เก็บภาษีสุราตามปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ : เพิ่มรายได้รัฐ ลดต้นทุนสุขภาพสังคม

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เมื่อเร็วๆ นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีสุราในปัจจุบัน โดยชี้ว่า ไม่ได้ทำให้ปริมาณการบริโภคสุราลดลง แต่กลับทำให้คนหันไปบริโภคสุราที่มีคุณภาพต่ำ ราคาถูก จึงน่าจะต้องทบทวนวิธีคิดในการจัดเก็บภาษีสุรา เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการดูแลสุขภาพของประชาชน

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ส.ส.พรรคไทยรักไทย ก็โดดตึกตาย โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงมาก

ผมมีความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว ต่อไปนี้

หลักการจัดเก็บภาษี

โดยพื้นฐานแล้ว เป้าหมายของการจัดเก็บภาษี มี 2 อย่าง คือ 1) เพื่อหารายได้เข้ารัฐ 2) เพื่อใช้ผลของการเก็บภาษีไปกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อส่งเสริมหรือกีดกันการบริโภคสินค้าชนิดนั้นๆ

สินค้าบางชนิด ที่มีผลกระทบด้านลบต่อสังคม ดังเช่น สุรา ซึ่งมีอันตรายต่อสุขภาพและก่อให้เกิดภาระต้นทุนทางสุขภาพของสังคม จึงถูกจัดเก็บภาษีแพงๆ เพราะนอกจากจะเพื่อหารายได้เข้ารัฐแล้ว ยังมุ่งจะใช้ผลของการเก็บภาษีไปลดการบริโภคสุรา โดยคาดได้ว่า การเก็บภาษีสุรา ทำให้สุรามีราคาแพงขึ้น คนก็น่าจะดื่มสุราน้อยลง

ปัจจุบัน การจัดเก็บภาษีสุรา (เหล้าและเบียร์) มีวิธีคิดอยู่ 2 แบบ คือ
(1) เก็บภาษีตามมูลค่าของสุรา กล่าวคือ กำหนดอัตราภาษี โดยใช้ราคาสุราเป็นฐานในการคำนวณภาษี ทำให้สุราราคาแพงต้องจ่ายภาษีแพง ในขณะที่สุราคุณภาพต่ำ ราคาถูก ได้จ่ายภาษีถูก
(2) เก็บภาษีตามปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ในสุรา กล่าวคือ กำหนดอัตราภาษี แล้วใช้ปริมาณแอลกอฮอล์ในสุราเป็นฐานในการคำนวณภาษี ทำให้สุราที่มีแอลกอฮอล์มากหรือดีกรีแรง ต้องจ่ายภาษีแพงกว่าสุราชนิดที่มีดีกรีต่ำ

ทั้งนี้ เหล้าและเบียร์ทุกชนิด ต้องถูกคิดคำนวณภาษีตามวิธีคิดทั้ง 2 แบบ โดยที่วิธีคิดแบบใดทำให้เก็บเงินภาษีได้สูงกว่า ก็ให้เลือกใช้วิธีคิดแบบนั้น

กรณีศึกษา "ภาษีเบียร์"

ข้อเท็จจริงของภาษีเบียร์ ซึ่งเป็นสุราแช่ชนิดหนึ่ง พบว่า ปัจจุบัน รัฐได้กำหนดอัตราภาษีเบียร์ในแบบที่คิดตามปริมาณแอลกอฮอล์หรือดีกรี โดยกำหนดไว้ในอัตราที่ต่ำ จนทำให้เบียร์ขวดใหญ่ ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ 6 ดีกรี คิดคำนวณตามแบบนี้แล้ว จะได้เสียภาษีเพียงขวดละ 3.78 บาท ในขณะที่หากคิดคำนวณภาษีในแบบที่คิดตามมูลค่าของเบียร์ จะได้เสียภาษีขวดละ 20.32 บาท ในที่สุด จึงต้องเลือกใช้วิธีคิดภาษีตามมูลค่าของเบียร์

