ประหารชีวิตจ้างวานฆ่าแกนนำฯต้านขยะ

กรุงเทพฯ- 16 ธ.ค.47 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาคดี ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้ง5 คนในคดีร่วมกันฆ่านายสุวัฒน์ วงศ์ปิยะสถิตย์ แกนนำต่อต้านบ่อกำจัดขยะ ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2544

ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้ง5 คน ได้แก่ ส.อ.สมเกียรติ์ หรือ เกียรติศักดิ์ หรือ จ่าศักดิ์ คงคามี อดีตทหารสังกัดศูนย์การบินทหารบก จำเลยที่ 1 ผู้ติดต่อหามือปืน นายเสรี หรือเล็ก กล่ำฉนวน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมือปืน นายประจักษ์ หรือจักร สินพรม จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ นายสมยุทธ หรือปุ๊ พุ่มภักดี สมาชิก อบต. ราชาเทวะ

จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้จ้างวานและ นายสมชาย หรือ หลุบ ยอดย้อย จำเลยที่ 5 ซึ่งร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 4 ในความผิดฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน, ใช้จ้างวานให้ฆ่าผู้อื่น และ กระทำผิดพรบ.อาวุธปืน

ทั้งนี้ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์แล้วเห็นว่า โจทก์มีประจักษ์พยานรวม 3 ปาก ซึ่งนั่งอยู่ในร้านขายของชำ ขณะเกิดเหตุ และได้นั่งพูดคุยกับผู้ตาย ก่อนมีคนร้ายบุกเข้ามายิง โดยประจักษ์พยานทั้ง 3 ปากได้เบิกความสอดคล้องกันว่า เห็นจำเลยที่ 2 สวมหมวกกันน็อกนิรภัยควักปืนจากกระเป๋าสะพายเข้ามายิงผู้ตาย โดยยิงรวม 3 นัด

ซึ่งขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้เปิดกระจกคลุมหน้าหมวกนิรภัยด้วยจึงทำให้เห็นใบหน้า โดย พยานเห็นจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขี่รถจักรยานยนต์ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายเจริญ ศรีประริวาธิน พยานแวดล้อม ซึ่ง ก่อนเกิดเหตุ ได้เห็น จำเลยที่ 2 ,3 ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณร้านขายก๋วยเตี๋ยวใกล้ร้านขายของชำใกล้ที่เกิดเหตุ

นอกจากนี้ โจทก์ยังมีนายนุกูล ธนาการ ผู้ต้องหาซึ่งร่วมกระทำผิด ในคดีนี้ซึ่งตำรวจกันไว้เป็นพยาน ได้นำตัวมาขึ้นเบิกความแน่ โดยนายนุกูล ยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุ ได้รู้จักกับ จำเลยที่ 1 มา 10 ปีแล้ว และพยานรู้จักจำเลยที่ 5 ในฐานะเป็นเทรนเนอร์มวย โดย จำเลยที่ 4 ได้ติดต่อให้จำเลยที่ 5 หาคนมายิงผู้ตาย

โดยจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 2 และ 3 โดยครั้งแรก ได้ว่าจ้างเป็นเงิน 1.5 แสนบาท แต่ต่อมาได้ต่อรองเป็น 2.4 แสนบาท ซึ่งศาล เห็นว่า พยานโจทก์ ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกัน

นอกจากนี้ยังพบว่า คดีดังกล่าวมีพนักงานสอบสวน ซึ่ง สตช. แต่งตั้งเป็นคณะทำงาน มาโดยมี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เป็นประธานคณะทำงาน และมีผู้บัญชาการกองปราบร่วมเป็นคณะทำงานด้วย จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลย พยานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ จึงพิพากษา ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 - 5 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน

แต่จำเลยที่ 1-3 และ 5 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน มีประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยคนละตลอดชีวิต โดยจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานครอบครองอาวุธปืนผู้อื่น พิพากษาให้จำคุก 9เดือนและให้จำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 คนละ 1 ปี ในความผิดฐาน มีและพาอาวุธปืน ผู้อื่นที่มีทะเบียนไปในที่สาธารณะ ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้ 1ใน 3 คงจำคุก จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 6 เดือน จำเลยที่ 2และ 3 คนละ 8 เดือน แต่เนื่องจาก ศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯแล้ว จึงไม่มีเหตุต้องนำโทษจำคุกในความผิดพรบ.อาวุธปืนไปรวมอีก ส่วนจำเลยที่ 4 ให้คงโทษประหารชีวิตสถานเดียว

ประชาไทรายงาน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์