึง 

รู้จักบีและความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

บี : เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ช่วงปิดเทอมปีสองผมกลับบ้านที่จังหวัดเลย เย็นวันหนึ่งหลังจากเล่นบาสเกตบอลกับเพื่อนเสร็จผมขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านและบอกเพื่อนว่าจะแยกไปเอาของแล้วก็จะกลับมารับไปส่งที่บ้าน แต่หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้แล้ว ลืมตามาอีกทีที่โรงพยาบาล ตอนนั้นเห็นขายังอยู่ครบ แม้มีสายระโยงระยางเต็มตัว แต่ทำไมไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลย จนน้องสาวเอากระจกมาให้ดูเลย เห็นว่าหน้าครึ่งหนึ่งมีเลือดอาบ  น้องเล่าให้ฟังว่า ผมเกิดอุบัติเหตุชนประสานงานกับรถกะบะ ตอนนั้นมีคนขับรถผ่านมา เห็นผมนอนจองกองเลือดอยู่ หยุดหายใจไปแล้ว ด้วยความหวังดีจึงรีบยกผมพาดบ่าเพื่อขึ้นรถตุ๊กๆ ของเขาที่จอดอยู่ ไปส่งโรงพยายาบาล แต่การช่วยเหลือนั้นไม่ถูกวิธีเลยทำให้กระดูกไขสันหลัง ข้อที่ T4 และ T5 ชอกช้ำเคลื่อนทับเส้นประสาท  ขาด 

เรียนรู้ ยอมรับ ปรับตัว 

หลังจากออกจากโรงพยาบาลผมก็มีความรู้สึกของร่างกายไม่เท่ากัน ด้านหน้ารู้สึกช่วงเหนือราวนมขึ้นไป ส่วนใต้ราวนมลงมาไม่รู้สึกเลย ด้านหลังรู้สึกถึงช่วงกลางหลัง แม้ร่างกายเปลี่ยนไปแต่ลุงก็เตือนสติว่า ผมมีสิ่งที่ดีอยู่ในตัว ควรเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสโดยใช้พรสรรค์เรื่องการวาดรูปที่ได้เรียนมา หลังจากนั้นผมเริ่มเขียนรูปจากความทรงจำตอนไปภูกะดึงและภูหลวง หลังจากแสดงรูปที่หอศิลป์เจ้าฟ้าก็ขายงานได้ ช่วงนั้นผมพยายามฝึกช่วยเหลือตัวเอง ทั้งฝึกสวนฉี่ ถ่ายหนัก อาบน้ำ แต่งตัว ขึ้นลงรถวีลแชร์ เข็นรถวีลแชร์เอง ขอคำแนะจากนักกายภาพ หมอ เพื่อมาฝึกต่อเองเพราะอยากช่วยเหลือตัวเองได้ชำนาญ ด้วยความที่ผมอยู่กับที่ไม่เป็น พออยู่บ้านนานๆ ก็รู้สึกเบื่อจึงดรอปเรียนไว้แล้ว มาเช่าบ้านใกล้ๆ ลุงที่จังหวัดนครปฐม

เรียนรู้เซ็กส์บนความเปลี่ยนแปลง

แม้ก่อนพิการผมเคยมีเซ็กส์ แต่พอพิการแรกๆ ก็สงสัยเหมือนกันว่า บาดเจ็บไขสันหลังจนร่างกายไม่รู้สึกและขยับไม่ได้ แล้วอวัยวะเพศจะแข็งตัวหรือเปล่า จะมีเซ็กส์ได้ไหม จึงใช้มือลองจับกระตุ้นก็พบว่าแข็งตัวได้ ยังมีความรู้สึกอยู่บ้าง จากนั้นผมก็ทดลองช่วยตัวเอง ลองไปเรื่อยๆ ดูว่าต้องกระตุ้นยังไงให้ตื่นตัว สังเกตว่าแข็งตัวได้นานไหม ทำยังไงถึงจะถึงจุดสุดยอดได้  หลังจากพิการประมาณ 1 ปี จากนั้นผมก็เริ่มกลับมาหลั่งน้ำอสุจิได้ และไม่ได้ต่างจากตอนก่อนพิการ อย่างไรก็ดี คนบาดเจ็บไขสันหลังแต่ละคนอาจรู้สึกไม่เหมือนกัน และใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บ 

คนมักสงสัยว่า พิการแล้วมีเซ็กส์ไปทำไม

ผมมองว่าเซ็กส์ไม่ได้ตอบสนองความต้องการหรือความใคร่เท่านั้นแต่เซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติของคนทุกคน ต่อให้พิการหรือไม่พิการ หลายๆ คนมีความรัก มีความต้องการ ผมยังหนุ่มก็อยากมีแฟน อยากมีครอบครัว อยากมีลูก จึงมองว่า เซ็กส์เป็นองค์ประกอบหนึ่งของของความรักในชีวิตคู่เช่นเดียวกัน

ประสบการณ์เซ็กส์เมื่อมีความพิการ

เซ็กส์ครั้งแรกหลังจากพิการเกิดขึ้นกับแฟนที่ไม่พิการ ก่อนมีเซ็กส์กัน ผมกับแฟนจะเปิดใจคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องนิสัยส่วนตัว ความชอบในเรื่องต่างๆ รวมทั้ง เรื่องเซ็กส์ด้วย โดยเฉพาะข้อจำกัดที่ผมมี  เช่น แฟนต้องขึ้นด้านบนนะ จังหวะใช้จังหวะแบบไหน อาจเสร็จยากรับได้ไหม นอกจากนี้ต้องเรียนรู้ความชอบของแต่ละคน อย่างบางคนชอบจูบ ชอบเล้าโลม ชอบออรัลเซ็กส์ที่หน้าอก ส่วนบางคนชอบออรัลเซ็กส์ที่คลิตอริส เมื่อรู้ความชอบของกันและกันแล้วก็สามารถทำตามความต้องการได้

การพูดเรื่องเพศไม่ได้ทะลึ่งหรือลามก แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกันการทำให้คู่ของเรามีความสุขเรื่องเซ็กส์ได้อาจช่วยทำให้ความสัมพันธ์ราบรื่นขึ้นด้วย

ก่อนมีเซ็กส์ต้องเตรียมตัวยังไง

ปัญหาหนึ่งของการบาดเจ็บไขสันหลังคือควบคุมฉี่ไม่ได้ ก่อนจะมีเซ็กส์ผมต้องสวนฉี่ออกให้หมดก่อน ไม่อย่างนั้นฉี่อาจจะเล็ดออกมาได้ นอกจากนี้ยังอาจเจอว่าอวัยวะเพศแข็งตัวได้ไม่นาน อาจต้องก็กินยาประเภทไวอากร้าภายใต้คำแนะนำของแพทย์เรื่องปริมาณยาที่เหมาะสมกับตัวเรา 

ทัศนคติของสังคมต่อเรื่องเซ็กส์ของคนพิการ

เคยได้ยินเพื่อนหลายคนพูดว่า พิการแล้วทำไมยังหมกมุ่นเรื่องเซ็กส์ ผมคิดว่าคนพิการไม่ได้หมกมุ่นเรื่องเพศ สังคมนั่นแหละที่ขาดความรู้และเอาสิ่งที่ตัวเองไม่รู้มาปิดกั้นผ่านการตัดสินตีค่าด้านลบ ในต่างประเทศมองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ มีสื่อ และหนังหลายเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ของคนพิการ จนคนก็เรียนรู้และมองว่าเป็นเรื่องปกติ สังคมบ้านเราจำกัดความว่าเซ็กส์ไม่จำเป็น สำหรับคนพิการ ถ้าพิการแล้วก็อย่ามีเลย เรื่องนี้หากมองแบบไทยๆ ก็มีสถานะค่อนข้างแย่อยู่แล้ว พอบวกกับมายาคติเรื่องความพิการที่ถูกสร้างผ่านสื่อ ที่นำเสนอว่าคนพิการน่าสงสาร ต้องรอเงินบริจาค ยิ่งทำให้คนมองเรื่องเพศและคนพิการไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ 

