รายงานสถานการณ์และแนวโน้มประเทศไทย ตุลาคม 2547 - เหตุการณ์ที่ยากลำบาก: โอกาสยังคงมีอยู่

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) http://pr.trf.or.th

สถานการณ์ในประเทศ
ในรอบเดือนตุลาคม 2547 ปรากฏข่าวด้านลบขึ้นภายในประเทศค่อนข้างสูง ท่ามกลางความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำและบรรยากาศก่อนการเลือกตั้ง รัฐบาลประสบความยากลำบากในการแก้ปัญหาใหญ่ได้แก่กรณีน้ำมันราคาแพงและเหตุการณ์รุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ ตลอดจนการ
ขับเคลื่อนทางนโยบาย เหตุการณ์ที่ยุ่งยากนี้ บีบให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องปรับตัว และนั่นย่อมแสดงว่าโอกาสที่จะคลี่คลายปัญหายังคงมีอยู่

1. เหตุการณ์ 3 จังหวัดภาคใต้
สถานการณ์ทั่วไปอยู่ในภาวะล่อแหลมขึ้น มีสถานการณ์และแนวโน้มที่น่าจับตาดังนี้

1) กลุ่มก่อความสยดสยองปฏิบัติการณ์เชิงรุก "ฆ่ารายวัน" อย่างต่อเนื่อง พบว่าแบบแผนปฏิบัติการมีลักษณะดังนี้คือ หลังจากสะสมชัยชนะ เช่น การลอบฆ่าได้จำนวนหนึ่งแล้ว ก็จะมีปฏิบัติการที่มีขนาดใหญ่ขึ้น สร้างสถานการณ์เหมือนคลื่นในภาวะลมแรง สำหรับปฏิบัติการใหญ่ในระยะใกล้ ถูกตอบโต้ด้วยมาตรการหนักหน่วงจนเกิด "กรณีกรือเซะ" และ "กรณีตากใบ" ขึ้น ซึ่งทั้ง 2 กรณี กล่าวโดยรวมไม่ส่งผลดีต่อการปฏิบัติงานของรัฐบาลนัก เช่น การหาข่าวของทางการรัฐบาล คาดหมายว่าปฏิบัติการแบบนี้คงดำเนินต่อไปอีก โดยเฉพาะการยึดพื้นที่ทีละส่วน ดังนั้น ดูเหมือนสาธารณะจำต้องอดทนต่อความเสียหายทางชีวิตและทรัพย์สิน

2) เกิดกรณีชุมนุมสำแดงกำลังครั้งใหญ่ในข้ออ้างเพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวผู้ต้องหาจำนวนหนึ่ง ในปลายเดือนตุลาคม จนทำให้มีการสลายการชุมนุม จับกุมผู้ร่วมชุมนุมไปจำนวนกว่าพันคน จนเกิด "กรณีตากใบ" อันน่าเศร้าสลด เป็นเหตุให้มีผู้ที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไปกว่า 80 คน กรณีดังกล่าว ได้สะท้อนให้เห็นสภาวการณ์ ดังนี้ ก) การรุกคืบหรือการแสดงกำลังครั้งใหญ่ของกลุ่มผู้ก่อการสยดสยอง โดยใช้การจัดตั้งที่ปิดลับและการปลุกระดมที่ซึมลึก ข) ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่พร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ค) การเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมากนั้น น่าจะขยายช่องว่าง และก่อผลกระทบต่อความมั่นใจของชาวบ้านที่มีต่ออำนาจรัฐในระดับที่เห็นได้ ทางรัฐบาลควรทำความกระจ่าง ยอมรับผิดชอบ และชดใช้ความเสียหายอย่างจริงใจ

