ปากคำเหยี่ยวข่าวอิศรา ประจักษ์พยานก่อนนาทีสังหาร!

ประจักษ์ในนาทีระทึก
ทีมงานของศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  เป็นส่วนหนึ่งในการได้ร่วมรับรู้ปรากฎการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในบ้านตันหยงลิมอร์ ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 21 กันยายน

 

ได้เข้าร่วมรับรู้จนถึงบทสุดท้าย เมื่อมีการนำศพของนาวิกโยธินทั้งสองนายออกมา

 

ช่วงเช้าวันที่ 21 กันยายน หลังได้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทีมงานศูนย์ข่าวอิศรา เดินทางเข้าสู่พื้นที่บ้านตันหยงลิมอร์ในทันที แต่เนื่องจากชาวบ้านต้องการให้มีสื่อมวลชนมาเลเซีย เข้ามาเป็นผู้รายงานสถานการณ์ และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพราะไม่วางใจในความเป็นกลางของสื่อไทย ทีมงานคนหนึ่ง ในฐานะที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมวิชาชีพจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็ร่วมกับคณะซึ่งเป็นตัวแทนเข้าร่วมเจรจากับชาวบ้าน

 

"ตอนแรกที่มาถึง ผมขอคุยกับแกนนำชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงทันที เพื่อขอเข้าไปในหมู่บ้าน" ทีมงานศูนย์ข่าวอิศรา เล่าให้ฟังด้วยความระทึก หลังจากก้าวแรกที่ลงจากรถในเวลาราว 10.30 น.

 

แกนนำที่เขาคุยด้วย เป็นหญิงชาวมลายูอายุราว 35 ปี ที่ยืนยันกับเขาว่าไม่ต้องการให้สื่อมวลชนไทยเข้าไปในเขตของหมู่บ้าน โดยอ้างว่าเขียนเรื่องไม่จริง  ยกเว้นนักข่าวจากมาเลเซียเท่านั้น

 

ทีมงานของเราคนหนึ่งพูดภาษามลายูได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านวางใจและยอมให้ฝ่าด่านหญิงชาวบ้านร่วม 100 คนได้ ในขณะที่ผู้สื่อข่าวชาวไทยคนอื่นๆ ได้รับเสียงโห่ร้องต้อนรับตั้งแต่ย่างกรายเข้ามา

เมื่อผู้สื่อข่าวของเรา เดินเข้าหมู่บ้านโดยมีหญิงชาวบ้านเดินคุมตัวไป 3 คน โดยนำหน้าและขนาบซ้ายขวา เพื่อไปสมทบกับ "ผู้ใหญ่" ที่อยู่ในหมู่บ้านก่อนแล้ว

 

 "ผู้ใหญ่" ที่อยู่ในหมู่บ้านขณะนั้น มี พล.ต.พิเชษฐ์ พิสัยจร รองแม่ทัพภาคที่ 47 นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายอำเภอระแงะ และนายนัจมุดดิน อูมา อดีต สส.ไทยรักไทย ซึ่งกำลังคุยกับชาวบ้านอยู่บางส่วน

 

หญิงทั้งสามเดินนำเขาไปหมู่บ้านอย่างนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยอะไร  ชาวบ้านกลุ่มแรกที่เจอในหมู่บ้านคือกลุ่มวัยรุ่นราว 10 กว่าคน ที่ยืนคุมศาลาอเนกประสงค์กลางหมู่บ้าน ซึ่งปกติใช้เป็นที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน สถานที่ควบคุมตัวทหารนาวิกโยธิน

 

 "ตอนแรกที่เดินผ่านศาลา ผมยังเห็นอยู่ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่" หนึ่งในนักข่าวของเราที่มีโอกาสเข้าไปภายในหมู่บ้านตันหยงลิมอร์ หมายถึงทหารนาวิกโยธินทั้งสองนาย

ศาลาอเนกประสงค์ ขนาด 2 ชั้น ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ห่างจากร้านน้ำชาที่เกิดเหตุเมื่อคืนนี้ราว 100 เมตร และห่างจากมัสยิดราว 20 เมตร อาคารที่ใช้คุมขังทหารทั้งสอง มีช่องลมให้พอมองเห็นสภาพภายในได้

 

ภาพที่เราเห็นคือ ชายสองคนที่อยู่ในสภาพเปลือยกายท่อนบน ถูกมัดปากด้วยเสื้อ และถูกมัดมือไพล่หลังไว้อย่างแน่นหนา  แต่สังเกตเห็นว่าทั้งสองยังคงมีสติดีอยู่

 

ข้างๆ กับศาลาอเนกประสงค์มีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรลลา สีน้ำเงิน สภาพพังยับเยิน ไฟท้ายและไฟหน้าถูกทุบแตกกระจาย จอดขวางถนนอยู่ หลังจากนั้น พวกเราถูกนำตัวไปดูสภาพร้านน้ำชาอันเป็นจุดเกิดเหตุกราดยิงเมื่อสองทุ่มครึ่งเมื่อคืนวาน สังเกตเห็นว่ารอยเลือดยังคงอยู่ โดยไม่ได้ทำความสะอาดใดๆ อีกทั้งยังมีรอยมือเปื้อนเลือดที่เกาะติดอยู่ตามเสาของร้านน้ำชา ในขณะที่ชาวบ้านบางส่วนก็ยังคงจับกลุ่มอยู่ในร้านน้ำชาแห่งนั้น

