ThisAble

Subscribe to ThisAble feed
Updated: 1 นาที 43 วินาที ago

Brownies & downieS ร้านเบเกอรี่ที่อบอุ่นไปด้วยพนักงานดาวน์ซินโดรม

Fri, 2020-12-25 16:17

ที่เนเธอแลนด์ หากถามว่า อาชีพอะไรที่เหมาะกับผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรม ?  คำตอบที่ได้คงเป็นอาชีพที่พวกเขาเองสนใจและอยากทำ คนที่นี่ได้รับการฝึกฝนให้พวกเขาสามารถทำอาชีพตามฝันได้ และพวกเขาก็ทำหลายต่อหลายอาชีพ  ชวนมาดูกันว่า คนที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมในประเทศเนเธอแลนด์ที่มีความสนใจด้านเครื่องดื่มและเบเกอรี่เรียนรู้และทำงานกันอย่างไร 

Brownies & downiesS เป็นองค์กรแฟรนไชส์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2555 โดยมีจุดกำเนิดครั้งแรกที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เจ้าของร้านก่อตั้งร้านนี้ขึ้นเพราะต้องการทำให้เห็นว่าคนที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ 

เวนดี้ เวอมูลเลน หนึ่งในผู้ก่อตั้งร้านเล่าว่า เมื่อก่อนนี้หากพูดถึงอาชีพของคนที่เป็นดาวน์ซินโดรม คนก็มักจะนึกถึงงานไม้ การสร้างบ้านตุ๊กตา หรือการทำร้านจิวเวอรี่ มีเพียงไม่กี่คนที่จะได้ทำงานในสายอาชีพอื่นๆ เช่น บาริสต้า พนักงานเสิร์ฟหรือแม้กระทั่งการเป็นเชฟ โเธอจึงต้องการให้ดยผู้ก่อตั้งมีวิสัยทัศน์ของร้านนี้คือการเป็นบ้านหลังที่สอง เพื่อสร้างความรู้สึกนับถือในตัวเอง self-esteem  การตระหนักรู้ในความสามารถและศักยภาพของตัวเอง การเปิดโอกาสเช่นนี้เป็นการมอบโอกาสให้กับคนที่เป็นดาวน์ซินโดรมได้เพื่อแสดงให้พ่อแม่  ครอบครัวและสังคมเห็นว่า พวกเขาเหล่านี้สามารถทำงานและพึ่งตัวเองได้จริงในสังคม 

นอกจากนี้การเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพแล้ว การทำงานที่นี่ยังเสริมสร้างทักษะการเข้าสังคม เนื่องจากผู้ที่มีภาวะดาวซินโดมส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหาเรื่องในการเข้าสังคม และแน่นอนว่า พวกเขาจะได้ทักษะการทำขนม ชงกาแฟอย่างเต็มเปี่ยม การสร้างทักษะเฉพาะไม่ว่าจะเป็นการชงกาแฟ การอบขนม ซึ่งผ่านการอบรมโดยบาริสต้ามืออาชีพ รวมถึงทักษะในด้านการบริการ การทำให้ลูกค้าพึงพอใจ นอกจากนี้ยังรวมถึงเรื่องการรับมือต่อสถานการณ์ที่ลูกค้าไม่พึงพอใจด้วยเช่นกัน

พนักงานโดยทุกๆ คนที่ร้านจะยึดถือมีคติประจำใจว่า แนวคิดเกี่ยวกับการบริการว่า "สิ่งที่เห็นคือ สิ่งที่ได้รับ" ซึ่งหมายถึงการแสดงออกทางความรู้สึกนึกคิด ความใจดีและความเป็นกันเองของพนักงานที่มีต่อลูกค้า  ผ่านการบริการแบบ 'Pure is perfect' ซึ่งถือเป็นคติของร้าน ที่เป็นการอธิบายทั้งในตัวอาหารอันสดใหม่ จากวัตถุดิบชั้นดีและพนักงานที่ใส่ใจในกรรมวิธีในร้านได้เป็นอย่างดี 

คำอธิบายในที่นี้ก็คือพนักงานของร้านที่คิดเห็นอย่างไรก็แสดงออกมาแบบนั้น บวกกับอาหารที่ทำเองกับมือ รวมถึงกรรมวิธีและการสรรหาวัตถุดิบในการทำเมนูต่างๆ 

โดยเมนูชาของร้านนั้น นำเข้าจากประเทศศรีลังกา มีความเป็นมาที่น่าสนใจ โดยเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เจ้าของบริษัทชาเนื่องจากเจ้าของบริษัทชาดังกล่าวได้รับถูกอุปการะเป็นบุตรบุญธรรมมาจากประเทศศรีลังกา หลังเติบโตที่ประเทศและย้ายมาอยู่ที่เนเธอแลนด์ เมื่อเติบโตก็กลับไปประเทศศรีลังกาไปอีกครั้งเพื่อตั้งสร้างบริษัทชาขึ้นมา โดยบริษัทชาดังกล่าวนั้นก็มีโดยมีพนักงานที่ความสามารถจำกัดด้วยเช่นกัน

ในส่วนของเมนูกาแฟ ทางร้านจะคัดสรรกาแฟที่มีกระบวนการยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และบางเมนูของร้านจะมีการเสิร์ริฟคู่กับเป็นชอกโกแเลตขิ้นเล็กๆ พอดีคำ ยี่ห้อTony's Chocolonely ซึ่งเป็น บริษัทขนมสัญชาติดัตช์ที่ผลิตและจำหน่ายช็อคโกแลตตามแนวปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม และต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก โดยร่วมมือกับ บริษัทการค้าในกานาและไอวอรี่โคสต์เพื่อซื้อเมล็ดโกโก้โดยตรงจากเกษตรกรในราคาที่โดยให้ราคาพิเศษสำหรับเกษตรกรอีกอีกด้วย

ในการทำงานร่วมกัน ทุกๆ เช้าพนักงานของร้านจะทำอาหารมื้อเช้า ขณะทานอาหารทุกคนจะพูดคุยและอธิบายขอบเขตของงานในแต่ละวัน พนักงานดาวน์ซินโดรมที่นี่ไม่เคยพูดจาในแง่ลบหรือแสดงอาการก้าวร้าว ขณะที่ลูกค้าในร้านเองก็รู้กันว่าพวกเขาต้องใจเย็น จึงก่อเกิดเป็นบรรยากาศอบอุ่นที่มาจากความสัมพันธ์ของผู้ให้บริการและผู้มาใช้บริการ นอกจากนี้ในทุกปีจะมีการจัดงานกีฬากระชับมิตร โดยเป็นการรวมตัวพนักงานของร้านดาวนี่และบราวนี่ทั้ง 52 สาขาทั่วประเทศเนเธอแลนด์ มาทำกิจกรรมร่วมกันโดยมีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาภาพรวมทางสังคม และสร้างการยอมรับความหลากหลายภายในบรรยากาศของความรักที่อบอวบท่ามกลางอาหารรสชาติอร่อยและบราวนี่ที่เป็นเมนูชูโรงของที่นี่ 

หากการแพร่รพบาดของโควิด-19 หมดไปแล้ว หากใครมาเที่ยวประเทศเนเธอร์แลนด์ นอกจากจะมาชมความสวยงามของกังหันลมและทุ่งดอกทิวลิปแล้ว อย่าลืมแวะมากินบราวนี่และชอกโกแชตร้อนที่ร้านบราวนี่และดาวนี่และสามารถชมเว็บไซต์ของร้าน อีกทั้งดูสาขาทั่วประเทศทั้งในแอฟริกาใต้ เบลเยี่ยม และเนเธอร์แลนด์ ได้ที่นี่

Livingบทความคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนต่างประเทศBrownies & downiesSดาวน์ซินโดรมเบเกอรี่อัจฉราพรรณ พาลี
Categories: ThisAble

เบี้ยคนพิการมีไว้ทำไม รัฐต้องจ่ายเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ

Tue, 2020-12-22 11:35

ปีนี้เริ่มจ่ายเบี้ยยังชีพคนพิการอัตราใหม่ 1,000 บาทต่อคนต่อเดือนเฉพาะคนพิการ 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนพิการอายุไม่เกิน 18 ปี และคนพิการที่มีทั้งบัตรคนพิการและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คำถามจากคนพิการเกิดขึ้นมากมายว่าทำไมเบี้ยคนพิการจึงไม่ถ้วนหน้า ทำไมคนพิการบางคนได้ 800 บาท บางคนได้ 1,000 บาท และการได้เบี้ยความพิการไม่เท่ากันจะสร้างความเหลื่อมล้ำหรือไม่ หรือบางเสียงที่ดังขึ้นมาก็บอกว่า 1000 ก็ไม่ได้เพียงพอต่อการดำรงชีพของคนพิการจริงๆ

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เอาเข้าจริงแล้วเบี้ยคนพิการควรจะได้เท่าไหร่ รัฐต้องจ่ายมากแค่ไหนถึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีพของคนพิการ จนสามารถใช้ชีวิตอิสระและพึ่งพาตัวเองได้ เราเอาคำถามเหล่านี้ไปคุยกับ ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม ถ้าคนพิการมีรัฐสวัสดิการ หรือมีเบี้ยยังชีพที่ดีพอจะเป็นอย่างไร มาหาคำตอบได้ในคลิปนี้กันเลย

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนแรงงานสุขภาพรัฐสวัสดิการชูเวช เดชดิษฐรักษ์เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม
Categories: ThisAble

ประมวลม็อบคนพิการ 10 ธันวา ชี้รัฐต้องสนับสนุนอาชีพ-รัฐสวัสดิการ-แก้รัฐธรรมนูญ

Thu, 2020-12-10 23:50

10 ธันวาคม เวลาประมาณ16.30 น. หน้ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้ชุมนุมทยอยรวมตัวร่วมม็อบคนพิการ โดยมีลุงบรรพต เป็นแกนนำ ระยุว่าการชุมนุมวันนี้ถูกต้องตามกฎหมาย จัดขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิของคนพิการที่ควรจะได้โดยเฉพาะเรื่องอาชีพและการจ้างงานของคนพิการที่ภาครัฐยังไม่ค่อยสนใจ วันนี้ภูมิใจที่ได้มาพูดให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ยิน หลังจากพิการเขาต้องพึ่งพาตัวเองและเห็นว่าการเป็นคนพิการลำบากมากแค่ไหน

น้ำพุหนึ่งในผู้ปราศรัยระบุว่า เขาพิการรุนแรงและมาวันนี้เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราที่เกี่ยวกับคนพิการ หวังให้สิทธิคนพิการมีอยู่จริง สังคมไม่มีความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง สมาคมคนพิการต้องอยู่อย่างประโยชน์ ม็อบวันนี้ทำให้เห็นว่าคนพิการไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่สามารถออกมาเรียกร้องได้ ไม่ได้ต้องการการสงเคราะห์แต่สิ่งที่เรียกร้องทั้งหมดเป็นสิ่งที่ควรได้รับ เขาเองต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อให้อยู่ได้ เพราะเงิน 800 บาทนั้นไม่เพียงพอ แต่ถ้าวันหนึ่งแก่ตัวไปก็ไม่รู้จะอยู่ยังไง อะไรเป็นหลักประกันว่าเขาจะอยู่ได้


