สังคมชายแดน-ชายขอบและการเปลี่ยนแปลง งานวิจัยชาวบ้านสะท้อนปัญหาการพัฒนา

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

-------------------------------------------------------
สกว.เผยผลวิจัยท้องถิ่นศึกษา 5 พื้นที่ชายแดน-ชายขอบ สะท้อนภาพเคลื่อนไหวการเปลี่ยนแปลงนิเวศวัฒนธรรมของชีวิตผู้คนในพื้นที่ขาดแคลน ระบุปัญหาของประเทศไทยคือการสร้างความรู้ไม่ทันกับการพัฒนา แนะสร้างทางลัดสนับสนุนคนในท้องถิ่นทำวิจัยเองเชื่อมโยงความรู้สู่การพัฒนาที่สมดุล และลดผลกระทบจากการรุกล้ำของนิเวศการเมืองจากภายนอกที่กำลังเกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ ในหลายพื้นที่ของชุมชนชายแดน-ชายขอบ
-------------------------------------------------------

จากข้อค้นพบที่ว่าการวิจัยทางสังคมและวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นของประเทศไทยที่ผ่านมา มักเป็นการวิจัยจากนักวิชาการภายนอกเข้าไปศึกษา โดยมีคนในชุมชนมีส่วนร่วมเพียงให้ข้อมูลหรือเป็นลูกมือ ผลที่ออกมาจึงมีข้อมูลจากความเป็นจริงน้อย แต่มีการวิเคราะห์และตีความในเชิงแนวคิดทฤษฎีเป็นส่วนมาก ผลวิจัยที่ออกมาจึงอาจเหมาะกับการสื่อกันเองในระหว่างนักวิชาการแต่ขาดเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมที่คนทั่วไป โดยเฉพาะคนในท้องถิ่นจะนำไปใช้ได้ จึงเกิดแนวทางของการศึกษาที่เน้นให้คนในท้องถิ่นเป็นผู้ทำวิจัยเอง และสามารถใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาได้โดยตรง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงสนับสนุนให้ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักมานุษยวิทยาอาวุโสและคณะ ทำการศึกษานำร่องโครงการอบรมและวิจัยเชิงปฎิบัติการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและชาติพันธุ์

งานวิจัยนี้เป็นการทำงานร่วมกันของคน 3 กลุ่มและมีอายุที่หลากหลายตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ คือ ชาวบ้าน คนในท้องถิ่น กับ นักวิจัยรุ่นกลาง และนักวิจัยอาวุโสด้านมานุษยวิทยา ที่นักวิจัยทั้งสองรุ่นทำหน้าที่เพียงพี่เลี้ยงคอยแนะนำสนับสนุนให้ชาวบ้านหรือคนในท้องถิ่นซึ่งก็ประกอบด้วยคนหลายรุ่นหลากอาชีพมาร่วมกันสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ เป็นการศึกษาให้เห็นความเก่าแก่ของท้องถิ่นจากหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ โดยรวบรวมข้อมูลที่มีในท้องถิ่นมาช่วยกันวิเคราะห์ตีความ และการเก็บข้อมูลสังคมและวัฒนธรรมในท้องถิ่นหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการเก็บข้อมูลทางชาติวงศ์วรรณนา โดยเน้นจากกลุ่มคนที่มีอยู่ในปัจจุบันและย้อนกลับลงไปยังคนรุ่นเก่าว่ามีความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไร เป็นมุมมองของคนในหรือพวก "ตัวหนอน" ว่าเขาอยู่เขาคิดเขาเป็นและเขาต้องการอะไร

ผลของการวิจัยนี้ทำให้เกิดภาพชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงนิเวศวัฒนธรรมของท้องถิ่นโดยเป็นผลมาจากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันทำให้นักวิจัยจากภายนอกและภายในสามารถวิเคราะห์ให้เห็นภาพพจน์ของการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นที่เรียกว่า "นิเวศวัฒนธรรม" อันมีปัจจัยมาจากการรุกล้ำของนิเวศการเมืองที่มาจากภายนอกในรูปแบบต่าง ๆ โดยนิเวศวัฒนธรรมของพื้นที่ศึกษาทั้ง 5 ท้องถิ่นมีลักษณะคล้ายกันคือ เป็นเรื่องของสังคมชายแดน-ชายขอบ" ที่มีทั้งตำแหน่งทางภูมิศาสตร์อยู่ในพื้นที่ชายแดนและเป็นกลุ่มชนที่เป็นชายขอบของสังคมมหาชนที่เน้นความเป็นคนไทย ซึ่ง ผลจากการศึกษาวิจัยคือการบอกเล่าชีวิตวัฒนธรรมจากคนภายในท้องถิ่นให้แก่สังคมมหาชนได้รับรู้ และนี่คือ "เสียงจากสังคมชายแดน-ชายขอบ" โดยเป็นผลงานของนักวิจัยชาวบ้าน ได้แก่

