"ศูนย์การค้า" มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

 

หากใครมีโอกาสผ่านเข้ามาบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในช่วงระยะหลังมานี้ อาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับธรรมศาสตร์จนสามารถสังเกตเห็นได้ คือการที่มหาวิทยาลัยอนุญาตให้บริษัทห้างร้านต่างๆ มาใช้พื้นที่ในธรรมศาสตร์เพื่อโปรโมทสินค้า แจกสินค้าตัวอย่าง รวมไปถึงการเปิดบูทขายสินค้า

 

โดยที่ตัวสินค้ามีความหลากหลายตามประโยชน์ใช้สอย ไล่ตั้งแต่สินค้าราคาแพงอย่างรถยนต์ที่นำสินค้าตัวอย่างมาตั้งโชว์รูมย่อยๆ พร้อมกับแจกแผ่นพับบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่ , การแจกสินค้าตัวอย่างประเภทสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อให้นักศึกษาได้ทดลองใช้บริเวณทางเข้าประตูฝั่งท่าพระจันทร์ , การมาเปิดบูทเสริมความงามของบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ระดับโลกพร้อมกับขายสินค้าให้กับแก่นักศึกษาบริเวณโรงอาหารหน้าคณะรัฐศาสตร์ , การมาเปิดบูทของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายหนึ่งเพื่อแจกซิมโทรศัพท์ฟรีบริเวณลานโพธิ์ และสินค้าอื่นๆ อีกมากมายที่ต่างทยอยเข้ามาใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยกันอย่างไม่ขาดสาย

 

นอกจากการมาตั้งบูทขาย / โปรโมท สินค้ากันอย่างโจ่งแจ้งแล้ว บางครั้งบริษัทห้างร้านเหล่านี้ก็ใช้วิธีการเป็น "สปอนเซอร์" ในงานกิจกรรมนักศึกษา พิธีกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย อย่างเช่นงานรับเพื่อนใหม่ งานพระราชทานปริญญาบัตรประจำปี งานฟุตบอลประเพณี ฯลฯ

 

ใน "งานรับเพื่อนใหม่" เมื่อต้นปีการศึกษา 2548 มีสินค้าชาขาวยี่ห้อหนึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักให้กับงานนี้ โดยบริษัทได้สิทธิแจกสินค้าตัวอย่างให้กับนักศึกษาอย่างไม่จำกัด และยังสามารถใช้รถ 3 ล้อขนาดเล็กขับตระเวนไปทั่วมหาวิทยาลัยเพื่อแจกสินค้าตัวอย่างให้กับนักศึกษาโดยไม่ผิดข้อห้ามใดๆ  

 

ขณะเดียวกันตรายี่ห้อของสินค้าชิ้นนี้ยังปรากฏอยู่บนด้านหลังของเสื้อที่มหาวิทยาลัยแจกให้กับนักศึกษาปี 1 ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่ประการใดที่งานรับเพื่อนใหม่ที่ผ่านมาจะเห็นนักศึกษาปี 1 ถือขวดชาขาวยี่ห้อดังกล่าวคนละขวดพร้อมกับใส่เสื้อที่พะตรายี่ห้อของสินค้าดังกล่าวอีกด้วย

 

เจ้าหน้าที่งานบริการอาคารสถานที่ของมหาวิทยาลัยคนหนึ่งกล่าวว่า ที่ผ่านมามีบริษัทห้างร้านต่างๆ มาขอใช้สถานที่ในมหาวิทยาลัยอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้กลุ่มคนที่เข้ามาขอใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยมีหลากหลายทั้งบริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าที่รู้จักกันดี , องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร , กลุ่มชาวบ้านที่ผลิตสินค้าพื้นบ้าน โดยวัตถุประสงค์ของแต่ละกลุ่มที่เข้ามาก็มีความแตกต่างกันไป มีทั้งแค่เข้ามาเพื่อโปรโมทสินค้า , แจกสินค้าตัวอย่างให้กับนักศึกษา รวมไปถึงการขายสินค้าให้กับนักศึกษาหากพอใจกับการทดลองใช้แล้ว

