คอลัมนิสต์เวเนฯ โจมตีศาสนาคุมมดลูกผู้หญิง

ประชาไท- คริสติน เฮิร์ซ คอลัมนิสต์ชื่อดังแห่งสื่อออนไลน์อิสระเพื่อชาวเวเนซูเอล่า เขียนบทความออกมาต่อต้านอย่างรุนแรงที่ศาสนาชี้นำพวกอนุรักษ์นิยมให้เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการกำหนดเรื่องการทำแท้งของผู้หญิง แนะผู้มีอำนาจให้ออกกฎหมายต้านความรุนแรงดีกว่าวุ่นวายเรื่องมดลูกผู้หญิง

จากข้อถกเถียงและการวิพากษ์วิจารณ์ที่ออกมาตอบโต้กันระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและบรรดาเสรีนิยมควรจะออกกฎหมายการทำแท้งเสรีหรือไม่ ที่กำลังประเด็นร้อนแรงทั้งในเวเนซูเอล่า และในสหรัฐอเมริกา คริส เฮิร์ซ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา เป็นคอลัมนิสต์ของสื่ออิสระออนไลน์ VHeadline.com Venezuala ได้เขียนบทความที่ค่อนข้างเผ็ดร้อนของมาโจมตีบรรดาเหล่านั้นอนุรักษ์นิยมและศาสนจักร

ทั้งนี้ VHeadline.comเป็นเว็บไซด์อิสระเพื่อการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิชาวของเวเนซูเอล่า และเพื่อนำเสนอข่าวสารข้อมูล ในเวเนซูเอล่าและประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกา ที่จดทะเบียนที่สหรัฐอเมริกา เป็นเว็บไซด์ที่มีผู้เข้าชมจาก 142 ประเทศทั่วโลก และ 97% ของผู้ชมอยู่ในระดับนโยบายและวางแผน

เฮิร์ซเริ่มต้นบทความของเธอว่า ไม่ว่าผู้หญิงจะเป็นคนควบคุมร่างกายของเธอเองหรือไม่ และอาจจะตัดสินใจด้วยตัวเองได้หรือไม่ก็ตาม แต่เธอก็ต้องยอมรับภาระต่อไปอีก 20 ปี หรือมากกว่านั้นในบทบาทของความเป็นผู้ดูแลลูก และแล้วทางโบสถ์ ( กลุ่มศาสนา) กับบรรดาพวกคนในชนชั้นต่างๆ ก็ต้องการที่จะกำหนดให้มดลูกของหญิงเป็นไปในทางเดียวกันทั้งประเทศ ตามกรอบที่พวกเขาปรารถนาและออกกฎหมายเพื่อควบคุมทุกแง่มุมของชีวิตของคนอื่น เขาจับคนบาปเหล่านั้นโดยใช้อำนาจและความเหนือกว่าในทุกรูปแบบมาควบคุมเอาไว้อย่างดี

เมื่อพูดถึงสิ่งที่ทางฝ่ายคัดค้านการทำแท้งที่ว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อมีการปฎิสนธิและทารกในครรภ์นั้นควรจะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย เฮิร์ซกล่าวถึงประเด็นว่า ขณะนี้ตัวอย่างของความสุดโต่งทุกชนิดจากแต่ฝ่ายละถูกนำเสนอสู่สายตาของสาธารณะในเพียงด้านเดียว อย่างเช่นฝ่ายสนับสนุนการทำแท้งถามว่า ทำไมผู้หญิงจะต้องอุ้มท้องและคลอดลูกที่มาจากการข่มขืนหรือการมีเพศ
สัมพันธ์จากคนในสายเลือดเดียวกันด้วย ฝ่ายคัดค้านการทำแท้งก็โต้ว่า ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยใช้การทำแท้งเป็นการคุมกำเนิด และการอนุญาตให้มีการทำแท้งเสรี ก็เหมือนกับการคุมกำเนิดเสรี เป็นการส่งเสริมการกระทำที่ผิดศีลธรรมและความสำส่อนทางเพศ และแน่นอน พวกเขาต้องการที่จะปกป้องชีวิตของเด็กอย่างสมเกียรติ แม้ว่าเด็กเหล่านั้นยังมีขนาดไม่เท่าเซลล์ สองสามเซลล์เลย

แต่ประเด็นที่แท้จริงก็คือใครเป็นเจ้าของตัวเรากันแน่ เฮิร์ซกล่าวอย่างเสียดสีว่า

"พวกเราทุกคน ผู้ชายหรือผู้หญิงก็เหมือนกัน พูดกันอย่างง่ายๆก็คือ ถ้าผู้หญิงไม่มีความสามารถที่จะเป็นเจ้าของมดลูกของเธอเอง ถ้าเธอไม่สามารถที่จะรับผิดชอบความต้องการด้านอนามัยเจริญพันธุ์ และ การดูแลสุขภาพ ของตัวเองได้ แน่นอนว่า เธอก็ไม่สามารถที่จะเป็นพลเมืองได้ด้วย ดังนั้น จึงเป็นที่แน่ชัดว่า เธอไม่สามารถที่จะรับภาระงานเป็นข้าราชการ หรือแม้แต่จะไปบริหารธุรกิจด้วยสติปัญญาของเธอได้ ดังนั้นรัฐก็ควรที่จะรับผิดชอบสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแทนที่เธอเสีย"

