รายงานพิเศษ : ย้อนรอยคดีทุจริตยา

กรณีทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ราคาผิดปรกติในกระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี 2541 วงเงินกว่า 1.4 พันล้านบาท ทำให้แพทย์และเภสัชกรรุ่นใหม่ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งรับไม่ได้กับสภาพที่ถูกสั่งการจากผู้บังคับบัญชาให้ซื้อยาและเวชภัณฑ์ในราคาที่แพงกว่าปรกติที่เคยซื้อถึง 50-300% ร่วมกันเคลื่อนไหวต่อต้านในนามของชมรมแพทย์ชนบทและชมรมเภสัชชนบท มีการรวบรวมข้อเท็จจริงเสนอมายังผู้บริหารกระทรวงเพื่อให้ดำเนิน การแก้ปัญหาซึ่งไม่ได้รับการตอบสนองเท่าใด

จนในที่สุดเมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลทุจริตในรายพื้นที่ต่อสื่อมวลชนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมีการยืนยันสนับสนุนจากแพทย์อาวุโส รวมถึงเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสาธารณสุข 30 องค์กร ที่รวมตัวกันออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนแพทย์ชนบท ได้สร้างแรงกดดันให้ผู้บริหารกระทรวงต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบข้อเท็จจริง

ระหว่างนั้น เครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชน ได้ใช้กลไกการตรวจสอบนักการเมือง ซึ่งถือเป็นเครื่องมือใหม่ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยรณรงค์ล่ารายชื่อประชาชนจำนวน 50,000 รายชื่อ เพื่อขอให้ถอดถอนนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่พัวพันทุจริตยา กลายเป็นแรงกดดันทำให้ นายรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นายธีรวัฒน์ ศิริวันสาณฑ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ จากพรรคกิจสังคม ต้องลาออกจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ดีคณะกรรมการ ซึ่งมี น.พ.บรรลุ ศิริพานิช อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ได้แถลงผลสอบสวนโดยระบุว่า "กรณีการทุจริตยานี้ มีนักการเมืองร่วมกับข้าราชการประจำระดับสูงในการสั่งการให้เกิดการทุจริตสั่งซื้อยาในวงกว้างทั่วประเทศ" ซึ่งมีผลทำให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ยื่นมือเข้ามาสอบสวนกรณีดังกล่าวโดยทันที

ปลายปี 2541 หลังจากการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารภายในกระทรวงสาธารณสุข ป.ป.ป.ออกมาแถลงผลการสอบยืนยันว่า พบการทุจริตจัดซื้อยาเกือบ 20 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งระบุชัดเจนว่า มีที่ปรึกษารัฐมนตรีที่รู้เรื่องการจัดสรรงบ ประมาณลงพื้นที่ และอาศัยช่องว่างจากการยกเลิกราคากลางของยา ชี้แนะชักชวนและสั่งการให้ข้าราชการในพื้นที่สั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ในราคาที่แพงกว่าที่เคยจัดซื้อ ทั้งมีหลักฐานว่านายรักเกียรติมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมระหว่างการตรวจราชการในจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้

ด้วยความไม่แน่ใจว่า ระบบราชการจะสามารถสาวไปถึงผู้ที่โยงใยอยู่เบื้องหลังการทุจริตครั้งนี้หรือไม่ 30 องค์กรเอกชนจึงออกมาเคลื่อนไหว ใช้เงื่อนไขของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นกลไกใหม่ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ขอให้ ป.ป.ช. ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ปลายปี 2542 และรับโอนคดีมาจาก ป.ป.ป. เปิดเผยผลการสอบสวนทั้งหมด รวมทั้งกล่าวหาและให้ตรวจสอบฐานะการเงินของนายรักเกียรติที่มีความผิดปรกติ ซึ่งผลของการสอบสวนของ ป.ป.ช.ทำให้เห็นว่า นายรักเกียรติอาจจะเกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้ด้วย และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ขึ้นเป็นพิเศษ

ปลายปี 2544 คณะอนุกรรมการสอบสวนของ ป.ป.ช. ตรวจสอบพบหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า เดือนสิงหาคม
2541 ขณะที่นายรักเกียรติดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการโอนเงินจากผู้บริหารของบริษัทนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ไปยังนายรักเกียรติ จำนวน 5 ล้านบาท ป.ป.ช. จึงมีมติให้แจ้งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์การกระทำผิดของนายรักเกียรติดังกล่าวให้กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ทราบ และขอให้ สธ.ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการกับนายรักเกียรติ

เรื่องราวดำเนินต่อไป จนกระทั่ง ป.ป.ช. ได้สรุปส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนต่อเพื่อดำเนินคดีอาญา และหลังจากนั้นไม่นาน นายรักเกียรติและนายจิรายุ จรัสเสถียร ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ก็ถูกสอบสวนและถูกอัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกรณีร่ำรวยผิดปรกติ และคดีทุจริตเรียกรับสินบน โดยศาลพิพากษาตัดสินว่า นายจิรายุ มีความผิดจริงและตัดสินจำคุก 6 ปี และล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้ตัดสินว่า นายรักเกียรติมีความผิดจริงด้วยเช่นกัน แต่นายรักเกียรติหนีการจับกุมและเพิ่งพบตัววันนี้(30 ต.ค.47)

ในส่วนของข้าราชการประจำนั้น มีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการระดับ 9 โดยมีการไล่ออก อดีตผู้อำนวยการกองสาธารณสุขภูมิภาคและอดีตผู้ช่วยปลัดกระทรวง นอกจากนั้นยังให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด 5 แห่งที่พัวพันทุจริต ออกจากราชการ

อย่างไรก็ดีในส่วนของข้าราชการประจำที่พัวพันทุจริตนั้น มีข้อมูลยืนยันว่ามีผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ 34 จังหวัดทั่วประเทศ เกี่ยวพันกับนายแพทย์สาธารณสุข 20 จังหวัด แต่การดำเนินการยังเป็นข้อสงสัยของสาธารณชน เนื่องจากไม่มีมาตรฐานในการลงโทษ

ท้ายที่สุด คณะกรรมการที่กระทรวงฯ ตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนการทุจริตฯ ของข้าราชการระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข สรุปว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด ตามการคาดการณของภาคประชาชนที่เห็นว่า เป็นเพียงการฟองตัวของข้าราชการเท่านั้น

ประชาไทรายงาน

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์