ความเข้าใจเรื่องเพศและความพิการควรสร้างสรรค์อย่างไร 

เราต้องมีภาพจำเหล่านี้ในสื่อ อาจเป็นละครที่เจาะลึกเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ อาจทำเป็นซีรีย์ ท่ีชวนทบทวนคำจำกัดความประเพณีความดีงามของสังคมใหม่ การพูดคุยกันเรื่องเซ็กส์ควรเป็นเรื่องธรรมดา ตั้งแต่ระดับครอบครัว และสังคมเพราะปัจจุบันบางครอบครัวยังรับไม่ได้เลย บ้างก็มองว่าไม่สามารถยอมรับได้หากลูกตัวเองมีแฟนเป็นคนพิการ เรื่องเซ็กส์เป็นสิ่งที่ต้องพูดคุยได้ สื่อต้องเลิกทำให้คนพิการดูอ่อนแอ ไม่เอาความพิการมาล้อเลียนกันผ่านรายการตลก และควรสร้างสรรค์เนื้อหาประเด็นคนพิการที่ต่างออกไป 

สิ่งที่อยากฝากถึงเพื่อนที่บาดเจ็บไขสันหลัง

ผมอยากให้คุณลองทำอะไรใหม่ๆ ในสิ่งที่ไม่เคยทำบ้าง ทุกอย่างต้องเริ่มจากตัวเอง กล้าที่จะบอกว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ข้อจำกัดและความต้องการคืออะไร ตอนนั้นคุณจะสามารถหาคนที่มีเคมีตรงกัน ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและเซ็กส์ เซ็กส์ไม่จำเป็นต้องสอดใส่ การให้ความอบอุ่นผ่านการกอด การสัมผัสกัน การเล้าโลมกัน สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นความสุขในชีวิตได้เช่นกัน 

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสุขภาพเพศเซ็กส์คนพิการบาดเจ็บไขสันหลังราษฎรพิการ
Categories: ThisAble

‘เพราะทุกคนมีความพิการอยู่ในตัว ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง’ : ดร.ทวี เชื้อสุวรรณทวี

Fri, 2022-02-11 17:42

‘ความแตกต่าง’  ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะหรือสมรรถภาพทางร่างกาย กลายเป็นเส้นขีดแยกคนพิการออกจากความเป็นคนที่มีความสามารถทัดเทียมกับคนอื่น แล้วความพิการทำให้คนด้อยกว่าจริงหรือ เส้นแบ่งของความพิการและไม่พิการคืออะไรหากความเจ็บป่วยหลายอย่างสามารถทำให้ร่างกายทำงานไม่ปกติได้เช่นกัน 

ที่ผ่านมาคงได้ยินคำพูดที่ว่า ความพิการเป็นเรื่องของทุกคนกันมาบ้าง แต่ความพิการจะเป็นเรื่องของทุกคนได้อย่างไรเมื่อถูกแบ่งแยกด้วยคำว่า ปกติ - ผิดปกติ หรือสมบูรณ์ - ไม่สมบูรณ์ ผ่านทัศนคติของคนในสังคม Thisable.me จึงชวนรองศาสตราจารย์ ดร.ทวี เชื้อสุวรรณทวี อาจารย์ภาควิชาฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อมองอีกมุมหนึ่งว่า ทำไมทุกคนสามารถเป็นคนพิการได้ และคำพูดที่ว่า ‘ความพิการเป็นเรื่องของทุกคน’ ไม่ได้ไกลจากความเป็นจริงเลย

ความพิการเป็นเรื่องของทุกคนเชิงสังคม  

ดร.ทวี : แม้ความพิการเป็นของคนทุกคน แต่การทำให้คนเข้าใจเรื่องนี้ ต้องใช้เวลาและวิธีการที่แยบยลพอสมควร ก่อนอื่นเลยคนต้องรู้ความหมายของคำว่าพิการ ผมมองความพิการคือความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจจนทำให้เกิดข้อจำกัดในการดำเนินชีวิต ซึ่งอาจเป็นความพิการแบบชั่วคราวหรือถาวร ในช่วงชีวิตหนึ่งทุกคนมีความพิการอยู่แล้ว เช่น ไปฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วนอนซม ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนก่อน จะลุกขึ้นไปห้องน้ำก็เดินไม่ไหว คนอาจจะไม่ได้นึกว่า กำลังพิการแบบชั่วคราว อย่างไรก็ดี คนมักเข้าใจว่าพิการต้องถาวร มองเห็นความบกพร่องได้ชัดเจน เช่น ไม่มีแขน ไม่มีขา ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน แต่แท้จริงแล้วเมื่อสังคมกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งเห็นชัดว่าความพิการเป็นเรื่องของทุกคน อายุที่มากขึ้นทำให้ร่างกายไม่คล่องแคล่วเหมือนสมัยหนุ่มสาวและก่อให้เกิดข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตในที่สุด 

คนมักยอมรับว่าเป็นผู้สูงอายุมากกว่าเป็นคนพิการ หลายคนเดินไม่ได้แต่ไม่ยอมนั่งวีลแชร์ หรือใช้ไม้เท้าเพราะกลัวเสียภาพลักษณ์และตัวตน ไม่อยากถูกเรียกว่าคนพิการ ฉะนั้นคุณค่าการนิยามความพิการที่ต้องถาวรควรเปลี่ยนไป 


ความพิการเป็นเรื่องของทุกคนในเชิงเศรษฐกิจ 

ประเด็นนี้คนไม่ค่อยนึกถึงเท่าไหร่ แต่ก่อนเบี้ยคนพิการเดือนละ 800 บาท ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,000 บาท (หากมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) แสดงว่าปีหนึ่งรัฐต้องจ่ายเงินให้คนพิการเป็นเงินจำนวน 12,000 บาท ฉะนั้นคนพิการที่จดทะเบียน 2 ล้านกว่าคน ก็เป็นเงินกว่า 2,400 ล้านบาท ยังไม่รวมเงินอุดหนุนให้กับคนพิการที่ไม่จดทะเบียนและสวัสดิการอื่นๆ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้คำนวณเรื่องนี้สักเท่าไหร่ หากเรามีประชากรคนพิการเยอะ รัฐบาลก็ยิ่งมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ผ่านการใช้เงินภาษีของประชาชน เรื่องเหล่านี้เป็นค่านิยมสากลที่รัฐต้องพึงดูแลและจัดสรรให้กับกลุ่มเปราะบางของประเทศ  หากประเทศไหนไม่จัดสรรก็จะถูกร้องเรียนและถูกต่อต้าน ฉะนั้นความพิการจึงเป็นเรื่องของทุกคนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม 

เบี้ยคนพิการแต่ละประเทศนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับงบประมาณของรัฐ ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียเก็บเงินภาษี 60-70 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งเปลี่ยนเป็นสวัสดิการที่รัฐจัดสรรให้ แต่เราเอามาตรการนี้มาใช้กับประเทศไทยไม่ได้ เพราะรากเหง้าของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ถึงอย่างไรก็ตามประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียก็ยังมีปัญหาเพราะเมื่อสวัสดิการดี คนบางกลุ่มก็ไม่ทำงาน ชนชั้นกลางจึงออกมาเคลื่อนไหว บางคนเรียนจบก็เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศแทน  

