เรียน บก. ครับ

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เรียน บก. ครับ

ผมรู้สึกอึดอันมานานเรื่องการรับน้อง ตั้งแต่อยู่ปี 1 ก็ได้ต่อสู้มาตลอด และมาในปีนี้ เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นการโอกาสในการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อยกเลิกความรุนแรงทุกรูปแบบในกิจกรรมรับน้อง

ฝากบทความนี้พิจารณาด้วยครับ ซึ่งจะลงใน Questionmark Magazine (ศูนย์ข่าวสารกิจกรรมนักศึกษา) ที่จะออกปลายเดือนนี้ แต่ผมมองว่าถึงตอนนั้นมันอาจจะหมดความร้อนแรงไปแล้ว ช่วงนี้เป็นโอกาสทองที่จะโจมตีระบบการรับน้องห้องเชียร์โซตัสให้มันตายสนิทไปเลยครับ

ภาสกร ช่อผกา
กอง.บก Questionmark
ศูนย์ข่าวสารกิจกรรมนักศึกษา

---------------------------------

Sadism มหกรรมข่มขืนหมู่ วิปริต วิตถาร
Old-fashioned ประเวณีคร่ำครึ ล้าสมัย
Tragedy โศกนาฏกรรมประจำปี มิถุนาทมิฬ
Uncivilized ไร้อารยธรรม ป่าเถื่อน หลังเขา
Sucks โง่ งี่เง่า เต่าตุ่น เห้ ติงต๊อง บ้องตื้น

ประเพณีนี้ผมก็ไม่ทราบแน่ชัดหรอกว่าใครริเริ่มเอามาใช้ในการรับน้องระดับอุดมศึกษาในแทบทุกสถาบัน เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจใส่ใจขนาดที่จะต้องไปค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ให้เมื่อยตุ้ม แต่ก็เอากับเค้าหน่อยอะนะ เพราะพวกพี่ๆ ทั้งหลายก็ออกจะจริงจังกับประเพณีนี้มาก…มากซะจนเปลี่ยนความรู้สึกโกรธเคืองของผมให้กลายเป็นความสมเพชเวทนาบรรดาพี่ๆ เหล่านั้น ผมเลยขอแสดงบทพระโพธิสัตว์เพื่อโปรดเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ผ่านข้อเขียนชิ้นนี้ ซึ่งก็เขียนแบบหนุกๆ เอามันอะ แต่อาจจะมีซีเรียสบ้างเป็นหย่อมๆ

ในห้องเชียร์ พี่ๆ เค้าจะให้เราท่องคำขวัญประจำห้องเชียร์ที่ทุกคนคงรู้ดี นั่นคือ SOTUS ซึ่งย่อมาจาก…

Seniority คือ ระบบอาวุโส รุ่นน้องจะต้องเคารพยำเกรงรุ่นพี่ เห็นรุ่นพี่เป็นดั่งเจ้าโลกผู้ทรงอำนาจ บางแห่งก็จะพ่วงกฎยอกย้อน nonsense อีกอัน คือ 1.รุ่นพี่ถูกเสมอ 2.ถ้ามีปัญหาให้ย้อนกลับไปดูที่ข้อหนึ่ง สำหรับการทักทายไหว้กันเนี่ยเป็นสิ่งที่ work นะ แต่คนที่เอามาใช้น่ะสิ เอามาบังคับขู่เข็ญ ตั้งเป็นกฎเหล็ก ให้รุ่นน้องต้องกราบไหว้รุ่นพี่ ใครไม่ทำก็หาว่ายโสโอหัง ทั้งๆ ที่รุ่นพี่พวกนั้นน่ะแหละที่มาตะคอก ดุด่า แต่ก็ต้องฝืนใจไหว้ไป ในใจแอบด่าอยู่ก็มี (แต่เค้าก็จะซีเรียสกับกฎพวกนี้แค่ช่วงแรกแหละ พอปิดห้องเชียร์ก็จบกัน ประเพณีนี้มันก็ตื้นเขินแค่นี้แหละ เอาไรมากล่ะ ใช่มะพี่ๆ เชียร์)

