ส.นักข่าวโต้ "ทักษิณ" วิจารณ์สื่อพาดหัวไม่สร้างสรรค์

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

กรุงเทพฯ- 12 พ.ค.48 วันนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกมาแถลงการณ์ระบุถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน โดยพุ่งเป้าไปที่การเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ "มติชน" เนื่องจากไม่พอใจที่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวได้ตีพิมพ์ข่าวพาดหัวหน้าหนึ่ง ฉบับวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า "ธรรมาภิบาลรัฐบาลไทยเสื่อม สอบตกคุมโกง ธนาคารโลกให้แค่ 49 เปอร์เซ็นต์" โดยได้ติเตียนว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้พาดหัวไม่สร้างสรรค์ และพาดหัวข่าวไม่ถูกต้อง ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชนดังกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการให้เหตุผลเพื่อพยายามสร้างหลักการใหม่ขึ้นมาในสังคมว่าสื่อมวลชนไม่ควรจะเสนอข่าวด้านลบของรัฐบาล และการเสนอข่าวเช่นนั้นเท่ากับไม่มีวุฒิภาวะ เพราะไม่รู้จักให้เกียรติรัฐบาลของประเทศตัวเอง

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เกรงว่าข้ออ้างเช่นนั้นของนายกฯ จะทำให้ผู้ที่ไม่เฉลียวหลงเข้าใจผิดคิดไปว่าสื่อมวลชนมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องรัฐบาลโดยไม่ต้องใยดีต่อข้อเท็จจริง และการที่หนังสือพิมพ์ "มติชน" ได้พาดหัวข่าวดังกล่าว เนื่องจากธนาคารโลกได้เปิดเผยระบบใหม่ในการวัดค่าธรรมาภิบาลของรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าหรือถอยหลังของระบบธรรมาภิบาลในแต่ละประเทศได้อย่างรวดเร็ว และเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของธนาคารโลก โดยชี้ให้เห็นว่า นับจากช่วงปี 2539-2547 ที่ผ่านมา การทำงานของรัฐบาลไทยด้อยประสิทธิภาพลงจากระดับ 74.3 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือเพียง 62.9 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2543 และเพิ่มขึ้นเป็น 66.7 เปอร์
เซ็นต์ ในปี 2545 และ 65 เปอร์เซ็นต์ ในปีที่แล้ว ขณะที่ความเป็นนิติรัฐ หรือการใช้กฎหมายเป็นเครื่อง
มือในการปกครองโดยเสมอหน้า ได้ลดลงจากระดับ 71.4 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 51.7 เปอร์เซ็นต์ในปีที่แล้ว

สำหรับการควบคุมระบบไม่ให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น มีเพียงปี 2541 ที่รัฐบาลไทยได้คะแนนเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากในปี 2539 ได้ 42 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มเป็น 49.3 เปอร์เซ็นต์ ในปีที่ผ่านมา ซึ่งถ้าหากพิจารณาข้อมูลนี้อย่างรอบคอบด้วยใจเป็นกลาง จะพบว่าถ้อยคำที่ใช้พาดหัวข่าว "ธรรมาภิบาลรัฐบาลไทยเสื่อม สอบตกคุมโกง ธนาคารโลกให้แค่ 49 เปอร์เซ็นต์" นั้นมิได้คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงในเนื้อข่าวเลย โดยเฉพาะการที่ธนาคารโลกระบุว่า การควบคุมไม่ให้เกิดคอรัปชั่นของไทยทำได้เพียง 49.3 เปอร์เซ็นต์ โดยน้อยกว่าปี 2541 ซึ่งสูงเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ดี แทนที่จะสร้างหลักการใหม่ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนว่าต้องไม่เสนอข่าวด้านลบต่อรัฐบาล นายกฯ น่าจะเร่งตรวจสอบปมการทุจริตที่กำลังผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ไม่ว่าเรื่องการทุจริตโครงการจำนำข้าวหอมมะลิ, การจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดในสนามบินสุวรรณภูมิ, การจัดซื้อกล้ายางมูลค่านับพันล้านบาท ฯลฯ ซึ่งน่าจะให้ความกระจ่างเพื่อสถาปนาธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นจริงในการบริหารราชการแผ่นดินมากกว่า และในฐานะสมาคมวิชาชีพ สมาคมนักข่าวฯ รู้สึกเสียใจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ใช้ท่าทีในทางที่ไม่สร้างสรรค์มาบั่นทอนเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพสื่อมวลชนมาโดยตลอด ซึ่งไม่ได้ใช้ และไม่ได้ส่งเสริมกระบวนการที่มีอยู่เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทั้งๆ ที่สื่อมวลชนได้พยายามพัฒนาระบบตรวจสอบ และควบคุมกันเองมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมจัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติซึ่งปฏิบัติงานได้ผล และก้าวหน้ามาแล้วตามลำดับ

ดังนั้น สมาคมฯ จึงขอให้สาธารณชนพิเคราะห์การใช้เหตุผลของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างถี่ถ้วน ขณะเดียว
กันก็ขอให้สมาชิกมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นในอาชีวะปฏิญาณต่อไป ไม่นำเหตุผลซึ่งไร้สาระใดๆ มาบั่นทอนการทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่อประชาชน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์