น้ำพุ
 

"วันนี้ผมอยากให้เห็นว่า คนพิการอยู่ยังไง ใช้ชีวิตแบบไหน มีคนพิการหลายคนที่พิการหนักกว่าผมและสวัสดิการบ้านเราทำให้คนอยู่ไม่ได้ เราควรพูดถึงสวัสดิการที่จะทำให้คนพิการใช้ชีวิตได้จริง ผมมาสู้ให้เพื่อนที่ไม่ได้มาอีกหลายคนในวันนี้" เขาระบุด้วยว่า ใครก็บอกว่ากฏหมายคนพิการไทยดีที่สุดในอาเซียน กฏหมายเขียนทุกอย่างทั้งคนพิการอยากเรียนต้องได้เรียน อยากทำงานต้องได้ทำ แต่หากสิ่งอำนวยความสะดวกไม่เอื้อต่อคนพิการแล้วคนพิการจะไปเรียน ไปทำงานได้อย่างไร รัฐหลอกประชาชนหรือเปล่าที่บอกว่าคนพิการมีสิทธินู่น สิทธินี่ อีกทั้งเรื่องการทำงานตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ ที่พบว่าความเป็นจริงคนพิการเข้าไม่ถึง วุฒิไม่มี บางคนไม่ต้องทำงานแล้วได้เงิน หลายคนเจอความเหลื่อมล้ำและการเอาเปรียบคนพิการเกิดขึ้น ทำไมหน่วยงานรัฐถึงไม่เคยเจอ เขาจึงต้องการปฏิรูปโครงสร้าง กระจายอำนาจไปยังหน่วยงานท้องถิ่น ไม่ใช่งบไปลงแต่ที่สมาคมจนเกิดความเหลื่อมล้ำและกระทบการดำรงชีวิตของคนพิการ

"อยากฝากถึง พม.ให้เปิดใจ ยอมรับความเป็นจริง ทั้งเรื่องเบี้ยคนพิการ การจ้างงานและโครงสร้างที่มันเหลื่อมล้ำ ถ้าเรายอมรับก็มีทางออก สุดท้ายผมอยากให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากที่รัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 พูดถึงเรื่องศักด์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่รัฐธรรมนูญล่าสุดไม่มีการพูดถึงเลย  และเราควรพูดถึงเรื่องรัฐสวัสดิการได้แล้ว" พร้อมกันนี้เขาชวนทุกคนพูดว่า "ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฏรจงเจริญ" ส่งท้าย

ต่อจากนั้น ออม ผู้ปราศรัยคนต่อไประบุว่า เบี้ยความพิการ 800 บาท ไม่เพียงพอและควรให้อย่างต่ำเท่าเส้นความยากจนเพราะคนพิการมีรายจ่ายที่มากกว่าคนทั่วไป ตัวเขาเองเคยไปสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ก็โดนปฏฺิเสธเพราะมหา'ลัยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก นอกจากนี้เขายังพูดถึงปัญหาการเดินทางของคนพิการที่ไม่มีโอกาสในการได้ใช้ ไม่ได้รับทรัพยากรที่มีคุณภาพและราคาต่ำ จนหลายครึ่งต้องนั่งแท็กซี่ เขาจึงออกมาเรียกร้องเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการใช้ชีวิต

กานต์นิธิจากม๊อบเฟสขึ้นพูดว่า วันหนึ่งเราทุกคนจะต้องหย่อนสมรรถภาพและใช้ชีวิตยากมากขึ้น รถเมล์หรือขนส่งสาธารณะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะทำให้เราใช้ชีวิตได้หรือไม่? ฟุทปาธเช่นกัน คนธรรมดาทั่วไปยังลำบากแล้วคนพิการจะขนาดไหนเราต้องเจออะไรบ้าง ทั้งสายไฟทั้งท่อ ในฐานะที่เรียนด้านวิศวะมา ได้มีโอกาสไปเปิดดูมาตรฐานเกี่ยวกับวิศวะและการออกแบบทั้งหลาย แต่ในภาคการปฏิบัติก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเพราะไม่เคยถูกมาบังคับใช้ถึงแม้ว่าจะเขียนไว้อย่างดี นี่คือความอัปลักษณ์ที่รัฐไม่ยอมจัดให้ประชาชน

เอินขึ้นพูดต่อระบุว่าตนมาพูดในฐานะพี่สาวของคนพิการที่ต้องได้รับการผ่าตัดและใช้ค่าใช้จ่ายสูง สิทธิของคนพิการมีจริงแต่ต้องใช้เวลารอเป็นเดือนทั้งที่น้องกำลังจะต้องผ่าตัดจากอาการน้ำท่วมสมอง ถ้าคนพิการมีชีวิตดีจริง คุณภาพชีวิตควรจะดีกว่านี้หรือไม่ การมาพูดในวันนี้มีความคาดหวังว่าคนพิการควรมีชีวิตแบบถูกเห็นค่าและได้มีค่ามากกว่านี้ คนพิการไม่ใช่คนที่จะต้องถูกสงเคราะห์แต่ควรเป็นคนที่จะต้องได้รับการดูแล ที่ผ่านมามีกระแสโซเชียลโจมตีหนักมาก ถูกด่าสารพัด แต่ยังจะคงยืนหยัดว่าเด็ก สตรี คนพิการจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้


เอิน


พลอยขึ้นเล่าว่า ตนเองมีแม่เป็นคนพิการเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก จึงทำให้เห็นว่าชีวิตคนพิการลำบากมากแค่ไหน การเป็นคนพิการมีต้นทุนสูงในการใช้ชีวิต อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ อุปกรณ์สำหรับการช่วยเหลือคนพิการไม่ได้ราคาถูก ยิ่งเทียบกับรายได้คนพิการจากรัฐที่จ่ายให้ยิ่งแย่มาก พร้อมตั้งคำถามว่า หน่วยงานภาครัฐทำอะไรอยู่?

ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ จาก We Fair ขึ้นปราศรัยเป็นคนสุดท้ายระบุว่า แนวคิดการดำรงชีวิตอิสระคนพิการเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คนรู้ว่าความพิการเกิดจากข้อจำกัดด้านกายภาพ ข้อกฎหมาย การเข้าถึงสื่อ และอุปสรรคทางทัศนคติ การเข้าถึงของคนพิการอย่างจำกัดเช่นนี้ทำให้คนพิการไม่ได้รับสิทธิแบบที่ควรเป็น ในต่างประเทศมีการกำหนดจอล่ามภาษามืออัตราส่วน 1 ต่อ 9 หรือครึ่งหนึ่งของจอจะต้องเป็นล่ามภาษามือหากเป็นข้อมูลข่าวสารที่สำคัญ แต่บ้านเราจอล่ามคือจอเล็กๆ แสดงให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับคนพิการแบบไหน อุปสรรคเหล่านี้ทำให้คนพิการออกมาต่อสู้เรื่องสิทธิน้อย มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ออกมาต่อสู้ได้ เช่น พันโทต่อพงษ์ กุลครรชิตที่รวบรวมคนพิการและตั้งกลุ่มดำรงชีวิตอิสระคนพิการขึ้นมา

ในรัฐธรรมนูญ 50 ระบุว่า คนพิการต้องเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แต่เมื่อเข้าถึงรัฐธรรมนูญปี 60 ข้อความเหล่านี้ก็หายไป เช่นเดียวกับการเข้าถึงการศึกษาที่จะต้องไม่เกิดการกีดกันก็หายไปในรัฐธรรมนูญปี 60 เช่นกัน แม้จะมีตัวแทนคนพิการอยู่ในสภาเรื่องนี้ก็ยังเกิดขึ้น

ชูเวชเสริมว่า ที่ผ่านมาคนพิการไม่ได้รับการให้ความสำคัญ เช่น อาจารย์วิริยะและอาจารย์มณเฑียรซึ่งเป็นบุคลากรที่มีโอกาสเข้าไปนั่งอยู่ในสภาก็ไม่ถูกให้ความสำคัญ บางครั้งเวลาจะพูดในสภาก็ถูกกีดกัน ไม่ก็บอกว่าหมดเวลา คนไม่ได้มองเห็นถึงประสิทธิภาพคนพิการ การต่อสู้เรื่องประชาธิปไตยถ้าไม่ได้มองเรื่องคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของประชาชนจึงเป็นไปไม่ได้ กฎหมายคนพิการที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นแค่ขยะที่ไม่สามารถใช้งานได้

"อยากฝากไปถึงผู้นำคนพิการให้ลุกมาต่อสู้เช่นประชาชน ไม่ใช่ขุนนางศักดินา" ชูเวชทิ้งท้าย


ชูเวช

Socialข่าวคุณภาพชีวิตการเมืองเศรษฐกิจสิทธิมนุษยชนแรงงานสิ่งแวดล้อมความมั่นคงคนพิการม็อบ10ธันวา
Categories: ThisAble

มากกว่าเวลาคือเงินทองและโอกาสของคนพิการที่หายไปในการเดินทาง : สว่าง ศรีสม

Wed, 2020-12-02 03:30

“เวลาที่เราพูดถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเรามักจะไม่ค่อยพูดถึงมิติด้านเวลาซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับทุกคน คนพิการเวลาของเขาก็มีค่า ในขณะที่คนทั่วไปถ้าถามว่าให้ไปใช้แบบนั้นแล้วจะใช้มั้ยก็ไม่ใช้”

ในฐานะคนทำงานกับคนพิการ สิ่งนึงที่เราพอเข้าใจได้คือเวลา การเดินทางในกรุงเทพมหานครกับคนพิการทำให้ผมเห็นปัญหา ฟุตปาธที่ไม่เรียบทำให้เราเดินทางยาก บางจุดไม่มีลิฟต์ก็ต้องอ้อม มีสิ่งกีดขวางก็ต้องลงไปเดินถนน จากการเดินทางที่ใช้เวลาเดินได้ใน 10 นาที ขยับเป็น ครึ่งชั่วโมง เดินทางไปนัดหมายในเวลาหนึ่งชั่วโมงอาจใช้เวลาสองชั่วโมง ไม่รวมรถติด หากใช้ขนส่งสาธารณะยิ่งควรบวกเวลาเพิ่ม รอรถเมล์ชานต่ำสักสายต้องใช้เวลา

เรานัดเจอ สว่าง ศรีสม เขาเป็นผู้จัดการโครงการและแผนงานภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ หรือ Transportation For All (T4A)  ขับเคลื่อนงานด้านขนส่งสาธารณะ สว่างมีสารตั้งต้นมาจากประสบการณ์ส่วนตัว เขามองเห็นปัญหาเรื่องคนพิการกับการเดินทาง ในต่างประเทศคนพิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ เพราะมีคนส่งสาธารณะที่ดี เขาตั้งมั่นอยากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ในไทย เขาเล่าให้เราฟังถึงฝันที่คนพิการเดินทางได้ และเขาบอกว่าจะทำให้มันเป็นจริง เราชวนเขาคุยว่าในแต่ละวันคนพิการใช้เวลามากขนาดไหน พวกเขาสูญเสียอะไรไปบ้าง ที่มีมากกว่าเรื่องของเวลาที่ใช้ในการเดินทาง 

