เบื้องหลังการระเบิดพลีชีพที่บาหลี- รายงาน

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

 

เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่อต้านการก่อการร้ายของอินโดนีเซียกำลังสงสัยว่า มือระเบิดพลีชีพที่บาหลีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมานั้นคงเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆที่ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ไม่ได้เกี่ยวโยงกับองค์กรใหญ่ๆอย่างอัล กออิดะ ซึ่งทำให้คดีนี้ดูเหมือนจะเสียงสะท้อนเหตุการณ์ระเบิดรถไฟใต้ดินที่ลอนดอน

 

เรมอนด์ บอนเนอร์ ผู้สื่อข่าวนิวยอร์คไทม์ รายงานกรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซียว่า จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการต่อต้านการก่อการร้ายในอินโดนีเซียว่า ดูเหมือนว่าจู่ๆมือระเบิดก็ได้มากระทำการเป็น "นักรบของพระเจ้า" หรือ jihadist ขึ้นมาโดยที่ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายมาก่อน ซึ่งเป็นการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าหน้าทีให้หันมามองกลุ่มนี้มากขึ้น

 

อดีตสมาชิก เจมาห์ อิสลามิยาห์ หรือ เจ.ไอ. ซึ่งปัจจุบันกลับใจเข้าช่วยเหลือรัฐบาลกล่าวว่า ไม่รู้จักใครในกลุ่มนี้ที่ทำการระเบิดเลย  หากมองตามภาพที่เสนอทางโทรทัศน์  ด้านผู้เชี่ยวชาญการเรื่องก่อการร้ายกล่าวว่า การระเบิดที่บาหลีโดยมีระเบิด 3 คนที่คร่าชีวิตคนไป 19 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอินโดนีเซีย โดยแยกกระทำการในร้านอาหาร 3 แห่งนั้นดูเหมือนว่าวิธีการของการก่อการร้ายจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

 

เป็นวิธีการที่ไม่ลึกซึ้ง ไม่ซับซ้อน ไม่แพง และการสูญเสียชีวิตน้อยกว่าปฏิบัติในบาหลีเมื่อ 3 ปีก่อนที่ใช้รถตู้บรรจุระเบิดที่หน้าไนท์คลับ สังหารคนไป 2002 คน และองค์กรที่สนับสนุนด้านการเงินในการระเบิดครั้งที่แล้ว คือ เจ. ไอ. และอัล กออิดะห์ ที่ถึงตอนนี้ก็อ่อนแรงลงมากแล้ว  ทว่า การก่อการกร้ายก็ยังคงอยู่ และได้กระทำการที่ท้าทายที่แตกต่างจากเมื่อครั้งที่ได้รับการอบรมและสนับสนุนด้านการเงินจากอัล กออิดะห์ โดยตรง

 

เจ้าหน้าที่อาวุโสจากตะวันตกซึ่งได้เฝ้าติดตามเหตุการณ์กลุ่มก่อการร้ายและกิจกรรมการก่อการร้ายมาตลอดระยะ 4 ปีที่ผ่านมาซึงไม่ประสงค์ที่จะเปิดเผยชื่อและประเทศเนื่องจากต้องการปกปิดสถานะตัวเองกล่าวว่า "นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นนอก ตะวันตะวันออกกลางและอัฟริกาเหนือที่มีการระเบิดพลีชีพแบบที่คนเดินเข้าไปในร้านอาหารแล้วระเบิดตัวเอง

 

เขามองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันระหว่าง ลอนดอน แมดริด และ บาหลี นั้นไม่ได้เป็นการจัดตั้งโดยองค์กร แต่มันเป็นความเกี่ยวเนื่องกันทางความคิด

 

"ผู้ก่อการร้ายนั้นมีมุมมองในการมองโลกแบบเดียวกัน มีอุดมการณ์เดียวกัน ไม่มีหลักฐานการบงการมาจากข้างนอก และนั่นก็ทำให้การต่อสู้กับพวกนี้จะท้าทายในอีกรูปแบบหนึ่ง" เขาให้ความเห็นด้วยว่า การโจมตีแบบเล็กๆแบบนี้จะสามารถเพิ่มการทำลายล้างอย่างรุนแรงได้ใหญ่เท่ากับความพินาศที่เกิดจากการบ่อนทำลายความมั่นคงและเศรษฐกิจของประชาชน

 

ในการระเบิดลอนดอนนั้นถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการกระทำ แต่ที่นี่คนที่ต้องสงสัยหลักก็คือ "อัสฮารี ฮูเซ็น" ผู้ชำนาญเรื่องการทำระเบิด และ "โมฮัมหมัด นูร์ดิน"  ผู้จัดสรรตำแหน่งงานและเจ้าหน้าฝ่ายระดมทุนผู้ที่มีความสามารถอยู่ในลำดับต้นๆ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าได้ลงมือปฏิบัติการด้านนี้เอง

 

เจ้าหน้าที่คนเดิมบอกว่า ในแง่ที่ว่าพวกนี้เป็นผู้ก่อการร้ายด้วยตัวเอง ( โดยไม่ได้สังกัดองค์กร) นั้นก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการก่อการร้ายได้ด้วย

 

คนพวกนี้เริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกขอ ง เจ.ไอ. และทำงานตามคำสั่งของ อัล กออิดะห์  แต่เจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะที่อินโดนีเซียหรือที่อื่นก็บอกว่า กลุ่มนี้ได้ตั้งกลุ่มเฉพาะกิจกันขึ้นมาเพื่อจะดำเนินการโจมตีที่ต่างๆ

 

