ประชาไท

Syndicate content
Updated: 15 min 10 sec ago

SEAPA ประณามคำสั่งจอดำวอยซ์ทีวี 7 วัน ชี้เกินกว่าเหตุ

Tue, 28/03/2017 - 00:01
!--break--!--break-- p27 มี.ค. 2560 องค์กรพันธมิตรเพื่อเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) ออกa href="https://www.facebook.com/seapa/posts/1308752102548356:0"แถลงการณ์/aประณามมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่ให้พักใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี เป็นเวลา 7 วัน โดยชี้ว่า เป็นการกระทำที่ไม่ได้สัดส่วนอย่างที่สุด ทั้งที่เนื้อหาที่ออกอากาศนั้นควรเป็นเอกสิทธิ์ของสถานี/p pSEAPA ระบุว่า การพักใช้ใบอนุญาตดังกล่าวเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ เพราะเป็นการปิดทั้งสถานีและทุกรายการ นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงอำนาจมหาศาลที่รัฐบาลทหารมอบให้ กสทช. เมื่อ ก.ค. 2559nbsp;span style="color:#000080;"(ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 41/2559 เรื่องการกํากับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ให้ กสทช.ปิดสื่อได้โดยไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง อาญา วินัย แต่ไม่ตัดสิทธิเรียกค่าเสียหายnbsp;/spana href="https://prachatai.com/journal/2016/07/66876"span style="color:#000080;"อ่านข่าวที่นี่/span/aspan style="color:#000080;")/span/p p"กสทช.กลายเป็นหน่วยงานเซ็นเซอร์ทีวีในประเทศไทยแล้วอย่างชัดเจน" SEAPA ระบุbr /br /SEAPA ชี้ว่า การปิดวอยซ์ทีวีเป็นการเล่นงานเสรีภาพในการแสดงความเห็น อันเป็นองค์ประกอบที่จะละเมิดไม่ได้ของสิทธิในการแสดงออก และย้ำว่า เสรีภาพสื่อรับประกันว่า ในข่าวและรายการที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ จะมีความเห็นที่เป็นอิสระจากการแทรกแซงของรัฐบาล/p pก่อนหน้านี้ ที่ประชุม กสท.มีมติพักใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี เป็นระยะเวลา 7 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2560 เวลา 00.01 น. เนื่องจากการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี 3 รายการnbsp;span style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: Tahoma; font-size: 14.4px;"nbsp;/spanได้แก่ รายการใบตองแห้ง วิจารณ์เรื่องปฏิบัติการของรัฐต่อวัดพระธรรมกาย ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 มี.ค. เวลา 19.10 น.,nbsp;รายการ In Her View พูดเรื่องโกตี๋และอาวุธ ออกอากาศเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 18.30 น. และรายการ Overview พูดเรื่องเด็กชนกลุ่มน้อยทางภาคเหนือ ออกอากาศเมื่อวันที่ 20 มี.ค. เวลา 18.55 น.nbsp;มีลักษณะเป็นการให้ข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้เกิดความสับสนยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างให้เกิดความแตกแยกในราชอาณาจักร อันเป็นการต้องห้ามมิให้ออกอากาศตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และเป็นการกระทำผิดซ้ำในรูปแบบเดิมหลังจากมีผู้ร้องเรียนการดำเนินรายการของสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ในปีที่แล้วรวม 10 ครั้ง และปีนี้ 2 ครั้ง โดยระบุว่า สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวียังไม่ปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/03/70769" target="_blank"ที่ประชุม กสท. มีมติพักใช้ใบอนุญาตวอยซ์ทีวี 7 วัน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/5kHsxJOCyHE" height="1" width="1" alt=""/

อันเดรียอาส ฮาร์ตมาน ผู้กำกับ “My Buddha is Punk” ผู้ติดตามความคิดของวัยรุ่นสุดพังก์ในเมียนมาต่อการเมืองประเทศบ้านเกิด

Mon, 27/03/2017 - 23:04
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2949/32840228464_778a10c373_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p“My Buddha is Punk”nbsp; คือ สารคดีที่พาเราไปสำรวจชีวิตมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่มีความหลงใหลในบางสิ่งบางอย่าง ลองคิดดูว่า จริงๆพระพุทธเจ้าเองก็มีความพังก์ ที่ออกนอกกรอบจากขนบธรรมเนียมเดิมๆ เพื่อจะหาวิธีดับทุกข์ใหม่ๆเช่นกัน/p pเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา “My Buddha is Punk” (2015) กำกับโดยอันเดรียอาส ฮาร์ตมาน (Andreas Hartmann) ผู้กำกับชาวเยอรมัน ที่ได้นำภาพยนตร์เรื่องนี้เข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ “Bangkok Underground Film Festival” ปี 2017 แน่นอนว่านี่เป็นหนึ่งในภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับความสนใจล้นหลามจากผู้ชมที่มาร่วมงาน ทั้งเสียงปรบมือหลังสารคดีจบลง และแม้กระทั่งช่วง Q amp; A ที่มีคำถามสาดกันเข้ามา เหตุผลสำคัญอาจเนื่องมาจากความแปลกใหม่ในการพูดถึงวัฒนธรรมพังก์ในเมียนมา การสะท้อนความคิดของวัยรุ่นชาวพม่าต่อกรณีความรุนแรงในรัฐยะไข่ และความปรารถนาไขว่คว้าสันติสุขในดินแดนบ้านเกิดnbsp;/p p“My Buddha is Punk” เป็นสารคดีความยาว 68 นาที บอกเล่าเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นชาวพม่าสุดพังก์นามว่า “จ่อว์ จ่อว์” (Kyaw Kyaw) นักร้องนำวง “The Rebel Riot” ผู้มีความฝันอยากจะเห็นเพลงพังก์ได้รับความนิยมในเมียนมา แม้ว่าตอนนี้เมียนมาจะเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย แต่ในสายตาของ จ่อว์ จ่อว์ ประเทศบ้านเกิดของเขายังไม่ได้เปลี่ยนไปนัก และยังเต็มไปด้วยปัญหามากมายที่ยังไม่รับการแก้ไข แทนที่จะนั่งรอให้อะไรหลายๆอย่างดีขึ้นเอง จ่อว์ จ่อว์ และผองเพื่อนวง The Rebel Riot เลือกที่จะใช้เพลงพังก์ เรียกร้อง และกระตุ้นในชาวพม่าตระหนักถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และวิจารณ์ปัญหาสังคมต่างๆ รวมถึงการส่งต่อแนวคิดนี้ไปสู่คนรุ่นหลังnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2865/32840326784_a2a9d575ab_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /br /span style="color:#000080;"emอันเดรียอาส ฮาร์ตมาน (Andreas Hartmann) ผู้กำกับ My Buddha is Punk ชาวเยอรมัน/em/span/p pก่อนที่จะได้มาทำ My Buddha is Punk ช่วงสมัยเรียนมหาวิทยาลัยภาพยนตร์ บาเบิลส์แบร์ก คอนราด โวล์ฟ (University Film Babelsberg Konrad Wolf) ประเทศเยอรมนี ฮาร์ตมานได้มีโอกาสทำผลงานภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวเรื่องแรกถ่ายทำในประเทศเวียดนาม ชื่อ “Day of Rain” (2010) ซึ่งในภายหลังสารคดีเรื่องนี้ได้จุดประกายให้ฮาร์ตมาน สนใจที่จะทำสารคดีเกี่ยวกับประเด็นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทำสารคดีขนาดยาวเรื่องที่สอง คือ “My Buddha is Punk”/p p“ผมสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา ตอนที่เมียนมาเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลเผด็จการทหารไปสู่ประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน ผมก็สนใจในตัวคนรุ่นใหม่ในประเทศเมียนมาเช่นกัน โดยปกติ งานของผมจะสนใจคนรุ่นใหม่เป็นหลัก และสารคดีจะใช้เวลาส่วนใหญ่ติดตามคนรุ่นใหม่เหล่านี้ในช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับพวกเค้าในการควานหาอัตลักษณ์ และตัวตนทางสังคม พวกเขามีความรู้สึกเกี่ยวข้อง และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อประเทศของเขาอย่างไรบ้าง ทั้งในช่วงก่อน และหลังกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย”/p pด้วยความสนใจดังกล่าว ผู้กำกับแดนอินทรีเหล็กจึงเริ่มหาข้อมูลจากบทความในหนังสือพิมพ์จนมาเจอข้อมูลเกี่ยวกับพังก์ในเมียนมา เรื่องนี้ยิ่งกระตุ้นความสนใจของฮาร์ตมานให้อยากทำสารคดีมากขึ้น และเริ่มค้นคว้าข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก จนในที่สุดเขาก็ได้มาเจอ และเป็นเพื่อนกับ “จ่อว์ จ่อว์” ซึ่งจ่อว์ จ่อว์ ก็ได้ชวนฮาร์ตมานมาที่เมียนมา และเป็นการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ การเจอกันครั้งนี้ทำให้ฮาร์ตมาน ตัดสินใจว่าจะติดตามชีวิตของ จ่อว์ จ่อว์ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แทนที่จะเลือกนำเสนอเรื่องราวดนตรีพังก์ในเมียนมาทั้งหมดแทน/p pฮาร์ตมาน ถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้ใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 3 ปีด้วยกัน โดยเริ่มถ่ายทำตั้งแต่ช่วงฤดูหนาวปี 2012 เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 2 เดือน เพราะเดิมทีผู้กำกับชาวเยอรมันไม่ได้ทำเรื่องขออนุญาตเข้ามาถ่ายทำสารคดีในเมียนมา และใช้เพียงแค่วีซ่านักท่องเที่ยว ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้มีเวลาถ่ายทำเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น และหลังจากถ่ายทำ ก็กลับมาทำในส่วนโพสต์โปรดักชัน ตัดต่อ และแปลภาษาจนถึงปี 2015nbsp;nbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2947/33298962470_7b37ff91b7_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pสารคดีดำเนินเรื่องโดยใช้ฟุตเทจภาพจากการติดตามชีวิตของจ่อว์ จ่อว์ เป็นหลัก ยกเว้นช่วงแรกที่เป็นฟุตเทจจากวิดีโอ เพราะเป็นภาพในอดีตก่อนปี 2012 และน่าสนใจว่า เราจะไม่เห็นการสื่อสารระหว่างตัวเอกและผู้กำกับ ตรงนี้ทำให้คนดูเป็นเสมือนคนที่ติดตามชีวิตของคนหนึ่งๆเท่านั้น และปล่อยให้บทสนทนาnbsp; และการกระทำของตัวเอกเป็นสิ่งที่แสดงตัวตนของเค้า/p pMy Buddha is Punk เลือกนำเสนอเรื่องราวของนักร้องสายพังก์ตั้งแต่ได้เข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ “Saffron Revolution” ในปี 2007 เพื่อต่อต้านเผด็จการทหาร (ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นจุดเริ่มต้นของวง The Rebel Riot เช่นกัน), การใช้ชีวิตประจำวัน การไปนั่งสมาธิที่วัด ขณะที่หนึ่งในจุดที่น่าสนใจในสารคดี คือ การเลือกทิ้งช่วงเวลา และเน้นใช้ฉากการซ้อมดนตรี ฉากพูดคุย หรือถกเถียงระหว่างเพื่อนในกลุ่มของเขา และการพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ที่สนใจในพังก์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เรามองเห็นทัศนะความคิดของจ่อว์ จ่อว์ ที่พยายามใช้เพลงพังก์เป็นกระบอกเสียงทางความคิดในการต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา การแสวงหาสันติสุข และทำให้คนพม่าอีกหลายคนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ ฉากการพูดคุยระหว่างจ่อว์ จ่อว์ กับคนอื่นๆ ยังพาเราไปสำรวจความคิดของวัยรุ่นพม่าต่อการเมืองในประเทศ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางศาสนา และการชาวโรฮีนจา/p blockquotep“ผมคิดว่า เป็นเพราะพวกเขาเติบโตในบรรยากาศของเผด็จการทหาร ซึ่งดนตรี และความเป็นพังก์ให้ความหมาย และความรู้สึกตรงข้ามกับความเป็นเผด็จการ คือ ความมีอิสรเสรี ไม่มีผู้นำ ไม่มีคำสั่ง ซึ่งพวกเขาอาจจะมองว่าเป็นขั้วตรงข้ามต่อความเป็นเผด็จการ”/p /blockquote p“วง The Rebel Riot ค่อนข้างจะมีชีวิตที่ยุ่งวุ่นวาย และขณะเดียวกัน ก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ปกติ พวกเขาจะตื่นเช้าตรู่ และเริ่มทำงานเกี่ยวกับเพลงพังก์ ดีไซน์เครื่องแต่งตัวพังก์ เพื่อเอาไปขายในร้านของพวกเขา แต่ปัจจุบัน ร้านปิดไปแล้วเรียบร้อย เพราะว่ารัฐบาลได้สั่งห้ามไม่ให้มีการขายของข้างถนน คือ ทั้งวันของพวกเขามันก็มีแต่เรื่องพังก์ และมันไม่ได้เกี่ยวกับการออกไปเที่ยวเตร่ เสพย์ยา หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ซึ่งแตกต่างจากทัศนคติของใครหลายคนที่มีต่อพังก์ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับพังก์ในยุโรป “ทุกวันนี้มันเหมือนกับว่าคุณสามารถจะเป็นพังก์ได้ ถ้าคุณไม่อยากหางานทำ หรือทำงานอะไรเลย และคุณอยากจะเป็นพังก์ เพื่อไม่ต้องทำอะไรนั่นแหละ”nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p blockquotep“พวกเขาค่อนข้างที่จะเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม และอะไรหลายๆอย่างเลย เช่น โครงการ “Foods Not Bombs” ซึ่งพวกเขาจะจัดเตรียมอาหารให้คนที่ไม่มีที่อยู่ในอาศัยบนท้องถนนในนครย่างกุ้ง ยกตัวอย่างเช่น ในคืนของวันจันทร์ พวกเขาขอรับเงินบริจาค และนำเงินส่วนดังกล่าวไปทำอาหารให้คนที่ไม่มีที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ พวกเขายังใช้เวลาไปกับการประท้วง และกิจกรรมในทุกๆวัน”/p /blockquote p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3703/33553682531_424b25b640_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pขณะที่ในสารคดี มุมมองทางศาสนาของจ่อว์ จ่อว์ ที่แสดงออกมานั้นก็ดูน่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้งในเรื่องการเปิดใจรับความแตกต่างทางด้านศาสนา รวมถึงไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนต่อการใช้ความรุนแรงในพื้นที่รัฐยะไข่ ซึ่งเป็นความคิดที่ต่างจากกลุ่มชาวพุทธชาตินิยมสุดโต่งหลายคนทีเดียว และในความคิดของฮาร์ตมาน มุมมองทางด้านศาสนาพุทธของพ่อหนุ่มสุดพังก์ก็ดูจะแตกต่างจากชาวพม่าบางคนเหมือนกัน/p blockquotep“ทั้ง จ่อว์ จ่อว์ และซาร์นี (มือกลองวง The Rebel Riot) เคยบอกผมว่า พวกเขาไม่ได้มองศาสนาพุทธในฐานะศาสนา ทั้งสองคนมีมุมมองทางด้านศาสนาพุทธในแนวทางของเค้าเอง พวกเขาไม่เชื่อ และไม่ทำตามคำสั่ง มันคืออิสระที่จะคิดด้วยตัวของพวกเขาเอง”/p /blockquote pฉะนั้น บางครั้งการนับถือศาสนาจึงไม่ใช่การทำตามไปซะทุกอย่าง เราควรที่จะได้คิดด้วยตัวเองว่าสิ่งไหนถูก หรือผิด/p pช่วงก่อนหน้าที่ผู้กำกับเมืองเบียร์จะได้มีโอกาสมาฉายที่ไทย เขาได้นำภาพยนตร์สารคดีไปฉายตามงานเทศกาลภาพยนตร์ที่ต่างๆเช่นกัน ซึ่งก็ได้รับความสนใจมากมาย แต่น่าเสียดายที่ “My Buddha is Punk” ยังไม่มีโอกาสได้ฉายในประเทศเมียนมา “อาจจะเป็นปีนี้ หรือปีหน้า มันน่าจะเป็นไปได้ที่จะได้ฉายในเมียนมา แต่แน่นอนว่าบางทีมันอาจจะยาก เพราะชาวพม่าบางคนอ่อนไหวกับชื่อสารคดีเรื่องนี้มาก พวกเราจะพยายามคิดหาวิธีทางที่จะทำให้เรื่องนี้ฉายในพม่าให้ได้ ซึ่งเราอยากจะลอง”/p pอนึ่ง ความหมายของชื่อเรื่อง My Buddha is Punk คือ การสื่อถึงความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง หรือทุกคนก็คือพุทธองค์ ที่มีความหลงใหล และความสนใจบางอย่างเช่นเดียวกัน มันก็คือตัวตนของจ่อว์ จ่อว์ ที่หลงใหลในวัฒนธรรม และเพลงพังก์ “พวกเขามักจะล้อผมว่า วันหนึ่งพวกเขาจะทำสารคดีเกี่ยวกับตัวผมโดยใช้ชื่อเรื่องว่า My Buddha is Camera เพราะว่าผมมักจะใช้เวลาเพ่งสมาธิ และความสนใจกับการถ่ายทำสารคดี และกล้องถ่ายวิดีโอ มันก็สะท้อนถึงความหลงใหลของตัวผม สำหรับพวกเขา ชีวิตก็คือพังก์ และคือ “My Buddha is Punk” และแน่นอนสำหรับผม มันก็สะท้อนถึงความหลงใหลของตัวผมต่อการทำภาพยนตร์ และมันก็คือความเชื่อของผม/p blockquotep"ทุกๆคนสามารถมีความหลงใหล ความสนใจในชีวิตที่แตกต่างกัน และนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าใครจะดี หรือเลวกว่ากัน ทุกอย่างมีคุณค่าเท่าเทียมกันหมด แต่มันสำคัญที่คุณต้องมีบางอย่างที่พิเศษสำหรับอัตลักษณ์ของตัวคุณเองที่คุณสามารถเชื่อมโยงกับตัวคุณได้”/p /blockquote p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3949/33526684342_ca9b2a7035_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pstrongMy Buddha is Punk จึงเปรียบเสมือนสารคดีที่ติดตามเรื่องราวชีวิตของ “จ่อว์ จ่อว์” ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีความหลงใหลในสิ่งที่เรียกว่า “พังก์” สุดท้าย พังก์ในความหมายของนักร้องหนุ่มสุดพังก์คนนี้จึงไม่ได้เป็นแค่ดนตรี หรือวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่พังก์ในสารคดีกลับเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ขัดเกลาตัวตนของจ่อว์ จ่อว์ ทั้งมุมมองทางโลก บุคลิก นิสัย และตัวตน สุดท้ายก็กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จ่อว์ จ่อว์ ใช้เพื่อแก้ไขความไม่ถูกต้อง ไขว่คว้าหาความสงบสุขnbsp;nbsp;/strong/p pbr /br /br /strongหมายเหตุ: /strongปัจจุบัน ฮาร์ตมานก็เพิ่งมีผลงานภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวเรื่องใหม่เป็นเรื่องที่สามชื่อ “A Free Man” (2017) ซึ่งเป็นเรื่องการติดตามคนไร้บ้านชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ที่ในช่วงวัยเด็กมีความฝันที่อยากจะเป็นนักดนตรีคลาสสิก แต่ในภายหลังตัดสินใจทิ้งการเรียนในมหาวิทยาลัย และหนีออกจากบ้าน เพื่อมาเป็นคนไร้บ้านอยู่ใต้สะพานในมหานครโตเกียว ทั้งนี้ สารคดีมีการตัดต่อเป็นฉบับสารคดีขนาดสั้นเพื่อฉายในรายการโทรทัศน์ของเยอรมนี ซึ่งได้ออกอากาศไปแล้ว แต่ฉบับยาวยังต้องมาลุ้นกันว่าจะทันได้ฉายปีนี้หรือไม่nbsp;nbsp;nbsp;/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/_PDOdJQJVm0" height="1" width="1" alt=""/

