แนวทางของการสมานฉันท์ฉบับ "สุลักษณ์ ศิวรักษ์"

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ







กป.อพช.อิสาน ร่วมกับ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) องค์กรสิทธิมนุษยชนและคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ จัดเวทีบทบาทภาคประชาชนกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยหลักสันติวิธีและสมานฉันท์เมื่อวันที่ 4-5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเชิญ "สุลักษณ์ ศิวรักษ์" เป็นผู้บรรยาย ซึ่งมีรายละเอียดคำบรรยาย ดังนี้

 

......................

 

แนวทางของการสมานฉันท์นั้น ถ้าใช้วิถีทางของสันติวิธีย่อมแก้ไขความขัดแย้งได้ในทุกๆ ทางอย่างได้ผล  อนึ่งพึงตราไว้ว่าความขัดแย้งในโลกนี้ย่อมแก้ไขได้โดย 3 วิธีการ  คือ

 

1. ทำสันติภาพให้เกิดขึ้น  ( Peace Making )

2. ก่อสร้างสันติภาพขึ้น    ( PeaceBuilding )

3. รักษาสันติภาพเอาไว้   ( Peace  Keeping )

        

1.  ทำสันติภาพให้เกิดขึ้น  หมายความว่า สกัดกั้นไม่ให้ผู้คนโจมตีกันและกัน  แม้เกิดการรบราฆ่าฟันกันขึ้นแล้วก็หาทางให้ยุติเสียได้  ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง

 

2. ก่อสร้างสันติภาพขึ้น  หมายถึงแผนการระยะยาวที่ก่อสร้างให้เกิดชุมชนและสมาคมที่รักความสงบ  โดยมีหลักการที่จะอยู่ร่วมกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน หรืออย่างน้อยก็ไม่เข้าไปก้าวก่ายกับอีกฝ่ายหนึ่ง  เช่น

แม้จะต่างศาสนากัน ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษาและวัฒนธรรมกันก็อยู่ร่วมกันได้ โดยยึดความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง และต้องเปิดโอกาสให้ต่างชุมชนได้มีโอกาสในการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรีเสมอกัน

 

3. รักษาสันติภาพเอาไว้  หมายความว่า ยุติความขัดแย้ง ความรุนแรง บางครั้งก็อย่างฉับพลันจนบางทีกลายเป็นข่าวพาดหัวเอาเลย  ที่จริงกรณีนี้ก็เหมือนกับการดับไฟ  จริงอยู่มันเป็นความจำเป็นที่จะต้องดับไฟแห่งความขัดแย้ง ความรุนแรงเพื่อรักษาสันติภาพเอาไว้  แต่ว่ามันจะดีกว่านี้มากหากเราสามารถป้องกันไม่ให้อัคคีภัยเกิดขึ้น ฉะนั้นการก่อสร้างหรือสร้างสรรค์ให้เกิดสันติภาพจึงจำเป็นยิ่งนัก

 

ขอขยายความตรงนี้สักเล็กน้อยว่า เมื่อเริ่มรัฐบาลทักษิณครั้งแรกนั้นนายกรัฐมนตรียังรับฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าซึ่งเตือนเขาไปว่า การวางท่อแก๊สที่สงขลาไปมาเลเซียนั้นเป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากลอยู่มากหากรัฐบาลใหม่ยกเลิกโครงการนี้เสียได้ นั่นจะเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม หากขืนสนับสนุนโครงการนี้ต่อไปโดยไม่ปรึกษาหารือกับราษฎรอย่างจริงจัง การวางท่อแก๊สที่ว่านี้จะก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงยิ่ง ๆ ขึ้น  โดยที่นี่จะเลวร้ายกว่ากรณีการวางท่อแก๊สจากพม่ามากาญจนบุรีเสียอีก  โดยเราต้องไม่ลืมว่าการรวมตัวกันของชนชั้นกลางทางกาญจนบุรีนั้น จะถือได้ว่าเป็นการสร้างฐานมวลชนที่ขยายออกไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรก็ว่าได้  น่าเสียดายที่ชนชั้นปกครอง ไม่เข้าใจประเด็นที่ว่านี้  เพราะนี่ดูจะเป็นคำตอบในทางประชาธิปไตยที่อยู่นอกกรอบของรัฐสภาอย่างน่าสนใจยิ่งนัก