ท้องถิ่นลุ่มน้ำลาวตอนบนในเขตอำเภอเวียงป่าเป้า ถึงอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็น "ชลประทานราษฎร์และชลประทานหลวง : การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมในลุ่มแม่ลาวตอนบน" กล่าวคือ ภูมินิเวศเป็นพื้นที่ภายในหุบเขาซึ่งมีน้ำแม่ลาวไหลผ่านเป็นเส้นทางติดต่อสำคัญระหว่างบ้านเมืองในที่ราบเชียงใหม่-ลำพูนกับที่ราบแม่กกจึงเป็นเกิดเป็นชุมชนบ้านเมืองมาแต่โบราณ โดยมีเวียงป่าเป้าเป็นศูนย์กลาง มีการตั้งถิ่นฐานทั้งบนที่ราบลุ่มและบนที่สูง ซึ่งได้แก่ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ที่เป็นพวกทำไร่เลื่อนลอย ได้แก่ ลาหู่ อาข่า ชาวปกากะญอ เป็นกลุ่มที่อยู่กับป่ามีการตั้งหลักแหล่งค่อนข้างแน่นอน มีการใช้ระบบชลประทานร่วมกันคือระบบเหมือง-ฝาย ขณะที่ชลประทานหลวงที่เข้าไปสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงคืออ่างเก็บน้ำ-เขื่อน ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากน้ำถูกเปลี่ยนรูปแบบไป ส่งผลถึงความสัมพันธ์ของผู้คนกลุ่มต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วย อีกทั้งโครงการสร้างเขื่อนน้ำแม่สรวยมีความเสี่ยงที่เกิดต่อพื้นที่ราบลุ่ม ได้แก่ น้ำท่วมในหน้าฝน ถูกแย่งน้ำไปกับการเพาะปลูกที่เป็นอุตสาหกรรม และเป็นปัญหาผลกระทบที่คนท้องถิ่นต่างวิตกกังวลอยู่ในขณะนี้

ท้องถิ่นริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงของและเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เป็นการปรับตัวของชาวบ้านกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมริมฝั่งแม่น้ำโขง กล่าวคือ พื้นที่ชายแดนไทย-ลาว ริมฝั่งแม่น้ำโขงนับจากเชียงแสนจนถึงเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย ภูมินิเวศในบริเวณนี้สัมพันธ์กับแม่น้ำโขง ลำน้ำอิง และลำน้ำงาว มีพื้นที่ราบลุ่มอยู่ระหว่างเทือกเขาสามเทือกที่ทอดตัวจากขอบแม่น้ำโขงทางทิศเหนือไปยังทิศใต้ คือ ดอยหลวง ดอยยาว ดอยผาหม่น ดอยผาตั้ง

