น้ำท่วม ….น้ำตา และความจริงใต้กระแสน้ำ ฝ่าวิกฤตพิบัติภัย… คว้าน้ำเหลว มุ่งฉกวิกฤตเป็นโครงการ

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

อาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม  2548  คือห้วงเวลาอันเลวร้ายที่ชาวเชียงใหม่ในเขตตัวเมืองต้องเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติอย่างคาดไม่ถึง

 

ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

น้ำปิงก้อนมหึมาไหลดิ่งมาจากตอนเหนือมากเป็นประวัติการณ์ และล้นฝั่งเข้าเอ่อท้นท่วมบ้านเรือน  ร้าน ค้าย่านเศรษฐกิจสำคัญของเมือง  ลามกระจายแผ่เป็นบริเวณกว้างอย่างต้องตื่นตะลึง

 

เมืองที่มีแม่น้ำอยู่ใจกลางเมืองอย่างเชียงใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดน้ำท่วม  แต่นี่คือการท่วมที่ผิดปกติและก่อความเสียหายรุนแรงที่สุด 

 

แม้เรื่องของพิบัติภัย อาจต้องทำใจยอมรับหรือโทษดินฟ้า  และแม้จะยอมรับกันอยู่เสมอมาว่าระบบราชการไทยมีแต่ความเชื่องช้า  

 

แต่บทเรียนที่เราเผชิญจากเหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามถึงระบบเตือนภัย  และการอำนวยความช่วยเหลือที่ง่อยเปลี้ย

 

ที่สำคัญเมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้น แทนที่จะมุ่งหน้าค้นหาระบบเตือนหรือสร้างแนวทางแก้ไขสถาน

การณ์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ  กลับคิดจะฉวยวิกฤตการณ์ ให้กลายเป็นโครงการแทน !!

                                                           

 

ความจริงใต้กระแสน้ำ

 

น้ำท่วมใหญ่รอบนี้ เกิดจากปริมาณน้ำฝนที่มากผิดปกติ    อิทธิพลของดีเพรสชั่นที่เข้ามาทางเวียดนามผ่านลาว เมื่อวันที่ 11-12 สิงหาคม  ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักทั่วจังหวัดเมื่อวันแม่  แต่มากที่สุดที่อำเภอเชียงดาวซึ่งอยู่ทางตอนเหนือและเป็นต้นกำเนิดสายน้ำปิง

 

ปริมาณน้ำฝนที่วัดได้สูงที่ อ.เชียงดาวถึง   200.3 มม./24 ชม. ที่แม่แตง  แม่แฝก และเวียงแหงอีกถึง แห่งละ 100 ม.ม. ซึ่งสูงกว่าการตกปกติถึง 10 เท่า  ขณะที่เกณฑ์มาตรฐานของฝนตกหนักมากอยู่ที่ 90.1 ม.ม. 

 

ชาวเชียงดาวและหลายอำเภอทางตอนเหนือได้รับผลกระทบรุนแรงก่อน ทั้งทางขาด บ้านถูกน้ำพัด  แต่ยังไม่มีการตระหนักและเตือนภัยกันว่า  น้ำก้อนมหึมานั้นจะทิ้งตัวลงมาตามสายน้ำปิง จากบ้านแม่แตถึงตัวเมืองเชียงใหม่ในอีก 7 ชั่วโมงข้างหน้าในระยะทางราว 32 กม.  ทั้งๆ  ที่สูตรการคำนวณการไกลของน้ำลักษณะนี้มีการตรวจวัดและตั้งเป็นมาตรฐานการเตือนภัยสถิติย้อนหลังมานับ 30 ปีแล้ว

 

น้ำจากพื้นที่ตอนเหนือที่ไหลลงสู่ตัวเมืองมีอยู่ 3 เส้นทางคือ

1. แม่น้ำปิง เป็นเส้นทางหลักเพราะเชียงดาวก็คือ ต้นกำเนิดแม่น้ำปิง  

 2.น้ำแม่งัด อยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีเขื่อนแม่งัดกั้นอยู่ ข้อเท็จจริงคือ ในวันนั้นมีคำสั่งให้ปิดประตูระบายน้ำลงแม่ปิง เมื่อเย็นวันที่ 13 ส.ค. ซึ่งสามารถกักน้ำก้อนหนึ่งถึง 44 ล้าน ลบ.ม.ไว้ได้ทัน  แต่ก้อนมหึมาก่อนหน้านี้ได้ไหลไปรวมอยู่ในแม่น้ำปิงแล้ว 