คุณใช้เวลาการเดินทางมากขนาดไหน

สว่าง : ถ้าเป็นในอดีตอย่างเช่นผมที่ต้องใช้แท็กซี่ การจะเดินทางไปไหนไม่ว่าจะเรียกรถหรือโทรเรียกก็ใช้เวลานานมาก แต่ปัจจุบันมีแอปก็ช่วยได้ทำให้เรียกได้ไวขึ้น ถ้าเป็นเรื่องของการเดินทางในภาพรวมเวลาที่เราจะไปที่ใดก็แล้วแต่ต้องวางแผน โดยเฉพาะเมื่อเราจะไปที่ใหม่ๆ ผมต้องวางแผนว่าจะเดินทางยังไง จะไปรถแท็กซี่อย่างเดียว หรือรถแท็กซี่แล้วไปต่อรถไฟฟ้า แล้วรถไฟฟ้าก็ต้องดูด้วยว่าเป็นสถานีที่เราจะต้องไปเสียเวลาเพิ่มอีกมั้ย เช่น ไปรอลิฟต์ที่ปิด ไม่เปิด ซึ่งก็ทำให้เราเสียเวลาแต่ละจุดพอสมควร พอลงรถไฟฟ้าก็ต้องดูอีกว่าที่ที่เราจะไปเราเข็นรถไปได้มั้ยหรือว่าต้องเรียกรถอีก ก็มีเวลาเพิ่มเข้ามา ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มเข้ามาอีก

เคยไปหาญาติแถวๆ รัชดา ผมต้องนั่งรถแท็กซี่แล้วไปต่อรถไฟฟ้ามาลงแถวรัชดาและเรียกแท็กซี่เข้าไปอีก ใช้เวลาค่อนข้างนานเพราะรถติด กว่าที่จะไปหาญาติ บางทีนัดเวลากันไว้เท่านี้แต่สุดท้ายก็ใช้เวลามากกว่าที่ควรจะเป็น จากที่จะไปทำอะไรบางอย่างก็ไปไม่ทัน ก็เกิดปัญหาว่าการที่เราใช้เวลากับการเดินทางมากเกินไปทำให้เราพลาดอะไรไปเหมือนกัน แม้แต่เรื่องที่เราจะใช้เวลากับคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้องบางทีก็ทำให้เราเสียโอกาสไป

การเดินทางสักครั้งต้องประเมินอะไรบ้าง 

ขึ้นอยู่กับว่าต้องการจะประหยัดหรือไม่ ถ้าต้องการประหยัดผมก็พยายามใช้รถไฟฟ้าไปให้ใกล้สถานที่นั้นมากที่สุดและค่อยเรียกแท็กซี่ไปต่อ ถ้าไม่ใช่แท็กซี่ก็อยากลองรถเมล์แต่ค่อนข้างที่จะใช้งานยาก เพราะบางทีรถเมล์ก็ไม่สามารถจอดเทียบได้ จะมีรถแท็กซี่หรือรถอื่นๆ มาจอดรับผู้โดยสาร ซึ่งก็เกะกะขวางทางทำให้รถเมล์จอดที่ป้ายไม่ได้ เราก็ไม่สามารถเข็นรถจากฟุตบาทไปบนถนนได้เหมือนคนทั่วไป เพราะฉะนั้นทางเลือกผมไม่มีอย่างอื่น มีอยู่สองอย่างก็คือถ้าไม่ใช้แท็กซี่ก็ซื้อรถ

ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เสียเวลามากๆ ผมขอยกมาสองตัวอย่างทั้งในไทยและต่างประเทศ ในไทยผมเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบ่อยและจะมีบางสถานีที่ลิฟต์ล็อค ไม่สามารถที่จะใช้งานได้ พอเวลาที่เราไปถึงเขาก็จะมีเบอร์โทรศัพท์ให้เราโทรไป บางทีโทรไปแล้วไม่มีคนรับ วันนั้นผมจำได้ว่าผมรออยู่ชั่วโมงนึง รอเพื่อที่จะลงไปข้างล่าง ฝนก็กำลังจะตก สุดท้ายก็ไม่มีใครมาเปิดลิฟต์ให้ ผมต้องไปแท็กซี่เสียเวลาไปชั่วโมงนึงฟรีๆ โดยที่ไม่ได้ไปไหนเลย ผมพยายามที่จะบอกทางผู้รับผิดชอบเหมือนกันว่าถ้าเป็นไปได้ไม่อยากให้ปิดลิฟต์ ถามว่าเขามีเหตุผลที่จะปิดไหม เขาบอกว่ามี อย่างเช่นบางที่มีคนเข้าไปสูบบุหรี่ในลิฟต์ หรือบางที่ที่มีคนจรจัดอยู่บางทีคนจรจัดก็อาจจะเข้ามาขับถ่ายในลิฟต์ เราก็เข้าใจเขาเลยทำให้เขาต้องล็อคลิฟต์บางช่วงเวลาแล้วถ้ามีคนพิการมาถึงจะเปิดให้ แต่ว่าก็ไม่ค่อยสะดวก

อีกอันที่เสียเวลาเหมือนกันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เกาหลี จำได้ว่าไปงานประชุม เราก็อยากไปเที่ยวที่ตลาดเมียงดงก็ไปกับเพื่อนสองคน ไปด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน พอเราไปถึงปรากฏว่าเป็นสแตร์ลิฟต์ (Stairlift) ลิฟต์แบบเกาะราวบันได ซึ่งตอนนั้นเราอยู่ชั้น B3 เจ้าหน้าที่ก็พาเราไต่ขึ้นมาทีละนิดจาก B3 มา B2 มา B1 แล้วก็ขึ้นมาถึงชั้นระดับถนน คนละครึ่งชั่วโมง สองคนก็หนึ่งชั่วโมงถึงจะได้ออกมาเที่ยวที่ตลาด ใช้เวลานานมาก ผมก็คิดว่าขากลับต้องแบบนี้อีก พอมาเจอแบบนี้เราก็ไปใช้แท็กซี่ดีกว่า เราก็ต้องเสียตังค์มากกว่าคนทั่วไปอีก 

บางทีการมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่ตอบโจทย์เรื่องเวลาผมคิดว่าเราไม่ควรเอามาใช้ เวลาที่เราพูดถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเรามักจะไม่ค่อยพูดถึงมิติด้านเวลาซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับทุกคน คนพิการเวลาของเขาก็มีค่า ในขณะที่คนทั่วไปถ้าถามว่าให้ไปใช้แบบนั้นแล้วจะใช้มั้ยก็ไม่ใช้ คุณก็เดินขึ้นบันไดหรือถ้ามีลิฟต์ก็ใช้ลิฟต์ ไม่มีใครอยากเสียเวลาชั่วโมงนึงแค่ขึ้นลงอย่างเดียว

รู้สึกไหมว่าการเป็นคนพิการต้องใช้เวลาเตรียมตัวมากกว่าคนอื่น

แน่นอน เพราะว่าการจะไปที่ใดที่หนึ่งต้องวางแผนพอสมควร ไม่ใช่แค่เรื่องของจะเดินทางยังไง แต่พอไปถึงแล้วต้องคิดว่าห้องน้ำมีไหม มีบันไดไหมต้องขึ้นลงยังไง จะหาคนมาช่วยยังไง ต้องวางแผนพอสมควร อย่างเวลาเราไปเที่ยวสมมติว่าเราไปต่างจังหวัดจองโรงแรม เราจะโทรไปเช็คว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกไหม มีทางลาดไหม บางทีคนที่ให้ข้อมูลก็ไม่คุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ เขาจะให้ข้อมูลเรามาผิดๆ ถูกๆ บางที่บอกว่าได้แต่พอเราไปจริงกลับไม่ได้ ผมเคยไปแล้วเสียเงินไปฟรีๆ เฉียดหมื่น โดยที่เราก็เข้าพักไม่ได้ก็เสียเวลา เราไปรู้เอาตอนที่ไปถึงแล้วไม่ใช่ว่ารู้ล่วงหน้า เราพยายามโทรถามเขา ดูรูปเท่าที่มีอยู่ ปรากฏว่าพอไปถึงก็เป็นอีกแบบนึง ลำบากมากเราต้องไปหาที่พักใหม่ ก็เซ็ง อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกลไปถึงก็พักไม่ได้

ถ้าถามว่าขนส่งสาธารณะมีผลมากมั้ย ก็ต้องบอกว่ามีแน่นอน สำคัญที่สุดคือค่าใช้จ่าย ไม่มีใครอยากจะเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเยอะ ตอนผมเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ใหม่ๆ ขณะที่เพื่อนไปรถเมล์ ผมไปรถแท็กซี่ ผมถามค่ารถเขาว่าไปกลับวันนึงกี่บาท 20 บาท ในขณะที่ผม 200 บาทต่อวันเป็นอย่างน้อยถึงจพะไปกลับได้ เรารู้สึกว่าส่วนต่าง 80 บาทที่เป็น 5 เท่าของเขา ถ้าเราสามารถลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ก็เอาไปทำอะไรได้อีกเยอะ ซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือมีเงินเก็บ ตอนที่เราทำงานใหม่ๆ เงินเดือนก้ไม่ได้เยอะแต่ต้องมาหมดกับการเดินทาง

สองคือเรื่องของเวลา แน่นอนเราใช้เวลาเดินทางมากกว่าคนทั่วไปต้องวางแผน การใช้แท็กซี่อย่านึกว่าแค่เรียกแล้วก็มา บางทีมาถึงแล้วดันไม่รับเราเพราะเห็นว่านั่งรถเข็น หรือบางทีเราเรียกมาคนที่อยู่ตรงนั้นก็วิ่งขึ้นหน้าตาเฉย มีบางวันผมแทบจะร้องไห้ เราไปทำงานแล้วฝนตก เราเรียกรถมาแต่ถูกใครไม่รู้วิ่งตัดหน้าแล้วฉกไป ซึ่งแน่นอนว่าแท็กซี่เขาต้องรับคนที่เดินเหินสะดวก เขาก็เลือกแบบนั้นเพราะมันง่าย ไม่ต้องมาช่วยยกรถเข็น ซึ่งผมมองว่าบางทีเรื่องของมารยาทในการอยู่ร่วมกันของสังคมไทยก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องของการเดินทางของคนพิการขึ้นมา เช่นการแย่งใช้รถทั้งๆ ที่เราเป็นคนเรียก 

แม้กระทั่งในปัจจุบันที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นอย่างรถไฟฟ้าที่มีลิฟต์ให้ แต่สิ่งที่ผมพบคือมีคนมาแย่งใช้ลิฟต์ หลังเริ่มเป็นเด็กมัธยมมากขึ้น ซึ่งผมอยากจะบอกน้องๆ ว่า ถ้าเรายังแข็งแรงเดินได้อยู่ เราเห็นคนที่มีความจำเป็นต้องใช้มาเราควรจะต้องออกจากลิฟต์ ให้คนที่มีความจำเป็นต้องใช้ได้ใช้ ผมพึ่งเจอเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้ ผมจะไปประชุมที่นึง เราวางแผนว่าถ้าเดินทางด้วยรถไฟฟ้ายังไงก็ทัน แต่เจอเหตุการณ์คนวิ่งเข้าไปในลิฟต์โดยที่ไม่สนใจเรา แล้วคนที่เข้าไปก็กดมือถือไม่ได้สนใจใคร เราต้องรอลิฟต์มาใหม่ พอเราได้ลงไปปรากฏว่ารถไฟไปแล้ว จากนั้นก็มีขบวนใหม่มาแต่ขบวนนั้นไม่ให้บริการ ปรากฏว่าไปสาย เรื่องแบบนี้ที่ทำให้เราเสียเวลา บางทีเกิดจากตัวระบบบ้าง ตัวคนบ้างที่ทำให้เราเสียเวลามากกว่าคนทั่วไป