3) ประโยชน์ทางวัตถุยังเป็นพื้นฐานของปัญหา พบว่าการก่อความสยดสยองใน 3 จังหวัดภาคใต้ครั้งนี้ ไม่มีกลุ่มใดอ้างความรับผิดชอบ ทั้งยังไม่แจ้งจุดมุ่งหมายของปฏิบัติการว่าเพื่อบรรลุอะไร ใช้ความสยดสยองสร้างความหวั่นผวาในหมู่มวลชน เจ้าหน้าที่รัฐและสังคม พอประเมินจากเหตุการณ์ได้ว่า มีการใช้อุดมการณ์ชาตินิยมและศาสนา เพื่อการปลุกระดม และเป็นไปได้ที่อาจจะมีความสัมพันธ์กับกลุ่มหรือองค์กรใต้ดินข้ามชาติ แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ยังเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางวัตถุ ดังนั้น ภายในกลุ่มก่อการร้ายนี้ โดยพื้นฐานย่อมประกอบด้วย หรือได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มต่างๆ ที่ได้ผลประโยชน์จากภาวะที่นักวิจารณ์บางคนกล่าวว่า มี "รัฐซ้อนรัฐ" ในสามจังหวัดภาคใต้ และต้องการรักษาสถานะเดิมนี้ไว้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์จากภาวะไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งอาจนับรวมได้เป็นหลายกลุ่มหลายฝ่ายด้วยกัน กลุ่มและฝ่ายเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สำหรับการต่อต้านการก่อการร้ายที่เป็นจริงนั้น การหดเป้าการต่อสู้ให้แคบที่สุดน่าจะเป็นยุทธวิธีที่เหมาะสมกว่า

4) สังคมไทยอาจก้าวสู่ภาวะการก่อการร้ายและการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างค่อนข้างเต็มรูปแบบ ความขัดแย้งรุนแรงที่ยาวนาน ก่อผลกระทบอย่างสูงต่ออำนาจรัฐ เศรษฐกิจ ความสงบและวิถีดำเนินชีวิตในท้องถิ่น ความเสียหายในทางเศรษฐกิจมีการประเมินว่าอาจสูงหลายหมื่นล้านบาท การลงเอยยังมองไม่เห็น ดังนั้น อาจจำต้องยอมรับว่า ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะการก่อการร้ายและการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างค่อนข้างเต็มรูปแบบ ทั่วทั้งสังคมควรจะได้ตระเตรียมรับมือไว้

5) เครื่องมือในการต่อสู้การก่อการสยดสยอง มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การข่าว ไปจนถึงการพัฒนา จากการปฏิบัติราว 9 เดือนที่ผ่านมา อาจสรุปได้ว่า การใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติการ "ตกใจและตื่นตะลึง" ใช้ไม่ได้ผล เครื่องมือสำคัญในการต่อสู้น่าจะได้แก่การมีความเห็นที่ถูกต้องในเรื่องการจัดระเบียบอย่างสันติ การใช้การเมืองนำหน้าการทหาร ตลอดจนมีการรุกทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีการเฝ้าระวังและตรวจการก่อเหตุร้ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ พร้อมกันนี้ต้องใช้การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ประชาชนมีส่วนร่วมภายใต้การคุ้มกันอย่างเข้มแข็ง หากสามารถปฏิบัติถึงจุดนี้ได้ โอกาสแห่งสันติภาพและความเจริญของสามจังหวัดภาคใต้ก็มีอยู่

6) ประเทศไทยอาจกลายเป็นพื้นที่ของการช่วงชิงอิทธิพล มีความเป็นไปได้ จากเหตุปัจจัยหลายประการ ตั้งแต่ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ขนาดประเทศและเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ความเป็นมา และสถานการณ์โลก ประเทศไทยอาจกลายเป็นเป้าของการเข้ามามีอิทธิพลของกลุ่มและฝ่ายต่างๆ ตั้งแต่ระดับรัฐจนถึงระดับต่ำกว่ารัฐ ทำให้การจัดการปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น อนึ่ง ในระยะนี้ได้มีการเคลื่อนไหวเผยแพร่คริสต์ธรรมโดยใช้หนังสือ "พลังแห่งชีวิต" ซึ่งใช้เงินจำนวนมากและมีฐานที่ต่างประเทศ มีพรีเซ็นเตอร์เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในหลายวงการ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ พิจารณาจากเนื้อหาสาระของหนังสืออาจสรุปได้ว่า มุ่งเผยแพร่คริสต์ธรรมว่าเป็นคำสั่งสอนเพื่อชีวิตและสันติภาพ สร้างความหวัง ความสุขและความสำเร็จแก่บุคคล อย่างไรก็ตาม เนื้อหานี้เสนอขึ้นในท่ามกลางความผันผวนที่มีการตีความกันไปต่างๆ