กลุ่มนี้ได้นำผู้ชายจำนวนมาและคัดเลือกร่วมกัน คนหนุ่มอินโดนีเซียหลายๆพันคนถูกนำไปปลูกฝังความเชื่อในโรงเรียนสอนศาสนา ให้เกลียดชังชาวตะวันตกและยิว ชายชาวอินโดนีเซียกว่า 300 คน ได้รับการอบรมในอัฟกานิสถานในช่วงก่อนที่กลุ่มตาลีบันจะถูกคว่ำลง อีก 300 คนหรือมากว่านั้นได้ไปอบรมที่ ค่ายของเจ.ไอ. ที่ฟิลิปปินส์ ปัจจุบันการอบรมที่ฟิลิปปินส์ยังมีอยู่แต่กลุ่มเล็กลง

 

แซลลี เนเบอร์ ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ " In the shadow of Sword" เมื่อปี 2004 ซึ่งเป็นการรวบรวมกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันอกเฉียงใต้ และเรื่องการระเบิดบาหลี ครั้งที่ 1 ได้เขียนถึง อัสฮารีว่า  อัสฮารี ซึ่งเกิดในมาเลเซีย ได้เดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัย อเดเลด ที่ออสเตรเลีย ซึ่งในขณะนั้นเขาก็ยังเป็นวัยรุ่น ที่สนใจในเรื่องมอเตอร์ไซด์  กีฬา และ งานรื่นเริงสังสรรค์มากกว่าการเรียนเสียอีก  แล้วต่อมาเขาได้รับปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยรีดดิ้ง ในอังกฤษ และเดินทางกลับมายังมาเลเซีย  เข้าเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และที่เป็นรู้จักกันดีว่าเขาเป็นอาจารย์ "ที่ตลกมากๆ"

 

ในระหว่างนั้นเขาได้เปลี่ยนมารับแนวคิดอิสลามสายสุดโต่ง ( fundamentalist) เขาได้พบกับ อาบู บาการ์ บาเชีย ผู้นำทางจิตวิญญาณของ เจ. ไอ. ซึ่งไปลี้ภัยอยู่ในมาเลเซียในขณะนั้น และได้พบกับ ริดูอัน อิซามูดิน หรือที่รู้จักกันดีในนามของ ฮัมบาลี ซึ่งเป็นผู้ปฎิบัติการอาวุโสของกลุ่มอัล กออิดะ ในเอเชียอาคเนย์  นูร์ดินเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนี้อยู่ก่อนแล้ว

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2002 อัสฮารี และ นูร์ดิน ได้พบกับฮัมบาลีที่กรุงเทพฯ และว่ากันว่าได้ตัดสินใจที่พุ่งเป้าไปที่ "เป้าหมายอ่อน" ผลที่ออกมาก็คือ การระเบิดบาหลีครั้งที่หนึ่ง จากคำให้การของคนที่มีส่วนร่วมในการระเบิดซึ่งต่อมาถูกจับได้บอกว่า พวกเขาได้รับเงินสนับสนุนจาก อัล กออิดะห์ และ บาเชียเป็นคนสั่งให้ลงมือ

 

การลงมือครั้งใหญ่อีกครั้งของ อัสฮารี กับ นูร์ดิน คือที่โรงแรมมาริอ็อต ที่จาการ์ต้า เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2003 โดยได้รับเงินจาก ฮัมบาลีและอัล กออิดะห์  ตำรวจอินโดเซียบอกว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะมีการระเบิดที่มาริอ็อตนั้น อัสฮารีได้นั่งอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรมเพื่อสเก็ตภาพเลย์เอาท์ของโรงแรม

 

ไม่กี่วันหลังจากระเบิดฮัมบาลีถูกจับได้โดยปฏิบัติของ ซี ไอ เอ ที่กรุงเทพฯ และขณะนี้อยู่ในระหว่างการควบคุมตัวโดยซีไอเอในที่ซึ่งเป็นความลับ ในขณะที่บาเลียนั้นก็ติดคุกอยู่ที่อินโดนีเซีย

 

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เจ ไอ คือเงาให้กับสิ่งที่ตนเองเคยเป็นมาก่อน  ซิดนีย์ โจนส์ ซึ่งเคยมีงานเขียนอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับองค์การเพื่อ กลุ่มวิกฤตินานาชาติ ( International Crisis Group)  กล่าวว่า  ความเป็นผู้นำของกลุ่มนี้ได้ถูกทำลายลงไป  องค์กรขาดเงินอย่างมาก และเกิดการแตกแยกกันเองภายใน  แกนหลักๆในองค์กรไม่เห็นด้วยกับการก่อการร้ายโดยใช้ความรุนแรง

 

อัสฮารี และ นูร์ดีได้แยกตัวออกมาและยังคงปฏิบัติการต่อไป ในเดือนกันยายน 2004 เขาไว้พุ่งเป้าการโจมตีไปที่สถานทูตออสเตรเลียในจาการ์ต้า

 

ในการจัดหากลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงให้เข้ามามีส่วนร่วมในการระเบิด นูร์ดิน  เขาคุยว่า " เขาคือบุคคลที่ถูกต้องการตัวมากที่สุดในเอเชียอาค์เนย์"โจนส์กล่าว

 

ตามข้อมูลของตำรวจอินโดนีเซีย อัสฮารีขับรถบรรทุกระเบิดเข้าไปประมาณร้อยหลาใกล้ๆสถานทูตออสเตรเลีย แล้วกลับออกมา กระโดดขึ้นรถมอเตอร์ไซด์ เหลียวมองไปดูด้านหลังพร้อมกับที่มีระเบิดดังขึ้น

 

---------------------------------------------------------------

เรียบเรียงจาก : Bali Suicide Bombers Said to Have Belonged to Small Gang

โดย By RAYMOND BONNER, New York Times

 


 









ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์