ไทยพลัดถิ่นแม่สอดหารือทนายสิทธิ-หลังประกาศมหาดไทยฉบับใหม่เอื้อสัญชาติ

Mon, 27/03/2017 - 22:30
pสุรพงษ์ ทองจันทึก ทนายสิทธิมนุษยชน ร่วมกับปลัดอำเภอแม่สอด หารือด้านกฎหมายกับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่ยังไม่ได้สัญชาติไทย เผยที่ผ่านมามีชาวบ้านส่วนหนึ่งได้สัญชาติหลังศาลปกครองมีคำสั่ง และมีอีก 351 รายรอผลจากศาลปกครอง ขณะที่ทนายแนะให้ศึกษา "ประกาศกระทรวงมหาดไทย" ฉบับล่าสุด 14 มี.ค. 2560 เอื้อให้คนที่เกิดในประเทศไทย พ่อแม่เป็นชนกลุ่มน้อย แต่ถ้ามีหลักฐานในทะเบียนราษฎร ก็เข้าเกณฑ์ได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดน/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/bjHQfA2huRE" width="560"/iframe/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongสุรพงษ์ กองจันทึก อธิบายสิทธิได้สัญชาติตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับวันที่ 14 มีนาคม 2560 เทียบได้กับการได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดน/strong/span/p p27 มี.ค. 2560 ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอแม่สอด จ.ตาก มีการหารือกับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่ยังไม่ได้สัญชาติไทย โดยวิทยากรคือ สุรพงษ์ nbsp;กองจันทึก ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสัญชาติ อดีตประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติฯ สภาทนายความ และ ธีระนันท์ ชัยมานันท์ ปลัดอำเภอแม่สอด หัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตร ให้คำแนะนำทางกฎหมายแก่ชาวบ้านที่มารับฟังข้อสงสัยทางกฎหมายสัญชาติ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/4/3698/33526297012_cd328c6fdb_z.jpg" style="width: 560px; height: 316px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongสุรพงษ์ กองจันทึก (ซ้าย) ทนายความด้านกฎหมายสัญชาติ และ ธีระนันท์ ชัยมานันท์ (ขวา) ปลัดอำเภอแม่สอด หัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตร/strong/span/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2822/33641990146_7e1fe0f602_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongชาวไทยพลัดถิ่นที่รอการได้สัญชาติไทย ร่วมหารือด้านสิทธิทางกฎหมาย/strong/span/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2938/33682823585_056da6f985_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongบรรยากาศการหารือที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอแม่สอด จ.ตาก/strong/span/p pต่อคำถามที่ว่า กรณีของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นใน อ.แม่สอด จ.ตาก ที่เคยยื่นขอสัญชาตินั้น สุรพงษ์กล่าวว่า มีกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นยื่นขอสัญชาติไทยไปนานแล้ว แต่สุดท้ายยังไม่มีการให้สัญชาติไทยกับเขา กลุมที่ยื่นเรื่องมาแล้ว 10 ปีก็มี 20 ปีก็มี ก็มีผู้ฟ้องร้องศาลปกครองจำนวน 73 ราย ศาลปกครองก็ตัดสินว่าเจ้าหน้าที่รัฐคือ รมว.กระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ให้เร่งรัดดำเนินการให้ชาวบ้านภายใน 30 วัน ซึ่ง รมว.มหาดไทยก็ไม่อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด แต่สั่งการให้ดำเนินการเลย ซึ่งกลุ่มที่ฟ้องคดีต่อศาลปกครองปัจจุบันนี้ก็ได้สัญชาติไทยแล้ว/p pนอกจากนี้มีการคุยกับปลัดกระทรวงมหาดไทยว่า กลุ่มไทยพลัดถิ่นอื่นๆ ที่ยังไม่ได้สัญชาติและยังไม่ได้ฟ้อง ให้ดำเนินการได้ไหม มีทั้งหมด 411 ราย ปลัดกระทรวงมหาดไทยก็สั่งให้ดำเนินการ โดยกลุ่มนี้ได้สัญชาติไปแล้วกว่า 300 ราย โดยไม่ต้องฟ้องศาลปกครอง เพราะยึดแนวคำพิพากษาศาลปกครองที่มีอยู่แล้วเป็นบรรทัดฐานที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ ขณะเดียวกันยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้าตาม พ.ร.บ.สัญชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2555 ในการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น ปรากฏว่ากรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ยังไม่รับรองคนไทยพลัดถิ่นกลุ่มที่มาจาก อ.แม่สอด และ อ.แม่ระมาด จ.ตาก แต่รับรองพื้นที่อื่นหมด และทำหนังสือตอบชาวบ้านด้วยว่าไม่รับรอง ถ้าชาวบ้านจะใช้สิทธิต้องฟ้องศาล ชาวบ้านก็เลยต้องฟ้องศาล ปัจจุบันนี้มีชาวบ้านราว 351 รายฟ้องศาลปกครองไว้ และอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของศาลปกครอง/p pส่วนกรณีของประกาศของกระทรวงมหาดไทย "เรื่อง การสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป และการให้สัญชาติไทยเป็นการเฉพาะราย" เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/079/10.PDF"(อ่านประกาศกระทรวงมหาดไทย)/a โดยเป็นการออกประกาศตามมติคณะรัฐมนตรี 7 ธันวาคม 2559 "อนุมัติหลักเกณฑ์การให้สัญชาติไทยเพื่อการแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียน นักศึกษาและบุคคลไร้สัญชาติที่เกิดในราชอาณาจักรตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ" นั้น สุรพงษ์ กล่าวว่า คนที่จะเข้าเกณฑ์ได้สัญชาติไทยนั้น ต้องเกิดในประเทศไทย พ่อแม่เป็นชนกลุ่มน้อย คนที่เกิดต้องมีเลข มีชื่อในทะเบียนราษฎร มีหลักฐานว่าเกิดในประเทศไทย เช่น สูติบัตร ทะเบียนการเกิด หนังสือรับรองการเกิด ก็สามารถได้สัญชาติไทยเลย ในกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นคิดว่ามีอยู่บ้าง/p pขณะเดียวกันกลุ่มที่ไม่ใช่คนไทยพลัดถิ่น ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อย พ่อแม่อาจจะเป็นคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในสมัยก่อน เมื่อลูกเกิดในประเทศไทย มีการแจ้งเกิดไว้แล้ว ถ้าลูกจบปริญญาตรีสามารถขอสัญชาติไทยได้ โดยเราแยก 2 กลุ่ม ชนกลุ่มน้อย ไม่ต้องจบปริญญาตรี รัฐถือว่าเข้ามานานแล้ว และรัฐจัดทำทะเบียนไว้ให้ตั้งแต่ก่อนปี 2542 แล้ว เมื่อลูกเกิดมาแล้วก็ได้สัญชาติเลย แต่ถ้าเป็นคนสัญชาติอื่น อยู่ประเทศไทยมานานแล้ว ต้องให้ลูกจบปริญญาตรีจึงจะขอสัญชาติได้ โดยประเมินว่าคน 2 กลุ่มนี้ที่มีคุณสมบัติได้สัญชาติไทยมีประมาณแสนกว่าคน โดยเป็นการได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดน เพราะเกิดในประเทศไทย/p pส่วนคำถามที่ว่า ในพื้นที่ อ.แม่สอด ชนกลุ่มน้อยที่มีบัตรประจำตัว มีเลขนำหน้าเป็นเลข 6 และดำเนินการขอสัญชาติไว้ เวลานี้หลายคนก็อายุราว 60 ปีแล้ว ปัจจุบันจะมีวิธีใดที่จะขอสัญชาติได้เร็วที่สุด เหมาะสมที่สุดที่สามารถไปทำได้ ธีระนันท์ ซึ่งเป็นปลัดอำเภอแม่สอด หัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตร แนะนำว่าต้องรวบรวมรายชื่อคนที่เคยขอสัญชาติเอาไว้ และยังมีชีวิตอยู่ และส่งรายชื่อให้กับทางอำเภอ เพื่อให้ทางอำเภอช่วยติดตามว่าขั้นตอนใดล่าช้า จะได้เร่งรัดให้/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/08/67212" target="_blank"182 ไทยพลัดถิ่นแม่สอด แม่ระมาด ได้บัตรประชาชนคนไทย หลังรอคอยกว่า 13 ปี/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2015/06/59747" target="_blank"ศาลปกครองรับคำฟ้อง 351 ชาวบ้านไทยพลัดถิ่น จ.ตาก กรณีมหาดไทยไม่รับรองสถานะ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/asFRWKr60iw" height="1" width="1" alt=""/

หม่อมอุ๋ย ปูด 6 อดีตบิ๊กทหาร ดันตั้งบรรษัทน้ำมัน อัดทำประเทศถอยหลังเหมือนยุค ‘สามทหาร’

Mon, 27/03/2017 - 21:01
pม.ร.ว.ปรีดิยาธรnbsp;ออกแถลงการณ์ เรียกร้อง สนช. รับร่าง พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ…. แต่ให้ตัดมาตรา 10/1 เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติออกไป แฉมี 6 อดีตบิ๊กทหาร ผู้มีอิทธิพลดัน อัดทำประเทศถอยหลัง เหมือนยุค ‘ตราสามทหาร’ ที่มีส่วนการตลาดน้อยมากและถูกครอบงำโดยบริษัทน้ำมันต่างชาติ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2862/33527791912_c8a037deca.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพ แฟ้มภาพnbsp;iLaw TH/span/p p27 มี.ค. 2560 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หรือ หม่อมอุ๋ยnbsp;อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้พิจารณารับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม พ.ศ…. แต่ให้ตัดมาตรา 10/1 เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติออกไป/p pม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุตอนหนึ่งในแถลงการณ์เกี่ยวกับการเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า ตนได้เคยเชิญคณะกรรมาธิการพลังงานของ สนช. มาสนทนากันที่ทำเนียบรัฐบาล โดยผู้ที่มาพบมีด้วยกัน 7 คน ปรากฏว่าเป็นอดีตนายทหารระดับสูงถึง 6 คน เมื่อตนชี้แจงแล้วก็ได้รับคำตอบว่าไม่ขัดข้องที่จะเปิดทางเลือกในการสำรวจและการผลิตให้มีหลายวิธี แล้วเลือกจากวิธีที่ประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุด แต่เห็นว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังขาดไปอีก 1 เรื่อง คือเรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งทำให้ตนประหลาดใจเป็นอย่างมาก ตนได้ชี้แจงกลับทันทีว่าจุดมุ่งหมายของการออก พ.ร.บ.ใหม่ฉบับนี้ก็เพื่อจะเปิดโอกาสให้มีการสำรวจก๊าซธรรมชาติโดยให้ครอบคลุมถึงวิธีการต่างๆ ให้มากขึ้นกว่าระบบสัมปทานแต่อย่างเดียว ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของภาคประชาชน ไม่เคยมีใครพูดถึงบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเลย กระทรวงพลังงานไม่มีนโยบายในเรื่องนี้ และเมื่อนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ผมร่างกฎหมาย ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ตัวแทนคณะกรรมาธิการดังกล่าวก็ยังยืนยันว่าควรเพิ่มเติมเรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปด้วย/p divม.ร.ว.ปรีดิยาธร ชี้แจงในแถลงการณ์ด้วยว่า กิจการน้ำมันของประเทศก็จะถอยหลังไป ตนจำได้ว่าเมื่อ 50 ปีก่อน ขณะที่กรมพลังงานดูแลกิจการน้ำมัน เรามีน้ำมัน ‘สามทหาร’ ของไทยที่มีส่วนการตลาดน้อยมากและถูกครอบงำโดยบริษัทน้ำมันต่างชาติเป็นสำคัญ/div pสำหรับแถลงการณ์มีรายละเอียดดังนี้ nbsp;/p div class="note-box" pวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560 เรียนท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่นับถือ/p pเมื่อผมพ้นหน้าที่จากคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันมาแล้ว ผมระมัดระวังไม่ทำอะไรที่จะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาลนี้ ด้วยเห็นว่าจะต้องช่วยกันผลักดันให้ประเทศของเราก้าวหน้าต่อไปอย่างดีที่สุด อย่างไรก็ตามมีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งผมเฝ้าติดตามเรื่อยมา เพราะหากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงจะมีผลเสียต่อประเทศชาติเป็นอย่างมากชนิดที่ว่าจะแก้กลับไม่ได้ และนั่นก็คือความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งจะเข้ามามีอำนาจเหนือแหล่งพลังงานและกิจการพลังงานของชาติ/p pท่านสมาชิก สนช. คงพอจะจำได้ว่าเมื่อตอนต้นปี 2558 รัฐบาลในขณะนั้นเห็นว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ขุดเจาะใช้อยู่ในปัจจุบันมีปริมาณลดน้อยลง จนอาจจะหมดไปในระยะเวลา 4-5 ปี จำเป็นต้องมีการสำรวจหาแหล่งใหม่ที่ยังมีก๊าซธรรมชาติเพียงพอที่จะเจาะนำขึ้นมาใช้ได้อีกนาน กระทรวงพลังงานจึงได้ประกาศเชิญชวนให้บริษัทเอกชนที่สนใจ ยื่นข้อเสนอในการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ โดยจะให้สัมปทานในการขุดเจาะแก่ผู้ที่สำรวจพบและเสนอผลประโยชน์แก่รัฐสูงที่สุด ปรากฏว่ามีผู้ออกมาคัดค้าน โดยมิได้คัดค้านในประเด็นที่จะต้องมีการสำรวจ แต่คัดค้านว่าไม่ควรให้สัมปทานแก่ผู้ที่สำรวจพบ และเสนอแนะใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือ PSC) แทน ด้วยเชื่อว่าระบบ PSC จะให้ประโยชน์แก่ประเทศมากกว่าระบบสัมปทาน การคัดค้านดังกล่าวทำให้นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนใจและหยุดการประกาศเชิญชวนให้สิทธิสัมปทานสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21ไว้/p pผมในฐานะรองนายกรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบดูแลกระทรวงพลังงานจึงเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อขอทราบนโยบายว่าจะให้มีการสำรวจหาแหล่งก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมหรือไม่ คำตอบของนายกรัฐมนตรีก็คือ ยืนยันที่จะให้มีการสำรวจ และมอบให้ผมแก้ไขกฎหมาย (พ.ร.บ.ปีโตรเลียม) เพื่อมิให้การสำรวจและการผลิตจำกัดอยู่เฉพาะระบบสัมปทานดังที่ปรากฏอยู่ใน พรบ. ฉบับที่ใช้อยู่ ผมได้มอบให้เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานร่างแก้ไขกฎหมายให้เปิดกว้าง โดยให้รวมถึงระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) และ ระบบจ้างสำรวจและผลิตด้วย/p pผมเสนอร่างดังกล่าวต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม 2558 คณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยเร่งพิจารณาให้จนเสร็จเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมแล้วส่งกลับมายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ปรากฏว่าไม่มีการนำเรื่องเสนอที่ประชุม ครม. จนผมต้องไปตามเรื่องจึงทราบว่าติดอยู่ที่นายกรัฐมนตรี ในที่สุดก็ยอมให้นำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคม 2558 ซึ่งที่ประชุมมีมติให้นำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อตราเป็นกฎหมายออกใช้ เพื่อที่จะได้สามารถเริ่มการสำรวจก๊าซธรรมชาติได้ทันใช้/p pสิ่งที่น่าแปลกใจก็คือทันทีที่ ครม.มีมติดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้บอกผมว่าก่อนนำเสนอ สนช. ขอให้ผมชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการพลังงานของ สนช. ผมได้ปฏิบัติตามโดยเชิญคณะกรรมาธิการดังกล่าวมาสนทนากันที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ผู้ที่มาพบมีด้วยกัน 7 คน ปรากฏว่าเป็นอดีตนายทหารระดับสูงถึง 6 คน เมื่อผมชี้แจงแล้วก็ได้รับคำตอบว่าไม่ขัดข้องที่จะเปิดทางเลือกในการสำรวจและการผลิตให้มีหลายวิธี แล้วเลือกจากวิธีที่ประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุด แต่เห็นว่า พรบ.ฉบับนี้ยังขาดไปอีก 1 เรื่อง คือเรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งทำให้ผมประหลาดใจเป็นอย่างมาก ผมได้ชี้แจงกลับทันทีว่าจุดมุ่งหมายของการออก พรบ.ใหม่ฉบับนี้ก็เพื่อจะเปิดโอกาสให้มีการสำรวจก๊าซธรรมชาติโดยให้ครอบคลุมถึงวิธีการต่างๆให้มากขึ้นกว่าระบบสัมปทานแต่อย่างเดียว ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของภาคประชาชน ไม่เคยมีใครพูดถึงบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเลย กระทรวงพลังงานไม่มีนโยบายในเรื่องนี้ และเมื่อนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ผมร่างกฎหมาย ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ตัวแทนคณะกรรมาธิการดังกล่าวก็ยังยืนยันว่าควรเพิ่มเติมเรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปด้วย ผมได้แจ้งว่าคงจะเติมให้ไม่ได้เพราะไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล และจะขอเสนอร่างไปยัง สนช. ตามที่ร่างไว้/p pครั้นถึง 19 สิงหาคม 2558 ผมก็พ้นจากตำแหน่งโดยยังไม่ทันได้เสนอร่าง พรบ. ดังกล่าวต่อ สนช. รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานคนต่อมาได้นำร่าง พรบ. ดังกล่าวเสนอต่อ สนช. ตามเนื้อหาที่ร่างไว้เดิม ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการการพลังงานได้เสนอร่าง พรบ. เพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่งเพื่อจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ รัฐบาลจึงส่งร่าง พรบ. ทั้งสองฉบับไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา หากเห็นด้วยก็อาจรวมเป็นร่างเดียวกันได้/p pคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เชิญรองนายกรัฐมนตรีที่คุมงานของกระทรวงพลังงานไปชี้แจง ซึ่งท่านได้ชี้แจงว่าไม่เห็นด้วยและไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ คณะกรรมการกฤษฏีกาจึงได้ปฏิเสธที่จะเพิ่มเติมเรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปในร่าง พรบ. ของรัฐบาล และส่งเรื่องกลับไปยัง ครม. ซึ่งได้มีมติให้ส่งร่างเดิมของรัฐบาลไปยัง สนช. เพื่อพิจารณาออกเป็นกฏหมายต่อไป/p pร่าง พรบ.ดังกล่าว (ที่ไม่มีเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ) ได้ผ่านการพิจารณาของ สนช. ในวาระหนึ่งและ สนช. ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในวาระ 2 ปรากฏว่าได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของสภานิติบัญญัติ กล่าวคือในการพิจารณาในวาระ 2 คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เพิ่มเติมเรื่องใหม่ซึ่งเป็นการแก้ไขหลักการของ พรบ. โดยเติมมาตราเกี่ยวกับการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปในร่าง ทั้งๆ ที่รัฐบาลผู้เสนอร่างไม่มีนโยบายที่จะทำ และไม่มีการระบุหลักการและเหตุผลที่จำเป็นต้องจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติแต่ประการใด การเพิ่มเติมเรื่องใหม่นี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งปรากฏว่ามีการขอเพิ่มเติมข้อความในเรื่องนี้กลับไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการถึงสองครั้ง และที่ประชุมคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันก็ได้กระทำการที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยการโอนอ่อนผ่อนตามให้มีการเพิ่มมาตราในเรื่องใหม่ดังกล่าว ทั้งที่รัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่จะทำ และแม้กระทั่งการศึกษาถึงผลได้ผลเสียตลอดจนความจำเป็นในการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ รัฐบาลก็ยังไม่เคยทำไว้ คณะรัฐมนตรีไม่มีความจำเป็นแต่ประการใดเลยที่จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามคำขอที่ไม่ชอบมาพากลของคณะกรรมาธิการฯในเรื่องนี้ นอกเสียจากว่าจะเกรงใจใครบางคนหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในคณะรัฐมนตรีด้วย/p pมาตราที่เพิ่มเติมใหม่นี้คือ มาตรา 10/1 ซึ่งมีข้อความว่า/p pมาตรา 10/1 ให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเมื่อมีความพร้อม โดยพิจารณาจากผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการดำเนินการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ/p pร่างพรบ. ฉบับใหม่นี้ได้ถูกนำบรรจุวาระเพื่อการพิจารณาในวาระ 2 และ วาระ 3 ในวันที่ 30 มีนาคม 2560 นี้ ซึ่งหากที่ประชุม สนช. มีมติอนุมัติก็จะสามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งหมายความว่ากลุ่มบุคคลที่ต้องการให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ สามารถเริ่มผลักดันด้วยการเริ่มเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ การศึกษาผลดีผลเสียก็คงจะเตรียมกันไว้แล้วในแนวทางที่ต้องการ หน่วยงานที่เห็นว่ายังไม่มีความพร้อมเพียงพอหรือมองเห็นถึงผลเสียเป็นอันมาก ก็คงจะไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะคัดค้านได้ เพราะแม้แต่เรื่องที่รัฐบาลไม่เห็นด้วย กลุ่มบุคคลกลุ่มนี้ก็ยังผลักดันให้ออกมาเป็นกฎหมายจนได้ ต้องมีผู้มีอำนาจหนุนหลังอยู่อย่างแน่นอน/p pสาเหตุที่ไม่ควรมีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาตินั้น เป็นเพราะผมเองได้เคยเห็นข้อความในร่างที่มีผู้เตรียมการเพื่อเสนอจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งระบุว่า “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เป็นผู้ถือสิทธิ์ในทรัพยากรปิโตรเลียมทุกชนิดของประเทศ” และ “ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน ให้กรมพลังงานทหารเป็นหน่วยงานที่บริหารบรรษัทน้ำมันแห่งชาติไปก่อน…”/p pหากเป็นไปตามร่างดังกล่าว กิจการน้ำมันของประเทศก็จะถอยหลังไป ผมจำได้ว่าเมื่อ 50 ปีก่อน ขณะที่กรมพลังงานดูแลกิจการน้ำมัน เรามีน้ำมัน ‘สามทหาร’ ของไทยที่มีส่วนการตลาดน้อยมากและถูกครอบงำโดยบริษัทน้ำมันต่างชาติเป็นสำคัญ ต่อมาเราก่อตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) เป็นรัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าที่เสมือนบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งปรากฏว่าพัฒนามาได้ดีอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 เหนือกว่าบริษัทน้ำมันต่างชาติทั้งหมด ปตท. ได้พัฒนาแหล่งพลังงานใหม่คือก๊าซธรรมชาติรองรับความต้องการพลังงานที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ได้ขยายตัวไปสำรวจและผลิตในต่างแดนนำพลังงานกลับมารองรับความเจริญของประเทศได้อย่างทันเหตุการณ์ ได้ขยายเครือข่ายการขายออกไปคุมตลาดในประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ และได้ตั้งบริษัทในเครือเพื่อดำเนินกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานอีกหลายบริษัท เรามีรัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าที่บรรษัทน้ำมันแห่งชาติได้ดีอยู่แล้ว ถ้ามีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติใหม่เกิดขึ้นมาและใช้อำนาจที่มีกฎหมายรองรับ ดึงกรรมสิทธิ์ของพลังงานทุกชนิดมาอยู่ที่บรรษัทใหม่แห่งนี้ วิสาหกิจและกิจการของบริษัทพลังงานต่างๆ หลายแห่งจะดำเนินอยู่ต่อไปได้อย่างไร กิจการเหล่านี้เป็นกิจการขนาดใหญ่ หากต้องหยุดลง ปัญหาอาจลุกลามจนเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจได้ และบรรษัทใหม่ซึ่งยังไม่มีประสบการณ์จะพัฒนาตนเองให้สามารถรองรับความเจริญทางเศรษฐกิจได้เพียงพอหรือ? จะสามารถรับมือกับปัญหาและพัฒนาการใหม่ๆ ของกิจการพลังงานได้หรือ? กิจการพลังงานของเราซึ่งรุดหน้ามาด้วยดี คงจะสะดุดจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้/p pผมจึงใคร่ขอร้องมายังท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติทุกท่านที่จะเข้าประชุมในวันที่ 30 มีนาคม 2560 นี้ได้โปรดช่วยชาติด้วยการใช้ความระมัดระวังในการลงคะแนนเสียงเพื่อมีมติเกี่ยวกับ พรบ.ปิโตรเลี่ยม ในวาระ 2 และ วาระ 3 ถ้าท่านจะลงมติผ่านร่าง พรบ. ตามที่คณะกรรมการวิสามัญเสนอมาซึ่งรวมมาตรา 10/1เท่ากับว่าท่านสนับสนุนให้เกิดบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งจะมีผลเสียต่อความเจริญของประเทศอย่างแน่นอน แต่ถ้าท่านลงมติไม่รับร่างดังกล่าวเราก็จะไม่มีกฎหมายรองรับการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ ฉะนั้นจะ เป็นไปได้ไหมครับที่จะลงมติรับร่างโดยให้ตัดมาตรา 10/1 เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติออกไป ถ้าได้เช่นนั้น ประชาชนคนไทยคงจะขอบใจ และวางใจได้ว่าเรายังมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อยู่/p pเพื่อนของผมบอกผมว่าถึงผมจะอ้อนวอนอย่างไรก็คงไม่สำเร็จ เพราะในสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดปัจจุบันมีทหารอยู่มากกว่าครึ่ง ทหารก็คงจะลงมติตามที่กลุ่มทหารเสนอมา ผมตอบเขาไปว่าทหารทุกคนรักชาติไม่แพ้พวกเรา หากไม่มีใครชี้แจงให้เขาเห็นข้อดีข้อเสีย เขาก็จะลงมติตามที่บอกต่อกันมา แต่ถ้าเราชี้แจงให้เขาเห็นอย่างชัดเจนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ เขาก็จะคิดได้และเขาก็มีความเป็นตัวเองที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ/p pผมจึงขอวิงวอนมายังท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติทุกท่านได้โปรดได้ดุลยพินิจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติด้วยเถิด ผมอยากเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลังกลับไปเหมือน 50 ปี ก่อนครับ/p pขอแสดงความนับถือ/p p(ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล)/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/dD2sPjy8NN8" height="1" width="1" alt=""/