3.  น้ำแม่แตง ซึ่งจะมาสมทบกับแม่น้ำปิงอีก 1 เท่าตัว   ธรรมดาน้ำสายนี้จะผันเข้าสู่คลองชลประทาน ที่ไหลเลียบดอยสุเทพ ผ่านม.ช. ไปอำเภอตอนใต้ แต่จะมีประตูระบายน้ำผันเข้าแม่น้ำปิงได้เช่นกัน ปรากฏว่าวันเกิดเหตุ ประตูน้ำด้านคลองชลประทานไม่เปิด ส่งผลให้น้ำมหาศาลทั้งหมดไหลในระดับ 740 ลบ.ม./วินาทีมุ่งหน้าสู่น้ำปิง เพิ่งมีคำสั่งให้ปิดประตูน้ำนี้ และผันน้ำที่เหลือเข้าสู่คลองชลประทานในวันทำการคือวันที่ 15 ส.ค. ซึ่งสายไปเสียแล้ว

 

ความจริงของระบบเตือนภัย 

 

มี !  ไม่ใช่ว่าไม่มี  แต่เป็นแบบแยกส่วน ขาดการวิเคราะห์ในประเด็นที่จะชี้ชัดถึงความผิดปกติ !

 

ศูนย์อุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศได้แม่น  ชี้ชัดถึงดีเปรสชั่นว่าจะอ่อนกำลังลงความกดอากาศต่ำมีศูนย์กลางที่เชียงราย   ข้อความที่ใช้คือ

 

"พายุดีเปรสชั่นบริเวณประเทศลาวได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำแล้ว โดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณ จ.เชียงราย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือมีฝนตกหนักถึงหนักมาก  ประชาชนที่อาศัยบริเวณที่ลุ่มเสี่ยงเกิดอุทกภัยและดินลื่นไถลได้ ควรเตรียมการป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายที่จะเกิดจากภัยธรรมชาติ"

 

ศูนย์อุทกวิทยาและบริหารน้ำภาคเหนือตอนบนก็รู้ถึงปริมาณน้ำฝนที่มากมหาศาลเช่นนี้  และฟันธงว่าต้องเกิดน้ำท่วมแน่นอน  จึงออกประกาศฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2548 เวลา 15.30 น.  แจ้งไปยังป้องกันจังหวัดเชียงใหม่  สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานชลประทานจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน  นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ข้อความในประกาศนั้น ก็ชี้ไม่พอถึงความผิดปกติ   

 

 "ประกาศฉบับที่ 1... เนื่องจากมีฝนตกหนักที่ต้นน้ำแม่ปิง อ.เชียงดาว และต้นน้ำแม่แตง อ.เวียงแหง ทำให้น้ำแม่แตงและแม่น้ำปิงมีระดับสูง   คาดว่าจะมีผลกระทบแม่น้ำปิงที่เมืองเชียงใหม่และทำให้ระดับน้ำที่สถานที่ P.1 (เชิงสะพานนวรัฐ) อาจสูงเกิน 3.70 ม. หลังเที่ยงคืนวันนี้ (13 ส.ค.2548)  และขณะนี้ที่ระดับน้ำทางตอนเหนือยังเพิ่มระดับและจะประกาศให้ทราบเป็นระยะ"

 

นายสายชล  เกตุเพชร หัวหน้างานสำรวจอุทกวิทยา กล่าวว่า กรมชลประทานมอบอำนาจให้ศูนย์ฯ เป็นผู้ออกประกาศไปยังหน่วยงานในพื้นที่ซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจประกาศเตือนประชาชนโดยอิงจากประกาศของศูนย์อุทกฯ ในวันนั้นเป็นวันหยุดแต่เราได้พยายามติดต่อโดยตรงกับนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่เทศบาลซักถามอยู่มากพอสมควรกว่า จะได้หมายเลขโทรศัพท์โดยตรง ซึ่งระดับน้ำปิงที่ขึ้นในวันนั้นเร็วมากที่สุดเท่าที่ศูนย์ทำงานมาคือชั่วโมงละ 60 ซม. ก่อนหน้านี้น้ำปิงในตัวเมืองยังอยู่ระดับเมตรกว่าๆ  และขณะที่ออกประกาศฉบับที่ 1 นั้นน้ำในตัวเมืองสูงแค่ 2.59 เมตรเท่านั้น  ประกอบกับฝนที่ตกในตัวเมืองก่อนหน้านี้ไม่มาก เมื่อออกประกาศแล้วประชาชนบางรายไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าจะเกิดน้ำท่วมหนัก