เราต้องยอมรับว่า ถ้ามีประชากรคนพิการเยอะ ก็มีค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องใช้มากหรือเรียกได้ว่ามีภาระการเงินที่มากขึ้นหากสมาชิกในครอบครัวเป็นคนพิการหนึ่ง จะอาจบอกว่าไม่ใช่คนพิการคนเดียวที่เป็นภาระ แต่พ่อหรือแม่ที่ต้องเสียเวลามาดูแลลูกก็กลายเป็นคนที่ไม่สามารถสร้างผลผลิตได้ (Non - Productive Citizen) ในมุมมองระบบทุนนิยม แต่เราห้ามความพิการไม่ได้ ดังนั้นเมื่อพิการแล้วก็ต้องพยายามพัฒนาให้คนพิการมีศักยภาพที่จะหาเงินและดูแลตัวเองโดยพึ่งพาคนอื่นน้อยที่สุด เช่น มีกระบวนการช่วยเหลือ และมีการสร้างอาชีพ การอาชีพของคนพิการก็ยังมีอุปสรรคคือ
หนึ่ง คนพิการไม่มีทักษะทางอาชีพ เพราะไม่ได้เรียนหนังสือ ปัจจุบันคนไม่พิการเรียนจบปริญญาตรีหรือปริญญาโทก็ยังหางานยาก คนพิการที่ไม่ได้มีการศึกษา ทัั้งที่มีสิทธิเรียนฟรี ก็ยิ่งเข้าไม่ถึงอาชีพ 
สอง คนพิการไม่มีทักษะทางสังคม คนพิการจำนวนมากไม่เคยทำงานเลย หากต้องออกไปทำงาน เจอนายจ้าง เพื่อนร่วมงานก็ปรับตัวยาก  ทักษะทางสังคมเหล่านี้ต้องได้รับการขัดเกลาอย่างต่อเนื่อง 
สาม การคมนาคมที่ไม่เอื้อต่อการเดินทางทำให้คนพิการมีส่วนร่วมกับสังคมได้ยากกว่าคนอื่น 
สี่ เจตคติของสังคมที่มีต่อคนพิการ แม้คนพิการบางคนไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทาง มีความรู้ความสามารถ แต่ก็ไม่ได้รับการต้อนรับจากนายจ้าง เพื่อนร่วมงาน มองอย่างเหมารวมว่าคนพิการเป็นภาระ ทำงานไม่ได้ ยุ่งยาก จึงเลือกปฎิเสธทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนพิการคนนั้นทำอะไรได้บ้าง   

งานวิจัยในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาสะท้อนให้เห็นว่า ในบางประเภทความพิการรัฐต้องจัดงบประมาณสนับสนุนดูแลตลอดช่วงชีวิตในด้านการศึกษาพิเศษ ผู้ปกครองเสียรายได้ไปกับการดูแลคนพิการ การดำรงชีวิตประจำวันและการปรับสิ่งอำนวยความสะดวกถึง 2.2 - 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 66  – 72  ล้านบาทต่อคนหรือมากกว่าคนทั่วไปกว่า 1 เท่าตัว  ในทางกลับกัน หากพัฒนาส่งเสริมคนพิการให้พึ่งตัวเองได้ ทำงานได้ เป็นประชากรที่แอคทีฟหรือสร้างผลผลิตได้ก็จะลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งเพิ่ม GDP ของประเทศได้ และยังสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง ทำให้รู้สึกมีคุณค่าซึ่งจะเพิ่มความเป็นมนุษย์ จากที่เคยเป็นแต่ผู้รับ  


‘ความเท่าเทียม’ ไม่ใช่คำตอบเดียวของการเรียกร้องสิทธิคนพิการให้เท่ากันทุกคน

ถ้าเราพูดว่า เราจะทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันก็เป็นเรื่องที่ดี ถ้าคำพูดนี้เป็นจริง การเลือกปฏิบัติก็จะไม่เกิดกับคนพิการ ทุกคนจะเท่าเทียมกัน (Equality) แต่ในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้เพราะว่า สังคมคุ้นชินกับคำว่าส่วนใหญ่ อะไรที่คนไม่ค่อยรู้จักเลยถูกมองว่าแปลกแยกผ่านกฎธรรมชาติหรือบรรทัดฐาน (Norm) ของมนุษย์ที่หล่อหลอมมา จนกลายเป็นการคิดแบบเหมารวม (Stereotype Thinking) จนทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การตีตรา หลักความเท่าเทียมจึงอาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการจำเป็นที่แท้จริงของแต่ละคนได้

อีกหนึ่งหลักที่ช่วยให้คนทุกคนอยู่ร่วมกันได้ก็คือหลักความเสมอภาค (Equity) หลักนี้เน้นย้ำเรื่องความหลากหลาย มองคนอย่างปัจเจกผ่านลักษณะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น เพศสภาพ สีผิว ความสูง-ความเตี้ย รวมถึงความพิการอันทำให้เกิดความเสียเปรียบทางสังคม จนต้องได้รับการช่วยเหลือที่แตกต่างกัน  หากมีคนในสังคมเกิดคำถามว่าทำไมต้องใช้ภาษีกับคนพิการ ทำไมต้องสร้างลิฟต์ขึ้นรถไฟฟ้า ก็คงต้องตอบด้วยหลักความเสมอภาคผ่านการเข้าใจความต่างที่ส่งผลให้เขาเสียเปรียบคนอื่นในสังคม   

หากใช้หลักการพึ่งพาอาศัยกัน หรือการได้ผลประโยชน์ร่วมกัน (Reciprocity) ที่คนส่วนใหญ่มักยกเรื่องผีเสื้อกับดอกไม้มาเป็นตัวอย่าง ผีเสื้อได้น้ำหวานจากดอกไม้ ส่วนดอกไม้ก็ได้ผีเสื้อช่วยผสมเกสรและขยายพันธุ์ ในกรณีคนพิการ สังคมและรัฐก็ต้องจัดสรรงบประมาณส่งเสริมพัฒนาคนพิการมากกว่าคนทั่วไป เมื่อคนพิการพึงตนเองได้แล้ว ก็สร้างประโยชน์และกลายเป็นคนที่สามารถสร้างผลผลิตช่วยเหลือเพื่อนคนพิการ สังคมและประเทศต่อไป ดังนั้นคุณภาพชีวิตที่ดีของคนพิการจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยทั้งหลักความเท่าเทียม ความเสมอภาค และการพึ่งพาอาศัยกัน จึงจะเป็นยุติธรรมสังคมที่แท้จริง 