ปมวิสามัญฯ 'ชัยภูมิ ป่าแส' ทหารแจงเปิดภาพกล้องวงจรปิดไม่ได้ เหตุใช้เป็นพยานในศาล

Mon, 27/03/2017 - 20:39
pเหตุวิสามัญฯ nbsp;ชัยภูมิ ป่าแส ประวิตรโยนกองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการ ขณะที่ แม่ทัพภาค 3 แจงไม่สามารถเปิดวงจรปิด เหตุใช้เป็นพยานในชั้นศาล ตร.อ้างพบพิรุธ 3 ผู้ค้ายา โอนเงินเข้าบัญชีของผู้ตาย/p p!--break--!--break--/p p27 มี.ค. 2560 สืบเนื่องจากเหตุการณ์ทหารวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา มีข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติการณ์การเสียชีวิตของชัยภูมิจากทั้งทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร รวมไปถึงพยานในเหตุการณ์หลายปาก (a href="https://www.prachatai.com/journal/2017/03/70699"อ่านที่นี่/a) ต่อมาวันที่ 25 มี.ค.60nbsp;พล.ต.จิรเดช กมลเพ็ชร ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมตัวแทนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวคืบหน้าการคลี่คลายคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ โดยประเด็นสำคัญที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ คือการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดที่ด่านตรวจค้น ซึ่งเมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.สมพงษ์ แจ้งจำรัส รองแม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบกรณีนี้ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า จะเปิดเผยภาพดังกล่าว ขณะที่วันนี้ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ตอบเพียงสั้น ๆ ว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ/p pขณะที่nbsp;ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตส่วนหนึ่งได้เริ่มแคมเปญรณรงค์ ในเว็บไซต์nbsp;a href="https://www.change.org/p/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-3-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4-%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AA?recruiter=469506226amp;utm_source=share_petitionamp;utm_medium=facebookamp;utm_campaign=share_pageamp;utm_term=mob-xs-share_petition-custom_msg"Change.org/anbsp;เรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่ทหารเปิดกล้องความจริงnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ประวิตรโยนกองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการnbsp;/span/h3 pโดยวันนี้nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง กรณีมรการเรียกร้องให้เปิดกล้องวงจรปิดดังกล่าววว่าnbsp;ทางกองทัพภาคที่ 3 จะเป็นผู้ดำเนินการ โดยทุกอย่างก็เดินไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ชุดตรวจสอบมี4 ฝ่าย ทั้ง ตำรวจ แพทย์ อัยการ ฝ่ายปกครอง ก็ดำเนินการไป เพราะในส่วนของทหารไม่ได้ทําเพียงฝ่ายเดียว/p pส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ระบุว่า “ถ้าเป็นผม จะกดออโต้” นั้นnbsp;พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เขาก็ผ่านศึกสงครามมาเยอะ ผมก็ไม่ทราบ ต่างคนต่างคิด ส่วนที่จะยื่นหนังสือต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้ตรวจสอบแม่ทัพภาคที่ 3 นั้น ก็ทำไป”/p pเมื่อถามว่า กองทัพจะไม่เข้าไปแทรกแซงใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขณะมีหลายหน่วยงานที่เข้าไปตรวจสอบ ไม่ใช่เฉพาะทหารเท่านั้น ดังนั้นสามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีการแทรกแซง ต่างฝ่ายต่างมีองค์กรของของตัวเองทั้ง อัยการ ตำรวจ และทหารก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในจำนวนนั้น/p h3span style="color:#0000cd;"แม่ทัพภาค 3 แจงไม่สามารถเปิดวงจรปิด เหตุใช้เป็นพยานในชั้นศาล/span/h3 pด้าน พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาค 3 กล่าวว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดทางกองทัพได้ส่งมอบให้กับตำรวจเพื่อใช้เป็นพยานในชั้นศาลเรียบร้อยแล้ว จึงไม่สามารถนำมาเผยแพร่ได้ ซึ่งต้องให้ศาลเป็นผู้อนุญาตว่าจะเผยแพร่ได้หรือไม่ เพราะต้องใช้ในการต่อสู้ชั้นศาล อีกทั้งขณะนี้ ตำรวจเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง อีกทั้งทางกองทัพไม่เคยปิดบัง แต่ต้องขึ้นกับตำรวจและศาลว่าจะอนุญาตให้เผยแพร่หรือไม่/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2848/32790946023_7a0c4fd278.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาค 3/span/p pพล.ท.วิจักขฐ์ กล่าวว่า ส่วนที่กลุ่มเอ็นจีโอ ระบุว่าด่วนสรุปผลการตรวจสอบการวิสามัญนายชัยภูมิเร็วเกินไป นั้น นายชัยภูมิ ใช้อาวุธระเบิดปาใส่เจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่มีสิทธิที่จะป้องกันตัว หากใครเจอภาวะแบบนั้นก็ต้องตัดสินใจที่จะยิงต่อสู้เพื่อป้องกันตัว เพราะหากมองกลับกัน นายชัยภูมิก็ใช้วิธีการขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันตัวเช่นกัน ทหารจึงต้องใช้อาวุธปืน ในการป้องกันตัว ซึ่งไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบในเหตุการณ์ลักษณะนี้ เพราะถือว่าเสมอตัว/p pพล.ท.พล.ท.วิจักขฐ์ กล่าวว่า ทหารคนดังกล่าวได้ปฏิบัติตามกฎปะทะที่ได้กำชับมาโดยตลอด 1. หากไม่จำเป็นเจ้าหน้าที่จะไม่ใช้อาวุธ 2.จะใช้อาวุธเมื่อจำเป็นและเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น 3.การจะใช้อาวุธต้องมีเป้าหมายที่เจาะจงและชัดเจน โดยไม่ใช้พร่ำเพรื่อ ซึ่งเป็นกฎเหล็กที่ได้ให้ไว้/p p“ยืนยันว่าพลทหารคนดังกล่าว ปฏิบัติตามกฎการปะทะ และต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วในภาวะวิกฤต และที่สำคัญ พลทหารคนดังกล่าวไม่เคยมีเรื่องบาดหมางใจกับนายชัยภูมิมาก่อน จึงไม่มีเหตุหรือแรงจูงใจ ในการทำร้ายนายชัยภูมิ โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดนายชัยภูมิซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาถึงขัดขืนการจับกุม และประทุษร้ายเจ้าหน้าที่” พล.ท.วิจักขฐ์ กล่าว/p h3span style="color:#0000cd;"ตร.อ้างพบพิรุธ 3 ผู้ค้ายา โอนเงินเข้าบัญชีของชัยภูมิnbsp;/span/h3 pพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักตำรวจแห่งชาติnbsp;กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของ ชัยภูมิ ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยเฉพาะการพบพิรุธ 3 ผู้ค้ายาเสพติด ที่มีการโอนเงินเข้ามาในบัญชีของนายชัยภูมิ เบื้องต้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าต้นทางของเงินดังกล่าวมาจากไหน 3 ผู้ค้ายาเสพติดเป็นใคร เกรงว่าจะกระทบสำนวนคดี ส่วนญาติระบุว่าเงินที่โอนเข้ามาเป็นเงินจากธุรกิจกาแฟนั้น ที่มาที่ไปของเงินต้องสามารถชี้แจงได้ เพราะการทำธุรกิจก็ต้องส่งเรื่องเสียภาษีซึ่งต้องมีการสืบสวนขยายผลเช่นกัน เรื่องนี้ทางกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (บช.ภ.5) กำลังสืบสวนสอบสวนเพื่อให้เกิดความชัดเจน/p pnbsp;/p pที่มา : a href="http://www.tnamcot.com/view/58d8c8e2e3f8e421ed80908b"สำนักข่าวไทย/anbsp;a href="http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9600000031045"ผู้จัดการออนไลน์/a และa href="http://www.matichon.co.th/news/509666"มติชนออนไลน์/a/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/03/70772" target="_blank"เปิดข้อมูลเจ้าของรถที่ quot;ชัยภูมิ ป่าแสquot; นั่ง-พบซื้อรถปี 58 ยังจัดไฟแนนซ์-ไม่มีข้อมูลต้องคดี/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2017/03/70757" target="_blank"กสม. แจงเงินของ #039;ชัยภูมิ#039; มาจากธุรกิจกาแฟ จี้ผบช.ภาค 5 หากมีหลักฐานก็เปิดต่อสังคม/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/tPi-Zps82go" height="1" width="1" alt=""/

เปิดข้อมูลเจ้าของรถที่ "ชัยภูมิ ป่าแส" นั่ง-พบซื้อรถปี 58 ยังจัดไฟแนนซ์-ไม่มีข้อมูลต้องคดี

Mon, 27/03/2017 - 20:06
pข้อมูลทะเบียนรถยนต์ฮอนด้าแจ๊สคันที่ "ชัยภูมิ ป่าแส" และเพื่อนใช้ พบไม่มีการปลอมแปลงทะเบียนและลักษณะรถ เป็นรถที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว 12 ปี ผู้ครอบครองปัจจุบันซื้อแบบสินเชื่อเมื่อปี 58 ยังไม่พบข้อมูลว่าต้องหมายจับ หรือถูกดำเนินคดีอาญา/p div !--break--!--break--/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2830/32867082373_17951b42a2.jpg" //div div style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"รถยนต์คันเกิดเหตุ/span/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div27 มี.ค. 2560 กรณีที่ชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักกิจกรรมและศิลปินชาวลาหู่ ถูกวิสามัญฆาตกรรมเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่จุดตรวจบ้านรินหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ทหาร กกล.ผาเมือง ระบุว่าผู้ตายและเพื่อนครอบครองยาเสพติด และผู้ตายขัดขืน พยายามต่อสู้ด้วยระเบิดมือ จึงถูกยิง และต่อมาผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ที่ระบุว่า รถยนต์ที่ "ชัยภูมิ ป่าแส" กับเพื่อนขับมาในวันเกิดเหตุนั้น เป็นรถยนต์ของผู้ค้ายาเสพติดและหลบหนีเจ้าหน้าที่อยู่นั้น/div divnbsp;/div divล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เปิดเผยข้อมูลทะเบียนรถยนต์คันเกิดเหตุว่า รถยนต์คันที่ชัยภูมิและเพื่อนใช้นั้น เป็นรถยนต์ทะเบียน ขก-3774 ยี่ห้อ Honda Jazz สีดำ เลขทะเบียน ลักษณะ และสีของรถที่พบในที่เกิดเหตุตรงกับข้อมูลทะเบียนรถยนต์ ไม่มีการปลอมแปลงทะเบียนและลักษณะรถแต่อย่างใด/div div style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/4/3856/33540480722_72f6e006f6.jpg" //div div style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"รถยนต์คันเกิดเหตุ/span/div divnbsp;/div divโดยรถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถที่มีอายุการใช้งานกว่า 12 ปีแล้ว โดยเลขทะเบียนเดิมคือ ศต-9886 กรุงเทพมหานคร จดทะเบียนวันที่ 21 ม.ค. 2548 ต่อมาผู้ครอบครองปัจจุบันคือ นาง ล. (นามสมมติ) อายุ 44 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ได้ครอบครองรถมาตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2558 สำหรับผู้ครอบครองรถปัจจุบันนั้น ตามประวัติอาชญากรรมล่าสุดยังไม่พบข้อมูลว่าต้องหมายจับ หรือถูกดำเนินคดีอาญา/div divnbsp;/div divสำหรับการซื้อขายรถยนต์ของผู้ครอบครองปัจจุบันคือนาง ล. น่าจะเป็นการซื้อแบบสินเชื่อ โดยผู้ถือกรรมสิทธิ์ปัจจุบันยังเป็นบริษัทสินเชื่อรถยนต์แห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลว่าการซื้อขายรถยนต์จากนาง ล. ไปสู่ "ชัยภูมิ" เป็นการซื้อแบบไม่โอนกรรมสิทธิหรือไม่ ทั้งนี้ชัยภูมิยังถือบัตรบุคคลไร้สัญชาติ ซึ่งมีขั้นตอนยุ่งยากในการทำธุรกรรม/div divnbsp;/div divอนึ่งในส่วนข้อมูลจากญาติของชัยภูมิ ระบุว่า ชัยภูมิเริ่มขับรถยนต์คันดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2559 ทั้งนี้จากข้อมูลมารดาของชัยภูมิ ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติลงพื้นที่ มารดาของชัยภูมิระบุว่าไม่ทราบรายละเอียดเรื่องการซื้อขายรถยนต์ดังกล่าว และยังเข้าใจว่าชัยภูมิยืมรถคนรู้จักมาขับ/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/03/70757" target="_blank"กสม. แจงเงินของ #039;ชัยภูมิ#039; มาจากธุรกิจกาแฟ จี้ผบช.ภาค 5 หากมีหลักฐานก็เปิดต่อสังคม/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2017/03/70746" target="_blank"กสม.ลงพื้นที่ วิสามัญฯ #039;ชัยภูมิ ป่าแส#039; พาพี่ชาย ขึ้นโรงพักลงบันทึกประจำวัน หลังถูกขู่/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2017/03/70746" target="_blank"กสม. เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังพี่ชายชัยภูมิ ป่าแส ถูกขู่ถึงขั้นกระสุนปืนวางหน้าบ้าน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ma5AdFD96ks" height="1" width="1" alt=""/

'เรืองไกร' เตือนฟ้อง ม.157 สรรพากรประเมินภาษี 'ทักษิณ'

Mon, 27/03/2017 - 20:00
pด้านสื่อหลายสำนักอ้างกรมสรรพากรเคาะตัวเลขแล้ว กว่า 1.7 หมื่นล้าน กำหนดจะนำใบแจ้งไปปิดหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ โดย นพดล ชี้ถ้าจริงก็ใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ต่อ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/8/7297/10439985245_59072460d0.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"แฟ้มภาพ/span/p p27 มี.ค. 2560 รายงานข่าวระบุว่า เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยnbsp;(พท.) เข้ายื่นหนังสือกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขอให้ยุติการตรวจสอบ และการจะประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทันที เพราะไม่สามารถทำได้เนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกา มีคำพิพากษาว่าหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ที่ขายให้เทมาเส็ก 23 ม.ค. 2549 นั้นเป็นของทักษิณ และพจมาน จะต้องเสียภาษีเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 วรรค 8 ซึ่งจะต้องยื่นเสียภาษีภายใน 30 ก.ย. 2549 ดังนั้นคดีนี้มีอายุครบ 10 ปี จึงหมดอายุความแล้วตั้งแต่ 30 ก.ย. 2559 หรือ หมดอายุความมาแล้ว 6 เดือน แต่การตีความของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมาให้เรียกเก็บภาษีกับทักษิณ ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง เพราะพานทองแท้ และ พิณทองทา บุตรชายบุตรสาว เป็นผู้ถือหุ้นแทนเท่านั้น ทักษิณจึงต้องเสียภาษีเอง ตามมาตรา 40(2) ภายใน 31 มี.ค.นี้ ตามกำหนดอายุความ10 ปี/p pทั้งนี้ หากกรมสรรพากรยังการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 และกฏหมาย ป.ป.ช. มาตรา 123 ในฐานะที่เคยทำงานร่วมกับคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จึงขอเตือนกรมสรรพากรให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีดังกล่าวทันที พร้อมระบุ การมายื่นหนังสือในวันนี้มาในฐานะส่วนตัว ที่คาดว่าจะได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนนายทักษิณในการต่อสู้คดีเท่านั้น/p pเรืองไกร เปิดเผยด้วยว่าการเรียกเก็บภาษีดังกล่าวมีผู้ที่เกี่ยวบางส่วนมีอคติต่อทักษิณ และที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือสมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจนถึงขณะนี้ทักษิณ และทีมกฎหมายยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งประเมินภาษีจากกรมสรรพากร/p pประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า ยังไม่ทราบตัวเลขภาษีที่จะเรียกเก็บว่าเป็นเท่าใด ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ตามขั้นตอนกฎหมาย หากได้ข้อสรุปแล้ว เจ้าหน้าที่จะนำใบแจ้งที่ต้องชำระภาษี ส่งทางไปรษณีย์ หรือนำไปส่งมอบให้บุคคลภายในบ้านของผู้เสียภาษี แต่หากมีการปฏิเสธหรือไม่สามารถนำส่งใบแจ้งได้ จึงจะนำใบแจ้งไปปิดบริเวณบ้าน แต่ขณะนี้ยังไม่เริ่มขั้นตอนนี้ เพราะยังไม่ได้ข้อสรุปตัวเลขที่ชัดเจน nbsp;nbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"สื่อหลายสำนักอ้างเคาะตัวเลขแล้วnbsp;กว่า 1.7 หมื่นล้าน/span/h3 pขณะที่มาสื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า โดยอ้างแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังnbsp;เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพากรได้ข้อสรุปการประเมินเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจาก ทักษิณ แล้ว โดยคิดเป็นจำนวนเงินภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท และกำหนดจะนำใบแจ้งไปปิดหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ และจากนั้นผู้เสียภาษีสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน คณะทำงานของกรมสรรพากรสรุปให้ประเมินภาษีตามแนวทางที่ว่ามีการซื้อหุ้นราคาต่ำกว่าราคาตลาด ในช่วงที่บริษัทแอมเพิลริชขายหุ้นให้นอมินีของอดีตนายกรัฐมนตรีในราคาหุ้นละ 1 บาท ต่ำกว่าราคาตลาดตอนนั้นที่อยู่ที่ 49.25 บาทต่อหุ้น/p h3span style="color:#0000cd;"นพดล ชี้ถ้าจริงก็ใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ต่อ/span/h3 pโดยบีบีซีไทยรายงานnbsp;คำสัมภาษณ์ของ นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของทักษิณ ไ้กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ยังไม่เห็นหนังสือจากกรมสรรพากร จึงยังไม่รู้ว่ามีการประเมินการเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณดังกล่าวจริงหรือไม่ และถ้าดูจากข่าวก็บอกว่าจะมีการนำหมายไปแปะที่บ้านจันทร์ส่องหล้าในวันที่ 28 มี.ค. จึงอยากให้รอดูวันพรุ่งนี้ก่อน/p p"แต่หากมีการประเมินเรียกเก็บภาษี 17,000 ล้านบาทจริง ทางคุณทักษิณก็คงจะตั้งทีมทนาย และใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ตามกฎหมายต่อไป" นพดล กล่าว/p pnbsp;/p pemเรียบเรียงจาก : a href="http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=133106amp;t=news"TNN24/a, a href="http://news.voicetv.co.th/business/474807.html"Voice TV/a, a href="http://www.thaipost.net/?q=ขย่มจันทร์ส่องหล้า-สรรพากรจ่อแปะใบประเมินภาษีติดหน้าบ้านแม้ว"ไทยโพสต์/a, a href="http://www.nationtv.tv/main/content/politics/378540390/"เนชั่น/a, a href="http://www.matichon.co.th/news/509012"มติชนออนไลน์/aและa href="http://www.bbc.com/thai/thailand-39403327"บีบีซีไทย/a/em/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/_6nxsO7d4bA" height="1" width="1" alt=""/

โกตี๋ ยันไม่ได้อยู่ลาวแล้ว ประวิตร ย้ำย้ายไปไหนก็ตามได้

Mon, 27/03/2017 - 18:59
divโกตี๋ ประกาศไม่ได้อยู่ลาวแล้ว โวยทางการไทยไม่ให้เกียรติเพื่อนบ้านnbsp;กล่าวหาให้ที่พักพิงตน แจงคนที่ จนท.จับและอ้างเป็นเครือข่าย ตนรู้จักเพียงคนเดียว แถมไม่ได้คุยตั้งแต่ลี้ภัย ด้าน พล.อ.ประวิตร เผยยังไม่ทราบโกตี๋ไม่อยู่ลาว ย้ำตามได้ทั้งนั้น/div div !--break--!--break--/div divnbsp;/div div27 มี.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (26 มี.ค.60) nbsp;จอม เพชรประดับ ได้สัมภาษณ์ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ ผู้ต้องหามีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง ซ่องสุมอาวุธเพื่อก่อเหตุความรุนแรงซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการตัวของรัฐบาลไทยในเวลานี้ เผยแพพร่ทาง Thaivoice ในยูทูบ อีกครั้งหลังจากเจ้าหน้าที่รัฐขยายผลปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายของโกตี๋อย่างต่อเนื่องnbsp;/div divnbsp;/div div"ถ้าถูกจับกุมแล้ว แน่นอนผมคงจะไม่มีการตัดสินทางศาลแน่นอน คงศาลเตี้ยแน่นอน เพราะฉะนั้นถามว่าโดนไล่ล่าหนังไหม หนักมากๆ ครับ หนักเท่าที่เคยเจอมา แต่ไม่ได้กลัวตรงนั้น" วุฒิพงศ์ กล่าว/div divnbsp;/div divโดย วุฒิพงศ์ ว่า ขณะนี้ตนไม่ได้อยู่ในประเทศลาวแล้ว เพื่อความปลอดภัยของคนอื่น ๆ จึงตัดสินใจหลบหนีออกมา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าอยู่ที่ใดเอาเป็นว่าอยู่ดาวอังคารก็แล้วกัน แต่ยืนยันว่าไม่ท้อแท้ยังคงต่อสู้เพื่อล้มเผด็จการทหาร/div divnbsp;/div div"ผมไม่ได้อยู่ในลาว" nbsp;วุฒิพงศ์ กล่าว พร้อมระบุว่าการข่าวของรัฐบาลมั่วมาก รวมทั้งกล่าวหาประเทศเพื่อนบ้านคือลาว ถือเป็นการดูถูกและลุกล้ำอำนาจอธิปไตยของประเทศเขามาก จากการกล่าวหาประเทศลาวให้ที่พักพิงตน ทั้งที่ตนไม่ได้อยู่ในลาวตั้งนานแล้ว/div divnbsp;/div divส่วนการถูกพาดพิงจากผู้ต้องหาที่ควบคุมตัวได้นั้น วุฒิพงศ์ กล่าวว่า มีเพียงคนเดียวที่ตนรู้จักคือ ธีรชัย อุตรวิเชียร หรือ ระพินเท่านั้น แต่หลังจากที่ตนหนีออกมาก็ไม่เคยพบปะพูดคุยกันอีกเลย ส่วนเรื่องอาวุธที่มีการโยงหรือพาดพิงถึง จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทยนั้น ทหารจะกล่าวหาอะไรได้ทั้งนั้น ตนไม่เคยเจอกับจารุพงศ์ เพียงแต่ได้ความคิดจากการฟังคลิปของจารุพงศ์เท่านั้นเอง และการเคลื่อนไหวของกลุ่มตน ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย หรือ อดีตนายกฯทักษิณแต่อย่างใด/div divnbsp;/div h3span style="color:#0000cd;"ประวิตรยังไม่ทราบโกตี๋ไม่อยู่ลาว ย้ำตามได้ทั้งนั้น/span/h3 divวันนี้ (27 มี.ค.60) a href="http://http://www.tnamcot.com/view/58d8cf31e3f8e421ed809092"สำนักข่าวไทย/a รายงานประเด็นนี้ด้วยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวโกตี๋ หลบหนีจากประเทศลาวไปประเทศเวียดนาม ว่า ยังไม่ทราบ แต่อยากไปที่ไหนก็ไป ตนตามได้ทั้งนั้น และมีกระบวนการติดตามอยู่ ขณะนี้กำลังตรวจสอบข้อมูลอยู่ว่าอยู่ที่ประเทศเวียดนามจริงหรือไม่ nbsp;ถ้าหากไปจริงก็ต้องดู และเวียดนามก็ต้องรู้ ซึ่งตนสามารถพูดคุยกับทางเวียดนาม เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเวียดนาม เพิ่งเดินทางมาพบตนเมื่อ 2 วันที่ผ่านใส/div div style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8530/29692822575_f30f446733.jpg" //div div style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"แฟ้มภาพ/span/div divnbsp;/div divเมื่อถามว่าทางทางการลาวตอบรับในเรื่องที่ร้องขอไปอย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่ได้ตอบอะไรมา แต่จากการอ่านหนังสือพิมพ์สปป.ลาวก็มีการพูดถึงเรื่องของนายโกตี๋/div divnbsp;/div diva href="http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9600000031045"ผู้จัดการออไลน์/aรายงานด้วยว่า วันนี้ (27 มี.ค.60)nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่โกตี๋สไกด์ออกรายงานของจอม เพชรประดับ นี้ด้วยว่าnbsp;การสไกป์ของโกตี๋ เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ ส่วนจะมีการปฏิเสธหรือโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่นั้นไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อสำนวนคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ประเด็นอยู่ที่ผู้ต้องหาทั้ง 9 รายให้การอย่างไร ซัดทอดใคร รับฝากอาวุธมาจากใคร โกตี๋จะพูดอะไรก็ได้ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อมโยงและพยานหลักฐานอยู่ดี/div divnbsp;/div divพ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีที่มีการขู่สังหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร นั้น การข่าวของสันติบาลมีการเฝ้าระวังและปฏิบัติไปตามระเบียบ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคลและสถานที่สำคัญตามปกติซึ่งจะมีการคัดกรองบุคคลและรถยนต์ที่ผ่านเข้าออกพื้นที่ โดย พล.อ.ประวิตรไม่ได้กำชับเรื่องใดเป็นพิเศษ แต่การข่าวก็มีการเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ส่วนการติดตามตัวนายโกตี๋ รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ขณะนี้ว่าอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีไม่ว่าจะหลบหนีไปประเทศใดก็ตาม แต่ในบางประเทศจะไม่มีการทำสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็จะประสานงานขอความร่วมมือตามขั้นตอนในการส่งตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/M4v31h5wuk4" height="1" width="1" alt=""/

