ประชาไท

Syndicate content
Updated: 10 min 47 sec ago

ผู้ลี้ภัยหายในต่างแดนทำอย่างไร : คุยกับนักสิทธิฯ ปม ‘โกตี๋-ดีเจซุนโฮ’ หายตัว

Tue, 22/08/2017 - 13:57
p dir="ltr"คุยกับ สุนัย ผาสุก นักสิทธิมนุษยชน ตอบโจทย์คนไทยหายในต่างประเทศต้องทำอย่างไร เผยผิดหวังท่าทีรัฐไทย-ลาว ปัดสวะพ้นตัวไม่หาความจริง หวั่นคุ้มครองพลเมืองมีสองมาตรฐาน ชี้สุญญากาศด้านการบังคับใช้กติการะหว่างประเทศในไทย เหตุลงนามปกป้องอุ้มหายแล้วแต่กฎหมายภายในถูกตีตกไม่มีกำหนดส่งพิจารณาใหม่/p p!--break--!--break--/p p dir="ltr" style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/4/3717/13739775493_718791631e_o.jpg" style="height: 305px; width: 500px;" //p p dir="ltr" style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"strongวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ ‘โกตี๋’/strong/span/p p dir="ltr"เป็นเวลาหนึ่งเดือนกว่าแล้วที่มีข่าวการหายตัวไปของวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ ‘โกตี๋’ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีอาญามาตรา 112 ที่คาดว่าลี้ภัยอยู่ใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)ท่ามกลางกระแสข่าวถึงพฤติการณ์การโดนจับกุม การอุ้มหายไป ถึงขนาดที่ว่า โกตี๋ เสียชีวิตไปแล้วก็มี แต่จนกระทั่งถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ออกมาจากภาครัฐทั้งจากไทยและลาวนอกจากการบอกปัดไม่รู้ไม่เห็นจากทาง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) (a href="https://prachatai.com/journal/2017/07/72604"อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง/a)/p p dir="ltr"นอกจากข่าวการหายตัวไปของโกตี๋ครบรอบหนึ่งเดือนกว่าแล้ว ช่วงนี้ยังถือเป็นเวลาครบรอบหนึ่งปีกว่าการหายตัวไปของอิทธิพล สุขแป้น หรือ ดีเจเบียร์ หรือ ดีเจซุนโฮ ที่หายตัวไปตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา จนขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมระหว่างลี้ภัยอยู่ใน สปป. ลาวเช่นกัน ซึงทาง คสช. และทหาร ตำรวจก็ออกมาปฏิเสธการมีส่วนร่วมในการหายตัวไป (a href="https://prachatai.com/journal/2016/07/66983"อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง/a)/p p dir="ltr" style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8070/28355679901_77b3b08f12.jpg" //p p dir="ltr" style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"strongอิทธิพล สุขแป้น หรือ ดีเจเบียร์ หรือ ดีเจซุนโฮ/strong/span/p p dir="ltr"ประชาไทคุยกับ สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ nbsp;(HRW) ประจำประเทศไทยถึงสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นเมื่อมีคนไทย ‘หาย’ ไปในต่างประเทศ ซึ่งสุนัยได้สะท้อนผ่านบทสัมภาษณ์ถึงความผิดหวังกับไทยและลาวที่ดูขาดความจริงจังในการค้นหาข้อเท็จจริงและการคุ้มครองคนไทยที่ลี้ภัยไปอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยประเทศอื่นอย่างเสมอกันในฐานะพลเมือง ซ้ำยังออกมาปฏิเสธการมีส่วนร่วมกับการหายตัวไปจนกลายเป็นสภาวะสุญญากาศทางการบังคับใช้กฎหมายอาญาในประเทศทั้งลาวและไทย รวมถึงความลักลั่นของไทยต่อการเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศเรื่องการป้องกันการบังคับสูญหายที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติเมื่อกฎหมายในประเทศยังไม่มีออกมารองรับ/p h3 dir="ltr"span style="color:#0000ff;"ประชาไท: ถ้ามีคนไทยหายตัวไปในต่างประเทศ ตามปรกติแล้วทำอะไรได้บ้างเพื่อตามหาตัวคืนมา/span/h3 p dir="ltr" style="text-align: center;"img src="https://farm8.staticflickr.com/7458/13470346473_52925bf073_z_d.jpg" style="height: 333px; width: 500px;" //p p dir="ltr" style="text-align: center;"strongspan style="color:#ffa500;"สุนัย ผาสุก/span/strong/p p dir="ltr"bสุนัย:nbsp;/bรัฐบาลควรแสดงความกระตือรือร้นในการสอบถามประเทศที่เป็นพื้นที่เกิดเหตุ กรณีนี้คือลาว เราคาดหวังถึงความแข็งขันที่จะสอบถามทางตรง ติดต่อโดยตรงกับรัฐบาลและสถานทูตลาวในกรุงเทพ เราก็มีความหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้ที่ถือเป็นเหตุการณ์ร้ายแรง เพราะว่าเกิดข้อกล่าวหาว่ามีการอุ้มหาย จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าไม่รู้เพราะมีเพียงรายงานข่าวการหายตัวไปของโกตี๋และดีเจซุนโฮ หวังว่าจะมีการทวงถามกันอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการต่างประเทศได้เคยเรียกทูตลาวมาคุยถามไถ่ความคืบหน้าบ้างไหม ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นตรงกันข้าม เป็นการด่วนสรุปตัดไปเลยว่าเป็นเรื่องการจัดฉาก การเล่นละคร ท่าทีเช่นนี้เป็นท่าทีที่น่าผิดหวังเพราะรัฐไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะทำ เราไม่ได้มองว่าทั้งดีเจซุนโฮและโกตี๋มีสถานะที่เป็นคนที่ทางการไทยต้องการ เราพักเรื่องนั้นไว้ก่อน เราพูดถึงเขาในฐานะพลเมืองของรัฐไทย รัฐไทยไม่ได้แสดงท่าทีดูดำดูดีเท่าไหร่เลย ทั้งรัฐไทยเองก็ประกาศว่าะจให้ความสำคัญเรื่องคดีการอุ้มหายแบบนี้ที่เกิดขึ้นกับคนไทย ไปสัญญาเอาไว้กับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แต่สิ่งที่ทำกลับเป็นตรงกันข้าม จึงเกิดคำถามตามมาว่าถ้าในอนาคตเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงดังกล่าวกับคนไทยที่ไปอยู่ที่ต่างประเทศแล้วพวกเขาจะไม่ได้รับการดูแลความปลอดภัยอย่างกรณีทั้งสองหรือไม่ เอาแค่ในลาวก็มีคนไทยอยู่มากมาย แล้วคนไทยเหล่านั้นจะมั่นใจว่าได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพจากไทยได้อย่างไร/p h3 dir="ltr"span style="color:#0000ff;"ในกรณีผู้ลี้ภัย คนที่ลี้ภัยในต่างประเทศมีสิทธิอะไรบ้าง แล้วสิทธิหรือสถานะตามกฎหมายมีเงื่อนไขการได้รับสิทธิดังกล่าวหรือไม่/span/h3 p dir="ltr"ส่วนแรกคือเรื่องกฎหมายภายในแต่ละประเทศ การอุ้มหายหรือต่อให้เป็นประเทศที่ไม่เป็นภาคีต่อต้านการบังคับสูญหายก็ตาม พฤติกรรมที่นำไปสู่การอุ้มหายมีองค์ประกอบของการทำความผิดอาญามากมายไม่ว่าจะเป็นการบังคับหน่วงเหนี่ยว การทำให้สูญเสียอิสรภาพ การทำร้ายร่างกายหรือทำให้เสียชีวิต สิ่งเหล่านี้โดยตัวมันก็เป็นความผิดทางอาญาร้ายแรงอยู่แล้ว ในต่างประเทศที่เกิดเหตุขึ้นก็ควรจะต้องรักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยการสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้นให้จริงจัง แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นในลาว ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ก็มักมีลักษณะการปัดสวะให้พ้นตัวมาตลอด ซึ่งเราก็คาดหวังว่าในเมื่อลาวมีพฤติกรรมเช่นนี้สม่ำเสมอ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของไทยที่ต้องไปกระทุ้งให้ลาวติดตามสอบสวนอย่างจริงจัง รัฐไทยก็ต้องทวงให้ลาวทำให้กฎหมายลาวมีความศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเป็นอย่างไร มีคนลาวหรือคนต่างชาติเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร ทั้งดีเจซุนโฮและโกตี๋เป็นตายร้ายดีอย่างไรต้องตอบให้ได้ ไม่เช่นนั้นลาวจะถูกมองว่าเป็นบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป คนที่อยู่ที่ลาวก็อาจจะเผชิญชะตากรรมร้ายแรงอย่างการอุ้มหายไม่รู้ชะตากรรม ในกรณีไทยก็มีโกตี๋กับดีเจซุนโฮ กรณีคนลาวก็มีสมบัด สมพอน ที่เป็นเอ็นจีโอคนสำคัญที่ได้รับรางวัลแมคไซไซ ก็โดนอุ้มหายที่เวียงจันทน์เหมือนกัน แล้วลาวก็ใช้วิธีปฏิเสธไม่รู้เห็นเหมือนกัน ทั้งที่กรณีนั้นมีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่เหยื่อถูกอุ้มหายแถวป้อมตำรวจจราจรในกรุงเวียงจันทน์ แต่จนถึงตอนนี้ลาวก็ยังให้คำตอบไม่ได้ ทำให้ลาวมีสภาพบ้านเมืองไม่มีีขื่อมีแปอย่างนั้น แล้วใครจะอยากไปเที่ยว ใครจะอยากไปลงทุน/p p dir="ltr" style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/IKJEka6sov0" width="560"/iframe/p p dir="ltr" style="text-align: center;"ข่าวของสำนักข่าวไทยพีบีเอสเรื่องการหายตัวไปของสมบัด สมพอน ที่นำเสนอวิดีโอจากกล้องวงจรปิด (ที่มา: youtube/a href="https://www.youtube.com/watch?v=IKJEka6sov0"amaristotle/a)/p p dir="ltr"ส่วนที่สอง คือเรื่องกติการะหว่างประเทศ ต่อให้เป็นประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาผู้ลี้ภัย แต่กฎหมายระหว่างประเทศมีจารีตประเพณีที่จะไม่ส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นทางที่มีแนวโน้มจะลิดรอนสิทธิของเขา ที่ทำให้เขาเผชิญภัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นทำให้เขาเสียชีวิตได้ อันนี้จะอธิบายถึงช่วงก่อนที่โกตี๋หายตัวไป เพราะช่วงนั้นทางการไทยได้พยายามเรียกร้องให้ทางการลาวส่งตัวโกตี๋กลับมา คำถามคือ ต่อให้ลาวไม่ใช่ภาคีของอนุสัญญาผู้ลี้ภัย แต่ก็มีพันธะกรณีที่จะไม่ส่งบุคคลกลับไปเผชิญอันตราย มันจึงเป็นเรื่องค้ำอยู่ตรงที่ว่า ถ้าไทยอยากได้ตัวโกตี๋ ลาวก็ไม่ควรส่งตัวกลับ แต่ที่แล้วมาไทยและลาวต่างก็ละเมิดจารีตประเพณีระหว่างประเทศเช่นนี้มาตลอด มีการส่งคนกลับตลอด เช่นกรณีที่ไทยส่งคนม้งกลับไปลาวที่เกิดขึ้นที่เพชรบูรณ์นับพันคนในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งๆ ที่ถูกนานาชาติและสหประชาชาติประณาม/p h3 dir="ltr"span style="color:#0000ff;"มีกฎหมายหรือกติกาใดๆ ในการปกป้องการบังคับบุคคลให้สูญหาย (อุ้มหาย) ในไทย/span/h3 p dir="ltr"ไทยยังไม่มีกฎหมายภายในในการทำให้การบังคับสูญหายเป็นความผิดอาญา มติสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. ที่จะให้ลงสัตยาบันในกติกาก็ยังไม่มีการแจ้งเรื่องนี้อย่างเป็นทางการกับเลขาธิการของยูเอ็น ผลในทางปฏิบัติจึงยังไม่มีทั้งสองด้าน แม้ร่างกฎหมายที่ไทยเขียนใช้ภายในมันครอบคลุมถึงการอุ้มหายในต่างประเทศด้วย แต่มันถูกตีตกไปโดย สนช. ไทยจึงยังไม่ถือว่าการอุ้มหายเป็นความผิดทางคดีอาญา/p p dir="ltr"มันยังไม่มีผลบังคับใช้ คือลงนามอย่างเดียวโดยไม่ให้สัตยาบันอย่างเดียว ทางไทยอาจจะอ้างแบบศรีธนญชัยว่า ก็ สนช. ได้ลงมติให้สัตยาบันไปแล้ว แต่ที่จริงยังไม่บังคับใช้เพราะว่าเรื่องยังไม่ได้ไปที่เลขาฯ ยูเอ็น มันก็ค้างกันอยู่ในประเทศไทยอย่างนี้ โดยข้ออ้างของทางฝั่งไทยก็บอกว่ายังให้ยูเอ็นไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมาย มันก็เป็นปัญหาเหมือนว่าไก่กับไข่อะไรจะมาก่อน ค้างกันอยู่อย่างนี้ แล้วท่าทีที่ชัดเจนว่า ร่างฯ ที่ สนช. แขวนไว้จะถูกนำมาปรับปรุงแล้วมาเสนอใหม่เมื่อไหร่ก็ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจน ฉะนั้นการอุ้มหายในไทยจึงถือว่าไม่เป็นสิ่งที่ผิดตามกฎหมายอาญา แล้วความหวังที่จะเอาผิดกับคนที่มีส่วนของการอุ้มหายไม่ว่าจะเป็นคนในรัฐ นอกรัฐ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐ ก็ยังไม่สามารถจะเอาผิดได้/p p dir="ltr"สุนัยขยายความถึงขั้นตอนการแสดงเจตจำนงเป็นภาคีว่าประกอบด้วยการลงนามและการให้สัตยาบัน ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้ “หนึ่ง ลงนามแล้วก็คือการแสดงเจตจำนงยอมรับกติกานั้นๆ ว่าจะทำตาม แบบกรณีนี้ก็การต่อต้านการบังคับสูญหายและการซ้อมทรมาน ไทยลงนามทั้งคู่”/p p dir="ltr"“อันที่สอง ระหว่างที่ทำกฎหมายภายในก็ยกระดับการแสดงเจตจำนงจากการลงนามเป็นการให้สัตยาบัน โดยให้ฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศให้สัตยาบันว่าสิ่งที่แสดงเจตจำนงไว้ว่าสิ่งที่แสดงเจตจำนงไว้จะผูกมัดและมีผลจริงจังแล้ว แต่ของไทยเป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดว่า สนช. ให้สัตยาบันด้วยเสียงข้างมากแล้ว แต่กลับไม่ทำให้มีผลผูกมัดตามกติการะหว่างประเทศเพราะไทยไม่ส่งเรื่องให้กับเลขาฯ ยูเอ็น ก็แขวนเอาไว้อย่างนั้น มันเลยยังไม่มีผลผูกพัน ส่วนในประเทศนั้นร่างกฎหมายภายในก็ถูกแขวนเอาไว้อย่างไม่มีกำหนด”/p h3 dir="ltr"span style="color:#0000ff;"การหายตัวไปของโกตี๋และดีเจซุนโฮสะท้อนถึงข่องโหว่กฎหมายที่ไทยและลาวไม่คุ้มครองในเรื่องการลี้ภัยใช่หรือไม่/span/h3 p dir="ltr"ก็ต้องบอกว่าใช่ แต่เรื่องโกตี๋และดีเจซุนโฮควรจะเน้นแค่ให้เริ่มมีการสอบสวนอย่างจริงจังว่าเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า ใครเกีี่ยวข้องบ้างตามกระบวนการคดีอาญา เอาแค่นี้ยังเริ่มไม่ได้เลย เพราะมันเกี่ยวข้องตั้งแต่ที่พยานบอกว่ามีการทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้สูญเสียอิสรภาพ ถ้าเกิดขึ้นจริงก็ค่อยลากความผิดไปยังประเด็นอื่น แต่แค่นี้ยังทำให้ลาวสืบสวนไม่ได้เลย ไทยก็ชิงปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง ถือเป็นท่าทีที่น่าผิดหวังมาก ถ้าเป็นประเทศอื่นๆ ทั่วไปก็คงคาดหวังว่ากระทรวงการต่างประเทศคงไม่อยู่เฉย คงเรียกทูตลาวมาถามความคืบหน้าทุกสัปดาห์เลย โดยเฉพาะสองกรณีดังกล่าวเป็นบุคคลที่ทางการไทยต้องการตัว แล้วทำไมจะไม่อยากรู้ว่าเขาหายไปไหน ตรงนี้น่าสงสัย ทำไมไม่แสดงความกระตือรือร้นให้ความจริงปรากฏมากกว่านี้ กลับปัดเรื่องให้พ้นตัวไม่ได้ติดตามอะไรแล้ว ซึ่งท่าทีแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น/p p dir="ltr"นักสิทธิมนุษยชนยังกล่าวถึงสถานการณ์การจับตัวศัตรูของรัฐบาลจากต่างแดนซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในประเพราะว่าในประเทศเอเชียแถวนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการอุ้มศัตรูของรัฐบาลในต่างประเทศเกิดขึ้นบ่อยๆ จากประเทศแถบเอเชีย “อย่างของจีนที่ไปอุ้มนักกิจกรรมที่อาศัยอยู่ต่างประเทศอยู่บ่อยๆ แม้แต่เวียดนามก็มีการอุ้มคนที่อยู่ฝ่ายค้านรัฐบาลเวียดนามในเยอรมนี สิ่งที่เกิดขึ้นมันตรงกันข้าม และก็ไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องใหญ่โต กลับมาเรื่องของเรา ผมรู้สึกประหลาดใจและผิดหวังที่ไทยและลาวไม่มีท่าทีกระตือรือร้นที่จะทำความจริงให้ปรากฏ และถ้ามีคนต่างชาติเกี่ยวข้องกับการทำให้บุคคลสูญหายไปจริงก็ถือเป็นปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยด้วยซ้ำ ทำไมไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ผมก็ไม่เข้าใจ”/p h3 dir="ltr"span style="color:#0000ff;"ท่าทีของรัฐบาลไทยสะท้อนบรรทัดฐานการใช้กฎหมายหรืออย่างอื่นหรือเปล่า/span/h3 p dir="ltr"สะท้อนอย่างหนึ่งว่าถ้าเป็นฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐบาลก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับความใส่ใจในการได้รับความปกป้องจากรัฐอย่างที่ควรจะเป็น โดยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เห็นด้วยหรือเห็นต่างกับรัฐบาล พวกเขาก็เป็นพลเมืองของรัฐไทย ดังนั้นก็ควรได้รับการปกป้องดูแลอย่างเท่าเทียมกันจากไทย นี่คือสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น แล้วถ้ามองย้อนกลับไปในกรณีที่ว่า คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ได้รับความใส่ใจดูแล เอาจริงๆ ผู้มีอำนาจในปัจจุบันก็วิจารณ์ทักษิณ ชินวัตรในเรื่องนี้ แต่พอตัวเองเข้ามามีอำนาจก็มีพฤติกรรมเหมือนกัน มันสะท้อนการเลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐาน/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="https://prachatai.com/journal/2017/07/72604" target="_blank"ผบ.ทบ.ไม่รู้ เรื่อง #039;โกตี๋#039; โดนอุ้มหาย และไม่ขอวิจารณ์หวั่นกระทบลาว/a /div div class="field-item even" a href="https://prachatai.com/journal/2016/07/66983" target="_blank"คสช.ยัน ทหาร-ตำรวจ ไม่ได้จับกุม ไม่รู้เห็นกับการหายตัวไปของ #039;ดีเจเบียร์#039;/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/nHIybnMyBdg" height="1" width="1" alt=""/

'ดาวดิน' เยี่ยมภรรยาเด่น คำแหล้ หลังฏีกาสั่งจำคุก 6 เดือนไม่รอลงอาญา คดีรุกที่ป่าสงวน

