กรณีพิพาทห้วยกลฑา - เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง บทเรียนที่รัฐต้องทบทวน

โดย อรนุช ผลภิญโญ โครงการจัดการทรัพยากรต้นน้ำเซิน

 

ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

เช้าตรู่ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 เป็นวันที่ฉันต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อที่จะไปดู ไร่ข้าวโพด ที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้จับกุมชาวบ้านห้วยกลฑาจำนวน 13 ราย ที่ไปรับจ้างหักข้าวโพด โดยตั้งข้อหาว่า บุกรุกพื้นที่ป่า ในวันนี้ก็จะเป็นวันที่น้องสาวสองคน อายุ 15 ปี และ 17 ปี ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาจะต้องไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ที่สถานพินิจเพชรบูรณ์ ชาวบ้านห้วยกลฑาชุดหนึ่งก็เตรียมที่จะไปให้กำลังใจด้วย

           

ส่วนชุดที่จะพาฉันไปดูสภาพพื้นที่ มีอยู่ 4 คน โดยมีพี่โอ๋ บอย เอ๋ และน้องอีกคนเป็นไกด์นำทาง ระหว่างทางที่ไปยังสถานที่เกิดเหตุ จะเป็นที่ทำกินสลับกับพื้นที่ป่าอันสมบูรณ์ที่ชาวบ้านเองได้ช่วยกันรักษาไว้

 

"นี่ๆ ทางแยกขึ้นไปข้างบนเป็นป่ารกๆนั่นแหละ ที่ป่าไม้เขาไล่ต้อนชาวบ้าน 13 คน ให้ขึ้นไปเขาบอกว่า ต้อนมันไปลงทางจุดชมวิวใครขัดขืนเจ้าหน้าที่สามารถทำรุนแรงตามหน้าที่ได้ ใครหนียิงได้ทันที " พี่โอ๋เล่าให้ฟังด้วยสำเนียงไทหล่มพลางชี้มือไปยังจุดเกิดเหตุ " กลุ่มผู้หญิงทั้งร้องไห้ ทั้งพูด สิไปได้จั่งใด๋ ป่าฮกจะตาย พี่น้องข้อยกะสิฮู้จักตี้ ลูกเต้ากะไปโรงเรียน ถ้าเกิดลูกข้อยกลับมา บ่เห็นแม่ ลูกสิคิดจั่งใด๋ พวกข้อยผิดอีหยัง "

 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่พี่น้องชาวบ้านทั้ง 13 คนได้พูดหรือคัดคานก็ไม่สามารถทัดทานกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้เขตภูผาแดงกว่า 20 นายได้ ดังนั้นจึงถูกต้อนออกมาแต่เนื่องเพราะกลุ่มชาวบ้านที่ถูกจับกุม พยายามที่จะเดินตัดทางลงมาสู่หมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นจึงทำให้ต้องโดนต้อนมายังหมู่บ้านโดยปริยาย

 

ฉันพยายามนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2548 ซึ่งระยะเวลาห่างกันไม่ถึง 5 เดือน วันนั้นฉันจำได้ติดตาว่าเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภต.บ้านกลาง กว่า 30 นาย ได้ยืนล้อมชาวบ้านห้วยกลฑาไว้โดยเจ้าหน้าที่มีอาวุธปืนประมาณ 4-5 กระบอก มันเป็นภาพเหมือนในหนังที่เจ้าหน้าที่ใช้กำลังจับกุมผู้ก่อการร้าย หรือผู้ร้ายที่ก่ออาชญากรรมอย่างร้ายแรง กำลังถูกควบคุมตัวไว้ ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงและเด็กบางส่วนร้องไห้ แต่น้ำตาไม่สามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้ จากเวลาที่โดนล้อมตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็นของวันเดียวกัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้และตำรวจจะสลายตัวกลับไป สุดท้ายอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมาก็มีหมายเรียกตัวผู้ต้องหา 5 ราย ซึ่งเป็นชาวบ้านและที่ปรึกษา ในข้อหายุยงส่งเสริม จ้างวาน ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าการที่ชาวบ้าน นั่งล้อมวงกันในหมู่บ้านและพยายามที่จะสอบถามข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ว่า จะเข้าไปทำอะไรในหมู่บ้านของพวกเขา จะเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย ประเทศไทยช่างมีอะไรที่แปลกๆเสมอ