เปลี่ยนภาพประสบการณ์การรับรู้เกี่ยวกับคนพิการเสียใหม่

บางคนเกิดในสมาชิกครอบครัวคนไม่พิการ คนรอบข้างก็ไม่ได้เป็นคนพิการ พอเห็นคนพิการก็ไม่รู้ควรทำตัวอย่างไร หรือถ้ารู้จักกับความพิการก็มองว่าเป็นเรื่องของคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของเรา คิดว่าความพิการเป็นเรื่องของความเจ็บป่วยทางร่างกาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นรากเหง้าของแนวคิดทางการแพทย์ (Medical Model) ที่จะดูแลความบกพร่องทางร่างกาย (Physical Impairment) เท่านั้น เช่น คนขาขาดก็หาขามาเติม คนมองไม่เห็นก็พยายามให้มองเห็น คนหูไม่ดีก็พยายามให้ใส่เครื่องช่วยฟัง แต่ในปัจจุบันปัญหาความพิการไม่ได้อยู่กับความบกพร่องทางร่ายกายเพียงอย่างเดียว แต่มีนัยยะเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น คนพิการที่อาศัยอยู่สหรัฐอเมริกาไปหาหมอ สามารถนั่งวีลแชร์ไปขึ้นรถเมล์ด้วยตัวเอง โดยมีรถเมล์ชานต่ำปูทางลาดเพื่อรับ-ส่งคนพิการ คนพิการบ้านเราจะไปหาหมอ ต้องมีสมาชิกในครอบครัวคนใดคนหนึ่งลางานเพื่อพาไป เพราะไม่สามารถเดินทางเองได้ ดังนั้นสภาพแวดล้อมที่สหรัฐอเมริกาเอื้อต่อการดํารงชีวิตอิสระของคนพิการ (Independent Living) ส่งผลให้ให้ความพิการน้อยลง นัยยะความพิการบ้านเขากับบ้านเราจึงต่างกัน ดังนั้นรัฐบาล สังคม สื่อ และคนพิการต้องช่วยกันสร้างภาพประสบการณ์ใหม่เกี่ยวกับคนพิการ ผลักดันให้เกิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) ให้คนพิการช่วยเหลือตัวเอง และทำหน้าที่เป็นพลเมือง เพราะความพิการเกิดขึ้นกับเราได้ทุกเมื่อ และสักวันหนึ่งเราอาจจะต้องใช้ประโยชน์จากสวัสดิการต่างๆ ก็ได้

ผลิกประเด็นเชิงสงเคราะห์ให้เป็นการสร้างมุมมองว่า ความพิการเป็นเรื่องของทุกคน 

อย่าคิดว่าการสงเคราะห์เป็นอุปสรรค ผมมองว่าการสงเคราะห์เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เชื่อมให้คนทั่วไปมาปฏิสัมพันธ์กับคนพิการ แต่ว่าเราต้องเปลี่ยนรูปแบบ เช่น ถ้าคนทั่วไปอยากมาช่วยเหลือ ผู้รับบริจาคหรือคนพิการต้องสื่อสารว่าการให้มีอะไรมากกว่าการขอพรว่า อย่าเป็นคนพิการหรือขอให้เกิดมามีอวัยวะครบ 32 ประการ ดังนั้นผมไม่รังเกียจและปฏิเสธเรื่องสงเคราะห์ แต่ความท้าทายคือ การทำให้เขาเห็นว่า การพัฒนาคนพิการมีมากกว่าการสงเคราะห์เพื่อเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับคนพิการของสังคมให้หลากหลายมากขึ้น

 

Socialสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนคนพิการความพิการความแตกต่างพิการชั่วคราวพิการถาวรความพิการเป็นเรื่องของทุกคน
Categories: ThisAble

มงจงลง! มองความหลากหลายบนเวทีนางงามผ่าน 10 ผู้เข้าประกวดคนพิการ

Thu, 2022-02-10 13:14

ที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างจัดเวทีการประกวดความงามและเราคงได้เห็นมาตรฐานความงามจากนางงามบนเวทีต่างๆ ผ่านตามาบ้าง เมื่อคำว่า “นางงาม” ถูกกำหนดกรอบผ่านมุมมองของเวทีการประกวด จึงไม่แปลกที่ในทัศนะของคนทั่วไปแล้ว นางงามคือผู้หญิงที่สวย สง่า สูงยาวเข่าดี เพียบพร้อมทั้งหน้าตา ร่างกาย จิตใจและทัศนคติ แต่จะมีซักกี่คนที่คิดถึงการมีภาพแทนของคนพิการบนเวทีนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนพิการต้องการจะทำลายบรรทัดฐานที่คนทั่วไป และร่วมประกวดในเวทีนางงามทั่วไป

 ThisAble.Me จึงชวนทุกคนรู้จักนางงามพิการที่มีความฝันไม่ต่างกับหญิงสาวหลายคน และต้องการจะทำลายขนบความสวยบนค่านิยมเดิมๆ ประสบการณ์การการประกวดบนเวทีนางงามของพวกเธอเป็นอย่างไร อะไรคือสิ่งที่พวกเธอต้องการเปลี่ยนแปลงในฐานะนางงาม  เรามาความรู้จักพวกเธอกันเลย

1.Abbey Curran - Miss Iowa 2008 ที่เข้าร่วม  Miss USA 2008

Abbey Curran หญิงพิการคนแรกในประวัติศาสตร์เวทีนางงามของสหรัฐอเมริกา อดีต Miss Iowa 2008 และผู้เข้าร่วมประกวด Miss USA 2008 เธอเกิดมาพร้อมกับภาวะซีรีบรัล เพาร์ซี (Cerebral Palsy) หรือภาวะสมองพิการแบบไม่รุนแรงที่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่อายุ 2 ขวบซึ่งทำให้สมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวได้รับความเสียหาย หรือมีพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์ ส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อ การทรงตัว และการเคลื่อนไหวร่างกายไปตลอดชีวิต ช่วงชีวิตวัยรุ่นหลังของ Abbey เธอต้องเอาชนะตัวเองและเริ่มหัดเดินจนได้รู้จักการประกวดนางงามและเริ่มตั้งคำถามว่า “แล้วคนแบบเธอที่มีความพิการจะประกวดได้มั้ย” กระทั่งเธออายุ 26 ปี จึงตัดสินใจเข้าร่วมการประกวด Miss Iowa 2008 ที่ถือว่าเป็นความฝันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ขณะที่ Abbey ตัดสินใจว่า "ฉันจะพยายาม" แต่เมื่อผู้คนได้ยินเป้าหมายของเธอ พวกเขาก็ต่างหัวเราะแล้วบอกว่า คนอย่างเธอคงจะทำไม่ได้

สุดท้าย ผลลัพธ์ที่ออกมาก็เซอร์ไพรส์ทุกคน รวมทั้งตัวของ Abbey เอง เมื่อเธอได้รับชัยชนะในการประกวด Miss Iowa ปี 2008 และด้วยชัยชนะดังกล่าว เธอจึงกลายเป็นผู้เข้าประกวดที่มีความพิการคนแรกในเวที Miss USA ในปีนั้นอีกด้วย และได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่คนพิการเรื่องความมั่นใจในตัวเอง

ก่อนที่ Abbey จะเข้าร่วมประกวดเวทีนางงาม เธอก็ได้ตั้งเวที “Miss You Can Do It” ในปี 2004 ซึ่งเป็นเวทีการประกวดนางงามสำหรับคนพิการ อายุ 4-28 ปี เเพราะเธอมองว่าการประกวดนางงามจะช่วยสร้างเสริมความมั่นใจ และบอกกับทุกคนว่าคนพิการก็มีความสวยงามในตัวเองเช่นกัน

“ฉันรู้ว่าฉันสามารถทำทุกอย่างได้ แต่บางครั้งคนอื่นกลับบอกว่าฉันทำไม่ได้ ฉันจึงต้องแสดงให้พวกเขาเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขานั้นคิดผิด” เธอกล่าว

2.Connor Boss - เข้าร่วม Miss Florida USA 2013

หากมองภายนอกแล้วเธอดูเหมือนกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ที่รอกำลังรอลงชื่อประกวด Miss Florida USA 2013 แต่เมื่อถึงคิวที่เธอต้องกรอกใบสมัคร จมูกของเธอก็แตะเกือบชิดใบสมัครเนื่องจากมีปัญหาในการอ่านแบบฟอร์มสมัคร เพราะเป็นคนพิการทางการมองเห็นนั่นเอง