Tue, 22/08/2017 - 13:41
!--break--!--break-- p22 ส.ค. 2560 หลังจากเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้สั่งจำคุก 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญา สุภาพ คำแหล้ ภรรยาเด่น คำแหล้ นักต่อสู้เรื่องที่ดินที่หายตัวไปnbsp;ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ตามความผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ/p pวานนี้ (21 ส.ค.60) ศรายุทธ ฤทธิพิณ ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน รายงานว่าnbsp;นักศึกษากลุ่มดาวดินและนักกิจกรรมเข้ามาเยี่ยมเยือนและให้กำลังใจสุภาพ nbsp;ภายหลังการเข้าเยี่ยมตัวแทนนักศึกษาดาวดินและนักกิจกรรมอิสระรายหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า เป็นคำพูดสุภาพที่เล่าทั้งน้ำตา ผ่านทางสายโทรศัพท์ในห้องเยี่ยม ที่มีลูกกรงและผนังกระจกกั้น โดยได้เข้ายี่ยมในช่วงบ่ายสอง แต่การได้พูดคุยถามไถ่ทุกข์สุข ดูจากสภาพสีหน้าที่มองเห็นสุภาพ ยังคงมีรอยยิ้ม และบอกว่าสุขภาพก็เริ่มดีขึ้น กระทั่งก่อนหมดเวลาตามข้อกำจัดของเรือนจำที่ให้เวลาเพียง 15 นาที แม่สุภาพฝากคำทิ้งท้ายว่า "ฝากขอบคุณทุกๆคนด้วยนะ"/p p“ได้ยินชื่อแม่สุภาพครั้งแรกจากข่าวที่พ่อเด่น nbsp;ถูกบังคับให้สูญหาย อย่างไม่เป็นธรรม และได้มีโอกาสไปเยือนที่บ้านและเจอกันครั้งแรกจากกิจกรรม walk for right คาราวานเดินเพื่อสิทธิชีวิตคนอีสาน เป็นการเดินเยี่ยมยามถามข่าวคราว พี่น้องชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาของรัฐที่ไม่ธรรมในภาคอีสาน ซึ่งแม่สุภาพ เป็นหนึ่งในสมาชิกชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ที่ได้รับผลกระทบความเดือดร้อนที่ดินทำกิน และนโยบายทวงคืนผืนป่า ในคืนนั้น (8 มิ.ย.59) ทีม walk for right nbsp;ได้พักค้างคืนในชุมชนโคกยาว โดย แม่สุภาพเป็นคนทำอาหารต้อนรับทีมพวกเราเป็นอย่างดี ดูแลใส่ใจเสมือนเป็นลูกๆหลานๆ และช่วงสายของวันที่ 9 มิ.ย.59 ได้มีการเดินรณรงค์ร่วมกับชาวบ้านชุมชนโคกยาว ในกิจกรรม walk for right และเมื่อมาถึงวันนี้หลักการที่สำคัญเรายังเชื่อว่า เมื่อความยุติธรรมยังไม่ปรากฏชัด พวกเรายังจะต่อสู้ต่อไป” นักกิจกรรมอิสระ รายเดิม กล่าว/p pศรายุทธ รายงานด้วยว่า หลังจากศาลพิพากษาจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่งผลให้ สุภาพ ไม่ได้กลับเข้าไปยังบ้านอีก รวมทั้งไม่ได้เตรียมยามาทานเพื่อรักษาอาการโรคภัยที่รุมเร้า และเพิ่งผ่าตัดเนื้องอกในปากมดลูก ที่ต้องทานยาอยู่ตลอดทุกวันเวลา แม่สุภาพถูกส่งตัวไปยังเรือนจำภูเขียวในขณะที่ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์อยู่ในระหว่างผลการตรวจพิสูจน์วัตถุพยานชิ้นส่วนกะโหลก (หลังจากพบวัตถุพยานล่าสุดเมื่อ 25 มี.ค.2560) โดยทราบเบื้องต้นว่า 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นของนายเด่น คำแหล้ เนื่องจากผลการตรวจสอบมีสายพันธุกรรมตรงกับน้องสาว ที่มีการนำไปตรวจเปรียบเทียบ/p pผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ให้ข้อมูลเพิ่มเตมด้วยว่า หากท่านใดต้องการสนับสนุนและช่วยเหลือสุภาพ สามารถโอนเงินเข้าได้โดยตรงที่ ธ.กรุงไทย สาขาชุมแพ ชื่อบัญชีนางสุภาพ คำแหล้ เลขบัญชี 4070427015 และสามารถเข้าเยี่ยมได้ทุกวันราชการ โดยติดต่อมายัง อรนุช ผลภิญโญ (0981056932) หรือตนเอง(ศรายุทธ ฤทธิพิณ 0869785629) เพื่อนัดหมายการเข้าเยี่ยมในวันเวลาเดียวกัน เพราะทางเรือนจำวางกฎให้ผู้ถูกคุมขังพบญาติได้วันละครั้งๆละ 15 นาที/p pสุภาพเป็นภรรยาของเด่น คำแหล้ ประธานโฉนดชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิและเป็นแกนนำนักต่อสู้สิทธิที่ดินทำกิน โดย เด่น ได้หายตัวไปในวันที่ 16 เม.ย.2559 ภายหลังจากเข้าไปหาหน่อไม้ในบริเวณสวนป่าโคกยาว รอยต่อระหว่างเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/07/72564" target="_blank"ศาลฏีกาสั่งจำคุก 6 เดือนไม่รอลงอาญา ภรรยาเด่น คำแหล้ คดีรุกที่ป่าสงวน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/HAZQSfqGOM8" height="1" width="1" alt=""/

คนงานฟาร์อีสท์ปั่นทอเรียกร้องนายจ้างจ่ายเงินชดเชยตามคำสั่งศาล

Tue, 22/08/2017 - 09:26
divสภาองค์การลูกจ้างแรงงานสัมพันธ์แห่งประเทศไทย พร้อมตัวแทนแรงงานโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าบริษัทฟาร์อีสท์ปั่นทออุตสาหกรรม เรียกร้องนายจ้างจ่ายเงินชดเชยตามคำสั่งศาล หลังศาลออกคำบังให้นายจ้างปฏิบัติตามภายใน 15 วัน แต่ขณะนี้นายจ้างยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div diva href="https://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9600000085683"ASTV ผู้จัดการออนไลน์/a รายงานเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่าสภาองค์การลูกจ้างแรงงานสัมพันธ์แห่งประเทศไทย พร้อมตัวแทนแรงงานโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า “บริษัท ฟาร์อีสท์ปั่นทออุตสาหกรรม จำกัด การ์เมนท์ 6” ตั้งอยู่ ต.พุทไธสง อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ได้เร่งให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยให้แรงงานทั้ง 95 ราย รายละตั้งแต่ 27,000-99,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 3 จ.นครราชสีมา/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divหลังจากทางบริษัทได้เลิกจ้างแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม โดยการประกาศย้ายสถานประกอบกิจการไปอยู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาทำให้แรงงานไม่สามารถย้ายตามไปทำงานได้ ทั้งบีบบังคับทางอ้อมให้แรงงานเซ็นเอกสารสมัครใจลาออกจากงานเองเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย ซึ่งมีแรงงานกว่า 140 รายที่จำใจยอมเซ็นลาออกและรับเงินช่วยเหลือตามที่ทางบริษัทเสนอให้เพียงคนละ 10,000 บาท แต่มีแรงงานอีก 95 คนที่มองว่าการเลิกจ้างไม่มีความเป็นธรรม จึงร่วมกันยื่นฟ้องร้องต่อศาลแรงงานภาค 3 ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 2559/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divกระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา ศาลได้พิพากษาให้จำเลยหรือนายจ้างจ่ายเงินชดเชยให้แก่แรงงานทั้ง 95 ราย แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมานานกว่า 1 เดือนแล้ว ทางบริษัทยังเพิกเฉยไม่ยอมจ่ายเงินชดเชยให้แรงงานตามคำพิพากษาศาลแต่อย่างใด และในวันนี้ตัวแทนแรงงานยังได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้ากรณีขอรับเงินการว่างงานที่สำนักงานประกันสังคม จ.บุรีรัมย์ พร้อมนำคำพิพากษาศาล และเอกสารที่เกี่ยวข้องเข้ายื่นต่อเจ้าหน้าที่ด้วย เนื่องจากประกันสังคมยังไม่สามารถจ่ายเงินกรณีว่างงานให้แรงงานได้ จนกว่าทางนายจ้างจะเซ็นเปลี่ยนแปลงในเอกสารจากลาออกเป็นเลิกจ้าง จึงจะสามารถจ่ายเงินได้nbsp;/div divnbsp;/div divนางมล นาคนวน หนึ่งในตัวแทนแรงงาน บอกว่าหลังถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมก็สร้างความเดือดร้อนให้แรงงานเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะไม่ได้รับเงินชดเชยจากทางบริษัทตามกฎหมายแล้ว หลายคนต้องตกงานเพราะอายุมากแล้ว เมื่อถูกเลิกจ้างจะไปสมัครทำงานที่อื่นไม่มีใครรับ ซึ่งเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยให้ตามสิทธิรู้สึกดีใจและมีความหวังขึ้นมาบ้าง แต่ทางนายจ้างกลับเบี้ยวไม่ยอมจ่ายเงินตามคำพิพากษาศาล/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนายบุญยืน สุขใหม่ เลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างแรงงานสัมพันธ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าหลังจากแรงงานถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมและมีเจตนาไม่สุจริตตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ก็ได้เข้ายื่นฟ้องร้องต่อศาลแรงงานภาค 3 จ.นครราชสีมา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย กระทั่งเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2560 ศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ หรือลูกจ้างตามสิทธิกรณีถูกเลิกจ้างทั้ง 95 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 6,808,000 บาท โดยศาลได้ออกคำบังคับเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2560 ให้นายจ้างปฏิบัติตามภายใน 15 วันนับแต่วันรับทราบบังคับ แต่ขณะนี้นายจ้างยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ทั้งที่หลังปิดกิจการนายจ้างได้มีการทยอยขายเครื่องจักรในหลายๆ จังหวัดแต่กลับไปจดทะเบียนเปิดกิจการใหม่ ซึ่งถือเป็นการหลบเลี่ยงไม่จ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divด้านนายประถม วิสุทธิพรปิติกุล นักวิชาการประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า หลังจากที่ทางบริษัทได้ประกาศย้ายสถานประกอบการ ทำให้แรงงานกว่า 200 คนได้รับผลกระทบเนื่องจากไม่สามารถย้ายไปทำงานกับนายจ้างได้ ทางประกันสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้เข้าไปดูแลช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว ส่วนกรณีเงินว่างงานที่ยังไม่สามารถจ่ายได้นั้นเพราะยังติดปัญหาเรื่องเอกสาร เนื่องจากนายจ้างยังไม่เซ็นเปลี่ยนแปลงในเอกสารจากลาออกเป็นการเลิกจ้าง ซึ่งทางประกันสังคมจะได้ทำหนังสือแจ้งนายจ้างตามขั้นตอนเป็นเวลา 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 45 วัน แต่หากนายจ้างยังไม่มาทางสำนักงานประกันสังคมก็จะดำเนินการแจ้งความเอาผิดตามขั้นตอนต่อไปnbsp;/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.tcijthai.com/news/2017/8/labour/7242" target="_blank"เปิดคำวินิจฉัยศาลให้ บ.ฟาร์อีสท์ปั่นทอ จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง 95 คน 6.8 ล้านบาท/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/w-EqyKAfyqA" height="1" width="1" alt=""/

ฮ่องกงชุมนุมหลายหมื่นประท้วงการตัดสินจำคุกโจชัว หว่องและเพื่อน

Tue, 22/08/2017 - 03:27
pเมื่อวันอาทิตย์นี้ชาวฮ่องกงชุมนุมหลายหมื่นคน แสดงความไม่พอใจที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ 3 นักเคลื่อนไหวรุ่นเยาว์จำคุก 6-8 เดือน กรณีประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อสามปีที่แล้ว นักวิจารณ์การเมืองในฮ่องกงมองว่าชาวฮ่องกงน่าจะรู้สึกถูกกดขี่อย่างหนักจากการตัดสินที่ไม่เป็นธรรม ด้านนักกฎหมายจากสภาทนายความฮ่องกงแสดงความเป็นห่วงว่าประชาชนจะไม่เชื่อใจระบบยุติธรรม/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4345/36581593681_32f454a99e_z.jpg" style="width: 560px; height: 517px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongภาพจากหนังสือพิมพ์ Apple Daily ตีพิมพ์วันจันทร์ที่ 21 ส.ค. 2017 (ที่มาของภาพ: a href="https://www.facebook.com/hk.nextmedia/photos/a.170516952447.149676.105259197447/10155934453202448/?type=3amp;theater"Apple Daily/a)/strong/span/p pเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (20 ส.ค. 2560) ประชนชนหลายหมื่นคนออกมาประท้วงบนท้องถนนเพื่อประณามการลงโทษคุมขังคนหนุ่มสาวที่เรียกร้องประชาธิปไตย 3 คน ได้แก่ โจชัว หว่อง, นาธาน ลอว์ และอเล็ก โจว พวกเขาถูกคุมขังจากความเกี่ยวข้องกับการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่ชื่อ "ปฏิวัติร่ม" ในปี 2557/p pผู้จัดการประท้วงกล่าวว่าการชุมนุมในครั้งนี้เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการประท้วงในปี 2557 ขณะที่ตำรวจฮ่องกงประเมินว่ามีผู้ชุมนุมราว 22,000 คนซึ่งยังถือว่ามากกว่าจำนวนผู้เดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยประจำทุกปีเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมาซึ่งในแต่ละปีก็มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ/p pเซาธ์ไชนามอร์นิงโพสต์ระบุว่ามีกระแสการประณามเกิดขึ้นหลังจากที่อัยการรัฐบาลฮ่องกงฟ้องร้องต่อศาลอุทธรณ์ให้มีการตัดสินลงโทษกลุ่มผู้นำคนหนุ่มสาวทั้ง 3 คน โดยที่โจชัว หว่อง ถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน, อเล็ก โจว ถูกตัดสินจำคุก 7 เดือน และนาธาน ลอว์ ถูกตัดสินจำคุก 8 เดือน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากที่ก่อนหน้านี้เคยมีคำสั่งจำคุกนักกิจกรรมรายอื่นๆ 13 คน ในข้อหาชุมนุมอย่างผิดกฎหมาย/p pเลสเตอร์ ชัม ผู้นำนักศึกษาและผู้จัดการชุมนุมต่อต้านคำตัดสินในครั้งนี้กล่าวว่า พวกเขารู้สึกมีกำลังใจมากที่เห็นผู้คนออกมาแสดงการสนับสนุนนักกิจกรรมคนที่ถูกตัดสินลงโทษ "มันสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนชาวฮ่องกงจะหวั่นเกรงเพราะกลัวถูกลงโทษทางการเมือง"/p pชุงคิมวานักวิจารณ์การเมืองกล่าวว่าที่ผู้คนออกมาประท้วงจำนวนมากในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าชาวฮ่องกงรู้สึกถูกกดขี่อย่างหนักภายใต้การปราบปรามนักกิจกรรมโดยรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้มีการปลดสมาชิกสภานิติบัญญัติที่เป็นคนหนุ่มสาวโดยอ้างขาดคุณสมบัติเพราะพวกเขาไม่ไม่สาบานตนจะภักดีต่อจีนแผ่นดินใหญ่/p pอย่างไรก็ตามมีนักกฎหมายจากสภาทนายความอ้างว่าการตัดสินในครั้งนี้ไม่ควรมองว่าเป็นการตัดสินที่มีอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง รองประธานศาลอุทธรณ์กล่าวว่าเขากังวลที่กลุ่มนักวิชาการและนักกิจกรรมเริ่มแสดงการอารยะขัดขืนมากขึ้น แต่นักกฎหมายจากสภาทนายความก็ยอมรับว่าในประเด็นการปลดสมาชิกสภานิติบัญญัติคนหนุ่มสาวผู้สนับสนุนประชาธิปไตยก่อนหน้านี้ส่งผลให้ประชาชนขาดความเชื่อถือในระบบกฎหมายไปแล้ว/p pspan style="color:#0000cd;"เรียบเรียงจาก/span/p pspan style="color:#0000cd;"Protesters turn out in force against jailing of Hong Kong activists, /spana href="http://www.scmp.com/news/hong-kong/politics/article/2107529/former-hong-kong-bar-association-chief-says-jailing-three"span style="color:#0000cd;"South China Morning Post/span/aspan style="color:#0000cd;", 23-08-2017/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/bC4DBm5GhMU" height="1" width="1" alt=""/