2. วิกฤติองค์กรอิสระ

ในเดือนนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูขึ้นเกี่ยวกับ "วิกฤติ" องค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหาร อันที่จริงองค์กรอิสระทั้งหลายรวมทั้งวุฒิสภา มีปัญหาตั้งแต่เริ่มแรก ภาวะยืดเยื้อและแนวโน้มที่หนักหน่วงขึ้นของปัญหานี้ ควรจะได้มีการศึกษาและแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีผลกระทบต่อการพัฒนาทางการเมืองของประเทศ

ภาวะ "วิกฤติ" ดังกล่าว และผลกระทบ อาจสรุปได้ดังนี้

1) องค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบฝ่ายบริหารได้จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อหวังจะผ่าทางตันทางการเมือง ซึ่งที่สำคัญก็คือความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำด้วยกัน ที่เรียกว่าการเมืองของนักการเมือง วิกฤติองค์กรอิสระนี้หากละเลยไปก็ย่อมลามไปสู่วิกฤติรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ซึ่งก็จะทำให้การเมืองไทยวิ่งย้อนกลับมาสู่จุดเดิม หรือถึงทางตันใหม่อย่างรวดเร็ว ก่อบรรยากาศทางการเมืองเดิมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และอะไรก็เกิดขึ้นได้ วิกฤตินี้ (ถ้าหากเป็นวิกฤติจริง) ย่อมสะท้อนความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ ซึ่งควรจะจำกัดอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ไม่ควรเห็นว่าเป็นเหตุการณ์ปกติในกระบวนการพัฒนาทุนของประเทศ

2) มีข้อน่าสังเกตว่าองค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบ จะดำรงอยู่อย่างค่อนข้างเป็นอิสระและปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อ ก) ไม่มีเรื่องให้ต้องตรวจสอบมากนัก ข) มีประเพณีการบริหารการปกครองโดยกฎหมายอย่างค่อนข้างมั่นคง การยึดถืออำนาจและตัวบุคคลมีน้อย ค) ประชาสังคมรวมทั้งกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ มีความเข้มแข็ง ซึ่งทำให้พฤติกรรมที่ผิดปกติไม่โปร่งใสลดน้อยลงมาก ง) มีบุคลากรจำนวนมากที่เชี่ยวชาญ อุทิศตน และเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะ ถ้าหากข้อสังเกตนี้เป็นจริง ก็แสดงว่าองค์กรอิสระเหล่านี้ได้ถือกำเนิดและดำเนินไปในบริบทที่ไม่เป็นใจนัก

3) ในทางปฏิบัติ กลุ่มและฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นนำ ต่างพยายามเข้าช่วงชิงการนำในองค์กรอิสระที่มีลักษณะชี้เป็นชี้ตายทางการเมืองได้ การช่วงชิงการนำดังกล่าว ประกอบกับความประพฤติทั้งโดยรวมและส่วนบุคคล โดยเฉพาะที่มีลักษณะถือหางทางการเมือง ทำให้การทำงานขององค์กรอิสระเป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่ง และมักถูกวิจารณ์อย่างเสียหายเมื่อการปฏิบัติหรือการชี้ขาดใดไม่เป็นไปตามประสงค์ของแต่ละฝ่าย การวิวาทในหมู่คณะใหญ่ เช่นวุฒิสมาชิกดุเดือดรุนแรงขึ้น เหล่านี้ล้วนทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรอิสระมัวหมองไป

4) การมองด้านดี ก) แม้ว่าองค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่มุ่งหวังไว้แต่แรก แต่องค์กรเหล่านี้ก็ยังมีบทบาท ผลงาน และความสำคัญในระดับที่แน่นอน เมื่อการบริหารประเทศโปร่งใสขึ้นตามความจำเป็นในการแข่งขัน เป็นต้น ย่อมเปิดโอกาสให้องค์กรเหล่านี้ปรับปรุงพัฒนาไปได้ ข) การกระจายอำนาจสู่ส่วนท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของประชาชน และการตรวจสอบทางสังคม แม้ว่าจะค่อยๆ เติบใหญ่ แต่ก็ก้าวไปอย่างมั่นคงอย่างที่มองเห็นได้ ทำให้กลไกในการตรวจสอบฝ่ายบริหารยังพอปฏิบัติงานได้ตามสมควร ค) การปฏิรูปหรือการพัฒนาใดย่อมไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรง หากมักมีอุปสรรคและปัญหาใหม่เกิดขึ้น การพลิกกลับไปมาระหว่างเสรีภาพกับความมั่นคง ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายประการ เช่นความสัมพันธ์ในชนชั้นนำ บทบาทของประชาชนพื้นฐาน และแรงกดดันจากภายนอก

3. การเคลื่อนไหวทางการเมือง-การเลือกตั้ง
มีการเคลื่อนไหวที่น่าจับตาได้แก่
1) การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ ที่เด่น ได้แก่ พรรคไทยรักไทย ที่เปิดการรุกอย่างต่อเนื่องในหลายโครงการและมาตรการ รวมทั้งการแสดงผลงานรัฐบาลในต้นเดือนพฤศจิกายน ทั้งพยายามแสวงหาพันธมิตรและแนวร่วมอย่างกว้างขวางขึ้น พรรคการเมืองอื่นๆ ต่างก็มีการเคลื่อน
ไหวการ "เดินสาย" ปราศรัยในท้องที่ของระดับผู้นำหรือผู้บริหาร ปรากฏมีการออกข่าวและการตอบโต้กันเป็นแบบรายวันทางสื่อมวลชนโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ การจัดตั้งที่กว้างขวางและเหนียวแน่นน่าจะให้ผลสูง
2) การแบ่งฝ่ายชัดเจนขึ้น ระหว่างพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ข่าวที่ว่าพรรคไทยรักไทยกับพรรคมหาชนเป็นพันธมิตรกัน ดูไม่เป็นจริง
3) การเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังต่างๆ เข้มข้นขึ้น เช่นกลุ่มการเมืองในบางปีกของสมาชิกวุฒิสภา นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว และนักหนังสือพิมพ์จำนวนหนึ่ง แสดงจุดยืนและท่าทีทางการเมืองชัดขึ้นในด้านการคัดค้านรัฐบาล
4) พรรคทางเลือกที่สามยังไม่ปรากฏเป็นจริง
5) คาดหมายว่าการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึง มีความสำคัญสูงต่อทิศทางการบริหารและการพัฒนาประเทศ
4. กรณีน้ำมันแพง
ทางการได้ปล่อยให้มีการลอยตัวราคาน้ำมันเบนซิน และดูเหมือนว่าผลกระทบรุนแรงเฉพาะหน้าได้ผ่านพ้นไปแล้ว ระบบเศรษฐกิจและตลาดทั้งหมดตั้งแต่สถาบันการเงิน ภาคอุตสาหกรรม และการพาณิชย์ ดูพร้อมที่จะปรับตัวสู่ภาวะน้ำมันราคาแพงได้ แม้ว่าจะไม่ผ่านการปฏิบัติจริง มีข้อเสนอให้รัฐบาลลอยตัวราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมดเป็นครั้งคราว งานสำคัญคือการเตรียมรับมือปัญหาน้ำมันราคาแพงในระยะปานกลางและระยะยาว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ
แนวโน้มระยะใกล้ ได้แก่
1) รัฐบาลคงจะค่อยๆ ลอยตัวราคาน้ำมันในที่สุด เช่นในช่วงต้นปีหน้า
2) ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังไหวตัวสูง เนื่องจากการขาดเสถียรภาพในประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน และความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
3) ความเป็นไปได้ที่น้ำมันราคาสูง จะฉุดให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยยังมีอยู่ เป็นสาเหตุหนึ่งของความกังวลทางเศรษฐกิจในประเทศ
4) ควรเพิ่มความจริงจังในการประหยัดพลังงาน การคิดค้นพลังงานทดแทน เพราะว่านี่เป็นสถานการณ์ที่เป็นจริง
5. กรณีไข้หวัดนก
สถานการณ์ไข้หวัดนกซาลงไปในช่วงปลายเดือนตุลาคม หลังมาตรการและการดำเนินงานอย่างจริงจังของรัฐบาล แม้ว่าจะมีการเสนอข่าวครึกโครม ไข้หวัดนกดูจะไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญนัก เช่นเมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือกินน้ำตาลมากเกินไป แต่ไข้หวัดนกเป็นปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมเลี้ยงไก่และสัตว์ปีกของไทย ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังหาทางออกอันเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปได้ยาก คาดหมายว่าปัญหาไข้หวัดนกจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง และที่น่ากังวลก็คือ ดูเหมือนว่าไวรัสชนิดนี้ได้ฝังตัวอยู่ในสัตว์ปีก รวมทั้งนกอพยพที่ยากแก่การควบคุม ทั้งยังมีการปรับตัวตามธรรมชาติที่ยังไม่ได้เข้าใจชัดเจน ดังนั้น ความพยายามในการศึกษาวิจัย การร่วมมือระหว่างประเทศ ความร่วมมือภายในประเทศ การป้องกันและเฝ้าระวัง น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบนี้อย่างเห็นได้

