ชำแหละนโยบายรัฐเอาคนออกจากป่า 10 ปี ชาวบ้านเครียดฆ่าตัวตาย 11 ราย ( ตอนจบ)

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ศูนย์ข่าวภาคเหนือ - "ใครเลยจะรู้ว่า แม่เฒ่าอายุ 80 กว่าปีจะต้องมาลงเอยด้วยการคิดฆ่าตัวตาย" คมสันต์ ชาวไทยภูเขาเผ่าเมี่ยน เอ่ยออกมาให้ห้วงบ่ายวันนั้น

แม่เฒ่าลายเลี่ยม เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าเมี่ยน เคยอาศัยอยู่บนดอยหลวงมานานแล้ว แต่เมื่อถูกนโยบายของรัฐ ให้มีการอพยพเอาคนออกจากป่า และลงมาอยู่ในพื้นที่ราบที่บ้านวังใหม่ ต.ร่องเคาะ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา ทำให้แม่เฒ่ารู้สึกว่าชีวิตไร้ค่า ไม่มีความ
หมายเหมือนกับเมื่อครั้งที่อยู่บนดอย

ก่อนนั้น แม่เฒ่าไม่เคยหยุดนิ่ง ยังคงเป็นคนขยันขันแข็งทำมาหากิน ทุกวันเดินเข้าไปในป่า เก็บผักเก็บของป่ามาเลี้ยงดูจุนเจือครอบครัว เมื่อกลับมาบ้าน แม่เฒ่าก็ช่วยลูกๆ เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ และเลี้ยงหลานตัวเล็ก ชีวิตแม่เฒ่ามีความสุขตามอัตภาพทว่าเต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น

ครั้นมาอยู่ในพื้นราบ ที่หมู่บ้านวังใหม่แห่งนี้ ชีวิตของแม่เฒ่าเริ่มเปลี่ยนไป ที่นี่ไม่มีป่าให้แม่เฒ่าเดินเข้าไปเก็บพืชผัก ได้แต่นั่งจับเจ่าอยู่กับหลานวัย 6 ขวบ ส่วนลูกชายลูกสาวต้องออกไปทำงานอยู่ต่างจังหวัดกันหมด

"ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง แม่เฒ่าได้บ่นให้หลานฟังว่า ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ไม่มีความสุข ไม่ได้ทำอะไรเลย อยู่ไปก็เป็นภาระให้ลูกหลาน ผ่านไปได้สองวัน แม่เฒ่าก็กินยาฆ่าตัวตาย" คมสันต์ บอกกับผม

ผู้เฒ่าอีกรายหนึ่ง เกิดความเครียดอย่างหนัก เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ครอบครัวต้องแยกกันไปคนละทิศคนละทาง ลูกเมียพากันย้ายไปทำงานที่ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ก่อนนั้นผู้เฒ่าเคยไปอยู่มาช่วงหนึ่ง แต่อยู่ไม่ได้ เพราะไม่เคยชินกับเมือง จึงกลับมาอยู่ที่บ้านวังเหนือแห่งนี้ มาอาศัยอยู่กับญาติๆ แต่ก็ครุ่นคิดถึงการฆ่าตัวตายอยู่ตลอดเวลา

"เย็นวันนั้น ผู้เฒ่าพยายามใช้เชือกผูกคอกับขื่อในบ้าน แต่เชือกขาด ร่างตกลงมา ญาติๆ เห็นรีบวิ่งเข้าไปช่วยพร้อมกับปลอบใจ อย่าคิดมาก พาไปนอน แต่พอตกดึก ผู้เฒ่ากลับเล็ดลอดออกจากบ้าน เดินไปแขวนคอในป่า"

และที่น่าหดหู่มากที่สุด เมื่อคมสันต์เล่าให้ฟังว่า มีเด็กอายุเพียง 14 ปี พ่อเสียชีวิตไปแล้วไม่นาน ต่อมาแม่ได้ขายที่ดิน และย้ายออกไปขายน้ำเต้าหู้อยู่ที่ จ.พะเยา ปล่อยให้เด็กชายคนนี้อาศัยอยู่เพียงลำพัง คิดน้อยใจ เหมือนถูกทอดทิ้ง ครั้นจะไปอยู่กับแม่ก็ไม่สามารถเดินทางไปได้ เนื่อง จากต้องเรียนหนังสือ ทำให้รู้สึกเครียดและพยายามหาทางออกให้กับชีวิต

"บ่ายวันอาทิตย์วันหนึ่ง เด็กคนนี้ พูดออกมาว่า มันง่ายนิดเดียว เพียงแค่ผูกคอตาย ก็ได้ไปอยู่กับพ่อแล้ว หลังจากนั้น ได้พยายามเอาเชือกไปผูกมัดตรงขอบหน้าต่าง และกำลังหย่อนร่างลงไป พอดีมีคนมาเห็นเข้า เลยช่วยชีวิตของเด็กคนนี้เอาไว้ได้ ตอนนี้ ได้พาไปอยู่ในศูนย์พัฒนาชีวิตบ้านวังใหม่แล้ว"

รายงานวิจัย ระบุว่า ภายในช่วง 10 ปี มีคนฆ่าตัวตายไปทั้งหมด 11 ราย และกำลังพยายามจะฆ่าตัวตายกันอีก 3 ราย โดยจะใช้วิธีการผูกคอตาย กินยาฆ่าแมลง และอยู่ในวัยหนุ่มสาว คนวัยกลางคน และคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งสาเหตุของการฆ่าตัวตายนั้น ล้วนมาจาก ภูมิหลังที่ประสบกับปัญหาในชีวิต เป็นผู้ล้มเหลวในชีวิต เนื่องจากคิดมากเพราะพื้นที่ทำกินไม่สมบูรณ์ ครอบครัวล่มสลาย ไม่ได้อาศัยอยู่รวมกันเหมือนแต่ก่อน จึงรู้สึกเหมือนถูกโดดเดี่ยว ถูกทอดทิ้ง จนสุดท้ายต้องตัดสินใจฆ่าตัวตาย

"มันเป็นปัญหาที่หมักหมมมานานแล้ว ในที่สุด เมื่อมันถึงทางตัน คิดอะไรไม่ออก ก็ต้องลงเอยกันอย่างนี้ ซึ่งประเด็นปัญหาเหล่านี้ รัฐไม่เคยสนใจเลย" คมสันต์ ระบายความอัดอั้น

งานวิจัยชุดนี้ ทำให้เห็นว่า ผ่านไปนับ10ปีแล้วที่รัฐมีนโยบายการอพยพโยกย้ายคนออกจากป่านั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ถ้าหากมีการวิเคราะห์ถึงต้นทุนชีวิตของชาวบ้านที่ต้องสูญเสียไป และทำให้หลายๆ คนเชื่อกันว่า นี่จะเป็นกรณีศึกษา ให้รัฐหยุดและหันกลับมาทบทวนความผิดพลาดเสียหายจากการพยายามผลักดันเอาคนออกจากป่า ว่าสมควรหรือไม่

องอาจ เดชา
ศูนย์ข่าวภาคเหนือ รายงาน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์