คำชี้แจง กิตติรัตน์ ณ ระนอง “จำนำข้าว” ทำไมต้องมี-ทำไมถูกต้อง

Tue, 22/08/2017 - 03:15
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4403/35909785083_b37d54a558_n.jpg" style="width: 320px; height: 266px;" //p pก่อนจะถึงวันชี้ชะตาอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังถูกฟ้องข้อหากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งนักการเมืองจะอ่านคำตัดสินในวันที่ 25 สิงหาคมนี้/p pกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรพูดบนเวทีเสวนาที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอตัวเลขต่างๆ พร้อมคำอธิบายต่อคำถามใหญ่ที่ว่า “ทำไมต้องมีโครงการรับจำนำข้าว”br /br /ส่วนข้อโต้แย้งสำคัญเกี่ยวกับความเสียหายของโครงการนี้ อ่านได้ที่งานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เรื่อง a href="http://tdri.or.th/wp-content/uploads/2015/08/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94.pdf"การทุจริตกรณีการศึกษา: โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด/a (เผยแพร่ สิงหาคม 2557)/p h3 style="text-align: center;"span style="color:#0000ff;"1br /เมื่อพระเอก “การส่งออก” เริ่มตัน/span/h3 pต้องเข้าใจก่อนว่าความความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศวัดผ่านจีดีพี (GDP) ซึ่งคือการวัดมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดปีปฏิทิน 1 ปี/p pปี 2537 ประเทศไทยมีจีดีพี 3.7 ล้านล้านบาท ยอดส่งออกอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 38% ของจีดีพี เรื่องนี้สำคัญเพราะตอนนั้นประเทศขาดดุลการค้า แปลว่านำเข้าเยอะ-ส่งออกน้อย แล้วเราก็มีค่าเงินแข็ง 25 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ ผู้ดูแลระบบการเงินประเทศขณะนั้นคิดว่ามีความเหมาะสมแล้วทั้งๆ ที่อัตราการแลกเปลี่ยนนั้นหากแข็งเกินไปจะส่งออกได้ยาก แล้วจะเชิญชวนให้มีการนำเข้าเยอะ พอผ่านมาอีกไม่กี่ปีเราเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” เราจึงลอยตัวค่าเงิน ทำให้ค่าเงินบาทอ่อน จะนำเข้าอะไรมาก็แพงไปหมด แต่พอจะส่งออกก็สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ดี การลอยตัวค่าเงินบาท จึงช่วยให้การส่งออกเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประเทศที่ขาดดุลการค้าก็กลายเป็นเกินดุลการค้า คือ ค้าขายแล้วกำไร เป็นเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ/p pพอผ่านมาถึงปี 2543 สัดส่วนการส่งออกขยับจาก 38 เป็น 68% ของจีดีพี ประเทศมีความเจริญก้าวหน้า โดยมีการส่งออกเป็นตัวลากเศรษฐกิจของเรา/p pเวลาท่านนึกถึงเศรษฐกิจ ให้นึกเหมือนรถคันหนึ่ง มีล้อ 4 ล้อ เศรษฐกิจจะหมุนไปข้างหน้าได้ ล้ออันหนึ่งที่สำคัญคือ การส่งออก อีกล้อหนึ่งคือการใช้จ่ายภาครัฐ ถ้ารัฐใช้จ่ายมากกว่าที่เก็บภาษีได้เศรษฐกิจก็จะเคลื่อน ล้อที่สามคือ การลงทุนภาคเอกชนไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศ ล้อสุดท้าย สำคัญมากในเวลานี้ คือ การอุปโภคบริโภคภายในประเทศ นั่นก็คือกำลังซื้อของเราๆ ท่านๆ ถ้าท่านทั้งหลายมีเงินในกระเป๋าพอสมควร มีความมั่นใจมีความสบายใจในการจับจ่ายใช้สอย คนขายสินค้าก็มีรายได้ มันก็จะมีรายได้เป็นลูกโซ่ไป เวลาเห็นว่าช่วงไหนเศรษฐกิจหรือไม่ดีก็ให้ดูที่สี่ล้อนี้ บางเวลาทำงานล้อเดียว ที่เหลือพร้อมจะตามไป บางเวลาทำงานสองล้อแต่ทำงานอ่อนๆ เศรษฐกิจก็อาจมีปัญหาได้/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4412/36581300211_8668b60c94.jpg" style="width: 500px; height: 407px;" /br /span style="color:#ff8c00;"ภาพจากสไลด์ประกอบการบรรยายของกิตติรัตน์/span/p pสิ่งที่จะชี้ให้เห็นคือ ประเทศเราพึ่งพาการส่งออกตั้งแต่ปี 2540 ที่ลอยตัวค่าเงิน จนถึงปีนี้ 2560 ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราชินกับการที่เศรษฐกิจดีโดยการส่งออกเป็นตัวนำ ที่น่าสนใจคือ ในช่วงทำงานในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สัดส่วนการส่งออกขึ้นไปเป็น 70% ของจีดีพีแล้ว แล้วเราจะยังคงเติบโตไปด้วยการส่งออกจริงๆ หรือ ถ้าต่างประเทศชะลอการซื้อเราก็จะมีปัญหา ขณะเดียวกันการพึ่งพาการส่งออกแปลว่า คนในโรงงานผลิตสินค้าคุณภาพสูงแล้วส่งออกไปให้คนประเทศอื่นบริโภค แต่ตัวคนงานเองไม่มีปัญหาซื้อ เพราะค่าแรงที่ตัวเองได้มันน้อยเกินกว่าที่จะไปซื้อสินค้าที่ตัวเองผลิต แต่เราก็มีความภูมิอกภูมิใจกันพอสมควรว่า ค่าแรงไทยถูก เราส่งออกได้ดี ทำให้เศรษฐกิจเติบโต ทั้งที่มันเป็นปัญหา/p pหากมองจากตารางจะเห็นได้ว่า จีดีพีของประเทศจาก 3.7 ล้านล้านบาท ในปี 2537 กลายเป็น 14 ล้านล้านบาทในปี 2559 nbsp;และการส่งออกก็เพิ่มจาก 1.4 ล้านล้าน เป็น 9.9 ล้านล้าน/p pดังนั้น เวลาพูดถึงตัวเลข บางทีวาทกรรมทางการเมืองที่ตำหนิติติงต่อว่ากัน “เป็นหมื่นล้าน เป็นแสนล้าน” ขอให้นึกถึงว่า การเคลื่อนโดยโครงการระดับร้อยล้าน มันไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้/p pเมื่อเราอยู่ในภาวะแบบนี้ คำถามที่ต้องถามตัวเองคือ เราจะพึ่งพาการส่งออกไปถึงไหน แล้วการส่งออกมันต้องพึ่งคนซื้อด้วย ขณะเดียวกันเราจะไม่พึ่งตัวเองเลยหรือ จะไม่ทำให้คนของเรามีกำลังซื้อ มีรายได้ที่ดีขึ้น ไม่ว่าค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานที่มีฝีมือน้อยจนคนจบปริญญาจะมีรายได้ที่มากขึ้นหน่อยไม่ได้หรือ/p h3 style="text-align: center;"span style="color:#0000ff;"2br /เหลื่อมล้ำหนัก ต้องทำให้คนจนมีรายได้เพิ่มbr /กระตุ้นบริโภคในประเทศ/span/h3 pนี่เป็นตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่น่าสนใจ ขณะเดียวกันก็มีเครื่องหมายคำถาม สำนักงานสถิติระบุว่า ปี 2552 คนรวยที่สุด 10% มีรายได้ 26,673 บาทต่อเดือน ผมก็ถามว่ามันจริงไหม มันก็อาจจะจริง แต่ถ้าท่านดูคนที่รวยที่สุด 1% แรกตัวเลขมันจะคนละเรื่อง ทะลุไปเป็น 6-7 หลักเลย ส่วนคนที่จนที่สุด 10% มีรายได้เพียง 1,123 ต่อเดือน จริงๆ มันมี “เส้นความยากจน” ด้วย ใครอยู่ต่ำกว่าเส้นนี้ถือเป็นคนจน เรามีคนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนประมาณ 7 ล้านคน แต่ลองขุดไปดูลึกๆ มันมีตัวเลข nbsp;“คนเกือบจน” จำนวนมหาศาลเลย เกาะบนเส้นนั้นแต่พอดีไม่ลงมาต่ำกว่า ผมเลยตั้งคำถามว่าการที่ขีดเส้นอยู่ตรงนี้เพราะไม่ต้องการให้คนอีกจำนวนมากถูกนิยามว่า “ยากจน” หรือเปล่าทั้งที่จริงๆ แล้วก็รวยกว่านิดเดียว/p pที่อยากให้ดูคือ ปี 2552 เอา 10% รวยที่สุดตั้ง หารด้วย 10% จนที่สุด จะพบว่าต่างกัน 23 เท่า จากนั้นในปี 2554 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์บอกว่ามันแย่ลงเป็น 25 เท่า ถ้าเราไม่สนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำก็บริหารไปเรื่อยๆ รวยกระจุกจนกระจายก็ไม่เป็นไร ขอให้จีดีพีโตอย่างเดียว แต่ถ้าเราสนใจว่าการที่คนจำนวนมากมีรายได้น้อย หน้าที่รัฐบาลที่ดีต้องทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งหนึ่งที่สนใจคือ ตัวเลข 25 เท่านั้นปรากฏหลังจากที่เราไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว ซึ่งก็ยังเป็นข้อสงสัยเหมือนกันว่าแม่นยำขนาดไหน เพราะมั่นใจเหลือเกินว่าตอนทำหน้าที่เป็นรัฐบาลนั้นกำลังซื้อของคนข้างดีขึ้น แต่ปรากฏว่าข้อมูลตัวเลขสำนักงานสถิติบอกว่าคนจน 10% มีรายได้เฉลี่ยแย่ลง แต่คนรวย 10% มีรายได้เฉลี่ยดีขึ้นเยอะ คำนวณออกมาเป็น 39 เท่าในปี 2556nbsp; นี่ไม่ได้จะไปว่าสำนักงานสถิติแต่ก็มีสิทธิจะสงสัย พอปี 2558 ในรัฐบาลปัจจุบัน ปรากฏว่าคนจนที่สุด 10% มีรายได้มากขึ้นก้าวกระโดด แต่คนรวยสุดไม่ได้มีรายได้เพิ่มมาก เหลือช่องว่างเพียง 22 เท่า/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4379/35909785773_875750113d.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pอย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะชี้ให้เห็นคือ อย่าให้เศรษฐกิจโตในภาพรวมอย่างเดียว โดยที่คนข้างล่างไม่ได้โตด้วย มีรายได้น้อย ไม่มีกำลังซื้อ แล้วถ้าไม่มีรายได้จะเป็นผู้บริโภคต่อเนื่องยังไง มันคือหลักการบริโภคเพิ่มขึ้นเมื่อตัวเองมีรายได้เพิ่มขึ้น สมมติเจ้าสัวคนหนึ่งจู่ๆ มีรายได้ต่อเดือนเพิ่มอีก 1 ล้านบาท โอกาสที่เจ้าสัวจะบริโภคอะไรเพิ่มขึ้นนั้นแทบไม่มีเพราะเขาบริโภคไปเต็มที่แล้ว แต่ถ้าคนจำนวนหนึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงเดือนละ 1 พันบาท โอกาสที่คนเหล่านั้นจะเอาเงินไปบริโภคจะมีมาก การออมจะเกิดขึ้นน้อย แต่อย่าไปคิดว่าเขาจะฟุ้งเฟ้อ เพราะออมไปออมมาบวกกันจะเท่ากับการที่เจ้าสัวไม่บริโภคแล้วเอาเงิน 1 ล้านบาทนั้นใส่ธนาคารไว้ การออมจะเกิดขึ้นทีละขั้น ก่อนจะเป็นการออมรวมจะกลายเป็นการบริโภคอย่างต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ มันจะทำให้เศรษฐกิจโตได้เพราะล้อหนึ่งในสี่ล้อมันหมุน/p pพอคนส่งออกได้ดี ผู้ส่งออกจะได้เงินตราต่างประเทศ เขาจะเอามาแลกเงินไทยเข้าบัญชีตัวเอง เงินตราต่างประเทศที่พวกเขาได้ ไม่ว่าดอลลาร์ ปอนด์ หรือเยน จะไปอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทย nbsp;(ธปท.) แล้วกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า เงินสำรองระหว่างประเทศ จากภาวะที่เรามีเงินสำรองระหว่างประเทศน้อย จนเราต้องไปกู้ไอเอ็มเอฟในปี 2540 มันก็เริ่มสะสมมากขึ้นๆ จนกลายเป็นประมาณ 170 พันล้านดอลลาร์ เงินที่ฝากไว้กับแบงก์ชาติวางไว้แล้วเป็นที่น่าเกรงขาม อาจจะน่าเกรงขามกว่าเรือดำน้ำอีก เพราะคนจะรู้สึกว่าน่าค้าขายด้วยเพราะเมื่อไรก็ตามที่ประเทศไทยมาซื้อสินค้าเขา จะมีเงินตราต่างประเทศของตัวที่นำมาจ่ายสินค้าได้ ที่น่าสนใจคือ นักธุรกิจส่งออกที่มีรายได้ เขาไม่ได้เก็บเป็นเงินตราต่างประเทศ แต่เก็บเป็นเงินบาทในธนาคาร ปรากฏเงินบาทมันล้น เพราะมีมากและเราไม่ได้เอามาทำประโยชน์ ธปท.เกรงว่าเงินฝากที่ล้นในระบบธนาคารจะเป็นปัญหาเพราะธนาคารอาจจะไม่อยากจ่ายดอกเบี้ยเราเลย ถ้าใครฝากเงินอาจถึงขั้นต้องเสียค่าฝากด้วย แบงก์ชาติจึงดูดเงินออกโดยออกเป็นพันธบัตร nbsp;จ่ายอัตราดอกเบี้ยพอสมควรให้กับแบงก์เพื่อแบงก์จะได้มีเงินมาจ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก พันธบัตรที่ ธปท.ออกนั้นมีจำนวนสูงถึง 3 ล้านล้านบาทในช่วงที่ทำงานเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอยู่ เงินจำนวนนี้ดูดออกมาแล้วทำอะไรไม่ได้ เพราะเป็นการดูดออกมาเพื่อไม่ให้อยู่ในระบบ แบงก์ชาติดูดเอามากอดไว้แล้วจ่ายดอกเบี้ย ทำให้แบงก์ชาติขาดทุน ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ ทำยังไงไม่ให้แบงก์ชาติต้องดูดเงินมากอดแล้วไม่เป็นภาระกับแบงก์ชาติ จึงต้องเอาเงินจำนวนนี้ไปบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์ จะนำไปทำในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน หรือลงทุนในระบบคมนาคมขนส่งอะไรก็สามารถทำได้ แต่เวลา 10 กว่าปีที่เราเป็นโรคกลัวต้มยำกุ้งทำให้ไม่กล้าทำอะไร ทำให้เกิดภาวะแบบนี้/p pอาจอุปมาอุปมัยได้ว่า ก่อนต้มยำกุ้งเราเหมือนเป็นคนผอม เป็นโรคขาดอาหาร เงินสำรองระหว่างประเทศน้อย สภาพคล่องในระบบการเงินที่เป็นเงินบาทจำกัดฝืดเคือง แต่พอผ่านการลอยตัวค่าเงินบาท บริหารจัดการกันไปแล้ว ส่งออกเติบโตดี ได้เปรียบดุลการค้า เรากลายเป็นคนอ้วนอุ้ยอ้ายที่มีภาระที่จะต้องแบกสารอาหารมากมายแล้วไม่ออกกำลังกาย ปัญหาสุขภาพก็เกิดขึ้นได้ ปัญหามันไม่เหมือนกัน การแก้ไขปัญหาจึงไม่เหมือนกัน/p h3 style="text-align: center;"span style="color:#0000ff;"3br /การใช้จ่ายภาครัฐ ยุค คสช.(ต่างหาก) ขาดดุล-กู้ครองแชมป์/span/h3 pหลังจากพูดไปแล้วสองล้อ คือ การส่งออกและการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ล้ออีกล้อหนึ่งที่สำคัญคือ การใช้จ่ายภาครัฐ รัฐบาลมีงบประมาณปีละ 2 ล้านล้านเศษ ปีนี้จะแตะ 3 ล้านล้านแล้ว แต่ที่เอามาให้ดูคือ เราขาดดุลงบประมาณมาก แปลว่าภายใต้งบประมาณ 2 ล้านล้านที่จะใช้ เราเก็บภาษีและมีรายได้จากรัฐวิสาหกิจมาบวกกันแล้วได้น้อยกว่า เราจึงต้องกู้มาชดเชย ซึ่งเป็นเรื่องปกติและมีกรอบของมัน แต่ถ้าขาดดุลมากๆ ก็จะทำให้รัฐบาลเป็นหนี้เยอะเกินไป/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4431/36581299731_3fc4de4e16.jpg" style="width: 500px; height: 362px;" //p pก่อนหน้าที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะมารับหน้าที่ เราขาดดุลอยู่ประมาณปีละ 3.5 แสนล้าน แล้วขึ้นไปเป็น 4 แสนล้านในช่วงท้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ปีแรกที่เพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลงบประมาณประจำปีอยู่ที่ 2.38 ล้านล้าน โดยที่เราเก็บภาษีได้น้อยกว่านั้น เราก็กู้ 4 แสนล้านเท่ากับรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ก็เห็นด้วยว่าการกู้นั้นเยอะเกินไป ปีถัดมาจึงลดเหลือ 3 แสนล้าน ปีสุดท้ายปีงบประมาณ 2557 การกู้ลดลงเหลือ 2.5 แสนล้าน โดยมีเป้าหมายในเวลานั้นว่าเราจะมีงบประมาณสมดุลในปี 2560 คือ ไม่ต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล นี่เป็นความตกลงระหว่างสำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง ว่าจะทำให้สมดุลได้ในปี 2560/p pปี 2557 รัฐบาลปัจจุบัน การขาดดุลอยู่ที่ 2.5 แสนล้าน ต่อมาปี 2559 ขาดุลงบประมาณขยับเป็น 3.9 แสนล้าน ปี 2560nbsp; ก็ตั้งงบขาดดุลไว้ที่ 3.9 แสนล้าน แต่มีการเสนองบประมาณเพิ่มเติมระหว่างปีอีก 1.9 แสนล้าน โดยระบุว่าจะหารายได้มา 3 หมื่นล้าน จึงเหลือขาดดุล 1.6 แสนล้าน รวมแล้วปีงบประมาณ 2560 จะเป็นการขาดดุลงบประมาณรวมเยอะที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือ 5.5 แสนล้าน/p pสิ่งที่ให้ดูนี้เมื่อเทียบกับ จีดีพี 14 ล้านล้าน ถามว่า 1% ของ 14 ล้านล้านคือเท่าไร คำตอบคือ 1.4 แสนล้าน ดังนั้น การที่เศรษฐกิจจะโตได้สัก 3-4% ไม่ต้องมาจากไหนหรอก มาจากตรงนี้ก็ได้ คือ การที่เราจ่ายมากกว่าที่เก็บภาษีได้ มันก็สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพียงแต่ว่ามันเป็นอะไรที่เราสบายใจไหม รัฐบาลก่อนไม่อยากให้โตด้วยการส่งออก อยากให้โตด้วยกำลังซื้อภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชน ลดการขาดดุลงบประมาณลง แต่ตอนนี้เป็นภาวะแบบนี้/p h3 style="text-align: center;"span style="color:#0000ff;"4br /หนี้สาธารณะไม่หลุดกรอบ/span/h3 pส่วนเรื่องหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เพดานของกระทรวงการคลังแต่เดิมมานั้นกำหนดไว้ที่ต้องไม่เกิน 60% ของงบประมาณ ภาระหนี้ต่องบประมาณหรือการจ่ายดอกเบี้ยเงินต้น เมื่อเทียบกับงบทั้งปีไม่ควรเกิน 15% ตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์จนตอนนี้ก็อยู่ที่ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เลวร้ายnbsp;/p pที่น่าสนใจคือ หนี้สาธารณะตอนต้มยำกุ้ง ที่ผ่านมาไม่มีใครชำละเงินต้น เพราะกฎหมายเขียนเอาไว้ว่าคนที่ต้องรับผิดชอบคือสถาบันการเงิน แต่ท่านไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ย ให้หลวงเป็นคนรับดอกเบี้ย ฉะนั้นรัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยปีละ 7 หมื่นล้านมาตลอด 10 กว่าปีรวมดอกเบี้ยเป็น 8 แสนล้านแล้วโดยที่เงินต้นไม่ลด ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาก็มีระบบการชำระเงินต้น หนี้ตรงนั้นยังเป็นหนี้สาธารณะอยู่ แต่เป็นหนี้สาธารณะที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณแล้ว เพราะมีระบบมีกลไกในการชำระเงิน เมื่อดำเนินการตรงนั้น หนี้สาธารณะที่เป็นภาระต่องบประมาณจึงลดลงไปอีก เพราะเงินต้น 1.14 ล้านล้านโดยประมาณไม่เป็นภาระของงบประมาณแล้ว แล้วกลไกระบบชำระมันดี แม้จะหมดหน้าที่การเป็นรัฐบาลแล้วก็ยังปลื้มอกปลื้มใจ เพราะทำให้เกิดการชำระเงินต้นทุกเดือนๆ เดี๋ยวนี้เงินต้นลดลงไปแล้วกว่า 2 แสนล้าน/p pเวลาพูดถึงหนี้ 4 ล้านล้าน 6 ล้านล้าน เขาจ่ายเงินต้นกันปีละเท่าไร เขาจ่ายกันแค่ปีละ 4-5 หมื่นล้านเอง จ่ายพอเป็นน้ำจิ้ม จ่ายพอให้เกิดความสบายใจ ส่วนที่จ่ายมากกว่าคือ ดอกเบี้ย ไม่จ่ายไม่ได้เพราะเป็นดอกเบี้ยพันธบัตร การจ่ายแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นหนี้ชั่วชีวิตอะไร เพราะหนี้รวมเมื่อเทียบกับจีดีพีมันต่ำ เราไม่มีหน้าที่ต้องไปคืนจนกระทั่งไม่มีหนี้เหลือเลย แต่เรามีหน้าที่คุมมันให้มันต่ำจนเป็นที่มั่นใจ เป็นที่ไว้วางใจของคน เวลามีวาทกรรมทางการเมืองว่า กู้โครงการนี้แล้วต้องใช้นี้กัน 50 ปี ท่านลองคำนวณ ถ้ายอดหนี้ 5 ล้านล้าน จ่ายเงินต้นปีละ 5 หมื่นล้าน ก็แปลว่าจ่ายปีละ 1% แบบนี้จะจ่ายหมดก็ต้องจ่ายร้อยปี แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพียงแต่ควบคุมไม่ให้ยอดหนี้มันเพิ่มขึ้นและมีความมั่นใจอย่างเพียงพอ เพราะมันมีวาทกรรมทางการเมืองที่ทำให้ไม่สบายใจ กู้มา 2 ล้านล้านปรับปรุงระบบคมนาคมขนส่งต้องใช้หนี้กัน 50 ปี จริงๆ ไม่ต้องใช้หมด และโครงการต่างๆ ในอดีตของคนที่ปั้นวาทกรรมเขาก็ไม่ได้ใช้ เงินต้นก็ค้างอยู่อย่างนั้น แต่ควบคุมยอดรวมทั้งหมดให้อยู่ในกรอบก็พอ/p h3 style="text-align: center;"span style="color:#0000ff;"5br /ยืนยันประเทศไทยพร้อม คำนวณค่าแรงให้ชาวนาด้วย/span/h3 pแล้วมันเกี่ยวกับจำนำข้าวยังไง เกี่ยวตรงนี้ว่า เราเป็นประเทศซึ่งมีความพร้อมแล้วที่จะจัดสรรทรัพยากรการเงินของประเทศดูแลคนในภาคส่วนต่างๆ ได้ การที่เราเลือกใช้งบประมาณเพื่อดูแลกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทั้งกลุ่มคนเมืองและเกษตรกร เราสามารถทำได้ ความจริงก็สามารถพูดได้ว่า ความพร้อมนั้นเราซื้อเรือดำน้ำก็ซื้อได้ ซื้อหลายๆ ลำก็ซื้อได้ แต่มันอยู่ที่ว่ามีเหตุผลแค่ไหนที่จะซื้อในมุมมองของฝ่ายบริหาร ถ้าท่านเห็นว่าควรซื้อท่านก็รับผิดชอบการตัดสินใจไป รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์มีความรู้สึกว่าเราไม่ควรซื้อ เราซื้อเรือตรวจการแทนลำที่เก่า แต่ขณะเดียวกันเราเห็นว่าการใช้งบประมาณเพื่อดูแลกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยเป็นเรื่องสำคัญ/p pการดูแลชาวนาสำคัญอย่างไร ชาวนาและครอบครัวมีจำนวนรวมกันมากกว่า 15 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 23 ของจำนวนคนทั้งประเทศ ถ้าเราดูแลเขาให้มีรายได้ที่ดีขึ้นตามสมควรแก่ต้นทุนการผลิต สมควรแก่ค่าแรงงานของเขาก็เป็นเรื่องที่ดี การดูแลด้วยระบบจำนำทำมา 30 กว่าปีแล้ว จะจำกัดจำนวน ตั้งเป้าราคาหรืออะไรก็เป็นระบบจำนำทั้งนั้น มีรัฐบาลก่อนรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ใช้โครงการรับจำนำข้าวไป 1 ปีแล้วเปลี่ยนเป็นโครงการประกันราคามีลักษณะตั้งเป้าหมายราคาไว้ บอกว่าถ้าคุณไปขายได้ต่ำกว่าราคานี้จะชดเชยให้ กลไกก็คือ ถ้าชาวนาขึ้นทะเบียนเกษตรกรสำเร็จก็สามารถรับเงินชดเชยได้ จะปลูกจริงหรือไม่ จะมีข้าวหรือไม่มีข้าวก็รับเงินชดเชยได้ ที่น่าสนใจก็คือ มีรายงานของสำนักนายกฯ พบว่าจากภาพถ่ายดาวเทียมมีพื้นที่ที่เป็นนาน้อยกว่ายอดที่มาขึ้นทะเบียนรวมเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถมีกลไกไหนไปส่องยันว่ามันเกิดจากอะไรเพราะในโครงการไม่มีการตรวจสอบไม่มีการนำข้าวมาแสดง ถามว่าทำไม่มีการจับทุจริต จะไปจับได้ยังไงเพราะไม่มีอะไรยันกับอะไรเลย มียันได้อย่างเดียวคือภาพถ่ายดาวเทียมมันแตกต่างกับพื้นที่ปลูกจริงอย่างมาก ดังนั้น รัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงเห็นว่าตรงนี้เป็นช่องโหว่ใหญ่ โครงการรับจำนำต้องเอาข้าวมาแสดง ผ่านการตรวจแล้วจึงจะได้ราคานั้นไป แล้วไม่ใช่รัฐบาลแรกที่จะกำหนดราคาสูงกว่าตลาด คำว่าราคาสูงเทียบกับอะไร ถ้าเทียบกับต้นทุนการผลิตของชาวนาอาจใช่ แต่ชาวนาไม่ต้องมีค่าแรงหรือ ถ้าคิดเป็นค่าแรงโดยเฉลี่ยต่อวันเขายังได้รับค่าแรงน้อยกว่าในสังคมด้วยซ้ำไป/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4369/35909784923_cebeacfdae.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pดังนั้น โครงการรับจำนำข้าวจึงเกิดขึ้น ส่วนรัฐบาลปัจจุบันใช้วิธีจำนำยุ้งฉาง ยุ้งฉางอยู่ไหนก็ไม่ทราบ ชาวนาจำนวนมากไม่มียุ้งฉางแล้ว การจำนำตรงนี้ย่อมทำไม่ได้ แล้วก็ใช้วิธีชดเชยช่วยต้นทุนการผลิต สิ่งที่ต้องการให้ชาวนาได้รับคือรายได้ที่ดีขึ้น ไม่ใช่เอาเงินให้แล้วรายได้ไม่ดีขึ้น เพราะให้ไปแล้วปรากฏว่าราคาข้าวเปลือกอ่อนตัวลง แต่โครงการรับจำนำข้าวราคามันไม่อ่อนตัวเพราะราคาที่รับจำนำมันเป็นตัวค้ำยัน แล้วเราก็ไม่ได้ไปจำกัดสิทธิชาวนาเลย แต่ข้าวก็ไม่เข้ามาที่เราทั้งหมด มาที่เราแค่เกินครึ่งนิดหน่อย ที่เหลือพ่อค้าต้องแย่งซื้อแข่งกับราคาจำนำ ทำให้ชาวนาแม้ไม่ได้เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวก็ได้ราคาดีขึ้นด้วย ตรงนี้รัฐบาลสบายเพราะไม่ต้องเสียทรัพยากรเพิ่ม มันจึงทำให้ชาวนามีรายได้ดีขึ้น/p pสภาพัฒน์เคยทำหนังสือยืนยันมายังคณะรัฐมนตรีว่า โครงการนี้สามารถทำให้ชาวนามีรายได้ดีขึ้น เป็นจำนวนเท่าไรๆ บอกด้วย ขณะที่โครงการอื่นๆ ไม่สามารถบอกได้ว่ามีรายได้ดีขึ้น เพราะรายได้จากราคาขายข้าวไม่จำเป็นต้องสูงขึ้นมันอาจจะอ่อนลงก็ได้/p pมันเป็นโครงการที่ผ่านการหาเสียง ผ่านความเห็นพรรครร่วมรัฐบาล ผ่านรัฐสภา มีการดำเนินการโดยที่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันการพิจารณา มันเป็นทางเลือกอันหนึ่งและเป็นทางเลือกซึ่งได้ผล/p pส่วนวิธีการดำเนินการ ส่วนที่บอกว่ามีความเสียหาย คือ รับจำนำราคานี้ แล้วสีข้าวแล้วไปขายได้ราคาต่ำกว่า ตรงนี้ท่านเรียก “ขาดทุน” ในทางบัญชีอาจเรียกว่าขาดทุน แต่ในทางนโยบายสาธารณะของรัฐเราเรียกว่า “รายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่าย” ไม่ใช่เลี่ยงบาลีแต่มันศัพท์นี้อยู่ในมาตรฐานการบัญชีภาครัฐชัดเจน รายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายเป็นการคำนวณที่แสดงให้เห็นว่าต้องใช้งบชดเชยเท่าไร แล้วสิ่งที่ชาวนาได้รับรายได้ดีขึ้น มันกลายเป็นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ สามารถคำนวณได้และเมื่อดูแล้วมันสูงกว่างบประมาณที่ต้องใช้ชดเชย/p h3 style="text-align: center;"span style="color:#0000ff;"6.br /ตอบคำถาม: จำนำข้าวเป็นนโยบายระยะยาวได้หรือไม่ ?/span/h3 p“ถามว่าเรื่องความพร้อมในการแบกรับการขาดทุนที่ผมยืนยันนั้นจะพร้อมได้นานแค่ไหน ปีที่ผมทำงานงบประมาณ 2.38 ล้านล้าน และขยับขึ้นไปเรื่อยๆ เติบโตตามจีดีพีที่เติบโตขึ้น การดูแลคนของเราในจัดสรรงบประมาณไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง การศึกษา การสาธารณสุข และสิ่งอื่นๆ ประดามี รัฐวิสาหกิจที่ต้องการอุดหนุน มันเป็นเรื่องการจัดสรรงบประมาณ”/p pnbsp;“เวลาทำงานกับกลุ่มคนใหญ่ที่สุดของประเทศ ผมคิดว่าคงตอบยากมากถ้าบอกว่าดูแลชาวนา 23% ใช้งบ 30% คนก็คงว่าว่าทำไมดูแลเขาเยอะขนาดนั้น อยากให้น้อยกว่านั้น แล้วควรจะแค่ไหน 10% ดีไหม มันก็คือ 2.38 แสนล้าน มันก็สมเหตุสมผลดีนะ เรายังไม่ได้ใช้ถึงขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันถ้าบอกว่าตรงนี้ต้องน้อยกว่า แล้วใครต้องเยอะกว่า ประเทศมีความจำเป็นในเวลานั้น ความเหลื่อมล้ำรุนแรง ผู้มีรายได้น้อยกลุ่มคนยากจน กลุ่มคนเกือบจน อยู่ไม่ไหว เราเห็นว่าเป็นปัญหาจริงจัง”/p p“ท่านถามว่าทำได้ยาวแค่ไหน ทำยาวเท่าไหร่ก็ได้เท่าที่อยากทำ เพียงแต่ผมไม่เชื่อว่าท่านจะมีความสุขว่า ทำไปเรื่อยๆ โดยไม่มีคำตอบ เรื่องการทำเกษตรโซนนิ่ง การขยับพื้นที่เพาะปลูกที่ดีลต่ำไปปลูกพืชชนิดอื่นตามความเหมาะสม โดยไม่ได้ประกาศว่าห้ามปลูกอันนี้แล้วไปปลูกอันนั้น การทำงานแบบนี้ต้องใช้เวลา และมีกระบวนการที่ต้องทำงานด้านอื่นๆ ด้วย เช่น เพิ่มมูลค่าของข้าวชนิดต่างๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ”/p h3 style="text-align: center;"span style="color:#0000ff;"7.br /ตอบคำถาม: หลัง 25 ส.ค.นโยบายจำนำข้าวbr /จะยังเกิดขึ้นได้อีกในการเมืองไทยไหม/span/h3 p"ผมไม่อาจคาดเดาคำพิพากษาใดๆ ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่เรียนในเชิงหลักการว่าคำพิพากษาของศาลเป็นสิ่งที่ต้องเคารพ ในอดีต มีกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งผมถือว่าก็เป็นบรรทัดฐานบางประการ ตอนนั้นเราเคยเสนอร่างพ.ร.บ.ที่กระทรวงการคลังจะกู้เงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาทภายใน 7 ปีงบประมาณ เพื่อลงทุนในระบบคมนาคมขนส่ง ทางหลวง ระบบราง ทางน้ำ ด่านศุลกากร เมื่อมีคำวินิจฉัยว่า การออกกฎหมายกู้เงินแบบนี้ทำไม่ได้ มันก็เป็นบรรทัดฐานว่าทำไม่ได้ แม้ว่าข้อเท็จจริงในอดีตมีการออกกฎหมายกู้แบบนี้ คือ กู้แล้วดำเนินการโดยตรง โดยไม่ต้องเป็นเงินคงคลังและไม่ผ่านงบประมาณนั้นก็ทำกันได้ แม้ว่าขณะพิจารณาคดี ข้อเสนอของสำนักการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง จะเห็นชอบโดยสภาแล้ว แต่เมื่อศาลวินิจฉัยแบบนั้นก็ทำไม่ได้ อนาคตการกู้เงินก็เปลี่ยนไป"br /br /nbsp;/p pnbsp;============br /span style="color:#ff8c00;"uหมายเหตุ/u เก็บความจาก เสวนา "ไม่จำนำข้าวแล้วเอาอะไร? แนวทางแก้ไขปัญหาราคาสินค้าwbrเกษตร" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2560 จัดโดยรรคใต้เตียง มธ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ (คปอ.)/wbr/span/p pnbsp;/p pspan style="color:#ff8c00;"(มีการแก้ไขเนื้อหา 22/8/60 21.30 น.) - เพิ่มเติมลิงก์งานวิจัยทีดีอาร์ไอ)/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/HiVybdDFOsY" height="1" width="1" alt=""/