และถ้าผู้หญิงมีความบกพร่องในการตัดสินเสียจนต้องทำให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายของเธอต้องอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐแล้วละก็ ทำไมผู้ชายถึงไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปทั้งหมดทุกด้านด้วยล่ะด้วย"

หากบอกว่า สิ่งที่พยายามทำทั้งหมดนี้ก็เพราะต้องการเอาใจใส่และควบคุมเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เฮิร์ซก็แย้งว่า

ถ้ารัฐโดยอ้างหลักการทางศาสนาเข้ามาออกกฎหมายเพื่อควบคุมมดลูก คิดว่าวันหนึ่งเขาก็อาจจะต้องมาตัดเอาเซลล์บางส่วนของเราไป เอายีนส์ไปจัดระเบียบเอาไว้ หรือฝังชิปไว้ใต้ผิวหนังของเรา เพื่อจะรู้ว่าเราอยู่ที่ไหนตลอดเวลา ทั้งหมดนี้อาจจะอยู่ในรูปแบบของผู้ปกครองที่ใจดี หรือ แบบพี่ใหญ่ ( บิ๊ก บราเธอร์)

และในขณะนี้ที่สหรัฐอเมริกา รัฐที่มีปฏิกิริยาในเรื่องนี้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี และอาจจะทำบางสิ่งบางอย่างทันทีที่จะได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเกิดขึ้นกับชาวเวเนซูเอลาด้วยก็ได้นะ

"ในขณะที่เราได้เห็นข้อถกเถียงกันอย่างชัดเจนแล้ว ฉันของวิจารณ์องค์กรผู้หญิงที่นำเรื่องนี้เข้าสู่รัฐสภา ที่ไม่กล้าหาญพอที่จะประกาศอำนาจอธิปไตยเหนือร่างกายของตัวเอง และฉันไม่มีความอดทนต่อคุณค่าของศาสนาและชมรมในท้องถิ่น ซึ่งเชื่อมั่นในความจริงใจว่า กลุ่มของพวกตนเองซึ่งเป็นอภิสิทธิชนเท่านั้นที่มีอำนาจที่จำบอกทุกๆคนว่าอะไรคือศีลธรรมอันดีงามที่แท้จริง อะไรคือกฎหมาย"

ปัญหาในทางรูปธรรมของประเด็นนี้ก็คือ "เราเชื่อว่าในโลกที่มีทรัพยากรจำกัดนี้ มีผู้หญิงที่เคยทำแท้งในอดีตและจะมีผู้หญิงทำแท้งในอนาคต และแน่นอนว่าควรต้องถูกกระทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์ไม่ใช่ที่ทำแท้งเถื่อน และขอแค่ให้มีกฎหมายที่เพียงพอที่จะจัดการกับความรุนแรงและความโลภของผู้ชายดีกว่าที่จะมาวุ่นวายกับเรื่องที่เกิดขึ้นใต้กางเกงในของเรา"

ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มปากพูดปาวๆว่า สนับสนุนการมีชีวิต ( pro-life) เองก็กลับไม่ได้ใส่ใจต่อการเกิดขึ้นมาของเด็กคนอื่นๆ อย่างเช่นในสหรัฐฯ แน่นอนว่าในไตรมาศนี้ไม่มีการให้ความสนใจที่ให้ความเชื่อมั่นว่าจะมีทรัพยากรที่เหมาะในการดูแลและเลี้ยงดูเด็กระหว่างคลอดจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะการสนใจในเรื่องนั้นก็หมายถึงว่าการที่เขาจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีก 1 เหรียญ เราอาจจะคาดการได้ว่าสถานการณ์ที่คล้ายๆกันนี้อาจเกิดขึ้นที่เวเนซูเอล่าได้เช่นกัน

"บรรดาศาสนจักร และกลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งหลายควรที่จะเตรียมใส่เงินไปจุนเจือคนเหล่านั้นด้วย ควรจะมีวิธีคิดว่า จะต้องไม่มีผู้หญิงคนไหนหาเงินเลี้ยงลูกเพียงลำพังคนเดียว ถ้าทางพวกPro-life หรือศาสนจักรทำอย่างนี้ ฉันก็จะเป็นคนหนึ่งที่อาจจะฟังเรื่องของความเข้มงวดทางศีลธรรมให้รอบคอบมากขึ้น

สุดท้าย ผู้หญิงโดยทั่วไป จากประสบการณ์ของฉัน ผู้หญิงน้อยมากที่คิดจะทำแท้งเหนือสิ่งอื่นใด ความปรารถนาที่จะมีลูกนั้นถูกฝังลึกลงไปในเซลล์และยีนในร่างกายของเธอเหล่านั้นด้วย"

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์