แม่ทัพภาค 4 ลงพื้นที่รับฟังความเห็นสถานการณ์พลังงานภาคใต้ ย้ำยึดระบบประชาธิปไตย

Mon, 27/03/2017 - 14:26
pแม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่กระบี่ เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นสถานการณ์พลังงานภาคใต้nbsp;ย้ำยึดระบบประชาธิปไตยnbsp;เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็น ด้าน 'ค้านถ่านหิน' จี้ คสช. อย่าใช้เวทีอ้างความชอบธรรม กป.อพช.ใต้ ลั่นทางออกพลังงานภาคใต้ต้องไม่ใช่ถ่านหินnbsp;/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/4/3938/33291932460_68121dd71e.jpg" //p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2898/33519317232_7ab64b6056.jpg" //p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/4/3789/33546552241_25be3b7c73.jpg" //p p27 มี.ค.2560 รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันนี้ (27 มี.ค.60) ที่ห้องประชุมนพรัตน์ธารา โรงแรมกระบี่เบอร์ริไทม์ อ.เมือง จ.กระบี่ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ในฐานะผู้แทน คสช. เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม สร้างความรู้ความเข้าใจและรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ 4 จังหวัดได้แก่ จ.ภูเก็ต จ.พังงา จ.กระบี่ และ จ.ตรัง โดยมีประชาชนและผู้มีส่วนร่วมในพื้นที่ 4 จังหวัดเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก nbsp;/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2818/33291932690_860e34c42e.jpg" //p pพล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า การเปิดเวทีกิจกรรมการสร้างความรู้ ความเข้าใจและรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ในครั้งนี้จะเป็นสื่อกลางในการสร้างความรู้ ความเข้าใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์รับทราบความคิดเห็นที่หลากหลายและยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างกันโดยยึดระบบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ถือเป็นการ น้อมนำ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ว่า "ให้ถือเอาความสามัคคีความยินยอมเสียสละส่วนตัวเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่ของประเทศชาติเป็นคุณธรรมประจำใจอยู่เนืองนิตย์" nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/p pแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดกิจกรรมในวันนี้ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่แสดงออกถึงความรักความสามัคคีของคนในชาติและยังเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลโดยโดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 2 ประการคือ เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนทั้ง 14 จังหวัด เกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของภาคใต้ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตรวมทั้งทางเลือกในการสร้างโรงไฟฟ้ารูปแบบต่างๆ ที่มีความเหมาะสม เป็นไปได้และทุกภาคส่วนให้การยอมรับโดยคำนึงถึงประโยชน์ของภูมิภาคเป็นสำคัญทั้งนี้จะต้องให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบหรือความเดือดร้อนน้อยที่สุดนอกจากนี้ยังเป็นการเปิดเวที รับทราบความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วนในพื้นที่ภาคใต้ที่จะแสดงความคิดเห็นบนข้อเท็จจริงอย่างสร้างสรรค์ด้วยหลักการและเหตุผลในบรรยากาศแห่งความสามัคคีปรองดองซึ่งการจัดกิจกรรมใน ครั้งนี้แยกจัดเป็น 3 เวที เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มจังหวัดประกอบด้วยเวทีสุราษฎร์ธานี 4 จังหวัด เวที กระบี่ 4 จังหวัด และเวทีสงขลา 6 จังหวัด/p h3span style="color:#0000cd;"'ค้านถ่านหิน' จี้ คสช. อย่าใช้เวทีอ้างควwbrามชอบธรรม/wbr/span/h3 pขณะที่วานนี้ (26 มี.ค.60) เครือข่ายปกป้องอันดามันจากwbrถ่านหิน ได้ออกแถลงการณ์nbsp;ฉบับที่ 6/2560 โดยระบุว่า จากการที่ คสช.จะจัดเวทีเพื่อทำความเขwbr้าใจและรับฟังความเห็นประเดwbr็นพลังงานภาคใต้ในวันที่ 27 มี.ค. 60 นั้น เครือข่ายปกป้องอันดามันจากwbrถ่านหินมีความเห็นดังนี้ 1. เห็นด้วยกับ โจทย์ของ คสช.ที่ต้องการหาทางออกเรื่wbrองพลังงานในภาคใต้/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p2.ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการจwbrัดงาน ที่โน้มเอียงไปในทางการให้ขwbr้อมูลด้านเดียวแก่ผู้รับฟังwbrnbsp;ซึ่งจะก่อให้เกิดความเข้าใจwbrผิดไปตลอด เพราะผู้เข้าฟังส่วนใหญ่เป็wbrนฝ่ายปกครองที่ส่งผลต่อความwbrคิดของประชาชน รวมถึงการให้ข้อมูลทั้งหมดเwbrกิดจากเจ้าของโครงการผู้จะสwbrร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพียงฝ่wbrายเดียว และ 3. เครือข่ายปกป้องอันดามันจwbrากถ่านหินจะเข้าร่วมนำเสนอทwbrางออกพลังงานภาคใต้ในเวทีนีwbr้ ด้วยเห็นว่าโจทย์ทางออกควรจwbrะได้พูดคุยกันมานานแล้ว และเนื่องจากเครือข่ายได้แสwbrดงเจตจำนงค์มานานว่า ควรจะมีการพูดคุยกันในประเดwbr็นเหล่านี้ให้ตกผลึกnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2933/33546551581_eac5427518.jpg" //p pฉะนั้นเครือข่ายก็จะใช้การปwbrระชุมครั้งนี้นำเสนอข้อมูลถwbrึงทางออกที่ไม่ใช่โรงไฟฟ้าถwbr่านหินเพื่อความมั่นคงในอนาwbrคตด้านพลังงานไฟฟ้าในภาคใต้wbrnbsp;ภายใต้เงื่อนไขซึ่งมีการทำคwbrวามเข้าใจกันร่วมกันแล้วว่า 1. รัฐบาลหรือ คสช.ไม่นำข้อมูลการรับฟังควwbrามเห็นจากวันที่ 27 มี.ค.ไปสู่การตัดสินใจอนุมัติโครwbrงการโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ว่าใwbrนขั้นตอนใด 2. กระทรวงพลังงาน และ กฟผ.จะต้องไม่นำการรับฟังควwbrามเห็นทั้ง 3 เวทีในภาคใต้ไปสู่การอ้างควwbrามชอบธรรมในการเดินหน้าโรงไwbrฟฟ้าถ่านหิน ไม่ว่าในกรณีใดทั้งสิ้นbr /br /ในการนี้เครือข่ายปกป้องอันwbrดามันจากถ่านหิน ขอให้รัฐบาลออกมาตราการที่ชwbrัดเจนเป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้โดยเร็ว ในการสนับสนุนพลังงานหมุนเวwbrียน โดยเฉพาะการรับซื้อไฟฟ้าจากwbrโรงไฟฟ้าที่พร้อมผลิตอยู่แลwbr้ว เพื่อพิสูจน์ว่า พลังงานหมุนเวียนสามารถสร้าwbrงความมั่นคงด้านพลังงานได้จwbrริง/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p h3span style="color:#0000cd;"กป.อพช.ใต้ ลั่นทางออกพลังงานภาคใต้ต้องไม่wbrใช่ถ่านหินnbsp;/wbr/span/h3 pสมบูรณ์ คำแหง เลขาธิการคณะกรรมการประสานงwbrานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ทางออกพลังงานภาคใต้ต้องไม่wbrใช่ถ่านหิน โดยระบุว่า ​การที่nbsp;คสช. ได้มีคำสั่งที่ 4/wbr2560 เพื่อแต่งตั้งคณะทำงาน และจัดให้มีเวทีสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยwbrวกับสถานการณ์พลังงานในภาคใwbrต้ ในวันที่ 27 มี.ค.นี้ ซึ่งจะมีการจัดเวทีพร้อมกันwbrnbsp;3 กลุ่มจังหวัด ครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัดในภาคใต้นั้น อาจจะเห็นได้ถึงความพยายามทwbrี่จะหาทางออกต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง และความไม่เข้าใจจากกรณีการwbrจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขwbrองการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเwbrทศไทย หรือ กฟผ.ที่มีแผนจะสร้างในพื้นทwbrี่ภาคใต้เกือบ 10 โรง ซึ่งแทบจะกระจายเกือบทุกจังwbrหวัดในภาคใต้ จนนำไปสู่การขัดขวาง ประท้วง และแสดงออกที่ไม่เห็นด้วยต่wbrอแนวทางดังกล่าวของประชาชนภwbrาคใต้เรื่อยมาในช่วงหลายปีทwbrี่ผ่านมานี้/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p div id="id_58d8b8df981746143403879"​ทางออกเรื่องพลังงานภาคใต้wbrที่ไม่จำเป็นต้องใช้ถ่านหินwbrมีแน่นอน หากแต่จะอยู่ที่รัฐบาล และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตพร้อมจะwbrเปิดใจรับฟังอย่างมีเหตุมีผwbrลหรือไม่ ทั้งนี้จะต้องเปิดมุมมองเบื้wbr้องต้น ดังนี้ 1. รัฐบาล และ กฟผ. จะต้องเปิดโลกทัศน์ใหม่ ให้สอดคล้องการการพัฒนายุค 4.0 ทั้งนี้จะสอดคล้องกับทิศทางwbrการผลิตพลังงานของประเทศพัฒwbrนาแล้วทั้งหลาย ที่มีแผนลดการใช้พลังงานฟอสwbrซิล และเพิ่มการผลิตพลังงานทางเwbrลือกมากขึ้นบเดิมๆ 2. กฟผ.จะต้องข้ามผ่านผลประโยชwbrน์ทางธุรกิจขององค์กร และนักลงทุนบางกลุ่ม แต่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ขwbrองคนทั้งประเทศในอนาคต และจะต้องเปิดพื้นที่ทางกฏหwbrมาย สร้างทางออก หรือนโยบายที่ดีส่งเสริมสนัwbrบสนุนให้มีการผลิตพลังงานทาwbrงเลือกมากขึ้นอย่างเป็นระบบ และ 3. มีข้อมูลทางวิชาการที่ชี้ชัwbrดว่าพื้นที่ภาคใต้มีศํกยภาพwbrพอที่จะผลิตพลังงานทางเลือกwbrชนิดต่างๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ,ลม,ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ,และขยะชุมชน ได้ถึง 75,000 แม็กวัตต์ มากมายเหลือเฟือที่จะสร้างคwbrวามมั่นคงทางพลังงานให้กับคwbrนภาคใต้ได้br /nbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div div style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2915/33546552181_d0d7c9f4da.jpg" //div divกป.อพช.ใต้ จึงมีความเห็นว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะwbrสร้างเวที หรือเปิดพื้นที่การรับฟังต่wbrอเรื่องนี้จริง จะต้องเปิดกว้างอย่างตรงไปตwbrรงมา และจะต้องเชิญชวนให้นักวิชาwbrการที่มีความรู้ และความชำนาญการต่อเรื่องนีwbr้ ตลอดถึงการนำผลการศึกษาวิจัwbrยที่ได้มีการทำไว้บ้างแล้วมwbrาเป็นเครื่องช่วยให้การตัดสwbrินใจชี้ชะตาต่อเรื่องนี้อย่wbrางมีประสิทธิภาพได้ การจัดเวทีในวันนี้ทั้ง 3 กลุ่มจังหวัด ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยง และมีนัยสำคัญที่อาจจะไม่เปwbr็นไปเพื่อการรับฟังอย่างแท้wbrจริง เพราะผู้เข้ารับฟังส่วนใหญ่wbrคือบุคลากรของรัฐ และผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ที่ไม่อาจจะเสนอแนะอะไรอย่าwbrงตรงไปตรงมาได้อย่างอิสระพอwbrnbsp;อีกทั้งยังไม่มีความเข้าใจทwbrี่ชัดเจนต่อเรื่องแนวคิดของwbrการผลิตพลังงานทางเลือกbr /br /แถลงการณ์ ระบุด้วยว่า ​หากรัฐบาล หรือ คสช. ต้องการที่หาทางออกต่อความคwbrิดเห็นที่แตกต่างต่อเรื่องนwbrี้จริง อันอาจจะนำไปสู่การคลี่คลายwbrความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้wbrนต่อเรื่องพลังงาน หรือเรื่องโครงการอื่นๆในภาwbrคใต้ได้อีกด้วย จะต้องดำ เนินการดังนี้ 1. จะต้องเปิดพื้นที่ให้มีการทwbrำความเข้าใจเรื่องทางออกพลัwbrงงงานภาคใต้ โดยการสร้างกลไกการพูดคุยระwbrหว่างรัฐบาล นักวิชาการที่มีความรู้เรื่wbrองพลังงานทางเลือก และเครือข่ายประชาชนที่มีควwbrามคิดต่อเรื่องนี้ อย่างจริงจัง 2. กรณีโครงการที่ยังมีความขัดwbrแย้งทั้งโรงไฟฟ้ากระบี่ และเทพา หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็กอื่นๆ จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการตwbrรวจสอบถึงความขัดแย้งที่เกิwbrดขึ้น และต้องใช้แนวทางที่นายกรัฐwbrมนตรีสั่งการให้ทำการศึกษาใwbrหม่อย่างกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิwbrนกระบี่/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div3. รัฐบาลจะต้องทบทวนระเบียบ กฏหมาย ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการศwbrึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมwbrnbsp;และสุขภาพ (EIA. หรือ EHIA.)ของประเทศ ที่พบว่ามีข้อบกพร่อง ไม่ทันสมัยเฉกเช่นนานาประเทwbrศเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อสร้างเครื่องมืwbrอที่มีการยอมรับร่วมกันมากขwbrึ้น และ 4. ผลสรุปของเวทีที่จัดขึ้นในวwbrันนี้ จะต้องไม่นำไปสู่การสร้างเงwbrื่อนไขเพื่อเดินหน้าโครงการwbrnbsp;เพราะเป็นเพียงการรับฟังควาwbrมคิดเห็นเบื้องต้น ซึ่งมีองค์ประกอบ และความเข้าใจของผู้เข้าร่วwbrมที่ไม่สมบูรณ์พร้อม แต่อาจจะเป็นเพียงแนวทางที่wbrจะนำไปสู่การหารืออย่างทางกwbrารมากขึ้นในอนาคต(ตามที่เสนwbrอในข้อที่ 1)/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div"เราขอสนับสนุนความตั้งใจของwbrรัฐบาล และคสช. ที่ต้องการสร้างทางออกต่อเรwbrื่องพลังงานในพื้นที่ภาคใต้wbrnbsp;และเราเชื่อว่าหากท่านทั้งหwbrลายต้องการคลี่คลายปัญหาที่wbrเกิดขึ้จริง ก็จะต้องดำเนินไปด้วยความสุwbrขุมรอบคอบ และจะต้องอยู่เหนือผลประโยชwbrน์ทางธุรกิจ และการเมืองอย่างแท้จริงเท่wbrานั้น จึงจะนำไปสู่ทางออกของพลังงwbrานในภาคใต้ และอาจจะนำไปสู่ความมั่นคงทwbrางด้านพลังงานอย่างที่พวกเรwbrาทุกคนต้องการได้" แถลงการณ์ระบุตอนท้าย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divbr /​​​​​​​/div div div class="text_exposed_root text_exposed" style="display: inline; font-family: inherit;"nbsp;/div /div pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/03/70744" target="_blank"ประยุทธ์ จัดหนัก #039;เอ็นจีโอ#039; ขอร้องอย่าเป็นอุปสรรคการพัฒนาในพื้นที่/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2017/03/70700" target="_blank"มีแต่ #039;ทหาร-ข้าราชการ#039; คสช. ตั้ง กก.-อนุฯ รับความเห็นสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าภาคใต้/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/wUKw1FQfz_o" height="1" width="1" alt=""/

ที่ประชุม กสท. มีมติพักใช้ใบอนุญาตวอยซ์ทีวี 7 วัน

Mon, 27/03/2017 - 14:15
pกสท.มีมติ พักใช้ใบอนุญาตของวอยซ์ทีวี 7 วัน เพิ่มจากที่อนุกก.เนื้อหา เสนอพักใช้ 3 วัน จากกรณีคณะทำงานติดตามสื่อส่วนงานรักษาความสงบเรียบร้อยสำนักงานเลขาธิการ คสช. ร้องเรียน 3 รายการ nbsp;/p p!--break--!--break--/p p27 มี.ค. 2560 ความคืบหน้ากรณีคณะอนุกรรมการกำกับผังรายการและเนื้อหารายการ มีมติให้ลงโทษวอยซ์ทีวีด้วยการพักใช้ใบอนุญาตของสถานีเป็นเวลา 3 วัน ล่าสุด พลโท พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และประธานคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ ระบุว่า กสท.มีมติพักใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ Voice TV เป็นระยะเวลา 7 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2560 เวลา 00.01 น.nbsp;เพิ่มจากที่คณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ ได้เสนอให้พักใบอนุญาตเป็นระยะเวลา 3 วัน เนื่องจากการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ Voice TV ได้แก่ รายการใบตองแห้งออนแอร์ รายการ In Her View และรายการ Overview มีลักษณะเป็นการให้ข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้เกิดความสับสนยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างให้เกิดความแตกแยกในราชอาณาจักร อันเป็นการต้องห้ามมิให้ออกอากาศตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และเป็นการกระทำผิดซ้ำในรูปแบบเดิมหลังจากมีผู้ร้องเรียนการดำเนินรายการของสถานีโทรทัศน์ Voice TV ในปีที่แล้วรวม 10 ครั้ง และปีนี้ 2 ครั้ง ซึ่งสถานีโทรทัศน์ Voice TV ยังไม่ปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน โดยสาเหตุที่ กสท. เพิ่มจำนวนวันพักใบอนุญาต เนื่องจากที่ผ่านมาได้กำหนดให้มีการสั่งพักใบอนุญาตขั้นต่ำอยู่ที่ 7 วัน/p pa href="http://news.voicetv.co.th/business/474783.html"เว็บไซต์วอยซ์ทีวี /aรายงานว่า รายการที่ถูกพิจารณา มีทั้งสิ้น 4nbsp;รายการ ประกอบด้วยnbsp;/p p1. วันที่ 15 มีนาคม 60 จำนวน 1 รายการ/p p1.1 รายการnbsp;a href="http://shows.voicetv.co.th/baitonghang/472833.html"ใบตองแห้ง/anbsp;เวลาประมาณ 19.11 น.nbsp;nbsp;หัวข้อnbsp;a href="http://shows.voicetv.co.th/baitonghang/470886.html"จากธัมมี่ถึงทักกี้ประเทศนี้ยังปรองดองได้อยู่หรือ/a/p p2. วันที่ 20 มีนาคม 60 จำนวน 3nbsp;รายการ/p p2.1 รายการ In her View เวลา 19.30 น. หัวข้อnbsp;a href="http://shows.voicetv.co.th/inherview/472596.html"ไล่เรียงเหตุการณ์จังหวะแห่งข่าวโกตี๋กับอาวุธพร้อมแถลงการณ์แผนลอบสังหาร/a/p p2.2 รายการ Over View หัวข้อnbsp;a href="http://shows.voicetv.co.th/overview/472620.html"กองทัพป้องทหารยันยิงทิ้งเด็กล่าหู่ถูกต้องทุกกรณี/a/p p2.3nbsp;รายการ Voice News ช่วง Voice News Report เวลา 20.13 น. หัวข้อnbsp;a href="http://news.voicetv.co.th/thailand/472527.html"นายวีระ สมความคิด แสดงความคิดเห็นกรณี บ่อนตาพระยา/a/p h3br /strongวอยซ์ทีวียันเนื้อหาไม่กระทบความมั่นคง-ปรับออกอากาศทางออนไลน์nbsp;/strong/h3 pด้านวอยซ์ทีวีออกa href="https://www.facebook.com/VoiceTVonline/photos/a.131804224847.132218.131732549847/10156320570134848/?type=3amp;theater"แถลงการณ์เรื่องการพักใช้ใบอนุญาตฯ วอยซ์ทีวี /aโดยระบุว่า ขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วอยซ์ทีวีได้ดำเนินการตามพื้นฐานวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด แม้เนื้อหาของวอยซ์ทีวีอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ยืนยันว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่กระทบต่อความมั่นคง/p p"ที่ผ่านมาวอยซ์ทีวีได้เข้าชี้แจงและให้ความร่วมมือต่อคณะอนุกรรมการผังรายการ กสทช. รวมทั้งหารือคณะทำงานติดตามสื่อของ คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อแก้ไขรายการให้สอดคล้องและเหมาะสม"/p p"วอยซ์ทีวีจะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน รวมทั้งการดำเนินการทางแพ่งและปกครองตามความเหมาะสมต่อไป เนื่องจากมติดังกล่าวมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ทั้งนี้ วอยซ์ทีวีทราบดีว่ามีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 41/2559 เรื่องการกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ที่ให้อำนาจ กสทช. ตัดสินและกำหนดกับสื่อมวลชนโดยเว้นโทษความผิดแพ่งและอาญาต่อคณะทำงาน"/p pในช่วงเวลาดังกล่าว วอยซ์ทีวีจะปรับการออกอากาศผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งผู้ชมสามารถรับชมได้ผ่านทาง a href="http://www.voicetv.co.th"www.voicetv.co.th /aและ a href="http://www.facebook.com/voicetvonline"www.facebook.com/voicetvonline/a และวอยซ์ทีวีจะประสานงานเพื่อทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป และวอยซ์ทีวียังจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจต่อไปnbsp;/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/4/3780/33676732035_7058f944e7.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /br /span style="color:#ff8c00;"strongพล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสท.nbsp;/strong/spanbr /span style="color: rgb(255, 140, 0);"strongภาพจากสำนักงาน กสทช./strong/span/p pbr /ก่อนหน้านี้ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสท. ในฐานะประธานอนุกรรมการกำกับผังรายการและเนื้อหารายการ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า สืบเนื่องจากหัวหน้าคณะทำงานติดตามสื่อส่วนงานรักษาความสงบเรียบร้อยสำนักงานเลขาธิการ คสช. ทำหนังสือร้องเรียน รายการของสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี 3 รายการ อนุกรรมการฯ มีความเห็นรายการทั้งหมดมีความผิด เสียงส่วนใหญ่ให้ลงโทษด้วยการพักใช้ใบอนุญาตของสถานีเป็นเวลา 3 วัน โดยมตินี้จะเข้าที่ประชุม กสท. บ่ายวันนี้ ซึ่งหากกรรมการ กสท. เห็นด้วย จะมีการพักใช้ตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่ง/p pสำหรับการร้องเรียนดังกล่าว หัวหน้าคณะทำงานติดตามสื่อส่วนงานรักษาความสงบเรียบร้อยสำนักงานเลขาธิการ คสช. ทำหนังสือร้องเรียนเมื่อวันที่ 21 และ 24 มี.ค. รวม 4 รายการ มี 3 รายการที่ กสท.รับผิดชอบเพราะออกอากาศทางโทรทัศน์ ได้แก่ รายการใบตองแห้ง วิจารณ์เรื่องปฏิบัติการของรัฐต่อวัดพระธรรมกาย ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 มี.ค. เวลา 19.10 น.,nbsp;รายการ In Her View พูดเรื่องโกตี๋และอาวุธ ออกอากาศเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 18.30 น. และรายการ Overview พูดเรื่องเด็กชนกลุ่มน้อยทางภาคเหนือ ออกอากาศเมื่อวันที่ 20 มี.ค. เวลา 18.55 น. ด้วยเหตุผลว่า รายการใบตองแห้ง มีการนำเสนอที่ไม่ได้ติชมโดยสุจริต วิพากษ์วิจารณ์ที่ขาดเหตุผล ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมnbsp;บางรายการ มีเนื้อหาที่ยังไม่ได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อน แต่นำเสนอสู่สาธารณะและไม่ได้ติชมหรือเสนอแนะความคิดโดยชอบธรรม/p pพีระพงษ์กล่าวว่า คณะอนุกรรมการได้สอบข้อเท็จจริง ดูพยานหลักฐาน เนื้อหาที่ปรากฏในสื่อแล้ว เห็นตรงกันว่า วอยซ์ทีวีทำความผิดซ้ำในรูปแบบเดิม โดยปีที่แล้ว มีความผิดแบบเป็นทางการที่ถูกปรับ พักใช้ ให้ระงับรายการ 10 ครั้ง ไม่รวมที่มีการตักเตือน ปีนี้ลงโทษแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่มีการปรับปรุงจนถึงมาตรฐานที่กำหนดไว้ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 และมีคำร้องต่อ 3 รายการ โดยเห็นว่า เป็นการทำผิดซ้ำซากและแสวงหาข้อเท็จจริงที่ไม่รอบด้าน ไม่สมดุล บางรายการที่เคยให้ปรับปรุง แค่ย้ายคนไปรายการอื่น เสียงส่วนใหญ่จึงให้ลงโทษด้วยการพักใช้ใบอนุญาตของสถานีเป็นเวลา 3 วัน/p pพีระพงษ์กล่าวด้วยว่า การระงับใบอนุญาตทั้งสถานีเป็นเรื่องยาก แต่กรณีวอยซ์ทีวีเป็นความผิดซ้ำซาก และคราวนี้ผิดทั้งสามรายการ ไม่มีทางเลือกจริงๆ จึงต้องใช้วิธีนี้ เรียนว่าช่องอื่นไม่ต้องกังวล เพราะจะใช้อำนาจทางกฎหมาย จะใช้จากเบาไปหาหนักเสมอ ส่วนมากจะเตือน จากนั้นจึงเป็นปรับเงิน หยุดเป็นรายการ โอกาสที่จะหยุดทั้งสถานีน้อยมาก ที่สำคัญช่องนี้พิเศษเพราะมี MOU กับ คสช. เขาต้องระวังเป็นพิเศษ แต่นี่เขาระวังแค่ปกติและผิดบ่อยมาก/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/9LvYtDhmHlg" height="1" width="1" alt=""/

คุยก่อนปรองดอง#5(จบ): ‘พวงทอง ภวัครพันธุ์ ’:คนไทยอย่าเพิ่งหวังโลกช่วยล้อม คสช.