 

นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่กล่าวว่า  ได้ให้รถเทศกิจจำนวน 12 คัน ออกตระเวนประกาศเตือนประชาชนราว 18.00 น. ทั้งย่านไนท์บาซาร์ ช้างคลาน  และพื้นที่ริมน้ำของเทศบาลนครเชียงใหม่  ประชาชนยังไม่เชื่อว่าจะเกิดน้ำท่วม  นอกจากนั้นยังได้ประสานกับสื่อมวลชนทุกแขนงแล้วด้วย 

 

แต่สื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อวิทยุที่ปรับตัวรับสถานการณ์กลายเป็นสื่อกลางประสานงานในภาวะวิกฤตอย่างน้อย 2 สถานียืนยันว่า ไม่ได้รับการประสานแจ้งจากหน่วยงานใด ทั้งๆ ที่พร้อมจะออกประกาศให้ประชา ชนอยู่ทุกเวลา (อ่านล้อมกรอบ) หรือแม้กระทั่งจะประสานกับสถานีโทรทัศน์ออกประกาศหรือรายงานเป็นตัววิ่งให้ได้ทราบ นอกจากนั้นประชาชน  ร้านค้าที่ได้รับความเสียหายหลายย่านก็ยืนยันว่าไม่ได้รับการแจ้งเตือนแต่อย่างใด  นั่นเป็นเพราะการแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมในเขตเมืองไม่ครอบคลุมพื้นที่เมืองที่ขยายตัวออกนอกเขตเทศบาลแล้วและที่สำคัญไม่มีการย้ำชัดว่านี่คือการไหลบ่าของน้ำที่ผิดปกติกว่าทุกครั้ง

 

ขณะที่จังหวัด  ในวันเกิดเหตุ ผู้ว่าราชการจังหวัดเดินทางขึ้นไปทางตอนเหนือสวนกับกระแสน้ำ  ท่านไปแจกสิ่งของให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุน้ำท่วมก่อนหน้านี้ที่อำเภอพร้าว  ไม่มีการรายงานว่าวิกฤตใหญ่กำลังคืบเข้าสู่ตัวเมืองในขณะที่ท่านนั่งรถออกไป

 

หลังเกิดเหตุการณ์ซึนามิที่ภาคใต้ไม่นาน  ทุกฝ่ายเตรียมความพร้อมรับมือแผ่นดินไหวทั้งๆ ที่เป็นภัยที่คาดการณ์และคำนวณไม่ได้  สำหรับพื้นที่นอกเมืองมีการเตรียมพร้อมรับอุทกภัย ดินถล่ม มีการติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำฝนไว้  แต่เอาเข้าจริงกับภัยน้ำท่วม แม้จะมีการคาดการณ์และรู้ถึงข้อเท็จจริงและขาดการวิเคราะห์และแจ้งเตือนให้ชัดเจนถึงวิกฤต  นี่จึงเป็นบทเรียนที่ต้องแก้ไข   น่าเสียดายที่ในระดับพื้นที่ยังไม่ยอมแตะเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่มีการพูดคุยถึงระดับที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว

 

ความจริงของภาวะฉุกเฉิน

 

ต้องยอมรับว่าการมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่เป็นระบบขึ้นมาทันตา  เพราะห้วงเวลาของสถานการณ์ฉุกเฉินที่ช่างประจวบเหมาะกับวันหยุดยาวนั้น  กระบวนการอำนวยความช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างขลุกขลัก

น้ำได้ไหลบ่าเข้าท่วมเมืองในตี 2 ของวันที่ 14 สิงหาคม 2548 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ มิหนำซ้ำยังเป็นวันอาทิตย์ของวันหยุดยาวต่อเนื่องจากวันแม่   ตลอดทั้งคืนประชาชนต้องขนข้าวของหนีน้ำกันอย่างทุลัก ทุเล แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าน้ำจะยังหลั่งไหลมาไต่ระดับขึ้นสูงอย่างไม่มีทีท่าหยุดหย่อน  และขยายวงกว้างไม่ต่ำกว่า 20 ตารางกิโลเมตรอีกตลอดทั้งวัน  ใครจะคิดว่าน้ำปิงจะล้นฝั่งไปท่วมถึงสถานีรถไฟ หรือจะไหลไปจนถึงย่านศรีปิงเมือง หายยา ความสูงถึง 30 ซม - 1 เมตรอย่างไม่น่าเชื่อ ทหาร ตำรวจ ออกมาช่วยเหลือประชาชนแทบไม่ได้ เพราะทั้งค่ายกาวิละ และตำรวจภูธรภาค 5 ก็แทบเอาตัวเองไม่รอด

