บางกอกไพรด์ : ตอนที่ 1 สีสัน และตัวตน

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

"ฮัลโล วันอาทิตย์ตอนเย็น แกว่างเปล่า ?" ผมโทรศัพท์ไปถามเพื่อสนิทคนหนึ่ง เพื่อชักชวนไปงาน บางกอกไพรด์ด้วยกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมโทรไปหาเพื่อนมาแล้วมากว่าสามคน แต่ไม่มีใครว่างเลย การจะไปงานบางกอกไพรด์คนเดียวก็กระไรอยู่

"ว่าง มีอะไร" เสียงห้วนๆ ตอบกลับมาอย่างไม่ใยดี

"แก ไปงานเกย์พาเหรดเป็นเพื่อนหน่อยดิ ไม่กล้าไปคนเดียว" ผมพูดเชิงร้องขอ เพราะถ้าไม่มีใครไปด้วยผมก็คงตัดสินใจไม่ไป ถึงแม้อาจจะพลาดข่าว ต้องคิดหาหัวข้อข่าวใหม่ และอาจจะโดนไล่ออกจากงานได้ในที่สุด

"เกย์พาเหรด แกจะไปทำอะไร เออ แต่ก็น่าสนุกนะ ไปสิไป มารับด้วยแล้วกัน"

โชคดี ที่เพื่อนคนที่ห้าที่โทรหายอมไปด้วยกัน ไม่เช่นนั้นอนาคตทางการงานอาจจะดับวูบได้ทั้งๆที่ยังเริ่มได้ไม่ถึงเดือน แต่ความกล้าๆ กลัวๆ ในการไปงานบางกอกไพรด์ก็ยังมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจอยู่ไม่น้อย จำได้ว่าเคยดูหนังฝรั่งอยู่เรื่องหนึ่ง ที่เผอิญว่าพ่อแม่กำลังนั่งดูข่าวทางโทรทัศน์ เกี่ยวกับงานเกย์พาเหรดอยู่ แล้วก็ก่นด่าพวกรักเพศเดียวกัน ปรากฏว่าพอเงยหน้าดูในจอโทรทัศน์เป็นลูกชายตัวเองที่อยู่ในงานนั้นด้วย ก็เลยเกิดความกลัวขึ้นมาว่า ถ้าเผื่อหน้าตัวเองไปติดกล้องโทรทัศน์เข้า แล้วมีคนรู้จักเห็น จะทำอย่างไรดี แต่สุดท้ายเพื่อความมั่นใจ จึงได้ชวนเพื่อนไปเป็นสักขีพยานว่ามาทำข่าวจริง ๆ

เราทั้งสองคนไปถึงที่ถนนสีลมในเวลาประมาณเกือบห้าโมงเย็นได้ พอลงจากสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง ก็ได้ยินเสียงกองยาวดังสนั่นหวั่นไหว ระงมไปทั่วท้องถนน ทำให้คิดสงสัยว่ามางานเกย์พาเหรด หรือว่ามางานแต่ง งานบวชของใครกันแน่ ? เมื่อมองลงมาที่ถนนสีลม ก็พบว่าขบวนพาเหรด ได้เคลื่อนมาใกล้ถึงที่สถานีรถฟ้าแล้ว ด้วยความตกใจว่างานนี้อาจจะพลาดภาพข่าวได้ จึงรีบวิ่งลงไปเพื่อเก็บภาพทันที โดยที่ลืมคิดไปว่าพาเพื่อนมาด้วยหนึ่งคน

ขบวนพาเพรด เริ่มเคลื่อนจากบริเวณต้นถนนสีลม โดยมีรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แพทย์หญิงเพ็ญศรี พิชัยสนิท เป็นผู้เปิดงานในครั้งนี้ เริ่มขบวนที่ป้ายงานบางกอกไพรด์ ซึ่งครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 6 แล้ว แต่เป็นการจัดโดยใช้ชื่อว่าบางกอกไพรด์ในครั้งที่ 4 โดยใช้สโลแกนของงานว่า "เอกภาพในความแตกต่าง" ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มรักเพศเดียวกันใช้ในการจัดงานบางกอกไพรด์ในทุกครั้งที่ผ่านมา และในบางกอกไพรด์ครั้งนี้ใช้คอนเซ็ปต์ในการจัดงานครั้งนี้ว่า "Fresh" เป็นการสื่อถึงความสดใส ร่าเริง