เมืองเชียงของ เป็นเมืองที่ดำรงอยู่อย่างสืบเนื่องมากกว่าเมืองเชียงแสน มีความสัมพันธ์กับเมืองห้วยทรายในทางนิเวศวัฒนธรรม เป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์ในเชิงเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับหลวงพระบาง และมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง มีการใช้ลั้ง ซึ่งเป็นคำเรียกพื้นที่หาปลาร่วมกันของคนแถบนี้ โดยมีประเพณีพิธีกรรม เช่นการจับปลาบึกและประเพณีเซ่นสรวงผีร่วมกัน กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ บนพื้นที่สูงรอบ ๆ เชียงของมีการเคลื่อนไหวตั้งถิ่นฐานของชนเผ่าชาติพันธุ์อย่างมากมาย เช่น ลาหู่ ขมุ จีนฮ่อ อาข่า เย้า และม้ง ส่วนบนพื้นที่ราบมีการผสมผสานของคนไทยลื้อและไทยยวนอันเป็นคนพื้นถิ่นของเชียงรายมาแต่เดิม ซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคม ได้แก่ การขยายตัวของสถานที่ประกอบการค้าธุรกิจ การขยายตัวของสถานที่ราชการและองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของนายทุนภายนอก ผลกระทบที่กำลังเป็นปัญหาความเดือดร้อนและกังวลใจของคนในท้องถิ่น ขณะนี้ คือการขยายตัวทางการค้าและอุตสาหกรรมของจีนโดยผ่านการสนับสนุนของรัฐ,สภาหอการค้าจังหวัด การระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงซึ่งอาจทำให้เมืองประวัติศาสตร์และพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ถูกทำลาย สิ่งเหล่านี้เป็นความเดือดร้อนของผู้คนทั้งเชียงราย

ท้องถิ่นลุ่มน้ำหมันในเขตอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย "ผีกับพุทธ : ศาสนาและความเชื่อในสังคมชายขอบลุ่มน้ำหมัน" โดย บริเวณลุ่มน้ำหมัน มีด่านซ้ายเป็นเมืองด่านเพราะตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมจากหลวงพระบางมายังลำน้ำเหืองและลำน้ำหมัน พื้นที่สองฝั่งน้ำเป็นหุบเขา มีที่ลุ่มเหมาะแก่การปลูกข้าว ชีวิตและวัมนธรรมของคนด่านซ้าย เป็นสังคมเรียบง่ายมีดุลยภาพทั้งมิติทางวัตถุและจิตวิญญาณ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นไปอย่างช้าๆ อัตลักษณ์ที่สำคัญของด่านซ้ายและลุ่มน้ำหมัน คือมีการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรโดยการใช้พัดหรือระหัดวิดน้ำ มีการถือผีและสถาบันกวนจ้ำ ปัญหาที่เกิดจากการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและการเมือง ได้แก่ความขัดแย้งในเรื่องสิทธิในการดูแลพระธาตุเจดีย์ศรีสองรักษ์ และการสนับสนุนให้คนมาเที่ยวประเพณีผีตาโขนโดยขาดความรู้ ความเข้าใจ

ท้องถิ่นขายแดนเขมรในเขตอำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี สะท้อนภาพให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในเขตจันทบุรีซึ่งถูกเรียกว่าหลังเขาคือในเขตอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาวนั้น บ้านสำโรงเป็นชุมชนเก่าแก่มีอายุมากกว่า 500 ปี มีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยได้แก่ ชาวเขมร คนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชาวจีน บริเวณชายแดนเขมรอำเภอสอยดาวในช่วง พ.ศ. 2530-2531 มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ เกิดการจัดตั้งอำเภอสอยดาว ทำให้ชุมชนเติบโต มีถนนหนทาง ติดต่อเมืองสะดวก เกิดตลาดชายแดนหลังสงครามในเขมรสงบ และเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เกิดชุมชนใหม่ ๆ ขณะที่บ้านสวนส้ม ซึ่งเป็นชุมชนที่เกิดใหม่เป็นชุมชนเกาตรกรรมหมู่บ้านขนาดเล็ก แต่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ ความแตกต่างของบ้านสวนส้มและบ้านสำโรงคือ บ้านสวนส้มมีการขยายตัวมาก จนมีโครงสร้างลักษณะเป็นชุมชนเมืองขนาดเล็ก คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างในโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ เกิดระบบลูกจ้างและนายทุนรวมทั้งปัญหาหนี้สิน แต่ที่เป็นปัญหาขณะนี้คือปัญหาสังคมโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งพ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลเพราะต้องทำงานในโรงงานเฟอร์นิเจอร์ เกิดการมั่วสุมของเด็ก และการลักเล็กโขมยน้อย ส่วนที่บ้านสำโรงมีการสืบเนื่องของประเพณี พิธีกรรมหลายอย่าง ค่านิยมและความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนในชุมชนสร้างความเป็นปึกแผ่นได้ดี อีกทั้งมีความหลากหลายและความเคลื่อนไหวของผู้คนในชุมชนน้อยกว่าบ้านสวนส้ม