 

ยิ่งกรณีของพี่น้องชาวมุสลิมทางสงขลาด้วยแล้วจะโยงใยไปยังมุสลิมนอกประเทศที่อาจ เป็นกระบวนการที่จะเป็นหนามยอกอกรัฐบาลไทยอย่างเจ็บแสบเกินกว่าจะสำนึกได้  โดยที่ไม่จำต้องโยงกรณีนี้ไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางปัตตานีและนราธิวาสก็เป็นได้

 

ที่กล่าวมานี้จำต้องเข้าใจว่า ความขัดแย้งและความรุนแรงนั้นโยงไปถึงโครงสร้างทางสังคมที่ปราศจากความยุติธรรมด้วยเสมอไป  ฉะนั้นการสร้างสรรค์สันติภาพจึงจำเป็นต้องตีเป้าไปที่โครงสร้างทางสังคมอันรุนแรงเสมอไป  โดยต้องใช้วิธีการต่างๆ กำจัดความยากไร้และให้การศึกษานอกรูปแบบที่เป็นอยู่ในระบบ  กล่าวคือต้องสามารถให้การเรียนการสอนชนิดที่ให้ทุกคนมีความภูมิใจในศักดิ์ศรีของเขา  ให้เขาพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่ให้เขาสยบยอมอยู่กับอำนาจรัฐ หรือนายจ้าง และที่สำคัญคือการสร้างรากฐานทางประชาธิปไตยที่มวลชนโดยเฉพาะกับคนปลายอ้อปลายแขมให้เขาสามารถรวมตัวกันได้อย่างมีพลังในทางอหิงสาแต่มีสามัคคีธรรมเป็นแกนกลาง  และพื้นฐานในการสร้างสรรค์สันติภาพที่แท้ จำต้องรวมการปฏิรูปที่ดินด้วย เสมอไป จะให้เศรษฐีจำนวนน้อยมีที่ดินมากมายมหาศาล ในขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีที่ทำกินอย่างเพียงพอนั้น นั่นก็คือต้นตอของความขัดแย้งและความรุนแรงทางโครงสร้างอย่างไม่ต้องสงสัย

 

หลายคนคงทราบแล้วว่าที่ดินในกรุงเทพ ฯ นั้นประมาณ 30 % เป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  และผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สิน ฯ คนปัจจุบันก็มีความเชื่อในเรื่องโลกาภิวัตน์ โดยพร้อมที่จะไล่ที่ ไม่เฉพาะคนยากคนจนหากรวมถึงชนชั้นกลางซึ่งเช่าอาคารพาณิชย์ของสำนักงานทรัพย์สิน ฯ ให้ขนย้ายออกไปเป็นบริเวณกว้างขึ้นทุกที  ทั้งนี้ต้องการจะสร้างอาคารขึ้นใหม่อย่างทันสมัยสูงหลาย ๆ ชั้น เพื่อจะได้เงินมาอย่างมากมาย  แม้ว่านั่นจะเป็นการรับใช้คนรวยจำนวนน้อยจนถึงบรรษัทข้ามชาติบนความยากไร้ของราษฎรตาดำ ๆ จำนวนหมื่นจำนวนแสน เขาก็ไม่ใยไพ  แล้วนี่ไม่เป็นการสร้างความขัดแย้ง ความรุนแรงที่กระทบกระเทือนไปยังสถาบันพระมหากษัตริย์ดอกหรือ

 