Mon, 27/03/2017 - 13:27
pพวงทอง ตีนัยคำถามปรองดองด้านการต่างประเทศ เชื่อ คสช. อยากรักษาหน้าแต่ก็ไม่อยากเปลี่ยนนโยบาย เตือนคนไทยอย่าคาดหวังต่างชาติมาก เพราะการเมืองต่างประเทศเป็นเรื่องของผลประโยชน์ คนไทยต้องทำเอง จี้ตั้งคำถามต้องถามหาสาเหตุ จะปรองดองได้ประชาธิปไตยต้องมาก่อน/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2896/33259686450_1dc2036a21.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pเมื่อต้นปี 2560 มีคำสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/019/37.PDF"3/2560/a ให้จัดตั้ง คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) นำทีมโดยข้าราชการ ทหาร-ตำรวจ และได้มีการเชิญตัวแทนพรรคการเมืองเข้ามาพูดคุยเพื่อหารือแนวทางและกรอบการทำงาน ณ กระทรวงกลาโหมตั้งแต่เดือน ก.พ./p pa href="https://prachatai.com/journal/2017/02/69995"ป.ย.ป. ได้ตั้งคำถามให้นักการเมืองแสดงวิสัยทัศน์เป็นจำนวน 10+1 ประเด็น/a ที่มีประเด็นครอบคลุมกว้างขวาง มีโจทย์ปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับการต่างประเทศที่มีใจความว่า/p p“ด้านการต่างประเทศ ท่านมีแนวคิดที่จะดำเนินการต่อประเด็นการนำปัญหากิจการภายในประเทศมายกระดับให้เป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ รวมทั้งผลกระทบจากการดำเนินการของต่างประเทศ เช่น ปัญหาเขตแดน ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน. ปัญหาเสรีภาพและประชาธิปไตยปัญหาแรงงานและการค้ามนุษย์ฯลฯ ที่ส่งผลทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทยอย่างไร”/p pประชาไท ได้สอบถามความคิดเห็นจาก รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ช่วยตีความคำถาม และให้ความเห็นต่อกระบวนการปรองดองภายใต้รัฐบาลทหาร ท่ามกลางการละเมิดสิทธิมนุษยนชน ซึ่ง สะท้อนจากการเป็นที่โจษขานในเวทีระหว่างประเทศหลายครั้งตั้งแต่รัฐบาล คสช. ยึดอำนาจ/p h3span style="color:#0000ff;"strongปรับภาพลักษณ์คือนัยของคำถาม จะปรองดองต้องใช้ปากประชาชนไม่ใช่ปากกระบอกปืน/strong/span/h3 pพวงทอง กล่าวว่า นัยของคำถามแสดงถึงความกังวลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล คสช. และประเทศไทยในเวทีโลกต่อประเด็นการลิดรอนสิทธิมนุษยชน ซึ่ง คสช. มีแนวโน้มในการแก้ปัญหาด้วยการแก้ไขภาพลักษณ์มากกว่าการแก้ไขปัญหาจากต้นตอ/p p“คือไม่มีทางที่ทหารจะเปลี่ยนนโยบายตนเองในด้านสิทธิมนุษยชนแน่นอน แต่จะเลือกทำให้ดูดีขึ้นได้ เป็นผักชีโรยหน้ามากขึ้น คสช. อยากได้ยินการนำเสนออย่างมีเหตุมีผลที่ทำให้ภาพพจน์ของรัฐบาลทหารดีขึ้นในสายตาประชาคมโลกโดยที่เขาไม่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง”/p pอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาฯ ให้ความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อพูดถึงการปรองดอง ว่าพื้นฐานต้องมาจากการที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นได้อย่างเสรี เพื่อถกเถียงกันถึงปัญหาของประเทศและวิธีการที่จะเดินหน้ากันต่อไป แต่ในช่วงกว่าสามปีของรัฐบาล คสช. ได้แสดงให้เห็นถึงความไม่เอาใจใส่ในประเด็นดังกล่าว การปรองดองของรัฐบาลทหารตั้งอยู่บนฐานของการปิดปากคนที่คิดต่าง/p pคำถามปรองดองในหัวข้อการต่างประเทศควรจึงควรที่จะเปลี่ยนหัวข้อจากการแก้ไขภาพลักษณ์ไปเป็นการแก้ไขที่ตัวปัญหาภายใต้ระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย/p p“รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ที่ชาญฉลาดพอควรจะตั้งคำถามใหม่ว่า เราจะแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยของไทยอย่างไร เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ถูกนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามต้องกลับไปแก้ต้นตอของปัญหา ไม่ใช่คำถามที่จะแก้ไขภาพพจน์ โดยที่ไม่ถามว่าอะไรที่ทำให้ภาพพจน์ของไทยย่ำแย่”/p pพวงทอง ยังให้ความเห็นต่อนัยทางการเมืองต่อการนำพรรคการเมืองมาร่วมสังฆกรรมปรองดองว่า เป็นการกดดันให้พรรคการเมืองยอมรับกติกาของการปรองดองในแบบฉบับของรัฐบาลทหาร ซ้ำยังอาจมีลักษณะของการต่างตอบแทนเมื่อมีพรรคการเมืองเลือกที่จะตอบคำถามปฏิรูป การเดินหน้ากระบวนการปรองดองภายใต้บรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่ยังปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้น จะไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาในสังคมแต่อย่างใด/p p“นี่ไม่ใช่การปรองดอง มันเป็นการใช้อำนาจในการที่จะทำให้คนอื่นๆยอมทำตามตนเอง กลุ่มที่เข้าไปร่วมปรองดองก็อาจจะได้รับรางวัล เช่น ได้กลับเข้าไปเป็นรัฐบาลอีกครั้ง เราก็ดีเอาคำพูดสวยๆ หรูๆ ของฝรั่งมาใช้ แต่เนื้อหานั้นก็เป็นเนื้อหาที่กลุ่มอำนาจของไทยต้องการ เพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจ ภายใต้คำพูดที่สวยหรูดูดีเท่านั้นเอง”/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" src="https://www.youtube.com/embed/5Z3tpfGOhJk?ecver=1" frameborder="0" height="315" width="560"/iframe/p p style="text-align: center;"nbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongโลกนี้หมุนได้ด้วยผลประโยชน์ จะแก้ปัญหาในไทยก็ต้องให้ไทยทำ/strong/span/h3 pอาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ เตือนสติคนไทยว่า ไม่ควรหวังกับการช่วยเหลือจากประเทศประชาธิปไตย หรือองค์การระหว่างประเทศมากจนเกินไป ควรจะแก้ไขปัญหาจากภายในประเทศ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตั้งอยู่บนฐานของผลประโยชน์ องค์การระหว่างประเทศนั้นทำได้เพียงสร้างแรงกดดันผ่านการทำให้อับอาย (Shaming) และไม่มีบทลงโทษใดๆ และพฤติกรรมของแต่ละประเทศล้วนผ่านการคำนวณแล้วว่ามีความคุ้มค่าในเชิงผลประโยชน์มากน้อยเพียงใด ในปัจจุบัน มหาอำนาจตะวันตกมีผลประโยชน์ทางการค้าการลงทุนกับไทยสูง เมื่อไทยมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับต่างชาติมาก มาตรการกดดันรัฐบาลทหารในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะลดความเข้มข้นลงเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ในด้านต่างๆ กล่าวคือ ปัญหาสิทธิมนุษยชนและระบอบการปกครองของไทยยังมีความสำคัญน้อยกว่าผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการค้า การลงทุน รัฐบาล คสช. เองก็ยังมีความคิดว่า เมื่อจัดการปัญหาในประเทศเรียบร้อยแล้วต่างชาติก็จะกลับมาญาติดีด้วยเหมือนเดิม/p p“เอาเข้าจริง การให้ต่างชาติเข้ามายุ่งมากกว่าวิจารณ์มันก็เป็นผลเสียต่อการเมืองไทยในระยะยาว คือเวลาที่เราพูดถึงต่างชาติ(มหาอำนาจ) จะมาช่วยสร้างประชาธิปไตยได้แค่ไหน มันต้องดูผลประโยชน์ ความสำคัญของคุณต่อมหาอำนาจตะวันตก ถ้าคุณไม่มีผลประโยชน์เลย อย่างเช่นพม่าในช่วงทศวรรษ 1980 แทบจะไม่มีความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนกับประเทศตะวันตก นั่นหมายถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากตะวันตกก็จะไม่กระทบกับผลประโยชน์ของเขามากนัก ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการคว่ำบาตรเพื่อกดดันทางเศรษฐกิจจะเป็นไปได้สูง แต่ไทยในยุคนี้ตะวันตกต้องการที่จะเข้ามาทำการค้าการลงทุน มีผลประโยชน์ในไทยสูง โดยเฉพาะเมื่อจีนเป็นมหาอำนาจและมีท่าทีที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้นในหลายประเด็นโดยเฉพาะกรณีทะเลจีนใต้ สหรัฐฯ กลับมาให้ความสำคัญกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยสำคัญกับยุทธศาสตร์ทางการทหารของสหรัฐฯอยู่ เพราะตอนนี้สหรัฐฯ ยังไม่สามารถเข้ามาใช้พื้นที่ของประเทศบนภาคพื้นทวีป ซึ่งสหรัฐฯ เองก็หวังว่าความสัมพันธ์กับไทยจะเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ เข้ามาใช้พื้นที่ภาคพื้นทวีปได้ เราจึงไม่ควรหวังให้ปัจจัยภายนอกประเทศจะช่วยเหลืออะไร นี่เป็นปัญหาของคนไทยที่ต้องแก้ด้วยปัจจัยภายใน”/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongต้องแก้ที่โครงสร้างอำนาจสังคม การเมือง พอกันทีกับวาทกรรมคนดี(ของรัฐไทย)/strong/span/h3 p“ต่อให้เป็นรัฐบาลเลือกตั้ง สิทธิมนุษยชนก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาให้ความสำคัญ แต่ก็น่าจะเป็นโอกาสให้การผลักดันประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน สามารถเดินหน้าได้ในบรรยากาศที่ปลอดภัยและมีอิสระที่จะดำเนินงานได้มากกว่าภายใต้รัฐบาลทหาร ถ้าหวังจะสู้เรื่องนี้ เราก็ต้องสู้ให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยก่อน”/p pพวงทองให้ความเห็นว่า ไทยมีรูปแบบโครงสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและสังคมที่ไม่สอดรับกับหลักการสิทธิมนุษยชน การโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐ รวมไปถึงหลักสูตรทางการศึกษาผลิตซ้ำวาทกรรมความเป็นพลเมืองดีในแบบของไทยและไม่ให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชน และเครื่องมือที่จะใช้ผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนให้เป็นที่ตระหนักต่อสังคมไทยในวงกว้าง จำเป็นจะต้องมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก่อน/p p“เราจะเห็นว่าประเด็นสิทธิมนุษยชนไม่เคยอยู่ในระบบการศึกษาไทย ในระดับมหาวิทยาลัยก็มีไม่กี่คณะ ไม่กี่ภาควิชาที่ีสอนวิชาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน แต่เราสอนในห้องเรียนอย่างเดียวได้ไหม ถ้ามีสอนก็ดี แต่ทำไมสอนไม่ได้ เพราะว่าวัฒนธรรมทางการเมืองและสังคมในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่น เจ้านาย - ลูกน้อง ครู - นักเรียน ความสัมพันธ์ในครอบครัว มันเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่แสดงถึงความเท่าเทียมกัน มันยากมากที่จะให้ครูไทยสอนเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้วบอกว่า ครูต้องเคารพสิทธิของเด็กนะ คุณจะเฆี่ยนตีเด็กไม่ได้ พูดจาดูถูกเด็กไม่ได้ ทำโทษอะไรต้องมีกฎเกณฑ์ เด็กมีสิทธิ์ที่จะโต้เถียงหรือแสดงความคิดเห็น ดิฉันยังนึกไม่ออกว่าครูไทยจะสอนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ดังนั้น มันก็เป็นปัญหาของโครงสร้างอำนาจ ที่ไม่ต้องการให้สิทธิมนุษยชนเข้าไปอยู่ในบทเรียน”/p p“ไปดูกลไกการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐตั้งแต่สงครามเย็นก็ยังย้ำประเด็นซ้ำๆซากๆ เรื่องความดี คนดี นักการเมืองเลว เรื่องที่เราต้องเคารพผู้มีอำนาจมากกว่า หรือผู้อาวุโสกว่า... ถ้าเราสามารถผลักดันให้คนตระหนักถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนจากกลไกหลายๆด้านได้ การศึกษาก็เป็นอันหนึ่ง แต่มันจะไม่ได้เป็นประเด็นผลักดันร่วมกันของกระทรวงศึกษาหรือแม้กระทั่งของ สกอ. (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) แต่ในขณะเดียวกันคุณจะเห็นหลักสูตรเกี่ยวกับพุทธศาสนา การเป็นคนดี พลเมืองดีในแบบของรัฐไทย ในความหมายที่ว่าคุณต้องอยู่ภายใต้กรอบของสังคมไทย แพร่หลายไปในโรงเรียนหรือแม้กระทั่งในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้สอนว่าทุกๆคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของคนอื่น สิทธิทางการเมือง สิทธิทางสังคม”/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongโลกเลี้ยวขวา ไทยแหกโค้ง: อนุรักษ์นิยมแบบไทยๆ ไม่ใส่ใจกติกา/strong/span/h3 pต่อกระแสการ “เลี้ยวขวา” หรือกระแสทิศทางของนโยบาย คุณค่าทางสังคมที่มีความเอนเอียงในไปด้านอนุรักษ์นิยมมากขึ้นในต่างประเทศ ไม่ว่าการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร การเถลิงอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ในสหรัฐฯ และความหวาดกลัวอิสลามอย่างแพร่หลาย (Islamophobia) จะเป็นแรงเสริมให้รัฐบาล คสช. ดำเนินนโยบายล้อตามกระแสโลกหรือไม่นั้น พวงทองให้ความเห็นว่าสถานการณ์ในประเทศไทยนั้นเลวร้ายกว่ามานานแล้ว “จริงๆไทยเลี้ยวก่อนเขาอีก กระแสเรียกร้องทหารรัฐประหารเริ่มตั้งแต่ปี 2549 ที่พันธมิตรเรียกร้องให้ทหารรัฐประหาร เราเลี้ยวขวาก่อนยุโรป อเมริกาซะอีก ของเราเลี้ยวแล้วลงเหวด้วย แล้วยังไม่รู้ว่าจะขึ้นมาได้เมื่อไหร่ ยุโรป อเมริกาเลี้ยวขวายังไงก็แล้วแต่ สิ่งหนึ่งที่เป็นเสมือนข้อห้ามคือ ต้องไม่ลบกติกาการเมือง กระแสวัฒนธรรมทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจ สวัสดิการสังคมอาจจะขวาจัด แต่จะไม่ลบกติกาการเมืองในแง่สิทธิของประชาชนในการเลือกตั้ง ไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ แต่ของเราเวลาเลี้ยวขวาทีเราเหยียบกติกาทิ้งหมดเลย”/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="https://prachatai.com/journal/2017/03/70458" target="_blank"คุยก่อนปรองดอง#1 บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ: สังคมไทยอยู่กับความจริงที่มืดดำอย่างยาวนาน/a /div div class="field-item even" a href="https://prachatai.com/journal/2017/03/70544" target="_blank" คุยก่อนปรองดอง#2 #039;ใบตองแห้ง#039;: สื่อควรแข่งขัน ถ่วงดุล และตรวจสอบกันอย่างอิสระ/a /div div class="field-item odd" a href="https://prachatai.com/journal/2017/03/70600" target="_blank"คุยก่อนปรองดอง#3 จันทจิรา เอี่ยมมยุรา “การทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจเป็นคำตอบทุกข้อของปัญหา”/a /div div class="field-item even" a href="https://prachatai.com/journal/2017/03/70610" target="_blank"คุยก่อนปรองดอง#4: เปิดใจญาติเหยื่อกระสุนจริงปี 53 “การปรองดองที่ทหารเป็นคนกลางมันเป็นไปไม่ได้หรอก”/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/D8hqW2rwhYE" height="1" width="1" alt=""/

ฮ่องกงได้ 'แคร์รี หลำ' เป็นผู้ว่าฯ คนใหม่ ท่ามกลางข้อกังขาเรื่องอิทธิพลจากจีน

Mon, 27/03/2017 - 11:41
pการลงมติคัดสรรผู้นำฮ่องกงคนล่าสุดดำเนินไปโดยที่ชาวฮ่องกงยังไม่ได้รับการตอบสนองข้อเรียกร้องการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย อีกทั้งผู้ชนะคือแคร์รี หลำ ยังมีแนวโน้มว่าจะเป็นคนโปรดของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ที่พยายามครอบงำฮ่องกง ในขณะที่มีกระแสข่าวลือว่าคณะผู้เลือกตั้งถูกกดดันให้ลงมติคัดเลือกลูกหม้อของทางการจีน/p p!--break--!--break--/p pเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2560 มีลงมติคัดเลือกผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกงคนใหม่ ผลปรากฏว่าแคร์รี หลำ ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยคะแนนเสียงจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง 777 เสียง ส่วนคู่แข่งของเธอจอห์น เฉิง ได้รับคะแนนโหวต 365 เสียง ตัวแทนอีกรายหนึ่งคือหวูกว็อกฮิง ได้รับคะแนนเสียง 21 เสียง/p pคะแนนเสียงในครั้งนี้มาจากการโหวตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง 1,194 ราย โดยที่การเลือกตั้งในฮ่องกงใช้ระบบ "คณะผู้เลือกตั้ง" (Electoral College) แต่ไม่ได้มีการให้ประชาชนเลือกคณะผู้เลือกตั้งแบบเดียวกับสหรัฐฯ แต่คณะผู้เลือกตั้งที่ใช้นามว่า "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" จะเป็นตัวแทนมาจากกลุ่มสมาคมวิชาชีพ 4 ภาคส่วนรวม 38 สมาคม ที่มีสมาชิกรวมทั้งหมดอยู่เพียงราว 240,000 คน ขณะที่ประชากรในฮ่องกงมีประชากรอยู่ราว 7 ล้านคนนั่นหมายความว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มวิชาชีพเหล่านี้จะไม่มีเสียงอยู่ในส่วนใดเลยในการเลือกตั้งของฮ่องกง/p pนอกจากระบบนี้จะถูกวิจารณ์ในแง่ที่ห่างไกลจากการออกเสียงเลือกตั้งที่ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม (universal suffrage) แล้ว ยังถูกมองอีกว่าเอื้อต่อการเล่นพรรคเล่นพวกหรือการแผ่อิทธิพลจากกลุ่มชนชั้นนำทางฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ที่มาในคราบสมาคมวิชาชีพ โดยในครั้งนี้มีการลือว่า แคร์รี หลำ ผู้เคยเป็นอดีตเลขาธิการใหญ่ของฮ่องกงคือคนโปรดของทางการจีนแผ่นดินใหญ่ มีคณะผู้เลือกตั้งบางคนบอกว่าก่อนการลงมติคัดเลือกผู้ว่าฯ ในครั้งนี้พวกเขาถูกกดดันให้ลงคะแนนเสียงให้กับหลำ/p pมีคณะผู้เลือกตั้งบางส่วนพยายามประท้วงผ่านการเขียนคำด่าลงในใบลงมติ มีบางคนที่ปล่อยว่างไม่ลงมติให้ใคร ผู้เชี่ยวชาญที่จับตามองประเทศจีนอย่าง จอห์นนี หลิว วิเคราะห์ว่าอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลังอย่างเฉิงผู้ได้รับความนิยมมากกว่ามีคะแนนเสียงลงมติน้อยกว่า 100 เสียงจากฝ่ายที่สนับสนุนจีนแผ่นดินใหญ่แสดงให้เห็นว่าทางการจีนแผ่นดินใหญ่พยายามกดดันให้มีการลงมติให้กับหลำ ซึ่งหลิวบอกว่ามันสะท้อนให้เห็นว่าการลงมติเลือกผู้นำฮ่องกงในครั้งนี้ "น่าขัน" เพียงใด หลิวกล่าวอีกว่าฮ่องกงในตอนนี้มีความแตกแยกที่ไม่อาจเยียวยาได้เว้นแต่หลำจะสร้างสภาพการเมืองที่ให้คนหนุ่มสาวและกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยเข้าถึงได้/p pการเลือกผู้นำคนใหม่ของฮ่องกงกลายเป็นประเด็นมาตั้งแต่ปี 2557 จากการประท้วงของหลายๆ กลุ่ม รวมถึงกลุ่มคนหนุ่มสาวที่นำโดยโจชัวร์ หว่อง โดยที่ประชาชนในฮ่องกงกังวลว่าการเลือกผู้ว่าการในปี 2560 จะทำให้พวกเขาได้ผู้นำที่มีอิทธิพลมาจากจีนแผ่นดินใหญ่อีกจึงเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งตามหลักสากลที่ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม แต่การประท้วงของพวกเขาก็ถูกปราบปราม/p pสื่อฮ่องกงฟรีเพรสเองก็เรียกการเลือกผู้นำฮ่องกงคนใหม่ในครั้งนี้ว่าเป็น "การเลือกตั้งเฉพาะในวงเล็กๆ" (small-circle election) นอกจากนี้ยังระบุว่าหลำเป็นผู้ที่มีความนิยมต่ำมากตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มดำรงตำแหน่ง เธอกล่าวในคำปราศรัยต่อชัยชนะว่าเธอเชิญชวนให้การเมืองฝ่ายใดก็ตามที่ "ต้องการจะรับใช้อย่างจริงใจ" เข้าร่วมกับเธอโดยไม่จำกัดว่าเป็นฝ่ายใดเพื่อให้ได้ "การสนับสนุนในวงกว้างที่สุดจากสังคม"/p pแม้ว่าจะไม่ใช่ระบบ 1 คน 1 เสียง แต่ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยก็พยายามเอาผู้รักประชาธิปไตยเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงมติครั้งนี้ให้ได้ผ่านตัวแทนคณะผู้เลือกตั้ง ฮ่องกงฟรีเพรสรายงานว่า ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ผู้สมัครเป็นคณะผู้เลือกตั้งฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยสามารถเอาชนะได้ใน 6 วิชาชีพ ได้แก่ตัวแทนวิชาชีพกิจการสาธารณะ ไอที บริการสาธารณสุข กฎหมาย การศึกษา และการศึกษาขั้นสูง นอกจากนี้ยังได้ที่นั่งอีกมากในสาขาวิชาชีพอื่นได้แก่ บัญชี สถาปัตยกรรม การแพทย์ วิศวกรรม แพทย์แผนจีน โควตาของสมาชิกสภานิติบัญญัติ รวมมีเสียงราว 325 ราย จากทั้งหมด 1,194 ราย/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pChief exec. elect Carrie Lam pledges unity; will visit local China offices after touring districts, Hong Kong Free Press, 26-03-2017br /a href="https://www.hongkongfp.com/2017/03/26/chief-exec-elect-carrie-lam-pledges-unity-will-visit-local-china-offices-touring-districts/"https://www.hongkongfp.com/2017/03/26/chief-exec-elect-carrie-lam-pledges-unity-will-visit-local-china-offices-touring-districts//a/p pHong Kong leadership election vote counts – Carrie Lam: 777, John Tsang: 365, Woo Kwok-hing: 21, Hong Kong Free Press, 2-603-2017br /a href="https://www.hongkongfp.com/2017/03/26/hong-kong-leadership-election-vote-counts-carrie-lam-777-john-tsang-365-woo-kwok-hing-21/"https://www.hongkongfp.com/2017/03/26/hong-kong-leadership-election-vote-counts-carrie-lam-777-john-tsang-365-woo-kwok-hing-21//a/p pPro-democracy camp wins more than a quarter of seats on Chief Exec. Election Committee, Hong Kong Free Press, 12-12-2016br /a href="https://www.hongkongfp.com/2016/12/12/pro-democracy-camp-wins-more-than-a-quarter-of-seats-on-chief-exec-election-committee/"https://www.hongkongfp.com/2016/12/12/pro-democracy-camp-wins-more-than-a-quarter-of-seats-on-chief-exec-election-committee//a/p pbr /ข้อมูลเพิ่มเติมจาก/p pa href="https://en.wikipedia.org/wiki/Election_Committee"https://en.wikipedia.org/wiki/Election_Committee/abr /a href="https://en.wikipedia.org/wiki/2014_Hong_Kong_protests"https://en.wikipedia.org/wiki/2014_Hong_Kong_protests/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/rj0T1KA4OdQ" height="1" width="1" alt=""/