ซึ่งจริงๆ แล้วหากรุ่นพี่ทำตัวน่ารักๆ คอยดูแลเอาใจใส่ให้คำปรึกษา มีหรือที่รุ่นน้องจะไม่รักและนับถือ ซึ่งเราก็อาจจะสังเกตเห็นได้ว่าจะมีพี่ที่แสนน่ารักอีกกลุ่มนึงมาดูแลเอาใจใส่เราอย่างดีตรงข้ามกับพวกพี่ที่อยู่ในห้องเชียร์ (พวกนี้เปรียบได้กับเทพพยากรณ์ใน The Matrix ที่คอยหลอกกรอกหูว่าระบบที่กดขี่ครอบงำอยู่นั้นน่ะมีอะไรที่ลึกซึ้งดีงามซ่อนอยู่)

เออ…แต่สำหรับบางที่ที่ไม่ค่อยแนบเนียนเนี่ยพี่ว๊ากบางคนก็ทำตัวหลุดๆ นอกห้องเชียร์ คือมาสนุก
สนานเฮฮากับรุ่นน้องเหมือนกัน พอรุ่นน้องเข้าไปเจอพี่ว๊ากคนนั้นทำทีขึงขังดุดันในห้องเชียร์ก็อาจจะขำแตกได้ แต่ในห้องเชียร์เค้าจะเป็นคนละคนกันเลยล่ะ เหมือนถูกผีทะเลเข้าสิง แสดงได้เยี่ยมมาก (แหมทำไปได้)

Order คือ ระเบียบวินัย จริงๆ มันคือ การเชื่อฟังคำสั่งนั่นแหละ รุ่นน้องจะต้องเชื่อฟังคำสั่งรุ่นพี่ทุกประการ จะต้องลดค่าตัวเองลงไปต่ำยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน (รู้สึกจะยิ่งกว่านั้น) ที่ไม่มีอิสรภาพใดๆ หลงเหลือ คือเป็นแค่หุ่นยนต์โง่ตัวนึง รอฟังคำสั่ง รอโปรแกรมจากรุ่นพี่ ให้ทำอะไรก็ทาม ให้ร้องเพลง ให้ยืนนิ่งๆ ห้ามยุกยิก ถ้าไม่สั่งอะไรก็ห้ามทำเด็ดขาด ฝึกยิ่งกว่าทหารซะอีก

แต่ของทหารเค้าก็มีเหตุผล มีเป้าหมายที่ต่างกับเรานะ ผมก็เข้าใจนะว่า ใครๆ ก็ต้องการมีอำนาจ ต้องการให้คนอื่นเชื่อฟัง ประเพณีนี้จึงโดนใจรุ่นพี่ที่ถึงคราวตัวเองมีโอกาสได้ออกคำสั่งใช้อำนาจบ้าง หลังจากที่เคยโดนมาก่อน (ท่านถูกใครทำเอาก่อนจึงย้อนเรา) แต่วิธีการจัดการกับอำนาจแบบนี้รู้สึกว่าไม่ค่อยจะฉลาดนัก เพราะมีกลอุบายมากมายที่สามารถโน้มน้าวหรือถึงขั้นครอบงำคนจำนวนมากยิ่งกว่านี้ให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจ ภายใต้แนวคิดของเราได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง (ตัวอย่างเช่น ระบอบประชาธิปไตย จริงๆ แล้วอำนาจไม่ได้อยู่ในมือประชาชนหรอก เราถูกหลอกว่าประชาธิปไตย คือ การเลือก ส.ส. แค่นั้น)