นักวิชาการโต้แถลงการณ์ กกล.รส.เชียงใหม่ ไม่พูดถึงบทบาททหารสอดแนม-แทรกแซงประชุมไทยศึกษา

Tue, 22/08/2017 - 01:28
pกรณีกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.เชียงใหม่ แถลงเรื่องฟ้องพลเมือง-นักวิชาการ 5 รายข้อหาฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 ล่าสุดนักวิชาการที่ร่วมประชุมวิชาการไทยศึกษาชี้แจงว่าป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ถูกนำมาติดเป็นผลมาจากทหารแทรกแซง-สอดแนมตลอดการจัดงานประชุมไทยศึกษา ผู้ร่วมประชุมต่างเอือมระอา การถ่ายรูปกับป้ายดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อสื่อสารให้ จนท.ทหารยุติการกระทำเหล่านี้เสีย/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4317/35915811740_069b87e6a4_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongภาพที่ยุกติ มุกดาวิจิตร จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอในช่วงสรุปการประชุมไทยศึกษาครั้งที่ 3 เมื่อ 18 ก.ค. 2560 เป็นภาพทหารในเครื่องแบบเข้ามาในบริเวณที่มีการจัดการประชุมไทยศึกษา ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ (CMECC) จ.เชียงใหม่/strong/span/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4302/35208688803_c90b0691f3_z.jpg" style="width: 560px; height: 403px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongป้าย 'เวทีวิชาการ' 'ไม่ใช่' 'ค่ายทหาร' ในวันที่ 18 ก.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงานประชุมไทยศึกษาครั้งที่ 13 หลังจากตลอดการจัดงานมีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบเข้ามารบกวนในการประชุมวิชาการ (ที่มา: คนส.)/strong/span/p p22 ส.ค. 2560 - กรณีที่ในa href="https://www.matichon.co.th/news/637005"เว็บไซต์มติชนออนไลน์/a เมื่อเวลา 21.35 น. วันที่ 21 ส.ค. เผยแพร่แถลงการณ์ของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ (กกล.รส.จว.ช.ม.) ชี้แจงกรณีแจ้งความพลเมืองและนักวิชาการรวม 5 รายโดยชี้แจงว่าแจ้งความดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิด ไม่ได้เอาผิดต่อผู้จัดการประชุมไทยศึกษาครั้งที่ 13 ซึ่งจัดระหว่าง 15-18 กรกฎาคมที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จ.เชียงใหม่ นั้น/p pต่อมาเมื่อเวลา 22.57 น. วันที่ 21 ส.ค. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเข้าร่วมและนำเสนอผลงานวิชาการในการประชุมไทยศึกษา ได้a href="https://www.facebook.com/arunothai.ruangrong/posts/1456074931106230"โพสต์สเตตัส/aในเฟซบุ๊กชี้แจงกรณีแถลงการณ์ของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ โดยชี้แจงว่ามี 3 ข้อที่แถลงการณ์ของกองทัพไม่ได้พูดถึง และโกหกอย่างซึ่งหน้า และยังระบุด้วยว่าป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ถูกนำมาติดเป็นผลมาจากทหารแทรกแซง-สอดแนมตลอดการจัดงานประชุมไทยศึกษา ผู้ร่วมประชุมต่างเอือมระอา การถ่ายรูปกับป้ายดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อสื่อสารให้ จนท.ทหารยุติการกระทำเหล่านี้เสีย โดยข้อความชี้แจงของปิ่นแก้วมีดังนี้/p p style="margin-left: 40px;"em“มณฑลทหารบกที่ 33 ออกแถลงการณ์และส่งให้สื่อมวลชนตอน 3 ทุ่มbr /ใช้ยุทธวิธีแยกมหาลัยออกจากตัวผู้ถูกกล่าวหา 5 คน เพื่อลดแรงกดดันจากประชาคมวิชาการไทย และนานาชาติbr /บิดเบือนข้อเท็จจริงเรื่องป้าย "เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร"br /ผลักความผิดไปให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 5 คนbr /โดดเดี่ยวพวกเขาจากการปกป้องของมหาลัย และประชาคมวิชาการbr /และปัดความรับผิดชอบที่ตัวเองที่ส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้br /ยุทธวิธีประเภทนี้ มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวลงbr /สิ่งที่แถลงการณ์ไม่ได้พูดถึง และโกหกอย่างซึ่งหน้าคือ/em/p p style="margin-left: 40px;"em1.ป้าย "เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร" ถูกนำมาติดในวันสุดท้าย ไม่เคยมีป้ายนี้มาก่อนตลอดงานประชุม และเป็นผลมาจากการที่ทหารเข้ามาป่วนในงาน แย่งเก้าอี้ หูฟังแปลภาษาอังกฤษ-ไทย ถ่ายรูปสอดแนมผู้เสนอบทความ ราวกับเป็นสมรภูมิการเมือง ตลอดสามวันของการประชุมไทยศึกษา/em/p p style="margin-left: 40px;"em2.เหล่าทหารทั้งในและนอกเครื่องแบบที่เข้ามาป่วนงาน ไม่มีการลงทะเบียน ไม่มีการแจ้งผู้จัดงาน เข้ามาก่อกวนตามอำเภอใจ ราวกับเป็นพื้นที่ทหาร ทั้งที่งานประชุมครั้งนี้ ไม่ใช่งานเปิดสาธารณะ เป็นงานประชุมนานาชาติที่ผู้เข้าร่วมทั้งไทยและเทศต้องจ่ายเงินลงทะเบียนมาเข้าฟัง หากไม่ได้รับเชิญจากผู้จัดงาน/em/p p style="margin-left: 40px;"em3.ตลอดสามวันของการประชุมวิชาการ ผู้เข้าร่วมประชุมต่างเอือมระอาต่อการกระทำของทหารเหล่านี้ การมาถ่ายรูปกับป้ายดังกล่าว และเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ในวันสุดท้าย ก็เพื่อจะสื่อสารไปยังทหาร ให้ยุติการกระทำนั้นเสีย ไม่มีการยุยงปลุกปั่นใดๆทั้งสิ้น/em/p p style="margin-left: 40px;"emแล้วก็ อ้อ ไม่มีทหารคนไหนสื่อสารกับใครในงานดังที่แถลงการณ์กล่าวแต่อย่างใดbr /น่าแปลกที่มูลเหตุของเรื่องทั้งหมด เกิดขึ้นจากการกระทำของทหารจากมณฑลทหารบกที่ 33 โดยแท้ แต่ฝ่ายทหารกลับไม่ยอมรับ กลับปั้นแต่งเรื่องราวขึ้น เพื่อจ้องจะเล่นงานนักวิชาการ นักกิจกรรม และนักศึกษา อย่างไม่ลดราวาศอกbr /และจงใจที่จะให้เรื่องนี้เป็นชนวนทางการเมืองให้ได้?”/em/p pnbsp;/p pสำหรับรายละเอียดแถลงการณ์ของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ ที่เผยแพร่ต่อสื่อมวลชนก่อนหน้านี้มีดังนี้/p p style="margin-left: 40px;"em“ตามที่ได้มีการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ไทยศึกษา ครั้งที่ 13 ที่ได้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15-18 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และต่อมาได้มีการเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ว่า กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมประชุมวิชาการนานาชาติฯ ดังกล่าว/em/p p style="margin-left: 40px;"emทั้งนี้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ ขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้/em/p p style="margin-left: 40px;"em1. กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้ความสำคัญการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ไทยศึกษา ครั้งที่ 13 รวมถึงการจัดกิจกรรมทางวิชาการอื่นๆ ของนักวิชาการ เพราะเป็นการดำเนินการที่เกิดประโยชน์ นำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ ในหลายๆ ด้านอันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติต่อไป รวมทั้งยินดีสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการต่างๆ และไม่ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้เกี่ยวข้อง กรณีการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา ครั้งที่ 13 แต่อย่างใด/em/p p style="margin-left: 40px;"em2. ในระหว่างการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ไทยศึกษานั้น เมื่อวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2560 เวลา 15.00 นาฬิกา ได้ปรากฏกลุ่มบุคคลเข้ามาภายในงานการจัดงานประชุมและได้มีการแสดงชูป้ายที่บริเวณหน้าห้องประชุม 2 ข้อความว่า "เวทีวิชาการ ไม่ใช่ ค่ายทหาร" ซึ่งกลุ่มบุคคลกลุ่มนี้ ได้มีการจัดเตรียมแผ่นป้าย อุปกรณ์ เครื่องมือในการเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ หลังจากนั้นได้มีการนำมาติดบริเวณหน้าห้องประชุม หมุนเวียนกันเข้าไปถ่ายภาพกับป้ายข้อความ "เวทีวิชาการ ไม่ใช่ ค่ายทหาร" และนำไปลงเผยแพร่สื่อต่างๆ โดยการดำเนินการของกลุ่มบุคคลดังกล่าว เป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ ทางการเมือง ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ไทยศึกษา ครั้งที่ 13 แต่อย่างใด ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ร้องขอกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้ยุติการดำเนินการ ณ จุดนั้น แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ/em/p p style="margin-left: 40px;"emกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จังหวัดเชียงใหม่ จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่ แจ้งความดำเนินคดีต่อกลุ่มบุคคลที่เข้าไปเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ทั้ง 5 คน ซึ่งมิใช่เป็นการแจ้งความดำเนินคดีต่อกรณีการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ไทยศึกษา ครั้งที่ 13 ตลอดจนการแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าว จะเป็นการดำรงรักษาเกียรติยศชื่อเสียงของสถาบันการศึกษากับการดำเนินงานทางด้านวิชาการ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อมิให้บุคคล/กลุ่มบุคคลมาแอบแฝงแสวงหาโอกาส ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนอีกด้วย” /em/p pแถลงการณ์ของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จังหวัดเชียงใหม่ระบุ/p pnbsp;/p pอนึ่งก่อนหน้านี้ในช่วงบ่าย พลเมืองและนักวิชาการ 5 คนที่ถูกฟ้องดำเนินคดี ประกอบด้วย ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานฝ่ายวิชาการจัดงานประชุมไทยศึกษาครั้งที่ 13 พร้อมด้วย ธีรมล บัวงาม นักศึกษาปริญญาโท คณะการสื่อสารมวลชน มช. และบรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรม, ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลและนักเขียนอิสระ, ชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาเอกคณะสังคมศาสตร์ มช. และนลธวัช มะชัย นักศึกษาปริญญาตรีคณะการสื่อสารมวลชน มช.nbsp;ที่ร่วมงานไทยศึกษา เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ที่ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่/p pโดยคดีนี้ ร.ท.เอกภณ แก้วศิริ อัยการผู้ช่วยศาลมณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่ รับมอบอำนาจจาก พ.อ.สืบสกุล บัวระวงศ์ รองผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ ให้มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีต่อนักวิชาการ นักศึกษา และนักแปลทั้งห้าคน ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช./p pเหตุที่นำมาสู่การตั้งข้อกล่าวหา คือ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2560 ผู้ต้องหาได้ร่วมกันติดแผ่นป้ายมีข้อความ “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ที่ฝาผนังห้องประชุม และถ่ายภาพกับแผ่นป้าย ซึ่ง พ.ต.ท.อินทร แจ้งข้อหาว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงความเห็นเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านทางการเมือง ประชาชนทั่วไปผ่านมาพบเห็นโดยง่าย และอาจนำไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อให้กลุ่มบุคคลที่ต่อต้านรัฐบาลรับรู้รับทราบ เป็นการต่อต้าน ยุยง ปลุกปั่น หรือปลุกระดมทางการเมือง อาจก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลในเชิงลบ/p pผู้กล่าวหาระบุว่า กรณีที่ผู้ต้องหาร่วมกันชูป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” แล้วยกมือขวาชูสามนิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง) และถ่ายภาพประกอบ ถือเป็นการฝ่าฝืนหรือละเมิดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป/p pทั้งนี้ทั้ง 5 คน ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยจะยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรภายหลัง และปฏิเสธที่จะเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย พนักงานสอบสวนอนุญาตปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข แต่นัดมาพบพนักงานสอบสวนอีกครั้งวันที่ 1 ก.ย. 2560/p pทั้งนี้ชยันต์ ยังกล่าวกับเพื่อนๆ อีก 4 คน ที่ถูกฟ้องคดีด้วยว่า "ข้อความ 'เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร' ไม่ได้มีนัยความหมายเป็นบวกหรือเป็นลบแต่อย่างใด ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อไปคำว่า 'แอปเปิ้ล ไม่ใช่ส้ม' ก็เป็นสิ่งที่พูดไม่ได้อีกต่อไป" a href="https://prachatai.com/journal/2017/08/72915"(อ่านข่าวก่อนหน้านี้)/a/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/08/72915" target="_blank"5 นักวิชาการเชียงใหม่เข้ารับทราบข้อหาชุมนุมทางการเมืองคดี #039;เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร#039;/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/_pMgRlqkYw0" height="1" width="1" alt=""/