สถานการณ์ต่างประเทศ
การเลือกตั้งในสหรัฐ
สถานการณ์การเลือกตั้งในสหรัฐทวีความเข้มข้นขึ้นในเดือนตุลาคมและเป็นการเลือกตั้งที่ใช้เงินในการหาเสียงสูงมาก ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าประธานาธิบดีบุชมีชัยชนะเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง สอดคล้องกับผลการหยั่งเสียงประชามติที่กระทำอย่างต่อเนื่อง
การเลือกตั้งและผลกระทบอาจสรุปได้ดังนี้
1) อิทธิพลหลักคิดชาตินิยมและการเคร่งศาสนาคริสเตียนยังคงสูง และหลักคิดนี้จะนำมาใช้ปฏิบัติในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐด้วย เช่น นโยบายในการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐเหนือสิ่งอื่นใด และการมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว (Evil) ซึ่งฝ่ายดี ได้แก่ สหรัฐ การมองโลกแบบนี้มีด้านดีที่ช่วยให้กำหนดแนวทางนโยบายได้ชัดเจน และเกิดความมุ่งมั่นในการปฏิบัติ แต่ก็มีด้านลบที่กลายเป็นการสร้างกรอบความคิดที่แข็งตัว มองเห็นสภาพการณ์ได้อย่างหยาบๆ และมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามอำเภอใจ
2) การดำเนินนโยบายทั้งภายในและต่างประเทศของฝ่ายบริหารชุดใหม่ คงไม่ผิดแผกจากแกนเดิมมากนัก โดยอาจมีการปรับเปลี่ยนในส่วนที่เห็นว่าฝ่าฟันต่อไปไม่ได้
3) คาดหมายว่าเสียงคัดค้านและการประท้วงฝ่ายบริหารชุดใหม่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสหรัฐ
4) เป็นไปได้ว่าจะเกิดการชูหลักคิดชาตินิยมและการเคร่งศาสนาของตนไปทั่วโลก ในด้านร้ายอาจเกิดสงครามกลางเมือง สงครามชายแดน การก่อการร้าย การรุกรานประเทศที่อ่อนแอกว่าขึ้นทั่วไป

ประชาไทรายงาน

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น