ขอยกตัวอย่างที่คณะครุศาสตร์ที่ผมสังกัดอยู่ ซึ่งก็ต้องเรียนวิชาจิตวิทยาการสอนไม่น้อย (ที่จะต้องจบออกไปทำหน้าที่อบรมสั่งสอนขัดเกลาบั่นทอนความเป็นมนุษย์ให้นักเรียนเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองเชื่องๆ ที่ดีของชาติ) กลับไม่รู้จักใช้จิตวิทยาให้เกิดประสิทธิผลมากกว่านี้ ในเมื่อเป้าหมายคือการบังคับควบ
คุม ก็น่าจะใช้วิธีที่แยบคายหน่อย (เหมือน The Matrix น่ะ เห็นมั้ย โลกมายาโลกที่ถูกเครื่องจักรครอบงำ มันน่าอยู่กว่าโลกจริง) ไม่ใช่ใช้วิธีถึกๆ ทำตัวเป็นควาย เอาเขาเข้าขวิดใหญ่เลย เค้าเรียกว่า ควายเซ็นเตอร์ ไงล่ะ คือครูทำตัวเป็นพระเจ้าโง่ๆ ในจักรวาลห้องสี่เหลี่ยม น่าสมเพชจังง

Tradition คือ ประเพณี จะต้องเชื่อในประเพณี ไม่ว่าจะต้องกล้ำกลืนฝืนทนแค่ไหนก็ต้องทำ เพราะมันเป็นประเพณี (สมเหตุสมผลมากกกกก) รุ่นพี่จะอ้างว่า ก็เค้าทำกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ สืบทอดกันมาถึงปัจจุบัน แสดงว่ามันเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ ไม่งั้นคงจะเลิกทำกันไปแล้ว (คิดกันสั้นๆ ง่ายๆ ตื้นๆ จังเลยเนอะ) ขอยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัว อย่างประเพณีเข้าพรรษา เดี๋ยวนี้เค้าก็เอาหลอดไฟฟ้าไปถวายพระแทนแล้วนะ แต่ถึงยังไงการถวายเทียนก็ไม่เสียหลาย มันก็ยังเรียกได้ว่า useful อยู่ และมันก็มีความสุขใจที่ได้ทำบุญ มีขบวนแห่เทียนกันสนุกสนาน

แล้วนี่มันอะไรกัน เข้าห้องเชียร์เพื่อโดนข่มเหง บางแห่งก็ถึงกับกลั่นแกล้งรังแก สนุกมือรุ่นพี่ ลับหลังก็ไปหัวเราะคิกคักกัน เรียกได้ว่าเป็นความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ประเพณีนี้ถูกคนโง่บางคนรับเอามาใช้แบบสิ้นคิด และผู้สืบทอดก็ไม่เคยตั้งคำถาม ทบทวน ตรวจสอบ ประเมินผล ประเพณีที่อ้างว่าสามารถขัดเกลาคนได้นี้เลย สิ่งที่สืบทอดกันมาใช่ว่าดีเสมอไป เราต้องกล้าหน่อย (ขี้ขลาดกันจังเลยว่ะ) กล้าที่จะคิดว่าไอ้คนที่สืบทอดกันมาก่อนๆ เรามันอาจจะโง่รึเปล่าฟะ เราต้องไตร่ตรองใช้สมองให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ว่ารับต่อมาดื้อๆ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงปรับปรุงแก้ไข อย่างนี้มันใช้ไม่ได้ (แต่ถ้าสมองมีเท่านี้ก็มะเปงไร…ให้อภัย)

การรับเอาประเพณีนี้มาใช้แบบโง่ๆ มันก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมโง่ๆ ของเรา คือ วัฒนธรรมการเป็นผู้ตาม (กระทรวงวัฒนธรรมไม่เห็นสนใจวัฒนธรรมในมิตินี้บ้างเลย) มิน่าล่ะประเทศไทยถึงได้มีแต่คนที่ความรู้สูงส่งล้นประเทศ แต่ไม่ค่อยจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ เราได้แต่เลียนรู้จากผู้อื่นตลอด แถมยังไม่เคยทบทวนความรู้ที่เราเอามาใช้นั่นเลยด้วย