ผมเคยชวนนักศึกษาจากม.รังสิตมาทำกิจกรรม อยากให้เขาเป็นคนพิการลองเดินทางด้วยรถไฟฟ้าดูบ้าง ทุกคนพูดเหมือนกันว่าถ้าเดินทางด้วยวิธีที่ไม่ใช่คนพิการเขาใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง แต่พอเขาลองมานั่งรถเข็นกลายเป็นสองชั่วโมงได้ยังไงไม่รู้ ซึ่งเขาก็ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง บางทีคนทั่วไปที่ผ่านมาเห็นว่ามีลิฟต์ก็คิดว่าสะดวก บางคนคิดว่าใช้ได้แต่ในความเป็นจริงมีลิฟต์แค่ข้างเดียว เขาไม่ใช่คนพิการที่ใช้ระบบนี้เป็นประจำเขาก็ไม่รู้ เขาก็นึกว่ามีลิฟต์อยู่แล้วก็ใช้ได้ แต่วันหนึ่งที่เขาลองมาใช้จริงแล้วพบว่าข้างที่อยากจะลงไม่มีลิฟต์ ทำให้เขาต้องข้ามถนนบางทีอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เสี่ยงข้าม หรือหาคนมาช่วย จุดนี้อาจจะเพิ่มมา 5 นาที 3 นาที 10 นาที บวกกันเข้าไปกลายเป็นเวลาที่เพิ่มขึ้น เรารู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นธรรมกับคนพิการเท่าไหร่

แล้วคนพิการคนอื่นเดินทางยังไง

ส่วนใหญ่คนพิการที่ไม่ได้ขับรถเองก็จำเป็นต้องใช้ขนส่งสาธารณะ คนพิการหลายประเภทไม่สามารถขับรถเองได้ เช่น คนตาบอด เขาเลยต้องมาพึ่งพาขนส่งสาธารณะเป็นหลัก ซึ่งช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมาที่รถไฟฟ้ายังไม่เยอะ เขาไปใช้รถแท็กซี่ก็เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ แต่พอมีรถไฟฟ้าก็สะดวกขึ้น 

ผมมีเพื่อนที่พิการรุนแรงใช้รถเข็นไฟฟ้า การที่เขาจะออกจากบ้าน เรียกแท็กซี่ ขึ้นรถไฟฟ้าก็เป็นความลำบากอีกแบบหนึ่ง ซึ่งยังไม่มีการเดินทางที่ตอบโจทย์เขา อย่างคนที่ใช้รถเข็นไฟฟ้าการที่จะขึ้นรถแท็กซี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นที่ต้องมียานพาหนะที่เขาใช้ได้ออกมาให้บริการซึ่งบ้านเรามีน้อย รถแท็กซี่กทม.ก็มีจำนวนจำกัดต้องโทรไปจอง ซึ่งวิธีการใช้งานค่อนข้างยุ่งยาก ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ไปได้แค่บางสถานที่จะไปที่ไกลๆ ก็ไม่ได้

เคยคิดจะไม่ไปไหน เพราะขนส่งสาธารณะบ้างไหม

จริงๆ ไม่เคยตัดสินใจที่จะไม่ไปด้วยเหตุนั้น แต่เราจะลดการเดินทาง ถ้าผมจะใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วๆ ไปไม่ได้แน่นอน ตอนที่ทำงานผมสังเกตุว่าพอเพื่อนเลิกงานเขาก็เดินเที่ยวห้าง แวะไปหาเพื่อนที่หมู่บ้านนี้ แวะซื้อของที่หมู่บ้านนี้ ไปออกกำลังกาย บางคนทำธุรกิจเสริมเดินทางไปหาลูกค้าตรงนี้ ถามว่าคนพิการจะทำอย่างนั้นได้มั้ย ก็ทำไม่ได้ ผมเคยลองทำแล้ววันนึงต้องจ่ายค่าแท็กซี่ไปพันกว่าบาท เลยทำให้เราพยายามที่จะจำกัดการเดินทางของเรา ปัญหาคือเราไม่ได้เติมเต็มชีวิตของเรา แทนที่จะไปหาเพื่อน ทำอาชีพเสริม ออกกำลังกายหลังเลิกงาน แทนที่เราจะได้ไปทำอย่างอื่นที่ทำให้เรามีโอกาสพบปะสังสรรค์ กิจกรรมพวกนี้หายไปจากชีวิตเรา ทำให้ชีวิตไม่มีสีสัน แต่ถ้าจะทำก็ต้องใช้เงินเยอะซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำถ้าต้องใช้เวลาหรือเงินขนาดนั้น

แน่นอนว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ แล้วคนพิการหลายคนไม่มีอาชีพ หรือถ้ามีอาชีพก็เป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่เยอะ รวมทั้งสภาพยานพาหนะสภาพเมือง หลายๆ รวมกันทำให้การที่คนพิการจะตัดสินใจเดินทางไปที่ไหนสักแห่งต้องใช้ความคิดเยอะ สุดท้ายเขาก็จะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเหลือแต่สิ่งที่จำเป็นเท่านั้น ผมจำได้ว่าตื่นเช้าไปทำงานกลับบ้าน แล้วก็อาจจะเข็นๆ อยู่แถวบ้านแถวตลาด แค่นั้น ไม่เคยได้ไปเหมือนที่คนอื่นเขาไป บางทีอยากไปหาเพื่อนก็ไม่ได้

อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นปัญหา

ผมเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ช่วงปี 46 มาอยู่อนุสาวรีย์ชัยฯ แน่นอนว่าตรงนั้นก็มีรถไฟฟ้าสายหนึ่งผ่าน ตอนนั้นเราจำได้ว่าได้แต่มองไม่สามารถขึ้นได้ เราก็เสียค่าใช้จ่ายกับแท๊กซี่ไปหมดแล้วรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมสำหรับเรา พอทำงานไปสักพักเราก็เห็นกลุ่มผู้นำพากันลงถนนประท้วงเราก็สนใจอยากไปด้วย ครั้งแรกผมก็ลางานไปร่วมม๊อบกับเขาเป็นส่วนหนึ่งกับเขา คือช่วงที่ประสบการณ์ยังไม่มากเราก็แค่อยากเรียนรู้ ก็ได้เห็นการต่อสู้ที่นานมาก เพราะตอนนั้นช่วงปี 46 จนมาได้ลิฟต์เมื่อปี 58 แต่จริงๆ มีก่อนหน้านั้นประมาณ 30 ปี ผมเข้ามาในช่วงประมาณ 20 ปี จำได้ว่าทั้งประท้วง เข้าไปพบ จัดประชุม ออกสื่อ ทั้งด่าทั้งชม ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เคยมีบางคนบอกว่า ‘คนพิการเป็นคนส่วนน้อยเอาไว้ที่หลังได้มั้ย คนทั่วไปเขามีปัญหาเยอะกว่า’ หรือบางทีนักการเมืองก็พูดให้เราฟัง ทัศนคติในช่วงนั้นก็จะเป็นแบบนี้

บางทีผมก็เกิดคถามว่า อย่างผมตอนอายุ 7 ขวบ ผมควรจะต้องเรียนหนังสือ ควรจะได้เข้า ป.1 ผมรอไปอีก 10 ปีแล้วค่อยเข้า ป.1 ได้มั้ย ก็ไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ในการที่เราจะทำความเข้าใจกับสังคม พอทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ก็พบว่า 10 ปีผ่านไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเราก็เริ่มเล่นแรงขึ้นมีการไปฟ้องศาลปกครอง จำได้ว่าตอนไปฟ้องเราพากันนั่งรถเมล์จากอนุสาวรีย์ไปศาลปกครอง อาจจะเป็นในเชิงสัญลักษณ์นิดนึง ผมก็รู้สึกสนุกดีที่ได้ทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ แต่จากวันนั้นก็ผ่านมาหลายปี ขึ้นศาลศาลก็พิพากษาว่าตอนที่เขาเซ็นสัญญาก่อนสร้างกฎหมายคนพิการยังไม่มีเราจะเอาผิดเขาไม่ได้ ก็ยืดระยะเวลาไปอีก แทนที่จะได้ตัดสินก็กลายเป็นต่อสู้กันใหม่ ก็เป็น 10 ปีอีกที่กว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องขอบคุณเขาที่สุดท้ายตัดสินใจเพิ่มลิฟต์ให้ ก็ทำให้การเดินทางของเราดีขึ้น

ผมคิดว่าผมเข้ามาในกรุงเทพฯ ในช่วงที่ค่อนข้างดี เพราะผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วงที่ลำบากสุดๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเปลี่ยนเป็นอีกแบบ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เช่น เรื่องค่าใช้จ่ายที่เมื่อก่อนผมใช้เป็นหลักหมื่นต่อเดือน ทุกวันนี้เหลือพันกว่าบาท ลดไป 80% - 90% หลังจากที่มีรถไฟฟ้า เรารู้สึกว่าควรจะมีมาตั้งนานแล้ว ผมเคยมีเพื่อนคนนึงที่มาทำงานในกรุงเทพฯ ถ้าเขามาทำตอนนี้เขาคงไม่ต้องลาออก เพราะตอนที่เขามาทำเขาอยู่สุขุมวิทไปกลับวันละ 500 บาท เพราะรถติด สุดท้ายเขาทำงานไม่ไหวต้องลาออกกลับไปอยู่ที่บ้าน ก็เสียโอกาสมากๆ

มีเรื่องอื่นในชีวิตอีกไหมที่รู้สึกว่าเสียโิอกาส

มีอยู่เรื่องนึงที่คาใจผมมาตั้งแต่เด็ก คือ เรื่องการศึกษาของตัวเองที่ผมรู้สึกว่าเสียไปโดยที่ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้ ตอนนั้นที่เข้าเรียนมัธยมผมจำได้ว่าสอบเข้าได้ที่ 1 ของอำเภอ ซึ่งผมควรจะมีอนาคตที่ดีใช่มั้ย? ผมชอบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เราอยากเป็นวิศวกร แต่พอเราได้เรียนไปสักพักเรารู้สึกว่าไม่ไหว ต้องตะเกียกตะกายขึ้นไปเรียนต้องคลานไป พอเป็นวัยรุ่นเราก็ไม่อยากทำแบบนั้นให้คนอื่นเห็น ก็กดดันตัวเอง สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะไม่ไปเรียนหนังสือ ทั้งที่สอบได้ที่ 1 และมีคนให้ทุน 

ก็เป็นโอกาสที่เสียไปเลย ปัจจุบันถ้าผมจะเรียกกลับคืนมาได้มั้ย ก็ไม่ได้แล้ว เกิดคำถามในใจว่า จริงๆ เราก็ทำประโดยชน์ให้สังคมได้นะ ถ้าวันนั้นเราได้เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกร เราอาจจะทำอะไรให้กับสังคมนี้ในบทบาทนั้นที่อาจจะทำให้บ้านเมืองมันดีขึ้นก็ได้ แต่เราเสียโอกาสนั้นไปเพียงเพราะว่าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เรา รู้สึกว่าติดอยู่ในใจตั้งแต่เด็ก

คนพิการคนอื่นก็เสียโอกาสตรงนี้เยอะ บางคนที่เรียนเก่งหรือคนที่มีความฝัน อยากทำอะไรหลายๆ อย่างเหมือนคนทั่วไปแต่ทำไม่ได้เพราะมีอุปสรรค อุปสรรคที่ผมพูดไม่ได้หมายถึงป่วย ไม่สบาย แต่เป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้าง เช่น ขึ้นไปเรียนไม่ได้ เดินทางไม่ได้ เป็นอุปสรรคที่ทำให้เราเสียโอกาสหลายๆ อย่าง ทุกวันนี้ผมก็ยังรู้สึกว่าไม่สามารถที่จะทำสิ่งที่อยากทำได้อย่างเต็มที่ มีโอกาสหลายๆ อย่างที่เราเสียไป เช่น อยากจะทำธุรกิจแต่เราทำไม่ได้เพราะต้องเดินทาง และเสียเวลาเราอีก ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มอีก