 

สำหรับค่าใช้จ่ายที่ทางมหาวิทยาลัยเรียกเก็บ เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าวว่าต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ว่าบริษัทเหล่านี้เข้ามาใช้พื้นที่เพื่ออะไร และใช้ขนาดของพื้นที่ / อุปกรณ์ประกอบมากน้อยแค่ไหน หากเข้ามาเพื่อโปรโมท / แจกสินค้าตัวอย่าง รวมไปถึงการขายสินค้า มหาวิทยาลัยจะเรียกเก็บเงินเป็นค่าบำรุงมหาวิทยาลัยประมาณวันละ 1,000 บาท

  

"เงินที่เรียกเก็บไป ส่วนใหญ่จะเป็นพวกค่าไฟ ค่าอุปกรณ์ เราต้องดูว่าเขาใช้อุปกรณ์ประกอบมากแค่ไหน มีฉายวีดีโอแนะนำสินค้าหรือเปล่า นอกจากค่าไฟ ค่าบำรุงสถานที่ที่เก็บเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เราก็นำเงินตรงนี้ไปให้พนักงานของมหาวิทยาลัยที่ต้องมาคอยดูแลอำนวยความสะดวก ทั้งการทำความสะอาดและการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์" เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าว

 

สำหรับกลุ่มองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ขายสินค้าเพื่อการกุศล เช่น ขายสินค้าขององค์กรเพื่อนำเงินไปรักษาช้าง เขากล่าวว่าตรงส่วนนี้มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เรียกเก็บเงินแต่อย่างใด เนื่องจากมหาวิทยาลัยเห็นว่า เป็นการทำเพื่อการกุศล เขายอมรับว่า ที่ผ่านมามีบริษัทต่างๆ เข้ามาติดต่อเพื่อขอตั้งบูทในมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

 

ส่วนเจ้าหน้าที่งานแนะแนวการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า สำหรับงานแนะแนวฯ จะรับพิจารณาบริษัทที่เข้ามาตั้งบูทที่เป็นประโยชน์กับนักศึกษา ที่ไม่ได้เน้นขายสินค้า เช่น การมาเปิดบูทเพื่อรับสมัครงานหรือการรับสมัครนักศึกษาเพื่อไปฝึกงานกับบริษัท

 

ถ้าหากจะมาตั้งบูทเพื่อขาย / โปรโมทสินค้าหรือแจกสินค้าตัวอย่างก็ต้องไปขออนุญาตงานบริการอาคารสถานที่ งานแนะแนวฯ จะรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์กับนักศึกษาจริงๆ และจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากบริษัทเหล่านี้เช่นกัน ค่าใช้จ่ายตกประมาณวันละ 500 - 1,000 บาท พอๆ กับที่เรียกเก็บบริษัทที่มาตั้งบูทขายสินค้า

 

"ค่าไฟของมหาวิทยาลัยตกเดือนละหลายล้านบาท เราก็ต้องเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้ เพื่อนำมาช่วยมหาวิทยาลัย" เจ้าหน้าที่งานแนะแนวฯ ของมหาวิทยาลัยกล่าว

 

สำหรับความคิดเห็นของนักศึกษาต่อกรณีดังกล่าว นายณัฐวุฒิ ชื่นมะนา นักศึกษาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ชั้นปีที่ 4 กล่าวว่า ตนเห็นว่าการใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของบริษัทต่างๆ เป็นเรื่องสมควร แต่ควรทำให้มีขอบเขต เช่น อย่าส่งเสียงดังโวยวาย หรืออย่ามาโปรโมทสินค้าตามโต๊ะในเวลาที่นักศึกษากำลังทำงาน

 