Unity คือ ความสามัคคี แต่ความสามัคคีแบบนี้ เกิดจากการถูกบังคับข่มขู่ ไม่ต่างจากการปกครองแบบเผด็จการ แต่ละคนมีวิถีทางไปสู่เป้าหมายต่างกันหรือมีเป้าหมายที่ต่างกัน แต่ถูกอำนาจเผด็จการบังคับข่มเหงให้เห็นไปในทางเดียวกัน ให้ทำสิ่งต่างๆ เหมือนกัน พร้อมเพรียงกัน ต้องทำตัวโง่ยิ่งกว่าหุ่นยนต์ เดี๋ยวนี้หุ่นยนต์มันยังคิดเองเป็นเลย นี่หรือความสามัคคีที่เราต้องการ ความสามัคคีที่แท้จริงต้องเกิดบนเงื่อนไขที่เปิดกว้างที่สุด และปล่อยให้ทุกคนตัดสินใจอย่างเสรี

ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนมีวุฒิภาวะพอแล้วที่จะตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง มือที่มองไม่เห็นจะจัดการสิ่งต่างๆ ให้ลงตัวเอง เพราะทุกคนแตกต่างกัน มีพื้นฐานต่างกัน จุดมุ่งหมายในชีวิต ทัศนคติต่างกัน จึงต้องเปิดโอกาสให้แต่ละคนเลือกเอง แล้วมันจะดีเอง อาจจะเกิดกลุ่มต่างๆ ขึ้นมาหลายกลุ่ม ซึ่งกลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากมือที่มองไม่เห็นนั้นแหละคือความสามัคคีที่แท้จริง ไม่งั้นโลกนี้คงมีประเทศเดียว มีวัฒนธรรมเดียว ปกครองแบบเผด็จการโดยคนไม่กี่คนไปแล้วมั้ง ถ้าความสามัคคีแบบที่ถูกยัดเยียดในห้องเชียร์มันดีจริงๆ น่ะ

ใครบางคนเคยพูดว่ามันคือการที่รุ่นพี่รุ่นน้องสามัคคีกันโง่ รุ่นพี่มักอ้างว่า แต่ละคนมีพื้นฐานที่แตกต่างกันมา ดังนั้นจะต้องมาเข้าคอร์สนี้เพื่อหลอมรวมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว ลองใครได้ผ่านคอร์สนี้ ถึงเวลาตัวเองเป็นพี่ก็คงจะอยากเล่นบทเจ้าโลกบ้าง กลายเป็นวงจรอุบาทว์ไม่จบสิ้น เป็นวัฏสงสารที่น่าเวทนาที่สุด

Spirit คือ น้ำใจ ใครที่ไม่เข้าห้องเชียร์ หาว่าเอาเปรียบเพื่อน ไม่มีน้ำใจ ไม่รักสถาบัน เงื่อนไขที่เลวทรามที่สุดคือ การทำโทษรุ่นน้องที่เข้าห้องเชียร์ หากมีคนเข้าห้องเชียร์ไม่ครบ สิ่งนี้เองที่ทำลายมิตร
ภาพ ทำลายความสามัคคี พี่ๆ จะพร่ำบอกกับรุ่นน้องว่า จะต้องเข้ามาลำบากด้วยกัน มาช่วยเหลือกัน มาร่วมมือร่วมใจกันในห้องเชียร์ แสดงสปิริต ใครที่ไม่เข้าถือว่าเอาเปรียบเพื่อน ไอ้คำพูดนี้แหละที่ทำลายมิตรภาพและความสามัคคี

