วิถีต้นน้ำ เกษตรกรรมที่เปลี่ยนไป

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

14 กุมภาพันธ์ 2548
รายงานโดย : esanvoice
---------------------------

คนต้นน้ำ หากเปรียบกับคนกลางน้ำ ปลายน้ำ และคนที่ไม่ได้อยู่ริมน้ำ นับได้ว่าคนต้นน้ำคือกลุ่มคนที่มีทรัพย์อันล้ำค่าและมีคุณค่ามหาศาล ที่กล่าวเช่นนั้นเนื่องจากว่า คนต้นน้ำเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งดิน น้ำ และป่า คนกลุ่มนี้คือคนกลุ่มแรกที่มีโอกาสได้ใช้ทรัพยากร ดังนั้นการดำรงสภาพและการดำรงอยู่ของทรัพยากรของคนทั้งลุ่มน้ำจึงมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ประโยชน์และการดูแลของคน และในจุดสำคัญอันดับแรก คือ ผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต้นน้ำ

กระแสทุนนิยมที่ถาโถมเข้ามาในสังคมบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นชุมชนเมืองหรือชนบทต่างได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น บ้านโหล่น ตำบลนางแดด อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ หมู่บ้านชนบทที่อยู่ห่างจากอำเภอเล็กๆอย่างหนองบัวแดงราว 50 กิโลเมตรและเป็นพื้นที่ต้นน้ำซีในหุบเขาเขียว ก็ได้รับผลนั้นเช่นกัน

แม้ว่า การตัดสินใจของ พรานหนัน ขวัญหลาย พรานป่าจากเพชรบูรณ์ที่ผ่านมาพบชัยภูมิแถบนี้เมื่อ 58 ปีก่อนและได้เริ่มก่อตั้งหมู่บ้านขึ้น และได้นำพาลูกหลานหาอยู่หากิน โดยการปลูกข้าวไร่ ทำไร่ทำสวนและมีการใช้ทรัพยากรจากป่า เพื่อใช้ในการดำรงชีพ เวลาผ่านไปความอุดมสมบูรณ์ไม่สามารถต้านทานกระแสการบริโภคได้แม้จะอยู่ห่างไกล จากพื้นที่อื่นๆอย่างมากก็ตาม

สุบิน ..... ชาวบ้านโหล่น กล่าวกับเราว่า "แต่เก่าแต่ก่อนหมู่เฮากะเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน ปลูกข้าว หาอยู่หากิน เฮ็ดคือปู่คือย่าเพิ่ลพาเฮ็ด บ่เห็นมันเคยอด ซุมื้อนี่ มีพันใช้พัน มีร้อยกะใช้พัน" กล่าวคือ วิถีของคนบ้านโหล่นเป็นกลุ่มคนต้นน้ำที่ทำนาเป็นหลัก และทำไร่ ทำสวนปลูกพืชผักริมลำน้ำชีและหาอยู่หากินพึ่งพาอาศัยป่า ต้นน้ำแห่งนี้ในการดำรงชีพตั้งแต่สมัยปู่ย่ามาตั้งหมู่บ้าน

ทุกวันนี้ ชีวิตของคนบ้านโหล่นก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากชนบทในอีสานทั่วไป เพราะปัจจุบันนี้คนที่อยู่ในหมู่บ้าน คือ เด็ก ผู้เฒ่าผู้แก่ และหัวหน้าครอบครัวที่ต้องดูแลคนทั้งสองวัย ส่วนหนุ่มสาววัยแรงงานต่างอพยพเข้าเมืองใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของหมู่บ้านแห่งนี้ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมานี่เอง เมื่อมีคนในชุมชนได้นำกล้าและพันธุ์มะม่วง มะขามมาลงปลูกเป็นสวนมะม่วง มะขามและได้ผลผลิตดี เพราะพื้นที่ต้นน้ำนี้ อุดมไปด้วยธาตุอาหาร ผลกำไรที่เกิดจากการทำสวนมะม่วง มะขามทำให้คนทั้งชุมชนหนมาปลูกมากบ้างน้อยบ้าง พื้นที่นาได้ถูกปรับมาเป็นสวนและเลือกพื้นที่บางส่วนไว้ทำนาเพื่อบริโภคในครอบครัว วันนี้หากเราขึ้นมาที่ต้นน้ำเราจะเห็นสวนมะม่วง สวนมะขามริมซีตลอดเส้นทาง ไม่เพียงเท่านั้นการเกษตร และการหาอยู่หากินที่เคยมีได้ก้าวสู่กระบวนการเกษตรเคมีอย่างสมบูรณ์ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเกษตรต้นน้ำทำการเกษตรเคมีแบบเต็มขั้นเช่นนี้แล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อลำน้ำชี สองฝากฝั่งของแม่น้ำที่ใสเย็นไหลเอื่อยจากภูเขา เมื่อลงสู่พื้นราบสารเคมี สารพิษที่ไหลลงสู่แม่น้ำย่อม ไหลไปสู่คนที่อยู่ล่างแม่น้ำอย่างแน่นอน จากซีดั้น ซีผุด ต้นน้ำที่บริสุทธิ์ กลายเป็นซีที่มีสิ่งบนเปื้อนที่มองไม่เห็น หล่อเลี้ยงผู้คน ตั้งแต่ชัยภูมิ จนถึง อุบลราชธานี