ประยุทธ์เผยเตรียมคลอดกฎหมายห้ามมีกิ๊ก ขออย่าไล่เพราะยังไม่ไป

Mon, 21/08/2017 - 23:50
pประยุทธ์ ลงพื้นที่โคราชnbsp;เผยเตรียมคลอดกฎหมายให้มีเมียเดียวnbsp;ยันจะไปตามขั้นตอน แต่อย่าไล่ เพราะถ้าไล่ก็ยังไม่ไป ย้ำภาคอีสานเป็นภาคที่มีความสำคัญ รถไฟทางคู่ที่ผ่าเมืองโคราช จะพยายามลดผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวโคราช/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/5/4345/35907128263_037fc926c3.jpg" //p p21 ส.ค. 2560 รายงานข่าวระบุว่าnbsp;วันนี้ (21 ส.ค. 60) เวลา 08.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางมายังศาลาอเนกประสงค์ สวนสาธารณะเทศบาล ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อพบปะกับประชาชนในจ.นครราชสีมา และตอบข้อซักถามจากประชาชนในพื้นที่/p pโดย a href="https://www.khaosod.co.th/politics/news_480599"ข่าวสดออนไลน์/a รายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการพบปะประชาชนดังกล่าวว่า วันนี้ได้กราบสักการะย่าโม ซึ่งตนเกิดที่นี่ในค่ายสุรนารี เท่ากับเป็นคนที่นี่ จึงเป็นลูกหลานชาวอีสาน ไม่เคยลืม ซึ่งไม่ว่าใครจะลืมถิ่นที่เกิดที่อยู่ที่กินไม่ได้ พ่อเป็นทหารที่โคราช แม่เป็นคนชัยภูมิ และในช่วงเช้าผู้ว่าฯ นำลอดประตูชัยพร้อมบอกว่าถ้าเดินลอดประตูแล้วจะเป็นเขยคนโคราช ซึ่งไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะตนเป็นเขยคนกรุงเทพฯแล้ว หากเป็นอีกเขยก็ต้องเป็นเรื่องแน่/p pพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขออย่ามองทุกอย่างเป็นเรื่องการเมืองอย่างเดียว ใครผิดถูกทะเลาะเบาะแว้งก็ปล่อยให้เป็นเรื่องส่วนตัว คนไทยรักกันเหมือนที่ทุกคนรักตน ใครมารังแกตน พวกท่านก็ไม่ชอบ แต่ขอให้รักใครให้ถูกวิธี ถ้าตนทำผิดก็ไม่ต้องมารัก ไม่ใช่ชอบเสียอย่าง ผิดถูกก็ช่างมัน จะโกงหรือแบ่งกันก็ได้ แบบนี้ถือว่าผิดศีลธรรม ประชาชนมีแววตาซื่อ จะไปหลอกอะไรไม่ได้ คนไทยมีความซื่อสัตย์ โอบอ้อมอารี ใครให้อะไรก็บอกว่าดี กลัวเสียน้ำใจ ซึ่งตนไม่ได้ว่าใคร แต่อย่าไปหลงเชื่ออีก อย่าให้เขาพาไปติดคุกอีก หลายคนที่ติดคุกถูกทิ้งอยู่ ไม่มีใครไปดูแล รู้สึกสงสารแต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไรในเมื่อผิดกฎหมาย/p p“อย่ามัวแต่สนใจข่าวดาราจะรักจะเลิกกัน ไม่ได้เกี่ยวกันเลย อยากให้เขากลับมาคืนดีกัน แต่ตัวเองผัวยังทิ้งอยู่เลย ใครผัวทิ้งมาบอกผม เรื่องนี้ผิดกฎหมายไม่ได้ กฎหมายให้มีเมียเดียว จะมีกิ๊กก็ไม่ได้ กฎหมายกำลังออก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว/p p“คิดถึงกันบ้างเด้อ ทหารพูดอะไรโกหกไม่ได้ เป็นคำมั่นสัญญาที่ต้องการทำเพื่อประชาชน และเคยฟังเพลงกันหรือไม่ หรือคิดว่าขอเวลาอีกไม่นาน แต่ไม่ไปสักที ผมก็ไปตามขั้นตอน ไปได้ก็ไป อย่าไล่ผม ถ้าไล่ก็ยังไม่ไป”nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว/p h3span style="color:#0000cd;"ย้ำภาคอีสานเป็นภาคที่มีความสำคัญnbsp;/span/h3 pพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ภาคอีสานเป็นภาคที่มีความสำคัญ การมาประชุม ครม. ครั้งนี้ได้นำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และผลการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ การแก้ไขปัญหาทั้งหลายให้หมดไปอย่างยั่งยืนต้องใช้ความร่วมมือ ใช้พลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่สำคัญคือพี่น้องประชาชน พวกเราทุกคนต้องร่วมมือกัน รัฐบาลได้วางรากฐานอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้า เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ “มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” โดยน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาสู่การปฏิบัติ 3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการทั้งระบบ การจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อย การยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ส่งเสริมสินค้า OTOP ให้ไปไกลในตลาดโลก ไม่เพียงแต่ด้านเกษตรกรรม รัฐบาลยังส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมโดยกำหนด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เร่งสถาบันการศึกษาผลิตแรงงานมีฝีมือเพื่อป้อนตลาดแรงงานในอนาคต ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนารวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะมารองรับการค้า การลงทุน การขนส่งและเชื่อมโยงภูมิภาค CLMVT โครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในหมู่บ้าน สำหรับเรื่องที่ดินป่าไม้นั้นรัฐบาลพยายามฟื้นฟูป่าพร้อมทั้งหยุดยั้งการบุกรุกตลอดจนสร้างป่าเพิ่มเพื่อช่วยรักษาระบบนิเวศน์ให้อุดมสมบูรณ์/p h3span style="color:#0000cd;"รถไฟทางคู่ที่ผ่าเมืองโคราช ยันพยายามลดผลกระทบชาวโคราช/span/h3 pสำหรับโครงการรถไฟทางคู่ที่ผ่าเมืองโคราชเป็นสองส่วนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าโครงการนี้เป็นเรื่องสำคัญและจะช่วยสร้างความเจริญให้กับพี่น้องชาวโคราชในอนาคต อย่างไรก็ดีการยกระดับรถไฟนั้นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นกว่า 2,600 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและพยายามอย่างเต็มความสามารถที่จะลดผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวโคราชbr /br /การพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นับว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศโดยรวม รัฐบาลเร่งดำเนินการ ในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนชาวอีสานให้ได้รับความสะดวกในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพที่เหมาะสม โดยต้องทำให้การอยู่อาศัยในแต่ละพื้นที่มีความเท่าเทียมกันกระจายความเจริญ ลดความเหลื่อมล้ำสร้างโอกาสในอาชีพในถิ่นฐานบ้านเกิดลดช่องว่างรายได้ และกระจายรายได้ที่เป็นธรรม รัฐบาลตั้งเป้าหมายการพัฒนาอีสานสู่มิติใหม่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง” ด้วยการผลักดันและพัฒนาในด้านต่างๆ ให้เกิดผลลัพธ์ชัดเจนมากขึ้นคือ 1. การบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน 2. การแก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 3. การสร้างความเข้มแข็งของฐานเศรษฐกิจภายในควบคู่กับการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมbr /br /พล.อ.ประยุทธ์nbsp;ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของทุกภาคส่วน ทุกโครงการให้ประสบความสำเร็จ เพื่อให้ประชาชนชาวอีสานได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งชื่นชมทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในการทำงานอย่างทุ่มเทเพื่อพี่น้องประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ/p pที่มา :nbsp;a href="https://www.khaosod.co.th/politics/news_480599"ข่าวสดออนไลน์/aและa href="http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/6085"เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/o7K44N1Kn8M" height="1" width="1" alt=""/

บุรุษบันเทิง นารีเริงร่า(น): นิยามความ 'ดี ชั่ว โป๊ เปลือย’ ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

Mon, 21/08/2017 - 22:58
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4335/36545840542_506ae36280_z.jpg" style="width: 560px; height: 296px;" //p pสนทนาแลกเปลี่ยนกับ 2 ผู้เขียนวิทยานิพนธ์เรื่องเพศสภาวะชาย-หญิงจากยุคต้นรัตนโกสินทร์ถึงก่อน พ.ศ.2500 เผยให้เห็นว่าสังคมไทยในอดีต ไม่ได้รังเกียจหญิงที่หย่าร้างและแต่งงานใหม่ ศาลเปิดโอกาสให้หย่าร้าง แต่หญิงมีชู้ถูกปรับไหม ส่วน ‘ความโป๊’ ก็เลื่อนไหลไปมา ทั้งลาลูแบร์และจอห์น บาวริ่ง ต่างบันทึกว่าคนสยามล่อนจ้อนเป็นเรื่องปกติ จนกระทั่งตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาที่เริ่มรับคติ ‘วิกตอเรียนบนดิน’ ที่ห้ามเปลือยกาย พร้อมกับคติ ‘วิกตอเรียนใต้ดิน’ ที่เริ่มมีการแพร่หลายของ 'โปสการ์ดรูปโป๊' จากยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศส/p pเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สำนักพิมพ์ยิปซี จัดงานสนทนา 'บุรุษบันเทิง นารีเริงร่า(น)' เกี่ยวกับงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุยโดย ปรีดี หงษ์สต้น อาจารย์สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วรธิภา สัตยานุศักดิ์กุล ผู้ทำหัวข้อวิทยานิพนธ์ 'emหญิงชั่ว' ในประวัติศาสตร์ไทย/em: emการสร้างความเป็นหญิงโดยชนชั้นนำสยาม ช่วงต้นรัตนโกสินทร์/emem-/ememพ/emem./ememศ/emem.2477/em และ อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ผู้ทำหัวข้อวิทยานิพนธ์ emบุรุษบันเทิง/em: emสื่อบันเทิงกามารมณ์ในสังคมไทยทศวรรษ /emem2450-2500/em/p p“หัวข้อศึกษาประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของบุคคลสำคัญ เจ้าใหญ่นายโต เราอยากเน้นคนตัวเล็กตัวน้อย คนชายขอบของประวัติศาสตร์ หรือหัวข้อที่ไม่น่าจะเป็นประวัติศาสตร์ได้” ปรีดีกล่าวเกริ่นนำก่อนเข้าสู่การสนทนาของสองนักศึกษาปริญญาโท/p h4span style="color:#000080;"นารีเริงร่า(น): 'หญิงชั่ว' ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ อาจไม่ใช่มีสามีหลายคน แต่เป็นหญิงที่มีชู้/span/h4 p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4439/36544755722_1cbc153ea4_z.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strong(จากซ้ายไปขวา) nbsp;ปรีดี หงษ์สต้น อาจารย์สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ดำเนินรายการ วรธิภา สัตยานุศักดิ์กุล ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์หัวข้อ 'หญิงชั่ว' ในประวัติศาสตร์ไทย:nbsp;การสร้างความเป็นหญิงโดยชนชั้นนำสยาม ช่วงต้นรัตนโกสินทร์-พ.ศ. 2477nbsp;และ อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์หัวข้อnbsp;บุรุษบันเทิง:nbsp;สื่อบันเทิงกามารมณ์ในสังคมไทยทศวรรษnbsp;2450-2500/strong/span/p pnbsp;/p pวรธิภากล่าวว่า สนใจเรื่องผู้หญิงเพราะเราเป็นผู้หญิง เพราะเวลาเราเห็นหญิงไม่ดีในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่เคยศึกษาว่าบริบทในสังคมสมัยนั้นอะไรทำให้เขาไม่ดี ไม่ดีอย่างไร ในประวัติศาสตร์มีน้อยที่จะพูดถึงผู้หญิง ทั้งที่ผู้หญิงก็มีบทบาท เมื่อได้มาศึกษาทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้จึงเหนือความคาดหมายจากตอนแรก/p pวรธิภายกตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเราได้ยินว่าผู้หญิงซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียวต่อสามี เป็นช้างเท้าหลัง แต่จริงๆ ไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด มีทั้งส่วนที่จริงและไม่จริง เมื่อมองผ่านงานวรรณคดีมีตัวอย่างผู้หญิงที่มีชู้ จะถูกให้ภาพเป็นผู้หญิงไม่ดี ในขณะที่ผู้ชายเจ้าชู้ ถูกนำเสนอในแง่ของความมีเสน่ห์ ทั้งที่ปัญหาการหย่าร้าง นอกใจก็มีในสังคมสยามมาตั้งแต่ก่อนแล้ว/p pผู้หญิงในช่วงต้นรัตนโกสินทร์มีสิทธิเสรีภาพพอสมควร บันทึกบาทหลวงปาลเลอกัวซ์ (บาทหลวงชาวฝรั่งเศสเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาในช่วงรัชกาลที่ 3) และอองรี ตุรแปง (ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในช่วงปลายอยุธยา) ต่างกล่าวถึงการหย่าร้างของชาวสยาม ส่วนมากภรรยาเป็นคนขอหย่า เวลาไปฟ้องศาล ศาลก็อนุญาตหย่าร้างกันได้ตามความสมัครใจ มีกฎหมายให้โอกาสการหย่าร้าง ซึ่งเป็นการป้องกันการนอกใจ การมีชู้ แต่ก็มีกฎหมายและบทลงโทษผู้หญิงที่มีชู้ ไม่ได้เป็นโทษร้ายแรงแต่เป็นโทษประจาน เน้นปรับไหมเป็นหลัก/p pอาชญาสิทธิ์เสริมว่า ขณะที่เราเห็นว่าในสมัยก่อนผู้ชายมีบทบาทอำนาจนำเหนือผู้หญิง โดยชาญวิทย์ เกษตรศิริ เคยบอกว่า คำว่า ‘ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง’ ความจริงช้างเดินเท้าหลังก่อน ดังนั้น ผู้หญิงจึงมีอำนาจในพื้นที่ของผู้หญิงเสมอมา ไม่ได้โดนกดเสมอไป/p pวรธิภายังยกตัวอย่าง จดหมายเหตุจากหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์ดเดอร์ ของ ‘อำแดงเขียน’ ผู้หญิงคนหนึ่งในยุครัชกาลที่ 4 ซึ่งแต่งงาน 5 ครั้ง และมีชายชู้จำนวนมากไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด ในเนื้อหาบอกว่าเธอมีสามีคือใคร มีชู้คือใคร ชู้บางคนของเธอก็เป็นลูกขุนนาง เป็นคนดีมีหน้ามีตาในสมัยนั้น เนื้อหาบอกว่าชายชู้โดนปรับ เธอไม่ได้ถูกลงโทษทางกฎหมาย แต่เป็นจำเลยของสังคม ถูกลงโทษทางสังคม/p pวรธิภาเสนอว่า เป็นไปได้ไหมว่าจริงๆ แล้วความคิดเรื่อง ‘ไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร’ ต่างหากที่เป็นของใหม่ สังคมอาจไม่ได้รังเกียจหญิงที่หย่าร้างและแต่งงานใหม่ แต่จะมองหญิงที่มีชู้ว่าไม่ดีมากกว่า อำแดงเขียน คือตัวอย่างของผู้หญิงที่มีเสรีภาพในการเลือกคู่ครองและมีอิสระทางเพศ แต่ทั้งนี้ก็มีราคาที่เธอต้องจ่าย แลกกับชื่อเสียงในสังคมของเธอ นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาด้วยว่าผู้หญิงเหล่านี้มีความจำเป็นหรือความกดดันบางอย่างในชีวิตที่เป็นเงื่อนไขผลักดันให้แสดงออกถึงการประพฤติผิดทางเพศ/p pวรธิภากล่าวว่า ความคิดเกี่ยวกับผู้หญิงต่อมากลายเป็นกรอบความคิดสิทธิสตรี ช่วงแรกอาจไม่เหมือนความคิดเรื่องสิทธิสตรีในปัจจุบัน เพราะในขณะที่มีแนวคิดเรื่องเสรีภาพในการดำเนินชีวิต เลือกคู่ครอง มีสิทธิเหนือเนื้อตัวของตัวเอง ขณะเดียวกันสังคมก็มีค่านิยม ผู้หญิงต้องเป็นกุลสตรี แม่บ้านแม่เรือน อิทธิพลจากวิกตอเรีย อยู่ในกรอบมากกว่าเดิม เป็นเมียและแม่ที่ดี ช่วงนั้นจึงเป็นการปะทะระหว่างสยามแบบเก่าและวิทยาการและองค์ความรู้แบบใหม่ เปลี่ยนมโนทัศน์ที่มีต่อผู้หญิงในสังคม ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงจากชนชั้นสูงอยากมีสามีศักดิ์ต่ำกว่าก็จะผิดจารีตประเพณี ทั้งที่สังคมก็เริ่มมีแนวคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพของผู้หญิง/p pstrongspan style="color: rgb(0, 0, 128);"บุรุษบันเทิง: ประวัติศาสตร์ของความ ‘โป๊’ ที่แปรเปลี่ยนตามบริบทยุคสมัย/span/strong/p p“ในอดีตเมืองไทยไม่รู้จักคำว่าโป๊ ความหมายของโป๊มันเปลี่ยนไป ความโป๊มันลักลั่น โป๊ไม่โป๊ขึ้นอยู่กับบริบทยุคสมัย”/p pอาชญาสิทธิ์กล่าวว่า การเปลือยกายในสังคมไทยเป็นเรื่องปกติมายาวนาน ในสมัยอยุธยา จดหมายเหตุลาลูแบร์ เขียนชัดเจนว่า “โป๊เป็นเรื่องปกติ สยามเป็นเมืองร้อน ล่อนจ้อนปราศจากกามารมณ์” เช่นเดียวกับเซอร์จอห์น บาวริ่ง ก็ได้กล่าวไว้ว่า “การเปลือยกายในสยามไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่มีใครรู้สึกถึงกามารมณ์”/p pแต่นับตั้งแต่ปี 2441 หลังจากรัชกาลที่ 5 กลับมาจากอังกฤษ จึงทรงนำความคิดแบบวิกตอเรียเข้ามา ห้ามให้คนเปลือยกาย/p pในขณะเดียวกัน 'ครูเหลี่ยม' หรือ 'หลวงวิลาศปริวรรต' นักเรียนทุนเรียนวิชาครูรุ่นแรกจากอังกฤษ นำเรื่องโป๊มาสู่เมืองไทย ครูเหลี่ยมนำเข้าวิกตอเรียนใต้ดิน เช่นเดียวกับที่ฟูโกต์บอกว่า ยุควิกตอเรียนควบคุมมากสุด แต่มีเรื่องโป๊มากที่สุด/p pลักษณะการเขียนของครูเหลี่ยมเป็นร่าย คล้ายพระเวสสันดร พรรณนาการร่วมเพศอย่างโจ่งแจ้ง ด้วยคำตรงไปตรงมา ใช้ฉากต่างประเทศคือ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสถานที่ร่ำเรียนศึกษาและรับอิทธิพลทางนี้มา/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4391/36715575225_44b4cabfc5_z.jpg" style="width: 347px; height: 560px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4358/36715576755_cd4386695e_z.jpg" style="height: 560px; width: 340px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongภาพปกและภาพหน้าแรกของหนังสือ 'กล่อมครรภ์' ผลงานของหลวงวิลาศปริวรรต หรือ 'ครูเหลี่ยม' nbsp;หนังสือดังกล่าวผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์ได้รับมาจากธงชัย ลิขิตพรสวรรค์/strong/span/p pอาชญาสิทธิ์ยกตัวอย่างหนังสือโป๊ในสมัยนั้นเรื่อง 'กล่อมครรภ์' เนื้อเรื่องสะท้อนผู้หญิงท้องนอกสมรสต้องการจะทำแท้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมวิกตอเรียเคร่งครัดมาก ท้องก็ทำงานไม่ได้ แต่ห้ามทำแท้ง ผู้หญิงจึงต้องไปหาหมอเถื่อน การทำแท้งสมัยนั้นต้องเอาเหล็กแทง แต่หมอหลอกเอา ‘อย่างอื่น’ แทง ไปมีเซ็กส์นอกโรงนา ซึ่งเป็นความหมายถึงการ ‘ออกไปจากบ้าน’ แคร่หัก ผู้หญิงตกลงมาแท้ง ผู้หญิงจึงคิดว่าหมอทำแท้งสำเร็จ เป็นเรื่องโป๊เรื่องแรกๆ ของสังคมไทย/p pอาชญาสิทธิ์เห็นว่า สมัยก่อนเรื่องเพศเป็นเรื่องของครอบครัว ผู้ชายมีเซ็กส์กับใครต้องรับเข้ามาเป็นเมียไว้ที่บ้าน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือหนังสือโป๊ที่ครูเหลี่ยมเอามาเสนอว่า ชายไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ เช่น ชายสามารถไปมีเซ็กส์กับผู้หญิงอื่นแล้วทิ้งได้เลย ไม่ต้องพามาอยู่ภายใต้อำนาจของภรรยา มีเซ็กส์เสร็จก็แยกทางกันได้ เรื่องเพศจึงเป็นเรื่องหฤหรรษ์ มีเซ็กส์เพื่อแสวงหาความบันเทิง ไม่ต้องรับผิดชอบ/p pคล้องจองกับเรื่อง 'โคลนติดล้อ' ซึ่งเขียนไว้ว่า นักเรียกนอกยุคใหม่ติดวิธีการอังกฤษ ผัวเดียวเมียเดียวก็จริง แต่มีเมียลับ ไม่ต้องพามาบ้าน เมียลับนำไปสู่ปัญหาสำคัญทางสังคมคือ โสเภณี หนังสือพิมพ์สมัยก่อนเขียนถึงโสเภณีว่า แม่โค มาจากโคจร คือไปตามย่านต่างๆ/p pจุดเปลี่ยนสำคัญคือสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารอาสาของไทยไปร่วมรบเมืองนอกที่ฝรั่งเศส เมื่อกลับมาจากสงครามทหารก็ได้นำโปสการ์ดฝรั่งเศสหรือภาพโป๊เข้ามา ซึ่งมากกว่าแค่การเป็นหนังสือโป๊ มีการสั่งเข้ามามหาศาล คนสั่งเป็นคนขายอุปกรณ์เครื่องเขียน นักเรียนเลยได้ดูภาพโป๊ด้วย ไทยจึงมีกฎหมายอาญาฉบับแรก มาตรา 240 ห้ามเกี่ยวกับสิ่งลามกอนาจาร/p pปลายทศวรรษ 2460 ก่อนปฏิวัติ 2575 ภาพโป๊ไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือพิมพ์วาบหวิว แต่อยู่ในหนังสือการเมืองด้วย มันจึงมีอิทธิพล เช่นเดียวกับในการปฏิวัติฝรั่งเศส เครื่องมือสำคัญที่ใช้โจมตีพระนางมารี อ็องตัวแน็ตคือหนังสือโป๊ เพราะการเขียนให้เห็นถึงกิจกรรมทางเพศของพระนางมารีเป็นการทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความเท่าเทียมไม่แตกต่างระหว่างเจ้าและประชาชน/p pกล่าวโดยสรุป การเข้ามาของหนังสือโป๊ รูปโป๊ สิทธิสตรี ในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นความย้อนแย้ง ลักลั่น การนำวัฒนธรรมวิกตอเรียเข้ามาบังคับใช้จากด้านบน แต่ขณะเดียวกันก็มีวัฒนธรรมวิกตอเรีย ‘ใต้ดิน’ ในช่วงเวลาเดียวกัน ประวัติศาสตร์จึงมีสองด้านเสมอ/p pstrongประวัติศาสตร์แสดงให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย สมัยหนึ่งดี ไม่ดี โป๊ ไม่โป๊ ก็เป็นแบบหนึ่ง ต่อมาก็อาจเป็นอีกแบบหนึ่ง ประเด็นสำคัญคือใครนิยามว่าสิ่งนั้นดี ไม่ดี ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นสภาวะซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา/strong/p pstrongspan style="color: rgb(0, 0, 128);"ตัวอย่างคดีความในอดีตเกี่ยวกับสิ่งลามก/span/strong/p pหลังเกิดสื่อลามก รัฐไทยมีความกังวล เดิมที ลามก แปลว่า ไม่ดี ไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศ มีหลายกรณีที่คนด่าหยาบๆ กันแล้วไปฟ้องความผิดฐานลามก คือการกระทำสิ่งลามกคือกระทำสิ่งไม่ดี/p pคดีเหล่านี้รกศาล เพราะผู้พิพากษาก็ไม่สามารถตัดสินได้ว่าอันไหนลามกหรือไม่ลามก และมีข้อต่อสู่เกี่ยวกับสื่อว่าเป็นศิลปะเพื่อการศึกษา ในยุคนั้นจึงมีการพยายามสร้างบรรทัดฐาน เช่น ภาพผู้หญิงอย่างเดียวเป็นภาพศิลปะ แต่หากเป็นภาพผู้หญิงและผู้ชายจะส่อไปในทางเพศมากกว่า มีเคสที่ทนายถามตำรวจที่จับว่าคิดอย่างไรกับภาพนี้ ตำรวจบอกว่ารู้สึกซาบซ่าน ในขณะที่จำเลยบอกว่ามันเป็นศิลปะ ทนายจึงบอกว่าภาพนี้แล้วแต่คนมองว่าซาบซ่านหรือเป็นศิลปะ สรุปศาลจึงตัดสินให้จำเลยชนะคดี ดังนั้น โป๊หรือไม่โป๊จึงเป็นข้อถกเถียงกันมาตลอด แต่ปัจจุบันแยกได้ชัดเจนแล้ว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/eSSfrkETonc" height="1" width="1" alt=""/