ชีวิตมหาวิทยาลัยนั้นไม่ได้สั้นแค่เดือนสองเดือน โอกาสมีมากมายล้นเหลือในการสร้างความสัมพันธ์ข้างนอกห้องเชียร์ มีกิจกรรมมากมาย หรือแค่ไปกินข้าวด้วยกัน นั่งข้างๆ กันในห้องเรียนก็เป็นโอกาสที่จะสร้างมิตรภาพได้แล้ว มีเหตุผลตลกๆ ที่พี่ๆ จะอ้าง คือบอกว่า การร่วมกิจกรรมในห้องเชียร์จะทำให้ได้รู้จักธาตุแท้ของเพื่อน รู้ไปทำไมเหรอ อย่างนั้นสู้ไม่เข้าดีกว่า เพราะผมไม่ต้องการรู้ธาตุแท้ใคร ไม่ต้องเข้าไปเห็นความไม่ดีของใคร เพราะทุกๆ คนมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี อีกทั้งการแสดงน้ำใจมีหลากหลายโอกาสและรูปแบบ บางทีการแสดงน้ำใจต่อเพื่อนในห้องเชียร์นั่นแหละที่เป็นน้ำใจที่บริสุทธิ์น้อยที่สุด เพราะตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขชั่วๆ แบบนั้น โดยความเป็นจริงแล้วก็ไม่มีใครจริงใจ 100% เข้าหากันหรอก ไม่มีจริงๆ ต้องยอมรับความจริง ต่างคนล้วนสวมหน้ากากเข้าหากัน เพื่อนๆ แต่ละคนก็มีระยะห่างระหว่างเพื่อนๆ ด้วยกัน ต่างๆ กันไป

สังเกตดูสิว่า ความงี่เง่า 5 ประการนี้มันมีลักษณะปกป้องตัวมันเอง มันถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับความชอบธรรมในตัวมันเอง จริงๆ แล้วไม่ได้มีสาระอะไรเลย กลวงโบ๋เลยแหละ แต่ลองใครได้หลงเข้ามาก็มักจะติดอยู่ใน loop ไม่สิ้นสุด reproduce ความสัมพันธ์พิลึกๆ แบบนี้ต่อไปไม่จบสิ้น เฮ้อออ ส่วนรุ่นน้องแทบทั้งหมดก็ไม่ค่อยจะกล้าขัดคำสั่ง ไม่กล้าขัดขืน ทั้งๆ ที่กำลังโดนข่มขืนศักดิ์ศรีจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์อยู่ (ผมว่านะ…ใครที่โดนข่มขืนมากๆ เข้า มันก็คงจะเกิดอารมณ์ร่วมขึ้นมาบ้างแหละ แบบว่าเกิดอาการเงี่ยนขึ้นมา และเมื่อไม่มีที่ระบาย ก็จะถูกเก็บกดเอาไว้ พอถึงคราวตัวเองมีโอกาสบ้างก็จะระเบิดออกมา แบบว่าน้ำแตกอะ แล้วมันก็จะแบบนี้ไปเรื่อยๆ) แต่เพราะกลัว กลัวจะเป็นแกะดำ กลัวเพื่อนจะหาว่าเอาเปรียบ กลัวพี่จะไม่ยอมรับ กลัวพี่จะไม่ช่วยเหลือทั้งในปัจจุบันและอนาคต นี่ก็แสดงให้เห็นว่ารุ่นน้องก็ไม่เชื่อมั่นในตนเองเช่นกัน ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้เอง จะรอความช่วยเหลือจากรุ่นพี่ตลอด (แต่สิ่งนี้เราก็ถูกปลูกฝังมาตลอดเวลาหนิ…ความกลัวเป็นสิ่งเดียวที่การศึกษาให้แก่เรา)