ภายในขบวนประกอบไปด้วยเหล่าพี่น้องชาวเรา ที่แต่งกายมาในชุดสุดแสนวิจิตรพิสดาร เริ่มต้นด้วยขบวนรถที่ตกแต่งเป็นวงโปงลาง (ผมเดาเอาเองนะ เพราะว่าเห็นมีคนดีดไห ) มีหนุ่มสาว (?) แต่งตัวด้วยชุดคล้ายๆ กับชุดไทยพื้นบ้านของชาวอีสานกำลังดีดไหเป่าแคนกันอย่างครึกครื้น ตามมาด้วยขบวนรถสามล้อที่ประดับตกแต่งด้วยพัดหลากสี พร้อมทั้งผู้ที่ได้รับรางวัล Utopia Awards นั่งมาด้วย (เป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม โดยไม่จำกัดเพศ) ตามติดมาด้วยขบวนรถแฟนซี ที่แต่งตัวกันเป็นชนเผ่าอินเดียแดง (และอาจจะผสมด้วยคนป่า)

จากนั้นก็เป็นขบวนจาก X-TREME Bar ที่แต่งตัวคล้ายๆ กับชุดไทยในสมัยละโว้ (ผมพยายามใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ในการคาดเดา หากผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ) และชุดแฟนซีอลังการ ตามมาด้วย ขบวนของกลุ่ม X-MEN Society ที่รณรงค์เรื่องเอดส์ และขบวนรถของกลุ่มบางกอก เรนโบว์ ที่นำเสนอในเรื่องความห่วงใยต่อสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำเสนอในรูปแบบของขบวนรถที่ประดับประดาไปด้วยนกกระดาษสีขาวเต็มคันรถ และตามติดด้วยขบวนของคุณ นที ธีระโรจนพงศ์ เกย์ที่ประกาศตัวเป็นว่าที่ผู้สมัครส.ว.ในสมัยหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่กล่าวถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา มาพร้อมด้วยขบวนกลองยาวชุดใหญ่ ที่สร้างสีสัน และความสนใจจากผู้คนที่ยืนดูอย่างคับคั่งทั้งสองฟากฝั่งตลอดสายถนนสีลม

ผู้คนมากมายที่ยืนดูอยู่ริมฝั่งถนน ทั้งที่มายืนดูโดยความตั้งใจ เนื่องจากอาจจะเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อน ที่คอยส่งเสียงตะโกนเชียร์ให้กำลังใจกับผู้ที่อยู่ในขบวน หรืออาจจะเป็นบรรดาพ่อค้าแม่ค้า

พนักงานที่ทำงานอยู่ในห้างร้านต่างๆ ริมสองฝั่งถนน อาจจะเป็นผู้คนที่บังเอิญผ่านมา หรือกำลังยืนรอรถเมล์อยู่ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ต่างก็ให้ความสนใจกับขบวนพาเหรดที่กำลังเคลื่อนผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นในระดับไหนก็ตาม เพียงความสวยงาม แปลกตา ตลกขบขัน หรือการยอมรับในตัวตนของผู้คนเหล่านี้

"ทำไมเกย์เยอะจัง ฉันจะหาผู้ชายจริงที่นี่ๆได้ไหมเนี่ย ? " เพื่อนที่มาด้วยกระซิบถามเบาๆ

ผมไม่แน่ใจว่าทำไมเพื่อนถึงถามคำถามนี้ขึ้นมา ทั้งๆ ที่เธอก็รู้ดีอยู่แล้วว่าวันนี้เธอมางานเกย์พาเหรด และที่นี่ก็คือสีลม แต่อาจจะเป็นเพราะ ไม่ใช่มีเพียงแค่เหล่าชาวสีรุ้ง (เรียกตามธงสี 6 สี ที่ใช้เป็นสีรุ้ง แทนความหมายของของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน ) ที่เดินอยู่ในขบวนเพียงเท่านั้น แต่บริเวณริมสองฟากฝั่งของถนนสีลม ล้วนคลาคล่ำไปด้วยชาวสีรุ้ง ทั้งที่ยืนกอด ยืนจับมือถือแขน หรือแม้กระทั่งจูบ กันอย่างเปิดเผย หรืออาจจะสังเกตโดยเสื้อผ้าการแต่งกาย ลักษณะท่าทาง ถึงแม้บางครั้งการใช้ตรรกะดังกล่าวในการเหมารวมว่าคนเหล่านี้เป็นเกย์ หรือคนรักเพศเดียวกัน อาจจะหยาบไปสักหน่อย แต่ในบางกรณีก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะปฏิเสธได้ และถือว่ามีความจริงในคำอธิบายเหล่านี้อยู่เช่นเดียวกัน

