กก.สิทธิฯ เอเชียจี้รัฐสอบวางระเบิดขู่แกนนำชนเผ่าเหนือ

 

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย(AHRC)  ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศฮ่องกง ได้ออกแถลงการณ์ประณามการข่มขู่นักสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมทางสังคมในประเทศไทย  พร้อมกับจี้ให้รัฐบาลใส่ใจกับปัญหาการถูกข่มขู่คุกคาม  จะต้องได้รับการสอบสวน พร้อมเร่งสร้างมาตรการให้การปกป้องคนทำงานด้านนี้โดยเร็ว

 

ซึ่งเหตุการณ์การถูกข่มขู่คุกคามล่าสุด ได้เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการวางระเบิดมือไปที่บริเวณรถของ นายวิวัฒน์  ตามี่และคณะ ที่ได้ใช้ในการทำงาน ในนามของศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาชนบทบนพื้นที่สูง(ศปส.)  บริเวณบ้านโป่งไฮ  อ.แม่ฟ้าหลวง  จ.เชียงราย  จนรถยนต์คันดัง

กล่าวได้รับความเสียหายและไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บนั้น

 

ในแถลงการณ์ระบุว่า แม้ว่าจะไม่มีใครอยู่ที่รถนั้น  แต่ก็ดูเหมือนการกระทำดังกล่าว มีความประสงค์ชัดเจนว่า  ต้องการให้นายวิวัฒน์และเพื่อนร่วมงานหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่  ซึ่งที่ผ่านมานักกิจกรรมคนอื่นๆ ที่ถูกสังหารหรือถูกทำให้หายตัวไปก็ได้รับการข่มขู่ในลักษณะเดียวกันนี้ ก่อนที่จะเสียชีวิต  ดังนั้นการข่มขู่ครั้งนี้  ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

 

ทั้งนี้ นายวิวัฒน์และเพื่อนร่วมงานเครือข่ายชนเผ่าและชาติพันธุ์ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ  ทำงานในด้านการให้ความรู้กับกลุ่มชาติพันธุ์ เรื่องสัญชาติและสิทธิพลเมือง  ซึ่งไปขัดผลประโยชน์กับกลุ่มผล

ประโยชน์ที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ทางภาคเหนือของไทย ที่เคยได้ประโยชน์จากการเรียกรับผลประโยชน์ในการขอมีสัญชาติได้เหมือนในอดีต

 

ซึ่งเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา วิวัฒน์ได้ร่วมเดินทางกับนักสิทธิมนุษยชนอื่นๆ  ไปให้การกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์  ต่อประเด็นคำถามที่เกี่ยวกับกติสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและทางการเมือง  โดยวิวัฒน์ได้วิพากษ์นโยบายรัฐบาลที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์  จึงมีความเป็นไปได้สูงที่การข่มขู่ครั้งนี้  อาจมีความเกี่ยวพันกับการให้การของเขาที่เจนีวาด้วย

 

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  ได้สรุปข้อสังเกตต่อสถานการณ์ของนักสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไว้เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา  โดยได้แสดงความห่วงใยถึงจำนวนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักสิทธิมนุษยชนและผู้นำชุมชน รวมถึงการแทรกแซง และการข่มขวัญทั้งทางวาจาและทางกาย

 

นอกจากนั้น  ยังระบุด้วยว่า "ประเทศไทยต้องมีมาตรการอย่างทันทีทันใด  ต่อการให้การป้องกัน  การละเมิด การข่มขวัญ ที่เกิดขึ้นต่อคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และผู้นำชุมชน และต้องมีการตรวจสอบอย่างเป็นระบบถึงสถานการณ์การละเมิดและการปะทะที่เกิดขึ้น  รวมทั้งมีหลักประกันการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพให้แก่ผู้เสียหายและครอบครัว" (CCPR/CO/84/THA,28  July  2005,para.19)

 

ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและทางการเมืองในปี 2540  นั่นหมายถึงว่า  รัฐได้ให้คำมั่นสัญญาว่า  จะปฏิบัติตามพันธะในกติกาดังกล่าว  ดังนั้น  บทสรุปข้อสังเกต ของกรรมการสิทธิมนุษยชนจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่รัฐควรจะนำมาปฏิบัติ  เพราะบทสรุปดังกล่าวไม่ได้มาจากการนั่งเทียนเขียน  แต่เป็นการทำงานอย่างละเอียด  ทั้งการหาข้อมูลทางเอกสาร  และการติดต่อสอบถามจากหลายภาคส่วนของรัฐบาล และหน่วยงาน  องค์กรอื่นๆ  ทั้งในไทยและต่างประเทศ