ใช่แต่เท่านั้น ราชเลขาธิการก็เป็นประธานของบริษัทผาแดง ซึ่งมีธุรกิจการค้ากับบรรษัทข้ามชาติ  รวมถึงการสร้างเสพสมคบกับรัฐบาลเผด็จการทหาร พม่าอีกด้วย  และบุคคลเช่นนี้จะรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างสะอาดและบริสุทธิ์ได้อย่างไร  นี่เป็นประเด็นที่ฝากไว้ให้พิจารณากัน  โดยเฉพาะในช่วงนี้ออกจะเป็นแฟชั่นที่ใคร ๆ ก็ออกมาประกาศว่า "รักในหลวง"  แต่ถ้าเผื่อว่าความรักที่แท้นั้นไม่รวมถึงการกล้าพูดความจริง กล้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างมุ่งที่ทักษะเป็นพื้นฐาน  ความรักดังกล่าวอาจเป็นเครื่องมือให้คนเหล่านั้นโหนตัวขึ้นไปยังองค์พระมหากษัตริย์ หรือดึงเอาสถาบันกษัตริย์มาให้โสมมแปดเปื้อนเหมือนพวกเขาก็ได้  ทั้งนี้ข้าพเจ้าจะไม่เอ่ยชื่อถึงบุคคลใด ไม่ว่า สนธิ  ลิ้มทองกุล  หรือคนอื่นใดก็ตาม

 

ท่านนัทฮันท์ ซึ่งเป็นพระเวียดนามและเป็นผู้ที่คิดคำขึ้นใหม่ในเรื่อง พุทธศาสนากับสังคม ( Engaged Buddhism) ท่านกล่าวว่า  "การที่จะป้องกันไม่ให้เกิดสงครามหรือไม่เกิดความรุนแรงในอนาคต  เราต้องเริ่มแต่เดี๋ยวนี้  เมื่อเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงขึ้นแล้วการจะแก้ไข เยียวยาอย่างใดก็อาจจะล่าช้าไปเสียแล้ว  ถ้าเราและลูก ๆ ของเราเริ่มปฏิบัติอหิงสธรรมในชีวิตประจำวันก็เท่ากับเราเริ่มปลูกพืชพรรณทางสันติและทางสมานฉันท์ในจิตใจของเรา  นั่นจะช่วยให้เราสามารถสถาปนาสันติที่แท้ขึ้นมาได้  และโดยวิธีนี้นี่แหละ ที่เราสามารถจะป้องกันความขัดแย้งรุนแรง  แม้กระทั่งการสงครามในอนาคตขึ้นได้"

 

ทะไล ลามะ แห่งธิเบต ก็รับสั่งว่า "สันติภาพในโลกจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง  ก็เมื่อเราแต่ละคนสร้างสันติภาวะขึ้นได้ภายในใจของเราเองก่อน  แม้นี่จะเป็นเรื่องที่ยากเย็นประการใดก็ตาม แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่สันติภาวะจะเกิดขึ้นได้ในโลก"

 

ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับพระองค์ท่าน ก็ขอให้ดูได้จากประวัติศาสตร์โลก  ว่า การปฏิวัติใหญ่ไม่ว่าจะที่รัสเซีย  จีน  เวียดนาม  หรือกัมพูชา ที่เป็นไปด้วยความรุนแรงนั้น ได้ผลในทางสร้างสันติภาพอย่างแท้จริงหรือไม่

ถ้าทักษิณ  ชินวัตร เข้าใจในข้อความที่กล่าวมานี้ เขาคงไม่หลับตาดำเนินนโยบายที่ใช้แต่ความรุนแรง  อย่างโกหก มดเท็จ  และการใช้เงินหว่านซื้อทุกอย่างเพื่อสะกดสื่อสารมวลชนไว้ในอำนาจและพร้อมที่จะขายบ้านขายเมือง รวมทั้งประชาราษฎร เพื่อเพิ่มทรัพย์ของเขาและพวกของเขาอย่างหาขอบเขตไม่ได้เอาเลย  คนอย่างนี้นี่แลที่เป็นต้นตออย่างสำคัญอันหนึ่งในการสร้างความขัดแย้งและความรุนแรง  ไม่แต่ทางจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้นหากแทบทุกแห่งหน ไม่เพียงแต่ภายในราชอาณาจักร  การที่เขาเดินตามก้นจีนและสหรัฐอย่างเซื่อง ๆ นั้น นับว่าน่าสมเพชเวทนายิ่งนัก  อย่างการที่เขาออกมาปฏิเสธว่าไม่มีคุกของสหรัฐอยู่ในประเทศไทยนั้นก็เป็นมุสาวาทคำโต ๆ อย่างไม่มีความละอายใจเอาเลย  ที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์อ้างข้อมูลคุกลับในไทยนั้น สื่อมวลชนไทยเพิ่งเอามาขยายความต่อ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้เอง  หากข้าพเจ้ารู้ข้อมูลดังกล่าวก่อนหน้านั้นเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์มาแล้วด้วยซ้ำ