การมีขนส่งสาธารณะที่ดีจะเปลี่ยนชีวิตคนพิการได้ขนาดไหน

จะเปลี่ยนอย่างแน่นอน เพราะว่าโอกาสอยู่ข้างนอกไม่ได้อยู่ในบ้านเรา ถ้าเราออกไปข้างนอกไม่ได้เราก็จะไม่ได้เจอโอกาส ใครเขาจะเอาโอกาสมาให้เราที่บ้านล่ะ ถึงแม้ในปัจจุบันเราจะงานผ่านออนไลน์ได้แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ต้องออกมาพบปะพบเจอผู้คนสิ่งต่างๆ มากมายที่ไม่ได้มาหาเราผ่านเทคโนโลยี ก็ยังอยู่ข้างนอกอยู่ดี แน่นอนว่าจะเติมเต็มโอกาสในการทำสิ่งที่อยากทำ โอกาสที่จะมีสุขภาพที่ดีจากการออกกำลังกาย ได้มีความสุขกับชีวิต ได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อน ได้ทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ทำประโยชน์ให้กับสังคม แม้กระทั่งออกไปจับจ่ายใช้สอยเราก็จะสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนให้กับสังคมได้ แต่ถ้าออกไปไหนไม่ได้ก็จะถูกจำกัดไม่ให้ทำกิจกรรมเหล่านี้ อย่างน้อยการออกจากบ้านเราก็เสียเงินแล้ว เราได้อุดหนุนคนขายชากาแฟ ถ้าไม่ได้ออกไปก็ไม่ได้ใช้จ่ายอะไร

ทำไมถึงคิดว่ารัฐควรทำให้เข้าถึงได้

สุดท้ายแล้ว ก็เป็นหลักประกันของทุกคน สิ่งอำนวยความสะดวกไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับคนพิการอย่างเดียว แต่คนที่ต้องการจริงๆ ก็คือคนพิการ และก็ยังเป็นประโยชน์กับคนในภาพรวม วันหนึ่งทุกคนก็จะอายุมากขึ้น บางคนอาจจะตั้งท้องก็ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ ถ้าคุณเดินขึ้นบันไดแล้วสะดุดล้มขึ้นมา ก็สร้างความเสียหายให้กับชีวิตคุณได้ 

ผมเคนตั้งคำถามว่า คนที่เคยวิ่งขึ้นวิ่งลงรถไฟฟ้าเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ตอนนี้คุณยังทำได้อยู่มั้ย คุณอาจจะทำไม่ได้เพราะข้อเข่าเสื่อม จะเห็นว่าเมื่อเวลาผ่านไปบางอย่างที่เราเคยทำได้อาจจะทำไม่ได้แล้วก็ได้ เราก็ต้องการวิธีการเข้าถึงแบบใหม่การใช้งานแบบใหม่ ถ้าสังคมเราออกแบบมาให้ดีจะตอบโจทย์ความต้องการการใช้งานที่หลากหลาย เป็นหลักประกันให้ทุกคนว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนคุณยังคงทำสิ่งที่เคยทำได้เหมือนเดิมหรือได้เกือบเท่าเดิม

ทำไมสิ่งอำนวยความสะดวกที่รัฐทำถึงไม่ตอบโจทย์คนพิการ

หนึ่งคือขาดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ สองคือขาดการทดลอง อย่างเอสการ์ด (S-Guard เสากั้นบนทางเท้า) แน่นอนว่าเขาหวังดีที่อยากให้คนเดินเท้าปลอดภัยจากรถมอเตอร์ไซค์ แต่ไม่มีการทดลองใช้เพื่อดูว่าส่งผลกระทบอะไรบ้างก่อนที่จะเอามาติดตั้ง นอกจากจะบล็อกรถมอเตอร์ไซค์ รถเข็นก็พลอยโดนบล็อกไปด้วย

ผมเคยถามคนทั่วไปว่า ตอนเขาสร้างรถไฟฟ้าเคยไปดูมั้ยว่าบันไดใช้ได้หรือเปล่า เขาตอบว่าไม่เคย เขาไม่เคยต้องกังวลว่าบันไดใช้ได้มั้ย บันไดจะได้มาตรฐานมั้ย ก้าวขึ้นลงแล้วสะดวกมั้ย แต่คนพิการยังระแวงอยู่ว่าทางลาดได้มาตรฐานหรือเปล่า แคบไปมั้ย เอาไปไว้ข้างหลังแล้วหายากหรือเปล่า เอาไปซ่อนไว้ตรงหรือไหนหรือเปล่า การติดตั้งราวจับติดยังไงขวางทางที่จะใช้งานมั้ย เรายังต้องคอยดูคอยตามเรื่องพื้นฐานแบบนี้อยู่ มีความจำเป็นที่ผู้ใช้แบบพวกเราควรได้เข้าไปมีส่วนร่วม อย่างน้อยก็ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าที่ผ่านมาเจอปัญหาอะไร ไม่ใช่ว่าเอาเข้าไปตอนท้ายๆ แล้วก็ทำอะไรได้ไม่มาก ทำให้เป็นปัญหาที่ผ่านมาว่าทำแล้วใช้ไม่ได้

คิดว่าเมืองในฝันจะเป็นแบบไหน

ต้องเป็นเมืองที่ทุกคนช่วยกันออกแบบ ช่วงหลังๆ ผมได้มีโอกาสไปร่วมกับโปรเจ็คเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองรอบสถานีขนส่ง TOD (การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน Transit-Oriented Development:TOD) ค่อนข้างเยอะ เช่น รถไฟความเร็วสูงที่จะผ่านจังหวัดต่างๆ เขาจะวางแผนว่าตรงที่มีสถานีรถไฟเขาจะปรับปรุงยังไง ออกแบบเมืองใหม่ให้รองรับการเดินทางแบบนี้ได้ยังไง ซึ่งจะมีเรื่องของ Universal Design เข้าไปด้วย เราซึ่งเป็นคนพิการก็พยายาามเข้าไปมีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นว่าต้องเป็นแบบไหน ทำยังไง คำนึงถึงเรื่องอะไร 

ผมดีใจที่ตอนนี้มีโปรเจ็คพัฒนาเมืองเพิ่มขึ้นมาก เช่น ถนนรัชดาภิเษก รัตนโกสินทร์ ศรีราชาที่พัทยา บ้านฉางที่ขอนแก่น เขาก็เริ่มมีการพัฒนาแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งคนพิการจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอนจากการมีพื้นที่เมืองใหม่ๆ ที่คำนึงถึงการเข้าถึงของทุกคน อะไรที่ออกแบบใหม่ทำใหม่น่าจะดีกว่าเมืองในปัจจุบันของเรา ขออย่างเดียวคือเราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมเท่านั้นเอง

Livingสัมภาษณ์คุณภาพชีวิตศิลป-วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมสว่าง ศรีสมวีลแชร์พิการทางการเคลื่อนไหว
Categories: ThisAble

คุยกับคนพิการไปม็อบ ว่าด้วยเรื่อง “ถ้าการเมืองดี”

Mon, 2020-11-30 12:54

กระแสการชุมนุมของฝ่ายประชาธิปไตยที่เริ่มขึ้นจากกลุ่มนักศึกษาทำให้เกิดการขับเคลื่อนประเด็นแตกแยกย่อยออกไปในหลายประเด็น ทั้งประเด็นความหลากหลายทางเพศ แรงงาน การศึกษา ศิลปะ รวมถึงประเด็นคนพิการด้วยเช่นกัน แฮชแทกที่เกิดขึ้นอย่าง #ถ้าการเมืองดี ถูกเอามาใช้เล่าถึงปัญหาทางสังคมต่างๆ มากมาย Thisable.me จึงอยากชวนผู้อ่านทุกคนมาดูว่า หากการเมืองดีแล้ว คนพิการฝันเห็นอะไร

ถ้าการเมืองดี คนพิการจะได้ออกมาใช้ชีวิต: 

“ถ้าสภาพแวดล้อมสะดวกกว่านี้ คนพิการจะออกมาใช้ชีวิต ฟุทปาธหรือลิฟต์ที่มีในปัจจุบันไม่สามารถใช้ได้จริง เหมือนทำให้รู้ว่ามีก็เท่านั้น”

“เวลาที่เราเดินทางไปม๊อบต้องมีการต่อรถหลายสายเพราะลำพังเราเองก็ไม่ได้มีกำลังที่จะนั่งรถแท็กซี่ไปทุกครั้ง บางครั้งก็ต้องลงถนน สลับขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างถนนกับฟุทปาธที่ค่อนข้างสูงมาก เพื่อนผู้หญิงที่ไปด้วยก็ช่วยไม่ไหวจนคนแถวนั้นต้องเข้ามาช่วยยก เรามองว่าการใช้ชีวิตของคนพิการในกรุงเทพฯ เป็นอะไรที่ลำบากมาก ยิ่งถ้าไม่มีรถส่วนตัวก็อาจทำให้คนที่พิการไม่มากกลายเป็นคนพิการสุดๆ เพราะเขาไม่สามารถที่จะไปไหนได้

“เราไปร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากมีสลายการชุมนุมที่ถนนเกียกกาย วันสลายการชุมนุมเราเองก็โดนความรุนแรงและเกิดอุบัติเหตุด้วย ขนาดว่าไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่สะเก็ดแก๊สที่หลงเหลืออยู่ทำให้รู้เลยว่า พลังของมันแรงมากจริงๆ แสบตาจนน้ำตาไหล ตอนนั้นคิดถึงคนที่อยู่แถวหน้าว่าเขาจะได้รับผลกระทบขนาดไหน ในช่วงชุลมุนเราเองก็รีบปั่นวีลแชร์ เพื่อนๆ ในม๊อบก็มาช่วยกันเข็นและด้วยความชุลมุนก็เกิดอุบัติเหตุวีลแชร์สะดุดจนเราล้ม น็อตวีลแชร์หลุดหายไป 3 ตัว (หัวเราะ) แต่การล้มทำให้เห็นว่าทุกคนช่วยกัน ไม่มีใครทิ้งกัน หากใครมองว่าม็อบคณะราษฎรใช้กำลัง มีความรุนแรง เราจะขอเถียงเพราะตัวเองไปมาตลอดตั้งแต่ที่สนามหลวงจนถึงวันนี้ พวกเรามีแค่แว่นและน้องเป็ด คุณไม่เคยไปใช่ไหมถึงมองว่ารุนแรง เลยอยากชวนให้ลองมาสัมผัสเอง จะแฝงตัวมาก็ได้ จะใส่เสื้อสีอะไรมาก็ได้ อยากให้มาเห็นความประทับใจที่เราได้กลับมาตลอด ทุกคนคอยช่วยเหลือ ดูแลกันและกัน ไปด้วยอุดมการณ์เดียวกันที่อยากจะเปลี่ยนแปลง ถ้าคนไม่เดือดร้อนจริงๆ ก็คงไม่ออกกันมาเยอะขนาดนี้”

