"รถไฟฟ้า" กับดักประชานิยม

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

โครงการเมกะโปรเจ็กท์ รถไฟฟ้า 7 สาย ด้วยงบประมาณกว่า 5 แสนล้านบาทที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยให้สัญญาไว้กับประชาชนกรุงเทพมหานคร เป็นอีกบทที่สะท้อนสภาพของการติดอยู่ในกับดักประชานิยม

 

สภาพอิหลักอิเหลื่อและการชักเข้าชักออกเปลี่ยนเส้นทางและรูปแบบการเดินรถ จากบางใหญ่ถึงบางซื่อ ในสายสีม่วง มาเป็นบางใหญ่ถึงบางเขน และลดรูปแบบการเดินรถจากรถไฟฟ้ามาเป็นรถเมล์ด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) โดยอ้างว่าประหยัดงบประมาณและเหมาะสมกับผลตอบแทนการลงทุน มีทีท่าว่าอาจจะต้องกลับไปใช้เส้นทางเดิม และรูปแบบการเดินรถเดิม เมื่อเผชิญกับเสียงคัดค้านและกระแสความไม่พอใจ คือสภาพความเป็นจริงที่รัฐบาลต้องเผชิญ

 

ภายใต้นโยบายประชานิยมและการคำนึงถึงฐานเสียง แม้ด้านดีจะดูเหมือนว่า อำนาจประชาชนนั้นเพิ่มมากขึ้น แต่ผลร้ายย่อมเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจในภาพรวมนั้นหมายถึงชะตากรรม เงินภาษี หรือสินทรัพย์สาธารณะที่เป็นของประชาชนอีก 70 กว่าจังหวัดที่อยู่นอกเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

 

จริงที่ว่าภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่มีศูนย์กลางอย่างเมืองใหญ่ การสร้างสาธารณูปโภคด้านการขนส่งมวลชนด้วยระบบรางจะนำมาซึ่งการประหยัดการนำเข้าพลังงานในภาพรวม และส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในระยะยาว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลและชาวกรุงเทพมหานครจะต้องมือเติบ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตนเอง แม้จะไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมที่ไปดึงทรัพยากรมาจากคนส่วนใหญ่ที่เหลือ

 

เพราะในทางการเมืองนั่นย่อมหมายความว่า คนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเสียงที่ดังกว่าฉวยโอกาสจากนโยบายประชานิยมได้มากกว่า

 

และสำหรับรัฐบาลยังเท่ากับเป็นการทำลายความชอบธรรมของนโยบายประชานิยมที่พรรคไทยรักไทยใช้เป็นแกนหลักในกระบวนการคิดผลิตนโยบายมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพราะมันหมายถึงนโยบายที่มีเพื่อให้ประชา (ที่เสียงอันดัง) นิยมเท่านั้น

 

อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้วางมาตรการหลายประการเพื่อป้องกันมิให้นักการเมืองใช้งบประมาณ ผลิตโครงการ ผลิตนโยบายเพื่อเอาใจฐานเสียงอย่างไร้เหตุผลและปราศจากการตรวจสอบ ดังจะเห็นได้จากการออกแบบให้มี ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ให้ฝ่ายบริหารหมดสภาพการเป็น ส.ส. หรือเจตนารมณ์ที่สะท้อนออกมาจากคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือแม้แต่การกำหนดให้ ส.ว.เป็นได้สมัยเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อป้องกันมิให้ ส.ว. คำนึงฐานเสียงในการเลือกตั้งสมัยถัดไป

 

อย่างไรก็ตามเหตุผลที่รัฐบาลใช้เป็นข้ออ้างในการปรับเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงรวมไปถึงสายสีส้มว่าเพื่อให้สอดคล้องกับสายทางอื่น ไม่แย่งผู้โดยสาร เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ และเพื่อป้อนคนเข้ารถไฟฟ้าสายหลักคือสายสีแดงที่จะใช้แนวทางของการรถไฟเดิมนั้น เป็นเหตุผลที่คนกรุงเทพมหานครควรจะรับฟัง

 

ทั้งการปรับรูปแบบการเดินรถจากรถไฟฟ้ามาเป็นรถเมล์ด่วนที่วิ่งบนทางพิเศษเฉพาะหรือบีอาร์ที นอกจากจะทำให้การเดินทางรวดเร็วไม่แตกต่างจากรถไฟฟ้า ยังเป็นรูปแบบที่ประหยัดเหมาะสมกับงบประมาณ และยังยืดหยุ่นพอที่จะปรับเปลี่ยนเป็นระบบรางได้ในอนาคตหากมีผู้โดยสารเพียงพอที่จะคุ้มทุนนั้น ก็เป็นเหตุผลที่รับฟังได้

 

น่าแปลกและน่าสงสัยว่า ทำไมคนกรุงเทพมหานครส่วนหนึ่งจึงไม่รับฟังเหตุผลดังกล่าว และหากเราไม่คิดว่าคนกรุงเทพตกอยู่ในอาการฝันค้าง เห่อเหิมความหรูหรา หรือบ้าเทคโนโลยีอย่างไร้เหตุผลแล้วละก็ ก็จะเหลือเหตุผลอยู่เพียงประการเดียว นั่นคือ คนกรุงเทพไม่ได้วางใจในความจริงใจของรัฐบาลไทยรักไทยมาตั้งแต่แรก และออกอาการที่เชื่อมั่นเอาทีเดียวว่า รัฐบาลจะเบี้ยว จนกลายเป็นปฏิกิริยาและกระแสความไม่พอใจที่รุนแรง

 

และนี่คือกับดักประชานิยมที่แปลงร่างเป็นเสือตัวที่รัฐบาลขี่ ซึ่งเราเห็นว่า จำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญที่จะลง

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์