รายงานพิเศษ : มหันตภัยที่อเมริกา (ตอน 2) "แคทรินา" คำเตือนจากพระเจ้า

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา (2004) Project Censored หรือโครงการวิจัยทางด้านสื่อมวลชนของมหาวิทยาลัยโซโนมาสเตท สหรัฐอเมริกา ที่มีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้แก่นักศึกษาและประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชนอิสระในสังคมประชาธิปไตย รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์การปิดกั้นข่าวและเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อมวลชนกระแสหลักของสหรัฐ รายงานการคัดสรรข่าวจำนวน 25 ข่าวประจำปีที่โครงการเห็นว่ามีความสำคัญ แต่กลับถูกสื่อกระแสหลักมองข้าม หรือรายงานเพียงผิวเผิน หรือไม่ยอมนำเสนอ


 

ในรายงานทั้ง 25 ข่าวนี้ มีจำนวน 5 ข่าวที่เกี่ยวข้องกับสงครามก่อการร้ายและผลประโยชน์แอบแฝงที่รัฐบาลบุชมีต่อการทำสงครามที่ตะวันออกกลาง และมีอีกมากกว่า 5 ข่าวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะข่าวที่ถูกวางไว้ในอันดับที่ 20 ที่ถูกทำให้ไม่เป็นข่าวก็คือ "คำเตือนของสหประชาชาติเกี่ยวกับสภาพอากาศเลวร้ายสุดขีดที่เกิดจากปัญหาโลกร้อน" โดยรายงานนั้นได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยในนิตยสาร a day weekly ซึ่งปิดตัวไปแล้ว ในฉบับที่ 22 ว่า

 

"องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ของสหประชาชาติ ส่งคำเตือนมาว่า สภาพอากาศของปี ค.ศ.2003 ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย มีความเลวร้ายอย่างน่าตระหนกจนทั่วทั้งโลกพึงตระหนักรับรู้ในทันที

 

"WMO รายงานว่า สภาพอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลกมีทั้งอุณหภูมิที่สูงสุดและต่ำสุด ปริมาณฝนมากที่สุดและการเกิดพายุมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในหลายๆ ส่วนของโลก ซึ่งสอดคล้องกับการพยากรณ์เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน"

 

ความสำคัญของคำเตือนนี้ก็คือ มันเป็นคำเตือนจากองค์กรที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูง และยังเป็นองค์กรที่ปกติแล้วมักให้การพยากรณ์และคำเตือนในลักษณะอนุรักษ์นิยมมาตลอด  ทั้งนี้ WMO ยังระบุด้วยว่า

 

"ซูเปอร์คอมพิวเตอร์คำนวณว่า เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น อากาศไม่เพียงแต่ร้อนขึ้น แต่ยังแปรปรวนอย่างหนัก รวมทั้งทำให้เกิดภัยธรรมชาติอย่างรุนแรงด้วย ในฝรั่งเศส อุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิถุนายน 2003 ในสวิตเซอร์แลนด์ เดือนมิถุนายนมีอากาศร้อนที่สุดในรอบ 250 ปี

 

"ในสหรัฐอเมริกา มีพายุทอร์นาโดเกิดขึ้น 562 ครั้งในเดือนพฤษภาคม ทำให้คนตาย 41 คน คลื่นความร้อนในประเทศอินเดียทำให้คนตายไปอย่างน้อย 1,400 คน ในศรีลังกา ฝนตกอย่างหนักจนเกิดน้ำท่วมและแผ่นดินถล่ม ฆ่าคนไปราว 300 เฉพาะในเดือนสิงหาคม 2003 คลื่นความร้อนในยุโรปทำให้คนตายหลายหมื่นคน จำนวนผู้ตายสูงสุดในฝรั่งเศส 14,802 ราย ตามมาด้วยเยอรมนี 7,000 ราย สเปนกับอิตาลีประเทศละ 4,000 ราย อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกสและเบลเยียมรวมกันมากกว่า 4,000 ราย"

 