“ทุกวันนี้ไม่กังวลเลย ตั้งแต่วันที่ไปสนามหลวงแล้วเขาบอกว่าจะเข้าสลายการชุมนุมเพราะเกินเวลา เราก็ยังตัดสินใจไปร่วม ไม่ได้กลัวแต่คิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงทำให้มันดีขึ้น อยากเป็นส่วนหนึ่งของการบอกว่า ขนาดหนูพิการ หนูมีความลำบากทางด้านร่างกาย แต่หนูเลือกออกมาม็อบเพราะหนูทนกับความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่ไม่ได้ จนต้องยอมออกมาลำบากในม็อบทั้งที่ที่ม็อบไม่ได้สะดวกกับหนู นั่งนานๆ ขาก็บวม เข้าห้องน้ำก็ลำบาก หนูอยากแสดงให้เห็นว่าเรามาเพราะอยากให้ประเทศดีขึ้น ตอนนี้มีปัญหาหลายอย่าง ค่าครองชีพที่สูงมาก การเดินทางที่แย่ไม่ใช่แค่สำหรับคนพิการแต่คนที่ไม่พิการก็ต้องยืนรอรถเมล์นานมากทั้งที่เลิกงานแล้วก็ควรได้กลับบ้านพักผ่อน ชีวิตเขาไปไหนหมด กฎหมายอะไรที่ไม่ควรเอามาใช้ก็เอามาใช้ ทั้งทีมีคดีอีกมากที่ควรจะจับได้แต่ก็จับไม่ได้ นอกจากนี้เราก็ยังเห็นการปิดกั้นสื่อผ่านอำนาจของรัฐบาล ทั้งที่สื่อควรจะได้ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลที่รอบด้าน

“เรื่องการศึกษาก็เช่นกัน ทำไมคนกรุงเทพฯ กับคนต่างจังหวัดจึงได้รับคุณภาพการศึกษาที่ต่างกัน ทั้งที่ทุกคนเสียภาษีเท่ากัน ทำไมคุณภาพชีวิตเราถึงแย่กว่าชีวิตของคนกรุงเทพฯ ทำไมรัฐบาลมองไม่เห็นปัญหาตรงนี้ถึงออกแต่นโยบายที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างโครงการคนละครึ่ง หนำซ้ำไม่ใช่ทุกคนที่ได้ประโยชน์ เราเลยมองว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่รัฐบาลควรทำ แต่ควรแก้ปัญหาได้ดีและยั่งยืนกว่านี้”

“เราไม่เหนื่อยเลย ยิ่งเห็นคนโดนจับยิ่งอยากออกไป อยากให้มีม็อบทุกวัน อยากออกไปให้ตำรวจเห็นว่าแกนนำไม่ใช่แค่คนที่ถูกจับ แต่ทุกคนก็คือแกนนำ ไม่ว่าใครก็สามารถขึ้นไปพูดปัญหาที่ตัวเองเจอได้ ต่อให้ไม่มีแกนนำ ม็อบก็เดินต่อได้อย่างที่ห้าแยกลาดพร้าวเพราะทุกคนมาด้วยอุดมการณ์เดียวกัน สิ่งที่เสียดายคือเรายังไม่ค่อยเห็นคนพิการในม็อบสักเท่าไหร่ อาจเพราะอุปสรรคด้านการเดินทาง หรืออย่างเราเองก็จะต้องชวนเพื่อนไป หากเพื่อนไม่พร้อมก็ต้องไล่ชวนคนอื่น ค่าใช้จ่ายก็เป็นเรื่องใหญ่ เราเองเก็บเงินสำรองไว้เป็นค่าแท็กซี่และจ่ายแทนเพื่อนด้วยเพราะมองว่าถ้าเพื่อนไม่ได้ไปกับเรา เพื่อนอาจนั่งรถเมล์หรือเลือกการเดินทางที่ประหยัดกว่านี้ได้ เราไม่ได้มีคนใหญ่คนโตหนุนหลังอย่างที่เขาบอกกันเลยไม่ได้เดินทางฟรี ฉะนั้นทุกการไปม็อบคือค่าใช้จ่าย

“ความคิดต่างๆ ที่ถูกปลูกฝังมาเราคิดว่าจะต้องแก้ตั้งแต่ระบบการศึกษา ผู้ใหญ่ที่ดูถูกเด็กในวันนี้เขาก็ถูกสอนด้วยชุดความรู้แบบหนึ่งและอาจไม่ได้มีโอกาสหาความรู้ชุดอื่นๆ เพราะเทคโนโลยีในสมัยนั้นไม่ได้แพร่หลาย ฉะนั้นเมื่อปัจจุบันมีเทคโนโลยีแล้ว การเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ก็ควรต้องเปลี่ยนเพราะโลกข้างนอกไปไกลกว่าแบบเรียน คนตาสว่างกันแล้ว เลยอยากจะฝากถึงคนที่ไล่ให้เยาวชนไปเสียภาษีทั้งที่ทุกคนก็รู้กันว่าแค่ซื้อของในร้านสะดวกซื้อก็เสียภาษีแล้ว ให้มองเห็นคุณภาพชีวิตในอนาคต ไม่ใช่ว่าคุณอยู่ในพื้นฐานครอบครัวที่ดีอยู่แล้วจึงไม่มองคนรากหญ้า เราอยู่ประเทศเดียวกันก็ควรที่จะมองเห็นคุณภาพชีวิตของทุกคนเท่ากัน คนจน คนรากหญ้าก็มีฐานะเป็นประชาชนเจ้าของประเทศไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง เปิดใจสักนิด ใส่ใจคนข้างหลังสักหน่อยแล้วจะเข้าใจว่าตอนนี้เราออกมาเรียกร้องเพื่ออะไร”

ถ้าการเมืองดี ฟุทปาธจะดี: 

“ถ้าการเมืองดี การวางแผนผังเมืองก็จะดีด้วย ตัวเราเองมีปัญหากับเรื่องฟุทปาธมากเพราะใช้เดินทางทุกวัน เสาไฟฟ้า สะพานลอย ป้อมตำรวจ ฝาท่อและทางลาดที่ใช้ไม่ได้ ทำให้เราต้องลงไปเข็นวีลแชร์บนถนน ซึ่งอันตรายมาก ถ้าการเมืองดีเราคงไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้”

“หากการเมืองดีเมื่อรัฐทำอะไรสักอย่างเขาก็จะนึกถึงคนทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครต้องสามารถใช้ระบบขนส่งได้ เราจะมีงบประมาณในการปรับปรุงสิ่งที่มีปัญหา ถ้าคนที่มีอำนาจมากพอใส่ใจความเป็นอยู่ของประชาชนงบประมาณจะถูกเอามาใช้อย่างถูกต้องและทำให้คุณภาพชีวิตของคนในประเทศไม่ว่าจะพิการหรือไม่พิการดีขึ้น พอเราเห็นปัญหาเยอะแยะที่ไม่ถูกแก้ก็เกิดคำถามว่า คนที่มีอำนาจทำงานนั้นเก่งจริงหรือเปล่า มีความสามารถแค่ไหน

“เหตุผลที่ไปม็อบเพราะเราเห็นความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราเดินได้เราสามารถขึ้นรถเมล์ เดิน นั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปทำงานก็ได้ ราคาก็ถูกกว่า แต่เมื่อนั่งวีลแชร์เราไม่สามารถใช้ฟุทปาธได้ เราไม่สามารถเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะได้ หลายครั้งต้องนั่งแท็กซี่จนเสียค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตมากกว่าคนอื่น เราอยากให้การออกมาร่วมในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้ ออกไปเพื่อให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้ก็เจอปัญหา แม้ผู้มีอำนาจอาจมองไม่เห็นแต่อย่างน้อยคนทั่วไปก็จะได้รู้ว่า ปัญหาที่เราเจอนั้นแย่มาก ขนาดคนที่เดินทางลำบากยังต้องออกมาเรียกร้องเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“การโดนข้อหาไม่ควรเกิดขึ้นเพราะทุกคนมีสิทธิที่จะพูด การใช้กฎหมายที่ผ่านมาเพื่อทำให้คนรู้สึกกลัวนั้นไม่ได้ผลหรอก เราไม่เคยกังวลเรื่องนี้แต่ก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย เหมือนที่หลายๆ คนน่าจะเห็นผ่านสื่อว่า บางครั้งก็มีการปะทะกัน หากเป็นคนทั่วไปก็อาจจะสามารถเอาตัวรอดได้ง่ายกว่า แต่เมื่อเรานั่งวีลแชร์โอกาสที่จะเกิดอันตรายก็สูง โอกาสที่จะเอาตัวเองออกมาจากเหตุการณ์ยากก็มี แต่ถ้าถามว่าคุ้มที่จะเสี่ยงไหมเราก็คิดว่าคุ้ม ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ โดยไม่มีใครรู้ปัญหาและไม่รู้ว่ายังมีอีกหลายอย่างในประเทศนี้ที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง

“คนที่บอกว่าประเทศเราดีอยู่แล้วอาจเป็นเพราะเขามีความสุขสบายในชีวิต หากเปรียบเทียบสังคมคือบ้าน ขนาดบ้านคุณมีปัญหาพื้นพัง น้ำรั่ว อยู่ไม่สบายคุณยังต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เข้ากับคนในบ้าน สังคมก็เหมือนกัน หากคนที่อยู่มีปัญหา มีเรื่องไม่สบายก็ต้องได้รับการปรับปรุง ทำไมถึงบอกว่าบ้านเมืองของเราดีแล้วจนไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ผู้ชุมนุมออกมาเล่าปัญหาเยอะแยะ ซึ่งเห็นได้ง่ายมากโดยเฉพาะเดี๋ยวนี้มีสื่อโซเชียลเราก็ไม่ควรจะปิดรับสิ่งที่จะพัฒนาให้ประเทศเราดีขึ้น ถ้าวันหนึ่งเรามีโอกาสได้คุยกับคนที่มองว่าเด็กและเยาวชนที่ออกมาม็อบเป็นพวกหัวรุนแรงหรือจาบจ้วง เราก็จะเล่าให้เขาฟังว่า สิ่งที่เราออกมาเคลื่อนไหวนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เราไม่ได้พูดแบบปั้นน้ำเป็นตัวหรือต้องการสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความไม่สงบในประเทศ คุณควรพยายามทำความเข้าใจและหากไม่เข้าใจเราก็อยากชวนไปเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อย่างเช่นปัญหาของคนที่ใช้วีลแชร์ซึ่งเห็นได้ง่ายมาก”

ถ้าการเมืองดี นโยบายของรัฐก็จะดี: 

“คำว่าการเมืองดีของผมคือประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มองเห็นทุกคนคือมนุษย์เท่าเทียมกัน คนทุกคนไม่ว่าจะพิการ ไม่พิการก็ต้องได้รับสิทธิผ่านนโยบายที่คิดเพื่อทุกคน มีสวัสดิการที่เอื้อให้เขาสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี”