ผมไม่กลัว แต่ผมโกรธ: บันทึกผู้สื่อข่าวผู้ตกเป็นจำเลยคดีประชามติ

Sun, 26/03/2017 - 22:59
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3894/33532148331_e2422dc345_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" //p h4br /strongผมชื่อ อ๊อตโต้nbsp; ทวีศักดิ์ เกิดโภคา เป็นชื่อจริง อายุ 25 ปี อาชีพนักข่าว:/strong/h4 pการมีอาชีพผู้สื่อข่าวnbsp; เป็นความฝันของผมตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนอยู่ใน สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมสนใจในประเด็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา/p pstrongการได้เป็นผู้สื่อข่าวnbsp; จึงเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งในชีวิต เหตุผลเพราะผมเชื่อว่างานที่ผมอาจจะมีส่วนช่วยทำให้สังคมไทยเดินเข้าใกล้หลักการสำคัญที่ถูกยอมรับกันในสากลโลก เช่นหลักการประชาธิปไตย หลักสิทธิมนุษยชน และการเคารพซึ่งกันและกันในฐานะมนุษย์ แม้จะมีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน/strong/p pผมเริ่มทำงานเป็นผู้สื่อข่าวที่ ประชาไท ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2557nbsp;nbsp; ในช่วงแรกของการทำงาน ผมได้รับมอบหมายจากกองบรรณาธิการnbsp; ให้ติดตามประเด็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการละเมิดสิทธิชุมชน ในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่หลังจากนั้นในปี 2559 ผมได้รับมอบหมายให้ติดตามข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในด้านการเมืองเป็นหลัก โดยติดตามทั้งเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนักกิจกรรม การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาคดีทางการเมือง และติดตามกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ/p pโดยข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นภารกิจที่ผมได้รับมอบหมายจากกองบรรณาธิการให้ติดตาม เนื่องจากเป็นประเด็นที่สำคัญมากในทางการเมือง เพราะคือการกำหนดอนาคตของประเทศไทยว่าประเทศเราจะเดินไปในทางใด อย่างน้อยที่สุด 5 ปี และอาจมากที่สุดถึง 20 ปี และแม้รัฐบาล คสช.จะประกาศว่าจะเปิดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่ในความเป็นจริงแล้วกฎหมายต่างๆ และการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเอง กลับมีลักษณะของความพยายามจำกัดกรอบการรณรงค์ประชามติ สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือการมีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีในช่วงของการเตรียมออกเสียงประชามติมากกว่า 200 คน โดยคนส่วนใหญ่ที่ถูกจับกุมเป็นผู้ที่แสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ หรือแสดงออกด้วยวิธีการต่างๆ ว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงนักข่าวซึ่งไปทำข่าวอย่างผมยังถูกจับกุมดำเนินคดีไปด้วย/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7757/28154362391_61453904c6_z.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p h4strongผมถูกจับกุมระหว่างการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน:/strong/h4 pเช้าวันที่ 10 กรกฎาคม 2559 กลุ่มนักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เดินทางไป สภ.บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยพวกเขาต้องการเดินทางไปเพื่อให้กำลังใจกับชาวบ้าน หรือคนเสื้อแดงในพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง ซึ่งถูกเรียกรายงานตัว หลังจากการร่วมกันเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ เพื่อจับตาการรณรงค์ และการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลานั้น โดยถูกตั้งข้อกล่าวหามั่วสุม และชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบฉบับที่ 3/2558/p pผมอาศัยโดยสารรถไปกับกับกลุ่มนักกิจกรรมฯ เพียงเพื่อจะรายงานข่าวเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมให้กำลังใจ หรือการรณรงค์ใดๆ ทั้งสิ้น/p pผมถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่อ้างว่า ผมนั่งรถยนตร์คันเดียวกับนักกิจกรรมจึงมีเหตุต้องสงสัยว่าผม เป็นหนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวของนักกิจกรรม แม้ว่าผมจะชี้แจงยืนยันว่าเป็นผู้สื่อข่าวกับเจ้าหน้าที่แล้วก็ตาม ผมถูกสอบปากคำแจ้งข้อกล่าวหา และควบคุมตัวหนึ่งคืนที่ สภ.บ้านโป่ง ก่อนได้รับอนุญาตปล่อยตัวชัวคราวจาก ศาลจังหวัดราชบุรี ด้วยหลักทรัพย์เงินสดจากประชาไท 140,000 บาท/p pstrongผมถูกดำเนินคดีในฐานความผิด ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 และ ฝ่าฝืนคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 25 เรื่องการไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ ในการสอบสวนในชั้นตำรวจnbsp; เหตุที่ผมไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือเนื่องมาจากว่า ผมไม่ยอมรับในกระบวนการสอบสวนตั้งแต่ต้น เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ระบุก่อนหน้านั้นว่า จะจับกุม หรือแจ้งข้อหาอะไรกับผม พวกเขาเพียงแค่บอกว่า เชิญให้ผมไปพูดคุยเพื่อลงบันทึกประจำวันเท่านั้น/strong/p h4 style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8614/28215669465_4178009a3e_c.jpg" style="height: 500px; width: 279px;" //h4 h4strongผมไม่กลัว แต่ผมโกรธ:/strong/h4 pในตอนที่ถูกจับกุม ผมไม่เคยรู้สึกกลัว เพราะรู้ดีว่า เราไม่ได้ทำอะไรผิด และที่สำคัญที่สุด ผมเองก็เห็นว่านักกิจกรรมที่ผมร่วมนั่งรถมากับพวกเขาด้วยนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเช่นกัน เพียงแค่ในรถของพวกเขามีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ประชามติ และสติ๊กเกอร์ VOTE NO เพียงเท่านั้น แน่นอนว่าในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามาก สำหรับการลงประชามติซึ่งต้องมีการรณรงค์ให้ข้อมูล และแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างอิสระ แต่สำหรับประเทศไทยเรื่องเหล่านี้กลับอยู่ในสภาวะยกเว้น ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการแสดงความกลัวของฝ่ายรัฐที่พยายามควบคุมจำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน รวมทั้งเสรีภาพของสื่อ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน/p pความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันที่ถูกจับกุมสำหรับผม มันหลงเหลือเพียงแต่ความโกรธ เราโกรธที่ทุกครั้งที่ผู้นำรัฐบาลพยายามอ้างว่า กำลังนำประเทศกลับคืนสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงพวกเขากำลังทำให้สิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง/p pstrongการที่พวกเขาเลือกที่จะจับกุมผมด้วย อาจเป็นหนึ่งในความพยายามควบคุมการนำเสนอข่าวสารที่เกี่ยวข้องการกับรณรงค์ไม่รับร่างรับธรรมนูญ และพยายามแสดงให้สื่อสำนักอื่นได้เห็นว่าโทษของการรายงานเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างไร แต่พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะหลังจากที่ได้รับการประกันตัวออกมาผมยังคงปฎิบัติหน้าที่รายงานข่าวเช่นเดิม/strong/p pสำหรับการดำเนินการในเรื่องคดีความของผม ได้รับได้การดูแลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมnbsp; สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศาลในแต่ละครั้งผม เช่น ค่าห้องพัก และค่าอาหาร ผมสามารถเบิกจากสำนักข่าวประชาไท เพราะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติหน้าที่/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2895/32848869033_4d3814e8c4_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /br /span style="color:#000080;"em5 จำเลยคดีประชามติบ้านโป่งกับคณะทนายความ/em/span/p pstrongผลกระทบในการทำงานข่าว:/strong/p pผมรู้สึกว่าไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด ผมยังคงทำงานได้ตามปกติ แต่ในช่วงแรกๆ หลังจากที่ประกันตัวออกมา ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เข้ามาตรวจที่สำนักงานโดยมีหมายค้นเพื่อตรวจหาเอกสารต่างๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการรณรงค์ประชามติ แต่เจ้าหน้าที่ไม่พบเอกสารดังกล่าว การเข้ามาของเจ้าหน้าที่อาจจะส่งผลกระทบเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ อาจทำให้พวกเขาตกใจ หรือกลัว แต่ถึงที่สุดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเราในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ไม่ชัดเจนอยู่คือ หลังจากที่มีเจ้าหน้าที่มาตรวจค้นที่สำนักงาน คืนวันนั้นผมกลับไปที่หอพัก พบว่ามีรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจจอดอยู่กว่า 3 ชั่วโมง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาก่อน แม้ผมจะไม่กลัวต่อการถูกดำเนินคดี แต่ก็ยังคงไม่วางใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผม เพราะก่อนหน้านี้เคยมีนักศึกษาที่ทำกิจกรรมเดินทางไปยังอุทยานราชภักดิ์เพื่อตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น และหลังจากถูกจับกุมดำเนินคดีเขาได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร พาตัวไปโดยไม่แจ้งก่อนว่าจะนำตัวไปที่ใด ก่อนที่จะปล่อยตัวในวันถัดมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เป็นการข่มขู่ คุกคามอย่างชัดเจน/p pstrongสำหรับการดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าวที่ไปรายงานข่าว เรื่องการรณรงค์ประชามติ และผลกระทบจากการออกมาแสดงความคิดเห็นนั้น สำหรับผมถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชนอย่างยิ่ง เพราะว่ามันแสดงให้เห็นถึงความพยายามปิดกั้นการรับรู้ของประชาชน และปิดกั้นเสรีภาพในการทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างร้ายแรง เพราะสิ่งที่รัฐทำคือ การสร้างบรรยากาศของความกลัว ท่ามกลางบรรยากาศของการรณรงค์ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของประเทศ/strong/p pหากเป็นไปได้ สิ่งที่ผมคาดหวังต่อองค์กรสื่อระหว่างประเทศ คงไม่มีอะไรที่มากไปกว่าการช่วยกันบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงหลังการรัฐประหาร ไม่ใช่แต่เพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผม แต่เป็นเรื่องราวการละเมิดสิทธิเสรีภาพ การข่มขู่คุกคาม การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทั้งในเรื่องการเมือง และในเรื่องอื่นเช่น ปัญหาการจัดการทรัพยากร ปัญหาผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ และเรื่องอื่นๆ อย่างน้อยๆ ก็เป็นการช่วยกันจดจำว่า ในยุครัฐบาล คสช. เกิดอะไรขึ้นบ้างกับประชาชนไทย/p pstrongผมขอขอบคุณเพื่อนสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีกับผมนั้นnbsp; แม้ไม่มั่นใจนักว่า รัฐบาลทหารพร้อมที่จะฟังข้อเรียกร้องดังกล่าวหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดเป็นการยืนยันหลักการและความสำคัญในเสรีภาพและความปลอดภัยของสื่อมวลชน ซึ่งเป็นหลักประกันต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน ในสังคมประชาธิปไตย/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/9ar5eDdPhuk" height="1" width="1" alt=""/

สร้างสะพาน: จะ (ไม่) พูดถึงสิทธิมนุษยชนได้อย่างไร

Sun, 26/03/2017 - 22:10
!--break--!--break-- blockquotepbr /“กรอบแต่ละกรอบนิยามปัญหาในวิถีทางของมันเอง ข้อจำกัดของทางแก้ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการขบคิด ปัญหาเพิ่มมาตามกรอบนั้น” –George Lakoff/p /blockquote pbr /คุณจำครั้งล่าสุดที่คุณอ่านเรื่องสิทธิมนุษยชนในหนังสือพิมพ์อังกฤษได้ไหม? มันเสนอแง่มุมอะไร ใช่เรื่องความมั่นคงของชาติหรือเปล่า? อำนาจศาลของยุโรป? หรือการปกป้องสิทธิสากล?/p pนี่คือพาดหัวข่าว 2-3 ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่หลากหลายในช่วงสองปีมานี้ “นำอังกฤษกลับมาสู่รับผิดชอบต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชน” “สิทธิมนุษยชนคือกฎหมายสำหรับอาชญากร, ชาว Britonnbsp; 75% กล่าว” “พวกอนุรักษนิยมตั้งมั่นจะทำลายสิทธิมนุษยชนของเขาเอง”/p pแต่ละพาดหัวข่าวเกี่ยวโยงต่อความคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการตีความปัญหาและทางแก้แตกต่างกัน –แหล่งอำนาจใดควรเป็นแหล่งที่มาของการบังคับใช้กฎหมายของเรา (สหราชอาณาจักรหรือสหภาพยุโรป); ใครใช้หรือคุกคามกฎหมาย (พลเมืองหรืออาชญากร), ใครคือผู้ที่กฎหมายออกแบบให้ได้รับการปกป้องอย่างแท้จริง (ทุกคนหรือแค่ส่วนน้อย)/p p“เราพูดถึงสิทธิมนุษยชนอย่างไร” สร้างความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงต่อการรับรู้ ขณะที่พวกเราส่วนใหญ่ทั้งสนับสนุนและทั้งยังไม่ตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ต่างไป ในการสำรวจหนังสือพิมพ์บอร์ดชีตและแทบลอยด์ บล็อกการเมือง และสุนทรพจน์ของรัฐสภาจากปี 2013 “สิทธิมนุษยชน” แทบจะไม่เคยถูกใช้ในบริบทด้านบวก ในความเป็นจริง มีบทความเพียง 30% ที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชนในสหราชอาณาจักร (ในอังกฤษมีน้อยกว่า 20%)/p pนี่อาจจะไม่ทำให้ใครที่สนใจเรื่องความครอบคลุมของสื่อ (media coverage) เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอยู่แล้วประหลาดใจ แต่มันน่าสนใจมากขึ้นเมื่อคุณมองไปที่การใช้ “กรอบ” ที่แตกต่าง กรอบคือเรื่องราว ประกอบไปด้วยความคิด ความทรงจำ อารมณ์ และค่านิยมมากมายซึ่งติดมากับแนวความคิดที่สื่อมอบให้nbsp; การกำหนดกรอบคือเครื่องมือในการสื่อสารซึ่งเราใช้ (ทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว) เพื่อปลุกเร้าปฏิกิริยาที่เราต้องการให้เกิดต่อแนวความคิดอย่างเฉพาะเจาะจง ความคิดส่วนมาก (เช่นความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน) สามารถถูกพูดถึงในแนวทางที่แตกต่างหลากหลายได้มากมายมหาศาลnbsp;br /ปีที่ผ่านมา จากการทำงานในโครงการ Counterpoint และ Equally Ours เราได้วิเคราะห์พื้นที่สื่อในสหราชอาณาจักรที่เสนอเรื่องสิทธิมนุษยชน ระบุกรอบหลักๆ และทดสอบว่ากรอบเหล่านั้นส่งผลอย่างไรต่อค่านิยมและทัศนคติของผู้คน/p pไม่เพียงแต่เราพบจุดเชื่อมต่อที่ชัดเจนระหว่างกรอบและค่านิยมต่อสิทธิมนุษยชนที่แตกต่างกัน เรายังพบว่า กรอบเรื่องสิทธิมนุษยชนสามารถหันเหความคิดของผู้คนต่อประชาธิปไตยและความมั่นคงของชาติอย่างชี้วัดได้nbsp; เราขอให้ประชาชนกว่า 1,500 คน อ่านเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เขียนขึ้นในกรอบที่แตกต่างกันและเติมลงในแบบสอบถามเกี่ยวกับทัศนะทางสังคมของพวกเขา รวมทั้งตอบกลับคำกล่าวเหล่านี้/p blockquotep“การทำงานขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนคุ้มค่าต่อการสนับสนุนโดยปราศจากข้อแม้”/p pnbsp;/p p“โดยพื้นฐานแล้ว การคุ้มครองสิทธิของชนกลุ่มน้อยสำคัญต่อประชาธิปไตย”/p /blockquote pในการวิเคราะห์ (ขอได้หากต้องการ) เราค้นพบและทดสอบทั้งหมด 15 กรอบหลัก ต่อไปนี้เราจะยกตัวอย่างเพียงสองกรอบ: กรอบที่ใช้อยู่เป็นปกติ และกรอบที่ได้ผลอย่างมากต่อการกระตุ้นเรื่องสิทธิมนุษยชน/p h4br /strongสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของชาติ/strong/h4 pเราพบว่ากรอบที่เห็นได้ทั่วไปนี้เป็นกรอบที่สนับสนุนกลุ่มก้อนทางสิทธิมนุษยชนและสิทธิของเสียงส่วนน้อยได้น้อยที่สุดด้วยเช่นกัน: สิทธิมนุษยชนบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ ข้ออ้างที่ว่าสิทธิทางกฎหมายเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของพวกเราในการป้องกันตัวเพราะสิทธิเหล่านั้นได้ช่วยเหลือปกป้องอาชญากรและผู้ก่อการร้าย/p pในกรอบนี้ ‘เรา’ คือภาคสาธารณะอังกฤษถูกคุกคาม และอาชญากร ‘ผู้อื่น’ เอาเปรียบเราอยู่ นี่เป็นกรอบที่เปี่ยมอารมณ์ความรู้สึก บ่อยครั้งเชื้อเชิญให้ผู้อ่านรู้สึกรังเกียจ โกรธ และคั่งแค้นต่อความไม่ยุติธรรมนี้ และนำไปสู่เส้นแบ่งชัดเจนระหว่าง “การสมควรได้รับ” และ “ไม่สมควรได้รับ” และยังผูกติดกับแนวคิดเรื่องลำดับชั้นของภูมิธรรมซึ่งติดตัวมาแต่กำเนิด ที่เชื่อว่าประชาชนพวกหนึ่งสูงส่งกว่าประชาชนพวกอื่น ความเชื่อเช่นนี้นำมาสู่ทัศนะเรื่องแบ่งแยกเหยียดหยามในหลายๆ กรณี/p pเราพบว่าค่านิยมเรื่องความมั่นคงและอำนาจแทรกซึมอยู่ในกรอบนี้อย่างเข้มแข็งมากที่สุด แม้ว่าบางครั้งจะปลุกเร้าค่านิยมเรื่องความเมตตากรุณาอยู่ด้วย ในแง่ที่ว่ามีความห่วงใยความปลอดภัยของผู้คนnbsp; แต่ค่านิยมเรื่องความมั่นคงและอำนาจมาพร้อมกับอคติในระดับที่สูงกว่าและความปรารถนาที่ต่ำกว่าในการสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่นๆ/p pในงานชิ้นนี้เราได้เสนอตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวกับระเบียบวิธีที่เราใช้ เริ่มด้วยตัวบทจากหนังสือพิมพ์ เราแยกมันเป็นส่วนย่อยๆ จากนั้นวิเคราะห์ค่านิยมที่ตัวบทเหล่านี้สนับสนุน:/p h4br /strongการเล่าเรื่องที่ดีขึ้น.../strong/h4 pในทางกลับกัน เราพบว่า กรอบบางกรอบที่ได้รับการนำไปใช้น้อยกว่าได้บอกเล่าเรื่องราวในแง่บวกอยู่มาก และเกื้อหนุนให้ผู้คนสนับสนุนสิทธิมนุษยชนได้มากที่สุด เช่น กรอบที่ว่าทุกคนมีสิทธิมนุษยชน ยกตัวอย่างเช่น เรื่องราวของสถานที่ที่ให้ความสำคัญต่ออารยสถาปัตย์และแนวคิดการออกแบบเพื่อมวลมนุษยชาติ หรือการออกแบบโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังซึ่งมีพื้นฐานมาจากเรื่องสิทธิมนุษยชนbr /br /จากข่าวนี้ ‘เรา’ หมายถึงทุกๆ คน และไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้ที่ ‘สมควร’ และnbsp; ‘ไม่สมควร’ ได้รับสิทธิมนุษยชน:nbsp; พวกเขาทั้งหมดคือเรา เพราะเราต่างเป็นมนุษย์ ในการเข้ารหัสและการอบรมเชิงปฏิบัติการของเรา เราพบว่ากรอบนี้บรรจุจุดเน้นที่ชัดเจนต่อแนวคิดเพื่อมวลมนุษยชาติของสิทธิมนุษยชน (ค่านิยมเรื่องมวลมนุษยชาติ), เสรีภาพส่วนบุคคล (ค่านิยมเรื่องการกำหนดทิศทางของตน), การปกป้องธรรมชาติไว้ด้วยกฎหมาย (ความเมตตากรุณา) ค่านิยมเหล่านี้คาดหมายได้ว่าจะทำให้ผู้คนใส่ใจต่อความยุติธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มากกว่า/p pstrongทว่าเราพบว่ากรอบ “ทุกคนมีสิทธิมนุษยชน” ปรากฏในหนังสือพิมพ์เพียงแค่ 1% ของบทความที่เราวิเคราะห์/strong/p h4br /strongแล้วเราพบอะไรอีก?/strong/h4 pอำนาจ, การบรรลุเป้าหมาย, และความมั่นคงปลอดภัย เป็นค่านิยมที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มความคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะแง่มุมใดๆnbsp; กล่าวได้ว่า การเชิดชูคุณค่าสิทธิมนุษยชนโดยอยู่บนพื้นฐานเรื่องความมั่นคงของชาติ กับข้อถกเถียงเรื่องความมั่นคงของชาติซึ่งต่อต้านสิทธิมนุษยชนไม่ได้มีความแตกต่างกัน/p pข้อบ่งชี้นี้สะท้อนข้อสรุปของ George Lakoffnbsp; ในหนังสือ Don’t Think of an Elephant ที่ว่า การลบล้างกรอบเลวร้ายเท่ากับการทำมันซ้ำ สำหรับการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน หมายถึงการยึดมั่นในสารที่แท้ (intrinsic message) ของสิทธิมนุษยชน ซึ่งใช้ได้แม้แต่การตอบกลับต่อเรื่องราวที่สร้างขึ้นจากกรอบตรงกันข้าม ยิ่งเราส่งเสริมค่านิยมที่แท้นี้ผ่านสถานการณ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมได้แคล่วคล่องมีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ ยิ่งบ่มเพาะความคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนได้มากขึ้นเท่านั้น/p pแน่นอนว่า “การส่งสาร” เพียงอย่างเดียวไม่พอ ถ้อยคำมีความหมายเพียงน้อยนิดหากปราศจากการกระทำจริง เราต้องหนุนเนื่องค่านิยมเหล่านี้เมื่อเราปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ข้อค้นพบหนึ่งซึ่งปรากฏในงานวิจัยของเราคือทุกขณะของการกระทำอันปลดปล่อย เช่นการให้พื้นที่ประชาชนพิจารณาและถกเถียงมุมมองของพวกเขาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนnbsp; นำไปสู่การเพิ่มความมั่นใจให้ค่านิยมที่แท้nbsp; การกระตุ้นนี้ หมายถึงการทำงานที่จะเสนอพื้นที่และเวลาสำหรับผู้คนที่จะมามีส่วนร่วมถกเถียงเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย/p h4br /strongแล้วยังไงล่ะ?/strong/h4 pค่านิยมที่แท้จะส่งเสริมความคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนnbsp; เพื่อเพิ่มพลังให้สิทธิมนุษยชนงานวิจัยของเรามีข้อเสนอแนะว่า เราควรจดจำสิ่งเหล่านี้:/p p1. เราสร้างกรอบเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างไร ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้คน/p p2. กรอบซึ่งกระตุ้นค่านิยมที่แท้ของสิทธิมนุษยชน เช่น “ทุกคนมีสิทธิมนุษยชน” สร้างความคำนึงถึง การเห็นคุณค่าของสิทธิมนุษยชน และความยุติธรรมทางสังคมมากกว่ากรอบทั่วๆ ไป/p p3. การดึงดูดไปสู่ค่านิยมที่แท้ของสิทธิมนุษยชนเป็นการตอบกลับกรอบเชิงลบที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการเถียงกลับกรอบเชิงลบเหล่านั้น/p p4. การย้ำกรอบเชิงบวกต่อเนื่องยาวนานคือหัวใจสำคัญของการสนับสนุนและปลูกฝังเรื่องสิทธิมนุษยชน/p p5. การปลดปล่อยและการกำหนดกรอบสามารถช่วยส่งเสริมค่านิยมซึ่งหล่อเลี้ยงการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนได้มากขึ้น/p pเราอาจไม่สามารถส่งอิทธิพลต่อการครอบคลุมพื้นที่สื่อเรื่องสิทธิมนุษยชนได้เสมอไป แต่เช่นเดียวกับชนวนของเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมต่างๆ ประเด็นจะเป็นประโยชน์หากผู้คนและกลุ่มก้อนต่างๆ ส่งเสริมกรอบและปรับใช้ปฏิบัติการซึ่งจะช่วยเพิ่มความเข้มแข็งให้ค่านิยมที่แท้nbsp; และเรายังสามารถใช้การวิจัยเรื่องกรอบเพื่อรู้ว่าจะมีปฏิกิริยาตอบกลับอย่างดีที่สุดต่อการครอบคลุมของพื้นที่สื่อซึ่งไม่ได้ช่วยเรื่องสิทธิมนุษยชนได้อย่างไร การแบ่งปันเรื่องเรื่องเชิงบวกย่อยง่ายnbsp; เรื่องเล่าในชีวิตประจำวันเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เป็นอีกวิธีที่ดี ซึ่งโครงการ: The Equally Our Networknbsp; ได้แบ่งปันเรื่องเหล่านี้เอาไว้เช่นกัน/p pbr /br /strongหมายเหตุ: /strongแปลจากบทความเรื่อง “Building Bridges: How (not) to talk about human rights”/p pbr /strongอ่านต่อได้ที่.../strongbr /http://counterpoint.uk.com/wp-content/uploads/2016/06/Building-Bridges.pdfbr /ในรายงานฉบับเต็มของเรา เราได้ถอดรื้อกรอบทั้งหมด 15 กรอบ พร้อมตัวอย่างการเขียนข่าวจากหนังสือพิมพ์ ซึ่งใช้กรอบเหล่านั้น เรายังได้หาตัวอย่างที่ใช้การได้จริงว่าเราจะแยกย่อยสิ่งที่อยู่ในกรอบนั้นและวางกรอบใหม่ได้อย่างไรnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Zvh9yRGDqlQ" height="1" width="1" alt=""/