"ผมว่าการออกบูทก็เหมือนการยืนแจกของหน้าประตูท่าพระจันทร์หรือการจัดคอนเสิร์ต มหาวิทยาลัยก็มีรายได้ด้วย นักศึกษาพวกที่เขาอยากซื้อก็ได้ประโยชน์ด้วย ไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหนไกลๆ ไม่เห็นจะมีใครเดือดร้อนเลย แค่อย่าตั้งบูทเกะกะ แล้วก็พริตตี้อย่าแต่งสั้นมากก็พอ เดี๋ยวไม่เป็นอันเรียน" นายณัฐวุฒิกล่าว

 

นายสงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนความเป็นตัวตนส่วนหนึ่งของธรรมศาสตร์ที่กำลังแปลงตัวเองเป็นตลาด แต่กลับไม่ใช่ตลาดวิชา แต่มันคือตลาดสินค้าเพื่อมุ่งหาเงินแทนที่จะแสวงหาทางปัญญา

 

"ถ้าเราลองเข้ามาในธรรมศาสตร์ในตอนเย็นๆ จะเห็นมหาวิทยาลัยแห่งนี้กลายเป็นตลาดที่มีลูกค้ามาจับจ่ายใช้สอยปริญญาเต็มไปหมดด้วยราคาที่แพงโข นั่นต่างหากที่น่ากลัวกว่าการเปิดบูทขายของที่เห็นเป็นรูปธรรมอีก เพราะมันถูกทำให้ดูราวกลับไม่เป็นการขาย ทั้งๆที่เนื้อหามันเหมือนกัน อีกทั้งยังอันตรายกว่า" นายสงกรานต์กล่าว

 

มหาวิทยาลัย ทำเลอันแสนน่าดึงดูด

 

หากมองในแง่มุมการตลาดแล้ว สถานที่ที่อยู่อาณาบริเวณมหาวิทยาลัยนับเป็นทำเลที่เหมาะสมในการประกอบธุรกิจซึ่งมีนักศึกษาเป็น 1 ในกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยธุรกิจหลักๆ ที่เราแทบจะเห็นอยู่รายล้อมตามมหาวิทยาลัยในที่ต่างๆ ก็คือ หอพัก , ร้านอาหาร , สถานบันเทิง ฯลฯ

 

ด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ที่มีอาณาบริเวณไม่กว้างขวางมากนัก แถมพื้นที่โดยรอบของมหาวิทยาลัยก็ไม่เอื้ออำนวยให้กับธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทำตลาดได้เข้ามาจับจองพื้นที่ได้ อีกทั้งวิถีชีวิตของนักศึกษาธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ที่ต้องอาศัยการเดินทางโดยวิธีไป - กลับ แต่กลุ่มเป้าหมายอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ส่วนใหญ่มีกำลังซื้อค่อนข้างมาก

 

ดังนั้นการเข้ามาขอเปิดบูทสินค้าในมหาวิทยาลัยจึงเป็นความพยายามที่จะนำสินค้ามาเสนอให้กับนักศึกษาโดยตรง กลยุทธ์แบบนี้เรียกว่าเป็นการทำการตลาดเชิงรุก พยายามเสนอสินค้าไปให้กับกลุ่มเป้าหมายโดยตรงถึงที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่ ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเขา เพราะเมื่อนักศึกษาออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว พวกเขาก็มีทางเลือกมากมายในการจับจ่ายซื้อของ เพราะบริเวณนั้นก็มีห้างสรรพสินค้าจำนวนมากไว้รอดูดเงินในกระเป๋าจากนักศึกษาอยู่แล้ว

 