รมว.สาธารณสุข เยี่ยมระบบดูแลสุขภาพผู้ต้องขัง 'เรือนจำโคราช' ครบวงจร

Mon, 21/08/2017 - 22:16
p'หมอปิยะสกล' ตรวจเยี่ยม 'ระบบดูแลสุขภาพเรือนจำโคราช' จับมือ รพ.เดอะโกลเดนเกท สร้างนวัตกรรมการบริการสุขภาพที่wbrจำเป็นให้กับผู้ต้องขังอย่wbrางครบวงจร ครอบคลุมทั้งรักษา สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค พร้อมเยี่ยมชม 'ห้องเอกซเรย์ในเรือนจำแห่wbrงแรกของประเทศ' รุกคัดกรอง วินิจฉัยและรักษาโรคเร็ว ลดการแพร่กระจายโรค nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/wbr/wbr/wbr/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/5/4418/36580511651_ee904557d3.jpg" //p p21 ส.ค.2560 รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (21 ส.ค.60) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะผู้บริwbrหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนาเลขาธิการสำนักงานหลัwbrกประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน “ระบบการดูแลสุขภาพและการแก้wbrไขปัญหาวัณโรคในเรือนจำ” โดยมี วิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ภักดี ตั้งธรรม ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครราชสีwbrมา และ นพ.ประสิทธิ์ จีระสิริ ผู้อำนวยการ รพ.เดอะโกลเดนเกท ให้การต้อนรับพร้อมให้ข้อมูwbrลการดำเนินงาน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pปิยะสกล กล่าวว่า ผู้ต้องขังเป็นหนึ่wbrงในประชากรกลุ่มเปราะบางที่มีปัwbrญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพ และส่งผลต่อปัญหาการแพร่wbrกระจายโรคในเรือนจำ เช่น วัณโรค เอดส์ ดังนั้นการพัฒนาระบบบริการเพื่wbrอให้ผู้ต้องขังเข้าถึงการรัwbrกษาเป็นสิ่งจำเป็นตามหลักสิทธิwbrมนุษยชนและลดความเสี่wbrยงในการแพร่กระจายโรคที่สำคัญ ที่ผ่านมา สปสช.เขต 9 นครราชสีมาร่วมกับ รพ.เดอะโกลเดนเกท ซึ่งเป็น รพ.เอกชนในระบบหลักประกันสุขภาพ ได้ริเริ่ม “การส่งเสริมสุขภาพผู้ต้องขัwbrงในเรือนจำนครราชสีมา” ตั้งแต่ปี 2551 ครอบคลุมการรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ และระบบส่งต่อผู้ป่วย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pจากผลการดำเนิwbrนงานตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี ต้องยอมรับว่าการพัฒนาระบบการดูwbrแลสุขภาพผู้ต้องขังในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ได้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิผล จนเกิดนวัตกรรมบริหารจัwbrดการและเป็นต้นแบบการพัwbrฒนาระบบบริการผู้ต้องขังให้กัwbrบพื้นที่อื่น ปัจจัยความสำเร็จเกิดจากความมุ่wbrงมั่นพัฒนาระบบบริการผู้ต้องขัwbrงอย่างต่อเนื่องของ รพ.เดอะโกลเดนเกท ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเรืwbrอนจำกลางนครราชสีมา การสนับสนุนของเรือนจำกลางให้wbrเกิดความพร้อมของสถานที่และบุwbrคลากรสุขภาพในเรือนจำ การสนับสนุนของ สปสช.ในด้านงบประมาณ และการสนับสนุนให้เกิwbrดกลไกความร่วมมือของทุกภาคส่wbrวนโดย สสจ.นครราชสีมา ช่วยให้ผู้ต้องขังเข้าถึงสิทธิwbrและบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่wbrางครบวงจร/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p“จุดเด่นการพัฒนาระบบดูแลสุwbrขภาพพื้นที่ จ.นครราชสีมา เกิดจากความร่วมมือภาครัwbrฐและเอกชน โดย รพ.เดอะโกลเดนเกท นอกจากในปี 2552 ได้เปิดอาคารเรือนมหาชนกเพื่อจัwbrดเป็นแผนกผู้ป่วยในรองรับดูแลผู้wbrต้องขังโดยเฉพาะแล้ว ยังจัดทีมแพทย์และสหวิชาชีพเพื่wbrอให้บริการในเรือนจำ การคัดกรองสุขภาพผู้ต้องขัwbrงในเรือนจำปีละ 1 ครั้ง โดยปี 2559 ยังได้เปิดห้องเอกซเรย์ภายในเรืwbrอนจำกลางนครราชสีมาเป็นแห่wbrงแรกของประเทศ เพิ่มศักยภาพคัดกรองโรค สะดวก สามารถวินิจฉัยโรคโดยเร็วเพื่wbrอนำไปสู่กระบวนการรักษา ลดปัญหาการแพร่กระจายโรค โดยเฉพาะวัณโรคที่แพร่กระจายได้wbrง่าย” รมว.สาธารณสุข กล่าว/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pปิยะสกล กล่าวว่า จากผลสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ ในปี 2560 ยังนำมาสู่การขยายความร่วมมืwbrอเรือนจำทั้ง 12 แห่งในเขตสุขภาพที่ 9 จัดระบบการลงทะเบียนสิทธิสำหรัwbrบผู้ต้องขัง การจัดบริการในกลุ่มโรคที่สำคัwbrญที่เป็นปัญหาสุขภาพของผู้ต้wbrองขัง อาทิ วัณโรค เอดส์ และโรคเรื้อรัง รวมถึงการคัดกรองโรค/wbr/wbr/wbr/wbr/p pศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุwbrขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า นอกจากพื้นที่ จ.นครราชสีมาแล้ว ขณะนี้ สปสช.ได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่wbrวนกลางและพื้นที่ เพื่อพัฒนาการเข้าถึงบริการสุwbrขภาพแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำทั่wbrวประเทศ มีความคืบหน้าการจัดการข้อจำกัwbrดและความร่วมมือ เช่น การจัดการฐานข้อมูลผู้ต้องขัง การจัดทำแผนปฏิบัติการระดับพื้wbrนที่ร่วมกันในระดับจังหวัด การออกแบบกลไกการทำงานร่วมกัน การกำกับติดตามในระดับเขตเพื่wbrอให้ทำงานเชื่อมต่อกับจังหวัwbrดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pทั้งนี้เพื่อให้เป็wbrนไปตามเจตนารมณ์ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบหลัwbrกประกันสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 4 ปี 2560-2564 เน้นความครอบคลุมทุกคนบนผืนแผ่wbrนดินไทยให้ได้รับความคุ้wbrมครองหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้wbrาด้วยความมั่นใจ ซึ่งรวมถึงผู้ต้องขังในเรือนจำ ทั้งยังเป็นไปตามหลักมนุษยชนnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/zSNI0L7yj84" height="1" width="1" alt=""/