ผมค่อนข้างจะแน่ใจว่าเหล่าชาวเราทั้งที่ตั้งใจมาดู หรือไม่ตั้งใจมาดูทั้งหลาย คงจะชอบ หรือมีความรู้สึกที่ดีกับงานบางกอกไพรด์ครั้งนี้ แต่ไม่ค่อยจะมั่นใจกับเพศอื่นๆที่ได้มาดูมาเห็นขบวนพาเหรดครั้งนี้ว่าพวกเขาเหล่านั้นมีความรู้สึก มีความคิดเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันรึเปล่า ? ผมได้พูดคุยกับพี่น้อย แม่ค้าที่ตั้งแผงขายเสื้อผ้าอยู่ที่ถนนสีลม พี่น้อยเล่าให้ฟังว่า

"เฉยๆ สนุกดี เพราะพวกนี้ก็เจอกันแทบทุกวันอยู่แล้ว ไม่รู้สึกแปลกอะไร บางครั้งเห็นยืนจูบกันเลยตอนดึก ๆ ก็มี ชินแล้วหล่ะ เขาก็คนทำมาหากินเหมือนเรานี่แหละ เพียงแต่เป็นตุ๊ด เป็น
กระเทยก็เท่านั้น"

การพูดคุยของผมกับพี่น้อยทำให้ได้มองเห็นในอีกแง่มุมที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ความรู้สึกนึกคิด และท่าทีของพี่น้อยต่อกลุ่มชาวรักเพศเดียวกัน เป็นท่าทีที่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่นับพวกเขาเหล่านี้เป็นเหมือนเพื่อนบ้านในชุมชน ที่มีความแตกต่างหลากหลาย และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ในขณะที่ "เปิ้ล" นักศึกษาสาว วัย 21 ปี ที่บังเอิญผ่านมาแถวๆ นี้ กับเพื่อนๆ กล่าวว่า

"ก็โอเคนะ ดูอลังการดี แต่ก็น่ากลัว ดูสิ ที่มายืนดูก็เกย์ทั้งนั้น มองไปทางไหน หาผู้ชายแท้ๆ ไม่เจอเลย เพิ่งรู้ว่าเกย์มีเยอะขนาดนี้ น่ากลัว ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีขึ้นเรื่อยๆ รึเปล่า ถ้าเป็นอย่างนี้ ผู้หญิงก็ขึ้นคานนะสิ"

ถึงแม้ว่าเปิ้ลจะไม่ได้มีท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์ต่อกลุ่มรักเพศเดียวกัน แต่ท่าทีของเปิ้ลก็เป็นท่าทีที่หวั่นตระหนกต่อปริมาณของกลุ่มรักเพศเดียวกันว่าแท้จริงแล้วมีมากน้อยแค่ไหน การเพิ่มขึ้นของกลุ่มรักเพศเดียวกันในความคิดของเปิ้ลจึงเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ และเปิ้ลเองก็ยังตั้งคำถามต่อการเพิ่มขึ้นของปริมาณ หรือการปรากฏตัวต่อสาธารณะ โดยการแสดงออกอย่างชัดแจ้ง ไม่เพียงแต่งานนี้เท่านั้น ว่าเป็นสิ่งที่เป็น "ภัย" ทางสังคม ไม่ควรลอกเลียนแบบ หรือไม่มีควรมีการนำเสนออย่างโจ่งแจ้ง พร้อมกับคำถามถึงการเป็นเกย์ว่าเป็นเพียงแฟชั่น หรือเป็นปรากฏการณ์ของสังคม

"เราไม่ได้แอนตี้นะ เพื่อนเราหลายๆ คนก็เป็น แต่ถ้าถามว่าเราอยากให้คนในครอบครัวเป็นไหม ? ก็ไม่อยากหรอก เราว่ามันไม่น่าจะดีสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นจริงๆ เราก็ยอมรับได้ แต่เราว่ามันเป็นแฟชั่นมากกว่า "

เมื่อขบวนพาเหรดพ้นจากถนนสีลมไปแล้ว ผู้คนที่มาเฝ้ารอดูก็ต่างแยกย้ายกันไป ตามแต่จุดหมายของแต่ละคน ผมกับเพื่อนหลังจากที่เก็บภาพขบวนพาเหรดและพูดคุยกับผู้คนในละแวกนั้นเสร็จแล้ว ก็ตัดสินใจกลับจากสีลมทันทีในเวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมงนับจากเมื่อมาถึง