 

แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้น การอำนวยการรับสถานการณ์ของเมืองใหญ่อันดับที่ 2 ของประเทศกลับเป็นอัมพาต  และยิ่งอลหม่านในการประสาน  โชคยังดีที่โทรศัพท์ใช้การได้  เป็นเครื่องมือสื่อสารอย่างดีที่จะประกาศขอความช่วยเหลือผ่านสถานีวิทยุที่ปรับตัวเป็นสื่อรับสถานการณ์อย่างทันท่วงที แต่การประสานไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างยากลำบาก  ไม่ชัดเจนว่าหน่วยใดจะเป็นหน่วยงานกลาง และจะแบ่งพื้นที่ดูแลกันได้อย่างไร ขณะที่เสียงความช่วยเหลือจากทุกมุมเมืองร้องหาแข่งกับความสูงของน้ำต้องลุ้นกันเป็นระยะ

 

กระทั่งถึงจุดวิกฤตของระดับน้ำที่ขึ้นถึง 4.90 เมตร เมื่อเวลา 18.00 น.ของวันที่ 13 สิงหาคม  ก็ยังไม่มีหน่วยบัญชาการกลาง  ความมืดเริ่มเข้าปกคลุม  และความยากลำบากก็มีขึ้นเรื่อยๆ ความวิตกกังวลก่อ ให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างผู้รอคอยความช่วยเหลือกับผู้จะเข้าไปช่วยเหลือเป็นระยะ  ยิ่งไปกว่านั้นยังเต็มไปด้วยข่าวลือที่สะพัดว่าน้ำจะทะลักเข้ามาอีกในตี 2 ของวันที่ 14 สิงหาคม 

 

"พลเมืองเหนือ" ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างเกาะติดยืนยันความสับสนของข่าวนี้ได้  เย็นวันที่ 13 สิงหา คม 2548 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมาถึงพื้นที่เข้าตรวจสถานการณ์และสั่งการเบื้องต้นให้ทำลายฝายที่กั้นน้ำอยู่ท้ายเมืองออก 2 จุด  เพื่อเตรียมรับน้ำที่ได้รับรายงานว่าจะทะลักมาอีกในตี 2 ของคืนถัดมา  ขณะที่ตรวจสอบไปยังศูนย์อุทกวิทยาฯ  กลับยืนยันว่า น้ำจากจุด P 67 คือทางตอนเหนือเริ่มทรงตัว ไม่มีฝนตกเสริม มั่นใจว่า น้ำจะทรงตัวและลดระดับลงราวเที่ยงคืนแน่นอน ซึ่งข้อมูลสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

 

ข่าวลือเรื่องการปล่อยน้ำจากเขื่อน ศูนย์อุทกฯ ยืนยันว่าไม่มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนแม่งัดเนื่องจากยังคงสามารถเก็บกักน้ำอยู่ได้อีกร่วม 100 ล้านลบ.ม.  แต่ก็มีผู้รายงานนายกรัฐมนตรีจนท่านให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า น้ำในเขื่อนทางตอนเหนือเต็ม 100 % แล้ว

 

ความไม่ชัดเจนเรื่องของข้อมูล  ส่งผลต่อการตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินมาก

 

เช่นเพราะข้อมูลเช่นนี้  วันถัดมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไประดมเครื่องสูบน้ำมาจากจังหวัดลำปางถึง 50 เครื่อง ซึ่งมาถึงเมื่อน้ำได้ลดลงจนแห้งเมืองไปแล้ว ทั้งๆ ที่น้ำกำลังหลั่งไหลไปในจังหวัดทางตอนใต้ของเชียงใหม่   นี่แค่ตัวอย่างน้ำจิ้ม  ไม่รวมกับที่รัฐมนตรีสาธารณสุขสั่งการให้แจกยาแก้เท้าเปื่อย หรือรัฐมนตรีแรงงานให้ผ่อนผันการเข้างานสาย เพราะคิดว่าน้ำจะท่วมบ้านนายกนานหลายวัน  ทั้งๆ ที่ธรรม ชาติของน้ำท่วมที่นี่ มาเร็วไปเร็วไม่เกิน 3 วัน สิ่งที่ต้องจัดการและรับมือให้ทันคือการวิเคราะห์สถานการณ์ให้แม่น เตือนให้ชัด และจัดการให้ตรงกับความเดือดร้อนต่างหาก