 

จากการเข้าเป็นภาคีและได้ส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อกติกาสากลนี้  รัฐบาลไทยต้องถือว่า มีภาระผูกพันกับบทสรุปข้อสังเกตของกรรมการสิทธิมนุษยชน  ซึ่งบทสรุปบางข้ออาจต้องใช้เวลาในการปฏิบัติแตกต่างกัน  อย่างไรก็ตาม  หนึ่งในประเด็นที่กรรมการสิทธิมนุษยชนถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องกระทำทันที  คือ  การให้การปกป้องคุ้มครองคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน  รัฐบาลต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทาง  เพื่อสร้างความมั่นใจว่า  การข่มขู่ที่เกิดขึ้นทุกครั้งจะต้องได้รับการสอบสวน  และต้องสร้างมาตรการให้การปกป้องคนทำงานด้านนี้โดยทันที

 

เหตุการณ์ครั้งนี้ จุดที่ระเบิดนั้นอยู่ห่างจากที่พักของตำรวจตระเวนชายแดนเพียงยี่สิบเมตร  แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์  ทาง ต.ช.ด.ก็ไม่ได้ทำอะไรและยังแนะนำให้พยานไม่ต้องไปแจ้งความ  เพราะเห็นว่า "ถึงแจ้งไปก็ไม่มีประโยชน์" ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.แม่ฟ้าหลวงและเจ้าหน้าที่อำเภอที่ได้รับแจ้งข่าวในช่วงแรกก็ไม่ได้ใส่ใจเช่นกัน

 

พันธะสัญญาที่ว่า  จะให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนนั้นไม่มีความหมายอันใด  หากไม่ประกอบไปด้วยการจัดการอย่างจริงจังต่อการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิ  กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย(AHRC)  เห็นว่า  แทนที่รัฐบาลจะกล่าวคำสัญญาลมๆ แล้งๆ  ว่าจะให้การเคารพสิทธิมนุษยชน และตั้งหน่วยงานที่ "ให้ความคุ้มครองสิทธิ" ที่ไร้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมาอีก  รัฐบาลควรจะนำบทสรุปข้อสังเกตของกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ  มาปฏิบัติ  และแสดงให้เห็นว่า  การแก้ปัญหาด้านสิทธินั้นสามารถกระทำได้  ภายใต้กฎหมายและหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว  รัฐบาลควรจะประกาศออกมาว่า  การปะทะหรือข่มขู่คนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนจะต้องถูกปราบปราม  และผู้ใดก็ตามที่ทำการปะทะหรือข่มขู่ก็จะต้องถูกดำเนินการ

 

ในท้ายของแถลงการณ์ยังระบุอีกว่า  คนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน  ด้านสิ่งแวดล้อม และนักกิจกรรมทางสังคมด้านอื่นๆ  ที่อาจเป็นเป้าของการถูกปะทะหรือข่มขู่  ควรจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอสำหรับเหตุการณ์ข่มขู่ต่างๆ  ที่อาจเกิดขึ้น  นี่รวมไปถึงการสื่อสารกับสาธารณะให้มากที่สุด  เพราะยิ่งตอบสนองได้เร็วเท่าใด  ก็หมายถึงการลดการสูญเสียชีวิตได้เร็วเท่านั้น  การเตรียมการและตอบสนองอย่างรวดเร็วจากทุกภาคส่วน  สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง  ซึ่ง AHRC     ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่พยายามจะดำเนินการใดๆ  โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  และขอเรียกร้องให้หน่วยงานอื่นๆ  กระทำการเช่นเดียวกัน

 

ทั้งนี้  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย(ASAN  HUMAN  RIGHTS  COMMISSION) หรือ AHRC  เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในระดับภูมิภาค  ที่ทำงานด้านการตรวจสอบและรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชีย  ซึ่งได้ก่อตั้งเมื่อปี 2527  และมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศฮ่องกง

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์