กวีประชาไท: สถานะ สุดท้าย

Sun, 26/03/2017 - 21:43
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2869/33205704850_6dc1147d97_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p style="margin-left: 200px;"เกิดบน แผ่นดินไทย ไร้สถานะbr /วิสามัญ เหมือนขยะ ข้างถนนbr /ลาหู่ เรื่องเล่า ของเผ่าชนbr /กลุ่มคน ชนเถื่อน เหมือนไร้รัง/p p style="margin-left: 200px;"คนเถื่อน เเละคนไทย ไม่เเตกต่างbr /เมื่ออยู่อย่าง จนตรอกในคอกขังbr /ผู้เรียกร้อง สิทธิ์เสียง เพียงลำพังbr /สิ้นเสียง ปืนดัง ร่างก็ล้ม/p p style="margin-left: 200px;"เเม้เมื่อครั้ง ยังมี ซึ่งชีวิตbr /ต่ำต้อย น้อยนิดให้ถุยถ่มbr /กระทืบทิ้ง ยิงตาย ขยายปมbr /ข้อหาถม-ผสมน้ำลายใส่วิญญาณ/p p style="margin-left: 200px;"ใครเล่า จักสู้ เพื่อรู้ความจริงbr /เมื่อผู้ยิง รู้เห็น เป็นทหารbr /เจ้านาย ปกป้อง ลูกน้องพาลbr /เสียงพยาน สั่นคร้าม ด้วยความกลัว/p p style="margin-left: 200px;"ทั้งคนเถื่อน คนไทย ใต้อำนาจbr /ชะตากรรม กระหน่ำฆาต ฟาดบนหัวbr /เมื่อคนดีnbsp; คุยจ้อ "ออโต้รัว"br /ทุกความชั่ว กระชับโยน ใส่คนตาย/p p style="margin-left: 200px;"เพราะเราต่าง กำเนิด เกิดผิดที่br /สัญชาติมี หรือไม่ ไร้ความหมายbr /เสรีภาพ ถูกคนโฉด ฆ่าโหดร้ายbr /สถานะ สุดท้าย ตายสังเวย!!!/p h4 style="margin-left: 200px;"strong# RIP ชัยภูมิ/strong/h4 pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/IkwPPAKeutI" height="1" width="1" alt=""/

หมายเหตุประเพทไทย #150 มองจุฬาใหม่ ทบทวนประวัติมหาวิทยาลัย 100 ปี

Sun, 26/03/2017 - 21:07
p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/oUOQ9OAoRSM" width="560"/iframe/p pspan style="color:#0000cd;"strongกดติดตามรับชมคลิปใหม่ๆ ที่/strong/span/p pstrong/strong/p script src="https://apis.google.com/js/platform.js"/scriptp/p div class="g-ytsubscribe" data-channel="prachatai" data-count="default" data-layout="full"nbsp;/div pnbsp;/p pในโอกาส 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ เจนวิทย์ เชื้อสาวะถี และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ พูดคุยกับ ชัยชาญ ปรางค์ประทานพร ผู้เขียนบทความ "อ่านจุฬาฯ ใหม่: ความเคลื่อนไหวทางภูมิปัญญาของนิสิตในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ" โดยมุมมองจากชัยชาญ เสนอให้ทบทวนเรื่องเล่าของประวัติศาสตร์จุฬาฯ เพราะนอกจากแบบฉบับทางการแล้ว หน้าประวัติศาสตร์จุฬาฯ ยังมีเรื่องราวของผู้คนและบทบาททางการเมืองที่รอการพูดถึงอีกด้วย/p p"จุฬาฯ ก็ยังเป็นจุฬาฯ ในแบบของมันต่อไป เพียงแต่ว่าเราจำเป็นต้องอ่านจุฬาฯ ใหม่ มองจุฬาฯ ใหม่อีกครั้ง ทุกอัตลักษณ์ทุกตัวตนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ตรงกันข้ามจุฬาฯ มีศิษย์เก่ามากมาย มีอายุยั่งยืนนานมาขนาดนี้ต้องมีส่วนร่วมของคนจำนวนมาก อัตลักษณ์ซึ่งเป็นของร่วมกันจะแสดงออกให้เป็นความมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน คนเป็นหมื่นเป็นพันเหล่านี้จะเป็นเจ้าของจุฬาฯ อย่างเท่าเทียมกันได้อย่างไร" ชัยชาญกล่าวทิ้งท้าย/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2808/33465243542_f6e1b19425_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"ภาพปก: นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเตรียมร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เมื่อ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)nbsp;/spanstrongspan style="color: rgb(255, 140, 0);"ชมภาพขนาดเต็มคลิกที่นี่ /spana href="https://c1.staticflickr.com/3/2808/33465243542_7bb6025dcf_o.jpg"[1]/a/strongspan style="color: rgb(255, 140, 0);" /span/p pspan style="color: rgb(255, 140, 0);"ภาพปกรูปอื่นๆ การเลือกตั้งสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2518 (ที่มา: หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)nbsp;/spanspan style="color:#ff8c00;"strongชมภาพขนาดเต็มคลิกที่นี่/strong /spanspan style="color:#0000cd;"a href="https://c2.staticflickr.com/4/3841/33580642996_9c9cc9c340_o.jpg"[2]/a/spanspan style="color: rgb(255, 140, 0);"nbsp;ภาพรวม 1 และ 2 และภาพกิจกรรมรับน้องในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยnbsp;/spanspan style="color: rgb(255, 140, 0);"เมื่อ พ.ศ. 2517nbsp;/spanspan style="color: rgb(255, 140, 0);"(ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติและหอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เป็นภาพด้านหลัง strongชมภาพขนาดเต็มคลิกที่นี่/strong /spanstrongspan style="color:#0000cd;"a href="https://c1.staticflickr.com/3/2805/33492382841_a54d22a08b_o.jpg"[3]/a/span/strong/p pnbsp;/p pstrongspan style="color:#0000cd;"ติดตามรายการหมายเหตุประเพทไทยย้อนหลังที่/span/strong/p pa href="https://www.facebook.com/maihetpraphetthai"span style="color:#0000cd;"https://www.facebook.com/maihetpraphetthai/span/aspan style="color:#0000cd;"nbsp;หรือ/span/p pa href="https://www.youtube.com/playlist?list=PLyjd9jzMpO2Xby4FyxWMwY8auIFY01eVQ"span style="color:#0000cd;"https://www.youtube.com/playlist?list=PLyjd9jzMpO2Xby4FyxWMwY8auIFY01eVQ/span/a/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/category/%2525E0%2525B8%2525AB%2525E0%2525B8%2525A1%2525E0%2525B8%2525B2%2525E0%2525B8%2525A2%2525E0%2525B9%252580%2525E0%2525B8%2525AB%2525E0%2525B8%252595%2525E0%2525B8%2525B8%2525E0%2525B8%25259B%2525E0%2525B8%2525A3%2525E0%2525B8%2525B0%2525E0%2525B9%252580%2525E0%2525B8%25259E%2525E0%2525B8%252597%2525E0%2525B9%252584%2525E0%2525B8%252597%2525E0%25" target="_blank"หมายเหตุประเพทไทยย้อนหลัง/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/I9x3_WJiI9c" height="1" width="1" alt=""/

เมื่อคนตาย เราควรฟังเสียงใคร?

Sun, 26/03/2017 - 19:30
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2887/33501858142_972b1b78ff_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" //p pจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐได้กระทำการวิสามัญคุณชัยภูมิ ป่าแส ชวนให้นึกถึงเรื่องราวในเหตุการณ์จังหวัดชายแดนใต้ และอยากหยิบยกเล่าถึงเหตุการณ์และประสบการณ์ที่ได้พบเจอ เพื่อเปรียบเทียบในบางประเด็นกับปรากฎการณ์ความตายของคุณชัยภูมิ ป่าแส/p h4 style="text-align: center;"br /strong(1)/strong/h4 pอยากชวนย้อนไปวันพุธที่ 13 ก.พ. 2556 หลังจากมีการปะทะกันในเขตฐานปฎิบัติการนาวิกโยธิน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เป็นการปะทะที่ทำให้ฝ่ายผู้ก่อการติดอาวุธจำนวน 16 คน ได้เสียชีวิตทันที นับว่าเป็นการปะทะครั้งใหญ่ที่สุดที่มีผู้เสียชีวิตเป็นฝ่ายกลุ่มขบวนการอย่างชัดเจน มีอาวุธครบมือ หลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่เคยมาก่อนหน้านี้/p pหากทว่าภายในวันเดียวกันหลังจากเกิดเหตุการณ์ นาวาเอก สมเกียรติ ผลประยูร (ยศในขณะนั้น) ได้กล่าวว่า 16 คนที่เสียชีวิตไม่ใช่ชัยชนะของเจ้าหน้าที่ ไม่เคยมีชัยชนะจากความสูญเสียของผู้คนในแผ่นดินเดียวกัน ในทุกกรณีที่ผ่านมา/p pbr /และหลังจากนั้นนาวาเอก สมเกียรติ ได้ตอบคำถามสื่อต่างๆจำนวนมาก โดยได้ให้สัมภาษณ์ทางวิทยุ ทีวี ด้วยท่าทีอ่อนน้อมและย้ำตลอดเวลาว่า "การมีคนตายไม่ใช่เรื่องชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการสูญเสียร่วมกัน"/p pการแสดงออกดังกล่าวได้มีผลในทางระงับการแสดงความรู้สึกสะใจของกองเชียร์ หรือผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสนามรบจริง และช่วยในการบรรเทาความรู้สึกโกรธแค้นของครอบครัว ท่าทีข้างต้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและถือว่าได้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ไปได้บางส่วน/p pผมเข้าใจเอาเองว่า นี้คงไม่ใช่ระบบทหารแน่ๆ แต่เป็นทักษะเฉพาะบุคคลของ นาวาเอก สมเกียรติ ผลประยูร ที่รู้จักสื่อสารกับสังคมโดยเฉพาะหลังจากมีคนตายจากเหตุการณ์ปะทะครั้งใหญ่ และหลังจากเหตุการณ์ไม่ประมาณไมเกินหนึ่งสัปดาห์เห็นจะได้ นาวาเอกสมเกียรติก็ได้ต้อนรับเดินทางมางานเสวนาที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีnbsp; เพื่อร่วมกันงานเสวนาเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้างต้นต่อหน้าผู้ฟังทั้งคนมลายูและคนพุทธ เจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่มาร่วมงานแน่นห้องประชุมใหญ่/p pหลายคนได้ให้ความสนใจต่อการพูดของ นาวาเอก สมเกียรติ ที่เป็นมือปราบ 16 ศพ หากทว่าวันนั้นเป็นการพูดโดยไม่มีท่าทีถึงการแสดงความสำเร็จจากการปะทะข้างต้น แต่กลับย้ำว่า หากจับเป็นได้ผมอยากจะจับเป็นเพื่อจะได้คุยกับพวกเขา และยอมรับว่าขบวนการที่ต่อสู้ที่ปะทะด้วยกันคงไม่ใช้พวกที่ติดยาเสพติดแน่ๆ เพราะการโจมตีเป็นระบบที่ผ่านมาฝึกมาอย่างดี/p pทำให้บรรยากาศคลี่คลายไปในทิศทางที่เข้าใจได้เป็นการปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านที่มาร่วมงานทุกคนก็ยอมรับฟังคำอธิบายที่ตรงไปตรงมาและให้เกียรติแก่ผู้ตาย โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่มีฝ่ายใดออกมาพูดจาโจมตีทหารหรือตั้งข้อสงสัยใดๆเลย/p pมันช่างแตกต่างกับกรณีความตายของชัยภูมิ ป่าแส ที่เจ้าหน้าที่ได้ออกมาให้ความเห็นโดยไม่มีท่าทีเสียใจและปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างโปร่งใส ทั้งเรื่องของพยานหลักฐานและการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเข้ามาตรวจสอบ/p pการที่แม่ทัพภาคที่ 3 ออกมากล่าวว่า "ปกติการตัดสินใจของน้องพลทหารเขายิงเพียงนัดเดียว ขณะที่เขาทำท่าขว้างระเบิด ถ้าเป็นผม ณ. เวลานั้นอาจกดออโต้ได้” เป็นปฎิกริยาและคำพูดที่ตัดสินไปแล้วว่าอีกฝ่ายมีระเบิดอย่างแน่นอน หากทว่าปราศจากการเคารพและให้เกียรติแก่ญาติ พี่น้อง และเพื่อนฝูงของผู้ตาย/p pคงต้องกล่าวตรงๆทำให้ผมนึกถึงประโยคจากภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง ที่ว่า "ถ้าคิดจะยิงใคร ต้องยิงแม่งให้ตาย ถ้าแม่งไม่ตาย เราตาย" — หมู่เชียร พูดกับแดง ไบเลย์/p pbr /strongฟังแล้วเหมือนจะทำให้ข้อเท็จเกี่ยวกับความตาย หายไปด้วยการกดออโต้nbsp; โดยไม่กล่าวถึงสิ่งที่สำคัญคือ การให้ความยุติธรรมแก่ผู้ตาย และมากกว่านั้นที่ไม่ได้ยินประโยคที่สำคัญคือ คำขอโทษและเสียใจที่มีคนตาย จากการปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่/strong/p h4 style="text-align: center;"br /strong(2)/strong/h4 pหลังจากเหตุการณ์การเสียชีวิตจำนวน 16 คน ทางผมและคณะได้เข้าไปดูในเขตฐานปฎิบัติการของฝ่ายทหารที่เกิดการปะทะขึ้นและได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเดินทางกลับเพราะดวงอาทิตย์กำลังหมดแสง และอีกประการคือ ได้มีคำสั่งออกประกาศให้เป็นพื้นที่กฎอัยการศึก สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภัยอันตรายหากขับรถกลางคืนกลับจังหวัดปัตตานี เพราะในใจคาดเดาว่าจะมีการปะทะรอบดึกอีกรอบ/p pขณะขับรถออกจากฐานทหาร ระหว่างทางได้พบบ้านหลังหนึ่งมีชาวบ้านรวมอยู่เป็นจำนวนมาก ทางเราจึงได้ชะลอรถถามว่า มีอะไรเกิดขึ้น ชาวบ้านก็ตอบว่า มาเยี่ยมบ้านคนที่ตาย นี่คือบ้านหนึ่งใน 16 ศพ ทางเราก็สอบถามว่าจะขอลงไปเยี่ยมได้ไหม ชาวบ้านก็ยินดี/p pหลังจากแนะนำตัวเพื่อให้รู้ว่าเป็นใครมาจากไหนเป็นที่เรียบร้อยnbsp; ผมและกลุ่มคณะที่ลงพื้นที่ด้วยอีก 3 คนก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับพ่อแม่ของผู้ตาย ตามบันทึกสั้นๆ ในสมุดบันทึกโน๊ต และความทรงจำอันเลือนลางในรายละเอียด แต่ยังชัดเจนในใจความสำคัญ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2816/33501857412_b5077354f4_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" //p pพ่อและแม่ของผู้ตายได้สลับกันพูดเรื่องราวเกี่ยวกับลูกของเขาว่า ลูกชายมีนิสัยเป็นคนขี้กลัว เพราะรู้จักลูกเขาดี จึงไม่คิดว่าจะกล้าตัดสินใจสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐได้ ผู้เป็นพ่อเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ลูกกลับมาจากการเป็นทหารเกณฑ์ ก็มาอยู่บ้าน และได้ช่วยที่บ้านทำงานกรีดยาง รับจ้างต่างๆ แต่ก็ไม่พอกิน ลูกเขาก็เลยตัดสินใจไปหางานในตัวเมืองจังหวัดนราธิวาส และช่วงระหว่างหางานก็ได้ขับมอเตอร์ไซด์ผ่านด่านตรวจทางเข้าหมู่บ้านตลอด ลูกของเขาได้เล่าให้ฟังว่า เขาอึดอัดมากที่ต้องโดนตรวจตลอดเวลา โดยโดนเจ้าหน้าที่ถามซ้ำๆ ว่าไปไหน ไปทำอะไร จนถึงขั้นโดนแกล้ง เช่นโดนตบหัว โดนซักถามนานๆ จนบางครั้งก็ไม่ทันเวลาละหมาด หลายครั้งที่ผู้เป็นพ่อได้เห็นลูกของเขาร้องไห้ด้วยความกลัวและความอึดอัด จากการโดนตรวจบ่อยครั้ง แต่ผู้เป็นพ่อก็คิดว่าไม่มีอะไร เพราะเขาบอกว่าเขารู้จักลูกชายของเขาดี ว่าเป็นเด็กขี้กลัว แม้จะอายุยี่สิบต้นๆ แล้วก็ตาม จึงไม่ได้คิดอะไรมาก/p pหลังจากนั้นไม่นานลูกของเขาก็เปลี่ยนไป และหายตัวไปจากบ้านบ่อยๆ เป็นเวลานาน เป็นเวลาเกือบสองปี มีบางครั้งที่กลับมาที่บ้านบ้าง แต่ก็อยู่ไม่นานnbsp; ครั้งสุดท้ายที่เจอเป็นช่วงกลางคืน ก่อนเกิดเหตุการณ์หนึ่งสัปดาห์nbsp; ลูกชายของเขาได้มาบอกว่าจะมีงานใหญ่ที่ต้องทำ และทนไม่ไหวแล้วกับเรื่องที่ผ่านมา แต่นั้นคือเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอ ก่อนจะมาเจอศพที่ฐานปฎิบัติการทหาร ในเช้าวันที่ 13 ก.พ. ที่เป็นหนึ่งใน 16 ศพที่เสียชีวิต/p pผมและคณะที่ไปด้วยได้ถามไถ่ด้วยความห่วงใยว่าเสียใจมากไหม ทางผู้เป็นมารดาก็บอกว่าเสียใจที่รู้ว่าตาย แต่มันก็ยุติธรรมแล้ว เพราะลูกของเขาเลือกเส้นทางที่ไปใช้อาวุธ และทหารเขาก็ป้องกันตัว ไม่ได้ติดใจอะไร/p pหลังจากฟังคำพูดของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ที่ต้องสูญเสียลูกชายไป มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้สนทนาแค่เพียงระหว่างคณะผมกับพ่อและแม่ของผู้ตาย เพราะในการสนทนาก็จะมีชาวบ้านมามุงดูแน่นทั้งในบ้านและบริเวณรอบๆ บ้าน การสนทนาใช้ภาษามลายู โชคดีที่วันนั้นมีล่ามช่วยแปลภาษาให้ ทุกๆ คำตอบจะมีสายตาชาวบ้านจับจ้องและสนใจมาก อาจจะเป็นเพราะทุกคนที่นั้นอยากทราบความจริงและความรู้สึกจากปากของคนที่ต้องสูญเสียลูกชายไป/p pระหว่างทางกลับ บริเวณข้างทางมืด เงียบสงัดและบรรยากาศเย็นยะเยือกสอดรับกับการประกาศกฎอัยการศึกของรัฐบาลnbsp; สายตาผมมองออกไปข้างทางเห็นด่านตรวจบนถนน แต่ไม่มีทหารประจำการ เห็นแต่แท่งปูนสี่เหลี่ยมและเศษไม้ท่อนขนาดกลางที่ถูกประกอบขึ้นเป็นสิ่งกีดขวางทางเพื่อชะลอความเร็วรถ วางสลับกันไปมา เป้าหมายเพื่อให้คนขับรถชะลอความเร็วและใช้ทักษะในการประคองรถหลบซ้ายและขวา/p pแต่ก็อีกนั้นแหละ คำถามจึงโผล่ขึ้นมาว่า จะมีนักรบและกลุ่มขบวนการต่อสู้ใดที่ใช้ถนนสายหลักทางเข้าหมู่บ้านในการลำเลียงอาวุธหรือเสบียง เพราะดูจากสายตาประมาณสองร้อยเมตร ก็จะเห็นมาว่ามีด่านตรวจ ยิ่งเป็นนักรบในพื้นที่แล้วย่อมเจนจัดเส้นทางกว่าเจ้าหน้าที่ที่มาประจำการชั่วครั้งชั่วคราว/p pพูดก็พูดเถอะ มาถึงตรงนี้ก็ทำให้นึกถึงข้อเสนอของคุณภัควดี วีระภาสพงษ์ ที่เคยเขียนในบทความ a href="https://prachatai.com/journal/2015/05/59480""ถ้าข้าพเจ้าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ข้าพเจ้าจะปฎิรูปกองทัพ"/anbsp;ข้อเสนอข้างต้นจะทำให้กองทัพมีประสิทธิภาพทั้งด้านการรบและทักษะอยู่ร่วมกับประชาชนจำนวนมากในประเทศไทย เพราะรัฐ/ชาติย่อมต้องการทหารเป็นกองทัพแน่ๆ แต่รัฐ/ชาติจะอยู่ได้อย่างไรหากประชาชนไม่มีสิทธิทวงถามสาเหตุของการตายภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่เชื่อมั่นและใว้ใจได้ และความตายของชัยภูมิก็เช่นกัน มันคือบทพิสูจน์ศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่ากันของสังคมนี้ ความจริงและความยุติธรรมย่อมเป็นเครื่องหมายของสังคมที่มีอารยะ/p pstrongหากถามหาความยุติธรรมไม่เจอแล้ว ก็คงต้องจบด้วยประโยคจากภาพยนตร์ "2499 อันธพาลครองเมือง" ที่ว่า "แถวนี้แม่งเถื่อน บอกตรงๆนะถ้าไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้" — หมู่เชียร พูดกับแดง ไบเลย์/strong/p pnbsp;/p pstrongหมายเหตุ:/strong เผยแพร่ครั้งแรกในnbsp;a href="http://www.pataniforum.com/single.php?id=681"pataniforum.com/a/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/iVbiKG9rMds" height="1" width="1" alt=""/