“ปัญหาที่เกิดขึ้นคือความเหลื่อมล้ำของนโยบายรัฐที่ทำให้คนถูกเลือกปฏิบัติ ได้รับการสงเคราะห์แทนที่จะมีรัฐสวัสการ เช่น สวัสดิการแห่งรัฐหรือแม้แต่เบี้ยคนพิการที่เพิ่มแบบไม่เท่ากัน สิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องคือเราควรจะมีรัฐสวัสดิการได้แล้วเพราะรัฐสวัสดิการนั้นตอบโจทย์กับคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่คนพิการหรือผู้สูงอายุ ความเหลื่อมล้ำทุกวันนี้เห็นได้จากทุกส่วน คนจนไม่มีเงินส่งลูกเรียน ในขณะที่คนรวยส่งลูกเรียนจบปริญญาได้สบายๆ แล้วจะบอกว่าทุกคนมีโอกาสเท่ากันได้ยังไง ถ้าหากทุกคนได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐานเท่ากัน ความเหลื่อมล้ำก็จะน้อยลงและค่อยๆ หายไปแปรผันตามโอกาสทางการศึกษา ตัวผมเป็นคนพิการรุนแรงที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียว ในแต่ละเดือนค่าใช้จ่ายสูงมาก ทั้งค่าห้อง ค่าผู้ช่วยคนพิการ ค่าแพมเพิส ค่าเดินทางไปทำงาน ค่ากินและค่าใช้จ่ายอื่น เมื่อเทียบกับคนอื่นที่เงินเดือนประมาณ 9,000 เท่ากัน เขาไม่ต้องมาเสียเหมือนผม ไม่ต้องมีค่าผู้ช่วยคนพิการ ไม่ต้องมีค่าแพมเพิสหรือค่าเดินทางที่สูงกว่า คุณเห็นความเหลื่อมล้ำไหม ผมจึงเข้าใจคนที่ต้องออกมามาขโมยของไปเป็นค่านมลูกเพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก สังคมมันเหลื่อมล้ำ สวัสดิการก็ไม่เอื้อให้คนได้อยู่แบบมีคุณค่า

“เงินเดือนจากบริษัท 9,300 บาท ได้มาแต่ละเดือนก็ต้องจ่ายค่าแพมเพิส ค่าเดินทางที่สูงกว่าคนทั่วไป ค่าผู้ช่วยคนพิการ แค่คนพิการรุนแรงจะเข้าห้องน้ำคุณก็ต้องเสียตังค์แล้วเป็นค่าผู้ช่วยต่อเดือนประมาณ 6,000 บาทหรือชั่วโมงละ 100 บาท คิดดูหากคุณเป็นคนพิการรุนแรงที่ใช้ผู้ช่วย 24 ชั่วโมง เดือนๆ หนึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายหมื่นกว่าบาท มันไม่พอกับเงินเดือนที่ได้มาหรอก ผมเคยคิดว่าถ้าวันหนึ่งถ้าทำงานไม่ไหวแล้วจะอยู่ยังไง ทุกวันนี้ที่อยู่ได้เพราะมีงานทำ แต่คนพิการอีกหลายคนต้องอาศัยครอบครัวในการดูแล มีพ่อแม่คอยอาบน้ำแต่งตัวให้ บางวันพ่อแม่ไม่ว่างก็ต้องปล่อยลูกนอนขี้เต็มกางเกง 5-6 ชั่วโมงถึงกลับบ้านมาจัดการ

“หากอนาคตประเทศไทยยังไม่มีรัฐสวัสดิการที่จะสามารถดูแลคนพิการได้ เราอาจต้องพูดถึงเรื่องการุณยฆาตเพราะผมก็ไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างไรหากทำงานไม่ได้เมื่อแก่ตัวไป เวลาคนพูดว่า คนพิการได้เบี้ยความพิการ 800 บาทแล้วจะมาเรียกร้องอะไรอีกผมก็ต้องบอกเลยว่า บริบทของคนพิการแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ใช่คนพิการทุกคนที่ลุกขึ้นมาทำงานได้ หลายคนพิการภายหลังที่นอกจากสูญเสียฟังก์ชันร่างกายแล้ว ยังเสียความเชื่อมั่นและคิดว่าตัวเองเป็นภาระที่ต้องให้คนอื่นเลี้ยงดู นอกจากนี้ถึงแม้เขาทำงานได้ ก็มีไม่กี่บริษัทที่รับคนพิการทำงานแล้วพร้อมที่จะปรับสิ่งอำนวยความสะดวก ผมว่าเวลาพูดแบบนี้ก็ต้องดูด้วยว่าโครงสร้างบ้านเราเป็นอย่างไร ทำไมคนพิการถึงออกมาทำงานไม่ได้

“ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่ว่ารวยจนหรือเกิดมาในครอบครัวไหนคุณก็คือมนุษย์ แต่ทำไมโครงสร้างสังคมจึงไม่เอื้อให้คนทุกคนอย่างเท่าเทียมจนเกิดความเหลื่อมล้ำ เราจึงมองว่าข้อเรียกร้องของนักศึกษา 3 ข้อที่มองว่าทุกคนเท่ากันนั้นเป็นไปได้จริง พลเมืองทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออกทางความคิดเห็นและเป็นสิทธิของผมเช่นกันที่จะร่วมชุมนุมได้ เราก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไงเราแต่เราผ่านความกลัวตรงนั้นมาหมดแล้ว”

ถ้าการเมืองดี คุณภาพชีวิตของทุกคนจะดี: 

“ผมอยากทำตามความฝันของตัวเองบ้าง แต่การจะทำแบบนั้นได้ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี สภาพแวดล้อมที่ดีที่ทำให้สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ และการเมืองก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้น”

“การเมืองเชื่อมโยงกับทุกมิติของชีวิต โดยเฉพาะประเด็นคนพิการไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักษาพยาบาล เรื่องกายอุปกรณ์เ เบี้ยยังชีพคนพิการ เรื่องแรกคือเรื่องที่สำคัญมากอย่างการศึกษา ในขณะที่เด็กคนอื่นในชุมชนที่ไม่ได้มีความพิการอาจจะสามารถเลือกเรียนใกล้บ้านได้ แต่เด็กพิการไม่สามารถที่จะเลือกเรียนใกล้บ้านได้เนื่องจากข้อจำกัดของสภาพแวดล้อม ห้องเรียน อาคารเรียน ไปจนถึงครูผู้สอนเองที่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความพิการ สองคือเรื่องการเดินทางหรือสภาพแวดล้อม แม้เราจะต่อสู้กันมาอย่างยาวนานไม่ว่าจะกี่รัฐบาลแล้วแต่ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงและยิ่งทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น ขณะที่ประชาชนคนอื่นมีทางเลือกในการเดินทางอย่างหลากหลาย แต่คนพิการเองไม่มีทางเลือกในการเดินทาง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผมออกมาร่วมชุมนุม นอกจากประเด็นเรื่องคนพิการที่เป็นอัตลักษณ์ของผมด้วยแล้ว ความคิดเห็นทางการเมืองที่ตรงกันกับม็อบนี้อย่างระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย เห็นคนเท่ากัน ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าต้องออกมา

“ม็อบไม่ได้น่ากลัว ไม่มีการใช้ความรุนแรง แต่มีความคิดสร้างสรรค์มาก ทั้งการแสดงศิลปะ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ การทำกิจกรรมที่ทำให้คนตระหนักรู้เรื่องของสิทธิ เสรีภาพ และความสำคัญของสวัสดิการทางสังคม ไม่ได้จ้องจะโจมตีหรือทำลายฝั่งตรงข้าม สำหรับผมการเดินทางไปม็อบไม่ได้สะดวกสบาย ถ้าใกล้สถานีรถไฟฟ้าก็จะเดินทางง่ายขึ้น แต่ถ้าม็อบไม่ใกล้รถไฟฟ้าก็ต้องนั่งแท็กซี่เข้าไป

“ผมคิดว่าประชาธิปไตยที่ดีต้องรับฟังเสียงของทั้งคนส่วนมากและส่วนน้อย แต่ปัจจุบันเราจะเห็นว่าตั้งแต่มีการรัฐประหารและคสช. เข้ามา ประชาชนก็ถูกจำกัดสิทธิหลายด้าน เกิดความไม่เป็นธรรมกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เราเห็นการใช้อำนาจโดยไม่สมควรและรู้สึกไม่พอใจต่อวิธีที่รัฐบาลใช้ จึงมองว่าถ้าไม่ออกมาเรียกร้องก็แสดงว่าเรายอมรับการอยู่ภายใต้อำนาจนี้ การสลายการชุมนุมที่ผ่านมาผมมองว่า ไม่สมเหตุสมผล รัฐใช้ความรุนแรงในการฉีดน้ำผสมสารเคมีที่ส่งผลต่อกลุ่มผู้ชุมนุมนมทั้งที่ไม่ได้มีความวุ่นวายหรือความรุนแรง เราไม่เห็นด้วยเพราะเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและมองว่าควรประณามการกระทำเหล่านี้

“ม็อบราษฏรเป็นม็อบแรกที่ผมไป จุดเปลี่ยนก็คือการได้ศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ช่วงปี 54 เป็นต้นมา เราค้นพบว่าภายใต้ปัญหาทางการเมืองต่างๆ ล้วนเชื่อมโยงกับอำนาจการปกครองแบบศักดินาที่กดทับผู้คน ถ้าเราไม่กล้าพูดในวันนี้แล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ทำไมคนไม่ตั้งคำถามเมื่อเห็นหนี้สินที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด รถเมล์ที่ใช้ตั้งแต่ผม 5 ขวบก็ยังเป็นคันเดิม คุณภาพแย่เหมือนเดิม ภาษีที่เราจ่ายหายไปไหนทำไมคุณภาพชีวิตของคนไม่ดีขึ้น คนควรรักชาติ รักประชาชนและมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็น ใครจะมองว่าม็อบเด็กรุนแรง จ้วบจ้าบอย่างไรเราก็ไม่ได้แคร์เพราะเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราแคร์อนาคตมากกว่า ครั้งหนึ่งที่ผมเคยแสดงละครใบ้ ทาหน้าขาวทำท่าคว้าพานรัฐธรรมนูญเพื่อเรียกร้องสิทธิทางการศึกษาของเด็กพิการ มีคนมาคอมเมนท์ว่า ‘อ้วนแบบนี้พิการจริงเหรอ?’ หรือ ‘แค่ให้คนพิการเรียนก็น่าจะพอใจได้แล้ว’ ผมคิดว่าความคิดแบบนี้แสดงให้เห็นเลยว่าระบบศักดินาที่ครอบอยู่กดทับประชาธิปไตยอย่างไร ถึงทำให้คนไม่เห็นความหลากหลายของคนในสังคมและตัดสินคนอื่นผ่านการแบ่งชนชั้นแบบนี้”

    Socialรายงานพิเศษคุณภาพชีวิตการเมืองสิทธิมนุษยชน
Categories: ThisAble

จากงานแนะแนวที่ไม่เห็นผล สู่ครั้งแรกที่เด็กพิการได้ค้นหาและรู้ว่าชอบอะไร

Mon, 2020-11-23 20:28

เมื่อ 21 ตุลาคม 2563 ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และบริษัท กล่องดินสอ จำกัดได้จัดงาน “เด็กพิการเรียนไหนดี ’64 ตอน ปั้นฝันเป็นตัว” ปีที่ 3 โดยจากเสียงสะท้อนสองครั้งที่ผ่านมาพบว่า การจัดงานดังกล่าวเป็นเพียงงานแนะแนว ที่มีบูธแนะนำสถานศึกษา แต่สุดท้ายเด็กพิการก็ไม่รู้จะเรียนอะไร ในครั้งนี้จึงจัดกระบวนการค้นหาตัวเองและแนวทางการเลือกคณะหรือสาขาที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในการเลือกสาขาที่ต้องการเรียน

สำรวจอาชีพที่ใช่ สาขาเรียนที่ชอบในโซน “ค้นหาตัวเอง”

ระหว่างงานศิลปะกับคอมพิวเตอร์ชอบอะไร?
ชอบทำงานศิลปะลงกระดาษหรือจอคอม?
ชอบวาดอะไร?
ชอบวาดเองหรือชอบสอนเพื่อนด้วย?
ระหว่างทำเองกับสอนเพื่อนแบบไหนมีความสุขมากกว่า?
ชอบทำงานแบบคิดเองหรือทำตามคำสั่ง?