ท้องถิ่นริมอ่าวปัตตานีในเขตอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของอ่าวปัตตานีที่เป็นนิเวศวัฒนธรรมที่ถูกทำลาย ผ่านการศึกษาของคนใน 2 พื้นที่ชุมชนชาวมุสลิมที่เคร่งศาสนาและมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย คือ บ้านดาโต๊ะเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ไม่มีปอเนาะแต่มีมัสยิดรุ่นราวคราวเดียวกับมัสยิดกรือเซะ มีกูโบร์หรือสุสานฝังศพของดาโต๊ะบันยังนักปราชญ์คนสำคัญ มีโรงเรียนตาดีกาเป็นศูนย์กลางการศึกษาและการทำกิจกรรมร่วมกันของชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพประมง เพราะเป็นชุมชนชายทะเล ส่วนบ้านภูมีเป็นชุมชนที่เกิดจากการมีปอเนาะที่สร้างโดยโต๊ะครูที่เป็นปราชญ์ และทรงคุณธรรม ทั้งยังดำรงความเป็นปอเนาะตัวอย่างที่ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน คนบ้านภูมีมีอาชีพ ทำสวน ทำนา ทำไร่ และรับจ้าง ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในบ้านดาโต๊ะที่เห็นชัดคือ ผู้ชายเปลี่ยนไปทำงานรับจ้าง ผุ้หญิงออกไปทำงานโรงงานอุตสาหกรรมหรือขายของในตลาด มีการทำ" ข้าวเกรียบปลา" เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน และมีการขุดบ่อเลี้ยงปลาดุกเพื่อเสริมรายได้ ขณะที่บ้านภูมีมีปัญหาจากรัฐที่มีผลกระทบต่อการศึกษาในปอเนาะ คือเมื่อปอเนาะถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาล ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายในบรรดาปอเนาะ เกิดความร่วมมือกันและทบทวนการเรียนการสอนวิชาทางโลกมากขึ้น

นอกจากนี้ในแง่ของการวิจัยที่พบว่า ชาวบ้านหรือคนในท้องถิ่นมีความรู้และศักยภาพที่จะทำวิจัยเองได้และสามารถทำได้ต่อไปในอนาคต เพราะวันนี้นักวิจัยในโครงการเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง จนสามารถให้ข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างเชื่อมโยงมากกว่าในระยะแรก มีความเข้าใจเรื่องราวทางสังคม-วัฒนธรรมอย่างเคลื่อนไหวและมีทิศทาง นำไปเสนอกับท้องถิ่นและสังคมภายนอกเพื่อกำหนดทิศทางบทบาทการแก้ปัญหาจากการเรียนรู้ในความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างมั่นใจ

" เวลานี้รัฐกับประชาชนไม่มีเวลามาทะเลาะกัน เพราะมีอันตรายเกิดขึ้นทุกขณะ ถ้าไม่ช่วยกันเราจะอยู่ไม่รอด กระบวนการแบบนี้คือจุดเริ่มต้นของการทำให้ท้องถิ่นพัฒนามีพลัง ทำให้ท้องถิ่นรู้จักตัวเองและปรับตน อะไรที่ล้าหลังไม่ทันสมัยก็เลิก อะไรที่เหมาะกับตัวเองก็รับเข้ามา จึงเป็นการพัฒนาที่ไม่ใช่การถอยหลังเข้าคลอง การเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นได้บอกว่าพวกตัวหนอนว่าเขาเป็นอยู่อย่างไรและต้องการอะไร แทนที่จะรับรู้เรื่องของท้องถิ่นผ่านมุมมองของพวก" นก" ที่เป็นคนจากภายนอกลงไปศึกษาและคิดแทนจนนำไปสู่การพัฒนาที่สร้างปัญหา แต่วันนี้...ชาวบ้านมีพลังและรู้จักใช้ความรู้ในการต่อรองเพื่อสร้างสมดุลของการพัฒนาบนฐานการใช้ชีวิตและทรัพยากรร่วมกัน เพราะการพัฒนาท้องถิ่นต้องมีการปรับตัวประนีประนอมกันทั้งรัฐและท้องถิ่น " รศ.ศรีศักร กล่าวในที่สุด.

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โทร. 0-26196188,6199701

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์