Connor Boss วัย 18 ปี เป็นผู้เข้าแข่งขันที่มีความพิการทางการมองเห็นคนแรกที่เข้าแข่งขัน Miss Florida USA 2013 เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสตาร์การ์ดเมื่ออายุ 8 ปี ซึ่งเป็นโรคตาที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมซึ่งทำให้จอประสาทตา การมองเห็นส่วนกลาง และเรตินาค่อยๆ เสื่อมลงจนการมองเห็นของเธอแย่ลงเรื่อยๆ

แต่การมองไม่เห็นไม่ใช่ปัญหาสำหรับ Connor เมื่อพูดถึงเป้าหมายของเธอในการเป็นนางงาม เธอกลับจริงจังเป็นอย่างมาก เธอเริ่มเข้าร่วมการประกวดเวทีนางงามหลังจากที่เห็นเพื่อนเข้าร่วมการประกวดในเวทีต่างๆ ครั้งแรกเป็นการประกวดเวที Miss  Harvest Queen  เมื่ออายุ 16 ปี ซึ่งเธอได้อันดับหนึ่งหลังจากการประกวดครั้งนั้นเธอสัญญากับตัวเองทันทีว่า จะต้องไปประกวดเวทีนางงามอื่นๆ ต่ออย่างแน่นอน

ใน ปี 2013 เธอเข้าร่วมประกวด Miss Florida USA 2013 ระหว่างการประกวดเธอได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เธอก็ต้องพยายาม พึ่งประสาทสัมผัสอื่นๆ เพื่อนำมาชดเชยสายตาที่เกือบมองไม่เห็น หลายครั้งเธอพลาดชนสิ่งของบ้างหรือสะดุดล้มเพราะมองไม่เห็น แต่ก็ยังมีอารมณ์ขันให้กับความผิดพลาดและเรียนรู้ที่จะไม่ทำพลาดซ้ำอีก

สุดท้ายแม้เธอไม่ชนะการประกวด เธอก็ไม่เสียใจแม้แต่น้อย เพราะยิ่งอายุเยอะขึ้นเท่าไหร่ ความสำคัญของการคว้ามงกุฏยิ่งน้อยลง 

“ฉันมาเพื่อเรียนรู้ ไม่ได้เกี่ยวกับการแพ้ ชนะ หากเรื่องราวของฉันถูกเล่าต่อและสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนๆ หนึ่งได้ ฉันก็รู้สึกว่าชนะแล้ว”

3.Madeline Irwin - เข้าร่วม Miss Washington USA 2017

นักศึกษามหาวิทยาลัยอายุ 22 ปี Madeline Irwin เธอเกิดมาพร้อมกับโรคข้อยึดติด (Arthrogryposis Multiplex Congenita) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า AMC ซึ่งเป็นภาวะที่ทารกมีข้อมือ ข้อเท้า และข้อต่อต่างๆ ในร่างกายงอค้าง หรือเหยียดค้างแข็ง ไม่สามารถดัดให้กลับมาเป็นปกติได้ จนทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวมือและเท้าได้ เช่นเดียวกับ Madeline เธอไม่สามารถเหยียดแขน มือ นิ้วและขาข้างหนึ่งได้เต็มที่ และมีอาการกระดูกสันหลังคดรุนแรง เธอจึงหวังว่าจะใช้เวที Miss Washington USA 2017 เป็นกระบอกเสียงและยืนหยัดเพื่อช่วยเหลือคนพิการคนอื่นๆ 

“ในฐานะคนพิการ ฉันรู้ว่า มันสำคัญที่พวกเขาต้องมีคนสนับสนุน” 

ก่อนที่จะเข้าร่วมประกวด เธอเล่าว่า เธอเผชิญกับความไม่พร้อมด้านจิตใจว่ายังไม่สามารถรักและยอมรับตัวเองได้มากพอ จึงพยายามไตร่ตรองตนเองและพูดคุยกับคนอื่นมากขึ้น จนได้รับความมั่นใจมากพอที่จะแชร์เรื่องราวการเดินทางของเธอเกี่ยวกับการยอมรับและรักในสิ่งที่ตัวเองเป็น อีกสิ่งที่ท้าทายไม่แพ้กันคือความพยายามต่อสู้ทั้งที่ไม่มีต้นแบบคนพิการเช่นเธอบนพื้นที่การประกวด  

“เป็นเรื่องยากจริงๆ ที่จะรู้ว่าในฐานะคนพิการแล้วฉันเป็นใคร และทำอะไรได้บ้างเพราะฉันมองไม่เห็นสิ่งนั้นรอบตัวฉัน” เธอกล่าว เพราะเหตุนี้จึงทำให้เธอตัดสินใจประกวด เพื่อที่ตัวเธอเองจะได้เป็นต้นแบบและสร้างความหวังให้กับคนพิการอีกหลายคนที่ไม่กล้าลองในสิ่งที่ฝัน 

4.Mikayla Holmgren - เข้าร่วม Miss Minnesota USA 2017-2018, เจ้าของรางวัล The Spirit of Miss USA 2017 และ The Director’s Award

ถ้าหากคนทั่วไปคิดว่าคนที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมคงไม่ประกวดเวทีนางงาม คุณก็คิดผิดเพราะ Mikayla Holmgren อายุ 22 ปี กลายเป็นผู้เข้าประกวดคนแรกที่พิสูจน์กับทุกคนว่า คนที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมก็สามารถประกวดได้ และมีความสวยในแบบของตัวเอง ซึ่งย้ำให้เห็นว่า ดาวน์ซินโดรมไม่ได้เป็นอุปสรรคที่ฉุดรั้งการเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ 

Mikayla กลายเป็นผู้หญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกาที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมที่เข้าประกวด Miss Minnesota 2017 และปี 2018 นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมการประกวดนางงามในเวที Miss USA ในปี 2017 เธอหวังว่า จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนที่มีอาการหรือภาวะเดียวกับที่เธอเป็น และเป็นประบอกเสียงเพื่อสร้างการตระหนักรู้ เรื่องภาวะดาวน์ซินโดรมให้คนทั่วไปมากขึ้น 

ท้ายที่สุดถึงแม้เธอจะไม่ได้รับชัยชนะในการประกวด แต่เธอก็สามารถคว้ารางวัล The Spirit of Miss USA 2017 ซึ่งตัดสินโดยกรรมการทางบ้าน จดหมายของเธอถูกส่งมาจากทั้งเพื่อน และครอบครัวเพื่อนในคลาสเรียนเต้นของเธอเล่าว่า เธอมีความพิเศษอยู่ในตัว มีจิตวิญญาณที่เหลือเชื่อและไม่เคยเรียกร้องให้ใครปฏิบัติอย่างพิเศษ และอีกรางวัลที่เธอได้มาก็คือ The Director’s Award เพื่อยกย่องหญิงสาวที่มีความโดดเด่นในการประกวด 

“เราต้องย้ำคนที่มีความต้องการพิเศษหรือกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมว่า ไปข้างหน้าและทำมัน แค่ทำตามความฝันแล้วลงมือทำ” เธอกล่าวกับพิธีกรในรายการ PEOPLE (The TV Show!)  