การคิดภาษีตามมูลค่าของเบียร์ ยังผลให้เบียร์ที่มีต้นทุนการผลิตสูง มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ คุณภาพดี มีราคาแพง ต้องรับภาระจ่ายภาษี สูงกว่า เบียร์ที่ผลิตถูกๆ มีราคาต่ำ มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง คุณภาพต่ำ

วิธีการคิดภาษีแบบดังกล่าว ทำให้เบียร์คุณภาพดี ดีกรีแอลกอฮอล์ต่ำๆ มีราคาสูงกว่าเบียร์คุณภาพต่ำ ที่มีดีกรีแอลกอฮอล์สูงมากกว่า มีผลในทางกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภค คือ จูงใจให้ผู้บริโภคหันไปดื่มเบียร์ราคาถูก ที่เสียภาษีต่ำ ดีกรีแรง มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ

ผลที่เกิดขึ้นเล็งเห็นได้ว่า ไม่เป็นที่พึงประสงค์ เพราะในการจัดเก็บภาษีเบียร์นั้น นอกจากจะเพื่อหารายได้เข้ารัฐแล้ว ยังควรใช้เป็นเครื่องมือกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อให้ลดการบริโภคเบียร์ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำลายสุขภาพลง แต่กลับปรากฏว่า เมื่อจัดเก็บภาษีแล้ว ปริมาณการบริโภคเบียร์ไม่ลดลง แต่หันไปบริโภคเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงๆ ซึ่งมีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่า เพิ่มขึ้น

การเก็บภาษีสุราแบบใหม่

ผมมีความเห็นว่า หากรัฐบาลจะมีการปรับปรุงวิธีคิดภาษีสุราแบบใหม่จริง น่าจะมีหลักวิธีคิด ดังต่อไปนี้
(1) วิธีคิดภาษีสุราแบบใหม่ ต้องไม่ทำให้รัฐได้รับเงินภาษีน้อยลงกว่าเดิม
(2) วิธีคิดภาษีสุราแบบใหม่ ควรใช้วิธีคิดภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์หรือตามดีกรี แบบเดียว ทำให้สุราที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง มีฤทธิ์ทำลายสุขภาพรุนแรง ต้องจ่ายภาษีแพงกว่าสุราที่มีอันตรายต่อสุขภาพน้อยกว่า และเพื่อใช้ผลของการเก็บภาษีไปลดปริมาณการบริโภคแอลกอฮอล์ในสุรา

กรณีศึกษา การปรับปรุงวิธีคิดภาษีเบียร์

ปัจจุบัน พบว่า การเก็บภาษีเบียร์โดยคิดตามปริมาณแอลกอฮอล์ ยังทำให้รัฐได้รับเงินภาษีน้อยกว่าวิธีคิดภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์ แต่นั่นก็เป็นเพราะปัจจุบัน รัฐยังกำหนดอัตราภาษีไว้ในอัตราที่ต่ำ โดยกำหนดจัดเก็บภาษีในอัตราเพียง 100 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ รัฐบาลยังสามารถเพิ่มอัตราภาษีขึ้นไปได้อีก เพื่อให้คำนวณได้เงินภาษีเข้ารัฐมากขึ้น ไม่ให้น้อยไปกว่าการคิดภาษีตามมูลค่าแบบเดิม

อาทิเช่น รัฐบาลอาจเพิ่มอัตราภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์ขึ้นไปอีก เป็น 550 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ (เพิ่มขึ้น 500%) ซึ่งจะทำให้จัดเก็บภาษีได้ไม่น้อยกว่าเดิม และยังสามารถใช้ผลวิธีการคิดภาษีแบบดังกล่าวในการกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ลดปริมาณการบริโภคเบียร์ โดยเฉพาะเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงๆ เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากๆ

แก่นวิธีคิดของการจัดเก็บภาษีแบบนี้ คือ ยิ่งเป็นสุราที่มีปริมาณแอลกอฮอล์มากๆ มีฤทธิ์ทำลายสุขภาพร้ายแรง ก็ควรจะยิ่งต้องจ่ายเงินภาษีแพงๆ ส่วนสุราที่มีปริมาณแอลกอฮอล์น้อยๆ มีฤทธิ์ทำลายสุขภาพน้อยกว่า ก็ควรจะต้องจ่ายภาษีต่ำกว่า ยิ่งถ้าเป็นเหล้าหรือเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์เลย ซึ่งปัจจุบันสามารถผลิตได้ ก็ควรจะเก็บภาษีต่ำกว่ามากๆ เสมือนการเก็บภาษีเครื่องดื่มทั่วไป เพราะไม่มีฤทธิ์ทำลายสุขภาพ

ในประการสำคัญ รัฐบาลพึงสนับสนุนให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หันไปบริโภคเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำๆ แทนสุราที่มีแอลกอฮอล์สูงๆ หรือดีที่สุด คือเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยอาจหันไปดื่มเหล้าหรือเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ทดแทน

ข้อเสนอเพื่อปรับปรุงวิธีคิดภาษีสุรา โดยสรุปคือ ให้ใช้วิธีคิดภาษีแบบเดียว โดยคิดตามปริมาณแอลกอฮอล์หรือดีกรีสุรา ในอัตราภาษีสูง ที่ทำให้รัฐได้ภาษีไม่ลดลง

ผลสืบเนื่อง หากเก็บภาษีสุราตามความแรงของดีกรี

จากแนวคิดข้างต้น แม้จะทำให้บริษัทผู้ผลิตสุรา (เหล้าและเบียร์) ต้องจ่ายเงินภาษีเข้ารัฐมากขึ้น แต่ก็จะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หากผลิตภัณฑ์สุราของตนมีฤทธิ์ทำลายสุขภาพสังคมรุนแรง ก็ต้องจ่ายภาษีแรงๆ หรือหากไม่ฤทธิ์แอลกอฮอล์ต่ำ ก็รับภาระภาษีถูกกว่า

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในระบบธุรกิจสุรา คือ
1) ด้านผู้บริโภค จะลดปริมาณการบริโภคสุราที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงๆ โดยจะหันเหพฤติกรรมไปบริโภคเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ ที่มีราคาถูกกว่า และอาจจะหันไปบริโภคเหล้าหรือเบียร์ชนิดปลอดแอลกอฮอล์ ที่ไม่ทำลายสุขภาพแทน

2) ด้านผู้ผลิต จะเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดผลิตสุราที่มีคุณภาพสูง มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ ดีกรีต่ำ ซึ่งจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งออกไปขายตลาดต่างประเทศได้ เพราะปัจจุบันต่างประเทศก็นิยมและส่งเสริมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำๆ

3) ด้านรัฐ จะมีรายได้จากเงินภาษีสุราไม่น้อยกว่าเดิม ในขณะที่ปริมาณการบริโภคแอลกอฮอล์ในสุราลดลง การทำลายสุขภาพประชาชนน้อยลง จึงน่าจะมีต้นทุนการรักษาสุขภาพที่เกิดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ต่ำลง

เพราะแอลกอฮอล์เป็นสารที่ส่งผลต่อสมองส่วนกลาง ทำให้ผู้ดื่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว บ้าบิ่นเกินจริง ควบคุมสติสัมปะชัญญะไม่อยู่ บางที หากมาตรการหรือนโยบายนี้ได้ออกนำมาใช้เร็วกว่านี้ เราอาจจะไม่สูญเสีย ส.ส.ไทยรักไทย จังหวัดอุดรธานี ที่โดดตึกตาย

ในประเด็นนี้ ผมจึงเห็นด้วยกับแนวคิดเบื้องต้นของนายกรัฐมนตรี และขอสนับสนุนให้รัฐบาลมีความกล้าหาญ ผลักดันนโยบายดังกล่าวให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง โดยสอดคล้องกับหลักการที่กล่าวมาแล้ว

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์