 

การสร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งสันติ เราต้องเริ่มด้วยการสร้างสรรค์สังคมให้ยุติธรรม  และให้สิทธิในทางเท่าเทียมกันแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า  การเอาคำว่า สันติภาพ ไปใช้เป็นเครื่งมือเพื่อปราบปรามผู้คนโดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงในชาติ นั่นคือวิธีการอันเลวร้าย  ดังจะเห็นได้ว่านโยบายของรัฐบาลทักษิณ ที่ภาคใต้ก็ดี และที่อื่น ๆ ก็ดี  รวมทั้งการขจัดยาบ้า  ยาม้า ล้วนเป็นเรื่องที่ปราศจากสันติในทุก ๆ ทาง แล้วสันติภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร  วิธีการเช่นนี้ไม่ได้มีแต่รัฐบาลทักษิณ  มีขึ้นกับรัฐบาลบุช และ รัฐบาลแบลร์  ผลก็คือทั้งสองประเทศนี้มีการขยายตัวยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ดังที่ทางเมืองไทย ความรุนแรงก็จะขยายตัวไปยิ่ง ๆ ขึ้น  นอกเหนือไปจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง

 

การสร้างสันติภาพย่อมเป็นกระบวนการที่จะก่อให้เกิดข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายที่ขัดแย้งกัน  ประเด็นสำคัญก็คือ การใช้วิธีสังสรรค์สนทนาซึ่งกันและกัน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ  การเปิดใจกว้างรับฟังอีกฝ่ายหนึ่ง  กล่าวกันว่าเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานแห่งพระกรุณาคุณของพระพุทธเจ้านั้น  ท่านรับฟังคนทุกข์ยาก ทุกหนแห่งรวมทั้งสัตว์นรกด้วย เราควรเอาอย่างพระองค์ท่าน  เพราะในโลกปัจจุบันสิ่งที่เรียกว่าการสนทนาวิสาสะนั้นมักจะเป็นการพูดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่รับฟังอีกฝ่ายหนึ่งอย่างจริงจังเลย  แล้วจะเป็นผลสำเร็จได้อย่างไรในเรื่องความขัดแย้ง

 

จำเพาะการตั้งใจรับฟังอย่างแท้จริงเท่านั้นที่การสนทนาวิสาสะจึงจะเป็นไปอย่างได้ผล  และเราจะรับฟังอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างใจกว้าง  รวมทั้งรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์และคำด่าทอของอีกฝ่ายอย่างไม่หวั่นไหว ก็ต่อเมื่อเราสามารถก่อให้เกิดเมล็ดพืชพรรณภายในใจเราให้ได้ก่อน  โดยที่เราไม่ด่วนตัดสินลงไปง่าย ๆว่าอะไรผิดอะไรถูก  อะไรดีอะไรชั่ว ต่อเมื่อการสนทนาวิสาสะเป็นไปอย่างไว้ใจซึ่งกันและกัน อย่างตัดอคติออกเสียได้ อย่างยอมรับความผิดพลาดจากอดีต และแก้ไขข้อบกพร่องนั้น ๆ อย่างเต็มใจ  พร้อมกับมีอารมณ์ขันอย่างหัวเราะเยาะตัวเองได้ด้วย  นี่น่าจะเป็นหนทางแห่งการสมานฉันท์อันประเสริฐ

 

การสมานฉันท์เป็นกุญแจอันสำคัญในการสร้างสรรค์สันติภาพ และผู้ที่สามารถสร้างสรรค์สันติภาพได้ ย่อมสามารถก่อให้เกิดขึ้นได้ซึ่งวัฒนธรรมแห่งความสัตย์  แห่งการให้อภัย และความร่วมมือซึ่งกันและกันนั้นแล