เสวนาปัญหา กสม. โดนลดเกรด ชี้ปัญหานอก-ในองค์กรผสมกัน รัฐไม่จริงจังเรื่องสิทธิฯ

Mon, 21/08/2017 - 22:08
p dir="ltr"วิธีคัดกรรมการ ความเป็นราชการ บังคับใช้กฎหมายไม่ได้จริงทำเกรดตก ชุดปัจจุบันมุ่งทำหน้าที่ให้ดีที่สุดแม้ภาพพจน์ไม่ดีและรัฐค้าน แนะ nbsp;บางเรื่องต้องตัดสินใจเร็วแต่โครงสร้างทำช้า กสม. พึ่งพาได้แต่ไม่ใช่นักรับจ้างเคลื่อนไหว ต้องขีดเส้นหน้าที่ให้ชัด โอดหน่วยงานรัฐไม่เชื่อ รธน. อ้างที่นี่ไทยแลนด์ รัฐบาลมาจากไหนก็ละเมิดสิทธิประชาชนทั้งนั้น แต่ใต้รัฐบาลทหาร กสม. ขยับตัวได้ไม่เยอะ เล่าที่มากรรมการ วิธีการทำงานแต่แรกเริ่ม ต้องดิ้นรนให้คนรู้จัก แสดงความพึ่งพาได้/p p!--break--!--break--/p p dir="ltr" style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/5/4363/36544755612_c732e418f8.jpg" //p p dir="ltr" style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"strongจากซ้ายไปขวา:nbsp;จีรนุช เปรมชัยพร กาจ ดิษฐาอภิชัย ชาติชาย สุทธิกลม นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ สุรสีห์ โกศลนาวิน จอห์น ซามูเอล/strong/span/p p dir="ltr"17 ส.ค. 2560 มูลนิธิศักยภาพชุมชนจัดงานเปิดตัวรายงานติดตามการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประเทศไทย 2559 ที่สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ มีเวทีเสวนา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไทย “จาก A เป็น B… จาก B เป็น A ฤาจาก B เป็น C?” มีกาจ ดิษฐาอภิชัย ผู้นำชุมชนอาวุโส จ.พัทลุง ชาติชาติ สุทธิกลม กสม. ชุดที่ 3 นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กสม. ชุดที่ 2 nbsp;สุรสีห์ โกศลนาวิน กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) แห่งชาติชุดที่ 1 ไกรศักดิ์ ชุนณะหวัน อดีตสมาชิกวุฒิสภา เป็นวิทยากรและจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทเป็นผู้ดำเนินรายการ/p h3 dir="ltr"span style="color:#0000ff;"วิธีคัดกรรมการ ความเป็นราชการ บังคับใช้กฎหมายไม่ได้จริงทำเกรดตก /span/h3 p dir="ltr"นิรันดร์ กล่าวว่า ในขณะนั้นที่ตนเป็นกรรมการ กสม. เมื่อปี 2552-2558 มีปัญหาเชิงโครงสร้าง 2-3 ประเด็น ประเด็นแรกคือกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ขัดกับหลักการปารีสในเรื่องการสรรหากรรมการในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่เปลี่ยนองคาพยพของกรรมการสรรหาหมด สมาชิก 5-7 คนมาจากฝ่ายตุลาการ อีก 2 คนมาจากฝ่ายการเมือง เราไม่ได้ดูหมิ่นกระบวนการตุลาการ แต่คิดว่ากระบวนการตุลาการไม่ควรผูกขาดการสรรหากรรมการ กสม. เพียงแต่เป็นองค์กรที่รู้กฎหมายด้านหนึ่ง แต่ไม่รู้เรื่องหลักการสิทธิมนุษยชน เป็นผลให้ กสม. ที่มีทัศนะในวงแคบ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในขณะนั้น เป็นที่มาของ ICC ลดเกรดจากเอเป็นบีแน่นอน/p p dir="ltr"ประเด็นที่สอง การทำงาน กสม. มีปัญหาตรงสำนักงาน กสม. ถ้าไปอ่านตามกฎหมายจะพบว่าสำนักงานเป็นส่วนของราชการ และถ้าพูดถึงคนที่มาทำงานในสำนักงานก็เป็นข้าราชการ แต่คนเหล่านั้นมาทำงานใน กสม. ซึ่งผมถือว่าพวกเขาต้องมีทัศนคติที่เข้าใจสิทธิมนุษยชน จะมาทำแบบระบบราชการไม่ได้ ความที่ยังฝักใฝ่ระบบราชการ การจัดซื้อจัดจ้าง ทัศนคติแบบข้าราชการอย่างเจ้านายยังมีอยู่ จะทำให้มองผู้ที่มายื่นคำร้องในมุมมองที่ต่างไป เขามองชาวบ้านเป็นคู่กรณี เขามาเตือนว่า “หมอระวังนะ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเราเข้าข้างข้างใดข้างหนึ่ง” แต่ว่าผมมองชาวบ้านเป็นผู้เดือดร้อน ผมก็ต้องเข้าข้าง เว้นเสียแต่ว่าเขาจะไม่เดือดร้อน การไปทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจและรู้ถึงกระบวนการในการตรวจสอบยากมาก ทำให้กระทบกับการบริหารจัดการภายใน กสม. กระทบกับรายงานปี 2553 เป็นปัญหาการบริหารจัดการที่ได้กลุ่มบุคคลที่ไม่ถูกต้องมาจัดการทำให้รายงานล่าช้า ไม่ตรงตามที่ตกลงกันได้ เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้โดนลดเกรด/p p dir="ltr"ประการที่สาม เหมือนเป็นจุดอ่อนแต่ก็เป็นจุดแข็งของรัฐธรรมนูญ 2550 ผมไปประชุมที่ Southeast Asia Forum เขาก็ชื่นชมรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ให้อำนาจ กสม. ในการฟ้องร้องได้ ชาวบ้านก็หวังพึ่งในการฟ้องกับศาลยุติธรรม ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ แต่พอทำจริงไม่ได้ เพราะเวลาไปฟ้องศาลยุติธรรมมันฟ้องไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมาย มีแต่ตัว พ.ร.ป. กสม. ที่ไม่มีฎหมายรองรับเรื่องการฟ้อง รวมทั้งในทางรูปธรรม ตัวองค์กรก็ยังไม่เข็มแข็งพอที่จะเป็นคนฟ้อง คนที่เข้มแข็งคือสภาทนายความ เพราะเรื่องการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในหมู่นักกฎหมายเข้มแข็ง ในสมัยผมจึงทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับสภาทนายความให้ช่วยฟ้องในเรื่องที่ กสม. เห็นควร แต่ก็ไม่ง่ายในทางปฏิบัติ การฟ้องร้องกับศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองนั้นยื่นเรื่องไปได้ แต่ก็ไม่เยอะ แต่กับศาลยุติธรรมยังมีปัญหาอยู่ กฎหมายดังกล่าวจึงถือเป็นความก้าวหน้าที่ต่างประเทศยกย่อง แต่ไทยก็ยังทำไม่ถึง/p p dir="ltr"สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในยุคผมเป็นช่วงประชาธิปไตยที่เปลี่ยนไปสู่การรัฐประหารเมื่อปี 2557 แต่ในยุคประชาธิปไตยเองก็ยังมีความไม่สมดุลของแนวคิดการทำงาน แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นคือปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง คือการชุมนุมในทางการเมืองตั้งแต่ปี 2553-2557 เป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้บทบาท กสม. เป็นที่จดจำ ผมดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน ด้านสิทธิคนไร้รัฐ ไรัสัญชาติและคนไทยพลัดถิ่น ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่รัฐจะทำงาน เรื่องสิทธิพลเมืองเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะช่วงนั้นมีการชุมนุมของคู่ความขัดแย้ง แต่บทบาท กสม. ไม่ผิดในรัฐธรรมนูญ คือเราต้องเข้าไปตรวจสอบ การตรวจสอบนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ กสม. แต่ปัญหาคือสังคมค่อนข้างไม่สามารถลดละความเป็นขั้วตรงข้าม เวลาผมไปตรวจสอบชุมนุมเสื้อเหลืองบ่อยเขาก็หาว่าผมเป็นเสื้อแดง เวลาไปตรวจสอบเสื้อแดงบ่อยเขาก็หาว่าผมเป็นเสื้อเหลือง การตรวจสอบถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้รัฐรู้ว่าจะใช้มาตรการไหนเป็นสำคัญ ตอนนั้นก็คิดว่ารัฐทำไม่ถูก ใช้กฎหมายเรื่องความมั่นคง ประกาศภาวะฉุกเฉิน พ.ร.บ. ความมั่นคง รูปธรรมของการมีความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะตรวจสอบได้ด้วยการลงพื้นที่ แต่พอลงพื้นที่ก็จะถูกมองว่าเลือกข้างทันที สะท้อนถึงทัศนคติในสังคม เมื่อไม่ถูกต้องก็มีเรื่องที่ต้องทำความเจ้าใจ แต่ความขัดแย้งทางการเมืองก็สูงมาก เราจึงตกลงว่าเมื่อทำรายงานก็จะต้องแสดงให้เห็น แต่สังคมไทยก็ต้องสลัดสภาวะความเป็นขั้วตรงข้ามให้ได้ รายงานของ กสม. นั้นจะไม่นำเสนอเข้าข้างใคร แต่ปัญหาคือเวลาไปขอข้อมูลจากหน่วยงานรัฐตามสิทธิที่พึงมีก็ไม่ได้ โดยอ้างว่าเป็นความลับทางราชการ หน่วยงานรัฐไม่บังคับใช้ทางกฎหมาย ถามว่าหน่วยงานที่เข้าใจมีไหมก็มี แต่ที่ไม่เข้าใจก็มี ถือเป็นหน้าที่ของ กสม. ที่ทำให้ต้องรู้เพราะเราก็เพิ่งมีมา 6-7 ปี ณ ตอนนั้น เขาฟังแต่กฎหมายของเขา ไม่สนใจรัฐธรรมนูญ เขาถือว่ากฎหมายหรือเจ้านายเขาใหญ่กว่า ถ้าไม่ทำตามก็โดนเด้ง ซึ่งเป็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายในบ้านเรา ในรุ่นต่อมาก็ควรต้องทำการตรวจสอบ ไม่ใช่เพื่อจับผิดแต่เพื่อทำให้ถูกต้อง ถ้าแก้ไขหน่วยงานย่อยไม่ได้ ก็ส่งให้นายกฯ รัฐสภา ในสมัยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีการตั้งคณะกรรมการ แต่หลังรัฐประหารปี 2557 กลับไม่มีเลย พอเป็นระบบอำนาจนิยมทุกอย่างมันสลายไปหมด เรารู้อยู่ว่าหน่วยงานรัฐร้อยละ 90 ไม่ทำตามเรา แต่ถ้ามีนายกฯ หรือสภาคอยจี้ก็จะช่วยเราได้ ตรงนี้สังคมและรัฐบาลและฝ่ายการเมืองต้องพยายามอนุวัติไปตามการมอบหมายที่ถูกต้อง แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น แล้วทีนี้มันมีประเด็นข้ามชาติด้วย ที่เกาะกง ที่ทวาย มีนักธุรกิจไปทำร้ายคนในท้องที่ แล้วผมไปตรวจสอบ รัฐบาลก็ต้องเข้าใจว่าผมไม่ได้ไปฉีกหน้ารัฐบาล แต่นักธุรกิจที่เอาเงินคนไทยไปลงทุน ผู้จัดการรัฐธรรมนูญหรือนายธนาคารต่างก็ต้องมีธรรมาภิบาล ถ้าไปทำคนเขมร คนทวายเดือดร้อนเขาก็มาด่าเรา เรื่องขณะนี้มันข้ามพรมแดน เรากำลังทำหน้าที่ตรวจสอบให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายทั้งในประเทศและนอกประเทศ แม้แต่เรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์ก็ตาม ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นปัญหาใหญ่ แต่ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่ต้องเจอ มันต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ ในการทำงาน 6 ปี สิ่่งที่ผมทำได้คือทำให้คนตื่นตัวและลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ ยุคนี้มีปัญหาการพัฒนาที่ขาดความสมดุล ขัดกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือจุดที่เราทำการตรวจสอบก่อนหมดวาระ การทำเหมือง เขตเศรษฐกิจพิเศษ ทำท่าเรือ ทวงคืนผืนป่า ผมก็ทิ้งให้ชาวบ้านทำงานกันต่อ แล้วพวกเขาก็คงไม่เลิก เพราะถ้าเลิกเมื่อไรเขาก็ตาย ผมก็เชื่อว่ารัฐบาลรับรู้ แต่ได้ยินหรือเปล่านั้นไม่รู้/p h3 dir="ltr"span style="color:#0000ff;"กสม. ชุดปัจจุบันมุ่งทำหน้าที่ให้ดีที่สุดแม้ภาพพจน์ไม่ดีและรัฐค้าน แนะ โครงสร้างองค์กรทำมติช้า บางอย่างต้องแข่งกับเวลา/span/h3 p dir="ltr"ชาติชาย กล่าวว่า กสม. ในปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายหลายประการแม้แนวคิดสิทธิมนุษยชนจะเข้ามาในภูมิภาคเป็นเวลา 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังถือว่าใหม่อยู่ การตรวจสอบข้อเท็จจริงและทำรายงานที่ผ่านมารัฐเป็นผู้ต่อต้านมากที่สุด เพราะถือว่าเป็นอุปสรรคในการทำหน้าที่ของรัฐ แต่เมื่อมีการรายงานไปแล้วก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางปฏิบัติงาน จึงเป็นหน้าที่เราที่ต้องทำให้ภาครัฐและประชาชนมีความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนให้ได้ อาจจะเกิดจากมุมมองที่แตกต่างกันแต่สุดท้ายปลายทางก็คือการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน/p p dir="ltr"กรรมการ กสม. ถูกออกแบบมาเป็นองค์กรกลุ่ม การใช้อำนาจจะต้องเป็นไปโดยมติเสียงส่วนใหญ่ ไม่เหมือนผู้ตรวจการแผ่นดินที่มี 3 คน แบ่งกันรับเรื่องและมีอำนาจบนเรื่องดังกล่าวเว้นแต่จะเป็นเรื่องสำคัญจึงจะมาประชุมกันเช่นเรื่องจริยธรรมนักการเมือง แต่ถ้าเป็นการวินิจฉัยหน่วยงานของรัฐ อำนาจจะอยู่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินหนึ่งคนเท่านั้น หลายเรื่องควรจะรวดเร็วและตรงไปตรงมาเพื่อแก้ปัญหา แต่เมื่อเอาเข้ามาในการประชุมที่มีหลายความคิดก็ต้องใช้เวลา บางครั้งความแหลมคมก็อาจจะลดลง แต่เราต้องยอมรับว่านี่คือวิธีการที่จะต้องทำงานออกมาให้ได้ ความท้าทายนี้อาจทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรู้สึกว่า กสม. ล่าช้าในบางประเด็นเพราะต้องผ่านมติ กสม. โดยเฉพาะในเรื่องรายละเอียดต่างๆ ที่ต้องใช้เวลา แต่ผมก็พยายามผลักดันให้หลายเรื่องออกไปเร็วๆ ไม่เช่นนั้นความศักดิ์สิทธิ์จะไม่มี/p p dir="ltr"กสม. ชุดที่ 3 มีความตั้งใจที่จะกล้าเข้าไปตรวจสอบ ค้นหาความจริง ออกรายงานและมีข้อเสนอแนะที่จะต้องไม่เกรงใจกัน ผมเรียนว่ารัฐคือผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกประเทศเพราะกฎหมาย แนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ รวมถึงแนวคิดของภาครัฐโดยรวมที่มีมานานเปลี่ยนแปลงไม่ทันโลกที่ มีการเคารพสิทธิมนุษยชนกว้างขวางอย่างที่อดีตไม่ได้คิดถึงกัน หน้าที่ของเราคือการตรวจสอบการละเมิดฯ ทำให้เราถูกมองเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐ หรือไปเกื้อหนุนประชาชน ถือเป็นความท้าทายอีกอันหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่สามารถตรวจสอบหาข้อเท็จจริงและออกรายงานที่ตรงไปตรงมาได้ มันก็ไม่ควรที่จะเป็น กสม. ความตั้งใจตรงนี้เป็นสิ่งที่พวกเราพูดกันในชุดที่ 3 ที่ต้องทำให้ได้ หลายเรื่องที่ออกไปช้านิดหนึ่งเพราะกระบวนการ แต่ผมก็เชื่อว่าเราจะเห็นความตั้งใจตรงนี้ อย่างผมกับคุณอังคณา (อังคณา นีละไพจิตร) ที่ทำประเด็นพื้นที่ภาคใต้ ก็มองทุกมิติในทุกพื้นที่ของ 3 จ. ชายแดนใต้ รายงานที่ออกมาก็มองเห็นว่าเราตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและหาความจริงอย่างเต็มที่ ข้อเท็จจริงจากภาครัฐนั้นอาจจะหายาก แต่ไม่เป็นไร เราหาข้อเท็จจริงจากทางอื่นแล้วเราจะออกรายงาน เราไม่กลัวที่จะออกรายงาน/p p dir="ltr"สุดท้าย ผมยังคิดว่าความเป็นองค์กรกลุ่มมีหลายอย่างที่อาจจะออกมาในภาพลักษณ์อย่างไม่ค่อยน่านับถือ ถือว่าเป็นข้อท้าทายที่สำคัญเพราะคณะกรรมการที่ถูกตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญที่ต้องมีการสรรหา จะต้องสรรหาสมาชิกที่มีความหลากหลายเพื่อให้ได้ประสบการณ์และความชำนาญที่หลากหลาย คนที่มีประสบการณ์คนละที่มา เมื่อมาแล้วทำอย่างไรให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โดยยึดถือหลักการตามอำนาจหน้าที่ของเราให้ได้ อาศัยการพูดคุยในที่ประชุม การนำเสนอข้อเท็จจริงและมุมมองที่ชัดเจนเพื่อหาข้อสรุปให้ได้ ก็เป็นธรรมดาที่ภาพลักษณ์ขององค์กรจัดตั้งประเภทนี้จะถูกมองว่าไม่น่ารัก ไม่น่านับถือหรือเป็นที่ตลกขบขัน ท่านสังเกตไหมว่าองค์กรอิสระที่ติดตามการทำงานจะมีภาวะอย่างนี้ แต่รายงานที่เราออกมาจะต้องชัดเจน คม และกล้าหาญ ตรงไปตรงมา/p p dir="ltr"รัฐธรรมนูญ 2560 มีหลายจุดที่ทำให้ข้อบกพร่องบางอย่างหายไป ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเองก็พยายามรับฟังข้อคิดเห็นของทุกฝ่าย ไม่ได้เสียหลาย มีบางเรื่องยกตัวอย่างเช่น การเรียกให้หน่วยงานหรือบุคคลมาให้ถ้อยคำ มีเป็นบทบังคับและบทลงโทษ และข้อเสนอที่ไปสู่องค์กรต่างๆ ก็ต้องทำตาม หรือเมื่อไปถึงคณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม.) ก็ต้องมีคำตอบ เหล่านี้ก็บังคับไว้ใน พ.ร.ป. แต่บางเรื่องก็เป็นอะไรที่ไม่ค่อยน่ารัก แต่ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรไปจากนั้นแล้วเพราะมันอยู่ในรัฐธรรมนูญ เราพยายามจะทักท้วงตั้งแต่กระบวนการร่างฯ แล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล/p h3 dir="ltr"span style="color:#0000ff;"กสม. พึ่งพาได้แต่ไม่ใช่นักรับจ้างเคลื่อนไหว ต้องขีดเส้นหน้าที่ให้ชัด โอดหน่วยงานรัฐไม่เชื่อ รธน. อ้างที่นี่ไทยแลนด์/span/h3 p dir="ltr"กาจกล่าวว่า ผมมีส่วนร่วมกับรัฐธรรมนูญปี 2540 พอสมควรในฐานะคนร่วมยกร่างฯ และประชาสัมพันธ์ให้คนออกไปทำประชามติ ผมมองทั้ง 2 ด้าน ประเด็นที่หนึ่ง ด้านประชาชน เป็นการเปิดโอกาสแห่งความหวังให้ประชาชน แต่มันก็เป็นจุดบอดที่ประชาชนหวังพึ่ง กสม. ให้มาช่วยเหลือประเด็นการถูกละเมิดสิทธิ์ ทำให้พวกเขาคิดว่าเพียงแต่ร้องต่อ กสม. ก็พอ ไม่ต้องสู้อะไร ทัศนะและความคาดหวังต่อ กสม. ของประชาชนสูงมาก เมื่อตั้งมาใหม่จะทำให้ทันอกทันใจก็ยาก คนก็เลยตั้งคำถาม ประเด็นที่สอง องค์กรรัฐเองมักพูดว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของตะวันตก อย่ามาอ้างในประเทศไทย ไม่ควรเอามาใช้ ทุกวันนี้เป็นมายาคติว่าเรามีรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่แท้ที่จริงก็ใช้ไม่ได้ เพราะมันมีกฎหมายอื่นที่เป็นกฎหมายธรรมดาที่มันเหนือกว่า กสม. ผมก็ไม่เข้าใจว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมันเป็นกฎหมายสูงสุดหรือเปล่า ตามอุปสรรค ข้อท้าทายที่พูดมาทำให้ไม่สามารถใช้กฎหมายได้/p p dir="ltr"ถ้ามองเรื่องการทำงานของ กสม. ตามความรู้สึก ที่ผ่านมาปัญหาใน 3 จ.ชายแดนภาคใต้ก็มีมาเรื่อยๆ ปัจจุบันยิ่งมีมากขึ้น กสม. ชุดที่ 1 รู้สึกว่าเนื่องจากมีความใหม่ ลงไปเคลื่อนไหวประชาชนก็สนใจ แล้วก็เข้ามาเป็นเครือข่ายกรรมการสิทธิฯ มาสร้างความน่าเชื่อถือและการเป็นที่รับรู้ พอชุดที่ 2 ลงมาสร้างกลไกแล้วให้คนจนสู้เอง ผมเองก็เห็น แต่คนที่ถูกละเมิดฯ นั่นแหละที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพราะว่ามันเกี่ยวกับอนาคตของเขา แต่คนอื่นๆ ที่สามารถจะช่วย ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการละเมิดฯ กลับวางเฉย กลายเป็นการต่อสู้ของตัวบุคคลหรือท้องถิ่นแทนที่จะเป็นการต่อสู้ทางสังคม เราก็จะเห็นว่าพื้นที่ของ กสม. ในการรับรู้ของคนมันถูกทำให้หายไป ถ้าเขามีปัญหาค่อยคิดถึง แต่ถ้าไม่มีปัญหาก็จะไม่รู้สึกกันเลย ทำให้พัฒนาการของ กสม. เป็นลักษณะถดถอยตามความเข้าใจผม ถ้าเป็นแบบนี้จะทำให้ กสม. เป็นหลักประกันสิทธิที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญคงยาก แล้วการเคลื่อนไหวทางด้านสังคมเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนจะหายไป เหลือแต่การถูกละเมิด ทำให้กลไกของ กสม. ในพื้นที่อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเพราะขาดการมีส่วนร่วม ที่จริงผมเองก็ยุ่งเกี่ยวกับสิทธิชุมชน สิทธิตัวบุคคลและรับรู้เรื่องการถูกละเมิดฯ แต่อย่างไรก็ยังเห็นว่าเรื่องนี้ กสม. ยังไม่จริงจัง เมื่อปลายเดือนที่แล้วก็เรื่องท่าเรือปากบาราก็มีคุณอังคณา นีละไพจิตรลงไป ผมคิดว่าถ้าเผื่อว่ามีการทำงานของ กสม. ไปหนุนเสริม ไม่ได้หมายความว่าต้องไปสู้กับรัฐ ชาวบ้านอาจจะเห็นว่ากสม. เป็นที่หวังพึ่งได้ แน่นอนว่า กสม. ต้องทำให้เขารู้ว่าประเด็นปัญหาเป็นเรื่องของพวกเขาที่จะต้องสู้เอง กสม. ไม่ใช่องค์กรรับเหมาทำแทนชาวบ้าน/p h3 dir="ltr"span style="color:#0000ff;"อัดรัฐบาลมาจากไหนก็ละเมิดสิทธิประชาชนทั้งนั้น แต่ใต้รัฐบาลทหาร กสม. ขยับตัวได้ไม่เยอะ/span/h3 p dir="ltr"ชาติชายกล่าวว่า ไม่ลำบากใจที่ทำงานภายใต้ระบอบเช่นนี้เพราะว่ารัฐแบบไหนก็ละเมิดสิทธิมนุษยชนเหมือนกัน แต่ในส่วนรัฐทหาร สิ่งที่พบก็คือการกระทำมันเกินเลยไปจากหลักการที่ควรจะเป็น สิทธิเสรีภาพการแสดงความเห็น แต่ในสมัยปฏฺิวัติมันก็ตัดหลักการพื้นฐาน แล้วเรามาบอกว่าหลักการพื้นฐานควรมีอยู่ รัฐทหารก็จะบอกว่านี่เป็นสมัยปฏิวัติ ศาลเองก็ยอมรับรัฐถาธิปัตย์ ใน 3 จ. ชายแดนภาคใต้ก็ยังมีการใช้กฎอัยการศึก ข้อเรียกร้องของ กสม. ชุดที่ 2 ก็บอกว่าควรยกเลิกกฎอัยการศึกได้แล้วเพราะนี่ไม่ใช่สมัยสงคราม แต่ก็ยังใช้อยู่ กฎหมายจะมีอย่างไรก็ตาม แต่การปฏิบัติตามกฎหมายก็คือหน้าที่ของ กสม. จึงต้องทำเท่าที่ทำได้/p p dir="ltr"ไกรศักดิ์ กล่าวว่า รัฐคือผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยฐานของทุนนิยมที่อยู่เบื้องหลังทำให้มีการช่วงชิงทรัพยากรซึ่งเป็นทรัพยากรที่ประชากรไทยได้ยึดเอาไว้ทุกหนแห่งทั่วประเทศตั้งแต่ป่า นายันทะเลอันเป็นพื้นที่ที่มีชุมชนอยู่ในทุกหนแห่ง ทรัพยากรอันนี้จึงต้องอาศัยอำนาจรัฐเพื่อที่จะช่วงชิงจากประชาชนมาเป็นประโยชน์ของบรรษัท จุดเริ่มต้นประชาธิปไตยเต็มใบเมื่อปี 2540 กลายเป็นการสร้างโฆษณาการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมที่สุดก็คือการทำสงครามปราบปรามยาเสพติดที่ภายในเวลา 3 เดือนคร่าชีวิตคนไป 3,000 กว่าคน ฆ่าแล้วก็ยังมีการประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าฆ่าไปกี่คน กรณีนี้ ไม่ว่าจะขึ้นศาลที่ไหนในโลก ตัวนายกฯ หรือผู้บังคับบัญชาตำรวจผิดแหงๆ แต่ว่าไม่มีใครฟ้อง/p p dir="ltr" style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/5/4441/36544862132_60c80cb353_o.jpg" //p p dir="ltr" style="text-align: center;"strongspan style="color:#ffa500;"ไกรศักดิ์ ชุนณะหวัน (ที่มา: facebook/ a href="https://www.facebook.com/PEFThailand/videos/1830968346920617/"People's Empowerment Foundation/a)/span/strong/p p dir="ltr"การสอบสวนเหตุการณ์ข้างต้นเกิดในสมัยเผด็จการ มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนซึ่งตนก็อยู่ในคณะกรรมการนั้นด้วย เนื่องจากเป็นการสอบสวนคดีสิทธิมนุษยชน 6 เดือนต่อมาปรากฎว่า ผู้เสียชีวิต 1,800 คนจาก 3,000 คนเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง ภายในปีเดียวหลังจากยาเสพติดก็มีเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงที่ อ.ตากใบและมัสยิดกรือเซะ ฆ่ากันอย่างซึ่งๆ หน้า จับกุมกันเป็นพันคนต่อวัน สงครามกลางเมืองเกิดขึ้นใน 3 จ. ชายแดนภาคใต้ทั้งที่นอนหลับสบายมาไม่รู้กี่ปีแล้ว แสดงให้เห็นว่ารัฐละเลยประเด็นสิทธิมนุษยชน มันก็เกิดขึ้นทันที ความรุนแรงในภาคใต้นั้นหลีกเลี่ยงไม่พ้นในยุคที่ประชาธิปไตยกำลังรุ่งเรือง เพราะพฤติกรรมอย่างนี้ถึงทำให้ประชาธิปไตยปั่นป่วน มิหนำซ้ำพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่คนไทยชอบเสียอีก บอกว่าทำแบบนี้น่าถูกใจ การฆ่าคนทิ้งเป็นสิ่งที่น่านิยม นายกฯ ก็พูดตลอดเวลาว่าคนติดยาเสพติดมีที่ไป 2 ทาง ไม่วัดก็คุก หรือภาคใต้โจรกระจอก ทำอย่างไรกับมันก็ได้ คุณเชื่อไหม คดีในภาคใต้แทบทุกคดีมีการซ้อมทรมานก่อนรับทราบข้อกล่าวหา กว่าร้อยละ 70 ขึ้นศาลไปก็หลุดอยู่แล้ว เพราะการทรมานเป็นระบบไปแล้ว ทุกวันนี้ประชาธิปไตยโดนทำลายไปแล้ว สิ่งที่เห็นคือกำลังการก่อตัวของทุนผูกขาดและอำนาจรัฐ โดยเฉพาะกับกองทัพบก เพื่อที่จะกลับมาทำเมกะโปรเจคต์ที่ทำในระบอบประชาธิปไตยเอาอกเอาใจประชาชนไม่ได้ เพื่อเป็นตัวอย่างว่ารัฐประหารจะนำไปสู่รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือน้ำลึก แต่วิธีคิดของรัฐวิธีนี้เขาลืมคิดว่าเกือบทุกพื้นที่ที่จะทำโครงการมันมีประชาชนอยู่เป็นร้อยปี เมื่อไม่มีรัฐสภา สถานการณ์ทุกวันนี้ก็เป็นการปะทะกันโดยตรงระหว่างรัฐกับประชาชนที่อยู่ภายใต้แผนเช่นว่า กสม. ได้เข้าไปมีบทบาทตลอด แต่มีบทบาทเพียงอย่างเดียวเท่าที่มีได้ตอนนี้คือฟ้องสื่อ ฟ้องประชาชน ฟ้องไปทั่วโลกว่าเรากำลังโดนละเมิดอย่างหนัก โดยไม่มีกฎหมายที่มาปกป้องประชาชนเหลืออยู่แล้ว/p p dir="ltr"ไกรศักดิ์ตั้งคำถามว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะกล้าตอบคำถามและสำนึกต่อประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งอยู่หรือไม่ ถ้ายอมรับมันก็มีทางจับมือกันได้ ตนคิดว่าประเด็นที่ท้าทายที่สุดในประเทศตอนนี้คือจะเป็นไปได้ไหมที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือภาคประชาชนจะยอมรับในหลักการสิทธิมนุษยชนพื้นฐานให้ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ ดังนั้นการแสดงออกอย่างมีพลวัต ตรงไปตรงมาในด้านความจริงจึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย/p h3 dir="ltr"span style="color:#0000ff;"กสม. รุ่นแรกเล่าที่มากรรมการ วิธีการทำงาน ต้องดิ้นรนให้คนรู้จัก แสดงความพึ่งพาได้/span/h3 p dir="ltr"สุรสีห์ กล่าวว่า กสม. ชุดแรกได้รับการเลือกตามหลักการปารีส มีหลายฝ่ายเข้ามาเลือกตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ว่าจะเป็นสภาทนายความ นักการเมืองหลายฝ่าย วุฒิสภา ทั้งศาลและอัยการกว่า 40 คน ช่วงแรกได้ 9 คน จากจำนวนที่ต้องการทั้งหมด11 คน ซึ่ง 9 คนก็ต้องลาออกจากงาน และทำงานนอกเวลาด้วยการเดินทางไปยังจุดต่างๆเพื่อฟังประชาชนและกลุ่มเครือข่าย เนื่องจากช่วงที่ทำงานใหม่ก็้ต้องเรียนรู้ สำรวจ จัดประชุมเพื่อรับฟัง พอครบ 11 คนในปี 2544 ก็เริ่มดำเนินการ จุดสำคัญคือพวกเราจัดตั้งคณะอนุกรรมการ nbsp;5 ฝ่าย ได้แก่ฝ่ายสังคม ฝ่ายกระบวนการยุติธรรม ฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายต่างประเทศและฝ่ายบริหารจัดการทั่วไป โดยมีอนุกรรมการเข้าไปในชุมชน ดึงชุมชนเป็นเครือข่ายและเป็นอนุกรรมการ ทำให้มีเครือข่ายชุมชนร่วมด้วยเยอะ แล้วเราก็ใช้ผู้ช่วยดำเนินงานเป็นเรื่องๆ ไป และการออกรายงานก็ต้องประชุมก่อนจัดทำ ซึ่งถือเป็นงานหนัก ก็ต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกันเขียนรายงานถึงจะถือว่าทำงานครบตั้งแต่กระบวนการค้นหาความจริง จัดเวทีเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และไปปกป้องด้วยการเข้าไปในพื้นที่ที่มีกรณีต่าง ๆ ในส่วนภาคใต้ที่ลงไปถอนฟ้องคดี อ.ตากใบ ก็ต้องประสานหน่วยงานราชการเพื่อให้เขาเข้าใจว่าชาวบ้านเดือดร้อนที่ไปขึ้นศาล ที่ตากใบมีคนตายไปแล้วก็ยังไปฟ้องเขาซ้ำอีก ก็ถอนฟ้องไป และอีกหลายเรื่องที่จัดทำไว้เป็นเล่ม แม้แต่กรณีที่ทหารไปซ้อมคนที่ชายแดนเราก็ยังตามไปปฏิบัติหน้าที่ เราจะไม่ปะทะกับรัฐโดยตรงในด้านความเห็น แต่เราจะออกแถลงการณ์ในกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรง จะใช้ความจริงไปออกในรายงาน เราจะเว้นเรื่องการต่อสู้ให้กับนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ เพราะมิฉะนั้นเราจะกลายเป็นนักต่อสู้เสียเอง/p p dir="ltr"การทำหน้าที่ก็ดำเนินมาจนกระทั่งรัฐบาลจัดตั้งกรรมการชุดหนึ่งที่เอารายงานของ กสม. ไปปฏิบัติ แต่มันก็ต้องใช้เวลา เพราะเมื่อปี 2549 มีการปฏิวัติและอยู่ไปจนปี 2552 คิดว่าในรายละเอียดมีเอกสารประเมินอยู่พอสมควร ถ้าจะถามจุดประเด็นปัญหาอุปสรรคคือเรื่องการร่วมมือกับภาครัฐที่เราต้องชี้แจงอยู่เป็นระยะ ทุกหน่วยราชการทั้งในจังหวัดและรัฐบาล บางคนก็ไม่รู้จักหน่วยงาน ก็ต้องไปประชาสัมพันธ์กัน ตอนนั้นมีสถานการณ์เรื่องสิทธิฯ กับฐานทรัพยากรบนที่ดินและป่าไม้ ก็จะมีอนุกรรมการในประเด็นนั้นโดยตรง แต่ความร่วมมือจากภาครัฐไม่มีเท่าที่ควร เราก็พยายามทำรายงานและข้อเสนอแนะส่งไปให้หน่วยงานต่างๆ และรัฐบาล จำได้ว่าในช่วงฆ่าตัดตอนเราก็มีบทบาทออกมาตอบโต้รัฐวันต่อวัน มีชาวบ้านเป็นร้อยคนที่มาที่สำนักงานเพราะพวกเขารู้สึกว่าไม่ปลอดภัย พวกเราก็ลงพื้นที่ไปช่วย สถานการณ์ดังกล่าวก็ถือเป็นโอกาสที่ทำให้คนรู้จัก กสม. ก็ต้องทำให้เขารู้สึกว่าพึ่งได้/p p dir="ltr"ในกระบวนการยุติธรรมเราก็ทำ กรณีไหนที่ฟ้องได้ก็ฟ้อง อันไหนที่ไกล่เกลี่ยให้อยู่ร่วมกันได้ก็ทำ ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของกฎหมาย ด้วยโครงสร้างหลักการปารีสในเรื่องกระบวนการสรรหาที่ทำให้เขาเห็นว่า กสม. มีความชอบธรรม ในช่วงการปฏิวัติตอนนั้นคนก็โจมตี กสม. แต่ด้วยกฎหมาย พ.ร.ป. กสม. มันยังคาอยู่ ยังไม่ได้ยกเลิก เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วการอยู่ต่อแทนที่จะลาออกจึงถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เหมือนอยู่เพื่อประชด คณะปฏิวัติก็ให้ กสม. ทำงานต่อไปจนกว่าจะมีชุดใหม่เข้ามา ไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายใดๆ ทั้งสิ้น พวกเราก็ทำงานเต็มที่/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/XD1_eAig2mA" height="1" width="1" alt=""/

เฟซบุ๊กไลฟ์ในศาล วัฒนาโดนอีกคดีข้อหา 'ละเมิดอำนาจศาล' คุก 1 เดือน ปรับ 500 บ.