ดึกคืนนั้นเอง หลังจากที่ผมกับเพื่อนเตร็ดเตร่อยู่ที่สยามสแควร์จนดึกดื่น ผมแยกกลับบ้านที่ฝั่งธน แต่ต้องมาต่อรถอีกทีที่สนามหลวง และที่สนามหลวงนี่เอง ขณะที่ยืนรอรถเมล์เพื่อกลับบ้าน ผมเหลือบไปเห็นกลุ่มผู้ชาย 4 - 5 คน ยืนจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ ด้วยลักษณะท่าทางที่ดู "ไม่เป็นผู้ชาย" ผมยืนไตร่ตรองชั่งใจอยู่นาน จึงตัดสินใจเดินเข้าไปพูดคุยกับพวกเขาเหล่านั้น

เอ บี ซี ดี (ชื่อสมมุติ ) คือกลุ่มกะเทยที่สนามหลวง ที่จะมาพบปะรวมตัวในตอนกลางคืนที่สนาม หลวง และบางทีก็อาจะไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ตามแหล่งท่องเที่ยวตอนกลางคืนต่างๆ ในตอนแรกที่เดินเข้าไปคุยด้วย พวกเขาออกจะงงๆ ปนกับหวั่นๆ สักหน่อย โดยเฉพาะเมื่อบอกว่าเป็นนักข่าว พวกเขาปฏิเสธพร้อมกันว่า "ไม่ได้ขายตัวนะ" และไม่ยอมที่จะพูดคุยกับผม แต่หลังจากที่พยายามชี้แจงอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับพวกเขา

ผมเล่าให้พวกเขาฟังเกี่ยวกับงานบางกอกไพรด์ ขบวนพาเหรดที่ฉันได้ไปเจอะเจอมาในวันนี้ พร้อมกับโชว์รูปจากกล้องดิจิตอลที่ถ่ายมาได้ ดูเขาจะสนอกสนใจในเรื่องราวและรูปภาพที่ผมนำเสนออยู่ไม่น้อย แต่เหตุใดในเมื่อเขาก็เป็นหนึ่งในชาวเรา ทำไมเขาถึงไม่ได้รับรู้ข่าวสารในงานที่เปรียบเสมือนเป็นงานช้างของกลุ่มรักเพศเดียวกัน และถ้าหากเขารู้เขาจะเป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าไปร่วมงานนี้ด้วยรึเปล่า ไม่ว่าจะในระดับผู้เดินในขบวน หรือผู้ชมที่คอยเชียร์อยู่ริมถนน

"เราจะไปรู้ได้ไงหละพี่ แหม ก็อยู่ที่สนามหลวงนี่ ไม่ได้อยู่ที่สีลม อินเตอร์เน็ทก็ไม่ได้เล่น แต่ถ้ารู้หนูก็อยากไปนะ อยากไปดู แต่ตามจริงหนูก็อยากให้แห่ทั่วกรุงเทพฯเลยนะพี่ จะได้เป็นงานใหญ่ๆ ไง พวกหนูจะได้มาเดินด้วย ถ้าจัดแค่สีลม แล้วพวกหนูจะไปเดินด้วยได้ไงหละ หนูไม่รู้จักใครซักกะหน่อย"

การพูดคุยของผมกับเพื่อนใหม่ทั้ง 4 คนดำเนินไปอย่างสนุกสนาน โดยที่ไม่เกรงกลัวสายตาผู้คนรอบข้างที่หันมามอง เวลาผ่านไปเกือบชั่วโงได้ ผมจึงขอลากลับ เนื่องด้วยพรุ่งนี้มีงานที่ต้องทำแต่เช้า แต่เหล่าเพื่อนใหม่ ก็ยังพยายามที่จะต่อเวลา พร้อมทั้งเชิญชวนว่าคืนนี้ไปเที่ยวด้วยกัน สิ่งที่ผมได้เข้าใจ และนั่งไตร่ตรองระหว่างที่นั่งรถเมล์กลับบ้าน คือคำตอบที่ได้ในหลายเรื่องจากเพื่อนใหม่ที่สนามหลวงเหล่านั้น พวกเขาเป็นชาวเราอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ได้อยู่ในขบวนชาวเรา ไม่ว่าจะเป็นขบวนพาเหรดที่งานบางกอกไพรด์ หรือขบวนพาเหรดแห่งกลุ่มก้อนของชาวเรา ประหนึ่งว่า พวกเขาเป็นส่วนเกินที่ไม่อาจนับรวมไว้ในขบวน ซึ่งอาจะเป็นปัญหาในระดับชนชั้น การแบ่งแยกทางสังคมในการดำรงชีวิตซึ่งก็ยากที่จะวิเคราะห์ได้

ประชาไทรายงาน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์