ปัจจุบัน Mikayla เป็นตัวแทนขององค์กร Best Buddies International ซึ่งเป็นองค์กรจัดหาอาสาสมัครเพื่อสร้างโอกาสให้กับคนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและพัฒนาการ (IDD) โดยอาสาสมัครจะจับคู่กับเพื่อนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและพัฒนาการ และจัดหาเพื่อนหรือที่ปรึกษาเพื่อลดการแยกคนพิการออกจากสังคม และตัวเธอเองก็ยังคงทำตามความฝันอีกอย่างก็คือ การเป็นนางแบบดาวน์ซินโดรมคนแรกของ the Sports Illustrated Swimsuit. 

5.Chiara Bordi - Top 3 Miss Italy 2018

Chiara Bordi หญิงสาวชาวอีตาเลียนที่มีขาเทียมวัย 18 ปี ได้เข้าร่วมการประกวดนางงามในเวที Miss Italy 2018  และสามารถเข้ารอบสามคนสุดท้าย แม้ไม่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ แต่เธอสามารถคว้าใจของผู้ชมและแฟนนางงามหลายๆ คนที่คอยให้กำลังใจ

Chiara สูญเสียขาซ้ายให้กับอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์เมื่อตอนอายุ 12 ปี บาดแผลที่เกิดขึ้นรุนแรงเกินกว่าที่แพทย์จะรักษาได้ เขาจึงตัดสินใจตัดขาของเธอตั้งแต่หัวเข่าลงไป เธอจึงต้องใส่ขาเทียมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ถึงเธอจะสูญเสียขาไป แต่เธอก็ใช้ความโดดเด่นนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงและเพิ่มความหลากหลายในวงการแฟชั่น ผ่านเส้นสายนางแบบตั้งแต่อายุ 15 ปี โดยหวังว่าจะทำให้ผู้คนได้มองเห็นความหลากหลาย และต้องการทำให้เห็นว่า ถึงแม้ชีวิตจะมีเรื่องราวที่แย่ แต่ก็ยังมีด้านดีและความสวยงามให้มองอยู่เสมอ

พออายุ 18 ปีเธอก็เข้าร่วมการประกวดในเวที Miss Italy 2018 เพื่อที่จะขยายและเผยแพร่สิ่งที่เธอคิดให้ดังมากยิ่งขึ้น แต่ในการประกวดก็มีทั้งฝ่ายที่ชื่นชมและวิพากย์วิจารณ์ว่าเธอไม่สมควรที่จะมาประกวดเวทีนี้ แถมยังกล่าวหาว่าใช้ความพิการเพื่อให้คนสงสารและเทคะแนนโหวตให้ 

“ฉันเป็นคนพิการที่สูญเสียขา แต่คุณนั้นเป็นคนที่ไร้หัวใจ” เธอตอบโต้คนที่กล่าวหาเธอและเธอยังกล่าวอีกว่า 'ฉันไม่ได้สนใจว่าจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันนี้หรือไม่ แต่ต้องการแสดงให้โลกได้รับรู้ว่า ชีวิตยังคงมีความสวยงามเสมอ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์เลวร้าย จะทำให้ฉันเหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง”

6.Madeline Delp - เข้าร่วม Miss North Carolina 2019 , Top 10 Miss USA 2020

ใครนิยามกันล่ะว่าถ้าเรานั่งวีลแชร์แล้วจะไม่สามารถประกวดในเวทีนางงามได้ รู้จักกับ Madeline Delp นางงามที่นั่งวีลแชร์คนแรกของสหรัฐอเมริกาในเวที Miss USA ปี 2020 

เมื่อ Madeline Delp อายุเพียง 10 ขวบเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล หลังจากอยู่ในอาการโคม่ามาหลายสัปดาห์ เธอก็ตื่นขึ้นมาและพบว่าเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงไปและจะต้องใช้วีลแชร์ไปตลอดชีวิต ความภาคภูมิใจในตัวเธอนั้นลดลงมาก และทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล ถึงแม้เธอจะกดความรู้สึกมากแค่ไว้แค่ไหนแต่ก็ยังลำบากมากสำหรับเธออยู่ดี

เมื่อเธอโตเป็นวัยรุ่น Madeline ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ปล่อยตัวเองอยู่ภายใต้โรคซึมเศร้าและวิตกกังวลอีกต่อไป เธอเริ่มไล่ตามความฝันสูงสุดในชีวิตได้แก่การเป็นนางงาม ตอนอายุ 20 ปี เธอเริ่มประกวด Miss Wheel Chair North Carolina 2016 และเธอได้รับชัยชนะ หลังจากนั้นจึงยกระดับความท้าทายโดยการเข้าร่วมการประกวด Miss Wheel Chair USA 2017 และชนะอีกครั้ง ความมั่นใจของเธอเพิ่มมากขึ้นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเข้าประกวดในเวทีนางงามทั่วไปคือตอนที่เธอเจอเด็กพิการคนหนึ่งระหว่างเดินสายทำงาน เด็กคนนั้นถามเธอว่า “คนพิการอย่างเราจะมีโอกาสได้เป็น Miss USA บ้างมั้ยคะ?” เธอไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร แต่ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมฉันจะประกวดในเวทีที่มีแต่คนไม่พิการไม่ได้ล่ะ? เธอจึงเริ่มตั้งความฝันว่าจะต้องเป็น Miss USA คนแรกที่นั่งวีลแชร์ เธอจึงเริ่มเข้าประกวด Miss North Carolina 2019 แต่ก็ไม่ได้รับชัยชนะกระทั่งได้ผ่านเข้ารอบบนเวที Miss USA 2020 และเป็นตัวแทนรอบ 10 คนสุดท้ายได้สำเร็จ

“ฉันภูมิใจมากที่สามารถมาไกลเพื่อทำให้ทุกคนเห็นความแข็งแกร่งบนเวที แม้ความพยายามทำให้ฉันผิดหวังก็ตาม” เธอกล่าว "Miss USA พร้อมให้พื้นที่กับนางงามที่นั่งวีลแชร์รึยัง? ฉันเชื่อว่ามันเป็นไปได้นะ... บางทีพวกเขาอาจจะยังไม่ให้พื้นที่กับฉันในปีนี้ แต่ฉันก็หวังว่ากฏเกณฑ์จะพังทลายในไม่ช้านี้"

7.Chantal Wiertz - Miss Universe Caracao 2020

Chantal Wiertz นางงามที่เป็นคนพิการอีกคนที่ได้รับตำแหน่งในเวทีใหญ่อย่าง Miss Universe Curacao 2020 ในเดือนพฤษภาคมปี 2020 ที่ผ่านมา และเธอก็ได้กลายเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของ Curacao ในการประกวด Miss Universe 2020

นางแบบอายุ 22 ปี Chantal Wiertz เกิดมาพร้อมออทิสซึม ช่วงชีวิตวัยเด็กของเธอนั้นยากลำบาก เวลาต้องการจะพูดความรู้สึกอะไรซักอย่าง เธอต้องใช้เวลานึกคำนานมาก การใช้ “อาชาบำบัด” (Horse Equine Therapy) หรือการใช้ม้าบำบัดให้สามารถคววบคุมอาการต่างๆ เกิดเกิดจากออทิสซึมได้ดีขึ้น ระหว่างนั้นเองเธอก็ได้เริ่มต้นการเป็นนางแบบตั้งแต่อายุ 17 ปี