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ภาษีที่ดินช่วยท้องถิ่นเก็บภาษีได้ถึง 38,000 ล้าน

Sun, 26/03/2017 - 18:11
divคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ชี้ผลของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้ลดความเสี่ยงทางการคลังได้ในระยะ 3-5 ปี แต่ต้องเริ่มต้นจัดเก็บภายในปีหน้าเป็นอย่างช้า ปีแรกได้ภาษีไม่ต่ำกว่า 38,000 ล้านบาทให้แก่ท้องถิ่น เพิ่มความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินในไทย/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div26 มี.ค. 2560 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ให้ความเห็นต่อผลของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นผลดีอย่างมากต่อการใช้ที่ดินให้มีประสิทธิภาพและเป็นผลบวกต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว nbsp;ส่วนระยะสั้นและระยะปานกลางทำให้ต้นทุนและภาระภาษีของธุรกิจอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นแต่ผลกระทบจะเป็นเช่นใดขึ้นอยู่กับระบบประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ภาษีที่ดินจะทำให้ประเทศลดความเสี่ยงทางการคลังได้ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าแต่ต้องเริ่มต้นจัดเก็บภายในปีหน้าเป็นอย่างช้า โดยในปีแรกจะทำให้มีรายได้จากภาษีไม่ต่ำกว่า 38,000-40,000 ล้านบาทกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเมื่อบวกกับภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่จะมีรายได้ประมาณ 64,000-65,000 ล้านบาท พระราชบัญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี พ.ศ. 2560 นี้จะมาแทนที่กฎหมายภาษีโรงเรือน (ซึ่งซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้และขึ้นกับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ) และภาษีบำรุงท้องที่ (มีการลดหย่อนมากและอัตราภาษีถดถอย มีรายได้ภาษีเพียง 700 ล้านบาทต่อปี)nbsp;/div divnbsp;/div divผลกระทบของภาษีต่อกองทุนอสังหาริมทรัพย์จากการประเมินเบื้องต้นยังมีจำกัด กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรม น่าจะได้รับผลกระทบจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมากที่สุด เนื่องจากในปัจจุบันโรงแรมจ่ายภาษีโรงเรือนอยู่ต่ำกว่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทค้าปลีก ส่วนใหญ่มักจะผลักภาระภาษีให้ผู้เช่าเป็นส่วนใหญ่ เพราะเจ้าของห้างสรรพสินค้าค้าปลีกจะมีอำนาจการต่อรองที่สูงกว่าผู้เช่ารายย่อย ผลกระทบทางภาษีที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ต้องมีภาระจะมาจากภาษีบนพื้นที่ที่ยังไม่มีผู้เช่า กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน เนื่องจากอาคารสำนักงานสร้างใหม่ ปัจจุบันนี้ถือว่ามีน้อย ดังนั้นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานน่าจะไม่มีปัญหาในการผลักภาระให้ผู้เช่าโดยการขึ้นค่าเช่าถ้าภาษีที่เก็บตามระบบใหม่มากกว่าระบบเดิม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชัดเจนในวิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินตามกฎหมายใหม่นี้ด้วย/div divnbsp;/div divดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า การผ่านกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่นี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างรายได้ของรัฐและจัดระเบียบการใช้ที่ดิน ตามหลักการถือว่าเป็นการเปลี่ยนวิธีการคิดภาษีอสังหาริมทรัพย์ตามมูลค่าของสินทรัพย์ซึ่งจากเดิมจะจัดเก็บตามรายได้เป็นหลัก โดยภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 จัดเก็บอยู่ที่ประมาณ 12.5% ของรายได้ ซึ่งเป็นรายได้ของรัฐประมาณ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ในขณะที่ภาษีบำรุงท้องที่จัดเก็บรายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 700-800 ล้านบาท เนื่องจากราคาประเมินในการจัดเก็บภาษีโรงเรือน ยังใช้ราคาประเมินของปี 2521 โดยยังไม่ได้มีการปรับขึ้นมาเป็นราคาปัจจุบัน การเปลี่ยนการจัดเก็บภาษีตามมูลค่าของสินทรัพย์แทนการเก็บตามรายได้นั้น นับว่าเป็นระบบการจัดเก็บภาษีเพื่อสนับสนุนให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์นำสินทรัพย์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้มากที่สุด เนื่องจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นภาษีที่เจ้าของสินทรัพย์ต้องเสียโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ทุกปี แม้ว่าสินทรัพย์นั้นจะทำรายได้มากหรือน้อยnbsp;/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ตนมีความห่วงใยว่าในการพิจารณาในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นรายละเอียดเนื้อหาของกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามที่กระทรวงการคลังเสนอผ่านคณะรัฐมนตรีอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากจนไม่เกิดประโยชน์เต็มประสิทธิภาพตามเป้าหมายnbsp;/div divnbsp;/div divหากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ขยายตัวตามเป้าหมายในระดับเฉลี่ย 4% ในช่วงปี พ.ศ. 2558-2563 เนื่องจากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีความล่าช้ามาประมาณ 1-2 ปี ทำให้ไทยไม่สามารถทำตามกรอบแผนความยั่งยืนทางการคลังได้ (ตามแผนเดิมต้องทำงบประมาณสมดุลปี 2560) และจะทำให้สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดได้ ในปี พ.ศ. 2562-63 ได้nbsp;/div divnbsp;/div divโครงสร้างภาษีของไทยนั้นขึ้นอยู่กับฐานรายได้และฐานบริโภคมากเกินไป ขณะที่ภาษีทรัพย์สินเป็นสัดส่วนรายได้ของภาครัฐน้อยมาก หากเราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควรลดภาษีบริโภคกระตุ้นการใช้จ่าย ลดภาษีเงินได้เพื่อคนจะได้ขยันทำงานมากขึ้น เพิ่มภาษีทรัพย์สิน (ภาษีที่ดินและภาษีมรดก) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำกระจายความมั่งคั่งและการถือครองที่ดิน เพิ่มภาษีปาบเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและสูญเสียชีวิต รวมทั้งควบคุมพฤติกรรมสมาชิกในสังคมnbsp;/div divnbsp;/div divดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า การกระจุกตัวของการถือครองที่ดินในสังคมไทยถือว่าเป็นปัญหาที่อยู่ในระดับรุนแรงมากๆเนื่องจากกลุ่มที่ถือครองที่ดินสูงสุด 20% แรกถือครองที่ดินมากกว่ากลุ่มที่ถือครองที่ดินต่ำสุด 20% ล่างสุดมากถึง 325 เท่า นอกจากนี้กลุ่มที่ถือครองที่ดินสูงสุด 20% แรกนี้ยังถือครองที่ดินคิดเป็น กว่า 80% และ คนที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศนี้ 10% แรกถือครองที่ดินเกือบ 90% ของทั้งประเทศ นอกจากนี้จากผลการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินยังพบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคหรือการกระจายการถือครองที่ดินสูงถึง 0.89 การที่ค่า Gini Coefficient มีค่าสูงเกือบ 0.9 สะท้อนถึงความไม่ธรรมและความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงnbsp;/div divnbsp;/div divอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามที่กระทรวงการคลังเสนอนั้นมีความเหมาะสม อัตราภาษีภาคเกษตรกรรมจัดเก็บไม่เกิน 0.2% ภาคที่อยู่อาศัยไม่เกิน 0.5% บ้านหลักมูลค่าไม่เกิน 50% ได้รับการยกเว้น ภาษีสำหรับพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมไม่เกิน 2% ภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่เกิน 5% ส่วนการยกเว้นและบรรเทาภาระภาษีตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังนั้นขอให้ลดอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ให้น้อยที่สุด ข้อดีของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นภาษีทรัพย์สินประเภทหนึ่งนั้น คือ เป็นภาษีที่มีความเสถียรในการจัดเก็บ เลี่ยงยากและมีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้ให้รัฐ มีประสิทธิภาพสูงหากระบบประเมินทรัพย์สินได้มาตรฐานnbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ภาษีที่ดินยังช่วยทำให้การจัดรูปที่ดิน การบริหารจัดการและพัฒนาที่ดินดีขึ้น นอกจากการใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น การมีผังเมืองและระบบโซนนิ่ง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดิน กฎหมายการควบคุมการใช้ประโยชน์จากที่ดิน เป็นต้นnbsp;/div divnbsp;/div divดร.อนุสรณ์ ยังวิเคราะห์อีกว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราที่เหมาะสมยังทำให้ระบอบประชาธิปไตยระดับฐานรากมีความเข้มแข็งมากขึ้นเพราะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณไปพัฒนาพื้นที่ สามารถทบทวนและยกเลิกภาษีโรงเรือนที่ล้าสมัยมีอัตราสูงเกินไปได้ หรือ ยกเลิกภาษีบำรุงท้องที่ที่มีความไม่แน่นอนในอัตราการจัดเก็บ และหากมีการใช้เงินจากภาษีที่ดินอย่างไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่โปร่งใสย่อมทำให้ประชาชนในพื้นที่และผู้มีสิทธิเลือกตั้งตรวจสอบได้ง่าย นอกจากนี้ยังสามารถนำเงินรายได้จากภาษีมาพัฒนาประเทศด้านต่างๆซึ่งน่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 ล้านบาท หรือนำเงินงบประมาณมาจัดตั้งธนาคารที่ดิน และ โฉนดชุมชนนำมาแจกให้ชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกินได้ต่อไปnbsp;/div divnbsp;/div divดร. อนุสรณ์ ได้เสนอให้มีการขยายสิทธิในการซื้อขายสิทธิในการเช่าที่ดินของต่างชาติ 50 ปีเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกรรม หรือให้มีการซื้อขาย สิทธิในการเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ (Leasehold) เป็นการเพิ่มมูลค่าให้สิทธิการเช่าซื้อ เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจโดยรวมโดยเฉพาะโครงการคอนโดหรูที่มีอุปทานส่วนเกินอยู่จำนวนมากในขณะนี้ ข้อเสนอทางด้านนโยบายเรื่องนี้เพื่อให้สอดคล้องกับที่ดินในยุคโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีการลงทุนด้วย การเปิดช่องในการทำธุรกรรมซื้อขายดังกล่าวจะช่วยดึงอุปสงค์จากทั่วโลกมาขับเคลื่อนให้ธุรกิจอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตลาดอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินของไทยควรเปิดกว้างตามกระแสโลกาภิวัตน์มากยิ่งขึ้น ระบบการเงินและนวัตกรรมทางการเงินก็มีการหลากหลายและซับซ้อนขึ้น จากเดิมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์กันและสิทธิในการใช้ประโยชน์แบบพื้นฐานจากอสังหาริมทรัพย์ แต่เวลานี้ มีทั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) มีทั้ง กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust-REIT)nbsp;/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีระบบและกลไกในการกำกับไม่ให้เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรจนก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไม่ตั้งอยู่บนฐานของความสามารถในการผลิตหรือไม่สะท้อนความต้องการหรืออุปสงค์ที่แท้จริงnbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ควรมีการศึกษาเพื่อจัดเก็บ Betterment Tax จากที่ดินและโครงการต่างๆที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐโดยตรงโดยเฉพาะที่ดินตลอดแนวระบบราง โดยเก็บเฉพาะมูลค่าส่วนเพิ่มอันเป็นผลมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจหรือการอนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นคำนวณจากส่วนต่างของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลง/div divnbsp;/div divทรัพยากรที่ดินมีจำกัดและเกี่ยวข้องกับประเด็นทางด้านสังคม ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากประเด็นทางเศรษฐกิจและการลงทุน จึงควรพัฒนาระบบการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากที่ดินได้โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์เด็ดขาดขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินและแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าและพื้นที่สาธารณะnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/QKL5r4OG8Iw" height="1" width="1" alt=""/

เปิดตัวหนังสือ 'อินเดียมหัศจรรย์' แนะควรศึกษาแม้ขัดแย้งภายในสูง แต่ไร้รัฐประหาร

Sun, 26/03/2017 - 17:07
pเปิดตัวหนังสือ “อินเดียมหัศจรรย์” เปิดมุมมองต่ออินเดียใหม่ 'คริส เบเกอร์' แนะไทยควรศึกษาประชาธิปไตยอินเดีย เหตุมีความขัดแย้งภายในเยอะมาก แต่ทหารก็ไม่ใช้กำลังล้มระบอบประชาธิปไตยnbsp;ระบุประวัติศาสตร์อินเดียไม่ได้มีชุดเดียว มีมานานและยิ่งใหญ่กว่าประเทศอินเดีย ไทยนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้ได้/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2905/32814029644_0fd5bcab3a.jpg" //p pเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาและเปิดตัวหนังสือ “อินเดียมหัศจรรย์” ที่บ้านไทยจิมทอมป์สัน โดยมี คริส เบเกอร์ นักเขียนและนักวิจัยอิสระ วีระ ธีรภัทรานนท์ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง สาวิตรี เจริญพงษ์ nbsp;อาจารย์จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชษฐ์ ติงสัญชลี อาจารย์จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นวิทยากร และกาญจนี ละอองศรี เป็นผู้ดำเนินรายการ/p h3span style="color:#0000cd;"แนะควรศึกษาประชาธิปไตยอินเดีย ชี้คนมองการมีสิทธิเสียงทำให้ชีวิตดี/span/h3 pคริส เบเกอร์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจในการศึกษาอินเดียในปัจจุบันคือ ปัจจัยที่ทำให้ประเทศที่ใหญ่ และมีความแตกต่างทางอัตลักษณ์สูงมากยังคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยได้อย่างยาวนานตั้งแต่ได้รับเอกราช ถึงวันนี้ก็ประมาณกว่า 70 ปี เวลาที่คนไทยบอกว่าไม่เอาประชาธิปไตย เรายังไม่พร้อม แต่ในอินเดียนั้นมีความขัดแย้งภายในเยอะมาก ทหารก็ไม่ใช้กำลังล้มระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องจริงที่วรรณะและความเหลื่อมล้ำในคุณภาพชีวิตสูง ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสังคมอินเดียอยู่มาก แต่ประชาชนอินเดียเข้าใจว่า ตราบใดที่พวกเขามีสิทธิ์และมีเสียง มันจะเป็นประโยชน์ พวกเขาจะมีช่องทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ซึ่งปัจจุบัน ถือได้ว่า ปัญหาต่างๆในสังคมอินเดียได้รับการพัฒนามาไม่มากก็น้อยเมื่อนับจากจุดเริ่มต้น/p pคริส เบเกอร์ กล่าวในงานว่า Basham มีเจตจำนงในการเขียนหนังสือเล่ม เพื่อให้คนอ่านที่อยู่ในโลกตะวันตกรับรู้ว่า วัฒนธรรม อารยธรรมอินเดียไม่ได้ด้อยกว่าอารยธรรมทั้งหลายในโลกตะวันตก เช่น กรีก โรมัน เพราะว่าสมัยก่อนมีวรรณกรรมหลายชุดที่กดวัฒนธรรมอินเดียให้ดูด้อยกว่าอารยธรรมตะวันตก แต่หนังสืออินเดียมหัศจรรย์มีเนื้อหาถึงแค่สมัยก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเข้ามามีอิทธิพลในอินเดียเมื่อศตวรรษที่ 12 – 13 การเข้ามามีบทบาทในอนุทวีปที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ส่งผลสะเทือนจนถึงปัจจุบันในหลายมิติ เช่น ในรัฐอุตตรประเทศที่เลือกตั้งแล้วได้ผู้ว่าการรัฐที่นับถือศาสนาฮินดูที่มีแนวคิดต่อต้านชาวมุสลิม ในประเทศที่ปัจจุบัน โดย วีระ กล่าวเสริมถึงประเทศอินเดียด้วยว่า มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลก/p h3span style="color:#0000cd;"ประเทศอินเดีย ≠ อารยธรรมอินเดียnbsp;ชี้ปรัชญาการปกครองอาจนำมาใช้กับไทยได้/span/h3 pสาวิตรี กล่าวว่า อินเดียในการรับรู้ของคนไทยยังถูกมองข้ามในหลายเรื่อง ในแง่ของพื้นที่ อารยธรรมอินเดียกระจายตัวไปไกล กินพื้นที่กว้างขวางกว่าดินแดนที่เป็นอินเดียในปัจจุบัน อารยธรรมอินเดียที่เก่าแก่ที่สุดเองก็ไม่ได้อยู่ในอินเดียแล้ว ในแง่วัฒนธรรม อินเดียมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ในขณะเดียวกันความแตกต่างนั้นก็สามารถนำมาจำแนกตามคุณลักษณะที่มีร่วมกันได้/p pในแง่การปกครอง สาวิตรี กล่าวว่า การเล่าประวัติศาสตร์ตามเส้นเวลาของราชวงศ์ต่างๆ เช่น คุปตะ เมารยะ ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจว่านั่นคือปริมณฑลการปกครองทั้งหมดของอินเดียซึ่งแท้ที่จริงไม่ใช่ ยังมีอาณาจักรอีกมากมายที่ไม่ปรากฏในบทเรียน เพียงแต่การบอกเล่าประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่มากในสมัยหนึ่ง แล้วต่อมามีการรวมตัวกันเป็นประเทศนั้นมีความลำบากพอสมควร/p pวีระ กล่าวว่า การเขียนประวัติศาสตร์อินเดียมีจุดแบ่งคือ ก่อนได้รับเอกราช และหลังได้รับเอกราช โดยประวัติศาสตร์ก่อนช่วงได้รับเอกราชจะหมายรวมไปถึงพื้นที่นอกเหนือจากอินเดียปัจจุบัน ตั้งแต่อัฟกานิสถาน ปากีสถาน บังกลาเทศ ไปถึงพม่าทีเดียว/p pวีระ ให้ความเห็นด้วยว่า หนังสืออินเดียมหัศจรรย์ บทที่ 4 ที่ว่าด้วย รัฐ ชีวิต ความคิดทางการเมือง น่าอ่านที่สุด เพราะศิลปะการปกครองอินเดียโบราณไม่เหมือนกับตะวันตกตรงที่อินเดียไม่มีการผลิตทฤษฎีการเมือง แต่อินเดียเขียนออกมาเป็นหลักการปกครอง เช่น ราชธรรม คัมภีร์อรรถศาสตร์ ในสังคมไทย พุทธราชา ธรรมราชาก็มีที่มาจากหลักคิดดังกล่าว โคลงโลกนิติ มีต้นทางจากราชธรรม และตนเห็นว่าอาจจะเอามาใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันในไทยหลายๆ เรื่องได้ด้วยซ้ำ/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2827/32843430053_95aa33a6cb.jpg" //p pสำหรับหนังสือ “อินเดียมหัศจรรย์” นั้น แปลมาจากหนังสือ “The Wonder that was India” เขียนขึ้นโดย Arthur Llewellyn Basham (A.L. Basham) มีใจความเกี่ยวกับอารยธรรมอินเดียหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทางการเมือง ศาสนาและลัทธิทางความเชื่อ ศิลปะ ภาษาและวรรณคดี ในเล่มยังมีภาพถ่ายของงานศิลปะต่างๆที่ปัจจุบันถูกทำลายทิ้งไปแล้ว ทั้งนี้ สถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย ให้เงินทุนสนับสนุนในการจัดทำหนังสือเป็นจำนวนถึง 350,000 บาท/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/v5RMzOs1-K0" height="1" width="1" alt=""/