 

" ชาวบ้านอย่างพวกเราหาอยู่หากินกับป่า เราก็พยายามที่จะรักษาป่าไว้เหมือนกัน บ้านห้วยกลฑามีที่ดิน อย่างมากสุดไม่เกิน 30 ไร่ แต่ไม่ใช่หมดบ้านนะ มีประมาณ 5-6 ราย คนที่ไม่มีที่ดินเลยก็มี ประมาณ 6-7 ครอบครัว โดยส่วนใหญ่พวกเราก็ได้พึ่งพาอาศัยเก็บหาของป่านั่นแหละ หน้าหน่อไม้ก็ขายหน่อไม้ หน้าเห็ดก็ขายเห็ด หรือทำไม้เสียบยา จักสานเล็กๆ น้อยๆ พอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ บางคนก็ไปหารับจ้าง หักข้าวโพด เขาหาว่าพวกเราทำลายป่าตั้งแต่ก่อนนี้มีสัมปทานไม่เห็นเขาพูดถึงสักนิดเลย

 

ตั้งแต่มี หมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ มติ ครม. 30 มิถุนายน 41 นี่แหละป่าไม้เข้ามารังวัดพื้นที่ชาวบ้าน แต่ไม่ชัดเจนหรอก เขาอยากจะวัดตรงไหนก็วัด หัวหน้าเขายังพูดเลยว่าที่นี่ใครใหญ่ เขาจะจับใคร หรือไม่จับก็ได้ เพราะเขาใหญ่ที่สุดในเขตรักษาพันธุ์ ฯ เขามาขอรายชื่อชาวบ้านตั้งหลายครั้งแต่พวกเราไม่ยอมหรอก เขาพูดไม่ชัดเจน ว่าชาวบ้านจะได้อะไร มีแต่มาหลอกให้เซ็นชื่อและจะเอาไปบอกนายว่าชาวบ้านห้วยกลฑายินยอมแล้ว เหมือนกับบ้านห้วยหว้าไปประชุมแล้วเอารายชื่อชาวบ้านเข้าแนบ เขาก็โดนหลอกเหมือนกัน " บอยไกด์ นำทางอีกคนพูดขึ้นบ้าง

 

พอถึงไร่ที่เกิดเหตุ ฉันได้สังเกตเห็นเสาปูนตามมติ ครม. 30 มิถุนายน 2541 ปักอยู่มุมของที่ทำกิน มีเสาเดียว สภาพพื้นที่เป็นไร่ข้าวโพด พื้นที่ทำกินก็ไม่ได้มีการบุกรุกใหม่ชาวบ้านก็ยึดตามแนวเสาเขตกั้นพื้นที่ป่ากับที่ทำกินชัดเจน กระสอบข้าวโพดที่หักค้างไว้ ยังไม่เก็บวางเรียงรายประมาณ 2 - 3 กระสอบ ฝนที่ตกลงมาก็คงจะทำให้ข้าวโพดแตกหน่อ ราคาก็จะตกต่ำลงไปอีก ปีนี้จะได้เงินที่ไหนใช้หนี้เงินล้านนะ ผลผลิตที่เสียไปจะมีใครมารับผิดชอบได้บ้าง ครอบครัวลูกเต้าจะอย่างไร ชาวบ้านไม่มีเงินเดือนเป็นหมื่นเหมือนนายหรอก ถึงเป็นหนี้เขาก็มีเงินเดือนมีสวัสดิการ แต่ชาวบ้านตาดำๆอย่างพวกเรา หาเช้ากินค่ำ รายได้เป็นไปตามฤดูกาลธรรมชาติ จะทำอย่างไร

 