 

การตั้งศูนย์อำนวยการฯ ยิ่งน่าขัดอกขัดใจ  นายกรัฐมนตรีสั่งการให้นายเสริมศักด์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มาอำนวยการ  มีการรวมศูนย์ของเทศบาลและศูนย์ของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไว้ ณ จุดเดียวคือที่สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่  เปิดศูนย์และมีเบอร์โทร ศัพท์สายตรงให้ประชาชนร้องเรียนได้ก็เมื่อบ่ายวันที่ 14 สิงหาคมเข้าแล้ว

 

"พลเมืองเหนือ"  มิได้อยากจะบั่นทอนกำลังใจของผู้ที่เหน็ดเหนื่อยในการทำงานช่วยเหลือประชาชน  เพราะเห็นว่าผู้ที่ทำงานโดยเฉพาะผู้ที่ต้องออกแรงทั้งหลายก็ตั้งใจที่จะช่วยเหลือความเดือดร้อนของผู้คนอย่างแท้จริง  แต่จำเป็นต้องสะท้อนสภาพการอำนวยการที่สามารถทำให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้  หากจะยอมรับและปรังปรุงแก้ไข

 

ความจริงที่เจ็บปวด - ฉกวิกฤตเป็นโครงการ

 

สารพัดโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมดาหน้าออกมาเมื่อน้ำลด  ที่จริงแล้วตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีคนเมืองท่านนี้ขึ้นรับตำแหน่งใหม่ๆ ได้สั่งการให้มีคณะกรรมการแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ทันที และมีหลายโครงการที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว  เช่นขุดลอกแม่น้ำปิง ขุดลอกคลองแม่ข่า ทำระบบระบายน้ำกันน้ำป่าจากดอยสุเทพ ฯลฯ  มีการถกถึงโครงข่ายถนนที่พัฒนาขึ้นมาขวางการระบายน้ำ และเคยออกแบบแก้ไขมาแล้วหลายรอบ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2548 ว่า แม่น้ำปิงแคบลงและตื้นเขินเพราะพวกบุกรุก จนน้ำปิงหลายจุดเป็นคอขวด ให้แนวทางแก้ไขเวนคืนที่ดินและขยายคอขวดนั้น  ส่วนพื้นที่ลุ่มตามแนวลำน้ำควรทำแก้มลิงเป็นจุดๆ เพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำ เก็บน้ำ และสถานที่หย่อนใจ  ซึ่งจะทำให้ความจำเป็นในการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ลดลง และเป็นการกระจายน้ำด้วย  รวมทั้งให้พิจารณาทำเขื่อนยางที่สามารถปรับขึ้นลงตามแนวของน้ำได้แทนการทำฝายหินทิ้ง

 

"การแก้ไขไม่ต้องทำอะไรมาก  นอกจากพัฒนาต้นน้ำ   ขุดลอกคลองธรรมชาติและรักษาไว้ให้ดี  ดูที่ลุ่มทำอ่างเก็บน้ำ  ส่วนการทำเขื่อนต้องดูที่ความจำเป็นอีกเรื่อง หากทำ 3 อย่างแรกได้ความจำเป็นก็จะลดลง"

 

แต่ขณะนี้เต็มไปด้วยสารพัดโครงการที่เตรียมจะยื่นเข้ามาเพื่อแก้ไขวิกฤตนี้

 

มีโครงการหนึ่งซึ่งชาวเชียงใหม่เคยได้ยินมาก่อนแล้วเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2537 นั่นคือการสร้างเขื่อนกั้นน้ำริมตลิ่งความสูง 5 เมตร ระยะทาง 11 กม.ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจของเมือง มูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท 

 

เป็นโครงการตั้งแต่สมัยนายปกรณ์ บูรณุปกรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเคยเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่  และเขาได้ขายไอเดียนี้อีกครั้งต่อวิกฤตการณ์นี้โดยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อหลายแขนงด้วยว่านายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบกับโครงการนี้

 