การสมานฉันท์จึงเป็นไปในทางที่สร้างสันติขึ้นจากความขัดแย้งและความรุนแรง

 

วัฒนธรรมแห่งการสมานฉันท์คือความหวังที่ดีที่สุด  ที่จะช่วยเยียวยาความอยุติธรรมในอดีตให้จางหายไป  เพื่อก่อให้เกิดความแปรเปลี่ยนทั้งในทางปัจเจคบุคคลและสังคมให้งอกงาม  กล่าวคือทั้งสองฝ่ายย่อมพร้อมที่จะให้อภัยซึ่งกันและกัน  ยอมรับอดีตพร้อมกับการพร้อมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสำหรับอนาคต

 

ทางสามจังหวัดภาคใต้นั้นคนไทยสยามที่เป็นชนชั้นปกครอง ยอมรับไหมว่าเราเคยไปแย่งดินแดนเขามา  เรากดขี่ข่มเหงเขาด้วยประการต่าง ๆ  เราแลไม่เห็นศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนมลายู และภาษา  ศาสนา  และวัฒนธรรมของเขา  ถ้าแก้ประเด็นที่กล่าวมานี้ไม่ได้  ย่อมไม่มีทางที่จะก่อให้เกิดการสมานฉันท์ขึ้นได้  แต่ถ้ามองจากอดีตก็จะเห็นได้ชัดว่าการสมานฉันท์ทาง 3 - 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เคยเกิดขึ้นแล้วในสมัยที่ไทยสยามเป็นประชาธิปไตยที่เนื้อหาสาระ ในสมัยของนายปรีดี  พนมยงค์  ถึงกับมีการวางแผนให้แต่ละภูมิภาคมีสิทธิในการปกครองตนเอง อย่างลดความก้าวก่ายจากอธิปไตยส่วนกลางลงไป  ดังอาจใช้คำภาษาอังกฤษได้ว่า  ให้เป็น

AUTONOMY  ไม่แต่เฉพาะทาง 3 - 4 จังหวัดภาคใต้เท่านั้น หากรวมถึงทางภาคอีสานด้วย  ครั้นเมื่อเกิดรัฐประหาร เมื่อปี 2490  ขึ้น รัฐไทยได้กลายเป็นเผด็จการยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที โดยยอมตามก้นสหรัฐอเมริกาอย่างปราศจากศักดิ์ศรีเอาเลย ถ้าแก้ประเด็นนี้ไม่ตก ก็แก้ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงตามวิถีทางสมานฉันท์ไม่ได้

 

การสร้างสันติภาวะนั้น เป็นงานที่ไม่รู้จักจบ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะทอดหุ่ยเสีย  มีใครคนหนึ่งอธิบายว่า การสร้างสันติภาวะนั้นก็เหมือนกับคนที่แลเห็นว่าน้ำแห้งบ่อ เราจะหาน้ำที่ไหนอีกไม่ได้  นอกจากต้องไต่ขึ้นภูเขาไปช้อนเอาหิมะลงมาเทลงบ่อครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้บ่อมีน้ำ  นี้ฉันใด  การสร้างสันติภาวะก็ต้องใช้ขันติธรรมฉันนั้น

 

การรักษาสันติภาพนั้นมีปัญหายิ่งกว่านี้ บางครั้งมีการรักษาสันติด้วยความปรารถนาดีโดยเฉพาะแม่ทัพนายกอง ซึ่งพร้อมจะรักษาสันติภาพด้วยความรุนแรง  แม้จะได้ผลบ้างในระยะสั้นแต่ในระยะยาวแล้วไร้ผล