หลังจากถ่ายรูปสภาพพื้นที่แล้วพวกเราเลยชวนกันกลับมายังหมู่บ้าน สภาพแวดล้อมของธรรมชาติทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยถึงแม้จะยังไม่ได้กินข้าวเช้ากันเลย ระหว่างทางกลับเหมือนฉันได้ยินคำพูดที่คงจะเป็นประโยคอยากเล่าเรื่องราวของเอ๋ เยาวชนในหมู่บ้าน "แต่ก่อนนี้ บ้านห้วยกลฑา จะมีแต่ความสุขเช้าอย่างนี้หมู่บ้านไม่เงียบหรอกพี่ จะได้ยินเสียงเพลง พอตกกลางคืนก็จะมีการมาพูดคุยกันล้อมกองไฟ แต่ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปเพราะสิ่งที่รัฐเขาอยากให้เราเป็นเขาลงมาปลอบเราให้เราเห็นด้วยกับโครงการของเขา พอเราไม่ยอมรับเขาก็ใช้กำลัง ใช้กฎหมายที่เขามีอยู่ ใช้อำนาจ มากดขี่พวกเรา อยู่แบบนี้เราไม่มีความสุขเลย หาอยู่หากินก็ไม่มีกำลังใจต้องคอยระแวงตลอดว่าเขาจะมาจับเราอีกไหม " เอ๋บอกเล่าด้วยน้ำเสียงที่ละห้อย

 

" เอ๋ เอ๋ เช้านี้มีเมนูเด็ดไม่ใช่ หรือ " เสียงพี่โอ๋ดังมาจากข้างหลัง "เมนูอะไรพี่" ฉันถาม

 

" ตำปู ใส่มะขามส้มไง เอ๋ทำอร่อยนะ เอ้าจัดการ" พี่โอ๋พูดพร้อมโยนสวิงให้เจ้าเอ๋ กับเจ้าบอย

สองหนุ่มลงหนองน้ำและหาปูที่โชคร้ายในวันนั้น

 

" มันเป็นปูนาที่พี่เอามาปล่อย มันขยายพันธุ์เร็วมาก หนองนี่ ที่ทำกินตรงนี้เป็นที่ทำกินเดิมที่พ่อโซ้นมาบุกเบิกจับจองแกเป็นคนมาตั้งหมู่บ้าน ตั้งแต่ยังไม่สร้างสะพานห้วยตองเลย มีหนองเดียวในหมู่บ้าน " "พี่ๆ เราหากินปูนานี่ เจ้าหน้าที่จะไม่จับเหรอ เขาบอกว่าพวกเราอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ปูนาก็น่าจะเป็นสัตว์สงวน ระวังเจอข้อหา ล่าสัตว์ป่านะ" เอ๋พูดพร้อมกับหัวเราะ เฮ้ยเขาจะจับก็จับไปจับจนไม่มีข้อหาจะตั้งให้เรานั่นแหละ ปูมันเป็นอาหารคน คนก็อยู่กับป่าเราก็ช่วยกันรักษาป่า ถ้าชอบห้ามกันนักเขาบอกว่าพวกเราอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาอาจจะมองว่าเราก็เป็นสัตว์ป่าประเภทหนึ่งก็ได้ เพราะสิ่งที่นายเขาทำเราก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่คนเขาทำกัน" พี่โอ๋พูดพลางหัวเราะแค่นๆ

 

ฉันได้แต่นึกในใจว่า 13 มิถุนายน ชาวบ้านเจอข้อหา 5 ราย 3 พฤศจิกายน เจอข้อหาอีก 13 ราย รวมเป็น 18 ราย ชาวบ้านห้วยกลฑามี 38 ครอบครัว ที่เหลือคงจะทยอยโดยข้อหาจนหมดหมู่บ้านกระมัง นี่เขาบอกว่าเหลือแค่ 11 เดือนเท่านั้นในการเกษียณอายุราชการของหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขายังมีความสามารถทำได้ขนาดนี้ ถ้าเผื่อว่า และได้ข่าวว่าอธิบดีกรมอุทยานเองก็ให้เขาพิจารณาตัวเอง เขาจะรู้มั๊ยว่าสิ่งที่เขาทำไปไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลยซ้ำเป็นการกระทำที่จะก่อให้เกิดปัญหามากขึ้น

 

ฉันคิดว่ารัฐเองต้องทบทวนปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่หากยังยึดเอาหลักกฎหมายเป็นตัวหลักโดยไม่ดูข้อเท็จจริง ก็จะเป็นปัญหาไม่จบสิ้นบาดแผลที่เกิดขึ้นก็จะอักเสบเรื้อรัง เป็นหนอง ไม่สามารถเยียวยาได้เลย.

           

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์