ถามว่าในช่วงของคำเตือนที่ออกมาจาก WMO รัฐบาลบุช ในฐานะองค์กรบริหารประเทศที่ใช้ทรัพยากรมากที่สุดในโลกตอบสนองกับคำเตือนนี้อย่างไร การปฏิเสธการลงนามในอนุสัญญาโตเกียวว่าด้วยปัญหาโลกร้อน และความพยายามสร้างภาคีในหมู่ประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ของโลกเพื่อสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ในการควบคุมการใช้ทรัพยากรของประเทศของตน คือคำตอบ

 

แน่นอนทั้งหลายทั้งปวงมีขึ้นเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของตัวเองไม่ให้สูญเสียศักยภาพทางการเข่งขันมากเกินไป หรือก็คือ เป็นความพยายามเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

 

อย่าว่าแต่ความพยายามปกป้องอุตสาหกรรมสัญชาติอเมริกันเลย แม้แต่เมื่อต้องเลือกระหว่างพลเมืองอเมริกันกับกลุ่มอุตสาหกรรมบรรษัทข้ามชาติ ก็ดูเหมือนผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาลบุชจะฟ้องว่ารัฐบาลบุชเลือกข้างไหน

 

เพราะนโยบายสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลบุชถูกวิจารณ์ตลอดมาว่า ทำลายแนวโน้มที่ดีในการอนุรักษ์ธรรมชาติตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ กฎหมายอากาศสะอาดที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 ช่วยให้อากาศในเมืองใหญ่ๆ หลายเมืองสะอาดขึ้น โดยบังคับให้บริษัทผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ลดจำนวนมลพิษที่ปล่อยออกมาให้น้อยลง แต่ข้อบังคับเกี่ยวกับมลภาวะในอากาศที่ออกใหม่ในสมัยรัฐบาลบุช กลับยอมรับปริมาณสารพิษในอากาศสูงกว่ามาตรฐานหลายเท่าตัว

 

รัฐบาลบุชยังสนับสนุนบริษัทไม้ให้เข้าไปตัดไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีต้นไม้เก่าแก่จำนวนมาก โดยมีข้ออ้างว่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้ป่า รัฐบาลบุชยังผ่อนปรนกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม กฎหมายคุ้มครองสัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ รวมทั้งหาทางผลักภาระต้นทุนในการดูแลสิ่งแวดล้อมไปไว้ที่ประชาชน แทนที่จะเก็บจากภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่เป็นตัวการในการก่อมลพิษ (จากข่าวที่ไม่เป็นข่าวในปีเดียวกัน)

 

ความร้ายแรงของรัฐบาลบุช ยังพัฒนาถึงขั้นที่จะต้องปิดปากงานวิชาการและข้อเท็จจริงทั้งปวงที่มากระทบหนทางสู่ความมั่งคั่ง

 

ในข่าวที่ไม่เป็นข่าวปี 2003 หรือ Project Censored ของมหาวิทยาลัยโซโนมาสเตทอันดับ 3 ได้บันทึกถึงเรื่องนี้ว่า

 

"รัฐบาลบุชปกปิด บิดเบือน และเซ็นเซอร์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนมาก เพื่อผลักดันนโยบายสนับสนุนธุรกิจ-ต่อต้านสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของสหรัฐกว่า 60 คน ซึ่งรวมถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล 20 คน ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และอดีตผู้อำนวยการหน่วยงานของรัฐบาลกลางหลายคน ร่วมกันออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2003 กล่าวหารัฐบาลบุชว่า จงใจบิดเบือนผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อเป้าหมายทางการเมือง และเรียกร้องให้หามาตรการฟื้นฟูบทบาทของวิทยาศาสตร์ต่อการจัดทำนโยบายของรัฐบาลกลางให้มีความถูกต้องเที่ยงตรง

 

"สำนักคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency—EPA) ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ขึ้นบัญชีดำนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ประกาศผลการวิจัยในทางที่ขัดแย้งต่ออุดมการณ์สนับสนุนธุรกิจ เมื่อคณะนักชีววิทยาที่ทำงานให้ EPA ระบุว่า มีการละเมิด "กฎหมายคุ้มครองสัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์" โดยฝีมือของหน่วยโยธาธิการทหารบกของกองทัพสหรัฐ นักชีววิทยากลุ่มนี้ถูกปลดออกทั้งคณะ นอกจากนี้ นักชีววิทยาที่มีชื่อเสียงระดับชาติอย่าง ดร.เจมส์ ซาห์น ยังถูก EPA สั่งห้ามตีพิมพ์ผลการวิจัยที่บ่งชี้ว่า มีแบคทีเรียอันตรายในฟาร์มเลี้ยงหมูระบบอุตสาหกรรมเกษตร

 

"รัฐบาลบุชแต่งตั้งนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีคุณสมบัติครบถ้วน แต่มีเส้นสายใกล้ชิดกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เข้ามานั่งในตำแหน่งคณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐบาล สำนักงานดูแลด้านสาธารณูปโภคแต่งตั้งบุคลากรหลายคนที่มีสายสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมตะกั่ว มีกรรมการจากการแต่งตั้งคนหนึ่งยืนยันว่า ปริมาณตะกั่วที่สูงกว่าข้อบังคับถึง 7 เท่า ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก

 

"ในกรณีของปัญหาโลกร้อน รัฐบาลบุชทำทุกวิถีทางที่จะยับยั้งสภาคองเกรสไม่ให้ออกข้อบังคับควบคุมการปล่อยก๊าซพิษของภาคอุตสาหกรรม EPA ยังแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายงานเกี่ยวกับผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกระบวนการขุดเจาะด้วยระบบไฮดรอลิกที่คิดค้นโดยบริษัทฮัลลิเบอร์ตัน (บริษัทยักษ์ใหญ่ที่รองประธานาธิบดีดิ๊ก เชนีย์ถือหุ้น) การขุดเจาะ (น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ, น้ำ) ด้วยระบบไฮดรอลิกต้องอาศัยการอัดฉีดน้ำมันที่สกัดจากถ่านหินลงไปในพื้นดิน ทำให้แหล่งน้ำใต้ดินปนเปื้อนมลพิษ

 

"หลังจากเกิดวินาศกรรม 9/11 เพียงไม่กี่วัน EPA ประกาศว่าคุณภาพอากาศในบริเวณรอบตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์มีความปลอดภัยแล้ว แต่รายงานของสำนักผู้ตรวจราชการในเดือนสิงหาคม 2003 เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเข้ามาจัดการให้ออกข่าวเช่นนี้เพื่อเปิดวอลสตรีทให้ได้เร็วที่สุด

 

"ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่างไม่กี่กรณีของการบิดเบือนผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในสมัยรัฐบาลบุช ดังที่ไมเคิล ออพเฟนไฮเมอร์ นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน กล่าวว่า

 

"ถ้าคุณเชื่อในจักรวาลที่มีเหตุผล เชื่อในความสว่างทางปัญญา ความรู้และการแสวงหาความจริง ทำเนียบขาวยุคนี้คือภัยพิบัติขั้นสุดยอด" (ผู้สนใจสามารถอ่าน ข่าวที่ไม่เป็นข่าว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ได้ที่ http://www.fridaycollege.org/)

 

แนะละว่า ทั้งหมดนี้ซึ่งอยู่ในวิธีคิดของบุช กลายเป็นคำตอบได้อย่างดีในปัญหาที่ประชาชนชาวอเมริกาต้องเชิญอย่างหนักหนาสาหัสอยู่ในเวลานี้ ทั้งในคำถามที่ว่า ทำไมเฮอริเคนร้ายแรงขนาดนี้จึงเกิดขึ้น ทำไมเมื่อเกิดจึงส่งผลเป็นความสูญเสียมหาศาล หรือแม้แต่ ทำไมเมื่อเกิดความสูญเสียแล้วมาตรการช่วยเหลือจึงล่าช้า ซึ่งจะกลายเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าของสหรัฐอย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