ผมคิดว่าสิ่งที่เราควรยึดถือนั้นคือศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งก็คืออิสรภาพที่เป็นคุณค่าสูงสุด ผมเชื่อว่ารุ่นน้องแทบทั้งหมดไม่พิสวาสการเข้าห้องเชียร์นักหรอก (รุ่นน้องไม่ได้เงี่ยนซะหน่อย แต่พวกพี่ที่หงี่มาตั้งแต่ปีที่แล้วก็รี่เข้ามากระแทกเป็นการใหญ่ จนชอกช้ำไปหมด พร้อมกับความเงี่ยนที่ถูกจุดประกายขึ้นในจิตใต้สำนึกของน้อง รอวันระเบิดออกมาในปีถัดไป) แต่เพราะความกลัวที่รุ่นพี่ได้สร้างและสืบต่อกันมา (อาจเรียกได้ว่าเป็นลัทธิห้องเชียร์และ SOTUS) ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นแค่ละครน้ำเน่าเรื่องนึงเท่านั้นเอง ที่ตอนจบจะต้องร้องไห้ซาบซึ้งกับความรักที่เพื่อนมีให้ เออ…ถ้ามองในแง่ศิลปการละครก็ถือว่าไม่เลวนัก เพราะสามารถสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ชม แต่ที่แย่ก็คือ มันไม่ได้พัฒนาพุทธิปัญญาของผู้ชมน่ะสิ แต่กลับไปปลูกฝังอวิชชาในความคิดจิตใจของผู้ชมแทน แย่ง่ะ
ไอ้ความกลัวมันก็เป็นสิ่งที่สังคมได้สร้างขึ้นในจิตใจของเรามาตั้งแต่เด็กแล้ว ตั้งแต่ระบบการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ฯลฯ และพอมาเจอความรุนแรงในรูปแบบที่มันกระทบเราโดยตรงอย่างนี้ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ขี้ขึ้นสมองเลยแหละ แต่ยังไงมันก็ต้องลองสู้ดู พยายามเอาชนะมันให้ได้ (เคยดูโฆษณา one-2-call ที่ริกร้องปะล่ะ นั่นล่ะ) อย่ากลัวที่จะขัดขืน (ถ้าไม่ขัดขืนแสดงว่าก็เงี่ยนอยากโดนเอาเหมือนกัน เป็นพวกมาโซคิสต์ที่ตรงข้ามกับพวกซาดิสต์ ซึ่งสองพวกนี้ก็เข้าขากันได้พอดี ฝ่ายนึงชอบความรุนแรง ส่วนอีกฝ่ายนึงชอบใช้ความรุนแรง) อย่าอดทนต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง รุ่นพี่มักอ้างว่าการเข้าห้องเชียร์จะฝึกความอดทน บอกว่าจะช่วยให้เรากล้าแกร่ง และสามารถเผชิญกับปัญหาในอนาคตได้ แต่ปัญหาที่เราจะเจอนั้นมันต่างกัน อ้างไม่ได้ อย่างเช่น อดทนเวลาเจ้านายด่า นี่อาจจะเป็นเงื่อนไขที่สมเหตุสมผลที่เราจะต้องอดทนเพื่อปากท้อง (ยังไม่ต้องพูดถึงว่า เราจะจัดการกับระบบการทำงานที่แปลกแยกเช่นนี้ได้อย่างไร) มันเป็นเงื่อนไขที่พอรับได้ แต่นี่มาสร้างคอร์สปัญญาอ่อนนี้ขึ้น แล้วอ้างจิตวิทยาแบบงูๆ ปลาๆ ว่าคอร์สนี้จะฝึกฝนคนให้อดทนต่อความยากลำบากได้ มันคนละเรื่อง เพราะในคอร์สนี้เราต้องมาอดทนกับการถูกบังคับข่มเหงบ้าๆ ไร้เหตุผล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะอดทน อดทนอะไรน่ะอดทนได้ แต่เราจะต้องไม่อดทนหรือก้มหัวให้กับอำนาจที่ป่าเถื่อนไร้เหตุผล เราจะต้องไม่อดทนต่อความไม่เป็นธรรม เราจะต้องไม่อดทนต่อการถูกย่ำยีศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะในสถานการณ์สมมุติในห้องเชียร์หรือในชีวิตจริง เราต้องสู้ครับ ไม่ใช่ด้วยกำลังชกต่อย แต่แค่ก้าวออกมาจากแถวแล้วเดินออกจากห้องเชียร์ แค่นั้นเอง เราต้องกล้าเป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆ ครับ เราเป็นมนุษย์นะ มีมือมีเท้า มีสติปัญญา มีอิสรภาพในการเลือก และโปรดเลือกที่จะใช้อิสรภาพด้วย