ข้อถกเถียงต่อโครงการนี้คือมุมของการท่องเที่ยวและนักอนุรักษ์ที่เห็นว่า  แม่น้ำปิงมีเสน่ห์ตรงที่ยังมีชายตลิ่งธรรมชาติอยู่ มีเรือของร้านอาหาร มีเรือท่องเที่ยวที่เรียกว่า เรือหางแมงป่อง มีร้านอาหารใหญ่ ๆ ริมแม่น้ำปิง เพราะการที่มีเขื่อนสูง 5 เมตรมาล้อมเอาไว้ ใช้การได้จริงแค่ 2 วันใน 1 ปี แต่กระทบกับทัศนีย ภาพของเมืองท่องเที่ยวตลอดทั้งปีนั้นเกาไม่ถูกที่คัน 

 

ทั้งนี้ในเมื่อยึดแนวพระราชดำริทำแก้มลิงอยู่ทางตอนเหนือ  หรือบริหารจัดการน้ำให้เข้าสู่คลองชลประ ทานเพื่อหล่อเลี้ยงอภิมหาโครงการที่จะเกิดขึ้นย่านเชิงดอยและกำลังเผชิญปัญหาการขาดน้ำนั้นไม่ดีกว่าหรือ  ที่สำคัญการทำพนังกั้นเฉพาะพื้นที่ของตนเอง และถ่ายปัญหาไปยังตอนล่าง หรือไม่สนใจปัญหาทางตอนบน  ก็ไม่ต่างจากการมีแจ้งเตือนน้ำท่วมแล้วออกประกาศเฉพาะคนในเขตเทศบาลฯ เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตามนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์ว่าจะ

ทบทวนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่ ล่าสุดอนุมัติงบประมาณให้กรมโยธาธิการและผังเมือง จำนวน 29 ล้านบาท เพื่อศึกษาระบบน้ำทั้งระบบ ว่าเชียงใหม่มีการระบายน้ำอย่างไร  โดยมีแนวทางจัดการคือ 1. การบุกรุกแม่น้ำปิง 2. การตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ

 

3. หาสถานที่เหมาะสมเพื่อทำแก้มลิงทั้งสองฝั่งแม่น้ำก่อนจะเข้าสู่ตัวเมือง 4. สำรวจว่าตลอดลำน้ำมีสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคขวางกั้น เช่นฝายหินทิ้งต่างๆ   5. การขุดลอกคลองแม่ข่าเพื่อเป็นทางระบายน้ำออกจากเมือง 6. สำรวจถนนและสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ เพื่อปรับปรุงระบบระบายน้ำใหม่ทั้งหมด
           

ส่วนข้อเสนอการสร้างเขื่อนริมตลิ่งนั้น นายเสริมศักดิ์กล่าวว่าเทศบาลนครเชียงใหม่ ได้ออกแบบแล้วเสร็จและเคยมีการเสนอในคณะกรรมการแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่มาก่อน แต่ตนชะลอโครงการไว้และจะต้องรอให้คณะทำงานของกรมโยธาธิการศึกษาระบบการระบายน้ำ และการแก้ปัญหาทั้งระบบเสียก่อนจึงจะตัดสินใจได้อีกครั้งว่า จะสร้างหรือไม่
           

แท้จริงแล้ว  แนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่ทั้งหมดนี้ มีโครงการที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้วเช่นการขุดลอกคลองแม่ข่าเริ่มตั้งแต่ปี 2545 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ การบุกรุกแม่น้ำปิงมีข้อสั่งการให้แก้ปัญหาไปตั้งแต่ปี 2544   แต่กรมเจ้าท่าในขณะนั้นดำเนินการได้เพียงแค่ไปแจ้งความดำเนินคดี เพราะบางพื้นที่มีการโต้แย้งทางข้อกฎหมาย
            

ขณะที่การแก้ปัญหาบุกรุกป่าต้นแม่น้ำปิง ก็เคยมีการรวบรวมรายชื่อ และแปลงที่ดินบุกรุกป่ามาก่อนแล้วเช่นกัน   เคยมีการประกาศด้วยซ้ำว่ามีการบุกรุกป่ามากกว่า 3 หมื่นไร่ ในระหว่างการแก้ปัญหาสวนส้ม 3 อำเภอตอนเหนือ แต่เรื่องกลับเงียบหายไปเฉย ๆ 

             

แค่โครงการเก่าที่มีอยู่แล้วหากจัดการจริงจังก็สามารถแก้ไขปัญหา และบริหารจัดการระบบน้ำทางตอนเหนือของเมืองได้  

 

ไม่ถึงกับต้องฉกวิกฤตการณ์ที่เจ็บปวด  สร้างโครงการใหม่ที่สวนทางกับธรรมชาติของพื้นที่เลยสักนิด.

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์