ต่อมา Chantal ได้ลงประกวดในเวทีนางงามอย่างเวที Miss Universe Curacao 2020 เพราะต้องการใช้พื้นที่นางงามเพื่อสร้างความตระหนักรู้ เกี่ยวกับออทิสซึม และพิสูจน์ว่า ออทิสซึมไม่สามารถจำกัดความฝันของเธอเองได้ เธอเจึงเข้าประกวดพร้อมแคมเปญ #CelebrateYourUniqueness ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อช่วยเหลือ เพิ่มพลัง เพิ่มความมั่นใจให้เด็กออทิสซึม และต้องการเฉลิมฉลองให้แก่คนออทิสซึมเพราะสิ่งนี้ทำให้เธอมีเอกลักษณ์ ถึงแม้ใครหลายคนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม เธอก็เชื่อว่า ออทิสติกไม่ได้ทำให้เธอเก่งน้อยลง

8.Jenifer Candelo - รองอันดับหนึ่งMiss Universe Columbia 2020

Jenifer Candelo หญิงสาวทีบกพร่องทางการได้ยินเดินทางมาที่เมือง Barranquilla ประเทศโคลอมเบียด้วยความทะเยอทะยานและความฝันที่จะได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของโคลัมเบียในการประกวด Miss Universe 2020

Jenifer เป็นนางแบบและนักศึกษา สาขาการจัดการสิ่งแวดล้อมวัย 25 ปี ตั้งแต่เด็กเธอต้องการเข้าร่วมการประกวดเวทีนางงามเพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินก็สามารถเป็นนางงามได้เช่นกัน และจะทำมันให้สำเร็จให้ได้

“สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเราต้องสร้างความตระหนักรู้ให้แก่คนทั้งโลกเกี่ยวกับความหลากหลายในสังคมของเรา เขาต้องได้เห็นว่าคนพิการมักจะถูกละเลยและถูกลืมไว้เบื้องหลังของคนทั่วไป” เธอกล่าว 

และในฐานะผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เธอต้องการที่จะส่งเสียงไปถึงรัฐบาลว่าควรจะทำอย่างไรให้คนหูหนวกมีพื้นที่ในสังคมมากยิ่งขึ้น “นี่เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องส่งเสริมคนหูหนวกให้มากขึ้น และต้องทำให้คนทั่วไปตระหนักถึงเรื่องนี้ เพราะเมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าจะปฏิบัติต่อผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินอย่างไร ก็มักจบลงด้วยการผลักไสและเพิกเฉยต่อพวกเขา”

9.Victoria Salcedo - เข้าร่วม Miss Ecuador 2021

Victoria Salcedo หญิงสาวอายุ 23 ปีจากเมือง Guayaquil ที่ชื่อ Victoria Salcedo เชื่อว่าคนพิการสามารถเป็นนางงามที่เพียบพร้อมได้ ถึงแม้จะสูญเสียแขนทั้งสองข้างและขาซ้ายไปจากอุบัติเหตุสัมผัสเข้ากับสายไฟแรงสูงที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเธอเมื่อตอนอายุ 5 ขวบ แม้เหตุการณ์จะรุนแรง แต่ทางเดียวที่ควรทำคือต้องก้าวต่อไป และให้ความสำคัญกับเป้าหมายที่เธอต้องการจะทำ เธอเริ่มใช้ขาเทียมและทำทุกอย่างด้วยเท้าขวาแทนที่แขนที่สูญเสียไป Victoria หลงรักในแฟชั่นและการแต่งตัว และได้เริ่มเข้าร่วมการแข่งขันต่างๆ จนในปี 2018 เธอก็ได้รับตำแหน่งเป็น Queen Of Loja และได้ชื่อว่าเป็น National Angel ทุกคนถือว่า Victoria คือสัญลักษณ์ของแรงบันดาลใจสำหรับคนทุกวัยอย่างแท้จริง และในปี 2021 เธอตัดสินใจเข้าร่วมประกวดบนเวที Miss Ecuador 2021 เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ และกำลังใจให้กับทุกคน ให้เห็นว่าคนพิการก็มีความฝัน และเคนพิการทุกคนมีสิทธิที่จะทำตามความฝันเช่นเดียวกันกับเธอ

“อุบัติเหตุไม่ได้หยุดฉันจากการต่อสู้เพื่อความฝันและการก้าวไปข้างหน้า เพราะนอกจากการเรียนวารสารศาสตร์แล้ว ฉันยังฝึกว่ายน้ำและทำกิจกรรมอื่นๆ โดยไม่มีปัญหาใดๆ เลย” เธอยังอธิบายอีกว่า สิ่งที่ยากที่สุดคือการปรับตัวให้เข้ากับคนมองว่าเธอด้อยกว่า เพียงเพราะเธอเป็นคนพิการ ดังนั้นเธอจึงอุทิศตนเพื่อเรียนรู้ที่จะทำทุกสิ่งด้วยตัวเองด้วยเท้าและขาขวาของเธอ

เธอไม่ได้ตำแหน่ง Miss Ecuador 2021 ปัจจุบันเธอทำงานเป็นโค้ชและนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 100,000 คนบน Instagram และ 260,000 คนบน TikTok ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เธอแบ่งปันข้อความและเรื่องราวต่างๆ ให้ผู้คนที่ติดตามเธอคอยมองโลกในแง่ดีอย่างต่อเนื่อง และยังสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความพิการในสังคมอีกด้วย

10.พรนภาพรรณ สังวาลทอง - Top 50 นางสาวไทย 2022 และรางวัลนางงามแห่งแรงบันดาลใจ

คนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยคือเฟิร์น - พรนภาพรรณ สังวาลทอง หญิงสาวอายุ 21 ปี ที่เป็นบุคคลออทิสซึ่ม เธอมีความฝันและแน่วแน่ที่จะมาเขย่าวงการนางงามไทย เพราะไม่ต้องการให้ความสวยตัดสินกันแค่เพียงภายนอก และเธอต้องการเป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มคนพิการ คนชายขอบ และ LGBTQ+ อีกด้วย

เฟิร์นได้สมัครเข้าร่วมเวทีการประกวดนางสาวไทย ปี 2022 วันคัดเลือกผู้เข้าสมัครเข้ารอบ 50 คน เธอได้บอกว่าเธอได้รับแรงบันดาลใจจาก Chantal Wiertz - Miss Universe Caracao 2020 ที่ เป็นบุคคลออทิสซึ่มเช่นเดียวกันกับเธอ ในเมืองไทยเธอยังไม่เห็นคนพิการเข้ามาประกวดบนเวทีนางงามที่มีแต่คนไม่พิการ เธอจึงต้องการเป็นกระบอกเสียงว่าคนกลุ่มนี้ก็มีศักยภาพเช่นเดียวกันกับคนอื่น พวกเขามีความฝันและสามารถพัฒนาสังคมร่วมกับทุกคนได้

สุดท้ายเฟิร์นสามารถผ่านเข้าไปถึงรอบ 50 คนสุดท้าย ท่ามกลางเสียงชื่นชมและเสียงวิพากย์วิจารณ์ แต่ไม่สามารถเข้ารอบ 24 คนสุดท้ายไปได้ อย่างไรก็ดีเฟิร์นได้รับรางวัลนางงามแห่งแรงบันดาลใจ ซึ่งถือเป็นรางวัลพิเศษและทำให้เธอได้มีโอกาสเข้าร่วมทีมกองประกวดในอนาคต การร่วมประกวดของเฟิร์นนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญ และเป็นก้าวใหม่ของวงการนางงามไทย ในการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนพิการได้มีส่วนร่วมในพื้นที่ที่อาจจะไม่ค่อยได้เข้าถึงมาก่อน