และถ้ารุ่นพี่คนไหนตัดความสัมพันธ์ฉันพี่น้องกับเรา เพราะไม่เข้าห้องเชียร์ ก็อย่าได้ถือโทษโกรธเคือง (เชิดเข้าไว้ ไม่มีพี่รหัสก็ไม่ตายซะหน่อย เพราะเรายังมีพ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอาปู่ย่าตายายอยู่อีกตั้งมากมายหลายคน) จริงๆ แล้วก็ควรจะสรรเสริญยกย่องพี่คนนั้นด้วยซ้ำ เพราะนั่นได้แสดงให้เห็นว่า รุ่นพี่คนนั้นได้ตระหนักและยอมรับว่าตนเองยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะเป็นพี่ใครได้ ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะดูแลและเป็นผู้นำที่ดีแก่น้องได้ สมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องสรรเสริญพี่คนนั้น เพราะเค้ากล้ายอมรับความจริงว่าวุฒิภาวะของตนเองนั้นยังต่ำอยู่ ยังคงเป็นบัวใต้โคลนตม เค้าถึงได้ตัดพี่ตัดน้องกับเรา บางทีเค้าอาจจะมาขอร้องให้เราเป็นพี่เค้าแทนก็ได้นะ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าผมเคยผ่านห้องเชียร์มาแล้วเหรอไงถึงได้มากล่าวหาว่ามันไม่ดี ผมก็เข้าห้องเชียร์นะ แต่ก็ไม่กี่ครั้งหรอก (แต่ก็ได้สัมภาษณ์เพื่อนๆ พี่ๆ จำนวนไม่น้อย ไม่ใช่ว่ามาเขียนด่าลอยๆ) แค่เพียงครั้งแรกก็แทบจะทนไม่ไหวแล้วกับคอร์สพัฒนาคนที่สุดแสนจะงี่เง่า (กลั้นหัวเราะไม่ไหว 555) จากการที่ได้สอบถามรุ่นพี่จำนวนมากที่ผ่านห้องเชียร์ แทบทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีมากเลยน้อง ซาบซึ้งมาก ต้องผ่านเอง เจอเอง แล้วจะรู้ว่าดีจริงๆ แต่กว่าจะไปถึงเป้าหมายเลิศๆ อย่างที่โม้ ก็ต้องแลกกับอะไรไปมากมายระหว่างทางที่ต้องเผชิญกับกรรมวิธีอุบาทว์ ต้องคร่ำเครียดเคร่งขรึม เสียสุขภาพจิต เสียเวลาอ่านหนังสือทำการบ้าน เสียเวลาพักผ่อน เสียเวลาเดินสยาม ทำไมไม่คิดสร้าง
สรรค์ คิดใหม่ทำใหม่ คิดกิจกรรมที่ดีกว่านี้เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ดีได้เหมือนกัน ได้ความสามัคคีเหมือน
กัน ได้รู้จักเพื่อน ได้แสดงน้ำใจต่อเพื่อนเหมือนกัน ไม่มีแล้วเหรอ อย่างที่อาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ เคยเขียนไว้ว่า ถ้าจะฝึกความอดทนและความสามัคคีกลมเกลียว สู้ฝึกโดยการไปช่วยกันทำงานไม่ดีกว่าเหรอ ไปช่วยกันขุดลอกท่อระบายน้ำตามข้างถนน แบบที่นักโทษทำ จะได้รู้ซึ้งว่ามันลำบากแค่ไหน จะได้รู้จักการร่วมแรงร่วมใจกันทำประโยชน์เพื่อสังคมจริงๆ หรือกิจกรรมสันทนาการอย่างที่ใช้รับน้องกันในช่วงแรกล่ะ ทำไมไม่ทำต่อ การใช้วิธีเลวๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ดีนั้น ไม่ใช่วิธีของปัญญาชนที่ได้รับการคาดหวังว่าจะออกไปเป็นชนชั้นนำเลย เราจะเอาความสดใสร่าเริงอันมีค่าไปแลกกับความสามัคคีจอมปลอม เอาศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ไปแลกกับน้ำตาแห่งความซาบซึ้งในยามที่รุ่นพี่มาเฉลยตอนปิดห้องเชียร์ เหรอ !!! มันช่างน่าสังเวชคนเหล่านั้น หรือจะยินดีกับเค้าเหล่านั้นดีนะ เพราะเค้าเหล่านั้นจะได้รับการขัดเกลาให้กลายเป็นคนที่มีความอดทนสูงงง (แม้แต่ถูกข่มขืนย่ำยีความเป็นมนุษย์) มีระเบียบวินัย (แต่ยืดหยุ่นไม่เป็น(แต่ก็ไม่เชื่อหรอกว่าคอร์สตื้นๆ แบบนี้จะฝึกคนให้มีระเบียบวินัยได้)) เผชิญกับปัญหา (ปัญหาอะไรวะ?) ได้ดีกว่าเรา เป็นคนที่มีเพื่อนรักมากมาย (แต่ก็ยังถูกนินทาลับหลังเหมือนเดิม) หรือว่าจะยินดีกับคนเหล่านั้นดีนะ คุณคิดว่ายังไง...