อย่างจริงจัง  การแก้ไขความขัดแย้งรุนแรงในระยะยาวต้องแก้ไขที่เหตุแห่งความรุนแรง  และการแก้ไขก็ต้องไม่ทำให้เกิดความรุนแรงใด ๆ ทั้งสิ้น  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อหลังสงครามที่อ่าวเปอร์เชียนั้นสหรัฐต้องการลงโทษอิรัค เพราะถือว่าผู้นำประเทศนั้นเป็นคนโหดเหี้ยมและรุนแรงด้วยการกล่าวหาอย่างปราศจากข้อเท็จจริงว่าประเทศนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์ที่จะทำลายล้างโลกได้  จึงเสนอ สหประชาชาติให้ทุกประเทศร่วมกัน ไม่ส่งยาและอาหารที่จำเป็นไปให้อิรัค  ผลก็คือประชาชน โดยเฉพาะคนยากจน  คนแก่และเด็ก ๆ ต้องตายไปเป็นจำนวนมาก ยิ่งกว่าโดนระเบิดในสงครามเสียอีก

 

การแก้ปัญหาความขัดแย้งใด ๆ ในทางฝ่ายพระพุทธศาสนานั้นท่านแนะนำให้ใช้ความเมตตากรุณาเป็นหลัก  พวกเควกเกอร์แม้ไม่ใช่พุทธศาสนิก แต่ก็ใช้หลักอหิงสธรรมในการแก้ไขข้อขัดแย้งและความรุนแรงเสมออย่างไม่เข้าข้างรัฐบาลของตัวเองเลยถ้าเห็นรัฐบาลเป็นฝ่ายผิด  เช่นพวกเควกเกอร์ นำยาจากสหรัฐไปส่งให้เวียดนามเหนือ  ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐเห็นว่าเป็นการเข้าข้างฝ่ายศัตรู  ยังเมื่อก่อนที่สหรัฐจะไปทิ้งระเบิดในอิรัค เมื่อเร็ว ๆ นี้  ไม่แต่พวกเควกเกอร์เท่านั้นหากรวมถึงพุทธศาสนิกเพื่อสันติภาพชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยก็เข้าไปอยู่ในอิรัคเพื่อพร้อมจะรับกรรมร่วมกับชาวอิรัค เมื่อสหรัฐจะทิ้งระเบิดลงไปในอิรัค 

 

ที่ว่ามานี้เป็นเพียงบางตัวอย่างที่พวกเราควรจะรับรู้กันในหมู่ประชาชนคนไทย  ยังกรณีที่นางอองซานซูจี ถูกทรมานทรกรรมต่าง ๆ ในพม่า เธอก็ต่อสู้ด้วยอหิงสธรรมและสมาธิภาวนาอย่างน่าสนใจยิ่ง  เป็นที่น่าเสียใจที่รัฐบาลพม่าไม่พร้อมที่จะเจรจาหาทางสมานฉันท์กับเธอ เอาเลย  และถ้ารัฐบาลไทยไม่เลวร้ายเช่นรัฐบาลทักษิณ  ใครก็อาจช่วยให้เกิดสมานฉันท์ขึ้นได้ในพม่า  ถ้ารัฐบาลประชาธิปัตย์อยู่ในอำนาจต่อมาอีกเพียงหนึ่งสมัย รัฐบาลไทยก็อาจใช้อหิงสธรรมและประชาธิปไตยนำบางประเทศในอาเซียนและสหภาพยุโรปให้เกิดการสมานฉันท์ขึ้นได้  หรือแม้แต่อาจทำให้รัฐบาลทหารพม่าปลาสนาการไปเลยก็ได้  อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นจุดเด่นจุดเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้

 

แม้การสร้างวัฒนธรรมแห่งสันติภาพจะสำคัญเพียงใด  แต่การป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงทางโครงสร้างนั้นดีกว่า  แต่อย่างไรก็ตามเราจำต้องเผชิญกับความขัดแย้งและรุนแรงด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างสันติวิธีเสมอไป  สังคมและประเทศชาติหมดทรัพยากรไปมากกับอาวุธยุทโธปกรณ์และความรุนแรง  ถ้าเราใช้ทรัพยากรไปในทางสันติภาพและอหิงสวิธี  ผลได้จะเป็นไปในทางสร้างสรรค์อย่างเหลือคณานับ  และนี้แลจะเป็นวุฒิภาวะที่สำคัญสำหรับสังคมไทยสยาม








เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์