 

https://diverseabilitymagazine.com/2017/10/women-wheelchairs-beauty-pageant-change-see-disability/

https://www.lancasterguardian.co.uk/news/heysham-disabled-teens-goes-top-beauty-pageant-1098390

https://www.glamour.com/story/miss-usa-wheelchair-madeline-delp

https://www.angelopedia.com/news/Miss-Universe-Curacao-2020-Chantal-Wiertz-Autism-Awareness-Pageant-Sisters-Celebrate-Your-Uniqueness/52727

https://www.abilities.ca/uncategorized/beauty-pageants-dont-hear/

https://www.cerebralpalsy.org/inspiration/adults/abbey-curran#:~:text=Abbey%20Curran%2C%20who%20was%20born,told%20her%20she%20couldn't.

https://disabilityinsider.com/2020/11/20/misc/woman-with-hearing-disability-made-history-in-miss-universe-colombia/

https://www.weinclude.org/miss-independent/

https://www.yahoo.com/entertainment/miss-washington-usa-contestant-hopes-175144982.html

https://abcnews.go.com/US/woman-syndrome-1st-compete-miss-usa-state-pageant/story?id=51407987

https://www.cerebralpalsy.org/inspiration/adults/abbey-curran

https://people.com/health/miss-washington-amc-disability-advocate/

https://www.allamericanspeakers.com/celebritytalentbios/Mikayla+Holmgren/421767

https://www.today.com/health/mikayla-holmgren-hopes-be-1st-si-model-down-syndrome-t214098

https://people.com/human-interest/mikayla-holmgren-hopes-to-be-first-woman-down-syndrome-sports-illustrated-swimsuit/

https://indie-mag.com/2020/05/chiara-bordi-bionic-model/

https://edition.cnn.com/2012/07/13/living/blind-beauty-queen/index.html

https://www.vogue.co.th/lifestyle/article/miss-thailand-2022-autistic-compettitor

    Culture & Artข่าวศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนประกวดนางงามพรนภาพรรณ สังวาลทอง
Categories: ThisAble

รอบอนุสาวรีย์แห่งนี้ วีลแชร์ไปได้กี่เกาะ

Wed, 2022-02-02 00:04

รอบอนุสาวรีย์แห่งนี้ วีลแชร์ไปได้กี่เกาะ

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นจุดเริ่มต้นและจุดเชื่อมต่อของการเดินทางใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เพราะไม่ว่าจะไปทางไหน จุดหมายปลายทางใด อนุสาวรีย์ฯ ก็เปรียบเสมือนศูนย์กลางของการเดินทางเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถเมล์ รถตู้ ฯลฯ รวมทั้งเป็นสถานที่แวะพักของใครหลายคนในระหว่างการเดินทาง

เราชวนทุกท่านชมอนุสาวรีย์ทั้ง 4 เกาะได้แก่ ( ( พญาไท, ดินแดง, ราชวิถี, พหลโยธิน )) ด้วยวีลแชร์ ร่วมกันสำรวจว่า มีจุดไหนไปง่าย จุดไหนไปยาก และหากต้องเดินทางด้วยตัวคนเดียวบนวีลแชร์จะไปได้ไกลแค่ไหน

เราเริ่มต้นการเดินทางจากบีทีเอสอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนที่จะใช้สกายวอล์คในการเดินข้ามไปยังไปเกาะต่างๆ แต่ยังไม่ทันออกไปไหนก็เจอบันไดทำให้ไม่สามารถเดินทางไปต่อได้ สุดท้ายจึงต้องไหว้วานคนที่ผ่านผ่านมาช่วยยกลงจากบันได แต่เมื่อลัดเลาะไปตามสกายวอล์คก็พบว่า ไม่มีจุดที่สามารถลงไปยังเกาะต่างๆ ด้วยวีลแชร์ได้เนื่องจากเป็นบันได สุดท้ายจึงต้องกลับมาใช้ลิฟท์บนสถานีบีทีเอสเพื่อเดินทางลงไปข้างล่าง

จุดแรกเราใช้ลิฟท์รถไฟฟ้าฝั่งสถานีเกาะพญาไทเพื่อเดินทางลงไปชั้นพื้นดิน แต่ไม่สามารถข้ามไปยังเกาะข้างเคียงได้ เนื่องจากต้องข้ามถนนใหญ่และแว๊นฝ่ารถยนต์ ซึ่งเป็นทางเดียวสำหรับวีลแชร์ หลังจากไปไหนไม่ได้ เราเดินทางกลับมายังลิฟท์รถไฟฟ้าฝั่งสถานีเกาะพญาไท ข้ามถนนด้วยสกายวอล์คเพื่อลงลิฟท์ฝั่งเกาะราชวิถี อย่างไรก็ดีไม่สามารถเดินทางต่อไปยังเกาะพหลโยธินได้ เนื่องจากต้องข้ามถนนเช่นเดียวกัน

สรุปการเดินทางบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จากทั้ง 4 เกาะบริเวณรอบ วีลแชร์สามารถเดินทางไปได้เพียง 2 เกาะ รวมถึงมีอีกหลายจุดที่ยังไม่สะดวกและเข้าไม่ถึง เง้อ

เริ่มต้นบริเวณหน้าสถานี อนุสาวรีย์

จุดเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟฟ้าและสกายวอร์คเป็นบันไดทำให้วีลแชร์ไปไม่ได้

เมื่อลงไม่ได้ก็ต้องมองหาพลเมืองมาช่วยยกรถวีลแชร์

รออยู่ประมาณยี่สิบนาทีก็ไม่มีผู้ใด (จริงๆก็มีบ้างแต่เรายังไม่กล้าเดินไปขอเขา)

ในที่สุดก็มีคนมาช่วยยกวีลแชร์ลงจากบันได

ออกมาจากอนุสาวรียฯ บันไดสะพานลอยลงไปฝั่งเกาะราชวิถี วีลแชร์ไม่สามารถลงได้

ทางเชื่อมเข้าห้างแถวนั้น แถวฝั่งเกาะดินแดง เข้าไม่ได้เนื่องจากมีบันได

ด้านหลังบันไดลงเกาะดินแดง ซึ่งวีลแชร์ลงไปไม่ได้

บันไดลงเกาะพหลโยธิน

วิธีแก้คือกลับมาลงลิฟต์ของรถไฟฟ้า เพื่อลงไปฝั่งเกาะพญาไท

ถึงเกาะพญาไท

แวะดูว่ารถเมล์สายไหนไปได้บ้าง

ข้ามไปเกาะดินแดงไม่ได้นอกจากต้องข้ามถนนเท่านั้น แต่เห็นข่าวช่วงนี้แล้วมุแง้

อ้อมกลับมาใช้ลิฟต์รถไฟฟ้าเพื่อข้ามไปเกาะราชวิถี

เรื่องดีๆของแถวนี้คือบางช่วงถนนทางเท้ากว้างเดินได้

ข้ามมาฝั่งราชวิถีก็ลงข้างล่างไม่ได้ ต้องไปอ้อมไกลๆ พุ่น

ดีใจมากเจอทางลาดด้วย

แต่ขึ้นไปเจอที่นั่งปูนขวางทาง ต้องข้บอ้อม

เกือบออกไม่ได้เนื่องจากมีสิ่งกีดขวาง

ถึงเกาะราชวิถีแล้ว

บันไดขวางทำให้วีลแชร์ผ่านไปไม่ได้

จุดนี้เหมือนฝั่งดินแดง คือไปเกาะพหลโยธินไม่ได้นอกจากข้ามถนน หรือไม่ก็ต้องอ้อมไปข้ามทางม้าลายด้านใน.

สรุปวันนี้ไปได้ 2 เกาะ จาก 4 เกาะ

 

Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมือง
Categories: ThisAble

Pages