เสียงถามคำถามจากกระบวนกรแต่ละโต๊ะดังต่อเนื่อง คำถามเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ความถนัดและความชอบของเด็กพิการแต่ละคน เพื่อแนะแนวสาขาที่เหมาะสมในการเรียนต่อ

สิ่งแรกที่เด็กพิการทุกคนต้องทำเมื่อเข้าไปในโซนค้นหาตัวเองคือ การทำแบบทดสอบเพื่อประเมินตัวเองว่ามีความถนัด ชอบหรือให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งความถนัดคือ สิ่งทำได้ดี แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ชอบทำก็ได้ ส่วนสิ่งที่สนใจคือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ทำได้ดี โดยให้คะแนนเป็นดาวตั้งแต่ 1 ดวง คือถนัดหรือชอบน้อย ไปจนถึงดาว 5 ดวง คือถนัดมากหรือชอบมาก

ตัวอย่างคำถามประเมิน เช่น ถนัดงานที่ต้องลงมือทำ เช่น งานสร้างหรือซ่อมของ งานที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ เครื่องจักร ทำอาหาร ฯลฯ ถนัดงานที่คนอื่นวางแผนมาแล้ว งานรับคำสั่ง หรืองานที่ทำตามแบบแผน เช่น งานธุรการ บัญชี ประสานงาน ฯลฯ บางคนถนัดงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ถนัดงานที่ต้องขายสินค้า ชอบศิลปะวัฒนธรรม ชอบสัตว์เลี้ยง ชอบหรือสนใจการถ่ายภาพหรือวิดีโอ เป็นต้น

จากนั้นกระบวนกรจะถามคำถามเพิ่มเติมกับเด็กเพื่อวิเคราะห์ว่าเด็กแต่ละคนเหมาะที่จะเรียนสาขาวิชาใด โดยมีคู่มือประกอบการวิเคราะห์และใช้ประสบการณ์ส่วนตัวของครูที่ดูแลเด็กแต่ละคนมาประกอบ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนจะมีผู้ช่วยให้ข้อมูล แต่สุดท้ายการตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเอง

ตัวอย่างการวิเคราะห์ของกลุ่มเด็กพิการทางสายตา

คนพิการทางการมองเห็น

คำถาม

คำตอบ

ถนัดร้อยลูกปัดหรืองานหัตถกรรม

ค่อนข้างชอบ

ชอบงานขายของ?

ที่บ้านขายของเลยซึมซับมา

ชอบงานช่วยเหลือผู้อื่น?

ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

การท่องเที่ยว

ชอบไปเที่ยว

อยากทำงานด้านการท่องเที่ยวไหม

ติดปัญหาด้านภาษา และเราเข้าไม่ถึงการเรียน แต่พยายามเรียนรู้

ชอบธรรมชาติ ?

อยู่กับธรรมชาติแล้วเป็นตัวเองมากที่สุด

ชอบอ่านหนังสือ?

อ่านเกี่ยวกับจิตวิทยา ไลฟ์โค้ช

สามารถเป็นไลฟ์โค้ชโดยตรงได้

ผู้พิการทางสายตาสามารถเรียนได้หรือ?

ถึงแม้เราสังเกตท่าทางของคนอื่นไม่ได้ แต่เราสามารถฟังได้ อย่าเพิ่งตัดสิ่งที่เราชอบทำออกไป

ไม่เคยตัดใจจากสิ่งที่ชอบ

 

แสดงว่าสนใจด้านจิตวิทยา?

 

จากการวิเคราะห์คำตอบ กระบวนกรแนะนำให้เรียนคณะจิตวิทยา การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์, ครุศาสตร์ เอกการเรียนรู้, มาร์เก็ตติ้ง บริหารธุรกิจ, และความสนใจเรื่องป่าเขาธรรมชาติ อาจจะเลือกคณะวนศาตร์

คนพิการทางการเคลื่อนไหว

คำถาม

คำตอบ

ถนัดทำงานที่คนอื่นวางแผนมาแล้ว?

ใช่

ถนัดงานคอมฯ ด้านไหนระหว่างโปรแกรมหรือซ่อมคอมฯ

โปรแกรม

ถนัดโปรแกรมอะไร

พาวเวอร์พอยท์

ชอบเลี้ยงสัตว์

แมว สุนัข ยกเว้นปลา

ชอบกินอาหาร และชอบทำอาหารไหม

ชอบกินมากกว่าชอบทำ ทำอาหารได้บางอย่าง

ชอบออกแบบตกแต่งภายในไหม ถ้าให้ออกแบบผลิตภัณฑ์หรือห้องชอบไหม

ชอบมากกว่าโปรแกรมคอม

 

ถ้าให้ทำกราฟิกแอนิเมชั่นชอบไหม ทำได้หรือไม่ได้ไม่เป็นไร

 อยากทำ

จากการวิเคราะห์ กระบวนกรแนะนำให้ลองหาข้อมูลคณะที่เกี่ยวกับการออกแบบภายใน ออกแบบแอพพลิเคชั่น ออกแบบอาคารบ้าน อาชีพ สถาปนิก

กระบวนกรถามและวิเคราะห์ความชอบ จนได้คณะที่เด็กพิการอยากเรียน

กอใจ อุ่ยวัฒนพงศ์ กระบวนกรผู้ทำหน้าที่แนะแนวเล่าว่า เธอค่อยๆ ถามตั้งคำถามกับน้องๆ โดยริเริ่มจากความชอบ จากนั้นขุดลึกลงมาว่าสิ่งที่ชอบทำนั้นคือชอบทำเองหรือชอบสอนคนอื่นให้ทำ หรือมีความถนัดหรือความสนใจอะไรที่ชัดเจน เช่น ศิลปะ โดยถามย่อยให้ละเอียดลงไปแคบที่สุดแบบมีข้อมูลมารองรับ แม้เธอจะสามารถแนะนำได้ประมาณหนึ่ง แต่อีกส่วนก็ต้องขึ้นกับสิ่งที่เขาชอบ

อย่างไรก็ดี เธอเล่าว่าการเรียนต่อของน้องหูหนวก อาจต้องใช้คนที่มีประสบการณ์เฉพาะทางเข้าช่วย เช่น ล่ามภาษามือหรือคนใกล้ชิดของคนหูหนวก และมีเราป้อนคำถามไปเรื่อยๆ

ครั้งแรกของเด็กพิการได้ค้นหาตนเองและรู้ว่าจะเรียนอะไร

วิภาวดี แอมสูงเนิน ผู้จัดงานเล่าว่า โครงการปั้นฝันเป็นตัวนำเครื่องมือจากไทยและต่างประเทศมาอัพเดทและออกแบบให้ง่ายที่สุดสำหรับเด็ก กระบวนการคือให้มีกระบวนกรชวนคุย ช่วยถามคำถามเรื่องความถนัด ความชอบ จากนั้นกระบวนกรจะเอาความถนัดและความชอบนั้นมาวิเคราะห์และแนะนำสาขาที่เรียน จากนั้นน้องต้องเอาไปทบทวนด้วยตัวเองอีกครั้งว่าชอบจริงหรือเปล่า เป็นไปได้หรือไม่ หรือมีสาขาอื่นที่ใกล้เคียงสิ่งที่อยากเรียน โดยสามารถหาข้อมูลได้จากบูธของมหาวิทยาลัยที่มาร่วมในงาน

เด็กพิการได้เลือกเองตามความชอบและความสนใจ

วิภาวดีระบุว่า เธอเองไม่เคยเห็นงานแนะแนวการศึกษาที่มีพื้นที่ให้ค้นหาตัวเองมาก่อน งานแนะแนวการศึกษาที่ผ่านมาเน้นให้เด็กเดินดูบูธต่างๆ พอจัดกระบวนการค้นหาตัวเองก็ทำให้เด็กพิการ พ่อแม่ผู้ปกครองและครูได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น เธอเล่าว่า มีน้องเด็กพิการสงสัยว่าสามารถเรียนคณะนี้ได้ด้วยเหรอหรือมีอาชีพนี้ด้วยเหรอ น้องตื่นเต้นและตาวาว นอกจากนี้เสียงสะท้อนจากครูก็บอกว่า งานนี้ดีกว่าครูคุยกับนักเรียนเองเพราะบางครั้งครูก็ตีกรอบให้นักเรียนและไม่ได้มีข้อมูลเยอะ พ่อแม่เองก็ยัดความชอบให้เด็ก แต่งานวันนี้ทำให้เด็กได้เลือกเอง ได้เจอคู่พ่อแม่ลูกที่กล้าต่อรองกันเรื่องการเรียนหลังจากที่แม่บอกให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านและคณะที่ไม่ต้องขยับตัวมากนัก

นอกจากโซนค้นหาตนเองแล้วยังมีโซนแนะนำการทำพอร์ตโฟลิโอให้เหมาะกับคณะที่เลือก วิทยากรแนะนำโปรแกรม canva ที่สามารถทำพอร์ทได้ง่ายและสะดวกแค่เพียงใส่รูปลงในโปรแกรม นอกจากนี้การทำพอร์ตควรต้องสั้น กระชับ มีพลัง ใส่รูปพร้อมคำบรรยายที่เกี่ยวข้องกับคณะที่เราเลือก หากเป็นนักเรียนตาบอด ก็จะมีครูคอยช่วยทำพอร์ทโฟลิโอให้

อีกโซนที่น่าสนใจคือโซนแนะนำการสัมภาษณ์ ที่แนะนำข้อมูลจากมหาลัยต่างๆ เช่น เรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก และตัวอย่างคำถามจากมหาวิทยาลัยมาให้น้องๆ ลองตอบ เช่น เราต้องการความช่วยเหลืออะไรในการเรียนบ้าง อุปกรณ์ที่จำเป็นคืออะไรบ้าง อะไรที่เป็นอุปสรรคในการเรียนบ้าง กลัวอะไรที่สุดในการเรียนและมีวิธีการการแก้ปัญหาอย่างไร เป็นต้น

Socialข่าวคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนการศึกษาคนพิการเด็กพิการเรียนไหนดี
Categories: ThisAble

เป็นคนพิการมันเสียเวลา

Thu, 2020-11-19 18:41

"เรามักไม่ค่อยพูดถึงมิติด้านเวลาซึ่งมันมีความสำคัญมาก สำหรับทุกคน คนพิการเวลาของเขาก็มีค่า"

ใครเล่าอดช้อปปิ้ง ออกกำลังกาย เดินตลาดนัด ดูคอนเสิร์ต เมื่อการเดินทางเป็นอุปสรรคคนพิการไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างคนอื่น เดินทางก็ใช้เวลานานกว่าคนอื่น ใครเล่าจะรู้ว่าเรา(คนพิการ)เสียเวลามากขนาดไหน

รถติดๆ แบบนี้ คุยกับสว่าง ศรีสม ขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ - Transportation For All ถึงเรื่องการเดินทางที่เสียเวลาของคนพิการ เสียเงินเสียทองที่มากขึ้น รวมถึงโอกาสชีวิตที่เสียไป จากการเข้าไม่ถึงขนส่งสาธารณะ

Mediaมัลติมีเดียคุณภาพชีวิตสิทธิมนุษยชนสว่าง ศรีสมภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้
Categories: ThisAble

Pages