Mon, 21/08/2017 - 21:47
pวัฒนา ถูกศาลสั่งจำคุก 1 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปีnbsp;ข้อหาละเมิดอำนาจศาล เหตุเฟซบุ๊กไลฟ์ในศาล nbsp;ระหว่างไต่สวนกรณีที่วัฒนาคัดค้านคำร้องฝากขังคดี ม.116 และ พ.ร.บ.คอมฯ เหตุโพสต์ให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์ และวิพากษ์ปมหมุดคณะราษฏร/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/5/4358/35909671903_8e8787130f.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพ เฟซบุ๊กแฟนเพจ '/spana href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1910335025872601amp;id=1426666687572773"span style="color:#ff8c00;"Banrasdr Photo/span/aspan style="color:#ff8c00;"'nbsp;/span/p p21 ส.ค.2560 เมื่อเวลา 19.17 น. เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'a href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1910335025872601amp;id=1426666687572773"Banrasdr Photo/a' โพสต์ข้อความพร้อมรายงานว่าnbsp;ศาลอาญา มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว วัฒนา เมืองสุขnbsp;อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทยหลังจากพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ยื่นขอฝากขังคดีในข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์nbsp;โดยตีราคาประกัน 200,000 บาท และไม่กำหนดเงื่อนไข/p pนอกจากนี้ศาลได้สั่งจำคุก 1 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี ในข้อหาละเมิดอำนาจศาล จากการที่ วัฒนา ถ่ายถอดสดผ่านเฟชบุ๊กระหว่างรอการพิจารณาภายในศาล/p pa href="https://news.thaipbs.or.th/content/265416"ไทยพีบีเอส/a รายงานว่าวันนี้ (21 ส.ค.60) วัฒนา พร้อมทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวน nbsp;ปอท. ตามหมายเรียกให้มายื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร หลังจากถูกดำเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และความผิดตาม พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ กรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาลักษณะปลุกระดมมวลชนมาให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงกรณีโพสต์ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหมุดคณะราษฏร/p pหลังจากนั้นพนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวนายวัฒนามาขออำนาจศาลฝากขังที่ศาลอาญา ซึ่งท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว และอยู่ระหว่างการไต่สวนกรณีที่วัฒนาคัดค้านคำร้องฝากขัง ระหว่างนั้นวัฒนา ได้เฟซบุ๊กไลฟ์ในห้องรับคำร้องขอฝากขังประมาณ 5 นาที ทำให้ศาลตั้งเรื่องละเมิดอำนาจศาลว่าประพฤติตนไม่เหมาะสม และไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ซึ่งหลังจากที่ไต่สวนคำร้องฝากขังแล้ว ศาลจะดำเนินการไต่สวนขอกล่าวหาละเมิดอำนาจศาลจนมีคำตัดสินดังกล่าว/p pด้าน วัฒนา ระบุว่าไม่ทราบว่าในพื้นที่ศาลไม่อนุญาตให้บันทึกภาพ แต่ก่อนที่จะเผยแพร่ภาพสด ได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่แล้ว ว่าใช้โทรศัพท์ได้หรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าใช้ได้ จึงได้หยิบโทรศัพท์ออกมาใช้/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Xr7aRoL8-Yk" height="1" width="1" alt=""/

ศรีสุวรรณเข้าห้องควบคุมศาลปกครอง คดีละเมิดอำนาจศาล ก่อนหา 7 แสนจ่ายค่าปรับรอดนอนคุก

Mon, 21/08/2017 - 21:17
pศรีสุวรรณ ถูกศาลปกครองสูงสุดสั่งจำคุกnbsp;14 เดือน ปรับ 7 แสน เหตุละเมิดอำนาจศาล 14 คดีnbsp;แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี เจ้าตัวชี้ถือเป็นบทเรียนจากการเขียนคำอุทธรณ์ได้ไปก้าวล่วงศาลปกครองชั้นต้น/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/5/4389/36671888336_7309cdb0ea.jpg" //p p21 ส.ค.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ส.ค.60) เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น.nbsp;ศรีสุวรรณ จรรยาnbsp;นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'a href="https://www.facebook.com/thaisgwa/posts/1390959990953458"Srisuwan Janya/a' ในลักษณะสาธารณะ ว่าnbsp;วันนี้ตนมาฟังคำสั่งศาลปกครองสูงสุด คดีละเมิดอำนาจศาลทั้งหมด 14 คดี โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี ส่วนโทษปรับต้องชำระรวม 700,000 บาท (14 คดี) ถ้าไม่มีเงินชำระต้องจำคุกแทนค่าปรับ ตนน้อมรับคำสั่งศาล/p p"ผมคิดดี ทำดี ทำคดีให้ชาวบ้านโดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยจิตสาธารณะครับ หากท่านใดที่ผมช่วยฟ้องคดีให้มีน้ำใจร่วมบริจาคเงินช่วยชำระค่าปรับช่วยผม คนละเล็กคนละน้อยจะเป็นพระคุณยิ่งครับ ด้วยความเคารพ"nbsp;nbsp;ศรีสุวรรณ โพสต์/p p style="text-align: center;"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="710" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fthaisgwa%2Fposts%2F1390959990953458amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/p pต่อมา a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000085639"ผู้จัดการออนไลน์/a รายงานว่า วันเดียวกัน เวลา 15.00 น. ศรีสุวรรณnbsp;ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากเลขาฯ ส่วนตัวนำเงินมาให้ศรีสุวรรณชำระค่าปรับ 7 แสนบาท หลังถูกศาลปกครองสูงสุดสั่งจำคุก 14 เดือน ปรับ 7 แสนบาทดังกล่าว/p pศรีสุวรรณ กล่าวว่า ถือเป็นบทเรียนที่ได้ช่วยเหลือคดีของชาวบ้าน ซึ่งการเขียนคำอุทธรณ์ได้ไปก้าวล่วงศาลปกครองชั้นต้น โดยก่อนหน้านี้ไม่คิดว่าศาลจะมีคำสั่งลงโทษหนักขนาดนี้จึงไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ทำให้ไม่สามารถที่จะนำเงินมาชำระได้ทันที ต้องถูกควบคุมตัวอยู่ระยะหนึ่ง ก็ใจแป้วเหมือนกัน แต่ก็ได้ญาติๆ ช่วยเหลือ และชาวบ้านที่ทราบข่าวก็ได้ขอที่จะมามีส่วนร่วมช่วยเหลือเรื่องของค่าปรับที่ต้องชำระ อย่างไรก็ตาม คงไม่ถอยเรื่องการช่วยชาวบ้าน เพราะการที่ศาลลงโทษนั้นก็เป็นตามครรลองตามอำนาจที่ศาลมี แต่ขณะเดียวกันยังมีชาวบ้านที่เดือดร้อนอีกจำนวนมากก็จะทำหน้าที่ช่วยเหลือต่อไป/p pผู้จัดการออนไลน์ยังรายงานด้วยว่า มีตัวแทนชาวบ้านที่ทราบข่าวได้เดินทางนำเงินมามอบให้ ศรีสุวรรณเพื่อช่วยเป็นค่าปรับที่ศาลด้วย อย่างไรก็ตาม ศรีสุวรรณถือว่าเป็นคนแรกที่ถูกควบคุมในห้องควบคุมตัวของสำนักงานศาลปกครองนับตั้งแต่เปิดทำการศาลปกครอง แจ้งวัฒนะ มา 9 ปีnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Dhd1NwlfJ3E" height="1" width="1" alt=""/

5 นักวิชาการเชียงใหม่เข้ารับทราบข้อหาชุมนุมทางการเมืองคดี 'เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร'

Mon, 21/08/2017 - 20:41
div pนักวิชาการ-นักศึกษา 5 คน เข้ารับทราบและปฏิเสธข้อกล่าวหา คดีชุมนุมมั่วสุมทางการเมือง ฝืนคำสั่ง หัวหน้า คสช. ปมกิจกรรมชูป้ายข้อความว่า 'เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร' ในงานไทยศึกษา ขณะที่ 9 องค์กรและโครงการศึกษาระดับนานาชาติแถลงการณ์หนุน/p /div p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"nbsp;img src="https://c1.staticflickr.com/5/4380/36543224852_a865842354.jpg" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color: rgb(255, 140, 0);"ที่มาของภาพ : เฟซบุ๊ก /spana data-ft="{quot;tnquot;:quot;lquot;}" data-hovercard="/ajax/hovercard/user.php?id=100001112120990amp;extragetparams=%7B%22hc_ref%22%3A%22ARSUSgl0xwvrPdpiVlTwafXSrhP4x3cMT-zDReQmB-5bxa2XpCQzOS44pM8SiMsJo9s%22%7D" data-hovercard-prefer-more-content-show="1" data-hovercard-referer="ARSUSgl0xwvrPdpiVlTwafXSrhP4x3cMT-zDReQmB-5bxa2XpCQzOS44pM8SiMsJo9s" href="https://www.facebook.com/arunothai.ruangrong?hc_ref=ARSUSgl0xwvrPdpiVlTwafXSrhP4x3cMT-zDReQmB-5bxa2XpCQzOS44pM8SiMsJo9s"span style="color:#ff8c00;"Pinkaew Laungaramsri/span/a/strong/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4423/36577789581_2d99fcd4c0_z.jpg" style="width: 560px; height: 294px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"ที่มาของภาพ: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/span/strong/p p21 ส.ค. 2560nbsp;a href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=4941"ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/a รายงานว่า วันนี้ (21 ส.ค.60)nbsp;นักวิชาการและนักศึกษา 5 คน ประกอบด้วย ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และยังเป็นประธานกรรมการและประธานฝ่ายวิชาการจัดงานประชุมไทยศึกษาครั้งที่ 13 ที่ จ.เชียงใหม่เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกคือ ธีรมล บัวงาม นักศึกษาปริญญาโท คณะการสื่อสารมวลชน มช. และยังเป็นบรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรม, ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลและนักเขียนอิสระ, ชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาเอกคณะสังคมศาสตร์ มช. และนลธวัช มะชัย นักศึกษาปริญญาตรีคณะการสื่อสารมวลชน มช.nbsp;ที่ร่วมงานไทยศึกษา เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ที่ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ ก่อนผู้ต้องหาทั้งห้าจะปฏิเสธข้อกล่าวหา และขอยื่นคำให้การเพิ่มเติมภายหลัง/p pศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 13.00 น. พ.ต.ท.อินทร แก้วนันท์ และคณะพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก แจ้งข้อหาต่อ นักวิชาการ นักศึกษา และนักแปลทั้งห้าคน โดยมี อังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้าร่วมรับฟังการแจ้งข้อกล่าวหา/p pคดีนี้ ร.ท.เอกภณ แก้วศิริ อัยการผู้ช่วยศาลมณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่ รับมอบอำนาจจาก พ.อ.สืบสกุล บัวระวงศ์ รองผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ ให้มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีต่อนักวิชาการ นักศึกษา และนักแปลทั้งห้าคน ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช./p pเหตุที่นำมาสู่การตั้งข้อกล่าวหา คือ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2560 ผู้ต้องหาได้ร่วมกันติดแผ่นป้ายมีข้อความ “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ที่ฝาผนังห้องประชุม ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และถ่ายภาพกับแผ่นป้าย ซึ่ง พ.ต.ท.อินทร แจ้งข้อหาว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงความเห็นเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านทางการเมือง ประชาชนทั่วไปผ่านมาพบเห็นโดยง่าย และอาจนำไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อให้กลุ่มบุคคลที่ต่อต้านรัฐบาลรับรู้รับทราบ เป็นการต่อต้าน ยุยง ปลุกปั่น หรือปลุกระดมทางการเมือง อาจก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลในเชิงลบ/p pผู้กล่าวหาระบุว่า กรณีที่ผู้ต้องหาร่วมกันชูป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” แล้วยกมือขวาชูสามนิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง) และถ่ายภาพประกอบ ถือเป็นการฝ่าฝืนหรือละเมิดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป/p pพนักงานสอบสวนแจ้งผู้ต้องหาทั้งห้าด้วยว่า หากผู้ต้องหาทั้งห้าสมัครใจเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน และเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเห็นสมควรปล่อยตัวโดยอาจจะมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขก็ได้ ให้ถือว่าคดีเลิกกัน/p pอย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหาทั้งหาให้การปฏิเสธข้อหา โดยจะยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรภายหลัง และปฏิเสธที่จะเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย พนักงานสอบสวนอนุญาตปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข แต่นัดมาพบพนักงานสอบสวนอีกครั้งวันที่ 1 ก.ย. 2560/p pทั้งนี้ชยันต์ ยังกล่าวกับเพื่อนๆ อีก 4 คน ที่ถูกฟ้องคดีด้วยว่า "ข้อความ 'เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร' ไม่ได้มีนัยความหมายเป็นบวกหรือเป็นลบแต่อย่างใด ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อไปคำว่า 'แอปเปิ้ล ไม่ใช่ส้ม' ก็เป็นสิ่งที่พูดไม่ได้อีกต่อไป"nbsp;/p pa href="http://prachatham.com/article_detail.php?id=490"ประชาธรรม/aรายงานด้วยว่า ในระหว่างรอการให้ปากคำมีประชาชนจากหลายพื้นที่ นักวิชาการ นักกิจกรรม นักศึกษา และองค์กรพัฒนาเอกชน ทยอยมาให้กำลัง และสังเกตุการณ์เรื่อยๆ เช่น กลุ่มแม่ญิ๋งชนเผ่า( 50 คน) เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเหนือตอนบน(กป.อพช.ภาคเหนือบน) เครือข่ายแรงงานภาคเหนือ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีผู้สังเกตการณ์ เช่น ผู้สังเกตการณ์จากแอมเนสตี้ กงสุลกงสุลอเมริกา เชียงใหม่ ฯลฯ/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/5/4368/35903171963_366d9b3ee4.jpg" //p pขณะที่วันเดียวกัน เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง - คนส.' เผยแพร่แถลงการณ์ 9 องค์กรและโครงการศึกษาระดับนานาชาติแถลงการณ์นานาชาติเพื่อสนับสนุน ชยันต์ วรรธนะภูติ และคณะ/p pโดยมีรายละเอียดดังนี้/p div class="note-box" p style="text-align: center;"strongแถลงการณ์นานาชาติเพื่อสนับสนุน ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ และคณะ/strong/p pในฐานะตัวแทนหรือผู้นำขององค์กรและโครงการศึกษาระดับนานาชาติ คณะผู้ออกแถลงการณ์รับทราบข่าวด้วยความวิตกกังวลอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจตั้งข้อหาต่อ ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบุคคลอีก 4 ท่าน ได้แก่ อาจารย์ชัยพงษ์ สำเนียง นศ.ปริญญาเอกและอาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณธีรมล บัวงาม นักศึกษาปริญญาโท คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (และบรรณาธิการ สำนักข่าวประธาธรรม) คุณนลธวัช มะชัย นักศึกษาปริญญาตรี คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคุณภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียนอิสระและนักแปล ด้วยข้อหาชุมนุมทางการเมือง/p pการประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา ครั้งที่ 13 (ICTS) และ การประชุมนานาชาติของนักวิชาการด้านเอเชียศึกษา ครั้งที่ 10 (ICAS) ที่ผ่านมาไม่นานมานี้ เป็นการประชุมวิชาการระดับนานาชาติที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่ละงานมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 1300 คน จาก 37 ประเทศ (ICTS) และ 50 ประเทศ (ICAS) ตามลำดับ ถือเป็นการนำนักวิชาการจากทั่วโลกมาสู่ประเทศไทย การประชุมทั้งสองรายการได้รับการยกย่องจากนานาชาติว่าทรงเกียรติ ได้สร้างผลงานที่มีคุณภาพน่าชื่นชมที่มีผลกระทบสำคัญยาวนาน ดร.ชยันต์ ได้รับความไว้วางใจจากมหาวิทยาลัยต้นสังกัดให้ประสานงานเพื่อจัดการประชุมอันสำคัญนี้ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ให้การสนับสนุนงานทั้งสองอย่างเป็นทางการ ทักษะในการประสานงานและความเป็นผู้นำทางวิชาการของ ดร.ชยันต์ เป็นที่ชื่นชมทั่วโลก ดังที่ปรากฎให้เห็นเป็นหลักฐานในการประชุมดังกล่าว/p pการปรากฎตัวของเจ้าหน้าที่ทหารในการประชุมไทยศึกษาทำให้บุคคลจำนวนหนึ่งต้องยืนยันว่าการประชุมครั้งนี้คือการประชุมวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร ซึ่งเป็นคำกล่าวเพื่อปกป้องสถานะทางวิชาการของการประชุม คณะผู้ร่วมแถลงการณ์มั่นใจว่าผู้อ่านก็เห็นพ้องว่า ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติจังหวัดเชียงใหม่ก็ไม่ใช่ค่ายทหารจริง เราเชื่อว่าการกล่าวข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการแสดงออกอันชอบธรรมตามสิทธิและเสรีภาพ ดังที่ระบุไว้ในมาตรา 4 ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ประกาศใช้ใน พ.ศ. 2560 และเป็นการกระทำที่มิได้คุกคามความสงบเรียบร้อยของประเทศไทยแต่อย่างใด เราจึงเรียกร้องให้ถอนข้อกล่าวหาต่อ ดร.ชยันต์ และคณะตามรายนามข้างต้น ซึ่งไม่มีเจตนาที่จะละเมิดกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมทางการเมืองฉบับใด/p pมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยอื่นๆในประเทศไทย เคยจัดประชุมวิชาการนานาชาติหลายครั้ง การจัดแต่ละครั้งนับว่ามีความสำคัญ เพราะไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดโอกาสให้นักวิชาการได้ร่วมแลกเปลี่ยนผลงานวิจัยที่เป็นปัจจุบัน หากแต่ยังเป็นการนำผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาสู่จังหวัดจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอื่นๆ ที่เป็นสถานที่จัดงาน การจัดประชุมวิชาการนานาชาติยังเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งในการที่จะช่วยให้ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายในการเป็น “ไทยแลนด์ 4.0” ตามที่ได้ระบุไว้ตามแผนดำเนินการที่จะทำให้มหาวิทยาลัยไทยอย่างน้อย 5 แห่ง ติดอันดับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา 100 อันดับแรกของโลก ภายในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า เราหวังว่า ประเทศไทยจะยังคงให้การต้อนรับนักวิชาการที่ทำงานวิชาการอย่างจริงจังจากทุกสาขาวิชา และรับประโยชน์จากการที่นักวิชาการคนสำคัญจากประเทศไทยเองไปมีส่วนสร้างความรู้ในระดับโลก ซึ่ง ดร.ชยันต์ เป็นตัวแทนหนึ่งของนักวิชาการเหล่านี้ได้อย่างดีเยี่ยมโดยปราศจากข้อกังขา/p pแถลงในนามขององค์กรตามรายชื่อต่อไปนี้/p pInternational Institute for Asian Studies (IIAS), Leiden, The Netherlandsbr /Dr. Nira Wickramasinghe, Chair of the Board Dr. Philippe Peycam, Director/p pInternational Convention of Asia Scholars (ICAS) Dr Philippe Peycam, International Council Chair Dr. Paul van der Velde, Secretary/p pAssociation for Asian Studies (AAS)br /Dr. Katherine A. Bowie, Presidentbr /(AAS เป็นสมาคมวิชาการนานาชาติที่มีสมาชิกทั่วโลกมากว่า 7000 คน)/p pCommittee of the Thai Studies Program, Asia Center, Harvard Universitybr /Dr. Michael Herzfeld, Director/p pNew York Southeast Asia Network (NYSEAN)br /Dr. Duncan McCargo, Co-Founder/p pHumanities Across Borders, Asia and Africa in the World (HaB) programnbsp;br /Dr. Aarti Kawlra, Academic Director (HaB มีสมาชิกประกอบไปด้วยมหาวิทยาลัยและสถาบัน จำนวน 22 แห่ง ในเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และ อเมริกาเหนือ)/p pSoutheast Asian Neighborhood Network (SEANNET)br /Dr. Rita Padawangi, Co-Director Dr. Paul Rabé, Co-Director/p pThe Board of the European Association for Southeast Asian Studies (EuroSEAS)br /Dr. Silvia Vignato, President/p pThe Board of the Association of Southeast Asian Studies (ASEAS) (United Kingdom)br /Dr. Deirdre McKay, Chair/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/08/72920" target="_blank"นักวิชาการโต้แถลงการณ์ กกล.รส.เชียงใหม่ ไม่พูดถึงบทบาททหารสอดแนม-แทรกแซงประชุมไทยศึกษา/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2017/08/72877" target="_blank"3 องค์กรสิทธิร้องยุติคดี 5 นักวิชาการเชียงใหม่ ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/58/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2017/08/72812" target="_blank"ตร.ออกหมายเรียก 5 นักวิชาการ-น.ศ. ฝืนคำสั่งชุมนุมทางการเมือง ปมกิจกรรมในงานไทยศึกษา/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/cajYe2or9OU" height="1" width="1" alt=""/