อย่างไรก็ตาม มาถึงขณะนี้คงไม่ใช่เรื่องมาสมน้ำหน้ารัฐบาลบุช ในยามที่เหยื่อของวิธีคิดและสิ่งที่บุชหรือเหยื่อของสิ่งที่ประเทศอุตสาหกรรมสร้างหลายทศวรรษที่ผ่านมากำลังเผชิญชะตากรรม

 

เพียงแต่ว่า บัดนี้บางทีอาจจะถึงเวลาที่มนุษยชาติจำเป็นต้องจัดการกับวิธีคิดแบบบุช ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบเดียวกับผู้บริหารประเทศอุตสาหกรรมทั่วโลกเสียที และในดีกรีเข้มข้นที่ต้องตระหนักอย่างแท้จริงว่า "สิ่งเลวร้ายจากภัยพิบัติธรรมชาติ คือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นแน่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"

 

เอาเฉพาะเรื่องเฮอริเคน ข้อมูลเมื่อปี 2003 จากองค์กรด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมอนุรักษ์นิยมที่รายงานไว้ตอนต้นก็ใช้เวลาพิสูจน์ไม่นานเลย เวลาไม่เกิน 2 ปี แคทรินาได้เยื้องกรายมาแสดงฤทธานุภาพให้เห็นพร้อมกับการสังเวยชีวิตพลเมืองโลกไปนับหมื่นคน และนั่นไม่ใช่หมุดหมายที่จะบอกว่า ความเลวร้ายได้ผ่านไปแล้ว แท้ที่จริงมันเป็นได้อย่างมากก็เพียงแค่เริ่มต้น

 

เพราะหลังการผ่านพ้นของแคทรีนาไปไม่ทันสัปดาห์ นักวิชาการอุตินิยมวิทยาออกมาเตือนว่า สถานการณ์แห่งความยากลำบากยังไม่คลี่คลายในตอนนี้ ซูซาน คัดเตอร์ (Susan Cutter) ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการวิจัยทางด้านภยันตราย (Hazards Research Laboratory) มหาวิทยาลัยแห่งเซาธ์ แคโรลีนา (University of South Carolina) เตือนและว่า "ขณะนี้ทางสหรัฐฯ ยังไม่ผ่านเข้าสู่ช่วงฤดูเฮอร์ริเคนชุกเสียด้วยซ้ำ"

 

"จะเกิดเฮอร์ริเคนมากกว่าอีก 6 ลูกในช่วงฤดูเฮอร์ริเคนซึ่งจะสิ้นสุดลงปลายเดือนพฤศจิกายน และ 3 ลูกในจำนวนนั้นจะมีความรุนแรงอยู่ในระดับ 3 หรือมากกว่า

 

เฮอริเคนระดับ 3 ก็คือพายุที่มีความเร็วลม 178-209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความสูงของคลื่น 2.7-3.7 เมตร ความกดอากาศ 945-964 มิลลิบาร์ อานุภาพในการทำลายล้าง ปานกลาง ทั้งนี้ขนาดความรุนแรงของพายุนั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของผิวน้ำของท้องทะเล ซึ่งในปีนี้ผืนน้ำบริเวณแอตแลนติก ทะเลแคริบเบียน และอ่าวเม็กซิโกนั้นสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งเพียงแค่การเริ่มต้นของฤดูเฮอริเคนในปีนี้ก็มีเฮอร์ริเคนมาเยือนแผ่นดินสหรัฐฯ ไปแล้วถึง 4 ลูก คือ ไอรีน เอมิลี เดนนิส และแคทรินาล่าสุด

 

และทั้งหมดคือเครื่องยืนยันว่า แคทรีนาอย่างมากก็เป็นสารแห่งคำเตือนของพระเจ้า วัตถุปรัชญาที่จอร์จ ดับเบิลยู บุช และผู้นำประเทศอุตสาหกรรมทั่วโลกไม่เคยเชื่อเท่านั้นเอง

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์