พ่อปัน แม่จ่อย กัลยาประสิทธิ เกษตรกรริมซี เล่าว่า "ของที่ปลูกในสวน ในไฮ่ ลูกหลานสิกิน บ่มีไผให้กินดอก ย่านลูกหลานเป็นแนวอื่น ถ้าสิกิน ให้กินของปลูกอยู่เฮือน อยู่สวนที่ไว้อยู ไว้กิน" กล่าวคือ คนที่นี่ ไม่มีใครบริโภคผลไม้ที่ผลิตในสวนเพื่อขาย แต่จะมีการปลูกไว้สำหรับกินต่างหาก เพราะทุกวันนี้ เกษตรกรที่นี่ได้ใช้สารเคมี และสารพิษ ในการเร่งให้ผลไม้ออกดอก ออกผลทังในและนอกฤดูกาล การใช้ยากำจัดศัตรูพืช มีความถี่ อาจถึงสัปดาห์ละสองครั้ง ซึ่งถือว่าอันตรายมาก

และเมื่อปีที่แล้วนี่เอง พื้นที่แห่งนี้ได้มีนายทุนเข้ามาส่งเสริมการปลูกยางพารา และได้มีเกษตรกรร่วม 10 คน เข้าเป็นสมาชิก เปลี่ยนที่นาที่สวนบางส่วนเพื่อปลูกยางพารา ในปีนี้เขาจะขยายสมาชิกอีก พ่อปันกล่าว

เมื่อทิศทางของวิถีชีวิตของคนที่นี่ เข้าสู่การค้า และมุ่งผลกำไรเป็นหลัก แม่จ่อย สุบิน และพ่อปัน เล่าความรู้สึกที่คล้ายๆกันว่า "คนที่จะเห็นความสำคัญกับแม่น้ำและทรัพยากรที่มีน้อยมาก แม้จะมีการทำบุญต้นน้ำ ที่เรียกว่า บุญยอดห้วย ซึ่งถือเป็นประเพณีที่ต้องปฏิบัติสืบทอดกันมา ความเชื่อ และการให้คุณค่าลงน้ำหนักไปที่ปริมาณน้ำที่จะพอกับการเพาะปลูกหรือไม่เท่านั้น แต่ความตระหนักและให้คุณค่าด้านอื่นๆ ของที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำในการทำสวนทำไร่มีน้อย และน่าเป็นห่วงมากขึ้นทุกที

ธรรมชาติยาตราเพื่อแม่น้ำชีที่จัด คงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นและจุดประกายให้ผู้ใช้ประโยชน์จากน้ำซีได้หันกลับมามอง ถึงผลที่กำลังเกิดและอาจเกิดขึ้นหากพฤติกรรมของคนต้นน้ำยังคงเป็นไปเช่นนี้

ก่อนที่น้ำซีทั้งสาย คน สัตว์ และสิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถพึ่งพาสายน้ำ เพราะสายน้ำพึ่งพาคน ไม่ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข การเริ่มต้นใหม่ ปรับเปลี่ยนทัศนะที่มุ่งหวังเพียงกำไร บางจิตใจบางส่วนมาแบ่งปันให้สายน้ำ ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การแบ่งปัน ใส่ใจและให้คุณค่าของคนทุกคน ในการดูแล และเรียนรู้จักทรัพยากรที่มีอยู่ สิ่งเหล่านี้หากคนทุกๆคนเริ่มต้น ทรัพยากรที่เคยสมบูรณ์คงคืนกลับในไม่นาน และคงจะเหลือให้ลูก หลาน เหลน ได้อยู่ได้กิน ได้ใช้ อย่างรู้ค่า
แต่ทุกๆ อย่าง ต้องเริ่มจากวันนี้ และวินาทีนี้ ขบวนธรรมชาติยาตราเพื่อลำน้ำชียังคงเดินทางต่อจากต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างคุณค่าและความร่วมมือในการดูแลรักษาฟื้นฟู แม่น้ำซีสายเลือดที่หล่อเลี้ยงคนอีสานทั้ง 6 จังหวัด ขอเชิญชวนพี่น้องที่สนใจเข้าร่วมเดินทางเพื่อสายน้ำได้ วันนี้ขบวนฯจะหยุดที่ บ้านค่าย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ

ประชาไทรายงาน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์