การเข้ามาเปิดบูทในมหาวิทยาลัยจะด้วยจุดประสงค์อะไรก็ตามแต่ ที่แห่งนี้นับเป็นทำเลอันเหมาะสมที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรง และหากพิจารณาค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับมหาวิทยาลัยในราคาวันละ 1,000 บาท ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าไม่น้อย หากเปรียบเทียบกับการไปเปิดบูทในสถานที่อื่นๆ เช่นตามห้างสรรพสินค้า การเข้ามาเปิดบูทในมหาวิทยาลัยก็นับว่าคุ้มค่าทั้งเรื่องของค่าใช้จ่าย และได้กลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายได้ตรงจุด ทั้งเรื่องประโยชน์ที่จะได้จากการขายสินค้าและการสร้างความรับรู้ในตรายี่ห้อ

 

แปลง "พื้นที่" มหาวิทยาลัยให้เป็น "ศูนย์การค้า" ?

 

แม้ว่าปรากฏการณ์นี้จะปลอมปนเข้ามาจนดูเหมือนจะแนบเนียนเข้ากับความเป็น "ตัวตน" ของธรรมศาสตร์ที่ในระยะหลังต้องดิ้นรนไปตามกระแสของการแข่งขันใน "ตลาดมหาวิทยาลัย" ที่เส้นแบ่งของความเป็นมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนเริ่มพร่าเลือนเต็มที ขณะเดียวกันนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการนำหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการเพื่อต้องการลดการอุดหนุนเงินงบประมาณให้กับมหาวิทยาลัย เพื่อต้องการให้การบริหารงานเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นสิ่งที่ธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ต้องดิ้นรนเพื่อเผชิญกับสภาวะนี้คือการเร่งเปิดคณะ / สาขาวิชา / โครงการอบรม ที่ต้องหาเงินมาหล่อเลี้ยงมหาวิทยาลัยที่กำลังเตรียมตัวออกนอกระบบราชการในอนาคตอันใกล้

 

โครงการปริญญาโทบางคณะในธรรมศาสตร์ที่มีอัตราเล่าเรียนตลอดหลักสูตรด้วยตัวเลข 6 หลัก แม้ว่าจะมีวัตถุประสงค์ของโครงการที่เขียนไว้อย่างสวยหรู แต่สิ่งที่สังคมควรร่วมกันตรวจสอบคือ มาตรฐานบัณฑิตและการศึกษาของโครงการปริญญาโทเหล่านี้จะนำพาสังคมไปสู่ทิศทางใด หรือโครงการเหล่านี้จะเป็นแค่การทำธุรกิจที่ฉาบเคลือบไว้ด้วยปรัชญาการศึกษาที่ดูดีเท่านั้น

 

"พื้นที่" ของธรรมศาสตร์ทุกตารางนิ้วจึงดูมีค่าและมี "เสรีภาพ" ที่ผู้บริหารจะจัดการ "พื้นที่" เหล่านี้อย่างไรก็ได้ เพื่อให้เป็นไปตามกระแสการแข่งขันใน "ตลาดมหาวิทยาลัย" ที่ดูรุนแรงขึ้นทุกที และดูเหมือนว่าปรากฏการณ์ที่บริษัทห้างร้านต่างๆ สามารถเข้ามาใช้ "พื้นที่" ของธรรมศาสตร์เพื่อนำสินค้ามาเสนอขาย / โปรโมท / ให้กับนักศึกษา จึงทำให้ "พื้นที่" ของธรรมศาสตร์กำลังลดสภาพจากมหาวิทยาลัยที่เป็นดั่ง "บ่อน้ำบำบัดกระหายความใคร่รู้" เป็นมหาวิทยาลัยที่กำลังกลายสภาพเป็น "ศูนย์การค้า" มากขึ้นไปทุกที

 

การมองถึงเรื่อง "เงิน" เป็นตัวตั้ง นับว่าเป็นสภาวะอันตรายอย่างหนึ่งในการจัดการบริหาร "พื้นที่" ของธรรมศาสตร์ ที่ต้องพยายามแปลงทุกอย่างให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด นับเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยถึงอนาคตของมหาวิทยาลัยและการศึกษาที่จะเป็นไปในอนาคต

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์