 

ทีมงานของเราสังเกตเห็นว่า ผู้ชายในหมู่บ้านจะจับกลุ่มอยู่ในบ้าน  ส่วนผู้หญิงและเด็กจะอยู่กันตามถนนหนทางในหมู่บ้าน ซึ่งนอกจะมีบรรดาหญิงชาวบ้านเดินกันให้ขวักไขว่แล้ว ยังมีทั้งท่อนไม้และยางรถยนต์ขวางทางไว้อย่างสะเปะสะปะ นอกจากนี้ หญิงชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งยังรวมตัวชุมนุมในเต็นท์หน้าหมู่บ้าน เขายังรู้สึกว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ

 

สิ่งที่เขาสังเกตได้คือ การเจรจาเป็นไปโดยไม่มีศูนย์กลาง หรือ บ้านศูนย์กลาง แต่เป็นการพูดคุยกับชาวบ้านกันไปเรื่อย โดยไม่มีบุคคลเป้าหมายในการเจรจา

ในระหว่างเดินสำรวจหมู่บ้านและพูดคุยกับชาวบ้านอยู่นั้น ทางผู้ใหญ่ได้พยายามติดต่อขอเฮลิคอปเตอร์ให้ไปรับนักข่าวมาเลเซียที่ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก ในขณะที่ตัวเขาเองรับที่จะติดต่อนักข่าวมาเลเซียซึ่งเป็นได้รู้จักกันในระหว่างตระเวนทำข่าว

 

หลังจากติดต่อนักข่าวมาเลเซียได้ตามที่ชาวบ้านตันหยงลิมอต้องการแล้ว ต่อจากนี้คือการเฝ้ารอ...โดยหวังว่าสถาน

การณ์จะคลี่คลายลง

 

แต่ทว่า..!!!

 

เวลา 14.00 น. มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับบอก

ว่ามีเห็นทหารชุดหนึ่งแอบบุกเข้ามาในอีกด้านหนึ่งของหมู่บ้าน ส่งผลให้ชายบ้านทั้งหญิงและชายต่างกรูกันไปทางที่ชายเหล่านั้นระบุ

 

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ศาลาอเนกประสงค์ ที่ก่อนหน้านี้มีชาวบ้านหลายสิบคนเฝ้าอยู่  ถูกปล่อยทิ้งไว้ เหลือเพียงเด็กหนุ่มไม่ถึง 10 คน

 

และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีเสียงเอะอะบริเวณศาลาฯ ที่คุมตัวทหารทั้ง 2 นาย เขาไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นข้างใน แต่ในระหว่างนี้มีชาวบ้านหลายคนพยายามเข้าไปควบคุมสถานการณ์รวมทั้ง ชายที่ยืนคุยกับเขาด้วย

"ตอนแรกก็ไม่เอะใจ เพราะหลังจากนั้นเสียงก็เงียบ คิดว่าไม่มีอะไร ก็นั่งคุยกับชาวบ้านต่อ" หนึ่งในทีมงานของเราเล่าย้อนให้ฟัง พร้อมทั้งระบุด้วยว่าเขาย้ายไปคุยกับชาวบ้านที่บ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากศาลาฯ ดังกล่าวเพียง 20 เมตร ในระหว่างนี้ มีชาวบ้านจากหมู่บ้านรอบข้างเริ่มทยอยกันเข้ามาเยี่ยมเยียนญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงเมื่อคืนวาน

 

แต่หลังจากนั้นไม่นาน กลิ่นตัวและกลิ่นคาวเลือดที่พัดมาตามลมทำให้การพูดคุยต้องหยุดชะงักลง หลายคนจึงเอ่ยปากว่าต้องไปดูที่ศาลาฯ ให้แน่ชัดว่า ทหารทั้งสองนายอยู่ในสภาพใด

 

จากภายนอก ประตูของศาลายังคงล๊อคไว้อย่างปกติ ในขณะที่ที่กลิ่นคาวเลือดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านจึงหารือกันว่าต้องตัดสินใจพังประตู และพบศพของทั้งสองนอนอยู่ในสภาพที่สาหัสสากรรจ์

 

"ผมไม่กล้าเข้าไปดู เขาบอกว่าไส้ทะลัก เห็นแต่ขาที่เหยียดอยู่เท่านั้น"

 

เมื่อเหตุการณ์เริ่มเข้าสู่จุดที่บานปลายขั้นนี้ การคลี่คลายสถานการณ์จึงจำเป็นต้องอาศัยสมาธิเป็นอย่างดี การประสานงานให้นำรถผู้ใหญ่บ้านแทนที่จะเป็นรถทหารมารับศพทั้งสองจึงเป็นไปอย่างระมัดระวัง เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า การลอบเข้าไปสังหารทหารทั้งสองนายดำเนินไปในขณะที่สภาพประตูยังอยู่ในสภาพเดิม ไม่มีการพังประตู จึงเป็นไปได้ว่าคนร้ายมีกุญแจอยู่ในมือ

 

น่าเสียดายที่เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นก่อนที่นักข่าวจากมาเลเซียซึ่งกลุ่มชาวบ้านร้องขอจะเดินทางมาถึงเพียง 30 นาที ...!!?!

 

http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=134&Itemid=58

แสดงความคิดเห็น

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์