แต่ถ้าใครอยากจะลองดูซักตั้ง ใครที่คิดว่าตัวเองอดทนได้ หรือบางคนอาจจะใฝ่ฝันที่จะเป็นพี่ว้าก ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ ถ้าผมได้ลองผ่านห้องเชียร์ผมอาจจะไม่รู้สึกเสียใจเลยก็ได้ อาจจะรู้สึกซาบซึ้ง และได้รับประโยชน์อย่างที่พี่ๆ ว่าจริงๆ แต่ผมมันไม่รักดีเองครับ ไม่ยอมรับสิ่งดีๆ ที่พี่ๆ ยื่นให้ เพราะผมไม่ใช่ประเภทที่สามารถอดทนต่อความเปรี้ยวเพื่อรอกินหวาน (แถมยังเป็นน้ำตาลเทียมซะอีก)

ท้ายที่สุดนี้ อยากจะบอกว่า ผมไม่เคยคิดโกรธเกลียดรุ่นพี่คนไหนเลย เพราะผมก็เข้าใจความหวังดีของบรรดาพี่ๆ ผู้น่าสงสาร (ที่หลงผิดและหยาบกร้านจากการที่ถูกประเพณีนี้ขืนใจข่มขืนมาก่อน) และเวลาอยู่นอกห้องเชียร์พวกพี่ๆ ก็ออกจะน่ารัก อีกทั้งยังเข้าใจดีว่า ในบางครั้งคนเราก็มีความกลัว ความกังวล ประเพณีชั่วๆ มันมีกลไกของมันที่ทำให้ยากที่จะหลุดพ้น ทางเลือกที่เหมือนกับจะมี แต่ก็เหมือนกับจะไม่มี เงื่อนไขต่างๆ เส้นทางของมัน ถูกระบบกำหนดเอาไว้อย่างรัดกุม มันไม่ง่ายที่จะหลุดพ้นออกมาสู่โลกที่กว้างกว่า แม้แต่โลกภายนอกเองก็ยังมีระบบต่างๆ ที่ครอบงำเราอยู่มากมาย…สุดท้ายจริงๆ ละ มีสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ……

"เกียรติภูมิของเหล่านิสิตนักศึกษานั้นไม่ใช่การรับใช้ประชาชนอย่างที่ดีแต่พูดกันหรอก เพราะเพียงก้าวแรกในสถาบันอุดมศึกษา เราก็ถูกปลูกฝังความรุนแรงเพื่อใช้ในการข่มเหงบังคับควบคุมผู้อื่นแล้ว"

ภาสกร ช่อผกา ปี 2 ครุศาสตร์ จุฬาฯ

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์